ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ซีอาน…จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดเส้นทางสายไหม 2012/05/28

ซีอาน…จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดเส้นทางสายไหม

  • 26 พฤษภาคม 2555 เวลา 06:30 น.

ทุกวันนี้ต่อให้เราเดินทางไปยังมุมไหนของโลก ไม่ว่าจะเป็นดินแดนยุโรป อาหรับ หรือแอฟริกา ที่แสนจะทุรกันดารเพียงใดก็ตาม

ชาวต่างชาติที่พบเห็นได้มากที่สุดนั่นก็คือชาวจีนแผ่นดินใหญ่ โดยส่วนใหญ่เดินทางไปเพื่อทำงานหรือแสวงหาโอกาสทางธุรกิจต่างๆ ในดินแดนเหล่านั้น ซึ่งจากประสบการณ์ของโลก 360 องศาที่ผ่านมา เราเคยเดินทางไปที่ประเทศแองโกลา ประเทศซึ่งเคยเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส ดังนั้นผู้คนในประเทศนี้จึงสามารถสื่อสารด้วยภาษาโปรตุกีสได้เป็นอย่างดี แต่เชื่อหรือไม่ว่าบางพื้นที่ของประเทศนี้ หากเราไม่สามารถพูดภาษาโปรตุกีสหรือภาษาท้องถิ่นได้ เราก็สามารถใช้ภาษาจีนในการสื่อสารกับคนท้องถิ่นได้ดีกว่าการใช้ภาษาอังกฤษเสียอีก อันเนื่องมาจากการหลั่งไหลของชาวจีนจำนวนมากที่เดินทางไปเพื่อแสวงหาทรัพยากรต่างๆ ในประเทศนี้นั่นเอง แต่หากย้อนกลับไปเมื่อหลายพันปีที่แล้ว ชาวจีนนั้นถือได้ว่าเป็นชนชาติลำดับต้นๆ ของโลก ที่บุกเบิกการเดินทางค้นหาดินแดน ผ่านเส้นทางการค้าโบราณที่มีชื่อว่า “เส้นทางสายไหม” ซึ่งมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดที่เมืองซีอาน

ดินแดนลำดับต้นที่ชนชาติจีนเดินทางไปถึงนั่นก็คือประเทศอินเดีย เพราะตั้งอยู่ไม่ไกลกันมาก อีกทั้งสองดินแดนนี้ต่างก็มีอาณาจักรที่ทรงอิทธิพลด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งความสัมพันธ์แรกสุดที่มีต่อกันคือเรื่องศาสนา ดังจะเห็นได้จากปัจจุบันศาสนาพุทธคือหนึ่งในศาสนาที่ชาวจีนนับถือเป็นจำนวนมากถึงร้อยละ 30 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ แต่หากย้อนกับไปในประวัติศาสตร์แล้ว ครั้งหนึ่งศาสนาพุทธเคยรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งในสมัยนี้เป็นช่วงเวลาที่ “พระเสวียนจั้ง” หรือที่เรารู้จักในชื่อของ “พระถังซัมจั๋ง” บุคคลที่ใครหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเพียงตัวละครเอกในวรรณกรรมสุดคลาสสิกเรื่องหนึ่งของจีนที่มีชื่อว่า “ไซอิ๋ว” แต่ท่านเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงและเคยเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกจริงที่ประเทศอินเดีย หากแต่ว่าการเดินทางครั้งนั้นมีเพียงท่านและม้าเพียง 1 ตัวเท่านั้น สาเหตุที่ท่านต้องเดินทางไปประเทศอินเดียเป็นเพราะว่า เมื่อบวชเรียนและศึกษาพระธรรมอย่างถี่ถ้วนแล้ว พระถังซัมจั๋งพบว่าพระไตรปิฎกในประเทศจีนนั้นมีเนื้อหาที่ถูกผิดแตกต่างกันมากมาย ด้วยเหตุนี้ท่านจึงตัดสินใจเดินทางมุ่งหน้าสู่ประเทศอินเดียเพื่อไปอัญเชิญพระไตรปิฎกฉบับที่ถูกต้องเป็นระยะเวลากว่า 19 ปี ด้วยการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากจักรพรรดิถังไท่จง เมื่อกลับมาถึงเมืองฉางอานจักรพรรดิถังไท่จงจึงอาราธนาให้ท่านขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดต้าสืออินซื่อ และสร้างเจดีย์ห่านป่าใหญ่ขึ้นเพื่อใช้เป็นที่เก็บพระไตรปิฎก ทั้งฉบับภาษาสันสกฤตและฉบับที่แปลเป็นภาษาจีนแล้วนั่นเอง ในปัจจุบันวัดแห่งนี้ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ในเมืองซีอาน ถึงแม้ว่าในยุคสมัยที่จีนเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเข้าสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งเคยมองว่าศาสนาเป็นสิ่งมอมเมาและต้องขจัดไปจนเป็นเหตุให้ศาสนสถานหลายแห่งต้องถูกทำลาย แต่ปัจจุบันวัดแห่งนี้ก็ได้รับการปกป้องและทำนุบำรุงเป็นอย่างดีโดยรัฐบาลและพุทธศาสนิกชนชาวจีนที่ต้องการร่วมฟื้นฟูศาสนาพุทธในประเทศจีนให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง

เมื่อความสัมพันธ์ของอาณาจักรจีนโบราณเดินทางไปไกลมากยิ่งขึ้น รูปแบบของความสัมพันธ์ได้เปลี่ยนจากความสัมพันธ์ทางด้านศาสนาไปสู่ความสัมพันธ์ทางด้านการค้า จึงเกิดเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก นามว่า “เส้นทางสายไหม” เส้นทางการค้าแรกของโลกที่สามารถเชื่อมต่อโลกตะวันออกและโลกตะวันตกเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีจุดเริ่มต้นจากนครฉางอานหรือซีอานในปัจจุบันไปสิ้นสุดยังกรุงโรมประเทศอิตาลี โดยมีเอกสารบันทึกทางการค้าโบราณที่ระบุว่า ชาวกรีซและชาวโรมัน เรียกขานพ่อค้าชาวจีนว่า “เซเรส” (Seres) ซึ่งแปลว่า ผู้คนจากดินแดนแห่งผ้าไหม ซึ่งในยุคสมัยนั้น “ผ้าไหม” ถือเป็นสินค้าล้ำค่าและมีราคาสูง ถึงแม้ว่าเส้นทางสายไหมจะสิ้นสุดลงไปอันเนื่องมาจากมีการพัฒนาเส้นทางการค้าสายอื่นๆ เช่น เส้นทางการค้าทางทะเล ซึ่งมีความสะดวกรวดเร็วในการเดินทาง และสามารถบรรทุกสินค้าได้เป็นจำนวนมาก หากแต่ว่า “ผ้าไหม” ก็ยังเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมตราบจนถึงปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม ผ้าไหมนั้นเป็นหนึ่งในสินค้าที่พบเห็นได้ทั่วโลก เช่น ผ้าไหมจากอิตาลี อินเดีย หรือแม้แต่ไทย ซึ่งทุกชาติต่างก็มั่นใจว่าผ้าไหมของตนเองคุณภาพดีที่สุด แต่สำหรับผ้าไหมของซีอานนั้นเขากลับชูจุดขายที่ว่า “ใครๆ ก็บอกว่าผ้าไหมของตัวเองดีที่สุด แต่อย่าลืมว่าจีนคือชนชาติแรกสุดของโลกที่คิดค้นการทำผ้าไหม”

เมื่อโลกทั้งสองฝั่งถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันผ่านเส้นทางสายไหมแล้ว ก็ย่อมเกิดการถ่ายเทและหลั่งไหลของวัฒนธรรมต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมจากดินแดนตะวันออกกลาง อันเกิดจากการเข้ามาค้าขายของเหล่าบรรดาพ่อค้าชาวอาหรับ นำมาสู่การเข้ามาของศาสนาอิสลามในดินแดนแถบนี้ ต่อมาก็ได้ผสมกลมกลืนและแพร่สู่ชนในท้องถิ่นเกิดเป็นอีกหนึ่งกลุ่มชนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นั่นก็คือ “ชาวหุย” กลุ่มชนที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายกับชาวจีน แต่มีสีผม ดวงตา และสันจมูกที่ค่อนไปทางชาวตะวันออกกลาง คล้ายคลึงกับชาวอุซเบกิสถานหรือคาซัคสถานนั่นเอง ในอดีตนั้นชาวหุยมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในราชสำนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยราชวงศ์หมิงนั้น แม่ทัพหรือนายกองส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาวหุยทั้งสิ้น ซึ่งหนึ่งในแม่ทัพที่เรารู้จักเป็นอย่างดีนั้นก็คือแม่ทัพ “เจิ้งเหอ” หรือที่คนไทยรู้จักท่านในชื่อ “เจ้าพ่อซำปอกง” แม่ทัพผู้นำกองราชนาวีจีนออกสำรวจทางทะเล ซึ่งก็เคยเดินทางมาถึงแผ่นดินสยาม ในสมัยของสมเด็จพระรามราชาธิราช แห่งราชวงศ์อู่ทอง ด้วยบทบาทสำคัญดังกล่าวนี้ทำให้ในสมัยขององค์จักรพรรดิหงหวู่ ได้มีการสร้างมัสยิดฮว่าเจี๋ยเซี่ยงขึ้นเพื่อเป็นการตอบแทนเหล่าขุนนางมุสลิม ซึ่งในปัจจุบันมัสยิดแห่งนี้ก็ยังคงได้รับการรักษาและถูกใช้เป็นศาสนสถานเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนามาจนถึง

ปัจจุบัน เสน่ห์ของมัสยิดแห่งนี้คือสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีน กล่าวคือไม่ได้มีรูปทรงโดมเหมือนที่เราพบเห็นทั่วไป แต่เป็นอาคารที่คลุมด้วยหลังคาสูงทรงสามเหลี่ยมที่ดูผิวเผินแล้วเหมือนวัดจีนนั่นเอง และไม่ไกลจากมัสยิดนั้นเป็นที่ตั้งของถนนมุสลิม หนึ่งในชุมชนโบราณที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของชาวหุยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอกลักษณ์ของอาหารการกินที่ผสมผสานอาหารในแบบอารบิกเข้ากับอาหารจีนได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นขนมปังนานสอดไส้เนื้อผัดเครื่องเทศ เกี๊ยวซ่าที่มีรสชาติเผ็ดร้อน หรือจะเป็นเนื้อปิ้งย่างที่คล้ายกับเคบับ ดังนั้นจุดเด่นของการมาเยือนถนนแห่งนี้คือการสัมผัสกับวัฒนธรรมอาหารการกินของชาวหุย

เส้นทางสายไหมนั้น ถึงแม้จะกลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์โลกไปแล้ว แต่การมาเยือนเมืองซีอาน เมืองซึ่งเคยมีสถานะเป็นจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดเส้นทางสายไหม ทำให้เรารู้สึกได้ว่าแท้จริงแล้ว ความรุ่งเรืองของเส้นทางสายไหมบนดินแดนแห่งนี้ก็ยังคงเจิดจรัสมาจนถึงทุกวันนี้ หากแต่ว่าได้เปลี่ยนรูปแบบไปตามกาลเวลาเท่านั้นเอง

 

ลพบุรี เมืองผ่านที่เต็มไปด้วยรอยอดีต 2012/05/28

ลพบุรี เมืองผ่านที่เต็มไปด้วยรอยอดีต

  • 26 พฤษภาคม 2555 เวลา 06:47 น.

โดย…นิธิ ท้วมประถม

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน คอลัมน์ มหัศจรรย์เมืองไทย ก็กลับมาพบเจอกับท่านผู้อ่านอีกครั้งแล้วนะครับ มาในสัปดาห์นี้ ผมจะพาท่านผู้อ่านไปแวะเวียนที่ จ.ลพบุรี จังหวัดเล็กๆ ที่ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายต่อหลายท่านน่าจะ“ข้าม”ที่จะเที่ยวลพบุรี เพราะเห็นว่าเป็นเพียงทางผ่านที่จะไปท่องเที่ยวจังหวัดอื่นๆ

ไม่ว่าจะขึ้นไปเที่ยวทะเลหมอก จ.เพชรบูรณ์ หรือจะไปเที่ยวภาคอีสาน รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างเขาใหญ่ ก็ต้องผ่านลพบุรีทั้งนั้นครับ

ผมเอง ที่ผ่านมาก็มองข้ามลพบุรีไปเหมือนกัน รู้แต่ว่ามีลิงเยอะ ละใช่แน่ๆ ส่วนแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ นั้นเลือนๆ ครับ นึกไม่ค่อยออก

แต่ครั้งนี้ได้มีโอกาสไปเยือนลพบุรีอีกครั้งจากการไปร่วมคาราวานท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ของนีโอคิดส์ ซึ่งเป็นศูนย์พัฒนาการเด็ก ทำให้รู้ว่าลพบุรีมีจุดน่าเที่ยวไม่น้อยทีเดียวครับ แถมอาหารอร่อยเสียอีก ซึ่งก็ต้องขอบคุณททท.สำนักงานลพบุรี และคุณจุฬาลักษณ์ ดรชัย เจ้าหน้าที่ ททท.ลพบุรีที่มาแนะนำและคอยช่วยเหลืออย่างเต็มที่

และแน่นอนครับการเดินทางครั้งนี้ของผมก็ต้องไปกับเพื่อนร่วมเดินทางอย่าง เชฟโรเลต โคโลราโด 4 ประตู กระบะพันธุ์แกร่งสัญชาติอเมริกัน ที่ประกอบขึ้นที่ประเทศไทย อย่างน่าภาคภูมิใจ นั่นเอง

แต่ก่อนที่จะแวะไปรู้จักลพบุรี ผมมีข่าวประชาสัมพันธ์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มาประชาสัมพันธ์ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกันเสียหน่อย

งานนี้ก็เป็นหนึ่งในมิราเคิล ที่ ททท.กำหนดขึ้นมาให้คนไทยและต่างชาติได้เที่ยวกันครับ นั่นคือ

Miracle of Thai Food and Fruits Festival 2012ยิ่งใหญ่กลางกรุง!! ระหว่างวันที่ 25-27 พ.ค.นี้ ที่ลานเซ็นทรัลเวิลด์ สแควร์ โซนCศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่เวลา 11.00-21.00 น.

ว้าววว งานนี้ ททท.บอกว่าต้องการจัดงานนี้ขึ้นเพื่อเผยแพร่วิธีการปรุงอาหารและเอกลักษณ์ของอาหารไทยแต่ละภาคให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งเป็นเหมือนการนำวัฒนธรรมการกินผนวกรวมกับการท่องเที่ยว โดยมีคอนเซปต์การจัดงานคือ“4+1”แบ่งเป็นอาหาร 4 กลุ่มยอดนิยม ได้แก่ กลุ่มอาหารไทย 4 เมนูจานอร่อย 1 ใน 50 เมนูที่โด่งดังไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น มัสมั่น ต้มยำกุ้ง น้ำตกหมู และส้มตำ

กลุ่มอาหารประจำภาคเหนือ กลาง อีสาน ใต้กลุ่มอาหารยอดนิยมของคนไทย และต่างชาติกลุ่มอาหารเหมือนแต่แตกต่างด้วยวัฒนธรรมการปรุงของแต่ละภาค และกลุ่มอาหารยอดนิยมของคนไทยและต่างชาติ รวมไปถึงกลุ่มผลไม้สดตามฤดูกาลครับ

สำหรับโซนอาหารที่เป็นอาหารประจำภาคหรือเป็นสัญลักษณ์ของภาคนั้นๆ เช่น ต้มข่าไก่ และก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นของภาคกลาง น้ำพริกอ่องและข้าวซอยของภาคเหนือ ไส้กรอกอีสานและลาบของภาคอีสาน ข้าวยำและแกงไตปลาของภาคใต้

ส่วนโซนอาหารเหมือนที่แตกต่าง ก็เป็นเมนูอาหารที่เหมือนกัน แต่ต่างกันด้วยวัฒนธรรมในการปรุง อย่างเมนูขนมจีน ที่ภาคเหนือมีขนมจีนน้ำเงี้ยว ภาคกลาง ขนมจีนซาวน้ำ ภาคอีสาน ขนมจีนน้ำยาป่า ภาคใต้ ขนมจีนน้ำยาปู

ไม่ใช่แค่ขนมจีนนะครับที่มี แต่ยังมีไก่ย่างครับ ไก่ย่าง เมนูเบสิกที่เราพบเจอทั่วไปตามแหล่งท่องเที่ยว ไม่ว่าจะไปที่ไหน ถ้าเห็นร้านแผงลอยควันคลุ้งๆ ละก็ ใช่แน่นอนต้องเป็นไก่ย่าง ไม่ว่าจะเป็นไก่ย่าง ไม้มะดันของอีสาน ไก่ย่างวิเชียรบุรี ไก่ย่างเจ้าดังๆ มาอยู่ที่นี่ รวมถึงไก่ทอดด้วย

ยังมีเมนูแกงของแต่ละภาคด้วย อย่างแกงฮังเลของภาคเหนือ แกงเขียวหวานปลากรายของภาคกลาง และเมนูน้ำพริกต่างๆ เช่น น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกหนุ่ม และน้ำพริกกุ้งเสียบ

เอาเป็นว่าสัปดาห์หน้าใครว่างก็ลองแวะไปดูหน่อยแล้วกันนะครับ ว่างานนี้ของ ททท.จะมิราเคิล หรือมหัศจรรย์แค่ไหน

ผมนะไปแน่ครับ อยากไปดูการจัดงานของ ททท.เสียหน่อย เพราะรู้สึกว่า คำว่า“มิราเคิล”ของผม กับของ ททท. จะค่อนข้างแตกต่างกันอยู่พอสมควร แหม…ก็ผมมองว่ากิจกรรมที่ ททท.จัดครั้งนี้ เป็นแบบพื้นๆ ครับ ไม่ได้มิราเคิล หรือมหัศจรรย์ตรงไหนเท่าไหร่

ดูแล้วเหมือนจะเป็นแค่ตลาดนัดอาหารประจำภาคเสียมากกว่า อืม…งานนี้ก็คงให้ท่านผู้อ่านตัดสินกันเองแล้วกันครับว่าน่าสนใจ หรือเป็นมิราเคิลจริงๆ หรือเปล่า

ก็น่าเป็นห่วงนะครับกับ ททท. หากยังไม่ค่อยมีความคิดสร้างสรรค์ในการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวได้จริงๆ จะเอาแต่“ง่าย”จัดตลาดนัดรวมอาหาร รวมแหล่งท่องเที่ยว แล้วมาบอกว่าเป็นมิราเคิลอย่างโน้น อย่างนี้ ก็ง่ายไปนิด

ก็ต้องฝากไปถึงหัวเรือใหญ่อย่าง สุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการ ททท. หรือผู้ว่าเล็ก หน่อยแล้วกันครับว่า ต้องเร่งหากิจกรรมอะไรที่เป็นมิราเคิลจริงๆ ที่เวลาพูดถึงแล้ว คนฟังต้องตาโต ร้องอู้ววว ได้หน่อย ไม่ใช่ให้ตาโตเหมือนกัน แต่เป็นตาโตแล้วร้องอู้ววว ว่า“นี่เหรอ มิราเคิล!!”

