ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ราคาน้ำมันซบ! เศรษฐกิจโลกแย่ หนี้ยุโรปตามหลอน 2012/05/28

ราคาน้ำมันซบ! เศรษฐกิจโลกแย่ หนี้ยุโรปตามหลอน

  • 28 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:18 น.

โดย…ธนพล ไชยภาษี

ภาวะอึมครึมและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ในด้านหนึ่งกำลังส่งผลดีต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับลดลงอย่างฮวบฮาบในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และแตะระดับต่ำที่สุดในรอบปี 2555

เมื่อศุกร์ที่ผ่านมา แม้ว่าราคาน้ำมันในการซื้อขายที่ตลาดไนเม็กซ์จะปรับขึ้นเล็กน้อยที่ 33 เซนต์ ขึ้นไปอยู่ที่ 90.33 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ทว่าก่อนหน้านั้นเมื่อวันพุธที่แล้ว ราคาได้ลดลงแตะ 89.90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นราคาต่ำที่สุดในรอบ 7 เดือน นับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2011

และในช่วงเวลาเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น ราคาน้ำมันในตลาดโลกร่วงลงมากกว่า 15% จากที่เพดานราคาราวๆ 106 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยกันรุมเร้าและฉุดราคาน้ำมันมันจนดิ่งลงอย่างต่อเนื่องนั้น เป็นผลมาจากหลายปัจจัยรอบด้านที่สร้างความวิตกกังวลขึ้นพร้อมๆ กันในช่วงเวลาเดียว ซึ่งถือว่าเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก

ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตหนี้ของกลุ่มยูโรโซนที่เป็นปัจจัยลบร้อนแรงที่สุดในขณะนี้ ตลอดไปจนถึงการชะลอตัวของมหาอำนาจเศรษฐกิจของโลกอย่างจีน หรือแม้กระทั่งเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังไม่มีดัชนีเศรษฐกิจตัวใดที่พอจะชี้ชัดได้ว่า แรงซื้อของผู้บริโภคได้หวนคืนกลับมาแล้ว ซึ่งจะเป็นมิเตอร์วัดระดับความต้องการการใช้น้ำมันในสหรัฐ

กล่าวคือ สภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังซบเซาอยู่ในปัจจุบันนั้นกำลังส่งผลกระทบต่อการคาดการณ์ความต้องการน้ำมันในตลาดโลกอย่างรุนแรง และเป็นปัจจัยฉุดรั้งน้ำมันโลกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ต้องทำความเข้าใจกันว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันนั้นประกอบไปด้วย 3 ปัจจัยหลัก

ปัจจัยที่ 1 คือ ความต้องการน้ำมันของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความต้องการน้ำมันในสหรัฐที่เป็นผู้บริโภคน้ำมันอันดับ 1 ของโลก นอกจากนั้นความต้องการน้ำมันในจีนก็เริ่มส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันมากขึ้นในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากการเร่งพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด

ปัจจัยที่ 2 คือ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่าผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก ที่ผ่านมาเมื่อใดที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองในตะวันออกกลางขึ้น มักจะส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิต หรือกระทบต่อเส้นทางการขนส่งน้ำมัน และจะส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกในที่สุด

ปัจจัยสุดท้าย คือ การซื้อขายน้ำมันในตลาดล่วงหน้า ที่น้ำมันกลายเป็นหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ที่นักลงทุนเข้าไปแสวงหาผลกำไรจากการเก็งกำไรมากขึ้น

สำหรับปัจจัยที่ 1 ปัญหาวิกฤตหนี้ของกลุ่มยูโรโซน ถือเป็นปัญหาหลักที่ส่งผลกระทบต่อไปยังความต้องการน้ำมันในตลาดโลกมากที่สุด และเป็นปัจจัยหลักที่ควบคุมราคาน้ำมันโลกมากที่สุดในเวลานี้

โดยเฉพาะเมื่อหลายประเทศของกลุ่มยูโรโซนที่กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ทั้งสเปน อิตาลี หรือแม้กระทั่งฝรั่งเศส หรือเยอรมนี ที่แม้ว่าจะยังไม่ก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอยแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า โดยมีปัญหาหนี้และวิกฤตกรีซที่คอยฉุดรั้งความมั่นใจของตลาดทุนและผู้บริโภคอย่างหนัก

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ซึ่งเป็นองค์กรของประเทศพัฒนาแล้ว 30 ประเทศทั่วโลก เตือนว่าในปีนี้เศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซนอาจจะพบกับความตกต่ำอย่างหนักที่สุดจนถึงอาจจะติบลบถึง 2% ทีเดียว

และที่น่ากลัวที่สุด ผลกระทบจากวิกฤตกรีซต่อกรณีถ้าหากกรีซออกจากยูโรโซนในท้ายที่สุดนั้น จะยิ่งส่งผลอย่างรุนแรงจากภาคการเงินยุโรปและจะลุกลามเป็นวิกฤตการเงินโลกอีกครั้ง ซึ่งจะกระทบต่อราคาน้ำมันโลกอย่างแท้จริง

ในขณะเดียวกันภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน หนึ่งในผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ก็กำลังสร้างความไม่แน่นอนให้กับราคาน้ำมันเช่นเดียวกัน หลังจากที่จีนได้ใช้นโยบายลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ และผลกระทบในภาคการส่งออกหลังจากภาวะซบเซาในตลาดยุโรปและสหรัฐ ก็กำลังก่อให้เกิดความวิตกกังวลมากขึ้นว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนนั้น จะกลับกลายเป็นการชะลอตัวที่รุนแรงเกินไป หรือ “ฮาร์ด แลนดิง”

กระนั้นก็ตาม แม้ว่าจะยังพอมีความหวังที่เศรษฐกิจจีนอาจจะกลับมาสู่แดนเติบโตอีกครั้ง จากการหันมาใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นและอาจจะทำให้ราคาน้ำมันโลกกระเตื้องขึ้นอีก แต่ทว่าความเสี่ยงจากวิกฤตยุโรปและภาวะซบเซาของเศรษฐกิจสหรัฐ ก็ยังจะเป็นตัวควบคุมทิศทางของเศรษฐกิจจีนและราคาน้ำมันโลกมากกว่า เนื่องจากยุโรปถือเป็นการตลาดส่งออกขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน

โดยเห็นได้ชัดว่า ดัชนีภาคการผลิตของจีนลดลงมาอย่างต่อเนื่องโดยในเดือน พ.ค. ลดลงมาอยู่ที่ 48.7 จุด จากเดือน เม.ย. อยู่ที่ 49.3 จุด และเป็นการหดตัวเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกันแล้วด้วย

สำหรับปัจจัยที่สอง สถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะวิกฤตนิวเคลียร์อิหร่านที่เคยตึงเครียดหนักและทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูดไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมานั้น ล่าสุดการเจรจา 6 ฝ่าย ระหว่างอิหร่านและมหาอำนาจโลกตะวันตกครั้งล่าสุด เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว แม้ว่าจะไม่ได้ผลสรุปที่สร้างสรรค์นัก แต่ที่ประชุมก็เห็นพ้องที่จะนั่งโต๊ะประชุมกันต่อไปในเดือนหน้าที่กรุงมอสโก ของรัสเซีย

นั่นหมายความว่า วิกฤตนิวเคลียร์อิหร่านจะยังคงถูกเก็บไว้บนโต๊ะการเจรจาที่ทำให้การเผชิญหน้าระหว่างอิหร่านและโลกตะวันตกนั้นลดน้อยลง นั่นเท่ากับว่าปัจจัยลบจากตะวันออกกลางต่อราคาน้ำมันโลกในช่วงนี้ยังไม่รุนแรงนัก

ประเด็นที่สามและประเด็นสุดท้าย ปัจจัยจากการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า

ต้องยอมรับกันว่าในระยะนี้ จากความตึงเครียดและความวิตกกังวลจากปัญหาหนี้ในยุโรปกำลังทำให้นักลงทุนในตลาดต้อง “ถอย” ในทันทีจากสภาวะความไม่แน่นอนในตลาด และหันไปลงทุนในตลาดพันธบัตรสหรัฐที่มีความปลอดภัยมากกว่า ทำให้ราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมาปรับลดลงต่อเนื่องด้วย

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์น้ำมันโลกในปัจจุบันนี้ถือว่าอยู่ในช่วงขาลงอย่างแท้จริง ที่มหาอำนาจเศรษฐกิจทั้งจีนและสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ของโลกต่างก็อยู่ในภาวะซบเซา โดยมีความเสี่ยงจากปัญหาในยุโรปเป็นตัวซ้ำเติมและเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคตมากที่สุด จนทำให้นักลงทุนไม่กล้า “เสี่ยง” ในตลาดน้ำมันเหมือนกับที่เป็นมา

ประกอบกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะวิกฤตนิวเคลียร์อิหร่านที่ค่อนข้างสงบ จึงทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับลดต่อไปในระยะนี้

แต่กระนั้นก็ต้องจับตาแบบไม่กะพริบเช่นกัน เพราะจีนอาจจะใช้การกระตุ้นเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น อันจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโดยตรง

อีกทั้งญี่ปุ่นหนึ่งในผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ก็นำเข้าทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อทดแทนพลังงานจากนิวเคลียร์ที่ขาดหายไป

ราคาน้ำมันโลกในวันนี้ถึงจะสงบนิ่ง แต่ก็ไว้ใจไม่ได้เช่นกัน

 

ว่างงาน สัญญาณร้ายเศรษฐกิจ 2012/05/28

ว่างงาน สัญญาณร้ายเศรษฐกิจ

  • 28 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:06 น.

โดย…ชลลดา อิงศรีสว่าง

ความพยายามแก้ไขปัญหาค่าครองชีพของรัฐบาลยังดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามที่จะตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในที่สุดแล้วราคาสินค้าก็จะต้องปรับขึ้น เมื่อหมดช่วงโปรโมชันที่กระทรวงพาณิชย์ขอให้ผู้ประกอบการเอกชนชะลอการขึ้นราคาสินค้าออกไป 4 เดือน

ผลกระทบจากนโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท แบบหักดิบของรัฐบาลจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ แต่จะทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจะเห็นผลเป็นรูปธรรมจากการเลิกจ้างในช่วงปลายปี เนื่องจากค่าจ้างอัตราใหม่ได้ปรับขึ้นเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2555 ใน 7 จังหวัดนำร่อง ส่วนอีก 70 จังหวัดที่เหลือจะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 ม.ค. 2556

เสียงร้องขอของผู้ประกอบการให้รัฐชะลอการขึ้นค่าจ้างจังหวัดที่เหลือไปก่อน ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล เพราะขณะนี้ค่าครองชีพได้เพิ่มสูงขึ้นจนกู่ไม่กลับแล้วทั้งประเทศ ประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในจังหวัดที่ได้รับการปรับค่าจ้างก็ต้องใช้สินค้าแพงเหมือนกัน การไม่ขึ้นค่าจ้างก็เท่ากับทำให้คนเหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตต่ำลง

สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ผู้ที่จะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากนโยบายนี้หนี้ไม่พ้นธุรกิจเอสเอ็มอีในพื้นที่ห่างไกลที่ปรับตัวไม่ได้จากการปรับค่าจ้าง

และเมื่อผู้ประกอบการแบกรับภาระไม่ไหว ทางออกอาจต้องย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่ค่าแรงงานถูก เช่น กัมพูชา พม่า ลาว โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ใช้แรงงานเยอะ ก็จะเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรมากขึ้น ลดการใช้แรงงานคนลง

แรงงานที่ถูกเลิกจ้างจากธุรกิจปิดตัวลง กับนายจ้างย้ายฐานการผลิต จะเป็นส่วนหนึ่งที่มีปัญหา

แต่จะมีแรงงานใหม่ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงานปีละหลายแสนคน เมื่อรัฐกำหนดให้ผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีได้เงินเดือนแรกเข้าเดือนละ 1.5 หมื่นบาท นายจ้างอาจหันไปหาผู้ที่เรียนจบต่ำกว่าชั้นปริญญาตรี

เมื่อ 2 กลุ่มนี้มาผสมกัน จะเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวของรัฐบาล เพราะถ้าอัตราการว่างงานเพิ่ม ก็หมายถึงเศรษฐกิจเริ่มถดถอย และจะสร้างปัญหาด้านสังคมและเศรษฐกิจคู่กันไป

สมชัย กล่าวว่า มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่แรงงานจบใหม่จะหางานทำได้ยากขึ้น เพราะนายจ้างคงชะลอการจ้างแรงงานใหม่ไปก่อน ดังนั้นภาครัฐต้องเตรียมแผนรองรับสภาพปัญหาการตกงานในอนาคตที่จะเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

สัญญาณของการจ้างงานที่จะไม่เพิ่มขึ้น เห็นได้จากยอดจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่เดือน เม.ย. ลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทนิติบุคคลใหม่ในเดือน เม.ย. 2555 มีจำนวน 4,041 ราย แบ่งเป็นจัดตั้งในกรุงเทพฯ 1,540 ราย ส่วนภูมิภาค 2,501 ราย เมื่อเทียบกับเดือน เม.ย. 2554 ลดลง 1,057 ราย หรือลดลง 20% และเมื่อเทียบกับเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ลดลง 1,390 ราย หรือ 25%

ส่วนเงินทุนจดทะเบียนในเดือน เม.ย. มีจำนวน 14,105 ล้านบาท นิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งสูงสุด 3 อันดับแรก คิดเป็น 19% ของการจดทะเบียนจัดตั้งทั้งหมด คือ ก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 397 ราย อสังหาริมทรัพย์ จำนวน 218 ราย บริการนันทนาการ จำนวน 155 ราย ส่วนภาคการผลิตไม่มีการจดทะเบียนเพิ่มในช่วงนี้

นอกจากนี้ ตัวเลขที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่งที่ชี้วัดความน่าเป็นห่วงของแรงงาน คือ กระทรวงแรงงานรายงานการเตือนภัยด้านแรงงานไตรมาสแรกปี 2555 ระบุว่า จำนวนผู้ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงานของกรมการจัดหางาน มีจำนวน 1.59 หมื่นคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 206% และตัวเลขผู้ประกันตนที่ได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน มีจำนวน 1.13 แสนคน เพิ่มขึ้น 38.63% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

จากการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของการจ้างงานในระบบประกันสังคม จากข้อมูลผู้ประกันตนมาตรา 33 พบว่าแนวโน้มการจ้างงานในภาพรวมอยู่ในระดับเตือนภัยที่ต้องเฝ้าระวังในระยะเริ่มต้น โดยระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา อัตราการขยายตัวของผู้ประกันลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 2% ในเดือน พ.ย. 2554 เหลือ 1.1% ในเดือน ธ.ค. 2554 เหลือ 0.78% ในเดือน ม.ค. และเหลือ 0.46% ในเดือน ก.พ. และข้อมูลล่าสุดในเดือน มี.ค. อยู่ที่ 0.21%

ทางภาครัฐดูตัวเลขนี้อาจจะบอกว่ายังเล็กน้อย ไม่น่าตกใจ แต่ อาทิตย์ อิสโม อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ให้ข้อสังเกตว่า หากตัวเลขการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% แสดงว่าน่าเป็นห่วง เพราะภาคธุรกิจได้รับผลกระทบจนเกิดการเลิกจ้างงาน

กระทรวงอุตสาหกรรมประมาณการว่าจะมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบไม่ต่ำกว่า 3 ล้านรายทั่วประเทศ แต่จนถึงป่านนี้มาตรการที่จะช่วยเหลือเอสเอ็มอี ที่รัฐบาลตั้งท่าว่าจะช่วยก็ยังไม่มีความชัดเจน

เรื่องช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีนั้น กระทรวงการคลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาร่างพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น

หลักการของกฎหมายจะเพิ่มโอกาสในการใช้หลักประกันของเอสเอ็มอี เช่น สัญญาเช่า หรือสินค้าคงคลัง เพื่อใช้เป็นหลักประกันการกู้เงินจากสถาบันการเงิน รวมถึงการเพิ่มบทบาทของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีได้มากขึ้น

น่าตกใจที่ปัจจุบันพบว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีถึง 1 ใน 3 ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

และน่าตกใจว่า กว่าจะมีกฎหมายนี้ ซึ่งไม่รู้เมื่อจะเสร็จเมื่อไหร่ เอสเอ็มอีก็อาจจะทนไม่ไหวล้มหายตายจาก เลิกกิจการไปก่อนก็เป็นได้

ปัญหาการว่างงานจึงจะเป็นปัญหาในอนาคตที่รัฐบาลต้องเตรียมหาทางรับมือไว้ได้เลย และควรจะเริ่มคิดหาวิธีเสียตั้งแต่ตอนนี้ เพราะจากอาการทางเศรษฐกิจที่ดูแล้วยังไม่มีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะการส่งออก ที่ดูแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คิด แม้จะไม่ถึงขั้นติดลบ แต่ก็จะเป็นตัวฉุดดึงเศรษฐกิจเช่นกัน

อันเป็นผลต่อเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปและสหรัฐ ที่มีแนวโน้มลากยาวต่อไป

หากเศรษฐกิจไม่ขยายตัว การจ้างงานก็จะไม่เกิดขึ้น สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำก็คือ การล้างท่อให้งบประมาณถูกเบิกจ่ายออกไปมากที่สุด พยายามที่จะกระตุ้นให้การลงทุนมีมากขึ้น และสร้างบรรยากาศให้ประชาชนใช้จ่ายเพื่อให้เกิดเงินหมุนเวียน

แต่ปัญหาเงินเฟ้อ ข้าวของแพงจากการขึ้นเงินค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท เป็นอุปสรรคลดทอนกำลังการใช้จ่ายของประชาชนลงไปมาก

ดูจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ ไม่ง่ายที่รัฐบาลจะรับมือการว่างงาน ทางแก้ไขก็คือ รัฐบาลจะกระตุ้นการลงทุนให้มากขึ้น ด้วยการใช้งบประมาณขาดดุลต่อไป และใช้นโยบายประชานิยมอย่างเข้มข้น

แต่การทำ 2 ทางนั้น ก็ไม่อาจการันตีได้ว่า จะช่วยลดจำนวนการว่างงานที่จะทยอยเพิ่มขึ้นอย่างสะสมไปเรื่อยๆ ได้

 

สุเทพเปิดศึกธาริตเบรกเกมรับใช้การเมือง 2012/05/28

สุเทพเปิดศึกธาริตเบรกเกมรับใช้การเมือง

  • 28 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:13 น.

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

เปิดหน้าชกเต็มตัวสำหรับคู่มวยระหว่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ ในบทบาทอดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เจ้านายเก่า ธาริต เพ็งดิษฐ์ ข้าราชการเก้าอี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในฐานะลูกน้องที่เคยเป็นแขนขาสำคัญในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่เวลานี้ต่างฝ่ายต่างแลกกันคนละหมัด

ทว่า เมื่อขั้วอำนาจการเมืองเปลี่ยนมือจากพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นพรรคเพื่อไทย ท่าทีของดีเอสไอเริ่มเปลี่ยนไปด้วยตามทิศทางการเมืองจนเห็นได้ชัด เมื่อคดีที่เกี่ยวกับคนเสื้อแดง รวมไปถึงคดีผังล้มเจ้ามีภาพของการ “เกี้ยเซี้ย” กับซีกรัฐบาลอยู่ลางๆ

สอดคล้องกันอย่างน่าแปลกใจ เมื่อมีกระแส จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง รอนั่งเก้าอี้เป็น รมว.มหาดไทย แม้จะถูกศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดให้ตกจากเก้าอี้ สส.แล้วก็ตาม แต่เส้นทางของ จตุพร กลับสดใสขึ้นมาทันทีที่ ธาริต ไม่สั่งฟ้อง จตุพร ในฐานความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยอ้างว่าเมื่อพิจารณาจากข้อความที่ จตุพร กล่าวบนเวทีปราศรัยไม่เข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง แต่เป็นเพียงพุ่งเป้าโจมตี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสุเทพ เท่านั้น

กลายเป็นเรื่องที่สร้างความขุ่นมัวให้ สุเทพ แสดงอาการเลือดเข้าตา ทนไม่ไหวซัดหมัดแรกเข้าใส่ ธาริต และ พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะเจ้าของสำนวนคดีหมิ่นสถาบัน ด้วยการยื่นเรื่องถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าพนักงานสอบสวนคดีนี้ไม่พยายามค้นหาหลักฐานเท่าที่ควร และแปลกใจว่าทำไมดีเอสไอถึงเปลี่ยนไปได้เพียงนี้

นัยว่าต่างฝ่ายต่างก็รู้ไส้รู้พุงกันเองอยู่แล้ว เพราะท่าทีตอบโต้ของอธิบดีดีเอสไอ ที่แม้จะปากหวาน เล่นบทนิ่มนวลไม่ตอบโต้ “ยังเคารพรักท่านสุเทพเหมือนเดิม” แต่การรับเรื่องร้องเรียนจาก เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต สว.สรรหา กรณีเงินบริจาคจากบริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก หรือ อีสต์ วอเตอร์ ผนวกกับอีกฟากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวนเรื่องนี้ จึงเป็นการสร้างความกังวลใจให้พรรคประชาธิปัตย์ อาจต้องเดินขึ้นศาลรัฐธรรมนูญรอลุ้นคดียุบพรรคกันอีกรอบ

ยิ่งจะทำให้ สุเทพ ร้อนรุ่มใจมากขึ้นอีกระดับ เมื่อคดีบุกรุกที่เขาแพง ต.แม่น้ำ และ ต.อ่างทอง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ของบุตรชายตระกูลเทือกสุบรรณ พบเอกสารสิทธิที่ดินจำนวน 113 ไร่ มีการออกโฉนดที่ดินไม่ตรงกับเอกสารสิทธิ สค.1 อยู่ในมือดีเอสไอ และยิ่งงานเข้า “เทพเทือก” เต็มๆ เพราะหัวหน้าพนักงานสอบสวน คือ พ.ต.อ.ประเวศน์ ที่ขณะนี้ก้มหน้าก้มตาหาหลักฐาน ทั้งบินสำรวจเขาแพงถ่ายภาพทางอากาศ สอบปากคำพยานแวดล้อม เรียกได้ว่ายิ่งหาหลักฐานมากเท่าไหร่ ความผิดปกติก็มากเท่านั้น

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เกมตอบโต้กันไปมาไม่จบลงง่ายๆ อย่างแน่นอน เพราะปมที่ดินเขาแพงแม้จะเกี่ยวกับบุตรชาย แต่จะกลายเป็นจุดอ่อนให้ขุนพลเพื่อไทยที่รอจังหวะเสียบอยู่แล้ว เดินหน้ายื่นเรื่องร้องเรียนคดีที่มีความเกี่ยวโยงกับประชาธิปัตย์ บั่นทอนกำลังหัวหอกสำคัญอย่าง สุเทพ ให้ร้อนรน ออกมานั่งโต๊ะแถลงข่าวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ห้วงเวลานี้จึงกลายเป็นทีใครทีมัน เพราะทุกอย่างกำลังเข้าทางพรรคเพื่อไทย เตรียมประเคนคดีที่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ให้ดีเอสไอตะลุยตรวจสอบอีกเพียบ เริ่มด้วยคดีกล้องวงจรปิด (ซีซีทีวี) ทั่วกรุงเทพมหานคร (กทม.) และล่าสุดกรณีที่ กทม.ขยายสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอสให้ผู้ประกอบการรายเดิมจากที่เหลือ 17 ปี เพิ่มเป็นเวลา 30 ปี ซึ่งอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน

ความน่าสนใจของคดีบีทีเอส ดูจะส่อเค้าว่า กทม.ทำนิติกรรมเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น ซึ่งในวันที่ 29 พ.ค. จะรู้คำตอบจาก ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ถ้าคำตอบยังคงเป็นอำนาจของกระทรวงมหาดไทย จะเท่ากับงานเข้าถึงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. แรงกระเพื่อมนี้มีผลต่อฐานเสียงของประชาธิปัตย์ใน กทม.

