ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

10ข่าวเกษตรเด่นในรอบปี’51 2012/01/26

http://www.naewna.com/news.asp?ID=141025

วันที่ 31/12/2008

กระทรวงเกษตรฯ มี 3รมว.3รมช. ในรอบปี2551
 ในรอบปี 2551ที่ผ่านมา ประเทศไทยเกิดวิกฤติทางการเมือง ทำให้ต้องเปลี่ยนรัฐบาลถึง 4 ครั้ง มีรัฐมนตรีมากำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึง 4 รัฐมนตรีว่าการ 1 รักษาการรัฐมนตรีว่าการ และ 6 รัฐมนตรีช่วยว่าการโดยในต้นปีเป็นช่วงรอยต่อ รัฐบาล สุรยุทธ์ จุลานนท์
 นายธีระ สูตะบุตร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 2 เปลี่ยนมาเป็น”รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช” มี นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการ และ มีนายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร และนายธีระชัย แสนแก้ว เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ ได้แถลงนโยบายใหม่ต่อรัฐสภา 1 ครั้ง
 ต่อมาเมื่อ นายสมัคร สุนทรเวช พ้นสภาพจากนายกรัฐมนตรี ตามพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ว่ากระทำผิดว่าด้วยเรื่องการเป็นลูกจ้างของบริษัทเอกชน ทำให้ต้องมีการตั้งรัฐบาลใหม่เป็นรัฐบาลที่มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีการแถลงนโยบายใหม่ต่อสภาผู้แทนราษฎร อีก 1 ครั้ง แต่รัฐมนตรีทั้งว่าการ และช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เป็นคนเดิม
 จนกระทั่ง พรรคชาติไทย และพรรคพลังประชาชนถูกยุบ นายสมศักดิ์ นายสมพัฒน์ และ นายธีระชัย หลุดตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกระเกษตรฯ ได้มีการแต่งตั้ง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระเกษตรและสหกรณ์ ทำให้มีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลใหม่เป็นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งนายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายชาติชาย พุคยาภรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาใหม่อีกครั้งหนึ่งทำให้ในรอบปี 2551 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีรัฐมนตรีมาบริหารถึง 7 คน เป็น 3 รัฐมนตรีว่าการ 1 รัฐมนตรีรักษาการว่าการกระทรวง และ 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการ มีการแถลงนโยบายใหม่ต่อสภาใหม่ 3 ครั้ง ในรอบ 1 ปี

นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนปลูกข้าวในไทย
 ข่าวในแวดวงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกเรื่องหนึ่งที่สร้างความสนใจและเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายออกมาแสดงความเห็นมีทั้งสนับสนุนและคัดค้านกันมากคือ มีการนำเสนอแนวคิดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนปลูกข้าวในประเทศไทย โดยการนำของพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายประพัฒน์ โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย ได้นำนักลงทุนจากประเทศในตะวันออกกลาง นักลงทุนชาวอาหรับมาดูการทำนา และมีความสนใจที่จะลงทุนการทำนาในประเทศไทยโดยมีการจ้างให้ชาวนาไทยเป็นผู้รับจ้างปลูกได้ค่าจ้างไร่ละ 5,000 บาทนั้น ได้รับการคัดค้านอย่างรุนแรงจาก นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าเป็นแนวคิดที่กระทรวงเกษตรฯ ไม่ยอมรับและจะคัดค้านให้ถึงที่สุด เนื่องจากอาชีพการทำนา และเทคโนโลยีการพัฒนาเรื่องข้าวของไทยถือเป็นอาชีพสงวนของคนไทย และเป็นความภาคภูมิใจของคนในชาติ และแผ่นดินไทย ซึ่งหากมองในหลักการแล้วไม่เหมาะสมอย่างมาก และไม่ถูกต้องในหลักของกฎหมายซึ่งมีพระราชบัญญัติคุ้มครองอาชีพ แต่จนถึงขณะนี้ยังมียังมีกระแสว่ามีต่างชาติมาเช่าพื้นทำนาอยู่เป็นระยะๆ

ปุ๋ยและสารเคมีเกษตรปลอมระบาด
 เรื่องปุ๋ยและสารเคมีเกษตรปลอมไม่ได้คุณภาพมาตรฐาน เป็นอีกเรื่องหนึ่งในรอบปี 2551 ที่ผ่านมาที่มีการดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาและมีการปราบปรามกันอย่างจริงจัง โดยมีนายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในขณะนั้นนั่งเป็นประธานการคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อติดตาม ตรวจสอบ ปุ๋ยและสารเคมีเกษตรปลอมไม่ได้คุณภาพมาตรฐาน นอกจากนี้ยังได้ตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการด้านปุ๋ยและสารเคมีขึ้น 2 ชุด ประกอบด้วย คณะทำงานปฏิบัติการ ตรวจสอบปุ๋ยและสารเคมีทางการเกษตร และคณะทำงานเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยสารเคมีทางการเกษตรและปุ๋ย
 นอกจากนั้นยังได้ให้สารวัตรเกษตร กรมวิชาการเกษตร ปฏิบัติงานอย่างเข้มข้นในการเก็บตัวอย่างปุ๋ยจากกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการแจ้งเบาะแส พบโรงงานผลิตปุ๋ยปลอมรายใหญ่กระจายอยู่ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี 1 โรง กาญจนบุรี 5 โรง ราชบุรี 1 โรง นนทบุรี 1 โรง นครปฐม 1 โรง และกำแพงเพชร 1 โรง พร้อมกับได้ทำการอายัดปุ๋ยปลอมได้กว่า 100 ตัน สั่งการให้นิติกรส่งดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย และพักใบอนุญาต รวมถึงขยายผลตรวจสอบไปยังกลุ่มผู้สั่งซื้อปุ๋ยจากโรงงาน

ส่งเสริมเลี้ยงโคเลี้ยงโค-กระบือเพื่อลดต้นทุนชาวนา
 ในรอบปี 2551 ทีผ่านมา ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเกือบ 2 เท่าตัว ทำให้ต้นทุนปัจจัยการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้นตาม ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เปิดโครงการส่งเสริมให้มีการเลี้ยงโคและกระบือเพิ่มมากขึ้น โดยดำเนินโครงการพลิกฟื้นธนาคารควายไถนา ตามพระราชดำริฯ เร่งจัดทำแผนการฝึกอบรมชาวนาที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อใช้กระบือไถนาแทนรถและเครื่องจักรที่ต้องพึ่งพิงน้ำมันสูงมาก มีการจัดงานกระบือและโคเนื้อแห่งชาติขึ้น โดยนายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานจัดงานกระบือและโคเนื้อแห่งชาติ ณ ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์นครราชสีมา อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
 ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถผลิตอาหารที่มีคุณภาพ และมีปริมาณมากเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ และสามารถส่งไปจำหน่ายเป็นรายได้เข้าประเทศ ลดผลกระทบจากวิกฤตการณ์น้ำมันแพงให้หันมาพึ่งแรงงานจากสัตว์และใช้ประโยชน์จากสัตว์ในด้านต่าง ๆ ให้มากขึ้น โดยให้กรมปศุสัตว์ เร่งส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงกระบือและโคเพิ่มมากขึ้น เพื่อไว้ใช้ประโยชน์เป็นแรงงาน เอามูลทำปุ๋ยคอก และผลิตเป็นเนื้อขายเป็นรายได้จุนเจือครอบครัว เชื่อมโยงผสมผสานกับการปลูกพืช ใช้ประโยชน์จากพืชและมูลสัตว์เพื่อปรับปรุงดินและพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ใช้ประโยชน์จากชีวะมวลได้ครบวงจรห่วงโซ่อาหาร รวมทั้งเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่มีคุณภาพสำหรับบริโภค ด้วยแนวทางการพึ่งตนเอง สร้างความมั่นคงทางอาหาร และเพื่อปรับโครงสร้างภาคการเกษตรให้สมดุลและแข่งขันได้ด้วยเกษตรอินทรีย์

ยุทธศาสตร์ความปลอดภัยอาหาร (Food Safety)
 เรื่องสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย หรือ Food Safety ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งในรอบปี 2551ที่กระทรวงเกษตรให้ความสำคัญพร้อมกำหนดเป็นยุทธศาสตร์และมีนโยบายส่งเสริมเกษตรกรให้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยและได้มาตรฐานสากล เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอาหารปลอดภัยของโลกอย่างแท้จริง โดยนายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในขณะนั้นได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิต การแปรรูป การตลาดตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำอย่างครบวงจร
 นอกจากนี้จะต้องปรับปรุงและมีมาตรการควบคุมการผลิต การตรวจสอบประเมินผลและรับรองคุณภาพให้เป็นระบบสากล รวมถึงกำหนดมาตรการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าที่มีประสิทธิภาพและถูกต้องแม่นยำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าเกษตรให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยการมอบตราสินค้าให้โดดเด่นภายใต้การรับรองความปลอดภัยทางการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (Q) และได้มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เร่งดำเนินการตรวจรับรอง และมอบเครื่องหมาย Q ให้แก่ตลาดโมเดิร์นเทรด สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ โดยมีการจัดกิจกรรมเกือบทั้งปี