กลับมาเที่ยวกันต่อดีกว่าครับ กระบะเชฟโรเลต โคโลราโด ของผมจอดรอจนเครื่องเย็นหมดแล้ว แต่ดีนะที่เชฟโรเลต โคโลราโด แอร์เย็นฉ่ำ แถมข้างในกว้างขวาง ก็เลยไม่มีปัญหาอะไร

จัดข้าวจัดของกันให้เต็มที่ ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องพื้นที่จะใส่ โคโลราโด 4 ประตู กว้างขวางเพียงพอครับ

เริ่มเดินทางกันเลยครับ คาราวานการเดินทางเคลื่อนตัวกันไปแบบเรื่อยๆ ไม่ได้เร่งร้อนอะไรมาก เพราะคาราวานนี้เป็นคาราวานครอบครัวครับ มีคุณพ่อ-แม่ และลูกๆ กันทุกคัน จอดที่ไหนแต่ละที โอ้โห สนุกมาก วิ่งกันกระจาย

การเดินทางครั้งนี้เป็นประสบการณ์ใหม่ของผมครับ ที่ต้องร่วมไปกับคาราวานท่องเที่ยวในแบบครอบครัว ซึ่งแปลกๆ ดีครับ ธรรมดามีแต่เดินทางท่องเที่ยวแบบตัวคนเดียว ก็มีสีสันไปอีกแบบหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังปรับความคิดเรื่องที่ว่า จังหวัดทางผ่านอย่างลพบุรีไม่น่าแวะไปอีกด้วย เพราะลพบุรีเป็นเมืองที่น่าสนใจเหลือเกินในแง่ประวัติศาสตร์ของไทยอย่างยิ่งจริงๆ

จะไม่สำคัญอย่างไรครับ ก็ลพบุรีนั้นเป็นเมืองหลวงสำรองของกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ในราชวงศ์ปราสาททองเลยทีเดียว หาใช่เมืองเล็กๆ ไร้ความหมายอย่างใดไม่

และความสำคัญของเมืองลพบุรีถูกนำเสนอผ่านพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์ ที่ตั้งอยู่กลางเมืองลพบุรีนั่นเอง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์นั้นไม่ได้เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมดานะครับ แต่ที่นี่ตั้งอยู่บนพระนารายณ์ราชนิเวศน์ หรือพระราชวังของสมเด็จพระนารายณ์จริงๆ ซึ่งเรายังเห็นซากพระที่นั่งต่างๆ โรงช้าง โรงกษาปณ์ ท้องพระโรง หลงเหลืออยู่ไม่ใช่น้อยทีเดียว และเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งที่ 3 ของไทยด้วย

เอาละสิ มีที่ว่างให้เดินอย่างนี้ เด็กๆ วิ่งกันกระจายเลยครับ อย่าคิดว่าเด็กๆ ไม่ชอบพิพิธภัณฑ์แล้วไม่พาไปนะครับ แต่ควรจะพาเด็กๆ ไปอย่างน้อยก็ให้ซึมซับความเป็นประวัติศาสตร์ไทยๆ บ้าง อย่ารอแต่ให้โรงเรียนพาไปเลยครับ คุณพ่อ-แม่พาไปได้ อย่าพาไปแต่สวนสนุก หรือไปเที่ยวเล่นอย่างเดียวนะครับ

ทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมีผู้บรรยายไว้พร้อมสรรพครับ ไปติดต่อกันได้ แล้วจะได้รู้ว่าเรามองข้ามลพบุรี ไปได้อย่างไร น่าเสียดายจริงๆ

อย่างที่บอกไว้ในช่วงก่อนนี้ว่า ลพบุรีเป็นเมืองหลวงสำรองของกรุงศรีอยุธยา ที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงให้สร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศฮอลันดาเข้ามารุกรานได้ หลังจากที่อยุธยาถูกฮอลันดานำเรือรบมาปิดปากแม่น้ำแล้วขู่จะยิงปืนใหญ่ใส่ ทำให้สมเด็จพระนารายณ์ทรงคิดป้องกันอยุธยา ด้วยการสร้างเมืองหลวงสำรอง คือ ลพบุรี เอาไว้

ทำให้ลพบุรีกลายเป็นเมืองสำคัญแห่งหนึ่งของไทยในช่วงที่พระองค์ยังทรงครองราชย์ และสมเด็จพระนารายณ์ก็สวรรคตที่นี่เช่นกัน

เมื่อเดินเข้าสู่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจะเห็นพระที่นั่ง 2 องค์ ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า นั่นคือ พระที่นั่งพิมานมงกุฎ และพระที่นั่งจันทรพิศาล ซึ่งอยู่ด้านซ้าย ให้ขึ้นไปที่พระที่นั่งจันทรพิศาลก่อนเลยครับ เพื่อไปชมพระราชประวัติของสมเด็จพระนารายณ์ และโบราณวัตถุต่างๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งผมเองเดินเข้าไปยังตะลึงเลยครับ ว่าที่นี่มีโบราณวัตถุที่อยู่ในสภาพเดิมๆ แถมสวยๆ อย่างนี้อยู่ด้วยหรือ แค่ตะเกียงแก้ว ซึ่งมีลายช้างอยู่รอบแก้ว ก็คุ้มค่าแล้ว

ส่วนพระที่นั่งพิมานมงกุฎนั้น จะแสดงหลักฐานโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่พบจากแหล่งโบราณคดีลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและลพบุรีที่หาดูได้ยากมาก แต่ที่น่าประทับใจคือ ชั้นที่ 3 ซึ่งเป็นชั้นที่ผมไม่คิดว่าจะได้เห็นแท่นพระบรรทมของรัชกาลที่ 4 และโต๊ะทรงพระอักษร แบบใกล้อย่างนี้

ทำไมที่นี่ถึงมีแท่นพระบรรทม และโต๊ะทรงพระอักษรของล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ได้ นั่นก็เป็นเพราะว่ารัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะซ่อมแซมพระที่นั่งขึ้นมาใหม่ และพระราชทานนามว่า นารายณ์ราชนิเวศน์ ให้กลับฟื้นคืนชีพมาอีกครั้ง

ที่นี่ยังมีพระที่นั่งที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้คณะราชทูตจากต่างประเทศเข้าเฝ้าฯ ด้วย แม้ว่าตัวพระที่นั่งจะพังทลายไปมากแล้ว แต่ก็ยังหลงเหลือซากให้เรานึกภาพในอดีตได้พอสมควร ที่แน่ๆ คือที่ประทับของพระองค์ท่านนั้นอยู่สูงมากครับ ต้องแหงนหน้ามองเลยทีเดียว รู้เลยว่าความเชื่อของคนในสมัยก่อนยกให้กษัตริย์อยู่เหนือหัวจริงๆ

ผมเดินเพลินเลยครับ บอกตรงๆ ว่าถ้ามีเวลาต้องกลับไปอีกให้ได้ เพราะยังมีหมู่พระที่นั่งอีกหลายองค์ที่ยังไม่ได้เดินเข้าไปดู เห็นว่าเป็นที่แสดงนิทรรศการเกี่ยวกับวรรณคดี ในยุคพระองค์ท่านที่ถือว่าเป็นยุคทองของวรรณกรรมไทยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น จินดามณี ที่ถือว่าเป็นแบบเรียนเล่มแรกของไทย ก็ถูกเขียนขึ้นในสมัยพระองค์ท่านอีกด้วย

น่าเสียดายที่การมาลพบุรีของผมครั้งนี้เวลาน้อยเหลือเกิน ครึ่งวันไม่พอเสียแล้วสำหรับจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์ลึกซึ้งถึงเพียงนี้

กลับมาขึ้นรถเชฟโรเลต โคโลราโด แอร์ภายในตัวรถไล่ความร้อนจากตัวได้มากโข

ก็ได้แต่นั่งนึกว่า เราคนไทยยังมีความรู้เรื่องรากเหง้าของตัวเองน้อยนัก

เพียงแค่ลพบุรีใกล้กรุงเทพฯ แค่นี้ มีบันทึกแห่งความรู้มากมายเก็บซ่อนเอาไว้ รอให้ผู้สนใจมาเยี่ยมเยือน เปิดหาความรู้ใส่ตัวกันเอาเอง

อย่างนี้ถึงเรียกว่า มหัศจรรย์เมืองไทย จริงๆ

 

ใบไม้ไหวพาใจละเมอ 2012/05/25

ใบไม้ไหวพาใจละเมอ

  • 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:51 น.

โดย…ลีโอ เคน

ณ ค่ำคืนหนึ่งที่ปล่อยใจให้โบยบินไปตามคำเรียกร้อง!!!

สงสัยเรี่ยวแรงวังชาจะเยอะ วันนี้เลยบินมาไกลกว่าที่เคย ลาดกระบังเส้นทางที่ไม่ค่อยได้ไปเยือน แต่ไม่รู้สึกว่าห่างเหิน เพราะได้ยินคนคุ้นเคยพูดถึงอยู่เป็นประจำจนคุ้นชิน

วันนี้เลยถือโอกาสกิน-ดื่ม เย้ยกันซะเลย จะได้คุยได้ว่ามาถึงแล้วนะเหวยลาดกระบัง เฮอะ เฮอะ

เรารวมพลกันที่ร้านแห่งหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นสถานที่แฮงเอาต์ฮอตฮิตของหนุ่มสาวย่านนี้ สังเกตได้ที่ผู้คนเริ่มหนาตาตั้งแต่หัวค่ำ

ร้านนี้มีชื่อน่ารักว่า “ใบไม้” ฟังดูง่ายๆ ชิลชิล เบาๆ แต่สัมผัสได้ถึงความสดชื่นและรื่นรมย์ บรรยากาศโดยรวมชวนให้มานั่งดื่มนั่งกินกันได้ทุกวัน ในราคากันเองและบริการเสมือนเพื่อน มีทั้งห้องแอร์เย็นฉ่ำและโซนด้านนอกชิลชิลใกล้ชิดกับนักดนตรีแบบเนียนๆ

มีดนตรีเล่นสดทุกค่ำคืน จัดเต็มกันไปเลย 3 วงต่อ 1 คืน ยังเหงาได้อีกก็ให้รู้ไป ย้อมอารมณ์กันเบาๆ ตั้งแต่ทุ่มครึ่ง ฟังกันให้ฉ่ำวงละ 1 ชั่วโมงครึ่ง มีทั้งแนวอินดี้ ป๊อป โฟล์ก และเพลงคุ้นหู ฟังแบบสบายๆ ก่อนจะขยับบีตเร่งเร้าให้ความสุขโชนแสงในช่วงค่อนคืน ช่างเป็นจังหวะที่รู้ใจจนอดคิดไม่ได้ว่าราตรีนี้ทำไมยังเยาว์นัก แฮะ แฮะ

ชอบนักร้องหน้าตาดีด้วย เสียงดีด้วย ละอ่อนด้วย เพราะยังเป็นนักศึกษาหนุ่มๆ ขอแนะนำค่ำคืนวันพฤหัสฯ กับวง “หวานกรอบ” ที่คนฟังพากันตั้งชื่อวงให้ จะกร้อบ กรอบ และหวานสมชื่อมั้ย ลองไปฟังกันดู อิอิ

สำหรับค่ำคืนนี้ ผมได้ฟังนักร้องคู่หูดูโอมีชื่อวงน่าอมว่า “โอเล่” นักร้องร้องเสียงไม่อายใคร มือกลองขี้เล่นและช่างเอาใจ ขอเพลงไหนก็จัดให้ด้วยความเต็มใจ แอบแกล้งมือกลองให้ร้องเพลงให้ฟังสักเพลงสิ แน่ะ…ยังจัดให้ น้ำเสียงไม่เบา ย้อมอารมณ์ไม่ลึกเท่านักร้องตัวจริงเสียงจริง แต่ก็ช่วยสลายเหงาได้เยอะเลยเชียว อิอิ

ไม่ใช่มีดีแค่ดนตรี ที่นี่อุดมไปด้วยเครื่องดื่มมากมาย โดยเฉพาะเบียร์ตระกูลดังจากทั่วโลก ทั้งเบียร์สด เบียร์ดำ กำนัลมาเต็มอัตรา กระซิบบอกให้ก็ได้ว่า พี่เมย์ เจ้าของร้านคนสวย เขาชอบดื่มเบียร์เป็นชีวิตจิตใจ แล้วใครล่ะจะให้เสียพะยี่ห้อเจ้าแม่แห่งพรายฟอง อุปส์!!!

ที่พิเศษไม่เหมือนใคร คือ เบียร์ภูเก็ต ไม่ใช่หาดื่มได้ง่ายๆ ยังหาดื่มได้ที่นี่เลย

เออ…ยังมีหมาดำ ลำแต๊ๆ ของดีชื่อดังจากทางเชียงใหม่ ที่มีให้เลือกอยู่หลายขนาน พร้อมทั้งมีเคล็ดลับการดื่มบอกเป็นไกด์ในเมนู ทั้งหมาแซบ หมาซ่า หมากระฉูด กระทั่งหมาไฮโซก็มีให้ลิ้มลอง

ด้านอาหารก็มีให้เลือกทั้งที่กินเป็นกับ และกินเป็นกับแกล้ม เน้นเสิร์ฟอาหารไทยอีสาน รสชาติเข้มข้นและจัดจ้านตามประสา

ขอออกสตาร์ตด้วยเมนูเบาๆ ส้มตำทอด เขานำมะละกอไปทอดกรอบ เวลากินก็ราดด้วยน้ำส้มตำไทย เปรี้ยวหวานครบรส

อย่าลืมสั่งเมนูนี้ ปลาหมึกนึ่งมะนาว สัมผัสได้ถึงความสดของปลาหมึกของโปรด จัดจ้านแบบจัดเต็ม ซดทีไรสะใจทุกคำ

นัวอีกนิดกับยำถั่วพู โดดเด่นที่น้ำพริกเผาปรุงเอง เผาเอง แต่แบ่งให้คนอื่นๆ อร่อยด้วยกันนะ อิอิ

หมูสมุนไพร ของที่นี่ก็เหมาะกับสั่งมาเป็นกับแกล้ม หอมตะไคร้ หมูออกรสหวานนิดนึง รวมถึงอีกหลายเมนูแจงวันนี้คงไม่หมด และถ้าสั่งมากินทุกเมนูคงไม่มีที่ว่างให้เครื่องดื่มเป็นแน่ หุหุ

เออ…ยังมีเมนูฝรั่งอยู่หลายเมนูเหมือนกัน เพราะใกล้สนามบินสุวรรณภูมิจึงมีลูกค้าฝรั่งแวะเข้ามาไม่ขาด จากที่เคยหลงทางจนบัดนี้กลายเป็นขาประจำกันไปโดยปริยาย

“เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหมเธอ ยังรอเธอเสมอทุกครั้งที่หายใจ ไม่อยากมีชีวิตอ้างว้างอีกต่อไป” บทเพลงที่ตอกย้ำคนขี้เหงากันเข้าไปอีก

แต่กลับรู้สึกแปลกใจ…ไม่เสียแรงที่หัวใจบินมาไกล…เพราะจะบอกอะไรให้ แม้ไม่มีเพื่อน เพื่อนไม่มา แต่ไม่ต้องกลัวเหงา เพราะมาร้านนี้เดี๋ยวมีเอง และที่แน่ๆ รู้สึกว่าไม่ต้องอ้างว้างอีกต่อไปแล้ววู้ย เพื่อนเพียบเลย อิอิ!!!

ร้านตั้งอยู่ที่ลาดกระบังซอย 46 เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 17.00-02.00 น. โทร. 02-739-2239 และ 08-2658-6006

 

อร่อย…สนุก..สไตล์… เบนิฮานา พัทยา 2012/05/24

อร่อย…สนุก..สไตล์… เบนิฮานา พัทยา

  • 23 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:51 น.

วันนี้ขอแนะนำเบนิฮานา พัทยา ร้านอาหารญี่ปุ่นมาให้คุณได้ลิ้มลองกัน เบนิฮานา ตั้งอยู่ใจกลางเมืองพัทยาภายในศูนย์การค้ารอยัล การ์เด้น พลาซ่า หากใครเหนื่อยล้าจากการช็อปปิ้งแล้วต้องการเติมพลังก็เดินตรงไปที่ห้องอาหาร เบนิฮานากันเลย

เบนิฮานาเป็นห้องอาหารญี่ปุ่นเลื่องชื่อสไตล์อเมริกันที่คุณจะเพลิดเพลินไปกับเทคนิคการปรุงอาหารที่ไม่เพียงแต่จะเสิร์ฟเมนูอาหารรสเลิศแต่ยังมีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยลีลาการปรุงอาหารอันน่าตื่นตาตื่นใจจากเชฟอารมณ์ดีให้คุณได้รับความบันเทิงตลอดมื้ออาหาร ภายใต้สโลแกนที่ว่า ทุกมื้อคือการแสดง บรรยากาศห้องอาหารตกแต่งด้วยโทนสีดำแดงตัดกับไฟสีนวลๆทำให้ห้องอาหารดูอบอุ่น แต่แฝงความร้อนแรงไปด้วยสีแดงที่เป็นสีประจำตัวของห้องอาหาร อีงทั้งยังมีพื้นที่กว้างขวางพอให้คุณได้จับจองโต๊ะเพื่อรับชมการแสดงจากเหล่าเชฟที่จะมาโชว์ลีลาการปรุงกันอย่างเต็มอรรถรส หรือหากใครต้องการความเป็นส่วนตัว ต้องการสังสรรค์กันในกลุ่มเพื่อนฝูงหรือจะเลี้ยงฉลองวันเกิดแบบสุดพิเศษกับครอบครัวทางห้องอาหารก็มีห้องจัดเลี้ยงส่วนตัวให้คุณได้ใช้บริการ

สำหรับเมนูอาหารจะเน้นเป็นรูปแบบเทปันยากิ ซึ่งวัตถุดิบที่เลือกใช้ก็จะถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดีการันตีว่าทุกเมนูจะต้องมีวัตถุดิบที่สด ใหม่ สะอาด ปลอดภัย เพิ่มความมั่นใจขณะรับประทาน เริ่มต้นที่อาหารเรียกน้ำย่อยอย่างซูชิ และซาชิมิหลากหลายชนิด หรือจะเลือกทานเซทเมนูที่ประกอบด้วยเมนูซุปหัวหอมที่เคี่ยวกับน้ำซุปสูตรพิเศษ เสริฟพร้อมกับสลัดผักกรุบกรอบราดจินเจอร์ซอสเรียกความสดชื่นได้ดีทีเดียว ตามด้วยพระเอกของร้านอย่างเนื้อสันนอก หอยเชล์ หรือจะเป็นกุ้งมังกรตัวโตๆ ซึ่งเป็นเมนูยอดฮิตที่เหล่านักชิมไม่ควรพลาด นำมาย่างบนกระทะร้อนๆเสียงดัง ฉ่า ฉ่า บวกกับกลิ่นหอมของเครื่องเทศแบบฉบับญี่ปุ่นแท้ๆที่โชยมาเตะจมูกทำให้แทบจะอดใจรอไม่ไหว สัมผัสรสอร่อยและความสนุกขณะการปรุงอาหารที่เชฟโชว์ความชำนาญในการควงตะหลิว หั่นผัก ตัดเนื้อบนเตาร้อนๆ โยนกระปุกเกลือพริกไทย ไปมาอย่างคล่องแคล่ว ตามมาด้วยข้าวผัดกระเทียมสุดฮาที่ต้องคอยเชียร์และลุ้นว่าเชฟโยนมุขใดให้ ตบท้ายความสุขด้วยเมนูของหวานอย่าง เทมปุระไอศกรีมที่จะให้รสสัมผัสที่ต่างออกไปจากเดิมด้วยความเย็นสดชื่นของไอศกรีมที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวแป้งกรุบกรอบ พ่วงด้วยขนมโมจิเหนียวนุ่ม หนึบหนับ ทำให้การรับประทานอาหารของคุณสมบูรณ์แบบมากขึ้น

ช่วงนี้ทางห้องอาหารก็มีโปรโมชั่นพิเศษให้คุณได้ลิ้มลองความอร่อยระดับเวิลด์คลาสกับเมนูเนื้อวากิวชั้นเยี่ยมจากประเทศญี่ปุ่น คุณจะสัมผัสได้ถึงความอ่อนนุ่มหวานละมุนลิ้น ทำให้ได้อารมณ์ความเป็นญี่ปุ่นอย่างแท้จริง นอกจากนี้ทางห้องอาหารยังชวนคุณร่วมสนุกกับกิจกรรมง่ายๆ เพียงคุณถ่ายภาพบรรยากาศความสนุกสนานในระหว่างรับประทานอาหารที่เบนิฮานา พัทยา แล้วอัพโหลดรูปภาพที่http://www.facebook.com/BenihanaPTY  ใครได้รับจำนวนLikeมากที่สุดรับไปเลยรางวัลแพ็คเกจห้องพัก 1 คืน พร้อมอาหารเช้าสำหรับ2ท่าน จากโรงแรม แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา พัทยา ร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่30มิถุนายน 2555พร้อมประกาศรายชื่อผู้โชคดีในวันที่1กรกฎาคม 2555 ว่าแล้วอย่ารอช้าเตรียมจูงมือคนรู้ใจไปชิมกันได้เลย

เบนิฮานา พัทยา ตั้งอยู่บนชั้น 2 ศูนย์การค้า รอยัล การ์เด้น พลาซ่า เปิดบริการทุกวันเวลา 12.00-22.00น.สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (66) 38 412 120 ต่อ 1395 หรืออีเมล์pattayamarriott@minornet.com

 

ดื่มด่ำอารมณ์มาเฟีย @ กู้ด เฟลลัส 2012/05/22

ดื่มด่ำอารมณ์มาเฟีย @ กู้ด เฟลลัส

  • 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:24 น.

