ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

อ่านทิศ-รู้ทันก่อนรับมือ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” 2011/05/02

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 16 ฉบับที่ 267

เงินๆ ทองๆ

อานัญญ์

อ่านทิศ-รู้ทันก่อนรับมือ “ดอกเบี้ยขาขึ้น”

คงได้ติดตามข่าวคราวกันบ้างแล้วว่า ต้นเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ต่างปรับขึ้นดอกเบี้ย ทั้งดอกเบี้ยเงินกู้ เงินฝาก ตามธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ที่แม้จะเบรกการขึ้นดอกเบี้ยไปบ้างในช่วงที่เงินบาทแข็งค่า (เพื่อลดแรงจูงใจไม่ให้เงินต่างชาติไหลเข้า) แต่ก็ส่งสัญญาณให้เป็นที่รับรู้มาตลอดว่าดอกเบี้ยยังคงเป็นขาขึ้น

ทำไมต้องขึ้นดอกเบี้ย

จริงๆ เราเคยคุยกันถึงเรื่องนี้ไปบ้างแล้วถึงความจำเป็นที่แบงก์ชาติจะต้องขึ้นดอกเบี้ย แต่หลายท่านอาจจะยังค้างคาใจ แม้จะเข้าใจอยู่ว่าเป้าหมายของแบงก์ชาติคือการดูแลเงินเฟ้อ (เสถียรภาพของเศรษฐกิจ) แต่ตอนนี้เงินเฟ้อก็ไม่ได้สูง ทำไมจะต้องรีบขึ้นสร้างภาระให้คนกู้เงินด้วย

นั่นเพราะว่าการขึ้นดอกเบี้ยวันนี้เพื่อหวังผลในอนาคต ซึ่งระยะเวลาคร่าวๆ ที่คาดไว้คือ 8 ไตรมาสข้างหน้า กว่าดอกเบี้ยจะสะท้อนเข้าไปสู่เศรษฐกิจจริง ดังนั้น ถ้าคาดว่าใน 6-8 ไตรมาสเงินเฟ้อจะขึ้นก็ต้องขึ้นดอกเบี้ยเสียแต่วันนี้ ซึ่งประมาณการล่าสุด แบงก์ชาติคาดว่าปีหน้ามีโอกาสที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (เงินเฟ้อที่ไม่รวมราคาพลังงานและอาหารสด) จะสูงเกินกรอบเป้าหมายที่แบงก์ชาติควบคุมคือ 0.5-3.0% ตามเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวจากการบริโภค ลงทุนในประเทศ

หากเจาะลงไปดูไส้ในจริงๆ จะพบเหตุผลหลักที่แบงก์ชาติเป็นห่วง คือดอกเบี้ยที่แท้จริง (ดอกเบี้ยนโยบายหักเงินเฟ้อ) ที่ติดลบ ซึ่งเป็นภาวะที่เอื้อต่อการใช้จ่าย ไม่สนับสนุนการออมเงินเพราะผลตอบแทนต่ำ เป็นต้นเหตุของการที่ประชาชนนำเงินออมไปลงทุนในสินทรัพย์บางประเภทที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า อันจะนำไปสู่ภาวะ “ฟองสบู่”

เช่น ฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นภาวะที่แบงก์ชาติไม่ต้องการเห็น เพราะ “ฟองสบู่” ถือเป็นต้นเหตุของวิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งสำคัญหลายครั้ง เช่น วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐ ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2550 และยังไม่ฟื้นตัวกระทั่งปัจจุบัน หรือแม้แต่วิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ในปี 2540 ก็มีต้นเหตุจากฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่คนไทยไปกู้เงินจากเมืองนอกมาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวนมาก เมื่อแบงก์ชาติปล่อยให้ค่าเงินอ่อนค่า กลายเป็นว่าหนี้ที่กู้มาก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ธุรกิจที่รับไม่ไหวก็ต้องปล่อยให้ล้มไปตามๆ กัน ลุกลามกลายเป็นวิกฤตไปทั่วภูมิภาคเอเชียในปีนั้น

โดยการควบคุมภาคอสังหาริมทรัพย์นี้ จริงๆ แบงก์ชาติส่งสัญญาณมาตั้งแต่ก่อนขึ้นดอกเบี้ยในวันที่ 1 ธันวาคม โดยก่อนหน้านั้นได้ออกมาตรการจำกัดการปล่อยกู้ให้คนซื้อบ้าน โดยจำกัดให้ธนาคารปล่อยกู้ได้ไม่เกิน 90% ของราคาซื้อขาย จากเดิมที่จำกัดเพดานเฉพาะผู้กู้ซื้อบ้านราคาสูงกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป ที่ปล่อยกู้ได้ 80% ของราคาซื้อขาย

แบงก์ชาติจะขึ้นดอกเบี้ยอีกแค่ไหน

กลับมาที่เรื่องดอกเบี้ยแท้จริงที่ติดลบ จากข้อมูลปัจจุบัน ทำให้เราพอจะเดาได้ว่าแบงก์ชาติจะขึ้นดอกเบี้ยอีกประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ โดยล่าสุดดอกเบี้ยแท้จริงของไทยยังคงติดลบอยู่ 1.1% ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคที่ส่วนใหญ่เป็นบวกกันหมดแล้ว เช่น ฟิลิปปินส์ บวก 3.2% มาเลเซีย บวก 1% ไต้หวัน บวก 0.9% และอินโดนีเซีย บวก 0.8%

ที่ผ่านมาแบงก์ชาติส่งสัญญาณกับตลาดว่าต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยให้เข้าสู่ภาวะปกติ (Normalization) ซึ่งก็หมายถึงดอกเบี้ยแท้จริงจะต้องไม่เป็นลบ คือต้องไม่มีช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยนโยบายกับเงินเฟ้อ กล่าวคือ ถ้าแบงก์ชาติคาดว่าเงินเฟ้อจะขึ้นไปเกินขอบบนของเป้าหมายคือ 3% ถ้าไม่ต้องการให้มีส่วนต่างก็ต้องขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปอยู่ระดับเดียวกัน

นั่นคือ มีความเป็นไปได้ที่แบงก์ชาติจะขึ้นดอกเบี้ยจากปัจจุบันที่ 2% ไปเป็น 3% หรือขึ้นอีก 1% หรือมากกว่าหากเงินเฟ้อปรับขึ้นเร็ว

ธนาคารพาณิชย์จะขึ้นอีกเท่าไหร่ 

แม้ดอกเบี้ยแบงก์ชาติจะขึ้น แต่ที่สุดแล้วตัวที่จะกระทบกับผู้กู้เงิน ฝากเงินมากที่สุดคือดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ หลายท่านคงสงสัยว่าแล้วอย่างนี้ดอกเบี้ยแบงก์จะขึ้นอีกมากไหม คำตอบต่อไปนี้ผู้เขียนไม่ได้นั่งเทียนคาดการณ์ขึ้นมาเอง แต่ไปสอบถามบรรดานายธนาคารมาให้

“ตรรค บุนนาค” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา บอกว่า ดอกเบี้ยธนาคารคงไม่ขยับขึ้นมากเท่ากับดอกเบี้ยแบงก์ชาติ เพราะตอนนี้สภาพคล่องในระบบธนาคารมีสูงมาก จนไม่จำเป็นต้อง (ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อ) ดึงเงินฝากเข้าธนาคาร เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากขึ้นไม่มาก เงินกู้ก็ขึ้นไม่มากเช่นกัน และช่วงนี้เป็นฤดูกาลเร่งปล่อยสินเชื่อ ธนาคารแต่ละแห่งคงปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่กล้าขึ้นดอกเบี้ยให้สูงกว่าคู่แข่ง

เพื่อให้เห็นภาพว่าปัจจุบันมีเงินสภาพคล่องในระบบมีมากเพียงใด ผู้เขียนลองไปหาข้อมูล พบรายงานของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า สภาพคล่องในงบดุลของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ ณ สิ้นเดือนตุลาคม มีอยู่ถึง 2.26 ล้านล้านบาท และหากดูเฉพาะเงินฝาก ทั้งระบบมีอยู่ 6.59 ล้านล้านบาท

“นริศ สถาผลเดชา”ั้ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์ความเสี่ยงมหภาค ธนาคารทหารไทย มองสอดคล้องกันว่าดอกเบี้ยแบงก์จะไม่ขยับขึ้นเร็วนัก เห็นได้จากหลายครั้งที่ผ่านมา ดอกเบี้ยธนาคารก็ไม่ได้ปรับเท่ากับดอกเบี้ยนโยบาย จึงคาดว่าสิ้นปี 2554 ดอกเบี้ยเงินกู้รายใหญ่ชั้นดี (MLR) ซึ่งเป็นดอกเบี้ยอ้างอิงของเงินกู้หลายประเภท จะเพิ่มขึ้นไปอยู่ระดับไม่เกิน 6.75% จากปัจจุบันที่ 6%

จะรับมืออย่างไรกับดอกเบี้ยขาขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะปรับขึ้นเร็วหรือช้า มากหรือน้อย ดอกเบี้ยที่ขยับขึ้นก็ถือเป็นต้นทุนทั้งสิ้น โดยเฉพาะฝั่งของผู้กู้เงิน เพราะโดยมากแล้วดอกเบี้ยที่ธนาคารคิดกับลูกค้าจะเป็นดอกเบี้ยลอยตัว ที่จะปรับขึ้นทันทีพร้อมประกาศธนาคาร ซึ่งนั่นก็หมายถึงการเพิ่มขึ้นทันทีของต้นทุนดอกเบี้ยที่ผู้กู้ต้องจ่าย

ซึ่งในส่วนนี้ท่านผู้กู้เองต้องประเมินถึงความสามารถในการชำระหนี้ของตนเอง พิจารณาว่าค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีกมากน้อยเพียงใด ซึ่งถ้ามีข้อสงสัยควรโทรถามธนาคารเจ้าหนี้ หรือเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลท่านโดยตรง และหากมีโครงการว่ากำลังจะกู้เงินเพิ่ม ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง คำนวณให้ดีว่ารายจ่ายดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าใด ต่างจากประมาณการเดิมเพียงใด และสำคัญที่สุด สอดคล้องกับยอดขาย รายรับหรือไม่

ส่วนขาของการฝากเงิน แม้จะได้ประโยชน์จากแนวโน้มขาขึ้น แต่ก็ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจฝากเงินเหมือนกัน เพราะช่วงที่เห็นว่าดอกเบี้ยจะขึ้น ธนาคารส่วนใหญ่จะรีบล็อคต้นทุนด้วยการออกผลิตภัณฑ์เงินฝากระยะยาวๆ ให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ ท่านก็อย่าเพิ่งกระโจนเข้าใส่ ควรจัดสรรเงินให้ดี ดูว่าควรกันไว้เป็นสภาพคล่องหมุนเวียนเบิกถอนได้ตลอดสักเท่าไหร่ ฝากเป็นเงินฝากระยะสั้นๆ 3-6 เดือน สามารถหมุนเป็นเงินฝากระยะสั้น เพื่อรับประโยชน์จากช่วงดอกเบี้ยขึ้นได้เต็มที่ และถ้าเหลือเป็นเงินเย็น มั่นใจว่าไม่จำเป็นต้องถอนออกไปใช้แน่นอน ก็ค่อยฝากเป็นเงินฝากระยะยาวเช่น 24-36 เดือน ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝากสั้นๆ

แม้รอบนี้ดอกเบี้ยคงไม่ได้ขึ้นอย่างร้อนแรง แต่ก็ไม่อยากให้ประมาท โดยทุกๆ สถานการณ์เศรษฐกิจไม่ว่าจะขาขึ้นขาลง หากบริหารจัดการให้ดี จะนำพาทุกท่านผ่านทุกเหตุการณ์ไปด้วยดีเช่นกัน

 

ด้วยสมองและสองมือ ปลุก Net Design by “เฉลิมรัฐ” 2011/05/02

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 16 ฉบับที่ 267

สัมภาษณ์พิเศษ

สุจิต เมืองสุข

ด้วยสมองและสองมือ ปลุก Net Design by “เฉลิมรัฐ”

“ไม่เคยมีที่ปรึกษา ผมอ่านหนังสือ ทำให้เราเห็นว่าแนวโน้มอนาคตเป็นแบบไหน อะไรเป็นแนวโน้ม ฟิวเจอร์ลิสซึ่ม มองอนาคต แต่สิ่งที่เป็นฟิวเจอร์ลิสซึ่มจะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ถ้าเราเข้าไปก่อนก็จะประสบความสำเร็จ”

“ผมจะทำเซ็นเซอร์ไว้ที่ประตู พอมีคนมา ผมจะมาต้อนรับ ถามคอร์สสมัครเรียนก็อธิบาย ออกใบเสร็จ วันมาเรียนผมก็วิ่งไปหลังออฟฟิศ ผูกเน็คไท เริ่มต้นสอน สอน 7 วันต่อสัปดาห์ 9 โมงถึง 4 ทุ่ม ไม่มีหยุด ตอนนั้นทำงานลืมเดือนลืมตะวัน”

งานออกแบบ (Design) ถูกยกให้เป็นปัจจัยหนึ่งในการพัฒนาธุรกิจ ซึ่งความสามารถในการออกแบบของแต่ละบุคคลมีขอบเขตไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน การเรียนรู้การออกแบบเพื่อนำไปพัฒนาธุรกิจจึงเป็นทางออกสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนางานออกแบบ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและผลิตภัณฑ์

“Net Design” เป็นภาพของ “โรงเรียนคอมพิวเตอร์” ภาพคอมพิวเตอร์ในห้องเรียนที่ตั้งเรียงรายหลายสิบเครื่องจะผุดขึ้นในสมอง และภาพของเน็ต ดีไซน์ ยังเสริมเติมต่อด้วยการเรียนของนักเรียนที่หลากสไตล์หลายรูปแบบ ทำให้ 12 ปีของการเติบโต ขยายสถาบันการสอนถึง 10 สาขา มีผู้ผ่านการศึกษาในธุรกิจการศึกษาแห่งนี้กว่า 200,000 คน และเพิ่มมูลค่าธุรกิจด้วยการเปิดบริการด้านการทำตลาดออนไลน์ การดูแลระบบเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งมีผู้ใช้บริการมากกว่า 15,000 เว็บไซต์ เรียกได้ว่า เน็ต ดีไซน์ เป็นเจ้าตลาดในธุรกิจด้านนี้

การเติบโตของธุรกิจการศึกษาแห่งนี้ ถูกบริหารงานและออกแบบโดยผู้บริหารหนุ่มไฟแรง ที่ไฟไม่เคยมอดนับแต่เริ่มต้นจับธุรกิจในวัย 19 ปี ถึงปัจจุบัน

หนังสือคือที่ปรึกษา

มุมผู้บริโภคเป็นแนวทาง

ความน่าสนใจของ เน็ต ดีไซน์ อาจอยู่ตรงที่เป็นโรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์ที่ก่อตั้งมานาน เป็นธุรกิจหนึ่งบนถนนสายธุรกิจที่ลอกเลียนแบบได้ยาก แต่ความน่าสนใจในวิธีคิด แนวคิด ให้ได้มาซึ่งธุรกิจด้านการศึกษาแห่งนี้น่าจะเป็นความน่าสนใจที่ควรได้รับการถ่ายทอด

“ตอนนั้นเพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยศิลปากรมาหมาดๆ ในปี 2540 ด้านกราฟิกดีไซน์ ช่วงที่เรียบจบเจอกับวิกฤตเศรษฐกิจพอดี ส่วนมากคนที่เรียนจบสายเดียวกันจะทำงานด้านครีเอทีฟโฆษณา แต่เมื่อ 10 ปีก่อน สายงานโฆษณาหายาก และด้วยความสนใจด้านคอมพิวเตอร์กราฟิกมาตั้งแต่เด็ก เมื่อมีบริษัทผลิตงานด้านเว็บไซต์ของฝรั่งเศสเปิดในเมืองไทย จึงสมัครเป็นลูกจ้างออกแบบเว็บไซต์ งานที่ผลิตออกมาถูกส่งไปขายที่ฝรั่งเศส โดยคนฝรั่งเศสไม่รู้ว่าเป็นฝีมือคนไทย”

คุณเฉลิมรัฐ นาควิเชียร หรือ คุณนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันอินเตอร์เน็ตและการออกแบบ (เน็ต ดีไซน์) และ กรรมการผู้จัดการบริษัทในเครือเน็ต ดีไซน์ ดำเนินธุรกิจด้านไอทีออนไลน์ครบวงจร เปิดโอกาสให้พูดคุยแบบจับเข่า หลังผ่านงานด้านธุรกิจการศึกษาที่ประสบความสำเร็จบนมือนักธุรกิจหนุ่ม

เขาเป็นนักธุรกิจคนเดียวที่นิตยสารธุรกิจระดับโลก Business Week คัดเลือกให้เป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่ได้เป็น The Best Young Asian Entrepreneurs ปี 2009 และชีวิตถูกนำไปประพันธ์เป็นหนังสือ “Rich at Young รวยก่อน 30″

หลังจบการศึกษาด้านกราฟิกดีไซน์ คุณนนท์ เล่าอย่างย่อให้ฟังว่า ขณะที่เพื่อนๆ เป็นลูกจ้างทำงานบริษัทโฆษณาและครีเอทีฟ แต่เขาเลือกงานออกแบบเว็บไซต์ ซึ่งแตกต่างตั้งแต่จุดเริ่มต้น รวมถึงการรับงานด้านการออกแบบเป็นงานเสริม มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 30,000-40,000 บาท แต่คุณนนท์เรียกช่วงเวลานั้นว่าเป็นการทำงานที่เริ่มต้นเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เพราะทราบดีว่าท้ายที่สุดจะต้องประกอบอาชีพอิสระที่ไม่อยู่ในรูปของพนักงานบริษัท

“คิดเสมอว่าอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ไม่ได้อยากรวยหรืออะไร แต่ชอบอิสระ อาร์ติสต์ สิ่งที่เราคิดคือถ้าอยู่ในฐานะลูกจ้างอาจไม่สามารถทำสิ่งที่คิดได้เต็มที่”

“ผมมองในมุมของผู้บริโภคเสมอ เขามีต้นทุนอะไร เราจะทำอะไรให้เขาสะดวกสบายที่สุด ไม่ได้เริ่มจากการตลาด 4 P เรามองว่าลูกค้าต้องการอะไร แบบไหน อย่างไร”

“ไม่เคยมีที่ปรึกษา ผมอ่านหนังสือ ทำให้เราเห็นว่าแนวโน้มอนาคตเป็นแบบไหน อะไรเป็นแนวโน้ม ฟิวเจอร์ลิสซึ่ม มองอนาคต แต่สิ่งที่เป็นฟิวเจอร์ลิสซึ่มจะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ถ้าเราเข้าไปก่อนก็จะประสบความสำเร็จ”

จับเสือมือเปล่า

ขายโนว์ฮาว

ยุคที่อินเตอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาท และรายได้ที่สะสมจากการทำงานมีหลักหมื่น คุณนนท์ ตัดสินใจเริ่มต้นจากแนวคิดเล็กๆ ที่เห็นว่า การจ้างทำเว็บไซต์ต้องใช้เงินหลักแสนหรือล้าน ในมุมมองของเขาเปรียบให้ฟังว่า เหมือนทุกคนกำลังจะไปขุดทอง จะทำเว็บไซต์ของตนเองโดยไม่รู้จะประสบความสำเร็จหรือขายของได้หรือไม่ ซึ่งเขาเชื่อว่าคนที่อยากมีเว็บไซต์ด้วยการจ้างทำ เป็นการขุดทองที่ต้องมีทั้งคนพบทองและไม่ได้อะไรเลย

สำหรับคุณนนท์ ในยุคขุดทองที่อินเตอร์เน็ตแพร่หลาย สิ่งเดียวที่เขาคิดว่าขายได้และขายดี ควรเป็นจอบและเสียม ซึ่งหมายถึงเครื่องมือในการผลิตเว็บไซต์ที่ไม่ได้หมายความแค่เครื่องคอมพิวเตอร์ แต่หมายถึงวิธีการผลิตเว็บไซต์ด้วยตนเอง

“จอบและเสียมของผมคือ Know how หรือ องค์ความรู้ ผมคิดอยากเปิดโรงเรียนสอน ขณะที่ตอนนั้นไม่มีโรงเรียนสอนแม้แต่แห่งเดียว มีแต่คนอมภูมิ เพราะค่าจ้างทำเว็บไซต์ต่อครั้งใช้เงินหลักแสนหรือล้านบาท ฉะนั้น ใครจะมาสอนเพื่อแย่งอาชีพตนเอง แต่ผมคิดว่า เราสอนไปไม่ได้หมายความว่าเขาจะทำได้เหมือนเรา”

เมื่อไม่ได้เริ่มต้นจากมุมมองนักธุรกิจ คุณนนท์จึงเริ่มลงทุนโดยไม่มองถึงหลักการตลาด ทำให้ทำเลที่ตั้งของโรงเรียนเลือกใช้จากการไม่ต้องลงทุน แทนที่มองถึงเรื่องความสะดวกสบาย คล่องตัวของลูกค้า ตามหลัก 4 P ที่มี

ชั้น 22 ของอาคารฟอร์จูนทาวน์ แยกพระราม 9 เป็นสถานที่แห่งแรกที่โรงเรียนเน็ต ดีไซน์ ก่อตั้งขึ้น ขณะที่ร้านค้าและธุรกิจหลายแห่งปิดตัวลงท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 ไม่ใช่เพราะมีมุมมองที่แตกต่าง แต่เพราะเงินลงทุนขณะเริ่มต้นไม่มากพอ จึงต้องจำกัดการลงทุน แต่เป็นการจำกัดการลงทุนที่น่าสนใจ

“ขอคุยกับเจ้าของตึก บอกว่าขอเช่าตึกนี้ 3 ปี เปิดโรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์ ขณะที่ทุกคนปิดตัว อาคารเริ่มร้าง แต่ผมขอเช่าจึงลองบอกไปด้วยว่า ขออยู่ฟรี 6 เดือนปรากฏว่าเจ้าของตึกให้ จากนั้นลงไปชั้นล่างมีร้านคอมพิวเตอร์ที่ยังไม่ปิดตัว จึงติดต่อขอซื้อคอมพิวเตอร์ 5 เครื่อง ราคาเครื่องละ 25,000 บาท แต่ขอเอาไปใช้ฟรี 6 เดือนแรก จากนั้นจะนำเงินมาชำระทั้งหมด แต่ถ้ายังไม่มีขอให้หักเป็นค่าเช่า”

ในยุคที่นักธุรกิจปฏิเสธการลงทุน คุณนนท์กลับเริ่มต้นการลงทุนที่ไม่ได้บริหารด้วยเม็ดเงิน แต่ใช้สมองและสองมือเป็นหลักการทำงาน ทำให้ได้มาซึ่งเจ้าตัวบอกว่า ถือเป็นโอกาส

เขาทำลายกำแพงความน่ากลัว จริงจัง เปลี่ยนบรรยากาศการเรียนคอมพิวเตอร์จากสีน้ำเงินและดำของเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นสีส้มของร้านและอุปกรณ์ จากคนไม่กล้าจะรู้สึกอยากลอง หลังทำเลที่ตั้งพร้อมอุปกรณ์เข้าที่ รูปแบบการหาลูกค้าจึงมาถึง คุณนนท์เริ่มออกแบบโบรชัวร์ด้วยตนเอง และนำใส่เป้สะพายหลังเดินแจกย่านอนุสาวรีย์ จตุจักร สยามสแควร์ และอีกหลายแห่งที่มีคนจำนวนมากสัญจร ตั้งแต่ตี 5 ของทุกวัน

เปลี่ยนธุรกิจเป็นไลฟ์สไตล์

สูตรสำเร็จไม่ใช่การตลาด

เบ็ดเสร็จในคนเดียวเป็นการทำงานของคุณนนท์ขณะนั้น

“เว็บมาสเตอร์ อาชีพที่มีรายได้สูงสุด ค่าเรียน 6,800 บาท มีรายได้ตลอดชีวิตด้วยธุรกิจบนโลกอินเตอร์เน็ต” เป็นคำโฆษณาจูงใจในโบรชัวร์จากสมองของคุณนนท์

โบรชัวร์หมดมือ คุณนนท์จะเปลี่ยนตนเองมาเป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์ รับโทรศัพท์และอธิบายวิธีการเรียนให้ผู้สนใจและสอบถามเข้ามา ทั้งยังสร้างเว็บไซต์แนะนำวิชาเรียน และเปิดให้สมัครเรียนออนไลน์ เจ้าตัวบอกว่า ไม่น่าเชื่อ หลังทำเว็บไซต์เสร็จวันแรกมีคนสมัครเรียนทันที ถึงวันนี้อี-เมลฉบับแรกเขายังเก็บไว้

“ผมจะทำเซ็นเซอร์ไว้ที่ประตู พอมีคนมา ผมจะมาต้อนรับ ถามคอร์สสมัครเรียนก็อธิบาย ออกใบเสร็จ วันมาเรียนผมก็วิ่งไปหลังออฟฟิศ ผูกเน็คไท เริ่มต้นสอน สอน 7 วันต่อสัปดาห์ 9 โมงถึง 4 ทุ่ม ไม่มีหยุด ตอนนั้นทำงานลืมเดือนลืมตะวัน”

วันแรกของการรับสมัครมีคนสนใจสมัครเรียนราว 300 คน คุณนนท์คิดเป็นตัวเลขคร่าวๆ ของค่าสมัคร 6,800 บาทต่อคน คิดเป็นเงิน 2-3 ล้านบาท ซึ่งมากพอสำหรับการนำไปจ่ายค่าเครื่องคอมพิวเตอร์และค่าเช่าพื้นที่ คุณนนท์ยอมรับว่า เงินที่ถืออยู่ในมือได้มาด้วยความงง เพราะไม่คาดคิดมาก่อนว่าในชีวิตจะมีโอกาสถือเงินจำนวนนี้

คุณนนท์เปรียบ เน็ต ดีไซน์ ในยุคแรกว่าเป็น best product ก่อนขยายธุรกิจอื่นตามมา ซึ่งถือว่าเป็น total solution แต่เป็นการทำธุรกิจที่ไม่ใช่ไลฟ์สไตล์ให้เป็นไลฟ์สไตล์

เมื่อเริ่มมีเงินทุน จึงตัดสินใจจ้างนักแสดงมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ โดยไม่ให้เรียนจริงและสร้างเว็บไซต์ของตนเองจริง แต่การเลือกนักแสดงไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ สตาร์มาร์เก็ตติ้ง แต่เป็นความพยายามสร้างภาพให้คนเข้าใจว่า คนที่มีเวลาน้อยก็สามารถเรียนและนำไปใช้ได้จริง ซึ่งได้ผลสำหรับลูกค้าเน็ต ดีไซน์

แต่การจ้างนักแสดงมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับร้าน ไม่ได้เป็นจุดดึงดูดทั้งหมดของลูกค้า คุณนนท์ บอกว่า ลูกค้าที่มาเรียนส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ซึ่งสิ่งที่เชื่อว่าเป็นการสร้างความเป็นกันเองให้กับลูกค้า จะดึงดูดได้มากกว่า

“ปีแรกโตจนอิ่มตัว สอนเองมาถึง 2 ปี เพิ่งรู้สึกว่าต้องมีทีมงาน ฝ่ายการตลาด และมีคนสอนแทนเรา ยุคแรกใครเรียนเน็ต ดีไซน์ ต้องเรียนกับผม ตอนหลังเริ่มจ้างอาจารย์ อาจารย์ของเน็ต ดีไซน์ ที่เป็นวัยรุ่น ดูรุ่นใหม่ ผมเซอร์ แต่งตัวไม่เนี้ยบ เพราะไม่ต้องการให้เกิดพรมแดนระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน เนื่องจากสูตรสำเร็จของผมไม่ใช่การตลาด”

กระจายความเสี่ยงในธุรกิจ

หลักบริหารที่อยู่ได้

เน็ต ดีไซน์ เติบโตและแข็งแกร่งได้ภายในไม่กี่เดือน 3 ปีหลังเปิดสอน คุณนนท์เปิดบริษัทอีกแห่งสำหรับฝากเว็บไซต์ และเป็นการเปิดสถานที่ฝากเว็บไซต์ในไทย ขณะที่ความนิยมการฝากอยู่ที่ต่างประเทศ แต่กลับได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม

“ก็คิดว่าจะไปฝากกับต่างประเทศทำไม ถ้าเราสร้างของเราเองให้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับต่างประเทศก็ทำได้ ไม่ยากอะไรเลย แต่อยู่ที่เขามาใช้บริการเซิร์ฟเวอร์แล้วน่าเชื่อถือหรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุดคือ มาตรฐานและความน่าเชื่อถือ”

เน็ต ดีไซน์ เป็นตัวตั้งต้น และเริ่มขยายธุรกิจไอทีใกล้เคียงมาอีกหลายบริษัท ปัจจุบัน มีกลุ่มบริษัทในเครือเน็ต ดีไซน์ เป็นสำนักพิมพ์โรงพิมพ์ตำราเรียนคอมพิวเตอร์ บริษัทรับออกแบบพัฒนาซอฟต์แวร์ บริษัทรับทำการตลาดออนไลน์ บริษัททำเว็บไซต์เทมเพลทสำเร็จรูป และบริษัทรับวางระบบเน็ตเวิร์กและขายอุปกรณ์ไอที มีพนักงานและเจ้าหน้าที่ในเครือบริษัทเกือบ 200 ตำแหน่ง

เพราะเน็ต ดีไซน์ เป็นธุรกิจบุกเบิก คุณนนท์จึงยังคงค่าเรียนไว้ที่ 6,800 บาท ต่อคอร์ส ไว้ตลอดนับแต่เปิดให้บริการ และยอมรับว่ารายได้จากเน็ต ดีไซน์ โรงเรียนแห่งแรกน้อย แต่ธุรกิจสามารถอยู่ได้จากผลกำไรที่สร้างโดยบริษัทในเครืออีก 8 แห่ง

“การลงทุนกับหลายธุรกิจทำให้ภาพรวมของธุรกิจอยู่ได้ เพราะปัจจุบันธุรกิจไอทีมูลค่าทางการตลาดต่อปีประมาณ 30,000 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าอัตราการเติบโตของธุรกิจไอทีเริ่มลดลง ฉะนั้น สิ่งหนึ่งคือการกระจายความเสี่ยงให้ตัวธุรกิจภาพรวมของบริษัทอยู่ได้ เพราะธุรกิจไอทีอาจเติบโตในเชิงถดถอยไม่หวือหวาเหมือนในอดีต มาร์จิ้นทั้งเครืออยู่ที่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ และมีฐานลูกค้าซอฟต์แวร์ที่ต่างประเทศ 40 เปอร์เซ็นต์”

ความสำเร็จในชีวิตของนักธุรกิจหนุ่มที่มีความต่างทางความคิด และในหลายมุมมองที่สวนทางกับหลักการตลาด ซึ่งกลยุทธ์และรูปแบบการดำเนินธุรกิจอาจไม่เหมือนกัน แต่ผลที่ได้รับคือความสำเร็จในธุรกิจที่ประกอบการ ส่วนนี้ คุณนนท์ทิ้งท้ายไว้ว่า การประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ได้วัดที่ทรัพย์สินเงินทองหรือชื่อเสียง แต่ปลายทางของความสำเร็จของทุกคน คือ ความสุขในการใช้ชีวิต และสำหรับเขา ความสามารถในการใช้ชีวิตในทุกๆ ด้านได้อย่างมีความสุขก็ถือว่าประสบความสำเร็จมากแล้ว

งานดีไซน์กับโลกปัจจุบัน

Desing คือ พระเจ้า

จากนี้ไป Desing คือพระเจ้า ว่ากันว่าในประเทศที่เจริญแล้วทุกวันนี้ บุคลากรที่จบด้านอาร์ตมีความได้เปรียบ เพราะสินค้าส่วนมากไม่ได้แข่งขันเรื่องราคาหรือความรวดเร็วในการทำงานเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มแข่งขันที่ความคิดสร้างสรรค์และไอเดียมากมายมหาศาล เมื่อสร้างความแตกต่างได้ แน่นอนว่าธุรกิจจะมีมูลค่าเพิ่มอย่างมากตามมา

ปัจจัยที่ทำให้อยู่รอดในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกตอนนี้ คือ การใช้ Desing และความคิดสร้างสรรค์เป็นตัวนำในการทำธุรกิจ เช่น การมุ่งเน้นการพัฒนาตราสินค้า หรือแบรนด์ของคนไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก เพราะ Design และ Branding จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า

หากมุ่งแข่งในเรื่องการผลิตสินค้าคุณภาพดี ราคาถูก หรือ การผลิตจำนวนมากอย่างเดียว ผู้ผลิตจะยิ่งเหนื่อย เพราะการผลิตมากจะต้องใช้ทรัพยากรทุกด้านมากขึ้น แต่หากการผลิตมี Design และมีความคิดสร้างสรรค์ เราอาจผลิตน้อยชิ้นแต่สร้างเงินตราเข้าประเทศได้มากกว่า

แนวโน้มงาน Design

การออกแบบทุกวันนี้ นักออกแบบต้องไม่มุ่งเน้นเพียงแค่การออกแบบเพื่อตอบสนองการใช้งาน (Design Follow Function) แต่ต้องออกแบบให้สนองตอบไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ด้วย (Design Follow Lifestyle) เพราะผู้บริโภคมีพฤติกรรมในการซื้อสินค้าเพื่อสนองตอบอารมณ์ความรู้สึกของตนเองมากขึ้น เพิ่มความภาคภูมิใจในตนเอง ไม่ได้ซื้อเพียงแค่ประโยชน์ใช้สอย

ความคิดสร้างสรรค์ คอมพิวเตอร์กราฟิก และการออกแบบ เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาธุรกิจในอยู่รอดในวิกฤตเศรษฐกิจ หากคนไทยมุ่งออกแบบ นำความคิดสร้างสรรค์ใส่ในผลิตภัณฑ์หรือบริการ เชื่อว่าเป็นทางเดียวที่เป็นทางรอด

วิธีคิดการทำธุรกิจสไตล์ “เฉลิมรัฐ”

จริยธรรมต้องนำตลาด หลักการทำงาน คือ คิดดี ทำดี

หากคิดดีทำดีกับคนอื่น เขาเห็นว่าเราไม่โกง โอกาสที่เราถูกโกงจะน้อย ตรงกันข้าม หากเราสอนให้พนักงานโกงคนอื่น เอาเปรียบคนอื่น พนักงานของเราอาจโกงเราเมื่อไหร่ก็ได้

ทำธุรกิจการศึกษา รอยยิ้มของนักเรียน คือ กำไร

เคยมีมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาสมัครเรียนคอร์สกราฟิกดีไซน์ เพราะเขาบอกว่าอาชีพของเขาเสี่ยงมาก เลยอยากเปลี่ยนอาชีพมาทำอาร์ตเวิร์คตามโรงพิมพ์ อยากหาความรู้เพิ่มเติม จึงบอกกับอาจารย์และน้องๆ ให้ดูแลคนนี้เหมือนพี่ชาย แต่เขามาเรียนเพียง 5-6 ครั้งก็หายไป โทรศัพท์ไปสอบถามภรรยาทราบว่า รถคว่ำเสียชีวิต จึงคืนเงินค่าเรียนให้ทั้งหมด หลักตรงนี้ใช้วิธีคิดว่า เมื่อเขานำเงินมาแลกกับความรู้ที่เราสอนเพื่อนำความรู้ไปพัฒนาชีวิต หากเขาไม่ได้ใช้ความรู้นั้น ก็แปลว่าเราทำหน้าที่ของเราไม่สำเร็จ ควรคืนเงินเขาไป

 

ชี้ SMEs ไทย ปี 2554 ทำอย่างไร…ให้รอด 2011/05/02

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 16 ฉบับที่ 267

รายงานพิเศษ

ชี้ SMEs ไทย ปี 2554 ทำอย่างไร…ให้รอด

หลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาในปี 2553 ส่งผลให้หลายผู้ประกอบการต่างปรับตัว เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ ซึ่งเป็นเรื่องน่าชื่นชม โดยเฉพาะกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพราะหลายรายสามารถยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางพายุ แต่กระนั้นในปี 2554 จะเป็นเช่นไร แล้วเอสเอ็มอีไทย ควรพัฒนา หรือปรับรับสถานการณ์อย่างไร “เส้นทางเศรษฐี” มีคำตอบ ทั้งจากสถาบันการเงิน และหน่วยงานภาครัฐ

โดยเริ่มจาก 3 สถาบันการเงินก่อน กับฉบับนี้

คุณโสฬส สาครวิศว

กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอี แบงก์)

ผลิตสินค้ามาตรฐาน

เตรียมรับค่าเงินบาท

ในปีที่ผ่านมา มีความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ การเมืองหลายอย่าง ผ่านมาหลายรอบ และในอนาคตสิ่งที่เอสเอ็มอีต้องเจอ ชนิดหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ “Free trade area” เพราะการค้าของประเทศไทยเข้าไปอยู่ในการค้าเสรี

ปี 2553 สินค้าเกือบทุกประเภท ประมาณ 83 เปอร์เซ็นต์ ถูกลดภาษีจนเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ และถูกลดไปจนถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2563 ดังนั้นในเรื่อง Free trade area อนาคตที่ไม่มีภาษีการค้าระหว่างประเทศ มีทั้งข้อได้เปรียบและเสียเปรียบสำหรับผู้ประกอบการ

