วันที่ 31/12/2010
ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 เวลา 16.27 น.เป็นวันที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทยอีกคำรพหนึ่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จลง ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปยังท่าเทียบเรือสมาคมศิษย์เก่าแพทย์ศิริราช เพื่อประทับเรือพระที่นั่งอังสนา ซึ่งกองทัพเรือจัดถวายเสด็จพระราชดำเนินไปยังคลองลัดโพธิ์ ตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ โดย มีนายกรัฐมนตรี,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ,ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานต่างๆที่สนองพระราชดำริเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ
สำหรับประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำริ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2538 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันศึกษาพิจารณาวางโครงการ และดำเนินการปรับปรุงขุดลอกพร้อมสร้างอาคารประกอบคลองลัดโพธิ์ เพื่อแก้ปัญหาการระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา และดำเนินการก่อสร้างในปี 2545 โดยกรมชลประทานร่วมกับ, คณะกรรมการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ กปร. และกรุงเทพมหานคร ได้ขุดลอกคลองลัดโพธิ์ให้ลึกและกว้างขึ้น ช่วยระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาสู่ทะเลได้เร็วขึ้น จากเดิมที่ต้องไหลอ้อมแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านพื้นที่บริเวณบางกระเจ้าระยะทางจาก 18 กิโลเมตร เหลือเพียง 600 เมตร ช่วยร่นระยะทางการเดินทางของน้ำจาก 5 ชั่วโมง เหลือเพียง 10 นาที เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์ พร้อมด้วยการสร้างประตูระบายน้ำ 4 บาน ระบายน้ำได้สูงสุด 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจะปิดการระบายน้ำในช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งได้ดำเนินการก่อสร้างทั้งหมดแล้วเสร็จในปี2549 ที่ผ่านมา สามารถระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยได้เฉลี่ยวันละประมาณ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร และนับตั้งแต่เริ่มเปิดประตูระบายน้ำ จนถึงปัจจุบันสามารถระบายน้ำได้รวมทั้งสิ้น 2 พัน 631 ล้านลูกบาศก์เมตร
นอกจากประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์เพื่อเร่งการระบายน้ำแล้ว ยังมีประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ โดยกรมชลประทานร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศึกษา วิจัยการพัฒนากังหันผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ได้กำลังไฟฟ้าผ่านกังหันน้ำถึง 5.74 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง เป็นกังหันน้ำปั่นไฟฟ้าต้นแบบพลังงานจลน์ที่ประดิษฐ์คิดค้นโดยฝีมือคนไทย จัดทำขึ้นเป็นแห่งแรกของโลก ปัจจุบันอยู่ในระหว่างดำเนินการขอจดสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย คาดว่าจะสามารถประกาศได้ในเร็ววัน พร้อมทั้งจะได้นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อไป ข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเปิดประตูน้ำคลองลัดโพธิ์ ถือเป็นความปราบปลื้มแก่พสพนิกรชาวไทยเป็นอย่างอย่างล้นพ้น จึงขอจัดข่าวนี้เป็นข่าวเกษตรเด่นแห่งปี 2553
ภัยแล้ง-น้ำท่วม มากที่สุดในรอบหลายสิบปี
ดูเหมือนว่า ข่าวภัยแล้งเป็นทิศทางข่าวสารที่เกิดขึ้นทุกปี แต่สำหรับปี 2553 ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนเป็นต้นมา ปริมาณน้ำในเขื่อนเกือบทุกแห่งของประเทศไทยตกอยู่ในภาวะวิกฤต โดยมีน้ำอยู่ต่ำกว่าระดับร้อยละ 50 ของทั้งหมด กรมชลประทานรายงานว่าปริมาณน้ำในเขื่อนทั้งหมดรวมกันคือ 32,787 ล้านลูกบาศก์เมตร ประกอบกับฤดูฝนของปีนี้เริ่มต้นช้า ทำให้ ปริมาณน้ำในเขื่อนจึงลดลงอย่างต่อเนื่อง ทางการได้ออกประกาศแก้ไขสถานการณ์น้ำในภาวะวิกฤต ทั้งการเพื่อใช้ในการเกษตรและบริโภคน้ำกิน น้ำใช้ โดยให้เกษตรชาวนาเลื่อนการทำนาออกไป 2 เดือน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธีระ วงศ์สมุทร ออกมาระบุว่าถัยแล้งครั้งนี้รุนแรงที่สุดในรอบ 18 ปี กินพื้นที่55 จังหวัดทั่วประเทศ ศูนย์พยากรเศรษฐกิจกสิกรไทย ประเมินค่าเสียปีนี้ไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท
หลังจากนั้นย่างเข้าสู่กลางเดือนกรกกฎาคม 2553 กระแสข่าวน้ำท่วมก็เกิดขึ้นจากพายุ’โกนเซิน’แผลงฤทธิ์ น้ำท่วมจังหวัดน่านหลายหมู่บ้านระดับน้ำทำลายสถิติปี2549 วัดปริมาณน้ำฝนได้ 60.8 มิลเมตร สถิติมากที่สุดในรอบ 10 ปี จนถึงปลายเดือนสิงหาคม พายุโซนร้อน”มินดอนเล ” อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนตกชุกหนาแน่น เกิดประสบภัยน้ำท่วม เริ่มจาก 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแพร่ อุตรดิตถ์ ลำปาง น่าน และจังหวัดเชียงราย จนถึงก่อนสิ้นเดือนสิงหาคม น้ำท่วมเพิ่มขึ้นอีก เป็น 14 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอนเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร มุกดาหาร สระบุรี และจังนครนายก
จนกระทั้งเข้าช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม เป็นคิวของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก จากการที่มีฝนตกค่อนข้างมากอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่มีปริมาณน้ำเกินกว่าที่จะรับเก็บกักได้ จึงต้องปล่อยน้ำออกเกือบทุกเขื่อน ส่งผลให้น้ำหนักในภาคกลางไล่ตั้งแต่จังหวัดลพบุรี สระบุรี และที่หนักสุดที่จังหวัดรนครราชสีมา ด้านภาคอีสานตอนบน ที่ลำน้ำชีไหลผ่านทั้งที่ จ.กาฬสินธุ์ จ.ชัยภูมิ และขอนแก่น
ต่อมาเข้าเดือนพฤศจิกายนเป็นคิวของภาคใต้ตอนล่าง ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงมานครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กระบี่ ตรัง และสตูล จมน้ำไปตามกัน นอกจากน้ำท่วมแล้วยังมีพายุพัดสวนยางล่มไปอีกกว่าแสนไร่ ทำให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณมาช่วยหลังน้ำลด หลายหมื่นล้านบาท และยังเป็นปัญหากระทบต่อเกษตรกรต่อเนื่องไปจนถึงฤดูการเพาะปลูกปีหน้า อย่างแน่นนอน เห็นว่าข่าวภัยแล้งน้ำท่วมในปีนี้ เป็นอีกข่าวหนึ่งที่โดดเด่นอีกข่าวหนึ่งในรอบปี2553 นี้
ภูมิใจไทยเดินหน้าโครงการยางล้านไร่เฟส2
โครงการปลูกยางเพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตรกร ในแหล่งปลูกยางใหม่ หรือ โครงการยางล้านไร่ ที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี2547 แม้ระยะแรกที่การดำเนินงานอย่างทุลักทะเล ด้วยข้อหาสารพัด มาถึงบัดนี้มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้เปิดกรีดแล้ว โดยมี 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จับมือกัน ระหว่างที่ท่านที่เป็นอดีต กับท่านกำลังอยู่ในตำแหน่ง คือ คุณเนวิน ชิดชอบ กับ คุณศุภชัย โพธิ์สุ จัดจัดกิจกรรม…ยางล้านไร่สร้างรายได้ยั่งยืน ชาวบุรีรัมย์ร่วมใจไม่กรีดยางต้นเล็ก ณ สวน นายอุทิ วัฒนกุล ซึ่งเป็นช่วงประจวบเหมาะกับราคายางพุ่งขึ้นทะลุ กิโลกรัมละ100 บาท จึงเป็นการรับประกันความสำเร็จของโครงการเป็นอย่างดี
จนถึงปีนี้จึงได้มีการดำเนินการโครงการขยายพื้นที่ปลูกยางพาราในพื้นที่ใหม่ หรือโครงการยางระยะที่ 2 โดยมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ปลูกให้ได้ 1 ล้านไร่ ภายในปี 2553-2555 ที่ผลักดันโดยพรรคภูมิใจไทยซึ่งล่าสุดคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้อนมุติโครงการไปแล้ว ทั้งนี้โดยแบ่งเป็นภาคอีสาน 7 แสนไร่ ภาคเหนือ 2 แสนไร่ และภาคอื่นๆ 1 แสนไร่ ใช้งบประมาณ 11,420 ล้านบาท ประกอบด้วยงบจัดหากล้ายาง 90 ล้านต้น รวม 1,620 ล้านบาท เฉลี่ยต้นละ 18 บาท ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้แก่เกษตรกร 9,380 ล้านบาท และค่าบริหารจัดการ 420 ล้านบาท ซึ่งสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) จะจัดทำรายละเอียดการดำเนินงานโครงการฯ นี้เสนอ ครม.พิจารณา คาดว่าจะเกิดการสร้างงาน 1 แสนราย มีรายได้เพิ่มขึ้น 17,850 บาทต่อคนต่อไร่ต่อปี ผลผลิตเพิ่มขึ้น 2.55 แสนตันต่อปี มูลค่าปีละ 20,400 ล้านบาท คำนวณจากราคายางกิโลกรัมละ 80 บาท ขณะที่ผลตอบแทนด้านการเงิน เท่ากับ 9 เท่าของเงินทุน จากมูลค่าปัจจุบัน 3,645 ล้านบาท ณ จุดคุ้มทุน 8 ปี ขณะนี้ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไปเรียบร้อยแล้ว พร้อมที่จะดำเนินการเป็นโครงการที่รัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย น่าจะนำไปใช้หาเสียงได้อีกโครงการหนึ่ง เพราะขณะนี้ราคายางพาราทะลุกิโลกรัมละกว่า 110 บาทไปแล้ว จึงให้ข่าวโครงการยางล้านไร่เฟสสองเป็นข่าวเกษตรเด่นแห่งปี2553 อีกข่าวหนึ่ง
รัฐเดินหน้าโครงการรับประกันสินค้าเกษตรแทนจำนำ
การแก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำของรัฐบาลที่ใช้กันมานาน คือ การรับจำนำ เพื่อพยุงราคา แต่มีปัญหาเรื่องการรั่วไหล และมีการทุจริต ขาดทุนหลายหมื่นล้านบาทในแต่ละปี จนมาถึงรัฐบาลนี้ได้นำโครงการรับประกันราคาสินค้าเกษตร แทนวิธีการรับจำนำ เนื่องจากเป็นวิธีที่ใช้งบประมาณน้อย โดยรัฐบาลจะเสียค่าใช้จ่ายเฉพาะส่วนต่างราคาที่รับประกันกับราคาขายเท่านั้น
ขณะที่การรับจำนำที่ใช้มาก่อนหน้านี้มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ทั้งค่าโรงสี ค่าขนส่ง ค่าเช่าโกดัง และที่สำคัญรัฐบาลต้องแบกรับภาระในการระบายข้าวที่ขาดทุน ซึ่งหากเปรียบเทียบ 2 วิธีดังกล่าว การประกันราคาใช้งบประมาณน้อยกว่ามาก เริ่มต้นนำร่องโครงการประกันราคากับข้าวหอมมะลิ ตามด้วยข้าวโพด และมันสำปะหลัง จากการดำเนินการในปีแรกผลปรากฎว่ารัฐใช้เงินน้อยกว่าระบจำนำได้จริง และจำนวนเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์มากกว่าวธีการรับจำนำ จึงเป็นโครงการหนึ่งที่ถือว่าริ่เริมในรัฐบาลนี้และประสบความสำเร็จ จึงได้จัดให้ข่าวประกันราคาสินค้าเกษตร เป็นข่าวเกษตรเด่นแห่งปี 2553 อีกข่าวหนึ่ง
ตั้งไข”สภาเกษตรกร”
สำหรับความคืบหน้าการจัดตั้งสภาเกษตรกรซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้พยายามเร่งผลักดันเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และสามารถเริ่มดำเนินการให้เกิดขึ้นภายในปีนี้ เพื่อเป็นตัวแทนจากภาคการเกษตรที่สะท้อนถึงปัญหาด้านการเกษตรกรรม รวมถึงจะเป็นตัวแทนเพื่อเสนอนโยบายและข้อเสนอแนะต่างๆ ให้ภาครัฐรับทราบโดยตรง โดยขณะนี้พระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ.2553 มีผลบังคับใช้แล้ว โดยได้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553
ส่วนความคืบหน้าล่าสุด นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมาแถลงว่า การจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ ว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบอนุมัติในหลักการการดำเนินงาน เกี่ยวกับการจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอโดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. การแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัด โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าว และ 2. อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวนไม่เกิน 357,740,700 บาท โดยมอบหมายให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสภาเกษตรกรขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อวางแผนดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ ต่อไป ข่าวสภาเกษตรจึงนับว่าเป็นผลงานของรับบาลนี้ที่จัดตั้งอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีกฎหมานรองรับถูกต้องในรัฐบาลชุดนี้ จึงขอยกข่าวการจัดตั้งสภาพเกษตรกร เป็นข่าวเกษตรเด่นอีกข่าวหนึ่งสำหรับปี2553
เพลี้ยระบาดทำผลผลิตลดราคาสิ้นค้าเกษตรพุ่งทำสถิติ
