ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

เกษตรฯ เร่งการซ่อมแซมระบบชลประทาน-ฟื้นฟูพื้นที่รับน้ำ คาดเสร็จมิ.ย.นี้ 2012/05/29

http://www.naewna.com/local/8305

วันอังคาร ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 13.52 น.

พลเอกพิศาล วัฒนวงษ์คีรี ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯในฐานะประธานกรรมการติดตามโครงการตามแผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้รายงานผลการดำเนินงานและผลการเบิกจ่ายงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการพื้นฟู เยียวยา และป้องกันความเสียหายจากสถานการณ์อุทกภัยอย่างบูรณาการ จำแนกตามพื้นที่ดำเนินการ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ กรมชลประทานได้รับการจัดสรรงบประมาณ วงเงินรวม 11,225.49 ล้านบาท มียอดเบิกจ่ายทั้งสิ้น 4,076.99 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 36.32 ของวงเงินที่ได้รับการจัดสรร  แบ่งออกเป็น

ส่วนที่ 1 โครงการป้องกันปัญหาอุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ อาทิ การซ่อมแซมคันคลองส่งน้ำ อาคารระบายน้ำและขุดลอกคันคลอง เป้าหมายดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2555 ผลการดำเนินงานและเบิกจ่ายงบประมาณ งบกลาง ค่าใช้จ่ายแผนฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ดำเนินงานจำนวน 3 ครั้ง แบ่งเป็น การพื้นฟู ครั้งที่ 1 จำนวน 555 รายการ ผลการดำเนินงานในภาพรวมร้อยละ 82.56 ดำเนินการแล้วเสร็จ 100 % จำนวน 398 รายการ ผลการเบิกจ่ายงบประมาณ 869.98 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 77.36 การพื้นฟู ครั้งที่ 2 จำนวน 955 รายการ ผลการดำเนินงานในภาพรวมร้อยละ 73.60 ดำเนินการแล้วเสร็จ 100% จำนวน 369 รายการ ผลการเบิกจ่ายงบประมาณ 1,714.07 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 63.20 การพื้นฟู ครั้งที่ 3 จำนวน 481 รายการ ผลการดำเนินงานในภาพรวมร้อยละ 69.13 ดำเนินการแล้วเสร็จ 100% จำนวน 172 รายการ ผลการเบิกจ่ายงบประมาณ 859.07 ล้านบาท หรือคิดเป็น ร้อยละ 56.70
ส่วนที่ 2 โครงการป้องกันปัญหาอุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำ อาทิ การก่อสร้างประตูระบายน้ำ ขุดลอกแก้มลิง ปรับปรุงคันคลอง คั้นกั้นน้ำ และการกำจัดวัชพืชในลำคลอง เป็นต้น ผลการดำเนินงานและการเบิกจ่ายงบประมาณ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น แผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาอุทกภัยระยะเร่งด่วน จำนวน 129 รายการ ผลดำเนินงานในภาพรวม ร้อยละ 25.20 ดำเนินการแล้วเสร็จ 100% จำนวน 9 รายการ ผลการเบิกจ่ายงบประมาณ 635.86 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 10.82
 

“แพร่”เร่งรณรงค์ใช้สาร“ชีวภัณฑ์”ทดแทนสารเคมี กำจัดแมลงศัตรูพืช 2012/05/29

http://www.naewna.com/local/8285

วันอังคาร ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรี สมสวย ปัญญาสิทธิ์ เกษตรจังหวัดแพร่ เปิดเผยว่า จากนโยบายของเกษตรจังหวัดแพร่ ที่ต้องการเห็นพี่น้องเกษตรกรมีความรู้และทักษะในการผลิตสารชีวภัณฑ์ไว้ใช้ป้องกันกำจัดแมลงทดแทนการใช้สารเคมีให้เกิดเป็นรูปธรรม ที่ผ่านมา สำนักงานเกษตรจังหวัดแพร่ โดยกลุ่มอารักขาพืช จัดหน่วยเคลื่อนที่ จัดอบรมให้ความรู้เกษตรกร ตามโครงการรณรงค์การใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ในพื้นที่ 3 อำเภอ 6 ตำบล ได้แก่ ตำบลกาญจนา ตำบลนาจักร อำเภอเมืองแพร่ ,ตำบลทุ่งน้าว ตำบลบ้านหนุน อำเภอสอง ,ตำบลแม่ยางตา ตำบลไผ่โทน อำเภอร้องกวาง โดยมีเกษตรตำบลเป็นผู้ประสานงานกับแกนนำหมู่บ้านที่ผ่านการอบรมหลักสูตรการผลิตพืชปลอดภัย และได้มาตรฐานเป็นผู้นัดหมายเกษตรกรจุดละ 30 คน ปรากฏว่าในแต่ละจุดที่เคลื่อนที่ไปในหมู่บ้านได้รับความสนใจจากเกษตรกร ผู้นำหมู่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบลเป็นอย่างดียิ่ง

อย่างไรก็ตามเนื่องจากการเคลื่อนที่ในครั้งนี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดแพร่ ได้เตรียมเอกสาร วัสดุและอุปกรณ์ในการสาธิต ไปอบรมถ่ายทอดความรู้เรื่องการผลิตพืชที่ปลอดภัย การเก็บตัวอย่างดิน การใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อลดต้นทุนการผลิต การป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน การผลิตและขยายเชื้อราบิวเวอร์เรีย ในการป้องกันกำจัดแมลง ทดแทนการใช้สารเคมีทั้งภาคทฤษฎีและฝึกปฏิบัติพร้อมทั้งนำเชื้อราบิวเวอร์เรียที่ทำการผลิตและขยาย มอบให้เกษตรกรทุกคนที่เข้าอบรมไปใช้ในการป้องกันกำจัดแมลงในไร่นาของตนเองอีกด้วย

 

ทส.เร่งขยายโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟู เพิ่มศักยภาพเก็บน้ำอ่าง“ห้วยอีเลิศ” 2012/05/29

http://www.naewna.com/local/8284

วันอังคาร ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

 

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พร้อมด้วยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ นายปราณิต ร้อยบาง อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และนายอภินันท์ วัฒนรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานทรัพยากรน้ำ ภาค 3 เดินทางมาที่ อ่างเก็บน้ำห้วยอีเลิศ บ้านเขตอุดมศักดิ์ ต.วังสะพุง อ.วังสะพุง จ.เลย เปิดโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยอีเลิศ

นายปรีชา เปิดเผยว่า อ่างเก็บน้ำห้วยอีเลิศ มีความสำคัญต่อความเป็นอยู่ของราษฎร ในพื้นที่บ้านเขตอุดมศักดิ์ บ้านอีเลิศและบ้านวังน้ำเย็น ทั้งในด้านอุปโภค บริโภค เพื่อการเกษตร และเลี้ยงสัตว์ ปัจจุบันสภาพพื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำเกิดการตื้นเขิน เนื่องจากตะกอนดิน ถูกพัดพาจากพื้นที่ทางการเกษตร ไหลลงมารวมในอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ ทำให้เกิดการสูญเสียพื้นที่กักเก็บน้ำ เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำกิน น้ำใช้ และการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ และขาดรายได้ ประกอบกับประชาชนในพื้นที่ ได้ร้องขอไปยังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากทางรัฐบาล ขุดลอกอ่างเก็บน้ำห้วยอีเลิศ เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งให้แก่ราษฎรในเขตพื้นที่ตำบลวังสะพุง จึงจำเป็นต้องขุดลอก ขยายพื้นที่อ่างเก็บน้ำให้เต็มพื้นที่ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนที่กักเก็บในอ่างเก็บน้ำให้กับราษฎรและพื้นที่การเกษตรที่มีความจำเป็น

โครงการดังกล่าวจากเดิมเก็บน้ำได้ 1,431,000 ลบ.ม. เพิ่มขึ้นเป็น 2,040,664 ลบ.ม. ทำให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นอีก 609,664 ลบ.ม. สามารถช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูก ช่วงฤดูฝนจาก 2,300 ไร่ เป็น 2,800 ไร่ และในช่วงฤดูแล้ง จาก 500 ไร่ เป็น 1,000 ไร่ เป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด พัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของอำเภอวังสะพุง โดยโครงการจะแล้วเสร็จทันในฤดูฝนนี้แน่นอน โดยใช้งบประมาณปี 2555 ในวงเงินก่อสร้าง 23,950,000 บาท

