ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

โรงเรียนบ้านท่าแค เมืองลุง อนุรักษ์มโนราห์ ต่อยอดให้นักเรียนมีรายได้พิเศษ…ร้อยลูกปัด 2011/05/01

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 493

ภูมิปัญญาไทย

ชำนาญ ทองเกียรติกุล

โรงเรียนบ้านท่าแค เมืองลุง อนุรักษ์มโนราห์ ต่อยอดให้นักเรียนมีรายได้พิเศษ…ร้อยลูกปัด 

สืบเนื่องมาจาก โรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500) ตำบลท่าแค อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง อยู่ในพื้นที่เป็นแหล่งกำเนิดและเรื่องราวมโนราห์ 

ตามตำนานเชื่อกันว่า บ้านท่าแค เป็นแหล่งกำเนิดมโนราห์ โดยเฉพาะโรงเรียนบ้านท่าแค อยู่ตรงข้ามวัดบ้านท่าแค ซึ่งเป็นวัดที่ประกอบพิธีโนราโรงครู เพื่อประกอบพิธีเชิญโรงครู หรือบรรพบุรุษโนรา มายังโรงพิธีเพื่อรับการเซ่นสังเวย รับของแก้บน และเพื่อครอบเทริด หรือผูกผ้าใหญ่แก่โนรารุ่นใหม่

ดังนั้น ทางโรงเรียนบ้านท่าแค จึงอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมการรำมโนราห์ให้อยู่ตลอดไป บรรจุหลักสูตรท้องถิ่นมโนราห์ และดำเนินการสอนรำและร้อยลูกปัดชุดมโนราห์ โดย คุณครูจุฑามาศ บุญแสง ในอดีตรำมโนราห์มาก่อน นำมาบรรจุเข้าในสาระการเรียนรู้ การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี

คุณครูจุฑามาศ เล่าว่า จุดประสงค์ของการให้นักเรียนได้เรียนรู้สิ่งหนึ่งคือ ให้นักเรียนสามารถร้อยลูกปัดมโนราห์ ใช้เป็นเครื่องแต่งกายมโนราห์ได้ สร้างรายได้ให้กับตนเอง จากการนำวิธีการร้อยลูกปัดไปประยุกต์ใช้ร้อยเป็นสร้อยข้อมือ สร้อยคอ และเข็มขัด เพื่อจำหน่าย และที่สำคัญเป็นงานหัตถกรรมพื้นบ้านคู่กับศิลปะพื้นบ้านการรำมโนราห์ นับวันจะสูญหายไป หากไม่มีการสืบทอดไปสู่รุ่นลูกหลาน จึงเชิญวิทยากรท้องถิ่นเข้ามาถ่ายทอด

อุปกรณ์ในการร้อยชุดลูกปัด

ลูกปัดขนาดเล็กคละสี, เชือกสายร่ม หรือสายร่มว่าว หรือเชือกไนล่อน เบอร์ 9 หรือเชือกเส้นเล็ก, ขี้ผึ้ง (ก้อน), ไม้กระดาน, ตะปู, ใบมีด

วิธีการร้อยลูกปัด

1. เตรียมม้ายาวตอกตะปู ขึงเชือกเส้นใหญ่ ยาวประมาณ 2.5 ฟุต ให้ได้หลายเส้น ตามความต้องการ

2. ใช้มีดหรือใช้ขี้ผึ้งเหลาเชือกไนล่อนที่ปลายเส้นให้แหลมเหมือนเข็ม เพื่อง่ายต่อการร้อย

3. ร้อยเชือกไนล่อนปลายแหลมเส้นทบคู่ ระยะห่าง 1 เซนติเมตร

4. ร้อยลูกปัด 2 เม็ด ทุกเส้นคู่ แล้วผูก 1 ครั้ง

5. ร้อยลายลูกปัดตามความต้องการ ด้วยการจับปลายเชือกของเส้นคู่ที่อยู่ติดกัน โดยร้อยลูกปัดทางซ้าย 2 เม็ด ทางขวา 1 เม็ด

6. จับปลายเชือกด้านขวาสอดย้อนสวนลูกปัดเม็ดบนด้านซ้าย แล้วดึงเชือกให้แน่น จนลูกปัดถึงเชือกเส้นใหญ่

7. ทำซ้ำ ข้อ 5 อีกครั้ง

8. จับปลายเชือกเส้นที่ร้อยเสร็จทางขวาคู่กับปลายเชือกคู่ต่อไปทางซ้าย

9. ร้อยเช่นเดียวกับ ข้อ 4-6

10. ร้อยระย้าสลับสี ให้ความยาวพอเหมาะตามความต้องการทุกเส้นของไนล่อน

11. ผูกปลายเชือกแล้วต่อด้วยไฟ (ลนไฟ) ให้เป็นปมกันลูกปัดหลุด

ข้อสังเกต 

การจับปลายเชือกแต่ละครั้ง จะต้องใช้เส้นที่อยู่ใกล้ของทั้ง 2 คู่

ลายลูกปัดที่ร้อยจะสวยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการเลือกสีลูกปัดและการดึงเชือกให้แน่น

ลายที่นิยมร้อย

ลายที่นิยมร้อยส่วนใหญ่จะเป็นลายลูกแก้ว หรือลายข้าวหลามตัด แต่ถ้าเป็นลายกลีบดอกบัวหรือลายที่ต้องใช้ทักษะ ราคาก็จะสูงขึ้น ชุดมโนราห์ถ้าลวดลายยากๆ ราคาเกือบ 30,000 บาท ขึ้น ลูกปัดส่วนใหญ่จะสั่งมาจากกรุงเทพฯ

เป็นงานประยุกต์

งานร้อยลูกปัด สำหรับเด็กนักเรียนซึ่งสอนใน ชั้น ป.4, ป.5, ป.6 จะได้ในเรื่องของพื้นฐาน นำไปประยุกต์เป็นสร้อยข้อมือ พวงกุญแจ ทุกวันนี้จะขายดีมาก เส้นหนึ่งขายได้ประมาณ 10-20 บาท เนื่องจากวิทยาลัยหรือโรงเรียนต่างๆ มักจะมาดูงานมโนราห์ในพื้นที่บ้านท่าแค จะแวะมาซื้อเป็นของที่ระลึก โดยเฉพาะช่วงทำพิธีโนราโรงครู ซึ่งจะมีประมาณเดือนพฤษภาคมของทุกปี เริ่มในวันพุธที่ 2 ของเดือน พิธีกรรมจะเสร็จสิ้นในวันศุกร์

ช่วงดังกล่าว จะมีผู้ที่ศรัทธาในขุนศรีศรัทธาและผู้ที่อยู่แวดวงศิลปวัฒนธรรมด้านมโนราห์จะมาร่วมพิธีกันมาก ถ้าเอ่ยถึงมโนราห์ ก็ต้องมโนราห์ท่าแค จังหวัดพัทลุง

สำหรับท่านใดที่ต้องการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม หรือต้องการเรียนรู้การร้อยลูกปัดเพื่อเป็นงานประยุกต์เพื่อประกอบอาชีพ หรือต้องการฝึกการรำมโนราห์ สามารถติดต่อได้ที่ โรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500) อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง หรือ คุณครูจุฑามาศ บุญแสง โทร. (083) 656-3619

ตำนานมโนราห์ 

ตามตำนาน การรำมโนราห์ จากการรำ 12 ท่า ของนางนวลทองสำลี ธิดาของพระยาสายฟ้าฟาด กับพระนางศรีมาลา กษัตริย์ครองเมืองเมืองหนึ่ง มีเครื่องประโคมดนตรี คือ กลอง ทับโหม่ง ฉิ่ง และแตร ประกอบท่ารำภายในพระราชวัง ต่อมานางนวลทองสำลีเสวยเกสรดอกบัวและเกิดทรงครรภ์ขึ้น จึงถูกลอยแพพร้อมกับสนม 30 คน เมื่อนางประสูติโอรส และเมื่อมีอายุได้ 10 ปี นางได้สอนการร่ายรำมโนราห์ทั้ง 12 ท่า ให้แก่โอรสจนชำนาญ

ต่อมาเผยแพร่การรำจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว ทราบข่าวไปถึงเมืองของพระอัยการ พระยาสายฟ้าฟาดได้ทอดพระเนตรและสังเกตว่าเด็กชายมีหน้าตาคล้ายธิดา จึงไถ่ถามทรงทราบความจริงจึงนำคณะเข้าพระราชวัง และพระราชทานเครื่องทรงคล้ายกับของกษัตริย์ให้กับพระราชนัดดา พร้อมกับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ขุนศรีศรัทธา

ต่อมา ขุนศรีศรัทธา สอนรำมโนราห์แก่ผู้อื่น เป็นการถ่ายทอดนาฏศิลป์แบบโนราไปเรื่อยๆ และแหล่งกำเนิดมโนราห์ของขุนศรีศรัทธาได้ปรากฏเป็นหลักฐานชัดเจน อยู่ที่ตำบลท่าแค จนทุกวันนี้ เชื่อกันวัดท่าแคเป็นที่เผาศพและฝังกระดูกของ ขุนศรีศรัทธา

 

“ลางสาด” เมืองลับแล ไม้ผลที่รอวันอนุรักษ์ 2011/05/01

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 493

เทคโนโลยีการเกษตร

มนตรี แสนสุข

“ลางสาด” เมืองลับแล ไม้ผลที่รอวันอนุรักษ์

นับวันผลไม้ที่ชื่อ “ลางสาด” กำลังจะหมดไปจากสวนเกษตรของชาวบ้านย่านอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกลางสาดใหญ่ของประเทศ ลางสาดที่ลับแลหวานหอม รสชาติอร่อยเป็นที่ถูกอกถูกใจ จนเป็นที่มาของคำขวัญจังหวัดอุตรดิตถ์ที่ว่า เมืองลางสาดหวาน แต่ปัจจุบัน “ลางสาด” กำลังจะกลายเป็นอดีต เหตุเพราะพื้นที่ปลูกลางสาดลดลง เกษตรกรไม่นิยมปลูกลางสาดเพื่อเป็นธุรกิจอีกต่อไป อันเนื่องมาจากราคาลางสาดถูกมากๆ ผู้บริโภคให้ความนิยมกับ “ลองกอง” มากกว่าลางสาด ผลไม้ที่เคยรุ่งโรจน์ในอดีตจึงค่อยๆ ลดบทบาทลง ซึ่งอนาคตอาจจะต้องมีการอนุรักษ์สายพันธุ์ลางสาดเอาไว้ก็เป็นได้

อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นถิ่นที่มีลางสาดหวานมากที่สุดในประเทศ ปัจจุบันสถานการณ์ของลางสาดและการทำการเกษตรในเขตอำเภอลับแลนั้น คุณทรงวุฒิ จันดา เกษตรอำเภอลับแล กล่าวว่า พื้นที่ปลูกลางสาดในเขตอำเภอลับแลลดลงมาก คงเหลือลางสาดอยู่ประมาณ 10% ของพื้นที่ปลูกประมาณ 30,000-40,000 ไร่ นอกนั้นเป็นลองกอง เกษตรกรหันมาโค่นต้นลางสาดแต่ดั้งเดิม ทิ้งเอายอดพันธุ์ลองกองมาเสียบเปลี่ยนต้นใหม่ ในอนาคตก็คงจะต้องมีการอนุรักษ์พันธุ์ลางสาดกัน

คุณทรงวุฒิ กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับพืชอื่นๆ ในพื้นที่อำเภอลับแลก็มีข้าวปลูกกันมากแถวย่านตำบลไผ่ล้อม ตำบลทุ่งยั้ง ตำบลด่านแม่คำมัน ตำบลชัยจุมพล เป็นข้าวพันธุ์สุพรรณบุรี พันธุ์พิษณุโลก 2 พันธุ์ กข 31 และอื่นๆ ผลผลิตโดยเฉลี่ยประมาณ 80-90 ถัง ต่อไร่ มีศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน 4 ศูนย์ ที่ผ่านมายังไม่มีปัญหาเรื่องของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดในแปลงนา

นอกจากนี้ ก็มีการปลูกผัก ปลูกหอมแบ่ง หอมแดง พื้นที่ปลูกประมาณ 8,000-9,000 ไร่ จัดว่าเป็นแหล่งผลิตเชื้อพันธุ์หอมที่ดีที่สุด และเป็นแหล่งใหญ่ของภาคเหนือเลยทีเดียว

เกษตรอำเภอลับแล กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับไม้ผลนั้นมีทุเรียนเป็นพืชหลัก ตามมาก็เป็นลองกอง ลางสาด ปลูกในพื้นที่ประมาณ 60,000 กว่าไร่ ทุเรียนที่โด่งดังที่สุดของอำเภอลับแล ได้แก่ พันธุ์หลงลับแล และหลินลับแล เป็นทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองที่มีรสชาติอร่อยที่สุด ส่วนลองกองคือพืชที่เกษตรกรกำลังขยายพื้นที่ปลูกกันมาก อีกส่วนหนึ่งก็เป็นพืชทดแทนลางสาดที่เกษตรกรไม่นิยมปลูกกันแล้ว ทั้งนี้ก็เนื่องจากราคาลางสาดแต่ละปีไม่ดี พืชอื่นๆ ก็ยังมีอ้อย มันสำปะหลังไม่มากนัก

สำหรับนโยบายของสำนักงานเกษตรอำเภอที่มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่รับดำเนินการเป็นนโยบายหลักก็คือ เรื่องของการผลิตพืชปลอดภัยจากสารพิษ มีการอบรมเกษตรกรให้เข้าใจถึงผลเสียของการใช้สารเคมีมากๆ ในแปลงเพาะปลูก ซึ่งเกษตรกรก็เข้าใจ ทุกวันนี้มีการใช้สารเคมีกันน้อยมากกับพืชแทบทุกชนิด

ท้ายสุดนี้คุณทรงวุฒิ กล่าวว่า อยากฝากประชาสัมพันธ์ถึงทุกๆ ท่านมีโอกาสขอให้แวะไปเยี่ยมเยือนอุตรดิตถ์กันบ้าง โดยเฉพาะที่อำเภอลับแลในช่วงผลไม้ออก เรามีผลไม้ที่มีคุณภาพ เช่น ทุเรียนหลง หลินลับแล ลองกอง ลางสาดหวานให้ได้ชิมกัน ไปเที่ยวชมสวนผสมบนเชิงเขา เรียนรู้การอยู่ร่วมกันระหว่างป่ากับชุมชน ที่ลับแลมีสถานที่ท่องเที่ยวให้ไปเที่ยวชมหลายแห่งขอเชิญ ถ้ามีโอกาส

ทางด้านลางสาดและลองกองที่เป็นผลไม้เชิดหน้าชูตาของอำเภอลับแลนั้น กำนันอาน แปลงดี กำนันตำบลนานกกก อำเภอลับแล ได้พาไปเยี่ยมชมสวนลางสาดและลองกองที่ปลูกอยู่บนเขาในเขตพื้นที่ตำบลนานกกก ประมาณ 20 กว่าไร่ กำนันอาน บอกว่า พื้นที่ปลูกไม้ผลนั้นเป็นที่มรดก มีการทำสวนผลไม้มาแต่ครั้งคุณปู่คุณย่าแล้ว สมัยก่อนทำสวนลางสาดกันเต็มพื้นที่ ทำให้ลางสาดมีปริมาณมาก ใครๆ ก็รู้จักลางสาดจากลับแล อุตรดิตถ์กันทั้งนั้น

ต่อมามีลองกองออกมา เกษตรกรหันมาปลูกลองกองกันมากขึ้นๆ ลางสาดค่อยๆ ลดบทบาทลง ประกอบกับประชาชนให้ความนิยมลองกองมากกว่าลางสาด จึงทำให้จำนวนการปลูกลางสาดลดลงจนทุกวันนี้ ลางสาดแทบจะหมดไปจากสวนแล้ว

“ที่สวนผมอนุรักษ์เอาไว้ ไม่เพิ่มพื้นที่ปลูกอีกแล้วสำหรับลางสาด หันไปทำลองกองแทน โดยตัดต้นลางสาดทิ้งแล้วเอายอดพันธุ์ลองกองมาเสียบตอลางสาด วิธีนี้จะทำให้ได้ผลผลิตลองกองเร็วขึ้น”

กำนันอาน บอกว่า ลองกองเข้ามามีบทบาทที่ลับแลราวปี 2530 นับแต่นั้นมาชาวบ้านก็หันไปปลูกลองกองกัน สาเหตุหลักก็คือลองกองได้ราคาดีกว่าลางสาด อายุการเก็บเกี่ยวและเก็บรักษาของลองกองจะนานกว่าลางสาด ซึ่งลางสาดหลังจากตัดอยู่ได้เพียง 2 วัน ก็เริ่มผิวไม่สวยแล้ว ต่างจากลองกองหลังเก็บเกี่ยวแล้วยังอยู่ได้อีกหลายวันกว่าจะดำ ผิวไม่สวย

“แต่ถ้าหากเปรียบเทียบรสชาติ ลางสาดที่แก่จัดจะหวาน รสอร่อยกว่าลองกองมาก”

กำนันอาน กล่าวและว่า การดูแลลางสาดไม่ยุ่งยากเลย ที่สวนปล่อยไปตามธรรมชาติไม่มีการใช้สารเคมี แม้แต่น้ำก็ยังให้เทวดาช่วยดูแลให้เลย ลางสาดเป็นพืชป่า หากปลูกในสภาพป่าตามธรรมชาติแล้วหมดกังวลได้เลย ปีไหนแล้งจัดๆ ยิ่งดี ปีนั้นลางสาดจะติดผลดกมาก พอติดผลแล้วก็ไม่ต้องวุ่นวายอะไร ปุ๋ยจะให้บ้างก็ได้ ไม่ให้ก็ไม่ผิดกติกา ศัตรูลางสาดมีบ้างแต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร ลางสาดรับสภาพได้ ยิ่งต้นอายุมากๆ ยิ่งแข็งแรง แมลงศัตรูทำอะไรไม่ได้เลย

ศัตรูลางสาด กำนันอาน บอกว่า ก็มีบ้างเป็นพวกหนอนเจาะลำต้น หนอนกินใบแต่ก็ไม่มากนัก แมลงวันทองพอมีบ้าง ช่วงลางสาดติดผล ถ้าติดผลดกมากๆ ก็ต้องตัดแต่งช่อออกบ้าง แต่งผลช่วงติดผลขนาดเมล็ดพริกไทยครั้งหนึ่ง และผลขนาดมะเขือพวงครั้งหนึ่ง ถ้าจะให้ดีฉีดฮอร์โมนสัก 1-2 ครั้ง ก็จะทำให้ลางสาดมีคุณภาพขึ้น ช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม ที่ลับแลจะมีทุเรียน ลองกอง ลางสาดให้ชิมกัน

“ที่สวนผมมีลางสาดประมาณ 20 ไร่ อยู่แปลงหนึ่ง มีทุเรียน ลองกอง และมะปราง อยู่อีกแปลงหนึ่ง ลองกองใช้วิธีเสียบตอลางสาดแทน ปลูกตามแนวเชิงเขา ในแต่ละปีได้ผลผลิตจากพืชต่างๆ พอสมควร”

กำนันอาน บอกว่า ปีนี้ลองกอง ลางสาดราคาแย่เลย โดยเฉพาะลางสาดราคาถูกมากๆ ถูกจนชาวบ้านแทบไม่อยากเก็บขาย ต้นทุนอยู่ที่ 4-5 บาท ราคารับซื้อจากพ่อค้า กิโลกรัมละ 5 บาท เก็บไปก็ขาดทุนค่าเหนื่อย จึงอยากฝากถึงรัฐบาลขอให้ช่วยดูแลเรื่องราคาผลไม้ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวแก่เกษตรกรบ้าง บางครั้งราคารับซื้อถูกมากๆ จนเกษตรกรต้องเลิกปลูกกันเป็นรายๆ ไปเลย กำนันอาน แปลงดี กำนันตำบลนานกกก อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวในที่สุด

สำหรับท่านที่จะไปเที่ยวชมสวนลางสาด ลองกอง ทุเรียน ของกำนันก็ติดต่อไปเยี่ยมเยือนกันได้ที่ โทร. (081) 887-2846 กำนันยินดีต้อนรับทุกท่าน

 

เพาะเห็ดตีนแรด เป็นอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ 2011/05/01

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 493

เทคโนโลยีการเกษตร

การุณย์ มะโนใจ

เพาะเห็ดตีนแรด เป็นอาชีพเสริม เพิ่มรายได้

เห็ดตีนแรด หรือเห็ดตับเต่าขาว เป็นเห็ดสดที่มีขนาดใหญ่ สีสันสวยงาม ภาคเหนือเรียกว่า เห็ดจั่น ส่วนภาคกลางเรียกว่า เห็ดตับเต่าขาว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว่า เห็ดตีนแรด จัดได้ว่าเป็นเห็ดที่มีรสชาติอร่อย สามารถเก็บไว้ได้นานกว่าเห็ดหลายชนิด นำไปประกอบเป็นอาหารได้หลากหลาย เช่น แกงใส่ผักชะอม ผัดใส่หมู ผัดน้ำมันหอย นึ่งจิ้มน้ำพริกข่า ต้มยำ นำไปประกอบเป็นอาหารเจได้ อนาคตจะเป็นเห็ดที่สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้เพาะเห็ดได้เป็นอย่างดี

ดอกเห็ดมีสีขาวหม่นหรือสีเหลืองอ่อน หมวกรูปครึ่งวงกลม หรือรูปกระทะคว่ำ ผิวเรียบ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6-25 เซนติเมตร ดอกอ่อนมีขอบม้วนงอเข้า ดอกแก่แบนลง ขอบหมวกหยักเป็นลอน และมีรอยฉีกขาดบางแห่ง เนื้อหมวกหนามีสีเดียวกันหมด ใต้หมวกมีครีบเป็นแผ่นสีขาวนวล กว้างประมาณ 0.7-1 เซนติเมตร ความยาวของครีบมี 2 ระดับ และเรียงสลับกัน ก้านยาว 6-15 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.2-2.5 เซนติเมตร โคนโป่งเป็นกระเปาะใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 4-5 เซนติเมตร สีขาวนวล ผิวเป็นร่องขาวโดยรอบหรือเป็นลายตาข่ายตื้นๆ เนื้อภายในก้านเป็นสีขาวหม่น สปอร์ของเห็ดรูปไข่เกือบกลมขนาด 7-8×6-7 ไมโครเมตร

การผลิตถุงเชื้อมีวัสดุเพาะ ประกอบด้วย

1. ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 100 กิโลกรัม

2. รำละเอียด 5 กิโลกรัม

3. ยิปซัม 2 กิโลกรัม

4. ปูนขาว 1 กิโลกรัม

5. ดีเกลือ 200 กรัม

เห็ดตีนแรดสามารถเจริญได้อย่างกว้างขวางในสูตรอาหารอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น ฟางแห้งสับผสมกับซังข้าวโพดป่น ซังข้าวโพดป่นล้วน ไส้นุ่นล้วน ฟางสับล้วน ฟางหมักกับขี้ม้าหรือปุ๋ยเคมี และอาจใช้วัสดุหลายอย่างผสมกันในอัตราส่วนต่างๆ เชื้อเห็ดตีนแรดก็ยังคงเจริญได้ดี ถ้าต้องการให้เชื้อเจริญเร็วขึ้นให้เติมรำละเอียด 3% โดยน้ำหนักลงไป

การบรรจุถุง 

ใช้ถุงสำหรับการเพาะเห็ดโดยเฉพาะ ขนาด 6.5×12.5 นิ้ว โดยกรอกวัสดุเพาะที่ผสมเสร็จแล้วลงให้เต็มถุง ใช้มือปาดปากถุงแล้วทุบให้แน่นที่สุด ใส่คอขวดพลาสติคแล้วปิดด้วยจุกสำลี หรือจุกประหยัดสำลี จากนั้นนำไปนึ่งฆ่าเชื้อในหม้อนึ่งลูกทุ่ง มีความร้อนประมาณ 100 องศาเซลเซียส นาน 3 ชั่วโมง แล้วนำก้อนเชื้อเห็ดออกจากหม้อนึ่งเข้าห้องเขี่ยเชื้อ ปล่อยทิ้งไว้ให้เย็นแล้วจึงเขี่ยเชื้อเห็ด

วิธีการเขี่ยเชื้อ

ให้ทำความสะอาดวัสดุทั้งหมดโดยการฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์ คือ

1. เช็ดมือด้วยแอลกอฮอล์ให้สะอาด

2. ใช้แอลกอฮอล์เช็ดขวดเชื้อเมล็ดข้าวฟ่างให้ทั่วขวด

3. เขย่าขวดหัวเชื้อเมล็ดข้าวฟ่างให้เมล็ดแตกออกจากกัน ก่อนที่จะนำไปใส่ในถุงก้อนเชื้อเห็ด

4. เอาขวดเชื้อเมล็ดข้าวฟ่างที่เขย่าจนแตกและเช็ดแอลกอฮอล์แล้ว ดึงสำลีที่ปิดปากขวดออกแล้วลนปากขวดด้วยตะเกียงแอลกอฮอล์ เพื่อฆ่าเชื้อแล้วจึงเขี่ยเชื้อลงถุงก้อนเชื้อได้ โดยเทหัวเชื้อเห็ดเมล็ดข้าวฟ่างประมาณ 20-30 เมล็ด ต่อถุง แล้วปิดจุกด้วยสำลีทันที และหัวเชื้อที่ใส่ต้องใช้ให้หมด ถ้าเหลือจะทำให้มีเชื้ออื่นปนเปื้อน

การพักเชื้อเห็ด

เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการเขี่ยเชื้อเห็ดแล้ว จึงนำเอาก้อนเชื้อเห็ดที่เขี่ยแล้วไปพักไว้ในโรงพักเชื้อที่ไม่มีลมโกรกและสะอาด เพื่อให้เชื้อเห็ดเดินในถุงเพาะเต็มที่ จากนั้นนำเข้าโรงเรือนเพื่อเปิดดอก ซึ่งใช้ระยะเวลาการพักเชื้อประมาณ 50 วัน

วิธีการเปิดถุงให้เห็ดออกดอก

การปิดผิวหน้าก้อนเชื้อ วิธีนี้เป็นการนำถุงก้อนเชื้อที่เส้นใยเห็ดเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว มาเปิดจุกสำลีแล้วดึงคอขวดออก จากนั้นจึงพับปากถุงจนถึงระดับที่อยู่สูงกว่าผิวก้อนเชื้อ 1-2 เซนติเมตร แล้วใช้มีดกรีดข้างถุงให้ขาดเป็นรอยยาว 1-2 เซนติเมตร 2-4 แห่ง เพื่อไม่ให้น้ำขัง จากนั้นจึงโรยดินกลบผิวหน้าก้อนเชื้อให้หนาประมาณ 0.1 -1 เซนติเมตร พร้อมกับยกเข้าเพาะในโรงเรือนเพาะเห็ด รดน้ำพื้นหน้าดินที่คลุมก้อนเชื้อให้ชื้น ทิ้งไว้ประมาณ 8-12 วัน จะพบตุ่มดอกเห็ดเล็กๆ

การนำก้อนเชื้อไปฝังดิน เพื่อให้ดอกเห็ดเกิดขึ้นคล้ายกับธรรมชาติ โดยการแกะถุงพลาสติคที่หุ้มก้อนเชื้อออกให้หมด และนำไปฝังยังบริเวณที่มีร่มเงา และมีความชื้นสูง ถ้าฝนตกสภาพภูมิอากาศเหมาะสมเห็ดตีนแรดก็จะงอกออกมาให้รับประทานทุกปี เพราะภายในดินมีเชื้อเห็ดชนิดนี้อยู่

การเพาะเห็ดตีนแรดร่วมกับการปลูกผัก

มีขั้นตอนดังนี้

จัดเตรียมพื้นและวัตถุดิบที่ใช้ในการเพาะ ได้แก่ ดินป่นที่ขุดลึกจากผิวดิน 25 เซนติเมตร ก้อนเชื้อเห็ดตีนแรดที่เส้นใยเดินเต็มถุง (พื้นที่ 1 ตารางเมตร ใช้ก้อนเชื้อ 100 ก้อน) แปลงเพาะที่อยู่ในพื้นที่ดอน ไม่มีน้ำท่วมขัง อากาศไม่หนาวจัดจนเกินไป ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเก่าๆ จัดเตรียมแปลงเพาะให้เหมาะกับการเพาะเห็ด โดยทำเป็นบ่อลึกประมาณ 25 เซนติเมตร ขนาด 1×4 เมตร ต่อแปลง หรือกว้าง 1 เมตร ส่วนความยาวกำหนดเองตามต้องการ นำก้อนเชื้อเห็ดตีนแรดที่เส้นใยเดินเต็มถุงดีแล้ว มาฉีกเอาถุงพลาสติคออก ให้เหลือแต่ก้อนเชื้อ นำไปเรียงลงในแปลงชิดติดกันอย่างต่อเนื่องจนเต็มแปลงเพาะ (พยายามอัดก้อนเชื้อให้แน่น เพื่อให้เส้นใยของเห็ดแต่ละก้อนเดินประสานกันอย่างรวดเร็วเป็นเนื้อเดียวกัน) แล้วนำดินที่ขุดไว้มากลบบนก้อนเชื้อให้มิด หนาประมาณ 1-3 เซนติเมตร บ่มเชื้อในแปลง เห็ดตีนแรดจะใช้เวลาประมาณ 20-40 วัน ในการเกิดดอก (ถ้าในฤดูหนาวที่มีอุณหภูมิต่ำจะเกิดดอกช้า) หลังจากเกิดตุ่มดอกแล้ว 7-10 วัน จึงจะเก็บผลผลิตได้ โดยขนาดหรือน้ำหนักดอกเห็ดจะขึ้นอยู่กับจำนวนก้อนเชื้อที่ใช้ โดยทั่วไปดอกเห็ดที่ได้จะหนักกว่า 1 กิโลกรัม และบางกลุ่มอาจหนักกว่า 10 กิโลกรัม

การปลูกผัก ให้นำเมล็ดผักที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น เช่น คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง ขึ้นฉ่าย มาทยอยปลูกลงในแปลง นำดินกลบบางๆ แล้วใช้ฟางข้าวคลุม รดน้ำให้ชุ่ม และรักษาความชื้นไม่ให้ดินแห้ง ผักที่ปลูกจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ในระยะเวลา 40-60 วัน ซึ่งระหว่างนั้นเชื้อเห็ดตีนแรดจะเริ่มเกิดดอก เมื่อเก็บผักรุ่นแรกเสร็จให้ทำร่มเงาในแปลงผัก โดยใช้ตาข่ายพรางแสง 60-80 เปอร์เซ็นต์ ขึงสูงประมาณ 2.5 เมตร หรือใช้ทางมะพร้าวพรางแสงและบังลมแทนก็ได้ สำหรับแปลงผักที่เก็บเกี่ยวแล้วสามารถนำผักชีมาปลูกหรือผักกินใบที่อยู่ในร่มก็ได้ โดยนำดินผสมปุ๋ยอินทรีย์โรยก่อนปลูกผัก แล้วนำฟางข้าวคลุม ซึ่งในระหว่างที่ผักรุ่นสองเจริญเติบโต ให้ดูแลรดน้ำและรักษาความชื้นตามปกติ และเห็ดก็จะเจริญเติบโตเก็บดอกได้อีกครั้งประมาณ 40-60 วัน พร้อมกับการเก็บผักควบคู่กันไป สามารถเก็บผลผลิตอยู่ได้นานถึง 8 เดือน

ท่านผู้อ่านท่านใดสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์ปรีชา รัตนัง สาขาพืชผัก ภาควิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ 50290 โทร. (053) 873-380 ในวันและเวลาราชการ 

 

ใช้น้ำหมักชีวภาพแทนปุ๋ยเคมี ลดต้นทุนการผลิตในสวนยางพาราที่เปิดกรีดแล้ว ภูมิปัญญา ลุงสุริยา เพชรเกษม 2011/05/01

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 493

เทคโนโลยีการเกษตร

อุษณี เจียมรา

ใช้น้ำหมักชีวภาพแทนปุ๋ยเคมี ลดต้นทุนการผลิตในสวนยางพาราที่เปิดกรีดแล้ว ภูมิปัญญา ลุงสุริยา เพชรเกษม

ยางพารา เป็นพืชเศรษฐกิจหลักอันดับ 1 ของจังหวัดพังงา มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด จำนวน 805,124 ไร่ ให้ผลผลิตแล้ว จำนวน 624,317 ไร่ ปัจจุบันการทำสวนยางพารามีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นมาก เนื่องจากปุ๋ยเคมีราคาแพง เกษตรกรรายย่อยไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะซื้อปุ๋ยเคมีใส่ยางพาราให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเกษตรกร ทำให้ได้รับผลผลิตตกต่ำ รายได้ลดลง สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรเป็นอย่างมาก 

แต่มีเกษตรกรหัวไว ใจสู้ ที่ไม่ยอมแพ้ คิดค้นวิธีการที่จะลดต้นทุนการผลิตในเรื่องของปุ๋ยเคมี โดยหันมาใช้น้ำหมักชีวภาพแทน

คุณลุงสุริยา เพชรเกษม อยู่บ้านเลขที่ 46/2 หมู่ที่ 4 ตำบลท่านา อำเภอกะปง จังหวัดพังงา เป็นเกษตรกรหัวไว ใจสู้ ซึ่งได้รับผลกระทบดังกล่าวด้วย ทำการเกษตรไร่นาสวนผสม โดยการเลี้ยงสัตว์ ปลูกไม้ผลและยางพารา ได้ตัดสินใจเลิกใช้ปุ๋ยเคมี มาตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน โดยยึดหลักการทำเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง โดยทำน้ำหมักชีวภาพใช้เอง ต้นทุน 2,000 บาท/พื้นที่ปลูกยางพารา 10 ไร่ ผลผลิตที่ได้รับ 26 กิโลกรัม/วัน

สูตรน้ำหมักชีวภาพที่ใช้บำรุงต้นยางพารา ประกอบด้วย

1. กล้วย จำนวน 1 กิโลกรัม ราคา 5 บาท

2. ปลา จำนวน 1 กิโลกรัม ราคา 30 บาท

3. ฟักทอง จำนวน 1 กิโลกรัม ราคา 20 บาท

4. มะละกอ จำนวน 1 กิโลกรัม ราคา 20 บาท

5. กากน้ำตาล จำนวน 1 กิโลกรัม ราคา 5 บาท

6. สารเร่ง พด.2 จำนวน 1 ซอง

7. น้ำ จำนวน 10 ลิตร

รวมต้นทุนการผลิต 80 บาท ใช้เวลาหมัก จำนวน 21 วัน จะได้หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น 10 ลิตร ผสมน้ำใช้กับสวนยางพาราได้ 2,000 ลิตร

เคล็ดลับในการทำน้ำหมักชีวภาพให้ได้ผลดี

1. ควรเลือกใช้เศษผัก ผลไม้ที่ยังไม่เน่าเสีย สับให้เป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ภาชนะที่มีปากกว้าง เช่น ถังพลาสติค หรือโอ่ง หากมีน้ำหมักชีวภาพอยู่แล้ว ให้เทผสมลงไปแล้วลดปริมาณกากน้ำตาลลง ปิดฝาภาชนะทิ้งไว้จนได้เป็นน้ำหมักชีวภาพ จากนั้นกรอกใส่ขวด ปิดฝาให้สนิทรอการใช้งานต่อไป

2. ในระหว่างการหมักห้ามปิดฝาภาชนะจนแน่นสนิท เพราะอาจทำให้ระเบิดได้ เนื่องจากระหว่างการหมักจะทำให้เกิดแก๊สต่างๆ ขึ้น เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน เป็นต้น

3. ไม่ควรเลือกพืชจำพวกเปลือกส้มใช้ทำน้ำหมักชีวภาพเพราะมีน้ำมันที่ผิวเปลือกส้มจะทำให้จุลินทรีย์ไม่ย่อยสลาย การทำน้ำหมักชีวภาพไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยเวลาและความอดทน ที่สำคัญน้ำหมักชีวภาพไม่มีสูตรตายตัว เราสามารถทดลองปรับเปลี่ยนวัตถุดิบให้เหมาะสมกับต้นไม้ของเรา เพราะสภาพแวดล้อมแต่ละท้องถิ่นมีความแตกต่างกัน ต้นไม้แต่ละท้องถิ่นก็ต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน น้ำหมักชีวภาพจึงจำเป็นต้องมีความแตกต่างกันตามท้องถิ่น

วิธีใช้ให้ได้ผลดี

- ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น 1 ลิตร ผสมน้ำ 200 ลิตร ใส่ยางพาราได้ 1 ไร่

- วิธีการใช้น้ำหมักใส่แปลงยางพาราที่เปิดกรีดแล้ว ใช้น้ำหมักเข้มข้นใส่ถ้วยรับน้ำยาง เมื่อกรีดครั้งต่อไปก็จะเทน้ำหมักที่ผสมน้ำแล้ว ในถ้วยรับน้ำยางลงในแปลงยางพาราโดยไม่ต้องจ้างแรงงาน

- การใส่น้ำหมักชีวภาพในสวนยางพารา ใส่เดือนละ 3 ครั้ง

ประโยชน์ที่ได้รับ

- ลดต้นทุนในการผลิตยางพารา โดยใช้แทนปุ๋ยเคมี

- ปรับปรุงดินให้มีคุณภาพดีขึ้น เหมาะสมแก่การปลูกพืช

- รักษาสภาพแวดล้อม

- เปลือกยางพารานิ่ม กรีดง่าย

- ใช้ทาหน้ายางเพื่อรักษาโรคหน้ายางตายนึ่ง

นี่ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งในการลดต้นทุนการผลิตในเรื่องของปุ๋ยเคมีซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่มีราคาแพง และยังเป็นการทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อโดยตรงได้ที่ คุณลุงสุริยา เพชรเกษม หมายเลขโทรศัพท์ (082) 272-7987 

 

ศูนย์ผึ้งฯ ชุมพร แนะเทคนิค เลี้ยงด้วงสาคูในกะละมัง 2011/05/01

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 493

หามาให้รู้

ศูนย์ผึ้งฯ ชุมพร แนะเทคนิค เลี้ยงด้วงสาคูในกะละมัง 

ในงาน “43 ปี แห่งความมุ่งมั่น พัฒนาเกษตรไทย” อันเป็นงานที่กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดขึ้น เนื่องในโอกาสคล้ายวันสถาปนา ไปเมื่อเร็วๆ นี้ มีกิจกรรมหนึ่งที่น่าสนใจคือ การจัดแสดงนิทรรศการถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตของ “ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร” ทั้ง 48 แห่ง ในสังกัดของกรมส่งเสริมการเกษตร คุณอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรประกอบอาชีพตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและพัฒนาสู่การเป็นเกษตรกรมืออาชีพ ตามความต้องการของเกษตรกร และความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้จัดตั้งศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรขึ้น 48 ศูนย์ กระจายอยู่ทั่วประเทศ 

“แต่ละศูนย์นั้น จะมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเฉพาะด้าน สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ อาทิ ศูนย์พืชสวนกระบี่ มีความเชี่ยวชาญเรื่องหน้าวัว ศูนย์พืชสวนลำพูน มีความเชี่ยวชาญเรื่องกล้วยไม้ฟาแลนอปซิส นอกจากนี้ ยังมีศูนย์บริหารศัตรูพืช ศูนย์ยางพารา ศูนย์จักรกลการเกษตร เป็นต้น”

“ทั้งนี้ เกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจทุกคนสามารถไปเรียนรู้ตามความสนใจได้ในทุกศูนย์ โดยมีหลักสูตร 2 แบบ คือ หนึ่ง การอบรมเกษตรกรเฉพาะด้าน ซึ่งมีการวางแผนและมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน และ สอง การอบรมเกษตรกรทั่วไป ซึ่งจะเปิดหลักสูตรการอบรมแล้วเชิญชวนเกษตรกรในพื้นที่เข้ารับการอบรม” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าว

เลี้ยงด้วงสาคู งานเด่นจากศูนย์ผึ้งฯ ชุมพร

ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดชุมพร (ผึ้ง) เป็น 1 ใน 48 ศูนย์ ที่นำผลงานมาร่วมจัดแสดง โดยที่น่าสนใจหัวข้อ “ด้วงสาคู โปรตีนสูง ทางเลือกของเศรษฐีใหม่”

จากข้อมูลของทางศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดชุมพร (ผึ้ง) บอกว่า ด้วงสาคู เป็นแมลงกินได้ชนิดใหม่ที่กำลังมาแรง มีการเพาะเลี้ยงกันมากในแถบจังหวัดภาคใต้ เป็นที่นิยมบริโภคทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เนื่องจากสามารถเพาะเลี้ยงง่าย เจริญเติบโตเร็ว ไม่ต้องดูแลเอาใจใส่มาก ขนาดของตัวหนอนค่อนข้างโต มีน้ำหนัก ขายได้ราคาดี

จึงคาดว่าเป็นแมลงเศรษฐกิจที่น่าสนใจทั้งในด้านการเพาะเลี้ยง ซึ่งมีวงจรชีวิตสั้นและนำไปบริโภคเช่นเดียวกับแมลงชนิดอื่นๆ

สำหรับด้วงสาคู หรือ ด้วงลาน มีชื่อวิทยาศาสตร์ Rhynchophorus ferrugineus Oliver วงศ์ Curculionidae อันดับ Coleoptera เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งจำพวกแมลงที่มีชื่อเรียกว่า ด้วงงวง ด้วงไฟ ด้วงมะพร้าว ทางภาคใต้เรียกว่า ด้วงสาคู หรือด้วงลาน

ลักษณะตัวเต็มวัย ด้วงสาคูตัวเต็มวัยจะมีขนาดตัวยาวประมาณ 2.2-3.5 เซนติเมตร สีน้ำตาลอมส้ม หรือสีน้ำตาลปนดำ ปากยาวบอบบาง มีงวงโค้ง มีจุดแต้มสีน้ำตาลแต้มกระจายบริเวณด้านบนของอกปล้องแรก ซึ่งจุดแต้มนี้มีหลายรูปแบบ ปีกคู่หน้ามีริ้วรอยเป็นเส้นๆ ตามความยาวของปีก ปีกคลุมไม่มิดส่วนปลายท้อง ตัวผู้และตัวเมียมีความแตกต่างกัน โดยที่ตัวผู้จะมีขนมองเห็นได้ชัดเจน และมีลักษณะเป็นแนวบริเวณส่วนกลางตามความยาวของงวง

ทั้งนี้ รูปแบบการเลี้ยงด้วงสาคูในปัจจุบัน สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ คือ

การเลี้ยงด้วงสาคูแบบดั้งเดิม โดยใช้ท่อนสาคู/ท่อนลาน เป็นการเลี้ยงแบบธรรมชาติ

การเลี้ยงด้วงสาคูแบบประยุกต์ โดยใช้การเลี้ยงในกะละมัง

เลี้ยงด้วงสาคูแบบดั้งเดิม

ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดชุมพร (ผึ้ง) ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงด้วงสาคูแบบดั้งเดิม ว่า วิธีการนี้จะต้องมีอุปกรณ์การเลี้ยงที่สำคัญ ประกอบด้วย

ท่อนสาคู หรือท่อนลาน ความยาวท่อนละ 50 เซนติเมตร

พ่อ-แม่พันธุ์ด้วงสาคู ตัวผู้ 2 ตัว ตัวเมีย 4 ตัว

ฝักบัว หรือสายยางสำหรับรดน้ำ

สถานที่สำหรับวางท่อนสาคู หรือท่อนลาน อาจเป็นลานกว้างหรือทำเป็นโรงเรือนก็ได้

การจัดการเลี้ยงด้วงสาคูแบบดั้งเดิม สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญกับการเลี้ยงด้วงสาคูคือ ความสะอาดและการจัดการอย่างเป็นระบบ จึงประสบความสำเร็จ โดย

- สถานที่ ควรเป็นที่น้ำไม่ท่วมขัง บริเวณที่เลี้ยงสามารถวางตากแดด ตากฝนได้ แต่ต้องมีกระดานทำจากกาบต้นไม้ที่เลี้ยงครอบปิด

- เตรียมท่อนสาคู หรือท่อนลาน ใช้เป็นท่อนเลี้ยงด้วงสาคู ตั้งตรงเรียงไว้บริเวณที่จะเลี้ยง มีความห่างพอเหมาะแก่การดูแล

- นำพ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคูที่เลี้ยงได้ปล่อยลงในท่อนสาคู หรือท่อนลาน จำนวนท่อนละ 3 คู่ อัตราตัวผู้ 2 ตัว ตัวเมีย 4 ตัว จากนั้นปิดด้านบนของท่อนสาคู หรือท่อนลาน

- รดน้ำด้วยฝักบัว หรือสายยางรดน้ำ สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ตั้งทิ้งไว้ประมาณ 40-45 วัน จะสามารถจับตัวหนอนด้วงสาคูออกจำหน่ายได้

เลี้ยงด้วงสาคูแบบประยุกต์ในกะละมัง

การเลี้ยงด้วงสาคูแบบประยุกต์ โดยใช้การเลี้ยงในกะละมัง ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดชุมพร (ผึ้ง) แนะนำนว่า อุปกรณ์ที่ใช้เลี้ยงประกอบด้วย

1. กะละมัง พร้อมฝาปิด

2. กิ่งทางปาล์มสด

3. เครื่องบดสับทางปาล์ม

4. ถังหมัก

5. สูตรอาหารเสริม

6. พ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคู

7. อุปกรณ์อื่นๆ

ส่วนขั้นตอนการจัดการเลี้ยงด้วงสาคู มีขั้นตอนดังนี้

นำกิ่งทางปาล์มสดปลอดเปลือกและเข้าเครื่องสับบด

นำกิ่งทางปาล์มสดสับละเอียดแล้วนำมาหมักในถังหมัก ไม่น้อยกว่า 3 วัน

นำกิ่งทางปาล์มสดสับที่หมักแล้ว ผสมกับสูตรอาหารเสริมพอประมาณ คลุกเคล้าให้เข้ากัน บรรจุใส่กะละมังอัดให้แน่นพอประมาณ

ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคู 5 คู่ อัตรา ตัวผู้ 5 ตัว ตัวเมีย 5 ตัว

หลังจากปล่อยพ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคูแล้ว ทิ้งไว้ 25-30 วัน ก็สามารถจับหนอนด้วงสาคูออกจำหน่ายได้

สำหรับในส่วนของสูตรอาหารเสริมผสมทางปาล์มสด ทางศูนย์ได้ให้ข้อแนะนำในการเตรียมอาหารสำหรับการเลี้ยง ใน 1 กะละมัง โดยจะประกอบด้วย

EM 1 ช้อนโต๊ะ

กากน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ

อาหารหมู 0.5 กิโลกรัม

น้ำ 2 ลิตร

รำข้าว 0.5 ลิตร

ขั้นตอนการผสมอาหารเลี้ยงด้วงสาคู

เตรียมทางปาล์มสดสับหมัก 1 กะละมัง

เตรียมสูตรอาหารเสริมคือ EM กากน้ำตาล น้ำ อาหารหมู และรำข้าว ตามอัตราส่วนที่กำหนด ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ทั้งนี้อาหารหมู และรำข้าว ต้องแช่น้ำทิ้งไว้ก่อน ประมาณ 20-30 นาที

นำทางปาล์มสดสับหมักตาม ข้อ 1 มาผสมกับสูตรอาหารเสริม ตาม ข้อ 2 คลุกเคล้าให้เข้ากัน

นำส่วนผสมที่ได้ใส่กะละมัง อัดให้แน่นพอประมาณ

ก็จะได้อาหารผสมเลี้ยงด้วงสาคูที่มีประสิทธิภาพ 1 กะละมัง

อีกเทคนิคที่เกษตรกรผู้สนใจต้องรับรู้ นั่นคือ การผลิตพ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคู ซึ่งทางศูนย์ได้ให้ข้อแนะนำถึงขั้นตอนการผลิตพ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคูว่า

เตรียมอาหารผสม คือ ทางปาล์มสดสับหมักผสมกับสูตรอาหารเสริม 1 กะละมัง

นำอาหารผสมรองก้นกะละมัง หนาประมาณ 1 นิ้ว

นำเปลือกมะพร้าวปอกแช่น้ำมาวางเรียงในกะละมังและใส่อาหารผสมลงไป ทำอย่างนี้ให้ได้ 2 ชั้น ใน 1 กะละมัง

ปล่อยตัวหนอนด้วงสาคู อายุ 35-40 วัน ใส่ในกะละมังที่เตรียมไว้ ประมาณ 100 ตัว

ปล่อยทิ้งไว้รอให้ตัวหนอนเข้าฝักดักแด้ ประมาณ 20- 30 วัน

เก็บฝักดักแด้ออกมารวมกันอีกกะละมัง เพื่อรอให้ตัวด้วงเจาะออกจากฝักดักแด้ 5-10 วัน

จับตัวด้วงรวบรวมอีกกะละมัง คัดแยกเพศเพื่อรอผสมพันธุ์ก่อนนำไปปล่อยในกะละมังเลี้ยงต่อไป

ทั้งนี้ ระหว่างการรวบรวมตัวด้วง เพื่อรอการผสมพันธุ์ให้กล้วยและน้ำเป็นอาหาร

สำหรับในส่วนของผลตอบแทน ผลผลิตด้วงสาคูที่นิยมนำไปบริโภคเป็นด้วงที่อยู่ในระยะหนอนวัยสุดท้ายก่อนเข้าดักแด้ โดย 1 กิโลกรัม มีประมาณ 200 ตัว จำหน่ายราคากิโลกรัมละ 200-250 บาท ส่วนดักแด้จำหน่ายกิโลกรัมละ 250-300 บาท

การนำมาบริโภค ก่อนนำมาปรุงอาหารบริโภค ให้นำตัวหนอนด้วงสาคู เลี้ยงในอาหาร กากมะพร้าวขูด 1-2 วัน แล้วนำตัวหนอนมาล้างน้ำและแช่เกลือทิ้งไว้ 10-30 นาที เพื่อล้างสิ่งสกปรกทั้งภายในและภายนอกตัวหนอนออก และล้างด้วยน้ำปูนใสอีกครั้ง

จากนั้นจึงนำมาลวกน้ำร้อนก่อนนำไปผัด โดยไม่ต้องใส่น้ำมัน ให้น้ำมันสีดำๆ ในตัวหนอนด้วงออกให้หมด จนกว่าน้ำมันจากตัวหนอนด้วงเป็นสีใส แล้วนำไปล้างน้ำอีกครั้ง จึงค่อยนำไปปรุงอาหารได้ตามใจชอบ เช่น คั่วเกลือ ทอดน้ำมัน ผัดขี้เมา เป็นต้น และถ้าปรุงอาหารเสร็จแล้วเก็บไว้ในตู้เย็น จะได้ตัวหนอนด้วงที่มีรสชาติดีขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม มีข้อแนะนำที่ควรระวังในการเลี้ยงด้วย เนื่องจากแมลงชนิดนี้เป็นศัตรูพืชที่เข้าทำลายต้นปาล์ม มะพร้าว ลาน และสาคู จึงไม่ควรปล่อยให้ตัวเต็มวัยเล็ดลอดสู่ธรรมชาติโดยเด็ดขาด

หากสนใจและต้องการข้อมูลการเลี้ยงเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดชุมพร (ผึ้ง) เลขที่ 22/1 หมู่ที่ 6 ตำบลขุนกระทิง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร โทร. (077) 574-519

นี่อาจเป็นอีกทางเลือกสำหรับการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับครอบครัวก็ได้… 

 

บันทึกส่งท้าย ลุงลมัย-ป้าสุด เสาวังคา ควรค่าต่อการนำมาเป็นแบบอย่าง 2011/05/01

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 493

เดินห่าง…จากความจน

สมยศ ศรีสุโร

บันทึกส่งท้าย ลุงลมัย-ป้าสุด เสาวังคา ควรค่าต่อการนำมาเป็นแบบอย่าง

มีเริ่มต้นก็ต้องมีลงท้าย ก้าวตามวันเวลาที่เดินไปข้างหน้าพร้อมคู่กันไปกับวันเวลาแห่งชีวิตของเราที่กำลังเดินต่อไป นับแต่จะน้อยลงทุกวินาที แต่ตรงกันข้าม สิ่งหนึ่งที่กลับเพิ่มยาวขึ้นเรื่อยๆ ที่อยู่หลังก็คือ อดีต ดังนั้น คำพูดที่ว่า “หน้าสั้น หลังยาว” น่าจะเหมาะสมถูกต้องที่สุดกับวันเวลาแห่งชีวิตของมนุษย์

วันเวลาไม่เคยมีวันหยุดทำงาน ไม่ว่าจะเป็น วันเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ ชีวิตเราก็เช่นกัน เกิดมาแล้วไม่มีวันหยุด เดินไปข้างหน้าลูกเดียวเช่นกัน เมื่อมีเวลาย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเป็นของคู่กันเสมอ ขณะที่เราเดินไปข้างหน้ามากเท่าไร วันเวลาแห่งชีวิตของเราจะยิ่งสั้นมากขึ้นๆ เราต้องคิดหาทางที่จะใช้วันเวลาที่เหลืออยู่ให้เป็นวันเวลาที่มีคุณค่ามากที่สุดแห่งชีวิตได้เช่นไร? อย่าพยายามทำเวลาให้สูญไป เพราะมันหมายถึงการปล้นตัวเอง สุดท้ายจะไม่เหลืออะไรเลย

สวัสดีครับ แฟนๆ พี่น้องชาวรากหญ้าผู้ยิ่งใหญ่ทุกๆ ท่าน ที่เคารพรักยิ่งของผม ผมเขียนเสมอว่า คนเช่นเราหากเวลาเข้าห้องประชุมมักจะได้แค่เพียงนั่งเก้าอี้เสริมเท่านั้น หรือหากเข้าแถวแล้วโอกาสที่จะยืนอยู่หัวแถวน้อยมาก แต่ก็ไม่เป็นไร ถึงจะอยู่ท้ายแถว ก็ต้องยืนอยู่อย่างทระนง และพร้อมที่จะแตกแถวเสมอหากหัวหน้าแกล้งเรา คนเช่นเราเมื่อยึดอาชีพเกษตรกรไม่มีใครจะปฏิเสธได้ ข้อแรกที่จำเป็นมากๆ ที่ต้องปฏิบัติคือ การพึ่งตนเองด้วยการนำความขยัน มุ่งมั่น ความอดทน มาแนบติดตัวเสมอทุกก้าวย่าง แล้วทุกอย่างก็จะไปได้อย่างสวยงาม ตามที่เราต้องการให้เป็น หากเราทำวันนี้จบสิ้นไปด้วยดี วันต่อไปก็ไม่ต้องคำนึงถึง

เมื่อการเดินทางได้มาถึงท้ายของปี ผมต้องขออนุญาตแฟนๆ เขียนสรุปถึงการก้าวเดินของคอลัมน์นี้กันหน่อย หลายๆ ท่านที่ก้าวเข้ามาตลอดปี 2553 นั้น หากถามว่าเหมาะแก่การนำมาเป็นแบบอย่างได้ไหม? ตอบได้อย่างเต็มปากเลยครับว่า ได้ทุกท่าน และทุกท่านก็ยังคงใช้ชีวิตในแบบของเขาที่เขาเหล่านั้นเลือกแล้ว มีความเป็นอยู่แบบที่ตัวเขาเหล่านั้นต้องการ พอเพียงต่อความพอดีแห่งชีวิตตน ไม่มีหนี้สินมาให้รบกวนชีวิต เพียงแค่นี้ทุกท่านก็มีความสุขแล้ว ชีวิตคนเราก็มีแค่นี่แหละที่ต้องการ เชื่อผมเถอะครับ? หากต้องการมากกว่านี้ก็ต้องพร้อมกับยอมรับความทุกข์ที่จะเกิดขึ้นด้วย เมื่อมีโอกาสแล้วผมต้องกลับไปเยี่ยมหาทุกท่านที่ได้เคยเข้ามาเดินอยู่ในคอลัมน์นี้ ผมไม่ลืมหรอกครับ? ผมเป็นหนี้บุญคุณทุกท่าน

มีครอบครัวหนึ่ง ที่ผมขอยกย่องให้เป็นบุคคลแห่งปี ที่ควรค่าแห่งการนำไปเป็นแบบอย่างมากๆ ทีเดียว ชนิดสนิทใจจริงๆ ครับ ทั้งคู่พร้อมให้ความกระจ่างทุกเรื่องสำหรับใครก็ตามที่มีความต้องการเรียนรู้เพื่อนำไปปฏิบัติเมื่อไปเยี่ยมหาชนิดหมดใจ เต็มใจและหายข้องใจ ไม่เคยปฏิเสธ ไม่เคยเรียกร้องสิ่งตอบแทน บุคคลที่ผมเขียนถึงก็คือ คุณลุงลมัย-คุณป้าสุด เสาวังคา สองสามีภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก แต่ร่ำรวยความสุขตามที่ต้องการเติมเต็มให้ชีวิต แห่งบ้านเกาะเค็ดใน ตำบลไม้เค็ด อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี มีแต่มิตรไมตรีทุกครั้งสำหรับการต้อนรับผู้มาเยือน ผมได้เขียนถึงท่านทั้งสองในคอลัมน์นี้มาแล้ว ปรากฏว่าเป็นที่ตอบรับของแฟนๆ เป็นอย่างมาก มีรายการโทรทัศน์และวิทยุหลายสถานี ได้นำผลงานของทั้งคู่ออกเผยแพร่จนเป็นที่รู้จักกันไปทั่วประเทศทีเดียว โดยเฉพาะสำหรับแฟนๆ ที่ติดตามจากคอลัมน์นี้ ได้ไปเยี่ยมหาท่านทั้งสองก็เยอะ ทุกคนได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่ง พร้อมตอบทุกปัญหาที่ต้องการทราบ

ผมได้กลับไปเยี่ยมในช่วงระยะหลังบ่อยครั้งมากขึ้น เพราะต้องนำแฟนๆ ที่สนใจไปศึกษาดูผลงาน พบว่าทั้งคู่ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเช่นเดิมที่เคยเป็นอยู่ เพราะว่าทั้งคู่เลือกแล้วว่าชีวิตนี้เป็นของเรา ดังนั้น เราต้องเลือกทางเดินของเราเอง และนี่คือ การก้าวเดินแห่งชีวิตที่ก้าวไปบนวันเวลาแห่งชีวิตที่เหลืออยู่ได้อย่างดีที่สุด มีความสุขที่สุด ทั้งคู่ยังคงใช้เนื้อที่ใกล้บ้าน ประมาณ 2 ไร่ ทำสวนผสมเล็กๆ แต่เพียบไปด้วยตัวรายได้ ใช้เนื้อที่ทุกตารางมิลลิเมตรให้เกิดประโยชน์ ภายในยังคงเต็มไปด้วยพืชรายวัน 3 ชนิด ชะอม คูน และชะพลู ดำเนินชีวิตเช่นนี้ทุกวัน โดยไม่เคยเบื่อชีวิต มีความสุขกับงานที่ทำ วันนี้ตัดคูน พรุ่งนี้เก็บยอดชะอม วันต่อไปกำใบชะพลู วนเวียนไปเช่นนี้อย่างมีความสุขไม่มีวันเบื่อ เหนื่อยนักก็หยุดไปใช้เงินเสียบ้าง เดี๋ยวจะไม่ได้ใช้ ถึงปีก็มีรายได้จากการขายผลไม้ตามฤดูกาลและทำนาอีกต่างหาก จึงไม่แปลกใจที่ทุกครั้งที่ผมไปหาพร้อมกับแฟนๆ ที่สนใจ ทั้งคู่ให้การต้อนรับดีมาก ใบหน้านับวันแต่เห็นแล้วอิ่มเอมสุกใสขึ้นทุกครั้ง ประแป้งหน้าขาว โดยเฉพาะคุณลุงลมัย ไม่ให้เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร? ในเมื่อทั้งคู่ใช้ชีวิตที่คิดดี ทำดี ไม่มีหนี้สินมาให้ปวดชีวิต สุขใดอื่นอีกเหล่าเท่ามีเงิน จริงไหมครับแฟนๆ?

ทั้งคุณลุงลมัยและคุณป้าสุดฝากบอกผ่านผมมาถึงแฟนๆ คอลัมน์นี้ ให้ทุกๆ ท่านรับทราบว่า ปีหน้าแต่ท้องฟ้าผืนเก่า หากว่าแฟนๆ ท่านใดสนใจหรือมีความต้องการที่จะทำการเกษตรในรูปแบบ เดินห่าง…จากความจน ที่ผมเคยเขียนไว้ ต้องการจะไปดูด้วยตาจากของจริง สัมผัสได้ด้วยมือตัวเองก่อนตัดสินใจ ก็ขอเชิญ เต็มใจทุกห้องของหัวใจ ผมย้ำเสมอทุกฉบับที่เขียนเมื่อมีตัวอย่างจริงให้ศึกษา ทำไมถึงไม่ศึกษากันก่อนลงมือ จะลงมือทำการสิ่งใดก็แล้วแต่ หากได้ผ่านสายตาพร้อมสัมผัสจริง อะไรๆ ก็ดูง่ายขึ้น โอกาสย่อมจะมีมากกว่า จะกระทำการสิ่งใดโดยแค่คิดว่าอยากทำ ไม่ง่ายหรอกครับ การงานทุกอย่างยิ่งงานทางด้านเกษตรแล้วลำบากกว่างานชนิดอื่น เนื่องจากต้องทุ่มเทจริงๆ ต้องมีความตั้งใจ ท้อไม่ได้ เพราะกว่าจะเห็นผลผลิตที่ได้ต้องรอระยะเวลา แต่มีสิ่งหนึ่งและผมคิดว่าน่าจะเป็นเพียงสิ่งเดียวที่พี่น้องชาวเกษตรต้องแนบชิดกับตัวนำพกพาไปตลอดเส้นทางการก้าวเดินในอาชีพที่ผมเขียนย้ำเสมอก็คือ ความขยัน เท่านั้น ที่ใดมีความขยัน ความยากจนจะไม่เกิด หากเราสวมเสื้อเกราะของความขยัน จะรู้สึกว่าการจู่โจมจากความขี้เกียจทำได้ยากมาก

หากแฟนๆ ท่านใดกำลังมองหาหนทางเดินแห่งชีวิตที่จะเริ่มใหม่ พร้อมไปกับปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ ปีเก่าที่ผ่านมาชีวิตมีแต่การก้าวเดินที่สะดุดมาตลอดทาง บางครั้งก็เกือบล้มจนหัวทิ่ม แย่ๆ มากจนกำลังจะเริ่มท้อต่อชีวิตตัวเอง ขอให้หยุดคิด แล้วสูดลมหายใจแห่งความขยันอย่างช้าๆ เข้าไปให้เต็มทุกห้องของหัวใจ จงลืมเสียให้หมดสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมา นี่ก็สิ้นปีกันแล้ว อย่าพยายามสำรอกออกมาให้เจ็บปวดชีวิต เราไม่ใช่วัวหรือควายที่จะเคี้ยวเอื้องได้ ปีใหม่กำลังจะมาถึง ทำไม ชีวิตใหม่ของเราจะเริ่มใหม่ไม่ได้? เกิดมาใช้ชีวิตเป็นนักสู้ชีวิตอยู่แล้ว สิ้นลมหายใจเท่านั้นจึงจะยอม ผมจะคอยเป็นกำลังใจให้เสมอ

ฉบับส่งท้ายปี จึงขอนำเสนอการทำเกษตรในแบบฉบับของ เดินห่าง…จากความจน ชนิดของ คุณลุงลมัย และ คุณป้าสุด ที่ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด เพราะทุกกระบวนการเริ่มที่เราเองทั้งสิ้น แต่สามารถนำมากระชับความจนได้อย่างแน่นอน เน้นพืชรายวันที่มีรายได้ทุกวัน ที่เน้นสุดๆ คือ นำแรงงานตัวเองมาเป็นตัวลดต้นทุน หากท่านใดสนใจรูปแบบเกษตรแบบนี้ ก็มีตัวอย่างให้สัมผัสได้ ติดต่อไปที่ โทร. (081) 846-0652 คือผมเอง ยินดีเสมอ ด้วยความยินดี ชีวิตผมมีแต่ข้างหน้า นับแล้ววันเวลาชีวิตสั้นลงทุกวินาที ฉะนั้น ผมจะใช้มันให้เป็นประโยชน์ต่อแฟนๆ ให้มากที่สุด ขอย้ำอีกครั้ง ผมถือคติว่า “สร้างมิตร ไม่ผลิตศัตรู” ดังนั้น ผมจึงมีมิตรทั่วประเทศไปหมด แฟนๆ ที่ไปพบผมทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันหมดว่า น่ารักมาก ยังหนุ่มอยู่เลย จากฟังเสียงคิดว่าอายุมากแล้ว ผมเป็นปลื้มสุดๆ เลยครับ

ชีวิตนี้เป็นของเราเอง ทำไม ต้องให้คนอื่นคอยมาบอกว่าเราต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้? ชีวิตเราต้องออกแบบชีวิตเราเอง ต้องเป็นเพื่อนกับตัวเอง แม้ในบางครั้งเรารู้สึกท้อแท้หรือเหนื่อยเหลือเกินสำหรับเวลาจะก้าวเดิน เราต้องให้กำลังใจกับตัวเราเอง อย่าอาศัยคนอื่น เขามีภาระหน้าที่เขา เหมือนเรานั่นแหละ เราต้องก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างทระนง ก้าวเดินไปชนิดก้มหน้าไม่อายผีสาง เงยหน้าไม่อายเทวดา เชื่อเถิดว่าวันหนึ่งสามารถ เดินห่าง…จากความจน ได้สมบรูณ์แบบจริงๆ สวัสดีส่งท้ายปีเก่า 2553 พบกันฉบับปีใหม่ 2554 คิดถึงกันบ้างนะ สวัสดีครับ

 

ท่องเที่ยวเชิงเกษตร…เขาค้อ ตอน…มารู้จักการใช้พลังงานแบบพื้นบ้านในสวนเกษตร 2011/05/01

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 493

ท่องเที่ยวเกษตร

ทรงยศ พุ่มทับทิม Songyotpu@hotmail.com

ท่องเที่ยวเชิงเกษตร…เขาค้อ ตอน…มารู้จักการใช้พลังงานแบบพื้นบ้านในสวนเกษตร

ท่องเที่ยวเชิงเกษตรฉบับนี้ ขอพาท่านมารู้จักการใช้พลังงานแบบพื้นบ้านในสวนเกษตร ด้วยการนำทัวร์สวนเกษตร ในพื้นที่ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ต้องยอมรับว่า ในปัจจุบัน พลังงานที่ใช้กันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซหุงต้ม ถ่านหิน ถ่านไม้ มีราคาสูงขึ้นทุกวัน ทำความเดือดร้อนให้กับทุกๆ คน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น ความจำเป็นในการใช้พลังงานก็มากขึ้น และจะต้องทำอย่างไร จึงจะลดการใช้พลังงานด้วยการพึ่งพาอาศัยพลังงานทดแทน หรือพลังงานแบบพื้นบ้าน เพื่อการประหยัดการใช้พลังงานและสามารถลดรายจ่ายในครอบครัวได้

เขาค้อ เป็นดินแดนแห่งการลดการใช้พลังงาน ทำไม จึงต้องเป็นเขาค้อ เขาค้ออยู่ที่ใด ครับเขาค้อเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่มีเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวปีละหลายแสนคน มีทรัพยากรธรรมชาติและภูมิประเทศที่สวยงาม ทิวเขาสลับซับซ้อน หากดูจากแผนที่ เขาค้ออยู่ระหว่างกลางของประเทศ ในเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ระยะทางจากเมืองหลวงถึงเพชรบูรณ์ เพียง 349 กิโลเมตร ไต่ระดับขึ้นภูเขาทางตะวันตกของเพชรบูรณ์ อีกเพียง 46 กิโลเมตร แหล่งท่องเที่ยวหลักในเขาค้อ ที่นิยมเที่ยวคือ พระตำหนักเขาค้อ หอสมุดนานาชาติ พิพิธภัณฑ์อาวุธ อนุสาวรีย์ผู้เสียสละ พระมหาเจดีย์กาญจนาภิเษก น้ำตกศรีดิษฐ์ แก่งบางระจัน น้ำตกเจ็ดคต หมู่บ้านชาวเขา และยังมีแหล่งท่องเที่ยวเกษตรของเอกชน ที่นิยมคือ ไร่ บี เอ็น สวนเกษตรกิจวิวัฒน์ สวนเกษตรและสมุนไพรเขาค้อทะเลภู

ที่จะขอแนะนำแห่งใหม่ สวนเกษตรต่อเติมฝันฟาร์มโฮมสเตย์ ที่นี่แหละครับ ที่เราจะขอพาท่านไปดูการใช้พลังงานทดแทน หรือการใช้พลังงานแบบพื้นบ้าน สวนเกษตรนี้จัดอยู่ในกลุ่มลดภาวะโลกร้อน สวนนี้มีการใช้พลังงานทดแทน 70% อีก 30% จำเป็นต้องใช้จากภายนอก เนื่องมาจากการดำรงชีวิตในปัจจุบัน ต้องพึ่งพาอาศัยปัจจัยและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป

ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักชนิดและประเภทของพลังงานบนโลกใบนี้ก่อน พลังงานบนโลกของเรา มีดังนี้

1. พลังงานธรรมชาติ เช่น ลม น้ำ อากาศ แสงแดด ดิน

2. พลังงานที่ได้จากการสร้างขึ้น เช่น พลังงานไอน้ำ พลังงานไฟฟ้า ฯลฯ

สวนเกษตรต่อเติมฝันฟาร์มโฮมสเตย์ ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 11 ตำบลทุ่งสมอ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ อยู่ในชัยภูมิที่เหมาะสม ที่สร้างเป็นแหล่งเรียนรู้ได้ พัฒนาให้มีปัจจัยเสริมในด้านการใช้พลังงานทดแทน เมื่อ ปี 2551 สภาพโดยทั่วไปเป็นพื้นที่ลาดชัน ลงไปยังที่ลุ่มและแหล่งน้ำ ไม่มีการใช้ไฟฟ้า พลังงานสูบน้ำได้จากเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันไบโอดีเซล และเครื่องตะบันน้ำ แสงสว่างได้จากก๊าซชีวภาพ การหุงต้มได้จากถ่านและเตาชีวมวล อ่านมาถึงตรงนี้ ท่านอยากทราบแล้วนะครับ ว่าแต่ละอย่างมีกระบวนการของมันอย่างไร ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเรื่องพลังงานทดแทน พลังงานทดแทน หมายถึง การนำสิ่งที่มีอยู่มาเพิ่มเติมให้ครบองค์ประกอบ แล้วจะได้พลังงานออกมาใช้ตามวัตถุประสงค์ พลังงานทดแทนคือ พลังงานที่ไม่มีวันหมดไป มีอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมน้อย เป็นพลังงานสำหรับอนาคต ทำไม ต้องใช้พลังงานทดแทน ได้กล่าวถึงแล้วว่า สวนเกษตรต่อเติมฝันฟาร์มโฮมสเตย์ ไม่มีไฟฟ้าใช้ จึงจำเป็นต้องหาพลังงานอื่นๆ มาทดแทน และต้องเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นที่สุดก่อน

สิ่งที่มีความจำเป็นอันดับแรกคือ การใช้เครื่องสูบน้ำ เพราะหากมีเครื่องสูบน้ำ หมายถึง พืช สัตว์ที่เลี้ยงในฟาร์ม จะได้รับการดูแลครบวงจร สร้างรายได้เพื่อเลี้ยงดูฟาร์มได้ แต่เนื่องจากน้ำมันดีเซลมีราคาสูง

คุณพยัคฆ์ จวนตรง จึงหันมาค้นคว้า เรียนรู้ ทดลองการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลใช้กับเครื่องยนต์ดีเซล แล้วฝันก็เป็นจริง ประสบความสำเร็จ ด้วยการใช้น้ำมันที่เหลือใช้จากการปรุงอาหารในครัวเรือน มาผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซลใช้ แต่การคิดค้นการใช้พลังงานทดแทนมิได้หยุดเพียงเท่านี้ เนื่องจากมีการแข่งขันกันในเรื่องการตลาด น้ำมันเหลือใช้ในครัวเรือนจึงขาดแคลน คุณพยัคฆ์ จึงค้นหาพลังงานทดแทนการสูบน้ำต่อเนื่อง แม้ว่าจะเป็นการทำตามอย่างคนอื่นก็ตาม แต่ก็สามารถนำมาประยุกต์ต่อยอดใช้ในพื้นที่ดินของตนเองและพี่น้องได้ นั่นก็คือ การทำเครื่องตะบันน้ำ สูบจากลำธาร ขึ้นสู่ถังสูง ปล่อยลงสู่แปลงเกษตร นับว่าประสบความสำเร็จมากที่สุด และไม่มีข้อจำกัด ปัญหา เหมือนไบโอดีเซล ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า น้ำมัน ใช้หลักการพลังงานกล ความสมบูรณ์ก็อยู่ในแปลงเกษตรแล้วครับท่าน ลดต้นทุนการผลิตได้เกือบ 100%

ฉบับนี้ ขอแนะนำการใช้พลังงานทดแทนของสวนเกษตรฯ เพียง 2 อย่าง ในฉบับต่อๆ ไป เราจะมีการนำพลังงานทดแทนในฟาร์มมาเสนอให้ทราบอีก และหากท่านต้องการไปเยี่ยมชมสวนเกษตรแห่งนี้ เราขอแนะนำท่านไปช่วงปลายฝนต้นหนาว หากท่านมีข้อสงสัยเรื่องการใช้พลังงานทดแทน สอบถามไปได้ที่ คุณพยัคฆ์ จวนตรง โทร. (081) 803-4231 ติดต่อเข้าชม ที่ คุณทรงยศ พุ่มทับทิม ศูนย์ประสานงานท่องเที่ยวเชิงเกษตรเขาค้อ โทร. (089) 245-1411 สวัสดีครับ

 

พระมหากรุณาธิคุณ ชาวบ้านได้โรงสีข้าวพิกุลทองแห่งใหม่ พร้อมปรับปรุงโรงสีพิกุลทองเดิมเป็นพิพิธภัณฑ์ 2011/05/01

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 493

สหกรณ์ไทยพัฒนา

สรินนา อ้นบุตร

พระมหากรุณาธิคุณ ชาวบ้านได้โรงสีข้าวพิกุลทองแห่งใหม่ พร้อมปรับปรุงโรงสีพิกุลทองเดิมเป็นพิพิธภัณฑ์

“ให้ปรับปรุงโรงสีข้าวพิกุลทอง ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และให้พิจารณาถึงจำนวนประชากรที่มาใช้ประโยชน์ อย่างน้อยควรมีขนาดเท่ากับโรงสีที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และควรประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์ ส่วนเครื่องเก่าให้อนุรักษ์ไว้ และปรับปรุงอาคารให้สวยเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยให้สำนักงาน กปร. เร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว “…” ให้ยุวเกษตรกรและกรรมการโรงสี ได้ศึกษาเรื่องการบริหารจัดการโรงสีข้าวตั้งแต่ต้น รวมทั้งการศึกษาด้านบัญชี และหลักสูตรอื่นๆ ให้ครบวงจร “…” ที่นราธิวาส ควรทำเส้นทางท่องเที่ยวเกี่ยวกับงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ”

พระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2551

จากแนวพระราชดำริดังกล่าว สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนราธิวาส ร่วมกับจังหวัดนราธิวาส ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลุ่มน้ำโก-ลก องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสะท้อน ตลอดจนราษฎรในพื้นที่ได้ประชุมหารือร่วมกัน และได้กำหนดแนวทางในการพัฒนา โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงาน กปร. จัดสร้างโรงสี พร้อมจัดหาเครื่องสีข้าวและอุปกรณ์ใหม่มาทดแทน พร้อมเพิ่มองค์ความรู้และการบริหารจัดการโรงสีข้าวแก่ผู้นำสหกรณ์ ผู้นำชุมชน เยาวชนในพื้นที่ และดำเนินการปรับปรุงโรงสีพิกุลทองเดิมให้เป็น “พิพิธภัณฑ์” สำหรับการศึกษาเรียนรู้ของประชาชนในพื้นที่ต่อไป

ทั้งนี้ โรงสีข้าวพิกุลทองเดิมได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากทรงห่วงใยและมีพระราชประสงค์ช่วยเหลือราษฎรที่ยากจน จึงมีพระราชดำริให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก่อตั้งโรงสีข้าวขนาดเล็ก กำลังการผลิต 500 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง ซึ่งทาง บริษัท SATAKE ได้น้อมเกล้าฯ ถวาย ณ บริเวณโครงการชลประทานมูโนะ หมู่ที่ 1 บ้านปูยู ตำบลเกาะสะท้อน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2528 และ ม.จ. จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ได้ประทานชื่อโรงสีแห่งนี้ว่า “โรงสีข้าวพิกุลทอง”

คุณเสน่ห์ สภาพันธ์ สหกรณ์จังหวัดนราธิวาส เล่าว่า โรงสีข้าวพิกุลทอง เป็นสถานที่รับฝากข้าวเปลือก โดยทำหน้าที่เสมือนธนาคารข้าว บริการสีข้าวให้กับราษฎรในพื้นที่ ตลอดจนรวบรวมผลผลิตข้าวมาสีแล้วขายให้กับพ่อค้า โดยเกษตรกรที่มาใช้บริการจะได้รับคืนกำไรเฉลี่ยปลายปี ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ในการศึกษา ค้นคว้าเกี่ยวกับการเพาะปลูกข้าว การเก็บเกี่ยว การสีข้าว ตลอดจนการขาย ซึ่งต่อมาเกษตรกรผู้ใช้บริการโรงสีข้าวในท้องที่ตำบลเกาะสะท้อน และตำบลพร่อน อำเภอตากใบ ได้รวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรโรงสีข้าวพิกุลทองตากใบ จำกัด ขึ้น เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2544 เพื่อการบริหารจัดการและส่งเสริมพัฒนาอาชีพร่วมกัน

โดยแบ่งออกเป็น 3 กิจกรรม ประกอบด้วย การรับจ้างสีข้าว การรับฝากข้าว และการบริหารงานภายในโรงสีข้าวพิกุลทอง ในช่วงสถานการณ์ปกติและโรงสีข้าวยังสามารถใช้งานได้เต็มกำลังการผลิต มีเกษตรกรนำข้าวมาใช้บริการสีข้าวจำนวนมาก แต่เนื่องจากโรงสีข้าวได้ผ่านการใช้งานมานานจึงเกิดการชำรุด

และเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2551 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของโรงสีข้าวพิกุลทอง ในการนี้ได้มีพระราชดำรัสกับผู้เฝ้ารับเสด็จฯ ว่า โรงสีข้าวพิกุลทองแห่งนี้มีอายุการใช้งานมานานกว่า 20 ปีแล้ว เครื่องจักรมีสภาพทรุดโทรม ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังเป็นโรงสีขนาดเล็ก เครื่องจักร อุปกรณ์ในโรงสีเป็นของเก่า จึงอยากให้เก็บไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ และขอให้สำนักงาน กปร. จัดหาโรงสีที่ทันสมัยมาให้ชาวบ้านในพื้นที่แทนโรงสีข้าวเดิม แต่ขอให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม โดยให้ไปดูแบบที่เคยสร้าง ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และพิจารณาดูว่าถ้าจะสร้างในที่ตั้งเดิม พื้นที่และบริเวณจะเพียงพอหรือไม่ หรือจะต้องปรับปรุงอาคารที่ทำการใหม่เพื่อมารองรับ

“หลังจากได้รับพระราชทานโรงสีข้าวแห่งใหม่ ชาวบ้านได้ประโยชน์ตรงนี้เยอะมาก โดยมีสหกรณ์โรงสีข้าวพิกุลทองตากใบ จำกัด เป็นผู้บริหารจัดการในเรื่องของการบำรุงดูแลรักษา การให้บริการกับสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรโดยทั่วไป ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการ ซึ่งทำตามวิธีการของสหกรณ์ โดยชาวบ้านมาลงหุ้นกัน และมาช่วยกันบริหารจัดการ มีคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์เข้ามาดูแล กรมส่งเสริมสหกรณ์ก็มาในฐานะของพี่เลี้ยงมาแนะนำ เพื่อที่จะให้การบริหารการจัดการของสหกรณ์เป็นไปได้ด้วยดี” สหกรณ์จังหวัดนราธิวาส กล่าว

สหกรณ์จังหวัดนราธิวาส กล่าวเพิ่มเติมว่า ราษฎรที่มาใช้บริการส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตตามแบบฉบับของชาวนาไทยโดยทั่วไป คือจะสีข้าวเฉพาะพอกิน ไม่ได้สีเพื่อขาย ซึ่งการบริหารจัดการโรงสีเพื่อที่จะให้โรงสีนี้อยู่ได้ คุ้มค่ากับค่าน้ำ ค่าไฟ และสามารถบริการสมาชิกโดยทั่วถึงทั้งอำเภอ ก็จำเป็นต้องดำเนินการในรูปแบบของธุรกิจ โดยรับซื้อข้าวเปลือกจากสมาชิก และจากเกษตรกรอำเภอข้างเคียงเข้ามาแปรสภาพเป็นข้าวสารแล้วขายให้กับประชาชนทั่วไป โดยผ่านกระบวนการของสหกรณ์ที่มีอยู่ทุกอำเภอ แต่ละสหกรณ์จะนำผลผลิตนี้ไปจำหน่ายในลักษณะของการเชื่อมโยงธุรกิจตามระบบของสหกรณ์

ส่วนพิพิธภัณฑ์โรงสีข้าวพิกุลทอง จะมีการจัดนิทรรศการด้านการพัฒนาตามโครงการพระราชดำริอย่างครบวงจร ประกอบด้วยนิทรรศการเกี่ยวกับโครงการชลประทานมูโนะ อันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นิทรรศการเกี่ยวกับโครงการแกล้งดินของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ นิทรรศการเกี่ยวกับการพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร เช่น พันธุ์ข้าว โรงสีพิกุลทอง โรงสีข้าวซ้อมมือขนาดเล็ก การแปรรูปทางการเกษตร การทำบัญชีครัวเรือน ฯลฯ นิทรรศการแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำนาตามวิถีชีวิตท้องถิ่นของชาวอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส โดยการจัดทำพิพิธภัณฑ์ได้ดำเนินงานไปแล้วบางส่วน และจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2554

 

อายุความส่วนที่ขาด 2011/05/01

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 493

ฏีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

อายุความส่วนที่ขาด

วันที่ 4 กันยายน 2534 บริษัท โผงผางมันสำปะหลัง จำกัด ทำสัญญากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคแห่งประเทศหนึ่ง เพื่อซื้อไฟฟ้าเข้ามาใช้ในกิจการในโรงงาน

ถ้าพูดกันภาษาชาวบ้าน ก็ว่าขอใช้ไฟฟ้านั่นละ แต่จริงๆ แล้ว ไปขอเขาไม่ได้ดอก ต้องไปทำสัญญาซื้อเขามา แล้วการไฟฟ้าฯ จะส่งพนักงานมาติดตั้งมาตรวัดหรือมิเตอร์ แล้วจ่ายกระแสไฟฟ้ามาให้ใช้

เมื่อใช้กระแสไฟฟ้า ทางการไฟฟ้าฯ ก็จัดส่งพนักงานมาจดตัวเลขที่มาตรวัดทุกเดือน แล้วคำนวณว่าแต่ละเดือนโรงงานใช้กระแสไฟฟ้าปริมาณเท่าใด คิดเป็นเงินเท่าไร แล้วจึงส่งใบเสร็จมาเรียกเก็บ

รูปการดำเนินไปตามนั้น วันแล้ววันเล่า นานเดือนหลายๆ เดือน หลายปี

จนถึงวันหนึ่ง วันที่ 10 เมษายน 2543 พนักงานการไฟฟ้าฯ ตรวจพบว่า มาตรวัดที่โรงงานคุณโผงอ่านค่าผิดปกติ คือ อ่านน้อยกว่าที่เคยเป็นมา ทำให้โรงงานคุณโผงจ่ายค่าไฟฟ้าน้อยลงอย่างผิดปกติ

ค้นหาอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุมจึงพบว่า ที่จุดต่อสายไฟฟ้าของหม้อแปลงกระแสไฟฟ้าแรงสูงหลวม ทำให้มาตรวัดหมุนช้ากว่าปกติ คำนวณพบว่า มาตรอ่านค่าถูกต้องได้เพียง 18.79% เท่านั้นเอง

ความผิดปกตินี้ถูกค้นพบว่า เกิดขึ้นผิดปกติมาตั้งแต่ วันที่ 2 สิงหาคม 2542 แล้ว

กรณีที่เกิดผิดปกติ การไฟฟ้าฯ มีวิธีคำนวณค่ากระแสไฟฟ้าย้อนไปให้ถูกต้อง หรือใกล้เคียงของจริงอยู่แล้ว ดังนั้น การไฟฟ้าฯ จึงคำนวณค่ากระแสไฟฟ้าของโรงงานคุณโผงใหม่ ให้ครบตามที่ควรจะเป็น

คำนวณแล้วพบว่า โรงงานคุณโผงยังต้องจ่ายเงินค่ากระแสไฟฟ้าเพิ่มอีก 7,705,882.85 บาท กับภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 539,411.80 บาท รวมแล้วเป็นเงิน 8,245,294.65 บาท

การไฟฟ้าฯ ทวงถาม แต่คุณโผงไม่จ่าย

วันที่ 16 ตุลาคม 2545 การไฟฟ้าฯ จึงยื่นฟ้องต่อศาลขอให้บังคับให้โรงงานคุณโผงจ่ายเงิน 10,258,456.53 บาท พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 7,705,882.85 บาท

โรงงานคุณโผงต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่ยกขึ้นมาต่อสู้คือ เรื่องอายุความ ที่ฝ่ายโรงงานอ้างว่า การไฟฟ้าฯ เป็นผู้ประกอบการค้า นี่เป็นการที่ผู้ประกอบการค้า ฟ้องเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบฟ้องของการไฟฟ้าฯ จึงขาดอายุความ 2 ปี ตามที่ มาตรา 193/34 (1) ว่าไว้แล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โรงงานคุณโผงแพ้คดี

โรงงานคุณโผงอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้อง

การไฟฟ้าฯ จึงฎีกาคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การไฟฟ้าฯ มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้า ถือเป็นผู้ประกอบการค้าตาม มาตรา 193/34 (1) ดังกล่าว และแม้ค่ากระแสไฟฟ้าที่การไฟฟ้าฯ ฟ้องเรียกจากโรงงานคุณโผงจะถือเป็นหนี้ค่ากระแสไฟฟ้าที่การไฟฟ้าฯ ได้เรียกเก็บจากโรงงานจะถือเป็นหนี้อันเป็นกิจการที่ใช้ผลิตและจำหน่ายก็ตาม

แต่หนี้ค่ากระแสไฟฟ้านี้ ไม่ใช่หนี้ค่ากระแสไฟฟ้า เรียกเก็บตามปกติแล้วโรงงานคุณโผงไม่ยอมชำระแต่อย่างใด หากแต่เป็นหนี้ค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดตกบกพร่องไป อันเนื่องมาจากมาตรวัดหมุนช้า อ่านค่าคลาดเคลื่อนน้อยกว่าความเป็นจริง

ค่ากระแสไฟฟ้าที่การไฟฟ้าฯ มาฟ้องเรียกให้ชำระนี้ เป็นค่ากระแสไฟฟ้าเพิ่มเติมส่วนที่ขาด อายุความส่วนนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 มาใช้บังคับ

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า การไฟฟ้าฯ ตรวจพบจุดบกพร่องและแก้ไข เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2543 จึงมีสิทธิเรียกค่ากระแสไฟฟ้าส่วนที่ขาดเพิ่มเติมนับแต่วันนั้น เมื่อนับถึงวันฟ้องคดีนี้ วันที่ 16 ตุลาคม 2545 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีจึงไม่ขาดอายุความ

ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ไปบังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 5041/2552)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา193/3 อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนดสิบปี

มาตรา 193/34 สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความสองปี

(1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรม ผู้ประกอบศิลปอุตสาหกรรมหรือช่างมือ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง

 

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ สวนพฤกษศาสตร์ฯ เชียงใหม่ แหล่งเก็บรวบรวมนิทรรศการถาวรธรรมชาติวิทยา 2011/05/01

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 493

เก็บมาเล่า

ว่าที่ ร.ต.หญิง พิมพ์ใจ กัญชนะ

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ สวนพฤกษศาสตร์ฯ เชียงใหม่ แหล่งเก็บรวบรวมนิทรรศการถาวรธรรมชาติวิทยา

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นแหล่งเก็บรวบรวม สะสมวัตถุที่มีค่า และดำเนินการจัดแสดงเกี่ยวกับธรรมชาติวิทยา เพื่อการศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้ในเรื่องราวที่เกี่ยวกับโลก ธรณีวิทยา สิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะพืชและสิ่งแวดล้อม

คุณภัทรินทร์ นันทมนตรี เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ ทางพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงนิทรรศการถาวร และนิทรรศการพิเศษภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ โดยนิทรรศการถาวรจัดแสดงเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ให้ความรู้พฤกษศาสตร์ในด้านต่างๆ เช่น พระราชกรณียกิจด้านป่าไม้และพรรณไม้เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ความหลากหลายทางชีวภาพและปริศนาแห่งความหลากหลาย ก้าวแรกพฤกษศาสตร์ ผจญภัย 10 ป่าไทย มหัศจรรย์ผึ้งและดอกไม้ บริเวณโถงต้อนรับ มีประติมากรรม “ต้นกำเนิดแห่งชีวิต” แสดงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต จากยุคดึกดำบรรพ์จนถึงปัจจุบัน ตรงกลางมีศิลปกรรมรูปมนุษย์ 2 คน แสดงให้เห็นถึงมนุษย์เป็นตัวแทนของสัตว์ที่มีวิวัฒนาการพร้อมกับพืช และสามารถอยู่รอดมาได้จนถึงปัจจุบัน

โดยภายในอาคารจัดนิทรรศการ 3 ส่วน คือ

ส่วนแรก เป็นโถงต้อนรับ จัดแสดงเรื่อง “ต้นกำเนิดแห่งชีวิต” เป็นการเรียงร้อยให้เห็นภาพการเกิดวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตยุคต่างๆ เริ่มตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวจนกลายมาเป็นความหลากหลายทางชีวภาพในปัจจุบัน ผ่านประติมากรรมกึ่งนิทรรศการและภาพเขียน

ส่วนที่สอง ส่วนเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ป่าไม้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน โดยถ่ายทอดผ่านการจัดแสดงพรรณไม้ในพระนามพรรณไม้พระราชทานนาม และพรรณไม้ทรงโปรด

ส่วนที่สาม ห้องจัดแสดงที่ 1 ประกอบไปด้วยส่วนจัดแสดงย่อย 4 ส่วน ได้แก่

1. ความหลากหลายทางชีวภาพ แสดงความหมายของความหลากหลายทางชีวภาพ ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความหลากหลาย และวิวัฒนาการของพืช โดยถ่ายทอดผ่านทางสื่อผสม จอภาพทัชสกรีนและตัวอย่างจริง

2. ก้าวแรกของพฤกษศาสตร์ในประเทศไทย ย้อนรอยการสำรวจศึกษาพรรณพฤกษชาติในประเทศไทย โดยคนไทยและต่างชาติ เมื่อกว่า 300 ปีก่อน โดยสื่อสารผ่านงานหุ่นจำลองของนักพฤกษศาสตร์ที่สำคัญ

3. ผจญภัย 10 ป่าไทย แสดงรายละเอียดและความหลากหลายของป่าในเมืองไทยทั้ง 10 ประเภท รวมทั้งปัจจัยที่ก่อให้เกิดความแตกต่างของป่าเหล่านี้ ถ่ายทอดผ่านสื่อผสม ซึ่งมีทั้งโมเดลพร้อมทั้งตัวอย่างจริง และ

4. มหัศจรรย์ผึ้งดอกไม้ แสดงความสัมพันธ์หลายรูปแบบระหว่างแมลงกับดอกไม้ ผ่านโมเดลและสื่อวีดิทัศน์ที่ทันสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผึ้ง” แมลงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผลิตผลทางการเกษตร แมลงตัวเล็กๆ นี้ช่วยเกษตรกรได้อย่างไร สามารถค้นหาคำตอบได้ในส่วนนี้

สำหรับพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติแห่งนี้ ได้เปิดให้เยาวชนและบุคคลทั่วไปเข้าเยี่ยมชมได้ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2553 เป็นต้นไป ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชม สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนเผยแพร่และประชาสัมพันธ์องค์การสวนพฤกษศาสตร์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ (053) 841-234 และ www.qsbg.org.

 

ฟาร์ม “ลานนาไซบีเรียน” เพาะ-จำหน่าย สุนัขพันธุ์ไซบีเรียน ฮัสกี้ ได้คุณภาพ ไม่ได้ตั้งเป้าเชิงธุรกิจ แต่ต้องการเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ที่ดี 2011/05/01

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 493

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา ta-nu-pong@hotmail.com

ฟาร์ม “ลานนาไซบีเรียน” เพาะ-จำหน่าย สุนัขพันธุ์ไซบีเรียน ฮัสกี้ ได้คุณภาพ ไม่ได้ตั้งเป้าเชิงธุรกิจ แต่ต้องการเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ที่ดี

ไซบีเรียน ฮัสกี้ (Sibirskiy Haski) เป็นสุนัขที่มีถิ่นกำเนิดทางตะวันออกของไซบีเรีย เพาะพันธุ์มาจากสุนัขในวงศ์สปิตซ์ มีรูปร่างขนาดกลาง ขนฟูแน่น 2 ชั้น มีลักษณะหางรูปเคียว หูเป็นรูปสามเหลี่ยมตั้งชัน และมีลวดลายที่มีลักษณะเฉพาะ จัดอยู่ในกลุ่มสุนัขใช้งาน

สุนัขไซบีเรียน ฮัสกี้ มีความแข็งแรง คล่องแคล่ว เต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง พร้อมกับมีความยืดหยุ่นไปในตัว ทั้งนี้ เพราะเป็นคุณสมบัติที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษที่มาจากสิ่งแวดล้อมที่หนาวเย็นอย่างรุนแรงของทางไซบีเรีย

สุนัขพันธุ์นี้ถูกนำเข้ามาในอลาสก้าในระหว่างช่วงที่มีการตื่นทอง จากนั้นจึงแพร่เข้าสู่สหรัฐอเมริกาและแคนาดา ในฐานะสุนัขลากเลื่อน ก่อนที่จะมาถูกเปลี่ยนเป็นสุนัขที่เลี้ยงไว้ตามบ้านในภายหลังอย่างรวดเร็ว

ด้านรูปร่างลักษณะ ถ้าเป็นเพศผู้ จะมีความสูงประมาณ 53.50-60 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 20.50-28 กิโลกรัม เพศเมีย จะมีความสูงประมาณ 50.50-56 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ15.50-23 กิโลกรัม ด้วยความที่เป็นสุนัขใช้งาน ดังนั้น เจ้าสุนัขพันธุ์นี้จึงมีความต้องการในการออกกำลังกายมาก มีนิสัยที่สุภาพอ่อนโยนและซื่อสัตย์ มีอายุเฉลี่ย 12-16 ปี

คุณภาวัต วิชัยณรงค์ หรือ คุณใหม่ อายุ 41 ปี เจ้าของฟาร์ม “ลานนาไซบีเรียน” เป็นฟาร์มเพาะ-เลี้ยงสุนัขพันธุ์ไซบีเรียน ฮัสกี้อีกแห่งของเมืองไทย ที่อยู่ท่ามกลางบรรยากาศขุนเขาของจังหวัดเชียงใหม่ ที่ดูจะเหมาะกับการเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้เป็นอย่างยิ่ง จะมาบอกเล่าเรื่องราวของความรักและผูกพันกับสุนัขพันธุ์ไซบีเรียน ฮัสกี้ จากการที่เริ่มต้นด้วยการเลี้ยงไว้เพื่อเป็นเพื่อน จนกระทั่งนำมาสู่การเพาะเลี้ยงจำหน่ายมาเป็นเวลากว่า 11 ปี

“เริ่มจากซื้อมาเลี้ยงเล่นที่บ้าน แล้วพบว่า สุนัขมีปัญหาทางด้านพันธุกรรม จึงสอบถามจากผู้รู้และมีประสบการณ์ที่อยู่ในเมืองไทย แต่กลับไม่ได้รับคำตอบเป็นที่น่าพอใจ จากนั้นจึงศึกษาหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต โดยติดต่อทาง อี-เมล หรือโทรศัพท์ไปยังฟาร์มที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ ใช้เวลาศึกษาข้อมูลในเรื่องนี้อยู่กว่า 4 ปี พร้อมกับได้ไปศึกษาการเพาะพันธุ์และการเลี้ยงจากฟาร์มในประเทศเยอรมนีและแคนาดา ในที่สุดจึงตัดสินใจนำเข้าพ่อ-แม่พันธุ์ จากฟาร์มที่เป็นระดับตำนานของโลกสุนัขพันธุ์ไซบีเรียนคือ ฟาร์ม INNISFREE ซึ่งเป็นฟาร์มที่เพาะพันธุ์ไซบีเรียนอย่างยาวนานถึง 60 กว่าปี และฟาร์มรุ่นหลังทั้งในสหรัฐอเมริกา และแคนาดา หรือแม้แต่ในยุโรปส่วนใหญ่จะใช้สุนัขจากฟาร์มนี้เป็นต้นสาย เพราะจะมีความนิ่งทางพันธุกรรมมาก

หลังจากที่ได้นำเข้าสุนัขมาแล้ว จึงย้ายบ้านจากกรุงเทพฯ ไปอยู่ที่เชียงใหม่ เพราะมีสภาพอากาศที่เหมาะสมกว่า มีพื้นที่ขนาดกว้างมากพอที่จะให้สุนัขพันธุ์นี้อยู่อย่างเหมาะสม ต่อจากนั้นจึงเริ่มนำเข้าพ่อ-แม่พันธุ์เพื่อต่อยอดจนมาถึงปัจจุบัน” คุณภาวัต เล่าถึงที่มา

คุณภาวัต บอกว่า เป็นคนที่มีอาชีพทำธุรกิจส่วนตัว และมีฟาร์มสุนัขไซบีเรียนทำเป็นงานอดิเรก เลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้เพราะความรัก จะเพาะพันธุ์สุนัขเมื่อมีความต้องการเก็บลูกสุนัขรุ่นต่อไปเพิ่มเท่านั้น

“ที่ผ่านมา เรามีลูกสุนัขไม่ถึง 20 ครอก โดยครอกหนึ่งจะมีประมาณ 4-6 ตัว เราจะเก็บไว้เพียง 1-2 ตัว ที่เหลือก็จะขายให้กับคนที่เราได้คัดเลือกแล้วว่ารักสุนัขจริงๆ

ในขณะนี้ที่ฟาร์มมีสุนัขอยู่จำนวน 25 ตัว แบ่งเป็นสุนัขที่นำเข้า 11 ตัว และสุนัขที่เพาะพันธุ์เองแล้วคัดเก็บไว้อีกจำนวน 14 ตัว

ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ขายโดยตรงให้กับฟาร์มหรือคนในวงการประกวด เพราะเท่าที่ผ่านมา พบว่า คนกลุ่มนี้ไม่ได้รักสุนัขจริง เพียงแต่ต้องการใช้ประโยชน์จากสุนัขเท่านั้น พอสุนัขไม่สามารถทำประโยชน์ได้ต่อไปก็จะขายต่อ หรือบางรายพอเห็นว่าสุนัขราคาดีก็ขายทิ้ง” คุณภาวัต บอก

เพราะความที่ตัวเองประกอบธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ส่งออก ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่บ้าน จึงได้มีเวลาส่วนใหญ่อยู่กับสุนัข และเป็นเหตุผลที่ไม่จำเป็นต้องมีลูกจ้างเพื่อดูแลสุนัข อีกทั้งคุณภาวัตยังคิดว่าไม่มีใครจะเอาใจใส่ดูแลสุนัขดีกว่าเขาและครอบครัว อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็นต้องเดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ คนในครอบครัวจะทำหน้าที่ดูแลแทน

จัดทำเป็นฟาร์มระบบปิด

เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการติดโรค

เนื่องจากสุนัขพันธุ์นี้เป็นสายพันธุ์ที่มาจากต่างประเทศที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าประเทศไทย ดังนั้น การดูแลเอาใจใส่จึงต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร ที่พักอาศัย การฉีดวัคซีนตรงตามตาราง ฯลฯ

“ปัญหาที่พบและเป็นปัญหาหลักคือ เรื่องการติดเชื้อของลูกสุนัข ที่ส่วนใหญ่ติดมาจากภายนอก อาจจะเกิดจากการนำสุนัขออกนอกพื้นที่แล้วรับเชื้อมา หรืออาจติดจากคนที่มาดูลูกสุนัข โดยอาจจะดูจากที่อื่นมาก่อนแล้วแวะมาดูที่ฟาร์ม ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้ตั้งใจ

ดังนั้น ต่อมาทางฟาร์มจึงเปลี่ยนเป็นระบบปิดแทนระบบเปิด เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกโอกาส นอกจากนั้น ก็เป็นการติดโรคมาจากการที่ได้นำสุนัขไปร่วมกิจกรรมภายนอก จึงต้องเลี่ยงในการนำสุนัขออกไปร่วมกิจกรรม”เจ้าของฟาร์มให้รายละเอียดเพิ่ม

ไม่ควรทำเป็นธุรกิจหลัก

เพราะมีตัวแปรมาก

การประกอบธุรกิจฟาร์มเลี้ยงสุนัข โดยเฉพาะสุนัขที่นำมาจากต่างประเทศที่มีราคาสูง เป็นภาระอันหนักสำหรับผู้ที่มีความคิดที่จะทำ เพราะมิใช่เพียงแค่มีเงินเพียงอย่างเดียวที่ทำได้ แต่หากมีหลายองค์ประกอบร่วมกันที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ แต่กระนั้นก็ตาม ลำพังแค่ความรู้ความเข้าใจอย่างเดียวคงยังไม่พอ แต่ต้องมีการศึกษาอย่างลึกซึ้งลงไปถึงสายพันธุ์ สำคัญที่สุดคือต้องมีความรัก ความเอาใจใส่ สอดส่องดูแลด้วยตัวเองอย่างใกล้ชิด จงมีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า

“ไม่แนะนำให้ทำเป็นธุรกิจหลัก เพราะมีตัวแปรมาก ทั้งราคาอาหาร อาหารเสริม วัคซีน โรคจากพันธุกรรมด้อยที่แฝงมากับพ่อ-แม่พันธุ์บางตัว สำหรับเมืองไทยลูกสุนัขพันธุ์นี้ค่อนข้างจะมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด

ลูกสุนัขที่ถูกเพาะพันธุ์โดยมีการวางแผนการผสมที่ดีกับลูกสุนัขที่ผู้เพาะพันธุ์ขาดความรู้ในลักษณะทางพันธุกรรมจะมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน ส่วนราคาในท้องตลาด จะอยู่ประมาณ 4,000-20,000 บาท และมีแนวโน้มว่าจะลดลงเรื่อยๆ” คุณภาวัต อธิบาย

คุณภาวัต ยังให้รายละเอียดต่ออีกว่า ราคาลูกสุนัขในท้องตลาดอาจลดลงได้อีก หากผู้เพาะพันธุ์ไม่สนใจในการศึกษาข้อมูลเชิงลึกทางด้านพันธุกรรมอย่างละเอียดดีพอ ทั้งนี้ เพราะสุนัขทุกตัวไม่ได้เหมาะที่จะเป็นพ่อ-แม่พันธุ์

เขาบอกว่า มีจำนวนคนทำฟาร์มโดยขาดความรู้อย่างแท้จริงเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันอาหารที่มีคุณภาพดี วัคซีน อุปกรณ์เครื่องใช้อื่นๆ ต่างมีราคาสูงขึ้น แต่ราคาขายกลับลดลง จึงทำให้ผู้ประกอบธุรกิจบางรายจำเป็นต้องแก้ปัญหาโดยการขายสุนัขก่อนวัยที่อาจยังไม่ได้ฉีดวัคซีนเสียด้วยซ้ำ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย จึงเป็นความโชคร้ายของคนซื้อที่ต้องได้รับสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพไปใช้ต่อไป

ทางด้านราคาจำหน่าย มีดังนี้

หากเป็นลูกสุนัขเกรดเลี้ยงเล่น (Pet Quality) ราคา 15,000-20,000 บาท

ส่วนลูกสุนัขเกรดประกวด (Show Quality)

- กรณีผสมในเมืองไทย ราคา 30,000-45,000 บาท

- ส่งแม่พันธุ์ไปผสมต่างประเทศ ราคา 60,000-80,000 บาท

เมื่อถามถึงการส่งสุนัขประกวด คุณภาวัต บอกว่า จะส่งประกวดเฉพาะสุนัขที่นำเข้าเท่านั้น โดยส่งไปประกวดที่แคนาดา เพราะมีญาติที่นั่นคอยดูแล จนได้ตำแหน่งแล้วค่อยส่งสุนัขกลับ แต่จะมีลูกสุนัขบางตัวที่ลูกค้าซื้อจากทางฟาร์มแล้วนำไปประกวดก็ได้ตำแหน่งแชมป์ทั้งในและต่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ จีน

สถานที่เลี้ยงสุนัขพันธุ์ไซบีเรียน ฮัสกี้ ของฟาร์มลานนาไซบีเรียนให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก จะเห็นได้จากการลงทุนย้ายบ้านจากกรุงเทพฯ ไปอยู่ที่เชียงใหม่ เพื่อต้องการให้สุนัขได้อยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง โดยทางฟาร์มจะเน้นตัวคอกที่โล่ง โปร่ง อากาศสามารถถ่ายเทได้ดี มีสนามกว้าง ขนาด 2 ไร่ ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร อากาศเย็นสบายตลอดปี และปล่อยให้สุนัขวิ่งเล่นทั้งวัน เพราะเมื่อสุนัขมีความสุขทางกายและจิตใจแล้ว จะส่งผลต่อคุณภาพของลูกที่จะเกิดขึ้นด้วย

“ผมเลี้ยงไซบีเรียนด้วยเพราะความรัก ไม่ได้ตั้งเป้าในเชิงธุรกิจ แต่ตั้งเป้าในด้านการเป็นผู้เพาะพันธุ์ที่ดีมากกว่า โดยมีเป้าหมายที่จะเพาะพันธุ์ให้ได้สุนัขที่มีลักษณะทางกายภาพและนิสัยให้เป็นอย่างที่ต้องการและตรงตามมาตรฐานของสายพันธุ์ด้วย” คุณภาวัต กล่าวในที่สุด

ท่านผู้อ่านที่สนใจ ต้องการลูกสุนัขพันธุ์ไซบีเรียน ฮัสกี้ สวยๆ แบบเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ สามารถขอรายละเอียดและพูดคุยกับคุณภาวัต ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (087) 800-6036

 

ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน มุ่งมั่นพัฒนาคน พัฒนาอาชีพ 2011/05/01

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 493

อบรมอาชีพกับเทคโนฯ

ลุงพร ชอนอาชีพ

ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน มุ่งมั่นพัฒนาคน พัฒนาอาชีพ

วันเวลาได้เดินทางมาถึงเดือนสุดท้ายของปี 2553 และฉบับนี้ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2554 ถ้าเป็นบริษัทห้างร้านต่างๆ ก็จะเริ่มเก็บงาน สรุปงาน ดูว่ารายรับ รายจ่าย เป็นอย่างไร ที่ผ่านมามีจุดแข็ง จุดอ่อน ตรงไหน มีอะไรต้องปรับปรุงแก้ไข ทั้งหลายทั้งหมดก็จะนำไปสู่การจัดทำแผนงานใหม่ว่า จะก้าวไปสู่จุดใด เช่นเดียวกับศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน ได้มีการสรุปทบทวนว่าที่ผ่านนั้นเราจะต้องปรับปรุงในเรื่องอะไรบ้าง โดยเฉพาะในเรื่องการให้บริการ และการต้อนรับ รวมทั้งหลักสูตรต่างๆ ที่จะต้องเข้มข้น และหาหลักสูตรใหม่ๆ เข้ามาเสริม ซึ่งจะได้รายงานให้ทราบความคืบหน้าเป็นระยะๆ แต่ขอย้ำว่า ภาพลักษณ์ใหม่ของศูนย์อาชีพฯ จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ภายใต้ปรัชญาการดำเนินงาน “มุ่งมั่นพัฒนาคน พัฒนาอาชีพ” ที่ได้ยึดเป็นหลักเสมอมา และจะยังคงดำเนินต่อไป

ในฉบับนี้นั้น ผมขอนำภาพบรรยากาศที่เกิดขึ้นในรอบปีมาให้ได้ชมกัน ซึ่งในรอบปีมานี้ ผู้เข้าอบรมอาจจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องด้วยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่โดยรวมถือได้ว่าบรรยากาศยังคงคึกคัก การเรียน การสอน ยังคงเข้มข้นเหมือนเดิม และมีความยินดีที่จะบอกว่า เราได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้บริการมากขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะตัวเลขผู้เข้าอบรมที่ได้รวบรวมไว้ นับตั้งแต่ ปี 2547 เป็นต้นมา จนถึงปี 2552 มีผู้เข้าอบรมปีละไม่น้อยกว่า 10,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีสมาชิกประจำ หรือแฟนพันธุ์แท้เกิดขึ้นมากมาย ดังที่ได้จัดเก็บรวบรวมข้อมูลเอาไว้ พบว่า บางท่านมาเรียนมากกว่า 100 วิชา ซึ่งผมได้มีโอกาสพูดคุยกับหลายๆ ท่าน ที่มาเรียนเป็นประจำ ทำให้ทราบว่ามีความประทับใจต่อการจัดอบรมอาชีพอยู่ในระดับที่ดี และได้ให้คำแนะนำต่างๆ ที่เป็นประโยชน์มากมาย

ผมขอยกตัวอย่างเรื่องราวของแฟนพันธุ์แท้ 1 ท่าน ที่มาเรียนมากที่สุด 

มีนามว่า คุณเปรมฤดี ร่วมวงศ์ มาเรียนทั้งหมด 118 ครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นผู้เรียนที่มียอดรวมสูงสุดในปี 2553

“แรกเริ่มไปเฝ้าไข้น้องสาวที่โรงพยาบาลเปาโล หัวหิน เห็นข่าวจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด ที่แจกให้กับผู้ป่วยตามห้องต่างๆ เปิดอ่านดูมีโฆษณาโปรแกรมอบรมของศูนย์อาชีพฯ มติชน ก็เกิดความสนใจมาก

ก่อนหน้านั้นก็เคยอบรมวิชาอาหาร จำพวกขนมไทยต่างๆ และวิชาการจัดดอกไม้ ที่ทางราชการจัดที่หัวหิน

เมื่อรู้ข่าวว่ามีการจัดอบรมอาชีพของมติชน ก็รีบตรวจสอบโปรแกรมการอบรมต่างๆ ซึ่งแต่ละวิชาไม่แพงเหมือนที่คิด 1 พันกว่าบาท (ราคา 1,284 บาท) ก็รีบโทรศัพท์มาสอบถามรายละเอียด ว่าเปิดสอนอย่างไร ผู้สอนเป็นใคร สถานที่อบรมอยู่ตรงไหน โอนเงินอย่างไร พอทราบรายละเอียดก็รีบสมัครทันที”

วิชาแรกที่คุณเปรมฤดีมาเรียน คือ เย็นตาโฟทรงเครื่อง เรียนเมื่อ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547

“พอมาเรียนก็ประทับใจมาก จากเดิมที่ไม่ได้คาดหวังสูงนัก เพราะคิดว่าคนสอนจะเปิดเผยสูตรของตัวเองหรือ ไม่ได้คิดว่าเงินแค่ 1 พันกว่าบาท จะได้สูตรเย็นตาโฟที่ครบเครื่อง แต่เมื่อได้มาเรียนจริงๆ ก็ผิดคาด เพราะว่าคนที่มาสอนเป็นแม่ค้าจริงๆ ไม่ได้เป็นคนที่แค่ทำเป็น หรือเป็นนักวิชาการอย่างที่เคยเรียนมา

มีการเรียนทั้งทฤษฎี และภาคปฎิบัติ…ผู้สอนจะสาธิตการทำก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟให้เห็นทุกขั้นตอน ว่าจะต้องเติมเครื่องปรุงอะไรบ้าง สัดส่วนการเติมแค่ไหน จะเป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน รวมทั้งเคล็ดลับต่างๆ ก็สามารถเรียนได้ใน 1 วัน

นอกจากนี้ เขายังมีแนะนำเรื่องการลงทุนเปิดร้านว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี ใช้เงินมากน้อยแค่ไหน ไปซื้ออุปกรณ์ได้ที่ไหนบ้าง รวมทั้งการเลือกทำเลที่เหมาะสมเพื่อเปิดร้าน แถมผู้สอนยังมีเบอร์โทรศัพท์เอาไว้ให้ปรึกษา เวลาออกไปเปิดร้านขายจริงๆ

การเรียนในครั้งแรกจึงรู้สึกตื่นเต้นมาก ไม่คิดมาก่อนว่าจะได้รับความรู้ครบครัน ซึ่งจากที่เคยไปเรียนก่อนหน้านั้นก็ได้ไม่มากเท่านี้

วิชาต่อมาจึงเกิดขึ้นเรื่อยๆ เช่น ลูกชิ้นปลาสูตรโบราณ แซนด์วิช โจ๊กหมู ก๋วยเตี๋ยวเรือ ข้าวมันไก่ฮ่องเต้ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นเมืองทอง ข้าวหมูแดงหมูกรอบ น้ำผลไม้และสมุนไพรบรรจุขวด ฯลฯ ชนิดที่เรียกว่ามีวิชาที่เปิดใหม่เมื่อไร โดยเฉพาะวิชาด้านอาหารจะรีบสมัครเรียนแทบจะทุกวิชาก็ว่าได้

นอกจากวิชาด้านอาหาร ยังเรียนวิชาด้านสปาและความงาม วิชาศิลปะประดิษฐ์ประเภทต่างๆ ยกเว้นวิชาประเภทช่างเทคนิคเท่านั้นที่ไม่ได้เรียน”

อาจจะมีหลายท่านสงสัยว่า เรียนไปมากมายขนาดนี้ จะเอาเวลาไหนไปทำขาย…

คุณเปรมฤดี บอกว่า ที่มาเรียนทุกวิชาไม่ได้คิดว่าจะไปทำขายในทันที แต่เป็นเพราะตนเองชื่นชอบการเรียนเป็นชีวิตจิตใจ และอาจจะมีผลสืบเนื่องมาจากงานประจำที่เคยรับราชการเป็นครูมานานถึง 27 ปีเต็มๆ (เพิ่งลาออกตามโครงการลาออกก่อนเกษียณ เมื่อปี 2547) จึงสนใจที่จะเรียนรู้และจดบันทึกเกี่ยวกับสูตรอาหารต่างๆ เป็นพิเศษ

“ความรู้ที่ได้มาจะเก็บไว้ในแฟ้มเอกสารอย่างดี ตั้งใจว่าสักวันหนึ่งเมื่อจำเป็นก็จะนำออกมาใช้ ตอนนี้จะใช้บ้างก็แค่ทดลองทำกินในครอบครัว หรือทำเลี้ยงในงานบุญที่วัด เพราะตนเองเป็นคนชอบทำบุญ สิ่งที่ทำได้คือ การทำอาหารถวายวัด บางครั้งได้เลี้ยงคนเยอะๆ วัดที่มักจะไปทำบุญบ่อยๆ คือ วัดอ้อน้อย จังหวัดนครปฐม”

อย่างไรก็ดี วิชาความรู้ที่มีอยู่กำลังจะได้ใช้อย่างเป็นทางการ

“วันนี้…ลูกสาวทำงานอยู่ร้านสตาร์บัค สาขาหัวหิน จะออกมาทำอาชีพส่วนตัว ก็มีความตั้งใจว่าความรู้ที่ตนเองมีอยู่จะถ่ายทอดให้กับลูกสาว…แฟนเขาก็เคยทำงานประจำ แต่ได้ลาออกมาทำอาชีพส่วนตัว คือขายข้าวมันไก่ แต่เป็นสูตรจากแม่ของเขาที่สืบทอดกันมา เราก็เลยอยากให้สูตรเขาบ้าง จึงได้แนะนำเรื่องการหุงข้าวที่แต่เดิมเขาจะใช้น้ำมันหมูเจียว แต่ว่ามันไม่อร่อยเท่ากับที่เราได้เรียนมากับศูนย์อาชีพฯ มติชน บอกเขาว่าของแม่อร่อยนะ เขาจึงลองทำตามที่เราแนะนำ คือใช้น้ำมันไก่เจียว ปรากฏว่าข้าวมันไก่หอมอร่อยขึ้น หลังจากนั้น ก็ใช้สูตรน้ำมันไก่เจียวหุงข้าวตลอดมา และเป็นที่ติดอกติดใจของลูกค้ามาก”

ใครอยากไปชิม ร้านตั้งอยู่ที่บ้านบ่อนไก่ เลยสถานีรถไฟหัวหินไปนิดหนึ่ง ขายตั้งแต่ตอนเย็นจนเที่ยงคืน ถึงตีหนึ่ง

“เราจะให้ลูกสาวไปขายโจ๊ก เสริมในช่วงเย็นและหัวค่ำ ขายคู่กับแฟนเขา…

พูดถึงการเรียนวิชาโจ๊กหมู ขอบอกว่า ประทับใจมาก อร่อยมาก คิดว่าเท่าที่ชิมโจ๊กมา อร่อยที่สุดก็ว่าได้…นี่ก็กำลังหาเบอร์โทร.อาจารย์ผู้สอน เพื่อสอบถามเพิ่มเติมนิดหน่อย เพราะว่าเรียนมานานนับปีแล้ว คือตั้งใจว่าลูกสาวลาออกจากงานช่วงต้นปีก็จะเปิดขายเลย”

เกือบลืมบอกไปว่า การเดินทางมาเรียนของคุณเปรมฤดี ไม่ได้เป็นเรื่องที่ง่ายแต่อย่างใด เพราะต้องเดินทางมาจากหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง

“ตื่นตั้งแต่ตี 2 นั่งรถทัวร์เที่ยวแรก ตี 3 ออกจากหัวหิน มาลงที่สถานีขนส่งสายใต้ จากนั้นขึ้นรถเมล์สาย 66 มาลงที่หน้าหมู่บ้านชลนิเวศน์ นั่งมอเตอร์ไซค์ต่อเข้ามาที่ศูนย์อาชีพฯ มติชน พอเรียนจบก็เดินทางกลับในเย็นวันนั้น

แต่ก่อนเรียน 2 วัน ก็เดินทางไป-กลับ ไม่มีที่พัก เพิ่งมาเมื่อ 2 ปีนี่เอง ที่ญาติมาทำงานที่ย่านเมืองทองและซื้อบ้าน ก็เลยอาศัยญาติพักในวันที่มาเรียน เช่น เรียนวันเสาร์จะมาตั้งแต่วันศุกร์ พอเรียนจบก็เดินทางกลับ ค่ารถทัวร์ไป-กลับ 320 บาท

การเดินทางมาแต่เช้า ทำให้มีปัญหาสุขภาพอยู่บ้าง มีอยู่ครั้งหนึ่งถึงกับป่วยไข้ระหว่างเรียน พอเจ้าหน้าที่ทราบก็ไปหายามาให้รับประทาน ทำให้รู้สึกประทับใจมาก”

นอกจากการเรียนวิชาชีพที่ศูนย์อาชีพฯ มติชนแล้ว คุณเปรมฤดี บอกว่าไม่เคยไปเรียนที่ศูนย์อาชีพแห่งไหน หรือสถาบันอื่นๆ แม้ว่าจะมีเพื่อนๆ ชวนอยู่บ้าง

“เพราะรักเดียวใจเดียว…เชื่อมั่นศูนย์อาชีพฯ มติชนมาก ประทับใจที่มีอาจารย์ผู้สอน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนทำมาค้าขายอยู่จริงๆ”

สำหรับคำแนะนำที่เป็นข้อคิด ก็คือว่า…

“เพื่อนๆ หลายคนที่มาเรียน บางคนอยู่ไกลมากๆ ไกลยิ่งกว่าตนเอง เขายังมาได้ บางคนถึงกับนั่งเครื่องบินมาเรียนก็มี แถมบางคนถึงกับกู้หนี้ยืมสินมาเรียนก็มี…จึงอยากได้สูตรที่เป็นการค้าจริงๆ กลับไปต้องทำได้จริง ไม่ใช่เรียนในห้องเรียนก็อย่างหนึ่ง แต่กลับไปทำมาค้าขายไม่ได้ อย่างนี้ไม่เอา…”

ใครที่ได้ยินได้ฟังคุณเปรมฤดีพูดไว้ก็คงจะได้คำตอบว่า ทำไม จึงมาเรียนกันบ่อยๆ…แต่ก็ใช่ว่าทุกวิชาจะประทับใจทั้งหมด มีบ้างเหมือนกันที่ไม่ได้ตามที่ตั้งใจ

แน่นอนว่า ศูนย์อาชีพฯ มติชน ต้องน้อมรับคำติติง เพื่อที่จะได้ปรับปรุงแก้ไขกันต่อไป

จำนวนผู้เข้าอบรม ปี 2547-2552

ปี 2547 / 10,012 คน

ปี 2548 / 13,451 คน

ปี 2549 / 10,537 คน

ปี 2550 / 11,007 คน

ปี 2551 / 11,996 คน

ปี 2552 / 13,085 คน

10 อันดับ ผู้เข้าอบรม กับศูนย์อาชีพฯ มติชน มากที่สุด

ลำดับที่

1.คุณเปรมฤดี ร่วมวงศ์ /118 ครั้ง

2.คุณวิไล นุกูลเอื้ออำรุง /116 ครั้ง

3.คุณสกนธ์ ท่าม่วง /93 ครั้ง

4.คุณดำรงค์รัตน์ ประมวลวงศ์ /91 ครั้ง

5.คุณดวงพร ลาภจิรานนท์ /82 ครั้ง

6.คุณทศพร พิสิษฐ์กุล /75 ครั้ง

7.คุณธัญญพัทธ์ เพ็นนี่ย์ /66 ครั้ง

8.คุณสุนันทา วัฒนาศิริพานิช /66 ครั้ง

9.คุณพัชรีรัตน์ ภัทรธีรทิพย์ /60 ครั้ง

10.คุณนุชนาฏ สถาพรพิสิทธิ์ /60 ครั้ง

หมายเหตุ ข้อมูลปี 2544-2553

 

เที่ยว สบาย สบาย จุดหมายที่ “สุโขทัย” 2011/05/01

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 493

มติชน เกษตรวัฒนธรรมสัญจร

เที่ยว สบาย สบาย จุดหมายที่ “สุโขทัย” 

ยังคงงดงามอลังการเช่นเคย สำหรับ “ประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ” สุดยอดงานสร้างของจังหวัดสุโขทัยที่จบไปเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา ขอบอกว่างานนี้เป็นเป้าหมายหลักของนักท่องเที่ยวทั่วสารทิศที่น่าชื่นใจแทนเจ้าภาพ เพราะที่พัก หรือรีสอร์ตในจังหวัดเต็มเอี้ยด ต้องจองล่วงหน้าหรือเสี่ยงดวงไปหาช่วงวันงานกันเลยทีเดียว

อีกงานประจำปีดีๆ ที่ถูกกล่าวขานกันมากในกลุ่มนักเดินทางที่ชื่นชอบความงดงามของธรรมชาติและพรรณไม้ ก็เห็นจะเป็น งาน “ช้างชนช้าง” งานประกวดกล้วยไม้สกุลช้าง ที่ออกดอกงาม ส่งกลิ่นหอม ในช่วงธันวาคม-มกราคม พร้อมการจัดประกวดกล้วยไม้นานาพันธุ์ ซึ่งสมาคมกล้วยไม้จังหวัดสุโขทัยเป็นพ่องานหลัก

ในปี 2554 ที่จะถึงนี้ งานช้างชนช้าง จะถูกจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 ในระหว่าง วันที่ 15-23 มกราคม 2554 ณ สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตสุโขทัย ขอบอกว่ากล้วยไม้ประกวดฟอร์มสวยมีให้ชมกันเพียบ ใครสะดวก ก็เรียนเชิญกันได้

แต่ถ้าสนใจเรื่องกล้วยไม้โดยเฉพาะ แนะนำให้ไปตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม จนถึง วันศุกร์ที่ 21 มกราคม เพราะเป็นช่วงที่กล้วยไม้ประกวดสามารถให้ผู้เที่ยวงานทั่วไปเยี่ยมชมได้อย่างสะดวก ซึ่งแน่นอนว่า สองงานที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นบรรยากาศการท่องเที่ยวที่ดูคึกคัก พลุกพล่านด้วยผู้คน ร้านรวงแสดงสินค้านานาชนิด

แต่ทว่า มนต์เสน่ห์ของจังหวัดสุโขทัย ที่สร้างความอิ่มเอมใจไม่รู้ลืมให้กับบรรดานักท่องเที่ยว หาใช่เทศกาลหรือบรรยากาศที่คึกคัก แต่กลับเป็นความเรียบง่ายในการดำรงชีวิตของชาวสุโขทัย ความสุขุมลุ่มลึกทางความคิด และการรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมของชุมชน ที่ซ่อนตัวอยู่ตามมุมต่างๆ ในจังหวัด ที่หลายคนยังไม่เคยไปสัมผัส

ภูมิปัญญาไม่ธรรมดา

“ผ้าหมักโคลน”

“บ้านนาต้นจั่น” หมู่บ้านเล็กๆ ตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย ในสมัยก่อนสาวน้อยสาวใหญ่ก็มักจะนุ่งผ้าถุงทำนาตามวิถีชีวิตชนบทที่ใครเห็นก็ว่าเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป แต่ในวันนี้ความธรรมดากลับกลายเป็นเอกลักษณ์สร้างชื่อให้กับชุมชน เพราะชายผ้าถุงที่เปรอะเปื้อนโคลนในแปลงนาเมื่อยุคก่อนนั้น เป็นที่มาของกรรมวิถีการถนอมผ้าทอให้นุ่มนิ่มน่าสัมผัส จนพัฒนาสู่อุตสาหกรรมชุมชนเล็กๆ ที่อาจบอกได้ว่ามีเพียงที่นี่ที่เดียว ที่คงการผลิตผ้าทอด้วยวิธีการหมักโคลนเช่นนี้

ไม่ว่าจะเป็นผิวผ้าที่อ่อนนุ่มเมื่อสัมผัส หรือสีสันที่มาจากการย้อมด้วยวัสดุธรรมชาติหลากสี ต่างเป็นแรงดึงดูดผู้หลงใหลในผ้าทอเดินทางไปถึงบ้านนาต้นจั่นได้อย่างดี แต่หากใครได้ไปถึงถิ่นแล้ว เป็นต้องติดใจไปทุกราย ด้วยการต้อนรับของเจ้าบ้าน โดยเฉพาะ “ป้าเหงี่ยม” หรือ คุณเสงี่ยม แสวงลาภ ประธานชุมชน ผู้ไม่เคยเหน็ดเหนื่อยกับการเล่าขานเรื่องราวแห่งภูมิปัญญาด้วยน้ำเสียงไพเราะ สำเนียงพื้นเมืองโดยแท้

คุณป้าเสงี่ยม นำผู้เขียนไปรู้จักกับ “ข้าวเปิ๊ป” ชื่อแปลกแต่อร่อย มีผู้ใหญ่ในจังหวัดตั้งชื่อใหม่ไพเราะว่า “ก๋วยเตี๋ยวพระร่วง” เป็นอาหารพื้นบ้านที่ชาวบ้านทำด้วยแป้งขนมจีนที่ไม่ผ่านการหมัก วิธีการทำเหมือนข้าวเกรียบปากหม้อ ห่อพันด้วยผัก เหมาะเป็นเมนูสำหรับคนรักสุขภาพยุคปัจจุบัน

ฉะนั้น ไปบ้านนาต้นจั่น ต้องชิม “ข้าวเปิ๊ป” !!

หอมกลิ่นข้าวอินทรีย์

ที่ท่าอากาศยานที่มีชีวิต “สนามบินสุโขทัย”

ถัดจากอำเภอศรีสัชนาลัย คือ อำเภอสวรรคโลก ดินแดนแห่งนี้โอบล้อมไปด้วยอารยธรรมโบราณ และร่องรอยทางประวัติศาสตร์ แต่ความน่าสนใจที่แตกต่างออกไปไม่มีใครเกิน “สนามบินสุโขทัย” ด้วยแนวคิดในการสร้างประโยชน์สุขแก่ชุมชนและธรรมชาติ ของ น.พ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด หรือ “หมอเสริฐ” เจ้าของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส พื้นที่กว่า 2,000 ไร่ จึงถูกเนรมิตให้กลายเป็น “อาณาจักรแห่งการเรียนรู้”

นอกจากสถาปัตยกรรมแบบสุโขทัยประยุกต์ที่ปรากฏอยู่บนอาคารสำนักงานต่างๆ ทั่วสนามบินแล้ว ที่นี่ยังมีนครวัดจำลอง งานไม้แกะสลักที่สวยงามและใหญ่ที่สุดในโลก ในสัดส่วน 1 ต่อ 50 ของปราสาทหินนครวัด 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มีเรือนกล้วยไม้สนามบิน จัดได้ว่าเป็นแหล่งรวมพันธุ์กล้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดสุโขทัย มีกล้วยไม้นานาพันธุ์มากกว่า 100,000 ต้น รวมทั้งหน้าวัวพันธุ์ในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งหมุนเวียนผลิดอกให้ชมตลอดทั้งปี

ที่น่าสนใจสุดๆ ก็คือ “โครงการเกษตรอินทรีย์สนามบินสุโขทัย” จากแรงบันดาลใจที่กลายเป็นความมุ่งมั่นและจริงจังของ คุณวัลลีย์ ปราสาททองโอสถ ภรรยาคุณหมอ ที่เริ่มปลูกข้าวอินทรีย์แปลงเล็กๆ แค่ไม่กี่ไร่ เมื่อแรกเริ่มทำสนามบิน จากนั้นก็พัฒนาพันธุ์ข้าวเรื่อยมา พร้อมกับการเติบโตของแปลงนาสาธิต จนปัจจุบันนาข้าวของสนามบินมีพื้นที่ถึง 400 ไร่ ทั้งยังสามารถพัฒนาสายพันธุ์ข้าวใหม่ที่อุดมด้วยอาหาร ในนาม “ข้าวหอมสุโข” ข้าวอินทรีย์ระดับพรีเมี่ยม คัดคุณภาพอย่างพิถีพิถันให้ได้เฉพาะเมล็ดสวยและสมบูรณ์ มีให้เลือกทั้งข้าวกล้องหอมดำ ข้าวกล้องหอมแดง ข้าวกล้องหอมผสม และข้าวซ้อมมือสีชมพู หุงแล้วหอมน่ารับประทาน

นี่ยังไม่รวมกับน้ำใบข้าวหอมๆ หรือไอศครีมหวานฉ่ำ ที่แปรรูปจากผลผลิตนานาชนิดจากโครงการ ที่เตรียมพร้อมไว้ให้ชม ชิม และเลือกซื้อ

เพียงแค่ 2 อำเภอ ที่นำเสนอมานี้ ใครที่ยังไม่เคยสัมผัส ต้องลองไปสักครั้ง ให้ความเรียบง่ายที่แฝงเร้นเรื่องราวเหล่านี้ซึมซับสู่หัวใจและความทรงจำ…

แต่ถ้าต้องการไปเที่ยวแบบสบายๆ ขอเชิญร่วมเดินทางไปกับ โครงการ “มติชน เกษตรวัฒนธรรมสัญจร” ในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 29-30 มกราคม 2554 ในค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่า พร้อมโปรแกรมการเดินทางแบบชิลเอาต์ ที่น่าประทับใจมากที่สุด

สอบถามรายละเอียดได้ โทร. (02) 589-2222, (02) 589-0492 และ (02) 954-4999 ต่อ 2100 (คุณณัฐสมน), 2101 (คุณญาฑิกานต์), 2102 (คุณวนิดา) และ 2103 (คุณอนุวัฒน์)

โปรแกรมการเดินทาง

เที่ยว สบาย สบาย ในเมืองเก่า

ยลเสน่ห์ผ้าทอโบราณ ลุยแปลงเกษตรปลอดสารในสนามบิน

วันเสาร์ที่ 29 มกราคม 2554

06.00 น. ลงทะเบียน ณ อาคาร ข่าวสด รับประทานอาหารเช้า พร้อมอาหารว่าง

06.30 น. ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดสุโขทัย

11.00 น. แวะพิษณุโลก รับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านฟ้าไทยฟาร์ม

14.30 น. ถึงอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เยี่ยมชมอุตสาหกรรมชนบท “บ้านนาต้นจั่น” เรียนรู้ภูมิปัญญาการผลิตผ้าทอหมักโคลนย้อมสีธรรมชาติ ชิม “ข้าวเปิ๊ป” อาหารพื้นเมืองของชาวบ้าน ดูงานผลิตของเล่นจากไม้จากผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน

16.00 น. เดินทางเข้าสู่ อำเภอสวรรคโลก แวะหาดเสี้ยว ชมทองคำ และผ้าทอโบราณอายุเก่าแก่ เลือกซื้อเครื่องเงินตามอัธยาศัย

17.30 น. เช็คอินเข้าที่พักสุดหรู สไตล์บูติก อันเงียบสงบ ณ สุโขทัย เฮอร์ริเทจ รีสอร์ท

18.00 น. อิ่มหนำสำราญกับมื้อค่ำ บรรยากาศสบายๆ

19.30 น. พาไหว้พระเวียนเทียนกับพิธีการเรียบง่าย หรือ พักผ่อนตามอัธยาศัย

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม 2554

07.00 น. รับประทานอาหารเช้า ในโรงแรม

08.00 น. นั่งรถรางชื่นชมความงามของธรรมชาติและสถาปัตยกรรมแบบโบราณ ของ “สนามบินสุโขทัย” ท่าอากาศยานดีเด่นด้านสิ่งแวดล้อม ชมโรงเรือนกล้วยไม้หลากสกุล ฝูงควายเผือกเพื่อการอนุรักษ์

และสวนสัตว์ขนาดย่อม พลาดไม่ได้กับการสัมผัสแปลงนาข้าวอินทรีย์ ลุยแปลงผักสดๆ ช็อปและชิมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพนานาชนิด ของ “โครงการเกษตรอินทรีย์ สนามบินสุโขทัย”

10.00 น. ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครสวรรค์

12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน

13.30 น. นั่งรถอีแต๋น ชมสวนไม้ผลหลากชนิด ที่ “สวนตานิด” ชิมฝรั่งกิมจู กรอบ อร่อย ดูผลตะขบยักษ์ และไม้ผลหายากที่เจ้าของสวนปลูกสะสมไว้ บนพื้นที่กว่า 140 ไร่ ซึ่งซ่อนตัวอยู่หลังปั๊มน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ

14.30 น. เดินทางกลับ ระหว่างทางแวะซื้อของฝาก

18.00 น. ถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

หมายเหตุ กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม

พิเศษสุด ราคาท่านละ 3,959 บาท รับฟรี หมวกเท่ กระเป๋าใบเก๋ พร้อมอภินันทนาการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน หรือนิตยสารเส้นทางเศรษฐี 6 ฉบับ

สมัครโดยโทรศัพท์จองที่นั่งก่อน แล้วโอนเงินตามจำนวนที่ระบุ เข้าบัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย สาขาย่อยประชานิเวศน์ 1 เลขที่บัญชี 737-2-13905-0 พร้อมส่งใบนำฝาก โทรสาร (02) 580-4030 หรือสอบถามรายละเอียดได้ โทร. (02) 589-2222, (02) 589-0492 และ (02) 954-4999 ต่อ 2100 (คุณณัฐสมน), 2101 (คุณญาฑิกานต์), 2102 (คุณวนิดา) และ 2103 (คุณอนุวัฒน์)

 

แผนชุมชน…บ้านป่าไผ่ 2011/05/01

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 493

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

พรศักดิ์ พงศาปาน

แผนชุมชน…บ้านป่าไผ่

คำว่า “แผนชุมชน” หรือ “แผนพัฒนาชุมชน” นั้น เชื่อว่าเราท่านคงได้ยินกันอยู่บ่อยๆ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ จะทำอะไรสักอย่างจะต้องมีการวางแผนว่าจะทำอย่างไร จึงจะออกมาดี หรือถูกต้องตามที่ต้องการ ไม่ใช่ว่าจะทำกันมั่วๆ ไม่รู้ไม่ชี้ ทำไปงั้นๆ

ผมกำลังจะพูดถึงการจัดทำแผนชุมชนที่ได้ไปเห็นมา…

คือ เมื่อ 2 เดือนก่อน ผมได้ติดสอยห้อยตามคณะนิสิตปริญญาโท สาขาพัฒนาสังคม (ภาคพิเศษ) รุ่นที่ 53 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำทีมโดย อารย์สิริกร กาญจนสุนทร และ อาจารย์พรเทพ พัฒธนานุรักษ์ ไปดูงานการพัฒนาชุมชนถึงจังหวัดเชียงใหม่

กับเวลา 4 วันเต็มๆ ได้ดูงานหลากหลาย เช่น ชุมชนบ้านต้นเปา (บ้านอนุรักษ์กระดาษสา) การแปรรูปมันฝรั่งของวิสาหกิจชุมชนบ้านเจดีย์แม่ครัว การส่งเสริมอาชีพแกะสลักไม้ของบ้านถวาย การจัดทำแผนพัฒนาชุมชนบ้านป่าไผ่ รวมทั้งการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยวของหมู่บ้านม้งดอยปุย และการพัฒนาพืชผลเกษตรเมืองหนาวที่สถานีวิจัยเกษตรดอยปุย

ทำให้ได้รับความรู้มากมาย รู้ว่าเดี๋ยวนี้ชาวบ้านของเราพัฒนาไปมาก สามารถพึ่งพาตนเองได้ หากภาครัฐเข้าอกเข้าใจ ส่งเสริมได้ถูกทิศถูกทาง

อย่างชุนชนที่ผมจะนำมาเล่าสู่กันฟังในฉบับนี้นั้น ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 12 ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ของกระทรวงมหาดไทย คือ ชุมชนบ้านป่าไผ่ ซึ่งตั้งอยู่ หมู่ที่ 2 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

หมู่บ้านแห่งนี้มีการจัดทำแผนพัฒนาชุมชนไว้เป็นอย่างดี และให้ความรู้กับผู้มาเยือนแบบไม่ตกหล่น

ผมได้รับฟังข้อมูลจากคณะกรรมการหมู่บ้านที่มากันครบทีม นำโดย พ่อหลวงทองสุข ธาตุอินจันทร์ อดีตผู้ใหญ่บ้าน และปัจจุบันเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล พ่อหลวงสุวรรณ ฟองวรรณา ผู้ใหญ่บ้าน พ่อประเสริฐ ธลาบุญ ปราชญชาวบ้าน และแม่หลวงดาวเรือง ธาตุอินจันทร์ อดีตผู้ใหญ่บ้านแหนบทองคำ…เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมาเป็นแผนชุมชนอย่างทุกวันนี้ ต้องทุ่มเทชีวิตจิตใจทำงานกันอย่างหนัก

“เมื่อ ปี 2544ั้ผมได้มีโอกาสลงสมัครเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้าน ปรากฏว่าได้รับชัยชนะด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น หลังเลือกตั้งปัญหาที่เกิดขึ้นกับผมคือ ก่อนที่ผมจะได้รับตำแหน่งนี้ เคยเป็นกรรมการหมู่บ้าน และเป็นสมาชิกสภาตำบล และได้เข้าร่วมกับผู้นำในหมู่บ้าน รวบรวมข้อมูลปัญหาความต้องการของหมู่บ้านร่วมกับผู้ใหญ่บ้านคนเก่า จึงมีข้อมูลมากมาย แต่พอผมได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน ได้ไปขอข้อมูลจากผู้ใหญ่บ้านคนเดิม ได้รับคำตอบอย่างไม่น่าเชื่อว่า เขาได้เผาเอกสารไปหมดแล้ว” พ่อหลวงทองจันทร์ เล่าถึงจุดเริ่มของการจัดทำแผนชุมชนที่ทำให้ต้องขบคิดอย่างหนัก ว่าทำอย่างไร จึงจะให้ทุกคนมีส่วนร่วม

“ผมได้ปรึกษากับชาวบ้านว่า เราจะใช้แผนชุมชนเป็นกุศโลบายในการลดข้อขัดแย้งในชุมชน โดยมีข้อตกลงร่วมกันในเวทีประชาคม ว่าต่อไปนี้จะไม่มีใครนำเอาแผนชุมชนไปเผาได้ เพราะข้อมูลต่างๆ เป็นความคิดของทุกคน ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกส่วนตัวหรือส่วนรวมก็ดี เพราะแผนชุมชนจะต้องเป็นมรดกตกทอดของชุมชน”

จะเรียกว่าเป็น “ธรรมนูญชุมชน” ก็ว่าได้

สรุปว่า แผนชุมชนที่จัดทำขึ้นจะเป็นเสมือนแผนชีวิต-เศรษฐกิจของชุมชนบ้านป่าไผ่ จะต้องมีการมอบแผนหรือมอบมรดกให้กับผู้ใหญ่บ้านคนต่อไป

สำหรับเทคนิคการจัดทำแผนชุมชนของบ้านป่าไผ่ได้ยึดถือตามทฤษฎี ว่าด้วยการพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วม กล่าวคือ จัดเวทีประชาคม ให้ชาวบ้านทุกกลุ่มมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นคนเฒ่าคนแก่ที่เป็นผู้อาวุโส สตรีที่เป็นกลุ่มแม่บ้าน รวมถึงกลุ่มวัยรุ่นที่แต่เดิมมักจะไม่ค่อยเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน แต่เมื่อได้จัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับกลุ่มก็จะเข้าร่วม ถัดจากนั้นก็จะมาจัดทำแผนชุมชนตามความต้องการของชุมชนเอง

“หลักการของเราคือ การรับฟังความคิดเห็นของส่วนรวม สร้างกติกา กฎระเบียบ ยึดเป็นหลักปฏิบัติภายในชุมชน (กฎหมู่บ้าน) รวมทั้งการยึดประเพณีสืบทอดมรดกการทำงาน และผู้นำรุ่นเก่า จะเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้นำรุ่นใหม่”

แผนชุมชนที่ว่านี้ จะเป็นแนวทางการพัฒนาที่สร้างกระบวนการเรียนรู้ ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาท้องถิ่น มุ่งเน้นการยกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของชุมชนที่แท้จริง จะเป็นสื่อให้ชาวบ้านได้รู้จักตัวเอง ร่วมคิด ร่วมทำ นำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดรูปธรรม ประสานหน่วยงานต่างๆ ภายในท้องถิ่น โดยการบูรณาการเป็นแผนพัฒนาที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนร่วมกันทำ เพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเข้มแข็ง

จุดสำคัญของแผนชุมชนบ้านป่าไผ่ คือการวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจและสังคมไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะยุทธศาสตร์การพัฒนาที่มีการวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนในแต่ละด้านที่เป็นปัจจัยภายใน รวมไปถึงโอกาสและอุปสรรคที่เป็นปัจจัยภายนอก

ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นแนวทางในเรื่องของจุดแข็งด้านทรัพยากรบุคคล เช่น คุณสุรชัย มรกตวิจิตรการ ประสบความสำเร็จในการดำรงชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง จากผู้ที่เคยประสบปัญหาจากพิษเศรษฐกิจมาก่อน จนได้รับคัดเลือกเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงดีเด่น หรือด้านกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรที่แปรรูปผลิตภัณฑ์กระเทียมโทนดองน้ำผึ้ง มะเขือเทศแช่อิ่ม ฯลฯ ที่มี คุณยุวรีย์ ธาตุอินจันทร์ เป็นประธานกลุ่มก็ได้รับรางวัลชนะเลิศมาแล้ว หรืออย่างจุดเด่นทางด้านภูมิปัญญาชุมชน ก็แจกแจงไว้อย่างชัดเจนว่า มีใครบ้างที่เป็นผู้นำ เช่น ด้านศาสนพิธี มี คุณสมบูรณ์ ทุนผลงาม ด้านประเพณีพื้นบ้าน มี คุณบุญลือ ธาตุอินจันทร์ ด้านหมอพื้นบ้าน มี คุณเพ็ชร เทวตา ด้านวิสาหกิจชุมชน มี คุณประเสริฐ ทะลาบุญ ฯลฯ

ผมฟังไปพลางก็เหลือบไปมองรอบๆ ศาลา จะมีการติดป้ายรายชื่อกรรมการหรือผู้นำในกลุ่มต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน

แผนชุมชนบ้านป่าไผ่ ยังได้กำหนดแผนงานหรือว่าโครงการที่จะต้องพัฒนาในอนาคต เป็นต้นว่า งานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจำเป็นชุมชน เช่น โครงการทำราวกั้นแนวถนนเลียบลำน้ำภายในหมู่บ้าน โครงการปรับปรุงขยาย ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าและไฟกิ่งในหมู่บ้าน โครงการก่อสร้างถนนลาดยางเลียบคลองชลประทานสายใหม่ โครงการก่อสร้างและเสริมสะพานข้ามลำน้ำภายในเขตพื้นที่หมู่บ้าน โครงการขยายตู้โทรศัพท์สาธารณะ และระบบสื่อสารภายในหมู่บ้าน ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีแผนงานพัฒนาเศรษฐกิจ แผนงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แผนงาน

ด้านการศาสนา และศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี วิถีชุมชน แผนงานด้านการศึกษาและภูมิปัญญาท้องถิ่น แผนงานด้านสังคมและคุณภาพชีวิต รวมทั้งแผนงานด้านการเมือง-ปกครอง และบริหาร

ทุกแผนงานที่ว่านี้ ได้กำหนดไว้อย่างละเอียด ว่าจะต้องจัดทำในเรื่องอะไรบ้าง (แต่ละด้านมีนับ 10 เรื่อง) ชนิดที่ว่าฟังดูแล้วนึกไม่ถึงเหมือนกันว่าจะสามารถลงลึกได้มากมายถึงขนาดนี้…แสดงว่าจะต้องมีการประชุมระดมความคิดเห็นกันอย่างรอบด้านจริงๆ

ผมได้หยิบยกแผนชุมชนบ้านป่าไผ่มาพูดถึง ใช่ว่าจะไม่มีจุดอ่อนใดๆ แต่จากที่ได้รับฟังก็ทำให้เชื่อมั่นว่า ความคิดความอ่านที่ยิ่งใหญ่ของชาวบ้านเท่านั้นแหละ ที่จะทำให้หลุดพ้นจากปัญหาความขัดแย้งในชุมชน รวมทั้งปัญหาหนี้สินต่างๆ ก็จะหลุดพ้นได้ หากรู้ว่าชาวบ้านมีศักยภาพอย่างไร ทรัพยากรที่มีในชุมชนเพียงพอที่จะนำมาพัฒนาหรือไม่

ถึงเวลาแล้วที่ชุมชนต่างๆ จะต้องลุกขึ้นมารวมตัวเพื่อพัฒนาท้องถิ่นอันเป็นที่รักของตนเอง

ประเภทที่จะให้ภาครัฐมาชี้นิ้วหรือสั่งการ คงหมดยุคแล้วละครับ

 

พิทักษ์ ศิริกุลพัฒนะผล ผู้นำการปลูกมะนาว เขตอำเภอท่ายาง 2011/04/30

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 492

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

พิทักษ์ ศิริกุลพัฒนะผล ผู้นำการปลูกมะนาว เขตอำเภอท่ายาง

ปัจจุบัน แหล่งผลิตมะนาวในเชิงพาณิชย์ของไทยจะมีแหล่งผลิตใหญ่ๆ คือ จังหวัดพิจิตร จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดราชบุรี และจังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น โดยเฉพาะที่อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี นับเป็นแหล่งผลิตมะนาวดั้งเดิม ในปัจจุบันอำเภอท่ายางนับเป็นจุดศูนย์กลางแห่งหนึ่งของประเทศที่จะมีการซื้อ-ขาย ผลผลิตมะนาวจากทั่วประเทศ ในอดีตเกษตรกรอำเภอท่ายาง จะปลูกมะนาวพันธุ์หนังและพันธุ์ไข่เป็นหลัก แต่ปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนสายพันธุ์มาปลูกมะนาวในกลุ่มของพันธุ์แป้นชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์แป้นรำไพ แป้นทะวาย แป้นใหญ่ แป้นพวง แป้นดกพิเศษ ฯลฯ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากผลผลิตมีเปลือกบาง ปริมาณน้ำมาก และมีกลิ่นหอม จากการที่ผู้เขียนได้มีโอกาสตระเวนดูพื้นที่การปลูกมะนาวในเขตพื้นที่อำเภอท่ายาง และอำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา พบว่า ได้มีเกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกมะนาวกันมากขึ้น คาดการณ์ว่าพื้นที่ปลูกมะนาวในเขตจังหวัดเพชรบุรีจะมีไม่ต่ำกว่า 10,000 ไร่ ในปัจจุบัน

คุณพิทักษ์ ศิริกุลพัฒนะผล อยู่บ้านเลขที่ 210 หมู่ที่ 7 ไร่หลวงซอย 9 ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี 76130 โทร. (087) 428-3386 ปลูกมะนาวในกลุ่มสายพันธุ์แป้น ในพื้นที่ประมาณ 10 ไร่เศษ คุณพิทักษ์ได้ประกอบอาชีพชาวสวนมานาน ประมาณ 20 ปี เริ่มจากการปลูกชมพู่เพชรและลิ้นจี่ พันธุ์กะโหลกใบยาว (เป็นพันธุ์ที่นำมาจากบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร บางคนเรียกพันธุ์ลิ้นจี่กรอบ และเป็นพันธุ์ที่ออกดอกและติดผลได้ง่ายในเขตพื้นที่ภาคกลาง) ผลปรากฏว่าการปลูกชมพู่เพชรและลิ้นจี่ไม่ประสบผลสำเร็จ รายได้ไม่คุ้มกับการลงทุน จึงได้เปลี่ยนพื้นที่มาปลูกมะนาวและประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้

ให้ความสำคัญกับสภาพดินปลูกมากที่สุด

สายพันธุ์มะนาวและแหล่งน้ำรองลงมา

คุณพิทักษ์ บอกว่า ในการเลือกพื้นที่ปลูกมะนาวเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ต้นมะนาวจะชอบสภาพดินร่วนทรายที่มีการระบายน้ำที่ดี และที่สำคัญสภาพพื้นที่ปลูกมะนาวของเกษตรกรจังหวัดเพชรบุรี ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่เคยปลูกพืชไร่ เช่น อ้อย และข้าวโพด มาก่อน ทำให้สภาพดินถูกใช้มานาน ขาดอินทรียวัตถุ ดังนั้น จะต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างดินด้วยการเพิ่มอินทรียวัตถุเข้าไป ในสภาพความจริงแล้ว เขตพื้นที่ปลูกมะนาวถูกน้ำท่วมเป็นประจำเกือบทุกปี ในปีนี้ (พ.ศ. 2553) คุณพิทักษ์ บอกว่า มีฝนตกมากในช่วงระหว่าง วันที่ 1-4 ตุลาคม 2553 และสภาพพื้นที่การปลูกมะนาวที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม คุณพิทักษ์ได้แบ่งเป็น 3 ระดับ คือพื้นที่ปลูกมะนาวในที่สูง ได้รับผลกระทบในเรื่องของการออกดอก คือแทนที่จะออกเป็นดอกกลับออกเป็นใบอ่อนแทน ซึ่งความจริงในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปีจะเป็นช่วงที่จะมีการดึงให้มะนาวออกดอกและติดผลให้ได้ เพื่อผลผลิตจะได้ไปขายในช่วงฤดูแล้ง พื้นที่ระดับกลาง ที่มีน้ำท่วมเพียงเล็กน้อย จะทำให้ต้นมะนาวชะงักการเจริญเติบโตระยะเวลาหนึ่ง ส่วนพื้นที่ระดับล่าง ที่แปลงปลูกมะนาวแช่น้ำนานไม่ต่ำกว่า 7 วัน จะได้รับผลกระทบมากที่สุด ถ้าเป็นมะนาวที่ปลูกใหม่จะทำให้ต้นมะนาวตาย แต่ถ้าเป็นต้นที่เริ่มให้ผลผลิตแล้ว ต้นจะมีอาการเหลืองทั้งต้น จะต้องใช้เวลาในการฟื้นสภาพต้น

นอกจากนั้น คุณพิทักษ์ ซึ่งนับเป็นเกษตรกรหัวสมัยใหม่ของอำเภอท่ายาง นอกจากจะมีการนำสมุนไพรมาใช้ร่วมกับสารเคมีเพื่อใช้ป้องกันและกำจัดแมลง ยังมีการศึกษาปริมาณน้ำฝนในแต่ละปีของจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งจะตกเฉลี่ยประมาณปีละ 600-700 มิลลิเมตร ถือว่าไม่มากนัก เมื่อปริมาณฝนไม่มาก ปัญหาของโรคโคนเน่าและรากเน่าจะน้อยลงไปด้วย จากการศึกษาของคุณพิทักษ์ บอกว่า จังหวัดเพชรบุรีจะมีฝนตกมาก 2 ช่วง คือเดือนพฤษภาคมและเดือนตุลาคม ระบบการให้น้ำในช่วงหน้าแล้งจะใช้วิธีการให้น้ำผ่านร่อง จะให้ต้นมะนาวได้รับน้ำอย่างเต็มที่ กรณีพื้นที่ปลูกมะนาวของคุณพิทักษ์จะปลูกเป็นสภาพไร่และไม่มีการยกร่องลูกฟูก แต่ปัจจุบันเกษตรกรที่ขยายพื้นที่ปลูกมะนาวใหม่ส่วนใหญ่จะมีการติดตั้งระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์และพื้นที่เปิดใหม่ในเขตอำเภอหนองหญ้าปล้องจะมีการเตรียมแปลงปลูกมะนาวแบบยกร่องแบบลูกฟูก เพื่อให้มีการระบายน้ำที่ดีเมื่อมีฝนตกลงมาในปริมาณมาก

เกษตรกรชาวสวนมะนาวเพชรบุรี

ส่วนใหญ่ยังใช้กิ่งพันธุ์ประเภทกิ่งตอน

จากที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้นว่า การปลูกมะนาวของเกษตรกรไทยส่วนใหญ่จะใช้กิ่งพันธุ์ประเภทกิ่งตอนเกือบทั้งหมด ผลปรากฏว่าเมื่อต้นมะนาวมีอายุได้ 4-5 ปี ให้ผลผลิตมาได้เพียง 3-4 ปี ต้นมะนาวจะเริ่มทรุดโทรมเป็นโรคใบเหลืองต้นโทรมหรือที่ภาษาทางโรคพืชเรียกว่า “โรคทริสเทซ่า” โดยเฉพาะเกษตรกรที่ผู้ปลูกมะนาวในปัจจุบันจะใช้สายพันธุ์แป้นที่มีความดกเป็นพิเศษ เช่น พันธุ์แป้นดกพิเศษ ถ้าใช้กิ่งตอนปลูกจะส่งผลให้ต้นมะนาวทรุดโทรมได้เร็วยิ่งขึ้น ด้วยความดกของต้นในแต่ละปี ดังนั้น การปลูกมะนาวในอนาคตเกษตรกรควรจะเลือกใช้กิ่งพันธุ์ที่เสียบยอดบนต้นตอส้มต่างประเทศ เช่น ต้นตอทรอยเยอร์ สวิงเกิล ฯลฯ ซึ่งมีรากแก้วและค่อนข้างทนทานต่อโรคโคนเน่าและรากเน่า ที่สำคัญรากหาอาหารเก่ง และจะช่วยให้ต้นมะนาวมีอายุยืนยาวนานกว่า 10 ปี อย่างกรณีของแปลงสาธิตการปลูกมะนาวของชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จังหวัดพิจิตร ได้เปลี่ยนยอดมะนาวบนต้นตอส้มน้ำผึ้ง (ส้มน้ำผึ้ง จัดเป็นส้มไม่มีเมล็ด แต่มีรสชาติเปรี้ยวจัด และคนไทยไม่นิยมบริโภค) โดยตัดส้มน้ำผึ้งทิ้งและเสียบยอดมะนาวพันธุ์แป้นรำไพลงบนต้นตอส้มทรอยเยอร์ ผลปรากฏว่าต้นมะนาวมีการเจริญเติบโตเร็วมาก เปลี่ยนยอดไปไม่ถึง 1 ปี เริ่มให้ผลผลิต ปัจจุบัน เข้าปีที่ 2 ของการเปลี่ยนยอดพบว่า การเจริญเติบโตของต้นใหญ่เท่ากับต้นมะนาวที่ปลูกด้วยกิ่งตอนมีอายุ 5 ปี และที่หลายคนเป็นห่วงและกลัวคือ ผลผลิตมะนาวที่ปลูกบนต้นตอส้มต่างประเทศจะมีรสชาติและคุณภาพเปลี่ยนไปนั้น ปัจจุบันทางชมรมได้ส่งผลผลิตมะนาวแป้นรำไพที่เปลี่ยนยอดบนต้นตอส้มทรอยเยอร์ ผลปรากฏว่า รสชาติและคุณภาพของน้ำเหมือนกับมะนาวแป้นรำไพที่ปลูกด้วยกิ่งตอนทุกประการ ดังนั้น เกษตรกรที่จะปลูกมะนาวในอนาคตควรจะเลือกใช้กิ่งพันธุ์ที่เสียบยอดบนต้นตอส้มต่างประเทศ จึงได้ต้นที่มีอายุยืนและให้ผลผลิตสูง

สูตรบังคับมะนาวนอกฤดู

ของ คุณพิทักษ์ ศิริกุลพัฒนะผล

ในการบังคับมะนาวให้ออกนอกฤดู ของ คุณพิทักษ์ จะเน้นในเรื่องความสมบูรณ์ของต้นเป็นหลัก วิธีการสังเกตว่าต้นมะนาวมีความสมบูรณ์ก็คือ มีใบใหญ่ และมีสีเขียวเข้ม ที่สวนมะนาวของคุณพิทักษ์จะมีการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ นูตราฟอส ซุปเปอร์-เค เพื่อช่วยในการสะสมอาหาร โดยฉีดพ่นในช่วงใบเพสลาดก่อนที่จะกระตุ้นให้ต้นมะนาวออกดอก แต่คุณพิทักษ์ได้ฝากข้อคิดเกี่ยวกับการฉีดพ่นปุ๋ย ฮอร์โมน และสารปราบศัตรูพืชในแต่ละครั้ง โดยผสมน้ำ 200 ลิตร ค่าปุ๋ย ฮอร์โมน และสารปราบศัตรูพืชไม่ควรเกิน 800 บาท ต่อถัง เพราะจะไม่คุ้มต่อการลงทุน สำหรับปัญหาเรื่องโรคแคงเกอร์ ซึ่งเป็นปัญหาหลักของการปลูกมะนาว และเกษตรกรที่ปลูกมะนาวในกลุ่มของพันธุ์แป้นทั้งหลายจะค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคนี้ การตัดแต่งกิ่งให้ทรงต้นโปร่งมีส่วนช่วยลดปัญหาการระบาดของโรคแคงเกอร์ได้บ้าง โรคแคงเกอร์จะพบการระบาดมากในช่วงฤดูฝน เกษตรกรจะต้องมีการฉีดสารป้องกันและกำจัดเชื้อราในกลุ่มคอปเปอร์ เช่น ฟังกูราน เป็นต้น

นอกจากไปดูงานการปลูกมะนาวในเขตพื้นที่อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรีแล้ว ยังได้ไปดูแปลงปลูกมะนาวของ คุณไตรเทพ สิทธิชัย โทร. (084) 094-3168 ที่มีพื้นที่ปลูกอยู่ในเขตอำเภอหนองหญ้าปล้อง คุณไตรเทพนับเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เคยปลูกมะม่วงมาก่อน แต่ประสบปัญหาเรื่องขายผลผลิตมะม่วงไม่ได้ราคา จึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนพื้นที่ปลูกมะม่วงมาปลูกมะนาวในกลุ่มของสายพันธุ์แป้น แต่ยังใช้กิ่งพันธุ์ประเภทกิ่งตอนเช่นกัน คุณไตรเทพยอมรับว่าปลูกมะนาวโดยใช้กิ่งตอน ต้นจะมีอายุสั้น ปลูกไปได้ 5-6 ปี ต้นจะเริ่มโทรม ตายไปก็มี จากการเดินสำรวจแปลงปลูกมะนาวของคุณไตรเทพมีการปลูกเป็นสภาพไร่และไม่ได้ยกร่องแบบลูกฟูก และใช้ระยะปลูกที่ชิดเกินไป คือใช้ระยะปลูก 6×6 เมตร เมื่อต้นมะนาวอายุได้ 5 ปี ทรงพุ่มชนกันแล้ว ทำให้เกิดปัญหาเรื่องโรคโคนเน่าและรากเน่า และการฉีดพ่นสารเคมีในแต่ละครั้งจะค่อนข้างยากลำบาก

ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา คุณไตรเทพสามารถผลิตมะนาวฤดูแล้งขายได้ราคาดีมาก เมื่อช่วงฤดูแล้งเดือนมีนาคม-เดือนเมษายน 2553 ที่ผ่านมา คุณไตรเทพขายมะนาวขนาดจัมโบ้จากสวนได้ถึงผลละ 8 บาท หรือแม้แต่ช่วงฤดูฝนเดือนกรกฎาคม-เดือนสิงหาคม 2553 ที่ผ่านมา ยังขายมะนาวขนาดจัมโบ้ได้ถึงผลละ 3-4 บาท ซึ่งในอดีตไม่เคยพบว่ามะนาวจะมีราคาแพงในช่วงฤดูฝน ดังนั้น การผลิตมะนาวในอนาคตของเกษตรกรอาจจะไม่เน้นผลิตให้ออกในช่วงฤดูแล้งเพียงช่วงเดียว จะเน้นการผลิตให้ออกเกือบตลอดปี และอาจจะไม่ต้องใช้สารแพคโคลบิวทราโซลราดหรือฉีดพ่นให้กับต้นมะนาวด้วยซ้ำไป แต่เน้นการให้ปุ๋ยทางดินและทางใบ เพื่อให้ต้นมะนาวมีความสมบูรณ์เป็นหลัก โดยลักษณะของสายพันธุ์มะนาวในกลุ่มของพันธุ์แป้นชนิดต่างๆ สามารถออกดอกและติดผลได้ปีละ 4-5 ครั้ง สำหรับเกษตรกรที่ปลูกมะนาวและมีหัวก้าวหน้า ควรจะยึดหลัก “การตลาดนำหน้าการผลิต” จะต้องรวบรวมข้อมูลการผลิตมะนาวของเกษตรกรในแต่ละปีว่าแหล่งผลิตใดมีผลผลิตมะนาวออกสู่ตลาดมากในช่วงเวลาใด เราจะต้องเตรียมบังคับให้ต้นมะนาวออกดอกและติดผลไม่ตรงกัน

จ้างแรงงาน

คิดเป็นชั่วโมงละ 30 บาท

โดยปกติส่วนใหญ่การจ้างแรงงานภาคเกษตรกรทั่วๆ ไปจะคิดเป็นรายวัน แต่คุณพิทักษ์บอกว่า ในการทำสวนมะนาวของเกษตรกรในเขตอำเภอท่ายางนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นสวนขนาดเล็ก เฉลี่ยรายหนึ่งปลูกมะนาวในพื้นที่ 10 ไร่ ก็ถือว่ามากแล้ว และงานในสวนมะนาวจะต้องการความละเอียดอ่อนและพิถีพิถัน คุณพิทักษ์ได้ตัดสินใจจ้างแรงงานโดยคิดเป็นรายชั่วโมง ได้แรงงานที่มีประสิทธิภาพทำงานได้ตามเป้าหมาย

มะนาวท่ายาง

เป็นตัวกำหนดราคาซื้อ-ขาย

มะนาวทั่วประเทศ

คุณพิทักษ์ บอกว่า ผลผลิตมะนาวในเขตพื้นที่อำเภอท่ายางและอำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี จะเป็นตัวกำหนดราคาซื้อ-ขาย มะนาวทั่วประเทศ หรืออาจจะกล่าวง่ายๆ ว่า ราคามะนาวเพชรบุรีจะมีราคาแพงกว่าที่อื่น ผลผลิตมะนาวท่ายางจะส่งไปขายยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยส่งไปที่จังหวัดนครราชสีมา และมีการกระจายผลผลิตไปทั่วพื้นที่ภาคอีสาน ในขณะที่ภาคตะวันออกจะส่งไปขายที่จังหวัดชลบุรี

หนังสือ “การบังคับมะนาวออกฤดูแล้ง” พิมพ์ 4 สี แจกฟรี พร้อมกับ หนังสือ “ไม้ผลแปลกและหายาก เล่ม 2″ รวม 2 เล่ม จำนวน 168 หน้า มีแจกฟรี เกษตรกรและผู้สนใจเขียนจดหมายสอดแสตมป์ 50 บาท ส่งมาขอได้ ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/395 ถนนศรีมาลา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 66000 โทร. (056) 613-021, (056) 650-145 และ (081) 886-7398

 

อาจารย์ มก. คว้ารางวัลที่ 3 จากเวทีนวัตกรรมข้าวไทย จากผลงาน “เคยู โอวาการ์ด : สารเคลือบไข่สดจากสตาร์ชข้าวเจ้า” 2011/04/30

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 492

ภูมิปัญญาไทย

อาธร สิทธิสาร

อาจารย์ มก. คว้ารางวัลที่ 3 จากเวทีนวัตกรรมข้าวไทย จากผลงาน “เคยู โอวาการ์ด : สารเคลือบไข่สดจากสตาร์ชข้าวเจ้า”

“เคยู โอวาการ์ด : สารเคลือบไข่สดจากสตาร์ชข้าวเจ้า” (KU OvaGuard : Fresh Egg Coating from Rice Starch) เป็นนวัตกรรมสารเคลือบไข่ไก่โดยการนำแป้งข้าวเจ้ามาแปรรูปให้เป็นสารละลายคล้ายเจล เพิ่มความคงตัวด้วยอนุพันธ์ของเซลลูโลสและเติมพลาสติไซเซอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลือบ ใช้เคลือบไข่ไก่ให้สดได้ถึง 28 วัน โดยงานวิจัยนี้เป็นผลงานของ ผศ.ดร.ภาณุวัฒน์ สรรพกุล จากภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและวัสดุ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งได้รับรางวัลที่ 3 จากการประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2553

ผศ.ดร.ภาณุวัฒน์ เผยว่า “ไข่” นับว่าเป็นผลผลิตที่มีมูลค่าทางการตลาดในประเทศสูงมาก ดังนั้นกระบวนการเก็บรักษาไข่สดให้คงคุณภาพได้ยาวนาน ก็จะเป็นการเพิ่มมูลค่าและเป็นประโยชน์ต่อการส่งขายยังต่างประเทศด้วย การตั้งราคาขายไข่ในต่างประเทศจะขึ้นอยู่กับคุณภาพและความสดใหม่ ฉะนั้นหลังจากวางจำหน่ายไข่ได้ประมาณ 2 สัปดาห์ จะมีการปรับราคาลดลงตามคุณภาพที่ลดลงของไข่สด ทำให้ผู้ผลิตสูญเสียรายได้จากการปรับลดราคาประมาณร้อยละ 40-60 แต่ในประเทศไทยการตั้งราคาขายไข่จะแบ่งเกรดตามน้ำหนัก โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพความสด

จากปัญหาคุณภาพของไข่ไม่คงที่ซึ่งเกิดจากการเก็บรักษา เช่น การสูญเสียน้ำหนัก การเสื่อมเสียคุณภาพภายใน การปนเปื้อนจากจุลินทรีย์ การเคลื่อนย้ายคาร์บอนไดออกไซด์ และความชื้นผ่านเปลือกไข่ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของไข่ขาวและไข่แดง การสูญเสียน้ำหนักไข่ และจุลินทรีย์บางชนิดสามารถผ่านเข้าไปในไข่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนภายใน เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงได้พัฒนาสารเคลือบจากวัสดุต่างๆ เช่น น้ำมัน โพลิเมอร์สังเคราะห์ และโพลิเมอร์ย่อยสลายทางชีวภาพ ซึ่งสารเหล่านี้จะช่วยเพิ่มการปกป้องและป้องกันการซึมผ่านต่อการเคลื่อนย้ายความชื้นผ่านเปลือกไข่ ซึ่งจะช่วยยืดอายุการเก็บของไข่ คุณภาพของไข่ในเชิงของค่า “ฮอก” ที่เกี่ยวข้องกับเกรดของไข่และการลดลงของการสูญเสียน้ำหนัก จากนั้นได้ทำการศึกษาทดลองการใช้ระเบียบวิธีผลตอบสนองพื้นผิวในการหาสูตรสารเคลือบไข่ที่เหมาะสมที่สุด ได้ใช้ “สตาร์ชข้าวเจ้า” ซึ่งมีสมบัติไฮโดรฟิลิคเป็นซับสเตรทร่วมกับอนุพันธ์ของเซลลูโลสซึ่งจะช่วยป้องกันการแยกเฟส และใช้พลาสติไซเซอร์ช่วยเพิ่มความอ่อนตัวของผลิตภัณฑ์สุดท้ายที่เคลือบบนพื้นผิวของเปลือกไข่ทำให้ไม่เกิดรอยแตกหรือรอยแยก เรียกว่า ฟิล์มบริโภคได้ ต่อมาได้ใช้กรดไขมันซึ่งมีสมบัติไฮโดรโฟลบิคเพื่อทำหน้าที่ป้องกันการซึมผ่านไอน้ำจากภายในไข่ผ่านสู่ภายนอก ร่วมกับการใช้สารต้านจุลินทรีย์เพื่อเสริมสมบัติการต้านจุลินทรีย์ของผลิตภัณฑ์สุดท้าย

จากการศึกษาวิจัยนี้พบว่า สามารถรักษาคุณภาพของไข่โดยยังคงเกรดเอ (59-75 Haugh Unit) ตลอดอายุการเก็บรักษา 4 สัปดาห์ รักษาคุณค่าทางโภชนาการโดยเฉพาะการรักษาโปรตีนในไข่ขาวข้น ได้แก่ โอวิโอมิวซินไม่ให้เสื่อมสภาพ เพิ่มความสะดวกในการเก็บรักษา ณ อุณหภูมิห้องได้ เพิ่มความแข็งแรงของเปลือกไข่ ป้องกันหรือลดโอกาสการปนเปื้อนของจุลินทรีย์จากภายนอก มีความปลอดภัย เนื่องจากสารเคลือบดังกล่าวเป็นสารที่บริโภคได้ นอกจากนั้นยังสามารถปรับสูตรสารเคลือบไข่สดเป็นสารเคลือบไข่สดต้านจุลินทรีย์ได้ หากผู้ผลิตต้องการตอบสนองตลาดพรีเมียม และยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งไข่ไก่สด ไข่เป็ดสด ไข่นกกระทาสด โดยมีต้นทุนการผลิตในการเคลือบสารนี้ 2.5 สตางค์ ต่อฟอง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพในตราสินค้า ส่งผลดีต่อการตลาดทั้งในและต่างประเทศ

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (084) 771-3771

 

เทมเพรส และออเร้นฮาร์ท เฮลิโคเนียพันธุ์ใหม่สุดสวย กลุ่มไม้ตัดดอกเมืองร้อนกาญจนบุรี…เขามี 2011/04/30

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 492

ไม้ดอกไม้ประดับ

พานิชย์ ยศปัญญา 

เทมเพรส และออเร้นฮาร์ท เฮลิโคเนียพันธุ์ใหม่สุดสวย กลุ่มไม้ตัดดอกเมืองร้อนกาญจนบุรี…เขามี

เป็นเวลา15 ปีแล้ว ที่กลุ่มไม้ตัดดอกเมืองร้อนกาญจนบุรี รวมตัวกันขึ้นมา ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 13 คน พื้นที่ปลูกขณะนี้เกือบ 200 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นเฮลิโคเนีย (ธรรมรักษา) ขิงแดง ขิงชมพู กล้วยประดับ ดาหลา งาช้าง ลิ้นมังกร

ก่อนปี 2538 ไม้ตระกูลเฮลิโคเนียได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งดอกเล็ก ดอกใหญ่ ช่อตั้ง ช่อห้อย ช่วงนั้นเฮลิโคเนียถือว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่ แต่เขาก็สวยของเขาจริงๆ

นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้จัดสัมมนาขึ้น วันที่ 1 เมษายน 2538 ปรากฏว่าได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม

สาเหตุที่มีการรวมกลุ่มกันนั้น เนื่องจากว่า ชาวบ้านแถบอำเภอท่าม่วง ท่ามะกา และอำเภออื่นๆ ปลูกไม้ดอกเมืองร้อนแล้วขายไม่ได้ จึงรวมตัวเพื่อสร้างตลาด แรกสุดเมื่อมีผลผลิตก็นำไปเสนอตามร้านที่กรุงเทพฯ

“นำดอกไม้ไปขายที่กรุงเทพฯ แบกไปฝนก็ตก ไปหลายร้าน เขาไม่รับซื้อ มีอยู่ร้านหนึ่งรับซื้อ ส่งไปหลังๆ ไม่ได้เงิน” คุณอนงค์ วงศ์พัว สมาชิกคนหนึ่งให้ข้อมูล

ถึงแม้ขายผลผลิตไม่ได้ แต่สมาชิกของกลุ่มก็ไม่เข็ด พยายามนำดอกไม้ไปเสนอขาย หรือไปจัดโชว์ งานแต่ง งานบวช งานศพ จนหลังๆ คนเริ่มสนใจ คนรู้จักมากขึ้น

พื้นที่การผลิตเดิมไม่มากนัก ต่อมามีมากขึ้น การตลาดนั้น 20 เปอร์เซ็นต์ ขายในเมืองไทย ส่วนใหญ่ส่งต่างประเทศ จะมีบริษัทเอกชนมารับไปราว 5 บริษัท ด้วยกัน

ศูนย์รวมการบรรจุจะอยู่ที่บ้าน คุณประเสริฐ ลมพัด แกนนำของกลุ่ม บ้านเลขที่ 30 หมู่ที่ 5 ตำบลท่าตะคร้อ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี รูปแบบการซื้อขายนั้น เมื่อมีออเดอร์มา ทางกลุ่มก็แบ่งกัน อย่างบริษัทสั่งเฮลิโคเนียพันธุ์บิ๊กบัด 500 ดอก ก็จะมีการกระจาย คนละ 100 ดอก 50 ดอก ไม่เท่ากัน ใครมีมากขายมาก ใครมีน้อยขายน้อย บางคราวอาจจะไม่พอ

การรวมกลุ่มในลักษณะอย่างนี้ เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ สมาชิกมีความสมานสามัคคี จนหน่วยงานต่างๆ ต้องไปศึกษาดูงาน

เฮลิโคเนีย ยังไปได้

แนวทางการผลิตไม้ตัดดอกเมืองร้อนของเกษตรกรที่นี่ เขาแบ่งผลิตเป็นเอกเทศ พื้นที่การผลิตมีตั้งแต่ 5 ไร่ บางคน 30 ไร่ ชนิดของไม้ที่ปลูก บางคนปลูกเฮลิโคเนียกับขิงแดง บางคนอาจจะมีปลูกทุกอย่าง มากบ้างน้อยบ้าง

เฮลิโคเนีย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ยังจำหน่ายได้อย่างสม่ำเสมอ

มีการนำเข้าสายพันธุ์เฮลิโคเนียจากต่างประเทศเข้ามาเมืองไทยจำนวนมาก โดยแบ่งได้หลายขนาด อย่างดอกเล็ก เหมาะปลูกประดับ แต่ปัจจุบันนิยมปลูกดอกขนาดใหญ่เป็นการค้า ทั้งช่อตั้งและช่อห้อยย้อย

ถึงแม้พันธุ์เฮลิโคเนียจะมีมากจริง แต่ที่ปลูกเป็นการค้ามีไม่มากนัก

เฮลิโคเนียปลูกเป็นการค้าและนิยมมากที่สุด ต้องยกให้ “บิ๊กบัด” ช่อตั้ง และช่อห้อยย้อย อย่าง

“เซ็กซี่พิงค์”

อย่างอื่นๆ ก็มี เช่น ไจแอนท์ชี พิชชี่พิงค์ ลอบเตอร์คลอร์ 1 ลอบเตอร์คลอร์ 2 ลอบเตอร์คลอร์ 3 มาคัตพิงค์ อีเด้นพิงค์ อิมพีเรียล

ราคาซื้อขายเฮลิโคเนียค่อนข้างคงที่ อย่างบิ๊กบัด ราคา 18-20 บาท มานานปี เจ้าเซ็กซี่พิงค์ 30 บาท มานานเช่นกัน

ปริมาณการขายนั้น ระยะเวลา 15 ปี ที่กลุ่มผู้ปลูกผลิตไม้ตัดดอกจำหน่ายพบเห็น มีขึ้นมีลง กราฟสูงสุดนั้นอยู่ในช่วง ปี 2550-2551 แต่จากนั้นมา เพราะการเมือง และทางดูไบมีปัญหา ปริมาณจึงลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่สมาชิกก็อยู่ได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า ปลูกเพียงครั้งเดียวแล้วอยู่ได้นาน ปัจจัยการผลิต อย่างปุ๋ยแทบไม่ต้องใส่ให้ แต่เรื่องน้ำสำคัญ หากขาดน้ำผลผลิตลดลงแน่

เทมเพรส และออเร้นฮาร์ท

เฮลิโคเนียพันธุ์ใหม่ สวยมาก

งานผลิตไม้ดอกเมืองร้อนของเกษตรกรที่นี่ เรื่องของสายพันธุ์ เขาศึกษาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

อย่างดาหลา คุณประเสริฐ มีการเพาะเมล็ดและได้ดอกแปลกใหม่สวยงามไม่น้อย

แต่ไม้ดอกบางชนิด อย่างเฮลิโคเนีย ไม่สามารถพัฒนาพันธุ์ได้เอง ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ ที่ผ่านมาทางกลุ่มซื้อเข้ามาแล้วไม่น้อย อย่างเฮลิโคเนีย เทมเพรส และออเร้นฮาร์ท

เฮลิโคเนียเทมเพรส เป็นเฮลิโคเนียดอกใหญ่ ตรงกลางดอก คือแกนก้านดอกสีขาวนวล ดอกสีแดง มีเหลือบ ขอบดอกสีเขียว อายุการใช้งานราว 7 วัน จุดเด่นอยู่ที่สีสันของดอกแจ่มจ้า สว่างไสว ดอกดกไม่น้อยไปกว่าสายพันธุ์อื่น

ทางกลุ่มสั่งซื้อจากต่างประเทศ ต้นละ 6,000 บาท เมื่อ 4 ปีที่แล้ว

เฮลิโคเนียออเร้นฮาร์ท แกนก้านดอกสีส้มแก่ๆ ดอกสีแดงออกส้ม จุดเด่นอยู่ที่มีความสวยงาม สีสันเจิดจ้า อายุการใช้งาน 7 วัน หมายถึงงามอยู่บนแจกันได้ 1 สัปดาห์ ปริมาณของดอกดก ใกล้เคียงสายพันธุ์อื่น

คุณประเสริฐ บอกว่า ทุกวันนี้ทางกลุ่มปลูกบิ๊กบัดเป็นการค้าจำนวนมาก แต่ เทมเพรส และออเร้นฮาร์ท ยังไม่ได้นำเสนอลูกค้า เพราะพื้นที่ปลูกไม่มากนั่นเอง หากขืนเสนอไปแล้ว หากตลาดต้องการจะไม่มีผลผลิต

เรื่องราวของราคาต้นพันธุ์เฮลิโคเนีย ทุกวันนี้ ตกต้นละ 120 บาท โดยเฉลี่ย แต่ เทมเพรส และออเร้นฮาร์ท คุณประเสริฐ บอกว่า ราคาสูงกว่าสายพันธุ์ทั่วไป แต่ไม่ใช่ต้นละ 6,000 บาท เหมือนกับซื้อมาครั้งแรก

คุณประเสริฐ บอกว่า ทางกลุ่มเน้นปลูกเพื่อจำหน่ายผลผลิต ส่วนต้นพันธุ์นั้นมีจำหน่ายบ้าง สำหรับผู้สนใจและพร้อมจริงๆ หากใครไปศึกษาแล้วยังไม่มีความรู้ ยังไม่พร้อม รวมทั้งตลาดไม่แน่นอน ทางกลุ่มไม่แนะนำให้ปลูกมากๆ

“มีคนมาถามเรื่องตลาด ผมบอกเขาไปว่า หากปลูกน้อยๆ คนเดียวมีปัญหาเรื่องตลาดแน่ ดังนั้น ต้องปลูกมากๆ อาจจะทำไม่ไหว ควรรวมกลุ่มกัน ตลาดก็หากันในท้องถิ่น เมื่อมาถามซื้อพันธุ์ เราไม่ได้ขายให้เพื่อได้เงินเขามา แต่อยากให้เขาเข้าใจการผลิตจริงๆ จะได้ไม่เสียหายภายหลัง” คุณประเสริฐ กล่าว

ฟังเสียงสมาชิกกลุ่ม

คุณอนงค์ วงศ์พัว ปลูกไม้ดอกเมืองร้อน 10 ไร่ มีหลายชนิดด้วยกัน นอกจากปลูกไม้ดอกแล้ว ยังทำนาอีก 10 ไร่

รายได้จากการจำหน่ายผลผลิตของคุณอนงค์ ช่วงที่จำหน่ายได้น้อยสุดอยู่ที่เดือนละ 2.5 หมื่นบาท แต่บางช่วงอาจจะสูงขึ้นกว่าเท่าตัว แล้วแต่สถานการณ์ ในรอบปีหนึ่ง ปริมาณการรับซื้อของบริษัทจะมากช่วงเดือนตุลาคม-มกราคม ก่อนเดือนตุลาคม ปริมาณไม่มากนัก

“เริ่มมาตั้งแต่ ปี 2538 ไม่เคยหยุดเลย ไม่ค่อยได้โละทิ้งแล้วปลูกใหม่อย่างอ้อย แต่ปลูกแล้วจะขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ ไม้ดอกเมืองร้อนยังไปได้ แต่อาจจะมีขึ้นมีลง ราคาไม่ค่อยมีปัญหา แต่จะอยู่ที่ปริมาณการสั่งซื้อ ผู้ที่เริ่มปลูกใหม่ เวลาปีครึ่งถึงสองปีจึงเริ่มเก็บผลผลิตขายได้ ตอนนี้ยังรับจัดดอกไม้ตามงานต่างๆ ราคามีตั้งแต่งานละ 5,000 บาท ไปจนถึง 10,000 บาท แล้วแต่งานเล็กงานใหญ่ หากงานใหญ่และอยู่ไกล อาจจะ 20,000 บาท ผลผลิตเราเน้นใช้จากกลุ่ม เขาชอบเพราะเป็นไม้แปลกใหม่ สดใส งานที่รับจัดคือ งานแต่งงาน งานจัดซุ้ม งานศพ…สำหรับคนที่จะเข้ามาทำอาชีพนี้ โดยเริ่มต้นใหม่ จะยากสักหน่อย เพราะต้องหาตลาดให้ได้เสียก่อน คุณราตรี (ภรรยาคุณประเสริฐ) ไปเปิดร้านดอกไม้ที่ท่าม่วง ชื่อเหมือนฝันฟลอรีส รับงานจัดดอกไม้” คุณอนงค์ บอก

คุณชูศักดิ์ โรจน์พวง ผู้ปลูกไม้ตัดดอกเมืองร้อนอารมณ์ดี บอกว่า ตนเองมีพื้นที่ผลิต 5 ไร่ แรงงานมีเพียง 2 คน เพราะลูกๆ ไปทำงานที่กรุเทพฯ กันหมด

“ผลผลิตเริ่มขายดี ปี 2542-2543 เป็นอาชีพที่ดี ต้นทุนการผลิตต่ำ ปุ๋ยใส่ให้มากไม่ได้ เพราะใส่ปุ๋ยมาก ดอกจะเหี่ยวไว ปลูกครั้งหนึ่งอยู่ได้เป็น 10 ปี” คุณชูศักดิ์ บอก

ศัตรูอย่างหนึ่งของเฮลิโคเนียที่ไม่เคยพบมากก่อนนั้นคือ หนูและกระรอก สัตว์ทั้งสองชนิดจะคอยกินน้ำเลี้ยงที่เกสร เพราะว่าที่เกสรน้ำเลี้ยงหวานมาก บางช่วงหน้าแล้ง เวลาให้น้ำ ต้นของเฮลิโคเนียอวบน้ำ หนูจะมากัดที่ยอดแล้วดูดกินน้ำ สร้างความเสียหายไม่น้อย

บางครั้งเฮลิโคเนีย 1 กอ มี 20 ดอก แต่ตัดจำหน่ายได้เพียงครึ่งเดียว ที่เหลือถูกศัตรูทำลาย

ถามว่า…มีวิธีหาตลาดอย่างไร

“ปลูกน้อยต้องหาที่ส่งเอง เริ่มจากหาตามโรงแรม ปลูกส่งออกต้องมีปริมาณมาก แต่ปลูกคนละเล็กคนละน้อย ต้องรวมกลุ่ม แล้วหาแกนนำกลุ่มให้ได้อย่างคุณประเสริฐ เพราะคุณประเสริฐเขาเสียสละ ไปสัมมนา ไปดูงาน ออกทุนเอง มีออเดอร์มาก็แบ่งเฉลี่ยกันอย่างยุติธรรม คนไทยเรารวมกลุ่มกันยาก เพราะมีเรื่องเงินเข้ามาแล้วชักเป๋ กลุ่มเราอยู่ได้ไม่เป็นไร มีคนมาถามเรื่องการตั้งกลุ่ม ผมบอกว่า ตั้งได้ แต่ต้องมีคนอย่างคุณประเสริฐ ปลูกไม้ดอกคนเดียวต้องจำนวนมากไร่” คุณชูศักดิ์ บอก

นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน มีโอกาสเข้าไปสัมภาษณ์เกษตรกรกลุ่มนี้หลายครั้งด้วยกัน ไปครั้งใดจะได้เห็นสิ่งแปลกตาอยู่เสมอ ทั้งนี้ เพราะพัฒนางานไม่หยุดนิ่งนั่นเอง ไม้บางชนิดเขาทำขายกันในระดับอุตสาหกรรม โดยตัดใบขายอย่างเดียว

การนำผู้สนใจเข้าไปชมงาน ในรูปเสวนาเกษตรสัญจร สมาชิกต่างก็ประทับใจ จนพยายามหาซื้อที่ดิน ไร่ละ 6-8 แสนบาท เพื่อปลูกไม้สวยๆ

ผู้ที่สนใจไม้เมืองร้อนก็ถามไถ่กันได้ อาจจะปลูกประดับเล็กน้อย หรือปลูกส่งขายก็ยังมีหนทาง

ถามกันได้ที่ คุณประเสริฐ ลมพัด โทร. (081) 763-1224

 

เห็ดแชมปิญอง สร้างรายได้ให้เกษตรกร ที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง เชียงใหม่ 2011/04/30

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 492

เทคโนโลยีการเกษตร

ว่าที่ ร.ต.หญิง พิมพ์ใจ กัญชนะ

เห็ดแชมปิญอง สร้างรายได้ให้เกษตรกร ที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง เชียงใหม่

เห็ดแชมปิญอง หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เห็ดกระดุม เป็นเห็ดเมืองหนาว ลักษณะของสายพันธุ์มีสีขาว สีครีม และสีน้ำตาล ซึ่งที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกแห่งหนึ่งที่มีอากาศเหมาะสมสำหรับการเพาะเห็ดแชมปิญองที่ได้คุณภาพที่ดี และผลผลิตออกจำนวนมาก

คุณสมชาย ปัญญา หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ทางศูนย์ได้ปลูกเห็ดแชมปิญองพันธุ์สีขาว ลักษณะขาเห็ดจะค่อนข้างเล็กและยาว มีคุณภาพที่ดีทั้งรส กลิ่น เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกกันมากในปัจจุบัน ส่วนอีกพันธุ์คือ พันธุ์สีน้ำตาล ลักษณะดอกเห็ดมีสีน้ำตาล กลิ่นหอม เนื้อแน่น ขาเห็ดสั้น ผลผลิตสูง ทนร้อน

สำหรับขั้นตอนการเพาะเห็ด เริ่มแรกต้องเตรียมโรงเรือนให้พร้อม โดยโรงเรือนที่เพาะเห็ดมีลักษณะหลังคาจั่ว มุงด้วยใบตองตึง หรือจาก ด้านในของหลังคากรุด้วยพลาสติคเพื่อช่วยเก็บความชื้น ด้านข้างของโรงเรียนนำใบตองตึงหรือจากมากั้นให้เต็มทั้ง 4 ด้าน พร้อมทั้งทำประตูให้ปิดสนิทเพื่อช่วยเก็บความชื้น ภายในโรงเรือนมีชั้นสำหรับเพาะเห็ด โดยใช้ไม้ไผ่เป็นพื้นในแต่ละชั้น ปกติชั้นที่ทำมีประมาณ 3 ชั้น แต่ละชั้นห่างกัน 50 เซนติเมตร กว้าง 1 เมตร ยาว 6 เมตร และรอบๆ ชั้นให้เป็นทางเดินในการดูแล เก็บเห็ด ภายหลังจากการสร้างชั้นเรียบร้อยแล้ว นำปุ๋ยหมักที่หมักจากฟางใส่ในชั้นให้ได้ความหนาประมาณ 15-20 เซนติเมตร พอใส่ปุ๋ยหมักได้ตามความหนาที่กำหนดแล้ว นำไม้แผ่นเล็กๆ ตีเบาๆ ให้ปุ๋ยแน่นพอสมควร ซึ่งปุ๋ยหมักที่อยู่ในชั้น วันที่ 2 จะมีอุณหภูมิค่อยๆ สูงขึ้น และวันที่ 3 และ 4 อุณหภูมิค่อยๆ ลดลง ถ้าอุณหภูมิปุ๋ยหมักลดลงต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส หรือใช้เวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมง นำเชื้อเห็ดใส่ลงบนปุ๋ยหมักที่เตรียมไว้ โดยวิธีการหยอดคือใช้นิ้วขุดปุ๋ยหมักให้เป็นรูเล็กๆ ลึกประมาณ 3 เซนติเมตร หยิบเชื้อเห็ดลงในรู แล้วเอาปุ๋ยหมักปิดรู้เอาไว้ กดเบาๆ เพื่อให้เห็ดซ่อนตัวอยู่ในปุ๋ยหมักหรือโดยวิธีการหว่าน คือ นำปุ๋ยหมักออกจากชั้นประมาณ 3 เซนติเมตร หว่านเชื้อเห็ดให้ทั่ว จากนั้นเอาปุ๋ยหมักที่นำออกมานั้น มากลับทับอย่างเดิม

หลังจากที่ใส่เชื้อเห็ดลงไปเรียบร้อยแล้ว ปล่อยทิ้งไว้ให้เชื้อเดินประมาณ 2-3 วัน ถ้าผิวหน้าของปุ๋ยหมักแห้งให้พ่นน้ำเป็นฝอยละเอียด ให้ผิวหน้าชื้น ประมาณ 20 วัน เส้นใยเห็ดจะเดินเต็ม ปุ๋ยหมักลักษณะเป็นสีขาว และนำดินร่วนมาทับหน้าเชื้อเพื่อให้เกิดดอก จากนั้นให้รดน้ำทุกวันจนดินชุ่มอยู่ตลอด แต่ไม่ให้ดินแฉะจนเกินไป โดยรดน้ำวันละ 2 ครั้ง ช่วงเช้าและเย็น ซึ่งภายหลังจากนี้ประมาณ 10-15 วัน จะเกิดตุ่มเห็ด และค่อยๆ ขึ้นเป็นดอกเห็ด ซึ่งอุณหภูมิที่เหมาะสมที่เกิดดอกเห็ดประมาณ 15-18 องศาเซลเซียส พร้อมสิ่งที่เป็นปัจจัยร่วมด้วยก็คือความชื้นสัมพัทธ์ในโรงเรือนประมาณ 80-95%

แสงและอากาศ การเกิดดอกเห็ดจะเกิดเป็นชุดๆ ผลผลิตเริ่มจากน้อยๆ ค่อยๆ เพิ่มขึ้น จนถึงผลผลิตสูงสุดแล้วผลผลิตค่อยๆ ลดต่ำลงมา (จากจุดที่มีผลผลิตสูงสุดจนถึงผลผลิตต่ำสุด เรียกว่า 1 พลัช) แต่ละพลัชห่างกันประมาณ 7 วัน ระยะเวลาการออกดอกของแต่ละพลัชขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของอากาศ อาหารในปุ๋ยหมัก โดยในแต่ละครั้งที่ลงเชื้อเห็ดลงไป เห็ดจะออกดอกได้ประมาณ 3-4 พลัช จึงสามารถเก็บดอกเห็ดได้นานประมาณ 2-3 เดือน ภายหลังจากหมดดอกแล้วสามารถนำปุ๋ยหมักที่เพาะเห็ดไปเป็นปุ๋ยต่อได้อีก ส่วนภายในโรงเรือนจะทำความสะอาดและนำรุ่นใหม่มาลง ซึ่งการปลูกเห็ดตลอดทั้งปี ถ้ามีอุณหภูมิที่เหมาะสม

ส่วนผลผลิตเห็ดที่เก็บจะเก็บเห็ดที่ยังตูมอยู่ ขอบของหมวกเห็ดเกาะแน่นอยู่กับขาเห็ด ดอกเห็ดในช่วงนี้มีน้ำหนักดีที่สุด ซึ่งเห็ดสีน้ำตาลมีขนาด 4 นิ้ว สีขาวมีขนาด 1.5-2 นิ้ว โดยวิธีเก็บดอกเห็ดใช้ 2 นิ้ว ที่ถนัดจับโคนเห็ดบิดเบาๆ เห็ดจะหลุดออกมา จากนั้นใช้มีดตัดโคนเห็ดที่มีดินติดมาด้วยทิ้งไปและนำดอกเห็ดวางในตะกร้าลักษณะหงายดอกเอาก้านขึ้น เพื่อป้องกันการช้ำของดอกเห็ด ซึ่งการเก็บจะเก็บวันละ 2 ครั้ง โดยผลผลิตใน 1 โรงเรือน ประมาณ 3 ตัน ราคากิโลกรัมละ 200-300 บาท

นอกจากทางศูนย์จะทำการวิจัยและเพาะเห็ดแชมปิญองเพื่อจำหน่ายแล้ว ยังส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะเห็ดสร้างรายได้กับครอบครัว

ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปลูกเห็ดแชมปิญองได้ที่ คุณสมชาย ปัญญา หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง โทรศัพท์/โทรสาร (053) 939-102

 

ลางสุก พืชเศรษฐกิจประจำถิ่นเทือกเขาหลวง ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ 2011/04/30

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 492

เทคโนโลยีการเกษตร

นิพนธ์ สุขสะอาด Suksaad@hotmail.com

ลางสุก พืชเศรษฐกิจประจำถิ่นเทือกเขาหลวง ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

ลางสุก พืชตระกูลลางสาด ลองกอง เป็นพืชประจำถิ่นแถบเทือกเขาหลวงนครศรีธรรมราช ปลูกง่าย ทนทาน ให้ผลผลิตสูง รสชาติดี เริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลาย กลายเป็นพืชเศรษฐกิจประจำถิ่นที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่ง

ลางสุก เป็นไม้ผลยืนต้น มีทรงพุ่มขนาดใหญ่ ความสูงประมาณ 20 เมตร ชอบขึ้นในบริเวณที่มีอากาศร้อนชื้น มีร่มรำไร ชาวสวนนิยมปลูกแซมในสวนไม้ผลชนิดอื่น เช่น ปลูกรวมกับมังคุด สะตอ ทุเรียน หมาก ฯลฯ ติดดอกออกผลบริเวณลำต้น และกิ่ง นิยมปลูกด้วยเมล็ด จะเริ่มให้ผลครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 8-9 ปี ต้นที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป ให้ผลผลิตประมาณ 70-100 กิโลกรัม/ต้น ออกผลเป็นช่อ เช่นเดียวกับลางสาด ลองกอง ถ้ามีการตัดแต่ง ช่อดอกจะได้ช่อที่มีขนาดใหญ่ ประมาณ 1-2 กิโลกรัม ออกดอกในช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม เก็บเกี่ยวได้หลังจากดอกบาน ประมาณ 120 วัน

ลักษณะผลภายนอก ผิวเปลือกผลก่อนสุกมีสีเขียวเข้ม ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียวขี้ม้า เมื่อใกล้สุก และมีสีเหลืองเข้มเมื่อสุก เนื้อภายในผลเป็นกลีบ จำนวน 5 กลีบ บางผลมีเมล็ด 1-2 เมล็ด บางผลก็มีเมล็ดลีบทั้งหมด ระหว่างกลีบมีเยื่อบางๆ เป็นผนังกั้น ถ้ารับประทานติดเยื่อบางๆ นี้จะมีรสชาติขมเล็กน้อย เมื่อผลสุกเต็มที จะมีรสชาติหวาน และมีกลิ่นหอม ชวนรับประทาน ปลูกมากในพื้นที่รอบๆ เทือกเขาหลวง ในจังหวัดนครศรีธรรมราช แถบอำเภอนบพิตำ ท่าศาลา พรหมคีรี ลานสกา ช้างกลาง สิชล ขนอม ฯลฯ มีพื้นที่ปลูกทั้งหมดประมาณ 2,000 ไร่ ปลูกมากที่สุดในอำเภอนบพิตำ ประมาณ 640 ไร่ ให้ผลแล้วประมาณ 600 ไร่ มีผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 1,000 กิโลกรัม/ไร่/ปี

จากการบอกเล่าของ คุณเยื้อน เปาะทองคำ อายุ 67 ปี เกษตรกรดีเด่น สาขาทำสวน ของจังหวัดนครศรีธรรมราช และ คุณจินดา เปาะทองคำ อายุ 64 ปี ภรรยา ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ บ้านเลขที่ 98/2 หมู่ที่ 3 บ้านนานอน ตำบลนาเหรง อำเภอนบพิตำ ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ในการทำสวนผลไม้มานานกว่า 36 ปี ได้ความว่า ตนเองปลูกลางสุกมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2522 มีพื้นที่ปลูก 22 ไร่ ปลูกสลับแถวกับมังคุด ระยะ 12×12 เมตร มีการจัดระบบเป็นอย่างดี ตั้งแต่การติดตั้งระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ การกำจัดวัชพืช การตัดแต่งกิ่ง การตัดแต่งช่อดอก การใส่ปุ๋ย ฯลฯ

นิสัยของลางสุก ชอบขึ้นในที่ร่มรำไร มีต้นไม้ชนิดอื่นขึ้นบังแสงบ้างจะเจริญเติบโตได้ดี แต่ถ้าปลูกเชิงเดี่ยว จะต้องปลูกกล้วยแซมช่วยบังร่มไปจนกว่าต้นลางสุกจะโต การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก เพราะเป็นพืชพื้นเมืองที่ทนทาน ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกปีละ 1 ครั้ง ครั้งละ 5 กิโลกรัม/ต้น ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 30-15-15 ปีละ 2 ครั้ง คือในช่วงหลังเก็บเกี่ยว และช่วงติดผลอ่อน ครั้งละ 1-1.5 กิโลกรัม/ต้น และใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 ช่วงก่อนผลสุกประมาณ 45 วัน อัตราต้นละ 1-1.5 กิโลกรัม/ต้น หลังจากนั้น ใส่ปุ๋ยและให้น้ำตามปกติ ส่วนการใช้สารเคมี ใช้เฉพาะยาฆ่าแมลง (กำจัดมด) ผสมยาฆ่าเชื้อรา และสารจับใบ ในช่วงผลเล็ก และช่วงก่อนสุก 1 เดือน เพียงปีละ 2 ครั้ง ส่วนแรงงานใช้แรงงานในครอบครัวสองสามีภรรยา ยกเว้นในช่วงเก็บเกี่ยวที่ต้องจ้างเก็บเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่การตัด และจัดใส่ตะกร้า จ้างในราคากิโลกรัมละ 2 บาท

เทคนิคในการทำให้ลางสุกออกนอกฤดูนั้น คุณเยื้อน เล่าว่า เป็นเรื่องที่ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ขอเพียงให้สวนมีความพร้อมในเรื่องระบบการให้น้ำ ในช่วงแล้งประมาณเดือนเมษายนต้องให้น้ำต่อเนื่อง ลางสุกจะแตกใบอ่อนแทนการออกดอก ในขณะที่สวนทั่วๆ ไป จะออกดอก หลังจากนั้น เมื่อต้องการให้ลางสุกออกดอกในช่วงเดือนสิงหาคม ก็หยุดให้น้ำ ประมาณ 25-30 วัน ในช่วงนั้นให้สังเกตว่า เมื่อหยุดให้น้ำ 15 วัน ใบจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และช่วง 25 วัน จะเริ่มแทงช่อดอก จึงเริ่มให้น้ำเล็กน้อย หลังจากช่อดอกยืดเต็มที่ ถ้าเห็นว่ามีช่อดอกดกมาก ก็จะต้องตัดทิ้งบางส่วน และเมื่อดอกบานหมด ติดผลแน่นอนแล้ว จึงเริ่มให้น้ำได้เต็มที่

คุณเยื้อน ยังได้วิเคราะห์สถานการณ์ให้ฟังว่า ถ้าหากราคายางพารายังสูงอยู่อย่างต่อเนื่อง น่าจะส่งผลให้พื้นที่ปลูกลางสุกลดลง ซึ่งประกอบกับสถานการณ์ในปีนี้ที่ผลผลิตลางสาด ลองกอง มีมาก และสุกในระยะที่ใกล้เคียงกับลางสุก ทำให้ผลผลิตลางสุกขายยาก และมีราคาตกต่ำ แต่สำหรับของตนเองอย่างไรก็คงไม่เปลี่ยนไปปลูกพืชอย่างอื่น เพราะเห็นว่าเป็นพืชที่มีอายุยืนนานนับร้อยปี เจริญเติบโตได้ดี ไม่มีศัตรูรบกวน ซึ่งแตกต่างจากลองกองอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าราคาจะไม่สูงมาก ถ้าขายได้ในราคากิโลกรัมละ 10-12 บาท ก็คุ้มค่า และสามารถจัดการให้ติดดอกออกผลนอกฤดูก็ได้ จากการเก็บข้อมูลในช่วงปีที่ผ่านมาได้ผลผลิตจำนวน 28 ตัน ขายได้ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 12 บาท ซึ่งสุกในช่วงปีใหม่ ส่วนปีนี้ผลผลิตส่วนใหญ่จะสุกในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม จะได้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 10 ตัน น่าจะขายได้ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 10 บาท ผลผลิตที่ได้ทั้งหมดจะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวน

ความเป็นพืชพื้นเมือง พืชประจำถิ่น ที่สามารถปรับตัวได้ดี ทนสภาพแห้งแล้ง ฝนชุก ไม่มีแมลงศัตรูรบกวน ใช้สารเคมีน้อย นอกจากจะเป็นไม้ผลที่ทำรายได้ทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกร อาจจะเป็นรายได้หลักหรือรายได้เสริม ตามแต่เจตนาของผู้ปลูกแล้ว ลางสุกยังจะเป็นพืชที่สร้างสีเขียว สร้างความร่มรื่น ชุ่มชื้นให้แก่โลกใบนี้ไม่ใช่น้อย ควรค่าแห่งการอนุรักษ์ และปลูกเพิ่มในพื้นที่ที่เหมาะสมต่อไป

 

มูลนิธิโครงการหลวง รูปแบบความสำเร็จเพื่อชาวไทยภูเขา ขยายผลสู่ต่างประเทศ 2011/04/30

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 492

สารคดีพิเศษ เฉลิมพระเกียรติ พ่อของแผ่นดิน

ธงชัย พุ่มพวง

มูลนิธิโครงการหลวง รูปแบบความสำเร็จเพื่อชาวไทยภูเขา ขยายผลสู่ต่างประเทศ

“โครงการหลวงได้เริ่มขึ้นเป็นกิจการที่เล็กๆ ซึ่งไม่เป็นโครงการ แต่เป็นการไปเที่ยวมากกว่า คือไปเที่ยวตามหมู่บ้านต่างๆ ก็ได้เห็นว่า ควรที่จะช่วยประชาชนในการอาชีพ จึงได้นำสิ่งของไปให้เขา เพื่อที่จะพัฒนาอาชีพของชาวบ้าน ต่อมาก็ได้เพิ่มขึ้น มีผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานราชการได้เข้ามาช่วยเหลือ และมีคนส่วนหนึ่งช่วยเพื่อที่จะให้เกิดการส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ต่อมามีการร่วมมือขององค์กรต่างประเทศ ตลอดจนรัฐบาลต่างประเทศด้วย จึงขึ้นมาเป็นโครงการที่เรียกว่า…โครงการหลวง”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รับสั่งที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ 2537

ย้อนหลังไปเมื่อ 41 ปีที่ผ่านมา เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จแปรพระราชฐานที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้เสด็จฯ ทรงเยี่ยมราษฎรบนดอยต่างๆ ทรงพบเห็นสภาพความแร้นแค้นและยากไร้ของชาวไทยภูเขา ที่ดำรงชีพด้วยการปลูกฝิ่นและถางป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอย ไม่มีที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง โยกย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ ทำให้ป่าไม้ต้นน้ำลำธารถูกทำลายเป็นจำนวนมาก สิ่งที่พระองค์ท่านทรงพบเห็นในครั้งนั้น จึงพระราชทานแนวพระราชดำริและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ตั้งโครงการหลวงขึ้น ในปี 2512 เพื่อพัฒนาการเกษตรบนที่สูง ลดการปลูกฝิ่นและอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธาร โดยมีพระราชประสงค์จะช่วยเหลือราษฎรชาวไทยภูเขาให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

มูลนิธิโครงการหลวง มีสถานีวิจัยและศูนย์พัฒนาโครงการหลวงกระจายอยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา และจังหวัดลำพูน จำนวน 38 แห่ง ปฏิบัติงานศึกษาวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและส่งเสริมเกษตรกรนำไปประกอบอาชีพ มีพันธุ์พืชผัก ไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับ มากกว่า 350 ชนิด มีเกษตรกรชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆ รวม 13 ชนเผ่า รวมทั้งคนพื้นเมือง ประมาณ 30,540 ครอบครัว 152,000 คน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 150,000 ไร่ มูลนิธิโครงการหลวงจัดระบบตลาดอย่างครบวงจร ตั้งแต่ระบบการปลูกพืช การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวที่ทันสมัย จนถึงการกระจายผลผลิตออกสู่ตลาด สามารถทำรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรได้ปีละไม่ต่ำกว่า 450 ล้านบาท เกษตรกรในโครงการมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 70,000 บาท ต่อครัวเรือน ต่อปี นับว่าเป็นรายได้ที่มากกว่าการปลูกฝิ่นหลายสิบเท่า

การทำงานของมูลนิธิโครงการหลวง

เนื่องจากสภาพพื้นที่ของเกษตรกรชาวไทยภูเขาเป็นพื้นที่สูง อากาศหนาวเย็น พันธุ์พืชต่างๆ ที่จะนำเข้าไปส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรนั้น จะต้องเจริญเติบโตได้ในสภาพพื้นที่สูงและอากาศหนาวเย็นด้วย ดังนั้น สิ่งที่สำคัญในการทำงานคือ งานวิจัย ระยะเริ่มแรก เป็นการนำพันธุ์พืชใหม่ที่ไม่เป็นที่รู้จักมาจากต่างประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีรับสั่งให้ทำการศึกษาวิจัยเริ่มต้นที่ต้นพืชก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเป็นพืชพื้นเมืองที่มีอยู่ในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร ขึ้นไป โดยหาต้นพืชจากต่างประเทศ มาต่อกับกิ่งพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิม จากนั้นเป็นต้นมาพืชผักเมืองหนาวและพืชกึ่งหนาวหลายชนิด ได้ผ่านการศึกษาวิจัยค้นคว้าอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จนสามารถปรับปรุงได้ทั้งพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ไม้ดอกไม้ประดับที่แปลกใหม่นานาชนิด พืชสมุนไพร ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ จนผลงานวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวงเป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาดูงานของเกษตรกร หลายหน่วยงานได้นำรูปแบบของมูลนิธิโครงการหลวงไปใช้ถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างกว้างขวาง

งานส่งเสริมและพัฒนา 

เป็นการนำผลจากการศึกษาวิจัย ไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี และส่งเสริมให้เกษตรกรนำพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ วิธีการต่างๆ ที่เหมาะสม ตลอดจนถึงการเก็บเกี่ยว จนเกิดกระบวนการเรียนรู้ ทั้งการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ได้ผลผลิตสำหรับบริโภคภายในครอบครัว ส่วนที่เหลือจากการบริโภคจึงนำไปจำหน่าย ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแต่ละแห่งได้จัดทำเป็นแปลงทดสอบและสาธิต เป็นแหล่งผลิตต้นพันธุ์และขยายพันธุ์ เพื่อให้เป็นสถานที่เรียนรู้จากการร่วมปฏิบัติจริงของเกษตรกร ปัจจุบัน มูลนิธิโครงการหลวง ส่งเสริมให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมี โดยปลูกพืชตามระบบเพาะปลูกที่ดี ให้ผลผลิตปลอดภัยจากสารเคมี ไม่เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ปลูก แหล่งน้ำ รวมถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย มีเจ้าหน้าที่ติดตามตรวจสอบ ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อรักษาและให้ได้ผลผลิตอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานการรับรองอาหารปลอดภัย พร้อมใบรับรองแหล่งผลิตเป็นรายแปลง ตรวจวิเคราะห์สารตกค้างในพืชผัก ผลไม้ ก่อนที่จะนำส่งผลผลิตเข้าศูนย์ทุกวัน ปรับปรุงอาคารคัดบรรจุผลผลิตให้ได้มาตรฐาน เพื่อคงสภาพความสดของผลผลิตให้นานที่สุดด้วยระบบเย็นเร็วด้วยน้ำและลมเป่า ระบบเย็นเร็วแบบสุญญากาศ จนถึงขณะนี้มีผลผลิตพืชผัก 70 ชนิด ผลไม้ 6 ชนิด ได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์อินทรีย์ตามมาตรฐานประเทศไทย จากกรมวิชาการเกษตร

งานส่งเสริมและพัฒนาด้านอื่นๆ

มูลนิธิโครงการหลวง ได้เล็งเห็นการส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดกระบวนการสร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน โดยร่วมกับหน่วยงานของรัฐและองค์กรอื่นๆ เพื่อพัฒนาสุขอนามัยให้กับชุมชนชาวไทยภูเขา พัฒนาองค์กรชุมชนเพื่อต้านยาเสพติด พัฒนาด้านการศึกษาให้ได้เรียนรู้และมอบทุนการศึกษา เสริมสร้างจิตสำนึกในการดำรงชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง การออมทรัพย์ด้วยกระบอกไม้ไผ่ โครงการหมู่บ้านสะอาด สนับสนุนการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่า สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่ศูนย์ทุกแห่ง

ด้านอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ป่ากินได้ ป่าฟืน ป่าใช้สอยและสร้างบ้าน มูลนิธิโครงการหลวงจึงได้ร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่ จัดทำโครงการป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ควบคู่กับการปรับปรุงบำรุงดินเพื่อรองรับระบบการปลูกพืชที่ดี ส่งเสริมการผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีที่ต้องซื้อในราคาแพง รณรงค์ปลูกหญ้าแฝกเพื่อลดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ได้ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติฯ และกรมพัฒนาที่ดิน วางแผนจัดการที่ดินอย่างถูกต้องและเหมาะสม แบ่งเขตอย่างชัดเจนระหว่างพื้นที่ป่าอนุรักษ์และพื้นที่ทำการเกษตร เสริมสร้างจิตสำนึกแก่ชุมชนในการหวงแหน ร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ด้านการตลาด 

ระบบการตลาดเริ่มต้นเมื่อ ปี 2524 เพื่อนำผลผลิตพืชเมืองหนาวชนิดต่างๆ ของเกษตรกรออกจำหน่าย จนปัจจุบันนี้ มูลนิธิโครงการหลวงได้จัดระบบการตลาดที่ครบวงจร ตั้งอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยของผลผลิตที่จำหน่ายแก่ผู้บริโภคเป็นสำคัญ เริ่มตั้งแต่กระบวนการหลังการเก็บเกี่ยวที่มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับผลผลิตเป็นไปตามมาตรฐาน บรรจุภัณฑ์ตามความต้องการของลูกค้าและกระจายไปสู่ลูกค้า ห้างสรรพสินค้าที่ครอบคลุมทั่วประเทศ เช่น เทสโก้ โลตัส แม็คโคร บิ๊กซี คาร์ฟูร์ โกลเด้นเพลส ท็อปส์ โฮมเฟรสมาร์ท จัสโก้ วิลล่ามาร์เก็ต รวมถึงร้านค้าในตลาดทั่วไป กลุ่มลูกค้าที่สนับสนุนผลผลิตของมูลนิธิโครงการหลวงในปริมาณมากและสม่ำเสมอ ได้แก่ ครัวการบินไทย และโรงแรมโอเรียนเต็ล

ผลสำเร็จของโครงการหลวง

จากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงก่อตั้งโครงการหลวงขึ้น เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอาชีพชาวไทยภูเขาให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ฟื้นฟูสภาพป่าไม้ต้นน้ำลำธาร และเป็นโครงการแรกของโลกที่สามารถขจัดพื้นที่ปลูกฝิ่นโดยวิธีการสร้างสรรค์ ด้วยการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติบนที่สูงอย่างถูกต้องเหมาะสม ส่งเสริมและพัฒนาด้านสังคมอีกหลายด้าน เกษตรกรได้รับการศึกษา มีการรวมกลุ่มในชุมชนเพื่อการพึ่งพาตนเอง เกิดจิตสำนึกการอนุรักษ์และหวงแหนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ความสำเร็จของมูลนิธิโครงการหลวง เป็นที่ยอมรับของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ ทำให้เกิดความร่วมมือทางวิชาการในการพัฒนาพื้นที่สูงระดับนานาชาติ และระดับภูมิภาค จากการพัฒนาพื้นที่สูงตามต้นแบบของมูลนิธิโครงการหลวง ได้นำรูปแบบนี้ไปขยายผลต่อไปยังต่างประเทศ เช่น ภูฏาน อัฟกานิสถาน โคลัมเบีย และประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย ผลจากความสำเร็จของมูลนิธิโครงการหลวง ทำให้ได้รับรางวัลแม็กไซไซ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2531 รับรางวัลโคลัมโบแพลน ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมมือแก้ไขปัญหายาเสพติดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมื่อปี 2546 ณ กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา