ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

เพื่อแม้วโผยโฉมหน้าแท้จริง สะท้อนภาพพรรคเสื้อแดง (ผ่าประเด็นร้อน) 2012/05/30

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=250905

วันที่ 26/2/2011

 ขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เริ่มอยู่ในสถานการณ์ขาลงสะบักสะบอมจากพิษวิกฤติน้ำมันปาล์มจนคะแนนนิยมตกฮวบ ฝ่ายพรรคเพื่อแม้วก็เริ่มคึกคักเริงร่าเพราะมองเห็นความหวังที่ระบอบทักษิณจะคืนชีพกลับมามีอำนาจยึดครองประเทศอีกครั้งผ่านการเลือกตั้งทั่วไปที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ

 เช่นเดียวกัน 7 แกนนำแดงก่อการร้ายที่กำลังฮึกเหิมในชัยชนะหลังใช้กฏหมู่กดดันจนได้รับการประกันตัวล่าสุดรุกคืบทวงบุญคุณจาก นักโทษชายแม้ว เพื่อขอเข้าไปมีบทบาทในพรรคเพื่อแม้ว

 นายขวัญชัย ไพรพนา 1 ใน 7 แกนนำแดงก่อการร้าย ที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวตามคำสั่งศาลอาญาก็ออกมาประกาศท่าทีต่อสาธารณะว่า 7 แกนนำเสื้อแดงได้หารือกันตั้งแต่ยังอยู่ในคุก โดยเห็นพ้องว่า ขออยู่ในโควตาส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย เพราะต้องการอาศัยเอกสิทธิ์ความเป็น ส.ส.คุ้มครองจะได้ไม่ต้องติดคุกอีก เพราะแหยงจากชิวิต 9 เดือนที่อยู่ในคุกได้รับความยากลำบากแสนสาหัส

 คำกล่าวของ นายขวัญชัย สะท้อนการวางแผนล่วงหน้าหวังอาศัยเอกสิทธิ์ความเป็นส.ส.เป็นเกราะคุ้มกันให้ 7 แกนนำแดงก่อการร้ายสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างเต็มที่แม้จะมีคำสั่งศาลตั้งเงื่อนไข 2 ข้อในการให้ประกันตัวคือห้ามปลุกปั่นยุยงให้เกิดความวุ่นวายและห้ามออกนอกประเทศ

 นายขวัญชัย ยังทวงบุญคุณจาก นักโทษชายแม้ว ว่า ที่ผ่านมา 7 แกนนำคนเสื้อแดงได้เสียสละอุทิศตัวและสร้างผลงานให้นายใหญ่มาตลอด เพราะฉะนั้นถึงเวลาที่จะได้รับราววัลตอบแทนให้สมกับการยอมเป็นทาสรับใช้นายใหญ่

 สำหรับปฏิกิริยาจากบรรดาส.ส.และแกนนำพรรคเพื่อไทยต่อการขออยู่ในโควตา ส.ส.บัญชีรายชื่อของ 7 แกนนำแดงก่อการร้าย ปรากฏว่าหลายคนตอบรับสนับสนุน อาทิ นายต่อพงษ์ ไชยสาสน์ ส.ส.อุดรธานี ที่เห็นว่า หากแกนนำแดงก่อการ้ายลงสมัครส.ส.เพื่อไทย ถือเป็นการสร้างจุดแข็งในการหาเสียงโดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ ขณะที่ นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ เห็นว่า 7 แกนนำแดงก่อการร้ายควรได้รับการตบรางวัลเป็น ส.ส.เพราะสนับสนุนพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด ซึ่งเท่ากับยอมรับโดยปริยายว่าม็อบคเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยต่างก็เป็นเครือข่ายเดียวกันภายใต้การบงการของ นักโทษชายแม้ว ผู้เป็นนายใหญ่

 ส่วนนายวิชาญ มีนไชยนันท์ ส.ส.กทม. ก็ไม่ขัดข้อง ขณะที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าในหลักการสนับสนุนให้แกนนำคนเสื้อแดงเข้ามามีส่วนร่วมกับพรรคเพื่อไทย โดยแกนนำที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาลงสมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย อาทิ นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ หรือ น.พ.เหวง โตจิราการ แต่อาจจะลงสมัครได้ไม่ครบทุกคน ซึ่งคนที่ไม่ได้ลงสมัครอาจไปทำหน้าที่ด้านอื่น

 อย่างไรก็ตามนี่เป็นความเห็นของส.ส.และแกนนำพรรคเพื่อไทยส่วนหนึ่งที่เห็นด้วยที่จะให้ 7 แกนนำแดงก่อการร้ายเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพรรคเพื่อไทยอย่างเปิดเผยเต็มตัว ขณะที่มีรายงานข่าวก่อนหน้านี้ว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทยอีกบางส่วนอึดอัดเพราะเห็นว่า พรรคเพื่อไทยควรก้าวข้ามความเป็นพรรคของระบอบทักษิณและควรแยกตัวออกจากม็อบคนเสื้อแดงเพื่อเป็นสถาบัน การเมืองอย่างแท้จริงในระยะยาว ซี่งที่ผ่านมาภาพความเป็นพรรคเสื้อแดงทำให้เป็นที่รังเกียจของประชาชนจากเหตุการณ์จลาจลเผาบ้านทำลายเมืองจนพินาศย่อยยับสองครั้งที่ผ่านมา

 แต่ถึงที่สุดแล้วเชื่อว่าทุกอย่างคงอยู่ที่การตัดสินใจของ นักโทษชายแม้ว ผู้เป็นนายใหญ่เท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมา นักโทษชายแม้ว ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับม็อบคนเสื้อแดงมากกว่าพรรคเพื่อไทยด้วยซ้ำ ดังนั้นเชื่อว่าถึงอย่างไร นักโทษชายแม้ว ย่อมต้องตบรางวัลให้บรรดา 7 แกนนำแดงก่อการร้าย

 อย่างไรก็ตามนักสังเกตุการณ์ทางการเมืองแนะว่าถ้าจะให้ดีเมื่อบรรดาแกนนำแดงก่อการร้ายต้องการมาลเนการเมืองในเวทีรัฐสภาก็ต้องแยกแยะบทบาทไม่ควรไปเล่นการเมืองข้างถนนเหมือนที่ผ่านมา เพราะเป็นการสร้างบรรทัดฐานอันเลวร้ายทำลายประชาธิปไตยและทำให้ประชาชนเกิดความสับสน

 แต่ถ้ามองในอีกด้านหนึ่งการที่พรรคเพื่อแม้วกับม็อบคนเสื้อแดงรวมตัวเป็นเนื้อเดียวมันก็ดีไปอย่างเพราะทำให้สาธารณชนหูตาสว่างมากขึ้นจากการที่พรรคเพื่อแม้วสะท้อนธาตุแท้ตัวตนที่แท้จริงของความเป็นพรรคเสื้อแดงอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยไม่ต้องเหนียมเล่นบทตีสองหน้าเหมือนที่ผ่านมาอีก ที่สำคัญประชาชนจะได้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้องว่าสมควรจะเลือกพรรคเสื้อแดงมามีอำนาจยึดครองบ้านเมืองหรือไม่ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าที่กำลังจะมีขึ้น

ทีมข่าวการเมือง

 

เสื้อแดงเหิมรุกคืบบรรทัดฐานอันตราย ใช้กฏหมู่ขึงพืดขยี้หลักนิติรัฐ (ผ่าประเด็นร้อน) 2012/05/30

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=250739

วันที่ 25/2/2011

 หลังจากที่ศาลอาญามีคำสั่งให้ประกันตัว 7 แกนนำแดงก่อการร้ายและอีก 1 แนวร่วมคนเสื้อแดงทำให้เหล่าแกนนำม็อบคนเสื้อแดงต่างกระเหี้ยนกระหือในชัยชนะอย่างสุดขีดถึงขนาดเตรียมงานฉลองใหญ่การคืนสู่อิสรภาพของ 7 แกนำแดงก่อการร้ายที่”โบนันซ่า” รีสอร์ทหรูบนเขาใหญ่

 นอกจากนี้ 7 แกนนำแดงก่อการร้ายยังเตรียมหวนคืนสู่เวทีปราศรัยของม็อบคนเสื้อแดงอีกครั้งหลังถูกกระชับพื้นที่สลายการชุมนุมพ้นย่านราชประสงค์เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ปีที่แล้ว โดย 7 แกนนำแดงก่อการร้ายที่ได้รับอิสรภาพชั่วคราวเตรียมขึ้นเวทีเสื้อแดงในวันที่ 12 มี.ค. ซึ่งถือเป็นการท้าทายคำสั่งของศาลที่ตั้งเงื่อนไข 2 ข้อในการให้ประกันตัว 7 แกนนำแดงก่อการร้ายนั่นคือ ห้ามปลุกปั่นยุยงให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งคงต้องดูเนื้อหาคำอภิปรายของ 7 แกนนำแดงว่าจะเข้าข่ายเงื่อนไขข้อห้ามตามคำสั่งศาลหรือไม่

 แต่ที่ฮือฮาและสะท้อนสัญญาณอันตรายต่อหลักนิติรัฐก็คือท่าทีของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำสำคัญของม็อบคนเสื้อแดง ที่ประกาศให้บรรดาแกนนำแดงก่อการร้ายสายฮาร์ดคอร์ที่หลบหนีหมายจับไปกบดานอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ให้รีบกลับมาสู้คดีเพราะจะได้รับการประกันตัวแน่นอน

 ” ผมจะพาคนพวกนี้มาสู้คดี กลับมามอบตัวและน่าจะได้รับการประกันตัวก่อนที่จะมาต่อสู้ร่วมกับม็อบคนเสื้อแดงต่อไป โดยเร็วๆนี้คนเหล่านี้จะกลับมาก่อนที่จะมีการฉลองที่โบนันซ่าวันที่ 26 มี.ค.นี้ “

 นอกจากนี้ นายจตุพร ยังรุกคืบประกาศว่าจังหวัดไหนที่มีผู้ต้องหาคนเสื้อแดงถูกคุมขัง ม็อบเสื้อแดงจะยกทัพไปที่จังหวัดนั้นเพื่อถามหาความยุติธรรม

 ท่าทีของแกนนำม็อบคนเสื้อแดงสะท้อนถึงความเหิมเกริมได้คืบเอาศอกหลังจากที่ก่อนหน้านี้ม็อบคนเสื้อแดงใช้กฏหมู่อยู่เหนือหลักนิติรัฐและกดดันกระบวนการยุติธรรม โดยก่อนหน้านี้ม็อบคนเสื้อแดงยกทัพไปกดดันที่หน้าศาลอาญาและศาลฏีกาก่อนที่ศาลอาญาจะมีคำสั่งให้ประกันตัว 7 แกนนำแดงก่อการร้าย

 เช่นเดียวกับ นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธานม็อบคนเสื้อแดง ประกาศเช่นกันว่า ม็อบเสื้อแดงจะเคลื่อนไหวกดดันต่อไปเพื่อให้ผู้ต้องหาเสื้อแดงทุกคนได้รับการปล่อยตัว

 การที่เหล่าแกนนำม็อบคนเสื้อแดงภายใต้การบงการของ นักโทษชายแม้ว แสดงความเหิมเกริมและรุกคืบกล้ากดดันแม้กระทั่งศาลอาจเป็นเพราะเห็นว่า ขณะนี้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังเสื่อมความนิยมจากภาพพจน์ทุจริต และความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารประเทศในหลายเรื่องทำให้พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นเครือข่ายหุ่นเชิดระบอบทักษิณมีแนวโน้มมากขี้นที่จะชนะการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ได้กลับมามีอำนาจยึดครองประเทศอีกครั้ง จึงออกอาการลิงโลดที่ฝ่ายตัวเองเริ่มกลับมาเป็นต่อ

 นอกจากนี้แฟชั่นการลุกฮือของประชาชนเพื่อโค่นล้มผู้นำทรราชย์ในหลายประเทศของอาเซียและลุกลามไปยังอาฟฟริกาอยู่ในขณะนี้กลายเป็นลิทธิเอาอย่างที่ทำให้ม็อบเสื้อแดงได้ใจ ทึกทักเอาว่า ความเคลื่อนไหวของตัวเองเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ทั้งๆที่การเคลื่อนไหวและ เป้าหมายของม็อบเสื้อแดงตลอดช่วงที่ผ่านมาแตกต่างจากแฟชั่นการลุกฮือของประชาชนในประเทศเอเซียและอาฟริกาเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิงเพราะการออกมาแสดงพลังของประชาชนในประเทศต่างๆเหล่านั้นชุมนุมอย่างสันติและด้วยอุดมการณ์อันบริสุทธิ์อย่างแท้จริงเพื่อขับไล่ผู้นำเผด็จการทรราชย์ที่ผูกขาดอำนาจมายาวนานและยังคิดสืบทอดอำนาจแก่คนในครอบครัว รวมทั้งตัวผู้นำทุจริตคอร์รัปชั่นมหาศาล ปล่อยให้ประชาชนต้องทุกข์ยากข้นแค้น ขณะที่การเคลื่อนไหวของม็อบคนเสื้อแดงนั้นมีเป้าหมายแอบแฝงสำคัญเพื่อคนเพียงคนเดียวคือ นักโทษชายแม้ว ผู้เป็นนายใหญ่ และเพื่อฟื้นระบอบทักษิณกลับมามีอำนาจยึดครองประเทศแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอีกครั้งอันจะเป็นการปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศครั้งใหญ่

 และที่ม็อบคนเสื้อแดงจะต้องไม่ลืมก็คือ นักโทษชายแม้ว ในอดีตก็เคยถูกคลื่นมหาชนชุมนุมขับไล่จนพ้นจากอำนาจมาแล้วโดยถูกตราหน้าว่าเป็นผู้นำจอมทุจริตคอร์รัปชั่นและเผด็จการ ซี่งแม้แต่สื่อต่างชาติก็เคยเผยแพร่ประจานไปทั่วโลกว่า นักโทษชายแม้ว เป็น 1 ใน 5 อดีตผู้นำประเทศที่เลว ซึ่งไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง

 เพราะนั้นความเหิมเกริมรุกคืบของแกนนำม็อบคนเสื้อแดงดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นบรรทัดฐานและสัญญาณอันตรายสำหรับการใช้กฏหมู่กดดันเพื่อให้ได้ทุกสิ่งที่ตัวเองต้องการ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นบ้านเมืองก็คงไร้ขื่อไร้แปและม็อบประเภทนี้คงไม่ต่างอะไรจากแก๊งคณาธิปไตยไร้อารยะที่ทำตัวดุจอันธพาลป่วนเมือง

ทีมข่าวการเมือง

 

จับตาเสธ.หนั่นฮีโร่ของคนเสื้อแดง เดินหน้าปรองดองแบไต๋นิรโทษนช.แม้ว?(ผ่าประเด็นร้อน) 2012/05/30

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=250573

วันที่ 24/2/2011


 8 แกนนำคนเสื้อแดงซึ่งเป็นนักโทษก่อการร้ายหลังจากที่ศาลอาญามีคำสั่งให้ประกันตัวต่างพากันเดินทางไปขอบคุณต่อ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งเตรียมการต้อนรับอยู่แล้วที่คฤหาสน์สนามบินน้ำ โดยมีมวลชนคนเสื้อแดงจำนวนมากยกทัพแห่ตามไปให้กำลังใจกันอย่างคับคั่ง

 บทบาทของ เสธ.หนั่น จึงกลายเป็นฮีโร่ของคนเสื้อแดงในฐานะเป็นหนึ่งในพยานปากสำคัญที่ให้การต่อศาลอาญาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สนับสนุนให้มีการประกันตัว 8 แกนนำคนเสื้อแดง เพื่อเห็นแก่แผนสร้างความปรองดองในชาติ ซึ่งในเวลาต่อมาศาลอาญาก็มีคำพิพากษาให้ประกันตัว 8 แกนนำคนเสื้อแดง

 เสธ.หนั่น เปิดใจว่า จะเดินหน้าแผนสร้างความปรองดองต่อไปหลังจากที่สะดุดหยุดลงพักใหญ่ โดยก่อนหน้านี้เขาเคยพยายามแสดงบทบาทผู้นำในการสร้างความปรองดองด้วยการเดินสายพบหารือกับแกนนำกลุ่มต่างๆ รวมทั้งเคยพบกับนักโทษชายแม้ว ที่ยุโรปด้วย ซึ่งการกลับมาแสดงบทบาทสร้างความปรองดองครั้งใหม่นี้ เสธ.หนั่น ย้ำว่าจะเชิญหลายฝ่ายมาหารือ อาทิ อธิการบดีมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเพื่อหาแนวทางที่จะทำให้บ้านเมืองเกิดความสมานฉันท์

 การแสดงบทบาทในแผนสร้างความปรองดองของ เสธ.หนั่น ก่อนหน้านี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำงานทับซ้อนกับแผนสร้างความปรองดองของ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยที่เจ้าตัวยืนยันว่าทำในนามส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ขณะที่เกิดข่าวลือสะดัดว่า เสธ.หนั่น พยายามเดินหมากช่วงชิงการนำหวังปูทางไปสู่การคั่วเก้าอี้นายกฯแห่งความสมานฉันท์ที่ได้รับการสนับสนุนทั้งจาก นักโทษชายแม้ว และพรรคการเมืองต่างๆไม่ว่าจะเป็นพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคภูมิใจไทย

 ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าอะไรคือ แนวทางที่จะนำไปสู่การสร้างความปรองดองอย่างแท้จริง ซึ่งหัวใจแห่งความขัดแย้งในชาติที่ยืดเยื้อระหว่างระบอบทักษิณกับพลังประชาชนส่วนหนึ่งในสังคมก็คือ ปัญหาโทษความผิดของ นักโทษชายแม้ว และกลุ่มแดงก่อการร้ายที่เคยเผาบ้านทำลายเมืองในช่วงที่ผ่านมาซึ่งเป้าหมายของเครือข่ายระบอบทักษิณที่มีม็อบคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยเป็นเครื่องมือพยายามเคลื่อนไหวมาตลอดเพื่อให้มีการนิรโทษกรรมฟอกโทษความผิดทั้งหมดให้กับนักโทษชายแม้ว และเหล่าบริวาร ขณะที่ฝ่ายพลังมวลชนส่วนหนึ่งของประเทศรวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์กลับเห็นว่า สังคมจะต้องยึดหลักนิติรัฐ ไม่ควรที่จะมีการนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดโดยเฉพาะโทษจากการก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมือง

 สำหรับ เสธ.หนั่น นั้นแม้จะยืนยันว่า สนับสนุนในหลักนิติรัฐ แต่ล่าสุดก็แย้มไต๋ในแนวทางที่จะนำไปสู่การสร้างความปรองดองในชาติด้วยคำกล่าวในทำนองที่ว่า ” เรื่องคดีก็ว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่ต้องคำนึงว่าประชาชนอยากเห็นความสมานฉันท์ ซึ่งเหตุการณ์รุนแรงในอดีตที่ผ่านมาเมื่อมันผ่านมาแล้วก็ควรให้มันผ่านไปโดยควรให้อภัยแก่กัน เพราะไม่อย่างนั้นปัญหาก็ไม่มีวันจบ ประเทศชาติก็เดินไปข้างหน้าไม่ได้ “

 หากถอดรหัสตามคำพูดของ เสธ.หนั่น ข้างต้นก็น่าจะแย้มไต๋แนวทางการสร้างความปรองดองในชาติตามเจนนารมย์ของ เสธ.หนั่น ได้ไม่ไม่ยากว่า ต้องการให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้มีความผิดทั้งหมดแก่ทุกฝ่ายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่

 อย่างไรก็ตามพรรคประชาธิปัตย์ดูเหมือนจะไม่เห็นด้วยกับแนวทางการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างความปรองดองของ เสธ.หนั่น และบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ

 เพราะฉะนั้นบทบาทของเสธ.หนั่นในการเดินหน้าเพื่อสร้างความปรองดองจากนี้ เป็นต้นไป จึงเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง เพราะนี่อาจหมายถึงการสร้างบารมีในฐานะผู้ประสานรอยร้าวเพื่อสร้างความปรองดองในชาติ ซึ่งการที่จะบรรลุถึงแนวทางดังกล่าวได้นั่นหมายถึงจะต้องอยู่ในฐานะผู้นำประเทศซึ่งมีอำนรจอยู่ในมือ เพราะฉะนั้นข่าวที่เคยลือสะพัดก่อนหน้านี้ที่ว่า นักโทษชายแม้วสนับสนุนให้ เสธ.หนั่น เป็นนายกฯขัดตาทัพเพื่อความสมานฉันท์ในชาติจึงไม่อาจถูกมองข้ามและอาจเป็นจริงก็ได้ โดยที่บรรดาพรรคการเมืองต่างๆจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมีขึ้นแล้วโดดเดี่ยวพรรคประชาธิปัตย์เพื่อปูทางไปสู่การผลักดันกฏหมายนิรโทษกรรมให้เป็นจริง

ทีมข่าวการเมือง

 

7แกนนำแดงก่อการร้ายได้ประกันตัว จะนำไปสู่การปรองดองจริงหรือ? (ผ่าประเด็นร้อน) 2012/05/30

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=250426

วันที่ 23/2/2011

 หลังจากที่ไต่สวนบุคคลสำคัญหลายคนไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาในที่สุดศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาให้ประกันตัว 7 แกนนำคนเสื้อแดงซึ่งเป็นักโทษข้อหาก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองช่วงเดือนมี.ค.-พ.ค.ปีที่แล้ว โดยศาลตั้งเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการคือ ห้ามปลุกปั่นยุยงให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมืองและห้ามออกนอกประเทศ

 สำหรับแกนนำคนเสื้อแดงทั้ง 7 คนประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ น.พ.เหวง โตจิราการ นายก่อแก้ว พิกุลทอง นายขวัญชัย ไพรพนา นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย นายยศวริต ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก และ นายภูมิกิตติ สุจินดาทอง

 การได้รับการประกันตัวของ 7 แกนนำคนเสื้อแดงซึ่งเป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ก่อนหน้านี้ม็อบคนเสื้อแดงยกทัพนับหมื่นไปกดดันที่หน้าศาลอาญาและศาลฏีกาโดยแกนนำคนเสื้อแดงประกาศแข็งกร้าวยื่นคำขาดให้ 7 แกนนำคนเสื้อแดงต้องได้รับการประกันตัวทั้งหมด ไม่ใช่เพียงบางส่วน มิฉะนั้นม็อบคนเสื้อแดงจะยกระดับการชุมนุมเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

 นอกจากนี้เหตุผลสำคัญที่อาจทำให้ 7 แกนนำคนเสื้อแดงได้รับการประกันตัวก็คือ คำให้การต่อศาลของบุคคลสำคัญ 3 คนที่เป็นคุณต่อ 7 แกนนำคนเสื้อแดงประกอบด้วย พล.ต.สนั่นน ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานที่ปรึกษาพรรคชาตไทยพัฒนา ดร.คณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.)และพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1

 โดย พล.ต.สนั่น และ ดร.คณิต ให้การต่อศาลซึ่งมีสาระสำคัญที่สอดคล้องกันนั่นคือการให้ประกันตัว 7 แกนนำคนเสื้อแดงจะเป็นการนำทางไปสู่การสร้างความปรองดองในชาติ ขณะที่ พล.ต.ต.วิชัย ระบุว่าความเคลื่อนไหวของม็อบคนเสื้อแดงที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและไม่ก่อให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงในบ้านเมืองเหมือนที่ผ่านมา

 สำหรับกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอและฝ่ยอัยการมีความเห็นไม่คัดค้านการให้ประกันตัวแกนนำคนเสื้อแดง 2 คนคือ น.พ.เหวง และ นายก่อแก้ว เนื่องจากเห็นว่าพฤติกรรมของบุคคลทั้งสองในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ส่อไปในทางการปลุกปั่นยุยงให้ใช้ความรุนแรง ซึ่งต่างจากแกนนำคนเสื้อแดงคนอื่นๆ ซึ่งมีหลักฐานคำปราศรัยบนเวทีคนเสื้อแดงช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์เผาบ้านทำลายเมือง รวมทั้งพฤติกรรมความเคลื่อนไหวปรากฏชัดเจนว่าพยายามปลุกปั่นให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงจนกลายเป็นกลียุคมิคสัญญี

 คำถามสำคัญที่ตามมาหลังจากที่ 7 แกนนำคนเสื้อแดงซึ่งเป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายได้รับอิสระภาพก็คือ จะเป็นหนทางสว่างนำพาชาติไปสู่การสร้างความปรองดองได้จริงตามที่ พล.ต.สนั่น และดร.คณิต ต้องการให้เป็นหรือไม่ ซึ่งคงพิสูจน์ได้จากความเคลื่อนไหวของม็อบคนเสื้อแดงนับจากนี้ไป

 อย่างไรก็ตามจากท่าทีของบรรดาแกนนำม็อบคนเสื้อแดงช่วงที่ผ่านมายังคงรับแผนและคำบงการป่วนเมืองจาก นักโทษชายแม้ว ผู้เป็นนายใหญ่อยู่ตลอดเวลา ท่ามกลางข้อสงสัยว่ามีเป้าหมายแอบแฝงหวังช่วงชิงอำนาจรัฐฟื้นระบอบทักษิณกลับมากุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอีกครั้งเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศครั้งใหญ่

 นอกจากนี้ม็อบคนเสื้อแดงยังมีปฏิทันการเคลื่อนไหวไว้ล่วงหน้ายาวเหยียด ซึ่งนอกจากการออกมาแสดงพลังของม็อบคนเสื้อแดงเป็นประจำเดือนละ 2 ครั้งไม่รวมวาระจรแล้ว ที่ต้องจับตาก็คือ การเตรียมแสดงพลังเสื้อแดงทั้งแผ่นดินในวันที่ 19 พ.ค.ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะเป็นวันครบรอบ 1 ปีการกระชับพื้นที่สลายม็อบเสื้อแดงพ้นย่านราชประสงค์ ซึ่งมีการจับตาว่าจะเป็นการรวมพลคนเสื้อแดงครั้งใหญ่ที่สุดเพื่อสั่นคลอนรัฐบาล

 ขณะเดียวกันสิ่งที่เป็นสัญญาณอันตรายซึ่งนักสังเกตุการณ์ทางการเมืองหวั่นเกรงก็คือการที่ม็อบคนเสื้อแดงใช้กฏหมู่กดดันศาลอย่างที่ผ่านมาจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานระบอบคณาธิปไตยอันเลวร้ายและใช้กฏหมู่บ่อนทำลายความศักดิ์สิทธิ์และความน่าเชื่อถือของสถาบันศาลสถิตย์ยุติธรรม

ทีมข่าวการเมือง

 

เพื่อแม้วยึกยักยื่นซักฟอก เหตุไม่พร้อมหรือหวังดึงเกมน่วมรัฐบาล (ผ่าประเด็นร้อน) 2012/05/30

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=250238

วันที่ 22/2/2011

 พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านไร้หัวหลังจากที่ยึกยักมานานจนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่ยื่นญัตติอภิปรายไมไว้วางใจรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เสียที ทั่งๆที่โหมโฆษณาคุยโวมานานว่ามีทีเด็ดน็อกรัฐบาล

 การที่พรรคเพื่อแม้วยักยึกยังไม่สามารถยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาลเสียทีให้สมหน้าที่ของฝ่ายค้านนักสังเกตุการณ์ทางการเมืองมองว่าอาจจะด้วยสาเหตุหลายประการคือ ประการแรก ภายในพรรคยังไร้เอกภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรค ประกาศลอยแพ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคเพื่อแม้ว โดยจะไม่ร่วมการอภิปรายศึกซักฟอกครั้งนี้ ซึ่งแน่นอนว่า ผู้นำมือใหม่หัดขับอย่าง นายมิ่งขวัญ ที่เพิ่งจะรับงานทดสอบฝีมือเป็นครั้งแรกคงต้องงกๆเงิ่นๆเป็นธรรมดา แต่ที่แน่ๆ ศึกซักฟอกครั้งนี้คงจะกร่อยเพราะขาดผู้นำการอภิปรายที่เป็นตัวแม่เหล็กดึงดูดคนฟังอย่าง “เหลิมดาวเทียม” เมื่อ “เหลิมดาวเทียม” ประชดหลังฝันสลายชวดโควตา”ว่าที่นายกฯ”เพราะถูก นายมิ่งขวัญ ตัดหน้าคว้าพุงปลาไปกิน ด้วยการประกาศไม่ร่วมสังหกรรมศึกซักฟอกครั้งนี้แน่นอนว่าย่อมทำให้ขบวนการหาข้อมูลเด็ดลับสุดยอดตามสไตล์พนักงานสืบสวนสอบสวนเก่าอย่าง “เหลิมดาวเทียม”เพื่อใช้ในการอภิปรายซักฟอกรัฐบาลครั้งนี้ดุเดือดเข้มข้นน้อยลงอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งนี้อาจเป็นความตั้งใจของ “เหลิมดาวเทียม” ที่ต้องการลองของวัดฝีมือของ นายมิ่งขวัญ ในฐานะหัวหน้าทีมศึกซักฟอกครั้งนี้ว่า มีคุณสมบัติเป็นผู้นำสมราคาหรือไม่

 ประการที่สอง นอกจากสาเหตุความไม่พร้อมภายในพรรคเพื่อแม้วจนทำให้ยึกยักไม่ยื่นญัตติซักฟอกแล้ว อาจเป็นไปได้ว่าเป็นความจงใจดึงเกมการยื่นญัตติซักฟอกให้ล่าช้าออกไปเพราะประเมินแล้วว่า ถึงอย่างไรรัฐบาลชุดนี้ก็เหลือเวลาอยู่ในอำนาจอีกไม่กี่เดือนเพราะแม้จะไม่มีการยุบสภาหรือเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองใดๆ รัฐบาลก็ต้องพ้นจากอำนาจไปพร้อมกับสภาผู้แทนราษฏรชุดนี้ที่จะครบวาระในสิ้นปีนี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเกินไปนัก อีกทั้งขณะนี้ พรรคเพื่อแม้วเองก็ยังต้องการเวลาในการจัดทัพผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ส.ส.ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นเพราะจนบัดนี้ก็จัดโผผู้สมัครส.ส.ทั่วประเทศก็ยังไม่ลงตัวร้อยเปอร์เซ็นต์

 แต่ที่สำคัญก็คือ พรรคเพื่อแม้วอาจประเมินว่า นับวันยิ่งรัฐบาลบริหารนานเท่าใดดูเหมือนจะยิ่งเสื่อมคะแนนนิยมลงเรื่อยๆ เพราะมีแต่ข่าวด้านลบและเสียงวิพากษ์ทั้งเรื่องการทุจริตอย่างมโหฬาร ความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ โดยมีปัญหารุมเร้าเต็มไปหมดทั้งศึกนอกและศึกในประเทศวุ่นวายไปหมด และที่สำคัญคือปล่อยให้เกิดวิกฤติของแพง ซึ่งที่ชาวบ้านกำลังด่ากันทั่วเมืองขณะนี้ก็คือ วิกฤติน้ำมันปาล์มที่นอกจากราคาพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์แล้วยังขาดแคลน

 วิกฤติน้ำมันปาล์มถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วประเทศแบบเห็นกันชัดๆ ซึ่งนอกจากสะท้อนการบริหารงานที่ไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลแล้ว ที่สำคัญยังพบเงื่อนงำว่าผู้มีอำนาจในรัฐบาลอาจแสวงผลประโยชน์มหาศาลจากวิกฟติน้ำมันปาล์มครั้งนี้

 เพราะฉะนั้นพรรคเพื่อแม้วอาจประเมินแล้วว่า มิสู้ปล่อยให้รัฐบาลเสื่อมโทรมลงไปเรื่อยๆตามกาลเวลาจนสถานการณ์สุกงอมแล้วค่อยยื่นญัตติซักฟอกเพื่อโกยคะแนนน่าจะดีกว่า

 การที่พรรคเพื่อแม้วยื่นญัตติซักฟอกช้ายิ่งทำให้รัฐบาลอยู่ในสภาพยิ่งอยู่ยิ่งน่วม และจะชิงยุบสภาก็ไม่ได้เพราะจะถูกตราหน้าทันทีว่าหนีศึกซักฟอกและไม่กล้าสู่หน้ากับข้อกล่าวหาทุจริตและที่สำคัญหากมีการยื่นญัตติซักฟอกเมื่อใด รัฐบาลก็จะถูกล็อกโดยปริยายเพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติห้ามไม่ให้มีการยุบสภาจนกว่าการอภิปรายญัตติอภิปรายซักฟอกจะเสร็จสิ้น

 ประการที่สาม สาเหตุที่พรรคเพื่อแม้วยังไม่รีบยื่นญัตติซักฟอกอาจเป็นเพราะต้องเคลื่อนไหวคู่ขนานสอดรับกับม็อบคนเสื้อแดงตามเกมของ นักโทษชายแม้ว ผู้เป็นนายใหญ่ โดย เป็นไปได้ที่ นักโทษชายแม้วอาจวางแผน ต้องการให้ม็อบคนเสื้อแดงกดดันรัฐบาลอภิสิทธิ์จนกว่าแกนนำคนเสื้อแดงจะได้รับการประกันตัว ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างกิจกรรมให้มวลชนคนเสื้อแดงทั้งแผ่นดินเกิดความตื่นตัวและสร้างกระแสดีสเครดิตบ่อนทำลายรัฐบาลไปเรื่อยๆเพื่อรอโอกาสช่วงชิงอำนาจรัฐฟื้นระบอบทักษิณผ่านการเลือกตั้งทั่วไปที่ใกล้จะมีขึ้น

 เพราะฉะนั้นคอการเมืองคงต้องอดใจรอดูเกมและผลงานของพรรคเพื่อแม้วว่าจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านว่าสมราคาคุยและเกิดประโยชน์ต่อสาธารณชนอย่างแท้จริงหรือไม่ ขณะเดียวกันก็จะเป็นการพิสูจน์ฝีมือของรัฐบาลว่าจะสามารถพลิกสถานการณ์ฟื้นศรัทธาจากมหาชนให้กลับคืนมาได้หรือไม่

ทีมข่าวการเมือง

 

จับตาพิษวิกฤติน้ำมันปาล์ม ปชป.หักภท.สาวไส้กันยับ (ผ่าประเด็นร้อน) 2012/05/30

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=250110

วันที่ 21/2/2011


 วิกฤติราคาน้ำมันปาล์มที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึงขวดละ 47 บาท ซ้ำยังขาดแคลนอย่างน่าพิศวงมานานนับเดือนท่ามกลางข้อสงสัยว่ามีขบวนการหาผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลจากความเดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศกำลังกลายเป็นระเบิดเวลาทางการเมืองที่ฉุดคะแนนนิยมและพร้อมที่จะทำลายรัฐบาลในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าที่กำลังจะมึขึ้น

 แม้ นายกฯอภิสิทธิ์ ซึ่งเพิ่งจะตื่นตัวหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อและเสียงก่นด่าของประชาชนต่อความไร้ประสิทธิภาพและส่อพฤติกรรมทุจริตของผู้มีอำนาจในรัฐบาลด้วยการสั่งให้กรมสอบสวนหรือดีเอสไอตรวจสอบเชิงลึกว่ามีนักการเมืองหรือพ่อค้าคนไหนที่พัวพันการทุจริตน้ำมันปาล์มบ้างหรือไม่ แต่ก็คงไม่ได้ช่วยให้กระแสความไม่พอใจของประชาชนดีขึ้นมากนัก เพราะจนขณะนี้ราคาน้ำมันปาล์มก็ยังแพงลิ่วและมีแนวโน้มแพงอย่างถาวร ซ้ำยังขาดแคลน ทั้งๆคณะรัฐมนตรีเพิ่งอนุมัติให้นำเข้าน้ำมันปาล์ม 120,000 ตัวเพื่อแก้ปัญหา จน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะ ประธานคณะกรรมการนโยบายน้ำมันปาล์มแห่งชาติ ออกมาตั้งข้อสงสัยว่า เมื่อให้กระทรวงพาณิชย์นำเข้าน้ำมันปาล์มแล้วแต่ทำไมยังเกิดปัญหาขาดแคลน พร้อมขู่ว่าจะให้เอกชนน้ำเข้าน้ำมันปาล์มแทนเพื่อให้น้ำมันปาล์มกระจายไปถึงมือประชาชนโดยเร็ว

 นายสุเทพ ยังดับเครื่องชนใส่กระทรวงพาณิชย์โดยกล่าวว่า แม้แต่ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ ก็ยังเอือมระอาและข้องใจการทำงานของกระทรวงพาณิชย์เพราะในปัญหาวิกฤติน้ำมันปาล์มได้สั่งการกระทรวงพาณิชน์ให้แก้ปัญหาไปตั้งนานแล้วโดยรีบนำเข้าน้ำมันปาล์มเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลน แต่สั่งอะไรไปแล้วกระทรวงพาณิชย์ไม่เคยทำ จน รองนายกฯไตรรงค์ ถึงกับระอาขอวางมือจน นายสุเทพ ต้องมาทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติแทนแบบไม่รู้ตัวทั้งๆที่มีงานด้านความมั่นคงล้นมืออยู่แล้ว

 รองนายกฯสุเทพ ย้ำด้วยว่า การที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์นำเข้าน้ำมันปาล์ม 120,000 ตัน แต่น้ำมันปาล์มที่นำเข้ากลับไม่ถึงมือประชาชนเป็นเรื่องไม่ปกติ ดังนั้น จะต้องมีการเคลียร์กันให้รู้เรื่องในการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดที่จะถึงนี้

 ขณะที่ นางพรทิวา นาคาสัย รมว.พาณิชย์ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ออกมาสวนหมัด นายสุเทพ อย่างไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีแม้แต่น้อยด้วยการคัดค้านการจะให้เอกชนนำเข้าน้ำมันปาล์ม โดยพูดประชดเป็นนัยว่า ” ทำไมต้องเร่งให้นำเข้ามาเพื่ออะไร เพราะมีข่าวว่ามีเรือมาจอดรอที่ท่าอยู่แล้วใช่หรือไม่” พร้อมทั้งอ้างว่า กระทรวงพาณิชย์เป็นแค่หน่วยงานปลายทางซึ่งต้องตกเป็นแพะรับบาป

 ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่า แกนนำพรรคภูมิใจไทยไฟเขียวให้ นางพรทิวา เดินหน้าชนพรรคประชาธิปัตย์ได้เต็มที่โดยไม่ต้องเกรงว่าจะทบความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

 จากการเปิดศึกสาวไส้กันเองของรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิไจไทย ที่เกิดขึ้นอย่างน้อยเท่ากับสะท้อนให้เห็นถึงเงื่อนงำอันไม่ชอบมาพากลในวิกฤติปาล์มน้ำมันครั้งนี้

 เพราะฉะนั้นคงต้องรอดูผลการตรวจสอบของดีเอสไอที่มี พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ รองอธิบดีกรมดีเอสไป ในฐานะหัวหน้าคณะผู้รับผิดชอบตรวจสอบกรณีนี้ว่าจะสามารถทำความจริงให้ปรากฏและกระชากหน้ากาก “ไอ้โม่ง” ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการประจำ และพ่อค้าที่ร่วมขบวนการหาผลประดยชน์จากวิกฤติน้ำมันปาล์มบนคราบน้ำตาประชาชนได้หรือไม่ หรือจะเป็นแค่ปาหี่มวยล้มต้มคนดู เพราะเริ่มมีสัญญาณว่างานนี้อาจจะจบลงแบบจับมือใครดมไม่ได้ เพราะยังไม่ทันเริ่มตรวจสอบ พ.ต.อ.ณัชต์ ก็ส่งสัญญาณตั้งแต่ไก่โห่แล้วว่า เบื้องต้นไม่พบเงื่อนงำการทุจริต

 เพราะฉะนั้นวิกฤติปาล์มน้ำมันกำลังจะคายพิษโดยขอให้จับตาศึกสาวไส้แฉกันเองและอาจนำไปสู่การแตกหักระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยให้ดี โดยเฉพาะการประชุมคณะรัฐมนตรีวันอังคารที่จะถึงนี้ ขณะเดียวกันก็คงต้องจับตาดูผลการตรวจสอบเชิงลึกของดีเอสไอ ว่าจะเป็นมวยล้มต้มคนดูหรือไม่ อย่างไรก็ตามหากเรื่องนี้รัฐบาลไม่มีคำตอบที่ชัดเจนให้กับสาธารณชนเชื่อว่าจะมีผลฉุดคะแนนนิยมของพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลแน่นอนโดยเฉพาะในการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมีขึ้น

ทีมข่าวการเมือง

 

วิกฤติน้ำมันปาล์มคายพิษ ระเบิดเวลาดับอนาคตรัฐบาลปชป.?(ผ่าประเด็นร้อน) 2012/05/30

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=249862

วันที่ 19/2/2011


 นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดูเหมือนจะความรู้สึกช้าและเพิ่งจะตื่นด้วยการสั่งผ่านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงให้สั่งการไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอให้สอบสวนสาวลึกเบื้องหลังวิกฤติการณ์น้ำมันปาล์มที่กำลังถูกชาวบ้านด่ายับทั่วประเทศว่ารัฐบาลแก้ปัญหา ห่วยแตกล่าช้าเพราะปล่อยให้ราคาพุ่งกระฉุด ซ้ำยังขาดแคลนท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีการทุจริตกอบโกยมหาศาลบนความทุกข์ยากของประชาชนตาดำ

 วิกฤติการณ์น้ำมันปาล์มขาดแคลนเพาะมีการกักตุนและราคาพุ่งกระฉุดจากขวดละ 29 บาทเป็นขวดละ 47 บาทสำหรับร้านค้าทั่วไป ขณะที่ในตลาดมืดราคาพุ่งไปถึงขวดละกว่า 60 บาทที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 เดือนแล้วไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าเป็นความล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพและส่อเงื่อนงำการทุจริตมโหฬารทั้งในส่วนของผู้มีอำนาจในรัฐบาลและบรรดาผู้ประกอบการที่ฉวยโอกาสสร้างความร่ำรวยบนทุกข์ของประชาชน

 วิกฤติน้ำมันปาล์มเป็นเพียงหนึ่งในความไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาของแพงของรัฐบาล เพราะขณะนี้สินค้าจำเป็น อาทิ ไข่ เนื้อหมู น้ำตาล ราคาขยับสูงโดยที่รัฐบาลไม่มีปัญญาควบคุมราคาหรือทำให้ราคาลดลงได้ แต่ที่สำคัญกว่าความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารงานก็คือเงื่อนงำการแสวงหาผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจในรัฐบาลบนความทุกข์ของประชาชน โดยมีข่าวที่ตั้งข้อสงสัยไปยังผู้มีอำนาจในพรรคประชาธิปัตย์ที่โยงใยกับผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันปาล์ม อีกทั้งพื้นที่เพาะปลูกปาล์มส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของพรรคประชาธิปัตย์

 ในกรณีวิกฤติน้ำมันปาล์มนั้นความไร้ประสิทธิภาพการบริหารงานของรัฐบาลเริ่มตั้งแต่การประเมินแนวโน้มผลผลิตปาล์มของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผิดพลาดประกอบกับเกิดอุทกภัยใหญ่สร้างความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูกทำให้ผลผลิตปาล์มลดจำนวนลงมากจนไม่มีวัตถุดิบป้อนโรงงานผลิตน้ำมันปาล์ม อย่างไรก็ตามนั่นก็ไม่ใช่สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤติน้ำมันปาล์มหากการแก้ปัญหาของรัฐบาลมีประสิทธิภาพทันท่วงที เพราะหลังจากที่เกิดวิกฟติการณ์น้ำมันปาล์มมานานนับเดือน ซี่งแทนที่รัฐบาลจะแก้ปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ แต่กลับปล่อยให้มีการกักตุนกอบโกยเก็งกำไรและปล่อยให้ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่ควรจะเกิดขึ้น

 แม้ นายกฯอภิสิทธิ์ สั่งให้ดีเอสไอตรวจสอบเบื้องหลังวิกฤติน้ำมันปาล์มและเหมือนพยายามจะพุ่งเป้าไปที่กระทรวงพาณิชย์ภายใต้การบริหารของ นางพรทิวา นาคาสัย รมว.พาณิชย์ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่ได้ทำให้เสียงด่ารัฐบาลลดน้อยลง เพราะล่าสุดกระทรวงพาณิชย์เตรียมที่จะไฟเขียวให้ขึ้นราคาน้ำมันปาล์มอีกขวดละ 2 บาทโดยอ้างว่าราคาปาล์มในตลาดโลกสูงขึ้น ขณะที่กระทรวงพาณิชย์แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันแบบฉาบฉวยขายผ้าเอาหน้ารอดด้วยวิธีนำเข้าน้ำมันปาล์มแล้วออกวางขายเป็นจุดๆในราคาขวดละ 47 บาทซึ่งก็ไม่ทั่วถึง ขณะที่ชาวบ้านก็ยังต้องเข้าคิวเพื่อซื้อน้ำมันปาล์มในราคาสูงลิ่ว

 การสั่งให้ดีเอสไอสอบเบื้องหลังวิกฤติน้ำมันปาล์มครั้งนี้เหมือนเป็นระเบิดเวลาที่พรรคประชิปัตย์เริ่มเปิดศึกโดยเผือกร้อนใส่พรรคภูมิใจไทย โดย รองนายกฯสุเทพ ตั้งข้อสังเกตุเป็นนัยว่า รัฐบาลเพิ่งจะอนุมัติให้นำเข้าน้ำมันปาล์มเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลน แต่น่าสงสัยที่ยังมีการกักตุนโดยน้ำมันปาล์มเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ตกถึงมือประชาชน

 รองนายกฯสุเทพ ถึงกับขู่ใช้มาตรการเด็ดขาดดัดหลังกระทรวงพาณิชย์ด้วยการเตรียมยึดโควตานำเข้าน้ำมันปาล์มตามมติคณะรัฐมนตรีให้เอกชนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันปาล์มแทน ขณะที่ นางพรทิวา ออกมาคัดค้านทันที ซ้ำยังถือโอกาสของบประมาณ 1,000 ล้านบาทตั้งเป็นกองทุนแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมันปาล์ม

 การที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาแก้เกมวิกฤติการณ์น้ำมันปาล์มหลังกระแสสังคมก่นด่าจนคะแนนนิยมรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์เริ่มตกถูกมองว่าเป็นแค่เกมแก้เกี้ยวเอาตัวรอดและเป็นการชิงดักคอตีปลาหน้าไซ หลังจากที่ฝ่ายค้านคือพรรคเพื่อไทยออกมาเปิดโปง และเตรียมหยิบยกเรื่องวิกฤติปาล์มน้ำมันเป็นหนึ่งประเด็นสำคัญปัญหาของแพงในการอภิปรายซักฟอกรัฐบาลในเร็วๆนี้ โดยเตรียมแฉข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อนของรัฐมนตรีบางคนในรัฐบาลจากวิกฤติน้ำมันปาล์ม น

 เพราะฉะนั้นคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าผลสอบของดีเอสไอจะสามารถกระชากหน้ากากไอ้โม่งนักการเมืองชั่วที่อยู่เบื้องหลังการขูดรีดปล้นประชาชนแบบไร้ยางอายได้หรือไม่ หรือจะเป็นปาหี่มวยล้มต้มคนดู อย่างไรก็ตามความไร้ประสิทธิภาพและเงื่อนง้ำทุจริตจากวิกฤติน้ำมันปาล์มมีแนวโน้มที่จะคายพิษเพราะนอกจากจะกลายระเบิดเวลาระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยแล้วยังฉุดคะแนนนิยมทำลายอนาคตทั้งของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล โดยเชื่อว่าประชาชนผู้เป็นเสียงสวรรค์จะสั่งสอนพรรครัฐบาลชุดนี้ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าและอาจทำให้แผนของพรรคประชาธิปัตย์ที่หวังกลับมาเป็นรัฐบาลสมัยที่สองต้องพังทลายจากผลกรรมที่ตามสนอง

ทีมข่าวการเมือง

 

คำถามที่ต้องการคำตอบ ปฏิวัติรัฐประหารเพื่ออะไร? (ผ่าประเด็นร้อน) 2012/05/30

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=249707

วันที่ 18/2/2011
 ข่าวลือและข่าวปล่อยว่าจะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารที่สะพัดอย่างหนักก่อนหน้านี้โดยเฉพาะจากนายจตุพร พรหมพันธุ์ และบรรดาแกนนำคนเสื้อแดงรวมทั้งสส.พรรคเพื่อไทย แม้จะเริ่มซาลง

 แต่ก็ยังคงมีการคาดการณ์ของคอการเมืองบางกลุ่มทั่ยังเชื่อว่าโอกาสที่จะเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร ยังมีความเป็นไปได้อยู่

 เพราะฉะนั้นเพื่อคลี่คลายข้อสงสัยของคอการเมืองบางกลุ่มที่ยังเชื่อว่ามีโอกาสที่จะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารในอนาคตอันใกล้ตามกระแสข่าวลือข่าวปล่อย จึงต้องวิเคราะห์ประเมินแนวโน้มความเป็นไปได้ที่จะเกิดการล้มกระดานทางการเมืองภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันซึ่งนักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่าจนถึงขณะนี้ก็ยังมองไม่เห็นว่าจะมีสาเหตุปัจจัยอะไรร้ายแรงอะไรที่ถึงขั้นทำให้ทหารต้องออกมายึดอำนาจเปลี่ยนแปลงประเทศ เพราะแม้ว่าสถานการณ์ขณะนี้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายกฯอภิสิทิ์ เวชชาชีวะ จะเผชิญมรสุมรุมเร้ารอบด้านทั้งศึกจากนอกประเทศในปัญหาข้อพิพาทกับกุ๊ยเขมร หรือศึกภายในจากการเคลื่อนไหวกดดันของม็อบสารพัดสีโดยเฉพาะม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และม็อบเสื้อแดง แต่ก็ยังไม่ได้ลุกลามบานปลายจน เข้าขั้นร้ายแรงจนกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ อีกทั้งปัจจัยกดดันรัฐบาลในเรื่องต่างๆ ขณะนี้เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นด้วยซ้ำจนอยู่ในภาวะที่รัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ได้

 หากย้อนกลับไปทบทวนประวัติศาสตร์การปฏิวัติรัฐประหารของไทยในอดีตหากไม่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเมื่อปี 2475 โดยคณะราษฎรแล้ว การปฏิวัติรัฐประหารในยุคต่อมาล้วนมีสาเหตุสำคัญมาจากการที่ผู้นำรัฐบาลและรัฐมนตรีทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมูมมามและใช้อำนาจเผด็จการตามอำเภอใจ หรือบ้านเมืองเกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองจนยากที่จะควบคุม แต่การรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 เพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณมีสาเหตุสำคัญร้ายแรงเพิ่มเติม ก็คือ รัฐบาลปล่อยให้มีการจวบจ้วงสถาบันเบื้องสูงอย่างเหิมเกริมชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

 แต่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่มีสาเหตุขั้นร้ายแรงในเรื่องใดถึงขั้นต้องใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจ นอกจากนี้ นายกฯอภิสิทธิ์ ได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนแล้วว่าจะยุบสภาคืนอำนาจแก่ประชาชนเพื่อกำหนดอนาคตของบ้านเมืองผ่านการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ในเร็วๆ นี้อยู่แล้ว และแม้รัฐบาลไม่ยุบสภาก็จะต้องพ้นจากอำนาจไปพร้อมกับสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ที่จะครบวาระในสิ้นปีนี้อยู่ดี เพราะฉะนั้นหากมีการปฏิวัติรัฐประหารก็เท่ากับเป็นการชิงปล้นอำนาจไปจากประชาชน

 ที่สำคัญหากมีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้นจริง คณะผู้ก่อการยึดอำนาจล้มระบอบประชาธิปไตยจะต้องตอบคำถามต่อประชาชนและประเทศชาติให้ได้ว่า อะไรคือเป้าหมายในการยึดอำนาจครั้งนี้ และ จะสามารถนำพาชาติบ้านเมืองไปสู่สิ่งที่ดีกว่าอย่างแท้จริงได้อย่างไรนอกจากนี้ยังมีคำถามตามมาอีกมากมาย อาทิ

 ใครที่จะมีบารมีและความรู้ความสามารถที่จะมาดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งดีกว่าผู้นำคนเก่าในการเยียวยาพัฒนาประเทศได้ก้าวหน้ากว่าเดิม โดยเฉพาะคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ต้องเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายในสังคมตลอดจนมีบารมีที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดขั้นในชาติได้อย่างแท้จริง อีกทั้งต้องเป็นบุคคลซึ่งเป็นที่ยอมรับในสายตาของนานาชาติด้วย

 คำถามต่อมาก็คือเมื่อยึดอำนาจแล้วบ้านเมืองจะเกิดความสงบสุขและเดินไปข้างหน้า ตลอดจนจะสามารถยุติวิกฤติความแตกแยกในชาติที่เรื้อรังมานานหลายปีได้อย่างแท้จริงหรือไม่ รวมทั้งปัญหาม็อบสารพัดสีที่ออกมาเคลื่อนไหวสร้างสถานการณ์ตีรวนป่วนเมืองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบางครั้งนำไปสู่การเผาบ้านทำลายเมืองโดยไม่มีเหตุผลอันควรจะหมดไปหรือไม่

 คำถามอีกประการหนึ่งก็คือ โดยธรรมชาติหลังการยึดอำนาจย่อมส่งผลกระทบต่อภาพพจน์ความเชื่อมั่นทางด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งการยอมรับจากนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศมหาอำนาจที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีจุดยืนชัดเจนต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งผลกระทบเหล่านี้คณะผู้ก่อรัฐประหารจะแก้ไขปัญหานี้ได้หรือไม่อย่างไร

 เพราะฉะนั้นหากเผอิญมีทหารกลุ่มไหนก็ตามที่คิดจะทำการปฏิวัติรัฐประหารก็คงต้องตอบคำถามดังที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดให้ได้เสียก่อน และควรตระหนักในคำกล่าวอันเป็นสิ่งเตือนสติว่า การยึดอำนาจนั้นอาจจะไม่ยาก แต่การรักษาอำนาจให้ยั่งยืนโดยได้รับช่อดอกไม้จากมหาชนแทนก้อนอิฐเป็นเรื่องที่ยากลำบากแสนเข็ญยิ่งกว่า

ทีมข่าวการเมือง

 

ไทยต้องยอมอดกลั้นชิงความชอบธรรม ปล่อยให้กุ๊ยเขมรประจานความชั่วตัวเอง ยั่วยุอาละวาด(ให้สุด) (ผ่าประเด็นร้อน) 2012/05/30

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=249560

วันที่ 17/2/2011

 แล้วกุ๊ยเขมรระบอบฮุนเซ็น ก็แสดงสันดานธาตุแท้ถึงความเป็นอันธพาลชาติบ้านป่าเมืองเถื่อน โดยทหารกัมพูชาเปิดฉากปาระเบิดและยิงใส่ทหารไทยจนได้รับบาดเจ็บ 5 คน คล้อยหลังเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาติ(ยูเอ็นเอสซี) เพิ่งจะมีข้อเสนอให้ไทยและกัมพูชาหยุดยิงอย่างถาวร และหาทางยุติข้อพิพาทด้วยการเจรจาแบบทวิภาคี โดยมีประธานชาติเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ หรือประธานอาเซียน คอยทำหน้าที่พี่เลี้ยงเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ย

 พฤติกรรมดุจอันธพาลของกุ๊ยเขมรระบอบฮุนเ.ซ็นดังกล่าว ก็เป็นลูกไม้เดิมที่หวังยั่วยุให้ฝ่ายไทยทำการตอบโต้ จากนั้นกัมพูชาก็จะใช้เป็นเงื่อนไขเปิดฉากสู้รบเพื่อให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายกลายเป็นสงครามหวังยกระดับข้อพิพาทกรณีเขาพระวิหารขึ้นสู่เวทีโลก

 เพราะฉะนั้นไทยต้องไม่ตกหลุมพลางตื้นๆ ของกุ๊ยเขมรระบอบฮุนเซ็นอย่างเด็ดขาด โดยต้องยอมอดทนอดกลั้นต่อการยั่วยุ แล้วเดินหมากการทูตและการทหารอย่างสุขุมทั้งบนดินและใต้ดิน ทั้งหน้าฉากและหลังฉาก แล้วปล่อยให้กุ๊ยเขมรระบอบฮุนเซ็นอาละวาดประจานความชั่วร้ายของตัวเองให้ชาวโลกได้เห็นอย่างเต็มที่ โดยถือว่า ปัจจัยชี้ขาดชัยชนะครั้งนี้อยู่ที่ว่าใครจะสร้างความชอบธรรมในเวทีสากลได้เหนือกว่ากัน เพราะฉะนั้นไทยต้องยอมอดกลั้นเพื่อรอจังหวะและโอกาสเพื่อสวนกลับให้สาสม

 ยุทธวิธีทางการทูตประการหนึ่ง ที่ไทยควรทำเพื่อกำราบกุ๊ยเขมรระบอบฮุนเซ็น ก็คือ การหารือล็อบบี้ชาติมหาอำนาจที่มีอิทธิพลต่อกุ๊ยเขมรระบอบฮุนเซ็น ซึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งและเป็นมหามิตรของไทย ก็คือ จีนเพื่อให้ช่วยกล่อมหรือกดดันให้กุ๊ยเขมรระบอบฮุนเซ็นยอมเข้าสู่กระบวนการเจรจาแบบทวิภาคีโดยดี ทั้งนี้จีนถือเป็นพี่เบิ้มใหญ่ซึ่งกุ๊ยเขมรระบอบฮุนเซ็นให้ความยำเกรงเป็นอย่างมากเพราะตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบันจีนให้การช่วยเหลือแก่เขมรทั้งทางด้านยุทโธปกรณ์ และเงินแบบให้เปล่าจำนวนมหาศาล ยังไม่รวมถึงความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาเขมรในรูปแบบต่างๆ เพราะฉะนั้นหากจีนบอกเพียงคำเดียวมีหรือ กุ๊ยฮุนเซ็น จะไม่เชื่อฟัง

 การที่กุ๊ยเขมรระบอบฮุนเซ็นใช้วิธีการเปิดฉากยิงใส่ไทยก่อนเพื่อยั่วยุนอกจากสะท้อนให้เห็นธาตุแท้ความเป็นอันธพาลเกเรแล้ว ยังสะท้อนว่ากุ๊ยเขมรระบอบฮุนเซ็นหมดหนทางด้วยวิธีการอื่นแล้วที่พยายามจะฮุบดินแดนไทยเพิ่มเติม จึงพยายามดิ้นรนต้องหันมาใช้วิธีการต่ำช้าเยี่ยงนี้

 และการที่กุ๊ยเขมรระบอบฮุนเซ็นเปิดฉากยั่วยุไทยครั้งล่าสุด หลังยูเอ็นเอสซีแถลงให้สองฝ่ายหยุดยิงเพียงไม่กี่ชั่วโมงแสดงให้เห็นว่า กุ๊ยเขมรระบอบฮุนเซ็นถือตัวเองเป็นใหญ่ ท้าทายและไม่แยแสในกติกาสากลใดๆทั้งสิ้น ขณะเดียวกันก็จะเป็นการพิสูจน์ให้เห็นต่อไปว่ายูเอ็นเอสซีและอาเซียนมีความศักดิ์สิทธิ์ในการรักษาสันติภาพของโลกได้จริงหรือเป็นแค่เสือกระดาษ

 ในการชี้แจงต่อยูเอ็นเอสซี ของ นายฮอร์ นัมฮง รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศเขมร เผยธาตุแท้ของกุ๊ยเขมรระบอบฮุนเซ็นให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มีแผนชั่วร้ายหวังได้คืบเอาศอกมีเป้าหมายที่จะฟ้องศาลโลกเพื่อฮุบดินแดนไทย 4.6 ตารางกิโลเมตร รอบปราสาทพระวิหาร

 เพราะฉะนั้นไทยต้องตั้งสติและเดิมเกมอย่างสุขุมในฐานะชาติที่มีอารยะและรักสันติ ไม่เดินไปตกหลุมพลางการยั่วยุของกุ๊ยเขมรระบอบฮุนเซ็นโดยปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามเล่นบทอันธพาลจอมเกเรให้เต็มที่เพราะในในที่สุดแล้วเชื่อว่ากุ๊ยเขมรระบอบฮุนเซ็นจะต้องแพ้ภัจตัวเอง

ทีมข่าวการเมือง

 

เขมรพ่ายไทยยกแรกคาดยังมียกสอง จับตากุ๊ยฮุนเซ็นเดินเกมยั่วยุตีรวน (ผ่าประเด็นร้อน) 2012/05/30

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=249404

วันที่ 16/2/2011

 ในที่สุดเขมรระบอบฮุนเซ็น ก็แพ้ภัยตัวเองและหน้าแตกยับเมื่อแผนชั่วร้ายสร้างสถานการณ์สู้รบหวังยั่วยุไทยให้ตอบโต้จนกลายเป็นสงครามเพื่อยกระดับปัญหาข้อพิพาทเขาพระวิหาร จากการเจรจาทวิภาคีขึ้นสู่เวทีโลก ต้องล้มเหลวไม่เป็นท่า เมื่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติหรือยูเอ็นเอสซี มีมติเข้าทางข้อเสนอของฝ่ายไทย นั่นคือ ให้สองฝ่ายหยุดยิงอย่างถาวรและให้เจรจาแบบทวิภาคีเพื่อคลี่คลายข้อพิพาทโดยมีประธานอาเซียนทำหน้าที่ตัวกลางในการไกล่เกลี่ย

 คำชี้แจงของ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะตัวแทนฝ่ายไทยและนายฮฮร์ นัมอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศกัมพูชา ต่อหน้ายูเอ็นเอสซี สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า คำชี้แจงของฝ่ายไทย มีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือกว่าอย่างชัดเจน ขณะที่คำชี้แจงของฝ่ายเขมรระบอบฮุนเซ็นเป็นแค่การโฆษณาชวนเชื่อโกหกลวงโลกของอันธพาลที่มีนิสัยเกเรเอาสีข้างเข้าถูสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้ดั่งใจตัวเองเท่านั้น

 การที่เขมรระบอบฮุนเซ็นต้องแพ้ภัยตัวเองก็เพราะจำนนด้วยหลักฐานที่ถูกเปิดโปงอย่างจะแจ้งว่า มีการวางแผนชั่วร้ายด้วยการสร้างสถานการร์ยิงใส่ฝ่ายไทยก่อนเพื่อยั่วยุให้เกิดสงคราม รวมไปถึงการยิงใส่เป้าหมายทางพลเรือนทำให้ทหารและราษฎรไทยบาดเจ็บล้มตาย บ้านเรือน วัด โรงเรียนพังพินาศยับเยินหลายสิบหลัง และต้องอพยพกว่า 20,000 คนซึ่งถือเป็นเหตุการณ์รุนแรงในรอบหลายสิบปี ซ้ำยังละเมิดกฎสหประชาชาติขั้นร้ายแรงด้วยการใช้ตัวปราสาทเขาพระวิหารอันเป็นมรดกโลกเป็นฐานที่มั่นในการสู้รบกับไทย

 นายกษิต ยังชี้ให้เห็นเจตนาอย่างชัดเจนของเขมรระบอบฮุนเซ็นที่เตรียมการวางแผนชั่วร้ายไว้ล่วงหน้า เพราะขณะที่ตัวเองและนายทหารระดับสูงของไทยเพิ่งเสร็จสิ้นการเจรจากับ นายฮฮร์ นัมฮง ที่เสียมราฐของกัมพูชาเพื่อคลี่คลายข้อพิพาทซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยดี แต่หลังจากการเจรจาเพียงไม่กี่ชั่วโมงทหารกัมพูชากลับเปิดฉากยิงใส่ฝ่ายไทยที่ไม่รู้ตัวมาก่อน มิฉะนั้นก็คงไม่ปล่อยให้รมว.ต่างประเทศ และนายทหารระดับสูงไปเสี่ยงตายถึงถิ่นฝ่ายตรงข้าม อีกทั้งทันทีที่กระสุนนัดแรกจากฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากขึ้น รัฐบาลกัมพูชาส่งหนังสือร้องเรียนไปยังยูเอ็นเอสซีในทันทีทันใดเพื่อร้องขอให้ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้ามารักษาความสงบในพื้นที่เขาพระวิหาร

 ข้อเท็จจริงที่ รมว.ต่างประเทศของไทยชี้แจงต่อยูเอ็นเอสซีเป็นฉากๆยังทำให้เห็นสภาพปัญหาระหว่างไทยและเขมรตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบันได้อย่างแจ่มชัดยิ่งว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายก่อเรื่องทั้งๆ ที่ไทยพยายามยึดแนวทางสันติและพยายามกระชับควาสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในฐานะเพื่อนบ้านที่มีเขตแดนตืดกันซึ่งถึงอย่างไรก็ต้องอยู่ร่วมกันตลอดไปเพราะย้ายประเทศไม่ได้ และประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไทยให้การช่วยเหลือกัมพูชามาตลอดในทุกด้าน อาทิ การตั้งค่ายผู้อพยพเพื่อให้ชาวกัมพูชาที่หนีภัยสู้รบในบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองเข้ามาพักอาศัยโดยเห็นแก่มนุษยธรรม หรือการช่วยประสานให้เขมร 3 ฝ่ายที่ทำสงคราม ช่วงชิงอำนาจกันเองจนกลับมาปรองดองรวมตัวกันสร้างประเทศได้สำเร็จ นอกจากนี้ยังให้การช่วยเหลือกัมพุชาในทุกด้านทั้งการศึกษา สาธารณสุข และการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ

 ขณะที่รมว.ต่างประเทศกัมพูชามุ่งแต่โฆษณาชวนเชื่อบิดเบือนแบบข้างๆ คูๆ อย่างเลื่อนลอย สร้างเรื่องกล่าวหาว่าไทยรุกรานกัมพูชาก่อน และที่สำคัญแบไต๋ด้วยข้อเสนอที่เหิมเกริมหน้าด้านๆ นั่นคือ ขอให้ยูเอ็นเอสซีเสนอไปยังศาลโลกให้ทบทวนคำพาพากษาเมื่อปี 2505 ใหม่ โดยนอกจากตัวปราสาทเขาพระวิหารแล้วกัมพูชาเห็นว่าพื้นที่รอบประสาทเขาพระวิหารควรเป็นของกัมพุชาด้วย โดยอ้างแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ของฝรั่งเศสซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมเดิมของเขมร

 แม้ยูเอ็นเอสซีจะมีมติ 2 ประการที่ให้ไทยและเขมรระบอบฮุนเซ็งหยุดยิงอย่างถาวรและให้สองฝ่ายเจรจาแบบทวิภาคีโดยมีอาเซียนคอยไกล่เกลี่ย แต่นั่นก็เป็นเพียงศึกยกแรกระหว่างไทยและเขมรระบอบฮุนเซ็น โดยต้องจับตาเพราะอาจจะมีศึกยกที่สองจากฝ่ายเขมรระบอบฮุนเซ็นที่อาจไม่ยอมรับการเจรจาแบบทวิภาคีตามข้อเสนอของฝ่ายไทย

 ทั้งนี้ความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตาให้ดีจากนี้ไปก็คือเกมตีรวนของเขมรระบอบฮุนเซ็น ที่อาจสร้างสถานการณ์เปิดศึกยั่วยุไทยตามแนวชายแดนรอบใหม่โดยมุ่งเป้าหมายทางพลเรือนของไทยเพื่อล่อให้หมดความอดทนตอบโต้อย่างรุนแรงจนบานปลายกลายเป็นสงครามซึ่งจะเข้าทางเขมรระบอบฮุนเซ็นทันที หรืออาจใช้วิธีบอยคอตต์ไม่ร่วมประชุมรมว.ต่างประเทศอาเซียนที่อินโดนิเซียในวันที่ 22 ก.พ.นี้ หรือไม่ร่วมประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชาซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพในวันที่ 27 ก.พ.นี้ รวมทั้งการยื่นฟ้องต่อศาลโลกโดยตรงเพื่อให้ทบทวนคำพิพากษากรณีปราสาทเขาพระวิหารใหม่ ทั้งนี้จากบทเรียนในประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นแล้วว่าเขมรนั้นอันตรายเพราะพร้อมที่จะเนรคุณแว้งกัดผู้มีพระคุณได้ตลอดเวลาเหมือนนิทานอีสปชาวนากับงูเห่า

ทีมข่าวการเมือง

 

เล่ห์เขมรขุดหลุมพลางยั่วยุตลอด ไทยต้องอดกลั้นสุขุมเดินหมากแฉแผนชั่ว (ผ่าประเด็นร้อน) 2012/05/30

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=249243

วันที่ 15/2/2011 


 เขมรระบอบฮุนเซ็นจอมเจ้าเล่ห์พยายามสร้างสถานการณ์ยั่วยุไทยอยู่ตลอดเวลา โดยหลังจากที่ทางการไทยเพิ่งจะให้ราษฏรไทยกว่า 2 หมื่นคนอพยพกลับไปยังบ้านเรือนของตัวเองที่บ้านภูมิซรอล ในอ.กันทราลักษณ์จ.ศรีสะเกษได้ไม่ทันข้ามวัน ปรากฏว่าทหารเขมรก็เปิดฉากสร้างสถานการณ์ยั่วยุทันทีด้วยการยิงกระสุนปืนใหญ่และจรวดอาร์พีจีหลายนัดใส่บริเวณภูมะเขือ ใกล้ปราสาทเขาพระวิหาร จนราษฏรไทยต่างพากันขวัญผวาหนีตายกันอลหม่าน

 แผนยั่วยุของเขมรก็เพื่อต้องการสร้างสถานการณ์จากน้ำผึ้งหยดเดียวโดยต้องการให้ฝ่ายไทยยิงตอบโต้เพื่อที่เขมรจะได้ใช้เป็นข้ออ้างโฆษณาชวนเชื่อฟ้องต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นเอสซี) อาเซียน และองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโกว่าไทยเป็นฝ่ายรุกรานเพื่อยกระดับข้อพิพาทปัญหาเขาพระวิหารขึ้นสู่เวทีโลกให้ได้

 ที่ผ่านมา กุ๊ยฮุนเซ็น รู้ว่าตัวแองเริ่มเพลี่ยงพล้ำในเกมการเมืองระหว่างประเทศเพราะแผนชั่ยร้ายถูกเปิดโปงและมีหลักฐานมัดอย่างดิ้นไม่หลุด ทั้งคำให้สัมภาษณ์ของสมเด็จฮุนเซ็นต่อสื่อต่างประเทศ คำให้สัมภาษณ์ของทหารกัมพูชาที่ระบุว่าได้รับคำสั่งให้เปิดฉากยิงใส่ฝ่ายไทยก่อน หรือการรายงานข่าวพร้อมทั้งมีภาพถ่ายชัดเจนว่า ทหารกัมพูชาได้เข้าไปตั้งฐานที่มั่นภายในตัวปราสาเขาพระวิหารซึ่งเป็นมรดกโลก เพื่อใช้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นเกราะกำบังสู้รบกับฝ่ายไทย ซึ่งเป็นการทำผิดกฏการเป็นมรดกโลกอย่างร้ายแรงและแสดงให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วเขมรไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเป็นมรดกโลกของตัวปราสาทเขาพระวิหารแม้แต่น้อย แต่กลับพยายามที่จะจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกก็เพื่อหวังฮุบพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาทเขาพระวิหารอันเป็นดินแดนของไทย เพราะการเป็นมรดกโลกของปราสาทเขาพระวิหารจะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อมีภูมิทัศน์โดยรอบตัวปราสาทผนวกเข้าไปด้วย

 การที่มีหลักฐานมัดอย่างชัดเจนว่าเขมรเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงถล่มใส่ไทยก่อนเพื่อยั่วยุให้สถานการณ์บานปลายกลายเป็นสงคราม รวมทั้งการใช้ปราสามเขาพระวิหารเป็นฐานที่มั่นในการสู้รบจนทำให้เขมรระบอบฮุนเซ็นพยายามดิ้นรนแก้เกมหวังพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นต่อในเวทีโลกด้วยการเปิดฉากยั่วยุยิงถล่มใกล้ชายแดนไทยรอบใหม่ครั้งล่าสุด ซึ่งดีที่รัฐบาลไทยรู้ทันเล่ห์ของเขมรจึงมีคำสั่งให้กองทัพพยายามอดทนอดกลั้นหลีกเลี่ยงการยิงตอบโต้ เพราะหากฝ่ายไทยยิงตอบโต้ก็จะตกหลุมพลางฝ่ายเขมรทันทีที่จะเปิดฉากยิงใส่เป้าหมายทางพลเรือนของไทยเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายไทยก็จะเกิดอารมย์ควบคุมสติไม่อยู่ยิงตอบโต้กลับไปอย่างรุนแรงจนในที่สุดสถานการณ์ก็จะลุกลามบานปลายจนอาจเข้าสู่ภาวะสงครามซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายเขมรต้องการให้เกิดขึ้นเพื่อฟ้องไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติให้ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้ามารักษาความสงบแนวชายแดนด้านปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งนั่นจะทำให้เขมรถือโอกาสเร่งผลักดันให้ขึ้นจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยไม่มีไทยเป็นก้างขวางคออีกต่อไปเพราะพื้นที่รอบปราสาทเขาพระวิหารตกอยู่ในการรักษาความสงบของกองกำลังสันติภาพแห่งสหประชาชาติแล้ว

 จากแผนที่พยายามยั่วยุของเขมรระบอบฮุนเซ็นจึงเป็นสิ่งที่ฝ่ายไทยจะต้องอดทนอดกลั้น อย่างถึงที่สุดอย่าไปตกหลุมพลางที่เขมรขุดล่อไว้อย่างเด็ดขาด โดยสิ่งที่ฝ่ายไทยควรทำก็คือ สร้างความชอบธรรมในเวทีโลกด้วยการรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานที่ประจานพฤติกรรมความเป็นอันธพาลยั่วยุตีรวนของเขมรให้ได้มากที่สุดเพื่อแสดงทั้งต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ยูเนสโก คณะกรรมการมรดกโลก และอาเซียน

 เพราะฉะนั้นสถานการณ์จากนี้ไปจะเป็นการทำสงครามการทูตเพื่อช่วงชิงความชอบธรรมและความได้เปรียบในเวทีโลก ซึ่งจะพิสุจน์ไหวพริบชั้นเชิงระหว่างไทยและเขมรว่าใครจะ เดินหมากการเมืองระหว่างประเทศได้เหนือชั้นกว่ากัน ซึ่งตัวชี้แนวโน้มผลแ พ้ชนะระหว่างไทยและเขมรก็คือ ท่าทีของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และผลการหารือในเวทีอาเซียนวันที่ 22 ก.พ.นี้ว่าจะเข้ามาแทรรกแซงปัญหาข้อพิพาทระหว่างไทย-เขมรโดยตรงซึ่งเป็นไปตามที่ฝ่ายเขมรต้องการ หรือจะปล่อยให้เป็นการเจรจาแบบทวิภาคีผ่านทางกลไกคณะกรรมาธิการชายแดนร่วม(เจบีซี)ไทย-กัมพูฃาตามความต้องการของฝ่ายไทย

ทีมข่าวการเมือง

 

เผยธาตุแท้กุ๊ยฮุนเซ็น ดิ้นตีรวนล้มโต๊ะเจรจาเจบีซี (ผ่าประเด็นร้อน) 2012/05/30

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=249082

วันที่ 14/2/2011 


 การที่ฝ่ายกัมพูชาเล่นบทตีรวนด้วยการส่งสัญยาณไม่เข้าร่วมการเจรจาคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม(เจบีซี)ไทย-กัมพูชาที่รัฐบาลไทยหวังใช้เป็นแนวทางยุติความขัดแย้งระหว่างสองประเทศซึ่งจะมีขึ้นในปลายเดือนนี้ไม่ได้เหนือความคาดหมาย เพราะสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเผยไต๋ชัดเจนตั้งแต่แรกว่าจงใจสร้างสถานการณ์หาเรื่องไทยเพื่อหวังยกระดับข้อพิพาทปราสาทเขาพระวิหารเข้าสู่เวทีโลกด้วยการร้องไปยังองค์การสหประชาชาติโกหกมดเท็จว่าไทยเป็นฝ่ายรุกรานกัมพูชาเพื่อให้ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้ามารักษาความสงบบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร

 การที่ กุ๊ยฮุนเซ็น หาเรื่องสร้างสถานการณ์สู้รบกับไทยก่อนเพื่อหวังยั่วยุให้ฝ่ายไทยตอบโต้จนสถานการณ์ลุกลามบานปลายกลายเป็นสงครามก็เพราะความพยายามของกัมพูชาในยุครัฐบาล ภายใต้การนำของ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตลอดช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมาเป็นอุปสรรคทำให้กัมพูชาไม่สามารถผลักดันปราเสามเขาพระวิหารและพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาทเขาพระวิหารซึ่งเป็นเขตแดนของไทยได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยใช้ชื่อกัมพูชาฝ่ายเดียวได้ ทั้ๆที่ กุ๊ยฮุนเซ็น เกือบจะทำสำเร็จในยุคระบอบทักษิณ และที่เหมือนฟางเส้นสุดท้ายก็คือกรณีที่ นายกฯอภิสิทธิ์ สั่งให้รื้อถอนป้ายหินและธงชาติกัมพูชาออกจากบริเวณวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระซึ่งอยู่ใกล้ปราสาทเขาพระวิหารซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่ กุ๊ยฮุนเซน เป็นอย่างมากจึงวางแผนชั่วร้ายเปิดฉากสู้รบเพื่อยั่งยุไทย

 พยานหลักฐานมากมายทั้งของไทยและสำนักข่าวต่างประเทศชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ทหารกัมพูชาได้รับคำสั่งให้เปิดฉากยิงถล่มใส่ฝ่ายไทยอย่างไม่มีเหตุผล แม้แต่เป้าหมายทางพลเรือนเพื่อให้ไทยเข้าสู่หลุมพลางตามแผนชั่วร้ายที่กัมพูชาวางไว้ล่วงหน้า แต่ฝ่ายไทยรู้ทันและตอบโต้ตามความเหมาะสมโดยเน้นเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นฝ่ายไทยยังรวบรวมพยานหลักฐานและภาพถ่ายที่ระบุให้เห็นแผนชั่วร้ายของกัมพูชาได้อย่างชัดเจนทั้งคำพูดของ กุ๊ยฮุนเซ็น ที่หลุดปากว่า ฝ่ายไหนยิงก่อนไม่ใช่ประเด็นสำคัญ หรือคำให้สัมภาษณ์ของทหารกัมพูชากับนักข่าวต่างประเทศที่ระบุชัดเจนว่า ได้รับคำสั่งให้เปิดฉากยิงใส่ฝ่ายไทยก่อน

 นอกจากนี้หลักฐานภาพถ่ายที่มัดกัมพูชาอย่างดิ้นไม่หลุดก็คือภาพที่ทหารกัมพูชาระดมยิงปืนใหญ่และจรวดที่มีอานุภาพร้ายแรงเข้าใส่เป้าหมายทางพลเรือนของไทยทั้งบ้านเรือนราษฏร โรงเรียน วัด จนพังพินาศหลายสิบหลัง และมีพลเรือนบาดเจ็บล้มตาย ขณะที่ราษฏรไทยตามแนวชายแดนกว่า 2 หมื่นคนต้องอพยพไปยังสถานที่ปลอดภัย

 ที่สำคัญและเป็นการละเมิดกฏบัตรสหประชาชาติและคณะกรรมการมรดกโลกขั้นร้ายแรงก็คือการที่กำลังทหารกัมพูชาเข้าไปตั้งฐานที่มั่นในตัวปราสาทเขาพระวิหารซึ่งขอจดทะเบียนเป็นมรดกโลกเพื่อใช้เป็นเกราะกำลังสู้รบกับกำลังทหารของไทย

 จากหลักฐานประจานความชั่วร้ายทั้งหมดของกัมพูชาฝ่ายไทยได้รวบรวมนำไปเปิดโปงให้องค์การสหประชาชาติ องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนาแห่งสหประชาชาติ(ยูเนสโก) คณะกรรมการมรดกโลก และประชาคมอาเซียนได้รับรู้

 ทั้งนี้รัฐบาลไทยแสดงจุดยืนชัดเจนว่า ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นปัญหาที่จะต้องหาข้อยุติด้วยการเจรจาแบบทวิภาคีโดยมีเจบีซีเป็นกลไกในการเจรจาเพื่อหาข้อยุติอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องมีสหประชาชาติหรือประเทศที่สามเข้ามายุ่งเกี่ยว เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเมื่อใดที่มีประเทศที่สามเข้ามายุ่งเกี่ยวกลับทำให้ปัญหาลุกลามบานปลายซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากกรณีของคณะกรรมการมรดกโลกที่ยอมรับการจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยใช้ชื่อกัมพูชาฝ่ายเดียว และพยายามที่จะเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทเขาพระวิหารซึ่งเป็นเขตแดนไทยจนกลายเป็นชนวนทำให้ข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาลุกลามรุนแรงจนกลายเป็นการสู้รบ จนมีการเรียกร้องให้ยูเนสโกและคณะกรรมการมรดกโลกต้องทบทวนบทบาทตัวเอง เพราะยูเนสโกและคณะกรรมการมรดกโลกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเสริมสร้างสันติ ไม่ใช่เป็นชนวนนำไปสู่สงคราม

 เพราะฉะนั้นจากท่าทีของฝ่ายกัมพูชาล่าสุดที่พยายามตีรวนอาละวาดล้มโต๊ะการเจรจาเจบีซีถือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงธาตุแท้และอาการดิ้นรนของระบอบฮุนเซ็นที่ทำตัวเป็นอันธพาลชัดเจนมากขึ้นทุกเรื่อยๆ ซึ่งแนวทางแก้เกมของฝ่ายไทยก็คือต้องใช้สติและความหนักแน่นรัดกุมในการเดินเกมการทุตด้วยการประจานความชั่วร้ายของระบอบฮุนเซ็นให้โลกได้รับรู้อย่างจะแจ้ง ขณะเดียวกันยืนยันว่า การเจรจาด้วยกลไกเจบีซีเท่านั้นจึงเป็นหนทางคลี่คลายข้อพิพาทระหว่างสองประเทศอย่างยั่งยืน

ทีมข่าวการเมือง

 

รัฐบาลโล่งแก้รธน.ผ่านฉลุย พรรคร่วมยังเสียงแตกช่วงยุบสภา (ผ่าประเด็นร้อน) 2012/05/30

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=248791

วันที่ 12/2/2011

 รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ปลดล็อกไปได้อีกเปราะหนึ่งเมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 และมาตรา 93-98 ผ่านวาระที่ 3 ของที่ประชุมรัฐสภาด้วยคะแนนฉลุย

 การผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 ต้องใช้เสียงไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของสส.และสมาชิกวุฒิสภา(สว.)ทั้งหมดหรือ 313 เสียง ซึ่งในมาตรา 190 ที่มีสาระสำคัญกำหนดให้การทำสนธิสัญญาหรือการลงนามข้อตกลงกับต่างประเทศในบางกรณีไม่จำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินมีความคล่องตัวผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนน 397 เสียง ต่อ 19 งดออกเสียง 10 เสียง

 ส่วนผลการลงมติในมาตรา 93-98 ว่าด้วยการเปลี่ยนวิธีการเลือกตั้ง สส.จากแบบแบ่งเขตๆละหลายคนมาเป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียวหรือวันแมนวันโหวต และการเปลี่ยนโครงสร้างจำนวนสส.จากเดิมที่กำหนดให้มีสส.ระบบเขต 400 คน และส.ส.แบบสัดส่วน 80 คนมาเป็น สส.เขต 375 คน และสส.ระบบบัญชีรายชื่อ 125 คน ผ่านความเห็นชอบด้วยเสียง 347 ต่อ 37 งดออกเสียง 42 เสียง

 การที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบอย่างฉลุยด้านหนึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงความเป็นเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาลและการประสานผลประโยชน์ที่ลงตัวระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลอื่น โดยเฉพาะการแก้ไขในมาตรา 93-98 ขณะเดียวกัน ก็สะท้อนให้เห็นถึงชั้นเชิงทางการเมืองตามสไตล์พรรคประชาธิปัตย์ที่สามารถคุมเกมให้เป็นไปตามแผนที่ตัวเองกำหนด นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการล็อบบี้เสียงสมาชิกวุฒิสภา(สว.)ให้โหวตสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งสองมาตราจนผ่านความเห็นชอบทั้งๆที่ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ สส. และสว.ทั้งหมดหรือ 313 เสียง โดยเฉพาะมาตรา 93-98 ซึ่งในการลงมติวาระที่ 2 มีเสียงสนับสนุน 298 เสียงซึ่งยังขาดอยู่อีก 15 เสียง

 เมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบแล้วเช่นนี้ก็ถือเป็นสัญญาณนับถอยหลังไปสู่การยุบสภาและเลือกตั้งทั่วไป ส่วนจะยุบสภาเมื่อไหร่ดูเหมือนว่าพรรคร่วมรัฐบาลยังมีความเห็นที่แตกต่าง โดยพรรคประชาธิปัตย์โดยเฉพาะ นายกฯอภิสิทธิ์ ดูจะต้องการให้มีการยุบสภาโดยเร็วเพื่อลดแรงเสียดทางจากวิกฤติการณ์ทางการเมืองที่รุมเร้ารัฐบาลอยู่ในขณะนี้ทั้งศึกนอกประเทศจากปัญหากัมพูชาและศึกภายในคือการชุมนุมกดดันทั้งม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและม็อบคนเสื้อแดง

 นอกจากนี้ยิ่งรัฐบาลอยู่นานเท่าใดก็ยิ่งเปลืองตัวคะแนนนิยมลดลงเรื่อยๆจากผลงานอัปยศของรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลที่ช่วงหลังมีข่าวหนาหูว่าทุจริตคอร์รัปชั่นกันอย่างมูมมามโดยไม่แคร์เสียงวิพากษ์วิจารณ์ รวมทั้งความล้มเหลวของรัฐบาลในการแก้ปัญหาสินค้าราคาแพงที่นับวันเห็นเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะน้ำมันปาล์มที่นอจากราคาแพงแล้วยังขาดแคลนอันสะท้อนความไร้ประสิทธิภาพและยังมีเงื่อนงำการทุจริตอย่างมโหฬารด้วย

