ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

“AEC 2558″ ฝันหรือภัย?ของ SMEs ไทย !?! 2012/05/14

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07014010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 300

เสริมไอเดีย

“AEC 2558″ ฝันหรือภัย?ของ SMEs ไทย !?!

“ในมุมของนักธุรกิจจำนวนหนึ่ง อาจเห็น AEC เป็นฝันสวยงาม แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ไม่แข็งแกร่งนัก อาจเห็นเป็นภัยคุกคาม เกิดความหวาดกลัวว่าจะมีคู่แข่งเข้ามาแย่งที่ทำมาหากิน ซึ่งการจะแปรความฝันหรือภัยคุกคาม ครั้งนี้ให้กลายเป็นโอกาสดีสำหรับ SMEs นั้น มันต้อง How To หรือพี่เลี้ยงคอยชี้แนะ”

เรื่องใหญ่ในแวดวงคนทำธุรกิจยามนี้ น่าจะหนีไม่พ้นประเด็น การนับถอยหลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economics Community) หรือ AEC ในปี 2558

ดังจะเห็นได้จากที่ผ่านมา หลายต่อหลายหน่วยงาน ได้พยายามจัดสรรงบประมาณ ระดมบุคลากรที่เกี่ยวข้อง จากสาขาต่างๆ ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านเวทีเสวนา หวังให้ปูพื้นฐานความรู้ให้กับกลุ่มนักธุรกิจรายน้อย-ใหญ่ เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง

ต้องเข้าใจ

ก่อนตั้งรับ

“เมืองไทย มีโครงสร้างพื้นฐานและเม็ดเงินจัดสรรเข้าสู่ระบบสำหรับ SMEs ดีกว่าหลายประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน ถ้าจะด้อยกว่า คงรองแค่สิงคโปร์กับมาเลเซีย ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่ภาครัฐมีให้นั้น มีหน่วยงานทั้งภาครัฐ ธนาคาร สถาบันต่างๆ ร่วมกันทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย”

คุณพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เริ่มต้นวิเคราะห์ให้ฟังอย่างนั้น หลังถูกถามไถ่ถึงประเด็น ปัจจุบัน ผู้ประกอบการขนาด SMEs ของไทย ซึ่งทั่วทั้งประเทศมีอยู่เกือบ 3 ล้านราย มี “ความพร้อม” รองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มากน้อยแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีโครงสร้างพร้อมสนับสนุน SMEs อยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริง ณ ปัจจุบัน ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ มีความเข้าใจเรื่อง AEC 2558 กันอย่างไรบ้าง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จึงอธิบายต่อ ที่ผ่านมา ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการเตรียมการรองรับ AEC กันอย่างเต็มที่ เวทีสัมมนาจัดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน หาก SMEs รายใด ไม่สนใจเปิดหนังสือพิมพ์อ่าน หรือติดตามความเคลื่อนไหวทางสื่อออนไลน์ต่างๆ นั่นคงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับรายบุคคล แต่หากจะรอหน่วยงานไป “คอยป้อน” ให้ตลอดคงเป็นไปไม่ได้

“ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กำลังพยายามกันอย่างเต็มที่ในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ AEC ขณะเดียวกัน ตัวผู้ประกอบการ ต้องขวนขวายเองด้วย ซึ่งส่วนตัว เชื่อว่าจนถึงวันนี้ SMEs ส่วนใหญ่น่าจะมีความเข้าใจกันแล้วว่าในอนาคตอันใกล้จะเกิดอะไรขึ้น” คุณพสุ ระบุ

ก่อนเผยต่อ เมื่อ SMEs ส่วนใหญ่ มีความเข้าใจในเรื่องของ AEC ซึ่งจะเริ่มต้นขึ้นในปี 2558 นี้แล้ว สิ่งที่ต้องคิดต่อ นั่นคือ การเตรียมตัวตั้งรับ ซึ่งประเด็นนี้ เป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน

“ในมุมของนักธุรกิจจำนวนหนึ่ง อาจเห็น AEC เป็นฝันสวยงาม แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ไม่แข็งแกร่งนัก อาจเห็นเป็นภัยคุกคาม เกิดความหวาดกลัวว่าจะมีคู่แข่งเข้ามาแย่งที่ทำมาหากิน ซึ่งการจะแปรความฝันหรือภัย ครั้งนี้ให้กลายเป็นโอกาสดีสำหรับ SMEs นั้น มันต้อง How To หรือพี่เลี้ยงคอยชี้แนะ” คุณพสุ อธิบาย

และในฐานะที่มีภารกิจ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้ผู้ประกอบการ SMEs ในปีนี้ ทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จึงได้จัดทำโปรแกรม “Roadmap to AEC for SMEs” เพื่อสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการไม่ต่ำกว่า 10,000 ราย

“หลังจากได้เข้าศึกษาโรดแมปนี้แล้ว SMEs จะเห็นภาพชัดเจนขึ้น รู้ว่าปีแรกต้องทำอะไร ปีต่อไปจะทำอะไร ไม่ใช่วนเวียนอยู่ในความฝันที่จับต้องไม่ได้” คุณพสุ บอกอย่างนั้น

พร้อมยกตัวอย่างการทำงานของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมให้ฟังว่า มีกระบวนการเป็นมาตรฐาน ที่สนับสนุน SMEs ในหลายเรื่อง เช่น รวมกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมประเภทเดียวกัน ให้เดินทางไปพบปะกับผู้ประกอบการในต่างประเทศ เพื่อทำความคุ้นเคยกัน กระทั่งนำไปสู่การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ

มองหาโอกาส

ตลาด 600 ล้านคน

อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวต่อ อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงปี 2558 แล้ว แม้ SMEs จำนวนหนึ่ง ไม่พร้อมหรือไม่ต้องการจะไปบุกตลาดประเทศอื่น แต่เมื่อมีคนอื่นเข้ามาถึงในบ้าน เราต้องตระหนักว่า คนกลุ่มนั้นสามารถเข้ามาทำให้กิจการของเรา เสียหายได้ ถ้าไม่มีการเตรียมตัวที่ดีไว้

“ปี 2558 ถ้า SMEs ไม่พร้อม ไม่ต้องการบุกใคร แต่มีคนเข้ามาถึงในบ้าน คนอื่นมาทำให้เราเจ๊งไม่ได้ เขาก็ต้องมีการเตรียมตัวเหมือนกัน ต้องมีความเข้าใจ ว่าจะเตรียมพร้อมในเชิงรับ-เชิงรุก หรือถ้าอยากอยู่แบบพอเพียง ก็ต้องพอเพียงแบบเตรียมพร้อมด้วย แต่ถ้าอยู่เฉยๆ คงต้องวัดดวงเอา” คุณพสุ บอกจริงจัง

สรุป AEC 2558 เป็นฝันสวยงาม หรือภัยคุกคาม สำหรับ SMEs ประเด็นนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มีคำอธิบายน่ารับฟัง

“ผมว่าเราต้องมองให้มันเป็นโอกาส การเป็นนักธุรกิจ หากไปมองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เป็นภัยคุกคาม เขาไม่น่าจะเป็นนักธุรกิจ เพราะนักธุรกิจ คือ นักแสวงหาโอกาส หากเริ่มต้นคิดว่าเป็นภัยคุกคาม ก็เหนื่อยแล้ว มันต้องมองในเชิงบวกเข้าไว้”

“จะมอง AEC เป็นภัยคุกคามหรือเป็นความยากก็มองได้ แต่ต้องมองหาช่องโอกาสให้ได้ SMEs ยังมีทางเลือก และขึ้นอยู่กับว่าจะคิดเชิงธุรกิจอย่างไร ซึ่งต่อไปอาจต้องเปลี่ยนวิธีคิดว่า ตลาดของเราไม่ใช่แค่คนในประเทศไทย 60 ล้านคน แต่เป็น 600 ล้านคน” อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าว ก่อนฝากทิ้งท้ายหนักแน่น

“กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นหนึ่งในหลายหน่วยงาน ที่พร้อมจะเติมเต็ม และเป็นพี่เลี้ยงให้กับ ผู้ประกอบการ SMEs อย่างเต็มที่”

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม บริการให้คำปรึกษาแนะนำ อาทิ การจัดตั้งธุรกิจ การดำเนินธุรกิจ และข้อมูลกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งข้อมูลหรือกิจกรรมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดยผู้ขอรับบริการสามารถส่งคำถาม หรือข้อมูลที่ต้องการทราบผ่านระบบ E-Consulting ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ โทรศัพท์ (02) 202-4426, (02) 354-1537 อีเมล : boc@dip.go.th หรือ http://boc.dip.go.th

 

มอง “พม่า” หลายมิติ ในมุมของ “บรรพต ก่อเกียรติเจริญ” อดีตประธานหอการค้า จ.ตาก 2012/05/14

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 300

เสริมไอเดีย

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

มอง “พม่า” หลายมิติ ในมุมของ “บรรพต ก่อเกียรติเจริญ” อดีตประธานหอการค้า จ.ตาก

ในบรรดากลุ่มอาเซียน ตอนนี้พม่าเป็นประเทศเนื้อหอมอันดับหนึ่งเลยทีเดียว เพราะเริ่มมีการปฏิรูปประเทศสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น ปัญหาชนกลุ่มน้อยก็ยุติแล้ว ที่สำคัญ เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้นักลงทุนข้ามชาติทั่วโลกต่างมุ่งไปที่ประเทศนี้กันชนิดหัวบันไดไม่แห้งเลยทีเดียว

ไทยเราในฐานะเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดต่อกันหลายจังหวัดจึงไม่ควรพลาดโอกาสอันงามนี้ ซึ่งที่ผ่านมา ก็มีนักลงทุนไทยทั้งรายใหญ่รายเล็กเข้าไปทำธุรกิจในพม่ากันอยู่บ้างแล้ว “คุณบรรพต ก่อเกียรติเจริญ” อดีตประธานหอการค้าจังหวัดตาก จะมาบอกเล่าให้ฟังถึงสภาพการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมพม่าในปัจจุบันและอนาคต

จี้รัฐเร่งซ่อมสะพาน

เป็นที่น่าเสียดายที่ว่า สะพานมิตรภาพไทย-พม่า แห่งที่ 1 ชำรุด ทำให้รถน้ำหนักเกิน 15 ตัน วิ่งข้ามไม่ได้ ต้องเสียเวลาในการขนถ่ายสินค้า เป็นผลให้ต้นทุนในระบบโลจิสติกส์เพิ่มมากขึ้น จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งซ่อมแซมเพราะคาราคาซังมาหลายปีแล้ว

สะพานแห่งนี้มีมูลค่าทางการค้าปีละ 3 หมื่นล้านบาท และในอนาคตจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา พม่าได้ยกเลิกประกาศสินค้าต้องห้าม 15 ชนิดแล้ว

หอการค้าจังหวัดตาก ได้นำคณะเอสเอ็มอีส่วนที่ได้รับการสนับสนุนจาก สสว. และนักธุรกิจท้องถิ่นของเราไปพบปะกับหอการค้าและอุตสาหกรรมของพม่า และได้นัดผู้ประกอบการของย่างกุ้งร้อยกว่ารายมาทำ Business Matching

พม่าชื่นชอบสินค้าไทย

ในพม่าเองก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป ในเมืองมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ใช้คำว่า City Mart เป็นห้างขายส่งขนาดใหญ่คล้ายแม็คโคร เทสโก้ โลตัส มีสินค้าจากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาขาย เช่น จีน แต่ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมไม่เหมือนสินค้าจากไทย

สิ่งที่เห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงอีกอย่างคือ ประเทศเพื่อนบ้านเราเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับพม่า เช่น มีสายการบินบินตรงจากประเทศกลุ่มอาเซียนหลายแห่งเข้าสู่ย่างกุ้ง ทั้งเวียดนาม มาเลเซีย จีน อินเดียก็เข้ามา เดิมสนามบินย่างกุ้งเองมีเฉพาะการบินไทยหรือไชน่าแอร์ไลน์

ผมอยากเสนอแนะว่า เส้นทางขนส่งเข้าสู่พม่า เส้นทางแม่สอด-เมียวดีถือว่าเป็นเส้นทางที่สะดวกและประหยัดที่สุด ส่วนพม่าเองก็มีประชากร 50-60 ล้านคน ขนาดพอๆ กับประเทศไทย คนพม่ามีรสนิยมชอบสินค้าไทย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภค บริโภค หรือว่าอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ

ชี้ช่องผู้ประกอบการไทย

สินค้าหลายอย่างทั้งสินค้าอุปโภค บริโภค และสินค้าต้องห้าม 15 ชนิดเป็นสินค้าที่ขายดีในพม่าอยู่แล้ว ส่วนอะไหล่รถยนต์ เครื่องปรับอากาศรถยนต์ก็เป็นตลาดที่น่าสนใจ เครื่องดื่มต่างๆ ก็น่าสนใจเช่นกัน

ตอนที่เอสเอ็มอีของเราไปพบกับนักธุรกิจชาวพม่า สินค้าที่นำไปเป็นสินค้ากึ่งโอท็อป เช่น กุหลาบแห้ง พม่าก็ต้องการ เขาไปขายเป็นสินค้าที่ระลึก น้ำดื่มที่ใส่รสซ่าเข้าไปก็เป็นสินค้าที่น่าสนใจ

ความสำคัญของ “แม่สอด-เมียวดี”

ปัญหาชนกลุ่มน้อยเขาเจรจายุติกันได้แล้ว หลังจากการลงนามข้อตกลงกันแล้ว การเดินทางก็น่าจะปลอดภัยมากขึ้น พม่าคงจะเปิดให้คนไทยและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปในเส้นทางแม่สอด-เมียวดี เพื่อไปยังเมืองอื่นๆ ของพม่าได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเมืองผาอ่างหรือเมืองมะละแหม่ง ปัจจุบันเราไปได้แค่เมียวดี

ทั้งนี้ เส้นทางที่ใกล้ย่างกุ้งที่สุดในการที่พม่าจะออกต่างประเทศได้คือแม่สอด-เมียวดี ระยะทาง 400 กิโลเมตร ทางมีปัญหาเล็กน้อยคือเส้นทางจากเมียวดีไปยังเมืองกอกาเร็ก 60 กิโลเมตร ปัจจุบันรัฐบาลไทยได้ทุ่มงบประมาณประมาณ 1,100 กว่าล้านในการทำถนนให้ ถ้าถนนเส้นนี้เสร็จในอีก 3 ปีข้างหน้าเส้นทางที่จะออกต่างประเทศของพม่าจากย่างกุ้งก็ต้องใช้เส้นทางเมียวดี ผ่านมาแม่สอดแล้วไปยังประเทศอื่นๆ ออกอาเซียน โดยใช้เส้นทาง East-West Corridor

ต้องเตรียมพร้อมเป็นประตูอาเซียน

ในเรื่องเขตการค้าเสรีอาเซียน สิ่งที่จำเป็นในอนาคตข้างหน้าในมุมมองของผมคือ หนึ่ง เราจะต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบโลจิสติกส์ที่ดี มี One Stop Service ที่ดี มีส่วนราชการที่จะอำนวยความสะดวกให้กับทุกๆ ประเทศในโลกที่จะใช้เป็นเส้นทางเชื่อมโยงกับพม่า และพม่าก็ใช้เป็นเส้นทางเชื่อมโยงออกสู่อาเซียน ออกสู่โลก

ฉะนั้น แม่สอดจะเป็นประตูที่ต้องเตรียมพร้อม เช่น เรื่องของถนน เรื่องของสะพานแห่งที่ 2 เรื่องของเขตที่ต้องมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ในเวลาเดียวกัน พม่ามีเขตเศรษฐกิจที่เมียวดีมา 3-4 ปีแล้ว ดังนั้น เราต้องเตรียมเมืองให้พร้อมที่จะเป็นประตูของอาเซียนด้วย เพราะเราอยู่ในแนว East-West ในขณะเดียวกัน อีสานก็อยู่ในแนว North-South ด้วย ถ้าเราไม่เตรียมสิ่งเหล่านี้ ในอนาคต ยุทธศาสตร์ ผลประโยชน์ของชาติจะสูญเสียไป

พม่าเตรียมพร้อมแล้วเขาเปิดพื้นที่รองรับในอนาคตอีก 10-20 ปีข้างหน้า ในขณะเดียวกัน เขาก็ไปเปิดบริเวณพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนเราไปประมาณร้อยกว่ากิโล เป็นเขตอุตสาหกรรมอีกแห่งหนึ่ง

พม่ายังขาดสิ่งที่สำคัญคือ ไม่มีแหล่งพลังงานที่มากพอเพื่อรองรับเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ นอกจากจะสร้างเขื่อนฮัตจีขนาดใหญ่เสร็จ หรือเขื่อนที่อื่น หรือไม่ก็ไปหาแหล่งพลังงานสำรองจากนิวเคลียร์ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ในอีก 10 ปีข้างหน้าพม่าต้องพึ่งพาอาศัยเขตเศรษฐกิจ 2 เขตนี้ ถ้าเราเตรียมพื้นที่ตรงนี้ โดยให้รัฐมาลงทุนในพื้นที่ 5,600 ไร่ ทำถนน ทำสะพานแห่งที่ 2 ทำคลังสินค้าทัณฑ์บน ทำระบบโลจิสติกส์ ทำศูนย์ราชการ One Stop Service เพื่อจะรองรับการเป็นประตูของอาเซียน

ชื่นชมพม่าทำฝันเป็นจริงทันใจ

ผมหวังว่ารัฐบาลของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเห็นความสำคัญแล้วดำเนินการต่อ เพราะถือเป็นหลักยุทธศาสตร์ของชาติ อย่าลืมว่า ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราไม่คิดว่าพม่าจะปรับตัวขนาดนี้ เขาปรับตัวเกือบทุกอย่างจนเขาจะเสร็จในทุกอย่าง

ไทยเราเองอยู่ชิดติดกันเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ถ้าเราเปิดประตูสู่พม่าอย่างมีคุณภาพเราก็จะได้ประโยชน์อย่างมหาศาลเลย มีคนบอกว่า เปลี่ยนรัฐบาลทีก็เปลี่ยนนโยบายที ผมก็หวังว่ารัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์น่าจะไม่ได้มองเฉพาะเรื่องนี้ แต่มองผลประโยชน์ของชาติเป็นสิ่งสำคัญว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความต้องการของเอกชน ของประเทศนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องของฝ่ายการเมืองอย่างเดียว

ในส่วนของพม่าเขาฝันแล้วเขาทำได้ในชั่วข้ามคืน แต่ของเรา เราฝัน เราพูดเยอะแล้ว เราไม่ทำ นอกจากนั้น ยังเตะตัดขากันเอง ดูเหมือนวิ่งเร็ว ทว่าพอออกสตาร์ตออกตัวดีแต่จะหกล้มกลางทางตลอด ของเขาดูเหมือนช้าแต่เขาหนักแน่นและเป็นรูปธรรม ซึ่งเราจะเห็นได้จากเขตเศรษฐกิจที่เมียวดี ในวันนี้เขาแบ่งพื้นที่ชัดเจน เป็นเมืองขึ้นมาอย่างทันตาเห็นเลย แต่ของเรานี้พิมพ์เขียวยังไม่เห็น ยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร ทั้งๆ ที่มันน่าจะออกแบบได้แล้ว อย่างถนน สะพาน รัฐต้องตัดสินใจได้แล้ว

แนะรัฐบาลยิ่งลักษณ์เดินหน้า

การค้าขายชายแดนแม่สอดปีละ 3 หมื่นล้าน หากฝั่งไทยทำอะไร ในอีก 10 ปีข้างหน้าก็ยังได้ใช้ เพราะทางออกของพม่าในทางออกสู่อาเซียนออกทางโลก ทางบกต้องใช้เส้นทางนี้ รัฐบาลที่แล้วให้งบประมาณทำถนนเรียบร้อย ได้บริษัทรับเหมาเรียบร้อย ในเขตเศรษฐกิจในแม่สอด 5,600 ไร่ บริเวณบ้านวังตะเคียน ด้านเหนือของแม่สอดเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมตามมติคณะรัฐมนตรี ทางภาคเอกชนก็ผลักดัน

ในยุครัฐบาลที่ผ่านมาได้จัดงบประมาณออกมาส่วนหนึ่งเพื่อหาบริษัทมาออกแบบ เพราะตรงนี้ต้องดูแลทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งเรื่องส่วนราชการที่เกี่ยวข้องที่เป็น One Stop Service เพราะจะต้องให้บริการแก่คนทั้งโลก ในอนาคต ทางแม่สอดระบบราชการไม่ว่าจะเป็นศุลกากรก็ดี ตม. ก็ดี ต้อง International ดังนั้น รัฐบาลสมัยนี้แค่จับขึ้นมาแล้วเดินหน้าต่อในเรื่องของถนน เรื่องของสะพาน

ส่วนกรณี 3 อำเภอ คือแม่สอด แม่ระมาด และท่าสองยาง ถ้าเป็นเขตการค้าเสรีอาเซียน โลกไม่มีพรมแดน เขตเศรษฐกิจมันไม่มีแล้ว ต้องเขตเศรษฐกิจชายแดน เพียงแต่ว่านักอุตสาหกรรมหรือนักลงทุนที่จะมาลงทุนต้องมองว่า หนึ่ง เขาจะมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมกับชาวบ้านหรือไม่ เขาต้องทำวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ต้นทุนในระบบโลจิสติกส์ถูกหรือไม่ มีแรงงานพร้อมหรือไม่ ในราคาถูกหรือไม่

ปัจจุบัน นโยบายรัฐให้ลูกจ้างได้ค่าแรง 300 บาท ต่อวัน ถ้านักลงทุนเขาคำนวณแล้วว่าต้นทุนในระบบโลจิสติกส์แพงเขาคงไม่มา เพราะเป็นต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราต้องมีจุดแข็งทำอย่างไรเขาถึงจะมา หากภาครัฐเอื้อในความสะดวก เอื้อทั้งสิ่งแวดล้อมและพลังงาน นักลงทุนเขาก็มาเอง หรือในอนาคตเราอาจจะไปใช้ที่เขตเศรษฐกิจเมียวดีก็ได้ อาจจะใช้แรงงานพม่าผ่านสะพานแห่งที่ 2 เพราะมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบที่ชัดเจน มีการบริหารพื้นที่อย่างชัดเจนโดยรัฐ

ห่วงประเทศชาติเสียผลประโยชน์

ผมในฐานะประธานหอการค้าก็ไปดูมาหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นชายแดนด้านเวียดนาม ลาว ทุกพื้นที่ที่เป็นเขตเศรษฐกิจ จะเห็นว่าเราสร้างสะพานที่มุกดาหาร ลาวก็ทำที่สะหวันนะเขต เราทำสะพานที่หนองคาย ลาวก็ทำที่เวียงจันทน์ เรายังสร้างสะพานที่เชียงของไม่เสร็จ ฝั่งตรงข้ามเขาก็มีบ่อนเสร็จแล้ว

ขณะที่ของเราคุยตั้งแต่จีนเพิ่งมีเสิ่นเจิ้นจนป่านนี้แล้วประเทศไทยยังไม่มีเขตเศรษฐกิจเป็นรูปธรรมเลย พม่าเขาเปิดใช้แล้ว มีศูนย์ One Stop Service มีเขตแลกเปลี่ยนสินค้า ของเรายังไม่มีรูปธรรมเลย กฎหมายที่จะรองรับก็ยังไม่ทราบว่าจะเอาอย่างไร เราจะอยู่บนลู่วิ่งแล้ว สมัยก่อนยังมีโซ่มัดขาเขาไว้ข้างหนึ่ง แต่สมัยนี้อยู่บนลู่วิ่งเดียวกัน ฉะนั้น ถ้าเราไม่ทำเราก็เสียโอกาส ยุทธศาสตร์ของชาติอาจไปอยู่ฝั่งประเทศพม่า เขาทำได้ทุกอย่างเพียงข้ามคืน เขาพูดกันต้นปี ปลายปีเขาเป็นรูปธรรมออกมาแล้วสัมผัสได้ ของเราพูดต้องเป็นปี พอกลางปี ปลายปีเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ก็มาเล่านิทานกันใหม่ แล้วก็มีนิยายเรื่องใหม่ๆ ขึ้นมา

อนาคตมะริด-ทวาย

เส้นทางมะริด-ทวาย เป็น East-South เป็นเส้นใต้ ออกจากกัมพูชาผ่านกรุงเทพฯ ผ่านเมืองกาญจน์แล้วไปออกที่มะริด-ทวาย ซึ่งมะริด-ทวายเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ ผมคิดว่าในอนาคตจะมีบทบาทมากเพราะเป็นโครงการที่ใหญ่มาก อยู่ไม่ไกลกรุงเทพฯ ปัจจุบันก็กำลังทำถนนจากเมืองกาญจน์ไปมะริด-ทวาย ในเวลาเดียวกันก็เชื่อมเข้าสู่กัมพูชา

ทางมะริด-ทวายเป็นโครงการที่ใหญ่มาก จะทำให้พม่าเองก็เชื่อมกับทางใต้ จากกัมพูชาและไทยเราก็ได้ประโยชน์จากกรุงเทพฯ แต่ถ้ากับพม่าโดยตรงผมยังเชื่อว่าทางแม่สอด-เมียวดีน่าจะได้ประโยชน์มากที่สุด

ส่วนของแม่สอดเป็น East-North คือเชื่อมจากมุกดาหาร เชื่อมเข้าสู่ท่าเรือดานังของเวียดนาม ถ้าดูยุทธศาสตร์โดยรวม ผมมองว่าเส้นทางจากเมียวดีเข้าสู่ย่างกุ้ง และจากพม่าเข้าสู่อาเซียน เส้นทางบกที่สะดวกที่สุดคือ แม่สอด-เมียวดี-ย่างกุ้ง แม้อีก 10 ปีข้างหน้าเส้นทางนี้ก็สะดวกที่สุด

 

กศน. เดินหน้าสร้างอาชีพ ทุกที่-ทุกเวลา-ทั่วถึง-เท่าเทียม 2012/05/14

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 300

ช่องทางสร้างอาชีพ

พารนี

กศน. เดินหน้าสร้างอาชีพ ทุกที่-ทุกเวลา-ทั่วถึง-เท่าเทียม

“และด้วยความเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ความต้องการมีอาชีพของคนในตำบลบ้านใต้ แห่งอำเภอเกาะพะงันนี้ จึงมีอาชีพนวดแผนไทยมาเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือการใช้ภาษาอังกฤษ เพื่อการท่องเที่ยว อาชีพจักสานก้านมะพร้าว และการทำอาหารฝรั่ง…”

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เป็นหน่วยงานของรัฐอยู่ในความกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ มีชื่อย่อเรียกกันติดปากทั่วไปมาช้านานว่า “กศน.”

