ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ย่ามใจตะแบงเดินหน้าหักดิบ ปรองดองบังหน้าซุกเป้าเพื่อแม้ว (แนวหน้าวิเคราะห์) 2012/05/07

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=308251

วันที่ 15/4/2012
 รัฐบาลทักษิณส่วนหน้าออกอาการเหิมเกริมลำพองรววกับยึดอำนาจครองประเทศไว้ในมือได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ถึงขนาดไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม ตลอดความวิบัติหายนะใดๆที่จะเกิดกับชาติบ้านเมือง โดยตั้งหน้าตั้งตาอาศัยพวกมากทำทุกอย่างเพื่อผลักดันกฏหมายที่มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อฟอกโทษความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นนายใหญ่และเหล่าแกนนำคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมือง รวมทั้งทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณได้ทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาทที่ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินคืน ตลอดจนรุกคืบแก้ไขรัฐธรรมนูญปูทางให้ระบอบทักษิณสามารถยึดครองประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศครั้งใหญ่ในอนาคต

 ความเหิมเกริมของรัฐบาลทักษิณส่วนหน้าอาจเพราะประเมินแล้วว่า ขณะนี้ตัวเองมีอำนาจรัฐอยู่ในมือ มีกองกำลังแดงทั้งแผ่นดินคอยสนับสนุน มีกองทัพรัฐตำรวจมะเขือเทศเป็นกำลังหนุน ซ้ำยังมีพันธมิตรนอกประเทศอย่างกัมพูชาของสมเด็จฮุนเซนคอยช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นจึงย่ามใจเต็มพิกัดเดินหน้าทำทุกอย่างเพื่อนายใหญ่ทักษิณโดยไม่แยแสใครในแผ่นดินที่จะมาขัดขวางแผนอาศัยพวกมากหักดิบ

 ตามแผนปฏิบัติการของรัฐบาลทักษิณส่วนหน้าคือเร่งรัดเดินเกมการแก้ไขรัฐธรรมนูญควบคู่ไปกับการผลักดันกฏหมายเพื่อฟอกโทษความผิดทั้งหมดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ฉายา”ค้อนปลอม” แกนนำพรรคเพื่อไทยซี่งที่ผ่านมาแสดงตัวเอียงกะเท่เล่ห์ไม่สมกับการเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติมาตลอดโดยล่าสุดได้เร่งสั่งบรรจุการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 2 และ 3 เข้าสู่การพิจารณาของสภาทั้งๆที่อยู่ในช่วงวันหยุด ด้วยเหตุผลเพียงว่าเพื่อให้บรรดา ส.ส.ได้ไปทัวร์ต่างประเทศ

 ขณะเดียวกันในการประชุมรัฐสภาพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุด รัฐบาลทักษิณส่วนหน้ายังคงอาศัยพวกมากลงมติเห็นชอบในประเด็นให้รัฐธรรมนูญที่แก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้วมีผลบังคับใช้ทันทีเมื่อประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ทั้งๆที่มีการท้วงติงว่าควรจะเว้นระยะไว้ 30 วันเพื่อให้ประชาชนมีเวลาทำความเข้าใจก่อนการออกเสียงประชามติ

 การเร่งรีบรวบรัดตะแบงเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ยังถูกพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นฝ่ายค้านอภิปรายโจมตีว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับรวบรัดเพื่อทักษิณ และที่สำคัญสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และประธานรัฐสภาเพื่อแจ้งให้ทราบถึงผลการติดตามตรวจสอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยคณะที่ปรึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินที่มี ดร.นรนิติ เศรษฐบุตร เป็นประธานและกรรมการที่ล้วนประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียง

 โดยสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเกิดปัญหาไม่มีผลบังคับใช้ในภายหลังหากไม่มีการทบทวนใน 3 ประเด็นประกอบด้วย

 1. กรณีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำหนดเป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภานั้นควรแก้ไขให้เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีแทนเพื่อไม่ให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญปั

 2. กรณีที่กำหนดให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองหรือรูปแบบรัฐหรือไม่เห็นเสนอให้แก้ไขเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดแทน

 3. กรณีประชาชนลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญแล้วให้ประธานรัฐสภานำขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยและให้รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้โดยไม่จำเป็นต้องนำรัฐธรรมนูญมาตรา 150 และ 151 ที่บัญญัติเกี่ยวกับการใช้เสียง 2 ใน 3 ของรัฐสภายืนยันร่างกฏหมายกรณีพระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจยับยั้งมาบัญญัติไว้

 ทั้งนี้ นายศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเป็นผู้แถลงจุดยืนของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินย้ำว่าเป็นการเตือนไปยังรัฐบาล ซี่งหากรัฐบาลไม่ยอมรับก็จะต้องรับผิดชอบต่อผลที่จะตามมา

 ขณะที่การเดินหน้าเพื่อผลักดันกฏหมายที่มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อฟอกโทษความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ หลังจากที่พรรคเพื่อไทยอาศัยพวกมากตะแบงหักดิบให้การรับรองผลศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หรือ “บิ๊กบัง” เป็นประธานท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นแนวทางสร้างความปรองดองฉบับเถื่อนเพราะแก้ไขบิดเบือนรายงานผลวิจัยแนวทางสร้างความปรองดองของสถาบันพระปกเกล้า ล่าสุด นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกฯและรมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกมาส่งสัญญาณชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยจะอาศัยพวกมากหักดิบโดยไม่สนใจรับฟังความเห็นจากฝ่ายใดอีกทั้งสิ้นแม้แต่คำเตือนจากสถาบันพระปกเกล้าที่ก่อนหน้านี้ยื่นคำขาดห้ามนำรายงานวิจัยแนวทางสร้างความปรองดองของสถาบันไปแอบอ้างสร้างความแตกแยกโดยใช้พวกมากลากไปรวบรัดอย่างเด็ดขาด โดยย้ำว่าการสร้างความปรองดองจะต้องมีการเสวนาประชาชนทุกภาคส่วนทั่วประเทศเสียก่อน แต่ นายยงยุทธ กลับยืนกรานว่าไม่จำเป็นต้องมีการเสวนาให้เสียเวลา พร้อมทั้งอ้างว่ารายงานแนวทางสร้างความปรองดองฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฏรซึ่งถือเป็นตัวแทนคนทั้งประเทศมาแล้ว

 ขณะที่ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ยืนยันมติของพรรคเพื่อไทยที่จะเร่งผลักดันร่างกฏหมายนิรโทษกรรมแก่ทุกฝ่ายเพื่อสร้างความปรองดองเข้าสู่การพิจารณาของสภาภายในเดือน ส.ค.นี้แน่นอน

 พรรคเพื่อไทยพยายามโฆษณาชวนเชื่อในการสร้างความชอบธรรมและข้ออ้างในการออกกฏหมายนิรโทษในสองประเด็นคือ หนึ่ง อ้างว่าเพื่อลบล้างโทษความผิดแก่ทุกฝ่าย และสองเพื่อสร้างความปรองดองในชาติ โดยทั้งหลายทั้งปวงถูกตั้งข้อสังเกตุว่าล้วนเป็นข้ออ้างอำพรางบังหน้าเพื่อสร้างความชอบธรรมและการยอมรับจากมหาชน ทั้งๆที่มีเป้าหมายแอบแฝงหลักที่แท้จริงมุ่งทำทุกอย่างเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากการเผยท่าทีของ นายวัฒนา เมืองสุข ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองประธานคณะกรรมิการวิสามัญศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองในชาติ สภาผู้แทนราษฏร ชุดที่มี”บิ๊กบัง”เป็นประธาน โดย นายวัฒนา ย้ำชัดว่าจะต้องมีการล้มล้างผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.)อันเป็นผลพวงจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549

 เมื่อมีการยกเลิกผลตรวจสอบของ คตส.นั่นเท่ากับว่าคดีทุจริตทั้งหลายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งนำไปสู่การพิพากษาของศาลฏีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้วโดยเฉพาะ 2 คดีสำคัญคือ คดีที่ถูกยึดทรัพย์ 46,000 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน รวมทั้งคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษกจนทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกศาลตัดสินลงโทษจำคุก 2 ปีกลายเป็นโมฆะ ยังไม่รวมคดีทุจริตอีกหลายคดีที่อยู่ในขั้นตอนพิสูจน์ความจริงตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งผู้ที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงอย่างแท้จริงก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ

 ส่วนในคดีอาญาและคดีเกี่ยวกับความมั่นคงอื่นๆนั้นแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือแกนนำพรรคประชาธิปัตย์คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่ต้องการทำลายหลักนิติรัฐด้วยการรับการนิรโทษกรรมที่มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ต้องการพิสูจน์ความจริงตามกระบวนการยุติธรรม แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับดึงดันที่จะออกกฏหมายฟอกโทษความผิดโดยไม่ต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเจตนาแอบแฝง

 จากการเดิมเกมของรัฐบาลทักษิณส่วนหน้าทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงความย่ามใจลุแก่อำนาจของเผด็จการรัฐสภาในคราบประชาธิปไตยที่อาศัยพวกมากตะแบงรวบรัดในการออกกฏหมายที่มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อลบล้างโทษความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณและพวกเผาบ้านทำลายเมือง ขณะเดียวกันก็เพื่อปูทางให้ระบอบทักษิณพลิกฟ้าเปลี่ยนแผ่นดินไปสู่”รัฐไทยใหม่”ในอนาคต โดยไม่คำนึงถึงชาติบ้านเมืองและความถูกต้องชอบธรรมใดๆทิ้งสิ้น

ทีมข่าวการเมือง

 

ปาหี่ปรองดองเหลวสุมไฟกลียุค พวกมากเหิมตะแบงหักดิบเพื่อแม้ว (แนวหน้าวิเคราะห์) 2012/05/07

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=307619

วันที่ 8/4/2012


 รัฐบาลทักษิณส่วนหน้าอาศัยเสียงข้างมากตะแบงรวบรัดหักดิบแบบพวกมากลากไปเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญและผลักดันกฎหมายที่มีเป้าหมายแอบแฝงมุ่งฟอกโทษความผิดทั้งหมดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นนายใหญ่และเหล่าแกนนำคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหาก่อการร้าย เผาบ้านทำลายเมือง ตลอดจนทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณได้ทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาท ที่ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินคืน โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรมหรือกระแส คัดค้านใดๆ ทั้งสิ้นจนถูกมองว่าประเทศ กำลังเข้าสู่ยุคของเผด็จการรัฐสภาในคราบ ประชาธิปไตยอีกครั้ง

 นอกจากเป้าหมายแอบแฝงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและผลักดันกฎหมายเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ และพวกแล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังมีเป้าหมายสำคัญกว่านั้น คือปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประเทศครั้งใหญ่ด้วยแผนลดอำนาจ ของฝ่ายตุลาการและองค์กรอิสระต่างๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการขยายอำนาจอิทธิพล และแสวงหาผลประโยชน์ของระบอบทักษิณ และจะทำให้ระบอบทักษิณยึดครองประเทศ ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในอนาคต

 พฤติกรรมความเป็นเผด็จการรัฐสภาในคราบประชาธิปไตยของรัฐบาลทักษิณส่วนหน้านับวันจะสะท้อนให้เห็นชัดเจนมากขึ้นทุกขณะ โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลอาศัยเสียงข้างมากในรัฐสภาผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 อันนำไปสู่การตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จนถูกมองว่าไม่ต่างอะไรจากการรัฐประหารโดยเผด็จการ รัฐสภา เนื่องจากมาตรา 291 กำหนดให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ในบางมาตราโดยที่ประชุมรัฐสภาเท่านั้น ไม่มีบทบัญญัติให้ล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทั้งฉบับแล้วตั้ง ส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากการล้มล้างรัฐธรรมนูญยึดอำนาจประเทศด้วยการอาศัยพวกมากตะแบงลากไป

 ไม่เพียงเท่านั้นหลังจากที่อาศัยพวกมากลากไปผ่านความเห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 และมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาที่มาของ ส.ส.ร. ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการซึ่ง สส.ของรัฐบาลทักษิณส่วนหน้าครองเสียงข้างมากก็อาศัยพวกมากตะแบงเดินเกมหักดิบอย่างสุดแสนอัปยศด้วยการกลับมติเดิมที่มีการลงมติไปแล้วเอาดื้อๆจากนั้นเปลี่ยนแปลงกำหนดที่มาของส.ส.ร.หวังล็อกสเปก ส.ส.ร.ร่างทรงตามแผนที่วางไว้ซึ่งถือเป็นความเลวร้ายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในระบอบประชาธิปไตยและประวัติศาสตร์รัฐสภาไทย

 นอกจากนี้ จากการวางแผนเดินหน้าเกมรวบรัดเพื่อผลักดัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญและออกกฎหมายที่มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อลบล้างโทษความผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณและพวกสำเร็จตามเป้าหมายโดยเร็วที่สุด คณะรัฐมนตรีรัฐบาลทักษิณส่วนหน้าก็ยังสร้างความอัปยศด้วยการมีมติแบบกลืนน้ำลายตัวเองด้วยการถอนพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสภาสมัยสามัญ ซึ่งเดิมกำหนดไว้ในวันที่ 18 เม.ย.นี้ แล้วออกพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่ยืดการประชุมสภาสมัยสามัญออกไปอย่างไม่มีกำหนดเพื่อรองรับแผนการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการผลักดันกฎหมายเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ และพวก

 ขณะที่ นายสามารถ แก้วมีชัย สส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาที่มาของ ส.ส.ร.ก็เร่งรวบรัดการพิจารณาของคณะกรรมาธิการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 26 เม.ย.นี้

 สำหรับแผนที่จะตะแบงอาศัยพวกมากผลักดันกฎหมาย ที่อ้างการนิรโทษกรรมโทษความผิดแก่ทุกฝ่ายเพื่อสร้างความ ปรองดองอำพรางบังหน้า แต่มีเป้าหมายแอบแฝงที่แท้จริงเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ และพวก สะท้อนให้เห็นจากการที่คณะกรรมาธิการ วิสามัญศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองในชาติ สภาผู้แทนราษฎรที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หรือ “บิ๊กบัง” หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ เป็นประธาน ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าสมคบกับ สส.พรรคเพื่อไทยที่คุมเสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการชุดนี้พยายามใช้รายงานผลวิจัยแนวทางสร้างความปรองดองของสถาบันพระปกเกล้าเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรม ขณะเดียวกันก็อาศัยพวกมากรวบรัดตัดความผลักดันกฎหมาย ที่มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ และพวก

 ล่าสุด ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบัน พระปกเกล้า แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้าซึ่งมีมติยื่นคำขาดต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญชุด “บิ๊กบัง” ไม่ให้นำรายงานผลวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองด้วยการใช้พวกมากรวบรัดอย่างเด็ดขาด มิฉะนั้นสถาบันพระปกเกล้าจะถอนรายงานผลวิจัยทันที

 แต่แม้จะมีคำขาดจากสถาบันพระปกเกล้า แต่แผนปฏิบัติการหักดิบผลักดันกฎหมายเพื่อพ.ต.ท.ทักษิณ และพวกจากการสมคบกันระหว่างคณะกรรมาธิการชุด”บิ๊กบัง”และพรรคเพื่อไทย ก็ยังเดินหน้าต่อไปโดยไม่สนใจสถาบันพระปกเกล้าและกระแสคัดค้านของพลังประชาชนหลายกลุ่ม โดย นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภาจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นประธาน สภาสถาบันพระปกเกล้าโดยตำแหน่งยืนกรานที่จะนำรายงานผลศึกษาของคณะกรรมาธิการชุด “บิ๊กบัง” เข้าพิจารณาในที่ประชุมรัฐสภาวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า รายงานของคณะกรรมาธิการชุด “บิ๊กบัง” เป็น “รายงานเถื่อน” เนื่องจากมีการแก้ไขเนื้อหาผลวิจัยของสถาบัน พระปกเกล้าเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยพลการ ขณะเดียวกัน ก็เร่งรีบรวบรัดหมาย อาศัยพวกมากลากไปผ่านที่ประชุมรัฐสภา เพื่อเห็นชอบ “รายงานเถื่อน”ฉบับ”บิ๊กบัง”

 ขณะที่บรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทย อาทิ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตะแบง อ้างว่า แม้สถาบันพระปกเกล้าจะถอนรายงานวิจัยก็ไม่มีผลต่อแนวทางสร้างความปรองดองของคณะกรรมาธิการชุด “บิ๊กบัง” เพราะสถาบันพระปกเกล้าถือว่าหมดหน้าที่ไปแล้วตั้งแต่ยื่นรายงานผลวิจัยต่อคณะกรรมาธิการ

 จากการใช้พวกมากตะแบงหักดิบรวบรัดมุ่งที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญและออกกฎหมายเพื่อฟอกโทษความผิดทั้งหมดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และพวกทำให้หลายฝ่ายแสดงความวิตกว่าแทนที่จะนำไปสู่การสร้างความปรองดอง กลับจะยิ่งเป็นชนวนนำไปสู่สงครามกลางเมือง

 ดร.คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เตือนว่าการปรองดองที่แท้จริงจะเกิดขี้นได้ก็ต่อเมื่อมีการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างซื่อตรง เคร่งครัด และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายโดยไม่ยอมสยบต่ออำนาจทางการเมือง ขณะเดียวกันก็จะต้องไม่ใช้พวกมากเร่งรีบรวบรัด โดยต้องใช้เวลาและสร้างการยอมรับจากทุกฝ่าย

 ขณะที่ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เตือนพรรคเพื่อไทยว่า หากอาศัยพวกมากลากไปก็คงไม่ต่างอะไรจากเผด็จการ

 เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลทักษิณส่วนหน้าแสดงความ เหิมเกริมเดินหน้าเต็มตัวอาศัยความเป็นเผด็จการรัฐสภาใช้พวกมากตะแบงหักดิบมุ่งแต่จะออกกฎหมายเพื่อฟอกโทษความผิดให้กับพ.ต.ท.ทักษิณโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม และกระแสคัดค้านของพลังประชาชนหลายกลุ่มจึงสะท้อนถึงการทำทุกอย่างเพื่อคนเพียงคนเดียวโดยอาศัยการสร้างภาพความปรองดองบังหน้าโดยไม่คำนึงถึงหายนะใดๆ ที่จะเกิดกับชาติบ้านเมืองจากสงครามกลางเมืองรอบใหม่ที่มีแนวโน้ม จะอุบัติขึ้นในอนาคต

ทีมข่าวการเมือง

 

ปรองดองเทียมหักดิบเพื่อแม้ว นับถอยหลังสงครามการเมือง? (แนวหน้าวิเคราะห์) 2012/04/03

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=306951

วันที่ 1/4/2012

ปฏิบัติการหักดิบรวบรัดอาศัยพวกมากลากไปของขบวนการเพื่อแม้วซึ่งเป็นการสมคบกันระหว่างพรรคเพื่อไทยที่จับมือกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หรือ “บิ๊กบัง” หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ อดีตผู้นำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองในชาติ สภาผู้แทนราษฎรสะท้อนสัญญาณชัดเจนมากขึ้น ทุกขณะในแผนที่จะเร่งผลักดันให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญคู่ขนานไปกับการออกกฎหมายที่อ้างการนิรโทษกรรมแก่ทุกฝ่ายเพื่อสร้างความปรองดองอำพรางบังหน้า โดยมีเป้าหมายแอบแฝงที่แท้จริงเพื่อลบล้างโทษความผิดทั้งหมดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเหล่าแกนนำคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมือง รวมทั้งทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาท ที่ถูกยึดตกเป็น ของแผ่นดินคืน

 ปฏิบัติการรวบรัดหักดิบเริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนหลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินมายังเวทีคนเสื้อแดงที่จ.สุรินทร์เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยกล่าวว่า ตัวเองจะกลับบ้านเร็วๆ นี้อย่างสุดเท่ ซึ่งน่าจะหมายถึงการกลับประเทศอย่างสง่างามหลังจากที่รัฐบาลหุ่นเชิดทักษิณส่วนหน้าภายใต้การนำของนายกฯนกแก้ว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เป็นน้องสาวผลักดันกฎหมายฟอกโทษความผิด ให้ตัวเองสำเร็จแล้ว ขณะเดียวกันก็เป็นการสะท้อนถึงความมั่นใจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในแผนหักดิบรวบรัดตัดความโดยอาศัยเสียงข้างมาก

 หลังการส่งสัญญาณอยากกลับบ้านเร็วแบบเท่ๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นได้ชัดเจนว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองชุดของ “บิ๊กบัง” ที่มี นายวัฒนา เมืองสุข สส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการฯคอยกำกับเดินเกมก็เร่งแผนปฏิบัติการหักดิบทันทีด้วยการรวบรัดนำรายงานวิจัยแนวทางสร้างความปรองดองของสถาบันพระปกเกล้ารายงานต่อสภาาผู้แทนราษฎรทันที พร้อมกับที่พรรคเพื่อไทยเดินเกมสอดรับยื่นญัตติ ขอให้นำรายงานแนวทางสร้างความปรองดองของคณะกรรมาธิการวิสามัญชุด “บิ๊กบัง” เข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมนี้ซึ่งเป็นสมัยประชุมนิติบัญญัติที่พิจารณาเฉพาะกฎหมายเท่านั้น ซึ่ง นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ สส. พรรคเพื่อไทย ประธานรัฐสภา รับลูกทันทีด้วยการเรียกประชุมวุฒิสภาเป็นการด่วนเพื่อพิจารณา ญัตติดังกล่าวก่อนที่สภาจะปิดสมัยประชุมในวันที่ 18 เม.ย.นี้

 พิรุธก็คือปฏิบัติการหักดิบรวบรัดเพื่ออาศัยพวกมากลากไปครั้งนี้เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ “บิ๊กบัง” เพิ่งจะยืนยันกับกรรมาธิการซีกฝ่ายค้านคือพรรคประชาธิปัตย์ว่า จะขยายเวลาการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองเพื่อรับฟังความเห็น จากทุกฝ่ายออกไปอีก 30 วัน แต่ “บิ๊กบัง” กลับตระบัดสัตย์ไม่ขยายเวลาการศึกษาออกไปอีก 30 วัน ซ้ำรู้เห็นกับ นายวัฒนา แก้ไขรายงานแนวทางสร้างความปรองดองในลักษณะที่เอื้อต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วรวบรัดเสนอเข้าสู่สภาจนถูกสส.พรรคประชาธิปัตย์รุมประณามระหว่างการอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภาว่าเป็น “รายงานเถื่อน”

 ขณะที่ขบวนการเพื่อแม้วเดินเกมสร้างภาพความ ชอบธรรมด้วยข้ออ้างสร้างความปรองดอง ทั้งๆ ที่มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ จู่ๆ ตัวละครสำคัญอีกคนหนึ่ง ก็โผล่ออกมาร่วมขบวนการเพื่อแม้วนั่นคือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือ “บิ๊กจิ๋ว” ที่ก่อนหน้านี้แยกทางจากพรรค เพื่อไทยและประกาศวางมือทางการเมือง โดย “บิ๊กจิ๋ว” อยู่ๆ ก็ออกจดหมายเปิดผนึกสนับสนุนให้มีการนิรโทษกรรมทุกฝ่ายและที่สำคัญคือให้ล้มเลิกผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) อันเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยตรง ซึ่ง “บิ๊กจิ๋ว” อ้างเพื่อสร้างความปรองดองตามแนวทางนโยบายการเมืองนำการทหารหรือ 66/23

 อย่างไรก็ตาม ข้ออ้างนโยบาย 66/23 ของ “บิ๊กจิ๋ว” กลับไม่ได้รับการเชื่อถือและถูกวิจารณ์จากหลากหลายว่าหลงยุคบิดเบือนประเด็น อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้าน หรือแม้แต่ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตรมว.ต่างประเทศ และอดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่เคยร่วมร่างนโยบาย 66/23 กับ “บิ๊กจิ๋ว” ในอดีตชี้ว่า นโยบาย 66/23 เป็นคนละเรื่องคนละเงื่อนไขคนละสถานการณ์กับปัญหาในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง เพราะนโยบาย 66/23 เกิดขึ้นเพื่อนิรโทษกรรมแก่นิสิตนักศึกษาที่หลงผิดหนีเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในอดีตให้กลับมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย แต่ไม่มีการกำหนดให้นิรโทษกรรมแก่ผู้ที่กระทำความผิดในคดีอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้อยู่เบื้องหลังปลุกปั่นยุยงให้มีการก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองหรือผู้ที่ทุจริตคอร์รัปชั่น แต่อย่างใด

 แค่เริ่มต้นจากแผนปฏิบัติการรวบรัดหักดิบอาศัยพวกมากลากไปเพื่อออกกฎหมาย ฟอกโทษความผิดทั้งหมดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็กลายเป็นชนวนสร้างความแตกแยก ในชาติเสียแล้ว เมื่อ สส.พรรคประชาธิปัตย์ 9 คน ในคณะกรรมาธิการ สร้างความปรองดอง ชุดของ “บิ๊กบัง” ยกทีมลาออก เพราะ ไม่อยากมีส่วนร่วมในขบวนการที่บิดเบือน ทำทุกอย่างเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งจะเป็นชนวนวิกฤติความรุนแรงในอนาคต ขณะที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา เตือนว่า การ เร่งรีบรวบรัดสร้างความปรองดองแบบพวกมากลากไปโดย ไม่รับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อให้ตกผลึกเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายเสียก่อนกลับจะกลายเป็นการสุมไฟทำให้เกิดสงครามกลางเมือง

