ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

บันทึก 10 ข่าวเกษตรแห่งปี ’52 2012/01/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=193569

วันที่ 31/12/2009

1.การเปลี่ยนระบบจำนำเป็นระบบประกันรายได้เกษตรกร
 ในรอบปี2552ที่ผ่านมารัฐบาล “โอบามาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีนโยบายการรับประกันราคาพืชผลทางการเกษตรแทนการรับจำนำ เพราะมั่นใจเชื่อว่าการรับประกันจะไม่เกิดการทุจริต รั่วไหล และต้องนำเงินงบประมาณที่เป็นภาษีอากรของประชาชนมาแบกรับภาระเหมือนโครงการรับจำนำ ดังนั้น การประกันราคาจะทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์แท้จริง และทุกขั้นตอนสามารถตรวจสอบได้ โปร่งใส ชัดเจน ไม่บิดเบือนกลไกตลาด เกษตรกรได้ราคาอย่างเป็นธรรมทุกพื้นที่ และถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เกษตรกรจะได้รับเงินจากการประกันราคาถึงมือ ซึ่งเป็นการยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรและทำให้หนี้สินของเกษตรกรทั่วประเทศน้อยลง แต่ในช่วงแรกหลายฝ่ายออกมาคัดค้าน รวมทั้งฝ่ายผู้ปฏิบัติเองก็ยังไม่มีความมั่นใจ
 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้ปฏิบัติและมีส่วนขับเคลื่อนที่สำคัญในการดำเนินโครงการนี้ ตั้งแต่เรื่องการขึ้นทะเบียนเกษตรกร นำร่องโดย 3 พืชเศรษฐกิจหลัก คือข้าว ข้าวโพดและมันสัมปะหลัง ซึ่งก็สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ตั้งแต่เดือนกรกฏาคมถึงเดือนตุลาคม2552ที่ผ่านมามีเกษตรกรมาลงทะเบียน 393,110 ครัวเรือน มันสำปะหลัง มีเกษตรกรมาลงทะเบียน 438,477 ครัวเรือนและข้าว มีเกษตรกรมาลงทะเบียนรวม 3.29 ล้าน ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง และเป็นสิ่งที่ท้าท้ายรัฐบาลนี้ว่ามีผลงานมากน้อยเพียงได คงจะเป็นข่าวต่อเนื่องกันไปเรื่อยจนถึงปี53

2.ไข้หวัดหมูหรือไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่2009
 สำหรับข่าวไข้หวัดหมูหรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เกิดเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2552 สำนักข่าวต่างประเทศต่างพากันรายงานว่าที่กรุงเม็กซิโก ซิตี้ เมืองหลวงของประเทศเม็กซิโก ได้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ สายพันธุ์H1N1 ตอนแรกที่เรียกว่าเรียกว่าไข้หวัดหมู เนื่องจากพบว่าไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ หรือ Swine influenza ตามปกติมีการระบาดในหมูเท่านั้น แต่บางครั้งหมูอาจมีเชื้อไข้หวัดอยู่ในตัวมากกว่า 1 ชนิด ทำให้เกิดการผสมกันของยีน เกิดเป็นไวรัสชนิดใหม่ที่สามารถข้ามสายพันธุ์มาติดต่อยังมนุษย์ได้ เมื่อมีการระบาดองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ประกาศให้ไข้หวัดสายพันธุ์นี้ว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และมีการระบาดไปทั่วโลกจนต้องประกาศเตือนความรุ่นแรงจากระดับ 5 เป็นระดับ 6 หรือระดับสูงสุด และกังวลกันว่าจะมีการระบาดรอบใหม่ในหน้าหนาวนี้
 ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ได้ติดตามและเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในฟาร์มสุกรทั่วประเทศตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤศจิกายน 2552 ด้วยการเก็บตัวอย่าง สิ่งคัดหลั่งจากโพรงจมูกสุกร (Nasal Swab) มาตลอดแต่ไม่พบเชื้อ ดังกล่าว จนกระทั่งเดือนธันวาคมที่ผ่านมาได้สุ่มเก็บตัวอย่างจากสุกรจำนวน 80 ตัว ในฟาร์มสุกรสถานีวิจัยทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี กลับพบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิดเอ H1N1 ในสุกรจำนวน 1 ตัวอย่าง ซึ่งเป็นการตรวจพบโรคดังกล่าวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งอาจะมีผลกระทบต่อเกษตรกรเลี้ยงหมู และส่งผลต่อราคาเนื้องหมูในท้องตลาดต่อไป

3.คำพิพากษาคดีทุจริตกล้ายาง
 คดีทุจริตโครงการส่งเสริมการปลูกยางล้านไร่ ถือเป็น “รอยด่าง” สำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ตั้งแต่สมัย นายเนวิน ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ ในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะแม้จะได้ชื่อว่า แนวคิดของโครงการจะถือเป็นโครงการที่ดี ทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างมั่นคง แต่ข้อครหาเรื่องการทุจริตที่เกิดขึ้นในการประมูลกล้ายาง ก็ทำให้สังคมอดรู้สึกกังขาไม่ได้ง่า เงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีอากรของประชาชน ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าจริงหรือไม่
 กระทั่งวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็มีคำพิพากษาจำเลยทั้งหมด อาทิ นายเนวิน ชิดชอบ ในฐานะ รมช.เกษตรฯ และ นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ ในฐานะอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ขณะเกิดเหตุ
 คำพิพากษาที่เกิดขึ้น แม้จะถือเป็นโอกาสทำให้กระทรวงเกษตรฯสามารถล้างมลทินให้กับตัวเอง แต่โดยภาพรวมที่สังคมจะยังรู้สึกค้างๆ คาๆ ก็ไม่ได้หมายความว่า การดำเนินการโครงการต่างๆ ต่อจากนี้ไปกระทรวงเกษตรฯ จะไม่ถูกจับตาจากสาธารณชน

4.การระบาดของเพลี้ยแป้งและพี้ยกระโดดสีน้ำตาล
 ในรอบปี2552 ที่ผ่านมาเรื่องการแพร่ระบาดของเพลี้ยแป้งในมันสำปะก็เป็นปัญหาใหญ่ จากข้อมูลการสำรวจพื้นที่การปลูกมันสำปะหลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และสมาคมการค้ามันสำปะหลัง พบว่า ขณะนี้มีการระบาดของเพลี้ยแป้งรอบใหม่ ที่ จ.นครราชสีมา จ.บุรีรัมย์ จ.ชัยภูมิ จ.ลพบุรี และ จ.กาญจนบุรี จาการตรวจสอบเสียหายหลายแสนไร่
 นอกจากนี้ยังมีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดอย่างหนักในนาข้าว ซึ่งจากการรายงานของศูนย์บริหารศัตรูพืชจังหวัดสุพรรณบุรี พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมี ปริมาณที่เพิ่มขึ้นพ ต่อมาพบพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ระบาดในนาข้าวพื้นที่ 5 อำเภอ ของจังหวัด ได้แก่ อำเภอชนแดน 15,474 ไร่ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ 7,428 ไร่ อำเภอบึงสามพัน 5,444 ไร่ อำเภอวังโป่ง 3,650 ไร่ และอำเภอศรีเทพ 3,000 ไร่ รวมพื้นที่การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าวทั้งสิ้น 34,996 ไร่ จนถึงขณะนี้ยังมีการรายงานพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดอย่างต่อเนื่องเป็นผลมาจากการที่ชาวนาปลุกข้าวอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดพักเพื่อตัดวงจรการระบาด

5. ราคาสินค้าเกษตรผันผวนและตกต่ำ
 ข่าวปัญหาเรื่องราคาสินค้าเกษตรเป็นกระแสข่าวที่สำคัญของทุกปี โดยมีการประเมินกันว่าราคาสินค้าแต่ละปีจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะปี 2552 ราคาสินค้าหลายตัวมีราคาผันผวนอย่างมาก อย่างเช่นข้าวจากสถิติการส่งออกข้าวของสมาคมผู้ส่งออกข้าว เทียบ 11 เดือนแรกปี 2552/51 พบว่าปริมาณลดลง 18% ราคาข้าวโพดก็ก็ไม่นิ่งมีการวิ่งขึ้นลงตลอดทั้งปีคาดว่าจะราคาปรับตัวสูงขึ้นในปลายปี52จนถึงต้นปี53 ราคามันสัมปะหลังในช่วงต้นปีราคาตกต่าอย่างมาก จนถึงปลายปีราคาขยับขึ้น ราคายางพาราก็เช่นกันราคาตกต่ำอย่างมากในช่วงต้นปีที่เศรษบกิจทั่วโลกตกต่ำ แต่ช่วงปลายปีหลายสำนักประเมินว่าราคาจะปรับสูงขึ้นถึง100บาทต่อกิโลกรัมอีกครั้ง
 ส่วนในปี2553หลายสำนักคาดการณ์ตรงกันว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นแล้ว ก็ยิ่งส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรปรับเพิ่มขึ้น นักวิชาการอย่างหอการค้าไทยได้ระบุว่าราคาสินค้าเกษตรปี 2553 จะแพงอีก 15-20% ผลจากเศรษฐกิจฟื้น คนมีรายได้เพิ่ม ของจะขายดีขึ้นและราคาจะแพงขึ้นตามหลักดีมาน-ซัพพลาย ซึ่งยังไม่นับรวมการคาดการณ์ว่าน้ำมันจะกลับมาแพงขึ้น มีราคาเกิน 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ที่จะยกดันให้พืชผลการเกษตรมีผลผลิตน้อยลง เพราะเกษตรกรจะหันไปปลูกพืชพลังงานทดแทน และซ้ำเติมภาวะผลผลิตตกต่ำจากภัยธรรมชาติ และแมลงที่กินพืชผลเกษตร อาจทำให้ราคาสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