กลายเป็นเกมการเมืองเพื่อช่วงชิงอำนาจ เปิดประตูสู่เป้าหมายลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ที่มี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ สมาชิกบ้านเลขที่ 111 วางแบบแปลนนโยบายไปรอท่านานหลายปี จึงนับว่าเป็นสองเด้งที่เพื่อไทยจะได้รับ ทั้งได้พื้นที่ฐานเสียงใน กทม.กลับมาอีกครั้ง และยุบพรรคประชาธิปัตย์ได้อีกด้วย

แม้ว่า ธาริต เองรู้ดีอยู่แก่ใจว่าวันดีคืนดีจะถูกสั่งย้ายไปดองที่ไหนได้ทุกเมื่อ แต่บทบาทของดีเอสไอขณะนี้ตอบสนองแนวทางรัฐบาลอย่างแข็งขัน ทำให้สถานภาพของเก้าอี้อธิบดีดีเอสไอเหนียวแน่นไม่น้อย ทั้งที่เคยถูกหมายหัวจากร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แต่การให้ ธาริต อยู่ในตำแหน่งต่อไป โดยไม่โยก พ.ต.ท.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ คนจากซีกเพื่อไทยเข้ามาแทน ย่อมทำให้กลุ่มก๊วนการเมืองฝั่งตรงข้ามรัฐบาลไม่เพิ่มจำนวนมากขึ้น

ถึงกระนั้น การก่อตั้งดีเอสไอมีจุดมุ่งหมายให้เป็นอิสระจากการแทรกแซงจากฝั่งการเมือง โดยแยกออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และงบประมาณจำนวนมาก อีกทั้งมีสิทธิเต็มที่ในการสืบสวนสอบสวนคดีที่มีความซับซ้อน และต้องใช้เทคโนโลยีทันสมัย แต่เวลานี้ถูกตราหน้าว่าใช้เป็นเครื่องมือให้ฝ่ายการเมืองทำลายกันเอง ท้ายที่สุดก็กลับมาสู่วังวนเดิมๆ เท่านั้น

 

ชำแหละกม.ปรองดอง”เหวี่ยงแห-ยุ่งเหยิง” 2012/05/28

ชำแหละกม.ปรองดอง”เหวี่ยงแห-ยุ่งเหยิง”

  • 28 พฤษภาคม 2555 เวลา 10:55 น.

โดย…ทีมข่าวการเมือง

“กิตติศักดิ์ ปรกติ” อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้วิจารณ์ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรองดองว่าเนื้อหาของกฎหมายไม่มีขอบเขตที่แน่นอน คือ ไม่ระบุว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่ควรได้รับผลประโยชน์จากกฎหมายนี้ ซึ่งอาจวิเคราะห์ได้ว่า คนร่างต้องการให้มีเนื้อหาเปิด เพื่อให้มีการตีความกว้างขวางไว้ที่สุด เป็นการเหวี่ยงแหเนื้อหากฎหมาย ซึ่งเสี่ยงขัดต่อรัฐธรรมนูญและยังมีปัญหาในทางปฏิบัติตามมาอีกมาก

“ถ้าคนร่างต้องการเอาคดีเดียวหรือเพื่อคนคนเดียวเป็นตัวตั้ง บ้านเมืองจะวุ่นวายแน่ จะมีแรงต่อต้านอย่างมหาศาล”

“กิตติศักดิ์” ได้ยกตัวอย่างความไม่แน่นอนของกฎหมาย โดยได้ตั้งคำถามว่า ในมาตรา 3 ซึ่งระบุว่า เหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. 2548 จนถึงวันที่ 10 พ.ค. 2554 หากมีการกระทำใดที่เป็นความผิดตามกฎหมาย ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป คำถามคือระหว่างวันที่ 19 พ.ค. 2553 ซึ่งเป็นวันยุติการชุมนุมถึงวันที่ 10 พ.ค. 2554 มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ใครแสดงออกช่วงนี้ที่ได้รับประโยชน์จากกฎหมาย

กิตติศักดิ์

ดังนั้น ต้องถามว่าทำไมกฎหมายฉบับนี้ จึงยืดเหตุการณ์ครอบคลุมจนถึงวันที่ 10 พ.ค. 2554 ซึ่งคนร่างต้องการคุ้มครองการแสดงออกของใครที่ได้แสดงความเห็นที่ผิดกฎหมายในช่วงนี้ รวมถึงความผิดเรื่องหมิ่นตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาด้วยหรือไม่

นอกจากนี้ ที่สำคัญคือไปเขียนว่าทั้งการกระทำของผู้ชุมนุมหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ทำหน้าที่ป้องกันก็ไม่ต้องรับผิด นั้นแสดงให้เห็นว่าเสรีภาพในชีวิตร่างกายที่ได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ จากนี้เสรีภาพของร่างกายก็อาจถูกกระทบได้จากเจ้าหน้าที่รัฐได้

“กิตติศักดิ์” ยังชี้ให้ความไม่ชัดเจนแน่นอนของกฎหมายมาตรา 5 ที่ระบุว่า ให้ถือว่าบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการหรือการปฏิบัติทั้งหลายขององค์กร หรือคณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประกาศ หรือคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ให้ถือว่ามิได้เป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือเป็นผู้กระทำความผิด

คำถามคือ เป็นประกาศฉบับใด หรือคำสั่งฉบับใด หรือการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรใด ที่ถือว่าเป็นเหตุร้ายแรงบุคคลที่ได้รับผลกระทบควรได้รับการคุ้มครอง เพราะถ้าเขียนไว้เช่นนี้เท่ากับหมายความว่า ประกาศทุกประกาศ หรือคำสั่งทุกคำสั่งของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ใช่หรือไม่

นอกจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แล้วคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชุดนี้ก็เกิดจาก คมช. ได้ตัดสินคดีเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. 2551 เหตุการณ์สลายพันธมิตรฯ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ครั้งนี้ ถูกชี้มูลว่าใช้อำนาจโดยไม่ชอบต้องออกจากราชการ หากกฎหมายนี้บังคับใช้ พล.ต.อ.พัชรวาท ก็ได้รับประโยชน์ด้วย คำถาม พล.ต.อ.พัชรวาทมีสิทธินำเรื่องมาฟ้อง ป.ป.ช.ได้หรือไม่ ถ้าฟ้องได้ก็ต้องยุ่งกันแน่

รวมทั้งคดีที่เกี่ยวกับการทุจริต ที่ ป.ป.ช.ตัดสินไปหลายคดีแล้ว รวมทั้งเรื่องทุจริตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้รับประโยชน์อยู่แล้ว ซึ่งยังไม่นับรวมเรื่องที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ คมช.แต่งตั้งขึ้นมาหากกฎหมายที่ออกมาโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) แล้วมีคนเห็นว่าได้รับผลกระทบก็นำมาลบล้างได้ หรือ กกต.ชุดนี้ก็มาจาก คมช.เช่นกัน หากกระทำเรื่องใดที่คนเห็นว่าได้รับผลกระทบก็จะหยิบกฎหมายนี้มาลบล้างเรื่องนั้นได้

“นี้คือปัญหาของขอบเขตเนื้อหากฎหมายที่ไม่มีความชัดเจน หรือมีความแน่นอนว่าเป็นคำสั่งใด เป็นการกระทำขององค์กรใดและกระทำในเรื่องอะไร หากร่างยังเป็นเช่นนี้ ก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองแน่ ผลกระทบต่างๆ ขององค์กรต่างๆ ถูกหยิบมาลบล้างได้ และจะทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ” นายกิตติศักดิ์ กล่าวปิดท้าย

 

ตัวช่วย….ครม.ปู 2012/05/28

ตัวช่วย….ครม.ปู

  • 26 พฤษภาคม 2555 เวลา 14:04 น.

“ไม่ยึดว่ามีตำแหน่ง ไม่มีตำแหน่ง อะไรก็ได้ ขอให้เรามองว่าองค์กรทำงานได้ ถ้าคุณบอกว่าตรงนี้ทำให้เกิดประโยชน์องค์กร ถ้าเลือกที่จะอยู่ในองค์กรเราก็ต้องทำ”

ไม่ยึดติดตำแหน่ง

วราเทพ รัตนากร

ยุคแพงทั้งแผ่นดิน ราคาสินค้าพาเหรดขึ้นราคาจนรายจ่ายขยับพรวดพราดแซงหน้ารายรับ นโยบายซื้อใจจากพรรครัฐบาล ยังไม่ไปถึงฝั่งฝัน ขณะที่สถานะการเงินประเทศสุ่มเสี่ยงกับหนี้สาธารณะที่พุ่งสูง ชาวบ้านตาดำๆ เริ่มมองข้ามช็อต รอตัวช่วยจากบ้านเลขที่ 111 มากู้สถานการณ์

อดีตมือดีด้านเศรษฐกิจยุคไทยรักไทย ”วราเทพ รัตนากร”กับประสบการณ์อดีต สส.กำแพงเพชร4 สมัย อดีตแกนนำกลุ่ม 16 อดีตโฆษกรัฐบาลอดีต รมช.คลัง ออกตัวพูดอะไรได้เต็มปาก เพราะสถานะสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่ยังค้ำคอ และเวลานี้ยังไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

แม้ว่าหลายโผจะมองว่าเขาเป็นหนึ่งในแคนดิเดต รมต.เศรษฐกิจ ร่วม ครม.ปู 3 โดยเฉพาะขุนคลัง แต่เจ้าตัวอธิบายว่า ไม่ได้อยู่ที่ตัวเขา อยู่ที่นายกรัฐมนตรีว่าจะเป็นคนกำหนด

“ไม่ยึดว่ามีตำแหน่ง ไม่มีตำแหน่ง อะไรก็ได้ ขอให้เรามองว่าองค์กรทำงานได้ ถ้าคุณบอกว่าตรงนี้ทำให้เกิดประโยชน์องค์กร ถ้าเลือกที่จะอยู่ในองค์กรเราก็ต้องทำ เราต้องถือว่าตรงไหนก็ได้ที่ทำงานร่วมกับองค์กรได้ เขาอาจจะเปลี่ยนเราจากทำงานในออฟฟิศไปหลังออฟฟิศก็ได้”

วราเทพ เล่าให้ฟังว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อทาบทามใดๆ และส่วนตัวยังเห็นว่ารัฐบาลยังมีเสถียรภาพทำงานได้ดี รวมทั้งเพิ่งปรับ ครม.ไปตอนหาเสียงก็ไม่ได้บอกว่าเลือกตั้งชั่วคราวก่อน เดี๋ยว111 จะมาทำ หมายความว่า 111 ไม่มีอยู่ในวันนั้นชุดนี้ก็ต้องทำงาน แต่พอมี 111 เข้ามาก็เพิ่มบุคลากรเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นเอง ไม่ถึงขนาดต้องมาสลับสับเปลี่ยน

ถามว่าพูดจาทำนองนี้เกรงว่าจะเกิดการ”เตะสกัด” หรือสร้างความปั่นป่วนจากในพรรคหรือไม่

วราเทพ กล่าวว่า “ไม่ได้กลัวว่าเราเปิดหน้าหรืออะไร แต่มันไม่เหมาะสมที่เราจะไปพูดว่าเราพร้อมตรงนู้น จะทำตรงนี้ เพราะทั้งหมดอยู่ที่คนที่มีอำนาจตัดสินใจต้องเป็นคนเลือก คนอื่นมองอาจจะไม่ตรงเลยก็ได้ ท่านอาจจะบอก เฮ้ยไม่ได้มองตรงนี้ อาจจะมองตรงอื่น”

ส่วนปัญหาเรื่องทีมเศรษฐกิจที่ถูกรุมถล่มเรื่องไร้ประสิทธิภาพนั้น จากประสบการณ์ทีมเศรษฐกิจ เขาเห็นว่ายังไม่น่ามีการปรับเปลี่ยน แต่การตัดสินใจขึ้นอยู่กับนายกฯ ซึ่งรัฐบาลกำลังขับเคลื่อนนโยบายกำลังผลักดันงบประมาณ เพิ่งมีการปรับเปลี่ยนในตำแหน่งหลักในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 2 เมื่อไม่นานนี้

แต่ทว่าในเรื่องของแพงเป็นภาระที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขและทำความเข้าใจ แม้จะยังไม่ถึงกับกระทบกับการเมือง เสถียรภาพความมั่นคงของรัฐบาลแต่อยู่ในช่วงที่ต้องเร่งดำเนินการต่อเนื่องเพราะผ่านช่วงฮันนีมูนไปแล้ว กำลังจะต้องแสดงผลงาน ความสามารถที่มากขึ้น

“ทั้งหมดขึ้นอยู่กับนโยบายเพิ่งจะสัมฤทธิผลบางนโยบาย บางนโยบายเพิ่งเริ่มต้น งบประมาณกำลังเร่งผลักดัน โชคที่รัฐบาลไม่ดีคือ 6-7 เดือนแรกเจอปัญหาอุทกภัย เลยทำให้ แทนที่จะผลักดันนโยบายได้เต็มที่ เลื่อนไปเลยเหมือนกับยังไม่มีผลงานเหมือนที่หาเสียงไว้ตอนเลือกตั้ง ถ้าไม่เจอเรื่องอุทกภัยน้ำท่วมนโยบายที่เร่งผลักดันจะออกมามากกว่านี้”

“วราเทพ” มองว่า การบริหารจัดการน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมาของรัฐบาลถือว่าสอบผ่าน เพราะเข้ามาเป็นรัฐบาลไม่นานก่อนน้ำท่วม ยังไม่มีการจัดบุคลากรที่พร้อม หรือการทำงานร่วมกับข้าราชการก็ยังไม่คุ้นเคย ดังนั้นการที่สามารถผ่านช่วงนั้นได้แม้จะพอใจบ้างไม่พอใจบ้างก็ต้องถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย

ประเด็นเรื่องการกลับมาของสมาชิกบ้านเลขที่111 “วราเทพ” เล่าว่า ในส่วน 111 ของพรรคเพื่อไทย บางส่วนมีทายาทขึ้นมาทดแทน บางส่วนยังขับเคลื่อนอยู่เท่าที่สัมผัสยังไม่ได้ยินว่าใครแสดงความเห็นว่าต้องกลับมา ทุกคนยังเฉยๆ เพราะเกือบทุกคนเคยเป็นรัฐมนตรี เคยเป็นผู้บริหารมาแล้วไม่ใช่ไม่เคยเป็น ไม่ได้วางเป้าหมายว่าเมื่อพ้นแล้วจะต้องมาเป็นเลยทันที เชื่อว่าแต่ละท่านก็เป็นนักการเมืองที่ผ่านร้อนผ่านหนาว คงจะวางแนวทางของตัวเองอย่างเหมาะสมพอสมควร

“ส่วนตัวหากพ้น 111 ก็จะไปสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทยหลังจากนั้นขึ้นอยู่กับพรรค ผู้หลักผู้ใหญ่หรือกรรมการบริหารพรรค ว่าเขาจะให้ทำหน้าที่อะไรไหม ถ้าไม่ได้ทำก็ช่วยในฐานะที่เคยอยู่ภาคเหนือมาก่อนก็ทำงานร่วมกับ สส.ภาคเหนือ ในฐานะสมาชิก และอาจช่วยการให้ความเห็น ด้านที่ทำอย่างไรให้พรรคเข้มแข็ง ให้นโยบายของพรรคผ่าน ผู้แทนลงไปถึง ไม่ได้มองว่าจะต้องกลับไปมีตำแหน่งอะไร”

วราเทพ วิเคราะห์ว่า ปัญหาที่นโยบายค่าจ้าง 300 บาท เงินเดือน 1.5 หมื่นบาทถูกวิจารณ์นั้น ถ้าถามว่ามีปัญหาไหม แน่นอนไม่สามารถยืนยันได้ว่าทำนโยบายแล้วจะได้ 100% บางอย่างก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือ ขึ้นอยู่กับเวลา งบประมาณแต่ขอให้เป็นไปตามที่ได้ประกาศไว้ และส่วนใหญ่ได้รับผลจากนโยบายในทางที่ดี และค่อยปรับแก้

“ตอนไทยรักไทยก็เหมือนกัน ไม่ใช่ได้วันแรกแล้วพอใจกันหมด ก็ต้องปรับ แต่รัฐบาลนี้อาจจะเสียโอกาสตรง 5-6 เดือนแรก การขับเคลื่อนนโยบายไม่สะดวกนัก เพราะไปเจอวิกฤตน้ำท่วม แต่ถ้างบประมาณออกผมเชื่อว่าทุกอย่างจะเร็วขึ้น”

จุดอ่อนของรัฐบาลนี้คงจะบอกชัดๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ทุกรัฐบาลมีจุดอ่อนจุดแข็ง สถานการณ์ตอนนี้รัฐบาลอาจจะเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ทั้งการที่ประชาชนคาดหวังต้องการเห็นความปรองดอง เศรษฐกิจโตรวดเร็ว เพราะ 4-5 ปีที่ผ่านมาเหมือนเราไม่ได้ขยับไปไหน รัฐบาลใหม่ก็เลยทำให้เกิดความคาดหวัง อันนี้ไม่เรียกจุดอ่อน แต่เป็นเรื่องของความกดดัน ที่รัฐบาลต้องรีบแก้ไข เลยทำให้เป็นตัวฉุดเหมือนกับที่รัฐบาลถูกคาดหวังไว้สูง

วราเทพ อธิบายว่า อะไรที่ใกล้ตัวที่สุด คนก็จะรู้สึกเร็ว ทั้งเรื่องของแพงแต่จริงๆต้องบอกว่าเป็นการเมืองผสมอยู่ด้วย ส่วนจะเร่งแก้ไขตรงไหนต้องไปพร้อม ทำอย่างไรให้มีรายได้ คนที่เป็นเกษตรกร สินค้าเกษตรราคาดี ถึงสินค้าอุปโภคบริโภคแพงหน่อยคงไม่ว่า แก้ก็ต้องแก้สองทาง เพิ่มรายได้ลดรายจ่าย ถ้าแยกดูเป็นตัว บางตัวอาจจะดีบางตัวอาจไม่ดี แต่เวลาพูดเขาไม่พูด เขาจะพูดตัวไม่ดี

โควตาเจ๊แดง

คาดการณ์ว่าหวนคืนถนนการเมืองรอบนี้”วราเทพ” เตรียมร่วม ครม.ปู 3 โควตาเจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แต่ “วราเทพ”ชี้แจงว่า จริงๆ แล้วไม่น่าจะเป็นโควตา แต่สนิทกันตั้งแต่พรรคไทยรักไทย ทั้งในฐานะเลขาฯ ที่ผูกพัน เคารพนับถือ เวลามีงานมีการส่วนตัวก็ไปร่วมงาน ทำนองนั้น

“ไม่มี…ใครที่เคยอยู่ไทยรักไทยจะรู้ว่าไม่มีระบบโควตา แบบ 7 คนต้องได้ 10 คนต้องได้ ภาคเหนือต้องได้เท่านั้นเท่านี้ เขาดูความเหมาะสม ความอาวุโส แล้วดูสัดส่วนนิด

หน่อย ภาคเหนือมี สส.ขนาดนี้น่าจะมีผู้ที่มีตัวแทนด้านบริหาร แต่ไม่ตายตัวว่าต้องเป็นคณิตศาสตร์”

ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ปัจจุบันคุณแดงก็ไม่ได้บอกว่าท่านมีโควตา แต่ถูกมองอย่างนั้นได้ไหม ได้ เพราะท่านเป็นผู้นำทางภาคเหนือ เพราะฉะนั้นเวลามีรัฐมนตรีที่มาจากภาคเหนือก็ไปมองว่าเป็นของคุณเยาวภา ส่วนคนสนิทกันไปเจอกันคุยกันก็เลยกลายเป็นโควตา

วราเทพ มองว่า มีคนที่สนิทกับเจ๊แดงเยอะ เพราะเป็นผู้ใหญ่ใจดี พี่ๆ น้องๆ ในพรรคเรียกพี่ สมัยนู้นหรืออาจจะสมัยนี้ด้วยก็อาจจะมีหลายคนช่วยทำงานไม่ได้มาที่เขาคนเดียว อย่างคุณวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุลยงยุทธ ติยะไพรัช บุญทรง เตริยาภิรมย์ไม่ใช่เขาคนเดียว

ห่างหายจากหน้าฉากการเมืองไป 5 ปีเขายืนยันว่าไม่มีใครมาอยู่ข้างหน้าแทนเพราะไม่ใช่เจ้าของโควตาตำแหน่งรัฐมนตรีให้คนอื่นมาดูแลแทนและก็ไม่เคยไปยุ่งกับรัฐมนตรีคนไหนเลย ถามว่ามีความสุขไหมก็สบายกาย ภาระหน้าที่น้อย เราได้ทำอะไรที่ชอบ แต่ก็ได้ทำอะไรที่ต้องการทำในช่วง4-5 ปี

สำหรับท่าทีเมื่อ111 พ้นโทษแบนจะดำเนินการอย่างไรต่อไป “วราเทพ” เล่าให้ฟังว่า จากที่มีการประชุมเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วก็มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าจะมีกิจกรรมวันที่ 30 พ.ค. และหลังจากนั้นก็จะเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลที่จะไปทำงานกันเอง ใครจะไปเขียนหนังสือ ใครจะทำอะไรก็แล้วแต่ วันที่30 พ.ค. ก็จะจบการเรียกกลุ่ม 111

กม.ปรองดอง ไม่มีทางที่คนเห็นด้วยหมด100%

จากประสบการณ์การเมืองยาวนาน2 ทศวรรษ “วราเทพ” มองว่ามีการเมืองทั้งหยุดนิ่งกับที่ ถอยหลัง และไปข้างหน้า คือจากที่ถอยหลังไปรอบหนึ่งเพราะนายกฯ ไม่ได้มาจากเลือกตั้ง จนรัฐธรรมนูญ 2540 ก็เดินหน้าได้ต่อมามีปฏิวัติก็เหมือนกับถอยหลัง หลังจากนี้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ได้เสียงสนับสนุนเกินครึ่ง ก็น่าจะเดินหน้า

“การเมืองไทยยังไม่ใช่การเมืองนิ่งเป็นระบบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ยังไม่เป็นโครงสร้างแน่นหนาระบบ 2 พรรค และอยู่ 4 ปีแน่นอน คนที่มีความเกี่ยวข้องทางการเมืองต้องช่วยกัน เริ่มต้นต้องเริ่มจากระบบพรรค การให้ความรู้เข้าไปให้ประชาชนมีส่วนร่วม หรือแม้กระทั่งเป็นนักธุรกิจ

ก็ต้องมองการเมืองส่งผลกับเขา ถ้ามองการเมืองไม่ดี แล้วถอยออกไปอยู่เรื่อยก็ไม่ดี”

ที่ผ่านมาวัฏจักรมีทั้งเดินหน้า หยุดนิ่ง ถอยหลัง แต่เราจะทำอย่างไรให้เดินหน้ามากกว่าหยุดนิ่งและไม่ให้ถอยหลัง คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องช่วยกัน ประเด็นปัญหาทำให้ถอยหลังต้องหยุด คนที่จะทำให้หยุดนิ่งก็ต้องเดินหน้า คนที่มีหน้าที่เป็นตัวแสดงก็ต้องพยายามทำให้คนที่เขาจะสนับสนุนเพิ่มขึ้น มองนักการเมืองเป็นอาชีพที่เข้ามาเปิดโอกาสให้คนนอกเข้ามาได้มากขึ้น

สำหรับเรื่องความปรองดอง”วราเทพ” มองว่าวันหนึ่งต้องดีขึ้น แต่ว่าจะเร็วหรือช้าเท่านั้นเอง ต้องถามตัวเองว่าปัญหาอยู่ที่ไหน ก็ยังตีโจทย์ไม่แตก มันสลับซับซ้อนมาก ใครจะทำให้เกิดความปรองดองได้ ด้วยความรู้ประสบการณ์การเมืองยังตอบไม่ได้ว่าใครจะทำให้เกิดการปรองดอง

ความพยายามผลักดัน พ.ร.บ.ปรองดองนั้นวันนี้ไม่มีทางที่จะทำให้คนเห็นด้วยหมด 100%ขอมองว่าถ้าเสียงเกินครึ่งส่วนใหญ่มองเห็นว่าแนวทางนี้ไปได้ คนที่เห็นค้านก็ต้องยอมรับเสียงข้างมากก็ต้องทำความเข้าใจกับคนส่วนน้อย

“ไม่ว่าใช้วิธีการไหน ถ้าคนที่ไม่เห็นด้วยก็ไม่เห็นด้วย ส่วนคนเห็นด้วยก็ต้องพยายามทำให้คนไม่เห็นด้วยเกิดความเข้าใจ ไม่ว่าจะใช้กฎหมายหรือค่อยๆ ทำ วันนี้ตอบไม่ได้เลยว่าอันนี้ถูกหรือผิด อันนี้ต้องกลับมาคิดว่าทุกคนต้องยึดแนวทางที่ทำยังไงให้เกิดประโยชน์ส่วนรวม ไม่ว่าจะพอใจ ไม่พอใจ แต่ถ้าส่วนรวมได้ ตัวเองอาจจะไม่ได้ทันที ช้าหน่อยแต่ก็ต้องยอมรับ ตัวเองอาจจะไม่เห็นด้วย เพราะแนวคิดรับไม่ได้”

“วราเทพ” กล่าวว่า การเมืองต่อไปต้องเป็น2 ขั้วด้วยระบบพรรค คือ สู้กันด้วยเรื่องนโยบายและฝีมือ นโยบายทุกคนอาจจะเขียนกันได้ แต่ต้องมีฝีมือด้วย ต้องเหลือพรรค 2 ขั้วใหญ่ ส่วนพรรคเล็กก็ควรต้องมี แต่เป็นจำนวนไม่มากนัก

สำหรับเสื้อแดงเวลานี้เป็นองค์กรที่เข้มแข็งมีการรวมตัวทางการเมือง มีจุดยืนชัดเจน เมื่อมาสนับสนุนพรรคเพื่อไทยก็อาจจะมีเสียงสนับสนุนมากกว่า พรรคประชาธิปัตย์ก็จะต้องไปค้นหาตัวเองว่าทำยังไงถึงจะสร้างพลังให้ประชาชนมาสนับสนุนให้ชนะการเลือกตั้งให้ได้ ไม่น่าจะมาบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ หรือเสื้อแดง จะเป็นปัญหาการเมืองไทย

วราเทพ ยอมรับว่าเสื้อแดงมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง กระตุ้นทางการเมืองสูงทีเดียวในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ถึงจะไม่มีหลักฐานในการพิสูจน์ แต่ในอีสานและในหลายพื้นที่เป็นทฤษฎีใหม่ว่าเงินเป็นปัจจัยสำคัญน้อยลงต่อการชนะการเลือกตั้ง เพราะการรวมตัวกันของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบคนเสื้อแดงหรืออะไรก็ตาม

สำหรับปัญหาว่าเวลานี้เพื่อไทยและเสื้อแดงใครนำใครนั้น ในฐานะผู้สังเกตการณ์ บอกได้เลยว่าคนเสื้อแดงไม่ได้เป็นคนที่จะมานำพรรคพรรคก็มีระบบกลไกของเขา คนเสื้อแดงเขาก็นำในส่วนกิจกรรมของเขา แต่เผอิญคนเสื้อแดงกับพรรคไปในทิศทางเดียวกัน คือ ต่อต้านเผด็จการส่งเสริมประชาธิปไตย คนเสื้อแดงเป็นคนรากหญ้า ส่วนใหญ่เขาก็มานิยมนโยบายเพื่อไทย

ส่วนที่ระยะหลังเป็นปัญหาจนสะท้อนผ่านผลเลือกตั้งท้องถิ่นหลายแห่งนั้น วราเทพ มองว่าต้องลงไปดูแต่ละพื้นที่ให้ละเอียด เลือกตั้งท้องถิ่นย้อนกลับไปภาคใต้ คนที่ลงในนามพรรคประชาธิปัตย์ก็แพ้เลือกตั้งท้องถิ่นนะแต่พอเลือกตั้งใหญ่ประชาธิปัตย์ก็ชนะภาคใต้ทุกที

 

มาร์คอัดสนธิเร่งชงร่างกม.ปรองดอง 2012/05/26

มาร์คอัดสนธิเร่งชงร่างกม.ปรองดอง

  • 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 17:27 น.