 ทั้งๆ ที่ปฏิบัติการรวบรัดหักดินมุ่งลบล้างโทษความผิด ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นชนวนขยายความแตกแยกให้ลุกลามบานปลายอยู่แล้ว กลับมีรายงานข่าวว่าพรรคเพื่อไทยเตรียม แผนเผด็จศึกขั้นแตกหักเพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้านได้เร็วขึ้น ด้วยการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อฟอกโทษความผิด ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยอาศัยเสียงข้างมากและใช้ข้ออ้างว่าเป็นความจำเป็นอันเร่งด่วนเพื่อความมั่นคงของประเทศ เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามตั้งตัวต่อต้านได้ทัน ซึ่งเหมือนยิ่งเป็นการหักด้ามพร้าด้วยเข่าและราดน้ำมันลงไปบนกองไฟ สวนทางกับเป้าหมายเพื่อสร้างความปรองดองอย่างสิ้นเชิง โดยล่าสุด กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแสดงจุดยืนชัดเจนว่า หากมีการเสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลบล้างโทษความผิด ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าสู่สภาเมื่อใดกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั่วประเทศก็จะออกมาชุมนุมครั้งใหญ่เพื่อต่อต้านทันทีเพราะถือเป็นการทำลายหลักนิติรัฐเพื่อคนเพียงคนเดียว

 เพราะฉะนั้นหากรัฐบาลทักษิณส่วนหน้ายังดันทุรังที่จะ อาศัยพวกมากลากไปรวบรัดหักดิบมุ่งออกกฎหมายเพื่อฟอกโทษ ความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยไม่ฟังเสียงทัดทานจากฝ่ายอื่นๆ ก็เหมือนชนวนระเบิดเวลาลูกใหญ่และมีแนวโน้มสูง ที่จะเป็นการนับถอยหลังไปสู่สงครามกลางเมืองซึ่งอาจรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยทั้งหลายทั้งปวงเป็นการทำเพื่อคน เพียงคนเดียวโดยมีหายนะของชาติเป็นเดิมพัน

ทีมข่าวการเมือง

 

7เดือนรัฐบาลปูขายผ้าเอาหน้ารอด มุ่งช่วยแม้วมากกว่าแก้ปัญหาประชาชน (แนวหน้าวิเคราะห์) 2012/03/26

http://www.naewna.com/news.asp?ID=306225

วันที่ 25/3/2012


 รัฐบาลทักษิณส่วนหน้าภายใต้การนำของนายกฯนกแก้ว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บริหารประเทศมาครบ 7 เดือนแล้ว แต่ผลงานกลับยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่การสร้างภาพขายผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ ซ้ำสะท้อนความ ล้มเหลวและหลอกลวงประชาชนไม่ทำตามนโยบายหลายเรื่องที่หาเสียงไว้ช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 ก.ค.ปีที่แล้ว

 ความล้มเหลวและไร้วิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการน้ำจนก่อให้เกิดวิกฤติมหาอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สร้างความหายนะรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศเมื่อปีที่แล้วยังคงเป็น ฝันร้ายและผลงานชิ้นโบดำของรัฐบาลนายกฯนกแก้ว

 ขณะที่นโยบายสำคัญทั้งหลายที่ นายกฯยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปพบว่า รัฐบาล ไม่ทำตามที่หาเสียงไว้เหมือนหลอกประชาชน โดยเฉพาะนโยบาย ที่ว่าจะกระชากค่าครองชีพให้ลดลง เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ยุบเลิกกองทุนน้ำมันและลดราคาน้ำมันลงทันทีลิตรละ 7 บาท ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาททั่วประเทศทันที

 แต่ความเป็นจริงในขณะนี้คือเกิดภาวะวิกฤติของแพงไป ทั่วแผ่นดินจนประชาชน เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า โดยที่รัฐบาลแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแบบขายผ้าเอาหน้ารอดด้วย การอนุมัติงบประมาณเกือบ 2,000 ล้านบาท ตั้งร้านโชห่วยช่วยชาติและเพิ่มหน่วยธงฟ้าขายสินค้าราคาถูกแบบฉาบฉวย และไม่ทั่วถึง รวมทั้งการให้หน่วยราชการ ประหยัดไฟ 10% ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาของแพงแม้แต่น้อย

 ส่วนกองทุนน้ำมันรัฐบาลก็ยังไม่ได้ยุบเลิกและที่สำคัญนอกจากราคาน้ำมันจะไม่ลดลงลิตรละ 7 บาท ตามที่รัฐบาลหาเสียงไว้แล้วยังพุ่งสูงขึ้นไม่หยุดเป็นกว่าลิตรละ 32 บาทแล้วขณะนี้

 ขณะที่การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท รัฐบาลก็ยังไม่ครอบคลุม ทั่วประเทศ แต่ผลจากการหาเสียงแบบตีกินของรัฐบาลก่อนหน้านี้ทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นล่วงหน้าไปแล้ว

 รัฐบาลนายกฯนกแก้วยังพยายามประคองตัวด้วยการก่อหนี้และทุ่มงบประมาณแบบไม่อั้นเพื่อผลทางการเมืองหวังสร้างคะแนนนิยมจากสารพัดโครงการประชานิยม อาทิ ทุ่มงบถึง 7,700 ล้านบาท ตามนโยบายกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดละ 100 ล้านบาท เพื่อขยายฐานเสียงให้พรรคเพื่อไทยหรือกรณีแจกแท็บเลตนักเรียนชั้นป.1 ทั่วประเทศ ซึ่งใช้งบประมาณมหาศาล

 จึงไม่แปลกที่ผลสำรวจความเห็นของประชาชนใน 17 จังหวัดทั่วประเทศของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญครั้งล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่เริ่ม เบื่อหน่ายต่อภาวะทางการเมืองที่มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตัวและ พวกพ้องมากกว่าจะมุ่งทำงานแก้ปัญหาของประชาชน นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ว่าประชาชนรู้สึกอึดอัดต้องการ “อัศวิน” หรือ “ฮีโร่” มาช่วยแก้ปัญหาของประชาชนได้อย่างแท้จริง อันสะท้อนให้เห็นในเชิงลึกว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทยที่เคยหาเสียงชูประเด็น “คิดใหม่ทำใหม่” หรือ “ทักษิณคิดเพื่อไทยทำ” กำลังถูกประชาชนมองว่าไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาและไม่ได้ต่างอะไรจากรัฐบาลที่ผ่านๆ มา

 นอกจากนี้ประชาชนส่วนใหญ่ยังเรียกร้องให้ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ลงพื้นที่พบปะรับทราบปัญหาของประชาชนในต่างจังหวัดให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ใช่แค่สร้างภาพผ่านจอทีวี.หรือให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อแบบฉาบฉวย

 ขณะที่ผลสำรวจความเห็นประชาชนทั่วประเทศของสำนักวิจัยสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตครั้งล่าสุดสะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเชื่อมั่นสถานการณ์การเมือง ในขณะนี้ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและหวังผลประโยชน์ ทั้งนี้ปัญหาความไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลชุดนี้มากที่สุดก็คือ การสร้างความปรองดอง และวิกฤติของแพง

 การสร้างความปรองดองถือเป็นนโยบายสำคัญที่สุด ซึ่ง นายกฯยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ช่วงก่อนการเลือกตั้ง ว่าหากได้เป็นรัฐบาลจะทำให้สำเร็จแน่นอนโดยจะไม่มุ่งทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เอาเข้าจริงรัฐบาลพรรคเพื่อไทยกลับหลอกคนทั้งประเทศด้วยการมุ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญและออกกฎหมาย ที่มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อลบล้างโทษความผิดทั้งหมดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และเหล่าแกนนำคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหาก่อการร้าย เผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปี 2553 และทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาท ที่ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินคืน นอกจากนี้ยังอนุมัติงบประมาณถึง 2,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548-2553 ซึ่งมีเป้าหมายแอบแฝงหวังปูนบำเหน็จให้กับคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ

 แผนรุกคืบที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญและผลักดัน พ.ร.บ. ปรองดองแห่งชาติถูกตั้งข้อสังเกตว่าทำอย่างเป็นขบวนการและเป็นระบบ โดยมีการเดินเกมอย่างสอดรับกันระหว่างสถาบัน พระปกเกล้าที่จัดทำรายงานแนวทางสร้างความปรองดองเสนอ ไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎรที่มีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 เป็นประธาน โดยสาระสำคัญของผลสรุปการวิจัยของทีมงานของสถาบันพระปกเกล้า นำโดยนายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ส่อเจตนาค่อนข้างชัดเจนว่าเอื้อประโยชน์มุ่งช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยการอาศัยข้ออ้าง การนิรโทษกรรมแก่ทุกฝ่ายและเพื่อสร้างความปรองดองบังหน้า

 ทั้งนี้ประเด็นสำคัญในรายงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งถูกฝ่ายค้านคือพรรคประชาธิปัตย์วิจารณ์ว่าเอียงกระเท่เร่ส่อเจตนาแอบแฝงเพื่อช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ก็คือข้อเสนอให้มีการ ออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ทุกฝ่ายตั้งแต่ก่อนการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 จนกระทั่งเหตุการณ์ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองปี 2553 เพื่อสร้างความปรองดอง รวมทั้งให้ยกเลิกผลการตรวจสอบทั้งหมดของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.)ตามคำสั่งของรัฐประหารอันจะมีผลให้คดีทุจริตต่างๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งที่ถูกตรวจสอบ ไปแล้วและกำลังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบกลายเป็นโมฆะซึ่งนอกจากทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาท คืนแล้วยังจะได้รับการฟอก มลทินจนใสสะอาดและกลับประเทศอย่างสง่างาม โดยไม่ต้องติดคุกตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งล่าสุดคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองภายใต้ การนำของ พล.อ.สนธิ เดินเกมหักดิบโดยอาศัยเสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น สส.พรรคร่วมรัฐบาลลงมติให้นำผลวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า ในประเด็นที่เสนอให้นิรโทษกรรมทุกฝ่ายและ ให้ล้มเลิกผลการตรวจสอบทั้งหมดของคตส. เป็นแนวทางสร้างความปรองดองที่จะเสนอ ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

 และแน่นอนว่าเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นพรรค ร่วมรัฐบาลย่อมรับลูกมีมติสนับสนุนแนวทาง ของคณะกรรมาธิการฯชุด พล.อ.สนธิ และใช้เป็นข้ออ้างในการผลักดัน พ.ร.บ. ปรองดองแห่งชาติที่เตรียมการไว้แล้ว

 การเดินเกมหักดิบที่สอดรับราวกับ เป็นขบวนการเดียวกันระหว่างสถาบัน พระปกเกล้า คณะกรรมาธิการฯชุด พล.อ.สนธิ และพรรคเพื่อไทยส่อเจตนาล็อกสเปกผลักดัน พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติที่มีเป้าหมาย แอบแฝงเพื่อลบล้างโทษความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของนโยบายโฆษณาชวนเชื่อที่จะสร้างความ ปรองดองของพรรคเพื่อไทย เพราะนักสังเกตการณ์ทางการเมืองชี้ว่า การออกกฎหมายใดๆ ก็ตามเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เหมือนราดน้ำมันลงบนกองไฟที่กลับจะยิ่งเป็นชนวนให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟเร็วและรุนแรงยิ่งขึ้นจากกระแสต่อต้านของพลังมหาชนหลายกลุ่ม ดังเช่นที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ นักการเมืองอาวุโสที่ประกาศวางมือทางการเมืองไปก่อนหน้านี้เตือนว่า หากรัฐบาลยังขืนดันทุรังใช้พวกมากลากไปก็มีแนวโน้มสูงที่จะนำไปสู่สงครามกลางเมือง

 แม้ล่าสุดทีมงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าจะกลับลำคัดค้านหากจะอาศัยเสียงข้างมากเพื่อช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ก็เชื่อว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะยังไม่ละความพยายามที่จะ เดินหน้าผลักดัน พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติให้สำเร็จ

 เพราะฉะนั้น 7 เดือนของรัฐบาลนายกฯนกแก้ว ยิ่งลักษณ์ ยังคงเดินหน้าทำหน้าที่หุ่นเชิดของทักษิณ โดยทักษิณและเพื่อทักษิณ มากกว่าที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาติและประชาชน ซ้ำกำลังสร้างเงื่อนไขทำให้ประเทศลุกเป็นไฟเพียง เพื่อผลประโยชน์ของคนเพียงคนเดียว

ทีมข่าวการเมือง

 

ปฏิบัติการหักดิบเร่งคลอดพรบ. ฟอกผิดล้างโทษคุกปูทางแม้วกลับ (แนวหน้าวิเคราะห์) 2012/03/22

http://www.naewna.com/news.asp?ID=305381

วันที่ 18/3/2012


 นับวันรัฐบาลทักษิณส่วนหน้าภายใต้การนำของนายกฯ นกแก้วยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดูเหมือนจะเมามันเหิมเกริม ลุแก่อำนาจมากขึ้นทุกขณะ โดยถือดีว่าเป็นรัฐบาลที่มี กลไกอำนาจรัฐอยู่ในมือและมีกองกำลังเสื้อแดงคอยสนับสนุนโดยตลอด 7 เดือน ที่เข้ามาบริหารประเทศ ภารกิจอันเป็นเป้าหมายหลักของรัฐบาลทักษิณส่วนหน้า ยังคงตั้งหน้าตั้งตาหาทางแก้ไขรัฐธรรมนูญและออก กฎหมายที่มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อลบล้างโทษความผิด ทั้งหมดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นนายใหญ่และเหล่าแกนนำคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายเผาบ้าน ทำลายเมือง รวมทั้งทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณได้ทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาท ที่ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินคืนโดยไม่คำนึงถึงหายนะที่จะเกิดกับชาติบ้านเมืองตามมา ขณะที่ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริงโดยเฉพาะปัญหาราคาสินค้าค่าครองชีพที่พุ่งสูงกลับไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

 ผลงานแห่งความอัปยศการลุแก่อำนาจของรัฐบาล ทักษิณส่วนหน้าที่ตกเป็นเป้าถูกประณามอย่างรุนแรงก็คือการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณ 2,000 ล้านบาทอันเป็นเงินภาษีของประชาชนโดยอ้างว่าเพื่อเยียวยาแก่ ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองระหว่าง ปี 2548-2553 บังหน้า แต่กลับซ่อนเป้าหมายแอบแฝงที่แท้จริงเพื่อปูนบำเหน็จให้บรรดาคนเสื้อแดงที่ร่วมเผาบ้าน ทำลายเมืองยอมตายขายชีวิตให้กับระบอบทักษิณ โดยเฉพาะ ผู้ที่เสียชีวิตจะได้รางวัลจากการเผาบ้านทำลายเมืองถึง ศพละ 7.75 ล้านบาท อันเป็นการสร้างบรรทัดฐานอันเลว ใช้อัฐยายซื้อขนมยายอันเป็นเงินของแผ่นดินเป็นรางวัลจูงใจให้คนยอม ขายชีวิตทำลายชาติบ้านเมืองเพื่อแลกกับรางวัลก้อนมหาศาล ทั้งๆ ที่วิกฤติความรุนแรงทาง การเมืองช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนสร้างความหายนะย่อยยับกับชาติบ้านเมือง ถูกตั้งข้อสังเกตว่าล้วนมีต้นเหตุเกิดจาก คนเพียงคนเดียว คือ พ.ต.ท.ทักษิณ

 การอนุมัติเงินแผ่นดิน 2,000 ล้านบาท เพื่อตบรางวัลแก่คนเสื้อแดงที่ร่วมเผาบ้านทำลายเมืองครั้งนี้เป็น การตอบสนองสัญญาณอย่างทันทีทันใดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่วีดีโอลิงค์มายังการชุมนุมคนเสื้อแดงที่โบนันซ่ารีสอร์ท เขาใหญ่ จ.นคราชสีมา เมื่อไม่นานมานี้ว่า รัฐบาลจะอนุมัติเงิน เยียวยาคนเสื้อแดงโดยเร็วที่สุดในเวลาไม่เกิน 3 เดือน

 รัฐบาลทักษิณส่วนหน้ายังส่อพฤติกรรมลุแก่อำนาจ ด้วยการอนุมัติงบประมาณถึง 7,700 ล้านบาท ตามนโยบายตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดละ 100 ล้านบาท ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการผลาญงบประมาณ แผ่นดินเพื่อใช้ในการขยายฐานอำนาจทางการเมืองของระบอบทักษิณและเข้าข่ายเป็นการตกเขียวซื้อเสียงล่วงหน้า โดยเงินแผ่นดินจำนวนมหาศาลก้อนนี้คาดว่าจะมีการแจกจ่ายไปยังบรรดาหัวคะแนนหรือคนที่สนับสนุนพรรค เพื่อไทย หรือเพื่อซื้อใจให้คนสนับสนุนพรรคเพื่อไทยมากขึ้น

 แต่ที่สำคัญในความลุแก่อำนาจของรัฐบาลทักษิณ ส่วนหน้าก็คือความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือออก กฎหมายนิรโทษกรรมที่อาจจะใช้ชื่อ พ.ร.บ.ปรองดอง แห่งชาติบังหน้าเพื่อลบล้างโทษความผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ โดย ไม่ต้องติดคุกตามคำพิพากษาของศาลอันเป็นการทำลายหลักนิติรัฐและความศักดิ์สิทธิ์ของศาลอย่างยับเยิน

 การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถูกนักวิชาการหลายคนโจมตีว่าเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันและยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญ โดยระบอบเผด็จการรัฐสภา

 ขณะที่เดินเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐบาลทักษิณส่วนหน้าก็วางแผนสำรองควบคู่ไปด้วยนั่นคือสัญญาณที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาย้ำว่าจะนำ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศภายในสิ้นปีนี้ให้ได้ โดยขณะนี้ได้เตรียมยกร่าง พ.ร.บ. ปรองดองแห่งชาติเสร็จเรียบร้อยแล้วเตรียมเสนอเข้าสู่สภา

 สาระสำคัญของ พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติอาศัยข้ออ้างเพื่อนิรโทษกรรมแก่ทุกฝ่ายตั้งแต่ก่อนรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 จนกระทั่งเหตุการณ์เผาบ้านทำลายเมืองปี 2553 บังหน้า แต่เป้าหมายแอบแฝงที่แท้จริงก็เพื่อลบล้างโทษความผิดทั้งหมดให้กับ พ.ต.ท. ทักษิณ และเหล่าแกนนำคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมือง

 ทั้งนี้มีข้อน่าสังเกตว่าจากท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในระยะหลังเหมือนร้อนรนส่งสัญญาณต้องการกลับประเทศโดยเร็วที่สุดทำให้เกิดข่าวบางกระแสระบุว่านายใหญ่ในต่างแดนสั่งให้เร่งคลอด พ.ร.บ. นิรโทษกรรมหรือ พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติให้ออกมาโดยเร็วที่สุด

 ขณะที่มีข้อน่าสังเกตเกี่ยวกับขบวนการที่พยายามสร้างกระแส ความชอบธรรมอ้างประเด็นการสร้างความปรองดองบังหน้าเพื่อผลักดัน พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติโดยซ่อนเป้าหมายแอบแฝงที่แท้จริงก็คือ ทำทุกอย่างเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยองค์กรที่ออกมาเคลื่อนไหวอย่างผิด สังเกตก็คือสถาบันพระปกเกล้าสรุปรายงานผลการศึกษาเพื่อสร้างความปรองดอง 6 ข้อ เสนอมายังคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎรที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ หรือ “บิ๊กบัง” อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 เป็นประธาน

 โดยในสรุปรายงานของสถาบันพระปกเกล้ามีข้อหนึ่ง ซึ่งเสนอให้มีการนิรโทษกรรมความผิด ทั้งหมดกับทุกฝ่าย ตั้งแต่ก่อนการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 มาจน กระทั่งเหตุการณ์ เผาบ้านทำลายเมือง 2553 รวมทั้งให้ยกเลิก คดีต่างๆ จากผลการ ตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิด ความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) ซึ่งแน่นอนว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ

 คณะกรรมาธิการ ศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองแห่งชาติ นำโดย “บิ๊กบัง” ดูเหมือนกระตือรือร้น อาศัยรายงานสรุปแนวทางสร้างความปรองดองที่ชงจากสถาบันพระปกเกล้ามาเป็น ต้นแบบเพื่อเตรียมสรุปทำเป็นรายงานเสนอแนวทางสร้างความปรองดอง เสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรอันจะเป็นการสร้างกระแสความชอบธรรมในการออก พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติต่อไป

 ทั้งนี้มีรายงานข่าวระบุว่าอาจจะมีการหักดิบด้วยการเร่งเสนอ พ.ร.บ. ปรองดองแห่งชาติเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแบบสายฟ้าแล่บ ในเร็วๆ นี้ จากนั้นฝ่ายรัฐบาลจะอาศัยพวกมากลากไปกำหนดให้มีการ ตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภาแล้วลงมติผ่านร่างกฎหมายแบบ 3 วาระรวด

 ขณะเดียวกันจากความเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังมวลชนที่ออกมา แสดงท่าทีคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือออกกฎหมายเพื่อฟอกโทษ ความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย (พธม.) ปรากฏว่าล่าสุด นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพธม. เปิดเผยว่าที่ผ่านมาคนของระบอบทักษิณได้พยายามล็อบบี้ เจรจากับตัวแทนพธม.เพื่อขอให้ยอมเข้าร่วมขบวนการปรองดองโดย รัฐบาลจะไม่ดำเนินคดีทั้งหมดของแกนนำ พธม. แต่แกนนำพธม.ปฏิเสธ ข้อเสนอดังกล่าวอย่างสิ้นเชิงโดยพร้อมที่จะต่อสู้คดีตามกระบวนการ ยุติธรรม ซึ่งจากการบอกปัดข้อเสนอดังกล่าวทำให้ช่วงหลังฝ่ายรัฐบาล เปลี่ยนแผนหันมาใช้วิธีกดดันแกนนำพธม.ด้วยการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม

 นอกจากนี้รัฐบาลยังใช้วิธีการกดดันกองทัพให้ยอมรับแผน การปรองดองเพื่อลบล้างโทษความผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยใช้คดี 16 ศพ เหยื่อเหตุการณ์ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปี 2553 มาเป็นเครื่องมือหวังเอาผิดกับผู้นำกองทัพฐานสั่งฆ่าประชาชนซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นประเด็นอ่อนไหวที่อาจทำให้รัฐบาลแตกหักกับกองทัพ

 เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่นักการเมืองผู้คร่ำหวอดอย่าง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งประกาศวางมือทางการเมือง พร้อมทั้งชี้ว่าการปรองดองคงสำเร็จ ได้ยากตราบใดที่ยังมีการตั้งเงื่อนไขเกี่ยวกับตัว พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามา เกี่ยวข้อง ขณะที่นักสังเกตการณ์ทางการเมืองมองว่า ความพยายาม ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือออกกฎหมายเพื่อพ.ต.ท.ทักษิณนอกจาก ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ กับชาติบ้านเมืองและประชาชนแล้ว ยังเป็น ชนวนจุดไฟวิกฤติโดยมีหายนะของชาติบ้านเมืองเป็นเดิมพัน

ทีมข่าวการเมือง

 

“แม้ว”เหิมโชว์บทผู้นำตัวจริง รุกคืบแก้รธน.ท้าทายพลังมหาชน (แนวหน้าวิเคราะห์) 2012/03/14

http://www.naewna.com/news.asp?ID=304518

วันที่ 11/3/2012


 รัฐบาลทักษิณส่วนหน้าภายใต้การนำของนายกฯนกแก้ว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าเป็นแค่รัฐบาล หุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดย พ.ต.ท.ทักษิณ และเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณในฐานะที่เป็นนายใหญ่ตัวจริงโดย ในการวีดีโอลิงค์มายังเวทีปราศรัยการชุมนุมคนเสื้อแดง หลายหมื่นคน ที่โบนันซ่ารีสอร์ท เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณได้กล่าวชื่นชมที่ร่าง แก้ไขมาตรา 291 เพื่อให้ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)ยกร่าง รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับของรัฐบาลผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ขณะเดียวกันก็ปลุกขวัญมวลชนคนเสื้อแดงให้ยอมตายเพื่อระบอบ ทักษิณด้วยการส่งสัญญาณสั่งการ ไปยังรัฐบาลยิ่งลักษณ์ผู้เป็นน้องสาว ว่าจะต้องมีการจ่ายเงินเยียวยาปูนบำเหน็จแก่คนเสื้อแดงที่ร่วมต่อสู้ในเหตุการณ์ก่อการร้ายเผาบ้าน ทำลายเมืองจนรัฐบาลพรรคเพื่อไทย สามารถช่วงชิงอำนาจรัฐกลับคืนมา ได้สำเร็จภายในเวลา 3 เดือน