 

เอกชนโดดร่วมพัฒนาไหมไทย “เซ็นทรัล” มอบเงินทุนสนับสนุน2ชุมชนผู้ผลิตไหมพื้นบ้าน 2012/05/29

http://www.naewna.com/local/8283

วันอังคาร ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหมโดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ขอนแก่น ได้จัดทำโครงการพัฒนาชุมชนด้านผลิตภัณฑ์ไหมไทยพื้นบ้านขึ้น และได้รับความร่วมมือจากบริษัทกลุ่มเซ็นทรัลให้การสนับสนุนโครงการดังกล่าว โดยกรมหม่อนไหมได้คัดเลือกกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมต้นแบบจำนวน 2 กลุ่ม เพื่อเข้าร่วมโครงการฯ ได้แก่ 1.กลุ่มผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านหัวฝาย ต.ปอแดง อ.ชนบท จ.ขอนแก่น  ซึ่งมี นางบุญสิน ราษฏร์เจริญ เกษตรกรดีเด่นสาขาการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ประจำปี 2555 เป็นประธานกลุ่ม และ 2.กลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าไหมมัดหมี่ย้อมสีธรรมชาติบ้านหนองหญ้าปล้อง ต.โพนแพ็ก อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ซึ่งมี นางทองเลิศ สอนจันทร์ เป็นประธานกลุ่ม โดยทั้ง 2 กลุ่มเป็นกลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพในการพัฒนาแต่ยังมีปัญหาในด้านต่าง ๆ เช่น ขาดแคลนโรงเลี้ยงไหมแบบประหยัด ระบบน้ำในแปลงหม่อน โรงฟอกย้อมสีธรรมชาติและอุปกรณ์ รวมถึงเงินทุนหมุนเวียนที่จะใช้ภายในกลุ่ม

นายประเสริฐ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการเข้ามาสนับสนุนโครงการพัฒนาชุมชนด้านผลิตภัณฑ์ไหมไทยพื้นบ้านของภาคเอกชนในครั้งนี้ นอกจากจะให้การสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนสำรองในการรับซื้อเส้นไหมโดยจัดทำในรูปแบบสหกรณ์ให้แก่ทั้ง 2 หมู่บ้าน จำนวนหมู่บ้านละ 500,000 บาทแล้ว ยังจัดให้มีการวางท่อระบบส่งน้ำรวม 80 หลังคาเรือน เพื่อให้เกษตรกรสามารถปลูกต้นหม่อนได้ตลอดทั้งปี มีการสร้างโรงเลี้ยงไหมภายในครัวเรือนแบบประหยัด จำนวน 42 ห้อง การสร้างโรงเก็บวัตถุดิบและซื้ออุปกรณ์การย้อมสีธรรมชาติ นอกจากนี้ยังจัดให้มีการอบรมให้ความรู้ด้านเทคนิคการย้อมสีผ้า การออกแบบลายผ้าตามสมันนิยมรวมถึงการตัดเย็บ โดยได้รับเกียรติจากอาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ เป็นที่ปรึกษาโครงการฯ ซึ่งจะช่วยดูแลให้คำแนะนำด้านการออกแบบลายผ้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด และในอนาคตบริษัทในเครือเซ็นทรัลอาจนำผ้าไหมหรือผลิตภัณฑ์จากโครงการฯ ไปวางจำหน่ายเพื่อช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดอีกทางหนึ่งด้วย

ทั้งนี้ คาดว่าโครงการพัฒนาชุมชนด้านผลิตภัณฑ์ไหมไทยพื้นบ้าน ซึ่งได้รับความสนับสนุนจากภาคเอกชนในครั้งนี้จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ สมาชิกในกลุ่มมีอาชีพและมีรายได้เพิ่มขึ้น ช่วยสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนในอาชีพได้ต่อไป

 

ไทยเตรียมเปิดเวทีถกมาเลย์-อินโด วางแนวทางผนึกกำลังพยุงราคายางพาราให้เกิดเสถียรภาพร่วมกัน 2012/05/29

http://www.naewna.com/local/8282

วันอังคาร ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

 

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แจ้งว่า จากปัญหาราคายางพาราในตลาดที่มีความผันผวนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯจึงได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสมาคมธุรกิจผู้ประกอบการผู้ค้ายาง เพื่อกำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหาราคายางพารา และมีความเห็นร่วมกันที่จะสนับสนุนให้ภาคเอกชนของไทย รวมทั้งรัฐวิสาหกิจในสังกัดไปซื้อยางแผ่นรมควันในสต็อกของตลาดต่างประเทศ 2 แห่ง คือที่โตคอม กับที่เซี่ยงไฮ้ นำกลับเข้ามาประเทศไทย และดำเนินการส่งออกไปใหม่ ซึ่งการส่งออกในครั้งนี้จะยกเว้นการเก็บเงินเซส โดยได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรศึกษาการดำเนินการตามมติดังกล่าว รวมทั้งให้องค์การสวนยางเข้าไปประมูลยางในตลาดกลางอย่างต่อเนื่องนั้น

ภายหลังจากการดำเนินการส่งผลให้ราคายางพาราในประเทศขยับตัวเพิ่มสูงขึ้นกิโลกรัมละ 5 บาท  แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาราคายางได้ลดลงมาอีก กระทรวงเกษตรฯจึงวางแผนส่งตัเวแทนไปหารือกับรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านการยางของประเทศอินโดนีเซีย และประเทศมาเลเซีย เนื่องจากทั้งสองประเทศมีการส่งออกยางพารามากเป็นอันดับต้นๆ ของอาเซียน รวมทั้งประเทศไทย อีกทั้งภูมิภาคอาเซียนมีศักยภาพในการผลิตและส่งออกยางพาราเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งการเข้าพบในครั้งนี้จะเป็นการประเมินสถานการณ์ราคายางร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การกำหนดมาตรการเฉพาะหน้า ที่จะพยุงราคายางให้เกิดเสถียรภาพอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ จะหารือเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมในการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 โดยได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรประสานงานกับทั้งสองประเทศในสัปดาห์หน้า เพื่อนัดหมายเวลาเข้าพบต่อไป

สำหรับโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางพารา หรือ โครงการหมื่นห้าพันล้าน เพื่อให้สถาบันเกษตรกรสามารถนำยางเข้ามาขายในโครงการกับองค์การสวนยางได้ทันทีนั้น ขณะนี้ได้เร่งประสานงานกับ ธ.ก.ส. เพื่อพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้แก่สถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ วงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการรวบรวมผลผลิตยางพารา ส่วนอีก 10,000 ล้านบาท ให้องค์การสวนยางใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการรับซื้อผลผลิตยางพารา ได้แก่ น้ำยางสด ยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควัน เศษยาง หรือ ยางก้อนถ้วน

 

บริหารน้ำ5เขื่อน“ย่าโม”กรมชลประทานเร่งระบายน้ำออก/เตรียมพร้อมรับมือฤดูฝน-พายุจร 2012/05/29

http://www.naewna.com/local/8144

วันจันทร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

นายไพศาล พันพึ่ง ผู้อำนวยการโครงการชลประทานนครราชสีมา เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาว่า ขณะนี้กรมชลประทานได้ทำการพร่องน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 5 แห่ง เพื่อการใช้น้ำทุกกิจกรรม ในเขตพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ได้แก่ เขื่อนลำแชะ  เขื่อนลำตะคอง  เขื่อนลำปลายมาศ  เขื่อนลำพระเพลิง และเขื่อนลำมูลบน  ทำให้เหลือปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 467.7 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 49.58 ของปริมาณความจุทั้งหมด คือ 938.12 ล้านลบ.ม.  เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนและน้ำท่าที่จะไหลเข้าอ่างในช่วงฤดูฝนตั้งแต่เดือนมิถุนายน เป็นต้นไป ซึ่งเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้

