มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.
| วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 16 ฉบับที่ 267 |
รายงานพิเศษ
ชี้ SMEs ไทย ปี 2554 ทำอย่างไร…ให้รอด
หลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาในปี 2553 ส่งผลให้หลายผู้ประกอบการต่างปรับตัว เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ ซึ่งเป็นเรื่องน่าชื่นชม โดยเฉพาะกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพราะหลายรายสามารถยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางพายุ แต่กระนั้นในปี 2554 จะเป็นเช่นไร แล้วเอสเอ็มอีไทย ควรพัฒนา หรือปรับรับสถานการณ์อย่างไร “เส้นทางเศรษฐี” มีคำตอบ ทั้งจากสถาบันการเงิน และหน่วยงานภาครัฐ
โดยเริ่มจาก 3 สถาบันการเงินก่อน กับฉบับนี้
คุณโสฬส สาครวิศว
กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอี แบงก์)
ผลิตสินค้ามาตรฐาน
เตรียมรับค่าเงินบาท
ในปีที่ผ่านมา มีความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ การเมืองหลายอย่าง ผ่านมาหลายรอบ และในอนาคตสิ่งที่เอสเอ็มอีต้องเจอ ชนิดหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ “Free trade area” เพราะการค้าของประเทศไทยเข้าไปอยู่ในการค้าเสรี
ปี 2553 สินค้าเกือบทุกประเภท ประมาณ 83 เปอร์เซ็นต์ ถูกลดภาษีจนเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ และถูกลดไปจนถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2563 ดังนั้นในเรื่อง Free trade area อนาคตที่ไม่มีภาษีการค้าระหว่างประเทศ มีทั้งข้อได้เปรียบและเสียเปรียบสำหรับผู้ประกอบการ
ข้อได้เปรียบสำหรับผู้ประกอบการใดแข็งแรง ตลาดจะกว้างขึ้น แต่ถ้าผู้ประกอบการใดอ่อนแอ ตลาดจะแคบลง วิธีการที่จะทำให้แข็งแรงคือ พัฒนามาตรฐานของการผลิตสินค้า ในโลกของการค้า ไม่ว่าจะค้ากับประเทศใด มาตรฐานสินค้าจะมี 3 ระดับมาตรฐานใหญ่ๆ คือ
1. มาตรฐานภายในประเทศ
2. มาตรฐานของประเทศผู้นำเข้า
3. มาตรฐานของผู้บริโภคในประเทศนั้นๆ
สิ่งที่เจอหลังจากคลุกคลีกับเอสเอ็มอี คือ การผลิตไม่ได้มาตรฐาน ถ้าสั่งสินค้า 1-2 ชิ้น มาตรฐานดี แต่ถ้าสั่งเป็นโหลหรือ 10 โหล มาตรฐานเปลี่ยนไป ฉะนั้น สิ่งที่เอสเอ็มอีต้องพัฒนาคือ ผลิตให้ได้มาตรฐานทั้งหมด และผลิตอย่างไรให้ต้นทุนถูก สู้คู่แข่งขันได้
ทุกคนจะเห็นว่าประเทศไทยเน้นเรื่อง creative economy ค่อนข้างเยอะ เราจะผลิตอะไรถึงจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้ เพราะในผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จะผลิตสินค้าเยอะๆ หรือเรียกว่า mass แล้วไปแข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่เป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น ต้องหาตลาดเฉพาะ หามูลค่าเพิ่ม สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าของตัวเอง
ดังจะเห็นว่า สินค้าบางประเภทขายได้ชุดละเป็นแสน ยกตัวอย่าง กระเป๋า ซึ่งคุณภาพอาจดีเท่ากับแบรนด์เนม แต่ขาย 2,000-3,000 บาท ในขณะสินค้าแบรนด์เนมขายได้หลักแสน ทั้งๆ วัสดุนำมาผลิตชนิดเดียวกัน ฉะนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ สร้างความแตกต่างจากสินค้าโดยทั่วไป ผมเชื่อว่าเอสเอ็มอีทั้งหลายมีฝีมืออยู่แล้วในเรื่องความคิดสร้างสรรค์