ราคาสินค้าพืชพลังงานพุ่งตามราคาน้ำมัน
 ในรอบปีที่ผ่านมา เรื่องการส่งเสริมการผลิตพืชพลังงานเพื่อรองรับการผลิตเอทานอล เป็นอีกหนึ่งนโยบายหลักของรัฐบาล โดยนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดินเร่งพัฒนาพื้นที่เพาะปลูกพืชพลังงานให้มีศักยภาพในการผลิตมากขึ้น เพราะรัฐบาลไม่มีนโยบายขยายพื้นที่ปลูกอ้อยและมันสำปะหลังสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล จากปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกอ้อยทั้งประเทศ 6.4 ล้านไร่ ผลผลิตรวม 69.9 ล้านตัน หรือ คิดเป็นผลผลิตต่อไร่ 10.9 ตันต่อไร่ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าเพิ่มผลผลิตเป็น 13 ตันต่อไร่ ขณะที่มันสำปะหลังมีพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ 7.42 ล้านไร่ ผลผลิตรวม 27.4 ล้านตัน เฉลี่ย 3.7 ตันต่อไร่ ตั้งเป้าเพิ่มผลผลิตเป็น 5.43 ตันต่อไร่ ภายใน 4 ปี
 นอกจากนี้ยังได้จัดทำแผนการพัฒนาศักยภาพพื้นที่ปลูกอ้อยและมันด้วยการจัดงบ 120 ล้านบาทนำร่อง “นิคมการเกษตร” 10 จังหวัด จัดโซนนิ่งแหล่งปลูกพืชอาหาร-พืชพลังงาน กว่า 65,000 ไร่ ว่า ในปี 2551-2552 นี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมชลประทาน เร่งขับเคลื่อนโครงการนิคมการเกษตรในกลุ่มพืชอาหารและพืชพลังงาน ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน อ้อย และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ไข้หวัดนกส่งผลเด้งอธิบดีปศุสัตว์เซ่นไข้หวัดนก
 ในรอบปี 2551 เรื่องไข้หวัดนกแม่จะไม่มีการระบาดอย่างรุนแรง ไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อเรื่องการเลี้ยง การส่งออกไก่ไปต่างประเทศ เพราะสามารถควบคุมได้ดีก็ตาม แต่ส่งผล นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งย้าย นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ อธิบดีกรมปศุสัตว์ แล้วแต่งตั้งให้นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลับมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมปศุสัตว์แทน เนื่องจากพบการป่วยตายของสัตว์ปีกพื้นเมืองของเกษตรกรรายหนึ่งในพื้นที่ หมู่ 5 ตำบลทุ่งเสลี่ยม อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย แต่การรายงานผลตรวจล่าช้า และมีการพบไก่ตายในพื้นที่อื่นอีกเช่นที่ จังหวัดอุทัยธานี นายสมศักดิ์ ได้ออกมาสั่งการและกำชับให้ผู้บริหารของหน่วยงานในสังกัด ลงพื้นที่เพื่อกำกับดูแลการปฏิบัติราชการของเจ้าหน้าที่ในกำกับ ให้เคร่งครัดในการตรวจตราเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสการพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ กลับมายังกระทรวงให้รับทราบ ซึ่งหากล่าช้าโดยเหตุผลทางเทคนิคก็ไม่ถือเป็นความผิด เนื่องจากต้องมีความรอบคอบในการตรวจสอบและพิสูจน์ผลทางวิทยาศาสตร์ก่อนประกาศผลอย่างเป็นทางการ แต่หากมีการปกปิดข้อมูลและไม่แจ้งหากพบเชื้อไข้หวัดนก ทางกระทรวงก็จะถือเป็นความผิดและยังคงใช้มาตรการเดิมคือ การสั่งโยกย้ายข้าราชการได้ทันที และในที่สุดก็ได้สั่งย้ายนายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ พ้นอธิบดีกรมปศุสัตว์

มหกรรมเกษตรอินทรีย์ สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง
 เรื่องการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความโดแด่นและเห็นได้จัดในรอบปี2551 ที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก โดยนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในขณะนั้นได้กำหนดเป็นภารกิจเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมีละสารเคมีทางการเกษตร เพื่อเป็นการพัฒนาเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ โดยการสนับสนุนให้เกษตรกรรู้จักพึ่งพาตนเองในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และสารอินทรีย์ใช้เองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ขณะเดียวกัน ยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติและผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอนาคต
 นอกจากนี้ ยังส่งผลให้ประเทศไทยลดการนำเข้าปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรจากต่างประเทศ และยังเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม มีการจัดงานมหกรรมเกษตรอินทรีย์ ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ อำเภอคลองหลวง จังหวัด โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาเชิญทูตจากประเทศต่างๆ กว่า 20 ประเทศ ที่มีความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ พบปะกับผู้ผลิต และผู้ประกอบการสินค้าเกษตรอินทรีย์ ทั้ง ผักอินทรีย์ ปศุสัตว์อินทรีย์ ประมงอินทรีย์ และสารประเภทจุลินทรีย์เพื่อบำรุงดิน ป้องกันศัตรูพืช ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่กรมพัฒนาที่ดินได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น พด.1-พ.ด11

วิกฤติเมลามีนกระทบ ต่อสินค้าเกษตรไทย
 ในรอบปี 2551 จากกรณีที่นมและผลิตภัณฑ์นม ในประเทศจีนปนเปื้อนสารเมลามีน ได้สร้างความกังวลใจให้กับผู้บริโภคทั่วโลกและประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อแวดวงเกษตรกรรมและสินค้าอาหารของไทย นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในขณะนี้ ได้ให้กรมปศุสัตว์ ร่วมกันหารือร่วมกับชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย ทำการตรวจสอบผลิตภัณฑ์นมในประเทศไทยโดยมีสำนักตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ สุ่มเก็บตัวอย่างนม 11 ตัวอย่าง ที่ผลิตในประเทศไทยและวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการแล้ว แม้จะไม่พบ สารเมลามีนจากตัวอย่างนมในประเทศไทย แต่อย่างไรก็ดี เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมจึงได้สั่งการให้สำนักตรวจสอบฯ เร่งเก็บตัวอย่างเพิ่มเติมจากเดิมและนำมาทดสอบวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการพร้อมทั้งจะมีการประสานงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการองค์การอาหารและยา (อย.) อย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในความปลอดภัยของผู้บริโภคและการเลี้ยง โคนมของประเทศไทย

ราคาสินคาเกษตรผันผวนขึ้นสูงสุด-ต่ำสุดในรอบปี
 ในรอบปี 2551 เป็นอีกปีหนึ่งที่ราคาสินค้าเกษตรหลายตัวมีความผันผวนอย่างมาก มีทั้งขึ้นสูงสุดและตกต่ำสุดกว่า 50-60% ในรอบปีเดียวกัน สินค้ากระทบมากคือยางพารามีราคาพุ่งสูงที่สุด ทำให้เกิดโครงการเรื่องยางพาราหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแผนยุทธศาสตร์พัฒนายางพาราล่วงหน้า 5 ปี ที่มี นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในขณะนั้นประกาศ 7 กลยุทธ์ ใช้เป็นแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนายางพาราแบบครบวงจร ตั้งเป้าเพิ่มการใช้ยางธรรมชาติในประเทศ 6 แสนตัน พร้อมผลักดันส่งออกเพิ่มไม่น้อยกว่า2 หมื่นล้านบาท/ปี
 อย่างไรก็ตามเมื่อถึงกลางปีราคายางตำต่ำอย่างมากจาก 80-90 บาทต่อกิโลกรัม เหลือเพียง32-35 บาทต่อกิโลกรัม และแนวโน้มสินค้าเกษตรอื่นตกต่ำทุกตัว จากการประเมินของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) โดยนายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการ สศก. แถลงสถานการณ์การเกษตรปี 2551 และแนวโน้ม ปี2552 ว่าการเจริญเติบโตของภาคการเกษตรในสาขาพืช คาดว่าจะขายตัวร้อยละ 4.7-5.7 ชะลอตัวลงจากปี2551, สาขาปศุสัตว์ ภาวการณ์ผลิต มีแนวโน้มทรงตัว คาดว่าขยายตัวร้อยละ 1.1 -1.2, สาขาประมง คาดว่ามูลค่าการผลิตในปี 2552 จะหดตัวลงจากปี 2551 ร้อยละ 1.7-2.7, สาขาป่าไม้ แนวโน้มมูลค่าการผลิตในปี 2552 คาดว่าจะหดตังลงจากปี 2551 ร้อยละ 2.6-3.6 และสาขาบริการทางการเกษตร มูลค่าการผลิตในปี 2552 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงร้อยละ 2.1-3.1 ชะลอตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

 

ประเทศไทยตอนบน มีอากาศหนาวเย็น ภาคใต้ตอนล่างมีฝนกระจาย 2012/01/26

http://www.naewna.com/news.asp?ID=140970

วันที่ 30/12/2008

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ (30 ธค.) เป็นดังนี้

ภาคเหนือ มีหมอกในตอนเช้า อากาศหนาวทางตอนบนของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 13-15 องศา ส่วนทางตอนล่างของภาคมีอากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 16-20 องศา อุณหภูมิสูงสุด 28-30 องศา สำหรับบริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 4-9 องศา ลมอ่อน ความเร็ว 6-12 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีหมอกบางในตอนเช้าและอากาศเย็น โดยมีฝนเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากทางตอนบนของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 17-20 องศา อุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศา สำหรับบริเวณยอดภูมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 10-15 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็น และมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 20-21 องศา อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีหมอกบางในตอนเช้าและอากาศเย็น โดยมีฝนบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากตามบริเวณชายฝั่ง อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศา อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก) อากาศเย็นทางตอนบนของภาคโดยมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักางแห่ง บริเวณจังหวัดสุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศา อุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้(ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็น กับมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 20-21 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