ข้อได้เปรียบสำหรับผู้ประกอบการใดแข็งแรง ตลาดจะกว้างขึ้น แต่ถ้าผู้ประกอบการใดอ่อนแอ ตลาดจะแคบลง วิธีการที่จะทำให้แข็งแรงคือ พัฒนามาตรฐานของการผลิตสินค้า ในโลกของการค้า ไม่ว่าจะค้ากับประเทศใด มาตรฐานสินค้าจะมี 3 ระดับมาตรฐานใหญ่ๆ คือ

1. มาตรฐานภายในประเทศ

2. มาตรฐานของประเทศผู้นำเข้า

3. มาตรฐานของผู้บริโภคในประเทศนั้นๆ

สิ่งที่เจอหลังจากคลุกคลีกับเอสเอ็มอี คือ การผลิตไม่ได้มาตรฐาน ถ้าสั่งสินค้า 1-2 ชิ้น มาตรฐานดี แต่ถ้าสั่งเป็นโหลหรือ 10 โหล มาตรฐานเปลี่ยนไป ฉะนั้น สิ่งที่เอสเอ็มอีต้องพัฒนาคือ ผลิตให้ได้มาตรฐานทั้งหมด และผลิตอย่างไรให้ต้นทุนถูก สู้คู่แข่งขันได้

ทุกคนจะเห็นว่าประเทศไทยเน้นเรื่อง creative economy ค่อนข้างเยอะ เราจะผลิตอะไรถึงจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้ เพราะในผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จะผลิตสินค้าเยอะๆ หรือเรียกว่า mass แล้วไปแข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่เป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น ต้องหาตลาดเฉพาะ หามูลค่าเพิ่ม สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าของตัวเอง

ดังจะเห็นว่า สินค้าบางประเภทขายได้ชุดละเป็นแสน ยกตัวอย่าง กระเป๋า ซึ่งคุณภาพอาจดีเท่ากับแบรนด์เนม แต่ขาย 2,000-3,000 บาท ในขณะสินค้าแบรนด์เนมขายได้หลักแสน ทั้งๆ วัสดุนำมาผลิตชนิดเดียวกัน ฉะนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ สร้างความแตกต่างจากสินค้าโดยทั่วไป ผมเชื่อว่าเอสเอ็มอีทั้งหลายมีฝีมืออยู่แล้วในเรื่องความคิดสร้างสรรค์

ต่อมาสิ่งที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องเจอ ต้องบริหารจัดการ คือ เรื่องค่าเงินบาท อันนี้เป็นปัจจัยระยะสั้น เรื่องมาตรฐานการผลิตเป็นปัจจัยระยะยาว เรื่องค่าเงินต้องยอมรับว่า อนาคตมีการผันผวนของค่าเงินมาก ตอนนี้กังวลเรื่องค่าเงินบาทแข็ง ผู้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกบ่นกันว่า ราคาสู้ไม่ได้ แต่ผู้นำเข้าคิดว่า ราคาค่อนข้างโอเค ค่าเงินบาทแข็ง ราคาสินค้านำเข้าจะถูก แต่ในทางกลับกัน ถ้าค่าเงินบาทอ่อน ผู้ประกอบการที่เป็นผู้ส่งออกจะยิ้ม ส่วนผู้นำเข้าบอกว่าแย่

อีกทั้งความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยในตลาด เช่น ถ้าเงินไหลออกมาก อัตราดอกเบี้ยในตลาดจะปรับตัวสูงขึ้น เพราะว่าสภาพคล่องที่เหลืออยู่ในตลาดไหลออก ดอกเบี้ยสูงขึ้น ทางผู้ประกอบการต้องเตรียมตัวดังนี้ ถ้าสภาพคล่องในตลาดขาดแล้ว ในระยะสั้นต้องทำอย่างไร ถ้าเป็นภาษาชาวบ้านคือ จะมีก๊อกหนึ่ง ก๊อกสอง หรือไม่ เพราะถ้าสภาพคล่องขาดอย่างทันด่วน การเข้าหาแหล่งเงินทุน ขอสินเชื่อวันนี้ อีก 1-2 สัปดาห์ หรือเป็นเดือน ถึงจะได้ สิ่งที่ต้องเตรียมไว้ คือ ต้องเตรียมหาสภาพคล่องสำรองไว้อย่างไร

เตรียมนโยบาย

เพื่อ 3 กลุ่มธุรกิจ 

นโยบายของเอสเอ็มอี แบงก์ ซึ่งเป็นธนาคารของรัฐ เป็นธนาคารเพื่อการพัฒนา ฉะนั้น สิ่งที่ธนาคารทำ 2 ส่วนด้วยกัน คือ ให้เงินทุน และการพัฒนา เอสเอ็มอี แบงก์ พัฒนาตั้งแต่ก่อนให้เงินทุน เพราะเห็นว่าถ้าผู้ประกอบการได้เงินทุนไปแล้วไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ หรือเอาเงินทุนไปแล้วประสบความล้มเหลว มันคือภาระของธนาคาร และคือภาระของผู้กู้

ดังนั้น ก่อนให้เงินทุน ต้องไปดูผู้ประกอบการว่าอยู่ในเกณฑ์หรือไม่ ถ้าไม่อยู่ในเกณฑ์จะเข้าไปพัฒนาให้ กระทั่งพัฒนาจนเข้าเกณฑ์ จึงให้เงินทุน หลังจากให้เงินทุนยังตามต่อเข้าไปดูอีกว่าต้องพัฒนาด้านใดอีกบ้าง หรือเมื่อให้เงินทุนไปแล้ว เอสเอ็มอีพัฒนาไปถึงไหน ซึ่งกับการพัฒนามีอยู่หลายขั้นตอน

สำหรับผู้ขยายกิจการ และผู้สืบทอดธุรกิจ การเข้าหาแหล่งเงินทุนไม่มีปัญหา ไม่ยาก แต่สำหรับผู้เริ่มแรก หรือผู้ประกอบกิจการใหม่ มีปัญหาค่อนข้างมาก ซึ่งปกติจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มประกอบกิจการจริง กับกลุ่มที่เรียกว่าเป็นนักฝัน คำว่า นักฝัน หมายถึง คิดโปรเจ็คต์เยอะมาก จะทำอย่างนั้นอย่างนี้ ถามว่ามีประสบการณ์ทางธุรกิจไหม ไม่เคยมีประสบการณ์ ยกตัวอย่างเช่น จะเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว ถามว่าเคยทำกับข้าวไหม คุณจะหั่นหมูยังไง หั่นผักยังไง ขายชามละเท่าไหร่ เมื่อไม่มีประสบการณ์ ทำไม่ได้ ให้เงินทุนไปก็จะลำบาก

อีกส่วนหนึ่งคือ คิดการใหญ่ หมายความว่า คิดแต่ด้านบวก คือมีประสบการณ์อยู่บ้าง ปัจจุบันนี้ทำธุรกิจเล็กๆ พอทำธุรกิจเล็กแล้วคำนวณดูว่าเดือนนึงขายได้เท่านี้ มีเงินทุนเท่าไร กำไรเท่าไร ถ้าขยายอีก 10 เท่าก็เอา 10 คูณ คิดง่ายๆ บางคนเดินเข้ามามีเงินทุน 500,000 บาท ขอกู้ 10 ล้าน ปรากฏว่าไปไม่ได้ เพราะลูกค้าคิดแต่ทางบวกเสมอ พอขยายกิจการแล้วไม่ประสบความสำเร็จ

บางคนถามว่ามีเงินทุนเข้ามาสวมร่วมทุนไหม แต่จริงๆ ตัวเองไม่มีทุน บางคนไปหยิบยืมเงินนอกระบบ จากเพื่อนฝูงมาแสดงให้ธนาคารดู แต่พออนุมัติสินเชื่อ เงินทุนที่ไปหยิบยืมมาก็ต้องเสียดอก เงินกู้ธนาคารก็ต้องเสียดอก ดำเนินการได้สักพักเริ่มไม่ไหว

ดังนั้น ต้องเรียนว่า สิ่งที่ธนาคารดู คือ

1. เรื่องของความสามารถ

2. ประสบการณ์

การจะเข้ามาขอกู้เงินจากธนาคาร ความสามารถในการหารายได้ต้องชัดเจนเพราะเป็นที่ทราบดีว่าธุรกิจเอสเอ็มอี มีตั้งแต่ขนาดย่อม ขนาดกลาง และเล็ก ซึ่งระดับกลางๆ จะไม่ค่อยเกิดปัญหาในเรื่องระบบบัญชี ถึงแม้จะมีซ่อนๆ กันบ้าง บัญชี 1 บ้าง บัญชี 2 บ้าง ก็ยังสามารถเอาไปทดสอบ ตรวจสอบกันได้ ว่ามันจริงเท็จขนาดไหน

แต่ขนาดเล็กขนาดย่อม ไม่มี เป็นสิ่งซึ่งธนาคารทำงานค่อนข้างยาก เพราะว่าบางครั้งต้องเข้าไปช่วยเก็บใบเสร็จ รวบรวมใบเสร็จ เป็นระยะเวลาย้อนหลัง 5 เดือน ซึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย ฉะนั้น การจะให้สินเชื่อก็อาจไม่ได้ดังใจคิด หรือบางผู้ประกอบการ มีปัญหา บอกว่าถ้าไม่ได้เงินพรุ่งนี้มะรืนนี้ แย่แน่

ฉะนั้น สิ่งสำคัญ เมื่อเข้ามาขอสินเชื่อ ต้องสามารถแสดงแหล่งที่มีของรายได้อย่างชัดเจน ตรวจสอบได้

สนับสนุนทุกกลุ่ม

เพื่อเอสเอ็มอีไทย 

เอสเอ็มอี แบงก์ ยินดีสนับสนุนผู้ประกอบการทุกกลุ่ม โดยไม่ได้มองว่าปี 2554 ธุรกิจนี้สดใส ถึงปล่อยสินเชื่อ หรือมองว่าธุรกิจนี้อนาคตเป็นดาวร่วง ก็จะไม่ให้กู้ แต่เอสเอ็มอี แบงก์ ให้กู้ทุกธุรกิจ เพราะเราถือว่าทุกธุรกิจมีโอกาสรุ่ง และร่วง เหมือนกัน แต่เอสเอ็มอี แบงก์ มีหน้าที่ส่งเสริมให้ทุกธุรกิจมีความแข็งแรง

หลายคนมีเสถียรภาพ มีความสามารถในการปรับตัว แต่หากสถาบันการเงินมองว่าธุรกิจดังกล่าวเป็นดาวร่วง ทุกอย่างหยุด เท่ากับว่าปล่อยให้เขาร่วงเร็วขึ้น แต่ในขณะที่เอสเอ็มอี แบงก์ มองว่าถ้าเขามีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับภาวะเศรษฐกิจได้ ก็พร้อมช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี วิธีบริหารจัดการ เป็นต้น

และถ้าถามว่า เมื่อพูดเช่นนี้แล้ว เอสเอ็มอีที่มีความเสี่ยง อาจจ้องมองมาที่เอสเอ็มอี แบงก์ เพื่อขอความช่วยเหลือ ซึ่งต้องบอกว่าทางธนาคารยินดีต้อนรับ ไม่ทอดทิ้ง ดังในปี 2552 เอสเอ็มอี แบงก์ ปล่อยสินเชื่อให้หลายรายในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แล้วก็มีหลายรายเมื่ออัดฉีดเงินไปแล้วผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจได้

ฉะนั้น หน้าที่ของเอสเอ็มอี แบงก์ คือ ต้องช่วยธุรกิจเอสเอ็มอีให้แข็งแรง สามารถผ่านภาวะวิกฤตและเข้าไปแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้

ไม่มีดาวร่วง ดาวรุ่ง

เลือกทำในสิ่งที่ชอบ

มีคนถามเสมอว่าธุรกิจใด คือ ดาวรุ่ง แต่สำหรับผมสิ่งที่อยากจะบอกผู้ประกอบการรายใหม่ คือ คิดก่อนเริ่มทำธุรกิจ ว่าชอบธุรกิจใด ชอบทำอะไร เพราะถ้าคุณไม่ชอบ แต่ลงทุน เชื่อว่าคุณล้มเหลวไป 50 เปอร์เซ็นต์ เพราะความทุ่มเทในธุรกิจไม่มีแนวคิดใหม่ๆ ไม่เกิด และสุดท้าย คือไม่มีความสุขในการประกอบธุรกิจ แต่ถ้าชอบธุรกิจ ความสำเร็จเกิดแล้ว 80-90 เปอร์เซ็นต์

แต่ถ้าจะให้เจาะธุรกิจที่ยังคงอยู่ในความสนใจ และในปี 2554 ยังคงไปได้ น่าจะเป็นเรื่องของแฟชั่น ธุรกิจพลังงานทดแทน ได้รับความนิยมค่อนข้างสูง ส่วนธุรกิจการท่องเที่ยว ถึงแม้จะประสบปัญหามาบ้าง แต่แนวโน้มยังดีอยู่ ส่วนชิ้นส่วนรถยนต์ ยังมีโอกาสไปได้

3-4 ธุรกิจดังกล่าวมานี้ มองว่ายังมีอนาคต แต่ทั้งนี้ไม่อยากให้ประกอบการเอสเอ็มอีเลือกทำธุรกิจตามแฟชั่น อยากให้ประกอบธุรกิจตามความถนัดของตนเอง ถ้าถนัดทางด้านไหนแล้วทำด้านนั้น เชื่อว่ามีโอกาสสู่ประสบความสำเร็จ

คุณปกรณ์ พรรธนะแพทย์

รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

53 เอสเอ็มอี ขยาย

54 ปรับตัวได้ อยู่รอด 

ในมุมมองของธนาคารกสิกรไทย ปีนี้ธนาคารมองจากอัตราการขยายตัวสินเชื่อดี มีการอนุมัติวงเงินสินเชื่อ ซึ่งใน 3 ไตรมาสแรก ธนาคารอนุมัติสินเชื่อไปกว่า 140,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 46 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แสดงว่าธุรกิจมีการขยายตัว ธุรกิจที่มีแนวโน้มในปีนี้ คือ ภาครับเหมาก่อสร้าง ค้าวัสดุก่อสร้าง ซึ่งได้รับผลดีจากโครงการไทยเข้มแข็งของภาครัฐที่มีการอัดฉีดเม็ดเงินลงในระบบสาธารณูปโภค และทางด้านการเกษตร การแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร เนื่องจากราคาพืชผลทางการเกษตรค่อนข้างดี

ในต่างประเทศ การส่งออกเริ่มฟื้นตัวขึ้น ถึงแม้จะมีความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในประเทศ ยุโรปและสหรัฐอเมริกา การส่งออกไปได้ดีโดยเฉพาะชิ้นส่วนยานยนต์, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ อันนี้เป็นธุรกิจที่ขอสินเชื่อเข้ามามาก เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ถ้าพูดถึงในปีหน้า ธนาคารมองว่า เทรนด์คงเป็นไปในทิศทางนี้ เพียงแต่ว่ามันมีเหตุปัจจัยที่ไม่แน่นอน และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ต้องเฝ้าระวัง

และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในต่างประเทศซึ่งอาจมีผลเรื่องการส่งออก คือผู้ส่งออกเอง คงจะต้องปรับตัว อย่างที่ผ่านมาลูกค้าหลายรายปรับ เช่น ถ้าจะบอกว่าค่าเงินบาทแข็ง มันจะกลับไปอ่อนเหมือนเมื่อก่อนก็คงไม่ได้ สิ่งที่เขาทำคือ มีการเจรจากับคู่ค้า ขอซื้อขายเป็นเงินสกุลอื่น หรือขยายตลาดไปภูมิภาคอื่น ในประเทศกลุ่มอาเซียนด้วยกันหรือว่าหันมาขยายตลาดภายในประเทศ นี่ก็เป็นสิ่งซึ่งผู้ประกอบการปรับตัวมาตลอด

ผู้ประกอบการ SMEs จากประสบการณ์ที่เจอปรับตัวได้ค่อนข้างดี เนื่องจากมีความคล่องตัวสูง ในเรื่องของการบริหารจัดการแล้วก็ต้นทุนค่าใช้จ่ายไม่ได้สูงมาก เพราะฉะนั้น เรื่องการปรับตัวยังทำได้ดี แล้วในเรื่องของต้นทุนต่างๆ การบริหารจัดการ มองว่าเป็นสิ่งสำคัญ อันแรก คือเรื่องตลาด หาตลาดใหม่ เรื่องของการสร้างแบรนด์ หากลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างจากเดิม เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงการแข่งขันเรื่องราคา

ส่วนเรื่องบริหารจัดการ ต้นทุน ทุกธุรกิจนั้นคงต้องทำ ในยุคของการแข่งขันรุนแรง ถ้าเอสเอ็มอีบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ จะได้เปรียบเรื่องการแข่งขัน เช่น เป็นผู้ประกอบการการผลิต ทางธนาคารแนะนำว่า ถ้าเครื่องจักรเก่าแล้ว หรือประสิทธิภาพสู้เครื่องใหม่ไม่ได้ แนะนำให้ซื้อเครื่องจักร ธนาคารพร้อมสนับสนุนเงินกู้ เพราะว่าเวลาเงินบาทแข็ง เรานำเข้า เครื่องจักรจากต่างประเทศ ราคาจะถูกลง

ออกผลิตภัณฑ์

เพื่อเอสเอ็มอีทุกกลุ่ม

สำหรับที่ผ่านมาในปี 2553 ธนาคารกสิกรไทย ยังคงยึดมั่นแนวทางสนับสนุน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เรื่องของการเงิน ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย และพยายามตอบโจทย์ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้ครบทุกกลุ่ม เพราะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ มีประมาณ 3 ล้านราย ล้วนข้อจำกัดแตกต่างกัน บางกลุ่มมีหลักประกัน บางกลุ่มไม่มี บางกลุ่มมีหลักประกันไม่พอ แตกต่างทั้งในเรื่องประเภทธุรกิจด้วย

ฉะนั้น ทางธนาคารจะออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินสามารถตอบสนองในแต่ละธุรกิจ อย่างเช่น ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง, ธุรกิจอพาร์ตเมนต์, ค้าปลีก ค้าส่ง หรือธุรกิจทางการแพทย์ ทันตแพทย์ ธนาคารพยายามสนับสนุน โดยเฉพาะกลุ่ม start up business ซึ่งกลุ่ม start up น่าสนใจมากเพราะเมืองไทยในแต่ละปี มีกลุ่มเอสเอ็มอีเกิดใหม่ค่อนข้างเยอะ ที่ปิดตัวลงก็เยอะ ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนทั้งหมด อยู่รอดเกิน 1 ปี

ถามว่าทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกลุ่ม start up เริ่มต้นทำธุรกิจอย่างมั่นคงและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งในส่วนของธนาคารเองพยายาม แต่กระนั้นธุรกิจเริ่มต้นใหม่ มีข้อจำกัด มีความเสี่ยงในการปล่อยกู้ ส่วนใหญ่ธนาคารพาณิชย์โดยทั่วไปพยายามให้ผู้ประกอบการ ทำธุรกิจมาสักระยะหนึ่ง ถึงจะปล่อยกู้

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทย จัดทำแพ็กเกจให้กับกลุ่ม start up มาใช้บริการกับธนาคาร ทำบัญชี อำนวยความสะดวกในเรื่องการเงิน พร้อมกับมอบองค์ความรู้

มุ่งช่วยเอสเอ็มอี

3 กลุ่ม 3 ช่วง ธุรกิจ 

ขอข้ามช่วงเริ่มต้นธุรกิจ แล้วมาพูดถึงช่วงกำลังขยายกิจการ ซึ่งในมุมมองของธุรกิจ ถือว่ามีความมั่นคงในระดับหนึ่งแล้ว เพราะทำธุรกิจมาอย่างน้อย 2-3 ปี การตลาดชัดเจน มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การผลิตได้มาตรฐาน เพราะฉะนั้น กลุ่มนี้การสนับสนุนทางด้านการเงินจากธนาคารไม่ลำบากยากนัก ถ้าดำเนินธุรกิจไปได้ด้วยดีมีกำไร มีการเดินบัญชี เดินสเตตเมนต์ต่างๆ รายรับรายจ่าย

แต่สิ่งสำคัญของกลุ่มขยาย มีอยู่ 2 เรื่อง คือทำอย่างไรถึงจะมีเงินทุนเพียงพอสนับสนุนธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะธุรกิจปกติเวลาขยาย เงินทุนเพื่อขยายกิจการมาจาก 2 ส่วน คือ กำไรจากกิจการ และเงินกู้จากธนาคาร สัดส่วนก็จะอยู่ในอัตราเหมาะสม ฉะนั้น ทางธนาคารกสิกรไทยจะมีทีมงาน หรือผู้ดูแลความสัมพันธ์ของลูกค้า มี SMEs business center 170 แห่งทั่วประเทศ หรือแม้แต่สาขาของธนาคารเองสามารถให้คำปรึกษา แนะนำ กับเอสเอ็มอีที่ต้องการขยายธุรกิจได้ รวมถึงการขอสินเชื่อ

กลุ่มขยายธุรกิจ มีสิ่งหนึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอาจต้องกลับมาดูให้มั่นใจว่า ในปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้แข็งแกร่งพอพร้อมจะพัฒนาศักยภาพเพื่อแข่งขันได้ในระยะยาว โดยหลักๆ ที่ธนาคารมักจัดเป็นหลักสูตรคือ K-SMEs care ซึ่งจัดมาราว 4 ปีแล้ว โดยผู้สนใจเข้าใช้บริการ ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าธนาคาร ซึ่งกับการจัดหลักสูตรนี้ผ่านมา 13 รุ่น หรือเท่ากับมีผู้ประกอบการเข้ารับความรู้ไปแล้ว 6,000 รายทั่วประเทศ โดยกสิกรไทยกำหนดหลักสูตรครอบคลุมทั้งเรื่อง การบริหารจัดการ โครงสร้างทางการเงิน บุคลากร กระบวนการผลิต เป็นต้น

วิจัย นำมาพัฒนา

ให้สอดรับกับเอสเอ็มอี

คราวนี้กลับมาที่กลุ่ม start up กลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มเอสเอ็มอีมีจำนวนมากในประเทศไทย โดยกสิกรไทยให้คำจำกัดความกับกลุ่มนี้ว่า ทำธุรกิจมาไม่เกิน 3 ปี ถ้าทำธุรกิจมาเกิน 3 ปีขึ้นไป เวลาไปขอกู้กับสถาบันการเงินส่วนใหญ่ไม่น่าจะติดขัดเงื่อนไข แต่ถ้าทำธุรกิจมาน้อยกว่านั้นจะมีความเสี่ยง เพราะฉะนั้น เรื่องขอกู้ เรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนค่อนข้างยาก

กสิกรไทยจะดูว่า จากสถิติผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เกิดขึ้นใหม่ในแต่ละปี ทำไมปิดตัวลงค่อนข้างมาก ซึ่งสาเหตุหลักมาจาก 3 เรื่อง

1. เงินทุน เอสเอ็มอีจำนวนไม่น้อยใช้วิธีกู้นอกระบบ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยสูงมาก

2. วางเรื่องการเงินไม่เป็นระบบ ถามว่าผิดไหม คงไม่ผิด เวลาเริ่มต้นทำธุรกิจ อันดับแรกที่คิด คือ ทำอย่างไร ให้สินค้าขายได้ คิดอย่างนั้นไว้ก่อน บางทีได้เงินมาจากการขายสินค้า แต่ไม่รู้ว่ามีค่าใช้จ่ายภายหลัง กระทั่งเกิดปัญหาสภาพคล่อง

3. เรื่ององค์ความรู้ คนที่อยากทำธุรกิจ ทำตามกระแส ทำตามแฟชั่น เพราะฉะนั้น บางทีอาจไม่เข้าใจกระบวนการทำธุรกิจอย่างถ่องแท้

จาก 3 ประเด็นดังกล่าว กสิกรไทยนำมาพัฒนาเป็นแพ็กเกจ เรียกว่า K-SMEs start up solution เป็นบริการครบวงจร สำหรับกลุ่ม start up ยกตัวอย่าง สมมติว่าเดินมาที่ธนาคารกสิกรไทย บอกว่าเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจ อยากจะใช้บริการ ธนาคารจะมีแพ็กเกจให้ ประกอบด้วย เรื่องแรกเปิดบัญชีกับธนาคาร คือเดินบัญชีกับธนาคารก่อนเพื่อจะได้เห็นประวัติ พอเดินบัญชีได้ราว 1 ปี เริ่มมีประวัติสามารถขอสินเชื่อได้ ซึ่งสินเชื่อจะมีทั้งแบบ มีหลักประกัน และไม่มีหลักประกัน ไม่ต้องรอถึง 3 ปี ก็สามารถเริ่มต้นได้เร็วแต่ต้องเดินบัญชีมาประมาณ 1 ปี

แต่กระนั้น ขอแนะนำว่า ช่วงเริ่มต้นทำธุรกิจ ควรใช้เงินทุนของตนเองก่อน โดยลงทุนอย่างพอประมาณ เพราะถ้ากู้เงินในช่วงแรก จะมีภาระเรื่องค่าใช้จ่าย เรื่องดอกเบี้ย ยกตัวอย่าง สมมติต้องการเปิดร้านกาแฟ กสิกรไทยมีแพ็กเกจให้ว่า

1. เดินบัญชีกับธนาคารให้เห็นธุรกรรม ดังได้กล่าวมาแล้ว

2. เรามีหลักสูตรเทรนนิ่ง โดยได้รับความร่วมมือจาก สสว. จัดโครงการร่วมกัน กสิกรไทยมีโครงการพัฒนาผู้ประกอบการรายใหม่ ซึ่งทาง สสว. มีทีมที่ปรึกษาจัดหลักสูตรเทรนนิ่ง เราก็จะส่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใหม่เข้าหลักสูตร โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

3. มีซอฟต์แวร์ระบบบัญชีให้ สามารถนำไปใช้ได้เลย ส่งผลให้ผู้ประกอบการรู้รายรับรายจ่ายของธุรกิจ

ดังกล่าวมาคือสิ่งที่กสิกรไทย จัดทำขึ้นเพื่อตอบโจทย์ กลุ่ม start up ซึ่งทางธนาคารมั่นใจว่า จะสามารถช่วยให้กลุ่ม start up เริ่มต้นเดินได้อย่างมั่นคง และมีการสานต่อธุรกิจให้ก้าวหน้าสืบไป

ธุรกิจแฟรนไชส์

ทำอย่างไรให้รุ่ง

ธุรกิจแฟรนไชส์เป็นอีกหนึ่งธุรกิจ start up ซึ่งธนาคารเห็นความสำคัญของธุรกิจแฟรนไชส์พอสมควร เพราะมูลค่าทางการตลาดของแฟรนไชส์ขยายค่อนข้างสูงมาก ประมาณ 760,000 ล้านบาท โดยแต่ละปีธุรกิจแฟรนไชส์เติบโตหลาย 10 เปอร์เซ็นต์

กสิกรไทยพบว่า ผู้ซื้อธุรกิจแฟรนไชส์มีปัญหาเรื่องแหล่งเงินทุน ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนสำหรับตั้งร้าน ซื้อของเข้าร้าน ด้วยเหตุนี้กสิกรไทยจึงออกผลิตภัณฑ์และบริการใหม่สำหรับธุรกิจแฟรนไชส์โดยเฉพาะ สนับสนุนด้านเงินทุน ธนาคารมีฟรีโปรแกรมให้เริ่มตั้งแต่เรื่องของเงินทุน สินเชื่อต่างๆ และยังจับมือร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มอบองค์ความรู้ ให้ข้อมูลคำปรึกษา ให้ความรู้พื้นฐานในการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์

ผมเชื่อว่าแฟรนไชส์ในเมืองไทย เฉพาะแฟรนไชซอร์ ประมาณ 600 ราย ส่วนแฟรนไชซี มีจำนวนมากเช่นกัน แต่ทั้งนี้ ในแง่การดำเนินงาน ทางธนาคารจำเป็นต้องเลือก ฉะนั้น คนที่อยากทำธุรกิจนี้ สามารถมาขอคำแนะนำ ว่าแฟรนไชส์ไหนเหมาะกับคุณ ต้องเลือกดูความถนัดหรือความพร้อม

ปรับตัวให้พร้อม

ความรู้อย่าพร่อง

ผู้ประกอบการหลายรายที่เป็นลูกค้าของกสิกรไทย ในช่วงเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบต่างๆ สามารถปรับตัวได้ มีความยืดหยุ่นค่อนข้างสูง เพียงแต่จะเสริมว่าองค์ความรู้เป็นสิ่งสำคัญจริงๆ เพราะโลกธุรกิจปัจจุบัน ยุคการค้าเสรี อะไรที่เกิดแม้ในต่างประเทศ อย่าคิดว่าไกลตัว เหตุการณ์ที่เกิดอาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ กระทบต่อปัจจัยในการดำเนินธุรกิจ ฉะนั้น ผู้ประกอบการควรติดตาม ค้นคว้าหาข้อมูลเติมเต็มความรู้สม่ำเสมอ

อีกเรื่องหนึ่งคือการบริหารเงิน การลงทุน แม้อาจดูไม่แน่นอน แต่ถ้ามีโอกาสสามารถลงทุนได้ แต่ต้องเป็นการลงทุนด้วยความระมัดระวัง คิดอย่างรอบคอบ วางแผนให้ดี ลงทุนพอประมาณ ต้องมั่นใจว่าเงินที่ลงทุนไป ก่อเกิดรายได้เพียงพอ ในการชำระเงินกู้หรือหนี้สินต่างๆ แล้วเมื่อธุรกิจไปได้ดี มีตลาดมากขึ้น แน่นอนขึ้น คิดขยับขยายค่อยลงทุนเพิ่ม แต่หากต้องการคำปรึกษา สามารถเดินทางเข้ามาพบเจ้าหน้าที่ของธนาคารได้

คุณเวทย์ นุชเจริญ

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริหารสายงานธุรกิจขนาดกลาง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 

แนะเอสเอ็มอี

เปิดบัญชี ใบเบิกทาง

จากการคลุกคลีกับเอสเอ็มอีมาเป็นเวลานาน มีสิ่งหนึ่งอยากจะแนะนำ คือ ควรเปิดบัญชีกับธนาคาร เพราะบัญชีเปรียบเสมือนลายแทง ถ้าท่านนำงบไปผ่านธนาคารท่านไม่มีทางผ่าน เพราะงบของเอสเอ็มอีดูยาก และเมื่อเปิดบัญชีกับธนาคารแล้ว ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ต้องมีทุนสะสมส่วนหนึ่ง

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเข้าไปขอสินเชื่อกับธนาคาร คือ ส่วนทุน เอสเอ็มอีต้องมีส่วนทุนอยู่ส่วนหนึ่งแล้วขอกู้เงินธนาคารอีกส่วนหนึ่ง เช่นนี้จึงจะสามารถชำระหนี้ได้ และนี่คือหัวใจในการเริ่มทำธุรกิจเอสเอ็มอี

ต่อเมื่อดำเนินธุรกิจไปได้สักระยะหนึ่ง อย่างปีนี้ ปี 2553 เป็นปีที่เอสเอ็มอีเจอปัญหาพอสมควร เจอปัญหาหลายอย่าง แต่ผมเชื่อว่าจากประสบการณ์ ปี 2540 ล้มกันเกือบครึ่งประเทศ เอสเอ็มอีผ่านร้อนผ่านหนาวมา เขาคงได้ข้อสรุปบทเรียน ได้ลองผิดลองถูกมาพอสมควร เพราะเขาต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

ฉะนั้น ช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาหลายคนบอกว่ายังดี ธุรกิจส่งออกดีอยู่ แต่ผมเชื่อว่าอีก 3 เดือนข้างหน้า ออร์เดอร์จะเริ่มลดน้อยลง การที่ค่าเงินบาทแข็ง 12 เปอร์เซ็นต์ สูงที่สุดในอาเซียน อยากจะถามว่ามีสินค้าใดที่ทำให้เพิ่มได้ถึง 12 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น เรื่องปัญหาค่าเงินบาทของเอสเอ็มอี เป็นปัญหาเฉพาะหน้าขั้นรุนแรง แล้วคงจะส่งผลกระทบถึงปีหน้า แต่ปีหน้าอาจจะแย่กว่าหน่อย ท่านต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับค่าเงินบาทที่จะแข็ง เหมือนที่หลายท่านแนะนำให้หาตลาดใหม่ เช่นนี้เป็นต้น

ปัญหามันมีอยู่ 2 ปัญหาคือปัญหาเฉพาะหน้าขณะนี้ ต้องแก้ปัญหาให้ได้เรื่องบาทแข็ง เรื่องน้ำท่วม ผมอยากบอกผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ต้องช่วยตัวเองก่อน

อีกเรื่องหนึ่งปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องทำนั่นคือ ต้องควบคุมต้นทุนการผลิตให้ได้ ผมเพิ่งกลับจากญี่ปุ่น ผมเห็นสองข้างทางต้นไม้เปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีแดง ซึ่งมีคนบอกว่าถ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงมากๆ ใบจะร่วงหล่นสู่พื้นดิน นี่คือธรรมชาติของมัน พอเวลาน้ำน้อย ต้นไม้จำเป็นต้องสลัดใบ ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

ธุรกิจก็เช่นเดียวกัน นอกจากลดต้นทุน ต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างให้อยู่รอดในเวลา 6 เดือนที่จะถึง และนี่คือหัวใจที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ส่วนปัญหาระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง innovation, branding, standard จำเป็นมาก

แต่ทั้งนี้ ถ้าพูดโดยภาพรวม เอสเอ็มอีไทยถือว่ามีความแข็งแกร่งพอสมควร ผมเชื่อว่า ปี 2554 เอสเอ็มอีจะเป็นพระเอก และผมเชื่อว่าธนาคารทุกแห่งยินดีให้คำปรึกษา

กรุงไทยรุก ปี 2554

เอสเอ็มอี รายย่อยมีเฮ 

เอสเอ็มอีในประเทศมีอยู่ 2.8 ล้านราย ซึ่งผมว่าน้อยรายใช้สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ แต่ส่วนใหญ่ใช้เงินกู้นอกระบบ ยืมเงินจากญาติ จากเพื่อนฝูง ผมได้เรียนไปแล้วในกลุ่มเริ่มต้นควรจะทำอย่างไร สำหรับกลุ่มลูกค้าต้องการขยายธุรกิจ ควรระมัดระวัง เพราะถ้าเปรียบเทียบสมัยก่อนกับการทำธุรกิจความซับซ้อนไม่ค่อยมีเท่าไรนัก เหมือนฝรั่งพูด “know and know” คือ รู้และรู้ แต่ระยะหลังกลายเป็น “know and unknown” คือ รู้บ้างไม่รู้บ้าง และมาถึงปัจจุบัน “unknown and unknown” คือ ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าจะมีพายุมาเผชิญเมื่อไร

ฉะนั้น ปีหน้าถ้าต้องการขยายธุรกิจต้องมีความมั่นใจ แต่ลักษณะของการทำธุรกิจแต่ละธุรกิจไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ เป้าหมายของผู้ประกอบการ คือ ขยายตัว และในธุรกิจบางธุรกิจ บางคนไปรอด บางคนไปไม่รอด อันนี้เป็นหัวใจสำคัญ อยู่ที่ตัวผู้ประกอบการ ต้องมีวินัย ทำในสิ่งถนัด

สำหรับธนาคารกรุงไทยในปี 2554 เรามีความฝันอยากเห็นผู้ประกอบการรายย่อย เข้ามาทำธุรกิจมากขึ้น ฉะนั้น ในปีหน้าจะปล่อยสินเชื่อเพื่อรายย่อยค่อนข้างมาก โดยจะมีโปรดัคต์ใหม่ๆ ออกมา

อีกอย่างที่ฝากบอกไว้ สำหรับท่านผู้ประกอบการที่มีวงเงินสินเชื่อกับธนาคารอยู่แล้ว ถ้ามีปัญหาขอให้มาติดต่อกับธนาคาร มาขอคำปรึกษาเพื่อร่วมหาทางแก้ปัญหา แล้วในปี 2554 สิ่งสำคัญที่สุด คือ เงินสด ขอให้เก็บไว้ให้มากที่สุด

“โดยส่วนตัวผมพยายามไปเป็นวิทยาการหลายหลักสูตร ปรากฏว่าผู้เข้ารับการอบรมยังน้อย ทั้งๆ ที่เป็นประโยชน์ จึงอยากจะบอกว่าถ้าที่ใดมีอบรมมอบความรู้เกี่ยวกับธุรกิจ อยากให้สมัครเข้าไปร่วมรับความรู้ เพราะอย่างน้อยสิ่งที่ได้คือไอเดีย ได้เพื่อน ได้พบปะกับสถาบันการเงิน นี่คือสิ่งสำคัญที่อยากจะฝากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไว้” คุณเวทย์ นุชเจริญ

“ส่วนถ้าถามว่า ธุรกิจใดน่าจะเป็นดาวรุ่งในปี 2554 คาดว่า ธุรกิจอาหาร ซึ่งอยู่ในความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ สำหรับธุรกิจต่อมาถ้าดูจาก GDP 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ คือ ธุรกิจอุตสาหกรรม รถยนต์ ชิ้นส่วนอะไหล่ หรือเป็น supplier ให้กับรายใหญ่ ผมว่ายังไปรอด แล้วปีหน้าเป็นปีที่ค่าเงินบาทผันผวน ผมอยากให้ทุกท่านทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับคนไทย” คุณเวทย์ นุชเจริญ

 

