ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

อร่อย…สนุก..สไตล์… เบนิฮานา พัทยา 2012/05/24

อร่อย…สนุก..สไตล์… เบนิฮานา พัทยา

  • 23 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:51 น.

วันนี้ขอแนะนำเบนิฮานา พัทยา ร้านอาหารญี่ปุ่นมาให้คุณได้ลิ้มลองกัน เบนิฮานา ตั้งอยู่ใจกลางเมืองพัทยาภายในศูนย์การค้ารอยัล การ์เด้น พลาซ่า หากใครเหนื่อยล้าจากการช็อปปิ้งแล้วต้องการเติมพลังก็เดินตรงไปที่ห้องอาหาร เบนิฮานากันเลย

เบนิฮานาเป็นห้องอาหารญี่ปุ่นเลื่องชื่อสไตล์อเมริกันที่คุณจะเพลิดเพลินไปกับเทคนิคการปรุงอาหารที่ไม่เพียงแต่จะเสิร์ฟเมนูอาหารรสเลิศแต่ยังมีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยลีลาการปรุงอาหารอันน่าตื่นตาตื่นใจจากเชฟอารมณ์ดีให้คุณได้รับความบันเทิงตลอดมื้ออาหาร ภายใต้สโลแกนที่ว่า ทุกมื้อคือการแสดง บรรยากาศห้องอาหารตกแต่งด้วยโทนสีดำแดงตัดกับไฟสีนวลๆทำให้ห้องอาหารดูอบอุ่น แต่แฝงความร้อนแรงไปด้วยสีแดงที่เป็นสีประจำตัวของห้องอาหาร อีงทั้งยังมีพื้นที่กว้างขวางพอให้คุณได้จับจองโต๊ะเพื่อรับชมการแสดงจากเหล่าเชฟที่จะมาโชว์ลีลาการปรุงกันอย่างเต็มอรรถรส หรือหากใครต้องการความเป็นส่วนตัว ต้องการสังสรรค์กันในกลุ่มเพื่อนฝูงหรือจะเลี้ยงฉลองวันเกิดแบบสุดพิเศษกับครอบครัวทางห้องอาหารก็มีห้องจัดเลี้ยงส่วนตัวให้คุณได้ใช้บริการ

สำหรับเมนูอาหารจะเน้นเป็นรูปแบบเทปันยากิ ซึ่งวัตถุดิบที่เลือกใช้ก็จะถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดีการันตีว่าทุกเมนูจะต้องมีวัตถุดิบที่สด ใหม่ สะอาด ปลอดภัย เพิ่มความมั่นใจขณะรับประทาน เริ่มต้นที่อาหารเรียกน้ำย่อยอย่างซูชิ และซาชิมิหลากหลายชนิด หรือจะเลือกทานเซทเมนูที่ประกอบด้วยเมนูซุปหัวหอมที่เคี่ยวกับน้ำซุปสูตรพิเศษ เสริฟพร้อมกับสลัดผักกรุบกรอบราดจินเจอร์ซอสเรียกความสดชื่นได้ดีทีเดียว ตามด้วยพระเอกของร้านอย่างเนื้อสันนอก หอยเชล์ หรือจะเป็นกุ้งมังกรตัวโตๆ ซึ่งเป็นเมนูยอดฮิตที่เหล่านักชิมไม่ควรพลาด นำมาย่างบนกระทะร้อนๆเสียงดัง ฉ่า ฉ่า บวกกับกลิ่นหอมของเครื่องเทศแบบฉบับญี่ปุ่นแท้ๆที่โชยมาเตะจมูกทำให้แทบจะอดใจรอไม่ไหว สัมผัสรสอร่อยและความสนุกขณะการปรุงอาหารที่เชฟโชว์ความชำนาญในการควงตะหลิว หั่นผัก ตัดเนื้อบนเตาร้อนๆ โยนกระปุกเกลือพริกไทย ไปมาอย่างคล่องแคล่ว ตามมาด้วยข้าวผัดกระเทียมสุดฮาที่ต้องคอยเชียร์และลุ้นว่าเชฟโยนมุขใดให้ ตบท้ายความสุขด้วยเมนูของหวานอย่าง เทมปุระไอศกรีมที่จะให้รสสัมผัสที่ต่างออกไปจากเดิมด้วยความเย็นสดชื่นของไอศกรีมที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวแป้งกรุบกรอบ พ่วงด้วยขนมโมจิเหนียวนุ่ม หนึบหนับ ทำให้การรับประทานอาหารของคุณสมบูรณ์แบบมากขึ้น

ช่วงนี้ทางห้องอาหารก็มีโปรโมชั่นพิเศษให้คุณได้ลิ้มลองความอร่อยระดับเวิลด์คลาสกับเมนูเนื้อวากิวชั้นเยี่ยมจากประเทศญี่ปุ่น คุณจะสัมผัสได้ถึงความอ่อนนุ่มหวานละมุนลิ้น ทำให้ได้อารมณ์ความเป็นญี่ปุ่นอย่างแท้จริง นอกจากนี้ทางห้องอาหารยังชวนคุณร่วมสนุกกับกิจกรรมง่ายๆ เพียงคุณถ่ายภาพบรรยากาศความสนุกสนานในระหว่างรับประทานอาหารที่เบนิฮานา พัทยา แล้วอัพโหลดรูปภาพที่http://www.facebook.com/BenihanaPTY  ใครได้รับจำนวนLikeมากที่สุดรับไปเลยรางวัลแพ็คเกจห้องพัก 1 คืน พร้อมอาหารเช้าสำหรับ2ท่าน จากโรงแรม แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา พัทยา ร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่30มิถุนายน 2555พร้อมประกาศรายชื่อผู้โชคดีในวันที่1กรกฎาคม 2555 ว่าแล้วอย่ารอช้าเตรียมจูงมือคนรู้ใจไปชิมกันได้เลย

เบนิฮานา พัทยา ตั้งอยู่บนชั้น 2 ศูนย์การค้า รอยัล การ์เด้น พลาซ่า เปิดบริการทุกวันเวลา 12.00-22.00น.สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (66) 38 412 120 ต่อ 1395 หรืออีเมล์pattayamarriott@minornet.com

 

ติ่มซำประจำบ้าน ตอน ขนมผักกาดกระทะร้อน 2012/05/22

ติ่มซำประจำบ้าน ตอน ขนมผักกาดกระทะร้อน

  • 20 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:07 น.

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ / ภาพ Cookool Studio

คุณผู้อ่านที่เป็นขาประจำ Mcuisine อย่าเพิ่งโวยนะคะ ว่า Mcuisine จะนำเอาขนมผักกาด สูตรเดิมที่เคยเสนอไปตอน “เปิดครัวบ้านหม้อ ตำรับอากิ๋ม” มาขายคุณผู้อ่าน ซ้ำซ้อน ในตอนติ่มซำประจำบ้านของเรา

ผู้เขียนชอบทานขนมผักกาดค่ะ “ความบ้า” เกิดขึ้นตอนไปทานติ่มซำนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นร้านไหน จะเล็กจะใหญ่ ข้างทาง ในตลาด รถเข็น รถถีบ หากพบเจอต้องขอแวะชิมสักชิ้นสองชิ้น เก็บไว้เป็นข้อมูล ตามร้านต่างๆ สูตรนี้เป็นสูตรของผู้เขียนเองค่ะ เกิดจากการทดลองทำซ้ำๆ ปรับสูตรนั้นสูตรนี้ไปเรื่อยๆ อ่านเอาจากอินเทอร์เน็ตบ้าง จากบล็อกและหนังสือของเหล่านักชิม นักทำ ปรับไปปรับมาจนได้แบบฉบับที่ตัวเองชอบ

สูตรของอากิ๋ม ที่ผู้เขียนนำมาเสนอคุณผู้อ่านเมื่อตอนก่อน อร่อยจริงๆ และมีเคล็ดลับพิเศษของอากิ๋มคือ ซอสต่างๆ ที่อากิ๋มเติมลงไปอย่างกลมกล่อม เนื้อนุ่มๆ ฉ่ำๆ ทานตอนนึ่งมาร้อนๆ เปล่าๆ ไม่ต้องมีซอสอะไรให้วุ่นวาย หรือผัดยีกับไข่ ก็อร่อยเหาะ

แต่ถ้าเราจะว่ากันด้วยเรื่องของขนมผักกาดของติ่มซำ จะต้องเป็นแบบสีขาว มีลักษณะเป็นแผ่นๆ มักจะวางมา 3 ชิ้น ไม่ขาดไม่เกินในจาน จี่จนกรอบๆ ด้านนอก หอมแป้งเกรียมๆ หน่อย เครื่องเคราด้านในมักจะมีเห็ดหอม หมูสามชั้น กุนเชียง แถมด้วยถั่วลิสง ทาน 1 ชิ้น ได้หลากหลายรสชาติ ราดด้วยซีอิ๊วดำหวานอย่างดี แค่เล็กน้อย ถือว่าขาดไม่ได้

ขนมผักกาดของแต่ละสูตร โดยมากจะแตกต่างกันที่เนื้อสัมผัส ที่มีผลมาจากสัดส่วนของแป้งและน้ำ ชนิดของแป้งก็มีส่วน หากแป้งข้าวเจ้าเป็นหลัก น้ำพอดี เนื้อขนมผักกาดจะเละและร่วนหน่อย แต่ถ้าเติมแป้งข้าวเหนียว หรือแป้งมัน แม้แต่บางสูตรเป็นแป้งท้าวยายม่อม จะทำให้ขนมผักกาดมีเนื้อหนึบๆ มากขึ้น เหมาะสำหรับการนำไปทอด หรือจี่ในกระทะต่อไป

เมื่อได้สัดส่วนแป้งที่ลงตัวแล้ว มาถึง “น้ำ” ผู้เขียนลองทำแล้ว ใช้แค่น้ำเปล่า รสชาติจืดชืด ไม่มีเยื่อใยของความอร่อยใกล้เคียงร้านดัง ลองมองสูตรของอากิ๋มไปมา (บอกแล้วว่าของอากิ๋มแต่งรสจนอร่อยด้วยเคล็ดลับน้ำมันหอยนิดหน่อย อย่าลืมกลับไปดูสูตรเก่าๆ ของเรา) ถึงบางอ้อ เข้าใจว่าแทนที่จะเป็นน้ำสะอาดธรรมดา ที่จะทำให้ไชเท้าและแป้งสุกต้องเปลี่ยนเป็นน้ำสต๊อก ที่ต้มเคี่ยวมาอย่างดี ถึงจะเข้าทีที่สุด หากเป็นร้านอาหารจีนชั้นยอด อย่างขนมผักกาดของร้านเหม่ยเจียง ที่โรงแรมเพนนินซูล่า ผู้เขียนชอบทาน เพราะเนื้อละมุนหอมกรุ่นในเนื้อใน เขาคงผสมด้วยน้ำสต๊อกที่เชฟต้มไว้เป็นหม้อใหญ่ กัดไปเจอไชเท้าเป็นชิ้นๆ สี่เหลี่ยม อร่อยเต็มๆ คำดี

หากเป็นติ่มซำประจำบ้านของเรา ถ้าไม่ขี้เกียจ อยากเชิญชวนให้คุณผู้อ่านต้มน้ำสต๊อกจากซี่โครงหมู แช่ช่องแข็งไว้ นำมาใช้ได้หลายเมนู แต่หากเป็นแม่บ้านยุคนี้ ต้องพึ่งพา “ซุปก้อน” หรือ “ซุปผง” ยี่ห้อต่างๆ ที่คุณๆ เป็นแฟนกันอยู่ ผู้เขียนเองยอมรับเลยว่าหลายสูตรที่เราคุ้นรสชาติ ต้องพึ่งพาซุปสำเร็จรูปอยู่เหมือนกัน

อีกเคล็ดลับหนึ่ง ที่แอบขโมยมาจากบล็อกเกอร์ชาวมาเลย์ คือ ส่วนผสมไม่ว่าจะเป็นกุนเชียง กุ้งแห้ง หมูสามชั้น ถั่วและเห็ดหอม ที่ทำให้รสชาติของขนมผักกาดอร่อยขึ้น ควรจะนำลงไปผัดให้หอมเสียก่อนด้วยน้ำมันพืชเล็กน้อย สำหรับผู้เขียนขอเพิ่มเคล็ดลับนิดนึงให้ว่า ส่วนผสมที่มีน้ำมันเยอะ ควรลงกระทะก่อน เช่น หมูสามชั้น กุนเชียง เพื่อให้น้ำมันได้ออกมาฉี่ฉ่าในกระทะจนหอมฟุ้ง ตามด้วยเห็ดหอม กุ้งแห้ง และจบด้วยของที่สุกแล้วอย่างถั่วลิสง ปรุงรสให้ลงตัว แค่เกลือ น้ำตาลและซีอิ๊วแค่พอหอม เพราะเราต้องการขนมผักกาดสีขาวสไตล์ติ่มซำ อย่าลืมรอให้ส่วนผสมที่ผัดไว้เย็นตัวเสียก่อน จึงค่อยผสมกับแป้งและไชเท้า แค่เกลี่ยๆ ใส่ถาดไว้ แป๊บเดียวก็เย็น

สุดท้าย อย่าลืมเลือกหัวผักกาด หรือหัวไชเท้า ที่ลูกกำลังทาน ไชเท้าจะมีกลิ่นและรสขมอยู่บ้าง แนะนำให้หั่นเป็นชิ้นๆ แล้วหมักเกลือป่นไว้สักแป๊บ เกลือจะทำให้หัวผักกาดคายน้ำขมๆ ออกมาเสียก่อน รสชาติของขนมผักกาดจะดีขึ้น อ้ออย่าลืมล้างด้วยน้ำสะอาดสัก 2-3 น้ำก่อน แล้วบีบน้ำออกให้หมาด อย่างสูตรของผู้เขียนนี้นิยมไชเท้าขนาดแท่งประมาณนิ้วก้อยสาวๆ เวลาทานขนมผักกาดจะได้รสชาติไชเท้าเต็มๆ คำ อร่อยไปอีกแบบ

นึ่งขนมผักกาดจนสุกแล้ว รอให้เย็นสนิท แล้วแช่ตู้เย็นไว้ก่อน ค่อยนำมาตัดเป็นชิ้นๆ ถึงจะออกมาสวยน่าทาน ลงจี่บนกระทะเคลือบร้อนๆ ใส่น้ำมันไม่ต้องมากมายนัก จะได้เกรียมๆ กรอบๆ และหอมๆ แค่เขียนก็น้ำลายไหลแล้วคะ

ขนมผักกาด

ไชเท้า 600 กรัม (ประมาณ 3 หัวขนาดย่อมๆ)

เกลือ ส่วนที่ 1 1.5 ช้อนชา

แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย กับอีก 1 ใน 3 ถ้วย

แป้งข้าวเหนียว 1 ช้อนโต๊ะ

แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำซุป 1 ถ้วย กับอีก 3 ช้อนโต๊ะ

(หรือจะใช้น้ำสะอาดผสมซุปก้อนก็ได้)

น้ำมันพืช ส่วนที่ 1 3 ช้อนโต๊ะ

เกลือ ส่วนที่ 2 0.5 ช้อนชา

กุ้งแห้ง 5 ช้อนโต๊ะ

กุนเชียง หั่นเป็นแท่งไม้ขีด 4 ช้อนโต๊ะ

หมูสามชั้น หั่นเป็นชิ้นเล็ก 4 ช้อนโต๊ะ

ถั่วลิสงแห้งแช่น้ำ ต้มสุก 4 ช้อนโต๊ะ

เห็ดหอมแห้ง แช่น้ำ หั่นบาง 3 ดอก

น้ำมันพืช ส่วนที่ 2 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา

ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำมันพืชสำหรับทาถาด

ปอกเปลือกและหั่นไชเท้าให้เป็นชิ้นขนาดประมาณนิ้วชี้เด็ก โรยเกลือส่วนที่ 1 ขยำแล้วพักไว้

ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมันพืชส่วนที่ 2 ลงไป ผัดหมูสามชั้น กุนเชียงให้พอสุก ใส่กุ้งแห้งและเห็ดหอมลงไปผัดต่อ ปรุงรสด้วยน้ำตาลและซีอิ๊ว โรยถั่วลงไปผัดแป๊บเดียว ตักขึ้นเกลี่ยลงในถาด

ล้างเกลือออกจากไชเท้า ล้างน้ำสะอาด 2-3 ครั้ง บีบน้ำออกให้หมาดๆ

ผสมแป้งทั้งสามชนิดเข้าด้วยกัน ใส่เกลือส่วนที่ 2 ลงไป น้ำมันพืชส่วนที่ 1 ลงไป คนให้เข้ากัน เติมไชเท้าและส่วนผสมที่ผัดไว้แล้วลงไป คนพอเข้ากัน

ทาน้ำมันพืชลงในถาดที่เตรียมไว้ ผู้เขียนใช้ถาดขนาด 10×8 นิ้ว ขอบ 1 นิ้ว จำนวน 2 ถาด ตักส่วนผสมลงไป เกลี่ยให้ทั่ว นึ่งประมาณ 30-45 นาที หรือจนสุก ทดสอบด้วยการใช้มีดจิ้มลงไป หากสุกแล้วมีดจะผ่านลงไปได้ง่าย ซึ่งหมายถึงไชเท้าที่สุกนุ่มแล้ว พักไว้ให้เย็น อย่าปิดหรือคลุม

แช่เย็นไว้ ให้เย็นสนิท ก่อนนำมาตัดเป็นชิ้นๆ จี่ในน้ำมันร้อนๆ แนะนำให้ใช้กระทะเคลือบ ที่ไฟกลาง

 

เมลเบิร์นเนียนฟอกคาเซีย ของ ชานน สัมพันธารักษ์ 2012/05/22

เมลเบิร์นเนียนฟอกคาเซีย ของ ชานน สัมพันธารักษ์

  • 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:52 น.