ปัจจุบัน กศน. มีวิสัยทัศน์ชัดเจน ประกาศไว้เป็นพันธกิจต่อสังคม

“คนไทยได้รับการศึกษาตลอดชีวิต และการศึกษาอาชีพเพื่อการมีงานทำที่มีคุณภาพ ได้ทุกที่ ทุกเวลา อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน เพื่อให้เกิดสังคมฐานความรู้ และการมีอาชีพอย่างยั่งยืน”

ภาษาอังกฤษ

เปลี่ยนชีวิต

หลักสูตรอาชีพระยะสั้น มีทั้งการอบรมตามโครงการ “ภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว” และ “การนวดแผนไทย” ของตำบลบ้านใต้ อำเภอเกาะพะงัน อยู่ในความรับผิดชอบของ สำนักงานกศน. จังหวัดสุราษฎร์ธานี คือ ตัวอย่างของความพยายามอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อจะผลักดัน ให้คนไทยมีงานทำที่มีคุณภาพ อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ดังวิสัยทัศน์ของ กศน. ที่ประกาศไว้

คุณอาริสา ผ่องศรี ตำแหน่งครูกศน. หนึ่งในผู้รับผิดชอบหลักสูตรอาชีพระยะสั้นในเขตตำบลบ้านใต้ เล่าให้ฟัง ถึงแนวทางการทำงานว่า ก่อนจะเปิดสอนหลักสูตรอาชีพระยะสั้นในโครงการใดก็ตาม จะต้องมีการออกสำรวจความต้องการในการประกอบอาชีพของชาวบ้าน เป็นรายหมู่เสียก่อน จากนั้นจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้

และด้วยความเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ความต้องการมีอาชีพของคนในตำบลบ้านใต้ แห่งอำเภอเกาะพะงันนี้ จึงมีอาชีพนวดแผนไทยมาเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือการใช้ภาษาอังกฤษ เพื่อการท่องเที่ยว อาชีพจักสานก้านมะพร้าว และการทำอาหารฝรั่ง ตามลำดับ

ส่วนการจัดการเรียนการสอนตามโครงการดังกล่าวนี้ อาจใช้ระยะเวลาไม่เท่ากัน ยกตัวอย่าง “ภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว” ใช้เวลาอบรม 20 ชั่วโมง โดยวิทยากรซึ่งเชี่ยวชาญในพื้นที่ ทั้งนี้ เปิดโอกาสให้ทั้งประชาชนทั่วไป และนักศึกษาของ กศน. เข้ารับการอบรมได้รุ่นละประมาณ 30 คน ที่ผ่านมาทำการอบรมผ่านไปแล้ว 2 รุ่น

หันมาพูดคุยสองความภาคภูมิใจของ กศน.ตำบลบ้านใต้ กันบ้าง

เริ่มต้นจาก “น้องแก้ว-น.ส.ขวัญจิรา สีเขียน” นักศึกษากศน. ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ปัจจุบันทำอาชีพแม่ครัว อยู่ประจำรีสอร์ตแห่งหนึ่ง

น้องแก้ว เล่า เมื่อทราบว่า กศน. มีการอบรมภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว รู้สึกสนใจมาก เพราะส่วนใหญ่เธอต้องทำงานกับชาวต่างชาติ และถึงแม้งานที่รับผิดชอบอยู่ในครัวอย่างเดียว แต่เนื่องจากพนักงานในรีสอร์ตมีไม่มาก หากว่างจากการปรุงอาหาร เธอต้องมาช่วยงานต้อนรับด้วย

“พอมาเรียนภาษาเพิ่ม ได้ความรู้หลายอย่าง เมื่อชาวต่างชาติถามหาห้อง ถามทาง ถามเกี่ยวกับความแตกต่างของรสชาติอาหาร เราตอบได้ ชาวต่างชาติจะรู้สึกดี และการมีหน้าที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย อย่างเป็นแม่ครัว ได้เงินเดือนละ 7,000 บาท แต่พอมาช่วยรับลูกค้า มีรายได้เพิ่มเป็นหมื่นบาทต่อเดือน ไม่รวมทิป” น้องแก้ว เล่าก่อนยิ้มกว้าง

อีกคนคือ “น้องกิ๊ก-น.ส.ธิชาพร ปุ่นบุญหอม” นักศึกษากศน. ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ปัจจุบันเป็นพนักงานในร้านสะดวกซื้อ

น้องกิ๊ก บอก งานของเธอต้องเจอกับลูกค้าต่างชาติตลอด แต่ก่อนเข้ามาอบรมภาษาอังกฤษ แทบจะไม่รู้จักศัพท์อะไรเลย พอเห็นฝรั่งเดินเข้าร้าน มักรู้สึกกลัว ไม่กล้าสบตา แต่หลังจากมาเข้าอบรมแล้ว ทำให้เข้าใจ รู้จักศัพท์คำนี้คืออะไร สามารถโต้ตอบได้ บอกทางได้ จากเมื่อก่อนต้องชี้มือชี้ไม้อย่างเดียว และถึงแม้การพูดภาษาอังกฤษได้จะยังไม่ทำให้รายรับเพิ่ม แต่สามารถเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเอง กล้าพูด กล้าแสดงออกมากขึ้น

นวดไทยแท้

เลี้ยงตัวสบาย

ถัดมาเป็นอาชีพ “นวดแผนไทย” ที่ กศน.บ้านใต้ เข้าไปมีบทบาทการส่งเสริม โดย คุณสมหมาย ใจวัง อายุ 58 ปี เจ้าของร้านนวด “ป้าหมาย” กรุณาสละเวลามาพูดคุยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า พื้นเพเป็นคนลำปาง อาชีพดั้งเดิมคือค้าขาย ก่อนหน้านี้เคยไปอบรมวิชานวดแผนไทยมาแล้วหลายแหล่ง กระทั่งมีวิชาพอตัว

กระทั่งปี 2547 เกิดปัญหาครอบครัว จึงย้ายมาอาศัยอยู่บนเกาะพะงัน แต่ยังขยันไปเข้าอบรมวิชานวดแผนไทยกับทาง กศน. กระทั่งปี 2550 สามารถเปิดร้านนวดเป็นของตัวเอง

“อาชีพนวดแผนไทย เลี้ยงตัวได้สบาย ไปไหนไม่มีขาดทุน ไม่ต้องหอบของพะรุงพะรังไปลงทุน จะไปหากินต่างจังหวัด มีกระเป๋าเสื้อผ้าใบเดียว ก็ทำมาหากินได้แล้ว เรียกว่ามีวิชาอยู่กับตัวไม่ต้องกลัว อย่างป้ามีลูกค้ามาให้นวดทุกวัน” ศิษย์เก่า กศน. บอกอย่างนั้น

ส่วน คุณสุกัญญา ธันวราคม เจ้าของกิจการ “Su Massage-สุ มาสซาจ” วัย 51 ปี ที่แม้จะไม่ได้ฝึกปรือวิชาการนวดแผนไทยมาจาก กศน. แต่ “หมอนวด” ประจำร้านของเธอ ทั้ง 3 ท่าน ล้วนผ่านการอบรมมาจาก กศน. ด้วยกันทั้งสิ้น

คุณสุกัญญา เล่าว่า เปิดกิจการมาได้ปีเศษ อาชีพดั้งเดิมทำงานบริษัท แต่ด้วยความเครียดกับงานประจำ ประกอบกับมีวิชานวดติดตัวอยู่บ้าง จึงตัดสินใจลาออกมาทำอาชีพอิสระบนเกาะพะงัน โดยเริ่มต้นด้วยการเช่าร้านเดือนละ 5,000 บาท จ้างหมอนวดไว้ 3 คน ส่วนตัวเองจะลงมือนวดด้วยหากลูกค้าเข้ามาพร้อมกัน

“ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งมักนิยม นวดไทย กับนวดออยล์ ส่วนรายได้ช่วงใกล้ฟูลมูนปาร์ตี้จะดี มีลูกค้าเข้าตลอด แต่หลังจากนั้นหรือช่วงโลว์ซีซั่น ระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคม ลูกค้าบางตา แต่ก็พออยู่ได้ เพราะค่าครองชีพบนเกาะพะงันยังไม่สูงนัก” คุณสุกัญญา บอก

ถามถึงอุปสรรคร้านนวดบนเกาะท่องเที่ยว คุณสุกัญญา บอก เรื่องภาษา เป็นปัญหาสำคัญ หากหมอนวดพูดภาษาอังกฤษได้ จะสามารถสื่อสารได้ว่าลูกค้าชอบแบบไหน รู้สึกอย่างไรบ้าง ส่วนเรื่องคู่แข่ง ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะส่วนใหญ่คนทำร้านนวดจะเป็นเพื่อนกันหมด

“เราจะไม่บอกว่าร้านเราดีกว่าร้านคนอื่น แต่จะบอกลูกค้าว่า เข้าร้านไหนเหมือนกันหมด ทุกคนเป็นเพื่อนกัน เป็นนวดไทยคือ นวดไทยจริงๆ เราจะไม่มีเรื่องอื่นแอบแฝง แต่ต้องยอมรับว่าลูกค้าต่างชาติบางคนไม่เข้าใจ”

“อย่างเมื่อคืนก่อน มีฝรั่งมาถามร้านนี้มีนวดพิเศษมั้ย เลยบอกไปว่า อย่ากลับมาที่นี่อีก ไม่งั้นจะเรียกตำรวจ” คุณสุกัญญา เล่าอย่างนั้น

ร้าน “Su Massage” ปัจจุบัน บริหารงานโดย คุณสิริกัญญา เข็มจริยา น้องสาวของคุณสุกัญญา เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. สนใจโทรไปจองคิวก่อนได้ที่ โทรศัพท์ (082) 388-2505

การให้การศึกษาอาชีพ เพื่อคนไทยจะได้มีงานทำที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นภารกิจของสำนักงาน กศน. ยังคงเดินหน้าต่อไปได้ทุกที่ ทุกเวลา เพื่อความทั่วถึงและเท่าเทียม

 

2 เชฟระดับชาติ อิตาเลียนฮิต อาหารจีนยอดนิยม 2012/05/14

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 300

เปรี้ยวปาก 

กมลทิพย์ ธนะกิจรุ่งเรือง

2 เชฟระดับชาติ อิตาเลียนยอดกมลทิพย์ ธนะกิจรุ่งเรืองิต อาหารจีนยอดนิยม

อาหารต่างชาติที่อยู่ในความนิยมของคนไทยอันดับต้นๆ ต้องยกให้ “อาหารอิตาเลียน” และ “อาหารจีน” เรียกว่าถูกปากตะวันตกบรรจบตะวันออกกันเลยทีเดียว

หากพูดถึงอาหารอิตาเลียนที่คนไทยคุ้นส่วนมากจะเป็นพวก พิซซ่า พาสต้า มะกะโรนี สปาเกตตี้ เมนูพื้นฐานที่หารับประทานง่าย แต่แท้จริงแล้วอาหารอิตาเลียนมีความหลากหลายมาก ตั้งแต่อาหารเรียกน้ำย่อย อาหารว่างทานเล่น ไปจนถึงอาหารหลัก ที่มีให้เลือกหลากหลาย และรสชาติก็ค่อนข้างเป็นที่ถูกใจจนความนิยมแพร่หลายไปทั่วโลก มีตั้งแต่อาหารเรียบง่าย อย่าง สลัดผัก ซุป ขนมปังอบกรอบปาดหน้าด้วยปลาแองโชวีหรือตับบด ไปจนถึงจานหรูอย่าง สเต็กเนื้อแกะ อกไก่อบราดซอส จนถึงไก่ฟ้าสอดไส้ เลยทีเดียว

ส่วนอาหารจีนก็ยิ่งเป็นที่นิยมและคุ้นปากคนไทยมากขึ้นไปอีก ด้วยความผสมผสานทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมระหว่างไทยจีนที่มีมายาวนาน ทำให้อาหารจีนหลายอย่างถูกรวมอยู่ในมื้ออาหารของคนไทยไปอย่างกลมกลืน

แต่ถ้าเป็นอาหารจีนยอดนิยมระดับเหลาหรือภัตตาคาร ก็จะมีความพิถีพิถันมากขึ้นไปอีก ทั้งในเรื่องรสชาติ ความสดใหม่ รวมถึงสไตล์การนำเสนอหน้าตาอาหารที่ผสมผสานความเป็นสากลมากขึ้น

อาหารตะวันตก เป็นอาหารที่จะให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ในขณะที่ อาหารตะวันออก มักจะเน้นด้านสร้างสมดุล

ในเดือนพฤษภาคมนี้ มติชน อคาเดมี จึงมอบโอกาสพิเศษสุดสำหรับผู้ที่ชื่นชอบและรักในการทำอาหารอิตาเลียนและอาหารจีน ได้มาเรียนรู้รูปแบบการทำอาหารสไตล์สากล กับ 2 เชฟระดับชาติ จากสถาบันอาหาร Thailand Culinary Academy (TCA) ที่มีดีกรีระดับ “เชฟทีมชาติ” แบบไม่ต้องรักพี่เสียดายน้อง ถึง 2 หลักสูตร

หลักสูตรแรก คือ Popular Italian ที่คัดสรรเมนูฮิตมาบอกสูตรเด็ดเคล็ดลับกันถึง 3 เมนู ประกอบด้วย ซีซ่าร์สลัด สูตรต้นตำรับ ซุปครีมไก่ รสนุ่มละมุนลิ้น และจานหนักอย่างไก่พิคคาต้าซอสมะเขือเทศกับพาสต้า รสจัดจ้านเฉพาะตัว เป็นเซตเมนูที่ไล่เลียงได้อย่างลงตัวที่สุด

ผู้ที่จะมาสอนก็เป็นระดับเชฟใหญ่ของโรงแรมอโนมา กรุงเทพฯ ที่มี Signature dish เป็นเมนูอาหารอิตาเลียนติดดาวขึ้นชื่อในเรื่องความอร่อยและความสวยงามด้านการจัดองค์ประกอบอาหาร เนื่องจากเคยมีประสบการณ์ในการอบรมหลักสูตรพิเศษที่ประเทศอิตาลี “เชฟประชัน วงศ์อุทัยพันธุ์”

1 ใน 4 ตัวแทนเชฟอาหารอิตาเลียนของประเทศไทยที่ได้ทุนของ Italian Trade Commission

นอกจากนี้ เชฟประชันยังเป็นคอลัมนิสต์ให้กับนิตยสาร Thailand Restaurant News รวมถึงวิทยากรสาธิตอาหารในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงรับหน้าที่ผู้จัดการทีมชาติไทย พาทีมเยาวชนไปแข่งขันด้านการทำอาหารบนเวทีระดับโลก

อีกหลักสูตรคือ หลักสูตร Popular Chinese สอนอาหารจีน 3 สไตล์ ที่มีทั้งจานหลัก จานด่วน และจานเรียกน้ำย่อย ซึ่งเป็นที่นิยมอันดับต้นๆ ของภัตตาคารห้องอาหารจีนเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น หมูอบน้ำผึ้ง เนื้อนุ่มหอมน้ำซอสสูตรพิเศษ ราดหน้าปลาเต้าซี่ รสกลมกล่อมแบบไม่ต้องพึ่งเครื่องปรุง หรือจะเป็นซุปเสฉวน ที่มีรสจัดของเครื่องเทศผสมผสานกับเต้าซี่ปรุงออกมาเป็นซุปรสเข้มได้อร่อยลงตัวมากๆ

โดยมี “เชฟพิรุฬห์ รังสิโยธิน” หัวหน้าพ่อครัวใหญ่ สยามนิรมิต กรุงเทพฯ โรงละครระดับหรูกลางกรุงเทพฯ รับหน้าที่ถ่ายทอดสูตรเด็ด เทคนิคการทำเมนูจีนระดับเหลา เอาใจคออาหารจีนโดยเฉพาะ

ทั้ง 2 หลักสูตรไม่เพียงการันตีรสชาติความอร่อย แต่ยังสอนเพิ่มเติมไปถึงความคิดสร้างสรรค์ด้านการจัดวางองค์ประกอบอาหารให้ดูสวยงามตรึงทุกสายตา ครบถ้วนทั้ง “ศาสตร์” และ “ศิลป์” แบบใกล้ชิดและเป็นกันเอง

นี่จึงเป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญที่คุณไม่ควรพลาด 

เชฟประชัน วงศ์อุทัยพันธุ์ จะสอนหลักสูตร Popular Italian 

ประกอบด้วย เมนูไก่พิคคาต้าซอสมะเขือเทศกับพาสต้า, ซุปครีมไก่, ซีซ่าร์สลัด

ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2555

เชฟพิรุฬห์ รังสิโยธิน จะสอนหลักสูตร Popular Chinese 

ประกอบด้วย เมนูหมูอบน้ำผึ้ง, ราดหน้าปลาเต้าซี่ และซุปเสฉวน

ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2555

สนใจสมัครเรียน ติดต่อ มติชน อคาเดมี โทรศํพท์ (02) 954-3977-84 ต่อ 2115, 2116, 2123 และ 2124

หรือ www.matichonacademy.com

 

จาก ร.ศ. 112 ถึง พ.ศ. ปัจจุบัน เยือนถิ่นยุทธนาวีที่ปากน้ำ ประวัติศาสตร์ และความรักชาติของบรรพบุรุษไทย กับ “ไกรฤกษ์ นานา” ตอนที่ 1 2012/05/14

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07048010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 300

หมุดไมล์

รอยเท้าเล่าเรื่อง 

จาก ร.ศ. 112 ถึง พ.ศ. ปัจจุบัน เยือนถิ่นยุทธนาวีที่ปากน้ำ ประวัติศาสตร์ และความรักชาติของบรรพบุรุษไทย กับ “ไกรฤกษ์ นานา” ตอนที่ 1

ทุกที่มีเรื่องราว ทุกรอยเท้ามีความหมาย

เป็นเวลากว่า 1 ศตวรรษแล้วที่ประเทศไทยของเราเคยถูกรุกรานอธิปไตยจาก “ฝรั่งเศส” ชาติมหาอำนาจในขณะนั้น ซึ่งมีแนวคิดว่า หากจะครองโลกก็ต้องครองเอเชียให้ได้เสียก่อน และฝรั่งเศสก็เป็นชาติแรกที่เข้ามามีบทบาทในอินโดจีน ด้วยการสร้างฐานทัพเรือ

เหตุเกิดในปีรัตนโกสินทร์ศก 112

ขณะนั้น กรุงสยามเป็นราชอาณาจักรใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ มีพืชพันธุ์ธัญญาหารบริบูรณ์ตลอดปี ภายใต้ร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเป็นที่หมายปองจากประเทศนักล่าอาณานิคมอย่างฝรั่งเศส ที่มองว่าหากครอบครองสยามได้จะเป็นการเพิ่มแสนยานุภาพของตัวเองในเอเชียให้น่าเกรงขามได้

กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ยุทธนาวีที่บริเวณปากน้ำเจ้าพระยา ระหว่างกองทัพเรือของไทยและฝรั่งเศสที่บริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้า และป้อมผีเสื้อสมุทร และเมื่อการสู้รบยุติทำให้ไทยต้องเสียค่าปฏิกรรมสงครามเป็นเงิน 3 ล้านฟรังก์ และต้องเสียดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง (สปป.ลาวในปัจจุบัน) รวมถึงเกาะแก่งต่างๆ ให้กับฝรั่งเศส และเราเสียอธิปไตยในการปกครองจังหวัดจันทบุรีนานถึง 11 ปี!!!

ด้วยพระปรีชาสามารถของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ที่ทรงแก้ไขผ่อนปรนข้อขัดแย้งเฉพาะหน้ากับฝรั่งเศสด้วยความอดทนและนิ่มนวล รวมถึงนโยบายแสวงหาพันธมิตรมหาอำนาจยุโรปชาติอื่นด้วยการเสด็จประพาสยุโรปถึง 2 ครั้งเพื่อถ่วงดุลอำนาจ ใช้เวลานานถึง 14 ปี ท้ายที่สุดความขัดแย้งระหว่างไทยและฝรั่งเศสจึงยุติลง และไทยได้จังหวัดจันทบุรีและตราดกลับคืนมา

ปีพุทธศักราช 2555

ปากน้ำเจ้าพระยาในวันนี้ สงบนิ่ง แต่เต็มไปด้วยสีสันชีวิตของคนริมฝั่งน้ำ และเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สะท้อนประวัติศาสตร์ความรักชาติของบรรพบุรุษไทย อนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์สำหรับคนรุ่นหลังให้ได้เรียนรู้ถึงวีรกรรมของบรรพชนชาวสยามที่ยอมพลีชีพเพื่อความอยู่รอดของประเทศชาติ

ในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ ทาง มติชน อคาเดมี จึงจัดทริปพิเศษพาไปเยือนถิ่นยุทธนาวีที่ปากน้ำ รำลึกเหตุการณ์ ร.ศ.112 กับ ไกรฤกษ์ นานา นักประวัติศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาพเก่าจากเอกสารต่างประเทศ และเป็นผู้เขียนหนังสือสมุดภาพเหตุการณ์ ร.ศ.112

พร้อมจะพาทุกท่านไปสัมผัสกับสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น ป้อมพระจุลจอมเกล้า ป่าชายเลนที่สะท้อนถึงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ วัดพระสมุทรเจดีย์ และไฮไลต์สำคัญก็คือการพาไปเยี่ยมชมป้อมผีเสื้อสมุทร ซึ่งเป็นสถานที่ปิดไม่อนุญาตให้บุคคลทั่วไปเข้า

ทุกที่ล้วนมากด้วยเรื่องราว

ติดตามความน่าสนใจของสถานที่ต่างๆ ต่อฉบับหน้า…

หมายเหตุ

ที่มาของภาพ :

เป็นภาพโบราณหาชมยากจากเอกสารต่างประเทศที่อยู่ในหนังสือ สมุดภาพเหตุการณ์ ร.ศ.112 โดย ไกรฤกษ์ นานา

 

เคล็ดลับธุรกิจ “โฮสเทล” “บ้านสบาย” สร้างธุรกิจด้วยหัวใจ 2012/05/14

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07050010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 300

ช่องทางสร้างอาชีพ

อลิศร์ ชมถาวร

เคล็ดลับธุรกิจ “โฮสเทล” “บ้านสบาย” สร้างธุรกิจด้วยหัวใจ

เขาบอกว่า ธุรกิจที่เขาทำอยู่นี่เหมือนกับ “รักแรกพบ”

รักตั้งแต่รู้จักแนวคิด

รักตั้งแต่ได้เห็น ได้สัมผัส

และยิ่งรักไปอีกเมื่อได้ลงมือทำจริง

รักที่ว่านี้ เป็นรักที่ “คุณชูเกียรติ เลิศศุภานนท์” มอบให้กับ “โฮสเทล” ที่ชื่อว่า “บ้านสบาย” และ “H2O ไฮโดรการ์เด้น” หมดทั้งหัวใจ

รักแรกคิด

เพราะทำงานรับหน้าที่เป็นวิศวกรแถวหน้าของบริษัทน้ำมันบางจาก ก่อนที่จะเปลี่ยนงานมาอยู่ในยักษ์ใหญ่อย่างเกษตรรุ่งเรือง บริษัทอุตสาหกรรมไฟฟ้า และมาเป็นที่ปรึกษาผู้บริหารของ บริษัทดับเบิ้ลเอ ในยามเกษียณเช่นปัจจุบัน ทำให้คุณชูเกียรติมีแนวคิดและมุมมองอันหลากหลาย

และหนึ่งในประสบการณ์ประทับใจเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่เขาได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ได้สัมผัสกับโรงแรมญี่ปุ่นสารพัดดาว ตั้งแต่ถูกสุดยังสูงสุด ซึ่งแต่ละแห่งก็ล้วนแต่มีไอเดียสร้างสรรค์ที่น่าสนใจ

“โรงแรมเขาเล็กมาก ขนาดโรงแรมดีๆ ห้องยังเล็ก โรงแรมประหยัดบางแห่งผนังกั้นห้องเขาเป็นกระดาษ เขาทำเป็นเหมือนโฮมสเตย์ บริการตัวเอง ผมว่าเป็นไอเดียที่ดี ทำให้เกิดความคิดอยากจะกลับมาทำที่เมืองไทย”

จากปิ๊งไอเดีย สู่การหาข้อมูล ยิ่งศึกษายิ่งรู้ทำให้เขาตกหลุมรักแนวคิดนี้ทันที

แนวคิดของ “โฮสเทล” ที่ตั้งใจจะส่งเสริมให้คนโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนได้รู้จักเรียนรู้โลกผ่านการเดินทางท่องเที่ยว ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ทั้งประเพณี วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ผู้คน ไปจนถึงสภาพเศรษฐกิจที่แตกต่าง เป็นการเปิดโลกทรรศน์ให้กว้างไกล

“เรื่องนี้เป็นแนวคิดของ ดร.บุญสม มาร์ติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาในสมัยนั้น ช่วงนั้นเมืองไทยมีเกิดขึ้นแล้วอยู่หลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบสมาคมอย่าง YMCA YWCA มีบางสมาคมเปิดให้เอกชนเข้าร่วม ผมก็เลยเข้าไปศึกษาวิธีคิดและการทำงานของโฮสเทลเหล่านั้น”

โฮสเทล สมัยเริ่ม ส่วนใหญ่จะทำเป็นที่พักราคาถูก ไม่มีการบริการอื่นใดมากกว่าที่นอน ทำเป็นเตียง 2 ชั้น

แล้วทำไมต้องเป็นอย่างนั้น?

ไหนๆ จะทำทั้งที โฮสเทลของคุณชูเกียรติจึงตั้งใจที่จะไม่เหมือนใคร ด้วยห้องหับอันกว้างขวางหลายแบบ ทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เลือกสรร

“บ้านสบาย” จึงเกิดขึ้นและก้าวขึ้นสู่ความเป็นโฮสเทลชั้นนำที่เป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งของเอเชียที่ได้รับเครื่องหมาย “Hi Q” การันตีคุณภาพ

รักแรกทำ

บ้านสบาย ตึกแรก ลงเสาเข็มตั้งแต่เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ที่ทำเลใกล้กับ ซอยหมาเมิน ในย่านลาดพร้าว 71

“ผมเริ่มต้นทำตั้งแต่ยังไม่เกษียณ คิดว่า เงินที่พอมีเหลืออยู่บ้าง แทนที่จะเอาเข้าแบงก์ เอาไปซื้อที่ดินดีกว่าเพราะน่าจะมีมูลค่าเพิ่ม เลยไปซื้อใกล้ๆ กับซอยหมาเมิน ที่เรียกอย่างนั้นเพราะไม่มีใครมาดูแล แม้กระทั่งหมายังเมิน (หัวเราะ) จนเขาทำถนนเสร็จ ผมจึงได้เริ่มเดินหน้าความคิดนั้น”

ฝันแรกคืออยากทำเป็นห้องพักรายเดือน 42 ห้อง เขาเข้าไปกู้แบงก์อย่างองอาจ ผลก็คือ ไม่ผ่านทั้งหมด แต่ได้คำแนะนำให้ทำย่อยลงมาเหลือเพียง 18 ห้อง บ้านสบายจึงได้ลงเสาเข็มแรก ก่อนที่จะขยับขยายกู้เพิ่มในอีก 3 ปีข้างหน้า จนเติบโตอยู่ในระดับแนวหน้ามาถึงปัจจุบัน

“ตอนนั้นผมเป็นมนุษย์เงินเดือน ไม่มีประสบการณ์การทำธุรกิจ ไม่มีเครดิต ขอกู้ธนาคารเขาก็ไม่ให้ เลยต้องไปคุยกับผู้จัดการแบงก์ที่เป็นรุ่นพี่ให้เขาช่วย และก็ได้คำแนะนำให้ทำก่อนเพียงครึ่งเดียว สิ่งที่ผมต้องทำคือ ประหยัด และควบคุมต้นทุนการก่อสร้างให้ใช้เงินน้อยที่สุด”

เหตุนี้จากวิศวกร คุณชูเกียรติจึงเปลี่ยนตำแหน่งเป็น “สถาปนึก” ในบัดดล ทั้งลงมือทำ ลงความคิด ออกแบบและสร้างเองไปเสียทุกสิ่งอัน

“ผมสนุกกับมัน ผมเป็นสถาปนึก (หัวเราะ) ตึกแรก ผมออกแบบให้มีสวนตรงกลาง ส่วนตึกหลังบันไดขึ้นชั้นต่างๆ ของตึก ผมทำเป็นบันไดวนทางลาด แนวคิดนี้เกิดจากตอนแรกมีปัญหาที่บันไดหนีไฟ พอดีผมไปอังกฤษได้เห็นแบบทางเดินเป็นทางลาด เป็นการประหยัดพลังงานด้วย ผมก็เลยเก็บไอเดียนี้มาทำเป็นทางขึ้นแบบนี้แทนบันไดหนีไฟ ก็แปลกไปอีกแบบ”

โฮสเทลที่ได้ดั่งใจของเขาจึงสำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง

รักแท้ไม่แพ้อุปสรรค

บ้านสบาย ระยะแรกเปิดตัวในนามของห้องพักรายเดือน ที่เดินหน้ากิจการไปอย่างกระท่อนกระแท่น สาเหตุจากการตัดสินใจเลือกที่จะจ้างคนบริหารแทนการบริหารด้วยตัวเอง ประจวบกับทำเลที่ตั้งไม่เหมาะ ลูกค้าน้อย ขณะที่ค่าใช้จ่ายสูง รายได้ที่เข้ามาไม่เพียงพอที่จะส่งค่างวดธนาคาร คุณชูเกียรติจึงต้องพลิกความคิดโดยใช้แนวคิดของ “โฮสเทล” เข้าช่วยแก้สถานการณ์จนลุล่วง

“ตอนแรกๆ เราใช้วิธีจ้างคนมาบริหารแต่ก็ไม่ได้ดังใจ เพราะกิจการเราเล็ก เสียค่าจ้างสูง รายได้ของเราก็ไม่พอ จนถึงขนาดต้องเอาเงินเดือนประจำไปช่วยโปะ โลเกชั่นเราไม่ดีด้วย ฝรั่งก็ไม่เลือก กำไรที่ได้ก็น้อย เราต้องเปลี่ยนแนวทางค่อยๆ เปลี่ยนห้องเป็นรายวันตามแนวคิดของโฮสเทล ค่อยๆ เริ่มจากห้อง สองห้อง แล้วค่อยๆ เพิ่มเป็น 50-50 จนกิจการดีขึ้น”

“ตอนที่เปลี่ยนห้องเป็นรายวัน ได้เรียนรู้อะไรมากมาย บางอย่างไม่มีในตำรา เราต้องเอาระบบที่ใช้ในกิจการใหญ่ที่ผมเป็นลูกจ้างอยู่มาประยุกต์ใช้ นี่ก็เป็นข้อดีของการเป็นลูกจ้างมืออาชีพ (ยิ้ม)”

กิจการดีขึ้นเป็นลำดับ คุณชูเกียรติเลือกที่จะเออร์ลี่รีไทร์ นำเงินที่ได้มาต่อยอดลงทุนปรับปรุงบ้านสบายอีกครั้ง รับ พ.ร.บ.โรงแรมฉบับใหม่ที่บังคับใช้เต็มรูปแบบเมื่อปี 2552 เพื่อแข่งขันกับนักลงทุนรายใหญ่ที่โดดลงมาเป็นคู่แข่ง คุณชูเกียรติสร้างงานเพิ่มจนผลประกอบการดีอย่างต่อเนื่อง

“ห้องพักเราก็ดีขึ้น สิ่งอำนวยความสะดวกก็ตรงใจลูกค้า เรามีจุดขายที่แตกต่างด้วยเราเป็น รีสอร์ท โฮสเทล เราสร้างสระว่ายน้ำและสวนบนดาดฟ้า ทำครัวที่ทันสมัย และห้องประชุม และมีบริการที่ดีกว่าโฮสเทลที่อื่น”

โฮสเทลอื่นที่ว่านั้น คุณชูเกียรติยกตัวอย่างถึง ที่ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ที่โฮสเทลพัฒนาไปไกล โดยมีให้เลือกหลายอย่างว่า จะเอาอ่างอาบน้ำไหม จะปูเตียงเองหรือไม่ หรือจะมีอาหารเช้าหรือเปล่า ขณะที่ห้องพักก็ยังเล็กเหมือนเดิม

แต่สำหรับบ้านสบายสไตล์คุณชูเกียรตินั้น บอกได้เลยว่า กินขาด ด้วยเป็นโฮสเทลขนาด 99 ห้อง สวยงามสไตล์ไทยปัจจุบันในราคาประหยัด รายวันเริ่มต้นที่ 700 บาท รายเดือนเริ่มต้นที่ 3,500 บาท พื้นที่ห้องกว้างขวาง มีห้องอาบน้ำในตัว เตียงหนานุ่ม พร้อมเฟอร์นิเจอร์ แอร์ ทีวี เคเบิ้ลทีวี เครื่องทำน้ำอุ่น อ่างอาบน้ำ มีบริการปูเตียง และทำความสะอาดให้ทุกอาทิตย์ เป็นที่ถูกอกถูกใจผู้นิยมโฮสเทลยิ่งนัก

“ปัจจุบัน มีคนเที่ยวเองกันเยอะ ส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่ต้องการจะเผชิญปัญหา แก้ไขสถานการณ์ด้วยตัวเองมากกว่าไปกับทัวร์ เราจึงทำที่นี่ให้เป็นเหมือนห้องพักส่วนตัวของพวกเขาเอง แต่ใช้สไตล์ความป็นอยู่แบบคนไทย ที่สะดวก สบาย สะอาด และกว้างขวาง เราตั้งใจให้คนที่มารู้สึกเหมือนมาบ้านญาติ มาอยู่มานอน มาทำอะไรกินกันเอง”

ผลก็คือ บ้านสบาย กลายเป็นนิวาสสถาน ต้อนรับลูกค้าหลากหลายกลุ่ม มีนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ นักวิชาการ ไปจนถึงผู้มาทำปฏิบัติภารกิจ โดยมีลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติ ที่มีวัตถุประสงค์การมาแตกต่างกัน

“เรามีลูกค้าคนไทยด้วย มีทั้งกลุ่มแปลกๆ เช่น คนต่างจังหวัดมาร่วมงานแต่งงาน งานศพ มาติวหนังสือเพื่อสอบเข้า หรือมาประชุม หรือถ้าเป็นต่างชาติก็มาหัดมวยไทย มาทำอาหาร มาสอบหมอ เพราะเมืองไทยเป็นศูนย์กลางการสอบหมอของภูมิภาค”

กิจการกำลังรุ่งเรือง กระทั่งวิกฤตกีฬาสี เหลือง-แดง ตามด้วย วิกฤตข้ามโลกแฮมเบอร์เกอร์ ที่ไล่กันมาติดๆ ทำเอากิจการรวนเรไปชั่วขณะ บ้านสบาย จึงต้องปรับตัวรับสถานการณ์อีกรอบ สร้างสมดุลโดยแบ่งสัดส่วนห้องเป็นรายเดือน 70 และรายวัน 30 และยังเสริมจุดเด่นด้วยโครงการ “ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์” ขึ้นที่ดาดฟ้าของบ้านสบาย

เป็นทางออกที่ทำให้คุณชูเกียรติตกหลุมรักอีกรอบ และต่อยอด สร้างแบรนด์จนกลายเป็นธุรกิจผักไฮโดรโปนิกส์ที่ใช้ชื่อว่า “H2O ไฮโดรการ์เด้น”

ถึงเวลานี้ “บ้านสบาย” เติบโตขึ้นอย่างมั่นคง และยืนยง แต่ก็ดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้คำว่า “พอเพียง”

ข้อนี้พิสูจน์ได้จากคำจำกัดความของเขา

“บ้านสบาย” ธุรกิจโรงแรมที่ไม่เน้นความหรูหรา ฟุ่มเฟือย หากผู้มาเยือนจะอยู่สบายในสถานที่เป็นเสมือน “บ้าน”

นี่แหละ สมกับเป็น “ที่พัก” ของ “โฮส” หรือ “เจ้าของบ้าน” อย่างแท้จริง

บ้านสบาย เปิดกว้างต้อนรับผู้มาเยือนตลอดเวลา สนใจติดต่อเยี่ยมชมได้ที่โทรศัพท์ (02) 539-0150, (02) 932-9200-3 หรือ www.bansabaihostel.com

HOSTEL คืออะไร?

