ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

Google Street View สร้างสรรค์- ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ? (รายงานพิเศษ) 2012/03/30

http://www.archive.naewna.com/news.asp?ID=306699

วันที่ 29/3/2012

เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย เมื่อเว็บไซต์ที่ให้บริการค้นหาข้อมูลในโลกของอินเตอร์เนตนามว่า “Google” ได้เปิดตัว “Google Street View” ในเมืองไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริการแผนที่ “Google Maps” ที่ให้ผู้ใช้งานได้เห็นภาพในมุมมอง 360 องศา ณ สถานที่ต่างๆ ที่ต้องการ เสมือนกับได้ยืนอยู่ ณ จุดนั้นจริงๆ

 งานนี้คนไทยได้ใช้ Google Street View เป็นอันดับที่ 35 ของโลก และอันดับสองของอาเซียน รองจากสิงคโปร์เท่านั้น…

 Google ได้ใช้เทคนิคการเก็บข้อมูล Street View โดยการใช้รถยนต์ติดกล้องบันทึกภาพแบบ 360 องศา โดยรถดังกล่าวจะติดตั้งกล้องไว้ที่ด้านบนหลังคา และบันทึกภาพขณะที่รถวิ่งไปทั่วทุกตรอกซอกซอย

 สำหรับความชัดเรียกได้ว่า เห็นแทบจะเห็นทุกรูขุมขนเลยทีเดียว

 แม้ Google Street View จะสร้างความตื่นตาตื่นใจ และง่ายดายต่อผู้ใช้ แต่จากการทดลองใช้งานในหลายประเทศ รมถึงประเทศไทย ก็เริ่มมีเสียงบ่นว่า ภาพที่เผยแพร่ผ่าน Google Street View ถือเป็นการรุกล้ำสิทธิ์ส่วนบุคคล เนื่องจากภาพส่วนตัวของประชาชนในบริเวณนั้นจะถูกบันทึกไปด้วย และเมื่อ Google นำภาพเหล่านั้นไปใช้ ก็เท่ากับเป็นการเผยแพร่กิจกรรมส่วนตัวของผู้ที่ติดอยู่ในภาพไปทั่วโลก!!

สุดอายโชว์ชุดชั้นอล่างฉ่าง

 ยกตัวอย่างเมื่อปี 2553 สาวญี่ปุ่น ฟ้องร้อง Google ฐานแสดงภาพชุดชั้นในที่เธอตากไว้บนอินเตอร์เนต โดยสาวนางนี้ตัดสินใจฟ้องทันทีที่พบว่าชาวออนไลน์ทั่วโลกสามารถมองเห็นชุดชั้นในที่เธอแขวนตากไว้บนราวตากผ้าได้เมื่อใช้งานบริการแผนที่ออนไลน์ Street View เช่นเดียวกับที่เธอได้เห็นมาแล้ว

 สาวแดนอาทิตย์อุทัย รายนี้เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ Telegraph ว่าใช้บริการ Street View เพื่อมองหาที่อยู่บ้านของเธอเอง เมื่อพบภาพบ้านและสวนหลังบ้านของตัวเองก็ได้พบภาพชุดชั้นในของตัวเองที่แขวนตากไว้ด้วย เธอจึงตัดสินใจฟ้อง Google เพื่อเรียกค่าเสียหาย 7,000 เหรียญสหรัฐ ฐานที่ทำให้เธอตกอยู่ในความเสี่ยงของการเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางเพศ

 สาวญี่ปุ่น รายนี้ยังระบุว่า เพราะความวิตกกังวลทำให้เธอต้องออกจากงานและย้ายที่อยู่ใหม่ เนื่อง จากบริการแผนที่ออนไลน์ของ Google นั้นชัดเจนมาก จนทำให้ใคร ก็ได้สามารถค้นหาบ้านของเธอพบโดยง่าย ทั้งนี้ Google ได้ลบภาพชุดชั้นในเจ้าปัญหาออกไปแล้ว

หนุ่มเมืองน้ำหอมถูกถ่ายตอน “ฉี่”

 โดยก่อนหน้านี้ชายชาวฝรั่งเศส วัย 50 ปี ให้ทนายความยื่นฟ้อง Google เรียกค่าเสียหาย โดยกล่าว หาว่า Google ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของเขา จากการเผยแพร่ภาพผ่าน Street View ขณะเขายืนปัสสาวะริมรั้วของสวนหน้าบ้านตัวเอง ในเมืองแมงเนต์ลัวร์ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ทำให้ถูกเพื่อนบ้านและคนรู้จักล้อเลียน ผู้เสียหายรายนี้เปิดเผยว่า เขาได้ ปิดประตูบ้านก่อนที่จะยืนปัสสาวะอย่างสบายอารมณ์เพื่อไม่ให้ใครเห็น ทว่าเลนส์กล้องของ Google ที่ติดอยู่บนหลังคารถสามารถจับภาพข้ามรั้วเข้าไปได้

เปลือยหลังรถนอนกับหมา

 นอกจากนี้ยังมีกรณี หนุ่มเยอรมันนิรนามคนหนึ่ง ต้องกลายเป็นตัวตลกในโลกออนไลน์ หลังจากที่กล้องของ Google Street View ถ่ายภาพของเขาในสภาพเปลือย ขณะที่พยายามจะปีนขึ้นไปนอนบนในกระโปรงหลังรถ โดยที่มีสุนัขนอนอยู่ใกล้ ๆ ซึ่งรถของเขาจอดอยู่หน้าบ้านในเมืองแมนเฮม ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเยอรมนี อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้ว่า เรื่องราวหรือความเป็นมาของภาพนี้เป็นอย่างไร รู้เพียงแค่ว่า ภาพนี้นำมาจากเว็บไซต์ของ Google Street View

ใช้ให้ถูกเชื่อเป็นประโยชน์ต่อทุกคน

 แต่ก็ใช่ว่า Google Street View จะมีด้านลบเพียงอย่างเดียว ในด้านบวกก็มีหลายเรื่อง เช่น ในปี 2554 Google ได้รวบรวมข้อมูลพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิ โดยการขับรถ Street View ไปทั่วพื้นที่ประสบภัย เพื่อบันทึกภาพพาโนรามาแบบ 360 องศา ผ่านบริการ Google Street View ในชื่อ “Build the Memory” สร้างความทรงจำ ที่สามารถชมพร้อมเปรียบเทียบภาพก่อนและหลังของเมืองต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

 ภาพเหตุการณ์ผ่านบริการ Street View แสดงให้ทราบอย่างละเอียดว่าภัยธรรมชาติครั้งนี้ได้เปลี่ยน แปลงสภาพชุมชนไปมากมายเพียงใด แสดงให้เห็นพื้นแผ่นดินเรื่อยไปยังทางชายฝั่งทะเล จากชุมชนเมืองกลายเป็นสถานที่รกร้าง ที่เต็มไปด้วยภูเขาที่เกิดจากเศษหิน อิฐ และขยะมากมาย

 นอกจากนี้ Google ยังเตรียมขยายบริการไปยังสถานที่ที่ลึกลับห่างไกลที่สุดในโลกอย่างป่าอะเมซอนและแม่น้ำริโอเนโกรในเขตตะวันตกเฉียงเหนือของบราซิล ในโครงการความร่วมมือระหว่าง Google

 และองค์กรการกุศลเพื่อความยั่งยืนของลุ่มน้ำอะเมซอน (FAS) โดยจะเปิดอบรมการถ่ายภาพแก่คนท้องถิ่น รวมทั้งจะให้อุปกรณ์การทำงานแก่ชุมชนด้วย โดยจะแพร่ภาพความละเอียดสูงของลุ่มน้ำอะเมซอน เพื่อให้ประชาคมโลกเห็นผลของความล้มเหลวในการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงผลของการตัดไม้ทำลายป่าในเขตพื้นที่ดังกล่าว

 คุณแม่ วัย 40 ปี ชาวเมืองมาเรีย โด โซคอร์โร่ ดา ซิลวา เมนดอนกาให้สัมภาษณ์ว่า แม้ตนจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอินเตอร์เนตหรือ Google มาก่อนแต่ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นกับโครงการนี้เพราะคิดว่าเป็นโครงการที่ดีมาก เรื่องราวเกี่ยวกับชุมชนซึ่งไม่เคยได้รับการเผยแพร่ที่ไหนและไม่มีใครในโลกที่รู้ว่าพวกเราอาศัยกันอยู่ที่นี่จะได้รับการประชาสัมพันธ์ออกไป

 ข้อมูลจาก Google ระบุว่า สารบัญภาพดิจิตอลเหล่านี้จะอำนวยประโยชน์ให้กับนักวิจัย และนัก วิทยาศาสตร์ที่กำลังศึกษาผลกระทบของภัยธรรมชาติครั้งนี้ และยังเชื่อว่าภาพถ่ายเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ต่อทุกคนที่ต้องการเห็นภาพและเข้าใจขอบเขตของความเสียหายที่เกิดขึ้นการได้เห็นภาพพื้นที่และชุมชนที่เกิดความเสียหายในระดับถนน สร้างความกระจ่างและให้ความมั่นใจว่าความทรงจำของหายนะครั้งนี้จะคงอย่างชัดเจนตลอดไปจนถึงรุ่นต่อๆ ไป

 สำหรับในประเด็นเรื่อง ภาพที่เผยแพร่ผ่าน Google Street View เป็นการรุกล้ำสิทธิ์ส่วนบุคคลนั้น Google ได้พยายามพัฒนาเทคโนโลยีเบลอใบหน้าบุคคล ทะเบียนรถ รวมถึงบ้านเลขที่ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์จะค้นหาภาพและทำให้ “เบลอ” โดยอัตโนมัติ

 นอกจากนี้ภาพที่ ปรากฏบน Google Street View ก็มิได้ ทำการอัพเดตแบบ real time และหาก เห็นภาพไม่เหมาะสม หรือในกรณีอยากให้บ้านตนเองถูกถอดออกจากแผนที่ ก็สามารถ กดตรงที่ “Report of problem” (รายงานปัญหา) ได้เลย

 เทคโนโลยี มีทั้ง “ข้อดี”และ “ข้อเสีย” อยู่ที่ว่า เราจะเลือกใช้มันไปในทิศทางใด…

SCOOP@NAEWNA.COM

 

การวิเคราะห์การเมืองไทย แนวโน้มของวิกฤติปัจจุบัน (รายงานพิเศษ) 2012/03/22

http://www.archive.naewna.com/news.asp?ID=305508

วันที่ 19/3/2012


1
ยุคของการเมืองปัจจุบัน
ยุคของทักษิณ-การเมืองรากหญ้า ประชานิยม

 1.การเมืองยุคของทักษิณ ช่วงเกือบ 15 ปีที่พรรคการเมืองของทักษิณชนะการเลือกตั้งทั่วไป ได้เสียงข้างมากติดต่อกัน รวมทั้งสามารถขยายฐานรากหญ้า เสื้อแดง ระดมพลไปเลือกตั้งและชุมนุมประท้วงได้อย่างกว้างขวาง สะท้อนว่าทักษิณกลายเป็น 1 ใน 3 ของ ผู้มีบารมีทางการเมืองในช่วงหลัง พ.ศ. 2500 ที่มีบทบาทเปลี่ยนโฉมการเมืองไทย ซึ่งได้แก่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่ทักษิณจะช่วยให้การเมืองไทยดีขึ้นหรือประเทศล่มจมยังเป็นสิ่งต้องพิสูจน์อีกยาวนาน 2.เกิดการเมืองรากหญ้า-ประชานิยม วิกฤติการเมืองไทยรุนแรง เพราะการไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน ที่รุนแรงที่สุดคือการไม่ยอมรับการดำรงอยู่ของอีกฝ่าย เพราะมองว่าไม่ใช่ของจริง ไม่ต้องสนใจจริงจัง เช่น ฝ่ายอนุรักษ์มองว่า เสื้อแดงไม่มีตัวตนเพราะถูกจ้างมา โง่จึงถูกหลอกมา ไร้การศึกษาจึงถูกชักจูงโดยทักษิณ แต่ชาวรากหญ้าเสื้อแดงกลับมองว่า ทักษิณมีบุญคุณล้นเหลือคือ (ก) นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ช่วยผ่อนเบารายจ่ายของคนจนอย่างมาก นอกจากแก้การเจ็บไข้ร่างกายแล้ว ยังแก้เจ็บใจที่แต่ก่อนไปสถานพยาบาลแล้วถูกดูถูกปฏิเสธ (ข) ชาวบ้านมองกองทุนและโครงการช่วยคนจนต่างๆ ว่าเป็นก้าวแรกที่มีการช่วยเหลือทางวัตถุโดยตรงและจริงจังแก่ชาวบ้าน (ค) ชาวบ้านชอบความรวดเร็วและเด็ดขาดเอาจริงเอาจังของทักษิณ โดยเฉพาะในการปราบปราม ยาเสพติด (ผลการวิจัยเบื้องต้นพบว่า ปัญหายาเสพติดกระทบโดยตรง ต่อครอบครัวคนชั้นกลางล่าง ชั้นล่าง หรือคนจนในเขตเมืองมากกว่าที่คิด และลดลงมากในช่วงทักษิณ) ส่วนเสื้อแดงก็ไม่ยอมรับเสื้อเหลือง มองเป็นพวกไม่มีเหตุผล ความคิด เพราะคลั่ง “ชาติ” คลั่ง “เจ้า” 3.การเมืองรากหญ้ามีความสำคัญต่อประชาธิปไตย ถ้าจะมองพัฒนาการการเมืองไทยในด้านสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้ว ในช่วงราชาธิปไตยชาวบ้านไม่มีทั้งเสรีภาพและศักดิ์ศรี ต่อมาในช่วงเผด็จการทหารมีบางส่วนได้มีศักดิ์ศรีแต่ไม่มีเสรีภาพ ชนชั้นกลางในสังคมไทยเพิ่งจะมีเสรีภาพก็ในช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516 และชาวบ้าน ระดับรากหญ้าเองก็มามีเสรีภาพในการแสดงออกหลัง 19 กันยายน 2549 การเมืองรากหญ้าจึงเป็นดัชนีบ่งชี้พัฒนาการของสิทธิเสรีภาพในสังคมไทย แม้จะเป็นช่วงเริ่มต้นก็ตาม อย่างไรก็ตาม ประชานิยมน่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรงในอนาคต อย่างไรก็ตาม พลังรากหญ้า เสื้อแดงมีลักษณะเฉพาะ การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และการชุมนุมเป็นคราวๆ ยังไม่เป็นขบวนการ การเมือง ไม่มีเป้าหมายอุดมการณ์ที่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างการเมืองแต่อย่างใด

2
รากเหง้าของวิกฤติ

 1.เรารวมศูนย์มากเกินไป ท้ายที่สุดศูนย์กลางเอาไม่อยู่

 ก่อนรัตนโกสินทร์ไทยไม่ได้ปกครองแบบรวมศูนย์เบ็ดเสร็จ มีความหลากหลายของรูปแบบการปกครอง ขนบ วัฒนธรรม เพิ่งมีการรวมศูนย์เบ็ดเสร็จทุกด้านในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยรัฐเป็นเจ้าของและ ผู้ใช้ทรัพยากรทุกอย่าง เชิดชูส่วนกลาง กดเหยียดของเดิม จึงเกิดความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม ความน้อยเนื้อต่ำใจในหลายๆ ด้านฝังลึกอยู่ เนื่องจากทุกอย่างรวมศูนย์ที่รัฐ ทั้งอำนาจและทรัพยากร ชนชั้นนำที่เข้ามามีอำนาจการเมืองล้วนหยิบฉวยใช้ประโยชน์จากรัฐทั้งสิ้น ส่วนชาวบ้านเกือบไม่เคยได้อะไรจากรัฐ จึงตำหนิชาวบ้านเต็มที่ไม่ได้ เมื่อประเทศต้องการให้มาลงคะแนนเป็นรากฐานให้ประชาธิปไตย พวกเขาจึงถือเป็นอำนาจต่อรองในการซื้อ-ขายเสียง ขอโครงการเข้าหมู่บ้าน ชาวบ้านตื้นตันใจกับทักษิณที่ใช้ประชานิยมผันเอาเงินของรัฐไปช่วยชาวบ้านอย่างเป็นเนื้อเป็นหนัง แม้ตัวเองจะไม่ยอมจ่ายแม้แต่สตางค์แดงเดียวก็ตาม

 ตัวอย่างความไม่ชอบธรรมอันเนื่องมาจากการรวมศูนย์ มากเกินไป ซึ่งต้องร่วมกันแก้ไข คือ

 (ก) ความเหลื่อมล้ำในเรื่องรายได้ คุณภาพชีวิต อำนาจ ในการใช้และควบคุมทรัพยากรพื้นฐาน ตั้งแต่ ดิน น้ำ ลม ไฟ แร่ธาตุ ป่าไม้ การสื่อสาร โครงสร้างพื้นฐาน สุขภาพอนามัย ฯลฯ มีอยู่มากและได้พูดกันมากแล้ว

 (ข) ประวัติศาสตร์เป็นความภาคภูมิใจของคน ตั้งแต่รัชกาลที่ 6 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน เราเน้นประวัติศาสตร์แบบกษัตริย์นิยมเป็นรัชกาลๆ ไป เกือบไม่มีเรื่องราวของคน อาชีพ สถานะอื่น ไม่มีประวัติศาสตร์สังคมโดยรวม ไม่มีการเขียนประวัติศาสตร์ว่าคนอาชีพต่างๆ มีส่วนสร้างสังคมอย่างไร ราวกับว่าไม่มีพวกเขาอยู่ ความรู้สึกมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของประเทศจึงเกิดน้อย สถานที่สาธารณะของเรามีรูปปั้น มีชื่อถนน สะพาน อาคาร สวนสาธารณะ ฯลฯ ตามพระนามพระมหากษัตริย์ เกือบไม่มีชื่อของปราชญ์ชาวไทย พระ ทูต นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร สถาปนิก นายแพทย์ นักสำรวจ นักเศรษฐศาสตร์ นักแต่งเพลง กวี ศิลปิน ดารา นักกีฬา เช่น ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ปรีดี พนมยงค์ พระยาอนุมานราชธน พุทธทาสภิกขุ หลวงประดิษฐ์ไพเราะ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สุนทราภรณ์ มิตร ชัยบัญชา สุรพล สมบัติเจริญ ปรีดา จุลละมณฑล รวมทั้งบุคคลสำคัญของท้องถิ่นต่างๆ ในต่างประเทศเช่น ราชสำนักอังกฤษให้อิสริยาภรณ์กับหลากหลายอาชีพ แม้แต่ชาวต่างประเทศ เปเล่ เอลตัน จอห์น บิล เกทส์ เดวิด เบ๊คแฮม ฯลฯ ในขณะที่เรามีให้กับข้าราชการทหาร พลเรือน และภริยา กับนักธุรกิจเป็นส่วนใหญ่

 (ค) ภาษา ขนบประเพณี วัฒนธรรม ของท้องถิ่นถูกทอดทิ้งละเลยไปมาก เช่น มีการรื้อถอนคุ้มจวนเจ้าเมือง ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรม ดั้งเดิมที่สวยงาม แล้วสร้างศาลากลางที่อัปลักษณ์แบบไทยภาคกลางลงไปแทน วัดวาจำนวนมากก็ถูกเปลี่ยนเป็นแบบวัดภาคกลางแบบรู้เท่าไม่ถึงการ มีการใช้ภาษาบาลี ไปเป็นชื่อถนน อำเภอ ตำบล แทนชื่อท้องถิ่น ฯลฯ ยิ่งสร้างความแปลกแยก แทนที่จะสร้างความเข้าใจ เคารพ ซึ่งกันและกัน

 ชาวบ้านรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความยุติธรรมมาตลอดชีวิต ถูก ดูหมิ่นดูแคลน ไม่มีศักดิ์ศรีของตัวเองให้เกิดความเคารพความรับผิดชอบ ตัวเอง เมื่อชนชั้นกลางในเมืองต่อต้านคนที่มีบุญคุณเช่นทักษิณ จนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน ขึ้น พวกเขาจึงรู้สึกว่ายิ่งถูกซ้ำเติม ไม่ได้รับความเป็นธรรม ศูนย์กลางใช้ 2 มาตรฐานต่อพวกเขา จึงเกิดการไม่ยอมรับอำนาจของศูนย์กลางขยายตัวกว้างขวางขึ้น

 2.ความต่างในค่านิยม ความคิดพื้นฐานระหว่างรากหญ้ากับชนชั้นนำ ตอกย้ำความไม่เข้าใจกันเพิ่มมากขึ้น ชาวบ้านอยู่กับความยากจนมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย จึงชอบวัตถุจับต้องได้อย่างเห็นชัดๆ ชอบความไวทันใจแบบปาฏิหาริย์ ชาวบ้านจึงชอบตะกรุด หลวงพ่อคูณ (กูให้มึงรวย) แทงหวย ชอบทองคำ ซึ่งบ่งบอกถึงความรวยชัดๆ (มวยไทยเก่งๆ ได้แจกสร้อยทองคำ) ชาวบ้านยังมีค่านิยมแบบนักเลง มีน้ำใจให้กัน พึ่งพากันได้ ชอบฮีโร่หรือวีรบุรุษที่สร้างความหวัง (ส่วนใหญ่ไม่สมหวัง) ให้กับตน ชอบผู้นำที่ฉับไว กล้าได้กล้าเสีย ไม่ต้องยกแม่น้ำทั้งห้า ส่วนคนชั้นสูงชอบระเบียบ ความสงบ เรียบร้อย เพราะเท่ากับว่าคนที่ต่ำกว่ายอมรับโครงสร้างอำนาจเดิม และมองว่าระเบียบเป็นสิ่งเดียวกับประสิทธิภาพ แต่เมื่อใช้กับระบบราชการที่มีอยู่มานานจึงเชื่องช้า (นี่เป็นค่านิยมหลักของประชาธิปัตย์ที่ถูกวิจารณ์หนักมาตลอด) ชนชั้นสูงชั้นกลางเน้นการพึ่งตนเองและระบบ เน้นวัตถุเหมือนชาวบ้านเช่นกันแต่พยายามมีคำอธิบาย พวกเขาเน้นนามธรรม และชอบเทศนาคุณธรรม ความดี จึงเป็นที่มาของความต่างระหว่างประชาธิปไตยกินได้ของชาวบ้านกับประชาธิปไตยดูได้ของชนชั้นสูง

3
มุมมองใหม่ของปรากฏการณ์ของการเมืองรากหญ้า ขบถ “คนเล็กคนน้อย”

 1.จะเข้าใจปรากฏการณ์เสื้อแดงได้ดีขึ้น ถ้ามามองทฤษฎีวงจรอุบาทว์หรือทฤษฎีสองนคราฯ ให้ลึกลงในระดับโครงสร้าง เราเคยอธิบายว่าการเมืองไทยเป็นสองนคราธิปไตย คือคนชนบทตั้งรัฐบาล -คนเมืองล้มรัฐบาล หรือคนชนบทซื้อ-ขายเสียงเลือกตั้ง-นักการเมือง ถอนทุน ชนชั้นกลางไม่พอใจ ทหารรัฐประหาร เลือกตั้งใหม่

 แต่นี่เป็นการมองเชิงปรากฏการณ์ ถ้ามองเชิงโครงสร้างเราจะมองเห็นวงจรของการเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจการเมืองซ้อนทับอยู่ คือ ชนบทเป็นแหล่งที่มาของทรัพยากร แรงงานที่จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และเป็นแหล่งที่มาที่ชอบธรรมให้กับประชาธิปไตย (ซึ่งก็คือการเลือกตั้ง) ส่วนเมืองเป็นแหล่งผลิตใช้ทรัพยากร และเป็นผู้ใช้อำนาจประชาธิปไตย และเพื่อให้วงจรนี้ดำรงต่อไปได้ก็มีการครอบงำ ชาวบ้าน โดยวาทกรรมความสำคัญของศูนย์กลางของประชาธิปไตยคนดี และมาตรการสุดท้ายคือรัฐประหาร

 ประเทศตะวันตกไม่เกิดวงจรอุบาทว์นี้ เพราะเขาทำให้ประชาชนทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของ ประเทศ มีส่วนร่วมรับผิดชอบ กล้าใช้สิทธิเสรีภาพของตน ประชาธิปไตยในต่างประเทศไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ ต้องมีการลงทุนด้านสังคม การศึกษา ค่านิยม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม รับผิดชอบ กลุ่มธุรกิจ ธนาคาร อุตสาหกรรม และภาคสังคมเป็นตัวหลักในการสร้างมหาวิทยาลัย โรงเรียน พิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ ที่ประชุม ชุมชน หอศิลป์ ที่ฟังดนตรี สร้างสังคมที่ดี สวยงาม น่าอยู่ น่ารับผิดชอบร่วมกัน ฯลฯ

 ชนชั้นนำไทยละเลยภารกิจนี้โดย สิ้นเชิง กลับโยนความไม่เป็นประชาธิปไตยไปที่ชาวบ้าน ตั้งแต่รัชกาลที่ 6 ชนชั้นสูงของไทยสร้างค่านิยม อุดมการณ์แบบนิยมกษัตริย์ ทหารเน้นอุดมการณ์ความมั่นคง ส่วนกลุ่มทุน ธุรกิจต่างๆ ไม่เคยแสดงความรับผิดชอบ หรือร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หรือสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยขึ้นเลย ชนบทจึงเป็นแหล่งที่มาของทรัพยากร แรงงานสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจ และเป็นผู้ลงคะแนนเสียง หรือแหล่งที่มาของความชอบธรรม (legitimacy) ของประชาธิปไตยที่ดึงดูดเข้าสู่ศูนย์กลาง โดยที่ตัวเองเกือบไม่ได้อะไร

 อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านก็รู้ดีว่าอำนาจต่อรองทำให้เกิด ผลประโยชน์ได้ เมื่อคนเมืองต้องการให้พวกเขาลงคะแนนเลือกตั้ง การ ซื้อ-ขายเสียงอย่างเป็นระบบ การของบโครงการเข้าหมู่บ้านจึงเริ่มขึ้น ตั้งแต่ปี 2521 และขยายตัวเรื่อยมา สังคมทั่วไปประณามว่า เป็นเหมือนมะเร็งร้ายของประชาธิปไตย แต่ถ้าจะมองว่าเป็นการแบ่งปัน ขอคืน ของชาวชนบทก็ได้เช่นกัน

 การเกิดขึ้นของการเมืองรากหญ้าจึงเสมือนเป็นกระบวนการย้อนกลับที่จะดึงเอาอำนาจ ความมั่งคั่ง ศักดิ์ศรี ความภูมิใจ กลับคืน สู่ชนบท จะเป็นสิ่งที่ดีมากและเกิดผลยั่งยืนแก่ประชาธิปไตย ถ้ากระบวนการนี้ยั่งยืน แล้วสร้างความเป็นธรรมในที่สุด เพราะความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำต่างๆ เป็นรากเหง้าลึกที่สุดที่ทำให้เกิดปัญหาเหลือง-แดง การเมืองรากหญ้า-ประชานิยม

 2.เกิดการเมืองแบบ 2 ขั้วอำนาจ เมืองไทยยุค 2 ก๊ก ก๊ก “คนเลว” โจโฉ จะชนะก๊ก “คนดี” เล่าปี่-ขงเบ้ง

 ขณะที่การเมืองไทยกำลังก่อรูปเป็น 2 ศูนย์อำนาจ คือ ศูนย์อำนาจฝ่ายอนุรักษ์นิยมกับศูนย์อำนาจรากหญ้า ซึ่งเป็นภาวะที่ทั้งน่าสนใจและน่าเป็นห่วงมากที่สุดเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงการเมืองทั้งหมดที่ผ่านมา ภาวะ 2 ศูนย์อำนาจจะแบ่งประเทศออกเป็น 2 ส่วน แต่ละส่วนมีฐานที่มั่น ที่มาความชอบธรรม (legitimacy) ควบคุมอำนาจที่ต่างกันชัดเจน จะเห็นได้ว่าฝ่ายเสื้อแดง-รากหญ้าอยู่ในสถานะได้เปรียบ ฝ่ายอนุรักษ์เสียเปรียบ เพราะ (ก) แนวทางและวาทกรรมในการต่อสู้ของเสื้อแดงจูงใจคนเล็กคนน้อย (แต่เป็นคนส่วนใหญ่ได้) ส่วนของความคิดอนุรักษ์จำกัดอยู่ในเรื่องชาติและพระมหากษัตริย์ (ข) เสื้อแดงมีความชอบธรรมในเรื่องประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นความชอบธรรมสากลของโลกปัจจุบัน ส่วนความชอบธรรมของฝ่ายอนุรักษ์เป็นเชิงประวัติศาสตร์ประเพณีซึ่งเก่าแก่และสึกกร่อนได้ (ค) วิสัยทัศน์ของพลังอนุรักษ์ตีบตันจึงเป็นฝ่ายตั้งรับ ในขณะที่ฝ่ายรากหญ้าเส้นทางเปิดกว้างเพราะสามารถคิดสิ่งใหม่ๆ มาให้กับชาวบ้านได้ โดยมีงบประมาณ ทรัพยากรรองรับ

 ภาวะ 2 ศูนย์กลางไม่เป็นผลดีในที่สุดต้องเหลือเพียงศูนย์เดียว ในระยะยาวโอกาสของพลังฝ่ายรากหญ้ามีมากกว่า

4
บทสรุป
ไม่มีทางออกในระยะใกล้ มีแต่สิ่งที่ต้องทำเพื่อทางออกระยะยาว

 1.ไม่มีทางออกจากการรอมชอมในระยะสั้น เพราะปัญหา ฝังลึกมานาน ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าตัวเองถูกเอารัดเอาเปรียบ ไม่มีปากเสียงมานาน อีกฝ่ายศรัทธาในสถาบันที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมานาน ต่างเชื่อว่าอีกฝ่ายจะล้มล้างหรือซ้ำเติมฝ่ายตน

 2.การขยายตัวของขั้วทักษิณ-รากหญ้า มีโอกาสทำให้ เกิดการแตกร้าวระดับโครงสร้างและสถาบันมากขึ้น

 ดังที่กล่าวว่า วงจรการเมืองเป็นเสมือนการย้อนเอาอำนาจ รายได้ ศักดิ์ศรี ความภูมิใจ ความยุติธรรมกลับคืน เส้นแบ่งระหว่าง 2 ศูนย์อำนาจนอกจากจะเป็นความเสียเปรียบ/ได้เปรียบ คนต่ำต้อย/คนชั้นสูง มีแนวโน้มขยายเป็นเรื่องอัตลักษณ์ (คนอีสาน เหนือ ใต้ กรุงเทพฯ) วัฒนธรรม ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับการเมืองประชาธิปไตยในแง่ที่จะเกิดความหลากหลายทางอัตลักษณ์ วัฒนธรรม การตระหนักในอำนาจ ศักดิ์ศรีของตนเองกับคนไทยอย่างกว้างขวางที่สุด เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีต แต่ถ้าเป็นวงจรการเมืองแบบเอาคืนหรือทีใครทีมันอย่างสุดขั้ว ก็จะเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อได้ และจะเป็นเรื่องเสียหาย เกิดความเสียหายร้ายแรงที่สุดถ้าเส้นแบ่งขั้ว ขัดแย้งขยายเข้าไปสู่สถาบันกองทัพ ศาล เป็นต้น