มาร์คอัดสนธิเร่งชงร่างกม.ปรองดองทำลายประเพณีสภา คำนูณชี้ไม่น่าเชื่อคนทำรัฐประหารล้างผิดให้ทักษิณ

วันนี้ (25พ.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า หากพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ จะรีบเร่งนำเสนอพรบ.ปรองดอง เข้าสู่สภา จะเป็นการเขียนด้วยมือ ลบด้วยเท้าอีกหรือไม่ และการเลื่อนวาระการพิจารณาเรื่องนี้ให้เร็วขึ้นก็เป็นที่ชัดว่า กฎกติกาประเพณีต่างๆ ถูกโยนทิ้งหมด พอเห็นเป็นเรื่องของผลประโยชน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ยังเห็นว่า รัฐบาลคงไม่เป็นเจ้าภาพเองแต่ให้พล.อ.สนธิ เป็นคนขับเคลื่อน ตั้งแต่ตอนที่มีคณะกรรมาธิการปรองดองแล้ว จากนั้นก็มีการซุบซิบถึงการตั้งกรรมาธิการฯ งบประมาณ ในสัดส่วนพรรคการเมืองขนาดเล็ก ซึ่งที่สุด พล.อ.สนธิ ก็ได้เป็นกรรมาธิการงบประมาณ คงต้องดูเนื้อหาของกฎหมาย ถ้าเป็นเรื่องการพาพ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้าน มีการล้างผิด ก็ไม่ใช่เป็นกฎหมายปรองดอง แต่เสียงข้างมากในสภาก็สามารถผ่านกฎหมายฉบับนี้ได้ เพียงแต่ว่า จะถูกต้องหรือไม่ และมีปัญหาในเชิงกฎหมายหรือไม่

“ขอบอกว่าการออก พรบ.ปรองดอง ไม่ต้องมาอ้างผมและคุณสุเทพ (เทือกสุบรรณ) ว่าจะได้รับประโยชน์ด้วย เพราะพวกผมไม่ได้เรียกร้องให้มีเรื่องเหล่านี้ เราต้องการให้มีการค้นหาข้อเท็จจริง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ขณะที่นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา โพสในทวิตเตอร์ @Kamnoon ถึง พ.ร.บ.ปรองดองว่า “ร่างพ.ร.บ.ปรองดองฯที่จะมีผลล้างผิดให้ทักษิณ เสนอโดยคนที่รัฐประหารล้มทักษิณ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ” ทั้งยังแนบเอกสารประกอบในชิ้นแรก นายคำนูณ ทวิตอีกข้อความว่า “สาระสำคัญของพ.ร.บ.ปรองดองฯมาตรา 5 และ 4 ที่จะมีผลทำให้คำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดในคดีที่ดินรัชดาและคดียึดทรัพย์สิ้นผล” และแนบเอกสารอันที่ 2 มาด้วย

 

ไม่ยึดติด ตำแหน่ง 2012/05/26

ไม่ยึดติด ตำแหน่ง

  • 26 พฤษภาคม 2555 เวลา 10:54 น.

วราเทพ เปิดใจ บ้านเลขที่ 111 ตัวช่วย ครม.ปู ยันไม่ยึดติดกับตำแหน่ง โยนนายกฯ ตัดสินใจ

ทีมข่าวการเมือง

ยุคแพงทั้งแผ่นดิน ราคาสินค้าพาเหรดขึ้นราคาจนรายจ่ายขยับพรวดพราดแซงหน้ารายรับ นโยบายซื้อใจจากพรรครัฐบาล ยังไม่ไปถึงฝั่งฝัน ขณะที่สถานะการเงินประเทศสุ่มเสี่ยงกับหนี้สาธารณะที่พุ่งสูง ชาวบ้านตาดำๆ เริ่มมองข้ามช็อต รอตัวช่วยจากบ้านเลขที่ 111 มากู้สถานการณ์

อดีตมือดีด้านเศรษฐกิจยุคไทยรักไทย “วราเทพ รัตนากร”กับประสบการณ์อดีต สส.กำแพงเพชร4 สมัย อดีตแกนนำกลุ่ม 16 อดีตโฆษกรัฐบาลอดีต รมช.คลัง ออกตัวพูดอะไรได้เต็มปาก เพราะสถานะสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่ยังค้ำคอ และเวลานี้ยังไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

แม้ว่าหลายโผจะมองว่าเขาเป็นหนึ่งในแคนดิเดต รมต.เศรษฐกิจ ร่วม ครม.ปู 3 โดยเฉพาะขุนคลัง แต่เจ้าตัวอธิบายว่า ไม่ได้อยู่ที่ตัวเขา อยู่ที่นายกรัฐมนตรีว่าจะเป็นคนกำหนด

“ไม่ยึดว่ามีตำแหน่ง ไม่มีตำแหน่ง อะไรก็ได้ ขอให้เรามองว่าองค์กรทำงานได้ ถ้าคุณบอกว่าตรงนี้ทำให้เกิดประโยชน์องค์กร ถ้าเลือกที่จะอยู่ในองค์กรเราก็ต้องทำ เราต้องถือว่าตรงไหนก็ได้ที่ทำงานร่วมกับองค์กรได้ เขาอาจจะเปลี่ยนเราจากทำงานในออฟฟิศไปหลังออฟฟิศก็ได้”

วราเทพ เล่าให้ฟังว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อทาบทามใดๆ และส่วนตัวยังเห็นว่ารัฐบาลยังมีเสถียรภาพทำงานได้ดี รวมทั้งเพิ่งปรับ ครม.ไปตอนหาเสียงก็ไม่ได้บอกว่าเลือกตั้งชั่วคราวก่อน เดี๋ยว111 จะมาทำ หมายความว่า 111 ไม่มีอยู่ในวันนั้นชุดนี้ก็ต้องทำงาน แต่พอมี 111 เข้ามาก็เพิ่มบุคลากรเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นเอง ไม่ถึงขนาดต้องมาสลับสับเปลี่ยน

ถามว่าพูดจาทำนองนี้เกรงว่าจะเกิดการ”เตะสกัด” หรือสร้างความปั่นป่วนจากในพรรคหรือไม่

วราเทพ กล่าวว่า “ไม่ได้กลัวว่าเราเปิดหน้าหรืออะไร แต่มันไม่เหมาะสมที่เราจะไปพูดว่าเราพร้อมตรงนู้น จะทำตรงนี้ เพราะทั้งหมดอยู่ที่คนที่มีอำนาจตัดสินใจต้องเป็นคนเลือก คนอื่นมองอาจจะไม่ตรงเลยก็ได้ ท่านอาจจะบอก เฮ้ยไม่ได้มองตรงนี้ อาจจะมองตรงอื่น”

ส่วนปัญหาเรื่องทีมเศรษฐกิจที่ถูกรุมถล่มเรื่องไร้ประสิทธิภาพนั้น จากประสบการณ์ทีมเศรษฐกิจ เขาเห็นว่ายังไม่น่ามีการปรับเปลี่ยน แต่การตัดสินใจขึ้นอยู่กับนายกฯ ซึ่งรัฐบาลกำลังขับเคลื่อนนโยบายกำลังผลักดันงบประมาณ เพิ่งมีการปรับเปลี่ยนในตำแหน่งหลักในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 2 เมื่อไม่นานนี้

แต่ทว่าในเรื่องของแพงเป็นภาระที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขและทำความเข้าใจ แม้จะยังไม่ถึงกับกระทบกับการเมือง เสถียรภาพความมั่นคงของรัฐบาลแต่อยู่ในช่วงที่ต้องเร่งดำเนินการต่อเนื่องเพราะผ่านช่วงฮันนีมูนไปแล้ว กำลังจะต้องแสดงผลงาน ความสามารถที่มากขึ้น

“ทั้งหมดขึ้นอยู่กับนโยบายเพิ่งจะสัมฤทธิผลบางนโยบาย บางนโยบายเพิ่งเริ่มต้น งบประมาณกำลังเร่งผลักดัน โชคที่รัฐบาลไม่ดีคือ 6-7 เดือนแรกเจอปัญหาอุทกภัย เลยทำให้ แทนที่จะผลักดันนโยบายได้เต็มที่ เลื่อนไปเลยเหมือนกับยังไม่มีผลงานเหมือนที่หาเสียงไว้ตอนเลือกตั้ง ถ้าไม่เจอเรื่องอุทกภัยน้ำท่วมนโยบายที่เร่งผลักดันจะออกมามากกว่านี้”

“วราเทพ” มองว่า การบริหารจัดการน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมาของรัฐบาลถือว่าสอบผ่าน เพราะเข้ามาเป็นรัฐบาลไม่นานก่อนน้ำท่วม ยังไม่มีการจัดบุคลากรที่พร้อม หรือการทำงานร่วมกับข้าราชการก็ยังไม่คุ้นเคย ดังนั้นการที่สามารถผ่านช่วงนั้นได้แม้จะพอใจบ้างไม่พอใจบ้างก็ต้องถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย

ประเด็นเรื่องการกลับมาของสมาชิกบ้านเลขที่111 “วราเทพ” เล่าว่า ในส่วน 111 ของพรรคเพื่อไทย บางส่วนมีทายาทขึ้นมาทดแทน บางส่วนยังขับเคลื่อนอยู่เท่าที่สัมผัสยังไม่ได้ยินว่าใครแสดงความเห็นว่าต้องกลับมา ทุกคนยังเฉยๆ เพราะเกือบทุกคนเคยเป็นรัฐมนตรี เคยเป็นผู้บริหารมาแล้วไม่ใช่ไม่เคยเป็น ไม่ได้วางเป้าหมายว่าเมื่อพ้นแล้วจะต้องมาเป็นเลยทันที เชื่อว่าแต่ละท่านก็เป็นนักการเมืองที่ผ่านร้อนผ่านหนาว คงจะวางแนวทางของตัวเองอย่างเหมาะสมพอสมควร

“ส่วนตัวหากพ้น 111 ก็จะไปสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทยหลังจากนั้นขึ้นอยู่กับพรรค ผู้หลักผู้ใหญ่หรือกรรมการบริหารพรรค ว่าเขาจะให้ทำหน้าที่อะไรไหม ถ้าไม่ได้ทำก็ช่วยในฐานะที่เคยอยู่ภาคเหนือมาก่อนก็ทำงานร่วมกับ สส.ภาคเหนือ ในฐานะสมาชิก และอาจช่วยการให้ความเห็น ด้านที่ทำอย่างไรให้พรรคเข้มแข็ง ให้นโยบายของพรรคผ่าน ผู้แทนลงไปถึง ไม่ได้มองว่าจะต้องกลับไปมีตำแหน่งอะไร”

วราเทพ วิเคราะห์ว่า ปัญหาที่นโยบายค่าจ้าง 300 บาท เงินเดือน 1.5 หมื่นบาทถูกวิจารณ์นั้น ถ้าถามว่ามีปัญหาไหม แน่นอนไม่สามารถยืนยันได้ว่าทำนโยบายแล้วจะได้ 100% บางอย่างก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือ ขึ้นอยู่กับเวลา งบประมาณแต่ขอให้เป็นไปตามที่ได้ประกาศไว้ และส่วนใหญ่ได้รับผลจากนโยบายในทางที่ดี และค่อยปรับแก้

“ตอนไทยรักไทยก็เหมือนกัน ไม่ใช่ได้วันแรกแล้วพอใจกันหมด ก็ต้องปรับ แต่รัฐบาลนี้อาจจะเสียโอกาสตรง 5-6 เดือนแรก การขับเคลื่อนนโยบายไม่สะดวกนัก เพราะไปเจอวิกฤตน้ำท่วม แต่ถ้างบประมาณออกผมเชื่อว่าทุกอย่างจะเร็วขึ้น”

จุดอ่อนของรัฐบาลนี้คงจะบอกชัดๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ทุกรัฐบาลมีจุดอ่อนจุดแข็ง สถานการณ์ตอนนี้รัฐบาลอาจจะเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ทั้งการที่ประชาชนคาดหวังต้องการเห็นความปรองดอง เศรษฐกิจโตรวดเร็ว เพราะ 4-5 ปีที่ผ่านมาเหมือนเราไม่ได้ขยับไปไหน รัฐบาลใหม่ก็เลยทำให้เกิดความคาดหวัง อันนี้ไม่เรียกจุดอ่อน แต่เป็นเรื่องของความกดดัน ที่รัฐบาลต้องรีบแก้ไข เลยทำให้เป็นตัวฉุดเหมือนกับที่รัฐบาลถูกคาดหวังไว้สูง

วราเทพ อธิบายว่า อะไรที่ใกล้ตัวที่สุด คนก็จะรู้สึกเร็ว ทั้งเรื่องของแพงแต่จริงๆต้องบอกว่าเป็นการเมืองผสมอยู่ด้วย ส่วนจะเร่งแก้ไขตรงไหนต้องไปพร้อม ทำอย่างไรให้มีรายได้ คนที่เป็นเกษตรกร สินค้าเกษตรราคาดี ถึงสินค้าอุปโภคบริโภคแพงหน่อยคงไม่ว่า แก้ก็ต้องแก้สองทาง เพิ่มรายได้ลดรายจ่าย ถ้าแยกดูเป็นตัว บางตัวอาจจะดีบางตัวอาจไม่ดี แต่เวลาพูดเขาไม่พูด เขาจะพูดตัวไม่ดี

โควตาเจ๊แดง

คาดการณ์ว่าหวนคืนถนนการเมืองรอบนี้”วราเทพ” เตรียมร่วม ครม.ปู 3 โควตาเจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แต่ “วราเทพ”ชี้แจงว่า จริงๆ แล้วไม่น่าจะเป็นโควตา แต่สนิทกันตั้งแต่พรรคไทยรักไทย ทั้งในฐานะเลขาฯ ที่ผูกพัน เคารพนับถือ เวลามีงานมีการส่วนตัวก็ไปร่วมงาน ทำนองนั้น

“ไม่มี…ใครที่เคยอยู่ไทยรักไทยจะรู้ว่าไม่มีระบบโควตา แบบ 7 คนต้องได้ 10 คนต้องได้ ภาคเหนือต้องได้เท่านั้นเท่านี้ เขาดูความเหมาะสม ความอาวุโส แล้วดูสัดส่วนนิดหน่อย ภาคเหนือมี สส.ขนาดนี้น่าจะมีผู้ที่มีตัวแทนด้านบริหาร แต่ไม่ตายตัวว่าต้องเป็นคณิตศาสตร์”

ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ปัจจุบันคุณแดงก็ไม่ได้บอกว่าท่านมีโควตา แต่ถูกมองอย่างนั้นได้ไหม ได้ เพราะท่านเป็นผู้นำทางภาคเหนือ เพราะฉะนั้นเวลามีรัฐมนตรีที่มาจากภาคเหนือก็ไปมองว่าเป็นของคุณเยาวภา ส่วนคนสนิทกันไปเจอกันคุยกันก็เลยกลายเป็นโควตา

วราเทพ มองว่า มีคนที่สนิทกับเจ๊แดงเยอะ เพราะเป็นผู้ใหญ่ใจดี พี่ๆ น้องๆ ในพรรคเรียกพี่ สมัยนู้นหรืออาจจะสมัยนี้ด้วยก็อาจจะมีหลายคนช่วยทำงานไม่ได้มาที่เขาคนเดียว อย่างคุณวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุลยงยุทธ ติยะไพรัช บุญทรง เตริยาภิรมย์ไม่ใช่เขาคนเดียว

ห่างหายจากหน้าฉากการเมืองไป 5 ปีเขายืนยันว่าไม่มีใครมาอยู่ข้างหน้าแทนเพราะไม่ใช่เจ้าของโควตาตำแหน่งรัฐมนตรีให้คนอื่นมาดูแลแทนและก็ไม่เคยไปยุ่งกับรัฐมนตรีคนไหนเลย ถามว่ามีความสุขไหมก็สบายกาย ภาระหน้าที่น้อย เราได้ทำอะไรที่ชอบ แต่ก็ได้ทำอะไรที่ต้องการทำในช่วง4-5 ปี

สำหรับท่าทีเมื่อ111 พ้นโทษแบนจะดำเนินการอย่างไรต่อไป “วราเทพ” เล่าให้ฟังว่า จากที่มีการประชุมเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วก็มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าจะมีกิจกรรมวันที่ 30 พ.ค. และหลังจากนั้นก็จะเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลที่จะไปทำงานกันเอง ใครจะไปเขียนหนังสือ ใครจะทำอะไรก็แล้วแต่ วันที่30 พ.ค. ก็จะจบการเรียกกลุ่ม 111

 

เปิดร่างกม.ปรองดอง 2012/05/26

เปิดร่างกม.ปรองดอง

  • 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:36 น.

เปิดร่างกม.ปรองดองปลดโซ่ระบอบทักษิณ

หมายเหตุ พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ได้เสนอร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติพ.ศ. โดยได้ระบุถึงเหตุผลและความจำเป็นในการเสนอกฎหมายดังกล่าวซึ่งสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้รับเมื่อวันที่ 24 พ.ค.เวลา 14.45น.โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

หลักการและเหตุผล

พ.ต.ท.ทักษิณ-พล.อ.สนธิ

โดยที่ได้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบและความรุนแรงในประเทศในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาโดยเฉพาะเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 จนนำไปสู่การสูญเสียชีวิตการบาดเจ็บทางร่างกายและจิตใจ ผู้ต้องหาและจำเลยจึงไม่ใช่เป็นผู้ร้ายหรืออาชญากรดังเช่นคดีอาญาปกติ การยึดทำอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 ที่ผ่านมา รวมถึงการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคที่มิได้ส่วนรู้เห็นกับการกระทำความผิด ทำให้เกิดข้อวิจารณ์เกี่ยวกับความสอดคล้องกับหลักนิติธรรมของกลไกต่างๆของรัฐ กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม

ประกอบกับได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงกระทบกระเทือนต่อขวัญและกำลังใจของคนในชาติตลอดจนความสงบสุขของบ้านเมืองอีกครั้งหนึ่ง ประชาชนทั่วไปต้องการให้บ้านเมืองเกิดความปรองดองสมานฉันท์ หันหน้าเข้าหากัน แปลงวิกฤติครั้งนี้ให้เป็นโอกาสเพื่อฟื้นความสงบสุขและความเชื่อมั่นของคนในชาติรวมทั้งนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศให้กลับคืนมา

จึงสมควรใช้หลักเมตตาธรรมด้วยการให้อภัยและให้โอกาสกับทุกฝ่ายซึ่งล้วนมีเจตนาดีต่อชาติบ้านเมือง อันเป็นไปตามประเพณีที่ประเทศไทยเคยปฎิบัติมาแล้วหลายครั้งและเป็นไปตามมาตรฐานสากลด้วยการนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดอันมีสาเหตุตจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ได้กระทำระหว่างวันที่ 15 ก.ย.2548จนถึงวันที่ 10 พ.ค.2554 และเยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาด้วยการคืนความชอบธรรมให้แก่ผู้ถูกดำเนินคดีโดยกระบวนการต่างๆที่เกิดขึ้นตามประกาศหรือคำสั่งของคณะปฎิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค.)หรือคำสั่งของหัวหน้าคปค.ที่มิได้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติหรือขัดต่อหลักนิติธรรม
อันเป็นการผดุงรักษาไว้ซึ่งระบบนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรมของประเทศที่สากลให้การยอมรับ รวมทั้งการคืนสิทธิทางการเมืองให้กับกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่มิได้มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำความผิดอันเป็นเหตุให้มีการยุบพรรคการเมืองนั้น เพื่อให้โอกาสแก่ทุกฝ่ายได้เข้ามาใช้ความรู้ความสามารถของตนร่วมกันแก้ไขปัญหาและนำพาประเทศให้ก้าวข้ามความขัดแย้งครั้งนี้ไปสู่สันติภาพและความมั่นคงสืบไป จึงจำเป็นต้องตราพ.ร.บ.นี้

สาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.

มาตรา 3 ให้บรรดาการกระทำใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2548 จนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 หากมีการกระทำใดเป็นความผิดตามกฎหมาย ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป และให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

การกระทำตามวรรคหนึ่งให้หมายความถึงการกระทำของบุคคลดังต่อไปนี้

(1) การกระทำทั้งหลายของบุคคลที่เกิดจากการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายที่ห้ามการชุมนุม การกล่าววาจาหรือโฆษณาด้วยวิธีใดเพื่อเรียกร้องหรือให้มีการต่อต้านรัฐ การต่อสู้ขัดขืนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการประท้วงด้วยวิธีใดๆอันเป็นการกระทบต่อร่างกายหรือทรัพย์สินของบุคคลอื่นซึ่งเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมือง

(2) การกระทำทั้งหลายของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลใดๆอันเกี่ยวเนื่องกับการป้องกันระงับหรือปราบปรามในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือการกระทำใดที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าว

มาตรา 4 เมื่อพ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับแล้ว ถ้าผู้กระทำการตามมาตรา 3 อยู่ในระหว่างการสอบสวนให้ผู้มีอำนาจสอบสวนระงับการสอบสวนผู้นั้น ถ้าอยู่ในระหว่างการฟ้องร้องให้พนักงานอัยการหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องระงับการฟ้องหรือให้ถอนฟ้อง ถ้าผู้นั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด ถ้าผู้นั้นรับโทษอยู่ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและปล่อยตัวผู้นั้น

มาตรา 5 ให้ถือว่าบุคคลที่ได้รับผลระทบจากการดำเนินการหรือการปฏิบัติทั้งหลายขององค์กรหรือคณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประกาศหรือคำสั่งของคปค. หรือคำสั่งของหัวหน้าคปค. ซึ่งได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 หรือการดำเนินการหรือการปฏิบัติทั้งหลายขององค์กร หรือหน่วยงานอื่นใดอันเป็นผลสืบเนื่องจากการดำเนินการหรือการปฏิบัติขององค์กรหรือของคณะบุคคลดังกล่าว มิได้เป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือเป็นผู้กระทำความผิด โดยให้นำความในมาตรา 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลม และให้องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติต่อบุคคลที่ได้รับผลกระทบนั้นให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมต่อไป

 

จับตา’ยูโรบอนด์’กู้ยุโรป แผนระดมทุนบนภาระหนักอึ้งของเยอรมนี 2012/05/25

จับตา’ยูโรบอนด์’กู้ยุโรป แผนระดมทุนบนภาระหนักอึ้งของเยอรมนี

  • 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:25 น.