 หลังคำประกาศิตของ พ.ต.ท.ทักษิณ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็สนองคำสั่งในทันทีทันใดโดยล่าสุด คณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา อนุมัติงบประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ จากการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548-2553 โดยอ้างแบบ ตีขลุมว่าเพื่อสร้างความปรองดอง ทั้งๆ ที่เป้าหมายแอบแฝง ที่แท้จริงเพื่อเป็นการปูนบำเหน็จให้เหล่ากองกำลังคนเสื้อแดง ที่ร่วมเหตุการณ์เผาบ้านทำลายเมืองให้มีขวัญกำลังใจยอมขายชีวิตแลกกับเงินก้อนโตสู้เพื่อระบอบทักษิณต่อไป

 มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการ สร้างบรรทัดฐานอันเลวร้ายเพราะกลายเป็นว่าม็อบที่ใช้ความรุนแรงถึงขั้นก่อการร้ายเผาบ้านทำลายประเทศเพื่อระบอบทักษิณกลับได้รับรางวัลตอบแทนอย่างงาม โดยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งบงการอยู่เบื้องหลังม็อบคนเสื้อแดง กลับใช้อัฐยายซื้อขนมยายด้วยการสั่งการผ่านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ให้ใช้งบประมาณแผ่นดินปูนบำเหน็จแก่คนเสื้อแดงที่ทำร้ายประเทศยอมขายชีวิตเพื่อตัวเอง

 ด้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญรัฐบาลทักษิณส่วนหน้าอาศัยพวกมากลากไปเดินตามแผนรุกคืบแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อลบล้างโทษความผิดทั้งหมดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาท ที่ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินคืน รวมทั้งแผนที่จะรื้อโครงสร้างเปลี่ยนแปลงประเทศครั้งใหญ่ด้วยการ ลดอำนาจบทบาทของสถาบันหลักต่างๆ ของชาติที่เป็นอุปสรรคขวากหนามในการแผ่ขยายอำนาจอิทธิพลเพื่อ ยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของระบอบทักษิณ โดยเฉพาะ สถาบันศาล องค์กรอิสระต่างๆ และอาจรวมถึงกองทัพ

 ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์พิเศษทีมงานของหนังสือพิมพ์ในเครือบางกอกโพสต์ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนแปลง อำนาจบทบาทของศาลตลอดจนองค์กรอิสระต่างๆ ขณะที่ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาขานรับสัญญาณของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยย้ำว่าต้องมีการรื้ออำนาจหน้าที่ของศาลและองค์กรอิสระครั้งใหญ่เพื่อให้ระบบตรวจสอบถ่วงดุลเกิด ความเที่ยงธรรมซึ่งก็สอดคล้องกับสัญญาณของบรรดาแกนนำพรรค เพื่อไทยก่อนหน้านี้โดยเฉพาะ นายวัฒนา เมืองสุข สส.บัญชีรายชื่อ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย

 จากท่าทีของพรรคเพื่อไทยตลอดช่วงที่ผ่านมามีสัญญาณชัดเจนว่ามุ่งที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านส.ส.ร.ร่างทรงเพื่อรื้ออำนาจบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือแม้แต่ศาลยุติธรรมโดยมีแนวคิดกำหนดให้ประธานศาลฎีกาจากเดิมที่คัดเลือกกันเองในหมู่ตุลาการมา เป็นต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ส่วนองค์กรอิสระซึ่งตกเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะถูกลดอำนาจบทบาทก็คือคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ซึ่งสถาบันศาลและองค์กรอิสระ ทั้งหมดข้างต้นล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญในการขยายอำนาจทาง การเมือง และเศรษฐกิจเพื่อผูกขาดอำนาจยึดครองประเทศของระบอบทักษิณ

 โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองที่เคยฝากรอยแค้นฝังลึกไว้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ กรณีตัดสินให้ยึดทรัพย์ 46,000 ล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ตกเป็นของแผ่นดิน รวมทั้งตัดสินให้จำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ 2 ปีโดยไม่รอลงอาญาในคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก

 นักวิเคราะห์มองว่า หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญรื้ออำนาจบทบาทของสถาบันศาลและองค์กรอิสระต่างๆ ก็เท่ากับเป็นการทำลายระบบตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายการเมืองอย่างสิ้นเชิงซึ่งเป็นเรื่องอันตรายมากและเป็นการนำพาประเทศถอยหลังเข้าคลอง

 จากความพยายามที่จะดันทุรังใช้พวกมากลากไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้เกิดกระแสคัดค้านต่อต้านอย่างกว้างขวางจนหวั่นเกรงว่าจะกลายเป็นชนวนนำไปสู่วิกฤติ โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้าน เสนอว่าเพื่อเป็นการถอดชนวนความขัดแย้งและเป็นการสร้าง หลักประกันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะไม่แตะต้องในประเด็นที่อ่อนไหว ดังนั้นควรที่จะมีการกำหนดเงื่อนไขไว้ให้ชัดเจนในร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญว่าจะไม่มีการแตะต้องใน 3 ประเด็นสำคัญที่เป็นเรื่องอ่อนไหวคือ 1.หมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ 2.หมวดว่าด้วยศาล และองค์กรอิสระ และ 3.ต้องไม่มีวาระซ่อนเร้นเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ข้อเสนอดังกล่าวถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงจากพรรคเพื่อไทย

 ขณะที่ชมรม ส.ส.ร.50 ซึ่งเป็นอดีตส.ส.ร.ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนำโดย นายเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ ออกมาเคลื่อนไหวและเตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขมาตรา 291 เพื่อตั้ง ส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะมาตรา 291 บัญญัติให้อำนาจสมาชิกรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในบางมาตราบางหมวดเท่านั้น ไม่ได้ให้คนนอก มายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับซึ่งเท่ากับ ล้มล้างรัฐธรรมนูญปัจจุบัน

 นายคมสันต์ โพธิ์คง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หนึ่งในชมรมส.ส.ร.50 ชี้ว่า การล้มล้างรัฐธรรมนูญปัจจุบันแล้วตั้ง ส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับไม่ต่างอะไรจากการรัฐประหารยึดอำนาจประเทศโดยเผด็จการรัฐสภา และเข้าข่ายความผิดมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญซึ่งพรรคการเมืองที่ร่วมแก้ไขมาตรา 291 อาจได้รับโทษถึงขั้นยุบพรรคฐาน ล้มล้างรัฐธรรมนูญและการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย

 ขณะที่ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำ กลุ่มเสื้อหลากสี เตรียมยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบการแก้ไขมาตรา 291 เพื่อตั้งส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อน ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งหากศาล รัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญก็จะทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็น โมฆะทันที

 นอกจากนี้ยังเตรียมยื่นเรื่องเพื่อดำเนินคดีอาญาและให้ยุบพรรคการเมืองที่รับหลักการแก้ไขมาตรา 291 ด้วย

 ด้านพลังประชาชนหลายกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยซึ่งมีการประชุมแกนนำจากทั่วประเทศประกาศเดินหน้าคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้อย่างถึงที่สุด

 แม้จะเกิดกระแสต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จน อาจนำไปสู่วิกฤติของประเทศ แต่พ.ต.ท.ทักษิณดูเหมือนจะไม่ใส่ใจ แม้แต่น้อย และยังคงมุ่งเดินหน้าด้วยความเชื่อมั่นว่าทุกอย่าง จะ เป็นไปตามแผนที่ตัวเองวางไว้ โดยเขาให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ ที่ประเทศเกาหลีใต้เมื่อเร็วๆ นี้แสดงความมั่นใจอ้างว่าเขาจะเดินทาง กลับประเทศไทยได้ภายในสิ้นปีนี้ และอ้างด้วยว่าคนไทย 66 ล้านคน สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ แต่เมื่อผู้สื่อข่าวต่างชาติถามว่า หากเดินทางกลับประเทศไทยโดยไม่รับโทษจำคุก 2 ปีตามคำพิพากษา ของศาลจะสร้างความสมานฉันท์ได้อย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณ กลับอ้างหน้าตาเฉยว่าตัวเองไม่ได้ทำผิดอะไร จากท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งนอกจากสะท้อนความเป็นผู้นำตัวจริงของรัฐบาลและบงการอยู่เบื้องหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองแล้ว ยังเป็นการท้าทาย พลังมหาชนที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีวาระแอบแฝงครั้งนี้

ทีมข่าวการเมือง

 

พวกมากลากแก้รธน.ยึดประเทศ สุมไฟกลียุคเดิมพันหายนะชาติ (แนวหน้าวิเคราะห์) 2012/03/07

http://www.naewna.com/news.asp?ID=303646

วันที่ 4/3/2012


 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเพื่อนำไปสู่การตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ด้วยเสียงถึง 399 เสียง ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลมีเสียงรวมกัน 300 เสียงสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจอิทธิพลของระบอบทักษิณที่สามารถทำให้พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล และพรรคมาตุภูมิของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 เปลี่ยนสีแตกแถวให้มายอมสยบให้กับระบอบ ทักษิณ รวมทั้งสมาชิกวุฒิสภา(สว.)กลุ่มหนึ่งที่ลงมติสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนต้องการเอาใจและส่งสัญญาณบางอย่างไปถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

 ทันทีหลังจากที่ร่างแก้ไขมาตรา 291 ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภา พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งวีดีโอลิงค์ข้ามประเทศ มายังเวทีคนเสื้อแดงที่โบนันซ่ารีสอร์ท เขาใหญ่ กล่าวขอบคุณสส.และสว.ที่ลงมติผ่านการแก้ไขมาตรา 291 ครั้งนี้ พร้อมทั้ง แสดงตัวตนความเป็นนายใหญ่ที่อยู่หลังจากรัฐบาลทักษิณส่วนหน้า และม็อบคนเสื้อแดงตัวจริง

 หลังจากที่มาตรา 291 ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาในวาระแรกสิ่งที่จะต้องจับตาต่อไปก็คือการตั้งคณะกรรมาธิการ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆ ตามสัดส่วนจำนวนสส.ของแต่ละพรรครวมทั้งตัวแทนจาก สว.เพื่อวางกรอบที่มาของ ส.ส.ร. ซึ่งนักสังเกตการณ์ทางการเมืองเชื่อว่า ความสำเร็จในการแก้มาตรา 291 สะท้อนถึงความสำเร็จตามแผนล็อกสเปกตีเช็คเปล่าของระบอบทักษิณ โดยนับถอยหลังจากนี้เป็นต้นไปจนกระทั่งขั้นตอนสุดท้ายเมื่อที่ประชุมรัฐสภาผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกอย่างจะเป็นไปตามพิมพ์เขียวที่พรรคเพื่อไทยอัน เป็นหุ่นเชิดระบอบทักษิณปักธงไว้ล่วงหน้าทุกประการโดยอาศัยพวกมากลากไป

 ทั้งๆ ที่มาตรา 291 บัญญัติให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้แก้ไขรัฐธรรมนูญในบางมาตราหรือบางหมวดเท่านั้น แต่รัฐบาลพรรค เพื่อไทยกลับตะแบงตั้ง ส.ส.ร.เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยเป้าหมายแอบแฝงตามพิมพ์เขียวของระบอบทักษิณก็คือ ลบล้างโทษความผิดทั้งหมดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และเหล่า แกนนำคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปี 2553 และทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาท ที่ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินคืน

 เป้าหมายแอบแฝงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ยังรวมถึงแผนที่จะลดอำนาจบทบาทของสถาบันหลักต่างๆ ของชาติทั้งสถาบันศาล กองทัพ และองค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคขวากหนามสำคัญสำหรับระบอบทักษิณที่มีแผนจะแผ่ขยายอิทธิพลผูกขาดอำนาจทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศ ครั้งใหญ่ในอนาคต

 จึงไม่น่าแปลกใจที่แกนนำที่เป็นสาวกระบอบทักษิณ อาทิ นายวัฒนา เมืองสุข สส.พรรคเพื่อไทย นายพีรพันธุ์ พาลุสุข สส.ยโสธร หนึ่งในทีมงานด้านกฎหมายพรรคเพื่อไทย หรือ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรมว.ยุติธรรม สมาชิกบ้านเลขที่ 111 พรรคไทยรักไทย จะออกมาแบไต๋ในทำนองว่าที่ผ่านมา สถาบันตุลาการมีปัญหาเรื่องสองมาตรฐาน จึงต้องไม่มีการรื้ออำนาจบทบาทของสถาบันตุลาการครั้งใหญ่

 การผ่านความเห็นชอบมาตรา 291 ถือเป็นจุดเริ่มต้นนับถอยหลังไปสู่วิกฤติรัฐธรรมนูญปี 2555 จากกระแสต่อต้านของพลังประชาชนหลายกลุ่มที่ส่อเค้าแผ่ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ และ ด้วยการใช้พวกมากลากไปโดยมีเป้าหมายแอบแฝงของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ที่มุ่งทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่ากับเป็นการเรียกแขก สร้างเงื่อนไขปลุกให้บรรดากลุ่มพลังต่างๆ ที่ต่อต้านระบอบ เผด็จการทรราชสามารถรวมตัวกันอีกครั้งโดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพวกมากลากไปอย่างถึงที่สุด

 ในฝ่ายการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงจุดยืนชัดแจ้งและเดินหน้าเต็มที่ในการต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ทั้งการเคลื่อนไหวในสภา และเริ่มออกรณรงค์แจกเสื้อยืดและติดสติ๊กเกอร์ที่มีสัญลักษณ์คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อทักษิณไปทั่วประเทศ

 ขณะที่กลุ่มพลังประชาชนหลายกลุ่มต่างประกาศเจตนารมณ์ คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ถูกระบุว่าเป็นการรัฐประหารยึดประเทศโดยระบอบทักษิณ โดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนัดประชุมแกนนำในทุกจังหวัดทั่วประเทศวันที่ 10 มี.ค.นี้ เพื่อกำหนดท่าทีจังหวะก้าวในการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ เพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับกลุ่มสยามสามัคคีที่นัดชุมนุมแสดงพลังในวันที่ 2 มี.ค.นี้ ที่สวนลุมพินี ขณะที่กลุ่ม 50 สว. กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ และอีกหลายกลุ่มเริ่มออกมาเคลื่อนไหวแล้วตั้งแต่ก่อนหน้านี้

 การรวมตัวเคลื่อนไหวคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกลุ่มแนวร่วมทั้งหมด ข้างต้นจึงถือเป็น การขับเคลื่อน ทั้งโดยพรรคการเมือง คือพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มพลังประชาชน ครั้งสำคัญที่ทรงพลัง และมีความหมาย ทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง

 แม้จะเกิดกระแสต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดย กลุ่มพลังประชาชนจากหลายกลุ่มที่บานปลายออกไปทุกขณะ แต่รัฐบาลทักษิณส่วนหน้ายังคงไม่แยแสด้วยการเดินหน้ามุ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ตามแผนที่วางไว้โดยมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ แกนนำพรรคเพื่อไทย เป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ

 ทั้งนี้เชื่อว่าสาเหตุที่รัฐบาลทักษิณส่วนหน้าดันทุรังเร่งเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญนอกจากเพราะการเร่งรัดจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องการ ลบล้างความผิดทั้งหมดของตัวเองและอยากกลับประเทศโดยได้รับอภิสิทธิ์ไม่ต้องติดคุกตามคำพิพากษาของศาลในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดิน ย่านรัชดาภิเษกแล้ว ยังต้องการกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งเพราะจากผลงาน ของ นายกฯนกแก้วยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เป็นน้องสาวในช่วงที่ผ่านมา พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าล้มเหลวมีแต่จะฉุดให้ระบอบทักษิณถึงกาล ล่มสลาย พ.ต.ท.ทักษิณ จึงต้องรีบกลับมากอบกู้สถานการณ์ด้วยตัวเอง

 นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยยังถือดีว่ามีกลไกอำนาจรัฐอยู่ ในมือ อีกทั้งยังมีกองกำลังม็อบเสื้อแดงที่พร้อมลุยปะทะกับฝ่าย ที่ออกมาต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 วิกฤติรัฐธรรมนูญที่มีเป้าหมายแอบแฝงสำคัญเพื่อ คนเพียงคนเดียวที่เกิดขึ้นจึงเหมือนระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่เริ่มมี สัญญาณแนวโน้มที่จะนำไปสู่กลียุคมิคสัญญีชัดเจนมากขึ้น ทุกขณะ ภายใต้ข้อสังเกตที่ว่า ชาติบ้านเมืองและประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยแม้แต่น้อยจากการดันทุรังแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อคนเพียงคนเดียวครั้งนี้ ซ้ำยังเดิมพันด้วยวิกฤติหายนะของชาติ แนวโน้มการรวมตัวของกลุ่มพลังมหาชนที่จะ เกิดขึ้นไม่เพียงมีเป้าหมายเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญอันเป็น การทำลายหลักนิติรัฐเพื่อคนคนเดียว แต่ยังต่อต้านระบอบ เผด็จการทรราชในคราบประชาธิปไตยที่ลุแก่อำนาจวางแผนคิด เปลี่ยนแปลงประเทศ ซึ่งจากแนวโน้มสถานการณ์ความตึงเครียด ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับกองทัพที่แม้ล่าสุดจะนิ่งวางเฉยแต่ก็จับตา ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดจุดจบของวิกฤตการณ์

ทีมข่าวการเมือง

 

แก้รธน.-ผลประโยชน์ทับซ้อน ระเบิดเวลาชนวนกลียุค (แนวหน้าวิเคราะห์) 2012/02/29

http://www.naewna.com/news.asp?ID=302712

วันที่ 26/2/2012


 รัฐบาลทักษิณส่วนหน้าภายใต้การนำของ นายกฯนกแก้ว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บริหาร ประเทศมา 6-7 เดือนแล้วซึ่งนอกจากจะ ไม่สามารถนำพาประเทศให้เดินไปข้างหน้า สร้างความปรองดองในชาติ และยกระดับชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นแล้ว การลุแก่อำนาจและส่อพฤติกรรมไม่สุจริต ซ้ำไร้ประสิทธิภาพเป็นสาเหตุของการสั่งสม สารพัดปัญหาทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ชี้ให้เห็นแนวโน้มว่ากำลังนำพาประเทศไปสู่วิกฤติชัดเจนมากขึ้นทุกขณะ

 การลุแก่อำนาจของรัฐบาลทักษิณส่วนหน้าประการแรกก็คือการดันทุรังตั้งหน้า ตั้งตามุ่งทำทุกอย่างเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายใหญ่ผู้นำตัวจริงของรัฐบาล หุ่นเชิดชุดนี้โดยไม่คำนึงถึงหลักนิติรัฐและ ความถูกต้องชอบธรรมใดๆ ทั้งสิ้น และ ที่สำคัญคือไม่คำนึงว่าจะเป็นการจุดชนวนสร้างความแตกแยกในชาติอันจะนำไปสู่วิกฤติหายนะของบ้านเมือง ทั้งการคืนพาสปอร์ต และที่สำคัญคือการเร่งรุกคืบ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญและออกกฎหมาย ที่มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อลบล้างโทษความผิดทั้งหมดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และเหล่าแกนนำคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหา ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมือง และทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาท ที่ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินคืน

 การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ยังส่อเค้าว่ามีเป้าหมายแอบแฝง เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถาบันหลักของชาติครั้งสำคัญด้วยจุดมุ่งหมายที่บ่อนทำลายลดอำนาจบทบาทของสถาบันหลักที่เป็น อุปสรรคขวากหนามในการแผ่ขยายอำนาจอิทธิพลเพื่อยึดครองประเทศให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของระบอบทักษิณ อาทิ สถาบัน กองทัพ สถาบันศาล และองค์กรอิสระต่างๆ

 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ประกาศชัดเจนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้คือการเปิดหน้าชก เดินหน้าชนเพื่อนำ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศอย่างสง่างามในฐานะวีรบุรุษ ขณะที่การแก้ไขรัฐธรมนูญครั้งนี้เริ่มมีสัญญาณแห่งวิกฤติการเผชิญหน้า อย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มพลังมหาชนที่ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญและฝ่ายที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญบ้างแล้ว นั่นคือการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อหลากสีที่ชุมนุมกันที่หน้า รัฐสภา ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงก็ออกมาชุมนุมข่มขวัญพร้อมปะทะกับกลุ่มที่ออกมาต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 กระแสต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญส่อเค้าลุกลามรุนแรงขึ้นทุกขณะเมื่อกลุ่ม 50 สมาชิกวุฒิสภา(สว.)ออกมาเคลื่อนไหว แถลงว่า การแก้มาตรา 291 เพื่อนำไปสู่การตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ต่างอะไรจากการล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ผ่านการลงประชามติเห็นชอบจากประชาชนกว่า 14 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายแอบแฝงที่จะรวบอำนาจยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติคือรัฐสภา ฝ่ายบริหารคือรัฐบาล และฝ่าย ตุลาการคือศาล ตลอดจนมุ่งที่จะล้างบางองค์กรอิสระต่างๆ โดยเฉพาะ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)

 ขณะที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีการประชุมหารือแล้วออกมาแถลงจุดยืนคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้อย่างถึงที่สุดเพราะเป็นนิติกรรมอำพรางและ ไม่ต่างอะไรจากการรัฐประหารยึดอำนาจประเทศไทยโดยอาศัยรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ อันจะนำประเทศไปสู่ระบอบเผด็จการรัฐสภาโดยกลุ่มทุนสามานย์ผูกขาดของพรรคการเมืองในที่สุด

 บรรดาแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต่างออกมาแสดงท่าทีต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้อย่างแข็งกร้าวโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวว่า ณ วันนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการเมืองไทยโดยนักการเมืองไทยไม่ว่าพรรคไหนล้วนล้มเหลว สิ้นเชิง นักการเมืองทุ่มเทเงินทองแล้วแสวงหาอำนาจเพื่อประโยชน์ ของตัวเองโดยไม่ได้มองถึงประชาชนทั้งสิ้น

 ขณะที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กล่าวว่า ยอมไม่ได้เด็ดขาด ที่จะปล่อยให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเปลี่ยนโครงสร้างของประเทศ โดยเฉพาะหากมีการแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และลบล้างโทษความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และพวก ส่วน นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ย้ำว่าจะไม่ยอมให้ขบวนการระบอบทักษิณสถาปนารัฐไทยใหม่อย่างเด็ดขาด โดย กลุ่มพันธมิตรฯจะต่อสู้ถึงที่สุด

 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกำหนดจังหวะ ก้าวการเคลื่อนไหวโดยนัดประชุมแกนนำทั่วประเทศในวันที่ 10 มี.ค.นี้ เพื่อกำหนดท่าทีเคลื่อนไหวครั้งใหญ่

 ในด้านกลับกันแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงอย่าง นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธานกลุ่มคนเสื้อแดง นายจตุพร พรหมพันธุ์ สส.พรรคเพื่อไทย และ นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.พรรคเพื่อไทย ประกาศแข็งกร้าวว่าพร้อมนำมวลชนคนเสื้อแดงเผชิญหน้ากับ กลุ่มที่ออกมาต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกลุ่มคนเสื้อแดง จะออกมาแสดงพลังครั้งใหญ่ให้เห็นในวันที่ 25 ก.พ.นี้ ที่โบนันซ่า รีสอร์ท เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

 ดร.คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) มองเห็นแนวโน้มแห่งความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น จึงส่งสัญญาณเตือนด้วยการทำหนังสือถึง นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ให้เลื่อนการเริ่มพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อนำไปสู่การตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)ในวันที่ 23 ก.พ. ที่ผ่านมาออกไปก่อนเพราะเกรงจะเกิดเหตุการณ์เผชิญหน้า และเตือนว่าหากรัฐบาลมุ่งที่จะแก้ไขเพื่อใครบางคนก็จะยิ่งเติมเชื้อไฟเพิ่มปัญหาขัดแย้งให้รุนแรงยิ่งขึ้น รวมทั้งไม่ควรเร่งรีบรวบรัดขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยควรเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างทั่วถึงโปร่งใสเพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง แต่สัญญาณเตือนจาก ดร.คณิต ถูกปฏิเสธอย่างไม่ไยดีจากฝ่ายรัฐบาล

 ขณะที่ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎร อาวุโส ประเมินว่าความแตกแยกในชาติขณะนี้หากไม่มีการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจังมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่กลียุคครั้งใหญ่ นอกจากถูกมองว่าลุแก่อำนาจแล้วตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศยังส่อพฤติกรรมไปในทางทุจริตและแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อน แม้แต่ในช่วงเกิดวิกฤติมหาอุทกภัยครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติจากความล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลยังมีการฉ้อฉลเบียดบังสิ่งของบริจาคของประชาชนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ซ้ำมีการทุจริตการจัดซื้อถุงยังชีพเพื่อนำไปแจกจ่ายแก่ ผู้ประสบภัย