6.เกษตรอินทรีย์ถดถอยอย่างต่อเนื่อง
 เรื่องการทำสินค้าเกษตรอินทรีย์ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างจริงเริ่มมาตั้งแต่ปี 2549 จนมาถึงปี2550 มีการรณรงค์เรื่องนี้กันอย่างจริงจังแต่พอถึงปี 2551 อยู่ในภาวะการชะลอ ด้วยหลายเหตุปัจจัยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมภายนอก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศไทยเอง และปัญหาวิกฤติการณ์เศรษฐกิจโลก ที่เริ่มเกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2551 ทำให้เกษตรอินทรีย์ไทยยังคงอยู่ในภาวะถดถอย พื้นที่การผลิตและผู้ผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ลดลงต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา
 สำหรับในปี2552 ปัญหาเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองยังคงดำรงอยู่ แม้ว่าจะได้มีการเปลี่ยนรัฐบาลจากปีกไทยรักไทย และเพื่อไทย เป็นฝ่ายประชิปัตย์ ก็ยังมีปัญหาสีแดงกับรัฐบาลเทพประทานจนเกิดเผาบ้านเผาเมืองเมษาเดือด ล้มการประชุมอาเซียน รวมไปถึงปัญหาเกี่ยวกับคดีความของอดีตนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ ตลอดทั้งปี ทำให้เกิดภาวะการชะงักงันในการพัฒนาประเทศโดยรวม รวมทั้งการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ด้วย อย่างไรก็ดี หน่วยราชการไทยได้ผลักดันให้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติขึ้น รวมทั้งได้รับการสนับสนุนทางงบประมาณอย่างมากเกือบพันล้านบาท แต่ด้วยความไร้ประสิทธิภาพในการทำงานของหน่วยราชการ ทำให้เกษตรอินทรีย์ไทยยังคงอยู่ในภาวะถดถอยเช่นเดิม

7.หมอดินอาสาเป็นตัวแทนถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกร
 เรื่องการพัฒนาที่ดินได้รับความสำคัญมาตลอดตั้งแต่สมัยที่นายชาติชาย พุคยาภรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จนมาถึงสมัยของนายศุภชัย โพธิ์สุข ที่เห็นว่ากรมพัฒนาที่ดินถือเป็นกรมหลักและเป็นต้นทางของการทำการเกษตรของเกษตรกร ซึ่งมีความสำคัญมากเพราะดินเป็นจุดเริ่มต้นของปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ถ้าสามารถรู้ว่าดินประเภทใดเหมาะสมกับการปลูกพืชชนิดใดที่จะให้ผลผลิตได้มาก เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจในการเพาะปลูก หรือพื้นที่ใดเป็นดินเปรี้ยวดินเค็ม มีวิธีการใดในการปรับปรุงบำรุงดินอย่างไร เพื่อให้สามารถเพาะปลูกทำการเกษตรได้ กรมพัฒนาที่ดินต้องเข้าไปส่งเสริมแนะนำแก่เกษตรกร
 สำหรับเรื่องหมอดินอาสา เป็นผู้ให้ความรู้ และถ่ายทอดเทคโนโลยีองค์สามารถเข้าถึงเกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างมาก เป็นผู้ที่จะนำแนวทางและความรู้วิชาการไปถ่ายทอดสู่เกษตรกร ซึ่งเมื่อเกษตรกรมีความรู้และข้อมูลอย่างถูกต้องแล้ว ก็จะสามารถตัดสินใจเพาะปลูกทำการเกษตรที่จะสามารถให้ผลผลิตได้ดี กรมพัฒนาที่ดินจึงมีหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้กับหมอดินอาสาซึ่งมีอยู่ประมาณ 77,000 คนทั่วประเทศ ถือว่าเป็นโครงการหนึ่งที่มีความก้าวหน้าในรอบปี2552ที่ผ่านมา

8.ปัญหานมล้นตลาดนมโรงเรียนขาดคุณภาพ
 ในรอบปีที่ผ่านมา อีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี คือ เรื่องนมล้นตลาด เริ่มตั้งแต่ต้นปีได้มีการประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ตั้งแต่ที่มี นายจรัลธาดา กรรณสูต ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน พบว่า จากการสำรวจปริมาณน้ำนมดิบรวมทั้งสิ้น 2,454 ตัน/วัน มีผู้ประกอบการแจ้งปริมาณขอซื้อรวมทั้งสิ้น 2,166 ตัน/วัน ส่วนที่เหลือปริมาณ 288 ตัน/วัน แบ่งให้ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) รับซื้อน้ำนมดิบ จำนวน 200 ตัน สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็นจำนวน 50 ตัน และสหกรณ์โคนมหนองโพจำนวน 38 ตัน เพื่อป้องกันมิให้นำน้ำนมดิบไปเททิ้งและเป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร
 นอกจากปัญหาเรื่องนมล้นตลาดแล้ว ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาเรื่องโครงการนมโรงเรียนได้มีการปรับปรุงการจัดสรรนมโรงเรียนใหม่ ยกเลิกระบบการกำหนดเขตพื้นที่ (Zoning) การปรับเปลี่ยนนมพาสเจอไรส์เป็นนมกล่อง ยู เอช ที ให้มากขึ้น โดยคำนึงถึงความสามารถในการผลิต พร้อมทั้งพิจารณาข้อดีข้อเสียของระบบการกำหนดเขตพื้นที่ พร้อมทั้งขยายนักเรียนที่จะได้รับนมเพิ่มมากขึ้นจนถึงชั้นป5-6ขยายการแจกนมให้กับนักเรีนจาก 230 วัน เป็น 260 วัน เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

9.ยกระดับสินค้าเกษตรสู่ความเป็น “ครัวโลก”
 ประเด็นเรื่องคุณภาพมาตรฐาน และความปลอดภัยด้านอาหาร ได้มีการหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระของประเทศไทยติดต่อกันมาหลายปีแล้ว ที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารป้อนประชากรของโลก หรือโครงการ”ครัวโลก”ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดและผู้บริโภค เนื่องจากพบว่าผู้บริโภคมีความวิตกเรื่องปัญหาความปลอดภัยด้านอาหารที่เพิ่มมากขึ้น เช่น ปัญหาสารปนเปื้อนในอาหาร ปัญหาสารตกค้างในอาหาร เป็นต้น จึงส่งผลทำให้ประเทศผู้นำเข้าหันมานำเข้าจากแหล่งผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ มาตรฐานและความปลอดภัยมากขึ้น
 รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารให้มีความปลอดภัย และเพียงพอสำหรับประชากรในประเทศและเพื่อการส่งออก ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้นำมากำหนดอยู่ในนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร รวมทั้งได้มีการปรับปรุง แก้ไขและออกกฎหมายใหม่เช่น พระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร ได้ออกมามีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา และถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุม กำกับดูแลเพื่อให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในการส่งออกสินค้าเกษตร ที่สามารถตรวจสอบกระบวนการผลิตให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัย รวมทั้งสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

10.การจัดตั้งกรมหม่อนไหมแห่งชาติ
 การจัดตั้งกรมหม่อนไหมแห่งชาติได้มีคณะรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่วันที่ 5 สิงหาคม 2551 ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในฐานะทรงเป็นผู้ฟื้นฟูเรื่องการทอผ้า ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จำเป็นจะต้องมีหน่วยงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะขึ้นมาดำเนินการ เช่นเดียวกับการตั้งกรมการข้าวไปแล้ว ซึ่งทำให้การส่งออกข้าว การพัฒนาพันธุ์ข้าวดีขึ้น ดังนั้นเรื่องการทอผ้า จะได้มีหน่วยงานขึ้นมาดูแล เพราะถือเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่สำคัญ เนื่องจากการดำเนินงานของสถาบันหม่อนไหมแห่งชาติ เป็นเพียงหน่วยงานระดับกอง ขาดแคลนทั้งบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง งบประมาณ และความเป็นเอกภาพในการประสานงาน จึงจำเป็นต้องยกระดับให้เป็นส่วนราชการระดับกรม
 จนถึงวันที่ 12 ต.ค. 2552 ที่ประชุมวุฒิสภาได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.ปรับปรุงการจัดตั้งกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้โอนอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการและเจ้าหน้าที่สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับสถาบันหม่อนไหมแห่งชาติ ไปเป็นของกรมหรือเจ้าหน้าที่กรมหม่อนไหม และให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้และภาระผูกพัน รวมถึงข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง และอัตรากำลังเฉพาะสถาบันหม่อนไหมฯไปเป็นของกรมหม่อนไหม

 

ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกได้ในระยะนี้ 2012/01/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=193492