ต่อมาสิ่งที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องเจอ ต้องบริหารจัดการ คือ เรื่องค่าเงินบาท อันนี้เป็นปัจจัยระยะสั้น เรื่องมาตรฐานการผลิตเป็นปัจจัยระยะยาว เรื่องค่าเงินต้องยอมรับว่า อนาคตมีการผันผวนของค่าเงินมาก ตอนนี้กังวลเรื่องค่าเงินบาทแข็ง ผู้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกบ่นกันว่า ราคาสู้ไม่ได้ แต่ผู้นำเข้าคิดว่า ราคาค่อนข้างโอเค ค่าเงินบาทแข็ง ราคาสินค้านำเข้าจะถูก แต่ในทางกลับกัน ถ้าค่าเงินบาทอ่อน ผู้ประกอบการที่เป็นผู้ส่งออกจะยิ้ม ส่วนผู้นำเข้าบอกว่าแย่
อีกทั้งความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยในตลาด เช่น ถ้าเงินไหลออกมาก อัตราดอกเบี้ยในตลาดจะปรับตัวสูงขึ้น เพราะว่าสภาพคล่องที่เหลืออยู่ในตลาดไหลออก ดอกเบี้ยสูงขึ้น ทางผู้ประกอบการต้องเตรียมตัวดังนี้ ถ้าสภาพคล่องในตลาดขาดแล้ว ในระยะสั้นต้องทำอย่างไร ถ้าเป็นภาษาชาวบ้านคือ จะมีก๊อกหนึ่ง ก๊อกสอง หรือไม่ เพราะถ้าสภาพคล่องขาดอย่างทันด่วน การเข้าหาแหล่งเงินทุน ขอสินเชื่อวันนี้ อีก 1-2 สัปดาห์ หรือเป็นเดือน ถึงจะได้ สิ่งที่ต้องเตรียมไว้ คือ ต้องเตรียมหาสภาพคล่องสำรองไว้อย่างไร
เตรียมนโยบาย
เพื่อ 3 กลุ่มธุรกิจ
นโยบายของเอสเอ็มอี แบงก์ ซึ่งเป็นธนาคารของรัฐ เป็นธนาคารเพื่อการพัฒนา ฉะนั้น สิ่งที่ธนาคารทำ 2 ส่วนด้วยกัน คือ ให้เงินทุน และการพัฒนา เอสเอ็มอี แบงก์ พัฒนาตั้งแต่ก่อนให้เงินทุน เพราะเห็นว่าถ้าผู้ประกอบการได้เงินทุนไปแล้วไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ หรือเอาเงินทุนไปแล้วประสบความล้มเหลว มันคือภาระของธนาคาร และคือภาระของผู้กู้
ดังนั้น ก่อนให้เงินทุน ต้องไปดูผู้ประกอบการว่าอยู่ในเกณฑ์หรือไม่ ถ้าไม่อยู่ในเกณฑ์จะเข้าไปพัฒนาให้ กระทั่งพัฒนาจนเข้าเกณฑ์ จึงให้เงินทุน หลังจากให้เงินทุนยังตามต่อเข้าไปดูอีกว่าต้องพัฒนาด้านใดอีกบ้าง หรือเมื่อให้เงินทุนไปแล้ว เอสเอ็มอีพัฒนาไปถึงไหน ซึ่งกับการพัฒนามีอยู่หลายขั้นตอน
สำหรับผู้ขยายกิจการ และผู้สืบทอดธุรกิจ การเข้าหาแหล่งเงินทุนไม่มีปัญหา ไม่ยาก แต่สำหรับผู้เริ่มแรก หรือผู้ประกอบกิจการใหม่ มีปัญหาค่อนข้างมาก ซึ่งปกติจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มประกอบกิจการจริง กับกลุ่มที่เรียกว่าเป็นนักฝัน คำว่า นักฝัน หมายถึง คิดโปรเจ็คต์เยอะมาก จะทำอย่างนั้นอย่างนี้ ถามว่ามีประสบการณ์ทางธุรกิจไหม ไม่เคยมีประสบการณ์ ยกตัวอย่างเช่น จะเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว ถามว่าเคยทำกับข้าวไหม คุณจะหั่นหมูยังไง หั่นผักยังไง ขายชามละเท่าไหร่ เมื่อไม่มีประสบการณ์ ทำไม่ได้ ให้เงินทุนไปก็จะลำบาก
อีกส่วนหนึ่งคือ คิดการใหญ่ หมายความว่า คิดแต่ด้านบวก คือมีประสบการณ์อยู่บ้าง ปัจจุบันนี้ทำธุรกิจเล็กๆ พอทำธุรกิจเล็กแล้วคำนวณดูว่าเดือนนึงขายได้เท่านี้ มีเงินทุนเท่าไร กำไรเท่าไร ถ้าขยายอีก 10 เท่าก็เอา 10 คูณ คิดง่ายๆ บางคนเดินเข้ามามีเงินทุน 500,000 บาท ขอกู้ 10 ล้าน ปรากฏว่าไปไม่ได้ เพราะลูกค้าคิดแต่ทางบวกเสมอ พอขยายกิจการแล้วไม่ประสบความสำเร็จ
บางคนถามว่ามีเงินทุนเข้ามาสวมร่วมทุนไหม แต่จริงๆ ตัวเองไม่มีทุน บางคนไปหยิบยืมเงินนอกระบบ จากเพื่อนฝูงมาแสดงให้ธนาคารดู แต่พออนุมัติสินเชื่อ เงินทุนที่ไปหยิบยืมมาก็ต้องเสียดอก เงินกู้ธนาคารก็ต้องเสียดอก ดำเนินการได้สักพักเริ่มไม่ไหว
ดังนั้น ต้องเรียนว่า สิ่งที่ธนาคารดู คือ
1. เรื่องของความสามารถ
2. ประสบการณ์