 

ไทยโชว์บทบาทผู้นำผลิตอาหารโลก ปลุกนานาชาติสนับสนุนทุนวิจัยประเทศกำลังพัฒนา 2012/01/26

http://www.naewna.com/news.asp?ID=140883

วันที่ 30/12/2008

สศก. ร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนร่วมเพื่อสินค้าโภคภัณฑ์ (Common Fund for Commodity: CFC) ครั้งที่ 20 สาธารณรัฐแทนซาเนีย วันที่ 25-26 พ.ย. ที่ผ่านมา เผย ประเทศไทยเตรียมเข็นข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับเงินสนับสนุนด้านการเงิน หวังช่วยเหลือประเทศแถบเอเชียให้ได้รับประโยชน์จากพืชอาหารและพลังงานมากขึ้น

 นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนร่วมเพื่อสินค้าโภคภัณฑ์ (Common Fund for Commodity: CFC) ครั้งที่ 20 ที่สาธารณรัฐแทนซาเนีย เมื่อวันที่ 25-26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่ง CFC เป็นสถาบันระหว่างประเทศด้านการเงิน ภายใต้กรอบการดำเนินงานขององค์การสหประชาชาติ ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 107 ประเทศ และ 9 องค์กร โดยจะให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกทั้งในรูปของเงินกู้และเงินให้เปล่า เพื่อพัฒนาสินค้าเกษตรที่มีปัญหาในด้านการค้า เช่น ฝ้าย กาแฟ โกโก้ ข้าว ไม้ผล และพืชผัก เป็นต้น

 ทั้งนี้ผู้แทนของ สศก. ได้กล่าวถ้อยแถลงในประเด็นราคาอาหารที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเสนอความเห็นว่า ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ในเอเชีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตพืชอาหารและพืชพลังงานที่สำคัญ ควรจะได้รับประโยชน์จากความต้องการพืชอาหารและพืชพลังงานที่สูงขึ้น หากแต่ประเทศเหล่านี้กลับไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควรเพราะข้อจำกัดในการลงทุน ดังนั้น CFC จึงควรให้การสนับสนุนด้านการค้นคว้าวิจัยและพัฒนา และการเพิ่มมูลค่าผลผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านการผลิตข้าวและพืชพลังงาน ซึ่งไทยจะขอเป็นผู้ริเริ่มในการเขียนข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนด้านการเงินจาก CFC ต่อไป

 ทั้งนี้ การที่ไทยสามารถฉวยโอกาสในการแสดงบทบาทผู้นำและผู้ริเริ่มในการดำเนินโครงการด้านการผลิตข้าวและพืชพลังงาน ซึ่งอาศัยการสนับสนุนเงินทุนจากกองทุน CFC โดยเน้นไปที่การค้นคว้าวิจัยและพัฒนา และการเพิ่มมูลค่าผลผลิต นอกจากจะเป็นการแสดงถึงความพร้อมและบทบาทนำของไทยแล้ว ยังจะเป็นการผลักดันผลประโยชน์ให้ตกสู่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างแท้จริง และเป็นการส่งเสริมแนวทางการพัฒนาที่เน้นการยืนบนขาของตนเองในระยะยาว ซึ่งเปรียบเสมือนการให้เบ็ดตกปลา แทนที่จะเป็นการให้ปลาเพื่อนำไปกินเป็นครั้งเป็นคราวไปเท่านั้น

 

กรมข้าวเตือนนครนายกเฝ้าระวัง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดที่นา 2012/01/26

http://www.naewna.com/news.asp?ID=140882

วันที่ 30/12/2008

นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ข้าวได้รายงานว่า มีการตรวจพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในปริมาณสูงกว่าระดับเศรษฐกิจ คือ มากกว่า 10 ตัวต่อต้น ที่หมู่ 3 และหมู่ 5 ต.ศรีษะกระบือ อ.องค์รักษ์ จ.นครนายก พื้นที่ 1,000 ไร่ โดยศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรีซึ่งดูแลพื้นที่ดังกล่าวได้เข้าไปติดตามสถานการณ์แล้ว

 ทั้งนี้พบว่า เกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “พันธุ์เบอร์ 17″ เป็นพันธุ์ที่ทนต่ออากาศหนาว ให้ผลผลิตต่อไร่สูงจึงเป็นที่นิยมของเกษตรกร อย่างไรก็ตามกรมการข้าวมีความเป็นห่วงเกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้เคียงบริเวณดังกล่าว เพราะเมื่อปี 2546-2547 เคยมีการระบาดอย่างรุนแรงในพื้นที่ดังกล่าวมาแล้ว ดังนั้นจึงขอเตือนเกษตรกรให้เตรียมเฝ้าระวังการเข้าทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลด้วย

 กรมการข้าวขอแนะนำข้อควรปฏิบัติสำหรับเกษตรกร ดังนี้ 1.ไม่ควรปล่อยน้ำขังในนาตลอดเวลาโดยปล่อยให้มีน้ำพอดินเปียกบ้าง จะช่วยลดความรุนแรงของการทำลายได้ 2.ไม่ใช้สารฆ่าแมลงโดยเฉพาะหลังหว่านข้าวแล้ว 40 วัน อาทิ สารแอลฟาไซเพอร์มิทริน แลมบ์ดาไซฮาโลทริน ไซเพอร์มิทริน ไซแฮโลทริน เดลทาเมทริน เอสเฟนแวเลอเรต เพอร์มิทริน ไซฟลูทริน

 3.หมั่นตรวจแปลงนาอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยเดินเป็นรูปกากบาท และสุ่มนับต้นข้าว กากบาทละ 10 จุด จำนวน 20 จุดต่อกระทงนา หากพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมากกว่า 10 ตัวต่อจุดสำรวจ หรือมากกว่า 1 ตัวต่อ 1 ต้น ให้ใช้สารฆ่าแมลง ดังนี้ ในระยะข้าวแตกกอ ให้พ่นสารบูโพรเฟซิน อัตรา 25 มิลลิกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อีโทเฟนพรอกซ์ อัตรา 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ บูโพรเฟซิน/ไอโซโปรคาร์บ อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ในระยะข้าวตั้งท้องถึงออกรวง ให้พ่นสาร ไทอะมิโทแซม อัตรา 2 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน อัตรา 15 กรัมต่อน้ำ 20ลิตร หรือ คาร์โบซัลแฟน อัตรา 110 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ โคลไทอะนิน อัตรา 6-9 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร 4.ไม่ใช้สารฆ่าแมลงผสมกับสารใดๆ

 

สธ.สำรวจพบผักชีท้องตลาด ปนเปื้อนยาฆ่าศัตรูพืชมากสุด 2012/01/26

http://www.naewna.com/news.asp?ID=140881

วันที่ 30/12/2008

นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เพื่อร่วมกันรณรงค์คุ้มครองประชาชนให้ได้บริโภคอาหารปลอดภัย กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำ “โครงการรณรงค์ทำดีเพื่อแม่ อาหารปลอดภัย” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและสนองพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงห่วงใยเรื่องความปลอดภัยอาหาร

 ขณะที่ นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550 – มิถุนายน 2551 กระทรวงฯได้ทำการสุ่มตรวจสอบสารปนเปื้อนอันตราย 6 ชนิดในอาหารสด ได้แก่ สารเร่งเนื้อแดง บอแรกซ์ สารฟอกขาว ฟอร์มาลิน สารกันรา และยาฆ่าแมลง โดยส่งหน่วยตรวจสอบเคลื่อนที่ทำการสุ่มตัวอย่างทั้งหมด 56,425 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่า ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 99.25 ไม่ผ่านเกณฑ์ 421 ตัวอย่าง โดยตรวจพบยาฆ่าแมลง 352 ตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นผักสด พบมากที่สุดในผักชี จำนวน 47 ตัวอย่าง รองลงมาคือพริกชี้ฟ้าแดง 24 ตัวอย่าง พริกเหลือง 16 ตัวอย่าง พริกขี้หนูแดงใหญ่ 13 ตัวอย่างและยังตรวจพบในกุ้งแห้ง หมึกกะตอย ปลาอินทรีย์เค็ม ปลาแดดเดียวเช่น ปลาสลิด ปลาสละ ปลานิล อย่างละ 1-2 ตัวอย่าง

 นอกจากนี้ยังตรวจพบสารบอแรกซ์ 56 ตัวอย่าง พบมากที่สุดในเนื้อหมู 10 ตัวอย่าง เนื้อหมูบด 6 ตัวอย่าง ที่เหลือพบในเนื้อปูแกะ ปลาดุกย่าง ขนมถ้วยแคระ ตรวจพบฟอร์มาลิน 8 ตัวอย่างในหมึกแช่ด่าง ปลาหมึกกล้วย ขิงอ่อนซอย ส่วนสารเร่งเนื้อแดงพบ 4 ตัวอย่างในเนื้อหมูทั้งหมด และสารกันรา 1 ตัวอย่าง พบในพริกแกงเขียวหวาน ได้ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจัดการแก้ไขถึงแหล่งผลิตแล้ว

 