“ไอซ์ เอจ” ไอศกรีมอิตาเลียน สัญชาติไทย รสชาติหลากหลาย ทำได้ตามสั่ง 2011/05/02

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 16 ฉบับที่ 267

แฟรนไชส์ค้าปลีก

พารนี

“ไอซ์ เอจ” ไอศกรีมอิตาเลียน สัญชาติไทย รสชาติหลากหลาย ทำได้ตามสั่ง

“ยอดขายเดือนแรกไม่มีเลย เดือนต่อมา 30,000 บาท ต่อมาเพิ่มเป็น 50,000 บาท ช่วงนั้นเคยท้อ จนนอนร้องไห้ ถามตัวเองว่าทำเอาชนะคนทานไม่ได้ แต่พออดทนทำไป ถูกปฏิเสธ 10 ครั้งแล้วได้ลูกค้ากลับมาแค่ครั้งเดียว รู้เลยว่าคุ้ม เพราะเชฟตามโรงแรมจะมีสังคมของเขาเอง หากคนไหนชอบใจอะไร มักมีการบอกต่อๆ กัน”

การแข่งขันกันในตลาดไอศกรีมของไทยนั้น นับว่าค่อนข้างรุนแรง ด้วยว่าตลาดรวมในปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึงปีละ 9 พันล้านบาท แถมยังมีอัตราการเจริญเติบโตทุกปี ส่งผลให้มีผู้ประกอบการมากมายหลายระดับ ผลัดกันเข้ามาเสนอตัวในตลาดนี้อย่างต่อเนื่อง 

พื้นที่นับจากนี้ มีข้อมูลมาแนะนำเกี่ยวกับ “ไอซ์ เอจ” ไอศกรีมอิตาเลียน สไตล์โฮมเมด ซึ่งความน่าสนใจของกิจการรายนี้ อยู่ตรงที่แม้เพิ่งจะก้าวเข้าสู่สมรภูมิสินค้า “ความเย็นแสนอร่อย” ได้มาเพียงไม่กี่ปี แต่กลับมีลูกค้าประจำเป็นกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร แล้วกว่า 200 ราย ส่วนมากอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และพัทยา ยอดขายปีที่ผ่านมาสูงถึงกว่า 6 ล้านบาท และล่าสุด กำลังจะขยายธุรกิจไปสู่รูปแบบแฟรนไชส์อีกด้วย

เก็บเกี่ยวประสบการณ์

สร้างธุรกิจมั่นคง 

คุณกิจติพร นันท์ตานนท์ ในวัย 29 ปี แต่มีธุรกิจเป็นของตัวเองแล้วในนาม ไอศกรีม “ไอซ์ เอจ” อนุญาตให้เรียกแบบกันเองว่า คุณปู เริ่มต้นด้วยการให้ข้อมูลส่วนตัวว่า จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ด้านบริหารการตลาด จากมหาวิทยาลัยเซาท์อีสท์ บางกอก และด้วยความชอบทำการค้าขาย ระหว่างเรียนอยู่นั้น เธอมักควักกระเป๋าลงทุนทำธุรกิจหลายต่อหลายอย่างมาแล้ว อาทิ ร้านอาหาร นวดสปา ขายเสื้อผ้า เป็นต้น

แต่ด้วยความที่มีประสบการณ์น้อย ความตั้งอกตั้งใจอาจยังไม่มากพอ ธุรกิจส่วนตัวของคุณปู จึงล้มเหลวหมด หากจะพูดให้เจ็บใจเล่นๆ คือ “เจ๊งมาแล้วเป็นสิบ” แต่เธอไม่เคยท้อ เพราะมักบอกกับตัวเองว่า เงินและเวลาที่เสียไปนั้น มันย่อมจะแลกมาซึ่งประสบการณ์สำหรับการทำธุรกิจครั้งใหม่ต่อไป

“กิจการล้วนไม่ประสบความสำเร็จ พอเรียนจบปริญญาตรี จึงตัดสินใจเดินทางไปศึกษาเพิ่มเติมด้านภาษาที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งจังหวะนี้เองที่มีโอกาสเข้าไปทำงานในโรงแรม และได้เห็นกรรมวิธีการผลิตไอศกรีมอิตาเลียน หรือเจลาโต้เป็นครั้งแรก แต่ตอนนั้นยังไม่คิดทำเป็นธุรกิจ” คุณปู เล่าให้ฟัง

ครั้นเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ประเทศออสเตรเลียได้กว่า 2 ปี จึงกลับมาบ้านเกิด และเริ่มมองหาธุรกิจที่จะลงทุน แต่คราวนี้มีความรอบคอบมากขึ้น จึงหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายก่อนที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ ครั้นได้ปรึกษากับพรรคพวกที่ทำธุรกิจเป็นซัพพลายเออร์ส่งวัตถุดิบให้กับบรรดาโรงแรมต่างๆ ทำให้มองเห็นช่องทางว่าการเป็นคู่ค้ากับโรงแรมน่าจะมั่นคงดี

เมื่อตั้งเป้าหมายจะค้าขายกับลูกค้ากลุ่มโรงแรม สิ่งที่คุณปูต้องคิดต่อ นั่นคือ แล้วจะขายอะไร ซึ่งเธอทำการสำรวจความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และความเป็นไปได้ของตัวเอง สุดท้ายจึงมาสรุปลงตัวที่ “ไอศกรีมอิตาเลียน” หรือที่มักเรียกกันโดยทั่วไปว่า “เจลาโต้”

“โรงแรมมักต้องมีไอศกรีมคอยให้บริการลูกค้า บางแห่งทำเอง บางแห่งสั่งซื้อจากซัพพลายเออร์หรือผู้ผลิตโดยตรง จึงมองเห็นช่องว่างตรงนี้ ประกอบกับเชื่อมั่นว่าตัวเองมีความสามารถจะทำเจลาโต้ได้ เพราะเคยเห็นขั้นตอนอย่างละเอียดมาแล้ว สมัยทำงานในโรงแรมระหว่างเรียนภาษาที่ออสเตรเลีย” คุณปู ย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่ม

ใจดีสู้เสือ

ขอแค่ชิมคำเดียว 

ครั้นแน่วแน่แล้วว่า สินค้าที่จะนำไปเสนอขายให้กับลูกค้ากลุ่มโรงแรมนั้นคือ “เจลาโต้” สิ่งที่คุณปูลงมือทำต่อเป็นขั้นตอนต่อไปนั้นคือ สมัครเข้ารับการฝึกฝนการทำไอศกรีมจากเทรนเนอร์ชาวอิตาเลียนโดยตรง ซึ่งค่าเล่าเรียนนั้น หากคิดเป็นมูลค่านับว่าสูงพอสมควร แต่ถ้าเทียบกับการที่ได้เรียนแล้วทำเป็นอาชีพได้ทันที เธอคิดว่าไม่แพงเลย

เรียนหลักสูตรพื้นฐานโดยใช้เวลานานเพียง 2 วันจบคอร์ส หลังจากนั้น คุณปูต้องกลับมาฝึกฝนทำเอง นานกว่า 3 เดือน ซึ่งเธอบอกว่า เป็นการทดลองทำแบบลองผิดลองถูกทุกวันตลอด 3 เดือน เพื่อหาเทคนิคการสร้างรสชาติจนกว่าจะพอใจ รวมทั้งการเก็บรักษา ซึ่งในขั้นตอนนี้ที่ผ่านมาเคยต้องเทไอศกรีมทิ้งเป็นร้อยกิโลกรัมมาแล้ว

“การเรียนทำไอศกรีมอิตาเลียนทุกคอร์สใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ แต่ผู้เรียนต้องกลับมาฝึกฝนเอง ถ้าไม่ทำ ไม่ฝึก ไม่ทดลอง จะกลับไปเรียนในขั้นที่สูงขึ้นไม่ได้อีก เพราะผู้เรียนคงไม่มีคำถามว่าไอศกรีมที่ทำออกมานั้นดีหรือไม่ดียังไง” คุณปู บอกและว่า หลังจากผ่านคอร์สขั้นพื้นฐานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เธอจึงลงเรียนเพิ่มเติมในขั้นที่สูง เพื่อเรียนรู้วัตถุดิบที่ใช้ในระดับอุตสาหกรรม หรือผลิตเพื่อจำหน่ายนั่นเอง

สะสมความรู้การทำเจลาโต้ได้พอตัว ถ้ามัวเก็บไว้แล้วเมื่อไหร่จะได้เริ่มธุรกิจ คิดได้ดังนั้น ก่อนจะเริ่มลงทุน คุณปูจึงวิ่งเข้าหาลูกค้า ด้วยการตระเวนนำเจลาโต้ ฝีมือของเธอ ไปเสนอให้เชฟตามโรงแรมต่างๆ ทดลองชิม

“เป็นทั้งคนทำและเซลส์ วิ่งหาลูกค้าเองเลย ถามเขาว่าอยากทดลองสินค้าของเรามั้ย ยอมรับว่าเป็นงานที่ยากมาก กว่าจะทำให้เขารู้จักเรา มักเจอคำถามว่าคุณเป็นชาวอิตาเลียนเหรอ ถึงทำเจลาโต้ขาย เลยต้องอธิบายว่าเป็นคนไทยนี่แหละ แต่สูตรเป็นของอิตาเลียน ดิฉันนำมาปรับปรุงให้เข้ากับสภาพของเมืองไทย ใช้นมของไทยผลไม้ของไทย รับรองว่าอร่อยแบบสูตรดั้งเดิมเป็นของอิตาเลียนแน่นอน” คุณปู เล่าให้ฟัง เมื่อครั้งต้องออกพบปะลูกค้าในช่วงแรก

แม้จะเข้าถึงตัวเชฟประจำโรงแรมได้ ใช่ว่าจะให้การยอมรับกันง่ายๆ คุณปู บอกว่า ส่วนใหญ่ช่วงไปเสนอขาย เขามักปฏิเสธกันทันที เธอจึงต้องทำ “ใจดีสู้เสือ” ก่อนบอก ไม่ซื้อไม่เป็นไร ขอให้ “ชิม” แค่คำเดียวเท่านั้น หากไม่อร่อยตำหนิติติงได้ เพื่อเธอจะนำข้อมูลต่างๆ ไปปรับปรุง

แต่พอเชฟหลายคนได้ชิมไอศกรีมอิตาเลียนในแบบของเธอแล้ว แทบทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า แม้จะเป็นหน้าใหม่ในวงการ แต่รสชาติและคุณภาพน่าประทับใจมาก

“ยอดขายเดือนแรกไม่มีเลย เดือนต่อมา 30,000 บาท ต่อมาเพิ่มเป็น 50,000 บาท ช่วงนั้นเคยท้อ จนนอนร้องไห้ ถามตัวเองว่าทำเอาชนะคนทานไม่ได้ แต่พออดทนทำไป ถูกปฏิเสธ 10 ครั้งแล้วได้ลูกค้ากลับมาแค่ครั้งเดียว รู้เลยว่าคุ้ม เพราะเชฟตามโรงแรมจะมีสังคมของเขาเอง หากคนไหนชอบใจอะไร มักมีการบอกต่อๆ กัน” คุณปู เล่า ก่อนยิ้มกว้าง

ปีที่สามมีกำไร

ขยายเป็นแฟรนไชส์ 

และด้วยความที่ลูกค้าประทับใจในรสชาติจนมีการบอกต่อ จนเวลาล่วงเลยมา 2 ปีเศษ ปัจจุบัน “ไอซ์ เอจ” มีลูกค้าประจำอยู่ในมือ ซึ่งเป็นกลุ่มโรงแรมระดับ 3 ดาวขึ้นไป และร้านอาหาร จำนวนไม่น้อยกว่า 200 ราย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และพัทยา ส่วนลูกค้าขาจรนั้นมีอยู่ประปรายเหมือนกัน

คุณปู บอกด้วยว่า ถึงจะมีลูกค้าประจำอยู่กว่า 200 ราย แต่ทุกวันนี้เธอยังทำหน้าที่เซลส์ วิ่งหาลูกค้าตามโรงแรมและร้านอาหารอยู่ เพราะเชื่อว่ายังมีความต้องการซื้ออยู่อีกมาก อีกทั้งยังมั่นใจในจุดเด่นของสินค้าในแบบของเธอที่แปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร

“จุดเด่นของ ไอซ์ เอจ คือรสชาติอร่อยคงที่ มีการออกรสชาติใหม่เสมอๆ ตอนนี้มีรสชาติมากกว่า 60 รสชาติ และยังมีรสแปลกๆ อย่าง รสพริก โหระพา ตะไคร้ ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ มักทำตามคำสั่งของลูกค้า ออเดอร์ ไม่ได้วางขายทั่วไป ซึ่งเป็นข้อดีของเราคือลูกค้าบางเจ้าต้องการไอศกรีมที่เป็นแบบฉบับของตัวเอง เราทำให้ได้หมด ขอเวลาคิดสัดส่วนสูตรในการทำไม่เกิน 3 สัปดาห์” คุณปู บอกหนักแน่น

เจ้าของกิจการวัย 29 ปี ท่านเดิม บอกอีกว่า ณ วันนี้ กิจการของเธอย่างเข้าปีที่ 3 และมีผลประกอบการเป็นบวกแล้ว ฉะนั้น จึงมีแนวคิดจะขยายธุรกิจออกไปในรูปแบบของแฟรนไชส์ เปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเอง แต่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจ โดยทางไอซ์ เอจ จะเข้ามาบริการ ดูแล และเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ที่ต้องการเปิดธุรกิจ ใช้เงินลงทุนที่ไม่สูงมาก

“ปัจจุบัน ธุรกิจไอศกรีมเปิดค่อนข้างง่าย ทำให้มีการแข่งขันกันสูง อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ในตลาดยังมีที่ว่างให้รายใหม่ๆ เข้าไปเสนอตัวอีกเยอะ ความตั้งใจของ ไอซ์ เอจ คืออยากเป็นเจลาโต้โฮมเมด อันดับต้นๆ ที่ บรรดาโรงแรม ร้านอาหาร และผู้บริโภคจะนึกถึง” คุณปู ฝากทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

สนใจผลิภัณฑ์ ไอศกรีม “ไอซ์ เอจ” สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท ไอซ์ เอจ จำกัด เลขที่ 554/22 ถนนกาญจนาภิเษก แขวง-เขตประเวศ กรุงเทพฯ 10250 โทรศัพท์ (085) 121-5199, (02) 183-6880-1 อี-เมล sales_iceage@hotmail.com, kitty@iceagethai.com

ตัวอย่างการลงทุน แฟรนไชส์ ไอศกรีม “ไอซ์ เอจ” แบบคีออส เหมาะกับขนาดพื้นที่ 5-10 ตารางเมตร งบประมาณ 500,000 บาท

อุปกรณ์ที่จะได้รับ

Items/Quantity

เคาร์เตอร์ บู๊ธขนาด 2.8x 2.4 เมตร ตามขนาดพื้นที่ 5-10 ตารางเมตร พร้อมตกแต่ง /1 ชุด

ตู้แช่เย็นสำหรับขายเครื่องดื่ม /1 เครื่อง

ตู้แช่ไอศกรีมนำเข้า ใส่ได้ 16 รสชาติ ขนาดถาด 1/3 /1 เครื่อง

ตู้แช่แข็งเก็บสินค้า /1 เครื่อง

ถาดสเตนเลส ขนาด 1/3 /40 ถาด

เครื่องคิดเงินอัตโนมัติ /1 ชุด

เครื่องชั่งดิจิตอล /1 เครื่อง

ถ้วยไอศกรีม ขนาด 4 oz /1,000 ชิ้น

ถ้วยไอศกรีมขนาด 8 oz /1,000 ชิ้น

Waffle cone (240 pieces) /1 กล่อง

ช้อนไอศกรีม /1,000 ชิ้น

อุปกรณ์ อื่นๆ ที่ใช้ในร้าน

อบรม การขายการตัดสต๊อค และดูแลร้าน /1 วัน

พนักงานวางระบบร้านช่วงเปิดร้านใหม่ 1 คน /1 สัปดาห์

กล้องวงจรปิด online 1 ตัว /1 ชุด

 

“ชัย โรงเกลือ” เจาะธุรกิจมือสอง ซื้อมา-ขายไป เอาใจคนรักแบรนด์ 2011/05/02

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 16 ฉบับที่ 267

ช่องทางสร้างอาชีพ

มีนา

“ชัย โรงเกลือ” เจาะธุรกิจมือสอง ซื้อมา-ขายไป เอาใจคนรักแบรนด์

“การประกอบอาชีพนี้สิ่งสำคัญคือต้องรู้จริง ต้องดูสภาพสินค้าเป็น แต่ถามว่าข้อดีของธุรกิจนี้คืออะไร คือผลกำไรได้มากกว่าสินค้ามือหนึ่งหลายเท่าตัว แต่สำคัญคือ ต้องรอ เพราะอย่างลูกค้าเดินเข้าร้าน อาจมีแบรนด์ที่เขาต้องการ แต่ขนาดไม่ได้ ยอดขายไม่เกิดแล้ว ฉะนั้น ชัย โรงเกลือ จึงใช้วิธีรับออร์เดอร์ไว้ ได้ของมาจึงแจ้งให้ลูกค้าทราบ”

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เห็นจะมีปีนี้ที่ตลาดโรงเกลือกลับมาคึกคักรวดเร็วกว่าทุกปี อันเนื่องจากลมหนาวที่พัดผ่านมาเร็วนั่นเอง ผู้ค้าในตลาด ถึงคราวนี้เริ่มยิ้มได้ ต่างเตรียมกักตุนสินค้าสต๊อคไว้ รอจังหวะระบายออกในช่วงฤดูหนาว หรือที่เรียกว่า “นาทีทอง” 

เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายมือสอง คือสินค้านำเทรนด์เสมอในตลาดแห่งนี้ แต่นับจำนวนผู้ขายใช่ว่าจะน้อย เหตุนี้ ผู้ประกอบการบางราย อย่าง คุณชูชัย ดำรงสันติสุข วัย 48 ปี เจ้าของร้าน “ชัย โรงเกลือ” จึงต้องค้นหาความต่างให้กับผลิตภัณฑ์ ด้วยการเลือกสรรเสื้อผ้ามือสองแบรนด์ดังจากทั่วโลกมาจำหน่าย

หลีกหนีความวุ่นวาย

ขายเสื้อผ้าแบรนด์เนม

คุณชูชัย เริ่มต้นเล่าเรื่องราวจังหวะก้าวสู่ธุรกิจ โดยหลังศึกษาจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกอบอาชีพค้าขายวัสดุก่อสร้างอยู่ในจังหวัดบ้านเกิด อีกทั้งยังเป็นผู้สื่อข่าว และลงเล่นการเมือง กระทั่งได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้นำขณะนั้น

“ค้าขายอยู่สุรินทร์ กระทั่งมาลงเล่นการเมือง ต่อมาหยุดพัก เพราะเงินทองไม่เหลือ แต่ความวุ่นวายไม่หยุดหย่อน จึงเริ่มมองหาทำเล หาทางสร้างเนื้อสร้างตัว กระทั่งมาตลาดโรงเกลือ ซึ่งสมัยเมื่อประมาณ 10 ปี เริ่มคึกคัก แต่อาจจะไม่มากเท่ากับช่วงเปิดด่านเป็นต้นมา”

คุณชูชัยติดต่อขอเช่าพื้นที่ห้องค้าขนาด 1 คูหา โดยมองว่าสินค้านำมาจำหน่ายต้องเป็นเสื้อผ้ามือสอง แต่กระนั้นเท่าที่สังเกตตลาด มีผู้ดำเนินการอยู่หลายราย และส่วนใหญ่เป็นชาวกัมพูชา ซึ่งโดยนิสัยกินอยู่อย่างประหยัด ทำให้ค่าครองชีพต่ำ ฉะนั้น เวลาขายสินค้าได้กำไร 5 บาท 10 บาท เพียงพอแล้ว อีกทั้งผู้ขายชาวกัมพูชายังมีขาประจำเหนียวแน่น คงมิอาจสู้ได้ เหตุนี้จึงมุ่งความสนใจไปที่สินค้าแบรนด์เนม

แต่สำหรับมือใหม่หัดขาย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย…

“เคยค้าขายสินค้า แต่ก็เป็นวัสดุก่อสร้าง เสื้อผ้าจึงดูห่างไกล โดยเฉพาะกับสินค้าแบรนด์เนม บอกตามตรงว่าตอนนั้นแทบจะไม่รู้จักด้วยซ้ำว่ามีแบรนด์อะไรบ้าง แต่เมื่อก้าวเข้ามาทำจริงจัง จำเป็นต้องศึกษา เริ่มจากลูกค้าแนะนำ จากนั้นเปิดข้อมูลทางเว็บไซต์ บอกตามตรงว่าตอนแรกได้สินค้าก๊อบปี้บ่อยมาก เพราะดูของแท้ไม่เป็น แต่สุดท้ายคือพยายามเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ไม่หยุด”

ด้วยความมุมานะพยายาม จากคนไม่รู้จักแบรนด์ กลับกลายเป็นรอบรู้หลากหลายยี่ห้อทั่วโลก แต่คุณชูชัย ว่า แบรนด์ที่ได้รับความนิยมจากประเทศญี่ปุ่น เป็นเสื้อผ้าสไตล์ฮิปฮอป แต่กระนั้นผู้สวมใส่กลับเป็นวัยผู้ใหญ่ ส่วนสนนราคาขาย เริ่มต้นตั้งแต่ตัวละ 1,500 บาท ไปจนกระทั่งสูงสุดราว 4,000 บาท

“จริงแล้วของแบรนด์เนมดังๆ ย่อมจะมีสินค้าลอกเลียนแบบเกิดขึ้น บางครั้งทำได้เหมือนมาก ต้องยอมรับว่าบางทีดูไม่ออก แต่สิ่งสำคัญคือสภาพสินค้า ถ้าเก่าแล้วดูดี สามารถนำมาขายได้”

จับสินค้าหัวกะทิ

จ้างคัด คุ้มกว่า 

ย้อนกลับไปถามถึงเงินทุนเบื้องต้นเท่าใด คุณชูชัย ว่า ประมาณ 40,000-50,000 บาท โดยแบ่งเป็นค่าเช่าสถานที่ และค่าสินค้า “ถ้าพูดถึงค่าสินค้าหมดเงินไปไม่มาก เพราะรับมาราคาถูก อาจจะตัวละ 100 บาท คือต้องอยู่ที่สายตาด้วยว่าจับเป็นหรือเปล่า แต่ถ้ามีคนสนใจก้าวสู่ธุรกิจนี้ กับตลาดแห่งนี้ ปัจจุบัน คงต้องกำเงินไว้ในมือประมาณ 500,000 บาท ด้วยเพราะค่าเซ้งร้านสูงมาก แค่เฉพาะค่าเช่าเดือนหนึ่งก็เป็นหมื่นแล้ว แต่โดยส่วนตัวผมเช่าในราคา 8,000 บาท”

สำหรับแหล่งซื้อสินค้า มาจากพนมเปญ ประเทศกัมพูชา โดยคุณชูชัยระบุแบรนด์สินค้า แล้วให้ผู้มีอาชีพคัดเลือกผลิตภัณฑ์นำมาส่งขายให้อีกต่อหนึ่ง “พนมเปญจะมีผู้รับซื้อรายใหญ่ไปเหมาเสื้อผ้ามาจากหลายประเทศ อย่างเช่น ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น ปากีสถาน เป็นตู้คอนเทนเนอร์ เรียกว่ากองเป็นภูเขา แล้วผู้คัดจะเดินทางไปเลือก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวกัมพูชา โดยสินค้าที่ร้านชัย โรงเกลือ ต้องการเรียกว่าหัวกะทิ เพราะมัดหนึ่ง หรือเรียกว่ากิ๊ป อาจมีแบรนด์เนมไม่กี่ตัว หรือไม่มีเลย ผมจึงต้องสั่งออร์เดอร์ไว้ จากนั้นผู้คัดจะนำมาส่งให้ที่ร้าน กับราคาขายเริ่มต้นตั้งแต่ตัวละ 100 บาทขึ้นไป”

ถามว่าทำไมไม่เดินทางไปคัดเลือกเสื้อผ้าด้วยตัวเอง คุณชูชัย ตอบเลยว่า ไม่คุ้ม เพราะก่อนอื่นต้องซื้อผ้ายกกิ๊ปเพื่อนำมาคัด และดังได้กล่าวแล้วว่า 1 กิ๊ปอาจไม่มีแบรนด์เนม หรือมีน้อย แล้วผ้าที่เหลือจำนวนมากจะนำไปไว้ไหน แต่สำหรับผู้มีอาชีพคัดผ้าโดยตรง เขาสามารถส่งผ้าไปจำหน่ายได้ตามเกรด

“หน้าที่คัดผ้า คนไทยคงสู้ชาวกัมพูชาไม่ได้ เขาเข้าถึง รู้ทาง และกับเสื้อผ้าแบรนด์เนม ต้องยอมรับว่าชาวกัมพูชาหูไวตาไวขึ้น สามารถดูออก และรู้ด้วยว่าตลาดต้องการ ปัจจุบัน ราคาขายส่งจึงขยับขึ้น แต่ก็ไม่ถือว่าอยู่ในขั้นลำบากต่อการค้าขาย เพราะโดยส่วนตัวทราบราคาซื้อขายอยู่แล้ว”

แม้อาจต้องใช้ระยะเวลานานกับการรอคอยสินค้า แต่กระนั้นการจับตลาดลักษณะนี้ถือเป็นความโชคดี เพราะคู่แข่งขันน้อย

“ข้อได้เปรียบอีกประการ คือ การทำงานของร้าน เป็นลักษณะครอบครัว ไม่มีปัญหาเรื่องนายจ้างลูกจ้าง บริหารจัดการร้านเล็กๆ สามารถทำได้ไม่ยากนัก สินค้าได้มาก็ขายไป ไม่ต้องสต๊อคมาก จะมีก็แต่ในช่วงใกล้ถึงฤดูหนาว จำเป็นต้องกักตุนสินค้า ซึ่งลำพังเงินทุนตัวเองคงทำได้ไม่คล่องนัก จึงต้องยื่นความจำนงขอสินเชื่อไปยังเอสเอ็มอี แบงก์ เพื่อมาเป็นทุนหมุนเวียน”

ต้นทุนต่ำขายได้

เจาะตรงใจลูกค้า

คุณชูชัย ยังกล่าวถึงสินค้าว่า แม้ได้มาก็ใช่จะแขวนขายได้เลย แต่ต้องส่งเข้าสู่โรงงานซัก/ฟอก/รีด ซึ่งตลาดโรงเกลือมีผู้ประกอบธุรกิจนี้รองรับ กับค่าบริการ ยกตัวอย่าง กางเกง ซักฟอก ตกตัวละ 4-5 บาท แต่ถ้ารีดด้วยคิดเพิ่มตัวละ 1 บาท

“การประกอบอาชีพนี้สิ่งสำคัญคือต้องรู้จริง ต้องดูสภาพสินค้าเป็น แต่ถามว่าข้อดีของธุรกิจนี้คืออะไร คือผลกำไรได้มากกว่าสินค้ามือหนึ่งหลายเท่าตัว แต่สำคัญคือ ต้องรอ เพราะอย่างลูกค้าเดินเข้าร้าน อาจมีแบรนด์ที่เขาต้องการ แต่ขนาดไม่ได้ ยอดขายไม่เกิดแล้ว ฉะนั้น ชัย โรงเกลือ จึงใช้วิธีรับออร์เดอร์ไว้ ได้ของมาจึงแจ้งให้ลูกค้าทราบ”

สำหรับผู้ใดสนใจประกอบธุรกิจค้าขายสินค้ามือสอง คุณชูชัย แนะนำพอเป็นแนวทาง ว่าเริ่มแรกต้องหากลุ่มเป้าหมาย หาตลาดให้ได้ก่อน อย่างถ้าต้องการเปิดร้าน โดยทำเล คือ ตลาดโรงเกลือ ซึ่งปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลง จากแต่ก่อนสินค้าทั้งหมดมือสอง 100 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบัน ลดลงเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ โดยมีสินค้ามือหนึ่งสารพัดชนิดเข้ามาแทนที่

ลำดับต่อมา หาลูกค้าประจำให้ได้ หรือถ้าต้องการเจาะตลาดชาวกัมพูชา คุณชูชัย แนะให้นำสินค้าตัวอย่างไปเสนอกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะสินค้าไทยมือหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด “สินค้าโบ๊เบ๊ ประตูน้ำ ชาวกัมพูชาชอบมาก เขานิยมแฟชั่นทันสมัย ซึ่งผมเคยเดินดูตลาดในประเทศเขา สินค้าไทยทั้งนั้น แล้วขายดีด้วย ผู้ประกอบการอาจใช้พื้นที่ของตลาดโรงเกลือเป็นจุดหน้าร้านแล้วกระจายส่งให้เขานำไปขายปลีก”

คุณชูชัย ยังกล่าวถึงโอกาสทางการค้าว่า มีแนวโน้มเติบโตดี สังเกตได้จากจำนวนตลาดเพิ่มขึ้น นับเกือบ 10 แห่งแล้วในละแวกเดียวกัน โดยสินค้านอกจากเครื่องแต่งกาย ยังมีเครื่องประดับ ของใช้ และสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านอุปโภค บริโภค นับไม่ถ้วน

“อีกประการหนึ่งอยากจะบอกไว้ ตลาดโรงเกลือมีช่วงนาทีทอง เฉพาะฤดูหนาว ราว 3 เดือน ตั้งแต่ตุลาคมเป็นต้นไป พ้นจากนี้ไป โอกาสขายได้น้อยมาก แต่ถ้าเป็นฤดูหนาว ยกตัวอย่างปีนี้หนาวเร็ว สัปดาร์แรก รายได้ 300,000 กว่าบาทแล้ว”

สำหรับกลุ่มลูกค้าหลักของร้าน ชัย โรงเกลือ สัดส่วนยังคงเป็นคนไทย รองลงมา คือ ชาวต่างชาติ อาทิ มาเลเซีย เกาหลี จีน และโดยเฉพาะญี่ปุ่น “ชาวญี่ปุ่นค่อนข้างแปลก ชอบเสื้อผ้ามือสองที่เป็นแบรนด์จากประเทศเขา และยิ่งเก่ายิ่งสวย โดยผู้ซื้อส่วนใหญ่นำไปจำหน่ายให้คนญี่ปุ่นอีกต่อหนึ่ง ทำเป็นแค็ตตาล็อกประกาศขายสินค้าเลย อย่างถ้าซื้อไปตัวละ 700 บาท เขาขาย 2,500 บาท นอกจากนั้น มีกลุ่มทัวร์ซื้อปลีกไปสวมใส่เอง

สำหรับคนกัมพูชาอย่างได้กล่าวข้างต้นว่า นิยมสินค้ามือหนึ่งของไทย แต่ถ้าเป็นชาวเวียดนามซึ่งมีสัดส่วนผู้ค้าอยู่ในตลาดโรงเกลือประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ เขาค่อนข้างอนุรักษ์นิยม คือใช้ของในประเทศ ฉะนั้น สำหรับมือใหม่สนใจก้าวเข้ามาทำตลาด ต้องรู้ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย รู้ว่าจะขายใคร อันนี้สำคัญมาก”

สำหรับผู้ค้า หรือผู้สนใจ ต้องการจับจองสินค้ามือสองแบรนด์ดัง เดินทางไปได้ที่ร้าน “ชัย โรงเกลือ” ตั้งอยู่ เลขที่ 19/28 ถนนศรีเพ็ญ ตำบลอรัญประเทศ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โทรศัทพ์ (083) 110-5738

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ จำหน่ายเสื้อผ้ามือสอง (แบรนด์เนม)

ลักษณะกิจการ เจ้าของคนเดียว

ชื่อกิจการ “ชัย โรงเกลือ”

เจ้าของกิจการ คุณชูชัย ดำรงสันติสุข

เงินลงทุนเบื้องต้น 50,000 บาท (เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว แต่ถ้าเป็นปัจจุบัน ใช้เงินลงทุนประมาณ 500,000 บาท เพราะค่าเซ้งและเช่าพื้นที่สูง)

สินค้า เสื้อผ้ามือสอง

แหล่งซื้อ พนมเปญ ประเทศกัมพูชา

วิธีซื้อ ผ่านผู้ประกอบอาชีพคัดเสื้อผ้า (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวกัมพูชา)

ราคารับซื้อ เริ่มต้นตัวละ 100 บาท

ราคาขาย ประมาณ 500 บาท ไปจนถึง 4,000 บาท

ยอดขาย หลักแสนต่อเดือน

สถานที่ตั้งร้าน/ติดต่อ เลขที่ 19/28 ถนนศรีเพ็ญ ตำบลอรัญประเทศ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

โทรศัพท์ (083) 110-5738

“สินค้ามือหนึ่งสามารถนำมาจำหน่ายได้กับตลาดแห่งนี้ แต่ต้องติดต่อโรงงานผู้ผลิต เพื่อให้ได้สินค้าราคาถูก แต่หากต้องการขายของมือสอง ควรดูราคาเช่นกัน เพราะผู้ค้า 70 เปอร์เซ็นต์ ในตลาดโรงเกลือ เป็นชาวกัมพูชา เขาประหยัดกินประหยัดใช้ กำไรนิดหน่อยปล่อยของแล้ว และถ้าเป็นสินค้ามือสอง คนกัมพูชาได้เปรียบตรงแหล่งซื้อจากประเทศของเขา ฉะนั้น ผู้คิดก้าวสู่ธุรกิจนี้ต้องรอบคอบ”

จุดเด่น-อุปสรรค เสื้อผ้า สิ่งทอ ในตลาดโรงเกลือ

จุดเด่น

- สินค้ามือสองแบรนด์เนม คู่แข่งขันทางการตลาดน้อย

- ความต้องการสูง

- ผลต่างของกำไรมากว่าสินค้ามือหนึ่ง

อุปสรรค

- ต้องใช้ระยะเวลาในการรอคอยสินค้า

- ไม่สามารถกำหนดรูปแบบขนาดสินค้าได้ จึงส่งผลเรื่องโอกาสทางการค้า

- ไม่สามารถเดินทางไปคัดเลือกสินค้าเองได้ ในขณะที่ผู้คัดมีความรู้เรื่องการตลาดมากขึ้น

 

Wonderworld ของเล่นไม้ ไทยทำ กวาดตลาดนอก 2011/05/02

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 16 ฉบับที่ 267

ช่องทางสร้างอาชีพ

สุทธิทัต

Wonderworld ของเล่นไม้ ไทยทำ กวาดตลาดนอก

“ผมเริ่มจากการอ่านหนังสือ สมัยนั้นไม่มีอินเตอร์เน็ต เราไม่ใช่ลูกคนมีเงินที่เดินทางบ่อย จะเห็นโลกภายนอก จึงต้องศึกษาจากหนังสือ แค็ตตาล็อก ซึ่งประเทศไทยยังมีให้ดูน้อย เมื่อพอรู้จึงพยายามค้นคว้าวิธีการผลิต เพราะเรียนจบมาทางด้านวิศวกรรม จึงติดต่อไปยังมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งมีแผนกเครื่องจักรงานไม้ ขอเข้าไปศึกษาเครื่องจักรงานไม้ ศึกษาเลย์เอ๊าท์ และขอให้อาจารย์ของมหาวิทยาลัยช่วยวางเลย์เอ๊าท์ให้”

“ของเล่น” เป็นสิ่งที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาการด้านสมองของเด็ก การออกแบบและรูปลักษณ์ รวมถึงวิธีการเล่น เป็นปัจจัยประกอบที่ส่งเสริมให้พัฒนาการเร็วขึ้น ซึ่งตลาดค้าของเล่นที่ครองพื้นที่ในตลาดโลกมากที่สุด เป็นของกลุ่มผู้ประกอบการของเล่นในประเทศแถบยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้าทั่วโลกว่าเป็นแหล่งผลิตของเล่นระดับพรีเมี่ยม

วัสดุที่ใช้ผลิตของเล่นมีหลายชนิด โดยเฉพาะของเล่นที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ จะได้รับการตอบรับสูงกว่าวัสดุชนิดอื่น ซึ่งวัสดุธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ผู้ประกอบการในประเทศไทย เลือกเป็นวัสดุที่ใช้ในการผลิตของเล่น คือ ไม้ยางพารา ซึ่งในอดีต ไม้ยางพาราถูกจัดให้เป็นไม้เศรษฐกิจที่ได้รับการส่งเสริมให้มีการปลูกจำนวนมาก

ในประเทศไทย บริษัท วันเดอร์เวิร์ล โปรดักส์ จำกัด เป็นบริษัทผลิตของเล่นไม้จากยางพารารายใหญ่ที่สุด มีส่วนแบ่งตลาดโลกในการส่งสินค้ามากกว่า 48 ประเทศทั่วโลก และก่อตั้งมานานกว่า 25 ปี ทำให้ “Wonderworld” ชื่อนี้กลายเป็นแบรนด์สำคัญในตลาดของเล่นโลกไปแล้ว

มองเศรษฐกิจ ตีโจทย์แตก

ตั้งเป้าส่งออกของเล่น

“โจทย์คือ ส่งออก และ ส่งออกอะไร เมื่อ 30 ปีก่อน ไทยเป็นประเทศที่ค้าแรงงาน เป็นฐานการผลิต ซึ่งของเล่นเป็นสินค้าตัวหนึ่งที่ย้ายฐานการผลิตจากยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น และ เกาหลี มาเป็นการผลิตที่เซาท์อีสเอเชีย และไทยเป็นประเทศหนึ่งที่กลุ่มประเทศเหล่านั้นสนใจลงทุน ผมจึงคิดว่าธุรกิจของเล่น น่าจะเป็นธุรกิจตัวหนึ่งที่เป็นอุตสาหกรรมที่ไปได้ดี”