 อย่างไรก็ตาม บ้านเมืองจะผ่านความ รุนแรงไปได้อย่างน้อยช่วงหนึ่งถ้าทักษิณและเพื่อไทยมองเห็นว่า เวลาอยู่กับฝ่ายตน ไม่จำเป็นต้องกดดันให้มีการเผชิญหน้าของมวลชน และใช้เวลา ดังกล่าวแก้ไขความไม่ถูกต้อง ซึ่งมีมาช้านานให้ดีขึ้น แต่ก็ควรมุ่งเชิงโครงสร้างและค่านิยมที่ถาวรมากกว่า

 3.ต้องมีการปรับกระบวนทัศน์หรือแม่บทความคิดใหม่ว่า ประเทศไทยควรเป็นอย่างไร ทั้งในด้านการเมืองการปกครอง การปฏิรูปปรับปรุงสถาบัน องค์กร สำคัญๆ ต่างๆ ทั้งหมด อาทิ

 -รูปแบบการปกครองประเทศควรเป็นอย่างไร ควรจะกระจายอำนาจการตัดสินใจในทางเศรษฐกิจ การศึกษาในระดับภูมิภาค การพัฒนาท้องถิ่นเพิ่มเติมหรือไม่ อย่างไร

 -เป็นที่ประจักษ์ชัดจากความขัดแย้งปัจจุบันว่า ได้ลุกลามไปถึงการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ นักวิชาการรวมทั้งนักคิดที่ใกล้ชิดราชสำนัก เช่น ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล นพ.ประเวศ วะสี อานันท์ ปันยารชุน ควรสร้างการศึกษาค้นคว้า สร้างความรู้ที่ถูกต้องว่า สถาบัน กษัตริย์ควรจะดำรงอยู่ในระบบเสรีประชาธิปไตยและโลกาภิวัตน์อย่างไร

 โดยส่วนตัวผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับนักวิชาการอนุรักษ์สุดขั้ว บางส่วน ที่พยายามจะหวนกลับมายกย่องให้พระมหากษัตริย์เป็น สมมุติเทพ มีพระราชอำนาจทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการย้อนยุค สถาบันพระมหากษัตริย์จะดำรงอยู่ในสังคมเสรีประชาธิปไตยและโลก ยุคข่าวสารได้ยั่งยืน ก็ต้องเป็นสถาบันที่มีสถานะเป็นสัญลักษณ์ของประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งนอกจากจะมีหน้าที่ ภารกิจตามรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยแล้ว ยังมีภารกิจตามขนบประเพณี ทางศาสนา วัฒนธรรม และที่สังคมคาดหวัง เช่น เป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นแหล่งที่มาของเกียรติยศ จริยธรรม คุณธรรม พิธีกรรมต่างๆ เป็นต้น

 -นักเศรษฐศาสตร์สำคัญทั่วโลกล้วนสรุปว่า นโยบายประชานิยมแม้จะมีส่วนดีในหลายด้านแต่ก็ล้มเหลวในที่สุดในทุกประเทศ ที่เคยใช้มา เพราะเกิดปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนและเงินเฟ้อรุนแรง สังคมต้องช่วยกันกดดัน วิพากษ์วิจารณ์ทักษิณและพรรคเพื่อไทยที่จะพัฒนาเปลี่ยนรูปนโยบายนี้ให้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง

 -ผู้ที่ควรร่วมคิด ผลักดันประเด็นข้างต้นควรเป็นนักวิชาการ เสื้อเหลือง แดง และนักวิชาการทั่วไปที่ไม่ยึดแนวสุดขั้วจนปฏิเสธอีกฝ่ายหนึ่ง ภาคธุรกิจ กลุ่มทุนใหญ่ ซึ่งอยู่ตรงกลางมากที่สุด แต่ก็มี ผลได้ผลเสียจากความขัดแย้งปัจจุบันมากที่สุด ควรมีบทบาทชดเชย สิ่งที่ควรทำแล้วไม่ได้ทำ ด้วยการลงทุนสร้างความยุติธรรม บรรยากาศ ค่านิยมประชาธิปไตยให้กว้างขวางที่สุด

 4.การเกิดขั้วทางอำนาจนี้ คงดำเนินต่อไปอีกยาวนาน มีโอกาสเกิดการชุมนุมประท้วงรุนแรงขึ้นได้อีก จำเป็นที่เราต้องยกระดับ ให้สังคมไทยเป็นสังคมประชาธิปไตยเข้มแข็ง (strong democracy) ที่ใช้ทั้งสิทธิและเสรีภาพและตามลักษณะที่เข้มแข็งทั้ง 3 ด้าน (strong right, strong freedom, strong responsibility) คือ เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ขณะเดียวกันก็รักษาสิทธิของตน รับผิดชอบต่อสิทธิเสรีภาพของตนเต็มที่

 ทุกฝ่ายต้องเคารพสิทธิของผู้อื่น ขณะเดียวกันก็เคารพสิทธิ กล้าใช้สิทธิของตนเอง เช่น ไม่ควรยินยอมให้พลังฝ่ายใดทำรุนแรงเกินเหตุ เช่น การยึดทำเนียบฯ การขับไล่ล้มการประชุมนานาชาติ การยึดสนามบินสุวรรณภูมิ การยึดราชประสงค์ จนเกิดการปราบปรามและการเผาราชประสงค์อีกต่อไป แต่ละฝ่ายควรรักษาสิทธิของตนเองอย่างจริงจัง เพราะการกระทำดังกล่าวแม้จะอ้างว่าทำด้วยเจตนา มุ่งหมายที่ดี แต่เมื่อเกิดผลเสียหายขึ้นแล้วก็ต้องมีผู้รับผิดชอบ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเท่าเทียมกัน เพื่อรักษาระบบยุติธรรมของประเทศเอาไว้ ส่วนจะมีการนิรโทษกรรมหรือไม่ เป็นเรื่องที่สังคมทั้งหมดจะช่วยกันพิจารณา

 โดยส่วนตัวผู้เขียนยังเชื่อว่าทักษิณไม่ได้เชื่อมั่นการสร้างประชาธิปไตยรากหญ้าจริงๆ จะเห็นได้จากการปราศรัยกับชาวบ้าน ไม่ได้เห็นประเด็นที่เป็นโครงสร้างยั่งยืน นอกจากอ้อนวอนขอกลับมาเมืองไทย ทักษิณมีลักษณะเป็นผู้นำการตลาดมากกว่าผู้นำประชาธิปไตย ทักษิณมุ่งหวังรากหญ้าเป็นลูกค้าซื้อสินค้าของตนเป็นประจำสม่ำเสมอ มากกว่าจะให้รากหญ้าเป็นรากฐานที่ยั่งยืนมั่นคงของระบบเศรษฐกิจการเมืองไทย หรือเป็นขบวนการการเมืองที่มีเป้าหมาย อุดมการณ์การเมืองที่มีความสามารถชี้ทางออกที่เหมาะสมให้สังคมไทยได้ ซึ่งเท่ากับประเทศเราแตกแยก ด่าทอกันเอง ใช้ความรุนแรง ต่อกันเพียงเพื่อแก้ปัญหาการซุกหุ้น หนีภาษี ความไม่รู้จักอิ่ม ในทรัพย์สิน อำนาจของทักษิณเท่านั้น

ธีรยุทธ บุญมี
ผอ.สถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อพัฒนาประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
18 มีนาคม 2555

 

“โรงเรียนทางเลือก” นวัตกรรมการเรียนการสอน (รายงานพิเศษ) 2012/02/29

http://www.archive.naewna.com/news.asp?ID=302328

วันที่ 23/2/2012

แม้ว่าในด้านหนึ่ง วิธีการเรียนการสอนของโรงเรียนทางเลือกยังคงเป็นกระบวนการทดลองเพื่อปรับปรุงและพัฒนาวิธีการเรียนการสอนอยู่ตลอดเวลา แต่ในอีกด้านหนึ่ง โรงเรียนทางเลือกได้เปิดความคิดว่า การศึกษาอาจไม่ใช่กระบวนผลิตแบบง่ายๆ เพื่อให้ได้สินค้าที่มีลักษณะเหมือนกันจากโรงงาน 

 นายปกป้อง จันวิทย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ นายสุนทร ตันมันทอง นักวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง โรงเรียนทางเลือกกับนวัตกรรมการเรียนการสอน ซึ่งได้มีการนำเสนอในการประชุมวิชาการทีดีอาร์ไอ “ยกเครื่องการศึกษาไทย : สู่การศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง” เมื่อช่วงทีผ่านมา โดยมีสาระสำคัญระบุว่า… ขณะที่เด็กไทยใช้เวลาเรียนหนังสือมากขึ้นผลการสอบกลับแย่ลง จนก่อให้เกิดคำถามที่ว่า เกิดอะไรขึ้นกับการเรียนการสอนในห้องเรียนนั้น มีโรงเรียนกลุ่มหนึ่งในประเทศไทยที่มีวิธีการเรียนการสอนไม่เหมือนกับโรงเรียนทั่วไป แต่นักเรียนมีผลการเรียนที่น่าประทับใจ และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เด็กนักเรียนมีโอกาสได้เรียนรู้อย่างสมดุลและหลากหลายผ่านประสบการณ์จริง โรงเรียนกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า “โรงเรียนทางเลือก” (alternative school)

 โรงเรียนทางเลือกเป็นอย่างไร ? โรงเรียนทางเลือกในประเทศไทยมีสถานภาพดังเช่นโรงเรียนทั่ว ไปที่จัดการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงมัธยมปลาย และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ แต่องค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้โรงเรียนทางเลือกแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไปก็คือ นวัตกรรมการเรียนการสอน ( Innovation )

 จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างโรงเรียนทางเลือก 14 โรงเรียนของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นวัตกรรมการเรียนการสอนของโรงเรียนทางเลือกประกอบไปด้วยฐานคิดและปรัชญา วิธีการเรียนการสอน และทรัพยากรสำคัญในการจัดการเรียนการสอนที่แตกต่างไปจากโรงเรียนทั่วไป

 นวัตกรรมการเรียนการสอนของโรงเรียนทางเลือกก่อรูปบนฐานคิดและปรัชญาการศึกษาสำนักต่างๆ เช่น มอนเตสซอริ ( Montessori ) วอลดอล์ฟ ( Waldorf ) ซัมเมอร์ฮิลล์ ( Summer Hill ) และแนวคิดศรีสัตยาไสบาบา เป็นต้น แต่ละปรัชญาการศึกษาเหล่านี้อาจมีจุดเน้นและเนื้อหากระบวนการแตกต่างกัน แต่จุดร่วมประการหนึ่งก็คือ ธรรมชาติของมนุษย์มีความหลากหลาย การศึกษาเรียนรู้จึงต้องมีความหลากหลายและยึดเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลางตามไปด้วย ความหลากหลายของการศึกษาดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้โรงเรียนทางเลือกสามารถทดลองและผลิตวิธีการเรียนการสอนใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา

 รูปธรรมของการนำปรัชญาการศึกษาดังกล่าวมาปรับใช้แตกต่างจากสาระและรูปแบบการเรียนการสอนที่คุ้นเคยในโรงเรียนทั่วไป จากกลุ่มตัวอย่างโรงเรียนทางเลือกที่ศึกษาพบว่า ในด้านสาระการเรียนรู้ โรงเรียนทางเลือกจัดสาระที่ไม่ยึดติดกับกลุ่มสาระวิชาหลัก 8 กลุ่ม เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย เป็นต้น แต่พยายามบูรณาการสาระการเรียนรู้ต่างๆ เข้าด้วยกันและเน้นการประยุกต์ใช้กับชีวิตจริง ตัวอย่างหนึ่งของการจัดสาระการเรียนรู้ก็คือ เด็กนักเรียนชั้นมัธยมต้นเรียนฟิสิกส์จากการทำบ้านดินหรือเรียนรู้เรื่องค่า pH จากการผสมสีเพื่อวาดรูป

 ในด้านวิธีการเรียนการสอน โรงเรียนทางเลือกเน้นให้นักเรียนเรียนนอกสถานที่และทำงานร่วมกับเพื่อนมากที่สุด รองลงมาได้แก่ การบรรยายในห้องเรียนโดยนำวิชาต่างๆ แบบบูรณาการ การเรียนจากโครงงาน ( project ) และนักเรียนค้นคว้าด้วยตนเอง เมื่อประเมินผลนักเรียน โรงเรียนทางเลือกเน้นการประเมินพัฒนาการการเรียนรู้โดยครูเป็นหลัก รองลงมาได้แก่ การวัดผลจากโครงงานหรือชิ้นงานที่นักเรียนสนใจและการสอบอัตนัย โดยเน้นการสอบปรนัยน้อยที่สุด

 การจัดการเรียนการสอนในลักษณะพิเศษข้างต้น ทำให้โรงเรียนทางเลือกจำเป็นต้องมีทรัพยากรพื้นฐานสำคัญมากกว่าโรงเรียนทั่วไป เพื่อให้การเรียนรู้ของนักเรียนเป็นไปตามปรัชญาการศึกษา จากกลุ่มตัวอย่างโรงเรียนทางเลือกที่ศึกษาพบว่า โรงเรียนทางเลือกมีห้องเรียนขนาดปานกลางถึงเล็กและใช้ครูจำนวนมากกว่าในการดูแลนักเรียน รวมทั้งเน้นครูที่มีวุฒิการศึกษาระดับสูงมากกว่าโรงเรียนทั่วไป

 ตัวอย่างการจัดสาระและกระบวนการเรียนรู้ในโรงเรียนทางเลือกแห่งหนึ่ง นั่นคือ โรงเรียนดรุณสิกขาลัย (โครงการ วมว.) ซึ่งจัดสอนเฉพาะชั้นมัธยมปลาย ภายใต้ปรัชญาการศึกษาบูรณาการแบบองค์รวม ( holistic integration ) นักเรียนที่นี่ไม่ได้เรียนในรูปแบบ 8 กลุ่มสาระวิชาหลักโดยตรง แต่บูรณาการไว้ใน 6 วิชาหลักได้แก่ วิวัฒนาการของระบบจักรวาลและระบบสุริยะ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต โลกของเรา พลังงาน คมนาคมและการสื่อสาร และที่อยู่อาศัย วิธีการเรียนรู้วิชาดังกล่าวคือ การผูกโยงและความเข้าใจเกี่ยวเนื่องระหว่างศาสตร์ต่างๆ ผ่านการเล่าเรื่อง ( story-based learning ) และการลงมือทำ ( learning by doing )

 ยกตัวอย่างเช่น ในภาคการศึกษาที่ 2/2552 การเรียนการสอนจะใช้ ข้าวและเรือเป็นตัวดำเนินเรื่องหลักในผ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์อินเดีย จีน และสุวรรณภูมิ โดยเริ่มต้นที่การปฏิวัติเกษตรกรรมคือ ปลูกข้าว และเชื่อมโยงต่อไปถึงการตั้งรกรากของมนุษย์ การชลประทาน การสร้างชาติรัฐ และการค้าขายผ่านเรือ นักเรียนจะเรียนผ่านการค้นคว้าด้วยตนเอง การค้นคว้าและตั้งคำถามกับผู้เชี่ยวชาญแขนงต่างๆ เช่น วิทยากรจากกองทัพเรือ รวมทั้งการลงแรงเกี่ยวข้าว การเลี้ยงผึ้ง และการปั้นโอ่งด้วยตนเอง

 ที่น่าสนใจก็คือ ผลการสอบ O-NET ของนักเรียนโรงเรียนทางเลือกที่ศึกษาจะพบว่า คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มโรงเรียนทางเลือกสูงกว่าโรงเรียนรัฐและโรงเรียนเอกชน (ข้อมูลปี 2553) ยิ่งเปรียบเทียบกับโรง เรียนทางเลือกเช่น โรงเรียนอมาตยกุล ที่ใช้วิธีการจับฉลากนักเรียนเข้ามาแทนการสอบเพื่อคัดเลือกเด็กเก่งเข้ามา คะแนนสอบยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของนักเรียนทั้งประเทศ

 แม้ว่าในด้านหนึ่ง วิธีการเรียนการสอนของโรงเรียนทางเลือกยังคงเป็นกระบวนการทดลองเพื่อปรับปรุงและพัฒนาวิธีการเรียนการสอนอยู่ตลอดเวลา แต่ในอีกด้านหนึ่ง โรงเรียนทางเลือกได้เปิดความคิดว่า การศึกษาอาจไม่ใช่กระบวนผลิตแบบง่ายๆ เพื่อให้ได้สินค้าที่มีลักษณะเหมือนกันจากโรงงาน

 ผลการสอบอาจช่วยบ่งชี้ว่า โรงเรียนทางเลือกก็สามารถสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กตามมาตรฐานกลางได้ แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ใช่จุดมุ่งหมายหลักของการศึกษาในโรงเรียนทางเลือก

 โจทย์หนึ่งที่สำคัญในการปฏิรูปการศึกษาไทยก็คือ เราจะเพิ่มจำนวนนักเรียนที่ผ่านโรงเรียนทางเลือก เพิ่มการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา และขยายผลจากโรงเรียนทางเลือกไปสู่โรงเรียนทั่วได้อย่างไร ?

SCOOP@NAEWNA.COM

 

กลุ่มผู้ถือหุ้นไออาร์พีซี.กังขา ร้องDSIสอบเงินล่องหน97ล้าน (รายงานพิเศษ) 2012/02/15

http://www.archive.naewna.com/news.asp?ID=301126

วันที่ 15/2/2012

ตามที่มีกลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อยบริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีพีไอ หรือที่เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน ได้เข้าร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือพีเอสไอ เพื่อเข้าตรวจสอบความไม่ชอบมา พากลในการใช้จ่ายเงินของทีพีไอ ซึ่งเข้าข่ายส่อไปในทางทุจริตหรือการไซฟ่อนเงินทีพีไอจำนวน 97 ล้านบาท

 โดยกรณีดังกล่าวเกิดเป็นเรื่องฉาวโฉ่ขึ้นมาในยุคที่มีพล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ หรือ “บิ๊กหมง” นั่งเป็นประธานคณะกรรมการฟื้นฟูกิจการทีพีไอ ต่อมาผู้ร้องเรียนได้รวบรวมข้อมูลและได้รายงานต่อพนักงานสอบสวนของดีเอสไอ ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

 14 กุมภาพันธ์ 2555

 เรื่อง กล่าวโทษให้ตรวจสอบ สอบสวนกรรมการผู้จัดการ

 หรือ บุคคลซึ่งต้องรับผิดชอบในการดำเนินงาน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) ว่ามีการกระทำผิด

 เรียน พนักงานสอบสวน สำนักคดีการเงิน การธนาคาร กรมสอบสวนคดีพิเศษ

 ตามหนังสือ สำนักงานคดีการเงิน การธนาคาร กรมสอบสวน คดีพิเศษ ที่ ยธ 0804/029 ลงวันที่ 10 มกราคม 2554 เรื่อง กล่าวโทษให้ตรวจสอบ สอบสวนกรรมการผู้จัดการ หรือ บุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงาน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) ว่ามีการกระทำผิด ที่ท่านได้แจ้งผลการสืบสวนมายังข้าพเจ‰า ว่าไม่มีความผิดอาญาแต่อย่างใด เห็นควรยุติเรื่องนั้น

 ข้าพเจ้าขอเรียนว่า การที่คณะกรรมการของบริษัท อนุมัติจ่ายเงินส่วนต่างค่าตอบแทนหลังหักภาษี ณ ที่จ่ายให้กับบุคคลใดโดยอ้างว่าเป็นการจ่ายให้แก่ คณะผู้บริหารแผน กระทรวงการคลัง จำนวน 97,620,098.93 บาท เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2550 เป็นการกระทำของคณะกรรมการบริษัท ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีความผิดอาญา ดังเหตุผลที่จะเรียนให้ทราบต่อไปนี้

 1.บริษัท เอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด ผู้บริหารแผนคนเดิม ใช้เงินเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารแผนเกินกว่าประมาณการที่กำหนดไว้แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว

 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2543 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ ฟื้นฟูกิจการ บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) ต่อมาเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2543 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งตั้ง บริษัท เอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผน และ ต่อมาเมื่อศาลเห็นชอบด้วยแผน บริษัท เอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด จึงเป็นผู้บริหารแผน

 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2546 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ บริษัท เอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด พ้นจากตำแหน่งผู้บริหารแผน รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำสั่งศาล เอกสารหมายเลข 1

 ในคำสั่งฉบับดังกล่าว ศาลล้มละลายกลางได้วินิจฉัยไว้ด้วยว่า “ตามแผนได้ประมาณการค่าใช้จ่ายในระยะเวลา 5 ปี ไว้เป็นเงิน 31.72 ล้านเหรียญสหรัฐ (ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐเท่ากับ 43 บาท) หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,364 ล้านบาท แต่เพียงช่วงระยะเวลา 27 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน 2543 ถึงเดือนมิถุนายน 2545 ผู้บริหารแผนใช้ค่าใช้จ่ายไปเป็นเงินถึง 1,779.1 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าประมาณการในแผนถึง 1,121.1 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 170.4 ซึ่ง ขณะนี้เหลือเวลาที่ปฏิบัติตามแผนเพียง 2 ปีเศษ…” ดูคำสั่งศาลหน้า 64

 ตามหนังสือยินยอมของผู้บริหารแผน (คนเดิม) ภาคผนวก 7 ของแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ภาษาไทย เล่มที่ 1 ซึ่งจัดทำโดย บริษัท เอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด ระบุตารางค่าตอบแทน ผู้บริหารแผนดังนี้

 ค่าบริหารแผน ตลอดระยะเวลา 50 เดือน ดังตารางต่อไปนี้

 ตารางค่าตอบแทนผู้บริหารแผน

 ช่วงเวลา เหรียญสหรัฐอเมริกา (,000)

 เมื่อเริ่มต้นแผน (จ่ายครั้งเดียว) 400

 ช่วงบริหารแผนและดำเนินการ 171 เฉลี่ยต่อเดือน

 ดูแลการบริหารการจัดการ 166 เฉลี่ยต่อเดือน

 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาภาคผนวก 7 ของแผนเล่มที่ 1 (เอกสารหมายเลข 2)

 ตามตารางแสดงค่าใช้จ่ายในการบริหารแผนดังกล่าวในระยะเวลาฟื้นฟูกิจการซึ่งมีระยะเวลารวม 50 เดือน (เดือนเมษายน 2543 ถึงธันวาคม 2547) จะมีค่าใช้จ่ายในการบริหารแผนรวม 17.25 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยเท่ากับ 690 ล้านบาท (1 เหรียญสหรัฐ เท่ากับ 40 บาท) และตามประมาณการแนบท้ายแผน ภาคผนวก 2 ของแผนเล่มที่ 1 (เอกสารหมายเลข 3) ผู้บริหารแผนจะใช้จ่ายเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างหนี้ในปี 2543 เป็นเงิน 7.72 ล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2544 เป็นเงิน 6.00 ล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2545 เป็นเงิน 6.00 ล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2546 เป็นเงิน 6.00 ล้านเหรียญสหรัฐ และ ปี 2547 เป็นเงิน 6.00 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมเป็นเงิน 31.72 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ คิดเป็นเงินไทยเท่ากับ 1,268.8 ล้านบาท (1 เหรียญสหรัฐ เท่ากับ 40 บาท) ซึ่งในช่วงวันที่ 20 เมษายน 2543 ถึงสิ้นปี 2546 บริษัท ผู้บริหารแผนใช้เงินของบริษัทเป็นค่าใช้จ่ายในการฟี้นฟูกิจการของบริษัท ดังนี้

 ปี 2543 ค่าใช้จ่ายในการฟี้นฟูกิจการของบริษัทเป็นเงินจำนวน 444,113,778 บาท

 ปี 2544 ค่าใช้จ่ายในการฟี้นฟูกิจการของบริษัทเป็นเงินจำนวน 988,748,871 บาท

 ปี 2545 ค่าใช้จ่ายในการฟี้นฟูกิจการของบริษัทเป็นเงินจำนวน 568,028,129 บาท

 ปี 2546 ค่าใช้จ่ายในการฟี้นฟูกิจการของบริษัทเป็นเงินจำนวน 486,188,481 บาท รวม 4 ปี ค่าใช้จ่ายในการฟี้นฟูกิจการของบริษัทเป็นเงินจำนวน 2,487,079,259 บาท รายละเอียดปรากฏตาม งบการเงินของบริษัท

 ปี 2544 และ 2545 (เฉพาะส่วน) (เอกสารหมายเลข 4 และ 5) (ดูแผ่นสุดท้ายในช่องค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูกิจการ)

 นอกจากนี้ตามรายงานของผู้ตรวจสอบอิสระ อานันท ราทิฯ ก้ระบุไว้ชัดเจนว่า บริษัท เอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด ใช้เงิน ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูกิจการไปจำนวนเงิน 2,155 ล้านบาท ซึ่งเกินประมาณการตามแผนฟื้นฟูกิจการไปมาก รายละเอียดปรากฏตามรายงานของ อานันท ราทิ ฯ พร้อมคำแปล(เอกสารหมายเลข 6)

 ค่าใช้จ่ายในการฟี้นฟูกิจการของบริษัทใช้จ่ายเกินกว่าที่ระบุในประมาณการแนบท้ายแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่จัดทำโดย บริษัท เอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด ประมาณ 1,218 ล้านบาท และเกินกว่า ตารางแสดงค่าใช้จ่ายในการบริหารแผน ภาคผนวก 7 ข้างต้นกว่า 1,797 ล้านบาท ผู้บริหารแผนคนเดิมจึงใช้เงินของลูกหนี้เป็นค่าใช้จ่าย ในการฟื้นฟูกิจการในช่วงระยะเวลาเพียง 4 ปี เกินกว่าประมาณการค่าใช้จ่ายในระยะเวลา 50 เดือน ที่ระบุไว้ในแผนแล้ว

 2.การเบิกเงินจำนวน 97 ล้านบาทเศษดังกล่าวเป็นค่าทำแผนในช่วงระหว่างวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 ถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2547 โดยพลเอกมงคล อัมพรพิสิฏฐ์ จะอ้างแผนฟื้นฟูกิจการฉบับเดิมไม่ได้นอกจากนี้ยังเป็นการเบิกเงินที่ซ้ำซ้อน ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการเจ้าหนี้ และไม่ได้ขออนุญาตศาล

 ในการประชุมของผู้บริหารแผนคนใหม่ครั้งที่ 8/2546 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2546 ผู้บริหารแผนคนใหม่ได้มีมติดังนี้

 1.อนุมัติให้ลูกหนี้ว่าจ้างบริษัท ซินเนอจี โซลูชั่น จำกัด เป็น ผู้ให้บริการดำเนินภารกิจการบริหารกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ รวมทั้งจัดทำการปรับปรุงแผนและประสานงานกับเจ้าหนี้ โดยมี เจ้าหน้าที่และเงื่อนไขการว่าจ้างดังปรากฏในเอกสารแนบท้าย ใบติดต่อสำหรับหน่วยงานภายในของลูกหนี้

 2.อนุมัติค่าตอบแทนของคณะผู้บริหารแผนและที่ปรึกษาโดยมีรายละเอียดค่าตอบแทนและเงื่อนไขดังปรากฏในเอกสารท้ายใบติดต่อหน่วยงานภายในของลูกหนี้ โดยผู้บริหารแผนได้มีคำสั่งให้สายบัญชีและการเงินของลูกหนี้ดำเนินการจ่าย ค่าว่าจ้างและ ค่าตอบแทนตามมติของผู้บริหารแผนคนใหม่ข้างต้น ให้แก่ บริษัท ซินเนอจี โซลูชั่น จำกัด (ไม่รวมคณะผู้บริหารแผน และที่ปรึกษา) เดือนละมากกว่า 20 ล้านบาท

 ผู้บริหารของลูกหนี้ (กลุ่มตระกูลเลี่ยวไพรัตน์) ยื่นคำร้องขอให้ผู้บริหารแผนคนใหม่คืนเงินจำนวนดังกล่าว

 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำร้อง (เอกสารหมายเลข 7) (ดูเอกสารท้ายคำร้องดังกล่าวหมายเลข 1)

 แม้ต่อมาศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งยกคำร้องของผู้บริหาร ของลูกหนี้ดังกล่าว รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำสั่งศาล ลงวันที่ 8 เมษายน 2548 (เอกสารหมายเลข 8) แต่ในคำสั่งศาลดังกล่าวศาลได้ระบุว่า “สมควรที่ผู้บริหารแผนจะได้ทบทวน และลดจำนวนค่าใช้จ่ายส่วนนี้ เพื่อมิให้เป็นภาระแก่ทรัพย์สิน ของลูกหนี้ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการมากเกินไป”

 ผู้บริหารแผนคนใหม่ได้ขอเสนอแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการแทนแผนฉบับเดิมทั้งหมด และ ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอแก้ไขแผนดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2547 ซึ่งในแผนฟื้นฟูกิจการฉบับแก้ไข กำหนดค่าตอบแทนผู้บริหารแผน 5 คนไว้เพียง 4 ล้านบาทต่อเดือน ดังนั้นการที่ผู้บริหารแผนคนใหม่ ไม่เบิกเงินจำนวน 97 ล้านบาทดังกล่าว ในระหว่างที่บริษัทอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการเพราะทราบดีว่าเป็นการเบิกเงินเกินกว่าแผนฟื้นฟูกิจการฉบับแก้ไข และ ผู้บริหารแผนคนใหม่ไม่อาจอ้างแผนฟื้นฟูกิจการฉบับที่จัดทำโดย บริษัท เอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด ได้ และ ศาลล้มละลายกลางไม่ได้อนุญาตให้เบิกเงินจำนวนดังกล่าว เนื่องจากเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อ พระราชบัญญัติ ล้มละลายฯ มาตรา 90/12 (9) การที่กรรมการของบริษัทอนุมัติให้จ่ายเงินจำนวน 97 ล้านบาทในปี 2550 และ มีการจ่ายเงินดังกล่าวในปี 2551 ภายหลังที่บริษัทออกจากการฟื้นฟูกิจการแล้ว จึงเป็นการ กระทำที่กรรมการของบริษัท และผู้บริหารแผนคนใหม่ ร่วมกันเบิกเงิน ของบริษัทไปใช้โดยไม่มีมูลจะอ้างตามกฎหมาย มีเจตนาหลบเลี่ยง ไม่เบิกเงินในระหว่างที่บริษัทยังอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ เพื่อจะ หลบเลี่ยงไม่ต้องขออนุญาตที่ประชุมคณะกรรมการเจ้าหนี้ หลบเลี่ยง การตรวจสอบของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และไม่ได้รับอนุญาต จากศาลล้มละลายกลาง การกระทำของกรรมการของบริษัท และ ผู้บริหารแผนคนใหม่ ดังกล่าวจึงเป็นการร่วมกันเบิกเงินของบริษัท โดยไม่ระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของบริษัท ทำให้บริษัทเสียหาย

 3) การอนุมัติให้จ่ายเงินจำนวน 97 ล้านบาทในปี 2551 เป็นการอนุมัติในขณะที่แผนฟื้นฟูกิจการที่จัดทำโดย ผู้บริหารแผนคนเดิมบริษัท เอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว

 การที่มีการอนุมัติให้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวในปี 2550 ไม่ว่า โดยที่ประชุมกรรมการหรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นก็ตามเป็นการอนุมัติให้จ่ายเงินตามแผนฟื้นฟูกิจการที่ไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายแล้ว เพราะแผนฟื้นฟูกิจการของ บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) ที่จัดทำโดย ผู้บริหารแผนคนเดิมบริษัท เอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด ได้มีการแก้ไขโดยแผนฟื้นฟูกิจการฉบับใหม่ที่จัดทำโดยกระทรวงการคลัง ในเดือนพฤศจิกายน 2547 และต่อมาศาลได้มี คำสั่งให้ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2549 ดังนั้นการอนุมัติให้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวในปี 2551 จึงเป็นการอนุมัติ ให้จ่ายเงินในขณะที่แผนฟื้นฟูกิจการที่จัดทำโดย ผู้บริหารแผนคนเดิมบริษัท เอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว

 การกระทำของกรรมการของบริษัท และผู้บริหารแผนคนใหม่ ร่วมกันเบิกเงินของบริษัทโดยไม่ระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของบริษัท ทำให้บริษัทเสียหาย ดังกล่าวข้างต้นเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ข้าพเจ้าจึงเรียนสรุปข้อเท็จจริง และ ส่งเอกสารมาเพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณาและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดต่อไป

ผู้ถือหุ้นรายย่อย ของ บ.ไออาร์พีซี
ผู้ร้องเรียน

 

สยามประชาภิวัฒน์ ร่อนแถลงการณ์ สอนวิชากฎหมายแก่ นิติราษฎร์ (รายงานพิเศษ) 2012/01/30

http://www.archive.naewna.com/news.asp?ID=297174

วันที่ 19/1/2012

แถลงการณ์

 กลุ่ม “สยามประชาภิวัฒน์”

 เรื่อง สถาบันพระมหากษัตริย์ กับการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา

 ตามที่ได้มีการเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยเสนอให้ยกเลิกและแยกบทบัญญัติดังกล่าวออกจากลักษณะความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร รวมทั้งเสนอให้กำหนดเป็นความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ทั้งนี้ โดยกล่าวอ้างเหตุผลว่าเพื่อรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญจึงมีความจำเป็นสามประการที่ต้องเสนอแก้ไข คือ โครงสร้างของบทบัญญัติและอัตราโทษมีความไม่เหมาะสม ไม่มีข้อยกเว้นความผิดในกรณีที่บุคคลติชมหรือแสดงข้อความโดยสุจริต และเปิดช่องให้บุคคลนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

 กลุ่ม “สยามประชาภิวัฒน์” ซึ่งได้ประกาศจุดยืนในสถานการณ์ปัจจุบันว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่มีคุณค่าต่อสังคมและระบบการเมืองไทย” เห็นว่าข้อเสนอดังกล่าวข้างต้นส่งผลให้เกิดความสับสนทางวิชาการ ความขัดแย้ง หรือแตกแยกทางความคิดในสังคมไทยอย่างรุนแรง และหากข้อเสนอนี้ในที่สุดได้รับการบัญญัติเป็นกฎหมาย ย่อมกระทบต่อจิตวิญญาณประชาชาติอันเป็นความผูกพันระหว่างประชาชนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นรากฐานการดำรงอยู่ของสังคมไทย ดังนั้น กลุ่ม “สยามประชาภิวัฒน์” จึงเสนอความคิดเห็นทางวิชาการในอีกมุมมองหนึ่งต่อสังคมไทย เพื่อเป็นข้อพิจารณาประกอบการพิจารณาของสาธารณชน และเพื่อให้ได้รับข้อมูลทางวิชาการอย่างรอบด้าน ดังต่อไปนี้

 ๑. “สถาบันพระมหากษัตริย์” เป็น “สถาบันประมุขแห่งรัฐ” ของระบอบการปกครองแห่งราชอาณาจักรไทย

 ทุกประเทศมีสถาบันประมุขแห่งรัฐในรูปแบบต่างๆ และให้ความคุ้มครองสถาบันประมุขแห่งรัฐเป็นพิเศษอันแตกต่างจากปัจเจกชนทั่วไป เพื่อให้ “สถาบันประมุขแห่งรัฐ” สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี สำหรับประเทศไทยได้ยึดถือ“สถาบันพระมหากษัตริย์” เป็น “สถาบันประมุขแห่งรัฐ” เป็นศูนย์รวมแห่ง “จิตวิญญาณประชาชาติ” มีความสำคัญที่อยู่คู่สังคมและระบบการเมืองไทยมาเป็นเวลาช้านาน มีคุณูปการอันมากมายต่อสังคมไทย มีสถานะที่สำคัญในการคุ้มครองคุณค่าของสังคมไทย และสามารถแก้ไขปัญหาและข้อขัดแย้งของสังคมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่างๆได้ “สถาบันพระมหากษัตริย์” จึงเป็นสถาบันหลักอันทรงคุณค่าทางจิตใจของประชาชนชาวไทยและระบอบการปกครองแห่งราชอาณาจักรไทย อันควรได้รับการคุ้มครองป้องกันเป็นพิเศษ หลักการดังกล่าวจึงสอดคล้องกับหลักการคุ้มครอง “สถาบันพระมหากษัตริย์” ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒ และมาตรา ๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งตก็เป็นบทบัญญัติที่สะท้อนถึงการรักษาไว้ซึ่ง “จิตวิญญาณประชาชาติ” เช่นเดียวกับมาตรา ๑๑๒ ดังกล่าว

 การให้ความคุ้มครอง “สถาบันพระมหากษัตริย์” ในฐานะ “สถาบันประมุขแห่งรัฐ” ตามมาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา จึงเป็นการคุ้มครอง “สถาบัน” มิใช่การคุ้มครององค์พระมหากษัตริย์ องค์ราชินี องค์รัชทายาท เป็นรายพระองค์ หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในฐานะของ “ปัจเจกบุคคล” เพราะทุกพระองค์เป็นส่วนหนึ่งของ “สถาบันพระมหากษัตริย์” สามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามที่องค์พระประมุขทรงมอบหมาย ดังนั้น การคุ้มครองทุกพระองค์จึงเป็นการคุ้มครอง “สถาบันพระมหากษัตริย์” และเป็นคุ้มครองจากการกระทำอันเป็นละเมิดต่อ “สถาบันประมุขแห่งรัฐ” ในฐานะที่เป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณประชาชาติ

 โดยนัยดังกล่าว กลุ่ม “สยามประชาภิวัฒน์” จึงเห็นว่า การยกเลิกบทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ และแยกบทบัญญัติในเรื่องนี้ออกจากความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรไทย รวมทั้งการแยกการคุ้มครองทุกพระองค์ออกจากการคุ้มครอง “สถาบันประมุขแห่งรัฐ” และลดการคุ้มครองลงในระดับเดียวกับบุคคลทั่วไป มีการกำหนดบทลงโทษให้ต่ำกว่าประมุขของรัฐต่างประเทศและผู้แทนรัฐต่างประเทศ ตามมาตรา ๑๓๓ และมาตรา ๑๓๔ และเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๑๓๖ และผู้พิพากษาหรือตุลาการมาตรา ๑๙๘ จึงเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งและไม่เคารพต่อคุณค่าทางจิตใจของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ

 ๒. มาตรา ๑๑๒ ประมวลกฎหมายอาญามิใช่ตัวปัญหา หากแต่เป็นปัญหามาจากผลของการบังคับใช้กฎหมายในกระบวนการยุติธรรม

 ปัญหาหลักที่สำคัญในสภาพการณ์ปัจจุบันของกระบวนการยุติธรรม คือ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่ก่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม โดยมีเหตุมาจากการไม่คำนึงถึงหลักการสำคัญในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน (หลัก Due process of Law) และกระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซงโดยผู้มีอำนาจทางการเมือง ซึ่งเกิดขึ้นในการบังคับใช้กฎหมายในกรณีอื่นๆด้วย ไม่เว้นแม้แต่การบังคับใช้บทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา

 โดยนัยดังกล่าว กลุ่ม “สยามประชาภิวัฒน์” จึงเห็นว่า บทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ นั้นเป็นไปตามหลักการข้อ ๑ ที่ได้เสนอแล้วข้างต้น มิได้มีปัญหาทางกฎหมายในตัวของบทบัญญัติเองแต่อย่างใด การแก้ไขปัญหาการบังคับใช้บทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ ให้ถูกต้องเหมาะสม จึงมิใช่โดยวิถีทางที่เป็นไปข้อเสนอของการยกเลิกหรือแยกบทบัญญัติดังกล่าวออกมาจากความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หากแต่ต้องแก้ไขปัญหาในส่วนของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

 ๓. “สิทธิและเสรีภาพ” มีข้อจำกัดตามขอบเขตของการใช้สิทธิและเสรีภาพ ไม่ได้เกิดจากการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์

 การใช้สิทธิและเสรีภาพโดยหลักแล้วย่อมมีข้อจำกัดที่สำคัญ คือ การใช้สิทธิและเสรีภาพต้องไม่กระทบแดนแห่งสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ และขัดต่อศีลธรรมอันดีของสังคม แม้แต่ปัจเจกบุคคลยังได้รับการคุ้มครองจากการใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นไม่ให้เกิดการล่วงละเมิด ดังนั้น ในกรณีของ “สถาบันประมุขแห่งรัฐ” ย่อมต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษยิ่งกว่าปัจเจกบุคคลทั่วไปเพราะเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติ

 กลุ่ม “สยามประชาภิวัฒน์” จึงเห็นว่า บทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ที่ให้การคุ้มครอง “สถาบันพระมหากษัตริย์” ในฐานะของ “สถาบันประมุขแห่งรัฐ” จึงมิได้เป็นการทำลายสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นตามที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด

 หากสาธารณชนได้พิจารณาข้อมูลทางวิชาการดังกล่าวอย่างครบถ้วนแล้ว ก็จะพบว่าปัญหาต่างๆ หาได้เกิดจากบทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญาไม่ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติดังกล่าว ตามที่มีการกล่าวอ้างนั้น แต่ประการใด

กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์
๑๘ มกราคม ๒๕๕๕

 ๑ มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
 ๒ มาตรา ๘ องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้
 ฯลฯ ฯลฯ

 

นักข่าวสภาตั้งฉายาแสบๆคันๆ ปู ยิ่งลักษณ์ : ดาวดับ/สภาผู้แทนฯ:กระดองปูแดง 2011/12/26

http://www.archive.naewna.com/news.asp?ID=293703

วันที่ 26/12/2011


 1.เหตุการณ์แห่งปี : องค์ประชุมรัฐสภาล่มวันแถลงนโยบายของรัฐบาล

 เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลางดึกเมื่อวันที่ 24 ส.ค.2554 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการแถลงนโยบายของรัฐสภาต่อที่ประชุมรัฐสภา สืบเนื่องมาจากการที่ สส.ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ได้อภิปรายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์จนนำมาสู่การประท้วงอย่าง วุ่นวายส่งผลให้ต้องพักการประชุมนานถึง 40 นาที ต่อมา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา สั่งให้นับองค์ประชุมถึง 2 ครั้งก่อนลงมติว่าจะปิดการอภิปรายตามที่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส. นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย เสนอหรือไม่ โดยครั้งสุดท้ายมีองค์ประชุมเพียง 314 ไม่ถึงกึ่งหนึ่งจำนวน 325 เสียงของการประชุมร่วมรัฐสภา จึงสั่งปิดประชุมในเวลา 23.27 น.และนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 25 ส.ค. เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 แสดงให้เห็นถึงความบกพร่องอย่างร้ายแรงของฝ่ายนิติบัญญัติ เนื่องจาก การแถลงนโยบายต่อรัฐสภามีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะก่อนที่รัฐบาลจะ สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้โดยสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญต้องผ่านการ แถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภาก่อน อีกทั้งพรรคร่วมรัฐบาลมีเสียงใน รัฐสภามากถึง 300 เสียง แต่กลับไม่สามารถควบคุมองค์ประชุมได้

 2.วาทะแห่งปี : “คำวินิจฉัยประธาน ถือเป็น ที่สิ้นสุดจะผิดหรือถูกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

 มาจากคำพูดของ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2554 ระหว่างการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในการแถลงนโยบายของรัฐบาล เพื่อชี้แจงต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรกรณีการทำหน้าที่ประธานการประชุมเพื่อวินิจฉัยในประเด็นที่สส.พรรคเพื่อไทยได้อภิปรายพาดพิง ไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ระหว่างนั้นเหตุการณ์เป็นไปอย่างตึงเครียดจนท้ายที่สุดนายสมศักดิ์ใช้อำนาจวินิจฉัยด้วยด้วยคำพูดว่า…

 ”ผมฟังอยู่ไม่ได้หมายถึงอย่างนั้นครับ ท่านครับ ท่านสมาชิกครับ ผมขออนุญาตนิดเดียวครับข้อบังคับที่พวกเราร่างขึ้นมาเป็นกติกาให้อำนาจประธานเป็นผู้วินิจฉัยแล้วถือว่าเป็น เด็ดขาด ส่วนผิดหรือถูกอีกเรื่องหนึ่งครับ ผมถือว่าผมวินิจฉัยแล้ว ต้องเป็นเด็ดขาดครับ ไม่อย่างนั้นมันจบไม่ได้ครับ” (รายงานการประชุมรัฐสภาสามัญทั่วไปครั้งที่วันที่ 23 – 24 ส.ค.2554 หน้า 740)

 คำพูดดังกล่าวได้สะท้อนถึงบุคลิกการทำหน้าที่ของนายสมศักดิ์ ที่ให้ความสำคัญกับอำนาจของประธานควบคุมการประชุมตามข้อบังคับ ที่เป็นลายลักษณ์อักษร

 3.ฉายาสภาผู้แทนราษฎร : กระดองปูแดง

 การเลือกตั้ง สส.เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2554 ทำให้พรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากในสภาฯ โดยการทำงานของสภาฯภายใต้เสียงข้างมาก ของพรรคเพื่อไทยกลับให้ความสำคัญกับการปกป้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผู้มีอีกสถานะหนึ่ง คือ น้องสาวของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งมีแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ คนเสื้อแดง เข้ามาดำรงตำแหน่ง สส.มากกว่า 20 คน

 โดยทุกครั้งในการประชุมสภาฯหรือรัฐสภาหากมีการพาดพิง ถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ และ ครอบครัวชินวัตร ไม่ว่า ทางตรงหรือทางอ้อม ก็จะถูก สส.พรรคเพื่อไทยจำนวนมากลุกขึ้นตอบโต้อย่างดุเดือดจนการประชุมสภาฯต้องหยุดชะงักหลายครั้ง ดังนั้น สภาฯชุดที่ 24 ภายใต้เสียงข้างมากของพรรคเพื่อไทยที่มักอ้างเสมอว่ามีมวลชนคนเสื้อแดงกว่า 15 ล้านเสียงสนับสนุน จึงเปรียบเสมือนเป็นกระดองสีแดงปกป้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่มีชื่อเล่นว่า “ปู”

 4.ฉายาวุฒิสภา : สังคโลก

 บทบาทของวุฒิสภาในช่วงที่ผ่านมาสังคมต่างให้ความเชื่อมั่น พร้อมกับคาดหวังไว้สูงว่าจะปฏิบัติหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเพื่อกำกับและดูแลการทำงานของสภาฯและกลั่นกรองกฎหมาย แต่การทำงานในรอบปีที่ผ่านมาวุฒิสภากลับไม่มีบทบาทเป็นที่ประจักษ์ ทั้งที่ล้วนมา จากบุคคลที่มีความอาวุโส มากประสบการณ์จากหลากหลายสาขาอาชีพ เปรียบเสมือนเครื่องสังคโลก วัตถุโบราณที่มีคุณค่าในตัวเอง ทุกคนล้วนต้องการเสาะแสวงหาเพื่อให้ได้เป็นเจ้าของ แต่กลับไม่สามารถใช้งานได้จริงเพราะมีคุณค่าเพียงแค่เครื่องประดับเท่านั้น

 5.ฉายาประธานสภาผู้แทนราษฎร (นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์) : ค้อนปลอม ตราดูไบ

 เดิม นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา ได้รับฉายาว่า “ขุนค้อน” เมื่อครั้งเป็นรองประธานสภาฯช่วงปี 2540 เพราะได้ใช้ค้อนทุบลงบัลลังก์เพื่อแสดงความ เด็ดขาดในการควบคุมการประชุม และก่อนได้รับเลือกให้เป็นประธาน สภาฯนายสมศักดิ์ได้ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่าเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต่างประเทศท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าไปเสนอตัวจนได้รับเลือกเป็นประธานสภาฯสมใจ เมื่อได้มาทำหน้าที่ควบคุมการประชุมก็ถูกโจมตีอย่างหนักถึงความไม่เป็นกลางที่เอื้อต่อพรรคเพื่อไทยทั้งในเวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจและการอภิปรายทั่วไป เรื่องปัญหาน้ำท่วม กระทั่งถูกกล่าวหาขั้นรุนแรงว่ารับใบสั่งจากนายใหญ่ ดูไบ ทำให้ภาพของขุนค้อนผู้หนักแน่น เด็ดขาด เป็นกลาง ดั่ง “ค้อนปอนด์” ต้องตกต่ำลงอย่างมาก จึงเป็นที่มาของฉายา “ค้อนปลอมตราดูไบ” ในที่สุด

 6.ฉายาประธานวุฒิสภา (พล.อ.ธีรเดช มีเพียร) : นายพลถนัดชิ่ง

 สำหรับ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานวุฒิสภา แม้ว่าจะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งหลังจากได้รับการสรรหา เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา แต่นับเป็นบุคคลที่สังคมให้การจับตาเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเคยผ่านตำแหน่งสำคัญทั้งในกองทัพและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมาแล้ว อาทิ ปลัดกระทรวงกลาโหม และ ผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่จากบทบาทที่ผ่านมาพล.อ.ธีรเดช ไม่ได้แสดงบทบาทตามที่เคยแสดงวิสัยทัศน์ในการชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภา

 ไม่เพียงเท่านี้ยังเลี่ยงตอบคำถามเพื่อแสดงความคิดเห็นใน เหตุการณ์ต่างๆ มักอ้างว่า “ผมจำไม่ได้” หรือ “ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ต้องไปถามผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง” เหมือนชิ่งตัวเองออกจากปัญหา ทั้งที่ควร จะแสดงบทบาทให้เข้มแข็งและเด็ดขาดสมกับเป็นอดีตนายพลในกองทัพ

 7.ดาวเด่น : น.ส.รังสิมา รอดรัศมี สส. สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์

 การทำงานของ น.ส.รังสิมา นับตั้งแต่เป็น สส.มีความเสมอต้น เสมอปลายโดยเฉพาะการสวมบทมือปราบ สส.นอกแถว ตัวอย่าง ที่เห็นได้ชัด เช่น การเปิดโปง สส.ที่ชอบเสียบบัตรแสดงตนแทนกัน การ ขอให้ประธานสภาฯควบคุมการประชุม ให้มีความเป็นกลาง หรือแม้กระทั่ง ขอความร่วมมือ สส.ไม่ให้ประชุมคณะกรรมาธิการในช่วงวันพุธหรือ วันพฤหัสบดีซึ่งตรงกับวันประชุมสภาฯ เพราะมีผลให้องค์ประชุมสภาฯ เสี่ยงต่อการล่มหลายครั้ง บทบาท เหล่านี้ น.ส.รังสิมาได้ประพฤติปฏิบัติมาตลอดโดยไม่คำนึงถึงว่าช่วงเวลานั้นพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล

 8.ดาวดับ : น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และสส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

 ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแม้ว่าจะเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร หนึ่งใน อำนาจอธิปไตยของประเทศ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องตัดขาด กับงานฝ่ายนิติบัญญัติอย่างสิ้นเชิง ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้แสดงท่าทีถึงการไม่ให้ความสำคัญกับรัฐสภาหลายครั้ง ทั้งที่เคยประกาศก่อนหน้านี้ว่าพร้อมจะให้ความร่วมมือกับฝ่ายนิติบัญญัติที่มีอำนาจ หน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อร่วมนำพาประเทศผ่านพ้นปัญหาต่างๆ สร้าง ความหวังให้กับสังคมไม่ต่างอะไรกับการเป็นดาวเด่นในทางการเมือง ภายหลังประสบความสำเร็จจากการบริหารธุรกิจของครอบครัวชินวัตร

 สำหรับพฤติกรรมที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้แสดงออกจนนำมาซึ่งคำครหาว่า “หนีสภา” หลายต่อหลายครั้ง เช่น การไม่แสดงบทบาทนายกรัฐมนตรีเพื่อเข้ามาไกล่เกลี่ยระหว่าง สส.ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ซึ่งต่างกับอดีตนายกรัฐมนตรีหลายคนก่อนหน้านี้พยายามจะเข้ามาเป็นตัวกลางสร้างความประนีประนอมให้กับทั้ง 2 ฝ่ายเพื่อให้งานสภาฯเดินหน้าไปได้ หรือการมอบหมายให้รัฐมนตรีหรือรองนายกฯเป็นผู้ตอบ กระทู้ถามสดแทนการตอบด้วยตัวเองหลายครั้งท่ามกลางข้อสงสัยว่าเป็นการมอบหมายให้บุคคลอื่นชี้แจงแทนมากเกินความจำเป็นหรือไม่ ส่งผลให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับตำแหน่งดาวดับไปโดยปริยาย

 9.คู่กัดแห่งปี : นายอรรถพร พลบุตร vs นายจตุพร พรหมพันธุ์

 การประชุมสภาฯมีหลายครั้งที่เกิดวิวาทะระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างกรรมต่างวาระและต่างคู่กรณี แต่การฟาดฟันระหว่าง นายอรรถพร พลบุตร สส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต้องยกให้เป็นมวยคู่เอก ทุกครั้งไป เนื่องจากเมื่อใดก็ตามที่ทั้ง 2 คนนี้เชือดเฉือนคำพูดกันได้เป็นชนวนก่อให้เกิดเหตุประท้วงกันแบบบานปลายระหว่าง สส. รัฐบาลและฝ่ายค้าน ซึ่งส่วนใหญ่ประเด็นที่ทั้ง 2 คนมักจะโต้คารมกัน คือ การพาดพิงถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

 10.คนดีศรีสภา : งดการเสนอชื่อบุคคล

 สำหรับตำแหน่งคนดีศรีสภาสื่อมวลชนประจำรัฐสภามีความเห็น ร่วมกันยังไม่มีบุคคลที่เหมาะสมกับการได้รับตำแหน่งดังกล่าว ถึงแม้จะมี สส.และ สว.หลายคนแสดงบทบาทการเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยแก้ไข ปัญหาให้กับประชาชนโดยเฉพาะช่วงเหตุการณ์น้ำท่วม หรือ การแสดงออก ผ่านการร่วมประชุมรัฐสภาในวาระต่างๆ แต่ทว่ายังไม่ปรากฏว่ามีสมาชิก รัฐสภาคนใดแสดงผลงานเป็นที่ประจักษ์อย่างเห็นได้ชัด สื่อมวลชนประจำรัฐสภาจึงความเห็นร่วมกันของดการมอบตำแหน่งคนศรีสภา ประจำปี 2554 ออกไป

 11.ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) : หล่อดีเลย์

 ด้วยบทบาทการของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หลังจากแพ้การเลือกตั้งกลับมาเป็นนายกฯอีกสมัยไม่สำเร็จ แม้จะพยายามทำหน้าที่ชี้แนะตรวจสอบรัฐบาล ถึงปัญหาน้ำท่วม นโยบายด้านต่างๆ รวมถึงการเสนอทางออกเพื่อความปรองดอง แต่ไม่สามารถวิจารณ์ได้เต็มปาก เนื่องจากถูกย้อนศรจาก สส.พรรคเพื่อไทยในสมัยนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ไม่ว่าการแก้ปัญหา น้ำท่วมก่อนหน้านี้ หรือการเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมจน เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ ข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ในตำแหน่งผู้นำ ฝ่ายค้านที่เป็นประโยชน์หลายเรื่อง จึงถูกวิจารณ์ว่าเหตุใดไม่แก้ปัญหา อย่างที่ได้พูดเอาไว้ตั้งแต่เป็นนายกฯ กลายเป็นที่มาของ “หล่อดีเลย์”

 

เปิดขุมทรัพย์หมื่นล้าน จากผืนป่าและภูมิปัญญาท้องถิ่น 2011/09/25

http://www.archive.naewna.com/news.asp?ID=280974

วันที่ 25/9/2011

ทรัพยากรธรรมชาติ คือ ทรัพย์สมบัติที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรที่ดิน ป่าไม้ และแหล่งน้ำ รวมทั้งภูมิอากาศที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตประเภทต่างๆ

 โดยทรัพยากรทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนแต่มีความจำเป็นต่อการดำรง ชีวิต ทั้งในเรื่องของที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค รวมทั้งยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

 แต่การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร รวมถึง ความจำเป็นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และความเสื่อมโทรมต่อทรัพยากรชีวภาพ เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและความอยู่รอดของสรรพชีวิต

 ฐานทรัพยากรชีวภาพ และ ภูมิปัญญาของชุมชนท้องถิ่น นับเป็น ต้นทุนทางเศรษฐกิจในทุกระบบอย่างยั่งยืนได้ ซึ่งจะต้องมีการสร้างมูลค่าเพิ่มในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพให้เกิดความคุ้มค่าไปพร้อมๆ กับการเร่งปรับปรุงและพัฒนาเครื่องมือกลไกการบริหารจัดการ เพื่อให้มีการเข้าถึง การแบ่งปันและสร้างระบบปกป้อง รวมถึงกระจาย ผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากร ภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างเป็นธรรม

 สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจ จากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือสพภ. จึงมีวัตถุประสงค์บริหาร จัดการนำทรัพยากรความหลากหลาย ทางชีวภาพมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน เพื่อให้เกิดกระบวนการสร้างงาน สร้างรายได้ และ สร้างโอกาสให้แก่ประชาชน รวมทั้งการพัฒนางานวิจัย การรวบรวม องค์ความรู้ความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาของชุมชนและท้องถิ่น

 สำหรับการสร้างรายได้จากการนำผลิตภัณฑ์ทำนุบำรุงทรัพยากรป่าไม้ในชุมชน ซึ่งเป็นการช่วยเหลือชุมชนโดยตรง ช่วยเหลือป่าไม้ทางอ้อม ขณะนี้มีชุมชนเข้าร่วมโครงการนี้ประมาณ 37 ชุมชน

 นอกจากนี้ยังส่งเสริมธุรกิจที่ใช้ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นพื้นฐาน ซึ่งเศรษฐกิจดังกล่าว มี 2 ประเภท คือ เศรษฐกิจที่เป็นพื้นฐานจริงๆ เช่น สัตว์ป่า ที่ได้รับอนุญาตให้มีการเพาะเลี้ยงประมาณ 59 รายการ แต่ขณะนี้ มีการเพาะเลี้ยงเพียง 10 รายการ อาทิ ไก่ฟ้า กวาง นกปากขอ ฯลฯ

 ส่วนธุรกิจอีกประเภทหนึ่งคือ ธุรกิจเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะนี้กำลังเสนอเรื่องการท่องเที่ยว เชิงนิเวศน์ เชิงเกษตร รวมทั้งพัฒนาวิจัยผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิมให้เกิดความแพร่หลาย โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าว จะต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

 ขณะที่งานทางด้านจัดการองค์ความรู้ ยังเป็นงานหนักที่ สพภ. ต้องพบเจอ เนื่องจากองค์ความรู้ในประเทศไทยมีจำนวนมาก แต่ยังไม่มีหน่วยงานใด เก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นทางการ ข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ไม่ได้ ปะติดปะต่อ หรืออยู่รวมเป็นหมวดหมู่เดียวกัน มีทั้งในส่วนที่อยู่กับเอกชน และราชการ ทำให้เกิดความ ยากลำบากในการนำไปใช้ประโยชน์ แต่ก็มีการตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า ในอนาคตจะมีการจัดทำบัญชีรายการทรัพย์สินทางชีวภาพของประเทศไทย รวมทั้งการบันทึกภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

 ทั้งนี้ หากการพัฒนาระบบฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยเป็นไปอย่างราบรื่น เป็นระบบ ตลอดจนการเชื่อมโยงแหล่งข้อมูลและผู้ที่เกี่ยวข้องให้เป็นเครือข่าย ก็จะทำให้เกิดเครื่องมือที่จะช่วยให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพได้อย่างแพร่หลาย และยั่งยืนยิ่งขึ้น

 ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนทั้งหมดในโลกนี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างมากเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับพื้นที่ที่เรามีอยู่น้อยนิด โดยแบ่งเป็นความหลากหลายประเภทพืชประมาณ 15,000 ชนิด ประเภทสัตว์อีกประมาณ 90,000-100,000 ชนิด

 สิ่งที่เรามีอยู่ สามารถแปรไป เป็นเงินรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมหาศาล โดยตัวเลขการนำเข้า- ส่งออกของกรมสรรพากร พบว่า ผลิตภัณฑ์สมุนไพร มีมูลค่าการ ส่งออกปีละ 29,000 ล้านบาท, สมุนไพรที่เป็นยารักษาโรค มีมูลค่าประมาณ 8,800 ล้านบาท, อาหารเสริมประมาณ 9,600 ล้านบาท, ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเครื่องสำอางและเครื่องประดับอีกประมาณ 1,000 ล้านบาท

 นอกจากนี้ ยังมีปลาสวยงาม ที่มีมูลค่าการส่งออกปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท, ต้นไม้สวยงามอีก 3,7000 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์ ที่เกี่ยวกับสปาอีกประมาณ 8,400 ล้านบาท

 รวมแบบคร่าวๆ ก็ปาเข้าไปหลายหมื่นล้านบาท!!!