โดย…ณัฐพล ช่วงประยูร

เคยคิดว่าหมดวัยไปอาร์ซีเอแล้ว แต่พอเจอ “กู้ด เฟลลัส” ต้องเปลี่ยนใจ

จากที่เคยเบื่อหน่ายย่านนี้ ด้วยเพราะใช้พลังงานและไลฟ์สไตล์หนักหน่วงไปกับอาร์ซีเอยุคแรก ยุค 2 และ 3 อยู่อย่างขาประจำ พานคิดว่าไม่ใช่แนวของเราแล้ว และก็มิกล้าจะแนะนำหนุ่มเท่ หนุ่มหล่อ หนุ่มลุย หรือสาวๆ โพสต์ทูเดย์ไปย่างกราย แต่พอมีดาวเด่นดวงใหม่เป็นทางเลือกให้เหล่าแก๊งสเตอร์ ร้านล่าสุดแห่งอาร์ซีเอชื่อ “กู้ด เฟลลัส” (GoodFellas)

เจ้าของร้าน — วรทรรศน์ พุ่มไพศาล หลงใหลความคลาสสิก หรูหรา และปนกับความดิบในโครงสร้างของบาร์ในฉากของภาพยนตร์เรื่อง GoodFellas ซึ่งเป็นหนังมาเฟียในตำนานอีกเรื่องหนึ่งของวงการ ซึ่งกำกับโดย มาร์ติน สกอร์เซซี สร้างจากเรื่องจริงจากหนังสือชื่อ Wiseguy ของ นิโกลาส ปิเลจจิ โดยมี โรเบิร์ต เดอ นีโร นักแสดงชื่อดังร่วมแสดงด้วย เป็นหนังขึ้นหิ้งเรื่องหนึ่งทีเดียว

ด้วยความตั้งใจเพื่อให้เป็นที่ที่รวมตัวกันของคนที่มีแก๊งสเตอร์ พร้อมบรรยากาศที่อบอุ่น เท่ และขรึม บวกกับความมีอัธยาศัยดีของเจ้าของร้าน จึงทำให้ผู้ที่มาเยือนตกลงใจที่จะเป็น GoodFellas Gangster ได้ไม่ยาก

ที่นี่วางตัวให้เป็น Wine & Eatery มีเมนูอาหารอิตาเลียน เมดิเตอร์เรเนียน และไวน์บาร์แห่งสำคัญในอาร์ซีเอ นอกจากรสชาติอาหารทุกจานจะสมค่าราคาที่ต้องควักแล้ว วงดนตรีฝีมือดีก็แวะมาบรรเลงเพลงแจ๊ซกล่อมคุณทุกค่ำคืน ตกดึกสไตล์ดนตรีก็จะเพิ่มความสนุกสนานยิ่งขึ้น เพื่อให้เป็นที่ที่เหมาะกับการฉลอง แม้ว่าจะเป็นการดื่มกินในคืนวันปกติ

การไปอาร์ซีเอคราวหน้า ตรงไป “กู้ด เฟลสัส” สิครับ เปิดวันจันทร์เสาร์ เวลา 11.00-14.00 น. และ 19.00-01.00 น. หยุดวันอาทิตย์ โทร. 08-6313-9496

 

ติ่มซำประจำบ้าน ตอน ขนมผักกาดกระทะร้อน 2012/05/22

ติ่มซำประจำบ้าน ตอน ขนมผักกาดกระทะร้อน

  • 20 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:07 น.

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ / ภาพ Cookool Studio

คุณผู้อ่านที่เป็นขาประจำ Mcuisine อย่าเพิ่งโวยนะคะ ว่า Mcuisine จะนำเอาขนมผักกาด สูตรเดิมที่เคยเสนอไปตอน “เปิดครัวบ้านหม้อ ตำรับอากิ๋ม” มาขายคุณผู้อ่าน ซ้ำซ้อน ในตอนติ่มซำประจำบ้านของเรา

ผู้เขียนชอบทานขนมผักกาดค่ะ “ความบ้า” เกิดขึ้นตอนไปทานติ่มซำนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นร้านไหน จะเล็กจะใหญ่ ข้างทาง ในตลาด รถเข็น รถถีบ หากพบเจอต้องขอแวะชิมสักชิ้นสองชิ้น เก็บไว้เป็นข้อมูล ตามร้านต่างๆ สูตรนี้เป็นสูตรของผู้เขียนเองค่ะ เกิดจากการทดลองทำซ้ำๆ ปรับสูตรนั้นสูตรนี้ไปเรื่อยๆ อ่านเอาจากอินเทอร์เน็ตบ้าง จากบล็อกและหนังสือของเหล่านักชิม นักทำ ปรับไปปรับมาจนได้แบบฉบับที่ตัวเองชอบ

สูตรของอากิ๋ม ที่ผู้เขียนนำมาเสนอคุณผู้อ่านเมื่อตอนก่อน อร่อยจริงๆ และมีเคล็ดลับพิเศษของอากิ๋มคือ ซอสต่างๆ ที่อากิ๋มเติมลงไปอย่างกลมกล่อม เนื้อนุ่มๆ ฉ่ำๆ ทานตอนนึ่งมาร้อนๆ เปล่าๆ ไม่ต้องมีซอสอะไรให้วุ่นวาย หรือผัดยีกับไข่ ก็อร่อยเหาะ

แต่ถ้าเราจะว่ากันด้วยเรื่องของขนมผักกาดของติ่มซำ จะต้องเป็นแบบสีขาว มีลักษณะเป็นแผ่นๆ มักจะวางมา 3 ชิ้น ไม่ขาดไม่เกินในจาน จี่จนกรอบๆ ด้านนอก หอมแป้งเกรียมๆ หน่อย เครื่องเคราด้านในมักจะมีเห็ดหอม หมูสามชั้น กุนเชียง แถมด้วยถั่วลิสง ทาน 1 ชิ้น ได้หลากหลายรสชาติ ราดด้วยซีอิ๊วดำหวานอย่างดี แค่เล็กน้อย ถือว่าขาดไม่ได้

ขนมผักกาดของแต่ละสูตร โดยมากจะแตกต่างกันที่เนื้อสัมผัส ที่มีผลมาจากสัดส่วนของแป้งและน้ำ ชนิดของแป้งก็มีส่วน หากแป้งข้าวเจ้าเป็นหลัก น้ำพอดี เนื้อขนมผักกาดจะเละและร่วนหน่อย แต่ถ้าเติมแป้งข้าวเหนียว หรือแป้งมัน แม้แต่บางสูตรเป็นแป้งท้าวยายม่อม จะทำให้ขนมผักกาดมีเนื้อหนึบๆ มากขึ้น เหมาะสำหรับการนำไปทอด หรือจี่ในกระทะต่อไป

เมื่อได้สัดส่วนแป้งที่ลงตัวแล้ว มาถึง “น้ำ” ผู้เขียนลองทำแล้ว ใช้แค่น้ำเปล่า รสชาติจืดชืด ไม่มีเยื่อใยของความอร่อยใกล้เคียงร้านดัง ลองมองสูตรของอากิ๋มไปมา (บอกแล้วว่าของอากิ๋มแต่งรสจนอร่อยด้วยเคล็ดลับน้ำมันหอยนิดหน่อย อย่าลืมกลับไปดูสูตรเก่าๆ ของเรา) ถึงบางอ้อ เข้าใจว่าแทนที่จะเป็นน้ำสะอาดธรรมดา ที่จะทำให้ไชเท้าและแป้งสุกต้องเปลี่ยนเป็นน้ำสต๊อก ที่ต้มเคี่ยวมาอย่างดี ถึงจะเข้าทีที่สุด หากเป็นร้านอาหารจีนชั้นยอด อย่างขนมผักกาดของร้านเหม่ยเจียง ที่โรงแรมเพนนินซูล่า ผู้เขียนชอบทาน เพราะเนื้อละมุนหอมกรุ่นในเนื้อใน เขาคงผสมด้วยน้ำสต๊อกที่เชฟต้มไว้เป็นหม้อใหญ่ กัดไปเจอไชเท้าเป็นชิ้นๆ สี่เหลี่ยม อร่อยเต็มๆ คำดี

หากเป็นติ่มซำประจำบ้านของเรา ถ้าไม่ขี้เกียจ อยากเชิญชวนให้คุณผู้อ่านต้มน้ำสต๊อกจากซี่โครงหมู แช่ช่องแข็งไว้ นำมาใช้ได้หลายเมนู แต่หากเป็นแม่บ้านยุคนี้ ต้องพึ่งพา “ซุปก้อน” หรือ “ซุปผง” ยี่ห้อต่างๆ ที่คุณๆ เป็นแฟนกันอยู่ ผู้เขียนเองยอมรับเลยว่าหลายสูตรที่เราคุ้นรสชาติ ต้องพึ่งพาซุปสำเร็จรูปอยู่เหมือนกัน

อีกเคล็ดลับหนึ่ง ที่แอบขโมยมาจากบล็อกเกอร์ชาวมาเลย์ คือ ส่วนผสมไม่ว่าจะเป็นกุนเชียง กุ้งแห้ง หมูสามชั้น ถั่วและเห็ดหอม ที่ทำให้รสชาติของขนมผักกาดอร่อยขึ้น ควรจะนำลงไปผัดให้หอมเสียก่อนด้วยน้ำมันพืชเล็กน้อย สำหรับผู้เขียนขอเพิ่มเคล็ดลับนิดนึงให้ว่า ส่วนผสมที่มีน้ำมันเยอะ ควรลงกระทะก่อน เช่น หมูสามชั้น กุนเชียง เพื่อให้น้ำมันได้ออกมาฉี่ฉ่าในกระทะจนหอมฟุ้ง ตามด้วยเห็ดหอม กุ้งแห้ง และจบด้วยของที่สุกแล้วอย่างถั่วลิสง ปรุงรสให้ลงตัว แค่เกลือ น้ำตาลและซีอิ๊วแค่พอหอม เพราะเราต้องการขนมผักกาดสีขาวสไตล์ติ่มซำ อย่าลืมรอให้ส่วนผสมที่ผัดไว้เย็นตัวเสียก่อน จึงค่อยผสมกับแป้งและไชเท้า แค่เกลี่ยๆ ใส่ถาดไว้ แป๊บเดียวก็เย็น

สุดท้าย อย่าลืมเลือกหัวผักกาด หรือหัวไชเท้า ที่ลูกกำลังทาน ไชเท้าจะมีกลิ่นและรสขมอยู่บ้าง แนะนำให้หั่นเป็นชิ้นๆ แล้วหมักเกลือป่นไว้สักแป๊บ เกลือจะทำให้หัวผักกาดคายน้ำขมๆ ออกมาเสียก่อน รสชาติของขนมผักกาดจะดีขึ้น อ้ออย่าลืมล้างด้วยน้ำสะอาดสัก 2-3 น้ำก่อน แล้วบีบน้ำออกให้หมาด อย่างสูตรของผู้เขียนนี้นิยมไชเท้าขนาดแท่งประมาณนิ้วก้อยสาวๆ เวลาทานขนมผักกาดจะได้รสชาติไชเท้าเต็มๆ คำ อร่อยไปอีกแบบ

นึ่งขนมผักกาดจนสุกแล้ว รอให้เย็นสนิท แล้วแช่ตู้เย็นไว้ก่อน ค่อยนำมาตัดเป็นชิ้นๆ ถึงจะออกมาสวยน่าทาน ลงจี่บนกระทะเคลือบร้อนๆ ใส่น้ำมันไม่ต้องมากมายนัก จะได้เกรียมๆ กรอบๆ และหอมๆ แค่เขียนก็น้ำลายไหลแล้วคะ

ขนมผักกาด

ไชเท้า 600 กรัม (ประมาณ 3 หัวขนาดย่อมๆ)

เกลือ ส่วนที่ 1 1.5 ช้อนชา

แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย กับอีก 1 ใน 3 ถ้วย

แป้งข้าวเหนียว 1 ช้อนโต๊ะ

แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำซุป 1 ถ้วย กับอีก 3 ช้อนโต๊ะ

(หรือจะใช้น้ำสะอาดผสมซุปก้อนก็ได้)

น้ำมันพืช ส่วนที่ 1 3 ช้อนโต๊ะ

เกลือ ส่วนที่ 2 0.5 ช้อนชา

กุ้งแห้ง 5 ช้อนโต๊ะ

กุนเชียง หั่นเป็นแท่งไม้ขีด 4 ช้อนโต๊ะ

หมูสามชั้น หั่นเป็นชิ้นเล็ก 4 ช้อนโต๊ะ

ถั่วลิสงแห้งแช่น้ำ ต้มสุก 4 ช้อนโต๊ะ

เห็ดหอมแห้ง แช่น้ำ หั่นบาง 3 ดอก

น้ำมันพืช ส่วนที่ 2 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา

ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำมันพืชสำหรับทาถาด

ปอกเปลือกและหั่นไชเท้าให้เป็นชิ้นขนาดประมาณนิ้วชี้เด็ก โรยเกลือส่วนที่ 1 ขยำแล้วพักไว้

ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมันพืชส่วนที่ 2 ลงไป ผัดหมูสามชั้น กุนเชียงให้พอสุก ใส่กุ้งแห้งและเห็ดหอมลงไปผัดต่อ ปรุงรสด้วยน้ำตาลและซีอิ๊ว โรยถั่วลงไปผัดแป๊บเดียว ตักขึ้นเกลี่ยลงในถาด

ล้างเกลือออกจากไชเท้า ล้างน้ำสะอาด 2-3 ครั้ง บีบน้ำออกให้หมาดๆ

ผสมแป้งทั้งสามชนิดเข้าด้วยกัน ใส่เกลือส่วนที่ 2 ลงไป น้ำมันพืชส่วนที่ 1 ลงไป คนให้เข้ากัน เติมไชเท้าและส่วนผสมที่ผัดไว้แล้วลงไป คนพอเข้ากัน

ทาน้ำมันพืชลงในถาดที่เตรียมไว้ ผู้เขียนใช้ถาดขนาด 10×8 นิ้ว ขอบ 1 นิ้ว จำนวน 2 ถาด ตักส่วนผสมลงไป เกลี่ยให้ทั่ว นึ่งประมาณ 30-45 นาที หรือจนสุก ทดสอบด้วยการใช้มีดจิ้มลงไป หากสุกแล้วมีดจะผ่านลงไปได้ง่าย ซึ่งหมายถึงไชเท้าที่สุกนุ่มแล้ว พักไว้ให้เย็น อย่าปิดหรือคลุม

แช่เย็นไว้ ให้เย็นสนิท ก่อนนำมาตัดเป็นชิ้นๆ จี่ในน้ำมันร้อนๆ แนะนำให้ใช้กระทะเคลือบ ที่ไฟกลาง

 

เมลเบิร์นเนียนฟอกคาเซีย ของ ชานน สัมพันธารักษ์ 2012/05/22

เมลเบิร์นเนียนฟอกคาเซีย ของ ชานน สัมพันธารักษ์

  • 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:52 น.

โดย…วรธาร ทัดแก้ว

ซิกเนเจอร์ดิชวันนี้ขอเสิร์ฟด้วยเมนูอาหารแนวตะวันตก ในแบบฉบับของคนเร่งรีบที่ชีวิตแขวนอยู่กับตารางเวลา หรือจะกินเป็นอาหารว่างเพลินๆ ในยามดูหนัง ฟังเพลงก็ได้ ในชื่อฝรั่งๆ ว่า “เมลเบิร์นเนียนฟอกคาเซีย” หรือฟอกคาเซียในสไตล์ของคนเมลเบิร์นของ “เก่ง-ชานน สัมพันธารักษ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฮไลค์ เอเจนซี่ ผู้วางแผนและที่ปรึกษางานด้านการตลาดออนไลน์บนระบบโซเชียลมีเดีย

“เก่ง” ในวัย 30 ต้นๆ บุตรของ ชัชวาล สัมพันธารักษ์ อดีตรองประธาน บริษัท น้ำตาลบ้านโป่ง และ สุรางครัตน์ สัมพันธารักษ์ ที่ปรึกษา บริษัท สากลเบเวอเร็ดจ์ (RC Cola) และเป็นหลานชายของ นคร สัมพันธารักษ์ ดีไซเนอร์ชื่อดัง เขาจบปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และปริญญาโท การตลาด มหาวิทยาลัย Royal Melbourne Institute of Technology (RMIT)

การทำอาหารคือศิลปะ

นอกจากเป็นคนหนุ่มที่เก่งงานและพูดจาดีแล้ว ยังเก่งในการทำอาหารอีกต่างหาก คล่องแคล่วไม่เบา ซึ่งไม่แปลกใจเพราะเขาชอบงานครัวมาตั้งแต่เด็ก เข้าครัวดูคุณพ่อทำอาหารโดยสวมบทบาท “ครูพักลักจำ” ตลอด บางครั้งคุณพ่อก็สอนทำอาหารกันเลย

“ผมเข้าครัวทำอาหารครั้งแรกตอน 7 ขวบ คุณพ่อสอนทำผัดซีอิ๊ว จากนั้นผมก็เริ่มทดลองทำอาหารมาเรื่อยๆ แต่มาหนักตอนอยู่เมืองนอก เพราะในบ้านที่ผมอยู่อยู่กันหลายคน ส่วนใหญ่ทำกับข้าวไม่เป็น ตำแหน่งพ่อครัวประจำบ้านจึงตกเป็นของผมไปโดยปริยาย แต่ผมก็ชอบและสนุกเสมอ

ผมมองว่าการทำอาหารเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่เอาสูตรอาหารหลายๆ สูตรมาร่วมกัน ซึ่งก็เหมือนกับงานศิลปะที่เพนต์รูปชนิดหนึ่งโดยเอาสีนั้นสีนี้มารวมกันให้เกิดสีสีนความสวยงาม”

เก่ง บอกว่า การทำอาหารให้ดีและอร่อยต้องอาศัยเวลาและความอดทน นอกจากนี้การที่ได้ทำสูตรแปลกๆ ยิ่งท้าทาย อย่างเช่นเมนูที่นำมาเสิร์ฟวันนี้ ก็เป็นการเอาซอสเกาหลีมารวมกับชีส ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกแต่ก็แปลกแบบอร่อย

อาหารฝรั่งทำง่ายกว่าไทย

จากการที่เขาไปเรียนปริญญาโทที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เพื่อนๆ จึงมากมีทั้งฝรั่ง จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ ทำให้ได้เรียนรู้และชิมอาหารประจำชาติหรือที่ขึ้นชื่อของชาตินั้นๆ บ่อยครั้งเวลาทำอาหารก็จะนำความรู้ที่ได้มาอะแดปผสานกันอย่างลงตัว

ในการทำอาหารเขาบอกว่าทำได้ทั้งอาหารไทยและฝรั่ง แต่ถนัดอาหารฝรั่งเพราะทำง่าย ไม่มีขั้นตอนเยอะเหมือนอาหารไทยที่ต้องเตรียมเครื่องสมุนไพรหลายๆ อย่าง เช่น จะโขกน้ำพริกต้องใช้เวลาและต้องใจเย็น

 สำหรับเมลเบิร์นเนียนฟอกคาเซียที่นำมาเสิร์ฟในวันนี้ เขาบอกว่าได้รับอิทธิพลมาจากคนเมลเบิร์นที่อะแดปทุกอย่างในสไตล์ที่ตัวเองชอบ

“คนเมลเบิร์นเวลากินอะไรกินเยอะและของนั้นก็หาซื้อง่าย ฟอกคาเซียในแบบเมลเบิร์นเลยเป็นขนมปังยาวๆ ผ่ากลางแล้วใส่ไส้ตามชอบ บางคนชอบแฮมชีสไข่ดาวน้ำมันเยิ้มๆ บางคนแฮมชีสเบคอนเยิ้มๆ บางคนกินมังสวิรัติก็ใส่อโวคาโดและผักเยอะๆ ราดด้วยซอส บางคนชอบอาหารทะเลก็ใส่ปลาหมึกกาลามารี สำหรับผมใส่แหนมหมูออกรสเปรี้ยวกลิ่นหอมๆ อร่อยครับ”

 

ช้าๆ ชิล ชิล @ แกลเลอรี กาแฟดริป 2012/05/22

ช้าๆ ชิล ชิล @ แกลเลอรี กาแฟดริป

  • 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:46 น.