นี่เป็นคำบอกเล่า ก่อนเกริ่นเข้าถึงที่มาที่ไปและการเติบโตของของเล่นไม้ที่โด่งดังไกลไปทั่วโลก ก่อนเข้าสู่อุตสาหกรรมของเล่นเมื่อ 25 ปีก่อน ของ คุณสุทธิชัย เอี่ยมเจริญยิ่ง กรรมการผู้จัดการบริษัท วันเดอร์เวิร์ล โปรดักส์ จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกของเล่นไม้ แบรนด์ “Wonderworld”

คุณสุทธิชัย จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาอาชีพที่คนส่วนใหญ่แน่ใจว่ามีงานรองรับ แต่ในยุคที่คุณสุทธิชัยสำเร็จการศึกษา กลับเป็นยุคที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย งานจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ยาก แต่เมื่อพื้นฐานการเติบโตในครอบครัวเป็นครอบครัวค้าขายและมีเชื้อสายจีน ทำให้คุณสุทธิชัยไม่นิ่งรอความหวัง แต่เริ่มต้นคิดทำธุรกิจกับพี่ชาย

2 ปี สำหรับการประกอบธุรกิจนำเข้าร่วมกับพี่ชาย ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจ กิจการเดินได้แต่ไม่ดีนัก จึงเป็นคำตอบให้กับคุณสุทธิชัยเข้าใจว่า เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำและค่าเงินบาทอ่อนค่าไม่เหมาะสำหรับการประกอบธุรกิจนำเข้า ตรงกันข้าม การประกอบธุรกิจส่งออกน่าจะไปได้ดีกว่า ขณะที่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมเริ่มย้ายจากประเทศแถบยุโรป อเมริกา เข้ามาสู่ฐานการผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมีค่าแรงงานภาคการผลิตที่ต่ำกว่า และเกิดผู้ประกอบการของเล่นขึ้นจำนวนมาก เกิดการจ้างงานภาคการผลิตของเล่นขึ้นในประเทศไทย จึงเป็นตัวจุดประกายความคิดการผลิตของเล่นส่งออกให้กับคุณสุทธิชัย

“คำตอบแรก ส่งออก คำตอบที่สอง ของเล่น โจทย์ที่สาม ของเล่นอะไร เพราะมีตั้งแต่พลาสติค ผ้า โลหะ กระดาษ ไม้ ไม้เป็นวัสดุที่มีในประเทศไทยและคนไทยคุ้นเคยกับงานไม้ ฉะนั้น ช่างที่คุ้นเคยกับงานไม้จึงหาได้ไม่ยาก การลงทุนไม่สูง เพราะเครื่องจักรงานไม้ราคาไม่แพง จึงเป็นคำตอบที่สาม”

ปรับวิธีคิดเข้ายุค

งานแสดงสินค้า-จุดเริ่มต้น

คุณสุทธิชัย ยอมรับว่า ไม่รู้จักของเล่น เพราะวิธีคิดไม่ได้เริ่มจากอยากทำสินค้าอะไร แต่เริ่มการหาสินค้าให้เหมาะกับการส่งออกและฐานการผลิตที่มีอยู่แล้ว เพื่อง่ายต่อการเริ่มต้นและเหมาะกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน

“ผมเริ่มจากการอ่านหนังสือ สมัยนั้นไม่มีอินเตอร์เน็ต เราไม่ใช่ลูกคนมีเงินที่เดินทางบ่อย จะเห็นโลกภายนอก จึงต้องศึกษาจากหนังสือ แค็ตตาล็อก ซึ่งประเทศไทยยังมีให้ดูน้อย เมื่อพอรู้จึงพยายามค้นคว้าวิธีการผลิต เพราะเรียนจบมาทางด้านวิศวกรรม จึงติดต่อไปยังมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งมีแผนกเครื่องจักรงานไม้ ขอเข้าไปศึกษาเครื่องจักรงานไม้ ศึกษาเลย์เอ๊าท์ และขอให้อาจารย์ของมหาวิทยาลัยช่วยวางเลย์เอ๊าท์ให้”

สำหรับการขาย คุณสุทธิชัย พุ่งตรงไปยังกรมพาณิชย์สัมพันธ์ในอดีต ซึ่งปัจจุบันคือกรมส่งเสริมการส่งออก เพื่อศึกษาแนวทางและอื่นๆ ตามที่ผู้ประกอบการส่งออกควรรู้ และเป็นการเดินถูกทางของผู้ประกอบการเล็กๆ อย่างคุณสุทธิชัย ทำให้งานแสดงสินค้าประเภทของเล่นที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีขึ้นในประเทศเยอรมนี เป็นการออกงานแสดงสินค้าแรกของ Wonderworld

เมื่อถามถึงความสนใจ คุณสุทธิชัย ตอบอย่างไม่อายว่า มีคนสนใจแต่ความสนใจที่เดินเข้ามาเพราะของไทยถูก มีคนซื้อและที่ซื้อเพราะของถูก ของเล่นไม้ราคาถูก ต้องประเทศไทยที่เดียว เพราะตอนนั้นแหล่งผลิตของเล่นมีเพียงอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ เท่านั้น และออร์เดอร์แรกเป็นออร์เดอร์จากผู้นำเข้ารายใหญ่ของอเมริกาจำนวน 10,000 ชิ้น

“ออร์เดอร์นี้คือความอยู่รอด กลับมาระดมคนงานจากเริ่มต้นเพียง 6 คน ต้องผลิตให้ทันออร์เดอร์ทำให้ต้องเพิ่มคนงานเป็น 20 คน และการออกงานแสดงสินค้าครั้งนั้นยังถือเป็นจุดเริ่มต้น เพราะเกิดการเรียนรู้ขึ้น รู้จักคน รู้จักแบบ”

คุณสุทธิชัย เสริมข้อคิดว่า การทำการค้าส่งออกต้องเดินไปหาลูกค้า อยู่เฉยไม่ได้ ไม่เหมือนการขายในประเทศ วิธีการทำงานต่างกัน งานแสดงสินค้าเป็นเรื่องสำคัญต้องไป สำหรับการค้าของเล่นในยุโรป หรือ อเมริกา งานแสดงสินค้าถือเป็นจุดนัดพบ เป็นการติดตามผล บริษัทเล็กๆ จึงต้องอาศัยงานแสดงสินค้าเพื่อนัดพบและวางแผนการขายตลอดปี

งานดีไซน์ สร้างจุดขาย

คุณภาพโรงงานเป็นตัวเสริม

ของเล่นไม้จากความคิดการทำธุรกิจของคุณสุทธิชัย เริ่มต้นจากห้องแถวเล็กๆ มีคนงานเพียง 6 คน มีเครื่องมือช่างงานไม้ไม่มากนัก ต่อเมื่อออร์เดอร์แรกเข้ามา ทำให้ต้องปรับปรุงสถานที่ผลิตเป็นการใหญ่ รวมถึงการเพิ่มจำนวนพนักงานให้เพียงพอกับออร์เดอร์ที่ได้รับ และอีกครั้งเมื่อกรมส่งเสริมการส่งออกจัดสัมมนาผู้ค้าของเล่นในประเทศไทย ทำให้คุณสุทธิชัยมีโอกาสพบผู้ผลิตระดับต่างๆ จากต่างประเทศ

“ผมพบกับผู้ผลิตญี่ปุ่นรายหนึ่ง ตอนนั้นเราอายุ 20 กว่าปี ขอเข้าไปคุยอยากให้มาเยี่ยมโรงงาน เขาก็มาดูบอกว่าคุณภาพยังใช้ไม่ได้ แต่จะส่งคนมาช่วยสอน จากนั้นผมก็เดินทางไปญี่ปุ่นและเขาก็ส่งช่างมาเทรนให้ที่เมืองไทย ทำอย่างนี้ไปมาประมาณ 2 ปี ถึงจะมีออร์เดอร์แรกไปที่ญี่ปุ่น”

ในความหมายของคุณสุทธิชัยที่เล่าให้ฟังถึงการออร์เดอร์สินค้าไปยังประเทศญี่ปุ่น โดยผู้นำเข้ารายใหญ่ คือ การผลิต เทคนิค และคุณภาพของสินค้าก่อนการส่งออก ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่ลูกค้าถือเป็นปัจจัยสำคัญก่อนออร์เดอร์ และถึงปัจจุบันลูกค้าซึ่งเป็นตัวแทนนำเข้าสินค้าไปขายในประเทศญี่ปุ่นรายนี้ ก็ยังคงเป็นลูกค้านานต่อเนื่องถึง 19 ปี

การเติบโตในระยะแรกๆ ยังไม่มากนัก แต่ถือเป็นช่องทางการส่งออกที่สร้างออร์เดอร์ต่อเนื่องมาจากงานแสดงสินค้าในครั้งแรกที่ประเทศเยอรมนี ทำให้ห้องแถวซึ่งจัดให้เป็นสถานที่ผลิตในแบบของอุตสาหกรรมขนาดเล็กต้องขยายกิจการเป็นโรงงานขนาดเล็ก ย่านนนทบุรี และ ท้ายที่สุด ก่อตั้งเป็นโรงงานเต็มรูปแบบในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ซึ่งโรงงานถูกออกแบบให้มีพื้นที่สีเขียวอยู่ส่วนหนึ่ง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของพนักงาน

คู่แข่งทางการค้าที่สำคัญในการทำธุรกิจ 7 ปีแรก ไม่ทำให้คุณสุทธิชัยหนักใจ เพราะในช่วงนั้นสินค้าไทยราคาถูกกว่าสินค้าจากอเมริกาและยุโรป อีกทั้งบริษัทยังคงรับจ้างผลิต (OEM) แต่หลังจากนั้น เมื่อฐานการผลิตรุกหนักในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ราคาสินค้าใกล้เคียงกัน Wonderworld จึงต้องพัฒนาด้านคุณภาพให้ทัดเทียม โดยคุณสุทธิชัยยังคงให้ความสำคัญด้านการออกแบบและการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้สินค้าก้าวขึ้นสู่แถวเดียวกับผู้ผลิตชั้นนำในต่างประเทศ

ปัจจุบัน Wonderworld มีนักออกแบบเกือบ 30 คน และยังคงเป็นส่วนเดียวที่คุณสุทธิชัยเข้าร่วมและแสดงความเห็น ส่วนอื่นเมื่อธุรกิจใหญ่ขึ้นจึงจัดแบ่งสัดส่วนการบริหารให้เป็นถูกต้องและเป็นระบบ

เมื่อถามถึงกำไรที่ได้จากการส่งออกของเล่น คุณสุทธิชัยไม่ตอบให้เห็นตัวเลขโดยตรง แต่อธิบายว่า กำไรไม่มากมาย พอกินพอใช้ และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ได้ผลตอบแทนสูงตลอดเวลา แต่ค่าเงินที่เปลี่ยนไปมีผลต่อกำไรและขาดทุนมากกว่า ฉะนั้น ในปีที่ค่าเงินอ่อนอาจมีกำไรเพิ่มขึ้น หรือในปีที่ค่าเงินแข็งอาจขาดทุน ทั้งหมดขึ้นกับเศรษฐกิจโลก

แต่สิ่งที่เป็นปัจจัยเกี่ยวเนื่องผลักดันให้ Wonderworld และคุณสุทธิชัยก้าวเป็นผู้ผลิตคุณภาพระดับโลก คือ การตัดสินใจเริ่มต้นที่คุณสุทธิชัยยกตัวอย่างทิ้งท้ายไว้ว่า หากเริ่มต้นแล้วหลังชนฝาธุรกิจจะเกิดง่ายกว่าการที่คุณมีทางเลือก สำหรับเขาอยู่ในแบบของหลังชนฝาแล้วไม่มีทางเลือก หากขายไม่ได้ นั่นหมายถึง เจ๊ง ดังนั้น การไม่มีทางเลือกจึงมีโอกาสเติบโตได้มากกว่า

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ของเล่นไม้ยางพารา

ชื่อกิจการ บริษัท วันเดอร์เวิร์ล โปรดักส์ จำกัด

ลักษณะกิจการ ผลิตและจำหน่ายของเล่นไม้ยางพารา

เจ้าของกิจการ คุณสุทธิชัย เอี่ยมเจริญยิ่ง

เงินลงทุน 2,000,000 บาท (25 ปีที่แล้ว)

วัตถุดิบ/วัสดุอุปกรณ์ ไม้ยางพารา เครื่องจักรงานไม้ เครื่องมือช่างงานไม้

จุดเด่นของสินค้า มาตรฐานคุณภาพการผลิตระดับโลก

สถานที่ตั้ง บริษัท วันเดอร์เวิร์ล โปรดักส์ จำกัด

เลขที่ 172 หมู่ 4 ซอยวัดไพร่ฟ้า ถนนกรุงเทพฯ-ปทุมธานี ตำบลบางเดื่อ อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี

โทรศัพท์ (02) 978-3300

เว็บไซต์ www.wonderworldtoy.com

 

ติดปีก SMEs ก่อนทะยานสู่…เวทีโลก 2011/05/02

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 16 ฉบับที่ 267

เสริมไอเดีย

กอง บ.ก.เส้นทางเศรษฐี

ติดปีก SMEs ก่อนทะยานสู่…เวทีโลก

“ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ต้องเป็นหลักก่อน สิ่งนี้เป็นกุญแจดอกแรก เพราะถึงแม้คุณจะมีความสามารถในการผลิตอะไรก็ตาม แต่หากการติดต่อค้าขายกันไม่เป็นที่ประทับใจ ลูกค้าเขามีตัวเลือกอีกเยอะไม่จำเป็นต้องทู่ซี้ติดต่อกับเรา ฉะนั้น ถ้าสื่อสารกันได้ดี เรียกว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว”

คุณสุขใจ เหลืองมีกูล ประธานบริษัท เอส แอนด์ แอล คอมเมอร์เชียล จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งประเทศไทย ให้เกียรติสละเวลามาเป็นวิทยากร เสวนาหัวข้อ “ติดปีก SMEs ก่อนทะยานสู่เวทีโลก” ในงาน “วันเส้นทางเศรษฐี SMEs ไทยสู่ตลาดโลก” จัดโดย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ เมื่อไม่นานมานี้ 

เรื่องราวจากปากคำของคุณสุขใจ ในวันนั้น ล้วนแล้วแต่น่าสนใจและน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางถึงขนาดย่อม ที่กำลังมองหาช่องทางสร้างอาชีพหรือขยายกิจการ ค้าขายไปไกลในต่างแดน

ข้อมูลนับจากนี้จึงมีสาระที่ไม่ควรเปิดข้ามผ่านไป ด้วยประการทั้งปวง

หัวหมา ดีกว่า

หางสิงโต

“หลายคนอาจคิดว่าอุตสาหกรรมรถยนต์คงเป็นเรื่องของผู้ค้ายักษ์ใหญ่ระดับโลก แล้วบรรดา SMEs จะเข้าไปค้าขายกับเขาได้อย่างไร จึงต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ตัวผมเองก็ไม่ได้เริ่มต้นจากธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์ แต่มาจากการเป็นผู้ประกอบการโรงงานพลาสติค” คุณสุขใจ เริ่มต้นอธิบายความเป็นมา ก่อนเล่าต่อ

ในรถยนต์คันหนึ่งต้องมียางและพลาสติคเป็นส่วนประกอบหลายชิ้น อย่าง เบ้าโช้ก ลูกยาง ยางกันกระแทก ฯลฯ ส่วนใหญ่ประกอบอยู่ในบริเวณช่วงล่างตัวถัง ซึ่งคนไทยมีวัตถุดิบคือยางและมีฝีมือเป็นต้นทุนที่ดีมากอยู่แล้ว เหล่านี้จึงเป็น “จุดเล็กๆ” ที่น่าสนใจสำหรับเขา ดังนั้น จึงเดินหน้าเข้าสู่ธุรกิจดังกล่าวทันที ด้วยการเตรียมความพร้อมในด้านภาษาเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าต่างประเทศ

“ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ต้องเป็นหลักก่อน สิ่งนี้เป็นกุญแจดอกแรก เพราะถึงแม้คุณจะมีความสามารถในการผลิตอะไรก็ตาม แต่หากการติดต่อค้าขายกันไม่เป็นที่ประทับใจ ลูกค้าเขามีตัวเลือกอีกเยอะไม่จำเป็นต้องทู่ซี้ติดต่อกับเรา ฉะนั้น ถ้าสื่อสารกันได้ดี เรียกว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว” คุณสุขใจ กล่าว และว่าหาก SMEs รุ่นพ่อ ต้องการดำเนินธุรกิจติดต่อกับต่างประเทศ ก็ควรผลักดันลูก-หลานให้เรียนรู้ภาษาอังกฤษและภาษาจีน เพราะจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากมายและมีความต้องการซื้อสูง

คุณสุขใจ อธิบายต่อถึงขั้นตอนต่อไปสำหรับการเป็น SMEs ส่งออกว่า ต้องศึกษาตลาดความต้องการของประเทศที่หวังจะให้มาเป็นคู่ค้าว่าเป็นอย่างไร ยกตัวอย่าง ประเทศสหรัฐอเมริกา มีรถยนต์นั่งประมาณ 200-300 ล้านคัน เฉลี่ยแล้วประชากร 1 คน มีรถยนต์ 1 คัน ไหนจะตลาดรถยนต์ในจีนหรือยุโรป จึงเป็นตลาดที่มหาศาล โอกาสที่ SMEs จะเข้าไปเจาะตลาดนี้ จึงมีความเป็นไปได้มาก

“เมื่อทราบตลาดเขาแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อ คือลงลึกไปในรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ ถามตัวเองว่าเราจะผลิตอะไรให้เขา อย่างของผมถนัดด้านเหล็ก ยาง พลาสติค ผมอยากเข้าไปเจาะตลาดชิ้นส่วนรถยนต์ จึงต้องเน้นไปที่ช่วงล่าง” ประธานบริษัท เอส แอนด์ แอล คอมเมอร์เชียล จำกัด บอกอย่างนั้น และว่า

“ผมเป็น SMEs แต่ทำส่งออก หลายท่านอาจจะมีคำถามว่าทำไมไม่เป็นผู้ผลิต หรือ โออีเอ็ม ส่งสินค้าให้พวกค่ายรถใหญ่ๆ อย่าง โตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ เหตุผลที่ผมทำธุรกิจแบบนนี้ เป็นเพราะถือคติพจน์มาตลอดว่าเป็นหัวหมาดีกว่าหางสิงโต เลยอยากจะฟันฝ่าและสร้างตลาดของเราเอง”

รู้เขา รู้เรา

ถูกปฏิเสธ อย่าท้อ

ครั้นบุคลากรมีความพร้อมด้านภาษาและเข้าใจตลาดของประเทศคู่ค้าเป็นอย่างดีแล้ว คุณสุขใจ บอกสิ่งที่ SMEs ต้องทำต่อไปเพื่อให้ธุรกิจส่งออกประสบความสำเร็จนั้นคือ สร้างมาตรฐานการผลิตสินค้าของตัวเองให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งในขั้นตอนนี้ SMEs ต้องไม่ลืมไปว่า ยังมี “พี่เลี้ยง” คนสำคัญ นั่นคือภาครัฐและสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจนั้นๆ ที่พร้อมให้การสนับสนุนช่วยเหลืออยู่

“เมื่อ SMEs ก้าวเข้าสู่วงการผู้ส่งออกแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องทำคือ มองหาเพื่อน ซึ่งเพื่อนในที่นี้คือสมาคมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรา ส่วนกรมส่งเสริมการส่งออก มีเครือข่ายผู้ประกอบการลักษณะเดียวกันให้เข้าไปทำความรู้จัก หรืออาจไปที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยต่างๆ ผู้ประกอบการสามารถเข้าไปติดต่อแลกเปลี่ยนความรู้ไม่ว่าจะเชิงทางด้านการเทคนิค กฎข้อบังคับด้านภาษี และอีกหลายเรื่อง” คุณสุขใจ บอก

ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งประเทศไทย บรรยายต่อในประเด็น SMEs จะหาลูกค้าในต่างแดนได้อย่างไรนั้น ว่าช่องทางการเข้าถึงลูกค้านั้นมีหลายช่องทาง นับตั้งแต่การเปิดเว็บไซต์กิจการที่เราหวังจะเป็นคู่ค้า ก่อนศึกษารายละเอียดความต้องการซื้อของเขาตรงกับสินค้าที่เรามีอยู่ในมือหรือเปล่า จากนั้นจึงติดต่อผ่านทางอี-เมลหรือจดหมาย แต่หากคิดว่าวิธีการข้างต้นอาจเข้าถึงได้ยาก อีกช่องทางหนึ่งคือ ติดตามร่วมออกบู๊ธตามงานที่กรมส่งเสริมการส่งออก เข้าร่วมจัดแสดง

“ช่วงแรก SMEs อาจไม่มั่นใจว่าสินค้าของเราจะเข้าไปถูกตลาดหรือไม่ ปัญหานี้ไม่มีเทคนิคแก้ไขเป็นพิเศษ สิ่งที่ทำได้คือต้องลองผิดลองถูกกันและอย่าตั้งความหวังไว้สูงมาก เพราะการไปร่วมออกบู๊ธตามประเทศคู่ค้า เขาอาจไม่สนใจสินค้าของเราเลยก็ได้ เหมือนอย่างที่ผมเคยเจอมาแล้ว” คุณสุขใจ เล่ายิ้มๆ

ประธานบริษัท เอส แอนด์ แอล คอมเมอร์เชียล จำกัด เผยประสบการณ์ช่วงแรกของการหาคู่ค้าต่างชาติ ให้ฟังว่า การติดต่อผ่านจดหมายหรืออี-เมล ลูกค้าอาจไม่เห็นภาพ จึงยอมลงทุนส่งสินค้าจริงไปให้ดู แต่คำตอบแรกที่ได้รับคือ ไม่ต้องการสินค้าของเขา แต่ต้องการสินค้าอีกแบบหนึ่ง หากทำได้ถึงจะติดต่อธุรกิจด้วย ฉะนั้น SMEs อย่าเพิ่งท้อใจหรือหมดหวังเวลาที่ลูกค้าปฏิเสธว่าสินค้าที่เสนอไปไม่ได้รับความสนใจ เพราะถึงที่สุดแล้ว ต้องไปหาดูว่าคู่ค้าต้องการสินค้าแบบไหนกันแน่

“สำคัญที่สุดคือ SMEs ต้องทราบในสิ่งที่ลูกค้าไม่สนใจและต้องเรียนรู้ว่าเขาไม่สนใจอะไร สินค้าตัวไหนของเราที่เขาไม่สนใจเพราะอะไร แล้วค่อยถามเขาต่อว่าความต้องการเขาคืออะไร แล้วเราทำได้หรือไม่” คุณสุขใจ ฝากทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

 

นายซอกแซก 2011/05/02

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 16 ฉบับที่ 267

นายซอกแซก

* “สหมงคลฟิล์มอินเตอร์เนชั่นแนล” แถลงข่าวประกาศรับสมัครนักแสดงหน้าใหม่มาร่วมแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง “อันธพาล” ณ โรงภาพยนตร์ SF CINEMA CITY มาบุญครอง ชั้น 7 ผลงานของผู้กำกับชื่อดังอย่าง “ก้องเกียรติ โขมศิริ” โดยเฟ้นหา 3 นักแสดงหน้าใหม่ (ชาย 2 หญิง 1) เพื่อรับบทบาทสำคัญในภาพยนตร์เรื่อง “อันธพาล” และชิงรางวัลเงินสดและของรางวัลรวมมูลค่า 500,000 บาท (ทั้ง 3 คนจะได้รับเงินรางวัลคนละ 100,000 บาท) พร้อมเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในสังกัดของสหมงคลฟิล์มฯ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sahamongkolfilm.com และช่องมงคลแชนแนล หรือโทรศัพท์ (02) 641-5911

* “ยุวดี บุญครอง” หันมาริเริ่มธุรกิจอีกด้าน โดยตั้ง บริษัท ไทยโปรดักส์ อินโนเวชั่น จำกัด ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสมุนไพรไทย ติดต่อสอบถามได้ที่ บริษัท ไทยโปรดักส์ อินโนเวชั่น จำกัด เลขที่ 40/46 อาคาร โอ ซี เอ็ม ซอยสยามสามัคคี ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ (087) 400-9383, (082) 782-5933

* เปิดห้างให้ได้ช็อปปิ้งกันอีกแล้วสำหรับ ห้างสรรพสินค้า MAXVALU สาขาซีดีซี ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ โดยได้ร่วมกับกาแฟสลิมคัพ จัดงานแฟชั่นโชว์สุดเซ็กซี่จากนางแบบนายแบบชั้นนำของเมืองไทย นำทีมโดย แพม ปานพิมพ์, มด ทีจี, หนอ วีระชัย, เอส อรรถวิทย์ และ เอ็มมี่ รัชฎา

* ฝันเป็นจริงเสียทีสำหรับพระเอก “ต่าย-ณัฐฐพนธ์ ลียะวณิช” ที่ล่าสุด เปิดบริษัท Mojito Entertainment โดยหนุ่มต่ายนั่งเก้าอี้ MD และผลิตรายการทีวี ได้แก่ ตะลุยตามต่าย ทางช่อง 5 และรายการ เดอะกิฟวิ่ง ซึ่งหนุ่มต่ายได้เปิดใจว่า สาเหตุที่เปิดบริษัทเป็นเพราะได้แรงบันดาลใจจากโครงการ ในหลวงในดวงใจ ที่เป็นที่มาของรายการที่จะเป็นรายการดีๆ เพื่อสังคม

* เป็นพี่-น้องร่วมวงการบันเทิงมาหลายสิบปี ล่าสุด “อ้อย-จิระวดี อิศรางกูร ณ อยุธยา” และหนุ่มตุ้ยนุ้ย “เอ บรอนซ์-วรรธน บุรานนท์” ที่มีปัญหาสุขภาพ จนตัดสินใจศึกษาวิธีรักษาอาการป่วยของตนเองด้วยสมุนไพรชาเขียว บวกกับเลือกรับประทานอาหารและออกกำลังกาย ท้องที่เคยอ้วนกลมแฟบลงจนเห็นได้ชัด ใครสนใจลองปรึกษาได้ที่ โทรศัพท์ (083) 762-5333

* เปิดตัวอย่างเป็นทางการสำหรับร้านเสื้อผ้า “Chic-Station By Poo Mantana” ของคุณแม่ลูกสาม “ปู-มัณฑนา หิมะทองคำ” โดยมีสามีลุดเลิฟ หาญส์ เป็นนายทุนใหญ่เปิดร้านให้ที่ พาร์ค เลน เอกมัย โดยมี หลุยส์ สยาม-ลอร์ด สยม สังวริบุตร และ นุส-นุสรา สังวริบุตร ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดงาน นอกจากนี้ ยังมีเพื่อนดารามาร่วมยินดีอย่างคับคั่ง ซึ่งนอกจากจะเป็นวันแกรนด์โอเพนนิ่งเปิดร้านแล้ว ปู มัณฑนา ยังใจดีมอบรายได้จากการขายเสื้อ 50 เปอร์เซ็นต์ เข้าโครงการ 7 สี ช่วยชาวบ้าน เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท ทำเอาอิ่มอกอิ่มใจและได้บุญกันถ้วนหน้า

* ศิลปิน “เสก โลโซ” ส่งเพลง คนไทยรักกัน และ 3 ช่า โลโซ ในอัลบั้ม “ใหม่” มาให้แฟนเพลงได้ฟังกันถ้วนหน้า และเตรียมเปิดอัลบั้มใหม่ เร็วๆ นี้ นอกจากนี้ หนุ่มเสกยังนั่งเก้าอี้บริหารค่ายเพลง เยส เรคคอร์ด ที่ตัวเองเป็นเจ้าของ โดยมีเพื่อนศิลปินมาเป็นศิลปินในค่ายอีกด้วย

 

ต้อม รชนีกร เปิด Cafe de Tree Bangkok ร้านอาหารรสเด็ด-เมนูหลากหลาย 2011/05/02

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 16 ฉบับที่ 267

อาชีพคนดัง

ต้อม รชนีกร เปิด Cafe de Tree Bangkok ร้านอาหารรสเด็ด-เมนูหลากหลาย

“หลักใหญ่ของงานในร้าน ลูกค้าคือพระเจ้า บริกรต้องยิ้มแย้มพูดจาไพเราะ ไม่ว่าลูกค้าต้องการอะไรต้องเร็ว และทุกอย่างต้องสะอาด ไม่ใช่แค่หน้าร้านที่ต้องสะอาด และอย่าคิดว่าหลังครัวไม่มีใครเห็นจะสะอาดหรือไม่สะอาดอย่างนั้นไม่ได้ ที่สำคัญ รสชาติอาหาร เราต้องพัฒนาไม่ใช่ย่ำอยู่กับที่ ต้องคิดค้นและดูว่าลูกค้าชอบอะไร”

หลายคน จำบทบาทความน่ารักของสาวตาโตแก้มป่องในบทคุณเร ของ ต้อม-รชนีกร พันธ์มณี ในละคร พี่เลี้ยง ได้เป็นอย่างดี ซึ่งช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ “พีคที่สุด” ของนางเอก “ต้อม” 

ก่อนที่ ต้อม รชนีกร จะมาโด่งดังในบทนางเอก เธอมีดีกรีสาวมิสทีนไทยแลนด์ปี 1991 และโลดแล่นเข้ามาสู่วงการบันเทิงอย่างเต็มตัวกับบทบาทนางเอกหลายเรื่องอาทิ พี่เลี้ยง, กระสือ, ราชินีลูกทุ่งพุ่มพวง ดวงจันทร์ ฯลฯ

จากนั้น “ต้อม” ห่างหายไปจากวงการบันเทิง เพราะมีชีวิตครอบครัวกับสามีต่างประเทศ จนเมื่อไม่นาน เธอกลับสู่วงการอีกครั้ง โดยมีผลงานทั้งละคร อาทิ ปู่โสมเฝ้าทรัพย์, มือนาง, ตะวันยอแสง, และคุณชายตำระเบิด ส่วนงานภาพยนตร์ ได้แก่ โยมผีพ่อ

นอกจากงานบันเทิงแล้วตอนนี้ “ต้อม” ยังเจียดเวลาหันไปทำธุรกิจร้านอาหาร ชื่อว่า Cafe de Tree Bangkok (คาเฟ่ เดอ ทรี บางกอก) ทรีสแควร์ ย่านทาวน์อินทาวน์ โดยร่วมหุ้นกับเพื่อนนอกวงการอีก 2 คนได้แก่ ปอ สุธาทิพย์ และ พฤกษ์ ชัยพฤกษ์

แรงบันดาลใจที่ทำให้เธอสนใจที่จะทำธุรกิจอาหาร เป็นเพราะกลุ่มเพื่อนเป็นกลุ่มที่ชอบตระเวนหาของอร่อยรับประทาน จึงตัดสินใจทุบกระปุกร่วมหุ้นกับเพื่อน เปิดร้านอาหารที่เมนูหลากหลาย เพื่อตอบสนองลูกค้าหลายกลุ่ม

“เริ่มจากตัวเอง กับเพื่อนที่รู้จักคบกันมาตั้งแต่มหาวิทยาลัย เป็นคนชอบกิน ชอบตระเวนไปหาของอร่อยกินกัน กินกันไปทั่ว ใครว่าร้านไหนอร่อย เราจะพากันไปลองชิมตลอด พอไปกินกันเยอะ เลยมาคุยกันว่า เรามาทำอะไรกันดีไหม เปิดร้านกัน”

“ถือซะว่ามีร้านไว้ให้หมู่เพื่อนมานั่งกิน นั่งชิลกัน พอตกลงว่าจะทำ สำคัญคือ แม่ครัว พอดีมีเพื่อนอยู่ที่ลำปาง แนะนำว่าลองมาชิมมั้ย แม่ครัวคนนี้ทำอาหารอร่อย จึงพากันบินไปชิมที่ลำปาง สรุปว่าอร่อยจริง เขาเป็นแม่ครัวทำได้ทุกอย่าง จึงให้เขาลองทำอาหารหลากหลายอย่าง ให้เราชิม ตระเวนไปชิมตรงนั้นประมาณ 2 ครั้ง จึงได้แม่ครัวมา จึงมองหาทำเลกระทั่งมาได้ที่ ทรีสแควร์” ต้อม เล่า

นางเอกคนดัง บอกอีกว่า เป็นเพราะเมนูในร้าน มีหลากหลาย ทุกคนจึงตัดสินใจใช้ชื่อร้านว่า Cafe de Tree Bangkok ที่จะเป็นร้านที่รวมทุกสิ่งอย่าง ซึ่งการตกแต่งร้านนั้นเป็นฝีมือของ 3 หุ้นส่วนล้วนๆ

“พอได้สถานที่ จึงให้น้องคนหนึ่งออกแบบร้าน ว่าจะตกแต่งประมาณไหน ใครอยากได้อะไรมานั่งปรึกษากัน เช่น อยากได้เก้าอี้หลุยส์ หรืออยากได้มุมโซฟา จะได้มีบรรยากาศเหมือนมานั่งกินอาหารที่บ้าน มานั่งชิล และมีมุมนั่งที่สวนหย่อมด้านนอกร้าน สามารถมานั่งจิบไวน์ได้ในตอนกลางคืน โอเค พอไอเดียร้านจบ ต่างคนต่างเดินหาซื้อของเข้าร้าน มาช่วยกันตกแต่ง”

“ส่วนไอเดียชื่อร้าน อันนี้คุยกันหลายสิ่งอันมาก ว่าจะเอาไงดี คือร้านของเรา มีหลากหลายเมนูมาก แม่ครัวตำส้มตำกะยำอร่อย เพื่อนก็คิดว่าเฮ้ย หรือว่าร้านส้มตำ หุ้นส่วนอีกคนก็แบบอุ้ยไม่ได้นะ เดี๋ยวคนจะคิดว่าเรามีแต่เมนูส้มตำ เลยสรุปเป็นคาเฟ่ละกัน รวมทุกสิ่งอย่าง” เจ้าของร้านคนดัง เผยให้ฟัง

สำหรับเมนูเด่นประจำร้านแห่งนี้ ได้แก่ ส้มตำ และสารพัดยำ โดยเฉพาะยำเดอทรี ซึ่งเป็นชื่อร้าน และเป็นเมนูโปรดของลูกค้าที่แวะเวียนมาครั้งใดเป็นต้องสั่ง ยำเดอทรี นอกจากนี้ ยังมีเมนูชื่อแปลกแต่อร่อย ได้แก่ ปลาสองใจ

“เมนูเยอะค่ะ แต่ลูกค้าที่เข้ามาชอบสั่งยำเดอทรี ปลาทูกรอบ ขนมจีนน้ำเงี้ยว ยำ ส้มตำ ตอนนี้มีลูกค้าประจำ มาทุกวัน อยากกินแค่ยำเดอทรี มีกุ้งตัวใหญ่ ผักและผลไม้รวม ส่วนปลาสองใจ คือ ปลาทอด ด้านหนึ่งเป็นราด อีกด้านเป็นทอดสมุนไพร ส่วนราคา ทุกคนคิดว่าเป็นร้านอาหารอิตาเลียน อาหารฝรั่ง แต่ที่นี่ ราคาสบายไม่แพง เริ่มต้น 30 บาทขึ้นไป” ต้อม บอก

ต้อม เล่าอีกว่า ส่วนผลตอบรับจากลูกค้าช่วงสัปดาห์แรก ลูกค้าที่เข้ามาเธอจะถามเลยว่า มีอะไรติชมไหม อาหารอร่อยไหม เขาจะบอก อันนี้เผ็ดไป หรืออันนี้รสมันอ่อนไป เป็นในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นไม่มีปัญหา ลูกค้าบอกต่อกัน หรือไม่ลูกค้ามาแล้วมาอีก พาครอบครัวพาเพื่อนมาอีก นับเป็นผลดีต่อร้าน เพราะถ้าลูกค้ามารับประทานแล้วไม่บอกต่อ หรือไม่พาใครมาซ้ำ แสดงว่าร้านของเราต้องมีอะไรบกพร่อง

นอกจากจะมีเมนูหลากหลายแล้ว กลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการที่ร้าน ก็หลากหลายเช่นกัน แต่ที่เห็นมากที่สุด คือกลุ่มพนักงานออฟฟิศ ที่เมื่อเลิกงานจะแวะกันมารับประทานของอร่อย บางรายก็นั่งชมบรรยากาศ ส่วนอีกกลุ่มเป็นผู้ปกครองเด็กๆ ที่มารอรับลูก

ช่วงเวลาที่ลูกค้าเข้าร้านประมาณบ่าย 2 เป็นต้นไปจนถึงดึก อย่างกลุ่มลูกค้าพนักงานออฟฟิศ บางกลุ่มเลิกจากงานแล้วมานั่งสังสรรค์กัน ซึ่งที่นั่งในร้านรองรับลูกค้าได้เต็มที่ประมาณ 50 คน

เจ้าของร้าน เล่าอย่างอารมณ์ดีให้ฟังอีกว่า จุดขายของร้านนอกจากเมนูอาหารทุกอย่างจะอร่อยแล้ว การบริการดีเยี่ยม โดยเธอจะอบรมพนักงานทุกคน นอกจากนี้ เธอเองยังคอยบริการลูกค้าด้วยตัวเองอีกต่างหาก

