ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ลพบุรี เมืองผ่านที่เต็มไปด้วยรอยอดีต 2012/05/28

ลพบุรี เมืองผ่านที่เต็มไปด้วยรอยอดีต

  • 26 พฤษภาคม 2555 เวลา 06:47 น.

โดย…นิธิ ท้วมประถม

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน คอลัมน์ มหัศจรรย์เมืองไทย ก็กลับมาพบเจอกับท่านผู้อ่านอีกครั้งแล้วนะครับ มาในสัปดาห์นี้ ผมจะพาท่านผู้อ่านไปแวะเวียนที่ จ.ลพบุรี จังหวัดเล็กๆ ที่ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายต่อหลายท่านน่าจะ“ข้าม”ที่จะเที่ยวลพบุรี เพราะเห็นว่าเป็นเพียงทางผ่านที่จะไปท่องเที่ยวจังหวัดอื่นๆ

ไม่ว่าจะขึ้นไปเที่ยวทะเลหมอก จ.เพชรบูรณ์ หรือจะไปเที่ยวภาคอีสาน รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างเขาใหญ่ ก็ต้องผ่านลพบุรีทั้งนั้นครับ

ผมเอง ที่ผ่านมาก็มองข้ามลพบุรีไปเหมือนกัน รู้แต่ว่ามีลิงเยอะ ละใช่แน่ๆ ส่วนแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ นั้นเลือนๆ ครับ นึกไม่ค่อยออก

แต่ครั้งนี้ได้มีโอกาสไปเยือนลพบุรีอีกครั้งจากการไปร่วมคาราวานท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ของนีโอคิดส์ ซึ่งเป็นศูนย์พัฒนาการเด็ก ทำให้รู้ว่าลพบุรีมีจุดน่าเที่ยวไม่น้อยทีเดียวครับ แถมอาหารอร่อยเสียอีก ซึ่งก็ต้องขอบคุณททท.สำนักงานลพบุรี และคุณจุฬาลักษณ์ ดรชัย เจ้าหน้าที่ ททท.ลพบุรีที่มาแนะนำและคอยช่วยเหลืออย่างเต็มที่

และแน่นอนครับการเดินทางครั้งนี้ของผมก็ต้องไปกับเพื่อนร่วมเดินทางอย่าง เชฟโรเลต โคโลราโด 4 ประตู กระบะพันธุ์แกร่งสัญชาติอเมริกัน ที่ประกอบขึ้นที่ประเทศไทย อย่างน่าภาคภูมิใจ นั่นเอง

แต่ก่อนที่จะแวะไปรู้จักลพบุรี ผมมีข่าวประชาสัมพันธ์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มาประชาสัมพันธ์ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกันเสียหน่อย

งานนี้ก็เป็นหนึ่งในมิราเคิล ที่ ททท.กำหนดขึ้นมาให้คนไทยและต่างชาติได้เที่ยวกันครับ นั่นคือ

Miracle of Thai Food and Fruits Festival 2012ยิ่งใหญ่กลางกรุง!! ระหว่างวันที่ 25-27 พ.ค.นี้ ที่ลานเซ็นทรัลเวิลด์ สแควร์ โซนCศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่เวลา 11.00-21.00 น.

ว้าววว งานนี้ ททท.บอกว่าต้องการจัดงานนี้ขึ้นเพื่อเผยแพร่วิธีการปรุงอาหารและเอกลักษณ์ของอาหารไทยแต่ละภาคให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งเป็นเหมือนการนำวัฒนธรรมการกินผนวกรวมกับการท่องเที่ยว โดยมีคอนเซปต์การจัดงานคือ“4+1”แบ่งเป็นอาหาร 4 กลุ่มยอดนิยม ได้แก่ กลุ่มอาหารไทย 4 เมนูจานอร่อย 1 ใน 50 เมนูที่โด่งดังไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น มัสมั่น ต้มยำกุ้ง น้ำตกหมู และส้มตำ

กลุ่มอาหารประจำภาคเหนือ กลาง อีสาน ใต้กลุ่มอาหารยอดนิยมของคนไทย และต่างชาติกลุ่มอาหารเหมือนแต่แตกต่างด้วยวัฒนธรรมการปรุงของแต่ละภาค และกลุ่มอาหารยอดนิยมของคนไทยและต่างชาติ รวมไปถึงกลุ่มผลไม้สดตามฤดูกาลครับ

สำหรับโซนอาหารที่เป็นอาหารประจำภาคหรือเป็นสัญลักษณ์ของภาคนั้นๆ เช่น ต้มข่าไก่ และก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นของภาคกลาง น้ำพริกอ่องและข้าวซอยของภาคเหนือ ไส้กรอกอีสานและลาบของภาคอีสาน ข้าวยำและแกงไตปลาของภาคใต้

ส่วนโซนอาหารเหมือนที่แตกต่าง ก็เป็นเมนูอาหารที่เหมือนกัน แต่ต่างกันด้วยวัฒนธรรมในการปรุง อย่างเมนูขนมจีน ที่ภาคเหนือมีขนมจีนน้ำเงี้ยว ภาคกลาง ขนมจีนซาวน้ำ ภาคอีสาน ขนมจีนน้ำยาป่า ภาคใต้ ขนมจีนน้ำยาปู

ไม่ใช่แค่ขนมจีนนะครับที่มี แต่ยังมีไก่ย่างครับ ไก่ย่าง เมนูเบสิกที่เราพบเจอทั่วไปตามแหล่งท่องเที่ยว ไม่ว่าจะไปที่ไหน ถ้าเห็นร้านแผงลอยควันคลุ้งๆ ละก็ ใช่แน่นอนต้องเป็นไก่ย่าง ไม่ว่าจะเป็นไก่ย่าง ไม้มะดันของอีสาน ไก่ย่างวิเชียรบุรี ไก่ย่างเจ้าดังๆ มาอยู่ที่นี่ รวมถึงไก่ทอดด้วย

ยังมีเมนูแกงของแต่ละภาคด้วย อย่างแกงฮังเลของภาคเหนือ แกงเขียวหวานปลากรายของภาคกลาง และเมนูน้ำพริกต่างๆ เช่น น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกหนุ่ม และน้ำพริกกุ้งเสียบ

เอาเป็นว่าสัปดาห์หน้าใครว่างก็ลองแวะไปดูหน่อยแล้วกันนะครับ ว่างานนี้ของ ททท.จะมิราเคิล หรือมหัศจรรย์แค่ไหน

ผมนะไปแน่ครับ อยากไปดูการจัดงานของ ททท.เสียหน่อย เพราะรู้สึกว่า คำว่า“มิราเคิล”ของผม กับของ ททท. จะค่อนข้างแตกต่างกันอยู่พอสมควร แหม…ก็ผมมองว่ากิจกรรมที่ ททท.จัดครั้งนี้ เป็นแบบพื้นๆ ครับ ไม่ได้มิราเคิล หรือมหัศจรรย์ตรงไหนเท่าไหร่

ดูแล้วเหมือนจะเป็นแค่ตลาดนัดอาหารประจำภาคเสียมากกว่า อืม…งานนี้ก็คงให้ท่านผู้อ่านตัดสินกันเองแล้วกันครับว่าน่าสนใจ หรือเป็นมิราเคิลจริงๆ หรือเปล่า

ก็น่าเป็นห่วงนะครับกับ ททท. หากยังไม่ค่อยมีความคิดสร้างสรรค์ในการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวได้จริงๆ จะเอาแต่“ง่าย”จัดตลาดนัดรวมอาหาร รวมแหล่งท่องเที่ยว แล้วมาบอกว่าเป็นมิราเคิลอย่างโน้น อย่างนี้ ก็ง่ายไปนิด

ก็ต้องฝากไปถึงหัวเรือใหญ่อย่าง สุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการ ททท. หรือผู้ว่าเล็ก หน่อยแล้วกันครับว่า ต้องเร่งหากิจกรรมอะไรที่เป็นมิราเคิลจริงๆ ที่เวลาพูดถึงแล้ว คนฟังต้องตาโต ร้องอู้ววว ได้หน่อย ไม่ใช่ให้ตาโตเหมือนกัน แต่เป็นตาโตแล้วร้องอู้ววว ว่า“นี่เหรอ มิราเคิล!!”

กลับมาเที่ยวกันต่อดีกว่าครับ กระบะเชฟโรเลต โคโลราโด ของผมจอดรอจนเครื่องเย็นหมดแล้ว แต่ดีนะที่เชฟโรเลต โคโลราโด แอร์เย็นฉ่ำ แถมข้างในกว้างขวาง ก็เลยไม่มีปัญหาอะไร

จัดข้าวจัดของกันให้เต็มที่ ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องพื้นที่จะใส่ โคโลราโด 4 ประตู กว้างขวางเพียงพอครับ

เริ่มเดินทางกันเลยครับ คาราวานการเดินทางเคลื่อนตัวกันไปแบบเรื่อยๆ ไม่ได้เร่งร้อนอะไรมาก เพราะคาราวานนี้เป็นคาราวานครอบครัวครับ มีคุณพ่อ-แม่ และลูกๆ กันทุกคัน จอดที่ไหนแต่ละที โอ้โห สนุกมาก วิ่งกันกระจาย

การเดินทางครั้งนี้เป็นประสบการณ์ใหม่ของผมครับ ที่ต้องร่วมไปกับคาราวานท่องเที่ยวในแบบครอบครัว ซึ่งแปลกๆ ดีครับ ธรรมดามีแต่เดินทางท่องเที่ยวแบบตัวคนเดียว ก็มีสีสันไปอีกแบบหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังปรับความคิดเรื่องที่ว่า จังหวัดทางผ่านอย่างลพบุรีไม่น่าแวะไปอีกด้วย เพราะลพบุรีเป็นเมืองที่น่าสนใจเหลือเกินในแง่ประวัติศาสตร์ของไทยอย่างยิ่งจริงๆ

จะไม่สำคัญอย่างไรครับ ก็ลพบุรีนั้นเป็นเมืองหลวงสำรองของกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ในราชวงศ์ปราสาททองเลยทีเดียว หาใช่เมืองเล็กๆ ไร้ความหมายอย่างใดไม่

และความสำคัญของเมืองลพบุรีถูกนำเสนอผ่านพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์ ที่ตั้งอยู่กลางเมืองลพบุรีนั่นเอง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์นั้นไม่ได้เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมดานะครับ แต่ที่นี่ตั้งอยู่บนพระนารายณ์ราชนิเวศน์ หรือพระราชวังของสมเด็จพระนารายณ์จริงๆ ซึ่งเรายังเห็นซากพระที่นั่งต่างๆ โรงช้าง โรงกษาปณ์ ท้องพระโรง หลงเหลืออยู่ไม่ใช่น้อยทีเดียว และเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งที่ 3 ของไทยด้วย

เอาละสิ มีที่ว่างให้เดินอย่างนี้ เด็กๆ วิ่งกันกระจายเลยครับ อย่าคิดว่าเด็กๆ ไม่ชอบพิพิธภัณฑ์แล้วไม่พาไปนะครับ แต่ควรจะพาเด็กๆ ไปอย่างน้อยก็ให้ซึมซับความเป็นประวัติศาสตร์ไทยๆ บ้าง อย่ารอแต่ให้โรงเรียนพาไปเลยครับ คุณพ่อ-แม่พาไปได้ อย่าพาไปแต่สวนสนุก หรือไปเที่ยวเล่นอย่างเดียวนะครับ

ทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมีผู้บรรยายไว้พร้อมสรรพครับ ไปติดต่อกันได้ แล้วจะได้รู้ว่าเรามองข้ามลพบุรี ไปได้อย่างไร น่าเสียดายจริงๆ

อย่างที่บอกไว้ในช่วงก่อนนี้ว่า ลพบุรีเป็นเมืองหลวงสำรองของกรุงศรีอยุธยา ที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงให้สร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศฮอลันดาเข้ามารุกรานได้ หลังจากที่อยุธยาถูกฮอลันดานำเรือรบมาปิดปากแม่น้ำแล้วขู่จะยิงปืนใหญ่ใส่ ทำให้สมเด็จพระนารายณ์ทรงคิดป้องกันอยุธยา ด้วยการสร้างเมืองหลวงสำรอง คือ ลพบุรี เอาไว้

ทำให้ลพบุรีกลายเป็นเมืองสำคัญแห่งหนึ่งของไทยในช่วงที่พระองค์ยังทรงครองราชย์ และสมเด็จพระนารายณ์ก็สวรรคตที่นี่เช่นกัน

เมื่อเดินเข้าสู่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจะเห็นพระที่นั่ง 2 องค์ ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า นั่นคือ พระที่นั่งพิมานมงกุฎ และพระที่นั่งจันทรพิศาล ซึ่งอยู่ด้านซ้าย ให้ขึ้นไปที่พระที่นั่งจันทรพิศาลก่อนเลยครับ เพื่อไปชมพระราชประวัติของสมเด็จพระนารายณ์ และโบราณวัตถุต่างๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งผมเองเดินเข้าไปยังตะลึงเลยครับ ว่าที่นี่มีโบราณวัตถุที่อยู่ในสภาพเดิมๆ แถมสวยๆ อย่างนี้อยู่ด้วยหรือ แค่ตะเกียงแก้ว ซึ่งมีลายช้างอยู่รอบแก้ว ก็คุ้มค่าแล้ว

ส่วนพระที่นั่งพิมานมงกุฎนั้น จะแสดงหลักฐานโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่พบจากแหล่งโบราณคดีลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและลพบุรีที่หาดูได้ยากมาก แต่ที่น่าประทับใจคือ ชั้นที่ 3 ซึ่งเป็นชั้นที่ผมไม่คิดว่าจะได้เห็นแท่นพระบรรทมของรัชกาลที่ 4 และโต๊ะทรงพระอักษร แบบใกล้อย่างนี้

ทำไมที่นี่ถึงมีแท่นพระบรรทม และโต๊ะทรงพระอักษรของล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ได้ นั่นก็เป็นเพราะว่ารัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะซ่อมแซมพระที่นั่งขึ้นมาใหม่ และพระราชทานนามว่า นารายณ์ราชนิเวศน์ ให้กลับฟื้นคืนชีพมาอีกครั้ง

ที่นี่ยังมีพระที่นั่งที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้คณะราชทูตจากต่างประเทศเข้าเฝ้าฯ ด้วย แม้ว่าตัวพระที่นั่งจะพังทลายไปมากแล้ว แต่ก็ยังหลงเหลือซากให้เรานึกภาพในอดีตได้พอสมควร ที่แน่ๆ คือที่ประทับของพระองค์ท่านนั้นอยู่สูงมากครับ ต้องแหงนหน้ามองเลยทีเดียว รู้เลยว่าความเชื่อของคนในสมัยก่อนยกให้กษัตริย์อยู่เหนือหัวจริงๆ

ผมเดินเพลินเลยครับ บอกตรงๆ ว่าถ้ามีเวลาต้องกลับไปอีกให้ได้ เพราะยังมีหมู่พระที่นั่งอีกหลายองค์ที่ยังไม่ได้เดินเข้าไปดู เห็นว่าเป็นที่แสดงนิทรรศการเกี่ยวกับวรรณคดี ในยุคพระองค์ท่านที่ถือว่าเป็นยุคทองของวรรณกรรมไทยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น จินดามณี ที่ถือว่าเป็นแบบเรียนเล่มแรกของไทย ก็ถูกเขียนขึ้นในสมัยพระองค์ท่านอีกด้วย

น่าเสียดายที่การมาลพบุรีของผมครั้งนี้เวลาน้อยเหลือเกิน ครึ่งวันไม่พอเสียแล้วสำหรับจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์ลึกซึ้งถึงเพียงนี้

กลับมาขึ้นรถเชฟโรเลต โคโลราโด แอร์ภายในตัวรถไล่ความร้อนจากตัวได้มากโข

ก็ได้แต่นั่งนึกว่า เราคนไทยยังมีความรู้เรื่องรากเหง้าของตัวเองน้อยนัก

เพียงแค่ลพบุรีใกล้กรุงเทพฯ แค่นี้ มีบันทึกแห่งความรู้มากมายเก็บซ่อนเอาไว้ รอให้ผู้สนใจมาเยี่ยมเยือน เปิดหาความรู้ใส่ตัวกันเอาเอง

อย่างนี้ถึงเรียกว่า มหัศจรรย์เมืองไทย จริงๆ

 

สองฝั่งโขง 2012/05/12

สองฝั่งโขง

  • 12 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:56 น.

โดย…ศรายุธ นกแก้ว

หากพูดถึงการท่องเที่ยวทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือในปัจจุบันแล้ว บริษัทนำเที่ยวต่างๆ ได้ผนวกการข้ามไปเยี่ยมเยือนประเทศบ้านพี่เมืองน้องอย่างประเทศลาวเข้าไว้ด้วย เพื่อเพิ่มความน่าสนใจ อุบลราชธานี ก็เป็นจังหวัดซึ่งมีเขตติดต่อและเป็นทางผ่านแดนไปสู่ประเทศลาวที่มีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจอยู่หลายจุด การเดินทางมาอีสานครั้งนี้มีจุดหมายคือ จ.อุบลราชธานี ผ่านช่องเม็กข้ามไปชมความตระการตาของน้ำตกคอนพะเพ็งที่เมืองปากเซ โดยรถไฟโบกี้พิเศษที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและการรถไฟแห่งประเทศไทยร่วมกันทำขึ้นเพื่อเพิ่มสีสันในการเดินทาง แม้หลายคนยังคงส่ายหัวกับระบบรถไฟไทยที่ยังคงมาตรฐานเดิมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่เชื่อว่านานๆ นั่งรถไฟสักครั้ง ก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศในการเดินทาง

ครั้งนี้เราช้าไปกว่ากำหนดประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งทำให้ตารางเวลาในการเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวที่กำหนดไว้ต้องเปลี่ยนแปลงไป โดยผิวเผินแล้วอาจมองว่าเป็นเรื่องสุดวิสัย แต่ถ้าสำหรับผู้ประกอบการนำเที่ยวแล้วกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่เล่น เมืองอุบลช่วงนี้มีมรสุมเล็กน้อย จากอากาศร้อนกลับมีลมพัดแรง เรามุ่งหน้าไปยังสามพันโบก แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการโปรโมตอย่างต่อเนื่องในระยะหลังๆ วันนี้ฟ้าไม่เป็นใจสำหรับการเก็บภาพสักเท่าไหร่ ประกอบกับลมมรสุมที่พัดผ่านเข้ามาทำให้เกิดพายุทรายขนาดย่อมๆ จนนักท่องเที่ยวและช่างภาพหลายคนต้องรีบเก็บกล้อง และจุดที่หลายคนถามถึงเมื่อมาสามพันโบกก็หนีไม่พ้นหลุมรูปตัวการ์ตูนมิกกี้เมาส์และชะโงกหินรูปหัวสุนัข จากนั้นเราล่องเรือชมความงามของชั้นหินที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติสรรค์สร้างสองฝั่งโขง เรื่องตลกที่เราเจอวันนี้คือ ฝั่งประเทศลาวนั้นปักเบ็ดตกปลาไว้เรียงรายตามซอกหิน แต่ฝั่งไทยกลับมีเศษแหติดอยู่เต็มไปหมด ซึ่งเมื่อนึกย้อนกลับมาก็ทำให้เห็นถึงความต่างของสังคมทั้งสองประเทศ สังคมที่ตักตวงผลประโยชน์เข้าสู่พวกพ้องแบบเหวี่ยงแห หรือจะสู้กระจายเบ็ดไปให้ประชาชนรู้จักใช้ตกปลา

วิถีชีวิตของชาวบ้านที่สามพันโบกตอนนี้ก็ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับการท่องเที่ยวที่นำความเจริญและเม็ดเงินมาสู่พวกเขา อาจไม่มากนัก แต่ก็มีนักท่องเที่ยวเข้ามาตลอดทั้งปี อาชีพเรือรับจ้าง ร้านอาหาร ตลอดจนกิจการต่างๆ ที่พอจะป้อนให้กับนักท่องเที่ยวได้นั้นกลายมาเป็นอาชีพหลักๆ ของพวกเขา แต่สำหรับปัญหาใหญ่ที่ยังไม่ถูกแก้ไขในขณะนี้ที่ส่งผลกระทบกับชาวบ้านและนักท่องเที่ยวก็คือ ถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ จนบางคนพูดขึ้นมาว่า ถ้านับโบก (หลุม) ตรงถนนทางเข้านี้ด้วย เผลอๆ อาจมีมากกว่าหมื่นโบกก็เป็นได้

วันต่อมาเราเดินทางข้ามมายังเมืองปากเซ ประเทศลาว โดยได้ไกด์สาวชาวลาวมาเป็นคนให้ความรู้ในแต่ละแหล่งท่องเที่ยว แม้ปากเซวันนี้ยังไม่พัฒนาได้อย่างเต็มที่เหมือนกับในเวียงจันทน์ หรือหลวงพระบาง แต่ก็เริ่มมีรากฐานของสิ่งปลูกสร้างอย่างเช่น โรงแรม ร้านค้าสมัยใหม่ให้เห็น เราแวะที่ตลาดดาวเรืองเพื่อให้ขาช็อปทั้งหลายได้ตื่นตา ของขายในตลาดก็คงคล้ายๆ กับตลาดตามชายแดนทั่วไป แต่สำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพก็คงสนุกได้ไม่น้อย สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ว่าความทันสมัยได้เริ่มเข้ามาสู่ปากเซแล้วนั้นก็คือ ภาพของคลินิกหมอผิวหนังเสริมความงามชื่อดังของไทยก็ได้มาเปิดกิจการที่นี่ไปเรียบร้อยแล้ว

เรามุ่งหน้าต่อมายังน้ำตกคอนพะเพ็ง ซึ่งเป็นไฮไลต์ของวันนี้ ไม่น่าเชื่อว่าถนนหนทางของปากเซแม้ยังอยู่ในช่วงปรับปรุง ก็ยังสามารถสัญจรได้ดี ไม่มีโบก (หลุม) เหมือนกับบ้านเรา และด้วยวัฒนธรรมของคนลาวที่นี่ไม่นิยมขับรถเร็ว ทำให้ลืมเรื่องอุบัติเหตุไปได้เลย เมื่อมาถึงเราก็ได้รับการต้อนรับจากเด็กๆ ซึ่งเป็นลูกหลานของชาวบ้านในละแวกนั้นมาพูดคุยพร้อมกับขายภาพถ่าย ร้านค้าของป่า เช่น พวกสมุนไพรต่างๆ กล้วยไม้ และที่ดูจะเยอะที่สุดนั้นก็คือสินค้าจำพวกผ้าทอ เรียกได้ว่าถูกใจคุณแม่บ้านอย่างแน่นอน การมาเที่ยวลาวทำให้รู้ว่าไม่มีประเทศไหนที่เราจะเที่ยวได้อุ่นใจได้เท่าประเทศลาว ทั้งเรื่องภาษา อาหารการกิน การเข้าออกประเทศ และความสัมพันธ์ที่ดีทำให้มีผู้คนไปมาหาสู่กันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

หลังจากรับประทานอาหารจนอิ่มท้อง ช่างภาพหลายคนก็รีบปลีกตัวไปเก็บภาพเกาะแก่งสวยๆ ก่อนที่คลื่นมหาชนจากนักท่องเที่ยวที่มากันเป็นกรุ๊ปทัวร์จะทยอยลงมา จากจุดชมวิวที่สร้างไว้ก็จะสามารถมองเห็นความยิ่งใหญ่อลังการของคอนพะเพ็งได้เป็นอย่างดี และนักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปกันตรงจุดนี้ บ้างเพลิดเพลินกับธรรมชาติ บ้างก็มีหนุ่มๆ ที่แอบมาขอไกด์สาวหน้าตาสวยๆ ถ่ายรูปคู่เป็นที่ระลึก ทุกคนต่างก็ประทับใจกับการได้มาในทริปนี้

แม้ชีวิตและสังคมของประเทศสองฝั่งโขงนั้นจะมีการพัฒนามาคนละแบบ อาจจะเป็นด้วยเรื่องของธรรมชาติทางสังคมก็ดี การเมืองภายในประเทศก็ดี แต่ในขณะนี้ก็ไม่ได้มีประเทศใดที่ด้อยกว่ากันเลย การท่องเที่ยวก็คืออุตสาหกรรมหลักของทั้งสองประเทศที่นำเม็ดเงินมาแจกจ่ายให้กับประชาชน และข้อเท็จจริงซึ่งเห็นได้ชัดก็คือ ประเทศซึ่งมีการเมืองที่นิ่งกว่า และมีการเฉลี่ยรายได้ให้กับประชาชนได้มากกว่า จะนำไปสู่การพัฒนาที่ก้าวกระโดดอย่างไม่น่าเชื่อ เราจบทริปนี้ด้วยการกลับไปซอกแซกในเขตเมืองอุบล เที่ยววัดวาอาราม กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเปลี่ยนบรรยากาศมานอนบนรถไฟเพื่อกลับสู่กรุงเทพฯ อีกครั้ง

 

แม่มี 2012/05/12

แม่มี

  • 12 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:51 น.