ทั้งนี้ ปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ดังกล่าวเพียงพอกับความต้องการทั้งการอุปโภคบริโภค  และการเกษตรในเขตพื้นที่ชลประทาน ซึ่งมีพื้นที่การเกษตรรวมทั้งหมดประมาณ 700,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ทำนาปรังประมาณ 350,000 ไร่ โดยในปีนี้เกษตรกรได้ทำการเกษตรกันเต็มพื้นที่

สำหรับช่วงที่ฝนตกหนักที่สุดของจังหวัดนครราชสีมา  คือ ช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน นั้น กรมชลประทานได้เตรียมการวางแผนบริหารจัดการน้ำไว้แล้ว  โดย  จะผันน้ำจากลำน้ำสายรองทั้งหมด ได้แก่ ลำน้ำลำตะคลอง ลำน้ำลำพระเพลิง ลำน้ำลำมูลบน ลำน้ำลำเชิงไกร และลำน้ำลำแซะ ลงสู่แม่น้ำสายหลักคือ แม่น้ำมูล เนื่องจากในตอนนี้แม่น้ำมูลยังมีพื้นที่รับน้ำได้อีกมาก  ซึ่งจะทำให้ลำน้ำต่างๆสามารถรองรับปริมาณน้ำฝนได้ในเพิ่มขึ้น

“ปีที่ผ่านมาเราเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำฝนได้มากจึงไม่ได้รับปัญหาอุทกภัย ส่วนในปีนี้ถ้าฝนตกตามฤดูปกติหรือตกเหนือเขื่อนก็ไม่มีปัญหา แต่หากตกท้ายเขื่อนก็จะยังระบายได้ เนื่องจากลำน้ำมูลยังรับน้ำได้อีกมาก  นอกจากนี้ กรมชลประทานยังได้สร้างระบบเตือนภัยเพื่อในกรณีที่อาจเกิดพายุจร ซึ่งประกอบด้วย  การสร้างสถานีวัดน้ำฝน 90 แห่ง และการสร้างถังเตือนภัยในพื้นที่ลำน้ำลำพระเพลิง  ลำน้ำลำตะคอง และ ลำน้ำลำเชิงไกร เพื่อเตรียมพร้อมตั้งรับภายใน 48-72 ชั่วโมง หากเกิดน้ำไหลบ่าฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม ชลประทานยังคงต้องติดตามสถานการณ์ลมฟ้าอากาศอย่างใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลา” นายไพศาล กล่าว

 

เร่งคลอดแผนแม่บทรักษ์น้ำ สนองสมเด็จพระบรมราชินีนาถ มุ่งสร้างความต่อเนื่องให้สมบูรณ์ 2012/05/29

http://www.naewna.com/local/8143

วันจันทร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

 

น.ส.สุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานคณะกรรมการบริหารและกำกับดูแลโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาร่างแผนแม่บทโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 2 พ.ศ.2555-2559  ตามที่กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินงานสนองพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยจัดทำโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 1 พ.ศ.2551-2554 เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ป่าต้นน้ำ พื้นที่ลุ่มน้ำ ควบคู่ไปกับการพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรในพื้นที่ลุ่มน้ำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์ โดยครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำ 10 ลุ่มน้ำ ใน 6 จังหวัดภาคเหนือ จำนวนพื้นที่ประมาณ 1.672  ล้านไร่ ซึ่งผลการดำเนินงานสามารถเข้าถึงหมู่บ้านเป้าหมายได้ประมาณร้อยละ 50 ของกลุ่มหมู่บ้านเป้าหมายทั้งหมด และเพื่อให้การดำเนินงานสนองพระราชดำริมีความต่อเนื่องและสมบูรณ์  จึงได้ดำเนินการจัดทำแผนแม่บทโครงการระยะที่ 2 พ.ศ.2555-2559 ขึ้น

สำหรับร่างแผนแม่บทโครงการ“รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 2 พ.ศ.2555-2559 มีพื้นที่ดำเนินงาน จำนวน 10 ลุ่มน้ำใน 6  จังหวัด 126 หมู่บ้าน 14,208 ครัวเรือน จำนวน 58,938 คน พื้นที่รวม 1.672 ล้านไร่ สำหรับยุทธศาสตร์และแนวทางการดำเนินงาน ประกอบด้วย

1.การพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ป้องกันรักษาพื้นที่ป่าต้นน้ำและพื้นที่อนุรักษ์ การพัฒนาฟื้นฟูคุณภาพดิน เพื่อลดการชะล้างพังทลายและสนับสนุนการผลิตการเกษตรเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร การพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ 2.การพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ในการดำรงชีวิต โดยการเข้าถึงบริการพื้นฐานเพื่อเอื้อต่อการพัฒนาส่งเสริมอาชีพ 3.การพัฒนาคนและคุณภาพชีวิตของคน โดยการเข้าถึงบริการสังคมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต การเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัย  4.การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ

 

รายงานพิเศษ : ปราชญ์ชาวสวนปาล์ม “สมนึก บัวอินทร์” ปาล์มเป็นพืชไร้ฤดูกาล 2012/05/29

http://www.naewna.com/local/8142

วันจันทร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

 

ในโลกใบนี้มีประเทศปลูกปาล์มเป็นล่ำเป็นสัน เสมือนครัวน้ำมันพืชโลกเพียง 2 ประเทศคืออินโดนีเซีย กับมาเลเซีย   รั้งอันดับ 1 และ 2  ของโลกตามลำดับ

ไทยเพิ่งเตาะแตะเป็นผู้ส่งออกสุทธิเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง   หลังจากนำเข้าจากมาเลเซียโดยตลอด เพราะผลิตได้ไม่พอ

เทียบผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่แล้ว  ไทยยังห่างไกลกับสองประเทศ ส่วนหนึ่งสภาพภูมิอากาศแตกต่างกัน  ปริมาณน้ำฝนเขามากกว่า แถมส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่  รายละนับหมื่นนับแสนไร่  การบริหารจัดการการผลิต และต้นทุนการผลิต ได้ดีกว่าเกษตรกรไทยที่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยคนละ 10-20 ไร่

สุราษฎร์ธานีเปรียบไปก็เหมือนอินโดนีเซีย  เดิมทีเป็นรองมาเลเซีย  วันนี้แซงหน้ามาเลเซียไปแล้ว  เช่นเดียวกับสุราษฎร์ธานีแซงหน้ากระบี่ขึ้นแท่นเป็นจังหวัดปลูกปาล์มมากที่สุดของประเทศไทย

สุราษฎร์ธานีมีพื้นที่ปลูกที่ให้ผล 966,180 ไร่  กระบี่มีพื้นที่ปลูกให้ผล 954,730 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ยใกล้เคียงกันเฉลี่ย 3 ตัน/ไร่/ปี

สมนึก  บัวอินทร์  ชาวสวนปาล์มวัย 60 ปีจาก ต.ทุ่ง อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี  เดิมทีทำนาเหมือนบรรพบุรุษ ไปๆ มาๆ นาไม่ใช่คำตอบ  12 ปีก่อน สมนึกจึงเปลี่ยนจากนามาเป็นสวนปาล์ม  ความเป็นคนใฝ่รู้และขยัน  สมนึกเรียนรู้ว่า ปัจจัยพื้นฐานหลักอยู่ 2 ประการ นอกจากพันธุ์ปาล์มดี

หนึ่ง  น้ำถึง

สอง   ปุ๋ยเคมีถึง

แค่น้ำอย่างเดียว เป็นคนอื่นคงถอยแล้ว  พื้นที่สวนปาล์มของสมนึกมีกว่า 45 ไร่ มีแหล่งน้ำพอพึ่งพาได้ 18 ไร่ ใช้สูบเอาจากคลองเคียนเข้าสวน แล้วปล่อยให้เอ่อไปทั่วแปลงและซึมซับลงดิน  อีก 28 ไร่ ไม่มีแหล่งน้ำ ต้องอาศัยน้ำฝนอย่างเดียว