วันที่ 30/12/2009

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ (30 ธ.ค.52) เป็นดังนี้

ภาคเหนือ มีหมอกในตอนเช้า กับมีหมอกหนาในบางพื้นที่ ตอนบนของภาค: อากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 13-16 องศา ตอนล่างของภาค: อากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 17-22 องศา และมีฝนบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ บริเวณยอดดอย: อากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 5-12 องศา ลมอ่อน ความเร็ว 6-12 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 18-22 องศา กับมีฝนบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดหนองคาย อุดรธานี สกลนคร และนครพนม บริเวณยอดภู: อากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 12-16 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ บริเวณเทือกเขา:อากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 16-19 องศา ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี อ่าวไทยตอนบนตั้งแต่จังหวัดชุมพรขึ้นมา: ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฏร์ธานีลงไป: ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้(ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดพังงา ภูเก็ต และกระบี่ ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

 

มันสำปะหลังทุบสถิติส่งท้ายปี สูงเกินราคาประกันรัฐบาล คาดปีหน้ายังพุ่งขึ้นต่อเนื่อง 2012/01/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=193465

วันที่ 30/12/2009

นายสุนทร เหมทานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 6 (สศข.6) จ.ชลบุรี เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคามันสำปะหลังว่า เนื่องจากผลผลิตลดลงขณะที่ตลาดยังคงมีความต้องการมาก โดยในโครงการประกันราคา รัฐบาลได้ประกาศราคาอ้างอิงมันสำปะหลัง ความชื้น 25% ณ วันที่ 16 ธันวาคมที่กิโลกรัมละ 1.82 บาท แต่ปรากฏว่า ราคาขายในตลาดกลับมีราคาสูงกว่าราคาอ้างอิงที่รัฐบาลประกาศออกมา โดยราคามันที่เกษตรกรในภาคตะวันออกได้รับในขณะนี้ อยู่ที่กิโลกรัมละ 1.84-2.00 บาท ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์ที่ราคาอ้างอิงสูงกว่าราคาประกัน

 นายสุนทร กล่าวอีกว่า ภาคตะวันออกมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังรวม 6 จังหวัด โดยปลูกมากที่สุดคือ จ.สระแก้ว รองลงมา ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ระยอง และปราจีนบุรี ตามลำดับ โดยคาดว่า ปีการผลิต 2553 จะมีเนื้อที่เพาะปลูกทั้งหมดประมาณ 1.60 ล้านไร่ ผลผลิตรวม 5.77 ล้านตัน ให้ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 3.60 ตัน ซึ่งเนื้อที่เก็บเกี่ยวจะมีแนวโน้มลดลงประมาณร้อยละ 7 ส่วนผลผลิตลดลง ร้อยละ 9 และผลผลิตต่อไร่มีทิศทางลดลงประมาณร้อยละ 3 เนื่องจากการระบาดของเพลี้ยแป้งสีชมพูที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นแทนเพื่อตัดวงจรศัตรูพืช เช่น อ้อยโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจากการสุ่มสำรวจของ สศข.6 ถึงการระบาดเพลี้ยแป้งในช่วงที่ผ่านมาของ จ.ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี รวมทั้งสระแก้วที่ได้รับผลกระทบและจะทำให้ผลผลิตของเกษตรกรเสียหาย

 สำหรับแนวโน้มทิศทางราคามันสำปะหลังคาดว่ายังสดใส เพราะผลต่อเนื่องจากปัญหาเพลี้ยแป้งสีชมพูระบาดทำลายไร่มันสำปะหลังครอบคลุมทั้งประเทศ ทำให้ผลผลิตโดยรวมลดลง และไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ขณะที่ทิศทางความต้องการด้านพืชอาหารและพืชพลังงานทดแทนมีแนวโน้มสูงขึ้นด้วย จึงเป็นโอกาสที่ดีของเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังทั้งประเทศ ซึ่งเกษตรกรต้องเร่งพัฒนาการปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ พร้อมเฝ้าระวังป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งอย่างถูกวิธีเพื่อรักษาระดับราคามันสำปะหลัง

 

เกษตรฯชู4ผลงานเด่น แถลงต่อรัฐสภาทำงานครบ1ปี/ฟุ้งช่วยฟื้นชีวิตเกษตรกร 2012/01/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=193464

วันที่ 30/12/2009

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้บริหารงานครบรอบ 1 ปี และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลงานให้ประชาชนได้รับทราบไปแล้วเมื่อวันพุธที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนั้นจึงสั่งการให้รวบรวมข้อมูลมาแถลงให้ประชาชนรับทราบอย่างละเอียดในการชี้แจงผลงานต่อรัฐสภาในช่วงที่มีการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญวันที่ 21 มกราคม โดยเน้นผลการปฏิบัติตามนโยบายใน 4 ด้านหลัก คือ

 1.ผลงานด้านการพัฒนาเกษตรกร เน้นผลงานที่เป็นรูปธรรมต่อเกษตรกรในด้านรายได้ที่ดีขึ้น เช่น โครงการสำรวจครัวเรือนเกษตรกรเพื่อนำไปสู่โครงการประกันรายได้ การเพิ่มผลผลิต การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตลอดจนการเร่งรัดจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ 2.ผลงานด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการผลิตทางการเกษตร อาทิ การเพิ่มพื้นที่ชลประทาน การปรับปรุงแหล่งน้ำขนาดเล็กนอกเขตชลประทาน รวมทั้งการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ โดยมีการบูรณาการให้เกิดประโยชน์ให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง

 3.ผลงานด้านการบริหารจัดการ ทั้งการพัฒนาระบบสหกรณ์ การสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน จัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าด้านการเกษตร การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ในการผลิตที่ทำให้ระบบการเกษตรได้ผลลัพธ์ออกมาอย่างคุ้มค่ากับการผลิต และ 4.ผลงานด้านความสามารถในการแข่งขันและการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลก อาทิ การพัฒนาระบบการจับสัตว์น้ำให้เป็นนตามกฎระเบียบการควบคุมการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) การจัดทำยุทธศาสตร์มาตรฐานสินค้าเกษตร การพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ

 

พด.พัฒนาพลังงานสะอาด ดัน”ถ่านชีวมวล”ลดโลกร้อน 2012/01/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=193463

วันที่ 30/12/2009

นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เผยว่า กรมฯได้เข้าร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎวไลยอลงกรณ์ มหาวิทยาลัยริซูเมกัน และสมาคมไบโอชาร์แห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Biochar Association, JBA) จัดทำโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาดด้านการเกษตร รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีไบโอชาร์ หรือว่าถ่านชีวมวล ซึ่งเปรียบเสมือน ทองคำสีดำ ของภาคเกษตรกรรม เพื่อช่วยลดปัญหาโลกร้อน

 นายฉลอง กล่าวอีกว่า ถ่านชีวมวล คือ วัสดุที่อุดมไปด้วยคาร์บอนที่ผลิตจากการให้ความร้อน มวลชีวภาพซึ่งใช้ออกซิเจนน้อยมาก เป็นกระบวนการแยกสลายด้วยความร้อน ที่เรียกว่ากระบวนการไพโรไลซิส ทำให้ถ่านที่ได้มีประจุไฟฟ้าและความพรุนสูง สามารถใช้ในการปรับปรุงดิน ช่วยดูดยึดธาตุอาหาร ปลดปล่อยธาตุอาหารให้แก่พืชแบบช้าๆ ทำให้ลดการสูญเสียธาตุอาหาร ช่วยดูดซับความชื้นในดินได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มคุณภาพของปุ๋ยอินทรีย์ให้สูงขึ้น ทำให้ประหยัดการใช้ปุ๋ย ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เพิ่มผลผลิต สภาพดินได้รับการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนได้ทางหนึ่ง จึงเหมาะที่จะนำมาใช้กับภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย

 รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ มีแนวทางส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ถ่านชีวมวลในการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ซึ่งขณะนี้มีการขยายผลไปสู่เกษตรกรบ้างแล้ว ดังนั้น หากเกษตรกรท่านใดสนใจข้อมูลถ่านชีวมวล หรือ ไบโอชาร์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนวิจัยและพัฒนาการจัดการดินเค็ม กรมพัฒนาที่ดิน โทร.02-579-5546

 

2ประสานจับมือiTAPดันสกย.4จังหวัดใต้ พัฒนาเตาอบ”ยางแผ่น”ประหยัดพลังงาน 2012/01/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=193462

วันที่ 30/12/2009

อุตสาหกรรมยางแผ่นรมควัน นับเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศที่มีผู้ผลิตและส่งออกยางธรรมชาติเป็นอันดับหนึ่งของโลก ส่วนใหญ่ผลิตโดยสหกรณ์กองทุนสวนยาง (สกย.) หรือ กลุ่มเกษตรกร ซึ่งจัดตั้งขึ้นในช่วงปี 2536-2538 มีสมาชิกคือเกษตรกรชาวสวนยาง ปัจจุบันกำลังประสบปัญหาด้านต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะไม้ยางพารามีราคาสูงส่วนหนึ่งมีผลมาจากการแข่งขันทางด้านการตลาดที่มีความต้องการนำไม้ยางพาราไปใช้ประโยชน์มากขึ้น เช่น เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

 นายณัฐพล ณัฎฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระบวนการผลิตยางแผ่นรมควันปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อต้นทุนการผลิตการแปรรูปยางพาราโดยเฉพาะการอบรมควันยางและคุณภาพของยางแผ่นรมควันที่ได้คือ “เตาอบรมควันยางแผ่น” และส่วนมากมักใช้ไม้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง โดยเฉพาะไม้ยางพาราขณะที่ราคารับซื้อไม้ยางพาผันผวนตามความต้องการของตลาด ปัจจุบันยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตยางแผ่นรมควันของกลุ่มสหกรณ์กองทุนสวนยาง หรือ สกย.สูงขึ้นตามไปด้วยทำให้ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน

 กระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุน และร่วมแก้ไขปัญหาให้กับโรงงานอุตสาหกรรม จึงได้ร่วมกับโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (iTAP) ในสังกัดศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(มจพ.)และสำนักงานอุตสาหกรรมกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย จัดทำ “โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเตาอบยางแผ่นรมควันแบบประหยัดพลังงาน” ขึ้นเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2552 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมไดมอนด์พลาซ่า จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อสนับสนุนให้สหกรณ์ฯในพื้นที่ 4 จังหวัด( ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และพัทลุง) ที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งเป้าขยายการจัดสร้างเตาอบแบบใหม่นี้ เพิ่มขึ้นอีก 12 แห่ง โดยใช้งบฯ สนับสนุนรวมทั้งสิ้น 6.5 ล้านบาท

 รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า “โครงการดังกล่าว ถือว่าสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกระทรวงฯ ที่วันนี้ต้องการปรับโครงสร้างการผลิตของภาคอุตสาหกรรม โดยการนำนวัตกรรมมาใช้ เพราะปัจจุบันการเพิ่มประสิทธิภาพอย่างเดียวไม่เพียงพอ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องนำนวัตกรรมไปใช้ เช่น การพัฒนาเตาอบยางแผ่นรมควันแบบประหยัดพลังงาน ที่โครงการ iTAP และ มจพ.ได้ร่วมกันคิดค้นพัฒนาขึ้น ซึ่งนอกจากเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยังต้องช่วยลดความสูญเสีย ลดต้นทุน และสามารถควบคุมคุณภาพได้มากขึ้น”

 รศ.ดร.สมชาย ฉัตรรัตนา รองผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (สวทช.) กล่าวว่า หลังจากโครงการ iTAP ได้จัดหาผู้เชี่ยวชาญจาก มจพ.เข้าไปวินิจฉัยปัญหาให้กับสกย.ตั้งแต่ปี 2549 พบว่าเตาอบยางแผ่นรมควันที่สหกรณ์ฯ ใช้กันอยู่สร้างขึ้นมานานกว่า 10 ปีและยังไม่เคยมีการปรับปรุงเทคโนโลยี ทำให้มีประสิทธิภาพต่ำ สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง(ไม้ยาง) และพลังงาน นอกจากนี้คุณภาพของยางแผ่นที่ได้ยังไม่สม่ำเสมอเนื่องจากลมร้อนกระจายไม่ทั่วถึง และความปลอดภัยในการใช้งานต่ำ ทำให้มีโอกาสเกิดเพลิงไหม้ได้สูง ต่อมาได้ร่วมกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช จัดทำโครงการพัฒนาเตาอบยางแผ่นรมควันแบบประหยัดพลังงาน และจัดทำเตาต้นแบบขึ้น ณ สหกรณ์กองทุนสวนยาง บ้านหนองแดงสามัคคี อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช

 ”หลังจากการทดลองใช้เมื่องกลางปี 2552 ที่ผ่านมาพบว่า ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี สามารถประหยัดพลังงาน ลดการใช้ไม้ฟืนลงได้กว่า 40 % ระยะเวลาในการอบยางสั้นลงจากเดิมที่ต้องใช้เวลาในการอบนาน 4 วัน เหลือเพียง 3 วัน และมีการนำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ ปริมาณยางเสียลดลง 10% ทำให้ต้นทุนโดยรวม (เฉพาะในส่วนของการรมยาง) ลดลงได้มากกว่า 30 – 40% ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้มากขึ้น”

 นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ยางแผ่นรมควันที่อบได้ยังมีสีน้ำตาลสวยสม่ำเสมอ และมีกลิ่นหอมของควันฟืน กลายเป็นสินค้าที่แตกต่างจากที่มีอยู่ในตลาดถือเป็นนวัตกรรมและเป็นการยกระดับสินค้าจากยางเกรด 2 เป็นยางเกรด 1 ที่มีราคาสูงกว่า ทั้งนี้ รศ.ชาลี ตระการกูล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มจพ. กล่าวว่า ที่เป็นเช่นนั้นได้เกิดจากเทคนิคการระบายความชื้นที่เหมาะสมในช่วงแรก และเกิดจากการกักและปล่อยควันเข้าไปรมในเตาในสภาวะที่เหมาะสม ไม่ทำให้เกิดสะเก็ดลูกไฟเข้าไปสร้างความเสียหายให้กับแผ่นยางเหมือนในอดีต ยางแผ่นรมควันที่อบได้จึงกลายเป็นสินค้าเกรดดีขึ้น ส่งผลต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้น

 รศ.ดร.สมชาย ยังย้ำว่า “การพัฒนาเทคโนโลยีแม้อาจต้องลงทุนเพิ่มบ้างแต่คุ้มค่ากว่าสามารถควบคุมคุณภาพได้ดีขึ้น สินค้าก็จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น และเมื่อมีนวัตกรรมก็จะช่วยยกระดับสินค้าของเราขึ้นอีก แน่นนอว่านวัตกรรมจะทำให้เราแข่งขันได้ในยุคนี้”

 นายภิญโญ แสงพงศ์ชวาล อุตสาหกรรมจังหวัดพัทลุง กล่าวเสริมว่า “หากสามารถยกระดับคุณภาพยางแผ่นรมควันจากยางเกรด 2 เป็นยางเกรด 1 ได้จะได้ราคาที่สูงขึ้น ปัจจุบันราคารับซื้อยางแผ่นรมควันอยู่ที่ประมาณ 88 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการอบรมควันอยู่ที่ 4 – 6 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้น หากสามารถลดต้นทุนในการอบได้จะทำให้มูลค่าของยางแผ่นรมควันเพิ่มขึ้นตามลำดับ”

 ทั้งนี้เตาอบแบบเดิมที่ใช้กันมาตั้งแต่ปี 2537 ซึ่งมีประสิทธิภาพต่ำ ทำให้เกิดการสูญเสียค่อนข้างมาก เมื่อมีการพัฒนาเตาแบบใหม่ที่ประหยัดพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนการผลิตได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2553 ทางสำนักงานอุตสาหกรรมกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย จึงได้สนับสนุนงบประมาณกว่า 4 ล้านบาท และเงินสนับสนุนจากโครงการ iTAP อีก 2.5 ล้านบาท รวม 6.5 ล้านบาท สำหรับขยายผลการดำเนินการจัดสร้างเตาอบยางฯแบบใหม่นี้เพิ่มขึ้นอีก 12 แห่ง เพื่อเป็นการนำร่องแก่สหกรณ์ฯ ในพื้นที่อื่นๆได้พัฒนาประสิทธิภาพเตาอบเพื่อการลดต้นทุนต่อไป ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรในรูปสหกรณ์อยู่ประมาณ 700 แห่งทั่วประเทศ

 ด้าน นายจรุง เรืองศรี อุตสาหกรรมจังหวัดสุราษฏร์ธานี เชื่อว่า โครงการนี้จะสามารถทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่กลุ่มสหกรณ์ยางแผ่นรมควันของไทยให้มีความแข็งแกร่ง เพราะการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้โดยเน้นการประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือ ‘ลดต้นทุนการผลิต’ จะทำให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้มากขึ้น

 

กรม(ด้อย)พัฒนาโอท็อป 2012/01/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=193461

วันที่ 30/12/2009

งานขายสินค้าโอท็อปถือเป็นงานประจำปีก็ว่าได้ เดิมทีจัดครั้งเดียวปลายปี ต่อมาจัดกลางปีอีกครั้ง แล้วต่อมาก็จัดตามใจนักการเมือง ว่ากันเปรอะจนสูญเสียเอกลักษณ์ เพียงเพื่อละเลงงบประมาณกันสนุกมือ 19-27 ธันวาคมที่ผ่านมา กรมการพัฒนาชุมชนจัดงานโอท็อปขึ้นที่เมืองทองธานี ค่อนข้างเงียบเชียบ จนผู้ค้าต้องวอนให้ประชาสัมพันธ์งานให้มากกว่านี้ ผมไปงานวันที่สองขอเอกสารจากเจ้าหน้าที่หน้างาน ได้รับคำตอบว่า เอกสารยังไม่เสร็จ???

