http://www.naewna.com/news.asp?ID=193569
วันที่ 31/12/2009
1.การเปลี่ยนระบบจำนำเป็นระบบประกันรายได้เกษตรกร
ในรอบปี2552ที่ผ่านมารัฐบาล “โอบามาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีนโยบายการรับประกันราคาพืชผลทางการเกษตรแทนการรับจำนำ เพราะมั่นใจเชื่อว่าการรับประกันจะไม่เกิดการทุจริต รั่วไหล และต้องนำเงินงบประมาณที่เป็นภาษีอากรของประชาชนมาแบกรับภาระเหมือนโครงการรับจำนำ ดังนั้น การประกันราคาจะทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์แท้จริง และทุกขั้นตอนสามารถตรวจสอบได้ โปร่งใส ชัดเจน ไม่บิดเบือนกลไกตลาด เกษตรกรได้ราคาอย่างเป็นธรรมทุกพื้นที่ และถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เกษตรกรจะได้รับเงินจากการประกันราคาถึงมือ ซึ่งเป็นการยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรและทำให้หนี้สินของเกษตรกรทั่วประเทศน้อยลง แต่ในช่วงแรกหลายฝ่ายออกมาคัดค้าน รวมทั้งฝ่ายผู้ปฏิบัติเองก็ยังไม่มีความมั่นใจ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้ปฏิบัติและมีส่วนขับเคลื่อนที่สำคัญในการดำเนินโครงการนี้ ตั้งแต่เรื่องการขึ้นทะเบียนเกษตรกร นำร่องโดย 3 พืชเศรษฐกิจหลัก คือข้าว ข้าวโพดและมันสัมปะหลัง ซึ่งก็สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ตั้งแต่เดือนกรกฏาคมถึงเดือนตุลาคม2552ที่ผ่านมามีเกษตรกรมาลงทะเบียน 393,110 ครัวเรือน มันสำปะหลัง มีเกษตรกรมาลงทะเบียน 438,477 ครัวเรือนและข้าว มีเกษตรกรมาลงทะเบียนรวม 3.29 ล้าน ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง และเป็นสิ่งที่ท้าท้ายรัฐบาลนี้ว่ามีผลงานมากน้อยเพียงได คงจะเป็นข่าวต่อเนื่องกันไปเรื่อยจนถึงปี53
2.ไข้หวัดหมูหรือไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่2009
สำหรับข่าวไข้หวัดหมูหรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เกิดเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2552 สำนักข่าวต่างประเทศต่างพากันรายงานว่าที่กรุงเม็กซิโก ซิตี้ เมืองหลวงของประเทศเม็กซิโก ได้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ สายพันธุ์H1N1 ตอนแรกที่เรียกว่าเรียกว่าไข้หวัดหมู เนื่องจากพบว่าไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ หรือ Swine influenza ตามปกติมีการระบาดในหมูเท่านั้น แต่บางครั้งหมูอาจมีเชื้อไข้หวัดอยู่ในตัวมากกว่า 1 ชนิด ทำให้เกิดการผสมกันของยีน เกิดเป็นไวรัสชนิดใหม่ที่สามารถข้ามสายพันธุ์มาติดต่อยังมนุษย์ได้ เมื่อมีการระบาดองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ประกาศให้ไข้หวัดสายพันธุ์นี้ว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และมีการระบาดไปทั่วโลกจนต้องประกาศเตือนความรุ่นแรงจากระดับ 5 เป็นระดับ 6 หรือระดับสูงสุด และกังวลกันว่าจะมีการระบาดรอบใหม่ในหน้าหนาวนี้
ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ได้ติดตามและเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในฟาร์มสุกรทั่วประเทศตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤศจิกายน 2552 ด้วยการเก็บตัวอย่าง สิ่งคัดหลั่งจากโพรงจมูกสุกร (Nasal Swab) มาตลอดแต่ไม่พบเชื้อ ดังกล่าว จนกระทั่งเดือนธันวาคมที่ผ่านมาได้สุ่มเก็บตัวอย่างจากสุกรจำนวน 80 ตัว ในฟาร์มสุกรสถานีวิจัยทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี กลับพบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิดเอ H1N1 ในสุกรจำนวน 1 ตัวอย่าง ซึ่งเป็นการตรวจพบโรคดังกล่าวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งอาจะมีผลกระทบต่อเกษตรกรเลี้ยงหมู และส่งผลต่อราคาเนื้องหมูในท้องตลาดต่อไป
3.คำพิพากษาคดีทุจริตกล้ายาง