โดย…วรธาร ทัดแก้ว

ซิกเนเจอร์ดิชวันนี้ขอเสิร์ฟด้วยเมนูอาหารแนวตะวันตก ในแบบฉบับของคนเร่งรีบที่ชีวิตแขวนอยู่กับตารางเวลา หรือจะกินเป็นอาหารว่างเพลินๆ ในยามดูหนัง ฟังเพลงก็ได้ ในชื่อฝรั่งๆ ว่า “เมลเบิร์นเนียนฟอกคาเซีย” หรือฟอกคาเซียในสไตล์ของคนเมลเบิร์นของ “เก่ง-ชานน สัมพันธารักษ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฮไลค์ เอเจนซี่ ผู้วางแผนและที่ปรึกษางานด้านการตลาดออนไลน์บนระบบโซเชียลมีเดีย

“เก่ง” ในวัย 30 ต้นๆ บุตรของ ชัชวาล สัมพันธารักษ์ อดีตรองประธาน บริษัท น้ำตาลบ้านโป่ง และ สุรางครัตน์ สัมพันธารักษ์ ที่ปรึกษา บริษัท สากลเบเวอเร็ดจ์ (RC Cola) และเป็นหลานชายของ นคร สัมพันธารักษ์ ดีไซเนอร์ชื่อดัง เขาจบปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และปริญญาโท การตลาด มหาวิทยาลัย Royal Melbourne Institute of Technology (RMIT)

การทำอาหารคือศิลปะ

นอกจากเป็นคนหนุ่มที่เก่งงานและพูดจาดีแล้ว ยังเก่งในการทำอาหารอีกต่างหาก คล่องแคล่วไม่เบา ซึ่งไม่แปลกใจเพราะเขาชอบงานครัวมาตั้งแต่เด็ก เข้าครัวดูคุณพ่อทำอาหารโดยสวมบทบาท “ครูพักลักจำ” ตลอด บางครั้งคุณพ่อก็สอนทำอาหารกันเลย

“ผมเข้าครัวทำอาหารครั้งแรกตอน 7 ขวบ คุณพ่อสอนทำผัดซีอิ๊ว จากนั้นผมก็เริ่มทดลองทำอาหารมาเรื่อยๆ แต่มาหนักตอนอยู่เมืองนอก เพราะในบ้านที่ผมอยู่อยู่กันหลายคน ส่วนใหญ่ทำกับข้าวไม่เป็น ตำแหน่งพ่อครัวประจำบ้านจึงตกเป็นของผมไปโดยปริยาย แต่ผมก็ชอบและสนุกเสมอ

ผมมองว่าการทำอาหารเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่เอาสูตรอาหารหลายๆ สูตรมาร่วมกัน ซึ่งก็เหมือนกับงานศิลปะที่เพนต์รูปชนิดหนึ่งโดยเอาสีนั้นสีนี้มารวมกันให้เกิดสีสีนความสวยงาม”

เก่ง บอกว่า การทำอาหารให้ดีและอร่อยต้องอาศัยเวลาและความอดทน นอกจากนี้การที่ได้ทำสูตรแปลกๆ ยิ่งท้าทาย อย่างเช่นเมนูที่นำมาเสิร์ฟวันนี้ ก็เป็นการเอาซอสเกาหลีมารวมกับชีส ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกแต่ก็แปลกแบบอร่อย

อาหารฝรั่งทำง่ายกว่าไทย

จากการที่เขาไปเรียนปริญญาโทที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เพื่อนๆ จึงมากมีทั้งฝรั่ง จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ ทำให้ได้เรียนรู้และชิมอาหารประจำชาติหรือที่ขึ้นชื่อของชาตินั้นๆ บ่อยครั้งเวลาทำอาหารก็จะนำความรู้ที่ได้มาอะแดปผสานกันอย่างลงตัว

ในการทำอาหารเขาบอกว่าทำได้ทั้งอาหารไทยและฝรั่ง แต่ถนัดอาหารฝรั่งเพราะทำง่าย ไม่มีขั้นตอนเยอะเหมือนอาหารไทยที่ต้องเตรียมเครื่องสมุนไพรหลายๆ อย่าง เช่น จะโขกน้ำพริกต้องใช้เวลาและต้องใจเย็น

 สำหรับเมลเบิร์นเนียนฟอกคาเซียที่นำมาเสิร์ฟในวันนี้ เขาบอกว่าได้รับอิทธิพลมาจากคนเมลเบิร์นที่อะแดปทุกอย่างในสไตล์ที่ตัวเองชอบ

“คนเมลเบิร์นเวลากินอะไรกินเยอะและของนั้นก็หาซื้อง่าย ฟอกคาเซียในแบบเมลเบิร์นเลยเป็นขนมปังยาวๆ ผ่ากลางแล้วใส่ไส้ตามชอบ บางคนชอบแฮมชีสไข่ดาวน้ำมันเยิ้มๆ บางคนแฮมชีสเบคอนเยิ้มๆ บางคนกินมังสวิรัติก็ใส่อโวคาโดและผักเยอะๆ ราดด้วยซอส บางคนชอบอาหารทะเลก็ใส่ปลาหมึกกาลามารี สำหรับผมใส่แหนมหมูออกรสเปรี้ยวกลิ่นหอมๆ อร่อยครับ”

 

ช้าๆ ชิล ชิล @ แกลเลอรี กาแฟดริป 2012/05/22

ช้าๆ ชิล ชิล @ แกลเลอรี กาแฟดริป

  • 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:46 น.

โดย…ช็อกโกลาต์ นัวร์&<2288;

ถ้าบางวันหรือหลายๆ วันของคุณๆ รีบเร่งเกินไปจนเดินตามตัวเองก็ยังไม่ทัน ลองหยุดพักบ้างอะไรบ้าง (มั้ย) ถ้าอยากพักให้สมบูรณ์แบบ ลองเลียบๆ เคียงๆ มาที่ แกลเลอรี กาแฟดริป หัวมุมถนนชั้น G หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ย่านปทุมวัน รับรองว่าได้ช้าๆ ชิล ชิล ให้สมใจอยาก…ชัวร์

ท่ามกลางบรรยากาศร้านกาแฟแบบเก๋ เท่ ดิบ ปราศจากเสียงของเครื่องชงเอสเปรสโซ ไร้เสียงดังๆ ของเครื่องปั่นสมูทตี มีแต่เสียงเพลงแนวๆ เปิดเบาๆ เข้ากับบรรยากาศช้าๆ ง่ายๆ ของร้านกาแฟแห่งนี้ ที่อาศัยเพียงการชงในลักษณะ “ดริป” (Drip) เท่านั้น

ไอเดียขายกาแฟแบบดริปล้วนๆ เป็นของสองช่างภาพหนุ่ม “ปิ” กับ “เอ” ที่เห็นว่าในกรุงเทพฯ ยังไม่มีร้านไหนเสิร์ฟกาแฟดริปอย่างเดียวเลย เพียงมีเป็นออปชันให้เลือกในร้านกาแฟส่วนน้อยเท่านั้น สองหนุ่มที่เห็นพ้องต้องกันว่ากาแฟที่ชงด้วยวิธีนี้แสนอร่อยและรื่นรมย์จะตายไป ก็เลยจัดเต็มกาแฟดริปล้วนๆ เสิร์ฟในร้านนี้ ถึงกับออกแบบผลิตที่ดริปกาแฟ พร้อมสเตชันดริปที่ร้านมาเป็นพิเศษ

คำว่า “แกลเลอรี” นอกจากจะเข้ากับสถานที่อย่างหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครแล้ว ช่างภาพหนุ่มที่ผันตัวเองมาขายกาแฟด้วย บอกว่ายังหมายถึงอีกหลายๆ อย่างที่รวมขึ้นเป็นร้านนี้

“ไม่ว่าจะเปิดพื้นที่สำหรับคนที่อยากหาที่แสดงงานศิลปะเล็กๆ แล้วเราก็จัดแสดงข้าวของที่เกี่ยวข้องกับกาแฟ อย่างเครื่องบดกาแฟด้วยมือ เครื่องชงกาแฟแบบต่างๆ ภาพถ่าย โปสต์การ์ด ฯลฯ”

เมนูเด่นๆ ของร้าน นอกจาก แกลเลอรี กาแฟดริป ซึ่งเป็นกาแฟดำร้อนๆ ชงแบบดริป เสิร์ฟคู่น้ำเชื่อม โดยอาศัยเมล็ดกาแฟ พีเบอร์รี (กาแฟเต็มเมล็ดคู่) จากดอยช้าง อันเป็นเบลนด์ของร้าน บดและชงกันสดๆ หอมกรุ่นไปทั่วร้านแล้ว ยังมีทางเลือกสำหรับคอกาแฟเป็น ซิงเกิล ออริจิน เมล็ดกาแฟเจ๋งๆ จากแหล่งเพาะปลูกกาแฟต่างๆ เช่น เคนยา โคลัมเบีย ซูพรีโม หรือเยเมน มอคคา มาตารี ฯลฯ แล้วแต่จะสรรหามาได้เป็นเมนูพิเศษ

ใครนิยมดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ แกลเลอรี กาแฟดริป มีแบบเย็น คือนำไปใส่น้ำแข็ง ซึ่งหลายคนอาจเลือกดื่มแบบร้อนก่อน ค่อยขอน้ำแข็งเติมเป็นอีกหนึ่งอารมณ์ อีกเมนูแนะนำ คือ แกลเลอรี กาแฟวุ้น ที่นำกาแฟดริปไปทำเป็นวุ้น เสิร์ฟท็อปปิงด้วยนมสดเย็นรสหวานที่ตีฟองนมเล็กน้อย ตอนจะดื่มก็สร้างงานศิลปะด้วยการนำหลอดจิ้มๆ ให้นมผสมกับเนื้อวุ้น ค่อยดูดกินอย่างอร่อย

ชานมลูกครึ่ง ก็เป็นอีกเมนูที่คนนิยมสั่ง โดยใบชามาจากหลายชาติ แต่มาชงเสิร์ฟแบบชาไทย ส่วนขนมที่นี่ไม่เน้น แต่ก็มีเสิร์ฟแบบที่ดีต่อสุขภาพจ้ะ

ใครอยากจะช้าๆ ชิล ชิล ไปกันได้เลย ร้านเปิดเวลา 10.00-21.00 น. ปิดวันจันทร์วันเดียว โทร. 08-1989-5244

 

เรื่องราวแสนดี @ สวีท พิสต้า แบงค็อก 2012/05/22

เรื่องราวแสนดี @ สวีท พิสต้า แบงค็อก

  • 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:42 น.

โดย…ลีโอ เคน

สวีท พิสต้า แบงค็อก (Sweet Pista Bangkok) ร้านอาหารและเบเกอรีสไตล์โฮมเมดน่ารักๆ ด้วยบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง โดดเด่นที่งานไม้และปูนเปลือย มีจักรยานคันเก่งประดับแบบเท่ๆ ให้สัมผัสที่อบอุ่นอยู่ในที ร้านนี้มีจุดเริ่มต้นที่หุ้นส่วนทั้งสอง คือ โด่ง-ธรรมวัต อรรถจินดา ผู้รักการทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจ กับหวานใจ เอ้-ชุติมา บวรรัตนโชติ ที่มีพรสววรค์ในการทำของหวานทั้งเค้กและเบเกอรีที่อร่อยจับใจ ฝันอยากจะมีร้านอาหารที่อร่อยสไตล์โฮมเมดจริงๆ สักร้าน ในที่สุดฝันก็เป็นจริงสักที ซึ่งร้านนี้เปิดบริการได้เพียงแค่เดือนเศษๆ เองครับ

เชฟโด่ง ร่างใหญ่ ใจดี แถมยังทำอาหารรสชาติมัดใจชะมัด บอกว่าต้องการทำอาหารสไตล์โฮมเมดจริงๆ และมีความทรงจำดีๆ ซ่อนอยู่ในนั้น ไปหากินที่ไหนก็หากินไม่ได้ ที่สำคัญหน้าตาไม่ได้สวยล่อใจ เพราะถ้าใส่มาในจานแล้วไม่ได้กิน เชฟบอกว่า ก็ไม่รู้จะใส่มาทำไม ด้านวัตถุดิบล้วนคัดสรรมาอย่างดี ผสานกับรสมือที่ปรุงอย่างตั้งใจกลายเป็นอาหารโฮมเมดจานโปรดที่อร่อยไม่รู้จบทีเดียวล่ะ

ไม่ช้าล่ะ ขอเริ่มต้นด้วยเมนูง่ายๆ ฟังดูสะดุดหู “ข้าวหมา” เมนูที่ตัวเชฟชอบกินมาตั้งแต่เด็กๆ เป็นหมูสับและเบคอนคั่วกับกระเทียม ผัดแบบแห้งๆ หอมๆ กรอบๆ แล้วนำมาคลุกกับข้าวสวยร้อนๆ เสิร์ฟพร้อมไข่ดาว หน้าละม้ายข้าวหมาแต่อร่อยระดับราชา อ้าว…จริงๆ เมนูนี้ห้ามใครแย่ง แง่ง…แง่ง…หุหุ

เออ…มีเมนูคู่กัน “ข้าวแมว” คือข้าวคลุกปลาทูลองกินดู รับรองอร่อยได้ใจไม่แพ้กันให้

ต่อกันด้วย สปาเกตตีปลาสลิด สปาเกตตีเส้นเหนียวนุ่ม แห้งๆ จัดจ้านด้วยพริกแห้งพอประมาณ ผสานกับปลาสลิดกร๊อบ กรอบ กลายเป็นความอร่อยที่น่าประทับใจ

อีกเมนูที่จะไม่ลืมและเชฟจัดเต็มอย่างยิ่ง แฮมเบอร์เกอร์ ชีส & เบคอน ขอเรียกว่า บิ๊กเบอร์เกอร์น่าจะเหมาะเหม็ง เพราะยัดไส้มาเต็มๆ ทั้งเบคอนชิ้นใหญ่กับเนื้อบดหมักเครื่องเทศชิ้นโต ภายใต้ขนมปังที่ทำเอง กินคู่กับผักสลัดและน้ำสลัดบัลซามิกที่เชฟปรุงรสขึ้นเอง โอว์…รสชาติบิ๊กเซอร์ไพรส์มั่กๆ

อีกเมนูที่ชื่อโดนๆ และน่าสั่งมาแทะเล่น “ซี่โครงหมูทอดเลียมือ” ซี่โครงหมูชุบแป้งทอดชิ้นเขื่องกรอบนอกนุ่มในกับกระดูดอ่อนๆ ถ้าจะกินให้สะใจต้องหยิบขึ้นมาแทะ อันเป็นที่มาขอชื่อ ไม่ต้องอายใครๆ หันไปทางไหนเขาก็แทะกัน อิอิ

อย่าลืมตบท้ายด้วย เค้กมะพร้าวอ่อน สัมผัสได้ถึงความสดใหม่ เขาทำกันใหม่สดทุกวัน พิสูจน์ได้ที่ห้องทำขนมหวานที่ชั้นสอง ทั้งเบานุ่ม หอมหวานกำลังดีเพราะเขาใช้วิปปิงครีม ขนาดไม่ปลื้มของหวานสักเท่าไหร่ยังเคลิ้มเลยผม

น้องสาวคนสวยที่สนิทคนหนึ่งบอกเล่าอย่างออกรสชาติว่า เค้กส้ม ที่นี่ก็อร่อย เนื้อไม่แน่นหนัก สัมผัสถึงความสดของส้ม เบาหวิวแต่ไม่จางหายไปจากความรู้สึก น่าเสียดายไม่มีที่ว่างจะใส่ลงไปเสียแล้ว วันหนึ่งวันไหนผ่านไปจะไม่ยอมพลาดเลยเชียวพับผ่าเถอะ!!!