 นอกจากนี้รัฐบาลยังออกนโยบายบ้านหลังแรกที่ส่อ เอื้อประโยชน์ต่อบริษัทเอสซีแอสเสทอันเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ของตระกูล “ชินวัตร” และที่สำคัญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เคยเป็น ผู้บริหารบริษัทนี้มาก่อน

 และที่กำลังเป็นข่าวอื้อฉาวครึกโครมคือกรณี นายกฯยิ่งลักษณ์ ใช้เวลาราชการและไม่ร่วมการประชุมสภาไปปฏิบัติภารกิจลึกลับส่วนตัวบนชั้น 7 โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์อย่างมีพิรุธว่าจะเกี่ยวพันถึงเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะมีรายงานข่าวระบุว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ ได้นัดพบปะเจรจากับกลุ่มนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ล้วนแนบแน่นกับระบอบทักษิณบนชั้น 7 โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ อาทิ นายเศรษฐา ทวีสิน นายอนันต์ อัศวโภคิน และผู้บริหารของบริษัทแอสซีเอสเสท

 รายงานข่าวแจ้งว่า การเจรจาลับอื้อฉาวบนชั้น 7 ของโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์อาจจะเกี่ยวข้องกับข้อมูลภายในพื้นที่ซึ่งจะกำหนดเป็นแก้มลิง 2 ล้านไร่ เพื่อรองรับน้ำท่วม รวมทั้งพิมพ์เขียว ผังเมืองใหม่ โดยการที่กลุ่มนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ได้รู้ ข้อมูลภายในล่วงหน้าย่อมสามารถที่จะกว้านซื้อที่ดินเก็งกำไรอย่าง มหาศาล ขณะเดียวกันอาจมีการสมคบกันในลักษณะต่างตอบแทน โดยรัฐอาจจะหลีกเลี่ยงไม่กำหนดพื้นที่แก้มลิงที่ดินของนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กลุ่มนี้ แลกกับเงินทุนลงขันสนับสนุนพรรค การเมืองในรัฐบาล

 เบื้องหลังพิรุธอันน่าสงสัยในกรณีอื้อฉาวที่ชั้น 7 โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์จนบัดนี้นายกฯยิ่งลักษณ์ ก็ยังไม่สามารถขจัดข้อเคลือบแคลง สร้างความกระจ่างต่อสาธารณชน

 เพราะฉะนั้นจากการที่รัฐบาลทักษิณส่วนหน้าส่อพฤติกรรม ลุแก่อำนาจใช้พวกมากลากไปซึ่งไม่ต่างอะไรจากเผด็จการรัฐสภา ในคราบประชาธิปไตยทั้งการดันทุรังจุดไฟวิกฤติรัฐธรรมนูญรวมทั้งพฤติกรรมที่ส่อมีผลประโยชน์ทับซ้อนเท่ากับสั่งสมความ ขัดแย้งจุดชนวนระเบิดเวลาที่รอปะทุนำพาประเทศนับถอยหลังไปสู่วิกฤติกลียุคมิคสัญญีเข้าไปทุกขณะ

ทีมข่าวการเมือง

 

ดันทุรังเร่งแก้รธน.เพื่อแม้ว ชนวนจุดไฟวิกฤติกลียุค (แนวหน้าวิเคราะห์) 2012/02/21

http://www.naewna.com/news.asp?ID=301719

วันที่ 19/2/2012


 ขณะที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นหุ่นเชิดระบอบทักษิณพยายามสร้างภาพเดินหน้าสร้างความปรองดองด้วยการเชิญ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและ รัฐบุรุษ ร่วมงาน “รักเมืองไทย เดินหน้า ประเทศไทย”ซึ่งจัดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล แต่พฤติกรรมของพรรคเพื่อไทย ทั้งๆ ที่ผ่านมาจนกระทั่งปัจจุบันดูเหมือนจะสวนทางกับความจริงใจที่จะสร้างความปรองดองอย่างสิ้นเชิง เพราะนับตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศตลอด 7 เดือนที่ผ่านมาได้สะท้อนให้เห็นแล้วว่าก่อปัญหาจุดชนวนสร้างความแตกแยกของคนชาติมาตลอดโดยพยายามทุ่มเทตั้งหน้าตั้งตาทำทุกอย่างเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีผู้เป็นนายใหญ่ ที่บงการชักใยอยู่เบื้องหลังรัฐบาลหุ่นเชิด ชุดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพยายามที่จะแก้รัฐธรรมนูญและออกกฎหมายโดยมีเป้าหมายแอบแฝงหลักเพื่อลบล้าง โทษความผิดทั้งหมดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และเหล่าแกนนำคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหา ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองและทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณได้ ทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาท ที่ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินคืน

 แม้ว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ จะพยายามกลบเกลื่อนอ้างว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ และรัฐบาลจะไม่เข้า ไปยุ่งเกี่ยวแทรกแซงโดยจะปล่อยให้เป็นเรื่องของสภา แต่กลับปรากฏว่าคณะรัฐมนตรีนัดล่าสุดมีมติให้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับของรัฐบาลโดยอ้างว่าเป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยหาเสียง ไว้ช่วงเลือกตั้ง และในทางความเป็นจริงแล้วร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะไม่มีทางสำเร็จได้เลยหากพรรคฝ่ายรัฐบาลที่ครองเสียงข้างมากไม่ลงมติสนับสนุนในขั้นตอนสุดท้าย

 ส่วนที่อ้างว่าไม่ได้ทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้นขัดกับคำประกาศ ของบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทยก่อนหน้านี้ที่ประกาศว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศ และล่าสุด นพ.เหวง โตจิราการ สส.พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง ก็ออกมาตอกย้ำจุดยืนพรรคเพื่อไทยโดยประกาศชัดเจนว่า เมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จเมื่อใด พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับประเทศอย่างสง่างามทันที

 การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้นอกจากมีเป้าหมายเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วคาดว่ายังมีเป้าหมายเพื่อขยายอำนาจอิทธิพลของระบอบทักษิณให้ยึดครองประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ด้วยการลดอำนาจบทบาทของสถาบันหลักต่างๆ ของชาติ ทั้งสถาบันกองทัพ สถาบันศาลและองค์กรอิสระต่างๆ อันเป็นอุปสรรคสำคัญของระบอบทักษิณ รวมทั้งปูทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณสามารถกลับมายิ่งใหญ่เป็นผู้นำประเทศอีกครั้ง เนื่องจากภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปชั่วชีวิตเนื่องจากขาดคุณสมบัติการลงสมัคร สส.ตามมาตรา 102 (7) ที่บัญญัติว่า ผู้สมัคร สส. จะต้องไม่เป็นผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ซึ่งเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ขาดคุณสมบัติการลงสมัครสส.ย่อมหมดสิทธิ์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามบทบัญญัติมาตรา 171 วรรคสองที่บัญญัติว่า นายกรัฐมนตรีต้องเป็น สส.เท่านั้น

 ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่าหนึ่งในประเด็นสำคัญในการ แก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ก็คือการยกเลิกมาตรา 102 (7)

 มาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบันเป็นอีกมาตราหนึ่งที่คาดว่าจะถูกยกเลิกแน่นอนซึ่งก่อนหน้านี้แกนนำพรรคเพื่อไทยหลายคนก็เคยออกมาแสดงท่าทีชัดเจน โดยมาตรานี้เหมือนหนามยอกอกสำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะมีสาระสำคัญให้การรับรองคำสั่ง ประกาศ และการกระทำใดๆ ทั้งหมดอันเกิดจากการ รัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลทักษิณเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ซึ่งการยกเลิกมาตรา 309 นอกจากจะทำให้ผลพวงใดๆ จากการรัฐประหาร เป็นโมฆะแล้ว ที่สำคัญยังเป็นช่องทางให้พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ ทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาท ที่ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินคืนด้วย

 ปัญหาซึ่งเหมือนชนวนระเบิดเวลาสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้ก็คือกระแสคัดค้านทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์และพลังประชาชนจำนวนไม่น้อยที่มองว่า การยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ทำเพื่อคนเพียงคนเดียวและเป็นการทำลายหลักนิติรัฐอย่างย่อยยับ และการที่รัฐบาลเสนอแก้ไขมาตรา 291 เพื่อนำไปสู่การตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)จำนวน 99 คน ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ถือเป็นการวางแผนล็อกสเปกเพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญบรรลุ เป้าหมายล่วงหน้า

 โดยส.ส.ร. 99 คนถูกกำหนดให้มาจากการเลือกตั้งจากทุกจังหวัดทั่วประเทศจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน และส.ส.ร. จากผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่างๆ อีก 22 คน ที่คัดเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภาซึ่งประกอบด้วย สส.และสมาชิกวุฒิสภา(สว.) การกำหนด ที่มาของ ส.ส.ร.ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการ ล็อกสเปกล่วงหน้าโดยพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่ได้เปรียบในฐานะที่มีเสียงข้างมาก อยู่แล้วและความได้เปรียบในฐานะที่คุมกลไกอำนาจรัฐด้วยการส่งบรรดาหุ่นเชิดร่างทรงลงสมัคร ส.ส.ร.ซึ่งแน่นอนว่าพรรค ฝ่ายรัฐบาลย่อมกวาดเสียง ส.ส.ร.ระบบเลือกตั้งได้เป็นกอบเป็นกำ เช่นเดียวกับ ส.ส.ร.ที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพราะปัจจุบันพรรคฝ่ายรัฐบาลมีสส.รวมกันอยู่ถึง 300 เสียง ขาดอีกเพียง 25 เสียงก็จะถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสส.และสว.ทั้งหมดรวมกันคือ 325 เสียง ซึ่งสามารถที่จะกำหนดเกมการเลือกสว. ร่างทรงสายผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 22 คนรวมไปจนถึงการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใน ขั้นตอนสุดท้ายได้อย่างสบาย เพราะในบรรดา สว.ทั้งหมด 150 คน มี สว.ที่เป็นร่างทรงของ ระบอบทักษิณอยู่จำนวนไม่น้อย อีกทั้งมีรายงาน ข่าวว่ามีความพยายามล็อบบี้ สว.ที่ไม่ใช่ ร่างทรงระบอบทักษิณหลายคนให้สนับสนุน การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้โดยเสนอเงื่อนไข ผลประโยชน์บางอย่างแลกเปลี่ยนเพื่อจูงใจ

 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ประธานคณะกรรมการประสานงาน(วิป)พรรคร่วมฝ่ายค้าน ตั้งข้อสังเกตว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อการปฏิรูปทางการเมืองหรือเพื่อประชาธิปไตย แต่ทำเพื่อคนบางคน ขณะเดียวกันก็มีแผนที่จะเร่ง เกมการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เร็วขึ้นด้วยการย่นย่อเวลาทุกขั้นตอน เช่น การเลือกส.ส.ร.ซึ่งร่างแก้ไขเดิมของพรรคเพื่อไทยกำหนดให้เสร็จภายใน 90 วัน แต่มีการย่นลงมาเหลือ 75 วัน หรือการทำ ประชามติซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้ดำเนินการภายใน 90-120 วัน ก็ย่นเวลาลงมาเหลือ 45-60 วัน

 จากความพยายามดันทุรังที่จะรุกคืบแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยโดยไม่แยแสกระแสต่อต้านของพลังประชาชนทำให้น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน เตือนว่าเป็นระเบิดเวลาและสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการลุกฮือ ต่อต้านจากประชาชนจนนำไปสู่การรัฐประหารซ้ำรอยเหตุการณ์เมื่อ วันที่ 19 ก.ย. 2549 ซึ่งหากย้อนกลับไปศึกษาต้นเหตุของการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 จะพบว่าเกิดจากสาเหตุ 4 ประการคือ 1.เกิดความแตกแยกในชาติอย่างรุนแรง 2.มีการทุจริตคอร์รัปชั่น อย่างมโหฬาร 3.มีการจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และ 4.รัฐบาลผูกขาดอำนาจและแทรกแซงองค์กรอิสระ ซึ่งเมื่อเทียบ กับสถานการณ์ในปัจจุบันปัญหาบางประการดูเหมือนจะรุนแรงกว่าในอดีตด้วยซ้ำจึงมีแนวโน้มที่เสี่ยงจะเกิดรัฐประหารซ้ำรอยอดีตอีก

 เพราะฉะนั้นบ้านเมืองจากนี้ก็คงเริ่มนับถอยหลังไปสู่แนวโน้มสถานการณ์แห่งความเสี่ยงและตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ จากการเผชิญหน้าอย่างรุนแรงของคนในชาติจนอาจกลายเป็น วิกฤติกลียุคมิคสัญญีเพื่อคนเพียงคนเดียวโดยมีหายนะของชาติเป็นเดิมพัน

ทีมข่าวการเมือง

 

ปาหี่ล็อกสเปกแก้รธน.เพื่อแม้ว สุมไฟวิกฤติชาติชนวนหายนะ (แนวหน้าวิเคราะห์) 2012/02/15

http://www.naewna.com/news.asp?ID=300715

วันที่ 12/2/2012


 ในที่สุดคณะกรรมการประสานงาน(วิป)พรรคร่วมรัฐบาลก็รุกคืบเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยกำหนดยื่นร่างแก้ไขมาตรา 291 เพื่อนำไปสู่การตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาทำหน้าที่ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 9 ก.พ.นี้ ควบคู่ไปกับการเดิมเกมของพรรคเพื่อไทยที่มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีเป็นตัวตั้งตัวตีในการเตรียมผลักดันร่างพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติที่อำพรางเป้าหมายแอบแฝงที่แท้จริงมุ่งลบล้างโทษความผิดทั้งหมดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณและเหล่า แกนนำคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมือง และทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาท ที่ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินคืน

 สำหรับเป้าหมายสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ผลักดันโดยระบอบทักษิณครั้งนี้มีรายงานข่าวระบุว่า ประเด็นสำคัญอยู่ ที่การแก้ไขเพื่อทำให้ระบอบทักษิณ อันเป็นเผด็จการทุนนิยมธุรกิจการเมืองผูกขาดมีอำนาจยึดครองประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและชอบธรรมภายใต้คราบประชาธิปไตยผ่านระบบเผด็จการรัฐสภา

 โดยเตรียมแก้ไขเพื่อกำหนด ให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ปัจจุบันส่วนหนึ่งมาจากการสรรหาและอีกส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งจะเข้าทางระบอบทักษิณที่สามารถใช้ความได้เปรียบ ทั้งเงินทุน กลไกอำนาจรัฐ และฐานเสียง ผลักดันให้ร่างทรงของตัวเองเข้ามายึดกุมวุฒิสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จ หรือไม่ก็อาจแก้ไขให้ยกเลิกวุฒิสภาโดยมีสภาผู้แทน ราษฎรเพียงสภาเดียว

 เป้าหมายอีกประการหนึ่งของระบอบทักษิณก็คือแนวคิดรุกคืบเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประเทศและบ่อนทำลายลดอำนาจบทบาทของสถาบันหลักต่างๆของชาติอันเป็นอุปสรรคการผูกขาดอำนาจยึดครองประเทศหรือแสวงหา ผลประโยชน์ของระบอบทักษิณไม่ว่าจะเป็นสถาบันสูงสุด สถาบันองคมนตรี สถาบันกองทัพ สถาบันศาล และสถาบันองค์กรอิสระต่างๆ โดยเฉพาะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

 ดังนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงมีแนวคิดที่จะลดอำนาจของกองทัพโดยการกำหนดให้กองทัพอยู่ภายใต้คณะรัฐมนตรีแทนที่กองทัพจะเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจอิสระในการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารดังเช่นปัจจุบัน

 ขณะเดียวกันก็มีแนวคิดกำหนดให้ศาลต้องมาจากการรับรองของสภาจากเดิมที่เป็นสถาบันอันดำรงความเป็นอิสระภายใต้พระปรมาภิไธย รวมทั้งแนวคิดที่จะยกเลิกศาล ฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นนี้ถือเป็นการเปลี่ยนถ่ายอำนาจของตุลาการครั้งใหญ่ให้มาอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองซึ่งถือเป็นเรื่องอันตรายเป็นอย่างยิ่ง

 นอกจากนี้ยังมีแนวคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญยกเลิกหรือลดอำนาจบทบาทขององค์กรอิสระต่างๆ โดยเฉพาะ ป.ป.ช. และกกต. อันจะเป็นการขจัดขวากหนามและอุปสรรคสำคัญของระบอบทักษิณให้สิ้นซาก

 ที่สำคัญการแก้ไขรัฐธรรมนูญของระบอบทักษิณครั้งนี้คือมุ่งยกเลิกมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่มีสาระสำคัญให้การรับรองคำสั่ง ประกาศหรือการกระทำใดๆของคณะรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ซึ่งเมื่อยกเลิกมาตรา 309 ก็เท่ากับคำสั่ง ประกาศ หรือการกระทำใดๆ อันเป็น ผลพวงจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ทั้งหมดถือเป็นโมฆะ รวมทั้งการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ทรัพย์สิน (คตส.) ซึ่งนำมาสู่การยึดทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอันจะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาทคืน

 ยังไม่รวมถึงแนวคิดที่จะยกเลิก 102 (7) ซึ่งกำหนดคุณสมบัติต้องห้ามของผู้ที่จะลงสมัคร สส.ว่าจะต้องไม่เคย ต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ซึ่งบทบัญญัติใน (7) ของรัฐธรรมนูญมาตรานี้ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่สามารถกลับมายิ่งใหญ่นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีไปตลอดชีวิตเพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่าผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรีต้องเป็น สส.เท่านั้น ซึ่งเมื่อมีคุณสมบัติต้องห้ามลงสมัคร สส.ก็เท่ากับหมดสิทธิเป็นนายกรัฐมนตรีโดยปริยาย ในทางตรงกันข้ามหากมีการยกเลิก (7) ก็เท่ากับเปิดทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้

 ปัญหาสำคัญก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เหมือนระเบิดเวลาทางการเมืองลูกใหญ่ที่จะเป็นชนวนนำไปสู่ความแตกแยกและการเผชิญหน้าอย่างรุนแรงของคนในชาติ จากฝ่ายที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ที่มีเจตนาและ เป้าหมายแอบแฝงทำทุกอย่างเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ และปูทางให้ระบอบทักษิณผูกขาดอำนาจยึดครองประเทศได้ง่ายขึ้น

 แม้ว่ารัฐบาลทักษิณส่วนหน้าจะอ้างความชอบธรรมด้วยการผลักดันให้มี ส.ส.ร.เพื่อยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็ถูกมองว่าเป็นเพียงเล่ห์เพทุบายเพราะระบอบทักษิณสามารถ ล็อกสเปก ส.ส.ร.ที่เป็นร่างทรงของตัวเองได้ล่วงหน้า จากการกำหนดที่มาของส.ส.ร.ให้มีจำนวน 99 คน โดย 77 คนมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คนทั่วประเทศ และผู้ทรงคุณวุฒิอีก 22 คน ที่มาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภา

 ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการอิสระ ให้ความเห็นว่า การตั้งส.ส.ร.ไม่ต่างอะไรจากการเซ็นเช็คเปล่าล่วงหน้า โดยเชื่อว่า หากมีการเลือกตั้งและสรรหาส.ส.ร.ตามโมเดลรัฐบาลจะมีส.ส.ร. ร่างทรงของพรรคเพื่อไทยเข้ามาไม่ต่ำกว่า 70 คนจากทั้งหมด 99 คน

 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ประธานวิปพรรคร่วมฝ่ายค้าน ชี้ให้เห็นถึงการล็อกสเปกล่วงหน้าของฝ่ายรัฐบาลโดยยกตัวอย่าง ส.ส.ร.สรรหาจากที่ประชุมรัฐสภา 22 คน ว่า พรรคร่วมรัฐบาลมีสส.อยู่แล้วถึง 300 เสียง ขณะที่ครึ่งหนึ่งของเสียงในรัฐสภา(สส.และสว.) คือ 325 เสียง เพราะฉะนั้นฝ่ายรัฐบาลต้องการอีกเพียง 25 เสียง ก็สามารถกำหนดเกมได้ตามที่ต้องการและเป็นไปได้อย่างแน่นอนเพราะรู้กันอยู่ว่าในบรรดา สว.ทั้งหมดมีสว.ร่างทรงของระบอบทักษิณอยู่จำนวนไม่น้อย

 นายจุรินทร์ เตือนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะนำไปสู่ความแตกแยกอย่างรุนแรงและเกิดวิกฤติในชาติบ้านเมือง อย่างไม่จำเป็น เพราะเป้าหมายที่ซ่อนเร้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เพื่อล้างผิดให้คนคนเดียว ขณะที่ส.ส.ร. เป็นเพียงร่างทรงของฝ่ายรัฐบาล อีกทั้งไม่มีหลักประกันใดๆ เลยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่มีการแตะต้องหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ และไม่ยกเลิกองค์กรอิสระต่างๆ

 ล่าสุดเค้าลาง ส.ส.ร.ร่างทรงเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางรายงานข่าวว่าเครือญาติของ สส. พรรคเพื่อไทย อดีตสส.สอบตก หรือแกนนำคนเสื้อแดงต่างเตรียมลงสมัครชิงเก้าอี้ ส.ส.ร.ร่างทรง

 นายคารม พลทะกลาง ทนายความกลุ่มคนเสื้อแดง เป็นหนึ่งในสาวกระบอบทักษิณที่ประกาศท่าทีชัดเจนแล้วว่าพร้อมลงสมัครส.ส.ร.

 ทั้งๆ ที่ชาติบ้านเมืองยังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเพื่อนำไปสู่การสร้างความปรองดองและมีปัญหาอีกมากมาย รอการเยียวยาแก้ไข แต่พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นหุ่นเชิดระบอบทักษิณ กลับดันทุรังตั้งหน้าตั้งตาแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อคน เพียงคนเดียว ขณะที่ชาติบ้านเมืองนอกจากจะไม่ได้ประโยชน์ อะไรแม้แต่น้อยแล้ว ยังจะเป็นชนวนสุมไฟให้เกิดความแตกแยกร้าวฉานในชาติครั้งใหญ่จากกระแสต่อต้านของพลังมหาชนจำนวนมากจนเสี่ยงที่จะนำไปสู่วิกฤติกลียุคอีกครั้ง

ทีมข่าวการเมือง

 

ชาติไร้อนาคตเสี่ยงหายนะ ภายใต้รัฐบาลทักษิณส่วนหน้า (แนวหน้าวิเคราะห์) 2012/02/05

http://www.naewna.com/news.asp?ID=299746

วันที่ 5/2/2012

นักสังเกตุการณ์ทางการเมืองประเมินผลงาน 6เดือนในการบริหารประเทศของรัฐบาลทักษิณส่วนหน้าภายใต้การนำของนายกฯนกแก้วยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้วเห็นว่าล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพแทบจะทุกด้านทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ขณะที่แนวโน้มอนาคตของชาติบ้านเมืองเต็มไปด้วยความมืดมนอนธกาลโดยเฉพาะชนวนระเบิดเวลาทางการเมืองลูกใหญ่จากปมความพยายามที่จะบ่อนทำลายสถาบันเบื้องสูงและการมุ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือออกกฏหมายเพื่อมุ่งลบล้างโทษความผิดทั้งหมดให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและเหล่าแกนนำคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองตลอดจนทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณได้ทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาทที่ถูกยึดตกเป็นของแผนดินคืน

 ในทางการเมืองรัฐบาลหุ่นเชิดระบอบทักษิณชุดนี้ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการนำพาชาติไปสู่ความปรองดองส่วนทางกับสิ่งที่เคยพยายามสร้างภาพไว้ช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลหุ่นเชิดมุ่งแต่จะทำทุกอย่างเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยไม่คำนึงถึงหลักนิติรัฐและความถูกต้องชอบธรรมใดๆทิ้งสิ้นอันเป็นชนวนสร้างความแตกแยกและเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่จะทำให้เกิดการเผชิญหน้าของคนในชาติอย่างรุนแรงในอนาคต

 ก่อนหน้านี้รัฐบาลทักษิณส่วนหน้าพยายามผลักดันกฏหมายเพื่อนิรโทษกรรมความผิดให้กับทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่อต้านอย่างหนักจนต้องพับแผนไปชั่วคราว ล่าสุดรัฐบาลทักษณส่วนหน้าออกมารุกคืบผลักดันกฏหมายเพื่อฟอกโทษความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ อีกครั้ง โดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ออกมาแบไต๋แล้วว่าได้ยกร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติเสร็จเรียบร้อยแล้วเตรียมเสนอเข้าสู่สภาในเร็วๆนี้ โดยสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติแม้ ร.ต.อ.เฉลิม จะพยายามอ้างว่า มุ่งนิรโทษกรรมความผิดแก่ทุกฝ่ายที่ได้รับผลพวงจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 แต่แท้ที่จริงเป็นการอำพรางเป้าหมายแอบแฝงที่แท้จริงของพรรคเพื่อแม้วที่มุ่งลบล้างโทษความผิดทั้งหมดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และเหล่าขบวนการก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปี 2553 จึงไม่แปลกที่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะกรรมการประสานงาน(วิป)พรรคร่วมฝ่ายค้านจะตั้งข้อสังเกตุเปิดโปงการออกพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติว่าเป็นเพียงการเล่นคำเปลี่ยนหน้าแปลงโฉม พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่มุ่งฟอกโทษความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้น

 สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เพื่อปูทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งและทำให้ระบอบทักษิณผูกขาดอำนาจยึดครองประเทศได้ง่ายดายขึ้นอันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศครั้งใหญ่เป็น รัฐไทยใหม่ ในอนาคตด้วยการบ่อนทำลายลดอำนาจยบทบาทสถาบันหลักต่างๆของชาติให้อ่อนแอลง อาทิ สถาบันที่เกี่ยวข้องกับสถาบันเบื้องสูง กองทัพ ศาล และองค์กรอิสระต่างๆ

 นอกจากลุแก่อำนาจดันทุรังลทำทุกอย่างเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยไม่สนใจว่าจะเป็นชนวนนำไปสู่ความแตกแยกและการเผชิญหน้าของคนในชาติ รัฐบาลทักษิณส่วนหน้ายังปล่อยให้ขบวนการที่เป็นภัยและบ่อนทำลายสถาบันเบื้องสูงเติบโตกล้าแข็งเคลื่อนไหวอย่างเหิมเกริมและลอยนวล ทั้งการเผยแพร่ข้อความโจมตีสถาบันทางเว็บไซต์ด้วยถ้อยคำหยาบช้ารุนแรงและแพร่ระบาดอย่างหนัก ขณะที่กลุ่มนิติเรดซึ่งยกระดับการเคลื่อนไหวเป็นคณะกรรมการรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ของประมวลกฏหมายอาญาว่าด้วยโทษฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ(ครก.112) ออกมาเปิดหน้าชนเคลื่อนไหวบ่อนทำลายสถาบันอันเป็นที่เคารพเทิดทูนอย่างเหิมเกริมราวกับถือดีว่ามีอำนาจอันทรงอิทธิพลคอยหนุนหลัง โดยที่รัฐไม่ได้ดำเนินการใดๆทิ้งสิ้น ขณะเดียวกันก็มีการตั้งข้อสังเกตุว่ากลุ่มนิติเรดแท้ที่แท้จริงแล้วเป็นเครือข่ายระบอบทักษิณเช่นเดียวกับรัฐบาล

 การออกมาเคลื่อนไหวอย่างจาบจ้วงเหิมเกริมของกลุ่มนิติเรดทำให้ประชาชนผู้จงรักภักดีต่อสถาบันสูงสุดของชาติจากทุกสาขาอาชีพออกมาแสดงความไม่พอใจและแสดงพลังต่อต้านกลุ่มนิติเรดอย่างรุนแรงและลุกลามกว้างขวางมากขี้นเรื่อยในขอบข่ายทั่วประเทศ ซึ่งกระแสต่อต้านของพลังประชาชนที่จงรักภักดีทำให้รัฐบาลทักษิณส่วนหน้าเต้องปลี่ยนจุดยืนและท่าทีชนิดหน้ามือเป็นหลังมือด้วยการชิ่งหนีลอยแพกลุ่มนิติเรดทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เคยยกย่องสนับสนุนแนวคิดของกลุ่มนิติเรดที่เสนอแก้ไขมาตรา 112 และแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ผลพวงทั้งหมดจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 เป็นโมฆะ

 แม้ นายกฯยิ่งลักษณ์ และเหล่าแกนนำพรรคเพื่อแม้วจะเรียงหน้าออกมาแก้เกี้ยวชิ่งหนี ด้วยการลอยแพงกลุ่มนิติเรดและยืนยันว่าไม่มีความคิดที่จะแก้ไขมาตรา 112 แต่ก็ถูกจับเท็จว่าเป็นเพียงปาหี่ตีสองหน้าสร้างภาพเอาตัวรอด โดย นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแสดงใบเสร็จมัดนายกฯนกแก้วและเหล่าแกนนำพรรคเพื่อแม้วที่เคยแสดงจุดยืนชัดเจนสนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 โดยหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 ก.ค.ปีที่แล้ว นายกฯยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ดิอินดีเพนเดนท์ของอังกฤษว่า จำเป็นที่จะต้องแก้ไขมาตรา 112 เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งและไม่ให้มีการนำมาตรานี้ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ขณะที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวหาเสียงว่าพรรคเพื่อไทยสนับสนุนแนวคิดแก้มาตรา 112 ส่วน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกรัฐบาล เพิ่งให้สัมภาษณ์ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาสนับสนุนแนวคิดของกลุ่มนิติเรด

 ความเป็นเครือข่ายเดียวกันของรัฐบาลทักษิณส่วนหน้าและกลุ่มนิติเรดถูกตั้งข้อสังเกตุมาตลอดเพราะแกนนำหลักที่อยู่หลังฉากกลุ่มนิติเรดล้วนแล้วแต่เป็นนักวิชาการสายเสื้อแดงหน้าเดิมๆรวมทั้งมวลชนที่สนับสนุนกลุ่มนิติเรดก็คือกลุ่มคนเสื้อแดง ขณะที่ช่วงเวลาการเคลื่อนไหวและเป้าหมายแอบแฝงตามข้อเสนอของกลุ่มนิติเรดก็สอดคล้องกับระบอบทักษิณ

 นอกจากความล้มเหลวทางด้านการเมืองจนเป็นชนวนสร้างความแตกแยกในชาติด้วยการมุ่งทำทุกอย่างเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว รัฐบาลชุดนี้ยังลุแก่อำนาจถึงกับอาศัยพวกมากลากไปออกพระราชกำหนด(พรก.)4ฉบับก่อหนี้สาธาณะจำนวนมหาศาลกว่า 1 ล้านล้านบาทโดยส่อเจตนา ทุจริตและนำเงินของแผ่นดินไปถลุงกับสารพัดโครงการประชานิยมเพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงหายนะล่มจมทางการคลังที่จะเกิดกับประเทศในอนาคตดังเช่นที่เกิดขี้นกับหลายประเทศในโลกซี่งล่าสุดก็คือการล้มละลายของประเทศกรีซ

 นอกจากนี้รัฐบาลยังล้มเหลวทำให้ประเทศเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพงถึงขนาดต้องควบคุมราคาข้าวแกง ขณะที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับสัญญาประชาคมที่พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงไว้ช่วงเลือกตั้งว่าจะกระชากภาวะค่าครองชีพให้ต่ำลง และเพิ่มรายได้ลดรายจ่ายของประชาชน

 ขณะที่ปัญหาด้านสังคมแม้รัฐบาลจะพยายามสร้างภาพเชิงปริมาณด้วยการปราบปรามยาเสพติดอย่างขนานใหญ่ แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่ายิ่งปราบยาเสพติดกลับก็ยิ่งแพร่ระบาดเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันที่ยังมีการเปิดบ่อนกลางกรุงเย้ยกฏหมายทั้งๆที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่าไม่มีบ่อนในเมืองหลวงแล้ว ส่วนคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรงก็เกิดขั้นแทบไม่เว้นแต่ละวันโดยไม่เกรงกลัวกฏหมาย

 ที่สำคัญปัญหาที่ประชาชนกำลังหวั่นวิตกเป็นอย่างมากก็คือเกรงว่าจะเกิดน้ำท่วมใหญ่ซ้ำรอยวิกฤติมหาอุทกภัยครั้งที่สร้างความหายนะแก่ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อ

 ปลายปีที่แล้ว ขณะที่นักลงทุนต่างชาติต่างก็ไม่มั่นใจในประสิทธิภาพของรัฐบาลทักษิณส่วนหน้าชุดนี้ เพราะวิกฤติมหาอุทกภัยที่เพิ่งผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นถึงความล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล และแม้จะเพิ่งจะมีบทเรียนจากวิกฤติมหาอุทกภัยมาหยกๆ แต่จนบัดนี้แผนรับมือวิกฤติอุทกภัยที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แล้วก็ยังไม่ชัดเจนโดยเฉพาะแผนระยะสั้นทำให้กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน.)ที่รัฐบาลตั้งขึ้นหลายคนไม่ว่าจะเป็น ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ดร.สมิทธ ธรรมสโรช และ นายประโมทย์ ไม้กลัด ออกมาตำหนิรัฐบาลว่าจนขณะนี้ก็ยังไม่มีแผนระสั้นที่ชัดเจน เพราะรัฐบาลมุ่งแต่ให้ความสำคัญเรื่องการใช้งบประมาณแต่กลับไม่กำหนดรายละเอียดแผนป้องกันน้ำท่วมที่ชัดเจน

 6เดือนของรัฐบาลทักษิณส่วนหน้าจึงเป็น 6 เดือนแห่งความล้มเหลวและทำให้เห็นทิศทางว่า ภายใต้รัฐบาลชุดเต็มไปด้วยปัจจัยด้านลบและเสี่ยงที่จะนำพาชาติบ้านเมืองไปสู่ความแตกแยก และหายนะอย่างไร้อนาคต ขณะที่ผลสำรวจของสวนดิสิตโพลและอีสานโพลล์ครั้งล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่าการยอมรับในรัฐบาลทักษิณส่วนหน้าลดลงอย่างต่อเนื่องในทุกด้านแม้แต่ในภาคอีสานซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทยเอง

ทีมข่าวการเมือง

 

ขบวนการคิดล้มเจ้าเหิมรุกคืบ สุมไฟวิกฤติท้าทายรัฐประหาร (แนวหน้าวิเคราะห์) 2012/01/30

http://www.naewna.com/news.asp?ID=298695

วันที่ 29/1/2012


 กลุ่มนิติราษฎร์จากนักวิชาการสายเสื้อแดงกลุ่มหนึ่งในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จนถูกตั้งฉายาว่า “นิติเรด” ได้ยกระดับการเคลื่อนไหวมาเป็นกลุ่มรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ว่าด้วยโทษฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือครก.112 ซึ่งประกอบไปด้วยบุคคลจากหลายสาขาอาชีพ อาทิ นักวิชาการในสถาบันต่างๆ ศิลปิน นักคิด นักเขียน สื่อมวลชน โดยนับวันการเคลื่อนไหวของ กลุ่มนิติเรดจะเหิมเกริมรุกคืบส่อเจตนาบ่อนทำลายสถาบันเบื้องสูงแบบเปิดหน้า ชนชัดเจนมากขึ้นทุกขณะ

 แกนนำกลุ่มนิติเรด นำโดย นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ได้รับทุนอานันทมหิดลไปศึกษาด้านกฎหมาย ที่ประเทศเยอรมนีจนจบปริญญาเอก โดยอาจารย์หนุ่มผู้นี้มีแนวคิดที่ส่อเจตนาต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ และเป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลัง นักวิชาการหนุ่มกลุ่มนี้เป็นนักวิชาการและอดีตแกนนำนักศึกษาเดือนตุลาฯที่เคย หนีเข้าป่าไปร่วมต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในอดีตและมีแนวคิดเอียงซ้ายสุดขั้ว อาทิ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.ธงชัย วินิจกุล อดีตแกนนำนักศึกษายุค 6 ตุลาฯ 2519 ซึ่งปัจจุบันเป็นอาจารย์อยู่ ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตอดีตแกนนำ นักศึกษายุค 14 ตุลาฯ 2516 นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ

 นอกจากนี้ ครก.112 ยังประกอบด้วยแนวร่วมซึ่งเป็นพวกที่ต้องการสร้างปมเด่นให้ตัวเองว่าเป็นคนทันสมัย หัวก้าวหน้าหรือพวกร้อนวิชาเห่อแนวคิดแบบชาติตะวันตกในเรื่องการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพอย่างไร้ขีดจำกัด ทั้งๆ ที่ในความจริงไม่มีประเทศไหนในโลกนี้แม้แต่ประเทศที่เป็นต้นแบบประชาธิปไตยที่ให้สิทธิเสรีภาพทำอะไรก็ได้ตามใจชอบโดยไม่มีขอบเขต และที่สำคัญประวัติศาสตร์รากเหง้า วัฒนธรรมของไทยต่างจากประเทศในตะวันตกอย่างสิ้นเชิง ซึ่งการที่ไทยดำรงความเป็นชาติอันเก่าแก่มาได้จนทุกวันนี้ก็เพราะสถาบันพระมหากษัตริยŒ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันทรงเป็นปราชญ์นักคิด นักพัฒนาและนักปกครองที่ตรากตรำประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อพัฒนา บ้านเมืองและทำให้พสกนิกรมีคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้นมาตลอดกว่า 60 ปีที่ทรงครองราชย์ และทุกครั้งที่บ้านเมืองเกิดวิกฤตการณ์ความขัดแย้งจะทรงไกล่เกลี่ยคลี่คลายจนประเทศพ้นวิกฤติมาทุกครั้ง จึงไม่แปลกที่ทรงได้รับการยอมรับไปทั่วโลกว่าเป็นราชาแห่งราชันย์ของโลก

 ข้อสังเกตก็คือความเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติเรดที่ยกระดับเป็นครก.112 เชื่อว่าน่าจะเป็นขบวนการใหญ่ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายหลายกลุ่มที่เคลื่อนไหวอย่างสอดประสานกัน โดยมีจอมบงการใหญ่ ที่คอยวางแผนและให้การสนับสนุนบรรดาแกนนำของขบวนการกลุ่มนี้ซึ่งมีอยู่หลายระดับโดยมีเป้าหมายสำคัญคือขยายผล สานต่อแนวคิดของคณะราษฎรที่เปลี่ยนแปลง การปกครองจากระบอบสมบูรณาญา สิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุขเมื่อปี 2475 โดยมุ่งที่จะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ประเทศอย่างสมบูรณ์แบบในอนาคต ซึ่ง นั่นหมายถึงการทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเพียงสัญลักษณ์ อย่างเช่น ในประเทศญี่ปุ่น หรือเปลี่ยนระบอบการปกครองไปเป็นแบบประธานาธิบดีหรือรูปแบบอื่นที่ไม่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศอีกต่อไป

 ทั้งนี้มีข้อน่าสังเกตว่าการที่กลุ่ม ครก.112 ออกมาเคลื่อนไหวแบบเปิดหน้าชน สถาบันเบื้องสูงอย่างเหิมเกริมมากขึ้น ทุกขณะซึ่งนอกจากเสนอให้แก้กฎหมายเปิดช่องให้วิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ได้แล้ว ยังถึงขนาดเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมีบทบัญญัติบังคับให้ พระมหากษัตริย์ต้องสาบานตนก่อนเข้ารับตำแหน่งว่า จะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและพิทักษ์รัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด

 นักวิเคราะห์มองว่าการเคลื่อนไหว แบบเปิดหน้าชนของกลุ่ม ครก.112 ครั้งนี้ไม่ได้หวังผลสำเร็จในการแก้ไขมาตรา 112 แต่เป้าหมายที่แท้จริงอยู่ที่การสร้างกระแสข่าวเพาะเชื้อบ่อนทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์และทำให้สังคมกล้าที่จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือโจมตีสถาบันเบื้องสูงอันจะเป็นการปูทางไปสู่เป้าหมายที่สูงกว่าในอนาคตนั่นคือเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ ซึ่งนับว่าแผนการของครก.112 ซึ่งมีขบวนการหนุนหลังครั้งนี้บรรลุเป้าหมายไปแล้วระดับหนึ่ง

 นอกจากแนวคิดแก้มาตรา 112 กลุ่มครก.112 ยังรุกคืบเสนอแนวคิดให้แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับเพื่อยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การลดอำนาจของสถาบันหลักของชาติทั้งกองทัพ สถาบันศาล ให้มาอยู่ภายใต้อำนาจ ของฝ่ายการเมือง รวมทั้งการยกเลิกองค์กรอิสระต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคขัดขวาง การยึดครองประเทศของกลุ่มธุรกิจ การเมือง

 การเคลื่อนไหวอย่างเหิมเกริมและเป้าหมายของครก.112 ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเหมือนถือดีว่ามีอำนาจอิทธิพลอันแข็งแกร่งคอยหนุนหลัง ขณะเดียวกันก็สอดคล้องกับเป้าหมายการเดิมเกมของระบอบทักษิณอย่างเหมาะเจาะจนทำให้เกิด ข้อสงสัยว่า ครก.112 ก็คือหนึ่งใน เครือข่ายของระบอบทักษิณเช่นเดียวกับรัฐบาลทักษิณส่วนหน้าชุดนี้และกลุ่มคน เสื้อแดง เพียงแต่เคลื่อนไหวภายใต้กลยุทธ์ “แยกกันเดิน แต่ร่วมกันตี” เท่านั้น

 แม้รัฐบาลทักษิณส่วนหน้าโดย นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ จะพยายามสร้างภาพว่าไม่เห็นด้วยกับกลุ่มนิติราษฎร์หรือครก.112 แต่นักวิเคราะห์กลับเชื่อว่านั่นเป็นเพียงแผนตีสองหน้า โดยหน้าฉากต่อสาธารณะทำทีคัดค้าน แต่หลังฉากให้การสนับสนุนขบวนการบ่อนทำลายสถาบันเบื้องสูงอย่างลับๆ โดยมีข้อน่าสังเกตว่า ก่อนหน้านี้เหล่าสส.และแกนนำพรรค เพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดงต่างออกมาประสานเสียงเรียกร้องให้แก้มาตรา 112 อีกทั้งสส.พรรคเพื่อไทยรวมทั้งแกนนำ คนเสื้อแดงหลายคนก็เคยถูกดำเนินคดีฐานจาบจ้วงเบื้องสูงมาแล้ว รวมทั้ง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นนายใหญ่ แต่หลังจากที่เกิดกระแสต่อต้านจากมวลชนกลุ่มต่างๆ ลุกลามรุนแรงขึ้นทุกขณะ และที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ออกมาส่งสัญญาณ เตือนอย่างแข็งกร้าวห้ามแตะมาตรา 112 อย่างเด็ดขาดทำให้ รัฐบาลทักษิณส่วนหน้าเปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือ แผนตีสองหน้าของรัฐบาลทักษิณส่วนหน้าด้านหนึ่งก็เพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกนำเข้าไปพัวพันกับขบวนการ บ่อนทำลายสถาบันเบื้องสูง อีกด้านหนึ่งเป็นการสลายเงื่อนไข สกัดไม่ให้ฝ่ายทหารยึดอำนาจล้มกระดานทางการเมือง

 จากความเคลื่อนไหวอย่างเหิมเกริมของขบวนการบ่อนทำลายสถาบันเบื้องสูงทำให้พลังมวลชนจากหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มเสื้อหลากสี กลุ่มสยามสามัคคี กลุ่มนักรบเมืองย่า จ.นครราชสีมา กลุ่มแพทย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น และชาวขอนแก่น กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ออกมาประกาศจุดยืน ต่อต้านขบวนการบ่อนทำลายเบื้องสูงและนับวันกลุ่มต่อต้าน จะขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

 ขณะที่ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานมูลนิธิศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหาร ทนไม่ได้เรียกร้องให้ทหารออกมายึดอำนาจหากขบวนการจ้องล้มสถาบันเบื้องสูงไม่หยุดการเคลื่อนไหว พร้อมทั้งทำนายว่าด้วยประสบการณ์ทางการเมืองเชื่อว่าการรัฐประหารมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นแน่นอน

 ดังนั้นคงต้องจับตาอย่ากะพริบภายใต้แนวโน้มอุณหภูมิทางการเมืองที่เดือดพล่านจากการออกมาเคลื่อนไหว บ่อนทำลายสถาบันเบื้องสูงแบบเปิดหน้าชนอย่างเหิมเกริมของ กลุ่มนิติเรดที่ยกระดับเป็นครก.112 ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าอาจจะเป็นแผนยั่วยุให้ฝ่ายทหารหมดความอดทนเข้ายึดอำนาจซึ่งจะเป็นเงื่อนไขเข้าทางระบอบทักษิณที่จะปลุกระดมคนเสื้อแดงให้ลุกฮือทำสงครามประชาชนขั้นแตกหักครั้งใหญ่เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างพลิกฟ้าเปลี่ยนแผ่นดิน เพราะดูเหมือนว่า นายใหญ่ระบอบทักษิณชักไม่แน่ใจ ในอนาคตของตัวเองและรัฐบาลทักษิณส่วนหน้าชุดนี้

ทีมข่าวการเมือง

 

ครม.ยิ่งอัปลักษณ์2ยี้ โดยทักษิณเพื่อทักษิณ (แนวหน้าวิเคราะห์) 2012/01/30

http://www.naewna.com/news.asp?ID=297597

วันที่ 22/1/2012


 แม้นายกฯนกแก้วยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะตัดสินใจปรับ “ครม.ยิ่งลักษณ์ 2″ เป็นครั้งแรกแบบลอตใหญ่ถึง 16 ตำแหน่งหลังบริหารประเทศมานานเกือบ 6 เดือน แต่โฉมหน้า “ครม.ยิ่งลักษณ์ 2″ กลับ ไม่ได้สะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายเจตนา ที่จะทำให้การบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมือง และประชาชน แต่เป็นการปรับโดยและเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเครือญาติใกล้ชิด ขณะเดียวกันเป็นกลยุทธ์เพื่อสร้างภาพทางการเมืองหวังยืดอายุรัฐบาล หุ่นเชิดระบอบทักษิณชุดนี้ให้คุมอำนาจยึดครองประเทศให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 ทั้งนี้บุคคลสำคัญที่มีอำนาจและบทบาทในการกำหนดโฉมหน้าครม.ยิ่งลักษณ์ 2 อย่างแท้จริงก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ และ เครือญาติใกล้ชิดคือ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร (ชินวัตร) หรือนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หรือ “เจ๊แดง” น้องสาวของ ทักษิณ ขณะที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นแค่ผู้นำตรายางที่แสดงตามบทเท่านั้น

 โฉมหน้ารัฐมนตรีซึ่งเป็นภาพสะท้อนตัวแทนของตระกูล “ชิน” อาทิ นายอารักษ์ ชลธารŒนนท์ อดีตประธานที่ปรึกษาบริษัทไทยคมซึ่งนั่งเก้าอี้รมว.พลังงานแทน นายพิชัย นริพทะพันธุ์ ที่ถูกเด้งพ้นครม. นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตผู้บริหาร เครือชินคอร์ป สส.พรรคเพื่อไทย ที่นั่งเก้าอี้รมต.ประจำสำนัก นายกรัฐมนตรี นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมช.คลัง เด็กในคาถา ของ “เจ๊แดง” ได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็นรมว.พาณิชย์ หรือ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม นักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 (ตท.10) เพื่อนร่วมรุ่นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เก้าอี้เหนียวด้วยโควตาสายตรง ของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ย้ายไปนั่งตำแหน่งใหญ่คือ รมว.กลาโหม ทั้งๆ ที่เป็นคนนอกและมีปัญหาขัดแย้งกับสส.พรรคเพื่อไทย การตั้งอดีตผู้บริหารบริษัทไทยคมอย่าง นายอารักษ์ มาดำรงตำแหน่งรมว.พลังงานนอกจากเพราะรมว.พลังงานคนเดิมคือ นายพิชัย บริหารผิดพลาดทำงานไม่เข้าตา พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้เป็นนายใหญ่แล้ว ยังเพราะเบื้องหลังแอบแฝงซึ่งนักวิเคราะห์ เชื่อว่า นายอารักษ์ ได้รับมอบหมายให้สานต่องานสำคัญเกี่ยวกับ ผลประโยชน์ทับซ้อนธุรกิจด้านพลังงานมูลค่ามหาศาลกับประเทศ เพื่อนบ้านคือกัมพูชาและพม่าซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการคนที่ไว้วางใจได้

 การปรับครม.ยิ่งลักษณ์ 2 ยังมีเป้าหมายสำคัญเพื่อ ประคับประคอง นายกฯยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลหุ่นเชิดชุดนี้ให้อยู่ในอำนาจให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อเดินหน้าแผนการในการยึดครองประเทศให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งทางด้านการเมืองและธุรกิจตามที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มุ่งหวังทั้งนี้เพราะผลงาน การบริหารประเทศเกือบ 6 เดือนที่ผ่านมาของรัฐบาลภายใต้การบริหารของนายกฯนกแก้วเรียกได้ว่าล้มเหลวเละเทะไม่เป็นท่านับวันมีแต่เสื่อมทรุดลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะจากความล้มเหลว ไร้วุฒิภาวะผู้นำของ นายกฯนกแก้วผู้เป็นน้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ จนเป็นต้นเหตุของวิกฤติมหาอุทกภัยที่สร้างความหายนะแก่ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย เพราะฉะนั้น การปรับครม.ครั้งใหญ่ถึง 16 ตำแหน่งครั้งนี้จึงเป็นกลยุทธŒเพื่อปรับโฉมสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับรัฐบาลทักษิณส่วนหน้าเพื่อลดกระแสความไม่พอใจของประชาชน ขณะเดียวกันก็เป็นการกลบเกลื่อนความล้มเหลวเละเทะของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา

 นอกจากนี้การปรับครม.ยิ่งลักษณ์ 2 ครั้งนี้ยังมีสาเหตุเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทยจากการแย่งเก้าอี้รัฐมนตรี โดยใช้แนวทางสมบัติผลัดกันชมเปิดโอกาสให้คนที่ยังไม่เคยเป็นรัฐมนตรีหรือแสดงความภักดีต่อระบอบทักษิณเวียนเทียน เข้ามานั่งเก้าอี้เสนาบดีเพื่อเสริมบารมีและชื่อเสียง ขณะเดียวกันก็เป็นการปรับเพื่อยุติศึกเกาเหลาระหว่างรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นคู่เกาเหลาระหว่าง นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง กับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ซึ่งมีแนวคิดขัดแย้งอย่างเห็นได้ชัดกรณีการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนหนี้ 1.14 ล้านล้านบาท จากรัฐบาลไปเป็นภาระของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือคู่เกาเหลาในกระทรวงคมนาคมระหว่าง พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม กับสอง รมช.คมนาคมคือ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก และนายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์

 ที่สำคัญการปรับครม.ยิ่งลักษณ์ 2 นี้ยังเป็นการปูนบำเหน็จรางวัลชิ้นใหญ่ให้กับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงคือ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สส.พรรคเพื่อไทย ที่เลื่อนจากชนชั้นไพร่เป็นอำมาตย์สมใจอยาก ทั้งๆ ที่เป็นหนึ่งในผู้ต้องหาก่อการร้ายในเหตุการณ์เผาบ้านทำลาย เมืองจนพินาศย่อยยับมื่อปี 2553 ขณะเดียวกันในบรรดารัฐมนตรีหน้าใหม่ของครม.ยิ่งลักษณ์ 2 ยังสะท้อนภาพความอัปลักษณ์และอื้อฉาวเมื่อ นางนลินี ทวีสิน ที่ข่าวระบุว่าเป็นสายตรงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกลับถูกเปิดโปงจากสื่อต่างชาติว่าเป็น 1 ใน 4 บุคคลที่ถูกทางการสหรัฐอเมริกาขึ้นบัญชีดำห้ามเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาอย่างเด็ดขาดฐาน มีส่วนร่วมให้การสนับสนุนประธานาธิบดีมูกาเบของประเทศซิมบับเว ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น จอมเผด็จการทรราชนักคอร์รัปชั่นและ ใช้อำนาจกดขี่ชาวซิมบับเว

 ข้อสังเกตประการหนึ่งที่สะท้อนให้ เห็นว่าการปรับครม.ยิ่งลักษณ์ 2 ครั้งนี้ไม่ได้ ตอบสนองผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง อย่างแท้จริงก็คือ รัฐมนตรีหลายคนที่มีพฤติกรรมและภาพลักษณ์ “ยี้” กลับไม่ถูก ปรับเปลี่ยน อาทิ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ที่ล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิงในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ซ้ำปล่อยให้มีการทุจริตฉ้อฉลสิ่งของบริจาคช่วยน้ำท่วมของประชาชนและการจัดซื้อถุงยังชีพ หรือนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ซึ่งทันที ที่เข้ามารับหน้าที่ก็มุ่งทำทุกอย่างเพื่อเอาใจ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยเฉพาะการคืนพาสปอร์ต ให้พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งๆ ที่เป็นนักโทษหนีคุก

 นอกจากนี้การย้ายเตะโด่ง พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา พ้นเก้าอี้ รมว.กลาโหมแล้วตั้ง พล.อ.อ.สุกำพล ตท.10 เพื่อนสนิท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ มานั่งเก้าอี้รมว.กลาโหมแทน เพราะ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ประนีประนอมกับกองทัพมากเกินไป ถือเป็นสัญญาณอันตรายและสะท้อนแผนแตกหักของ พ.ต.ท. ทักษิณ ที่ต้องการส่งเพื่อนสนิทเข้ามารุกคืบคุมอำนาจในกองทัพให้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดซึ่งเป็นจุดเปราะบางและระเบิดเวลา ลูกใหญ่ที่อาจทำให้รัฐบาลและกองทัพเผชิญหน้ากันขั้นแตกหักจนนำไปสู่การล้มกระดานทางการเมือง

 ข้อน่าสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือการปรับครม.ยิ่งลักษณ์ 2 ครั้งนี้ไม่มีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีในโควตาของพรรคชาติไทยพัฒนา โดยเฉพาะ นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ หลังจากที่ นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา หัวหน้าพรรค ชาติไทยพัฒนา น้องชายของ นายบรรหาร ศิลปอาชา ผู้นำเงาตัวจริงของพรรคชาติไทยพัฒนา ออกมาส่งสัญญาณแข็งกร้าวถึงพรรคเพื่อไทยว่าห้ามแตะรัฐมนตรีในโควตาพรรคชาติไทยพัฒนา อย่างเด็ดขาด ซึ่งการปรับครม.ครั้งนี้จึงแสดงให้เห็นว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ยังเกรงและไม่กล้าหักดิบแตกหักกับ นายบรรหาร

 จากภาพรวมโฉมหน้าครม.ยิ่งลักษณ์ 2 ที่ออกมาสะท้อน ให้เห็นว่าเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อสนองประโยชน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณและตระกูลชิน และเพื่อยืดอายุรัฐบาลหุ่นเชิดชุดนี้ ออกไปให้นานที่สุดเท่านั้น ขณะเดียวกันยังมีแนวโน้มที่จะ เป็นชนวนนำความหายนะมาสู่ชาติบ้านเมือง ดังนั้นนักวิเคราะห์ทางการเมืองเชื่อว่า ถึงจะมีการปรับครม.อีกกี่ครั้งก็ตาม หากตราบใดที่ยังไม่ปรับตัวน.ส.ยิ่งลักษณ์ซึ่งเป็นเพียงหุ่นเชิด ที่ไร้วุฒิภาวะความเป็นผู้นำอย่างสิ้นเชิงและเป็นการปรับโดยทักษิณและเพื่อทักษิณ ตราบนั้นก็คงไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้นต่อชาติบ้านเมืองโดยรวม

ทีมข่าวการเมือง

 

ดึงดันแก้รธน.เพื่อแม้ว ทักษิณได้แต่ชาติหายนะ (แนวหน้าวิเคราะห์) 2012/01/30

http://www.naewna.com/news.asp?ID=296503

วันที่ 15/1/2012

เครือข่ายระบอบทักษิณผ่านรัฐบาลหุ่นเชิดภายใต้การนำของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าเกมรุกแผนขับเคลื่อนมุ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งมีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อฟฮกโทษความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเหล่าแกนนำคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองและทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาท ที่ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินคืน

 แม้ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเกิดข่าวสับสนในแนวทางการขับเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญของระบอบทักษิณเมื่อ ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ(คอ.นธ.) ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ตั้งขึ้นจะออกมาสร้างข่าวฮือฮาด้วยการเสนอแนวคิดให้รัฐบาลเร่งปิดเกมการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการไม่ต้องมีตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) ให้เสียเวลาและสิ้นเปลืองงบประมาณ แล้วใช้มติคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้มีความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ 34 คน จากตัวแทนหลายฝ่ายมาเป็นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งจะใช้เวลาเพียง 60 วันในการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เสร็จสิ้น

 แนวคิดดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก นายกฯยิ่งลักษณ์ ในทันควันทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ นายกฯยิ่งลักษณ์ เองเพิ่งจะแสดงความเห็นสนับสนุนการตั้ง ส.ส.ร.เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่กลับหันมาสนับสนุนการตั้ง 34 คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตามแนวคิดของ ดร.อุกฤษ ที่ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 การออกมาขับเคลื่อนไหวของ ดร.อุกฤษ และท่าทีสอดรับของ นายกฯยิ่งลักษณ์ ทำให้นักวิเคราะห์ทางการเมืองตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นการสะท้อนสัญญาณจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีรายงานข่าวว่ากล่าวกับสส.พรรคเพื่อไทยกลุ่มหนึ่งซึ่งเดินทางไปพบที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก่อนหน้านี้ว่า ต้องการให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จโดยเร็วที่สุดและไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่จะตั้งส.ส.ร.หรือมีการลงประชามติเพราะทำให้เสียเวลาและอาจเกิดปัญหาแทรกซ้อน

 อย่างไรก็ตาม การออกมาโยนหินถามทางตามแนวคิดของ ดร.อุกฤษ กลับถูกต่อต้านจากหลายฝ่าย แม้แต่ในหมู่ สส.พรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงเอง โดยล่าสุด นายอุดมเดช รัตนเสถียร สส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมการประสานงาน(วิป) พรรคร่วมรัฐบาล แถลงว่า วิปรัฐบาลมีมติให้แก้ไขมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการตั้ง ส.ส.ร.เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยจะยื่นแก้ไขมาตรา 291 ได้ในราวต้นเดือนหน้า

 เช่นเดียวกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงอย่าง นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธานกลุ่มคนเสื้อแดง และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ สส.พรรคเพื่อไทย ที่คัดค้านแนวคิดของ ดร.อุกฤษ โดยสนับสนุนให้มีการตั้ง ส.ส.ร.เพื่อมายกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนซึ่งจะเป็นการสร้างความชอบธรรมและเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ใครมาขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ได้

 ขณะเดียวกันกลุ่มคนเสื้อแดงก็ล่ารายชื่อมวลชนคนเสื้อแดงให้ได้มากกว่า 50,000 ชื่อ เพื่อยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกทางหนึ่งด้วยเพื่อสร้างภาพว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นความต้องการของประชาชน และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จซึ่งไม่เพียงเป้าหมายเพื่อลบล้างโทษความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และเหล่าแกนนำคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายเผาเมือง แต่ยังรวมถึงเป้าหมายใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในระยะยาวนั่นคือการปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศเป็นรัฐไทยใหม่

 แต่ไม่ว่าเครือข่ายระบอบทักษิณทั้งรัฐบาลหุ่นเชิดพรรคเพื่อไทย กลุ่มคนเสื้อแดง หรือ คอ.นธ. จะมีแนวคิดในวิธีการเพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่แตกต่างกัน แต่ก็เป็นไปตามยุทธวิธี “แยกกันดี ร่วมกันตี”เพราะถึงที่สุดแล้วล้วนมีเป้าหมายหลักเดียวกันนั่นคือ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ และระบอบทักษิณ

 ล่าสุดแนวคิดของ คอ.นธ. ส่อเค้าจะเป็นหมันเนื่องจากถูกกระแสต้านอย่างหนักทั้งจากภารนอกและภายในรัฐบาลเอง โดยแนวโน้มคาดว่าจะต้องมีการแก้ไขมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญเพื่อตั้ง ส.ส.ร.เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งความเคลื่อนไหวที่จะต้องจับตาต่อไปหลังจากที่มีการยื่นแ ก้ไขมาตรา 291 ก็คือ ที่มาและสัดส่วนของ ส.ส.ร.โดยที่ผ่านมาวิปรัฐบาลและแกนนำคนเสื้อแดงเสนอให้มี ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งทั่วประเทศจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน และตัวแทนจากกลุ่มต่างๆที่กลุ่ม ส.ส.ร.กันเองอีก 24 คน ซึ่งหากเป็นไปตามแนวคิดนี้ไม่ต่างอะไรจากการล็อกสเปกการแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่เริ่มต้น เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่าหากส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งพรรคร่วมรัฐบาลย่อมชนะอยู่วันยังค่ำเพราะครองเสียงข้างมากอยู่แล้ว อีกทั้งยังได้เปรียบจากการอาศัยกลไกอำนาจรัฐ

 ด้วยเหตุนี้จึงมีข้อเสนอจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านให้เพิ่มสัดส่วน ส.ส.ร.เลือกตั้งเป็นจังหวัดละ 2 คนเพื่อป้องกันฝ่ายการเมืองเข้าไปครอบงำมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง ส.ส.ร.

 เพราะฉะนั้นจากปรากฏการณ์ล่าสุดในภาพรวมสะท้อนให้เห็นเครือข่ายระบอบทักษิณเดินหน้าเร่งเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเอาจริงเอาจังโดยเริ่มยื่นแก้ไขมาตรา 291 ในเดือนหน้า ขณะที่ นายกฯยิ่งลักษณ์ ส่งสัญญาณชัดเจนอ้างว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นความต้องการของประชาชน และเป็นนโยบายที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้กับประชาชนว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญภายใน 1 ปี

 อย่างไรก็ตาม จากความทุ่มเทของเครือข่ายระบอบทักษิณที่ตั้งหน้าตั้งตามุ่งที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จทำให้ถูกตั้งคำถามว่าแล้วชาติบ้านเมืองและประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ซึ่งคำตอบก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อผลประโยชน์หลักของคนเพียงคนเดียวคือ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยอ้างเรื่องการสร้างความปรองดองบังหน้า โดยมีอนาคตความวิบัติหายนะของชาติบ้านเมืองเป็นเดิมพัน จึงไม่แปลกที่นักการเมืองลายครามอย่าง นายชัย ชิดชอบ อดีตประธานรัฐสภา จึงส่งสัญญาณเตือนว่า จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกครั้งมักนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้โดย ไม่ยุบสภาหรือไม่ก็ถูกรัฐประหาร

ทีมข่าวการเมือง

 

การเมือง-เศรษฐกิจปีงูใหญ่ร้อนแรง ระเบิดเวลารัฐบาลหุ่นเชิดทักษิณ (แนวหน้าวิเคราะห์) 2012/01/30

http://www.naewna.com/news.asp?ID=295462

วันที่ 8/1/2012


 นักวิเคราะห์ทางการเมืองตลอดจนสื่อทั้งไทยและเทศต่างเฝ้าจับตาสถานการณ์ของประเทศไทยในปีงูใหญ่ 2555 ด้วยความลุ้นระทึกเพราะประเทศไทยในช่วง 4-5 ป•ที่ผ่านมาตกเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก จากการเผชิญกับวิกฤติความรุนแรงทางการเมืองครั้งร้ายแรงถึงขั้นก่อการร้ายเผาเมืองรวมทั้งเพิ่งจะเกิดวิกฤติมหาอุทกภัยที่สร้างความหายนะครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่น และทำลายเศรษฐกิจของประเทศเสียหายยับเยิน ขณะที่ในปีงูใหญ่นี้อุณหภูมิทางการเมืองมีแนวโน้มเดือดพล่านจากปมปัญหาทาง การเมืองหลายประการที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะนำไปสู่วิกฤติทาง การเมืองครั้งสำคัญจนอาจถึงขั้นเกิดกลียุคนองเลือด

 ปัจจัยเสี่ยงซึ่งเปรียบเสมือนระเบิดเวลาลูกใหญ่สำหรับรัฐบาลหุ่นเชิดระบอบทักษิณภายใต้การนำของ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็คือการที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มคนเสื้อแดง ดึงดันตะแบงที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญและออกกฎหมายนิรโทษกรรมซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่ามีเป้าหมายแอบแฝงที่แท้จริงมุ่งลบล้างโทษความผิดทั้งหมดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเหล่าแกนนำคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมือง รวมทั้งทำให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ได้ทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาท ที่ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินคืน ซึ่งการดันทุรังที่จะทำทุกอย่างเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยไม่สนใจหลักนิติรัฐและความถูกต้องชอบธรรมตลอดจนบรรทัดฐานที่ดีงามทางสังคมจะนำไปสู่การลุกฮือต่อต้านจากกลุ่มพลังประชาชนหลายกลุ่ม จนเสี่ยงที่จะเกิดกลียุคนองเลือด

 อีกปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่เป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่สุดก็คือ ความพยายามที่จะแก้ไขมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยโทษ ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะตัวแทนของกองทัพออกมาส่งสัญญาณเตือนหลายครั้งแล้วว่า กองทัพยอมไม่ได้หากมีการแก้ไขมาตรา 112 ขณะที่ประชาชนผู้จงรักภักดีทั่วประเทศก็พร้อมที่จะออกมาต่อต้านขบวนการที่เป็นภัยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

 การส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวของกองทัพทำให้พรรคเพื่อไทย ซึ่งเดิมมีแนวคิดที่จะแก้ไขมาตรา 112 ต้องกลับลำยอมถอยโดยยืนยันว่าจะไม่แตะต้องมาตรา 112 โดยเฉพาะ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ถึงกับประกาศว่าจะต่อต้านขบวนการที่คิดแก้ไขมาตรา 112 อย่างถึงที่สุด แต่ก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเพียงเกมสร้างภาพของ ร.ต.อ.เฉลิม อีกทั้ง ร.ต.อ.เฉลิม นั้นก็ไร้อำนาจอิทธิพลใดๆ ในพรรคเพื่อไทย ดังนั้นคำประกาศของ ร.ต.อ.เฉลิม จึงแทบจะไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิง

 อย่างไรก็ตามการยอมถอยของพรรคเพื่อไทยถูกตั้งข้อสังเกต ว่าเป็นเพียงเกมอำพรางแล้วหันไปใช้ยุทธวิธีแบบ “แยกกันเดิน แต่ร่วมกันตี” โดยปล่อยให้เครือข่ายระบอบทักษิณอย่างกลุ่มคนเสื้อแดงหรือนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ออกมาเคลื่อนไหวผลักดันให้มีการแก้ไขมาตรา 112 โดยระบอบทักษิณให้การสนับสนุนอยู่ข้างหลัง

 ความเคลื่อนไหวที่พยายามเปิดเกมรุกส่อเจตนาที่เป็นภัยต่อ สถาบันเบื้องสูงอันกระทบต่อความมั่นคงของชาติหากยังดันทุรัง ต่อไปโดยเฉพาะกลุ่มนิติราษฎร์ที่เป็นหัวหอกในเรื่องนี้ในที่สุดอาจเป็นชนวนทำให้กองทัพหมดความอดทนถึงจุดแตกหักจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ

 ระเบิดเวลาทางการเมืองที่สำคัญอีกลูกหนึ่งก็คือความพยายาม ของพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะแก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบบริหารราชการกระทรวงกลาโหมเพื่อเปิดทางให้ระบอบทักษิณสามารถ เข้าไปแทรกแซงล้วงลูกการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร อันเป็นแผนที่ ผลักดันคนของตัวเองเข้าไปยึดอำนาจจากกองทัพซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญด่านสุดท้ายสำหรับระบอบทักษิณที่มีแผนจะเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ความเป็นรัฐไทยใหม่ โดยกองทัพส่งสัญญาณเตือนชัดเจนว่า การเมืองอย่าคิดแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร

 ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นถือเป็นระเบิดเวลาอีกลูกหนึ่งที่ จะก่อให้เกิดวิกฤติศรัทธาจนอาจลุกลามส่งผลต่อเสถียรภาพสำหรับ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยเฉพาะการทุจริตงบประมาณมหาศาลเพื่อฟื้นฟู เยียวยาประเทศหลังวิกฤติมหาอุทกภัยเพราะแม้แต่ในช่วงวิกฤติมหาอุทกภัยพรรคเพื่อไทยยังฉวยโอกาสทุจริตฉ้อฉลนำสิ่งของบริจาค ของประชาชนไปแอบอ้างใช้หาเสียงส่วนตัวและแจกจ่ายให้กับมวลชน คนเสื้อแดงเป็นกรณีพิเศษ รวมทั้งการทุจริตงบจัดซื้อถุงยังชีพแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัยอย่างไร้ความละอาย

 นอกจากนี้สิ่งที่หลายฝ่ายกำลังจับตาก็คือการทุจริตเชิงนโยบาย และผลประโยชน์ทับซ้อนเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยอาศัยรัฐบาลหุ่นเชิด ยิ่งลักษณ์เป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์จากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจด้านพลังงานกับกัมพูชาและพม่า

 อีกปัญหาหนึ่งที่จะเป็นระเบิดเวลาสำหรับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็คือ ปัญหาเศรษฐกิจจากการที่ประชาชนต้องเผชิญกับภาวะข้าวยาก หมากแพงจากสินค้าอุปโภคบริโภคที่ราคาพุ่งสูงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจในภาพรวมมีแนวโน้มถดถอยในปีนี้ทั้งจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำ ส่วนปัจจัยภายในประเทศยังได้รับผลกระทบจากวิกฤติมหาอุทกภัยเนื่องจากประชาชนจำนวนมากที่ประสบภัยไม่มีกำลังซื้อ ขณะที่หลายแสนคนต้องตกงาน ส่วนรัฐบาลก็ต้องใช้งบประมาณหลายแสน ล้านบาทไปกับการฟื้นฟูเยียวยาประเทศภายหลังวิกฤติมหาอุทกภัย

 และทั้งๆ ที่ประเทศบอบช้ำจากวิกฤติมหาอุทกภัย แต่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยกลับมือเติบผลาญงบแผ่นดินมหาศาลไปกับโครงการประชานิยมทั้งหลายที่ไม่ก่อประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยมุ่งแต่จะหาเสียงทางการเมืองแทนที่จะนำงบประมาณมหาศาลก้อนนี้ไปใช้ในการฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤติมหาอุทกภัย ขณะเดียวกันก็ผลาญงบประมาณแผ่นดินก่อหนี้สาธารณะด้วยการเล่นแร่แปรธาตุออกพระราชกำหนดเพื่อโอนหนี้สาธารณะกว่า 1.1 ล้านล้านบาทไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)

 จากปัญหาเศรษฐกิจที่ถดถอยและภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น จะสร้างความไม่พอใจต่อประชาชนทุกหย่อมหญ้ามากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจถึงจุดเดือด

 ระเบิดเวลาอีกลูกหนึ่งสำหรับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็คือการเตรียม รับมือกับอุทกภัยครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึงในช่วงฤดูน้ำหลากอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ หลังจากที่รัฐบาลล้มเหลวและไร้ประสิทธิภาพในการ บริหารจัดการน้ำอย่างสิ้นเชิงจนเป็นต้นเหตุของวิกฤติมหาอุทกภัยที่สร้างความพินาศย่อยยับให้ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.3 ล้านล้านบาท และถือเป็นภัยพิบัติอันเลวร้ายอันดับ 4 ของโลกเมื่อปีที่แล้ว

 แม้รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการหลายชุดเพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤติอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้น แต่ล่าสุดเพียงเริ่มต้นของปีใหม่ก็เกิดอุทกภัยในหลายจังหวัดภาคใต้ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพ ในการเตรียมรับมือของรัฐบาลที่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน เพื่อเป็นหลักประกันและสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติได้ว่าจะไม่เกิดวิกฤติมหาอุทกภัยซ้ำอีกในปีนี้

 จากสารพัดระเบิดเวลาทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจทั้งหมดข้างต้นจึงเป็นศึกหนักและบททดสอบอันท้าทายสำหรับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่าจะสามารถนำรัฐนาวาฝ่าฟันมรสุมไปได้ตลอด รอดฝั่งหรือไมˆ แต่ที่สำคัญคือระเบิดเวลาทางการเมืองซึ่งหากระบอบ ทักษิณยังดันทุรังเดินหน้าทำเพื่อคนเพียงคนเดียวก็อาจนำไปสู่วิกฤติกลียุคมิคสัญญีโดยมีหายนะของชาติบ้านเมืองเป็นเดิมพัน

ทีมข่าวการเมือง

 

พท.หักดิบแก้รธน.ดันนิรโทษแม้ว เมินกระแสต้านท้าทายนิติรัฐ 2011/12/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=293548

วันที่ 25/12/2011


 พรรคเพื่อไทยส่งสัญญาณเดินหน้าเต็มตัวหลังเปิดสภาสมัยนิติบัญญัติเมื่อวันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมาด้วยการวางเกมผลักดัน แก้ไขรัฐธรรมนูญและผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมที่มีเป้าหมาย แอบแฝงที่แท้จริงเพื่อฟอกโทษความผิดทั้งหมดให้กับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นนายใหญ่ และเหล่าแกนนำคนเสื้อแดงที่เป็น ผู้ต้องหาก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมือง รวมทั้งทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาทที่ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินคืน

 แผนตะแบงหักดิบโดยไม่สนใจกระแสต่อต้านจากพลังประชาชนหลายกลุ่มหรือหลักนิติรัฐครั้งนี้ไม่คำนึงว่าจะดำเนินการ ด้วยวิธีการใดๆ แต่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ตามแผนที่วางไว้ให้จงได้

 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับ ซุกเป้าหมายเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้นผู้ที่มีบทบาทสำคัญคือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี สส.บัญชีรายชื่ออันดับ 3 พรรคเพื่อไทยที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่าขณะนี้ได้เตรียมร่างกฎหมายไว้แล้วพร้อมที่จะยื่นร่างได้ทันทีหากพรรคเพื่อไทยมีมติเห็นชอบ ให้เดินเครื่อง

 พรรคเพื่อไทยวางแผนเดินเกมอย่างเป็นขั้นตอนและแบ่งงาน กันทำอย่างเป็นขบวนการเพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญและผลักดัน กฎหมายนิรโทษกรรมบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ โดยในเรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญพยายามชูจุดขายสร้างความชอบธรรมด้วยการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญและสร้างภาพการทำประชามติ

 แต่ประเด็นที่จะต้องจับตาก็คือที่มาของ ส.ส.ร.ที่จะมา ยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งแน่นอนว่าพรรคเพื่อไทยจะต้องวางแผน ล็อกสเปกกำหนดวิธีการสรรหาและสัดส่วนของส.ส.ร.ซึ่งพรรค เพื่อไทยมั่นใจว่าจะสามารถคุมเสียงส่วนใหญ่ในส.ส.ร.ให้ ทำหน้าที่ร่างทรงไว้ได้ เช่นเดียวกับการทำประชามติซึ่งพรรคเพื่อไทยสามารถอาศัยกลไกอำนาจรัฐทำให้ผลประชามติที่ จะออกมาเป็นไปตามที่ตัวเองต้องการได้ไม่ยาก