คดีทุจริตโครงการส่งเสริมการปลูกยางล้านไร่ ถือเป็น “รอยด่าง” สำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ตั้งแต่สมัย นายเนวิน ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ ในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะแม้จะได้ชื่อว่า แนวคิดของโครงการจะถือเป็นโครงการที่ดี ทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างมั่นคง แต่ข้อครหาเรื่องการทุจริตที่เกิดขึ้นในการประมูลกล้ายาง ก็ทำให้สังคมอดรู้สึกกังขาไม่ได้ง่า เงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีอากรของประชาชน ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าจริงหรือไม่
กระทั่งวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็มีคำพิพากษาจำเลยทั้งหมด อาทิ นายเนวิน ชิดชอบ ในฐานะ รมช.เกษตรฯ และ นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ ในฐานะอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ขณะเกิดเหตุ
คำพิพากษาที่เกิดขึ้น แม้จะถือเป็นโอกาสทำให้กระทรวงเกษตรฯสามารถล้างมลทินให้กับตัวเอง แต่โดยภาพรวมที่สังคมจะยังรู้สึกค้างๆ คาๆ ก็ไม่ได้หมายความว่า การดำเนินการโครงการต่างๆ ต่อจากนี้ไปกระทรวงเกษตรฯ จะไม่ถูกจับตาจากสาธารณชน
4.การระบาดของเพลี้ยแป้งและพี้ยกระโดดสีน้ำตาล
ในรอบปี2552 ที่ผ่านมาเรื่องการแพร่ระบาดของเพลี้ยแป้งในมันสำปะก็เป็นปัญหาใหญ่ จากข้อมูลการสำรวจพื้นที่การปลูกมันสำปะหลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และสมาคมการค้ามันสำปะหลัง พบว่า ขณะนี้มีการระบาดของเพลี้ยแป้งรอบใหม่ ที่ จ.นครราชสีมา จ.บุรีรัมย์ จ.ชัยภูมิ จ.ลพบุรี และ จ.กาญจนบุรี จาการตรวจสอบเสียหายหลายแสนไร่
นอกจากนี้ยังมีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดอย่างหนักในนาข้าว ซึ่งจากการรายงานของศูนย์บริหารศัตรูพืชจังหวัดสุพรรณบุรี พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมี ปริมาณที่เพิ่มขึ้นพ ต่อมาพบพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ระบาดในนาข้าวพื้นที่ 5 อำเภอ ของจังหวัด ได้แก่ อำเภอชนแดน 15,474 ไร่ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ 7,428 ไร่ อำเภอบึงสามพัน 5,444 ไร่ อำเภอวังโป่ง 3,650 ไร่ และอำเภอศรีเทพ 3,000 ไร่ รวมพื้นที่การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าวทั้งสิ้น 34,996 ไร่ จนถึงขณะนี้ยังมีการรายงานพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดอย่างต่อเนื่องเป็นผลมาจากการที่ชาวนาปลุกข้าวอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดพักเพื่อตัดวงจรการระบาด
5. ราคาสินค้าเกษตรผันผวนและตกต่ำ
ข่าวปัญหาเรื่องราคาสินค้าเกษตรเป็นกระแสข่าวที่สำคัญของทุกปี โดยมีการประเมินกันว่าราคาสินค้าแต่ละปีจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะปี 2552 ราคาสินค้าหลายตัวมีราคาผันผวนอย่างมาก อย่างเช่นข้าวจากสถิติการส่งออกข้าวของสมาคมผู้ส่งออกข้าว เทียบ 11 เดือนแรกปี 2552/51 พบว่าปริมาณลดลง 18% ราคาข้าวโพดก็ก็ไม่นิ่งมีการวิ่งขึ้นลงตลอดทั้งปีคาดว่าจะราคาปรับตัวสูงขึ้นในปลายปี52จนถึงต้นปี53 ราคามันสัมปะหลังในช่วงต้นปีราคาตกต่าอย่างมาก จนถึงปลายปีราคาขยับขึ้น ราคายางพาราก็เช่นกันราคาตกต่ำอย่างมากในช่วงต้นปีที่เศรษบกิจทั่วโลกตกต่ำ แต่ช่วงปลายปีหลายสำนักประเมินว่าราคาจะปรับสูงขึ้นถึง100บาทต่อกิโลกรัมอีกครั้ง
ส่วนในปี2553หลายสำนักคาดการณ์ตรงกันว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นแล้ว ก็ยิ่งส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรปรับเพิ่มขึ้น นักวิชาการอย่างหอการค้าไทยได้ระบุว่าราคาสินค้าเกษตรปี 2553 จะแพงอีก 15-20% ผลจากเศรษฐกิจฟื้น คนมีรายได้เพิ่ม ของจะขายดีขึ้นและราคาจะแพงขึ้นตามหลักดีมาน-ซัพพลาย ซึ่งยังไม่นับรวมการคาดการณ์ว่าน้ำมันจะกลับมาแพงขึ้น มีราคาเกิน 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ที่จะยกดันให้พืชผลการเกษตรมีผลผลิตน้อยลง เพราะเกษตรกรจะหันไปปลูกพืชพลังงานทดแทน และซ้ำเติมภาวะผลผลิตตกต่ำจากภัยธรรมชาติ และแมลงที่กินพืชผลเกษตร อาจทำให้ราคาสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