โฮสเทล (Hostel) คือ ที่พัก หรือ โรงแรม ราคาประหยัด ที่ได้แนวคิดมาจากฝั่งยุโรป มีจุดประสงค์มุ่งเน้นให้เกิดสังคมเล็กๆ ระหว่างผู้ที่มาพักด้วยกัน จึงมักจะมีลักษณะเป็นห้องแบบหอพักที่มีเตียงนอน 2 ชั้น และมีห้องน้ำส่วนกลาง แต่บางแห่งก็จะมีห้องแบบแยกเป็นส่วนตัว แบบมีห้องน้ำในตัว

โฮสเทลแต่ละแห่งจะมีพื้นที่ส่วนกลางไว้ให้ผู้ที่มาพักได้มานั่งเล่น รับประทานข้าว พูดคุยกัน เช่น ห้องรับประทานอาหาร และห้องครัวส่วนกลาง ห้องดูทีวี และ ห้องนั่งเล่น

โฮสเทลส่วนใหญ่จะพยายามให้ผู้ที่มาพักรับผิดชอบเรื่องต่างๆ เหล่านี้ด้วยตัวเอง จึงไม่มีบริการแบบครบวงจรเหมือนโรงแรม เช่น เรื่องการซักอบรีด หรือ เสิร์ฟอาหารไปยังห้องพัก

ข้อมูลจาก บ้านสบายโฮสเทล

เคล็ดลับความสำเร็จ

ในฐานะของลูกจ้างมืออาชีพ ระดับบริหารในองค์กรใหญ่ และเจ้าของกิจการที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างมากมาย คุณชูเกียรติ ขอฝากเคล็ดลับที่ก้าวสู่ความสำเร็จ ให้กับผู้ที่กำลังโลดแล่นอยู่ในเส้นทางสายนี้มาด้วย

สำหรับ “ลูกจ้างมืออาชีพ” หรือ “คนทำธุรกิจระดับ SMEs”

แนะนำให้ค้นหาสิ่งที่ชอบและถนัดให้เจอ เพราะถ้าเราทำในสิ่งที่ชอบ เราจะทำได้ดี ทำได้นาน และจะมีความสุขในการทำ ลองค้นหา ศึกษาและลงมือทำ จนรู้จริงรู้เป็นเลิศในเรื่องนั้นๆ แล้ว จะประสบความสำเร็จในที่สุด

สำหรับ “ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่” ข้อแนะนำคือ ต้องสำรวจตัวเองว่า เป็นมนุษย์พันธุ์ที่สนุกกับการบริหารคนหรือไม่ สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมและตลาดที่เปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ และกล้าได้กล้าเสียพร้อมบริหารความเสี่ยงหรือไม่

ถ้าคำตอบว่า “ใช่” ก็จงลุยไปตามใจคิด

แต่ไม่ว่าจะทำงานหรือประกอบธุรกิจระดับไหน อย่าลืมเป้าหมายชีวิตที่เรียกว่า “ความสุข”

เพราะเมื่อไรที่บรรลุถึงจุดนั้นแล้ว จะเห็นได้ว่า “ความสำเร็จ” หรือ คำว่า “ธุรกิจ” เป็นเพียงแค่ปัจจัยหนึ่งเท่านั้น

ล้อมกรอบ 3

สวน “ผักน้ำ” บนดาดฟ้า

“H2O ไฮโดรการ์เด้น” เกิดขึ้นเพราะความตั้งใจที่จะไม่ปลดพนักงานออกในคราวที่เจอวิกฤตหนักที่กระทบเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงผลกระทบจากวิกฤตหนี้ยุโรป แฮมเบอร์เกอร์ ทำเอาโฮสเทลชั้นดีอย่างบ้านสบายเซซวนไปไม่น้อย

เรื่องนี้ ต้องหาทางแก้อย่างเร่งด่วน

จากความสนใจเป็นส่วนตัวของคุณชูเกียรติ บวกกับไอเดียช่วยกันคิดของลูกค้า จึงทำให้แนวคิดเรื่องการปลูกผัก “สวนครัว” จึงเกิดขึ้น

“ผมสนใจอยากทำเป็นงานอดิเรกช่วงเกษียณ พอดีเกิดวิกฤต ลูกค้าเห็นว่าเรามีที่ว่างด้านหน้า จึงช่วยกันออกความคิดให้ทำสวนครัวบนดาดฟ้า เราก็ทำ ขนดินขึ้นไปปลูกแล้วพบว่ายากมาก ดินก็หนัก เลอะเทอะมาก”

“ผักน้ำ” อย่าง “ไฮโดรโปนิกส์” จึงเป็นทางออกที่ลงตัวที่สุด

“ผมเคยปลูกต้นสน ปลูกยูคาลิปตัส ส่งเสริมให้ชาวบ้านทำนามาแล้ว เห็นว่าเป็นประโยชน์ก็จริง แต่ผมว่า ทำยาก เพราะต้องใช้แรงเยอะมาก พอไปศึกษาผักไฮโดรโปนิกส์ พบว่า ส่วนใหญ่คนจะหยุดความสนใจทันทีที่มองว่า เป็นผักที่ใช้ปุ๋ยเคมี แต่ผมทำธุรกิจมานาน ผมรู้ว่า ยังไงโลกก็ต้องใช้ปุ๋ยเคมี แต่เราใช้ปุ๋ยที่ดีกว่าเป็น 2 เท่า”

นอกจากนั้น เขายังพบว่าผักไฮโดรโปนิกส์มีข้อดีอีกหลายประการ นั่นคือ

1. สามารถทำระบบการจัดการและบริหารงานได้ ทำให้ไม่ต้องใช้แรงงานมากนัก

2. สามารถเลือกใช้ปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพสูง

3. สามารถควบคุมรอบการเติบโตของผักได้ 100 เปอร์เซ็นต์

4. ไม่ใช้ยากำจัดศัตรูพืช เพราะจะไม่มีตัวแปรที่มาจากดิน ทั้งโรคและ ศัตรูพืช

5. สะอาดแน่นอน เพราะระบบการปลูกที่จะต้องใช้ความสะอาดตลอดกระบวนการ

ไม่เพียงแต่รู้ แต่คุณชูเกียรติยังศึกษาจนรู้จริง ทั้งยังใช้ความรู้ความสามารถในการเป็นวิศวกรมาปรับใช้จนออกแบบสร้างรางปลูกไฮโดรโปนิกส์ และออกแบบวางระบบการพ่นน้ำตามอุณหภูมิมาใช้ด้วยตัวเอง

“เราต้องรู้หลักการของต้นไม้ก่อน ว่าต้องการอาหารหรือปุ๋ยและต้องการอากาศ ดังนั้น เวลาเราออกแบบระบบ ผักจึงต้องสัมผัสอากาศ 50 เปอร์เซ็นต์ และน้ำ 50 เปอร์เซ็นต์ เราไม่รู้ว่า สิ่งที่เราทำดีที่สุดหรือเปล่า แต่ผลที่ไม่ต่างกันกับคนอื่น ดังนั้น เราออกแบบเองดีกว่า”

ผลผลิตที่ออกมา เบื้องแรกกลายเป็นอาหารอันโอชะให้กับคนในบ้านสบาย ทั้งพนักงานและแขกผู้มาเยือน จนผลผลิตมีมาก “H2O ไฮโดรการ์เด้น” ธุรกิจผักไฮโดรโปนิกส์จึงกลายเป็นรายได้ใหม่ที่เกิดขึ้นของบ้านสบาย

3 ปีผ่านไป ไม่เพียงแต่ผลผลิตเป็นที่ชื่นชอบ หากข้อมูลความรู้กลายเป็นที่ต้องการสำหรับผู้นิยมผักด้วยเช่นกัน จากคำถามของคนแรก เพิ่มขึ้นๆ จนเขาลงทุนจัดทำเอกสารแจก แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้น คอร์สอบรม “ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์จากประสบการณ์จริง” จึงเกิดขึ้น โดยมีคุณชูเกียรติรับหน้าที่เป็นวิทยากรผู้บรรยายด้วยตัวเอง

“การปลูกผักก็เหมือนกับการเลี้ยงลูก ต้องตัดสินใจเร็วจะเอาอย่างไรกับมัน ทั้งโรค และแมลง จริงๆ แล้วไม่ต้องมาเรียนก็ได้ ทุกคนสามารถศึกษาได้ด้วยตัวเอง แต่การที่มาเรียนกับเรานี้คือ ช็อตคัต เพราะเรานำประสบการณ์ นำปัญหาที่เราเรียนรู้จากตัวเองมาสอน วิธีการของเราคือ ไม่หวงความรู้ ทำงานเป็นระบบ ทำไปตามธรรมชาติ ดูแลให้ดี ซึ่งตรงนี้เรามีคนที่มีความรู้ทางการเกษตรและเครือข่ายพร้อมที่จะช่วยให้คำแนะนำด้วย”

ปัจจุบัน H2O ไฮโดรการ์เด้น ไม่เพียงแต่จะเป็นธุรกิจที่ทุกคนในครอบครัวมีส่วนร่วม โดยคุณชูเกียรติเป็นผู้สร้าง คุณลูกเป็นผู้คุมคอนเซ็ปต์ และคุณแม่ช่วยตีน้ำสลัดรสชาติเยี่ยม ไม่แพ้ยี่ห้อดังมาเป็นตัวเสริม พนักงานช่วยปลูกแล้ว ยังช่วยสร้างรายได้พิเศษได้อีกด้วย

“อย่างคนขับรถของผม ผมก็ให้เขาหิ้วผักเอาไปขายที่ทำงาน ทำให้เขามีรายได้เพิ่มวันละไม่ต่ำกว่า 200 บาท”

“H2O ไฮโดรการ์เด้น” จึงเป็นอีกธุรกิจที่เกิดขึ้นบนเส้นทางของความสุข

สุขที่จะส่งเสริมให้คนรู้จักปลูกผักกินเอง เพื่อความประหยัดและดีต่อสุขภาพ

และยังเป็นสุข ที่สามารถสร้างเป็นอาชีพให้กับตัวเองและคนรอบข้างได้อีกด้วย

 

ปลานิลแดดเดียวทอดกรอบ ตัวเล็ก…ไม่ไร้ค่า 2012/05/14

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07059010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 300

อาหารสร้างอาชีพ

มีนา

ปลานิลแดดเดียวทอดกรอบ ตัวเล็ก…ไม่ไร้ค่า

“จุดเด่นของปลานิลที่มีขนาดเล็ก เมื่อนำไปผ่านกระบวนการทอดจึงเกิดความกรอบตั้งแต่เนื้อไปจนถึงก้างปลา แคลเซียมก็ได้ไปด้วย อีกประการหนึ่งคือ ความกรอบที่คงอยู่ได้นาน เพราะผ่านกระบวนการสลัดน้ำมัน นี่คือจุดดึงดูดลูกค้า”

จุดเริ่มต้นจากการตั้งคำถาม ว่า ปลานิลขนาดลำตัวประมาณ 3 นิ้ว ที่มีมากมายในบ่อทราย ควรจะนำไปปรุงเป็นเมนูใดจึงจะให้ประโยชน์ และส่งผลถึงรายได้ให้ชาวชุมชน

คำถาม จะเกิดคำตอบ ก็ต่อเมื่อลงมือทำ

ปลานิลตัวเล็กไม่ไร้ค่า

กลายเป็นปลาแดดเดียว

และนี่จึงเป็นที่มาของ ปลานิลแดดเดียวทอดกรอบ แบรนด์ “แม่บาง” ผลิตภัณฑ์ภายใต้ “กลุ่มอาชีพปลานิล” ตำบลกรับใหญ่ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

“บ่อทรายขนาด 500 ไร่ ในอำเภอบ้านโป่ง เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่ค่อนข้างลึก ด้วยเหตุนี้ กรมประมงจึงนำปลานิลมาปล่อยไว้ กระทั่งแพร่ลูกหลานมากมาย แต่เพราะมีขนาดลำตัวค่อนข้างเล็ก ด้วยพื้นที่อาศัยบ่อทราย จึงไม่มีใครนิยมนำไปปรุงอาหาร ตรงนี้ทำให้คิดถึงเมนูเหมาะกับขนาดของปลา สำคัญคือต้องสร้างรายได้ให้กับชุมชน จึงเริ่มต้นทดลองนำมาตากแดดแล้วทอดกรอบ กินทั้งก้าง ปรากฏว่าให้รสอร่อยดี”

คุณวีราพร แซ่แต้ ผู้สืบสานธุรกิจ หรือปัจจุบันดำรงตำแหน่งฝ่ายขาย และดูแลวัตถุดิบ เล่าถึงความเป็นมา

จวบจนต่อมาพูดคุยกับพัฒนาชุมชน ถึงการจัดตั้งกลุ่มผลิตเพื่อจำหน่ายสินค้าปลานิลแดดเดียวทอดกรอบ กระทั่งได้รับความเห็นพ้อง จึงเกิดกลุ่มอาชีพปลานิล ขึ้นในปี 2547

สำหรับสูตรการปรุงรสปลานิลแดดเดียวทอดกรอบ เริ่มจาก นำปลานิล ซึ่งรับซื้อจากชาวบ้านด้วยวิธีจับโดยการยกยอ มาจำหน่ายให้ในราคากิโลกรัมละ 8 บาท

ขอดเกล็ด ตัดครีบ ตัดหาง ตัดหัว ดึงไส้ออก ผ่าตามยาวของลำตัว เพื่อให้แผ่ออก แล้วนำไปล้างน้ำให้สะอาด นำเข้าตู้แช่แข็งทิ้งไว้ 1 คืน จากนั้นนำออกมาหมักเกลือกับน้ำตาลทรายเล็กน้อย ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง จึงนำปลานิลใส่ตู้พลังงานแสงอาทิตย์ ตากจนถึงช่วงบ่าย เก็บปลามาคัดแยกขนาด แล้วเข้าสู่กระบวนการทอด

“การคัดแยกขนาดของปลา ทำให้เวลาทอดสุกสม่ำเสมอ ส่วนการทอดจะทำ2 ครั้ง ครั้งแรกทอดให้สุก แล้วพักไว้1 คืน รุ่งเช้านำกลับมาทอดอีกครั้ง โดยจะไม่ใช้น้ำมันซ้ำ เพื่อกันกลิ่นหืน ส่วนน้ำมันที่เหลือจากการทอดส่งขายให้ผู้ผลิตนำไปทำไบโอดีเซล”

นำปลานิลที่ผ่านการทอดครั้งที่ 2 เข้าเครื่องสลัดน้ำมัน เพื่อให้ปลาเกิดความกรอบ ปล่อยให้เย็น จึงบรรจุถุง ซีลปากถุงให้เรียบร้อย

สองตันต่อเดือน

ทำขายกำไรเกือบครึ่ง

ดังกล่าวมา เป็นกระบวนการปรุงรสปลานิลแดดเดียวทอดกรอบ ซึ่งเป็นสูตรดั้งเดิม แต่ต่อมาทางกลุ่มได้คิดสูตร 3 รสขึ้น ซึ่งจะมีน้ำตาลปี๊บ น้ำมะขามเปียก พริกป่น นำมาผสมแล้วเคี่ยวให้ได้ที่ คลุกเคล้ากับปลานิลทอด

“จุดเด่นของปลานิลที่มีขนาดเล็ก เมื่อนำไปผ่านกระบวนการทอดจึงเกิดความกรอบตั้งแต่เนื้อไปจนถึงก้างปลา แคลเซียมก็ได้ไปด้วย อีกประการหนึ่งคือ ความกรอบที่คงอยู่ได้นาน เพราะผ่านกระบวนการสลัดน้ำมัน คือจุดดึงดูดลูกค้า”

ด้วยกระบวนการสลัดน้ำมันนี้ ส่งผลให้คุณวีราพร เชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้า “ราคาค่าเครื่องสลัดน้ำมันประมาณ 100,000 บาท ซึ่งทางกลุ่มได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนตู้พลังงานแสงอาทิตย์ได้กระทรวงพลังงานสนับสนุน นอกจากนั้นยังมีหน่วยงานสนับสนุนอื่นๆ อาทิ พัฒนาชุมชน วิสาหกิจชุมชน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.

ด้วยวัตถุดิบสามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่น จนคิดไปถึงอนาคตว่า หากมีผู้ผลิตมากขึ้น จะส่งผลเกิดภาวะแข่งขัน และสำคัญคือวัตถุดิบขาดแคลน หรือไม่

“ปัจจุบัน มีผู้ผลิตสินค้าประเภทเดียวกัน มีแอบอ้างด้วย แต่สิ่งที่เราเชื่อมั่นคือสูตร ซึ่งผู้บริโภคจะรู้ว่าใช่หรือไม่ใช่ และรวมไปถึงกระบวนการทำซึ่งต้องอาศัยเครื่องไม้เครื่องมือ นั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายกับการลงทุนค่อนข้างสูง คนที่จะก้าวเข้ามาประกอบอาชีพนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย”

คุณวีราพร ยังกล่าวอีกว่า “ปลาในแหล่งน้ำแห่งนี้ยังหาได้ง่าย เพราะการแพร่ลูกหลานค่อนข้างมาก ส่งผลไปถึงชาวบ้านที่จับปลามาจำหน่าย มีรายได้ต่อเนื่อง ส่วนสมาชิกผู้รับหน้าที่ผลิต ตอนนี้มีถึง 30 คน และโดยเฉลี่ยเขาจะมีรายได้ประมาณ 6,000 บาทต่อเดือน”

สำหรับปริมาณปลานิลสดนำมาผลิตต่อเดือนประมาณ 2 ตันขึ้นไป โดยตลาดส่งจำหน่าย ตามร้านขายของฝาก และรวมไปถึงออกงานแสดงสินค้า ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ อันสืบเนื่องจากเข้าร่วมโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)

ถามถึงความสูญเสียอันเกิดจากกระบวนการผลิต คุณวีราพร ว่า ทำให้น้ำหนักของปลาหลังการแปรรูปลดลงครึ่งหนึ่ง แต่กับราคาขายสินค้าสูงถึงกิโลกรัมละ 200 กว่าบาท หรือเมื่อหักลบต้นทุน คงเหลือกำไรประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์

“ในส่วนของตลาดมีแนวทางขยับขยายเพิ่มขึ้น โดยตอนนี้ทางห้างสรรพสินค้าเข้ามาติดต่อ เพื่อนำผลิตภัณฑ์ไปวางขาย ทางกลุ่มก็ว่าน่าจะเป็นแนวทางส่งผลให้สินค้าเป็นที่รู้จักมากขึ้น ยอดขายจะได้มากตามไปด้วย”

ถ้าถามว่า ความสำเร็จของ กลุ่มอาชีพปลานิล เกิดขึ้นได้อย่างไร

หนึ่ง…มองหา (วัตถุดิบในชุมชน)

สอง…ตั้งคำถาม

และสาม…ลงมือทำ

ความสำเร็จก็เกิดได้…ง่ายนิดเดียว

สนใจติดต่อ กลุ่มอาชีพปลานิล เดินทางไปได้ที่ หมู่ 2 ตำบลกรับใหญ่ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี โทรศัพท์ (032) 268-520, (081) 192-8575

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายปลานิลแคระแปรรูป

ชื่อกิจการ กลุ่มอาชีพปลานิล

ยี่ห้อ แม่บาง ปลานิลแดดเดียวทอดกรอบ

ชื่อผู้ประกอบการ คุณวีราพร แซ่แต้

สินค้า ปลานิลแดดเดียวทอดกรอบ, ปลานิลแดดเดียวทอดกรอบ 3 รส

เงินลงทุน หลักแสนบาท

เงินทุนหมุนเวียน ประมาณ 350,000 บาท ต่อเดือน

วัตถุดิบ ปลานิลแคระ

แหล่งรับซื้อวัตถุดิบ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

รูปแบบการขาย ปลีก ส่ง

กำลังผลิต 30 คน

รายได้ หลังหักค่าใช้จ่ายหลักหมื่นบาท

กำไร 40 เปอร์เซ็นต์

ราคาขายสินค้า บรรจุถุง 2 ขีด 65 บาท ครึ่งกิโลกรัม 135 บาท และบรรจุกล่อง กล่องละ 35 บาท

กลุ่มลูกค้า ร้านจำหน่ายของฝาก บุคคลทั่วไป

ปัญหา สภาพอากาศ ถ้าฝนตกทำให้แสงแดดน้อยไม่สามารถตากปลาได้

จุดเด่น ใกล้แหล่งวัตถุดิบ, ปลานิลแคระตัวเล็กสามารถบริโภคได้ทั้งก้าง รสอร่อย กรอบ

ติดต่อ กลุ่มอาชีพปลานิล หมู่ 2 ตำบลกรับใหญ่ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี

โทรศัพท์ (032) 268-520, (081) 192-8575

 

นวลปรางค์ ตรีชิต ทุ่ม 3 ล้านทำธุรกิจอาหารเสริม “เบต้า กลูแคน บาย นวลปรางค์” เจาะตลาดคนกลัวมะเร็ง 2012/05/14

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07062010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 300

อาชีพคนดัง

ดวงกมล

นวลปรางค์ ตรีชิต ทุ่ม 3 ล้านทำธุรกิจอาหารเสริม “เบต้า กลูแคน บาย นวลปรางค์” เจาะตลาดคนกลัวมะเร็ง

“เบต้า กลูแคน บาย นวลปรางค์” เป็นชื่อการค้า ซึ่งจุดเด่นเป็น Pure Beta Glucan ใส่สารสกัดเต็มแม็ก ถึง 334 มิลลิกรัม สูงที่สุดตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กำหนดบรรจุในรูปแบบแคปซูล บรรจุเป็นแผง กล่องละ 30 เม็ด จำหน่ายในราคากล่องละ 2,690 บาท โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก เป็นกลุ่มคนรักสุขภาพที่ไม่อยากเป็นโรคมะเร็ง และรอง คือ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง

ในวงการดารา นางแบบรุ่นใหญ่ไม่มีใครไม่รู้จัก ตุ๋ย-นวลปรางค์ ตรีชิต เพราะเธอแจ้งเกิดจากเวทีแคตวอล์กจนมีชื่อเสียงโด่งดัง และแม้ว่าเวลาจะล่วงผ่านไปนานแค่ไหน อายุอานามปาเข้าไปเลข 5 แล้ว ผู้หญิงคนนี้ก็ยังคงความสวยไม่สร่าง จนใครต่อใคร ต่างมอบฉายาให้ว่า สาวพันปี

ถ้าใครเป็นแฟนประจำที่ติดตามผลงานของคุณตุ๋ย จะเห็นว่าเธอห่างหายจากงานเดินแบบ เเละงานละคร นั่นก็เพราะระยะหลังหันมาเอาดีด้านการทำธุรกิจ มีทั้งร้านก๋วยเตี๋ยวที่ เมเจอร์ อเวนิว รัชโยธิน แฟรนไชส์ Daily Nail ร้านตกแต่งเล็บ เเละร้านทำผม เท่านั้นยังไม่พอ ล่าสุดทุ่มทุน 3 ล้านบาท ทำธุรกิจอาหารเสริม “เบต้า กลูแคน” เจาะตลาดคนกลัวเป็นโรคมะเร็ง ชูจุดเด่นใส่สารสกัดเต็มแม็ก มีเครื่องหมาย อย. การันตีคุณภาพ

แตกไลน์ธุรกิจตามถนัด

ทุ่ม 3 ล้าน ผุดอาหารเสริม

หลังจากที่ประสบความสำเร็จจากการทำธุรกิจ แฟรนไชส์ Daily Nail ร้านตกแต่งเล็บ “แอทเนล บาย นวลปรางค์ ตรีชิต” ที่ขยายไป 3 สาขา และ ธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยว “นวลปรางค์ นู้ดเดิ้ลบาร์ แอนด์ กริล” บนโลเกชั่นเก๋ๆ ที่ เมเจอร์ อเวนิว รัชโยธิน และร้านทำผม

ล่าสุด คุณตุ๋ยเปิดตัวผลิตภัณฑ์อาหารเสริม “กลูแคน บาย นวลปรางค์” ภายใต้ บริษัท นวลปรางค์และเพื่อน จำกัด พร้อมกับออกแคมเปญ “กลูแคน-วัคซีนกันมะเร็ง” ชูจุดแข็ง Pure Glucan ใส่สารสกัดเต็มแม็กถึง 334 มิลลิกรัม สูงที่สุดตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กำหนด บุกตลาดคนรักสุขภาพ พร้อมเชิญชวนทุกคนหันมาให้อาหารเม็ดเลือดขาว เพื่อให้แข็งแรงพร้อมทำลายเซลล์มะเร็ง

โดยรายละเอียด คุณตุ๋ย กรรมการผู้จัดการ เปิดเผยว่า ส่วนตัวเป็นคนที่ใส่ใจกับสุขภาพมาก ฉะนั้น จึงค่อนข้างรู้ว่ารับประทานอะไรเเล้วดีหรือไม่ดี ซึ่งจากการที่ได้ค้นคว้า ประกอบกับมีที่ปรึกษาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์ และ ชีววิทยาของเซลล์ มหาวิทยาลัยฟลอริด้า เลยทราบว่า “เบต้า กลูแคน” เป็นสารอาหารที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่ามีประสิทธิภาพในการเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคที่สูงที่สุดในโลก สามารถป้องกันและยับยั้งการกระจายของเซลล์มะเร็ง ลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้ทุ่มทุนกว่า 3 ล้านบาท เปิดบริษัท นวลปรางค์และเพื่อน จำกัด ทำธุรกิจด้านสุขภาพ

ทางด้าน ดร.นพ.พัฒนา เต็งอำนวย ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์ และ ชีววิทยาของเซลล์ มหาวิทยาลัย ฟลอริด้า ที่ปรึกษาธุรกิจครั้งนี้ของคุณตุ๋ย เปิดเผยว่า “เบต้า กลูแคน” คือ น้ำตาลหลายโมเลกุลชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะของน้ำตาลกลูโคสเรียงตัวกัน และเรียกการเรียงตัวกันนี้ว่า “กลูแคน” วิธีการเรียงตัวของน้ำตาลกลูโคสแบบเบต้ากลูแคน จะสามารถกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันต้านทานโรคได้ อีกทั้ง “เบต้า กลูแคน บาย นวลปรางค์” ผลิตจาก ยีสต์ดำ สายพันธุ์ Aureobasidium นำเข้าจากเยอรมนี นับเป็น สารอาหารที่ดีที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับ เบต้า กลูแคน ที่สกัดจากพืชอื่นๆ

“ประโยชน์ของ เบต้า กลูแคน มีมากมาย อาทิ เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย พิสูจน์ได้จากงานวิจัยมากกว่า 1,000 ชิ้น จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกกว่า 30 แห่ง ยืนยันว่า เบต้า กลูแคน มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคได้หลายโรค ช่วยกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันทั้งหลายให้ตื่นตัวขึ้นในการทำลายเซลล์มะเร็ง กระตุ้นไขกระดูกให้มีการสร้างเม็ดเลือดขาว เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องเม็ดเลือดขาวจากอันตรายของแสงรังสี เป็นต้น”

จับกลุ่มคนซื้อ “กลัวเป็นมะเร็ง”

เปิดช่องทำตลาดหลากหลาย

สำหรับด้านการตลาดนั้น นางแบบรุ่นใหญ่ กล่าวว่า จะใช้ชื่อ “เบต้า กลูแคน บาย นวลปรางค์” เป็นชื่อการค้า ซึ่งจุดเด่นเป็น Pure Beta Glucan ใส่สารสกัดเต็มแม็ก ถึง 334 มิลลิกรัม สูงที่สุดตามที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กำหนด บรรจุในรูปแบบแคปซูลเป็นแผง กล่องละ 30 เม็ด จำหน่ายในราคากล่องละ 2,690 บาท โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก เป็นกลุ่มคนรักสุขภาพที่ไม่อยากเป็นโรคมะเร็ง ส่วนกลุ่มเป้าหมายรอง คือ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง

ด้านมูลค่าตลาดอาหารเสริมเบต้ากลูแคน คุณตุ๋ย บอกว่า ปัจจุบัน มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 500 ล้านบาท คาดว่า ภายในปี 2555-2556 จะมีมูลค่าตลาดรวมที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ถึงกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งในตลาดส่วนใหญ่ เป็นรูปแบบขายตรง ส่วน “เบต้า กลูแคน บาย นวลปรางค์” จะจัดจำหน่ายผ่านระบบตัวแทนจำหน่าย ทั้งระบบค้าปลีก และแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย 5 ภาค คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคอีสาน และ ภาคใต้ นอกจากนั้นยังเพิ่มช่องทาง ด้านการตลาดออนไลน์ และ ทีวีดาวเทียม พร้อมเปิดสายฮอตไลน์ สายด่วนต้านมะเร็ง โทรศัพท์ (089) 407-2333 รวมถึงผู้ที่สนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย

ในส่วนของเป้าหมายการขาย ช่วงเปิดตลาดแรกๆ คุณตุ๋ยตั้งเป้าไว้เดือนละ 3,000-5,000 กล่อง ผ่านระบบตัวแทนจำหน่าย และระบบค้าปลีก

สำหรับแผนการขยายธุรกิจ คุณตุ๋ยตั้งใจขยายเข้าสู่โรงพยาบาล และร้านขายยา ตามลำดับ

ใครที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูล รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท วันเดอเร็กซ์ จำกัด โทรศัพท์ (082) 899-1166, (080) 810-0816