 ผมเริ่มสังเกตเห็นความเสื่อมถอยของงานโอท็อปมากขึ้น อันเนื่องจาก

 หนึ่ง การใช้งานโอทอปเป็นเครื่องมือตอบสนองทางการเมืองมากเกินไป จนละเลยสาระสำคัญที่โอทอปเคยทำ โดยเฉพาะการทำในลักษณะภาคีระหว่างหน่วยงานระดับกระทรวงที่เสริมซึ่งกันและกันมากกว่า กรมการพัฒนาชุมชนทำอย่างเดียวดาย ซึ่งใกล้เป็นงานวัดแทนงานอินเตอร์เข้าทุกที

 สอง ผลจากการเอาใจนักการเมืองถ่ายเดียว จึงละเลยเพ่งมองว่า จำเป็นต้องพัฒนาสินค้าโอท็อป ทั้งในแง่คุณภาพ ความหลากหลาย ภูมิปัญญาและตอบสนองต่อชุมชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญกว่า กี่ครั้งๆก็หน้าตาเดิม สินค้าเดิมๆ ไม่เห็นถึงการวิวัฒน์พัฒนานอกจากความเสื่อมถอยด้อยลง

 นึกถึงการจัดงานของกรมพาณิชย์สัมพันธ์ที่สี่แยกคอกวัว จนพัฒนามาเป็นกรมส่งเสริมการส่งออกมาจัดที่รัชดาภิเษก เคยเฟื่องฟูมากมาย หลังจากขาดการพัฒนา การบริหารจัดการที่ดี ปล่อยให้เซ็งลี้ฮ้อ ผู้คนก็ร้างราจนทุกวันนี้ไม่มีใครจำได้ โอท็อปดูเหมือนจะเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์ที่ว่านี้ หากยังไม่สำเหนียก

 ผมไปชมงานโอท็อปกี่ครั้งๆ สินค้าก็เดิมๆ คนขายก็หน้าเดิม และรูปแบบเริ่มพัฒนาไปสู่การเอาพ่อค้าแม่ค้าแทนคนจากชุมชนหนาตามากขึ้น สินค้าที่ขายก็ไม่ได้สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างที่ตั้งใจ หากกลายเป็นสินค้าอุตสาหกรรมที่แฝงงานหัตถกรรมเล็กๆน้อยๆ ซึ่งไปหาซื้อที่ไหนก็ได้ เพราะมีขายกันเกลื่อนในแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ

 ความอ่อนด้อยนี้ ย่อมสะท้อนถึงการบริหารจัดการของกรมการพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะหัวเรือใหญ่อย่างอธิบดี เท่าที่สังเกตอธิบดีกรมนี้เปลี่ยนตัวทุก 1 ปีมา 3 คนติดต่อกันแล้ว คนหนึ่งมาสไตล์หนึ่ง อีกคนก็สไตล์หนึ่ง และอีกคนก็อีกสไตล์ ซึ่งไม่สามารถเชื่อมต่อเชื่อมโยงได้

 ปีหนึ่งๆมีแต่การจัดงานโอท็อป ไม่รู้กี่งาน โดยเลี่ยงใช้ชื่องานทั้งไทยทั้งฝรั่ง ทุ่มเทล้างผลาญงบประมาณเพื่อการจัดงานตอบสนองต่อใบสั่งนักการเมือง แต่ลองถามว่า งานพัฒนาชุมชนเป็นอย่างไร ไปถึงไหน มีปัญหาอะไร ต้องแก้ไขอย่างไร ผมเชื่อว่าอธิบดีเองก็คงตอบโจทย์เหล่านี้ยากขึ้น ทั้งความไม่ประสาต่องานพัฒนาชุมชน และการขาดความมุ่งมั่นในการเรียนรู้และเข้าใจงานชุมชนอย่างแท้จริง

 ผมนึกเสียดายกรมการพัฒนาชุมชนที่กำลังจำแลงร่างเป็นกรม(ด้อย)พัฒนาโอท็อป และเดินหน้าไปสู่ความอับเฉาอับจนมากขึ้นทุกที

พอใจ สะพรั่งเนตร

 

รัฐบาลเชิญ 67 โครงการมาบตาพุดซักซ้อมระเบียบตามมติ กก.สิ่งแวดล้อม 2012/01/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=193426

วันที่ 29/12/2009

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า การนำเอาประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเสนอให้รับทราบเรียบร้อยแล้ว และจะมีการดำเนินการประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา คงจะไม่เกินวันที่ 30 ธ.ค. พร้อมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องจะได้เชิญผู้ประกอบการทั้ง 65-67 โครงการมาซักซ้อมแนวทางความเข้าใจที่เกี่ยวข้องต่อไปที่เกี่ยวข้องกับระเบียบนี้

 

ครม.มีมติยุบบริษัท ส่งเสริมเกษตรกรไทย 2012/01/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=193419

วันที่ 29/12/2009

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการยุบเลิกบริษัท ส่งเสริมเกษตรกรไทยจำกัด(สธท.) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯในฐานะกำกับดูแลนโยบายและการบริหารของ สธท.ตั้งคณะกรรมการจำหน่ายกิจการ สธท.ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจำหน่ายกิจการหรือหุ้นที่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจเป็นเจ้าของ พ.ศ.2504 และให้กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัท สธท. จัดประชุมผู้ถือหุ้นโดยมีแนวทางให้ผู้ถือหุ้นมีมติพิเศษให้เลิกบริษัทและแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยเร็ว

 

ก.เกษตรฯจัดทำแผนพัฒนาลุ่มน้ำแม่ตาว หนุนปลูกอ้อยผลิตเอเทนอล แก้ปัญหาสารปนเปื้อน 2012/01/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=193394

วันที่ 29/12/2009

นางสาวสุพัตรา  ธนเสนีวัฒน์  รองปลัดกระทรวงเกษตรฯเปิดเผยภายหลังกาประชุม คณะกรรมการ จัดทำแผนพัฒนาการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อน ว่าที่ประชุมมีการพิจารณา แผนแม่บท  โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาว  โดยการเสนอ ของกรมพัฒนาที่ดิน   โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ในพื้นที่  ลุ่มน้ำแม่ตาว  อ. แม่สอด จ. ตาก บางส่วนที่มีการปลูกข้าว พบว่าว่ามีการปนเปลื้อนของสารแคสเมี่ยม  มากว่า 1.32  หมื่นไร่ จากพื้นที่ ปลูกข้าวทั้งหมด  กว่า  2 หมื่นไร่    โดยจากการตรวจสอบยังไม่สามารถระบุได้ว่าสาเหตุของการปนเปื้อนในครั้งนี้มาจากที่ ใด เพราะบริเวณ ดังกล่าวมีการตรวจพบ เป็นหย่อมๆไม่ชัดเจน

อย่างไรก็ตามเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการปนเปื้อนในพื้นที่ปลูกข้าว กรมพัฒนาที่ดินจึงได้จัดทำแผนการปรับเปลี่ยนการผลิตพืชผลทางการเกษตร ชนิดนิดอื่นแทนข้าว ที่มีสารตกค้าง โดยเบื้องต้น กรมพัฒนาที่ดิน ได้ส่งเสริมให้มีการปลูกอ้อย เพื่อนำไปผลิต เอเทนอล แทน แทน การปลูกข้าว เนื่องจากมี มีโรงงานเอกชน ในพื้นที่ได้มีการตั้งโรงงานการผลิตเอเทนอล เพื่อรองรับผลผลิตไว้แล้ว  โดยหากเกษตรกรปลูกอ้อย ก็ จะสามารถส่งเข้าโรงการและสร้างรายได้ทดแทนการปลูกข้าวได้ขณะเดียวกันก็ ไม่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนด้วย

ทั้งนี้การการส่งเสริมเบื้องต้นได้มีเกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวมาเป็นปลูกอ้อยแทนแล้วกว่า 7  พันไร่  โดยในปี 53  กรม พัฒนาที่ดิน จะเข้าไปดำเนินการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนการผลิต ในส่วน พื้นที่ ปลูกข้าว ให้หันมาผลิตพืชชนิดอื่นที่ เหลือ อีก 1.3 หมื่นไร่  โดย กรมพัฒนาที่ดินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้าไปให้ความรู้และสร้างแหล่งน้ำ รวมทั้งช่วยเหลือ ด้านปัจจัยการผลิต บางส่วน    โดยคาดว่าในระยะยาว จะสามรถแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนอย่างเป็นระบบได้ ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างรายได้ ให้กับเกษตรกร อย่างยั่งยืนด้วย

“ตอนนี้เราก็พยายามที่จะส่งเสริมให้เขาผลิตอ้อยแทน การปลูกข้าว เพราะข้าวที่ เขาปลูกได้ ตอนนี้ตรวจสอบพบว่ามันยังมีสารปนเปื้อน แต่ก็ ห้ามเขานำไปบริโภคไม่ได้ ซึ่งตอนนี้ ในพื้นที่ ก็ มีภาคเอกชน เข้าไปตั้งโรงงานพลังงานบริสุทธิ์ ที่ผลิตเอเทนอลในพื้นที่ ซึ่งหาก เขาปรับเปลี่ยนผลิต้อย เพื่อป้อนเข้าโรงงานแทนการปลูกข้าว ก็ จะเป็นผลดีมากกว่า เพราะนอกจากสร้างรายได้ แล้วยังแก้ปัญหาการปนเปื้อนของสารแคสเมี่ยมได้ด้วย “ รองปลัดกล่าว

 

ดันโซนนิ่งเขตเกษตรเศรษฐกิจ 3กระทรวงจับมือสร้างรูปธรรม เล็งนำร่อง”พืชพลังงาน”3ชนิด 2012/01/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=193295

วันที่ 29/12/2009

นายยุคล ลิ้มแหลมทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการจัดทำเขตเกษตรเศรษฐกิจ (Zoning) เพื่ออาหาร พลังงาน และอุตสาหกรรม เพื่อบูรณาการการพัฒนาด้านพลังงาน อาหาร อุตสาหกรรม และจัดการทรัพยากรที่ดินและเขตชลประทาน บนพื้นฐานของความสมดุลอย่างยั่งยืน