ปล่อยตามยถากรรม  ปาล์มไม่มีวันตกรางวัลแก่คนที่ยอมแพ้ชะตากรรม  สมนึกฮึดใช้บ่อน้ำบาดาลที่ใช้สำหรับดับไฟลามทุ่งเป็นตัวตั้ง  เขาขุดร่องสวน สูบน้ำจากบ่อบาดาลแล้วปล่อยน้ำลงร่อง  ต้นปาล์มสามารถดูดซับน้ำได้ และได้ความชื้นในดิน  พร้อมทั้งวางระบบท่อและติดตั้งหัวฉีดสปริงเกลอร์ตามต้นปาล์มแต่ละต้นจำนวน 18 ต้น/ไร่ เพื่อให้น้ำโดยตรง

ปาล์มของเขา ให้ผลผลิตทุก 15 วันตลอดปี  ไม่ว่าหน้าฝนหรือหน้าแล้ง ผลผลิตต่อไร่จึงสูงถึง 6 ตัน/ไร่/ปี  ไม่แพ้อินโดนีเซียหรือมาเลเซีย

สมนึกบอกว่า  ปาล์มต้องการน้ำมากถึง 1,600 ลูกบาศก์เมตร/ไร่/ปี มากกว่าความต้องการน้ำของต้นข้าวต่อฤดูที่ 1,000-1,200 ลูกบาศก์เมตร

“ถ้าขาดน้ำหรือกระทบแล้งนานไป  ทางใบปาล์มจะหักเหลือแต่ยอด กว่าจะฟื้นตัวต้องใช้เวลา 1-2 ปี หรือไม่ในกรณีปาล์มออกดอก  มันจะแปลงดอกตัวเมียให้เป็นดอกตัวผู้ทั้งหมด เพื่อหลีกเลี่ยงการผสมพันธุ์เป็นผล เป็นการลดภาระของต้น”  สมนึกบอกเล่า

สวนปาล์มแห่งนี้จึงมีน้ำบริบูรณ์  โดยเฉพาะในหน้าแล้งที่คนอื่นอาจปล่อยสวนตามยถากรรม  สวนของเขากลับมีน้ำส่งให้ต้นปาล์มดูดไปใช้เพื่อการเจริญเติบโต ทำให้ปาล์มออกลูกตลอดเวลา  กลายเป็นพืชไร้ฤดูกาล

น้ำอย่างเดียวก็ไม่พอ  ยังต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมี (ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส  โปแตสเซียม-NPK) ในลักษณะแม่ปุ๋ยเดี่ยวแทนปุ๋ยผสมสำเร็จที่ราคาถูกกว่า การให้ปุ๋ยก็ต้องให้แบบรู้ธรรมชาติของต้นปาล์ม ที่มีปัญหาแตกต่างกัน ต้องใช้แม่ปุ๋ยตัวไหนสูง ตัวไหนต่ำ ไม่ใช่แค่สักใส่ๆ ลงไปเท่ากับสูญเปล่า หรือให้ปุ๋ยช่วงเวลาไหนไม่ดูตาม้าตาเรือก็เปล่าประโยชน์เช่นกัน

คนปลูกปาล์มอย่างสมนึก บัวอินทร์  เทียบเกรดแล้ว พอจะเป็นหมอปาล์มได้สบาย

“เวลาเราตัดทะลายปาล์มลงมา เท่ากับเราพรากความอุดมสมบูรณ์ไปจากต้น ดังนั้นเราต้องบำรุงดินด้วยปุ๋ย ซึ่งต้องเน้นปุ๋ยเคมีเป็นหลัก เพราะมีธาตุอาหารสมบูรณ์”

ไพเจน   มากสุวรรณ์  ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทานกล่าวว่า  สวนปาล์มแห่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับพืชอย่างปาล์มน้ำมัน   โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง ซึ่งกำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่นั้น จะตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี  หากโครงการฯ ก่อสร้างแล้วเสร็จก็จะช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่ 73,980 ไร่ ได้รับน้ำสนับสนุนอย่างเต็มที่

โดยเฉพาะ การจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 มกราคม 2558   แม้ว่าประเทศไทยจะมีระบบป้องกันตัวเองในการนำเข้าในระยะสั้น   แต่ในระยะยาวจำเป็นต้องปรับลดต้นทุนการผลิต  เพื่อการแข่งขันให้ได้

“ถ้ามีน้ำต้นทุนคอยสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอ   อย่างน้อยปาล์มก็ให้ผลผลิตตลอดเวลา ถ้าได้ผลผลิตเฉลี่ยเกิน 3 ตัน/ไร่ ก็ลดต้นทุนการผลิตลงกว่าเดิม แถมยังมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย  ในขณะปัจจุบันหลายๆ แห่งมีผลผลิตเฉลี่ยเพียงกว่า 1- 2 ตันกว่า/ไร่ เท่านั้น”

กรณีมีผู้หวั่นเกรงว่า  โครงการนี้จะส่งผลกระทบระบบนิเวศของลุ่มน้ำ และพื้นที่เลี้ยงกุ้งก็เป็นความเข้าใจผิด  เพราะกรมชลประทานสูบใช้น้ำเพียงปีละ 123 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น เทียบกับน้ำที่ปล่อยทิ้งนับพันล้านลูกบาศก์เมตร/ปีถือว่าน้อยมาก  ตรงข้ามยังเปิดพื้นที่ชลประทานใหม่ได้ถึง 73,980 ไร่ ทั้งยังช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำประปาชุมชนมากกว่า 20 แห่งอีกด้วย

เช่นเดียวกับ สถาพร  โรจนหัสดิน ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างที่ 10 สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน กล่าวว่า  มีความเข้าใจผิดโครงการสูบน้ำแม่น้ำตาปีสำหรับใช้ในโครงการเซาเทิร์น ซี บอร์ด และโยงมาเป็นโครงการเดียวกันกับโครงการลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง  ซึ่ง  เซาเทิร์นซีบอร์ดได้ประกาศยุติโครงการไปแล้ว และเป็นการสูบน้ำจากแม่น้ำตาปี  ในขณะโครงการตาปี-พุมดวง ใช้น้ำจากแม่น้ำพุมดวง

“โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จะช่วยให้การปลูกปาล์มก็ดี หรือพืชผลอื่นๆ ก็ดี ได้รับน้ำต้นทุนอย่างสม่ำเสมอ จะเกิดประโยชน์ต่อพื้นที่ 73,980 ไร่อย่างมากมาย   ขนาดลุงสมนึกไม่มีน้ำ ยังกล้าลงทุนขุดบ่อบาดาล   ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าได้ผลผลิตปาล์มมากถึง 6 ตัน/ไร่/ปี”

ว่าไปแล้ว  โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง คือคำตอบสำหรับพื้นที่ขาดแคลนน้ำ 73,980 ไร่  เมื่อใดที่เป็นความจริง เมื่อนั้นเกษตรกรอาจนึกเสียดายว่า รู้อย่างนี้น่าจะหนุนให้เกิดตั้งนานแล้ว

 

รมช.เกษตรฯ มอบนโยบายกรมหมอดิน ขยายผลโครงการพระราชดำริสู่เกษตรกร 2012/05/29

http://www.naewna.com/local/7834

วันศุกร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 10.22 น.

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินงานด้านการพัฒนาที่ดินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สถาปนากรมฯ ขึ้นมาจนถึงปัจจุบันครบ 49 ปีแล้ว ซึ่งผลของการปรับปรุงบำรุงดินเพื่อฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินในพื้นที่ทางการเกษตรทั่วประเทศ ก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม กรมพัฒนาที่ดิน ยังมีภารกิจที่สำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการขยายผลให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการพระราชดำริ ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลโครงการพระราชดำริกว่า 100 โครงการ ดังนั้น ควรจะน้อมนำแนวพระราชดำริในการพัฒนาทรัพยากรดินและน้ำ ขยายผลสู่เกษตรกรในทางปฏิบัติให้มากขึ้น นอกจากนี้ จะต้องเร่งดำเนินการเรื่องพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นา นอกเขตชลประทาน หรือที่เรียกว่า บ่อจิ๋ว เพื่อสนองความต้องการของเกษตรกรให้ทั่วถึงยิ่งขึ้น เนื่องจากแหล่งน้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำการเกษตร อย่างไรก็ตาม ในปี 2556 ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อขุดสระเพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่ 20,000 บ่อ เป็น 80,000 บ่อ ทั้งนี้ กรมฯ จะต้องจัดสรรให้กับเกษตรกรที่ยื่นความจำนงค์ไว้แล้ว โดยคำนึงถึงความจำเป็นและเหมาะสมเป็นอันดับแรก