ตุ๋ย นวลปรางค์ นับเป็นอีกหนึ่งคนดังที่ทุ่มเท และจริงจังกับการทำธุรกิจ เพราะมีทั้งร้านก๋วยเตี๋ยวที่ เมเจอร์ อเวนิว รัชโยธิน ชื่อร้าน “นวลปรางค์ นู้ดเดิ้ลบาร์ แอนด์ กริล” มีแฟรนไชส์ Daily Nail ร้านตกแต่งเล็บ 3 สาขา และร้านทำผม

เธอใช้โอกาสของการเป็นคนดังสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจ เพราะเธอบอกว่าคงไม่เอาชื่อเสียงที่สั่งสมมายาวนานมาทำอะไรเล่นๆ ขำๆ ฉะนั้น ต้องทำทุกอย่างให้ดี

ใช่ว่าดาราจะไม่มีปัญหาเวลาทำธุรกิจ ยามเจออุปสรรค คุณตุ๋ยใช้วิธีค่อยๆ แก้ เพราะวิกฤตเศรษฐกิจอย่างนี้ทุกคนโดนหมด ขอเพียงพยายามประคับประคองธุรกิจอยู่รอดให้ได้ อาจจะไม่ดีที่สุด

คุณตุ๋ย แนะอาชีพว่า ให้มองธุรกิจที่เข้ากับยุคสมัย อย่าทำอะไรตามแฟชั่น ทำอะไรก็ได้ที่มันเหมาะกับปัจจุบัน ยุคที่คนประหยัดกันมาก อะไรที่เป็นเรื่องสิ้นเปลืองเขาก็จะตัดออก แล้วสิ่งสำคัญต้องเลือกงานที่คุณรักจริงๆ ไม่ใช่ทำตามความนิยม แล้วจะอยู่กับมันได้นาน

 

เกรพช่า & ใยหอม อวดผิวสวย ด้วยเมล็ดองุ่น 2012/05/14

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07065010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 300

สุขภาพความงามสร้างอาชีพ

ดวงกมล 

เกรพช่า & ใยหอม อวดผิวสวย ด้วยเมล็ดองุ่น

เกรพช่า กับ ใยหอม ซึ่ง เกรพช่า จะมีสบู่ก้อน เจลอาบน้ำ ครีมทาผิว ครีมทามือมีสารสกัดจากเมล็ดองุ่น ส่วนใยหอมจะมีแต่สบู่ก้อน แต่เป็นสบู่แฮนด์เมดใช้วัตถุดิบเป็นออร์แกนิกทั้งหมด มีหลายสูตร อาทิ ตะไคร้ มะพร้าว มะลิ ขมิ้น สตรอเบอร์รี่ ข้าว ใช้เอสเซนเชียลออยล์แทนน้ำหอม ใส่สีผสมอาหารแทนสีจากสารเคมี ทุกขั้นตอนทำด้วยมือ

มีหลายงานวิจัยบอกไว้ถึงความมหัศจรรย์ของสารสกัดจากเมล็ดองุ่นว่า มีผลดีต่อผิวพรรณ บ้างก็บอกว่าทำให้ผิวสวย ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว เสริมสร้างความแข็งแรงของเนื้อเยื่อ ต่อต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มความสามารถในการไหลเวียนของโลหิต ช่วยให้ไม่แก่เร็ว รวมถึงช่วยชะลอความเสื่อมสภาพของผิวให้แลดูสวยใส ฉะนั้น เลยมีหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่นำสารสกัดจากเมล็ดองุ่นมาใช้ ซึ่ง “เกรพช่า” กับ “ใยหอม” ก็เช่นกัน

ผิวสวยธรรมชาติสร้างได้

ไม่ใช่แค่สบู่ แต่คืองานศิลปะ

คุณกิตติศักดิ์ พัฒนพิบูลย์ หรือ คุณโอเล่ ตัวเเทน บริษัท เกรพช่า-ชาโลม จำกัด ผู้จัดจำหน่ายครีมบำรุงผิวและสบู่อาบน้ำธรรมชาติ ที่จดลิขสิทธ์แล้วว่าเป็นสบู่เจ้าแรกเจ้าเดียวที่นำสารสกัดจากเมล็ดองุ่นมาใช้ในกรรมวิธีการผลิต อีกทั้งวัตถุดิบที่ใช้เป็นออร์แกนิก เลยถูกอกถูกใจลูกค้าต่างประเทศเเละผู้ซื้อที่เป็นคนไทย

สำหรับที่มาที่ไป ชายหนุ่ม บอกว่า เดิมบ้านของน้าสาวผลิตสบู่ก้อน และครีมอาบน้ำที่มีสารสกัดจากเมล็ดองุ่นส่งให้ตามโรงแรมและที่พัก เนื่องจากมีไร่ปลูกองุ่นเอง ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ท่านทำมา 20 กว่าปีแล้ว แต่เมื่อ 2 ปีมานี้ผมกับพี่สาวเข้ามารับช่วงต่อ เลยมีการปรับเปลี่ยน อาทิ บรรจุภัณฑ์ให้สวยงามขึ้น รวมถึงเพิ่มความหลากหลายของสินค้าให้ครอบคลุมต่อความต้องการการใช้งานของลูกค้า

เมื่อคนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อธุรกิจของคนรุ่นก่อน เลยมีบางอย่างที่ถูกปรับเปลี่ยนไปบ้าง คุณโอเล่ บอกว่า เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้ดูสวยงามดูน่าใช้มากขึ้น เพิ่มความหลากหลาย เช่นว่า เมื่อก่อนมีแต่สบู่ กับครีมอาบน้ำ ก็เพิ่มครีมทาผิว ครีมทามือ เจลอาบน้ำ รวมถึงเพิ่มสินค้าอีกหนึ่งแบรนด์ขึ้นมา นั่นคือ ใยหอม

“ผมกับพี่สาวเข้ามาช่วยกิจการของคุณน้า เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งนอกจากเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใหม่ ยังเพิ่มสินค้าอีกหนึ่งแบรนด์ขึ้นมาคือ ใยหอม ซึ่งเป็นสบู่ก้อนทำมือมีหลายสูตร วัตถุดิบที่ใช้ล้วนเป็นออร์แกนิก จุดขายเน้นดีไซน์ไม่เหมือนใคร ปราศจากน้ำหอม ไม่ใส่สี เจาะจงขายลูกค้าต่างชาติ”

ปัจจุบัน สินค้าของ บริษัท เกรพช่า-ชาโลม จำกัด เลยมีด้วยกัน 2 แบรนด์คือ เกรพช่า กับ ใยหอม ซึ่งเกรพช่าจะมีสบู่ก้อน เจลอาบน้ำ ครีมทาผิว ครีมทามือมีสารสกัดจากเมล็ดองุ่น ส่วนใยหอม จะมีแต่สบู่ก้อน แต่เป็นสบู่แฮนด์เมดใช้วัตถุดิบเป็นออร์แกนิกทั้งหมด มีหลายสูตร อาทิ ตะไคร้ มะพร้าว มะลิ ขมิ้น สตรอเบอร์รี่ ข้าว ใช้เอสเซนเชียลออยล์แทนน้ำหอม ใส่สีผสมอาหารแทนสีจากสารเคมี ทุกขั้นตอนทำด้วยมือ

สำหรับกรรมวิธีการผลิตและขั้นตอนทำสบู่ คุณโอเล่ บอกว่า ภายหลังได้วัตถุดิบ มีสารตั้งต้นทำสบู่ สารสกัดสูตรแต่ละสูตร เอสเซนเชียลออยล์ (กลิ่น) และสีผสมอาหาร นำทั้งหมดมาผสมรวมกันในภาชนะ ใช้มือกวน จะได้เป็นน้ำ จากนั้นเทลงบล็อกทีละชั้น เมื่อชั้นล่างเริ่มเซตตัว ให้เทส่วนผสมของสบู่ชั้นต่อไปทันที ระหว่างเทใช้ไม้กวนให้เกิดลวดลาย ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มเสน่ห์ให้สบู่ดูเหมือนเป็นงานศิลปะ ทำซ้ำเช่นนี้ไปให้ครบทุกชั้น ขั้นตอนสุดท้าย ตกแต่งชั้นบนสุดให้เกิดความสวยงาม

ใช้ของดีและเทคนิค

ลูกค้าต่างชาติรุมอุดหนุน

เมื่อทุกขั้นตอนของสบู่ใยหอมเป็นงานแฮนด์เมด ฉะนั้น กว่าจะได้รูปสบู่สวยงามอย่างที่เห็น เจ้าของกิจการต้องฝึกฝน กว่าจะชำนาญเสียสบู่ไปนับพันก้อนเลยทีเดียว

ปัจจุบัน จำนวนการผลิต แต่ละสูตรทำครั้งละ 300-500 ก้อน จำหน่ายลูกค้าคนไทย ก้อนละ 250 บาท ลูกค้าต่างประเทศ ก้อนละ 750 บาท สูตรที่ขายดีคนไทยจะชอบสบู่ที่มีกลิ่นหอมฟุ้งๆ เช่น มะลิ ขมิ้น ส่วนต่างชาติจะชอบสบู่ข้าวหอมนิล สบู่มะพร้าว

ด้านหน้าที่ ที่ชายหนุ่มรับผิดชอบ คุณโอเล่ บอกว่า ถ้าในส่วนของการผลิต พี่สาวจะเป็นคนดูแล ส่วนตัวเองจะอยู่ฝ่ายการตลาด ซึ่งขณะนี้ทางโรงงานก็รับผลิตสบู่ให้กับแบรนด์อื่นๆ อีกด้วย

สำหรับประวัติของคุณโอเล่ เขาบอกว่า ศึกษาด้านการตลาดมา ก่อนหน้าที่จะมาช่วยธุรกิจครอบครัวทำงานออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้กับบริษัทที่ทำผลิตภัณฑ์ความงาม เครื่องสำอาง มาร่วม 19 ปี

ในฐานะที่ชายหนุ่มอยู่ในแวดวงเเพ็กเกจจิ้ง เขาได้มองเห็นถึงความสำคัญของบรรจุภัณฑ์ว่า มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค ยกตัวอย่างเช่น เมื่อก่อน สบู่ก้อนที่คุณน้าทำจะใส่กล่องใสธรรมดา แต่ภายหลังปรับโฉมเป็นกล่องกระดาษสีสันสวยงาม มีลวดลาย บอกคุณสมบัติและวัตถุดิบที่ใช้ ก็เพิ่มความน่าสนใจ ทำให้ได้ลูกค้าเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น

ทุกวันนี้ สินค้าของทางบริษัทยังไม่มีหน้าร้าน เน้นออกบู๊ธตามงานแสดงสินค้า รวมถึงมีวางจำหน่ายที่ร้านฟ้าใส แกลอรี่ ตั้งอยู่ที่ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งถ้าสนใจไปหาซื้อกันได้

สำหรับในอนาคต สิ่งที่ชายหนุ่มวางแผนไว้คือ จะเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับเด็ก รวมถึงขยายช่องทางจำหน่าย อาทิ เปิดหน้าร้าน ไปวางจำหน่ายที่ร้านค้าเพื่อสุขภาพ รวมถึงส่งลูกค้าต่างประเทศ ซึ่งที่ติดต่อไว้แล้ว มีประเทศญี่ปุ่น และจีน

ใครสนใจผลิตภัณฑ์ของเกรพช่า และ ใยหอม หาซื้อกันได้ที่ ร้านฟ้าใส แกลอรี่ ตั้งอยู่ที่ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ หรือโทรศัพท์ถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ (081) 684-9690

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิต จัดจำหน่ายสบู่ และครีมบำรุงผิว

ยี่ห้อ เกรพช่า กับ ใยหอม

ผู้ให้ข้อมูล คุณกิตติศักดิ์ พัฒนพิบูลย์ ตัวแทนจาก บริษัท เกรพช่า-ชาโลม จำกัด

สินค้า ยี่ห้อ เกรพช่า มีสบู่ และครีมบำรุงผิว มีสารสกัดจากเมล็ดองุ่น ยี่ห้อใยหอม มีแต่สบู่ก้อน เป็นสบู่แฮนด์เมด ใช้วัตถุดิบเป็นออร์เกนิกทั้งหมด มีหลายสูตร อาทิ ตะไคร้ มะพร้าว มะลิ ขมิ้น สตรอเบอร์รี่ ข้าวหอมนิล

จุดเด่น บริษัท เกรพช่า-ชาโลม จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายครีมบำรุงผิวและสบู่อาบน้ำธรรมชาติ ที่จดลิขสิทธ์แล้วว่าเป็นสบู่เจ้าแรกเจ้าเดียวที่นำสารสกัดจากเมล็ดองุ่นมาใช้ในกรรมวิธีการผลิต ใช้วัตถุดิบเป็นออร์แกนิก

ขั้นตอนการทำสบู่ นำสารตั้งต้นทำสบู่ สารสกัดสูตรแต่ละสูตร เอสเซนเชียลออยล์ (กลิ่น) และสีผสมอาหาร นำทั้งหมดมาผสมรวมกันในภาชนะ ใช้มือกวน จะได้เป็นน้ำ จากนั้นเทลงบล็อกทีละชั้น เมื่อชั้นล่างเริ่มเซตตัว ให้เทส่วนผสมของสบู่ชั้นต่อไปทันที ระหว่างเทใช้ไม้กวนให้เกิดลวดลาย ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มเสน่ห์ให้สบู่ดูเหมือนเป็นงานศิลปะ ทำซ้ำเช่นนี้ไปให้ครบทุกชั้น ขั้นตอนสุดท้าย ตกแต่งชั้นบนสุดให้เกิดความสวยงาม

สนใจผลิตภัณฑ์ หาซื้อกันได้ที่ ร้านฟ้าใส แกลอรี่ ตั้งอยู่ที่ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ

โทรศัพท์ (081) 684-9690

 

“แม่นายไวน์เนอรี่” ไวน์ท้องถิ่นจะท่องโลก 2012/05/14

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07069010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 300

ธุรกิจภูธร

กรรณิกา เพชรแก้ว

“แม่นายไวน์เนอรี่” ไวน์ท้องถิ่นจะท่องโลก

พิลาสลักษณ์ อนันตธนโชคดี หรือ กาย ผู้บริหารบริษัทไวน์ผลไม้แบรนด์ “แม่นายไวน์เนอรี่” ในวัยเพียง 26 ปี มีมุมมองการทำธุรกิจและประสบการณ์การใช้ชีวิตที่เกินอายุจริงๆ

กว่า 10 ปีแล้วที่พิลาสลักษณ์ใช้ชีวิตและคลุกคลีกับธุรกิจการทำไวน์ผลไม้ เริ่มจากที่ครอบครัวทำธุรกิจออร์แกไนเซอร์ แต่พลิกผันมาเอาดีด้านการทำไวน์ผลไม้ ด้วยเหตุผลที่ว่าคุณพ่อคุณแม่ชอบดื่มไวน์และอยากลองทำไวน์เอง จึงศึกษาเรื่องการทำไวน์กันอย่างจริงจัง บวกกับการที่อยากช่วยเหลือเกษตรกรในท้องถิ่นในเรื่องปัญหาผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาด เป็นแรงผลักดันให้ครอบครัวของเธอตัดสินใจที่มาทำธุรกิจนี้

“ที่บ้านที่พะเยาเริ่มทำไวน์ตั้งแต่ปี 2544 จดทะเบียนตอนปี 2546 ตอนนั้นเรียนอยู่ปี 1 คณะอุตสาหกรรมเกษตร สาขาเทคโนโลยีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่จริงอยากเรียนด้านธรณีวิทยา แต่ก็ย้อนมาคิดว่าที่บ้านเราทำเรื่องไวน์ คุณแม่ก็อยากให้มาช่วยดูแลตรงนี้จริงจัง ก็เลยเรียนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เรียนเรื่องวิจัยและพัฒนาหรือ R & D จะได้ดูเรื่องตลาด ผู้บริโภค ความเป็นไปได้ในการทำผลิตภัณฑ์ ช่วงเริ่มทำไวน์ก็เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย ดูแลน้องชายอีก 1 คน แล้วก็เริ่มจากการเป็นพนักงานขายในช่วงที่ปิดเทอม จนกระทั่งขึ้นปี 3 ก็เริ่มเข้าไปดูแลด้านการตลาด”

หลังจากจบปริญญาตรี พิลาสลักษณ์เว้นช่วงไปทำธุรกิจด้านให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสายการบินที่ต่างประเทศ 4 ปี ได้เก็บเกี่ยวความรู้ประสบการณ์มามากมาย ได้รู้จักการทำงานแบบตะวันตกรวมถึงความเป็นอยู่การใช้ชีวิต แล้วจึงกลับมาดูแลธุรกิจของที่บ้านอย่างจริงจังจนถึงทุกวันนี้ได้กว่า 2 ปีแล้ว

พิลาสลักษณ์ ยอมรับว่า การทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ค่อนข้างละเอียดอ่อน ก่อนหน้านี้ประสบปัญหาหลายรูปแบบ ที่หนักที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องนโยบายต่อต้านการให้แอลกอฮอล์เป็นของฝาก ที่ประกาศว่า “ให้เหล้าเท่ากับแช่ง” ซึ่งส่งผลกระทบธุรกิจเป็นอย่างมาก ทั้งเรื่องช่องทางการจัดจำหน่าย การจำกัดเวลาจำหน่าย รวมถึงกระแสสังคมเรื่องความนิยมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็เริ่มลดลง ทำให้ยอดขายในช่วงนั้นค่อนข้างวิกฤต ต้องตั้งสติและรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น หาช่องทางที่จะให้ผ่านวิกฤตนั้นมาให้ได้

“กว่าที่จะเข้าใจการทำงานในบ้านเราได้ ต้องปรับตัวเยอะมาก เพราะเราจะคิดแบบตะวันตก ซึ่งค่อนข้างตายตัวและเป๊ะมาก ระบบบ้านเราจะตรงเป๊ะไม่ได้ ก็ต้องปรับเข้าหา มีวิธีคุย แต่ 4 ปีที่ไปทำงานต่างประเทศก็ได้อะไรกลับมาค่อนข้างเยอะ ก็เอามาปรับใช้กับการทำงานของตัวเอง ทุกวันนี้ก็ทำหน้าที่เป็นตั้งแต่ CEO ยันพนักงานทั่วไป สำคัญที่เราต้องมีความยืดหยุ่น จะบริหารแบบใจร้อนไม่ได้ ค่อยๆ คิดและปรับตัวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นค่ะ ชอบความคิด คุณวอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีอันดับสองของโลก ที่ว่า ต่อให้เป็นเศรษฐีหรือยาจกก็ทานข้าววันละ 3 มื้อเหมือนกัน เราจะไม่ลืมรากเหง้าความเป็นเรา จะไม่ดูถูกคนอื่น ทุกคนเท่าเทียมกัน”

ที่สำคัญ เธอบอกว่า จะทำธุรกิจให้ราบรื่นที่สุดนั้น ต้องรู้จริงและต้องมองขาด ที่จริงแนวคิดนี้เธอใช้ทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิตทีเดียว

หลังกลับมาช่วยบริหารธุรกิจไวน์ พิลาสลักษณ์ก็พัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มจากไวน์ผลไม้ มาเป็นน้ำสมุนไพร เพิ่มทางเลือกสำหรับตลาดคนรักสุขภาพ ผลตอบรับค่อนข้างดี

เจ้าตัวบอกว่า ตั้งแต่ไวน์มาจนถึงน้ำสมุนไพร จะเน้นเรื่องของคุณภาพวัตถุดิบมาเป็นอันดับหนึ่ง อย่างผลไม้ที่นำมาทำไวน์ก็ปลูกเองและเป็นออร์แกนิกทั้งหมด ได้รับการการันตีจาก GAP ประเทศไทยมาแล้ว ว่าไร้ซึ่งสารเคมีแน่นอน น้ำสมุนไพรที่บรรจุทุกขวดมีความเข้มข้นเพราะไม่ผสมหรือเจือจาง แถมไวน์ของที่นี่ได้รับรางวัลโอท็อป 4 ดาว ของจังหวัดพะเยา และปี 2007 ได้รับรางวัลไวน์ภูมิปัญญาแห่งชาติระดับประเทศ ของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

“ที่ได้รับรางวัลอันดับที่ 1 จะเป็นไวน์น้ำผึ้ง ในประเภทผลิตผลทางการเกษตร และไวน์ลำไย ได้อันดับที่ 8 ของประเทศ ในประเภทไวน์ผลไม้ และปี 2011 ได้รางวัลชนะเลิศ Tropical International Wine จากสมาคมไวน์ของไทยและนานาชาติ”

ขณะนี้ “แม่นายไวน์เนอรี่” มีไวน์อยู่ 6 ชนิด ไวน์ขาวจะมี ไวน์น้ำผึ้ง ไวน์ลิ้นจี่ และไวน์มะขามป้อม ส่วนไวน์แดง จะมีไวน์ลูกหม่อน ไวน์กระเจี๊ยบ และไวน์ลำไย ระหว่างนี้ “แม่นายไวน์เนอรี่” เข้าร่วมโครงการวนอุทยานวิทยาศาสตร์ เพื่อปรับและพัฒนาไวน์ตัวใหม่ที่จะให้มีรสชาติคล้ายกับไวน์องุ่น

พิลาสลักษณ์มุ่งมั่นจะพัฒนาธุรกิจของครอบครัวนี้ให้ก้าวไปอีกไกลแสนไกล วางเป้าหมายไว้ว่าจะนำ “แม่นายไวน์เนอรี่” เข้าตลาดอาเซียนกับเขาให้ได้ ตอนนี้ก็เปิดร้านไวน์ของตัวเองหลายสาขาในเชียงใหม่ และจะกระจายไปในอีกหลายเมืองใหญ่ รวมทั้งกรุงเทพฯ และต่อเนื่องไปเท่าที่จะมีแรง

แต่จะทำอย่างไร ยั่งยืนแค่ไหนนั้นยังต้องรอทั้งคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และผลงานของผู้บริหาร แสดงตัวตนชัดเจนไปในวงกว้างกว่าที่เป็นอยู่

ซึ่งก็คงอีกไม่นาน

 

ปั้นดินให้เป็นดาว 2012/05/14

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07084010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 300

คิดอย่างนักบริหาร

สาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่อง

ปั้นดินให้เป็นดาว

อาจเพราะเทสโก้ โลตัส เป็นบริษัทค้าปลีกข้ามชาติที่มาลงทุนในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2541 จนถึงวันนี้ผ่านมากว่า 14 ปีแล้ว

เป็น 14 ปี ที่ไม่เพียงมีสาขากว่า 660 สาขาทั่วประเทศ มีพนักงานรวมทั้งสิ้นกว่า 40,000 คน หากในแต่ละปีเทสโก้ โลตัส ยังตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่มอีกปีละ 5-6 สาขา

รับพนักงานเพิ่มอีกปีละ 9,000 คน

ถามว่าทำไมเทสโก้ โลตัส จึงต้องขยายสาขามากถึงขนาดนั้น ?

คำตอบง่ายๆ คือต้องการเป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีก

แต่คำตอบในเชิงลึกเทสโก้ โลตัส ต้องการให้องค์กรของตัวเองเป็น Employer of Choice คือเป็นองค์กรที่นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจอยากเลือกทำงานมากที่สุด

พร้อมกันนั้น เทสโก้ โลตัส ยังมีความฝันที่ต้องการจะเป็น Global Company ในอนาคต

แต่การที่เทสโก้ โลตัส จะเดินไปถึงจุดนั้นได้ จะต้องมีผู้สร้างฝันให้เป็นจริงเสียก่อน ผลเช่นนี้ จึงมองไปที่บทบาทของ “ศิริพรรณ ทองเทพไพโรจน์” ประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายทรัพยากรบุคคล

อันเป็นตำแหน่งของการสร้างคน

เป็นตำแหน่งที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพของบุคลากร และเป็นตำแหน่งในการสรรหาพนักงานที่มีความสามารถพิเศษ ที่จะต้องปั้นดินให้เป็นดาว

“ศิริพรรณ” บอกว่า…เรามีค่านิยมองค์กรอยู่ 2 ข้อหลักๆ คือ หนึ่ง สร้างสรรค์คุณค่าที่ดีสำหรับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าอยู่กับเราตลอดไป และสอง ไม่มีใครทุ่มเทสำหรับลูกค้าเหนือไปกว่าเรา และต้องยึดหลักเอาใจเขามาใส่ใจเรา

ค่านิยมองค์กรทั้ง 2 ข้อ ไปเชื่อมโยงกับแผนการพัฒนาบุคลากรในองค์กร เพราะแต่ละปีเทสโก้ โลตัส รับพนักงานปีละ 9,000 คน

“เราจึงต้องวางแผนการบริหารจัดการ การฝึกอบรมพนักงาน การเพิ่มทักษะทางด้านการสร้างภาวะผู้นำ รวมไปถึงการบ่มเพาะให้พนักงานทุกคนเข้าใจธุรกิจค้าปลีกของโลตัส”

ด้วยการสร้าง “Option Program” หรือ “โปรแกรมทางเลือก” ขึ้นมา

“โปรแกรมทางเลือกเป็นโครงการพัฒนากลุ่มพนักงานผู้มีความสามารถพิเศษขององค์กร เพื่อให้เขามีความพร้อมหลายด้าน ก่อนที่จะเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น โปรแกรมทางเลือกถือเป็นจุดแข็งของโลตัส เพราะเรามีหลายระดับงาน และมีอยู่ทุกสาขาทั่วประเทศ”

“เริ่มจากเฟ้นหากลุ่มพนักงานผู้มีความสามารถพิเศษจากโครงการ talent sporting exercise ที่เราทำทุกปี เรามีสำรวจความคิดเห็นผลการดำเนินงาน เพื่อดูว่าผลงานผ่านมาเขาเป็นอย่างไรบ้าง จากนั้นจึงนำมาเขียนเป็นเป้าหมายของแต่ละคน เพื่อเฟ้นหาผู้มีความสามารถพิเศษ”

“เมื่อได้กลุ่มพนักงานที่มีความสามารถพิเศษ เราจะนำมาเข้าโปรแกรมทางเลือก ซึ่งมีตั้งแต่พนักงานระดับปฏิบัติ ไปจนถึงพนักงานระดับบริหาร เพื่อสอนให้เขารู้จักการเรียนรู้ภาวะการสร้างผู้นำ เพื่อเขาจะได้ดูแลลูกน้อง รวมถึงการสอนวิธีการทำงาน การเรียนรู้งานจากหน่วยงานอื่นๆ”

ฉะนั้น พนักงานทุกระดับที่ผ่านโปรแกรมทางเลือก จึงมีโอกาสเป็นผู้ถูกคัดเลือกก่อน ที่จะพิจารณาตำแหน่งงานที่สูงขึ้นในเวลาต่อมา

ถึงตอนนี้ เทสโก้ โลตัส มีกลุ่มพนักงานมีความสามารถพิเศษกว่า 5,000 คน

เป็น 5,000 คน ที่ไม่เพียงจะถูกนำไปต่อยอดกับโครงการ Global Management Program ที่พร้อมจะผลักดันให้พนักงานกลุ่มนี้ไปทำงานยังต่างประเทศ

“ในเอเชียตอนนี้ เทสโก้ โลตัส มีสาขาอยู่ 4 ประเทศ คือมาเลเซีย, เกาหลีใต้, จีน และไทย นอกจากนั้น เรายังมีสาขาอยู่ในกลุ่มประเทศยุโรป ฉะนั้น ถ้าถามว่าคนของเรามีโอกาสไปทำงานยังสาขาต่างๆ ที่อยู่ต่างประเทศไหม มีโอกาสแน่ เพราะทุกวันนี้มีคนต่างชาติมาทำงานสาขาประเทศไทยอยู่พอสมควร”

“ขณะที่คนของเรา ก็ไปทำงานที่ประเทศอังกฤษด้วย แต่ไม่เยอะ ตรงนี้เป็นเป้าหมายของเรา ฉะนั้น ถ้าโปรแกรมทางเลือกของเราสามารถสร้างกลุ่มพนักงานที่มีความสามารถพิเศษจำนวนมาก คนเหล่านี้จะมีโอกาสไปทำงานสาขาต่างประเทศมากขึ้น”

พร้อมกันนั้น “ศิริพรรณ” ยังยกตัวอย่างโครงการ Global Management Program ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ต่อยอดมากจากการสรรหากลุ่มพนักงานที่มีความสามารถพิเศษ ที่ประสบความสำเร็จมาจาก Local Management Program มีผู้ได้รับการคัดเลือกจากทั่วโลก 85 คน เมืองไทยส่งเข้าไป 6 คน เข้ารอบสุดท้าย 4 คน แต่ที่ประสบความสำเร็จ จนเข้าโปรแกรมมีเพียง 3 คน จากทั้งหมด 27 คนทั่วโลก

“โครงการนี้ใช้เวลา 5 ปี ใน 4 ตำแหน่งงานจากทั่วโลก โดยเราจะสร้างให้น้องๆ เหล่านี้เป็นผู้บริหารระดับสูงต่อไปในอนาคต เพราะเป้าหมายอีกอย่างหนึ่งคือเราต้องการเป็น Global Company ดังนั้น โปรแกรมที่ใช้จึงเป็นโปรแกรมระดับเวิลด์คลาส”

“เพราะน้องๆ เหล่านี้จบมาจากโครงการ Commercial Management Trainee Program รุ่นก่อน มีผู้ชาย 1 คน ผู้หญิง 2 คน และเขาต้องไปโพสติ้งที่เมืองนอก เมื่อผ่านการคัดเลือกเรียบร้อย เขาจะมาดูว่ามีประสบการณ์ด้านจัดซื้อหรือไม่ ถ้าไม่มี จะต้องไปเติมความเข้มแข็งที่ฝ่ายจัดซื้อ”

“จากนั้นจึงไปเป็นผู้จัดการฝ่ายสโตร์ เริ่มจากสโตร์เล็กๆ จนกระทั่งบริหารสโตร์ที่ใหญ่ขึ้น พูดง่ายๆ คือน้องๆเหล่านี้ จะต้องเรียนรู้งานทั้งระบบ และเขาต้องบริหารคนอย่างน้อย 100 คน เพื่อฝึกความเป็นผู้นำ เมื่อเขาจบคอร์สจากเมืองนอก ถ้าเขาไม่กลับสำนักงานใหญ่ เขาอาจไปเป็นผู้จัดการบริหารคลังสินค้าสาขาไหนก็ได้”

ตรงนี้ถือเป็นการสร้างคนระดับหนึ่ง

แต่กระนั้น “ศิริพรรณ” ยอมรับว่าแนวทางการสร้างกลุ่มพนักงานที่มีความสามารถพิเศษ อาจทำให้องค์กรอื่นอยากจะฉกฉวยคนของเราอยู่บ้าง

เพราะเราสร้างคนของเราจนครบเครื่องแล้ว

แต่อีกทางหนึ่ง “ศิริพรรณ” มีความเชื่อว่าการดำเนินการตามโปรแกรมทางเลือก น่าจะเป็นการรักษาคนของเราไปพร้อมกันด้วย เพราะพนักงานทราบดีว่า เมื่อเขาผ่านด่านแต่ละด่านอย่างเข้มแข็ง และแข็งแรงแล้ว

เขายังมีโอกาสที่จะเจริญก้าวหน้ามากกว่าพนักงานระดับเดียวกัน

เพราะโปรแกรมทางเลือก เป็นโปรแกรมที่ทุกสาขาในโลกต่างใช้เครื่องมือนี้เป็นแรงผลักดันพนักงานของเทสโก้ โลตัส

ดังนั้น หากองค์กรอื่นต้องการจะฉกฉวยพนักงานของเทสโก้ โลตัส จึงมีอยู่ทางเดียวคือเขาจะต้องให้ผลตอบแทน สวัสดิการ และโบนัสที่มากกว่า

แต่เขาจะให้โอกาสมากกว่าหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เพราะอย่างที่ตั้งข้อสังเกต เทสโก้ โลตัส ต้องการเป็น Global Company ฉะนั้น การจะทำเช่นนั้นได้ จึงต้องมีความท้าทายซ่อนอยู่มากมาย

หนึ่งในความท้าทายที่ “ศิริพรรณ” คิดว่าเธอน่าจะทำได้คือ…ทำอย่างไรถึงจะให้คนไทยขึ้นมาเป็นผู้นำขององค์กรมากที่สุด และมีประสิทธิภาพมากที่สุด

พร้อมกับความท้าทายอีกอย่างคือต้องการเห็นคนไทยขึ้นมาเป็นซีอีโออย่างน้อย 1 คน

อันเป็นความท้าทายของ “ศิริพรรณ ทองเทพไพโรจน์”

ผู้ปิดทองหลังพระฝ่ายทรัพยากรบุคคลของเทสโก้ โลตัส?