“หลักใหญ่ของงานในร้าน ลูกค้าคือพระเจ้า บริกรต้องยิ้มแย้มพูดจาไพเราะ ไม่ว่าลูกค้าต้องการอะไรต้องเร็ว และทุกอย่างต้องสะอาด ไม่ใช่แค่หน้าร้านที่ต้องสะอาด และอย่าคิดว่าหลังครัวไม่มีใครเห็นจะสะอาดหรือไม่สะอาดอย่างนั้นไม่ได้ ที่สำคัญ รสชาติอาหาร เราต้องพัฒนาไม่ใช่ย่ำอยู่กับที่ ต้องคิดค้นและดูว่าลูกค้าชอบอะไร”

“สำหรับอนาคต คือ ต้องทำตรงนี้ให้ดีที่สุด ที่คิดไว้คือน่าจะมีดนตรีประเภทกีตาร์ มาเล่นหน้าร้าน เพราะเคยทำ ลองทำไป 2 ครั้งได้รับการตอบรับดีมากค่ะ” ต้อม ฝากไว้อย่างนั้น

ร้าน Cafe de Tree Bangkok @ ทรีสแควร์ ของ ต้อม รชนีกร ตั้งอยู่ในย่านทาวน์อินทาวน์ สอบถามข้อมูลหรือจองโต๊ะได้ที่ โทรศัพท์ (02) 934-6188

 

อินเลิฟค็อฟฟี่ “หลุมรัก” กาแฟมวลชน 2011/05/02

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 16 ฉบับที่ 267

อาหารสร้างอาชีพ

ออนอาร์ต

อินเลิฟค็อฟฟี่ “หลุมรัก” กาแฟมวลชน

“แค่เดือนแรก อ้อยก็เชื่อว่า ทำได้ และอยู่ได้ เดือนแรกมีลูกค้า 50-60 ราย ต่อวัน เฉลี่ยรายรับอยู่ที่ 50,000-60,000 บาท ต่อเดือน หักค่าใช้จ่าย ค่าเช่า ค่าของ ค่าอุปกรณ์ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้างเด็ก ก็อาจจะเหลือครึ่งๆ เลยล่ะ ถ้าเราบริหารดีๆ มันอยู่ที่การบริการ การเอาใจใส่”

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “เทรนด์หนึ่ง” ที่อยู่ในกระแสอย่างยิ่ง เห็นจะหนีไม่พ้นเทรนด์ “กาแฟสด” 

แทบจะทุกซอกทุกมุมของประเทศ มี “ร้านกาแฟสด” เปิดใหม่มากมาย

ใครๆ ก็อยากเปิดร้านกาแฟสด

ถนนบางสาย มีร้านกาแฟสดตั้งอยู่ติดๆ กัน หรือบางทีก็ร้านเว้นร้าน หรือร้านเว้นสองสามร้าน

โดยเฉพาะ “เมืองท่องเที่ยว” ในพื้นที่หลายจังหวัด

และใน “เมืองหลวง” ที่ถูกทำให้เชื่อว่า เป็นดินแดนแห่งรสนิยม และความศิวิไลซ์อย่างยิ่ง

“ร้านกาแฟสด” ผุดเกิดชนิดที่เรียกได้ว่า ยิ่งกว่าดอกเห็ดบานในหน้าฝนเสียอีก

นี่เป็นเรื่องของ “เทรนด์” แห่ง “ยุคสมัย”

ที่มาพร้อมๆ กับเหตุผลว่าด้วย “ความชอบ” และ “ความรัก” ที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองรัก

ความจริงคือ มีร้านกาแฟสดเกิดขึ้นมากมาย ในห้วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา

แต่ความจริงก็คือ ร้านกาแฟสดที่เกิดขึ้นมากมาย ถ้าไม่ใช่ร้านใหญ่ที่มีแบรนด์อันแข็งแกร่งรองรับ ก็มีจำนวนเพียงไม่กี่รายเท่านั้น ที่ยังเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันนี้

และความจริงที่จริงยิ่งกว่าก็คือ ร้านกาแฟสดที่เหลือรอดจนถึงปัจจุบันนี้

ถูกเปลี่ยนมือ เปลี่ยนเจ้าของ มาแล้วไม่รู้กี่รายต่อกี่ราย

คนเก่าจากไป คนใหม่เข้ามา เพื่อรองรับ “ความฝัน” ของคนที่ยังมี “ความฝัน”

และรองรับ “ความมุ่งมั่น” ของคนที่ยังมุ่งมั่น เพื่อที่จะสานต่อ “ความชอบ” และ “ความรัก”

สำหรับใครก็ตามที่ยัง “ตกหลุมรัก” ใน “รสชาติของกาแฟสด”

เหมือนกับเธอคนนี้ กับ “อินเลิฟค็อฟฟี่” ร้านกาแฟสด ที่ใครๆ ก็ “ตกหลุมรัก” เพราะไม่ใช่แค่ร้านกาแฟสดธรรมดา…

“ต้องเรียกว่า มากับดวงเลยนะ อ้อยเสิร์ชในเน็ต หาข้อมูลร้านกาแฟมาตลอด หาที่ที่จะทำร้าน ตั้งแต่ยังทำงานประจำอยู่ จนตัดสินใจว่า ไม่เอาล่ะ ไม่อยากเป็นลูกน้องใครแล้ว อยากทำอะไรเป็นของตัวเอง

ก็บังเอิญมาก วันนั้น เสิร์ชเจอว่า ที่ร้านนี้จะเซ้ง เช้าก็ขับรถมาดูเลย แอบซุ่มดูว่า มีลูกค้าไหม ช่วงเย็นก็มาอีก ก็เห็นว่า มีลูกค้า ก็สงสัยว่า แล้วทำไมถึงจะเซ้ง อีกวันก็เลยชวนเพื่อนมานั่งดื่ม แล้วก็คุยกันเลย”

“คุณอ้อย” หรือ “คุณพิมพ์พิศา ศรีสุวรรณ” สาวใต้จากจังหวัดสงขลา สาวสวยรูปร่างสมส่วน ช่างคิด ช่างพูด ส่งสายตาหวานแบบกาแฟไม่ต้องเติมน้ำตาลก็หวานได้ มาทักทายก่อนจะเล่าเรื่องให้ฟัง

คุณอ้อย บอกว่า เห็นประกาศให้เซ้งร้านกาแฟในอินเตอร์เน็ต ก็รีบมาดูจนได้คุยและรู้ว่า เจ้าของร้านเดิม เขาจะเซ้ง 280,000 บาท ยกให้หมดเลยทั้งร้าน ทั้งของในร้าน อุปกรณ์ทั้งหมด

เธอบอกว่า ใช้เวลาตัดสินใจเร็วมาก โดยในช่วงที่คุยวันนั้น ได้บอกเจ้าของร้านเดิมไปว่า มีเงินอยู่แค่ 250,000 บาท แต่ให้ได้แค่ 230,000 บาท เพราะจะขอ 20,000 บาทไว้เป็นทุนค่าใช้จ่าย

“อ้อยไม่ได้ถามเลยสักคำว่า ลูกค้าเป็นยังไง รายได้เป็นไง เพราะชอบที่นี่แล้ว อยากได้ร้านนี้ ก็บอกตัวเลขไปแล้วก็กลับ ค่ำๆ เขาก็โทรมาว่า ตกลง ก็โอเคเลย ยืมเงินแม่ 300,000 ผ่อนคืนเดือนละหมื่น (หัวเราะ)

วันรุ่งขึ้นก็ไปวางมัดจำ แล้วก็จัดการจนเรียบร้อย พอมาทำถึงได้รู้ว่า ร้านนี้เขาเซ้งเพราะอยู่ไม่ได้ ขายได้วันละแค่ 10 แก้ว (หัวเราะ) แต่ก็ทำไงได้ ก็เอาล่ะ ลุยทำต่อเลย ตอนแรกก็ยังไม่ค่อยรู้วิธีทำด้วยซ้ำ”

คุณอ้อย เล่าว่า ในช่วงเดือนแรก เจอปัญหามากพอสมควร เพราะไม่รู้รายละเอียดขั้นตอนทั้งหมด ก็ต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด แม้กระทั่งเครื่องชงกาแฟของเดิม ก็มีปัญหา จนต้องเปลี่ยนในที่สุด

“ตอนแรกก็ใช้เครื่องชงกาแฟของเดิม เป็นเครื่องเล็ก ก็เอ๊ ทำไมมันถึงใส จืดมาก ทั้งที่เพิ่มปริมาณก็ยังเหมือนเดิม ชิมเองก็รู้สึก ถามลูกค้าก็บอกเหมือนกัน ก็เปลี่ยนยี่ห้อกาแฟ ก็ยังเหมือนเดิม

ทนใช้มาร่วมเดือนนะ จนในที่สุดไม่ไหว ก็ตกลงใจซื้อเครื่องใหม่ เน็ตอีกแหละแหล่งความรู้ ค้นแล้วก็ไปซื้อเครื่องใหม่ ยี่ห้อ GRAZIOSO ราคา 32,000 บาท ซื้อเครื่องแถมสอน ไปเรียนมาคอร์สหนึ่งด้วย (ยิ้ม)”

คุณอ้อย บอกว่า เธอต้องเรียนรู้วิธีการทำกาแฟสดแต่ละชนิด ทั้งแบบร้อนและเย็น รวมถึงเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ และแหล่งความรู้ชั้นดีคืออินเตอร์เน็ต แต่ที่สำคัญกว่าคือ การประยุกต์และปรับสูตร

สาวสวยรายนี้ บอกว่า วิธีการและขั้นตอนการทำ ใครก็เรียนรู้ได้ เช่นเดียวกับรสชาติของกาแฟ ที่ไม่หนีกันมาก แต่ถ้าจะให้ใช่เลย มันต้องทำด้วยหัวใจ และต้องฝึกมันด้วยตัวเองเท่านั้น

“อ้อยหลงใหลกาแฟ ชอบกลิ่นชอบดื่มชอบฟองกาแฟ ชอบน้ำสีทองของกาแฟ เวลาที่ไหลออกมาช้าๆ พอได้มาทำเองก็ชิมไป ปรับสูตรไป ตอนทำเดือนแรกนั่งดูลูกค้าเลยนะ ถ้าลูกค้าส่ายหน้า อ้อยเข้าไปถามเลย

เปลี่ยนให้ด้วยนะ ถ้าลูกค้าบอกว่า รสชาติไม่ดี รสเปลี่ยนไป ก็ชิมไป ปรับไป ถามลูกค้าด้วย ปรับจนได้สูตรของเราเอง อ้อยสั่งเมล็ดกาแฟที่เทสต์เอง จนมาลงตัวที่ตัวนี้แหละ (ยิ้ม)”

เราอดถามไม่ได้ว่า ทำไมถึงเลือกทำร้านกาแฟสด ทั้งที่รู้กันดีว่า ร้านกาแฟสดในปัจจุบันที่มีมากมาย ทยอยปิดตัวหรือเปลี่ยนเจ้าของอยู่เรื่อย คุณอ้อย ก็ตอบสั้นๆ พร้อมกับยิ้มว่า รักที่จะทำตามความฝัน

เธออธิบายว่า ตั้งแต่เรียนจบบัญชี ระดับ ปวช. เข้ากรุงเทพฯ ปี 38 มาเรียนต่อภาคค่ำ คณะนิเทศศาสตร์ เอกประชาสัมพันธ์ ที่สถาบันราชภัฏพระนคร จนจบปริญญาตรี ก็มีความฝันติดตัวมาตลอด

คุณอ้อย บอกว่า ที่บ้านไม่สนับสนุนให้เข้ากรุงเทพฯ แต่เธอก็ยืนยันมาเรียน โดยได้เงินจากแม่ 5,000 บาท จากนั้นเธอก็ทำงานส่งตัวเองเรียน เริ่มตั้งแต่ทำงานบัญชี ขายบัตรเครดิต จนมาเป็นเซลส์ขายรถยนต์

“เพื่อนมาชวนไปเป็นเซลส์ ก็ลองไปสมัคร ก็ขายได้ ผ่านปีแรกก็ขยับเป็นซุปเปอร์ไวเซอร์ ทำมา 5 ปี เงินดีนะ เฉลี่ย 50,000-60,000 บาท ต่อเดือน แต่ก็มีปัญหาหลายอย่างเข้ามา เบื่อด้วย ไม่อยากเป็นลูกน้องแล้วด้วย ก็เลยตัดสินใจออกเลย แล้วก็ดวงมั้ง (ยิ้ม) มาเจอร้านนี้จนได้ หลังจากที่หามานานแล้วก็หลายที่มาก”

คุณอ้อย ยืนยันว่า ร้านกาแฟไปได้สวย มีคนใช้บริการ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่มีคู่แข่งมาก ไม่ได้อยู่ที่การทยอยปิดของร้านกาแฟ แต่อยู่ที่การบริการ การบริหาร และการจัดการ

“ร้านนี้ อ้อยเป็นรายที่ 6 ทำเมื่อพฤษภาคม 53 เจ้าแรกเลยคือ บ้านสวนกาแฟ แล้วก็เปลี่ยนชื่อเป็นอินเลิฟค็อฟฟี่ จนมาถึงอ้อย แต่แค่เดือนแรก อ้อยก็เชื่อว่า ทำได้ และอยู่ได้ เดือนแรกมีลูกค้า 50-60 ราย ต่อวัน

เฉลี่ยรายรับอยู่ที่ 50,000-60,000 บาท ต่อเดือน หักค่าใช้จ่าย ค่าเช่า ค่าของ ค่าอุปกรณ์ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้างเด็ก ก็อาจจะเหลือครึ่งๆ เลยล่ะ ถ้าเราบริหารดีๆ มันอยู่ที่การบริการ การเอาใจใส่ ลูกค้าประจำที่นี่ อ้อยจำได้หมดว่า เขาดื่มอะไร รสไหน เข้ามาไม่ต้องสั่ง ยิ้มรับแล้วทำไปส่งที่โต๊ะได้เลย ตรงนี้ก็อาจเป็นความประทับใจ”

คุณอ้อย ย้ำว่า ทำร้านกาแฟต้องใจรัก และถ้าอยากให้ร้านกาแฟอยู่ได้ ก็ต้องดูแลเองเท่านั้น

“ถ้าเราทำในสิ่งที่ตัวเองรัก เราจะทำได้ดี ร้านกาแฟเป็นเรื่องที่เรารักจะทำ อยากให้มีที่ดื่มกาแฟ ที่เป็นกันเอง ไม่เครียด คุยกันได้ ทำงานได้ มีเน็ตให้ใช้ นั่งทั้งวันก็ได้ถ้ากล้านั่ง (ยิ้ม) อยากให้เป็นร้านกาแฟที่ไม่ใช่แค่ร้านกาแฟ มาที่นี่ คุยกัน รู้จักกัน ทักทายกัน กาแฟดื่มที่ไหนก็ได้ แต่บริการแบบนี้ ไม่ใช่ที่ไหนก็มีได้

ทำร้านกาแฟสดที่สำคัญคือ ต้องมาดูแลด้วยตัวเอง ต้องชอบดื่มกาแฟ ต้องเรียนรู้ เทสต์เอง ซื้อของเอง เพราะถ้าปล่อยให้คนอื่นทำ เขาก็ไม่ใส่ใจ ใช้ทิ้งๆ ขว้างๆ ของอาจจะหมด อาจจะหาย แต่เงินไม่ได้ (ยิ้ม)”

เราถามว่า นับจากวันแรกจนถึงวันนี้ รู้สึกอย่างไร ที่ได้ทำร้านกาแฟสด คุณอ้อย ตอบว่า “มีความสุข”

จากนั้น เธอก็อธิบายว่า เมื่อได้ทำสิ่งที่รัก สามารถเลี้ยงตัวได้ และยังได้พบปะพูดคุยกับหลากหลายผู้คน ที่มีรสนิยมชื่นชอบรสชาติ และบรรยากาศของร้านกาแฟ ก็ถือว่า ยอดเยี่ยมแล้ว

“กาแฟสด ไม่ใช่แค่รสชาติ เพราะถ้าแบบนั้น ดื่มที่ไหนก็ได้ แต่กาแฟสด ยังมีอะไรมากกว่านั้น มากกว่าความเป็นร้านกาแฟสด มันคือบรรยากาศ บริการ และมิตรภาพ ที่ไม่ใช่ที่ไหนก็มี”

นี่เป็น “นิยาม” ของธุรกิจ “ร้านกาแฟสด” ที่ไม่ใช่แค่ “ร้านกาแฟสด” ธรรมดา

ถ้าคุณสนใจ อยากไปลองชิม หรืออยากเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง ที่นี่คือ “อินเลิฟค็อฟฟี่” ที่ที่คุณจะ “ตกหลุมรัก” เมื่อได้แวะไป

บางทีกาแฟสดของคุณก็อาจจะหอมหวานได้ โดยไม่ต้องใส่น้ำตาล หรือสิ่งปรุงแต่งอื่นๆ

และนี่ก็อาจจะเรียกได้ว่า เป็น “กาแฟมวลชน” เพื่อ “มวลชน” ทุกๆ คนจริงๆ ครับ!!!

อินเลิฟค็อฟฟี่ (In Love Coffee)

ร้านกาแฟสดเล็กๆ ในซอยรามอินทรา 40 หรือซอยนวลจันทร์ ตั้งอยู่ในปั๊ม SUSCO

บริการกาแฟสด ชา และเครื่องดื่มอื่นๆ หลากชนิด ทั้งร้อนและเย็น พร้อมด้วยขนมปัง คุกกี้ แซนด์วิช ฯลฯ

เปิดบริการทุกวัน เวลา 07.00-19.00 น.

สอบถามเพิ่มเติม/ปรึกษา

“คุณอ้อย” หรือ “คุณพิมพ์พิศา ศรีสุวรรณ”

โทรศัพท์ (084) 106-2323

สูตรพิเศษ “มอคค่า” อินเลิฟค็อฟฟี่

- กาแฟสดคั่วเข้มบดละเอียด 2 ชอต

- ช็อกโกแลตเหลว 1 ช้อนชา

- นมข้น 2 ช้อนชา

- นมจืดคาร์เนชั่น 30 ml

*** นำส่วนผสมทั้งหมดคนให้เข้ากัน ตีฟองนม (เมจิ) ตักฟองนมใส่แก้วที่เติมน้ำแข็งเต็ม หนาประมาณ 1 cm บีบช็อกโกแลตเหลวให้เป็นลวดลายต่างๆ เช่น ดอกลั่นทม รูปหัวใจ ฯลฯ โดยใช้ลวดเขี่ยลวดลาย

(หมายเหตุ : มอคค่าเย็นที่อื่นไม่มีฟองนม แต่ที่ “อินเลิฟค็อฟฟี่” จะมีฟองนมและวาดลวดลายสวยงาม)

เมนูเครื่องดื่ม อินเลิฟค็อฟฟี่

เครื่องดื่ม ร้อน เย็น ปั่น

เอสเปรสโซ่ 30 40 45

อเมริกาโน่ 30 40 -

คาปูชิโน่ 30 40 45

มอคค่า 30 40 45

ลาเต้ 30 40 45

โกโก้/นมสด 30 40 45

สตรอเบอร์รี่/กีวี – 30 35

(หมายเหตุ : มีขนมปังปิ้ง แซนด์วิช คุกกี้ ฟรุตเค้ก พาย/ชีสสับปะรด ฯลฯ ให้บริการ)

 

คิดค้นและทำให้เป็นจริง 2011/05/02

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 16 ฉบับที่ 267

คลิกนอกกรอบ

เศรษฐีหนุ่ม

คิดค้นและทำให้เป็นจริง

จากประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับผู้ประกอบการ SMEs พอสมควร เห็นปัญหาอย่างหนึ่ง คือ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาความคิด มักจะ “คิดไม่ครบ” อันเนื่องมาจากการ “ขาดการเจียระไนความคิด” ให้ “ตกผลึก” ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนทำอะไร 

นิชเซ่ เกอเต้ นักปรัชญาชาวเยอรมันเคยกล่าวว่า “ไอเดียที่ทำให้เป็นจริงไม่ได้ก็ไม่ใช่ไอเดีย”

ในเวทีของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่หรือเล็ก จะต้องมี 2 องค์ประกอบหลักๆ คือ

ความสามารถในการคิดค้น และความสามารถในการทำให้เป็นจริง จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ หากคิดค้นได้แล้ว ก็จะต้องทำให้เป็นจริง ได้ด้วย

แบบอย่างของคนที่เป็นทั้ง “นักคิดค้น” และ เป็น “นักปฏิบัติ” ที่ทำให้เป็นจริง มีอยู่มากมายหลายคน ที่เราจะสามารถเอาเป็นไอดอล แต่คนที่ถือเป็น “ต้นแบบ” ของนักคิดค้นและทำความคิดให้เป็นจริง ใครๆ ก็มักจะนึกถึง “โธมัส เอดิสัน” ที่ถือว่าเป็นนักคิดค้นและนักปฏิบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20

โธมัส เอดิสัน เกิดเมื่อราว 150 ปีก่อน ได้ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆ มากมาย ตั้งแต่เครื่องเล่นแผ่นเสียง หลอดไฟ เครื่องฉายภาพยนตร์ จนถึงถ่านไฟฉาย ตลอดเวลาในมันสมองของเขามีแต่เรื่องการประดิษฐ์คิดค้น จนกระทั่งวาระสุดท้ายแห่งชีวิต เขาได้จดสิทธิบัตรถึง 1,093 ชิ้น

เรียกว่า ไม่มีสินค้าใดที่ไม่ได้มาจากมันสมองของ เอดิสัน

อย่างไรก็ตาม เขามีความต่างจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วไป ตรงที่ เขาไม่ใช่เพียง “นักประดิษฐ์คิดค้น” เท่านั้น แต่ เอดิสัน มีวิญญาณ ของความเป็นเถ้าแก่อีกด้วย บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก นาม “เจเนอรัล อีเลคทริค” หรือ ยี.อี. ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตตั้งแต่ เตารีด จนถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ก่อตั้งโดย โธมัส เอดิสัน

โธมัส เอดิสัน จึงไม่ใช่แค่นักประดิษฐ์ ที่ยิ่งใหญ่ แต่เขายังเป็นนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ อีกด้วย

คนที่จะสมบูรณ์แบบอย่างนี้ได้ต้องมี “ความอดทน” อย่างยิ่ง มีเรื่องเล่าในช่วงที่เขาทำงานหนักเพื่อคิดค้น “หลอดไฟ” ว่า

“ระหว่างที่ เอดิสันกำลังทำการคิดค้นเรื่องสำคัญอย่างหลอดไฟ แต่ละวันของเขาในห้องทดลองแทบไม่มีการพักผ่อนและยังคงทำงานต่อเนื่องจนถึงกลางคืน แม้ว่าเดินเพียงไม่กี่ก้าวเขาก็สามารถกลับบ้านไปนอนบนเตียงได้ แต่ถ้าเขามีเรื่องค้างคาใจ เขาเลือกที่จะงีบบนโซฟา หลังจากนั้นกลับไปทำงานต่อ”

ด้วยความอดทนของเขา ทำให้เขาสามารถทดลองพืชที่จะนำมาเป็นวัสดุทำไส้หลอดไฟได้มากกว่า 6,000 ชนิด จะเห็นว่า ตราบใดที่ไม่บรรลุเป้าหมายเขาไม่มีวันเลิกรา

การที่เอดิสัน สามารถคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ ได้มากมายถึง 1,093 ชิ้น ในเวลา 50 ปี เท่ากับ เดือนละ 2 ชิ้น เป็นเรื่องที่ยากที่จะมีใครทำได้

ความลับที่อยู่เบื้องหลังการประดิษฐ์ คืออะไร

จากหนังสือ “ชีวิตของเอดิสัน” โดย คลาก เล่าว่า

“ผมไม่เคยมองว่าตนเองเป็นนักวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์อย่างที่หลายคนพูด ผมไม่เคยค้นคว้าวิจัยกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ หรือค้นพบกฎเกณฑ์ใดๆ แล้วก็ไม่เคยทำงานวิชาการเพื่อการค้นพบสัจธรรมเหมือนอย่าง นิวตัน เคปเลอร์ ฟาราเดย์ หรือ เฮนรี่ ที่เขาทำการวิจัยกัน การค้นคว้าหรือทดลองล้วนทำด้วยจุดประสงค์ เพื่อที่ประดิษฐ์สิ่งที่มีคุณค่าทางการค้าเท่านั้น”

นี่คือ แรงบันดาลใจ ให้เขาทุ่มเทหยาดเหงื่อและมันสมอง ประดิษฐ์คิดค้น เพื่อต่อยอดเป็นธุรกิจ แต่ถึงอย่างไรก็ถือว่างานประดิษฐ์ของเขา สามารถต่อยอดออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ และสินค้าที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างยิ่ง

สำหรับวิธีคิดที่เอดิสัน ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ นั้น เขามีหลักคิดว่า หากการทำอะไรต้องแบกรับเพียงคนเดียว ในที่สุดก็จะทำอะไรไม่ได้ แต่ก่อนจะทำอะไรดีต้องคิดให้ครบ แล้วหากพบว่าอะไรเป็นอุปสรรค ต้องลองนั่งนิ่งวิเคราะห์อย่างใจเย็น ดูว่าอะไรเป็นจุดอ่อน จุดแข็งของตนเอง แล้วลองคิดว่าอะไรจะเป็นตัวเสริมสำหรับเรา มีอะไรที่จะให้คนอื่นทำให้เราได้หรือเปล่า ความคิดแบบนี้ เอดิสัน เรียกว่า “แนวคิดทดแทน”

เอดิสันได้เตรียม “ทีม” ที่จะมาทำงานแทนตามแนวคิดแบบทดแทน เพื่อให้ “ไอเดีย” หรือ “ความคิดที่เจียระไน” แล้ว เป็นจริงขึ้นมา ซึ่ง “ทีมแนวคิดทดแทน” นี้ ศัพท์สมัยใหม่ อาจจะเรียกว่า “โปรเจ็คต์ทีม” เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน

เอดิสัน จะส่งสเก๊ตช์ง่ายๆ พร้อมรายละเอียดของกลไกที่ผุดขึ้นมา แล้วให้ “จอห์น คลูซี” ที่เป็นหัวหน้าช่างของโรงงานนำไปแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ ต่อไป

หลักคิดที่ เอดิสัน นำมาใช้ใน “กระบวนการทดแทน” คือ

1) รู้สึกไม่พอใจกับสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน

2) เริ่มคิดว่าจะทำยังไง

3) รวบรวมสารสนเทศเท่าที่จะทำได้

4) วิเคราะห์สิ่งเหล่านั้นทีละตัวๆ

5) เมื่อเป็นเช่นนั้นไอเดียที่เป็นไปได้ก็ผุดขึ้นมา

6) ให้ผู้เชี่ยวชาญทำงานทดแทน เพื่อทำให้ไอเดียนั้นเป็นรูปธรรมขึ้นมา

7) และสุดท้าย เอดิสันจึงรวบรวมออกมาเป็นของชิ้นหนึ่ง

อย่างที่บอกตั้งแต่แรก เอดิสันไม่ใช่มีชื่อเสียงในฐานะนักประดิษฐ์เท่านั้น แต่ความโดดเด่นด้านหนึ่งของเขาคือ “จิตวิญญาณของความเป็นเถ้าแก่”

อย่างเช่นการประดิษฐ์หลอดไฟ เพื่อให้หลอดไฟแพร่หลาย เขาจึงก่อตั้ง “บริษัท เดอะเอดิสัน อะลูมิเนชั่น” ขึ้นมา และพัฒนาจนกลายเป็นกิจการให้บริการจ่ายไฟฟ้า ส่วนเครื่องไฟฟ้าที่เขาประดิษฐ์ ยังสร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นบริษัทระดับโลก ที่คนทั่วไปรู้จักในนาม “ยี.อี.” หรือ เจเนอรัล อิเลคทริค แม้ปัจจุบันยังมีบริษัทที่มีชื่อเอดิสัน อีกมากมาย

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า นอกจาก “เอดิสัน” จะมีพรสวรรค์เป็นนักประดิษฐ์แล้วยังมีพรสวรรค์ในความเป็นเถ้าแก่อีกด้วย เรื่องราวและวิธีคิดของเขา น่าจะเป็นแรงบันดาลใจ และนำเอาเคล็ดลับของเขามาประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างดี

 

ธุรกิจปรับตัวรับเทรนด์ “ไซซ์มินิ” เข็นดีไซน์เอาใจเจ้าบ้านยุคพอเพียง 2011/05/02

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 16 ฉบับที่ 267

ไอเดียต่างแดน

มิส มิลเลียนแนร์

ธุรกิจปรับตัวรับเทรนด์ “ไซซ์มินิ” เข็นดีไซน์เอาใจเจ้าบ้านยุคพอเพียง

ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้คนต้องหันมารัดเข็มขัดกันถ้วนหน้า และจิตวิญญาณความประหยัดก็ทำให้สินค้าไซซ์มินิขายดิบขายดี เพราะผู้บริโภคอยากควักเงินออกจากกระเป๋าให้น้อยที่สุด แม้การซื้อสินค้าชิ้นใหญ่อาจจะคุ้มค่ามากกว่าก็ตาม

บรรดาสินค้าไซซ์เล็กที่พาเหรดมาให้ผู้บริโภคเลือกซื้อ มีตั้งแต่อาหารการกิน ข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน รวมไปถึงรถยนต์ที่ผู้ผลิตพากันลดไซซ์ให้ตอบโจทย์พฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป

แม้แต่ที่อยู่อาศัยก็หนีไม่พ้นเทรนด์นี้ ทั้งที่ในอดีตผู้คนต่างปรารถนาที่จะครอบครองบ้านหลังใหญ่ที่มีพื้นที่ใช้สอยอย่างล้นเหลือ ไม่เว้นแม้แต่อเมริกันชนที่ขึ้นชื่อว่าให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายในการอยู่อาศัยเป็นลำดับต้นๆ

“เอพี” รายงานว่า หลังฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก จนนำไปสู่วิกฤตการเงินตามมา ชาวอเมริกันจำนวนมากหันมามองที่อยู่อาศัยไซซ์เล็กมากขึ้น เพราะต้องการประหยัดเงิน รวมถึงเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้ชีวิตแบบพอเพียงท่ามกลางภาวะยากลำบาก ส่งผลให้ตลาดบ้านขนาดเล็กกลับเติบโตสวนทางเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังอ่อนแรง

บ้านบางหลังมีขนาดเท่าๆ กับห้องรับแขกของบ้านไซซ์ปกติหลังอื่นๆ ขณะที่บางคนซื้อบ้านไซซ์เล็กติดล้อไว้สำหรับทำเป็นออฟฟิศเคลื่อนที่ หรือสตูดิโอ หรือแม้แต่เป็นห้องนอนเสริม บ้างก็ใช้เป็นบ้านพักตากอากาศเคลื่อนที่ที่สามารถขับไปจอดในที่ต่างๆ ได้

แต่ที่น่าสนใจคือเจ้าของบ้านไซซ์มินิส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในบ้านหลังน้อยเหล่านี้แบบถาวร นับเป็นการลดไซซ์ความต้องการที่จะครอบครองบ้านเล็กลงจากเดิม และยอมรับการใช้ชีวิตในพื้นที่เล็กๆ

“เจย์ เชเฟอร์” ผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมบ้านหลังเล็ก เป็นคนในกลุ่มแรกๆ ที่อาศัยในบ้านขนาด 89 ตารางฟุต ตั้งแต่เมื่อทศวรรษก่อน ซึ่งบ้านที่มีเนื้อที่เท่ากับรถบรรทุกเคลื่อนที่ขายไอศกรีมของเขามีอุปกรณ์ครบครัน ตั้งแต่ครัว อ่างล้างจาน ห้องน้ำ ระเบียงนั่งเล่นขนาด 2 เก้าอี้ ห้องนอน และห้องอเนกประสงค์สำหรับใช้ทำงานหรือพักผ่อน

เชเฟอร์ ยังได้ร่วมก่อตั้งบริษัท “ทัมเบิลวีด ทินี เฮ้าส์ คอมปะนี” ซึ่งรับดีไซน์และสร้างบ้านไซซ์เล็กที่เน้นสไตล์เรียบง่าย (minimalist) ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยบ้านขนาดย่อมแบบสำเร็จรูปมีสนนราคาตั้งแต่ 40,000-50,000 ดอลลาร์ แต่ราคาจะลดลงราวครึ่งหนึ่งหากเจ้าของสร้างเอง

เชเฟอร์บอกว่า ธุรกิจของทัมเบิลวีดเติบโตอย่างรวดเร็วนับจากวิกฤตในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐเริ่มปะทุ ตอนนี้เขาขายแบบแปลนบ้านได้ 50 หลังแล้ว โดยพิมพ์เขียวบ้านเหล่านี้มีราคาระหว่าง 400-1,000 ดอลลาร์ ขณะที่เมื่อ 5 ปีก่อน เขาขายแบบแปลนบ้านได้ประมาณ 10 หลัง

ด้าน “เคนต์ กริสวอลด์” ผู้จัดทำเว็บไซต์ Tiny House Blog ซึ่งมีผู้เข้าชมเฉลี่ย 5,000-7,000 คนต่อวัน มองว่า นับจากเกิดวิกฤตตลาดที่อยู่อาศัย ซึ่งนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ผู้คนก็ให้ความสนใจกับบ้านไซซ์เล็กมากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และคนยุคเบบี้บูมที่เกษียณอายุแล้ว ซึ่งอยากมีบ้านของตัวเอง และไม่ต้องการหมดเงินจำนวนมากไปกับบ้านหลังโต

“เกรกอรี จอห์นสัน” ผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมบ้านหลังเล็ก กล่าวว่า ชุมชนออนไลน์ของสมาคม มีสมาชิกแล้ว 1,800 ราย จากเมื่อ 5 ปีก่อนที่มีอยู่ราว 300 ราย ซึ่งคนส่วนใหญ่พักอาศัยในบ้านหลังน้อยแบบถาวร รวมทั้งเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตมาเป็นแบบเรียบง่ายและลดไซซ์ความต้องการลงจากเดิม

ขณะที่บริษัทที่ทำธุรกิจบ้านไซซ์มินิก็ผุดขึ้นหลายสิบแห่งทั่วประเทศตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ส่วน “สตีเฟน มาร์แชล” ผู้ก่อตั้งบริษัท ลิตเติล เฮ้าส์ ออน เดอะ เทรลเลอร์ ก็รับรู้ได้ถึงความแรงของบ้านหลังเล็กเช่นกัน โดยเฉพาะบ้านที่นำมาใช้เป็นโฮมออฟฟิศหรือห้องนอนเสริมจากบ้านที่มีอยู่ เนื่องจากสมาชิกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งบ้านไซซ์เล็กนี้ขายในราคา 20,000-50,000 ดอลลาร์

ไม่เพียงแต่ในสหรัฐ เทรนด์บ้านไซซ์มินิยังกลายเป็นกระแสฮิตใน “ญี่ปุ่น” ซึ่งขึ้นชื่อว่าราคาที่ดินแพงระยับ โดยเฉพาะในโตเกียว

“ซีเอ็นเอ็น” ยกตัวอย่างกรณีของ “ฟูยุฮิโตะ โมริยะ” ที่อาศัยในบ้านขนาด 30 ตารางเมตร เพราะต้องการมีบ้านของตัวเองจริงๆ แทนที่จะเช่าอพาร์ตเมนต์ขนาดใหญ่กว่า แต่เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ซบเซายาวนาน ทำให้เขาต้องออกแบบชีวิตอย่างชาญฉลาด

โมริยะใช้เงินมากถึง 500,000 ดอลลาร์ สำหรับก่อสร้างบ้านขนาดเท่าๆ กับที่จอดรถได้ 1 คัน โดยเขาใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าทุกตารางนิ้ว ใช้เฟอร์นิเจอร์เท่าที่จำเป็น และวางตู้ตามมุมของบ้าน

ความแรงของบ้านหลังมินิในญี่ปุ่นเริ่มชัดเจนมากขึ้น ซึ่งสถาปนิกอย่าง “จุนอิจิ ซูกิยามา” จากไซด์ อาร์คิเทค ยอมรับว่า ตอนนี้บ้านไซซ์เล็กสุดๆ ทำรายได้ 70% จากธุรกิจของบริษัท ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่การเห่อตามกระแส แต่เป็นเพราะผู้คนจำนวนมากไม่มีเงินก้อนโตที่จะมาซื้อบ้าน

ผลพวงจากสภาพเศรษฐกิจที่ยากลำบาก ทำให้ผู้คนเริ่มสร้างบ้านขนาดปกติลดลง นี่จึงกลายเป็นความท้าทายของสถาปนิกที่จะต้องคิดหาวิธีที่สร้างสรรค์ เพื่อหารายได้มาทดแทนบ้านไซซ์ปกติ

เพราะชาวญี่ปุ่นไม่สามารถซื้อบ้านของตัวเองได้ ลำพังแค่ทำงานรับเงินเดือนไปเรื่อยๆ เพราะราคาที่ดินที่สูงมากในโตเกียว ซึ่งคนญี่ปุ่นจำนวนมากก็เริ่มหันมาหาทางเลือกใหม่ นั่นคือการสร้างบ้านหลังเล็กแค่พออยู่ได้ เพราะขนาดของบ้านไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่บรรยากาศเป็นเรื่องสำคัญกว่า

 

ส่วนผสมของการบริหาร 2011/05/02

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 16 ฉบับที่ 267

คิดอย่างนักบริหาร

สาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่อง

ส่วนผสมของการบริหาร

ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า “ศักดา โควิสุทธิ์” ผู้บริหารระดับสูงของ บริษัท รอแยลเฮ้าส์ จำกัด มีส่วนผสมอยู่หลายอย่างด้วยกัน

ทั้งในเรื่องการศึกษา ปรัชญาในการดำเนินธุรกิจ

วิธีคิด และวิธีในการบริหารจัดการองค์กร และบุคลากร

โดยเฉพาะในเรื่องการศึกษา “ศักดา” ยอมรับว่า แม้เขาจะไม่ได้จบทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ หรือสถาปนิก แต่ด้วยความที่เขาเรียนทางด้านนิติศาสตร์ ก็ทำให้เขาเข้าใจธุรกิจอีกแบบ

ซึ่งเป็นแบบที่ทำให้เขาเป็นเขาทุกวันนี้ เพราะการเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง นอกจากจะต้องบังคับตัวเองให้ไปเรียนในเบื้องต้น

ยังจะต้องอดทนจองที่นั่งเรียน

ทั้งยังจะต้องอ่านหนังสืออย่างหนัก เพราะไม่มีอาจารย์มาจ้ำจี้ จ้ำไช และจะต้องสอบข้อเขียนให้ผ่านไปในแต่ละวิชา โดยไม่มีใครเป็นที่ปรึกษาทั้งสิ้น

“ศักดา” บอกว่า ที่ผ่านมาแม้เขาจะไม่ได้ใช้วิชาชีพทางกฎหมายมาประกอบสัมมาชีพ แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจ เพราะหลังจากที่เขาจบ และไปฝึกงานยังสำนักงานทนายความ ทำให้เขารู้ว่า กฎหมายในห้องเรียนกับชีวิตจริงคนละเรื่อง

เขาจึงเบนเข็มไปช่วย “พ่อ” รับเหมาก่อสร้าง

ซึ่งโลกแห่งวงการก่อสร้างนี่เอง ที่ทำให้เขาต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ทั้งอ่านหนังสือการออกแบบตกแต่งภายในอย่างหนัก หรือไปหาเพื่อนที่เป็นวิศวกร เพื่อถามเขาว่า ถ้าจะทำอย่างโน้นจะต้องทำอย่างไร

หรือทำอย่างนี้จะต้องทำอย่างไร?

ที่สุดเพื่อนคนนี้จึงชวน “ศักดา” ตั้งบริษัท ด้วยเหตุผลเดียวคือ…รำคาญ

“ผมตั้งชื่อบริษัทว่า รอแยลเฮ้าส์ จำกัด ร่วมหุ้นกับเพื่อน 3 คน ตอนปี 2525-2526 เหตุผลที่ตั้งบริษัท เพราะเรามองเห็นช่องว่างทางการตลาด เพราะขณะนั้น บริษัทรับสร้างบ้านมีอยู่ไม่กี่แห่ง และแต่ละแห่งรับสร้างบ้านหลังละ 10 ล้านบาทขึ้นไป”

“ผมจึงมองว่า ถ้าเราจับตลาดรับสร้างบ้านประมาณหลังละ 3-5 ล้านบาท และใช้วัสดุค่อนข้างดี ก็น่าที่จะไปได้ แต่ปัญหาตอนนั้นคือส่วนใหญ่การรับสร้างบ้าน จะใช้คนที่รู้จัก หรือไว้ใจได้เท่านั้น เพราะเขากลัวงบบานปลาย ผมจึงต้องมาสร้างความเชื่อใหม่ และที่สุด ผมก็ทำให้ลูกค้าเข้าใจมากขึ้น จนเริ่มมีลูกค้าหลั่งไหลเข้ามา”

ถึงตอนนี้ ไม่เพียงบริษัท รอแยลเฮ้าส์ จำกัด จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ หากผลกำไรก็เติบโตตามมาด้วย จนทำให้ “ศักดา” คิดว่า ถ้าจะทำให้บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้งองค์กรจะต้องพัฒนาไปให้ไกลกว่านี้ หรือบุคลากรจะต้องมีโอกาสเติบโตในสาขาวิชาชีพ ฉะนั้น ทางเดียวเท่านั้นที่ทำได้คือจะต้องขยายองค์กร

ทว่าความคิดของ “ศักดา” กลับสวนทางกับความคิดของหุ้นส่วน ที่สุดหุ้นส่วนจึงขายหุ้นทั้งหมดให้เขา และแปลงสภาพจากหุ้นส่วนมาเป็นที่ปรึกษา จากนั้น “ศักดา” ก็นั่งเป็นแม่ทัพบริหารรอแยลเฮ้าส์สืบมา

ด้วยการนำความคิดจากโลกตะวันตก และโลกตะวันออกเข้ามาผสมผสานกัน โดยความคิดจากโลกตะวันตกคือ‚แม่นยำ ถูกต้อง รวดเร็ว และรับผิดชอบ

ขณะที่ความคิดจากโลกตะวันออกคือ‚พูดคุย เหตุผลเป็นหลัก และยอมรับความคิดซึ่งกันและกัน

ดังนั้น เมื่อความคิดจากทั้ง 2 โลก ถูกผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เพียงไม่กี่ปี “ศักดา” ก็สามารถขยายกิจการจากสาขาแรกที่ดุสิต มาสาขา 2 ที่ถนนแจ้งวัฒนะ จนมาสาขา 3 ที่ถนนศรีนครินทร์ สาขา 4 ที่ถนนพระราม 3 และสาขา 5 ที่บริเวณบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ

มากไปกว่านั้น เขายังทำลายความเชื่อเดิมๆ ที่เกี่ยวกับบริษัทรับสร้างบ้าน ที่จะต้องสร้างบ้านราคาแพงๆ ได้อีกด้วย

เหตุนี้เอง จึงทำให้บริษัท รอแยลเฮ้าส์ จำกัด ได้รับความเชื่อถือจากลูกค้ามากขึ้น จนถึงขนาดต้องเปลี่ยนสโลแกนจากเดิมที่เคยบอกว่า‚รับสร้างบ้านตามสัญญา ตรงเวลา ในราคาที่ลงตัว

มาเป็น รับสร้างบ้านด้วยสมอง

“ธุรกิจรับสร้างบ้านเป็นธุรกิจบริการ เป็นธุรกิจที่ลูกค้าต้องการความมั่นใจมาก ในเมื่อเราบอกลูกค้าว่าจะสร้างเสร็จภายใน 8 เดือน ก็ต้อง 8 เดือน ราคาเท่านี้ ก็ต้องเท่านี้ วัสดุทุกอย่างต้องได้สเปค ไม่ใช่บอกอย่าง ไปใช้อีกอย่าง อย่างนี้ไม่ถูกต้อง เหมือนเราเป็นคนขี้โกง และเราจะต้องไม่สักแต่สร้างบ้าน แต่เราต้องใช้สมองในการสร้างบ้านด้วย”

“รอแยลเฮ้าส์ จึงต้องเปลี่ยนสโลแกนมาเป็นรับสร้างบ้านด้วยสมอง เพราะเราเชื่อตามนั้นจริงๆ บางบริษัทที่ล้มหายตายจากไปในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ เป็นเพราะเขาไม่ทำตามสัญญา ไม่ใช้สมองในการสร้างบ้าน หรืออาจขยายการลงทุนจนเกินตัว ถึงได้ประสบภาวะเศรษฐกิจ”

“ขณะที่บริษัทเรา โตขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งต้องหยุดการเติบโต ดังนั้น พอเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เราจึงหยุดทบทวนตัวเอง และมองว่าสิ่งที่จะทำให้บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืนคือต้องมุ่งพัฒนาคน เพราะคนเป็นทรัพยากรสำคัญที่สุด”

“เพราะหากบุคลากรมีความคิดดี วิสัยทัศน์ดี เข้าใจลูกค้า และมองกลเกมการตลาดออก โอกาสที่จะ Keep Connection ให้อยู่กับเราตลอดไป จึงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป”

เพียงแต่การหยุดกวาดบ้าน ถูบ้านครั้งนั้น กลับทำให้หลายเสียงในแวดวงอสังหาริมทรัพย์เล็ดลอดออกมาให้ “ศักดา” ได้ยินว่า‚สงสัยรอแยลเฮ้าส์คงจะแย่เหมือนกัน เพราะไม่เห็นรับสร้างบ้านให้ใครเลย

ที่สุด แผนการตลาดแบบคูณ 2 จึงเกิดขึ้น ด้วยการเดินเครื่องรับสร้างบ้านเป็นเท่าทวีคูณ จนทำให้เสียงลือเสียงเล่าอ้างเงียบกริบลงทันที

มากไปกว่านั้น “ศักดา” ยังตอกย้ำเสียงลือเสียงเล่าอ้าง ด้วยการเปิดอีก 1 บริษัท เพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริเวณถนนราชพฤกษ์ และที่อื่นๆ ตามมาอีก

คือ บริษัท บีทูบี

ซึ่งถึงวันนี้ ไม่เพียงสถานะของรอแยลเฮ้าส์ และบีทูบีจะแข็งแรงอย่างเต็มกำลัง หากสถานะทางการเงินของทั้ง 2 บริษัทยังแข็งแรงมากกว่าเดิมด้วย

เป็นความแข็งแรงที่ใครจะเชื่อล่ะว่า “ศักดา” เป็นผู้บริหารที่ไม่เคยผ่านด่านวิศวกร และสถาปนิกเลย แต่สามารถนำประสบการณ์ที่ผ่านมา มาหลอมรวมจนทำให้บริษัท รอแยลเฮ้าส์ จำกัด กลายเป็นที่ยอมรับของตลาด

เป็นที่ยอมรับของผู้คนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์

จนทำให้วันหนึ่งเขาจึงมีโอกาสนั่งตำแหน่งนายกสมาคมรับสร้างบ้าน และมีโอกาสทำให้ใครที่ไม่รู้จัก “ศักดา” ก็ต่างทราบว่าเขาเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของความเป็นมืออาชีพทางด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จริงๆ

ซึ่งไม่ธรรมดาจริงๆ?

 

ส่องอนาคต “ประตูน้ำ” ก้าวสู่ฮับ “ธุรกิจแฟชั่นระดับโลก” 2011/05/02

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 16 ฉบับที่ 267

เล็งทำเลธุรกิจ

ทีมอสังหาฯ ประชาชาติฯ

ส่องอนาคต “ประตูน้ำ” ก้าวสู่ฮับ “ธุรกิจแฟชั่นระดับโลก”

ด้วยศักยภาพของพื้นที่ที่เป็นย่านธุรกิจการค้าใหญ่ในทำเลใจกลางเมือง เป็นแหล่งค้าปลีกค้าส่งที่ขึ้นชื่อ และเป็นที่รู้จักของลูกค้าทั้งภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่นไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องประดับ ตกแต่ง สินค้าเครื่องหนัง โอท็อป เอสเอ็มอี ฯลฯ หลายสิบปีที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ “ประตูน้ำ” ก็ยังคงความคึกคักและเป็นแหล่งรวมของผู้ประกอบการ ตลอดจนพ่อค้า แม่ค้า รายกลางรายเล็ก รวมทั้งผู้ซื้อรายย่อยไม่เปลี่ยนแปลง 

ที่น่าจับตามองคือการเข้ามาลงทุนของห้างค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่โดยกลุ่มทุนธุรกิจหลายรายช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บวกกับการเปิดให้บริการโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรลลิงก์ ซึ่งเป็นโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนเชื่อมระหว่างกรุงเทพฯ และสนามบินสุวรรณภูมิ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดใจนักธุรกิจนักลงทุนมากขึ้น ไม่รวมโปรเจ็คต์ขนาดใหญ่อย่าง โครงการ “มักกะสันคอมเพล็กซ์” บนที่ดินผืนใหญ่ 571 ไร่ มูลค่าการลงทุนกว่า 2.8 แสนล้านบาท มีทั้งที่อยู่อาศัย โรงแรม ออฟฟิศ และพื้นที่ในเชิงพาณิชย์ ที่การรถไฟฯ มีแผนจะพัฒนาในอนาคต โดยอาจจะลงทุนเอง ร่วมทุนกับเอกชน หรือเปิดให้เอกชนเข้ามาพัฒนาในรูปของสัมปทาน

นอกจากศักยภาพของพื้นที่แล้ว ปัจจัยที่กลายเป็นแรงดึงดูดใจให้นักธุรกิจและนักลงทุนเข้าไปลงทุน ใน “ประตูน้ำ” ส่วนหนึ่งยังมาจากการกำหนดนโยบายและทิศทางในการพัฒนาเมือง ในยุคที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร นั่งเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ต้องการจะเชื่อมโยงการพัฒนาทำเล “ประตูน้ำ” กับแหล่งธุรกิจการค้าหลักย่านใจกลางเมืองอย่าง “ราชประสงค์” ซึ่งเป็นศูนย์รวมของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ที่เจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางจนถึงระดับบน โดยเฉพาะชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นสยามดิสคัฟเวอรี่ สยามพารากอน เกษรพลาซ่า เซ็นทรัลเวิลด์ ฯลฯ

ตามโมเดลที่ต้องการปั้นให้ “ราชประสงค์” กับ “ประตูน้ำ” กลายเป็นช็อปปิ้งสตรีตในอนาคต หลังจากก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จในการเชื่อมโยงการพัฒนาระหว่างพื้นที่ “ราชประสงค์” กับ “ปทุมวัน” มาแล้ว โดยก่อสร้างสกายวอล์กเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว และผู้ที่สัญจรไปมา ด้วยความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานคร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจย่านราชประสงค์ ซึ่งต้องการจะผลักดันให้ทำเลไข่แดง ย่านใจกลางเมืองแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งช็อปปิ้งในระดับเวิลด์คลาส ขณะเดียวกัน ก็มีแผนเชื่อม “ราชประสงค์” กับ “ประตูน้ำ” โดยภาคเอกชนจะลงขันกันลงทุนก่อสร้างเส้นทางสกายวอล์กอีกจุดหนึ่ง

ด้านความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการลงทุนพัฒนาโครงการของภาคเอกชนในทำเล “ประตูน้ำ” ปัจจุบันมีกลุ่มทุนทั้งเก่าและใหม่ให้เข้าไปลงทุนมากขึ้น รับแผนไต่บันไดดาวปั้น “ประตูน้ำ” ให้เป็นฮับของธุรกิจค้าส่ง แฟชั่นในระดับภูมิภาคและระดับโลก

อาทิ โครงการเดอะ แพลทินัม แฟชั่นมอลล์ ของกลุ่ม คุณสุรชัย โชติจุฬางกูร บนเนื้อที่ 7 ไร่ มูลค่าโครงการกว่า 3,000 ล้านบาท เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2548 ที่ผ่านมา เป็นศูนย์รวมธุรกิจเสื้อผ้าและแฟชั่นครบวงจร มีร้านค้าเปิดให้บริการกว่า 2,000 ร้าน เนื้อที่ใช้สอยรวมกว่า 110,000 ตารางเมตร

ประกอบด้วย ชั้นใต้ดิน แบ่งเป็นโซนเสื้อผ้าแฟชั่นสตรี และยีนส์ ชั้น 1 เสื้อผ้าแฟชั่นสตรี ชั้น 2 เสื้อผ้าแฟชั่นสตรี ชั้น 3 เสื้อผ้าแฟชั่นสตรี ชั้น 4 เสื้อผ้าแฟชั่นสตรีและบุรุษ ชั้น 5 เสื้อผ้าเด็ก เครื่องประดับ ศูนย์รวมกิ๊ฟต์ช็อป ชั้น 6 ศูนย์อาหาร แพลทินัม ฟู้ด เซ็นเตอร์ และของที่ระลึก ชั้น 7-10 ที่จอดรถกว่า 1,500 คัน ชั้น 11 สำนักงาน เดอะ แพลทินัม แฟชั่นมอลล์ และชั้น 12-23 เป็นคอนโดมิเนียมสำหรับพักอาศัย

ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดพื้นที่ในโซนใหม่ขนาดเนื้อที่กว่า 40,000 ตารางเมตร ภายใต้แนวคิด “ศูนย์รวม เครื่องหนัง กระเป๋า และรองเท้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย”

ภายในโครงการที่เปิดใหม่พื้นที่ใช้สอยประกอบด้วยพื้นที่ส่วนที่เป็นพลาซ่าจำนวน 5 ชั้น มีร้านค้าเสื้อผ้า แฟชั่นรวมทั้งหมด 200 ร้าน ศูนย์รวมแฟชั่นเครื่องหนัง กระเป๋า และรองเท้ากว่า 300 ร้าน นอกจากนั้น ยังมีส่วนของโรงแรม The Novotel Platinum Hotel ขนาด 283 ห้อง สำหรับรองรับลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ

โครงการเดอะ วอเตอร์เกต พาวิลเลี่ยน ของบริษัท โอเวอร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด ของกลุ่ม คุณสันติ พร้อมพัฒน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 3-0-57 ไร่ มูลค่าลงทุนกว่า 5,500 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างปลายปี 2553 คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปลายปี 2554 รูปแบบโครงการเป็นศูนย์การค้าทั้งค้าปลีกและค้าส่ง ขนาดเนื้อที่ใช้สอยกว่า 60,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยพื้นที่ค้าในเชิงพาณิชย์และโรงแรม

ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดให้ลูกค้าผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งจองซื้อ โดยวางเงินจอง 50,000 บาท โฟกัสนักลงทุนและกลุ่มลูกค้าซึ่งเป็นผู้ประกอบการในวงการแฟชั่นโดยเฉพาะ ด้วยการชูจุดขาย เป็นอาณาจักรแฟชั่นค้าส่งแห่งใหม่ในทำเล “ประตูน้ำ”

นอกนั้นมี โครงการประตูน้ำเซ็นเตอร์ ของกลุ่มเจ้าของตลาดโบ๊เบ๊-สยามแก๊ส ที่รีโนเวตพื้นที่ศูนย์การค้าใหม่ ประกอบด้วยพื้นที่ส่วนที่เป็นพลาซ่าจำนวน 3,000 ยูนิต และโรงแรม โครงการกรุงทองพลาซ่า 1-2 ของกลุ่มทุนธุรกิจสิ่งทอ โครงการซิตี้คอมเพล็กซ์ของกลุ่ม คุณมานิต เอื้อทวีกุล โครงการใบ หยก 1 และ 2 ของตระกูลใบหยก โครงการพันธุ์ทิพย์ พลาซา ของกลุ่ม คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าพ่อน้ำเมา ที่ปัจจุบันหันมาเน้นลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งศูนย์การค้า โรงแรม โครงการที่พักอาศัยทั้งแนวราบและแนวสูง นิคมอุตสาหกรรม และที่ดินที่พัฒนาในรูปของโครงการเกษตรกรรม ฯลฯ ไม่นับรวมโครงการคอนโดมิเนียม โรงแรม ซึ่งมีทั้งโปรเจ็คต์เก่า และโครงการที่เปิดตัวใหม่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

ทั้งหมดนี้ น่าจะช่วยผลักดันให้”ประตูน้ำ” ก้าวไปสู่ฮับทางด้านแฟชั่นได้เต็มรูปแบบตามที่หน่วยงาน ภาครัฐและเอกชนตั้งเป้าไว้ภายในอนาคตอันใกล้นี้ พร้อมๆ กับเป็นทางเลือกและเปิดโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่ รายกลาง รายเล็ก

 

ประกาศจากครู 2011/05/02

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 16 ฉบับที่ 267

ปั้นน้ำเป็นเงิน

เชษฐา ใจใส

ประกาศจากครู

เนื่องด้วยปัญหาต่างๆ ในด้านวัตถุดิบในการปรุงเครื่องดื่มไม่ว่าจะเป็นกาแฟร้อน กาแฟเย็น นมโคสดแท้ ล้วนเป็นปัญหาใหญ่สำหรับร้านค้าทั้งนั้น ที่เป็นอย่างนั้นเพราะหาซื้อวัตถุดิบยากลำบาก ถึงหาซื้อได้ก็อาจจะได้เป็นของเทียมและเลียนแบบ

ดังตัวอย่างกาแฟ ผู้อ่านที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าบางท่านคงจะไม่รู้หรอกว่า บางบริษัทนั้นผูกขาดการขายเม็ดกาแฟขนาดไหน บริษัทบางที่ทำกาแฟตั้ง 10 ชื่อ ซึ่งแต่ละชื่อไม่ซ้ำกันเลย แต่แหล่งที่มาของกาแฟนั้นจะเป็นแหล่งเดียวกัน

บริษัทยักษ์ใหญ่จะไม่สะเทือนหรอกครับ เพราะทุนหนา แล้วเอาเม็ดกาแฟที่ได้มาคั่วบด ผสมใส่ไอ้โน่นน้อยบ้าง ไอ้นี่มากบ้าง คั่วอ่อนผสมคั่วแก่ คั่วแก่ผสมคั่วเข้ม ผสมกันเข้าไปมั่ว จนได้รสชาติที่เขาต้องการออกมา แล้วจึงมาตั้งราคาขายกันตามชอบใจ

ผู้เขียนชอบไปเที่ยวตลาดเช้าทางภาคใต้ของประเทศไทย เพราะแต่ละที่จะมีอาหารต่างๆ ที่เจ้าของร้านบรรจงปรุงแต่งเพื่อให้ลูกค้ามีความพอใจ ซาลาเปาก็อร่อย ติ่มซำ บักกุ๊ดเต๋ หมูย่าง ซึ่งไม่คิดว่าจะไปกับกาแฟได้ แต่มันก็เป็นไปได้แล้วและอร่อยลงตัว

ส่วนภาคอื่นๆ ก็ใช่ย่อย มีของอร่อยรับประทานควบคู่กับกาแฟทั้งนั้น แต่ผู้อ่านจะทราบหรือไม่ว่ากาแฟแต่ละสถานที่หรือแต่ละภาคนั้น บางร้านก็อร่อย บางร้านก็ไม่อร่อย บางร้านก็เหม็นสาบ บางร้านก็ขมปี๋ บางร้านก็เปรี้ยว

กลิ่นสาบนั้นเกิดได้จากหลายประการ ไม่เฉพาะแค่ขี้แมลงสาบเท่านั้น ส่วนประกอบในการผสมกาแฟคั่วโบราณก็มีส่วนช่วยให้สาบให้เปรี้ยวได้เหมือนกัน ผู้เขียนรู้จักกับเซียนกาแฟโบราณมาตั้งแต่สมัยโบราณก็ว่าได้ อ้อ! ลืมไป รู้จักเขาฝ่ายเดียว นั่นก็คือ กาแฟตรางูเห่า เบอร์ 2 ถุงสีน้ำเงิน ที่ผู้เขียนใช้มาตลอด และมั่นใจในคุณภาพของกาแฟสูตรนี้ว่า อร่อย เข้ม หอม เนื้อกาแฟเยอะ จึงมีความหอมเป็นพิเศษ ยิ่งเมื่อนำมาผสมกับกาแฟสดเข้มๆ ด้วยแล้ว ผู้เขียนรับรอง อร่อย หอม รสชาติจะเป็นที่ติดอกติดใจผู้ดื่มเป็นพิเศษ

ไหนๆ พูดถึงเรื่องกาแฟกันแล้ว เรามาพูดถึงคนคั่วกาแฟและขายเม็ดกาแฟกันบ้างดีกว่า คนคั่วกาแฟนั้น ผู้อ่านคิดว่ามีแต่รายใหญ่ๆ ที่มียี่ห้อดีๆ เท่านั้นใช่ไหมครับ กาแฟถึงจะมีความหอม ข้อนี้ผู้เขียนขอเถียงเลยครับว่า ผิดถนัด คนคั่วกาแฟรายเล็กๆ ก็มี และใช้กาแฟชนิดคัดพิเศษ ซึ่งผู้เขียนได้ชิมแล้วและติดใจจริงๆ นั่นก็คือกาแฟดอยช้าง

ก่อนที่ผู้เขียนจะสัมภาษณ์ผู้จำหน่ายรายนี้ ผู้เขียนได้ชู 3 นิ้ว ปฏิญาณตนแบบลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ว่า กาแฟที่ท่านคั่วจำหน่ายนั้นเป็นกาแฟดอยช้างโดยแท้ ซึ่งเขารับปากว่าเป็นกาแฟดอยช้างแท้ๆ ตกลงว่าผู้เขียนเชื่อสนิทเลยครับ เพราะกิตติศัพท์ของกาแฟดอยช้างนั้นเป็นที่เลื่องลือและหอมจริงๆ เปิดถุงออกมาก็หอมฉุยไปทั้งบ้าน และมีมาตรฐานสูง ผู้เขียนยังนำมาใช้บดเพื่อผสมแทนกาแฟตุงฮูที่หาซื้อยากๆ

คราวนี้มารู้จักคนคั่วกาแฟที่เป็นข้าราชการไทยเกษียณอายุกันดีกว่า ท่านชื่อ คุณสมชาย ตระกูลแพทย์ ท่านทำงานที่องค์การระหว่างประเทศ ใช้ชีวิตอยู่แต่เมืองนอกตลอด ซึ่งท่านเป็นคอกาแฟตัวยง ผู้เขียนสัมภาษณ์ท่านว่า ทำไมถึงคั่วกาแฟเป็น ผู้เขียนได้รับคำตอบจากท่านว่า ครั้งแรกที่ลองคั่วกาแฟนั้น ท่านอยู่ต่างประเทศ อยากดื่มกาแฟสด ซึ่งสมัยนั้นหายากในต่างแดน บางทีท่านได้หอบหิ้วเม็ดกาแฟไปจากประเทศไทย วิธีคั่วของท่านผู้เขียนฟังแล้วทึ่ง คือท่านใช้เครื่องคั่วป๊อปคอร์น (คั่วข้าวโพด) มาใช้คั่ว ผลปรากฏว่า ใช้ได้ผลแต่ไม่ดีเท่าที่ควร เรียกว่าพอดื่มแก้อยากได้

ตั้งแต่นั้นมาคุณสมชายเริ่มศึกษาการคัดสรรเม็ดกาแฟและสายพันธุ์ต่างๆ จนชำนาญ แล้วนาทีทองของท่านก็มาถึง นั่นก็คือการเกษียณอายุราชการ นี่แหละที่คุณสมชายได้นำวิชาการต่างๆ ที่ถูกต้องมาทำอาชีพใหม่คือ การขายเม็ดกาแฟ โดยได้รับการส่งเสริมจากกรมวิชาการเกษตร บวกกับภาคเอกชนได้คิดค้นผลิตเครื่องคั่วกาแฟแบบชนิดได้มาตรฐาน แต่ราคาย่อมเยา เพื่อให้คุณสมชายได้เริ่มชีวิตใหม่

คุณสมชายเป็นคนใจดี มีคุณธรรม ซื่อสัตย์ สุจริต ฉะนั้น กาแฟของท่าน ผู้อ่านที่อยากจะลองซื้อไปใช้ดูนั้นจึงไว้ใจได้ ผู้เขียนยังติดใจเลยครับ ดังนั้น ผู้เขียนจึงได้แนะนำให้อาจารย์กิติพลซึ่งผู้เขียนเป็นเพื่อนร่วมสาบานกับท่านว่า จะซื่อสัตย์สุจริตกับลูกค้า จะไม่คดโกงและจะต้องนำสิ่งดีๆ เท่านั้นมาเสนอลูกค้า

เมื่ออาจารย์กิติพลได้มาพบคุณสมชาย สิ่งดีๆ จึงเกิด นั่นก็คือ คุณสมชายเก่งเรื่องกาแฟคั่ว ไม่ว่าสายพันธุ์อะไร ส่วนอาจารย์กิติพลมีหน้าร้าน “ค็อฟฟี่แอทโฮม” อยู่ถนนเฉลิมพระเกียรติ ทางไปสวนหลวง ร.9

ธุรกิจใหม่ของคุณสมชายจึงเกิดขึ้นมาโดยมีอาจารย์กิติพลเป็นคนจัดจำหน่ายให้ในราคายุติธรรม ไม่เบียดเบียนใคร หากินแบบพอเพียง ร้านของอาจารย์กิติพลจอดรถสะดวก ไม่ต้องกลัวรถหาย ในร้านมีอุปกรณ์กาแฟของต่างประเทศครบครันที่สุด แถมยังมีราคาถูกอีกด้วย ที่เป็นเช่นนั้นเพราะอาจารย์กิติพลใช้บ้านเป็นหน้าร้าน จึงไม่เสียค่าเช่า ดังนั้น จึงขายสินค้าแบบสบายๆ ถูกๆ ชิลชิล

อ้อ! คุยเรื่องอาจารย์กิติพลมากไปหน่อย เรามาเข้าเรื่องเมล็ดกาแฟกันต่อ กาแฟของคุณสมชายเป็นกาแฟระดับ SME คือมีโรงงานอยู่ในครัวเรือน ทำกับครอบครัว ลูกเต้า ฉะนั้น วอลุ่มการผลิตจึงน้อย เพราะต้องทำครั้งละไม่กี่กิโลกรัม นี่แหละคือผลดีที่เราจะได้กาแฟสดๆ ใหม่ๆ หอมชนิดติดปลายจมูกกันเลยครับ โดยเฉพาะอาราบิก้าแท้ๆ จากดอยช้าง ผู้อ่านสามารถสั่งซื้อกาแฟดอยช้างของคุณสมชายได้ที่อาจารย์กิติพล หรือจะซื้อกับผู้เขียนเองก็ได้ ถ้าแฟนๆ ยังเมตตาผู้เขียนอยู่ เพราะผู้เขียนยังต้องการกำลังใจจากแฟนๆ คอลัมน์หรือลูกศิษย์ลูกหาอีกมากมาย เพราะน้องฟ้าใสเริ่มโตแล้ว ผู้เขียนจะได้มีเงินเพื่อไปส่งเสียให้น้องเรียนหนังสือครับ

ลืมบอกไป กาแฟสูตรบูรณาการแท้ๆ ของผู้เขียนเอง ทำมากับมือ ของแท้ๆ ใช้วัตถุดิบชั้นดี มีความดี ความซื่อสัตย์ใส่ลงไปด้วย กำลังจะเริ่มออกจำหน่ายแล้วครับ ราคาไม่แพง มี 3 เกรดคือ สูตรลูกทุ่ง สูตรลูกกรุง และสูตรสากล ส่วนชานั้นเราใช้ชาอัสสัมแท้ๆ หรือชาซีลอนจากศรีลังกามาผสมเอง สิ่งที่ผู้เขียนเขียนมานี้ ถ้าไม่อร่อยจริง ขายแล้วไม่รวย เราไม่ต้องมานับถือเรียกผู้เขียนว่าอาจารย์ เพราะผู้เขียนเป็นครู ไม่ใช่พ่อค้า ฉะนั้นแล้ว สิ่ง 3 อย่างที่ต้องเชื่อถือคือ พ่อ แม่ ครู อาจารย์ ใครไม่เชื่อไม่ต้องเชื่อ

เกือบลืม กาแฟ 3 เกรดของผู้เขียนมีจำหน่ายที่ร้านค็อฟฟี่แอทโฮม รวมทั้งกาแฟดอยช้างของคุณสมชายด้วย สนใจติดต่อ โทรศัพท์ (081) 633-5201 อาจารย์กิติพลรับจัดส่งทั่วราชอาณาจักร หรือจะซื้อกับผู้เขียนโดยตรงก็ได้ แล้วจะได้สิทธิพิเศษคือ ผู้เขียนจะเป็นที่ปรึกษาให้ผู้อ่านฟรีๆ จนผู้อ่านชงกาแฟคล่องนั่นแหละ เราจึงจะแยกทางกัน

รักคนอ่าน

ผู้เขียนมีข่าวดีจะบอกแฟนๆ ทางภาคใต้แถบพัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี ผู้เขียนได้รับโทรศัพท์มากมายจากแฟนๆ คอลัมน์ว่า ตอนนี้กำลังเดือดร้อนหนัก เนื่องจากภัยน้ำท่วมจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว ตลอดจนขาดแคลนอาชีพที่จะทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว จึงอยากให้อาจารย์เชษฐา และอาจารย์สุจินดา เดินทางลงมาให้ความรู้เพื่อบรรเทาทุกข์ให้ชาวใต้หน่อยได้ไหม ตอนแรกรู้สึกยินดี แต่มาคิดอีกที ค่าใช้จ่ายมันเยอะมากๆ จึงปรึกษากับภรรยาดูและอยู่ในช่วงเดือนเกิดของผู้เขียน และเป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เขียนจึงปรึกษาพร้อมทั้งขออนุญาตจาก อาจารย์โอภาส เพ็งเจริญ ที่ปรึกษาศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน ว่าอยากจะไปช่วยชาวใต้ ผลปรากฏว่า อาจารย์โอภาสบอกเป็นเรื่องที่ดีและอนุญาตให้ผู้เขียนทำได้

ดังนั้น แฟนๆ ชาวใต้กรุณาลงทะเบียนเรียนวิชา “กาแฟโบราณสูตรบูรณาการ” ได้ที่ร้าน coffee @ home หาดใหญ่ตามแผนที่นี้นะครับ และผู้ที่สนใจโทรศัพท์สอบถามการลงทะเบียนล่วงหน้าที่ คุณเก่ง (086) 491-2389, (089) 656-6868ั้รับได้จำนวนจำกัด ในราคา 500 บาท แต่สามารถนำใบสมัครมาแลกซื้อสินค้าได้ในราคา 500 บาทเหมือนกัน งานนี้เท่ากับเรียนฟรี งานจะเริ่มวันที่ 26 ธันวาคมนี้ เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป จนจบงานประมาณ 13.00-14.00 น. เป็นโอกาสดีแล้วนะครับ เชิญลงทะเบียนเรียนกันได้แต่เนิ่นๆ งานนี้สอนครบจนเปิดร้านใหญ่ๆ ได้เลยนะครับ

 

ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน มุ่งมั่นพัฒนาคน พัฒนาอาชีพ สร้างเถ้าแก่ใหม่ปีละกว่า 1 หมื่นคน 2011/05/02

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 16 ฉบับที่ 267

อบรมฉบับนี้

ลุงพร ชอนอาชีพ

ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน มุ่งมั่นพัฒนาคน พัฒนาอาชีพ สร้างเถ้าแก่ใหม่ปีละกว่า 1 หมื่นคน

วันเวลาได้เดินทางมาถึงเดือนสุดท้ายของปี 2553 และฉบับนี้ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2554 ถ้าเป็นบริษัทห้างร้านต่างๆ ก็จะเริ่มเก็บงาน สรุปงาน ดูว่ารายรับรายจ่ายเป็นอย่างไร ที่ผ่านมามีจุดแข็งจุดอ่อนตรงไหน มีอะไรต้องปรับปรุงแก้ไข ทั้งหลายทั้งหมดก็จะนำไปสู่การจัดทำแผนงานใหม่ว่าจะก้าวไปสู่จุดใด เช่นเดียวกับศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน ได้มีการสรุปทบทวนว่าที่ผ่านมานั้นเราจะต้องปรับปรุงในเรื่องอะไรบ้าง โดยเฉพาะในเรื่องการให้บริการ และการต้อนรับ รวมทั้งหลักสูตรต่างๆ ที่จะต้องเข้มข้น และหาหลักสูตรใหม่ๆ เข้ามาเสริม ซึ่งจะได้รายงานให้ทราบความคืบหน้าเป็นระยะๆ แต่ขอย้ำว่าภาพลักษณ์ใหม่ของศูนย์อาชีพฯ มติชน จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ภายใต้ปรัชญาการดำเนินงาน “มุ่งมั่นพัฒนาคน พัฒนาอาชีพ” ที่ได้ยึดเป็นหลักเสมอมา และจะยังคงดำเนินต่อไป

ในฉบับนี้นั้นผมขอนำภาพบรรยากาศที่เกิดขึ้นในรอบปีมาให้ได้ชมกัน ซึ่งในรอบปีมานี้ผู้เข้าอบรมอาจจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องด้วยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่โดยรวมถือได้ว่าบรรยากาศยังคงคึกคัก การเรียนการสอนยังคงเข้มข้นเหมือนเดิม และมีความยินดีที่จะบอกว่าเราได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้บริการมากขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะตัวเลขผู้เข้าอบรมที่ได้รวบรวมไว้ นับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา จนถึงปี 2552 มีผู้เข้าอบรมปีละไม่น้อยกว่า 10,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีสมาชิกประจำ หรือแฟนพันธุ์แท้เกิดขึ้นมากมาย ดังที่ได้จัดเก็บรวบรวมข้อมูลเอาไว้ พบว่าบางท่านมาเรียนมากกว่า 100 วิชา ซึ่งผมได้มีโอกาสพูดคุยกับหลายๆ ท่านที่มาเรียนเป็นประจำ ทำให้ทราบว่ามีความประทับใจต่อการจัดอบรมอาชีพอยู่ในระดับที่ดี และได้ให้คำแนะนำต่างๆ ที่เป็นประโยชน์มากมาย

จำนวนผู้เข้าอบรม ปี 2547-2552

ปี2547 /จำนวนคน 10,012

ปี2548 //จำนวนคน 13,451

ปี2549 //จำนวนคน 10,537

ปี2550 //จำนวนคน 11,007

ปี2551 //จำนวนคน 11,996

ปี2552 //จำนวนคน 13,085

10 อันดับ ผู้เข้าอบรม กับศูนย์อาชีพฯ มติชน มากที่สุด

ลำดับที่ /ชื่อ ผู้เข้าอบรม /จำนวนครั้งที่เรียน

1.คุณเปรมฤดี ร่วมวงศ์ /118 ครั้ง

2.คุณวิไล นุกูลเอื้ออำรุง /116 ครั้ง

3.คุณสกนธ์ ท่าม่วง /93 ครั้ง

4.คุณดำรงค์รัตน์ ประมวลวงศ์ /91 ครั้ง

5.คุณดวงพร ลาภจิรานนท์ /82 ครั้ง

6. คุณทศพร พิสิษฐ์กุล/75 ครั้ง

7.คุณธัญญพัทธ์ เพ็นนี่ย์ /66 ครั้ง

8.คุณสุนันทา วัฒนาศิริพานิช /66 ครั้ง

9.คุณพัชรีรัตน์ ภัทรธีรทิพย์ /60 ครั้ง

10.คุณนุชนาฎ สถาพรพิสิทธิ์ / 60 ครั้ง

หมายเหตุ ข้อมูลปี 2544-2553

ผมขอยกตัวอย่างเรื่องราวของแฟนพันธุ์แท้ 2 ท่านที่มาเรียนกันเป็นประจำ 

ท่านแรกเป็นสุภาพสตรี มีนามว่า คุณเปรมฤดี ร่วมวงศ์ มาเรียนทั้งหมด 118 ครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นผู้เรียนที่มียอดรวมสูงสุดในปี 2553

