ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ความเคลื่อนไหวเกษตร-สิ่งแวดล้อมในรอบปี2553 2011/01/02

วันที่ 31/12/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 เวลา 16.27 น.เป็นวันที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทยอีกคำรพหนึ่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จลง ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปยังท่าเทียบเรือสมาคมศิษย์เก่าแพทย์ศิริราช เพื่อประทับเรือพระที่นั่งอังสนา ซึ่งกองทัพเรือจัดถวายเสด็จพระราชดำเนินไปยังคลองลัดโพธิ์ ตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ โดย มีนายกรัฐมนตรี,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ,ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานต่างๆที่สนองพระราชดำริเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

สำหรับประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำริ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2538 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันศึกษาพิจารณาวางโครงการ และดำเนินการปรับปรุงขุดลอกพร้อมสร้างอาคารประกอบคลองลัดโพธิ์ เพื่อแก้ปัญหาการระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา และดำเนินการก่อสร้างในปี 2545 โดยกรมชลประทานร่วมกับ, คณะกรรมการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ กปร. และกรุงเทพมหานคร ได้ขุดลอกคลองลัดโพธิ์ให้ลึกและกว้างขึ้น ช่วยระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาสู่ทะเลได้เร็วขึ้น จากเดิมที่ต้องไหลอ้อมแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านพื้นที่บริเวณบางกระเจ้าระยะทางจาก 18 กิโลเมตร เหลือเพียง 600 เมตร ช่วยร่นระยะทางการเดินทางของน้ำจาก 5 ชั่วโมง เหลือเพียง 10 นาที เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์ พร้อมด้วยการสร้างประตูระบายน้ำ 4 บาน ระบายน้ำได้สูงสุด 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจะปิดการระบายน้ำในช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งได้ดำเนินการก่อสร้างทั้งหมดแล้วเสร็จในปี2549 ที่ผ่านมา สามารถระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยได้เฉลี่ยวันละประมาณ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร และนับตั้งแต่เริ่มเปิดประตูระบายน้ำ จนถึงปัจจุบันสามารถระบายน้ำได้รวมทั้งสิ้น 2 พัน 631 ล้านลูกบาศก์เมตร

นอกจากประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์เพื่อเร่งการระบายน้ำแล้ว ยังมีประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ โดยกรมชลประทานร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศึกษา วิจัยการพัฒนากังหันผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ได้กำลังไฟฟ้าผ่านกังหันน้ำถึง 5.74 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง เป็นกังหันน้ำปั่นไฟฟ้าต้นแบบพลังงานจลน์ที่ประดิษฐ์คิดค้นโดยฝีมือคนไทย จัดทำขึ้นเป็นแห่งแรกของโลก ปัจจุบันอยู่ในระหว่างดำเนินการขอจดสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย คาดว่าจะสามารถประกาศได้ในเร็ววัน พร้อมทั้งจะได้นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อไป ข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเปิดประตูน้ำคลองลัดโพธิ์ ถือเป็นความปราบปลื้มแก่พสพนิกรชาวไทยเป็นอย่างอย่างล้นพ้น จึงขอจัดข่าวนี้เป็นข่าวเกษตรเด่นแห่งปี 2553

ภัยแล้ง-น้ำท่วม มากที่สุดในรอบหลายสิบปี
ดูเหมือนว่า ข่าวภัยแล้งเป็นทิศทางข่าวสารที่เกิดขึ้นทุกปี แต่สำหรับปี 2553 ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนเป็นต้นมา ปริมาณน้ำในเขื่อนเกือบทุกแห่งของประเทศไทยตกอยู่ในภาวะวิกฤต โดยมีน้ำอยู่ต่ำกว่าระดับร้อยละ 50 ของทั้งหมด กรมชลประทานรายงานว่าปริมาณน้ำในเขื่อนทั้งหมดรวมกันคือ 32,787 ล้านลูกบาศก์เมตร ประกอบกับฤดูฝนของปีนี้เริ่มต้นช้า ทำให้ ปริมาณน้ำในเขื่อนจึงลดลงอย่างต่อเนื่อง ทางการได้ออกประกาศแก้ไขสถานการณ์น้ำในภาวะวิกฤต ทั้งการเพื่อใช้ในการเกษตรและบริโภคน้ำกิน น้ำใช้ โดยให้เกษตรชาวนาเลื่อนการทำนาออกไป 2 เดือน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธีระ วงศ์สมุทร ออกมาระบุว่าถัยแล้งครั้งนี้รุนแรงที่สุดในรอบ 18 ปี กินพื้นที่55 จังหวัดทั่วประเทศ ศูนย์พยากรเศรษฐกิจกสิกรไทย ประเมินค่าเสียปีนี้ไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท

หลังจากนั้นย่างเข้าสู่กลางเดือนกรกกฎาคม 2553 กระแสข่าวน้ำท่วมก็เกิดขึ้นจากพายุ’โกนเซิน’แผลงฤทธิ์ น้ำท่วมจังหวัดน่านหลายหมู่บ้านระดับน้ำทำลายสถิติปี2549 วัดปริมาณน้ำฝนได้ 60.8 มิลเมตร สถิติมากที่สุดในรอบ 10 ปี จนถึงปลายเดือนสิงหาคม พายุโซนร้อน”มินดอนเล ” อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนตกชุกหนาแน่น เกิดประสบภัยน้ำท่วม เริ่มจาก 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแพร่ อุตรดิตถ์ ลำปาง น่าน และจังหวัดเชียงราย จนถึงก่อนสิ้นเดือนสิงหาคม น้ำท่วมเพิ่มขึ้นอีก เป็น 14 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอนเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร มุกดาหาร สระบุรี และจังนครนายก

จนกระทั้งเข้าช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม เป็นคิวของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก จากการที่มีฝนตกค่อนข้างมากอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่มีปริมาณน้ำเกินกว่าที่จะรับเก็บกักได้ จึงต้องปล่อยน้ำออกเกือบทุกเขื่อน ส่งผลให้น้ำหนักในภาคกลางไล่ตั้งแต่จังหวัดลพบุรี สระบุรี และที่หนักสุดที่จังหวัดรนครราชสีมา ด้านภาคอีสานตอนบน ที่ลำน้ำชีไหลผ่านทั้งที่ จ.กาฬสินธุ์ จ.ชัยภูมิ และขอนแก่น

ต่อมาเข้าเดือนพฤศจิกายนเป็นคิวของภาคใต้ตอนล่าง ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงมานครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กระบี่ ตรัง และสตูล จมน้ำไปตามกัน นอกจากน้ำท่วมแล้วยังมีพายุพัดสวนยางล่มไปอีกกว่าแสนไร่ ทำให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณมาช่วยหลังน้ำลด หลายหมื่นล้านบาท และยังเป็นปัญหากระทบต่อเกษตรกรต่อเนื่องไปจนถึงฤดูการเพาะปลูกปีหน้า อย่างแน่นนอน เห็นว่าข่าวภัยแล้งน้ำท่วมในปีนี้ เป็นอีกข่าวหนึ่งที่โดดเด่นอีกข่าวหนึ่งในรอบปี2553 นี้