โดย…ช็อกโกลาต์ นัวร์&<2288;

ถ้าบางวันหรือหลายๆ วันของคุณๆ รีบเร่งเกินไปจนเดินตามตัวเองก็ยังไม่ทัน ลองหยุดพักบ้างอะไรบ้าง (มั้ย) ถ้าอยากพักให้สมบูรณ์แบบ ลองเลียบๆ เคียงๆ มาที่ แกลเลอรี กาแฟดริป หัวมุมถนนชั้น G หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ย่านปทุมวัน รับรองว่าได้ช้าๆ ชิล ชิล ให้สมใจอยาก…ชัวร์

ท่ามกลางบรรยากาศร้านกาแฟแบบเก๋ เท่ ดิบ ปราศจากเสียงของเครื่องชงเอสเปรสโซ ไร้เสียงดังๆ ของเครื่องปั่นสมูทตี มีแต่เสียงเพลงแนวๆ เปิดเบาๆ เข้ากับบรรยากาศช้าๆ ง่ายๆ ของร้านกาแฟแห่งนี้ ที่อาศัยเพียงการชงในลักษณะ “ดริป” (Drip) เท่านั้น

ไอเดียขายกาแฟแบบดริปล้วนๆ เป็นของสองช่างภาพหนุ่ม “ปิ” กับ “เอ” ที่เห็นว่าในกรุงเทพฯ ยังไม่มีร้านไหนเสิร์ฟกาแฟดริปอย่างเดียวเลย เพียงมีเป็นออปชันให้เลือกในร้านกาแฟส่วนน้อยเท่านั้น สองหนุ่มที่เห็นพ้องต้องกันว่ากาแฟที่ชงด้วยวิธีนี้แสนอร่อยและรื่นรมย์จะตายไป ก็เลยจัดเต็มกาแฟดริปล้วนๆ เสิร์ฟในร้านนี้ ถึงกับออกแบบผลิตที่ดริปกาแฟ พร้อมสเตชันดริปที่ร้านมาเป็นพิเศษ

คำว่า “แกลเลอรี” นอกจากจะเข้ากับสถานที่อย่างหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครแล้ว ช่างภาพหนุ่มที่ผันตัวเองมาขายกาแฟด้วย บอกว่ายังหมายถึงอีกหลายๆ อย่างที่รวมขึ้นเป็นร้านนี้

“ไม่ว่าจะเปิดพื้นที่สำหรับคนที่อยากหาที่แสดงงานศิลปะเล็กๆ แล้วเราก็จัดแสดงข้าวของที่เกี่ยวข้องกับกาแฟ อย่างเครื่องบดกาแฟด้วยมือ เครื่องชงกาแฟแบบต่างๆ ภาพถ่าย โปสต์การ์ด ฯลฯ”

เมนูเด่นๆ ของร้าน นอกจาก แกลเลอรี กาแฟดริป ซึ่งเป็นกาแฟดำร้อนๆ ชงแบบดริป เสิร์ฟคู่น้ำเชื่อม โดยอาศัยเมล็ดกาแฟ พีเบอร์รี (กาแฟเต็มเมล็ดคู่) จากดอยช้าง อันเป็นเบลนด์ของร้าน บดและชงกันสดๆ หอมกรุ่นไปทั่วร้านแล้ว ยังมีทางเลือกสำหรับคอกาแฟเป็น ซิงเกิล ออริจิน เมล็ดกาแฟเจ๋งๆ จากแหล่งเพาะปลูกกาแฟต่างๆ เช่น เคนยา โคลัมเบีย ซูพรีโม หรือเยเมน มอคคา มาตารี ฯลฯ แล้วแต่จะสรรหามาได้เป็นเมนูพิเศษ

ใครนิยมดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ แกลเลอรี กาแฟดริป มีแบบเย็น คือนำไปใส่น้ำแข็ง ซึ่งหลายคนอาจเลือกดื่มแบบร้อนก่อน ค่อยขอน้ำแข็งเติมเป็นอีกหนึ่งอารมณ์ อีกเมนูแนะนำ คือ แกลเลอรี กาแฟวุ้น ที่นำกาแฟดริปไปทำเป็นวุ้น เสิร์ฟท็อปปิงด้วยนมสดเย็นรสหวานที่ตีฟองนมเล็กน้อย ตอนจะดื่มก็สร้างงานศิลปะด้วยการนำหลอดจิ้มๆ ให้นมผสมกับเนื้อวุ้น ค่อยดูดกินอย่างอร่อย

ชานมลูกครึ่ง ก็เป็นอีกเมนูที่คนนิยมสั่ง โดยใบชามาจากหลายชาติ แต่มาชงเสิร์ฟแบบชาไทย ส่วนขนมที่นี่ไม่เน้น แต่ก็มีเสิร์ฟแบบที่ดีต่อสุขภาพจ้ะ

ใครอยากจะช้าๆ ชิล ชิล ไปกันได้เลย ร้านเปิดเวลา 10.00-21.00 น. ปิดวันจันทร์วันเดียว โทร. 08-1989-5244

 

เรื่องราวแสนดี @ สวีท พิสต้า แบงค็อก 2012/05/22

เรื่องราวแสนดี @ สวีท พิสต้า แบงค็อก

  • 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:42 น.

โดย…ลีโอ เคน

สวีท พิสต้า แบงค็อก (Sweet Pista Bangkok) ร้านอาหารและเบเกอรีสไตล์โฮมเมดน่ารักๆ ด้วยบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง โดดเด่นที่งานไม้และปูนเปลือย มีจักรยานคันเก่งประดับแบบเท่ๆ ให้สัมผัสที่อบอุ่นอยู่ในที ร้านนี้มีจุดเริ่มต้นที่หุ้นส่วนทั้งสอง คือ โด่ง-ธรรมวัต อรรถจินดา ผู้รักการทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจ กับหวานใจ เอ้-ชุติมา บวรรัตนโชติ ที่มีพรสววรค์ในการทำของหวานทั้งเค้กและเบเกอรีที่อร่อยจับใจ ฝันอยากจะมีร้านอาหารที่อร่อยสไตล์โฮมเมดจริงๆ สักร้าน ในที่สุดฝันก็เป็นจริงสักที ซึ่งร้านนี้เปิดบริการได้เพียงแค่เดือนเศษๆ เองครับ

เชฟโด่ง ร่างใหญ่ ใจดี แถมยังทำอาหารรสชาติมัดใจชะมัด บอกว่าต้องการทำอาหารสไตล์โฮมเมดจริงๆ และมีความทรงจำดีๆ ซ่อนอยู่ในนั้น ไปหากินที่ไหนก็หากินไม่ได้ ที่สำคัญหน้าตาไม่ได้สวยล่อใจ เพราะถ้าใส่มาในจานแล้วไม่ได้กิน เชฟบอกว่า ก็ไม่รู้จะใส่มาทำไม ด้านวัตถุดิบล้วนคัดสรรมาอย่างดี ผสานกับรสมือที่ปรุงอย่างตั้งใจกลายเป็นอาหารโฮมเมดจานโปรดที่อร่อยไม่รู้จบทีเดียวล่ะ

ไม่ช้าล่ะ ขอเริ่มต้นด้วยเมนูง่ายๆ ฟังดูสะดุดหู “ข้าวหมา” เมนูที่ตัวเชฟชอบกินมาตั้งแต่เด็กๆ เป็นหมูสับและเบคอนคั่วกับกระเทียม ผัดแบบแห้งๆ หอมๆ กรอบๆ แล้วนำมาคลุกกับข้าวสวยร้อนๆ เสิร์ฟพร้อมไข่ดาว หน้าละม้ายข้าวหมาแต่อร่อยระดับราชา อ้าว…จริงๆ เมนูนี้ห้ามใครแย่ง แง่ง…แง่ง…หุหุ

เออ…มีเมนูคู่กัน “ข้าวแมว” คือข้าวคลุกปลาทูลองกินดู รับรองอร่อยได้ใจไม่แพ้กันให้

ต่อกันด้วย สปาเกตตีปลาสลิด สปาเกตตีเส้นเหนียวนุ่ม แห้งๆ จัดจ้านด้วยพริกแห้งพอประมาณ ผสานกับปลาสลิดกร๊อบ กรอบ กลายเป็นความอร่อยที่น่าประทับใจ

อีกเมนูที่จะไม่ลืมและเชฟจัดเต็มอย่างยิ่ง แฮมเบอร์เกอร์ ชีส & เบคอน ขอเรียกว่า บิ๊กเบอร์เกอร์น่าจะเหมาะเหม็ง เพราะยัดไส้มาเต็มๆ ทั้งเบคอนชิ้นใหญ่กับเนื้อบดหมักเครื่องเทศชิ้นโต ภายใต้ขนมปังที่ทำเอง กินคู่กับผักสลัดและน้ำสลัดบัลซามิกที่เชฟปรุงรสขึ้นเอง โอว์…รสชาติบิ๊กเซอร์ไพรส์มั่กๆ

อีกเมนูที่ชื่อโดนๆ และน่าสั่งมาแทะเล่น “ซี่โครงหมูทอดเลียมือ” ซี่โครงหมูชุบแป้งทอดชิ้นเขื่องกรอบนอกนุ่มในกับกระดูดอ่อนๆ ถ้าจะกินให้สะใจต้องหยิบขึ้นมาแทะ อันเป็นที่มาขอชื่อ ไม่ต้องอายใครๆ หันไปทางไหนเขาก็แทะกัน อิอิ

อย่าลืมตบท้ายด้วย เค้กมะพร้าวอ่อน สัมผัสได้ถึงความสดใหม่ เขาทำกันใหม่สดทุกวัน พิสูจน์ได้ที่ห้องทำขนมหวานที่ชั้นสอง ทั้งเบานุ่ม หอมหวานกำลังดีเพราะเขาใช้วิปปิงครีม ขนาดไม่ปลื้มของหวานสักเท่าไหร่ยังเคลิ้มเลยผม

น้องสาวคนสวยที่สนิทคนหนึ่งบอกเล่าอย่างออกรสชาติว่า เค้กส้ม ที่นี่ก็อร่อย เนื้อไม่แน่นหนัก สัมผัสถึงความสดของส้ม เบาหวิวแต่ไม่จางหายไปจากความรู้สึก น่าเสียดายไม่มีที่ว่างจะใส่ลงไปเสียแล้ว วันหนึ่งวันไหนผ่านไปจะไม่ยอมพลาดเลยเชียวพับผ่าเถอะ!!!

นอกจากนี้ ร้านยังมีกิมมิกเก๋ๆ ด้วยการเอาใจลูกค้าที่ปรารถนาเมนูอื่น โดยการจัดชั้นโชว์หนังสืออาหารที่ไม่ใช่แค่ให้ลูกค้าหยิบมาเปิดชมเพลินตาระหว่างรอ แต่ปรารถนาเมนูไหนสามารถชี้บอกได้เลยว่าจะเอาเมนูนี้ เมนูนี้ ถ้าวัตถุดิบพร้อมเชฟจะรีบจัดให้ทันทีแบบไม่มีอิดออด แต่ถ้าไม่พร้อมก็ยังสามารถ โทร.นัดแนะกันว่าจะเข้ามากินวันไหน เอาซี้…!!!

เรื่องราวแสนดีผสานกับอาหารและเบเกอรีแสนอร่อย กับบรรยากาศน่ารักๆ

คุณจะหลงรัก สวีท พิสต้า แบงค็อก ได้ไม่ยากเลยขอบอก!!!

ร้านอยู่ในซอยสุขุมวิท 31 จากปากซอยเข้ามาก็วิ่งตรงมาจนถึงสี่แยกเลี้ยวซ้ายแล้ววิ่งไปตามทางจนสุดซอย จะบังคับให้เลี้ยวขวา ร้านสวีท พิสต้า แบงค็อก อยู่ตรงนั้นพอดี สังเกตง่ายจะอยู่ติดกับร้านจักรยาน Sixty Fixy (60) เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. (ปิดวันจันทร์) โทร. 02-662-2866

 

สโลว์คุก หลากหลายองศา ณ โมเดิร์น คุกกิง 2012/05/22

สโลว์คุก หลากหลายองศา ณ โมเดิร์น คุกกิง

  • 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:29 น.

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล

เพราะว่าการปรุงอาหารคือศิลปะ ดังนั้นจึงมี “ความเคลื่อนไหว” (Movement) ไม่ต่างจากแวดวงศิลป์ ซึ่งมีความเคลื่อนไหวของยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็น เรอเนสซองซ์ กอธิก แอบสแทรกต์ ฯลฯ ในศิลปะการปรุงอาหารก็เฉกเช่นกัน แม้จะไม่เคลื่อนไหวฮาร์ดคอร์มากมายนัก

การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในช่วงไม่เกิน 20 ปีที่ผ่านมา คือ สโลว์ฟู้ด มูฟเมนต์ (Slow Food Movement) ซึ่งริเริ่มโดย การ์โล เปตรินี เมื่อปี ค.ศ. 1986 ในอิตาลี ที่ออกมาเสนอทางเลือกที่ดีกว่าฟาสต์ฟู้ด ที่แพร่หลายเป็นอย่างมากในช่วงนั้น

การ์โล ตอกย้ำเจตนารมณ์ของเขาว่า ทุกๆ คนควรจะได้รับประทานอาหารในท้องถิ่นของตัวเอง ตามตำรับการปรุงอย่างมีศิลปะ นอกจากนี้เขายังสนับสนุนให้มีการเพาะปลูกในท้องถิ่น รวมทั้งการเลี้ยงสัตว์ที่ปราศจากสารเคมีด้วย

แนวคิดของเขาแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานก็ได้สมาชิกนับแสนจากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งสหรัฐ เจ้าตำรับฟาสต์ฟู้ด

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ไปลองลิ้มชิมรส “เชฟส์เทเบิล” ที่ห้องอาหาร วูว์ (Viu) รังสรรค์โดย เชฟลีโอนาร์โด คอนเซสซี เอกเซ็กคิวทีฟ เชฟ แห่งเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ก้มมองเมนูแล้ว นอกจาก “ซูส์ วีด” (Sous-Vide) อันเป็นเทคนิคการปรุงอาหารแบบสโลว์คุกตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ของฝรั่งเศส ยังมีหลายหลากที่กำกับชื่อเอาไว้ด้วยองศาของการปรุงต่ำๆ จึงสงสัยว่าเชฟลีโอนาร์โดน่าจะเป็นหนึ่งตัวจักรแห่งการเคลื่อนไหวครั้งนี้แน่ๆ

เชฟบอกว่า ที่ต้องปรุงแบบเป๊ะๆ กับอุณหภูมิของแต่ละเมนูนั้น “ก็ง่ายๆ เลยครับ เราจะเลือกวัตถุดิบที่ดีๆ มาเพื่ออะไร หากว่าเราไม่สามารถปรุงให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด”

เอกเซ็กคิวทีฟ เชฟ แห่งเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ให้อรรถาธิบายว่า วิธีที่เขานิยมใช้เรียก “โลว์ เทมเพอเรเจอร์ คุกกิง” (Low Temperature Cooking) อันเป็นวิธีการหนึ่งในสโลว์ คุกกิง

ในการปรุงอาหารแบบโลว์ เทมเพอเรเจอร์ คุกกิง อันเป็นสโลว์คุกที่เชฟลีโอนาร์โดถนัด จะใช้หม้อตุ๋นที่เรียกกันว่า สโลว์ คุกเกอร์ (Slow Cooker) ซึ่งเป็นหม้อที่ให้ความร้อนแก่อาหารอย่างช้าๆ โดยที่ความร้อนจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น แต่อุณหภูมิสูงสุดยังไม่ถึงจุดเดือดของน้ำ หรือ 100 องศาเซลเซียส ส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 63-93 องศาเซลเซียส ถือเป็นการปรุงอาหารที่ความร้อนต่ำ ประหยัดพลังงาน และยังทำให้เนื้อที่นำมาปรุงอาหารมีการหดตัวน้อยกว่าการปรุงวิธีอื่น

การปรุงอาหารแบบโลว์ เทมเพอเรเจอร์ คุกกิง นั้นเหมาะกับเนื้อสัตว์ เพราะช่วยทำให้เนื้อนุ่ม เพิ่มรสชาติให้เนื้อได้เต็มที่มากกว่าการย่างหรืออบ แต่ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเนื้อด้วย เพิ่มเทคนิคการปรุงอาหารให้อร่อยขึ้นอยู่กับไฟ ความร้อน และระยะเวลาการปรุง โดยสำหรับเอกเซ็กคิวทีฟ เชฟ แห่งเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ตั้งธงไว้… ที่ 62-70 องศาเซลเซียส สำหรับการปรุงผัก ส่วนอาหารจานปลา ต้อง 52-58 องศาเซลเซียส ขณะที่ไก่หรืออาหารเนื้อขาวที่มีกระดูก 73 องศาเซลเซียส นั้นเพอร์เฟกต์ที่สุด

สำหรับองศาที่เหมาะแก่การปรุงเนื้อหมูและเนื้อวัวแบบโลว์ เทมเพอเรเจอร์ คุกกิง คือ 49-52 องศาเซลเซียส ส่วนผลไม้อย่างเช่น สตรอเบอร์รี นั้น อยู่ที่ 61 องศาเซลเซียส

เชฟเสริมอีกว่า การปรุงอาหารด้วยอุณหภูมิสูงๆ เกินร้อยองศาเซลเซียส ให้สุกด้วยความรวดเร็ว นอกจากจะทำลายรสชาติของวัตถุดิบแล้ว ยังทำให้คุณค่าทางอาหารสูญเสียไป “ในขณะที่การปรุงแบบโลว์ เทมเพอเรเจอร์ คุกกิง จะเป็นวิธีที่ทำให้เราได้ลองลิ้มชิมรสอาหารที่เป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง ซึ่งเมื่อเราใช้วิธีนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสโลว์คุก เราจะใช้อุณภูมิไม่เกิน 80 องศาเซลเซียส ซึ่งทำให้โปรตีนและวิตามิน แร่ธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ในวัตถุดิบนั้นๆ ยังคงอยู่ครบถ้วน”

เชฟลีโอนาร์โด บอกอีกว่า ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวางุ หรือเนื้อโกเบ คนที่มารับประทานที่นี่ นอกจากได้รสชาติอร่อยแล้ว โปรตีนจากเนื้อสัตว์เหล่านั้นก็ยังอยู่ครบ

ไม่เชื่อนั้นต้องลอง… เชฟบอกว่า โลว์ เทมเพอเรเจอร์ คุกกิง มีให้ชิมใน “เชฟส์เทเบิล” ที่ห้องอาหารวูว์ โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ อันเป็นประสบการณ์ที่จะให้แขกได้ทดลองเมนูเด็ด ซึ่งมักจะใช้เวลา 48 ชั่วโมง ในการเตรียมเมนู “ไม่ใช่เพราะเราปรุงแบบสโลว์คุกนะครับ แต่เพราะว่าเราจะต้องมีการพูดคุยกับแขกว่าต้องการอะไร อยากกินอาหารเอเชีย อาหารญี่ปุ่น สแปนิช หรืออยากได้แบบผสมผสาน หลังจากนั้นเราก็จะครีเอตเมนู แล้วก็อาจจะมีการปรับเปลี่ยนตามที่ลูกค้าต้องการ ก็คือ เราจะสร้างสรรค์เมนูร่วมกับแขกที่จะมาชิม ก็เลยใช้เวลานานหน่อย”

 

ก๋วยเตี๋ยวเจ๊เจา เด็ดที่น้ำใส 2012/05/22

ก๋วยเตี๋ยวเจ๊เจา เด็ดที่น้ำใส

  • 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:21 น.