 โดยภายในเดือนมกราคม 2553 จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการประกอบด้วยผู้แทนจากทั้ง 4 หน่วยงาน ภาคเอกชน และเกษตรกร เพื่อบริหารจัดการในเรื่องการกำหนดนโยบายและแผนโซนนิ่งอย่างจริงจัง รวมทั้งสร้างปัจจัยแวดล้อมให้เกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการ และดำเนินการประเด็นเร่งด่วนในการสร้างความเข้าใจให้กับเกษตรกรเกี่ยวกับเรื่องโซนนิ่ง ทั้งผลดี ผลเสีย ความแตกต่างระหว่างพื้นที่ในและนอกเขตโซนนิ่ง เพื่อประกอบการตัดสินใจของเกษตรกร เนื่องจากการขาดข้อมูลที่ดีพอ ส่งผลให้การจัดแบ่งพื้นที่เป็นเขตเศรษฐกิจการเกษตรในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ไม่ประสบผลเป็นรูปธรรม โดยเบื้องต้นอาจนำร่องใน 3 พืช ได้แก่ มันสำปะหลัง อ้อย และปาล์มน้ำมัน เนื่องจากเป็นทั้งพืชพลังงานทดแทนและพืชอาหารในตัวเดียวกัน

 โดยทั้ง 3 กระทรวงจะสามารถเข้ามาดูแลเชื่อมโยงได้ตลอดห่วงโซ่ กล่าวคือ กระทรวงเกษตรฯ ดูแลด้านการผลิต เนื่องจากการเพิ่มพื้นที่ทางการเกษตรเป็นเรื่องยาก จึงต้องมุ่งเน้นการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ ประกอบกับปัจจุบันการผลิตเพื่อพลังงานจะใช้ส่วนเหลือจากการใช้เพื่อบริโภค แต่ในอนาคตแน่นอนว่าความต้องการใช้ย่อมมีสูงขึ้นทั้งสองส่วน จึงต้องจัดพื้นที่ในการเพาะปลูกไม่ให้กระทบกับแหล่งการผลิตอาหาร โดยกระทรวงพลังงานมารับช่วงต่อจากกระทรวงเกษตรฯ ด้วยการทำ Contract Farming ในจำนวนที่ต้องการ เช่นเดียวกันกระทรวงอุตสาหกรรม ก็จะเข้ามาดูแลในเรื่องโรงงานแปรรูปให้อยู่ใกล้กับแหล่งผลิต หรือเทคโนโลยีการขนส่ง

 

เปิดกว้างฐานข้อมูลนิเวศศก. เอ็มเทคจับมือองค์กร”โลกร้อน”หนุนพัฒนาผลิตภัณฑ์รับรองคาร์บอนฟุตพริ้นต์ 2012/01/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=193294

วันที่ 29/12/2009

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยว่า ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) ได้ร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก(องค์การมหาชน) ลงนามบันทึกข้อตกลงการใช้ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และรับรองฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิต(LCI database) สำหรับกลุ่มก๊าซธรรมชาติและการขนส่งโดยรถบรรทุก

 โดยขณะนี้มีความพร้อมให้ภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ องค์กรการศึกษา และหน่วยงานวิจัยนำฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตของวัสดุพื้นฐานและพลังงานของประเทศ ไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศเศรษฐกิจ (EcoProduct) การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดวัฎจักรชีวิต (LCA) การจัดทำโปรแกรมสำเร็จรูปด้านการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์เป็นภาษาไทย เพื่อให้ใช้ประโยชน์การวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะการขอรับรองเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์หรือฉลากสิ่งแวดล้อม เบื้องต้นมีความพร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำฐานข้อมูล 307 ฐานข้อมูลไปใช้แล้ว อาทิ ในกลุ่มก๊าซธรรมชาติและกลุ่มการขนส่งโดยรถบรรทุก ผลิตภัณฑ์จากก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเคมี ผลิตภัณฑ์การเกษตร วัสดุก่อสร้าง สารเคมี ก่อนที่จะขยายให้ได้ 387 ฐานข้อมูลภายในปีหน้า

 ด้าน นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า ที่ผ่านมาองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ได้ร่วมกับเอ็มเทคนำร่องจัดทำโครงการทำเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้ 16 บริษัท ในประเทศไทยแล้ว ซึ่งถือเป็นการก่อตั้งกลุ่มแรกในอาเซียน พร้อมกับหวังว่าความร่วมมือดังกล่าว จะส่งเสริมให้มีบริษัทในประเทศไทย ได้รับเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์มากขี้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในเวทีโลก

 

สศข.9ระดมทีมรองรับแผน งานบริหารจัดการน้ำภาคใต้ 2012/01/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=193293

วันที่ 29/12/2009

นายธรณิศร กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 9 (สศข.9) จ.สงขลา เปิดเผยว่า หลังจากรัฐบาลมีนโยบายเร่งลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศ ผนวกกับนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร และโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 โดยเลือกการชลประทานที่มีการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งได้วางงบประมาณไว้รวม 2 แสนล้านบาท เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยมุ่งเน้นให้มีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ ให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรได้อย่างชัดเจน ทั้งเรื่องของการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก การผลิต การเพิ่มผลผลิตที่จะนำไปสู่ความเข้มแข็งของเกษตรอย่างยั่งยืน

 จากนโยบายดังกล่าว เพื่อให้การบูรณาการแผนพัฒนาระดับพื้นที่มีผลอย่างเป็นรูปธรรม จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำแผนพัฒนาระบบการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรระดับพื้นที่ โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 9 เป็นประธาน มีเกษตรและสหกรณ์จังหวัดพัทลุง เป็นรองประธาน และหัวหน้ากลุ่มแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เขต 9 เป็นเลขานุการ ซึ่งคณะทำงานชุดดังกล่าวจะทำหน้าที่ในการรวบรวม และรายงานผล การดำเนินงานโครงการต่างๆ ที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบ ทั้งนี้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 9 จะได้เร่งดำเนินการสำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตรผู้ใช้น้ำ ทั้งก่อนและหลังโครงการโดยเฉพาะการใช้น้ำเพื่อ การปลูกข้าวนาปี นาปรัง และพืชไร่ เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการประเมินผลการดำเนินงานโครงการต่างๆ ในพื้นที่ต่อไป

 

ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวปี2552/53รอบที่2 สานฝัน”ประกันรายได้”เกษตกร 2012/01/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=193292

วันที่ 29/12/2009

กรมส่งเสริมการเกษตรเดินหน้าเฟส 2 เร่งขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2552/53 รอบที่ 2 ตั้งเป้า 4.83 แสนราย ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. – 30 เม.ย.2553 นี้ให้แล้วเสร็จ พร้อมติวเข้มเกษตรจังหวัดสั่งตั้งวอร์รูมแก้ไขปัญหาและทำแผนปฏิบัติงานเพื่อออกใบรับรองเกษตรกรให้ถูกต้อง ชัดเจน ก่อนส่งไม้ต่อให้ ธ.ก.ส.เพื่อทำสัญญากับเกษตรกรตามโครงการประกันรายได้ของรัฐบาล

 นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร เร่งดำเนินการขึ้นทะเบียนการปลูกข้าว ปี 2552/53 รอบที่ 2 (ข้าวนาปรัง) ต่อเนื่องทันที ตามนโยบายโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวของรัฐบาล เพื่อเป็นหลักฐานให้เกษตรกร ผู้ปลูกข้าว ปี 2552/53 รอบที่ 2 ใช้ประกอบการรับการช่วยเหลือจากรัฐบาล และเพื่อให้ทราบจำนวนเกษตรกร เนื้อที่เพาะปลูกข้าว ประมาณการปริมาณผลผลิตที่แน่ชัด รวมทั้งป้องกันมิให้มีการสวมสิทธิ์เกษตรกรและปัญหาข้อขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้น กรมฯ จึงเร่งชี้แจงให้เกษตรจังหวัดทั่วประเทศรับทราบนโยบาย เพื่อให้การปฏิบัติงานในพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รัดกุม ได้ข้อมูลที่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง โดยกำหนดเป้าหมายเกษตรกรครั้งนี้ 483,000 ราย และให้ใช้แบบ ทพศ.1 รอบที่ 2 เป็นแบบขึ้นทะเบียนการปลูกข้าวในรอบที่ 2

 สำหรับสถานที่รับขึ้นทะเบียนเกษตรกร ได้แก่ สำนักงานเกษตรอำเภอ ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล หรือสถานที่ที่สำนักงานเกษตรอำเภอนัดหมาย ซึ่งระยะเวลาในการรับขึ้นทะเบียนการปลูกข้าว ปี 2552/53 รอบที่ 2 พื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 30 เมษายน 2553 ยกเว้นภาคใต้ 6 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 31 กรกฎาคม 2553