 ขณะที่ นายกฯอภิสิทธิ์ เหมือนต้องการยุบสภาโดยเร็วเพื่อลดแรงเสียดทานและสุดจะทน พฤติกรรมที่มูมมามของพรรคร่วมรัฐบาล แต่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยชาติไทยพัฒนาและพรรครวมชาติไทยพัฒนากลับเบรกแนวคิดที่จะเร่งยุบสภาของ นายกฯอภิสิทธิ์ โดยอ้างว่าสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องเผชิญทั้งศึกในและศึกนอกประเทศ หากยุบสภาจะทำให้เกิดภาวะสุญญกาศเพราะรัฐบาลจะเป็นเพียงรัฐบาลรักษาการซึ่งไม่มีอำนาจเต็มที่

 เพราะฉะนั้น เชื่อว่าหลังจากนี้จะต้องมีการหารือระหว่างแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อหาข้อสรุปว่าสมควรจะเร่งยุบสภาโดยเร็วหรือจะดึงเวลาออกไปให้นานที่สุดจนผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ในเดือนต.ค.นี้ก่อนเพื่อชิงความได้เปรียบ

 สำหรับพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นฝ่ายค้านพยายามดึงเกมไม่ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะหากยื่นญัตติซักฟอกจะทำให้ นายกฯอภิสิทธิ์ ไม่สามารถยุบสภาได้จนกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเสร็จสิ้นตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ โดยฝ่ายค้านรู้ว่าขณะนี้รัฐบาลกำลังเผชิญกับสารพัดปัญหารุมเร้าและคะแนนนิยมตกลงเรื่อยๆ เพราะฉะนิ้นยิ่งทอดเวลาให้รัฐบาลบริหารประเทศออกไปนานเท่าใดก็ยิ่งทำให้คะแนนนิยมของฝ่ายรัฐบาลลดลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลดีสำหรับพรรคเพื่อไทย อีกทั้งถึงอย่างไรรัฐบาลก็ต้องพ้นจากอำนาจอยู่แล้วเนื่องจากสภาผู้แทนราษฏรชุดนี้จะครบวาระในปลายปีนี้

 เพราะฉะนั้น จากนี้ไปคงต้องจับตาดูการหารือระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ในเรื่องปฏิทินการยุบสภาว่าจะมีขึ้นเร็วหรือช้า แต่ประเด็นที่ต้องจับตาก็คือการที่อยู่ๆนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ส่งสัญญาณเป็นนัยๆ ว่าให้จับตาวันที่ 18 ก.พ.นี้ให้ดีเพราะจะเป็นตัวชี้แนวโน้มทิศทางการเมือง ซึ่งจากการถอดรหัสของนักวิเคราะห์ทางการเมืองพบว่าวันที่ 17 ก.พ.นี้สว.สรรหาจำนวน 74 คนจะต้องพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระตามรัฐธรรมนูญซึ่งกว่าจะมีการสรรหาสว.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ซึ่งต้องใช้เวลานานหลายเดือน จนเกิดปมตีความทางกฏหมายว่าในช่วงที่ยังไม่มีการสรรหาสว.ชุดใหม่เข้ามาแทนที่ วุฒิสภาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้หรือไม่เพราะเหลือสว.เลือกตั้งอยู่เพียง 76 คน โดยที่รัฐธรรมนูญบัญญัติว่าองค์ประชุมของวุฒิสภาต้องมีไม่น้อยกว่า 95 % หรือ 142 คน ซึ่งหากวุฒิสภาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อะไรจะเกิดขึ้นเป็นประเด็นที่ต้องจับตา

ทีมข่าวการเมือง

 

ไทยต้องรีบหาพวกเตรียมรับมือ แก้เกมเล่ห์เขมรดึงชาติยักษ์ใหญ่หนุนหลัง (ผ่าประเด็นร้อน) 2012/05/30

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=248679

วันที่ 11/2/2011

 ขณะที่ประเทศชาติต้องเผชิญศึกจากศัตรูนอกประเทศ กลับยังต้องเผชิญกับศึกการเมืองภายในจากการชุมนุมของม็อบสารพัดสี โดยเฉพาะม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือม็อบเสื้อเหลือง ที่ปักหลักชุมนุมอยู่ที่สะพานมัฆวานฯมานานเกือบ 2 อาทิตย์แล้ว ขณะที่ม็อบเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ หรือม็อบเสื้อสีกรัก ที่ยึดบริเวณข้างทำเนียบรัฐบาลเป็นแหล่งชุมนุมส่วนม็อบเสื้อแดงก็เตรียมแผนแสดงพลังครั้งใหญ่ในวันที่ 13 ก.พ.นี้

 สถานการณ์การเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลกับม็อบเสื้อเหลืองและม็อบเสื้อสีกรักได้มาถึงจุดแตกหักหลังจากที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักรและมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอคืนพื้นที่จากม็อบเสื้อเหลือง ซึ่งล่าสุดฝ่ายตำรวจได้เตรียมกำลังเข้าเคลียร์พื้นที่แล้ว ขณะที่แกนนำม็อบเสื้อเหลืองโดยเฉพาะ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ประกาศยืนกรานขอสู้จนถึงที่สุดแม้จะต้องเผชิญกับแก๊สน้ำตา

 ภายใต้สถานการณ์เผชิญหน้าขั้นแตกหักที่เกิดขึ้นฝ่ายรัฐบาลเองควรจะคำนึงถึงสถานการณ์บ้านเมืองในภาพรวมเป็นสำคัญโดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่กำลังเผชิญกับศัตรูนอกประเทศ ไม่ควรที่จะสร้างวิกฤตการณ์ภายในประเทศขึ้นมาซ้ำเติม ดังนั้นการเข้าขอคืนพื้นที่จากม็อบเสื้อเหลืองหรือม็อบสีใดก็ตามจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษอย่าให้เกิดเหตุการณ์น้ำผึ้งหยดเดียว โดยให้ถือความเสียหายจากประวัติศาสตร์เป็นบทเรียน โดยเฉพาะเหตุการณ์นองเลือดสลายม็อบเสื้อเหลืองในเหตุการณ์ 7 ตุลาฯทมิฬ ปี 2551 ซึ่งหากฝ่ายตำรวจไม่ทำเกินกว่าเหตุสถานการณ์ก็อาจไม่ลุกลามบานปลายหรือเกิดการสูญเสียอย่างที่เห็น

 สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่รัฐบาลและคนไทยทุก คนไม่ว่าจะฝ่ายใดควรรวมพลังเพื่อสู้กับอริราชศัตรูนอกประเทศ เพราะศึกครั้งนี้คงไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างไทยกับกัมพูชาตัวต่อตัวเท่านั้น แต่เริ่มมีสัญยาณบ่งชี้ว่า กัมพูชามีชาติระดับบิ๊กหลายชาติคอยหนุนหลัง

 อย่างไรก็ตาม การที่ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ออกมาแถลงอย่างแข็งกร้าวด้วยการระบุว่า สาเหตุที่ กุ๊ยฮุนเซ็น เหิมเกริมสร้างสถานการณ์สู้รบไทยเพราะเชื่อว่ามี 3 ชาติยักษ์ใหญ่ให้การหนุนหลังคือ รัสเซีย ฝรั่งเศส และอินเดีย และยังย้ำอย่างแข็งกร้าวว่า ให้กัมพูชาเลือกเอาว่าอยากเห็นสันติภาพหรือสงคราม ถูกหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมากว่า หมดฟอร์มนักการทูตและเป็นการใช้อารณ์และปากสร้างปัญหาให้กับบ้านเมืองทำให้ไทยเสียคะแนนในเวทีโลก และที่สำคัญยังเป็นการเพาะศัตรูโดยไม่จำเป็นนั่นคือ 3 ชาติยักษ์ใหญ่ที่ถูกอ้างอิงถึง

 ล่าสุด 1 ใน 3 ชาติยักษ์ใหญ่ที่ นายกษิต อ้างถึงได้เริ่มแสดงปฏิกิรยาตอบโต้ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อไทยแต่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายกัมพูชาบ้างแล้วนั่นคือ ทางการฝรั่งเศสที่ออกมาแสดงจุดยืนอยากทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา แต่ทิ้งท้ายด้วยข้อเสนอที่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ว่าพร้อมมอบหลักฐานยืนยันรับรองแผนที่อัตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ซึ่งกัมพูชาใช้อ้างอิงหวังฮุบดินแดนไทยเพิ่มเติมมาตลอด

 สำหรับฝรั่งเศสนั้นเป็นที่รู้กันดีว่าในอดีตเป็นนักล่าอาณานิคมตัวฉกาจที่เที่ยวทำตัวเป็นอันธพาลรุกรานยึดครองดินแดนประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าและเป็นเจ้าอาณานิคมของกัมพูชาในอดีต และแผนที่อัยศอัตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ที่สร้างความร้าวฉานทำให้กัมพูชาขัดแย้งกับไทยมาจนทุกวันนี้ก็ด้วยความชั่วช้าของฝรั่งเศสนี่เองที่จะจัดทำแผนที่อุบาทว์ฉบับนี้ขึ้นโดยฮุบเอาดินแดนไทยส่วนหนึ่งเข้าไปในแผนที่ซึ่งรวมทั้งเขาพระวิหารด้วย

 ที่ผ่านมาฝรั่งเศสเป็นชาติหนึ่งที่ให้การหนุนหลังจนกัมพูชาจนสามารถจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลกโดยใช้ชื่อกัมพูชาฝ่ายเดียว โดยฝรั่งเศสและชาติที่ให้การสนับสนุนเขมรล้วนได้ผลประโยชน์ตอบแทนในรูปแบบสัมปทานและการเข้าไปกอบโกยทรัพยากรในกัมพูชา

 แล้ววันนี้ฝรั่งเศสยังมีหน้าเสนอตัวขอเป็นผู้ไกล่เกลี่ยและยังเผยธาตุแท้แสนชั่วร้ายด้วย การออกตัวพร้อมยืนยันความถูกต้องของแผนที่อัตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ซึ่งเป็นผลงานอัปยศที่ตัวเองสร้างไว้

 เพราะฉะนั้น เมื่อกัมพูชาใช้เล่ห์เล่นเกมหาพวกใช้ชาติยักษ์ใหญ่คอยหนุนหลัง ไทยก็ จำเป็นต้องหาแนวร่วมเช่นกัน ซึ่งหากพิจารณาจากสมาชิกถาวรใน 5 ชาติมหาอำนาจคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ อันประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ จีน ฝรั่งเศส และรัสเซีย จะพบว่ายกเว้นฝรั่งเศส และรัสเซียแล้ว อีก 3 ชาติคือสหรัฐ จีน และอังกฤษ ล้วนเป็นมิตรที่มีความสัมพันธ์อันดีกับไทย การที่ไทยต้องรีบหาพวกไว้ล่วงหน้าก็เพื่อเตรียมการไว้รับมือ เพราะหากวันใดเกิดสงครามแตกหัก กัมพูชาระบอบฮุนเซ็นจอมเจ้าเล่ห์อาจใช้ตัวช่วยด้วยการดึงชาติยักษ์ใหญ่ที่เป็นพันธมิตรฯมารุมถล่มไทย เพราะฉะนั้น ไทยจึงต้องเตรียมการไว้เพื่อความไม่ประมาท

ทีมข่าวการเมือง

 

ไทยต้องแปรวิกฤติเป็นโอกาส ประจานกุ๊ยเขมรในเวทียูเอ็น (ผ่าประเด็นร้อน) 2012/05/30

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=248532

วันที่ 10/2/2011

 ปัญหาการปะทะกันระหว่างไทยและกัมพูชาตามแนวชายแดนอาจจะสงบลงชั่วคราว แต่กำลังแปรจากสนามรบ ด้วยอาวุธไปสู่สงครามการเมืองระหว่างประเทศอย่างดุเดือดเข้มข้น หลังจากที่ฝ่ายกัมพูชวางแผนสร้างสถานการณ์ยั่วยุไทยหวังยกระดับข้อพิพาทเขาพระวิหาร ขึ้นสู่เวทีโลกด้วยการโวยวายร้องไปยังประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อให้ส่งกำลังนานาชาติเข้ามารักษาความสงบบริเวณพื้นที่พิพาทเขาพระวิหาร

 ล่าสุดมีรายงานข่าวว่า ฝ่ายไทยรวบรวมหลักฐานเด็ดเพื่อเตรียมไว้ประจานกัมพูชาอันธพาลจอมเจ้าเล่ห์ใน 3 ประเด็นสำคัญ ด้วยกันนั่นคือ 1. ทหารกัมพูชาใช้กระสุนปืนใหญ่และจรวดที่มีอานุภาพร้ายแรงเจตนายิงใส่เป้าหมายทางพลเรือนของไทยจนบ้านเรือน โรงเรียน วัด พังพินาศยับเยินหลายสิบหลัง และมีราษฎรไทยเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง และราษฎรต้องอพยพหนีตายจากพื้นที่อันตรายนับหมื่นคน ซึ่งมีภาพถ่ายและหลักฐานกระสุนปืนใหญ่และจรวดบีเอ็ม 22 นับร้อยนัดปรากฏชัดเจน

 2. หลักฐานภาพถ่ายทั้งของสำนักข่าวต่างประเทศและภาพถ่ายทางการทหารชัดเจนว่า ทหารกัมพูชาใช้ปราสาทเขาพระวิหารซึ่งเป็นมรดกโลกเป็นที่ตั้งทางทหารเพื่อการสู้รบโดยมีการตั้งแนวกระสอบทราย และมีกำลังทหารกัมพูชาพร้อมอาวุธร้ายแรงกระจายอยู่ภายในตัวปราสาทเขาพระวิหารอย่างชัดเจน แต่กัมพูชากลับโกหกลวงโลกอย่างหน้าด้านๆว่าไม่มีทหารกัมพูชาอยู่ในปราสาทเขาพระวิหาร ซ้ำยังโฆษณาชวนเชื่อปั้นน้ำเป็นตัวร้องเรียนต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติกล่าวหาไทยว่ายิงถล่มใส่ปราสาทพระวิหารจนเสียหายยับเยิน ซึ่งจากการเข้าไปถ่ายภาพของสำนักข่าวต่างประเทศพบว่า ตัวปราสาทพระวิหารมีร่องรอยของกระสุนปืนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่าทหารไทยไม่กล้ายิงใส่เป้าหมายตัวปราสาทเขาพระวิหารซึ่งกำลังทหารกัมพูชาใช้เป็นเกราะกำบังตัว อันแสดงให้เห็นถึงแผนการอันชั่วร้ายของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งหากฝ่ายไทยจะถล่มจริงๆ ก็คงไม่เหลือซากปราสาทพระวิหารให้เห็นและทหารกัมพูชาจะตายเป็นเบือมากกว่านี้

 3. ฝ่ายไทยมีภาพหลายภาพทั้งที่มีการเปิดเผยทางสื่อและยังไม่เป็นที่เปิดเผยซึ่งสามารถชี้ชัดได้ว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงมายังฝั่งไทยก่อนเพื่อสร้างสถานการณ์ยั่วยุหวังให้เหตุการณ์บานปลายจนยกระดับข้อพิพาทกรณีปราสาทพระวิหารเข้าสู่เวทีโลก เพราะกัมพูชารู้ว่าการเจรจาทวิภาคีกับไทยภายใต้รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ฝ่ายกัมพูชาไม่มีโอกาสได้เปรียบ

 ล่าสุดมีความพยายามจากประธานคณะมนตรัความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่จะแสดงบทบาทไกล่เกลี่ยเพื่อให้ไทยและกัมพูชาใช้แนวทางเจรจาเพื่อสร้างสันติภาพ โดยเชิญตัวแทนฝ่ายไทยคือ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ตัวแทนฝ่ายกัมพูชาคือ นายฮอร์ นัมฮง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ และนาย มาร์ตี้ มูเลียนา นาตาเลกาวา รมว.ต่างประเทศอินโดนีเซีย ในฐานะ ประธานอาเซียน ร่วมหารือในวันจันทร์ที่ 14 ก.พ.นี้

 สำหรับจุดยืนท่าทีของไทยนั้นชัดเจนว่า ข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นเรื่องทวิภาคี และการสู้รบที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการปะทะไม่ใช่สงคราม ดังนั้นจึงไม่ควรหยิบยกปัญหาเข้าสู่เวทีโลก แต่เป็นปัญหาที่ไทยและกัมพูชาต้องเจรจาหาแนวทางแก้ไขปัญหากันเอง ซึ่งทั้ง นายบัน คี มูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ และประธานอาเซียน ต่างก็เห็นด้วยกับไทยและยืนยันมาตลอดว่า ปัญหาข้อพิพาทไทยและกัมพูชาเป็นปัญหาทวิภาคี

 เพราะฉะนั้นเท่ากับว่าแผนการของกุ๊ยฮุนเซ็นประสบความล้มเหลวเพราะคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติไม่มีวันที่จะส่งกองกำลังเข้ามารักษาสันติภาพบริเวณเขาพระวิหารอย่างเด็ดขาด เพราะการปะทะที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไม่ใช่สงครามร้ายแรงอะไรเลย อีกทั้งกฎของสหประชาชาติข้อหนึ่งระบุว่า การที่จะส่งกำลังเข้าไปยังพื้นที่พิพาทใดก็ตามจะต้องได้รับการยินยอมพร้อมใจจากคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ซึ่งหากฝ่ายไทยยืนกรานไม่เห็นด้วยก็เข้ามาไม่ได้

 อย่างไรก็ตาม ไหนๆ ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติก็นัดทั้งตัวแทนไทยและกัมพูชาไปหารือ ฝ่ายไทยก็ควรแปรวิกฤติเป็นโอกาสด้วยการนำภาพถ่ายหลักฐานทั้งหมดไปประจานต่อหน้าประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเพื่อให้เห็นพฤติกรรมถ่อยดิบเถื่อนและจอมลวงโลกของกัมพูชา

