ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ซีอาน…จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดเส้นทางสายไหม 2012/05/28

ซีอาน…จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดเส้นทางสายไหม

  • 26 พฤษภาคม 2555 เวลา 06:30 น.

ทุกวันนี้ต่อให้เราเดินทางไปยังมุมไหนของโลก ไม่ว่าจะเป็นดินแดนยุโรป อาหรับ หรือแอฟริกา ที่แสนจะทุรกันดารเพียงใดก็ตาม

ชาวต่างชาติที่พบเห็นได้มากที่สุดนั่นก็คือชาวจีนแผ่นดินใหญ่ โดยส่วนใหญ่เดินทางไปเพื่อทำงานหรือแสวงหาโอกาสทางธุรกิจต่างๆ ในดินแดนเหล่านั้น ซึ่งจากประสบการณ์ของโลก 360 องศาที่ผ่านมา เราเคยเดินทางไปที่ประเทศแองโกลา ประเทศซึ่งเคยเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส ดังนั้นผู้คนในประเทศนี้จึงสามารถสื่อสารด้วยภาษาโปรตุกีสได้เป็นอย่างดี แต่เชื่อหรือไม่ว่าบางพื้นที่ของประเทศนี้ หากเราไม่สามารถพูดภาษาโปรตุกีสหรือภาษาท้องถิ่นได้ เราก็สามารถใช้ภาษาจีนในการสื่อสารกับคนท้องถิ่นได้ดีกว่าการใช้ภาษาอังกฤษเสียอีก อันเนื่องมาจากการหลั่งไหลของชาวจีนจำนวนมากที่เดินทางไปเพื่อแสวงหาทรัพยากรต่างๆ ในประเทศนี้นั่นเอง แต่หากย้อนกลับไปเมื่อหลายพันปีที่แล้ว ชาวจีนนั้นถือได้ว่าเป็นชนชาติลำดับต้นๆ ของโลก ที่บุกเบิกการเดินทางค้นหาดินแดน ผ่านเส้นทางการค้าโบราณที่มีชื่อว่า “เส้นทางสายไหม” ซึ่งมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดที่เมืองซีอาน

ดินแดนลำดับต้นที่ชนชาติจีนเดินทางไปถึงนั่นก็คือประเทศอินเดีย เพราะตั้งอยู่ไม่ไกลกันมาก อีกทั้งสองดินแดนนี้ต่างก็มีอาณาจักรที่ทรงอิทธิพลด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งความสัมพันธ์แรกสุดที่มีต่อกันคือเรื่องศาสนา ดังจะเห็นได้จากปัจจุบันศาสนาพุทธคือหนึ่งในศาสนาที่ชาวจีนนับถือเป็นจำนวนมากถึงร้อยละ 30 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ แต่หากย้อนกับไปในประวัติศาสตร์แล้ว ครั้งหนึ่งศาสนาพุทธเคยรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งในสมัยนี้เป็นช่วงเวลาที่ “พระเสวียนจั้ง” หรือที่เรารู้จักในชื่อของ “พระถังซัมจั๋ง” บุคคลที่ใครหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเพียงตัวละครเอกในวรรณกรรมสุดคลาสสิกเรื่องหนึ่งของจีนที่มีชื่อว่า “ไซอิ๋ว” แต่ท่านเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงและเคยเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกจริงที่ประเทศอินเดีย หากแต่ว่าการเดินทางครั้งนั้นมีเพียงท่านและม้าเพียง 1 ตัวเท่านั้น สาเหตุที่ท่านต้องเดินทางไปประเทศอินเดียเป็นเพราะว่า เมื่อบวชเรียนและศึกษาพระธรรมอย่างถี่ถ้วนแล้ว พระถังซัมจั๋งพบว่าพระไตรปิฎกในประเทศจีนนั้นมีเนื้อหาที่ถูกผิดแตกต่างกันมากมาย ด้วยเหตุนี้ท่านจึงตัดสินใจเดินทางมุ่งหน้าสู่ประเทศอินเดียเพื่อไปอัญเชิญพระไตรปิฎกฉบับที่ถูกต้องเป็นระยะเวลากว่า 19 ปี ด้วยการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากจักรพรรดิถังไท่จง เมื่อกลับมาถึงเมืองฉางอานจักรพรรดิถังไท่จงจึงอาราธนาให้ท่านขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดต้าสืออินซื่อ และสร้างเจดีย์ห่านป่าใหญ่ขึ้นเพื่อใช้เป็นที่เก็บพระไตรปิฎก ทั้งฉบับภาษาสันสกฤตและฉบับที่แปลเป็นภาษาจีนแล้วนั่นเอง ในปัจจุบันวัดแห่งนี้ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ในเมืองซีอาน ถึงแม้ว่าในยุคสมัยที่จีนเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเข้าสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งเคยมองว่าศาสนาเป็นสิ่งมอมเมาและต้องขจัดไปจนเป็นเหตุให้ศาสนสถานหลายแห่งต้องถูกทำลาย แต่ปัจจุบันวัดแห่งนี้ก็ได้รับการปกป้องและทำนุบำรุงเป็นอย่างดีโดยรัฐบาลและพุทธศาสนิกชนชาวจีนที่ต้องการร่วมฟื้นฟูศาสนาพุทธในประเทศจีนให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง

เมื่อความสัมพันธ์ของอาณาจักรจีนโบราณเดินทางไปไกลมากยิ่งขึ้น รูปแบบของความสัมพันธ์ได้เปลี่ยนจากความสัมพันธ์ทางด้านศาสนาไปสู่ความสัมพันธ์ทางด้านการค้า จึงเกิดเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก นามว่า “เส้นทางสายไหม” เส้นทางการค้าแรกของโลกที่สามารถเชื่อมต่อโลกตะวันออกและโลกตะวันตกเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีจุดเริ่มต้นจากนครฉางอานหรือซีอานในปัจจุบันไปสิ้นสุดยังกรุงโรมประเทศอิตาลี โดยมีเอกสารบันทึกทางการค้าโบราณที่ระบุว่า ชาวกรีซและชาวโรมัน เรียกขานพ่อค้าชาวจีนว่า “เซเรส” (Seres) ซึ่งแปลว่า ผู้คนจากดินแดนแห่งผ้าไหม ซึ่งในยุคสมัยนั้น “ผ้าไหม” ถือเป็นสินค้าล้ำค่าและมีราคาสูง ถึงแม้ว่าเส้นทางสายไหมจะสิ้นสุดลงไปอันเนื่องมาจากมีการพัฒนาเส้นทางการค้าสายอื่นๆ เช่น เส้นทางการค้าทางทะเล ซึ่งมีความสะดวกรวดเร็วในการเดินทาง และสามารถบรรทุกสินค้าได้เป็นจำนวนมาก หากแต่ว่า “ผ้าไหม” ก็ยังเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมตราบจนถึงปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม ผ้าไหมนั้นเป็นหนึ่งในสินค้าที่พบเห็นได้ทั่วโลก เช่น ผ้าไหมจากอิตาลี อินเดีย หรือแม้แต่ไทย ซึ่งทุกชาติต่างก็มั่นใจว่าผ้าไหมของตนเองคุณภาพดีที่สุด แต่สำหรับผ้าไหมของซีอานนั้นเขากลับชูจุดขายที่ว่า “ใครๆ ก็บอกว่าผ้าไหมของตัวเองดีที่สุด แต่อย่าลืมว่าจีนคือชนชาติแรกสุดของโลกที่คิดค้นการทำผ้าไหม”

เมื่อโลกทั้งสองฝั่งถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันผ่านเส้นทางสายไหมแล้ว ก็ย่อมเกิดการถ่ายเทและหลั่งไหลของวัฒนธรรมต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมจากดินแดนตะวันออกกลาง อันเกิดจากการเข้ามาค้าขายของเหล่าบรรดาพ่อค้าชาวอาหรับ นำมาสู่การเข้ามาของศาสนาอิสลามในดินแดนแถบนี้ ต่อมาก็ได้ผสมกลมกลืนและแพร่สู่ชนในท้องถิ่นเกิดเป็นอีกหนึ่งกลุ่มชนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นั่นก็คือ “ชาวหุย” กลุ่มชนที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายกับชาวจีน แต่มีสีผม ดวงตา และสันจมูกที่ค่อนไปทางชาวตะวันออกกลาง คล้ายคลึงกับชาวอุซเบกิสถานหรือคาซัคสถานนั่นเอง ในอดีตนั้นชาวหุยมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในราชสำนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยราชวงศ์หมิงนั้น แม่ทัพหรือนายกองส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาวหุยทั้งสิ้น ซึ่งหนึ่งในแม่ทัพที่เรารู้จักเป็นอย่างดีนั้นก็คือแม่ทัพ “เจิ้งเหอ” หรือที่คนไทยรู้จักท่านในชื่อ “เจ้าพ่อซำปอกง” แม่ทัพผู้นำกองราชนาวีจีนออกสำรวจทางทะเล ซึ่งก็เคยเดินทางมาถึงแผ่นดินสยาม ในสมัยของสมเด็จพระรามราชาธิราช แห่งราชวงศ์อู่ทอง ด้วยบทบาทสำคัญดังกล่าวนี้ทำให้ในสมัยขององค์จักรพรรดิหงหวู่ ได้มีการสร้างมัสยิดฮว่าเจี๋ยเซี่ยงขึ้นเพื่อเป็นการตอบแทนเหล่าขุนนางมุสลิม ซึ่งในปัจจุบันมัสยิดแห่งนี้ก็ยังคงได้รับการรักษาและถูกใช้เป็นศาสนสถานเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนามาจนถึง

ปัจจุบัน เสน่ห์ของมัสยิดแห่งนี้คือสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีน กล่าวคือไม่ได้มีรูปทรงโดมเหมือนที่เราพบเห็นทั่วไป แต่เป็นอาคารที่คลุมด้วยหลังคาสูงทรงสามเหลี่ยมที่ดูผิวเผินแล้วเหมือนวัดจีนนั่นเอง และไม่ไกลจากมัสยิดนั้นเป็นที่ตั้งของถนนมุสลิม หนึ่งในชุมชนโบราณที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของชาวหุยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอกลักษณ์ของอาหารการกินที่ผสมผสานอาหารในแบบอารบิกเข้ากับอาหารจีนได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นขนมปังนานสอดไส้เนื้อผัดเครื่องเทศ เกี๊ยวซ่าที่มีรสชาติเผ็ดร้อน หรือจะเป็นเนื้อปิ้งย่างที่คล้ายกับเคบับ ดังนั้นจุดเด่นของการมาเยือนถนนแห่งนี้คือการสัมผัสกับวัฒนธรรมอาหารการกินของชาวหุย

เส้นทางสายไหมนั้น ถึงแม้จะกลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์โลกไปแล้ว แต่การมาเยือนเมืองซีอาน เมืองซึ่งเคยมีสถานะเป็นจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดเส้นทางสายไหม ทำให้เรารู้สึกได้ว่าแท้จริงแล้ว ความรุ่งเรืองของเส้นทางสายไหมบนดินแดนแห่งนี้ก็ยังคงเจิดจรัสมาจนถึงทุกวันนี้ หากแต่ว่าได้เปลี่ยนรูปแบบไปตามกาลเวลาเท่านั้นเอง

 

ลพบุรี เมืองผ่านที่เต็มไปด้วยรอยอดีต 2012/05/28

ลพบุรี เมืองผ่านที่เต็มไปด้วยรอยอดีต

  • 26 พฤษภาคม 2555 เวลา 06:47 น.

โดย…นิธิ ท้วมประถม

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน คอลัมน์ มหัศจรรย์เมืองไทย ก็กลับมาพบเจอกับท่านผู้อ่านอีกครั้งแล้วนะครับ มาในสัปดาห์นี้ ผมจะพาท่านผู้อ่านไปแวะเวียนที่ จ.ลพบุรี จังหวัดเล็กๆ ที่ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายต่อหลายท่านน่าจะ“ข้าม”ที่จะเที่ยวลพบุรี เพราะเห็นว่าเป็นเพียงทางผ่านที่จะไปท่องเที่ยวจังหวัดอื่นๆ

ไม่ว่าจะขึ้นไปเที่ยวทะเลหมอก จ.เพชรบูรณ์ หรือจะไปเที่ยวภาคอีสาน รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างเขาใหญ่ ก็ต้องผ่านลพบุรีทั้งนั้นครับ

ผมเอง ที่ผ่านมาก็มองข้ามลพบุรีไปเหมือนกัน รู้แต่ว่ามีลิงเยอะ ละใช่แน่ๆ ส่วนแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ นั้นเลือนๆ ครับ นึกไม่ค่อยออก

แต่ครั้งนี้ได้มีโอกาสไปเยือนลพบุรีอีกครั้งจากการไปร่วมคาราวานท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ของนีโอคิดส์ ซึ่งเป็นศูนย์พัฒนาการเด็ก ทำให้รู้ว่าลพบุรีมีจุดน่าเที่ยวไม่น้อยทีเดียวครับ แถมอาหารอร่อยเสียอีก ซึ่งก็ต้องขอบคุณททท.สำนักงานลพบุรี และคุณจุฬาลักษณ์ ดรชัย เจ้าหน้าที่ ททท.ลพบุรีที่มาแนะนำและคอยช่วยเหลืออย่างเต็มที่

และแน่นอนครับการเดินทางครั้งนี้ของผมก็ต้องไปกับเพื่อนร่วมเดินทางอย่าง เชฟโรเลต โคโลราโด 4 ประตู กระบะพันธุ์แกร่งสัญชาติอเมริกัน ที่ประกอบขึ้นที่ประเทศไทย อย่างน่าภาคภูมิใจ นั่นเอง

แต่ก่อนที่จะแวะไปรู้จักลพบุรี ผมมีข่าวประชาสัมพันธ์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มาประชาสัมพันธ์ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกันเสียหน่อย

งานนี้ก็เป็นหนึ่งในมิราเคิล ที่ ททท.กำหนดขึ้นมาให้คนไทยและต่างชาติได้เที่ยวกันครับ นั่นคือ

Miracle of Thai Food and Fruits Festival 2012ยิ่งใหญ่กลางกรุง!! ระหว่างวันที่ 25-27 พ.ค.นี้ ที่ลานเซ็นทรัลเวิลด์ สแควร์ โซนCศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่เวลา 11.00-21.00 น.

ว้าววว งานนี้ ททท.บอกว่าต้องการจัดงานนี้ขึ้นเพื่อเผยแพร่วิธีการปรุงอาหารและเอกลักษณ์ของอาหารไทยแต่ละภาคให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งเป็นเหมือนการนำวัฒนธรรมการกินผนวกรวมกับการท่องเที่ยว โดยมีคอนเซปต์การจัดงานคือ“4+1”แบ่งเป็นอาหาร 4 กลุ่มยอดนิยม ได้แก่ กลุ่มอาหารไทย 4 เมนูจานอร่อย 1 ใน 50 เมนูที่โด่งดังไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น มัสมั่น ต้มยำกุ้ง น้ำตกหมู และส้มตำ

กลุ่มอาหารประจำภาคเหนือ กลาง อีสาน ใต้กลุ่มอาหารยอดนิยมของคนไทย และต่างชาติกลุ่มอาหารเหมือนแต่แตกต่างด้วยวัฒนธรรมการปรุงของแต่ละภาค และกลุ่มอาหารยอดนิยมของคนไทยและต่างชาติ รวมไปถึงกลุ่มผลไม้สดตามฤดูกาลครับ

สำหรับโซนอาหารที่เป็นอาหารประจำภาคหรือเป็นสัญลักษณ์ของภาคนั้นๆ เช่น ต้มข่าไก่ และก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นของภาคกลาง น้ำพริกอ่องและข้าวซอยของภาคเหนือ ไส้กรอกอีสานและลาบของภาคอีสาน ข้าวยำและแกงไตปลาของภาคใต้

ส่วนโซนอาหารเหมือนที่แตกต่าง ก็เป็นเมนูอาหารที่เหมือนกัน แต่ต่างกันด้วยวัฒนธรรมในการปรุง อย่างเมนูขนมจีน ที่ภาคเหนือมีขนมจีนน้ำเงี้ยว ภาคกลาง ขนมจีนซาวน้ำ ภาคอีสาน ขนมจีนน้ำยาป่า ภาคใต้ ขนมจีนน้ำยาปู

ไม่ใช่แค่ขนมจีนนะครับที่มี แต่ยังมีไก่ย่างครับ ไก่ย่าง เมนูเบสิกที่เราพบเจอทั่วไปตามแหล่งท่องเที่ยว ไม่ว่าจะไปที่ไหน ถ้าเห็นร้านแผงลอยควันคลุ้งๆ ละก็ ใช่แน่นอนต้องเป็นไก่ย่าง ไม่ว่าจะเป็นไก่ย่าง ไม้มะดันของอีสาน ไก่ย่างวิเชียรบุรี ไก่ย่างเจ้าดังๆ มาอยู่ที่นี่ รวมถึงไก่ทอดด้วย

ยังมีเมนูแกงของแต่ละภาคด้วย อย่างแกงฮังเลของภาคเหนือ แกงเขียวหวานปลากรายของภาคกลาง และเมนูน้ำพริกต่างๆ เช่น น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกหนุ่ม และน้ำพริกกุ้งเสียบ

เอาเป็นว่าสัปดาห์หน้าใครว่างก็ลองแวะไปดูหน่อยแล้วกันนะครับ ว่างานนี้ของ ททท.จะมิราเคิล หรือมหัศจรรย์แค่ไหน

ผมนะไปแน่ครับ อยากไปดูการจัดงานของ ททท.เสียหน่อย เพราะรู้สึกว่า คำว่า“มิราเคิล”ของผม กับของ ททท. จะค่อนข้างแตกต่างกันอยู่พอสมควร แหม…ก็ผมมองว่ากิจกรรมที่ ททท.จัดครั้งนี้ เป็นแบบพื้นๆ ครับ ไม่ได้มิราเคิล หรือมหัศจรรย์ตรงไหนเท่าไหร่

ดูแล้วเหมือนจะเป็นแค่ตลาดนัดอาหารประจำภาคเสียมากกว่า อืม…งานนี้ก็คงให้ท่านผู้อ่านตัดสินกันเองแล้วกันครับว่าน่าสนใจ หรือเป็นมิราเคิลจริงๆ หรือเปล่า

ก็น่าเป็นห่วงนะครับกับ ททท. หากยังไม่ค่อยมีความคิดสร้างสรรค์ในการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวได้จริงๆ จะเอาแต่“ง่าย”จัดตลาดนัดรวมอาหาร รวมแหล่งท่องเที่ยว แล้วมาบอกว่าเป็นมิราเคิลอย่างโน้น อย่างนี้ ก็ง่ายไปนิด

ก็ต้องฝากไปถึงหัวเรือใหญ่อย่าง สุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการ ททท. หรือผู้ว่าเล็ก หน่อยแล้วกันครับว่า ต้องเร่งหากิจกรรมอะไรที่เป็นมิราเคิลจริงๆ ที่เวลาพูดถึงแล้ว คนฟังต้องตาโต ร้องอู้ววว ได้หน่อย ไม่ใช่ให้ตาโตเหมือนกัน แต่เป็นตาโตแล้วร้องอู้ววว ว่า“นี่เหรอ มิราเคิล!!”

กลับมาเที่ยวกันต่อดีกว่าครับ กระบะเชฟโรเลต โคโลราโด ของผมจอดรอจนเครื่องเย็นหมดแล้ว แต่ดีนะที่เชฟโรเลต โคโลราโด แอร์เย็นฉ่ำ แถมข้างในกว้างขวาง ก็เลยไม่มีปัญหาอะไร

จัดข้าวจัดของกันให้เต็มที่ ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องพื้นที่จะใส่ โคโลราโด 4 ประตู กว้างขวางเพียงพอครับ

เริ่มเดินทางกันเลยครับ คาราวานการเดินทางเคลื่อนตัวกันไปแบบเรื่อยๆ ไม่ได้เร่งร้อนอะไรมาก เพราะคาราวานนี้เป็นคาราวานครอบครัวครับ มีคุณพ่อ-แม่ และลูกๆ กันทุกคัน จอดที่ไหนแต่ละที โอ้โห สนุกมาก วิ่งกันกระจาย

การเดินทางครั้งนี้เป็นประสบการณ์ใหม่ของผมครับ ที่ต้องร่วมไปกับคาราวานท่องเที่ยวในแบบครอบครัว ซึ่งแปลกๆ ดีครับ ธรรมดามีแต่เดินทางท่องเที่ยวแบบตัวคนเดียว ก็มีสีสันไปอีกแบบหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังปรับความคิดเรื่องที่ว่า จังหวัดทางผ่านอย่างลพบุรีไม่น่าแวะไปอีกด้วย เพราะลพบุรีเป็นเมืองที่น่าสนใจเหลือเกินในแง่ประวัติศาสตร์ของไทยอย่างยิ่งจริงๆ

จะไม่สำคัญอย่างไรครับ ก็ลพบุรีนั้นเป็นเมืองหลวงสำรองของกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ในราชวงศ์ปราสาททองเลยทีเดียว หาใช่เมืองเล็กๆ ไร้ความหมายอย่างใดไม่

และความสำคัญของเมืองลพบุรีถูกนำเสนอผ่านพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์ ที่ตั้งอยู่กลางเมืองลพบุรีนั่นเอง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์นั้นไม่ได้เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมดานะครับ แต่ที่นี่ตั้งอยู่บนพระนารายณ์ราชนิเวศน์ หรือพระราชวังของสมเด็จพระนารายณ์จริงๆ ซึ่งเรายังเห็นซากพระที่นั่งต่างๆ โรงช้าง โรงกษาปณ์ ท้องพระโรง หลงเหลืออยู่ไม่ใช่น้อยทีเดียว และเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งที่ 3 ของไทยด้วย

เอาละสิ มีที่ว่างให้เดินอย่างนี้ เด็กๆ วิ่งกันกระจายเลยครับ อย่าคิดว่าเด็กๆ ไม่ชอบพิพิธภัณฑ์แล้วไม่พาไปนะครับ แต่ควรจะพาเด็กๆ ไปอย่างน้อยก็ให้ซึมซับความเป็นประวัติศาสตร์ไทยๆ บ้าง อย่ารอแต่ให้โรงเรียนพาไปเลยครับ คุณพ่อ-แม่พาไปได้ อย่าพาไปแต่สวนสนุก หรือไปเที่ยวเล่นอย่างเดียวนะครับ

ทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมีผู้บรรยายไว้พร้อมสรรพครับ ไปติดต่อกันได้ แล้วจะได้รู้ว่าเรามองข้ามลพบุรี ไปได้อย่างไร น่าเสียดายจริงๆ

อย่างที่บอกไว้ในช่วงก่อนนี้ว่า ลพบุรีเป็นเมืองหลวงสำรองของกรุงศรีอยุธยา ที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงให้สร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศฮอลันดาเข้ามารุกรานได้ หลังจากที่อยุธยาถูกฮอลันดานำเรือรบมาปิดปากแม่น้ำแล้วขู่จะยิงปืนใหญ่ใส่ ทำให้สมเด็จพระนารายณ์ทรงคิดป้องกันอยุธยา ด้วยการสร้างเมืองหลวงสำรอง คือ ลพบุรี เอาไว้

ทำให้ลพบุรีกลายเป็นเมืองสำคัญแห่งหนึ่งของไทยในช่วงที่พระองค์ยังทรงครองราชย์ และสมเด็จพระนารายณ์ก็สวรรคตที่นี่เช่นกัน

เมื่อเดินเข้าสู่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจะเห็นพระที่นั่ง 2 องค์ ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า นั่นคือ พระที่นั่งพิมานมงกุฎ และพระที่นั่งจันทรพิศาล ซึ่งอยู่ด้านซ้าย ให้ขึ้นไปที่พระที่นั่งจันทรพิศาลก่อนเลยครับ เพื่อไปชมพระราชประวัติของสมเด็จพระนารายณ์ และโบราณวัตถุต่างๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งผมเองเดินเข้าไปยังตะลึงเลยครับ ว่าที่นี่มีโบราณวัตถุที่อยู่ในสภาพเดิมๆ แถมสวยๆ อย่างนี้อยู่ด้วยหรือ แค่ตะเกียงแก้ว ซึ่งมีลายช้างอยู่รอบแก้ว ก็คุ้มค่าแล้ว

ส่วนพระที่นั่งพิมานมงกุฎนั้น จะแสดงหลักฐานโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่พบจากแหล่งโบราณคดีลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและลพบุรีที่หาดูได้ยากมาก แต่ที่น่าประทับใจคือ ชั้นที่ 3 ซึ่งเป็นชั้นที่ผมไม่คิดว่าจะได้เห็นแท่นพระบรรทมของรัชกาลที่ 4 และโต๊ะทรงพระอักษร แบบใกล้อย่างนี้

ทำไมที่นี่ถึงมีแท่นพระบรรทม และโต๊ะทรงพระอักษรของล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ได้ นั่นก็เป็นเพราะว่ารัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะซ่อมแซมพระที่นั่งขึ้นมาใหม่ และพระราชทานนามว่า นารายณ์ราชนิเวศน์ ให้กลับฟื้นคืนชีพมาอีกครั้ง

ที่นี่ยังมีพระที่นั่งที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้คณะราชทูตจากต่างประเทศเข้าเฝ้าฯ ด้วย แม้ว่าตัวพระที่นั่งจะพังทลายไปมากแล้ว แต่ก็ยังหลงเหลือซากให้เรานึกภาพในอดีตได้พอสมควร ที่แน่ๆ คือที่ประทับของพระองค์ท่านนั้นอยู่สูงมากครับ ต้องแหงนหน้ามองเลยทีเดียว รู้เลยว่าความเชื่อของคนในสมัยก่อนยกให้กษัตริย์อยู่เหนือหัวจริงๆ

ผมเดินเพลินเลยครับ บอกตรงๆ ว่าถ้ามีเวลาต้องกลับไปอีกให้ได้ เพราะยังมีหมู่พระที่นั่งอีกหลายองค์ที่ยังไม่ได้เดินเข้าไปดู เห็นว่าเป็นที่แสดงนิทรรศการเกี่ยวกับวรรณคดี ในยุคพระองค์ท่านที่ถือว่าเป็นยุคทองของวรรณกรรมไทยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น จินดามณี ที่ถือว่าเป็นแบบเรียนเล่มแรกของไทย ก็ถูกเขียนขึ้นในสมัยพระองค์ท่านอีกด้วย

น่าเสียดายที่การมาลพบุรีของผมครั้งนี้เวลาน้อยเหลือเกิน ครึ่งวันไม่พอเสียแล้วสำหรับจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์ลึกซึ้งถึงเพียงนี้

กลับมาขึ้นรถเชฟโรเลต โคโลราโด แอร์ภายในตัวรถไล่ความร้อนจากตัวได้มากโข

ก็ได้แต่นั่งนึกว่า เราคนไทยยังมีความรู้เรื่องรากเหง้าของตัวเองน้อยนัก

เพียงแค่ลพบุรีใกล้กรุงเทพฯ แค่นี้ มีบันทึกแห่งความรู้มากมายเก็บซ่อนเอาไว้ รอให้ผู้สนใจมาเยี่ยมเยือน เปิดหาความรู้ใส่ตัวกันเอาเอง

อย่างนี้ถึงเรียกว่า มหัศจรรย์เมืองไทย จริงๆ

 

พุทธศาสน์…วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!? (ตอน ๑๐) 2012/05/28

พุทธศาสน์…วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!? (ตอน ๑๐)

  • 28 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:47 น.