นอกจากนี้ ร้านยังมีกิมมิกเก๋ๆ ด้วยการเอาใจลูกค้าที่ปรารถนาเมนูอื่น โดยการจัดชั้นโชว์หนังสืออาหารที่ไม่ใช่แค่ให้ลูกค้าหยิบมาเปิดชมเพลินตาระหว่างรอ แต่ปรารถนาเมนูไหนสามารถชี้บอกได้เลยว่าจะเอาเมนูนี้ เมนูนี้ ถ้าวัตถุดิบพร้อมเชฟจะรีบจัดให้ทันทีแบบไม่มีอิดออด แต่ถ้าไม่พร้อมก็ยังสามารถ โทร.นัดแนะกันว่าจะเข้ามากินวันไหน เอาซี้…!!!

เรื่องราวแสนดีผสานกับอาหารและเบเกอรีแสนอร่อย กับบรรยากาศน่ารักๆ

คุณจะหลงรัก สวีท พิสต้า แบงค็อก ได้ไม่ยากเลยขอบอก!!!

ร้านอยู่ในซอยสุขุมวิท 31 จากปากซอยเข้ามาก็วิ่งตรงมาจนถึงสี่แยกเลี้ยวซ้ายแล้ววิ่งไปตามทางจนสุดซอย จะบังคับให้เลี้ยวขวา ร้านสวีท พิสต้า แบงค็อก อยู่ตรงนั้นพอดี สังเกตง่ายจะอยู่ติดกับร้านจักรยาน Sixty Fixy (60) เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. (ปิดวันจันทร์) โทร. 02-662-2866

 

สโลว์คุก หลากหลายองศา ณ โมเดิร์น คุกกิง 2012/05/22

สโลว์คุก หลากหลายองศา ณ โมเดิร์น คุกกิง

  • 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:29 น.

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล

เพราะว่าการปรุงอาหารคือศิลปะ ดังนั้นจึงมี “ความเคลื่อนไหว” (Movement) ไม่ต่างจากแวดวงศิลป์ ซึ่งมีความเคลื่อนไหวของยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็น เรอเนสซองซ์ กอธิก แอบสแทรกต์ ฯลฯ ในศิลปะการปรุงอาหารก็เฉกเช่นกัน แม้จะไม่เคลื่อนไหวฮาร์ดคอร์มากมายนัก

การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในช่วงไม่เกิน 20 ปีที่ผ่านมา คือ สโลว์ฟู้ด มูฟเมนต์ (Slow Food Movement) ซึ่งริเริ่มโดย การ์โล เปตรินี เมื่อปี ค.ศ. 1986 ในอิตาลี ที่ออกมาเสนอทางเลือกที่ดีกว่าฟาสต์ฟู้ด ที่แพร่หลายเป็นอย่างมากในช่วงนั้น

การ์โล ตอกย้ำเจตนารมณ์ของเขาว่า ทุกๆ คนควรจะได้รับประทานอาหารในท้องถิ่นของตัวเอง ตามตำรับการปรุงอย่างมีศิลปะ นอกจากนี้เขายังสนับสนุนให้มีการเพาะปลูกในท้องถิ่น รวมทั้งการเลี้ยงสัตว์ที่ปราศจากสารเคมีด้วย

แนวคิดของเขาแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานก็ได้สมาชิกนับแสนจากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งสหรัฐ เจ้าตำรับฟาสต์ฟู้ด

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ไปลองลิ้มชิมรส “เชฟส์เทเบิล” ที่ห้องอาหาร วูว์ (Viu) รังสรรค์โดย เชฟลีโอนาร์โด คอนเซสซี เอกเซ็กคิวทีฟ เชฟ แห่งเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ก้มมองเมนูแล้ว นอกจาก “ซูส์ วีด” (Sous-Vide) อันเป็นเทคนิคการปรุงอาหารแบบสโลว์คุกตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ของฝรั่งเศส ยังมีหลายหลากที่กำกับชื่อเอาไว้ด้วยองศาของการปรุงต่ำๆ จึงสงสัยว่าเชฟลีโอนาร์โดน่าจะเป็นหนึ่งตัวจักรแห่งการเคลื่อนไหวครั้งนี้แน่ๆ

เชฟบอกว่า ที่ต้องปรุงแบบเป๊ะๆ กับอุณหภูมิของแต่ละเมนูนั้น “ก็ง่ายๆ เลยครับ เราจะเลือกวัตถุดิบที่ดีๆ มาเพื่ออะไร หากว่าเราไม่สามารถปรุงให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด”

เอกเซ็กคิวทีฟ เชฟ แห่งเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ให้อรรถาธิบายว่า วิธีที่เขานิยมใช้เรียก “โลว์ เทมเพอเรเจอร์ คุกกิง” (Low Temperature Cooking) อันเป็นวิธีการหนึ่งในสโลว์ คุกกิง

ในการปรุงอาหารแบบโลว์ เทมเพอเรเจอร์ คุกกิง อันเป็นสโลว์คุกที่เชฟลีโอนาร์โดถนัด จะใช้หม้อตุ๋นที่เรียกกันว่า สโลว์ คุกเกอร์ (Slow Cooker) ซึ่งเป็นหม้อที่ให้ความร้อนแก่อาหารอย่างช้าๆ โดยที่ความร้อนจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น แต่อุณหภูมิสูงสุดยังไม่ถึงจุดเดือดของน้ำ หรือ 100 องศาเซลเซียส ส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 63-93 องศาเซลเซียส ถือเป็นการปรุงอาหารที่ความร้อนต่ำ ประหยัดพลังงาน และยังทำให้เนื้อที่นำมาปรุงอาหารมีการหดตัวน้อยกว่าการปรุงวิธีอื่น

การปรุงอาหารแบบโลว์ เทมเพอเรเจอร์ คุกกิง นั้นเหมาะกับเนื้อสัตว์ เพราะช่วยทำให้เนื้อนุ่ม เพิ่มรสชาติให้เนื้อได้เต็มที่มากกว่าการย่างหรืออบ แต่ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเนื้อด้วย เพิ่มเทคนิคการปรุงอาหารให้อร่อยขึ้นอยู่กับไฟ ความร้อน และระยะเวลาการปรุง โดยสำหรับเอกเซ็กคิวทีฟ เชฟ แห่งเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ตั้งธงไว้… ที่ 62-70 องศาเซลเซียส สำหรับการปรุงผัก ส่วนอาหารจานปลา ต้อง 52-58 องศาเซลเซียส ขณะที่ไก่หรืออาหารเนื้อขาวที่มีกระดูก 73 องศาเซลเซียส นั้นเพอร์เฟกต์ที่สุด

สำหรับองศาที่เหมาะแก่การปรุงเนื้อหมูและเนื้อวัวแบบโลว์ เทมเพอเรเจอร์ คุกกิง คือ 49-52 องศาเซลเซียส ส่วนผลไม้อย่างเช่น สตรอเบอร์รี นั้น อยู่ที่ 61 องศาเซลเซียส

เชฟเสริมอีกว่า การปรุงอาหารด้วยอุณหภูมิสูงๆ เกินร้อยองศาเซลเซียส ให้สุกด้วยความรวดเร็ว นอกจากจะทำลายรสชาติของวัตถุดิบแล้ว ยังทำให้คุณค่าทางอาหารสูญเสียไป “ในขณะที่การปรุงแบบโลว์ เทมเพอเรเจอร์ คุกกิง จะเป็นวิธีที่ทำให้เราได้ลองลิ้มชิมรสอาหารที่เป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง ซึ่งเมื่อเราใช้วิธีนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสโลว์คุก เราจะใช้อุณภูมิไม่เกิน 80 องศาเซลเซียส ซึ่งทำให้โปรตีนและวิตามิน แร่ธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ในวัตถุดิบนั้นๆ ยังคงอยู่ครบถ้วน”

เชฟลีโอนาร์โด บอกอีกว่า ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวางุ หรือเนื้อโกเบ คนที่มารับประทานที่นี่ นอกจากได้รสชาติอร่อยแล้ว โปรตีนจากเนื้อสัตว์เหล่านั้นก็ยังอยู่ครบ

ไม่เชื่อนั้นต้องลอง… เชฟบอกว่า โลว์ เทมเพอเรเจอร์ คุกกิง มีให้ชิมใน “เชฟส์เทเบิล” ที่ห้องอาหารวูว์ โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ อันเป็นประสบการณ์ที่จะให้แขกได้ทดลองเมนูเด็ด ซึ่งมักจะใช้เวลา 48 ชั่วโมง ในการเตรียมเมนู “ไม่ใช่เพราะเราปรุงแบบสโลว์คุกนะครับ แต่เพราะว่าเราจะต้องมีการพูดคุยกับแขกว่าต้องการอะไร อยากกินอาหารเอเชีย อาหารญี่ปุ่น สแปนิช หรืออยากได้แบบผสมผสาน หลังจากนั้นเราก็จะครีเอตเมนู แล้วก็อาจจะมีการปรับเปลี่ยนตามที่ลูกค้าต้องการ ก็คือ เราจะสร้างสรรค์เมนูร่วมกับแขกที่จะมาชิม ก็เลยใช้เวลานานหน่อย”

 

ก๋วยเตี๋ยวเจ๊เจา เด็ดที่น้ำใส 2012/05/22

ก๋วยเตี๋ยวเจ๊เจา เด็ดที่น้ำใส

  • 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:21 น.

โดย…โจ เกียรติอาจิณ

ใครชอบก๋วยเตี๋ยวน้ำใสเร่เข้ามา วันนี้จะพาไปตะลอนชิมเจ้าอร่อย

ร้านอยู่แถวถนนโยธินพัฒนา ซอย 3 แยก 8 หาไม่ยาก อยู่ติดถนน เยื้องกับร้านสะดวกซื้อชื่อดัง พื้นที่ไม่ใหญ่ไม่เล็ก แล้วก็ไม่ได้โอ่อ่าฟู่ฟ่า ทว่าเขาจัดโต๊ะเก้าอี้น่านั่งดี แถมยังดูสะอาดสะอ้าน โปร่งสบายรับลมเย็น

ก๋วยเตี๋ยวร้านนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ “ก๋วยเตี๋ยวเจ๊เจา” ซึ่งเป็นเจ้าของสูตรเด็ดเคล็ดลับความอร่อยที่สืบทอดมาจากคุณแม่นั่นเอง

จุดขายของก๋วยเตี๋ยวเจ๊เจา คือ น้ำซุปใสแบบก๋วยเตี๋ยวแคะ เห็นน้ำซุปใสๆ ใช่ว่าจะจืดสนิทนะเออ ตรงกันข้าม น้ำซุปรสกลมกล่อมมากกกกก

ซดโฮกๆ ตอนร้อนๆ แบบเกาเหลา โคตรจะอร่อยล้ำ ถ้าได้ข้าวเปล่าสักถ้วย โอ้!!! ยิ่งครบเซตความอร่อย จะสั่งแบบเส้นสารพัดก็ตามใจชอบ มีให้เลือกทั้งเนื้อทั้งหมู ชอบเนื้อสั่งเนื้อ ชอบหมูสั่งหมู สำหรับเราขอสั่งทั้งสองอย่างเลยดีกว่า

ลืมบอกไป น้ำซุปที่นี่แยกหม้อเนื้อกับหมู แล้วเจ๊เจาก็ยังมีวิธีทำต่างกันด้วย น้ำซุปเนื้อหวานใสจากเนื้อล้วนๆ ส่วนน้ำซุปหมูมีกระดูกหมูช่วยเพิ่มรสชาติ

เนื้อเปื่อยทำดีและสะอาด ไม่มีกลิ่น หมูก็สดนุ่มลิ้น แต่ที่เราชอบสุดก็คือลูกชิ้น มี 2 แบบ ลูกชิ้นแคะ ทำจากเนื้อหมูยัดไส้เต้าหู้ตามต้นตำรับของคุณแม่เจ๊เจา ไซส์พอประมาณ เต็มปากเต็มคำ เช่นเดียวกัน ลูกชิ้นเนื้อ ก็มีความเด้งกรอบในตัว เคี้ยวเพลินเกินห้ามใจ

ลูกชิ้นแคะนี่เจ๊เจาทำเอง ทำวันต่อวัน ทำตั้งแต่ 7 โมงเช้า กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไป 9 โมงนู่น เจ๊เจายอมรับว่าทำยากกว่าลูกชิ้นเนื้อ เพราะต้องมาเสียเวลายัดไส้เต้าหู้ ถึงแม้จะทำยาก แต่เจ๊เจาก็ยังทำทุกวัน เพื่อให้ได้ลูกชิ้นแคะสดใหม่อร่อย ขณะที่ลูกชิ้นเนื้อเจ๊เจารับมาจากญาติแถวตรอกจันทร์ ที่ทำลูกชิ้นขายเป็นอาชีพ การันตีว่าอร่อยเด็ด

ก๋วยเตี๋ยวเจ๊เจาขายราคาเริ่มต้นที่ชามละ 35 บาท จากนั้นก็ขยับตามที่ลูกค้าสั่ง สั่งเพิ่มเครื่องเคราอะไรก็คิดสตางค์เพิ่ม ร้านเปิด 9 โมงครึ่ง ปิดประมาณ 4 โมงครึ่งทุกวัน (หยุดวันอังคาร) โทร. 08-9113-2244

ใครชอบก๋วยเตี๋ยวน้ำใสอยากให้ไปลองลิ้มกันดู หรือจะแวะไปสาขาแรกที่เปิดมาร่วม 20 ปี ย่านแฮปปี้แลนด์ก็ได้ ที่นั่นก็เป็นสูตรเดียวกับที่นี่ เพียงแต่เจ๊เจาให้ลูกชายกับลูกสะใภ้ดูแลความอร่อย

 

อร่อยระดับ (สาม) เซียน 2012/05/22

อร่อยระดับ (สาม) เซียน

  • 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:18 น.