ทั้งนี้ ภารกิจที่ต้องเร่งดำเนินการอีกด้านคือ การพัฒนาที่ดินบนพื้นที่สูง ทั้งการปรับปรุงบำรุงดิน วางแผนการใช้ที่ดินบนพื้นที่สูง จัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งจะสามารถป้องกันปัญหาน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและพื้นที่การเกษตรในพื้นที่ต่ำเป็นประจำทุกปีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

จับตาผลไม้6ชนิด3แหล่งผลิต สศก.เกาะติดสถานการณ์ผลผลิตทะลักเข้าสู่ตลาดป้องกันกระจุกตัว 2012/05/29

http://www.naewna.com/local/7793

วันศุกร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

สศก.แจงสถานการณ์ไม้ผล 6 ชนิดใน 3 ภาคแหล่งผลิตของประเทศ เผย ลิ้นจี่ ทุเรียน เงาะ มังคุด และ ลองกอง ผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดแล้ว ส่วนลำไยพร้อมทยอยออกสู่ตลาดมิถุนายนนี้ หวั่นพายุฤดูร้อนอาจกระทบต่อผลผลิตในฤดูได้

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ผลไม้ในภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ของไม้ผล 6 ชนิด ได้แก่ ลิ้นจี่ ลำไย ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง ซึ่งพบว่า ปีนี้ผลผลิตลิ้นจี่ ใน 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และน่าน มีผลผลิต 57,532 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 80 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เนื่องจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ลิ้นจี่ชะงักการออกดอกและติดดอกน้อย ซึ่งปีนี้สภาพภูมิอากาศในช่วงออกดอกมีอุณหภูมิที่เหมาะสม ทำให้ลิ้นจี่ติดผลมาก โดยผลผลิตจะเริ่มทยอยสู่ท้องตลาดตั้งแต่เดือนเมษายน ถึง กรกฎาคม และคาดว่าอาจจะล้นตลาดในเดือนพฤษภาคม ร้อยละ 57

สำหรับสถานการณ์ลำไย ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่ ได้แก่ ลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน ตาก แพร่ และลำปาง พบว่า มีผลผลิตประมาณ 604,497 ตัน แบ่งเป็นในฤดู 467,169 ตัน และนอกฤดู 137,328 ตัน อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศหากเกิดพายุฤดูร้อน อาจเกิดผลกระทบกับผลผลิตในฤดูได้ โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดในช่วงมิถุนายน-กันยายน และกระจุกตัวสูงสุดช่วงกรกฎาคม-สิงหาคมนี้

ขณะเดียวกันผลไม้ภาคตะวันออก ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด และ ลองกอง มีผลผลิตรวม 706,466 ตัน ก็ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนและพายุฤดูร้อน ทำให้ผลผลิตทุเรียน มังคุด และลองกอง ลดลงจากปีที่แล้ว ยกเว้นเงาะที่ผลผลิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยผลผลิตทุเรียน 305,454 ตัน มังคุด 101,327 ตัน เงาะ 243,552 ตัน และลองกอง 56,133 ตัน โดยผลไม้ทั้ง 4 ชนิด ทยอยออกสู่ตลาดแล้วรวม 307,856 ตัน คิดเป็นร้อยละ 44 กระจุกตัวมากในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน

สำหรับภาคใต้ พบว่า ทุเรียน เงาะ มังคุด และ ลองกอง ส่วนใหญ่กำลังออกดอก จากสภาพอากาศแปรปรวน มีฝนตกตลอดในช่วงมีนาคม-เมษายน ทำให้มังคุดและลองกอง แตกใบอ่อน ออกดอกน้อย คาดว่าปีนี้ ผลไม้ทั้ง 4 ชนิด มีผลผลิตรวม 113,545 ตัน และผลผลิตจะกระจุกตัวมากในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้

 

16มิ.ย.เปิดบัตรสินเชื่อเกษตร 2012/05/29

http://www.naewna.com/local/7791

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 22.58 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ จะเปิดตัวโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกรอย่างเป็นทางการที่จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน หลังนำร่องทดลองใช้บัตรใน 5 จังหวัด แล้วระบบงานมีความสมบูรณ์ โดยตั้งเป้ามอบบัตรให้ได้ 1 ล้านใบในปีนี้ และอีก 1 ล้านใบในปี 2556 รวมเป็น 2 ล้านใบตามเป้าที่ตั้งไว้ ส่วนความคืบหน้าในการขยายวัตถุประสงค์การใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรให้สามารถซื้อน้ำมัน ซึ่งถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการผลิต จากเดิมกำหนดให้ซื้อได้เพียงเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และยาฆ่าแมลงนั้น นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปหารือกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เพื่อให้เกษตรกรได้รับส่วนลดในการใช้บัตรดังกล่าวรูดซื้อน้ำมัน ขณะเดียวกันต้องมีการปรับจูนเครื่องอ่านบัตร ให้สามารถรูดซื้อน้ำมันในสถานีบริการทั้งสองแห่งได้ด้วย คาดจะได้ข้อสรุปในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งบริษัท วี สมาร์ท จำกัด ผู้จัดทำระบบบัตรสินเชื่อเกษตรกร ไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปเจรจากับบริษัทผู้จำหน่ายน้ำมันเอง

นายลักษณ์ กล่าวด้วยว่า หากมีการเพิ่มให้น้ำมันเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยการผลิตที่สามารถใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรรูดซื้อได้ จะต้องกำหนดวงเงินที่จะใช้ในการซื้อ โดยคำนวณจากพื้นที่ในการปลูก และผลผลิตที่คาดว่าจะได้รับ พร้อมเชื่อว่าการใช้บัตร
ดังกล่าวจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาหนี้เสียตามมา เนื่องจาก ธ.ก.ส.มีการควบคุมการอนุมัติสินเชื่อ อยู่แล้ว อีกทั้งลูกค้าที่ใช้เป็นผู้มีประวัติชำระหนี้ดี จึงเชื่อว่าจะช่วยลดปัญหาหนี้เสียได้

 

ชลฯดันโครงการ พัฒนาลุ่มน้ำตาปี ผุดเมืองปลูกปาล์ม รองรับเปิด‘เออีซี’ 2012/05/29

http://www.naewna.com/local/7790

วันศุกร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

 

ว่าที่ ร.ต.ไพเจน มากสุวรรณ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเตรียมตัวพัฒนาพืชเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย เป็นต้น โดยเฉพาะข้าวกับปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นพืชต้องการน้ำมาก ถ้าอยู่ในเขตชลประทานที่มีน้ำต้นทุนสนับสนุนก็พอเบาใจ แต่ถ้าอยู่นอกเขตชลประทาน อาศัยน้ำฝนอย่างเดียว ผลผลิตจะไม่ดี ต้นทุนการผลิตสูง เป็นจุดอ่อนในการแข่งขันในหมู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนทันที

ว่าที่ ร.ต.ไพเจน กล่าวว่า ผลผลิตข้าวในพื้นที่ชลประทานอยู่ในระดับ 1 ตัน/ไร่ แต่ข้าวนอกพื้นที่ชลประทานจะมีผลผลิตต่ำ ทำให้ฉุดผลผลิตเฉลี่ยทั่วประเทศต่ำลง เช่นเดียวกับการปลูกปาล์มน้ำมัน หากอยู่ในพื้นที่ชลประทานมีน้ำต้นทุนพร้อม และมีการบริหารจัดการที่ดี สามารถให้ผลผลิตได้มากพอที่จะแข่งขันกับอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลกได้

ว่าที่ ร.ต.ไพเจน กล่าวอีกว่า โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างตามมติคณะรัฐมนตรีในกรอบเวลา 8 ปี (2552-2559) จะเปิดพื้นที่ชลประทานในเขต อ.พุนพิน อ.คีรีรัฐนิคม และ อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี รวมแล้ว 73,980 ไร่ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการเพาะปลูกข้าว ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล และพืชผักสวนครัว

“สุราษฎร์ธานีเป็นจังหวัดที่ปลูกปาล์มมากที่สุดของประเทศไทย 966,130 ไร่ แต่ก็ยังขาดแคลนน้ำ กรมชลประทานจึงจัดทำโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง ขึ้นมารองรับ เพื่อเป็นหลักประกันในการปลูกพืชเศรษฐกิจดังกล่าว โดยเฉพาะข้าวและปาล์มน้ำมัน” ว่าที่ร.ต.ไพเจน กล่าว

 

รมว.เกษตรฯสั่งกรมชลฯรับมือฝนชุกเหนือ-อีสานถึงสิ้นเดือน 2012/05/29

http://www.naewna.com/local/7771

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 21.57 น.