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

ที่ตั้งประชิดอยู่หน้าวัดฝ่าเหมิน ซึ่งสร้างได้อย่างสวยงามมาก แต่มิได้อยู่ในอำนาจการปกครองของวัดฝ่าเหมิน จึงเป็นเรื่องที่แปลกมากในกรณีดังกล่าว

เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่า พระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์นั้นดั้งเดิมประดิษฐานอยู่ ณ สถูปเจดีย์ในเขตวัดฝ่าเหมิน เป็นสมบัติในพระพุทธศาสนาที่ดูแลรักษาโดยวัดฝ่าเหมิน แต่กลับกลายเป็นต้องยอมมอบให้องค์กรวัฒนธรรมท้องถิ่นไปรักษาดูแลในเขตนอกวัด โดยวัดฝ่าเหมินไม่ได้มีโอกาสในการดูแลรักษา ยกเว้น ๓ ชิ้นที่ทำเลียนแบบ เจ้าอาวาสรุ่นเรา! จึงกล่าวกับพระลูกวัดเป็นทำนองปลอบใจกันเองว่า… ถ้าพระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์ที่แท้จริงเป็นพระอาทิตย์… พระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์ ๓ ชิ้น ที่ทำเลียนแบบขึ้น ก็จะต้องเป็นพระจันทร์ สามารถรับพลังอันศักดิ์สิทธิ์มาประจุไว้ได้เสมอเหมือนพระอัฐิของแท้ทุกประการ…

เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ ทำให้อาตมาชักมึนๆ เซ่อๆ แต่ไม่ถึงกับจับโง่ เมื่อหวนคิดถึงพระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์ที่อ้างว่าเป็นของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่เคยมาประดิษฐานที่พุทธมณฑล โดยรัฐบาลไทยเป็นเจ้าของงานดังกล่าว มีประชาชนจำนวนมากมายหลายล้านคนจากทั่วประเทศเดินทางมากราบสักการบูชา อาตมาจำได้ว่ามีพระภิกษุจีนหลายรูปนั่งอารักขาเฝ้าดูแลพระอัฐิธาตุดังกล่าว ถึงตรงนี้ก็ได้แต่คิดว่าคงจะเป็นพระอัฐิธาตุอันจริงแท้ ปัจจุบันดูแลโดยองค์กรวัฒนธรรมท้องถิ่น… แต่อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในบุญกุศลนั้นก็อยู่ที่จิตใจของเราท่านทั้งหลาย ที่หากน้อมโน้มด้วยความศรัทธาอันชอบโดยธรรม มีเจตนาที่บริสุทธิ์ในการถวายสักการะ บุญกุศลนั้นย่อมไม่มีประมาณ แม้ว่าจะไม่ปรากฏมีพระอัฐิธาตุเลยก็ตาม… เพราะความสำเร็จทั้งปวงนั้นย่อมอยู่ที่จิตดวงเดียว ซึ่งจิตดวงนั้นต้องมีเจตนาอันแน่วแน่ในการดำริคิดพิจารณา เพื่อนำไปสู่การกระทำทางกายวาจา…

เช่นเดียวกับกรณีพระเขี้ยวแก้วแห่งศรีลังกา ที่อาตมาเคยเดินทางไปกราบสักการะมาหลายครั้ง ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ เมืองแคนดี้… ด้วยอาศัยความเป็นพระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์แห่งพระสงฆ์ศรีลังกา สยามวงศ์นิกาย อาตมาจึงพยายามเข้าใกล้พระเขี้ยวแก้วหลายครั้ง เพื่อจะได้กราบสักการะอย่างใกล้ชิด แต่ดูเหมือนมีอะไรปิดๆ อยู่… ซึ่งแรกก็ไม่รู้ว่าคืออะไร… และเมื่อมาอ่านร่องรอยประวัติศาสตร์ของศรีลังกาที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ได้ศึกษาในเส้นทางเสด็จประพาสศรีลังกาของพระเจ้าแผ่นดินไทยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เคยมีพระประสงค์จะได้ทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง เพื่อฉลองพระศรัทธาของพระองค์ที่มีต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่ได้รับการปฏิเสธจากคณะผู้ดูแล… ประจวบกับการอ่านเรื่องราวที่บาทหลวงของศาสนาคริสต์ท่านหนึ่งได้อาศัยอำนาจการเมืองทำลายพระเขี้ยวแก้ว โดยใช้ครกตำละเอียดเป็นผุยผง เรื่องดังกล่าวมีหลักฐานบันทึกไว้ในประวัติพระเขี้ยวแก้วฉบับของศรีลังกา แต่ได้ระบุเรื่องดังกล่าวว่าเป็นเพียงพระเขี้ยวแก้วปลอมที่ทำขึ้นใหม่ และวัดส่งให้กับบาทหลวงไปตามคำสั่งของผู้ปกครอง ซึ่งสมัยนั้นอยู่ในยุคล่าอาณานิคม ประเทศศรีลังกาถูกปกครองด้วยประเทศอังกฤษอยู่… ซึ่งนับว่าเป็นไหวพริบปฏิภาณของฝ่ายศรีลังกา จึงทำให้พระเขี้ยวแก้วยังคงประดิษฐานอยู่ในผอบเล็กๆ ที่ทำขึ้นด้วยงาช้าง และมีพระเขี้ยวแก้วฝังอยู่ในงาช้างที่ครอบด้วยพระเจดีย์แก้ว ดังรูปภาพที่ปรากฏกันให้เห็นโดยทั่วไป… ตำนานเรื่องพระเขี้ยวแก้วในศรีลังกามีความพ้องกับตำนานเรื่องพระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์ของวัดฝ่าเหมินแห่งนครซีอานโดยบังเอิญ… จึงให้ต้องพิจารณาเพิ่มขึ้นอีกหลายตลบ เพื่อทำหมายเหตุไว้ในใจเช่นเดียวกับกรณีพระเขี้ยวแก้วที่ศรีลังกา… ซึ่งคงต้องติดตามดูกันต่อไป อย่าเพิ่งด่วนสรุปเป็นอย่างอื่น จนกว่าจะรู้แจ้งโดยธรรมที่ประจักษ์ชัดแจ้งตามธรรม…

หากจะถามว่าพระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์วัดฝ่าเหมิน เป็นพระบรมธาตุของพระพุทธองค์หรือไม่… เรื่องนี้คงตอบยาก แล้วแต่ความศรัทธาก็แล้วกัน เพราะไม่มีเค้ามูลในการนำสืบ เว้นแต่ความเป็นมงคลที่เกิดขึ้นดังที่กล่าวว่าสถูปพระเจดีย์ในวัดฝ่าเหมินซื่อได้ถูกทำลายลงจากธรรมชาติ ด้วยฝนตกหนักมากในคืนดังกล่าว ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชาพอดี จึงให้เห็นความเป็นพุทธนิมิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว อันนำไปสู่การค้นพบข้อนิ้วพระหัตถ์ ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าเป็นพระบรมสารีริกธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างแน่นอน โดยเฉพาะจากเครื่องสักการบูชาภายในที่พระเจ้าแผ่นดินจีนในยุคนั้นๆ ได้จัดทำถวายบูชาอย่างประณีต ควรแก่การถวายบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าจำนวนมากถึง ๒,๐๐๐–๓,๐๐๐ ชิ้น ที่ปัจจุบันปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ในเขตวัดฝ่าเหมิน… จึงไม่ควรคิดสงสัยเป็นอย่างอื่นให้เปล่าประโยชน์ไปเลย…

เสร็จสิ้นการจาริกแสวงบุญในนครซีอาน ประกอบการเจริญภาวนาทุกค่ำคืน อาตมาก็ได้ฤกษ์สะดวกขึ้น รถไฟหัวจรวด (Bullet Train) จากนครซีอานสู่นครลั่วหยาง ที่ตั้งอยู่ใกล้ชิดนครเจิ้งโจว แห่งมณฑลเหอหนาน เพื่อเดินทางสู่ภูเขาซงซาน อันเป็นที่ตั้งของวัดเส้าหลิน เดี๋ยวค่อยเล่าต่อว่า อาตมาเดินทางมาวัดเส้าหลินแห่งหุบเขาซงซานทำไม… มาแล้วได้อะไรบ้าง…

(ติดตามตอนต่อไป)

 

ศีลกถา ประโยชน์ของการรักษาศีล ( 2 ) 2012/05/28

ศีลกถา ประโยชน์ของการรักษาศีล ( 2 )

  • 27 พฤษภาคม 2555 เวลา 09:13 น.

โดย…ภัทระ คำพิทักษ์

อุบาสก อุบาสิกานี้ ต้องมีความพร้อม‌ ด้วยองค์สมบัติของอุบาสก อุบาสิกา จึงเรียกว่า‌อุบาสก อุบาสิกา ผู้ปฏิญาณตนว่าถือพระพุทธ พระ‌ธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ที่พึ่งอื่นไม่มี พระพุทธเจ้า‌เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า ที่พึ่งอื่นไม่มีพระธรรมเจ้าเป็น‌ที่พึ่งของข้าพเจ้า ที่พึ่งอื่นไม่มี พระสงฆเจ้าเป็นที่พึ่ง‌ของข้าพเจ้า

นี้เป็นการปฏิญาณตน เช่นนี้แล้วก็จำเป็นต้องมี‌องค์สมบัติว่า อะไรเป็นผู้มีนามว่าอุบาสก อุบาสิกา

ต้องพร้อมด้วยองค์สมบัติ 5 ประการ เป็นหน้าที่‌ของผู้รักษาศีล 5 ประการนี้คือ

1.มีศรัทธาบริบูรณ์

2.มีศีลบริสุทธิ์

3.ไม่เชื่อมงคลตื่นข่าว เชื่อกรรมไม่เชื่อมงคล

4.ไม่แสวงหาบุญนอกเขตพระพุทธศาสนา

5.แสวงหาบุญแต่ในเขตพระพุทธศาสนา

ในองค์สมบัติอุบาสก 5 ประการนี้ ในข้อที่ว่าประกอบด้วยศรัทธานั้น เราเคารพนับถือ‌พระพุทธเจ้าตลอดชีวิต พุทธัง ชีวิตัง ยาวนิพพานัง ‌สรณังคัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถือพระพุทธเจ้าตลอดชีวิตจนเข้าถึงพระนิพพาน ธรรมมัง ชีวิตัง ยาวนิพ‌พานัง สรณังคัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถือพระธรรมเจ้า‌ตลอดชีวิตจนเข้าถึงพระนิพพาน สังฆัง ชีวิตัง ยาว‌นิพพานัง สรณังคัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถือพระสงฆเจ้า‌ตลอดชีวิตจนเข้าถึงพระนิพพาน

ข้อ1 มีศรัทธาบริบูรณ์ผู้ที่มีศรัทธาเด็ดเดี่ยว‌ดังที่กล่าวมานี้ ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีศรัทธาบริบูรณ์ใน‌พระพุทธศาสนา ไม่ละเลิกที่จะถอนตัวออกจาก‌พุทธบริษัท เรียกว่ามีศรัทธาบริบูรณ์ แม้ว่าอย่างไร ‌ถึงเอาชีวิตเป็นเดิมพันก็ตาม

เหมือนครั้งพุทธกาล วันหนึ่ง ทุกขตา คนทุกข์‌ยากเข็ญใจคนหนึ่งไปกินอาหารในวัด เกิดความ‌เลื่อมใสศรัทธา ปฏิญาณตนว่าขอถือพระพุทธพระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก ด้วยความ‌มั่นเหมาะ เอาชีวิตเข้ากราบ เอาชีวิตเข้าแลกปฏิญาณตน เป็นคนทุกข์คนยากแต่ก็มีจิตใจที่ยอม‌รับในพระพุทธศาสนา บำเพ็ญตนเป็นพุทธบริษัท ‌พุทโธ ธรรมโม สังโฆ เป็นที่พึ่งที่ระลึกอยู่ตลอดเวลา

พระมหากษัตริย์ได้ทดลองจิตใจของทุกขตาคนนั้น บอกว่าขอให้เธอเลิกคำว่าพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก แต่ให้พูดว่าข้าพเจ้าไม่พึ่งไม่ถือ‌พระพุทธเจ้า ไม่ถือพระธรรม ไม่ถือพระสงฆ์อย่างนี้เราจะให้เงิน บอกว่าให้ถอนคำพูด บอกว่า‌เป็นที่พึ่งไม่เอา ให้ว่าเลิกแล้ว ท่านให้เลิกอย่างนี้ ‌ทุกขตาบุรุษก็ไม่ยอมเลิก จะให้เงินเท่าไหร่ก็ไม่ยอม‌เลิก แม้จะฆ่าให้ตายก็ไม่ยอมเลิก จะทำอย่างไรก็ไม่‌ยอมเลิก อย่างนี้เรียกว่าศรัทธาในพระพุทธศาสนา‌ข้อ 1 สมบูรณ์แล้ว

เหล่าทายก ทายิกาทั้งหลายต่างปฏิบัติกันมา‌อย่างนี้ ไม่เคยละเลยเลิกละในการนับถือศาสนา‌พุทธ ก็สมควรเรียกว่าศรัทธามีความเชื่อสมบูรณ์‌แล้ว

ข้อ 2 มีศีลบริสุทธิ์นี่สำคัญ ข้อนี้แหละที่ว่าเป็นสมบัติของอุบาสก อุบาสกจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า‌เป็นคนยุ่งยากกับวัยอายุสังขารยังเล็กน้อย ยังมีธุระยุ่งอยู่ รักษาไม่ได้ หรือยังไม่แก่ไม่เฒ่า ไม่รักษา‌แล้ว เป็นการหนี ปลีกตัวไม่ได้ เพราะว่ามีศีลบริสุทธิ์ หมายถึงศีล 5 นี้เอง ศีล 5 นี้เป็นศีลประจำ ‌เพราะฉะนั้น จึงสมควรให้รักษาศีลตลอดเวลา

ข้อ 3 ไม่เชื่อมงคลตื่นข่าวพุทธบริษัทไม่ควรหูเบา ปัญญาเบา เชื่อคำโฆษณาว่าการต่างๆ คำยั่วยุ ในทางไม่ดี ทางไม่ชอบ ตื่นข่าวว่าผู้นั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ ผู้นี้เป็นผู้มีบุญเกิดแล้ว หรือมารดาไม่เห็นลูก บางทีก็เข้าไปในท้อง บางทีก็ออกไปจากท้องมารดา เป็นลูกผู้ประเสริฐ ตื่นกันขนาดหนักเมื่อ 20 ปีมาแล้วที่อุดรฯ นั่นเรียกว่าเชื่อมงคลตื่นข่าว หูเบาปัญญาเบา ไม่ใช้สติพิจารณาให้ถ่องแท้ ‌หลงใหลปฏิบัติในทางที่ผิด เข้าใจผิดเช่นนั้น เรียกว่าเชื่อมงคลตื่นข่าว ให้ใช้สติพิจารณาให้ถ่องแท้ อย่า‌หลงใหลในทางที่ผิด ต้องเชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม ‌เรียกว่าไม่เชื่อมงคลตื่นข่าวไม่เป็นคนหูเบา

ข้อ 4 ไม่แสวงหาบุญนอกเขตพระพุทธศาสนา‌ได้แก่ความนิยมชมชอบในศาสนาอื่น…

ข้อ5 แสวงหาบุญแต่ในเขตพระพุทธศาสนา‌มีการให้ทาน รักษาศีล ใส่บาตร ถวายอาหารบิณฑบาต ถวายผ้าจีวร ถวายเสนาสนะ ถวายยา‌รักษาโรคแก่พระภิกษุสงฆ์ ทำอย่างนี้เรียกว่าแสวง‌บุญแต่ในพระพุทธศาสนา เป็นคุณสมบัติที่สมบูรณ์‌บริบูรณ์ทุกอย่าง องค์ 5 ประการนี้แหละเป็นการ‌บังคับว่าให้รักษาศีล แต่ก็คำที่ว่าเราไม่สมควรเป็นผู้รักษาศีล เรายังหนุ่มยังแน่น ยังมีภาระหน้าที่ไม่มีเวลารักษาศีล นั้นเป็นการเข้าใจผิด ควรรักษา‌อยู่ตลอดทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย รักษาศีล 5 ประจำ ‌เรียกว่านิจศีล

เพราะฉะนั้น การที่จะรักษาศีลให้ตลอดเวลานี้‌เราจะทำอย่างไรให้ปฏิบัติได้การที่จะเป็นผู้มีศีลนั้น‌จะต้องถูกต้องในองค์สมบัติ คือมีลักษณะว่าเป็นผู้มีศีล ศีลเกิดได้จากการตั้งใจรักษา ไม่ใช่ว่าเพียง‌แต่ไม่ทำ ไม่ชื่อว่าเป็นศีล

การที่ตั้งใจรักษาศีลต้องพร้อมด้วยองค์สมบัติ‌คือ

1.เป็นผู้มีเจตนาสัมปัตตวิรัติ มีความอยากจะ‌รักษาศีล ให้ศีลเกิดเฉพาะหน้าคือพบคนที่จะฆ่า‌เราก็ไม่ฆ่า พบยุงที่กัดเราเราก็ไม่ฆ่า มีใจคิดขึ้นมา‌เราจะไม่ฆ่า เราควรมีศีล งดจากการฆ่านั้นเอง‌ปัจจุบันทันด่วน นั่นชื่อว่าเกิดศีลขึ้นแล้วในใจ บุคคล‌พบของที่ควรลัก พบผู้หญิงที่ควรประพฤติผิดใน‌กาม ระหว่างผัวระหว่างเมียของกันและกัน สมควร‌จะทำได้แต่ก็ไม่ทำ เกิดความมีศีลขึ้นมาในใจ

อย่างนี้เรียกว่ามีศีลเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ประสบ‌พบเหมาะกับสิ่งที่ทำให้ผิดศีลทั้ง 5 ข้อ แต่ก็ไม่ทำ ‌กำหนดจิตใจของตนให้ลด ละ เว้น ในการผิดศีลที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้านั้นเรียกว่ามีศีลอย่างหนึ่งเกิดเป็นศีลแล้วเรียกว่าสัมปัตตวิรัติ ละเว้นในการ‌เฉพาะหน้า

2.สมาทานวิรัติ ศีลจะเกิดขึ้นในจิตในใจได้ด้วย‌การสมาทานได้แก่การอาราธนาขอศีลจากภิกษุ‌สามเณรผู้ทรงศีล แล้วท่านก็กล่าวคำสิกขาบทให้ ‌แล้วรับเอาคำที่กล่าวดังเคยที่สอนกันมาและที่ปฏิบัติกันมาตลอดเวลานี้ เพราะฉะนั้น ศีลเกิดขึ้น‌โดยการสมาทาน ขอศีลแล้วท่านก็ให้ศีล ที่จริงท่าน‌ก็ไม่ให้หรอกศีลนั่น ท่านประกาศข้อห้ามให้รู้จักเองว่า นั่นคือข้อห้าม อันนี้เป็นศีล เว้นดังที่ประกาศ ‌ให้เราตั้งใจสมาทาน เกิดศีลขึ้นมาในใจ เพียงไม่ทำบาป เพียงไม่คิดบาป เพียงไม่พูดบาป ก็ถือว่า‌เป็นศีลไม่ได้ ต้องตั้งใจสมาทาน

3.เรียกว่าสมุจเฉทวิรัติ ถึงพร้อมด้วยความ‌
เด็ดขาดดังศีลของพระอริยะ

ทั้ง 3 ประการนี้ ลักษณะของศีลที่ต่างกัน ‌สมุจเฉทวิรัติเป็นศีลของพระอริยะ เป็นศีลที่‌เด็ดขาด เป็นศีลที่ยอดเยี่ยม เพราะฉะนั้น เกิดศีลขึ้นมาแล้วมีคำถามว่า วัว ควาย มันไม่เคยลัก‌ของใคร ไม่เคยฆ่าใคร ไม่เคยผิดลูกผิดเมียใครไม่เคยพูดปด ไม่เคยดื่มสุราเมรัย วัวควายนั้นจะมี‌ศีลหรือไม่ ถ้าทำนองนี้เรียกว่าไม่มีศีลเพราะมันไม่มีเจตนา ผู้ที่รักษาศีลนั้นต้องเป็นผู้มีเจตนาสังวร‌ละเว้น

แม้จะสมาทานจากพระโพธิสัตว์ ชุมชน หมู่มาก‌เต็มศาลาก็ตาม ประกาศศีลแล้ว กล่าวมะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเน นะสะหะ ปัญจะ สีลา นิยา จามะก็ตาม ว่าตามไปแล้ว จบแล้ว ให้ศีลแล้วเกิดศีลได้หรือไม่ ไม่เกิด‌ศีล ไม่เป็นศีล ไม่เป็นบุญ ไม่เป็นบาป เพราะว่าไม่ได้ตั้งเจตนางดเว้นต้องเจตนางดเว้น มีสัจจะ‌จริงใจขึ้นมา จึงชื่อว่าเป็นผู้มีศีลเหมือนกับการที่เราตั้งใจรักษาศีลก็รักษาศีล ตั้งใจงดเว้น มีความ‌คิดความอ่านที่เหมาะเจาะแน่วแน่เข้าไปในการ‌รักษาศีลจึงจะมีศีล เพียงแต่การสมาทานพูดตาม‌หมู่ไปเรื่อยๆ ก็ไม่ใช่ว่าเป็นศีลเพราะไม่มีเจตนา

ดังพระบาลีว่าเจตนาหัง ภิกขะเว สีลังวะทามิ ‌ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเจตนางดเว้นอันเป็นตัว‌ศีลเจตนาหะ กัมมัง วะทามิเจตนานั้นเป็นกรรม ‌หากไม่มีเจตนาก็ไม่เป็นศีล

ลักษณะของศีลเกิดขึ้นมาด้วยการอย่างนี้

เพราะฉะนั้น ศีลสำคัญคือศีล 5 ประการนี้ ‌จำเป็นอย่างไรที่จะรักษาให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ตลอด‌เวลา อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นของคนแก่คนเฒ่าจึงเข้า‌วัดฟังธรรม เท่านั้นที่จะรักษาหรือเป็นพระเป็นเณร‌เท่านั้นจึงรักษาศีล ที่จริงเราเป็นพุทธบริษัทก็ต้องมี‌ศีลตลอด แม้ว่าเวลาใด วัยใด คนหนุ่ม คนแก่คนเฒ่า เด็กก็ตาม ต้องเป็นผู้มีศีลเพราะเรานับถือพระพุทธศาสนาแล้วต้องมีศีล มีคุณสมบัติดังกล่าว‌มาแล้วแต่สำคัญว่าเราจะปฏิบัติอย่างไร ที่จะให้‌ศีลเรามีตลอด หนทางปฏิบัตินั้นก็คือตั้งใจงดเว้น‌รักษา ด้วยการสมาทานก็ดี ด้วยการบังเกิดศรัทธา‌เฉพาะหน้า บำเพ็ญเฉพาะหน้าก็ดี เราตั้งใจรักษา‌แล้ว กล่าวแล้ว เว้นแล้ว ตั้งใจรักษาตลอดชีวิตจึงจะเป็นผู้มีความสุข หรือว่าเจตนานี้สำคัญที่จะต้องรักษาตลอดไปเพื่อไม่ให้ขาดสิกขาบทใด‌สิกขาบทหนึ่ง

การรักษาศีล 5 ที่เรียกว่านิจศีลคือรักษาศีลเป็นนิจนั่นเอง เพราะเป็นพุทธบริษัทแล้ว เป็นทายก ‌ทายิกา แล้วต้องเป็นผู้มีศีลเท่านั้น

เข้าใจอย่างนี้ชื่อว่าถูกต้องแต่ว่าเราเข้าทำนอง‌ว่าถือศีลเป็นพิธีกรรมเฉยๆ ทำไปตามประเพณีของ‌ตนไปแล้ว แต่การรักษาไม่มี ดังที่พระฝรั่งองค์หนึ่ง‌เห็นภิกษุรักษาศีล พัฒนาศีลทั้งหมดทุกๆ องค์นั้น ‌ไปที่ไหนก็เห็นอย่างนั้น จึงอัศจรรย์ใจว่าชาวพุทธ‌ไทยนี้ตั้งใจเด็ดเดี่ยวรักษาศีล สมาทานศีลทั้งหมด‌ทุกคน ไม่มีใครเว้นที่จะไม่รักษา เข้าใจว่าเป็นเช่น‌นั้น รักษากันจริง ปฏิบัติจริง แต่ก็ไปเห็นคนที่รักษา‌ศีลไปแล้วดื่มเหล้าเมาแค่นั้นเอง นั้นพระฝรั่งจึงแปลกใจว่าทำไมรักษาศีลอาราธนาศีลแล้วจึงยัง‌กินเหล้าอยู่เลย สมาทานขอศีลแล้วทำไมจึงยังมา‌กินเหล้าอีก พระฝรั่งจึงเอะใจว่าเป็นความเข้าใจผิด‌ของพระฝรั่งนั้นเอง ประเพณีการรักษาศีลของไทย‌เป็นเพียงประเพณีเท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้น ศีล 5 นะโม ตัสสะ เป็นของสำคัญ‌อย่างไรที่ขาดไม่ได้ในการงานทุกอย่าง จะถวาย‌อาหารก็ดีต้องรับศีลก่อน จะถวายกฐิน ผ้าป่าก็ดี‌ต้องรับศีลก่อน จะสวดมงคลบ้านหรือว่าอวหมงคล‌ก็ดี ก็รักษาศีลก่อน ต้องว่า นะโมก่อน เพราะอะไร‌จึงเอานะโมไว้ก่อน เพราะฉะนั้น จึงต้องเข้าใจ‌ปฏิบัติ เพราะว่า“นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต”นี้ ‌เป็นการไหว้ครู บรมครูคือพระศาสดาของเรา ‌เหมือนกับนักมวยจะต่อยกันในสนามก็ต้องไหว้ครู‌ก่อน เราเป็นชาวพุทธจะทำกิจการใดก็ต้องไหว้ครู‌เป็นการระลึกถึงพระพุทธเจ้าก่อน เป็นที่พึ่งที่ระลึก ‌เป็นของที่แน่นอน จะลืมเลือนไปไม่ได้ต้องคิดตักเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าเป็นผู้ไหว้ครูแล้ว รักษา‌ศีล 5 แล้วตลอดชีวิต เราจะทำได้อย่างไรการทำไปดังกล่าวมาแล้วตั้งใจสมาทานสิกขาบททั้ง 5 ‌ประการ เราทุกคนคงจำกันได้หมดแล้วว่าจะรักษา‌ตลอดชีวิต

การรักษาศีลของศรัทธาญาติโยมกับแม่ชีนั้น‌ต่างกัน แม่ชีนั้นบวชแล้วก็รักษาศีล 8 ตลอดชีวิต ‌ส่วนทายก ทายิกานั้น ยังไม่บวชก็รักษาศีล 5 ตลอด‌ชีวิตเช่นกัน เพราะฉะนั้น เพื่อความถูกต้อง

ศีลของแม่ชีกับศีลของฆราวาสต่างกันอย่างไร

ต่างกัน ศีลของแม่ชีหรือศีล 8 นี้ รักษาตลอด‌ชีวิต เป็นของรวมกัน ขาดข้อหนึ่งก็ขาดไปหมดศีลของภิกษุก็เช่นกัน 227 ข้อ สามเณร 10 ข้อ ‌เพียงขาดไปละเมิดสิกขาบทข้อเดียวศีลของพระ ‌227 ก็ขาดหมด เพราะเป็นสัจจะรวมขอบวชใน‌พระพุทธศาสนา พระภิกษุรับศีลในเวลาไหน ไม่มี‌การรับศีลของภิกษุผู้บวช เป็นการขออุปสมบทเป็น‌ภิกษุสงฆ์ โดยการกล่าวว่า

สังฆัม ภันเต อุปสัมปะทัง ยาจามิ อุลลุมปะตุ‌

มัง ภันเต สังโฆอนุกัมปัง อุปาทายะทุติยัมปิ ภันเต สังฆัง อุปสัมปะทัง ยาจามิ

อุลลุมปะตุมัง ภันเต สังโฆอนุกัมปัง อุปาทายะตะติยัมปิ ภันเต สังฆัง อุปสัมปะทัง ยาจามิอุลลุมปะตุมัง ภันเต สังโฆอนุกัมปัง อุปาทายะ

นี้เป็นคำขอบวชขอประพฤติพรหมจรรย์การ‌ประพฤติพรหมจรรย์ต้องมีศีล 227 ข้อกำกับ เพียง‌ข้อเดียวว่าข้าพเจ้าจะประพฤติพรหมจรรย์เท่านั้น ‌ก็เป็นอันว่าศีล 227 ข้อ อยู่ในใจผู้นั้นแล้ว

ฝ่ายอุบาสกก็เหมือนกันที่จะรักษาศีล 5 ก็ตั้งใจ‌จะรักษาศีล 5 ไว้ในใจของเราแล้ว เป็นของจำเป็น‌อย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจใหม่ ด้วยการสมาทานศีล 5 ‌แล้ว เป็นการรักษาตลอดเวลา ศีลของทายก ทายิกา‌ที่เป็นชาวบ้านนั้นต่างกันคือขาดข้อใด ก็เพียงข้อนั้น‌ขาด อีก 4 ข้อก็ยังอยู่ ขาด 3 ข้อ อีก 2 ข้อก็ยัง‌อยู่ ขาด 4 ข้อ ข้อ 5 ก็ยังอยู่ นี้ยังมีศีลอยู่ เพื่อจะให้ศีลของเราเต็มบริบูรณ์ตลอดเวลาทำอย่างไร ‌ก็ทำการสมาทานศีลใหม่ เมื่อมีการทำบุญทำทานใด‌ก็สมาทานขอศีลจากพระคุณเจ้าว่า

มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะ นัตถายะ ติสะ‌ระเนนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ

ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะ นัตถายะ ‌ติสะระเนนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะ นัตถายะ ‌ติสะระเนนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ

นี่เป็นการขอศีล ซึ่งกล่าวว่าข้าพเจ้าขอถือศีลต่างๆ กันในศีล 5 ประการนี้ ครั้งที่สองข้าพเจ้าขอถือศีลต่างๆ กันในศีล 5 ประการนี้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถือศีลต่างๆ กันในศีล 5 ‌ประการนี้

คำว่า วิสุง วิสุง นั้นแปลว่า ลักษณะต่างๆ กัน ‌มีความหมายอย่างไรว่ามีความหมายต่างๆ กันเช่นว่า โยม ก ขาดข้อ 1 โยม ข ขาดข้อ 2 โยม ‌ค ขาดข้อ 3 นาง ง ขาดข้อ 4 นาย จ ขาดข้อ 5 ‌มันขาดศีลไปแล้ว ล่วงไปแล้ว ข้าพเจ้าขอสมาทาน‌ศีลให้เต็มเหมือนเก่า ในลักษณะต่างกันหลายคนที่มาขอวันนี้ขาดไม่เหมือนกันนี้ความหมายเพื่อให้‌ศีลเราอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

เพราะฉะนั้น จึงเป็นศีลขึ้นมาเพียงแต่ไม่ทำ‌บาป ไม่ประพฤติผิดในกามเฉยๆ เหมือนกับวัว ‌ควาย ที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็ไม่เป็นศีลอยู่เอง ไม่ได้ทำ‌อะไรก็ตาม แต่ไม่เป็นบุญไม่เป็นบาป

เพราะฉะนั้น จึงสมาทานศีลด้วยตนเอง ‌เรียกว่าสัมปัตตวิรัติ ตั้งใจขอศีลด้วยตัวเอง ไม่ต้อง‌ขอจากพระจากเจ้าก็เป็นศีลขึ้นมา เพื่อให้ความ‌บริสุทธิ์ บริบูรณ์ทุกเวลาไม่ว่าจะนอนกราบไหว้‌แล้วกล่าว

อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา พุทธังภะคะวันตัง อะภิวา เทมิ สวากขาโต ภะคะวะตา ‌ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ สุปฏิปันโน ภะคะวะโตสาวะกะสังโฆ สังฆังนะมามิ

แล้วก็ต่อสมาทานขึ้นเลยปาณาติปาตา เวร‌มณี สิกขาปะทัง สมาธิยามิ อะทินนาทานา เวรมณี ‌สิกขาปะทัง สมาธิยามิ กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี ‌สิกขาปะทัง สมาธิยามิ มุสาวาทา เวรมณี สิกขา‌ปะทัง สมาธิยามิ สุราเมระยะมัชฌะปมา ทัฏฐานา ‌เวรมณี สิกขาปะทัง สมาธิยามิ

จบลงเป็นศีล เพิ่มศีลต่อศีลเราอย่าให้มันขาด ‌แล้วจึงนอน

เพราะฉะนั้น การทำอย่างนี้เรียกว่าการรักษา‌ศีลของตนให้บริสุทธิ์ไม่ให้มันขาด ขาดข้อใดก็เพิ่ม‌เอาข้อนั้นใกล้จะนอนแล้วเรากราบไหว้สมาทาน‌ศีลให้มีศีลในร่างกาย มีศีลในจิตใจ แม้จะตายในคืนนั้นก็ได้ชื่อว่าตายอย่างมีศีล บุญกุศลที่รักษาไว้ผู้มีศีลบริสุทธิ์มีความมุ่งมั่นที่จะรักษาไว้ให้ตลอด ไม่‌มีขาดตอน ก็มีวิธีอย่างนั้นที่ท่านปฏิบัติ ถ้าไม่มี‌โอกาสสมาทานจากพระเจ้าพระสงฆ์ก็สมาทานเอง‌ในที่นอนนั้นเอง ก็มีศีลไม่ขาดตลอดเวลา ตื่นขึ้นมา‌วันใหม่แล้วศีลของเรายังบริสุทธิ์อยู่ในกลางวันวันนี้‌เราจะทำบาปอะไรบ้าง ศีลของเราขาดตกบกพร่อง‌อะไรบ้าง ก็ตรวจตราก่อนจะนอนวันใหม่

อย่าให้ตก อย่าให้ขาดว่าง นี้เป็นวิธีที่จะทำให้‌ได้ศีล

(อ่านต่อฉบับหน้า)

 

ประชุมสมัชชาสงฆ์ไทย ทำบุญอายุ80ปี เจ้าอาวาส พร้อมฉลองวัดไทยแอลเอ40ปี 2012/05/28

ประชุมสมัชชาสงฆ์ไทย ทำบุญอายุ80ปี เจ้าอาวาส พร้อมฉลองวัดไทยแอลเอ40ปี

  • 27 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:59 น.

โดย…สมาน สุดโต

พระพุทธศาสนาเข้าสู่ดินแดนลุงแซมมานาน 40 ปี โดยนับปีการตั้งวัดไทยในแอลเอเป็นตัวตั้ง ในการนี้สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาจึงจัดงานใหญ่ในเดือน มิ.ย. 2555 ถึง 3 งานพร้อมๆ กัน

ฉลองวัดไทยแอลเอ

การจัดงานใหญ่นั้นได้มีประชุมเตรียมงานเมื่อวันพุธที่ 8 ก.พ. 2555 โดยพระสุนทรพุทธิวิเทศ (ประชัน ชุตินฺธโร) วัดพุทธาวาส นครฮิวส์ตัน มลรัฐเทกซัส ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ได้ออกฎีกานัดหมายคณะกรรมการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาไปประชุมที่ “วัดไทยลอสแองเจลิส” มลรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อหารือถึงการประชุมใหญ่สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 36/2555 ซึ่งปีนี้นับว่าเป็นปีพิเศษ เพราะเป็นปีที่วัดไทยลอสแองเจลิส วัดไทยแห่งแรกในสหรัฐอเมริกาก่อตั้งเมื่อปี 2515 มีอายุครบ 40 ปีพอดี ประจวบกับพระราชธรรมวิเทศ (อมรวุฒิ อมโร) หัวหน้าสงฆ์วัดไทยลอสแองเจลิสมีอายุครบ 80 ปี จึงกำหนดให้มีงานใหญ่พร้อมกันถึง 3 งานในวาระเดียวกัน คือ ประชุมใหญ่สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 36/2555 งานฉลองวัดไทยลอสแองเจลิสครบรอบ 40 ปี และงานอายุวัฒนมงคล 80 ปี พระราชธรรมวิเทศ

ส่วนความเป็นมาวัดไทยแอลเอนั้น ข้อมูลในเว็บไซต์ของวัดไทยแอลเอ เล่าว่า เนื่องด้วยคนไทยที่อยู่ที่เมืองนครลอสแองเจลิส ซึ่งเป็นเมืองที่คนไทยอยู่มากกว่าเมืองอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกา แต่ไม่มีศาสนสถานชาติของตน เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องไปอาศัยวัดชนชาติอื่นๆ

ปี 2512 พระครูวชิรธรรมโสภณ (ต่อมาได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระโสภณวชิรธรรม) หรือพระอาจารย์สีนวล วัดทุ่งสาธิต หรือวัดวชิรธรรมสาธิต เดินทางมาสหรัฐอเมริกาพร้อมพระอีก 2 รูป ต่อมาคณะคนไทยได้จดทะเบียนเป็นองศ์การกุศลไม่แสวงหากำไรชื่อว่า พุทธสมาคมไทยอเมริกัน โดยมี เอส เบิร์ด เป็นประธาน

เมื่อออกพรรษาพระทั้งสามรูปก็เดินทางกลับประเทศไทย ในคราวนั้นผู้มีจิตศรัทธาได้บริจาคเงินเพื่อสร้างวัดกว่า 6,000 เหรียญสหรัฐ อุไร วัลลิภากร และคณะ ได้เก็บรักษาเงินดังกล่าวเพื่อมอบร่วมสร้างวัด

ปี 2514 พูนศักดิ์ ซอโสตถิกุล และคณะได้มีโอกาสพบกับท่านเจ้าคุณพระธรรมโกศาจารย์ (ต่อมา : พระพิมลธรรม) วัดราษฎร์บำรุง ชลบุรี ที่มานครลอสแองเจลิส และเข้าพักที่บ้าน เกียรติ ประชาศรัยสรเดช จึงปรึกษาหารือถึงการตั้งวัดไทยและได้จดทะเบียนเป็นองค์การไม่แสวงหากำไรชื่อว่า “ศูนย์พุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท” โดยมี พูนศักดิ์ เป็นประธาน และได้ซื้อบ้านที่เมืองเซพูลเวดา นิมนต์ท่านอาจารย์พระมหาธีรพันธ์ เมตฺตาวิหารี วัดมหาธาตุ มาจำพรรษาเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2514 ออกพรรษาแล้วท่านก็เดินทางกลับประเทศไทย

ปี 2515 (ถือว่าเป็นปีก่อตั้งวัดไทย) ท่านเจ้าคุณพระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ) ได้ส่งภิกษุมาใหม่อีก 5 รูป โดยมีพระโสบิน โสปาโก วัดมหาธาตุ เป็นหัวหน้า มาพักที่เมืองเซพูลเวดา แต่สถานที่แห่งนั้นทางการไม่อนุญาตให้สร้างวัด จึงมาซื้อที่ที่วัดอยู่ในปัจจุบัน เนื้อที่ 3 ไร่ โดยมี วิชัยบุญสม ซอโสตถิกุล บิดามารดาของพูนศักดิ์เป็นผู้อุปถัมภ์บริจาคเงินซื้อทั้งหมด

ประวัติสมัชชาสงฆ์ไทย

ส่วนประวัติสมัชชาสงฆ์ไทยนั้น เมื่อคณะสงฆ์มีมาก จึงรวมตัวก่อตั้งองค์กรการปฏิบัติงานของคณะสงฆ์ไทยฝ่ายมหานิกาย จดทะเบียนก่อตั้งเป็นองค์กรทางศาสนาที่ไม่แสวงหาผลกำไรตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2519 (1976) โดยเรียกชื่อว่า สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา (ส.ท.ส.) The Council of the Thai Bhikkhus in the U.S.A. (C.T.U.)

แม้ว่าสมัชชาสงฆ์ไทยจะมีกิจกรรมประจำปี มีองค์กรบริหารกันเองอย่างเข้มแข็งดังที่ปรากฏทุกวันนี้ ก็ใช่ว่าพระพุทธศาสนาจะฝังรากในสหรัฐอเมริกาแน่นแฟ้นดังที่หลายๆ ท่านคาดคิดก็หาไม่ เพราะพระธรรมคำสอนยังไม่ออกจากวัดไปหาคนท้องถิ่น แม้ว่าพระเถระผู้ใหญ่หลายรูปมีความหวังว่า สหรัฐอเมริกาและยุโรปจะเป็นที่มั่นแห่งพระพุทธศาสนาต่อไปในอนาคตก็ตาม

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการสร้างวัดและที่พระไทยไปประจำวัดต่างๆ ที่สหรัฐอเมริกาหรือยุโรปนั้น มิใช่นโยบายของคณะสงฆ์มาแต่ต้น แต่เกิดเพราะพระสงฆ์และญาติโยมริเริ่มกันเอง

แต่ปัจจุบันมีความร่วมมือกันเหนียวแน่นระหว่างมหาเถรสมาคมและสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ ทำให้เห็นว่ามหาเถรสมาคมสนับสนุนส่งเสริมวัดในต่างประเทศ

ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกามีวัดไทย 96 วัด (วัดธรรมยุตประมาณ 50 วัด) กระจายอยู่ตามรัฐต่างๆ มีพระภิกษุที่เป็นพระธรรมทูตและไม่ใช่พระธรรมทูตปฏิบัติงานอยู่ประมาณ 500 รูป (ไม่รวมพระธรรมยุต)

เห็นตัวเลขนี้ก็น่าจะมั่นใจได้ว่าสหรัฐอเมริกาจะเป็นฐานที่มั่นของพระพุทธศาสนาในอนาคตได้ แต่เมื่อสัมภาษณ์พระเถระที่อยู่ในอเมริกามานานแล้วจะพบว่าความคาดหวังนี้ยังอยู่ห่างไกล

อนาคตบ่แน่

เจ้าคุณ พระสุนทรพุทธิวิเทศ (ประชัน ชุตินธโร ป.ธ.4) วัดพุทธาวาส แห่งฮิวส์ตัน มลรัฐเทกซัส ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา เมตตาให้ความเห็นเรื่องนี้แก่ผมเมื่อเร็วๆ นี้ ขณะที่พระคุณเจ้าเดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจในเมืองไทย

ท่านพูดถึงความเป็นไปได้ที่พระพุทธศาสนาจะลงหลักปักฐานในสหรัฐอเมริกาว่ายังไม่มีอะไรแน่นอน จะเห็นว่าเยาวชนลูกหลานคนไทยในสหรัฐอเมริกายังไม่ใกล้ชิดเท่าที่ควร ท่าทีแบบนี้ทำให้เกิดความเป็นห่วงในอนาคตอีก 20-30 ปีข้างหน้า ว่าใครจะรักษาวัดที่ชาวพุทธไทยสร้างไว้ เมื่อคนรุ่นเก่าที่อายุ 30-60 ปี ที่เข้าวัดในปัจจุบันค่อยๆ หมดไป

ข้าถึงอเมริกันชนยาก

ส่วนการจะพึ่งคนท้องถิ่นที่เป็นชาวอเมริกันหรือฝรั่งชาติอื่นๆ นั้น รู้สึกว่าจะยาก แม้ว่าทางวัดจะพยายามแล้วก็ตาม นอกจากฝรั่งที่แต่งงานกับคนไทยเท่านั้น ซึ่งก็มีจำนวนจำกัด

สิ่งที่เป็นกำแพงขวางกั้นระหว่างคนท้องถิ่นกับวัดในพระพุทธศาสนาเถรวาทจากประเทศไทย เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ ภาษา ที่ใช้ในการสื่อสาร ทั้งนี้พระไทยแม้จะมีฐานะเป็นพระธรรมทูต ได้รับการอบรมความเป็นพระธรรมทูตไปแล้ว แต่ความสามารถด้านการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษนั้นค่อนข้างจะมีปัญหา ยกเว้นบางท่านที่เก่งจริงๆ เท่านั้น

พระสุนทรพุทธิวิเทศ (ประชัน) ซึ่งอยู่ที่สหรัฐมา 29 ปี ให้ความเห็นส่วนตัวว่า พระพุทธศาสนา ยังไม่ค่อยออกนอกวัด แต่ยังอยู่กับชุมชนไทยเสียมากกว่า บางวัดอาจมีฝรั่งเข้ามาบ้าง แต่ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน (จำนวนน้อย) ถ้าหากพุทธศาสนาเข้าถึงฝรั่งที่เป็นคนท้องถิ่นได้เมื่อไร เมื่อนั้นแหละ พุทธศาสนาถือว่าหยั่งรากได้แล้ว แต่ถึงขณะนี้ยังอยู่ในชุมชนคนไทยที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปถึง 60 ปี

เมื่อคนกลุ่มนี้ชราลงไปเรื่อยๆ จนถึงแก่กรรม หรือกลับเมืองไทย ใครจะดูแลวัดต่อไป เพราะลูกหลานของเขาในสหรัฐก็ไม่เป็นหลักประกันว่าเขาจะมาแทนบรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตา ยาย เพราะเท่าที่เห็นในปัจจุบัน ลูกหลาน (ไทย) ที่เป็นวัยรุ่นไม่ค่อยเข้าวัด ทั้งๆ ที่เคยเข้าวัดเมื่อเรียนประถมตอนต้นถึง ป.6 แต่พอโตจบ ม.8 เข้ามหาวิทยาลัยเริ่มห่างวัด จะมาเมื่อทางวัดจัดกิจกรรมเท่านั้น

การจะฝากอนาคตไว้กับฝรั่งอเมริกันที่เป็นคนท้องถิ่นนั้นมีความเป็นไปได้ยาก เพราะยังไม่มีใครที่เข้ามาบวชแบบเสียสละเพื่อพระศาสนาเหมือนพระไทย เมื่อไรที่มีฝรั่งอเมริกันเข้ามาบวชถาวร เมื่อนั้นถือว่าพุทธศาสนาน่าจะฝังรากในแผ่นดินนั้น

คณะสงฆ์ไทยพยายามปลูกฝังให้ลูกหลานไทยผูกพันกับวัดตั้งแต่ยังเยาว์ โดยจัดสอนธรรมศึกษา สอนให้รู้จักวัฒนธรรมไทยและความเป็นไทย โดยบางวัดที่มีศักยภาพได้จัดตั้งโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ซึ่งพวกเขาก็สนใจมาเรียน ทำให้รู้สึกว่าอย่างน้อยที่สุดเขาก็ได้รู้จักพระสงฆ์ มีโอกาสสืบทอดพุทธศาสนาให้ยั่งยืน แต่อนาคตไม่แน่

ที่พูดนี้เฉพาะครอบครัวคนไทย ส่วนฝรั่งที่สนใจพุทธศาสนาเข้าวัดก็เกิดจากการอ่านหนังสือแล้วต้องการปฏิบัติ

สมัชชาสงฆ์ไทยมิได้ละเลยกับสิ่งที่ได้เห็น จึงแก้ปัญหาด้วยการส่งเสริมให้สอนธรรมศึกษา เพื่อให้เขาได้เข้าใจหลักธรรมและอยู่ในร่มเงาพุทธศาสนามากขึ้น จะเห็นว่าแม่กองธรรมสนามหลวงอนุญาตให้เปิดสอบธรรมศึกษาปี 2555 ที่สหรัฐอเมริกาถึง 15 สนาม และได้เปิดสอบไปแล้วเมื่อวันที่ 29 เม.ย.-5 พ.ค. 2555

แม้ว่าอนาคตที่พระพุทธศาสนาจะหยั่งรากลึกในสหรัฐอเมริกาจะไม่สดใสนัก แต่พระสงฆ์ไทยและชาวไทยในสหรัฐก็ยังดำเนินกิจกรรมทางศาสนาโดยไม่ท้อถอย เพราะการจะเปลี่ยนศรัทธาคนนั้น ไม่ใช่ของง่าย

 

ดร.ไพฑูรย์ เจตธำรงชัย ตั้งศูนย์เรียนรู้รับมือรวมอาเซียน 2012/05/28

ดร.ไพฑูรย์ เจตธำรงชัย ตั้งศูนย์เรียนรู้รับมือรวมอาเซียน

  • 28 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:42 น.

โดย…อณุศรา ทองอุไร ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงศ์
การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2016 ถือว่าเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง ปรับตัวให้เข้ากับการรวมอาเซียนเป็นหนึ่งเดียว ไม่เว้นแม้แต่ในแวดวงการศึกษาเองก็ต้องเตรียมรับมือเพื่อเข้าสู่ AEC เช่นกัน

ล่าสุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยคณะบริหารธุรกิจ ได้จัดตั้งศูนย์เชี่ยวชาญตลาดภูมิภาคเอเชีย (AMEC) เพื่อให้นักศึกษา นักธุรกิจ และผู้ที่สนใจทั่วไป มีความพร้อมเพื่อการทำธุรกิจเพื่อส่งออก จะได้มีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน

ดร.ไพฑูรย์ เจตธำรงชัย หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกับตำแหน่งล่าสุด คือ การเป็นผู้อำนวยการ AMEC ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นคนแรก อาจารย์เล่าว่า จุดประสงค์ของการตั้งศูนย์แห่งนี้ก็คือการรับมือกับการรวมอาเซียนเป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้คนไทยมีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องภาษาอังกฤษและความรู้เรื่องการทำธุรกิจและการส่งออก รวมทั้งการหาพันธมิตรและคู่ค้าในประเทศที่น่าสนใจในการทำธุรกิจในกลุ่มอาเซียนให้ด้วย

การทำงานของศูนย์ AMEC นี้แบ่งเป็น 3 ส่วนหลักๆ ก็คือ การให้ความรู้อบรมให้กับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเอง ต่อมาคืออบรมให้กับนักธุรกิจที่สนใจการทำธุรกิจในประเทศกลุ่มอาเซียนและสร้างโอกาสในการลงทุนและหาผู้ร่วมทุนจากประเทศจีนให้ได้มาเป็นคู่ค้ากัน ในการอบรม 34 เดือนนี้จะพาไปดูงานที่ประเทศจีน ซึ่งที่เลือกประเทศจีนเป็นประเทศแรกเพราะเป็นประเทศที่มีอนาคตในการลงทุน มีเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วและจะเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงมากในอนาคต สุดท้ายคือการสอนภาษาหรือการทำแคมปิงให้กับเด็กๆ เพื่อให้มีความสามารถทางภาษาสู้เขาได้ โดยระยะเริ่มต้นอาจจะจัดอบรมภาษาอังกฤษให้กับเด็กประถมและมัธยม โดยร่วมกับโรงเรียนในกลุ่มกรุงเทพมหานคร (กทม.) ก่อน แล้วค่อยขยายต่อไปให้ครอบคลุมมากขึ้น

อาจารย์กล่าวด้วยความห่วงใยว่า ต้องยอมรับว่าภาษาอังกฤษของเด็กไทยโดยรวมนั้น (ยกเว้นเด็กที่เรียนอินเตอร์) ยังแพ้เด็กสิงคโปร์และมาเลเซียอยู่มาก แม้กระทั่งเด็กมหาวิทยาลัยของไทยเราก็ยังอ่อนภาษาอังกฤษมาก นอกจากนั้นยังมีเรื่องระเบียบวินัย ความกระตือรือร้นและเรื่องจิตอาสา ที่เรายังต้องพัฒนาปรับปรุงกันอีกมาก ศูนย์นี้เกิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์เหล่านี้ให้มีการพัฒนาได้ทัดเทียมและสู้เขาได้ อย่างเด็กเวียดนามเดี๋ยวนี้เขาตั้งรับและพัฒนาไปได้เยอะขึ้นมาก ถ้าเราไม่ปรับหรือทำอะไรเขาอาจจะแซงหน้าเราไปเช่นเดียวกับที่สิงคโปร์และมาเลเซีย ไปไกลกว่าเราเยอะแล้ว

ในส่วนของนักลงทุน นักธุรกิจนั้น ก็จะมีการอบรมให้ครบทุกด้านว่า การไปทำธุรกิจในต่างประเทศ จะส่งออก คุณจะต้องเรียนรู้อะไรบ้าง เรื่องภาษี ภาษา กฎระเบียบต่างๆ ธุรกิจใดที่น่าสนใจและมีอนาคต ซึ่งแต่ละประเทศก็มีไม่เหมือนกัน แม้กระทั่งในประเทศจีนเองแต่ละมณฑลกฎระเบียบก็แตกต่างกันไป การสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีกับนักธุรกิจต่างประเทศ ลบจุดอ่อนเพิ่มจุดแข็งอะไรที่ควรทำและไม่ควรทำ

