มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.
| วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 493 |
ภูมิปัญญาไทย
ชำนาญ ทองเกียรติกุล
โรงเรียนบ้านท่าแค เมืองลุง อนุรักษ์มโนราห์ ต่อยอดให้นักเรียนมีรายได้พิเศษ…ร้อยลูกปัด
สืบเนื่องมาจาก โรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500) ตำบลท่าแค อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง อยู่ในพื้นที่เป็นแหล่งกำเนิดและเรื่องราวมโนราห์
ตามตำนานเชื่อกันว่า บ้านท่าแค เป็นแหล่งกำเนิดมโนราห์ โดยเฉพาะโรงเรียนบ้านท่าแค อยู่ตรงข้ามวัดบ้านท่าแค ซึ่งเป็นวัดที่ประกอบพิธีโนราโรงครู เพื่อประกอบพิธีเชิญโรงครู หรือบรรพบุรุษโนรา มายังโรงพิธีเพื่อรับการเซ่นสังเวย รับของแก้บน และเพื่อครอบเทริด หรือผูกผ้าใหญ่แก่โนรารุ่นใหม่
ดังนั้น ทางโรงเรียนบ้านท่าแค จึงอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมการรำมโนราห์ให้อยู่ตลอดไป บรรจุหลักสูตรท้องถิ่นมโนราห์ และดำเนินการสอนรำและร้อยลูกปัดชุดมโนราห์ โดย คุณครูจุฑามาศ บุญแสง ในอดีตรำมโนราห์มาก่อน นำมาบรรจุเข้าในสาระการเรียนรู้ การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี
คุณครูจุฑามาศ เล่าว่า จุดประสงค์ของการให้นักเรียนได้เรียนรู้สิ่งหนึ่งคือ ให้นักเรียนสามารถร้อยลูกปัดมโนราห์ ใช้เป็นเครื่องแต่งกายมโนราห์ได้ สร้างรายได้ให้กับตนเอง จากการนำวิธีการร้อยลูกปัดไปประยุกต์ใช้ร้อยเป็นสร้อยข้อมือ สร้อยคอ และเข็มขัด เพื่อจำหน่าย และที่สำคัญเป็นงานหัตถกรรมพื้นบ้านคู่กับศิลปะพื้นบ้านการรำมโนราห์ นับวันจะสูญหายไป หากไม่มีการสืบทอดไปสู่รุ่นลูกหลาน จึงเชิญวิทยากรท้องถิ่นเข้ามาถ่ายทอด
อุปกรณ์ในการร้อยชุดลูกปัด
ลูกปัดขนาดเล็กคละสี, เชือกสายร่ม หรือสายร่มว่าว หรือเชือกไนล่อน เบอร์ 9 หรือเชือกเส้นเล็ก, ขี้ผึ้ง (ก้อน), ไม้กระดาน, ตะปู, ใบมีด
วิธีการร้อยลูกปัด
1. เตรียมม้ายาวตอกตะปู ขึงเชือกเส้นใหญ่ ยาวประมาณ 2.5 ฟุต ให้ได้หลายเส้น ตามความต้องการ
2. ใช้มีดหรือใช้ขี้ผึ้งเหลาเชือกไนล่อนที่ปลายเส้นให้แหลมเหมือนเข็ม เพื่อง่ายต่อการร้อย
3. ร้อยเชือกไนล่อนปลายแหลมเส้นทบคู่ ระยะห่าง 1 เซนติเมตร
4. ร้อยลูกปัด 2 เม็ด ทุกเส้นคู่ แล้วผูก 1 ครั้ง
5. ร้อยลายลูกปัดตามความต้องการ ด้วยการจับปลายเชือกของเส้นคู่ที่อยู่ติดกัน โดยร้อยลูกปัดทางซ้าย 2 เม็ด ทางขวา 1 เม็ด
6. จับปลายเชือกด้านขวาสอดย้อนสวนลูกปัดเม็ดบนด้านซ้าย แล้วดึงเชือกให้แน่น จนลูกปัดถึงเชือกเส้นใหญ่
7. ทำซ้ำ ข้อ 5 อีกครั้ง
8. จับปลายเชือกเส้นที่ร้อยเสร็จทางขวาคู่กับปลายเชือกคู่ต่อไปทางซ้าย
9. ร้อยเช่นเดียวกับ ข้อ 4-6
10. ร้อยระย้าสลับสี ให้ความยาวพอเหมาะตามความต้องการทุกเส้นของไนล่อน
11. ผูกปลายเชือกแล้วต่อด้วยไฟ (ลนไฟ) ให้เป็นปมกันลูกปัดหลุด
ข้อสังเกต
การจับปลายเชือกแต่ละครั้ง จะต้องใช้เส้นที่อยู่ใกล้ของทั้ง 2 คู่
ลายลูกปัดที่ร้อยจะสวยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการเลือกสีลูกปัดและการดึงเชือกให้แน่น
ลายที่นิยมร้อย
ลายที่นิยมร้อยส่วนใหญ่จะเป็นลายลูกแก้ว หรือลายข้าวหลามตัด แต่ถ้าเป็นลายกลีบดอกบัวหรือลายที่ต้องใช้ทักษะ ราคาก็จะสูงขึ้น ชุดมโนราห์ถ้าลวดลายยากๆ ราคาเกือบ 30,000 บาท ขึ้น ลูกปัดส่วนใหญ่จะสั่งมาจากกรุงเทพฯ
เป็นงานประยุกต์
งานร้อยลูกปัด สำหรับเด็กนักเรียนซึ่งสอนใน ชั้น ป.4, ป.5, ป.6 จะได้ในเรื่องของพื้นฐาน นำไปประยุกต์เป็นสร้อยข้อมือ พวงกุญแจ ทุกวันนี้จะขายดีมาก เส้นหนึ่งขายได้ประมาณ 10-20 บาท เนื่องจากวิทยาลัยหรือโรงเรียนต่างๆ มักจะมาดูงานมโนราห์ในพื้นที่บ้านท่าแค จะแวะมาซื้อเป็นของที่ระลึก โดยเฉพาะช่วงทำพิธีโนราโรงครู ซึ่งจะมีประมาณเดือนพฤษภาคมของทุกปี เริ่มในวันพุธที่ 2 ของเดือน พิธีกรรมจะเสร็จสิ้นในวันศุกร์
ช่วงดังกล่าว จะมีผู้ที่ศรัทธาในขุนศรีศรัทธาและผู้ที่อยู่แวดวงศิลปวัฒนธรรมด้านมโนราห์จะมาร่วมพิธีกันมาก ถ้าเอ่ยถึงมโนราห์ ก็ต้องมโนราห์ท่าแค จังหวัดพัทลุง
สำหรับท่านใดที่ต้องการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม หรือต้องการเรียนรู้การร้อยลูกปัดเพื่อเป็นงานประยุกต์เพื่อประกอบอาชีพ หรือต้องการฝึกการรำมโนราห์ สามารถติดต่อได้ที่ โรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500) อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง หรือ คุณครูจุฑามาศ บุญแสง โทร. (083) 656-3619
ตำนานมโนราห์
ตามตำนาน การรำมโนราห์ จากการรำ 12 ท่า ของนางนวลทองสำลี ธิดาของพระยาสายฟ้าฟาด กับพระนางศรีมาลา กษัตริย์ครองเมืองเมืองหนึ่ง มีเครื่องประโคมดนตรี คือ กลอง ทับโหม่ง ฉิ่ง และแตร ประกอบท่ารำภายในพระราชวัง ต่อมานางนวลทองสำลีเสวยเกสรดอกบัวและเกิดทรงครรภ์ขึ้น จึงถูกลอยแพพร้อมกับสนม 30 คน เมื่อนางประสูติโอรส และเมื่อมีอายุได้ 10 ปี นางได้สอนการร่ายรำมโนราห์ทั้ง 12 ท่า ให้แก่โอรสจนชำนาญ
ต่อมาเผยแพร่การรำจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว ทราบข่าวไปถึงเมืองของพระอัยการ พระยาสายฟ้าฟาดได้ทอดพระเนตรและสังเกตว่าเด็กชายมีหน้าตาคล้ายธิดา จึงไถ่ถามทรงทราบความจริงจึงนำคณะเข้าพระราชวัง และพระราชทานเครื่องทรงคล้ายกับของกษัตริย์ให้กับพระราชนัดดา พร้อมกับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ขุนศรีศรัทธา
ต่อมา ขุนศรีศรัทธา สอนรำมโนราห์แก่ผู้อื่น เป็นการถ่ายทอดนาฏศิลป์แบบโนราไปเรื่อยๆ และแหล่งกำเนิดมโนราห์ของขุนศรีศรัทธาได้ปรากฏเป็นหลักฐานชัดเจน อยู่ที่ตำบลท่าแค จนทุกวันนี้ เชื่อกันวัดท่าแคเป็นที่เผาศพและฝังกระดูกของ ขุนศรีศรัทธา