โดย…โจ เกียรติอาจิณ

ใครชอบก๋วยเตี๋ยวน้ำใสเร่เข้ามา วันนี้จะพาไปตะลอนชิมเจ้าอร่อย

ร้านอยู่แถวถนนโยธินพัฒนา ซอย 3 แยก 8 หาไม่ยาก อยู่ติดถนน เยื้องกับร้านสะดวกซื้อชื่อดัง พื้นที่ไม่ใหญ่ไม่เล็ก แล้วก็ไม่ได้โอ่อ่าฟู่ฟ่า ทว่าเขาจัดโต๊ะเก้าอี้น่านั่งดี แถมยังดูสะอาดสะอ้าน โปร่งสบายรับลมเย็น

ก๋วยเตี๋ยวร้านนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ “ก๋วยเตี๋ยวเจ๊เจา” ซึ่งเป็นเจ้าของสูตรเด็ดเคล็ดลับความอร่อยที่สืบทอดมาจากคุณแม่นั่นเอง

จุดขายของก๋วยเตี๋ยวเจ๊เจา คือ น้ำซุปใสแบบก๋วยเตี๋ยวแคะ เห็นน้ำซุปใสๆ ใช่ว่าจะจืดสนิทนะเออ ตรงกันข้าม น้ำซุปรสกลมกล่อมมากกกกก

ซดโฮกๆ ตอนร้อนๆ แบบเกาเหลา โคตรจะอร่อยล้ำ ถ้าได้ข้าวเปล่าสักถ้วย โอ้!!! ยิ่งครบเซตความอร่อย จะสั่งแบบเส้นสารพัดก็ตามใจชอบ มีให้เลือกทั้งเนื้อทั้งหมู ชอบเนื้อสั่งเนื้อ ชอบหมูสั่งหมู สำหรับเราขอสั่งทั้งสองอย่างเลยดีกว่า

ลืมบอกไป น้ำซุปที่นี่แยกหม้อเนื้อกับหมู แล้วเจ๊เจาก็ยังมีวิธีทำต่างกันด้วย น้ำซุปเนื้อหวานใสจากเนื้อล้วนๆ ส่วนน้ำซุปหมูมีกระดูกหมูช่วยเพิ่มรสชาติ

เนื้อเปื่อยทำดีและสะอาด ไม่มีกลิ่น หมูก็สดนุ่มลิ้น แต่ที่เราชอบสุดก็คือลูกชิ้น มี 2 แบบ ลูกชิ้นแคะ ทำจากเนื้อหมูยัดไส้เต้าหู้ตามต้นตำรับของคุณแม่เจ๊เจา ไซส์พอประมาณ เต็มปากเต็มคำ เช่นเดียวกัน ลูกชิ้นเนื้อ ก็มีความเด้งกรอบในตัว เคี้ยวเพลินเกินห้ามใจ

ลูกชิ้นแคะนี่เจ๊เจาทำเอง ทำวันต่อวัน ทำตั้งแต่ 7 โมงเช้า กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไป 9 โมงนู่น เจ๊เจายอมรับว่าทำยากกว่าลูกชิ้นเนื้อ เพราะต้องมาเสียเวลายัดไส้เต้าหู้ ถึงแม้จะทำยาก แต่เจ๊เจาก็ยังทำทุกวัน เพื่อให้ได้ลูกชิ้นแคะสดใหม่อร่อย ขณะที่ลูกชิ้นเนื้อเจ๊เจารับมาจากญาติแถวตรอกจันทร์ ที่ทำลูกชิ้นขายเป็นอาชีพ การันตีว่าอร่อยเด็ด

ก๋วยเตี๋ยวเจ๊เจาขายราคาเริ่มต้นที่ชามละ 35 บาท จากนั้นก็ขยับตามที่ลูกค้าสั่ง สั่งเพิ่มเครื่องเคราอะไรก็คิดสตางค์เพิ่ม ร้านเปิด 9 โมงครึ่ง ปิดประมาณ 4 โมงครึ่งทุกวัน (หยุดวันอังคาร) โทร. 08-9113-2244

ใครชอบก๋วยเตี๋ยวน้ำใสอยากให้ไปลองลิ้มกันดู หรือจะแวะไปสาขาแรกที่เปิดมาร่วม 20 ปี ย่านแฮปปี้แลนด์ก็ได้ ที่นั่นก็เป็นสูตรเดียวกับที่นี่ เพียงแต่เจ๊เจาให้ลูกชายกับลูกสะใภ้ดูแลความอร่อย

 

อร่อยระดับ (สาม) เซียน 2012/05/22

อร่อยระดับ (สาม) เซียน

  • 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:18 น.

โดย…ซิตี้กาย &<2288;

วันนี้มีนัดที่ร้านอาหาร ชื่อ “สามเซียน” คนหนึ่งเข้าทางทองหล่อซอย 10 ตรงมาประมาณ 200 เมตร ร้านอยู่ขวามือ อีกคนเข้าทางเอกมัยซอย 5 ตรงมาประมาณ 40 เมตร ร้านอยู่ซ้ายมือ และแล้วทั้งคู่ก็ได้พบกัน…พร้อมกับเปิบความอร่อยที่ร่ำลือกันว่าระดับเซียนลงมือทำอาหารกันเลยเชียว

ร้านสามเซียนเป็นร้านอาหารขนาด 1 คูหาอาคารพาณิชย์ ซึ่งไม่ได้กว้างขวางใหญ่โตอะไรมามากนัก แต่ลูกค้าที่มารับประทานอาหารที่นี้กลับตรงกันข้าม เพราะล้วนแต่เป็นคนระดับบิ๊กมีชื่อเสียงทั้งในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจ เพราะติดใจในรสชาติอาหารจีนสไตล์ฮ่องกง และมาเลเซีย ที่ผ่านกรรมวิธีการปรุงอย่างพิถีพิถันทีละจานๆ เพื่อให้ได้ความสดใหม่ และปราศจากการใส่ผงชูรส เรียกได้ว่าอร่อยแท้ด้วยรสมือล้วนๆ

เมนูเด็ดของสามเซียนนั้นแทบจะเรียกว่าทั้งแผ่นกระดาษที่มีรายการอาหารบรรจุอยู่ในนั้น ซึ่งมีจำนวนแค่หลักสิบต้นๆ เท่านั้น เพราะคัดสรรเมนูที่อร่อยเด็ดจริงๆ วัตถุดิบเกรดเอ และที่สำคัญหารับประทานได้ยาก แม้ว่าชื่ออาจจะคล้ายกับร้านอื่นๆ บ้าง แต่รสชาตินั้นเป็นหนึ่งที่นี่ที่เดียว อาทิ “ไก่ทอดสามเซียน” ที่ทอดจนหนังกรอบแต่เนื้อนุ่มราดด้วยซอสที่มีรสหวานอมเปรี้ยวนิดๆ เพิ่มรสจัดด้วยพริกและกระเทียมหั่นบาง “กระเพาะปลาผัดแห้ง” ก็เน้นกระเพาะปลาเกรดเอไม่มีกลิ่นเหม็นหืนผัดกับซอสสูตรพิเศษที่ให้ความหอมจนแห้งสนิทจริงๆ

อีกหนึ่งเมนูพิเศษก็คือ “กุ้งอบนมสด” ที่ปรุงรสจนไม่มีกลิ่นคาวนมซ้ำยังให้ความหอมหวานนิดๆ ซึมเข้าไปถึงเนื้อกุ้งสด ต่อมาเป็นอาหารที่รวมจุดเด่นความอร่อยของผัดไทย ผัดซีอิ้ว และหอยทอด มาผสมผสานกันจนเป็นเมนู “ก๋วยเตี๋ยวผัดฮ่องเต้” ปรุงรสเผ็ดหวานมาให้อย่างกลมกล่อม มาถึงเมนู “ข้าวต้มโคตรเซียน (ปลาเต๋าเต้ย)” ที่ทำทีละถ้วยตามออร์เดอร์ โดยน้ำซุปผ่านการเคี่ยวนานกว่า 8 ชั่วโมง จนได้รสหวานหอมกลมกล่อม หากใครไม่ชอบรับประทานข้าวต้มจะเปลี่ยนจากข้าวเป็นเส้นหมี่แทนก็ได้ และ “ข้าวเหนียวสามเซียน” หน้าตาอาจจะบะจ่าง แต่รสชาติจะหอมหวานกว่ากันและข้าวเหนียวนุ่มมาก ว่าไปแล้วเมนูอาหารที่นี้ให้กลิ่นหอมแทบทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามหากลูกค้าต้องการรับประทานอาหารอื่นๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้ในเมนู สามารถสั่งพิเศษกับทางร้านได้ หากมีวัตถุดิบก็สามารถปรุงให้ได้

นอกจากรสชาติอาหารที่อร่อยระดับเซียนแล้ว บรรยากาศของร้านก็ชวนให้ผ่อนคลายสบาย การตกแต่งสไตล์โมเดิร์นเล่นสีขาวดำ และใช้เฟอร์นิเจอร์สีไม้ พร้อมทั้งการจัดวางโต๊ะเก้าอี้ทั้งแบบ 2 ที่นั่ง และ 4 ที่นั่งอย่างลงตัว ทำให้ร้านที่ดูเหมือนมีพื้นที่ขนาดเล็กแต่กลับให้พื้นที่ส่วนตัวของแต่ละโต๊ะได้อย่างเต็มที่ ส่วนพื้นที่ชั้น 2 และ 3 นั้น จัดเป็นห้องวีไอพี รองรับ 10 ที่นั่ง มีทั้งหมด 3 ห้องด้วยกัน

ร้านสามเซียน เปิดเวลา 11.00-23.00 น. หยุดวันจันทร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน โทร. 08-0555-8822/02-711-6822

 

ฮอกไกโดแสนโอชะ 2012/05/22

ฮอกไกโดแสนโอชะ

  • 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:36 น.

โดย…โจ เกียรติอาจิณ

“โอะฮาโย โกไซอิมัส” สวัสสดีตอนเช้าคร้าบบบบบ พี่น้องชาวไทย

ยู้ฮู!!! ตอนนี้ผมอยู่ที่ฮอกไกโด อ้อ— ไม่ใช่สิ ตอนนี้ผมกำลังนั่งหม่ำเมนูอร่อยในเทศกาลอาหารฮอกไกโดต่างหากเล่า (อิอิ)

เทศกาลจัดเต็ม ณ ห้องอาหารดริ้งกิ้งที อีทติ้งไรท์ โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ โดยเขาขนอาหารฮอกไกโดมาให้ลิ้มลองแบบละลานตา

ทุกจานสร้างสรรค์ขึ้นจากฝีมือและไอเดียของเชฟญี่ปุ่นร่างสูงโปร่ง อารมณ์ดี ไม่ขี้วีน ที่สำคัญ ทำอาหารได้อร่อยมากกกกกก

เชฟชื่อ “มาซาบุ โอกาวา” แห่งโรงแรมฮิลตัน นิเซโกะ วิลเลจ ประเทศญี่ปุ่น นำเสนอความอร่อยสไตล์ฮอกไกโดที่เน้นรสสัมผัสของวัตถุดิบอันสดใหม่

เมนูอร่อยแต่ละจาน มีความทันสมัย จัดแจงแต่งองค์ชวนน่ากินเชียว แม้หน้าตาจะดูเรียบๆ แต่แฝงความเก๋ให้ได้เห็น ขณะที่พอร์ชันอาหารก็เป็นอะไรที่น่าร้ากกกกก กระจุ๋มกระจิ๋ม ชิ้นเล็กชิ้นน้อย

“หอยเชลล์ฮอกไกโดผัดเครื่องเทศกับปลาทูน่าและสลัดผัก” เชฟใช้ของดีท้องถิ่นอย่างหอยเชลล์มาเป็นพระเอก ความหวานที่ได้จากหอยเชลล์ รวมทั้งปลาทูน่าเนื้อสดกรอบ ก็ทำให้นึกถึงคำที่เชฟโอกาวาอ้างว่า ฮอกไกโดนั้นลือชาด้านอาหารทะเลยิ่งนัก โดยเฉพาะหน้าหนาว อาหารทะเลจากฮอกไกโดให้รสโอชะกว่าที่ไหนในปฐพี

“เป๋าฮื้อผัดใบชิโสะกับซอสหอยเม่น” จานเด่นของเชฟที่ยังยืนพื้นด้วยวัตถุดิบคุณภาพจากฮอกไกโด เด็ดตรงที่เป๋าฮื้อสดหวานนั่นแหละ เมื่อโคจรมาปะทะกับใบชิโสะที่มีเอกลักษณ์โดดเด้งเรื่องกลิ่นฉุน ก็เป็นความลงตัวที่เซอร์ไพรส์จริงแท้

อีกหนึ่งวัตถุดิบชั้นนำฮอกไกโด ก็ต้องยกให้ ปูฮอกไกโด ซึ่งเชฟทำเป็น “ซุปปูใส” ที่เสิร์ฟพร้อม “นิงิริ ซูชิ” แม้ไม่ได้หรูหราเรื่องหน้าตา แต่ขอบอกว่ารสชาติชนะเลิศ ไม่ด้อยไปกว่า “อิชิการิซุป” (ส่วนผสมมี แซลมอน เต้าหู้ ผัก ต้มรวมกันในมิสโซะซุป) สุดยอดซุปนัมเบอร์วันของชาวฮอกไกโดเลยล่ะ

มีตเลิฟเวอร์มาร่วมเทศกาลก็ไม่ผิดหวังกลับไปชัวร์ เพราะเชฟโอกาวาเอาใจด้วยจานพิเศษ “เนื้อวางุย่างเสิร์ฟคู่ซอสญี่ปุ่น” เนื้อนุ่มแทบจะละลายในปาก หวานฉ่ำอร่อยจับใจ แกล้มไวน์แดงออสเตรเลียที่เลือกสรรโดยกูรูไวน์ (จากวอเตอร์ แอนด์ ไวน์) ก็เข้ากั้น—*เข้ากัน

สำหรับฮอกไกโดนั้นเป็นทั้งจังหวัดและเกาะในคราเดียวกัน เมื่อกางแผนที่ออกดูก็จะพบว่าฮอกไกโดคือเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่น (รองจากเกาะฮอนชู) และมีเมืองหลวงชื่อ “ซับโปะโระ” ซึ่งหลายคนคงมีโอกาสเคยไปย่ำจนพรุนแล้ว (ชิมิ ชิมิ)

ด้วยที่เกาะแห่งนี้มีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ อากาศเย็นตลอดปี ห้อมล้อมด้วยทะเลน้อยใหญ่ ทำให้ฮอกไกโดได้ถูกขนานนามให้เป็น “ปากท้องของญี่ปุ่น”

แน่นอน—อาหารทะเลถือเป็นที่เชิดหน้าชูตาของเกาะ แต่ที่ลืมไม่ได้ แถมยังเด่นเด้งซะด้วย ก็คงหนีไม่พ้น นมกับชีส ฮิตติดลมฮอกไกโด (จนลามมาที่บ้านเราไง) คือ “ชีสเค้ก” รสเข้มข้นเนื้อเนียนนุ่ม อ้อ—ไอศกรีมเขาก็ดัง กระทั่งเบียร์ก็ติดอันดับต้นของประเทศ เบียร์ซับโปะโระ เคยจิบมั้ยเอ่ย ถ้าไม่เคย แนะให้หามาลองลิ้ม

ส่วนใครที่ชอบหม่ำ ห้ามพลาดเมนูสไตล์ฮอกไกโดแสนโอชะ ซึ่งเทศกาลจะจัดถึงวันเสาร์ 19 พ.ค.นี้เท่านั้น (โทร. 02-690-9299)

 

ทวาย : จุดเปลี่ยนเมียนมาร์ 2012/05/22

ทวาย : จุดเปลี่ยนเมียนมาร์

  • 19 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:17 น.

โดย…จำลอง บุญสอง

อิตัลไทย ชวนนักข่าวไทยกับนักข่าวญี่ปุ่นไปดูการลงทุนทำท่าเรือน้ำลึกที่ทวาย เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ผมคุ้นเคยมาก่อน ตั้งแต่สมัยกองพลที่ 4 ของ KNU มีอิทธิพลอยู่ตามแนวชายแดนพม่า-ไทย เคยไปถ่ายภาพงานแต่งงานลูกสาวผู้ว่ากะเหรี่ยงกองพลที่ 4 กับคนไทย ทั้งคู่ยืมฟิล์มไปอัดขยายเป็นที่ระลึก จนบัดนี้ผมก็ยังไม่ได้คืน (ถ้าอ่านเจอเรื่องนี้เอามาคืนก็ดีนะครับ) อีกหลายปีต่อมา ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคกลาง ดร.สิงห์ ตั้งเจริญชัยชนะ มาชวนผมไปทวาย เพื่อหาทางประสานงานกับฝ่ายพม่าเพื่อทำโครงการนี้ร่วมกัน ครั้งนั้นเราเดินทางด้วยรถโฟร์วีลตามทางลำเลียงท่อแก๊สจากพม่ามาที่อีต่อง โดยเส้นทางดังกล่าวทำเสร็จได้ไม่นาน

การเดินทางครั้งนั้นทุลักทุเลมาก เพราะฝนตกหนักตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง คณะได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพม่าหลายระดับ ซึ่งนับว่าได้ผลดีมาก ครั้นได้เวลากลับ ฝนเจ้ากรรมกระหน่ำเสียจนน้ำท่วมทาง แม่ทัพชายฝั่งพม่าต้องส่งพวกเราขึ้นรถไฟมายังที่ที่เราจอดเอาไว้ ผมถ่ายรูปคุณสิงห์และคณะเดินทางขึ้นรถไฟกลับด้วยความเชื่อมั่นว่านั่นเป็นการเริ่มต้นประวัติศาสตร์ใหม่ของพม่า เสียดายฟิล์มชุดนั้นมีคนหลอกเอาไปเก็บไว้เป็นการส่วนตัว วันนี้ผมจึงไม่มีโอกาสได้เอาภาพประวัติศาสตร์การเดินทางชุดนั้นมาให้ท่านดู

ก็เอาเป็นว่า อาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้ไปกินกุ้งมังกรทวาย (3 ตัว 100 บาท) อีกครั้งก็แล้วกัน

คณะเดินทางด้วยรถตู้จากอิตัลไทยไปบ้านเก่า หมู่บ้านที่ผมเคยใช้เป็นช่องทางข้ามไปหา KNU และนักศึกษาพม่าที่ “แม่สะมิ” บ้านเก่าอยู่ปลายแดน อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ได้ฟังบรรยายสรุปจากเจ้าหน้าที่สำนักงาน กินอาหารเช้า (ผมกับหน่อยช่างภาพบางกอกโพสต์แอบไปกินข้าวกะเพราเนื้อที่ร้านข้างๆ) เข้าห้องน้ำห้องท่าก่อนที่รถจะข้ามแดนไปบนทางลูกรังที่สร้างขึ้นเพื่อขนส่งอุปกรณ์ไปสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ทวาย เส้นทางเส้นนี้ทำขนานกับแม่น้ำตะเนนตายี (เดิมสะกดว่า Tenasserim) ในภาษาพม่า หรือตะนังศรี ในภาษามอญ หรือตะนาวศรี ในภาษาไทยนั่นเอง

ด้วยเพราะเป็นเส้นทางใหม่ที่ทำด้วยลูกรังผสมหินบด ดังนั้นไม่ว่ารถจะมีดีสมรรถนะขนาดไหน ก็ต้องสั่นเหมือนผีเข้าทุกคัน เส้นทางที่โค้งไปโค้งมาทำให้ผมนึกถึงแม่ฮ่องสอนปาย นึกถึงทุ่งช้าง-บ่อเกลือ ช่วงที่ทั้งสองเส้นทำเสร็จใหม่ๆ แม้จะน่ากลัว แต่งามไปด้วยธรรมชาติและป่าเขาเหลือเกิน

ป่ากาญจนบุรีและป่าทวายมีลักษณะป่าแบบเดียวกัน คือเป็นป่าเต็งรังผสมดิบแล้ง คือมีไผ่แซมไปตามผืนป่า เมื่อมีไผ่ก็มีไก่ป่า เก้ง กวาง รวมทั้งเสือโคร่ง เสือดำ แบบเดียวกับทุ่งใหญ่นเรศวร