 โดยเฉพาะกรณียิงถล่มเป้าหมายทางพลเรือนของไทยและใช้ปราสาทพระวิหารเป็นฐานที่มั่นและเกราะกำบังในการสู้รบซึ่งเป็นการละเมิดกฎบัตรของสหประชาชาติและกฎบัตรคณะกรรมการมรดกโลกอย่างร้ายแรงเพื่อให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้เห็นธาตุแท้ว่า ชาติอันธพาลบ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างกัมพูชาภายใต้ระบอบฮุนเซ็นสมควรให้ความสำคัญและให้ความเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน

ทีมข่าวการเมือง

 

ไทยรุกประจานเล่ห์กุ๊ยฮุนเซ็นลวงโลก แฉหลักฐานถล่มเป้าพลเรือนไทย (ผ่าประเด็นร้อน) 2012/05/30

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=248383

วันที่ 9/2/2011

 ทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายสร้างสถานการณ์หาเรื่องปะทะกับไทยเพื่อหวังยกระดับปัญหาเขาพระวิหารไปสู่เวทีโลก แต่กุ๊ยฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กลับโกหกลวงโลกฟ้องต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ว่าไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงใส่และรุกรานกัมพูชาก่อน

 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไทยแสดงความเป็นสุภาพบุรุษต่อชาติอันธพาลบ้านป่าเมืองเถื่อนภายใต้ระบอบฮุนเซ็นมากเกินไป ทั้งๆ ที่ถูกยั่วยุและด้วยแสนยานุภาพทางทหารของไทย ที่อยู่ในอันดับ 28 ของโลก ซึ่งเหนือกว่ากัมพูชามากสามารถบดขยี้กัมพูชาได้ไม่ยาก แต่ไทยให้เกียรติและถือว่าเป็นประเทศใหญ่ไม่อยากรังแกชาติที่เล็กกว่าอย่างกัมพูชา แต่สิ่งที่ได้รับตอบแทน ก็คือ การแว้งกัดจากจิ้งจอกจอมเจ้าเล่ห์

 ทางการไทยโดยตัวแทนจากกองทัพคือ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ดร.ปณิธาน วัฒนายากร รักษาการโฆษกรัฐบาล และ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการ รมว.ต่างประเทศ ต้องออกมาแถลงตอบโต้จับโกหกกัมพูชา โดยยืนยันว่า ทหารกัมพูชาเป็นฝ่ายที่เปิดฉากยิงเข้ามาในฝั่งไทยตั้งแต่แรก และยังเปิดฉากยิงทั้งๆ ที่แม่ทัพทั้งสองฝ่ายมีการเจรจาหยุดยิงแล้ว นอกจากนี้ กัมพูชายังเจตนายิงถล่มใส่เป้าหมายทางพลเรือนของไทยจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ซึ่งเป็นการละเมิดกฎบัตรของสหประชาชาติ

 รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้รัฐบาลได้สั่งการให้ทางจังหวัดและตำรวจในพื้นที่จ.ศรีสะเกษ ถ่ายภาพและรวบรวมซากกระสุนปืนใหญ่และจรวดที่มีอานุภาพร้ายแรงแบบบีเอ็ม 22 ผลิตในรัสเซีย ซึ่งกัมพูชาใช้ยิงถล่มเป้าหมายพลเรือนของไทยไว้ให้ได้มากที่สุด และผลจากการทำลายล้างของกระสุนปืนใหญ่และจรวดแบบบีเอ็ม 22 เห็นได้ชัดเจนว่า ทำให้บ้านเรือนราษฎรไทย โรงเรียน แม้กระทั่งวัดพังพินาศยับเยินหลายสิบหลัง ขณะที่ถนนหรือไร่สวนราษฎรไทยซึ่งถูกกระสุนปืนใหญ่ หรือจรวดกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่กว้างตั้งแต่ 2 เมตรขึ้นไป ซึ่งบางหลุมกว้างขนาดที่รถสิบล้อลงไปจอดได้อย่างสบาย โดยจากการตรวจสอบพบร่องรอยกระสุนปืนใหญ่และจรวดบีเอ็ม 22 แล้วเกือบ 200 หลุม ทีเดียว

 ทั้งนี้ ภาพถ่ายและหลักฐานซากกระสุนปืนใหญ่และจรวดบีเอ็ม 22 ถูกรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบเพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ฝ่ายกัมพูชาจงใจสร้างสถานการณ์ยิงใส่เป้าหมายพลเรือนของไทยอันเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ

 เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องเป็นอย่างยิ่งและภาพถ่ายหลักฐานการทำลายล้างเป้าหมายทางพลเรือนทั้งหมด ควรรีบแถลงชี้แจงต่อสถานทูตทั่วโลกตลอดจนสำนักข่าวต่าบประเทศเพื่อประจานให้โลกได้รับรู้ถึงพฤติกรรมเถื่อนของกัมพูชาภายใต้ระบอบฮุนเซ็น

 แต่ทั้งๆ ที่ชาติบ้านเมืองกำลังเผชิญการรุกรานจากศัตรูนอกประเทศ แต่ขบวนการเพื่อแม้วทั้งพรรคเพื่อไทย และม็อบคนเสื้อแดงกลับแสดงบทบาทเชิงปกป้องกัมพูชาเข้าทำนองกายเป็นไทยแต่ใจเป็นเขมร โดยเฉพาะที่น่าจับตาก็คือ นายจตุพร พรหมพันธุ์ สส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำม็อบคนเสื้อแดง ออกมาอ้างในทำนองว่า กองทัพวางแผนที่จะเปิดศึกกับกัมพูชาไว้ล่วงหน้า โดยอ้างคำพูดของนักวิชาการบางคนที่คุยกับเพื่อนร่วมรุ่นก่อนหน้าที่จะเกิดการสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชาว่า อีก 2 วัน จะมีการปะทะกัน แล้วเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นจริง

 นอกจากนี้ นายจตุพร ยังอ้างในทำนองว่า มีผู้บังคับบัญชาระดับสูงในกองทัพสั่งให้นำรถแทร็กเตอร์เข้าไปเคลียร์พื้นที่บริเวณวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ จนเป็นต้นเหตุของการสู้รบ

 นายจตุพร กล่าวด้วยว่า ต้นเหตุของการสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชาที่เกิดขึ้น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย คงจะออกมาแถลงด้วยตัวเอง

 สำหรับบทบาทของ “จิ๋วหวานเจี๊ยบ” ที่ผ่านมา เคยตกเป็นข่าวอื้อฉาวได้รับมอบหมายจาก นักโทษชายแม้ว ให้ไปสมคบกับ กุ๊ยฮุนเซ็น ชักศึกเข้าบ้านป่วนเมืองมาแล้ว ถึงขนาด กุ๊ยฮุนเซ็น ยอมฉีกหน้ารัฐบาลอภิสิทธิ์ด้วยการตั้ง นักโทษชายแม้ว เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชาพร้อมทั้งประกาศปกป้อง นักโทษชายแม้ว ด้วยการไม่ยอมส่งตัวมารับโทษตามกระบวนการยุติธรรมไทย ทั้งๆ ที่ไทยและกัมพูชาลงนามในสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อกัน ซ้ำ กุ๊ยฮุนเซ็น ยังประกาศสนับสนุนการเคลื่อนไหวของม็อบคนเสื้อแดงอย่างอหังการโดยไม่แยใสว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของไทย

 เพราะฉะนั้นบทบาทความเคลื่อนไหวของเครือข่ายขบวนการเพื่อแม้วทั้งหลายเป็นสิ่งที่สาธารณชนต้องคอยติดตามจับตาดูให้ดี เพราะเริ่มมีสัญญาณของแผนการร้ายชักศึกเข้าบ้านบ่อนทำลายแผ่นดินเกิดตัวเอง

ทีมข่าวการเมือง

 

จับตารัฐงัดพ.ร.บ.มั่นคงฯ ชิงสยบม็อบเสื้อเหลืองชนวนบานปลาย (ผ่าประเด็นร้อน) 2012/05/30

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=248248

วันที่ 8/2/2011
 ขณะที่ม็อบกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือม็อบเสื้อเหลืองประกาศแตกหัก ยกระดับการเคลื่อนไหวด้วยการเตรียมยกทัพบุกสถานที่เป้าหมายสำคัญซึ่งอาจเป็นรัฐสภาหรือทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 11 ก.พ.นี้ ฝ่ายรัฐบาลโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงและพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)เตรียมแผนรับมือและ ประกาศย้ำหนักแน่นว่าจะไม่ยอมให้ม็อบเสื้อเหลืองบุกทำเนียบรัฐบาลหรือรัฐสภาอย่างเด็ดขาด ทำให้แนวโน้มสถานการณ์ตึงเครียดและนับถอยหลังไปสู่จุดแตกหัก

 ล่าสุดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) เริ่มเปิดเกมรุกเพื่อสยบม็อบเสื้อเหลือง โดย พล.ต.อ.วิเชียร ได้เข้าหารือกับ รองนายกฯสุเทพ เพื่อให้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีในการบังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักรครอบคลุมพื้นที่ตลอดแนวถนนราชดำเนิน ทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภา ซึ่งนั่นหมายควมมว่าหากบังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯเท่ากับม็อบเสื้อเหลืองต้องสลายตัวพ้นพื้นที่สะพานมัฆวานซึ่งเป็นที่ปักหลักชุมนุมยืดเยื้ออยู่ในขณะนี้ ซึ่งหากม็อบเสื้อเหลืองไม่ยอมสลายการชุมนุมหลังมีการบังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง เจ้าหน้าที่รัฐผู้ได้รับมอบอำนาจสามารถสลายการชุมนุมและจับกุมได้เต็มที่โดยมีกฏหมายรองรับ

 นอกจากนี้การให้มี พ.ร.บ.ความมั่นคงบังคับใช้บริเวณทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา เท่ากับสถานที่สำคัญทั้งสองแห่งดังกล่าวกลายเป็นเขตหวงห้ามพิเศษซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถใช้อำนาจ เด็ดขาดกับผู้ที่บุกรุกได้ทันที

 ก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่า สตช.จะประเมินแนวโน้มสถานการณ์แล้วว่า ม็อบเสื้อเหลืองตั้งเป้าเปิดศึกแตกหักกับรัฐบาลตั้งแต่แรก และคงจะบุกยึดทำเนียบรัฐบาลหรือรัฐสภาอันเป็นสถานที่ราชการสำคัญเชิงสัญญลักษณ์แน่ จึงได้เตรียมแผนรับมือด้วยการซักซ้อมกำลังหน่วยควบคุมฝูงชนและปราบการจลาจลภายในทำเนียบรัฐบาล โดยมีการฝึกซ้อมการใช้แก๊สน้ำตาด้วย

 สำหรับการชุมนุมของม็อบเสื้อเหลืองครั้งนี้ข้อเรียกร้องและสถานการณ์แตกต่างจากการชุมนุมของม็อบเสื้อเหลืองในอดีตอย่างค่อนข้างสิ้นเชิง โดยการชุมนุมแสดงพลังขับไล่รัฐบาลทักษิณจนถูกรัฐประหารโค่นล้มพ้นจากอำนาจไปเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 รวมทั้งการขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดระบอบทักษิณอีกสองคณะในเวลาถัดมาคือรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ประสบความสำเร็จโดยมีพลังมวลชนคนเสื้อเหลืองมาร่วมชุมนุมแสดงพลังอย่างล้มหลามหลายหมื่นจนถึงนับแสนคนก็เพราะประชาชนชิงชิงในระบอบทักษิณและเป้าหมายของแกนนำม็อบเสื้อเหลืองมีความชอบธรรมด้วยสาเหตุสำคัญก็คือ ระบอบทักษิณทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมโหฬารโดยเฉพาะตัว นักโทษชายแม้ว ซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อสถาบันเบื้องสูง เป็นรัฐบาลเผ็จการรัฐสภาและประชาธิปไตยเทียม ด้วยการเข้าแทรกแซงองค์อิสระและหน่วยราชการต่างๆหวังผูกขาดอำนาจยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

 แต่สำหรับการชุมนุมเพื่อเปิดศึกแตกหักขับไล่รัฐบาลภายใต้การนำของ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยแกนนำม็อบเสื้อเหลืองครั้งนี้ที่ยื่นคำขาดให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ลาออกทั้งคณะโดยพยายามสร้างจุดขายกระแสชาตินิยมต่อต้านการรุกล้ำดินแดนของกัมพูชาด้วยข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ยังคลุมเคลือ ขาดเหตุผล น้ำหนักความน่าเชื่อและความชอบธรรมเพียงพอในสายตาคนจำนวนไม่น้อยของประเทศ อีกทั้งยังมีข้อสงสัยในเรื่องเป้าหมายแอบแฝงที่แท้จริงในศึกแตกหักของแกนนำม็อบเสื้อเหลืองครั้งนี้ โดยมีการตั้งข้อสังเกตุว่าเหมือนพยายามสร้างสถานการณ์เพื่อให้ทหารบางกลุ่มยึดอำนาจเพื่อจัดระเบียบประเทศใหม่

 ด้วยข้อเรียกร้องและเป้าหมายที่ยังขาดเหตุผลและความชอบธรรมเพียงพอ ประกอบกับ เป็นที่รู้กันว่ามวลชนคนเสื้อเหลืองจำนวนไม่น้อยแท้ที่จริงเป็นฐานคะแนนเสียงที่สนับสนุน พรรคประชาธิปัตย์และศรัทธาในตัว นายกฯอภิสิทธิ์ จึงไม่น่าแปลกใจที่การชุมนุมของม็อบเสื้อเหลืองครั้งนี้จึงถูกแบ่งแยกพลังไม่ขลังเหมือนในอดีต เนื่องจากแนวร่วมมวลชนคนเสื้อเหลืองจำนวนมากปฏิเสธเข้าร่วมการชุมนุมครั้งนี้

 จากมวลชนคนเสื้อเหลืองที่ไม่มากเหมือนในอดีตโดยเฉพาะช่วงกลางวันผู้ชุมนุมแทบจะนับคนได้ทำให้ฝ่ายสตช.คงประเมินแล้วว่าอยู่ในวิสัยที่จะสลายการชุมนุมได้ จึงมีการชงเรื่อง ให้รัฐฐาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงเพื่อรองรับแผนชิงสยบม็อบเสื้อเหลืองก่อนที่จะถึงดีเดย์ 11 ก.พ.นี้

 เพราะฉะนั้น สถานการณ์จากนี้ไปถือเป็นการนับถอยหลังไปสู่การสลายม็อบเสื้อเหลืองเพื่อทวงพื้นที่บริเวณสะพานมัฆวานคืน ภายใต้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งสิ่งที่น่าวิตกก็คือสถานการณ์ที่อาจลุกลามบานปลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีมือที่ 3 เข้ามาผสมโรงสร้างสถานการณ์

ทีมข่าวการเมือง

 

ไทยมัวแต่ฟัดกันเอง เข้าทางเล่ห์ร้ายเขมร (ผ่าประเด็นร้อน) 2012/05/30

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=248077

วันที่ 7/2/2011


 เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างกำลังทหารไทยและกำลังทหารกัมพูชาที่ชายแดนใกล้พื้นที่เขาพระวิหารซึ่งแม้ขณะนี้สถานการณ์จะคลี่คลายสงบลงชั่วครว แต่ก็ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่า การปะทะจะไม่เกิดขึ้นอีก ตราบใดที่รากเหง้าแห่งปัญหาข้อพิพาทในปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชายังไม่สามรรถเจรจาจนได้ข้อยุติ และตราบใดที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่จริงใจที่จะแก้ปัญหาดโดยเล่นเล่ห์วางแผน ยั่วยุสร้างสถานการณ์ให้เกิดความตึงเครียดอยู่ตลอดเวลา

 ฝ่ายกัมพูชาเองพยายามอ้างว่าทหารไทยเป็นฝ่ายเริ่มต้นยิงก่อน แต่จากคำชี้แจงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ที่รายงานต่อ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการประชุมด่วนผู้นำหน่วยงานด้านความมั่นคงหลังเกิดเหตุการณ์ยืนยันว่า ทหารกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน ทำให้ทหารไทยต้องยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตัวเอง ซึ่งที่ผ่านมาทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตลอดแนวชายแดนได้รับคำสั่งกำชับอย่างชัดเจนว่า ห้ามยิงอย่างเด็ดขาดยกเว้นแต่จะเป็นการป้องกันตัวเองหรือป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยของชาติ

 เท่าที่ดูนโยบายและจุดยืนของรัฐบาลและกองทัพไทยตลอดช่วงที่ผ่านมาดูเหมือนจะพยานยามประนีประนอมด้วยการใช้แนวทางการการเจรจาด้วยสันติวิธีเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับกัมพูชาและพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าหน่อมแน้มยอมหงอให้กับฝ่ายกัมพูชาด้วยซ้ำ อีกทั้งจากภาพถ่ายของสำนักข่าวต่างประเทศเท่าที่เห็นชี้ว่า เกือบทั้งหมดจะเป็นการระดมยิงด้วยอาวุธหนักนานาชนิดจากฝั่งกัมพูชาเสียส่วนใหญ่

 เพราะฉะนั้นจากเหตุผลทั้งปวงจึงเชื่อว่าฝ่ายกัมพูชาจะเป็นฝ่ายที่เปิดฉากยิงฝ่ายไทยก่อนโดยเป็นการวางแผนล่วงหน้าจงใจสร้างสถานการณ์เพื่อเป้าหมายบางประการ

 นักสังเกตการณ์ทางการเมืองมองว่า เบื้องหลังเป้าหมายในแผนสร้างสถานการณ์ของฝ่ายกัมพูชาครั้งนี้น่าจะเกิดจากสาเหตุอย่างน้อย 2 ประการ คือ ประการแรก กัมพูชาต้องการที่จะยกระดับปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหารให้ลุกลามบานปลายไปสู่เวทีโลก ซึ่งที่ผ่านมากัมพูชาพยายามเดินแผนนี้มาตลอด ทั้งนี้เพราะกัมพูชารู้ว่าหากปัญหาเขาพระวิหารถูกขยายไปสู่เวทีโลกจะทำให้ฝ่ายกัมพูชามีโอกาสชนะในการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารและพื้นที่โดยรอบ 4.6 ตารางกิโลเมตรซึ่งเป็นของไทยเป็นมรดกโลกโดยใช้ชื่อกัมพูชาฝ่ายเดียว เนื่องจากกัมพูชาได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมทางการทูตล็อบบี้ชาติต่างๆ มานานแล้ว ขณะที่หลายชาติก็มีแนวโน้มเอียงที่จะเข้าข้างกัมพูชาเพราะมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง

 ประการที่สอง นับวันกัมพูชาภายใต้ระบอบฮุนเซ็นที่บริหารประเทศมานานกว่า 20 ปี มีแต่จะทำให้ชาวกัมพูชายากจนลง ขณะที่ สมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรี และคนในครอบครัวตลอดจนบรรดาคนใกล้ สมเอ็จฮุนเซ็น เพียงหยิบมือเดียวร่ำรวยมหาศาล และ เสพสุขกันอย่างอิ่มหมีพีมันอีกทั้งปกครองด้วยระบอบเผด็จการทรราช ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่ชาวกัมพูชาที่ขยายวงมากขึ้นเรื่อยๆ

 นอกจากนี้ สมเด็จฮุนเซ็น ซึ่งเคยรับใช้เวียดนามยังถูกโจมตีอย่างหนักกรณีที่ปล่อยให้เวียดนามซึ่งเป็นเจ้านายเก่าเข้ามายึดครองแผ่นดินของตัวเอง ซึ่งกำลังเป็นชนวนที่ทำให้ชาวกัมพูชาไม่พอใจพร้อมที่จะก่อหวอดลุกฮือขับไล่ สมเด็จฮุนเซ็น

 ด้วยเหตุผลสองประการดังกล่าวทำให้ สมเด็จฮุนเซ็น พยายามเบี่ยงเบนประเด็นกลบเกลื่อนความเลวร้ายของตัวเองและสยบความไม่พอใจของชาวกัมพูชาที่มีต่อตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการสร้างสถานการณ์ชาตินิยมด้วยการยั่วยุหาเรื่องสร้างความขัดแย้งกับไทย โดยยกปัญหาเขาพระวิหารมาเป็นจุดขาย

 นอกจากสร้างสถานการณ์ด้วยการเปิดฉากยิงใส่ไทยเพื่อให้กรณีพิพาทชายแดนบานปลายแล้ว รัฐบาลกัมพูชาภายใต้ระบอบฮุนเซ็นก็ใช่เล่ห์ร้ายแบบเดิมนั่นคือ ชิงโฆษณาชวนเชื่อด้วยการฟ้องไปยังองค์การสหประชาชาติ และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆทันทีหลังจากที่การปะทะกันเกิดขึ้นโดยกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายรุกรานกัมพูชาขณะเดียวกันก็เพื่อต้องการให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาตัดสินปัญหาพิพาทเขาพระวิหาร ขณะที่ฝ่ายไทยช้ากว่ามากส่งคำชี้แจงไปยังบรรดาองค์กรระหว่างประเทศหลังกัมพูชาเป็นเวลาหลายชั่วโมง

 จากเล่ห์ร้ายของกัมพูชาซึ่งที่ผ่านมาดูเหมือนจะเป็นฝ่ายรุกไทยในเกมการเมืองระหว่างประเทศมาตลอด เพราะฉะนั้นรัฐบาลไทยโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศจะต้องทันเล่ห์ ของกัมพูชาและปฏิบัติการตอบโต้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่

 ขณะที่ชาติบ้านเมืองกำลังเผชิญหน้ากับกัมพูชาจอมเจ้าเล่ห์ แต่เป็นเรื่องน่าเสียดายที่คนไทยกลับมัวแต่ทะเลาะกันเองอย่างหนัก โดยล่าสุดกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศเตรียมยกระดับการเคลื่อนไหวเพื่อขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ โดยในวันที่ 11 ก.พ.นี้จะเคลื่อนไหวไปยังสถานที่สำคัญบางแห่งโดยยังไม่เปิดเผยว่า เป็นทำเนียบรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ทำให้รัฐบาลต้องเผชิญทั้งศึกนอกและศึกในที่รุมขนาบทั้งสองด้าน ซึ่งฝ่ายที่ยิ้มเยาะได้ประโยชน์จากสถานการณ์ก็คือเขมรระบอบฮุนเซ็น

ทีมข่าวการเมือง

 

จับตาพลังมวลชนเสื้อเหลือง5กพ. คัวชี้ศึกแตกหักกระหึ่มหรือสิ้นมนต์ขลัง (ผ่าประเด็นร้อน) 2012/05/30

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=247855

วันที่ 5/2/2011
 ผู้คนในบ้านเมืองกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์ด้วยความระทึกกับคำขาดของแกนนำม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ขีดเส้นตายให้รัฐบาลช่วยเหลือ 2 คนไทยที่เหลือคือนายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติและน.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ให้พ้นจากคุกกัมพูชาภายใน 3 วันซึ่งวันจะครบเส้นตายในวันที่ 5 ก.พ. มิฉะนั้นม็อบเสื้อเหลืองก็จะยกระดับการเคลื่อนไหวด้วยมาตรการที่เด็ดขาดกับรัฐบาล

 ก่อนหน้าที่จะครบเส้นตายในวันที่ 5 ก.พ. เหล่าแกนนำม็อบเสื้อเหลืองได้ปลุกระดมให้มวลชนคนเสื้อเหลืองทั่วประเทศออกมาร่วมการแสดงพลังเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติในวันที่ 5 ก.พ.นี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่ง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำม็อบเสื้อเหลือง กล่าวว่าจะมีการขอมติจากที่ชุมนุมว่าจะเห็นชอบกับการยกระดับการเคลื่อนไหวหรือไม่อย่างไร

 เพราะฉะนั้นก็คงต้องรอดูว่าวันดีเดย์เส้นตาย 5 ก.พ.นี้จะมีมวลชนคนเสื้อเหลืองจากทั่วประเทศมาร่วมแสดงพลังมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดแนวโน้มความสำเร็จหรือล้มเหลวในการทำศึกแตกหักของม็อบเสื้อเหลืองครั้งนี้ โดยหากมาลชนคนเสื้อเหลืองมีเพียงไม่กี่พันคน การยกระดับการเคลื่อนไหวเพื่อให้บรรลุเป้าหมายก็คงเป็นไปได้ยาก ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเองก็คงเบาใจในการควบคุมสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น

 แต่หากมวลชนคนเสื้อเหลืองมากันอย่างล้นหลามนับหมื่นคนก็ถือเป็นพลังมวลชนที่สามารถกดดันและอาจสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้

 อย่างไรก็ตามหากสังเกตุดูจำนวนมวลชนคนเสื้อเหลืองที่มาร่วมชุมนุมระยะหลังจะพบว่า ลดจำนวนลงไม่น้อยเมื่อเทียบกับในอดีต ซึ่งแม้ข้อเรียกร้องของม็อบเสื้อเหลืองจะมีความชอบธรรมนั่นคือการปกป้องแผ่นดินไทยจากการรุกล้ำของกัมพุชา แต่เนื่องจากฐานมวลชนที่เข้าร่วมชุมนุมสนับสนุนม็อบเสื้อเหลืองในอดีตไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีจำนวนไม่น้อยที่เป็นฐานเดียวกับที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์โดยพลังม็อบเสื้อเหลืองที่แข็งแกร่งในอดีตเพราะมีเป้าหมายร่วมกันนั่นคือขับไล่ระบอบทักษิณและปกป้องสถาลบันเบื้องสูง แต่ครั้งนี้เมื่อม็อบเสื้อเหลืองทำสงครามแตกหักกับรัฐบาลภายใต้การนำของ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงทำให้มวลชนแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่ายโดยฝ่ายหนึ่งยังคงสนับสนุนม็อบเสื้อเหลืองอย่างสุดจิตสุดใจเหนียวแน่นชนิดถึงไหนถึงกัน ขณะที่มวลชนอีกส่วนหนึ่งสนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์

 เมื่อหันมาพิจารณาคำขาดของแกนนำม็อบเสื้อเหลืองที่ให้ช่วย นายนายวีระ และน.ส.ราตรี พ้นคุกเขมรภายในวันที่ 5 ก.พ.นี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย อีกทั้ง นายวีระ และ น.ส.ราตรี เองก็ยืนยันแล้วว่าจะขอต่อสู้คดีถึงที่สุดแม้จะต้องติดคุกก็ตาม เพราะฉะนั้นแนวโน้มสถานการณ์ค่อนข้างชัดเจนว่า แกนนำม็อบเสื้อแดงตั้งใจที่จะยกระดับการการเคลื่อนไหวอยู่แล้วโดยอาศัยกรณี นายวีระและ น.ส.ราตรี เป็นเงื่อนไข ซึ่งนั่นหมายถึงสถานการณ์ตึงเตรียดและการเผชิญหน้าระหว่างม็อบเสื้อเหลืองและรัฐบาลคงยากที่จะหลีกเลี่ยง

 ทางด้านการเตรียมรับมือของฝ่ายรัฐบาบนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ฝึกซ้อมการควบคุมฝูงชนและการใช้แก๊สน้ำตาภายในทำเนียบรัฐบาลเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา และเตรียมกำลังตำรวจหน่วยปราบจลาจล 17 กองร้อยไว้รับมือกับสถานการณ์ตึงเตรียดที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) เสนอต่อรัฐบาลให้นำ พ.ร.บ.ความมั่นคงมาบังคับใช้เพราะไม่ไว้ใจในสถานการณ์เพื่อให้การควบคุมฝูงชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีกฏหมายรองรับ

 จากสถานการณ์ทั้งหมดทำให้เห็นแนวโน้มว่าการเผชิญหน้าระหว่างม็อบเสื้อเหลืองกับฝ่ายรัฐอยู่ในภาวะที่เปราะบางล่อแหลมที่จะนำไปสู่การแตกหักได้ทุกเมื่อ โดยฝ่ายที่เป็นตัวแปรกำหนดสถานการณ์ก็คือม็อบเสื้อเหลืองซึ่งหากเคลื่อนไหวโดยยึดหลักอหิงสาสันติวิธีอย่างแท้จริง โดยไม่ใช้ความรุนแรงหรือทำผิดกฏหมายโอกาสที่การเผชิญหน้าจะลุกลามบานปลายก็ไม่มี ขณะที่ฝ่ายตำรวจหากอดทนอดกลั้นถึงที่สุดสถานการณ์ก็คงไม่ลุกลามบานปลาย ดังนั้นเพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย ทุกฝ่ายควรเห็นแก่แก่ชาติบ้านเมืองและขอให้เกรงใจประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศบ้าง

ทีมข่าวการเมือง

 

เมื่อม็อบเสื้อเหลืองแตกหัก บีบสถานการณ์เดินสู่ทางตัน (ผ่าประเด็นร้อน) 2012/05/30

http://archive.naewna.com/news.asp?ID=247698

วันที่ 4/2/2011

 ในเมื่อ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศอย่างชัดเจนแล้วว่า ปิดประตูจะไม่เจรจากับฝ่ายรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อีกต่อไปทำให้าแนวโน้มสถานการณ์บ้านเมืองจากนี้ไปเชื่อว่าจะต้องตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ จากการยกระดับการเคลื่อนไหวของม็อบเสื้อเหลือง

 ข้อน่าสังเกตก็คือ ข้อเรียกร้องของม็อบเสื้อเหลืองล้วนเป็นเงื่อนไขซึ่งฝ่ายรัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติได้ไม่ว่าจะเป็นข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ 1. ให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู)ไทย-กัมพูชา ปี 2543 ซึ่งม็อบเสื้อเหลืองระบุว่าทำให้ไทยเสียดินแดนแก่กัมพูชา 2.ให้ไทยถอนตัวจากการเป็นภาคีมรดกโลก และ 3. ให้ผลักดันชาวกัมพูชาทั้งหมดให้พ้นจากการรุกล้ำดินแดนไทย

 ขณะที่ นายกฯอภิสิทธิ์ ก็ออกมายืนยันแล้วว่าข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อของแกนนำม็อบเสื้อเหลืองไม่สามารถปฏิบัติได้ โดยเฉพาะการยกเลิกเอ็มโอยูปี 2543 จะยิ่งทำให้ข้อพิพาทแนวชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาเกิดภาวะระส่ำระสายเนื่องจากไม่มีกรอบในการเจรจาเพื่อปักปันเขตแดน ส่วนหากไทยถอนจากภาคีมรดกโลกยิ่งจะทำให้ไทยไม่มีโอกาสชี้แจงตอบโต้กัมพูชาและทำให้เสียโอกาสในการสร้างแนวร่วมจากชาติต่างๆเพิ่มขึ้น สำหรับการผลักดันชาวกัมพูชาออกจากเขตแดนไทยนั้นขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่โดยจะต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อไม่ให้ลุกลามบานปลายจนเกิดการสู้รบซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดทั้งสิ้น

 นอกจากข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อดังกล่าวแล้ว ม็อบเสื้อเหลืองยังสร้างเงื่อนไขใหม่ในการแตกหักกับรัฐบาลด้วยการยื่นคำขาดขีดเส้นตายให้รัฐบาลช่วยเหลือ นายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ ภายใน 3 วันหรือภายในวันที่ 5 ก.พ.นี้ มิฉะนั้นม็อบเสื้อเหลืองก็จะยกระดับการเคลื่อนไหวด้วยมาตรการที่เด็ดขาดกับรัฐบาล

 ในเรื่องการช่วยเหลือ นายวีระ และ น.ส.ราตรี นั้นเท่าที่ดูรัฐบาลเองก็พยายามช่วยเหลือ คนไทยทิ้งสองอย่างเต็มที่และล่าสุดได้ส่ง นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ บินด่วนไปเจรจากับ นายฮอ นัม ฮง รมว.ต่างประเทศกัมพูชา เพื่อให้กัมพูชาเห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

 อย่างไรก็ตามเรื่องการที่ นายวีระ และ น.ส.ราตรี จะได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระหรือไม่นั้นต้องยอมรับว่าอยู่เหนืออำนาจการควบคุมของรัฐบาลไทย

 อีกทั้ง นายวีระ และ น.ส.ราตรี ก็แสดงเจตจำนงค์ยืนยันที่จะขอต่อสู้คดีจนถึงที่สุด เพราะหากทำตามข้อเรียกร้องของแกนนำม็อบเสื้อเหลืองก็เท่ากับขัดต่อความต้องการของ นายวีระ และ น.ส.ราตรี

 ขณะเดียวกันในเวทีการปราศรัยของม็อบเสื้อเหลืองที่สะพานมัฆวานแต่ละวันมีการโจมตีด่าทอฝ่ายรัฐบาลแบบสาดเสียเทเสียแม้แต่เรื่องส่วนตัวของ นายกฯอภิสิทธิ์ และนับวันการโจมตีจะขยายประเด็นไปเรื่อยๆและรุนแรงขึ้นทุกขณะ โดยล่าสุดมีการเปิดฉากถล่มการทุจริตคอร์รัปชั่นในรัฐบาลโดยพยายามพุ่งเป้าไปที่บุคคลในพรรคประชาธิปัตย์ที่ใกล้ชิดกับ นายกฯอภิสิทธิ์ ซึ่งดูเจตนาของม็อบเสื้อเหลืองแล้วมุ่งตั้งเป้าเพื่อขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ให้ได้ชนิดไม่ชนะไม่เลิก หรืออาจจะมีเป้าหมายอื่นที่เหนือไปกว่าการขับไล่รัฐบาลก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นด้วยบรรยกาศการเผชิญหน้าแบบไม่เผาผีเช่นนี้การจะหันหน้ามาคุยกันเพื่อหาข้อยุติเชิงสร้างสรรค์ฉันผู้ที่เคยเป็นมิตรกันมาก่อนระหว่างม็อบเสื้อเหลืองกับฝ่ายรัฐบาลเห็นทีจะปิดฉากลงแล้วอย่างสิ้นเชิง

 นักสังเกตุการณ์ทางการเมืองวิเคราะห์แล้วเห็นว่า แนวโน้มสถานการณ์จากนี้ต้องจับตาอย่ากระพริบโดยเฉพาะการยกระดับการเคลื่อนไหวของม็อบเสื้อเหลือง เพราะหากสถานการณ์ลุกลามบายปลายจนเข้าสู่ทางตัน ในที่สุดก็จะเป็นเงื่อนไขอันชอบธรรมให้กองทัพออกมาสวมบทอัศวินม้าขาวเข้ามากอบกู้สถานการณ์เพื่อรักษาความสงบของบ้านเมือง อย่างไรก็ตามโจทก์ยากสำหรับกองทัพหากมีการยึดอำนาจก็คือจะสามารถปฏิรูปประเทศไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้อย่างแท้จริงจนเป็นที่ยอมรับของสาธารณชนได้หรือไม่ มิฉะนั้นการลงทุนนำประเทศถอยหลังเข้าคลองก็คงสูญเปล่าไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย

ทีมข่าวการเมือง