 สำหรับประเด็นสำคัญที่สุดในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่พรรคเพื่อไทยเตรียมยกเลิกก็คือมาตรา 309 ซึ่ง นายพีรพันธุ์ พาลุสุข สส.ยโสธร หนึ่งในทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ประกาศชัดว่า จะต้องมีการยกเลิกแน่นอน เพราะมีสาระสำคัญที่ให้การรับรองคำสั่ง ประกาศหรือระเบียบใดๆ ของคณะรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549

 การยกเลิกมาตรา 309 ก็เท่ากับผลพวงใดๆ อันเกิดจากการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลทักษิณเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ถือเป็นโมฆะ ซึ่งเป้าหมายที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการก็คือลบล้างโทษความผิดคดีทุจริตของตัวเองทั้งหมดอันเกิดจากการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน (คตส.) ซึ่งรวมทั้งคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษกจนทำให้ตัวเองต้องถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก 2 ปี และที่สำคัญคือคดีที่ถูกตัดสินยึดทรัพย์ 46,000 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดินฐานร่ำรวยผิดปกติ

 ประเด็นสำคัญในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะยกเลิกเช่นกันก็คือมาตรา 102 (7) ที่บัญญัติข้อห้ามสำหรับผู้มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งสส.ว่าจะต้องไม่เป็นผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ซึ่งมาตรา 102 (7) ถือเป็นเงื่อนตายที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หมดสิทธิ์กลับมา ยิ่งใหญ่ทางการเมืองไปตลอดชีวิตตราบใดที่ยังไม่มีการยกเลิกบทบัญญัติในประเด็นนี้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่าผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ต้องเป็น สส.เท่านั้น ดังนั้นเพื่อเปิดทาง ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกในอนาคตก็ต้องยกเลิกบทบัญญัติในมาตรา 102 (7)

 ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยยังมีจุดหมายในอีกหลายประเด็นซึ่งรวมทั้งการทำให้องค์กรอิสระและขบวนการยุติธรรมอ่อนแอลงและถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองได้ง่าย อันจะเป็นเครื่องมือฟอกผิดและทำให้ระบอบทักษิณพ้นจาก การถูกตรวจสอบลงโทษ

 ในส่วนความพยายามที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรม พรรคเพื่อไทยใช้ชูจุดขายสร้างความชอบธรรมด้วยการอ้างว่าเป็น การนิรโทษกรรมโทษความผิดแก่ทุกฝ่ายทุกสีอันเป็นผลพวงหลังการ รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 เพื่อสร้างความปรองดอง ทั้งๆ ที่เป้าหมายและผลประโยชน์ที่แท้จริงตกอยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ

 นอกเหนือจากการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายนิรโทษกรรมผ่านทางช่องทางของพรรคเพื่อไทยแล้ว นพ.เหวง โตจิราการ สส.พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง ยังออกมาเปิดเผยว่าได้เตรียมรวบรวมรายชื่อประชาชนให้ได้ 50,000 ชื่อ เพื่อยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายนิรโทษกรรม อีกทางหนึ่งด้วย

 ขณะเดียวกันแกนนำพรรคเพื่อไทยอย่าง นายวัฒนา เมืองสุข สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาสร้างความปรองดองแห่งชาติของสภา ผู้แทนราษฎรก็พยายามเคลื่อนไหวโดยจับมือกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้า พรรคมาตุภูมิ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการชุด ดังกล่าว เพื่อผลักดัน ให้มีการ ออกกฎหมาย โดยอ้าง ว่าเพื่อสร้างความ ปรองดอง แต่มีการตั้ง ข้อสังเกตว่า เป้าหมาย ที่แท้จริงก็คือเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ

 ขณะที่มีรายงานข่าวว่า พล.อ.สนธิ ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 แต่หลังจากที่เข้าสู่สนาม การเมืองจุดยืนกลับเปลี่ยนไปท่ามกลางข่าวลือสะพัดว่า พล.อ.สนธิ หันไปจับมือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยมีเงื่อนไขผลประโยชน์แลกเปลี่ยน บางอย่าง หรืออาจด้วยเหตุนี้จึงทำให้ พล.อ.สนธิ ส่งสัญญาณว่าทุกฝ่ายควร “อภัย” ซึ่งกันและกันเพื่อสร้างความปรองดอง

 ด้าน นายวัฒนา พยายามชูจุดขายผลักดันในคณะกรรมาธิการฯด้วยการเตรียมนำคำสั่งคณะรัฐมนตรีตามนโยบาย 66/2523 ในยุคที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีสาระสำคัญใช้การเมืองนำการทหารจนสามารถเอาชนะพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ด้วยการนิรโทษกรรมให้กับอดีตนักศึกษาและประชาชนที่หลงผิดที่เข้าร่วมกับพคท.ในอดีตแล้วกลับมาร่วมพัฒนาชาติมาใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างความปรองดองด้วยการออกกฎหมาย นิรโทษกรรมแก่ทุกฝ่ายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549

 ขณะที่การประชุมคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรค ร่วมรัฐบาลครั้งล่าสุด นายอุดมเดช รัตนเสถียร สส.นนทบุรี พรรค เพื่อไทย ในฐานะประธานวิปพรรคร่วมรัฐบาลแถลงว่าวิปรัฐบาลมีมติให้ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภาในเดือนหน้าโดยไม่สนใจกระแสต่อต้านของกลุ่มพลังประชาชนหลายกลุ่ม โดยประธานวิปรัฐบาลกล่าวอย่างเย้ยหยันว่า พวกที่ออกมาต่อต้านล้วนแต่เป็นพวกขาประจำ

 จากท่าทีของพรรคเพื่อไทยย่อมสะท้อนสัญญาณจาก พ.ต.ท.ทักษิณผู้เป็นนายใหญ่ที่เดินหน้าหักดิบเดินเครื่องผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายนิรโทษกรรมที่มีเป้าหมายแอบแฝงที่แท้จริงเพื่อฟอกโทษความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ แทนที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นอย่างที่อ้างกลับจะเป็น ชนวนไปสู่วิกฤตินองเลือดซึ่งจะรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่าระบอบทักษิณจะไม่สนใจต่อกระแสต่อต้านจากพลังประชาชนที่คัดค้านหรือหายนะใดๆ ที่จะเกิดขึ้นกับชาติบ้านเมือง เพียงขอให้บรรลุเป้าหมายที่นายใหญ่ต้องการเท่านั้นเป็นพอ

ทีมข่าวการเมือง

 

อนาคตชาติเสี่ยง ภายใต้รัฐบาลยิ่งเละ 2011/12/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=291609

วันที่ 11/12/2011


 รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี บริหารราชการ แผ่นดินมาครบ 4 เดือนท่ามกลางคำถาม ว่าชาติบ้านเมืองมีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าและประชาชนอยู่ดีมีสุขมากขึ้นหรือไม่ คำตอบก็คือสถานการณ์บ้านเมือง ในทุกด้านกลับเลวร้ายเสื่อมถอยลง เพราะ นอกจากความล‰มเหลวไร้ประสิทธิภาพและที่สำคัญคือความไร้วุฒิภาวะของผู้นำ ประเทศแล้ว การบริหารงานที่นับวันยิ่งเลอะ ยิ่งเละของรัฐบาลชุดนี้ยังเป็นต้นเหตุนำมา ซึ่งความหายนะสู่ประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ

 พฤติกรรมที่เป็นจริงของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์นับวันจะพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจน ว่าสวนทางกับนโยบายที่ให้สัญญาประชาคม สร้างภาพไว้กับประชาชนอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะนโยบายสร้างความปรองดอง เพราะตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศสิ่งที่รัฐบาลซึ่งเป็นหุ่นเชิดที่ชักใยบงการโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มุ่งแต่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อออกกฎหมาย ฟอกโทษความผิดทั้งหมดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และเหล่าแกนนำ คนเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมือง รวมทั้ง ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาท ที่ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินคืนอันเป็นชนวนระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่สุมไฟจุดชนวนวิกฤติความแตกแยกในชาติให้ลุกโชนจนเสี่ยงนำไปสู่กลียุคมิคสัญญี

 นอกจากนี้ รัฐบาลโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ซึ่งรับผิดชอบดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ยังถูกตั้ง ข้อสังเกตว่าพยายามเล่นเกมจุดชนวนวิกฤติแตกแยกด้วยการชี้นำเร่งรัดพนักงานสอบสวนเพื่อเอาผิดรัฐบาลชุดที่แล้วโดยเฉพาะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง รวมทั้งผู้นำกองทัพด้วยข้อกล่าวหาสั่งการฆ่าประชาชนในเหตุการณ์ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปีที่แล้ว จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 91 ราย

 ทั้งนี้ในเหตุการณ์ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปีที่แล้วเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ก่อการร้ายเพื่อช่วงชิง อำนาจรัฐ โดยอาศัยม็อบคนเสื้อแดงและกองกำลังชุดดำที่มี การวางแผนมาเป็นอย่างดีโดยพยายามทำให้เกิดสงครามกลางเมือง และมีผู้เสียชีวิตบาดเจ็บจำนวนมากเพื่อใช้เป็นข้ออ้างสร้างความชอบธรรมในการโค่นล้มรัฐบาลชุดที่แล้วเพื่อให้ระบอบทักษิณกลับมามีอำนาจยึดครองประเทศอีกครั้ง และในบรรดาผู้เสียชีวิต 91 ราย รวมถึง พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม (ภายหลังได้รับการเลื่อนยศเป็นพล.อ.) และทหารอีก 4 นาย

 นอกจากนี้ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายตั้งแต่เดือนเม.ย.ถึง 19 พ.ค.ปีที่แล้ว มีตำรวจ และประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากเสียชีวิตจากกองกำลังนักรบชุดดำและกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งมีภาพถ่ายหลักฐานชัดเจนว่าเป็นขบวนการที่ปะปนอยู่ในกลุ่มคนเสื้อแดง และจากการสืบสวนทางลึกยังชี้ว่า กองกำลังชุดดำ เหล่านี้ส่วนหนึ่งได้รับการจัดตั้งและฝึกในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อกลับมาสร้างสถานการณ์เพื่อผลทางการเมือง

 สิ่งที่หลายฝ่ายจับตาก็คือบทบาทของ ร.ต.อ.เฉลิม ที่อาจจะเบี่ยงเบนคดีจากขาวเป็นดำจากดำเป็นขาว โดยพยายามยัดเยียด ข้อหาฆาตกรสังหารประชาชนให้รัฐบาลชุดที่แล้วและกองทัพ ขณะเดียวกันก็ฟอกความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะที่อยู่ หลังฉากและเหล่าผู้ต้องหาก่อการร้ายเผาเมืองจนสะอาดบริสุทธิ์ ซึ่งการเดินเกมของ ร.ต.อ.เฉลิม เช่นนี้นักวิเคราะห์มองว่าเป็น เกมที่สุ่มเสี่ยงเหมือนกำลังเล่นกับไฟจนอาจเป็นชนวนนำไปสู่ จุดแตกหัก

 4 เดือนที่เข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลยิ่งลักษณ์นอกจากจะไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแล้ว ความไร้ประสิทธิภาพและล้มเหลวของผู้นำรัฐบาลตลอดจนเหล่า คณะรัฐมนตรียังเป็นต้นเหตุของวิกฤติมหาอุทกภัยที่สร้างความหายนะแก่ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์และทำให้สถานการณ์บ้านเมืองเลวร้ายเกิดความปั่นป่วนสับสนในแทบ ทุกด้าน ทั้งภาพรวมของประเทศ หรือแม้แต่ความขัดแย้งวุ่นวายภายในรัฐบาลเอง

 ทั้งหลายทั้งปวงวิกฤติหายนะและความตกต่ำเสื่อมถอยของชาติบ้านเมืองที่เกิดขึ้นถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเพราะภาวะ ผู้นำที่อ่อนด้อยของ นายกฯยิ่งลักษณ์ โดยเป็นเพียงหุ่นเชิด ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้เป็นพี่ชายวางแผนใช้หลักการตลาดผลักดันขึ้นเป็นผู้นำประเทศด้วยเวลาเพียง 49 วัน ทั้งๆ ที่น้องสาวไม่มีประสบการณ์และศักยภาพแม้แต่น้อย ซึ่งผลก็คือความโชคร้ายของประเทศที่ต้องตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเดินไปสู่ความล้มเหลว วิบัติย่อยยับภายใต้การนำของผู้นำที่ไร้ประสิทธิภาพ

 นอกจากล้มเหลวไร้วิสัยทัศน์ในการบริหารประเทศแล้ว นายกฯยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลยังสร้างปัญหาและทำผิดพลาดในเรื่องไม่บังควรซ้ำซาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่เฟซบุ๊คของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่นำพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 โดยมี นายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่ร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบกษัตริย์มาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเมื่อปี 2475 กำลังเข้าเฝ้าฯ มาประกอบ ในคำถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่ง แม้จะมีการลบภาพดังกล่าวและมีการทำหนังสือขอพระราชทาน อภัยโทษในเวลาต่อมา แต่ก็ยังมีเสียงเรียกร้อง จากหลายฝ่ายให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบ มากกว่าที่ดำเนินการไปแล้ว โดยเฉพาะยิ่งการออกมาขอโทษประชาชนของ นายกฯยิ่งลักษณ์ รวมทั้งการสอบสวนหาเบื้องหลังสาเหตุที่แท้จริงในการแพร่ภาพอันไม่บังควร ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่กลบเกลื่อนปัดสวะให้เรื่องผ่านๆ ไปด้วยการเลิกจ้างทีมงาน ออร์กาไนเซอร์ที่อ้างว่าอยู่เบื้องหลังจัดทำเฟซบุ๊คให้กับ นายกฯยิ่งลักษณ์

 ขณะที่เกิดเหตุการณ์อันไม่บังควรอย่างยิ่งกรณีเฟซบุ๊คของ นายกฯยิ่งลักษณ์ กลับเกิดเหตุการณ์ในลักษณะคล้ายคลึงกันที่วัดป่าเขาสวนกวาง (วัดตาดฟ้า) อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น โดยเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมามีการตั้งป้ายซุ้มเฉลิม พระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยมีข้อความ “ทรงพระเจริญ” แต่กลับใช้พระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 8 ซึ่งต่อมาตัวแทนอำเภอ เขาสวนกวางและฝ่ายตำรวจได้มาตรวจสอบและรื้อถอนป้ายดังกล่าวเพราะพบว่า ไม่เหมาะสม

 สำหรับพื้นที่เขาสวนกวางถูกระบุว่า เป็นพื้นที่ของคนเสื้อแดงโดยก่อนหน้านี้ มีการประกาศตั้งหมู่บ้านคนเสื้อแดง โดยเฉพาะทางเข้าหมู่บ้านหัวหนองมีข้อความ ระบุว่า “หมู่บ้านคนเสื้อแดง รักประชาธิปไตย” พร้อมภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ ประกอบ

 อีกกรณีหนึ่งก็คือการที่จู่ๆ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะประธานจัดงานเฉลิมฉลอง วันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ สั่งยกเลิกการแสดงแสงสีเสียง และสื่อผสมซึ่งเป็นการแสดงเพื่อเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ตั้งแต่วันที่ 4-9 ธ.ค. โดยอ้างว่าเป็นการไม่เหมาะสมที่จะมีการแสดงในภาวะที่ประชาชนจำนวนมากยังเดือดร้อนจากมหาอุทกภัยและเพื่อประหยัดงบประมาณ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และถูกตั้งข้อสงสัยเป็นอย่างมาก เพราะโดยข้อเท็จจริงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์มาตั้งแต่ต้นช่วงเกิดมหาอุทกภัยใหม่ๆให้การจัดงานเฉลิมพระชนมพรรษาปีนี้เรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพราะประชาชนเดือดร้อนจาก น้ำท่วม แต่รัฐบาลเองเป็นผู้รับอาสาขอเป็นเจ้าภาพจัดงานและเรียกตัวแทนหลายฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชนมาประชุมหารือกำหนดแผนงานให้มีการแสดงต่างๆ อย่างยิ่งใหญ่ซึ่งรวมทั้งการแสดงแสงสีเสียงและสื่อผสม โดยมีการประกาศต่อสาธารณะไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่จู่ๆ รัฐบาลกลับสั่งยกเลิกการแสดงกลางคันอย่างกะทันหัน ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง และอาจเกี่ยวข้องกับกรณีเฟซบุ๊คของ นายกฯยิ่งลักษณ์

 ภายใต้เหตุการณ์ที่ไม่บังควรต่อสถาบันเบื้องสูงที่เกิดขึ้น ขณะที่ขบวนการที่เป็นภัยต่อสถาบันเบื้องสูงเคลื่อนไหวกันอย่างเหิมเกริมมากขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้รัฐบาลชุดนี้สร้างความอึดอัดต่อกองทัพเป็นอย่างมาก

 ชาติบ้านเมืองภายใต้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ 4 เดือนที่ผ่านมาจึง สะท้อนให้เห็นแนวโน้มว่ายิ่งบริหารก็ยิ่งเลอะยิ่งเละและเสี่ยงที่จะนำพา ประเทศไปสู่ความหายนะ ซึ่งแม้จะมีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามแก้เกมบงการให้มีการปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อสร้างภาพลดกระแสวิกฤติ ศรัทธาหวังยืดอายุรัฐบาลชุดนี้ให้อยู่ในอำนาจได้นานที่สุดเท่าที่ จะเป็นไปได้ แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่าการปรับคณะรัฐมนตรีคงไม่สามารถ แก้ปัญหาของชาติบ้านเมืองได้ตราบใดที่ประเทศยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัฐบาลหุ่นเชิดของทักษิณ โดยทักษิณและเพื่อทักษิณ

ทีมข่าวการเมือง

 

ปรับครม.กลบวิกฤติศรัทธา ซื้อเวลายืดอายุ”ปู”เพื่อ”แม้ว” 2011/12/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=290771

วันที่ 4/12/2011


 ไม่ได้เหนือความคาดหมายสำหรับรัฐบาลเตี้ยอุ้มค่อม และปรากฏการณ์สภาฝักถั่วพวกมากลากไปตามระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ เมื่อผลการลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ชนะมติไม่ไว้วางใจอย่างท่วมท้นด้วยเสียงสนับสนุนจากสส.พรรคร่วมรัฐบาล ขณะที่มีข้อน่าสังเกตว่า สส.พรรคร่วมฝ่ายค้านบางกลุ่มกลับออกอาการเป็นพรรคสาขาหรือแนวร่วมของฝ่ายรัฐบาล

 สัญญาณที่บ่งชี้ถึงความไม่เป็นเอกภาพในพรรคร่วม ฝ่ายค้านเริ่มสะท้อนให้เห็นตั้งแต่ช่วงการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะปรากฏว่ามีเพียงสส.พรรคประชาธิปัตย์เพียง พรรคเดียวที่ร่วมลงชื่อในญัตติซักฟอกครั้งนี้ ขณะที่พรรค ภูมิใจไทยและพรรคขนาดเล็กอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรครักประเทศไทย ภายใต้การนำของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ พรรคมาตุภูมิของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน พรรครักษ์สันติ ที่มี ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เพื่อนรักของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นแกนนำ ต่าง ไม่ได้ร่วมลงชื่อในญัตติ

 จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลการลงมติที่ออกมาจะพบว่า พรรคภูมิใจไทย แม้สส.ส่วนใหญ่จะลงมติไม่ไว้วางใจ พล.ต.อ.ประชา แต่สส.ส่วนหนึ่งโดยเฉพาะกลุ่มมัชฌิมาฯที่มี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นแกนนำกลับแตกแถวงดออกเสียงโดยอ้างว่ามาลงมติไม่ทัน ขณะที่พรรครักประเทศไทยของ นายชูวิทย์ เล่นละครตีสองหน้าโดยแบ่งสส.เป็นสองส่วนส่วนหนึ่งลงมติไม่ไว้วางใจ แต่อีกส่วนหนึ่งลงมติสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล ส่วนพรรคมาตุภูมิและพรรครักษ์สันติ งดออกเสียงสะท้อนท่าทีแทงกั๊ก

 ทั้งนี้กลุ่มมัชฌิมาฯและพรรคมาตุภูมิถูกตั้งข้อสังเกตว่าส่ง สัญญาณแบะท่าอยากเข้าร่วมรัฐบาล ส่วนพรรครักประเทศไทยและพรรครักษ์สันติถูกตั้งข้อสงสัยตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งทั่วไป 3 ก.ค.ที่ผ่านมา แล้วว่าเป็นพรรคสาขาของระบอบทักษิณตั้งแต่แรกโดยลงเลือกตั้ง เพื่อตัดคะแนนเสียงพรรคประชาธิปัตย์โดยเฉพาะในพื้นที่กทม.

 ที่ผ่านมาสไตล์ของระบอบทักษิณประการหนึ่งก็คือจะยึดแนวทางผูกขาดทางอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยหาก ตัวเองเป็นฝ่ายรัฐบาลก็จะโดดเดี่ยวฝ่ายค้านให้อ่อนแอที่สุด ขณะเดียวกันก็จะใช้อำนาจอิทธิพลทางการเงินและกลไกอำนาจรัฐซื้อ หรือคุกคามกดดันเพื่อปิดปากสื่อและกลุ่มพลังภาคประชาชนเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคสำหรับตัวเองในการเดินแผนให้บรรลุ เป้าหมายที่ต้องการ

 ผลลงมติซักฟอกซึ่งแม้ พล.ต.อ.ประชา จะสอบผ่านอย่างฉลุย แต่ผลจากการอภิปรายของฝ่ายค้านคือพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นการย้ำแผลชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพซ้ำซากจนเป็นต้นเหตุของวิกฤติมหาอุทกภัยที่สร้างความวิบัติหายนะแก่ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ การทำผิดกฎหมายละเมิดรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้งด้วยการตั้ง สส.พรรคเพื่อไทยเป็นกรรมการดูแลสิ่งของเพื่อแจกจ่ายแก่ ผู้ประสบมหาอุทกภัย ตลอดจนการทุจริตฉ้อฉลงบประมาณ แผ่นดินในการจัดซื้อถุงยังชีพและสิ่งของต่างๆ เพื่อแจกจ่ายแก่ ผู้ประสบภัย รวมทั้งการฉวยโอกาสแอบอ้างนำสิ่งของบริจาคของประชาชนมาใช้หาเสียงเพื่อตัวเองและพวกพ้อง

 ผลการอภิปรายชำแหละของพรรคฝ่ายค้านครั้งนี้ไม่เพียงส่งผลสะเทือนต่อภาพพจน์ความล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพและ ส่อพฤติกรรมทุจริตของ พล.ต.อ.ประชา แต่ยังส่งผลกระทบต่อวิกฤติศรัทธาที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล โดยเฉพาะตัว นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ยากจะปฏิเสธความรับผิดชอบในฐานะผู้นำรัฐบาลและผู้ที่เซ็นคำสั่งแต่งตั้ง พล.ต.อ.ประชา มากับมือตัวเอง

 จากความล้มเหลวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่นับวันจะเสื่อมความศรัทธาในสายตามหาชนมากขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะจากความไร้วิสัยทัศน์และวุฒิภาวะความเป็นผู้นำจนเป็นต้นเหตุ ของวิกฤติมหาอุทกภัยที่สร้างความเสียหายครั้งร้ายแรงในประวัติศาสตร์ของชาติ ซึ่งคำพูดยอดฮิตของ นายกฯยิ่งลักษณ์ ที่กลายเป็นประเด็นเสียดสีทางการเมืองทั่วประเทศก็คือคำว่า “เอาอยู่” แต่ทุกครั้งที่ได้ยินคำพูด “เอาอยู่” กลับเกิดวิกฤติ มหาอุทกภัยสร้างความหายนะในทุกพื้นที่

 ความล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพและการทุจริตจากวิกฤติ มหาอุทกภัยนอกจากจะก่อให้เกิดวิกฤติศรัทธาต่อรัฐบาล ยิ่งลักษณ์แล้ว ยังส่งผลสะเทือนต่อระบอบทักษิณอีกด้วย จึงมีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หัวเสียเป็นอย่างมากต่อรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลบางคนที่ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤติมหาอุทกภัยจนทำลายแผนการสร้างคะแนนนิยมของรัฐบาลยิ่งลักษณ์จนย่อยยับจึงมีแนวคิดที่จะปรับคณะรัฐมนตรีบางคน โดยรัฐมนตรีที่ถูก พ.ต.ท.ทักษิณ ตลอดจนสส.พรรคเพื่อไทยเพ่งเล็งจ้องปรับเปลี่ยนก็คือ นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ จากพรรคชาติไทยพัฒนาที่ดูแลกรมชลประทานและเป็นเด็กในคาถาของ นายบรรหาร ศิลปอาชา ผู้นำเงาพรรคชาติไทยพัฒนา และ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.อุตสาหกรรม หัวหน้าพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน และเป็นคนใกล้ชิดของ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ผู้นำเงาพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ซึ่งถูกมองว่าล้มเหลวในการป้องกันนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่งในจ.พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี ที่ถูกมหาอุทกภัยบุกทำลายเสียหายยับเยิน