ช่วงแรกแม้จะมีไม้ต้นใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่ไม้เนื้อแข็งมีค่า ด้วยเพราะช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าพม่าจะให้สัมปทานแก่ไทยหรือไม่ ไม้แถบนี้ก็ถูกพ่อค้าไทยเข้าไปร่วมมือกับ KNU ตัดเสมอ ช่วงนั้น KNU ต้องการเงินจำนวนมากมาบำรุงกองทัพ ไม้เนื้อแข็งดีๆ ขนาดหลายคนโอบถูกตัดมาขายเมืองไทยเกือบหมด จำได้ว่าในกองพลที่ 4 ของ KNU เสียงเลื่อยไม้สนั่นป่าไปหมด นักศึกษาพม่าที่หนีการปราบของรัฐบาลยุค 8888 ก็อาศัยอยู่พื้นที่เดียวกัน

เห็นหนังเสือโคร่งกางตากแดดอยู่กลางหมู่บ้านกะเหรี่ยง KNU ทุกครั้ง ครั้งละหลายๆ ผืน งานแต่งงานที่ผมไปร่วมด้วยก็ยิงไก่ป่า เก้ง กวาง และหมีมาทำเลี้ยง ไม่ต้องบอกเลยว่าแม่น้ำตะนาวศรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “บ้านแม่น้ำ” จะมีปลาชุกชุมขนาดไหน เต่าขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเกินกว่า 1 เมตร ขนาดผู้ใหญ่นั่งได้ก็เคยเห็นที่บ้านแม่น้ำนี่แหละ

หลังจากที่พม่าตีกองพลที่ 4 ทะลุจอ ผู้หนีภัยสงครามกะเหรี่ยงก็อพยพมาอยู่ที่ราชบุรี (จนกระทั่งปัจจุบัน) สหประชาชาติภายใต้การแบ็กอัพของอเมริกันและพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ยุโรปก็วิ่งเข้ามาอุ้มทันที หลายครอบครัวกะเหรี่ยงได้สัญชาติไทยไปเพราะการเมือง ด้วยเหตุนี้ ครั้งใดที่เห็นรถกระบะทะเบียนราชบุรี (แทนที่จะเป็นกาญจนบุรี) วิ่งไปตามเส้นทางบ้านเก่า-ทวาย จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องแปลกใจ

หลังจากกินข้าวอร่อยๆ ด้วยฝีมือแม่บ้านอิตัลไทยที่บ้าน Myaitta หรือที่คนไทยเรียกว่าบ้านเมตตาแล้ว รถก็ปุเลงๆ ไปตามทางลาดยางที่ทำมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้บางช่วงจะมีแรงงานพม่าเผายางมะตอยราดถนนกันด้วยมือกันสดๆ เพื่อปรับสภาพก็ตาม แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เส้นทางโลกพระจันทร์เส้นนี้ดีขึ้น ถนนสิบเลนของผู้มีอิทธิพลเมืองสุพรรณผุดขึ้นมาในสมองได้ไงก็ไม่รู้

อำเภอ Myaitta อำเภออยู่กึ่งกลางระหว่างทวายกับบ้านเก่าเมืองกาญจนบุรีครับ ตัวอำเภอขนาดไม่ใหญ่นัก หมู่บ้านขนาดเขื่องๆ ของไทยยังใหญ่กว่า แม่น้ำสาขาของแม่น้ำตะนาวศรีไหลผ่าน ทำให้ระลึกถึงคนขายของป่าที่สวนผึ้งพูดให้ฟังบ่อยๆ ว่า ได้ปลาไปจากแม่น้ำบ้านเมตตา โหย…รสชาติปลาแม่น้ำอร่อยอย่าบอกใคร

อิตัลไทยตั้งแคมป์แห่งที่สองเพื่อทำสะพานข้ามขนาดใหญ่ คนงานไทยที่ไปทำงานก็เลยได้กินปลากดแม่น้ำ หมูป่า เก้ง กวาง ตามชาวบ้านไปด้วย

เราจะดูความเก่าแก่หมู่บ้านใดในพม่าก็ให้ดูที่ต้นหมาก ต้นมะพร้าว และต้นยาง ยางลำต้นโตปลูกกันมาเป็นสิบๆ ปีที่เมืองไทย ตัดทำไม้เฟอร์นิเจอร์ไปหมดแล้ว แต่พม่ายังใช้กรีดกันอยู่ ที่กรีดได้ก็เพราะแผลเก่าสมานเปลือกแล้วนั่นเอง ผมเคยรู้จักกับแม่ทัพชายฝั่งพม่าที่ชื่อ สีหะตุระ ซิทหม่อง ซึ่งเป็นคนมาตีมอญที่เจดีย์สามองค์แตก เขาเคยให้ผมไปตัดเอาไม้ยางเก่าเหล่านั้นไปฟรีๆ แต่เพราะผมเป็นนักข่าว ไม่ใช่พ่อค้า จึงไม่ได้เค้กชิ้นนี้ไปกิน สีหะตุระ ซิทหม่อง อยู่บ้านเดียวกับกษัตริย์อลองพญาของพม่า เป็นคนเก่งและหัวก้าวหน้า ตีชนกลุ่มน้อยแตกหมด ไม่ว่าจะเป็นว้า ไทยใหญ่ กะเหรี่ยงหรือมอญ เคยถูกทหารมอญซุ่มโจมตี แต่พระมอญที่นั่งคู่ไปหาสถานที่สร้างวัดสามร้อยต้นกลับตายแทน จนต้องจัดงานศพใหญ่โตให้พระ ซิทหม่องตายเพราะเฮลิคอปเตอร์ตกที่ชายแดนพม่าไทย คนนี้ถ้าไม่ตายได้เป็น ผบ.พม่าแน่

ต้นหมากที่บ้านเมตตาสูงกะเหลนเป๋นเป็นภูเขาๆ มะพร้าวก็สูงแบบเดียวกับที่ประจวบคีรีขันธ์ ผมเชื่อว่าหมู่บ้านมีร่องรอยของการขุดแร่ดีบุกมาขายที่อีต่องแน่ๆ เสียดายที่ไม่ได้ไปเยี่ยมชม เพราะไม่มีเวลา

หลังจากบ้านเมตตาไปสภาพภูมิอากาศคล้ายๆ กับภาคใต้ตอนบนบ้านเรา รอบๆ หมู่บ้านมีต้นทุเรียนป่าและมังคุดมากมาย ผมดูต้นทุเรียนโบราณของจันทบุรีที่โฆษกเอามาโฆษณาว่าเป็นต้นทุเรียนที่เก่าแก่ในเอเชียอาคเนย์ก็อดขำไม่ได้ ป่ามาเลย์ อินโดฯ ฟิลิปปินส์ พม่า มีนับหมื่นนับแสนต้นเขายังไม่คุยเลย เราเจอแค่ไม่กี่ต้นก็เอามาคุยเสียแล้ว

แต่เดิมคนพม่ากินหมาก (แบบไทยในอดีต) กันทุกคน ไม่ว่าหญิงหรือชาย หนุ่มหรือแก่ แต่ช่วงที่คนหนุ่มคนสาวเดินทางมาทำงานในไทยที่เลิกกินหมากแล้ว คนหนุ่มสาวพม่าก็ไม่กินหมากตามไปด้วย มีแต่คนแก่กับคนหนุ่มสาวที่ไม่ไปทำงานเมืองไทยที่ยังกินอยู่ บ้านเมตตา (ซึ่งผมเข้าใจเอาเองว่าอยู่ตรงข้ามกับ จ.ราชบุรี) จึงเป็นแหล่งปลูกหมากที่สำคัญที่ส่งขายไปเมืองทวาย และส่งต่อมาขายให้ผู้อพยพในไทย

รถวิ่งไปตามเส้นทางแคบๆ หลายชั่วโมง ความมึนทำให้การหลับเป็นไปแบบมึนๆ ท้ายสุดรถตู้ก็พาคณะเราไปถึงถนนต้นตาล ถนนต้นตาลคือถนนที่มีตาลขนาบข้างหลายสิบต้น เป็นถนนประวัติศาสตร์ของที่นี่ เข้าใจว่าสร้างขึ้นตั้งแต่อังกฤษครอบครองพม่า พอถึงถนนต้นตาล ผมก็จำทันทีว่าถึงเมืองทวายแล้ว

ผมเป็นห่วงว่าการพัฒนาจะทำให้ทางเส้นนี้หายไป ได้แต่หวังลมๆ แล้งๆ ว่า รัฐบาลพม่าจะรักษาถนนซึ่งมีอัตลักษณ์ทวายไว้ให้นานเท่านาน เพราะหาไม่ได้อีกแล้ว

เห็นต้นตาลแล้วก็นึกถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ตอนสร้างใหม่ๆ แทนที่ผู้บริหารจะเอาต้นตาลซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่มาปลูกเป็นแนวริมถนน กลับไปซื้อต้นปาล์มจากต่างชาติมาปลูก เสียดายทั้งเงิน เสียดายทั้งเอกลักษณ์ที่ควรจะเป็น น้ำท่วมที่ผ่านมาจะหลงเหลือปาล์มอยู่อีกกี่ต้นก็ไม่รู้

ห่วงต้นตาลแล้วก็ห่วงบ้านซุ่ง เป็นอีกเอกลักษณ์หนึ่งของทวายด้วย แม้จะมีการสร้างบ้านกันขึ้นมาใหม่ตามการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย แต่บ้านเก่าที่ได้รับอิทธิพลจากอังกฤษก็ยังคงมีให้เห็น ผมก็หวังว่า “ท่าเรือน้ำลึกทวาย” ซึ่งเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญของพม่า จะไม่ไปทำลาย “อัตลักษณ์” ความเป็นเมืองทวายเหล่านั้นลง เช่นเดียวกับเมืองเก่าเมืองอื่น ทางที่ดีรัฐบาลควรจะออกกฎหมายควบคุมอาคารโบราณเหล่านี้เอาไว้ให้เป็นมรดกแก่ลูกหลาน มรดกเหล่านี้แหละที่จะขายการท่องเที่ยวให้พม่าโดยไม่ต้องลงทุน หรือลงทุนน้อย แต่ได้กำไรมาก

ทวายในวันที่ไม่มีการเคลื่อนไหวแรงงานเมื่อเกือบ 15 ปีก่อน ต่างกับทวายที่มีคนทวายเข้ามาเป็นแรงงานในไทยในวันนี้มากนัก ทวายสมัยโน้นพูดภาษาไทยไม่ได้ หรือไม่อยากจะพูด แต่ทวายวันนี้มีคนทวายเข้ามาทักพวกเราด้วยสำเนียงภูเก็ต ตรัง สมุทรสาคร กาญจนบุรี ราชบุรี หลายคน ไม่นับนักศึกษาทวายที่เรียนภาษาไทยอยู่ในมหาวิทยาลัยทวาย

ในตลาดที่พวกเราได้ไปดูแค่เวลาสั้นๆ มีสินค้าทั้งจีนและไทยพอๆ กัน ส่วนกุ้งแห้งและมะม่วงหิมพานต์ซึ่งเป็นสินค้าเอกลักษณ์ของที่นี่ก็มีอยู่หลายร้าน ต้นมะม่วงหิมพานต์ของทวายมีนับหมื่นนับแสนต้น ราคาเม็ดมะม่วงหิมพานต์ก็ถูกมากเมื่อเทียบกับเมืองไทย เสียแต่กรรมวิธีการผลิตและแพ็กเกจจิงยังไม่ดีพอ คนไทยก็เลยไม่กล้าซื้อกลับบ้าน นี่ถ้าให้คนไทยไปตั้งโรงงานผลิตแล้วส่งกลับละก็ เกษตรกรทวายรวยเละแน่!

เสียดายที่เราไม่ได้ไปตลาดสด ที่ไม่ได้ไปก็เพราะอิตัลไทยกลัวนักข่าวจะไปคุยกับชาวบ้านที่ต่อต้านโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายเอามาทำเป็นข่าว จึงไม่ได้ภาพกุ้งมังกรตัวเป็นๆ มาให้ดู กุ้งมังกรนี้ห่อกระดาษมาถึงกรุงเทพฯ โดยไม่ตายได้อย่างสบายๆ ขอให้อุณหภูมิและความชื้นพอดีก็แล้วกัน เรียนว่าอิตัลไทยจะยุ่งยาก ไม่ได้ยุ่งยากจากนักข่าวหรอกครับ แต่จะยุ่งยากเพราะอิตัลไทยไม่ทำ Win Win กับประชาชนและรัฐบาลพม่าเสียมากกว่า ไม่เกี่ยวกับนักข่าว

 

ซีอาน พิพิธภัณฑ์ฟ้ากว้าง 2012/05/22

ซีอาน พิพิธภัณฑ์ฟ้ากว้าง

  • 19 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:05 น.

ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 38 ปีที่แล้ว ณ บ่ายแก่ๆ วันหนึ่ง ที่อากาศร้อนอบอ้าว ขณะที่ชาวนาคนหนึ่งในหมู่บ้านซีหยาง

ชานเมืองซีอาน นามว่า “นายหยาง” กำลังตั้งหน้าตั้งตาขุดบ่อน้ำอยู่นั้น ก็ได้พบกับวัตถุโบราณชิ้นหนึ่ง ซึ่งเมื่อยิ่งขุดลึกลงไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งค้นพบว่าวัตถุโบราณลึกลับชิ้นนี้มีลักษณะรูปร่างคล้ายกับใบหน้าของมนุษย์ และนี่คือจุดเริ่มต้นของการค้นพบแหล่งโบราณคดีที่สำคัญ ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการบอกเล่าถึงความยิ่งใหญ่ทางประวัติศาสตร์ของบรรพบุรุษชนชาติจีน

โฉมหน้าของเมืองซีอานในปัจจุบันคือ การเป็นหนึ่งในที่ตั้งของเขตอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศจีน ซึ่งเขตอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นผลพวงมาจากการปฏิรูปเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในปี 1977 ภายใต้การริเริ่มของ เติ้งเสี่ยวผิง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประเทศจีนก็ก้าวขึ้นมาผงาดเป็นหนึ่งในผู้นำทางอุตสาหกรรมของโลก ซึ่งเมืองซีอานนั้นถึงแม้ว่าจะมีภูมิประเทศที่เรียกว่า “Land Lock” หรือพื้นที่ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล อันเป็นจุดบอดสำคัญของการขนส่งสินค้า แต่ด้วยความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรและแร่ธาตุ รวมไปถึงแรงงานคุณภาพและการศึกษาสูง ส่งผลให้รัฐบาลผลักดันซีอานให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือได้อย่างไม่ยากเย็น

ในปัจจุบันซีอานมีรายได้หลักมาจากธุรกิจพลังงาน อุตสาหกรรม การเกษตร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก สอดคล้องกับการเปิดเผยตัวเลขล่าสุดเกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยสำนักงานสถิติรัฐบาลนครซีอาน เปิดเผยว่า ซีอานมีรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งหมด รวมแล้วคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเฉลี่ยแล้วคิดเป็นจำนวนกว่า 100 ล้านคนต่อปี ที่แวะเวียนมาเที่ยวที่ซีอาน

กำแพงเมืองซีอาน คือหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองซีอาน ทำหน้าที่ปกป้องเมืองจากอริศัตรูมากว่า 600 ปี ถูกสร้างขึ้นในสมัยต้นราชวงศ์หมิง ว่ากันว่ากำแพงแห่งนี้คือป้อมปราการทางทหารโบราณที่ดีเยี่ยม และมีสภาพสมบูรณ์ที่สุดในโลกขณะนี้ เพราะมีความสูงจากพื้นดินถึง 12 เมตร มีความยาวโดยรอบ 13 กิโลเมตร มีทางเดินกว้างถึง 14 เมตร มีช่องยิงธนูมากถึง 5,800 ช่อง มีคูน้ำล้อมรอบ และมีประตูเข้าออกเพียง 4 ทิศ ซึ่งทุกทิศมีกลไกประตูที่สามารถล้อมกรอบให้ข้าศึกหลงเข้ามาติดกับในพื้นที่สังหาร และด้วยคุณสมบัติดังกล่าวนี้ ทำให้ซีอานเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงยาวนานถึง 13 ราชวงศ์

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 2,200 ปีที่แล้ว ประเทศจีนมีการแบ่งแยกออกเป็นแว่นแคว้นต่างๆ หากแต่ว่าในสมัยของจักรพรรดิฉินสื่อหวง หรือที่รู้จักกันในนาม “จิ๋นซีฮ่องเต้” ปฐมกษัตริย์ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ฉิน (Qin Dynasty) ได้รวบรวมแว่นแคว้นเหล่านั้นเข้าด้วยกัน และได้มีการปฏิวัติการเมือง เศรษฐกิจ และภาษาให้เป็นระบบเดียวกัน โดยมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองเซี่ยงหยาง (Xiangyang) ซึ่งก็คือเมืองซีอานในปัจจุบัน จึงนับได้ว่าราชวงศ์ฉินคือราชวงศ์ลำดับแรกสุดที่ตั้งราชธานีอยู่ที่ซีอาน ถึงแม้จะเป็นราชวงศ์ที่ขึ้นครองอำนาจเพียงแค่ 15 ปีเท่านั้น แต่จักรพรรดิจิ๋นซีก็ได้สร้างสิ่งมหัศจรรย์ของโลกไว้ถึงสองสิ่งด้วยกัน อันได้แก่ กำแพงเมืองจีน และสุสานฝังพระศพของพระองค์ ซึ่งถูกขุดค้นพบเมื่อ 38 ปีที่แล้ว ในหมู่บ้านซีหยาง ซึ่งอยู่ห่างออกไป 35 กิโลเมตร ทางตะวันออกของเมืองซีอาน ด้วยความบังเอิญของชาวนาที่ชื่อว่า “นายหยาง” นั่นเอง

นับตั้งแต่ได้มีการขุดค้นพบสุสานแห่งนี้ ก็ได้มีการรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์และผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์จากนักโบราณคดี ซึ่งสรุปตรงกันว่า สุสานแห่งนี้มีอายุเก่าแก่กว่า 2,200 ปี ตรงกับสมัยของจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ ซึ่งหุ่นทหารดินเผาเหล่านี้สร้างขึ้นตามความเชื่อที่ว่าเมื่อจักรพรรดิจิ๋นซีสิ้นพระชนม์ กองทหารเหล่านี้ก็จะตามไปปกป้องยังปรโลก จากการรวบรวมโบราณวัตถุที่ขุดค้นทั้งหมดพบว่า มีกองทหารม้าดินเผา สรรพาวุธ รถม้าและม้าศึกถึง 8,000 กว่าชิ้น บนเนื้อที่กว่า 2.5 หมื่นตารางเมตร และเมื่อประติดประต่อแผนผังการจัดวางสุสานก็ยังพบอีกว่า สุสานแห่งนี้อาจมีเนื้อที่กว้างใหญ่ยิ่งกว่านั้น นั่นหมายความว่าใต้ผืนดินที่ยังไม่ได้ทำการขุดค้น ยังคงซุกซ่อนกองทหารม้าอีกจำนวนมากมายมหาศาล หากแต่ว่ารัฐบาลจีนได้ยุติการขุดค้นใน

ส่วนที่เหลือ เพราะไม่สามารถหาวิธีการรักษาสีสันบนตัวทหารม้าได้ ซึ่งเมื่อถูกอากาศและแสงแดดจะซีดหายไปในระยะเวลาไม่ถึงสัปดาห์ และในส่วนสุสานของจักรพรรดิจิ๋นซีนั้น มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ระบุไว้ว่า ภายในสุสานได้มีการจำลองเมืองมาไว้ภายในหลุมพระศพ และมีการสูบปรอทจำนวนมากมาจำลองเป็นแม่น้ำ สอดคล้องกับในปัจจุบันที่ได้มีการใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ตรวจพบว่า ลึกลงไปใต้สุสานเต็มไปด้วยสารปรอทเข้มข้น ซึ่งมีระดับที่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ดังนั้นในปัจจุบันสุสานแห่งนี้จึงยังไม่มีการขุดค้นแต่อย่างใด

จักรพรรดิจิ๋นซีได้ขึ้นชื่อว่าเป็นปฐมกษัตริย์ที่มีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง ถึงแม้ว่าหลายคนจะให้สมญานามว่าเป็น ทรราช แต่ในช่วงรัชสมัยที่จักรพรรดิจิ๋นซีดำรงตำแหน่งอยู่นั้น ถือได้ว่าเป็นรัชสมัยที่มีการขยายความสัมพันธ์ไปสู่ดินแดนอันไกลโพ้น ซึ่งเป็นที่มาของชื่อประเทศจีนในปัจจุบัน อันมีต้นกำเนิดจากคำว่า “ฉิน” จากนั้นกลาย “ไชนา” ในภาษาอังกฤษ และเป็น “จีน” ในภาษาไทยนั่นเอง

 

ติ่มซำประจำบ้าน ตอน ขนมปังหน้ากุ้งคลุกงา 2012/05/15

ติ่มซำประจำบ้าน ตอน ขนมปังหน้ากุ้งคลุกงา

  • 13 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:00 น.