 แม้โลกในปัจจุบันนี้ จะหมุน ไปอย่างรวดเร็ว และต้องวัดกันด้วยเทคโนโลยีที่แข่งขันเพื่อความก้าวล้ำ นำหน้าอยู่ทุกวัน แต่ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจละทิ้งหรือปล่อยปละละเลยได้ เพราะถือเป็นพื้นฐานสำคัญของมนุษย์ในการที่จะใช้ดำรงชีวิตอยู่ต่อไป

 เทคโนโลยีอาจใช้เวลาไม่นานใน การสร้างและพัฒนาขึ้นมาทดแทนของเก่า แต่สำหรับทรัพยากรธรรมชาตินั้นเล่า จะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะสร้างขึ้นมาชดเชย สิ่งที่หายไปได้ทันเวลา

 ดังนั้นสิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การ รู้คุณค่า สร้างภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เกิด ความยั่งยืน รวมทั้งเกิดเครือข่าย ที่จะดูแลและปกป้องทรัพยากรในท้องถิ่นให้คงอยู่ตลอดไป

SCOOP@NAEWNA.COM

 

เปิดอกช้ำๆของ “ถวิล เปลี่ยนศรี” “ผมถูกย้ายเพราะนักการเมืองลุแก่อำนาจ” 2011/09/09

http://www.archive.naewna.com/news.asp?ID=279017.

วันที่ 8/9/2011

 หมายเหตุ:นายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)เปิดแถลงข่าวภายหลังครม.มีมติย้ายให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯฝ่ายบริหาร ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อย่างไม่เป็นธรรม โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้

 ”วันนี้ผมต้องขอความคุ้มครองจากกฎหมาย ผมต้องไปร้องที่ก.พ.ค. แต่กฎหมายก็เป็นเพียงระเบียบสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือกฎแห่งกรรม ท่านเองต้องต่อสู้ ผมเองก็ต้องต่อสู้ ถ้าท่านรังแก ผมก็ต้องต่อสู้กับความเที่ยงแท้ของกฎแห่งกรรม “

 สิ่งที่ผมเสียใจคือตำแหน่งเลขาฯสมช.ควรเป็นตำแหน่งที่รัฐบาลควรใช้ในการประสานนโยบายและใช้ในด้านความมั่นคง เพื่อให้เกิดผลดีกับประเทศ ผมเสียใจเพราะตำแหน่งนี้ควรเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติภูมิมีศักดิ์ศรี แต่กลับถูกใช้แค่เป็นที่รองรับและแก้ไขปัญหาทางการเมือง เพื่อให้มีการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามที่ฝ่ายการเมืองต้องการเท่านั้น ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการแต่งตั้ง รองเลขาฯจึงต้องรักษาราชการแทนผมก่อน

 2.ตนทำงานตั้งแต่เป็นข้าราชการผู้น้อยทำงานด้วยความวิริยะอุตสาหะ ซื่อสัตย์สุจริตไม่มีผลประโยชน์ทั้งสิ้น นอกจากผลประโยชน์ของชาติและบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง จนกระทั่งเติบโตเป็นตำแหน่งสูงสุดขององค์กร ผมเสียดายว่าสุดท้ายผมต้องพ้นตำแหน่งหน้าที่นี้ไปด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องกับความรู้ความสามารถหรือการบกพร่องต่อหน้าที่ของผมเลย ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้พูดชัดเจนว่าผมไม่มีความผิดหรือบกพร่องอะไร

 ประการที่ 3. ผมเสียใจการดำเนินการตั้งแต่ต้นที่พยายามให้ผมพ้นตำแหน่งนี้ไปจนกระทั่งมีมติครม. ที่ออกมาในทำนองว่าฝ่ายการเมืองบางท่านบางส่วนมีอคติลุแก่อำนาจ มีท่วงทำนองที่เยาะเย้ยถากถาง ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาผมโดยตรงและมีไม่กี่ตำแหน่งที่ขึ้นตรงกับนายกฯ ตลอดเวลาที่มีการดำเนินการนายกฯก็ไม่เคยออกมาปกป้องดูแล ทั้งที่ผมเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาท่าน

 ส่วนสิ่งที่ผมสงสัยมี 3 เรื่อง คือ 1. ถ้อยคำแถลงของฝ่ายการเมืองบางท่านที่บอกว่าผมทำงานกับรัฐบาลที่แล้ว ทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ทำงานในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ก็ไว้ใจไม่ได้ เอาไว้ไม่ได้ ความจริงตนควรจะทำหนังสือย้ายตัวเองตั้งแต่แรกด้วย ข้อความเหล่านี้ทำให้ผมมีข้อสงสัยอยู่ 3 เรื่องคือ 1.ผมไม่เคยทำงานให้พรรคการเมืองพรรคใด ผมย้ำเสมอว่าทำงานให้กับรัฐบาล ไม่เคยทำงานให้ใครไม่ว่าจะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์หรือหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่ผมทำงานให้กับนายกฯ และชาติบ้านเมือง เหมือนกับที่ผ่ายการเมืองมีปณิธานเช่นเดียวกัน

 เรื่องที่ 2.ที่ผมไม่เข้าใจคือ ท่านบอกให้ผมทำหนังสือย้ายออกไป แต่ผมเป็นข้าราชการประจำมีระเบียบมีกฎหมายกำหนด ผมทำราชการเป็นอาชีพ จะพ้นตำแหน่งก็ต่อเมื่อเกษียณราชการ 60 ปี ถ้าไม่มีความผิดถูกไล่ออก ผมมีที่มาที่ไปตามระบบคุณธรรม และต้องพ้นตำแหน่งตามที่ระบบราชการกำหนดไว้ ผมไม่มีหน้าที่จะต้องขอย้ายตนเองตามการเมือง

 ท่านเข้ามาทุก 4 ปี บางทีก็อยู่ 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 2 ปี ถ้ายึดหลักอย่างนั้นผมก็ต้องย้ายตาม คงเวียนหัวแย่ 3.ผมสงสัยเรื่องการที่ผมทำงานกับศอฉ.ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายกำหนด ไม่ได้ขอร้องไปทำ ผมไม่เข้าใจว่าการที่ผมเข้าไปในครม.ไปรู้เรื่องการประชุม ผมคิดว่าครม.ปรึกษาหารือเรื่องชาติบ้านเมือง มีไม่กี่ตำแหน่งที่เป็นข้าราชการประจำที่เข้าหารือกับครม.เพื่อชี้แจงเรื่องเกี่ยวข้อง ผมยืนยันว่าถ้าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ประเทศชาติบ้านเมือง พวกเราเป็นมืออาชีพอยู่เสมอ ไว้ใจผมได้ถ้าเป็นเรื่องชาติบ้านเมือง แต่ถ้าเป็นเรื่องการเมืองที่เราไม่เกี่ยวข้องมาตลอด ท่าจะแพ้ชนะได้คะแนนนิยมมากกว่ากันอย่างไร ผมเข้าไปเกี่ยวข้องไม่ได้โดยหลักการ

 เรื่องที่ 3. เรื่องตำแหน่งที่ตนย้ายไปนั้นเหมาะสมกับตนหรือไม่ จากทางที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบย้ายตนไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายประจำ นักบริหารระดับสูง ผมเข้าใจดีว่าเท่ากับระดับ 11 เช่นกัน ได้รับเงินเดือนและสิทธิประโยชน์เท่ากัน และนายกฯได้แถลงว่าจะมอบหมายงานให้ทำตามความเหมาะสม ดูเผินๆผมไม่เสียหายอะไร แต่ผมอยากจะบอกว่าดูที่ว่าผมย้ายไปดำรงตำแหน่งในระดับเดียวกันและไม่เสียหายอะไรไม่ได้ ผมคิดว่าต้องดูที่มาของการย้ายด้วย ว่าการย้ายเป็นไปด้วยระบบคุณธรรมถูกต้องหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คณะกรรมการระบบพิทักษ์คุณธรรม (ก.พ.ค.) จะเป็นผู้พิจารณาต่อไปว่าจะดำเนินการอย่างไร

 อีกประเด็นหนึ่งผมขอกล่าวถึง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) การที่ท่านระบุว่าจะย้ายออกจากตำแหน่งผบ.ตร.ได้ก็ต่อเมื่อได้รับตำแหน่งที่สมศักดิ์ศรี ผมเข้าใจว่าตำแหน่งที่ไปถึงท่านตอนแรกคงเป็นตำแหน่งที่ผมได้รับ แต่ท่านก็ไม่รับท่านก็มารับตำแหน่งเลขาฯสมช. เพราะท่านคิดว่าเป็นตำแหน่งที่สมศักดิ์ศรี แสดงว่าตำแหน่งที่ปรึกษาไม่สมศักดิ์ศรี เมื่อท่านคิดอย่างนั้นแล้ว ผมจะพิจารณาได้อย่างไรว่าสมกับผม

 จากที่มีหลายคนสอบถามว่าตำแหน่งของผมถ้าจะย้ายไปตำแหน่งที่เหมาะสมควรจะย้ายไปตำแหน่งไหน ผมได้บอกว่าตำแหน่งของผมเทียบเท่าปลัดกระทรวงคือระดับ 11 แต่ความหมายผมไม่มีเลยที่จะย้ายไปกระทรวงอื่นๆ ผมมีความเป็นสุภาพบุรุษพอว่าถ้าเรื่องจะจบก็ให้จบที่ผม ผมจะไม่ไปแย่งหรือเบียดตำแหน่งต่างๆที่อื่นเป็นอันขาด ผมทำงานด้านความมั่นคงมาชั่วชีวิตราชการผมจะไปทำงานที่อื่นได้อย่างไร

 ประการที่ 4 ผมทราบดีว่าระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม เปิดโอกาสให้ข้าราชการที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย ไปร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งขั้นตอนของผมตามระเบียบนั้นคือ การไปร้องที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ผมได้รับหลักเกณฑ์ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ผมไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้ใช้ เพราะคิดว่ากฎหมายที่เขียนขึ้นมาเพื่อป้องปราม ให้สติกับผู้บังคับบัญชาในระดับสูงขึ้นไป ไม่ว่าข้าราชการประจำหรือฝ่ายการเมือง ให้มีการยับยั้งชั่งใจใคร่ครวญในการใช้ระบบคุณธรรมในการพิจารณา

 แต่มาถึงวันนี้ผมต้องขอความคุ้มครองจากกฎหมาย ผมต้องไปขอร้องที่ก.พ.ค. แต่กฎหมายก็เป็นเพียงระเบียบสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือกฎแห่งกรรม กฎธรรมชาติที่ต้องรับตรงนั้น ท่านเองต้องต่อสู้ ผมเองก็ต้องต่อสู้ ถ้าท่านรังแกผมก็ต้องต่อสู้กับความเที่ยงแท้ของกฎแห่งกรรมและกฎธรรมชาติ หลังจากนี้ผมต้องไปรายงานตัวเพื่อรับทราบนโยบายและงานที่จะมอบหมายผม

 สุดท้ายตนขอร้องว่าระบบราชการเรามีเกียรติภูมิมีศักดิ์ศรีของเรา เราถูกออกแบบมาให้ทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง เหมือนฝ่ายการเมือง กรุณาใช้ระบบคุณธรรมใช้เหตุผลอย่าใช้อคติความรักความชังเข้ามาทำหลักการเหล่านนี้ไขว้เขวไป เพราะจะกระทบต่อการทำงานของข้าราชการทั่วประเทศ และไม่เกิดประโยชน์ต่อใครทั้งสิ้น และยังเป็นโทษต่อชาติบ้านเมืองด้วย ทั้งนี้ตนได้รับปากผู้ใหญ่ไว้ว่าจะไม่ขอตอบโต้และพูดอะไรมาก เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง
รองนายกรัฐมนตรี

 นายถวิล จะยื่นเรื่องฟ้องศาลปกครอง ถึงเรื่องที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งเลขาฯสมช. ก็เป็นสิทธิ รัฐบาลก็อธิบายได้ เพราะย้ายไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ก็มีเงินประจำตำแหน่ง แต่ถ้ายังไปคิดว่าไม่มีงานทำ ตนคิดว่าก็คงเข้าใจผิด เพราะรัฐบาลก็มีการมอบหมายภารกิจให้ทำแล้ว

 ถ้านายถวิลคิดจะเอาคำสัมภาษณ์ของตนไปฟ้อง ก็ขอให้ดูข้อเท็จจริงในการย้ายด้วย ว่ามันไม่ได้เป็นไปตามที่ตนพูด สิทธิประโยชน์ยังได้เหมือนเดิม ผมพูดในฐานะที่ผมเป็นนักการเมือง โดยต้องเข้าใจว่าประชาชนส่วนใหญ่เขาค่อนข้างไม่พอใจคุณถวิล ซึ่งถ้าไม่เหมาะก็ฟ้องร้องผมได้”

 อะไรที่ทำให้ไม่สบายใจต้องขอโทษด้วยก็ไม่มีเจตนาเยาะเย้ยถากถาง ตนเป็นนักการเมืองมาแล้วก็ไป แต่ข้าราชการเป็นหลัก ข้าราชการเหมือนท่าเรือ นักการเมืองเหมือนเรือ มาแล้วก็ไป เรือไปแต่ท่าอยู่ ฉะนั้นคุณถวิลต้องอยู่ต่อไป

 

“ปู”หลบฉากไม่ปะทะ”มาร์ค” แจงนโยบายแบบเรียบ เงียบ เหงา 2011/09/09

http://www.archive.naewna.com/news.asp?ID=276795.

วันที่ 24/8/2011

หมายเหตุ : ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบาย ต่อที่ประชุมรัฐสภา โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะฝ่ายค้าน อภิปรายนโยบายรัฐบาลเป็น คนแรก เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี
 “รัฐบาลขอให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐสภาว่ารัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และมีประสิทธิภาพ มุ่งมั่นที่จะให้ประเทศ มีความเจริญรุ่งเรืองมีความสามัคคี ปรองดองและมีความยุติธรรม” 

 นโยบายของรัฐบาลมีจุดมุ่งหมาย 3 ประการ คือประการที่หนึ่ง เพื่อนำประเทศไทยไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่สมดุลมีความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น ประการที่สอง เพื่อนำประเทศไทยไปสู่สังคมที่มีความปรองดองสมานฉันท์และอยู่บนพื้นฐานของหลักนิติธรรมที่เป็นมาตรฐานสากลเดียวกันและมีหลักปฏิบัติที่เท่าเทียมกันต่อประชาชนคนไทยทุกคน ประการที่สามเพื่อนำประเทศไทยไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี2558อย่างสมบูรณ์โดยสร้างความพร้อมและความเข้มแข็งทั้งด้านเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมและการเมืองและความมั่นคง

 เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินสามารถบรรลุถึงภารกิจและดำเนินไปด้วยแนวทาง รัฐบาลได้กำหนดนโยบายเป็น 2 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก และระยะการบริหารราชการ 4 ปี เพื่อให้มีการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ สมดุล ยั่งยืนและมีภูมิคุ้มกันตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 1.นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก คือ1.สร้างความปรองดองสมานฉันท์ เยียวยาและฟื้นฟูทุกฝ่าย เช่น ประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้ประกอบการภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุรุนแรงตั้งแต่ช่วงปลายการใช้รัฐธรรมนูญ 2540 สนับสนุนให้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการ ปรองดองแห่งชาติ (คอป.)ดำเนินการอย่างเป็นอิสระ 2.กำหนด ให้การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติดเป็น”วาระแห่งชาติ

 3.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง 4.ส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ และเร่งรัดขยายเขตพื้นที่ชลประทาน 5.เร่งนำสันติสุขและความปลอดภัยกลับมาสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยน้อมนำกระแสพระราชดำรัส “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นหลักปฏิบัติ 6.เร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ 7.แก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชั่วคราวเพื่อให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงลดลงทันที ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน จัดให้มีบัตรเครดิตพลังงานสำหรับผู้ประกอบอาชีพรถรับจ้างขนส่งผู้โดยสารสาธารณะ

 8.ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ พักหนี้ครัวเรือนของเกษตรกรรายย่อย และผู้มีรายได้น้อยที่มีหนี้ต่ำกว่า 500,000 บาท อย่างน้อย 3 ปี และปรับโครงสร้างหนี้สำหรับผู้ที่มีหนี้เกิน 500,000 บาท ทำให้แรงงานมีรายได้เป็นวันละไม่น้อยกว่า300 บาท ผู้จบ ปริญญาตรีมีรายได้เดือนละไม่น้อยกว่า15,000 บาท จ่ายเบี้ยสูงอายุแบบขั้นบันไดอายุ60-69 ปี 600 บาท, อายุ 70-79 ปี 700 บาท, อายุ 80-89 ปี 800 บาท และอายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับ 1,000 บาท ลดภาษีบ้านหลังแรก และรถยนต์ คันแรก 9.ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล เหลือร้อยละ 23 ในปี 2555 และเหลือร้อยละ 20 ในปี 2556

 10.เพิ่มเงินทุนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอีกแห่งละ 1 ล้านบาท จัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี วงเงินเฉลี่ยจังหวัดละ 100 ล้านบาท จัดตั้งกองทุนตั้งตัวได้วงเงิน 1,000 ล้านบาท ต่อสถาบันอุดมศึกษาที่ร่วมโครงการ จัดสรรงบประมาณเข้ากองทุน เอสเอ็มแอล 300,000 400,000 และ 500,000 บาทตามขนาดหมู่บ้าน

 11.ยกระดับราคาสินค้าเกษตรและให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน เริ่มจากการรับจำนำข้าวเปลือกเจ้าและข้าวเปลือกหอมมะลิ เกวียนละ 15,000 บาท และ 20,000 บาท จัดทำทะเบียนครัวเรือนเกษตรกรและการออกบัตรเครดิตสำหรับเกษตรกร

 13.สนับสนุนการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ชุมชน 14.พัฒนาระบบประกันสุขภาพ เพิ่มประสิทธิภาพระบบ 30 บาทรักษาทุกโรค ให้ทุกคนได้รับบริการอย่างมีคุณภาพ สะดวก รวดเร็วและเป็นธรรม 15.จัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเลต ให้แก่โรงเรียน เริ่มในโรงเรียน นำร่องแก่นักเรียน ป.1 ปีการศึกษา 2555 และ 16.เร่งรัดและผลักดันการปฏิรูปการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วม โดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)ที่เป็นอิสระยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้ประธานเห็นชอบผ่านการออกเสียงประชามติ

 รัฐบาลขอให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐสภาว่ารัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และมีประสิทธิภาพ มุ่งมั่นที่จะให้ประเทศมีความเจริญรุ่งเรือง มีความสามัคคี ปรองดอง และมีความยุติธรรม รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถ แข่งขันได้อย่างมีศักดิ์ศรีในเวทีโลกพร้อมทั้งนำความสุขกลับคืนมาให้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
 “หลายเรื่องไม่ใช่ประโยชน์ประชาชน เช่นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกฯ เรื่องเกี่ยวกับการเก็บภาษี หรือ เรื่องวีซ่าญี่ปุ่น หรือการเร่ง ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งทั้งหมดจะเป็นตัวเร่งให้เกิด ความขัดแย้งในสังคม” 

 การที่รัฐบาลชุดนี้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่า เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศชาติผ่านวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงและเกิดปัญหา ปากท้องอย่างรุนแรง นายกฯและรมต.หลายคนให้คำมั่นสัญญาจะแก้ไข ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว วันนี้ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เลือกตั้งเป็นต้นมา จนความคิดเห็นรมต.หลายคนต้องยอมรับว่าประชาชนหวั่นไหวว่าการ รับปากไว้ว่าจะแก้ไขปัญหาจะทำจริงหรือไม่ และเป็นเรื่องแปลกว่าหลังเลือกตั้งดัชนีความสุขประชาชนกลับลดลง นโยบายการเพิ่มรายได้ลดค่าใช้จ่าย ก่อนเลือกตั้งมีความชัดเจน แต่หลังเลือกตั้งไม่มีความ ชัดเจน ถึงขนาดมี รมต.ท่านหนึ่งบอกว่านั่นเป็นการพูดจาระหว่างหาเสียงดังนั้นวันนี้รัฐบาลต้องแถลงให้ชัดกับพี่น้องคนไทย

 ผมเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนและพูดมาตลอดว่าเราต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และยุครัฐบาลที่แล้วถือเป็นยุครอบ 10 ปีที่ผู้ใช้แรงงานได้เงินเพิ่มขึ้นก่อนที่ราคาสินค้าจะปรับราคาสูง และมีการวางแผนว่าจะต้องมีการเพิ่มเงินค่าแรงขั้นต่ำแบบก้าวกระโดดโดยคิดว่าต้องมีการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำภายใน 2 ปีให้ได้ร้อยละ 125 แต่ในที่สุดพรรคเพื่อไทยก็ได้หาเสียงว่าจะปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และบอกจะทำทันที ขึ้นได้ทันที

 แต่ปรากฏว่าหลังเลือกตั้งผ่านมาคำให้สัมภาษณ์รมต.หลายท่าน พูดไม่ตรงกับการหาเสียง บางท่านพูดดีที่สุดคือจะรีบดำเนินการในทันที แต่ทีมเศรษฐกิจคนอื่นๆ เริ่มไม่พูดว่าจะทำได้ทันที และไม่พูดว่าจะทำได้เหมือนกันทั่วประเทศ และในการแถลงนโยบายก็เขียนไว้ว่าจะทำให้รายได้มีไม่น้อยกว่า 300 บาท และบอกว่าต้องสอดคล้องกับประสิทธิภาพ และผลิตภาพการใช้แรงงาน ซึ่งการระบุไว้แบบนี้อาจไม่ตรงกับสิ่งที่ประชาชนคาดหวังและเลือกพวกท่านเข้ามา จะเห็นว่าความแตกต่างกับคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ในช่วงหาเสียง ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลให้ความมั่นใจ หรือจะบอกเหมือนตอนที่หาเสียงว่าการดำเนินการล่าช้าสุดคือวันที่ 1 ม.ค. 2555

 เช่นเดียวกับนโยบายที่ประกาศไว้ว่าผู้จบปริญญาตรีจะได้เงินเดือน 15,000 บาท นั้น ตนต้องทำความเข้าใจกับนโยบายนี้ค่อนข้างมาก เพราะจะมีอะไรการันตีว่าผู้ที่จบปริญญาตรีที่ทำงานในเอกชนจะได้ 15,000 บาท หรือไม่และต้องทำความเข้าใจกับคนกลุ่มอื่นๆด้วย อย่างคนที่จบปริญญาโท ปริญญาเอก เงินเดือนจะเป็นอย่างไร

 ที่นายกฯบอกว่าจะกระชากค่าครองชีพลงมา แล้วบอกทำด้วยการยกเลิกกองทุนน้ำมัน ถามว่าจะชะลอการเก็บกองทุนน้ำมันจะทำอย่างไร จะอุดหนุนราคาแก๊สหุงต้มต่อไปหรือไม่ หรือปล่อยให้ลอยตัว หรือจะให้กองทุนน้ำมันติดลบ คำถามคือสุดท้ายจะเอาเงินที่ไหนมาใช้หนี้กองทุนนี้ซึ่ง รมว.พลังงานเองเมื่อเห็นราคาน้ำมันลดลง ก็จะหันมาเก็บราคาสรรพสามิตน้ำมันดีเซลซึ่งหมายความว่าท่านจะทำให้ราคาเบนซินลดลงแล้วให้ราคาดีเซลเพิ่มขึ้นใช่หรือไม่ ท่านคิดว่านี่เป็นการกระชากค่าครองชีพลงมาใช่หรือไม่ วันนี้หากดำเนินการนโยบายที่ว่านี้การส่งเสริมแก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซลก็จะถดถอยจึงอยากเรียกร้องว่าให้ดำเนินการสิ่งเหล่านี้อย่างเร็วที่สุด และระบุให้ชัดเจนว่าทำได้หรือทำไม่ได้ถ้า ทำ ได้ทำได้ในช่วงใด รวมถึงการแจกแท็บเลต ที่เด็กๆ กำลังรออยู่

 ส่วนนโยบายยาเสพติด ตนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ยอมรับว่า ที่ผ่านมาแม้จะจับกุมได้จำนวนมาก แต่ก็ยังมีการแพร่ระบาด อย่างหนัก แต่การที่รัฐบาลนี้ประกาศว่าจะดำเนินการให้เสร็จและขจัดยาเสพติดให้ได้ภายใน 1 ปี ตนก็หวังว่าจะทำได้ แต่ขอให้ยึดหลักนิติธรรม เพราะรัฐบาลของอดีตนายกฯคนหนึ่งเคยใช้ความรุนแรง จนต้องเสียชีวิตไปถึง 2,500 ศพ

 ในสมัยรัฐบาลตนก็สานต่อนโยบาย หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ แต่ตนก็ยังเป็นห่วง อย่างนโยบายเบี้ยยังชีพ นโยบายโฉนดชุมชน นโยบายบ้านมั่นคง ของรัฐบาลตน ซึ่งเป็นประโยชน์กับประชาชนก็อยากให้ทำต่อ เพราะมีรมต.บางคนบอกว่าจะทำต่อแต่ต้องเปลี่ยนชื่อโครงการเพราะเป็นเรื่องทางการเมือง ซึ่งตนว่าไม่จำเป็น หรือนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค จะมีการกลับมาเก็บ 30 บาทอีกหรือไม่ เพราะไม่อย่างนั้นก็ต้องกลับมาแยกกันใหม่อีกว่าใครต้องถูกเก็บหรือใครไม่ถูกเก็บ ตนไม่เห็นเหตุผลว่าจะต้องมาเก็บทำไมเพราะตอนนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นรักษาฟรีทุกโรค

 หลังจากรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ เฉพาะเวลาที่ผ่านมาดัชนีชี้วัดความสุขของประชาชนลดลง เพราะเห็นปรากฏการณ์จัดลำดับความ สำคัญที่สวนทางกับความเดือดร้อนของประชาชนวันนี้ที่ประชาชน เดือดร้อนที่สุดคือปัญหาน้ำท่วม ที่ยังไม่มีความชัดแต่สิ่งที่ชัดเจนหลายเรื่องไม่ใช่ประโยชน์ประชาชน เช่นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกฯ เรื่องเกี่ยวกับการเก็บภาษี จะกลายเป็นใครไม่มีความผิดเลย แม้จะมีการทำนิติกรรมอำพราง หรือเรื่องวีซ่าญี่ปุ่น หรือการเร่งยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งทั้งหมดจะเป็นตัวเร่งให้เกิดความขัดแย้งในสังคม

 ส่วนนโยบายเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ หลายคนที่เคลื่อนไหวกระทบกระเทือนสถาบันที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลนั้น อยากทราบว่ารัฐบาลจะทำอย่างไร และจะพิจารณาในเรื่องมาตรา 112 เกี่ยวกับการละเมิดสถาบัน เป็นความผิดทางอาญาก็ควรจะมีความชัดเจน ต้องยอมรับเรามีสถาบันหลักที่อยู่เหนือความขัดแย้งจะต้องช่วย ให้สถาบันอยู่เหนือความขัดแย้งไม่ควรนำสถาบันมาเป็นส่วนในความขัดแย้ง ซึ่งเราอาจมีความขัดแย้งได้

 นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลคงจะต้องมีความรับผิดชอบสูงสุดกับทุกเรื่องต่อบ้านเมือง และเชื่อว่าประชาชนได้ให้โอกาสเป็นนายกฯหญิงคนแรกและทุกคนพร้อมให้โอกาสแม้จะมีประสบการณ์การเมืองและการบริหารน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย เมื่อประชาชนให้ความไว้วางใจและมอบภาระหนักมาก ก็ขอให้ดำเนินการทุกอย่างเพื่อประโยชน์สุขเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงและไม่ให้เกิดความขัดแย้งต่อไป อย่าทำเพื่อผลประโยชน์พวกพ้องและญาติอีก ต่อไป แม้นโยบายที่เขียนมาจะเป็นเรื่องยากที่จะได้หมด ถ้าทำด้วยความจริงใจ แม้ไม่สำเร็จ ก็เชื่อว่าสังคมก็พร้อมให้โอกาส แต่หากไปทำในทางที่ผิด หรือเอื้อประโยชน์กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่มีความเป็นธรรม ก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งอีกต่อไป

 

“อภัยโทษ”…ทักษิณ ผิดหลักนิติราชประเพณี? 2011/09/07

http://www.archive.naewna.com/news.asp?ID=278897.

วันที่ 7/9/2011


 ทั้งนี้ การพระราชทานอภัยโทษ ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายหลายฉบับ รวม ตลอดถึงพระราชประเพณีนิยมในการพระราชทาน อภัยโทษ พระบรมราชโองการ พระราชกระแส ที่เกี่ยวกับการพระราชทานอภัยโทษ และแบบแผนของทางราชการที่สืบต่อกันมา 

 อุณหภูมิการเมืองร้อนขึ้นมาถนัดใจ เมื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เดินหน้า “ล่อเป้า” เรื่องคนเสื้อแดงล่ารายชื่อประชาชนกว่า 3.6 ล้านคน ยื่นถวายฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษให้ “นายใหญ่” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อ ไม่ให้ต้องเข้ามารับโทษทัณฑ์ในคุก

 งานนี้ปรากฏว่า”ฟีดแบ๊ก”แรงเกินคาด ทั้ง “ฝ่ายต้าน” และ “ฝ่ายสนับสนุน”ที่ออกมาประจันหน้า โดยประเด็น ที่เถียงกันหน้าดำ-หน้าแดงคือ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับการพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ ?

 ข้อมูลจาก กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ระบุไว้ ชัดเจนว่า การพระราชทานอภัยโทษ หมายถึงการพระราชทาน พระมหากรุณาธิคุณ ของพระมหากษัตริย์ แก่ ผู้ต้องโทษ ให้ได้รับการปล่อยตัว หรือลดโทษแล้วแต่กรณี

 ทั้งเป็นไปในรูปของ การพระราชทานอภัยโทษเป็นการเฉพาะรายแก่ผู้ต้องโทษ ที่ได้ยื่นเรื่อง ราวทูล เกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษขึ้นมา และในรูปของการพระราชทานอภัยโทษเนื่องในโอกาส หรือวาระที่สำคัญเกี่ยวกับองค์พระมหากษัตริย์ และบ้านเมืองโดยจะกำหนดเป็นพระราชกฤษฎีกา

 การพระราชทานอภัยโทษ เป็นประเพณีสิบทอดกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา โดยเป็นไปตามพระราชดำริ หรือพระราชประสงค์ ขององค์พระมหากษัตริย์ ต่อมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองของบ้านเมืองเมื่อปี พ.ศ. 2475 การพระราชทานอภัยโทษ จะกระทำในขอบเขตของกฎหมายรัฐธรรมนูญ และประมวล กฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา โดยมีการกำหนดกฎเกณฑ์ไว้แน่นอน คือ…

 พระมหากษัตริย์จะทรงใช้พระราชอำนาจ ทางฝ่ายบริหารในการพระราชวินิจฉัยฎีกาที่ทูลเกล้าฯ ขึ้นมา หรือมาจากการถวายคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี!!