โดย…นันทิยา วรเพชรายุทธ

nantiyaw@posttoday.com

แม้นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี จะเคยส่งสัญญาณความเป็นไปได้ว่าอาจจะประนีประนอมให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่ไปกับมาตรการรัดเข็มขัด เพื่อให้กรีซอยู่รอดต่อไปได้ และแม้ทุกฝ่ายจะทราบดีว่าไม่อาจปล่อยให้กรีซออกจากยูโรโซน เพราะจะสร้างหายนะทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ตามมา ทว่าการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรป เมื่อวันที่ 23 พ.ค. กลับต้องจบลงโดยที่ไม่สามารถบรรลุแผนแก้ปัญหาใดๆ

ในเชิงหลักการนั้น เยอรมนีอาจเห็นด้วยว่ากรีซอาจจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย ทว่าการจะหาเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยแผนการออก “พันธบัตรยูโร” หรือ ยูโรบอนด์ ภายใต้การผลักดันของประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ แห่งฝรั่งเศสนั้น เป็นสิ่งที่เยอรมนีไม่อาจยอมรับได้

เพราะยูโรบอนด์ คือหนทางช่วยเหลือทุกประเทศในกลุ่มยูโรโซนที่เกิดปัญหาเศรษฐกิจ ยกเว้นเยอรมนีเพียงชาติเดียวเท่านั้น ซึ่งเมื่อชั่งน้ำหนักความได้เปรียบเสียเปรียบแล้ว งานนี้เยอรมนีรู้ดีเต็มอกว่าได้ไม่คุ้มเสีย

การระดมทุนด้วยการออกพันธบัตรยูโรบอนด์นั้น กำลังเป็นที่จับตาไปทั่วโลก เนื่องจากเป็นวิธีในการหาเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจที่หลายประเทศในยุโรปยอมรับ และพยายามผลักดันให้เป็นรูปเป็นร่างในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปที่เพิ่งผ่านมา โดยมีบรรดาประเทศที่มีปัญหาเศรษฐกิจซบเซา งบประมาณขาดดุลพุ่งสูง และหนี้สาธารณะต่อจีดีพีพอกคอหอยอย่างหนัก อาทิ ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน ให้การสนับสนุน

พันธบัตรยูโรมีการระดมทุนคล้ายกับการออกพันธบัตรทั่วไปของแต่ละประเทศ ทว่าแตกต่างตรงที่ทั้ง 17 ประเทศในกลุ่มยูโรโซน จะเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ร่วมกันทั้งหมด โดยแบ่งตามสัดส่วนตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งอาจขึ้นอยู่กับสัดส่วนของเงินที่ได้ไปจากการประมูลยูโรบอนด์

วิธีนี้มีข้อดีด้วยกันหลายประการ ประการแรกนั้น จะช่วยไม่ให้ประเทศในยูโรโซนที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจถูกโจมตีจากการเก็งกำไร นักลงทุนจะไม่สามารถทิ้งหรือปฏิเสธไม่เข้าซื้อพันธบัตรของประเทศใดประเทศหนึ่งที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ อาทิ สเปน และอิตาลี ซึ่งปัจจุบันมีอัตราผลตอบแทนดอกเบี้ยพันธบัตรที่พุ่งสูงตามความเสี่ยง และทำให้นักลงทุนหันไปซื้อพันธบัตรความเสี่ยงต่ำในเยอรมนี สหรัฐ และญี่ปุ่นแทน

ประการที่ 2 นั้น พันธบัตรยูโรจะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมให้ถูกลง เพราะเมื่อนำเยอรมนี ซึ่งมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรปมารวมอยู่ด้วย เครดิตความน่าเชื่อถือของเยอรมนีจะช่วยคานความเสี่ยงของพันธบัตรยูโรให้ลดลง โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะ 10 ปีของเยอรมนี อยู่ที่ 1.4% เท่านั้น เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยของอิตาลีและสเปน ซึ่งอยู่ระหว่าง 5.5–6%

ข้อดีประการที่ 3 ของพันธบัตรยูโร ก็คือประเทศในกลุ่มยูโรโซนที่เจออัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสูง จนไม่สามารถไถ่ถอนพันธบัตรคืนภายใต้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าว จะได้รับการเปิดโอกาสให้ปรับโครงสร้างหนี้ได้

แน่นอนว่าหากมีการออกพันธบัตรยูโรได้จริง ก็จะถือเป็นการต่อลมหายใจของกรีซ และยืดอายุการเป็นหนึ่งเดียวของกลุ่มประเทศยูโรโซนได้ครั้งใหญ่ โดยนักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่าอาจระดมทุนได้สูงถึง 11 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 346 ล้านล้านบาท) ซึ่งจะมีมูลค่าใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 รองจากพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐ

ทว่า จุดอ่อนของการออกพันธบัตรร่วมกัน และเหตุผลที่เยอรมนียืนกรานปฏิเสธอย่างหนักแน่น ก็มีอยู่หลายประการด้วยเช่นเดียวกัน

ประการแรกนั้น เยอรมนีจะเป็นผู้เสียประโยชน์แทบจะทุกด้าน กับการนำตัวเองไปค้ำประกันหนี้ก้อนใหญ่ร่วมกัน รัฐบาลและโดยเฉพาะชาวเยอรมันซึ่งเป็นผู้เสียภาษี จะตั้งคำถามตามมาว่า เหตุใดเยอรมนีจึงต้องนำห่วงหนี้ของประเทศที่ไม่มีวินัยการคลังมาผูกคอตัวเองด้วย ซึ่งความไม่พอใจของประชาชน ก็คือความเสี่ยงสำคัญทางการเมืองที่รัฐบาลเยอรมนีไม่ต้องการเผชิญในวันเลือกตั้งครั้งหน้า

ประการต่อมานั้น เยอรมนีซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนพันธบัตรต่ำที่สุดในยุโรปในขณะนี้ จะมีต้นทุนกู้ยืมสูงขึ้นทันทีหากมียูโรบอนด์ออกมา เพราะเท่ากับว่าดอกเบี้ยพันธบัตรเยอรมนีจะถูกนำไปหารเฉลี่ยความเสี่ยงกับหลายประเทศที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งจะทำให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในเยอรมนีเสียเปรียบทันที

ประการที่ 3 ซึ่ง แมร์เกิล และรัฐมนตรีหลายคนพยายามย้ำถึงเสมอก็คือ การออกพันธบัตรยูโรเท่ากับเป็นการ “ก่อหนี้เพิ่ม” ทั้งที่หลายประเทศไม่อยู่ในสถานะที่จะก่อหนี้เพิ่มเติมได้อีกต่อไป เนื่องจากประสบภาวะขาดดุลงบประมาณอย่างหนัก และยังมีระดับหนี้สาธารณะสูงเมื่อเทียบกับจีดีพี ซึ่งจะทำให้การเติบโตทางเศรษฐ กิจบนพันธบัตรยูโรเป็นการเติบโตที่เสี่ยง ไม่ยั่งยืน และเป็นการสร้างวินัยทางการคลังผิดๆ ให้เกิดธรรมเนียมดินพอกหางหมูกันต่อไป

จึงไม่น่าแปลกใจที่นายกรัฐมนตรี แมร์เกิล จะย้ำในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปว่า วิธีการออกยูโรบอนด์จะต้องมีการเฉลี่ยความสมดุลกันให้ดี ซึ่งที่ประชุมยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ เพราะยังมีความเห็นและมุมมองที่แตกต่างกันในหลายด้าน

นอกจากปัญหาหลักๆ จะตกอยู่กับเยอรมนีแล้ว ยูโรบอนด์ก็ยังมีจุดอ่อนในตัวหลายด้านด้วยกันในแง่ของความชัดเจน อาทิ หากประเทศใดประเทศหนึ่งไม่สามารถร่วมไถ่ถอนหนี้ได้ในอนาคต อีก 16 ประเทศที่เหลือจะแบกรับหนี้แทนหรือไม่ พันธบัตรของแต่ละประเทศจะยังคงมีอยู่ หรือถูกแทนที่ด้วยพันธบัตรยูโร และรัฐบาลแต่ละประเทศควรจะให้ลำดับความสำคัญระหว่างพันธบัตรของประเทศ หรือพันธบัตรยูโรมากกว่ากัน

หากไม่สามารถตกลงในรายละเอียดที่ชัดเจน หรือเฉลี่ยสมดุลเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบให้ดีขึ้น เยอรมนีซึ่งเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดในยุโรป ก็อาจจะไม่ยอมเล่นด้วยกับแผนการดังกล่าว ทำให้การประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปครั้งต่อไปในเดือน มิ.ย. จบลงด้วยการไร้ทางแก้ปัญหาอีกครั้ง และอาจส่งผลให้วิกฤตการณ์ของกรีซและยูโรโซนตกอยู่ในสถานะที่ไร้ทางออกต่อไป

 

ละเลงงบประชานิยม จุดสลบรัฐบาล 2012/05/25

ละเลงงบประชานิยม จุดสลบรัฐบาล

  • 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:18 น.

โดย…เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

แม้ว่าการพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายปี 2556 วงเงิน 2.6 ล้านล้านบาท จะได้รับการยกมือหนุนจากสมาชิกฝ่ายรัฐบาลอย่างท่วมท้นตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม ข้อท้วงติงของรัฐบาลในการจัดทำงบประมาณในหลายประเด็นเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องนำไปคิดไปปรับแก้เพื่อลบจุดอ่อนเสริมจุดแข็งการบริหารการใช้เงินของประเทศเช่นกัน ในชั้นของการพิจารณากรรมาธิการในช่วงต่อไป

โดยเฉพาะข้อทักท้วงเรื่องการใช้เงินงบประมาณในการทำโครงการประชานิยมจำนวนมากเพื่อซื้อใจมวลชน ทำให้รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณขาดดุลอีกถึง 3 แสนล้านบาท แม้ว่ารัฐบาลจะอ้างว่าลดลงจากปีงบประมาณ 2555 ที่ขาดดุล 4 แสนล้านบาท ก็ถือว่าการขาดดุลยังเป็นจำนวนก้อนโต

ฝ่ายค้านท้วงติงว่า ที่ผ่านมารัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินแก้น้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาท เวลาผ่านมาเกือบปีรัฐบาลเพิ่งอนุมัติโครงการกู้เงินได้แค่ 2 หมื่นล้านบาท การเบิกจ่ายจริงแทบยังไม่มีเกิดขึ้น

พ.ร.ก.กู้เงินประกันภัยพิบัติอีก 5 หมื่นล้านบาท ที่ยังกองอยู่ ไม่ได้ใช้ เพราะมีผู้มาทำประกันน้อยผิดความคาดหมาย

เงินกู้เก่ายังกองเป็นภูเขาและยังมาขอกู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณใหม่อีก 3 แสนล้านบาท เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทบทวน ไม่ดื้อดึงเสียงมากลากไป

ที่สำคัญ เป็นการกลืนน้ำลายตัวเองที่โจมตีรัฐบาลก่อนหน้าว่าเป็นรัฐบาลกู้สิบทิศ แต่พอมาบริหารประเทศกลับกลายเป็นรัฐบาลที่จมอยู่ภายใต้กองหนี้เสียเอง

รัฐบาลต้องไม่ลืมว่าวิกฤตหนี้ยุโรปทำเศรษฐกิจล้มครืนและยังแก้ไม่ตก ก็มาจากการกู้ ใช้จ่าย แบบเกินตัว หากเห็นโลงศพและยังพาประเทศไปตายจมกองหนี้อีก เห็นทีรัฐบาลก็อยู่ยาก

ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังเองก็ประเมินว่าสัดส่วนหนี้จาก 42% ของจีดีพี จะเด้งเป็น 50% จากการออก พ.ร.ก.กู้เงิน และการกู้ชดเชยขาดดุลปีงบประมาณ 2555 ดังนั้นการทำงบขาดดุลเพิ่มอีกในปี 2556 จะทำให้สัดส่วนหนี้น่าเสียวไส้เกิน 60% ของจีดีพี ตามกรอบความยั่งยืนทางการคลัง

ประเด็นที่ฝ่ายค้านเปิดเผยว่า การจัดทำงบประมาณปี 2556 มีเงินจำนวนไม่น้อยใช้ไม่คุ้มค่า เพราะไปทำโครงการประชานิยมที่ไม่จำเป็น ไม่เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เทียบกับเงินที่ใช้ และหากนำไปทำอย่างอื่นจะคุ้มค่ามากกว่า

แม้แต่ธนาคารโลกก็ออกมาเตือนในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ฝ่ายค้านท้วงติงว่า รัฐบาลควรหั่นโครงการประชานิยมที่ไม่จำเป็นทิ้งเสียบ้าง เพื่อรักษาเสถียรภาพการเงินการคลังของประเทศในระยะยาว

ขนาดนักการเมืองที่เคยอยู่กับรัฐบาลมาก่อน อย่าง วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ยังออกมาเตือนรัฐบาลว่า การบริหารประเทศที่ใช้แต่โครงการประชานิยมเป็นเรื่องเสี่ยง ทำให้ประเทศเกิดความเสียหาย เพราะเป็นการหันหลังให้กับการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะประชานิยมเป็นการดึงเงินในอนาคตมาใช้

ข้อท้วงติงจากหลายฝ่าย หากไล่เรียงลงไปเป็นรายโครงการประชานิยม ตั้งแต่รถคันแรก รัฐบาลต้องยอมรับว่าเป็นนโยบายเกินเลย ไม่มีความจำเป็น แน่นอนว่าผู้ซื้อรถได้ประโยชน์ เพราะอยู่ดีๆ ซื้อรถก็ได้แถมเงินคืน

แต่อีกด้านหนึ่งรัฐบาลก็ต้องจ่ายเป็นเงินถึง 3 หมื่นล้านบาท เงินจำนวนนี้หากรัฐบาลประหยัด ก็อาจสร้างรถไฟฟ้าสายสั้นได้ 1 สาย

กิตติรัตน์ ณ ระนอง ออกมาโต้ธนาคารโลก ว่า มองเป็นจุดๆ มากเกินไป รถคันแรกสร้างงาน สร้างกำลังซื้อ ส่งผลดีกับเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ไม่ใช่เป็นเรื่องเสียหายอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายก็ทักท้วงว่าโครงการรถคันแรกไม่ได้ทำให้การซื้อขายรถโดยรวมมากขึ้นกว่าเดิม แต่ทำให้การซื้อรถเร็วขึ้นมากกว่าเดิมเพื่อให้ได้สิทธิคืนเงิน หลังจากหมดโปรโมชันก็จะทำให้ความต้องการรถน้อยลงในระยะหนึ่งเช่นเดียวกัน

ที่สำคัญ การใช้สิทธิรถคันแรกยังเกิดปัญหาสวมสิทธิ ทำให้รัฐเสียหายแบบต้องทำใจยอม เพราะจะมีกรณีคนที่มีรถอยู่แล้วอยากได้รถใหม่ ก็ไปหาชื่อคนไม่เคยมีมาใช้ซื้อรถ

ปรากฏการณ์นี้ก็สวนทางกับที่รัฐบาลต้องการให้โครงการนี้ทำให้คนเรียนจบใหม่มีรถขับไปทำงาน

ดังนั้น โครงการรถคันแรกเป็นโครงการที่อยู่ดีๆ รัฐบาลก็ทิ้งเงินภาษีไปเปล่าๆ 3 หมื่นล้านบาท ขณะที่ผู้ซื้อรถคันแรกก็ส้มหล่นได้รถถูกออกไปวิ่งเติมน้ำมันราคาถูกที่รัฐบาลต้องอุดหนุน รัฐบาลเข้าเนื้อทั้งขึ้นทั้งล่อง

ประชานิยมหยุดพักชำระหนี้ดี เป็นอีกโครงการที่ผลาญเงินงบประมาณประเทศแบบน่าใจหาย เหมือนคนที่คิดที่ทำไม่มีหัวจิตหัวใจที่จะดูแลการใช้จ่ายเงินของประเทศให้คุ้มค่า

พักหนี้ดี จึงถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์การเงินชิ้นโบดำของรัฐบาลที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลังจากที่ผ่านมารัฐบาลออกแคมเปญพักชำระหนี้เสียไม่เกิน 5 แสนบาท แต่ไม่สะใจมิตรรักแฟนเพลง ทำให้ต้องจัดหนักโครงการพักหนี้ดีขึ้น

การพักหนี้ดีไม่ต้องคิดมาก รัฐบาลลดดอกเบี้ยให้ทุกคนที่หนี้ไม่เกิน 5 แสนบาท ลง 3% เป็นเวลา 3 ปี ส่วนใครจะหยุดพักหนี้หรือจะผ่อนต่อ เชิญตามสบาย

โครงการพักหนี้ดีจึงเข้าเนื้อธนาคารรัฐที่เข้าร่วมไป 4.5 หมื่นล้านบาท มีบางธนาคารถึงขั้นถังแตกขาดทุน ทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินงบประมาณมาถมให้ครึ่งหนึ่ง 1.5 หมื่นล้านบาท

จะว่าไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเงินธนาคารรัฐที่หายไปหรือเงินงบประมาณที่เติมเข้ามาถมธนาคารรัฐไม่ให้เป็นซากเน่า ก็ล้วนแต่เป็นเงินของประเทศทั้งนั้น สุดท้ายผู้เสียภาษีเป็นคนรับผิดชอบ หากรัฐบาลหารายได้ไม่พอก็หนี ไม่พ้นต้องไปกู้มาถมความเสียหายไม่ให้ส่งกลิ่นเหม็น

กิตติรัตน์เองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงการนี้เป็นเรื่องทางการเมืองสั่งมา เพราะเดิมโครงการนี้จะลดดอกเบี้ยให้ 2% กิตติรัตน์ ที่เป็น รมว.คลัง ดูแลธนาคารรัฐ ก็ไม่เห็นด้วย แต่พอเอาเข้าจริง คณะรัฐมนตรี (ครม.) เคาะลดดอกเบี้ย 3% กลับไม่มีเสียงทักท้วงจาก รมว.คลัง แม้แต่น้อย

การพิจารณางบประมาณ รัฐบาลคุยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลบริหารหนี้เงินกองทุนเพื้อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ทำให้ประหยัดงบประมาณปี 2556 ถึง 5 หมื่นล้านบาท

แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลไม่ได้เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่าเงินที่ประหยัดหายไปกับโครงการพักชำระหนี้ดีแทบไม่เหลือในชั่วพริบตา การประหยัดเงินด้านหนึ่งเพื่อไปละเลงทิ้งอีกด้านหนึ่ง

ยังไม่ต้องพูดถึงการแก้ปัญหากองทุนฟื้นฟูฯ ที่รัฐบาลคุยว่าแก้ได้ดีไม่มีใครทำได้มาก่อน แต่ในความเป็นจริงเป็นการซุกหนี้จากที่แจ้งไปไว้ที่มืด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัว

ขณะที่การไปเก็บค่าธรรมเนียมธนาคารพาณิชย์เพิ่มเป็น 0.47% ที่มีผลเดือน ก.ค.นี้ จะส่งผ่านเป็นต้นทุนให้กับลูกค้าของธนาคารได้ดอกเบี้ยฝากน้อยลง เสียดอกเบี้ยเงินกู้มากขึ้น และโดนโขกค่าธรรมเนียมหยุมหยิมแบบไม่มีทางเลือก

แม้ว่าจะไม่โดนวันนี้ก็หนีไม่พ้นวันหน้า เพราะไม่มีธนาคารพาณิชย์ไหนยอมกลืนเลือดขาดทุนกำไรเป็นแน่

ขณะที่ธนาคารรัฐก็โดนหางเลขค่าธรรมเนียมเงินฝากกับเขาด้วย ทำให้เกิดอาการเข่าอ่อนล้มทั้งยืน เพราะช่วงไม่กี่เดือนโดนไปสองเด้ง ทั้งพักหนี้และเก็บค่าต๋ง เข้าเนื้อขนาดทุนหายกำไรหด

โครงการรับจำนำข้าวเป็นอีกโครงการที่ฝ่ายค้านรุมยำรัฐบาล ถลุงเงินงบประมาณ ปล้นชาติ มีการทุจริต หลังจากที่รัฐบาลเข้ามาฟื้นโครงการรับจำนำ ต้องให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กู้เงินสูงถึง 2-3 แสนล้านบาท มาดำเนินโครงการนี้ แค่เริ่มต้นปีแรก ธ.ก.ส.ประเมินออกมาแล้วว่าจะมีความเสียหายเกิดขึ้น 2 หมื่นล้านบาท

ขณะที่รัฐบาลก็ยังเดินหน้ารับจำนำรอบใหม่ตามที่ได้หาเสียงไว้ รัฐบาลต้องใช้เงินอีกหลายแสนล้านบาท ส่วนความเสียหายทั้งของเก่าของใหม่จะเพิ่มขึ้นเป็นอีก 1-2 เท่าตัว จากเคยเสียหาย 2 หมื่นล้านบาท ก็จะกลายเป็น 4-6 หมื่นล้านบาท และปีต่อๆ ไป ความเสียหายก็จะเป็นดินพอกหางหมูทวีคูณขึ้น

การรับจำนำข้าวยังเกิดการทุจริตทั้งแผ่นดิน ที่ผ่านมามีข่าวโรงสีก็สวมสิทธินำข้าวนอกประเทศราคาถูกมารับจำนำในราคาแพง ตันละ 1.5 หมื่นบาท และต่อไปก็หนีไม่พ้นจำนำข้าวลม ไม่มีข้าว แต่มีใบจำนำ

แถมยังเป็นช่องทางให้นักการเมือง นักธุรกิจ คอร์รัปชันอีกครั้ง มีการตั้งบริษัทของตัวเองมากดราคาประมูลข้าวราคาถูกจากรัฐบาล เพื่อนำไปขายในราคาแพงต่อไป ได้ผลประโยชน์มหาศาล แต่ประเทศเหลือแต่ซาก

โครงการรับจำนำข้าวจึงเป็นโครงการที่ใช้เงินจำนวนมหาศาล แต่มีชาวนากลุ่มเดียวที่ได้ประโยชน์ ซึ่งได้ไม่เต็มที่อีกด้วย เพราะถูกดูดถูกกลืนไปจากขบวนการทุจริตคอร์รัปชันจากโครงการรับจำนำข้าวที่มีตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

จุดอ่อนของโครงการประชานิยมทั้งสามโครงการที่ฝ่ายค้านพยายามเจาะยางรัฐบาล แม้ว่าส่วนหนึ่งเป็นประเด็นโจมตีกันทางการเมือง แต่ในเนื้อแท้ของโครงการรัฐบาล ก็ต้องยอมรับว่าได้ไม่คุ้มเสียจริงๆ เป็นโครงการที่ใช้เงินของประเทศมาหาเสียงทางการเมืองมากกว่าพัฒนาเศรษฐกิจให้แข็งแรงยั่งยืนอยู่ดีกินดี

ประชานิยมจึงเป็นมะเร็งร้ายของประเทศ เป็นช่องทางให้นักการเมืองและนายทุนที่แนบแน่นกับฝ่ายการเมืองทุจริตหากินดูดเลือดประเทศ

หากรัฐบาลยังไม่รับฟังและปรับเปลี่ยนท่าที โครงการประชานิยมที่ละเลงกันไม่ยั้งมือจะกลายเป็นจุดสลบของรัฐบาลไม่ช้าก็เร็ว

 

พท.งัดทุกกลยุทธ์หวั่นแพ้ซ้ำซาก เลือกตั้งอบจ.เชียงราย 2012/05/25

พท.งัดทุกกลยุทธ์หวั่นแพ้ซ้ำซาก เลือกตั้งอบจ.เชียงราย

  • 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:30 น.