โดย…กาญจน์ อายุ

เมื่อไม่นานมานี้ได้นำเสนอเรื่องงานประเพณีปอยส่างลองที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ประเพณีท้องถิ่นประจำปีที่จะเกิดขึ้นทุกต้นเดือน พ.ค. และได้เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวไปเที่ยวปายอย่างที่ “ปายเป็น” มิใช่ไปเพื่อเดินถนนคนเดินหรือถ่ายรูปตามร้านกาแฟที่มนุษย์สร้างขึ้น ในวันนี้จะนำเสนอความน่าสนใจในปายอีกครั้ง แต่จะขยายความน่าสนใจให้กว้างขึ้นจากสิ่งที่ปายเป็นมาเป็นสิ่งที่ “แม่ฮ่องสอนมี”

อ.ปาย อำเภอที่น่าจะดังที่สุดของ จ.แม่ฮ่องสอน และเป็นอำเภอเดียวที่มี “แกรนด์แคนยอน” สร้างความฉงนใจในทันใดเมื่อได้ยินคำนี้ แต่พอได้เห็นกับตากลับฉงนยิ่งกว่า ฉงนว่า “ปายมีแบบนี้ด้วยหรือ”

“กองแลน” หรือแกรนด์แคนยอนเมืองปาย เป็นความน่าอัศจรรย์ที่เกิดจากธรรมชาติ เมื่อกระแสลมค่อยๆ พัดเซาะเนินดินจนกลายเป็นผาดินรูปร่างประหลาด ด้านบนผามีพื้นที่กว้างพอให้เดินชมความอัศจรรย์ได้ บ้างเป็นพื้นราบ บ้างเป็นเนินสูงชัน การเดินบนสันผาต้องใช้สติพอดู เพราะบางช่วงเป็นทางเดินแคบๆ และดินบริเวณนี้ลื่นจึงต้องใช้การทรงตัวและสมาธิทุกก้าวที่เดิน เพราะถ้าก้าวพลาดก็หมายถึงร่วง และแม้ว่าในหน้าร้อนทุกที่ที่ปายจะร้อนระอุในเวลากลางวัน แต่ที่กองแลนจะมีลมพัดอยู่ตลอดเวลาซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลว่า ทำไมกองแลนถึงมีรูปร่างเช่นนี้ และด้วยบรรยากาศที่ดี เงียบสงบ ทำให้กองแลนเป็นสถานที่นัดเดตของหนุ่มสาวมานั่งคลอเคลียรอชมตะวันลับขอบผาดิน

อีกหนึ่งอำเภอที่น่าจะคุ้นหูกันอยู่บ้าง “ปางมะผ้า” จ.แม่ฮ่องสอน ในอำเภอนี้มีแหล่งโบราณคดีทางธรรมชาติ “สถานศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าถ้ำน้ำลอด” ถ้ำขนาดใหญ่ที่มีสายน้ำลอดผ่าน ทำให้ต้องโดยสารแพไม้ไผ่เข้าไปแต่ความสวยงามด้านในต้องใช้เท้าเดินชม ถ้ำจะแบ่งเป็นสามส่วน ได้แก่ ถ้ำเสาหินหลวง ถ้ำตุ๊กตา และถ้ำผีแมน ถ้ำที่ค้นพบโลงศพไม้สักที่เชื่อกันว่าใช้ฝังศพมนุษย์โบราณ ซึ่งใน อ.ปางมะผ้า มีถ้ำผีแมนในลักษณะนี้ถึง 74 ถ้ำ แต่มีเพียงถ้ำน้ำลอดเท่านั้นที่สามารถเข้าชมได้สะดวกที่สุด

ภายในถ้ำจะเป็นที่อาศัยของปลาจำนวนมาก ขนาดของมันใหญ่เพราะมีแต่คนให้อาหารแต่ไม่มีคนจับกิน มันจะว่ายตามแพเพื่อขออาหารจากคนและมันจะว่ายวนอยู่ภายในถ้ำเช่นนั้นไม่ออกไปไหน

ระหว่างทางที่ฝีพายพาแพไปยังอีกปลายหนึ่งของถ้ำ เป็นเส้นทางที่ให้อารมณ์เหมือนตัวคุณอยู่ในหนังผจญภัยเรื่องไหนสักเรื่อง ลองจินตานาการภาพตาม…ผู้ชายร่างใหญ่ยืนดันแพที่ท้ายเรือด้วยไม้ไผ่ทรงยาว ข้างหน้านำทางด้วยตะเกียงจ้าวพายุที่สว่างไสว รอบกายมืดมิดและปกคลุมไปด้วยผนังถ้ำขรุขระ ทว่าด้านหน้าเป็นแสงสว่างที่สาดเข้ามาจากปลายอุโมงค์ มันเหมือนกับว่าทุกคนที่อยู่บนแพเป็นผู้รอดชีวิตและรู้สึกดีใจที่ได้เห็นแสงสว่างนั้น ท่านผู้อ่านอ่านแล้วอาจจะคิดว่ามันน่าเหลือเชื่อ แต่คุณเชื่อเถิดเพราะทุกคนบนแพรู้สึกแบบนี้เช่นเดียวกัน

และที่ขอบ จ.แม่ฮ่องสอน กินเข้าไปใน จ.เชียงใหม่ อ. “กัลยาณิวัฒนา” มีป่าสน “ธรรมชาติ” ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โครงการหลวงบ้านวัดจันทร์ขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวสามารถมานอนพักและชื่นชมบรรยากาศของทิวสนได้ ภายในโครงการเรียงรายไปด้วยป่าสนสองใบและสามใบ ด้านในมีบึงน้ำขนาดใหญ่ และโครงการยังมีบริการห้องพัก จักรยานให้เช่า และร้านสวัสดิการไว้บริการนักท่องเที่ยว

ป่าสนในหน้าร้อนอาจเห็นใบมีหลายสีเพราะบ้างเป็นสีเขียว แต่บางต้นก็กลายเป็นสีแดงเพราะแดดเผา แต่ถ้าใครได้อยู่ใต้ร่มเงาของป่าสนแล้วคุณจะไม่รู้สึกถึงความร้อนของดวงอาทิตย์เลย เพราะต้นสนมีขนาดสูงใหญ่และขึ้นติดๆ กันหนาแน่น แสงแดดจึงทะลุลงสู่พื้นดินเพียงแค่รำไรผิดกับกระแสลมใต้ต้นสนที่พัดให้ร่มเย็นจนลืมฤดูร้อน

ทั้งสามอำเภอมีดีต่างกัน แต่เหมือนกันตรงที่ทุกที่ล้วนเกิดจากธรรมชาติ ทั้งป่า ผา และถ้ำ ทุกสิ่งถูกสร้างมาให้สิ่งมีชีวิตบนโลกได้พึ่งพิง ดังนั้นการเที่ยวในสิ่งที่แม่ฮ่องสอนมีต้องรักษาให้ “แม่ฮ่องสอนมีตลอดไป” เพราะเมื่อธรรมชาติมี สิ่งมีชีวิตก็จะมีที่พึ่ง ไม่เว้นแม้กระทั่งคน

นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวใน จ.แม่ฮ่องสอน ได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแม่ฮ่องสอน โทร. 05-361-2982-3 หรือแวะเวียนหาข้อมูลด้วยตัวเองในเว็บไซต์www.travelmaehongson.org

 

เจ้าหญิงนิทรา Royal Princess หลานหลวง 2012/05/12

เจ้าหญิงนิทรา Royal Princess หลานหลวง

  • 12 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:39 น.

โดย…กาญจน์ อายุ

โรงแรมอายุวัยรุ่นเสริมสวยครั้งใหม่ เปลี่ยนลุคจากภาพลักษณ์ผู้ใหญ่เกินตัวกลายเป็นวัยรุ่นสมวัยด้วยการตกแต่งแบบโมเดิร์น คอนเทมโพรารี หรือโมเดิร์นสมัยใหม่ สวยใส แถมยังสดชื่นด้วยสวนและปริมาณต้นไม้ที่เพิ่มขึ้นโดยรอบโรงแรม ตอบโจทย์แนวคิด “รีสอร์ตในเมือง” ทำให้โรงแรมชิดถนนแต่กลับสงบร่มเย็นดั่งกับอยู่นอกเมือง

โรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส ตั้งอยู่บนถนนหลานหลวง ใกล้ย่านเมืองเก่าของกรุงเทพมหานคร สามารถนั่งรถไปยังพระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว หรือค่อยๆ เดินไปไหว้พระได้ที่วัดสระเกศ หรือไต่ขึ้นภูเขาทองซึ่งอยู่ไม่ไกลมาก

ลักษณะที่เปลี่ยนไปของเจ้าหญิงคนนี้ เปลี่ยนไปตั้งแต่ภายนอกจนถึงภายใน ทั้งล็อบบี้ ห้องอาหาร สระว่ายน้ำ และห้องน้ำ เรียกได้ว่าเปลี่ยนไปเป็นเจ้าหญิงคนใหม่เลยก็ว่าได้ ซึ่งดูท่าจะถูกใจคนพบเห็นและคนที่เข้ามาสัมผัสแล้วไม่น้อย เพราะขนาดช่วงนี้เป็นช่วงกรีนซีซันแต่ห้องพักยังเกือบเต็ม

ห้องพักมีทั้งสิ้น 167 ห้อง แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ Superior ห้องขนาด 30 ตร.ม. ผนังด้านหน้าห้องเป็นกระจกทั้งบานทำให้เห็นวิวย่านหลานหลวงได้กว้างและโปร่งสบาย ห้องพักแบบ Superior Plus มีพื้นที่ใช้สอยมากถึง 38 ตร.ม. มีพื้นที่เพียงพอสำหรับเตียงเสริมที่เมื่อเพิ่มแล้วห้องก็ยังมีพื้นที่ว่าง ห้องพักแบบ Deluxe ขนาด 34 ตร.ม. พร้อมระเบียงกว้างรับวิวสระว่ายน้ำใจกลางโรงแรม และห้องพักแบบ Suite ห้องพักขนาดใหญ่มีห้องรับแขก มุมโต๊ะทำงาน คอมพิวเตอร์ส่วนตัว และห้องนอนขนาดบิ๊ก รวมถึงระเบียงหน้าห้อง ถือเป็นห้องที่สมบูรณ์แบบทั้งความกว้างขวางและความสบาย

นอกจากนี้ สระว่ายน้ำของโรงแรมยังดีต่อผิวหนังเพราะเป็นสระว่ายน้ำน้ำเกลือ มีอ่างจากุซซี และสระว่ายน้ำสำหรับเด็กเพิ่มเติมเข้ามา สำหรับผู้ชื่นชอบการรับประทานอาหาร ห้องอาหารของโรงแรมมีให้เลือกมากถึง 3 ชาติ ได้แก่ ไทย จีน และญี่ปุ่น และบาร์ที่ล็อบบี้และบนดาดฟ้าของโรงแรม

ความสวยงามโฉมใหม่เชื้อเชิญแขกผู้มีเกียรติทุกท่านสู่ปราสาท รอยัล ปริ๊นเซส ให้ท่านชื่นชมความงาม เปรมปรีดิ์ความสบาย และประทับใจกับการบริการมาตรฐานโรงแรม 5 ดาว

Hotel Checklist

Room Rate : ตั้งแต่วันนี้-30 พ.ย. 2555 สำหรับผู้เข้าพักคนไทยรับราคาพิเศษ ห้องพักสุพีเรียร์ ราคา 2,100 บาทสุทธิ รวมอาหารเช้า

Restaurant : ห้องอาหารไทยและนานาชาติ Princess Cafe ห้องอาหารจีน The Empress และห้องอาหารญี่ปุ่น Mikado

Bars : มีบริการที่ล็อบบี้และบาร์ Princess Club บนชั้น 7 ของโรงแรม

Spa :

Low Point :

High Point : รูปลักษณ์ใหม่ของโรงแรมให้ความรู้สึกสบายเหมือนอยู่ใกล้ธรรมชาติ หนีความวุ่นวายจากภายนอก

Contact :โรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส หลานหลวง เลขที่ 269 ถนนหลานหลวง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100 โทร. 02-281-088 เว็บไซต์ www.royalprincesslarnluang.com

 

ตะลุยเกาะพีพี ไม่หวั่นแม้แผ่นดินไหว 2012/05/05

ตะลุยเกาะพีพี ไม่หวั่นแม้แผ่นดินไหว

  • 05 พฤษภาคม 2555 เวลา 11:27 น.

โดย…ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

แม้จะมีข่าวแผ่นดินไหวขนาดรุนแรงทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา สร้างความหวาดผวาว่าจะมีสึนามิเมื่อกลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวทะเลโกยอ้าวตีตั๋วกลับหลายราย แต่คณะทริปสู่เกาะพีพีของเราไม่หวั่น ยังคงยืนยันเดินทางตามกำหนดเดิมหลังเหตุการณ์ดังกล่าวเพียง 1 สัปดาห์ โดยไม่หวั่นกับข่าวแผ่นดินไหวที่มีมาเป็นระยะ ว่าก็ว่า ตายไม่กลัว กลัวไม่ได้เจอน้องปลาการ์ตูน…

ออกเดินทางเช้าตรู่วันที่ 20 เม.ย. จากกรุงเทพฯ สู่ภูเก็ตโดยสายการบินนกแอร์ เที่ยวบินที่ DD7502 ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง อากาศค่อนข้างแจ่มใส เมฆน้อย แดดแรง แต่กิจกรรมวันนี้ยังไม่ดำน้ำครับ เราเดินทางต่ออีกประมาณ 1 ชั่วโมง โดยรถบัสจากท่าอากาศยานภูเก็ตสู่บ้านบางพัฒน์ ต.บางเตย อ.เมือง จ.พังงา เพื่อศึกษาวิถีชีวิตชาวบ้านก่อนจะกลับสู่โรงแรมเรเนซองส์ เพื่อพักผ่อนเตรียมความพร้อมอุปกรณ์การดำน้ำ

เช้าวันใหม่กับภารกิจสำรวจความงามใต้ทะเล ท่ามกลางข่าวแผ่นดินไหวหลายระลอกที่มีศูนย์กลางที่ อ.ถลาง จ.ภูเก็ต แต่เป็นการไหวเพียงเล็กน้อยมาก ไม่ระคายผิวกับการดำน้ำครั้งนี้ เมฆค่อนข้างมาก สลับกับมีแดดบ้าง จากท่าเทียบเรือที่ จ.ภูเก็ต เดินทางโดยเรือขนาดใหญ่สู่หมู่เกาะพีพี ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง

ทีมนักดำน้ำของเรามาจากหลากหลายสาขาอาชีพ นำทีมโดยคณะครูสอนดำน้ำจากสถาบันสอนดำน้ำ วาฮู ไดฟ์วิ่ง เซ็นเตอร์ สื่อมวลชนจากหลายสำนัก ทั้งทีวีและสิ่งพิมพ์ สาวๆ จากสายการบินนกแอร์ นอกจากนั้นยังมีพุตและนท ศิลปินขวัญใจวัยรุ่นจากเวทีเดอะสตาร์ ที่หอบอาคูเลเล่มาร่วมเล่นสร้างสีสันให้ปลาได้ฟังด้วย

จุดแรก ไม่ลึกมาก ประมาณเกือบ 20 เมตร ลักษณะเป็นหน้าผาตั้งฉากเป็นผนัง มี ปะการัง กัลปังหา หอยเม่น หอยมือเสือ เกาะเรียงรายตามผนัง กระแสน้ำไม่แรง ประกอบกับพวกเราดำตามกระแสน้ำอยู่แล้ว ทำให้สบายๆ ฝูงปลาเล็กๆ ว่ายเรียงกันเกาะไปตามผนังเพื่อหาอาหาร ราวกับว่าพวกมันถูกฝึกมาอย่างมีระเบียบ สภาพน้ำไม่ใสเท่าที่ควร เนื่องจากช่วงก่อนหน้ามีฝนตกลงมา แต่ความสวยงามของพวกมันก็ไม่ได้ลดลงเลย มันทำให้ผมตื่นเต้นเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง

ลงมาถึงพื้นด้านล่าง หอยเม่นตั้งท่ารออยู่หลายตัว แต่ไม่เยอะ ที่เยอะกว่าคือปลาที่ล้วนมีสีสันลวดลายสวยงาม แค่ผมเกาะอยู่นิ่งๆ ที่โขดหินก็จะมีปลาทยอยกันว่ายผ่านหน้าผมเข้ามาให้ได้เลือกถ่ายภาพอย่างง่ายๆ ไม่ต้องออกแรงให้เมื่อย ทั้งปลากะรังแดง ปลาผีเสื้อ ปลานกขุนทอง ปลานกแก้ว ปลานกแอร์ เอ๊ย…ไม่ใช่ อันนี้เพื่อนร่วมก๊วนผมเอง

ตลอดเส้นทางก็จะเจอดอกไม้ทะเลเป็นกอเล็กบ้างใหญ่บ้าง กระเพื่อมตามจังหวะน้ำพัด คล้ายมันเต้นระบำ ปลาการ์ตูนส้มขาว 2-3 ตัว รีบหลบเข้าในกอดอกไม้ทะเล ผมพยายามเข้าไปดูใกล้ๆ สักพักมันก็จะค่อยๆ ออกมาดูว่าผมไปรึยัง โดยโผล่ปากเจ่อๆ ของมันออกมาก่อน พอเจอผมมันก็จะหลบเข้าไปอีก สลับไปมาอยู่อย่างนี้ ยิ่งมันเห็นผมถ่ายรูปมันมันยิ่งทำหน้าตาสงสัย เอ๋อๆ งงๆ เป็นความน่ารักของปลาที่ผมชอบที่สุด เหมือนกับได้เล่นกับมัน ได้แกล้งมัน และได้พูดคุยกับมัน

หลังจากเล่นกับปลาการ์ตูนเพลินไปหน่อย เงยหน้าขึ้นมาอีกทีใจหายวาบ เพราะไม่เหลือใครอยู่เลย นอกจากผมคนเดียวกับปลาการ์ตูน ตลอดเส้นทางเวิ้งว้างว่างเปล่า เหลียวซ้ายแลขวาไม่เจอตีนกบใครสักคน เพื่อนๆ ไปกันหมดแล้ว ตายละหว่า…กลัวหลงทางก็กลัว อยากถ่ายรูปก็อยากถ่าย ต้องรีบตีฟินเป็นการใหญ่ แต่มาได้สักพักก็เจอกับไดฟ์มาสเตอร์ที่รอผมอยู่แล้ว ขึ้นสู่ผิวน้ำด้วยอากาศเหลือน้อยอีกตามเคย (ใช้อากาศเปลือง)…

ขึ้นมาบนเรือแล้ว รู้สึกแสบๆ ที่โคนขาขวา อ้ายหยา!…โดนพิษดอกไม้ทะเลเข้าให้แล้ว คุณลุงไดฟ์มาสเตอร์แห่งวาฮูช่วยเอาน้ำส้มสายชูมาประคบเอาไว้เพื่อล้างพิษ ซึ่งก็ได้ผล อาการปวดแสบปวดร้อนทุเลาลง แต่ถึงตอนที่นั่งเขียนงานอยู่นี้เป็นเวลา 10 กว่าวันแล้ว แผลยังไม่หายเลย มันเป็นจ้ำๆ แดง และคันด้วย สงสัยจะเป็นแผลเป็นแล้วเรา ฮือๆ…