 ทั้งนี้ การพระราชทานอภัยโทษ ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายหลายฉบับ รวมตลอดถึงพระราชประเพณีนิยมในการพระราชทานอภัยโทษ พระบรมราชโองการ พระราชกระแสที่เกี่ยวกับการพระราชทานอภัยโทษ และแบบแผนของทางราชการที่สืบต่อกันมา

 ข้อมูลจาก กรมราชทัณฑ์ ระบุว่า การพระราชทานอภัยโทษ แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ…”การพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคล หรือคณะบุคคล” และ “การพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป” -การพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคลหรือคณะบุคคล เป็นการขอพระราชทานอภัยโทษเป็นการเฉพาะรายบุคคลนั้น ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 259 กำหนดให้ผู้ต้องโทษ หรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เช่น บิดา มารดา บุตร-ธิดา ญาติพี่น้อง เป็นผู้ยื่นเรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษต่อ องค์พระมหากษัตริย์ ทั้งนี้จะดำเนินการได้ต่อเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว

 ทั้งนี้ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษที่ยื่นมาแล้วนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 261 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มีหน้าที่ถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งถวายความเห็นว่าควรพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ และเมื่อ เรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ได้ทราบ ฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว จะทรงมีระบรมราชวินิจฉัยว่าสมควรพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ประการใด

 -การพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป หมายถึง การพระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษเด็ดขาดทุกคน แต่ทั้งนี้อาจจะมี ข้อยกเว้นความผิดในบางลักษณะ ที่เห็นว่าเป็นภัยต่อสังคมอย่างร้ายแรง การพระราชทานอภัยโทษประเภทนี้ จะดำเนินการโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษตามการถวายคำแนะนำ ของคณะรัฐมนตรี

 การที่คณะรัฐมนตรี จะกราบบังคมทูลฯ ขอพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป นั้น จะต้องเป็น “กรณีมีเหตุอันสมควร” เช่น เกี่ยว กับพระราชประเพณีที่สำคัญ หรือมีวาระสำคัญต่อเหตุการณ์บ้านเมือง หรือเหตุผลในทางราชทัณฑ์ ส่วนหลักเกณฑ์ ที่นักโทษผู้ใดจะได้รับพระราชทานอภัยโทษเท่าใด-อย่างไรนั้น จะกำหนดรายละเอียดไว้ใน พระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ ที่ตราขึ้นในแต่ละครั้ง…

 ทั้งนี้ จากการสืบค้นคดี ที่ได้รับการพระราชทานอภัยโทษในอดีตที่ผ่านมา พบว่า “มีจุดร่วม” ที่เหมือนกันคือ ผู้ได้รับการอภัยโทษ ทุกคน ล้วนต้อง “ติดคุก” ชดใช้กรรม มาแล้วระยะหนึ่งทั้งสิ้น

 และไม่เคยพบว่า ในประวัติศาสตร์ชาติไทยจะมีการอภัยโทษ ให้กับผู้ต้องโทษ ที่หลบหนี หรือไม่เคยรับโทษจำคุกตามคำพิพากษา!!

 ยกตัวอย่างกรณี นายวีระกานต์ หรือ วีระ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เคยต้องโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในปี 2531 และถูกศาลตัดสินจำคุก 4 ปี (สำหรับคำพิพากษาคดีที่นายวีระ กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือ หมิ่นพระบรม เดชานุภาพฉบับเต็ม สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ เว็บไซต์ของศาลฎีกา www.supremecourt.or.th) ในครั้งนั้นนายวีระ นอน ตบยุงอยู่ในคุก 1 เดือน ก็ได้รับการพระราชทานอภัยโทษออกมา

 หรือจะเป็นกรณีชาวต่างชาติ นายแฮร์รี นิโคลายส์ นักเขียนชาวออสเตรเลียวัย 41 ปี ที่ถูกศาลไทยตัดสินจำคุก 3 ปี ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในปี 2551 ด้วยการเขียนหนังสือพาดพิงสถาบัน ครั้งนั้นนายแฮร์รี ต้องชดใช้กรรมในคุก 1 เดือนเช่นกัน จึงได้รับพระราชทานอภัยโทษออกมา

 เช่นเดียวกับกรณีผู้ต้องโทษ อื่นๆทั่วประเทศ ที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษก็ต่อเมื่อรับโทษคุมขังมาแล้วระยะหนึ่งทั้งสิ้น

 การออกมาเปิดประเด็นเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถือเป็นการขัดต่อนิติราชประเพณีที่สืบต่อกันมาหลายร้อยปี เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยเฉียดเข้าไปใกล้คุกแม้เพียงวินาทีเดียว

 ขณะที่ผู้คนในบ้านเมืองกำลังเถียงกันเรื่อง การขอพระราชทานอภัยโทษให้ “ทักษิณ” จะมีสักกี่มากน้อยที่สำนึกว่า ผืนฟ้ากำลัง “โทมนัส”อย่างยิ่ง…

SCOOP@NAEWNA.COM

 

เปิดกรุสมบัติ”ดร.ปึ้ง-สุรพงษ์” เจ้ากระทรวงบัวแก้ว “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1″ 2011/08/24

วันที่ 23/8/2011

http://www.archive.naewna.com/news.asp?ID=276607.

“นายสุรพงษ์ มีความใกล้ชิดกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ในฐานะญาติห่างๆ เนื่องจาก น.ส.สุมาลี โตวิจักษณ์ชัยกุล น้องสาวของบิดานายสุรพงษ์ แต่งงานกับ นายเสถียร ชินวัตร น้องชายบิดาของ ทักษิณ โดยทั้ง 2 ตระกูลนี้จึงมีความสนิท ชิดเชื้อกันมาตั้งแต่ในอดีต” 

 กลายแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหูเมื่อ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล หรือ “ดร.ปึ้ง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เดินเครื่องขอวีซ่าให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นนักโทษหนีคดีอาญา เดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นจนสุรพงษ์ ถูกการเมืองฝ่ายตรงข้ามยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี

 ปฏิเสธไม่ได้ว่านับถึงนาทีนี้ เขาได้กลายเป็น “รัฐมนตรีสายล่อฟ้า” ไปแล้ว!!

 กล่าวสำหรับประวัติของ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เกิดเมื่อวันที่ 1 พ.ค.2496 ที่จังหวัดเชียงใหม่ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปีที่ 5 จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย ได้รับปริญญาวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยา ลัยขอนแก่น ปริญญาวิศวกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยยังทาวน์สเตท รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา และปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยแห่งแอเคริน รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา

 นอกจากนี้ นาย สุรพงษ์ มีความใกล้ชิดกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ในฐานะญาติห่างๆ เนื่องจาก น.ส.สุมาลี โตวิจักษณ์ชัยกุล น้องสาวของบิดานายสุรพงษ์ แต่งงานกับ นายเสถียร ชินวัตร น้องชายบิดาของ ทักษิณ โดยทั้ง 2 ตระกูลนี้จึงมีความสนิทชิดเชื้อกันมาตั้งแต่ในอดีต

 ดร.ปึ้ง แจ้งเกิดทางการเมืองในสนามเลือกตั้ง ส.ส.เขต 1 เชียงใหม่ ในนามพรรคประชาธิปัตย์ และได้เป็น ส.ส.สมัยแรกเมื่อปี 2539 แต่ในการเลือกตั้ง 6 ม.ค.44 ได้ลงสมัครในระบบเขตเลือกตั้งเขตเดิมอีกครั้ง โดยได้คะแนน 25,686 คะแนน แต่พ่ายแพ้ให้กับนาย ปกรณ์ บูรณุปกรณ์ อดีต ส.ส.เขต 1 เชียงใหม่ พรรคไทยรักไทย ที่ได้คะแนน 33,605 คะแนน

 ก่อนรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 นาย สุรพงษ์ อยู่ฝั่งตรงข้ามพรรคไทยรักไทย มาโดยตลอด ทั้งนี้ สุรพงษ์ เคยยื่นหนังสือร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ให้ตรวจสอบกรณีการหาเสียงของ นายปกรณ์ บูรณุปกรณ์ ส.ส.ไทยรักไทย ในข้อหา “สัญญาว่าจะให้”

 ในช่วงปี 2546 และในปลายปี 2548 นาย สุรพงษ์ ได้ออกมาต่อต้านการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธ มิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยนำทีมนักศึกษาจำนวนหนึ่งในนาม “เครือข่ายพลังประชาชนเพื่อประ ชาธิปไตย” และประกาศตัวเป็นมิตรกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น จากนั้น ในปี พ.ศ. 2550 ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคพลังประชาชน และได้รับเลือก ก่อนที่พรรคจะถูกยุบ และย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทย และได้รับการแต่งตั้งเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในเดือนก.ย. 2553

 นายสุรพงษ์ ถือว่าเป็นเศรษฐีรวยติดอันดับ 44 ในพรรคเพื่อไทย จากการตรวจข้อมูลของศูนย์ข้อมูล&ข่าวสืบสวนฯ (TCIJ) พบว่า นายสุรพงษ์ ได้ยื่นแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตำแหน่งส.ส.พรรคเพื่อไทย ในวันที่ 22 ม.ค. 2551 ต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ระบุว่ามีทรัพย์สินทั้งสิ้น 53,187,447.70 บาท ประกอบด้วย

 -เงินฝาก 3,073,103.04 บาท

 -เงินลงทุน 1,289,219.66 บาท

 -เงินให้กู้ยืม 260,000 บาท

 -ที่ดิน 2,260,125 บาท

 -โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 3,500,000 บาท

 -ยานพาหนะ 720,000 บาท

 -ทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป) 16,022,000 บาท

 ศูนย์ข้อมูล&ข่าวสืบสวนฯ ยังระบุอีกว่า นายสุรพงษ์ อ้างว่า ได้หย่าร้างกับภรรยา และมีบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งถือครองที่ดิน มูลค่า 26,063,000 บาท โดย นายสุรพงษ์ ไม่มีหนี้สินใดๆ รวมมูลค่าทรัพย์ สินที่นายสุรพงษ์ ถือครองทั้งสิ้น 53,187,447.70 บาท

 อย่างไรก็ตาม หลังจากพ้นตำแหน่ง ส.ส. วันที่ 10 พฤษภาคม 2554 นายสุรพงษ์ แจ้งว่ามีทรัพย์ สิน 45,986,343.81 บาท ซึ่งมีทรัพย์สินลดลงจากเดิม 7,201,103.89 บาท ประกอบด้วย – เงินฝาก 2,363,386.02 บาท

 - เงินลงทุน 5,722,832.79 บาท

 -เงินให้กู้ยืม 180,000 บาท

 -ที่ดิน 4,060,125 บาท

 -โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 3,500,000 บาท

 -ยานพาหนะ 720,000 บาท

 -ทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่สองแสนบาทขึ้นไป) 16,207,000 บาท

 -บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ถือครองที่ดิน มูลค่า 13,283,000 บาท

 -หนี้สินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ จำนวน 400,000 บาท

 หากรวมมูลค่าที่ดินของนายสุรพงษ์กับบุตรไม่บรรลุนิติภาวะ ตอนรับตำแหน่ง ส.ส. 22 มกราคม 2551 ทั้งสิ้น 13 แปลง เนื้อที่ 11-0-10ไร่ มูลค่า 28,323,125บาท มูลค่าที่ดินอยู่ในอันดับ 44 ในพรรคเพื่อไทย ใกล้เคียงกับ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” เป็นอย่างมาก…

 เสียงปี่กลองทางการเมืองโหมโรงดังขึ้นทุกขณะ การต่อสู้ระหว่างขั้วการเมืองจะทวีความดุเดือดมากขึ้น โดยมีชะตากรรมของประเทศชาติและนายใหญ่เป็นเดิมพัน!!

SCOOP@NAEWNA.COM

 

คุ้ยประวัติรัฐมนตรีครม.ปู1 ล้วนมาตามดวง(ด.เด็กใคร-ว.วิ่งเต้น-ง.เงิน) 2011/08/11

วันที่ 10/8/2011

http://www.naewna.com/news.asp?ID=274713.

คุ้ยประวัติรัฐมนตรีครม.ปู1 ล้วนมาตามดวง(ด.เด็กใคร-ว.วิ่งเต้น-ง.เงิน) (รายงานพิเศษ)

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี

 เป็นนายกฯที่สร้างสถิติใหม่หลายอย่าง อาทิ เป็นสุภาพ สตรี เข้าสู่วงการการเมืองไม่ถึงสองเดือน เป็นน้องสาวอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ประกอบอาชีพสร้างบ้าน (เอสซี แอสเสทฯ) ขายอยู่ดีๆ ได้เป็นนายกฯ เหมือน ซินเดอเรลลา ฉันใดฉันนั้น นับเป็น ก้าวกระโดดที่สำคัญของชีวิต แต่จะนำพาประเทศไปได้แค่ไหนเพราะไม่มีอำนาจในการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีด้วยตัวเอง

นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ
รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย

 เป็นคนปักษ์ใต้ สุราษฎร์ธานี บ้านเดียวกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ แต่ไม่ยักเล่นการเมืองสังกัดประชาธิปัตย์ เดิมเคยเป็นแกนนำกลุ่มเพื่อนสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เลยถูกชักชวนมาเข้าพรรคทักษิณ จนได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคที่คนภายนอกรู้ว่าเป็นแค่ หุ่นเชิดเพราะไม่มีอำนาจ
 ครั้งนี้ ทักษิณ ไว้ใจให้ดำรงตำแหน่งรองนายกฯเบอร์ 1 คอยรักษาการนายกฯหากยิ่งลักษณ์ ไปต่างประเทศ หรือจับพลัดจับผลูหากยิ่งลักษณ์ ตกเก้าอี้ ยงยุทธ จะเป็นนายกฯสำรองแทน

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง
รองนายกรัฐมนตรี

 คนนี้ไม่ต้องอธิบายสรรพคุณมาก เพราะตลอดเวลาที่สังกัดพรรคทักษิณ ขยันในการเดินสายหาเสียงช่วยลูกพรรค แม้ว่าก่อนหน้านี้จะน้อยใจลาออกจากเก้าอี้สส.แต่ยังไม่ทิ้งพรรค เพียงเพื่อต้องการให้ วัน อยู่บำรุง ลูกชายได้ลงสมัครสส.ในนามพรรค แต่โชคร้ายสอบตก
 ความจริง ร.ต.อ.เฉลิม ต้องการเก้าอี้รมว.มหาดไทย เพราะเคยประกาศจะย้ายผู้ว่าฯหลายจังหวัด แต่เมื่อโผมาออกที่รองนายกฯ แถมให้คุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ น่าจะพอใจที่สุด

พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ
รองนายกรัฐมนตรี

 ตอนที่ คมช.ยึดอำนาจรัฐบาล ทักษิณ แล้วบรรดาผู้นำเหล่าทัพต้องมานั่งแถลงข่าวที่กองทัพบก ปรากฏว่า พล.ต.อ.โกวิท นั่งห่างเพื่อนที่สุด หลังจากนั้นก็ไม่มาร่วมประชุมกับคมช.อีกเลย มีแต่ส่งลูกน้องมาแทน ซึ่งใครก็เข้าใจเพราะ โกวิท อยู่ข้าง ทักษิณ มาโดยตลอดเพราะทักษิณ หนุนให้เป็นผบ.ตร.ทั้งที่ตำรวจสายตชด.จะมีโอกาสน้อย แล้วมาถูกเก็บเข้ากรุยุค ขิงแก่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี
 แต่เหมือนแมวเก้าชีวิต ที่กลับมาเป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.มหาดไทย ในรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง
รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์

 ชื่อเล่นโต้ง ในวงการฟุตบอลเรียก เดอะโต้ง เพราะแม้จะเป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯและเล่นหุ้นมาครึ่งชีวิต แต่ก็ชอบฟุตบอลเข้าสายเลือด สมัยอยู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เคยออกมาปกป้องพ.ต.ท.ทักษิณ ซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ให้กับกลุ่มเทมาเส็ก พร้อมกับแก้ต่างแทน นายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา ว่า ติ๊กผิด กรณีรายงานการ ซื้อขายหุ้นต่อตลาดอันเป็นนิติกรรมอำพราง ล่าสุด ทักษิณ เอาไปชุบเลี้ยงเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยชินวัตร

นายธีระชัย ภูวนาภนรานุบาล
รมว.คลัง

 ลูกหม้อแบงก์ชาติขนานแท้ที่หาตัวจับยาก แต่ด้วยความที่อยากเติบโตเร็ว หลังไม่ได้เป็นผู้ว่าฯแบงก์ชาติ จึงทิ้งแบงก์ชาติ ออกมาโลดโผนข้างนอก ธีระชัย เป็นคนรู้มือรู้ไม้กับ กรณ์ จาติกวณิช แห่งพรรค ประชาธิปัตย์ เป็นอย่างดี จึงมีวิวาทะกันบ่อยทั้งผ่านสื่อและไม่ผ่านสื่อ
 จนกระทั่งฮือฮาที่สุดคือการออกมาอุ้ม ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีให้การคดีซุกหุ้นทักษิณ และความไม่ชอบมาพากลของโครงสร้างผู้ถือหุ้นเอสซี แอสเสทฯที่ยิ่งลักษณ์ เป็นซีอีโออยู่ ธีระชัย ปกป้องแบบออกหน้าจนทำให้หลายครั้ง ก.ล.ต. ตอบไม่ตรงคำถามคือถามหมาไปตอบแมว

นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์
รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 หมอสุรวิทย์ เป็นคนชัยภูมิโดยกำเนิด เป็นสส.มานานสอบได้ สอบตกสลับกันไป ไม่ค่อยมีบทบาทมากนักในสภาผู้แทนราษฎร นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เก้าอี้รัฐมนตรี โควตาสส.อีสาน ที่ขับเคี่ยวมากับ เจริญ จรรย์โกมล สส.ชัยภูมิเหมือนกัน แต่เมื่อ เจริญ ไปเป็นรองประธานสภา เจ้าตัวเลยได้เก้าอี้รัฐมนตรี

นางสาวกฤษณา สีหลักษณ์
รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 เป็น สส.อุตรดิตถ์ สมัยพรรคไทยรักไทย ปี 2544 และ ปี 2548 เป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชาชน และพรรค เพื่อไทย จะเรียกว่าโนเนมก็ไม่ผิด แต่ได้เป็นรัฐมนตรีครั้งนี้เพราะ ท่านรองโรมานอฟ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ไม่เอาเก้าอี้รองนายกฯคุมกลาโหม เจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ จึงส่งชื่อเข้าประกวด เรียกว่าส้มหล่นทับเท้าบวม

พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา
รมว.กลาโหม

 เสธ.อ๊อดมีชื่อคั่วเก้าอี้รมว.กลาโหม หลายสัปดาห์ซึ่งไม่มี ใครเชื่อว่าเก้าอี้สำคัญกระทรวงนี้จะตกอยู่กับทหารแก่ แทนที่จะเป็นสมบัติของเตรียมทหาร 10 รุ่นทักษิณ
 ขนาด เสธ.อ๊อดเองยังไม่มั่นใจว่าตัวเองจะได้เก้าอี้ เลยยังไม่ลาออกจากประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย เพราะกลัวจะพลาดหวังทั้งสองเก้าอี้ แต่เมื่อได้เก้าอี้รมว.กลาโหม ปรากฏว่าเพื่อนตท.10 ของทักษิณ ออกมาวิจารณ์ซะเสียหายว่าตั้งพี่ชาย ทหารมาเฟียมาได้ไง

พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก
รมว.ยุติธรรม

 นายตำรวจผู้ได้ฉายาอินทรีย์อีสาน เป็นผบ.ตร.คนแรกหลังปรับโครงสร้างกรมตำรวจ อยู่มาหลายพรรค ยุคเสรีธรรมของ อีดี้ ประจวบ ไชยสาส์น เพื่อแผ่นดินของ พินิจ จารุสมบัติ แต่ทะเลาะกันหลายรอบจนฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐบาลอีกฝ่ายเป็นฝ่ายค้าน มั่วกันไปหมด ถึงกับถูกพรรคเพื่อไทยเสนอให้เป็นนายกฯแข่งกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
 แต่เมื่อมาสังกัดพรรคเพื่อไทยเต็มตัว แถมช่วยเหลือพรรคพวกและลูกเขยในอีสานมาเป็นสส.ได้เยอะ เลยหวังว่าจะได้เก้าอี้รมว.มหาดไทย สุดท้ายสู้แรง ยงยุทธ ไม่ไหวเลยเป็นแค่ รมว.ยุติธรรม

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล
รมว.ต่างประเทศ

 ดร.ปึ้ง ญาติทักษิณ สส.เชียงใหม่ มีกิตติศัพท์ว่าต่อสู้เพื่อทักษิณ ทุกอย่างถึงขั้นลงชื่อถวายฎีกาขออภัยโทษ ทีแรกมีชื่อไปโผล่รมว.ไอซีที เพราะสนใจเรื่อง 3จี ช่วยเหลือเอไอเอสเหลือเกิน แต่หวยกลับมาออกที่กระทรวงการต่างประเทศ เลยถูกวิจารณ์ว่า ถูกวางตัวมาช่วยทักษิณ ที่เร่ร่อนในต่างประเทศที่สำคัญคือ เรื่อง พาสปอร์ต ที่ทักษิณ ถูกยกเลิกก่อนหน้านี้ด้วย

นายชูชาติ หาญสวัสดิ์
รมช.มหาดไทย

 ตระกูลนี้เล่นการเมืองมานาน เป็นน้องชายของนายชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีต รมว.เกษตรฯ ชูชีพเป็นลูกเขยเจ๊เกียว นางสุจินดา เชิดชัย เจ้าแม่รถทัวร์แห่งโคราช
 จึงเป็นที่ทราบกันดีว่า หากพรรคที่สังกัดเป็นรัฐบาล ต้องมีคนในตระกูล หาญสวัสดิ์ เป็นรัฐมนตรีทุกครั้ง เพราะนิสัยใจนักเลงพูดง่ายจ่ายคล่อง

นายฐานิสร์ เทียนทอง
รมช.มหาดไทย

 เป็นหลานแท้ๆ ของ นายเสนาะ เทียนทอง เคยเป็น ที่ปรึกษา ป๋าเหนาะตอนเป็นมท.1 และเป็นคนที่ทำให้ป๋าเหนาะ ปล่อยไก่ในสภาที่เสนอชื่อยิ่งลักษณ์ เป็นรมว.มหาดไทย เพราะใจจดจ่อ อยู่กับกระทรวงนี้
 ยอมรับว่าได้เป็นรมช.ในโควตาป๋าเหนาะ จับตาดูว่าจะมาพลิกคดีสนามอัลไพน์หรือไม่

พลอากาศเอก สุกำพล สุวรรณทัต
รมว.คมนาคม

 พลิกโผและพลิกความคาดหมายในสองวันสุดท้าย เพราะเก้าอี้ รมว.คมนาคม มีชื่อ พล.อ.อ.สุทธ โพธิ์มณี และสันติ พร้อมพัฒน์ ขับเคี่ยวกันมาตลอด แต่หวยกลับมาออกที่ พล.อ.อ.สุกำพล เพื่อนตท.10 รุ่นทักษิณเคยจะได้เป็นผบ.ทอ.แล้วหาก ทักษิณ ไม่ถูกยึดอำนาจ เลยได้เป็นแค่ ผช.ผบ.ทอ. และจบชีวิตราชการที่ตำแหน่งจเรทหารทั่วไป
 ครั้งนี้ถูกวางตัวให้เข้ามาคุมกระทรวงคมนาคมโดยมีการบ้านจากทักษิณคือ เช็คบิลกลุ่มทุนที่เข้ามาทำมาหากินยุค เนวิน ชิดชอบ โดยเฉพาะผลประโยชน์จากสนามบินสุวรรณภูมิ งานนี้คนที่หนาวมากสุดคือ คิงเพาเวอร์ และซิโนไทย

นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์
รมช.คมนาคม

 ถือว่าโนเนมอีกคนที่เป็นรมต.โควตาสส.อีสาน เคยเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี 6 สมัย

พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก
รมช.คมนาคม

 คนนี้ไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติทักษิณ เกี่ยวดองกันอย่างไรไม่ขอตอบ แต่ร่วมต่อสู้มากับ ทักษิณ ในนาม พรรคพลังประชาชน และรับเลือกตั้ง สส.ในระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 11 มีลูกสาวคอยให้การช่วยเหลือคนเสื้อแดงมาโดยตลอด
 ครั้งนี้นอกจากจะวางตัวเตรียมทหาร 10 มาคุมกระทรวงคมนาคมแล้วยังเอา พล.ต.ท.ชัจจ์ มาลุยอิทธิพลของ เนวิน อีกคนหนึ่งด้วย

นายปลอดประสพ สุรัสวดี
รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 เป็นคนเดียวที่นักข่าวตั้งให้เป็นรัฐมนตรี 3 กระทรวงในสัปดาห์เดียวคือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการต่างประเทศ แต่โผกลับมาออกที่กระทรวง วิทยาศาสตร์ฯ จะดีใจหรือเสียใจไม่มีใครทราบ แต่การทำหน้าที่รองหัวหน้าพรรค แถลงทุกข่าว น่าจะเป็นรางวัลที่เหมาะสม แม้งานจะไม่ตรงกับสิ่งที่ถนัด

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข
รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 เก้าอี้นี้เป็นโควตาของ ยงยุทธ ติยะไพรัช แม้ปลอดประสพ อยากได้แต่ก็รับประทานแห้ว โดยก่อนหน้ามีชื่อ นายชญานินทร์ เทพาคำ มือขวา ยงยุทธ แต่ติดปัญหาบางประการ ปรีชา ไม่ใช่โนเนม เพราะโด่งดังเมื่อเป็นเลขานุการ รักเกียรติ สุขธนะ อดีตรมว.สาธารณสุข ยุคทุจริตโครงการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ จน รักเกียรติ ติดคุก แต่ ปรีชา รอด แม้รัฐบาลสมชาย ยังได้เป็นรมช.มหาดไทย

นายสันติ พร้อมพัฒน์
รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

 นายทุนอีกคนหนึ่งของพรรคเพื่อไทย ที่ถูกลดชั้นอย่างมากเพราะเดิมวิ่งเป็นรมว.คมนาคม แต่พักหลังไม่กินเส้นกับ เฮียเพ้ง พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล มือขวาทักษิณ ทำให้โอกาสของ สันติ หลุดลอยไป เที่ยวนี้ได้เป็นรัฐมนตรี อาจต้องเข้าวัดรดน้ำมนต์แก้ซวยอีกหลายวัด

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

 เด็กปั้นเจ๊หน่อย-สุดารัตน์ ที่ถูกวางตัวให้อยู่กระทรวงสาธารณสุข หรือไม่ก็กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ซึ่งขอมาสองเก้าอี้เพื่อให้ วิชาญ มีนชัยนันท์ ด้วย สุดท้ายได้มาแค่คนเดียว แถมให้มาดูกระทรวงไอซีที ที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ในวงการโทรคมนาคมเยอะมาก อาจถูกวางตัวมาล้างบางงานเก่าของ เสี่ยไก่-จุติ ไกรฤกษ์ แห่งประชาธิปัตย์

นายพิชัย นริพทะพันธุ์
รมว.พลังงาน

 มือทำงานด้านเศรษฐกิจของพรรค แม้เจ้าตัวจะชอบกระทรวงการคลังมากกว่า แต่นโยบายด้านเศรษฐกิจผ่านมือ พิชัย มาทุกอัน ฉะนั้นการมาเป็นรมว.พลังงาน คงไม่พ้นรับงานหนักเรื่องราคาน้ำมันตามที่หาเสียงเอาไว้

นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์
รมว.แรงงาน

 นี่เป็นอีกคนที่เป็นตระกูลการเมืองเก่าแก่แห่งนครปฐม คนแถวนั้นรู้จักกันในนาม บ้านใหญ่ มีพี่น้องคือ นายไชยา, นายไชยยศ นายอนุชา สะสมทรัพย์ ยึดการเมืองในจังหวัดนครปฐม มาตลอดยากจะมีใครโค่นลงได้

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล
รมว.ศึกษาธิการ

 เสี่ยแมว เด็กเจ๊แดง เริ่มทำงานในนาม กลุ่มเมืองแพร่ เป็น รมว.วัฒนธรรม ระหว่างดำรงตำแหน่ง เคยมีแนวคิดที่จะนำความเชื่อและพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ เช่น พญานาค ควายธนู เสน่ห์ยาแฝด น้ำมนต์ ปลัดขิก มาทำเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมเพื่อขายเป็นที่ระลึก จนได้รับเสียงฮือฮาจากประชาชนอย่างมาก ต่อมาพรรคถูกยุบจึงย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทย

นางบุญรื่น ศรีธเรศ
รมช.ศึกษาธิการ

 มาเล่นการเมืองเพราะสามีคือ สังข์ทอง ศรีธเรศ สส.กาฬสินธุ์ 7 สมัย อดีตรมช.ศึกษาธิการ เสียชีวิต แต่ครั้งนี้ถือว่าขึ้นถึงจุดสุดยอดที่ได้เป็นรัฐมนตรี

นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล
รมช.ศึกษาธิการ

 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปทุมธานี เขต 1 มาหลายสมัยตั้งแต่พรรคชาติพัฒนา จนย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน จนมาถึงพรรคเพื่อไทยอย่างต่อเนื่อง เคยเป็น นายก อบจ.จังหวัดปทุมธานี เคยเป็นสมาชิกสภาจังหวัดปทุมธานี 2 สมัย

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์
รมช.คลัง

 ได้ตำแหน่งเพราะเป็นคนสนิทของนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ผ่านมาเคยเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย พ.ศ.2547, 2548 สภา ผู้แทนราษฎร,เลขานุการ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศ และ การสื่อสาร พ.ศ.2548, ที่ปรึกษา รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร พ.ศ.2549

นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์
รมช.คลัง

 เจ้าของสนามกอล์ฟโลตัส วัลเลย์ ฉะเชิงเทรา ที่มีก๊วนประจำอย่าง สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ วราเทพ รัตนากร ประวัฒน์ อุตตะโมต อยู่สาย วราเทพ รัตนากร และเรืองวิทย์ ลิกค์ ที่คาดหมายว่า จะได้ขึ้นชั้นเป็น รมว.พาณิชย์ แต่สุดท้ายได้แค่รมช.คลัง

นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ
รมช.เกษตรและสหกรณ์

 ชาวบ้านเรียก เสี่ยลาว เติบโตทางการเมืองที่ศรีสะเกษในนามพรรคชาติพัฒนาสมัยน้าชาติ หลังจากหมดยุค ปิยะณัฐ วัชราภรณ์ ต่อมา ย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย จนได้เป็นรัฐมนตรีในโควตาสส.สายอีสานอีกคนหนึ่ง

นายภูมิ สาระผล
รมช.พาณิชย์

 เป็นสส.ขอนแก่น เคยอยู่กับพรรคพลังธรรม ยุค พล.ต.จำลอง ศรีเมือง มาพร้อมกับ อดิศร เพียงเกษ เที่ยวนี้ได้ขึ้นชั้นเป็นรัฐมนตรีเพราะขอนแก่นได้สส.ยกจังหวัด โดยมี สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เป็นประธานสภา

นายวิทยา บุรณศิริ
รมว.สาธารณสุข
ได้เก้าอี้รมว.สาธารณสุข ที่เจ๊หน่อย-สุดารัตน์ จอง
 มาเป็นรางวัลตอบแทนในการทำหน้าที่ประธานวิปฝ่ายค้าน ที่ต่อกรกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ มาตลอด 2 ปี แถมยังทำหน้าที่ประธานวิปรัฐบาลอีกหน้าที่หนึ่ง และเป็นสส.ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่มีเสื้อแดงแรงไม่แพ้จังหวัดอื่น

นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น
รมช.สาธารณสุข

 ได้แรงพ่อ อีดี้ ประจวบ ไชยสาส์น หนุน น้ำเลี้ยงก็ดี ทักษิณ ก็รักเพราะอยู่สมาคมกอล์ฟอาชีพด้วยกัน ความจริงอยากนั่งรมต.ต่างประเทศเพราะเป็นงานที่ถนัดในฐานะประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศของสภาผู้แทนฯ ประกอบกับพ่อเคยเป็นรมว.ต่างประเทศมาก่อน แต่กลับได้รมช.สาธารณสุข

นายชุมพล ศิลปอาชา
รองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา

 กลับมาเป็นรมต.อีกรอบ เที่ยวนี้ บรรหาร ต่อรองดีได้เก้าอี้รองนายกฯมาด้วย ผลงานที่ผ่านมาเป็นอย่างไร คงเห็นกันอยู่

นายธีระ วงศ์สมุทร
รมว.เกษตรและสหกรณ์

 นี่ก็หน้าเก่าอีกคน เป็นรมว.เกษตรฯเหมือนเป็นอธิบดีกรมชลประทานไม่มีผิด จนได้ฉายา รัฐมนตรีเป่าสากเรียกพี่ถ้าพรรคชาติไทยพัฒนามีคนเยอะกว่านี้คงไม่มีโอกาสแน่นอน

นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์
รมช.พาณิชย์

 พ่อจัดให้ ถ้าไม่มี พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ชาตินี้ ลูกยอด คงไม่มีทาง อย่าว่าแต่รัฐมนตรีเลย สส.ก็ไม่ได้เป็นเพราะไปผับมากกว่าไปประชุมสภา ดีที่พ่อเสียสละไม่เอาเก้าอี้รองนายกฯลูกเลยได้เป็นแทน

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล
รมว.อุตสาหกรรม

 กลายเป็นอาชีพรัฐมนตรี เพราะนายใหญ่ อย่าง สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ยังถูกโทษแบน 5 ปี ฉะนั้นในพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน จึงไม่มีตัวเลือกเท่าหมอวรรณรัตน์ อีกแล้ว ครั้งนี้ต่อรองเก้าอี้รมว.พลังงานไม่สำเร็จ เลยได้ว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมแทนเพราะมีแค่ 7 เสียง

นางสุกุมล คุณปลื้ม
รมว.วัฒนธรรม

 ชื่อเล่น เบียร์ เป็นภรรยาของนายสนธยา คุณปลื้ม
 แกนนำพรรคพลังชล ทายาทกำนันเป๊าะ ที่ถูกตัดสิทธิการเมืองแต่ประสบความสำเร็จตั้งพรรคพลังชล สมัยแรกก็ได้สส. มา 7 คน เลยส่ง นางสุกุมล มาเป็นแทน

 

“มาร์ค”อำลาเก้าอี้นายกฯผ่านทีวีพูล แจงภารกิจรัฐบาลสำเร็จทุกอย่าง 2011/08/05

วันที่ 5/8/2011

http://www.naewna.com/news.asp?ID=273893.