โดย…ซิตี้กาย &<2288;

วันนี้มีนัดที่ร้านอาหาร ชื่อ “สามเซียน” คนหนึ่งเข้าทางทองหล่อซอย 10 ตรงมาประมาณ 200 เมตร ร้านอยู่ขวามือ อีกคนเข้าทางเอกมัยซอย 5 ตรงมาประมาณ 40 เมตร ร้านอยู่ซ้ายมือ และแล้วทั้งคู่ก็ได้พบกัน…พร้อมกับเปิบความอร่อยที่ร่ำลือกันว่าระดับเซียนลงมือทำอาหารกันเลยเชียว

ร้านสามเซียนเป็นร้านอาหารขนาด 1 คูหาอาคารพาณิชย์ ซึ่งไม่ได้กว้างขวางใหญ่โตอะไรมามากนัก แต่ลูกค้าที่มารับประทานอาหารที่นี้กลับตรงกันข้าม เพราะล้วนแต่เป็นคนระดับบิ๊กมีชื่อเสียงทั้งในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจ เพราะติดใจในรสชาติอาหารจีนสไตล์ฮ่องกง และมาเลเซีย ที่ผ่านกรรมวิธีการปรุงอย่างพิถีพิถันทีละจานๆ เพื่อให้ได้ความสดใหม่ และปราศจากการใส่ผงชูรส เรียกได้ว่าอร่อยแท้ด้วยรสมือล้วนๆ

เมนูเด็ดของสามเซียนนั้นแทบจะเรียกว่าทั้งแผ่นกระดาษที่มีรายการอาหารบรรจุอยู่ในนั้น ซึ่งมีจำนวนแค่หลักสิบต้นๆ เท่านั้น เพราะคัดสรรเมนูที่อร่อยเด็ดจริงๆ วัตถุดิบเกรดเอ และที่สำคัญหารับประทานได้ยาก แม้ว่าชื่ออาจจะคล้ายกับร้านอื่นๆ บ้าง แต่รสชาตินั้นเป็นหนึ่งที่นี่ที่เดียว อาทิ “ไก่ทอดสามเซียน” ที่ทอดจนหนังกรอบแต่เนื้อนุ่มราดด้วยซอสที่มีรสหวานอมเปรี้ยวนิดๆ เพิ่มรสจัดด้วยพริกและกระเทียมหั่นบาง “กระเพาะปลาผัดแห้ง” ก็เน้นกระเพาะปลาเกรดเอไม่มีกลิ่นเหม็นหืนผัดกับซอสสูตรพิเศษที่ให้ความหอมจนแห้งสนิทจริงๆ

อีกหนึ่งเมนูพิเศษก็คือ “กุ้งอบนมสด” ที่ปรุงรสจนไม่มีกลิ่นคาวนมซ้ำยังให้ความหอมหวานนิดๆ ซึมเข้าไปถึงเนื้อกุ้งสด ต่อมาเป็นอาหารที่รวมจุดเด่นความอร่อยของผัดไทย ผัดซีอิ้ว และหอยทอด มาผสมผสานกันจนเป็นเมนู “ก๋วยเตี๋ยวผัดฮ่องเต้” ปรุงรสเผ็ดหวานมาให้อย่างกลมกล่อม มาถึงเมนู “ข้าวต้มโคตรเซียน (ปลาเต๋าเต้ย)” ที่ทำทีละถ้วยตามออร์เดอร์ โดยน้ำซุปผ่านการเคี่ยวนานกว่า 8 ชั่วโมง จนได้รสหวานหอมกลมกล่อม หากใครไม่ชอบรับประทานข้าวต้มจะเปลี่ยนจากข้าวเป็นเส้นหมี่แทนก็ได้ และ “ข้าวเหนียวสามเซียน” หน้าตาอาจจะบะจ่าง แต่รสชาติจะหอมหวานกว่ากันและข้าวเหนียวนุ่มมาก ว่าไปแล้วเมนูอาหารที่นี้ให้กลิ่นหอมแทบทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามหากลูกค้าต้องการรับประทานอาหารอื่นๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้ในเมนู สามารถสั่งพิเศษกับทางร้านได้ หากมีวัตถุดิบก็สามารถปรุงให้ได้

นอกจากรสชาติอาหารที่อร่อยระดับเซียนแล้ว บรรยากาศของร้านก็ชวนให้ผ่อนคลายสบาย การตกแต่งสไตล์โมเดิร์นเล่นสีขาวดำ และใช้เฟอร์นิเจอร์สีไม้ พร้อมทั้งการจัดวางโต๊ะเก้าอี้ทั้งแบบ 2 ที่นั่ง และ 4 ที่นั่งอย่างลงตัว ทำให้ร้านที่ดูเหมือนมีพื้นที่ขนาดเล็กแต่กลับให้พื้นที่ส่วนตัวของแต่ละโต๊ะได้อย่างเต็มที่ ส่วนพื้นที่ชั้น 2 และ 3 นั้น จัดเป็นห้องวีไอพี รองรับ 10 ที่นั่ง มีทั้งหมด 3 ห้องด้วยกัน

ร้านสามเซียน เปิดเวลา 11.00-23.00 น. หยุดวันจันทร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน โทร. 08-0555-8822/02-711-6822

 

ฮอกไกโดแสนโอชะ 2012/05/22

ฮอกไกโดแสนโอชะ

  • 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:36 น.

โดย…โจ เกียรติอาจิณ

“โอะฮาโย โกไซอิมัส” สวัสสดีตอนเช้าคร้าบบบบบ พี่น้องชาวไทย

ยู้ฮู!!! ตอนนี้ผมอยู่ที่ฮอกไกโด อ้อ— ไม่ใช่สิ ตอนนี้ผมกำลังนั่งหม่ำเมนูอร่อยในเทศกาลอาหารฮอกไกโดต่างหากเล่า (อิอิ)

เทศกาลจัดเต็ม ณ ห้องอาหารดริ้งกิ้งที อีทติ้งไรท์ โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ โดยเขาขนอาหารฮอกไกโดมาให้ลิ้มลองแบบละลานตา

ทุกจานสร้างสรรค์ขึ้นจากฝีมือและไอเดียของเชฟญี่ปุ่นร่างสูงโปร่ง อารมณ์ดี ไม่ขี้วีน ที่สำคัญ ทำอาหารได้อร่อยมากกกกกก

เชฟชื่อ “มาซาบุ โอกาวา” แห่งโรงแรมฮิลตัน นิเซโกะ วิลเลจ ประเทศญี่ปุ่น นำเสนอความอร่อยสไตล์ฮอกไกโดที่เน้นรสสัมผัสของวัตถุดิบอันสดใหม่

เมนูอร่อยแต่ละจาน มีความทันสมัย จัดแจงแต่งองค์ชวนน่ากินเชียว แม้หน้าตาจะดูเรียบๆ แต่แฝงความเก๋ให้ได้เห็น ขณะที่พอร์ชันอาหารก็เป็นอะไรที่น่าร้ากกกกก กระจุ๋มกระจิ๋ม ชิ้นเล็กชิ้นน้อย

“หอยเชลล์ฮอกไกโดผัดเครื่องเทศกับปลาทูน่าและสลัดผัก” เชฟใช้ของดีท้องถิ่นอย่างหอยเชลล์มาเป็นพระเอก ความหวานที่ได้จากหอยเชลล์ รวมทั้งปลาทูน่าเนื้อสดกรอบ ก็ทำให้นึกถึงคำที่เชฟโอกาวาอ้างว่า ฮอกไกโดนั้นลือชาด้านอาหารทะเลยิ่งนัก โดยเฉพาะหน้าหนาว อาหารทะเลจากฮอกไกโดให้รสโอชะกว่าที่ไหนในปฐพี

“เป๋าฮื้อผัดใบชิโสะกับซอสหอยเม่น” จานเด่นของเชฟที่ยังยืนพื้นด้วยวัตถุดิบคุณภาพจากฮอกไกโด เด็ดตรงที่เป๋าฮื้อสดหวานนั่นแหละ เมื่อโคจรมาปะทะกับใบชิโสะที่มีเอกลักษณ์โดดเด้งเรื่องกลิ่นฉุน ก็เป็นความลงตัวที่เซอร์ไพรส์จริงแท้

อีกหนึ่งวัตถุดิบชั้นนำฮอกไกโด ก็ต้องยกให้ ปูฮอกไกโด ซึ่งเชฟทำเป็น “ซุปปูใส” ที่เสิร์ฟพร้อม “นิงิริ ซูชิ” แม้ไม่ได้หรูหราเรื่องหน้าตา แต่ขอบอกว่ารสชาติชนะเลิศ ไม่ด้อยไปกว่า “อิชิการิซุป” (ส่วนผสมมี แซลมอน เต้าหู้ ผัก ต้มรวมกันในมิสโซะซุป) สุดยอดซุปนัมเบอร์วันของชาวฮอกไกโดเลยล่ะ

มีตเลิฟเวอร์มาร่วมเทศกาลก็ไม่ผิดหวังกลับไปชัวร์ เพราะเชฟโอกาวาเอาใจด้วยจานพิเศษ “เนื้อวางุย่างเสิร์ฟคู่ซอสญี่ปุ่น” เนื้อนุ่มแทบจะละลายในปาก หวานฉ่ำอร่อยจับใจ แกล้มไวน์แดงออสเตรเลียที่เลือกสรรโดยกูรูไวน์ (จากวอเตอร์ แอนด์ ไวน์) ก็เข้ากั้น—*เข้ากัน

สำหรับฮอกไกโดนั้นเป็นทั้งจังหวัดและเกาะในคราเดียวกัน เมื่อกางแผนที่ออกดูก็จะพบว่าฮอกไกโดคือเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่น (รองจากเกาะฮอนชู) และมีเมืองหลวงชื่อ “ซับโปะโระ” ซึ่งหลายคนคงมีโอกาสเคยไปย่ำจนพรุนแล้ว (ชิมิ ชิมิ)

ด้วยที่เกาะแห่งนี้มีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ อากาศเย็นตลอดปี ห้อมล้อมด้วยทะเลน้อยใหญ่ ทำให้ฮอกไกโดได้ถูกขนานนามให้เป็น “ปากท้องของญี่ปุ่น”

แน่นอน—อาหารทะเลถือเป็นที่เชิดหน้าชูตาของเกาะ แต่ที่ลืมไม่ได้ แถมยังเด่นเด้งซะด้วย ก็คงหนีไม่พ้น นมกับชีส ฮิตติดลมฮอกไกโด (จนลามมาที่บ้านเราไง) คือ “ชีสเค้ก” รสเข้มข้นเนื้อเนียนนุ่ม อ้อ—ไอศกรีมเขาก็ดัง กระทั่งเบียร์ก็ติดอันดับต้นของประเทศ เบียร์ซับโปะโระ เคยจิบมั้ยเอ่ย ถ้าไม่เคย แนะให้หามาลองลิ้ม

ส่วนใครที่ชอบหม่ำ ห้ามพลาดเมนูสไตล์ฮอกไกโดแสนโอชะ ซึ่งเทศกาลจะจัดถึงวันเสาร์ 19 พ.ค.นี้เท่านั้น (โทร. 02-690-9299)

 

ติ่มซำประจำบ้าน ตอน ขนมปังหน้ากุ้งคลุกงา 2012/05/15

ติ่มซำประจำบ้าน ตอน ขนมปังหน้ากุ้งคลุกงา

  • 13 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:00 น.

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ / ภาพ cookool studio

จบกระบวนติ่มซำเเบบนึ่งไป 5 สูตร ลองมาปรับเปลี่ยน “โหมด” การปรุงติ่มซำด้วยวิธีการทอดกันบ้างดีกว่าคะ จริงๆ เเล้วติ่มซำชาวจีนกวางตุ้งนิยมทานตั้งเเต่เช้าๆ ไปจนถึงเที่ยงๆ ทานคู่กับน้ำชา กลิ่นรสต่างๆ ล้างลำคอ ไม่ต้องกลัวว่าจะนอนไม่หลับ หม่ำตั้งเเต่เช้า กาเฟอีนคงจะถูกระบายออกไประหว่างวัน ก่อนจะถึงเวลานอน

ผู้เขียนเองมีติ่มซำเเบบทอดหลายจานที่ชอบ ทั้งเผือกทอด ฟองเต้าหู้ อีกหลากหลาย เเต่ติ่มซำประจำบ้านอย่างเราจะให้ทำเผือกทอด ที่ขั้นตอนมากมาย รวมทั้งทำยากเเสนยาก ต้องมีเทคนิคมากมาย เพื่อให้ได้เผือกที่ฟูฟองเป็นยองใย ผู้เขียนเคยลองทำหลายครั้ง ประสบความสำเร็จบ้างเเละล้มเหลวบ้างจนท้อเเท้ เนื่องจากต้องทอดด้วยกระทะใหญ่ เเละน้ำมันปริมาณมาก ต้องร้อนกำลังดี จึงยุ่งยากไปสำหรับเมนูประจำบ้าน

พอดีไปทานติ่มซำที่ร้านเกรทเซี่ยงไฮ้ ปากซอยสุขุมวิท 24 เขามีเมนูเด็ดๆ หลายจาน หากโต๊ะไหนมีลูกเด็กเล็กเเดงเยอะ มักจะเห็น “ขนมปังหน้ากุ้ง” ที่มีงาขาวโปะอยู่ สีเหลืองทองดูน่าทานมาก ลองสั่งมาเพื่อเอาใจสมาชิกในโต๊ะ ผลปรากฏว่าจานเดียวไม่พอ เพราะความกรอบเเละหอมงาของติ่มซำเเบบทอดจานนี้ ที่ทำให้ต้อง “ซ้ำ” กันเลยทีเดียว

ผู้เขียนชิมดูกระหยิ่มในใจ เพราะเชื่อมั่นว่า “สูตรกุ้งพื้นฐาน” ปรุงสำเร็จของเรา ที่ปรุงเป็นติ่มซำเเบบนึ่งมาหลายเมนู สามารถนำมาพลิกเเพลงเป็นเมนูนี้ได้ไม่ยากเลย เเค่อาศัยขนมปังเเผ่นขาวตัดขอบ ยี่ห้อที่คุณผู้อ่านชอบ เเละงาขาวเเค่นั้น

หากเพิ่งมาเปิดตำรับติ่มซำประจำบ้านของเรา ในอาทิตย์นี้คุณผู้อ่านอาจไม่ทราบว่ากุ้งพื้นฐานของเราใช้กุ้งเเช่เเข็งคุณภาพดี ที่มีขายตามตู้เเช่เเข็งในซูเปอร์มาร์เก็ตมาปรุงผสมส่วนผสมต่างๆ จนกลายเป็น กุ้งสารพัดประโยชน์ทำได้หลากหลายเมนู

เคล็ดลับอย่างที่หนึ่งที่ผู้เขียนค้นพบจะทำให้อร่อย ขนมปังกรอบได้ที่ ต้องผึ่งขนมปังไว้ให้เเห้งๆ เเข็งๆ สักหน่อย เวลาป้ายส่วนผสมกุ้งพื้นฐานของเรา ขนมปังจะได้ไม่บี้เเบนจากความนุ่ม คงความหนาไว้ เวลาทอดก็จะได้ขนมปังที่กรอบนอกนุ่มใน ดูน่าทาน

ขนมปังหน้ากุ้งทอด สามารถทำให้เป็นรูปร่างต่างๆ ตามชอบได้ เพียงเเค่ตัดขนมปังให้เป็นรูปร่างต่างๆ หลังจากป้ายส่วนผสมกุ้งลงไปเเล้ว เพราะหากตัดขนมปังเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนการป้ายส่วนผสม ยิ่งขนมปังชิ้นเล็ก จะยิ่งยากเย็นเข้าไปใหญ่

ที่สำคัญ เมนูนี้สามารถป้ายกุ้งบนเเผ่นขนมปัง เเล้วเเช่เเข็งไว้จนกว่าจะใช้ เวลาจะรับประทานเเค่นำออกมาทอดในน้ำมันร้อนๆ ไม่ต้องละลาย สามารถทำไว้ได้ทีละเยอะ

จะให้ขนมปังหน้ากุ้งคลุกงาอร่อยถูกใจ ต้องทานคู่กับ น้ำจิ้มบ๊วย อร่อยๆ ผู้เขียนเป็นเเฟนน้ำจิ้มบ๊วยลองชิมมาหลายต่อหลายร้าน ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง บางร้านเปิดจากขวดน้ำจิ้มบ๊วยกอ หรือบ๊วยเจี่ย เจอยี่ห้อไม่อร่อย ก็จะไม่หอม

ร้านที่ผู้เขียนชอบ เป็นน้ำจิ้มบ๊วยหวานๆ สีเข้มสวย คล้ายน้ำตาลคาราเมล น้ำจิ้มเกี๊ยวกรอบของร้านราดหน้าจ๊ากกี่ เเถวๆ ซอยรางน้ำ ชอบที่สุด เพราะรสเข้มข้นถูกใจ เลยลองใช้ประสาทสัมผัสส่วนตัว พยายามลอกเลียนเเบบ ทดลองเเล้ว ทดลองเล่า จนได้สูตรมาให้คุณผู้อ่านในฉบับนี้