 ทั้งนี้ เกษตรกรผู้มีสิทธิ์ขอขึ้นทะเบียนต้องเป็นเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าว ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2552 – 30 เมษายน 2553 เท่านั้น ยกเว้น 6 จังหวัดภาคใต้ต้องปลูกข้าวตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 15 มิถุนายน 2553 โดยผู้มีสิทธิ์ขอขึ้นทะเบียนในครั้งนี้ ได้แก่ หัวหน้าครัวเรือน หรือสมาชิกครัวเรือนเกษตรกร ซึ่งเป็นเจ้าของผลผลิตที่จะเก็บเกี่ยว โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นผู้เช่าที่ดินจากผู้อื่นหรือไม่ นอกจากนี้ จะต้องเป็นผู้ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร (แบบ ทบก.01) กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไว้แล้ว หากผู้ใดที่ยังไม่เคยขึ้นทะเบียนเกษตรกรมาก่อน สามารถยื่นขึ้นทะเบียนเกษตรกร ก่อนยื่นขึ้นทะเบียนการปลูกข้าว ปี 2552/53 รอบที่ 2 ได้ และต้องเดินทางมาขึ้นทะเบียนด้วยตนเอง ณ สถานที่รับขึ้นทะเบียนที่เกษตรกรมีพื้นที่ปลูกข้าว และให้แจ้งพื้นที่ปลูกข้าว รอบที่ 2 ทั้งภายในจังหวัด และต่างจังหวัดพร้อมกันได้

 กรณีที่เกษตรกรมีญาติพี่น้องอาศัยอยู่ด้วยกันมากกว่า 1 ครัวเรือน และมีการแบ่งแยกพื้นที่ปลูกเป็นสัดส่วนที่แน่นอน ให้แยกยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็นรายครัวเรือนได้ แต่ทั้งนี้จะต้องขึ้นทะเบียน ทบก.01 มาก่อนแล้ว ส่วนหลักฐานที่เกษตรกรต้องใช้ในการขึ้นทะเบียนนั้น ต้องแสดงหลักฐานตัวจริงพร้อมสำเนาประกอบการขอขึ้นทะเบียน ประกอบด้วย บัตรประจำตัวประชาชนที่ยังไม่หมดอายุ ทะเบียนบ้าน เอกสารสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน และ/หรือเอกสารสิทธิ์ที่ทางราชการให้การรับรอง หรือเอกสารการเช่าที่ดิน เป็นต้น หลักฐานการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ปี 2552 (ทบก.02) รวมทั้งสำเนาเอกสารประกอบการขอขึ้นทะเบียน โดยให้รับรองสำเนาถูกต้องและเขียนข้อความว่า “เอกสารนี้ใช้เฉพาะการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2552/53 รองที่ 2 เท่านั้น”

 ส่วนรายชื่อพันธุ์ข้าวที่ใช้สำหรับแจ้งขอขึ้นทะเบียนจะเป็นประเภทข้าวเจ้าไม่ไวแสง มี 3 กลุ่ม สายพันธุ์ ประกอบด้วย ข้าวปทุมธานี 1 ข้าวเหนียว และข้าวเจ้าที่กรมการข้าวให้การรับรอง จำนวน 29 พันธุ์ ได้แก่ กข1, กข3, กข7, กข9, กข11, กข21, กข23, กข25, กข29 (ชัยนาท 80), กข31 (ปทุมธานี 80), กข33 (หอมอุบล 80), กข37, กข39, กข41, กข43, ข้าวเจ้าหอมคลองหลวง 1, ข้าวเจ้าหอมสุพรรณบุรี, ชัยนาท1, ชัยนาท2, บางแตน, พัทลุง, พิษณุโลก2, พิษณุโลก60-2, สุพรรณบุรี1, สุพรรณบุรี2, สุพรรณบุรี3, สุพรรณบุรี60, สุพรรณบุรี90 และสุรินทร์1

 ”อย่างไรก็ตาม การทำงานรับขึ้นทะเบียนเกษตรกร รอบที่ 2 นี้จะพยายามไม่ให้มีข้อผิดพลาด หรือพบข้อผิดพลาดน้อยที่สุด ซึ่งจะแตกต่างจากรอบแรกที่มีระยะเวลาการทำงานจำกัด และเป้าหมายครัวเรือนเกษตรกรสูงถึงกว่า 4 ล้านครัวเรือน โดยขณะนี้ได้มีการปรับปรุงการทำงานให้เข้มข้นขึ้นทั้งระบบการจัดเก็บข้อมูล โปรแกรมการบันทึกข้อมูล การตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นต้น พร้อมทั้งสั่งการให้เกษตรจังหวัดทั่วประเทศจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ (War room) ในพื้นที่รับขึ้นทะเบียนการปลูกข้าว ปี 2552/53 รอบที่ 2 โดยบูรณาการบุคลากรในสำนักงานทั้งระดับจังหวัดและอำเภอ เพื่อแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องต่าง ๆ ให้เรียบร้อย รวมทั้งจัดทำแผนปฏิบัติงานในการรับขึ้นทะเบียน การกำหนดระยะเวลาการรับขึ้นทะเบียน และการบันทึกข้อมูลให้ชัดเจน ตั้งเป้าให้สามารถดำเนินการออกใบรับรองเกษตรกรให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 เมษายน 2553 ก่อนส่งมอบข้อมูลให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อทำสัญญากับเกษตรกรต่อไป” นายอรรถ กล่าว

 

“ศุภชัย” โว ปี53 ไทยส่งออกยางไปจีนฉลุย 2012/01/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=193250

วันที่ 28/12/2009

นายศุภชัย โพธิ์สุ รมว.เกษตรฯ เปิดเผยว่าจากการตรวจสอบข้อมูลแนวโน้มความต้องการยางในตลาดโลก พบว่า ปี 2553 คาดว่าจะจะมีความต้องการใช้ยางพารามากขึ้นขณะที่ จากการสำรวจพบว่า พื้นที่ปลูกยางพาราจะเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ถึงร้อยละ 3 ผลผลิตยางพาราจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2  เนื่องจากราคายางพารามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประเทศผู้ผลิตต่างเพิ่มปริมาณการผลิตมากขึ้น ประกอบกับประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหม่ อาทิ กัมพูชา ลาว พม่า เริ่มทยอยเปิดกรีดยางได้เพิ่มขึ้น   

ทั้งนี้ ความต้องการใช้ยางพาราของโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 3 ต่อปี โดยประเทศที่มีการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้นมาก ได้แก่ จีน อินเดียและเกาหลีใต้ เป็นต้น สำหรับราคายางพาราในตลาดโลกคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการใช้ยางพาราโลกที่เพิ่มขึ้น  แม้ว่าปริมาณการผลิตโลกจะเพิ่มขึ้นก็ตาม  

อย่างไรก็ตามส่วนสถานการณ์ยางพาราในประเทศไทยปี 2553 นั้นผลการสำรวจพบว่าจะมีพื้นที่กรีดยางประมาณ 11.9ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจาก 11.5 ล้านไร่ของปี 2552 หรือ ร้อยละ 4.22 ผลผลิตยางพาราประมาณ 3.3 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ร้อยละ 6.7 เนื่องจากในหลายพื้นที่ที่สามารถเปิดกรีดยางได้ทยอยเปิดกรีดมากขึ้น และมีต้นยางพาราที่อยู่ในช่วงให้ผลผลิตสูงเพิ่มมากขึ้น และจะมีความต้องการใช้ยางในประเทศ ประมาณ  0.4  ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 0.37 ล้านตันของปี 2552 หรือร้อยละ 8.11 เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับอุตสาหกรรมในประเทศเริ่มหันมาลงทุนเพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวขึ้นในปีหน้าหลังจากเศรษฐกิจถดถอยจากวิกฤตการณ์การเงินในปี 2552

สำหรับการส่งออก คาดว่าไทยจะส่งออกได้ประมาณ 2.85 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 2.7 ล้านตันของปี 2552 หรือร้อยละ 5.5 ทั้งนี้เนื่องจากจีนมีการนำเข้ายางพาราจากไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในรูปยางคอมปาวด์ ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาไทยสามารถส่งออกได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 64 ต่อปี

 

กรมปศุสัตว์ทูลเกล้าถวายแจกันดอกไม้ และถวายรายงานผลการดำเนินโครงการธนาคารโค – กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ 2012/01/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=193229

วันที่ 28/12/2009

นายปรีชา  สมบูรณ์ประเสริฐ  อธิบดีกรมปศุสัตว์  เปิดเผยว่า ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานโครงการธนาคารโค – กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2552  เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากจนได้มีโอกาสมีโค-กระบือไว้ใช้แรงงานเป็นของตนเองโดยการเช่าซื้อหรือวิธีการอื่นใดในราคาที่ถูก จากส่วนราชการ องค์กร หรือเอกชน ทั้งนี้จากผลการดำเนินการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ตั้งแต่ (ปี 2522) จนถึงปัจจุบันมีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น จำนวน 94,621 รายและมีเกษตรกรที่รับบริการอยู่ขณะนี้จำนวน54,327ราย    

ทั้งนี้เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความจงรักภักดี ประกอบกับขณะนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ผู้บริหารกรมปศุสัตว์ และคณะกรรมการบริหารโครงการธนาคารโค – กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริและเกษตรกรสมาชิกโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จะได้เดินทางไปร่วมลงนามถวายพระพร พร้อมทูลเกล้าถวายแจกันดอกไม้ และถวายรายงานผลการดำเนินโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ  ณ  ศาลาศิริราช  100  ปี โรงพยาบาลศิริราช  ในวันพุธที่  30  ธันวาคม  2552 เวลา 11.30 น.