 หมายเหตุ:เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 4 สิงหาคม 2554 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวส่งมอบการบริหารประเทศไทย ภายใต้ชื่อ “รายงานสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อการส่งมอบการบริหารประเทศ” ภายหลังบริหารประเทศครบวาระ ผ่านโทรทัศน์ร่วมการเฉพาะกิจแห่งประเทศ เป็นเวลา 13 นาที โดยมีเนื้อหาดังนี้

 “เงินคงคลังเองในปัจจุบันนั้นก็มีสูงถึง 3 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากวันที่เข้ามารับตำแหน่ง ที่อยู่ที่ประมาณเพียง 5 หมื่นล้านบาท เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่พี่น้องประชาชน และรัฐบาลใหม่สามารถที่จะสบายใจได้ว่ามีมีความยืดหยุ่นในเรื่องของการที่จะบริหารงานทางด้านการเงินการคลัง”

 พี่น้องประชาชนที่คารพรัก ขณะนี้ได้มีการปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร และได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว และในวันนี้ก็จะมีการประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อเข้ามารับตำแหน่ง เพื่อที่และจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ในการบริหารแผ่นดิน ในนามของรัฐบาลใหม่ต่อไป ดังนั้นจึงขอถือโอกาสนี้กล่าวกับพี่น้องประชาชนว่า รัฐบาลปัจจุบันได้พยายามอย่างเต็มความสามารถ ในการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองนั้น เป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร และการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนการรับรองผลการเลือกตั้ง ที่ผ่านไปอย่างเรียบร้อยแล้ว

 ในชั้นนี้ช่วงระยะเวลาของการเปลี่ยนผ่าน ก็ได้มีการเตรียมการในการส่งมอบงาน เพื่อให้รัฐบาลชุดใหม่เข้าบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อพี่น้องประชาชน ตั้งแต่การเตรียมการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภา พัณณวดี ซึ่งรัฐบาลได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ และมีการได้เตรียมงานไว้ชั้นหนึ่งแล้ว และจะให้รัฐบาลชุดใหม่ได้เข้ามาสารต่อ เพื่อจัดงานพระราชพิธีได้อย่างสมพระเกียรติต่อไป

 นอกจากนั้นในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านในขณะนี้ ก็เกิดภัยพิบัติไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมข้อมูลต่างๆ เพื่อที่จะติดตามเฝ้าระวัง ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลในเร็ววันนี้ ซึ่งงานทั้งหลายเหล่านี้ ขอยืนยันให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่า จะไม่สะดุดหยุดลงในช่วงของการมีการเปลี่ยนแปลง และส่งมอบการอำนาจบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดใหม่นั้น ก็ย่อมเป็นสิทธิ์ของรัฐบาลชุดใหม่ในการกำหนดนโยบายต่างๆตามความเหมาะสมกับ สถานการณ์ และการแก้ไขของประเทศชาติและบ้านเมือง

 อย่างไรก็ตามตนขอถือโอกาสนี้ในการเรียนให้ความมั่นใจ กับพี่น้องประชาชนว่า ในการส่งมอบการบริหารราชการแผ่นดินในครั้งนี้ สถานะทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศนั้น เอื้อต่อการที่จะให้รัฐบาลชุดใหม่ สามารถเข้ามาที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งเป็นปัญหาของพี่น้องประชาชน และประเทศชาติได้เป็นอย่างดีโดยเริ่มต้นตั้งแต่ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งแน่นอนที่สุดว่าขณะนี้พี่น้องประชาชนก็ได้สะท้อนมา ตลอดเวลาว่า มีความห่วงใยในเรื่องของแพง ค่าครองชีพ ประกอบกับการที่สถานการณ์เศรษฐกิจในโลก ไม่ว่าจะเป็นในสหรัฐอเมริกา ยุโรป ก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก รวมไปถึงความผันผวนในเรื่องของราคาน้ำมัน และเรื่องอื่นๆ สิ่งที่อยากให้พี่น้องประชาชนก็คือว่า ฐานะทางการเงิน การคลัง และฐานะทางการเงินของประเทศในขณะนี้นั้น มีความมั่นคงอย่างมากในเรื่องของเศรษฐกิจ และก็จะทำให้รัฐบาลใหม่มีการยืดหยุ่นในการที่จะปรับนโยบาย ในเรื่องของการเงินการคลัง เพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านี้ได้

 โดยเริ่มต้นตั้งแต่ฐานะของประเทศ ขณะนี้เงินสำรองของประเทศนั้น มีสูงถึง 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงมาก และก็เพิ่มขึ้นจากการที่รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และก็เป็นเงินสำรองซึ่งอยู่สูง เป็นลำดับที่ 13 ในโลก ซึ่งก็หมายความว่าฐานะของประเทศ อยู่ในฐานะที่แข็งเข้มอย่างยิ่ง ในเรื่องของการมีเงินสำรอง ซึ่งอันนี้ก็เป็นผลมาจากการส่งออกก็ดี การท่องเที่ยวหรือการหารายได้เข้าประเทศก็ดี มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องแข็งแกร่ง สำหรับฐานะการคลังในประเทศก็เช่นเดียวกัน จากการที่เรามีความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ และมีการกู้ยืมเงิน แต่รัฐบาลก็ตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะมีการนำงบประมาณกลับเข้าสู่ความสมดุลได้ ในระยะเวลา 4 ปีข้าหน้า ก็ปรากฏว่าขณะนี้ หลังจากที่มีงบประมาณปัจจุบันผ่านพ้นไปเป็นระยะเวลาประมาณ 3 ไตรมาส เรามีเงินที่จัดเก็บรายได้เพิ่มเกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ในงบประมาณถึงเกือบ 2 แสนล้านบาท ซึ่งก็จะทำให้ฐานะการคลังมีความมั่นคง และก็จะทำให้การจัดงบประมาณ สำหรับปีงบประมาณต่อๆไป ทำได้คล่องตัวยิ่งขึ้น และก็น่าอยู่ในวิสัยที่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะความสมดุลได้

 นอกจากนั้นตัวเงินคงคลังเองในปัจจุบันนั้นก็มีสูงถึง 3 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากวันที่เข้ามารับตำแหน่ง ที่อยู่ที่ประมาณเพียง 5 หมื่นล้านบาท เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่พี่น้องประชาชน และรัฐบาลใหม่สามารถที่จะสบายใจได้ว่ามีมีความยืดหยุ่นในเรื่องของการที่จะบริหารงานทางด้านการเงินการคลัง

 นอกจากนั้นในภาพรวมของตัวเลขเศรษฐกิจที่เป็นความมั่นคงนั้น หนี้สาธารณะของประเทศเมื่อคิดเป็นสัดส่วนกับรายได้ประชาชาติก็ลดลงอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ประมาณร้อยละ 40 หรือต่ำกว่า ซึ่งก็ถือว่าเป็นอัตราส่วนที่ต่ำมากเมื่อเทียบเคียงกับประเทศต่างๆภายในโลก ตรงนี้ก็เป็นเรื่องยืดยันเหมือนกันว่า เรายังมีความยืดหยุ่นในการที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

 ส่วนภาวะเศรษฐกิจในด้านอื่นๆนั้น ภาวการณ์จ้างงานก็อยู่ในภาวะที่เข้มแข็งเป็นพิเศษ อัตราการว่างงานก็ถือว่าต่ำสุดเป็นประวัติการ ส่วนในเรื่องของกรณีเครื่องมือกลไกต่างๆที่จะรองรับกับความผันผวนของราคาน้ำมัน และต้นทุนต่างๆนั้นก็ขอเรียนว่า ฐานะของกองทุนน้ำมันในปัจจุบัน ซึ่งถ้ามีนโยบายในการที่จะตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิด 30 บาทต่อลิตร ก็จะทำมีเงินไหลเข้ากองทุนน้ำมันอย่างต่อเนื่อง และก็กองทุนน้ำมันก็จะอยู่ในภาวะซึ่งไม่ติดลบ ในระยะเวลาประมาณ 2 เดือนข้างหน้า

 ทั้งหมดนี้ จึงเป็นการยืนยันเพื่อให้เกิดความสบายใจว่า วันนี้รัฐบาลใหม่จะมีความยืดหยุ่น มีเครื่องมือ มีกลไกทั้งในเรื่องการเงินการคลัง ที่สามารถที่จะเลือกที่จะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

 โดยสรุปถ้าเปรียบเทียบประเทศเศรษฐกิจ หรือสังคมไทยเป็นบ้านของเรา ตนเคยบอกว่าวันที่ตนเข้ามารับตำแหน่งนั้น เสมือนกับว่ามีวิกฤตการเหมือนกับบ้านที่ไฟไหม้อยู่ ซึ่งบัดนี้ขณะนี้เราก็ได้ดับไฟเป็นเรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้นการที่ดูแลคนในบ้านร่วมไปถึงการปรับโครงสร้างเพื่อให้บ้านของเราแข็งแกร่งขึ้น ก็มีหลายเรื่องซึ่งมีความคืบหน้าไปเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลคนในบ้าน ก็คือเรื่องของการช่วยเหลือดูแล และการวางระบบสวัสดิการ ซึ่งรัฐบาลก็เคยประกาศเอาไว้ว่า ภายปี 2559 เราจะมีระบบสวัสดิการแบบถ้วนหน้า เป็นระบบซึ่งพี่น้องประชาชนจะมีทั้งส่วนร่วม และจะได้ประโยชน์กันอย่างทั่วถึง ดังจะเห็นได้ว่านโยบายในเรื่องของการเรียนฟรี รักษาฟรี และการดูแลคนกลุ่มต่างๆเช่น คนพิการผู้สูงอายุก็ได้มีการดำเนินการเพื่อที่จะให้สิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆกับพี่น้องประชาชน อย่างครบถ้วนทั่วหน้าไปเรียบร้อยแล้ว

 อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมซึ่งเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง ก็ต้องใช้เวลาในการแก้ไขต่อไป และได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระหลายคณะกรรมการไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการปฏิรูป คณะกรรมการสมัชชาการปฏิรูป ซึ่งก็มีได้มีข้อเสนอมากมาย และก็อยู่ในการพิจารณาของหน่วยงานพิจารณาต่างๆ ร่วมไปจนถึงการมีกฏหมายหรือมาตรการต่างๆซึ่งค้างอยู่ ซึ่งตนก็หวังว่ารัฐบาลชุดใหม่นั้นจะเข้ามาพิจารณา มาตรการกฎหมาย และข้อเสนแนะเหล่านี้ อย่างจริงจัง เพื่อนำไปสู่การมีสังคมที่มีความเป็นธรรมมากขึ้นต่อไป และมีสวัสดิการเพื่อพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน

 ด้านการต่างประเทศและความมั่นคงก็เช่นเดียวกัน ฐานะของประเทศไทยหลังจากที่เราประสบกับปัญหาวิกฤตมากมายในขณะนี้ ก็เป็นที่ชัดเจนว่า สังคมโลกนั้นมีความมั่นใจในประเทศไทยมากขึ้น ไม่เพียงแต่ที่เราสามารถที่จะจัดการการเลือกตั้ง ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่การดำเนินการทำงานหลายประการ ก็จะนำไปสู่การที่ประเทศไทยได้รับโอกาสให้เป็นเจ้าภาพในงานระดับโลกหรืองานระดับระหว่างประเทศสำคัญๆ ทั้งเวทีเศรษฐกิจ ทั้งในเรื่องของการกีฬา ซึ่งตนก็หวังว่ารัฐบาลชุดใหม่นั้นจะได้สารต่อ และก็สามารถทำให้เราได้ประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าหน้าในงานระดับโลก

 ส่วนความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านนั้น ก็เป็นไปด้วยความราบรื่น ยกเว้นในกรณีที่เรามีข้อพิพาทกับทางกัมพูชา ซึ่งเรื่องนี้ผมก็คิดว่า พี่น้องประชาชนคนไทยก็คงเป็นหนึ่งเดียวกับการที่เรามีความจำเป็นที่ต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดี กับประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องพร้อมในการที่จะต้องปกป้องอธิปไตยและสิทธิของประเทศของเรา

 ส่วนในเรื่องที่คั่งค้างอยู่ก็เป็นเรื่องที่ทางกัมพูชานั้นๆได้ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลโลก ในกรณีของการพิพาทสืบเนื่องมาจากการวินิจฉัยคดีของศาลโลกเมื่อปี พ.ศ. 2505 บัดนี้รัฐบาลซึ่งได้ไปต่อสู้ในเรื่องของการทางกัมพูชาขอให้มีคำสั่งมาตรการชั่วคราวให้ประเทศไทยถอนทหารออกจากพื้นที่ฝ่ายเดียว ก็ได้มีการต่อสู้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว และศาลโลกก็ได้มีคำสั่งชั่วคราวออกมาแล้ว ก็จะต้องเป็นเรื่องที่มีการส่งต่อเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศต่อไป ที่สำคัญที่สุดก็คือ ตัวคดีหลักในการที่กัมพูชาขอตีความคำวินิจฉัยของศาลโลกเมื่อปี 2505 ยังเป็นกระบวนการที่เพิ่งเริ่มต้น ซึ่งตรงนี้รัฐบาลได้เตรียมข้อมูลข้อกฏหมายเอาไว้ และก็หวังว่ารัฐบาลชุดต่อไป ก็จะได้ดำเนินการต่อสู้คดีให้สามารถที่จะปกป้อง เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์

 นอกจากปัญหาในเรื่องของความสัมพันธ์ความมั่นคงแล้ว ปัญหาภายในประเทศบางปัญหาที่จะกระทบต่อความของประเทศก็เช่นเดียวกัน จำเป็นที่จะต้องมีการสารต่อ เช่น ปัญหาความไม่สงบใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเราได้มีกฎหมายใหม่ เพื่อมาปรับโครงสร้างของ ศอ.บต.และแนวทางการแก้ปัญหาในขณะนี้ก็เป็นที่ยอมรับไม่เพียงเฉพาะพื้นที่ในประเทศ2เท่านั้น แต่ว่าในระดับต่างประเทศด้วย แต่แน่นอนความรุนแรงต่างๆก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ที่รัฐบาลใหม่คงจะได้มีการสารต่อ และก็สามารถดำเนินทิศทางของนโยบาย เพื่อนำไปสู่ความสงบสุขต่อไป

 มั่นใจว่า สมาชิกของรัฐสภา และปัญหาที่เป็นเรื่องของความมั่นคง การต่างประเทศ หรือความไม่สงบภายในประเทศก็ดี รวมทั้งปัญหาอื่นๆที่กระทบกระเทือนต่อพี่น้องประชาชนคนไทยนั้น ก็พร้อมใจที่จะร่วมมือ และก็ร่วมใจกันในการที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านี้ผ่านไปได้อย่างลุล่วงด้วยดี

 

“รวมใจไทยเป็นหนึ่ง” !!! ปลูกฝังเยาวชนชายแดนใต้สำนึกรักแผ่นดินเกิด 2011/08/03

วันที่ 3/8/2011

http://www.naewna.com/news.asp?ID=273512.

เยาวชน หมายถึง กลุ่มคนที่มีพลังสำคัญสามารถช่วยเสริมสร้างกิจกรรมต่อการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต หากคนกลุ่มนี้ถูกปลูกฝั่งความคิดในทางที่ผิดก็จะนำไปสู่หายนะของประเทศชาติได้

 เยาวชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการถูกชักจูงให้กระทำความผิด โดยเฉพาะการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่

 จากข้อมูลด้านความมั่นคง ระบุว่า กลุ่มที่ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มักจะมีอายุระหว่าง 18-35 ปี ซึ่งกลุ่มนี้จะถูกคัดเลือกให้เป็นเยาวชนทหาร โดยมีภารกิจ คือ การลอบยิง ลอบวางระเบิด และการลอบโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ

 ”รวมใจไทยเป็นหนึ่ง” เป็นโครงการที่ส่งเสริมให้เยาวชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติ และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ ของคำว่า สามัคคีต่อชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งปลูกฝั่งให้เรียนรู้ถึงการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสันติสุข บนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียม

 โดยรูปแบบของโครงการ จะคัดเลือกเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 15-19 ปี ซึ่งเยาวชนที่ได้รับการเลือกจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ อาทิ 1.กิจกรรมนำเยาวชนในพื้นที่ชายแดนใต้เดินทางทัศนศึกษานอกสถานที่ 2.กิจกรรมประสานสัมพันธ์กับชุมชน 3. ปลูกฝั่งอุดมการณ์รักชาติในโรงเรียน 4.กิจกรรมผู้นำชุมชนเสวนาสัญจร 5. กิจกรรมผลิตรายการวิทยุภาษามาลายูท้องถิ่น 6.กิจกรรมรวมใจ รวมไทย รวมเป็นหนึ่ง 7. กิจกรรมแสดงดนตรี ตัดผมสัญจร แพทย์เคลื่อนที่ เสริมสร้างสันติสุข 8.กิจกรรมตั้งหมู่บ้านป้องกันตนเอง 9. กิจกรรมปรับปรุงซ่อมแซม วัด มัสยิด โรงเรียน และอาคารสาธารณประโยชน์ และ 10.กิจกรรมกิจกรรมสร้างเสริมอาชีพให้กับเยาวชนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

 ซึ่งเนื้อหาของกิจกรรมทั้งหมดจะมุ่งเน้นความเข้าใจ ลดความหวาดระแวง ระหว่าง เจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน และ มุ่งเน้นให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

 น.ท.หญิง จุลลดา จุลานนท์ หัวหน้ามวลชนกองปฏิบัติการจิตวิทยา กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ เล่าถึงวัตถุประสงค์ของโครงการให้ฟังว่า โครงการรวมใจไทยเป็นหนึ่งได้จัดตั้งเมื่อปี2548 ขณะนั้นโครง การดังกล่าวยังไม่เป็นรูปธรรมเท่าใดนัก โดยต้องจัดแฝงกับโครงการต่อต้านยาเสพติด

 ”ต่อมาเราเริ่มเข้าใจปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า สาเหตุหลักเกิดจากฝ่ายตรงข้ามต้องการนำเยาวชนไปเป็นแกนนำก่อความไม่สงบต่างๆ ทางกองทัพเรือจึงมีแนวคิดทำโครงการรวมใจไทยเป็นหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนตกเป็นเครื่องมือของผู้ที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ”

 น.ท. หญิง จุลลดา เล่าอีกว่า ในแต่ละปีเราจะจัดโครงการดังกล่าวประมาณ 7 รุ่นโดยจะนำเด็กจากพื้นที่ อ.เมือง อ.บาเจาะ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส และ อ.ไม้แก่น อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เข้าร่วมโครงการ ซึ่งกองทัพเรือจะนำเยาวชนที่ได้รับการคัดเลือกเดินทางไปทัศนศึกษาในพื้นที่กรุงเทพฯ และ จังหวัดชลบุรี เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมของอีกสังคมหนึ่ง ได้ประสบการณ์ต่อการเปิดโลกทัศต่างๆอีกมากมาย และ มีวิสัยทัศน์ที่ดีต่อหน่วยงานราชการ

 หลังจากเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมแล้วทางโครงการจะจัดกิจกรรมคืนสู่เหย้าเยาวชนรวมใจไทยเป็นหนึ่ง โดยจะจัดปีละครั้ง เพื่อให้เยาวชนเข้ามาแสดงพลัง หรือ มาแสดงให้เห็นว่าพวกเขายังมีความรัก ความสามัคคี และ มีความผูกพันธุ์ ซึ่งขณะนี้เรามีเยาวชนเข้าร่วมประมาณ 5,000 คน

 ”ที่ผ่านมาเราต้องเจออุปสรรค์หลายๆด้านเนื่องจากผู้ปกครองของเด็กไม่ยอมให้เข้าร่วมกิจกรรมเพราะ เขาคิดว่าเด็กมาอยู่กับทหารหลายวัน จะถูกปลูกฝั่งแนวคิดที่ไม่ดี แต่เมื่อเราจัดโครงการติดต่อกันหลายๆรุ่น เยาวชนที่มาอบรมก็ได้บอกผู้ปกครองว่า เขาได้ความรู้ ได้พบกับสิ่งที่ดีอีกมากมาย และได้พบกับการใช้ชีวิตอยู่รวมกันกับชาวไทยพุทธ ทำให้ผู้ปกครองของเด็กเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ กระทั่งปัจจุบัน ผู้ปกครองบางคนถึงกับนำเด็กมาสมัครร่วมโครงการด้วยตนเอง” หัวหน้ามวลชนกองปฏิบัติการจิตวิทยา บอกทิ้งท้าย

 ด้าน จ.อ. สมพงษ์ พิมพ์โคตร เจ้าหน้าที่ประจำชุดรณรงค์หน่วยมวลชนสัมพันธ์ ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงกลุ่มเยาวชน บอกว่า ครั้งแรกที่เด็กมาร่วมกิจกรรมจะรู้สึกหวาดกลัวและไม่กล้าแสดงออกเท่าใดนัก แต่เมื่อเราได้สอนให้เขาเรียนรู้ถึงข้อบกพร่องของตนเอง และ พยายามสร้างแรงจูงใจ เขาก็เริ่มมีวุฒิภาวะการเป็นผู้นำ และกล้าแสดงออกมากขึ้น

 หลังจากเด็กได้กลับไปใช้ชีวิตกับชุมชน ทางหน่วยมวลชนสัมพันธ์ ก็เดินทางไปพบปะพูดคุย ซึ่งพบว่าเด็กกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นแกนนำกิจกรรมสร้างสรรค์สังคมของสถานศึกษา และเขารู้สึกผูกพันธุ์กับเจ้าหน้าที่รัฐ

 น้อง บิลมี ลีวาเมาะ อายุ 15 ปี เด็กหนุ่มจาก อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส บอกว่า โครงการนี้ทำให้เขามีระเบียบวินัย มีน้ำใจต่อคนอื่น และ ที่สำคัญคือช่วยให้เขาห่างไกลจากภัยยาเสพติด เพราะเด็กวัยรุ่นในหมู่บ้านของเขา ส่วนใหญ่มักจะติดยาเสพติดจนถูกชักจูงให้กระทำความผิด ทั้งนี้ เขาเคยถูกเพื่อนชักชวนให้เสพยาเสพติด แต่เขาก็ได้ปฏิเสธเพราะรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดี

 น้อง บิลมี บอกอีกว่า ครั้งแรกที่เขาได้เข้าร่วมโครงการรู้สึกประทับใจมากเพราะได้เดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด ได้พบวัฒนธรรมในพื้นที่ต่างๆ ซึ่ง สามารถให้เขาเรียนรู้อีกสังคมหนึ่งที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

 ”ผมอยากให้บ้านผมสงบสุขเหมือนอดีตที่ผ่านมา” น้องบิลมี กล่าว

 ด้าน น้อง นิสุไรดา นุงวาซา อายุ19 ปี เด็กสาวจาก อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี บอกว่า หลังจากเข้าร่วมกิจกรรมกับโครงการทำให้เขามีความสุข เพราะได้เดินทางไปเที่ยวดูงานที่จังหวัดชลบุรี ได้เดินเล่นในห้างสรรพสินค้า ได้พบสิ่งใหม่ๆที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน และ ทำให้เขากล้าแสดงออกมาขึ้น สร้างให้เขารู้สึกรักแผ่นดินเกิดของตนเอง เพราะปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนเกิดจากกลุ่มคนไม่กี่คนที่พยายามสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นเท่านั้น

 หากเยาวชนใน3จังหวัดชายแดนใต้ถูกปลูกฝั่งแนวคิดในทางที่ดีพวกเขาเหล่านี้ก็จะเป็นพลังขับเคลื่อนในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

SCOOP@NAEWNA.COM

 

เปิดมรดกธรรมชาติ “ภูคิ้ง” เพชรเม็ดงามแดนอีสานใต้ 2011/08/02

วันที่ 2/8/2011

http://www.naewna.com/news.asp?ID=273392.

“ในอดีตเป็นพื้นที่นี้ชาวบ้านส่วนหนึ่งเคยเข้าไปตัดไม้ให้โรงเลื่อยในการสัมปทาน ต่อมาในปี พ.ศ.2516 ก็มีผู้ที่ขัดแย้งทางการเมือง ได้หนีเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จำนวนไม่น้อย ครั้งนั้นฝ่ายรัฐก็ต้องการอพยพชาวบ้านออกจากป่า ส่วนแนวร่วม และกองกำลังผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ก็จะหนุนให้ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่ต่อไป จนมีการประทะกันขึ้น จำนวน 3 ครั้ง ทำให้เจ้าหน้าที่และลูกจ้างเสียชีวิตไปจำนวน 6 ราย ต่อมามีการสร้างอนุสรสถานเอาไว้ บริเวณทางเข้าทุ่งกระมัง “

 คำที่ว่า “สี่ภูกระดึงยังไม่เท่าหนึ่งภูคิ้ง” เป็นคำท้าทายเหล่าบรรดาช่างภาพ และนักศึกษาธรรมชาติให้เข้าไปเห็น “ป่าภูคิ้ง” ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ

 วันนี้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ได้ถูกนักวิเคราะห์และบุคคลทั่วไปมองไปต่างๆนานา กรณี

 น.ส.กาญจนา นิตยะ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ ทำหน้าที่หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว แจ้งความดำเนินคดีกับดาราพิธีกรชื่อดัง “ติ๊ก” เจษฎาภรณ์ ผลดี พิธีกรรายการเนวิเกเตอร์ ที่ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามเข้าไปถ่ายทำรายการในพื้นที่หวงห้ามของเขตรักษาพันธุ์ฯภูเขียว ในบริเวณภูคิ้ง ในข้อหาขัดต่อ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 37 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 37

 ก่อนอื่นจะขอแนะนำให้ผู้อ่านมารู้จักป่าภูเขียวพอสังเขปก่อน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวได้มีการออกสำรวจเป็นครั้งแรกประมาณปี พ.ศ.2513 หลังทราบข่าวว่ามีพรานล่าแรด ได้ในพื้นที่บ้านโหล่น ตำบลนางแดด อำเภอหนองบัวแดง โดยนายมานพ ชมพูจันทร์ เป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวคนแรก

 ป่าภูเขียวมีพื้นที่กว่า 1,000,000 ไร่ เดิมทีเป็นป่าที่ถูกสัมปทานมาก่อน และได้ประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว เมื่อปี พ.ศ.2515 มีพื้นที่ 900,75,000 ไร่ ถือว่าใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ ซึ่งเป็นป่าไม้ที่สมบูรณ์มากแห่งหนึ่งของภาคอีสาน ประกอบด้วยสัตว์ป่านานาชนิด เช่นกระซู่ ,กระทิง, ช้างป่า, วัวแดง เป็นต้น

 โดยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว มีพื้นที่ครอบคลุมอำเภอหนองบัวแดง , เกษตรสมบูรณ์ ,คอนสาร จ.ชัยภูมิ ด้านทิศตะวันตกติดเขต จ.เพชรบูรณ์ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว มีภูเขาสลับซับซ้อน และทุ่งหญ้า หลายร้อยไร่

 นายประยูร ยืนชีวิต วัย 70 ปี อดีตพนักงานพิทักษ์ป่าภูเขียว เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า ป่าภูเขียวในสมัยกว่า 30 ปีก่อน พนักงานพิทักษ์ป่าทำงานด้วยความยากลำบากเพราะไม่มีเครื่องมือในการอำนวยความสะดวก ในสมัยนั้นในตัวมีปืนขนาด 38 ม.ม. พกติดกระเป๋า พร้อมแผนที่และสมุด 1 เล่ม พนักงานพิทักษ์ป่าต้องออกเดินลัดเลาะไปตามลำน้ำพรม เพื่อกำหนดเป็นแนวเขต ในป่าจะมีชาวบ้านอาศัยอยู่เป็นจุดๆเช่นที่ ทุ่งกระมัง, ศาลาพรม ,ปางม่วง ,หนองไรไก่ และบึงแปลน ซึ่งจุดเหล่านี้คือที่รวมไม้ท่อนซุง

 ”ทุ่งกระมัง เป็นศูนย์กลางของป่าภูเขียว เป็นทุ่งหญ้ากว่า 500 ไร่ ในอดีตเป็นพื้นที่นี้ชาวบ้านส่วนหนึ่งเคยเข้าไปตัดไม้ให้โรงเลื่อยในการสัมปทาน ต่อมาในปี พ.ศ.2516 ก็มีผู้ที่ขัดแย้งทางการเมือง ได้หนีเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวจำนวนไม่น้อย ครั้งนั้นฝ่ายรัฐก็ต้องการอพยพชาวบ้านออกจากป่า ส่วนแนวร่วม และกองกำลังผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ก็จะหนุนให้ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่ต่อไป จนมีการประทะกันขึ้น จำนวน 3 ครั้ง ทำให้เจ้าหน้าที่และลูกจ้างเสียชีวิตไปจำนวน 6 ราย ต่อมามีการสร้างอนุสรสถานเอาไว้ บริเวณทางเข้าทุ่งกระมัง “

 ลุงประยูร กล่าวว่า ในพื้นที่เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าภูเขียว มีจุดสวยงามมาก ไม่ว่าจะเป็นทุ่งกระมัง, ผาเทวดา , พรมโซ้ง , บึงแปลน , ลานจันทร์ , ชีผุดชีดั้นและภูคิ้ง

 ”ชีผุดชีดั้นนั้น อยู่พื้นที่อำเภอหนองบัวแดง เป็นต้นน้ำชีที่ไหลออกมาจากใต้ภูเขา ตลอดปี ลำน้ำชีเป็นลำน้ำน้ำที่ยาวที่สุดของประเทศไทย ต้นน้ำชีก็คือป่าภูเขียวนี้เอง” เขาว่า

 ”ชีผุด” เป็นต้นน้ำของแม่น้ำชีมีความกว้างประมาณ 10-15 เมตร ไหลทะลุออกมาทางทิศใต้ของเขาเทวดาแล้วไหลลงชีใหญ่ที่บ้านโหล่น ลำชีจะไหลจากเหนือไปใต้ สองข้างฝั่งมีลักษณะเป็นหินกรวดก้อนเล็ก ๆ ชีผุดมีน้ำที่ใสมากลึกประมาณ 1 เมตร สัตว์ป่าที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ได้แก่ กระทิง ,หมี ,เม่น ,กวาง และช้างป่า ตรงหุบเหวและเทือกเขาเทวดาเป็นป่าค่อนข้างแน่นทึบเรียกว่า ป่าครอบ มีลำชีไหลผ่านกลางป่าจนถึงและมุดเข้าไปในเชิงเขา เรียกว่า “ชีดั้น” ทั้งนี้ ชีดั้นและชีผุดมีถึง 3 ชั้น ชีดั้นแห่งแรกคือ เขาถ้ำครอบ ลำน้ำไหลหายเข้าไปในถ้ำประมาณ 500 เมตร แล้วผุดออกไปประมาณ 300 เมตร จึงหายเข้าไปในเขาไกลถึง 8 กิโลเมตร สุดท้ายหายเข้าไปในเขาอีก 1 กิโลเมตร จึงผุดออกมาที่ทับกกเดื่อ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านโหล่นประมาณ 10 กิโลเมตร

 ลุงประยูร เล่าต่อว่า ส่วนภูคิ้ง อยู่ในพื้นที่ ต.โนนทอง อ.เกษตรสมบูรณ์ การที่จะขึ้นภูคิ้ง นั้นไปได้สองเส้นทาง เส้นทางแรกเข้าปางม่วง ไปทุ่งกระมัง ผ่านบึงแปลน แล้วเดินทางเท้าไปที่ภูคิ้ง ซึ่งเป็นเส้นทางเดินตามธรรมชาติ เสน่ห์ของภูคิ้ง คือมีความสวยงานตามธรรมชาติตลอด3 ฤดู ไม่ว่าจะเป็นฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูแล้ง แต่นักท่องเที่ยวจะไปเที่ยวในฤดูหนาว เพราะเป็นฤดูที่ดอกไม้ป่าออกดอก บานสะพรั่ง รวมถึงดอกกล้วยไม้กระโถนฤาษี เป็นต้น ส่วนเส้นทางที่ 2 จะขึ้นบริเวณบ้านโนนหนองไฮ ต.โนนทอง อ.เกษตรสมบูรณ์ เดินขึ้นเขาสูงชันเป็นช่วงๆ ใช้ระยะเวลา 3-5 ชั่วโมง

 ”ทั้งนี้ภูคิ้ง มีการที่เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวกันมาหลายยุคหลายสมัย แรกๆ สมัยนายมานพ ชมพูจันทร์ เป็นหัวหน้ารักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ได้มีกลุ่มอนุรักษ์ภูคิ้ง ต.โนนทอง ได้กล่าวขานกันว่าภูคิ้ง คือเพชรแห่งอีสาน ขอไว้สักแห่งได้ไหมว่าอย่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเลย และคนกลุ่มนี้จะคอยต่อต้านอยู่ตลอด” ลุงประยูร เล่า

 จากการสอบถามข้อมูลจากชาวบ้านในพื้นที่ ทำให้ทราบว่าก่อนหน้านี้มีความพยายามหลายครั้งที่จะเปิดให้ ภูคิ้ง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ โดย องค์การบริหารส่วนตำบล ( อบต.) โนนทอง ได้ร่วมกับ นายวันลพ เรืองพรเจริญ อดีตอำเภอเกษตรสมบูรณ์ ใช้งบประมาณก่อสร้างไปหลายล้านบาท ในการจัดอบรมลูกหาบให้กับชาวบ้าน และได้จัดทำห้องพักแบบ “โฮมสเตย์” ไว้บริเวณตีนเขา แต่ท้ายสุดก็ยังไม่สามารถเปิดให้บริการเต็มรูปแบบได้ ต่อมาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ร่วมกับ อบต.โนนทอง ทำแพขนาดใหญ่เพิ่มหลายลำ โดยใช้ชื่อว่า “เล่นน้ำพรมชมพูคิ้ง” ก็ยังเดินหน้าไม่ได้ และหากใครเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็จะถูกจับทันที

 ทั้งนี้ในข้อกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 37 ระบุไว้ว่านอกจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานอื่นใดซึ่งต้องเข้าไปปฏิบัติการตามหน้าที่ผู้ได้ ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

 ในมาตรา 37 ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 และกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2538) อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 37 ข้อ 1 ระบุว่า ผู้ได้รับอนุญาตเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ตาม (1) – (8) ส่วนข้อ2 ระบุว่าในกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติการเงื่อนไขในข้อ 1 หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่ง หน.เขตฯ มอบหมาย มีอำนาจสั่งให้บุคคลนั้นออกไปจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าได้

 ที่กล่าวมานี้ในมาตรา 37 กฎกระทรวงฉบับที่ 7 ล้วนไม่มีบทกำหนดโทษ จึงเป็นที่สงสัยว่ากรณี

 หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว แจ้งความดำเนินคดีกับ “ติ๊ก” เจษฎาภรณ์ ผลดี กรณีฝ่าฝืนคำสั่งห้ามเข้าไปถ่ายทำรายการในพื้นที่หวงห้ามของเขตรักษาพันธุ์ฯภูเขียว ในบริเวณภูคิ้ง นี้ปัญหาเกิดจากอะไรกันแน่ เพราะอีกฝ่ายบอกว่าได้ทำหนังขออนุญาตก่อนถ่ายทำแล้ว และถ้าบุกรุกทำไมไม่บังคับใช้กฎหมายตั้งแต่ต้นเพราะการถ่ายทำจะต้องมีเจ้าหน้าที่ของเขตฯ กำหนดเส้นทาง ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นที่น่าคิดไม่น้อย ?

 ตลอดเวลาที่ผ่านมามีคนพยายามจะเปิดภูคิ้ง ให้คนไทยได้เข้าไปชม และสัมผัส โดยในปี พ.ศ.2550 ก็เคยมีบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งเข้าไปถ่ายทำรายการโทรทัศน์ที่บริเวณภูคิ้งมาแล้วซึ่งก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

 ”ภูคิ้ง” เพชรเม็ดงามของแดนอีสานใต้ ควรจะเก็บเอาไว้ในป่าโดยไม่ให้ผู้ใดได้รับรู้ หรือถึงเวลาแล้วที่จะเปิดให้ผู้คนได้เข้าไปชมความสวยงาม ?

คู่ แขมภูเขียว
SCOOP@NAEWNA.COM

 

เวลา-ภารกิจ-งบประมาณ ชนวนฮ.ทบ.โหม่งโลก? (รายงานพิเศษ) 2011/07/27

วันที่ 27/7/2011

http://www.naewna.com/news.asp?ID=272432.

อุบัติเหตุเฮลิปคอปเตอร์ตก 3ครั้งติดๆ กัน ถือเป็น ฝันร้ายชั่วข้ามคืน ของกองทัพบก ที่ทำให้เกิดความเสียหายครั้งใหญ่หลวง ทั้งอากาศยาน กำลังพลที่มีความรู้ความสามารถไป16นายและพลเรือน1นาย ถึงแม้จะมีการคาดการณ์ว่าเกิดจาก สภาพ ลม ฟ้า อากาศ ระบบเครื่องยนต์ขัดข้อง แต่ผลกระทบที่ตามมา คือความเชื่อมั่น ขวัญกำลังใจของกำลังพลที่หดหายจนกู่ไม่กลับ นอกจากนี้ยังมีเสียงสะท้อนจากสังคมว่า ผู้บังคับบัญชาดูแลลูกน้องดีหรือไม่ หรือแม้แต่ ประสิทธิภาพของอากาศยาน ที่ถูกมองว่าอาจจะมีการโกงกินงบประมาณการจัดซื้อจนกลายเป็น “โศกนาฎกรรม”ดังกล่าว

 สำหรับ อากาศยานของกองทัพบกที่ถูกบรรจุเข้าประจำการใช้ในการคือ ฮท.1(ฮิวอี้) (UH-1H Huey) เป็นฮ.ยุทธการสมัยสงครามเวียดนาม มีทั้งหมด 90ลำ ส่วนที่หมุนเวียนใช้การอยู่มี 30ลำ แต่ที่ใช้การได้จริงมีเพียง15ลำ อีก 15ลำ รอซ่อม ส่วนอีก60ลำที่เหลือ ถูกปลดประจำการ ไม่สามารถใช้งานได้ โดยกองทัพบกจัดซื้อมาจากกองทัพบกสหรัฐอเมริกา ที่ทำการปลดประจำการ และขายให้ตามโครงการช่วยเหลือและการให้เปล่า ถือเป็น ฮ.มือสองที่ต้องผ่านการซ่อมจากโรงงาน เข้าประจำการเมื่อปี2547 รวม 7ปี

 ฮ.แบล์คฮอว์ก (UH-60L Blackhawk)เป็น ฮ.ใช้งานทั่วไป มีประจำการทั้งหมด7ลำ ใช้การได้ทั้งหมด ปัจจุบันเหลือ6ลำ เพราะประสบอุบัติเหตุ1ลำ ราคาเครื่องละ600ล้านบาท เป็น ฮ.มือหนึ่ง ซื้อผ่านระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลคือรัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริกา สมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็น ผบ.ทบ. ปี 2545 รวม8ปีกว่า และในปลายปีนี้จะมาเพิ่มอีก3ลำ โดยได้รับอนุมัติการจัดซื้อรัฐบาลชุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

 ฮท.212(เบลล์212) เป็น ฮ.ใช้งานทั่วไป มีประจำการอยู่ในกองทัพบกประมาณ 40 ลำ ใช้การได้ 20 ลำ อีก20ลำอยู่ในระหว่างรอซ่อม ราคาลำละประมาณ 100 ล้านบาท เป็น ฮ.จัดซื้อใหม่จากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยผ่านบริษัทค้าอาวุธ สมัย พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็น ผบ.ทบ.ปี2535 รวม19ปีซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการระงับการใช้ เนื่องจากเกิด อุบัติเหตุครั้งล่าสุด โดยคาดว่าเป็นเพราะระบบ tail Rotor บกพร่องหรือระบบควบคุมโรเตอร์ด้านหลังไม่ทำงาน และกำลังตรวจสอบอยู่

 ฮ.ชีนุก เป็น ฮ.ลำเลียง 2ใบพัด มีประจำการ4ลำ ลำละ600ล้านบาท จัดซื้อสมัย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ เป็น ผบ.สส. ปี2534 รวม20 ปี และ ฮ.เอ็มไอ17 เป็น ฮ.ลำเลียง ประจำการ3ลำ เพิ่งเข้าประจำการเมื่อ ปี 2553 สมัย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจิดดา เป็น ผบ.ทบ. รวม1ปี

 ทั้งนี้ ฮ.แต่ละชนิดมีอายุการใช้งานประมาณ 20 ปี ซึ่งขึ้นอยู่กับการซ่อมบำรุง ดูแลรักษาด้วย แต่ที่อาการโคม่าสุดน่าจะเป็น ฮท.1(ฮิวอี้) ถึงแม้ว่ากองทัพบกจะนำมาใช้งานได้แค่7ปี ซึ่งเป็นเครื่องมือสองที่รับช่วงต่อมาจากกองทัพสหรัฐ และ ฮท.212(เบลล์212) ที่ผ่านใช้งานมา19ปีเต็ม ทั้งนี้สิ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีก็คือคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน

 ”ผมและผู้บังคับบัญชาทุกคนก็เคยนั่งมาแล้วทั้งนั้น ก็ฮ.เก่าๆ ซึ่ง ฮ.พวกนี้เป็น ฮ.สมัยที่ผมเป็นเด็ก ก็นั่งกันมาตลอด ก็ถูกซ่อม ประเทศเราเป็นประเทศที่มีงบประมาณไม่มาก ซึ่งเรามีแผนที่จะพัฒนาอยู่แล้วโดยจะเปลี่ยน ฮ.ฮิวอี้ (ฮท.1)แต่รัฐบาลไม่มีงบประมาณให้ ซึ่งเราต้องการซื้ออีก 30 กว่าลำเพื่อทดแทน ฮท.1 ที่ตก แต่ก็ยังไม่ได้ เป็นเรื่องที่ต้องฝากไปยังรัฐบาลใหม่ในการดูแลทุกอย่าง ไม่ได้ได้มาง่ายๆ อย่าไปมองว่าผู้บังคับบัญชาไม่เอาใจใส่ผู้บังคับบัญชา”ผบ.ทบ.ย้ำหนักแน่น

 แม้แต่ พล.ต.พิทยา กระจ่างวงษ์ ผู้บัญชาการศูนย์การบินทหารบก ก็ออกมายืนยันถึงความเก่าแก่ของ ฮ.ทั้ง2ชนิดนี้ว่า

 ”ฮ.สมัยสงครามเวียดนามและฮ. ที่ผ่านการใช้งานมา19ปี ฟังดูแล้วก็ตกใจ เพราะรู้สึกว่านานมาก” ถึงแม้พล.ต.พิทยา จะตบท้ายว่า” แต่ขอยืนยันว่าระบบการซ่อมบำรุงเป็นไปตามมาตรฐานของกองทัพบกสหรัฐ และทำอย่างปลอดภัยที่สุด ซ่อมตามระยะเวลาโดยเฉพาะชิ้นส่วนหลักๆที่สำคัญต้องเปลี่ยนตามระยะเวลา “

 แต่สำหรับความรู้สึกของผู้ใช้ก็คงจะไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่นัก?

 ทั้งนี้ ระบบการซ่อมบำรุงของกองทัพบกมี 3 ขั้นคือระดับหน่วยที่ใช้อากาศยาน เป็นการซ่อมตามระยะเวลาและไม่ตามระยะเวลา โดยมีการเก็บประวัติของชิ้นส่วนของอะไหล่เมื่อหมดสภาพก็จะเปลี่ยนอะไหล่ ส่วนการซ่อมขั้นสนามถือเป็นความรับผิดชอบของหน่วยที่ใช้อากาศยาน คือกองพันขนส่งซ่อมบำรุง กองบินทหารบก กรมการขนส่งทหารบก สำหรับขั้นตอนนี้มีความยุ่งยากต้องใช้เครื่องมือและบุคคลากรพิเศษ นอกจากนี้ยังมีการซ่อมแบบขั้นคลัง หรือขั้นโรงงานซึ่งปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว แต่ใช้การจ้างตรงกับบริษัทฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทผู้ผลิต สำหรับงบประมาณที่ใช้ในการซ่อมบำรุงนั้น ได้รับการยืนยันจาก ผบ.ศูนย์การบินทหารบก ว่า เพียงพอ แค่ซ่อมและเปลี่ยนชิ้นส่วนสำคัญๆเท่านั้น ยังมี ฮ.หลายลำที่ยังรอการซ่อมบำรุงอยู่

 อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องกลายเป็นขี้ปากชาวบ้านเกือบทุกครั้ง ที่มีโครงการจัดซื้อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ คือการทุจริต ยิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ ฮ.ตกซ้ำซาก ยิ่งเข้าทำนอง “น้ำลดตอผุด” มีการวิพากวิจารณ์กันไปต่างนาๆถึงประสิทธิภาพของ ฮ. ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีใครกล้าออกมาการันตี แม้แต่ ผบ.ทบ.เอง

 ”จะบอกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้เกิดจากการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างถือเป็นคนละประเด็น อย่าวิจารณ์อย่างนั้น เพราะถ้าวิจารณ์ ต้องวิจารณ์ทุกระบบของกองทัพบก แม้แต่ในระบบของประเทศไทยก็ต้องผิดทั้งหมด “

 จึงต้องดูกันต่อไปว่า “กองทัพบก” จะต้องใช้เวลายาวนานแค่ไหน เพื่อตื่นจากฝันร้ายครั้งนี้ รวมถึงการนำบทเรียนต่างๆที่เกิดขึ้นมาปรับปรุงแก้ไข อาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพบกให้มีความทันสมัย มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของรัฐบาลด้วยว่าจะเห็นความสำคัญอนุมัติงบประมาณ เพื่อป้องกันการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่ สุดท้ายคือการบำรุงขวัญกำลังใจของกำลังพลทุกนายให้สามารถกลับมาปฎิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นและศรัทธาจากสังคมไทยให้กลับมาคืนมา!!

จิตตราภรณ์ เสนวงศ์

 

พลิกแฟ้มอุบัติเหตุ”ฮ.ตก”ในเมืองไทย!!! ชนเขา-เครื่องขัดข้อง บทเรียนราคาแพง 2011/07/21

วันที่ 21/7/2011

http://www.naewna.com/news.asp?ID=271508.

เศร้าสลดไปตามๆกัน สำหรับเหตุการณ์ เฮลิคอปเตอร์แบบ “แบล็คฮอว์ค” นำทีมโดย พล.ต.ตะวัน เรืองศรี ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 พร้อมคณะอีก 8 ชีวิต เกิดอุบัติเหตุเครื่องตกที่พิกัด NQ 243118 บริเวณเขาไม้แดง ต.ห้วยแม่เพรียง เขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เมื่อช่วงเช้าวันที่ 19 ก.ค. โดย “แบล็คฮอว์ค” ลำดังกล่าวเหินฟ้า ไปปฏิบัติภารกิจลำเลียงศพทหารที่เสียชีวิตจากเหตุเฮลิคอปเตอร์รุ่นโบราณ “ฮิวอี้” ที่ประสบอุบัติ เหตุตกในป่าดงดิบใกล้ยอดเขาพะเนินทุ่งก่อนหน้าเมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่า อุบัติเหตุซ้ำซ้อนถึง 2 ครั้งสร้างความสูญเสียทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างยิ่งยวด

 อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ “เฮลิคอปเตอร์” ตก ในเมืองไทยเป็นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีเหตุการณ์ลักษณ์เดียวกันเกิดขึ้นอยู่เป็นเนืองๆ ซึ่งจากการรวบรวมของ “ทีมข่าวแนวหน้า” พบว่ามีเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวที่นำมาซึ่งความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง 5 เหตุการณ์ใหญ่ๆด้วยกัน ดังนี้…..

ปี 2516 ฮ.คณะล่าสัตว์ตกที่ จ.นครปฐม เป็นอุบัติเหตุที่เกิดกับคณะนายทหารและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ จำนวนประมาณ 60 คนที่เดินทางไปตั้งค่ายพักแรม เพื่อฉลองวันเกิด และใช้อาวุธสงครามล่าสัตว์ป่าภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จ.กาญจนบุรี ระหว่างวันที่ 26-29 เมษายน พ.ศ.2516 ทั้งที่มีความพยายามขัดขวางโดยเจ้าหน้าที่อุทยาน สื่อมวลชนและนิสิตนักศึกษาชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยหนึ่งในผู้ร่วมคณะมี “พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร” และดาราสาว “เมตตา รุ่งรัตน์” รวมอยู่ด้วย

 ต่อมาคณะข้าราชการนี้ได้เดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบก จำนวน 2 ลำ แต่เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่ง หมายเลข ทบ.6102 เกิดอุบัติเหตุตกระหว่างทางที่ อ.บางเลน จ.นคร ปฐม มีผู้เสียชีวิต 6 คน และพบซากสัตว์ป่า โดยเฉพาะซากกระทิง เป็นจำนวนมาก

 ”จอมพลถนอม กิตติขจร” นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ออกมาแถลงว่าเฮลิคอปเตอร์ลำที่ตกได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจลับเกี่ยวกับความมั่นคง และการรักษาความปลอดภัยแก่นายพลเนวิน นายก รัฐมนตรีพม่า ซึ่งเดินทางมาเยือนประเทศไทยในเวลานั้นพอดี

 จากเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่นักศึกษา ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(ศนท.) ได้ออกหนังสือชื่อ “บันทึกลับจากทุ่งใหญ่” เปิดโปงเกี่ยวกับกรณีนี้ ตามด้วยหนังสือชื่อ “มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ” โดยนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ส่งผลให้มีการคัดชื่อนักศึกษาจำนวน 9 คน ออกจากมหาวิทยาลัย ด้วยข้อหาว่าเป็นการเสียดสีรัฐบาล และเป็นจุดเริ่มต้นของการประท้วงอย่างต่อเนื่อง และนำมาซึ่ง “เหตุการณ์ 14 ตุลา”

ปี 2524 รองปลัด กลาโหม ดับที่ จ.น่าน เป็นอุบัติเหตุทางการบินที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2524 เฮลิคอปเตอร์แบบเบลล์ 205 ของกรมตำรวจ นำสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เดินทางไปเยี่ยมชมโครงการหลวงที่สถานีเกษตรหลวงอ่าง ขาง ต.แม่งอน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เครื่องเกิดขัดข้องจนตกในหุบเขา ต.แม่สูน อ.ฝาง และไม่มีผู้รอดชีวิต นอกจากนักบินและช่างเครื่องแล้ว ยังมีผู้เสียชีวิตคือ 1.นายคล้าย จิตพิทักษ์ ส.ส. พัทลุง , 2.นายปรุงศักดิ์ ไชยหาญ ส.ส. มหาสารคาม, 3.นายไพฑูรย์ โหตรไวศยะ ส.ส. อุบลราชธานี , 4.นายชัยทิพย์ น่วมอนงค์ ส.ส. กรุงเทพมหานคร, 5. พ.ต.อ.กฤช สังขทรัพย์ ส.ส. เลย , 6. พล.อ.อ.บัญชา เมฆวิชัย รองปลัดกระทรวงกลาโหม 7.นายสุนทรเทพ ศรีเวศร์ ผู้สื่อข่าวกรมประชาสัม พันธ์

ปี 2526 ฮ.กองทัพบกร่วงที่ โคราช เป็นอุบัติเหตุทางการบินที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2526 เวลา 8.40 น. เฮลิคอป เตอร์แบบเบลล์ UH-1H Iroquois ของกองทัพบก เดินทางจากกองทัพภาคที่ 2 จ.นครราชสีมา มุ่งหน้าไปยัง จ.มุกดาหาร พร้อมด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จากกองทัพภาคที่ 2 และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อไปสำรวจพื้นที่จัดสรรเป็นที่ทำกินสำหรับผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เครื่องยนต์เกิดขัดข้อง และระเบิดกลางอากาศหลังจากนำเครื่องขึ้นไปได้ 5 นาที มีผู้เสียชีวิต จำนวน 11 คน ได้แก่

 1.พล.ต.เลิศ กนิษฐนาคะ – รองแม่ทัพภาคที่ 2 , 2.พ.อ.(พิเศษ) จรวย นิ่มดิษฐ์ รองเสนาธิการ กองทัพภาคที่ 2 , 3.พ.อ.เสงี่ยม รัตนสีมากร รองเสนาธิการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 , 4.พ.อ.ชัยพร แดงฉ่ำ หัวหน้ากองกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 2 , 5.นายกังวาล เทพหัสดิน ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , 6.นายสมเพิ่ม กิตตินันท์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ , 7.นายสนั่น ศรีวรุมณ์ หัวหน้าโครงการภูพิงค์ จ.มุกดาหาร, 8.ร.อ.บุญเทิด มีทองคำ นักบินที่ 1, 9.ร.ท.กงจักร แก้วคำ นักบินที่ 2 , 10. จ.ส.อ.จำปา ชัยเสมา ช่างเครื่อง และ 11. จ.ส.อ.บุญมี คำมานนท์ ช่างเครื่อง

ปี 2540″ซูเปอร์พูม่า”ชนเขา เมืองนราฯ เป็นอุบัติเหตุที่เกิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2540 เมื่อเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งในขบวนเสด็จฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จำนวน 6 ลำ เดินทางจากบ้านโต๊ะโมะ ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน จังหวัดนราธิวาส มุ่งหน้ากลับพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ เครื่องเกิดขัดข้อง และชนยอดเขา ตกกลางป่า บริเวณเทือกเขาลิจอ บ้านไอปาเกาะ ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน จ.นราธิวาส เมื่อเวลา 19.45 น.

 เฮลิคอปเตอร์ลำนี้ เป็นเครื่องรุ่น AS-332L2 ซูเปอร์พูม่า Mk-II ผลิตโดยยูโรคอปเตอร์ ประเทศ ฝรั่งเศส หมายเลข 3/40 สังกัดฝูงบินที่ 202 กองบินที่ 2 กองพลบินที่ 1 กองบัญชาการยุทธทางอากาศ บรรทุกผู้โดยสารได้ 22 คน นักบิน 2 คน เป็นพระราชพาหนะลำใหม่ที่กองทัพอากาศไทยจัดถวายพระบรมวงศานุวงศ์ เริ่มประจำการเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2539 มีอายุใช้งานไม่ถึง 50 ชั่วโมง

 อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้ข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่เสียชีวิตรวม 14 ท่าน คือ 1.ท่านผู้หญิงสุประภาดา เกษมสันต์ ราชเลขานุการในพระองค์, 2.ท่านผู้หญิงทวี มณีนุช พระอภิบาลใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ , 3.ท่านผู้หญิงวิยะดา กฤดากร นางสนองพระโอษฐ์ , 4.ท่านผู้หญิงทัดสมัย เศวตเศรณี ข้าหลวงในพระองค์ , 5. พล.ร.ท.วทินนา พึ่งพระเกียรติ , 6.นางสาวฉายฉาน บุญลือพันธ์, 7.นางสาวปิยะนาถ นิลอุบล , 8. พ.ท.นพ.สาคร ณ วิจิตร , 9. พ.อ.(พิเศษ) อนนท์ ยังพัธนา, 10. พ.อ.ยิ่งยศ ศรีเจริญ,11. พ.อ.อุดม กระจ่างสุด, 12.น.ท.อวยชัย สินนาค นักบิน, 13.น.ต.สุทิน คงเนียน นักบินผู้ช่วย, 14.ร.อ.อ.นิรุช ดอนพนัส

 หลังเหตุการณ์นี้ กองทัพอากาศได้จัดซื้อเฮลิคอปเตอร์เบลล์ 412 ใช้เป็นเครื่องพระราชพาหนะแทน สำหรับเครื่องซูเปอร์พูม่าในฝูงบินนี้ก็ไม่ได้ใช้งานอีกเลย จนกระทั่งสำนักนายก รัฐมนตรี ได้นำไปใช้เป็นเครื่องแลกเปลี่ยนในการจัดซื้อเครื่องบินโดยสารสำหรับรับรองแขกวีไอพี และภารกิจของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร แอร์บัส เอ 319-115 เอ๊กซ์ ซีเจ “ไทยคู่ฟ้า” เมื่อ พ.ศ.2545

ปี 2553 ฮ.ปลัด ทส. ชนภูเขาที่ จ.น่าน เป็นเหตุเฮลิคอปเตอร์รุ่น AS 350 ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ประกอบด้วยคณะ 5 คน คือ ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง แวด ล้อม, นายสหัส บุญญาวิวัฒน์ ที่ปรึกษาสำนักพระราชวัง , นายโกวิทย์ ปัญญาตรง ผู้ตรวจราชการกรมอุทยานชาติ พร้อมทั้งนักบิน ได้แก่ พ.ต.เจนวิทย์ อรุณสวัสดิ์ และ ส.อ.วิทูล เทียมเงิน ช่างประ จำเครื่องบิน ซึ่งได้ขาดการติดต่อกับศูนย์ควบคุมการบิน ก่อนจะชนภูเขา เนื่องจากฝนตกหนัก และทัศนวิสัยไม่ดี และตกลงที่บริเวณบ้านน้ำแขว่ง อ.นาหมื่น จ.น่าน

 ทั้งนี้ เฮลิคอปเตอร์ AS 350 เป็นการรับช่วงต่อมาจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี 2551 โดยรับมาทั้งหมด 14 ลำ แต่ใช้ได้เพียง 11 ลำ และมีอายุการงานใช้งานมาแล้ว 18 ปี สามารถบรรทุกคนได้ไม่เกิน 6 คน ซึ่งเป็นเฮลิคอปเตอร์ที่ซื้อมาจากประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี 2535 แต่ลำนี้เป็นเฮลิคอปเตอร์ลำแรกที่เกิดอุบัติเหตุ

 อุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก ครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งบทเรียนราคาแพง…ความสูญเสียเกิดขึ้นแล้วและเราควรนำมันมาเป็นบทเรียนเพื่อป้องกันเหตุสลดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต…

SCOOP@NAEWNA.COM

 

คำต่อคำจาก “กษิต ภิรมย์” กรณีมาตรการคุ้มครองชั่วคราวของศาลโลก 2011/07/21

วันที่ 19/7/2011

http://www.naewna.com/news.asp?ID=271198.