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ / ภาพ cookool studio

จบกระบวนติ่มซำเเบบนึ่งไป 5 สูตร ลองมาปรับเปลี่ยน “โหมด” การปรุงติ่มซำด้วยวิธีการทอดกันบ้างดีกว่าคะ จริงๆ เเล้วติ่มซำชาวจีนกวางตุ้งนิยมทานตั้งเเต่เช้าๆ ไปจนถึงเที่ยงๆ ทานคู่กับน้ำชา กลิ่นรสต่างๆ ล้างลำคอ ไม่ต้องกลัวว่าจะนอนไม่หลับ หม่ำตั้งเเต่เช้า กาเฟอีนคงจะถูกระบายออกไประหว่างวัน ก่อนจะถึงเวลานอน

ผู้เขียนเองมีติ่มซำเเบบทอดหลายจานที่ชอบ ทั้งเผือกทอด ฟองเต้าหู้ อีกหลากหลาย เเต่ติ่มซำประจำบ้านอย่างเราจะให้ทำเผือกทอด ที่ขั้นตอนมากมาย รวมทั้งทำยากเเสนยาก ต้องมีเทคนิคมากมาย เพื่อให้ได้เผือกที่ฟูฟองเป็นยองใย ผู้เขียนเคยลองทำหลายครั้ง ประสบความสำเร็จบ้างเเละล้มเหลวบ้างจนท้อเเท้ เนื่องจากต้องทอดด้วยกระทะใหญ่ เเละน้ำมันปริมาณมาก ต้องร้อนกำลังดี จึงยุ่งยากไปสำหรับเมนูประจำบ้าน

พอดีไปทานติ่มซำที่ร้านเกรทเซี่ยงไฮ้ ปากซอยสุขุมวิท 24 เขามีเมนูเด็ดๆ หลายจาน หากโต๊ะไหนมีลูกเด็กเล็กเเดงเยอะ มักจะเห็น “ขนมปังหน้ากุ้ง” ที่มีงาขาวโปะอยู่ สีเหลืองทองดูน่าทานมาก ลองสั่งมาเพื่อเอาใจสมาชิกในโต๊ะ ผลปรากฏว่าจานเดียวไม่พอ เพราะความกรอบเเละหอมงาของติ่มซำเเบบทอดจานนี้ ที่ทำให้ต้อง “ซ้ำ” กันเลยทีเดียว

ผู้เขียนชิมดูกระหยิ่มในใจ เพราะเชื่อมั่นว่า “สูตรกุ้งพื้นฐาน” ปรุงสำเร็จของเรา ที่ปรุงเป็นติ่มซำเเบบนึ่งมาหลายเมนู สามารถนำมาพลิกเเพลงเป็นเมนูนี้ได้ไม่ยากเลย เเค่อาศัยขนมปังเเผ่นขาวตัดขอบ ยี่ห้อที่คุณผู้อ่านชอบ เเละงาขาวเเค่นั้น

หากเพิ่งมาเปิดตำรับติ่มซำประจำบ้านของเรา ในอาทิตย์นี้คุณผู้อ่านอาจไม่ทราบว่ากุ้งพื้นฐานของเราใช้กุ้งเเช่เเข็งคุณภาพดี ที่มีขายตามตู้เเช่เเข็งในซูเปอร์มาร์เก็ตมาปรุงผสมส่วนผสมต่างๆ จนกลายเป็น กุ้งสารพัดประโยชน์ทำได้หลากหลายเมนู

เคล็ดลับอย่างที่หนึ่งที่ผู้เขียนค้นพบจะทำให้อร่อย ขนมปังกรอบได้ที่ ต้องผึ่งขนมปังไว้ให้เเห้งๆ เเข็งๆ สักหน่อย เวลาป้ายส่วนผสมกุ้งพื้นฐานของเรา ขนมปังจะได้ไม่บี้เเบนจากความนุ่ม คงความหนาไว้ เวลาทอดก็จะได้ขนมปังที่กรอบนอกนุ่มใน ดูน่าทาน

ขนมปังหน้ากุ้งทอด สามารถทำให้เป็นรูปร่างต่างๆ ตามชอบได้ เพียงเเค่ตัดขนมปังให้เป็นรูปร่างต่างๆ หลังจากป้ายส่วนผสมกุ้งลงไปเเล้ว เพราะหากตัดขนมปังเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนการป้ายส่วนผสม ยิ่งขนมปังชิ้นเล็ก จะยิ่งยากเย็นเข้าไปใหญ่

ที่สำคัญ เมนูนี้สามารถป้ายกุ้งบนเเผ่นขนมปัง เเล้วเเช่เเข็งไว้จนกว่าจะใช้ เวลาจะรับประทานเเค่นำออกมาทอดในน้ำมันร้อนๆ ไม่ต้องละลาย สามารถทำไว้ได้ทีละเยอะ

จะให้ขนมปังหน้ากุ้งคลุกงาอร่อยถูกใจ ต้องทานคู่กับ น้ำจิ้มบ๊วย อร่อยๆ ผู้เขียนเป็นเเฟนน้ำจิ้มบ๊วยลองชิมมาหลายต่อหลายร้าน ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง บางร้านเปิดจากขวดน้ำจิ้มบ๊วยกอ หรือบ๊วยเจี่ย เจอยี่ห้อไม่อร่อย ก็จะไม่หอม

ร้านที่ผู้เขียนชอบ เป็นน้ำจิ้มบ๊วยหวานๆ สีเข้มสวย คล้ายน้ำตาลคาราเมล น้ำจิ้มเกี๊ยวกรอบของร้านราดหน้าจ๊ากกี่ เเถวๆ ซอยรางน้ำ ชอบที่สุด เพราะรสเข้มข้นถูกใจ เลยลองใช้ประสาทสัมผัสส่วนตัว พยายามลอกเลียนเเบบ ทดลองเเล้ว ทดลองเล่า จนได้สูตรมาให้คุณผู้อ่านในฉบับนี้

เคล็ดลับในการทำน้ำจิ้มบ๊วยให้อร่อย ต้องมีเเบะเเซช่วย จะได้ไม่หวานมากนัก ผสมในสัดส่วนนิดหน่อย เเต่หากไม่มีเเบะเเซ ไม่ต้องกังวล ใช้น้ำตาลทรายอย่างเดียวได้เลย ตั้งไฟใส่น้ำนิดหน่อย ห้ามคนหรือขยับหม้อเด็ดขาด รอจนกลายเป็นคาราเมล สีน้ำตาลริ้วๆ ริมขอบหม้อ เเล้วเขย่าหม้อเบาๆ ให้สีน้ำตาลกระจายทั่วถึงกันทั้งหม้อ ก่อนจะเติมน้ำส้มสายชูหมัก ขอย้ำว่าหมักเท่านั้นถึงจะได้รสกลมกล่อม เพราะน้ำส้มสายชูหมักจะมีกลิ่นเปรี้ยวบางเบา รสไม่เเหลมมาก หอมกว่า

สุดท้าย ก็หาบ๊วยดองในน้ำเกลือคุณภาพเยี่ยมๆ หากไปร้านเเถวเยาวราชซื้อมาตุนไว้ได้เลย นอกจากจะทำน้ำจิ้มบ๊วยได้เเล้ว ทำได้ทั้งเป็ดต้มบ๊วย น้ำบ๊วยเย็นๆ หรือเเม้เเต่เจลลีเป็นของหวานก็ย่อมได้

น้ำจิ้มบ๊วยสูตรนี้ลูกสาวคนโตของผู้เขียนบอกว่าอยากเก็บไว้เป็นความลับ เพราะรสถูกใจ หากวันใดเธอโตเเล้ว อยากเปิดโรงงานผลิตตามสูตรของเเม่ ขายเป็นขวดๆ เสียเลย เเต่ก็ได้ขออนุญาตลูกมาลงในฉบับนี้เเค่ฉบับเดียวจริงๆ คะ

ขนมปังหน้ากุ้ง

ขนมปังขาว 8 เเผ่น

กุ้งเเช่เเข็ง 30 ตัว

เเป้งมัน 2 ช้อนชาพูน

เกลือ 0.25 ช้อนชา

น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา

พริกไทยขาวป่นละเอียด 0.50 ช้อนชา

ไข่ขาว 2 ช้อนโต๊ะ

งาขาว 0.5 ถ้วย

น้ำจิ้มบ๊วย

บ๊วยจีน 2 เม็ด

น้ำตาลทราย 150 กรัม

กลูโคสหรือเเบะเเซ 40 กรัม

น้ำส้มสายชูหมัก 0.25 ถ้วย

น้ำสะอาดส่วนที่ 1 23 ช้อนโต๊ะ

สำหรับน้ำจิ้ม เริ่มทำน้ำจิ้มบ๊วยก่อน เทน้ำตาลทรายลงในหม้อ พร้อมกับน้ำสะอาดส่วนเเรกเเละเเบะเเซ คนพอเข้ากัน

ตั้งไฟอ่อนๆ ห้ามคนหรือขยับหม้อเด็ดขาด ประมาณ 8 นาที จะเริ่มเปลี่ยนสีน้ำตาลคาราเมลรอบๆ เขย่าหม้อเบาๆ ให้สีทั่วถึง เติมน้ำส้มสายชู น้ำสะอาดเเละบ๊วยยีเข้าด้วยกัน พักไว้ให้เย็นสนิท

สำหรับขนมปังหน้ากุ้ง พอกุ้งเริ่มละลาย ซับน้ำให้เเห้งสนิท ขณะที่กุ้งกำลังเย็นๆ เเบ่งกุ้งเป็นสองส่วน สับกุ้งส่วนเเรกให้ละเอียด คลุกเคล้ากับส่วนผสมทั้งหมด ยกเว้นงาขาว ให้เข้ากันอย่างเบามือ เเละหั่นกุ้งส่วนที่สองให้เป็นเนื้อหยาบๆ เคล้ากับส่วนเเรก

เรียงขนมปังบนถาดหรือเขียงเเบนๆ พอให้มีพื้นที่ ใช้พายหรือช้อนป้ายส่วนผสมกุ้งลงบนขนมปังให้มีความหนาไม่เกิน 0.5 ซม.

เทงาลงในจานเเบนๆ กดเเผ่นขนมปังด้านกุ้งลงไปให้งาเเนบสนิทกับส่วนเนื้อกุ้ง

เรียงขนมปังไว้ในถาด นำเข้าเเช่เย็นประมาณ 12 ชั่วโมง

ตั้งหม้อหรือกระทะให้ร้อน เติมน้ำมันพืชสำหรับทอดลงไป ทอดที่ไฟกลางๆ ทอดน้ำมันท่วมๆ ให้สุกเหลืองทั้งสองด้าน โดยนำด้านกุ้งลงทอดก่อน เเล้วกลับด้านขนมปังทอดต่อไป สะเด็ดน้ำมันขึ้นมาเรียงบนตะเเกรง เพื่อให้ระบายความร้อน ไม่ให้ชิ้นขนมปังอมน้ำมัน

เสิร์ฟร้อนๆ พร้อมน้ำจิ้มบ๊วย สับปะรดสดเเละผักดอง

 

มิลเลต บาร์ แอนด์ บิสโทร ที่หมายใหม่อารมณ์ชิล 2012/05/12

มิลเลต บาร์ แอนด์ บิสโทร ที่หมายใหม่อารมณ์ชิล

  • 11 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:57 น.

โดย…โจ เกียรติอาจิณ

มิลเลต บาร์ แอนด์ บิสโทร ที่หมายใหม่อารมณ์ชิล มีคนเขาบอกว่าในซอยวิภาวดี 30 น่ะ มีบาร์บรรยากาศชิลเพิ่งเปิดใหม่

จ้างให้เราก็ไม่เชื่อง่ายๆ หรอก ต้องไปดูให้เห็นกับตาซะหน่อย

จากปากซอยประมาณ 200 เมตร (เอ—รึจะมากกว่านั้นอ่ะ) ป้ายไฟบอกยี่ห้อ “มิลเลต บาร์ แอนด์ บิสโทร” (Millet Bar & Bistro) ส่งสัญญาณสีเด่น น้ำเงิน-เหลือง เมื่อเราขยับเข้ามาใกล้

สิ่งแรกที่เราประจันหน้า คือสนามหญ้าสีเขียวขจี พื้นที่ไม่ได้กว้างขนาดสนามฟุตบอล แต่ก็พอจะให้พวกบ้าพลังตีลังกาท้าฝันได้ (อิอิ) ชุดเฟอร์นิเจอร์ไม้สำหรับนั่งชิล ชิล กลางแจ้ง แล้วที่โดดเด้งสุดคงเป็นบ้านสไตล์ลอฟต์ ให้อารมณ์เรียบ-ดิบ-เท่ ผสมกลมกลืนกันกับไลติงที่ถูกออกแบบเพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นเหมือนแวะมาปาร์ตี้บ้านเพื่อน

แสงกระทบพื้นหญ้า หรือว่าจะไปปะทะผนังปูนเปลือยกับอิฐแดง แสงนั้นก็ช่างสวยงาม ไม่แปลก!!! ถ้าใครจะหลงใหลในไลติงของที่นี่ เรียกว่านั่งมองได้นานๆ แบบไม่เบื่อเชียวล่ะ จะนั่งนอกร้านริมสนามหญ้า หรือจะนั่งเบดยาวนุ่มๆ ด้านใน ความรู้สึกที่ได้ก็แทบไม่ต่างกัน อยู่ที่ว่าคุณมองมุมไหน

เราแนะนำนั่งด้านนอกจะชิลมากกกก ยิ่งวันอากาศเป็นใจ สายลมเย็น แหงนมองฟ้า แม้จะมาคนเดียว ก็มีเพื่อนชื่อเดือนและดาวอยู่เคียงข้าง แต่ถ้ายกโขยงมาก๊วนเกลอ โห!!! งานนี้รับประกันว่าดีกรีความสนุกพุ่งปรี๊ดดดดดเป็นสองเท่า

เปล่า—ร้านไม่ได้เปิดเพลงตึ๊ดๆ นะครับ แต่ความสนุกน่ะ มันจะเริ่มตอนสั่งอาหารกับเครื่องดื่มนี่แหละ เพราะเลือกไม่ได้ ตัดใจไม่ลง ทุกอย่างอยากสั่งหมดเลย

เครื่องดื่มไฮไลต์ก็ต้องยกให้เบียร์อิมปอร์ต โดยชูเป็นจุดขายสำคัญ เช่นที่มาของชื่อร้าน มิลเลต (แปลว่า ข้าวฟ่าง อันเป็นหนึ่งส่วนผสมของการทำเบียร์) นั่นไง ที่นี่จึงเน้นเบียร์นอก มีแบรนด์ฮิต ทั้งจากเบลเยียม เยอรมนี อังกฤษ บอกชื่อไปเดี๋ยวคุณก็ต้องร้องอ๋อชัวร์ จิบได้เพลินๆ เรื่อยๆ ในราคาไม่แพงเวอร์

สำหรับคอไวน์ เขาเตรียมไวน์ดีๆ ไว้เสิร์ฟเหมือนกัน เพียงแต่ตัวเลือกอาจจะน้อยไปนิด ส่วนใหญ่เป็นไวน์จากออสเตรเลีย ขณะที่ค็อกเทลดังๆ ก็มีให้ลิ้มลองได้ตามใจชอบ ระหว่างรอเมนูอร่อย เราสั่งไป 2 แก้ว “โมจิโต” กับ “คอสโมโพลิแทน” ให้รสชาติสองบุคลิกแตกต่างกัน

ไม่นาน—เมนูอร่อยที่สั่งไปก็ทยอยเสิร์ฟลงโต๊ะ หน้าตาดูดี ยั่วน้ำลายด้วยสีสัน กลิ่นและการจัดวาง แต่ละเมนูเป็นการผสมผสานระหว่างไทยกับยุโรป จึงได้ผลลัพธ์ฟิวชันฟู้ดแบบที่เชฟถนัด เรื่องรสชาตินี่การันตีว่าถูกปากคนไทยแน่นอน

“ฟูซิลลีต้มยำกุ้ง” แซบ!!! ครบเครื่อง เจ้าพาสตาฟูซิลลีเส้นเกลียวนี่ ทำหน้าที่ดูดซับเครื่องต้มยำได้ฉ่ำชุ่มทีเดียว รู้สึกได้ถึงเครื่องต้มยำอวลอยู่ในปากเวลาเคี้ยว

แต่เราให้จานนี้ชนะเลิศ “กุ้งย่างอิตาเลียนเฮิร์บ” กุ้งลายเสือตัวเดียวที่ท็อปปิงด้วยครีมซอสสมุนไพรสไตล์อิตาเลียน เอาอยู่!!! มีหลายรสในหนึ่งตัว เผ็ด เค็ม ครีมมี่ๆ หอมสมุนไพร แถมกุ้งก็หวานนุ่ม

“ปีกไก่ปัฟฟาโลวิง” จานนี้เด็ดตรงที่ใช้ปีกกลางย่างกับซอสสูตรต้นตำรับ ซึ่งเชฟแกะสูตรออกมาเหมือนเป๊ะ รสหวานเผ็ด แกล้มเบียร์อร่อยมากๆ

อีกจานละกัน “ปลาหมึกยัดไส้กุ้งเพสโต” จานเด็ดรสสไปซีของที่นี่ ขอให้คะแนนความคิดสร้างสรรค์ของเชฟที่พยายามนำส่วนผสมหลายๆ อย่างโคจรมารวมกันในตัวปลาหมึก โดยไม่ต้องเสียเวลานั่งเหยาะซอส

หรือใครจะสั่งขนมหวานมาล้างปาก ก็ต้องเป็น “กล้วยหอมทอดชีส” ง่ายๆ บ้านๆ แต่อร่อยล้ำ เสิร์ฟคู่ไอศกรีมวานิลลา ชื่นใจจริงๆ

มิลเลต บาร์ แอนด์ บิสโทร ซอยวิภาวดี 30 เปิด 5 โมงเย็น ปิดประมาณตี 1 และปลายเดือน พ.ค.นี้ ทุกวันศุกร์และเสาร์ จะมีวงดนตรีอะคูสติกมาบรรเลงสดๆ ให้ฟัง เริ่ม 1 ทุ่ม เป็นต้นไป โทร. 08-2233-7122, 02-939-6018

 

สปาเกตตีต้มยำกุ้งต่างแดนของ…พงษ์ปณต องค์วัฒนา 2012/05/12

สปาเกตตีต้มยำกุ้งต่างแดนของ…พงษ์ปณต องค์วัฒนา

  • 11 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:39 น.