ภูมิใจไทยเดินหน้าโครงการยางล้านไร่เฟส2
โครงการปลูกยางเพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตรกร ในแหล่งปลูกยางใหม่ หรือ โครงการยางล้านไร่ ที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี2547 แม้ระยะแรกที่การดำเนินงานอย่างทุลักทะเล ด้วยข้อหาสารพัด มาถึงบัดนี้มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้เปิดกรีดแล้ว โดยมี 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จับมือกัน ระหว่างที่ท่านที่เป็นอดีต กับท่านกำลังอยู่ในตำแหน่ง คือ คุณเนวิน ชิดชอบ กับ คุณศุภชัย โพธิ์สุ จัดจัดกิจกรรม…ยางล้านไร่สร้างรายได้ยั่งยืน ชาวบุรีรัมย์ร่วมใจไม่กรีดยางต้นเล็ก ณ สวน นายอุทิ วัฒนกุล ซึ่งเป็นช่วงประจวบเหมาะกับราคายางพุ่งขึ้นทะลุ กิโลกรัมละ100 บาท จึงเป็นการรับประกันความสำเร็จของโครงการเป็นอย่างดี

จนถึงปีนี้จึงได้มีการดำเนินการโครงการขยายพื้นที่ปลูกยางพาราในพื้นที่ใหม่ หรือโครงการยางระยะที่ 2 โดยมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ปลูกให้ได้ 1 ล้านไร่ ภายในปี 2553-2555 ที่ผลักดันโดยพรรคภูมิใจไทยซึ่งล่าสุดคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้อนมุติโครงการไปแล้ว ทั้งนี้โดยแบ่งเป็นภาคอีสาน 7 แสนไร่ ภาคเหนือ 2 แสนไร่ และภาคอื่นๆ 1 แสนไร่ ใช้งบประมาณ 11,420 ล้านบาท ประกอบด้วยงบจัดหากล้ายาง 90 ล้านต้น รวม 1,620 ล้านบาท เฉลี่ยต้นละ 18 บาท ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้แก่เกษตรกร 9,380 ล้านบาท และค่าบริหารจัดการ 420 ล้านบาท ซึ่งสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) จะจัดทำรายละเอียดการดำเนินงานโครงการฯ นี้เสนอ ครม.พิจารณา คาดว่าจะเกิดการสร้างงาน 1 แสนราย มีรายได้เพิ่มขึ้น 17,850 บาทต่อคนต่อไร่ต่อปี ผลผลิตเพิ่มขึ้น 2.55 แสนตันต่อปี มูลค่าปีละ 20,400 ล้านบาท คำนวณจากราคายางกิโลกรัมละ 80 บาท ขณะที่ผลตอบแทนด้านการเงิน เท่ากับ 9 เท่าของเงินทุน จากมูลค่าปัจจุบัน 3,645 ล้านบาท ณ จุดคุ้มทุน 8 ปี ขณะนี้ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไปเรียบร้อยแล้ว พร้อมที่จะดำเนินการเป็นโครงการที่รัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย น่าจะนำไปใช้หาเสียงได้อีกโครงการหนึ่ง เพราะขณะนี้ราคายางพาราทะลุกิโลกรัมละกว่า 110 บาทไปแล้ว จึงให้ข่าวโครงการยางล้านไร่เฟสสองเป็นข่าวเกษตรเด่นแห่งปี2553 อีกข่าวหนึ่ง

รัฐเดินหน้าโครงการรับประกันสินค้าเกษตรแทนจำนำ
การแก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำของรัฐบาลที่ใช้กันมานาน คือ การรับจำนำ เพื่อพยุงราคา แต่มีปัญหาเรื่องการรั่วไหล และมีการทุจริต ขาดทุนหลายหมื่นล้านบาทในแต่ละปี จนมาถึงรัฐบาลนี้ได้นำโครงการรับประกันราคาสินค้าเกษตร แทนวิธีการรับจำนำ เนื่องจากเป็นวิธีที่ใช้งบประมาณน้อย โดยรัฐบาลจะเสียค่าใช้จ่ายเฉพาะส่วนต่างราคาที่รับประกันกับราคาขายเท่านั้น

ขณะที่การรับจำนำที่ใช้มาก่อนหน้านี้มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ทั้งค่าโรงสี ค่าขนส่ง ค่าเช่าโกดัง และที่สำคัญรัฐบาลต้องแบกรับภาระในการระบายข้าวที่ขาดทุน ซึ่งหากเปรียบเทียบ 2 วิธีดังกล่าว การประกันราคาใช้งบประมาณน้อยกว่ามาก เริ่มต้นนำร่องโครงการประกันราคากับข้าวหอมมะลิ ตามด้วยข้าวโพด และมันสำปะหลัง จากการดำเนินการในปีแรกผลปรากฎว่ารัฐใช้เงินน้อยกว่าระบจำนำได้จริง และจำนวนเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์มากกว่าวธีการรับจำนำ จึงเป็นโครงการหนึ่งที่ถือว่าริ่เริมในรัฐบาลนี้และประสบความสำเร็จ จึงได้จัดให้ข่าวประกันราคาสินค้าเกษตร เป็นข่าวเกษตรเด่นแห่งปี 2553 อีกข่าวหนึ่ง

ตั้งไข”สภาเกษตรกร”
สำหรับความคืบหน้าการจัดตั้งสภาเกษตรกรซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้พยายามเร่งผลักดันเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และสามารถเริ่มดำเนินการให้เกิดขึ้นภายในปีนี้ เพื่อเป็นตัวแทนจากภาคการเกษตรที่สะท้อนถึงปัญหาด้านการเกษตรกรรม รวมถึงจะเป็นตัวแทนเพื่อเสนอนโยบายและข้อเสนอแนะต่างๆ ให้ภาครัฐรับทราบโดยตรง โดยขณะนี้พระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ.2553 มีผลบังคับใช้แล้ว โดยได้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553

ส่วนความคืบหน้าล่าสุด นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมาแถลงว่า การจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ ว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบอนุมัติในหลักการการดำเนินงาน เกี่ยวกับการจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอโดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. การแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัด โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าว และ 2. อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวนไม่เกิน 357,740,700 บาท โดยมอบหมายให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสภาเกษตรกรขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อวางแผนดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ ต่อไป ข่าวสภาเกษตรจึงนับว่าเป็นผลงานของรับบาลนี้ที่จัดตั้งอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีกฎหมานรองรับถูกต้องในรัฐบาลชุดนี้ จึงขอยกข่าวการจัดตั้งสภาพเกษตรกร เป็นข่าวเกษตรเด่นอีกข่าวหนึ่งสำหรับปี2553

เพลี้ยระบาดทำผลผลิตลดราคาสิ้นค้าเกษตรพุ่งทำสถิติ
จากปัจจัยเรื่องภัยแล้ง โรคระบาดจากเพลี้ยแป้งในไร่มันสำปะหลัง และเพลี้ยกระโดสีน้ำตาลในนาข้าวของพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ และเกิดท่วมในช่วงปลายปีส่งผลทำให้ผลผลิตทางการเกษตรโดยรวมภาพรวมลดลง ขณะที่เงินบาทเริ่มแข็งค่าในไตรมาส 3 ส่งผลให้ผู้ประกอบการชะลอกากรส่งออกสินค้าเกษตรบางชนิด ปัจจัยเหล่านี้กระทบต่อภาคเกษตร คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภาคเกษตร (จีดีพี) ปี 2553 จะไม่ขยายตัว จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 3%” ส่วนของดัชนีราคาสินค้าเดือนพฤศจิกายน 2553 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 166.98 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา สูงขึ้นร้อยละ 27.49 ขณะที่เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา ดัชนีราคาสูงขึ้นร้อยละ 3.62 และเมื่อพิจารณาในภาพรวมราคาที่เกษตรขายได้ที่ไร่นาในปี2553 ราคาเคลื่อนไหวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง 6 เดือน ได้แก่ข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา สับปะรดโรงงาน และปศุสัตว์ สำหรับภาพรวมด้านการผลิตสินค้าเกษตร เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาดัชนีผลผลิตลดลงร้อยละ 4.20 สิ้นค้าที่สำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปี และมันสำปะหลัง ส่วนสินค้าที่ผลผลิตสูงขึ้น ได้แก่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา สับปะรดโรงงาน สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงการคาดสินค้าเกษตรในปี2554 ว่าในภาพรวมจะดีขึ้น เนื่องจากกรณีน้ำท่วมหนักช่วงปลายปี 2553 ทำให้อ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ มีปริมาณเต็มพอที่จะรองรับการเพาะปลูกได้ทั้งปี ขณะที่ประเทศผู้ผลิตสินค้าอื่นยังไม่ฟื้นตัวจากภัยธรรมชาติซึ่งคาดว่าปริมาณ ความต้องการอาหารโลกในปี 2554 จะขยายตัวเพิ่มส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรของไทยอยู่ในระดับสูง ในหลายตัวไม่ว่าข้าว ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากความต้องการใช้ข้าวของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่าปริมาณการผลิต จึงได้จัดข่าวสินค้าเกษตรราคาพุ่งเป็นข่าวเด่นสำหรับปี2553 อีกข่าวหนึ่ง

ข่าวสูญเสียปลัดกระทรวงทรัพยฯและคณะ
เป็นเรื่องเศร้าแห่งปีในวันที่ 17 สิงหาคม 2553 เมื่อตณะของ นายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พร้อมด้วย นายโกวิทย์ ปัญญาตรง ผู้ตรวจราชการ ทส. นายสหัส บุญญาวิวัฒน์ที่ปรึกษาสำนักพระราชวัง พ.ต.เจนวิทย์ อรุณสวัสดิ์ นักบิน และ ส.อ.วิฑูรย์ เทียนเงิน ช่างประจำเครื่องได้กลายเป็นโศกนาฏกรรมความสูญเสียครั้งใหญ่เมื่อเฮลิคอป เตอร์ที่โดยสารไปประสบอุบัติเหตุจนทำให้ทั้งคณะเสียชีวิตทั้งหมด ในการไปดูงานโครงการปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จังหวัดน่าน

ต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับศพทั้งหมดไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ในการนี้ได้พระราชทานโกศแปดเหลี่ยมประดับฉัตรเบญจา 5 ชั้น ให้แก่นายศักดิ์สิทธิ์ และนายสหัส พระราชทานโกศโถประดับฉัตร 5 ชั้น ให้แก่นายโกวิทย์ ส่วนศพ พ.ต.เจนวิทย์ และ ส.อ.วิฑูรย์ บรรจุในหีบลายก้านแหย่ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินถึงศาลาทักษิณาประดิษฐ์ ทรงเป็นประธานพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และทรงวางพวงมาลาหลวง และพวงมาลาส่วนพระองค์ที่หน้าโกศและหีบศพ โดยมีนางปิยะธิดา ตรีเดช นายสุวิทย์ คุณกิตติ และคณะเฝ้าฯรับเสด็จ พระสงฆ์สมณศักดิ์ 10 รูป นำโดย พระพรหมวชิรญาณ รองสมเด็จพระราชาคณะวัดยานนาวา สวดพระอภิธรรม นับว่าเป็นข่าวเศร้าและสะเทือนใจแห่งปี จึงได้จัดให้ข่าวการสูญเสียปลัดทส.และคณะ เป็นข่าวเด่นทางด้านสิ่งแวดล้อมประจำปี 2553

 

ประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิจะลดลงได้อีก 2-4 องศา 2011/01/02

วันที่ 30/12/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ (30 ธ.ค.53) เป็นดังนี้

ภาคเหนือ อากาศหนาว กับมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 12-15 องศา สำหรับบริเวณยอดดอยอากาศหนาวจัด กับมีน้ำค้างแข็งได้ในบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 3-8 องศา ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศหนาว กับมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 12-15 องศา สำหรับบริเวณยอดภูอากาศหนาวถึงหนาวจัด กับมีน้ำค้างแข็งได้ในบางพื้นที่อุณหภูมิต่ำสุด 4-10 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็น กับมีหมอกบางในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 17-20 องศา สำหรับบริเวณเทือกเขาอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 12-15 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศเย็น กับมีหมอกบางในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 18-22 องศา สำหรับบริเวณเทือกเขาอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 12-15 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) อากาศเย็นในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. อ่าวไทยตอนบน ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร อ่าวไทยตอนล่างทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) อากาศเย็นในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศา ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็น และมีหมอกบางในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 20-22 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

 

 

รื้อเกณฑ์ช่วยเหลือน้ำท่วม เกษตรแจงจ่ายน้อยเกินจริง นัดถกเคาะตัวเลขใหม่4มค. 2011/01/02

วันที่ 30/12/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

เกษตรฯ ชี้ตัวเลขช่วยเหลือเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วมน้อยเกินจริง นัดถกถกคณะทำงานด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ 4 ม.ค. เคาะตัวเลขเงินช่วยเหลือใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง

นายเฉลิมพร พิรุณสาร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการวางแผนและติดตามการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเห็นชอบในหลักการการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน เนื่องจากอัตราการช่วยเหลือเดิม เช่น นาข้าวซึ่งคิดอัตราการให้ความช่วยเหลือในอัตรา 606 บาท/ไร่ เป็นการคิดเพียงการให้ความช่วยเหลือด้านเมล็ดพันธุ์ และปุ๋ยเท่านั้น จึงไม่ครอบคลุมต่อการให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรได้จริงและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่เกษตรกรต้องมีการเตรียมดิน เครื่องจักรกลต่างๆ และค่าแรงในการเพาะปลูกใหม่

ดังนั้น ในเรื่องของรายละเอียดการพิจารณาหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือที่จะมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะทำงานที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ประชุมหารือร่วมกันในวันที่ 4 มกราคม 2554 นี้ เพื่อหาข้อสรุปอัตราการให้ความช่วยเหลือโดยคิดจากต้นทุนผลิตเฉลี่ย และเมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะมีการนำมาเสนอต่อคณะอนุกรรมการวางแผนและติดตามการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร เพื่อให้ความเห็นชอบ ก่อนเสนอต่อไปยังคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานพิจารณาต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบผลการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยปี 2553 ซึ่งขณะนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)ได้โอนเงินให้ ธ.ก.ส.สาขา เพื่อโอนเงินให้ความช่วยเหลือเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรงแล้วเกินกว่า 50% และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 15 มกราคมนี้เงินช่วยเหลือดังกล่าวจะถึงมือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยได้เกือบ 100%

 

คาดลำไยปีหน้าราคาพุ่ง “ธีระ”ฟุ้งแผนบริหารจัดการดี/มุ่งเน้นเดินตามกลไกตลาด 2011/01/02

วันที่ 30/12/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ลำไยเป็นหนึ่งในสินค้าที่เกษตรกรได้รับผลกระทบจากเสถียรภาพด้านราคาลำไยที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง จากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดมากและเกิดการกระจุกตัวในช่วงฤดูการผลิต แต่จากการดำเนินการตามแผนบริหารจัดการลำไยของกระทรวงเกษตรฯ ที่มุ่งเน้นให้ราคาลำไยเป็นไปตามกลไกตลาด การกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดทั้งในและนอกประเทศ รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรในการปลูกนอกฤดูก็พบว่า สถานการณ์ราคาลำไยมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรพบว่า ปัจจุบันสถานการณ์ด้านราคาลำไยสดและราคาลำไยอบแห้งที่เกษตรกรขายได้ปี 2553 จะมีราคาเพิ่มขึ้นทั้งหมดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเกรด AA เฉลี่ยอยู่ที่ 32.02 บาท/กก. เกรด A เฉลี่ย 29.30 บาท/กก. และเกรดคละเฉลี่ย 28.37 บาท/กก. ส่วนราคาลำไยอบแห้งที่เกษตรกรขายได้ เกรด AA เฉลี่ย 65.06 บาท/กก. เกรด A เฉลี่ย 46.00 บาท/กก. เกรด B เฉลี่ย 26.35 บาท/กก. และเกรด C เฉลี่ย 12.45 บาท/กก. ขณะที่พื้นที่ให้ผลผลิต พบว่าลดลงเล็กน้อยจาก 968,000 ไร่เศษในปี 2552 เป็น 954,000 ไร่เศษ ในปี 2553 หรือลดลงร้อยละ 1.46 โดยผลผลิตลดลงจาก 623,000 ตันในปี 2552 เป็น 525,000 ตันในปี 2553 หรือลดลงร้อยละ 15.70 ผลผลิตต่อไร่ลดลงจาก 643 กก./ไร่ ในปี 2552 เป็น 550 กก./ไร่ ในปี 2553 หรือลดลงร้อยละ 14.46 สาเหตุที่ทั้งพื้นที่ให้ผลผลิตและผลผลิตต่อไร่ลดลง เนื่องจากราคาที่เกษตรกรขายได้ในปีที่ผ่านมาตกต่ำ เกษตรกรจึงดูแลรักษาต้นลำไยน้อยลง

นายธีระกล่าวต่อไปว่า สำหรับสถานการณ์ด้านการส่งออกซึ่งถือว่าขณะนี้ประเทศไทยนับเป็นผู้ส่งออกลำไยรายใหญ่ของโลก โดยมีตลาดส่งออกหลัก เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน อินโดนีเซีย และฮ่องกง โดยในปี 2553 การส่งออกลำไยสดและผลิตภัณฑ์มีปริมาณการส่งออก 295,000 ตันเศษ คิดเป็นมูลค่า 5,632 ล้านบาท ส่วนสถานการณ์การบริโภคภายในประเทศในปี 2553 นั้น พบว่า ความต้องการบริโภคลำไยภายในประเทศมีประมาณ 45,000-50,000 ตัน ซึ่งลดลงจากปี 2552 ซึ่งมีปริมาณ 50,000-55,000 ตัน สาเหตุเนื่องมาจากผลผลิตลดลง ทำให้ราคาขายปลีกเพิ่มสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังคงส่งเสริมสนับสนุนและรณรงค์โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆให้ประชาชนหันมาบริโภคลำไยเพิ่มขึ้น

 

วช.เปิดเวทีระดมสมองวางแนวทาง ป้องทรัพย์สินทางปัญญาจากงานวิจัย 2011/01/02

วันที่ 30/12/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ เผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายมุ่งเน้นให้มีการนำทรัพย์สินทางปัญญา ไปใช้ในการพัฒนาประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการในระบบทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพอยู่หลายประการ ทางสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงได้จัดให้มีการประชุมระดมสมองเพื่อหาข้อสรุปความเห็น จากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ให้ทุนการวิจัย ผู้รับทุนการวิจัย และผู้ใช้งานวิจัยขึ้น

สำหรับปัญหาหลักที่มีอยู่ขณะนี้เช่นเรื่องสิทธิร่วมระหว่างผู้ให้ทุนและผู้รับทุน เรื่องการตกลงเกี่ยวกับสัดส่วนการแบ่งสรร และในบางครั้งเรื่องเงินทุนสนับสนุนการวิจัยแบบต่อยอดซึ่งมีการสนับสนุนเงินทุนจากหลายหน่วยงาน ทำให้ไม่สามารถตกลงกันได้หรือเกิดความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างผู้ให้ทุนและผู้รับทุน

“วช.ในฐานะหน่วยงานกลางด้านการวิจัยของประเทศ และเป็นองค์กรหลักในการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบวิจัย เล็งเห็นความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาจากงานวิจัยในประเทศไทย ที่ให้ทุนโดยหน่วยงานภาครัฐต่อหน่วยงานของภาครัฐด้วยกัน หรือจากหน่วยงานภาครัฐต่อบริษัทเอกชน เพื่อสรุปประเด็นและดำเนินการนำเสนอต่อรัฐบาล เพื่อสร้างมาตรการจูงใจ รวมทั้งได้ให้ข้อเสนอแนะด้านกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นประโยชน์ต่อระบบนวัตกรรมงานวิจัย นำประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมแห่งภูมิปัญญาการเรียนรู้ และพัฒนาเศรษฐกิจด้วยงานวิจัยไทยได้อย่างยั่งยืนต่อไป”ศ.นพ.สุทธิพร กล่าว

 

ประเทศไทยตอนบนอากาศหนาวเย็นและมีหมอกในตอนเช้า 2010/12/29

วันที่ 29/12/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ (29 ธ.ค.53) เป็นดังนี้

ภาคเหนือ อากาศหนาว และมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 12-15 องศา สำหรับบริเวณยอดดอยอากาศหนาวจัด กับมีน้ำค้างแข็งได้ในบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 3-8 องศา ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศหนาว และมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 12-16 องศา สำหรับบริเวณยอดภูอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 6-12 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็น และมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 17-19 องศา สำหรับบริเวณเทือกเขาอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 14-15 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศเย็น และมีหมอกในตอนเช้าทางตอนบนของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 18-23 องศา สำหรับบริเวณเทือกเขาอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 13-14 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. อ่าวไทยตอนล่างทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร

ภาคใต้(ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัด ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศา ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็น และมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 19-21 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม.

 

 

พด.ผวาไทยกลายเป็นทะเลทราย จับตา38.5ล้านไร่แล้งผิดปกติ/เร่งวางแผนป้องกันแปรสภาพ 2010/12/29

วันที่ 29/12/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

กรมพัฒนาที่ดินเตือนไทยมีโอกาสได้รับผลกระทบการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ชี้ 38.5 ล้านไร่แล้งผิดปกติ สาเหตุเกิดจากป่าไม้ลด-ดินเสื่อมโทรม เร่งคลอดแผนป้องกันการแปรสภาพโดยด่วน

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบจากการแปรสภาพเป็นทะเลทราย เนื่องจากเกิดจากความเสื่อมโทรมของดินเป็นต้นเหตุ รวมถึงพื้นที่ป่าลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ก่อให้เกิดปัญหาการชะล้างพังทลายของดินค่อนข้างสูง นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยของการขยายตัวของพื้นที่ดินเค็ม ประกอบกับปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าเกณฑ์ปกติจากสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ปัญหาความแห้งแล้งและดินเสื่อมโทรมทวีความรุนแรงมากขึ้น

จากการวิเคราะห์และติดตามพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งของกรมพัฒนาที่ดิน พบว่า พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งมีประมาณ 44 จังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมนั้นสามารถแบ่งออกเป็น ในภาวะแห้งแล้งปกติ มีพื้นที่ประมาณ 28.5 ล้านไร่ และในภาวะแห้งแล้งผิดปกติ มีพื้นที่ประมาณ 38.5 ล้านไร่ ซึ่งถือเป็นปริมาณพื้นที่ที่มากพอสมควร และถ้าไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนก็จะส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรอย่างแน่นอน

ดังนั้น กรมพัฒนาที่ดินจึงมีแผนที่จะดำเนินกิจกรรรมต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ตลอดจนกิจกรรมรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและลดโลกร้อน อาทิ รณรงค์ปลูกไม้ยืนต้นโตเร็ว การพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีปัญหาดินเค็มมากที่สุด เพื่อลดการแพร่กระจายของคราบเกลือสาเหตุของปัญหาดินเค็ม นอกจากนี้ กรมฯ จะปรับปรุงแผนที่แล้งซ้ำซาก สำหรับใช้เป็นฐานข้อมูลในการวางแผนพัฒนาพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งให้ทันต่อสภาวการณ์ปัจจุบัน