 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนเป็นแห่ง ๆในระยะแรก จากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศา 2012/01/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=193221

วันที่ 28/12/2009

ภาคเหนือ  มีหมอกในตอนเช้า กับมีหมอกหนาในบางพื้นที่ตอนบนของภาค: อากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 13-15 องศาตอนล่างของภาค: อากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 16-23 องศาบริเวณยอดดอย: อากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 4-10 องศา

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  มีฝนเป็นแห่งๆ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ส่วนมากบริเวณจังหวัดหนองคาย อุดรธานี สกลนคร นครพนม ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และมุกดาหารโดยมีอากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศา อุณหภูมิต่ำสุด 20-23 องศาบริเวณยอดภู: อากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 10-15 องศา

ภาคกลาง  อากาศเย็นทางตอนบนของภาค อุณหภูมิต่ำสุด ประมาณ 23 องศา กับมีหมอกในตอนเช้าโดยมีฝนบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ส่วนมากทางตอนล่างของภาคบริเวณเทือกเขา:อากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 15-16 องศา

ภาคตะวันออก  มีหมอกบางในตอนเช้าและมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ส่วนมากบริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)  มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ส่วนมากบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราชอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่จังหวัดชุมพรขึ้นมา:

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)  มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ส่วนมากทางตอนล่างของภาค

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล  มีหมอกบางในตอนเช้ากับมีฝนบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่

 

สศก.เปิดเผยศึกษาลำไยนอกฤดู ยันเกษตรกรได้รับผลคุ้มค่า แนะตั้งกลุ่มส่งเสริมจริงจัง 2012/01/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=193172

วันที่ 28/12/2009

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ลำไยถือเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่มีความสำคัญชนิดหนึ่งของไทย ซึ่งแต่ละปีสามารถส่งออกทั้งในรูปลำไยสด ลำไยอบแห้ง และผลิตภัณฑ์ รวมกันปีละกว่า 5 พันล้านบาท แต่เมื่อถึงช่วงฤดูกาลที่ลำไยให้ผลผลิต คือ เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เกษตรกรมักประสบกับปัญหาราคาตกต่ำเป็นประจำทุกปี ในขณะที่ความต้องการของตลาดจีนที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่มีเกือบตลอดทั้งปี ดังนั้น หากเกษตรกรสามารถกระจายผลผลิตให้ออกในช่วงเวลาที่ตลาดต้องการแล้ว ก็จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาราคาลำไยตกต่ำได้อย่างยั่งยืน

 นางนารีณัฐ รุณภัย รองเลขาธิการ สศก. เปิดเผยว่า สศก. ได้ทำการศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาเบื้องต้น โดยใช้แนวคิดการวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ และการวิเคราะห์โครงการทางการเงินเพื่อศึกษาความคุ้มค่าในการผลิตลำไยนอกฤดู พบว่า เกษตรกรควรมีงบลงทุนเริ่มแรกแปลงละประมาณ 70,000-90,000 บาท ในพื้นที่ 5 ไร่ เพื่อใช้ในการวางระบบน้ำ การขุดบ่อน้ำบาดาล รวมทั้งเป็นค่าใช้จ่ายต่อไร่ในการปลูกลำไย และจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็น โดยมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาปีที่ 1-4 เฉลี่ยปีละ 3,000-4,000 บาท ปีที่ 5-10 เฉลี่ยไร่ละ 7,000-13,000 บาท และปีที่ 11-20 เฉลี่ยไร่ละ 15,000-18,000 บาท

 จากการวิเคราะห์ความคุ้มค่าในการลงทุน พบว่า หากเกษตรกรแบ่งพื้นที่ 1 ไร่ เพื่อผลิตลำไยนอกฤดู จะมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ 39,690 บาท/ไร่ มีอัตราผลตอบแทนจากโครงการร้อยละ 16 มีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อทุน 1.25 มีระยะเวลาคืนทุน 9 ปี และเมื่อวิเคราะห์ความอ่อนไหวของโครงการ โดยกำหนดให้ราคาที่เกษตรกรขายลดลงร้อยละ 10 และกำหนดให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากที่คาดการณ์ไว้ พบว่า ยังคงมีความเป็นไปได้ในการลงทุน ดังนั้นการลงทุนผลิตลำไยนอกฤดูของเกษตรกรถือว่ามีความคุ้มค่าในการลงทุน

 ดังนั้นเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาผลิตลำไยนอกฤดูเพิ่มขึ้น ภาครัฐควรเร่งจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยนอกฤดูใน จ.เชียงใหม่ และ ลำพูน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญ เพื่อให้การส่งเสริมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนในการถ่ายทอดเทคโนโลยี จัดหาเงินทุนหมุนเวียนในเงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อใช้ปรับปรุงและลงทุนในระบบน้ำ ประสานผู้ส่งออก และวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

 

หมอดินเสริมแกร่งจนท. รองรับขยายแผนจัดทำเขตการใช้ที่ดินเพิ่ม500ตำบล 2012/01/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=193171

วันที่ 28/12/2009

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ตามที่กรมพัฒนาที่ดินดำเนินการกำหนดเขตการใช้ที่ดินระดับตำบล เพื่อจัดทำแผนที่เป็นรายตำบล โดยใช้ฐานข้อมูลดินและสภาพการใช้ที่ดินมาตราส่วน 1 : 25,000 ร่วมกับเขตป่าไม้ เขตปฏิรูปที่ดิน เขตชลประทาน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำการเกษตร แล้วทำการวิเคราะห์ตามเงื่อนไขความเหมาะสมของพื้นที่ ทั้งด้านกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อให้สอดคล้องตามนโยบายการใช้ที่ดินของภาครัฐ โดยดำเนินการจัดทำไปแล้วกว่า 3,000 ตำบล เพื่อให้เป็นแนวทางการใช้ที่ดินและการจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาการเกษตรระดับตำบล เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร พร้อมทั้งอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

 ในปี 2553 กรมฯตั้งเป้าดำเนินการวางแผนการใช้ที่ดินเพื่อกำหนดเขตการใช้ที่ดินระดับตำบลเพิ่มอีก 500 ตำบล ในพื้นที่ 45 ลุ่มน้ำสาขา ดังนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ทั้งจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน กรมฯจึงได้จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรการกำหนดเขตการใช้ที่ดินระดับตำบลขึ้นมา เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมซึ่งมีหน้าที่กำหนดแผนเขตการใช้ที่ดิน อันประกอบไปด้วย ผู้อำนวยการส่วนวางแผนการใช้ที่ดิน ผู้อำนวยการส่วนวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ดินของสำนักงานพัฒนาที่ดินทั้ง 12 เขต และเจ้าหน้าที่จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ และศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง ได้รับความรรู้เกี่ยวกับกระบวนการกำหนดเขตการใช้ที่ดิน การประเมินคุณภาพที่ดินสำหรับพืชเศรษฐกิจต่างๆ และประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อช่วยในการกำหนดเขตการใช้ที่ดินในระดับตำบล ตลอดจนสามารถแปลงแผนการใช้ที่ดินไปสู่การปฏิบัติได้

 ”การเพิ่มพูนความรู้และทักษะเรื่องการกำหนดเขตการใช้ที่ดินให้เจ้าหน้าที่ของกรมฯ จะช่วยให้การจัดทำเขตการใช้ที่ดินมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น สามารถแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติ และเป็นแนวทางในการจัดทำแผนงานเพื่อการดำเนินการพัฒนาที่ดินได้อย่างยั่งยืนต่อไป” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

 

เกษตรกำชับผู้นำสหกรณ์ ผลักดันเครือข่ายเข้มแข็ง 2012/01/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=193170

วันที่ 28/12/2009

นายศุภชัย โพธิ์สุ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานปิดการฝึกอบรมหลักสูตรผู้นำสหกรณ์ขั้นสูงรุ่นที่ 4 ว่า โครงการฝึกอบรมผู้นำสหกรณ์ ถือว่าเป็นโครงการที่สมบูรณ์แบบ โดยมีทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ ตลอดจนการศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ สามารถเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาภาวะผู้นำสหกรณ์ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาขบวนการสหกรณ์ไทย เนื่องจากผู้นำสหกรณ์ที่มีศักยภาพและมีภาวะผู้นำสูง จะสามารถช่วยขับเคลื่อนสหกรณ์ทุกระดับชั้นไปสู่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านเครือข่ายธุรกิจ และเครือข่ายการพัฒนาสหกรณ์ โดยมุ่งหวังให้ผู้นำสหกรณ์ที่ผ่านการอบรมในครั้งนี้เป็นกลุ่มผู้นำต้นแบบหรือผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่พึงประสงค์ของสหกรณ์ ชุมชน สังคม ประเทศชาติ รวมทั้งการนำความรู้ด้านต่างๆ จากการอบรม ไปเผยแพร่ พัฒนา ตรวจสอบ และขยายผลการดำเนินงานของสหกรณ์ต่างๆ เพื่อสร้างกระบวนการสหกรณ์ และการดำเนินงานของสหกรณ์ที่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ให้เข้มแข็ง มั่นคง เกิดประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกรและประชาชนทั่วไป อีกทั้งสามารถช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้อีกทางหนึ่ง โดยเฉพาะการพัฒนาสหกรณ์ภาคเกษตร

 ด้าน นายมงคลัตถ์ พุกะนัดด์ ประธานกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงโครงการพัฒนาผู้นำสหกรณ์หลักสูตรผู้นำสหกรณ์ขั้นสูงว่า มีวัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างภาวะผู้นำ ให้ความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้านบริหารจัดการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของโลก รวมทั้งให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ ความเข้าใจ การสหกรณ์ และแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง