วันจันทร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.
ในโลกใบนี้มีประเทศปลูกปาล์มเป็นล่ำเป็นสัน เสมือนครัวน้ำมันพืชโลกเพียง 2 ประเทศคืออินโดนีเซีย กับมาเลเซีย รั้งอันดับ 1 และ 2 ของโลกตามลำดับ
ไทยเพิ่งเตาะแตะเป็นผู้ส่งออกสุทธิเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง หลังจากนำเข้าจากมาเลเซียโดยตลอด เพราะผลิตได้ไม่พอ
เทียบผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่แล้ว ไทยยังห่างไกลกับสองประเทศ ส่วนหนึ่งสภาพภูมิอากาศแตกต่างกัน ปริมาณน้ำฝนเขามากกว่า แถมส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ รายละนับหมื่นนับแสนไร่ การบริหารจัดการการผลิต และต้นทุนการผลิต ได้ดีกว่าเกษตรกรไทยที่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยคนละ 10-20 ไร่
สุราษฎร์ธานีเปรียบไปก็เหมือนอินโดนีเซีย เดิมทีเป็นรองมาเลเซีย วันนี้แซงหน้ามาเลเซียไปแล้ว เช่นเดียวกับสุราษฎร์ธานีแซงหน้ากระบี่ขึ้นแท่นเป็นจังหวัดปลูกปาล์มมากที่สุดของประเทศไทย
สุราษฎร์ธานีมีพื้นที่ปลูกที่ให้ผล 966,180 ไร่ กระบี่มีพื้นที่ปลูกให้ผล 954,730 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ยใกล้เคียงกันเฉลี่ย 3 ตัน/ไร่/ปี
สมนึก บัวอินทร์ ชาวสวนปาล์มวัย 60 ปีจาก ต.ทุ่ง อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เดิมทีทำนาเหมือนบรรพบุรุษ ไปๆ มาๆ นาไม่ใช่คำตอบ 12 ปีก่อน สมนึกจึงเปลี่ยนจากนามาเป็นสวนปาล์ม ความเป็นคนใฝ่รู้และขยัน สมนึกเรียนรู้ว่า ปัจจัยพื้นฐานหลักอยู่ 2 ประการ นอกจากพันธุ์ปาล์มดี
หนึ่ง น้ำถึง
สอง ปุ๋ยเคมีถึง
แค่น้ำอย่างเดียว เป็นคนอื่นคงถอยแล้ว พื้นที่สวนปาล์มของสมนึกมีกว่า 45 ไร่ มีแหล่งน้ำพอพึ่งพาได้ 18 ไร่ ใช้สูบเอาจากคลองเคียนเข้าสวน แล้วปล่อยให้เอ่อไปทั่วแปลงและซึมซับลงดิน อีก 28 ไร่ ไม่มีแหล่งน้ำ ต้องอาศัยน้ำฝนอย่างเดียว
ปล่อยตามยถากรรม ปาล์มไม่มีวันตกรางวัลแก่คนที่ยอมแพ้ชะตากรรม สมนึกฮึดใช้บ่อน้ำบาดาลที่ใช้สำหรับดับไฟลามทุ่งเป็นตัวตั้ง เขาขุดร่องสวน สูบน้ำจากบ่อบาดาลแล้วปล่อยน้ำลงร่อง ต้นปาล์มสามารถดูดซับน้ำได้ และได้ความชื้นในดิน พร้อมทั้งวางระบบท่อและติดตั้งหัวฉีดสปริงเกลอร์ตามต้นปาล์มแต่ละต้นจำนวน 18 ต้น/ไร่ เพื่อให้น้ำโดยตรง
ปาล์มของเขา ให้ผลผลิตทุก 15 วันตลอดปี ไม่ว่าหน้าฝนหรือหน้าแล้ง ผลผลิตต่อไร่จึงสูงถึง 6 ตัน/ไร่/ปี ไม่แพ้อินโดนีเซียหรือมาเลเซีย
สมนึกบอกว่า ปาล์มต้องการน้ำมากถึง 1,600 ลูกบาศก์เมตร/ไร่/ปี มากกว่าความต้องการน้ำของต้นข้าวต่อฤดูที่ 1,000-1,200 ลูกบาศก์เมตร
“ถ้าขาดน้ำหรือกระทบแล้งนานไป ทางใบปาล์มจะหักเหลือแต่ยอด กว่าจะฟื้นตัวต้องใช้เวลา 1-2 ปี หรือไม่ในกรณีปาล์มออกดอก มันจะแปลงดอกตัวเมียให้เป็นดอกตัวผู้ทั้งหมด เพื่อหลีกเลี่ยงการผสมพันธุ์เป็นผล เป็นการลดภาระของต้น” สมนึกบอกเล่า
สวนปาล์มแห่งนี้จึงมีน้ำบริบูรณ์ โดยเฉพาะในหน้าแล้งที่คนอื่นอาจปล่อยสวนตามยถากรรม สวนของเขากลับมีน้ำส่งให้ต้นปาล์มดูดไปใช้เพื่อการเจริญเติบโต ทำให้ปาล์มออกลูกตลอดเวลา กลายเป็นพืชไร้ฤดูกาล