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

พงษ์ปณต องค์วัฒนา หรือ ทอมมี่ หนุ่มน้อยนักธุรกิจเจเนอเรชันที่ 3 ของครอบครัวองค์วัฒนา ผู้ดำเนินกิจการโรงงานผลิตเลนส์แว่นตาอินเตอร์โกลด์ และบริษัท โกลเด้น ออพติคอล หรือ “แว่นทอง” แห่งเยาวราช กิจการบุกเบิกของชาวจีนรุ่นแรกๆ ในไทย

ทอมมี่ เพิ่งเรียนจบปริญญาโท (หลายใบ) จากต่างประเทศ ปัจจุบันเขารับผิดชอบงานด้านการตลาดของโกลเด้น ออพติคอล โดยเน้นที่แว่นตาแฟชั่นชั้นสูง เทคโนโลยีสูง ดีไซน์ทันสมัย เป็นนวัตกรรมแว่นตาที่ดูแลสุขภาพ เช่น แบรนด์ชั้นนำจากญี่ปุ่น ซาฟารี (Safari) อาโอโปส (Aopoess) และโซดา (Soda)

ชีวิตครึ่งหนึ่งคือการเป็นนักเรียนทุนยุโรป เขาบอกว่า เขาเรียนหนังสือเป็น ใช้ชีวิตเป็น ว่างจากการเรียนก็แบกเป้ออกท่องเที่ยวไปเหมือนนักเรียนยุโรปส่วนใหญ่ เวลาที่ต้องอยู่เองกินเองก็ต้องช่วยเหลือตัวเอง ทำอะไรได้ก็ต้องทำตามประสา อาหารการกินส่วนใหญ่ล้วนประกอบกรรมทำเองแล้วก็ชอบด้วย (ฮา)

แต่ที่ชอบที่สุดเห็นจะเป็นอาหารอิตาเลียน แรกๆ หัดทำจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ต่อมาในภายหลังจึงฝึกฝีไม้ลายมือจนแก่กล้า โดยเฉพาะช่วงเรียนหนังสือที่อิตาลี ซึ่งเขาหัดทำอาหารอิตาเลียนที่นี่ โอ้โห! มีความสุขมาก ตอนนั้นเรียนหนังสืออยู่ที่มิลาน ทำอาหารอิตาเลียนกินได้ทุกบ่อย วันนี้จะขอโชว์ฝีมือที่ชาวอิตาเลียนเจ้าของเมนูยกนิ้วให้มาแล้ว เป็นเมนูประยุกต์ไทย-อิตาเลียน ชื่อ สปาเกตตีต้มยำกุ้งต่างแดน โอ้! ว้าว ไม่เคยกินล่ะสิ

สปาเกตตีต้มยำกุ้ง

เครื่องปรุง (สำหรับ 1 คน)

1.เส้นสปาเกตตี 250 กรัม

2.กุ้งปอกเปลือก 300 กรัม

3.น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ

4.น้ำปลาดี 1 ช้อนโต๊ะ

5.น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ (ไม่ควรบีบมะนาวล่วงหน้านานนัก)

6.ข่าอ่อน หั่นเป็นชิ้นบางๆ 2 ช้อนโต๊ะ (เลือกที่อ่อนจริงๆ)

7.ตะไคร้อ่อนหั่นเฉียง 2 ช้อนโต๊ะ

8.ใบมะกรูดฉีก 10 กรัม

9.พริกชี้ฟ้าหั่นเฉียง 20 กรัม

10.กระเทียมสับ 10 กรัม

11.น้ำพริกเผา 2 ช้อนโต๊ะ

12.ผักชีเล็กน้อย

13.ไข่ไก่ 1 ฟอง

วิธีทำ

1.ลวกเส้นสปาเกตตีในน้ำเดือด เคล็ดลับคือต้องไม่ลวกพร้อมกันแบบเยอะเกินไป (จะกลายเป็นก้อนๆ) และต้องใส่เกลือเล็กน้อย รอจนประมาณ 1520 นาทีให้สุกทั่วถึง แล้วตักขึ้นพักทิ้งไว้

2.นำกระเทียมสับไปผัดในน้ำมันมะกอกเล็กน้อยให้หอม หลังจากนั้นใส่เครื่องต้มยำลงไป มีข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด น้ำพริกเผา พริกชี้ฟ้า ควรคัดเลือกเครื่องปรุงที่สดใหม่ จะให้กลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหย ผัดให้เข้ากัน จากนั้นใส่น้ำซุปปรุง (น้ำสต๊อก) ลงไปเล็กน้อย

3.ปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาล และน้ำมะนาว (ถ้าปรุงให้ฝรั่งหรือคนต่างชาติรับประทาน ควรใส่แต่น้อย เพราะส่วนใหญ่จะเฮตอนปรุง บอกให้ใส่เยอะๆ แต่พอกินจริงๆ จะหน้าแหยๆ เพราะไม่คุ้นเคย) หลังจากนั้นใส่เนื้อกุ้งและปลาลงไปผัดให้พอสุก (ไม่ต้องสุกมาก)

4.นำเส้นสปาเกตตีลงไปผัดให้เครื่องปรุงเข้าเนื้อ

5.จัดจานด้วยผักกาดหอม ตักใส่จานเสิร์ฟพร้อมไข่ดาว 1 ฟอง และโรยหน้าด้วยผักชีสดสวยน่ารับประทาน กินตอนร้อนๆ รับรองว่าจะติดใจ

 

มาซาโตมิ พาทีสซีรี่ จุดเริ่มต้นความอร่อยที่ลงตัว 2012/05/12

มาซาโตมิ พาทีสซีรี่ จุดเริ่มต้นความอร่อยที่ลงตัว

  • 11 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:33 น.

โดย… พุสดี pussadees@posttoday.com

ลำพังชื่อร้านที่ยาวสะดุดหู แถมผสมผสานสองภาษาเข้าด้วยกัน คือ ญี่ปุ่นและฝรั่งเศส ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาได้ว่า มาซาโตมิ พาทีสซีรี่ (Masatomi Pattisserie) ร้านขนมแห่งนี้ต้องมีลูกเล่นความอร่อยที่มากกว่าหนึ่งให้ลูกค้าได้ลิ้มลอง และเมื่อได้ไปท้าพิสูจน์ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

เมื่อเปิดประตูร้านเข้าไป ลูกค้าอาจแปลกใจนิดๆ กับบรรยากาศของร้านที่ดูค่อนข้างเคร่งขรึม ไม่สดใส กุ๊กกิ๊กน่ารักเหมือนร้านเบเกอรีทั่วไป โดยเฉพาะเบเกอรีสไตล์ญี่ปุ่น ที่ร้อยทั้งร้อยจะชูสีสันสดใส เน้นความน่ารัก ต่างจากที่นี่ที่เน้นตกแต่งในสไตล์คอนเทมโพรารี เน้นการใช้สีโทนอุ่น ซึ่งตรงกับความตั้งใจของเชฟ ทอมมีพิชัย รุ่งนพคุณศรี เจ้าของร้าน ที่ต้องการสร้างความแตกต่างและเป็นการบอกลูกค้าเป็นนัยๆ ว่าเจ้าของร้านนี้เป็นผู้ชาย

“ผมไม่เน้นเรื่องการแต่งร้านว่าต้องแฝงกิมมิกอะไรมากนัก แต่ถ้าพูดถึงลูกเล่นขอให้ดูที่ชื่อร้านซึ่งมีที่มาจากชื่อของผม พิชัย ซึ่งในภาษาญี่ปุ่น เรียกว่า มาซารุ ผมเลยตัดมาแค่คำว่า มาซา แล้วเอามารวมกับชื่อเล่นของผมและชื่อของหุ้นส่วนเหมือนกัน นั่นคือ ซอมมี รวมกันเลยกลายเป็น มาซาโตมิ ซึ่งถ้าสังเกตโลโก้ร้านให้ดีจะเห็นว่ามีเลข 2 อยู่ตรงคำว่า ทอมมี หมายถึงทอมมี 2 คน ส่วนคำว่า Pattisserie นั้นเป็นภาษาฝรั่งเศส มีความหมายว่าเป็นร้านขายของหวานทุกชนิด ที่ไม่ใช่แค่ขนมปังหรือขนมเค้ก ตรงกับคอนเซปต์ของร้านที่มีขนมหลายอย่าง”

สำหรับเมนูขนมที่เป็นซิกเนเจอร์ของร้าน ต้องยกให้พระเอกของร้านอย่าง “โมจิเค้ก” ซึ่งเชฟทอมมีการันตีว่าแทบจะหากินที่ไหนในเมืองไทยไม่ได้ และแม้หน้าตาจะเพลนๆ แต่รสชาติข้างในไม่ธรรมดา เพราะมีให้เลือกอร่อยถึง 4 รสชาติ ได้แก่ ชาเขียว ซากุระไวต์ช็อก สตรอเบอร์รีและมะม่วง รับรองกินแล้วสดชื่นเหมาะกับฤดูร้อน

นอกจากเมนูสไตล์ญี่ปุ่นแล้ว ที่นี่ยังมีเมนูขึ้นชื่อของฝรั่งเศสอย่าง มาการง ถึง 16 รสชาติ ไว้ให้ลิ้มรส โดยรสชาติที่น่าสนใจกว่าใครต้องยกให้ สมุย เพราะเป็นสูตรที่ทางร้านคิดขึ้นเอง โดยเป็นการผสมผสานระหว่างน้ำตาลมะพร้าวและกะทิ จนกลายเป็นมาการงเวอร์ชันไทยๆ หรือถ้าใครอยากได้รสชาติขนมหวานแบบญี่ปุ่น ต้องซากุระเค้ก และสตรอเบอร์รี ชอร์ตเค้ก ที่เชฟบอกว่า รับรองรสชาติแบบหวานน้อยๆ สไตล์ญี่ปุ่นจริงๆ

มาอิ่มอร่อยกันได้ที่ชั้น 3 เดอะ ปอร์ติโก้ ซอยหลังสวน โทร. 02-652-1977 เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-20.00 น.

 

อิ่มเบาๆ อร่อยหนักๆ ‘สลัด’ 2012/05/12

อิ่มเบาๆ อร่อยหนักๆ ‘สลัด’

  • 11 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:28 น.

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง

สาวๆ หรือแม้แต่หนุ่มที่ใส่ใจในสุขภาพ มักจะมีเมนู “สลัด” เป็นหนึ่งในจานโปรด ยิ่งอากาศร้อนๆ แบบนี้ รับประทานผักและผลไม้เยอะๆ สามารถช่วยดับร้อน ทั้งทำให้ร่างกายปรับสภาพอุณหภูมิให้เข้ากับฤดูได้ดี ทั้งยังให้กากใยเพื่อการขับถ่ายที่เยี่ยมยอด

ว่าแล้วคน (พยายาม) รักสุขภาพอย่างเราก็ได้แวะมาที่ “เฮาส์ ออฟ สลัด” ร้านอาหารซึ่งตั้งอยู่ภายใน เรนฮิลล์ คอมมูนิตีมอลล์เก๋ๆ พร้อมไอเดียรักษ์โลก ซึ่งตั้งอยู่ ณ ปากซอยสุขุมวิท 47

ร้านนี้เกิดขึ้นจากการรวมตัวของ “นักชิม” ผู้ชื่นชอบอาหารอร่อย บี–ปิติภัทร สารสิน หนึ่งในหุ้นส่วนเล่าว่า เธอชอบรับประทานสลัดเป็นพิเศษ แต่ที่ผ่านมาพบว่า ในหนึ่งจานสลัดซึ่งร้านต่างๆ เสิร์ฟ มักจะมีบางส่วนผสมที่เธอไม่ชอบ ทำให้เหลือทิ้งไว้เป็นประจำ คงจะดีถ้าหากมีร้านสลัดที่ให้ลูกค้าเลือกเองได้ว่าจะรับประทานอะไร นั่นจึงกลายมาเป็นต้นความคิดซึ่งทำให้เกิด “ดีไอวายสลัด” และร้านเฮาส์ ออฟ สลัด ขึ้นมาเมื่อราว 3 เดือนที่แล้ว

ผักและอื่นๆ ในสลัดของฉัน

หลังเดินเข้าสู่ร้านซึ่งตกแต่งในแบบอาร์ตๆ ขาวๆ ที่มีซุ้มสลัดในรูปลักษณ์แบบเรือนกระจกโดดเด่นอยู่กลางร้าน เราก็หยิบเมนูของทาง เฮาส์ ออฟ สลัด ขึ้นมาชม แล้วจึงเห็นว่าทางร้านแนะนำการสั่งสลัดแบบเลือกเอง โดยเริ่มต้นจากขึ้นตอนแรกคือ เลือกผักออร์แกนิกที่ชอบ 3 ชนิดจาก เรดโอ๊ก, กรีนโอ๊ก, บัตเตอร์เฮด, คอส, เรดโครัล, ไอซ์เบิร์ก หรือฟริลเล ไอซ์เบิร์ก

ต่อจากนั้นก็เลือกท็อปปิงได้ 5 ชนิด ซึ่งก็มีให้เลือกหลากหลายจนลายตา ไม่ว่าจะ กะหล่ำม่วงซอย แครอตซอย มะเขือเทศเนื้อ มะเขือเทศราชินี พริกหวานญี่ปุ่นย่าง เห็ดออริจิย่าง แตงกวาญี่ปุ่น ฯลฯ ใครชอบถั่วหรือธัญพืชก็อาจจะเลือกอัลมอนด์ เมล็ดทานตะวันอบ งาขาว มะม่วงหิมพานต์ ลูกเดือยต้ม ถั่วชิกพี ฯลฯ

ถัดมาลูกค้าสามารถเลือกน้ำสลัดที่ถูกใจถูกลิ้น อาทิ น้ำสลัดซีซาร์บัลซามิก น้ำสลัดฝรั่งเศส บัลซามิกน้ำผึ้ง น้ำสลัดมินต์ดีไลต์มัสตาร์ด น้ำสลัดมิโซะเข้มข้น น้ำสลัดงาผสมซีอิ๊วญี่ปุ่น น้ำสลัดอิตาเลียน และมายองเนสวาซาบิ

ใครอยากเพิ่มคุณค่าความอร่อยด้วยเนื้อสามารถเพิ่มหมูสไลซ์ หมูทอดทงคัตสึ เบคอนย่าง ไข่ไก่ออร์แกนิกต้มสุก ปลาทูน่าในน้ำแร่ เต้าหู้ปลา หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ปลาแอนโชวีในน้ำแร่ เนื้อสันในย่างซอสเทริยากิ พาเมซานชีส บลูชีส ฯลฯ ในสลัดของตัวเองได้

เท่านั้นยังไม่พอ ลูกค้าสามารถเลือกเพิ่มความอร่อยด้วยท็อปปิงพิเศษสุดๆ อย่าง ปลากะพงย่างเนยสมุนไพร ปลาเรนโบว์เทราต์ย่าง เนื้อออสเตรเลีย กุ้งล็อบสเตอร์ หอยเชลล์ย่างเนยสมุนไพร ฯลฯ เพื่อทำให้จานของเราดูอลังการยิ่งขึ้นไปอีก ถึงตอนนี้สลัดที่เลือกเองก็พร้อมจะถูกชิม

ได้ชื่อว่าเป็นร้านสลัดขวัญใจสาวๆ และคนยุคใหม่ ซึ่งใส่ใจคุณภาพ แต่ที่นี่ยังมีเมนูอื่นๆ ให้เลือกสั่งตามเจตนารมณ์ของหุ้นส่วน ซึ่งอยากให้ เฮาส์ ออฟ สลัด เป็นสถานที่ของครอบครัวด้วย จึงมีเมนูเหมาะกับสมาชิกทุกเพศทุกวัย

นอกจากสลัดแล้ว ทางร้านขอแนะนำ ริซอตโต ฟรัวกราส์ อาหารจานนี้เป็นสูตรเด็ดที่เกิดจากคำแนะนำของลูกค้า ความอร่อยอยู่ตรงซอตโตข้นๆ สีเหลือง ซึ่งเกิดจากการผสมผสานระหว่างข้าวและฟักทองรับประทานกับตับห่านนุ่มๆ ฉ่ำๆ เข้ากันอย่างลงตัว

สเต๊กหมูและเนื้อ พาสตารสจัดจ้านถูกลิ้นไทยๆ อย่างสปาเกตตีผัดแห้ง หรือผัดขี้เมา รวมทั้งพาสตาซอสเข้มข้นอย่างคาโบนาราเป็นเมนูน่าชิมของร้านเช่นกัน

เคล็ดลับความอร่อยของสลัด

หัวใจของสลัดอร่อยๆ คือ ผักสลัดต้องสดใหม่ เพื่อความกรอบหวานเต็มรสชาติและให้คุณค่าทางอาหารอย่างเต็มที่ เพื่อสุขอนามัยนั้น ทางที่ดีควรเลือกผักปลอดสารพิษเช่นที่ เฮาส์ ออฟ สลัด ใช้ผักออร์แกนิกเกือบทุกชนิด

อีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ในจานสลัดก็คือ น้ำสลัด ซึ่งหลากสีสันและรสชาติให้เลือกได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำสลัดข้นหรือใส สูตรการทำน้ำสลัดนั้นมีมากมาย แต่นี่คือสูตรเฉพาะตัวซึ่งเชฟของ เฮาส์ ออฟ สลัด สร้างสรรค์ขึ้น

เริ่มต้นที่ น้ำสลัดซีซาร์บัลซามิก ปรุงจากไข่ น้ำมันมะกอก และมัสตาร์ด ทั้งหมดนำมาตีรวมกันก่อนใส่บัลซามิกลงไป ปรุงรสด้วยพริกไทยดำและเกลือ น้ำสลัดฝรั่งเศส ปรุงจาก ดิจงมัสตาร์ด น้ำมันมะกอก เรดไวน์วีนิการ์ หอมแดงสับ กระเทียมสับ ทั้งหมดนำมาตีรวมกันก่อนปรุงรสด้วยพริกไทยดำและเกลือ บัลซามิกน้ำผึ้ง ปรุงจากบัลซามิก น้ำมันรำข้าว เรดไวน์วีนิการ์ น้ำผึ้ง ทั้งหมดตีรวมกัน ปรุงรสด้วยพริกไทยดำและเกลือ น้ำสลัดมินต์ไลต์มัสตาร์ด ทำจากน้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก บัลซามิก เรดไวน์วีนิการ์ ดิจงมัสตาร์ด สะระแหน่ ทั้งหมดตีรวมกัน

น้ำสลัดมิโซะเข้มข้น ทำจากน้ำมันรำข้าว มิริน คิโคแมน มิโซะ งาขาว น้ำมันงา ปรุงรสด้วยพริกไทยดำและเกลือ น้ำสลัดงาผสมซีอิ๊วญี่ปุ่น มิริน น้ำมันมะกอก น้ำตาลทราย น้ำมันงา เรดไวน์วีนิการ์ ปรุงรสด้วยพริกไทยดำและเกลือ น้ำสลัดอิตาเลียน ทำจาก น้ำมันมะกอก กระเทียมสับ หอมแดง เรดไวน์วีนิการ์ น้ำตาลทราย บัลซามิก ปรุงรสด้วยพริกไทยดำและเกลือ และ มายองเนสวาซาบิ ปรุงจาก ไข่แดง น้ำมันมะกอก ดิจงมัสตาร์ด ทั้งหมดตีรวมกันใส่วาซาบิ ปรุงรสด้วยพริกไทยดำและเกลือ

การเลือกน้ำสลัดนั้นบางครั้งก็ต้องให้เหมาะกับผัก เพราะผักบางชนิดเมื่อเจอกับน้ำสลัดข้นหรือครีมก็จะสลบเหี่ยวไม่น่ารับประทาน จึงเหมาะกับน้ำสลัดใสมากกว่า ความบางหนาของเนื้อผักก็เป็นปัจจัยในการเลือกน้ำสลัดว่าจะเป็นแบบใสหรือข้น

สูตรน้ำสลัดเพื่อคนรักสุขภาพนั้น อาจจะมีโปรตีนและไขมันน้อยลงมาหน่อย อาจไม่ใส่ไข่เพื่อจะได้ไม่มีคอเลสเตอรอลสูงเกินไป หรือเปลี่ยนมาใช้วัตถุดิบดีต่อสุขภาพ เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดทานตะวันแทนน้ำมันพืชก็ย่อมได้

ข่าวดีสำหรับคนรักสลัดคือ ปัจจุบันมีร้านอาหารที่มีสลัดเป็นเมนูเด่นเปิดตัวขึ้นมากมาย รวมถึง เฮาส์ ออฟ สลัด ซึ่งมีสลัดแบบดีไอวายเป็นจุดขาย ข่าวดีสำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์คือ นำหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ไปรับประทานอาหารที่ร้าน เฮาส์ ออฟ สลัด ในโครงการเรนฮิลล์ ปากซอยสุขุมวิท 47 (เปิดทุกวันเวลา 11.00–22.00 น. โทร. 02-261-7271) จะได้รับส่วนลดอาหารทันที 10% ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงสิ้นเดือน มิ.ย.

เพื่อจะได้อิ่มเบาๆ อร่อยหนักๆ กับสลัดและอื่นๆ