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ศึกช้างชนช้างชิงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย วันอาทิตย์ที่ 27 พ.ค.นี้ ไม่ใช่แค่การวัดบารมี 2 ตระกูลใหญ่ในพื้นที่ระหว่าง “จงสุทธนามณี” และ “ติยะไพรัช” เท่านั้น แต่จะเป็น “ดัชนี” ชี้วัดอนาคตการเมืองที่สำคัญ

โดยเฉพาะต่อพรรคเพื่อไทยที่เดิมพันเลือกตั้งสนามนี้สูงเสียจนแพ้ไม่ได้…

ทั้งเพื่อกู้ขวัญและกำลังใจหลังความพ่ายแพ้ต่อเนื่องในสนามเลือกตั้งทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นแบบติดๆ ตลอดช่วงเดือนกว่าที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศระหองระแหงระหว่าง “เพื่อไทย” และ “เสื้อแดง” จนสะท้อนผ่านผลการเลือกตั้งท้องถิ่นหลายแห่ง

บทเรียนตั้งแต่ “ปทุมธานีโมเดล” ที่ประชาธิปัตย์ฝ่ากระแสคนเสื้อแดงเข้าไปปักธงในพื้นที่ผูกขาดมายาวนาน ยังเป็นโจทย์ที่เพื่อไทยแก้ไม่ตก ซ้ำยังลุกลามบานปลายขยายวงไปพื้นที่อื่นๆ

สัปดาห์ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้แบบยกทีม 24 ที่นั่ง ในการชิงตำแหน่งนายกเทศบาลนครอุดรธานี และสมาชิกสภาเทศบาลนครอุดรธานี ทั้งที่เป็นพื้นที่เมืองหลวงเสื้อแดงในภาคอีสาน

ไม่ต่างจากสมาชิกสภาเทศบาลนครนคร สวรรค์ ไปจนถึงตำแหน่งนายก อบจ.กาญจนบุรี ฯลฯ มีแต่ฉุดให้ “เพื่อไทย” จมปลักอยู่กับความพ่ายแพ้ แถมยังซ้ำเติมสถานการณ์ให้รัฐบาลที่กำลังเผชิญกับมรสุมหนักอยู่แล้ว ยังต้องสั่นคลอนหนักขึ้น

ความพ่ายแพ้ของเพื่อไทยจึงเหมือน “โดมิโน” ที่กำลังล้มต่อๆ กันไปเป็นทอดๆ ด้วยเหตุผลทางด้านขวัญและกำลังใจ และมีแรงหนุนด้วยความไร้ประสิทธิภาพบริหารงานของรัฐบาล

ทางเดียวที่จะหยุดสถานการณ์นี้ไว้ได้ คือ ต้องตัดตอนการล้มของโดมิโนไม่ให้ลุกลามไปยังจังหวัดอื่นๆ โดยเฉพาะในช่วงที่สนามเลือกตั้งท้องถิ่นหลายจังหวัดทยอยเปิดคูหา

ในเชิงยุทธศาสตร์ “เพื่อไทย” จึงไม่อาจเสียเก้าอี้นายก อบจ.เชียงรายได้

เหตุผลแรก พื้นที่เชียงรายถือเป็นฐานที่มั่นของพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง การปล่อยให้กลุ่มอื่นที่ไม่ใช่ทั้ง “เพื่อไทย” และ “เสื้อแดง” ชนะเลือกตั้งเข้ามา ย่อมส่งผลต่อฐานเสียงในระยะยาว และกระทบถึงการเลือกตั้งในสนามใหญ่อย่างเลี่ยงไม่ได้

เหตุผลที่ 2 ไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ “วันชัย จงสุทธนามณี” ในเสื้อพรรคภูมิใจไทย เอาชนะ “สมพงษ์ กูลวงศ์” จากพรรคเพื่อไทย ในสนามเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองเชียงรายไปหมาดๆ การเสียแชมป์ในเก้าอี้นายก อบจ.อีกครั้ง ย่อมสะเทือนขวัญพรรคเพื่อไทยอย่างรุนแรง และอาจลุกลามไปยังพื้นที่อื่นๆ อีกด้วย

เหตุผลที่ 3 เลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นการวัดบารมี “ยงยุทธ ติยะไพรัช” อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และถือเป็นขุนพลสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงต้องสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ หากพ่ายแพ้ในสนามบ้านเกิดของตัวเอง ย่อมกระทบกับตำแหน่งแห่งหนในอนาคตหลังพ้นโทษแบนจากสมาชิกบ้านเลขที่ 109

ที่สำคัญ เลือกตั้งเที่ยวนี้ “เพื่อไทย” ส่ง “สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช” ภรรยา “ยงยุทธ” มาลงสนามด้วยตัวเอง หากพ่ายแพ้ย่อมส่งผลเสียหายหลายเท่าตัว

ทว่า ไม่ใช่งานง่ายนัก เพราะเลือกตั้งรอบนี้ “สลักจฤฎดิ์” ต้องท้าชิงตำแหน่งกับแชมป์ 2 สมัยอย่าง “รัตนา จงสุทธนามณี” ที่ฐานเสียงแน่นปั้กในพื้นที่

งานนี้เพื่อไทยจึงต้องทุ่มหมดหน้าตักเพื่อชิงแชมป์ให้ได้ เริ่มตั้งแต่การจัดทัพหลวง ขนรัฐมนตรี สส. ลงพื้นที่แบบไม่มีขาด สัปดาห์ที่ผ่านมา “สามารถ แก้วมีชัย และพิเชษฐ์ เชื้อเมือง” สส.เชียงราย ยุรนันท์ ภมรมนตรี สุนัย จุลพงศธร สส.บัญชีรายชื่อ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ขึ้นเวทีปราศรัย

ยิ่งเข้าใกล้โค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง บรรยากาศหาเสียงยิ่งเริ่มดุเดือด!!!

ไม่ว่าจะเป็นกระสุนดินดำที่ว่ากันว่าทุ่มไม่อั้น จัดหนัก จัดเต็มแล้ว แว่วว่าแรงบีบจากฝ่ายการเมืองผ่านไปยังข้าราชการหน่วยงานต่างๆ ยังหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ บางส่วนมีการสลับสับเปลี่ยนตัวข้าราชการในหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้องโยงใยกับการเลือกตั้ง

เสียงสะท้อนจากหัวคะแนนของฝ่ายแชมป์เก่าเริ่มอึดอัด หลังถูกประกบติดจนยากจะเคลื่อนไหว แม้เช็กเสียงเวลานี้จะดูเป็นต่อจากการลงพื้นที่ต่อเนื่อง แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าหากสถานการณ์แรงบีบยังเป็นเช่นนี้ หรือหนักข้อขึ้นในช่วงสุดท้าย ย่อมส่งผลต่อการลงคะแนนได้

สถานการณ์ของ “เพื่อไทย” เวลานี้หนักหน่วงขึ้น เพราะไม่ใช่แค่การล้มแชมป์เก่าเท่านั้น แต่ต้องมาขอแบ่งคะแนนกับ “สฤษฎ์ อึ้งอภินันท์” อดีต สส.ไทยรักไทยและพลังประชาชน ที่มาลงสนามท้องถิ่นเที่ยวนี้ด้วยเรื่องบาดหมางกันเองภายในพรรค

ทว่า วงในแล้วเหมือนจะมีการเคลียร์กันลงตัว “สฤษฎ์” แทบไม่ออกแอ็กชันลงพื้นที่หาเสียงเอาจริง ปัญหาเรื่องการแบ่งคะแนนกันเองระหว่างคนของเพื่อไทยจึงไม่น่ามีปัญหา

ส่วนจะทำได้มากน้อยแค่ไหน ผลการเลือกตั้งรอบนี้จะเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญของ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” และพรรคเพื่อไทยกับอนาคตการ เมืองต่อไป

 

คำสารภาพ”ธาริต”เคารพ”สุเทพ”อุ้ม”จตุพร” 2012/05/25

คำสารภาพ”ธาริต”เคารพ”สุเทพ”อุ้ม”จตุพร”

  • 24 พฤษภาคม 2555 เวลา 20:50 น.

โดย….ทีมข่าวการเมือง

หลังจากสุเทพ เทือกสุบรรณ  ส.ส..สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นเรื่องต่อประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ และ พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิดีดีเอสไอ ฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา

สุเทพ ให้เหตุผลถึงการฟ้องเป็นเพราะธาริต ยุติคดีผังล้มเจ้าและไม่ฟ้องจตุพร พรหมพันธ์ อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย คดีหมิ่นสถาบัน จากเหตุการณ์ปราศรัย เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 54

ล่าสุด ธาริต เปิดใจผ่านสื่อมวลชน โดยโพสต์ทูเดย์ถ่ายทอดออกมาระหว่างบรรทัดให้พิจารณาดังนี้

“ผมไม่รู้สึกเสียใจหรือน้อยใจ เพราะยังมีความเคารพนายสุเทพตลอดมาและตลอดไป ท่านเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาที่ดีคนหนึ่งของผม ในภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นในปี 53 ท่านสุเทพและท่านอภิสิทธิ์ ได้ร่วมกันช่วยทำให้เหตุการณ์บ้านเมืองกลับมาสู่ภาวะปกติ ผมในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาขณะนั้นก็มีความชื่นชมและศรัทธา”

สำหรับ ความเห็นกรณีคดีผังล้มเจ้า ผมเข้าใจดีว่าท่านสุเทพ เป็นประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ และได้นำเรื่องคดีผังล้มเจ้าเข้ามาเป็นคดีพิเศษตั้งแต่แรก ย่อมหมายความว่า ท่านมีความเชื่อว่าเรื่องนี้จะมีมูลความผิด และเมื่อเวลาผ่านไป 2 ปีเศษ ดีเอสไอมีความเห็นสั่งงดการสอบสวน ท่านสุเทพ ก็คงรู้สึกไม่สบายใจว่าความเชื่อของท่านที่มีเมื่อ 2 ปีก่อน เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นท่านจึงใช้สิทธิ์กล่าวโทษต่อ ป.ป.ช.ถึงการทำหน้าที่ของผม และ พ.ต.อ.ประเวศน์  ผมได้พูดหลายครั้งว่าคดีผังล้มเจ้า คือรายชื่อทั้ง 39 รายชื่อ ดีเอสไอร่วมกับอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้เห็นแล้วว่ามีบางรายชื่อเข้าข่าย การกระทำความผิดตามมาตรา 112 จริง จึงได้แยกคดีออกไปต่างหาก 23 รายชื่อ ไม่ใช่ล้มเลิกหรืองดการสอบสวน  แต่มีการแยกออกมาดำเนินคดีเฉพาะราย

ธาริต กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีสั่งไม่ฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์  จะพูดลงรายละเอียดเพื่อยืนยันและเอาตัวเองวัดว่าจะถูกดำเนินคดีหรือไม่  คำพูดของนายจตุพรกับพวก ถ้าฟังเพียงบริบทประโยคเดียวว่า กระสุนพระราชทาน จะชวนให้เข้าใจว่ากระทำผิดอาญา มาตรา 112 โดยการหมิ่นเบื้องสูงหรือสถาบัน เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดนี้ก็มีความไม่สบายใจ และผมก็รู้สึกเช่นเดียวกับสังคมเช่นกันว่านายจตุพร อาจกระทำความผิดตามมาตรา 112 ดีเอสไอจึงรับมาทำเป็นคดีพิเศษ  เพราะพฤติการณ์ในขณะนั้นน่าเชื่อว่าอาจเข้าข่ายเป็นการทำความผิด ซึงการเริ่มดำเนินคดีต้องมีมูลเบื้องต้นไม่เช่นนั้นเราก็ทำคดีไม่ได้

ขณะนั้นผมมีความเห็นเบื้องต้นว่านายจตุพร อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดจริง แต่ผมไม่เคยพูดที่ไหนว่าคำพูดของนายจตุพรกับพวกผิดกฏหมายอย่างแน่นอน  เมื่อรับมาเป็นคดีแล้ว ก็สอบสวนตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น โดยมีพนักงานอัยการร่วมสอบสวน ในการจะให้ความเป็นธรรมและถูกต้อง จะต้องไม่ฟังเพียงประโยคเดียว ต้องฟังทั้งบริบทการพูดตลอดเวลานานเกือบ 1 ชม.

ธาริต กล่าวอีกว่า ซึ่งความก็สรุปได้ว่า นายจตุพร พูดในเชิงต่อว่าและน้อยใจว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำประเทศ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯในขณะนั้น โดยนายจตุพรพูดว่า “ผมเรียกร้องและได้ตักเตือนมาโดยตลอดว่า อย่านำหน่วยทหาร 2 หน่วย คือหน่วยรักษาพระองค์ และทหารเสือราชินี มาเข่นฆ่าประชาชนเพราะจะทำให้เกิดการเข้าใจว่า กระสุนที่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นยิงประชาชนเป็นกระสุนพระราชทาน”

ซึ่งแม้ผมจะตัดตอนคำพูดมาไม่ครบ 1 ชม.ตามที่นายจตุพรพูด แต่ถ้าฟังประโยคอย่างนี้  บริบทของคนที่เข้าใจ  จะต่างจากประโยคแรกที่ผมพูด ก็จะพึงเข้าใจได้ทันทีว่า การพูดของนายจตุพร เป็นการพูดในลักษณะต่อว่าและการน้อยเนื้อต่ำใจ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ มิใช่เป็นการละเมิดสถาบันแต่อย่างใด

การรับฟังพยานหลักฐานจากส่วนนี้มาจากบุคคล 3 กลุ่ม คือนักภาษาศาสตร์ กลุ่มนักสื่อสารมวลชน และกลุ่มคนกลางผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งร่วมฟังการปราศรัยทั้งกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดง นั้น ต่างมีความเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า เมื่อฟังบริบทการพูดทั้งหมด และพยานได้ฟังนายจตุพร พูดในหลายๆ ช่วง ก็เห็นว่านายจตุพร ไม่ได้มุ่งหมายหรือเจตนามุ่งร้ายต่อสถาบัน แต่เป็นการมุ่งหมายหรือมุ่งร้ายที่จะกล่าวโจมตีต่อนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ

“ผมนำบริบทนี้มาพูด ก็เพื่อเอาตัวเองยืนยันเป็นมาตรฐานว่า การที่ผมพูดอย่างนี้และพูดยาวขนาดนี้ถึง  15 นาที ผมจะกระทำผิดตามมาตรา 112 หรือไม่ อาจจะมีคนไปกล่าวโทษดำเนินคดีกับผม ที่นำประโยคนี้มาพูด ก็เพื่อเป็นมาตรฐานให้วัดว่า  ผมไม่ได้พูดเพียงประโยคเดียว แต่พูดเพื่อบริบททั้งหมดให้เห็นว่า การพิจารณาดำเนินคดีอาญานั้น จะต้องดูเจตนาเป็นสำคัญ ซึ่งเจตนามีหลักว่า ให้ดูจากการกระทำ  จึงต้องดูบริบทของการกระทำทั้งปวงที่เกิดขึ้น”

การที่นายจตุพรกับพวกเรียกร้อง เมื่อวันที่ 10 เมษายน 54 บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไม่ได้เรียกร้องโจมตีสถาบัน แต่เป็นการเรียกร้องต่อรัฐบาลในขณะนั้น ไม่มีมูลเหตุจูงใจหรือบริบทใดๆ ที่มุ่งให้เห็นว่าผู้พูดมุ่งหมายจาบจ้างหรือหมิ่นประมาทต่อสถาบัน ตามมาตรา 112 เลย  เช่นเดียวกับที่ผมแถลงข่าวในขณะนี้ และผมนำคำพูดนี้มาพูด ผมก็ไม่มีเจตนาหรือบริบทในการจะมุ่งร้ายต่อสถาบันองค์พระมหากษัตริย์แต่อย่างใด ผมกำลังชี้แจงเรื่องราวต่างๆ  เพราะฉะนั้นเจตนาของผมไม่ใช่เจตนาล่วงละเมิดต่อองค์พระมหากษัตริย์

“ผมคิดว่าถึงเวลาที่ต้องพูดแล้ว และให้ชัดๆ กันไปเลยโดยเอาผมเป็นมาตรฐานวัด  ผมไม่รู้สึกหนักใจที่ท่านสุเทพ ยื่นเรื่องร้อง ป.ป.ช. เพราะการสอบสวนเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างดีเอสไอกับอัยการ โดยดีเอสไอเป็นเพียงผู้ทำความเห็นไม่ใช่ออกคำสั่ง ขณะที่คนออกคำสั่งจริงๆ คือพนักงานสำนักงานอัยการสุงสุด”ธาริตกล่าว

 

เยียวยาเเบบไทยสลายสิทธิ์ฟ้องเเพ่งรัฐ 2012/05/25

เยียวยาเเบบไทยสลายสิทธิ์ฟ้องเเพ่งรัฐ

  • 24 พฤษภาคม 2555 เวลา 20:17 น.

โดย….ชุษณ์วัฎ  ตันวานิช

หลัง ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ปคอป.ขอเจรจาด้วยนานกว่า 20 นาที ในที่สุด พะเยาว์ อัคฮาด หรือ “แม่กมลเกด” ตัดสินใจรับเงินเยียวยา 7.75 ล้านบาท ตามมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจาการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ปี 48 -53 ของรัฐบาล หลังจากก่อนหน้านี้ได้ประท้วงบริเวณทำเนียบรัฐบาลต่อมาตรการดังกล่าว เพราะยอมรับไม่ได้ที่หนึ่งในเงื่อนไขของการรับเงินเยียวยา คือ ต้องลงนามยอมรับไม่ดำเนินคดีทางแพ่งกับรัฐบาล

ส่วนสาเหตุที่ “แม่กมลเกด” ยอมรับเงินเยียวยา ธงทอง จันทรางศุ หนึ่งใน คอป.ซึ่งเข้าร่วมเจรจาด้วย เผยว่า แม่น้องเกด กังวลว่า หากรับเงินจำนวนนี้และลงนามยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวจะตัดโอกาสการค้นหาความจริง ซึ่งขัดกับความตั้งใจของแม่น้องเกดที่ต้องการหาตัวผู้รับผิดชอบในการตายของลูกสาว

ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีผู้นี้ กล่าวต่อว่า ทางรัฐบาลจึงได้ยืนยันว่ารายละเอียดแบบฟอร์ม พูดถึงหลักการเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐที่ญาติหรือผู้เสียหายจากการชุมนุมจะไปฟ้องทางแพ่งกับรัฐบาลไม่ได้ อย่างไรก็ตามยังคงให้สิทธิฟ้องแพ่งกับตัวบุคคล รวมถึงสามารถฟ้องทางอาญากับตัวบุคคลได้เช่นกัน ดังนั้นไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะไม่สามารถหาตัวคนผิดได้ เมื่อคุยกันเข้าใจ แม่น้องเกดก็ยอมรับในหลักเกณฑ์

ขณะเดียวกัน “แม่กมลเกด” ยอมรับว่า ยินดีไม่ฟ้องแพ่งกับรัฐบาล แต่เรื่องตัวบุคคลยังโฟกัสไปที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ สุเทพ เทือกสุบรรณ เหมือนเดิม ในฐานะผู้สั่งการสลายการชุมนุม

ถึง ‘แม่กมลเกด’ จะสามารถยอมรับหลักการไม่ฟ้องแพ่งรัฐบาล เพราะเชื่อว่ายังสามารถร้องเอาผิดกับตัวบุคคลได้ แต่เงื่อนไขการสละสิทธิ์การฟ้องแพ่งหน่วยงานรัฐ ก่อนรับเงินเยียวยาของประชาชนนั้นยังฟังดูชอบกล เมื่อพิจารณาชื่อโครงการรัฐบาลที่เรียกว่า “การมอบเงินเยียวยาแก่ผู้เสียหายจากความรุนแรงทางการเมืองตามหลักมนุษยธรรม

วิเชียร ชวลิต ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ระบุว่า ที่ไม่ให้ฟ้องแพ่งกับรัฐบาล เพราะมองว่าการให้เงินเยียวคือการประนีประนอมรูปแบบหนึ่งที่ให้ประชาชนรับค่าตอบแทนไปเลย  โดยไม่ต้องไปฟ้องศาลอีก ซึ่งเห็นว่าเป็นการเรียกร้องเงินซ้ำซ้อนจากรัฐ

ขณะที่ วินัย ผาสุข ที่ปรึกษาประจำประเทศไทยองค์การสิทธิมนุษยชนระดับสากล ฮิวแมนไรท์ วอทช์ กลับมองว่า หากเป็นการเยียวยาตามหลักมนุษยธรรมตามที่รัฐบาลว่าจริง ต้องให้เงินเยียวยาโดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องการฟ้องร้อง และให้โดยไม่จำกัดฝ่ายทางการเมือง ตอนนี้มองว่ารัฐบาลทำสำเร็จระดับหนึ่งแล้ว คือ เยียวยาให้แก่ทุกสีทุกฝ่าย แต่ไม่มีเหตุจำเป็นต้องตัดสิทธิประชาชนไม่ให้ไปฟ้องแพ่งหน่วยงานรัฐ เพราะการฟ้องแพ่งตัวบุคคลนั้นเป็นเรื่องยาก เมื่อพิจารณารูปแบบเหตุการณ์สลายการชุมนุม

วินัย กล่าวต่อว่า รัฐกลัวว่าต้องล้วงเงินกระเป๋าเดียวกันจ่ายถึง 2 ครั้ง อันที่จริงเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายของประชาชนในอีกช่องทาง การเยียวยาตามหลักมนุษยธรรมเป็นหน้าที่ของรัฐ แต่การฟ้องแพ่งเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายตามสิทธิที่ประชาชนพึงมีจากผู้ที่กระทำผิด จะไปปิดกั้นการฟ้องแพ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ได้ ซึ่งขัดกับหลักการสากล เพราะการเยียวยาหากใช้หลักมนุษยธรรมต้องให้โดยไม่มีเงื่อนไข

สุวรรณ ทับทอง สามีของ สมพาน พุทธจักร ซึ่งถูกยิงด้วยอาวุธปืนเอ็ม 16 เมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 เล่าว่า ภรรยาถูกยิงจนต้องเข้ารับการผ่าตัดอวัยวะภายในตั้งแต่ตับ ไต ลำไส้ ตับอ่อน จนไปถึงกระเพาะปัสสาวะ ปัจจุบันนี้ถึงแม้จะรักษาตัวจนสามารถเดินทางได้ แต่ไม่สามารถทำงานได้ หลังจากที่ส่งเรื่องไปยัง พม. แล้วส่งต่อไปยังคณะกรรมการนั้น สุดท้ายเอกสารระบุว่าภรรยาเป็นเพียงผู้บาดเจ็บธรรมดาเท่านั้น

สุวรรณ เล่าต่อว่า ในเอกสารที่เซ็นที่บ้านราชวิถีว่าต้องสละสิทธิ์การฟ้องแพ่งรัฐบาล ทำให้คดีฟ้องแพ่งที่ดำเนินการก่อนหน้านี้เป็นโมฆะทันที โดยเงินที่ได้รับจากการเป็นผู้บาดเจ็บธรรมดานั้นอยู่ที่จำนวน 6 แสนกว่าบาท ซึ่งความจริงไม่เพียงพอต่อค่ารักษาพยาบาลที่ต้องจ่ายต่อเนื่องถึงปัจจุบัน และรายได้ที่หายไปของภรรยา ทำให้ตอนนี้ครอบครัวต้องย้ายกลับไปอาศัยต่างจังหวัด เพราะแบกภาระค่าครองชีพไม่ไหว

“ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้บาดเจ็บสาหัส แต่ต้องยอมรับในหลักเกณฑ์ที่ว่าบาดเจ็บธรรมดา และต้องสละสิทธิ์การฟ้องแพ่งที่ยื่นไปก่อนหน้านี้ จริง ๆ อยากสู้ต่อเพื่อให้ได้ค่าเสียหายที่สมควรแก่ความบาดเจ็บที่เกิดขึ้น แต่ความเป็นจริง คือ ทุกวันนี้แทบไม่มีเงินเหลือแล้ว หากไม่ยอมรับหลักเกณฑ์  ไม่ยอมรับเงื่อนไขห้ามฟ้องแพ่ง และฝืนสู้ ก็ไม่รู้จะได้เงินเมื่อไหร่” สุวรรณกล่าว

 

แฉปูสั่งเลขาฯครม.ซื้อที่ถวายในนามส่วนตัว 2012/05/25

แฉปูสั่งเลขาฯครม.ซื้อที่ถวายในนามส่วนตัว

  • 24 พฤษภาคม 2555 เวลา 14:41 น.