เคล็ดลับในการทำน้ำจิ้มบ๊วยให้อร่อย ต้องมีเเบะเเซช่วย จะได้ไม่หวานมากนัก ผสมในสัดส่วนนิดหน่อย เเต่หากไม่มีเเบะเเซ ไม่ต้องกังวล ใช้น้ำตาลทรายอย่างเดียวได้เลย ตั้งไฟใส่น้ำนิดหน่อย ห้ามคนหรือขยับหม้อเด็ดขาด รอจนกลายเป็นคาราเมล สีน้ำตาลริ้วๆ ริมขอบหม้อ เเล้วเขย่าหม้อเบาๆ ให้สีน้ำตาลกระจายทั่วถึงกันทั้งหม้อ ก่อนจะเติมน้ำส้มสายชูหมัก ขอย้ำว่าหมักเท่านั้นถึงจะได้รสกลมกล่อม เพราะน้ำส้มสายชูหมักจะมีกลิ่นเปรี้ยวบางเบา รสไม่เเหลมมาก หอมกว่า

สุดท้าย ก็หาบ๊วยดองในน้ำเกลือคุณภาพเยี่ยมๆ หากไปร้านเเถวเยาวราชซื้อมาตุนไว้ได้เลย นอกจากจะทำน้ำจิ้มบ๊วยได้เเล้ว ทำได้ทั้งเป็ดต้มบ๊วย น้ำบ๊วยเย็นๆ หรือเเม้เเต่เจลลีเป็นของหวานก็ย่อมได้

น้ำจิ้มบ๊วยสูตรนี้ลูกสาวคนโตของผู้เขียนบอกว่าอยากเก็บไว้เป็นความลับ เพราะรสถูกใจ หากวันใดเธอโตเเล้ว อยากเปิดโรงงานผลิตตามสูตรของเเม่ ขายเป็นขวดๆ เสียเลย เเต่ก็ได้ขออนุญาตลูกมาลงในฉบับนี้เเค่ฉบับเดียวจริงๆ คะ

ขนมปังหน้ากุ้ง

ขนมปังขาว 8 เเผ่น

กุ้งเเช่เเข็ง 30 ตัว

เเป้งมัน 2 ช้อนชาพูน

เกลือ 0.25 ช้อนชา

น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

พริกไทยขาวป่นละเอียด 0.50 ช้อนชา

ไข่ขาว 2 ช้อนโต๊ะ

งาขาว 0.5 ถ้วย

น้ำจิ้มบ๊วย

บ๊วยจีน 2 เม็ด

น้ำตาลทราย 150 กรัม

กลูโคสหรือเเบะเเซ 40 กรัม

น้ำส้มสายชูหมัก 0.25 ถ้วย

น้ำสะอาดส่วนที่ 1 23 ช้อนโต๊ะ

สำหรับน้ำจิ้ม เริ่มทำน้ำจิ้มบ๊วยก่อน เทน้ำตาลทรายลงในหม้อ พร้อมกับน้ำสะอาดส่วนเเรกเเละเเบะเเซ คนพอเข้ากัน

ตั้งไฟอ่อนๆ ห้ามคนหรือขยับหม้อเด็ดขาด ประมาณ 8 นาที จะเริ่มเปลี่ยนสีน้ำตาลคาราเมลรอบๆ เขย่าหม้อเบาๆ ให้สีทั่วถึง เติมน้ำส้มสายชู น้ำสะอาดเเละบ๊วยยีเข้าด้วยกัน พักไว้ให้เย็นสนิท

สำหรับขนมปังหน้ากุ้ง พอกุ้งเริ่มละลาย ซับน้ำให้เเห้งสนิท ขณะที่กุ้งกำลังเย็นๆ เเบ่งกุ้งเป็นสองส่วน สับกุ้งส่วนเเรกให้ละเอียด คลุกเคล้ากับส่วนผสมทั้งหมด ยกเว้นงาขาว ให้เข้ากันอย่างเบามือ เเละหั่นกุ้งส่วนที่สองให้เป็นเนื้อหยาบๆ เคล้ากับส่วนเเรก

เรียงขนมปังบนถาดหรือเขียงเเบนๆ พอให้มีพื้นที่ ใช้พายหรือช้อนป้ายส่วนผสมกุ้งลงบนขนมปังให้มีความหนาไม่เกิน 0.5 ซม.

เทงาลงในจานเเบนๆ กดเเผ่นขนมปังด้านกุ้งลงไปให้งาเเนบสนิทกับส่วนเนื้อกุ้ง

เรียงขนมปังไว้ในถาด นำเข้าเเช่เย็นประมาณ 12 ชั่วโมง

ตั้งหม้อหรือกระทะให้ร้อน เติมน้ำมันพืชสำหรับทอดลงไป ทอดที่ไฟกลางๆ ทอดน้ำมันท่วมๆ ให้สุกเหลืองทั้งสองด้าน โดยนำด้านกุ้งลงทอดก่อน เเล้วกลับด้านขนมปังทอดต่อไป สะเด็ดน้ำมันขึ้นมาเรียงบนตะเเกรง เพื่อให้ระบายความร้อน ไม่ให้ชิ้นขนมปังอมน้ำมัน

เสิร์ฟร้อนๆ พร้อมน้ำจิ้มบ๊วย สับปะรดสดเเละผักดอง

 

สปาเกตตีต้มยำกุ้งต่างแดนของ…พงษ์ปณต องค์วัฒนา 2012/05/12

สปาเกตตีต้มยำกุ้งต่างแดนของ…พงษ์ปณต องค์วัฒนา

  • 11 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:39 น.

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

พงษ์ปณต องค์วัฒนา หรือ ทอมมี่ หนุ่มน้อยนักธุรกิจเจเนอเรชันที่ 3 ของครอบครัวองค์วัฒนา ผู้ดำเนินกิจการโรงงานผลิตเลนส์แว่นตาอินเตอร์โกลด์ และบริษัท โกลเด้น ออพติคอล หรือ “แว่นทอง” แห่งเยาวราช กิจการบุกเบิกของชาวจีนรุ่นแรกๆ ในไทย

ทอมมี่ เพิ่งเรียนจบปริญญาโท (หลายใบ) จากต่างประเทศ ปัจจุบันเขารับผิดชอบงานด้านการตลาดของโกลเด้น ออพติคอล โดยเน้นที่แว่นตาแฟชั่นชั้นสูง เทคโนโลยีสูง ดีไซน์ทันสมัย เป็นนวัตกรรมแว่นตาที่ดูแลสุขภาพ เช่น แบรนด์ชั้นนำจากญี่ปุ่น ซาฟารี (Safari) อาโอโปส (Aopoess) และโซดา (Soda)

ชีวิตครึ่งหนึ่งคือการเป็นนักเรียนทุนยุโรป เขาบอกว่า เขาเรียนหนังสือเป็น ใช้ชีวิตเป็น ว่างจากการเรียนก็แบกเป้ออกท่องเที่ยวไปเหมือนนักเรียนยุโรปส่วนใหญ่ เวลาที่ต้องอยู่เองกินเองก็ต้องช่วยเหลือตัวเอง ทำอะไรได้ก็ต้องทำตามประสา อาหารการกินส่วนใหญ่ล้วนประกอบกรรมทำเองแล้วก็ชอบด้วย (ฮา)

แต่ที่ชอบที่สุดเห็นจะเป็นอาหารอิตาเลียน แรกๆ หัดทำจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ต่อมาในภายหลังจึงฝึกฝีไม้ลายมือจนแก่กล้า โดยเฉพาะช่วงเรียนหนังสือที่อิตาลี ซึ่งเขาหัดทำอาหารอิตาเลียนที่นี่ โอ้โห! มีความสุขมาก ตอนนั้นเรียนหนังสืออยู่ที่มิลาน ทำอาหารอิตาเลียนกินได้ทุกบ่อย วันนี้จะขอโชว์ฝีมือที่ชาวอิตาเลียนเจ้าของเมนูยกนิ้วให้มาแล้ว เป็นเมนูประยุกต์ไทย-อิตาเลียน ชื่อ สปาเกตตีต้มยำกุ้งต่างแดน โอ้! ว้าว ไม่เคยกินล่ะสิ

สปาเกตตีต้มยำกุ้ง

เครื่องปรุง (สำหรับ 1 คน)

1.เส้นสปาเกตตี 250 กรัม

2.กุ้งปอกเปลือก 300 กรัม

3.น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ

4.น้ำปลาดี 1 ช้อนโต๊ะ

5.น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ (ไม่ควรบีบมะนาวล่วงหน้านานนัก)

6.ข่าอ่อน หั่นเป็นชิ้นบางๆ 2 ช้อนโต๊ะ (เลือกที่อ่อนจริงๆ)

7.ตะไคร้อ่อนหั่นเฉียง 2 ช้อนโต๊ะ

8.ใบมะกรูดฉีก 10 กรัม

9.พริกชี้ฟ้าหั่นเฉียง 20 กรัม

10.กระเทียมสับ 10 กรัม

11.น้ำพริกเผา 2 ช้อนโต๊ะ

12.ผักชีเล็กน้อย

13.ไข่ไก่ 1 ฟอง

วิธีทำ

1.ลวกเส้นสปาเกตตีในน้ำเดือด เคล็ดลับคือต้องไม่ลวกพร้อมกันแบบเยอะเกินไป (จะกลายเป็นก้อนๆ) และต้องใส่เกลือเล็กน้อย รอจนประมาณ 1520 นาทีให้สุกทั่วถึง แล้วตักขึ้นพักทิ้งไว้

2.นำกระเทียมสับไปผัดในน้ำมันมะกอกเล็กน้อยให้หอม หลังจากนั้นใส่เครื่องต้มยำลงไป มีข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด น้ำพริกเผา พริกชี้ฟ้า ควรคัดเลือกเครื่องปรุงที่สดใหม่ จะให้กลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหย ผัดให้เข้ากัน จากนั้นใส่น้ำซุปปรุง (น้ำสต๊อก) ลงไปเล็กน้อย

3.ปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาล และน้ำมะนาว (ถ้าปรุงให้ฝรั่งหรือคนต่างชาติรับประทาน ควรใส่แต่น้อย เพราะส่วนใหญ่จะเฮตอนปรุง บอกให้ใส่เยอะๆ แต่พอกินจริงๆ จะหน้าแหยๆ เพราะไม่คุ้นเคย) หลังจากนั้นใส่เนื้อกุ้งและปลาลงไปผัดให้พอสุก (ไม่ต้องสุกมาก)

4.นำเส้นสปาเกตตีลงไปผัดให้เครื่องปรุงเข้าเนื้อ

5.จัดจานด้วยผักกาดหอม ตักใส่จานเสิร์ฟพร้อมไข่ดาว 1 ฟอง และโรยหน้าด้วยผักชีสดสวยน่ารับประทาน กินตอนร้อนๆ รับรองว่าจะติดใจ

 

มาซาโตมิ พาทีสซีรี่ จุดเริ่มต้นความอร่อยที่ลงตัว 2012/05/12

มาซาโตมิ พาทีสซีรี่ จุดเริ่มต้นความอร่อยที่ลงตัว

  • 11 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:33 น.

โดย… พุสดี pussadees@posttoday.com

ลำพังชื่อร้านที่ยาวสะดุดหู แถมผสมผสานสองภาษาเข้าด้วยกัน คือ ญี่ปุ่นและฝรั่งเศส ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาได้ว่า มาซาโตมิ พาทีสซีรี่ (Masatomi Pattisserie) ร้านขนมแห่งนี้ต้องมีลูกเล่นความอร่อยที่มากกว่าหนึ่งให้ลูกค้าได้ลิ้มลอง และเมื่อได้ไปท้าพิสูจน์ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

เมื่อเปิดประตูร้านเข้าไป ลูกค้าอาจแปลกใจนิดๆ กับบรรยากาศของร้านที่ดูค่อนข้างเคร่งขรึม ไม่สดใส กุ๊กกิ๊กน่ารักเหมือนร้านเบเกอรีทั่วไป โดยเฉพาะเบเกอรีสไตล์ญี่ปุ่น ที่ร้อยทั้งร้อยจะชูสีสันสดใส เน้นความน่ารัก ต่างจากที่นี่ที่เน้นตกแต่งในสไตล์คอนเทมโพรารี เน้นการใช้สีโทนอุ่น ซึ่งตรงกับความตั้งใจของเชฟ ทอมมีพิชัย รุ่งนพคุณศรี เจ้าของร้าน ที่ต้องการสร้างความแตกต่างและเป็นการบอกลูกค้าเป็นนัยๆ ว่าเจ้าของร้านนี้เป็นผู้ชาย

“ผมไม่เน้นเรื่องการแต่งร้านว่าต้องแฝงกิมมิกอะไรมากนัก แต่ถ้าพูดถึงลูกเล่นขอให้ดูที่ชื่อร้านซึ่งมีที่มาจากชื่อของผม พิชัย ซึ่งในภาษาญี่ปุ่น เรียกว่า มาซารุ ผมเลยตัดมาแค่คำว่า มาซา แล้วเอามารวมกับชื่อเล่นของผมและชื่อของหุ้นส่วนเหมือนกัน นั่นคือ ซอมมี รวมกันเลยกลายเป็น มาซาโตมิ ซึ่งถ้าสังเกตโลโก้ร้านให้ดีจะเห็นว่ามีเลข 2 อยู่ตรงคำว่า ทอมมี หมายถึงทอมมี 2 คน ส่วนคำว่า Pattisserie นั้นเป็นภาษาฝรั่งเศส มีความหมายว่าเป็นร้านขายของหวานทุกชนิด ที่ไม่ใช่แค่ขนมปังหรือขนมเค้ก ตรงกับคอนเซปต์ของร้านที่มีขนมหลายอย่าง”

สำหรับเมนูขนมที่เป็นซิกเนเจอร์ของร้าน ต้องยกให้พระเอกของร้านอย่าง “โมจิเค้ก” ซึ่งเชฟทอมมีการันตีว่าแทบจะหากินที่ไหนในเมืองไทยไม่ได้ และแม้หน้าตาจะเพลนๆ แต่รสชาติข้างในไม่ธรรมดา เพราะมีให้เลือกอร่อยถึง 4 รสชาติ ได้แก่ ชาเขียว ซากุระไวต์ช็อก สตรอเบอร์รีและมะม่วง รับรองกินแล้วสดชื่นเหมาะกับฤดูร้อน

นอกจากเมนูสไตล์ญี่ปุ่นแล้ว ที่นี่ยังมีเมนูขึ้นชื่อของฝรั่งเศสอย่าง มาการง ถึง 16 รสชาติ ไว้ให้ลิ้มรส โดยรสชาติที่น่าสนใจกว่าใครต้องยกให้ สมุย เพราะเป็นสูตรที่ทางร้านคิดขึ้นเอง โดยเป็นการผสมผสานระหว่างน้ำตาลมะพร้าวและกะทิ จนกลายเป็นมาการงเวอร์ชันไทยๆ หรือถ้าใครอยากได้รสชาติขนมหวานแบบญี่ปุ่น ต้องซากุระเค้ก และสตรอเบอร์รี ชอร์ตเค้ก ที่เชฟบอกว่า รับรองรสชาติแบบหวานน้อยๆ สไตล์ญี่ปุ่นจริงๆ

มาอิ่มอร่อยกันได้ที่ชั้น 3 เดอะ ปอร์ติโก้ ซอยหลังสวน โทร. 02-652-1977 เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-20.00 น.

 

อิ่มเบาๆ อร่อยหนักๆ ‘สลัด’ 2012/05/12

อิ่มเบาๆ อร่อยหนักๆ ‘สลัด’

  • 11 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:28 น.