 ทั้งนี้ นายธีระ ดูเหมือนจะตกเป็นเป้าที่จะถูกปรับเปลี่ยนมากที่สุดโดยมีการเคลื่อนไหวของสส.พรรคเพื่อไทยมาอย่างต่อเนื่อง ต้องการให้พรรคเพื่อไทยยึดโควตาเก้าอี้รมว.เกษตรและสหกรณ์ มาจากพรรคชาติไทยพัฒนา อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เป็นประเด็นที่อ่อนไหว ที่อาจเป็นชนวนขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งบุคคลสองคนที่จะกำหนดผลสรุปของปัญหาก็คือ การเจรจาต่อรองระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ และนายบรรหาร

 สำหรับช่วงเวลาการปรับคณะรัฐมนตรี คาดว่า น่าจะมีขึ้นช่วงเดือนพ.ค.ปีหน้าหลังจากที่บรรดาอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ที่เป็นสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ได้รับการปลดล็อกพ้นโทษห้าม ยุ่งเกี่ยวการเมือง 5 ปี โดยการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้มี เป้าหมายสำคัญเพื่อจัดทัพปรับโฉมหน้าคณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ หวังลดแรงเสียดทานจากกระแสสังคมที่นับวันจะเกิดวิกฤติศรัทธาและเสียงยี้ต่อรัฐบาลดังมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะจากความล้มเหลวจนเป็น ต้นเหตุวิกฤติมหาอุทกภัย รวมทั้งความไร้วุฒิภาวะผู้นำของ นายกฯยิ่งลักษณ์ ที่สะท้อนให้เห็นเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ

 ที่น่าสนใจก็คือการออกมาส่งสัญญาณทางการเมืองของ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ผู้นำพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ที่ให้จับตาไฮไลท์การเมืองปีหน้าให้ดีโดยเฉพาะช่วงเดือนพ.ค.ซึ่งสมาชิกบ้านเลขที่ 111 จะพ้นโทษการถูกห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมือง 5 ปีจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่

 มาทางด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งทุ่มเทสุดตัวหวังเอาใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยการวางแผนลับพยายามผลักพระราชกฤษฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้พ้นโทษจำคุก 2 ปีในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษกโดยไม่ต้องติดคุกแต่ข่าวรั่วถูกจับได้จนแผนล้มเหลวเสียก่อน อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิม ยังคงเดินหน้าเพื่อผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยฝันส้มหล่นได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแทน นายกฯยิ่งลักษณ์ แต่นักวิเคราะห์มองว่า ฝันของ ร.ต.อ.เฉลิม คงเป็นแค่ฝันลมๆ แล้งๆ ที่ไม่มีทางเป็นจริง เพราะ ถึงอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่คิดดึงคนนอกมาเป็นหุ่นเชิดทางการเมือง ของตัวเองเด็ดขาดเนื่องจากเคยได้รับบทเรียนอันเจ็บปวดมาแล้วในอดีตกรณีของ นายสมัคร สุนทรเวช ที่ไม่ยอมทำตามใบสั่งและออกอาการแข็งข้อ เพราะฉะนั้นทายาทหุ่นเชิดทางการเมือง สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ จากนี้ไปต้องเป็นญาติสนิทที่ไว้วางใจได้เท่านั้นซึ่ง นายกฯยิ่งลักษณ์ คือตัวอย่างที่ยืนยันได้อย่างชัดเจน

 ดังนั้นการปรับคณะรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นไม่ว่าจะปรับเล็กหรือปรับใหญ่ก็ตามเป้าหมายสำคัญของ พ.ต.ท.ทักษิณก็คือต้อง ยืดอายุรัฐบาลและเก้าอี้ของนายกฯยิ่งลักษณ์ไปให้ได้นานที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อซื้อเวลา โดยแผนขั้นต่อไปก็คือผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมและแก้ไขรัฐธรรมนูญให้บรรลุเป้าหมาย เพื่อเปิดทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งในฐานะผู้คุมอำนาจประเทศด้วยตัวเอง

ทีมข่าวการเมือง

 

แม้วเหลี่ยมจัดถอยชั่วคราว ซุ่มรอโอกาสรุกรอบใหม่ 2011/12/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=289835

วันที่ 27/11/2011


 หลังจากที่แผนดันพระราชกฤษฎีกาฉบับล็อกสเปกขอพระราชทาน อภัยโทษโดยซ่อนเป้าหมายแอบแฝงหวังทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นนายใหญ่พ้นโทษจำคุก 2 ปีในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดิน ย่านรัชดาภิเษกโดยไม่ต้องติดคุกเกิดแตกกลางคันจนลุกลามบานปลายเกิดกระแสต่อต้านอย่างหนักทำให้ในที่สุด พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องออกมาแก้เกี้ยวล้มแผนผลักดันพระราชกฤษฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ และไม่วายสร้างภาพเรียกความชอบธรรม ให้กับตัวเองด้วยการเผยแพร่จดหมายอ้างหน้าตาเฉยว่าขอเป็น ผู้เสียสละไม่ขอรับการพระราชทานอภัยโทษเพื่อสร้างความปรองดอง ในชาติ

 แผนการประชุมลับคณะรัฐมนตรีเพื่อผลักดันพระราชกฤษฎีกา ฉบับล็อกสเปกถูกเปิดเผยต่อสื่อโดยรัฐมนตรีบางคนในรัฐบาลจนต้องเลิกล้มแผนอย่างเสียฟอร์มสร้างความไม่พอใจแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นอย่างมากโดยรัฐมนตรีที่นำความลับมาเปิดเผยเกือบทั้งหมด มาจากพรรคร่วมรัฐบาลที่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย โดยในบรรดารัฐมนตรีที่ถูกสงสัยว่าปากโป้งรวมทั้ง นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว. อุตสาหกรรม หัวหน้าพรรคชาติพัฒนาเพื่อ แผ่นดิน นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รมช. พาณิชย์ จากพรรคชาติไทยพัฒนา บุตรชายของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสนŒ ประธาน ที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา

 ขณะที่มีรายงานข่าวว่าในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนัดล่าสุด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพื่อลอยตัวเปิดทาง ให้มีการประชุมลับผลักดันพระราชกฤษฎีกา ฉบับเจ้าปัญหา แต่การประชุมคณะรัฐมนตรี นัดล่าสุดนี้นายกฯยิ่งลักษณ์ มีสีหน้าเคร่งเครียดกล่าวกับที่ประชุมคณะรัฐมนตรีด้วย ความไม่พอใจที่มีรัฐมนตรีบางคนนำความลับ ในที่ประชุมออกไปเปิดเผยจนกลายเป็นเรื่อง ใหญˆโตทำให้รัฐบาลเสียภาพพจน์เป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน นายกฯยิ่งลักษณ์ ปรามบรรดา รัฐมนตรีโดยเฉพาะจากพรรคร่วมรัฐบาลว่าจากนี้ไปขอให้เลิกพฤติกรรมปากโป้ง

 หลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งสัญญาณถอยทำให้บรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทยรีบรับลูกอย่างสอดคล้องทันควันโดย พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม แถลงทันทีไล่หลังจดหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงไม่กี่ชั่วโมง โดย พล.ต.อ.ประชา ย้ำว่าพระราชกฤษฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษ 26,000 คน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปีนี้จะไม่มีชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมอยู่ด้วยแน่นอน และจะไม่มีการแก้ไขเงื่อนไขในพระราชกฤษฎีกา เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อผู้หนึ่งผู้ใด

 นักวิเคราะห์ทางการเมืองมองว่าการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยอมถอยก็เพียงเป็นการถอยชั่วคราวเพื่อรอโอกาสที่จะเปิดเกมรุกรอบใหม่หวังให้บรรลุเป้าหมายที่ตัวเองต้องการให้จงได้ การถอยก็อาจเป็นเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ คงประเมินสถานการณ์แล้วว่าหากยังเดินหน้าต่อไปอาจได้ไม่คุ้มเสียจนรัฐบาลภายใต้การนำของ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เป็นน้องสาวอาจต้องพ้นจากอำนาจเร็วกว่าที่คาด ดังนั้นการซื้อเวลาอดใจรอโอกาสน่าจะดีกว่าการดับเครื่องชน อีกทั้งการถอย ชั่วคราวอย่างน้อยก็ยังสามารถอาศัยรัฐบาลหุ่นเชิดที่มีน้องสาวเป็นผู้นำ ใช้กลไกอำนาจรัฐในการแผ่ขยายอำนาจและผลักดันเกมการเมืองได้ต่อไป

 ดังนั้นแม้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะส่งสัญญาณยอมถอยชั่วคราว แต่อย่างไรก็ตามคนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่ยอมรามือทำทุกอย่างเพื่อตัวเองอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเป้าหมายเพื่อฟอกโทษความผิด ทั้งหมดให้กับตัวเองในทุกคดีเพื่อปูทางไปสู่การกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งในอนาคต รวมทั้งทำให้ตัวเองได้ทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาท ที่ถูกยึด ตกเป็นของแผ่นดินคืน ตลอดจนทำให้บรรดาแกนนำคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปีที่แล้วพ้นจากความผิดทั้งหมด

 สำหรับคดีทุจริตอื่นๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่รวมคดีเกี่ยวกับ ความมั่นคงซึ่งค้างอยู่ในขั้นตอนกระบวนการของศาลนอกเหนือจาก คดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษกประกอบด้วย คดีที่สั่งการให้ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแหˆงประเทศไทยหรือเอ็กซิมแบงก์ ปล่อยเงินกู้แก่รัฐบาลพม่าจำนวน 4,000 ล้านบาทโดยไม่เสียดอกเบี้ยเพื่อนำไปซื้ออุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมจากบริษัทเครือชินวัตร ซึ่งคดีนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ โดยเรื่องอยู่ระหว่างรอการ พิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2.คดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้อำนาจหน้าที่แปลงสัญญาณสัมปทานธุรกิจโทรคมนาคมเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจเครือชินวัตร โดยคดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับฟ้องไว้แล้ว แต่ต้อง จำหน่ายคดีชั่วคราวเนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ระหว่างการหลบหนี ไปต่างประเทศ 3.คดีที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ออกนโยบายหวยบนดิน 2 ตัวและ 3 ตัว ซึ่งอยู่ระหว่างการไต่สวน คดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 4.คดีการปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จหรือซุกหุ้น โดยคดีนี้ ป.ป.ช.ได้ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อให้ขยายผลหลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินยึดทรัพย์สินมูลค่า 46,000 ล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ตกเป็นของแผ่นดิน

 การไม่เลิกล้มความพยายามที่จะฟอกตัวเองให้พ้นผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกตอกย้ำและสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากคำให้สัมภาษณ์ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนี้เปรียบเสมือนขุนพลคู่ใจที่รับใบสั่งจาก พ.ต.ท.ทักษิณ โดยตรงซึ่งให้สัมภาษณ์หลังจากที่แผนผลักดันพระราชกฤษฎีกาฉบับหมกเม็ดต้องล้มกลางคันว่า “พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับมาทำไม ถ้ากลับมาแล้วอีก 4 คดีว่าไง เกิดไม่ได้รับการประกันตัว หรือประกันแล้วถูกอายัดไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศจะทำ อย่างไร เขาไม่ทำหรอก แต่จะสับขาหลอก เพื่อเช็คว่าถ้าทำเฉยๆ จะมีอะไรมั่ง ไม่ได้เช็คกระแสก่อนออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพราะกระแสสังคมเขาเอาอยู่แล้วว่าให้กลับ แต่จะเช็คพฤติกรรมพวกที่ออกมาต่อต้าน ว่าจะเอาอย่างไร จะออกมาแบบไหน แล้วจะเช็คว่ามีเพิ่มไหม มีแต่ลดลงถ้าออกเป็น พ.ร.บ.ทำโดยรัฐสภาใครจะขวางได้ ใจเย็นๆ”

 สัญญาณจาก ร.ต.อ.เฉลิม ชี้ให้เห็นว่า ถึงอย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเดินหน้าเกมเพื่อฟอกโทษความผิดให้ตัวเองแน่ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบอำพรางด้วยการออกเป็น พ.ร.บ. นิรโทษกรรมแก่ทุกฝ่ายที่เป็นผลพวงจากการ รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามแนวคิดของกลุ่มนิติราษฎร์ โดยจะอาศัยคณะกรรมการอิสระว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ที่มี ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน อดีตประธานรัฐสภา ซึ่งให้การสนับสนุนระบอบทักษิณมาตลอด เป็นประธาน รวมทั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มี ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธาน เป็นเครื่องมือที่จะสร้างความชอบธรรมในการผลักดันกฎหมายเพื่อฟอกโทษความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และพวกโดยอ้างเพื่อสร้างความปรองดอง

 เพราะฉะนั้นแม้ พ.ต.ท.ทักษิณจะยอมล้มแผนผลักดัน พระราชกฤษฎีกาฟอกโทษความผิดให้ตัวเอง แต่ก็เป็นเพียงลูกเล่น เล่ห์เหลี่ยมอันแพรวพราวของอดีตนายกฯผู้อื้อฉาวที่รู้ว่าจังหวะไหน ควรรุก จังหวะไหนควรถอย ซึ่งครั้งนี้เป็นเพียงเกมหยั่งเชิงถอยชั่วคราว เพื่อรอโอกาสเปิดเกมรุกรอบใหม่ เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม โดยสิ่งแน่นอนก็คือถึงอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่มีวันยอมเลิกล้มเป้าหมายสำคัญเพื่อตัวเองอย่างเด็ดขาด นั่นคือฟอกโทษความผิดทั้งหมดและปูทางให้ตัวเองสามารถกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งในฐานะผู้คุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในประเทศนี้

ทีมข่าวการเมือง

 

รัฐบาลปูมุ่งช่วยทักษิณพ้นคุก ไม่สนสุมไฟกลียุคซ้ำเติมวิกฤติชาติ 2011/12/27

http://www.naewna.com/news.asp?ID=288954

วันที่ 20/11/2011


 รัฐบาลหุ่นเชิดระบอบทักษิณภายใต้การนำของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทั้งๆ ที่เพิ่งจะล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพจนเป็นต้นเหตุให้เกิดวิกฤติมหาอุทกภัยที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนทุกข์แสนสาหัสทุกหย่อมหญ้าและสร้างความวิบัติหายนะครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์แทนที่จะสำนึกกลับพยายามจุดชนวนระเบิดเวลาทางการเมืองซ้ำเติมวิกฤติชาติด้วยการตั้งหน้าตั้งตาเดินเกมการเมืองมุ่งทำทุกอย่างเพื่อช่วยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ้นโทษความผิด โดยล่าสุดมีการจัดฉากวางแผนให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯรับบทหัวหอกประชุมลับคณะรัฐมนตรีจนเห็นชอบ ผลักดันร่างพระราชกฤษฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ

 แม้พระราชกฤษฎีกาที่เห็นชอบโดยคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุดนี้จะอ้างว่าเป็นการทำเพื่อนักโทษทั่วไป 26,000 คน เนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5 ธ.ค.นี้ บังหน้า แต่กลับมีเป้าหมายแฝงเร้นเพื่อทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้เป็นพี่ชายของ นายกฯยิ่งลักษณ์ พ้นสถานะการเป็นนักโทษ หนีคุกและกลับไทยได้อย่างสง่าผ่าเผยหลังจากที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก 2 ปีในคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก

 การผลักดันพระราชกฤษฎีกาเพื่อช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ครั้งนี้ มีการวางแผนมาเป็นอย่างดีโดยเชื่อว่าเป็นคำสั่งโดยตรงจากนายใหญ่จากดูไบโดยมีคนใกล้ชิดนายใหญ่ เพียงไม่กี่คนที่รู้แผนล่วงหน้า โดยเฉพาะ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ซึ่งรับบทเป็นคนคุมเกมนั่งหัวโต๊ะการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิสดารโดยไม่มี นายกฯยิ่งลักษณ์ เข้าร่วมประชุมด้วย โดย ร.ต.อ.เฉลิมนำเรื่องการออกพระราชกฤษฎีกาเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นวาระจรอย่างเหนือความคาดหมายของบรรดารัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาล และ กำหนดให้เป็นการประชุมแบบลับสุดยอดโดยสั่งเจ้าหน้าที่ทุกคนยกเว้นบรรดารัฐมนตรีออกนอกห้องประชุมจนหมด และกำชับรัฐมนตรีทุกคนว่าห้ามแพร่งพรายผลการประชุมต่อสื่ออย่างเด็ดขาด

 สาระสำคัญซึ่งเป็นเป้าหมายแฝงเร้นของพระราชกฤษฎีกาอัปยศฉบับนี้อยู่ที่การกำหนดหลักเกณฑ์คุณสมบัติของผู้เข้าข่ายได้รับการรับพระราชทานอภัยโทษโดยมีการออกแบบล็อกสเปกเพื่อมุ่งทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับการอภัยโทษโดยหลักเกณฑ์ประกอบด้วย 1.เป็นผู้มีอายุเกินกว่า 60 ปีขึ้นไป 2.เป็นผู้ที่ถูกศาลพิพากษาจำคุกไม่เกิน 3 ปี 3.มีการแก้ไขตัดข้อความในพระราชกฤษฎีกาขอพระราชทาน อภัยโทษที่ประกาศใช้ในรัฐบาลชุดที่แล้วซึ่งกำหนดว่าผู้ที่เข้าข่ายจะได้รับการอภัยโทษต้องไม่เคยถูกดำเนินคดีในข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่นหรือคดีเกี่ยวกับยาเสพติด

 มติผลักดันพระราชกฤษฎีกาฉบับล็อกสเปกช่วยทักษิณพ้นคุกครั้งนี้หากมีผลบังคับใช้เท่ากับเป็นการทำลายหลักนิติรัฐอย่างยับเยินเพื่ออภิสิทธิ์ชนเพียงคนเดียวนั่นคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะพ้นโทษความผิดตามคำพิพากษาของศาลทั้งๆ ที่ไม่เคย ติดคุกมาก่อนแม้แต่วันเดียว แต่ที่สำคัญกว่าก็คือเป็นการกดดัน ให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทรงใช้พระราชอำนาจตาม ที่รัฐบาลหุ่นเชิดระบอบทักษิณต้องการ

 การผลักดันพระราชกฤษฎีกาล็อกสเปกเพื่อทักษิณครั้งนี้ เห็นได้ชัดเจนว่ามีการวางแผนจัดฉากมาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการที่ นายกฯยิ่งลักษณ์ แกล้งทำทีไปนอนค้างที่จ.สิงห์บุรีเพื่อไม่เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีแล้วปล่อยให้ ร.ต.อ.เฉลิม คุมเกมดันพระราชกฤษฎีกาเพื่อทักษิณออกมาเป็นเพียงปาหี่สร้างภาพเป็นข้ออ้างว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ ไม่มีส่วนรู้เห็นกับการช่วยเหลือพี่ชายตัวเองครั้งนี้

 แต่ก็เป็นแผนการที่ทิ้งพิรุธไว้มากมาย การที่ คณะของนายกฯยิ่งลักษณ์ อ้างว่าต้องนอนค้างที่จ.สิงห์บุรีเพื่อไม่เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีเพราะเรดาร์เฮลิคอปเตอร์ที่กองทัพบกจัดให้ใช้การไม่ได้ ซึ่งเป็นการโกหกตบตามหาชน เพราะความจริงก็คือ กองทัพบกยืนยันว่าเฮลิคอปเตอร์ที่กองทัพบกจัดให้เป็นเครื่องสำหรับวีไอพีที่มีสมรรถนะ สูงสุดสามารถบินได้ทั้งกลางวันกลางคืนและเรดาร์ก็ยังใช้การได้ตามปกติ

 ที่สำคัญสำนักนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งไปยังกองทัพบก เองว่าคณะของนายกฯจะค้างคืนที่จ.สิงห์บุรี กองทัพบกจึงนำเครื่องกลับไปยังหน่วย

 นอกจากนี้ในวันรุ่งขึ้น นายกฯยิ่งลักษณ์ ยังเดินทางไป ป้วนเปี้ยนอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล ขณะที่กำลังมีการประชุมคณะรัฐมนตรี แต่กลับไม่ยอมเข้าร่วมประชุมอย่างหน้าตาเฉยทั้งๆที่ตัวเองเป็นประธานนั่งหัวโต๊ะเหมือนต้องการลอยตัวไม่ต้องเข้าไปรับผิดชอบและปล่อยให้ ร.ต.อ.เฉลิม แสดงบทบาทตามแผนที่วางไว้

 คำถามที่น่าสนใจก็คืออะไรคือสาเหตุแรงจูงใจและเป้าหมาย ในการผลักดันพระราชกฤษฎีกาเพื่อทักษิณครั้งนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า อาจเกิดจากสาเหตุหลายประการด้วยกันกล่าวคือประการแรก พ.ต.ท.ทักษิณ อาจประเมินแล้วว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ น้องสาวผู้เป็นหุ่นเชิดคงอยู่ในตำแหน่งได้อีกไม่นาน เพราะฉะนั้นจึงต้องเร่งเกมฟอกโทษความผิดให้ตัวเองเพื่อช่วงชิงโอกาสก่อนที่จะหมดโอกาส ขณะเดียวกันหากได้รับการอภัยโทษพ้นความผิดก็สามารถที่จะกลับประเทศไทยมาชักใยบงการ นายกฯยิ่งลักษณ์ ได้สะดวกขึ้น

 นอกจากนี้ยังอาจมีสาเหตุมาจากการ ที่ต้องการสร้างเรื่องเบี่ยงเบนความสนใจของ ประชาชนเพื่อกลบเกลื่อนความล้มเหลวของ นายกฯยิ่งลักษณ์ ที่เป็นต้นเหตุของวิกฤติมหาอุทกภัยที่สร้างความหายนะครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ รวมทั้งข่าวอื้อฉาวร้ายแรงกรณีทุจริตฉ้อฉลสิ่งของบริจาคช่วย ผู้ประสบมหาอุทกภัย

 แนวโน้มที่น่าจับตาก็คือการผลักดัน พระราชกฤษฎีกาเพื่อทักษิณฉบับนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแผนการที่จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อทำให้คำสั่งหรือประกาศ ตลอดจนกิจกรรมทั้งมวลหลังการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 เป็นโมฆะ ซึ่งเท่ากับเป็นการฟอกโทษความผิดทั้งหมดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาท ที่ถูกยึดตกเป็นของแผ่นดินคืน รวมทั้งฟอกโทษความผิดให้กับบรรดาแกนนำคนเสื้อแดง ที่เป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมือง

 นอกจากนี้รัฐบาลหุ่นเชิดระบอบทักษิณยังพยายามเดินหน้า มุ่งแก้ พ.ร.บ.จัดระเบียบบริหารราชการกระทรวงกลาโหมเพื่อเปิดทาง ให้ระบอบทักษิณสามารถเข้าไปแทรกแซงยึดกุมอำนาจในกองทัพอันเป็นแผนที่จะยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดก่อนที่จะ ปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศเป็น “รัฐไทยใหม่”

 การผลักดันพระราชกฤษฎีกาเพื่อทักษิณครั้งนี้กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาทางการเมืองลูกใหญ่ที่เสี่ยงจะนำไปสู่ความแตกแยกในชาติอย่างรุนแรงและมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่กลียุคมิคสัญญี โดยล่าสุดแกนนำกลุ่มพลังประชาชนไมˆวˆาจะเป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภายใต้การนำของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และอีกหลายต่อหลายกลุ่ม อาทิ นายบวร ยสินธร นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นายแก้วสรร อติโพธิ ได้ออกมาแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะออกมา ต่อต้าน การออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อทักษิณอย่างแน่นอน

 ขณะที่แกนนำคนเสื้อแดงอย่าง นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ประกาศอย่างแข็งกร้าวว่า หากมีกลุ่มพลังมวลชนออกมาต่อต้านพระราชกฤษฎีกาเพื่อทักษิณก็จะระดมคน เสื้อแดงหลายแสนคนออกมาเผชิญหน้าทันที โดยอ้างว่ารัฐบาล หุ่นเชิดระบอบทักษิณชุดนี้ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชน 15 ล้านคน

 ทั้งหลายทั้งปวงสะท้อนให้เห็นถึงธาตุแท้มาตรฐานหลักกูของระบอบทักษิณได้อย่างชัดเจนว่าพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อคนเพียงคนเดียวโดยไม่คำนึงการกดดันเบื้องสูง การทำลายหลักนิติรัฐ รวมถึงหายนะที่จะเกิดกับชาติบ้านเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ซึ่งเป็นหุ่นเชิดระบอบทักษิณเพิ่งจะสร้างความวิบัติหายนะแก่ประเทศจากความล้มเหลวจนเป็นต้นเหตุของวิกฤติมหาอุทกภัย

ทีมข่าวการเมือง