ไล่เหตุการณ์จับพิรุธ “ยิ่งลักษณ์” สั่งเลขาฯคณะรัฐมนตรี ซื้อที่ดินทุ่งมะขามหย่อง 7 ไร่ถวายในนามส่วนตัว พบบัญชีทรัพย์สินไม่เคยแจ้งมีที่ดินในอยุธยา

การออกมาให้สัมภาษณ์ของ “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี  ว่านายกฯและครอบครัวชินวัตรซื้อที่ดินทุ่งมะขามหย่อง 7 ไร่ ถวายในหลวง สร้างความสนใจกับประชาชนคนทั้งประเทศ  เพราะก่อนหน้านี้ 1 วัน  กรมประชาสัมพันธ์รายงานข่าวว่าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีประสานกรมที่ดินติดต่อเจ้าของแปลงนาเพื่อซื้อที่ดินให้นายกรัฐมนตรีทูลกล้าฯถวาย และเพิ่งโอนให้กันเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ว่า ครอบครัวชินวัตร เตรียมถวายที่ดินประวัติศาสตร์ทุ่วงมะขามหย่องจำนวน 7 ไร่ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  อย่างไรก็ตามเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์รายงานว่า ทีมงานของน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้โทรศัพท์มาแก้ข่าวกับสื่อมวลชนว่า เป็นการถวายในนามส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลชินวัตร

ข่าวนายกรัฐมนตรีหรือครอบครัวชินวัตรถวายที่ดินสร้างความสับสนอย่างหนัก  เมื่อพบว่า กรมประชาสัมพันธ์ ได้รายงานข่าว เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่แปลงนาของตระกูลเตชะศิริวรรณ เจ้าของพื้นที่แปลงนาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเกี่ยวข้าวเมื่อปี พ.ศ.2538 เนื้อความโดยละเอียดดังนี้

เช้าวันที่ 21 พ.ค.2555 นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยเจ้าพนักงานที่ดิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และผู้อำนวยการแขวงการทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่ตำบลบ้านใหม่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่แปลงนาอยู่ตรงข้ามกับทุ่งมะขามหย่อง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงเกี่ยวข้าวและเปิดประตูน้ำเข้านา เมื่อปี พ.ศ.2538 โดยก่อนหน้านี้นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ประสานกับกรมที่ดินให้ติดต่อเจ้าของแปลงนาเพื่อซื้อพื้นที่แปลงนาดังกล่าว ให้นายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จพระราชดำเนิน ณ ทุ่งมะขามหย่อง และทุ่งภูเขาทอง ราวปลายเดือนพฤษภาคม นี้

สำหรับพื้นที่แปลงนาเป็นของตระกูลเตชะศิริวรรณ เป็นเจ้าของร่วม รวม 4 คน ประกอบด้วยนายมานิตย์ นายทวีศักดิ์ นางสาวพรพัฒน์ และนางสาวปัทมา เตชะศิริวรรณ มีพื้นที่ทั้งหมด 7 ไร่ 3 งาน แต่ถูกเวนคืนที่ดินเพื่อทำถนนไป 1 งาน คงเหลือ 7 ไร่ 2 งาน ปัจจุบันมีนายทวี พันธุ์เสือ อยู่บ้านเลขที่ 77/13 วัดตูม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใช้พื้นที่นาปลูกข้าวมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 และไม่เคยจ่ายค่าเช่าที่นา เนื่องจากไม่มีบุคคลใดในตระกูลเตชะศิริวรรณ มาเก็บค่าเช่าที่นา

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2555 นายทวี พันธุ์เสือ มีโอกาสพบกับผู้แทนของตระกูลเตชะศิริวรรณ พร้อมแจ้งให้ทราบว่า ได้เข้ามาทำนาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 และยังไม่เคยพบกับเจ้าของที่ดินเลย อย่างไรก็ตาม พื้นที่แปลงนาจำนวน 7 ไร่ 2 งาน ได้มีการติดต่อซื้อขายในวงเงิน 20 ล้านบาท และจะมีการโอนในวันพรุ่งนี้ (22 พ.ค.2555)”

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 11 พ.ค. เว็บไซต์มติชน รายงานเรื่อง “อึ้ง!ที่แปลงนา”ในหลวง”ทรงเกี่ยวข้าว ทุ่งมะขามหย่องเมื่อ ปี 39 ปัจจุบันไม่เหลืออะไรเป็นอนุสรณ์เลย” มีความโดยละเอียดว่า

จากกรณีที่พสกนิการชาว จ.พระนครศรีอยุธยา เร่งเตรียมความพร้อมในการรับเสด็จฯ และถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งมีหมายกำหนดการจะเสด็จพระราชดำเนินมายังทุ่งมะขามหย่อง พื้นที่โครงการแก้มลิงและเป็นสถานที่ตั้งพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย และที่สำคัญเป็นพื้นที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เคยเสด็จฯมาทรงเกี่ยวข้าว ณ ทุ่งมะขามหย่อง  เมื่อปี 2539 โดยหมายกำหนดการจะเสด็จพระราชดำเนินอย่างเป็นทางการทางสำนักพระราชวังยังไม่มีกำหนดออกมาอย่างชัดเจนนั้น

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2555นี้  คุณยายสวัสดิ์ พรหมทัต อายุ 79 ปี อยู่บ้าน 31/2 ม.2 ต.บ้านใหม่ อ.พระนครศรีอยุธยา  ซึ่งบ้านอยู่ติดกับทุ่งมะขามหย่อง ได้พาผู้สื่อข่าวลงไปในพื้นที่แปลงานที่  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคยทรงเกี่ยวข้าวเมื่อปี 2539  ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนของทุ่งมะขามหย่อง ติดถนนสายปทุม-บางปะหัน หรือถนนสาย 347 ฝั่งขาเข้ากรุงเทพ เขต ม.2 ต.บ้านใหม่  พร้อมชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันไม่มีเหลือสภาพเค้าโครงหรือสิ่งใดที่แสดงว่าเคยเป็นที่พระองค์ท่านทรงเกี่ยวข้าวเลย  โดยเป็นเพียงแค่ข้าวนาปรังของเกษตรกรที่เช่าที่จากนายทุนทำนาเท่านั้น

แต่ส่วนด้านหน้ายังเหลือคลองขนาดเล็กกว่าประมาณ 1.5 เมตร ลึกประมาณ 1 เมตร ที่ราดคอนกรีตสำหรับนำน้ำจากทุ่งมะขามหย่องเข้ามาในทุ่งนาที่พระองค์ท่านทรงเคยเสด็จมาเท่านั้น ส่วนป้ายที่บ่งบอกว่า เป็นที่ดินประวัติศาสตร์ไม่มีให้เหลือให้เห็นแล้วเช่นกัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยมีป้ายขนาดใหญ่จัดข้อความและมีเสาหัวกลึงงดงามเป็นจุดที่ติดป้านไว้ ทั้งหมดไม่เหลือให้เห็น

คุณยายสวัสดิ์ เผยว่า เดิมที่แปลงนาแห่งนี้เป็นของนางมณี เสถียรพจน์ ชาวบ้าน ต.บ้านใหม่ และต่อมามีการซื้อขายเปลี่ยนมือหลายทอด โดยช่วงปี 39 มีนายทวี พันธุ์เสือ ชาวบ้าน ต.บ้านใหม่เป็นคนเช่าที่นาแปลงนี้ทำกิน ต่อจากนั้นทราบว่าล่าสุดที่นาแปลงนี้อยู่ในมือหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของนายทุนหรือคนมีเงินคนหนึ่งใน จ.ระยอง ตนเองในฐานะชาวบ้านก็งงกับทางราชการเพราะสถานที่นี้เป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ของชาติไทย แต่ทำไมไม่มีใครติดต่อทำให้ปรับปรุงสถานที่ให้ทรงคุณค่าแก่ลูกหลานและประวัติศาสตร์การทำนาของประเทศไทย

ตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมาก็ทิ้งร้างและไร้การดูแลและก็มีการทำนาปลูกข้าว  เข้าใจว่าเป็นที่นากรรมสิทธิ์ของเจ้าของ ไม่ใช่ที่ดินของหลวง แต่หลวงหรือราชการควรติดต่อซื้อคืนมาเพื่อทำ  อีกทั้งตรงจุดนี้ติดทุ่งมะขามหย่อง และติดถนนสายสำคัญเป็นถนนสายหลักของการเดินทางไปภาคเหนือที่ผ่าน จ.พระนครศรีอยุธยา หากพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ก็จะดีมาก

“ล่าสุดเมื่อก่อนน้ำท่วมปี 2554 สำนักพระราชวังติดต่อผ่าน อบต.ภูเขาทอง และ อบต.บ้านใหม่ มาว่าที่นาที่ในหลวงเกี่ยวข้าวอยู่ตรงไหน ตนเองก็มาดูและทุกฝ่ายในชุมชนก็พยายามที่จะตามหาเจ้าของที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง โดยสำนักพระราชวังแจ้งว่า อยากจะขอติดต่อซื้อที่ดินจำนวน 10 ไร่ตรงที่ในหลวงทรงเกี่ยวข้าวเพื่อมาทำสถานที่รำลึกถึงพระองค์ท่านที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรโดยเฉพาะชาวนา แต่ทุกอย่างก็อยู่ระหว่าประสานงานและเงียบกันไปถึงวันนี้” คุณยายสวัสดิ์กล่าว

นายวิม รุ่งวัฒนจินดา คณะทำงานนายกรัฐมนตรีเปิดเผยกับข่าวสดเมื่อวันที่ 23 พ.ค.ว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวเดิมเป็นที่ดินของชาวนาที่ขายทอดไป แต่นายกฯไปซื้อกลับมาภายในปีนี้ เพราะเห็นว่าเป็นที่ดินประวัติศาสตร์ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปทรงเกี่ยวข้าวเมื่อปี 2539 จึงถือว่าเป็นที่ดินแปลงสำคัญ นายกฯจึงไปซื้อกลับมาเพื่อน้อมเกล้าฯถวายเป็นอนุสรณ์ว่า ครั้งหนึ่งเคยเสด็จฯมาที่ดินแปลงนี้ เป็นความจงรักภักดีของนายกฯและครอบครัว ที่ต้องการน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินแปลงนี้แด่พระองค์ท่าน

******************

เปิดทรัพย์สินปู ไม่เคยมีที่ดินอยุธยา

จากการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้แสดงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 ส.ค.2554 เฉพาะที่ดินจำนวน 13 รายการ  มีดังนี้

1.โฉนดที่ดิน หมายเลข 9494 ต.ต้นเปา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ได้มาวันที่ 8 ธ.ค.2524 จำนวน 8ไร่37 ตรว.มูลค่า 3,237,000 บาท

2.โฉนดที่ดิน หมายเลข 9463 ต.ต้นเปา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ได้มาวัน 26 มิ.ย.2530 จำนวน 98 ตรว.มูลค่า 294,000 บาท

3.โฉนดที่ดิน หมายเลข 72812 ต.ช้างคลาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้มาวันที่ 1 พ.ย.2536 จำนวน 35.4 ตรว. มูลค่า 1,770,000 บาท

4.โฉนดที่ดิน หมายเลข 81454 ต.ช้างคลาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้มาวันที่ 1 พ.ย.2536 จำนวน 17.7 ตรว. มูลค่า 885,000บาท

5.โฉนดที่ดิน หมายเลข 57310 ต.แสมดำ (บางบอน) อ.บางขุนเทียน กทม.  ได้มาวันที่  4 ก.พ.2541 จำนวน 18 ตรว. มูลค่า 720,000บาท

6.โฉนดที่ดิน หมายเลข 57430 ต.แสมดำ (บางบอน) อ.บางขุนเทียน กทม  ได้มาวันที่  4 ก.พ.2541จำนวน 57.6  ตรว. มูลค่า 2,304,000บาท

7. โฉนดที่ดิน หมายเลข 45721 ต.ท่าศาลา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้มาวันที่ 24 ก.ค.2544 จำนวน 20.5 ตรว. มูลค่า 600,000บาท

8. โฉนดที่ดิน หมายเลข 1005 ต.บางบ่อ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ได้วันที่ 18ธ.ค.2545 จำนวน 2 ไร่ 2งาน 39 ตรว.มูลค่า 11,948,500บาท

9. โฉนดที่ดิน หมายเลข 7480 ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ได้มาวันที่ 23 ก.ค.2546 จำนวน 1 ไร่ 2 งาน มูลค่า 18,090,000บาท

10. โฉนดที่ดิน หมายเลข70389 ต.คลองกุ่ม อ.บึงกุ่ม กทม. ได้มาวันที่ 26 พ.ย.2546 จำนวน 2 ไร่ 1 งาน 95 ตรว. มูลค่า 13,438,000บาท

11. โฉนดที่ดิน หมายเลข16505 ต.คลองกุ่ม อ.บึงกุ่ม กทม.ได้มาวันที่ 26 พ.ย.2546 จำนวน 1ไร่ 3 งาน 82 ตรว. มูลค่า 10,562,000 บาท

12. โฉนดที่ดิน หมายเลข 51825 ต.ทานตะวัน อ.พาน จ.เชียงราย ได้มาวันที่ 15 ต.ค.2552 จำนวน 11 ไร่ 84 ตรว. มูลค่า 672,600 บาท

13. โฉนดที่ดิน หมายเลข 67055 ต.ทานตะวัน อ.พาน จ.เชียงราย ได้มาวันที่ 15 ต.ค.2552 จำนวน 11ไร่ 35ตรว. มูลค่า 665,250 บาท

 

เอเชียเสี่ยงหนักพิษยุโรป ต้องกระตุ้นเพื่ออยู่รอด 2012/05/24

เอเชียเสี่ยงหนักพิษยุโรป ต้องกระตุ้นเพื่ออยู่รอด

  • 24 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:57 น.

โดย…นงลักษณ์ อัจนปัญญา

เดินหน้าเข้าขั้นวิกฤตไปทุกขณะสำหรับสถานการณ์หนี้สาธารณะในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) จนบรรดาสถาบันองค์กรซึ่งคอยเฝ้าระวังจับตาดูสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกอย่างใกล้ชิดพร้อมใจกันตบเท้าออกมาเตือนรายวันให้ทุกประเทศ ทุกภูมิภาคทั่วโลกหาหนทางและมาตรการระวังป้องกันอย่างเร่งด่วน

ไม่ว่าจะเป็นองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาระหว่างประเทศ (โออีซีดี) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และล่าสุด ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)

ทั้งนี้ ข้อสรุปที่ได้จากสถาบันขนาดใหญ่ทั้งสามแห่งข้างต้นระบุอย่างเห็นพ้องต้องกันว่า ปัจจัยเสี่ยงหมายเลขหนึ่งของการเติบโตเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ก็คือ ยุโรป ซึ่งตกอยู่ในสถานการณ์ที่นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่ามืดแปดด้าน ตลอดจนการเดินหน้าแก้ไขปัญหาก็เป็นไปแบบคลำทาง

แถมยังคลำไปคนละทิศละทาง จนทำให้การคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้าอยู่ในสภาพพอไปได้ไม่คึกคักโดดเด่น โดยโออีซีดีคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะโตขึ้นเพียง 3.4% ส่วนปีหน้าจะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยที่ 4.2% โดยมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐได้รับผลกระทบไปเต็มที่ โดยมีการเติบโตได้เพียง 2.4% ในปีนี้ และ 2.6% ในปี 2556 ขณะที่ภูมิภาคเอเชียก็มีสภาพไม่แตกต่างกัน คือการเติบโตลดลงจากการคาดการณ์ก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 7.8% มาเป็น 7.6%

เพียงแต่เมื่อเทียบกับสหรัฐและยุโรปแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าตัวเลขของเอเชียโตมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ และอยู่ในระดับดีพอที่จะกลายเป็นความหวังของเหล่านักลงทุนทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเติบโตที่เห็นได้ชัดของภูมิภาคเอเชีย ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศในแถบเอเชียจะเบาใจ วางใจ และเผลอปล่อยใจยินดีปรีดาไปกับสัญญาณบวกชั่วคราวที่มองเห็นอยู่ในขณะนี้

เพราะปัจจัยเสี่ยงที่เศรษฐกิจของภูมิภาคจะสะดุดติดหล่มหน้าคะมำยังคงอยู่ครบถ้วนและไม่ได้รับการแก้ไขใดๆ

ทั้งนี้ รายงานประจำปีของธนาคารโลกได้ส่งคำเตือนพุ่งเป้าหมายมายังเอเชียตะวันออกอย่างชัดเจนว่า ภูมิภาคแห่งนี้จะมีแนวโน้มการเติบโตที่เชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด แถมอาจจะโตช้าลงอยู่ในระดับเดียวกับเต่าคลานได้ทุกเมื่อ หากว่าเงื่อนไขของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกแย่ลงมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

แน่นอนว่าปัจจัยเสี่ยงแรกสุดที่ย้ำแล้วย้ำอีกกันมาโดยตลอดสำหรับเอเชียตะวันออก ก็คือ ยุโรป เพราะสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ แถมยังเดินหน้าเข้าสู่ภาวะถดถอยส่งผลต่อปริมาณความต้องการสินค้าของประชาชนชาวยุโรป ซึ่งจะกระทบต่อตัวเลขการส่งออกสินค้าจากเอเชียไปยังภูมิภาคยุโรปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

นอกจากนี้ ภูมิภาคยุโรปคือแหล่งเงินทุนที่สำคัญของเอเชีย เมื่อไม่มีแหล่งทุนเข้ามา เอเชียก็ย่อมไม่มีเงินมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กลายเป็นปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ที่มีสิทธิลุกลามไปสู่ภาคธุรกิจจริงเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2551

ทั้งนี้ เมื่อเอ่ยถึงเอเชียตะวันออก ประเทศที่คนส่วนใหญ่มักจะคิดถึงเป็นอันดับต้นๆ ก็คือยักษ์ใหญ่ของภูมิภาคแห่งนี้ อย่างประเทศจีน ในฐานะประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นขนาดของประเทศ จำนวนประชากร และมูลค่าปริมาณทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน

จนเรียกได้ว่า จีนกลายเป็นพันธมิตรทางการค้าหมายเลขหนึ่งของเกือบทุกประเทศในภูมิภาค

ต้องยอมรับว่า จุดเด่นเศรษฐกิจของจีนประการหนึ่งก็คือ การส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกในปริมาณมหาศาลภายใต้ราคาที่ถูกกว่าคู่แข่ง ซึ่งในช่วงไม่กี่สิบปีให้หลังมานี้ การส่งออกได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศจีน

ดังนั้น เมื่อตลาดส่งออกสำคัญของจีนอย่างภูมิภาคยุโรปไม่อยู่ในสถานการณ์ที่จะสั่งซื้อสินค้าจากจีนได้อีกต่อไป การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนก็ต้องชะลอตัวลงอย่างไม่ต้องสงสัย

และนำไปสู่ปัจจัยเสี่ยงประการที่สองที่เหล่านักวิเคราะห์เริ่มมองเห็นเค้าลางของพายุร้ายที่น่าหวั่นเกรง คือ ความเลวร้ายของหนี้ยุโรปอาจทำให้การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนเป็นไปอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้

หลักฐานยืนยันก็คือ แถลงการณ์ล่าสุดของธนาคารโลกที่ออกมาระบุว่าได้ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจของแดนมังกรลงอีกอย่างต่อเนื่อง โดยจากที่กำหนดไว้เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ว่าในปี 2555 นี้จีนจะโตได้ 8.4% ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 พ.ค. ธนาคารโลกกลับหั่นตัวเลขลงอีกเหลือ 8.2%

เมื่อยักษ์ใหญ่อืด มีหรือประเทศพันธมิตรคู่ค้าจะไม่เอื่อยตาม โดยที่ผ่านมาในขณะที่จีนเติบโตอู้ฟู้จากการส่งออก จีนก็ได้กลายเป็นตลาดนำเข้าสินค้าจากประเทศต่างๆ รวมถึงการเป็นแหล่งรวมนักลงทุนคนสำคัญด้วยเช่นกัน ยืนยันได้จากตัวเลขของธนาคารโลกที่ประเมินว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนนั้นหมายรวมถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในแถบเอเชียตะวันออก รวมถึง 10 ชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ถึง 80%

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ การเติบโตของจีนก็คือการเติบโตของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อบริษัทจีนแห่งหนึ่งลดปริมาณการลงทุน เพราะยอดการส่งออกลดลง ความต้องการนำเข้าสินค้าจากเอเชีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบเพื่อนำไปผลิตและส่งออกต่อไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรปก็จะลดลงเช่นกัน ผู้ส่งออกที่คอยป้อนสินค้าประเภทดังกล่าวก็จะได้รับผลกระทบทันที เพราะปริมาณที่เคยส่งออกได้หดหายไป

ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงตัวสุดท้าย ซึ่งก็เป็นผลสืบเนื่องตามมาจากปัจจัยเสี่ยงประการที่สองจากการเติบโตที่ช้าลงของจีนก็คือภาวะหนี้และอัตราเงินเฟ้อ

ทั้งนี้ สิ่งที่บรรดานักวิเคราะห์ทั่วโลกย้ำให้เอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกทำมาโดยตลอดก็คือ การปรับโครงสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการลดการพึ่งพาการส่งออก และหันเข้าหาตลาดภายในประเทศมากขึ้น

เรียกได้ว่า ให้กระตุ้นการเติบโตด้วยกำลังการจับจ่ายใช้สอยของคนในประเทศเป็นสำคัญ ทั้งการผ่อนปรนนโยบายการเงิน ลดอัตราดอกเบี้ย และลดทุนสำรองเงินฝาก หรือกระทั่งการลงทุนในโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น น้ำประปา ถนน ของภาครัฐบาล ก็ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังที่ไม่อาจจะมองข้ามได้ก็คือความเป็นจริงที่ว่า มาตรการทั้งหลายที่ดึงดูดจูงใจให้คนยอมควักเงินในกระเป๋าออกมาใช้นี้ ก่อให้เกิดหนี้และภาวะเงินเฟ้อตามมา

ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาลของแถบเอเชียตะวันออก รวมถึงจีนยังพอมีเพดานให้สร้างหนี้ได้ แต่สถานการณ์ในปัจจุบันที่เกี่ยวข้องวนเวียนกับวิกฤตหนี้ก็เป็นบทเรียนให้รู้ว่า การก่อหนี้เพื่อหวังให้เศรษฐกิจโตไม่ได้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวเลยแม้แต่น้อย

ผลลัพธ์ดังกล่าวส่งผลให้นักวิเคราะห์จากธนาคารโลกแนะนำว่า รัฐบาลของจีน ตลอดจนรัฐบาลในเอเชียตะวันออกต้องหันมาปรับใช้นโยบายด้านการคลังมากขึ้น ซึ่งมาตรการทางการคลังที่จะนำมาใช้กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศส่วนใหญ่ก็คือ การตัดลดภาษี การเพิ่มสวัสดิการ ตลอดจนการเพิ่มค่าใช้จ่ายทางสังคมต่างๆ แทนที่จะหันไปกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุน หรือลดอัตราดอกเบี้ยซึ่งส่งผลให้มีหนี้ท่วมแต่เพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ การวางนโยบายที่ไม่เข้มงวดจนเกินไปก็มีความสำคัญด้วยเช่นกัน ซึ่งหมายความว่า ในระหว่างดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การคอยเฝ้าระวังเงินเฟ้อ และพร้อมที่จะนำนโยบายควบคุมเงินเฟ้อกลับมาใช้ได้เสมอทุกเมื่อ ก็นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญสำหรับการรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายทางเศรษฐกิจที่จะตามมา พร้อมกับวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น กุญแจสำคัญสำหรับเอเชียตะวันออกที่จะช่วยนำพาให้ตัวเองรอดจากเศรษฐกิจที่ยากลำบากในขณะนี้ไปได้ก็คือ ต้องลงมือทำให้เร็วที่สุด ก่อนที่สถานการณ์ในยุโรปจะกู่ไม่กลับ และสถานการณ์หนี้ในสหรัฐจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่

 

จับตาหนี้เสียแบงก์สเปนระเบิดเวลาลูกใหม่จ่อคอหอยยูโรโซน 2012/05/24

จับตาหนี้เสียแบงก์สเปนระเบิดเวลาลูกใหม่จ่อคอหอยยูโรโซน

  • 23 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:05 น.