“แรกเริ่มไปเฝ้าไข้น้องสาวที่โรงพยาบาลเปาโล หัวหิน เห็นข่าวจากหนังสือพิมพ์ข่าวสดที่แจกให้กับผู้ป่วยตามห้องต่างๆ เปิดอ่านดูมีโฆษณาโปรแกรมอบรมของศูนย์อาชีพฯ มติชน ก็เกิดความสนใจมาก

ก่อนหน้านั้นก็เคยอบรมวิชาอาหาร จำพวกขนมไทยต่างๆ และวิชาการจัดดอกไม้ ที่ทางราชการจัดที่หัวหิน

เมื่อรู้ข่าวว่ามีการจัดอบรมอาชีพของมติชน ก็รีบตรวจสอบโปรแกรมการอบรมต่างๆ ซึ่งแต่ละวิชาไม่แพงเหมือนที่คิด 1,000 กว่าบาท (ราคา 1,284 บาท) ก็รีบโทรศัพท์มาสอบถามรายละเอียดว่าเปิดสอนอย่างไร ผู้สอนเป็นใคร สถานที่อบรมอยู่ตรงไหน โอนเงินอย่างไร พอทราบรายละเอียดก็รีบสมัครทันที”

วิชาแรกที่คุณเปรมฤดี มาเรียน คือ เย็นตาโฟทรงเครื่อง เรียนเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547

“พอมาเรียนก็ประทับใจมาก จากเดิมที่ไม่ได้คาดหวังสูงนัก เพราะคิดว่าคนสอนจะเปิดเผยสูตรของตัวเองหรือ ไม่ได้คิดว่าเงินแค่พันกว่าบาท จะได้สูตรเย็นตาโฟที่ครบเครื่อง แต่เมื่อได้มาเรียนจริงๆ ก็ผิดคาด เพราะว่าคนที่มาสอนเป็นแม่ค้าจริงๆ ไม่ได้เป็นคนที่แค่ทำเป็น หรือเป็นนักวิชาการอย่างที่เคยเรียนมา

มีการเรียนทั้งทฤษฎี และภาคปฏิบัติ…ผู้สอนจะสาธิตการทำก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟให้เห็นทุกขั้นตอน ว่าจะต้องเติมเครื่องปรุงอะไรบ้าง สัดส่วนการเติมแค่ไหน จะเป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน รวมทั้งเคล็ดลับต่างๆ ก็สามารถเรียนได้ใน 1 วัน

นอกจากนี้ เขายังแนะนำเรื่องการลงทุนเปิดร้านว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี ใช้เงินมากน้อยแค่ไหน ไปซื้ออุปกรณ์ได้ที่ไหนบ้าง รวมทั้งการเลือกทำเลที่เหมาะสมเพื่อเปิดร้าน แถมผู้สอนยังมีเบอร์โทรศัพท์เอาไว้ให้ปรึกษา เวลาออกไปเปิดร้านขายจริงๆ

การเรียนในครั้งแรกจึงรู้สึกตื่นเต้นมาก ไม่คิดมาก่อนว่าจะได้รับความรู้ครบครัน ซึ่งจากที่เคยไปเรียนก่อนหน้านั้นก็ได้ไม่มากเท่านี้

วิชาต่อมาจึงเกิดขึ้นเรื่อยๆ เช่น ลูกชิ้นปลาสูตรโบราณ แซนด์วิช โจ๊กหมู ก๋วยเตี๋ยวเรือ ข้าวมันไก่ฮ่องเต้ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นเมืองทอง ข้าวหมูแดงหมูกรอบ น้ำผลไม้และสมุนไพรบรรจุขวด ฯลฯ ชนิดที่เรียกว่ามีวิชาที่เปิดใหม่เมื่อไร โดยเฉพาะวิชาด้านอาหาร จะรีบสมัครเรียนแทบจะทุกวิชาก็ว่าได้

นอกจากวิชาด้านอาหาร ยังเรียนวิชาด้านสปาและความงาม วิชาศิลปะประดิษฐ์ประเภทต่างๆ ยกเว้นวิชาประเภทช่างเทคนิคเท่านั้นที่ไม่ได้เรียน”

อาจจะมีหลายท่านสงสัยว่าเรียนไปมากมายขนาดนี้ จะเอาเวลาไหนไปทำขาย…

คุณเปรมฤดี บอกว่าที่มาเรียนทุกวิชาไม่ได้คิดว่าจะไปทำขายในทันที แต่เป็นเพราะตนเองชื่นชอบการเรียนเป็นชีวิตจิตใจ และอาจจะมีผลสืบเนื่องมาจากงานประจำที่เคยรับราชการเป็นครูมานานถึง 27 ปีเต็มๆ (เพิ่งลาออกตามโครงการลาออกก่อนเกษียณ เมื่อปี 2547) จึงสนใจที่จะเรียนรู้และจดบันทึกเกี่ยวกับสูตรอาหารต่างๆ เป็นพิเศษ

“ความรู้ที่ได้มาจะเก็บไว้ในแฟ้มเอกสารอย่างดี ตั้งใจว่าสักวันหนึ่งเมื่อจำเป็นก็จะนำออกมาใช้ ตอนนี้จะใช้บ้างก็แค่ทดลองทำกินในครอบครัว หรือทำเลี้ยงในงานบุญที่วัด เพราะตนเองเป็นคนชอบทำบุญ สิ่งที่ทำได้คือ การทำอาหารถวายวัด บางครั้งได้เลี้ยงคนเยอะๆ วัดที่มักไปทำบุญบ่อยๆ คือ วัดอ้อน้อย จังหวัดนครปฐม”

อย่างไรก็ดี วิชาความรู้ที่มีอยู่กำลังจะได้ใช้อย่างเป็นทางการ

“วันนี้…ลูกสาวทำงานอยู่ร้านสตาร์บัคส์ สาขาหัวหิน จะออกมาทำอาชีพส่วนตัว ก็มีความตั้งใจว่าความรู้ที่ตนเองมีอยู่จะถ่ายทอดให้กับลูกสาว…แฟนเขาก็เคยทำงานประจำ แต่ได้ลาออกมาทำอาชีพส่วนตัว คือขายข้าวมันไก่ แต่เป็นสูตรจากแม่ของเขาที่สืบทอดกันมา เราก็เลยอยากให้สูตรเขาบ้าง จึงได้แนะนำเรื่องการหุงข้าวที่แต่เดิมเขาจะใช้น้ำมันหมูเจียวแต่ว่ามันไม่อร่อยเท่ากับที่เราได้เรียนมากับศูนย์อาชีพฯ มติชน บอกเขาว่าของแม่อร่อยนะ เขาจึงลองทำตามที่เราแนะนำคือใช้น้ำมันไก่เจียว ปรากฏว่าข้าวมันไก่หอมอร่อยขึ้น หลังจากนั้น ก็ใช้สูตรน้ำมันไก่เจียวหุงข้าวตลอดมา และเป็นที่ติดอกติดใจของลูกค้ามาก”

ใครอยากไปชิม ร้านตั้งอยู่ที่ บ้านบ่อนไก่ เลยสถานีรถไฟหัวหินไปนิดหนึ่ง ขายตั้งแต่ตอนเย็นจนเที่ยงคืน ถึงตี 1

“เราจะให้ลูกสาวไปขายโจ๊กเสริมในช่วงเย็นและหัวค่ำ ขายคู่กับแฟนเขา…

พูดถึงการเรียนวิชาโจ๊กหมู ขอบอกว่าประทับใจมาก อร่อยมาก คิดว่าเท่าที่ชิมโจ๊กมา อร่อยที่สุดก็ว่าได้…นี่ก็กำลังหาเบอร์โทรศัพท์อาจารย์ผู้สอน เพื่อสอบถามเพิ่มเติมนิดหน่อย เพราะว่าเรียนมานานนับปีแล้ว คือตั้งใจว่าลูกสาวลาออกจากงานช่วงต้นปีก็จะเปิดขายเลย”

เกือบลืมบอกไปว่า การเดินทางมาเรียนของคุณเปรมฤดี ไม่ได้เป็นเรื่องที่ง่ายแต่อย่างใด เพราะต้องเดินทางมาจากหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง

“ตื่นตั้งแต่ตี 2 นั่งรถทัวร์เที่ยวแรก ตี 3 ออกจากหัวหิน มาลงที่สถานีขนส่งสายใต้ จากนั้นขึ้นรถเมล์สาย 66 มาลงที่หน้าหมู่บ้านชลนิเวศน์ นั่งมอเตอร์ไซค์ต่อเข้ามาที่ศูนย์อาชีพฯ มติชน พอเรียนจบก็เดินทางกลับในเย็นวันนั้น

แต่ก่อนเรียน 2 วันก็เดินทางไป-กลับ ไม่มีที่พัก เพิ่งมาเมื่อ 2 ปีนี่เอง ที่ญาติมาทำงานที่ย่านเมืองทองและซื้อบ้านก็เลยอาศัยญาติพักในวันที่มาเรียน เช่น เรียนวันเสาร์จะมาตั้งแต่วันศุกร์ พอเรียนจบก็เดินทางกลับ ค่ารถทัวร์ไป-กลับ 320 บาท

การเดินทางมาแต่เช้าทำให้มีปัญหาสุขภาพอยู่บ้าง มีอยู่ครั้งหนึ่งถึงกับป่วยเป็นไข้ระหว่างเรียน พอเจ้าหน้าที่ทราบก็ไปหายามาให้รับประทาน ทำให้รู้สึกประทับใจมาก”

นอกจากการเรียนวิชาชีพที่ศูนย์อาชีพฯ มติชน แล้ว คุณเปรมฤดี บอกว่าไม่เคยไปเรียนที่ศูนย์อาชีพแห่งไหน หรือสถาบันอื่นๆ แม้ว่าจะมีเพื่อนๆ ชวนอยู่บ้าง

“เพราะรักเดียวใจเดียว…เชื่อมั่นศูนย์อาชีพฯ มติชน มาก ประทับใจที่มีอาจารย์ผู้สอน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนทำการค้าขายอยู่จริงๆ”

สำหรับคำแนะนำที่เป็นข้อคิดก็คือว่า…

“เพื่อนๆ หลายคนที่มาเรียน บางคนอยู่ไกลมากๆ ไกลยิ่งกว่าตนเองเขายังมาได้ บางคนถึงกับนั่งเครื่องบินมาเรียนก็มี แถมบางคนถึงกับกู้หนี้ยืมสินมาเรียนก็มี…จึงอยากได้สูตรที่เป็นการค้าจริงๆ กลับไปต้องทำได้จริง ไม่ใช่เรียนในห้องเรียนก็อย่างหนึ่งแต่กลับไปทำมาค้าขายไม่ได้ อย่างนี้ไม่เอา…”

ใครที่ได้ยินได้ฟังคุณเปรมฤดี พูดไว้ก็คงจะได้คำตอบว่าทำไมจึงมาเรียนกันบ่อยๆ…แต่ก็ใช่ว่าทุกวิชาจะประทับใจทั้งหมด มีบ้างเหมือนกันที่ไม่ได้ตามที่ตั้งใจ

แน่นอนว่า ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน ต้องน้อมรับคำติติง เพื่อที่จะได้ปรับปรุงแก้ไขกันต่อไป

“ทำตามสูตร…เป๊ะๆ ตรงๆ ใช้ได้เลย”

คุณสกนธ์ ท่าม่วง

ผู้มาเรียน 93 วิชา

ก่อนที่ผมจะมาสนใจเรียนทำอาหารที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน ผมมีอาชีพเสริมทางด้านการซ่อมวิทยุโทรทัศน์ วิดีโอ มีความจำเป็นต้องตระเวนหาซื้ออะไหล่ต่างๆ ตั้งแต่แถวบ้านหม้อ คลองถม นิวโอเดียน ครอบคลุมทั้งถนนเจริญกรุง ถนนเยาวราช ตรอกสำเพ็ง แหล่งสินค้าทั้งปลีกและส่ง ผมรู้ค่อนข้างมาก และก็ช่างเป็นอะไรที่บริเวณเหล่านี้มีของกินที่มีรสชาติอร่อยๆ มากมาย ยิ่งตอนกลางคืนด้วยแล้ว พวกเซียนออกมาโชว์ฝีมือกันหลายเจ้า ร้านไหนอร่อยก็มักจะไปกินเป็นประจำ จำพวกที่พอใช้ได้ไม่ค่อยจะมี

ครั้งแรกที่ผมมาเรียนทำอาหารที่ศูนย์อาชีพฯ มติชน ก็เพราะว่าตนเองอยากกินก๋วยเตี๋ยวเรือเป็นอย่างมาก แต่หาเจ้าที่อร่อยไม่ได้ บังเอิญเปิดอินเตอร์เน็ต หรือหนังสือพิมพ์เจอว่ามีสอนทำก๋วยเตี๋ยวเรืออยู่ด้วย ก็เป็นที่เข้าใจเอาเองว่า ผู้สอนคงมือฉมังแน่ถึงกล้ามาเป็นครูสอน และก็น่าประหลาดใจให้กับตัวเองอย่างยิ่ง ผมมีหนังสือของลุงพร เล่มแรกได้อย่างไร (หนังสืออาหารทำเงิน เคล็ดลับจากครู 1) ใครให้มา พอเห็นหน้าครูครั้งแรก อ้าวนี่เหมือนในหนังสือเลย เรียนครั้งแรกกับครูโอฬาร ศรีสวรรค์ ผมยังไม่คุ้นเคยกับสถานที่ ผู้เรียนคนอื่นๆ เขาถามกันเซ็งแซ่ ครูตอบทุกคำและก็ทำให้ดู อย่างละนิดอย่างละหน่อยก็พอดีชาม รสชาติก็ถือว่าโอเค ถูกปาก สมใจอยากที่อยากกิน การเรียนในวันนั้นมีสมาธิพอสมควร สามารถเก็บรายละเอียดได้มาก ใครถามครู ครูก็บอกหมดไม่ปิดบัง มีเทคนิคอะไรครูบอกให้หมด ยังแถมวิธีการทำก๋วยเตี๋ยวน้ำใสให้ด้วย

ต่อมาผมได้เลือกเรียนหมูสะเต๊ะชาววัง ข้าวมันไก่ฮ่องเต้ โจ๊กหมู สเต๊ก 39 บาท หมูปิ้งเมืองทอง อาหารอินเตอร์ ฯลฯ ยิ่งเรียนยิ่งติดใจครู ไม่กั๊ก ไม่ปิดบัง ประสบการณ์มีเท่าไรก็บอกหมด อยากให้ลูกศิษย์ทุกคนทำเป็น ทำไม่ได้ให้โทรมาถาม และยังบอกวิธีทำอาหารอื่นๆ ให้อีกด้วย คุ้มกับค่าเรียนอย่างยิ่ง

อยากเรียนวิชาอะไรก็เปิดนิตยสารเส้นทางเศรษฐี พบว่าวิชาที่เปิดสอนส่วนมากเป็นอาหารที่เราเคยกินแถวๆ ย่านเจริญกรุง เยาวราช ความสนใจจึงมีมากขึ้น ไอ้นั่นเราก็ชอบ ไอ้นี่เราก็ชอบ ค่าเรียนก็ราคาถูก เรียนมากรู้มาก ยิ่งเรียนยิ่งรู้เจตนาการใช้เครื่องปรุง ทำไมต้องใส่ ใส่เพื่ออะไร ใส่เท่าไร ใส่อะไรก่อนหลัง เขามีวิธีการทำกันอย่างไร ทำไมรสเค็มจึงต้องใส่ทีหลัง

อาหารทุกอย่างเมื่อเรียนแล้ว ผมต้องหัดทำกินเอง ทำตามสูตรครูเป๊ะๆ ก็โอเค แต่ผมอยากดัดแปลงตามที่ใจปรารถนา เคยติดใจรสชาติใด ก็อยากทำให้ได้แบบนั้น การเรียนผมไม่ยึดติดในสูตรครูมากนัก แต่มักจะสังเกตและฟังเหตุผลในการที่ครูใช้เครื่องปรุงแต่ละอย่าง กับประสบการณ์วิธีทำของครูเป็นสิ่งที่จำเป็น สมควรจดจำ ครูบางท่านให้ยึดติดกับเครื่องปรุงที่ท่านแนะนำ บางท่านใช้เครื่องปรุงที่มีขายตามท้องถิ่น เครื่องปรุงของครูบางท่านสั่งจากต่างประเทศ แต่เมื่อสังเกตคำอธิบาย จะพบว่าในเมืองไทยเราก็มีขายอยู่แล้ว ใช้แทนกันได้เลย เป๊ะๆ ถูกปากด้วยซ้ำ

วิชาอาหารบางวิชาสามารถนำไปประยุกต์ แตกสาขาเป็นอาหารอื่นๆ สอนแบบง่ายๆ วัตถุดิบหาได้ไม่ยาก

ศูนย์อาชีพฯ มติชน มีการสอนวิชาทำอาหารที่ครบถ้วน และมักจะสรรหามีวิชาใหม่ๆ ถ้าตรงกับสิ่งที่ผมชอบกิน ผมจะไม่พลาดโอกาส จะไปเรียนทุกครั้ง คนแรกๆ เลย

ผมชอบดัดแปลงต่อยอด เรียนก๋วยเตี๋ยวเป็ดของอาจารย์เจ๊ดา (สิรินญา วัฒนเจริญชัย) ทำกินเองหลายรอบแล้ว ถือว่าปฏิบัติได้เลย ตามสูตรเป๊ะๆ และเอาสูตรนี้มาทำเป็นก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ เป๊ะๆ ตรงๆ ใช้ได้เลยๆ สรุปได้ว่า ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยวที่ต้องทำน้ำด้วยเครื่องพะโล้ ต้องใช้น้ำตาลก้นหอยจะอร่อยตามธรรมชาติ และถ้าเอาน้ำก๋วยเตี๋ยวเป็ดหรือเป็ดตุ๋นไปต้มขาหมูพะโล้จะยิ่งเพิ่มความอร่อยขึ้นไปอีก

การหัดทำอาหารแต่ละอย่าง ผมจะไปซื้ออาหารชนิดเดียวกันกับที่ผมหัดทำกับร้านที่ขายดิบขายดี คนกินเยอะๆ แล้วเปรียบเทียบกับรสชาติของเขากับของเรา ผมเชื่อว่าของผมทัดเทียมเท่ากับของเขา หรือดีกว่าเขา แต่เขาก็ยังขายได้ เดี๋ยวนี้ร้านอาหารที่ผมเคยชอบกิน ก็งั้นๆ ผมก็ทำได้ เลยกลายเป็นคนที่กินของยาก

ความรู้ที่ได้จากศูนย์อาชีพฯ มติชน ผมถือว่าเป็นขุมทรัพย์สมบัติอย่างหนึ่ง คุ้มกับที่มาเรียนหลายวิชา จะเอาวิชาใดวิชาหนึ่งไปประกอบอาชีพได้เลย

หากย้อนอดีตวิชาเศรษฐศาสตร์ ครูสอนไว้ว่า ชนชั้นคนจน ทำงานแล้วได้เงินเท่าไหร่ก็นำใช้จนหมดเกลี้ยง ชนชั้นกลาง จะเก็บออมส่วนหนึ่งใช้จ่ายส่วนหนึ่ง ชนชั้นคนรวย เอาเงินที่ออมแบ่งไปลงทุน ดังนั้น หากผู้ใดมีวิชาหมูปิ้งของศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน อันเหนือชั้นขั้นเทพอยู่แล้ว คงเอาตัวรอดได้ ซึ่งมีคนทำงานธนาคารเขามาเรียน เล่าให้ผมฟังเอง เขาก็คือ คนๆ นั้น

เคยเห็นข้าวไข่เจียวที่ขายดิบขายดี คนแรกเลยเป็นเด็กวัยรุ่นกลับใจเลิกเกเร แถวตลาดคลองถม เขาเอารถเข็น ใส่เตา กระทะ ไข่ 1-2 แผง ตีไข่ ใส่น้ำปลา โรยใบหอมซอย เจียวไข่แล้วราดข้าวบนกล่องโฟม หอมฟุ้ง แม้แต่ชาวต่างประเทศยังซื้อกิน ผมแปลกใจว่าเด็กคนนี้เขาคิดทำได้ยังไง ง่ายๆ แค่นี้เอง

สรุปว่า ใครอยากได้อาชีพ…ขอให้มาเรียนแล้วนำไปทำจริง จะไม่ผิดหวังเลยครับ

 

เนื้อที่เกิน 2011/05/02

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 16 ฉบับที่ 267

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

เนื้อที่เกิน

ทำสัญญาเช่าซื้อบ้านจากการเคหะแห่งประเทศหนึ่ง 27 ตารางวา พอถึงวันส่งมอบ การเคหะแห่งประเทศแจ้งให้รับโอนที่ดิน 69 ตารางวา ต้องชำระเงินเพิ่มอีก 840,000 บาท ผู้เช่าซื้อลมจับ จึงบอกเลิกสัญญา เรียกเงินคืน การเคหะแห่งประเทศไม่ยอมคืน อ้างว่าอีกฝ่ายผิดสัญญาแล้วริบเงินที่ชำระมาแล้ว จนต้องนำเรื่องไปฟ้องศาลเรียกคืน

1.

คุณโผงค่อนข้างมั่นใจว่า การเคหะแห่งประเทศนั้นย่อมไม่เอารัดเอาเปรียบประชาชนที่เข้าไปเป็นลูกค้า

ด้วยเหตุที่เป็นหน่วยงานของรัฐ รัฐย่อมมีนโยบายดูแลประชาชนอย่างดีไม่ให้ขาดตกบกพร่อง หรือถ้าขาดตกบกพร่องไปก็จะน้อยที่สุด

เขาเชื่อว่า ทั้งราคาและคุณภาพของบ้านที่เชื่อว่าสอดคล้องกัน มีความเป็นเหตุเป็นผลกัน ไม่แพงจนเกินไป รวมทั้งการจัดวางผังหมู่บ้าน การจัดสาธารณูปโภคภายในหมู่บ้าน หรือด้านทำเล ด้านการคมนาคม หน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างการเคหะแห่งประเทศได้คำนึงถึงแง่มุมต่างๆ อย่างครบถ้วน

แบบบ้านต่างๆ ก็ทันสมัย สวยงามตามสมควร สมราคา สมฐานะคนอย่างเขา

แทนที่จะเลือกซื้อบ้านจากโครงการบ้านจัดสรรของบริษัทเอกชนทั่วไป คุณโผงจึงเลือกซื้อบ้านของการเคหะแห่งประเทศนั้นมากกว่า

ตั้งแต่บ้านหลังแรกของชีวิตนับแต่สำเร็จการศึกษามาและเริ่มทำงาน ที่เขาเริ่มต้นด้วยการผ่อนบ้านแถวชั้นเดียวของการเคหะแห่งประเทศ

กระทั่งบ้านหลังที่สองที่เนื้อที่มากขึ้นอีกหน่อยเมื่อตอนมีครอบครัว

รวมทั้งคอนโดมิเนียมในยามที่เบื่อบ้านบนพื้นดินที่มีพื้นที่มาก อยากทดลองอยู่บนบ้านหรือห้องพักแคบๆ บนที่สูงดูมั่ง ซึ่งเขาอ้างว่า พื้นที่จำกัดทำความสะอาดง่ายไม่เหนื่อย เขาก็ยังเลือกที่จะใช้บริการของการเคหะแห่งประเทศมากกว่า

มาวันนี้เขาคิดอยากจะทำมาค้าขาย จึงเลือกจะซื้ออาคารพาณิชย์ในหมู่บ้านการเคหะแห่งประเทศอีกนั่นละ

วันที่ 26 พฤษภาคม 2535 คุณโผงเข้าทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินและทาวน์เฮ้าส์ เลขที่ 126 เนื้อที่ 27 ตารางวา จาก การเคหะแห่งประเทศ ในราคา 2,972,000 บาท

ห้องที่คุณโผงตกลงเลือกและเข้าทำสัญญาเช่าซื้อนั้น เป็นห้องมุม หรืออาจจะกล่าวได้ว่า เป็นห้องเริ่มต้นหรือห้องสุดท้ายของแถวนั้นแล้วแต่จะมองทางไหน

ถ้ามองเอาห้องนั้นเป็นจุดเริ่มต้นก็เป็นห้องที่เริ่มต้น แต่ถ้าย้ายไปยืนมองจากอีกฝั่ง ห้องนี้จะเป็นห้องสุดท้าย แล้วแต่ว่าจะไปยืนมองจากส่วนไหนของแถว

เมื่อเป็นห้องแรกหรือห้องเริ่มต้นหรือห้องสุดท้ายหรือห้องมุมดังว่า เนื้อที่จึงมากกว่าทุกแปลง

ในสัญญาเช่าซื้อจึงระบุว่าจำนวนเนื้อที่จะทราบชัดเจนเมื่อตอนรังวัดแบ่งแยกโฉนดเพื่อจดทะเบียนให้แล้ว และเมื่อรังวัดแล้วหากปรากฏว่ามีที่ดินเนื้อที่มากหรือน้อยกว่าจำนวนที่ระบุไว้ คู่สัญญายอมคิดราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามส่วนในอัตราตารางวาละ 20,000 บาท

วันที่ 17 มีนาคม 2537 การเคหะแห่งประเทศส่งมอบที่ดินพร้อมทาวน์เฮ้าส์และมอบกุญแจบ้านให้คุณโผง

คุณโผงรับกุญแจมาจากการเคหะแห่งประเทศจึงนำมาไขเข้าบ้าน แล้วเข้าไปสำรวจตรวจสอบภายในว่ามีสิ่งใดขาดตกบกพร่องเสียหาย ใช้การได้หรือไม่ เพื่อแจ้งให้การเคหะแห่งประเทศซ่อมแซมแก้ไขให้เรียบร้อยก่อน

เข้าไปตรวจสอบแล้ว ไม่พบสิ่งใดผิดปกติเสียหาย คุณโผงจึงเข้าทำความสะอาดเตรียมจะมาอยู่อาศัยและทำมาค้าขาย

2.

วันที่ 8 ตุลาคม 2540 การเคหะแห่งประเทศมีหนังสือถึงคุณโผงแจ้งว่า ที่ดินที่คุณโผงเช่าซื้อนั้นมีเนื้อที่เกินกว่าที่ระบุไว้ในสัญญา 42 ตารางวา!!!!

ไม่แจ้งเปล่า การเคหะแห่งประเทศแจ้งให้คุณโผงชำระเงินเพิ่ม 840,000 บาท ภายใน 30 วัน

คุณโผงเป็นลมล้มฟุบลงทันที

ตื่นขึ้นมาอีกที ปวดหัวจี๊ด เที่ยวหลังนี้ครั่นเนื้อครั่นตัวทำท่าจะเป็นไข้ คนใกล้ชิดต้องปฐมพยาบาล แต่ยังไม่หายจึงต้องส่งโรงพยาบาล ให้แพทย์เยียวยาจนหาย

กลับถึงบ้านคุณโผงคิดหาช่องทางว่าจะทำฉันใดดี

ตอนซื้อเริ่มต้นกันว่าจะซื้อบ้านและที่ดิน 27 ตารางวา ราคา 2,972,000 บาท ราคาเท่านี้ก็สุดจะผ่อนชำระแล้ว แต่ยังพอสู้ไหว

นี่มีเนื้อที่เพิ่มมาอีก 42 ตารางวา เพิ่มขึ้นมาอีกตั้ง 155.6 เปอร์เซ็นต์

ที่เพิ่มมานี่มากกว่าที่ตั้งใจซื้อเสียอีก

โอ้ย จะบ้าตาย แล้วจะหาเงินที่ไหนมาจ่ายละ ไอ้ที่ผ่อนอยู่ทุกๆ วันนี่ก็จะแย่อยู่แล้ว

เงินอีกตั้ง 840,000 บาท จะไปหาที่ไหนมา

คุณโผงวนเวียนคิดไปคิดมาแล้วคิดมาคิดไป ไม่มีทางออกเข้าสักทาง

วันเวลาก็ผ่านไปเรื่อย เวลาล่วงเลย 30 วัน ที่ การเคหะแห่งประเทศ ระบุว่าให้ชำระแล้ว แต่ยังไม่มีชำระ

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2540 การเคหะแห่งประเทศมีหนังสือมาอีกแล้ว เปิดออกอ่านดู

การเคหะแห่งประเทศให้คุณโผงชำระเงิน ค่าที่ดินส่วนที่มากกว่าสัญญาเช่าซื้อ 42 ตารางวา จำนวน 840,000 บาท ภายใน 30 วัน

มิฉะนั้นถือว่า คุณโผงผิดสัญญาและให้ถือว่าหนังสือฉบับนี้เป็นหนังสือบอกเลิกสัญญา

สำคัญตรงย่อหน้าข้างบนนั่นละ ที่ว่า “มิฉะนั้นถือว่า คุณโผงผิดสัญญาและให้ถือว่าหนังสือฉบับนี้เป็นหนังสือบอกเลิกสัญญา”

คุณโผงสั่นสะท้านไปทั้งตัว นี่ผ่อนชำระไปตั้งหลายเงินแล้ว จะมาโดนบอกเลิกสัญญา เพราะฉันผิดสัญญาอีก

ทำท่าว่าจะเป็นไข้หนักขึ้น มีใครไม่รู้ยื่นยาแก้ปวดลดไข้ให้จึงค่อยยังชั่วขึ้นบ้าง

เวลาผ่านไปคุณโผงไม่มีปัญญาหาเงินไปชำระได้

วันที่ 10 ธันวาคม 2540 คุณโผงตัดสินใจมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อไปยังการเคหะแห่งประเทศ

แหงสิ คุณโผงไปปรึกษาคุณทนายความมาก่อนหน้านั้นแล้ว ว่าควรจะทำอย่างไรดี และทางออกที่ให้คุณโผงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ นี่เป็นผลงานจากคุณทนายความเขาละ

3.

ใช่ว่าจะแจ้งบอกเลิกสัญญาเฉยๆ เมื่อไหร่ ในหนังสือบอกเลิกสัญญา คุณโผงแจ้งให้การเคหะแห่งประเทศคืนเงินที่เขาชำระไปแล้วคืนมาด้วยจำนวน 1,013,641 บาท จากเงินต้น 950,340 บาทที่เขาชำระไปแล้ว

การเคหะแห่งประเทศได้รับหนังสือ หัวเราะงอหาย

คุณโผงรอ แต่การเคหะแห่งประเทศไม่สนใจ ไม่คืนเงินให้คุณโผง คุณโผงจึงให้คุณทนายความฟ้องคดี ขอให้บังคับการเคหะแห่งประเทศคืนเงินจำนวน 1,013,641 บาท จากเงินต้น 950,340 บาทที่เขาชำระไปแล้ว พร้อมดอกเบี้ยมาเสียโดยดี

ครั้นเมื่อการเคหะแห่งประเทศได้รับสำเนาคำฟ้องยิ่งหัวเราะกันใหญ่อีกยก

การเคหะแห่งประเทศตั้งทนายความต่อสู้คดี ยื่นคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ขณะเดียวกัน การเคหะแห่งประเทศได้ฟ้องแย้ง ขอให้ขับไล่คุณโผงออกจากบ้านนั้นไป พร้อมกับเรียกค่าเสียหาย 108,000 บาท และค่าเสียหายรายเดือนอีกเดือนละ 10,800 บาทนับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าคุณโผงจะออกจากบ้านและส่งมอบบ้านที่เช่าซื้อคืนแก่การเคหะแห่งประเทศ

เจอไม้นี้เข้าคุณโผงตกใจเป็นอันมาก แต่คุณทนายความว่า อย่าตกใจไปเลยเดี๋ยวจะจัดการให้เรียบร้อย

คดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คุณโผงแพ้คดี โดยให้ยกฟ้องของคุณโผง และบังคับตามฟ้องแย้งของการเคหะแห่งประเทศ ให้คุณโผงออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาเช่าซื้อ แล้วส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนแก่การเคหะแห่งประเทศในสภาพเรียบร้อย ให้คุณโผงจ่ายค่าเสียหายแก่การเคหะแห่งประเทศเป็นเงิน 108,000 บาท และค่าเสียหายรายเดือนอีกเดือนละ 10,800 บาท นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2541 จนกว่าจะออกไปและส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาเช่าซื้อคืน

คุณโผงอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแล้วพิพากษากลับ คำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คุณโผงชนะคดี

ให้การเคหะแห่งประเทศ ชำระเงินให้คุณโผง 723,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อย 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่คุณโผง และให้ยกฟ้องแย้งของการเคหะแห่งประเทศไป

4.