 

ดันแผนจัดการน้ำนครนายก สศข.6ชี้งานด่วนต้องเร่งรวมกลุ่มเกษตรกร/พร้อมวางแผนปรับเปลี่ยนพันธุ์ข้าว 2010/12/29

วันที่ 29/12/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายพลเชษฐ์ ตราโช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 6 (สศข.6) จ.ชลบุรี เปิดเผยว่า สศข.6 ได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ทั้งในระดับเขตและระดับจังหวัด พร้อมได้ร่วมดำเนินการจัดทำแผนบูรณาการโครงการประจำปีงบประมาณ 2554 ซึ่งทางจังหวัดนครนายกได้กำหนดพื้นที่ร่วมบูรณาการ 2 โครงการ โดยสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครนายก ในฐานะประธานคณะทำงาน ได้จัดประชุมคณะทำงานระดับจังหวัด เพื่อร่วมปรับแผน โดย สศข.6 ได้ร่วมทีมในการวิเคราะห์สภาพปัญหาในพื้นที่ ด้านการผลิตทางเกษตร ร่วมกับเกษตรกรเป้าหมาย ในพื้นที่โครงการแก้มลิงลำชวดประเพรี้ยะ-ชวดลาดเคล้า ตำบลท่าเรือ อำเภอปากพลี และโครงการไซฟอนลอดคลองส่งน้ำที่ กม 19+924 ของคลองส่งน้ำสายใหญ่ ตำบลศรีนาวา อำเภอเมือง เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

จากการร่วมกันวิเคราะห์สภาพปัญหาพื้นที่ พบว่าปัญหาในด้านกายภาพของพื้นที่เพาะปลูกข้าวเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุด ซึ่งพื้นที่เพาะปลูกมีข้อจำกัดเชิงกายภาพ ยากต่อการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เหมาะสมสำหรับเกษตรกรทุกราย โดยเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นชาวนา และจากการจัดเวทีเสวนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและวิเคราะห์ปัญหาร่วมกัน ได้ข้อสรุปว่า การรวมกลุ่มของเกษตรกรเป็นงานเร่งด่วนที่จะต้องรีบดำเนินการเป็นลำดับต้น และจะต้องวางแผนการผลิตร่วมกันตั้งแต่การปรับเปลี่ยนพันธุ์ข้าวให้เหมาะสมกับกายภาพของพื้นที่ และระยะเวลาการปลูกในแต่ละพื้นที่ อีกทั้งจะทำให้สามารถบริหารจัดการ ดูแลรักษา และเก็บเกี่ยวได้อย่างเป็นระบบ โดยมีกลุ่มผู้ใช้น้ำเป็นองค์กรประสานระหว่างกลุ่มเกษตรกรผู้ทำนา และหน่วยงานชลประทานที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลระบบน้ำ ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพ เกิดดุลยภาพในการบริหารจัดการ

นายพลเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการวิเคราะห์ปัญหาความต้องการของเกษตรกรนั้น แต่ละหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องร่วมกันปรับแผนบูรณาการ โดยกำหนดแผนงานโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรอย่างตรงประเด็นที่เกษตรกรต้องการ จะทำให้การดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพ และเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่โครงการฯ จะได้รับประโยชน์จากการใช้น้ำอย่างเหมาะสม และมีรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อความอยู่ดีมีสุข อย่างยั่งยืน

 

กรมปศุสัตว์ส่งมอบโค-กระบือ ไถ่ชีวิตช่วยเกษตรกรทำอาชีพ 2010/12/29

วันที่ 29/12/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายศุภชัย โพธิ์สุ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการตั้งแต่ปี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน ให้มีโค-กระบือเป็นของตนเองและขยายต่อให้เพื่อนเกษตรกรข้างเคียง ใช้เป็นปัจจัยในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรทำให้เกษตรกรมีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นอกจากนี้กรมปศุสัตว์ยังดำเนินโครงการสร้างสัมพันธ์สานสายใยผู้ให้ถึงผู้รับ เพื่อทำให้ผู้ให้หรือผู้บริจาคและผู้รับมีโอกาสติดต่อสื่อสารกัน โดยเกษตรกรผู้รับโค-กระบือได้มีโอกาสแสดงความขอบคุณและสร้างสัมพันธ์กับผู้ให้ โดยการเขียนจดหมายพร้อมแนบภาพถ่ายการเลี้ยงโค-กระบือของเกษตรกรส่งถึงผู้ให้ในโอกาสวันสำคัญตลอดระยะเวลาการเลี้ยง และเมื่อเกษตรกรผู้รับเลี้ยงดูแลโค-กระบือที่ได้มานั้นเป็นอย่างดี ผู้ให้ก็มีกำลังใจพร้อมที่จะบริจาคโค-กระบือมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรที่ยากจนอีกจำนวนมากต่อไป

โดยล่าสุดมีการทำพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือให้แก่เกษตรกรใน อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 175 คน โดยทุกคนจะได้รับโค-กระบือยืมเลี้ยงเพื่อการผลิตรายละ 1 ตัว ในระยะเวลา 5ปี หากมีลูกตัวที่ 1 จะต้องส่งคืนโครงการฯ ส่วนลูกตัวที่ 2, 3 หรือ 4 พร้อมแม่ จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเกษตรกร เมื่อเลี้ยงครบสัญญา 5 ปี

“โค-กระบือ เป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรไทยผลผลิตที่เป็นลูก เป็นเสมือนเงินฝากประจำรายปีที่จะสร้างรายได้มั่นคงแก่ผู้เลี้ยง การใช้แรงงานการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร มูลของโค-กระบือจะลดรายจ่ายเพิ่มเป็นรายได้รายวันที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอ จนสิ้นอายุขัยของโค-กระบือตัวนั้น ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกรรวมทั้งฟื้นฟูสภาพธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนเป็นการสืบสานวิถีชีวิตวัฒนธรรมที่ดีงามของชนบทไทย” นายศุภชัยกล่าว

 

ยืดเวลาถึง30ธันวาคม ขึ้นทะเบียนเกษตรกร เกษตรเตือนรักษาสิทธิ์ เลือกตั้งสภาเกษตรกร 2010/12/29

วันที่ 29/12/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกประกาศรับขึ้นทะเบียนเกษตรกรเพิ่มเติม เพื่อการใช้สิทธิเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรระดับหมู่บ้าน ในระหว่างวันที่ 29 พ.ย.-28 ธ.ค. 2553 เนื่องจากอาจมีเกษตรกรจำนวนหนึ่งไม่สามารถขึ้นทะเบียนเกษตรกรเพิ่มเติมได้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว เพื่อให้เกษตกรกรทั่วประเทศได้มีโอกาสในการขึ้นทะเบียนเกษตรกรเพิ่มเติมมากขึ้น จึงได้ขยายเวลารับขึ้นทะเบียนเกษตรกรเพิ่มเติมต่อไปอีก 2 วัน ในวันที่ 29 – 30 ธ.ค. 2553 โดยสามารถยื่นคำขอขึ้นทะเบียนได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอในแต่ละจังหวัด สำหรับเกษตรกรที่มีทะเบียนบ้านในกรุงเทพมหานคร ติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรเขตกรุงเทพมหานคร

นายธีระ กล่าวว่า นอกจากการขยายเวลาการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกรเพิ่มขึ้น อีก 2 วันดังกล่าวแล้ว ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกประกาศรับขึ้นทะเบียนองค์กรเกษตรกร อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของการจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดยได้เปิดรับการขึ้นทะเบียนองค์กรเกษตรกรแล้วตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค. 2553 – 20 มี.ค. 2554 ระหว่างเวลา 08.30-16.30 น. โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ

ทั้งนี้ นิติบุคคลหรือกลุ่มหรือคณะของเกษตรกรใด ที่ประสงค์จะขึ้นทะเบียนองค์กรเกษตรกร ให้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนองค์กรเกษตรกรได้ที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดในแต่ละจังหวัด สำหรับกรุงเทพมหานครให้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนได้ที่สำนักงานเกษตรเขตกรุงเทพมหานคร โดยให้เลือกระบุสาขาอาชีพเกษตรกรรมหลักที่มีการประกอบกิจกรรมร่วมกัน ได้แก่ ด้านพืช สัตว์ ประมง และเกษตรกรรมอื่นๆ พร้อมด้วยเอกสารหลักฐานมายื่นคำขอขึ้นทะเบียนได้ในวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด

 

ยอดดอยในภาคเหนือจะมีน้ำค้างแข็งได้ในบางพื้นที่ และประเทศไทยตอนบนยังคงมีอากาศหนาวเย็นโดยทั่วไป 2010/12/29

วันที่ 28/12/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ (28 ธ.ค.53) เป็นดังนี้

ภาคเหนือ อากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 13-16 องศา สำหรับบริเวณยอดดอยอากาศหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 4-8 องศา ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 13-16 องศา สำหรับบริเวณยอดภูอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 6-12 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 17-18 องศา สำหรับบริเวณเทือกเขาอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 14-15 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 19-21 องศา สำหรับบริเวณเทือกเขาอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 13-14 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 20-23 องศา ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 20-22 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

 

 

บริหารนำเข้ากาแฟสำเร็จรูป สกัดผลกระทบเปิดเสรีอาฟตา กษ.จับตาล้นตลาด-ราคาร่วง 2010/12/29

วันที่ 28/12/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ เห็นชอบการเปิดตลาดสินค้าเมล็ดกาแฟ กาแฟสำเร็จรูป พริกไทย ลำไยแห้ง และชา ตามความตกลง WTO และไทย-ออสเตรเลีย ปี 2554 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2554 ดังนี้

1.เมล็ดกาแฟ ตามข้อตกลง WTO ปริมาณโควตา 5.25 ตัน ภาษี 30% นอกโควตาภาษี 90% ตามข้อตกลงไทย-ออสเตรเลีย ปริมาณโควตา 0.704 ตัน ภาษี 18% นอกโควตาภาษี 81% 2.กาแฟสำเร็จรูป ตามข้อตกลง WTO ปริมาณโควตา 134 ตัน ภาษี 40% นอกโควตาภาษี 49% ตามข้อตกลงไทย-ออสเตรเลีย ปริมาณโควตา 17.96 ตัน ภาษี 24% นอกโควตาภาษี 44.10% 3.พริกไทย ตามข้อตกลงWTO ปริมาณโควตา 45 ตัน ภาษี 27% นอกโควตาภาษี 51% 4.ลำไยแห้ง ตามข้อตกลงWTO ปริมาณโควตา 8 ตัน ภาษี 30% นอกโควตาภาษี 53% และ 5.ชา ตามข้อตกลงWTO ปริมาณโควตา 625 ตัน ภาษี 30% นอกโควตาภาษี 90% ตามข้อตกลงไทย-ออสเตรเลีย ปริมาณโควตา 83.76 ตัน ภาษี 18% นอกโควตาภาษี 81% ทั้งนี้ จะแจ้งมติดังกล่าวให้กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบมาตรการการนำเข้ากาแฟสำเร็จรูปตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟตา โดยมีหลักเกณฑ์ คือ การนำเข้ากาแฟสำเร็จรูปจากประเทศสมาชิกอาเซียนจะให้นำเข้าตามพิกัดอัตราศุลกากรขาเข้าประเภทย่อยที่กำหนด และปริมาณการนำเข้าจะพิจารณาให้นำเข้าตามที่ยื่นขอ แต่ต้องไม่กระทบกับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยนำเข้ากาแฟสำเร็จรูปจากประเทศอาเซียนสูงถึงร้อยละ 76 ของมูลค่าการนำเข้ากาแฟสำเร็จรูปทั้งหมด ดังนั้นมาตรการดังกล่าวจะเป็นการป้องกันผลกระทบต่อการผลิตและการตลาดกาแฟไทย ที่หากมีการนำเข้ากาแฟสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น จะส่งผลทำให้โรงงานแปรรูปจะรับซื้อผลผลิตกาแฟในประเทศน้อยลงและราคาจะถูกลง และส่งผลกระทบต่อเกษตรกรเมื่อผู้ประกอบการลดกำลังการผลิตกาแฟสำเร็จรูปไม่ซื้อเมล็ดกาแฟในประเทศก็จะทำให้ผลผลิตเมล็ดกาแฟล้นตลาด ราคาก็ต่ำลง

 

เร่งบังคับใช้พรบ.พัฒนาที่ดิน เน้นจัดการพื้นที่ปนเปื้อนสารเคมี/พด.หวั่นกระทบความปลอดภัยอาหาร 2010/12/29

วันที่ 28/12/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายเกรียงศักดิ์ หงษ์โต รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติพัฒนาที่ดิน พ.ศ.2551 เป็นกฎหมายที่รองรับการเข้าไปดำเนินการพัฒนาที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันและแก้ไขความเสื่อมโทรมของดิน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าของประเทศให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน ถึงแม้ว่าดินส่วนใหญ่ของประเทศไทยจะเป็นดินที่สะอาดมีคุณสมบัติสามารถทำการเกษตรได้ แต่มีบางพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังดินปัญหา เพราะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ผลิตและผู้บริโภคได้

ดังนั้น ในพ.ร.บ.พัฒนาที่ดิน จึงมีมาตรา 14 บัญญัติถึงการปนเปื้อนของดิน คือในกรณีที่ปรากฎว่าพื้นที่ใดมีการใช้หรือทำให้เกิดการปนเปื้อนของสารเคมีหรือวัตถุอื่นใดที่จะทำให้ที่ดินเกิดความเสื่อมโทรมต่อการใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ได้มอบอำนาจให้สามารถควบคุมการใช้ที่ดินบริเวณนั้นได้ ทั้งนี้ ก็เพื่อก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเหมาะสมตามศักยภาพของดิน และสามารถผลิตพืชอาหารได้อย่างปลอดภัย

สำหรับแนวทางปฏิบัติของกรมพัฒนาที่ดินนั้นจะมีเกณฑ์การประเมินระดับการปนเปื้อนของสารเคมีหรือวัตถุอื่นใดว่าจะเป็นอันตรายหรือไม่ รวมถึงมีกฎเกณฑ์การจัดการและวิธีดำเนินงานได้อย่างรวดเร็วหากพื้นที่ใดมีการปนเปื้อนเกิดขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการปนเปื้อนโลหะหนักในดิน ซึ่งเป็นธาตุพิษที่ไม่เสื่อมสลายและเป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างยิ่งนั้น จะมีประกาศมาตรฐานโลหะหนักในดินเกษตรกรรมเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินคุณภาพดินว่าจะผลิตพืชอาหารได้อย่างปลอดภัยในปีงบประมาณ 2554 นี้ เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินต่อไป

“หากเกษตรกรที่ประสบปัญหาเรื่องดิน ที่ทำให้การเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรไม่ได้ผลผลิตเท่าที่ควร หรือได้รับความเดือดร้อนจากการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมจนกระทบต่อผลผลิต ขอให้แจ้งมายังกรมพัฒนาที่ดินหรือที่สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด ตลอดจนหมอดินอาสา ซึ่งกรมฯ จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปติดตามและแก้ไขปัญหาต่อไป” รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวทิ้งท้าย

 

วช.หนุนวิจัยปลานิล”จิตรลดา3″ คุณภาพเหมาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ 2010/12/29

วันที่ 28/12/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายสมนึก คงรัตน์ นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษ สถาบันวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง เปิดเผยว่า ได้ทำการวิจัยเรื่องการพัฒนาสายพันธุ์ปลานิลเชิงพาณิชย์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยวิจัยกับปลานิลจิตรลดา 3 ที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์ด้วยวิธีการคัดเลือกแบบภายในครอบครัวรุ่นที่ 2 และรุ่นที่ 3

ผลจากการวิจัยพบว่าปลานิลจิตรลดา 3 รุ่นที่ 3 มีการเจริญเติบโตที่ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยดีกว่าทั้งในด้านความยาว น้ำหนัก อัตราการเจริญเติบโต เฉพาะด้านความยาวและน้ำหนักคิดเป็น 10.48%, 20.66%, 11.36% 4.29% ตามลำดับ ส่วนอัตราการรอดตายไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 65% และ 64 % ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบรูปร่างโดยรวมปลานิลจิตรลดา 3 ทั้ง 3 รุ่น พบว่า มีรูปร่างที่แตกต่างกัน และเมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนต่างๆ ได้แก่ความลึกของส่วนหัว ความลึกของลำตัวและความลึกของคอดหางต่อความยาวลำตัว พบว่ามีความแตกต่างกัน ผลของการแล่เนื้อพบว่าปลารุ่นคัดเลือกรุ่นที่ 2 และรุ่นคัดเลือกรุ่นที่ 3 มีค่าเฉลี่ยของเปอร์เซ็นต์เนื้อแล่สูงกว่ารุ่นพ่อแม่

นอกจากนี้ ผลการทดสอบยังพบว่า สามารถกระจายพันธุ์เพื่อเพิ่มผลผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งจากการนำผลงานเข้าร่วมงานการนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2553 ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากบริษัทเพาะพันธุ์ปลาและเกษตรกรที่เข้าไปติดต่อเพื่อขอนำพ่อแม่พันธุ์ และลูกปลาไปเลี้ยงเป็นจำนวนมาก

 

ปภ.เตือน 9 จว.ภาคใต้รับมือฝนถล่ม 27-31 ธ.ค.กำชับ จนท.เฝ้าระวัง 24 ชม. 2010/12/29

วันที่ 27/12/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวเตือนประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัย ทั้งที่ลาดเชิงเขา ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำใน 9 จังหวัดภาคใต้ ว่า ขอให้ประชาชนเตรียมรับมือภาวะฝนตกหนักในระหว่างวันที่ 27 – 31 ธ.ค.53 เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ โดยติดตามพยากรณ์อากาศ และหมั่นสังเกตสัญญาณการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ นอกจากนี้ คลื่นลมในอ่าวไทยตอนล่างมีกำลังค่อนข้างแรง ขอให้ชาวเรือระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือ และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

ทั้งนี้ กรม ปภ.ได้ประสานศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 จ.สุราษฎร์ธานี เขต 12 จ.สงขลา และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัย ให้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์ภัยตลอด 24 ชั่วโมง และจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดภัย หากประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

 

 

เกษตรฯ เร่งเตรียมการเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดชุดแรกใน กทม. 2010/12/29

วันที่ 27/12/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายเฉลิมพร พิรุณสาร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรในส่วนกลางว่า เนื่องจากในกรุงเทพมหานคร(กทม.) มีการบริหารราชการในรูปแบบพิเศษ ซึ่งมิได้แบ่งการบริหารราชการออกเป็นอำเภอ ตำบล และหมู่บ้านเช่นเดียวกับการบริหารราชการในส่วนภูมิภาค ดังนั้น ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรชุดแรกในเขตกรุงเทพฯ จึงจำเป็นต้องกำหนดเขตพื้นที่ในแต่ละระดับให้สามารถเทียบเคียงได้กับจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน เพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรระดับหมู่บ้าน ระดับตำบล และระดับอำเภอ  ที่จะแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาเกษตรกรกรุงเทพฯ โดยให้ถือเขตพื้นที่ของกรุงเทพฯ เป็นเขตสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรกรุงเทพฯ และให้ถือเขตพื้นที่แต่ละเขตในกรุงเทพฯแทนเขตอำเภอสำหรับการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรอำเภอ พร้อมทั้งให้ถือเขตพื้นที่ของแขวงต่างๆ ในแต่ละเขตของ กทม.แทนเขตตำบล  และ ให้ถือเขตพื้นที่ของชุมชนในแต่ละแขวงตามที่คณะกรรมการกำหนดเขตชุมชนกรุงเทพฯ กำหนดขึ้นแทนเขตหมู่บ้าน ทั้งนี้ ให้มีผู้แทนเกษตรกรระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ได้เฉพาะชุมชนที่มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนบัญชีครัวเรือนเกษตรกร หรือ ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรเพิ่มเติมภายในกำหนดเวลาเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในกรุงเทพฯ มีจำนวนเกษตรกรผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ประมาณ 46,193 คน มีความหนาแน่นใน 7 เขต คือ เขตคลองสามวา ทวีวัฒนา บางขุนเทียน บางแค มีนบุรี ลาดกระบัง และหนองจอก จำนวน 28,891 คน และจำนวนเกษตรกรผู้มีสิทธิเลือกตั้งกระจายในเขตที่เหลือ 43 จำนวน 17,302 คน คณะกรรมการกำหนดเขตชุมชนฯ จึงมีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ โดยหากแขวงใดมีจำนวนเกษตรกรหนาแน่นมาก ให้พิจารณาจำนวนเกษตรกรประมาณ 200 คนต่อหนึ่งชุมชน โดยพิจารณาเทียบเคียงกับมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 กรณีแขวงใดมีจำนวนเกษตรกรหนาแน่นไม่เกิน 200 คน ให้แขวงนั้นมีจำนวนชุมชนหนึ่งชุมชน

นายเฉลิมพร ยังกล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ประสานงานขอความร่วมมือจากผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ โดยเสนอให้ข้าราชการ กทม.ร่วมเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งใน กทม. โดยให้ผู้อำนวยการเขตแต่ละเขตเป็นประธาน กรรมการประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง คาดว่า จะสามารถเสนอให้ปลัดกรุงเทพฯ พิจารณาลงนามร่างประกาศกำหนดเขตชุมชนกรุงเทพฯ ได้ภายในวันที่ 27 ธันวาคม 2553 นี้

 

 

ประเทศไทยตอนบน มีอากาศหนาวเย็นโดยทั่วไป อุณหภูมิลดลง 1-3 องศา และมีลมแรง 2010/12/29

วันที่ 27/12/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ (27 ธ.ค.53) เป็นดังนี้

ภาคเหนือ ทางตอนบนของภาคอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 13-15 องศา ส่วนทางตอนล่างของภาคอากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 16-17 องศา อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-2 องศา สำหรับบริเวณยอดดอยอากาศหนาวจัด และมีน้ำค้างแข็งในบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 3-8 องศา ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 11-15 องศา อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-2 องศา และมีลมแรง สำหรับบริเวณยอดภูอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 7-13 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-3 องศา และมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 17-20 องศา สำหรับบริเวณเทือกเขาอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 14-15 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศเย็น อุณภูมิจะลดลงอีก 1-3 องศา และมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 18-21 องศา สำหรับบริเวณเทือกเขาอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 14-15 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศา ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-2 องศา และมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 20-21 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

 

 

ภาวะศก.การเกษตรหด0.9% ผลพวงน้ำท่วม-ศัตรูพืชระบาด สศก.คาดปีหน้าขยาย1.4-2.4% 2010/12/29

วันที่ 27/12/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้จัดทำประมาณการอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2553 ซึ่งพบว่า มีหารหดตัวลงร้อยละ 0.9 สาเหตุสำคัญมาจากปัญหาภัยธรรมชาติ เริ่มจากภัยแล้งและแมลงศัตรูพืชระบาดในช่วงต้นปี รวมถึงปัญหาอุทกภัยในช่วงปลายปี

โดยเมื่อจำแนกเป็นรายสาขา พบว่า สาขาพืช คาดว่า หดตัวลงร้อยละ 1.7 เนื่องจากผลผลิตพืชสำคัญลดลง ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลัง เพราะผลกระทบจากภัยแล้ง และการระบาดของแมลงศัตรูพืช รวมทั้งปัญหาน้ำท่วมในช่วงปลายปี ส่วนราคาแม้ว่าสินค้าหลายชนิดยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่พืชหลักอย่างข้าวประสบปัญหาลดลงทั้งผลผลิตและราคา ทำให้ในภาพรวมของสาขาพืชหดตัวลง เช่นเดียวกับสาขาบริการทางการเกษตรที่หดตัวลง ร้อยละ1.7 ขณะที่สาขาป่าไม้หดตัวลง ร้อยละ 0.8 เนื่องจากผลกระทบจากภัยธรรมชาติเช่นกัน ทำให้การผลิตไม้ท่อนและการหาของป่าในพื้นที่ป่าธรรมชาติลดลง

สำหรับสาขาที่ยังขยายตัวได้ คือ สาขาปศุสัตว์และประมง โดยสาขาปศุสัตว์ คาดว่าขยายตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.5 เนื่องจากราคาอยู่ในเกณฑ์ดี จูงใจให้ผู้ผลิตขยายการผลิตเพิ่มขึ้น ประกอบกับไม่มีการการระบาดของโรคติดต่อร้ายแรงในปศุสัตว์ในประเทศไทย ส่วนสาขาประมง คาดว่าขยายตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.2 เนื่องจากความต้องการเป็นวัตถุดิบในการแปรรูปเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้น

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการ สศก. เปิดเผยถึงแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตร ในปี 2554 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง ร้อยละ 1.4 – 2.4 ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งผลผลิตและราคา โดยเฉพาะสาขาการผลิตหลักที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดี โดยสาขาพืช คาดว่าขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 – 2.6 เนื่องจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการขยายการเพาะปลูกตามแรงจูงใจของราคาสินค้า ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากโครงการประกันรายได้ของรัฐ ส่วนสาขาปศุสัตว์ คาดว่าขยายตัวเพิ่มขึ้นในช่วง ร้อยละ 0.8 – 1.8 เนื่องจากราคาที่อยู่ในเกณฑ์ดี จูงใจให้ผู้ผลิตขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งการส่งออกคาดว่าจะยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี สำหรับสาขาประมง คาดว่าขยายตัวเพิ่มขึ้นในช่วง ร้อยละ 1.5 – 2.5 เนื่องจากผลผลิตกุ้งเพาะเลี้ยงและประมงทะเลขยายตัวเพิ่มขึ้น

 

คลอดประกันภัยภาคการประมง เกษตรได้ข้อสรุปรูปแบบกรรมธรรม์/”ทิพยะ-ซีพี-เอไอเอ”โดดร่วม 2010/12/29

วันที่ 27/12/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

ดร.สมหญิง เปี่ยมสมบูรณ์ อธิบดีกรมประมง เผยว่า กรมประมงได้ผลักดัน โครงการประกันภัยภาคการประมง (การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและชาวประมง) เพื่อให้เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและชาวประมง ที่ต้องเผชิญกับปัญหาความเสี่ยงต่างๆ ตลอดจนปัญหาของโรคระบาด ราคาผลผลิตตกต่ำ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนแก่เกษตรกรและชาวประมง

กรมประมงจึงร่วมมือกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการประกันภัยเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 เพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการทำประกันภัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทย กรณีที่ประสบภัยพิบัติ โรคระบาด หรือเหตุใดๆ ก็ตามที่ส่งผลให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไม่สำเร็จ รวมทั้งเพื่อกำหนดแนวทางและรูปแบบที่เหมาะสมกับการประกันภัยเรือประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กระทั่งสามารถสรุปแนวทางและรูปแบบที่เหมาะสมในการประกันภัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและเรือประมง ซึ่งแนวทางต่างๆ จะคำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกร

นายพงศ์พัฒน์ บุญชูวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจการประมง กรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการในการออกกรมธรรม์ บริษัทโพว์-มา อินเตอร์เนชั่นแนล อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด ได้กำหนดผู้ออกกรมธรรม์การประกันภัยในประเทศไทยไว้ดังนี้ การประกันภัยกุ้ง ให้บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และกลุ่ม ซี พี อลิอันส์ เป็นผู้ออกกรมธรรม์ สำหรับเรือประมงได้มอบหมายให้บริษัท ไอเอจี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ออกกรมธรรม์

อย่างไรก็ตามเพื่อให้การประกันภัยเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ทางชุมนุมเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งแห่งประเทศไทยได้จัดทำโครงการเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการบริโภคกุ้งภายในประเทศ โดยขอเงินสนับสนุนจากกองทุนช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ซึ่งได้กำหนดให้มีการประกันภัยกุ้งรวมอยู่ด้วย นับเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่กรมประมงได้ร่วมมือกับภาคเอกชนวางรากฐานให้เกษตรกรไทยสามารถประกอบอาชีพประมงได้อย่างสบายใจด้วยการประกันภัย

 

ศูนย์พัฒนาที่ดิน”บัวใหญ่”โคราช ต้นแบบจุดเรียนรู้”เกษตรอินทรีย์” 2010/12/29

วันที่ 27/12/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายอนุวัฒน์ ปาริเวสังข์ เจ้าของศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง อ.บัวใหญ่ จ. นครราชสีมา เปิดเผยว่า ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงแห่งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากกรมพัฒนาที่ดิน โดยมุ่งหวังให้เป็นจุดถ่ายทอดความรู้ด้านการพัฒนาที่ดินในรูปแบบต่างๆ ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาศึกษาดูงาน ทั้งนี้ เนื่องจากแต่เดิมสภาพพื้นที่ละแวกนี้ประสบปัญหาความแห้งแล้ง อีกทั้งดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ทำให้เพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรไม่ดีเท่าที่ควร ส่งผลให้เกษตรกรปล่อยให้เป็นที่ทิ้งร้างเพื่อไปหาแหล่งทำกินใหม่แทน

กรมพัฒนาที่ดินจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจ วิเคราะห์ และปรับปรุงสภาพพื้นที่ให้มีความเหมาะสมในการทำการเกษตร ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ผลิตภัณฑ์สารเร่งจุลินทรีย์ พด. ปรับปรุงบำรุงดินพลิกฟื้นความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ตลอดจนมีการส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์เพื่อลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร โดยเริ่มแรกมีเกษตรกรเข้าร่วมกลุ่ม 50 ราย ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่มกว่า 350 ราย พร้อมกับจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นมา เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่

นายอนุวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์เรียนรู้ฯ แห่งนี้ มีพื้นที่ 30 ไร่ แบ่งเป็นจุดเรียนรู้ด้านการพัฒนาที่ดินในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ที่ศูนย์แห่งนี้นับเป็นต้นแบบด้านเกษตรอินทรีย์ที่สมบูรณ์แบบ เพราะมีการขยายผลสร้างเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรในท้องถิ่นได้เป็นจำนวนมาก และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่เกษตรของตนเองได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันสภาพพื้นที่ได้รับการปรับปรุงฟื้นฟูจนสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้ย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น