โดย…นันทิยา วรเพชรายุทธ

nantiyaw@posttoday.com

นายกรัฐมนตรี มาเรียโนราจอย แห่งสเปน ได้กล่าวไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า สเปนไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินจากภายนอกเพื่อแก้ปัญหาหนี้เสียของภาคธนาคาร แถมยังสวนกลับประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ของฝรั่งเศสในทำนองว่า ทำเป็นรู้ดีทั้งที่ยังไม่รู้สถานะแท้จริงของธนาคารในสเปน

เพราะปัจจุบัน แม้แต่รัฐบาลสเปนก็อาจจะยังไม่รู้ความเสียหายที่แท้จริงของภาคธนาคารในประเทศตนเองด้วยซ้ำ และเป็นที่มาของการแต่งตั้งบริษัทตรวจสอบบัญชี 2 แห่ง เข้าตรวจสอบสถานะทางการเงินที่แท้จริงของภาคการธนาคารในประเทศ

และความไม่รู้นี่เอง ที่ทำให้ทุกฝ่ายหวาดวิตกว่า ขอบเขตความเสียหายที่แท้จริงอาจรุนแรงกว่าที่คาดไว้มาก จนกลายเป็นระเบิดเศรษฐกิจลูกที่ 4 ในยูโรโซนได้ไม่ยาก

ปัจจุบัน ปัญหาหนี้เสียในภาคการธนาคารของสเปนได้กลายเป็นความวิตกกังวลหลักอันดับ 1 ของนักวิเคราะห์ทั่วโลก โดยมีวิกฤตการณ์ของกรีซเป็น “ปัจจัยเร่ง” ให้ปัญหาลุกลามและรุนแรงยิ่งขึ้น

ปัญหาของสเปนในวันนี้อาจไม่ต่างอะไรไปจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐ เมื่อปี 2551 โดยต้นตอหลักๆ ของปัญหาหนี้เสียจะกระจุกตัวในภาคการธนาคาร อันเป็นผลกระทบจากภาวะฟองสบู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เกิดแตกตั้งแต่เมื่อปี 2551 จนก่อให้เกิดปัญหาหนี้เน่าในภาคการเงินและธนาคารอย่างหนักจนรัฐบาลต้องแต่งตั้งให้บริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีเอกชนเข้ามาประเมินความเสียหายที่แท้จริงทั้งระบบ ซึ่งเป็น “จุดเริ่มต้น” ของความพยายามแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

การปฏิรูปภาคธนาคารครั้งใหม่เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลได้กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์กันทุนสำรองเพื่อป้องกันความเสี่ยงจาก “หนี้เน่า” เพิ่มอีก 3 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ในกรณีที่หนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์กลายเป็นหนี้เสีย ซึ่งถือเป็นการกันสำรองอีกครั้ง เพิ่มเติมจากเมื่อเดือน ก.พ. ซึ่งกำหนดวงเงินในขณะนั้นที่ 5.38 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.15 ล้านล้านบาท)

ธนาคารกลางของสเปน ระบุว่า ระดับหนี้ของธนาคารในสเปนเมื่อเดือน มี.ค. ได้พุ่งสูงสุดทำสถิติใหม่ในรอบ 18 ปี อยู่ในระดับ 8.37% หรือราว 1.875 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.87 ล้านล้านบาท) ท่ามกลางแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด สถาบันการเงินระหว่างประเทศ(ไอไอเอฟ) ซึ่งมีข้อมูลและการติดต่อกับธนาคารราว 450 แห่งทั่วโลก ระบุว่า ความเสียหายของระบบธนาคารในสเปนอาจสูงถึงระหว่าง 2.16–2.6 แสนล้านยูโร (ราว 8.610 ล้านล้านบาท) ซึ่งในกรณีที่เลวร้ายที่สุดนั้น รัฐบาลสเปนเองก็ไร้ปัญญาที่จะเข้าอุ้ม ด้วยเพราะสถานะทางการคลังของภาครัฐเองก็ไม่สู้ดีนัก จนอาจจำเป็นต้องขอกู้เงินจากภายนอกราว 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.4 ล้านล้านบาท)

ในขณะที่ระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอล ซึ่งมีกำหนดชำระใน 90 วันก็กำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า จากเมื่อปี 2540 ซึ่งตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสเปนกำลังบูมสุดขีด

ทว่าสิ่งที่สเปนต่างไปจากสหรัฐก็คือ รัฐบาลสเปนไม่อยู่ในสถานะที่จะช่วยค้ำภาคธนาคารได้หากเกิดปัญหา เนื่องจากมีระดับการขาดดุลงบประมาณสูงถึง 8.9 ของจีดีพี ขณะที่เพดานของกลุ่มยูโรโซนอยู่ที่ 3% เท่านั้น ส่วนหนี้สาธารณะก็หนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน โดยพุ่งไปอยู่ที่ 79.8% ของจีดีพีในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 68.5% เมื่อปีที่แล้ว จนรัฐบาลสเปนต้องเดินหน้ามาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังในหลายด้าน

สิ่งที่น่ากลัวนอกเหนือจากหนี้เสียก็คือ แนวโน้มทางเศรษฐกิจมหภาคของสเปน ซึ่งเผชิญทั้งภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 และยังถูกซ้ำเติมด้วยอัตราการว่างงานที่พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำสถิติสูงสุดในยุโรปที่ 24.4% ซึ่งองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของยุโรป (โออีซีดี)ได้เตือนล่าสุดว่า กลุ่ม 17 ประเทศยูโรโซนอาจเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงตามมาในปีนี้

และประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ รัฐจะหาเงินมาจากไหน

การระดมทุนในตลาดพันธบัตรซึ่งเป็นวิธีการปกติในระบบตลาดทุนนั้น แทบจะเรียกได้ว่า “เป็นไปไม่ได้เลย” เนื่องจากความไม่เชื่อมั่นต่อปัญหาในภาคธนาคารของแดนกระทิง ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืม หรือผลตอบแทนอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสเปน พุ่งสูงสุดทุบสถิติในหลายตัวด้วยกัน ทั้งพันธบัตรระยะสั้นและระยะยาว และสูงเกินกว่าที่รัฐบาลจะหาเงินมาไถ่ถอนคืนได้

อัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 10 ปีของสเปน พุ่งขึ้นเกินระดับ 6.0 หรือระดับที่รัฐบาลควบคุมได้ ขึ้นไปแตะ 6.028% จาก 5.817% เมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค. ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรงวดไถ่ถอนปี 2558 พุ่งขึ้นจาก 2.89% ในเดือน เม.ย. ไปแตะที่ระดับ 4.373% และดอกเบี้ยพันธบัตรไถ่ถอนในปี 2559 เพิ่มขึ้นจาก 3.374% เมื่อกลางเดือน มี.ค. ไปอยู่ที่ 5.106%

และในการประมูลพันธบัตรระยะสั้นอายุ 3 เดือนครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 22 พ.ค. วงเงิน 1.51 หมื่นล้านยูโร ก็มีอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 0.85% จาก 0.63% เมื่อเดือน เม.ย. เช่นเดียวกับพันธบัตรอายุ 6 เดือน วงเงิน 1.02 หมื่นล้านยูโร ซึ่งมีดอกเบี้ยที่ 1.74% จากเดิม 1.58%

การไม่สามารถระดมทุนในอัตราดอกเบี้ยปกติได้ คือปัญหาใหญ่ที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกเชื่อว่ารัฐบาลสเปนไม่สามารถแก้ปัญหาภาคการธนาคารของตนเองได้ โดยปราศจากเงินกู้จากภายนอก และในที่สุดแล้ว สเปนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ในยุโรป ก็อาจเป็นรายต่อไปที่ต้องยื่นขอความช่วยเหลือทางการเงินจากยุโรปและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งกำลังมีปัญหาเงินทุนไม่พออยู่ในขณะนี้

ปัญหาที่สเปนกำลังเผชิญหน้าอยู่ในวันนี้ ร้ายแรงและเรื้อรังยากที่จะแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก และการพังทลายของบรรดาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตั้งแต่เมื่อครั้งวิกฤตการณ์ภาคการเงินโลกในปี 2551 ซึ่งส่งผลกระทบเรื้อรังมาถึงภาคธนาคารในปัจจุบัน ด้วยมูลค่าหนี้เน่าที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับรัฐบาลก็ยังไร้ศักยภาพที่จะเข้ามาอุ้มได้อีกต่อไป เนื่องจากติดชนักหนี้สาธารณะและงบประมาณขาดดุลเช่นกัน

วิกฤตการณ์ของสเปนที่ดูจะไร้ทางออกจึงไม่ต่างอะไรกับระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่รอถล่มยูโรโซน และสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลกอีกครั้ง

 

ศึกสงครามตัวแทน ‘ออมสิน’สะเทือน 2012/05/24

ศึกสงครามตัวแทน ‘ออมสิน’สะเทือน

  • 24 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:07 น.

โดย…กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ปัญหาความขัดแย้งภายในองค์กรของธนาคารออมสิน กำลังเป็นกรณีตัวอย่างที่ต้องจับตามองเรื่องของการเมืองที่เข้ามาแทรกแซงการบริหารของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ คือต้องการเอาคนของตัวเองเข้ามาทำงาน โดยการเขี่ยคนเก่าทิ้งไป จนทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของธนาคารแห่งนี้ลดบทบาทลงอย่างน่าเสียดาย

เพราะการบริหารมีความขัดแย้งกันภายใน ยกระดับเทียบชั้นได้ถึงขั้น “สงครามตัวแทน” ที่กระหน่ำซัดกันนัวเนีย

ผลจากการทำงานที่ไม่สอดรับระหว่างกรรมการหลังการเข้ามาของ พรรณี สถาวโรดม ในตำแหน่งประธานกรรมการ ในช่วงปลายปี 2554 กับผู้บริหารคือ เลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน จนกระทบต่อผลดำเนินงานทำให้กำไรลดวูบ อีกทั้งยังไม่สามารถปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าประชาชนรากหญ้าได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

โดยพบว่ายอดรวมสินเชื่อคงค้างไตรมาสแรกปี 2555 อยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5-6 หมื่นล้านบาท ส่วนยอดเงินฝากอยู่ที่ 1.59 ล้านล้านบาท ธนาคารมีกำไรประมาณ 2,000 ล้านบาท ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเป็นเงินกว่า 4,000 ล้านบาท โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสแรกปี 2554 ที่มีกำไร 6,000 ล้านบาท

หากวิเคราะห์ผลดำเนินงานธนาคารออมสินในช่วง 5 ปีย้อนหลังในช่วงตั้งแต่ปี 2549 จากยุค กรพจน์ อัศวินวิจิตร มาสู่ยุค เลอศักดิ์ ไม่เคยมีครั้งใดที่ซัดกันหนักในยุคที่มีการส่งให้ “พรรณี” อดีตผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ซึ่งมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า “พรรณี” คือเด็กในคาถาของอดีตผู้บริหารกระทรวงการคลัง คือ “นิพัทธ พุกกะณะสุต” เข้ามานั่งในตำแหน่ง

ก่อนเข้ามาของบอร์ดใหม่ นับตั้งแต่ปี 2549-2554 เส้นกราฟในแง่ของผลดำเนินงานธนาคารออมสินเป็นเส้นทะยานพุ่งชี้ขึ้นแบบฉุดไม่อยู่

ในปี 2549 ธนาคารออมสินเริ่มทำกำไรแตะที่ระดับ 1 หมื่นล้านบาท ในสมัยกรพจน์ และเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น 2.6 หมื่นล้านบาท ในปี 2554 ในสมัยของเลอศักดิ์

เริ่มจากสิ้นปี 2549 ธนาคารมีสินทรัพย์ 7.11 แสนล้านบาท มีเงินฝาก 6.14 แสนล้านบาท มีสินเชื่อคงค้าง 4.31 แสนล้านบาท มีกำไรกว่า 1 หมื่นล้านบาท มีเอ็นพีแอล 3.82%

สิ้นปี 2550 ธนาคารมีสินทรัพย์ 7.56 แสนล้านบาท มีเงินฝาก 6.43 แสนล้านบาท มีสินเชื่อคงค้าง 4.69 แสนล้านบาท มีกำไรกว่า 1.07 หมื่นล้านบาท มีเอ็นพีแอล 3.67%

พอสิ้นปี 2551 ธนาคารมีสินทรัพย์ 8.08 แสนล้านบาท มีเงินฝาก 7.02 แสนล้านบาท มีสินเชื่อคงค้าง 5.48 แสนล้านบาท มีกำไรกว่า 1.33 หมื่นล้านบาท มีเอ็นพีแอล 3.31%

ถึงสิ้นปี 2552 ธนาคารมีสินทรัพย์ 1.08 ล้านล้านบาท มีเงินฝาก 9.21 แสนล้านบาท มีสินเชื่อคงค้าง 7.81 แสนล้านบาท มีกำไรกว่า 1.58 หมื่นล้านบาท มีเอ็นพีแอล 2.20%

สิ้นปี 2553 ธนาคารมีสินทรัพย์ 1.46 ล้านล้านบาท มีเงินฝาก 1.18 ล้านล้านบาท มีสินเชื่อคงค้าง 1.11 ล้านล้านบาท มีกำไรกว่า 1.94 หมื่นล้านบาท มีเอ็นพีแอล 1.20%

ล่าสุด งวดสิ้นปี 2554 ธนาคารมีสินทรัพย์ 1.77 ล้านล้านบาท มีเงินฝาก 1.52 ล้านล้านบาท มีสินเชื่อคงค้าง 1.35 ล้านล้านบาท มีกำไรกว่า 2.63 หมื่นล้านบาท มีเอ็นพีแอล 0.94%

จะเห็นว่าผลดำเนินงานดังกล่าวเป็นตัวสะท้อนการทำงานระหว่างคณะกรรมการและฝ่ายบริหารที่สอดรับกันจนทำให้ธนาคารออมสินสามารถสนองรับนโยบายรัฐบาลได้อย่างมากมายมหาศาล

และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เพราะการบริหารจัดการในยุคของเลอศักดิ์ และทีมงานของธนาคารออมสิน รวมถึงคณะกรรมการทั้งหมด ได้ทำให้ธนาคารออมสินกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการธนาคาร เงินฝากและสินเชื่อแตะที่ระดับ 1 ล้านล้านบาท

แต่ผลจากการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการในช่วงปลายปี 2554 ทำให้การทำงานของธนาคารออมสินไม่สอดรับกันจนผลดำเนินงานสะดุด เพราะมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายในเรื่องการปล่อยสินเชื่อใหม่ และความพยายามในการขุดคุ้ยเพื่อหาข้อทุจริตในการปล่อยสินเชื่อเดิม เรื่องการขยายสาขาและการรับพนักงานเพิ่ม ทำให้เครื่องยนต์กลไกการทำงานในธนาคารออมสินช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านดูราวกับเป็นคนที่ป่วยไข้

จากคนที่เคยวิ่งได้เร็ว ก็ต้องลดสปีดลงเหลือแค่การเดินแบบเหยาะๆ แม้ในมุมมองของคณะกรรมการบางส่วนจะมองว่า การเปลี่ยนแปลงการบริหารครั้งนี้จะนำไปสู่การปล่อยสินเชื่อที่มีคุณภาพมากขึ้นก็ตาม

เรื่องการปรับวิธีการอนุมัติสินเชื่อ และการสืบค้นหากระบวนการทุจริตในธนาคารออมสินยังเป็นเพียงฉากหนึ่งในละครเรื่อง“สงครามตัวแทน” เท่านั้น เพราะฉากสำคัญที่กำลังฉายต่อจากนี้คือการไล่บี้เอา “เลอศักดิ์” ออกจากธนาคารออมสินเมื่อครบวาระ 4 ปี ในเดือน ก.ค.นี้ โดยปัดข้อเสนอเรื่องการต่ออายุในตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสินอีกวาระให้เลอศักดิ์

แม้จะมีการทักท้วงในที่ประชุมบอร์ดเรื่องคะแนนการประเมินปี 2554 หรือล่าสุดที่เลอศักดิ์ได้รับการประเมินผลงานดีกว่าปีก่อน ซึ่งน่าจะนำไปสู่มติบอร์ดที่ยอมให้เลอศักดิ์อยู่ในตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสินต่ออีกวาระในช่วง 2 ปีที่เหลือก่อนเกษียณ

พร้อมกันนี้ ทางการเมืองยังได้ส่งคณะกรรมการใหม่เข้ามาผนึกกำลังอีก 3 คน คือ พีรพล ไตรทศาวิทย์ อดีตปลัดกระทรวงมหาด ไทย สุธรรม ศิริทิพย์สาคร อดีตผู้บริหารบริษัท ธนายง และ ชูจิรา กองแก้ว อดีตอธิบดีกรมบังคับคดี ซึ่งเป็นคนสนิท และได้รับความไว้วางใจจาก สมชาย-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เพราะในบอร์ดเองก็ยังแตกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายของประธาน ฝ่ายของเลอศักดิ์ และฝ่ายที่เป็นกลาง

ล่าสุด “พรรณี” ประกาศตั้งตัวเองเป็นประธานสรรหาผู้อำนวยการคนใหม่ พร้อมด้วย กรรมการ 4 คน คือ สุธรรม ศิริทิพย์สาคร พีรพล ไตรทศาวิทย์ ชัยธวัช เสาวพันธ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งมีการประเมินว่ากรรมการ 3 ใน 5 ไม่น่าจะยกมือโหวตให้เลอศักดิ์

ทำให้ละคร “สงครามตัวแทน” เรื่องนี้น่าติดตามชมจนแทบไม่กล้ากะพริบตา เพราะล่าสุดมีข่าวลือหนาหูว่า ศึกภายในครั้งนี้ได้มีนำข่าวสารไปรายงานถึงดูไบ จนมีข่าวลือเล็ดลอดออกมาว่า ถ้ายังสงบศึกภายในไม่ได้ในเร็ววัน

งานนี้ก็คงต้องไปกันทั้งสองฝ่าย…

แต่ไม่ว่า “สงครามตัวแทน” เรื่องจะจบออกมาแบบใด สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้แล้วคือ ธนาคารออมสินอยู่ในสภาพยับเยินจากการถูกอีแร้งทางการเมืองรุมทึ้ง หวังเข้ามาเกาะกินผลประโยชน์มหาศาลจากธนาคารรัฐแห่งนี้เสียแล้ว

ขวัญกำลังใจพนักงานถดถอย ผลดำเนินงานขาลง ที่สำคัญลูกค้า ประชาชนเองก็เสียโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ ขณะที่ผู้กำกับนโยบาย คือ กระทรวงการคลัง ทำได้แต่นั่งดูเขาโยนหอกโยนดาบทิ่มแทงกันแบบตาปริบๆ เท่านั้น

 

หนี้สาธารณะบานขว้างงูไม่พ้นคอ 2012/05/24

หนี้สาธารณะบานขว้างงูไม่พ้นคอ

  • 23 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:10 น.

โดย…เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

การพิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 2556 ของสภาผู้แทนราษฎร วงเงิน 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณแบบขาดดุล 3 แสนล้านบาท จากการประมาณการจะเก็บรายได้สุทธิ 2.1 ล้านล้านบาท ทำให้รัฐบาลติดล่มเป็นรัฐบาลเอาแต่กู้อีกครั้ง

การกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 3 แสนล้านบาท แม้ว่าจะลดลงจากปีงบประมาณ 2555 ที่กู้ขาดดุล 4 แสนล้านบาท แต่จำนวนเงินยังถือว่าสูงอยู่ไม่น้อย เพราะจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สูงถึง 3-4% ทำให้สัดส่วนหนี้ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 42% ของจีดีพี วิ่งทะยานเข้าสู่เรดโซนอันตรายเกิน 60% ของจีดีพีเร็วขึ้นเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ เดือนที่ผ่านมากระทรวงการคลังเพิ่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบปรับแผนการก่อหนี้ของประเทศ เพิ่มการก่อหนี้ก้อนใหญ่ถึง 4.5 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้สัดส่วนหนี้พุ่งจาก 42% ของจีดีพี แตะ 50% ของจีดีพี ภายในปีนี้หรือปีหน้าทันที

แผนการปรับโครงสร้างหนี้ เป็นการกู้จากการออก พ.ร.ก.กู้เงินพัฒนาแหล่งน้ำป้องกันน้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาท พ.ร.ก.กู้เงินตั้งกองทุนประกันภัยพิบัติอีก 5 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ยังกู้ขาดดุลเพิ่มปี 2555 อีก 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเดิมทำแผนการกู้ขาดดุลไว้ 3.5 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลเพิ่มเป็น 4 แสนล้านบาท หลังจากที่ต้องใช้เงินจำนวนมากฟื้นฟูประเทศหลังน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554

กระทรวงการคลังประเมินเมื่อครั้งเสนอการปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ ว่าภายใน 2 ปี รัฐบาลจะต้องกู้เงินตาม พ.ร.ก.และชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 2555 รวมกันเป็นเงิน 7-8 แสนล้านบาท ทำให้สัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้น7-8% ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ที่อยู่ 42% พุ่งขึ้นไปแตะ 50% ของจีดีพีได้อย่างไม่ยากเย็น

ที่ผ่านมารัฐบาลออกมายืนยันว่าระดับหนี้ดังกล่าวยังน้อยกว่ากรอบความยั่งยืนการคลังที่กำหนดไว้ 60% ของจีดีพี

แต่การที่รัฐบาลยังต้องกู้อีกเพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณ 2556 อีก 3 แสนล้านบาท จะทำให้สัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 55% เขย่าเสถียรภาพการเงินการคลังของประเทศเหมือนยืนอยู่บนเส้นด้าย

นี่ยังไม่นับรวมกับการกู้เล็กกู้น้อย อย่างล่าสุดการประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.กาญจนบุรี ครม.ก็เห็นชอบให้ปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มขึ้นอีก 3 หมื่นล้านบาท เพื่อไปโปะเงินกองทุนน้ำมันฯ ที่ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลต้องกู้อีกกี่หมื่นล้านบาท

เพราะราคาน้ำมันสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าราคาจะลดลงบางครั้ง แต่หักกลบลบหนี้แล้วราคาขึ้นก็ยังมากกว่าราคาลด

นอกจากนี้ ภาพรวมของการทำงบประมาณรายจ่ายปีต่อไป ก็ยังขาดดุลยังต่อเนื่องอีกหลายปี จากแผนการก่อหนี้ของประเทศ ประเมินว่า หลังจากปีงบประมาณ 2556 ขาดดุล 3 แสนล้านบาท ปีงบประมาณยังต้องกู้ชดเชยขาดดุลอีก 2 แสนล้านบาท ปีงบประมาณ 2557 ต้องกู้ขาดดุล 1 แสนล้านบาท หากรวมส่วนนี้ ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีไม่เกิน 60% ในอนาคตเป็นไปได้ยาก

แม้ว่ารัฐบาลจะออกมาแจงว่า การกู้เงินถมเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลจะทำให้เศรษฐกิจบานสะพรั่ง ทำให้สัดส่วนหนี้ลดลงในที่สุด ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรไว้ใจได้ เพราะอย่างที่เห็นเศรษฐกิจโลกมีแต่ทรงกับทรุด เศรษฐกิจสหรัฐยังทรงตัว เศรษฐกิจยุโรปมีปัญหาบานปลายกลัวลุกลามขยายวง ยังแก้ไม่ตก ยังสะเทือนเศรษฐกิจไทย หุ้นไทยแกว่งไปแกว่งมา ดัชนีลดลงจนน่าใจหาย หลังจากที่พยายามไต่ขึ้นสูงมาเป็นเวลานาน

ขณะที่เศรษฐกิจจีนเริ่มชะลอตัว เงินเฟ้อเริ่มออกฤทธิ์ เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังไม่ฟื้น ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงอันตรายกับเศรษฐกิจไทย ที่เป็นประเทศเล็กให้ล้มลุกคลุกคลานได้ทุกเมื่อ

ซึ่งหากรับมือไม่ดี เศรษฐกิจโตไม่ได้อย่างที่วาดฝันแล้ว นอกจากสัดส่วนหนี้ไม่ลดแล้วยังมีแต่งอกบานจนใครก็เอาไม่อยู่ และอาจเป็นวิกฤตหนี้เหมือนที่ยุโรปประสบปัญหากุมขมับแก้ไม่ได้ ก็มาจากเรื่องหนี้ท่วมหัว เพราะใช้จ่ายเกินตัว

ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีต รมช.พาณิชย์ เคยออกมาเตือนรัฐบาลว่า หนี้สาธารณะของไทยควรอยู่ที่ระดับไม่เกิน 50% ของจีดีพี แม้ว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังจะกำหนดให้ไม่เกิน 60% เนื่องจากไทยมีขนาดเศรษฐกิจเล็ก และรัฐบาลมีรายได้ 20% ของจีดีพี หากมีหนี้เกิน 50% ของจีดีพี จะมีปัญหารายได้ไม่พอชำระหนี้ในอนาคตได้

การก่อหนี้ควรทำเพื่อการลงทุนและสร้างระบบสวัสดิการให้แก่สังคม เพราะจะช่วยให้มีรายได้และเกิดประโยชน์มากกว่าการนำไปใช้จ่ายที่ไม่ควรทำ เช่น โครงการบ้านหลังแรกและรถยนต์คันแรก เพราะเป็นโครงการที่สร้างความนิยมทางการเมือง แต่ไม่เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภาพรวม

ณรงค์ชัย ยังชี้ให้เห็นว่า จากประวัติศาสตร์วิกฤตเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 วิกฤตต้มยำกุ้ง จนมาถึงวิกฤตหนี้ยุโรปในปัจจุบัน ต้นตอปัญหาเกิดจากการก่อหนี้สูงเกินกว่าที่จะชำระได้ ทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และการค้า การบริโภคหดตัวอย่างรุนแรง

แม้ว่าจะมีหลายฝ่ายท้วงติงแต่รัฐบาลดูเหมือนไม่ฟัง ดำเนินนโยบายประชานิยมลด แลก แจก แถม ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถคันแรกทำให้เสียเงินภาษี 3 หมื่นล้านบาท โครงการบ้านหลังแรกเสียเงินภาษี 1 หมื่นล้านบาท และการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ในปี 2555 และ 20% ในปี 2556 ทำให้ภาษีหายไป 1.5 แสนล้านบาท ทำให้รัฐบาลเข้าเนื้อรายได้ลด ต้องกู้เพิ่ม

ยังมีนโยบายจำนำข้าว ที่ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กู้เงินรับจำนำให้รัฐบาลไปก่อน 3-4 แสนล้านบาท และมีการประเมินกันว่า จะเสียหายในปีแรก 2 หมื่นล้านบาท หนีไม่พ้นต้องใช้เงินกู้มาโปะอีก

การขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 1.5 หมื่นบาท รวมทั้งการปรับโครงสร้างทั้งระบบ ทำให้รัฐบาลมีภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นอีกปีละ 12 หมื่นล้านบาท หรือโครงการพักหนี้ดีทำแบงก์รัฐเสียหาย 4.5 หมื่นล้านบาท จนอาการหนักส่อขาดทุน ทำให้รัฐต้องหาเงินมาโปะช่วยครึ่งหนึ่ง หนีไม่พ้นต้องกู้เป็นดินพอกหางหมู

เหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลนี้ จึงตกอยู่ในวังวนกู้สิบทิศ นอกจากจะมาใช้จ่ายมือเติบจากโครงการประชานิยมตำน้ำพริกละลายแม่น้ำแล้ว

ส่วนหนึ่งยังมาจากนโยบายไม่ยอมหารายได้เพิ่ม กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ยืนยันว่า ยังไม่ขึ้นภาษีใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มภาษีน้ำมันดีเซลที่ลดลงเหลือ 0.005 บาทต่อลิตร มาเป็น 5.31 บาทต่อลิตร ที่ทำให้กรมสรรพสามิตต้องสูญรายได้เดือนละ 9,000 ล้านบาท เพราะกลัวว่าขึ้นภาษีจะทำให้ของแพงที่แก้ไม่ได้ ยิ่งแพงขึ้นไปอีก

รมว.คลังยังยืนยัน ไม่ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย. 2556 ทำให้รัฐบาลขาดรายได้ไปปีละ 2 แสนล้านบาท ยังไม่รวมกับกรณีที่ไม่เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือภาษีบาปสุรา เบียร์ บุหรี่ เพราะไม่ต้องการให้กระทบนายทุนที่แนบแน่นกับฝ่ายการเมือง

การบริหารเศรษฐกิจของประเทศที่รายจ่ายต้องโตขึ้นทุกวัน แต่รัฐบาลกลับเมินหารายได้เพิ่ม จนเป็นอันตรายต่อหนี้ที่ไม่พ้นต้องกู้เพิ่มเป็นดินพอกหางหมู มีความเสี่ยงกับเศรษฐกิจมากขึ้นทุกวัน

ดังนั้น ปัญหาหนี้สาธารณะจะเป็นภัยเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นภัยคุกคามการบริหารงานของรัฐบาลด้วย เพราะตัวเลขการกระทำต่างๆ บ่งบอกว่าหนี้มีแต่เพิ่มเป็นจรวด แต่การเก็บรายได้เพิ่มอืดเป็นเรือเกลือ กลายเป็นปัญหาที่รัฐบาลแก้ไม่ตกและแก้ตัวไม่ได้

ที่สำคัญ หากรัฐบาลยังไม่หยุดเป็นเจ้าพ่อบุญทุ่มหวังคะแนนทางการเมืองอย่างเดียว ชนิดพอเสียงตก มีปัญหาทำรัฐบาลเสื่อมศรัทธา ก็คิดแต่ทำโครงการประชานิยมใช้เงินภาษีเป็นหมื่นเป็นแสนมัดใจฐานเสียง ไม่สนวินัยการเงินการคลัง รายได้ไม่พอก็ต้องกู้มาถม

เรื่องหนี้สาธารณะทำอย่างไรก็แก้ไม่ตก เป็นระเบิดเวลาระเบิดใส่เศรษฐกิจไทยในไม่ช้านี้

 

ปลด’ปิยสวัสดิ์’สะเทิอนรัฐปราบโกง 2012/05/24

ปลด’ปิยสวัสดิ์’สะเทิอนรัฐปราบโกง

  • 24 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:12 น.