การจะเข้ามาขอกู้เงินจากธนาคาร ความสามารถในการหารายได้ต้องชัดเจนเพราะเป็นที่ทราบดีว่าธุรกิจเอสเอ็มอี มีตั้งแต่ขนาดย่อม ขนาดกลาง และเล็ก ซึ่งระดับกลางๆ จะไม่ค่อยเกิดปัญหาในเรื่องระบบบัญชี ถึงแม้จะมีซ่อนๆ กันบ้าง บัญชี 1 บ้าง บัญชี 2 บ้าง ก็ยังสามารถเอาไปทดสอบ ตรวจสอบกันได้ ว่ามันจริงเท็จขนาดไหน
แต่ขนาดเล็กขนาดย่อม ไม่มี เป็นสิ่งซึ่งธนาคารทำงานค่อนข้างยาก เพราะว่าบางครั้งต้องเข้าไปช่วยเก็บใบเสร็จ รวบรวมใบเสร็จ เป็นระยะเวลาย้อนหลัง 5 เดือน ซึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย ฉะนั้น การจะให้สินเชื่อก็อาจไม่ได้ดังใจคิด หรือบางผู้ประกอบการ มีปัญหา บอกว่าถ้าไม่ได้เงินพรุ่งนี้มะรืนนี้ แย่แน่
ฉะนั้น สิ่งสำคัญ เมื่อเข้ามาขอสินเชื่อ ต้องสามารถแสดงแหล่งที่มีของรายได้อย่างชัดเจน ตรวจสอบได้
สนับสนุนทุกกลุ่ม
เพื่อเอสเอ็มอีไทย
เอสเอ็มอี แบงก์ ยินดีสนับสนุนผู้ประกอบการทุกกลุ่ม โดยไม่ได้มองว่าปี 2554 ธุรกิจนี้สดใส ถึงปล่อยสินเชื่อ หรือมองว่าธุรกิจนี้อนาคตเป็นดาวร่วง ก็จะไม่ให้กู้ แต่เอสเอ็มอี แบงก์ ให้กู้ทุกธุรกิจ เพราะเราถือว่าทุกธุรกิจมีโอกาสรุ่ง และร่วง เหมือนกัน แต่เอสเอ็มอี แบงก์ มีหน้าที่ส่งเสริมให้ทุกธุรกิจมีความแข็งแรง
หลายคนมีเสถียรภาพ มีความสามารถในการปรับตัว แต่หากสถาบันการเงินมองว่าธุรกิจดังกล่าวเป็นดาวร่วง ทุกอย่างหยุด เท่ากับว่าปล่อยให้เขาร่วงเร็วขึ้น แต่ในขณะที่เอสเอ็มอี แบงก์ มองว่าถ้าเขามีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับภาวะเศรษฐกิจได้ ก็พร้อมช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี วิธีบริหารจัดการ เป็นต้น
และถ้าถามว่า เมื่อพูดเช่นนี้แล้ว เอสเอ็มอีที่มีความเสี่ยง อาจจ้องมองมาที่เอสเอ็มอี แบงก์ เพื่อขอความช่วยเหลือ ซึ่งต้องบอกว่าทางธนาคารยินดีต้อนรับ ไม่ทอดทิ้ง ดังในปี 2552 เอสเอ็มอี แบงก์ ปล่อยสินเชื่อให้หลายรายในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แล้วก็มีหลายรายเมื่ออัดฉีดเงินไปแล้วผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจได้
ฉะนั้น หน้าที่ของเอสเอ็มอี แบงก์ คือ ต้องช่วยธุรกิจเอสเอ็มอีให้แข็งแรง สามารถผ่านภาวะวิกฤตและเข้าไปแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้
ไม่มีดาวร่วง ดาวรุ่ง
เลือกทำในสิ่งที่ชอบ
มีคนถามเสมอว่าธุรกิจใด คือ ดาวรุ่ง แต่สำหรับผมสิ่งที่อยากจะบอกผู้ประกอบการรายใหม่ คือ คิดก่อนเริ่มทำธุรกิจ ว่าชอบธุรกิจใด ชอบทำอะไร เพราะถ้าคุณไม่ชอบ แต่ลงทุน เชื่อว่าคุณล้มเหลวไป 50 เปอร์เซ็นต์ เพราะความทุ่มเทในธุรกิจไม่มีแนวคิดใหม่ๆ ไม่เกิด และสุดท้าย คือไม่มีความสุขในการประกอบธุรกิจ แต่ถ้าชอบธุรกิจ ความสำเร็จเกิดแล้ว 80-90 เปอร์เซ็นต์
แต่ถ้าจะให้เจาะธุรกิจที่ยังคงอยู่ในความสนใจ และในปี 2554 ยังคงไปได้ น่าจะเป็นเรื่องของแฟชั่น ธุรกิจพลังงานทดแทน ได้รับความนิยมค่อนข้างสูง ส่วนธุรกิจการท่องเที่ยว ถึงแม้จะประสบปัญหามาบ้าง แต่แนวโน้มยังดีอยู่ ส่วนชิ้นส่วนรถยนต์ ยังมีโอกาสไปได้
3-4 ธุรกิจดังกล่าวมานี้ มองว่ายังมีอนาคต แต่ทั้งนี้ไม่อยากให้ประกอบการเอสเอ็มอีเลือกทำธุรกิจตามแฟชั่น อยากให้ประกอบธุรกิจตามความถนัดของตนเอง ถ้าถนัดทางด้านไหนแล้วทำด้านนั้น เชื่อว่ามีโอกาสสู่ประสบความสำเร็จ
คุณปกรณ์ พรรธนะแพทย์
รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
53 เอสเอ็มอี ขยาย
54 ปรับตัวได้ อยู่รอด