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง

สาวๆ หรือแม้แต่หนุ่มที่ใส่ใจในสุขภาพ มักจะมีเมนู “สลัด” เป็นหนึ่งในจานโปรด ยิ่งอากาศร้อนๆ แบบนี้ รับประทานผักและผลไม้เยอะๆ สามารถช่วยดับร้อน ทั้งทำให้ร่างกายปรับสภาพอุณหภูมิให้เข้ากับฤดูได้ดี ทั้งยังให้กากใยเพื่อการขับถ่ายที่เยี่ยมยอด

ว่าแล้วคน (พยายาม) รักสุขภาพอย่างเราก็ได้แวะมาที่ “เฮาส์ ออฟ สลัด” ร้านอาหารซึ่งตั้งอยู่ภายใน เรนฮิลล์ คอมมูนิตีมอลล์เก๋ๆ พร้อมไอเดียรักษ์โลก ซึ่งตั้งอยู่ ณ ปากซอยสุขุมวิท 47

ร้านนี้เกิดขึ้นจากการรวมตัวของ “นักชิม” ผู้ชื่นชอบอาหารอร่อย บี–ปิติภัทร สารสิน หนึ่งในหุ้นส่วนเล่าว่า เธอชอบรับประทานสลัดเป็นพิเศษ แต่ที่ผ่านมาพบว่า ในหนึ่งจานสลัดซึ่งร้านต่างๆ เสิร์ฟ มักจะมีบางส่วนผสมที่เธอไม่ชอบ ทำให้เหลือทิ้งไว้เป็นประจำ คงจะดีถ้าหากมีร้านสลัดที่ให้ลูกค้าเลือกเองได้ว่าจะรับประทานอะไร นั่นจึงกลายมาเป็นต้นความคิดซึ่งทำให้เกิด “ดีไอวายสลัด” และร้านเฮาส์ ออฟ สลัด ขึ้นมาเมื่อราว 3 เดือนที่แล้ว

ผักและอื่นๆ ในสลัดของฉัน

หลังเดินเข้าสู่ร้านซึ่งตกแต่งในแบบอาร์ตๆ ขาวๆ ที่มีซุ้มสลัดในรูปลักษณ์แบบเรือนกระจกโดดเด่นอยู่กลางร้าน เราก็หยิบเมนูของทาง เฮาส์ ออฟ สลัด ขึ้นมาชม แล้วจึงเห็นว่าทางร้านแนะนำการสั่งสลัดแบบเลือกเอง โดยเริ่มต้นจากขึ้นตอนแรกคือ เลือกผักออร์แกนิกที่ชอบ 3 ชนิดจาก เรดโอ๊ก, กรีนโอ๊ก, บัตเตอร์เฮด, คอส, เรดโครัล, ไอซ์เบิร์ก หรือฟริลเล ไอซ์เบิร์ก

ต่อจากนั้นก็เลือกท็อปปิงได้ 5 ชนิด ซึ่งก็มีให้เลือกหลากหลายจนลายตา ไม่ว่าจะ กะหล่ำม่วงซอย แครอตซอย มะเขือเทศเนื้อ มะเขือเทศราชินี พริกหวานญี่ปุ่นย่าง เห็ดออริจิย่าง แตงกวาญี่ปุ่น ฯลฯ ใครชอบถั่วหรือธัญพืชก็อาจจะเลือกอัลมอนด์ เมล็ดทานตะวันอบ งาขาว มะม่วงหิมพานต์ ลูกเดือยต้ม ถั่วชิกพี ฯลฯ

ถัดมาลูกค้าสามารถเลือกน้ำสลัดที่ถูกใจถูกลิ้น อาทิ น้ำสลัดซีซาร์บัลซามิก น้ำสลัดฝรั่งเศส บัลซามิกน้ำผึ้ง น้ำสลัดมินต์ดีไลต์มัสตาร์ด น้ำสลัดมิโซะเข้มข้น น้ำสลัดงาผสมซีอิ๊วญี่ปุ่น น้ำสลัดอิตาเลียน และมายองเนสวาซาบิ

ใครอยากเพิ่มคุณค่าความอร่อยด้วยเนื้อสามารถเพิ่มหมูสไลซ์ หมูทอดทงคัตสึ เบคอนย่าง ไข่ไก่ออร์แกนิกต้มสุก ปลาทูน่าในน้ำแร่ เต้าหู้ปลา หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ปลาแอนโชวีในน้ำแร่ เนื้อสันในย่างซอสเทริยากิ พาเมซานชีส บลูชีส ฯลฯ ในสลัดของตัวเองได้

เท่านั้นยังไม่พอ ลูกค้าสามารถเลือกเพิ่มความอร่อยด้วยท็อปปิงพิเศษสุดๆ อย่าง ปลากะพงย่างเนยสมุนไพร ปลาเรนโบว์เทราต์ย่าง เนื้อออสเตรเลีย กุ้งล็อบสเตอร์ หอยเชลล์ย่างเนยสมุนไพร ฯลฯ เพื่อทำให้จานของเราดูอลังการยิ่งขึ้นไปอีก ถึงตอนนี้สลัดที่เลือกเองก็พร้อมจะถูกชิม

ได้ชื่อว่าเป็นร้านสลัดขวัญใจสาวๆ และคนยุคใหม่ ซึ่งใส่ใจคุณภาพ แต่ที่นี่ยังมีเมนูอื่นๆ ให้เลือกสั่งตามเจตนารมณ์ของหุ้นส่วน ซึ่งอยากให้ เฮาส์ ออฟ สลัด เป็นสถานที่ของครอบครัวด้วย จึงมีเมนูเหมาะกับสมาชิกทุกเพศทุกวัย

นอกจากสลัดแล้ว ทางร้านขอแนะนำ ริซอตโต ฟรัวกราส์ อาหารจานนี้เป็นสูตรเด็ดที่เกิดจากคำแนะนำของลูกค้า ความอร่อยอยู่ตรงซอตโตข้นๆ สีเหลือง ซึ่งเกิดจากการผสมผสานระหว่างข้าวและฟักทองรับประทานกับตับห่านนุ่มๆ ฉ่ำๆ เข้ากันอย่างลงตัว

สเต๊กหมูและเนื้อ พาสตารสจัดจ้านถูกลิ้นไทยๆ อย่างสปาเกตตีผัดแห้ง หรือผัดขี้เมา รวมทั้งพาสตาซอสเข้มข้นอย่างคาโบนาราเป็นเมนูน่าชิมของร้านเช่นกัน

เคล็ดลับความอร่อยของสลัด

หัวใจของสลัดอร่อยๆ คือ ผักสลัดต้องสดใหม่ เพื่อความกรอบหวานเต็มรสชาติและให้คุณค่าทางอาหารอย่างเต็มที่ เพื่อสุขอนามัยนั้น ทางที่ดีควรเลือกผักปลอดสารพิษเช่นที่ เฮาส์ ออฟ สลัด ใช้ผักออร์แกนิกเกือบทุกชนิด

อีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ในจานสลัดก็คือ น้ำสลัด ซึ่งหลากสีสันและรสชาติให้เลือกได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำสลัดข้นหรือใส สูตรการทำน้ำสลัดนั้นมีมากมาย แต่นี่คือสูตรเฉพาะตัวซึ่งเชฟของ เฮาส์ ออฟ สลัด สร้างสรรค์ขึ้น

เริ่มต้นที่ น้ำสลัดซีซาร์บัลซามิก ปรุงจากไข่ น้ำมันมะกอก และมัสตาร์ด ทั้งหมดนำมาตีรวมกันก่อนใส่บัลซามิกลงไป ปรุงรสด้วยพริกไทยดำและเกลือ น้ำสลัดฝรั่งเศส ปรุงจาก ดิจงมัสตาร์ด น้ำมันมะกอก เรดไวน์วีนิการ์ หอมแดงสับ กระเทียมสับ ทั้งหมดนำมาตีรวมกันก่อนปรุงรสด้วยพริกไทยดำและเกลือ บัลซามิกน้ำผึ้ง ปรุงจากบัลซามิก น้ำมันรำข้าว เรดไวน์วีนิการ์ น้ำผึ้ง ทั้งหมดตีรวมกัน ปรุงรสด้วยพริกไทยดำและเกลือ น้ำสลัดมินต์ไลต์มัสตาร์ด ทำจากน้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก บัลซามิก เรดไวน์วีนิการ์ ดิจงมัสตาร์ด สะระแหน่ ทั้งหมดตีรวมกัน

น้ำสลัดมิโซะเข้มข้น ทำจากน้ำมันรำข้าว มิริน คิโคแมน มิโซะ งาขาว น้ำมันงา ปรุงรสด้วยพริกไทยดำและเกลือ น้ำสลัดงาผสมซีอิ๊วญี่ปุ่น มิริน น้ำมันมะกอก น้ำตาลทราย น้ำมันงา เรดไวน์วีนิการ์ ปรุงรสด้วยพริกไทยดำและเกลือ น้ำสลัดอิตาเลียน ทำจาก น้ำมันมะกอก กระเทียมสับ หอมแดง เรดไวน์วีนิการ์ น้ำตาลทราย บัลซามิก ปรุงรสด้วยพริกไทยดำและเกลือ และ มายองเนสวาซาบิ ปรุงจาก ไข่แดง น้ำมันมะกอก ดิจงมัสตาร์ด ทั้งหมดตีรวมกันใส่วาซาบิ ปรุงรสด้วยพริกไทยดำและเกลือ

การเลือกน้ำสลัดนั้นบางครั้งก็ต้องให้เหมาะกับผัก เพราะผักบางชนิดเมื่อเจอกับน้ำสลัดข้นหรือครีมก็จะสลบเหี่ยวไม่น่ารับประทาน จึงเหมาะกับน้ำสลัดใสมากกว่า ความบางหนาของเนื้อผักก็เป็นปัจจัยในการเลือกน้ำสลัดว่าจะเป็นแบบใสหรือข้น

สูตรน้ำสลัดเพื่อคนรักสุขภาพนั้น อาจจะมีโปรตีนและไขมันน้อยลงมาหน่อย อาจไม่ใส่ไข่เพื่อจะได้ไม่มีคอเลสเตอรอลสูงเกินไป หรือเปลี่ยนมาใช้วัตถุดิบดีต่อสุขภาพ เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดทานตะวันแทนน้ำมันพืชก็ย่อมได้

ข่าวดีสำหรับคนรักสลัดคือ ปัจจุบันมีร้านอาหารที่มีสลัดเป็นเมนูเด่นเปิดตัวขึ้นมากมาย รวมถึง เฮาส์ ออฟ สลัด ซึ่งมีสลัดแบบดีไอวายเป็นจุดขาย ข่าวดีสำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์คือ นำหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ไปรับประทานอาหารที่ร้าน เฮาส์ ออฟ สลัด ในโครงการเรนฮิลล์ ปากซอยสุขุมวิท 47 (เปิดทุกวันเวลา 11.00–22.00 น. โทร. 02-261-7271) จะได้รับส่วนลดอาหารทันที 10% ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงสิ้นเดือน มิ.ย.

เพื่อจะได้อิ่มเบาๆ อร่อยหนักๆ กับสลัดและอื่นๆ

 

ก๋วยเตี๋ยวกะทิกลมกล่อม ที่ร้านครัวสะด๊ะ 2012/05/12

ก๋วยเตี๋ยวกะทิกลมกล่อม ที่ร้านครัวสะด๊ะ

  • 11 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:19 น.

โดย…ชายโย

วันนี้ชวนไปรับประทานก๋วยเตี๋ยวที่ไม่ค่อยจะมีขายทั่วไปนัก อย่าง ก๋วยเตี๋ยวกะทิ เมนูอาหารอิสลามที่พบได้ง่ายแถบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งไม่ต้องเดินทางลงไปรับประทานถึงถิ่นก็มีให้กินแถวมัสยิดดารุ้ลอาบิดีน ถนนจันทน์ มีร้านที่ชื่อว่า ครัวคุณสะด๊ะ ร้านอาหารอิสลามรสชาติดีที่เราอยากให้ลองชิมกัน

การเดินทางมาที่ร้านนี้ง่ายมากครับ แค่ขับมาตามถนนเจริญกรุง พอถึงสามแยก เลี้ยวเข้าถนนจันทน์ไปสักประมาณ 200 เมตร จะเห็นมัสยิดดารุ้ลอาบิดีน ร้านจะอยู่ข้างในครับ ค่อนข้างเป็นที่รู้จักกันดี ไปไม่ถูกลองโทร.สอบถามเส้นทางได้ที่เบอร์ 08-1492-0050 เป็นร้านอาหารตามสั่ง ใครใคร่อยากรับประทานอะไรก็สั่งได้เลย รสชาติรับประทานแล้วไม่รู้สึกเสียดายเงินแน่ๆ

แต่ที่เราอยากให้ลองสั่งมารับประทานเป็นพิเศษก็คือก๋วยเตี๋ยวกะทิ ซึ่งรสชาติของครัวคุณสะด๊ะจะออกรสหวานกลมกล่อม หอมกะทิที่ราดบนก๋วยเตี๋ยว อันที่จริงแล้วก๋วยเตี๋ยวกะทินี้ก็มีขั้นตอนการทำเหมือนกับก๋วยเตี๋ยวน้ำทั่วไป สั่งเส้นอะไรก็ได้แล้วแต่ชอบ มี กุ้งแห้ง เต้าหู้ หอมเจียว ถั่วงอก ผักชีโรยหน้า จากนั้นจึงราดน้ำกะทิที่เคี่ยวและปรุงรสเอาไว้อย่างพอเหมาะแล้ว

จากนั้นมาเพิ่มเติมรสชาติตามสไตล์ส่วนตัว ด้วยเครื่องปรุงรสต่างๆ เปรี้ยว หวาน เผ็ด เค็ม มัน ตามคนชอบ แต่มะนาวต้องบีบใส่ไปตามสูตร ถึงจะได้ความเป็นก๋วยเตี๋ยวกะทิเมนูของชาวอิสลามมารับประทานอร่อยยกชามกัน ใครที่ผ่านไปแถวนั้นบ่อยๆ แนะนำให้ลองไปชิมกันสักครั้งแล้วจะติดใจ

 

เวียดนามรสล้ำที่ ‘อันนาม’ 2012/05/12

เวียดนามรสล้ำที่ ‘อันนาม’

  • 11 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:14 น.

โดย…ซิตี้กาย

ร้านเวียดนามที่แม้ไม่ได้มีอายุเก่าแก่ (เปิดบริการแค่ปีครึ่งเท่านั้นเอง) แต่เราก็ขอการันตีว่ารสชาติอร่อยจริง

“อันนาม” เอาใจคนชอบอาหารเวียดนามโดยเฉพาะ เสิร์ฟเมนูเด็ดสไตล์เวียดนามดั้งเดิม โดยปรับให้เข้ากับลิ้นคนไทย เพิ่มความจัดจ้านและความเข้มข้นอีกหน่อย

หลากหลายจานของที่นี่มีให้เลือกลิ้มลองไม่ซ้ำ ประเภทที่ไม่ได้มีให้ชิมบ่อยๆ ก็เช่น “ชะพลูซู่ซ่า” เป็นสูตรที่ทางร้านสร้างสรรค์ขึ้นเอง ใบชะพลูปรุงรส คลุกงา ทอดจนกรอบ กินกับซอสพริก อร่อยเพลินๆ เกินห้ามใจ หรือจะสั่งจานเด็ดแบบคุ้นเคย “มี่สั้ว” “เมี่ยงทอด” “ข้าวเปียกเส้น” “เฝอ” รับรองจะติดใจ

แต่ไหนๆ มาถึงร้านเวียดนามทั้งที ก็ห้ามพลาดชิมจานเลื่องชื่อ “แหนมเนือง” (ถ้าจะให้ถูกตามคนเวียดนาม ต้องเรียกว่า แนมเหนือง— แนม แปลว่า หมูหมัก เหนือง แปลว่า ปิ้ง) กับ “ปากหม้อญวน”

จานแรกครบเซตแบบฉบับแหนมเนือง หมูหมักปิ้งชิ้นกระจุ๋มกระจิ๋ม พร้อมสารพัดเครื่องเครา กล้วยน้ำว้าดิบ กระเทียมหั่น พริกซอย มะเฟืองฝาน ขาดไม่ได้คือผักสดหนึ่งกระจาด ขนมจีนกับแผ่นเปาะเปี๊ยะ (ที่หนองคายเรียก แผ่นกระยอ) แล้วก็น้ำจิ้มถ้วยเล็ก รสเปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ดนิดๆ

จานที่ 2 ตัวแป้งบางและนุ่มดี ไส้ก็ปรุงรสได้กลมกล่อม ยืนพื้นด้วยเห็ดกับหมูสับ เสิร์ฟคู่น้ำจิ้มแครอต ให้ความหวานผสมความเปรี้ยว เข้ากันกับปากหม้อญวนสีม่วงอ่อนที่ทำจากดอกอัญชัน

“เมี่ยงสด” จานนี้สำหรับคนรักสุขภาพ เต็มคำกับผักม้วนมาในแผ่นแป้งและเครื่องเครา (คล้ายๆ เปาะเปี๊ยะสดนั่นแหละ) ตัดเป็นท่อนพอคำ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มแครอต ที่ช่วยเพิ่มอรรถรสได้อักโข

คนชอบของหวาน ที่นี่มีไม่เยอะหรอก แต่ถ้าจะสั่งก็อยากให้ลอง “กล้วยบวชชีแห้ง” หน้าตาไม่เหมือนกล้วยบวชชีที่แม่ทำให้กินเลยละ เขาใช้กล้วยน้ำว้าห่ามต้มน้ำร้อนก่อน ประมาณ 3-4 น้ำ แล้วค่อยนำมาคลุกกับน้ำกะทิสูตรพิเศษ โรยด้วยข้าวโพดหวานและมะพร้าวอ่อน ก็เป็นอันพร้อมหม่ำ

สำหรับร้าน “อันนาม” ที่เราไปชิมนั้น อยู่ชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 3 ถือเป็นสาขาแรก มีพื้นที่ขนาดกะทัดรัด นั่งสบายในบรรยากาศการตกแต่งทันสมัย เน้นโทนสีน้ำตาลและขาวโพลน สว่างไสวด้วยโคมไฟแท่งยาว ห้อยระย้าเป็นลูกเล่นชวนมอง

วันจันทร์ศุกร์ เปิด 11 โมง ปิด 3 ทุ่ม วันเสาร์อาทิตย์ เปิด 10 โมง ปิดประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง โทร. 02-673-6387 ล่าสุดเขาก็เพิ่งเปิดสาขา 2 ที่เมกา บางนา โซน ฟู้ด รีพับบลิก โดยใช้ชื่อว่า “อันนาม เอ็กซ์เพรส” คนเลิฟอาหารเวียดนามผ่านไปย่านนั้นก็แวะลองลิ้มกันได้

 

สำราญรสแบบ ‘แซมบา’ 2012/05/12

สำราญรสแบบ ‘แซมบา’

  • 11 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:04 น.

โดย…องค์ชายห้า

ใครๆ ก็ว่าชาวแซมบา ไม่ใช่ชนชาติที่บ้าแต่ฟุตบอลเท่านั้น ยังเป็นนักดื่ม นักกิน ตัวยงอีกต่างหาก!!!

ว่าแต่ชาวแซมบาเขากินอะไรกันหว่า นั่นดิ!!!

สารภาพตามตรงว่าไม่รู้เหมือนกันว่าเขากินอะไรเป็นอาหารหลัก ไอ้ที่เอวองค์ยามส่ายได้พลิ้วไหวใบไม้สั่น ไม่ต่างกับลีลาการเลี้ยงลูกหนังขั้นเทพนั้น เป็นผลมาจากอาหารที่รับประทานเข้าไปด้วยหรือเปล่า อิอิ

วันนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้สำราญออกรสแบบแซมบาสักที เมื่อทางห้องอาหารพาโนรามา โรงแรมคราวน์ พลาซ่า กรุงเทพ ลุมพินี พาร์ค (โทร. 02-632-9000) จัดเต็ม ด้วยการพามาสัมผัสรสชาติอาหารสไตล์แซมบา ที่เรียกว่า Churrascaria บาร์บีคิวสไตล์บราซิเลียน ที่คงรูปแบบการนำเสนออาหารปิ้งย่างแบบดั้งเดิมเอาไว้อย่างครบถ้วน ผ่านการรังสรรค์เมนูโดยเชฟชาวบราซิล เอดมิลสัน อเซเวโด เชฟประจำห้องอาหารไวลด์ไลฟ์ โรงแรมคราวน์ พลาซ่า กูร์กาออน ห้องอาหารบราซิลต้นตำรับแห่งเดียวในอินเดีย

นั่นหมายความว่าเราจะได้สวมวิญญาณการกินดื่มแบบแซมบาเป็นครั้งแรกด้วยเช่นกัน ซึ่งว่ากันว่าชาวบราซิเลียนก็ชอบกิน “ข้าว” เป็นอาหารหลักเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยกินข้าวหุงธรรมดา มักจะเป็นข้าวที่หมักเครื่องเทศประจำถิ่น และเมนูข้าวที่ฮิตระดับชาติของเขาก็คือ อา-โฮซส์เฟ-เจา คือข้าวราดด้วยถั่วต้ม คนบราซิลชอบกินถั่วชนิดเข้าขั้นทั้งคาว ทั้งหวาน มักมีถั่วเข้าไปแจมด้วยเสมอ โดยเฉพาะถั่วลิสงและถั่วดำนี่ล่ะชอบกันเป็นหนักหนา

ส่วนวิธีการกินบาร์บีคิวให้ออกรสอย่างแซมบา ผู้รู้บอกว่า นอกจากจะต้องดูโชว์ลีลาส่ายเอวพลิ้วไหวใบไม้สั่นไปพร้อมกับมื้ออาหารแล้ว ก็ต้องไล่ไปตามลำดับการกินกันสักหน่อย และที่ขาดไปเสียมิได้คือการได้กินอาหารปิ้งย่างแบบดั้งเดิมของแซมบา ซึ่งก็จะทำให้มื้อนั้นน่าถวิลหามากยิ่งขึ้น

ชั่วโมงบาร์บีคิวแสนสำราญของชาวแซมบานั้น มักเริ่มต้นเสิร์ฟด้วยอาหารเบาๆ เป็นการเรียกน้ำย่อยเหมือนกับอาหารชาติอื่นๆ อย่างขนมปังชีสต้นตำรับบราซิลที่หอมแป้งและเครื่องเทศ พร้อมด้วยสลัดที่นอกจากผักสลัดนานาที่เราคุ้นเคยแล้ว ชาวแซมบาเขายังนิยมใส่ผักดอง ซึ่งมีให้เลือกหาอยู่ลายตา ทั้งแตงกวาลูกเล็กดอง มะกอกดอง กระเทียมดอง แครอตและกะหล่ำดอง นิยมใส่จำนวนเยอะกว่าผักสลัดสดๆ เสียอีกนะ เออ…ยอมรับว่าแปลกแต่อร่อยดี

ตามกันต่อกับอาหารจานหลักที่ปรุงรสกันแบบเข้มข้นถึงเครื่องสุดๆ แต่ไม่เน้นความจัดจ้านเท่าบ้านเรา รสชาติจะเนียนๆ นัวๆ ที่เชิดหน้าชูตาก็จะเป็น Moqueca De Pixe คือสตูเนื้อปลากับกะทิ คล้ายต้มข่า แต่เข้มข้นกว่า

ประเภทข้าวก็จะเป็น Arroz Carreteiro ข้าวอบเนื้อลูกเต๋าและหอมใหญ่ หอมดี อร่อยด้วย

ส่วนเมนูที่ยืนยันว่าคนบราซิลนั้นชอบถั่วดำมากๆ ก็คือ Feijoada สตูถั่วดำสไตล์แซมบา ที่ไม่ใช่แค่ถั่วต้มธรรมดาๆ แต่จะนำถั่วดำ (ย้ำ…ถั่วดำเท่านั้น) มาเคี่ยวกับเนื้อไปเรื่อยๆ จนงวด เนียนนุ่ม หอมถั่วดำเต็มๆ บอกกันว่าใครมาบราซิลแล้วไม่ได้กิน Feijoada ถือว่ายังไม่ถึงบราซิลนะจะบอกให้ ส่วนใครที่ไม่นิยมถั่วดำผมว่างานนี้ยังปลื้มเลย หุหุ

มาถึงไฮไลต์ของบาร์บีคิวฉบับแซมบาขนานแท้ ก็คือการย่างเนื้อด้วยการใช้ถ่านย่างสไตล์บราซิเลียนดั้งเดิม ซึ่งนอกจากถั่วดำชาวแซมบายังชื่นชอบเนื้อแบบเต็มเหนี่ยว ทั้งเนื้อสันนอก สันใน กระทั่งเนื้อไก่ เนื้อแกะ แต่ไม่ใคร่ชอบกินเนื้อหมูสักเท่าไหร่

ส่วนกรรมวิธีการย่างก็คือเอาเนื้อนานาไปเสียบไม้แล้วย่างบนเตาถ่านที่โหมความร้อนให้เหมาะกับการย่าง ซึ่งเป็นวิธีดั้งเดิมของชาวบราซิเลียนที่จะนิยมย่างกันกลางแจ้ง และก็นั่งแล่ล้อมวงกินกันอย่างสำราญกลางป่า

ส่วนเนื้อที่นิยมนำมาย่างในครั้งนี้ ก็จะเป็น Picanha เนื้อสันนอกสไลซ์ฟิเลต์มิยอง เนื้อวัวสันในสไลซ์นุ่มชุ่มฉ่ำCordeiro ขาแกะนิวซีแลนด์อบเครื่องเทศ Costela ซี่โครงวัว รวมถึงไส้กรอกปรุงรสนานาชนิด กลิ่นหอมฉุยทีเดียวเชียว แต่ต่อให้เนื้อและอาหารนั้นเลิศรสสักเพียงไหน ก็ไม่สามารถสัมผัสได้ถึงวิถีการกินฉบับแซมบาขนานแท้แน่ๆ ถ้าหากขาด Cortadores คือคนแล่เนื้อนั่นเอง ซึ่งนอกจากชำนาญการย่างแล้ว ยังเชี่ยวชาญการสไลซ์เนื้อเป็นเลิศอีกต่างหาก วิธีการก็คือเดินมาที่โต๊ะพร้อมกับไม้เนื้อย่างมาร้อนๆ หอมๆ และลงมือสไลซ์ให้เห็นกันจะจะเต็มตาด้วยความเต็มใจ โดยจะสไลซ์กันตั้งแต่ชิ้นบนไล่มาจนถึงชิ้นล่าง

ลำพังแค่เห็นลีลาการสไลซ์เนื้อของเชฟก็น้ำลายสอ บอกแบบไม่อายปากก็ได้ว่า ทั้งช้อนทั้งส้อมกระชับมือและเตรียมพร้อมตั้งแต่ที่เชฟเริ่มเอาเนื้อย่างมาวางในจานตรงหน้าก่อนจะบรรจงสไลซ์อย่างช่ำชองแล้วล่ะ อิอิ

ชิ้นเนื้อสุกกำลังงาม หอมฉ่ำหวานด้วยตัวเนื้อชั้นดีและเจือด้วยเครื่องเทศที่หมักย่างแบบแซมบา ที่เชฟขออุบเอาไว้ว่ามีอะไรบ้าง แต่ที่ไม่หวงแหนคือลีลาการสไลซ์ที่จับตากันให้ดี แต่ถึงให้ลงมือเองก็คงไม่น่ากินเท่านี้หรอกน่า อิอิ

ใครชอบจิ้มก็มีซอสให้เลือกถึง 5 รส แต่ผมว่าแค่ตัวเนื้อย่างก็อร่อยไม่รู้จบแล้วล่ะครับ

เชฟยังแนะเคล็ดลับความอร่อยสุดๆ ฉบับแซมบาอีกประการ ก็คือต้องกินคู่กับสับปะรดย่าง ซึ่งนอกจากจะช่วยชูรสชาติ เอนไซม์ในสับปะรดยังช่วยในเรื่องของการย่อยดีชะมัด และขอโทษไม่ใช่แค่สับปะรดชิ้นกระจ้อยร่อย แต่ย่างมาเป็นหัว และที่ได้ใจคือสไลซ์ให้เห็นกันจะจะ เยี่ยงเดียวกับการสไลซ์เนื้อนั่นล่ะ อร่อยมากมาย

ก่อนจะปิดท้ายมื้อแสนสำราญแบบแซมบาด้วยขนมหวานต้นตำรับ อย่าง Maria Mole มาร์ชเมลโลว์สไตล์บราซิล หรือCreme De Papaya ไอศกรีมวานิลลาเสิร์ฟในเหล้าหวานและมะละกอ และที่ชอบใจคือ มูสเสาวรส มูสข้าวโพดเนียนนุ่ม จี๊ดและสดชื่นในทีด้วยเสาวรสที่คุ้นเคยอ่ะ

จะบอกไงดีล่ะ คือมันอร่อยมากๆ มากถึงมากที่สุด ก็ไม่รู้ว่าเพราะตัวเนื้อย่างหรือว่าลีลาสไลซ์ถึงโต๊ะกันแน่ ที่ทำให้เราถึงกับต้องมนต์แซมบาอย่างเต็มเปาเข้าให้แล้ว เหอะ เหอะ

ไปสัมผัสความอร่อยต้นตำรับฉบับแซมบา ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงสิ้นเดือน มิ.ย. พิเศษในค่ำคืนนี้ถึง 14 พ.ค. เชฟเอดมิลสัน ตัวเป็นๆ จะรังสรรค์เมนูบาร์บีคิวให้ได้ลิ้มลองในราคา 1,500 บาท++ ส่วนไวน์ดินเนอร์ในวันนี้ (11 พ.ค.) ที่พร้อมเสิร์ฟหลากหลายเมนูอร่อยเคียงคู่ไวน์ชิลีในราคา 2,500 บาท++ ต่อท่าน

 

ติ่มซำประจำบ้าน ตอน ปูอัดนึ่งหมูสับ 2012/05/08

ติ่มซำประจำบ้าน ตอน ปูอัดนึ่งหมูสับ

  • 06 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:08 น.

ผู้เขียนพยายามสรรหารูปเเบบติ่มซำที่น่ารัก น่ากิน ที่สำคัญต้องไม่ยากจนเกินไปนัก เพื่อนำมารวบรวมเป็นสูตร “ติ่มซำประจำบ้าน”

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์

ผู้เขียนพยายามสรรหารูปเเบบติ่มซำที่น่ารัก น่ากิน ที่สำคัญต้องไม่ยากจนเกินไปนัก เพื่อนำมารวบรวมเป็นสูตร “ติ่มซำประจำบ้าน” ฉบับนี้ก็เป็นสูตรที่ 5 เเล้ว หากคุณผู้อ่านพบปัญหาในการทำสูตรที่ผ่านมา ทิ้งคำถามไว้ได้ในwww.facebook.com/cookoolstudio ซึ่งเป็นช่องทางในการสื่อสารระหว่างคุณผู้อ่านเเละผู้เขียนได้ง่ายดาย ตามยุคโซเชียลเน็ตเวิร์กในปัจจุบันคะ

ฉบับนี้ยังคงเป็นติ่มซำ ติ่มซำ ชื่อในภาษาจีน ไปค้นดูเเล้วหลายๆ เล่มบอกว่า หมายถึง Touch the Heart ซึ่งน่าจะเเปลได้ว่า กินเเล้วติดอกติดใจ จดจำไว้ได้ในใจ ไม่เพียงเเต่รสชาติต้องอร่อย รูปร่างหน้าตาต้องน่ารัก น่าทาน ขนาดพอดีคำเเทบทุกอย่าง เหมาะสำหรับกินเเกล้มกับชาจีนอย่างดี

อย่างในฉบับนี้ เป็น “ปูอัดนึ่งหมูสับ” เห็นปูอัดวางหราอยู่ สีเเดงสวยของปูอัดตัดกับสาหร่ายสีเขียวเข้ม น่ากินมากขึ้น ยิ่งได้โรยไข่กุ้งสีส้มด้านบน ทำให้หมูปั้นก้อนนึ่งธรรมดา ดูน่ากินครบเครื่องมากขึ้นอีกเยอะเลย ยิ่งเด็กๆ หรือผู้ใหญ่ที่ชอบปูอัดจะยิ่งติดใจ เพราะในหนึ่งคำ ได้เนื้อสัมผัส ที่เป็นเส้นๆ ของปูอัดที่เบานุ่มขึ้นเมื่อโดนไอน้ำ โดยหมูสับปั้นเป็นก้อนนั้น เรายังคงใช้สูตรหมูสับพื้นฐานที่เสนอไปในฉบับที่เเล้ว ตาม “คอนเซปต์” ที่วางไว้ของเราว่าจะต้องทำได้ง่ายเเละประยุกต์ได้หลากหลาย

สูตรหมูพื้นฐานมีรสชาติกลมกล่อมอยู่เเล้ว มีความนุ่มจากมันหมู ใช้ไข่ไก่เเละเเป้งมันผสานเนื้อหมูเข้าด้วยกันให้ชุ่มฉ่ำอยู่ ส่วนผสมที่ใช้ในการประยุกต์ของเราในฉบับนี้ มีเพียงเเค่หัวหอมใหญ่สับละเอียดใช้เพิ่มกลิ่นหอมๆ เเละเนื้อกรุบๆ ของเเห้วสับ ที่ผู้เขียนเเอบโกงใช้เเห้วกระป๋องในน้ำเชื่อม สะดวกดี หรือหากเเถวบ้านท่านใด มีรถเข็นขายเเห้วต้ม ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ ขอซื้อมาสักถุง สับส่วนหนึ่งให้ละเอียด เเล้วที่เหลือหม่ำเล่นๆ ให้หนำใจ หรือจะไม่ใส่ก็ได้ เพราะมีผลทางเนื้อสัมผัสมากกว่ารสชาติ