จากปัจจัยเรื่องภัยแล้ง โรคระบาดจากเพลี้ยแป้งในไร่มันสำปะหลัง และเพลี้ยกระโดสีน้ำตาลในนาข้าวของพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ และเกิดท่วมในช่วงปลายปีส่งผลทำให้ผลผลิตทางการเกษตรโดยรวมภาพรวมลดลง ขณะที่เงินบาทเริ่มแข็งค่าในไตรมาส 3 ส่งผลให้ผู้ประกอบการชะลอกากรส่งออกสินค้าเกษตรบางชนิด ปัจจัยเหล่านี้กระทบต่อภาคเกษตร คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภาคเกษตร (จีดีพี) ปี 2553 จะไม่ขยายตัว จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 3%” ส่วนของดัชนีราคาสินค้าเดือนพฤศจิกายน 2553 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 166.98 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา สูงขึ้นร้อยละ 27.49 ขณะที่เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา ดัชนีราคาสูงขึ้นร้อยละ 3.62 และเมื่อพิจารณาในภาพรวมราคาที่เกษตรขายได้ที่ไร่นาในปี2553 ราคาเคลื่อนไหวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง 6 เดือน ได้แก่ข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา สับปะรดโรงงาน และปศุสัตว์ สำหรับภาพรวมด้านการผลิตสินค้าเกษตร เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาดัชนีผลผลิตลดลงร้อยละ 4.20 สิ้นค้าที่สำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปี และมันสำปะหลัง ส่วนสินค้าที่ผลผลิตสูงขึ้น ได้แก่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา สับปะรดโรงงาน สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่
นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงการคาดสินค้าเกษตรในปี2554 ว่าในภาพรวมจะดีขึ้น เนื่องจากกรณีน้ำท่วมหนักช่วงปลายปี 2553 ทำให้อ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ มีปริมาณเต็มพอที่จะรองรับการเพาะปลูกได้ทั้งปี ขณะที่ประเทศผู้ผลิตสินค้าอื่นยังไม่ฟื้นตัวจากภัยธรรมชาติซึ่งคาดว่าปริมาณ ความต้องการอาหารโลกในปี 2554 จะขยายตัวเพิ่มส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรของไทยอยู่ในระดับสูง ในหลายตัวไม่ว่าข้าว ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากความต้องการใช้ข้าวของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่าปริมาณการผลิต จึงได้จัดข่าวสินค้าเกษตรราคาพุ่งเป็นข่าวเด่นสำหรับปี2553 อีกข่าวหนึ่ง
ข่าวสูญเสียปลัดกระทรวงทรัพยฯและคณะ
เป็นเรื่องเศร้าแห่งปีในวันที่ 17 สิงหาคม 2553 เมื่อตณะของ นายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พร้อมด้วย นายโกวิทย์ ปัญญาตรง ผู้ตรวจราชการ ทส. นายสหัส บุญญาวิวัฒน์ที่ปรึกษาสำนักพระราชวัง พ.ต.เจนวิทย์ อรุณสวัสดิ์ นักบิน และ ส.อ.วิฑูรย์ เทียนเงิน ช่างประจำเครื่องได้กลายเป็นโศกนาฏกรรมความสูญเสียครั้งใหญ่เมื่อเฮลิคอป เตอร์ที่โดยสารไปประสบอุบัติเหตุจนทำให้ทั้งคณะเสียชีวิตทั้งหมด ในการไปดูงานโครงการปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จังหวัดน่าน
ต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับศพทั้งหมดไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ในการนี้ได้พระราชทานโกศแปดเหลี่ยมประดับฉัตรเบญจา 5 ชั้น ให้แก่นายศักดิ์สิทธิ์ และนายสหัส พระราชทานโกศโถประดับฉัตร 5 ชั้น ให้แก่นายโกวิทย์ ส่วนศพ พ.ต.เจนวิทย์ และ ส.อ.วิฑูรย์ บรรจุในหีบลายก้านแหย่ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินถึงศาลาทักษิณาประดิษฐ์ ทรงเป็นประธานพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และทรงวางพวงมาลาหลวง และพวงมาลาส่วนพระองค์ที่หน้าโกศและหีบศพ โดยมีนางปิยะธิดา ตรีเดช นายสุวิทย์ คุณกิตติ และคณะเฝ้าฯรับเสด็จ พระสงฆ์สมณศักดิ์ 10 รูป นำโดย พระพรหมวชิรญาณ รองสมเด็จพระราชาคณะวัดยานนาวา สวดพระอภิธรรม นับว่าเป็นข่าวเศร้าและสะเทือนใจแห่งปี จึงได้จัดให้ข่าวการสูญเสียปลัดทส.และคณะ เป็นข่าวเด่นทางด้านสิ่งแวดล้อมประจำปี 2553