จุดที่สอง โละซามะ ผมดำไม่ลึกมาก สภาพแวดล้อมจะคล้ายๆ กับจุดแรก แต่ปลาเล็กปลาน้อยจะเยอะกว่า ดอกไม้ทะเลเยอะเหมือนกัน ปลาการ์ตูนตรงจุดนี้จะเป็นปลาการ์ตูนอินเดียน คือ ลำตัวจะเป็นสีแดงตลอดตัว ต่างกับปลาการ์ตูนส้มขาวที่จะมีสีส้มเหลือง พาดด้วยสีขาว แต่นิสัยเหมือนกัน คือขี้สงสัยและขี้กลัว มันก็จะหลบฟุ่บฟั่บเหมือนเดิม โผล่หน้าออกมาดูเป็นระยะ แต่รู้สึกว่าปลาการ์ตูนอินเดียนจะขี้กลัวน้อยกว่า เพราะผมจะถ่ายรูปมันได้ง่ายกว่า

ตรงจุดนี้ผมยังเจอกับฝูงปลาค้างคาว (Copper Sweeper) ตัวขนาดเล็กกว่าฝ่ามือนิดหน่อย ลอยตัวรวมกันเป็นกลุ่มก้อนมหึมาอยู่ในโพรง คล้ายกำลังจะก่อม็อบประท้วงยังไงยังงั้น ผมลองมุดเข้าไปในโพรงเพื่อถ่ายภาพมันใกล้ๆ มันก็จะว่ายหนีออกไปเป็นกลุ่มอย่างมีชั้นเชิง พอผมถอยออกมาดูเชิงบ้าง มันก็จะว่ายกลับมาอยู่ในโพรงประจำตำแหน่งเดิมของมัน เหมือนโพรงนี้เป็นบ้านของมัน

หมู่เกาะพีพี ตั้งอยู่ในเขต อ.เมือง จ.กระบี่ อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราหมู่เกาะพีพี ประกอบด้วย 6 เกาะ คือ เกาะพีพีเล เกาะพีพีดอน เกาะยูง เกาะไม้ไผ่ เกาะบิดะนอก และเกาะบิดะใน ภูมิประเทศเป็นภูเขาหินปูน ทัศนียภาพใต้น้ำจึงอลังการคล้ายผนังกำแพงขนาดยักษ์ ชายหาดที่นี่จะมีลักษณะเป็นทรายละเอียดสีขาว น้ำทะเลค่อนข้างใสตามแบบทะเลฝั่งอันดามัน

ผมกลับขึ้นเรือเป็นคนสุดท้ายอีกตามเคย เหล่านักดำน้ำทีมผสมทุกคนต่างหมดแรงสลบไสลอยู่บนดาดฟ้าเรือ ท่ามกลางฝนและคลื่นค่อนข้างแรง แต่ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคุ้มจริงๆ สวยมาก นี่ขนาดฟ้าฝนไม่เป็นใจยังสวยขนาดนี้ ถ้าวันที่แดดใสปิ๊งจะสวยขนาดไหน ยังไงก็คงต้องหาโอกาสรีเฟรชที่นี่อีกสักหลายๆ รอบ แล้วเจอกันใหม่นะเจ้าปลาการ์ตูน…

หมายเหตุ : นักดำน้ำท่านใดสนใจกิจกรรมเกี่ยวกับการดำน้ำ สามารถชมได้ในงานมหกรรมธุรกิจท่องเที่ยวดำน้ำแห่งประเทศไทย 2555 (Thailand Diving Expo 2555) ซึ่งจัดคู่กับงานมหัศจรรย์ท่องเที่ยวไทย มหัศจรรย์ท่องโลก 2555 ระหว่างวันที่ 1013 พ.ค. 2555 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งนอกจากการออกร้านของผู้ประกอบการด้านการดำน้ำแล้ว ก็ยังมีการสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพใต้น้ำด้วย รวมทั้งมีการประกวดภาพถ่ายใต้น้ำด้วย

 

วิถีแห่งทะเลโคลน 2012/04/28

วิถีแห่งทะเลโคลน

  • 28 เมษายน 2555 เวลา 08:04 น.

โดย…จำลอง บุญสอง

เส้นทางที่ผมชอบไปมากที่สุดแห่งหนึ่งของบ้านเรา ก็คือเส้นทางอ่าวตัว “ก” ซึ่งรวมปากแม่น้ำ “บางปะกง” “เจ้าพระยา” “ท่าจีน” “แม่กลอง” และเพชรบุรี ที่ชอบไปนอกจากจะเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล (โคลน) ที่อร่อยกว่าที่ไหนๆ แล้ว ยังได้ไปดูวิถีชีวิตที่หากินด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน ด้วย “มือ” ซึ่งเป็นฐานรากของ “การเรียนรู้จริง” ในตัวมนุษย์อีกด้วย

ด้วยความที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ผมจึงเดินทางไปแถบนี้ได้บ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “หน้าหนาว” ที่มี “นกอพยพ” กับ “หน้าร้อน” ที่มีการทำ “เกลือสมุทร” ทั้งสองหน้าทำให้ผมสามารถถ่ายภาพนก ถ่ายภาพการตากอาหารทะเล และถ่ายภาพคน “หาบเกลือ” เป็นกองๆ เข้าไปอยู่ในโกดังได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ด้วยศักยภาพของร่างกายที่เต็มไปด้วย “กล้ามเนื้อ” ล้วนๆ ว่ากันว่าคนเหล่านี้ “ไม่เคยเจ็บป่วย” (เพราะออกกำลังกายตลอดเวลา) ทั้งๆ ที่แต่ละคนหาบเกลือกันเที่ยวละ 40-50 กก. หรือมากกว่าทั้งวัน (รับจ๊อบไปทุกๆ นาเกลือที่ “ต้องการแรงงาน”)

ด้วยการล่องเรือไปตามร่องน้ำ ไม่ว่า ท่าจีน แม่กลอง บางตะบูน (แม่น้ำเพชร) บ้านแหลม (แม่น้ำเพชร) ทำให้ได้พบกับการจับกุ้ง เคย ปลากระบอก ปลาดุกทะเล (จากกล่ำปลาดุก) เพื่อการเรียนรู้ ดูการคราดหอยลาย ดูการไถกระดานเพื่อเก็บหอยแครง รวมทั้งการเลี้ยงหอยแมลงภู่และหอยนางรมเป็นฟาร์มๆ อีกด้วย

ป่าชายเลนอันเกิดจากการไหลลงมาของฮิวมัสจากบนบก นอกจากจะช่วยให้แพลงก์ตอนเจริญเติบโตได้ดีแล้ว ยังเป็นอาหารของปู หอย ที่หากินอยู่ตามหน้าเลนอีกด้วย แพลงก์ตอนที่กินฮิวมัสเหล่านี้แหละที่กลายเป็นอาหารของกุ้ง ของเคย กุ้งและเคยก็คืออาหารของปลา ทำให้ปลาเล็กอ้วนพี เมื่อปลาเล็กอ้วนพี ปลาใหญ่ก็อ้วนพีตามไปด้วย (ปลาโลมาหรือวาฬที่เข้ามาหากินก็อ้วนตาม) ก็เพราะได้อาหารแห่งชีวิตที่ดีนี่แหละ จึงทำให้ “ปลาทูแม่กลอง” ขึ้นชื่อลือชา (ความจริงแล้วไม่ว่าคุณจะจับปลาทูที่ไหนในอ่าว “ก” อร่อยทุกจังหวัด เพราะเป็นปลาทูอ่าวเดียวกัน)

อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมไปทริปกับผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมสินค้าการท่องเที่ยว คุณเบญจวรรณ สุเนตรวรกุล เพื่อไปท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้เรื่องเกลือตามเส้นทางสมุทรสงครามเพชรบุรี นอกจากจะมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกลือมาบรรยายแล้ว เรายังได้ลงพื้นที่ดูชาวบ้านหาบเกลือ ดูการใช้เกลือมาทำธุรกิจสปาอีกด้วย

การล่องเรือไปในอ่าว “ก” จากด้านคลองโคนทำให้หลายๆ คนสนุกสนานและได้ความรู้มาก แม้อากาศอาจจะร้อนไปสักหน่อยก็ตาม เส้นทางเส้นนี้นอกจากเป็นเส้นทางแห่งการเรียนรู้เรื่องเกลือ นก และวิถีชุมชนแล้ว ยังเป็น Scenic Route อีกด้วย (ถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นและตกสวยมาก)

เนื้อที่มีน้อยครับ ขออนุญาตเอารูปสวยๆ มาฝากท่านผู้อ่านก็แล้วกัน

สมพงษ์ หนูศาสตร์ ประธานกลุ่มอาชีพ “เกลือทะเลกังหันทอง” เจ้าของสปาเกลือ “ไอสปา” แห่งเดียวของ จ.เพชรบุรี ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ ท่องเที่ยว ว่า นอกจากจะทำผลิตภัณฑ์จากเกลือแล้ว จะทำพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับนาเกลือเป็นลำดับต่อไป พิพิธภัณฑ์จะแสดงวิถี “การทำนาเกลือ” ของชาวบ้าน จะทำ “ห้องอบเกลือ” คือนำเกลือไปโปะๆ เพื่อ “บำบัด” ไป “สูดไอความร้อน” แบบเดียวกับ “ถ้ำเกลือ” โดยจะขอเงินจากรัฐบาลมาทำ แต่ถ้าขอไม่ได้ก็จะใช้งบประมาณตัวเอง ตอนนี้ทำวิจัยเรื่อง “โคลนทะเล” ร่วมกับอาจารย์มหาวิทยาลัย เพื่อเอาไป “พอกตัว” เหมือนที่ “Dead Sea”

สาเหตุที่คิดจะทำพิพิธภัณฑ์ก็เพราะเห็นเด็กๆ ที่มาดูงานว่าไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับนาเกลือเลย และอุปกรณ์เก่าๆ ก็ไม่เคยเห็น แถมหายากมาก เช่น ลูกกลิ้งนาเกลืออันใหญ่แบบโบราณที่ใช้มือลาก ซึ่งถูกแทนที่ด้วย “รถเล็ก” ที่ใช้ “เครื่องยนต์” อุปกรณ์ เช่น “ตาเปี๊ยะ” ใช้เพื่ออุดน้ำ กั้นน้ำไม่ให้ไหลย้อนไปมา คนก็ไม่รู้จัก โดยจะทำเป็นพิพิธภัณฑ์แบบชาวบ้าน ช่วงแรกๆ คงไม่ได้เก็บค่าเข้าชม

ที่บ้านจัดให้มีหมอนวดมาให้บริการก็เพราะลูกค้าต้องการ (ฝีมือนวดบางคนยอดมาก ผมลองมาแล้ว) เพิ่งเปิดนวดเมื่อต้นปีที่แล้ว ส่วนผลิตภัณฑ์เกลือสปามีมาตั้งแต่ปี 2546 แล้ว เริ่มจาก “เกลือขัดผิว” ต่อมาก็ผสม “ขมิ้น” ทำเพราะมี “โรงงานเกลือป่น” อยู่ จึงได้วัตถุดิบที่แตกต่างจากคนอื่น “เกลือขัดหน้า” ต้องใช้ “วัตถุดิบ” ที่ “ละเอียด” ไม่มีโรงงานเกลือป่นทำไม่ได้

ททท. มาทำเส้นทางท่องเที่ยวเกลือที่บ้านแหลมนั้นถือว่าดีมาก ตั้งแต่บางตะบูนเข้ามา มีหลายกิจกรรมที่ไม่ค่อยรู้กัน ทำให้มีคนเข้ามาเยี่ยมชมเราบ่อยขึ้น ชาวบ้านก็มีอาชีพ

(ใครสนใจเรื่องเกลือ เกลือสปา โทร.สอบถามได้ที่ 086-544-4473)

เบญจวรรณ สุเนตรวรกุล ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมสินค้าการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึงการท่องเที่ยวกับเกลือว่า

“ตอนนี้ทำเรื่องการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ ซึ่งอยู่ๆ เราจะจัดให้ไปที่โน่นไปที่นี่ก็ไม่มีลูกเล่น จึงนำเรื่องเกลือมาเล่นเป็นพระเอก นางเอก ซึ่งเกลือไม่ได้มีเฉพาะในจุดใดจุดหนึ่ง มีทั้งที่สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และที่เพชรบุรี เวลามาก็จะเรียนรู้ถึงวิธีการทำเกลือ การแปรรูปเกลือ และเป็นการไปท่องเที่ยวในแหล่งต่างๆ เป็นการ “ท่องเที่ยวไป เรียนรู้ไป” จะมีการผลิตเอกสารเรื่อง “เกลือกับการท่องเที่ยว” จะมีข้อมูลเกลือของ จ.น่าน รวมถึงเกลืออีสานด้วย

สาเหตุที่เลือกเกลือ เพราะคิดว่าถ้าทำเรื่อง “การเรียนรู้” ขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง เราอยากจะให้ครอบคลุมหลายจังหวัด เกลือก็แปรรูปได้ ไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ มาก จึงผูกเป็นเรื่องราวให้ผู้คนได้เรียนรู้ โดยไม่ให้ไปเปล่าๆ คือไปเที่ยวแล้วได้ความรู้ด้วย

นอกจากเกลือแล้วยังมีแหล่งเรียนรู้อื่นๆ อีก เช่น แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา แหล่งเรียนรู้ไดโนเสาร์ที่อีสาน โดย “สำนักส่งเสริมสินค้าฯ” ร่วมกับจังหวัดที่มีไดโนเสาร์ทำเรื่องนี้ ทำการ “ผูก” เรื่องราวต่างๆ เป็น “กิมมิก” เพื่อให้คนเรียนรู้ เพราะปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวที่เป็น “นักเรียน” และ “กลุ่มผู้เกษียณอายุ” มากขึ้น

เส้นทางชีวิตของเกลือ

ถ้าอีสานนับตั้งแต่โคราชไปจนถึง จ.อุดรธานี จะเป็นแหล่งเกลือสินเธาว์ใหญ่ที่สุดของประเทศแล้ว จ.สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ไปจนถึงเพชรบุรี ก็เป็นแหล่งทำเกลือสมุทร (เกลือทะเลหรือเกลือหิน) ที่สำคัญที่สุดของประเทศเช่นกัน กระบวนวิธีการผลิตเกลือทะเลเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านริมทะเลมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้จะมี “ต้นทุน” ที่สูงขึ้น แต่การทำนาเกลือก็ยังทำรายได้ให้แก่ผู้ทำเป็นกอบเป็นกำอยู่ดี เพราะใครๆ ก็ “ใช้เกลือ” เพราะนอกจากจะใช้ปรุงรสแล้วยังอุดมไปด้วยไอโอดีนและแร่ธาตุอื่นๆ รวมแล้วถึง 24 ชนิด อีกต่างหาก (ในเกลือบริสุทธิ์มีแต่โซเดียมคลอไรด์) การผลิตเกลือสมุทรนอกจากจะต้องมีพื้นที่แล้ว ยังต้องใช้แสงแดดจากดวงอาทิตย์มาเผาผลาญน้ำทะเลให้ระเหยขึ้นในอากาศ เพื่อให้น้ำเค็มที่เหลือมีระดับความเข้มข้นที่มากขึ้น ส่งต่อกันเป็นทอดๆ ระยะทาง 1-2 กม. ก่อนตกผลึกเป็นเม็ดเกลือใน “นาสุดท้าย” ที่อยู่ “ริมทาง” เพื่อให้ “คนงาน” ที่ควบคุมการขนส่งและการจ่ายค่าแรง ด้วย “พ่อแรง” หรือ “แม่แรง” ขนเข้าสู่โกดังเกลือเพื่อให้รถขนส่งขนาดใหญ่สามารถขนออกไปจำหน่ายได้โดยสะดวก ทั้งหมดใช้พื้นที่ประมาณ 30-35 ไร่

“นาขัง” คือพื้นที่นาที่อยู่ใกล้ทะเลเพื่อง่ายต่อการ “สูบ” “น้ำอ่อน” เข้ามาเพื่อให้ “แดดเผา”

“นายืน” คือพื้นที่นาที่มีการสูบน้ำทะเลที่เข้มขึ้น ส่งต่อกันมาเป็นทอดๆ (กรณีที่พื้นที่มีไม่ต่อเนื่องกัน เจ้าของนาต้องใช้วิธีสูบน้ำสลับกันไปมา เรียกว่า “นาวน”) รวมแล้วถึง 5 ทอด แต่เดิมชาวนาเกลือใช้ “กังหันลม” วิดน้ำ ต่อมาใช้ “เครื่องสูบ” สูบน้ำแทน เพราะเร็วกว่า แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่มากกว่า

การทำนาเกลือเตรียมกันช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. ช่วงฝนหมด ไขน้ำเข้าสู่ “นาตาก” ประมาณเดือน พ.ย. หลังจากนั้นสูบน้ำเข้าสู่ “นาแผ่” ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ 3 ให้แดดเผาจนได้ระดับความเค็ม 22-24 ดีกรี จึงสูบเข้าสู่นาส่วนที่ 4 ที่เรียกว่า นาวาง หรือนาปลง ให้แดดเผาจนเข้มเพื่อสูบเข้าสู่ส่วนที่ 5 ที่เรียกว่า “นาดอก” ที่จะแปรสภาพเป็น “เม็ดเกลือ” ที่มีค่าความเค็มประมาณ 82-87% รวมระยะเวลา 4-6 เดือน ตาม “ความชื้น” “อุณหภูมิ” ซึ่งเป็นเรื่องของ “แดด” “ลม” และ “ฝน” ของแต่ละปี

 

ชวนชมพิพิธภัณฑ์ผ้าสมเด็จฯพระราชินี 2012/04/25

ชวนชมพิพิธภัณฑ์ผ้าสมเด็จฯพระราชินี

  • 23 เมษายน 2555 เวลา 18:07 น.

พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมเปิดให้เข้าชมแล้วอย่างเป็นทางการแล้ว

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงสนับสนุนงานทอผ้าให้เป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ แก่ราษฎรมาเป็นระยะเวลาหลายสิบปี ทรงเล็งเห็นว่าผ้าไทยงดงามและมีเอกลักษณ์ ควรอนุรักษ์ไว้มิให้สูญหาย จึงมีพระราชดำริจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับผ้าทั้งในราชสำนักและท้องถิ่น ด้วยเหตุนี้ พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จึงได้จัดตั้งขึ้น ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับเป็นประธานที่ปรึกษา

พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสร็จสมบูรณ์พร้อมเปิดให้สื่อมวลชนเข้าชมในวันจันทร์ที่ 23 เมษายน 2555 และสำหรับวันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน นี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ อย่างเป็นทางการ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง เวลา 17.30 น.

พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นศูนย์กลางการเก็บรักษาและจัดแสดงผ้าประเภทต่างๆ ซึ่งเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้งจัดแสดงฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงนำความเป็นไทยออกไป สู่สากลและก่อให้เกิดรายได้กลับมาสู่ผู้ผลิตในประเทศ แบ่งการจัดแสดงเป็น 3 นิทรรศการ ดังนี้

ห้องจัดแสดงที่ 1 “ราชพัสตราจากผ้าไทย”

จัดแสดงฉลองพระองค์ชุดสากลในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักออกแบบไทยและต่างชาตินำผ้าไหมไทยมาใช้ในการตัดเย็บ ทำให้ผ้าไทยที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์และเกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ถือเป็นพระราชกุศโลบายในการเผยแพร่และส่งเสริมผ้าไทย รวมทั้งศิลปวัฒนธรรมด้านการแต่งกายของสตรีไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ฉลองพระองค์ที่ตัดเย็บด้วย ผ้าไทยนั้นมีความงดงาม สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่ได้พบเห็น ทำให้เกิดความนิยมสวมใส่ชุดที่ตัดเย็บด้วย ผ้าไทยทั้งในและต่างประเทศ

ห้องจัดแสดงที่ 2 “ไทยพระราชนิยม”

จัดแสดงฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยมของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ กว่า 30 องค์ ตลอดจนผ้าและเครื่องแต่งกายในราชสำนัก เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ในการสร้างสรรค์และสืบสานการแต่งกายแบบไทยที่แสดงถึงเอกลักษณ์ไทย แต่ละแบบมีความงดงามและแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานธรรมเนียมการแต่งกายของสตรีไทยในราชสำนักสมัยโบราณให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันได้อย่างลงตัวและเหมาะสมแก่วาระต่างๆ ซึ่งถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของผ้าไทยอีกทางหนึ่งด้วย

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเป็นผู้นำในการแต่งกายแบบไทยอย่างแท้จริง ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยแบบต่างๆ ในระหว่างการตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปในการทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศตั้งแต่เมื่อครั้งเสด็จขึ้นครองราชย์ ต่อมาฉลองพระองค์ชุดไทยของพระองค์เป็นที่รู้จักในชื่อ “ชุดไทยพระราชนิยม” และเป็นต้นแบบชุดประจำชาติของสตรีไทยในปัจจุบัน

ห้องจัดแสดงที่ 3 – 4 “พระหัตถ์ที่ทรงงานเพื่อแผ่นดิน”

บอกเล่าเรื่องราวต้นกำเนิดแห่งศิลปาชีพ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2513 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรที่ประสบอุทกภัยที่อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ทำให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชดำริถึงการพระราชทานอาชีพแก่ราษฎร ต่อมาได้มีพระราชเสาวนีย์ให้ท่านผู้หญิงสุประภาดา เกษมสันต์ ราชเลขานุการในพระองค์ในขณะนั้นลงพื้นที่จังหวัดนครพนม เพื่อสำรวจความเป็นอยู่ของราษฎรและพระราชทานความช่วยเหลือ โดยได้ทรงกำชับว่า “แม้ผ้าถูเรือนก็อย่าละเลย” เพราะอาจได้พบลายผ้าโบราณ ซึ่งจะสืบไปถึงช่างทอและเรื่องราวต่างๆ ได้ จากจุดเริ่มต้นดังกล่าวได้กลายเป็นการฟื้นชีวิตผ้าทอมือไทยที่กำลังจะสูญหาย พร้อมกับพัฒนาฐานะและคุณภาพชีวิตราษฎรไทยทุกภูมิภาคมาจวบจนปัจจุบัน

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้สร้างงานแก่ราษฎรชนบทให้สามารถยึดเป็นสัมมาชีพได้อย่างมีศักดิ์ศรี เป็นทางเลือกให้ราษฎรได้ทำงานที่ตนรักในบ้านเกิด ได้อยู่พร้อมหน้าครอบครัว ไม่ต้องเข้ามาแก่งแย่งทำมาหากินในเมืองใหญ่ และเหนืออื่นใดคือได้เดินตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการช่วยให้คนไทยสามารถเลี้ยงตนเองได้อย่างยั่งยืนมาเป็นเวลายาวนานกว่า 40 ปี

สำหรับประชาชนผู้สนใจ สามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ได้ตั้งแต่วันพุธที่ 9 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไป เปิดให้เข้าชมทุกวันเวลา 09.00-16.30 น. ปิดจำหน่ายบัตรเข้าชมเวลา 15.30 น. อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 150 บาท ผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป) 80 บาท นักเรียน / นักศึกษา 50 บาท เด็กอายุ12-18 ปี 50 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 12  ปี เข้าชมฟรี กรุณาแต่งกายสุภาพ (ห้ามสวมกางเกงขาสั้น) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร.0-2225-9420, 0-2225-9430

 

เที่ยวไปในยาสูบโมเดล 2012/04/25

เที่ยวไปในยาสูบโมเดล

  • 21 เมษายน 2555 เวลา 12:26 น.

โดย…จำลอง บุญสอง

พ่อผมสูบบุหรี่เหมือนกับคนอื่นๆ ในยุคเดียวกัน แม้ผมต้องช่วยพ่อมวนหรือต้องจุดบุหรี่ใส่ปาก หลังจากขึ้นจากการงมปลาในน้ำ ก็ไม่ได้ทำให้ผมรำคาญเพราะผมรักพ่อ

ผมมีปฏิสัมพันธ์กับบุหรี่ไม่เพียงแต่คอยทำหน้าที่จุดบุหรี่ใส่ปากเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่ขี่จักรยานไปซื้อบุหรี่ให้พ่อและเพื่อนของพ่อที่มาสังสรรค์กันที่บ้านทุกๆ เย็นอีกด้วย

แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็ไม่ได้ทำให้ผมติดบุหรี่ แม้จะเคยสูบบุหรี่เลียนแบบผู้ใหญ่ตอนวัยรุ่นก็ตาม ที่ไม่ติดบุหรี่ก็เพราะผมมีพ่อเป็น “ครู” ด้านกลับ คือนอกจากจะเหม็นควันบุหรี่แล้ว ยังเห็นว่าการสูบบุหรี่คือการเผาเงินทิ้งไปเฉยๆ นั่นเอง

สองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมและเพื่อนนักข่าวหลายคนที่ไม่สูบบุหรี่ ถูกเชิญไปเที่ยวไร่ยาสูบของโรงงานยาสูบที่เพชรบูรณ์ เมืองทะเลภูเขา ที่มี “ไร่ยาสูบ” เป็นตราประจำจังหวัด

ถูกชวนทีแรกผมนึกในใจว่า พีอาร์บ้าอะไรวะ มาชวนคนเกลียดบุหรี่ไปเที่ยวไร่ยาสูบ แต่ผมก็ไปเพราะพีอาร์ไม่ว่าใครหรืออยู่ที่ไหนก็คือพี่น้องของนักข่าว เราจะเขียนอะไรก็เรื่องของเรา พีอาร์ไม่เกี่ยว อีกอย่างผมถือว่าการเดินทางไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ที่ไหน มันก็คือความรู้ มันก็คือความสัมพันธ์ มันก็คือความเข้าใจ ไม่เดินทางก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจ และไม่มีความสัมพันธ์ สัมพันธ์เพื่อแลกเปลี่ยนสัมมาทิฐิในสมองคนให้เต็มแผ่นดิน

ผมเคยสัมผัสกับโรงงานยาสูบมาก่อนเมื่อครั้งไปถ่ายภาพ ทำข่าวการนัดหยุดงานของกรรมกรโรงงานยาสูบที่นำโดยสหภาพ สหภาพแรงงานโรงงานยาสูบสมัยโน้นเข้มแข็งพอๆ กับกรรมกรรถไฟและกรรมกรไฟฟ้า ต่างที่กรรมกรรถไฟกับกรรมกรไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นชาย ส่วนคนงานโรงงานยาสูบส่วนใหญ่เป็นหญิง หญิงที่วัยรุ่นอย่างผม “ไม่กล้าจีบ”

ที่ไม่กล้าจีบก็เพราะเธอๆ เหล่านั้นเป็น “รุ่นป้า” ป้าที่มี “ปากคล้ายตะไกร”

พวกป้าๆ เหล่านั้นมีความสัมพันธ์ทางตรง โดยไม่ต้อง “นับญาติ” เพราะทุกคนเป็นญาติกันโดยการทำงาน ทำงานด้วยกันจากรุ่นสู่รุ่น และก็ด้วยความสัมพันธ์แบบไม่ต้องเกรงใจใครที่เป็น Norm ของพวกเธอนั่นเอง ที่ทำให้ช่างภาพ นักข่าวหนุ่มที่ไปทำข่าวกลายเป็น “ลูกเขย” ไปด้วยปาก ปากของแม่ยายที่ลูกเขยที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา “ลูกสาว” แม่เลย

แม้การปกครองสมัยโน้นจะเป็นการปกครองแบบเผด็จการ แต่ความเป็นเผด็จการในอดีตก็ร้ายไม่เท่าเผด็จการในปัจจุบัน กรรมกรนอกจากจะมีสิทธิในการชุมนุมเพื่อการต่อรอง (เพื่อปรับดุล) ที่มากกว่าแล้ว โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนยังมีมากกว่าอีกด้วย ผิดกับปัจจุบันที่เผด็จการออกกฎหมายเอื้อต่อนายจ้างอย่างเห็นได้ชัด ลูกจ้างแทบจะเรียกได้ว่าเป็นทาสในโรงงานไปโดยเฉพาะในโรงงานเอกชนขนาดย่อม

ผมสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่า ทำไมคนโรงงานยาสูบจึงมีอายุมากผิดกับโรงงานของเอกชนที่มีแต่สาวๆ ศึกษาไปลึกๆ จึงพบว่า เพราะความเป็นรัฐวิสาหกิจนั่นเองที่ทำให้คนเหล่านั้นอยู่ได้ รัฐวิสาหกิจนั่นเองที่หล่อหลอมวัฒนธรรมองค์กรที่ “ให้ค่า” แก่มนุษย์ “ผู้ลงแรง” เสมอกับมนุษย์ “ผู้ลงทุน”

ผมไปยืนยัน “วัฒนธรรมองค์กร” ของยาสูบอีกครั้งกับชาวไร่ยาสูบและเอเยนต์ที่เพชรบูรณ์ ลูกไร่และเอเยนต์เหล่านี้เป็นหนึ่งใน “ห่วงโซ่” ของโรงงานยาสูบมา “หลายเจเนอเรชัน” แล้ว

“ปฏิสัมพันธ์” ที่ยาวนานของ “ห่วงโซ่การผลิต” นี่เองที่ทำให้ผมทึ่ง ไม่คิดว่าบนโลกแห่งการ “แสวงหากำไรสูงสุด” ของระบบทุนนิยมที่โหดร้ายนั้น ยังจะมีองค์กรที่ไม่แสวงหา “กำไรสูงสุด” หลงเหลืออยู่ได้อีกหรือ? นักการเมืองหน้าเลือดยังไม่แปรรูปรัฐวิสาหกิจไปอยู่ในมือของเอกชนที่พวกเขาคอยช้อนซื้อหุ้นเอาไปครองแบบ ปตท.ได้อยู่อีกหรือ?

ไม่น่าเชื่อว่า ในขณะที่ “ลูกไร่” ในโรงงานการเกษตรของ “เอกชน” ต่างล้วนถูก “ขูดรีดแรงงานส่วนเกิน” ตั้งแต่กล้าพันธุ์ ปุ๋ย (หรืออาหารสัตว์) ไปจนถึงการกดราคาผลผลิตกันหมดสิ้นแล้ว (ไม่ต้องบอกว่ารายใด) แต่ “ลูกไร่” ของโรงงานยาสูบ ไม่เพียงแต่จะได้รับกล้าพันธุ์คุณภาพฟรีเท่านั้น พวกเขายังได้รับความช่วยเหลือในเรื่องปุ๋ย ยากำจัดหนอนเพลี้ย (ชนิดควบคุมในระยะแรก) อีกต่างหาก

ใช่แต่เพียงเท่านั้น นอกจากการได้รับการประกันราคาก่อนการปลูกแล้ว ถ้าปีใดฟ้าฝนไม่ดี พวกเขายังจะได้เพิ่มราคาต่อกิโลกรัม เพื่อให้ลูกไร่เหล่านั้นได้รับผลตอบแทนสมกับการลงแรงให้โรงงานยาสูบอีกด้วย มีที่ไหนที่มีหมอไปตรวจเลือด วัดความดันให้ลูกไร่ฟรีๆ และสามารถ “กู้เงิน” ลงทุนจากโรงงานยาสูบในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าท้องตลาดในโอกาสต่อไปอีกด้วย

เอกชนอาจจะบอกว่า ใช่สิ พวกคุณเอาเงินราษฎรผู้เสียภาษีมาลงทุนนี่ พวกคุณจึงไม่ต้องมาเอารัดเอาเปรียบคนงานเพื่อ “สะสมกำไรสูงสุด” เอาไว้ลงทุน

ขอโทษ…โรงงานยาสูบไม่ได้เอาเงินรัฐมาเลี้ยงดูคนงานเลย เลี้ยงดูตัวเองมาตลอด แถมวันดีคืนดีรัฐไม่มีเงิน โรงงานยาสูบยังต้อง “ซื้อแสตมป์” ล่วงหน้า เพื่อเอาเงินส่วนนั้นให้รัฐไปใช้สอยยาม “หมดตูด” อีกต่างหาก

“โรงงานยาสูบอยู่ได้ก็เพราะชาวไร่” รองผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ ผู้มีชีวิตคลุกคลีอยู่กับชาวไร่มาตลอดชีวิตของการทำงาน บอกผม เขาเป็นอีกผู้หนึ่งที่ “สืบสาน”

“วัฒนธรรมยาสูบ”

“ยาสูบโมเดล” ที่เจอ ทำให้ผมนึกถึง “ภูฏานโมเดล” ที่เอาความสุขของประชากรมาเป็นดรรชนีชี้วัดความเจริญ แทนที่จะใช้รายได้ประชาชาติมาวัด โมเดลเหล่านี้ทำให้ผมนึกไปถึงการ “ทำไร่บนหลังคนโมเดล” จนทำให้ประธานบริษัทกลายเป็น “ผู้ร่ำรวยยิ่ง” ร่ำรวยจากการขูดรีดแรงงาน การปิดตลาด และการ “ตกเขียว” นักการเมืองเอาไว้ในมือ “ทุกสี”

แม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยกับการสูบบุหรี่ แต่ก็ไม่เห็นด้วยที่ใครจะทำลาย “โรงงานยาสูบไทย” เพราะรู้ดีว่าถึงแม้จะไม่มีโรงงานยาสูบ แต่คนติดบุหรี่ก็หาทางสูบมันจนได้ เมื่อขจัดคนสูบบุหรี่ไม่ได้แล้ว เราจะไปขจัดโรงงานยาสูบไทย เพื่อให้ต่างชาติเอาเงินก้อนนี้ไปกินฟรีทำไม

ใครอยากเป็นแนวร่วมต่างชาติ ด้วยการมัดโรงงานยาสูบไทยก็ทำ ผมไม่เอาด้วย และจะเล่นงานแนวร่วมวิสาหกิจต่างชาติพวกนั้นด้วย ไม่ต้องบอกว่าแนวร่วมต่างชาติเหล่านั้นเป็นใคร เข้ามาบังคับสภาพทางการเมืองไทยในรูปใด

ผมยืนยันอีกครั้งก่อนจบเรื่องนี้ว่าผมไม่ใช่คนสูบบุหรี่ และไม่ต้องการให้ใครสูบบุหรี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชน เพราะเชื่อว่าบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และนำไปสู่การสูญเสียไม่ว่าจะเป็นด้านเงินทองหรืออื่นใด แต่แม้ว่าผมจะไม่ชอบบุหรี่และรำคาญคนสูบบุหรี่ที่มาบังคับให้ผมสูดควันที่ระบายออกจากปอดและปากของพวกเขาอย่างไม่ยุติธรรมเพียงใด แต่ผมก็รักคนโรงงานยาสูบเหมือนที่รักและห่วงใยคนสูบบุหรี่

ชื่นชมในความสัมพันธ์ที่ไม่เอารัดเอาเปรียบของ “ผู้ลงทุน” ที่มีต่อ “ผู้ลงแรง” ให้เกียรติกันและกันในฐานะ “หุ้นส่วน” ไม่ใช่ “นาย” กับ “ลูกน้อง” ถึงแม้ว่าลูกไร่บางคนอาจจะเรียกพนักงานโรงงานยาสูบที่ไปให้การแนะนำว่า “นาย” ก็ตาม

ยุคทุนนิยมกำลังล่มสลายลงเพราะทุนนิยม “กินหาง” ตัวเองเพื่อยังชีพ “สร้างเพื่อทำลาย” ซึ่งท้ายที่สุดก็ทำให้ทุนนิยม “ตายลง” และเมื่อนั้น “ยาสูบโมเดล” จะกลายเป็นทางออก ทางออกที่อาจจะไม่มีโรงงานยาสูบอีกต่อไป ถ้าโลกทั้งโลกเลิกสูบบุหรี่

ยาสูบที่ปลูกในไทยเวลานี้มี 3 พันธุ์หลัก คือ เวอร์จิเนีย เบอร์เล และเตอร์กิส ภาคเหนือนิยมปลูกเวอร์จิเนีย ภาคเหนือตอนกลางเบอร์เล และอีสานที่มีน้ำน้อย “เตอร์กิส” ที่ “หอม” กว่า

ยาสูบที่ดีจะอยู่ในเขตพื้นที่ที่แกนโลกเอียงได้แดดนานกว่าส่วนอื่นของโลก เช่น รัฐเวอร์จิเนีย นอร์ทแคโรไลนา สิบสองปันนา และอื่นๆ เพราะแสงแดดที่ส่องนานจะไปทำให้ต้นยาสามารถสังเคราะห์แสงมาแปรเป็นคุณภาพได้แบบเดียวกับ “กาแฟ”

คนทำงานไร่ยาสูบต่างจากชาวนาก็คือต้องขยันกว่า แต่การขยันกว่าไม่ใช่เรื่องของการขยันให้น้ำ เพราะการให้น้ำมากจะไปทำให้ยาสูบใบโตและมีนิโคตินมาก ผู้ปลูกยาสูบจึงต้องให้น้ำแบบพอดีๆ

ความพอดีนั่นแหละที่จะทำให้ลูกไร่ยาสูบมีรายได้ที่มากกว่าชาวนาที่ทำนาในพื้นที่ขนาดเดียวกัน

ปล. ผลของการค้าเสรีอาเซียนจะทำให้โรงงานยาสูบ “ถูกชก” แบบเดียวกับวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมของไทยที่ถูกทุนใหญ่จากต่างชาติทำลาย เพราะประเทศไทยเป็นระบอบเผด็จการที่การปกครองเอื้อต่อทุนใหญ่ ดังนั้น การค้าเสรีอาเชียนจึงให้ประโยชน์ต่อทุนผูกขาดไทยและต่างชาติเท่านั้น กรรมกรและวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมไทยมีแต่เจ๊งกับเจ๊งครับ!

 

ปอยส่างลอง มองอย่างปาย 2012/04/22

ปอยส่างลอง มองอย่างปาย

  • 21 เมษายน 2555 เวลา 08:09 น.

โดย…กาญจน์ อายุ

“ปายเละแล้ว” คือคำพูดของคนที่เคยมาปายเมื่อครั้งยังเป็น “ปาย” บรรยากาศของธรรมชาติที่สมบูรณ์ บ้านเมืองที่เงียบสงบ ชาวบ้านปายที่ยังอาศัยอยู่ในบ้านของตัวเอง มิใช่บรรยากาศในตอนนี้ที่เต็มไปด้วยเกสต์เฮาส์ ชาวต่างชาติ ร้านขายอาหารฝรั่ง

ความเป็น “ปาย” กำลังลางเลือนไปจากเมืองปาย ทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำหนดให้ปายเป็น 1 ใน 4 พื้นที่อนุรักษ์เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ปายเป็นพื้นที่ที่ต้องฟื้นฟูให้วิถีชีวิตของปายกลับคืนมา เช่นเดียวกับสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ที่ต้องฟื้นฟูเกาะให้เป็น Coconut Island อีกครั้ง และอีก 2 พื้นที่ คือ เชียงคาน จ.เลย และน่าน ที่กำลังพัฒนาจนเปลี่ยนแปลง ทำให้ ททท.ต้องเร่งอนุรักษ์ให้ความเป็นตัวตนของทั้งสองพื้นที่ยังคงอยู่

ททท.พยายามผลักดันให้นักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวด้วยความรู้สึกถึงคุณค่า รู้รักษาแหล่งท่องเที่ยว เรียนรู้วิถีชีวิตของคนในพื้นที่ และไม่เลือกที่จะเดินทางท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซัน แต่รู้จักที่จะเที่ยวเพื่อให้เห็นอะไรใหม่ๆ อย่างที่พื้นที่นั้นๆ เป็น

แล้วปาย “เป็น” อย่างไร?

ปายเป็นอำเภอหนึ่งใน จ.แม่ฮ่องสอน เป็นที่อยู่อาศัยของชาวไทยใหญ่ และเป็นเมืองแห่งพระพุทธศาสนาที่มันส์ได้เรื่อง

เรื่องราวของ “ปอยส่างลอง” เพิ่งเกิดขึ้นในปายเมื่อวันที่ 4-6 เม.ย. 2555 และเคยเกิดขึ้นทุกปีในช่วงนี้ แต่คนนอกถิ่นไม่เคยเห็นหรือแม้กระทั่งรู้จัก เพราะเดือน เม.ย.ไม่มีใครขึ้นเหนือมาเที่ยวปาย คนนอกถิ่นจึงไม่รับรู้ถึงความมันส์ที่ควบคู่ไปกับพลังศรัทธาทางพระพุทธศาสนาของชาวไทยใหญ่ที่นี่

ประเพณีปอยส่างลอง ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย คือ งานบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนของชาวไทยใหญ่ แต่เมื่อว่าในรายละเอียดมันแตกต่างจากการบรรพชาสามเณรของภาคกลาง เพราะก่อนที่เด็กชายคนหนึ่งจะบรรพชาเป็นสามเณร เขาต้องแต่งตัว แต่งหน้า ทาเล็บ เต้นระบำ ลอยอากาศ!

งานปอยส่างลอง อ.ปาย จัดขึ้นเป็นเวลา 3 วัน วันแรก คือ “วันรับส่างลอง”

เด็กชายอายุประมาณ 8 ขวบ หรือชั้นประถม 4 หรือมากกว่านั้น จะเดินทางมาที่วัดป่าข่าม (วัดที่ทำพิธีจะแล้วแต่พื้นที่ว่าใกล้กับวัดใด) ตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้น เพื่อเข้าพิธีอาบน้ำเงิน อาบน้ำทอง ชำระตัวก่อนเป็นส่างลอง โดยในน้ำจะใส่แก้วแหวนเงินทองเอาไว้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ว่าที่ส่างลองเอง และทรัพย์สินเงินทองของพ่อแม่ด้วย เมื่ออาบน้ำเสร็จว่าที่ส่างลองจะไปแต่งหน้าแต่งตัวแบบกษัตริย์พม่าโบราณ คือ นุ่งโจงกระเบนผ้าแพร ผ้าลาย หรือผ้าสีต่างๆ สวมเสื้อมีชายเชิงงอนประดับด้วยวัสดุเทียมเพชรพลอย หรือปักดิ้นไหมหลากสี ศีรษะสวมชฎาที่ทำจากกระดาษแข็งมียอดแหลมประดับกระดาษสี เกล้ามวยผมมีผ้าแพรโพกศีรษะและประดับด้วยดอกไม้สดตามฤดูกาล ส่วนใหญ่จะเป็นดอกเอื้องผึ้ง หน้าตาลงสีสันจัดจ้าน ประกอบกับวาดลวดลายด้วยแป้งสีขาวบนแก้มขนาดเล็กของเด็กชาย ริมฝีปากทาด้วยลิปสติกสีสวย เล็บทาด้วยสีสะท้อนแสง ไม่ต่างอะไรกับการแต่งหน้าหญิงสาวขึ้นแสดงมหรสพ

เมื่อว่าที่ส่างลองพร้อมเข้าพิธีแล้ว ตะแปส่างลอง หรือคนที่คอยประคบประหงมส่างลอง ต้องให้ว่าที่ส่างลองขึ้นขี่คอแล้วพาไปยังศาลาการเปรียญ เพื่อให้ตัวแทนส่างลองกล่าวนำขอศีลจากพระสงฆ์ ซึ่งพระสงฆ์ก็จะให้ศีลให้พรและอบรมสั่งสอนให้วางตัวให้เหมาะสมกับการเป็นส่างลอง จากนั้นก็จะมีการ “กั่นตอพระสงฆ์” หรือการขอขมาพระสงฆ์ ก็เป็นอันเสร็จพิธีหลังจากเสร็จพิธีรับส่างลอง

จากนั้นตะแปส่างลองจะนำส่างลองขี่คอลงมาจากวัดเพื่อฟ้อนรำบริเวณหน้าวัดเป็นการเฉลิมฉลองและต้อนรับส่างลอง บรรดาพ่อแม่ส่างลองและเหล่าญาติก็จะโปรยข้าวตอกดอกไม้เป็นการอนุโมทนาสาธุ หลังจากฟ้อนรำฉลองการต้อนรับส่างลองแล้ว คณะส่างลองก็จะเคลื่อนขบวนไปยังศาลเจ้าพ่อหลักเมือง หรือศาลเจ้าประจำหมู่บ้านเพื่อกราบคารวะ จากนั้นก็จะฟ้อนรำถวายและเคลื่อนขบวนไปกราบนมัสการเจ้าคณะอาวาสวัดต่างๆ ในหมู่บ้าน หรือในหมู่บ้านอื่นที่ใกล้เคียงต่อไป จนใกล้เวลาเที่ยงวันจึงนำส่างลองกลับเข้าที่พัก หรือบ้านของส่างลอง เพื่อพักผ่อนและรับประทานอาหารกลางวัน อาหารที่ส่างลองรับประทานจะเป็นอาหาร 32 อย่าง ไม่ระบุชัดเจนว่ามีอะไรบ้าง แต่ข้อมูลจากการสอบถามจะเป็นอาหารไทยใหญ่ และอาหารทั่วไปที่ทำได้ง่าย โดยพ่อแม่ของส่างลองจะเป็นคนป้อนข้าวป้อนน้ำปรนนิบัติพัดวีส่างลอง

พิธีรับส่างลองในวันแรกจบลงเพียงเท่านี้ แต่หน้าที่ของส่างลองยังไม่หมด เพราะหลังจากเป็นส่างลองเต็มตัวแล้ว ส่างลองจะถูกแห่ไปตามบ้านญาติ หรือทุกบ้านในหมู่บ้านของตนเองเพื่อให้ศีลแก่ชาวบ้าน เสมือนเป็นการประพาสต้นของกษัตริย์ เจ้าของบ้านที่ส่างลองไปเยี่ยมจะถือว่าเป็นโชคและเป็นบุญที่ได้มีโอกาสต้อนรับ ชาวบ้านจะให้ปัจจัยเป็นเงิน และเงินที่ได้จากการผูกข้อมือสู่ขวัญจะมีตะแปที่เป็นหัวหน้าเก็บรักษาไว้ และจะนำถวายเมื่อส่างลองได้บรรพชาเป็นสามเณรแล้ว

วันแรกของส่างลองจบลง แต่เป็นการเริ่มต้นของส่างลองทุกคน ส่างลอง ตะแป พ่อแม่ และญาติมิตรทุกคนจะตื่นขึ้นมาเตรียมตัวเพื่องานแห่ครั้งใหญ่ในวันที่สอง “วันแห่ครัวหลู่” หรือเครื่องไทยธรรมที่ส่างลองจะใช้เมื่อเป็นสามเณร ในวันนี้มีพิธีต่างๆ สำคัญ 3 พิธี คือ พิธีการแห่ครัวหลู่ การเลี้ยงอาหารส่างลองเต็มรูปแบบ และทำพิธีเรียกขวัญส่างลอง ขบวนแห่จะออกจากวัดป่าข่ามเดินไปตามถนนรอบเมืองปาย (ตามถนนคนเดินที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันดี แต่ในวันนี้ไม่มีร้านข้างทางและไม่มีนักท่องเที่ยวคนไทย มีเพียงแต่ชาวต่างประเทศที่ชูกล้องถ่ายรูปด้วยความตื่นเต้นเท่านั้น) ใช้เวลาแห่ประมาณ 2 ชั่วโมง ขบวนจะยาวประมาณ 200 เมตร ซึ่งประกอบไปด้วยผู้อาวุโสแต่งชุดขาวอุ้มขันข้าวตอกดอกไม้ ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีศีลธรรม เป็นผู้บริสุทธิ์เดินนำหน้าขบวน ตามด้วยจีเจ่ หรือกังสดาลใหญ่ จากนั้นเป็นขบวนอุ้บ คือ เครื่องสักการะพระพุทธ ต้นตะเป่ส่า หรือต้นกัลปพฤกษ์ ขบวนครัวหลู่ ขบวนกลองมองเซิงใช้บรรเลงประกอบขบวน เครื่องไทยธรรมที่เป็นปัจจัยถวายพระสงฆ์ ขบวนส่างลอง และปิดท้ายด้วยคณะโบกไพ (บ้องไฟ)

งานนี้ต้องให้ใจแก่ส่างลองและตะแปที่หามส่างลองทุกคน เพราะเส้นทางแห่ไม่ใช่สั้นๆ แต่ทุกคนแรงไม่ตก โยกส่ายตามเสียงกลองตลอดทางท่ามกลางแสงแดดบ่าย 3 รวมไปถึงผู้เฒ่าผู้แก่และคนหามข้าวของทุกคนที่ไม่มีบ่น แต่ยิ้มสนุกไปกับความครึกครื้น

เมื่อแห่รอบหมู่บ้านแล้วส่างลองจะเข้าพิธี “เรียกขวัญ” ที่ศาลาการเปรียญในวัดป่าข่ามอีกครั้ง เหตุที่มีพิธีเรียกขวัญ เพราะช่วงเวลาเป็นส่างลอง คือช่วงที่ส่างลองจะขวัญอ่อนและมีสิ่งขัดขวางบั่นทอนเป็นอุปสรรคอยู่มากมาย พิธีนี้จึงเป็นการเรียกขวัญให้ส่างลองยึดมั่นในปณิธานเดิม คือ การออกบวชแสวงหาโมกขธรรม และยังเป็นการขจัดปัดเป่าสิ่งเลวร้ายที่มุ่งทำลายส่างลองด้วย

วันที่สองของส่างลองจบลงด้วยขวัญที่อยู่กับเนื้อกับตัวพร้อมที่จะเข้าพิธีบรรพชาสามเณรในวันรุ่งขึ้น แต่ก่อนที่จะบรรพชาส่างลองจะถูกแห่อีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นรอบเล็กใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ก่อนแห่เข้าวัดป่าข่าม และแห่รอบศาลาการเปรียญ 3 รอบ เมื่อครบแล้วตะแปจะนำส่างลองมาส่งบนศาลาการเปรียญเข้าพิธีบรรพชาส่างลอง หลังเสร็จสิ้นพิธีทางศาสนา ส่างลองทุกคนจะเปลี่ยนเสื้อผ้า ปลดเครื่องประดับ ลบเครื่องสำอาง โกนคิ้วให้หมดจด แล้วห่มผ้าเหลืองเป็นสามเณรเต็มตัว โดยจะกระทำกันบนศาลาการเปรียญโดยพร้อมกัน หลังจากนั้นสามเณรทุกรูปจะตั้งแถวให้พ่อแม่ ญาติมิตร และผู้ศรัทธาบิณฑบาต ก่อนจะจำวัดอยู่ที่วัดที่บรรพชาจนเปิดภาคเรียน หรืออาจจะน้อยหรือมากแล้วแต่ความต้องการของสามเณร

ความสนุกสนานในขบวนแห่และการเป็นสมมติเทพของส่างลองได้หมดลงในวันนี้ ตะแปหมดหน้าที่ไม่ต้องให้ส่างลองขี่คออีกต่อไป เครื่องดนตรีเลิกเล่น เหลือไว้เพียงความเงียบสงบและเสียงสวดมนต์ของสามเณรน้อยที่เล่าเรียนวิชาทางพุทธศาสนา

พ่อแม่ของส่างลองที่กลายเป็นสามเณรแล้วต่างปลื้มปีติใจและอุ่นใจที่ได้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสู่สวรรค์ แต่พ่อแม่ของส่างลองไม่จำเป็นต้องเป็นพ่อแม่แท้ๆ เพราะใช่ว่าพ่อแม่ทุกคนจะมีเงินจัดงาน 3 วัน 3 คืน ฉันกำลังพูดถึงพ่อข่ามแม่ข่ามที่รับจัดงานและเตรียมเครื่องใช้ทั้งหมดแก่เด็กชายที่พ่อแม่ไม่มีทุนทรัพย์มากพอ หรือพ่อข่ามแม่ข่ามที่มีเงินมากมาย แต่กลับไม่มีลูกชายให้เกาะผ้าเหลือง ก็จะไปขอลูกชายบ้านอื่นมาบวชสามเณร เพราะการจัดงานแต่ละครั้งต้องใช้เงินหลักหมื่นเป็นอย่างต่ำต่อส่างลอง 1 คน ถ้าพ่อข่ามแม่ข่ามคนไหนมีเงินมากจะรับดูแลส่างลองหลายคนก็จะยิ่งเสียเงินมาก แต่พวกเขาก็ยอมเสียเพราะได้บุญมากเช่นกัน มีความเชื่อกันว่าคนที่เป็นพ่อข่ามแม่ข่ามจะได้รับบุญกุศลมากกว่าพ่อแม่จริงๆ เสียอีก แต่ถ้าถามพ่อข่ามแม่ข่ามสมัยนี้จะบอกว่าพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายจะได้บุญเท่าๆ กัน เพื่อขจัดปัญหาการผิดใจกันของพ่อแม่

พิธีปอยส่างลองเป็นงานใหญ่ระดับหมู่บ้าน และมันน่าจะใหญ่พอที่จะดึงใจให้นักท่องเที่ยวพิชิต 762 โค้ง ขึ้นมาดูขบวนแห่ส่างลองอันยิ่งใหญ่และมีพลังเป็นอย่างมาก ประเพณีนี้บอกได้เลยว่าน่าดึงดูดกว่าถนนคนเดิน หรืออากาศหนาวที่หาได้ในที่อื่นเสียอีก

ชาวไทยใหญ่ไม่ได้ซ่อนตัวอยู่ในปาย ประเพณีปอยส่างลองไม่ได้แอบจัด เพียงแค่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าปายตัวจริง “เป็น” อย่างไร รู้จักเพียงแค่ผิวเผินผ่านร้านกาแฟ วิวถ่ายรูป หรือสถานที่พักผ่อนในฤดูหนาวเท่านั้น

พิธีปอยส่างลองน่าจะทำให้คนนอกถิ่นอย่างคนกรุงเทพฯ (ตลาดที่ใหญ่ที่สุดของเมืองปาย) รู้แล้วว่าปายมีเสน่ห์ที่ตัวตน และช่วงไฮซีซันของปายไม่ได้อยู่แค่ปลายปี

ลุกขึ้นไปเปิดปฏิทินปีหน้าแล้วกากบาทตัวโตไว้บนต้นเดือน เม.ย.ไว้ได้เลย และเขียนให้ตัวโตกว่าด้วยคำว่า “ต้องไปปอยส่างลอง ปาย!”

 

สเวนเซ่นส์พากินเที่ยวดำเนินสะดวกแบบเอกซ์คลูซีฟ 2012/04/22

สเวนเซ่นส์พากินเที่ยวดำเนินสะดวกแบบเอกซ์คลูซีฟ

  • 20 เมษายน 2555 เวลา 16:26 น.

บริษัท สเวนเซ่นส์ (ไทย) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายไอศกรีมสเวนเซ่นส์ (Swensen’s) จัดทริปสุดพิเศษ พากองทัพสื่อมวลชนกินเที่ยวตลาดน้ำดำเนินสะดวกแบบเอกซ์คลูซีฟ พร้อมร่วมเปิดประสบการณ์ของทุกขั้นตอน กว่าจะมาเป็นเมนูยอดฮิตประจำหน้าร้อน “สเวนเซ่นส์ Mango Sensation Sundae” สัมผัสวิธีการเพาะปลูกแบบธรรมชาติของวัตถุดิบหลักอย่าง “มะม่วงอกร่องทอง” ตั้งแต่ขั้นตอนแรกไปจนถึงการคัดแยกกันที่ จ.ราชบุรี

Mango Sensation Sundae จากสเวนเซ่นส์ ถือได้ว่าเป็นเมนูยอดฮิตประจำหน้าร้อน ที่มียอดการสั่งสูงมากในทุกวันของช่วงระยะเวลาโปรโมชัน สเวนเซ่นส์จึงภูมิใจพาทุกท่านไปรู้จักกับ “มะม่วงอกร่องทอง” วัตถุดิบหลักของเมนูนี้กันอย่างลึกซึ้งตั้งแต่ก่อนเริ่มการเพาะปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการคัดแยก เพื่อแสดงให้เห็นว่าสเวนเซ่นส์ใส่ใจกับทุกขั้นตอนอย่างพิถีพิถันจนได้มาเป็นไอศกรีมมะม่วงสุดพิเศษสำหรับลูกค้าทุกท่าน

ในปีนี้สเวนเซ่นส์ขอแนะนำ Mango Sensation Sundae 9 เมนูใหม่ที่มีให้เลือกกันหลากสไตล์ทั้งแบบไอศกรีมและสมูทตี ไม่ว่าจะเป็น Mango Boat, Mango Brownie, Mango onthego, Mango Crepe, Mango Hurricane, Mango Smoothie, Summer Mango, Mango Waffle และ Mango Sensation

ทริปนี้นอกจากจะได้รู้จักกับพระเอกของเมนูอย่างมะม่วงอกร่องทองกันแล้ว ไกด์พิเศษอย่าง วิทยา สินทราพรรณทร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สเวนเซ่นส์ (ไทย) และรพีพร วงศ์ทองคำ เสรีรัตน์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู๊ด กรุ๊ป ยังอาสาพาทุกท่านนั่งเรือสัมผัสบรรยากาศแบบธรรมชาติ รวมทั้งรับประทานอาหารมื้อกลางวันแสนอร่อยในแบบชาวดำเนินสะดวกแท้ๆ ทั้งก๋วยเตี๋ยวเรือ ข้าวแห้งข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยวหลอดสูตรโบราณ และของหวานที่ขาดไม่ได้อย่างสเวนเซ่นส์ Mango Sensation Sundae ให้ทุกท่านได้ลิ้มลองความอร่อยกันถึงตลาดน้ำดำเนินสะดวกกันเลย โดยมีนักแสดงและพิธีกรสาวสวย เจนเจนสุดา ปานโต และเหล่าบรรดาเซเลบริตีคนดัง อาทิ ฐิติพงศ์ ล้อประเสริฐ, กุณฑีรา ปัจฉิมสวัสดิ์, จันทมน แย้มพันธุ์ และเบญจ เบญจรงคกุล มาร่วมสร้างสีสันให้การเดินทางในครั้งนี้สนุกยิ่งขึ้น

สำหรับ 6 เมนูใหม่หลากสไตล์ของ Mango Sensation Sundae ไปชิมได้ระหว่างวันนี้–15 พ.ค. ที่ร้านสเวนเซ่นส์

 

ประเทศไทยกับผู้นำอุตสาหกรรมนมในอาเซียน 2012/03/31

ประเทศไทยกับผู้นำอุตสาหกรรมนมในอาเซียน

  • 31 มีนาคม 2555 เวลา 07:46 น.

นับถึงปัจจุบันนี้ เป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว ที่ประเทศไทยรู้จักกับอาชีพการเลี้ยงโคนม หนึ่งในอาชีพพระราชทาน

อันเกิดจากพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระประสงค์ให้คนไทยมีอีกหนึ่งอาชีพที่สามารถสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต

ในปัจจุบัน พบว่าอาชีพเกษตรกรเลี้ยงโคนมมีจุดเริ่มต้นที่ อ.มวกเหล็ก และได้กระจายไปเกือบทั่วทุกภาคของประเทศไทย เพราะได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถเลี้ยงได้ในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย ถึงแม้ว่าจะมีรายจ่ายสูง แต่ผลกำไรตอบแทนที่ได้รับถือว่าสูงกว่าอาชีพเกษตรกรอื่นๆ อยู่หลายเท่า ซึ่งที่ผ่านมาองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค. นอกจากจะทำหน้าที่บริหารจัดการน้ำนมดิบในประเทศแล้ว ยังมีส่วนในการนำวิชาการด้านการเลี้ยงโคนมมาเผยแพร่ให้กับเกษตรกร เช่น การส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้หญ้าแทนการใช้อาหารข้นสำเร็จรูปในการเลี้ยงโคนม การให้บริการผสมเทียม การผลิตและจัดจำหน่ายปัจจัยการเลี้ยงโคนมในราคาถูก ซึ่งทำให้เกษตรกรลดต้นทุนในการเลี้ยงโคนม และให้น้ำนมดิบที่มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด

นพดล ตันวิเชียร รองผู้อำนวยการทำการแทนผู้อำนวยการ อ.ส.ค. บอกกับเราว่า ความสำเร็จของอุตสาหกรรมนมไทย นอกจากจะมาจากองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงโคนมและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมแล้ว การบริหารจัดการน้ำนมดิบอย่างเป็นระบบยังถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบหลักที่ช่วยในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนมไทย เพราะในอดีตที่ผ่านมา ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดคือปัญหาหลักที่คอยฉุดรั้งอุตสาหกรรมนมไม่ให้เดินหน้า ซึ่งสาเหตุเกิดจากการใช้นมผงนำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ ซึ่งนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิต และผลิตภัณฑ์นมยังมีน้อย ดังนั้นการแก้ปัญหาในระยะยาวคือ การส่งเสริมให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของนมสด ซึ่งมีคุณประโยชน์ทางโภชนาการเหนือกว่านมผงหลายเท่า และส่งเสริมค่านิยมการเลือกดื่มผลิตภัณฑ์นมที่ทำมาจากนมโคสดแท้ นอกจากนี้ยังต้องส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมนมหันมาใช้นมโคสดแท้ในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อดึงน้ำนมดิบในระบบให้มากที่สุด ส่วนอีกหนึ่งทางแก้ในอนาคตคือ อาจจะต้องพัฒนาโรงงานผลิตนมผง ภายใต้การควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อเป็นการแข่งขันกับนมผงนำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาถูกและยังไม่ได้คุณภาพ ซึ่งการผลิตนมผงถือเป็นเทคโนโลยีสูงสุดของอุตสาหกรรมนม

ในปัจจุบัน อ.ส.ค. มีศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบและสหกรณ์โคนมในความดูแลมากกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ ทำหน้าที่รวบรวมน้ำนมดิบเพื่อส่งต่อมายังโรงงานผลิตนม อ.ส.ค. มีปริมาณเฉลี่ย 500 ตันต่อปี หรือคิดเป็น 182,500 ตันต่อปี ถือได้ว่าเป็นองค์กรรับซื้อน้ำนมดิบมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งน้ำนมดิบเหล่านี้นอกจากจะนำมาผลิตเป็นนม ไทย–เดนมาร์ค แล้ว ส่วนหนึ่งนำไปผลิตเป็นนมในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน โดยโครงการนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาการขาดสารอาหารและภาวะทุพโภชนาการในเด็ก ซึ่งได้รับคำแนะนำจาก FAO หรือ Food Agriculture Organization เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เด็กไทยได้ดื่มนม ซึ่งนมเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อันจะส่งผลต่อพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็ก ส่งผลให้ทุกวันนี้เด็กไทยกว่า 8 ล้านคนทั่วประเทศ ได้มีโอกาสดื่มนมโรงเรียนที่มีคุณภาพถึง 260 วันต่อปี

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพฝั่งขาเข้า อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี มีพื้นที่บริหารจัดการกว่า 2,000 ไร่ นอกจากจะเป็นฟาร์มตัวอย่างและศูนย์กลางการแปรรูปผลิตภัณฑ์นมในประเทศแล้ว ที่นี่ยังเปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรนิเวศ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสและชื่นชมกับธรรมชาติที่สวยงาม รวมไปถึงบรรยากาศคาวบอยที่มีฝูงวัวใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของประเทศ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเหมาะสำหรับผู้ที่รักการผจญภัย เช่น การขับรถ ATV ขี่จักรยานเสือภูเขา การทดลองรีดนมโค การป้อนนมลูกโค และการทำปุ๋ยอินทรีย์นมสด จึงทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมาเที่ยวเป็นครอบครัว ซึ่งอัตราค่าบริการถือว่าถูกและคุ้มค่า ที่สำคัญไม่ไกลจากกรุงเทพมหานครมากนัก สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ ใช้เส้นทางพหลโยธินขาออก มุ่งหน้าสู่ถนนมิตรภาพเพียงระยะเวลา 2 ชั่วโมงเท่านั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ได้จัดงานเฉลิมฉลองในโอกาสก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 5 แห่งความเติบโตและเข้มแข็งของนมโคสดแท้ นมกล่องแรกของคนไทย ณ ลานสยามพารากอน ซึ่งภายในงานนอกจากจะจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้เรื่องราวเกี่ยวกับอาชีพโคนมและคุณประโยชน์ของนมแล้ว ยังมีเซเลบริตีและศิลปินดารานักร้องมาร่วมกิจกรรมในงานดังกล่าว พร้อมทั้งเปิดตัวพรีเซนเตอร์นม ไทย–เดนมาร์ค “ลีโอ พุฒ และครอบครัว” ซึ่งนพดลกล่าวทิ้งท้ายกับเราว่า วันนี้ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมโคนมสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเรามีโคนมมากที่สุด มีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่มีภูมิความรู้มากที่สุด มีหน่วยงานวิจัยและพัฒนาที่ทันสมัยเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศมากที่สุด ดังนั้นในอนาคตข้างหน้าประเทศไทยก็ยังจะเป็นผู้นำอุตสาหกรรมด้านโคนมในภูมิภาคนี้ต่อไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องได้รับความร่วมมือจากคนไทย ในการหันมาดื่มนมให้มากขึ้น เพื่อสุขภาวะที่สมบูรณ์และเป็นการสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทย

 

มหัศจรรย์แห่งนมโค 2012/03/26

 มหัศจรรย์แห่งนมโค
  • 24 มีนาคม 2555 เวลา 08:37 น.