นึ่งจนสุกเเล้ว ทานเปล่าๆ ก็เข้าท่า จิ้มกับซอสเปรี้ยว หรือจิกโฉ่ว สักหน่อย ก็ “เอาอยู่” หากต้องการหน้าตาที่คล้ายกับติ่มซำตามร้าน เห็นทีจะต้องอาศัยถ้วยสเตนเลสขนาดพอดีวางได้ 2 ชิ้น ราดน้ำเเดง เเล้วอุ่นให้ร้อน โดยการนึ่งก่อนเสิร์ฟจะได้ “Look” ที่เหมือนติ่มซำเข่งได้เป็นอย่างดี

ทำไปทำมาได้สูตรติ่มซำที่ไม่ยากเย็นมาถึง 5 สัปดาห์ 5 สูตร 5 รูปเเบบเเล้ว ติ่มซำทำเองที่บ้าน นอกจากจะรสชาติถูกใจสมาชิกในบ้าน รับรองว่าความภูมิใจ จน “ติ่มซำ” อาจมีความหมายซ้อน ว่า “ประทับใจมิรู้ลืม” ก็เป็นได้

ปูอัดนึ่งหมูสับ

สำหรับหมูพื้นฐาน

เนื้อหมูสามชั้น เลาะเอาหนังออก บดละเอียด 0.5 กิโลกรัม

ไข่ไก่ 1 ฟอง

เเป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำเย็นละลายกับผงปรุงรสไก่หรือหมู 0.5 ช้อนชา 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา

เกลือ 1 ใน 4 ช้อนชา

คลุกเคล้า หรือนวดส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน พยายามให้ส่วนผสมเย็นไว้เสมอ ได้เป็นส่วนผสมหมูพื้นฐาน รอไว้

ประยุกต์สำหรับปูอัดนึ่ง

ปูอัดอย่างดี 2430 เเท่ง

สาหร่ายเเผ่นเเบบซูชิ 2 เเผ่น

ไข่กุ้ง 34 ช้อนโต๊ะ

เเห้วกระป๋องสับละเอียด 3 ช้อนโต๊ะ

หอมใหญ่สับละเอียด 2 ช้อนชา

ผสมเเห้วสับละเอียดเเละหัวหอมใหญ่ให้เข้ากันกับสูตรหมูพื้นฐาน นวดเเละเก็บไว้ในที่เย็นจนกว่าจะใช้

ปั้นเป็นก้อนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว เเล้วคลึงให้เป็นวงรี

ตัดสาหร่ายเป็นเเผ่น ขนาดประมาณ 1 ซม. ยาวประมาณ 78 ซม. เพื่อให้พันได้รอบชิ้นหมูที่จะปั้น

วางปูอัดลงบนเนื้อหมูปั้นก้อน ใช้สาหร่ายพันรอบวางทับปลายสาหร่าย เพื่อให้พันได้เเน่น ไม่หลุดเวลานำไปนึ่ง

นึ่งบนน้ำเดือดไฟเเรง ประมาณ 8 นาที พร้อมเสิร์ฟกับน้ำเเดงสำหรับราด

ส่วนผสมสำหรับน้ำเเดง

ขิงเเก่หั่นเเว่น 2 เเว่น

น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ

เหล้าจีน 1 ช้อนชา

น้ำสะอาด 2 ถ้วย

ผงปรุงรสไก่เเบบไม่มีผงชูรส 0.5 ช้อนชา

ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา

น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

เเป้งข้าวโพดละลายน้ำ 1:1 1 ช้อนโต๊ะ

ตั้งหม้อขนาดเล็กให้ร้อน เติมน้ำมันพืชลงไปเล็กน้อย เจียวขิงให้หอม เติมน้ำมันหอยลงไป ฉ่าด้วยเหล้าจีน ระวังน้ำมันกระเด็น

เติมน้ำสะอาดลงไป พร้อมกับเครื่องปรุงทั้งหมด ยกเว้นเเป้ง รอให้เดือด ชิมรส ปรับตามชอบ

หรี่ไฟลง เติมเเป้งข้าวโพดลงไป คนให้เข้ากัน เร่งไฟให้เดือด ส่วนผสมจะข้นขึ้นเป็นน้ำเเดง ใช้สำหรับราดปูอัดนึ่งหมูสับ

 

ชิมสะเต๊ะรสเด็ด ที่ภูเก็ต 2012/05/05

ชิมสะเต๊ะรสเด็ด ที่ภูเก็ต

  • 04 พฤษภาคม 2555 เวลา 15:03 น.

โดย…อชัถยา ชื่นนิรันดร์

“สะเต๊ะ” ร้อนๆ มาแล้วจ้า ชิมกันได้รวดเร็ว ฉับไว ที่ร้านสะเต๊ะใต้ต้นฉำฉา อยู่ที่ปากซอยหล่อโรง ถนนระนอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต

เพ็ญศรี นิติธรรมานนท์ หรือพี่ศรี เป็นคนภูเก็ตโดยกำเนิด ยืนขายสะเต๊ะอยู่ใต้ต้นฉำฉาใหญ่ที่ให้ร่มเงาแก่ร้านแห่งนี้ได้เป็นอย่างดีเป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปีแล้วค่ะ เธอยืนปิ้งสะเต๊ะหมู สะเต๊ะไก่ และไส้หมู ไม้ละ 5 บาท ขายวันละ 3,000 ไม้เท่านั้น เปิดขายทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00-17.00 น.

ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่นขาประจำและนักท่องเที่ยว บางวันมีทัวร์มาจอดแวะซื้อครั้งละจำนวนหลายร้อยไม้ อุดหนุนด้วยดีกันทุกวันค่ะ ความอร่อยของสะเต๊ะอยู่ที่หมูนุ่ม ไก่นุ่ม ไส้หมูไม่เหม็นคาว น้ำจิ้มปรุงเอง รสชาติไม่เผ็ดมาก โดยเอาเครื่องแกง ถั่ว กะทิ ผักชี ยี่หร่า มาผสมกัน เคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ เป็นชั่วโมงค่ะ จึงจะได้น้ำจิ้มราดสะเต๊ะที่หอมกรุ่น ส่วนเนื้อหมู ไก่ และไส้หมู ต้องหมักให้ได้ตามสูตรจึงจะอร่อยนุ่มลิ้นค่ะ

นอกจากยืนขายใต้ต้นฉำฉาแล้ว ยังออกขายตามงานใหญ่ๆ ทั่วไปใน จ.ภูเก็ต เช่น งานย้อนอดีตเมืองภูเก็ต งานท้าวเทพฯ งานอาหารสะอาดรสชาติอร่อย งานมหกรรมอาหาร วิชิต ฟู้ดแฟร์ เป็นต้น ถ้าออกงานต่างๆ จะเพิ่มอาหารที่ขาย คือ ทอดมันปลาและห่อหมกปลาด้วยค่ะ

ทั้งห่อหมกปลาและทอดมันปลาจะทำจากปลามง ส่วนเครื่องแกงทำเอง การทำทอดมันปลาใช้เครื่องแกง ไข่เป็ด ใบมะกรูดหั่นฝอย นำมาโขลกด้วยกัน ปั้นเป็นก้อนและกดให้เป็นชิ้นแบนๆ นำไปทอดให้เหลือง ยกขึ้นจากกระทะ จัดวางในถาดและใส่ถุงขายให้กับลูกค้าค่ะ

ราคาขายห่อหมกปลา ห่อละ 12 บาท ทอดมันปลา ชุดละ 20 บาท ราคานี้ยังขายได้ในเศรษฐกิจแบบนี้ มาเที่ยวภูเก็ตขอเชิญแวะชิมแวะซื้อกันได้นะคะ หากหาไม่เจอ โทร. 08-6948-2360

 

ชาอาหรับกับทูน่าเมลท์ @ อะลิเชียส 2012/05/05

ชาอาหรับกับทูน่าเมลท์ @ อะลิเชียส

  • 04 พฤษภาคม 2555 เวลา 14:58 น.

โดย…ณัฐพล ช่วงประยูร / ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ใครที่เคยหลงรักสไตล์โมร็อกกันที่ อัลมาจิส เอกมัย วันนี้ต้องแบ่งใจให้น้องใหม่ อะลิเชียส ที่ ฟู้ด พาสสาจ ชั้น 4 พารากอน ด้วยแล้ว

สไตล์การตกแต่งโมร็อกโกเป็นความตั้งใจของเจ้าของร้าน ที่อยากให้การพักผ่อนนั่งเล่น กินขนมระหว่างการช็อปปิ้งหรือเดินเล่นให้ห้างพารากอนเป็นไปอย่างแตกต่างแต่สะดวกสบาย

ฉะนั้นแล้ว หมอนสีสด เบาะสุดจี๊ด เครื่องใช้ไม้สอย และของตกแต่งร้านจึงมีกลิ่นอายของอาหรับเต็มที่ ทว่าเป็นไปในแนวโมเดิร์น โมร็อกเกียน ดึงดูดสายตาผู้คนที่แวะเวียนมาที่ชั้น 4 พารากอน เต็มเปา

อะลิเชียส คล้ายคำสนธิที่สร้างขึ้นจาก อะเมซิ่ง+ดิลิเชียส กลายเป็นอร่อยเลิศ อะลิเชียส ที่ต้องแบ่งแบรนด์จากอัลมาจิสนั้น เพราะไม่ได้ขายอาหารหนักและค็อกเทล จึงให้อะลิเชียสเป็นน้องน้อยไว้บริการ ชา กาแฟ และบาร์ขนมจานอร่อยระหว่างพักเดินเล่นในห้าง

ที่นี่สวยและนั่งสบาย ซึ่งคาดหวังได้ยากสำหรับร้านพักจิบชากาแฟในห้าง จึงไม่แปลกถ้าคุณจะอยากนั่งแช่นานกว่าปกติ ยิ่งได้ลองช็อกโกแลตฟองดองที่พิเศษกว่าด้วยไส้มิกซ์เบอร์รี เลยได้หวาน ขม และเปรี้ยว ครบรส

ถ้าชอบผักและหนักท้องขึ้นอีกหน่อย สลัดเป็ดรมควันก็ควรลอง เพราะเป็ดรมควันส่งตรงจากแหล่งอร่อยในเชียงใหม่ ยังมีชาอังกฤษ แบรนด์ฟอร์ตนัม แอนด์ เมสัน (Fortnum and Mason) จิบง่ายไม่ซ้ำใคร

แต่ที่ต้องให้ดอกจันทน์ไว้เลยคือ ทูน่า เมลท์ สูตรเฉพาะของร้าน ทูน่าปรุงรสโรยชีส วางบนขนมปังฝรั่งเศสอบให้ร้อนกรุ่น จิบกับชาอาหรับ โมร็อกเกียน มินต์ รสซ่า เย็น คลายร้อนจากภายใน และทำให้ท้องไม่อืดระหว่างรับประทาน สองเมนูนี้เด็ดจริงครับ แต่ถ้าใครชอบสมูทตีหรือม็อกเทลอื่นๆ ยังมีให้เลือกอีกหลายรายการ

ไปพารากอนคราวหน้า เชิญแวะพักชิล ชิล ที่ อะลิเชียส ชั้น 4 ฟู้ด พาสสาจ พารากอน โทร. 02-610-9836 เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น.

 

ราเมงรสเด็ดจากโอซากา @ คิโอะ 2012/05/05

ราเมงรสเด็ดจากโอซากา @ คิโอะ

  • 04 พฤษภาคม 2555 เวลา 14:55 น.

โดย…ณัฐพล ช่วงประยูร / ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ราชาเต่าราเมง หรือคิโอะ ราเมงสัญชาติญี่ปุ่นที่ส่งตรงมาจากโอซากาสู่ประเทศไทย อายุแบรนด์เท่ากับหนุ่มไม่ถึง 20 แต่กลับเป็นแบรนด์ที่หนุ่มสาวญี่ปุ่นต่อแถวรอกิน

ล่าสุดกลุ่มคนชอบรับประทานนำคิโอะสาขาแห่งแรกมาเปิดที่เรน ฮิลล์ (Rain Hill) ปากซอยสุขุมวิท 47 ผมได้ลองไปลิ้มรสความอร่อยจากโอซากา ที่เด็ดทั้งน้ำซุปและน้ำปรุงรส ปลื้มจริง แถมคนแน่นอย่างคำเล่าลือ

ความพิถีพิถันของราเมง คิโอะ อยู่ที่ขั้นตอนการเลือกวัตถุดิบเพื่อสร้างรสชาติ เพราะที่ร้านจะทำชาชู (หมูสามชั้นปรุงรส) เองทุกวัน อีกทั้งน้ำซุปกระดูกหมูที่ใส่ใจและใช้เวลาต้มนานเป็นวันด้วยไฟแรง และยังมีเส้นราเมงที่เข้ากันกับน้ำซุปและชาชูได้เป็นอย่างดี แต่ละสูตรจะเลือกสรรซุปหมู ซุปไก่ หรืออื่นๆ ให้เข้ากับเมนู

รายการอาหารมีให้เลือกกว่า 20 เมนู ราคาอาหารเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 250-500 บาท อันดับแรกต้องลองคือ “คิโอ” ราเมง ขายดีอันดับหนึ่งจากโอซากา น้ำซุปกระดูกหมูกับชาชู พร้อมหน่อไม้ดอง และคิคุราเกะ (เห็ดหูหนูฝอย) ชามละ 210 บาท หรือ “อิปปอง” ราเมงหน้ากระดูกอ่อนตุ๋น ซึ่งส่วนนี้มีเพียงไม่กี่ชิ้นในหมูแต่ละตัว บางคนเรียกราเมงคอลลาเจน ราคา 300 บาท

ใครชอบแบบแห้งๆ ต้อง “อาบุระโซบะ” บะหมี่แห้งจากเส้นหมี่ชนิดเส้นใหญ่ คลุกกับน้ำมัน และซอสพิเศษตำรับเฉพาะคิโอะ มาพร้อมหมูชาชู หน่อไม้ดอง ต้นหอม และผักไควาเระ ราคา 185 บาท ส่วนคนที่ชอบข้าวยังมี “ชาชูดง” ข้าวหน้าหมูสามชั้น (200 บาท) มีไข่ดาว 2 ใบ เด้งๆ อร่อยเด็ด

สำหรับเมนูราเมงทุกชาม มีท็อปปิงให้ลูกค้าเลือกเพิ่มได้ตามใจชอบอีกด้วย เช่น ไข่ต้ม 30 บาท สาหร่าย 20 บาท หมูชาชู 25 บาทต่อแผ่น

จานสำหรับแชร์กัน แนะนำ เกี๊ยวทอด ที่ทอดแบบแป้งเชื่อมกันออกมาเป็นบล็อก กรุบกรอบ ไส้อร่อย หรือยำชาชู ประยุกต์จากเมนูญี่ปุ่นมาราดน้ำยำแบบซีฟู้ด กินคู่กับผักกาดแก้วและสาหร่ายญี่ปุ่น ราคา 130 บาท

พิเศษสุดตรงที่ราเมงทุกชามทางร้านจะเสิร์ฟในภาชนะร้อน ซึ่งจะอุ่นชามไว้ในอุณหภูมิ 98 องศาเซลเซียส เพื่อรักษาระดับรสชาติของราเมงให้ลูกค้าได้อร่อยจนถึงคำสุดท้าย ฉะนั้นระวังโซ้ยเพลิน มือจะพองนะครับ

ระหว่างที่นั่งอยู่ในร้านคิโอะ ตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่น ทันสมัย มือคีบราเมง ปากก็เมาท์ถึงความอร่อย มีความสุขที่ได้พบอันดับราเมงอร่อยชั้นนำอีกแห่งแล้ว

ราเมง “คิโอะ” อยู่ชั้น 3 โครงการ เรน ฮิลล์ สุขุมวิทซอย 47 เปิดทุกวัน เวลา 10.00-21.00 น. โทร. 02-261-7414