สสส.หนุนเกษตรกร สวนผลไม้”อัมพวา” สร้างเตาเผาคุณภาพ ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม 2012/01/26

http://www.naewna.com/news.asp?ID=140880

วันที่ 30/12/2008

นายสุพรชัย มั่งมีสิทธิ์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร เผยว่า การใช้ถ่านไม้เป็นเชื้อเพลิงหุงต้มในประเทศไทยังพบได้ทั่วไป แต่การผลิตถ่านไม้ในปัจจุบันเป็นต้นเหตุของการตัดไม้ทำลายป่าและสร้างมลภาวะให้กับสิ่งแวดล้อม

 เตาเผาถ่านที่ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. นั้นจะเผาถ่านด้วยระบบอับอากาศ(Airless Condition) ที่อุณหภูมิประมาณ 500 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าการเผาแบบดั้งเดิมที่ใช้ความร้อนเพียง 200-300 องศาเซลเซียส ทำให้ได้ถ่านไม้คุณภาพสูงประมาณ 70-75 กิโลกรัม ต่อเนื้อไม้สด 200 กิโลกรัม และได้น้ำส้มควันไม้ 20-25 ลิตรต่อการเผา 1 รอบ ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีการผลิตถ่านไม้จากไม้ฟืนไม่ต่ำกว่าปีละ 3 ล้านตัน แต่กลับได้ผลผลิตเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่หากเปลี่ยนมาใช้กระบวนการผลิตถ่านด้วยวิธีการนี้จะทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ และควันที่ปล่อยทิ้งไปนั้นก็ยังสามารถนำมาผลิตเป็นน้ำส้มควันไม้ได้ถึงปีละ 750,000 ลิตร และยังไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย” อ.สุพรชัยระบุ

 นายบุญเลิศ พันธ์โภคา ชาวสวนผลไม้กลุ่ม “คนเอาถ่าน” อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เล่าว่าปัจจุบันมีสมาชิกทั้งสิ้น 22 คนส่วนใหญ่จะมีอาชีพทำสวนผลไม้ โดยจะนำเอากิ่งไม้ผลอย่างส้มโอ ลิ้นจี่ที่เหลือจากการตัดแต่งกิ่งก้านของไม้ผลชนิดต่างๆ มาเผาถ่าน ซึ่งถ่านที่ได้จะมีแม่ค้ามารับไปจำหน่ายถึงที่โดยขายส่ง กก.ละ 5 บาท และขายปลีก กก.ละ 8 บาท

 ”นอกจากขายถ่านได้แล้วยังขายน้ำส้มควันไม้ได้อีกในราคาลิตรละ 70 บาท ข้อดีที่ได้จากเตาเผาถ่านนี้ก็คือเราลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของปุ๋ย ฮอร์โมน และยาไล่แมลง มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์เพราะใช้น้ำส้มควันไม้ทดแทนได้เกือบทั้งหมด ทุกวันนี้ถ่านของเรามีเท่าไหร่ก็ไม่พอขายเพราะถ่านที่ผลิตได้นั้นมีคุณภาพดีให้ความร้อนสูงกว่าและสามารถอยู่ได้นานกว่า” นายบุญเลิศกล่าวถึงประโยชน์ของเตาชนิดนี้

 

ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดิน จ.สมุทรสงคราม แหล่งบ่มเพาะเกษตรกรพอเพียง 2012/01/26

http://www.naewna.com/news.asp?ID=140879

วันที่ 30/12/2008

ยุคสมัยข้าวยากหมากแพง ปัจจัยการผลิตทุกชนิดขึ้นราคา เกษตรกรต้องทนแบกรับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมี ค่าน้ำมัน ค่าขนส่ง รวมถึงค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นด้วย จึงส่งผลให้เกษตรกรหลายรายถอดใจขอออกจากอาชีพเกษตรไปสู่อาชีพรับจ้างและภาคอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะที่กำกับดูแลความเป็นอยู่ของเกษตรกรทั้งประเทศ ตระหนักดีว่าวิกฤติเช่นนี้ ทางรอดที่ดีที่สุดคือ การน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาภาคเกษตร เพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำโครงการพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเน้นการสร้างความรู้ ความเข้าใจในการนำเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการทำมาหากินประกอบอาชีพ

 ที่สำคัญยังได้พัฒนาศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านในแต่ละชุมชนให้กลายเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เบื้องต้นได้ตั้งเป้าหมายเกษตรกรจำนวน 75,000 ราย ได้รับการอบรมจากศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน จนมีความรู้ ความเข้าใจในหลักการพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ เป้าหมายที่ 2 สร้างเกษตรอาสา จำนวน 1,000 ราย ที่มีความสามารถขึ้นมาเป็นผู้นำขยายผลการพัฒนาไปสู่เกษตรกรรายอื่นต่อไป เป้าหมายสุดท้ายคือพัฒนาและปรับปรุงศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านตามที่กำหนดไว้

 ศูนย์เรียนรู้พัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เลขที่ 16/1 หมู่ที่ 2 ตำบลบางนางลี่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นศูนย์หนึ่งที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน ของจังหวัดสมุทรสงคราม สำหรับเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดความรู้เรื่องการทำเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จนสามารถทำให้เกษตรกรในพื้นที่เกิดการพึ่งพาตนเอง นำพาครอบครัวหลุดพ้นจากความยากจนได้ในที่สุด

 นายอดิศักดิ์ ช่วงแย้ม ประธานศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดสมุทรสงคราม เล่าว่า หน้าที่หลักของศูนย์ แห่งนี้ คือ การอบรมให้ความรู้เกษตรกรในหลักสูตรการพัฒนาการเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ระยะเวลาอบรมหลักสูตรละ 3 วัน ประกอบด้วย 11 วิชาหลัก ได้แก่ 1.แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง 2.การอนุรักษ์ดินและน้ำ 3.การปลูกส้มโอปลอดสารพิษ 4.การทำสารไล่แมลงจากสมุนไพร 5.การทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ 6.การผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพ 7.การทำน้ำส้มควันไม้ 8.การเพาะเห็ด 9.การแปรรูปผลผลิตการเกษตร (แปรรูปกล้วย) 10.การทำบัญชีครัวเรือน 11.การจัดทำแผนการใช้ที่ดิน

 ในปี 2551 เกษตรกรได้รับการอบรมไปแล้ว 200 คน สำหรับคุณสมบัติของเกษตรกรที่สามารถเข้ารับการฝึกอบรมจะต้องผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ดังนี้ คือ มีที่ดินทำการเกษตร อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป มีความเชื่อมั่นศรัทธาในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและยึดอาชีพการเกษตรเป็นหลักในการดำรงชีวิต นอกจากนี้ จะต้องเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจอยากจะเข้ารับการอบรม เพื่อนำความรู้ไปพัฒนาอาชีพทางการเกษตรตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ที่สำคัญต้องมีเวลาเข้ารับการฝึกอบรมที่ศูนย์ ได้ตลอดหลักสูตร และไม่เคยเข้ารับการฝึกอบรมภายใต้โครงการดังกล่าวมาก่อน เนื่องจากต้องการเปิดโอกาสให้เกษตรกรที่สนใจได้รับความรู้ที่เป็นประโยชน์สามารถนำไปใช้ในชีวิตจริง ไม่ต้องการให้ผู้ที่เคยอบรมแล้วมาแย่งที่ของผู้อื่น เพราะการอบรมนี้ไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น จึงจำเป็นต้องมีหลักคัดเลือกที่ค่อนข้างเข้มงวด

 ประธานศูนย์ กล่าวถึงแนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงว่า ตนมีหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่ยึดถือปฏิบัติในการดำรงชีวิตประจำวัน อยู่ 7 ประการ คือ 1.พออยู่ พอกิน ไม่โลภ รู้จักประหยัด 2.ลดรายจ่ายให้ครัวเรือน 3.รู้จักประพฤติดีช่วยเหลือสังคม 4.ไม่เบียดเบียนคนอื่น 5.ไม่ฟุ้งเฟ้อและรู้จักอดออม 6.ไม่ประมาทและมีเหตุมีผล และ7.มีความซื่อสัตย์ สุจริต รักษาผลประโยชน์ส่วนรวม

 นอกจากยึดถือหลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรงชีวิตประจำวันแล้ว ประธานอดิศักดิ์ ยังได้น้อมนำแนวเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการประกอบอาชีพด้วย โดยเขาใช้เนื้อที่ 6 ไร่ อย่างมีประโยชน์คุ้มค่าสูงสุด ตั้งแต่ทำสวนผสมปลูกส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ ปลูกลิ้นจี่พันธุ์ค่อม และปลูกพืชผักสวนครัวตามแนวพระราชดำริเกษตรพอเพียง ส่งผลให้เขามีรายได้ประจำที่มั่นคง และยังลดรายจ่ายในครัวเรือนได้อีกด้วย

 ทั้งนี้ หากท่านที่สนใจการทำเกษตรแบบพอเพียง สามารถเข้าไปเยี่ยมชมศูนย์เรียนพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ติดต่อโดยตรงกับประธานศูนย์ อดิศักดิ์ ช่วงแย้ม เบอร์.0-3473-3083, 08-6166-2703

 

พลังงานทดแทน 2012/01/26

http://www.naewna.com/news.asp?ID=140878

วันที่ 30/12/2008

พรรคพวกทำนายว่า ปีใหม่นี้คนไทยจะเดินทางท่องเที่ยวกันมาก เหตุผลง่ายๆ ของเขาคือ น้ำมันราคาถูกกลับมา

 ผมเห็นด้วยครับ เคยเจ๊กอีกกระอักเลือดเมื่อครั้งราคาน้ำมันแพงมาก มาถึงวันนี้เติมไปก็ยิ้มไป เงินในกระเป๋าลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง

 แต่ผมไม่ห่วงหรอกครับ ปีใหม่ไปเถอะ ไปเที่ยว ไปสนุกสนาน หาความสุขชั่วครั้งคราวกันก่อนมาเผชิญรายการเผาจริงต้นปีหน้า อย่างน้อยการท่องเที่ยวก็ช่วยให้เงินสะพัดถ้วนทั่วดี

 ประชาธิปัตย์มาแล้วครับ มากับการประกาศเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน คนค้านต้องมีตามธรรมชาติ แต่ในความเป็นจริงก็ต้องเห็นประโยชน์ส่วนรวมด้วย เงินกองทุนน้ำมันบักโกรกเท่าไหร่ไม่เห็นเอามาโชว์ตัวเลขกันแล้ว ราคาน้ำมันอย่างนี้คนไทยก็ใช้กันเพลิน คงต้องมีสติ และสติที่ดีประการหนึ่งคือให้รู้ว่า ต้องรับผิดชอบอะไร โดยเฉพาะน้ำมันยิ่งบริโภคก็ยิ่งบรรลัยต่อเศรษฐกิจประเทศ เพราะนำเข้าทั้งดุ้น

 ผมอยากให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ ใส่ใจกับเรื่องพลังงานทดแทนที่เป็นรูปธรรมมากกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา และมากกว่าที่คนประชาธิปัตย์เคยพยายามเป็นรัฐบาลเงาด้วยการทำเรื่องเอทานอลแบบไม่เป็นชิ้นอัน นอกจากตั้งมูลนิธิขึ้นมาไม่ได้เป็นสับปะรดอันใด

 พลังงานทดแทนนั้นมาจากพืช มาจากสินค้าเกษตร ฉะนั้นมันคือ “โอกาส” ของเกษตรกรไทยครับ แต่การที่จะขับเคลื่อนนโยบายพลังงานทดแทนได้นั้น

 หนึ่ง-ต้องทำเป็นนโยบายชาติ และต้องมีเจ้าภาพชัดเจนเสียที ทุกวันนี้เป็นนโยบายใหญ่ก็จริง แต่ต่างคนต่างทำ ทำกันจนฉิบหายวายป่วง ไม่เข้าท่า ไม่เข้าเรื่อง และปวดหัวจนทุกวันนี้

 สอง-ต้องศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ มากกว่าแค่ความเห็น ความรู้สึก เพราะเอาเข้าจริงข้อมูลด้านลึก ด้านกว้าง ของประเทศไทยนั้นหาได้ยากมาก ยิ่งเป็นเรื่องพลังงานทดแทนจากพืชก็ต้องใส่ใจลึกไปว่า พืชแต่ละตัวเป็นยังไง ไม่งั้นไปส่งเสริมปลูกปาล์มน้ำมันในภาคเหนือ-อีสานจนหลงทางกันอีก

 สาม-ทำจริงเสียทีครับ ประเภทดีแต่พูด หรูแต่ไอเดีย เลิกเถอะครับ นอกจากป่วยการเสียเวลาแล้ว ยังเสียงบประมาณบานเยอะ ดูเอาเถอะโครงการพลังงานทดแทนแถวรังสิตของกระทรวงพลังงานนั้น สวยแต่รูป จูบแล้วเหม็นยังกะซากศพ ผลาญเงินชาวบ้านครับ

 ผมจะคอยตามดูผลงานของรัฐบาลอภิสิทธิ์ครับ

พอใจ สะพรั่งเนตร

 

ภาคอีสาน-กลาง-ตะวันออกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ภาคใต้มีฝนลดลง 2012/01/26

http://www.naewna.com/news.asp?ID=140815

วันที่ 29/12/2008

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ (29 ธค.) เป็นดังนี้

ภาคเหนือ มีหมอกในตอนเช้า อากาศหนาวทางตอนบนของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 13-15 องศา ส่วนทางตอนล่างของภาคมีอากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 16-20 องศา อุณหภูมิสูงสุด 27-29 องศา สำหรับบริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 4-9 องศา ลมอ่อน ความเร็ว 6-12 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีหมอกในตอนเช้า และอากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 18-20 องศา อุณหภูมิสูงสุด 27-29 องศา สำหรับบริเวณยอดภูมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 10-15 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็น และมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 20-21 องศา อุณหภูมิสูงสุด 30-31 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศเย็น และมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศา อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก) อากาศเย็นทางตอนบนของภาค โดยมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศา อุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้(ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็น กับมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 20-21 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

 

ผักไทยแซงจีนยึดตลาดญี่ปุ่น สศก.ยันความต้องการนำเข้ายังสูง/เตือนคุมเข้มคุณภาพ 2012/01/26

http://www.naewna.com/news.asp?ID=140725

วันที่ 29/12/2008

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ญี่ปุ่นยังมีความต้องการนำเข้าผักจากไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผัก GAP หากมีความเข้มงวดในเรื่องคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งผักของไทยมีศักยภาพในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เช่นฟิลิปปินส์ และจีน และจากการศึกษาศักยภาพพืชผักส่งออกในตลาดญี่ปุ่น กรณีกระเจี๊ยบเขียว หน่อไม้ฝรั่ง และข้าวโพดฝักอ่อน ในปี 2551 พบว่า ผักสดที่ส่งออกไปญี่ปุ่นต้องมาจากแปลง GAP และโรงงาน GMP ที่ผ่านการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร อยู่ภายใต้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และขนส่งทางอากาศเท่านั้น โดยค่าใช้จ่ายในการส่งออกของกระเจี๊ยบเขียว หน่อไม้ฝรั่ง และข้าวโพดฝักอ่อนเฉลี่ยกิโลกรัมละ 118.52 บาท 168.52 บาทและ146.52 บาท ตามลำดับ ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าเฉลี่ยกิโลกรัมละ 167.57 บาท 226.78 บาท และ 198.76 บาท ตามลำดับ สำหรับช่องทางการกระจายสินค้าในญี่ปุ่น ร้อยละ 60 กระจายไปรอบๆ กรุงโตเกียวและโอซากา ส่วนที่เหลือกระจายไปทุกจังหวัด สำหรับรสนิยม และพฤติกรรมการบริโภคผักของชาวญี่ปุ่น จะนิยมซื้อกระหล่ำปลีมากที่สุด และนิยมซื้อผักที่ผลิตในประเทศมากที่สุด รองลงมาคือไทย จีน ฟิลิปปินส์ และไต้หวัน

 ปัจจัยที่สำคัญในการเลือกซื้อผักจากไทยคือ คุณภาพ รองลงมาคือประโยชน์ต่อสุขภาพ รสชาติ และราคา โดยไทยมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบในการส่งออกหน่อไม้ฝรั่งมากที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งคือออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์และครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่งเฉลี่ยร้อยละ 28 สำหรับความเชื่อมโยงของราคาขายส่งหน่อไม้ฝรั่งระหว่างตลาดขายส่งกรุงเทพฯ และตลาดขายส่งโตเกียวพบว่าทั้ง 2 ตลาดมีความเชื่อมโยงกันแต่ไม่ได้กำหนดราคาซึ่งกันและกัน

 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผักทั้ง 3 ชนิดของไทยจะมีศักยภาพในการส่งออกไปญี่ปุ่น แต่ปัญหาที่สำคัญ คือ คุณภาพเมื่อถึงปลายทางลดลงและค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูง ดังนั้น ทาง สศก. จะเร่งดำเนินการวางแผนเพื่อพัฒนาระบบโลจิสติกส์ในประเทศให้ครบวงจร และเร่งรัดประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการด้านมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดญี่ปุ่น

 

ลุยพัฒนาศักยภาพผลิตปลานิล เล็งปี’53ส่งออกทะลุ5หมื่นตัน 2012/01/26

http://www.naewna.com/news.asp?ID=140724

วันที่ 29/12/2008

นายจรัลธาดา กรรณสูต ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เผยว่า กรมประมงได้จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพิ่มศักยภาพการผลิตปลานิลเพื่อการส่งออกในหัวข้อ “ปลานิลสัญจร: เกษตรกรพบผู้ส่งออก” เพื่อให้เกษตรกรได้รับทราบข้อมูลความต้องการสินค้าปลานิลของผู้แปรรูปและส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิล อันจะนำไปสู่การพัฒนาให้เกิดระบบซื้อขายโดยตรงระหว่างเกษตรกรและผู้แปรรูป ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรในการวางแผนการผลิตให้มีปริมาณและคุณภาพที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้แปรรูป

 ทั้งนี้จากการสัญจรจัดสัมมนาเรื่องดังกล่าวตั้งแต่เดือนกันยายน พบว่า มีเกษตรกรให้ความสนใจเพาะเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย โดยคาดว่าภายในปี 2553 จะมีผลผลิตปลานิลเท่ากับ 300,000 ตัน และตั้งเป้าส่งออกให้ได้ 50,000 ตัน โดยมีตลาดที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา กลุ่มยุโรปตะวันตก กลุ่มตะวันออกกลาง

 สำหรับยุทธศาสตร์การพัฒนาการผลิตปลานิลและผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก มีประเด็นเร่งด่วน คือ การเพิ่มปริมาณและควบคุมผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป เพราะประชาชนหันมานิยมบริโภคปลานิลซึ่งเป็นปลาเนื้อขาวแทนปลาเนื้อแดงมากขึ้น แต่ระบบอุตสาหกรรมการเลี้ยงปลานิลยังมีปัญหา จึงทำให้ต้องผลักดันความร่วมมือให้เกิดการพัฒนาศักยภาพการผลิต

 ด้าน นายพจน์ อร่ามวัฒนานันท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวถึงการส่งออกปลานิลว่า มีทั้งแบบที่ยังมีชีวิต แช่แข็งทั้งตัว และแปรรูปแช่เย็นแช่แข็ง โดยในระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคมที่ผ่านมา สามารถส่งออกได้ถึง 16,733 ตัน มูลค่า 1,014.6 ล้านบาท โดยสหรัฐอเมริกา ช่วง 10 เดือนที่ผ่านมามีปริมาณการนำเข้าปลานิลทั้งตัว เพิ่มขึ้นถึง 3,255 ตัน ส่วนสหภาพยุโรป มีการนำเข้าเนื้อปลาแล่ในช่วง 10 เดือนเพิ่มขึ้นถึง 1,514 ตัน คาดว่าเมื่อสิ้นปี 2551 การส่งออกปลานิลของไทยจะมีแนวโน้มสูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 90

 

“ธีระ”รับปากสานต่อเกษตรกร สานต่อแก้ปัญหาหนี้-ฟื้นอาชีพ 2012/01/26

http://www.naewna.com/news.asp?ID=140722

วันที่ 29/12/2008

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับผู้แทนเกษตรกรจากสภาประชาชน 4 ภาค ว่า จากการหารือได้รับทราบปัญหาความเดือดร้อน ข้อเรียกร้อง และความก้าวหน้าในการช่วยเหลือเกษตรกร แต่เนื่องจากขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้แถลงนโยบายอย่างเป็นทางการจึงยังไม่สามารถดำเนินการต่อเนื่องได้ ดังนั้นหากมีการแถลงนโยบายของรัฐบาลเรียบร้อยแล้วจะดำเนินการสานต่อเรื่องการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร โดยปัญหาที่เกษตรกรเรียกร้องให้ช่วยเหลือมี 3 เรื่อง ได้แก่ ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาหนี้สิน และการฟื้นฟูอาชีพ ซึ่งในส่วนของปัญหาที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอำนาจหน้าที่โดยตรงจะ เร่งแก้ไขโดยยึดแนวทางดำเนินงานช่วยเหลือภายใต้กรอบหลักเกณฑ์ที่สามารถดำเนินการได้ และจะช่วยประสานกับหน่วยงานอื่นในเรื่องที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง

 นอกจากนี้ ในส่วนของคณะกรรมการที่มีหน้าที่ดูแลแก้ไขปัญหาทั้ง 2 ชุด ได้แก่ 1.คณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินและการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกร 2.คณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินเกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค ซึ่งได้หมดวาระลง เนื่องจากกรรมการบางส่วนต้องยุติบทบาททางการเมืองจากกรณีศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคการเมือง 3 พรรค หลังจากรัฐบาลได้แถลงนโยบายแล้ว จะนำเรื่องเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการใหม่ทั้ง 2 ชุด เพื่อให้การแก้ไขปัญหาของเกษตรกรสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว

 

พด.ติวเข้มเจ้าหน้าที่ ลับเขี้ยววางแผนใช้ดิน ล้วงลึกระดับ”ตำบล” 2012/01/26

http://www.naewna.com/news.asp?ID=140721

วันที่ 29/12/2008

นายบัณฑิต ตันศิริ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า การวางแผนกำหนดเขตการใช้ที่ดินเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานในพื้นที่ เป็นภารกิจหนึ่งที่สำคัญของกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งขั้นตอนการวางแผนการใช้ที่ดินนั้นผู้ทำการวิเคราะห์กำหนดแผนการใช้ที่ดิน จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องนโยบายที่ดินทั้งในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับประเทศ และสามารถบูรณาการข้อมูลด้านต่างๆ รวมทั้งใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์มาเป็นเครื่องมือวิเคราะห์และกำหนดแผนการใช้ที่ดินได้

 ดังนั้นเพื่อเป็นการต่อยอดและแลกเปลี่ยนทัศนคติด้านการวางแผนการใช้ที่ดิน จากเจ้าหน้าที่ส่วนกลางไปสู่เจ้าหน้าที่ภูมิภาคของกรมพัฒนาที่ดิน จึงได้จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร การวางแผนการใช้ที่ดินระดับตำบล เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้เข้าร่วมฝึกอบรมได้รับความรู้และเข้าใจในกระบวนการดำเนินการวางแผนการใช้ที่ดิน ตามแนวทางของส่วนวางแผนการใช้ที่ดิน สำนักสำรวจดินและวางแผนการใช้ที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน

 ทั้งนี้การฝึกอบรมดังกล่าว จะเป็นการบรรยาย การฝึกปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ และฝึกปฏิบัติงานภาคสนาม สำหรับผู้มีหน้าที่กำหนดแผนและเขตการใช้ที่ดินจะได้รับความรู้เรื่องกระบวนการวางแผนการใช้ที่ดิน การประเมินคุณภาพที่ดินด้านต่างๆ และประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อช่วยในการกำหนดแผนการใช้ที่ดินในระดับตำบล ตลอดจนสามารถแปลงแผนการใช้ที่ดินไปสู่การปฏิบัติได้ และสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่วิเคราะห์และรวบรวมข้อมูลเพื่อการวางแผนการใช้ที่ดิน จะได้รับความรู้เรื่องกระบวนการวางแผนการใช้ที่ดิน การประเมินคุณภาพที่ดินสำหรับพืชเศรษฐกิจ การประเมินคุณภาพที่ดินด้านเศรษฐกิจและสามารถบูรณาการข้อมูลเพื่อกำหนดแผนการใช้ที่ดินในระดับตำบลได้

 

ความหวังภาคเกษตรต่อรัฐบาล”อภิสิทธิ์1″ 2012/01/26

http://www.naewna.com/news.asp?ID=140720

วันที่ 29/12/2008

หลังจากคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบร่างนโยบายของรัฐบาลเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2551 เพื่อให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นำไปแถลงต่อรัฐสภานั้นก็พอจะเห็นทิศทางแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาลเพื่อการแก้ปันหาของประเทศในด้านต่างๆ ซึ่งขณะนี้ถือว่าหนักหนาสาหัสมาก ไม่ว่าทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง แลสังคม โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ปากท้องของประชาชนเกษตรกรรากหญ้า หากแก้ปัญหาเรื่องปากเรื่องท้องไม่ได้ อย่าหวังว่าจะไม้แก้ปัญหาเรื่องความแตกแยกทางการเมือง และปัญหาสังคมได้

 สำหรับร่างนโยบายของรัฐบาล “อภิสิทธิ์1″ ที่จะนำเสนอต่อสภาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรในส่วนของนโยบายเร่งด่วนระยะ 1 ปี ก็จะเขียนไว้ในข้อ1.2 การรักษาและเพิ่มรายได้ของประชาชน ข้อ1.2.6 สร้างรายได้และศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก โดยการจัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง และจัดสรรเงินเพิ่มเติมให้จากวงเงินที่เคยจัดสรรให้เดิม เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติระดับชุมชน ลดต้นทุนปัจจัยการผลิตทางการเกษตร รวมทั้งเร่งรัดและลดขั้นตอนของภาครัฐเพื่อให้ท้องถิ่นสามารถเบิกจ่ายงบฯได้อย่างรวดเร็ว

 นอกจากนี้ยังปรากฏอยู่ในข้อ 1.2.7 ดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรผ่านกลไกและเครื่องมือของรัฐให้มีประสิทธิภาพ และเร่งสร้างระบบประกันความเสี่ยงทางการเกษตร ทั้งระบบประกันความเสี่ยงราคาพืชผลผ่านกลไกตลาดซื้อขายล่วงหน้าสินค้าเกษตร และระบบประกันภัยพืชผลอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ และข้อ1.2.8 เร่งรัดและพัฒนาตลาดและระบบการกระจายสินค้าของสินค้าเกษตรและสินค้าชุมชน เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และการส่งออก รวมทั้งข้อ1.2.9 จัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการเสนอนโยบายและวางแผนพัฒนาการเกษตรอย่างเป็นระบบ และมีระบบการคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกร รวมทั้งพัฒนาความเข้มแข็งของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน

 อย่างไรก็ตามหากดูนโยบายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 กับนโยบายของ “รัฐบาลสมชาย” แล้วก็ไม้ได้แตกต่างกันมากนักโดยกำหนดนโยบายไว้ว่าจัดตั้งสภาเกษตรกร และสร้างระบบประกันความเสี่ยงให้เกษตร เพื่อให้สภาเกษตรกรเป็นกลไกแทนเกษตรกรในการสื่อสารกับรัฐบาลและร่วมกันพัฒนาเกษตรกรด้วยกันเอง และให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างทั่วถึงและมีระบบประกันความเสี่ยง ที่ช่วยลดความเสี่ยงอันเนื่องมาจากผลกระทบความเสียหายจากภัยธรรมชาติ รวมถึงดูแลราคาสินค้าเกษตรให้มีเสถียรภาพภายใต้การผันแปรอย่างรุนแรงของตลาดโลกและสร้างผลตอบแทนที่เป็นธรรมต่อเกษตรกร

 ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าเรื่องการจัดตั้งสภาเกษตรกรทุกรัฐบาลก็กำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วน แต่ก็ยังไม่บรรลุเป็นรูปธรรม เพราะเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสภาการเกษตรนั้นแตกต่างกัน ดังจะเห็นได้ในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลทั้งสองก็ต่างกันอย่างรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ การตั้งสภาการเกษตร ก็เพื่อ…

 ”ให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการเสนอนโยบายและวางแผนพัฒนาการเกษตรอย่างเป็นระบบ และมีระบบการคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกร รวมทั้งพัฒนาความเข้มแข็งของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน”

 ส่วนการจัดตั้งสภาการเกษตรของรัฐบาลสมชาย ซึ่งไม่มีโอกาสได้ดำเนินการตามนโยบายเลยก็ว่าได้แต่ได้กำหนดไว้ในคำแถลงนโยบายว่าการตั้งสภาการเกษตรก็เพื่อ …

 ”ให้สภาเกษตรกรเป็นกลไกแทนเกษตรกร ในการสื่อสารกับรัฐบาลและร่วมกันพัฒนาเกษตรกรด้วยกันเอง และให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างทั่วถึงและมีระบบประกันความเสี่ยงที่ช่วยลดความเสี่ยงอันเนื่องมาจากผลกระทบความเสียหายจากภัยธรรมชาติ รวมถึงดูแลราคาสินค้าเกษตรให้มีเสถียรภาพภายใต้การผันแปรอย่างรุนแรงของตลาดโลกและสร้างผลตอบแทนที่เป็นธรรมต่อเกษตรกร”

 อย่างไรก็ตามเมื่อดูปัญหาและการประเมินแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2552แล้วพบว่าราคาสินค้าการเกษตรทุกตัวมีราคาลดลง จาการรายงานของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)พบว่าแนวโน้มผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคการเกษตรของไทยในปี 2552 จะขยายตัวในอัตราที่ลดลงจากปี 2551 โดยมีอัตราการขยายตัวในช่วงประมาณร้อยละ 3.0-4.0 โดย สาขาพืช ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.7-5.7 สาขาปศุสัตว์ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1-1.2 และสาขาบริการทางการเกษตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.1-3.1ส่วนขาสาประมง หดตัวลงระหว่างร้อยละ-2.7-(-1.7) และสาขาป่าไม้ หดตัวลงระหว่างร้อยละ -3.6-(-2.6)

 นอกจากนี้ ยังได้เสนอแนะไว้ว่า จากสถานการณ์ที่ภาคการเกษตรมีแนวโน้มชะลอตัวลงนี้ ภาครัฐต้องเตรียมมาตรการรอรับ ทั้งในเรื่องการขยายตลาดการค้า การแปรรูปสินค้าผลิตภัณฑ์เกษตรให้ได้มาตรฐานและมีความหลากหลาย เพื่อตอบสนองการบริโภคให้เหมาะสม ขณะเดียวกันการเร่งพัฒนาศักยภาพทางการผลิต ด้วยการสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานและการให้ความรู้ทางการผลิตอันจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร ในการเตรียมตัวเพื่อรองรับและปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลโดยเฉพาะเรื่องการลดต้นทุนปัจจัยพื้นฐานและความรู้ด้านการผลิตทางการเกษตร

 สุดท้ายนี้ก็คงพอตั้งความหวังได้ว่า การบริหารจัดการของรัฐบาลในส่วนภาคการเกษตรนั้นคงจะดำเนินการได้และแก่ไขปัญหาได้ถูกจุด โดยเฉพาะผู้ขับเคลื่อนนโยบายอย่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้ลูกหม้ออย่าง นายธีระ วงศ์สมุทร นั้นน่าจะรับรู้และเข้าใจกลไกระเบียบราชการ ผลักดันงานต่างที่เป็นปัญหาอยู่ให้ลุล่วงได้ หากไม่เกรงใจเจ้านายที่ส่งมามากจนเกินไป

 

เรื่องใหญ่ของคนไทย (เกษตรสร้างสรรค์) 2012/01/26

http://www.naewna.com/news.asp?ID=140719

วันที่ 29/12/2008

น่าเห็นใจไม่ว่าพรรคไหนขึ้นมาเป็นรัฐบาลในยามนี้ ทั้งปัญหาความแตกแยก แบ่งค่ายความเห็นในหมู่ประชาชน จนถึงเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังเป็นที่วิตก

 ดีที่รัฐบาลที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์รับรู้ถึงความรู้สึกของชาวบ้านได้ไว และได้มากกว่าการได้มาซึ่งอำนาจใหม่ โดยการประกาศถึงเรื่องการไม่มีเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ การทำงานหนัก เพื่อทำให้ชาวบ้านมีความสุขดังที่พระเจ้าอยู่หัว ทรงรับสั่งเมื่อครั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าเฝ้าวันก่อน และฯลฯ

 คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯคนใหม่มีพูดถึงเรื่องการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรให้คนที่อยู่ในภาคเกษตรได้ชื่นใจได้บ้าง แม้จะยังไม่เห็นฝีไม้ลายมือจากการทำงานจริง

 คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานบริหารเครือซีพี ยังยืนอยู่บนทิศทางเดิมคือสินค้าเกษตรสูง และเงินเดือนสูง เรื่องหลังเป็นอย่างไรไม่รู้ เอาเรื่องแรกก่อนว่า ราคาสินค้าเกษตรที่ต่ำเอาๆจะทำไงให้โงหัวขึ้นมาได้มั่ง

 อย่างเรื่องข้าวที่เจ้าสัวแนะว่า รัฐบาลที่แล้วไม่น่ารีบขายออก 2 ล้านตัน เพราะยิ่งกดดันราคาให้ต่ำลง น่าจะเก็บสต็อกไว้ มันก็เป็นเรื่องเข้าใจกันได้ แต่จะสต็อกกันอย่างไร และด้วยวิธีไหนที่ทำให้เกิดผลจริงๆ

 เพราะที่ผ่านมาเก็บสต็อกไว้จริง แป๊บเดียวกลายเป็นสต็อกลมหวเรอกันไปตามๆกัน เราจะทำยังไงให้สต็อกกลายเป็นสต็อกแท้จริง ทุกวันนี้ให้โรงสี ให้โรงยาง เก็บสต็อกก็กลายเป็นสต็อกให้พ่อค้าเอาไปหมุนเวียนใช้ก่อน พอเคลียร์สต็อกเมื่อไหร่ เรื่องก็แดงเมื่อนั้น

 ถ้าสต็อกจริง มีมาตรการควบคุมดูแลรัดกุมจริงๆ สินค้าเกษตรหลายตัวของไทยเราก็น่าสต็อกได้ แถมทำแล้วรัฐไม่ขาดทุนเหมือนอย่างทุกวันนี้

 นักการเมืองไทยไม่มีใครสนใจทำเรื่องนี้จริงจัง เพราะเท่ากับเป็นการปิดประตูทุจริตของตัวเองและพรรคพวก ที่จ้องสูบตั้งแต่การรับจำนำ การสต็อก กระทั่งการทำสต็อกแท้ให้เป็นสต็อกลม นี่ล้วนเป็นฝีมือของนักการเมืองทั้งสิ้น

 ทุกวันนี้ประชาชนเฝ้าจ้องมองกันว่า เมื่อไหร่นักการเมืองเสนอโครงการอะไร ประชาชนก็มักมีข้อสรุปในใจกันว่า เมื่อนั้นนักการเมืองกำลังถอนทุนคืน

 คำพูดของนายกฯอภิสิทธิ์บอกว่าจะขจัดการคอร์รัปชั่นนั้น มันไม่ได้ต่างจากนายกฯคนอื่นรวมถึงนายกฯทักษิณที่เน้นถึงขนาดไม่มีใบเสร็จก็ยังจะเช็กบิลรัฐมนตรีคนนั้น ไปๆมาๆคุณทักษิณก็ตายด้วยคำพูดตัวเองจนถึงวันนี้

 เรื่องอย่างนี้ยิ่งใหญ่เสมอในสังคมไทยครับ

พอใจ สะพรั่งเนตร

 

ส.ยางพาราฯจี้รัฐ ดูแลปัญหา-ราคาปุ๋ย ช่วยเกษตรกร ชี้ราคาไม่ควรต่ำกว่าตันละ1,200 2012/01/26

http://www.naewna.com/news.asp?ID=140421

วันที่ 26/12/2008

นายหลักชัย กิตติพล นายกสมาคมยางพาราไทย กล่าวในงานสัมมนา ผลกระทบผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย จากวิกฤติยางพาราตกต่ำว่า แนวทางการแก้ไขหลังจากหารือร่วมกับประเทศ คือ ไทยอินโดนีเซีย และ มาเลเซีย ได้ตั้งเกณฑ์ปรับราคายางพารา ไม่ควรต่ำกว่าตันะละ 1,200 เหรียญสหรัฐ รวมถึง การจำกัดการส่งออก ประเทศละ 7 แสนตัน ภายใน 1 ปี เพื่อให้ยางเข้าสู่ตลาดลดน้อยลง ซึ่งมาตรการดังกล่าว ช่วยให้ยางพาราปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าราคายางในปีหน้า ตลาดเอเชีย อยู่ที่ 30 – 60 บาท ตลาดซื้อขายจริงอยู่ที่ 28 – 55 บาท แต่ต้องอยู่ในแนวปัจจัยการผลิตที่มีการลดลงด้วย ซึ่งราคายางยังคงน่าเป็นห่วง แต่คาดการณ์ว่า ช่วงสิ้นปี2552 ราคาน่าจะดีขึ้น ทั้งนี้ ราคายางในตลาดโลกปีหน้า จะลดปริมาณลงเหลือ 9 ล้านตัน ลดลงมา 10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อช่วยพยุงราคายางให้ดีขึ้น ตนอยากให้รัฐบาลดูแลปัจจัยการผลิต อาทิ ราคาปุ๋ยและ ค่าขนส่งให้ลดลง เพื่อช่วยเยียวยาเกษตรกร

 

ประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นและมีฝนตกเป็นแห่งๆ ส่วนภาคใต้ตอนล่างมีฝนกระจาย 2012/01/26

http://www.naewna.com/news.asp?ID=140403

วันที่ 26/12/2008

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ (26 ธค.) เป็นดังนี้

ภาคเหนือ มีหมอกในตอนเช้า ทางตอนบนของภาคอากาศหนาว กับมีฝนเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 13-15 องศา ส่วนทางตอนล่างของภาคอากาศเย็นอุณหภูมิต่ำสุด 16-19 องศา อุณหภูมิสูงสุด 28- 31 องศา สำหรับบริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 5-9 องศา ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศหนาวทางตอนบนของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 13-15 องศา ส่วนทางตอนล่างของภาคอากาศเย็นอุณหภูมิต่ำสุด 16-18 องศา และมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่
อุณหภูมิสูงสุด 28-32 องศา สำหรับบริเวณยอดภูมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 9-13 องศา ลมตะวันออก ความเร็ว 20-35 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็น มีฝนเล็กน้อยบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ทางตอนล่างของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 18-22 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศา ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศเย็น มีฝนเล็กน้อย ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากตามบริเวณชายฝั่ง อุณหภูมิต่ำสุด 19-23 องศา อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ใกล้ฝั่งทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก) อากาศเย็น โดยมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป อุณหภูมิต่ำสุด 21-22 องศา อุณหภูมิสูงสุด 30-31 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร

ภาคใต้(ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ส่วนมากทางตอนล่างของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศา อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ใกล้ฝั่งทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็น และมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 21-22 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

 

“ธีระ”ดันแผนเร่งด่วนอุ้มรากหญ้า ประกันความเสี่ยง-สร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร 2012/01/26

http://www.naewna.com/news.asp?ID=140273

วันที่ 26/12/2008

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายชาติชาย พุคยาภรณ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เข้าสักการะพระพิรุณทรงนาค และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรฯ ในโอกาสเข้าทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นวันแรก ต่อจากนั้นจึงร่วมประชุมกับผู้บริหารกระทรวงฯ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปการทำงานในภาพรวม

 โดย นายธีระ เผยว่า การประชุมครั้งนี้ยังไม่มีการมอบนโยบายอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด เนื่องจากต้องรอรัฐบาลแถลงนโยบายการทำงานที่รัฐสภาเสียก่อน จึงจะนำแนวนโยบายของรัฐบาลมากำหนดแนวทางการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ให้สอดรับและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยจะมีการจัดลำดับความสำคัญของงานที่ต้องเร่งดำเนินการอีกครั้ง

 อย่างไรก็ตาม ได้มอบกรอบนโยบายคร่าวๆ ไว้เบื้องต้นที่จะต้องเร่งรัดดำเนินการทั้งในระยะ 1 ปี ซึ่งเป็นระยะเร่งด่วนที่จำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญของงาน เช่น แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก การลดต้นทุนปัจจัยการผลิต การรักษาเสถียรภาพของสินค้าเกษตร การประกันภัยความเสี่ยงพืชผลทางการเกษตร เป็นต้น

 สำหรับกรอบแนวทางในระยะดำเนินการ 3 ปีนั้น ประกอบด้วย 1.การเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มผลตอบแทนด้านการเกษตร 2. การส่งเสริมการผลิตสินค้าประมง 3.การส่งเสริมการผลิตสินค้าปศุสัตว์ 4. การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตร 5. การสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร 6. การเพิ่มประสิทธิภาพและพัฒนาแหล่งน้ำ 7. การจัดการเรื่องที่ดิน 8. การสร้างรากฐานความมั่นคงด้านการเกษตร โดยเฉพาะการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ และ 9.การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร

 ด้าน นายชาติชาย กล่าวว่า เพื่อให้งานของกระทรวงเกษตรฯ ขับเคลื่อนไปได้ตามเป้าหมายและสามารถแก้ไขปัญหาของเกษตรกรในขณะนี้ จะยึดหลักการทำงาน 3 ข้อด้วยกัน คือ 1. การน้อมนำกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ได้มอบให้แก่คณะรัฐมนตรีมาปฏิบัติ 2. ดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และ 3. การคำนึงถึงความต้องการของเกษตรกรเป็นสำคัญ

 

เปิด”พารากอน”จัดมหกรรมสินค้า ขยายช่องทำตลาดวิสาหกิจชุมชน 2012/01/26

http://www.naewna.com/news.asp?ID=140272

วันที่ 26/12/2008

นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรและกระทรวงเกษตรฯ เตรียมจัดงานมหกรรมสินค้าวิสาหกิจชุมชนและผลิตภัณฑ์ของขวัญเกษตรไทย ขึ้นระหว่างวันที่ 26-29 ธันวาคม ที่บริเวณชั้น 5 รอยัลพารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยกระจายสินค้าชุมชนสู่กลุ่มผู้บริโภค

 โดยในงานดังกล่าว มีกิจกรรมหลัก 3 ประเภท คือ 1.การจำหน่ายสินค้าวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทั่วประเทศ 500 ร้านค้า ทั้งอาหารเครื่องดื่ม งานศิลปหัตถกรรม เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และเครื่องอุปโภค 2.การฝึกอาชีพระยะสั้น โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจัดหลักสูตรสอนงานหัตถกรรม และการทำอาหารเพื่อให้บริการแก่ผู้สนใจฟรี ตลอด 4 วัน 7 หลักสูตร และ 3.กิจกรรมบันเทิงต่างๆ เช่น ช่วงนาทีทองที่สามารถซื้อสินค้าลดครึ่งราคา รวมทั้งมีศิลปินนักร้องมาให้ความบันเทิงบนเวที ซึ่งคาดว่า การจัดงานครั้งนี้ จะสามารถสร้างรายได้ให้วิสาหกิจชุมชนและกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ได้ไม่น้อยกว่าการจัดงานครั้งที่ผ่านๆ มา

 ”ครั้งนี้มีการนำสินค้าที่ผลิตโดยวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทั่วประเทศ กว่า 500 ร้านค้า เพื่อช่วยกระจายสินค้าจากชุมชนมาจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้า ที่กลุ่มผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้คัดสรรสินค้าคุณภาพ สอดคล้องกับเทศกาลปีใหม่ จึงขอเชิญชวนทุกคนร่วมซื้อสินค้าจากฝีมือกลุ่มเกษตรกรไทยที่ดีและมีคุณภาพได้ภายในงาน”

 นายอรรถ กล่าวด้วยว่า ตลอดทั้ง 4 วันของการจัดงาน คาดว่า จะมีประชาชนผู้ที่สนใจเข้าชมและเลือกซื้อสินค้าประมาณวันละ 20,000 คน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร สามารถจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มขึ้น มีเงินทุนหมุนเวียนในชุมชน เพื่อการจ้างแรงงาน การต่อยอดการผลิต และการพัฒนาคุณภาพสินค้า ไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท

 

สุวิทย์พร้อมลุยสิ่งแวดล้อม ดันแผนฟื้นฟูระบบนิเวศน์ ลดโลกร้อน-พ่วงจัดการน้ำ 2012/01/26

http://www.naewna.com/news.asp?ID=140271

วันที่ 26/12/2008

นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวภายหลังจากเดินทางเข้าทำงานที่กระทรวงอย่างเป็นทางการ โดยมีการประชุมหารือกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯว่า ยังไม่ได้มอบนโยบาย เพียงแต่มารับทราบข้อมูลงานที่กระทรวงฯกำลังทำอยู่ และติดตามความคืบหน้าของนโยบายที่ตนได้มอบไว้เมื่อครั้งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนี้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว

 อย่างไรก็ตาม ได้นำนโยบายรัฐบาลที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้วให้ปลัดกระทรวงฯ นำไปชี้แจงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาล ครอบคลุมทั้งการดูแลฟื้นฟูระบบนิเวศ การใช้ประโยชน์และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การลดภาวะโลกร้อน การบริหารจัดการน้ำ นอกจากนี้ ต้องมีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเพิ่มการจ้างงานในพื้นที่ เช่น ให้ชาวบ้านเข้ามาช่วยฟื้นฟูป่า ดูแลแหล่งท่องเที่ยว หรือเป็นมัคคุเทศก์

 จากนั้น นายสุวิทย์ ได้เป็นประธานเปิดการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอลสัมพันธ์ ทส. และสื่อมวลชน ซึ่งมี นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ พร้อมด้วย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และ นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ และอดีตหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย เข้าร่วมแข่งขันบาสเกตบอลด้วย นายสุวิทย์ กล่าวระหว่างเปิดงานว่า รู้จักกับ นายสมศักดิ์ และครอบครัวมานาน เป็น ส.ส.รุ่นเดียวกัน และเคยอยู่พรรคกิจสังคมด้วยกัน ขณะนี้ตนเองเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคกิจสังคมอยู่ หาก นายสมศักดิ์ สนใจ ก็ขอเชิญให้มาร่วมงานที่พรรคกิจสังคม