จุดเด่นของศูนย์นี้คือผู้ที่มาสอน มาให้การอบรมนั้น เป็นนักธุรกิจ นักการตลาด นักลงทุนที่มีชื่อเสียงในวงการต่างๆ ที่เป็นผู้มีประสบการณ์ตรงในการทำการค้ากับประเทศอื่นๆ ว่าเขาทำอย่างไรถึงประสบความสำเร็จ ข้อผิดพลาดล้มเหลว ที่ไม่ควรทำ เรียกว่าศูนย์นี้มีอาจารย์ประจำเพียง 34 ท่านเท่านั้น ที่เหลือเราเชิญนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจากหลายวงการมาสอนจริงๆ เลย โดยเรียนทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ แต่จะเน้นปฏิบัติมากกว่าการเรียนในห้อง ได้ให้ผู้เข้าอบรมไปลงพื้นที่จริงๆ

“การทำธุรกิจ หากคุณเรียนรู้เองก็จะช้า เสียเวลาและหลงทาง แต่ศูนย์เราให้คุณเรียนลัด เรียนจากประสบการณ์ตรงของนักธุรกิจที่เขาลองผิดลองถูกมาแล้ว ที่สำคัญคือคุณจะได้คอนเนกชัน มีลู่ทางการลงทุนได้ง่ายขึ้น ที่นี่จะสร้างโอกาสในการทำธุรกิจของคุณให้ง่ายขึ้น ในวงการธุรกิจถ้าคุณยิ่งเร็วก็ยิ่งได้เปรียบ ยิ่งช้าก็เสียเปรียบคนอื่น แล้วเรายังมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์หลายอย่าง สนใจเข้าไปดูได้ที่ amecthailand.com ” ดร.ไพฑูรย์ กล่าวทิ้งท้าย

สุภาษิตจีนว่าไว้ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งก็ชนะร้อยครั้ง จริงแท้ค่ะ

5 สิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน

1.พระสมเด็จ แม้จะเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ แต่เขาก็ฝักใฝ่ธรรมะ เพราะเชื่อว่าทางโลกกับทางธรรมถ้ารู้จักรักษาสมดุลก็ไปด้วยกันได้ เขาจะสวดมนต์ไหว้พระทุกวันเพื่อสร้างสติและสมาธิ มีโอกาสก็ทำบุญให้ทานให้สม่ำเสมอ เพราะเชื่อในธรรมะ เขาจึงได้รับพระสมเด็จองค์นี้มาจากพ่อตา และเพราะความศรัทธาทำให้เขารู้สึกได้ว่าเจอแต่สิ่งดีๆ เข้ามาทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว

2.ศ.ดร.สาคร สุขศรีวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงเทพธนาทร เป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีจิตอาสาและทำงานเพื่อสังคมเยอะมาก ทำงานให้กับร้านภูฟ้า และมูลนิธิการกุศลอีกหลายอย่าง ถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีว่าถ้ามีพลัง มีความสามารถ ช่วยทั้งแรง เวลา และยังสละทุนทรัพย์ส่วนตัวอีกด้วย เป็นตัวอย่างที่ดีที่คนรุ่นใหม่มีโอกาสแล้วไม่ลืมคนที่โอกาสน้อยกว่า ชื่นชมครับ

3.สตีฟ จ็อบส์ ชื่นชมในการทำงานของเขา เขามักคิดนอกกรอบแล้วดี เขามักจะคิดเทคโนโลยีใหม่ๆ มาให้เราใช้ ให้เรา

สะดวกสบายในการสื่อสารด้านต่างๆ ผมใช้ไอโฟนอยู่ ชอบสิ่งประดิษฐ์ของเขาที่ใช้ดี ดูทันสมัย เขาเป็นผู้บริหารที่ดูทั้งภาพกว้างและภาพลึก และให้โอกาสคนทำงานได้คิดอะไรใหม่และให้เครดิตกับคนที่สร้างสรรค์ผลงานกับเขาเสมอเก่งครับ

4.มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ เขาจบปริญญาโทและเอกที่นี่ ชื่นชมและภูมิใจกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้มาก ชอบความเป็นตำนาน มีประวัติศาสตร์ ชอบวิธีการเรียนการสอน ชอบการเป็นทีมเวิร์ก เขาพยายามนำข้อมูลวิชาการดีๆ ที่ที่ได้เรียนรู้มาปรับใช้ปรับสอนกับงานที่เขาทำอยู่นี้

5.โทรศัพท์ไอโฟน เพราะชอบ สตีฟ จ็อบส์ นี่เอง เขาจึงใช้สินค้าของสตีฟโทรศัพท์เครื่องนี้เป็นสมาร์ตโฟน ที่ตอบทุกโจทย์ในการทำงานให้แก่เขาทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวพร้อมสรรพ

 

ราคาน้ำมันซบ! เศรษฐกิจโลกแย่ หนี้ยุโรปตามหลอน 2012/05/28

ราคาน้ำมันซบ! เศรษฐกิจโลกแย่ หนี้ยุโรปตามหลอน

  • 28 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:18 น.

โดย…ธนพล ไชยภาษี

ภาวะอึมครึมและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ในด้านหนึ่งกำลังส่งผลดีต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับลดลงอย่างฮวบฮาบในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และแตะระดับต่ำที่สุดในรอบปี 2555

เมื่อศุกร์ที่ผ่านมา แม้ว่าราคาน้ำมันในการซื้อขายที่ตลาดไนเม็กซ์จะปรับขึ้นเล็กน้อยที่ 33 เซนต์ ขึ้นไปอยู่ที่ 90.33 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ทว่าก่อนหน้านั้นเมื่อวันพุธที่แล้ว ราคาได้ลดลงแตะ 89.90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นราคาต่ำที่สุดในรอบ 7 เดือน นับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2011

และในช่วงเวลาเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น ราคาน้ำมันในตลาดโลกร่วงลงมากกว่า 15% จากที่เพดานราคาราวๆ 106 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยกันรุมเร้าและฉุดราคาน้ำมันมันจนดิ่งลงอย่างต่อเนื่องนั้น เป็นผลมาจากหลายปัจจัยรอบด้านที่สร้างความวิตกกังวลขึ้นพร้อมๆ กันในช่วงเวลาเดียว ซึ่งถือว่าเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก

ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตหนี้ของกลุ่มยูโรโซนที่เป็นปัจจัยลบร้อนแรงที่สุดในขณะนี้ ตลอดไปจนถึงการชะลอตัวของมหาอำนาจเศรษฐกิจของโลกอย่างจีน หรือแม้กระทั่งเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังไม่มีดัชนีเศรษฐกิจตัวใดที่พอจะชี้ชัดได้ว่า แรงซื้อของผู้บริโภคได้หวนคืนกลับมาแล้ว ซึ่งจะเป็นมิเตอร์วัดระดับความต้องการการใช้น้ำมันในสหรัฐ

กล่าวคือ สภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังซบเซาอยู่ในปัจจุบันนั้นกำลังส่งผลกระทบต่อการคาดการณ์ความต้องการน้ำมันในตลาดโลกอย่างรุนแรง และเป็นปัจจัยฉุดรั้งน้ำมันโลกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ต้องทำความเข้าใจกันว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันนั้นประกอบไปด้วย 3 ปัจจัยหลัก

ปัจจัยที่ 1 คือ ความต้องการน้ำมันของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความต้องการน้ำมันในสหรัฐที่เป็นผู้บริโภคน้ำมันอันดับ 1 ของโลก นอกจากนั้นความต้องการน้ำมันในจีนก็เริ่มส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันมากขึ้นในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากการเร่งพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด

ปัจจัยที่ 2 คือ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่าผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก ที่ผ่านมาเมื่อใดที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองในตะวันออกกลางขึ้น มักจะส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิต หรือกระทบต่อเส้นทางการขนส่งน้ำมัน และจะส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกในที่สุด

ปัจจัยสุดท้าย คือ การซื้อขายน้ำมันในตลาดล่วงหน้า ที่น้ำมันกลายเป็นหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ที่นักลงทุนเข้าไปแสวงหาผลกำไรจากการเก็งกำไรมากขึ้น

สำหรับปัจจัยที่ 1 ปัญหาวิกฤตหนี้ของกลุ่มยูโรโซน ถือเป็นปัญหาหลักที่ส่งผลกระทบต่อไปยังความต้องการน้ำมันในตลาดโลกมากที่สุด และเป็นปัจจัยหลักที่ควบคุมราคาน้ำมันโลกมากที่สุดในเวลานี้

โดยเฉพาะเมื่อหลายประเทศของกลุ่มยูโรโซนที่กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ทั้งสเปน อิตาลี หรือแม้กระทั่งฝรั่งเศส หรือเยอรมนี ที่แม้ว่าจะยังไม่ก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอยแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า โดยมีปัญหาหนี้และวิกฤตกรีซที่คอยฉุดรั้งความมั่นใจของตลาดทุนและผู้บริโภคอย่างหนัก

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ซึ่งเป็นองค์กรของประเทศพัฒนาแล้ว 30 ประเทศทั่วโลก เตือนว่าในปีนี้เศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซนอาจจะพบกับความตกต่ำอย่างหนักที่สุดจนถึงอาจจะติบลบถึง 2% ทีเดียว

และที่น่ากลัวที่สุด ผลกระทบจากวิกฤตกรีซต่อกรณีถ้าหากกรีซออกจากยูโรโซนในท้ายที่สุดนั้น จะยิ่งส่งผลอย่างรุนแรงจากภาคการเงินยุโรปและจะลุกลามเป็นวิกฤตการเงินโลกอีกครั้ง ซึ่งจะกระทบต่อราคาน้ำมันโลกอย่างแท้จริง

ในขณะเดียวกันภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน หนึ่งในผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ก็กำลังสร้างความไม่แน่นอนให้กับราคาน้ำมันเช่นเดียวกัน หลังจากที่จีนได้ใช้นโยบายลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ และผลกระทบในภาคการส่งออกหลังจากภาวะซบเซาในตลาดยุโรปและสหรัฐ ก็กำลังก่อให้เกิดความวิตกกังวลมากขึ้นว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนนั้น จะกลับกลายเป็นการชะลอตัวที่รุนแรงเกินไป หรือ “ฮาร์ด แลนดิง”

กระนั้นก็ตาม แม้ว่าจะยังพอมีความหวังที่เศรษฐกิจจีนอาจจะกลับมาสู่แดนเติบโตอีกครั้ง จากการหันมาใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นและอาจจะทำให้ราคาน้ำมันโลกกระเตื้องขึ้นอีก แต่ทว่าความเสี่ยงจากวิกฤตยุโรปและภาวะซบเซาของเศรษฐกิจสหรัฐ ก็ยังจะเป็นตัวควบคุมทิศทางของเศรษฐกิจจีนและราคาน้ำมันโลกมากกว่า เนื่องจากยุโรปถือเป็นการตลาดส่งออกขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน

โดยเห็นได้ชัดว่า ดัชนีภาคการผลิตของจีนลดลงมาอย่างต่อเนื่องโดยในเดือน พ.ค. ลดลงมาอยู่ที่ 48.7 จุด จากเดือน เม.ย. อยู่ที่ 49.3 จุด และเป็นการหดตัวเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกันแล้วด้วย

สำหรับปัจจัยที่สอง สถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะวิกฤตนิวเคลียร์อิหร่านที่เคยตึงเครียดหนักและทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูดไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมานั้น ล่าสุดการเจรจา 6 ฝ่าย ระหว่างอิหร่านและมหาอำนาจโลกตะวันตกครั้งล่าสุด เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว แม้ว่าจะไม่ได้ผลสรุปที่สร้างสรรค์นัก แต่ที่ประชุมก็เห็นพ้องที่จะนั่งโต๊ะประชุมกันต่อไปในเดือนหน้าที่กรุงมอสโก ของรัสเซีย

นั่นหมายความว่า วิกฤตนิวเคลียร์อิหร่านจะยังคงถูกเก็บไว้บนโต๊ะการเจรจาที่ทำให้การเผชิญหน้าระหว่างอิหร่านและโลกตะวันตกนั้นลดน้อยลง นั่นเท่ากับว่าปัจจัยลบจากตะวันออกกลางต่อราคาน้ำมันโลกในช่วงนี้ยังไม่รุนแรงนัก

ประเด็นที่สามและประเด็นสุดท้าย ปัจจัยจากการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า

ต้องยอมรับกันว่าในระยะนี้ จากความตึงเครียดและความวิตกกังวลจากปัญหาหนี้ในยุโรปกำลังทำให้นักลงทุนในตลาดต้อง “ถอย” ในทันทีจากสภาวะความไม่แน่นอนในตลาด และหันไปลงทุนในตลาดพันธบัตรสหรัฐที่มีความปลอดภัยมากกว่า ทำให้ราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมาปรับลดลงต่อเนื่องด้วย

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์น้ำมันโลกในปัจจุบันนี้ถือว่าอยู่ในช่วงขาลงอย่างแท้จริง ที่มหาอำนาจเศรษฐกิจทั้งจีนและสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ของโลกต่างก็อยู่ในภาวะซบเซา โดยมีความเสี่ยงจากปัญหาในยุโรปเป็นตัวซ้ำเติมและเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคตมากที่สุด จนทำให้นักลงทุนไม่กล้า “เสี่ยง” ในตลาดน้ำมันเหมือนกับที่เป็นมา

ประกอบกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะวิกฤตนิวเคลียร์อิหร่านที่ค่อนข้างสงบ จึงทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับลดต่อไปในระยะนี้

แต่กระนั้นก็ต้องจับตาแบบไม่กะพริบเช่นกัน เพราะจีนอาจจะใช้การกระตุ้นเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น อันจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโดยตรง

อีกทั้งญี่ปุ่นหนึ่งในผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ก็นำเข้าทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อทดแทนพลังงานจากนิวเคลียร์ที่ขาดหายไป

ราคาน้ำมันโลกในวันนี้ถึงจะสงบนิ่ง แต่ก็ไว้ใจไม่ได้เช่นกัน

 

ว่างงาน สัญญาณร้ายเศรษฐกิจ 2012/05/28

ว่างงาน สัญญาณร้ายเศรษฐกิจ

  • 28 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:06 น.

โดย…ชลลดา อิงศรีสว่าง

ความพยายามแก้ไขปัญหาค่าครองชีพของรัฐบาลยังดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามที่จะตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในที่สุดแล้วราคาสินค้าก็จะต้องปรับขึ้น เมื่อหมดช่วงโปรโมชันที่กระทรวงพาณิชย์ขอให้ผู้ประกอบการเอกชนชะลอการขึ้นราคาสินค้าออกไป 4 เดือน

ผลกระทบจากนโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท แบบหักดิบของรัฐบาลจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ แต่จะทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจะเห็นผลเป็นรูปธรรมจากการเลิกจ้างในช่วงปลายปี เนื่องจากค่าจ้างอัตราใหม่ได้ปรับขึ้นเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2555 ใน 7 จังหวัดนำร่อง ส่วนอีก 70 จังหวัดที่เหลือจะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 ม.ค. 2556

เสียงร้องขอของผู้ประกอบการให้รัฐชะลอการขึ้นค่าจ้างจังหวัดที่เหลือไปก่อน ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล เพราะขณะนี้ค่าครองชีพได้เพิ่มสูงขึ้นจนกู่ไม่กลับแล้วทั้งประเทศ ประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในจังหวัดที่ได้รับการปรับค่าจ้างก็ต้องใช้สินค้าแพงเหมือนกัน การไม่ขึ้นค่าจ้างก็เท่ากับทำให้คนเหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตต่ำลง

สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ผู้ที่จะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากนโยบายนี้หนี้ไม่พ้นธุรกิจเอสเอ็มอีในพื้นที่ห่างไกลที่ปรับตัวไม่ได้จากการปรับค่าจ้าง

และเมื่อผู้ประกอบการแบกรับภาระไม่ไหว ทางออกอาจต้องย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่ค่าแรงงานถูก เช่น กัมพูชา พม่า ลาว โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ใช้แรงงานเยอะ ก็จะเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรมากขึ้น ลดการใช้แรงงานคนลง

แรงงานที่ถูกเลิกจ้างจากธุรกิจปิดตัวลง กับนายจ้างย้ายฐานการผลิต จะเป็นส่วนหนึ่งที่มีปัญหา

แต่จะมีแรงงานใหม่ที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงานปีละหลายแสนคน เมื่อรัฐกำหนดให้ผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีได้เงินเดือนแรกเข้าเดือนละ 1.5 หมื่นบาท นายจ้างอาจหันไปหาผู้ที่เรียนจบต่ำกว่าชั้นปริญญาตรี

เมื่อ 2 กลุ่มนี้มาผสมกัน จะเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวของรัฐบาล เพราะถ้าอัตราการว่างงานเพิ่ม ก็หมายถึงเศรษฐกิจเริ่มถดถอย และจะสร้างปัญหาด้านสังคมและเศรษฐกิจคู่กันไป

สมชัย กล่าวว่า มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่แรงงานจบใหม่จะหางานทำได้ยากขึ้น เพราะนายจ้างคงชะลอการจ้างแรงงานใหม่ไปก่อน ดังนั้นภาครัฐต้องเตรียมแผนรองรับสภาพปัญหาการตกงานในอนาคตที่จะเกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

สัญญาณของการจ้างงานที่จะไม่เพิ่มขึ้น เห็นได้จากยอดจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่เดือน เม.ย. ลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทนิติบุคคลใหม่ในเดือน เม.ย. 2555 มีจำนวน 4,041 ราย แบ่งเป็นจัดตั้งในกรุงเทพฯ 1,540 ราย ส่วนภูมิภาค 2,501 ราย เมื่อเทียบกับเดือน เม.ย. 2554 ลดลง 1,057 ราย หรือลดลง 20% และเมื่อเทียบกับเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ลดลง 1,390 ราย หรือ 25%

ส่วนเงินทุนจดทะเบียนในเดือน เม.ย. มีจำนวน 14,105 ล้านบาท นิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งสูงสุด 3 อันดับแรก คิดเป็น 19% ของการจดทะเบียนจัดตั้งทั้งหมด คือ ก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 397 ราย อสังหาริมทรัพย์ จำนวน 218 ราย บริการนันทนาการ จำนวน 155 ราย ส่วนภาคการผลิตไม่มีการจดทะเบียนเพิ่มในช่วงนี้

นอกจากนี้ ตัวเลขที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่งที่ชี้วัดความน่าเป็นห่วงของแรงงาน คือ กระทรวงแรงงานรายงานการเตือนภัยด้านแรงงานไตรมาสแรกปี 2555 ระบุว่า จำนวนผู้ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงานของกรมการจัดหางาน มีจำนวน 1.59 หมื่นคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 206% และตัวเลขผู้ประกันตนที่ได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน มีจำนวน 1.13 แสนคน เพิ่มขึ้น 38.63% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

จากการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของการจ้างงานในระบบประกันสังคม จากข้อมูลผู้ประกันตนมาตรา 33 พบว่าแนวโน้มการจ้างงานในภาพรวมอยู่ในระดับเตือนภัยที่ต้องเฝ้าระวังในระยะเริ่มต้น โดยระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา อัตราการขยายตัวของผู้ประกันลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 2% ในเดือน พ.ย. 2554 เหลือ 1.1% ในเดือน ธ.ค. 2554 เหลือ 0.78% ในเดือน ม.ค. และเหลือ 0.46% ในเดือน ก.พ. และข้อมูลล่าสุดในเดือน มี.ค. อยู่ที่ 0.21%

ทางภาครัฐดูตัวเลขนี้อาจจะบอกว่ายังเล็กน้อย ไม่น่าตกใจ แต่ อาทิตย์ อิสโม อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ให้ข้อสังเกตว่า หากตัวเลขการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% แสดงว่าน่าเป็นห่วง เพราะภาคธุรกิจได้รับผลกระทบจนเกิดการเลิกจ้างงาน

กระทรวงอุตสาหกรรมประมาณการว่าจะมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบไม่ต่ำกว่า 3 ล้านรายทั่วประเทศ แต่จนถึงป่านนี้มาตรการที่จะช่วยเหลือเอสเอ็มอี ที่รัฐบาลตั้งท่าว่าจะช่วยก็ยังไม่มีความชัดเจน

เรื่องช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีนั้น กระทรวงการคลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาร่างพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น

หลักการของกฎหมายจะเพิ่มโอกาสในการใช้หลักประกันของเอสเอ็มอี เช่น สัญญาเช่า หรือสินค้าคงคลัง เพื่อใช้เป็นหลักประกันการกู้เงินจากสถาบันการเงิน รวมถึงการเพิ่มบทบาทของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีได้มากขึ้น

น่าตกใจที่ปัจจุบันพบว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีถึง 1 ใน 3 ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

และน่าตกใจว่า กว่าจะมีกฎหมายนี้ ซึ่งไม่รู้เมื่อจะเสร็จเมื่อไหร่ เอสเอ็มอีก็อาจจะทนไม่ไหวล้มหายตายจาก เลิกกิจการไปก่อนก็เป็นได้

ปัญหาการว่างงานจึงจะเป็นปัญหาในอนาคตที่รัฐบาลต้องเตรียมหาทางรับมือไว้ได้เลย และควรจะเริ่มคิดหาวิธีเสียตั้งแต่ตอนนี้ เพราะจากอาการทางเศรษฐกิจที่ดูแล้วยังไม่มีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะการส่งออก ที่ดูแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คิด แม้จะไม่ถึงขั้นติดลบ แต่ก็จะเป็นตัวฉุดดึงเศรษฐกิจเช่นกัน

อันเป็นผลต่อเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปและสหรัฐ ที่มีแนวโน้มลากยาวต่อไป

หากเศรษฐกิจไม่ขยายตัว การจ้างงานก็จะไม่เกิดขึ้น สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำก็คือ การล้างท่อให้งบประมาณถูกเบิกจ่ายออกไปมากที่สุด พยายามที่จะกระตุ้นให้การลงทุนมีมากขึ้น และสร้างบรรยากาศให้ประชาชนใช้จ่ายเพื่อให้เกิดเงินหมุนเวียน

แต่ปัญหาเงินเฟ้อ ข้าวของแพงจากการขึ้นเงินค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท เป็นอุปสรรคลดทอนกำลังการใช้จ่ายของประชาชนลงไปมาก

ดูจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ ไม่ง่ายที่รัฐบาลจะรับมือการว่างงาน ทางแก้ไขก็คือ รัฐบาลจะกระตุ้นการลงทุนให้มากขึ้น ด้วยการใช้งบประมาณขาดดุลต่อไป และใช้นโยบายประชานิยมอย่างเข้มข้น

แต่การทำ 2 ทางนั้น ก็ไม่อาจการันตีได้ว่า จะช่วยลดจำนวนการว่างงานที่จะทยอยเพิ่มขึ้นอย่างสะสมไปเรื่อยๆ ได้

 

สุเทพเปิดศึกธาริตเบรกเกมรับใช้การเมือง 2012/05/28

สุเทพเปิดศึกธาริตเบรกเกมรับใช้การเมือง

  • 28 พฤษภาคม 2555 เวลา 08:13 น.

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

เปิดหน้าชกเต็มตัวสำหรับคู่มวยระหว่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ ในบทบาทอดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เจ้านายเก่า ธาริต เพ็งดิษฐ์ ข้าราชการเก้าอี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในฐานะลูกน้องที่เคยเป็นแขนขาสำคัญในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่เวลานี้ต่างฝ่ายต่างแลกกันคนละหมัด

ทว่า เมื่อขั้วอำนาจการเมืองเปลี่ยนมือจากพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นพรรคเพื่อไทย ท่าทีของดีเอสไอเริ่มเปลี่ยนไปด้วยตามทิศทางการเมืองจนเห็นได้ชัด เมื่อคดีที่เกี่ยวกับคนเสื้อแดง รวมไปถึงคดีผังล้มเจ้ามีภาพของการ “เกี้ยเซี้ย” กับซีกรัฐบาลอยู่ลางๆ

สอดคล้องกันอย่างน่าแปลกใจ เมื่อมีกระแส จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง รอนั่งเก้าอี้เป็น รมว.มหาดไทย แม้จะถูกศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดให้ตกจากเก้าอี้ สส.แล้วก็ตาม แต่เส้นทางของ จตุพร กลับสดใสขึ้นมาทันทีที่ ธาริต ไม่สั่งฟ้อง จตุพร ในฐานความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยอ้างว่าเมื่อพิจารณาจากข้อความที่ จตุพร กล่าวบนเวทีปราศรัยไม่เข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง แต่เป็นเพียงพุ่งเป้าโจมตี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสุเทพ เท่านั้น

กลายเป็นเรื่องที่สร้างความขุ่นมัวให้ สุเทพ แสดงอาการเลือดเข้าตา ทนไม่ไหวซัดหมัดแรกเข้าใส่ ธาริต และ พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะเจ้าของสำนวนคดีหมิ่นสถาบัน ด้วยการยื่นเรื่องถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าพนักงานสอบสวนคดีนี้ไม่พยายามค้นหาหลักฐานเท่าที่ควร และแปลกใจว่าทำไมดีเอสไอถึงเปลี่ยนไปได้เพียงนี้

นัยว่าต่างฝ่ายต่างก็รู้ไส้รู้พุงกันเองอยู่แล้ว เพราะท่าทีตอบโต้ของอธิบดีดีเอสไอ ที่แม้จะปากหวาน เล่นบทนิ่มนวลไม่ตอบโต้ “ยังเคารพรักท่านสุเทพเหมือนเดิม” แต่การรับเรื่องร้องเรียนจาก เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต สว.สรรหา กรณีเงินบริจาคจากบริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก หรือ อีสต์ วอเตอร์ ผนวกกับอีกฟากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวนเรื่องนี้ จึงเป็นการสร้างความกังวลใจให้พรรคประชาธิปัตย์ อาจต้องเดินขึ้นศาลรัฐธรรมนูญรอลุ้นคดียุบพรรคกันอีกรอบ

ยิ่งจะทำให้ สุเทพ ร้อนรุ่มใจมากขึ้นอีกระดับ เมื่อคดีบุกรุกที่เขาแพง ต.แม่น้ำ และ ต.อ่างทอง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ของบุตรชายตระกูลเทือกสุบรรณ พบเอกสารสิทธิที่ดินจำนวน 113 ไร่ มีการออกโฉนดที่ดินไม่ตรงกับเอกสารสิทธิ สค.1 อยู่ในมือดีเอสไอ และยิ่งงานเข้า “เทพเทือก” เต็มๆ เพราะหัวหน้าพนักงานสอบสวน คือ พ.ต.อ.ประเวศน์ ที่ขณะนี้ก้มหน้าก้มตาหาหลักฐาน ทั้งบินสำรวจเขาแพงถ่ายภาพทางอากาศ สอบปากคำพยานแวดล้อม เรียกได้ว่ายิ่งหาหลักฐานมากเท่าไหร่ ความผิดปกติก็มากเท่านั้น

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เกมตอบโต้กันไปมาไม่จบลงง่ายๆ อย่างแน่นอน เพราะปมที่ดินเขาแพงแม้จะเกี่ยวกับบุตรชาย แต่จะกลายเป็นจุดอ่อนให้ขุนพลเพื่อไทยที่รอจังหวะเสียบอยู่แล้ว เดินหน้ายื่นเรื่องร้องเรียนคดีที่มีความเกี่ยวโยงกับประชาธิปัตย์ บั่นทอนกำลังหัวหอกสำคัญอย่าง สุเทพ ให้ร้อนรน ออกมานั่งโต๊ะแถลงข่าวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ห้วงเวลานี้จึงกลายเป็นทีใครทีมัน เพราะทุกอย่างกำลังเข้าทางพรรคเพื่อไทย เตรียมประเคนคดีที่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ให้ดีเอสไอตะลุยตรวจสอบอีกเพียบ เริ่มด้วยคดีกล้องวงจรปิด (ซีซีทีวี) ทั่วกรุงเทพมหานคร (กทม.) และล่าสุดกรณีที่ กทม.ขยายสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอสให้ผู้ประกอบการรายเดิมจากที่เหลือ 17 ปี เพิ่มเป็นเวลา 30 ปี ซึ่งอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน

ความน่าสนใจของคดีบีทีเอส ดูจะส่อเค้าว่า กทม.ทำนิติกรรมเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น ซึ่งในวันที่ 29 พ.ค. จะรู้คำตอบจาก ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ถ้าคำตอบยังคงเป็นอำนาจของกระทรวงมหาดไทย จะเท่ากับงานเข้าถึงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. แรงกระเพื่อมนี้มีผลต่อฐานเสียงของประชาธิปัตย์ใน กทม.

กลายเป็นเกมการเมืองเพื่อช่วงชิงอำนาจ เปิดประตูสู่เป้าหมายลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ที่มี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ สมาชิกบ้านเลขที่ 111 วางแบบแปลนนโยบายไปรอท่านานหลายปี จึงนับว่าเป็นสองเด้งที่เพื่อไทยจะได้รับ ทั้งได้พื้นที่ฐานเสียงใน กทม.กลับมาอีกครั้ง และยุบพรรคประชาธิปัตย์ได้อีกด้วย

แม้ว่า ธาริต เองรู้ดีอยู่แก่ใจว่าวันดีคืนดีจะถูกสั่งย้ายไปดองที่ไหนได้ทุกเมื่อ แต่บทบาทของดีเอสไอขณะนี้ตอบสนองแนวทางรัฐบาลอย่างแข็งขัน ทำให้สถานภาพของเก้าอี้อธิบดีดีเอสไอเหนียวแน่นไม่น้อย ทั้งที่เคยถูกหมายหัวจากร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แต่การให้ ธาริต อยู่ในตำแหน่งต่อไป โดยไม่โยก พ.ต.ท.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ คนจากซีกเพื่อไทยเข้ามาแทน ย่อมทำให้กลุ่มก๊วนการเมืองฝั่งตรงข้ามรัฐบาลไม่เพิ่มจำนวนมากขึ้น

ถึงกระนั้น การก่อตั้งดีเอสไอมีจุดมุ่งหมายให้เป็นอิสระจากการแทรกแซงจากฝั่งการเมือง โดยแยกออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และงบประมาณจำนวนมาก อีกทั้งมีสิทธิเต็มที่ในการสืบสวนสอบสวนคดีที่มีความซับซ้อน และต้องใช้เทคโนโลยีทันสมัย แต่เวลานี้ถูกตราหน้าว่าใช้เป็นเครื่องมือให้ฝ่ายการเมืองทำลายกันเอง ท้ายที่สุดก็กลับมาสู่วังวนเดิมๆ เท่านั้น

 

ชำแหละกม.ปรองดอง”เหวี่ยงแห-ยุ่งเหยิง” 2012/05/28

ชำแหละกม.ปรองดอง”เหวี่ยงแห-ยุ่งเหยิง”

  • 28 พฤษภาคม 2555 เวลา 10:55 น.

โดย…ทีมข่าวการเมือง

“กิตติศักดิ์ ปรกติ” อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้วิจารณ์ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรองดองว่าเนื้อหาของกฎหมายไม่มีขอบเขตที่แน่นอน คือ ไม่ระบุว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่ควรได้รับผลประโยชน์จากกฎหมายนี้ ซึ่งอาจวิเคราะห์ได้ว่า คนร่างต้องการให้มีเนื้อหาเปิด เพื่อให้มีการตีความกว้างขวางไว้ที่สุด เป็นการเหวี่ยงแหเนื้อหากฎหมาย ซึ่งเสี่ยงขัดต่อรัฐธรรมนูญและยังมีปัญหาในทางปฏิบัติตามมาอีกมาก

“ถ้าคนร่างต้องการเอาคดีเดียวหรือเพื่อคนคนเดียวเป็นตัวตั้ง บ้านเมืองจะวุ่นวายแน่ จะมีแรงต่อต้านอย่างมหาศาล”

“กิตติศักดิ์” ได้ยกตัวอย่างความไม่แน่นอนของกฎหมาย โดยได้ตั้งคำถามว่า ในมาตรา 3 ซึ่งระบุว่า เหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. 2548 จนถึงวันที่ 10 พ.ค. 2554 หากมีการกระทำใดที่เป็นความผิดตามกฎหมาย ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป คำถามคือระหว่างวันที่ 19 พ.ค. 2553 ซึ่งเป็นวันยุติการชุมนุมถึงวันที่ 10 พ.ค. 2554 มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ใครแสดงออกช่วงนี้ที่ได้รับประโยชน์จากกฎหมาย

กิตติศักดิ์

ดังนั้น ต้องถามว่าทำไมกฎหมายฉบับนี้ จึงยืดเหตุการณ์ครอบคลุมจนถึงวันที่ 10 พ.ค. 2554 ซึ่งคนร่างต้องการคุ้มครองการแสดงออกของใครที่ได้แสดงความเห็นที่ผิดกฎหมายในช่วงนี้ รวมถึงความผิดเรื่องหมิ่นตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาด้วยหรือไม่

นอกจากนี้ ที่สำคัญคือไปเขียนว่าทั้งการกระทำของผู้ชุมนุมหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ทำหน้าที่ป้องกันก็ไม่ต้องรับผิด นั้นแสดงให้เห็นว่าเสรีภาพในชีวิตร่างกายที่ได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ จากนี้เสรีภาพของร่างกายก็อาจถูกกระทบได้จากเจ้าหน้าที่รัฐได้

“กิตติศักดิ์” ยังชี้ให้ความไม่ชัดเจนแน่นอนของกฎหมายมาตรา 5 ที่ระบุว่า ให้ถือว่าบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการหรือการปฏิบัติทั้งหลายขององค์กร หรือคณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประกาศ หรือคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ให้ถือว่ามิได้เป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือเป็นผู้กระทำความผิด

คำถามคือ เป็นประกาศฉบับใด หรือคำสั่งฉบับใด หรือการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรใด ที่ถือว่าเป็นเหตุร้ายแรงบุคคลที่ได้รับผลกระทบควรได้รับการคุ้มครอง เพราะถ้าเขียนไว้เช่นนี้เท่ากับหมายความว่า ประกาศทุกประกาศ หรือคำสั่งทุกคำสั่งของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ใช่หรือไม่

นอกจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แล้วคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชุดนี้ก็เกิดจาก คมช. ได้ตัดสินคดีเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. 2551 เหตุการณ์สลายพันธมิตรฯ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ครั้งนี้ ถูกชี้มูลว่าใช้อำนาจโดยไม่ชอบต้องออกจากราชการ หากกฎหมายนี้บังคับใช้ พล.ต.อ.พัชรวาท ก็ได้รับประโยชน์ด้วย คำถาม พล.ต.อ.พัชรวาทมีสิทธินำเรื่องมาฟ้อง ป.ป.ช.ได้หรือไม่ ถ้าฟ้องได้ก็ต้องยุ่งกันแน่

รวมทั้งคดีที่เกี่ยวกับการทุจริต ที่ ป.ป.ช.ตัดสินไปหลายคดีแล้ว รวมทั้งเรื่องทุจริตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้รับประโยชน์อยู่แล้ว ซึ่งยังไม่นับรวมเรื่องที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ คมช.แต่งตั้งขึ้นมาหากกฎหมายที่ออกมาโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) แล้วมีคนเห็นว่าได้รับผลกระทบก็นำมาลบล้างได้ หรือ กกต.ชุดนี้ก็มาจาก คมช.เช่นกัน หากกระทำเรื่องใดที่คนเห็นว่าได้รับผลกระทบก็จะหยิบกฎหมายนี้มาลบล้างเรื่องนั้นได้

“นี้คือปัญหาของขอบเขตเนื้อหากฎหมายที่ไม่มีความชัดเจน หรือมีความแน่นอนว่าเป็นคำสั่งใด เป็นการกระทำขององค์กรใดและกระทำในเรื่องอะไร หากร่างยังเป็นเช่นนี้ ก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองแน่ ผลกระทบต่างๆ ขององค์กรต่างๆ ถูกหยิบมาลบล้างได้ และจะทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ” นายกิตติศักดิ์ กล่าวปิดท้าย

 

ตัวช่วย….ครม.ปู 2012/05/28

ตัวช่วย….ครม.ปู

  • 26 พฤษภาคม 2555 เวลา 14:04 น.

“ไม่ยึดว่ามีตำแหน่ง ไม่มีตำแหน่ง อะไรก็ได้ ขอให้เรามองว่าองค์กรทำงานได้ ถ้าคุณบอกว่าตรงนี้ทำให้เกิดประโยชน์องค์กร ถ้าเลือกที่จะอยู่ในองค์กรเราก็ต้องทำ”

ไม่ยึดติดตำแหน่ง

วราเทพ รัตนากร

ยุคแพงทั้งแผ่นดิน ราคาสินค้าพาเหรดขึ้นราคาจนรายจ่ายขยับพรวดพราดแซงหน้ารายรับ นโยบายซื้อใจจากพรรครัฐบาล ยังไม่ไปถึงฝั่งฝัน ขณะที่สถานะการเงินประเทศสุ่มเสี่ยงกับหนี้สาธารณะที่พุ่งสูง ชาวบ้านตาดำๆ เริ่มมองข้ามช็อต รอตัวช่วยจากบ้านเลขที่ 111 มากู้สถานการณ์

อดีตมือดีด้านเศรษฐกิจยุคไทยรักไทย ”วราเทพ รัตนากร”กับประสบการณ์อดีต สส.กำแพงเพชร4 สมัย อดีตแกนนำกลุ่ม 16 อดีตโฆษกรัฐบาลอดีต รมช.คลัง ออกตัวพูดอะไรได้เต็มปาก เพราะสถานะสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่ยังค้ำคอ และเวลานี้ยังไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

แม้ว่าหลายโผจะมองว่าเขาเป็นหนึ่งในแคนดิเดต รมต.เศรษฐกิจ ร่วม ครม.ปู 3 โดยเฉพาะขุนคลัง แต่เจ้าตัวอธิบายว่า ไม่ได้อยู่ที่ตัวเขา อยู่ที่นายกรัฐมนตรีว่าจะเป็นคนกำหนด

“ไม่ยึดว่ามีตำแหน่ง ไม่มีตำแหน่ง อะไรก็ได้ ขอให้เรามองว่าองค์กรทำงานได้ ถ้าคุณบอกว่าตรงนี้ทำให้เกิดประโยชน์องค์กร ถ้าเลือกที่จะอยู่ในองค์กรเราก็ต้องทำ เราต้องถือว่าตรงไหนก็ได้ที่ทำงานร่วมกับองค์กรได้ เขาอาจจะเปลี่ยนเราจากทำงานในออฟฟิศไปหลังออฟฟิศก็ได้”

วราเทพ เล่าให้ฟังว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อทาบทามใดๆ และส่วนตัวยังเห็นว่ารัฐบาลยังมีเสถียรภาพทำงานได้ดี รวมทั้งเพิ่งปรับ ครม.ไปตอนหาเสียงก็ไม่ได้บอกว่าเลือกตั้งชั่วคราวก่อน เดี๋ยว111 จะมาทำ หมายความว่า 111 ไม่มีอยู่ในวันนั้นชุดนี้ก็ต้องทำงาน แต่พอมี 111 เข้ามาก็เพิ่มบุคลากรเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นเอง ไม่ถึงขนาดต้องมาสลับสับเปลี่ยน

ถามว่าพูดจาทำนองนี้เกรงว่าจะเกิดการ”เตะสกัด” หรือสร้างความปั่นป่วนจากในพรรคหรือไม่

วราเทพ กล่าวว่า “ไม่ได้กลัวว่าเราเปิดหน้าหรืออะไร แต่มันไม่เหมาะสมที่เราจะไปพูดว่าเราพร้อมตรงนู้น จะทำตรงนี้ เพราะทั้งหมดอยู่ที่คนที่มีอำนาจตัดสินใจต้องเป็นคนเลือก คนอื่นมองอาจจะไม่ตรงเลยก็ได้ ท่านอาจจะบอก เฮ้ยไม่ได้มองตรงนี้ อาจจะมองตรงอื่น”

ส่วนปัญหาเรื่องทีมเศรษฐกิจที่ถูกรุมถล่มเรื่องไร้ประสิทธิภาพนั้น จากประสบการณ์ทีมเศรษฐกิจ เขาเห็นว่ายังไม่น่ามีการปรับเปลี่ยน แต่การตัดสินใจขึ้นอยู่กับนายกฯ ซึ่งรัฐบาลกำลังขับเคลื่อนนโยบายกำลังผลักดันงบประมาณ เพิ่งมีการปรับเปลี่ยนในตำแหน่งหลักในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 2 เมื่อไม่นานนี้

แต่ทว่าในเรื่องของแพงเป็นภาระที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขและทำความเข้าใจ แม้จะยังไม่ถึงกับกระทบกับการเมือง เสถียรภาพความมั่นคงของรัฐบาลแต่อยู่ในช่วงที่ต้องเร่งดำเนินการต่อเนื่องเพราะผ่านช่วงฮันนีมูนไปแล้ว กำลังจะต้องแสดงผลงาน ความสามารถที่มากขึ้น

“ทั้งหมดขึ้นอยู่กับนโยบายเพิ่งจะสัมฤทธิผลบางนโยบาย บางนโยบายเพิ่งเริ่มต้น งบประมาณกำลังเร่งผลักดัน โชคที่รัฐบาลไม่ดีคือ 6-7 เดือนแรกเจอปัญหาอุทกภัย เลยทำให้ แทนที่จะผลักดันนโยบายได้เต็มที่ เลื่อนไปเลยเหมือนกับยังไม่มีผลงานเหมือนที่หาเสียงไว้ตอนเลือกตั้ง ถ้าไม่เจอเรื่องอุทกภัยน้ำท่วมนโยบายที่เร่งผลักดันจะออกมามากกว่านี้”

“วราเทพ” มองว่า การบริหารจัดการน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมาของรัฐบาลถือว่าสอบผ่าน เพราะเข้ามาเป็นรัฐบาลไม่นานก่อนน้ำท่วม ยังไม่มีการจัดบุคลากรที่พร้อม หรือการทำงานร่วมกับข้าราชการก็ยังไม่คุ้นเคย ดังนั้นการที่สามารถผ่านช่วงนั้นได้แม้จะพอใจบ้างไม่พอใจบ้างก็ต้องถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย

ประเด็นเรื่องการกลับมาของสมาชิกบ้านเลขที่111 “วราเทพ” เล่าว่า ในส่วน 111 ของพรรคเพื่อไทย บางส่วนมีทายาทขึ้นมาทดแทน บางส่วนยังขับเคลื่อนอยู่เท่าที่สัมผัสยังไม่ได้ยินว่าใครแสดงความเห็นว่าต้องกลับมา ทุกคนยังเฉยๆ เพราะเกือบทุกคนเคยเป็นรัฐมนตรี เคยเป็นผู้บริหารมาแล้วไม่ใช่ไม่เคยเป็น ไม่ได้วางเป้าหมายว่าเมื่อพ้นแล้วจะต้องมาเป็นเลยทันที เชื่อว่าแต่ละท่านก็เป็นนักการเมืองที่ผ่านร้อนผ่านหนาว คงจะวางแนวทางของตัวเองอย่างเหมาะสมพอสมควร

“ส่วนตัวหากพ้น 111 ก็จะไปสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทยหลังจากนั้นขึ้นอยู่กับพรรค ผู้หลักผู้ใหญ่หรือกรรมการบริหารพรรค ว่าเขาจะให้ทำหน้าที่อะไรไหม ถ้าไม่ได้ทำก็ช่วยในฐานะที่เคยอยู่ภาคเหนือมาก่อนก็ทำงานร่วมกับ สส.ภาคเหนือ ในฐานะสมาชิก และอาจช่วยการให้ความเห็น ด้านที่ทำอย่างไรให้พรรคเข้มแข็ง ให้นโยบายของพรรคผ่าน ผู้แทนลงไปถึง ไม่ได้มองว่าจะต้องกลับไปมีตำแหน่งอะไร”

วราเทพ วิเคราะห์ว่า ปัญหาที่นโยบายค่าจ้าง 300 บาท เงินเดือน 1.5 หมื่นบาทถูกวิจารณ์นั้น ถ้าถามว่ามีปัญหาไหม แน่นอนไม่สามารถยืนยันได้ว่าทำนโยบายแล้วจะได้ 100% บางอย่างก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือ ขึ้นอยู่กับเวลา งบประมาณแต่ขอให้เป็นไปตามที่ได้ประกาศไว้ และส่วนใหญ่ได้รับผลจากนโยบายในทางที่ดี และค่อยปรับแก้

“ตอนไทยรักไทยก็เหมือนกัน ไม่ใช่ได้วันแรกแล้วพอใจกันหมด ก็ต้องปรับ แต่รัฐบาลนี้อาจจะเสียโอกาสตรง 5-6 เดือนแรก การขับเคลื่อนนโยบายไม่สะดวกนัก เพราะไปเจอวิกฤตน้ำท่วม แต่ถ้างบประมาณออกผมเชื่อว่าทุกอย่างจะเร็วขึ้น”

จุดอ่อนของรัฐบาลนี้คงจะบอกชัดๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ทุกรัฐบาลมีจุดอ่อนจุดแข็ง สถานการณ์ตอนนี้รัฐบาลอาจจะเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ทั้งการที่ประชาชนคาดหวังต้องการเห็นความปรองดอง เศรษฐกิจโตรวดเร็ว เพราะ 4-5 ปีที่ผ่านมาเหมือนเราไม่ได้ขยับไปไหน รัฐบาลใหม่ก็เลยทำให้เกิดความคาดหวัง อันนี้ไม่เรียกจุดอ่อน แต่เป็นเรื่องของความกดดัน ที่รัฐบาลต้องรีบแก้ไข เลยทำให้เป็นตัวฉุดเหมือนกับที่รัฐบาลถูกคาดหวังไว้สูง

วราเทพ อธิบายว่า อะไรที่ใกล้ตัวที่สุด คนก็จะรู้สึกเร็ว ทั้งเรื่องของแพงแต่จริงๆต้องบอกว่าเป็นการเมืองผสมอยู่ด้วย ส่วนจะเร่งแก้ไขตรงไหนต้องไปพร้อม ทำอย่างไรให้มีรายได้ คนที่เป็นเกษตรกร สินค้าเกษตรราคาดี ถึงสินค้าอุปโภคบริโภคแพงหน่อยคงไม่ว่า แก้ก็ต้องแก้สองทาง เพิ่มรายได้ลดรายจ่าย ถ้าแยกดูเป็นตัว บางตัวอาจจะดีบางตัวอาจไม่ดี แต่เวลาพูดเขาไม่พูด เขาจะพูดตัวไม่ดี

โควตาเจ๊แดง

คาดการณ์ว่าหวนคืนถนนการเมืองรอบนี้”วราเทพ” เตรียมร่วม ครม.ปู 3 โควตาเจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แต่ “วราเทพ”ชี้แจงว่า จริงๆ แล้วไม่น่าจะเป็นโควตา แต่สนิทกันตั้งแต่พรรคไทยรักไทย ทั้งในฐานะเลขาฯ ที่ผูกพัน เคารพนับถือ เวลามีงานมีการส่วนตัวก็ไปร่วมงาน ทำนองนั้น

“ไม่มี…ใครที่เคยอยู่ไทยรักไทยจะรู้ว่าไม่มีระบบโควตา แบบ 7 คนต้องได้ 10 คนต้องได้ ภาคเหนือต้องได้เท่านั้นเท่านี้ เขาดูความเหมาะสม ความอาวุโส แล้วดูสัดส่วนนิด

หน่อย ภาคเหนือมี สส.ขนาดนี้น่าจะมีผู้ที่มีตัวแทนด้านบริหาร แต่ไม่ตายตัวว่าต้องเป็นคณิตศาสตร์”

ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ปัจจุบันคุณแดงก็ไม่ได้บอกว่าท่านมีโควตา แต่ถูกมองอย่างนั้นได้ไหม ได้ เพราะท่านเป็นผู้นำทางภาคเหนือ เพราะฉะนั้นเวลามีรัฐมนตรีที่มาจากภาคเหนือก็ไปมองว่าเป็นของคุณเยาวภา ส่วนคนสนิทกันไปเจอกันคุยกันก็เลยกลายเป็นโควตา

วราเทพ มองว่า มีคนที่สนิทกับเจ๊แดงเยอะ เพราะเป็นผู้ใหญ่ใจดี พี่ๆ น้องๆ ในพรรคเรียกพี่ สมัยนู้นหรืออาจจะสมัยนี้ด้วยก็อาจจะมีหลายคนช่วยทำงานไม่ได้มาที่เขาคนเดียว อย่างคุณวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุลยงยุทธ ติยะไพรัช บุญทรง เตริยาภิรมย์ไม่ใช่เขาคนเดียว

ห่างหายจากหน้าฉากการเมืองไป 5 ปีเขายืนยันว่าไม่มีใครมาอยู่ข้างหน้าแทนเพราะไม่ใช่เจ้าของโควตาตำแหน่งรัฐมนตรีให้คนอื่นมาดูแลแทนและก็ไม่เคยไปยุ่งกับรัฐมนตรีคนไหนเลย ถามว่ามีความสุขไหมก็สบายกาย ภาระหน้าที่น้อย เราได้ทำอะไรที่ชอบ แต่ก็ได้ทำอะไรที่ต้องการทำในช่วง4-5 ปี

สำหรับท่าทีเมื่อ111 พ้นโทษแบนจะดำเนินการอย่างไรต่อไป “วราเทพ” เล่าให้ฟังว่า จากที่มีการประชุมเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วก็มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าจะมีกิจกรรมวันที่ 30 พ.ค. และหลังจากนั้นก็จะเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลที่จะไปทำงานกันเอง ใครจะไปเขียนหนังสือ ใครจะทำอะไรก็แล้วแต่ วันที่30 พ.ค. ก็จะจบการเรียกกลุ่ม 111

กม.ปรองดอง ไม่มีทางที่คนเห็นด้วยหมด100%

จากประสบการณ์การเมืองยาวนาน2 ทศวรรษ “วราเทพ” มองว่ามีการเมืองทั้งหยุดนิ่งกับที่ ถอยหลัง และไปข้างหน้า คือจากที่ถอยหลังไปรอบหนึ่งเพราะนายกฯ ไม่ได้มาจากเลือกตั้ง จนรัฐธรรมนูญ 2540 ก็เดินหน้าได้ต่อมามีปฏิวัติก็เหมือนกับถอยหลัง หลังจากนี้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ได้เสียงสนับสนุนเกินครึ่ง ก็น่าจะเดินหน้า

“การเมืองไทยยังไม่ใช่การเมืองนิ่งเป็นระบบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ยังไม่เป็นโครงสร้างแน่นหนาระบบ 2 พรรค และอยู่ 4 ปีแน่นอน คนที่มีความเกี่ยวข้องทางการเมืองต้องช่วยกัน เริ่มต้นต้องเริ่มจากระบบพรรค การให้ความรู้เข้าไปให้ประชาชนมีส่วนร่วม หรือแม้กระทั่งเป็นนักธุรกิจ

ก็ต้องมองการเมืองส่งผลกับเขา ถ้ามองการเมืองไม่ดี แล้วถอยออกไปอยู่เรื่อยก็ไม่ดี”

ที่ผ่านมาวัฏจักรมีทั้งเดินหน้า หยุดนิ่ง ถอยหลัง แต่เราจะทำอย่างไรให้เดินหน้ามากกว่าหยุดนิ่งและไม่ให้ถอยหลัง คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องช่วยกัน ประเด็นปัญหาทำให้ถอยหลังต้องหยุด คนที่จะทำให้หยุดนิ่งก็ต้องเดินหน้า คนที่มีหน้าที่เป็นตัวแสดงก็ต้องพยายามทำให้คนที่เขาจะสนับสนุนเพิ่มขึ้น มองนักการเมืองเป็นอาชีพที่เข้ามาเปิดโอกาสให้คนนอกเข้ามาได้มากขึ้น

สำหรับเรื่องความปรองดอง”วราเทพ” มองว่าวันหนึ่งต้องดีขึ้น แต่ว่าจะเร็วหรือช้าเท่านั้นเอง ต้องถามตัวเองว่าปัญหาอยู่ที่ไหน ก็ยังตีโจทย์ไม่แตก มันสลับซับซ้อนมาก ใครจะทำให้เกิดความปรองดองได้ ด้วยความรู้ประสบการณ์การเมืองยังตอบไม่ได้ว่าใครจะทำให้เกิดการปรองดอง

ความพยายามผลักดัน พ.ร.บ.ปรองดองนั้นวันนี้ไม่มีทางที่จะทำให้คนเห็นด้วยหมด 100%ขอมองว่าถ้าเสียงเกินครึ่งส่วนใหญ่มองเห็นว่าแนวทางนี้ไปได้ คนที่เห็นค้านก็ต้องยอมรับเสียงข้างมากก็ต้องทำความเข้าใจกับคนส่วนน้อย

“ไม่ว่าใช้วิธีการไหน ถ้าคนที่ไม่เห็นด้วยก็ไม่เห็นด้วย ส่วนคนเห็นด้วยก็ต้องพยายามทำให้คนไม่เห็นด้วยเกิดความเข้าใจ ไม่ว่าจะใช้กฎหมายหรือค่อยๆ ทำ วันนี้ตอบไม่ได้เลยว่าอันนี้ถูกหรือผิด อันนี้ต้องกลับมาคิดว่าทุกคนต้องยึดแนวทางที่ทำยังไงให้เกิดประโยชน์ส่วนรวม ไม่ว่าจะพอใจ ไม่พอใจ แต่ถ้าส่วนรวมได้ ตัวเองอาจจะไม่ได้ทันที ช้าหน่อยแต่ก็ต้องยอมรับ ตัวเองอาจจะไม่เห็นด้วย เพราะแนวคิดรับไม่ได้”

“วราเทพ” กล่าวว่า การเมืองต่อไปต้องเป็น2 ขั้วด้วยระบบพรรค คือ สู้กันด้วยเรื่องนโยบายและฝีมือ นโยบายทุกคนอาจจะเขียนกันได้ แต่ต้องมีฝีมือด้วย ต้องเหลือพรรค 2 ขั้วใหญ่ ส่วนพรรคเล็กก็ควรต้องมี แต่เป็นจำนวนไม่มากนัก

สำหรับเสื้อแดงเวลานี้เป็นองค์กรที่เข้มแข็งมีการรวมตัวทางการเมือง มีจุดยืนชัดเจน เมื่อมาสนับสนุนพรรคเพื่อไทยก็อาจจะมีเสียงสนับสนุนมากกว่า พรรคประชาธิปัตย์ก็จะต้องไปค้นหาตัวเองว่าทำยังไงถึงจะสร้างพลังให้ประชาชนมาสนับสนุนให้ชนะการเลือกตั้งให้ได้ ไม่น่าจะมาบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ หรือเสื้อแดง จะเป็นปัญหาการเมืองไทย

วราเทพ ยอมรับว่าเสื้อแดงมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง กระตุ้นทางการเมืองสูงทีเดียวในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ถึงจะไม่มีหลักฐานในการพิสูจน์ แต่ในอีสานและในหลายพื้นที่เป็นทฤษฎีใหม่ว่าเงินเป็นปัจจัยสำคัญน้อยลงต่อการชนะการเลือกตั้ง เพราะการรวมตัวกันของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบคนเสื้อแดงหรืออะไรก็ตาม

สำหรับปัญหาว่าเวลานี้เพื่อไทยและเสื้อแดงใครนำใครนั้น ในฐานะผู้สังเกตการณ์ บอกได้เลยว่าคนเสื้อแดงไม่ได้เป็นคนที่จะมานำพรรคพรรคก็มีระบบกลไกของเขา คนเสื้อแดงเขาก็นำในส่วนกิจกรรมของเขา แต่เผอิญคนเสื้อแดงกับพรรคไปในทิศทางเดียวกัน คือ ต่อต้านเผด็จการส่งเสริมประชาธิปไตย คนเสื้อแดงเป็นคนรากหญ้า ส่วนใหญ่เขาก็มานิยมนโยบายเพื่อไทย

ส่วนที่ระยะหลังเป็นปัญหาจนสะท้อนผ่านผลเลือกตั้งท้องถิ่นหลายแห่งนั้น วราเทพ มองว่าต้องลงไปดูแต่ละพื้นที่ให้ละเอียด เลือกตั้งท้องถิ่นย้อนกลับไปภาคใต้ คนที่ลงในนามพรรคประชาธิปัตย์ก็แพ้เลือกตั้งท้องถิ่นนะแต่พอเลือกตั้งใหญ่ประชาธิปัตย์ก็ชนะภาคใต้ทุกที

 

มาร์คอัดสนธิเร่งชงร่างกม.ปรองดอง 2012/05/26

มาร์คอัดสนธิเร่งชงร่างกม.ปรองดอง

  • 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 17:27 น.

มาร์คอัดสนธิเร่งชงร่างกม.ปรองดองทำลายประเพณีสภา คำนูณชี้ไม่น่าเชื่อคนทำรัฐประหารล้างผิดให้ทักษิณ

วันนี้ (25พ.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า หากพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ จะรีบเร่งนำเสนอพรบ.ปรองดอง เข้าสู่สภา จะเป็นการเขียนด้วยมือ ลบด้วยเท้าอีกหรือไม่ และการเลื่อนวาระการพิจารณาเรื่องนี้ให้เร็วขึ้นก็เป็นที่ชัดว่า กฎกติกาประเพณีต่างๆ ถูกโยนทิ้งหมด พอเห็นเป็นเรื่องของผลประโยชน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ยังเห็นว่า รัฐบาลคงไม่เป็นเจ้าภาพเองแต่ให้พล.อ.สนธิ เป็นคนขับเคลื่อน ตั้งแต่ตอนที่มีคณะกรรมาธิการปรองดองแล้ว จากนั้นก็มีการซุบซิบถึงการตั้งกรรมาธิการฯ งบประมาณ ในสัดส่วนพรรคการเมืองขนาดเล็ก ซึ่งที่สุด พล.อ.สนธิ ก็ได้เป็นกรรมาธิการงบประมาณ คงต้องดูเนื้อหาของกฎหมาย ถ้าเป็นเรื่องการพาพ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้าน มีการล้างผิด ก็ไม่ใช่เป็นกฎหมายปรองดอง แต่เสียงข้างมากในสภาก็สามารถผ่านกฎหมายฉบับนี้ได้ เพียงแต่ว่า จะถูกต้องหรือไม่ และมีปัญหาในเชิงกฎหมายหรือไม่

“ขอบอกว่าการออก พรบ.ปรองดอง ไม่ต้องมาอ้างผมและคุณสุเทพ (เทือกสุบรรณ) ว่าจะได้รับประโยชน์ด้วย เพราะพวกผมไม่ได้เรียกร้องให้มีเรื่องเหล่านี้ เราต้องการให้มีการค้นหาข้อเท็จจริง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ขณะที่นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา โพสในทวิตเตอร์ @Kamnoon ถึง พ.ร.บ.ปรองดองว่า “ร่างพ.ร.บ.ปรองดองฯที่จะมีผลล้างผิดให้ทักษิณ เสนอโดยคนที่รัฐประหารล้มทักษิณ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ” ทั้งยังแนบเอกสารประกอบในชิ้นแรก นายคำนูณ ทวิตอีกข้อความว่า “สาระสำคัญของพ.ร.บ.ปรองดองฯมาตรา 5 และ 4 ที่จะมีผลทำให้คำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดในคดีที่ดินรัชดาและคดียึดทรัพย์สิ้นผล” และแนบเอกสารอันที่ 2 มาด้วย

 

ไม่ยึดติด ตำแหน่ง 2012/05/26

ไม่ยึดติด ตำแหน่ง

  • 26 พฤษภาคม 2555 เวลา 10:54 น.

วราเทพ เปิดใจ บ้านเลขที่ 111 ตัวช่วย ครม.ปู ยันไม่ยึดติดกับตำแหน่ง โยนนายกฯ ตัดสินใจ

ทีมข่าวการเมือง

ยุคแพงทั้งแผ่นดิน ราคาสินค้าพาเหรดขึ้นราคาจนรายจ่ายขยับพรวดพราดแซงหน้ารายรับ นโยบายซื้อใจจากพรรครัฐบาล ยังไม่ไปถึงฝั่งฝัน ขณะที่สถานะการเงินประเทศสุ่มเสี่ยงกับหนี้สาธารณะที่พุ่งสูง ชาวบ้านตาดำๆ เริ่มมองข้ามช็อต รอตัวช่วยจากบ้านเลขที่ 111 มากู้สถานการณ์

อดีตมือดีด้านเศรษฐกิจยุคไทยรักไทย “วราเทพ รัตนากร”กับประสบการณ์อดีต สส.กำแพงเพชร4 สมัย อดีตแกนนำกลุ่ม 16 อดีตโฆษกรัฐบาลอดีต รมช.คลัง ออกตัวพูดอะไรได้เต็มปาก เพราะสถานะสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่ยังค้ำคอ และเวลานี้ยังไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

แม้ว่าหลายโผจะมองว่าเขาเป็นหนึ่งในแคนดิเดต รมต.เศรษฐกิจ ร่วม ครม.ปู 3 โดยเฉพาะขุนคลัง แต่เจ้าตัวอธิบายว่า ไม่ได้อยู่ที่ตัวเขา อยู่ที่นายกรัฐมนตรีว่าจะเป็นคนกำหนด

“ไม่ยึดว่ามีตำแหน่ง ไม่มีตำแหน่ง อะไรก็ได้ ขอให้เรามองว่าองค์กรทำงานได้ ถ้าคุณบอกว่าตรงนี้ทำให้เกิดประโยชน์องค์กร ถ้าเลือกที่จะอยู่ในองค์กรเราก็ต้องทำ เราต้องถือว่าตรงไหนก็ได้ที่ทำงานร่วมกับองค์กรได้ เขาอาจจะเปลี่ยนเราจากทำงานในออฟฟิศไปหลังออฟฟิศก็ได้”

วราเทพ เล่าให้ฟังว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อทาบทามใดๆ และส่วนตัวยังเห็นว่ารัฐบาลยังมีเสถียรภาพทำงานได้ดี รวมทั้งเพิ่งปรับ ครม.ไปตอนหาเสียงก็ไม่ได้บอกว่าเลือกตั้งชั่วคราวก่อน เดี๋ยว111 จะมาทำ หมายความว่า 111 ไม่มีอยู่ในวันนั้นชุดนี้ก็ต้องทำงาน แต่พอมี 111 เข้ามาก็เพิ่มบุคลากรเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นเอง ไม่ถึงขนาดต้องมาสลับสับเปลี่ยน

ถามว่าพูดจาทำนองนี้เกรงว่าจะเกิดการ”เตะสกัด” หรือสร้างความปั่นป่วนจากในพรรคหรือไม่

วราเทพ กล่าวว่า “ไม่ได้กลัวว่าเราเปิดหน้าหรืออะไร แต่มันไม่เหมาะสมที่เราจะไปพูดว่าเราพร้อมตรงนู้น จะทำตรงนี้ เพราะทั้งหมดอยู่ที่คนที่มีอำนาจตัดสินใจต้องเป็นคนเลือก คนอื่นมองอาจจะไม่ตรงเลยก็ได้ ท่านอาจจะบอก เฮ้ยไม่ได้มองตรงนี้ อาจจะมองตรงอื่น”

ส่วนปัญหาเรื่องทีมเศรษฐกิจที่ถูกรุมถล่มเรื่องไร้ประสิทธิภาพนั้น จากประสบการณ์ทีมเศรษฐกิจ เขาเห็นว่ายังไม่น่ามีการปรับเปลี่ยน แต่การตัดสินใจขึ้นอยู่กับนายกฯ ซึ่งรัฐบาลกำลังขับเคลื่อนนโยบายกำลังผลักดันงบประมาณ เพิ่งมีการปรับเปลี่ยนในตำแหน่งหลักในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 2 เมื่อไม่นานนี้

แต่ทว่าในเรื่องของแพงเป็นภาระที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขและทำความเข้าใจ แม้จะยังไม่ถึงกับกระทบกับการเมือง เสถียรภาพความมั่นคงของรัฐบาลแต่อยู่ในช่วงที่ต้องเร่งดำเนินการต่อเนื่องเพราะผ่านช่วงฮันนีมูนไปแล้ว กำลังจะต้องแสดงผลงาน ความสามารถที่มากขึ้น

“ทั้งหมดขึ้นอยู่กับนโยบายเพิ่งจะสัมฤทธิผลบางนโยบาย บางนโยบายเพิ่งเริ่มต้น งบประมาณกำลังเร่งผลักดัน โชคที่รัฐบาลไม่ดีคือ 6-7 เดือนแรกเจอปัญหาอุทกภัย เลยทำให้ แทนที่จะผลักดันนโยบายได้เต็มที่ เลื่อนไปเลยเหมือนกับยังไม่มีผลงานเหมือนที่หาเสียงไว้ตอนเลือกตั้ง ถ้าไม่เจอเรื่องอุทกภัยน้ำท่วมนโยบายที่เร่งผลักดันจะออกมามากกว่านี้”

“วราเทพ” มองว่า การบริหารจัดการน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมาของรัฐบาลถือว่าสอบผ่าน เพราะเข้ามาเป็นรัฐบาลไม่นานก่อนน้ำท่วม ยังไม่มีการจัดบุคลากรที่พร้อม หรือการทำงานร่วมกับข้าราชการก็ยังไม่คุ้นเคย ดังนั้นการที่สามารถผ่านช่วงนั้นได้แม้จะพอใจบ้างไม่พอใจบ้างก็ต้องถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย

ประเด็นเรื่องการกลับมาของสมาชิกบ้านเลขที่111 “วราเทพ” เล่าว่า ในส่วน 111 ของพรรคเพื่อไทย บางส่วนมีทายาทขึ้นมาทดแทน บางส่วนยังขับเคลื่อนอยู่เท่าที่สัมผัสยังไม่ได้ยินว่าใครแสดงความเห็นว่าต้องกลับมา ทุกคนยังเฉยๆ เพราะเกือบทุกคนเคยเป็นรัฐมนตรี เคยเป็นผู้บริหารมาแล้วไม่ใช่ไม่เคยเป็น ไม่ได้วางเป้าหมายว่าเมื่อพ้นแล้วจะต้องมาเป็นเลยทันที เชื่อว่าแต่ละท่านก็เป็นนักการเมืองที่ผ่านร้อนผ่านหนาว คงจะวางแนวทางของตัวเองอย่างเหมาะสมพอสมควร

“ส่วนตัวหากพ้น 111 ก็จะไปสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทยหลังจากนั้นขึ้นอยู่กับพรรค ผู้หลักผู้ใหญ่หรือกรรมการบริหารพรรค ว่าเขาจะให้ทำหน้าที่อะไรไหม ถ้าไม่ได้ทำก็ช่วยในฐานะที่เคยอยู่ภาคเหนือมาก่อนก็ทำงานร่วมกับ สส.ภาคเหนือ ในฐานะสมาชิก และอาจช่วยการให้ความเห็น ด้านที่ทำอย่างไรให้พรรคเข้มแข็ง ให้นโยบายของพรรคผ่าน ผู้แทนลงไปถึง ไม่ได้มองว่าจะต้องกลับไปมีตำแหน่งอะไร”

วราเทพ วิเคราะห์ว่า ปัญหาที่นโยบายค่าจ้าง 300 บาท เงินเดือน 1.5 หมื่นบาทถูกวิจารณ์นั้น ถ้าถามว่ามีปัญหาไหม แน่นอนไม่สามารถยืนยันได้ว่าทำนโยบายแล้วจะได้ 100% บางอย่างก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือ ขึ้นอยู่กับเวลา งบประมาณแต่ขอให้เป็นไปตามที่ได้ประกาศไว้ และส่วนใหญ่ได้รับผลจากนโยบายในทางที่ดี และค่อยปรับแก้

“ตอนไทยรักไทยก็เหมือนกัน ไม่ใช่ได้วันแรกแล้วพอใจกันหมด ก็ต้องปรับ แต่รัฐบาลนี้อาจจะเสียโอกาสตรง 5-6 เดือนแรก การขับเคลื่อนนโยบายไม่สะดวกนัก เพราะไปเจอวิกฤตน้ำท่วม แต่ถ้างบประมาณออกผมเชื่อว่าทุกอย่างจะเร็วขึ้น”

จุดอ่อนของรัฐบาลนี้คงจะบอกชัดๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ทุกรัฐบาลมีจุดอ่อนจุดแข็ง สถานการณ์ตอนนี้รัฐบาลอาจจะเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ทั้งการที่ประชาชนคาดหวังต้องการเห็นความปรองดอง เศรษฐกิจโตรวดเร็ว เพราะ 4-5 ปีที่ผ่านมาเหมือนเราไม่ได้ขยับไปไหน รัฐบาลใหม่ก็เลยทำให้เกิดความคาดหวัง อันนี้ไม่เรียกจุดอ่อน แต่เป็นเรื่องของความกดดัน ที่รัฐบาลต้องรีบแก้ไข เลยทำให้เป็นตัวฉุดเหมือนกับที่รัฐบาลถูกคาดหวังไว้สูง

วราเทพ อธิบายว่า อะไรที่ใกล้ตัวที่สุด คนก็จะรู้สึกเร็ว ทั้งเรื่องของแพงแต่จริงๆต้องบอกว่าเป็นการเมืองผสมอยู่ด้วย ส่วนจะเร่งแก้ไขตรงไหนต้องไปพร้อม ทำอย่างไรให้มีรายได้ คนที่เป็นเกษตรกร สินค้าเกษตรราคาดี ถึงสินค้าอุปโภคบริโภคแพงหน่อยคงไม่ว่า แก้ก็ต้องแก้สองทาง เพิ่มรายได้ลดรายจ่าย ถ้าแยกดูเป็นตัว บางตัวอาจจะดีบางตัวอาจไม่ดี แต่เวลาพูดเขาไม่พูด เขาจะพูดตัวไม่ดี

โควตาเจ๊แดง

คาดการณ์ว่าหวนคืนถนนการเมืองรอบนี้”วราเทพ” เตรียมร่วม ครม.ปู 3 โควตาเจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แต่ “วราเทพ”ชี้แจงว่า จริงๆ แล้วไม่น่าจะเป็นโควตา แต่สนิทกันตั้งแต่พรรคไทยรักไทย ทั้งในฐานะเลขาฯ ที่ผูกพัน เคารพนับถือ เวลามีงานมีการส่วนตัวก็ไปร่วมงาน ทำนองนั้น

“ไม่มี…ใครที่เคยอยู่ไทยรักไทยจะรู้ว่าไม่มีระบบโควตา แบบ 7 คนต้องได้ 10 คนต้องได้ ภาคเหนือต้องได้เท่านั้นเท่านี้ เขาดูความเหมาะสม ความอาวุโส แล้วดูสัดส่วนนิดหน่อย ภาคเหนือมี สส.ขนาดนี้น่าจะมีผู้ที่มีตัวแทนด้านบริหาร แต่ไม่ตายตัวว่าต้องเป็นคณิตศาสตร์”

ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ปัจจุบันคุณแดงก็ไม่ได้บอกว่าท่านมีโควตา แต่ถูกมองอย่างนั้นได้ไหม ได้ เพราะท่านเป็นผู้นำทางภาคเหนือ เพราะฉะนั้นเวลามีรัฐมนตรีที่มาจากภาคเหนือก็ไปมองว่าเป็นของคุณเยาวภา ส่วนคนสนิทกันไปเจอกันคุยกันก็เลยกลายเป็นโควตา

วราเทพ มองว่า มีคนที่สนิทกับเจ๊แดงเยอะ เพราะเป็นผู้ใหญ่ใจดี พี่ๆ น้องๆ ในพรรคเรียกพี่ สมัยนู้นหรืออาจจะสมัยนี้ด้วยก็อาจจะมีหลายคนช่วยทำงานไม่ได้มาที่เขาคนเดียว อย่างคุณวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุลยงยุทธ ติยะไพรัช บุญทรง เตริยาภิรมย์ไม่ใช่เขาคนเดียว

ห่างหายจากหน้าฉากการเมืองไป 5 ปีเขายืนยันว่าไม่มีใครมาอยู่ข้างหน้าแทนเพราะไม่ใช่เจ้าของโควตาตำแหน่งรัฐมนตรีให้คนอื่นมาดูแลแทนและก็ไม่เคยไปยุ่งกับรัฐมนตรีคนไหนเลย ถามว่ามีความสุขไหมก็สบายกาย ภาระหน้าที่น้อย เราได้ทำอะไรที่ชอบ แต่ก็ได้ทำอะไรที่ต้องการทำในช่วง4-5 ปี

สำหรับท่าทีเมื่อ111 พ้นโทษแบนจะดำเนินการอย่างไรต่อไป “วราเทพ” เล่าให้ฟังว่า จากที่มีการประชุมเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วก็มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าจะมีกิจกรรมวันที่ 30 พ.ค. และหลังจากนั้นก็จะเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลที่จะไปทำงานกันเอง ใครจะไปเขียนหนังสือ ใครจะทำอะไรก็แล้วแต่ วันที่30 พ.ค. ก็จะจบการเรียกกลุ่ม 111

 

เปิดร่างกม.ปรองดอง 2012/05/26

เปิดร่างกม.ปรองดอง

  • 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:36 น.

เปิดร่างกม.ปรองดองปลดโซ่ระบอบทักษิณ

หมายเหตุ พล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ได้เสนอร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติพ.ศ. โดยได้ระบุถึงเหตุผลและความจำเป็นในการเสนอกฎหมายดังกล่าวซึ่งสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้รับเมื่อวันที่ 24 พ.ค.เวลา 14.45น.โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

หลักการและเหตุผล

พ.ต.ท.ทักษิณ-พล.อ.สนธิ

โดยที่ได้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบและความรุนแรงในประเทศในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาโดยเฉพาะเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 จนนำไปสู่การสูญเสียชีวิตการบาดเจ็บทางร่างกายและจิตใจ ผู้ต้องหาและจำเลยจึงไม่ใช่เป็นผู้ร้ายหรืออาชญากรดังเช่นคดีอาญาปกติ การยึดทำอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 ที่ผ่านมา รวมถึงการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคที่มิได้ส่วนรู้เห็นกับการกระทำความผิด ทำให้เกิดข้อวิจารณ์เกี่ยวกับความสอดคล้องกับหลักนิติธรรมของกลไกต่างๆของรัฐ กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม

ประกอบกับได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงกระทบกระเทือนต่อขวัญและกำลังใจของคนในชาติตลอดจนความสงบสุขของบ้านเมืองอีกครั้งหนึ่ง ประชาชนทั่วไปต้องการให้บ้านเมืองเกิดความปรองดองสมานฉันท์ หันหน้าเข้าหากัน แปลงวิกฤติครั้งนี้ให้เป็นโอกาสเพื่อฟื้นความสงบสุขและความเชื่อมั่นของคนในชาติรวมทั้งนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศให้กลับคืนมา

จึงสมควรใช้หลักเมตตาธรรมด้วยการให้อภัยและให้โอกาสกับทุกฝ่ายซึ่งล้วนมีเจตนาดีต่อชาติบ้านเมือง อันเป็นไปตามประเพณีที่ประเทศไทยเคยปฎิบัติมาแล้วหลายครั้งและเป็นไปตามมาตรฐานสากลด้วยการนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดอันมีสาเหตุตจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ได้กระทำระหว่างวันที่ 15 ก.ย.2548จนถึงวันที่ 10 พ.ค.2554 และเยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาด้วยการคืนความชอบธรรมให้แก่ผู้ถูกดำเนินคดีโดยกระบวนการต่างๆที่เกิดขึ้นตามประกาศหรือคำสั่งของคณะปฎิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค.)หรือคำสั่งของหัวหน้าคปค.ที่มิได้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติหรือขัดต่อหลักนิติธรรม
อันเป็นการผดุงรักษาไว้ซึ่งระบบนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรมของประเทศที่สากลให้การยอมรับ รวมทั้งการคืนสิทธิทางการเมืองให้กับกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่มิได้มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำความผิดอันเป็นเหตุให้มีการยุบพรรคการเมืองนั้น เพื่อให้โอกาสแก่ทุกฝ่ายได้เข้ามาใช้ความรู้ความสามารถของตนร่วมกันแก้ไขปัญหาและนำพาประเทศให้ก้าวข้ามความขัดแย้งครั้งนี้ไปสู่สันติภาพและความมั่นคงสืบไป จึงจำเป็นต้องตราพ.ร.บ.นี้

สาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.

มาตรา 3 ให้บรรดาการกระทำใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2548 จนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 หากมีการกระทำใดเป็นความผิดตามกฎหมาย ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป และให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

การกระทำตามวรรคหนึ่งให้หมายความถึงการกระทำของบุคคลดังต่อไปนี้

(1) การกระทำทั้งหลายของบุคคลที่เกิดจากการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายที่ห้ามการชุมนุม การกล่าววาจาหรือโฆษณาด้วยวิธีใดเพื่อเรียกร้องหรือให้มีการต่อต้านรัฐ การต่อสู้ขัดขืนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการประท้วงด้วยวิธีใดๆอันเป็นการกระทบต่อร่างกายหรือทรัพย์สินของบุคคลอื่นซึ่งเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมือง

(2) การกระทำทั้งหลายของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลใดๆอันเกี่ยวเนื่องกับการป้องกันระงับหรือปราบปรามในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือการกระทำใดที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าว

มาตรา 4 เมื่อพ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับแล้ว ถ้าผู้กระทำการตามมาตรา 3 อยู่ในระหว่างการสอบสวนให้ผู้มีอำนาจสอบสวนระงับการสอบสวนผู้นั้น ถ้าอยู่ในระหว่างการฟ้องร้องให้พนักงานอัยการหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องระงับการฟ้องหรือให้ถอนฟ้อง ถ้าผู้นั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด ถ้าผู้นั้นรับโทษอยู่ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและปล่อยตัวผู้นั้น

มาตรา 5 ให้ถือว่าบุคคลที่ได้รับผลระทบจากการดำเนินการหรือการปฏิบัติทั้งหลายขององค์กรหรือคณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประกาศหรือคำสั่งของคปค. หรือคำสั่งของหัวหน้าคปค. ซึ่งได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 หรือการดำเนินการหรือการปฏิบัติทั้งหลายขององค์กร หรือหน่วยงานอื่นใดอันเป็นผลสืบเนื่องจากการดำเนินการหรือการปฏิบัติขององค์กรหรือของคณะบุคคลดังกล่าว มิได้เป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือเป็นผู้กระทำความผิด โดยให้นำความในมาตรา 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลม และให้องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติต่อบุคคลที่ได้รับผลกระทบนั้นให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมต่อไป

 

ใบไม้ไหวพาใจละเมอ 2012/05/25

ใบไม้ไหวพาใจละเมอ

  • 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:51 น.

โดย…ลีโอ เคน

ณ ค่ำคืนหนึ่งที่ปล่อยใจให้โบยบินไปตามคำเรียกร้อง!!!

สงสัยเรี่ยวแรงวังชาจะเยอะ วันนี้เลยบินมาไกลกว่าที่เคย ลาดกระบังเส้นทางที่ไม่ค่อยได้ไปเยือน แต่ไม่รู้สึกว่าห่างเหิน เพราะได้ยินคนคุ้นเคยพูดถึงอยู่เป็นประจำจนคุ้นชิน

วันนี้เลยถือโอกาสกิน-ดื่ม เย้ยกันซะเลย จะได้คุยได้ว่ามาถึงแล้วนะเหวยลาดกระบัง เฮอะ เฮอะ

เรารวมพลกันที่ร้านแห่งหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นสถานที่แฮงเอาต์ฮอตฮิตของหนุ่มสาวย่านนี้ สังเกตได้ที่ผู้คนเริ่มหนาตาตั้งแต่หัวค่ำ

ร้านนี้มีชื่อน่ารักว่า “ใบไม้” ฟังดูง่ายๆ ชิลชิล เบาๆ แต่สัมผัสได้ถึงความสดชื่นและรื่นรมย์ บรรยากาศโดยรวมชวนให้มานั่งดื่มนั่งกินกันได้ทุกวัน ในราคากันเองและบริการเสมือนเพื่อน มีทั้งห้องแอร์เย็นฉ่ำและโซนด้านนอกชิลชิลใกล้ชิดกับนักดนตรีแบบเนียนๆ

มีดนตรีเล่นสดทุกค่ำคืน จัดเต็มกันไปเลย 3 วงต่อ 1 คืน ยังเหงาได้อีกก็ให้รู้ไป ย้อมอารมณ์กันเบาๆ ตั้งแต่ทุ่มครึ่ง ฟังกันให้ฉ่ำวงละ 1 ชั่วโมงครึ่ง มีทั้งแนวอินดี้ ป๊อป โฟล์ก และเพลงคุ้นหู ฟังแบบสบายๆ ก่อนจะขยับบีตเร่งเร้าให้ความสุขโชนแสงในช่วงค่อนคืน ช่างเป็นจังหวะที่รู้ใจจนอดคิดไม่ได้ว่าราตรีนี้ทำไมยังเยาว์นัก แฮะ แฮะ

ชอบนักร้องหน้าตาดีด้วย เสียงดีด้วย ละอ่อนด้วย เพราะยังเป็นนักศึกษาหนุ่มๆ ขอแนะนำค่ำคืนวันพฤหัสฯ กับวง “หวานกรอบ” ที่คนฟังพากันตั้งชื่อวงให้ จะกร้อบ กรอบ และหวานสมชื่อมั้ย ลองไปฟังกันดู อิอิ

สำหรับค่ำคืนนี้ ผมได้ฟังนักร้องคู่หูดูโอมีชื่อวงน่าอมว่า “โอเล่” นักร้องร้องเสียงไม่อายใคร มือกลองขี้เล่นและช่างเอาใจ ขอเพลงไหนก็จัดให้ด้วยความเต็มใจ แอบแกล้งมือกลองให้ร้องเพลงให้ฟังสักเพลงสิ แน่ะ…ยังจัดให้ น้ำเสียงไม่เบา ย้อมอารมณ์ไม่ลึกเท่านักร้องตัวจริงเสียงจริง แต่ก็ช่วยสลายเหงาได้เยอะเลยเชียว อิอิ

ไม่ใช่มีดีแค่ดนตรี ที่นี่อุดมไปด้วยเครื่องดื่มมากมาย โดยเฉพาะเบียร์ตระกูลดังจากทั่วโลก ทั้งเบียร์สด เบียร์ดำ กำนัลมาเต็มอัตรา กระซิบบอกให้ก็ได้ว่า พี่เมย์ เจ้าของร้านคนสวย เขาชอบดื่มเบียร์เป็นชีวิตจิตใจ แล้วใครล่ะจะให้เสียพะยี่ห้อเจ้าแม่แห่งพรายฟอง อุปส์!!!

ที่พิเศษไม่เหมือนใคร คือ เบียร์ภูเก็ต ไม่ใช่หาดื่มได้ง่ายๆ ยังหาดื่มได้ที่นี่เลย

เออ…ยังมีหมาดำ ลำแต๊ๆ ของดีชื่อดังจากทางเชียงใหม่ ที่มีให้เลือกอยู่หลายขนาน พร้อมทั้งมีเคล็ดลับการดื่มบอกเป็นไกด์ในเมนู ทั้งหมาแซบ หมาซ่า หมากระฉูด กระทั่งหมาไฮโซก็มีให้ลิ้มลอง

ด้านอาหารก็มีให้เลือกทั้งที่กินเป็นกับ และกินเป็นกับแกล้ม เน้นเสิร์ฟอาหารไทยอีสาน รสชาติเข้มข้นและจัดจ้านตามประสา

ขอออกสตาร์ตด้วยเมนูเบาๆ ส้มตำทอด เขานำมะละกอไปทอดกรอบ เวลากินก็ราดด้วยน้ำส้มตำไทย เปรี้ยวหวานครบรส

อย่าลืมสั่งเมนูนี้ ปลาหมึกนึ่งมะนาว สัมผัสได้ถึงความสดของปลาหมึกของโปรด จัดจ้านแบบจัดเต็ม ซดทีไรสะใจทุกคำ

นัวอีกนิดกับยำถั่วพู โดดเด่นที่น้ำพริกเผาปรุงเอง เผาเอง แต่แบ่งให้คนอื่นๆ อร่อยด้วยกันนะ อิอิ

หมูสมุนไพร ของที่นี่ก็เหมาะกับสั่งมาเป็นกับแกล้ม หอมตะไคร้ หมูออกรสหวานนิดนึง รวมถึงอีกหลายเมนูแจงวันนี้คงไม่หมด และถ้าสั่งมากินทุกเมนูคงไม่มีที่ว่างให้เครื่องดื่มเป็นแน่ หุหุ

เออ…ยังมีเมนูฝรั่งอยู่หลายเมนูเหมือนกัน เพราะใกล้สนามบินสุวรรณภูมิจึงมีลูกค้าฝรั่งแวะเข้ามาไม่ขาด จากที่เคยหลงทางจนบัดนี้กลายเป็นขาประจำกันไปโดยปริยาย

“เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหมเธอ ยังรอเธอเสมอทุกครั้งที่หายใจ ไม่อยากมีชีวิตอ้างว้างอีกต่อไป” บทเพลงที่ตอกย้ำคนขี้เหงากันเข้าไปอีก

แต่กลับรู้สึกแปลกใจ…ไม่เสียแรงที่หัวใจบินมาไกล…เพราะจะบอกอะไรให้ แม้ไม่มีเพื่อน เพื่อนไม่มา แต่ไม่ต้องกลัวเหงา เพราะมาร้านนี้เดี๋ยวมีเอง และที่แน่ๆ รู้สึกว่าไม่ต้องอ้างว้างอีกต่อไปแล้ววู้ย เพื่อนเพียบเลย อิอิ!!!

ร้านตั้งอยู่ที่ลาดกระบังซอย 46 เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 17.00-02.00 น. โทร. 02-739-2239 และ 08-2658-6006

 

พุทธศาสน์…วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!? (ตอน ๙) 2012/05/25

พุทธศาสน์…วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!? (ตอน ๙)

  • 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:11 น.

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

แม้แต่ชาวจีนก็ต้องจำยอมอดทนกับปรากฏการณ์การแสวงหาประโยชน์ตาม ลัทธิกฎหมาย-กฎสังคม แบบฉบับทุนนิยม ที่กำลังสำแดงฤทธิ์อยู่ในประเทศจีน แม้แต่วัดเส้าหลินแห่งมณฑลเหอหนาน ที่มีชื่อเสียงดังไปทั่วโลกก็ต้องประสบกับปัญหาดังกล่าว ดังที่ปรากฏให้เห็น ซึ่งหากใครเดินทางไปวัดเส้าหลินในปัจจุบันรถโดยสารก็จะนำท่านเข้าไปลานจอดรถ ซึ่งเป็นสถานที่อำนวยความสะดวกขององค์กรปกครองท้องถิ่นที่ท่านจะต้องจ่ายเงินค่าบริการผ่านทาง ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ด่านเก็บเงินด้านนอก คันละ ๒๐ หยวน ครั้งที่ ๒ ด่านเก็บเงินคนละ ๑๐๐ หยวน แถมจะต้องเสียเงินค่ารถยนต์นำท่านเข้าสู่วัดเส้าหลินอีกคนละ ๑๐ หยวน

รายจ่ายตรงส่วนนี้ เป็นขององค์กรปกครองท้องถิ่นที่มาตั้งกำแพงกั้นรั้วดักเก็บเงินนักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปในเขตวัด เพื่อเป็นรายได้ให้กับท้องถิ่น ๗๐% และแบ่งให้วัดเพียง ๓๐% ยกเว้นแขกของวัด อย่างเช่น อาตมาเป็นพระอาคันตุกะของวัดเส้าหลิน เรียกว่า เป็นแขกของเจ้าอาวาส จึงยกเว้นเป็นผู้ไม่ต้องจ่าย (จริงๆ อาตมาไม่มีจะจ่ายด้วย) สำหรับส่วนแบ่งให้วัด ๓๐% ทราบว่าจริงๆ แล้ววัดเส้าหลินมิได้ต้องการเงินส่วนแบ่งดังกล่าว เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนที่มาไหว้พระต้องเดือดร้อนกับค่าใช้จ่ายดังกล่าว

นับว่าเรื่องกระแสทุนนิยม กับแนวนวัตกรรมใหม่ กับระบบวัฒนธรรมและความเชื่อ ตลอดจนความเป็นอยู่แบบอนุรักษ์ของจีนแบบดั้งเดิมที่กำลังปีนเกลียวกันอย่างรุนแรงพอสมควร… และค่อนข้างตึงด้วย เพราะความไม่ยอมลดราวาศอกต่อกัน เมื่อกฎหมาย กฎระเบียบว่าอย่างไร ทุกคนจะต้องเดินตามระบบกฎหมายของสังคม… ไม่เต้นตามก็ต้องได้รับโทษเป็นไปตามกฎหมาย… เราจึงเห็นสภาพความจริงที่ดูเหมือนไร้น้ำจิตน้ำใจเกิดขึ้นในโลกทุนนิยมใหม่ของชาวจีน… ที่ทุกๆ คนต้องเป็นไปตามระบบของสังคมที่กำลังขับเคลื่อนอย่างรุนแรง… ขนาดที่ขาดความเอื้อเฟื้อ… งดความเอื้อเฟื้อ เพราะกฎระเบียบที่เข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ของประเทศจีน จึงทำให้ขาดการผ่อนปรนในการดำเนินชีวิตที่มีความสัมพันธ์กัน…

ดังเช่น กรณีที่ยกตัวอย่างการเรียกเก็บเงินค่าผ่านทาง ๑ ชั้น ค่าผ่านเข้าวัด ๑ ชั้น ค่าผ่านเข้าชมโบราณสถาน ๑ ชั้น ซึ่งทั้งสามชั้นนี้ไม่มีลดราวาศอกเด็ดขาด ยกเว้นชั้นของวัด หากเป็นแขกของวัด ส่วนชั้นขององค์กรปกครองท้องถิ่น ที่มาตั้งเครื่องดักปลาหน้าวัดแบบนักเลงโตในหมู่บ้าน พูดยากมาก ขนาดเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินที่แน่ๆ ยังต้องเบื่อหน่ายปนเซ็งกับเรื่องดังกล่าว ด้วยความไม่ค่อยยอมของฝ่ายท้องถิ่น ซึ่งถูกส่งมาให้ทำหน้าที่อย่างนี้ ก็ต้องทำอย่างนี้… ไม่รับรู้รับทราบอะไรทั้งสิ้น เรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาที่จมอยู่ในสังคมทุนนิยมของประเทศจีนปัจจุบัน ซึ่งคงจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมกันอีกครั้งอย่างแน่นอน หากสังคมปล่อยปละละเลยให้เป็นไปเช่นนี้…

ย้อนกลับไปกล่าวถึง วัดฝ่าเหมิน (Famen Temple) อีกครั้ง จากกรณี พระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์ ที่ชาวจีนเชื่อว่าเป็นของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยสภาพที่เก็บบรรจุไว้ในหีบห่ออย่างดี ตามธรรมเนียมของกษัตริย์ที่ได้มีโอกาสวาสนาถวายสักการบูชา ดุจดังราชประเพณีของกษัตริย์ ผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาในชมพูทวีป ที่ได้เคยทรงถือปฏิบัติกันมา จึงปรากฏมีเครื่องสักการะที่ล้วนแล้วแต่มีค่าสวยงามประณีตจำนวนหลายพันชิ้น เมื่อเจดีย์พังทลายลงซีกหนึ่ง และได้เปิดในชั้นใจกลางขององค์พระเจดีย์ ชั้นล่างสุดจึงพบหีบห่ออันประณีต ที่บรรจุสวมกันลงไปเป็นชั้นๆ จนถึงหีบเล็กสวยงามชั้นในที่สุดที่มีพระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์ ๑ ชิ้นอยู่ภายใน และยังได้ค้นพบลักษณะเดียวกับพระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์ ทำขึ้นเลียนแบบอีก ๓ ชิ้น วางไปตามลำดับช่องประตู ก่อนถึงชั้นในที่ประดิษฐานพระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์ดังกล่าว…

ได้สันนิษฐานในเรื่องดังกล่าวว่า เพื่อป้องกันการลักลอบขโมย หรือเมื่อจะมีการคิดทำลายด้วยผู้เบียดเบียนพระพุทธศาสนา ก็จะได้มอบพระอัฐิที่ทำขึ้นเลียนแบบ เรื่องดังกล่าวได้มีการเล่าอ้างกันไปว่า ด้วยเหตุเคยมีเรื่องคิดทำลายพระอัฐิฯ ดังกล่าว จึงได้ออกแบบสร้างเลียนแบบด้วยหยกขาวขึ้น ดูเหมือนสภาพของจริงจำนวน ๓ ชิ้น วางไว้ในหีบห่อเล็กๆ เหมือนกัน ดังที่ประดิษฐานอยู่ในสถูปเจดีย์ปัจจุบัน… ซึ่งนักท่องเที่ยว/สาธุชนผู้มีศรัทธาจะได้เข้าไปถวายการสักการบูชา ปรากฏอยู่ในตู้กระจกทั้งสามด้าน ด้านละทิศ ส่วนพระอัฐิข้อนิ้วพระหัตถ์ดั้งเดิมนั้น ปัจจุบันอยู่บริเวณสถูปที่สร้างขึ้นใหม่บนลานวัฒนธรรมขององค์กรปกครองท้องถิ่น

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้

 

จับตา’ยูโรบอนด์’กู้ยุโรป แผนระดมทุนบนภาระหนักอึ้งของเยอรมนี 2012/05/25

จับตา’ยูโรบอนด์’กู้ยุโรป แผนระดมทุนบนภาระหนักอึ้งของเยอรมนี

  • 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:25 น.

โดย…นันทิยา วรเพชรายุทธ

nantiyaw@posttoday.com

แม้นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี จะเคยส่งสัญญาณความเป็นไปได้ว่าอาจจะประนีประนอมให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่ไปกับมาตรการรัดเข็มขัด เพื่อให้กรีซอยู่รอดต่อไปได้ และแม้ทุกฝ่ายจะทราบดีว่าไม่อาจปล่อยให้กรีซออกจากยูโรโซน เพราะจะสร้างหายนะทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ตามมา ทว่าการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรป เมื่อวันที่ 23 พ.ค. กลับต้องจบลงโดยที่ไม่สามารถบรรลุแผนแก้ปัญหาใดๆ

ในเชิงหลักการนั้น เยอรมนีอาจเห็นด้วยว่ากรีซอาจจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย ทว่าการจะหาเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยแผนการออก “พันธบัตรยูโร” หรือ ยูโรบอนด์ ภายใต้การผลักดันของประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ แห่งฝรั่งเศสนั้น เป็นสิ่งที่เยอรมนีไม่อาจยอมรับได้

เพราะยูโรบอนด์ คือหนทางช่วยเหลือทุกประเทศในกลุ่มยูโรโซนที่เกิดปัญหาเศรษฐกิจ ยกเว้นเยอรมนีเพียงชาติเดียวเท่านั้น ซึ่งเมื่อชั่งน้ำหนักความได้เปรียบเสียเปรียบแล้ว งานนี้เยอรมนีรู้ดีเต็มอกว่าได้ไม่คุ้มเสีย

การระดมทุนด้วยการออกพันธบัตรยูโรบอนด์นั้น กำลังเป็นที่จับตาไปทั่วโลก เนื่องจากเป็นวิธีในการหาเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจที่หลายประเทศในยุโรปยอมรับ และพยายามผลักดันให้เป็นรูปเป็นร่างในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปที่เพิ่งผ่านมา โดยมีบรรดาประเทศที่มีปัญหาเศรษฐกิจซบเซา งบประมาณขาดดุลพุ่งสูง และหนี้สาธารณะต่อจีดีพีพอกคอหอยอย่างหนัก อาทิ ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน ให้การสนับสนุน

พันธบัตรยูโรมีการระดมทุนคล้ายกับการออกพันธบัตรทั่วไปของแต่ละประเทศ ทว่าแตกต่างตรงที่ทั้ง 17 ประเทศในกลุ่มยูโรโซน จะเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ร่วมกันทั้งหมด โดยแบ่งตามสัดส่วนตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งอาจขึ้นอยู่กับสัดส่วนของเงินที่ได้ไปจากการประมูลยูโรบอนด์

วิธีนี้มีข้อดีด้วยกันหลายประการ ประการแรกนั้น จะช่วยไม่ให้ประเทศในยูโรโซนที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจถูกโจมตีจากการเก็งกำไร นักลงทุนจะไม่สามารถทิ้งหรือปฏิเสธไม่เข้าซื้อพันธบัตรของประเทศใดประเทศหนึ่งที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ อาทิ สเปน และอิตาลี ซึ่งปัจจุบันมีอัตราผลตอบแทนดอกเบี้ยพันธบัตรที่พุ่งสูงตามความเสี่ยง และทำให้นักลงทุนหันไปซื้อพันธบัตรความเสี่ยงต่ำในเยอรมนี สหรัฐ และญี่ปุ่นแทน

ประการที่ 2 นั้น พันธบัตรยูโรจะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมให้ถูกลง เพราะเมื่อนำเยอรมนี ซึ่งมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรปมารวมอยู่ด้วย เครดิตความน่าเชื่อถือของเยอรมนีจะช่วยคานความเสี่ยงของพันธบัตรยูโรให้ลดลง โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะ 10 ปีของเยอรมนี อยู่ที่ 1.4% เท่านั้น เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยของอิตาลีและสเปน ซึ่งอยู่ระหว่าง 5.5–6%

ข้อดีประการที่ 3 ของพันธบัตรยูโร ก็คือประเทศในกลุ่มยูโรโซนที่เจออัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสูง จนไม่สามารถไถ่ถอนพันธบัตรคืนภายใต้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าว จะได้รับการเปิดโอกาสให้ปรับโครงสร้างหนี้ได้

แน่นอนว่าหากมีการออกพันธบัตรยูโรได้จริง ก็จะถือเป็นการต่อลมหายใจของกรีซ และยืดอายุการเป็นหนึ่งเดียวของกลุ่มประเทศยูโรโซนได้ครั้งใหญ่ โดยนักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่าอาจระดมทุนได้สูงถึง 11 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 346 ล้านล้านบาท) ซึ่งจะมีมูลค่าใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 รองจากพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐ

ทว่า จุดอ่อนของการออกพันธบัตรร่วมกัน และเหตุผลที่เยอรมนียืนกรานปฏิเสธอย่างหนักแน่น ก็มีอยู่หลายประการด้วยเช่นเดียวกัน

ประการแรกนั้น เยอรมนีจะเป็นผู้เสียประโยชน์แทบจะทุกด้าน กับการนำตัวเองไปค้ำประกันหนี้ก้อนใหญ่ร่วมกัน รัฐบาลและโดยเฉพาะชาวเยอรมันซึ่งเป็นผู้เสียภาษี จะตั้งคำถามตามมาว่า เหตุใดเยอรมนีจึงต้องนำห่วงหนี้ของประเทศที่ไม่มีวินัยการคลังมาผูกคอตัวเองด้วย ซึ่งความไม่พอใจของประชาชน ก็คือความเสี่ยงสำคัญทางการเมืองที่รัฐบาลเยอรมนีไม่ต้องการเผชิญในวันเลือกตั้งครั้งหน้า

ประการต่อมานั้น เยอรมนีซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนพันธบัตรต่ำที่สุดในยุโรปในขณะนี้ จะมีต้นทุนกู้ยืมสูงขึ้นทันทีหากมียูโรบอนด์ออกมา เพราะเท่ากับว่าดอกเบี้ยพันธบัตรเยอรมนีจะถูกนำไปหารเฉลี่ยความเสี่ยงกับหลายประเทศที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งจะทำให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในเยอรมนีเสียเปรียบทันที

ประการที่ 3 ซึ่ง แมร์เกิล และรัฐมนตรีหลายคนพยายามย้ำถึงเสมอก็คือ การออกพันธบัตรยูโรเท่ากับเป็นการ “ก่อหนี้เพิ่ม” ทั้งที่หลายประเทศไม่อยู่ในสถานะที่จะก่อหนี้เพิ่มเติมได้อีกต่อไป เนื่องจากประสบภาวะขาดดุลงบประมาณอย่างหนัก และยังมีระดับหนี้สาธารณะสูงเมื่อเทียบกับจีดีพี ซึ่งจะทำให้การเติบโตทางเศรษฐ กิจบนพันธบัตรยูโรเป็นการเติบโตที่เสี่ยง ไม่ยั่งยืน และเป็นการสร้างวินัยทางการคลังผิดๆ ให้เกิดธรรมเนียมดินพอกหางหมูกันต่อไป

จึงไม่น่าแปลกใจที่นายกรัฐมนตรี แมร์เกิล จะย้ำในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปว่า วิธีการออกยูโรบอนด์จะต้องมีการเฉลี่ยความสมดุลกันให้ดี ซึ่งที่ประชุมยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ เพราะยังมีความเห็นและมุมมองที่แตกต่างกันในหลายด้าน

นอกจากปัญหาหลักๆ จะตกอยู่กับเยอรมนีแล้ว ยูโรบอนด์ก็ยังมีจุดอ่อนในตัวหลายด้านด้วยกันในแง่ของความชัดเจน อาทิ หากประเทศใดประเทศหนึ่งไม่สามารถร่วมไถ่ถอนหนี้ได้ในอนาคต อีก 16 ประเทศที่เหลือจะแบกรับหนี้แทนหรือไม่ พันธบัตรของแต่ละประเทศจะยังคงมีอยู่ หรือถูกแทนที่ด้วยพันธบัตรยูโร และรัฐบาลแต่ละประเทศควรจะให้ลำดับความสำคัญระหว่างพันธบัตรของประเทศ หรือพันธบัตรยูโรมากกว่ากัน

หากไม่สามารถตกลงในรายละเอียดที่ชัดเจน หรือเฉลี่ยสมดุลเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบให้ดีขึ้น เยอรมนีซึ่งเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดในยุโรป ก็อาจจะไม่ยอมเล่นด้วยกับแผนการดังกล่าว ทำให้การประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปครั้งต่อไปในเดือน มิ.ย. จบลงด้วยการไร้ทางแก้ปัญหาอีกครั้ง และอาจส่งผลให้วิกฤตการณ์ของกรีซและยูโรโซนตกอยู่ในสถานะที่ไร้ทางออกต่อไป

 

ละเลงงบประชานิยม จุดสลบรัฐบาล 2012/05/25

ละเลงงบประชานิยม จุดสลบรัฐบาล

  • 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:18 น.

โดย…เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

แม้ว่าการพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายปี 2556 วงเงิน 2.6 ล้านล้านบาท จะได้รับการยกมือหนุนจากสมาชิกฝ่ายรัฐบาลอย่างท่วมท้นตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม ข้อท้วงติงของรัฐบาลในการจัดทำงบประมาณในหลายประเด็นเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องนำไปคิดไปปรับแก้เพื่อลบจุดอ่อนเสริมจุดแข็งการบริหารการใช้เงินของประเทศเช่นกัน ในชั้นของการพิจารณากรรมาธิการในช่วงต่อไป

โดยเฉพาะข้อทักท้วงเรื่องการใช้เงินงบประมาณในการทำโครงการประชานิยมจำนวนมากเพื่อซื้อใจมวลชน ทำให้รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณขาดดุลอีกถึง 3 แสนล้านบาท แม้ว่ารัฐบาลจะอ้างว่าลดลงจากปีงบประมาณ 2555 ที่ขาดดุล 4 แสนล้านบาท ก็ถือว่าการขาดดุลยังเป็นจำนวนก้อนโต

ฝ่ายค้านท้วงติงว่า ที่ผ่านมารัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินแก้น้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาท เวลาผ่านมาเกือบปีรัฐบาลเพิ่งอนุมัติโครงการกู้เงินได้แค่ 2 หมื่นล้านบาท การเบิกจ่ายจริงแทบยังไม่มีเกิดขึ้น

พ.ร.ก.กู้เงินประกันภัยพิบัติอีก 5 หมื่นล้านบาท ที่ยังกองอยู่ ไม่ได้ใช้ เพราะมีผู้มาทำประกันน้อยผิดความคาดหมาย

เงินกู้เก่ายังกองเป็นภูเขาและยังมาขอกู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณใหม่อีก 3 แสนล้านบาท เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทบทวน ไม่ดื้อดึงเสียงมากลากไป

ที่สำคัญ เป็นการกลืนน้ำลายตัวเองที่โจมตีรัฐบาลก่อนหน้าว่าเป็นรัฐบาลกู้สิบทิศ แต่พอมาบริหารประเทศกลับกลายเป็นรัฐบาลที่จมอยู่ภายใต้กองหนี้เสียเอง

รัฐบาลต้องไม่ลืมว่าวิกฤตหนี้ยุโรปทำเศรษฐกิจล้มครืนและยังแก้ไม่ตก ก็มาจากการกู้ ใช้จ่าย แบบเกินตัว หากเห็นโลงศพและยังพาประเทศไปตายจมกองหนี้อีก เห็นทีรัฐบาลก็อยู่ยาก

ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังเองก็ประเมินว่าสัดส่วนหนี้จาก 42% ของจีดีพี จะเด้งเป็น 50% จากการออก พ.ร.ก.กู้เงิน และการกู้ชดเชยขาดดุลปีงบประมาณ 2555 ดังนั้นการทำงบขาดดุลเพิ่มอีกในปี 2556 จะทำให้สัดส่วนหนี้น่าเสียวไส้เกิน 60% ของจีดีพี ตามกรอบความยั่งยืนทางการคลัง

ประเด็นที่ฝ่ายค้านเปิดเผยว่า การจัดทำงบประมาณปี 2556 มีเงินจำนวนไม่น้อยใช้ไม่คุ้มค่า เพราะไปทำโครงการประชานิยมที่ไม่จำเป็น ไม่เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เทียบกับเงินที่ใช้ และหากนำไปทำอย่างอื่นจะคุ้มค่ามากกว่า

แม้แต่ธนาคารโลกก็ออกมาเตือนในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ฝ่ายค้านท้วงติงว่า รัฐบาลควรหั่นโครงการประชานิยมที่ไม่จำเป็นทิ้งเสียบ้าง เพื่อรักษาเสถียรภาพการเงินการคลังของประเทศในระยะยาว

ขนาดนักการเมืองที่เคยอยู่กับรัฐบาลมาก่อน อย่าง วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ยังออกมาเตือนรัฐบาลว่า การบริหารประเทศที่ใช้แต่โครงการประชานิยมเป็นเรื่องเสี่ยง ทำให้ประเทศเกิดความเสียหาย เพราะเป็นการหันหลังให้กับการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะประชานิยมเป็นการดึงเงินในอนาคตมาใช้

ข้อท้วงติงจากหลายฝ่าย หากไล่เรียงลงไปเป็นรายโครงการประชานิยม ตั้งแต่รถคันแรก รัฐบาลต้องยอมรับว่าเป็นนโยบายเกินเลย ไม่มีความจำเป็น แน่นอนว่าผู้ซื้อรถได้ประโยชน์ เพราะอยู่ดีๆ ซื้อรถก็ได้แถมเงินคืน