ในมุมมองของธนาคารกสิกรไทย ปีนี้ธนาคารมองจากอัตราการขยายตัวสินเชื่อดี มีการอนุมัติวงเงินสินเชื่อ ซึ่งใน 3 ไตรมาสแรก ธนาคารอนุมัติสินเชื่อไปกว่า 140,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 46 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แสดงว่าธุรกิจมีการขยายตัว ธุรกิจที่มีแนวโน้มในปีนี้ คือ ภาครับเหมาก่อสร้าง ค้าวัสดุก่อสร้าง ซึ่งได้รับผลดีจากโครงการไทยเข้มแข็งของภาครัฐที่มีการอัดฉีดเม็ดเงินลงในระบบสาธารณูปโภค และทางด้านการเกษตร การแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร เนื่องจากราคาพืชผลทางการเกษตรค่อนข้างดี
ในต่างประเทศ การส่งออกเริ่มฟื้นตัวขึ้น ถึงแม้จะมีความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในประเทศ ยุโรปและสหรัฐอเมริกา การส่งออกไปได้ดีโดยเฉพาะชิ้นส่วนยานยนต์, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ อันนี้เป็นธุรกิจที่ขอสินเชื่อเข้ามามาก เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ถ้าพูดถึงในปีหน้า ธนาคารมองว่า เทรนด์คงเป็นไปในทิศทางนี้ เพียงแต่ว่ามันมีเหตุปัจจัยที่ไม่แน่นอน และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ต้องเฝ้าระวัง
และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในต่างประเทศซึ่งอาจมีผลเรื่องการส่งออก คือผู้ส่งออกเอง คงจะต้องปรับตัว อย่างที่ผ่านมาลูกค้าหลายรายปรับ เช่น ถ้าจะบอกว่าค่าเงินบาทแข็ง มันจะกลับไปอ่อนเหมือนเมื่อก่อนก็คงไม่ได้ สิ่งที่เขาทำคือ มีการเจรจากับคู่ค้า ขอซื้อขายเป็นเงินสกุลอื่น หรือขยายตลาดไปภูมิภาคอื่น ในประเทศกลุ่มอาเซียนด้วยกันหรือว่าหันมาขยายตลาดภายในประเทศ นี่ก็เป็นสิ่งซึ่งผู้ประกอบการปรับตัวมาตลอด
ผู้ประกอบการ SMEs จากประสบการณ์ที่เจอปรับตัวได้ค่อนข้างดี เนื่องจากมีความคล่องตัวสูง ในเรื่องของการบริหารจัดการแล้วก็ต้นทุนค่าใช้จ่ายไม่ได้สูงมาก เพราะฉะนั้น เรื่องการปรับตัวยังทำได้ดี แล้วในเรื่องของต้นทุนต่างๆ การบริหารจัดการ มองว่าเป็นสิ่งสำคัญ อันแรก คือเรื่องตลาด หาตลาดใหม่ เรื่องของการสร้างแบรนด์ หากลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างจากเดิม เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงการแข่งขันเรื่องราคา
ส่วนเรื่องบริหารจัดการ ต้นทุน ทุกธุรกิจนั้นคงต้องทำ ในยุคของการแข่งขันรุนแรง ถ้าเอสเอ็มอีบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ จะได้เปรียบเรื่องการแข่งขัน เช่น เป็นผู้ประกอบการการผลิต ทางธนาคารแนะนำว่า ถ้าเครื่องจักรเก่าแล้ว หรือประสิทธิภาพสู้เครื่องใหม่ไม่ได้ แนะนำให้ซื้อเครื่องจักร ธนาคารพร้อมสนับสนุนเงินกู้ เพราะว่าเวลาเงินบาทแข็ง เรานำเข้า เครื่องจักรจากต่างประเทศ ราคาจะถูกลง
ออกผลิตภัณฑ์
เพื่อเอสเอ็มอีทุกกลุ่ม
สำหรับที่ผ่านมาในปี 2553 ธนาคารกสิกรไทย ยังคงยึดมั่นแนวทางสนับสนุน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เรื่องของการเงิน ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย และพยายามตอบโจทย์ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้ครบทุกกลุ่ม เพราะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ มีประมาณ 3 ล้านราย ล้วนข้อจำกัดแตกต่างกัน บางกลุ่มมีหลักประกัน บางกลุ่มไม่มี บางกลุ่มมีหลักประกันไม่พอ แตกต่างทั้งในเรื่องประเภทธุรกิจด้วย
ฉะนั้น ทางธนาคารจะออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินสามารถตอบสนองในแต่ละธุรกิจ อย่างเช่น ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง, ธุรกิจอพาร์ตเมนต์, ค้าปลีก ค้าส่ง หรือธุรกิจทางการแพทย์ ทันตแพทย์ ธนาคารพยายามสนับสนุน โดยเฉพาะกลุ่ม start up business ซึ่งกลุ่ม start up น่าสนใจมากเพราะเมืองไทยในแต่ละปี มีกลุ่มเอสเอ็มอีเกิดใหม่ค่อนข้างเยอะ ที่ปิดตัวลงก็เยอะ ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนทั้งหมด อยู่รอดเกิน 1 ปี
ถามว่าทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกลุ่ม start up เริ่มต้นทำธุรกิจอย่างมั่นคงและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งในส่วนของธนาคารเองพยายาม แต่กระนั้นธุรกิจเริ่มต้นใหม่ มีข้อจำกัด มีความเสี่ยงในการปล่อยกู้ ส่วนใหญ่ธนาคารพาณิชย์โดยทั่วไปพยายามให้ผู้ประกอบการ ทำธุรกิจมาสักระยะหนึ่ง ถึงจะปล่อยกู้
ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทย จัดทำแพ็กเกจให้กับกลุ่ม start up มาใช้บริการกับธนาคาร ทำบัญชี อำนวยความสะดวกในเรื่องการเงิน พร้อมกับมอบองค์ความรู้
มุ่งช่วยเอสเอ็มอี
3 กลุ่ม 3 ช่วง ธุรกิจ
ขอข้ามช่วงเริ่มต้นธุรกิจ แล้วมาพูดถึงช่วงกำลังขยายกิจการ ซึ่งในมุมมองของธุรกิจ ถือว่ามีความมั่นคงในระดับหนึ่งแล้ว เพราะทำธุรกิจมาอย่างน้อย 2-3 ปี การตลาดชัดเจน มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การผลิตได้มาตรฐาน เพราะฉะนั้น กลุ่มนี้การสนับสนุนทางด้านการเงินจากธนาคารไม่ลำบากยากนัก ถ้าดำเนินธุรกิจไปได้ด้วยดีมีกำไร มีการเดินบัญชี เดินสเตตเมนต์ต่างๆ รายรับรายจ่าย
แต่สิ่งสำคัญของกลุ่มขยาย มีอยู่ 2 เรื่อง คือทำอย่างไรถึงจะมีเงินทุนเพียงพอสนับสนุนธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะธุรกิจปกติเวลาขยาย เงินทุนเพื่อขยายกิจการมาจาก 2 ส่วน คือ กำไรจากกิจการ และเงินกู้จากธนาคาร สัดส่วนก็จะอยู่ในอัตราเหมาะสม ฉะนั้น ทางธนาคารกสิกรไทยจะมีทีมงาน หรือผู้ดูแลความสัมพันธ์ของลูกค้า มี SMEs business center 170 แห่งทั่วประเทศ หรือแม้แต่สาขาของธนาคารเองสามารถให้คำปรึกษา แนะนำ กับเอสเอ็มอีที่ต้องการขยายธุรกิจได้ รวมถึงการขอสินเชื่อ
กลุ่มขยายธุรกิจ มีสิ่งหนึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอาจต้องกลับมาดูให้มั่นใจว่า ในปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้แข็งแกร่งพอพร้อมจะพัฒนาศักยภาพเพื่อแข่งขันได้ในระยะยาว โดยหลักๆ ที่ธนาคารมักจัดเป็นหลักสูตรคือ K-SMEs care ซึ่งจัดมาราว 4 ปีแล้ว โดยผู้สนใจเข้าใช้บริการ ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าธนาคาร ซึ่งกับการจัดหลักสูตรนี้ผ่านมา 13 รุ่น หรือเท่ากับมีผู้ประกอบการเข้ารับความรู้ไปแล้ว 6,000 รายทั่วประเทศ โดยกสิกรไทยกำหนดหลักสูตรครอบคลุมทั้งเรื่อง การบริหารจัดการ โครงสร้างทางการเงิน บุคลากร กระบวนการผลิต เป็นต้น
วิจัย นำมาพัฒนา
ให้สอดรับกับเอสเอ็มอี
คราวนี้กลับมาที่กลุ่ม start up กลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มเอสเอ็มอีมีจำนวนมากในประเทศไทย โดยกสิกรไทยให้คำจำกัดความกับกลุ่มนี้ว่า ทำธุรกิจมาไม่เกิน 3 ปี ถ้าทำธุรกิจมาเกิน 3 ปีขึ้นไป เวลาไปขอกู้กับสถาบันการเงินส่วนใหญ่ไม่น่าจะติดขัดเงื่อนไข แต่ถ้าทำธุรกิจมาน้อยกว่านั้นจะมีความเสี่ยง เพราะฉะนั้น เรื่องขอกู้ เรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนค่อนข้างยาก
กสิกรไทยจะดูว่า จากสถิติผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เกิดขึ้นใหม่ในแต่ละปี ทำไมปิดตัวลงค่อนข้างมาก ซึ่งสาเหตุหลักมาจาก 3 เรื่อง
1. เงินทุน เอสเอ็มอีจำนวนไม่น้อยใช้วิธีกู้นอกระบบ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยสูงมาก
2. วางเรื่องการเงินไม่เป็นระบบ ถามว่าผิดไหม คงไม่ผิด เวลาเริ่มต้นทำธุรกิจ อันดับแรกที่คิด คือ ทำอย่างไร ให้สินค้าขายได้ คิดอย่างนั้นไว้ก่อน บางทีได้เงินมาจากการขายสินค้า แต่ไม่รู้ว่ามีค่าใช้จ่ายภายหลัง กระทั่งเกิดปัญหาสภาพคล่อง
3. เรื่ององค์ความรู้ คนที่อยากทำธุรกิจ ทำตามกระแส ทำตามแฟชั่น เพราะฉะนั้น บางทีอาจไม่เข้าใจกระบวนการทำธุรกิจอย่างถ่องแท้
จาก 3 ประเด็นดังกล่าว กสิกรไทยนำมาพัฒนาเป็นแพ็กเกจ เรียกว่า K-SMEs start up solution เป็นบริการครบวงจร สำหรับกลุ่ม start up ยกตัวอย่าง สมมติว่าเดินมาที่ธนาคารกสิกรไทย บอกว่าเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจ อยากจะใช้บริการ ธนาคารจะมีแพ็กเกจให้ ประกอบด้วย เรื่องแรกเปิดบัญชีกับธนาคาร คือเดินบัญชีกับธนาคารก่อนเพื่อจะได้เห็นประวัติ พอเดินบัญชีได้ราว 1 ปี เริ่มมีประวัติสามารถขอสินเชื่อได้ ซึ่งสินเชื่อจะมีทั้งแบบ มีหลักประกัน และไม่มีหลักประกัน ไม่ต้องรอถึง 3 ปี ก็สามารถเริ่มต้นได้เร็วแต่ต้องเดินบัญชีมาประมาณ 1 ปี
แต่กระนั้น ขอแนะนำว่า ช่วงเริ่มต้นทำธุรกิจ ควรใช้เงินทุนของตนเองก่อน โดยลงทุนอย่างพอประมาณ เพราะถ้ากู้เงินในช่วงแรก จะมีภาระเรื่องค่าใช้จ่าย เรื่องดอกเบี้ย ยกตัวอย่าง สมมติต้องการเปิดร้านกาแฟ กสิกรไทยมีแพ็กเกจให้ว่า
1. เดินบัญชีกับธนาคารให้เห็นธุรกรรม ดังได้กล่าวมาแล้ว
2. เรามีหลักสูตรเทรนนิ่ง โดยได้รับความร่วมมือจาก สสว. จัดโครงการร่วมกัน กสิกรไทยมีโครงการพัฒนาผู้ประกอบการรายใหม่ ซึ่งทาง สสว. มีทีมที่ปรึกษาจัดหลักสูตรเทรนนิ่ง เราก็จะส่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใหม่เข้าหลักสูตร โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
3. มีซอฟต์แวร์ระบบบัญชีให้ สามารถนำไปใช้ได้เลย ส่งผลให้ผู้ประกอบการรู้รายรับรายจ่ายของธุรกิจ
ดังกล่าวมาคือสิ่งที่กสิกรไทย จัดทำขึ้นเพื่อตอบโจทย์ กลุ่ม start up ซึ่งทางธนาคารมั่นใจว่า จะสามารถช่วยให้กลุ่ม start up เริ่มต้นเดินได้อย่างมั่นคง และมีการสานต่อธุรกิจให้ก้าวหน้าสืบไป
ธุรกิจแฟรนไชส์
ทำอย่างไรให้รุ่ง
ธุรกิจแฟรนไชส์เป็นอีกหนึ่งธุรกิจ start up ซึ่งธนาคารเห็นความสำคัญของธุรกิจแฟรนไชส์พอสมควร เพราะมูลค่าทางการตลาดของแฟรนไชส์ขยายค่อนข้างสูงมาก ประมาณ 760,000 ล้านบาท โดยแต่ละปีธุรกิจแฟรนไชส์เติบโตหลาย 10 เปอร์เซ็นต์
กสิกรไทยพบว่า ผู้ซื้อธุรกิจแฟรนไชส์มีปัญหาเรื่องแหล่งเงินทุน ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนสำหรับตั้งร้าน ซื้อของเข้าร้าน ด้วยเหตุนี้กสิกรไทยจึงออกผลิตภัณฑ์และบริการใหม่สำหรับธุรกิจแฟรนไชส์โดยเฉพาะ สนับสนุนด้านเงินทุน ธนาคารมีฟรีโปรแกรมให้เริ่มตั้งแต่เรื่องของเงินทุน สินเชื่อต่างๆ และยังจับมือร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มอบองค์ความรู้ ให้ข้อมูลคำปรึกษา ให้ความรู้พื้นฐานในการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์
ผมเชื่อว่าแฟรนไชส์ในเมืองไทย เฉพาะแฟรนไชซอร์ ประมาณ 600 ราย ส่วนแฟรนไชซี มีจำนวนมากเช่นกัน แต่ทั้งนี้ ในแง่การดำเนินงาน ทางธนาคารจำเป็นต้องเลือก ฉะนั้น คนที่อยากทำธุรกิจนี้ สามารถมาขอคำแนะนำ ว่าแฟรนไชส์ไหนเหมาะกับคุณ ต้องเลือกดูความถนัดหรือความพร้อม
ปรับตัวให้พร้อม
ความรู้อย่าพร่อง
ผู้ประกอบการหลายรายที่เป็นลูกค้าของกสิกรไทย ในช่วงเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบต่างๆ สามารถปรับตัวได้ มีความยืดหยุ่นค่อนข้างสูง เพียงแต่จะเสริมว่าองค์ความรู้เป็นสิ่งสำคัญจริงๆ เพราะโลกธุรกิจปัจจุบัน ยุคการค้าเสรี อะไรที่เกิดแม้ในต่างประเทศ อย่าคิดว่าไกลตัว เหตุการณ์ที่เกิดอาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ กระทบต่อปัจจัยในการดำเนินธุรกิจ ฉะนั้น ผู้ประกอบการควรติดตาม ค้นคว้าหาข้อมูลเติมเต็มความรู้สม่ำเสมอ
อีกเรื่องหนึ่งคือการบริหารเงิน การลงทุน แม้อาจดูไม่แน่นอน แต่ถ้ามีโอกาสสามารถลงทุนได้ แต่ต้องเป็นการลงทุนด้วยความระมัดระวัง คิดอย่างรอบคอบ วางแผนให้ดี ลงทุนพอประมาณ ต้องมั่นใจว่าเงินที่ลงทุนไป ก่อเกิดรายได้เพียงพอ ในการชำระเงินกู้หรือหนี้สินต่างๆ แล้วเมื่อธุรกิจไปได้ดี มีตลาดมากขึ้น แน่นอนขึ้น คิดขยับขยายค่อยลงทุนเพิ่ม แต่หากต้องการคำปรึกษา สามารถเดินทางเข้ามาพบเจ้าหน้าที่ของธนาคารได้
คุณเวทย์ นุชเจริญ
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริหารสายงานธุรกิจขนาดกลาง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
แนะเอสเอ็มอี
เปิดบัญชี ใบเบิกทาง
จากการคลุกคลีกับเอสเอ็มอีมาเป็นเวลานาน มีสิ่งหนึ่งอยากจะแนะนำ คือ ควรเปิดบัญชีกับธนาคาร เพราะบัญชีเปรียบเสมือนลายแทง ถ้าท่านนำงบไปผ่านธนาคารท่านไม่มีทางผ่าน เพราะงบของเอสเอ็มอีดูยาก และเมื่อเปิดบัญชีกับธนาคารแล้ว ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ต้องมีทุนสะสมส่วนหนึ่ง
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเข้าไปขอสินเชื่อกับธนาคาร คือ ส่วนทุน เอสเอ็มอีต้องมีส่วนทุนอยู่ส่วนหนึ่งแล้วขอกู้เงินธนาคารอีกส่วนหนึ่ง เช่นนี้จึงจะสามารถชำระหนี้ได้ และนี่คือหัวใจในการเริ่มทำธุรกิจเอสเอ็มอี
ต่อเมื่อดำเนินธุรกิจไปได้สักระยะหนึ่ง อย่างปีนี้ ปี 2553 เป็นปีที่เอสเอ็มอีเจอปัญหาพอสมควร เจอปัญหาหลายอย่าง แต่ผมเชื่อว่าจากประสบการณ์ ปี 2540 ล้มกันเกือบครึ่งประเทศ เอสเอ็มอีผ่านร้อนผ่านหนาวมา เขาคงได้ข้อสรุปบทเรียน ได้ลองผิดลองถูกมาพอสมควร เพราะเขาต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด
ฉะนั้น ช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาหลายคนบอกว่ายังดี ธุรกิจส่งออกดีอยู่ แต่ผมเชื่อว่าอีก 3 เดือนข้างหน้า ออร์เดอร์จะเริ่มลดน้อยลง การที่ค่าเงินบาทแข็ง 12 เปอร์เซ็นต์ สูงที่สุดในอาเซียน อยากจะถามว่ามีสินค้าใดที่ทำให้เพิ่มได้ถึง 12 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น เรื่องปัญหาค่าเงินบาทของเอสเอ็มอี เป็นปัญหาเฉพาะหน้าขั้นรุนแรง แล้วคงจะส่งผลกระทบถึงปีหน้า แต่ปีหน้าอาจจะแย่กว่าหน่อย ท่านต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับค่าเงินบาทที่จะแข็ง เหมือนที่หลายท่านแนะนำให้หาตลาดใหม่ เช่นนี้เป็นต้น
ปัญหามันมีอยู่ 2 ปัญหาคือปัญหาเฉพาะหน้าขณะนี้ ต้องแก้ปัญหาให้ได้เรื่องบาทแข็ง เรื่องน้ำท่วม ผมอยากบอกผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ต้องช่วยตัวเองก่อน
อีกเรื่องหนึ่งปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องทำนั่นคือ ต้องควบคุมต้นทุนการผลิตให้ได้ ผมเพิ่งกลับจากญี่ปุ่น ผมเห็นสองข้างทางต้นไม้เปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีแดง ซึ่งมีคนบอกว่าถ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงมากๆ ใบจะร่วงหล่นสู่พื้นดิน นี่คือธรรมชาติของมัน พอเวลาน้ำน้อย ต้นไม้จำเป็นต้องสลัดใบ ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด
ธุรกิจก็เช่นเดียวกัน นอกจากลดต้นทุน ต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างให้อยู่รอดในเวลา 6 เดือนที่จะถึง และนี่คือหัวใจที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ส่วนปัญหาระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง innovation, branding, standard จำเป็นมาก
แต่ทั้งนี้ ถ้าพูดโดยภาพรวม เอสเอ็มอีไทยถือว่ามีความแข็งแกร่งพอสมควร ผมเชื่อว่า ปี 2554 เอสเอ็มอีจะเป็นพระเอก และผมเชื่อว่าธนาคารทุกแห่งยินดีให้คำปรึกษา
กรุงไทยรุก ปี 2554
เอสเอ็มอี รายย่อยมีเฮ
เอสเอ็มอีในประเทศมีอยู่ 2.8 ล้านราย ซึ่งผมว่าน้อยรายใช้สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ แต่ส่วนใหญ่ใช้เงินกู้นอกระบบ ยืมเงินจากญาติ จากเพื่อนฝูง ผมได้เรียนไปแล้วในกลุ่มเริ่มต้นควรจะทำอย่างไร สำหรับกลุ่มลูกค้าต้องการขยายธุรกิจ ควรระมัดระวัง เพราะถ้าเปรียบเทียบสมัยก่อนกับการทำธุรกิจความซับซ้อนไม่ค่อยมีเท่าไรนัก เหมือนฝรั่งพูด “know and know” คือ รู้และรู้ แต่ระยะหลังกลายเป็น “know and unknown” คือ รู้บ้างไม่รู้บ้าง และมาถึงปัจจุบัน “unknown and unknown” คือ ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าจะมีพายุมาเผชิญเมื่อไร
ฉะนั้น ปีหน้าถ้าต้องการขยายธุรกิจต้องมีความมั่นใจ แต่ลักษณะของการทำธุรกิจแต่ละธุรกิจไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ เป้าหมายของผู้ประกอบการ คือ ขยายตัว และในธุรกิจบางธุรกิจ บางคนไปรอด บางคนไปไม่รอด อันนี้เป็นหัวใจสำคัญ อยู่ที่ตัวผู้ประกอบการ ต้องมีวินัย ทำในสิ่งถนัด
สำหรับธนาคารกรุงไทยในปี 2554 เรามีความฝันอยากเห็นผู้ประกอบการรายย่อย เข้ามาทำธุรกิจมากขึ้น ฉะนั้น ในปีหน้าจะปล่อยสินเชื่อเพื่อรายย่อยค่อนข้างมาก โดยจะมีโปรดัคต์ใหม่ๆ ออกมา
อีกอย่างที่ฝากบอกไว้ สำหรับท่านผู้ประกอบการที่มีวงเงินสินเชื่อกับธนาคารอยู่แล้ว ถ้ามีปัญหาขอให้มาติดต่อกับธนาคาร มาขอคำปรึกษาเพื่อร่วมหาทางแก้ปัญหา แล้วในปี 2554 สิ่งสำคัญที่สุด คือ เงินสด ขอให้เก็บไว้ให้มากที่สุด
“โดยส่วนตัวผมพยายามไปเป็นวิทยาการหลายหลักสูตร ปรากฏว่าผู้เข้ารับการอบรมยังน้อย ทั้งๆ ที่เป็นประโยชน์ จึงอยากจะบอกว่าถ้าที่ใดมีอบรมมอบความรู้เกี่ยวกับธุรกิจ อยากให้สมัครเข้าไปร่วมรับความรู้ เพราะอย่างน้อยสิ่งที่ได้คือไอเดีย ได้เพื่อน ได้พบปะกับสถาบันการเงิน นี่คือสิ่งสำคัญที่อยากจะฝากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไว้” คุณเวทย์ นุชเจริญ
“ส่วนถ้าถามว่า ธุรกิจใดน่าจะเป็นดาวรุ่งในปี 2554 คาดว่า ธุรกิจอาหาร ซึ่งอยู่ในความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ สำหรับธุรกิจต่อมาถ้าดูจาก GDP 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ คือ ธุรกิจอุตสาหกรรม รถยนต์ ชิ้นส่วนอะไหล่ หรือเป็น supplier ให้กับรายใหญ่ ผมว่ายังไปรอด แล้วปีหน้าเป็นปีที่ค่าเงินบาทผันผวน ผมอยากให้ทุกท่านทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับคนไทย” คุณเวทย์ นุชเจริญ
13.874246
100.669851