นมคือหนึ่งในเครื่องดื่มยอดนิยมสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจกับสุขภาพ เพราะนมประกอบไปด้วยสารอาหาร

ที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายนานัปการ แต่ในความเป็นจริงนมที่เราดื่มทุกวันนี้ จำนวนไม่น้อยไม่ใช่นมสดแท้ 100% แต่ทำมาจากนมผง ซึ่งมีคุณค่าทางสารอาหารน้อยกว่านมสดหลายเท่า แล้วเคยสงสัยกันหรือไม่ว่า แท้จริงแล้วนมโคสดมีคุณค่าทางอาหารอย่างไรบ้าง

แรกเริ่มเราขอพามาทำความรู้จักกับน้ำนมก่อน น้ำนมคือของเหลวสีขาวประกอบไปด้วยน้ำและสารอาหารทั้ง 5 หมู่ที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งน้ำนมถูกผลิตขึ้นจากต่อมน้ำนมในเต้านม พบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรวมไปถึงมนุษย์ สารอาหารสำคัญในน้ำนมที่เรารู้จักกันดีนั่นก็คือ แคลเซียม มีคุณประโยชน์ช่วยให้กระดูกเจริญเติบโตและมีมวลหนาแน่นขึ้น หากดื่มนมเป็นประจำตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ นอกจากจะช่วยเพิ่มส่วนสูงของร่างกายแล้ว ยังเป็นการสะสมแคลเซียมในกระดูก เมื่อเข้าสู่วัยชราจะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคกระดูกพรุน และอีกหนึ่งสารอาหารสำคัญในน้ำนมนั่นก็คือ วิตามินหลากชนิด เช่น วิตามินเอ ช่วยในการทำงานของระบบสายตา วิตามินบี 1 ช่วยในการทำงานของหัวใจและระบบขับถ่าย วิตามินบี 2 ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและผิวหนัง และท้ายสุด วิตามินดี ช่วยป้องกันความผิดปกติของกล้ามเนื้อและลดไขมันในเส้นเลือด นอกจากนี้การนำนมโคสดไปแปรรูปเป็นโยเกิร์ต ยังเป็นการเพิ่มคุณประโยชน์ของนมอีกทางหนึ่ง เพราะโยเกิร์ตคือกระบวนการถนอมอาหารด้วยการหมักและเติมเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ลงไป เช่น โพรไบโอติก ซึ่งเป็นหนึ่งในจุลินทรีย์ที่เป็นมิตรต่อลำไส้ มีคุณสมบัติช่วยย่อยสลายอาหารและขับจุลินทรีย์ที่ให้โทษออกจากร่างกาย ถือเป็นหนึ่งในกระบวนการปรับสมดุลลำไส้ ดังนั้นการรับประทานโยเกิร์ตเป็นประจำจะช่วยแก้ปัญหาอาการท้องผูกและอาการท้องเสียได้เป็นอย่างดี

ถึงตอนนี้เห็นแล้วว่านมมีคุณค่าและมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมากมายเพียงใด แต่รู้หรือไม่ว่าคนไทยยังดื่มนมในปริมาณต่ำกว่าเกณฑ์เมื่อเทียบกับปริมาณเฉลี่ยของคนทั้งโลก ซึ่งจากข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า คนไทยดื่มนมเพียง 14 ลิตรต่อคนต่อปี ในขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดื่มนมเฉลี่ยแล้ว 60 ลิตรต่อคนต่อปี ประเทศที่ครองแชมป์ดื่มนมมากที่สุดในโลก คือ คาซัคสถาน เฉลี่ยแล้วมากถึง 330 ลิตรต่อคนต่อปี รองลงมาคือ สหภาพยุโรป 300 ลิตรต่อคนต่อปี และสหรัฐอเมริกา 255 ลิตรต่อคนต่อปี แต่ใช่ว่าประเทศที่พัฒนาแล้วจะนิยมดื่มนมเสียทีเดียว ตัวอย่างเช่นญี่ปุ่นดื่มนมเพียง 76 ลิตรต่อคนต่อปี และเกาหลีใต้ 57 ลิตรต่อคนต่อปี ทั้งนี้อัตราการดื่มนมไม่ได้กำหนดด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ แต่ผูกติดกับวัฒนธรรมการกินแต่ละประเทศ แล้วคนทั้งโลกดื่มนมเฉลี่ยแล้วมีปริมาณเท่าไหร่ คำตอบก็คือ 103 ลิตรต่อคนต่อปี

ในปัจจุบันมีบางข้อมูลระบุว่า นมคืออาหารที่เป็นต้นเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคภูมิแพ้ ซึ่ง ผศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล นักวิชาการโภชนาการ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อมูลกับเราว่า นักธรรมชาติบำบัด นักแมคโครไบโอติกส์ และนักมังสวิรัติ คือผู้ที่จุดประเด็นเรื่องนมเป็นศัตรูต่อสุขภาพ แท้จริงแล้วนมมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าให้โทษ ยกตัวอย่างจากงานวิจัยระบุว่า นมไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็ง ซ้ำยังช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง เช่น โรคมะเร็งลำไส้ นอกจากนี้ไขมันบางชนิดในนมพร่องมันเนย ยังช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ส่วนกรณีการ

แพ้นมโค สามารถแบ่งได้ 2 กรณี คือ การแพ้โปรตีนในนมโค ถือว่าเป็นโรคภูมิแพ้ แต่จะเกิดขึ้นเฉพาะในเด็กแรกเกิดถึงอายุ 4 เดือนเท่านั้น และพบผู้ป่วยเพียงร้อยละ 1 ของประชากรทั้งประเทศ ประเภทต่อมาคือ แพ้น้ำตาลแล็กโทสในนมโค ไม่ถือเป็นอาการของโรคภูมิแพ้ แต่เกิดจากการที่ร่างกายไม่มีน้ำย่อยน้ำตาลแล็กโทส ซึ่งวิธีการแก้คือ ค่อยๆ รับประทานนมจากปริมาณน้อยไปมาก เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างน้ำย่อยดังกล่าว นอกจากนี้ ผศ.ดร.ประไพศรี ยังแนะนำว่าการดื่มนมในปริมาณที่เหมาะสม คือ เด็กควรดื่มนมวันละ 2 แก้ว ส่วนผู้ใหญ่ดื่มนมวันละ 1 แก้ว สำหรับผู้ที่มีปัญหาไขมันในหลอดเลือดสูงให้ดื่มนมพร่องมันเนย แต่อย่างไรก็ตามก็ยังต้องบริโภคอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ และออกกำลังกายเป็นประจำควบคู่ไปด้วย

ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นฐานการผลิตน้ำนมดิบรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในอดีตที่ผ่านมาเกษตรโคนมมักจะประสบกับปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) คือผู้มีบทบาทสำคัญในการเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยการวางยุทธศาสตร์ทั้ง 4 คือ การวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงโคนม การพัฒนาและเพิ่มศักยภาพการผลิตน้ำนม การส่งเสริมการบริโภคนมและพัฒนาผลิตภัณฑ์นม และการสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรโคนมและผลิตภัณฑ์โคนม ซึ่งหนึ่งในตัวอย่างของการนำยุทธศาสตร์ดังกล่าวมาประยุกต์ คือ การสร้างตราผลิตภัณฑ์นมภายใต้ชื่อ

“นมไทย–เดนมาร์ค” ประกอบไปด้วยนมยูเอชที นมพาสเจอไรซ์ นมเปรี้ยว โยเกิร์ตและไอศกรีมนมสด มีจุดเด่นคือผลิตจากนมโคสดแท้ 100% ไม่ผสมนมผง ซึ่ง อ.ส.ค.เป็นผู้รับซื้อโดยตรงจากเกษตรและสหกรณ์โคนม นำมาผลิตด้วยเครื่องจักรที่ทันสมัย มีการควบคุมคุณภาพด้วยวิทยาศาสตร์อาหารทุกขั้นตอน ซึ่งปัจจุบันโรงงานผลิตนมโคไทย–เดนมาร์ค ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก ISO 9001, HACCP, GMP, Health Work Place และ Halal จึงมั่นใจได้ว่าการดื่มนมโคไทย–เดนมาร์ค จะได้รับคุณประโยชน์จากนมโคสดแท้ 100% และที่สำคัญยังเป็นการสนับสนุนน้ำนมดิบจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทยอีกด้วย

 

พระเครื่องนครชุม 2012/03/21

พระเครื่องนครชุม

  • 17 มีนาคม 2555 เวลา 10:09 น.

เมืองกำแพงเพชรในยุคกรุงสุโขทัยช่วงรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) ถือเป็นยุคทองของพระพุทธศาสนา ศิลปะและสถาปัตยกรรมต่างๆ โดยเฉพาะที่เมืองนครชุมซึ่งเป็นหนึ่งในมหานครลุ่มน้ำปิงที่เจริญรุ่งเรืองสูงที่สุด ร่วมสมัยเดียวกับเมืองเชียงทอง เมืองคลองเมือง เมืองแปบ เมืองคณฑี เมืองเทพนคร และเมืองไตรตรึงษ์ พระยาลิไทได้ทรงสถาปนาวัดพระศรีรัตนมหาธาตุและปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นอนุสรณ์อันแสดงถึงความรุ่งเรืองของเมืองนครชุมในช่วงยุคทองที่เจริญรุ่งเรืองนานกว่า 200 ปี ดังที่ปรากฏความในศิลาจารึกหลักที่ 8 (ศิลาจารึกเขาสุมนกูฏ) ซึ่งได้เรียกเมืองนครชุมว่า “นครพระชุม” ซึ่งอาจหมายความถึงเมืองอันเป็นที่รวมของพระหรือเมืองที่มีพระมากก็เป็นได้

จนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายร้อยปี ปรากฏว่ามีผู้ค้นพบกรุพระพิมพ์หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่า “พระเครื่อง” บริเวณพระมหาธาตุเจดีย์ที่ถูกปล่อยให้รกร้างเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่อมาก็ได้กลายเป็นจุดกำเนิดของกรุพระเครื่องตระกูลทุ่งเศรษฐี รวมถึงได้มีการพบตำนานการสร้างพระพิมพ์ ซึ่งจารึกในแผ่นลานเงินรวมอยู่ในกรุที่ถูกค้นพบ ทำให้คนรุ่นหลังได้ทราบถึงตำนานความเป็นมาของพระเครื่องนครชุมที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ด้วยเหตุนี้กำแพงเพชรจึงกลายเป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงในด้านพระเครื่อง ซึ่งที่นี่มีกรุพระเครื่องทั้งที่ขุดค้นพบแล้วและยังไม่ได้ค้นพบอีกเป็นจำนวนมาก

กรุพระเครื่องที่มีชื่อเสียงของกำแพงเพชร ได้แก่ กรุทุ่งเศรษฐี ซึ่งอยู่บริเวณ ต.คลองสวนหมาก เดิม หรือ ต.นครชุม ในปัจจุบัน โดยพระเครื่องที่พบที่กรุทุ่งเศรษฐี ได้แก่ พระกำแพงซุ้มกอ พระกำแพงเม็ดขนุน และพระกำแพงพลูจีบ เป็นต้น โดยเฉพาะพระกำแพงซุ้มกอนั้น ถือเป็นชุดพระพิมพ์ที่มีชื่อเสียง ได้รับการยกย่องจากผู้คนในวงการพระเครื่องให้บรรจุรวมอยู่ในพระเครื่องชุดเบญจภาคี อันถือเป็นพระเครื่องห้าชนิดที่ถือเป็นสุดยอดในวงการพระเครื่องของไทย โดยมีตำนานกล่าวไว้ว่าผู้สร้างพระกำแพงซุ้มกอคือ ฤๅษี 3 องค์ ได้สร้างถวายแก่ พระยาศรีธรรมาโศกราช ผู้ปกครองบ้านเมืองขณะนั้น (ประมาณปี 1900) โดยมีความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ว่า หากได้ครอบครองพระกำแพงซุ้มกอจะอยู่ยงคงกระพัน คุ้มกันอันตราย เมตตามหานิยมก้าวหน้ารุ่งเรือง และเจริญยิ่งด้วยโภคทรัพย์สมบัติ ทำให้พระกำแพงซุ้มกอมีราคาหาเช่าสูงสุดถึงองค์ละ 50 ล้านบาททีเดียว

ซึ่งโดยปกติถ้าหากไม่ใช่เซียนพระ การจะหาชมพระเครื่องนครชุมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะพระเครื่องนครชุมแท้ๆ นั้นนอกจากจะหายากแล้ว ยังมีความเชื่อในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นที่ต้องการของคนเล่นพระเป็นอย่างมาก แต่ที่นี่ก็มีการจำลองพระพิมพ์นครชุมรูปแบบต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนได้ศึกษาและมองเห็นความรุ่งเรืองและงดงามของนครชุมในอดีตที่ถูกถ่ายทอดผ่านการทำพระพิมพ์ ที่แต่เดิมนั้นไม่ได้ทำขึ้นเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ แต่ทำขึ้นเพื่อให้คนได้ระลึกถึงความดีงามของพระพุทธศาสนา ซึ่งภายในแหล่งเรียนรู้ก็จะมีสมาชิกที่คอยสาธิตกระบวนการทำพระเครื่องในขั้นตอนต่างๆ ให้ผู้มาเยี่ยมเยือนได้ชมว่า กว่าจะมาเป็นพระพิมพ์หรือพระเครื่องที่เรารู้จักนั้น ต้องผ่านกระบวนการใดมาบ้าง นอกจากนี้ก็จะได้เห็นพระเครื่องนครชุมที่หายากแล้ว หากมีเวลามากพอไม่รีบไปไหน อยากให้แวะไปหาลุงสมหมาย โดยสามารถถามชาวบ้านแถวนั้นได้ว่าแกอยู่ที่ไหน เพราะแกเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ทดลองทำพระเครื่องพิมพ์ต่างๆ ด้วยตนเอง เพื่อจะได้เรียนรู้และเข้าใจถึงกระบวนการทำพระเครื่อง และได้ของที่ระลึกที่เป็นเอกลักษณ์ติดไม้ติดมือเป็นของฝากกันด้วย

แหล่งเรียนรู้การทำพระเครื่องนครชุม ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 066 หมู่ 3 ซอยชากังราว ต.นครชุม อ.เมือง จ.กำแพงเพชร โดยปกติจะเปิดให้เข้าศึกษาดูงานเป็นหมู่คณะ โดยสามารถติดต่อคุณลุงสมหมายเพื่อขอนัดวันเวลาล่วงหน้าได้ที่โทร. 08-9641-2543

 

“โคนม” อาชีพพระราชทาน 2012/03/21

“โคนม” อาชีพพระราชทาน

  • 17 มีนาคม 2555 เวลา 09:18 น.

คนไทยยุคใหม่เติบโตมาพร้อมกับการดื่มนมวัวตั้งแต่เด็ก แต่รู้หรือไม่ว่านมวัวคือหนึ่งในวิวัฒนาการด้านอาหารของมนุษย์ที่มีมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ และนมวัวไม่ใช่อาหารประจำถิ่นของประเทศไทย

คุณลักษณะพิเศษของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมซึ่งก็รวมไปถึงมนุษย์ มีกลไกสร้างการเจริญเติบโตในวัยทารกด้วยน้ำนมมารดา เพราะในน้ำนมประกอบไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารที่เป็นประโยชน์และจำเป็นต่อร่างกาย จุดเริ่มต้นของมนุษย์ในการบริโภคน้ำนมสัตว์ เกิดจากวิวัฒนาการและการเรียนรู้ที่จะเลี้ยงสัตว์ไว้บริโภคแทนการออกไปล่า หลังจากนั้นเพียงไม่นานมนุษย์ก็เรียนรู้ที่จะนำน้ำนมจากสัตว์ เช่น แพะ แกะ ม้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากวัวมาบริโภค และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนย ชีส และโยเกิร์ต

ประเทศเดนมาร์กคือ หนึ่งในประเทศที่มีวิวัฒนาการด้านปศุสัตว์ยาวนานที่สุดในกลุ่มนอร์ดิก หรือกลุ่มประเทศยุโรปเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลี้ยงโคนม เพราะประเทศเดนมาร์กมีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบทุ่งหญ้าอุดมสมบูรณ์ อันเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญ อีกทั้งยังมีภูมิอากาศที่เหมาะสม ไม่ร้อนและหนาวเย็นจนเกินไปสำหรับสัตว์เลี้ยง ดังนั้นผู้คนส่วนใหญ่จึงประกอบอาชีพเกี่ยวกับปศุสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชีพเลี้ยงโคนม สอดคล้องกับการที่ประเทศนี้เป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์จากนมวัวที่มีคุณภาพดีที่สุด และเป็นรายใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศยุโรปเหนือ นอกจากนี้ประเทศเดนมาร์กยังเป็นหนึ่งในต้นแบบกิจการสหกรณ์โคนม เพราะกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจฟาร์มโคนมมีการรวมกลุ่มและจัดตั้งเป็นกลุ่มสหกรณ์ ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพและมีอำนาจในการต่อรองซื้อขายน้ำนมดิบ ทำให้อาชีพเกษตรกรโคนมในประเทศเดนมาร์กเป็นหนึ่งในอาชีพที่ให้ผลกำไรตอบแทนสูง ดังนั้นที่นี่จึงเป็นหนึ่งในต้นแบบสำคัญของการทำธุรกิจฟาร์มโคนมในโลกที่ประสบความสำเร็จ แต่ด้วยโครงสร้างทางเศรษฐกิจในปัจจุบันของเดนมาร์กได้ปรับเปลี่ยนสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมมากขึ้น ผู้สืบทอดกิจการธุรกิจฟาร์มโคนมจึงมีจำนวนลดลง และนำเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่แรงงาน ซึ่งส่วนใหญ่มุ่งหน้าเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม จึงทำให้ประเทศนี้เป็นอีกหนึ่งในต้นแบบสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจฟาร์มโคนม

วิทยาการด้านปศุสัตว์ของเดนมาร์กคือ จุดเริ่มต้นของการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จประพาสประเทศเดนมาร์กในปี 2503 ซึ่งทั้งสองพระองค์ทรงให้ความสนพระทัยกิจการเลี้ยงโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างสูง ด้วยทรงเล็งเห็นว่า “อาชีพการเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่า ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรไทยได้มีอาชีพที่มั่นคงและเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องบุกรุกทำไร่เลื่อนลอยอีกต่อไป” นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ว่าด้วยความร่วมมือด้านวิชาการการเลี้ยงโคนมระหว่างประเทศไทยและประเทศเดนมาร์ก

จุดเริ่มต้นการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย เริ่มต้นโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยและผู้เชี่ยวชาญชาวเดนมาร์กขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อบินสำรวจพื้นที่ ซึ่งพบว่า อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี มีความเหมาะสมในการเลี้ยงโคนมมากที่สุด เพราะมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี และมีการคมนาคมสะดวก อันเนื่องมาจากมีถนนมิตรภาพตัดผ่าน หลังจากนั้นในปี 2504 รัฐบาลเดนมาร์กส่งผู้เชี่ยวชาญด้านโคนมคือ นีล 2กุนนา ซันเดอกอร์ ในการพัฒนาพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยคือ ดร.ยอด วัฒนสินธุ์ โดยมีอาคารดำเนินการแรกสุดคือ อาคารฟาร์ม 1962 ซึ่งมีขนาด 20X120 เมตร มีโครงสร้างอาคารเป็นไม้เนื้อแข็งอย่างดี และโดดเด่นด้วยกระเบื้องมุงหลังคาสีแดงสด พร้อมกันนั้นยังได้มีการนำเข้าโคนมพันธุ์เรดเดน (Red Danish) จำนวน 40 ตัว เพื่อนำมาทำเป็นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์

ในวันที่ 16 ม.ค. 2505 นับได้ว่าเป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ของการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย โดยในครานั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 9 แห่งประเทศเดนมาร์ก ได้พระราชทานเกียรติอันสูงสุดด้วยการเสด็จไปทรงเป็นประธานเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนม “ไทยเดนมาร์ค” อย่างเป็นทางการ จนกระทั่งในปี 2514 รัฐบาลไทยได้โอนกิจการเพื่อมาจัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้ชื่อ “องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย” หรือ อ.ส.ค. ซึ่งมีสัญลักษณ์ที่สำคัญคือ “วัวแดงสองแม่ลูก”

นพดล ตันวิเชียร รองผู้อำนวยการทำการแทนผู้อำนวยการ อ.ส.ค. ย้อนอดีตให้เราฟังว่า กิจการโคนมในประเทศไทยเมื่อแรกเริ่มไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย เพราะโคนมเป็นสัตว์เมืองหนาว จึงไม่มีใครเชื่อว่าจะเลี้ยงในประเทศไทยได้ อีกทั้งคนไทยในสมัยนั้นไม่นิยมดื่มนมวัว เพราะไม่ใช่อาหารประจำถิ่น จึงถูกคัดค้านจากหลายฝ่าย เพราะมองไม่เห็นถึงลู่ทางและความคุ้มค่า ดังนั้นบุคลากรทั้งจากประเทศเดนมาร์กและประเทศไทยจึงต้องทำงานหนักในการบุกเบิกและวิจัยการเลี้ยงโคนม ซึ่งปรากฏว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะโคนมให้ผลผลิตน้ำนมในปริมาณที่สูงกว่าประเทศอินเดียและบังกลาเทศ ซึ่งเริ่มทดลองเลี้ยงโคนมพร้อมๆ กับประเทศไทย มากไปกว่านั้น นอกจาก อ.มวกเหล็ก แล้ว การเลี้ยงโคนมยังได้ขยายออกไปอีกหลายจังหวัด ซึ่งเป็นการส่งเสริมอาชีพใหม่และที่สำคัญเป็นอาชีพพระราชทาน นั่นก็คืออาชีพเกษตรกรเลี้ยงโคนม อาชีพซึ่งถือกำเนิดจากสายพระเนตรอันกว้างไกลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยทรงเล็งเห็นว่าโคนมมีประโยชน์ทั้งทางด้านคุณค่าอาหาร และยังเป็นการส่งเสริมอาชีพที่มั่นคงให้กับคนไทย

 

“anywhere” On The road To Pattaya 2012/03/17

“anywhere” On The road To Pattaya

  • 17 มีนาคม 2555 เวลา 09:11 น.