แต่อีกด้านหนึ่งรัฐบาลก็ต้องจ่ายเป็นเงินถึง 3 หมื่นล้านบาท เงินจำนวนนี้หากรัฐบาลประหยัด ก็อาจสร้างรถไฟฟ้าสายสั้นได้ 1 สาย

กิตติรัตน์ ณ ระนอง ออกมาโต้ธนาคารโลก ว่า มองเป็นจุดๆ มากเกินไป รถคันแรกสร้างงาน สร้างกำลังซื้อ ส่งผลดีกับเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ไม่ใช่เป็นเรื่องเสียหายอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายก็ทักท้วงว่าโครงการรถคันแรกไม่ได้ทำให้การซื้อขายรถโดยรวมมากขึ้นกว่าเดิม แต่ทำให้การซื้อรถเร็วขึ้นมากกว่าเดิมเพื่อให้ได้สิทธิคืนเงิน หลังจากหมดโปรโมชันก็จะทำให้ความต้องการรถน้อยลงในระยะหนึ่งเช่นเดียวกัน

ที่สำคัญ การใช้สิทธิรถคันแรกยังเกิดปัญหาสวมสิทธิ ทำให้รัฐเสียหายแบบต้องทำใจยอม เพราะจะมีกรณีคนที่มีรถอยู่แล้วอยากได้รถใหม่ ก็ไปหาชื่อคนไม่เคยมีมาใช้ซื้อรถ

ปรากฏการณ์นี้ก็สวนทางกับที่รัฐบาลต้องการให้โครงการนี้ทำให้คนเรียนจบใหม่มีรถขับไปทำงาน

ดังนั้น โครงการรถคันแรกเป็นโครงการที่อยู่ดีๆ รัฐบาลก็ทิ้งเงินภาษีไปเปล่าๆ 3 หมื่นล้านบาท ขณะที่ผู้ซื้อรถคันแรกก็ส้มหล่นได้รถถูกออกไปวิ่งเติมน้ำมันราคาถูกที่รัฐบาลต้องอุดหนุน รัฐบาลเข้าเนื้อทั้งขึ้นทั้งล่อง

ประชานิยมหยุดพักชำระหนี้ดี เป็นอีกโครงการที่ผลาญเงินงบประมาณประเทศแบบน่าใจหาย เหมือนคนที่คิดที่ทำไม่มีหัวจิตหัวใจที่จะดูแลการใช้จ่ายเงินของประเทศให้คุ้มค่า

พักหนี้ดี จึงถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์การเงินชิ้นโบดำของรัฐบาลที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลังจากที่ผ่านมารัฐบาลออกแคมเปญพักชำระหนี้เสียไม่เกิน 5 แสนบาท แต่ไม่สะใจมิตรรักแฟนเพลง ทำให้ต้องจัดหนักโครงการพักหนี้ดีขึ้น

การพักหนี้ดีไม่ต้องคิดมาก รัฐบาลลดดอกเบี้ยให้ทุกคนที่หนี้ไม่เกิน 5 แสนบาท ลง 3% เป็นเวลา 3 ปี ส่วนใครจะหยุดพักหนี้หรือจะผ่อนต่อ เชิญตามสบาย

โครงการพักหนี้ดีจึงเข้าเนื้อธนาคารรัฐที่เข้าร่วมไป 4.5 หมื่นล้านบาท มีบางธนาคารถึงขั้นถังแตกขาดทุน ทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินงบประมาณมาถมให้ครึ่งหนึ่ง 1.5 หมื่นล้านบาท

จะว่าไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเงินธนาคารรัฐที่หายไปหรือเงินงบประมาณที่เติมเข้ามาถมธนาคารรัฐไม่ให้เป็นซากเน่า ก็ล้วนแต่เป็นเงินของประเทศทั้งนั้น สุดท้ายผู้เสียภาษีเป็นคนรับผิดชอบ หากรัฐบาลหารายได้ไม่พอก็หนี ไม่พ้นต้องไปกู้มาถมความเสียหายไม่ให้ส่งกลิ่นเหม็น

กิตติรัตน์เองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงการนี้เป็นเรื่องทางการเมืองสั่งมา เพราะเดิมโครงการนี้จะลดดอกเบี้ยให้ 2% กิตติรัตน์ ที่เป็น รมว.คลัง ดูแลธนาคารรัฐ ก็ไม่เห็นด้วย แต่พอเอาเข้าจริง คณะรัฐมนตรี (ครม.) เคาะลดดอกเบี้ย 3% กลับไม่มีเสียงทักท้วงจาก รมว.คลัง แม้แต่น้อย

การพิจารณางบประมาณ รัฐบาลคุยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลบริหารหนี้เงินกองทุนเพื้อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ทำให้ประหยัดงบประมาณปี 2556 ถึง 5 หมื่นล้านบาท

แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลไม่ได้เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่าเงินที่ประหยัดหายไปกับโครงการพักชำระหนี้ดีแทบไม่เหลือในชั่วพริบตา การประหยัดเงินด้านหนึ่งเพื่อไปละเลงทิ้งอีกด้านหนึ่ง

ยังไม่ต้องพูดถึงการแก้ปัญหากองทุนฟื้นฟูฯ ที่รัฐบาลคุยว่าแก้ได้ดีไม่มีใครทำได้มาก่อน แต่ในความเป็นจริงเป็นการซุกหนี้จากที่แจ้งไปไว้ที่มืด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัว

ขณะที่การไปเก็บค่าธรรมเนียมธนาคารพาณิชย์เพิ่มเป็น 0.47% ที่มีผลเดือน ก.ค.นี้ จะส่งผ่านเป็นต้นทุนให้กับลูกค้าของธนาคารได้ดอกเบี้ยฝากน้อยลง เสียดอกเบี้ยเงินกู้มากขึ้น และโดนโขกค่าธรรมเนียมหยุมหยิมแบบไม่มีทางเลือก

แม้ว่าจะไม่โดนวันนี้ก็หนีไม่พ้นวันหน้า เพราะไม่มีธนาคารพาณิชย์ไหนยอมกลืนเลือดขาดทุนกำไรเป็นแน่

ขณะที่ธนาคารรัฐก็โดนหางเลขค่าธรรมเนียมเงินฝากกับเขาด้วย ทำให้เกิดอาการเข่าอ่อนล้มทั้งยืน เพราะช่วงไม่กี่เดือนโดนไปสองเด้ง ทั้งพักหนี้และเก็บค่าต๋ง เข้าเนื้อขนาดทุนหายกำไรหด

โครงการรับจำนำข้าวเป็นอีกโครงการที่ฝ่ายค้านรุมยำรัฐบาล ถลุงเงินงบประมาณ ปล้นชาติ มีการทุจริต หลังจากที่รัฐบาลเข้ามาฟื้นโครงการรับจำนำ ต้องให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กู้เงินสูงถึง 2-3 แสนล้านบาท มาดำเนินโครงการนี้ แค่เริ่มต้นปีแรก ธ.ก.ส.ประเมินออกมาแล้วว่าจะมีความเสียหายเกิดขึ้น 2 หมื่นล้านบาท

ขณะที่รัฐบาลก็ยังเดินหน้ารับจำนำรอบใหม่ตามที่ได้หาเสียงไว้ รัฐบาลต้องใช้เงินอีกหลายแสนล้านบาท ส่วนความเสียหายทั้งของเก่าของใหม่จะเพิ่มขึ้นเป็นอีก 1-2 เท่าตัว จากเคยเสียหาย 2 หมื่นล้านบาท ก็จะกลายเป็น 4-6 หมื่นล้านบาท และปีต่อๆ ไป ความเสียหายก็จะเป็นดินพอกหางหมูทวีคูณขึ้น

การรับจำนำข้าวยังเกิดการทุจริตทั้งแผ่นดิน ที่ผ่านมามีข่าวโรงสีก็สวมสิทธินำข้าวนอกประเทศราคาถูกมารับจำนำในราคาแพง ตันละ 1.5 หมื่นบาท และต่อไปก็หนีไม่พ้นจำนำข้าวลม ไม่มีข้าว แต่มีใบจำนำ

แถมยังเป็นช่องทางให้นักการเมือง นักธุรกิจ คอร์รัปชันอีกครั้ง มีการตั้งบริษัทของตัวเองมากดราคาประมูลข้าวราคาถูกจากรัฐบาล เพื่อนำไปขายในราคาแพงต่อไป ได้ผลประโยชน์มหาศาล แต่ประเทศเหลือแต่ซาก

โครงการรับจำนำข้าวจึงเป็นโครงการที่ใช้เงินจำนวนมหาศาล แต่มีชาวนากลุ่มเดียวที่ได้ประโยชน์ ซึ่งได้ไม่เต็มที่อีกด้วย เพราะถูกดูดถูกกลืนไปจากขบวนการทุจริตคอร์รัปชันจากโครงการรับจำนำข้าวที่มีตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

จุดอ่อนของโครงการประชานิยมทั้งสามโครงการที่ฝ่ายค้านพยายามเจาะยางรัฐบาล แม้ว่าส่วนหนึ่งเป็นประเด็นโจมตีกันทางการเมือง แต่ในเนื้อแท้ของโครงการรัฐบาล ก็ต้องยอมรับว่าได้ไม่คุ้มเสียจริงๆ เป็นโครงการที่ใช้เงินของประเทศมาหาเสียงทางการเมืองมากกว่าพัฒนาเศรษฐกิจให้แข็งแรงยั่งยืนอยู่ดีกินดี

ประชานิยมจึงเป็นมะเร็งร้ายของประเทศ เป็นช่องทางให้นักการเมืองและนายทุนที่แนบแน่นกับฝ่ายการเมืองทุจริตหากินดูดเลือดประเทศ

หากรัฐบาลยังไม่รับฟังและปรับเปลี่ยนท่าที โครงการประชานิยมที่ละเลงกันไม่ยั้งมือจะกลายเป็นจุดสลบของรัฐบาลไม่ช้าก็เร็ว

 

พท.งัดทุกกลยุทธ์หวั่นแพ้ซ้ำซาก เลือกตั้งอบจ.เชียงราย 2012/05/25

พท.งัดทุกกลยุทธ์หวั่นแพ้ซ้ำซาก เลือกตั้งอบจ.เชียงราย

  • 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 07:30 น.

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ศึกช้างชนช้างชิงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย วันอาทิตย์ที่ 27 พ.ค.นี้ ไม่ใช่แค่การวัดบารมี 2 ตระกูลใหญ่ในพื้นที่ระหว่าง “จงสุทธนามณี” และ “ติยะไพรัช” เท่านั้น แต่จะเป็น “ดัชนี” ชี้วัดอนาคตการเมืองที่สำคัญ

โดยเฉพาะต่อพรรคเพื่อไทยที่เดิมพันเลือกตั้งสนามนี้สูงเสียจนแพ้ไม่ได้…

ทั้งเพื่อกู้ขวัญและกำลังใจหลังความพ่ายแพ้ต่อเนื่องในสนามเลือกตั้งทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นแบบติดๆ ตลอดช่วงเดือนกว่าที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศระหองระแหงระหว่าง “เพื่อไทย” และ “เสื้อแดง” จนสะท้อนผ่านผลการเลือกตั้งท้องถิ่นหลายแห่ง

บทเรียนตั้งแต่ “ปทุมธานีโมเดล” ที่ประชาธิปัตย์ฝ่ากระแสคนเสื้อแดงเข้าไปปักธงในพื้นที่ผูกขาดมายาวนาน ยังเป็นโจทย์ที่เพื่อไทยแก้ไม่ตก ซ้ำยังลุกลามบานปลายขยายวงไปพื้นที่อื่นๆ

สัปดาห์ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้แบบยกทีม 24 ที่นั่ง ในการชิงตำแหน่งนายกเทศบาลนครอุดรธานี และสมาชิกสภาเทศบาลนครอุดรธานี ทั้งที่เป็นพื้นที่เมืองหลวงเสื้อแดงในภาคอีสาน

ไม่ต่างจากสมาชิกสภาเทศบาลนครนคร สวรรค์ ไปจนถึงตำแหน่งนายก อบจ.กาญจนบุรี ฯลฯ มีแต่ฉุดให้ “เพื่อไทย” จมปลักอยู่กับความพ่ายแพ้ แถมยังซ้ำเติมสถานการณ์ให้รัฐบาลที่กำลังเผชิญกับมรสุมหนักอยู่แล้ว ยังต้องสั่นคลอนหนักขึ้น

ความพ่ายแพ้ของเพื่อไทยจึงเหมือน “โดมิโน” ที่กำลังล้มต่อๆ กันไปเป็นทอดๆ ด้วยเหตุผลทางด้านขวัญและกำลังใจ และมีแรงหนุนด้วยความไร้ประสิทธิภาพบริหารงานของรัฐบาล

ทางเดียวที่จะหยุดสถานการณ์นี้ไว้ได้ คือ ต้องตัดตอนการล้มของโดมิโนไม่ให้ลุกลามไปยังจังหวัดอื่นๆ โดยเฉพาะในช่วงที่สนามเลือกตั้งท้องถิ่นหลายจังหวัดทยอยเปิดคูหา

ในเชิงยุทธศาสตร์ “เพื่อไทย” จึงไม่อาจเสียเก้าอี้นายก อบจ.เชียงรายได้

เหตุผลแรก พื้นที่เชียงรายถือเป็นฐานที่มั่นของพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง การปล่อยให้กลุ่มอื่นที่ไม่ใช่ทั้ง “เพื่อไทย” และ “เสื้อแดง” ชนะเลือกตั้งเข้ามา ย่อมส่งผลต่อฐานเสียงในระยะยาว และกระทบถึงการเลือกตั้งในสนามใหญ่อย่างเลี่ยงไม่ได้

เหตุผลที่ 2 ไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ “วันชัย จงสุทธนามณี” ในเสื้อพรรคภูมิใจไทย เอาชนะ “สมพงษ์ กูลวงศ์” จากพรรคเพื่อไทย ในสนามเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองเชียงรายไปหมาดๆ การเสียแชมป์ในเก้าอี้นายก อบจ.อีกครั้ง ย่อมสะเทือนขวัญพรรคเพื่อไทยอย่างรุนแรง และอาจลุกลามไปยังพื้นที่อื่นๆ อีกด้วย

เหตุผลที่ 3 เลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นการวัดบารมี “ยงยุทธ ติยะไพรัช” อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และถือเป็นขุนพลสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงต้องสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ หากพ่ายแพ้ในสนามบ้านเกิดของตัวเอง ย่อมกระทบกับตำแหน่งแห่งหนในอนาคตหลังพ้นโทษแบนจากสมาชิกบ้านเลขที่ 109

ที่สำคัญ เลือกตั้งเที่ยวนี้ “เพื่อไทย” ส่ง “สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช” ภรรยา “ยงยุทธ” มาลงสนามด้วยตัวเอง หากพ่ายแพ้ย่อมส่งผลเสียหายหลายเท่าตัว

ทว่า ไม่ใช่งานง่ายนัก เพราะเลือกตั้งรอบนี้ “สลักจฤฎดิ์” ต้องท้าชิงตำแหน่งกับแชมป์ 2 สมัยอย่าง “รัตนา จงสุทธนามณี” ที่ฐานเสียงแน่นปั้กในพื้นที่

งานนี้เพื่อไทยจึงต้องทุ่มหมดหน้าตักเพื่อชิงแชมป์ให้ได้ เริ่มตั้งแต่การจัดทัพหลวง ขนรัฐมนตรี สส. ลงพื้นที่แบบไม่มีขาด สัปดาห์ที่ผ่านมา “สามารถ แก้วมีชัย และพิเชษฐ์ เชื้อเมือง” สส.เชียงราย ยุรนันท์ ภมรมนตรี สุนัย จุลพงศธร สส.บัญชีรายชื่อ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ขึ้นเวทีปราศรัย

ยิ่งเข้าใกล้โค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง บรรยากาศหาเสียงยิ่งเริ่มดุเดือด!!!

ไม่ว่าจะเป็นกระสุนดินดำที่ว่ากันว่าทุ่มไม่อั้น จัดหนัก จัดเต็มแล้ว แว่วว่าแรงบีบจากฝ่ายการเมืองผ่านไปยังข้าราชการหน่วยงานต่างๆ ยังหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ บางส่วนมีการสลับสับเปลี่ยนตัวข้าราชการในหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้องโยงใยกับการเลือกตั้ง

เสียงสะท้อนจากหัวคะแนนของฝ่ายแชมป์เก่าเริ่มอึดอัด หลังถูกประกบติดจนยากจะเคลื่อนไหว แม้เช็กเสียงเวลานี้จะดูเป็นต่อจากการลงพื้นที่ต่อเนื่อง แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าหากสถานการณ์แรงบีบยังเป็นเช่นนี้ หรือหนักข้อขึ้นในช่วงสุดท้าย ย่อมส่งผลต่อการลงคะแนนได้

สถานการณ์ของ “เพื่อไทย” เวลานี้หนักหน่วงขึ้น เพราะไม่ใช่แค่การล้มแชมป์เก่าเท่านั้น แต่ต้องมาขอแบ่งคะแนนกับ “สฤษฎ์ อึ้งอภินันท์” อดีต สส.ไทยรักไทยและพลังประชาชน ที่มาลงสนามท้องถิ่นเที่ยวนี้ด้วยเรื่องบาดหมางกันเองภายในพรรค

ทว่า วงในแล้วเหมือนจะมีการเคลียร์กันลงตัว “สฤษฎ์” แทบไม่ออกแอ็กชันลงพื้นที่หาเสียงเอาจริง ปัญหาเรื่องการแบ่งคะแนนกันเองระหว่างคนของเพื่อไทยจึงไม่น่ามีปัญหา

ส่วนจะทำได้มากน้อยแค่ไหน ผลการเลือกตั้งรอบนี้จะเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญของ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” และพรรคเพื่อไทยกับอนาคตการ เมืองต่อไป

 

คำสารภาพ”ธาริต”เคารพ”สุเทพ”อุ้ม”จตุพร” 2012/05/25

คำสารภาพ”ธาริต”เคารพ”สุเทพ”อุ้ม”จตุพร”

  • 24 พฤษภาคม 2555 เวลา 20:50 น.

โดย….ทีมข่าวการเมือง

หลังจากสุเทพ เทือกสุบรรณ  ส.ส..สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นเรื่องต่อประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ และ พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิดีดีเอสไอ ฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา

สุเทพ ให้เหตุผลถึงการฟ้องเป็นเพราะธาริต ยุติคดีผังล้มเจ้าและไม่ฟ้องจตุพร พรหมพันธ์ อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย คดีหมิ่นสถาบัน จากเหตุการณ์ปราศรัย เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 54

ล่าสุด ธาริต เปิดใจผ่านสื่อมวลชน โดยโพสต์ทูเดย์ถ่ายทอดออกมาระหว่างบรรทัดให้พิจารณาดังนี้

“ผมไม่รู้สึกเสียใจหรือน้อยใจ เพราะยังมีความเคารพนายสุเทพตลอดมาและตลอดไป ท่านเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาที่ดีคนหนึ่งของผม ในภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นในปี 53 ท่านสุเทพและท่านอภิสิทธิ์ ได้ร่วมกันช่วยทำให้เหตุการณ์บ้านเมืองกลับมาสู่ภาวะปกติ ผมในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาขณะนั้นก็มีความชื่นชมและศรัทธา”

สำหรับ ความเห็นกรณีคดีผังล้มเจ้า ผมเข้าใจดีว่าท่านสุเทพ เป็นประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ และได้นำเรื่องคดีผังล้มเจ้าเข้ามาเป็นคดีพิเศษตั้งแต่แรก ย่อมหมายความว่า ท่านมีความเชื่อว่าเรื่องนี้จะมีมูลความผิด และเมื่อเวลาผ่านไป 2 ปีเศษ ดีเอสไอมีความเห็นสั่งงดการสอบสวน ท่านสุเทพ ก็คงรู้สึกไม่สบายใจว่าความเชื่อของท่านที่มีเมื่อ 2 ปีก่อน เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นท่านจึงใช้สิทธิ์กล่าวโทษต่อ ป.ป.ช.ถึงการทำหน้าที่ของผม และ พ.ต.อ.ประเวศน์  ผมได้พูดหลายครั้งว่าคดีผังล้มเจ้า คือรายชื่อทั้ง 39 รายชื่อ ดีเอสไอร่วมกับอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้เห็นแล้วว่ามีบางรายชื่อเข้าข่าย การกระทำความผิดตามมาตรา 112 จริง จึงได้แยกคดีออกไปต่างหาก 23 รายชื่อ ไม่ใช่ล้มเลิกหรืองดการสอบสวน  แต่มีการแยกออกมาดำเนินคดีเฉพาะราย

ธาริต กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีสั่งไม่ฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์  จะพูดลงรายละเอียดเพื่อยืนยันและเอาตัวเองวัดว่าจะถูกดำเนินคดีหรือไม่  คำพูดของนายจตุพรกับพวก ถ้าฟังเพียงบริบทประโยคเดียวว่า กระสุนพระราชทาน จะชวนให้เข้าใจว่ากระทำผิดอาญา มาตรา 112 โดยการหมิ่นเบื้องสูงหรือสถาบัน เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดนี้ก็มีความไม่สบายใจ และผมก็รู้สึกเช่นเดียวกับสังคมเช่นกันว่านายจตุพร อาจกระทำความผิดตามมาตรา 112 ดีเอสไอจึงรับมาทำเป็นคดีพิเศษ  เพราะพฤติการณ์ในขณะนั้นน่าเชื่อว่าอาจเข้าข่ายเป็นการทำความผิด ซึงการเริ่มดำเนินคดีต้องมีมูลเบื้องต้นไม่เช่นนั้นเราก็ทำคดีไม่ได้

ขณะนั้นผมมีความเห็นเบื้องต้นว่านายจตุพร อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดจริง แต่ผมไม่เคยพูดที่ไหนว่าคำพูดของนายจตุพรกับพวกผิดกฏหมายอย่างแน่นอน  เมื่อรับมาเป็นคดีแล้ว ก็สอบสวนตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น โดยมีพนักงานอัยการร่วมสอบสวน ในการจะให้ความเป็นธรรมและถูกต้อง จะต้องไม่ฟังเพียงประโยคเดียว ต้องฟังทั้งบริบทการพูดตลอดเวลานานเกือบ 1 ชม.

ธาริต กล่าวอีกว่า ซึ่งความก็สรุปได้ว่า นายจตุพร พูดในเชิงต่อว่าและน้อยใจว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำประเทศ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯในขณะนั้น โดยนายจตุพรพูดว่า “ผมเรียกร้องและได้ตักเตือนมาโดยตลอดว่า อย่านำหน่วยทหาร 2 หน่วย คือหน่วยรักษาพระองค์ และทหารเสือราชินี มาเข่นฆ่าประชาชนเพราะจะทำให้เกิดการเข้าใจว่า กระสุนที่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นยิงประชาชนเป็นกระสุนพระราชทาน”

ซึ่งแม้ผมจะตัดตอนคำพูดมาไม่ครบ 1 ชม.ตามที่นายจตุพรพูด แต่ถ้าฟังประโยคอย่างนี้  บริบทของคนที่เข้าใจ  จะต่างจากประโยคแรกที่ผมพูด ก็จะพึงเข้าใจได้ทันทีว่า การพูดของนายจตุพร เป็นการพูดในลักษณะต่อว่าและการน้อยเนื้อต่ำใจ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ มิใช่เป็นการละเมิดสถาบันแต่อย่างใด

การรับฟังพยานหลักฐานจากส่วนนี้มาจากบุคคล 3 กลุ่ม คือนักภาษาศาสตร์ กลุ่มนักสื่อสารมวลชน และกลุ่มคนกลางผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งร่วมฟังการปราศรัยทั้งกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดง นั้น ต่างมีความเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า เมื่อฟังบริบทการพูดทั้งหมด และพยานได้ฟังนายจตุพร พูดในหลายๆ ช่วง ก็เห็นว่านายจตุพร ไม่ได้มุ่งหมายหรือเจตนามุ่งร้ายต่อสถาบัน แต่เป็นการมุ่งหมายหรือมุ่งร้ายที่จะกล่าวโจมตีต่อนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ

“ผมนำบริบทนี้มาพูด ก็เพื่อเอาตัวเองยืนยันเป็นมาตรฐานว่า การที่ผมพูดอย่างนี้และพูดยาวขนาดนี้ถึง  15 นาที ผมจะกระทำผิดตามมาตรา 112 หรือไม่ อาจจะมีคนไปกล่าวโทษดำเนินคดีกับผม ที่นำประโยคนี้มาพูด ก็เพื่อเป็นมาตรฐานให้วัดว่า  ผมไม่ได้พูดเพียงประโยคเดียว แต่พูดเพื่อบริบททั้งหมดให้เห็นว่า การพิจารณาดำเนินคดีอาญานั้น จะต้องดูเจตนาเป็นสำคัญ ซึ่งเจตนามีหลักว่า ให้ดูจากการกระทำ  จึงต้องดูบริบทของการกระทำทั้งปวงที่เกิดขึ้น”

การที่นายจตุพรกับพวกเรียกร้อง เมื่อวันที่ 10 เมษายน 54 บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไม่ได้เรียกร้องโจมตีสถาบัน แต่เป็นการเรียกร้องต่อรัฐบาลในขณะนั้น ไม่มีมูลเหตุจูงใจหรือบริบทใดๆ ที่มุ่งให้เห็นว่าผู้พูดมุ่งหมายจาบจ้างหรือหมิ่นประมาทต่อสถาบัน ตามมาตรา 112 เลย  เช่นเดียวกับที่ผมแถลงข่าวในขณะนี้ และผมนำคำพูดนี้มาพูด ผมก็ไม่มีเจตนาหรือบริบทในการจะมุ่งร้ายต่อสถาบันองค์พระมหากษัตริย์แต่อย่างใด ผมกำลังชี้แจงเรื่องราวต่างๆ  เพราะฉะนั้นเจตนาของผมไม่ใช่เจตนาล่วงละเมิดต่อองค์พระมหากษัตริย์

“ผมคิดว่าถึงเวลาที่ต้องพูดแล้ว และให้ชัดๆ กันไปเลยโดยเอาผมเป็นมาตรฐานวัด  ผมไม่รู้สึกหนักใจที่ท่านสุเทพ ยื่นเรื่องร้อง ป.ป.ช. เพราะการสอบสวนเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างดีเอสไอกับอัยการ โดยดีเอสไอเป็นเพียงผู้ทำความเห็นไม่ใช่ออกคำสั่ง ขณะที่คนออกคำสั่งจริงๆ คือพนักงานสำนักงานอัยการสุงสุด”ธาริตกล่าว