โดย…ปริญญา ชูเลขา

การปลด “ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์” ออกจากตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บริษัท การบินไทย กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งบานปลายทางการเมืองทั้งภายในองค์กรการบินไทย ที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ยังกระทบไปถึงความเชื่อมั่นของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ด้วย เพราะเกิดคำถามมากมายตามมาท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัยในข้ออ้าง “มีปัญหาการสื่อสาร” จึงสั่งปลดฟ้าผ่าครั้งนี้ ว่าการเมืองเข้าไปแทรกแซง หรือมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่

ณ เวลานี้ ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้รับคำตอบ และเรื่องดังกล่าวยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงอย่างไร ยิ่งเกิดการเคลื่อนไหวจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยที่ถือว่าเป็นสหภาพฯ ที่มีความเข้มแข็งและกล้าชนฝ่ายการเมืองออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านหัวชนฝา และเดินสายทวงถามคำตอบด้วยการยื่นหนังสือสอบถามตั้งแต่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาค ผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือแม้แต่นายกฯ ยิ่งลักษณ์

อีกทั้งยังไล่บี้ให้ อำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การบินไทย เร่งชี้แจงเหตุผลที่แท้จริงในการเลิกจ้างปิยสวัสดิ์ ทั้งยังเรียกร้องให้รัฐบาลปลดอำพนพ้นจากประธานบอร์ดการบินไทย นับเป็นการตอกย้ำถึงความแตกแยกขัดแย้งภายในองค์กรอย่างรุนแรง เนื่องจากทางสหภาพฯ เห็นว่าตั้งแต่ปิยสวัสดิ์เข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2552 โดยบัญชีทางการเงินที่มีการแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานว่า งบการเงินเมื่อปี 2551 ก่อนหน้าที่ปิยสวัสดิ์จะเข้ารับตำแหน่งนั้น การบินไทยขาดทุนถึง 21,379.45 ล้านบาท

ต่อมาปี 2552 ซึ่งปิยสวัสดิ์เริ่มเข้ารับตำแหน่ง กลับมาได้กำไร 7,343.58 ล้านบาท ปี 2553 ได้กำไร 15,349.69 ล้านบาท ขณะที่ปี 2554 ขาดทุน 10,196.97 ล้านบาท และไตรมาสแรกของปี 2555 ได้กำไร 3,644.77 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของสหภาพฯ ที่เกิดขึ้นเพราะความเคลือบแคลงสงสัยว่าใครอยู่เบื้องหลังหรือการเมืองแทรกแซง เพราะต้องการสิ่งใดจากการบินไทยจากการปลดปิยสวัสดิ์ออกจากตำแหน่งในครั้งหรือไม่

หากการปลดครั้งนี้เป็นเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน หรือทำงานไม่มีประสิทธิภาพสอบตก ย่อมเป็นที่ยอมรับได้ แต่สิ่งที่เป็นอยู่กลับสวนทาง เพราะผลการประเมินการทำงานปิยสวัสดิ์ ทั้งสอบผ่านและสร้างผลงานให้กับองค์กรที่อยู่ในเกณฑ์ดี อย่างไรก็ตามเป็นที่รับรู้กันมาโดยทั่วไปว่า 2 คนนี้ ทั้งปิยสวัสดิ์และอำพน มีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว กล่าวคือ ปิยสวัสดิ์เป็นคนที่มีบุคลิกชนิด “ยอมหักไม่ยอมงอ” คงจำกันได้ในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เรืองอำนาจ ปิยสวัสดิ์เคยขัดแย้งกับ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านพลังงาน เกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างค่าไฟฟ้าและนโยบายการแปรรูป ปตท.และ กฟผ. จึงลาออกจากราชการเมื่อปี 2545 เพื่อไปดำรงตำแหน่งในบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย

ขณะที่อำพน บุคลิกท่าทางคล่องแคล่วว่องไว สไตล์การทำงานที่เป็นที่ยอมรับ และขึ้นชื่อ คือ “ปรับตัวเก่ง” ทำงานได้กับทุกรัฐมนตรีจากทุกพรรคทุกกระทรวง หรือทุกขั้วการเมือง มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและเติบโตตั้งแต่สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ สมัคร สุนทรเวช สมชาย วงศ์สวัสดิ์ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในขณะที่ปิยสวัสดิ์กลับถูกตราหน้าว่าอยู่ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาทำงานสมัยพรรคประชาธิปัตย์เรืองอำนาจ และภรรยา คือ อานิก อัมระนันทน์ ยังเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อีกด้วย

เมื่อคนสองคนที่มีความต่างกันสุดขั้วมาเจอกัน คงไม่ต้องบรรยายว่าจะเกิดอะไรขึ้น และแม้แต่แนวคิดในการทำงานระหว่างอำพนกับปิยสวัสดิ์ มีปัญหากันมาโดยตลอด เช่น การจัดตั้งสายการบินต้นทุนประหยัดของการบินไทย ที่ต่างฝ่ายต่างมีแนวคิดเป็นของตัวเองอีกทั้งที่ผ่านมาเป็นที่น่าสังเกตว่า ผลงานงานดีเด่นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบริษัท การบินไทย ต่างพากันยกความดีความชอบให้กับปิยสวัสดิ์แต่เพียงผู้เดียว แต่กลับไม่มีการกล่าวถึงคุณงามความดีของอำพน ทั้งที่เป็นประธานบอร์ดการบินไทยแท้ๆ

แต่ประเด็นที่น่าฉงนและสงสัยเข้าไปอีก และสะเทือนต่อนโยบายประกาศสงครามการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาลอย่างยิ่ง เมื่อปิยสวัสดิ์ทิ้งระเบิดการเมืองลูกใหญ่ฝากไว้ก่อนอำลาว่า มีบางฝ่ายต้องการเข้ามาฮุบโครงการจัดซื้อจัดจ้างฝูงบินล็อตใหญ่ ในโครงการจัดหาเครื่องบินในเฟสที่ 2 (ปี 2561-2565) จำนวน 38 ลำ มูลค่า 2.4 แสนล้านบาท ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา

ทุกฝ่ายยังประทับใจถ้อยคำรัฐบาลที่ประกาศเป็นเจ้าภาพทำสงครามต่อต้านการทุจริต ในการประชุมเชิงปฏิบัติการยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ในวันที่ 18 พ.ค.นี้ ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธ.ค. 2550 ที่ผ่านมาต่อหน้าประชาชนทั่วประเทศ

ดังนั้น ประเด็นเกี่ยวกับการปลดปิยสวัสดิ์ ฝ่ายการเมืองต้องสร้างความชัดเจนและทำให้เกิดความโปร่งใส ว่าไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองที่เข้าไปเพื่อหวังผลประโยชน์จากการเขี่ยปิยสวัสดิ์ให้พ้นทาง เพื่อส่งคนของตัวเองเข้าไปแทน ซึ่งต้องไม่ให้เกิดเรื่องซ้ำรอยกรณีโยกย้าย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้ไปดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แทน ถวิล เปลี่ยนศรี เพื่อปูทางให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ได้ขึ้นเป็น ผบ.ตร.

และหากฝ่ายการเมืองต้องการเข้ามาเพื่อเป้าหมายอย่างที่ปิยสวัสดิ์ออกมาเปิดโปงจริง ย่อมส่งผลสะเทือนต่อภาพลักษณ์การบินไทยที่เป็นรัฐวิสาหกิจชั้นดี ย่อมได้รับผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือที่มีผู้ถือหุ้นอยู่จำนวนมาก และยังส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการบินไทย

ที่สำคัญความเชื่อมั่นศรัทธาของรัฐบาลต่อการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันมีอันต้องเสื่อมไม่น่าเชื่อถือในที่สุด m
8…ปริญญา ชูเลขา

การปลด “ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์” ออกจากตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บริษัท การบินไทย กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งบานปลายทางการเมืองทั้งภายในองค์กรการบินไทย ที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ยังกระทบไปถึงความเชื่อมั่นของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ด้วย เพราะเกิดคำถามมากมายตามมาท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัยในข้ออ้าง “มีปัญหาการสื่อสาร” จึงสั่งปลดฟ้าผ่าครั้งนี้ ว่าการเมืองเข้าไปแทรกแซง หรือมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่

ณ เวลานี้ ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้รับคำตอบ และเรื่องดังกล่าวยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงอย่างไร ยิ่งเกิดการเคลื่อนไหวจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทยที่ถือว่าเป็นสหภาพฯ ที่มีความเข้มแข็งและกล้าชนฝ่ายการเมืองออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านหัวชนฝา และเดินสายทวงถามคำตอบด้วยการยื่นหนังสือสอบถามตั้งแต่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาค ผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือแม้แต่นายกฯ ยิ่งลักษณ์

อีกทั้งยังไล่บี้ให้ อำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การบินไทย เร่งชี้แจงเหตุผลที่แท้จริงในการเลิกจ้างปิยสวัสดิ์ ทั้งยังเรียกร้องให้รัฐบาลปลดอำพนพ้นจากประธานบอร์ดการบินไทย นับเป็นการตอกย้ำถึงความแตกแยกขัดแย้งภายในองค์กรอย่างรุนแรง เนื่องจากทางสหภาพฯ เห็นว่าตั้งแต่ปิยสวัสดิ์เข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2552 โดยบัญชีทางการเงินที่มีการแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานว่า งบการเงินเมื่อปี 2551 ก่อนหน้าที่ปิยสวัสดิ์จะเข้ารับตำแหน่งนั้น การบินไทยขาดทุนถึง 21,379.45 ล้านบาท

ต่อมาปี 2552 ซึ่งปิยสวัสดิ์เริ่มเข้ารับตำแหน่ง กลับมาได้กำไร 7,343.58 ล้านบาท ปี 2553 ได้กำไร 15,349.69 ล้านบาท ขณะที่ปี 2554 ขาดทุน 10,196.97 ล้านบาท และไตรมาสแรกของปี 2555 ได้กำไร 3,644.77 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของสหภาพฯ ที่เกิดขึ้นเพราะความเคลือบแคลงสงสัยว่าใครอยู่เบื้องหลังหรือการเมืองแทรกแซง เพราะต้องการสิ่งใดจากการบินไทยจากการปลดปิยสวัสดิ์ออกจากตำแหน่งในครั้งหรือไม่

หากการปลดครั้งนี้เป็นเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน หรือทำงานไม่มีประสิทธิภาพสอบตก ย่อมเป็นที่ยอมรับได้ แต่สิ่งที่เป็นอยู่กลับสวนทาง เพราะผลการประเมินการทำงานปิยสวัสดิ์ ทั้งสอบผ่านและสร้างผลงานให้กับองค์กรที่อยู่ในเกณฑ์ดี อย่างไรก็ตามเป็นที่รับรู้กันมาโดยทั่วไปว่า 2 คนนี้ ทั้งปิยสวัสดิ์และอำพน มีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว กล่าวคือ ปิยสวัสดิ์เป็นคนที่มีบุคลิกชนิด “ยอมหักไม่ยอมงอ” คงจำกันได้ในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เรืองอำนาจ ปิยสวัสดิ์เคยขัดแย้งกับ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านพลังงาน เกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างค่าไฟฟ้าและนโยบายการแปรรูป ปตท.และ กฟผ. จึงลาออกจากราชการเมื่อปี 2545 เพื่อไปดำรงตำแหน่งในบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย

ขณะที่อำพน บุคลิกท่าทางคล่องแคล่วว่องไว สไตล์การทำงานที่เป็นที่ยอมรับ และขึ้นชื่อ คือ “ปรับตัวเก่ง” ทำงานได้กับทุกรัฐมนตรีจากทุกพรรคทุกกระทรวง หรือทุกขั้วการเมือง มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและเติบโตตั้งแต่สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ สมัคร สุนทรเวช สมชาย วงศ์สวัสดิ์ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในขณะที่ปิยสวัสดิ์กลับถูกตราหน้าว่าอยู่ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาทำงานสมัยพรรคประชาธิปัตย์เรืองอำนาจ และภรรยา คือ อานิก อัมระนันทน์ ยังเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อีกด้วย

เมื่อคนสองคนที่มีความต่างกันสุดขั้วมาเจอกัน คงไม่ต้องบรรยายว่าจะเกิดอะไรขึ้น และแม้แต่แนวคิดในการทำงานระหว่างอำพนกับปิยสวัสดิ์ มีปัญหากันมาโดยตลอด เช่น การจัดตั้งสายการบินต้นทุนประหยัดของการบินไทย ที่ต่างฝ่ายต่างมีแนวคิดเป็นของตัวเองอีกทั้งที่ผ่านมาเป็นที่น่าสังเกตว่า ผลงานงานดีเด่นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบริษัท การบินไทย ต่างพากันยกความดีความชอบให้กับปิยสวัสดิ์แต่เพียงผู้เดียว แต่กลับไม่มีการกล่าวถึงคุณงามความดีของอำพน ทั้งที่เป็นประธานบอร์ดการบินไทยแท้ๆ

แต่ประเด็นที่น่าฉงนและสงสัยเข้าไปอีก และสะเทือนต่อนโยบายประกาศสงครามการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาลอย่างยิ่ง เมื่อปิยสวัสดิ์ทิ้งระเบิดการเมืองลูกใหญ่ฝากไว้ก่อนอำลาว่า มีบางฝ่ายต้องการเข้ามาฮุบโครงการจัดซื้อจัดจ้างฝูงบินล็อตใหญ่ ในโครงการจัดหาเครื่องบินในเฟสที่ 2 (ปี 2561-2565) จำนวน 38 ลำ มูลค่า 2.4 แสนล้านบาท ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา

ทุกฝ่ายยังประทับใจถ้อยคำรัฐบาลที่ประกาศเป็นเจ้าภาพทำสงครามต่อต้านการทุจริต ในการประชุมเชิงปฏิบัติการยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ในวันที่ 18 พ.ค.นี้ ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธ.ค. 2550 ที่ผ่านมาต่อหน้าประชาชนทั่วประเทศ

ดังนั้น ประเด็นเกี่ยวกับการปลดปิยสวัสดิ์ ฝ่ายการเมืองต้องสร้างความชัดเจนและทำให้เกิดความโปร่งใส ว่าไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองที่เข้าไปเพื่อหวังผลประโยชน์จากการเขี่ยปิยสวัสดิ์ให้พ้นทาง เพื่อส่งคนของตัวเองเข้าไปแทน ซึ่งต้องไม่ให้เกิดเรื่องซ้ำรอยกรณีโยกย้าย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้ไปดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แทน ถวิล เปลี่ยนศรี เพื่อปูทางให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ได้ขึ้นเป็น ผบ.ตร.

และหากฝ่ายการเมืองต้องการเข้ามาเพื่อเป้าหมายอย่างที่ปิยสวัสดิ์ออกมาเปิดโปงจริง ย่อมส่งผลสะเทือนต่อภาพลักษณ์การบินไทยที่เป็นรัฐวิสาหกิจชั้นดี ย่อมได้รับผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือที่มีผู้ถือหุ้นอยู่จำนวนมาก และยังส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการบินไทย

ที่สำคัญความเชื่อมั่นศรัทธาของรัฐบาลต่อการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันมีอันต้องเสื่อมไม่น่าเชื่อถือในที่สุด

 

ปลุกผี ยุบพรรค สองพรรคแก้เกี้ยว 2012/05/24

ปลุกผี ยุบพรรค สองพรรคแก้เกี้ยว

  • 23 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:56 น.

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

การต่อสู้ด้วยเกมยุบพรรค ถูกปลุกขึ้นมาอีกรอบจากฝ่ายการเมืองจากเพื่อไทยและประชาธิปัตย์

ล่าสุดฝ่ายเพื่อไทยใช้คดีเงินบริจาคของ อีสท์ วอเตอร์ ยื่นยุบพรรคประชาธิปัตย์

ขณะที่ประชาธิปัตย์ขู่จะยื่นยุบพรรคเพื่อไทยบ้างจากผลสืบเนื่องที่ จตุพร พรหมพันธุ์ ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจาก สส.

ทั้งที่ ในวันที่ 30 พ.ค.นี้ กลุ่มบ้านเลขที่ 111 จากพรรคไทยรักไทย จำเลยยุบพรรครุ่นแรก กำลังจะได้สิทธิกลับมาเล่นการเมือง หลังถูกสั่งเว้นวรรคมานาน 5 ปี อันเป็นผลจากคดีพรรคไทยรักไทยจ้างวานพรรคเล็กลงเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2549 ซึ่งคณะรัฐประหารได้แต่งตั้งตุลาการรัฐธรรมนูญมาพิจารณาคดีนี้ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สอบสวนเสร็จ จนนำไปสู่การตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งคณะ 111 คน

ในยุค คมช.มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่ใช้ในปัจจุบัน โดยใส่ “ยาแรง” มาจัดการกับนักการเมืองที่ทำผิดกฎหมาย มาตรการหนึ่ง คือ หากกรรมการบริหารพรรคทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง จะมีความผิดถึงขั้นยุบพรรคและให้ตัดสิทธิคณะกรรมการบริหารพรรคยกเข่ง 5 ปี

ผ่านมา 5 ปี คดียุบพรรคไม่เพียงทำให้การเมืองอ่อนแอ ขาดความต่อเนื่อง ยังเป็นอาวุธที่ต่างฝ่ายใช้เป็นหอกทิ่มคู่แข่งในปัจจุบัน

ข้อมูลจาก กกต.ที่เผยแพร่ในสื่อมวลชนล่าสุด สะท้อนชัดว่า นับแต่ปี 2551 ที่เริ่มเพิ่มโทษความผิดยุบพรรค มีคำร้องให้มีการยุบพรรคทั้งหมด 29 เรื่อง กกต.มีมติเห็นชอบให้ยกคำร้องไปแล้ว 15 เรื่อง ยังคงเหลือ 14 เรื่อง

ในจำนวนนี้มีคำร้องเดียวกัน 7 เรื่อง ซึ่ง กกต.รวมเป็นสำนวนเดียวกัน คือ ให้ยุบพรรคเพื่อไทย จากประเด็น “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง โดยคดีอยู่ระหว่างการสอบสวนของ กกต.

อีก 6 สำนวนที่อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการไต่สวน ประกอบด้วย

1.กรณีคำร้องให้ยุบพรรคเพื่อไทย เนื่องจากหัวหน้าพรรคได้รับรองผู้ที่ขาดคุณสมบัติในการลงสมัครรับเลือกตั้ง คือ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ก่อแก้ว พิกุลทอง ลงสมัครรับเลือกตั้ง

2.กรณีเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังชล และพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน เนื่องจากหาเสียงโดยสัญญาว่าจะให้

3.กรณี นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ร้องให้ยุบพรรคเพื่อไทย เนื่องจากหัวหน้าพรรคได้รับรองผู้ที่ขาดคุณสมบัติในการลงสมัครรับเลือกตั้ง คือ จตุพร ลงสมัครรับเลือกตั้ง

4.กรณีทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทยร้องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากกระทำการเป็นภัยต่อความมั่นคง โดยโฆษณาเชิญชวนให้ประชาชนต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และปลุกระดมให้ประชาชนเกลียดชังรัฐบาล

5.พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร้องขอให้ยุบพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน พรรคพลังชล และขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง สส. สว. และคณะรัฐมนตรี ทั้ง 416 คน ที่เห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นการกระทำล้มล้างรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

และ 6.กรณี เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต สว. ร้องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากรับเงินบริจาคน้ำท่วมจากบริษัท อีสท์ วอเตอร์ ที่เข้าข่ายเป็นบริษัทต้องห้ามมิให้พรรคการเมืองรับเงินบริจาค ตามมาตรา 71 ของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง จำนวน 1 ล้านบาท

เห็นได้ว่าไม่เฉพาะฝ่ายพันธมิตร หรือประชาธิปัตย์ยื่นให้ยุบพรรคทักษิณ แต่พรรคเพื่อไทยก็ใช้เกมยุบพรรคยื่นจัดการกับพรรคประชาธิปัตย์

ทั้ง 6 สำนวนจึงเป็นเผือกร้อนที่อยู่ในมือ กกต.ขณะนี้

ทว่า ผลของคดียุบพรรคที่มีบทลงโทษรุนแรง พิสูจน์แล้วกับพรรคที่ถูกยุบซึ่งมีบทบาททางการเมืองในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ อภิมหาพรรคไทยรักไทย ตามด้วย พรรคพลังประชาชนรุ่นสอง พรรคชาติไทย ของ บรรหาร ศิลปอาชา และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่มี อนงค์วรรณ เทพสุทิน เป็นหัวหน้าพรรค ไม่สามารถดัดนิสัยนักการเมืองหรือแก้ปัญหาการทำผิดกฎหมายได้ เพราะที่สุดก็ส่งนอมินี ลูกหลาน คนสวน คนขับรถ มาลงสนามรักษา “พื้นที่ตำแหน่ง” แทน และยังอยู่เบื้องหลัง คอยชักใยสั่งการอยู่

ตรงกันข้าม ยิ่งยุบก็ยิ่งเพิ่มอุณหภูมิความขัดแย้งทางการเมือง แม้แต่นักวิชาการฝ่ายเหลืองก็ไม่เห็นด้วยกับบทลงโทษยุบพรรคและเสนอให้แก้ไขประเด็นนี้

การนำประเด็นยุบพรรคล่าสุดกับปม อีสท์ วอเตอร์ ที่ดีเอสไอกำลังสอบสวนและลากไปถึงการยุบพรรคประชาธิปัตย์ หรือกรณีพรรคเพื่อไทยรับรอง จตุพร เป็นสมาชิกพรรคโดยผิดกฎหมาย ที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นคำร้อง ตามขั้นตอน กว่าจะยุบพรรคได้ กกต.ต้องชี้มูลว่าผิดก่อนและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญลงมติยุบพรรค

แต่สถานการณ์การเมืองขณะนี้เชื่อว่าการยุบพรรคมีแนวโน้มเกิดขึ้นยาก

หนึ่ง เป็นบรรยากาศที่เข้าสู่การปรองดอง ที่กำลังมีการออก พ.ร.บ.ปรองดอง นิรโทษกรรมความผิดคดีความการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร ซึ่งก็รวมถึงคดียุบพรรคที่ยังมี 3 พรรครอล้างผิดอยู่ หรือรุ่นกรรมการบริหารพรรค 109 คน จากพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย

สอง จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แน่นอนว่าจะมีการลบทิ้งความผิดยุบพรรคในประเด็นทำผิดกฎหมายเลือกตั้งที่ปรากฏในมาตรา 68 และมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งทุกพรรค ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดจนนักวิชาการ ต่างเห็นด้วยให้ยกเลิกบทลงโทษนี้ แต่หาก กกต.สอบสวนคดียุบพรรคและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ คาดว่าจะใช้เวลานานร่วมปี เมื่อถึงเวลานั้นคงได้รัฐธรรมนูญใหม่ที่จะไม่มีบทบัญญัติเรื่องการยุบพรรคแล้ว เพราะตามปฏิทินกำหนดให้สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทำรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 240 วัน หรือกลางปี 2556 ที่พรรคเพื่อไทยจะได้เฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญใหม่

การปลุกผีโดยใช้คดียุบพรรคมาต่อสู้อีกครั้ง ในบรรยากาศที่ช้ำกับการยุบพรรคมาหลายรอบ จึงไม่น่าบังเกิดขึ้นอีก