เมื่อเวลา 17.25 น. วันที่ 18 กรกฎาคม นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ “โฟนอิน” เข้ามายังกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว กรณีศาลโลกมีคำสั่งตามคำร้องของกัมพูชาที่ขอให้พิจารณาออกมาตรการชั่วคราว ให้ไทยถอนกำลังติดอาวุธทั้งหมด ทุกประเภท ออกจากพื้นที่อธิปไตยของกัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหารในทันที

 ประเด็นแรกขอทบทวนว่า สิ่งที่กัมพูชาขอในเรื่องขอมาตรการชั่วคราวก็คือ ให้ไทยถอนทหารออกจากดินแดนกัมพูชาในบริเวณพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหาร ตามแผนที่ 1:200,000 และห้ามไม่ให้ไทยดำเนินการกิจกรรมทางทหารใดๆ ในบริเวณพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหาร และห้ามไม่ให้ไทยดำเนินกิจกรรมใดที่จะส่งผลกระทบต่อกัมพูชา หรือทำให้ข้อพิพาทมีความรุนแรงขึ้น นี่คือคำขอของกัมพูชา

 ส่วนข้อต่อสู้ของฝ่ายไทยที่มีการตอบโต้ไป เมื่อวันที่ 30 -31 พ.ค ไปนั้นคือ 1.ศาลไม่มีอำนาจที่จะดำเนินคดีระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่เกี่ยวกับคดีเดิม 2.มาตรการชั่วคราวที่กัมพูชาขอไม่เกี่ยวต่อเนื่องกับคดีความที่เกี่ยวกับคำว่า อินฟินิตี้ 3.ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ศาลจะออกมาตรการชั่วคราว เพราะว่าสถานการณ์ตอนนั้นมันกลับเข้าสู่สภาวะสงบ ที่ไม่มีการปะทะ 4.มาตรการที่กัมพูชาขอไม่มีความสมดุลคือจะบังคับที่จะให้ฝ่ายไทยเพียงฝ่ายเดียว ในส่วนของศาลเช้าวันนี้ (18 ก.ค.54) คือ

 1.ปฏิเสธคำขอของฝ่ายไทยที่ให้ถอนคดี และออกมาตรการคำสั่งชั่วคราวที่ไม่ได้เจาะจงเพียงฝ่ายไทยเพียงฝ่ายเดียว แต่เจาะจงไปทั้งสองฝ่ายคือ ไทย- กัมพูชา ให้มีการถอดทหารออกจากพื้นที่ก่อทหาร เป็นพื้นที่ที่ครอบคลุมปราสาทเขาพระวิหาร และพื้นที่รอบๆ วัดแก้วสิขร เพราะฉะนั้นกัมพูชาต้องถอนทหารที่วัดแก้วและในตัวปราสาท และบริเวณรอบๆ นอกเหนือพื้นที่ฝ่ายไทยต้องถอนในส่วนของเรา โดยทั้งหมดเป็นมาตรการชั่วคราว

 2.ให้ฝ่ายกัมพูชา เข้า-ออกปราสาทพระวิหารเพื่อส่งอาหาร น้ำดื่ม ให้กับพนักงานของกัมพูชาที่ไม่ใช่ทหารที่มีหน้าที่ดูแลตัวปราสาท โดยให้ ยูเนสโก เป็นผู้ยืนยันว่า ประชากรของกัมพูชานั้น จะไม่ใช่ทหารที่แฝงตัวเข้ามา และฝ่ายไทยจะต้องเจรจากับกัมพูชาในกรอบเจบีซี และอาร์บีซี ต่อไป นอกจากนี้ก็จะไปเกี่ยวข้องกับอาเซียนโดยเฉพาะ โดยให้คณะผู้สังเกตการณ์ของอินโดนีเซีย เข้ามาสังเกตการณ์ในพื้นที่ปลอดทหาร ที่ศาลได้กำหนดไว้

 3.ทั้งสองฝ่ายจะต้องผลของการปฏิบัติให้กับศาลได้รับรู้

 ส่วนเรื่องการตีความบริเวณรอบๆ ของปราสาทนั้น ศาลยังคงอำนาจในการเลื่อนการพิจารณาคำสั่งแต่ต้องพิจารณาต่อไป ไทยและกัมพูชา อาจจะพิจารณาเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไป หรือประชาชนเข้าไปเยี่ยมชม ในพื้นที่อุทยานและพื้นที่ปราสาทได้

 นี่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาในเช้านี้ ทางผมก็ได้กราบเรียนให้ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ)รับทราบแล้ว ปลัดกระทรวงต่างประเทศได้ประสานกับทางฝ่ายทหารแล้ว และได้ให้ทางกระทรวงต่างประเทศนำเรื่องนี้ เข้าชี้แจงต่อการประชุมอาเซียนด้วย

 ในความเห็นของผม การที่ศาลได้กำหนดพื้นที่ปลอดทหารขึ้นมา อันนี้เป็นสิ่งเราได้เคยตกลงในหลักการไว้ระหว่างเรา อินโดนีเซีย และกัมพูชา ก็คงหมดไปโดยปริยาย ถ้าถามว่าพอใจหรือไม่ มันก็คงเป็นท่าทีที่เราตลอดมาที่ทางกัมพูชา ต้องถอนทหารออกจากวัดแก้วสิงขร ออกไปจากปราสาทพระวิหาร เป็นสิ่งที่เราพึงพอใจเป็นอย่างมาก ส่วนในการที่จะเจรจากับกัมพูชาก็เป็นสิ่งที่เราต้องการที่จะแจ้งให้โลกทราบตลอดเวลา ว่ามีกลไกของมันอยู่แล้ว

 คำถามผู้สื่อข่าว : 

 มติที่จะไม่ให้มีทหารต้องมีการประชุมเจบีซี ใช่หรือไม่ 
 แน่นอนครับ ต้องมีการประชุมกันก่อน

 ท่าทีของฝ่ายกัมพูชาเป็นอย่างไร 
 ก็คงไม่ยิ้มแย้มเท่าผมหรอกครับ

 ศาลได้กำหนดหรือไม่ว่า ให้ถอนทหารในวันที่เท่าไร 
 ยังไม่ทราบครับ แต่คงต้องมีการประชุมกันก่อน

 ฝั่งทหารได้บอกหรือไม่ว่า จะปฏิบัตติตาม มติ ครั้งนี้หรือไม่ 
 คือผมคิดว่า ทุกคนก็ต้องปฏิบัติตามหน้าของตนที่ได้รับมอบหมาย แต่ทางกระทรวงฯ ก็ได้ประสานงานกับฝ่ายทหารมาโดยตลอด

 จะมั่นใจได้แค่ไหนว่า จะไม่มีทหารเขมรเข้าไปแฝงในกลุ่มพนักงานที่ดูแลปราสาท
 ก็ต้องเป็นเรื่องเราต้องคุยกันในกรอบ และทางยูเนสโก้ ก็เข้ามาได้ และผมคิดว่าศาลโลกก็จ้องอยู่ คณะมนตรีความมั่นคงก็จ้อง และอาเซียนก็จ้องอยู่ และเราก็ต้องให้ความเคารพความซื่อสัตย์ ของกัมพูชา

 ความชัดเจนของฝ่ายไทยในเรื่องของชุมชนที่อยู่บริเวณ 4.6 จะทำอย่างไรต่อ 
 ที่เราทราบมาชุมชนที่อยู่บริเวณปราสาทฯ จะเป็นครอบครัวของทหารกัมพูชา เพราะทหารกัมพูชา เคลื่อนทัพมากันทั้งครอบครัว ถ้าถอนก็ต้องถอนออกมาหมด ครับ สามีไม่อยู่ ลูกภรรยา ก็ต้องไม่อยู่ด้วยครับ และเราจะรณรงค์ให้มีการท่องเที่ยวได้ ซึ่งเราและกัมพูชาจะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
 ส่วนเรื่องการประชุมที่บาหลีนั้น ผมคงไม่สามารถเข้าไปร่วมประชุมได้ โดยตามมารยาทและ รัฐมนตรีรักษาการณ์ คงไม่ร่วมการประชุม แต่ผมก็คงไปอินโดนีเซีย แต่ไม่เข้าประชุม แต่ให้รองปลัดกระทรวง เป็นผู้รับผิดชอบในการประชุมครั้งนี้แล้ว

 ในเรื่องของแผนที่ที่ศาลโลก ใช้ เป็นแผนที่อะไร 
 ไม่มีครับ ไม่มีแผนที่ครับ ในส่วนแผนที่ที่เห็นนั้นเป็นส่วนของศาลโลกขีดเขียนขึ้นมาเอง ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราว เป็นเขตปลอดทหารชั่วคราว มันรอบสันปันน้ำทั้งสองข้าง และเขตปลอดทหารมีขนาดเท่าไร จากที่ผมประมาณก็ 3 X 7 ตารางกิโลเมตร อันนี้เดานะ ครับ แต่ก็คงต้องให้ฝ่ายทหารไปดำเนินการอีกที

มาตรการ 6 ข้อ ของศาลโลก
 (1) ให้ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา ควรถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ปลอดทหารชั่วคราวที่ กำหนดโดยทันที
 (2) ให้ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา หลีกเลี่ยงการเข้าไปของกำลังทหารในพื้นที่ดังกล่าว และหลีกเลี่ยงการมีกิจกรรมทางทหารใดๆ ในพื้นที่ปลอดทหารดังกล่าว
 (3) ห้ามให้ฝ่ายไทยขัดขวางการเข้าออกพื้นที่ปราสาทฯ และพื้นที่ปลอดทหาร ของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ใช่ทหารของกัมพูชาเพื่อส่งกำลังบำรุง
 (4) ให้ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา ร่วมมือกับอาเซียนต่อไป และอนุญาตให้คณะผู้สังเกตการณ์ที่ได้รับการแต่งตั้งเข้าไปในพื้นที่ปลอดทหารชั่วคราวดังกล่าว
 (5) ฝ่ายไทยและกัมพูชา ควรหลีกเลี่ยงจากการกระทำใดๆ ที่อาจทำให้สถานการณ์รุนแรง หรือมีความขัดแย้งมากขึ้น จนทำให้แก้ไขปัญหาได้ยากขึ้น
 (6) ฝ่ายไทยและกัมพูชา ต้องแจ้งผลการปฏิบัติตามคำสั่งของศาลฯต่อศาล ศาลยังคงอำนาจพิจารณาเรื่องคำสั่งมาตรการชั่วคราวต่อไป จนถึงการพิจารณาตีความ

 

ตามดูชุมชนต้นแบบที่ตำบล”ทุ่งฮั้ว” ลด ละ เลิก “บุหรี่-เหล้า” เข้างานพิธี (รายงานพิเศษ) 2011/07/17

วันที่ 17/7/2011

ตามดูชุมชนต้นแบบที่ตำบล”ทุ่งฮั้ว” ลด ละ เลิก “บุหรี่-เหล้า” เข้างานพิธี (รายงานพิเศษ).


 วัฒนธรรมและประเพณีพื้นบ้าน คือภาพสะท้อนที่เล่าย้อนไปถึงภูมิปัญญาอันเป็นอัตลัก ษณ์ ของแต่ละชุมชน ซึ่งก่อกำเนิดขึ้นมาจากพื้นฐานของความเชื่อดั้งเดิมในชุมชน โดยแต่ละกิจ กรรมต่างๆ ล้วนมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิกในชุมชน ปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมตามหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนา

 แต่ในปัจจุบันประเพณีพื้นบ้านหลายๆ อย่างกำลังถูกบิดเบือน กลายเป็นเพียงงานรื่นเริงและแหล่งรวมอบายมุขทั้งเหล้าและบุหรี่ อีกทั้งผู้ร่วมงานไม่เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจัดงาน หากปล่อยทิ้งไว้ต่อไปในอนาคตประเพณีพื้นบ้านที่ทรงคุณค่าที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานก็อาจสาบสูญไปในที่สุด

 องค์กรพัฒนาเอกชนนาม “กลุ่มสร้างสรรค์สุข” จึงได้ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งฮั้ว อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง จัดทำโครงการ “ลด ละ บุหรี่เหล้า ในงานประเพณี/สื่อพื้นบ้าน” ขึ้น เพื่อให้ชุมชนตระหนักถึงปัญหาจากเหล้าและบุหรี่ ซึ่งส่งกระทบทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ สังคม และจิตวิญญาณของชุมชน โดยใช้ประเพณีสื่อพื้นบ้านเป็นเครื่องชี้นำให้ชุมชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากค่านิยมที่ผิด ไปสู่การลด ละบุหรี่เหล้าในงานพิธีต่างๆ และปลูกฝังให้เยาวชนเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริง เพื่อสืบทอดประเพณีดั้งเดิมได้อย่างถูกต้อง เกิดประโยชน์ต่อตนเองและชุมชน โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

 นายเวชยันต์ วงค์ลอดแก้ว ประธานกรรมการกลุ่มสร้างสรรค์สุข หัวหน้าโครงการฯ เปิดเผยว่า ประเพณีและสื่อพื้นบ้าน คือกฎระเบียบที่ชุมชนได้มีการสืบทอดมายาวนาน แตกต่างกันไปตามความเชื่อตามบริบทของท้องถิ่น ในตำบลทุ่งฮั้ว อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง มีประเพณีโบราณที่ได้รับการปฏิบัติสืบทอดมาตั้งแต่อดีตมากมาย ที่เป็นกุศโลบายแยบยลหลายเรื่อง ซึ่งเป็นเครื่องชี้นำจิตวิญญาณให้แก่คนในชุมชน

 ”ประเพณีดั้งเดิมของตำบลทุ่งฮั้ว อาทิ ประเพณีเลี้ยงผีปู่ยา สลากภัตร เลี้ยงผีเจ้าบ้าน สู่ขวัญควาย ฯลฯ ล้วนมีเหล้าบุหรี่เป็นเครื่องสร้างสุขภาพทางสังคม เหล้า 1 จิบ บุหรี่ 1 สูบ ที่ผู้ร่วมพิธีได้เสพร่วมกัน เป็นกุศโลบายที่ปลุกให้คนเกิดความฮึกเหิม มีความสามัคคีและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก่อนจะร่วมลงแรงเกี่ยวข้าว หรือปฏิบัติงานอื่นๆ ที่ต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของคนหมู่มาก แต่ในปัจจุบันเหล้าบุหรี่กลายเป็นเครื่องสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้ร่วมงานจนเกินงาม ทำลายสุขภาพของตนเองและผู้อื่น สร้างความวุ่นวายแตกแยก เกิดปัญหาที่ซับซ้อนในชุมชนทั้งเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม” หัวหน้าโครงการฯ อธิบาย

 โครงการ ลด ละ บุหรี่เหล้าในงานประเพณีและสื่อพื้นบ้าน ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2553 โดยมีแนวร่วมจาก 12 หมู่บ้าน ประกอบไปด้วย พระสงฆ์ ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบต. มัคนายก ผู้สูงอายุ ตัวแทนแม่บ้าน และแกนนำเยาวชน โดยแต่ละฝ่ายจะค่อยๆ กระตุ้นให้ชุมชนตระหนักถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจัดงานประเพณีสำคัญที่จะมีขึ้นในเดือนต่างๆ ด้วยการเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเพณีและสื่อพื้นบ้านต่างๆ ผ่านเวทีกลุ่มย่อย การประชุมหมู่บ้าน รวมถึงเมื่อมีกิจกรรมสังสรรค์รื่นเริง งานบุญ และงานศพ แกนนำของโครงการฯ จะเข้าไปพูดคุยเจ้าภาพผู้จัดงานเห็นถึงผลร้ายของการมีเหล้าและบุหรี่ในงาน

 พระครูวิทยา นรุต เจ้าอาวาสวัดทุ่งฮั้ว กล่าวว่า วัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในหมู่บ้าน ในงานประเพณีและสื่อพื้นบ้านส่วนใหญ่ จะมีการนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ไปร่วมพิธี การสวดให้พรและการแสดงธรรมเทศนาจึงต้องสอดแทรกเรื่องราวความเป็นมาที่แท้จริงของงานพิธีต่างๆ เข้าไปด้วย อย่างเช่น ประเพณีเลี้ยงผีเจ้าบ้าน ที่จัดขึ้นในเดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อบวงสรวงเจ้าพ่อข้อมือเหล็ก สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนในตำบลวังเหนือให้ความเคารพนับถือ เป็นอีกประเพณีหนึ่งที่มีเหล้าเป็นเครื่องบวงสรวง จึงใช้โอกาสนี้เทศนาอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจว่าเหตุใดในพิธีต้องมีเหล้า

 ”ตามเรื่องราวที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าต่อกันมากว่า 100 ปี เจ้าพ่อข้อมือเหล็กเป็นผู้ที่มีอิทธิฤทธิ์ ฟันแทงไม่เข้า หากใช้ข้อมือฟาดฟันสิ่งใดก็แตกเป็นเสี่ยงๆ ทุกวันที่ 14 มิถุนายน ชาวบ้านจะนำเครื่องบวงสรวงไปถวายที่ศาล เหล้าที่ร่างทรงเจ้าพ่อยกดื่มแล้ว ชาวบ้านก็จะนำส่วนที่เหลือแบ่งจิบคนละนิดเพื่อเป็นสิริมงคล ด้วยเชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ และในพิธีจะมีเด็กๆ และหนุ่มสาวมาร่วมด้วย เพราะอยากเห็นเจ้าพ่อแสดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ผ่านร่างทรง เกิดการสืบทอดพิธีต่อๆ กันมา แต่ในช่วง 20 ปีหลัง เหลือแต่ผู้ใหญ่ไปร่วมพิธีและตั้งวงดื่มเหล้าจนมึนเมา แม่บ้านก็ไม่อนุญาตให้เด็กและหนุ่ม สาวมายุ่งเกี่ยว เพราะเกรงจะลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ประเพณีเลี้ยงผีเจ้าบ้านจึงขาดผู้สืบทอด ในฐานะพระสงฆ์จึงต้องชี้แนะและชักจูงให้ชาวบ้านและเยาวชนหันกลับมาสืบทอดพิธีที่ดีงาม ด้วยการเทศนาอธิบายเรื่องราวที่ถูกต้อง” พระครูวิทยากล่าว

 นายใจกล้า ขัติศรี สมาชิกอบต.ทุ่งฮั้ว แกนนำจากบ้านแม่ทรายเงิน เล่าว่า ตนเองเป็นเจ้า หน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่ต้องดูแลและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประชาชน แต่ในอดีตที่ผ่านมาเคยประพฤติตนไม่ดี มีค่านิยมที่ผิดด้วยการใช้เหล้าในการเข้าสังคม ในที่สุดประชาชนก็ไม่เคารพนับถือ

 ”เวลาที่ได้รับเชิญไปร่วมงานพิธีต่างๆ ทั้งงานประเพณี งานบุญและงานศพ เจ้าภาพและผู้ร่วมงานก็จะยื่นเหล้าให้ดื่ม เราก็รับมาเพราะคิดว่าหากปฏิเสธจะเป็นการไม่ให้เกียรติ นานๆ เข้าก็เสพติดและดื่มหนักขึ้นจนมึนเมา กลับไปทะเลาะกับแม่บ้าน ลูกๆ ก็หนีหายไม่อยากเข้าใกล้ เงินเก็บที่มีก็ร่อยหรอ เพราะต้องจ่ายเป็นค่าเหล้าเดือนละเกือบ 4,000 บาท ครั้งหนึ่งมีคนชกต่อยกันในงานบุญเพราะความเมาถึง 9 คู่ ชื่อเสียงของชุมชนเสียหาย เราห้ามก็ไม่มีใครเชื่อเพราะเราเองก็ดื่ม จึงตัดสินใจเลิกเหล้าเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีและอธิบายให้คนในชุมชนเห็นผลร้ายของเหล้าและบุหรี่ โดยมีเรื่องคู่มวยประวัติศาสตร์เป็นกรณีศึกษา” นายใจกล้ากล่าว

 นายนครินทร์ สติดี มัคนายกวัดทุ่งฮั้ว บอกว่า หลังจากที่แกนนำร่วมกันรณรงค์ลด ละเหล้าบุหรี่ในงานพิธีต่างๆ บรรยากาศงานประเพณีและสื่อพื้นบ้านในตำบลทุ่งฮั้ว ก็กลับมางดงามเหมือนในอดีตอีกครั้ง

 ”หลังจากที่สกัดบุหรี่และเหล้าออกไปจากงานพิธีได้ ทางวัดเริ่มเห็นพ่อแม่จูงมือเด็กเล็กเข้ามาร่วมพิธีมากขึ้น มีหนุ่มสาวมาช่วยกันจัดเตรียมอาหารและสิ่งของกันอย่างขะมักเขม้น แม่บ้านอนุญาตให้ลูกหลานมาร่วมงาน มีการร้องรำเพลงพื้นบ้านเป็นที่สนุกสนาน โดยเฉพาะเยาวชนจะชอบฟังผู้ใหญ่เล่าเรื่องราวความเป็นมาในพิธีต่างๆ มาก เพราะประเพณีดั้งเดิมของเรามีเอกลักษณ์ หาฟังที่อื่นไม่ได้” นายนครินทร์กล่าว

 การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มเหล้า โดยใช้ประเพณีและสื่อพื้นบ้านที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของชุมชนมายาวนานเป็นเครื่องมือ นอกจากจะช่วยรื้อฟื้นสืบสานประเพณีดั้งเดิมได้แล้ว ยังสร้างสุขภาวะที่ดีให้แก่คนในชุมชน ลดปัญหาหนี้สิน การทะเลาะวิวาท ช่วยสร้างสัมพันธ์ภาพที่ดีระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ให้อยู่เคียงคู่ประเพณีและสื่อพื้นบ้านที่งดงามอย่างยั่งยืน

SCOOP@NAEWNA.COM

 

7 นโยบายดับไฟใต้วัดใจรัฐบาลใหม่ “เพื่อไทย” (รายงานพิเศษ) 2011/07/17

วันที่ 14/7/2011

7 นโยบายดับไฟใต้วัดใจรัฐบาลใหม่ “เพื่อไทย” (รายงานพิเศษ).

แม้พรรคเพื่อไทยจะไม่มี ส.ส.ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เลยในการเลือกตั้งหนนี้ แต่รัฐบาลชุดใหม่ย่อมหนีไม่พ้นพรรคเพื่อไทย เพราะในภาพรวมของประเทศกวาด ส.ส.ไปเกินจำนวนกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ก็จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก “นายกฯหญิง” คนแรกของประวัติศาสตร์บ้านเราคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

 ข้อมูลจากศูนย์ข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา ระบุว่า เมื่อรัฐบาลชุดใหม่ต้องมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ จึงมีคำถามถึง “นโยบายดับไฟใต้” ที่กลายเป็น “วาระแห่งชาติ” ไปแล้ว เพราะในช่วงที่ผ่านมาก็มีข้อเสนอและข้อเรียกร้องหลากหลายทั้งจากพรรคเพื่อไทยเองและฝ่ายต่างๆ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งน่าคิดว่ารัฐบาลใหม่จะตัดสินใจเดินหน้าอย่างไรกับประเด็นท้าทายเหล่านี้

 1) การตรากฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ โดยรวมพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เข้าเป็น “นครปัตตานี” และเลือกตั้ง “ผู้ว่าการนครปัตตานี” โดยตรงจากประชาชน เพราะเรื่องนี้เป็นนโยบายหาเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย ถึงกับเตรียมยกร่างกฎหมายเอาไว้แล้ว แต่ที่น่าสนใจก็คือพรรคกลับไม่มี ส.ส.ในพื้นที่นี้เลยแม้แต่คนเดียว ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีนโยบายชัดว่า “ไม่เอานครปัตตานี” กลับชนะเลือกตั้งกวาดที่นั่ง ส.ส.เกือบทั้งหมด

 การผลักดันกฎหมายนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเท่ากับเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองในพื้นที่ขนาดใหญ่ แถมยังต้องเผชิญกับข้อหา “นับหนึ่งแยกดินแดน” ที่ผ่านมารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ผลักดันกฎหมาย ศอ.บต. (ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) หรือพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 ทั้งๆ ที่ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก เพราะ ศอ.บต.เดิมก็มีอยู่แล้ว แต่กว่าจะเข็นกฎหมายฉบับนี้ให้มีผลบังคับใช้ได้ยังต้องใช้เวลาถึง 2 ปี

 2) ถอนทหาร เป็นเสียงเรียกร้องของประชาชนส่วนหนึ่ง องค์กรภาคประชาสังคม และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่มาเนิ่นนาน และพรรคการเมืองหลายพรรคก็นิยมนำไปหาเสียงกัน อย่างน้อยก็ให้ถอนทหารจากกองทัพภาคอื่นๆ ที่ไม่ใช่กองทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ตัวจริงออกไป เพราะมีปัญหาเรื่องความเข้าใจภาษา ขนบประเพณี และวัฒนธรรม ตลอดจนที่ผ่านมา “ทหาร” ยังโดนข้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย

 3) ยกเลิกการใช้กฎหมายพิเศษ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548) และพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ซึ่งฝ่ายความมั่นคงโดยเฉพาะทหารยืนยันความจำเป็นมาโดยตลอด แต่สุ้มเสียงจากประชาชนในพื้นที่ส่วนหนึ่งหรือส่วนใหญ่ก็เรียกร้องให้ยกเลิกมาตลอดเหมือนกัน

 น่าสนใจว่าสถานการณ์ภาคใต้ภายใต้การบริหารงานของพรรคเพื่อไทยซึ่งมีปมขัดแย้งกับกองทัพจากกรณี “ม็อบเสื้อแดง” จะราบรื่นและเป็นเอกภาพแค่ไหน โดยเฉพาะยังมีความพยายามช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองกันอยู่ตลอดเวลา และพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมี ส.ส.มากที่สุดในพื้นที่กลับไปเป็นฝ่ายค้าน

 4) การใช้กลไกตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 หรือ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ซึ่งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กรุยทางเอาไว้ ด้วยการเปิดให้ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยในคดีความมั่นคง (กระทำการหรืออาจกระทำการเป็นภัยต่อความมั่นคง) เข้ามอบตัวหรือแสดง ตัวต่อพนักงานสอบสวน เพื่อเข้ากระบวนการอบรมและยกเว้นโทษ ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าพรรคเพื่อไทยสนับสนุนแนวทางนี้หรือไม่ อย่างไร

 5) การรื้อและเร่งรัดคดีความมั่นคง ที่ประชาชนในพื้นที่คาใจว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือเป็นความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อสถาปนาความยุติธรรม เช่น

 - คดีกรือเซะ หรือเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 28 เม.ย.2547 ที่มีการปะทะกันระหว่างวัยรุ่นและชายฉกรรจ์มุสลิมนับร้อยชีวิตกับเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ทำให้ผู้เสียชีวิตถึง 108 ราย (เกือบทั้งหมดเป็นกลุ่มวัยรุ่นและชายฉกรรจ์) โดยฝ่ายทหารมีการใช้อาวุธหนักที่มัสยิดกรือเซะ อ.เมือง จ.ปัตตานี ทำให้มีคนตายกว่า 30 คนแต่อัยการสั่งไม่ฟ้องคดี

 - คดีตากใบ หรือเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่หน้า สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2547 ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการสลายและการเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมรวม 78 ศพ คดีนี้ศาลมีคำสั่งไต่สวนการตายว่าผู้ตายทั้งหมดขาดอากาศหายใจ ไม่พบหลักฐานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทำให้ตาย

 - คดีละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่นๆ เช่น คดีอิหม่าม ยะผา อดีตอิหม่ามประจำมัสยิดบ้านกอตอ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ที่ถูกทหารรุมทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิตคาห้องควบคุมในฐานปฏิบัติการ, คดีนายสุไลมาน แนซา ผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงที่ถูกพบเป็นศพมีผ้าผูกคอติดกับลูกกรงห้องควบคุมตัวภายในศูนย์เสริมสร้างความสมานฉันท์ ค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี โดยฝ่ายทหารยืนยันว่านายสุไลมานผูกคอตายเอง แต่ญาติไม่เชื่อ ฯลฯ

 - คดีการหายตัวไปของพยานคดีความมั่นคงที่เจ้าหน้าที่รัฐตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา เช่น นายอับดุลเลาะห์ อาบูคารี พยานคดีซ้อมทรมานผู้ต้องหาปล้นปืน รวมถึงคดีอุ้มหาย ทนายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม เป็นต้น

 6) การปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพล ขบวนการค้ายาเสพติด น้ำมันเถื่อน สินค้าหนีภาษี สถานบริการ และบ่อนการพนันในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งพูดกันมานานว่าเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งหรือส่วนใหญ่ที่ทำให้สถานการณ์ในพื้นที่บานปลายขนาดนี้ ล่าสุดฝ่ายความมั่นคงภายใต้การนำของ พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้เปิดปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อกวาดล้างกลุ่มมาเฟียผิดกฎหมายเหล่านี้ แต่น่าแปลกที่ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่รัฐถูกจับเลย ทั้งๆ ที่ธุรกิจเถื่อนเหล่านี้อยู่ได้โดยการสนับสนุน ร่วมมือ หรือรู้เห็นของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งสิ้น 7) การจัดหลักสูตรการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และการแก้ไขปัญหาในมิติวัฒนธรรม ซึ่งมีข้อเรียกร้องหลักอยู่ที่การใช้ “ภาษามลายูถิ่น” เป็นภาษาทำงาน พร้อมบรรจุในหลักสูตรการเรียนการสอน และจัดหลักสูตรสายสามัญควบคู่กับการศึกษาศาสนาอิสลามอย่างมีคุณภาพ

 ทั้งหมดนี้คือ “นโยบาย” หรือ “แนวทาง” การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เฉพาะเรื่องใหญ่ๆ ที่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ให้ความสนใจ และจับตาว่ารัฐบาลใหม่จะตัดสินใจอย่างไร

 แน่นอนว่าปัญหาที่ซับซ้อนอ่อนไหวและยืดเยื้อยาวนานอย่างชายแดนใต้ ต้องใช้รัฐบาลที่มีความชอบธรรมสูงจากฉันทามติของประชาชน ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีคุณสมบัติดังว่านี้แล้ว เพราะชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายด้วยจำนวน ส.ส.เกินกว่ากึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร

 คำถามจึงอยู่ที่ว่าพรรคเพื่อไทยจะกล้าหาญพอหรือไม่ และมีความจริงใจที่จะทำเพื่อประโยชน์ ส่วนรวมของชาวบ้านในพื้นที่ขนาดไหน…ต้องจับตา!

SCOOP@NAEWNA.COM