น้ำอย่างเดียวก็ไม่พอ ยังต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมี (ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม-NPK) ในลักษณะแม่ปุ๋ยเดี่ยวแทนปุ๋ยผสมสำเร็จที่ราคาถูกกว่า การให้ปุ๋ยก็ต้องให้แบบรู้ธรรมชาติของต้นปาล์ม ที่มีปัญหาแตกต่างกัน ต้องใช้แม่ปุ๋ยตัวไหนสูง ตัวไหนต่ำ ไม่ใช่แค่สักใส่ๆ ลงไปเท่ากับสูญเปล่า หรือให้ปุ๋ยช่วงเวลาไหนไม่ดูตาม้าตาเรือก็เปล่าประโยชน์เช่นกัน
คนปลูกปาล์มอย่างสมนึก บัวอินทร์ เทียบเกรดแล้ว พอจะเป็นหมอปาล์มได้สบาย
“เวลาเราตัดทะลายปาล์มลงมา เท่ากับเราพรากความอุดมสมบูรณ์ไปจากต้น ดังนั้นเราต้องบำรุงดินด้วยปุ๋ย ซึ่งต้องเน้นปุ๋ยเคมีเป็นหลัก เพราะมีธาตุอาหารสมบูรณ์”
ไพเจน มากสุวรรณ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทานกล่าวว่า สวนปาล์มแห่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับพืชอย่างปาล์มน้ำมัน โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง ซึ่งกำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่นั้น จะตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี หากโครงการฯ ก่อสร้างแล้วเสร็จก็จะช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่ 73,980 ไร่ ได้รับน้ำสนับสนุนอย่างเต็มที่
โดยเฉพาะ การจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 มกราคม 2558 แม้ว่าประเทศไทยจะมีระบบป้องกันตัวเองในการนำเข้าในระยะสั้น แต่ในระยะยาวจำเป็นต้องปรับลดต้นทุนการผลิต เพื่อการแข่งขันให้ได้
“ถ้ามีน้ำต้นทุนคอยสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปาล์มก็ให้ผลผลิตตลอดเวลา ถ้าได้ผลผลิตเฉลี่ยเกิน 3 ตัน/ไร่ ก็ลดต้นทุนการผลิตลงกว่าเดิม แถมยังมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย ในขณะปัจจุบันหลายๆ แห่งมีผลผลิตเฉลี่ยเพียงกว่า 1- 2 ตันกว่า/ไร่ เท่านั้น”
กรณีมีผู้หวั่นเกรงว่า โครงการนี้จะส่งผลกระทบระบบนิเวศของลุ่มน้ำ และพื้นที่เลี้ยงกุ้งก็เป็นความเข้าใจผิด เพราะกรมชลประทานสูบใช้น้ำเพียงปีละ 123 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น เทียบกับน้ำที่ปล่อยทิ้งนับพันล้านลูกบาศก์เมตร/ปีถือว่าน้อยมาก ตรงข้ามยังเปิดพื้นที่ชลประทานใหม่ได้ถึง 73,980 ไร่ ทั้งยังช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำประปาชุมชนมากกว่า 20 แห่งอีกด้วย
เช่นเดียวกับ สถาพร โรจนหัสดิน ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างที่ 10 สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน กล่าวว่า มีความเข้าใจผิดโครงการสูบน้ำแม่น้ำตาปีสำหรับใช้ในโครงการเซาเทิร์น ซี บอร์ด และโยงมาเป็นโครงการเดียวกันกับโครงการลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง ซึ่ง เซาเทิร์นซีบอร์ดได้ประกาศยุติโครงการไปแล้ว และเป็นการสูบน้ำจากแม่น้ำตาปี ในขณะโครงการตาปี-พุมดวง ใช้น้ำจากแม่น้ำพุมดวง
“โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จะช่วยให้การปลูกปาล์มก็ดี หรือพืชผลอื่นๆ ก็ดี ได้รับน้ำต้นทุนอย่างสม่ำเสมอ จะเกิดประโยชน์ต่อพื้นที่ 73,980 ไร่อย่างมากมาย ขนาดลุงสมนึกไม่มีน้ำ ยังกล้าลงทุนขุดบ่อบาดาล ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าได้ผลผลิตปาล์มมากถึง 6 ตัน/ไร่/ปี”
ว่าไปแล้ว โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง คือคำตอบสำหรับพื้นที่ขาดแคลนน้ำ 73,980 ไร่ เมื่อใดที่เป็นความจริง เมื่อนั้นเกษตรกรอาจนึกเสียดายว่า รู้อย่างนี้น่าจะหนุนให้เกิดตั้งนานแล้ว