6.เกษตรอินทรีย์ถดถอยอย่างต่อเนื่อง
เรื่องการทำสินค้าเกษตรอินทรีย์ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างจริงเริ่มมาตั้งแต่ปี 2549 จนมาถึงปี2550 มีการรณรงค์เรื่องนี้กันอย่างจริงจังแต่พอถึงปี 2551 อยู่ในภาวะการชะลอ ด้วยหลายเหตุปัจจัยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมภายนอก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศไทยเอง และปัญหาวิกฤติการณ์เศรษฐกิจโลก ที่เริ่มเกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2551 ทำให้เกษตรอินทรีย์ไทยยังคงอยู่ในภาวะถดถอย พื้นที่การผลิตและผู้ผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ลดลงต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา
สำหรับในปี2552 ปัญหาเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองยังคงดำรงอยู่ แม้ว่าจะได้มีการเปลี่ยนรัฐบาลจากปีกไทยรักไทย และเพื่อไทย เป็นฝ่ายประชิปัตย์ ก็ยังมีปัญหาสีแดงกับรัฐบาลเทพประทานจนเกิดเผาบ้านเผาเมืองเมษาเดือด ล้มการประชุมอาเซียน รวมไปถึงปัญหาเกี่ยวกับคดีความของอดีตนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ ตลอดทั้งปี ทำให้เกิดภาวะการชะงักงันในการพัฒนาประเทศโดยรวม รวมทั้งการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ด้วย อย่างไรก็ดี หน่วยราชการไทยได้ผลักดันให้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติขึ้น รวมทั้งได้รับการสนับสนุนทางงบประมาณอย่างมากเกือบพันล้านบาท แต่ด้วยความไร้ประสิทธิภาพในการทำงานของหน่วยราชการ ทำให้เกษตรอินทรีย์ไทยยังคงอยู่ในภาวะถดถอยเช่นเดิม
7.หมอดินอาสาเป็นตัวแทนถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกร
เรื่องการพัฒนาที่ดินได้รับความสำคัญมาตลอดตั้งแต่สมัยที่นายชาติชาย พุคยาภรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จนมาถึงสมัยของนายศุภชัย โพธิ์สุข ที่เห็นว่ากรมพัฒนาที่ดินถือเป็นกรมหลักและเป็นต้นทางของการทำการเกษตรของเกษตรกร ซึ่งมีความสำคัญมากเพราะดินเป็นจุดเริ่มต้นของปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ถ้าสามารถรู้ว่าดินประเภทใดเหมาะสมกับการปลูกพืชชนิดใดที่จะให้ผลผลิตได้มาก เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจในการเพาะปลูก หรือพื้นที่ใดเป็นดินเปรี้ยวดินเค็ม มีวิธีการใดในการปรับปรุงบำรุงดินอย่างไร เพื่อให้สามารถเพาะปลูกทำการเกษตรได้ กรมพัฒนาที่ดินต้องเข้าไปส่งเสริมแนะนำแก่เกษตรกร
สำหรับเรื่องหมอดินอาสา เป็นผู้ให้ความรู้ และถ่ายทอดเทคโนโลยีองค์สามารถเข้าถึงเกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างมาก เป็นผู้ที่จะนำแนวทางและความรู้วิชาการไปถ่ายทอดสู่เกษตรกร ซึ่งเมื่อเกษตรกรมีความรู้และข้อมูลอย่างถูกต้องแล้ว ก็จะสามารถตัดสินใจเพาะปลูกทำการเกษตรที่จะสามารถให้ผลผลิตได้ดี กรมพัฒนาที่ดินจึงมีหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้กับหมอดินอาสาซึ่งมีอยู่ประมาณ 77,000 คนทั่วประเทศ ถือว่าเป็นโครงการหนึ่งที่มีความก้าวหน้าในรอบปี2552ที่ผ่านมา
8.ปัญหานมล้นตลาดนมโรงเรียนขาดคุณภาพ
ในรอบปีที่ผ่านมา อีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี คือ เรื่องนมล้นตลาด เริ่มตั้งแต่ต้นปีได้มีการประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ตั้งแต่ที่มี นายจรัลธาดา กรรณสูต ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน พบว่า จากการสำรวจปริมาณน้ำนมดิบรวมทั้งสิ้น 2,454 ตัน/วัน มีผู้ประกอบการแจ้งปริมาณขอซื้อรวมทั้งสิ้น 2,166 ตัน/วัน ส่วนที่เหลือปริมาณ 288 ตัน/วัน แบ่งให้ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) รับซื้อน้ำนมดิบ จำนวน 200 ตัน สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็นจำนวน 50 ตัน และสหกรณ์โคนมหนองโพจำนวน 38 ตัน เพื่อป้องกันมิให้นำน้ำนมดิบไปเททิ้งและเป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร
นอกจากปัญหาเรื่องนมล้นตลาดแล้ว ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาเรื่องโครงการนมโรงเรียนได้มีการปรับปรุงการจัดสรรนมโรงเรียนใหม่ ยกเลิกระบบการกำหนดเขตพื้นที่ (Zoning) การปรับเปลี่ยนนมพาสเจอไรส์เป็นนมกล่อง ยู เอช ที ให้มากขึ้น โดยคำนึงถึงความสามารถในการผลิต พร้อมทั้งพิจารณาข้อดีข้อเสียของระบบการกำหนดเขตพื้นที่ พร้อมทั้งขยายนักเรียนที่จะได้รับนมเพิ่มมากขึ้นจนถึงชั้นป5-6ขยายการแจกนมให้กับนักเรีนจาก 230 วัน เป็น 260 วัน เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
9.ยกระดับสินค้าเกษตรสู่ความเป็น “ครัวโลก”
ประเด็นเรื่องคุณภาพมาตรฐาน และความปลอดภัยด้านอาหาร ได้มีการหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระของประเทศไทยติดต่อกันมาหลายปีแล้ว ที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารป้อนประชากรของโลก หรือโครงการ”ครัวโลก”ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดและผู้บริโภค เนื่องจากพบว่าผู้บริโภคมีความวิตกเรื่องปัญหาความปลอดภัยด้านอาหารที่เพิ่มมากขึ้น เช่น ปัญหาสารปนเปื้อนในอาหาร ปัญหาสารตกค้างในอาหาร เป็นต้น จึงส่งผลทำให้ประเทศผู้นำเข้าหันมานำเข้าจากแหล่งผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ มาตรฐานและความปลอดภัยมากขึ้น
รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารให้มีความปลอดภัย และเพียงพอสำหรับประชากรในประเทศและเพื่อการส่งออก ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้นำมากำหนดอยู่ในนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร รวมทั้งได้มีการปรับปรุง แก้ไขและออกกฎหมายใหม่เช่น พระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร ได้ออกมามีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา และถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุม กำกับดูแลเพื่อให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในการส่งออกสินค้าเกษตร ที่สามารถตรวจสอบกระบวนการผลิตให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัย รวมทั้งสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
10.การจัดตั้งกรมหม่อนไหมแห่งชาติ
การจัดตั้งกรมหม่อนไหมแห่งชาติได้มีคณะรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่วันที่ 5 สิงหาคม 2551 ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในฐานะทรงเป็นผู้ฟื้นฟูเรื่องการทอผ้า ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จำเป็นจะต้องมีหน่วยงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะขึ้นมาดำเนินการ เช่นเดียวกับการตั้งกรมการข้าวไปแล้ว ซึ่งทำให้การส่งออกข้าว การพัฒนาพันธุ์ข้าวดีขึ้น ดังนั้นเรื่องการทอผ้า จะได้มีหน่วยงานขึ้นมาดูแล เพราะถือเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่สำคัญ เนื่องจากการดำเนินงานของสถาบันหม่อนไหมแห่งชาติ เป็นเพียงหน่วยงานระดับกอง ขาดแคลนทั้งบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง งบประมาณ และความเป็นเอกภาพในการประสานงาน จึงจำเป็นต้องยกระดับให้เป็นส่วนราชการระดับกรม
จนถึงวันที่ 12 ต.ค. 2552 ที่ประชุมวุฒิสภาได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.ปรับปรุงการจัดตั้งกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้โอนอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการและเจ้าหน้าที่สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับสถาบันหม่อนไหมแห่งชาติ ไปเป็นของกรมหรือเจ้าหน้าที่กรมหม่อนไหม และให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้และภาระผูกพัน รวมถึงข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง และอัตรากำลังเฉพาะสถาบันหม่อนไหมฯไปเป็นของกรมหม่อนไหม