 

เลาะแนวรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) จัดสรรแห่ผุดโปรเจ็กต์บ้านเดี่ยว-ทาวน์โฮม-คอนโดฯ ราคาไม่แพง 2012/05/14

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07086010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 300

เล็งทำเลธุรกิจ

ทีมอสังหาฯประชาชาติฯ

เลาะแนวรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) จัดสรรแห่ผุดโปรเจ็กต์บ้านเดี่ยว-ทาวน์โฮม-คอนโดฯ ราคาไม่แพง 

เมกะโปรเจ็กต์โครงการรถไฟฟ้า 10 สายทั่วกรุงเทพมหานคร กลายเป็นตัวจุดพลุให้ที่ดินเกาะแนวเส้นทางเปรี้ยงปร้างขึ้นมาทันตาเห็น โดยเฉพาะสายที่มีการก่อสร้างไปแล้ว เช่น สายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ และสายสีแดงอ่อน-เข้ม ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ผลที่ตามมาคือการพัฒนาโครงการในรูปแบบที่อยู่อาศัยและคอมเมอร์เชียลกันคึกคัก

แนวรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต เป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมาติดๆ ในอีกไม่นาน เพราะกำลังอยู่ระหว่างการเปิดประมูลหาบริษัทรับเหมาก่อสร้าง และอยู่ในขั้นตอนของการเวนคืนที่ดินเพื่อนำมาพัฒนาโครงการ ทำให้ที่ดินตลอดแนวรถไฟฟ้าเส้นทางนี้ขึ้นทำเนียบทำเลติดดาวยอดนิยมด้านที่อยู่อาศัยของกรุงเทพฯ โซนเหนืออีกแห่งไปเรียบร้อย

อัพเดตความเคลื่อนไหวของการลงทุนล่าสุด พบว่า ตลอดแนวโครงการขณะนี้บรรดาบริษัทพัฒนาที่ดิน “บิ๊กแบรนด์” แห่เข้าไปปักหมุดขึ้นโครงการที่อยู่อาศัยดักรอดีมานด์ไว้ล่วงหน้าแล้ว ถึงแม้ว่ารถไฟฟ้าจะยังไม่ตอกเสาเข็มแต่ก็มีแม่เหล็กชั้นดีที่ดึงดูดการพัฒนาเข้าไปในพื้นที่ นั่นคือ ทางพิเศษอุดรรัถยา (ทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด), ทางยกระดับอุตราภิมุข หรือ ดอนเมืองโทลล์เวย์ โครงข่ายการเดินทางที่เสร็จสมบูรณ์ เชื่อมโยงการเดินทางเข้า-ออกเมืองได้อย่างรวดเร็ว

ภาพรวมการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่เกิดขึ้นตลอดแนวรถไฟฟ้าสายนี้จึงมีหลากหลายรูปแบบ และระดับราคา ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม ทุกโปรเจ็กต์ชูจุดขายราคาไม่แพง มีให้เลือกช็อปตั้งแต่ 1 ล้านบาทต้นๆ ไปจนถึงหลายสิบล้านบาทขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของผู้ซื้อ ส่วนโซนที่มีการกระจุกตัวของโครงการที่อยู่อาศัยมากที่สุดแบ่งออกเป็น 3 โซนใหญ่ๆ ได้แก่ 1) ถนนแจ้งวัฒนะ เริ่มตั้งแต่บริเวณแยกหลักสี่ ถนนวิภาวดีรังสิต ไปจนถึงห้าแยกปากเกร็ด ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นแหล่งรวม “คอนโดมิเนียม” และ “ทาวน์โฮม ขนาด 2 และ 3 ชั้น” ระดับกลางประมาณ 16 โครงการ มีผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินรายใหม่ทั้งที่อยู่ในและนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ เริ่มทยอยเข้าไปปักหมุดแย่งเค้กขึ้นโครงการกันมากขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อาทิ ค่ายแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์, ไตร พร็อพเพอร์ตี้, เสนา ดีเวลลอปเม้นท์, พฤกษา เรียลเอสเตท ฯลฯ

ตัวแปรที่ทำให้ทำเลแจ้งวัฒนะเติบโตอย่างรวดเร็ว หลักๆ ได้แก่ 1. ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับปรับปรุงใหม่ครั้งที่ 3 ที่เตรียมจะประกาศใช้กลางปี 2555 ได้แก้ไขสีผังบริเวณโดยรอบศูนย์ราชการใหม่ จากเดิมเป็นพื้นที่สีเหลือง (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย) มาเป็นพื้นที่สีส้ม (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) สามารถพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรมได้มากขึ้น และ 2. ถนนแจ้งวัฒนะ เป็นแนวเส้นทางในการสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-ปากเกร็ด-มีนบุรี) ซึ่งไปตัดกับรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) ที่บริเวณแยกหลักสี่ ถนนวิภาวดีรังสิต

2) ย่านดอนเมือง-สรงประภา ถือเป็นโซนที่มีโครงการจัดสรรประเภทบ้านเดี่ยว และทาวน์โฮม ราคาย่อมเยาเกิดขึ้นมากที่สุด บริษัทพัฒนาที่ดินรายใหญ่ “พฤกษา เรียลเอสเตท” ถือว่าเป็นเจ้าตลาดในทำเลย่านนี้ ผ่านแบรนด์พฤกษา วิลล์, พฤกษา วิลเลจ และ เดอะ คอนเนค ราคาขายเริ่มต้นที่ 1.45 ล้านบาท

ส่วนโครงการบ้านเดี่ยวระดับราคา 4 ล้านบาทขึ้นเป็นการพัฒนาโครงการของดีเวลลอปเปอร์เจ้าถิ่นที่ปักหมุดพัฒนาโครงการเพื่อเป็นทางเลือกอีกหลายโครงการ เช่น โครงการเศรณี รายา มีไม่ต่ำกว่า 3 โครงการ, โครงการบ้านกฤษณา โครงการเศรษฐสิริ น้องใหม่ป้ายแดงในพื้นที่ดอนเมือง-สรงประภา ของค่ายแสนสิริ และโครงการศุภาลัย การ์เด้นวิลล์ แจ้งวัฒนะ-หลักสี่ ของค่ายศุภาลัย ตั้งอยู่ในซอยโกสุมรวมใจหลังสำนักงานเขตดอนเมือง พัฒนาเป็นโครงการบ้านเดี่ยวรุ่นใหม่ ราคาขายเริ่มต้นที่ 2.99 ล้านบาท

และ 3) เลียบถนนโลเคิลโรด ตั้งแต่หน้าวัดดอนเมืองมุ่งหน้ารังสิต มีโครงการบ้านหรูล้อมรอบด้วยสายน้ำสไตล์อิตาลี แบรนด์แกรนด์ คาแนล ของบริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ G Land ตั้งบนเนื้อที่ 270 ไร่ ประมาณ 600 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 4,000 ล้านบาท มีขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 73.5-200 กว่าตารางวา พื้นที่ใช้สอย 203-408 ตารางเมตร ราคาขายเริ่มต้นที่ 5.4-20 กว่าล้านบาท

ตบท้ายด้วยโครงการใหม่หมาดในโซนนี้ “พฤกษาวิลล์ ดอนเมือง-โลเคิลโรด” ของค่ายพฤกษาฯ ตัวโครงการตั้งอยู่ติดถนนโลเคิลโรดบริเวณหลักหก ทาวน์เฮ้าส์มีดีไซน์กับสไตล์ The American Cottage สูง 2 ชั้น หน้ากว้าง 5.7 เมตร อยู่ระหว่างการเปิดขายบ้านโซนถนนเมน พร้อมจัดโปรโมชั่นจ่าย 10,000 บาทพร้อมโอน ราคาขายเริ่มที่ 1.3 ล้านบาท

นอกจากโครงการที่อยู่อาศัยที่แห่ผุดขึ้นรับกำลังซื้อตลอดแนวรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิตแล้ว ธุรกิจร้านอาหาร ภายใต้บรรยากาศแบบรีสอร์ต คล้ายกับถนนเลียบทางด่วนรามอินทรา-เอกมัย ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นในย่านนี้ ซึ่งเริ่มมีให้เห็นกันบ้างแล้วแต่ยังไม่มากนัก น่าจะเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ที่กำลังมองหาทำเลใหม่ๆ เปิดธุรกิจแฮงเอาต์รับชุมชนที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกจำนวนมากในอนาคตอันใกล้นี้ได้อย่างสบายๆ เพราะยังมีที่ดินเปล่าแปลงใหญ่ๆ หลายแปลงตลอดแนวถนนโลเคิลโรดให้เลือกจับจอง

 

ด้อยค่า 2012/05/14

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 300

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ด้อยค่า

ทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านกึ่งรีสอร์ตริมน้ำหรู ทัศนียภาพสวยงาม จากบ้านมองเห็นลำน้ำ ภูเขาเป็นฉากหลัง ระหว่างก่อสร้างน้ำหลากเข้าท่วมโครงการ บริษัทเจ้าของโครงการผู้จะขายจึงทำคันดินสูง 4 เมตร กั้นริมน้ำตลอดแนว ผู้จะซื้อนั่งที่บ้านมองเห็นแต่คันดินไม่เห็นน้ำ ไม่มีทัศนียภาพที่ตกลงใจซื้อ จึงเกิดกรณีพิพาทกันขึ้น

1.

ชอบจริงๆ เชียวกับที่ดินน่ะ ได้ยินใครบอกว่าที่ไหนสวย ที่ไหนน่าสนใจ ได้ยินเพียงแค่ว่าน่าสนใจเท่านั้นละ คุณโผงเป็นต้องสนใจขึ้นมาจริงจังทีเดียว

ทว่าส่วนใหญ่ ได้แต่สนใจๆ ไปงั้นๆ ละ เอาเข้าจริงไปดูแล้วก็ไม่ได้ซื้อดอก ด้วยได้ชื่อว่าเป็นคนขี้เหนียว ทั้งเป็นคนมากเรื่อง เรื่องมาก รายละเอียดแยะคนหนึ่งของประเทศนี้

แต่มีอยู่แปลงหนึ่งคือแปลงในเรื่องนี้นี่ละสนใจเอาจริง ซื้อจริง

อ่านเจอในโฆษณาในหนังสือพิมพ์ ว่ามีบริษัทจัดโครงการสร้างเป็นบ้านพักตากอากาศแบบรีสอร์ต ชื่อไพเราะเชียวว่า “เดอะ วิมาน ริเวอร์แคว โฮม รีสอร์ต” ด้วยตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อย

เห็นว่าชอบใจมาก เพราะโครงการติดริมน้ำ

ไปดูไปเห็น แล้วกลับมาเล่าให้ใครต่อใครฟังว่า เมื่อปลูกบ้านพักขึ้น นั่งในบ้านหันหน้าออกไป หน้าน้ำจะเห็นลำน้ำไหลเอื่อยไม่เหนื่อยไม่หยุดหย่อน เว้นแต่หน้าแล้งจะเห็นลำไม่มีน้ำหรือน้ำน้อยหน่อย

ถัดไปมีเกาะกลางแม่น้ำ ตรงนั้นโครงการจัดสรรซื้อมา ในเนื้อโฆษณาโครงการบอกว่า จะจัดทำสะพานข้ามจากฝั่งรีสอร์ตไปเพื่อเป็นที่สำหรับพักผ่อนซ้อนพักผ่อนเข้าไปอีก จัดตั้งกังหันลมสวยงามหมุนตามลมให้นั่งชมได้จากรีสอร์ตตลอดเวลา

ฉากหลังเป็นเนินเขาเขียวทะมึนอยู่ลิบๆ ถ้าวันไหนมีหมอกก็จะเห็นหมอกด้วย สายหน่อยหมอกหายไป ถ้าวันไหนหมอกไม่มีก็ไม่เห็น อาจเห็นเพียงหมอนถ้าเมียนำไปตากไปผึ่งแดดไว้

ต้นปี 2537 คุณโผงไปเลือกเอาแปลงสวยติดริมน้ำ พร้อมบ้านพักแบบรีสอร์ตดังว่า เป็นชนิดราคาสูงแพงที่สุดของโครงการไว้แปลงหนึ่ง เนื้อที่ 98 ตารางวา ราคา 1,192,400 บาท แล้วทำสัญญาจะซื้อจะขายมาแปลงหนึ่งแล้ว จากนั้นจึงเริ่มผ่อนชำระเงินดาวน์ไป

ถัดมาถึงต้นปี 2539 ไปเลือกมาอีกแปลงติดกันมา ราคา 426,300 บาท

รวม 2 แปลงเป็นราคาทั้งสิ้นจำนวน 1,618,700 บาท ในการนี้คุณโผงชำระเงินดาวน์ไปแล้วทั้งสิ้น 500,000 บาท

บริษัทก่อสร้างบ้านพักหลังของคุณโผงและหลังของลูกค้ารายอื่นๆ ไปพร้อมๆ กัน สร้างไปได้สักระยะก็มอบให้คุณโผงเข้าครอบครองเพื่อตกแต่งภายในตามแต่ต้องการ

2.

คุณโผงชำระเงินดาวน์ไป 500,000 บาท ที่เหลือจะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์

ปี 2539 หลังจากที่คุณโผงทำสัญญาจะซื้อแปลงที่ 2 แล้ว เกิดเหตุน้ำในแม่น้ำแควน้อยมาก (แม่น้ำชื่อแควน้อย แต่มีน้ำจำนวนมาก) น้ำหลากเข้าท่วมโครงการระดับน้ำในโครงการบางจุดสูงถึง 15 เมตร เกิดความเสียหายไม่น้อย (คือเสียหายมากนั่นเอง)

โครงการชื่อยืดยาวนั่นจึงแก้ไขปัญหาด้วยการ จัดทำคันดินขนาดมหึมาริมลำน้ำแควน้อยระดับความสูงมากกว่า 2 ชั่วคน คือสูง 4 เมตร ระยะทาง 1,300 เมตร ตลอดแนวที่ติดกับลำน้ำนั้น

คุณโผงยืนมอง นั่งมองจากบ้านพักของตนเอง ไล่สายตาตามไป เห็นคล้ายกับงูยักษ์อะนาคอนด้าตัวมหึมาจากป่าอะเมซอนกินช้าง 2 โขลงแล้วมานอนผึ่งแดดดำมะเมื่อมอยู่เบื้องหน้า

มองไม่เห็นลำน้ำแควน้อย ไม่เห็นเกาะ แถมบดบังสะพาน บดบังกังหันไปครึ่งค่อน เห็นแต่อะนาคอนด้า หรือกำแพงสูง 4 เมตร นี่ปลูกบ้านอยู่ในรีสอร์ตหรืออยู่คุกกันแน่ คุณโผงชักงงว่า ทำไมจะต้องมาจ่ายเงินมากมายซื้อคุกขังตัวเอง

คุณโผงไปแจ้งแก่โครงการว่า ขอให้ถมดินส่วนที่ดินที่ตนซื้อให้สูงพอๆ กับดินที่ถมทำกำแพงนั่น แล้วดีดบ้านขึ้นมาด้วย แต่โครงการไม่ยอม

คุณโผงว่า ถ้าไม่แก้ไขดังว่าก็ให้ไปจดทะเบียนโอนที่ดินมาเลย ไม่ต้องจ่ายเพิ่มแล้ว เพราะการทำกำแพงดินนั่นทำให้ที่ดินราคาลดลง ตอนนี้ 2 แปลงราคารวมกันไม่เกิน 500,000 บาทแล้ว และราคานี้ตนได้จ่ายไปเรียบร้อยแล้วด้วย

บริษัทไม่ยอมทำตามที่คุณโผงเสนอ แต่แจ้งให้มาชำระเงินที่เหลือก่อน แล้วจะจดทะเบียนโอนให้

เมื่อคุณโผงไม่ยอมตาม บริษัทจึงบอกเลิกสัญญากับคุณโผง พร้อมแจ้งว่า ขอยึดเงินที่คุณโผงชำระมาแล้วด้วยฐานที่คุณโผงผิดสัญญาไม่มารับโอนบ้านและที่ดิน

3.

คุณโผงยื่นฟ้องบริษัทต่อศาล ขอให้พิพากษาบังคับให้บริษัทจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง

บริษัทต่อสู้คดี และฟ้องแย้งคุณโผงให้ขับไล่คุณโผงออกจากบ้านและที่ดินนั้น พร้อมกับเรียกค่าเสียหาย

สู้คดีกันมา จนอ่อนแรงกันทั้ง 2 ฝ่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ คุณโผงชำระเงินจำนวน 850,000 บาทแก่บริษัท และให้บริษัทไปจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพร้อมสิ่งก่อสร้างในที่ดิน น.ส.3 ก. 2 แปลงนั้นให้คุณโผง

ทั้ง 2 ฝ่ายอุทธรณ์คำพิพากษา ปรากฏว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ฝ่ายบริษัทไม่ยอมแพ้ จึงฎีกาคดีขึ้นไป สู้ทุกประเด็นเหมือนที่เคยต่อสู้มาในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์

4.

ศาลฎีกาวินิจฉัยคดีนี้เป็นลำดับไป ดังนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของบริษัท ว่า การที่คุณโผงไม่ไปจดทะเบียนรับโอนสิทธิในที่ดินและชำระค่าที่ดินและบ้านที่เหลือทั้งหมดตามสัญญา โดยมีข้อโต้แย้งให้บริษัทลดจำนวนเงินที่คุณโผงต้องชำระลดลงเหลือเท่าจำนวนที่ชำระไปแล้วประมาณ 500,000 บาท เป็นการปฏิบัติผิดสัญญา หรือเป็นกรณีที่คุณโผงมีสิทธิชำระราคาที่ดินลดลง อันเนื่องมาจากบริษัททำคันดินริมแม่น้ำแควน้อยจนทำให้ไม่สามารถโอนที่ดินและบ้านแก่คุณโผงให้ตรงตามสภาพตามที่ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายกัน

เห็นว่า ตามแผ่นพับโฆษณาโครงการ มีข้อความทำนองว่า โครงการนี้อยู่บนทำเลที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติติดแม่น้ำแควน้อย เพื่อให้เข้าถึงความหมายของการพักผ่อนอย่างแท้จริง แสดงให้เห็นว่า บริษัทโฆษณาจูงใจลูกค้าโดยเน้นถึงการที่ที่ดินมีจุดเด่นในลักษณะติดแม่น้ำแควน้อย เป็นการเสนอคุณภาพสินค้าที่บริษัทจะขายแก่ลูกค้าที่มีสภาพดีดังกล่าว ย่อมเป็นสาระสำคัญต่อการตัดสินใจสนองรับข้อเสนอขายของบริษัท ด้วยการตกลงจะซื้อที่ดินและบ้านในโครงการ

นอกจากนี้ ยังปรากฏว่า ตามภาพโฆษณาในหนังสือพิมพ์ ก็นำเสนอบ้านพักเห็นทัศนียภาพอันสวยงามของธรรมชาติที่มีแม่น้ำและภูเขา

จากข้อเท็จจริงย่อมเป็นเหตุผลให้เชื่อได้ว่า คุณโผงตัดสินใจทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านบริเวณริมน้ำแควน้อยทั้งที่ราคาสูงกว่าบริเวณอื่นในโครงการ เพราะคำนึงถึงคุณค่าทางทัศนียภาพของแม่น้ำแควน้อยเป็นสำคัญจริงดังที่คุณโผงนำสืบมา เมื่อบริษัทมาสร้างคันดินริมแม่น้ำสูงถึง 4 เมตร ย่อมเป็นเหตุให้ที่ดินมีทัศนียภาพด้อยลงกว่าขณะที่ตัดสินใจซื้อ

เมื่อบริษัทมีความจำเป็นต้องทำคันดินเช่นว่านี้แล้ว ย่อมเป็นเหตุให้บริษัทไม่สามารถโอนที่ดินพร้อมบ้านที่คุณโผงทำสัญญาจะซื้อจะขายจากบริษัท อันเป็นสัญญาต่างตอบแทนได้ตามสภาพที่เป็นที่ดินในทำเลดีที่สามารถมองไปยังแม่น้ำแควน้อยโดยสะดวก ไม่มีสิ่งใดบังการมองเห็นทัศนียภาพดังกล่าวตามเจตนาหรือวัตถุประสงค์ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินนี้

การที่บริษัททำคันดิน อันทำให้ภูมิทัศน์และทัศนียภาพของที่ดินที่คุณโผงจะซื้อเปลี่ยนไป ซึ่งแม้บริษัทจะปรับปรุงบริเวณคันดินโดยปลูกต้นไม้ให้สวยงาม หรือแม้หากไม่สร้างคันดิน บริเวณที่ดินของคุณโผงอาจไม่เห็นพื้นน้ำของแม่น้ำแควน้อยในช่วงที่ระดับน้ำต่ำก็ตาม แต่สภาพภูมิทัศน์และทัศนียภาพตลอดจนทำเลที่ดินที่คุณโผงตกลงจะซื้อก็ไม่ตรงสภาพที่บริษัทเสนอขายแก่คุณโผงและคุณโผงตกลงจะซื้อในขณะทำสัญญาจะซื้อจะขาย ย่อมถือได้ว่า การทำคันดินขึ้นนี้เป็นกรณีที่ทำให้บริษัทไม่สามารถชำระหนี้ในการโอนและส่งมอบที่ดินตรงตามสภาพที่เป็นเจตนาสำคัญของคู่สัญญาในสัญญาจะซื้อจะขาย

ทั้งการที่บริษัททำคันดินริมแม่น้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม แม้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ซื้อที่ดินโครงการนี้รวมทั้งคุณโผงด้วยก็ตาม แต่การซื้อที่ดินจัดสรรเช่นนี้ตามปกติธรรมดาผู้ซื้อย่อมประสงค์จะซื้อที่ดินที่ไม่มีปัญหาน้ำท่วมอยู่แล้ว เมื่อมีน้ำท่วมในภายหลังก็ย่อมเป็นหน้าที่ของบริษัทที่ต้องป้องกันเพื่อให้สภาพที่ดินที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายอยู่ในสภาพไม่ถูกน้ำท่วม เพื่อส่งมอบที่ดินแก่ลูกค้าในสภาพที่ดินเช่นว่าอันเป็นสภาพที่ต้องตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำกันไว้แต่เดิมอยู่แล้ว ไม่ใช่เหตุผลว่าทำคันดินป้องกันน้ำท่วมจะทำให้ที่ดินมีมูลค่าสูงขึ้นกว่าขณะทำสัญญา หรือถือว่าเป็นการชดเชยต่อการที่บริเวณที่ดินของคุณโผงด้อยคุณค่าจากการมองทัศนียภาพแม่น้ำแควน้อยได้ไม่สะดวก ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่มีมาแต่แรกได้แต่อย่างใด

ดังนั้น การที่บริษัททำคันดินริมแม่น้ำแควน้อยแม้จะเป็นกรณีจำเป็นต้องกระทำก็ยังถือได้ว่า มีผลทำให้สภาพที่ดินของคุณโผงมีสภาพด้อยลงกว่าในขณะทำสัญญา อันถือได้ว่าเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายกันโดยจะโทษคุณโผงผู้เป็นเจ้าหนี้ในสัญญาต่างตอบแทนไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 371 วรรคสอง

ดังนั้น คุณโผงจึงมีสิทธิเลือกที่จะเลิกสัญญา หรือเรียกให้บริษัทชำระหนี้โดยการจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านมาตามสภาพที่เป็นอยู่โดยลดส่วนหนี้ค่าราคาที่ดินที่คุณโผงต้องชำระแก่บริษัทได้ เมื่อคุณโผงไม่ใช้สิทธิเลิกสัญญาจึงมีสิทธิเรียกให้บริษัทชำระหนี้ในการจดทะเบียนโอนที่ดินตามสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันโดยลดส่วนอันคุณโผงจะต้องชำระหนี้เงินค่าที่ดินแก่บริษัทได้

แม้ในสัญญาจะมีข้อตกลงส่วนหนึ่งว่าหากบริษัทปฏิบัติผิดสัญญา บริษัทตกลงจะคืนเงินที่ได้รับชำระไว้แล้วพร้อมดอกเบี้ยด้วย ก็เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งเท่านั้น มิได้เป็นข้อสัญญาจำกัดหรือเป็นการสละสิทธิของคุณโผงในการเลือกใช้สิทธิตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 371 วรรคสอง แต่อย่างใด

ทั้งเมื่อบริษัทสร้างคันดินสูงถึง 4 เมตร บริษัทย่อมทราบได้เองว่า ย่อมเป็นสิ่งกำบังไม่ให้คุณโผงสามารถมองไปยังแม่น้ำโดยสะดวกดังที่เคยเป็นมาแต่เดิม โดยไม่จำต้องให้คุณโผงแจ้งหรือโต้แย้งแต่อย่างใด บริษัทย่อมไม่อาจเรียกให้คุณโผงชำระค่าที่ดินที่เหลือเต็มจำนวน การที่บริษัทเรียกให้คุณโผงไปรับจดทะเบียนโอนที่ดินและให้ชำระราคาที่เหลือเต็มจำนวนย่อมเป็นการที่เรียกให้คุณโผงชำระหนี้ตอบแทนโดยไม่ชอบ คุณโผงมีสิทธิปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามได้ การที่คุณโผงยังไม่จดทะเบียนรับโอนที่ดินและชำระเงินแก่บริษัท จึงไม่ถือว่าเป็นการปฏิบัติผิดสัญญา บริษัทย่อมไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่คุณโผง แม้บริษัทบอกเลิกสัญญาแก่คุณโผงก็ไม่เป็นผลให้สัญญาเลิกกัน คุณโผงจึงมีสิทธิฟ้องบังคับให้บริษัทจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านแก่ตนได้ และบริษัทไม่มีสิทธิขับไล่คุณโผงออกจากที่ดินและเรียกค่าเสียหายจากคุณโผง

ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาพิพากษายืน

คุณโผงจึงจ่ายเพิ่มอีกเพียง 850,000 บาท แล้วบริษัทต้องไปจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านให้

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 368/2554)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 370 ถ้าสัญญาต่างตอบแทนมีวัตถุที่ประสงค์เป็นการก่อให้เกิดหรือโอนทรัพยสิทธิในทรัพย์เฉพาะสิ่ง และทรัพย์นั้นสูญหรือเสียหายไปด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษลูกหนี้มิได้ไซร้ ท่านว่าการสูญหรือเสียหายนั้นตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้

ถ้าไม่ใช่ทรัพย์เฉพาะสิ่ง ท่านให้ใช้บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้บังคับแต่เวลาที่ทรัพย์นั้นกลายเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 195 วรรคสอง นั้นไป

มาตรา 371 บทบัญญัติที่กล่าวมาในมาตราก่อนนั้น ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าเป็นสัญญาต่างตอบแทนมีเงื่อนไขบังคับก่อน และทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งสัญญานั้นสูญหรือทำลายลงในระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ

ถ้าทรัพย์นั้นเสียหาย เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษเจ้าหนี้มิได้และเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว เจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้โดยลดส่วนอันตนจะต้องชำระหนี้ตอบแทนนั้นลงหรือเลิกสัญญานั้นเสียก็ได้แล้วแต่จะเลือก แต่ในกรณีที่ต้นเหตุเสียหายเกิดเพราะฝ่ายลูกหนี้นั้นท่านว่าหากระทบกระทั่งถึงสิทธิของเจ้าหนี้ที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนไม่

 

อาชีพเสริมของนักร้องลูกทุ่ง 2012/05/14

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 300

ลูกทุ่งเศรษฐี

เลิศชาย คชยุทธ

อาชีพเสริมของนักร้องลูกทุ่ง

นักร้องลูกทุ่งสมัยก่อน ยามมีชื่อเสียง เงินทองก็ไหลมาเทมา เมื่อรู้จักหาแล้วรู้จักใช้ รู้จักเก็บก็พอจะมีเงินเหลือในเวลาที่ชื่อเสียงและสังขารร่วงโรย

ในบรรดานักร้องนับร้อยๆ คนก็ใช่ว่า ทุกคนจะเป็นนักร้องชั้นนำระดับชื่อเสียงก้องฟ้ากันไปทั้งหมดก็หาไม่

ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทมีผลงานเพลงดังไม่มากนัก หากินได้สักพักหนึ่งก็เงียบหายไป เมื่อไม่มีผลงานเพลงใหม่ออกมาให้ได้ฟัง คนเริ่มลืมเลือน ชื่อเสียงค่อยๆ หายไป งานร้องเพลงก็หายากขึ้นทุกที

มีน้อยรายที่อายุเข้าเลข 60 แล้วยังมีงานรับเชิญ ติดต่อว่าจ้างให้ไปร้องเพลง

พอขึ้น 70 ก็เท่ากับว่า งานร้องเพลงปิดฉากลงแล้ว

ยกเว้นบางคนที่น้ำเสียงยังคงทน มีเอกลักษณ์การร้องเพลงเป็นของตัวเอง ที่สำคัญ สังขารยังสู้ไหว อาทิ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ผ่องศรี วรนุช ก้าน แก้วสุพรรณ ชัยชนะ บุญนะโชติ ขวัญจิต ศรีประจันต์ เป็นต้น แฟนเพลงยังอยากฟังเสียงอยู่ นั่นแหละ ก็พอมีงานเข้ามา พาให้ได้สตุ้งสตางค์กับเขาบ้าง แทนที่จะอยู่บ้านเฉยๆ โดยไม่ได้อะไร