ผลคดีออกมาอย่างนี้ ทั้งคุณโผงและการเคหะแห่งประเทศฎีกาคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัย ดังนี้

เมื่อปรากฏว่า การเคหะแห่งประเทศได้ส่งมอบที่ดินที่เช่าซื้อให้แก่คุณโผงเกินจำนวนถึง 42 ตารางวา คิดเป็นร้อยละ 155.6 ของเนื้อที่ทั้งหมดที่ตกลงกัน

ดังนั้น เมื่อเนื้อที่ดินล้ำจำนวนเกินกว่าร้อยละ 5 แห่งเนื้อที่ทั้งหมดที่ระบุไว้ในสัญญา คุณโผงจึงมีสิทธิบอกปัดเสียและเลิกสัญญากับการเคหะแห่งประเทศได้ ตามบทบัญญัติของกฎหมาย แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466

นอกจากนี้ ตามมาตรา 572 ยังได้บัญญัติเกี่ยวกับเรื่องเช่าซื้อไว้ว่า “คือสัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่า และให้คำมั่นว่า จะขายทรัพย์สินนั้น หรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว”

สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาเช่า และสัญญาซื้อขาย จึงสามารถนำบทบัญญัติในลักษณะเช่าทรัพย์และลักษณะซื้อขาย มาใช้บังคับได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกัน

ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์นำมาตรา 466 มาปรับใช้กับข้อเท็จจริงในคดีนี้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ที่ทางการเคหะแห่งประเทศฎีกา ว่าการเคหะแห่งประเทศมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อกับคุณโผง ริบเงินที่คุณโผงชำระแล้ว และมีสิทธิเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์หรือไม่

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า คุณโผงมีสิทธิบอกปัดไม่รับที่ดินที่การเคหะแห่งประเทศส่งมอบให้เกินกว่าจำนวนตามสัญญาเช่าซื้อและคุณโผงได้ใช้สิทธินั้นแล้ว กล่าวคือคุณโผงได้มีหนังสือลงวันที่ 10 ธันวาคม 2540 บอกเลิกสัญญาไปยังการเคหะแห่งประเทศแล้ว สัญญาเช่าซื้อระหว่างคุณโผงกับการเคหะแห่งประเทศจึงเลิกกัน ค่าสัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะเดิม ตามมาตรา 391

ดังนั้น ที่การเคหะแห่งประเทศอ้างว่า คุณโผงไม่ชำระค่าที่ดินส่วนเกิน การเคหะแห่งประเทศจึงบอกเลิกสัญญากับคุณโผงจึงไม่มีผลแต่ประการใด เนื่องจากการเคหะแห่งประเทศยังมิได้ให้สิทธิคุณโผงที่จะปัดเสียหรือรับเอาไว้ซึ่งเนื้อที่ดินซึ่งล้ำจำนวน การเคหะแห่งประเทศจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาก่อน

เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเนื่องจากคุณโผงบอกปัดไม่รับที่ดิน และสัญญาเลิกกันโดยมิใช่ความผิดของคุณโผง การเคหะแห่งประเทศจึงไม่มีสิทธิริบเงินค่าเช่าซื้อที่คุณโผงชำระมาแล้ว

ปัญหาว่า การเคหะแห่งประเทศต้องคืนเงินค่าเช่าซื้อเพียงใดนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

คุณโผงได้ครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เช่าซื้อนับแต่วันที่การเคหะแห่งประเทศส่งมอบให้คุณโผง การที่คุณโผงจะชดใช้คืนย่อมทำได้ด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น

คุณโผงชำระเงินแก่การเคหะแห่งประเทศไป 903,700 บาท ส่วนค่าใช้ทรัพย์ที่คุณโผงจะต้องชดใช้คืนแก่การเคหะแห่งประเทศ นั้นเริ่มนับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2537 จนถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2540 อันเป็นวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อไปถึงการเคหะแห่งประเทศ ถือว่าคุณโผงส่งมอบบ้านและที่ดินคืนแก่การเคหะแห่งประเทศแล้ว

การเคหะแห่งประเทศมีสิทธิเรียกร้องค่าใช้ทรัพย์สินจนถึงวันดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าใช้ทรัพย์เดือนละ 4,000 บาท ระยะเวลา 45 เดือน เป็นเงิน 180,000 บาท เหมาะสมแล้ว

เมื่อหักค่าใช้ทรัพย์ดังกล่าวแล้ว การเคหะแห่งประเทศต้องคืนเงินแก่คุณโผงจำนวน 723,700 บาท

คุณโผงหายใจสะดวกไปเลย

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3849/2552)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 391 เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมแต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่

ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น ท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้

ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้นการที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ หรือถ้าในสัญญามีกำหนดว่าให้ใช้เงินตอบแทน ก็ให้ใช้ตามนั้น

มาตรา 466 ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น หากว่าได้ระบุจำนวนเนื้อที่ทั้งหมดไว้ และผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยหรือมากไปกว่าที่ได้สัญญาไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจะปัดเสียหรือจะรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก

อนึ่งถ้าขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนไม่เกินกว่าร้อยละห้าแห่งเนื้อที่ทั้งหมดอันได้ระบุไว้นั้นไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจำต้องรับเอาและใช้ราคาตามส่วน แต่ว่าผู้ซื้ออาจจะเลิกสัญญาเสียได้ในเมื่อขาดตกบกพร่อง หรือล้ำจำนวนถึงขนาด ซึ่งหากผู้ซื้อได้ทราบก่อนแล้วคงจะมิได้เข้าทำสัญญานั้น

มาตรา 572 อันว่าเช่าซื้อนั้น คือสัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่า และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว

สัญญาเช่าซื้อนั้นถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าเป็นโมฆะ

 

สุนารี ร้อง บุหรี่อารมณ์ เพลงดีของ “พยัพ” แต่ไม่ดัง ตอนที่ 1 2011/05/02

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 16 ฉบับที่ 267

ลูกทุ่งเศรษฐี

เลิศชาย คชยุทธ

สุนารี ร้อง บุหรี่อารมณ์ เพลงดีของ “พยัพ” แต่ไม่ดัง ตอนที่ 1

เส้นทางชีวิตของ สุนารี ราชสีมา มีอันให้ต้องโคจรมาพบกับ พยัพ คำพันธุ์ เซียนพระชื่อดังผู้มีตำแหน่งเป็นนายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่อง พระบูชาไทย อีกทั้งยังเป็นศิลปินเต็มตัว ล้นเหลือด้วยความสามารถพิเศษ ทั้งการเขียนหนังสือ แต่งเพลง เล่นดนตรี ร้องเพลงลูกทุ่งและเพลงเพื่อชีวิตไม่อายใคร

การแต่งตัวมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง โดยเฉพาะการสวมหมวก ไว้หนวดไว้เครา สมกับเป็นศิลปินโดยแท้ ใครเห็นเป็นจำได้

เพลง หลวงพ่อคูณ เคาะกบาลดัง โป๊ก โป๊ก ในแนวเพื่อชีวิตที่ แอ๊ด คาราบาว ขับร้อง จนดังสนั่นไปทั่วบ้านทั่วเมือง ฝีมือคนแต่งไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือ พยัพ คำพันธุ์

วงการลูกทุ่งบันทึกเอาไว้ว่า ต้นปี 2549 พยัพกับสุนารีได้มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานเพลงด้วยกัน โดยพยัพเป็นคนแต่ง สุนารีเป็นคนร้อง หมายมั่นปั้นมือว่า การทุ่มเทชีวิตจิตใจอย่างเต็มที่ครั้งนี้ คงจะเสริมส่งชื่อเสียงของสุนารีที่กำลังซบเซาให้กระเตื้องขึ้นมาอีกครั้ง

พยัพมอบบทเพลงให้สุนารีขับร้อง ตั้งชื่อชุด บุหรี่อารมณ์ มีทั้งลีลาลูกทุ่งและเพื่อชีวิต และให้ เสรี รุ่งสว่าง ร้องแก้ในชุด คิดถึง

พิเศษไปกว่านั้นก็คือ สุนารี กับ แอ๊ด คาราบาว มาร้องเพลงคู่กัน ในบทเพลง ลูกสุพรรณ หลานย่าโม

สุนารีก็ชื่นชอบอย่างมากกับผลงานการเขียนเพลงและการทำดนตรีฝีมือของพยัพ ซึ่งควบคุมดูแลเองทั้งหมด ถึงกับให้สัมภาษณ์เมื่อปลายเดือนเมษายน 2549 ว่า เพลงที่พยัพแต่งให้ร้องในชุดนี้ มีภาษาสวยงามมาก ความหมายก็ดี โดยเฉพาะเพลงบุหรี่อารมณ์ ซึ่งพยัพบรรจงเขียนให้ร้อง “เพลงนี้ เป็นตัวแทนคำบอกเล่าของผู้หญิงที่จะบอกกับคนรักว่า อย่าเห็นเธอเหมือนกับบุหรี่ที่สูบ สุขอฝากผลงานเพลงชุด บุหรี่อารมณ์ ไว้ด้วยนะคะ”

เนื้อร้องเพลง บุหรี่อารมณ์ มีดังนี้

“ไม่มีใครผิดที่คิดแยกทาง เพราะความรักเลือนลาง ต้องจืดจางหมางเหมินห่างไกล คุณแน่หรือว่ามีแต่ให้ พูดผิดพูดใหม่ได้ไหม ฉันขอขอบใจในความปรานี

ไม่มีใครผิดที่คิดแยกกัน เพราะความรักมันสั้น ต้องแยกกันนั้นคงจะดี เจ็บพอแล้วสุดทนเหลือที่ ความรักที่คุณว่าดี ขอโทษที ฉันไม่เข้าใจ

คุณปล่อยฉัน เหมือนกับควันบุหรี่ เสพสุขแล้วขยี้ ดีดทิ้งไม่มีความหมาย บุหรี่มวนเก่า เคยนึกถึงมันบ้างไหม คุณอยากขึ้นมาคราใด จุดมวนใหม่ระบายอารมณ์

ไม่มีใครผิดที่คิดแยกทาง ขอสำนึกเสียบ้าง สิ่งที่คุณสร้าง หลายคนขื่นขม หยุดได้แล้ว ขอทีเหลือข่ม คุณเสพบุหรี่อารมณ์ ไม่มีใครชมว่าคุณนั้นดี”

พยัพเขียนเพลง 4 ท่อนเพลงนี้ให้สุนารีถ่ายทอดลีลาการร้อง การเอื้อน การสอดใส่อารมณ์ ตามแนวที่สุนารีถนัด แถมเนื้อหายังคล้ายกับสะท้อนชีวิตจริงของสุนารี แฟนเพลงที่เคยหลงใหลน้ำเสียงที่หวานซึ้งจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ต้อนรับผลงานเพลงนี้

ในช่วงเดือนกันยายน 2549 อัลบั้ม บุหรี่อารมณ์ วางแผงเทปทั้งเทปและซีดี

กาลเวลาผันผ่านไป…สิ่งที่คาดไม่เป็นไปตามคาด

เพลงบุหรี่อารมณ์ที่สุนารีตั้งใจร้องอย่างดีที่สุด แต่กลับเงียบงัน ไม่ได้เป็นเพลงฮิต ติดอันดับ ยอดจำหน่าย เทปและซีดี ไม่ขยับในระดับที่น่าพอใจ

ปี 2551 สุนารีเปิดใจกับสื่อมวลชนว่า ยังไม่มีผลงานเพลงใหม่ แต่อยากเน้นงานเพลงชุด บุหรี่อารมณ์ อีกครั้ง “ช่วงนี้ กำลังอยู่ในช่วงเรียกเก็บคืน แล้วเอาไปวางขายใหม่ โปรโมตใหม่ เพราะตอนที่เอาไปวางครั้งแรก เรารู้สึกว่า ทางบริษัทจัดจำหน่ายวางให้เราไม่ดี เราเลยจะเอาไปวางบริษัทใหม่”

สุนารีเชื่อมั่นในการร้องของตัวเองว่า เพลงนี้ต้องได้รับการต้อนรับจาก แฟนเพลงเหมือนกับเพลงอื่นๆ ที่เคยร้องและดังมาในอดีต อาทิ กราบเท้าย่าโม กลับไปถามเมียดูก่อน แฟนฉันไม่ต้องหล่อ และอีกหลายเพลง เหตุที่เพลงไม่ดังน่าจะเป็นเพราะการจัดจำหน่ายของบริษัทเทปทำไม่ดี

แต่จากนั้นมาจนถึงวันนี้เป็นเวลา 2 ปีกว่า เพลงบุหรี่อารมณ์ก็ยังเงียบกริบ

เช่นเดียวกับเพลงของเสรี รุ่งสว่าง ที่ร้องแก้สุนารี หรือแม้แต่เพลงร้องคู่กับ แอ๊ด คาราบาว ซึ่งมาจากการประพันธ์ของพยัพก็แทบไม่ได้ยิน

เพลงบุหรี่อารมณ์ ใครได้ฟังคงจะยอมรับว่า สุนารีร้องได้ดีและน่าฟัง แม้จะร้องไม่สุดเสียง

อาจเป็นเพราะอายุที่มากขึ้น สุ้มเสียงความเป็นสุนารีผู้เคยได้ฉายาว่าเป็นราชินีเพลงหวานในอดีตกำลังเสื่อมมนต์ขลัง

หรือไม่ก็อยู่ที่ทำนองเพลงที่คนฟังรู้สึกเฉยๆ

หรือเป็นเพราะขาดแรงโปรโมตที่ต้องทุ่มเงินซื้อเวลาวิทยุและทีวี ทำให้เพลงลูกทุ่งที่กำลังกลายพันธุ์ที่ร้องไม่ได้เพราะพริ้งอะไรหนักหนาแซงคิวไปหมด

หรือว่าหมดยุคของสุนารีไปแล้ว

จะอย่างไรก็ตาม เพลงดังอาจไม่ต้องดี และเพลงดีอาจไม่ดัง ยังเป็นสัจธรรมในยุคสมัยที่เพลงดังต้องเชียร์ให้สุด-สุด

เพลงบุหรี่อารมณ์ ที่เนื้อหาคมคายดีมาก ที่พยัพเปรียบผู้หญิงที่ถูกผู้ชายเกิดความรู้สึก “อยาก” ดูดหรือสูบขึ้นมาเมื่อไรก็หยิบออกมาจุดไฟแช็ก หรือจุดไม้ขีด พ่นควันบุหรี่ออกมาทางปาก-จมูก ก่อนดีดก้นบุหรี่ทิ้งไป จากนั้นก็หาบุหรี่มวนใหม่มาสูบอีกตามความ “อยาก” เปรียบได้กับผู้หญิงที่ผู้ชายเสพสุขแล้วทิ้งขว้าง ไม่รับผิดชอบ

นี่กระมังที่สุนารียอมรับในความหมายของเพลงว่าพยัพแต่งได้ดี และดูจะตรงกับชีวิตจริงของเธออยู่บ้างไม่มากก็น้อย

ลูกทุ่งเศรษฐีฉบับหน้า เรื่องราวของสุนารี เกี่ยวกับสามีใหม่ ลูก และสุขภาพ น่าสนใจอย่างยิ่ง-พลาดไม่ได้

 

สั่งลา-ส่งท้ายปี 2011/05/02

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 16 ฉบับที่ 267

ก่อนปิดร้าน

“สมปรารถนา”

สั่งลา-ส่งท้ายปี

เดือนธันวาคม อาจเป็นช่วงเวลาชิลชิล สำหรับคนทำงานประจำ ทำงานราชการ รัฐวิสาหกิจ เพราะอุดมไปด้วยวันหยุดทั้งสั้นและยาว ตั้งแต่หยุดชดเชยวันพ่อ ต่อด้วยลองวีกเอ็นด์วันรัฐธรรมนูญ ไปจรดเทศกาลคริสต์มาส-ปีใหม่ที่จะได้เฉลิมฉลองกันยาวๆ พักนานๆ ก่อนที่จะมาตั้งหลักกันใหม่เมื่อศักราชต่อไปเริ่มนับ 1

หากสำหรับคนค้าขาย เจ้าของธุรกิจ คนทำอาชีพอิสระ เดือนธันวาคมของทุกปีจะมีความหมายอีกมุมหนึ่ง

นั่นคือเฮือกสุดท้ายในการขาย โอกาสทองที่ต้องทุ่มกำลังกันสุดแรงเพื่อทำยอด พร้อมกับลุ้นระทึกว่าสุดท้ายแล้วผลประกอบการที่ลงแรงมาตลอดทั้งปี ปรากฏกำไรหรือขาดทุนเป็นไปตามที่ฝันเอาไว้ ตั้งเป้าหมายเอาไว้หรือไม่

ในเมื่อช่วงเวลานี้คือนาทีทองที่ผู้คนหยุดพัก จับจ่ายใช้สอย แปลงโบนัสเป็นกำลังซื้อ ให้รางวัลกับตัวเองด้วยสินค้า หรือการเดินทางท่องเที่ยว กินดื่ม

ในทางตรงข้าม ผู้ค้าขาย เจ้าของสินค้า ธุรกิจบริการ ร้านอาหารทุกระดับ ก็แทบจะไม่ได้หยุดพัก หรือปล่อยให้ช่วงเวลาทำเงินทำทองแบบนี้ผ่านเลยไปเสียเปล่าๆ

เหนื่อยหนักกันสุดๆ ก็ช่วงนี้ แต่หลายๆ คนก็จะประมาณ เหนื่อยแค่ไหนก็ยอมสู้ ใบหน้าแม้ว่าจะเปื้อนเหงื่อแต่ก็เจือด้วยรอยยิ้มเนื่องเพราะยอดขาย รายรับไหลมาเทมามากกว่าปกติ

และจะเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดหัวใจเป็นอย่างยิ่ง หากลูกจ้าง คนงานเกิดขาดหาย หรือหยุดหนีไปฉลองเสียตอนนี้ เพราะนั่นเท่ากับเสียโอกาสไม่ใช่น้อยเลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสั่งลา ส่งท้ายปี หลายๆ กิจการแทบจะออกกฎเหล็กเอาไว้เลยว่า ลูกจ้าง พนักงาน ห้ามขาดห้ามลา ห้ามป่วย!!!

เห็นกันเป็นประจำ ทุกห้างสรรพสินค้า หรือย่านขายของทุกจุด ก่อนเทศกาลปีใหม่ ต้องระดมสินค้าในสต๊อคออกมาให้เพียงพอ พนักงานหน้าร้านต้องพร้อมให้บริการ รวมถึงบริการเสริมจัดกระเช้า ห่อของขวัญสำหรับลูกค้าที่จะมาซื้อไปกำนัลคนอื่น

ร้านอาหารที่ปกติขาประจำ ขาจรก็แน่นร้านอยู่แล้ว เทศกาลเฉลิมฉลองแบบนี้ คนยิ่งแห่แหนกันมาแน่นทุกโต๊ะ การตั้งรับ จัดระบบ ไม่สร้างความรำคาญใจให้กับลูกค้าที่ตั้งใจมา หรือกำลังอยู่ในอารมณ์หิว เป็นเรื่องที่ต้องวางแผนกันเอาไว้ให้ดี

ทำกันให้เต็มกำลัง เต็มที่ ยอมเหนื่อยในโค้งสุดท้าย แต่ผลที่ได้มักหอมหวานเสมอ

มีกรณีที่เห็นได้ง่ายๆ ใกล้ๆ บ้านของผม ร้าน “ป้าอ้อย” ร้านก๋วยเตี๋ยวและต้มเลือดหมูเจ้าดังในย่านถนน 345 (ติวานนท์-วงแหวนตะวันตก) ซึ่งในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลไหนๆ ร้าน “ป้าอ้อย” ก็ยังเป็นที่พึ่งของคนในละแวกนั้นได้เสมอ ผลก็คือรับทรัพย์ไปเต็มๆ อยู่เจ้าเดียว ในเมื่อร้านอื่นๆ ปิดไปเที่ยวกันเสียเกือบหมด

นี่คือตัวอย่างชัดๆ ที่เมื่อเก็บเกี่ยวยอดขายเดือนสุดท้าย หรือเทศกาลสุดท้ายของปีจนรายได้เป็นไปตามเป้า จากนั้นก็เป็นเรื่องของผลกำไรที่เจ้าของกิจการจะได้รับ รวมถึงผลตอบแทนของลูกจ้าง พนักงาน โบนัส ที่จะงอกเงยตามไปด้วย

ผ่านพ้นเทศกาลของการขายไปแล้ว ค่อยมาคิดเรื่องผ่อนคลาย หยุดพัก หรือช่องทางที่จะเปลี่ยนสถานะไปเป็นผู้ใช้จ่ายโบนัสมอบรางวัลตอบแทนให้กับตัวเองบ้างก็ยังไม่สาย (และไม่ต้องไปแก่งแย่งกับใครๆ เขาด้วย)

ในทางกลับกัน มีคนอีกไม่น้อยที่มองผ่านจุดเหล่านี้ ละเลยกับโอกาส หรือต้องการแค่วันหยุดเหมือนกับเจ้าของร้าน กิจการทั่วๆ ไป

นอกจากจะเสียโอกาส ยังอาจเสียลูกค้าในระยะยาว

เห็นแก่ความสบายเฉพาะหน้า ขยันปิดร้านเที่ยวมากกว่าจะเปิดต้อนรับ เป็นที่พึ่งให้ลูกค้า

บางทีอาจต้องสั่งลา ส่งท้ายด้วยการปิดร้านแบบถาวรไปในที่สุด

 

เมกาเชฟ เจาะตลาดพรีเมี่ยม เลือดใหม่ น้ำปลาไทย 2011/05/01

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 16 ฉบับที่ 266

สัมภาษณ์พิเศษ

สุทธิทัต

เมกาเชฟ เจาะตลาดพรีเมี่ยม เลือดใหม่ น้ำปลาไทย

“ปลาหมึกแบรนด์ติดแล้ว ลองถือแบรนด์ใหม่เข้าไป คนไม่รู้จัก มาร์เก็ตลีดเดอร์อยู่ที่ 20 เรามาขาย 40 เขาหาว่าเพี้ยน”

“เดินเข้าไปหลายครั้ง เราบอกว่าเราตั้งใจ ลงมีสื่อทางโทรทัศน์ ได้กำไรเยอะ ได้ลูกค้าที่ใช้ของพรีเมี่ยม กว่าจะขึ้นไปอยู่บนชั้น เจ็บตัวไปเยอะ เป็นเหตุผลว่าทำไมผมไม่มีกำไร เพราะความพยายามดันเข้าไปก็เสียเปรียบตั้งแต่แรกแล้ว”

ธรรมชาติของอาหารไทยที่ออกรสชาติได้ถึงพริกถึงขิง เครื่องปรุงรสล้วนเป็นส่วนสำคัญในการประกอบอาหารให้ได้อรรถรส ความต้องการในตลาดน้ำปลาไทยไม่เฉพาะคนไทยและแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความต้องการเครื่องปรุงรสประเภท “น้ำปลา” สูง แต่ตลาดต่างประเทศในภูมิภาคอื่นก็มีความต้องการด้วยเช่นกัน โดยธุรกิจที่มีการบริโภคน้ำปลามากที่สุด คือ ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร

ปัจจุบัน ตลาดน้ำปลาในต่างประเทศของไทยมีการแข่งขันเพิ่มมากขึ้นโดยคู่แข่งสำคัญ คือ เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นฐานการผลิตที่ได้เปรียบค่าจ้างแรงงานและวัตถุดิบในการผลิต

จากข้อมูลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ในปีที่ผ่านมา พบว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมเครื่องเทศและเครื่องปรุงรสมีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามกระแสความต้องการอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารจากธรรมชาติ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนประกอบหลักของอาหารไทยที่เป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก

“เมกาเชฟ” นับเป็นน้ำปลาหน้าใหม่ที่ก้าวเข้าสู่ตลาดต่างประเทศในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องปรุงรส แต่ได้รับการยอมรับว่าเป็นน้ำปลาระดับพรีเมี่ยมขึ้นแท่นตลาดโลก ที่แม้ว่าจะยังครองพื้นที่ตลาดส่งออกไม่มากเท่าที่ควร แต่ในฐานะน้องใหม่การก้าวสู่ตลาดด้วยความมั่นใจในแบรนด์ ตลอดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในตลาดต่างประเทศเป็นเวลา 1 ปี ต้องยอมรับว่า “เมกาเชฟ” จับทิศทางได้ถูก

การเติบโตของน้ำปลาที่เรียกตัวเองว่าเป็นแบรนด์ระดับพรีเมี่ยม มีวัตถุประสงค์หลักในการดำเนินกิจการอยู่ที่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งหากไม่กล่าวถึงน้ำปลาตราปลาหมึก ก่อนที่จะกล่าวถึงน้ำปลาตราเมกาเชฟ คงจะเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวที่ไม่เชื่อมโยงนัก เพราะเหตุผลของการสานต่อสัมพันธ์น้ำปลา 2 ยี่ห้อนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของ “เมกาเชฟ”

หวังสร้างแบรนด์ไทยพรีเมี่ยมนอก

ถูกว่า “เพี้ยน” น้ำปลาราคาสูง

คุณภาส นิธิปิติกาญจน์ นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง แต่ไม่ใหม่นักสำหรับการบริหารงานด้านการตลาด โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ เพราะเก็บเกี่ยวประสบการณ์การบริหารและการตลาดจากบริษัท โรงงานน้ำปลาไทย (น้ำปลาตราปลาหมึก) จำกัด ในตำแหน่งผู้จัดการด้านการส่งออก ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด มานานเกือบ 6 ปี

แต่ที่ยังคงความไฟแรง เพราะหลังปิดฉากการบริหารการตลาดจากบริษัท โรงงานน้ำปลาไทย (น้ำปลาตราปลาหมึก) จำกัด ก็เปิดฉากการบริหารทุกรูปแบบในบริษัท สินวารีพัฒนา จำกัด ในทันที

คุณภาส นับเป็นเจนเนอเรชั่น รุ่นที่ 3 ของบริษัท โรงงานน้ำปลาไทย (น้ำปลาตราปลาหมึก) จำกัด ผู้ผลิตน้ำปลาแท้ ตราปลาหมึก ซึ่งก่อตั้งโดย คุณเทียน นิธิปิติกาญจน์ เมื่อปี 2487 ในจังหวัดสมุทรสาคร จากโรงงานน้ำปลาเล็กๆ ปัจจุบัน เป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคในระดับประเทศและต่างประเทศ ครองพื้นที่ตลาดต่างประเทศกว่า 70 ประเทศ ในทวีปอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย เอเชีย แอฟริกา และก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตน้ำปลาที่มียอดส่งออกสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ

ภาพการเป็นเจนเนอเรชั่น รุ่นที่ 3 ของคุณภาส กับการเติบโตของน้ำปลาเมกาเชฟ มีส่วนทำให้หลายคนเข้าใจว่าการเป็นเมกาเชฟ แบรนด์ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นน้ำปลาระดับพรีเมี่ยมและเริ่มมีส่วนแบ่งการตลาดในต่างประเทศ เพราะน้ำปลาตราปลาหมึกที่สร้างมาอย่างดีในเจนเนอเรชั่นรุ่นที่ 1

คุณภาส ไขข้อข้องใจให้ถ่องแท้ โดยเฉพาะการทำตลาดให้กับน้ำปลาเมกาเชฟว่า การคิดต่าง ทำต่าง ทุกอย่างไม่เหมือนใคร ทุกคนไม่ยอมรับ อะไรใหม่หมด แม้กระทั่งการที่คุณภาสเดินทางไปเสนอเอเย่นต์ตราน้ำปลาตราปลาหมึก ที่รู้จักเพื่อขอวางขายน้ำปลาเมกาเชฟ กลับถูกปฏิเสธในทุกราย

“ประสบการณ์จากน้ำปลาตราปลาหมึกช่วยได้นิดเดียว น้ำปลาตราปลาหมึกไม่ได้ช่วยให้คนยอมรับเมกาเชฟ เพราะเป็นคนละเกรด เอเย่นต์ที่เคยกอดคอกันสมัยปลาหมึก ไม่มีใครสนใจสักรายเดียว ค่อนข้างหดหู่ เพราะเราสร้างมา ตลาดนอกเราคิดว่าน่าจะไปได้ดี เพราะคนชอบของดี แต่ไม่มีใครเอาเลย ผมสร้างมาเพื่อตลาดโลก แต่ผิดหวัง”

“ปลาหมึกแบรนด์ติดแล้ว ลองถือแบรนด์ใหม่เข้าไป คนไม่รู้จัก มาร์เก็ตลีดเดอร์อยู่ที่ 20 เรามาขาย 40 เขาหาว่าเพี้ยน”

ฉีกตลาด สร้างความต่าง

รุกฆาตเครื่องปรุงต่างแดน

การสั่งสมประสบการณ์และการซึมซับโดยธรรมชาติ เป็นสิ่งที่คุณภาสให้ความสำคัญ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการประกอบอาชีพ คุณภาส เล่าถึง ความสนิทสนมกับ คุณเทียน นิธิปิติกาญจน์ ผู้ก่อตั้งน้ำปลาตราปลาหมึก ในฐานะหลานชายที่ใกล้ชิดกับอากง (ปู่) ให้ฟังว่า สมัยเด็กเขาติดตามอากงเข้าไปในโรงงานน้ำปลาไทยเสมอ แต่ด้วยวัยเด็กที่ยังไม่ประสา จึงไม่สนใจกระบวนการผลิตหรือการบริหารใดๆ ทราบเพียงแต่อยู่ใกล้ทะเล และเป็นสถานที่ที่เขาสามารถเล่นตกปลาได้จริง

แต่ด้วยทักษะของอากงที่มีต่อการปรุง ชิม และเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ทำให้คุณภาสได้รับทักษะนั้นติดตัวมาไม่น้อย จึงเป็นผลให้ความสามารถในการประกอบอาหารรสชาติดีติดตัวคุณภาสมาตั้งแต่วัยเด็ก

11 ปี ของการศึกษาและใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย เป็นประสบการณ์ที่คุณภาสยอมรับว่า ช่วยให้ได้รับรู้วิถีและความต้องการเชิงวัฒนธรรมของชาวต่างชาติลึกซึ้ง โดยเฉพาะการประกอบอาหารที่เจ้าตัวจะเป็นมือโปรลงมือทำอาหารไทยให้เพื่อนๆ ในแถบเอเชียร่วมวงเสมอ ประกอบกับการศึกษาด้านการตลาดอย่างจริงจังในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท จาก Queensland University of Technology สถาบันด้านการบริหารธุรกิจชั้นนำในประเทศออสเตรเลีย

เมื่อความรับผิดชอบในตำแหน่งผู้จัดการด้านการส่งออก ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด ในโรงงานน้ำปลาไทย จบลง เพราะการตัดสินใจของคุณภาสที่ให้กับตัวเองว่า เครื่องปรุงรสของไทยมีดี จึงควรมีเครื่องปรุงรสแบรนด์ไทยโชว์ขึ้นชั้นวางขายระดับพรีเมี่ยมในต่างประเทศบ้าง

“ทำไมเครื่องปรุงของไทยทำไปต้องถูกที่สุด คุณภาพต่ำที่สุดในตลาดโลก ที่เราเห็นมาร้านอาหารเอเชียของไทยถูกที่สุด น้ำปลาเวียดนามแพงกว่าเรา 3-4 เท่า ซอสหอยนางรมเราสู้ฮ่องกงไม่ได้ คิดอย่างเดียวอยากทำอะไรที่เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ ดีต่อสุขภาพ อยากให้บนชั้นของเมืองนอกมีสินค้าที่ดี ตอนนั้นยอมรับว่าคิดถึง น้ำปลา เพราะเราเดินมาทางนี้ น้ำปลาที่ผลิตจากปลาไม่สดจะมีสารฮิสตามินสูง หากสะสมในร่างกายนานจะเกิดภูมิแพ้ ท้องร่วง และกลายเป็นมะเร็งในที่สุด จึงคิดใหม่ทำใหม่”

“เมกาเชฟ” เริ่มเกิดและเติบโตขึ้น เมื่อคุณภาสใช้เงินลงทุนที่ส่วนหนึ่งขอทุนมาจากครอบครัว มุ่งมั่นลงแรงกับการก่อตั้งโรงงานน้ำปลา

ตลาดส่งออก เป็นเป้าหมาย เพื่อเลี่ยงการแข่งขันตลาดในประเทศ ซึ่งมีน้ำปลาคุณภาพและราคาใกล้เคียงกัน เมกาเชฟ จึงฉีกตลาดเข้าหาคนไทยในต่างแดน และกลุ่มต่างชาติที่ชื่นชอบอาหารไทย

ชิมน้ำปลาสร้างสูตรหลายพันครั้ง

เปิดตัวเครื่องเสีย โนออร์เดอร์

หลังจดทะเบียนบริษัท สินวารีพัฒนา จำกัด จังหวัดจันทบุรี เป็นสถานที่ก่อตั้งโรงงานน้ำปลา ซึ่งรองรับปลาสดที่เดินทางจากทะเลอ่าวไทยเข้าสู่โรงงานได้ง่าย ระยะทางที่ใกล้เป็นเหตุผลหลักในการเลือกสถานที่ตั้ง โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือ การคงความสดให้กับปลากะตัก ซึ่งเป็นปลาชนิดที่นำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับทำน้ำปลาที่ดีที่สุด

2 ปีของการชิมน้ำปลา เพื่อให้ได้สูตรน้ำปลาเมกาเชฟ

“ผมชิมเองเป็นพันๆ ครั้ง เกือบ 2 ปี ทำไปเรื่อยๆ หมักไปเรื่อยๆ ปรับไปเรื่อยๆ ชิมน้ำปลาเกือบ 2 ปี แต่เป็นสิ่งที่รัก ถ้าไม่รักคงไม่บ้าทำ ฟังแล้วยังคิดว่าเค็ม”

สิ่งต่างที่ไม่เหมือน คือการใช้วัตถุดิบในการผลิต คุณภาสให้ข้อมูลว่า ขั้นตอนสำคัญที่สุดของการผลิต คือ การได้วัตถุดิบสดและสะอาด โดยเลือกปลากะตักที่จับได้จากเรือขนาดเล็กและกลาง เพราะระยะเวลาหลังจากพ้นน้ำไม่ข้ามคืนก็ถึงท่าเรือ จากท่าเรือจะมีคนทำหน้าที่คล้ายโบรกเกอร์แจ้งให้บริษัททราบว่า มีจำนวนปลากะตักสดจำนวนเท่าไหร่ บริษัทรับซื้อได้จำนวนเท่าไหร่ เมื่อตกลงจำนวน จะทยอยนำปลากะตักสดที่ได้มาโรงงาน คลุกเคล้าเกลือ หมักในโรงบ่อที่สะอาด ควบคุมอุณหภูมิ จึงจะได้รสชาติตามสูตรของเมกาเชฟ

ราคาน้ำปลาเมกาเชฟถูกที่สุดในขวดเล็ก ราคา 29 บาท ขณะที่ขวดใหญ่ราคาขวดละ 48 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำปลาไทยแบรนด์อื่น ผู้บริโภคที่ชินกับการเลือกสินค้าจากราคา แน่นอนต้องปัดเมกาเชฟไว้หางแถว แต่เมื่อเลือกจากคุณภาพที่เหมาะสมกับราคาแล้ว คุณภาส เชื่อว่า เมกาเชฟไม่เป็นรองใคร

คุณภาพปลากะตักสดที่ผ่านกระบวนการหมักกับเกลือล้างเกรดเอ นานถึง 18 เดือน ทำให้ผู้บริหารหนุ่มมั่นใจว่า เป็นครั้งแรกที่เมืองไทยที่มีน้ำปลาคุณค่าทางโปรตีนสูงถึง 3 กรัม ต่อ 1 ช้อนโต๊ะ มากกว่าน้ำปลาชนิดอื่นที่วางขายในท้องตลาด 30-70 เปอร์เซ็นต์

แต่ความมั่นใจที่มีและประสบการณ์ในโรงงานน้ำปลาตราปลาหมึก เกือบ 6 ปี ก็ไม่ได้ช่วยอะไร

ตลอด 1 ปี ที่เริ่มเดินทางเข้าหาเอเย่นต์ต่างประเทศ ซึ่งเป็นเอเย่นต์เดิมของน้ำปลาตราปลาหมึกทั้งแถบยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย เพราะเชื่อว่าเป็นใบเบิกทางให้กับเมกาเชฟได้ แต่ผิดถนัดเมื่อได้รับการตอบปฏิเสธในทุกครั้ง

“เขาว่า เขามีแบรนด์น้ำปลาเป็นสิบๆ แบรนด์ที่ขายอยู่ ของสุขภาพ เขาบอกลูกค้าเขาไม่รู้ว่าสุขภาพหรือเปล่า เมื่อขายตราปลาหมึกอยู่แล้วและยังมีสินค้าอีกเป็นพันตัว ผมคอพับกลับมาตอนบินรอบโลก พยายามอยู่ปีกว่า เปิดบู๊ธกี่ครั้งก็ไม่ได้ลูกค้า กลับมาคิดไม่ออก จะลดราคาก็ไม่ได้ ต้นทุนสูง”

ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นก่อนหน้าไม่นาน เป็นการเปิดตัวในประเทศ ทุ่มเม็ดเงินโฆษณาลงไปมาก ผลตอบรับมีออร์เดอร์เป็นตัวเลขที่น่าพอใจ แต่เพราะเป็นนักธุรกิจใหม่ทุนน้อย จึงใช้เครื่องมือสองที่ผลิตในประเทศไทย ราคาราว 10 ล้านบาท หากเทียบกับน้ำปลาตราปลาหมึกที่ใช้เครื่องมือหนึ่งจากประเทศเยอรมนี มูลค่าเครื่องราว 70 ล้านบาท ทำให้การผลิตเกิดปัญหา เครื่องเสีย ทำให้ต้องยกเลิกออร์เดอร์ เสียเวลาไปเกือบครึ่งปี

ใช้เชฟเบิกทาง-การันตี

รับขาดทุน แต่มั่นคง

ความยากลำบากการดันสินค้าเข้าขายในห้างสรรพสินค้าปลีก เพราะเป็นกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายไม่ง่ายเสียทีเดียว

“เดินเข้าไปหลายครั้ง เราบอกว่าเราตั้งใจ ลงมีสื่อทางโทรทัศน์ ได้กำไรเยอะ ได้ลูกค้าที่ใช้ของพรีเมี่ยม กว่าจะขึ้นไปอยู่บนชั้น เจ็บตัวไปเยอะ เป็นเหตุผลว่าทำไมผมไม่มีกำไร เพราะความพยายามดันเข้าไปก็เสียเปรียบตั้งแต่แรกแล้ว”

ความโชคดีเข้าข้าง คุณภาส เล่าว่า เพื่อนซึ่งก่อนหน้าช่วยดูเรื่องสูตรก่อนบินไปเรียนเชฟและประกอบอาชีพเชฟระยะหนึ่งก่อนบินกลับมา เพราะอยากหางานทำในประเทศไทย คุณภาสจึงชักชวนให้ร่วมงานด้วยกัน

“เชฟ” เป็นใบเบิกทางให้อย่างดีกับเสมือนเป็นการการันตีถึงรสชาติน้ำปลา เมื่อเพื่อนนำน้ำปลาไปให้กับเชฟในร้านอาหารที่ได้รับความนิยมว่ารสชาติดี เชฟตอบรับรสชาติทุกคน จึงนำเสนอไปยังเชฟระดับโลก ซึ่งเป็นชาวต่างชาติและมีร้านอาหารระดับรางวัลมิชลินสตาร์ ซึ่งเป็นรางวัลด้านรสชาติที่ร้านอาหารทั่วโลกให้การยอมรับ

“เขาขอดูโรงงานผลิตของเราหลังจากชิมน้ำปลา และขอเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เชฟระดับอาจารย์ เป็นที่รู้จักทั่วโลกเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้ ทำให้ชีวิตเริ่มเปลี่ยน เปิดการเปิดตัวน้ำปลาไทยรายแรกในซิดนีย์ ออสเตรเลีย มีเชฟระดับซุปเปอร์สตาร์หลายคนร่วมงาน”

เมกาเชฟ เริ่มเกิดและเติบโตในทิศทางตามเป้าหมาย คือ ตลาดต่างประเทศ

หลังการเปิดตัวราว 1 ปี สัดส่วนยอดขายในประเทศและต่างประเทศ อยู่ที่ 90 : 10 นอกเหนือจากออสเตรเลีย กระจายเข้าสู่อังกฤษ และอเมริกา

เมกาเชฟ ตั้งเป้ายอดขายตลาดในประเทศและต่างประเทศอยู่ที่ 50 : 50 ภายในเวลา 5 ปี จากกำลังผลิตที่มีอยู่ประมาณ 4 ล้านลิตร โดยหวังยอดขายเพิ่มขึ้นตามการบริหารของนักธุรกิจ

ในท้ายที่สุด คุณภาส ยอมรับว่า แม้การเติบโตของเมกาเชฟเป็นปีที่ 4 แต่ยังขาดทุนอยู่ เป็นการขาดทุนที่ใกล้พ้นน้ำ เพราะน้ำปลาเป็นสินค้าที่ไม่ขึ้นลงเยอะ แต่ค่อนข้างมั่นคง ไต่ระดับขึ้นมาเรื่อยๆ ทุกเดือน จึงมั่นใจด้วยว่ายอดขายปีนี้ที่ตั้งเป้าไว้ 120 ล้านบาท จะเป็นไปตามเป้า

ปัจจุบัน เมกาเชฟ มีน้ำปลาเป็นตัวชูโรง และปั้นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องปรุงรส หวังตีตลาดในรูปของ “ซอสหอยนางรม” และ “น้ำพริกเผา” เปิดตัวและวางจำหน่ายแล้ว