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้เตรียมพร้อมรับมือหลังกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าตั้งแต่วันที่ 27พ.ค.ไปจนถึงสิ้นเดือนพ.ค.จะมีฝนตกในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานตอนบนมากกว่าค่าปกติเล็กน้อย สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศ ล่าสุด(24 พ.ค. 55) มีปริมาณน้ำรวมกัน จำนวน 37,140 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 53 ของความจุอ่างฯขนาดใหญ่รวมกันทั้งหมด สามารถรองรับน้ำในช่วงฤดูฝนนี้ได้อีกกว่า 33,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

พื้นที่ภาคเหนือ ยังสามารถรองรับน้ำในช่วงฤดูฝนนี้ได้อีกกว่า 13,000 ล้านลูกบาศก์เมตร อาทิ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีปริมาณน้ำ 6,246 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 46 ของความจุอ่างฯ สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 7,200 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำ 4,659 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 49 ของความจุอ่างฯสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 4,800 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ มีปริมาณน้ำ 113 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 43 ของความจุอ่างฯ สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 150 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนกิ่วลม จ.ลำปาง มีปริมาณน้ำ 73 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 69 ของความจุอ่างฯ สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 30 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก มีปริมาณน้ำ 274 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 29 ของความจุอ่างฯ สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 660 ล้านลูกบาศก์เมตร

พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ต่างๆ ยังสามารถรองรับน้ำในช่วงฤดูฝนนี้ได้อีกกว่า 4,900 ล้านลูกบาศก์เมตร อาทิ เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี มีปริมาณน้ำ 23 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 17 ของความจุอ่างฯ สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 100 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร มีปริมาณน้ำ 275 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 53 ของความจุอ่างฯ สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 240 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ มีปริมาณน้ำ 661 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 33 ของความจุอ่างฯ สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 1,300 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา มีปริมาณน้ำ 27 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 25 ของความจุอ่างฯ สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 80 ล้านลูกบาศก์เมตร

ส่วนในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ที่ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี  มีปริมาณน้ำ 143 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 18 ของความจุอ่างฯ สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 640 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี มีปริมาณน้ำ 42 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 26  ของความจุอ่างฯ สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 100 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก มีปริมาณน้ำ 18 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 8 ของความจุอ่างฯ สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 200 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา มีปริมาณน้ำ 122 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 29 ของความจุอ่างฯ สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 290 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนประแสร์ จ.ระยอง มีปริมาณน้ำ 113 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 46 ของความจุอ่างฯ สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 130 ล้านลูกบาศก์เมตร

 

กรมหม่อนไหม ปลื้มภาคเอกชนมอบเงิน 1 ล้าน สนับสนุนโครงการพัฒนาชุมชนด้านผลิตภัณฑ์ไหมไทยพื้นบ้าน 2012/05/29

http://www.naewna.com/local/7753

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 17.57 น.

นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานมอบเงินสนับสนุนโครงการพัฒนาชุมชนด้านผลิตภัณฑ์ไหมไทยพื้นบ้าน แก่เกษตรกรกลุ่มผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม บ้านหัวฝาย  และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าไหมมัดหมี่ย้อมสีธรรมชาติบ้านหนองหญ้าปล้อง จังหวัดขอนแก่นว่า กรมหม่อนไหม โดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ขอนแก่น ได้จัดทำโครงการพัฒนาชุมชนด้านผลิตภัณฑ์ไหมไทยพื้นบ้านขึ้น และได้รับความร่วมมือจากบริษัทกลุ่มเซ็นทรัลให้การสนับสนุนโครงการดังกล่าว โดยกรมหม่อนไหมได้คัดเลือกกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมต้นแบบจำนวน 2 กลุ่ม เพื่อเข้าร่วมโครงการฯ ได้แก่ 1. กลุ่มผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านหัวฝาย ต.ปอแดง อ.ชนบท จ.ขอนแก่น ซึ่งมี นางบุญสิน ราษฏร์เจริญ เกษตรกรดีเด่นสาขาการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ประจำปี 2555 เป็นประธานกลุ่ม  และ 2.กลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าไหมมัดหมี่ย้อมสีธรรมชาติบ้านหนองหญ้าปล้อง ต.โพนแพ็ก อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น ซึ่งมี นางทองเลิศ  สอนจันทร์ เป็นประธานกลุ่ม โดยทั้ง 2 กลุ่มเป็นกลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพในการพัฒนาแต่ยังมีปัญหาในด้านต่าง ๆ เช่น ขาดแคลนโรงเลี้ยงไหมแบบประหยัด  ระบบน้ำในแปลงหม่อน โรงฟอกย้อมสีธรรมชาติและอุปกรณ์ รวมถึงเงินทุนหมุนเวียนที่จะใช้ภายในกลุ่ม

นายประเสริฐ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการเข้ามาสนับสนุนโครงการพัฒนาชุมชนด้านผลิตภัณฑ์ไหมไทยพื้นบ้านของภาคเอกชนในครั้งนี้ นอกจากจะให้การสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนสำรองในการรับซื้อเส้นไหมโดยจัดทำในรูปแบบสหกรณ์ให้แก่ทั้ง 2 หมู่บ้าน จำนวนหมู่บ้านละ 500,000 บาทแล้ว  ยังจัดให้มีการวางท่อระบบส่งน้ำรวม 80 หลังคาเรือน เพื่อให้เกษตรกรสามารถปลูกต้นหม่อนได้ตลอดทั้งปี   มีการสร้างโรงเลี้ยงไหมภายในครัวเรือนแบบประหยัด  จำนวน 42 ห้อง   การสร้างโรงเก็บวัตถุดิบและซื้ออุปกรณ์การย้อมสีธรรมชาติ  นอกจากนี้ยังจัดให้มีการอบรมให้ความรู้ด้านเทคนิคการย้อมสีผ้า การออกแบบลายผ้าตามสมันนิยมรวมถึงการตัดเย็บ โดยได้รับเกียรติจากอาจารย์เผ่าทอง  ทองเจือ  เป็นที่ปรึกษาโครงการฯ ซึ่งจะช่วยดูแลให้คำแนะนำด้านการออกแบบลายผ้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด  และในอนาคตบริษัทในเครือเซ็นทรัลอาจนำผ้าไหมหรือผลิตภัณฑ์จากโครงการฯ ไปวางจำหน่ายเพื่อช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดอีกทางหนึ่งด้วย
ทั้งนี้ คาดว่าโครงการพัฒนาชุมชนด้านผลิตภัณฑ์ไหมไทยพื้นบ้าน ซึ่งได้รับความสนับสนุนจากภาคเอกชนในครั้งนี้จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ สมาชิกในกลุ่มมีอาชีพและมีรายได้เพิ่มขึ้น ช่วยสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนในอาชีพได้ต่อไป
 

ระบายผลไม้ผ่านไปรษณีย์ สหกรณ์สานต่อความร่วมมือระบายสินค้าการเกษตรสู่ตลาด 2012/05/29

http://www.naewna.com/local/7665

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่าตามที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ลงนามความร่วมมือในการจำหน่ายสินค้าการเกษตรตรงถึงมือผู้บริโภคในปี 2554 ที่ผ่านมา ขณะนี้ทางสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด ได้สานต่อโครงการจำหน่ายผลไม้ผ่านทางไปรษณีย์ โดยในปีนี้ได้ส่งจำหน่ายลิ้นจี่คุณภาพผ่านทางไปรษณีย์เพิ่มขึ้น ซึ่งได้เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แต่การจำหน่ายลิ้นจี่ผ่านทางไปรษณีย์นั้นมีข้อจำกัด เนื่องจากลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่มีอายุการเก็บรักษาสั้นและเกิดการสูญเสียได้ง่าย ทำให้ไม่สามารถส่งไปจำหน่ายยังพื้นที่ต่างๆ ได้ สามารถจัดส่งให้เฉพาะในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลเท่านั้น