เมื่อโลกมายาเป็นเช่นนี้ นักร้องที่ไม่ประมาทในชีวิต จึงคิดมองหาหนทางที่จะทำมาหากินเอาไว้แต่เนิ่นๆ ว่า ในยามที่ตัวเองไม่ได้เป็นนักร้อง ขายเสียงไม่ได้แล้ว จะไปทำอะไร จะได้ไม่เป็นภาระให้กับครอบครัวหรือญาติพี่น้อง

งานที่นักร้องมักจะทำกันเพื่อหารายได้เท่าที่เห็นๆ มา เช่น เปิดร้านอาหาร ในร้านอาหารก็มีนักร้องและดนตรีขับกล่อมลูกค้าที่เข้ามากินอาหาร โดยที่ตัวเองก็ขึ้นร้องเพลงด้วย เพราะมีความถนัดและเป็นความสามารถที่พอจะเอามา “ขาย” ได้

การเปิดร้านอาหารมีปัจจัยหลายอย่าง ที่สำคัญก็คือ ต้องมีเงินลงทุนโดยอาจใช้เงินที่เก็บหอมรอมริบเอาไว้ หรือไม่ก็หยิบยืมญาติพี่น้องเพื่อนฝูง หรือไม่ก็กู้ยืมเขา มีสถานที่ ทำเลต้องดีพอสมควร ไปมาสะดวก มีที่จอดรถ อาหารก็ต้องอร่อย ถูกปาก ติดอกติดใจลูกค้า ถ้าอร่อยและราคาไม่แพง แถมยังบริการเป็นกันเอง เป็นที่ประทับใจ

ถือว่า เข้าสูตรตามหลักการตลาดโดยไม่ต้องเรียนมหาวิทยาลัยคณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด

แต่นักร้องก็พึงระวังเอาไว้เหมือนกัน การเปิดร้านอาหารที่มีคนมากินกันเยอะก็จริงอยู่ แต่คนมากิน ล้วนแต่เป็นพรรคพวกเพื่อนฝูงในวงการลูกทุ่งทั้งนั้น มากินทีไรมักจะคุยกันสนุกสนาน เสียงดังลั่นโต๊ะ แต่เมื่อกินเสร็จกลับไม่ยอมจ่ายค่าอาหาร พูดติดตลกว่า ค่าอาหารเอาไว้ก่อนนะเพื่อน คราวหน้ามากินจะจ่ายรวมกันไปเลย

เจ้าของร้านที่เป็นคนขี้เกรงใจ พูดไม่ออก

ครั้นจะสวนออกไปว่า “มากินอาหารก็ต้องจ่ายค่าอาหารด้วยสิ เพื่อนก็ส่วนเพื่อน อาหาร เหล้าเบียร์ต้องซื้อเขามานะ (โว้ย) ก็ไม่กล้าสวน กลัวเพื่อนโกรธ กลัวเพื่อนเกลียด แต่เพื่อนกลับไม่กลัวเราเกลียดหรือโกรธที่ชักดาบค่าอาหาร

เป็นแบบนี้เข้าเรื่อยๆ ไม่นานก็เจ๊ง

ต้องม้วนเสื่อ เลิกกิจการ หันไปทำอย่างอื่นดีกว่า

อาชีพอีกอย่างหนึ่งที่นักร้องทำได้ไม่ยากนัก ก็คือ ค้าขาย ส่วนจะขายอะไร ขายที่ไหน ก็พิจารณาและตัดสินใจกันเอาเอง พอลองดูสักพักก็จะรู้ว่า งานแบบนี้ ไปได้หรือไม่ มีกำรี้กำไรเท่าไร คุ้มกันไหมกับการลงทุน ลงแรง

ชัชชัย ชัชวาล คนขอนแก่น เจ้าของเพลงดัง มอเตอร์หุ้มทอง หยุดน้ำตาไว้ที่ฉัน ก็ยึดอาชีพค้าขายข้าวของเครื่องใช้ประจำบ้าน มีรถปิกอัพคู่ใจคันหนึ่ง ขับไปจอดขายที่ตลาด ลูกค้าที่เคยเป็นแฟนเพลงจำได้ก็จะมาช่วยอุดหนุน โดยมีลูกเมียช่วยกันทำมาหากิน

การมีครอบครัวที่ดีของนักร้องก็พอจะช่วยให้ชีวิตบั้นปลายไม่ลำบาก เพราะลูกที่อุตส่าห์ส่งเสียให้เล่าเรียน ได้หวนกลับมาดูแลพ่อแม่

ในปัจจุบัน มีนักร้องดังๆ หลายคนหันมาหารายได้พิเศษด้วยการเป็นพรีเซ็นเตอร์ขายอาหารเสริม โดยอาศัยความเป็นศิลปิน มีคนรู้จักเยอะ แฟนเพลงชื่นชอบผลงานเพลง หรือการแสดง เช่น ชินกร ไกรลาศ สุริยา ชินพันธ์ ศรเทพ ศรทอง สดใส รุ่งโพธิ์ทอง เป็นต้น

ความน่าเชื่อถือของนักร้องดังๆ เหล่านี้ เมื่อพูดจา บอกเล่าว่า สุขภาพของตัวเองดีขึ้นเพราะกินอาหารเสริมตัวนี้ แฟนเพลงก็จะไปหาซื้อมากินบ้าง

จาก “นักร้อง” เมื่อวันวาน กลายมาเป็น “นักขาย” ในวันนี้

นักร้องลูกทุ่งแต่ละคนต่างก็ต่อสู้ ดิ้นรนกันไป

พูดถึงการต่อสู้ ดิ้นรนของนักร้องลูกทุ่ง อดไม่ได้ที่ใจจะระลึกไปถึงนักร้องลูกทุ่งคนหนึ่ง ชื่อ แสนสุข แดนดำเนิน เจ้าของเพลง น้ำตาหล่นที่โคราช จากการประพันธ์ของ ชลธี ธารทอง ถูกจับและโดนดำเนินคดีข้อหายาเสพติด ถูกกุมขังที่เรือนจำลาดยาว บางเขน มานานหลายปีแล้ว เป็นชีวิตอันขมขื่นที่น่าเห็นใจ

เจ้าตัวปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่เมื่อศาลตัดสินก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงโทษทัณฑ์ได้

แสนสุข แดนดำเนิน เฝ้ารอวันแห่งอิสรภาพจะต้องมาถึงสักวันหนึ่ง และเมื่อพ้นโทษออกมาแล้ว จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่

 

หันหน้าเข้าหาแบงก์ 2012/05/14

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 300

ก่อนปิดร้าน

หันหน้าเข้าหาแบงก์

ผลสำรวจความต้องการของ ผู้ประกอบการขนาดย่อม หรือ SMEs กี่ครั้ง กี่รอบ คำตอบคลาสสิกที่ต้องติดอันดับ 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 5 มาตลอดก็คือ “เงินทุน”

ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นนับ 1 ของผู้ประกอบการหน้าใหม่ การกลับมาแก้มือของเถ้าแก่ผู้เคยพลาดพลั้ง กระทั่งผู้ประกอบการที่ธุรกิจมั่นคงลงตัว แต่อยากเติบโต อยากขยับขยาย อยากเพิ่มสาขา อยากยกระดับพัฒนากิจการให้กระโดดจากสถานะเดิม ฯลฯ

ต่อให้มีไอเดียเลิศขนาดไหน ต่อให้มีฝีมือการบริหารจัดการ มีประสบการณ์ในด้านการค้า มีวิสัยทัศน์ด้านการตลาดอย่างปราดเปรื่อง…แต่ไม่มี “ทุน”

ช่องทางที่ธุรกิจจะเติบโตหรือพัฒนาก็เป็นไปได้ยาก หรือช้ากว่าที่ควรจะเป็นมาก

ที่ผ่านมา พ่อค้า เจ้าของร้าน เถ้าแก่ หรือเจ้าของกิจการ SMEs มักเลือกที่จะใช้ “ทุน” ที่หาง่ายที่สุด และดูเหมือนจะสะดวกปลอดภัยที่สุด นั่นคือ “เงินออมสะสม” ของตัวเอง ของครอบครัว กระทั่งได้รับการอนุเคราะห์สนับสนุนโดยเสน่หาจาก บิดามารดา ญาติพี่น้อง

แต่ก็มีไม่น้อยที่พบว่า “ทุน” ที่ได้ด้วยความเสน่หา โดยไม่หวังอะไรตอบแทนนั้น มักไม่มีอยู่จริง (ท้ายที่สุด ขัดใจ ผิดใจกันในครอบครัว ทะเลาะ ฟ้องร้องกันในเวลาต่อมาก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ)

เพราะ ทุน หรือ เงินทุน ที่เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับนำมาเริ่มต้นกิจการหรือขยายกิจการก็ตาม ล้วนมี “ต้นทุนทางการเงิน” ทั้งสิ้น

วิธีคิดที่น่าสนใจมากกว่า นั่นคือ การแสวงหาแหล่งเงินทุน ที่สะดวก เป็นธรรม และมีต้นทุนต่ำหรือเหมาะสมกับกิจการ ร้านค้า หรือธุรกิจของเรามากที่สุด

และหากไม่นับแหล่งทุนที่เรามักคิดว่า ง่าย-สะดวก อย่าง เงินกู้ยืมจากคนในครอบครัว หรือ “เงินกู้นอกระบบ” แล้ว ปัจจุบัน ธนาคาร ถือเป็นสถาบันการเงินที่ถือเป็นแหล่งทุนที่สะดวก มีบริการหลากหลาย สามารถเข้าถึงได้จากหลายๆ ช่องทาง

ไม่ว่าจะเป็นการเดินตรงเข้าไปที่สาขา ซึ่งแต่ละธนาคารล้วนเปิดสำนักงานสาขามากในระดับ 500-800-1,000 แห่งอยู่ทั่วประเทศ ทั้งแบบดั้งเดิม หรือที่เปิดตลอด 7 วัน ใน 1 สัปดาห์ ภายในศูนย์การค้าที่ทันสมัยทั้งหลายนั่นเอง

หรือจะใช้บริการธนาคารผ่านระบบออนไลน์อินเตอร์เน็ต ผ่านระบบบริการบนโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ก็ล้วนแต่อำนวยความสะดวก รวดเร็วมากกว่าในอดีตมากมาย

ที่สำคัญ ทุกวันนี้ ทุกธนาคารต่างก็แข่งขันกันด้วยการมุ่งหน้ามาที่ผู้ใช้บริการรายย่อย เจ้าของกิจการร้านค้าขนาดเล็ก รวมถึง SMEs ที่เมื่อก่อนอาจถูกมองข้ามหรือหมางเมิน

ปัจจุบัน มีบริการรูปแบบต่างๆ มากมายของหลายๆ ธนาคาร ที่อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในระดับเจ้าของกิจการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินเชื่อ หรือบริการสำหรับการขยายกิจการ พร้อมอัตราดอกเบี้ย หรือต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลงมาก

ขอเพียงเจ้าของธุรกิจ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ใส่ใจ แสวงหาความรู้ เลือกดูบริการจากธนาคารต่างๆ อย่างละเอียดรอบคอบ โอกาสที่จะได้ “ทุน” มาเริ่มต้นธุรกิจหรือขยายกิจการก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

นิตยสาร “เส้นทางเศรษฐี” ซึ่งที่ผ่านมาก็เพิ่มเนื้อหาความเคลื่อนไหวตลอดจนข่าวคราวเกี่ยวกับบริการสินเชื่อเพื่อ SMEs มาอย่างต่อเนื่อง ยังคงให้ความสำคัญและจะเปิดพื้นที่ เปิดคอลัมน์ ให้ข้อมูลบริการการเงินสำหรับ SMEs ให้มากยิ่งขึ้น

ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพของผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการคนไทย ซึ่งสามารถขยับขยายการค้า การลงทุนอย่างมั่นคงและรอบคอบ ภายใต้ปัจจัยหลายประการซึ่งเอื้ออำนวยอยู่ในขณะนี้

ฉะนั้น แหล่งทุนที่เหมาะสม และสะดวกในการเลือกใช้จึงเป็นอะไรที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการในยุคนี้

ถึงเวลา หันหน้าเข้าหาแบงก์ กันแล้วละครับ

 

ทูตไทยในฮานอย “อนุสนธิ์ ชินวรรโณ” แนะช่องทางทำธุรกิจในเวียดนาม 2012/05/14

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07015150455&srcday=2012-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 299

เสริมไอเดีย

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ทูตไทยในฮานอย “อนุสนธิ์ ชินวรรโณ” แนะช่องทางทำธุรกิจในเวียดนาม

หลังจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 จังหวัดนครพนม ซึ่งมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 เดือน 11 ปี 2011 ท่าน “อนุสนธิ์ ชินวรรโณ” เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ก็ได้เชื้อเชิญนักข่าวจากเมืองไทยเข้าร่วมสำรวจเส้นทาง R12 (ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3) นครพนม-ท่าแขก-ด่านจาลอ-วิงห์ ในโครงการส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจของไทยตามแนวเส้นทางดังกล่าว ซึ่งผ่าน 3 ประเทศ โดยในระหว่างทางคณะทูตไทยได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารจังหวัดห่าติ๋งห์และเหงะอาน อันเป็นเมืองชายแดนของเวียดนามก่อนเข้าสู่ลาวแล้วมายังฝั่งไทย

สิ่งหนึ่งที่รองผู้ว่าราชการของ 2 จังหวัดพูดตรงกันก็คือ อยากเชื้อเชิญให้ผู้ประกอบการไทยเข้ามาลงทุนเพราะ 2 จังหวัดนี้มีความพร้อมในหลายเรื่อง โดยเฉพาะในแง่ทรัพยากรธรรมชาติ การคมนาคมขนส่งที่อยู่ไม่ไกลจากภาคอีสานของไทย และมีท่าเรือน้ำลึก ซึ่งปัจจุบันก็มีนักธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนบ้างแล้ว

ยามนี้ ถ้าไปเมืองไหนๆ ของเวียดนาม จะเห็นชัดเจนว่า ประเทศดังกล่าวกำลังพัฒนาและเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว มีอุตสาหกรรมใหญ่ๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก มีนักลงทุนต่างชาติเข้าไปเยอะแยะ ทั้ง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไทย ฯลฯ

เรียกว่าเวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรม ฉะนั้น หลายคนคงอยากจะรู้ว่าไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ไม่ไกลกันนัก น่าจะเข้ามาลงทุนหรือทำธุรกิจอะไรดี โดยเฉพาะในช่วงที่จะเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558

เส้นทาง R12 ยังไม่เวิร์ก

ก่อนอื่น ท่านทูตอนุสนธิ์ เกริ่นให้ฟังว่า ในการเดินทางครั้งนี้เพื่อมารับทราบประเด็นปัญหาจากหน่วยงานท้องถิ่นในการใช้เส้นทาง R12 ทั้งผู้แทนสภาหอการค้าภาคเอกชน หอการค้าจังหวัดนครพนม สภาอุตสาหกรรม ซึ่งได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาศักยภาพเส้นทางนี้ ทั้งประเด็นที่ต้องแก้ไขและปัญหาที่ทราบกันดีอยู่

ท่านทูตอนุสนธิ์ ให้ข้อมูลอีกว่า ที่ผ่านมา ลาวได้บทเรียนจากเส้นทางหมายเลข 9 ไทยออกจากมุกดาหาร เข้าเวียดนามเลย จึงตั้งคำถามกับถนนหมายเลข 12 ว่า ลาวเขาจะได้อะไรถ้าเราผ่านเขาไปเลย เพราะเส้นทางนี้เสร็จก็วิ่งผ่านลาวไปเลย การชวนเชิญนักลงทุนไปทำอะไรที่ลาวก็ทำได้ยากลำบาก เพราะเวลาน้อย ไม่มีความจำเป็นต้องแวะ

สำหรับการสำรวจเส้นทาง R12 ในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อย่างที่พักรถที่พักคน และร้านอาหารนั้น ท่านทูต ระบุชัดว่า “ระหว่างทางไม่มี ผมมองว่าต้องเชิญชวนนักธุรกิจต่างชาติ เข้าไปลงทุน ช่วงใหม่ๆ เขาอาจจะตื่นเต้น แต่ต่อไปหากสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่เกิดขึ้น เรื่องที่ 3 ประเทศลงทุนสะพาน ถนน ด่านผ่านแดนเวียดนาม-ลาว ที่สร้างด่านใหม่รองรับปริมาณคน ปริมาณรถ เวียดนามก็พยายามปรับปรุงพื้นที่ขนถ่ายสินค้า จะใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า

เส้นทางนี้มีศักยภาพพอสมควรในแง่ที่เป็นเส้นทางที่ใกล้ที่สุดจากไทยไปเวียดนาม ซึ่งส่วนที่แคบของลาวก็อยู่ตรงนี้ ของเวียดนามก็อยู่ตรงนี้ ถ้าปรับปรุงมาตรฐานของถนน เรื่องการผ่านแดนถนนดีขึ้น ขับขี่ได้เร็วขึ้น เดินทางจากนครพนมไปฮานอยภายในวันเดียวก็สามารถทำได้ คือสามารถรับประทานข้าว 3 มื้อ ใน 3 ประเทศ”

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้คงต้องรอดูกันต่อไปในอนาคตอันใกล้ พร้อมกันนั้น ท่านทูตอนุสนธิ์ ยังเปรยด้วยภาษาสุภาพให้ฝ่ายเวียดนามฟังเกี่ยวกับปัญหาค่าใช้จ่ายจากอีสานของไทยมายังท่าเรือของจังหวัดในภาคกลางของเวียดนาม ซึ่งถ้าพูดกันตรงๆ ก็คือค่อนข้างสูง

“ถ้าเราแก้ไขอุปสรรคให้สะดวกขึ้น การขนส่งสินค้าท่องเที่ยวหรือเดินทางเรื่องธุรกิจก็จะสะดวกขึ้น ทั้งหมดรัฐบาลทั้ง 3 ประเทศทำไปเพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ประกอบการที่จะต้องเลือกว่าคุ้มค่าหรือไม่

ฝ่ายไทยมีนโยบายมาหลายปีแล้วในการที่จะส่งเสริมผู้ประกอบการของไทยในภาคอีสาน ส่งออกสินค้าต่างๆ มายังเวียดนามและประเทศอื่นๆ โดยใช้ท่าเรือในประเทศเวียดนาม แต่ที่ผ่านมาไม่มีการใช้มากนักเพราะเอกชนต้องคำนึงค่าใช้จ่ายต้นทุน ความสะดวกอื่นๆ และความคุ้นเคยในการดำเนินธุรกิจ ดังนั้น ฝ่ายรัฐบาลของ 2 ประเทศก็ต้องมาช่วยแก้และอำนวยความสะดวกให้เอกชนมาใช้เส้นทางนี้”

ปัญหาที่รอการแก้ไข

แม้ในความเป็นจริงรัฐบาลของ 3 ประเทศต้องการให้การไปมาหาสู่กันสะดวกทั้งในเรื่องของคนและสินค้า แต่สภาพปัจจุบันก็ยังมีปัญหาอุปสรรคหลายอย่างที่รอการแก้ไขจากรัฐบาลของ 3 ประเทศ

“ขอย้ำว่า รัฐบาล 3 ประเทศ ไทย ลาว และเวียดนาม ลงทุนพัฒนาเส้นทางเหล่านี้ไม่น้อย ดังนั้น ต้องแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม หรือปัญหารถพวงมาลัยซ้าย (เวียดนาม ลาว กัมพูชา พม่า) พวงมาลัยขวา (ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์) ซึ่งคงต้องไปศึกษาที่ยุโรปด้วยว่า แก้ปัญหานี้อย่างไร”

กับคำถามที่ว่าการลงทุนสร้างสะพานมิตรภาพ แห่งที่ 3 กว่าพันล้านบาทนั้น คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ ท่านทูตอนุสนธิ์ ตอบชัดเจน

“ตอนนี้ได้ยินได้ฟังแล้วว่าไม่คุ้มค่าหรือบางครั้งที่ค่าใช้จ่ายไม่แน่นอน จึงต้องนำเสนอรวบรวมให้กระทรวงต่างประเทศนำไปสู่การประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตอนช่วงนายกรัฐมนตรีเดินทางไปเวียดนามเมื่อ 30 ตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา ได้หารือว่าเส้นทางเชื่อมโยง 3 ฝ่ายให้ใช้เส้นทางเต็มตามศักยภาพและให้มีการหารือแก้ปัญหาอุปสรรค

อย่างที่ทราบกันว่า เวียดนามเปิดประเทศมาได้พักใหญ่แล้ว และเศรษฐกิจของประเทศก็โตวันโตคืน แม้จะมีปัญหาอุปสรรคในเรื่องเงินเฟ้อบ้างแต่ก็ไม่ได้สาหัสจนกีดขวางการพัฒนาบ้านเมือง ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติก็เข้าไปทำธุรกิจใหญ่ๆ กันทั้งนั้น หลายคนคงอยากรู้ว่าที่นั่นยังมีช่องทางทำอะไรได้อีกบ้าง”

ต้องรู้กฎระเบียบก่อนเข้าไปลงทุน

“สิ่งที่อยากแนะนำนักลงทุนไทยที่สนใจลงทุนในเวียดนาม ประการแรกต้องเริ่มต้นจากเข้าใจสภาพ ให้ศึกษาระบบการเมืองการปกครองของเพื่อนบ้านก่อน เขาเป็นสังคมนิยม ต้องเข้าใจสภาพเวียดนาม ที่ผ่านมา เราชอบคิดว่าเพื่อนบ้านเราจะเหมือนเรา ความจริงเขาไม่เหมือน เช่นลาว เขามีระบอบเป็นสังคมนิยม อะไรหลายอย่างคิดทำเหมือนบ้านเราทำไม่ได้

ต้องศึกษาปัจจัยพื้นฐานก่อน และต้องศึกษากฎระเบียบที่จะไปลงทุน เช่น กฎระเบียบทั่วไปในการลงทุนต่างประเทศ การใช้ที่ดินการลงทุนร่วมทุน การจดทะเบียน บริษัทก็มีกฎหมายสารพัด ทั้งภาษี การทำบัญชีแรงงานที่ต้องศึกษา นักธุรกิจบางคนชอบถามว่าทำอะไรดี ต้องถามกลับว่าทำอะไรอยู่ก็ควรทำในเรื่องธุรกิจที่ตัวเองชำนาญ แต่ถ้าเรารู้แล้วก็ต้องไปสำรวจตลาดว่ามีช่องทางมากน้อยแค่ไหน

ในมุมมองของผม ธุรกิจการผลิตอุตสาหกรรมใหญ่ๆ จะเข้าไปทำในเวียดนามค่อนข้างยากเพราะว่าเขาทำของเขาเอง มีรัฐวิสาหกิจมากมายที่เราแข่งกับเขาลำบาก นอกจากเราเป็นบริษัทใหญ่ๆ เช่นถ้าไม่ใช่ ปตท. ปูนซิเมนต์ไทย หรือซีพี จะไปแข่งผลิตอะไรกับเขาจะลำบาก นอกจากเป็นธุรกิจอะไรที่เฉพาะ และมีความต้องการของตลาด เช่น บริษัทไปทำสีทาบ้าน ทำหลังคา สุขภัณฑ์ เพราะเวียดนามมีการสร้างบ้านซื้อบ้านยังมีความต้องการที่ตลาดต้องการ หรือถ้าผู้ประกอบการจะไปผลิตสินค้าเพื่อขายในประเทศหรือส่งออกเช่นขายในประเทศเขาไม่ง่าย เช่นบริษัททำเครื่องสำอางเขาก็ปกป้อง กำแพงค่อนข้างมาก

ถ้าจะต้องไปทำเครื่องสำอาง ต้องผ่าน อย. ของเขา ซึ่งยากมาก หรือคนที่จะส่งสินค้าไปขายก็ต้องผ่าน อย. อาหารเสริมก็ไม่ง่าย ต้องเข้าไปสำรวจและศึกษากฎระเบียบ”

ตั้งศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในเมืองญวน

“ปัจจุบัน คนเวียดนามมีกำลังซื้อมากขึ้น ทำให้โอกาสทางธุรกิจของไทยมีมากขึ้น แต่ต้องศึกษาตลาดอย่างจริงจัง บริษัทต่างชาติจำนวนมากที่มาลงทุนในเวียดนามนิยมจ้างบริษัทที่ปรึกษาให้สำรวจความเป็นไปได้ของตลาดเบื้องต้น ธุรกิจขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกา หรือยุโรป ก็ตั้งหอการค้าของตัวเองขึ้นมาในเวียดนาม เพื่อช่วยดูแลผลประโยชน์ หรือให้คำแนะนำด้านการลงทุนแก่สมาชิก ที่เราเสียเปรียบฝรั่งตรงที่เขามีการรวมตัวกัน มีคนดูแลให้คำแนะนำให้ได้ อย่างไรก็ตาม หากจะใช้ข้อมูลลึกๆ ให้จ้างบริษัทที่ปรึกษา

ที่ผ่านมา นักธุรกิจไทย ยังไม่มีองค์กรลักษณะนี้ ดังนั้น ทางสถานทูตไทยได้จัดตั้ง ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในเวียดนาม http://hanoi.thaiembassy.org/ ไว้สำหรับข้อมูลการลงทุนเบื้องต้นในเวียดนาม ว่าไปแล้ววัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมคนไทยกับคนเวียดนามก็ไม่เหมือนกัน ฉะนั้น ควรมีการทำสัญญาให้ชัดเจนก็จะป้องกันปัญหาที่จะตามมาได้เยอะ”

เป็นคำตอบที่คงทำให้ผู้ประกอบการที่อยากจะเข้าไปลงทุนในเวียดนามได้แง่คิดดีๆ

เวียดนามกับ AEC

ส่วนเรื่องการเตรียมความพร้อมของเวียดนามในการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC นั้นท่านทูตอนุสนธิ์ แจกแจงว่า “ไทยและเวียดนามต่างมีเป้าหมาย และกำหนดการ สำหรับแผนปฏิบัติต่างๆ เพื่อก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2015 แต่เวียดนามมีปัญหาน้อยกว่าในการผ่านร่างกฎหมายต่างๆ ให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ เขาค่อนข้างจะทำได้ตามเป้ามากกว่า เนื่องจากเขามีความต่อเนื่องของรัฐบาล และรัฐสภา

ในส่วนของประชาชนเวียดนาม ผมไม่แน่ใจว่าเขาทราบแค่ไหนว่าอาเซียนจะรวมเป็นตลาดเดียวในปี 2558 แต่ประชาชนเขาไม่ตั้งคำถามว่า การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนดีต่อประเทศหรือไม่ เมื่อพรรคบอกว่าดี รัฐบาลบอกว่าดี ประชาชนก็เชื่อ หน่วยงานที่กำหนดนโยบาย แปรนโยบายไปปฏิบัติ จัดการเรียน การสอน ตามที่รัฐบาลกำหนดมา

ฉะนั้น ถ้าถามในมุมของประชาชนทั่วไปเป็นเรื่องที่ตอบยากเพราะเราไม่รู้ว่าคนของเขารับรู้รับทราบแค่ไหน เนื่องจากบางทีเขาก็คิดว่ารัฐบาลทำดีแล้ว เขาเคยชินกับการฟังผู้นำหรือรัฐบาลมากกว่า แต่ประเทศเราเสรีจะมีคนติดตามทำดีแล้วหรือไม่

ในส่วนของประเทศไทย เรารู้สึกว่าเราล่าช้าในการเข้าสู่ประชาคม เพราะการเมืองไม่มั่นคง มีกฎหมายที่เกี่ยวกับ AEC คั่งค้างอยู่ในสภาหลายสิบฉบับ ซึ่งท่านสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร รับปากเมื่อตอนไปเยือนกรุงฮานอยเมื่อปีที่แล้วว่าจะช่วยเร่งรัดผลักดันให้เร็วที่สุด”

 

อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ผอ.ทีซีดีซี “เราต้องพัฒนาผู้ประกอบการและตัวผู้บริโภคไปพร้อมกัน” 2012/05/14

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07023150455&srcday=2012-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 299

เสริมไอเดีย

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ผอ.ทีซีดีซี “เราต้องพัฒนาผู้ประกอบการและตัวผู้บริโภคไปพร้อมกัน”

การประกอบธุรกิจในโลกปัจจุบัน จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก ที่ว่าง่ายเพราะสามารถใช้เทคโนโลยีทั้งหลายมาช่วยในหลายขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นการผลิต หรือการขายก็ตาม แต่ที่ว่ายากในมุมมองของบางคนนั้นส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการเริ่มต้นในการสร้างแบรนด์และการทำตลาด ซึ่งสินค้าจำนวนไม่น้อยมีเจ้าใหญ่หรือเจ้าเก่าแก่ครองตลาดอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในบ้านเรานั้นมีหน่วยงานรัฐหลายองค์กรช่วยดูแลและให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (Thailand Creative & Design Center – TCDC) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ทีซีดีซี เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่มีส่วนช่วยผู้ประกอบการหน้าเก่า-หน้าใหม่ในเรื่องเหล่านี้ ปัจจุบันศูนย์นี้อยูที่ชั้น 6 ดิ เอ็มโพเรียม ช็อปปิ้ง คอมเพล็กซ์

คุณอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ผอ.ทีซีดีซี จะมาเล่าให้ฟังถึงบทบาทหน้าที่ภารกิจของทีซีดีซี ซึ่งผู้ประกอบการน้อยใหญ่สามารถใช้ประโยชน์จากองค์กรนี้ได้ เพราะที่นี่มีกิจกรรมและโครงการต่างๆ หลากหลายตลอดทั้งปี

เปิดเวทีนักคิดนักออกแบบจากทั่วโลก

ทีซีดีซี ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2546 เป็นหน่วยงานเฉพาะด้านภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) ซึ่งเป็นองค์การมหาชน ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ พ.ศ. 2547

วัตถุประสงค์หลักของทีซีดีซี คือการสร้างโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงความรู้ เพื่อที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสและสนุกกับการตักตวงประสบการณ์ จากผลงานและความสำเร็จของนักคิดนักออกแบบจากทั่วโลก

ทั้งนี้ ทีซีดีซีได้ร่วมมือโดยตรงกับภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและนักออกแบบ โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้คนไทยได้ตระหนักถึงคุณค่าของการนำการออกแบบมาใช้ในการสร้างมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ ตลอดจนส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานออกแบบของนักออกแบบไทย ให้เป็นที่รู้จักทั้งภายในและต่างประเทศ

ชี้เรื่องออกแบบได้ประโยชน์สุดคุ้ม

ตอนนี้มีสมาชิก 23,000 คน ส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษา ผู้ประกอบการ และบุคคลที่คิดว่าจะนำความรู้ตรงนี้ไปใช้งาน สิ่งที่ทีซีดีซีทำก็คือประโยชน์ของการออกแบบที่เราพยายามจะอธิบายกับผู้ประกอบการ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบเป็นเครื่องมือทางธุรกิจในการพัฒนาธุรกิจได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบางส่วนก็ยังไม่เห็นประโยชน์ของการออกแบบ หรือเห็นประโยชน์จากการออกแบบเพียงแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ความเข้าใจของผู้ประกอบการมองเรื่องการออกแบบเป็นเรื่องต้องเสียเงิน ทุกครั้งที่จะออกแบบจะคิดว่าจะต้องใช้เงินเท่าไร ดังนั้น ต้องเปลี่ยนวิธีคิดว่าการออกแบบเป็นการลงทุน เป็นเรื่องของการคุ้มทุนเพื่อให้มองประโยชน์ของการออกแบบไปให้ไกลขึ้น

อยากให้กลุ่มแม่บ้านมาใช้บริการ

กลุ่มผู้ประกอบการที่เข้ามาใช้บริการทีซีดีซีส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา เป็นพวกรุ่นใหม่ที่เข้าใจได้ง่ายจากสภาพแวดล้อม แต่ว่าสัดส่วนผู้ประกอบการจริงๆ ยังมีอีกเยอะที่ต้องการ แต่ยังไม่เข้ามา รวมถึงกลุ่มเล็กๆ อย่างกลุ่มแม่บ้านเราก็ยินดีที่จะแบ่งปันความรู้ เราพยายามอธิบายให้เข้าใจและเห็นถึงความสำคัญ และต้องพยายามให้ความรู้กับประชาชนผู้บริโภคเพื่อทำให้ผู้บริโภคซื้อของได้ตรง เราต้องพัฒนาผู้ประกอบการและตัวผู้บริโภคไปพร้อมกัน

ในอนาคตผมหวังว่ากลุ่มแม่บ้าน กลุ่มผู้ผลิตรายเล็กๆ จะตระหนักถึงความสำคัญของแพ็กเกจ ประโยชน์ของมันไม่ใช่แค่ห่ออาหาร ห่อขนม แต่ประโยชน์มันมากมาย ช่วยการขนส่งให้มีความสะดวกมากขึ้น ช่วยการจัดหมวดหมู่สินค้าให้ชัดเจน ดูจากกล่อง ป้าย ช่วยแบ่งหมวดการขาย หมวดย่อยเป็นชิ้นๆ เป็นอัน และการยืดอายุ ลดต้นทุนการผลิต ทำให้การขายง่ายขึ้น การอธิบายความชัดเจนขึ้น ประโยชน์ของหีบห่อไม่ใช่เพียงแค่เอาของใส่ให้สวยงามอย่างเดียว

ปีหน้าศูนย์ที่เชียงใหม่เปิดบริการ

ในต่างจังหวัดเรามีคีออสเป็นคอร์เนอร์ เคาน์เตอร์ เป็นพื้นที่เล็กๆ 12 ตารางเมตร ตั้งอยู่ในหอสมุดหรือคณะวิชาที่มีการออกแบบ จะมีหนังสือ 250 เล่ม มีตัวอย่างวัสดุในแผนข้อมูลไปตั้งไว้ให้ดู 20 ตัวอย่าง และมีตัวฐานข้อมูลจากสมาชิกไว้ให้ใช้ให้เป็นประโยชน์ นอกจากนั้น มีโอกาสเราก็จัดบรรยายบ้าง มีนิทรรศการด้วย

นอกจากให้บริการนักศึกษาแล้วเราก็อยากให้บริการกับผู้ประกอบการในพื้นที่ด้วย จนถึงวันนี้เราทำเรื่องนี้มา 4 ปี 14 ที่ ใน 14 ที่กำลังคิดว่าในปีหน้าอยากให้บริการของทีซีดีซีมีผลมากยิ่งขึ้น โดยโปรแกรมที่จะทำอาจจะต้องร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ผู้ประกอบการหอการค้า เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและธุรกิจของคน ทำให้การออกแบบเป็นประโยชน์มากขึ้นในภาพรวม

ตามแผนเราจะตั้งออฟฟิศในจังหวัดใหญ่ๆ ตอนนี้กำลังจะก่อสร้างที่เชียงใหม่ใช้งบประมาณ 67 ล้านบาท ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ปี 56 น่าจะเปิดได้ โดยจะเน้นให้บริการในพื้นที่เขตภาคเหนือ เพราะที่นั่นมีสถาบันการศึกษา มีผู้ประกอบการ อยู่แถวคูเมืองในตัวเมือง เราขอที่จากสมาคมวัฒนธรรมล้านนา โลเกชั่นใกล้ตัวเมือง บทบาทหน้าที่คงจะเหมือนกับที่กรุงเทพฯ แต่ลักษณะงานอาจต่างกันบางเรื่อง เพราะในส่วนภูมิภาคนอกจากเรื่องการออกแบบ การให้เป็นฐานความรู้ให้เป็นแหล่งค้นคว้าแล้ว คงจะมีส่วนที่ให้คำแนะนำให้คำปรึกษาด้วยเพราะเขามีผู้ผลิตโดยตรง

หลังจากเปิดที่เชียงใหม่แล้วยังไม่คิดจะเปิดสาขาที่ไหนเพราะมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ ถ้าไปทุกภาคคงลำบาก เราเน้นการใช้เครื่องมือสื่อสารผ่านระบบอินเตอร์เน็ตมากกว่า แต่ถ้าเมื่อไรที่อุตสาหกรรมมันขยับมากขึ้นในพื้นที่มีความต้องการก็คงต้องดูกันอีกที เพราะเดี๋ยวนี้ในหลายๆ ที่หลายๆ จังหวัดก็มีแหล่งเรียนรู้อยู่แล้ว เราก็เข้าไปร่วมกับเขาได้

มุมมองโอท็อป-เอสเอ็มอี

ในวงการอุตสาหกรรมบ้านเรา เอสเอ็มอี โอท็อป ในภาพรวม มีการพัฒนาขึ้น ถ้าย้อนหลังไปเมื่อ 10-20 ปีที่แล้ว สินค้าโอท็อป วิสาหกิจชุมชน เมื่อรัฐเข้าไปกระตุ้นก็มีการพัฒนาตัวสินค้า วิธีการขาย จำหน่ายก็เกิดขึ้น ปัจจุบันสินค้าโอท็อปหลายตัวไม่ได้ด้อยกว่าบริษัทเอกชน มีการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เขาพยายามเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปพอสมควร แต่ถ้าถามว่ามันเพียงพอไหม คงต้องพัฒนาไปทั้ง 2 ด้านทั้งตัวสินค้าและวัตถุดิบ ความสะอาด สิ่งเหล่านี้ต้องพัฒนาควบคู่ไปกับรูปแบบของตัวสินค้า

ถ้าถามว่าประเทศไหนในอาเซียนที่ล้ำหน้าเรื่องนี้ คงไม่ได้ไปไกลกว่ากันเท่าไร เพราะลักษณะภูมิประเทศคล้ายกัน ยกเว้นประเทศสิงคโปร์ที่ค่อนข้างมีความแตกต่างชัดเจน เป็นสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี ส่วนประเทศอื่นๆ ทิศทางการพัฒนาก็คล้ายกัน อย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม ไทย เป็นต้น ส่วนกลุ่มประเทศพม่า ลาว ไล่ตามหลังมา

สำหรับญี่ปุ่นเป็นหนึ่งเรื่องแพ็กเกจจิ้ง ก็ต้องยอมรับเพราะเขาพัฒนามานานแล้วและค่อนข้างแข็งแรง ละเมียดละไม มีกระบวนการใส่เทคโนโลยี เขาอาศัยฐานเดิมของความรู้บวกกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และสิ่งที่ทำออกมาสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง ต่างจากของไทยมาก ถ้าเราพิถีพิถันเรื่องเหล่านี้ก็จะดีขึ้น

ผู้ประกอบการต้องปรับตัวรับ AEC

ในเรื่องการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ผมว่าตัวเราเองต้องมองทั้ง 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่งเราจะเอาอะไรไปขายเขา และเราจะรับอะไรเข้ามา ถ้ามันถูกกว่าก็ไม่มีเหตุผลที่จะไปพัฒนา ผู้ประกอบการไทยเองคงต้องปรับตัวเพิ่มมากขึ้น เราอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายแต่เราจะเลือกอะไรที่ทำให้เราแตกต่างกัน มีความโดดเด่น เราก็มีประเด็นของเราที่แตกต่างกัน ผมว่าความเป็นสากลในกลุ่มประเทศอาเซียนนอกจากสิงคโปร์แล้ว ผมว่าประเทศไทยมีความเป็นสากลเฉพาะตัวที่สามารถอธิบายได้ แต่ก็มีบางด้านที่เราต้องปรับปรุงด้านกายภาพ แหล่งผลิต และความสะอาด

แจกแจงพัฒนาการสินค้าจีน

เป็นธรรมชาติเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว ประเทศไทยก็ทำตัวคล้ายจีน มีสินค้าราคาถูกทั้งหมดไปขายในยุโรป เราภูมิใจกับสินค้าราคาถูกกับการส่งออก แต่พอเราเศรษฐกิจดีขึ้นก็ขายสินค้าราคาแพงขึ้น ฉะนั้น การที่เขาทำสินค้าราคาถูกมาขายในบ้านเราก็เป็นพัฒนาการอย่างหนึ่ง เราคงไม่สามารถไปผลิตแข่งกับเขาเพราะวัตถุดิบค่าแรงของเขาถูกกว่า ดังนั้น ผู้ผลิตไทยต้องปรับตัวไปผลิตสินค้าที่มีราคามากกว่ามีผลตอบแทนมากกว่า

จีนเองเขาจะทนอยู่กับสินค้าราคาถูกอยู่หรือเปล่า เขาก็ต้องปรับตัวทั้งค่าแรงก็สูงขึ้นในเมืองใหญ่ๆ ราคาสินค้าจะสูงเพิ่มขึ้น จีนเองเขาลงทุนในแง่ของการส่งผ่านความรู้ พยายามเก็บความรู้มาพัฒนาสินค้าของเขา เราเห็นตัวอย่างหลายตัวอย่าง งบอาร์แอนด์ดีของเขาสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีโอกาสพัฒนาและมาเปลี่ยนเป็นสินค้า

ทีซีดีซีเรามองเห็นปัญหาและต้องการแก้ไข พยายามหาความรู้งานวิจัยที่ต้องทำเอง รวมถึงความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ปีนี้เรามีโครงการร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมโครงการสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ เราทำมาแล้ว 2 ปี ปีนี้เป็นปีที่ 3 เราก็ยังโฟกัสไปที่กลุ่มผู้ประกอบการเป็นหลัก เราพูดเรื่องสิ่งแวดล้อม การใช้วัตถุดิบ อาหารผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เป็นสินค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่มีอนาคตดี และกลุ่มของขวัญของชำร่วยตกแต่ง เพราะเมืองไทยมีความสามารถในเรื่องพวกนี้

แนวทางคัดเลือกสินค้าขายในช็อป

ทีซีดีซีมีช็อปจำหน่ายสินค้าด้วย เพื่อเป็นตัวอย่างหรือเป็นห้องแล็บ สินค้าที่อยู่ในช็อปของเราที่ตั้งอยู่บริเวณเดียวกับศูนย์ นอกจากจะมีสินค้าที่สั่งมาจากต่างประเทศแล้วเราพยายามจะเลือกสินค้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกแบบ รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการที่มีโอกาสได้รับคำแนะนำและเกิดการปรับปรุงในทางที่ดีก็เรียกคนเหล่านี้มาฝึกอบรม ทำของให้มีคุณภาพและวางขายในช็อปเป็นตัวอย่าง ช็อปของเราต้องให้ทั้งความรู้และหาเงิน ใครที่มีสินค้าที่เหมาะสมก็เข้ามาพูดคุย เราก็ยินดี

 

ขวัญหทัย ตัณฑ์เกยูร นักปั้นฝันของคนอยากมีธุรกิจ 2012/05/14

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026150455&srcday=2012-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 299

เสริมไอเดีย

ผู้แต่ง

ขวัญหทัย ตัณฑ์เกยูร นักปั้นฝันของคนอยากมีธุรกิจ

ใครที่กำลังจะเริ่มต้นทำธุรกิจ หรือมีไอเดียแต่ขาดความมั่นใจ รวมถึง อยากต่อยอดธุรกิจที่ทำอยู่ ขอให้เดินเข้ามาที่ TCDC หรือศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบ เพราะหน่วยงานนี้อาสาเป็นคนกลาง ทำหน้าที่คอยเป็นพี่เลี้ยง ให้คำแนะนำ เเละเชื่อมโยงไปถึงการขาย โดยที่ยังคงคอนเซ็ปต์เดิมของสินค้า เเละความตั้งใจของเจ้าของธุรกิจเอาไว้ 

นอกจาก TCDC จะทำหน้าที่บ่มเพาะนักธุรกิจ ยังมีสนามให้ประลองฝีมือว่าจบออกไปแล้วจะ เจ๋งจริงดั่งคำคุยมั้ย นั่นคือมีหน้าร้าน หรือ The Shop@TCDC ที่เปิดโอกาสให้ใครก็ได้นำสินค้าที่มีไอเดียเข้ามาวางขาย อาทิ เด็กนักเรียน นักศึกษา คนทั่วไป หรือบริษัท ซึ่งร้านนี้มีผู้จัดการช็อป นั่นก็คือ คุณขวัญหทัย ตัณฑ์เกยูร หรือ คุณอ้อ

คุณขวัญหทัย เป็นผู้จัดการ The Shop@TCDC และที่ปรึกษาฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ของศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบ มีหน้าที่ออกแบบผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ รวมทั้งเป็นเสมือนอาจารย์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยด้านการออกแบบ ที่ต้องการนำเสนอผลงานออกสู่ท้องตลาด ซึ่งพิสูจน์ได้จากความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับบุคคลกว่า 400 ราย และผลิตภัณฑ์กว่า 300 รายการ

ประวัติ คุณขวัญหทัย ตัณฑ์เกยูร

จบการศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตด้านธุรกิจ หลักสูตรธุรกิจนานาชาติ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียสเตต ลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา และศึกษาต่อในระดับปริญญามหาบัณฑิตด้านการบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยวู้ดบิวรี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา

เส้นทางการทำงาน เริ่มต้นจากการทำงานด้านการตลาดและการออกแบบจัดวางสินค้า แบรนด์หรู ระดับโลก อย่างเครื่องหนังเฮอร์มีส (Hermes) จากนั้นได้ร่วมงานกับกลุ่ม LVMH ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบที่กว้างมากขึ้น ทั้งการสรรหาสินค้าและการฝึกอบรมบุคลากร เคยได้รับตำแหน่งผู้จัดการร้านและรับผิดชอบด้านการจัดวางสินค้าและเทรนนิ่งบุคลากรให้กับ หลุยส์วิตตอง (Louis Vuitton) และเป็นผู้จัดการแบรนด์ Emilio Pucci โดยรับผิดชอบด้านการสั่งซื้อสินค้าและการตลาด

ปี 2547 ได้ทำงานร่วมกับบริษัทอุปกรณ์กีฬาแบรนด์ไนกี้ ฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ที่ดูแลการนำเสนอสินค้าสู่ท้องตลาด จากประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน นำพาให้ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทีมงานศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ซึ่งเป็นองค์กรภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2549 จวบจนปัจจุบันเป็นผู้จัดการ The Shop@TCDC และที่ปรึกษาฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ ของศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบ

นอกจากนี้ ยังได้เป็นที่ปรึกษาให้กับโครงการการสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มด้วยความคิดสร้างสรรค์ โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และเป็นที่ปรึกษารับเชิญโครงการพัฒนาสินค้าท้องถิ่น โดย กระทรวงการต่างประเทศ ที่ปรึกษากรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และโครงการ TOPOTOP โดยกระทรวงอุตสาหกรรม อีกทั้งยังเป็นวิทยากรรับเชิญและอาจารย์ที่ปรึกษาในมหาวิทยาลัย รวมถึงหน่วยงานต่างๆ

วิธีสร้างแรงบันดาลใจ/ความคิดสร้างสรรค์ ในสไตล์คุณขวัญหทัย

ด้วยความที่คุณขวัญหทัยเติบโตมาทางสายธุรกิจ เธอเลยคิดเสมอว่าตัวเธอไม่ได้เป็นเเต่ดีไซเนอร์ ฉะนั้น ความคิดสร้างสรรค์ในแบบของเธอจึงแตกต่างจากดีไซเนอร์ท่านอื่น นั่นคือ การทำธุรกิจ ของที่ทำมาต้องขายได้ ถ้าดีไซน์มาแต่ของขายไม่ได้ถือว่าไม่ตอบโจทย์

คุณขวัญหทัย บอกวิธีการสร้างเเรงบันดาลใจของเธอว่า ต้องมาจากการมีใจรัก กล้าคิด กล้าสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ เเต่ก็อย่ายึดติดความเป็นศิลปินมากไป เช่น บางครั้งดีไซเนอร์ชอบงานสีทึมๆ ขณะที่คนซื้อชอบงานที่สะดุดตา สีสันสดใส จะออกแบบทั้งทีก็ต้องเลือกงานที่ดึงดูดความสนใจคนซื้อได้ด้วย อย่ามองเพียงมุมความสวยแบบที่ตัวเองคิดเท่านั้น

“วิธีสร้างแรงบันดาลใจ หรือความคิดสร้างสรรค์ในสไตล์ขวัญหทัย คือหัดเป็นคนขี้เบื่อ ไม่ใช้ชีวิตซ้ำซากจำเจ เช่น ใครที่ตื่นเช้าไปทำงานทุกวัน ให้ลองตื่นสาย เพราะด้วยเวลาที่รีบเร่ง อาจจะทำให้รูปแบบการเดินทางไปทำงานเปลี่ยนไปจากเดิม เคยขับรถ หรือนั่งรถโดยสารประจำทาง เมื่อต้องรีบก็เปลี่ยนมาขึ้นรถไฟฟ้า ทำให้ได้เห็นอะไรใหม่ๆ เกิดไอเดียดีๆ หรือเเม้แต่เมนูอาหาร เคยกินอะไรบ่อยๆ ให้ลองเปลี่ยนไปกินที่ไม่เคยกินบ้าง”

ตัวอย่าง ผลงานที่คุณขวัญหทัยเข้าไปมีส่วนร่วมออกแบบ เเละให้คำแนะนำ

ตัวอย่างเช่น เชิงเทียนจากเศษเหล็ก เดิมเจ้าของผลงานชั่งเศษเหล็กขาย เมื่อเข้ามาปรึกษาที่ TCDC คุณขวัญหทัย ก็ช่วยเเนะนำให้ลองดัดแปลง เช่น ทำโคมไฟ เก้าอี้ กระทั่งลองให้ทำเชิงเทียน ให้ลองพ่นเป็นสีสันต่างๆ ปรากฏกลายเป็นเชิงเทียนดีไซน์เก๋ๆ ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้จริง เพิ่มมูลค่าเศษเหล็กได้อย่างมหาศาล

กระเป๋าถุงปุ๋ย DANAIYA ตอนแรกที่เจ้าของผลงานทำ คือใช้ถุงปุ๋ยทอร่วมกับขี้ไหมและไนลอน ผสมสีถุงปุ๋ยเอง ทำให้มีต้นทุนการผลิตที่สูง ฉะนั้น เมื่อขายเเพงกลายเป็นว่าจำกัดกลุ่มผู้ซื้อ คุณขวัญหทัย แนะนำว่า ใช้ถุงปุ๋ยคงเดิมเพราะเป็นจุดเด่นของสินค้า แต่ผ้าไนลอนควรทอให้ความถี่น้อยลง เพิ่มโทนสีให้มากขึ้น และเพิ่มลักษณะการใช้งานของกระเป๋าเพราะเดิมมีเเต่กระเป๋าสะพาย ควรจะมีกระเป๋าสำหรับงานกลางวัน งานกลางคืน กระเป๋าไปทะเล กระเป๋าใส่ของกระจุกกระจิก กระเป๋าใส่โน้ตบุ๊ก ฯลฯ หนที่สุดก็กลายเป็นกระเป๋าถุงปุ๋ยที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง สุภาพสตรีชาวต่างชาติชื่นชอบ ขายได้เฉลี่ยใบละ 1,500-2,000 บาท ส่วนกระเป๋าถุงปุ๋ยผสมทอผ้าไนลอน ใบละ 7,000-10,000 บาท

พระพิฆเนศ แบบเดิมที่ผู้ประกอบการทำเป็นสำริดสีดำ เมื่อมาสร้างสรรค์ใหม่เป็นหลากสีสันสดใส เพิ่มการนับถือในด้านของศิลปะและบันเทิง แต่ความเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังเหมือนเดิม

ครองเเครงเล็กจนโต เดิมครอบครัวเจ้าของสินค้า ทำขนมครองเเครงมาตั้งเเต่รุ่นคุณย่า พอมารุ่นหลานก็อยากนำเอาความรู้ที่เรียนมาปรับใช้บ้าง คุณขวัญหทัย ช่วยเเนะนำคือ น่าจะเพิ่มรสชาติตัวขนมครองเเครง เพราะในตลาดมีรสเผ็ดรสเดียว เลยเป็นที่มาของครองเเครง 6 รสชาติใหม่คือ รสช็อกโกแลต สตรอเบอร์รี่ ไวท์ช็อกโกแลต ชีส สาหร่าย กลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้น ขายดีขึ้นกว่าเดิม

ลำโพงไอพอด เดิมนักศึกษาใช้แกลลอนนมมาทำลำโพง ซึ่งขายกลุ่มเด็กๆ ขายได้ เเต่คุณขวัญหทัย เเนะนำว่า ถ้าจะขายจริง ชิ้นงานควรมีความประณีตมากกว่านี้ ใช้วัสดุหลากหลายเพื่อให้มีขนาดที่ เเตกต่างกันไป รวมถึงเพิ่มสีสันให้ดูสดใส น่าใช้งาน จนทุกวันนี้ ลำโพงไอพอด มีหลายขนาด หลายรูปทรง ล่าสุดใช้กระติ๊บข้าวเหนียว จำหน่ายราคาเครื่องละ เริ่มต้นที่ 380 บาท แต่ถ้าทำสีจะอยู่ที่ 480 บาท

สินค้าที่เป็นที่นิยมในร้าน The Shop@TCDC

สินค้าที่ได้รับความนิยมเป็นสินค้าประเภทของฝากของตกแต่งบ้าน กระเป๋า เครื่องประดับ เครื่องเขียน เนื่องจากลูกค้าที่มาเยี่ยมชม The Shop@TCDC ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่มองหาสินค้าที่มีความเป็นไทยและออกแบบโดยนักออกแบบคนไทย

เทรนด์สินค้าสร้างสรรค์ ปี 2555 เป็นยังไง

คุณขวัญหทัย มองว่า สินค้าที่ขายดีในปีนี้เป็นประเภท DIY คือเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับของที่มีอยู่ หรือดัดแปลงเพื่อใช้งานกับอีกสิ่งได้ รวมถึงสินค้าประเภทมีอารมณ์ขัน หรือสร้างความรู้สึกให้ผู้ใช้มีส่วนร่วม ตลอดจนสินค้าแนวรักษ์โลก โดยใช้วัสดุประเภทรีไซเคิล นำไปทำเสื้อผ้า กระเป๋า เป็นต้น

“แนวทางการทำสินค้าไอเดียคือ เริ่มต้นจากของที่อยู่ในมือ นำสิ่งที่มีอยู่ในตัว และหาได้ใกล้ตัว มาบวกกับความเป็นไปได้ในการขายมาคิดสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงการใช้งานเดิมๆ หรืออาจจะเปลี่ยนฟังก์ชั่นไปเลย ทั้งนี้ ต้องคำนึงว่าของที่จะทำขึ้นใหม่มันดีกว่าเดิมอย่างไร และถามความคิดเห็นจากคนรอบข้างและผู้รู้ แต่อย่าไปกังวลกับความคิดที่ไม่เห็นด้วยมากเกินไป ควรค่อยๆ ปรับทีละน้อย เพราะในบางครั้งทำโดยไม่ได้คิด หรือคิดอย่างเดียวแล้วไม่ได้ทำ ก็ทำให้ขายไม่ได้”

อยากปรึกษา หรือขอรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ คุณขวัญหทัย โทรศัพท์ (081) 694-0339

 

RE+PAIR กระจายไอเดียผ่านเศษขยะ 2012/05/14

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032150455&srcday=2012-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 299

ไอเดียแปลก

ดวงกมล duk500721@hotmail.com

RE+PAIR กระจายไอเดียผ่านเศษขยะ

สำหรับจุดเด่นลำโพงไอพอด อยู่ที่วิธีการใช้งานที่ง่ายมาก ไม่ใช้ไฟ ไม่ใส่เแบตเตอรี่ รวมถึงวัสดุที่เลือกใช้ ซึ่งมี แกลลอนนม แกลลอนน้ำมันเครื่อง แกลลอนน้ำมันสปา ขวดช็อกโกเเลต ขวดน้ำยาล้างมือ ขวดเเชมพู ล่าสุดใช้กระติ๊บข้าวเหนียว

“คบเด็ก สร้างชาติ” ชื่อตอนเทศกาลปล่อยแสง ครั้งที่ 6 กิจกรรมดีๆ ที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC จัดขึ้นเมื่อปี 2553 งานนี้เเจ้งเกิดเยาวชนคนเก่งขึ้นหลายต่อหลายคน หนึ่งในนั้นมี คุณฉัตรพร นิลธรรมชาติ หรือ คุณเเพร เจ้าของแบรนด์สินค้า “RE+PAIR”

“RE+PAIR” แบรนด์สินค้าที่มีวิธีคิด คือ นำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ โดยการแปลงโฉมให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ถุงหิ้วพลาสติกนำมาทำสายคล้องโทรศัพท์มือถือ กล่องนมถูกดัดแปลงเป็นสายนาฬิกาข้อมือ ตะกร้อลวกก๋วยเตี๋ยวทำเป็นโคมไฟ และผลงานไอเดียรักษ์โลกสุดบรรเจิด คือ ลำโพงจากแกลลอนน้ำมันเครื่อง มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ลำโพงไอพอด (iPod) เป็นลำโพงที่ไม่มีปลั๊กให้เสียบ เพราะไม่ใช้ไฟฟ้า ไม่ต้องใส่เแบตเตอรี่ ผลงานเจ๋งๆ ที่เข้าตากรรมการให้ได้ไปต่อ ไปร่วมพัฒนาในเชิงพาณิชย์กับ คุณขวัญหทัย ตัณฑ์เกยูร หรือ ครูอ้อ แบบฟรีๆ

ล่าสุดทุกวันนี้ “ลำโพงไอพอด” ที่ได้รับการพัฒนาแล้ว ถูกนำไปวางจำหน่ายหลายที่ อาทิ ช็อปของ TCDC ชั้น 6 ดิ เอ็มโพเรี่ยม ร้าน PROPAGANDA ทั้ง 3 สาขา มี ดิ เอ็มโพเรี่ยม เซ็นทรัล เวิลด์ สยามดิสคัฟเวอรี่ ร้าน Loft และ ร้าน ECO SHOP ของ ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร

สำหรับรายละเอียดเจ้าของผลงาน และวัสดุรีไซเคิลทำเงินดังกล่าว เส้นทางเศรษฐี ก็เรียบเรียงมานำเสนอ

แปลงโฉมขยะ

ไฉไล ทำได้หลายอย่าง

คุณเเพร จบคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เธอสนใจผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลเป็นทุน ประกอบกับเรียนด้านศิลปะ เลยมีหัวคิดว่าทำของเหลือใช้อย่างไรให้ออกมาสวย แต่สำหรับชิ้นงานที่ทำให้เธอก้าวเข้ามายืนในเวทีผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ก็คือ สายนาฬิกากล่องนม ตามด้วย โคมไฟตะกร้อลวกก๋วยเตี๋ยว และลำโพงไอพอด

“สายนาฬิกาจากกล่องนม เริ่มมาจากงาน Thesis หรือ วิทยานิพนธ์ ตอนจบปริญญาตรี นอกจากนั้นยังติด 1 ใน 150 ผลงาน นำไปโชว์ในเทศกาลปล่อยแสง ครั้งที่ 6 และยังได้รับโอกาสไปวางจำหน่ายใน TCDC SHOP แต่ด้วยราคาที่คนซื้อมองว่าไม่สมเหตุสมผล เลยกลับมาคิดใหม่ ทำใหม่ ครั้งนี้อาศัยความชอบฟังเพลงเเต่มักเจอปัญหา คือ เวลานำลำโพงไปไหนต่อไหนมักเจอปัญหาไม่มีปลั๊กเสียบ เลยคิดทำลำโพงที่ไม่ต้องใช้ถ่าน หรือแบตเตอรี่ เลยกลายเป็นที่มาของลำโพงไอพอด”

เข้าใจว่าชอบเสียงเพลง เเละเพลงจะดังได้ ก็ต้องมีลำโพง แต่วัสดุที่เลือกใช้เก๋ซะ เนื่องจากเป็นแกลลอนนม แกลลอนน้ำมันเครื่อง พลาสติกประเภทขวด ที่ถูกตัดแต่งแล้วนำลำโพงใส่เข้าไป จากนั้นเสียบสายต่อเข้ากับไอพอด (เครื่องฟังเพลงพกพา) หลักการทำงานเหมือนหูฟัง ใช้ตัวไอพอดขยายเสียง ฉะนั้น จึงไม่ใช้ไฟฟ้า หรือ แบตเตอรี่ ซึ่งปรากฏว่า เสียงที่ได้ก็ ดัง ฟังชัดพอสมควร

ทว่าอย่างไรก็ตาม ฐานะนักออกแบบมักจะคำนึงถึงความสวยงามก่อนเป็นลำดับแรก จนลืมนึกไปว่าคนอื่นจะชอบมั้ย จะซื้อใช้หรือเปล่า ต้นทุนการผลิตมากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญจะขายได้หรือไม่? หลักการตลาดที่ศิลปินจำเป็นต้องตระหนักถึง เพราะเป้าหมายสูงสุด คือ ทำสินค้าเเล้วต้องขายได้จริง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกแนะเเนวทางโดย ครูอ้อ หรือ คุณขวัญหทัย ตัณฑ์เกยูร ผู้จัดการร้าน The Shop @TCDC

“ตอนคิดทำลำโพง แพร มองว่า อะไรเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว นั่นก็คือ แกลลอนนม แกลลอนน้ำมันสปา แกลลอนน้ำมันเครื่อง เนื่องจากที่บ้านเปิดอู่รถยนต์ ร้านกาแฟ และสปา ทำให้มีพลาสติกประเภทนี้อยู่มาก เลยนำมาล้างทำความสะอาด แล้วลองตัด จากนั้นนำลำโพงใส่เข้าไป เมื่อไปต่อกับไอพอด ปรากฏว่าเสียงดังดีพอสมควร ก็ลองนำมาให้ครูอ้อดู ซึ่งท่านชี้แนะว่า ถ้าจะขายจริง ชิ้นงานควรมีความประณีตมากกว่านี้ มีสีสันสวยงาม เพิ่มรูปแบบการใช้งานหลากหลาย ภายหลังพัฒนาสินค้าร่วมกัน 2 เดือน ก็เกิดการยอมรับมากขึ้น”

กระติ๊บลำโพง ฝรั่งชอบ

ขายดี จับกลุ่มเด็กแนว

เมื่อนักแจ้งเกิดสินค้า หรือ ครูอ้อ ปักธงแล้วว่าจะเข้ามาช่วย เธอก็ไม่ได้สอนแค่ทฤษฎี หรือแจกแต่เอกสาร คุณเเพร บอกว่า ครูอ้อสอนให้กล้าคิดนอกกรอบ กล้าพูด ลงมือทำจริง พาไปดูงานของคนอื่น ไปเห็นว่าตลาดจริงๆ เป็นเช่นไร รวมถึงให้ลองไปขายจริง ซึ่งเวลา 2 เดือนที่ได้เรียน สินค้าก็มีการเปลี่ยนแปลงไปทิศทางที่ดีขึ้น ได้การยอมรับทั้งลูกค้าคนไทยที่ชอบงานดีไซน์เก๋ๆ และต่างชาติที่ชอบงานรีไซเคิล จนทุกวันนี้ลำโพงไอพอดมียอดสั่งซื้อเฉลี่ยเเต่ละเดือนเกือบ 1,000 ชิ้น

สำหรับจุดเด่นลำโพงไอพอด อยู่ที่วิธีการใช้งานที่ง่ายมาก ไม่ใช้ไฟ ไม่ใส่เแบตเตอรี่ รวมถึงวัสดุที่เลือกใช้ ซึ่งมี แกลลอนนม แกลลอนน้ำมันเครื่อง แกลลอนน้ำมันสปา ขวดช็อกโกเเลต ขวดน้ำยาล้างมือ ขวดเเชมพู ล่าสุดใช้กระติ๊บข้าวเหนียว

“กระติ๊บที่ใช้ทำลำโพง ต้องออกแบบใหม่ คือ ตัวกระติ๊บขอบต้องกว้างและสูง เพื่อให้สามารถเจาะรูสำหรับใส่สายไฟ จากนั้นในส่วนของฝา ต้องให้ด้านหน้าโปร่ง โดยใช้เป็นการสานโปร่งๆ แทนแบบเดิมที่ปิดทึบเพื่อให้เสียงออกได้เต็มที่ สิ่งสำคัญ คือ ต้องใส่ใจเรื่องอายุการใช้งาน โดยกระติ๊บที่ทำจากไม้ไผ่ ต้องรมควันก่อนนำมาใช้ ทั้งนี้เพื่อกันมอด”

ปัจจุบัน สินค้ามีวางจำหน่ายที่ TCDC Shop ชั้น 6 ดิ เอ็มโพเรี่ยม, ECO Shop by Top Pipat ดิจิตอลเกตเวย์ สยาม, ร้าน Hall nimman ซอย 13 ถนนนิมมานเหมินทร์ จังหวัดเชียงใหม่, ร้านมิตรไทย อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน, ร้าน PROPAGANDA สาขาสยามดิสคัฟเวอรี่ สาขา ดิ เอ็มโพเรี่ยม และสาขาเซ็นทรัล เวิลด์, ร้าน Loft สาขาสยามดิสคัฟเวอรี่ สาขาจามจุรีสแควร์ และสาขาพาราไดซ์ พาร์ค, Panurat Shop จตุจักรพลาซ่า โซน C ซอย 4 และ Mansion 7 ราคาสินค้าลำโพงจะเริ่มต้นที่ 380 บาท ถ้ามีสีสันจะอยู่ที่ 480 บาท

ทุกวันนี้ นอกจากสินค้าที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล คุณเเพร เล็งไว้ว่า อนาคตอยากเพิ่มไลน์สินค้าไม่ใช่เเค่ลำโพง เเต่ยังคงเป็นของใช้ใกล้ตัว จะไม่ทำของตั้งโชว์อย่างแน่นอน

ติดต่อ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับ คุณเเพร ที่โทรศัพท์ (084) 500-7831

 

ขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ กูรูผู้สร้างภาพ (ลักษณ์) อาหาร 2012/05/14

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034150455&srcday=2012-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 299

สัมภาษ์พิเศษ

อลิศร์ ชมถาวร

ขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ กูรูผู้สร้างภาพ (ลักษณ์) อาหาร

“ธุรกิจของผมคือ การสร้างภาพลักษณ์และทำแบรนดิ้งให้กับธุรกิจอาหาร”

นี่คือ คำจำกัดความที่ผู้ชายคนนี้พูดถึงอาชีพของเขา

เขาเป็นทั้งอาจารย์พิเศษ เป็นทั้งเชฟ นักโภชนาการ ดีไซเนอร์อาหาร และฟู้ดสไตลิสต์ ที่อยู่ในระดับแถวหน้าของโลก

ผลงานหนังสือ Cookbook ของเขาอยู่ในระดับแถวหน้าด้วยการสร้างชื่อไปโกยรางวัลมาได้ถึง 12 รางวัลในแทบทุกเวทีในโลก โดยเฉพาะหนังสือ Good Idea Kitchen ทำให้เขาเป็นคนไทยคนแรกแคนเดียวที่ได้รับรางวัลใหญ่ Gourmand World CookBook Awards มาแล้ว

ณ วันนี้ในแวดวงของธุรกิจอาหารทั้งโลกจึงพูดได้ว่า ไม่มีใครที่ไม่รู้จักเขา “ขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ”

คุณขาบ ได้ชื่อว่า เป็นชายหนุ่มผู้หลงใหลการทำอาหาร เป็นผู้บุกเบิกอาชีพ “ฟู้ดสไตลิสต์” (Food Stylist) ขึ้นในเมืองไทย โดยใช้ “ขาบ สตูดิโอ” เป็นฐานทัพในการคิดค้นและผลิตงานให้กับบริษัทห้างร้านที่เกี่ยวกับอาหารในทุกแง่มุมโดยเฉพาะในเรื่องของการ “สร้างภาพลักษณ์” และ “ทำแบรนดิ้ง” ในรูปแบบที่เรียกว่า Lifestyle Marketing

รูปแบบที่จะเน้นให้อาหารสวยอย่างเป็นธรรมชาติ งดงามมีชีวิตชีวา ดูเรียบง่ายแต่คงความคลาสสิกมากไปด้วยรสนิยม ไม่เน้นการจัดฉากหรือสวยเกินความเป็นจริง

ถ้านึกรูปแบบไม่ออกลองนึกถึงสไตล์เจ้าแม่ไลฟ์สไตล์ระดับโลกอย่าง มาธาร์ สจ๊วต ของอเมริกา หรือ ดอนน่า เฮย์ แห่งออสเตรเลีย ที่กำลังมาแรงจนกลายเป็นเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมและเป็นที่ต้องการในตลาดโลก

นี่เองที่เป็นแรงบันดาลใจ บวกกับความมุ่งมั่นที่อยากจะยกระดับภาพลักษณ์ของธุรกิจอาหารในเมืองไทยโดยรวมทั้งหมดให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล

นั่นเพราะเขาเห็นว่า อนาคตทางด้านนี้ของไทย ยังเติบโตไปได้อีกยาวนาน ถ้าหาก…มาถูกทาง

อาหารไทย อร่อยดีแต่ดีไซน์ห่วย

“ผมพบว่า สินค้าอาหารไทยอร่อย เรามีดีที่ตัวเอง ไม่ว่าจะคุณสมบัติ หรือฟังก์ชั่นก็ดีไปหมด แต่ดีไซน์หรือแฟชั่นขอบอกว่า ห่วย”

คุณขาบจึงนำความรู้และประสบการณ์ที่คร่ำหวอดมาเกินกว่า 25 ปี มาวิจารณ์อย่างตรงชัด เผ็ดร้อน ด้วยเพราะมองเห็นศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารไทยที่น่าจะไปได้เร็วและไกลมากกว่านี้ แต่เพราะความไม่เข้าใจอะไรหลายอย่างโดยเฉพาะเรื่องการออกแบบ สร้างภาพลักษณ์ และ…ตัวเอง

“ถ้าจะพูดเรื่องการออกแบบเพื่อเพิ่มมูลค่า ต้องบอกว่า มูลค่าเพิ่มเกิดจากคุณค่าที่ให้ แต่สำหรับคนไทย กลับไม่รู้จักคุณค่าของตัวเอง”

“บ้านเราอาหารเป็นเรื่องที่โดดเด่นมาก แต่ภาพของการส่งเสริมไม่ได้ไปเสริมภาคอาหารที่เป็นสินค้าหลักของประเทศ กลับไปโดดเด่นเรื่องของดีไซน์เสื้อผ้าหรือเฟอร์นิเจอร์ไปเสีย มันไม่สอดคล้องไปด้วยกัน รัฐบาลก็ไม่ส่งเสริม อุตสาหกรรมอาหารเลยเป็นปัญหา ขาดการนำเสนอ ดีไซน์ไม่เป็นสากล”

ถ้าจะเทียบแล้ว คุณขาบยกประเทศสิงคโปร์มาเป็นคู่เปรียบ ที่เทียบแล้วต้องบอกว่ากระดูกคนละเบอร์ ด้วยสิงคโปร์ไม่มีแม้แต่วัตถุดิบ หรือแหล่งเพาะปลูก แต่สินค้าที่เขารับไปเป็นพ่อค้าคนกลางกลับขายดีแถมยังได้ราคา สูงกระโดดไปกว่าเจ้าของผู้ผลิตสินค้าอย่างมาก

นั่นเพียงเพราะสิงคโปร์เขาเข้าใจสินค้าและนำ “แฟชั่น” และ “การดีไซน์” เข้ามาจับในทุกเรื่อง เช่นเดียวกับสินค้าของหลายๆ ประเทศที่ใช้การ “สื่อสาร” ข้อมูลสินค้าผ่านทางแบรนด์ ภาพลักษณ์ แพ็กเกจจิ้ง การจัดวาง ไปจนถึงกระบวนการโฆษณา

“ผลิตภัณฑ์แหมือนๆ กัน ในปริมาณเท่าๆ กัน แพ็กเกจจิ้งสามารถเพิ่มมูลค่าได้ สามารถทำให้ลูกค้าพึงพอใจ อยากได้ อยากใช้ เป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดการตัดสินใจ แต่หันกลับดูที่สินค้าไทย อร่อยจริงแต่ไม่อยากหยิบ นั่นเพราะสินค้าไทยยังไม่เข้าถึงแก่นธรรมของตัวสินค้า ไม่รู้จักคุณค่าในตัวเอง”

“การจัดวางบนชั้นขาย ก็เป็นทฤษฎีของแพงอยู่ทางขวา มันเป็นกระบวนการคิดเดียวกันกับการวางตำแหน่งโฆษณาในหนังสือ เหล่านี้คือ ศิลปะการออกแบบที่มีเหตุผลอธิบายได้”

แต่สำหรับสินค้าไทย คุณขาบ บอกว่า สิ่งที่ต้องทำคือ “ต้องรู้จักตัวเอง” จากนั้นค่อยสร้างความศรัทธาแบรนด์หรือตัวสินค้าให้ได้ก่อน

จากนั้น ผู้ซื้อจะเป็นคนฟันธงว่า โดนหรือไม่ ใช่หรือมั่ว

สร้างภาพลักษณ์ & ทำแบรนดิ้ง

การจะทำอะไรโดนๆ หัวใจหลักอยู่ที่ว่า เรารู้จักสิ่งเหล่านั้นดีมากแค่ไหน การสร้างภาพลักษณ์ ทำแบรนดิ้งก็ไม่ต่างกัน ต้องรู้จักสินค้านั้นให้มากที่สุด แล้วจึงวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ สร้างปัญหาและหาทางออก ตีโจทย์ให้แตกว่าจะแก้อย่างไร ที่สำคัญคือ ต้องทำให้ลูกค้าเห็นภาพหรือเส้นทางเดียวกัน แล้วเดินไปพร้อมๆ กัน

“ผมได้เปรียบเพราะผมทำงานอาหารจริงในทุกด้าน ดังนั้น ผมจะวิเคราะห์สินค้าได้อย่างตาต่อตา ฟันต่อฟัน ซึ่งลูกค้าจะเห็นความเก๋าตั้งแต่เริ่ม เขาสามารถคุยกับผมได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านคนแปลงโจทย์ เขาจะเข้าใจกระบวนการคิดและเราพัฒนาสินค้าต่อได้ในราคาที่ผู้ประกอบการพึงพอใจ บางทีแค่เปลี่ยนวัตถุดิบไม่กี่สตางค์ก็สร้างมูลค่าเพิ่มได้”

“ลูกค้าก็แฮปปี้ที่สินค้ามีการคิดโจทย์แต่แรก ทำให้ไม่ต้องใช้กำลังเงินสูงในการผลักดันสู่ผู้บริโภค สินค้ามันจะมีพลัง ดูดคนมาหาเอง เท่ากับเป็นการแบรนดิ้ง พอมันสวยคนจะชอบเองไม่ต้องยัดเยียด ซึ่งจะแตกต่างจากที่เอเยนซี่คิดมาให้ เพราะต้องเอาไปออกแบบอีกที”

ผลก็คือ ภาพลักษณ์สินค้าดี เติบโตบนความพอใจ ในงบประมาณที่ควบคุมได้

เช่นเวลานี้ คุณขาบกำลังสนุกกับการ “รีแบรนดิ้ง” ร้านโชห่วยในเยาวราช ที่เขาบอกว่า อีกไม่กี่วัน “ร้านอิ๊กคิว”จะกลายเป็น “ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่เก๋ที่สุดในเยาวราช”

“ร้านนี้เป็นห้องแถวเดียวขายสารพัด เป็นโชห่วยที่ขายส่งไปต่างประเทศ ที่ทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อ พอถึงรุ่นลูกมาบอกว่า ไม่อยากเป็นคนดูแลร้านโชห่วยอายุ 30 ปี ที่ได้เงินแต่ไม่มีความสุขกับของรกๆ การบ้านของเราคือ จะทำให้คนมองเห็นว่าเก๋ได้อย่างไร ท่ามกลางความรกที่ไม่ใช่แค่ร้าน แต่เป็นที่เยาวราชด้วย”

การแปลงโฉมใหม่หมดจดจึงเกิดขึ้น ตั้งแต่ดีไซน์คอนเซ็ปต์ โลโก้ แพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงดิสเพลย์ร้านในรูปแบบ ของ “กรีนเยาวราช” ที่เชื่อว่า เมื่อใครเดินผ่านจะอดไม่ได้ที่จะต้องเก็บภาพไปเป็นที่ระลึก

“เราจะทำกรีนเยาวราช มีต้นไม้เกิดในเยาวราชตามคอนเซ็ปต์แบรนด์ มีดิสเพลย์ช็อป เหมือนเบเกอรี่ มีจักรยาน มีดอกโบตั๋น มีสปอตไลต์ มีจุดถ่ายรูปหน้าร้าน เชื่อว่าคนเดินผ่านอยากถ่ายรูป ทำเสร็จจะเปิด 24 ชั่วโมง คนมาซื้อของก็ได้ถุงช็อปปิ้งเก๋ๆ คนก็อยากถือ ก็เท่ากับเป็นการพีอาร์ร้านต่อไปด้วย”

นอกจากนี้ ยังวางแผนที่จะเปิดเว็บไซต์หลากภาษาทั้งไทย อังกฤษ อินเดีย ปากีสถาน ภูฏาน ฯลฯ เพิ่มขึ้นที่จะขยายไลน์ไปทางของกินที่มีอยู่ในร้าน มาทำเป็นของฝากถูกใจในแพ็กเกจจิ้งน่ารักดีดู

เขามั่นใจว่า ด้วยกระบวนการคิดนี้จะทำให้ร้านนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนของเยาวราช

ศาสตร์และศิลป์ในอาหาร

อาหารเป็นศิลปะเดียวในโลกที่สามารถบริโภคได้ด้วย “การกิน”

ดังนั้น ศิลปะการสร้างสรรค์อาหารจึงต้องมี “(วิทยา) ศาสตร์” และ “ศิลป์” ควบคู่กันไปเสมอ แต่ปัญหาคือ บุคลากรด้านนี้ในเมืองไทย มีน้อยเสียเหลือเกิน

“ต้องบอกว่า สไตลิสต์หรือดีไซเนอร์ที่เรามีอยู่ไม่ถนัดหรือไม่มีทักษะด้านอาหารพอ ไม่รู้ว่าอาหารนี้ไม่ควรจะกินหรือตกแต่งด้วยอะไรได้บ้างจึงจะกินได้ พวกเขาจึงใช้อารมณ์เข้ามาเกี่ยว ทำอาหารเป็นแฟชั่นไปเสีย จริงๆ แล้วการทำอาหารต้องมีวิทยาศาสตร์ด้วย ต้องคำนึงว่ากินเข้าไปแล้วเป็นอย่างไร แล้วค่อยคำนึงถึงความสวย มันเป็นกระบวนการทางความคิดพอสมควร พอดีเป็นเรื่องที่ผมชอบเป็นส่วนตัว ผมเลยสนุกกับมัน”

ความสนุกบวกประสบการณ์ที่ทำมาทั้งชีวิต ทำให้เขาสามารถกำจัดจุดอ่อนของแต่ละสินค้าได้อย่างถูกจุดโดนใจเป็นอย่างยิ่ง ภายใต้คอนเซ็ปต์ เรียบง่าย โก้ คลาสสิก ส่งผ่านสินค้ามากมายในรูปแบบต่างๆ ทั้งในรูปของแพ็กเกจจิ้ง เมนูอาหาร ตำราอาหาร โบรชัวร์ ไปจนถึงการเป็นฟู้ดสไตลิสต์ ไปจนออกแบบบู๊ธ ฯลฯ

แต่ไม่ว่าจะทำอะไร คุณขาบแนะเทคนิคว่า สำคัญอยู่ที่ “การวิเคราะห์วัตถุดิบ” ที่ต้องลงลึกมองให้ทะลุจนถึงแก่น ส่วนเรื่องอื่นนั้นเป็นเพียงแค่น้ำจิ้ม

ส่วนเทคนิคที่คุณขาบยกให้กับการเลือกใช้ “คู่สี” เป็นสำคัญที่จะส่งผลทำให้สินค้านั้นๆ ดูถูกหรือแพงได้ในพริบตา

“ปัญหาของคนทำคือ ไม่เข้าใจวัสดุ โครงสร้างธรรมชาติว่าเป็นสีอะไร ถ้าทราบจะได้กลับมาที่สีพื้นฐาน เช่น ถ้าเป็นผัก ก็ต้องสีเขียว มะขามหวาน มีที่มาจากดินเป็นธรรมชาติก็ต้องน้ำตาล และเขียวที่เฉดแตกต่างกับเขียวผัก เราเลยเลือกใช้ สีน้ำตาลจับคู่กับสีฟ้า”

เช่นเดียวกับ “ฟอนต์” หรือ “รูปแบบตัวหนังสือ” ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกรสนิยม คุณขาบแนะว่า ควรเป็นตัวหนังสือที่เรียบง่าย อ่านได้ชัดเจนตั้งแต่วินาทีแรก ควรจะมีช่องว่างระหว่างตัวหนังสือ และมีแค่ 1-2 ฟอนต์ก็เพียงพอแล้วกับผลิตภัณฑ์หนึ่ง

เรื่องท้าทายในธุรกิจอาหาร

คุณขาบ บอกว่า การทำงานของเขาคือ การขายศิลปะและดีไซน์ใส่ลงในอาหาร แต่ความโดดเด่นของเขาอยู่ที่แนวคิดที่ว่า “ซื้อ 1 ครั้ง ทำได้ครบ”

แนวคิดนี้ คุณขาบ บอกว่า เป็นเรื่องที่ท้าทายกระบวนการทางความคิดอย่างมาก

“การทำเรื่องอาหารต้องครบวงจร เพราะทำทีจะเกี่ยวข้องไปอีก 3-4 อย่าง ที่เจ้าของสินค้าอยากให้ทำต่อเนื่องไปด้วย”

นั่นคือ หากให้ออกแบบสินค้าสักชิ้น สิ่งที่ตามมา 1. จะเป็นเรื่องของการพัฒนาสูตร 2. ภาพถ่ายสวยๆ เพื่อนำไปทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ เมื่อเสร็จก็อยากจะนำไปทำเป็น 3. สื่อสิ่งพิมพ์หรือเมนูรูปเล่ม

ส่วนถ้าเป็นธุรกิจอาหารก็จะต่อเนื่องไปสู่ 4. การออกแบบแพ็กเกจจิ้ง ต่อเนื่องไปถึง 5. การออกแบบบู๊ธในงานแฟร์ต่างๆ และถ้ามีโชว์การทำอาหาร คุณขาบก็จะจัด 6. ไลฟ์สไตล์คุกกิ้งโชว์ให้ และอาจต่อยอดไปถึง 7. การทำเวิร์กช็อปสอนทำอาหาร หรือ 7. เวิร์กช็อปสไตลิสต์ในเชิงพาณิชย์ศิลป์

ทุกอย่างที่ว่ามานี้ เป็นเรื่องที่เขาบอกว่า สนุกมาก

“ถ้าออกแบบบรรจุภัณฑ์ ผมแทนตัวต้องเป็นเจ้าของสินค้า เป็นผู้ประกอบการ เราเป็นนักโฆษณาและเจ้าของร่วมกัน ดูธีม ดูคอนเซ็ปต์ร้าน มันจะมีอะไรซ่อนในเชิงลึก 4-5 ชั้น ถ้าเป็นเรื่องของการฝึกอบรมฟู้ดสไตลิสต์เชิงพาณิชย์ก็เป็นเรื่องท้าทายที่จะเปลี่ยนความคิดให้คนเห็นว่า ธุรกิจอาหารจำเป็นต้องมีฟู้ดสไตลิสต์มาประจำ อันนี้ท้าทาย เพราะแปลว่าเขาต้องศรัทธาแรง”

ผลิตภัณฑ์ที่ว่านี้ มีไม่น้อย มีทั่ว “กรีนเดย์” ที่เขาดีไซน์แพ็กเกจจิ้ง สร้างแบรนด์ไปสู่ตลาดโลก และอีกหนึ่งคือ “วาเรน” ช็อกโกแล็ตผลไม้ ที่ต่อยอดจากสิ่งเหลือใช้มาสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงสุด

ถือเป็นอีกตัวอย่างที่ดีที่ในการสร้างมูลค่าให้กับของเหลือใช้ โดยฝีมือของฟู้ดสไตลิสต์เชิงพาณิชย์คนนี้

บนถนนสายศิลปะเชิงสร้างสรรค์บนอาหารนั้นยังทอดไปอีกยาวไกล หากยังมีคนไทยที่ไปยืนอยู่บนถนนสายนั้นเพียงน้อยนิด

ถนนสายที่คุณขาบกรุยทางไว้ให้แล้ว และพร้อมที่จะเป็นครูและเป็นกูรูผู้สร้างคนรุ่นใหม่อยู่เสมอ

นั่นเท่ากับประตูโอกาสสู่โลกกว้างเปิดขึ้นแล้ว

“ฟู้ดสไตลิสต์” รุ่นใหม่ คุณพร้อมหรือยัง?

รางวัลของผู้ชายระดับโลก

ขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ ชายคนนี้ถือได้ว่า เป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวที่เป็นเจ้าของผลงานหนังสือธุรกิจอาหารและตำราอาหาร ระดับโลก มาอย่างมากมาย

ปี 2550 ในเวที Gourmand World Cookbook Awards ประเทศสเปน เขาคว้ารางวัลมาครอง 3 ปีติดต่อกัน ร่วมด้วย 10 รางวัลดีเด่นระดับโลก โดยตำราอาหาร Food and Travel : Laos ได้รับรางวัลดีเด่น ผลงานของเขายังเป็น Best Foreign Cookery Book 1 ใน 26 เล่มของโลก และยังได้รับรางวัลดีเด่น Best Culinary Travel Guide 1 ใน 17 เล่มของโลก

ปี 2551 คู่มืองานครัว Good Ideas : Kitchen ได้รับรางวัลเกียรติยศชนะเลิศของโลก Special Awards of the Jury-Best in the world

Prantalay Frozen Seafood หนังสือธุรกิจอาหารที่เขาทำให้ พรานทะเล ได้รับรางวัลดีเด่นควบ 2 รางวัลคือ Best Fish and Seafood Book และประเภท Best Corporate Cookbook

ในปี 2552 หนังสือธุรกิจอาหาร Rich in NutritionBook by P.B. Fishery ได้รับรางวัลดีเด่นควบ 3 รางวัลคือ ประเภท Best Cookbook Photography ประเภท Best Fish and Seafood Book และประเภท Best Corporate Book

นอกจากนี้ หนังสือ Sugar InspirationBook by MitrPhol ได้รับรางวัลดีเด่นควบ 2 รางวัลคือ Best Desserts Book และ Best Television Celebrity Cookbook

ขอบข่ายการทำงาน

ด้วยการคร่ำหวอดมานานกว่า ในนามของฟู้ดสไตลิสต์มือฉมัง จึงทำให้ขอบข่ายการทำงานของเขาในนามของ “ขาบ สตูดิโอ” ที่พร้อมจะรองรับธุรกิจอาหารได้อย่างครบวงจร ในสไตล์ที่งดงามอย่างมาตรฐานสากล ดังนี้

- งานออกแบบและตกแต่งหน้าตาอาหารเชิงธุรกิจ (Food stylist)

งานออกแบบหน้าตาอาหารในสไตล์ Life Style Margeting ที่เรียบง่าย เน้นอาหารสวยอย่างเป็นธรรมชาติ คงความคลาสสิก ไม่เน้นการจัดฉากหรือสวยเกินความเป็นจริง

- คอร์สฝึกอบรมฟู้ดสไตลิสต์

เปิดคอร์สอบรมให้ผู้สนใจในการเป็นฟู้ดสไตลิสต์ให้อย่างครบถ้วนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติโดยผู้เชี่ยวชาญ

- รับถ่ายและกำกับภาพอาหาร

การันตีด้วยรางวัลระดับโลก ในฐานะผู้สร้างสรรค์งาน Cook Book มือรางวัล

- งานออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์อาหาร

ด้วยประสบการณ์ที่ทำงานคลุกคลีอยู่กับแม็กกาซีนแนวไลฟ์สไตล์ชั้นนำมากมาย นำแนวคิด รูปแบบการทำงานมาปรับใช้กับธุรกิจประเภทอาหาร เน้นความสวยงามและมากไปด้วยรสนิยม อาทิ คู่มือแนะนำกิจการบริษัท ตำราอาหาร โบรชัวร์ เมนูรายการอาหาร

- รับสอนทำอาหาร

มีผู้ชำนาญการในรูปแบบใช้งานได้จริง เน้นการสอนภาคปฏิบัติ ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจโรงแรม ที่ต้องการพัฒนาเชฟ พ่อครัว แม่ครัวหรือพนักงาน ในห้องครัวของที่ร้าน พร้อมลงมือปฏิบัติงานจนเป็นที่พอใจ

- รับทำคุกกิ้งโชว์และเวิร์กช็อป

กิจกรรมสันทนาการเชิงความรู้ที่สามารถจัดทำได้ในรูปแบบโชว์การทำอาหาร หรือ รับจัดเป็นเวิร์กช็อปเฉพาะให้กับกลุ่มผู้ที่สนใจโดยผู้ชำนาญการ

- งานออกแบบบรรจุภัณฑ์อาหาร

นำเสนอรูปแบบงานที่ต้องการสื่อสารเน้นความเรียบง่าย โก้ คลาสสิก ด้วยการเข้าใจและเข้าถึง มองเห็นความงามของวัตถุดิบและสินค้าเป็นอันดับแรกเสมอ ก่อนที่จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการออกแบบต่อไป เพื่อให้ได้ภาพที่ออกมาสวยงาม ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด เน้นอารมณ์แนวแม็กกาซีน ที่ผสมผสานเรื่องไลฟ์สไตล์ ชีวิตของผู้คนมาเป็นส่วนคิดงานเสมอ ไม่เน้นการจัดฉาก หรือโฆษณาชวนเชื่อมากเกินความเป็นจริงนั่นเอง

- งานที่ปรึกษา ด้านภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจอาหาร

รับเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ประกอบการและบริษัทในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ด้วยข้อเสนอแนะต่างๆ ตามแบบมาตรฐานสากล เพื่อส่งเสริมเพิ่มรสนิยม และใส่สไตล์ให้กับธุรกิจอาหารนั้นๆ

- บริการงานเฉพาะกิจ

เป็นการผลักดันให้ธุรกิจอาหารเติบโตก้าวสู่ตลาดสากล ด้วยบริการในรูปแบบต่างๆ ทั้ง รับพัฒนาสูตรอาหาร, ออกแบบหน้าตาอาหารเชิงพาณิชย์ศิลป์ รวมถึง คิดวางธีมคอนเซ็ปต์ออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์อาหารด้วยมาตรฐานสากล ทั้งมีสตูดิโออาหารให้เช่า อีกด้วย

เบื้องหลัง “อาหารฮาลาล” โฉมใหม่

ฟู้ดสไตลิสต์ก็สามารถสร้างสรรค์หาไอเดียใหม่ๆ ในการนำผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลแต่ละรายการมาปรุงเมนูอาหาร การคิดค้นพัฒนาสูตรอาหารเน้นความเป็นสากล ดังนั้น จะต้องรู้ธรรมชาติว่าสินค้านั้นเหมาะจะนำมาทำเมนูอะไรด้วย และควรจะมีคุณค่าอาหารครบถ้วนแม้จะเป็นอาหารฮาลาลก็ตาม

ส่วนในเรื่องการตกแต่งนั้นมีการนำเอาดีไซน์และศิลปะมาประยุกต์ใช้กับอาหารที่มีข้อจำกัด ผลิตภัณฑ์สินค้าฮาลาลจำพวกเนื้อสัตว์ ส่วนใหญ่จะเป็นสีโทนร้อน มีสีออกครีม น้ำตาล ส้ม ดังนั้น ต้องเลือกสีเขียวที่เป็นทั้งสีโทนเย็นและเป็นโลโก้บริษัท IBF ฮาลาล ฟู้ดส์ มาจับคู่กัน สร้างความโดดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์การมีสุขภาพดี ช่วยตอกย้ำและสร้างความโดดเด่นให้กับแบรนด์ได้

รูปเมนูรายการอาหารชุดนี้ จะปรากฏอยู่บนแพ็กเกจจิ้งรูปโฉมใหม่ของสินค้าฮาลาลที่ส่งออกตลาดต่างประเทศที่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่ทั่วโลก