เนื่องในโอกาสครบรอบ 9 ปี ก้าวสู่ปีที่ 10 ของ anywhere นิตยสารท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์ ได้พานักท่องเที่ยวไปตากอากาศรับแสงแดดและสายลมทะเลกันที่พัทยา เมืองท่องเที่ยวอันเต็มไปด้วยแสงสีและชีวิตชีวา ฉายา Cote d’Azur แห่งเอเชีย นำขบวนโดยเหล่าคนรักรถยนต์ Mini พาเยี่ยมชมความอัศจรรย์และอลังการของปราสาทสัจธรรม Unseen Thailand ที่ไขปริศนาการก่อเกิดโลกตามคติความเชื่อ ปราสาทไม้สัจธรรมจินตนาการที่ริมขอบฟ้า สูงตระหง่านดั่งภูเขา บรรจงสลักเสลาจากไม้เพียงอย่างเดียวตั้งแต่ปลายฐานจนถึงปลายฟ้าโดยฝีมือช่างไทย โดยมีวิทยากรให้ความรู้ตลอดการเยี่ยมชม อีกทั้งกิจกรรมถ่ายภาพเพื่อชิงรางวัลตั๋วเครื่องบินไปกลับ กรุงเทพฯเชียงใหม่ + แพ็กเกจที่พักโรงแรมหรู ภายใต้แนวคิด “The Spirit of Thailand” ซึ่งเหล่า Traveller ต่างโชว์ฝีมือหามุมเด่นมุมโดนหวังพิชิตใจกรรมการ ได้ทั้งความรู้และความสนุกสนานไปพร้อมกัน

จากนั้นชวนกันไปอิ่มอร่อยมื้อกลางวัน ณ ร้านริมผาลาพิน เจ้าของจุดชมวิวโค้งชายหาดจอมเทียนที่สวยที่สุดของพัทยา บ่ายคล้อยขบวนคาราวานมุ่งหน้าสู่ Ocean Marina Yacht Club พักผ่อนจิบชายามบ่ายแกล้มอาหารเบเกอรีรสเลิศ ท่ามกลางทัศนียภาพท่าจอดเรือยอชต์ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก โดยมีคุณปิยะพงศ์ จิตต์จำนงค์ Business Unit Manager ของชา Twinings มาร่วมพูดคุยให้ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิธีการดื่มชาตามแบบฉบับผู้ดีอังกฤษ และร่วมสนุกกับบูธ imobile ซึ่งขนของรางวัลมาแจกมากมาย

ตกเย็นก่อนพระอาทิตย์ตก เรือสำราญ Oceanic 2 ลำ ก็มาจอดเทียบท่าเรือมารีน่า เพื่อพาเหล่านักพักผ่อนสุดเก๋ล่องเรือยอชต์ออกไปชมความงามของทะเลพัทยายามดวงอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้า เสริมบรรยากาศคลาสสิกด้วยค็อกเทลสูตรพิเศษจากสุราแม่โขงภายใต้ชื่อ “Thai Sabai” ชื่นใจส่วนผสมกลิ่นมะนาวเคล้าใบโหระพา สร้างความประทับใจสุดแสนโรแมนติกให้กับทุกคน และได้เวลากลับโรงแรม ณ Pullman Pattaya Aisawan Resort & Spa พบกับงานปาร์ตี้ชายหาดสุดชิล ณ Pool Bar & Beach Bar บีชคลับแห่งเดียวของเมืองพัทยา นับเป็นการปิดท้ายทริปคาราวานครั้งนี้อย่างสมบูรณ์แบบ สมดั่งใจที่ anywhere ตั้งใจมอบความสุขในวัดหยุดพักผ่อนให้กับผู้ร่วมคาราวานทุกท่าน

ในปีที่ 10 นี้ นิตยสาร anywhere สัญญาว่าจะจัดทริปและกิจกรรมเอาใจคนรักการพักผ่อนและท่องเที่ยวแบบตามใจตัวเองเช่นนี้ต่อไปอีกแน่นอน

 

แห่ศัทธาชาวนครฯ 2012/03/17

แห่ศัทธาชาวนครฯ

  • 17 มีนาคม 2555 เวลา 08:09 น.

โดย…กาญจน์ อายุ

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2555 คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลต่างประทับใจกับความงามของภาพพระจันทร์ทรงกลดหลังพระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ องค์พระประธาน ณ พุทธมณฑล ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 หรือวันมาฆบูชาของพุทธศาสนิกชน

คนกรุงเทพฯ น่าจะชอบวันสำคัญทางศาสนา เพราะนอกจากจะไม่ต้องไปทำงานแล้ว ยังเป็นวันที่ทุกคนในครอบครัวหยุดพร้อมกันและได้ไปทำบุญไหว้พระด้วยกัน แต่การทำบุญไหว้พระของแต่ละจังหวัดมีการทำพิธีกรรมในวันมาฆบูชาที่ต่างกัน ในปีนี้ฉันได้มีโอกาสลงใต้ไปยัง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อร่วมงาน “แห่ผ้าขึ้นธาตุนานาชาติ วันมาฆบูชา” ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นงานประเพณีที่คนนครฯ ทำสืบต่อกันมากว่า 700 ปี

เรื่องประวัติความเป็นมาของงานประเพณีนี้ได้รับความรู้จาก “ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช หนึ่งในแกนนำหลักที่ผลักดันให้ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุกลายเป็นประเพณีระดับโลก และเป็นผู้เสนอวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นมรดกโลก

ฉัตรชัย กล่าวว่า งานแห่ผ้าขึ้นธาตุมีขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 1773 ในปีนั้นมีหลักฐานว่าคนแห่ผ้าขึ้นธาตุกันแล้ว ซึ่งแสดงว่าพระธาตุในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารย่อมมีอายุแก่กว่าพิธีกรรมนี้ และพระธาตุแห่งนี้ได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ด้านใน ด้านบนปลายสุดของธาตุจะมีสิ่งหนึ่งคล้ายถ้วยทองขนาดเล็ก เมื่อฝนตกลงมาน้ำฝนจะขังอยู่ด้านใน และน้ำในถ้วยจะระเหยเป็นไอกลับไปสู่ท้องฟ้าและกลั่นมาเป็นฝนอีกครั้ง ดังนั้นฝนที่ตกในเมืองนครฯ จะเสมือนเป็นน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์จากยอดพระธาตุ ฉัตรชัย ยังกล่าวด้วยว่า ถ้าเห็นคนนครฯ เดินตากฝนก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะนั่นหมายความว่าพวกเขากำลังเดินรับน้ำมนต์

กลับมาที่งานแห่ผ้าขึ้นธาตุ ผ้าที่นำมาแห่นั้นเรียกว่าผ้าพระบฏ ซึ่งตามแต่สมัยโบราณในผ้าพระบฏจะเป็นภาพพุทธประวัติที่คนเขียนเองด้วยมือ แต่ปัจจุบันคนเขียนลายพระบฏในนครฯ ไม่เหลือใครแล้ว ทำให้ชาวบ้านนำผ้าสีเหลือง ขาว หรือแดง มาแห่ขึ้นธาตุแทน ผ้าพระบฏผืนเดียวที่มีลายพุทธประวัติคือผ้าพระบฏพระราชทานที่จะมาแห่เฉพาะในวันมาฆบูชา และเมื่อแห่รอบพระธาตุครบ 3 รอบ ก็จะพับเก็บไปรักษาไว้เหมือนเดิม

ฉัตรชัยมีความเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าผ้าพระบฏที่แท้จริงจะหายไป เพราะเด็กรุ่นใหม่เห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องคร่ำครึไม่สนใจ และครูในโรงเรียนก็ไม่สอนให้เห็นถึงความสำคัญของผ้าพระบฏนี้ด้วย แต่เมื่อปี พ.ศ. 2530 ฉัตรชัยในฐานะอาจารย์เริ่มสอนนักเรียนให้เห็นถึงความสำคัญ และ “บังคับ” ให้เด็กมาร่วมงานแห่ผ้าขึ้นธาตุ

“งานประเพณีเก่าๆ มันเหมือนยาขมที่รู้ดีว่ามันมีประโยชน์ แต่ไม่มีใครอยากกิน ดังนั้นเราต้องบังคับให้เขากิน ถ้าเขาเริ่มกิน เริ่มรู้ว่ามันมีประโยชน์ ต่อไปเขาก็จะกินมันโดยที่เราไม่ต้องบังคับอีก”

อนาคตของงานแห่ผ้าขึ้นธาตุนี้ ฉัตรชัยหวังจะให้มันเป็น “เทศกาลระดับโลก” เพราะผ้าพระบฏที่เมืองนครฯ มีพบอยู่เช่นกันในประเทศศรีลังกา พุทธคยา ประเทศอินเดีย และชเวดากอง ประเทศพม่า ถ้าทำให้ทั้ง 4 พื้นที่เกิดความเชื่อมโยงกันได้ มันจะกลายเป็น 4 มุมเมืองของการท่องเที่ยวทางธรรม

นอกจากนี้ ฉัตรชัยยังเป็นคนเขียนเอกสารเสนอให้วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งขั้นตอนในขณะนี้กำลังรอให้คณะรัฐมนตรีเซ็นชื่ออนุมัติเพื่อผ่านไปยังองค์การยูเนสโก ประเด็นที่ฉัตรชัยยื่นเสนอไปคือรูปแบบศิลปกรรมของพระธาตุที่สะท้อนให้เห็นแบบเจดีย์ลังกาในไทย และยังเป็นแบบพระธาตุให้สถานที่อื่นๆ ในภาคใต้และภาคตะวันตก และพระธาตุแห่งนี้เป็นปูชนียสถานที่มีชีวิต ที่แม้จะมีอายุยาวนานมากว่า 700 ปี แต่ก็ยังมีคนบูชา และรูปปั้นต่างๆ ในวัดก็ยังมีชีวิต เห็นได้จากคนยังนำแบบของรูปปั้นไปทำเป็นจตุคามรามเทพ ฉัตรชัย กล่าวว่า ถ้าวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลก ทั้งวัดและพระธาตุก็จะถูกรักษา ไม่ว่าจะเปลี่ยนผู้ว่าฯ ไปกี่คน สถานที่ของคนนครฯ แห่งนี้ก็จะมีอยู่สืบไปชั่วลูกชั่วหลาน

งานวันมาฆบูชาปีนี้ไม่ได้เชิญสังฆราชจากต่างประเทศมาร่วมงานอย่างปีที่ผ่านมา เพราะไม่มีงบซื้อตั๋วเครื่องบินให้ท่าน เหตุที่ไม่มีงบส่วนหนึ่งเป็นเพราะเทศบาลนครศรีธรรมราชชุดใหม่ไม่เข้าร่วมทำงานแห่ผ้าขึ้นธาตุ ทำให้งบก้อนใหญ่หายไป จากปีที่แล้วมีงบจัดงานประมาณ 6 ล้านบาท แต่ปีนี้เหลือเพียงประมาณ 2 ล้านบาท และยังทำให้ระยะเวลาในการจัดงานลดลง จากปีที่แล้วจัดงาน 7 วัน ปีนี้ลดเหลือ 5 วัน

บรรยากาศงานแห่ผ้าขึ้นธาตุสำหรับคนที่เคยมาเป็นครั้งแรกอย่างฉัน พอเห็นผู้คนที่ต่อแถวแห่ผ้าท่ามกลางอากาศร้อนระอุและหนาแน่นไปด้วยผู้คน มันทำให้ฉันรู้สึกว่า “ตัวเองเป็นชาวพุทธแต่เปลือก” คนเฒ่าคนแก่ หนุ่มสาว และเด็กตัวเล็กๆ ที่เมืองนครฯ แห่งนี้ต่างหากที่มีวิญญาณพุทธศาสนาเต็มหัวใจ

น้ำหนักของม้วนผ้าที่คนท้ายขบวนถือ ถ้าไม่ใช่เพราะความศรัทธา พวกเขาคงวางมันลงพื้นไปแล้ว

อุณหภูมิของอากาศและจำนวนพุทธศาสนิกชนที่มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่ใช่เพราะความตั้งใจจริงที่จะนำผ้าขึ้นไปบูชาพระธาตุ พวกเขาคงดูรายการถ่ายทอดสดอยู่ที่บ้าน

ภาพที่เห็นสามารถเรียกได้ว่าเป็นคลื่นศรัทธาของคนนครฯ และจังหวัดใกล้เคียงที่ตั้งใจจริงที่จะมาเคารพบูชาพระธาตุ อันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า

และอีกหนึ่งแห่งในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารที่สำคัญไม่แพ้กันคือ พิพิธภัณฑสถานวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ภายในได้จัดแสดงทรัพย์สินมีค่าที่ชาวบ้านนำมาถวายแด่องค์พระธาตุ ทั้ง แก้ว แหวน เงินทอง และบางคนศรัทธาถึงขนาดยกทรัพย์สินให้ทั้งตู้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้าง แต่จะเป็นการวางเหรียญไว้บนพระธาตุเสียมากกว่า

ปีนี้งานแห่ผ้าขึ้นธาตุในวันมาฆบูชาได้ผ่านไปแล้ว พุทธศาสนิกชนทุกคนได้นำผ้าไปห่มรอบพระธาตุได้สำเร็จทุกคน แต่พิธีกรรมอายุ 800 ปี อาจลบเลือนไปในช่วงชีวิตของเด็กคนหนึ่ง เพราะพวกเขาไม่เคยไปร่วมงานแห่ผ้าขึ้นธาตุหรือเข้าวัดไหว้พระ การสืบสานให้พิธีกรรมนี้ดำรงอยู่จะเกิดขึ้นได้ถ้าผู้ใหญ่ให้ความสำคัญ วัยรุ่นให้ความสำคัญ เด็กให้ความสำคัญ ภาครัฐให้ความสำคัญ ภาคเอกชนให้ความสำคัญ หรือพูดง่ายๆ คือ “ทุกคนให้ความสำคัญ”

เมื่อทุกคนเห็นความสำคัญแล้ว ทุกคนจะไม่อยากเสียมันไป

 

ทางตะวัน 2012/03/07

ทางตะวัน

  • 03 มีนาคม 2555 เวลา 14:32 น.

โดย…นายทองดี

รู้หรือไม่ว่า ท่าน ว.วชิรเมธี เป็นคนเชียงราย? และรู้หรือไม่ว่า ท่าน ว.วชิรเมธี เปิดศูนย์วิปัสสนาสากลที่เชียงราย?

ท่านที่ชื่นชอบทางวิปัสสนาคงจะรู้จักศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย เป็นอย่างดี และคงทราบดีว่าสถานที่แห่งนี้เป็นของท่าน ว.วชิรเมธี ศูนย์วิปัสสนาสากลเปิดตั้งแต่ปี 2552 ณ หมู่บ้านสันป่าเหียง ต.ห้วยสัก อ.เมือง จ.เชียงราย บนพื้นที่ 158 ไร่ แบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่ โซนหัวสมองที่เต็มไปด้วยปริศนาธรรม โซนหัวใจ ที่เป็นวิปัสสนาคาร สำหรับฟังบรรยายธรรมะ และโซนเกษตรกรรมและนวัตกรรมทางเลือก ที่ทางไร่เชิญตะวันทดลองทำเกษตรกรรมธรรมชาติ

และในปี 2555 ศูนย์วิปัสสนาสากลได้ยกฐานะเป็นมหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ ที่จะสอนเศรษฐศาสตร์แนวใหม่ที่เรียกว่า “พุทธเศรษฐศาสตร์” เป็นเศรษฐศาสตร์แนวใหม่ที่ไม่ทำลายโลก แต่คำนึงถึงคุณภาพคน สิ่งแวดล้อม และลูกหลาน โดยนำการเจริญสติเป็นศูนย์กลาง สอนการทำมาหากินผสานกับการทำมาหาธรรม เรียนรู้และสอนให้ทำในสิ่งที่สูงกว่ามหาวิทยาลัย ดังความหมายของมหาวิชชาลัยที่หมายถึง “สถานที่อยู่ของความรู้แจ้งอันยิ่งใหญ่”

วิชาที่เปิดสอนมี 4 สาขาด้วยกัน ได้แก่ วิชาการ ที่จะนำพุทธศาสนามาบูรณาการกับศาสตร์ร่วมสมัย วิชาชีพ สอนศิลปะในการประกอบอาชีพ วิชาชีวิต สร้างความสมดุลให้ทั้งชีวิตและงาน และวิชาจิตภาวนา ที่จะให้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน โดยรูปแบบการสอนจะสอนแบบ “ภาวนา” ระยะสั้นถึงยาว เช่น 1 วัน สำหรับนักบริหาร 5 วัน สำหรับประชาชนทั่วไป หรือสูงสุด 9 วัน สำหรับพระภิกษุสามเณร แต่ในส่วนของศูนย์วิปัสสนากรรมฐานสากลจะเปิดสอนเดือนละ 2 ครั้ง ต้นเดือนเปิดสอนชาวไทย และกลางเดือนเปิดสอนแก่ชาวต่างชาติ

ภายในบริเวณของมหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ ท่าน ว.วชิรเมธี ได้ทำเป็นห้องเรียนธรรมชาติที่มีปริศนาธรรมแสดงอยู่ เช่น ศิลปกรรมสี่คูณสามเท่ากับสิบสอง (4×3=12) ที่แทนด้วยเสาสามต้น แต่ละต้นมีตุงสี่ผืน มีนัยว่า เสาทั้งสามต้นคืออาการทั้งสามของอริยสัจสี่แต่ละข้อ หรืออีกนัยหนึ่งหมายความถึง ไตรสิกขา ส่วนตุงแทนอริยสัจสี่

ปริศนาธรรมสวนเซนอิทัปปัจจยตา ที่เป็นสวนหินสามสี ได้แก่ สีดำ สีครีม และสีขาว วางเรียงตัวกันเป็นวงกลมขนาดใหญ่ และถูกล้อมด้วยหินขนาดใหญ่ 12 ก้อน หิน 12 ก้อนนี้มีนัยถึงกิเลสที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ 12 ชนิด วางอยู่บนหินสีดำวงนอกสุดที่หมายถึงปุถุชนธรรมดาที่ยังมีกิเลสครอบงำใจอย่างหนาแน่น หินสีครีมหายถึงปุถุชนที่เริ่มมีศีล 5 และหินสีขาวด้านในสุดหมายถึงปุถุชนที่พัฒนาตนจนเป็นอริยบุคคลผู้มีจิตบริสุทธิ์หลุดพ้นจากทุกข์ทั้ง 12 ชนิดแล้ว

ปริศนาธรรมอริยมรรคมีองค์ 8 ถูกแทนด้วยช่อฟ้า ของสูงที่มักประดับไว้บนอุโบสถหรือวิหาร แสดงความหมายว่า หากใครต้องการพ้นทุกข์สู่ความสุขที่แท้หรือนิพพาน ต้องปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 โดยปลายทางข้อ 8 จะเห็นต้นโพธิ์ ซึ่งเป็นปริศนาธรรมข้อหนึ่ง แสดงถึงภาวะพระนิพพานอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนานั่นเอง

ปริศนาธรรมที่กล่าวมาเป็นส่วนหนึ่ง เพราะยังมีปริศนาธรรมอีกหลายจุดที่ท่าน ว.วชิรเมธี ตั้งใจสอนคนที่เข้ามาหาธรรม

ท่าน ว.วชิรเมธี อธิบายความหมายของคำว่า “ไร่เชิญตะวัน” ชื่อเล่นที่ชาวเชียงรายเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า เชิญตะวัน คือ การเชิญสติ “เมื่อชีวิตมีสติ ก็เหมอนมีตะวันประจำตัว”

ดังนั้น ถ้าตอนนี้ใครยังหาตะวันของตัวเองไม่เจอ ลองมาหาตะวันของชีวิตที่ไร่เชิญตะวัน

 

เยี่ยมเมืองน้องใหม่สักการะ 7 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ 2012/03/07

เยี่ยมเมืองน้องใหม่สักการะ 7 สิ่งศักดิ์สิทธิ์

  • 03 มีนาคม 2555 เวลา 14:30 น.

โดย…ญาณิกา / สุนันทา หามนตรี

“สองนางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์หลวงพ่อใหญ่ แหล่งน้ำใสหนองกุดทิง สุดใหญ่ยิ่งแข่งเรือยาว หาดทรายขาวเป็นสง่า น่าทัศนาแก่งอาฮง งามน้ำโขงที่บึงกาฬ สุขสำราญที่ได้ยล” คำขวัญประจำจังหวัดนี้อาจไม่ค่อยคุ้นหูใครๆ สักเท่าไหร่ เพราะนี่คือจังหวัดที่ 77 แยกตัวจากจังหวัดใหญ่อย่างหนองคาย นั่นคือ “บึงกาฬ” จังหวัดล่าสุดของประเทศไทยที่ตั้งอยู่ทางเหนือสุดของดินแดนถิ่นอีสานบ้านเรา

จังหวัดน้องใหม่แห่งนี้อุดมไปด้วยความงามของธรรมชาติผืนน้ำและขุนเขาน้อยใหญ่มากมาย ที่พรั่งพรูไปด้วยวัฒนธรรมประเพณีของคนสองฝั่งโขง ที่เนื่องจากมีพื้นที่ติดกับแขวงลิคำไซของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พื้นที่แห่งนี้จึงแฝงไปด้วยความสงบและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายตามวิถีชาวบ้านของผู้คน แต่ที่หนีไม่พ้นสถานรวบรวมจิตใจในความเชื่อและศรัทธาของคนส่วนใหญ่ที่นี่ก็คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านศรัทธา

เพื่อเป็นการทำความรู้จักจังหวัดนี้ให้มากขึ้น เราจะเริ่มจากการเดินสายไปสักการะ 7 สิ่งศักดิ์สิทธิ์มิ่งมงคลของบึงกาฬจะดีเสียกว่า บรรยากาศตอนบ่ายโมงกว่าๆ พร้อมสายฝนที่บึงกาฬ เวลาลมพัดจะมีหยดน้ำมากระทบใบหน้าเป็นระลอก ช่างเป็นอากาศที่หนาวๆ เย็นๆ ที่น่านอนที่สุด ที่ วัดโพธารามบ้านท่าไคร้ ใน อ.เมืองบึงกาฬ เป็นที่แรกที่มีชื่อ หลวงพ่อใหญ่ อยู่ในคำขวัญของจังหวัด ด้วย “หลวงพ่อใหญ่” พระพุทธรูปศิลปะสมัยล้านช้าง ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 2 ศอก 1 คืบนี้เป็นที่เลื่อมใสของผู้ที่มากราบไหว้ โดยเชื่อกันว่าผู้ที่มากราบไหว้จะพบกับความรุ่งเรือง มีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โต มีโชคลาภ แคล้วคลาดปลอดภัย ที่มีผู้คนทยอยมานมัสการอยู่ไม่ขาดสาย ซึ่งในอุโบสถจะให้ผู้ชายเท่านั้นเข้าไปกราบไหว้ สำหรับการสักการะมีดอกไม้ ธูปเทียน และบนบานด้วยบั้งไฟ ตะไล ด้านลานหญ้าข้างวัดหากใครบนบานสานกล่าวไว้แล้วได้ตามสิ่งที่ขอ ต้องแก้บนด้วยวิธีการจุดบั้งไฟเล็กที่มีจำหน่ายภายในวัดเป็นการแก้บน

หลังจากกราบไหว้หลวงพ่อใหญ่เสร็จแล้ว รถมุ่งหน้าสู่ตลาดบึงกาฬ ใกล้ๆ กับตลาดบริเวณวงเวียนหน้าโรงพยาบาลบึงกาฬเป็น ศาลเจ้าแม่สองนาง ที่ผู้คนแถบลุ่มน้ำโขงทั้งฝั่งลาวและไทยให้ความเคารพบูชา เชื่อกันว่าเจ้านางสองเป็นธิดาของกษัตริย์ประเทศลาวพี่และน้องประสบอุบัติเหตุเรือล่มเสียชีวิต และกลายเป็นพญานาคีปกปักรักษาผู้คนแถบลุ่มน้ำโขง ชาวบ้านนิยมสักการะเพื่อขอให้การค้าขายรุ่งเรือง การเดินทางแคล้วคลาดปลอดภัยโดยเฉพาะทางน้ำ ใช้ดอกไม้ธูปเทียน พวงมาลัย น้ำมะพร้าวอ่อนและน้ำแดงในการสักการะ

วัดใต้ หรือ วัดศรีโสภณธรรมทาน เป็นวัดที่ชาวบ้านและชุมชนบริเวณใกล้เคียงเลื่อมใสศรัทธา สิ่งศักดิ์สิทธิ์พระพุทธโสภณมงคลใต้เป็นพระพุทธรูปสมัยล้านช้าง เนื้อทองสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัย ซึ่งจะเป็นลักษณะเดียวกับหลวงพ่อพระใส จ.หนองคาย พระพุทธรูปเก่าแก่สมัยล้านช้างอีก 3 องค์ และรูปปั้นหลวงพ่อเมฆ (อดีตเจ้าคณะอำเภอบึงกาฬ) เป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านนิยมขอพรให้อยู่เย็นเป็นสุข

หากท่านใดต้องการความเจริญก้าวประสบความสำเร็จในด้านการงานและแคล้วคลาดปลอดภัย พลาดไม่ได้ที่จะต้องมากราบไหว้ หลวงพ่อวัดกลาง ที่ วัดบุพราชสโมสร (วัดกลาง) เป็นพระพุทธรูปโบราณก่ออิฐปูน ศิลปะล้านช้าง หน้าตัก 59 นิ้ว เป็นพระพุทธรูปที่ชาวบ้านให้ความเลื่อมใสอีกองค์หนึ่ง ชาวบ้านนิยมมากราบไหว้สักการะโดยใช้ธูปเทียน ดอกไม้ และพวงมาลัย

ตอนนี้เรามาถึงการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์วัดที่ห้าแล้ว วัดนี้ชื่อ วัดสามัคคีอุปภัมป์ (วัดภูกระแต) เป็นอีกหนึ่งวัดที่อยู่ใน อ.เมืองบึงกาฬ เหมือนกัน หลวงพ่อทองพูน สิริกาโม เจ้าคณะจังหวัดหนองคายเป็นพระสายกรรมฐานรุ่นแรก สายอาจารย์มั่น ภูริทัตตะเถระ เป็นพระที่มีเมตตาบารมีสูง ผู้คนนิยมกราบไหว้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต และภายในศาลาการเปรียญชาวบ้านนิยมเดินทางไปเพื่อกราบขอพรจากพระสังกัจจายน์ที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอให้ค้าขายรุ่งเรือง อยู่เย็นเป็นสุข เป็นพระพุทธรูปหน้าตักกว้าง 30 นิ้ว

แหล่งปฏิบัติธรรมที่น่าเลื่อมใสอีกแห่งหนึ่งมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ หลวงพ่อศิลา ที่ วัดป่าบ้านพันลำ ต.วิศิษฐ์ เป็นพระพุทธรูปปางประทานพรที่แกะสลักขึ้นจากหิน เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของประชาชนในแถบนี้ มีความเชื่อว่าถ้ามากราบไหว้บูชาแล้วจะได้โชคลาภและแคล้วคลาดปลอดภัยจากภัยอันตรายต่างๆ และท้ายสุดที่ วัดอาฮงศิลาวาส บ้านอาฮง ต.ไคสี วัดอาฮง ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำโขงห่างจาก อ.เมืองบึงกาฬ 21 กิโลเมตร บริเวณวัดกว้างขวางและสวยงามเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธคุวานันท์ศาสดา” หล่อด้วยทองเหลือง ลักษณะคล้ายกับพระพุทธชินราช และบริเวณผนังโบสถ์ด้านบนมีพระพุทธรูปทองคำอยู่ 2 องค์ ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนในแถบนี้ ชาวบ้านมีความเชื่อในด้านเมตตามหานิยมและให้โชคลาภ ในบริเวณวัดจะมีรูปปั้นของเทพธิดาสะดือแม่น้ำโขง ชาวบ้านมักจะมาบนบานขอพรในด้านความรัก โชคลาภ โดยการจุดธูป 2 ดอก บนบานด้วยดอกไม้ พวงมาลัย ลิปสติก น้ำหอม เครื่องประดับสตรี เป็นต้น เชื่อกันว่าลำน้ำโขงบริเวณหน้าวัดเป็นจุดที่ลึกที่สุดในแม่น้ำโขง หรือเรียกกันว่า “สะดือแม่น้ำโขง” ได้เคยมีการวัดโดยใช้เชือกผูกกับก้อนหินแล้วหย่อนลงไปได้ถึง 98 วา ในฤดูน้ำหลากกระแสน้ำจะไหลวนเป็นรูปกรวยขนาดใหญ่ ส่วนหน้าแล้งในเดือน มี.ค. ไปจนถึงเดือน พ.ค. ในตำนานเล่ากันว่า บริเวณสะดือแม่น้ำโขงจะมีถ้ำใต้โขดหินฝั่งประเทศลาว เป็นที่อยู่ของปลาบึก ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับวัดอาฮงศิลาวาส และเป็นที่ชุมนุมของเหล่าพญานาคในวันเทศกาลออกพรรษาเพื่อทำบุญบั้งไฟเป็นพุทธบูชาร่วมกับมนุษย์ จึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และทำให้บริเวณนี้มีบั้งไฟพญานาคขึ้นเป็นจำนวนมาก

หลังจากเดินสายกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของบึงกาฬครบทั้ง 7 แห่งแล้ว ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์ของบึงกาฬที่ขาดไม่ได้คือ ภูทอก เป็นภาษาอีสาน แปลว่า ภูเขาโดดเดี่ยว อยู่ในเขตบ้านคำแคน ต.นาสะแบง อ.ศรีวิไล เป็นลักษณะภูเขาหินทรายมองเห็นได้แต่ไกล ประกอบด้วย ภูทอกใหญ่ และภูทอกน้อย แต่ก่อนบริเวณนี้เคยเป็นป่าทึบ มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ได้เข้ามาจัดตั้งเป็นสถานปฏิบัติธรรมเนื่องจากเป็นสถานที่ที่สงบมาก

ภูทอกน้อย เป็นที่ตั้งของวัดเจติยาคีรีวิหาร (วัดภูทอก) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการเดินเท้าขึ้นสู่ยอดภูทอก โดยต้องเดินไปตามสะพานไม้เวียนรอบเขาสูงชันจนถึงยอด บันไดที่ขึ้นสู่ยอดภูทอกนี้เปรียบเสมือนเส้นทางธรรมที่น้อมนำสัตบุรุษให้พ้นโลกแห่งโลกิยะสู่โลกแห่งการหลุดพ้นด้วยความเพียรพยายามมุ่งมั่น ภูทอกยังคงเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและปฏิบัติศาสนกิจของชุมชน บันไดขึ้นภูทอกแบ่งออกเป็น 7 ชั้น โดยชั้นที่ 12 เป็นบันไดสู่ขั้นที่ 3 ซึ่งเริ่มเป็นสะพานเวียนรอบเขา สภาพป่ารกครึ้ม มีโขดหิน ลานหินสุดทางชั้นที่ 3 มีทางแยกสองทาง ทางซ้ายจะลัดไปสู่ชั้น 5 ได้เลย แต่ลักษณะทางชันมาก ต้องผ่านอุโมงค์มืด ทางขวามือเป็นทางขึ้นสู่ชั้น 4

บนชั้น 4 เป็นสะพานลอยเวียนรอบเขา มองไปเบื้องล่างจะเห็นเป็นเนินเตี้ยๆ สลับกัน เรียกว่า “ดงชมพู” บนชั้นที่ 4 แห่งนี้จะเป็นที่พักของแม่ชี ชั้นที่ 5 มีศาลาและกุฏิที่อาศัยของพระ ตามช่องทางเดินจะมีถ้ำอยู่หลายถ้ำ ตลอดเส้นทางสู่ชั้นที่ 6 มีที่พักเป็นลานกว้างหลายแห่ง มีหน้าผาชื่อต่างๆ เช่น ผาเทพนิมิตร ผาหัวช้าง ผาเทพสถิต เป็นต้น ถ้ามาจากด้านเหนือจะเห็นสะพานหินธรรมชาติทอดสู่พระวิหารอันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ด้วย มองออกไปจะเห็นแนวภูทอกอย่างชัดเจน คนส่วนใหญ่มักจะหยุดเดินเพียงแค่นี้เพราะจากชั้น 6 สู่ชั้น 7 เป็นสะพานไม้ยาว 400 เมตร เวียนรอบเขาซึ่งเป็นหน้าผาชัน และเมื่อขึ้นไปสุดทางที่ชั้น 7 เป็นป่าไม้รกครึ้มที่มองลงมาเห็นวิวที่สวยงามของภูทอกที่สุด หากใครสนใจจะมาเที่ยวภูทอกแห่งนี้ ทุกๆ เดือน เม.ย. วันที่ 10-16 ของทุกปี จะปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปเที่ยวชม

บึงกาฬ ถึงจะเป็นจังหวัดน้องใหม่ของประเทศ แต่ยังแฝงสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจในจังหวัดไว้อีกมากมาย ถ้ามีเวลาอยากให้แวะมาชื่นชมน้องใหม่แห่งนี้ แล้วรับรองได้ว่าท่านจะหลงรักมนต์เสน่ห์ของจังหวัดนี้อย่างแน่นอน

 

เติมชีวิตให้ฟูล…ฟูราม่า 2012/03/07

เติมชีวิตให้ฟูล…ฟูราม่า

  • 03 มีนาคม 2555 เวลา 14:19 น.

T12N1 Review hotel / 3 มี.ค. 2โดย…ญาณิกา

เชียงใหม่ช่วงปลายปีถึงต้นปีเป็นช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น จึงเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวต่างฮิตจะไปพักผ่อนตากอากาศอยู่เสมอ นับว่าเป็นสถานที่ยอดฮิตรองมาจากทะเลเลยก็ว่าได้ จึงไม่แปลกที่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติต่างให้ความสนอกสนใจในเสน่ห์ของเมืองนี้ หากขับรถไปไม่ไกลนักถัดจากแยกรินคำจะเจอตึกสูง 17 ชั้น “โรงแรมฟูราม่า” ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ ที่ปรับปรุงใหม่และเปลี่ยนจากชื่อแกรนด์ เฮอริเทจ โฮเทล เชียงใหม่

ขอต้อนรับทุกท่านสู่ ฟูราม่า เชียงใหม่ โรงแรมหรูใจกลางเมืองเชียงใหม่ ที่ออกแบบตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมล้านนา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมืองเหนือกับดีไซน์ที่ทันสมัย เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ด้วยการเดินทางไปมาสะดวก เพราะอยู่ไม่ไกลกับแหล่งช็อปปิ้งชั้นนำ แหล่งบันเทิงขึ้นชื่อต่างๆ และร้านอาหารอร่อยๆ มากมายอย่างถนนนิมมานเหมินท์ การเดินทางไปไหนมาไหนก็สะดวกเพราะมีรถสองแถวให้บริการอยู่ตลอดเวลา ทำให้ประหยัดเวลาและประหยัดทั้งเงิน โรงแรมที่นี่หรูหรามากใช้เฟอร์นิเจอร์บิลด์อินเป็นไม้จริงทั้งหมดในโรงแรม ส่วนในห้องพักพื้นที่ใช้สอยในห้องกว้างขวางมาก ทั้งนี้ยังมีเคาน์เตอร์ครัวไม้บิลด์อินเต็มๆ ชุดให้ทุกห้องใช้โทนสีอบอุ่น บวกกับเฟอร์นิเจอร์ไม้จริงทั้งหมดอย่างหรูหรา

ทุกห้องมีทีวีใหญ่จอพลาสมา ส่วนห้องน้ำก็กว้างมากมีอ่างอาบน้ำแยกส่วนเปียกแห้ง ภายในตู้สามารถเก็บของได้เยอะ ที่ชั้น 7 มีร้านอาหารบนดาดฟ้าวิวดีสามารถชมวิวดอยสุเทพกับเมืองเชียงใหม่ รับอากาศเย็นแบบลมโกรกได้อย่างลืมเหนื่อยกันเลยทีเดียว หากท่านไหนต้องการนวดผ่อนคลายทั้งนวดจับเส้น นวดฝ่าเท้า ก็เชิญได้ที่สปาชั้น 5 ของโรงแรมรับรองจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

จากการสังเกตด้วยสายตาส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่มาพักจะเป็นคนต่างชาติแถบเอเชียซะเป็นส่วนใหญ่ ถ้าเป็นไปได้อยากให้คนไทยได้มาสัมผัสกันเยอะๆ หากใครกำลังมองหาที่พักดีๆ ราคาไม่แพงเกินเหตุ ที่สะดวกสบายและห่างจากสนามบินเชียงใหม่เพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้น หากใครหลงใหลแสงสีเสียงของตัวเมืองเชียงใหม่แห่งนี้ อยากฝากฟูราม่าไว้ลองพิจารณาดูรับรองว่าหากได้มาพักแล้วท่านจะไม่ผิดหวังที่เลือกพักที่นี่

Hotel Checklist

Room Rate : ราคาโปรโมชันเริ่มตั้งแต่ 90010,000 บาท

Restaurant : มีทั้งอาหารไทยและอาหารนานาชาติ บนชั้นดาดฟ้าให้บริการอาหาร 24 ชั่วโมง

Bar : มีค็อกเทลหลากหลายประเภทให้บริการ

Low Point :

High Point : อยู่ใกล้ศูนย์การค้าและถนนนิมมานเหมินท์

Contact : โรงแรมฟูราม่า เลขที่ 54 ถนนห้วยแก้ว ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50330 โทรศัพท์ 053-415-222 เว็บไซต์ www.furama.com

 

สีสันแห่งความสนุขในรีสอร์ตแห่งการเรียนรู้ 2012/03/07

สีสันแห่งความสนุขในรีสอร์ตแห่งการเรียนรู้

  • 03 มีนาคม 2555 เวลา 13:57 น.

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอีเวนต์แห่งสีสัน สำหรับการเปิดตัวพ็อกเกตบุ๊กส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย 2 เล่ม ประกอบด้วย เส้นทางสนุก สุขที่ได้เรียนรู้ และ ท่องเที่ยวรักแผ่นดิน เมืองไทย เชื่อมั่น ศรัทธา ซึ่งจัดทำโดยค่าย Lovestyle Happy ที่สร้างบรรยากาศแห่งความสนุก ครึกครื้นได้ตลอดทั้งงาน

งานนี้ สุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นเกียรติในการเปิดตัวหนังสือ พร้อมแต่งกายในธีมนักท่องเที่ยว เช่นเดียวกับบรรดาผู้บริหารในวงการท่องเที่ยวไทยคนอื่นๆ จนเรียกได้ว่าเห็นทั้งหมวก ทั้งรองเท้าผ้าใบ ทั้งเป้ และชุดลำลองไปทั้งงาน ซึ่งจัด ณ บุรีธารา รีสอร์ท แอนด์ สปา ถนนพระราม 9 รีสอร์ตบรรยากาศป่าในเมืองกรุง ส่วนบรรยากาศในงานเริ่มด้วยบรรดาแขกรับเชิญทั้งหลายนั่งสามล้อถีบเข้ามาในงาน ส่วนพิธีกรของงานนั้นมาทางเรือ พร้อมกับนำปกหนังสือขนาดใหญ่ติดมาด้วย ด้านเซเลบและนักเขียนถีบจักรยานเข้ามาในงาน

สุรพล ผู้ว่าการ ททท. ปิยะมาน ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ และชัย บูลกุล เซเลบริตีได้ร่วมในเวทีสนทนา “ท่องเที่ยวไทยในใจฉัน” เปิดจุดหมายที่แต่ละท่านชื่นชอบในเมืองไทยร่วมกับคณะนักเขียน และคณะพิธีกร

สุรพล เผยว่า ประทับใจในช่วง 33 ปีที่แล้ว ที่ทำงานใน ททท. ซึ่งเป็นฝ่ายที่ต้องหาข้อมูลด้านการท่องเที่ยว สมัยนั้นต้องเดินทางไปสำรวจแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ด้วยตัวเอง ในช่วงที่ประเทศไทยยังมีไม่ถึง 70 จังหวัด และประทับใจสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง แต่ที่ชื่นชอบมากคือภาคอีสาน เพราะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตผู้คน ได้รับประทานอาหารอร่อย มีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่น่าประทับใจ บรรยากาศและธรรมชาติสวยงาม แต่หากเป็นทางทะเลจะชอบไปเที่ยวทะเลใกล้ๆ กรุงเทพฯ เป็นการเที่ยวแบบสบายๆ

ผู้ว่าการ ททท. กล่าวย้อนถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่ประทับใจว่า จริงๆ แล้วประทับใจในวัยเด็ก สมัยที่ยังไม่ได้เข้าทำงานใน ททท. ได้นั่งรถไฟจากวงเวียนใหญ่ไปท่าฉลอม มหาชัย ซึ่งสนุกมากๆ และจากนั้นได้นั่งรถไฟอีกต่อเป็นขบวนเล็กๆ ที่เรียกว่ารถไฟตุ๊กตา เข้าไปในเส้นทางแคบๆ เท่าที่จำได้เป็นเส้นทางไปบ้านแม่กาหลง ซึ่งปกติชาวบ้านจะใช้เป็นเส้นทางขนผัก สำหรับส่วนตัวขณะนั้นเข้าไปเที่ยวกับทางบ้าน ได้นั่งเล่นรับประทานอาหารที่ทำกันเองจากปลาที่ตกได้ และได้ว่ายน้ำเล่น ซึ่งปัจจุบันไม่มีเส้นทางนี้แล้ว ยังประทับใจไม่รู้ลืม

ปิยะมาน กล่าวว่า สำหรับตัวเองแล้วเรียกได้ว่าการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ความสุขจากการท่องเที่ยวอยู่ที่ว่าไปเที่ยวเพื่ออะไร ไปกับใคร สำหรับตัวเองสถานที่ท่องเที่ยวที่ชอบคือภาคอีสาน ได้ไปเที่ยวอุดรธานี หนองคาย และเชียงคาน จ.เลย ซึ่งชอบบรรยากาศในทุกที่ที่ได้ไปเห็น และยังชอบอยุธยาเมืองแห่งประวัติศาสตร์ อยากให้ผู้คนกลับไปเที่ยวเยอะๆ หลังเกิดมหาอุทกภัยในปี 2554

ชัย แห่งฟาร์มโชคชัย กล่าวว่า สำหรับตัวเองชอบเชียงใหม่ เพราะบรรยากาศทำให้เหมือนรู้สึกเป็นคนตัวเล็กๆ ในป่าใหญ่ เพราะมีเรื่องราวให้ค้นหามากมาย อากาศและสถานที่ก็ทำให้ประทับใจ ขณะที่กลุ่มนักเขียน สาธิตา โสรัสสะ ชอบอุทัยธานี เพราะเป็นเมืองแห่งมรดกโลกอย่างห้วยขาแข้ง และอันซีนไทยแลนด์อย่างหุบป่าตาด ขณะที่ สุชาติ ศรีตะมา เลือกเชียงคาน จ.เลย เพราะชอบกับความเป็นเมืองเล็กที่น่ารัก ส่วนนิพนธ์ เรียบเรียง เลือกเขานางจีน ปราจีนบุรี เพราะเป็นเส้นทางสายสมุนไพร และมีแหล่งท่องเที่ยวน่าค้นหามากมาย

สำหรับพ็อกเกตบุ๊กเล่มแรก เส้นทางสนุก สุขที่ได้เรียนรู้ นำเสนอจุดหมายแห่งการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ หรือกรีน ทัวริซึม จำนวน 30 แห่ง ที่กำลังฮอตฮิตทั่วไทย ภายใต้คอนเซปต์ท่องเที่ยวด้วยหัวใจใหม่ สอดแทรกแนวคิดการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งนอกจากจะนำเสนอเรื่องราวที่สนุกสนานน่าเที่ยวแล้ว ยังร่วมกระตุ้นให้คนไทยเกิดความสนใจอนุรักษ์ธรรมชาติ หลังเกิดปัญหามหาอุทกภัยใหญ่ในปี 2554 โดยมีคณะนักเขียนคือ สุชาติ ศรีตะมา นิพนธ์ เรียบเรียง และสาธิตา โสรัสสะ กลุ่มนักข่าวสายท่องเที่ยวที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี ส่วนท่องเที่ยวรักแผ่นดิน เมืองไทย เชื่อมั่น ศรัทธา นำเสนอเรื่องราวน่าสนใจของจังหวัดท่องเที่ยว โดยส่วนใหญ่เป็นจังหวัดในภาคกลางที่เคยประสบปัญหาอุทกภัย 15 จังหวัด เพื่อกระตุ้นให้คนไทยกลับไปเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยในจังหวัดที่ประสบอุทกภัยมากขึ้น จากความรักในชาติและแผ่นดินไทย โดยนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นของแต่ละจังหวัดในหลากหลายด้าน

พ็อกเกตบุ๊กเขียนโดย สาธิตา โสรัสสะ ทั้งสองเล่มมีจำนวน 132 หน้า ขนาด 8.25X4.75 นิ้ว ซึ่งเป็นขนาดกะทัดรัด เหมาะกับการพกพา จัดทำเป็น 4 สีทั้งเล่ม วางตลาดตามร้านหนังสือชั้นนำ