สำหรับผลผลิตลิ้นจี่ ของเกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่ในแต่ละปีมีปริมาณออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก เกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดช่องทางการจัดจำหน่ายและความสามารถในการบริหารจัดการการขนส่ง และกระจายผลผลิตไปสู่ตลาดตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผลผลิตถึงมือผู้บริโภคอย่างไม่มีคุณภาพ และความสดอาจไม่เป็นไปตามความต้องการของตลาด ประกอบกับต้องถูกกำหนดราคาโดยพ่อค้าคนกลางทำให้จำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่ไม่เหมาะสม อันส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรโดยรวม การจำหน่ายผลไม้ทางไปรษณีย์จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการกระจายผลผลิตออกจากแหล่งผลิตได้ทันเวลาและช่วยยกระดับราคาสินค้าให้เป็นธรรมต่อเกษตรกร

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพและข้อได้เปรียบของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด เนื่องจากเป็นผู้ดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจการให้บริการขนส่งสินค้าและมีเครือข่ายสามารถให้บริการได้ทั่วถึง ครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศไทย ความร่วมมือในการกระจายผลผลิตให้แก่เกษตรกรในครั้งนี้ จึงเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคและเพิ่มความสะดวกในการสั่งซื้อสินค้าได้ง่ายยิ่งขึ้น

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด ทำหน้าที่ปรับปรุง พัฒนาและคัดเกรดลิ้นจี่ เฉพาะเกรดเอ ก่อนจะจัดส่งจำหน่ายให้กับทางไปรษณีย์ โดยจะรักษาคุณภาพและความสดของสินค้าให้คงอยู่จนถึงมือผู้บริโภค ลิ้นจี่ที่จำหน่ายมี 2 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ฮงฮวยและจักรพรรดิ ผลิตโดยสมาชิกสหกรณ์ในเขตอำเภอเมือง แม่ริม แม่แตงและฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ขณะนี้รวบรวมวันละ 11 ตัน และส่งจำหน่ายทางไปรษณีย์ อย่างน้อยวันละ 400 กล่อง ส่วนที่เหลือจำหน่ายให้กับห้างเทสโก้โลตัสและตลาดบัวตอง ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งผู้ที่สนใจจะสั่งซื้อลิ้นจี่ของสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด สามารถติดต่อได้ที่ทำการไปรษณีย์ หรือ Call Center 1545

 

ชงครม.ชดเชยเกษตรกร‘แม่ตาว’ 2012/05/29

http://www.naewna.com/local/7664

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 01.31 น.

จ่ายผู้ปลูกอ้อยหัวละ200จูงใจเดินหน้าเลิกปลูกอาหารตัดห่วงโซ่ปนเปื้อน‘แคดเมียม’

นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการการจัดทำแผนพัฒนาการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนสารแคดเมียมที่เหมาะสมว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการจ่ายเงินชดเชยพิเศษเพิ่มเติมจากราคาหน้าโรงงานแก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยตามแผนบูรณาการงานพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ตาว จ.ตาก ตามที่กระทรวงเกษตรฯ กำหนดแผนยุทธศาสตร์การปรับเปลี่ยนระบบการผลิตและมวลชนสัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับผล

กระทบจากสารแคดเมียม เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่ปลูกพืชที่นำมาเป็นอาหาร โดยได้แนะนำพื้นที่ดังกล่าวมาปลูกอ้อย เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลเป็นส่วนผสมของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ เพื่อตัดห่วงโซ่อาหาร พร้อมทั้งได้จัดทำแผนงานการบริหารจัดการราคาอ้อยเพื่อเพิ่มแรงจูงใจ โดยสนับสนุนเงินชดเชยเพิ่มเติมจากราคาอ้อยหน้าโรงงานในราคาตันละ 200 บาท จากที่โรงงานประกันรับซื้อในราคา 900-950 บาท ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรยังไม่ได้รับการชดเชยดังกล่าวจึงมีการร้องเรียนขึ้น

ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีมติให้มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยในแผนงานระยะสั้นเร่งด่วน ให้จ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรตันละ 200 บาท โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกสำหรับเกษตรกรตามแผนบูรณาการอำเภอแม่สอด 3 ตำบล 23 หมู่บ้าน ส่วนที่สอง สำหรับเกษตรกรในเขตส่งเสริมของบริษัทแม่สอดพลังงานสะอาด จำกัด ส่วนแผนระยะยาว ได้มอบให้กระทรวงพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน พิจารณาแนวทางสนับสนุนเงินชดเชยในรูปชดเชย เป็นเงินต่อการผลิตแอลกอฮอล์ (เอทานอล) ต่อลิตร ผ่านบริษัท ปตท. ให้แก่บริษัทแม่สอดพลังงานสะอาด จำกัด เพื่อให้บริษัทสามารถรับซื้ออ้อยจากเกษตรกรได้ในราคาทัดเทียมกับเกษตรกรที่ปลูกอ้อยส่งโรงงานผลิตน้ำตาล โดยเงินชดเชยดังกล่าวจะพิจารณาปีต่อปี ซึ่งราคาการชดเชยจะไม่เท่ากันทุกปีขึ้นอยู่กับราคาอ้อยที่เกษตรกรขายได้ในโรงงานผลิตน้ำตาล โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าของเรื่องนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งทางตัวแทนภาคเกษตรกรที่เข้าประชุมได้มีความพอใจและเห็นด้วยตามแนวทางดังกล่าว

 

กรมชลเร่งสร้างอ่างเก็บน้ำ5แห่ง ขยายพื้นที่เกษตร‘ป่าสัก’ตอนบน 2012/05/29

http://www.naewna.com/local/7663

วันพฤหัสบดี ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

กรมชลประทาน เร่งสร้างอ่างเก็บกักน้ำ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักตอนบนเสร็จแล้ว 5 แห่ง ขยายพื้นที่เกษตรกว่า 33,000 ไร่

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยความก้าวหน้าของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักตอนบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ว่า กรมชลประทานได้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์และลพบุรี เสร็จแล้ว 5 แห่ง คือ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยป่าเลา (ห้วยท่า)อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยหิน อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำก้อ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์และโครงการอ่างเก็บน้ำ อ.วังชมพู จ.เพชรบูรณ์ สามารถกักเก็บน้ำได้กว่า 50 ล้าน ลบ.ม. ขยายพื้นที่เกษตรกรรมได้กว่า 33,000 ไร่ พร้อมช่วยเหลือการเพาะปลูกของเกษตรกรในฤดูฝนและหน้าแล้งได้ นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอุทกภัย ลดการตัดไม้ทำลายป่าและการทำไร่เลื่อนลอยได้อีกด้วย ส่วนอีก 2 โครงการ คือ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองลำกง อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยเล็ง อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ อยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง

นายเลิศวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า กรมชลประทานได้น้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานให้พิจารณากักเก็บน้ำตอนบนของลำน้ำสาขาแม่น้ำป่าสักให้มากและเหมาะสม เพราะมีปริมาณน้ำมากแต่กักเก็บได้เพียงร้อยละ 40 ของปริมาณน้ำทั้งหมด โดยตามแผนระยะกลางจะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางอีก 14 โครงการ สามารถเก็บน้ำได้ประมาณ 86.15 ล้าน ลบ.ม. ขยายพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานได้ 169,050 ไร่ และระยะยาวจะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ

 

“ธีระ”บุกตรวจฝาย“ห้วยแห้ง”เพิ่มแหล่งเก็บน้ำนอกเขตชลฯ 2012/05/29

http://www.naewna.com/local/7582

วันพุธ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 10.46 น.

รมว.เกษตรฯลงพื้นติดตามโครงการฝายลำน้ำห้วยแห้ง จ.ราชบุรี เพื่อเพิ่มแหล่งเก็บน้ำพื้นที่นอกเขตชลประทาน

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการตรวจพื้นที่โครงการฝายลำน้ำห้วยแห้ง ต.ทุ่งหลวง อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ว่า การลงพื้นที่ในโอกาสเดินทางประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ในครั้งนี้ได้เลือกจังหวัดราชบุรี เนื่องจากทางจังหวัดได้เสนอโครงการพัฒนาจังหวัดเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี.ที่จะมีกรอบวงเงินงบประมาณแต่ละจังหวัดจำนวน100 ล้านบาท ซึ่งมีหลายโครงการด้วยกัน โดยโครงการฝายลำน้ำห้วยแห้ง ต.ทุ่งหลวง จ.ราชบุรี เป็นหนึ่งในโครงการที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร เนื่องจากพื้นที่ทำการเกษตรของเทศบาลตำบลทุ่งหลวงส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทานซึ่งขาดแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค

สำหรับโครงการฝายลำน้ำห้วยแห้งจะใช้งบประมาณดำเนินงานในกรอบวงเงินจำนวน 40 ล้านบาท เพื่อดำเนินการก่อสร้างฝายหินก่อพร้อมขุดลอกลำห้วยหน้าฝายเพื่อเก็บกักน้ำจำนวน 4 แห่ง คือที่หมู่ 4 หมู่ 11 หมู่ 12 และหมู่ 15 โดยประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการคือสามารถส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตร 2,500 ไร่ เกษตรกรได้รับประโยชน์ 2,000 คน หรือประมาณ 500ครัวเรือน

อย่างไรก็ตาม เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จจะมอบให้เทศบาลทุ่งหลวงและเกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำดำเนินการบริหารจัดการโครงการ โดยโครงการชลประทานราชบุรีจะเป็นที่ปรึกษาตลอดอายุการใช้งานของฝาย. และกระทรวงเกษตรฯ จะมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าบูรณาการกับทางจังหวัดในการพัฒนาอาชีพให้เกษตรกรอีกด้วย

 

ผลไม้ตอ.จ่อทะลัก7แสนตัน สศก.จับตามตาเข้มเดือนนี้ล้นตลาด/เตือนเร่งกระจายออกนอกแหล่งผลิต 2012/05/29

http://www.naewna.com/local/7581

วันพุธ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 10.44 น.

 

สศก.ชี้ผลไม้ภาคตะวันออกปีนี้มีกว่า 7 แสนตัน พร้อมออกสู่ตลาดมากที่สุดในเดือนพฤษภาคมนี้ เร่งมาตรการกระจายสินค้าออกจากแหล่งผลิต ควบคู่จับมือภาคเอกชนแปรรูปผลไม้แก้ปัญหาสินค้าล้นตลาด

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ผลไม้ในพื้นที่ภาคตะวันออกเริ่มทยอยออกสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจของภาคตะวันออก ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะและลองกอง พบว่ามีผลผลิตโดยรวมอยู่ที่ 709,908 ตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมา 48,949 ตัน คิดเป็นผลผลิตที่ลดลงร้อยละ 6 สาเหตุมาจากสภาพอากาศแปรปรวนมีฝนตกหลงฤดูทำให้แตกใบอ่อน ดอกร่วง สลัดลูกทิ้งค่อนข้างมาก ส่งผลกระทบต่อผลผลิตของทุเรียน มังคุด ลองกอง ยกเว้นเงาะที่มีผลผลิตปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ผลไม้ทั้ง 4 ชนิดจะออกมากระจุกตัวสูงสุดในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ไม่ต่ำกว่า 300,000 ตัน ส่งผลให้ราคาอาจปรับตัวลดลงเล็กน้อย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดมาตรการบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออกไว้แล้ว โดยเฉพาะการกระจายสินค้าจากแหล่งผลิตอย่างรวดเร็วเพื่อลดปัญหาการกระจุกตัว ควบคู่กับการดูแลคุณภาพสินค้า ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรคัดเกรดสินค้าคุณภาพเพื่อให้ได้ราคาจำหน่ายสูงขึ้นกว่าการจำหน่ายสินค้าคละเกรดที่เป็นการฉุดราคาให้ตกต่ำลง ตลอดจนส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้เป็นตัวกลางในการประสานงานกับภาคเอกชนและเกษตรกรผู้ปลูกมังคุด ทำโครงการนำร่องแปรรูปมังคุด โดยเบื้องต้นได้เซ็นสัญญาซื้อขายมังคุดตกเกรดล็อตแรกจำนวน 1,000 ตัน ในราคากิโลกรัมละ 18 บาท เพื่อนำเนื้อมาแปรรูปเป็นไอศรีมส่งให้กับบริษัท การบินไทย จำกัด ให้ผู้บริโภคที่ขึ้นเครื่องบินได้ลิ้มลองไอศรีมรสมังคุด ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีในการส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทยในรูปแบบใหม่ อีกทั้งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรและสามารถแก้ปัญหาสินค้าล้นตลาดได้เป็นอย่างดี เชื่อมั่นว่าในอนาคตน่าจะมีการขยายผลไปยังผลไม้ชนิดอื่นอีกมากมาย

 

เกษตรฯเร่งบริหารจัดการน้ำ เดินเครื่องแผนก่อสร้างสกัดท่วม ขยายพื้นที่ชลประทานรับมือแล้ง 2012/05/29

http://www.naewna.com/local/7580

วันพุธ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 10.41 น.

 

กระทรวงเกษตรเร่งดำเนินการบริหารจัดการน้ำ โครงการก่อสร้างเพื่อป้องกันน้ำท่วมอย่างบูรณาการ ทั้งการเร่งรัดขยายพื้นที่ชลประทานน้ำเพื่อการเกษตร ตามนโยบายเร่งด่วน มั่นใจเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายที่สำคัญคือการเร่งให้มีการบริหารจัดการน้ำในระดับประเทศอย่างมีประสิทธิภาพให้สามารถป้องกันปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง โดยได้ดำเนินการปรับปรุง ซ่อมแซม บำรุงรักษาระบบชลประทานให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน  เพื่อการส่งน้ำและระบายน้ำให้พื้นที่เพาะปลูก 24.32 ล้านไร่ 444 รายการ

ทั้งนี้ ประกอบด้วยการดำเนินการโครงการตามแผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วน จำแนกเป็นลักษณะงานเป็น 4 ประเภท ประกอบด้วย การป้องกันน้ำล้นจากแม่น้ำ, การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกแม่น้ำและลงทะเล, ระบบเสริมในพื้นที่เศรษฐกิจ ทั้งนิคมอุตสาหกรรม และชุมชน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและการเตือนภัย ขณะนี้ได้รับอนุมัติงบประมาณแล้ว 123 รายการ ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมการจัดซื้อจัดจ้าง 70 รายการ และลงนามในสัญญาแล้ว 4 รายการ

นอกจากนี้ยังได้มีการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ 1,196 เครื่อง  เครื่องผลักดันน้ำ 124 เครื่อง   เสริมแนวกระสอบทรายริมถนนเดิม 55 แห่ง ความยาว 22,318 เมตร เสริมคันดินกั้นน้ำ 72 แห่ง ซ่อมแซมคันกั้นน้ำ 99 แห่ง ขุดลอกคลองระบายน้ำ 18 สาย  กำจัดสิ่งขีดขวางทางน้ำ และกำจัดวัชพืช 219 สาย ปริมาณรวม 1.782,598 ตัน ซึ่งมั่นว่าจะช่วยป้องกันน้ำท่วมได้ หากมีปริมาณน้ำมากอย่างปีที่ผ่านมา

ส่วนการก่อสร้างระบบชลประทานขนาดใหญ่ 12 โครงการ ขนาดกลาง 64 โครงการโดยเป็นโครงการต่อเนื่อง 31 โครงการ  และโครงการใหม่ 33 โครงการ และขนาดเล็ก โดยก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำ 106 แห่ง ซึ่งจะสามารถช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทานจากโครงการทั้งสิ้น 1,657,420 ไร่ รวมทั้งดำเนินการขุดลอกคลอง 183 รายการ และอ่างเก็บน้ำ 6 รายการ และก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า 31 แห่ง