ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

แนวทางการปลูกส้มโอแบบมืออาชีพ 2012/05/13

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05014010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 526

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

แนวทางการปลูกส้มโอแบบมืออาชีพ

แหล่งส้มโอพันธุ์ดีและเป็นผลไม้ส่งออกที่สำคัญของไทยในเขตพื้นที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ได้ประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา และมีน้ำท่วมขังอยู่นานนับเดือน คาดว่ามีพื้นที่ปลูกส้มโอเสียหายและต้นส้มโอตายไป ประมาณ 80% ของพื้นที่ปลูก ซึ่งมีประมาณ 10,000 ไร่ นอกจากนั้น พื้นที่ปลูกส้มโอพันธุ์ขาวแตงกวาในเขตจังหวัดชัยนาท ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมไปเป็นจำนวนมากเช่นกัน หลายคนยังไม่ทราบว่า ในการทำสวนส้มโอกว่าจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิต จะใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 ปี และยังพบว่า ต้นส้มโอที่ตายจากน้ำท่วม ส่วนใหญ่มีอายุต้น ประมาณ 10 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่ให้ผลผลิตเต็มที่ ทำให้มีการคาดการณ์ว่า ราคาส้มโอจะมีราคาสูงขึ้นและแพงอย่างต่อเนื่องอีกหลายปี “ส้มโอ” จึงเป็นไม้ผลอีกชนิดหนึ่งที่น่าปลูกในปัจจุบันนี้

“ส้มโอ” เป็นผลไม้ไทยเพียงชนิดเดียวที่จะมีราคาแพงช่วงในฤดู ถ้าออกนอกฤดูจะมีราคาถูกลง เนื่องจากผลผลิตส้มโอไทยจะมีการส่งออกมากที่สุดในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์และเทศกาลสารทจีน ซึ่งจะตรงกับผลผลิตส้มโอแก่และเก็บเกี่ยวขายได้พอดี ปัจจุบัน ฮ่องกง ยังเป็นประเทศที่สั่งซื้อส้มโอจากประเทศไทยมากที่สุด สำหรับพันธุ์ส้มโอเพื่อการส่งออกมีอยู่เพียง 2 สายพันธุ์ เท่านั้น คือ ขาวน้ำผึ้ง และทองดี แต่พันธุ์ทองดีมีข้อจำกัดในเรื่องของสภาพพื้นที่ปลูกในหลายพื้นที่ปลูกไม่มากนัก แต่พันธุ์ขาวน้ำผึ้งมีการขยายพื้นที่ปลูกในหลายพื้นที่ และเกษตรกรหลายรายสามารถควบคุมคุณภาพได้ใกล้เคียง การขยายตลาดส้มโอในอนาคตจะต้องเร่งพัฒนาตลาดต่างประเทศเป็นสำคัญ จะต้องยอมรับกันว่าต่างประเทศมีการบริโภคส้มโอไทยกันมากขึ้น บางประเทศทดลองส่งไป ปรากฏว่าขายได้หมด ที่สำคัญจะต้องเน้นในเรื่องคุณภาพว่าดีจริงหรือไม่

ปัจจัย 5 ประการ ที่จะทำให้เกษตรกรประสบความสำเร็จในการทำสวนส้มโอ คือ

เงินทุน เป็นปัจจัยที่สำคัญในการประกอบการทุกอย่าง ไม่ใช่จำเพาะต่อการทำสวนผลไม้เท่านั้น เมื่อเกษตรกรปลูกส้มโอและจะเริ่มเก็บผลผลิตได้ก็ต่อเมื่อส้มโอมีอายุได้ 5 ปี ซึ่งเกษตรกรจะต้องคิดดู ถ้าเรากู้เงินจากเริ่มต้นปลูกไปจนต้นส้มโอมีอายุได้ 5 ปี แทนที่จะลงทุน 10,000 บาท ต่อไร่ จะกลายเป็น 20,000 บาท ต่อไร่ ดอกเบี้ยจะท่วมตัวขึ้นมา เพราะดอกเบี้ยจะทบกับเงินต้น ซึ่งไม่เหมือนกับอาชีพค้าขายที่หมุนเวียนกัน 2 เดือน แล้วก็ได้เงินคืน เกษตรกรจะต้องยอมรับความจริงว่า การทำสวนส้มโอเงินจะจมในช่วงแรก ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้เราควรจะเริ่มต้นทำสวนส้มโอด้วยเงินทุนของเราเอง จะต้องสำรวจว่า ในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้เงินทุนเท่าไร เมื่อถึงปีที่ต้นส้มโอเริ่มออกดอกติดผลแล้ว เกษตรกรอาจจะขัดสนเงินทุนในช่วงปลายมือบ้าง จะกู้จากธนาคารไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเวลาเพียงปีเดียวเท่านั้น เราก็สามารถคืนทุนได้แล้ว

แหล่งน้ำ น้ำยังนับเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งในการปลูกพืชทุกชนิด ในช่วงที่ต้นส้มโอเริ่มปลูกใหม่อาจจะหาบน้ำไปรดต้นได้ แต่เมื่อต้นส้มโอใหญ่และให้ผลผลิตแล้วจะมีความต้องการน้ำมากและสม่ำเสมอ มักจะพบอยู่เสมอว่าเกษตรกรปล่อยให้พื้นดินแห้งจัดโดยไม่ให้น้ำ เมื่อมีฝนตกลงมาต้นส้มโอได้น้ำมากเกินไป มีผลทำให้ผลส้มโอร่วงหรือแตกเสียหาย จะมีปัญหาตามมาอีกมากมาย อาทิ ทำให้ใบส้มโอเดี๋ยวใหญ่ เดี๋ยวเล็ก และที่สำคัญ คือ เมื่อต้นส้มโอได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอ จะทำให้อายุต้นสั้นลง น้ำที่นำมาใช้รดให้กับต้นส้มโอถ้าเป็นน้ำบาดาลควรจะตรวจสอบให้ดีว่าน้ำมีสภาพความเป็นกรดสูงหรือไม่ สำหรับการทำสวนส้มโอในที่ลุ่ม เรื่องระบบการระบายน้ำเข้า-ออก มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ดิน ในงานเกษตรกรรมทุกสาขา ดินเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด อย่างน้อยเกษตรกรจะต้องมีการเตรียมดินให้พร้อมก่อนที่จะปลูกส้มโอ สภาพดินที่มีความเหมาะสมต่อการปลูกส้มโอคือ ดินร่วนปนทราย เกษตรกรจะต้องมีการเตรียมดินให้พร้อมเสียก่อนที่จะตอนกิ่งหรือหาซื้อกิ่งส้มโอพันธุ์ดีมาปลูก ขณะที่มีการเตรียมพื้นที่ปลูกส้มโอจะต้องสำรวจว่าเราจะใช้กิ่งพันธุ์จำนวนเท่าไร จะต้องมีการเพิ่มสำรองกิ่งพันธุ์อย่างน้อย 10% เช่น ต้องการปลูกส้มโอ จำนวน 1,000 ต้น จะต้องเตรียมกิ่งพันธุ์ไว้อย่างน้อย 1,100 ต้น เนื่องจากเมื่อปลูกไปในแปลงแล้ว อาจจะมีต้นตายบ้าง จะได้มีกิ่งสำรองไว้ปลูกซ่อมได้ทันที

กิ่งพันธุ์ กิ่งพันธุ์ส้มโอที่เกษตรกรจะนำมาปลูกจะต้องเป็นกิ่งที่ขยายพันธุ์มาจากต้นส้มโอที่มีลักษณะแข็งแรง ให้ผลดก รสชาติดี และไม่เป็นต้นแม่พันธุ์ที่มีลักษณะของโรคไวรัสทริสเทซ่า และโรคกรีนนิ่ง ขนาดของกิ่งพันธุ์ที่ดีจะต้องมีความยาวประมาณ 70-80 เซนติเมตร และควรจะมีกิ่งแตก 2 กิ่ง จะเหมาะที่สุด

การดูแลรักษา เมื่อเกษตรกรตัดสินใจทำสวนส้มโอ จะต้องมีการดูแลรักษาที่ดี ในสภาพการทำสวนส้มโอในที่ลุ่มจะต้องมีความรู้ความเข้าใจว่าต้นส้มโอจะต้องมีการอดน้ำอย่างไร จะให้น้ำเมื่อใด ช่วงจังหวะที่มีความเหมาะสมในการให้ปุ๋ยและฉีดพ่นยาปราบศัตรูพืช

การคัดเลือกกิ่งพันธุ์ส้มโอที่จะใช้ปลูก ในอดีตที่ผ่านมา การขยายพันธุ์ส้มโอจะใช้วิธีการตอนกิ่ง ปัจจุบัน มีการขยายพันธุ์ส้มโอโดยวิธีการเสียบยอดหรือติดตาบนต้นตอต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ทางราชการกำลังเร่งส่งเสริมอยู่ในขณะนี้ คือ “กิ่งส้มโอปลอดโรค” ที่ติดตาบนต้นตอส้มต่างประเทศ สำหรับสภาพพื้นที่ดินเหนียวหรือที่ลุ่มบริเวณลุ่มน้ำนครชัยศรีจนถึงจังหวัดสมุทรสงคราม กิ่งตอนยังมีความเหมาะสมที่สุด แต่จะต้องคัดเลือกกิ่งพันธุ์ที่ตอนมาจากต้นส้มโอที่มีความสมบูรณ์ แข็งแรง ติดผลดกสม่ำเสมอทุกปี และที่สำคัญจะต้องขยายพันธุ์จากต้นที่ไม่เป็นโรคไวรัสทริสเทซ่าและโรคกรีนนิ่ง

ระยะปลูกที่เหมาะสมสำหรับส้มโอ ในสภาพการปลูกส้มโอในแถบลุ่มแม่น้ำนครชัยศรี ซึ่งเป็นที่ลุ่ม จำเป็นจะต้องยกร่องน้ำปลูก เกษตรกรจะนิยมใช้ระยะปลูก 6×7 เมตร หรือ 6×8 เมตร โดยใช้ระยะระหว่างต้น 6 เมตร ส่วนระยะระหว่างแถวขึ้นอยู่กับขนาดร่องด้วย บางคนร่องใหญ่ บางคนร่องเล็ก ดังนั้น ระยะระหว่างแถวอาจจะเป็น 7 หรือ 8 เมตร ก็ได้ และสภาพของการปลูกจะนิยมปลูกส้มโอบนกลางร่องเพียงแถวเดียว เพื่อสะดวกต่อการบำรุงรักษา มีเกษตรกรหลายรายปลูกแบบสลับฟันปลา เพื่อให้มีจำนวนต้นต่อไร่มากที่สุด และประหยัดเนื้อที่ปลูก แต่การบำรุงรักษาค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร สำหรับระยะปลูกส้มโอที่ดอน จะใช้ระยะปลูก 8×8 เมตร เป็นส่วนใหญ่ ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 25 ต้น ถ้าเกษตรกรมีพื้นที่น้อยอาจจะใช้ระยะปลูก 6×8 เมตร ก็ได้ (ระหว่างต้น 6 เมตร และระหว่างแถว 8 เมตร) พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 33 ต้น

การตัดแต่งกิ่งมีความจำเป็นในการทำสวนส้มโอ เกษตรกรที่ปลูกส้มโอจะต้องทำให้ร่องสวนมีความโล่งเตียนอยู่ตลอดเวลา แล้วการตัดแต่งยังมีส่วนช่วยลดการระบาดของโรคและแมลงได้อีกด้วย เกษตรกรที่ปลูกส้มโอขาวน้ำผึ้งแบบมืออาชีพจะเน้นการตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่งอยู่เสมอ จะมีการตัดแต่งกิ่งปีละอย่างน้อย 3 ครั้ง การตัดแต่งกิ่งในแต่ละครั้งจะดูความหนาแน่นของกิ่งเป็นหลัก

การจัดการเรื่องปุ๋ยในสวนส้มโอ กรณีของการทำสวนส้มโอในที่ลุ่มจะใส่ทั้งปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมีควบคู่กันไป ถ้าเป็นไปได้ปุ๋ยอินทรีย์ที่แนะนำให้ใช้ปุ๋ยขี้ค้างคาวเป็นหลัก โดยปกติแนะนำให้ใช้ปุ๋ยขี้ค้างคาวหนักเป็นหลัก ใส่ปุ๋ยขี้ค้างคาวให้กับต้นส้มโอปีละ 2 ครั้ง ในช่วงก่อนขึ้นน้ำประมาณเดือนมกราคมและเดือนพฤษภาคม ใส่อัตรา ต้นละ 18-20 กิโลกรัม (ต้นส้มโอให้ผลผลิตแล้ว) สำหรับปุ๋ยเคมี จะใช้สูตร 16-16-16 ใส่ให้ต้นส้มโอในช่วงก่อนขึ้นน้ำใส่พร้อมกับปุ๋ยขี้ค้างคาว และจะใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 ก่อนที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิต ประมาณ 30 วัน โดยเน้นการใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 เพื่อเร่งความหวานของผลผลิตส้มโอ โดยยึดหลักในช่วงที่ส้มโอให้ผลผลิตและพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวรุ่นใหญ่ๆ 2 รุ่น คือ เก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน และ รุ่นที่ 2 เก็บเกี่ยวผลผลิตเดือนกรกฎาคม-กันยายน สำหรับปุ๋ยเคมี สูตร 12-12-17+2 แมกนีเซียม จะใส่เป็นประจำทุกปี เพื่อฟื้นสภาพต้นส้มโอในเดือนกันยายน

สำหรับการใช้ปุ๋ยในสวนส้มโอที่ให้ผลผลิตแล้วในการปลูกแบบสภาพไร่ ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 8-24-24 เพื่อสะสมอาหาร เดือนพฤษภาคม จะใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-16 เพื่อเร่งการแตกใบอ่อนและเร่งการเจริญเติบโตทางต้น เดือนสิงหาคม ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 เพื่อเร่งความหวานและควบคุมการเจริญเติบโตของผลไม่ให้มีผลขนาดใหญ่เกินไป และในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม จะใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 12-12-17+2 แมกนีเซียม จะมีการใส่กระดูกป่นเป็นประจำทุกปีในช่วงต้นฤดูฝน คือช่วงเดือนพฤษภาคมใส่ให้ต้นละ 1-2 กิโลกรัม เพื่อให้ต้นส้มโอมีความสมบูรณ์และแข็งแรง รวมทั้งทำให้ผลผลิตของส้มโอมีคุณภาพดียิ่งขึ้น

การจัดการเรื่องโรคและแมลงส้มโอ ถ้าเป็นต้นส้มโอเล็กที่เริ่มปลูกจนถึงอายุ 3 ปี (ต้นอายุ 3 ปี ยังไม่ให้ผลผลิต) จะต้องระวังเรื่องหนอนชอนใบและโรคแคงเกอร์ โดยเฉพาะโรคแคงเกอร์มักจะพบการระบาดมากในช่วงส้มเล็ก และถ้าเกษตรกรควบคุมหนอนชอนใบไม่ได้ โรคแคงเกอร์จะมีการระบาดรุนแรงมากขึ้นไปด้วย เมื่อต้นส้มโอมีอายุต้นมากขึ้น ปัญหาเรื่องโรคแคงเกอร์น้อยลง การแก้ปัญหาเกษตรกรจะต้องควบคุมและกำจัดหนอนชอนใบให้ได้ รวมทั้งมีการจัดการสวนให้สะอาด โล่งเตียน และมีการตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก

ในช่วงที่ส้มโอออกดอกและติดผลอ่อนนั้น เกษตรกรจะต้องป้องกันและกำจัดเพลี้ยไฟโดยการฉีดพ่นสารฟิโพนิล ในอัตรา 100 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร (10 ปี๊บ) ฉีดพ่นสารฟิโพนิลตั้งแต่ส้มโอเริ่มออกดอก จนถึงระยะของผลส้มโอมีขนาดใหญ่เท่ากับผลมะนาว (ผลมะนาวที่แก่และเก็บเกี่ยวได้แล้ว) เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า สารฟิโพนิลนี้มีความปลอดภัยต่อดอก สำหรับการใช้สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชในสวนส้มโอ ซึ่งยังมีความจำเป็นอยู่จะต้องใช้สารเคมีสลับกันตลอดเวลา เพื่อป้องกันการดื้อยา

สำหรับปัญหาเรื่องโรครากเน่าและโคนเน่าที่พบการระบาดในสวนส้มโอนั้น จะเน้นถึงวิธีการป้องกัน เพราะถ้าเป็นแล้วจะแก้ปัญหาได้ยากมาก เนื่องจากเราจะสังเกตต้นส้มโอ โดยสังเกตทางใบและทางดินจะไม่รู้ เมื่อทางใบเริ่มมีอาการออกมาทางล่างคือ โคนต้นและรากมักจะเป็นมากแล้ว และจะรักษาได้ยากมาก วิธีการที่สำคัญที่จะป้องกันการระบาดของโรครากเน่าและโคนเน่าที่มีประสิทธิภาพคือ ปรับสภาพของร่องปลูกให้เรียบ อย่าให้น้ำขังแฉะ การไว้ลูกดกมีส่วนสำคัญทำให้ต้นส้มโอทรุดโทรม และมีโอกาสเกิดโรคได้ง่าย ดังนั้น ควรไว้ผลพอประมาณ โดยปกติในการทำสวนส้มโอทั่วไป ต้นส้มโอที่ให้ผลผลิตแล้วมักจะมีการฉีดพ่นสารอาลีเอท ใน อัตรา 500 กรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร โดยฉีดพ่นสารอาลีเอทให้กับต้นส้มโอ ปีละ 2 ครั้ง คือ ช่วงต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน สารอาลีเอทจะฆ่าเชื้อราไฟท็อปทอร่า ซึ่งเป็นสาเหตุของโรครากเน่าและโคนเน่าโดยตรง และยังมีส่วนช่วยเพิ่มปริมาณของรากส้มโอขึ้นมาใหม่

หนังสือ “อาชีพเกษตรกรรม ทำง่าย รายได้งาม เล่มที่ 9″ พิมพ์ 4 สี แจกฟรีพร้อมกับหนังสือ “อาชีพเกษตรกรรม ทำง่าย รายได้งาม เล่มที่ 1-8″ รวมทั้งหมด 9 เล่ม จำนวน 756 หน้า เกษตรกรและผู้สนใจเขียนจดหมายสอดแสตมป์ มูลค่ารวม 300 บาท (พร้อมระบุชื่อหนังสือ) ส่งมาขอได้ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/395 ถนนศรีมาลา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 66000 โทร. (056) 613-021, (056) 650-145 และ (081) 886-7398

 

ประมวญ ทั่งทอง : เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาทำสวน ปี 2555 2012/05/13

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 526

เกษตรกรดีเด่น

มนตรี กล้าขาย montri_4358@yahoo.com 

ประมวญ ทั่งทอง : เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาทำสวน ปี 2555

การคัดเลือกเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพต่างๆ ระดับเขตจากทั่วประเทศ ส่งให้กรมส่งเสริมการเกษตร พิจารณาคัดเลือกรางวัลชนะเลิศในระดับประเทศไว้สาขาอาชีพละ 1 ราย เพื่อจะเข้ารับรางวัลโล่พระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ในเดือนพฤษภาคม 2555 ศกนี้ ซึ่งในสาขาพืชสวนนั้น คุณประมวญ ทั่งทอง เกษตรกรทำสวน จากจังหวัดตราด ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาพืชสวน ปี 2555 ด้วยผลงานที่โดดเด่นด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและบริหารจัดการตลาดผลไม้ และยางพารา ได้แบบครบวงจร สร้างคุณประโยชน์มากมายให้สมาชิกกลุ่ม เครือข่าย-กลุ่ม และเกษตรกรข้างเคียง สามารถใช้เป็นโมเดลการส่งเสริมและขยายผลในระดับกว้างได้ต่อไป

ภูมิหลังเมื่อครั้งอดีต

คุณประมวญ ทั่งทอง เดิมเป็นคนตำบลท่าเรือ อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังจากแต่งงานแล้วย้ายตามสามีไปทำการค้าขายที่สนามบินอู่ตะเภา จังหวัดชลบุรี ในยุคทหารอเมริกันเข้ามาตั้งฐานทัพรบกับเวียดนาม หลังจากสหรัฐอเมริกาเลิกฐานทัพ สามีหมดสัญญาการจ้างงาน ได้ย้ายไปตั้งถิ่นฐานที่บ้านสามี ที่จังหวัดตราด สามีเดินทางไปทำงานตะวันออกกลาง ได้เงินมานำไปซื้อที่ดินทำสวนผลไม้แบบลองผิดลองถูก แล้วเรียนรู้และพัฒนาตนเองด้านการทำสวนเงาะ มังคุด ยางพารา จนประสบความสำเร็จ ปัจจุบัน มีพื้นที่ทำการเกษตรรวมกว่า 300 ไร่

คุณประมวญ เล่าให้ฟังว่า ช่วงแรกของการย้ายไปอยู่ที่จังหวัดตราดค่อนข้างลำบากมากในการบุกเบิกพื้นที่ ต้องรับจ้างกรีดยาง และทำงานทุกอย่างเพื่อเป็นรายได้ และทุกครั้งก็ต้องไปร่วมลงแรงกับเพื่อนบ้านไว้เพื่องานของตัวเองในอนาคต อีกอย่างพื้นที่บ้านนาเกลือ ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ตรงนั้นเป็นเขตการสู้รบของสงครามกัมพูชา จึงเสี่ยงต่ออันตรายจากกระสุนปืนใหญ่และระเบิด แต่ก็อดทน เพราะเป็นพื้นที่ของประเทศไทย จะอพยพหรือเดินทางไปไหนก็ลำบากด้วยการคมนาคมไม่สะดวก รถยนต์ก็ไม่ค่อยมี จัดเป็นท้องที่ห่างไกลและทุรกันดาร ต้องสู้และอดทน หลังสงครามยุติจึงมีโอกาสตั้งหน้าทำมาหากินอย่างเต็มที่ การเรียนรู้ได้จากเพื่อนบ้าน สังเกตสภาพและดัดแปลงมาใช้กับสวนของตนเอง จน ปี 2538 สามารถทำเงาะให้ออกก่อนฤดูได้ ในพื้นที่ 20 ไร่ ได้ผลผลิต 10 ตัน พ่อค้ามาเหมา 40 บาท/กิโลกรัม ได้เงิน 400,000 บาท ตรงนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตเงาะก่อนฤดูตลอดมา แล้วยังมีการพัฒนาการผลิตยางพารา และสวนมังคุดให้มีคุณภาพ ผลผลิตสูงกว่าคนอื่นๆ ในชุมชนเดียวกัน

ผู้หญิงแกร่ง แห่งเมืองตราด

แม้จะมีภารกิจด้านสวนผลไม้ของตนเองมากมาย แต่ด้วยหัวใจเอื้อเฟื้อ รักเพื่อนบ้านและชุมชน คุณประมวญ จึงได้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่งในการร่วมทำงาน/กิจกรรมพัฒนาคนในชุมชนด้วยความเต็มใจ เสียสละ และซื่อสัตย์ โดยร่วมทำงานกับ บริษัท ไทยประกันชีวิต และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีโอกาสไปศึกษาดูงานด้านการเกษตรหลายประเทศ แล้วนำความรู้และประสบการณ์มาปรับใช้กับตัวเอง และพัฒนาสมาชิกกลุ่ม/ชุมชน ต่อมาได้รับความวางใจจาก ธ.ก.ส. ให้เป็นคณะกรรมการลูกค้า ธ.ก.ส. ระดับประเทศ จัดตั้งสถาบันการเงินชุมชนทำกิจกรรมด้านการออมทรัพย์ การจัดทำบัญชีฟาร์มโดยทำหน้าที่ประธานและวิทยากรให้ความรู้ จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ครูเกษตรบ้านนาเกลือ ศูนย์เผยแพร่ความรู้พื้นฐานด้านกฎหมาย และศูนย์เรียนรู้การใช้ประโยชน์ที่ดิน ทั้งหมดใช้อาคารสถานที่บริเวณบ้านเป็นจุดดำเนินกิจกรรม โดยหวังให้เกษตรกรและประชาชนในชุมชนได้เรียนรู้โดยการรับทราบข่าวสาร/ข้อมูลใหม่ๆ และมีการพัฒนาด้านอาชีพทางการเกษตรในทิศทางที่ถูกต้อง ทันโลกและสถานการณ์ จากการทุ่มเทและเสียสละการทำงานให้กับเกษตรกร/ชุมชน จึงได้รับเลือกให้เป็นคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ระดับประเทศ ทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาแนะนำ และการกำหนดแนวทางพัฒนาผลไม้ทั่วประเทศ

เกียรติประวัติจากแฟ้ม

จากข้อมูลแฟ้มบันทึกการดำเนินกิจกรรมให้กับหน่วยงานราชการ เอกชน และชุมชนของคุณประมวญ ขอนำผลงานเหล่านั้นมานำเสนอเพื่อยืนยันถึงผลงาน ดังนี้ คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ระดับประเทศ ประธานเครือข่ายลูกค้า ธ.ก.ส. จังหวัดตราด คณะกรรมการเครือข่ายลูกค้า ธ.ก.ส. ระดับประเทศ อุปนายกสมาคมชาวสวนจังหวัดตราด ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพัฒนาอาชีพเกษตรกรชำราก ประธานกลุ่มปรับปรุงคุณภาพทุเรียน ประธานสถาบันการเงินชุมชนนาเกลือ เหรัญญิกกลุ่มออมทรัพย์พัฒนาอาชีพตำบลชำราก อนุกรรมการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากจน จังหวัดตราด ประธานศูนย์การศึกษากฎหมายชุมชน ประธานเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านระดับอำเภอ ครูเกษตรกรศูนย์การเรียนรู้ ธ.ก.ส. ประธานศูนย์การเรียนรู้การใช้ประโยชน์จากที่ดิน จังหวัดตราด และที่ปรึกษาธนาคารต้นไม้บ้านนาเกลือ และเกษตรกรดีเด่นระดับเขต สาขาพืชสวน ปี 2555

พัฒนาผลผลิต พิชิตการตลาด

แนวคิดการทำสวนคือ ต้องให้ได้ผลผลิตคุณภาพ ยึดความต้องการของลูกค้า (ผู้ซื้อ) เป็นสำคัญ เพราะจะเป็นธงนำด้านราคา จากประสบการณ์กับภาคธุรกิจ ทำให้มีประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการที่เห็นความต้องการของลูกค้า (พ่อค้า/ผู้ซื้อผลไม้) เป็นเป้าหมายว่าต้องการผลไม้คุณภาพเท่านั้น เพื่อไปขายต่อยอดสร้างกำไรและมองการผลิตผลไม้ว่า ต้องทำให้ผลไม้เก็บเกี่ยวผลได้ก่อนสวนทั่วไป เพราะจะทำกำไรได้ดีกว่าโดยที่ราคาตลาดก่อน/ต้นฤดูปกติ จะสูงมากขณะที่ผลผลิตมีน้อย/ยังใหม่ ความต้องการของลูกค้ามาก ผู้ร่วมค้าจะนำไปขายต่อก็มีกำไร ไม่เสี่ยง หลักการทำสวนใช้เทคนิคที่ว่า “แหงนหน้ามองดูฟ้า แล้วก้มหน้ามองดูดิน” แหงนหน้ามองดูฟ้า คือต้องสังเกตส่วนยอด ใบ ดอก ผลเงาะ ว่ามีสภาพเป็นอย่างไร ท้องฟ้ามีเมฆฝน แสงแดด อย่างไร เพื่อประเมินกลับถึงสภาพแวดล้อมที่จะเกี่ยวข้องว่าต้องจัดการด้านการให้น้ำ ปุ๋ย สารเคมีควบคุม/ป้องกันศัตรูพืช ให้ต้นเงาะมีความสมบูรณ์พร้อมจะผลิดอก ออกผลให้กับเรา “ส่วนการก้มหน้ามองดูดิน” เป็นการเตือนให้เราต้องดูแลสภาพพื้นดินในสวนผลไม้ว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะบริเวณใต้ทรงพุ่มต้นไม้มีความชื้นมากน้อยเท่าไร ดินร่วนซุย เหนียวแน่น หรือแห้ง เปียก วิธีการคือ ต้องเขี่ยดิน จับดิน เดินเข้าไปสังเกตดูความอ่อนนุ่ม แข็ง เพื่อที่จะประเมินถึงปริมาณน้ำที่จะต้องให้กับต้นพืชมาก/น้อย หรืองดน้ำตามช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยเฉพาะช่วงการบังคับให้ออกดอกก่อนฤดู ต้องสนใจเป็นพิเศษ รวมทั้งต้องเสริมสร้างสภาพแวดล้อมให้ต้นพืชด้วย เช่น ต้องมีต้นเงาะตัวผู้ไว้ผสมเกสร หรือฉีดฮอร์โมนช่วยให้ดอกเงาะมีการผสมเกสรและติดผลดีขึ้น การตัดปลายช่อออก การปลิดดอกผลที่ไม่มีคุณภาพ เช่น ผลเล็ก เงาะขี้ครอก บิดเบี้ยว ฯลฯ ให้น้ำสม่ำเสมอช่วงการพัฒนาผลเงาะ ฉีดปุ๋ยน้ำหมักมูลสุกรช่วยให้ผลใหญ่ การป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ ราแป้ง ตั้งแต่ระยะเวลาเริ่มออกดอก การเติบโตของผลจนถึงช่วงเก็บเกี่ยว เน้นวิธีการปฏิบัติตามหลัก GAP เก็บเกี่ยวเน้นระยะแก่สุกของผลไม้ คัดแยกตามขนาดมาตรฐานที่กำหนดไว้ เพื่อส่งมอบให้ลูกค้าตามข้อตกลง ซึ่งการปฏิบัติเช่นนี้ ทำให้ได้ผลผลิตผลไม้ (เงาะ) ก่อนฤดูที่มีขนาดผลใหญ่ สมบูรณ์ สีสวย มังคุดก็ผลใหญ่ ผิวมันไร้ตำหนิ ในสวนยางพารา จะได้น้ำยางที่มากกว่าสวนเกษตรกรอื่นๆ หรือค่าเฉลี่ยผลผลิตน้ำยางระดับประเทศ ผลที่ได้คือ ขายได้ราคา ลูกค้าติดใจ มีกำไรทั้งผู้ผลิตและผู้ค้า

ปัจจัยนำความสำเร็จ

จากความสำเร็จในการประกอบอาชีพทำสวนผลไม้ของ คุณประมวญ ทั่งทอง จนทำให้ได้รับการคัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาทำสวน ปี 2555 นั้น มีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 3 ส่วน ด้วยกัน คือ

1. การจัดการตนเองได้อย่างยอดเยี่ยม (self manage) ด้วยหลักความมุ่งมั่น อดทน ขวนขวาย เรียนรู้ แลกเปลี่ยน ประยุกต์ใช้องค์ความรู้และประสบการณ์ จากภูมิปัญญา และเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมสวน ทั้งเงาะ มังคุด และยางพารา เติมด้วยจิตอาสา (service mind) กับเพื่อนบ้านร่วมอาชีพ/สังคม/ชุมชน ทำให้เกิดพลังเครือข่าย เกื้อหนุนให้เป็นที่รับรู้/ยอมรับว่าเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (change agent) ด้านการพัฒนาระดับชุมชน และสังคม ในระดับกว้าง

2. ความสามารถในการบริหารจัดการผู้คน (บริหารคน) ที่เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งภาคราชการ เกษตรกร และเอกชน ในแบบที่เรียกกันว่า “บูรณาการ” (Integrate) ทำให้มีความเชื่อมโยงการดำเนินการ/สนับสนุนกิจกรรมการผลิตผลไม้ กิจกรรมเสริมเชิงสร้างสรรค์สังคม และสร้างเครดิตให้กับองค์กร/หน่วยงาน ที่ร่วมดำเนินงานแบบร่วมรับประโยชน์ (win-win-solution) ทำให้ทุกภาคส่วนอยากร่วมงานมากกว่าเป็นคู่แข่งขัน และยินดีจะสนับสนุนในทุกด้าน

3. แสดงให้เห็นความสามารถในการปฏิบัติงานจากตัวเองและเครือข่ายลูกทีม ทั้งระดับการผลิตในสวน ให้มีคุณภาพ มีผลผลิตสูงและต้นทุนต่ำกว่า ระบบการทำงานมีลักษณะเป็นคู่ค้า (partnership) การทำงานมีเครือข่าย (network) มีผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ก่อนฤดู ทั้งเงาะ มังคุด ส่งผลต่อราคาขายที่สูง และสร้างกำไรได้มากกว่าการทำสวนแบบดั้งเดิม ปัจจัยทั้งหลายที่กล่าวมาข้างต้น ส่งผลให้เกิดเป็นผลงานเชิงประจักษ์ เป็นที่ยอมรับของสังคมทุกระดับ สอดคล้องกับภาษิตไทยบทหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า “ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน” ค่าของงานเกิดจากการกระทำ (ปฏิบัติ) แต่ผลของการปฏิบัติของ คุณประมวญ ทั่งทอง นั้น มีความแตกต่างกับของชาวสวนอื่นๆ ที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม จับต้องได้ในเชิงคุณภาพและปริมาณ ที่สำคัญได้ถ่ายทอดความรู้ และผลงานสู่เกษตรกรในกลุ่ม/ชุมชนใกล้เคียงให้มีการพัฒนาการผลิต การตลาด ควบคู่กันไป นับว่าเป็นบุคคลที่สมควรได้รับการยกย่องให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2555 ได้อย่างเต็มภาคภูมิ สอบถามข้อมูล ที่ โทร. (081) 781-5754

เทคนิคการผลิตเงาะก่อนฤดู

จากการเรียนรู้ การปฏิบัติ และสะสมประสบการณ์ด้านการผลิตเงาะ จนสามารถทำให้เงาะออกผลก่อนฤดูปกติ หรือก่อนเงาะปี คุณประมวญ ทั่งทอง ได้สรุปภูมิปัญญาตรงนี้เป็นข้อแนะนำไปถ่ายทอดสู่สมาชิกกลุ่ม ชุมชน และผู้ที่สนใจทั่วไป โดยแบ่งเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้

1. ปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการออกดอกของต้นเงาะ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การเตรียมความสมบูรณ์ให้ต้นเงาะ โดยสังเกตว่าต้นเงาะต้องมีใบที่สมบูรณ์ ใบสีเขียวสดใสเป็นมัน เป็นใบแก่ทั้งต้น ไม่มีการทำลายจากโรคและแมลง ปกติเงาะจะแตกใบสองชุด ชุดที่สองจะมีจำนวนใบมากกว่าชุดแรก ประมาณ 10-15% และจะใช้เวลาพัฒนาจากระยะใบอ่อนเป็นใบแก่ ประมาณ 35-45 วัน ต้นเงาะที่สมบูรณ์และพร้อมที่จะออกดอก คือระยะที่ใบอ่อนชุดที่สองพัฒนาเป็นใบแก่ได้ ประมาณ 1 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ระบบรากมีการพัฒนาสูงสุด และมีความสมบูรณ์เต็มที่ และส่วนที่ 2 การสร้างสภาวะเครียดจากการขาดน้ำ การที่ต้นเงาะจะออกดอกนั้น ต้องการสภาพแวดล้อมด้านความชื้นในดินลดลงกว่าช่วงปกติ ต่างจากความชื้นในดินในระยะการเตรียมต้นให้สมบูรณ์ ดังนั้น จึงต้องงดให้น้ำกับต้นเงาะ เพื่อปล่อยให้พื้นดินเกิดสภาวะขาดน้ำ โดยปล่อยให้เป็นช่วงแล้ง (ขาดน้ำ) ที่ต่อเนื่องกัน ประมาณ 15-30 วัน เพื่อทำให้ต้นเงาะเกิดความเครียด (stress) และไปกระตุ้นให้ต้นเงาะสังเคราะห์สารควบคุมการเจริญเติบโตภายในลำต้น แต่ไปสร้างสารหรือฮอร์โมนที่เกี่ยวกับกระบวนการสร้างตาดอกมากขึ้น จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของฮอร์โมนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับกระบวนการสร้างตาดอกได้มากที่สุด

2. การเตรียมต้นเงาะหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต ภายหลังที่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว ต้องมีการปฏิบัติ ดังนี้

2.1 การตัดแต่งกิ่ง หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเงาะเสร็จแล้ว ให้ตัดแต่งกิ่งทันที โดยตัดแต่งกิ่งที่แห้ง กิ่งหัก กิ่งที่ถูกทำลายด้วยศัตรูพืช กิ่งกระโดง กิ่งทับซ้อน กิ่งที่อยู่ต่ำระดับพื้น เพื่อให้โปร่ง แสงแดดส่องเข้าในทรงพุ่มได้ นอกจากนี้ ให้ตัดแต่งที่ปลายพุ่มเงาะ เพื่อลดรอยแผลจากการเก็บเกี่ยว รวมถึงการตัดแต่งเพื่อควบคุมขนาดของทรงพุ่มให้เหมาะสม

2.2 การปรับสภาพดินด้วยปูนมาร์ล หลังการตัดแต่งกิ่งเสร็จแล้วให้ใส่ปูนมาร์ล เพื่อปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ตามค่าผลวิเคราะห์ดิน

2.3 การใส่ปุ๋ยเคมีทางดิน ใส่ปุ๋ยเคมีทันทีหลังการเก็บเกี่ยว ใช้สูตร 16-16-16 อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อต้น หรือตามอายุของต้นเงาะ โดยใส่ให้ทั่วบริเวณทรงพุ่ม (ความต้องการธาตุอาหารหลัก ครั้งละ 200 กรัม/ต้นเงาะอายุ 1 ปี )

2.4 การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน ทำให้ดินร่วนซุย ไม่ยึดแน่น ใส่ได้บ่อยตามต้องการ ปกติใส่ อัตรา 3 กิโลกรัม/ต้น

2.5 การใช้น้ำหมักมูลสุกร เพื่อช่วยธาตุอาหารรอง น้ำหมักมูลสุกรได้จากการนำมูลสุกรแห้ง 20 กิโลกรัม แช่ในน้ำ 200 ลิตร แช่ไว้ประมาณ 2 วัน (24 ชั่วโมง) แล้วนำน้ำหมักที่ได้ อัตรา 2 ลิตร ผสมกับน้ำ 200 ลิตร นำไปฉีดพ่นให้ทั่วต้นเงาะ (ใช้มูลสุกรที่ไม่มีโซดาไฟตกค้าง สังเกตดูหากนำแช่น้ำจะไม่มีฟองอากาศฟู่ขึ้นมา)

2.6 การฉีดพ่นด้วยสาหร่ายทะเล เพื่อเร่งการแตกใบอ่อน โดยการผสมสารละลายพวกสาหร่ายทะเล อัตรา 200 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่ม 1-2 ครั้ง

2.7 การควบคุมแมลงศัตรูระยะแตกใบอ่อน หลังจากที่เงาะแตกใบอ่อน จะต้องเฝ้าระวังเพื่อป้องกันและกำจัดพวกแมลงศัตรูที่จะทำลายใบอ่อนเงาะ เช่น หนอนคืบ ด้วงกินใบ หากพบการระบาดฉีดพ่นด้วยสารเคมีพวกไซเปอร์เมทิล ตามที่ฉลากแนะนำ

2.8 ต้องควบคุมการแตกใบอ่อนให้ได้ 2 ครั้ง ตามวิธีการปฏิบัติข้างต้น

3. การเตรียมความพร้อมให้เงาะออกดอก

3.1 ช่วงปลายฤดูฝน หลังจากเงาะแตกใบอ่อนชุดที่ 2 และ เข้าสู่ระยะเพสลาด ใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 อัตรา ต้นละ 1 กิโลกรัม หรือตามอายุของต้นเงาะ (ใส่ครั้งละ 200 กรัม ต่ออายุเงาะ 1 ปี) ใส่ให้ทั่วบริเวณทรงพุ่ม เพื่อให้เงาะมีการสะสมอาหารและสร้างสมดุลในต้นเพื่อมีความพร้อมที่จะออกดอก

3.2 เมื่อฝนหยุดตก (หมดฤดูฝน) งดการให้น้ำ แล้วกวาดโคนต้นเงาะให้โล่งเตียน ประมาณ 20-30 วัน แล้วแต่สภาพดินฟ้าอากาศ ความชื้นดิน ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเครียดให้ต้นเงาะ

3.3 โดยสังเกตดูว่าเงาะแสดงอาการใบเหลือง ลู่ลง ปลายยอดก้านตั้ง แห้งแข็ง ใบล่างของกิ่งร่วง ประมาณ 2 ชั้นใบ จึงให้น้ำระบบสปริงเกลอร์ 2 หัว/ต้นภายในทรงพุ่ม นานประมาณ 1 ชั่วโมง

3.4 หลังการให้น้ำ ประมาณ 2 วัน ให้สังเกตว่าที่ยอดเงาะมีการพัฒนาเป็นตาใบหรือตาดอก หากเป็นตาดอกจะมีลักษณะเป็นไข่ กลมขาว (ให้ใช้ไฟฉายส่องดูในเวลากลางคืน หากยอดเงาะแตกเป็นตาดอก จะสะท้อนแสงไฟ มองเห็นชัดเจน แต่หากแตกเป็นตาใบ จะไม่มีแสงสะท้อนให้เห็น) สามารถให้น้ำได้ตามปกติ แบบให้วันเว้นวัน แต่ถ้าแตกเป็นตาใบ ยอดเงาะจะเป็นสีน้ำตาลปนเขียวแหลมแทงออกมา ให้หยุดการให้น้ำทันที จนกระทั่งตาใบถูกทำลาย ร่วงหลุดไป จึงบังคับดอกอีกครั้ง ตาม ข้อ 3.3

4. การดูแลเงาะระยะออกดอกถึงระยะเก็บเกี่ยว

4.1 เมื่อดอกเงาะเข้าระยะช่อสะเดา ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เฝ้าระวังเชื้อราช่อดอก โดยการฉีดสารป้องกันเชื้อรา พวกเอราวิน หรือแอนวิน อัตรา 100-200 ซีซี/น้ำ 200 ลิตร และสารกำจัดเพลี้ยไฟ พวกโปรวาโด (ตามอัตราแนะนำ) เพิ่มธาตุอาหารรองพวกโบรอน อัตรา 300 ซีซี/น้ำ 200 ลิตร โดยฉีดพ่นก่อนดอกเงาะบาน 1 สัปดาห์

4.2 ระยะดอกบาน ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีฉีดพ่น แต่ควรใช้หมันเรือชุบสารเซฟวิน 85 ที่ผสมน้ำเข้มข้น มัดรอบต้นเงาะทุกต้น โดยให้สูงจากพื้นดิน ประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อป้องกันและกำจัดมดที่เป็นพาหะนำเพลี้ยแป้งที่ทำลายช่อดอกเงาะ และในระยะที่ดอกเงาะบาน ประมาณ 20% ให้ฉีดพ่นสารแพลนโนฟิกซ์ อัตรา 1 ซีซี/น้ำ 1 ลิตร ฉีดพ่นเป็นจุดๆ ประมาณ 10 ช่อ/จุด หากมีต้นตัวผู้ในสวน ให้ตัดช่อดอกตัวผู้ที่บานแล้วมาวางไว้บนช่อดอกเงาะตัวเมียที่บานแล้ว เพื่อช่วยให้การผสมเกสรของดอกเงาะดีขึ้น ไม่เป็นเงาะขี้ครอก เงาะจะติดผลมากขึ้นและได้ผลที่มีความสมบูรณ์

4.3 ในระยะดอกโรย ประมาณ 7-10 วัน ให้ฉีดพ่นสาหร่ายทะเล อัตรา 200 ซีซี ผสมกับปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) 500 กรัม/น้ำ 200 ลิตร เพื่อช่วยให้ผลเงาะโตเร็วขึ้น

4.4 ระยะผลอ่อน ให้ตรวจระวังพวกเพลี้ยไฟ ราแป้ง แต่ควรฉีดพ่นพวกกำมะถัน อัตรา 300-500 ซีซี/น้ำ 200 ลิตร สัก 1-2 ครั้ง

4.5 ระยะขยายผลถึงก่อนเก็บเกี่ยว 1 เดือน ให้ระวังหนอนเจาะขั้วผลเงาะ โดยการฉีดพ่นป้องกันด้วยสารคลอไพรีฟอส และป้องกันราแป้งขาวจับผลเงาะ ด้วยการฉีดพ่นสารพวกกำมะถัน อัตรา 300-500 ซีซี/น้ำ 200 ลิตร

5. การเก็บเกี่ยวเงาะให้มีคุณภาพเพื่อการตลาด มีวิธีการปฏิบัติ ดังนี้

5.1 เก็บเกี่ยวผลเงาะที่มีพื้นผิวสีแดงสด หากไม่เป็นสีแดงทั้งช่อ ให้เลือกเก็บเฉพาะผลเงาะที่มีสีแดงก่อน

5.2 ใช้วัสดุรองพื้นดิน ก่อนเก็บเกี่ยวเงาะ เพื่อป้องกันการกระทบกระแทกของผลเงาะและขนเงาะ และช่วยรักษาความสะอาดของผลผลิต

5.3 ผลผลิตเงาะที่เก็บเกี่ยวแล้วนำไปล้างน้ำสะอาด และคัดแยกคุณภาพ โดยคัดแยกผลเงาะปลายช่อ ผลเล็ก ผิวไม่สวย ผลที่ไม่ได้คุณภาพออกไว้ต่างหาก ตามเกรดคุณภาพ ก่อนแยกบรรจุลงตะกร้าในแต่ละเกรด

5.4 ควบคุม/ตรวจสอบน้ำหนักผลผลิตเงาะต่อตะกร้า ให้ตรงตามข้อตกลงของผู้ซื้อ โดยให้มีน้ำหนักเกินเผื่อไว้ ประมาณ 200-300 กรัม/ตะกร้า

5.5 ผลผลิตเงาะได้คุณภาพ จากการปฏิบัติและดูแลรักษาเงาะตามขั้นตอนที่อธิบายไว้ ทำให้ได้รับผลผลิตเงาะที่มีคุณภาพ ผ่านมาตรฐานของผู้ส่งออก ถึงร้อยละ 70 ส่วนที่เหลือ ร้อยละ 30 นำส่งขายตลาดทั่วไป

สอบถามข้อมูล ที่ โทร. (081) 781-5754 และที่ คุณวันชัย เจริญใจ สำนักงานเกษตรจังหวัดตราด โทร. (081) 861-3299

 

ขมเป็นยา 2012/05/13

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 526

คนรักผัก 

สุมิตรา จันทร์เงา

ขมเป็นยา

คราวก่อน เล่าเรื่องมะระปีนรั้ว เป็นผลงานของมือเทวดา ยังไปไม่ถึงไหนก็หมดพื้นที่เสียก่อน

คราวนี้เราจะมาคุยกันเรื่อง “ขมเป็นยา” ของมะระล้วนๆ กันเลย

เขาว่ากันว่า คนแก่ชอบกินของขม…ชมเด็กสาว ก็คงจะจริงอย่างว่าแหละนะ

เพราะเมื่อเริ่มสูงวัย อะไรที่ขมๆ ฝาดเฝื่อนกลืนไม่ค่อยลงสมัยที่ยังเป็นหนุ่มสาวนั้น ดูเหมือนจะกระเดือกง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะ

โดยเฉพาะบรรดายารักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อะไรที่ใครว่าดี ไม่ว่าจะขมหรือเหม็น หรือสิ่งไหนที่หมอสั่งให้กิน ไม่มีการบิดพลิ้วเกี่ยงงอนเด็ดขาด

ไม่รู้เป็นเพราะปุ่มรับรสที่ลิ้นไม่ทำงาน หรือเพราะว่าสันดานเปลี่ยนตามอายุกันแน่ ฮา ฮา

มะระขี้นก เป็นผักพื้นบ้านของไทย ปู่ ย่า ตา ยาย ของพวกเรากินกันเป็นผักเป็นยามาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว น่าจะรู้จักกันมาก่อน มะระจีน ด้วยซ้ำไป

แต่เด็กเมืองสมัยใหม่ที่ไม่มีโอกาสเห็นผักพื้นบ้านขึ้นตามริมรั้วหรือเลื้อยอยู่ในป่า ส่วนใหญ่คงจะคุ้นเคยกับ มะระจีน ที่มีขายกันตามตลาดสดและซูเปอร์มาร์เก็ตมากมายกว่า มะระขี้นก

ซึ่งหากจะว่าไปแล้ว เป็น “มะระ” เหมือนกันแท้ๆ เชียว แต่เจ้ามะระขี้นกก็ช่างเล็กจิ๋วเสียเหลือเกิน ขณะที่ มะระจีน เวลาวางเทียบกัน ก็เป็นมะระยักษ์นั่นเลยทีเดียว

ส่วนเรื่อง “ขม” นั่น ขมเหมือนกัน แต่ มะระขี้นก มีรสขมจัดกว่า มะระจีน มากมาย ฉะนั้น อย่าไปหวังว่าเด็กเล็กหรือแม้แต่คนหนุ่มสาวจะยอมกินกันง่ายๆ แม้แต่ฉันเองจนบัดนี้ก็ยังเป็นไม้เบื่อไม้เมากับมะระขี้นกอยู่ ทั้งที่มอบใจให้กับมะระจีนแบบไม่มีบิดพลิ้ว

ด้วยความที่เป็นผักพื้นบ้าน ขึ้นตามธรรมชาติ ไม่มีราคาค่างวดอะไร หาเก็บกินได้ง่ายทั่วไป แถมรสชาติก็สุดแสนจะไม่ดึงดูดชวนเชิญ ฉะนั้น มะระขี้นก ก็เลยนิยมกินกันเฉพาะในหมู่ผู้ใหญ่และผู้สูงวัยเป็นส่วนมาก…

เป็นการกินแบบกินเป็นยา ในฐานะสมุนไพรและยาอายุวัฒนะมากกว่าจะกินในความรู้สึกว่าเป็นผักเหมือนผักชนิดอื่นทั่วไป

เท่าที่ฉันเคยเห็นพ่อ แม่ ญาติผู้ใหญ่ทำกัน เขาจะเลือกเอาเฉพาะผลอ่อนของมะระขี้นกเท่านั้น เอาเฉพาะที่ลูกยังเขียวอยู่ หรือไม่ก็ยังมีสีขาวติดอยู่ด้วยซ้ำไป ไม่เอาลูกที่เริ่มมีสีเหลืองแซมเด็ดขาด เพราะมันเริ่มแก่ไม่น่ากินเสียแล้ว

บรรดาผู้เฒ่าเหล่านั้นจะเอา มะระขี้นก อ่อนๆ ทั้งลูกไปต้มในน้ำเดือดจัด ใส่เกลือสักหยิบมือ พอสุกก็รีบตักขึ้นเลย สีมะระจะยังเขียวจัดอยู่ จากนั้นเอาลงมาสะเด็ดน้ำ จิ้มน้ำพริกรสจัดๆ

เข้าใจว่าความเผ็ดร้อนของน้ำพริกน่าจะช่วยดับความขมลงได้บ้าง

มะระอ่อนที่ว่านั้นผลจะเล็กมาก เท่าที่ฉันเห็นมันตามต้นที่เลื้อยอยู่ริมรั้ว ลูกใหญ่สุดไม่เกินหัวแม่มือ แต่ส่วนใหญ่ ประมาณปลายนิ้วชี้เท่านั้นเอง กินไม่ค่อยเต็มปากเต็มคำสักเท่าไหร่

ใครที่ชอบ มะระขี้นก ลูกใหญ่ก็ต้องรอผลแก่สักหน่อย ลูกจะโตขึ้นประมาณลูกมะปรางขนาดย่อมๆ แต่มะระแก่จะขมจัดกว่าเดิมมาก ก็เลยต้องผ่าครึ่งควักไส้คว้านเมล็ดออกเสียก่อน วิธีนี้จะช่วยลดความขมลงได้

บางคนก็ชอบที่จะราดหัวกะทิลงบนมะระลวก ให้มีรสหวานมันปะแล่มผสมเข้าไปเจือในรสขมบ้าง แบบนี้ก็จะได้รสสัมผัสที่ซับซ้อนขึ้น

เมื่อหลายวันก่อน แม่บ้านของบ้านนายทหารใหญ่สุดซอย มุดเข้าไปในรั้วลวดหนามข้างบ้านฉัน เธอลุยดงมะระขี้นกอยู่พักใหญ่ก็หอบยอดมะระออกมากำใหญ่ แทนที่จะเป็นผลอ่อนของมัน

เลยได้รู้ในวันนั้นว่า ที่จริงแล้วส่วนที่อร่อยอีกอย่างของมะระขี้นก ก็คือ ยอดอ่อนของมันนั่นเอง แต่ไม่ค่อยนิยมกินสดเหมือนผักชนิดอื่น เพราะฤทธิ์ขมของมันลามไปถึงใบด้วย

ช่วงไหนที่มะระไม่ค่อยให้ผล ชาวบ้านก็จะเก็บยอดอ่อนมาลวกกินแทน ส่วนใหญ่ก็จิ้มกับน้ำพริกนั่นแหละเหมาะที่สุด หรือบางคนอาจจะเอาไปใส่แกงคั่ว แกงเลียง และแกงป่า เพิ่มความเข้มข้นให้น้ำแกงมีรสขมนิดๆ ก็ได้

แม่บ้านคนนั้นเล่าว่า แถวภาคอีสาน ชอบกินยอดมะระลวกกับปลาป่น หรือไม่ก็กินกับลาบ บางทีก็เอาไปใส่แกงอ่อมหน่อไม้ แกงเห็ดแบบพื้นบ้านเพิ่มรสขมกลมกล่อมเข้มเข้าไป

ส่วนทางภาคกลาง ได้ยินว่าบางบ้านก็ประดิดประดอยปรุงแกงจืดมะระขี้นกยัดไส้หมูสับเหมือนกับที่ครัวจีนชอบทำมะระยัดไส้หมูสับตุ๋นใส่เห็ดหอม ซึ่งตามร้านข้าวต้มริมถนนนิยมกันนัก

ร้านข้าวต้มที่ฉันโปรดปรานในอดีต เขาจะมีลังถึงขนาดใหญ่ตั้งถ้วยน้ำแกงตุ๋นหมู ไก่ หน่อไม้จีนสองสามอย่างเตรียมเอาไว้ให้ร้อนกรุ่นตลอดเวลา หนึ่งในนั้นไม่มีพลาดมะระตุ๋นยาจีนไปได้ บางร้านใส่หมูสับยัดไส้เข้าไป บางร้านก็ฝานมะระชิ้นใหญ่ๆ เคี่ยวในน้ำต้มกระดูกหมูซี่โครงอ่อนเคี่ยวกันกรุบกรับ

นึกไม่ออกเหมือนกันว่ามะระขี้นกลูกจิ๋วนั่น เวลายัดหมูสับเข้าไปเป็นไส้มันแล้วรสชาติจะดีขึ้นกว่ากินสดๆ แค่ไหน

แต่ไหนๆ เราก็กินมะระขี้นกกันแบบกินเป็นยาแล้ว มาว่าถึงประโยชน์ทางยาดีกว่า

มีรายงานข่าวว่า ชาวโอกินาวา ในประเทศญี่ปุ่น นิยมกินมะระขี้นกมาก เพราะเชื่อกันว่า มะระขี้นก มีส่วนช่วยให้ชาวโอกินาวามีอายุเฉลี่ยยืนยาวกว่าชาวญี่ปุ่นทั่วไป

ส่วนในบ้านเรานั้นเชื่อกันมายาวนานว่า มะระขี้นก มีสรรพคุณช่วยเจริญอาหาร นั่นเป็นเพราะรสขมในเนื้อมะระเป็นตัวกระตุ้นให้น้ำย่อยออกมามาก ก็เลยทำให้กินอาหารได้เพิ่มขึ้น

อ้อ! คงเหตุนี้ด้วยแหละ ที่ผู้อาวุโสชอบกินมะระ มันทำให้กินข้าวได้มากและอร่อยขึ้นนี่เอง

นอกจากเจริญอาหารแล้ว เคยมีผลวิจัยว่า มะระขี้นก สามารถยับยั้งเชื้อ เอชไอวี (HIV) หรือเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ด้วย

ผลทดสอบจากห้องปฏิบัติการพบว่า โปรตีนและไกลโคโปรตีนเล็กทินจากมะระขี้นกมีประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง แต่สารเหล่านี้ดูดซึมผ่านระบบทางเดินอาหารได้น้อยมาก การกินเป็นอาหารจึงไม่สามารถลดปริมาณเชื้อไวรัสในผู้ป่วยได้ ฉะนั้น การรับประทานมะระขี้นกจึงน่าจะได้ประโยชน์ในการสร้างภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นมากกว่าการรักษาผู้ที่ป่วยแล้ว

ดังนั้น มะระขี้นก ได้รับความนิยมใช้เป็นยาอายุวัฒนะเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วย

โดยทั่วไปคนป่วยมะเร็งนิยมใช้ผลอ่อนคั้นหรือปั่นเป็นน้ำดื่ม หรือไม่ก็นำไปตากแห้งแล้วบดเป็นผงใส่แคปซูลเอาไว้กิน

การดื่มน้ำมะระคั้นนี้ว่ากันว่าได้ผลดีทีเดียวแหละ แต่จากการทดลองพบว่า วิธีสวนทวารด้วยน้ำคั้นมะระจะได้ผลดีกว่าการดื่มมาก เพราะสารสำคัญคือ MAB-30 ซึ่งเป็นสารโปรตีนนั้นหากกินผ่านหลอดอาหารจะถูกทำลายโดยกรดและน้ำย่อยอาหารในกระเพาะอาหารได้ง่าย

ซึ่งโปรตีนดังกล่าวมีหลักฐานอ้างอิงว่า มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง!

ฉะนั้น หากสวนผ่านทางทวารให้ร่างกายดูดซึมผ่านลำไส้ใหญ่ส่วนปลายโดยไม่เจอฤทธิ์กรดทำลายจึงดีกว่าแน่นอน

วิธีการที่ผู้รู้แนะนำมาก็คือ ให้ใช้เมล็ดจากผลสุกของมะระ 30 กรัม แกะเมล็ดจากฝัก ล้างเนื้อเยื่อสีแดงที่หุ้มเมล็ดออกให้หมด ผึ่งให้สะเด็ดน้ำแล้วนำมากะเทาะเมล็ดในที่มีอุณหภูมิต่ำจะได้เนื้อในสีขาว

ระหว่างกระบวนการทั้งหมดให้ระวังเรื่องความสะอาดให้ดีนะคะ ควรสวมถุงมือตลอดเวลา เมื่อได้เนื้อในเมล็ดของมะระแล้วล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง จากนั้นเติมน้ำหรือน้ำเกลือแช่เย็นลงไป 90-100 มิลลิลิตร นำไปปั่นแล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง 2-3 ชั้น จะได้น้ำยาสีขาวขุ่น

น้ำยาสีขาวขุ่นนี้ ใช้สวนทวารหนัก ครั้งละ 10 มิลลิลิตร วันละครั้ง โดยมีข้อควรระวังว่า ควรใช้วาสลินช่วยหล่อลื่นก่อนการสวนทวารทุกครั้ง ให้ระมัดระวังเรื่องความสะอาด และต้องรักษาความเย็นของน้ำมะระคั้นตลอดเวลา

ฤทธิ์ทางยาอื่นๆ น้ำต้มรากมะระขี้นกใช้ดื่มเป็นยาลดไข้ บำรุงธาตุ เป็นยาฝาดสมาน แก้ริดสีดวงทวาร แก้บาดแผลอักเสบได้

น้ำคั้นใบ ดื่มเป็นยื ทำให้อาเจียน บรรเทาอาการท่อน้ำดีอักเสบ แถมช่วยระบายท้องได้ดี

ดอกชงกับน้ำ ดื่มแก้อาการหืดหอบ

ผล นอกจากกินเป็นยาขมช่วยเจริญอาหาร บำรุงร่างกายแล้ว ยังขับพยาธิ แก้ตับและม้ามอักเสบ หรือจะคั้นน้ำมะระดื่มสัปดาห์ละไม่เกิน 1 แก้ว เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดก็ได้

อย่างไรก็ตาม มะระขี้นก เป็นพืชผักสมุนไพรมีฤทธิ์เป็นยาเย็น จึงไม่ควรกินต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ต้องเว้นระยะกินผักอย่างอื่นสลับกันไปบ้าง เพื่อให้ร่างกายเกิดความสมดุลในสภาวะหยิน หยาง

เห็นไหมคะว่า “ขมเป็นยา” ของ มะระขี้นก นั้น น่าสนใจขนาดไหน

 

น.ศ. มทร. ศรีวิชัย สงขลา ตามรอยพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่นกีฬาเรือใบ คว้ารางวัลถ้วยพระราชทาน 2012/05/13

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05032010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 526

เยาวชนคนเก่ง

วศินี จิตภูษา

น.ศ. มทร. ศรีวิชัย สงขลา ตามรอยพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่นกีฬาเรือใบ คว้ารางวัลถ้วยพระราชทาน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับการกีฬาไว้ว่า “การกีฬามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับชีวิตของแต่ละคนและชีวิตบ้านเมือง”

พระราชดำรัสนี้ แสดงให้เห็นถึงพระราชปณิธานในเรื่องการส่งเสริมการกีฬาว่าเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาบุคคลและประเทศชาติ จึงทรงส่งเสริมกีฬาทุกประเภท พร้อมทั้งทรงกีฬามากมายหลายประเภทเช่นกัน โดยเฉพาะความสนพระทัยในการกีฬาเรือใบด้วยพระราชหฤทัยอย่างแท้จริง ได้ทรงต่อเรือใบด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ซึ่งมีเพียงแต่พระองค์ท่านที่ทรงเป็นพระประมุขของชาติไทยพระองค์เดียวในโลกเท่านั้น ที่ทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านเรือใบ

นางสาวตรีรัตน์ มั่นทอง (น้องลูกเกด) นักศึกษาสาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สงขลา ยึดหลักการใช้ชีวิตตามพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางด้านกีฬา นอกเหนือจากการเรียนในห้องเรียนแล้ว ยังมีความมุ่งมั่นฝึกฝนและทุ่มเทให้กับการเล่นกีฬาเรือใบ เพียงต้องการทำในสิ่งที่ตนเองรัก และอยากเป็นตัวอย่างและแรงผลักดันให้กับเยาวชนที่กำลังตัดสินใจในการเลือกเล่นกีฬา เพราะกีฬาเรือใบสามารถสร้างพัฒนาการทางด้านทักษะ การคิด แก้ปัญหา และทำให้มีสมาธิมากยิ่งขึ้น โดยที่ผ่านมาสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รายการ Phuket King”s Cup Regatta 2010 Phuket King”s Cup Regatta 2011 รองชนะเลิศ ถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รายการ Phuket King”s Cup Regatta 2010 Phuket King”s Cup Regatta 2011 และรางวัลชนะเลิศ อันดับ 1 รายการ Island Trophy Regatta 2011

น้องลูกเกด กล่าวว่า ครั้งแรกที่ตัดสินใจเลือกเล่นกีฬาเรือใบ สิ่งที่กลัวที่สุดคือ ความยากในการบังคับเรือ การดูทิศทางลม เพราะต้องกำหนดเป้าหมาย กีฬาเรือใบเป็นกีฬาที่ต้องใช้ความว่องไวอย่างมาก และทำทุกอย่างพร้อมกันหมด ครั้งแรกที่ได้ลองเล่น รู้สึกท้อ แต่ก็สามารถผ่านมาได้ เพราะความตั้งใจ โดยไม่ได้มุ่งหวังที่จะก้าวไปสู่การแข่งขัน แต่เมื่อโอกาสมาถึง และมีผู้ใหญ่มองเห็นถึงความสามารถ จึงได้มีโอกาสเข้ามาสู่การแข่งขัน ทุกครั้งน้องลูกเกดเล่าว่า ไม่เคยคิดว่าคือการแข่งขัน แต่เป็นการไปร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเทคนิคจากเพื่อนๆ ประเทศอื่นๆ และคิดเพียงว่าหากได้ทำในสิ่งที่ตนเองถนัด และรักที่จะทำ ก็คือความสุขที่สุดแล้ว ทุกครั้งได้เล่นกีฬาเรือใบจึงพยายามเต็มที่ นอกเหนือจากนี้ยังได้ฝึกฝนการใช้ภาษาอีกด้วย เพราะน้องลูกเกดเรียนสาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล ได้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง เพราะต้องเข้าร่วมการแข่งขันกับเพื่อนต่างชาติหลายประเทศ

น้องลูกเกด กล่าวต่อไปว่า ทุกวันนี้ภูมิใจมากที่เกิดมาเป็นคนไทย และมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นประมุข เพราะในการตัดสินใจเลือกเล่นกีฬาเรือใบก็เพื่อต้องการใช้ชีวิตตามพระราชดำรัส สำหรับการได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็เป็นแรงผลักดันให้เราตั้งใจฝึกฝนให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

นอกจากการเรียน และการเล่นกีฬาเรือใบแล้ว น้องลูกเกดยังอาสาเป็นคุณครูในการฝึกสอนให้น้องๆ ที่สนใจและรักที่จะเล่นกีฬาเรือใบอีกด้วย โดยน้องๆ ที่สนใจต้องพกพาความกล้า และไม่กลัวน้ำ ไม่จำเป็นต้องว่ายน้ำเป็น เพราะทุกอย่างอยู่ที่การฝึกฝน โดยปัจจุบันมีน้องๆ ให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งสภาพแวดล้อมทางจังหวัดสงขลา ซึ่งมีพื้นที่ติดกับทะเล เหมาะแก่การเล่นกีฬาเรือใบเป็นอย่างมาก

น้องลูกเกด กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ได้รับจากการเล่นกีฬาเรือใบ นอกเหนือจากรางวัลคือ ได้ฝึกฝนตนเองในมีระบบ ระเบียบในการดำเนินชีวิต การเรียนก็เช่นกัน เวลามีอะไรเข้ามาเยอะๆ เราก็สามารถนำเทคนิคมาใช้ร่วมกันได้ คือต้องมีสมาธิ และรู้จักแบ่งเวลาให้เหมาะสม กีฬาเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราผ่อนคลาย แต่เรื่องหลักๆ ที่เราต้องรับผิดชอบคือ เรื่องเรียน อยากให้ทุกๆ คน รู้จักจัดสรรเวลาให้คุ้มค่า และเลือกทำในสิ่งที่ตนเองถนัด เพียงเท่านี้การใช้ชีวิตอยู่ในสังคมก็จะมีความสุขตามไปด้วย

 

จิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร 2012/05/13

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 526

สัมภาษณ์พิเศษ

จิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร

“เรารวบรวมพันธุ์ทุเรียนไว้ 2 ระยะ รวมแล้ว มีประมาณ 508 สายพันธุ์…เราไม่ได้ปิดตัว ทุกปีมีการชิมทุเรียน ตรวจสอบพันธุ์ไหนเหมาะสม ก็เผยแพร่ ตอนนี้มีลูกผสมอีกเยอะแยะ”

ถือว่า เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญและมีผลงานระดับแนวหน้า มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สำหรับ “กรมวิชาการเกษตร”

ทำไม จึงเป็นเช่นนี้

กรมวิชาการเกษตร สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีผลงานวิจัยเพื่อปากท้องของคนทั้งประเทศ และรวมทั้งสินค้าส่งออก ยกตัวอย่าง เล็กๆ น้อยๆ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน

เมื่อก่อน สถาบันวิจัยข้าว ก็สังกัดหน่วยงานนี้ เพิ่งแยกตัวไปเป็น กรมการข้าว ได้ไม่นานนัก

งานวิจัยขององค์กรนี้ มีผลต่อความเป็นอยู่ของผู้คนจำนวนมาก

ฝนแล้ง แมลงระบาด ผู้คนต้องร้องหา กรมวิชาการเกษตร

น้ำท่วมใหญ่ ปลายปี 2554 กรมวิชาการเกษตร ก็ได้มีบทบาทเข้าไปกอบกู้พืชพรรณล้ำค่าของบ้านเมือง

กรมวิชาการเกษตร ทำอะไรบ้าง

จิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้อธิบายให้ฟังต่อไปนี้

โปรดติดตาม…

นำทุเรียนนนท์กลับบ้าน

เรื่องทุเรียนเมืองนนท์ ทำงานภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมหลายหน่วยงาน กรมวิชาการเกษตร ได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย ในการไปรวบรวมพันธุ์ทุเรียนที่เป็นการค้าและพันธุ์ดั้งเดิม ทุเรียนนี่เป็นพืชผสมข้ามนะครับ สมัยก่อนปลูกขยายพันธุ์โดยเมล็ดก็ตั้งชื่อพันธุ์กันเยอะแยะ ก่อนน้ำท่วม เดือนตุลาคม 2554 เราได้รับข้อมูลว่าจะเสียหาย จึงส่งเจ้าหน้าที่ไปเก็บ ทั้งหมดที่เมืองนนท์ 17 สายพันธุ์ เราเอาไปเสียบยอด ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี เพื่อจะรวบรวมไว้ในแปลงอนุรักษ์ ส่วนหนึ่งส่งกลับมาให้เกษตรกร

โครงการนี้เมื่อเราทำ กระทรวงเกษตรฯ เห็นว่า น่าจะเกิดประโยชน์ สวนเมืองนนท์มีทุเรียนอยู่ราว 2,900 ไร่เศษ น้ำท่วมไปเหลืออยู่ 43 ไร่ เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรเอาทุเรียนนนท์กลับไปที่จังหวัดนนท์ ในตัวกรมวิชาการเกษตร มีศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี เรารวบรวมพันธุ์ทุเรียนไว้ 2 ระยะ รวมแล้ว มีประมาณ 508 สายพันธุ์ เราเห็นว่า เรารวบรวมจากนนท์ไป สามารถแยกได้ 60 สายพันธุ์ เราคิดว่าจะเอากลับ จึงหาต้นตอ 3 หมื่นต้น ซื้อจากภาคใต้ เอายอดพันธุ์ทุเรียนนท์ ตั้งใจว่าปีนี้ ให้คืน 2.5 หมื่นต้น พื้นที่ราว 1 พันไร่ ทุเรียน ที่เก็บจากนนท์ 17 สายพันธุ์ เราทำได้ 7 พันต้นแล้ว เอายอดไปเสียบ ตรงนี้จะกลับเดือนมิถุนายน เดือนสิงหาคม จะส่งกลับได้ 2.5 หมื่นต้น พื้นที่ 1 พันไร่

โครงการนี้เราทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วม เพื่อให้เกษตรกรเชื่อมั่น ทุเรียนนนท์ที่หายไปต้องกลับมา เราพาเกษตรกร 60 คน ไปดูทุเรียนจันทบุรี รวมทั้งยอดที่เราเก็บไปจากนนท์ด้วย…อธิบายว่า เราจะทำอย่างไร หากเป็นพันธุ์การค้าไม่พอ เรามีแปลง จีเอพี (GAP) เป็นพันธุ์ที่เรารู้ประวัติ หากไม่พอ แต่ต้องการจะให้แปลง จีเอพี ผลิต เราอยากได้หมอนทอง ให้แปลง จีเอพี ผลิต เกษตรกรไม่ถูกหลอกแน่ เตรียมไว้สำหรับปีหน้า ตั้งเป้า 2 ปี ให้จบ ปีนี้ 1 พันไร่ เกษตรกรตอนนี้ปลูกไปบ้างแล้ว

เออีซี เปิดมา ทุเรียนไม่มีใครสู้เราได้

เราไม่ได้ปิดตัว ทุกปีมีการชิมทุเรียน ตรวจสอบพันธุ์ไหนเหมาะสม ก็เผยแพร่ ตอนนี้มีลูกผสมอีกเยอะแยะ กำลังอยู่ระหว่างทดสอบ เราศึกษาหลายอย่างเกี่ยวกับทุเรียน เรื่องอายุการเก็บเกี่ยว ขนาดของต้น เราทำต่อเนื่อง ขอเรียนว่าทุเรียนไม่ได้อยู่ที่จันทบุรีอย่างเดียว ประเทศไทยผลิตทุเรียนได้เกือบทั้งปี จันทบุรีหมด ไปศรีสะเกษ ไปอุตรดิตถ์ จากนั้นลงใต้ ชุมพร ยะลา มีเกือบทั้งปี ที่ศรีสะเกษ มีเรื่องเทคโนโลยีที่ต้องเพิ่มเติมให้เกษตรกร ให้ผลผลิตมีคุณภาพ ปีที่แล้วเข้าไปเรื่องศัตรูพืช ถ้าเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) มา…ทุเรียนไม่มีใครแข่งเราได้ เราทำคุณภาพได้ แปลงจดทะเบียน จีเอพี มีประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ เรื่องทุเรียนเราน่าจะได้ประโยชน์จากการเปิด เออีซี

แหล่งทุเรียนที่น่าสนใจในอนาคตที่คุณภาพดี น่าจับตามองคือ ศรีสะเกษ คนจะส่งออกไปเวียดนาม ผู้ค้าที่จันทบุรีไปรับที่ศรีสะเกษ

ส้มโอ จะขยายพันธุ์แล้วส่งกลับ

ส้มโอ ยังเอากลับไม่ได้ ยังเอาไปฝากไว้กับต้นใหญ่ ที่สุโขทัยกับพิจิตร เกษตรกรเขาอยากได้พันธุ์เดิมของเขา เรานำของเขาไปเก็บไว้ จะขยายพันธุ์แล้วส่งกลับ เกษตรกรจะได้กลับคืน ไปเก็บใช้กำลังคนไม่เยอะ รู้ว่าน้ำจะมาก็ไปเก็บ

งานปรับปรุงพันธุ์พืชไร่

เนื่องจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง เราศึกษา อย่าง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เรามีพันธุ์ทนแล้ง

เน้นลูกผสมเป็นหลัก อย่าง ข้าวโพดหวาน เราพยายามถ่ายทอดให้ชุมชนในการผลิตเมล็ดพันธุ์ พื้นที่อยู่ภาคเหนือตอนล่าง นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ ทางชัยนาทข้าวโพดฝักสด

ถั่วเขียว มีโครงการพืชหลังนาอยู่ เราได้งบประมาณ ปี 2554 จะปลูกได้ราว 7 แสนไร่ ความหวังของเราอย่างหนึ่ง จะเป็นการปรับปรุงบำรุงดิน ให้ผลผลิตของข้าวเพิ่มขึ้นหลังปลูกถั่วเขียว

พืชไร่ ที่กรมต้องทำคงเป็นเรื่องพันธุ์แน่นอน เช่น อ้อย มีน้ำตาลสูง มันสำปะหลัง มีแป้งสูง ปาล์มน้ำมัน ก็มีลูกผสม เราเปลี่ยนชื่อสถาบันวิจัยพืชไร่ เป็น “สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน” เราแยกส่วนชัดเจนว่าอันไหนเป็นอาหาร อันไหนเป็นพลังงาน

เราต้องเอาองค์ความรู้ เรื่อง

ประสิทธิภาพการผลิตลงในพื้นที่ให้ได้

เรื่องของพืชไร่เศรษฐกิจ เราต้องเอาองค์ความรู้เรื่องประสิทธิภาพการผลิตลงในพื้นที่ให้ได้ กรมวิชาการเกษตรกรมเดียวทำไม่ได้ ปีที่แล้วเราร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง เนื่องจากศัตรูพืชทำลาย ผลผลิตหายไป 25 เปอร์เซ็นต์ ผมไปทำโครงการร่วม เดิมกรมส่งเสริมการเกษตรทำแตนเบียนปล่อยอย่างเดียว เราบอก…ไม่ได้…ถ้าทำ ต้องทำให้เกษตรกรรู้ว่า กระบวนการเพิ่มผลผลิตทำอย่างไร มันสำปะหลังจำเป็นต้องเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ เพราะพื้นที่ถูกแย่งไปทำยางพารา เกษตรกรต้องทำ เพราะจาก 5 เหลือ 3 ต้องเอา 3 กลับไปเป็น 5 ให้ได้ ในโครงการได้ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยใช้ศูนย์พัฒนาจังหวัด เป็นองค์กรในท้องที่ วิธีการของผมก็คือ มีแปลงต้นแบบในการผลิต ให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีไปใช้ ผมอบรมเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรในจังหวัดให้เขารู้ เขาไปอบรมเกษตรกร มาดูแปลงต้นแบบ

สุดท้าย มีแมลงศัตรูพืช กรมส่งเสริมการเกษตรไปปล่อยแมลงช้างปีกใส ไปปราบเพลี้ยแป้งสีน้ำตาล แต่เพลี้ยแป้งสีชมพู จะต้องเป็นแตนเบียนเพลี้ยแป้งสีชมพู กรมส่งเสริมการเกษตร เขาชวนผมผลิต กรมส่งเสริมการเกษตรบอกว่า ถ้าผลิตต้องส่งให้ฤดูแล้ง มกราคม-กุมภาพันธ์ ผมบอกว่า ส่งฤดูแล้ง ผมไม่ทำ แต่ถ้าทำกับผมต้องป้องกันก่อน ต้องไปปล่อย พฤศจิกายน-ธันวาคม ปล่อยตามแผนของผม วางแผนถ้าปล่อยต้องปล่อยทั่วประเทศ เรามีเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว นอกจากนี้ ผมยังไปชวนมูลนิธิพัฒนามันสำปะหลัง ที่ห้วยบง ด่านขุนทด นครราชสีมา มาร่วม เขาผลิตแต่ปล่อยไม่ได้ ผมมีหน่วยงานไปรับไปปล่อยได้ นอกจากนี้ ยังชวนสมาคมแป้งมันฯ มาร่วมด้วย ประสานงานให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังมารับแตนเบียน แล้วปล่อยไป จะเห็นว่า เพลี้ยแป้งสีชมพู ในมันสำปะหลังที่ผ่านมาแทบไม่มีเลย มีข่าวเพลี้ยบ้าง เข้าไปดู เป็นเพลี้ยแป้งชนิดอื่น ไม่ใช่เพลี้ยแป้งสีชมพู ข้อมูลตรงนี้ กรมวิชาการเกษตรเริ่มมา อยากทำนโยบายเชิงรุก กระทรวงก็ไม่รู้ว่า กรมวิชาการเกษตรทำ เจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรวางแผน

มีการพูดคุยที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า การป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังในต่างประเทศ ใช้เวลา 10 ปี ของเราใช้ 3 ปี เราไม่ได้หยุด เราทำต่อ เราจะควบคุมต่อ ตัดวงจรไม่หมด…เรื่องมันจึงสรุปว่า เรื่องป้องกันกำจัด เราไม่ได้ใช้สารเคมี สารเคมีใช้ได้ 2 ครั้ง เท่านั้นเอง คือระยะปลูก คือชุบท่อนพันธุ์ ช่วยได้ ต่อมาคือใช้กำจัดวัชพืชถ้าจำเป็น หากมีเพลี้ยแป้งก็ปล่อยศัตรูธรรมชาติ สิ่งที่เรากังวลมาก กลัวจะมีการซื้อสารเคมีแจก เราตกลง ต้องป้องกันกำจัด

หากมีระบาด เมื่อถึงจังหวัดเขาจะซื้อสารเคมีแจก เมื่อพ่นสารเคมี ศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยแป้งจะตายหมด

มะพร้าวที่มีศัตรูระบาด

ควรเพิ่มศัตรูธรรมชาติของศัตรูมะพร้าว

ตอนนี้ไม่มีวิธีการแบบเบ็ดเสร็จจะไปปราบศัตรูมะพร้าว เราใช้จุลินทรีย์ก็ได้แต่ควบคุม ใช้แตนเบียนก็ได้แต่ควบคุม

วิธีการจะกำจัดศัตรูทำลายมะพร้าว เรากำลังจะนำเข้าแตนเบียนจากอินเดียและศรีลังกา หนอนหัวดำในมะพร้าวที่ศรีลังกาไม่มี เขาพร้อมที่จะให้เรา อินเดีย เขามีแตนเบียนหนอนหัวดำ เขาจะให้เรา แต่มีขั้นตอน แต่ศรีลังกาเขาจะให้เราเลย เป็นการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ เป็นแตนเบียนหนอนหัวดำ

ปาล์มน้ำมัน

สามารถผลิตได้ 70 ล้านเมล็ด

เรื่องพันธุ์เราทำอยู่แล้ว เรามีพันธุ์ “สุราษฎร์ธานี 7″ เราทำการทดสอบขยายผล มีต้นแม่พันธุ์ สามารถผลิตได้ 70 ล้านเมล็ด เราขายในราคาค่อนข้างถูก สิ่งที่ต้องทำคือ มาตรฐานลานรวบรวม เปอร์เซ็นต์น้ำมันกับราคารับซื้อ

ถามว่า…ที่อีสาน ปลูกปาล์มน้ำมันได้ไหม ปลูกได้…แต่ต้องมีน้ำ หากไม่มีน้ำ ไม่ควรปลูก เพราะว่าไม่คุ้ม การปลูกที่อีสานต้องชัดเจน ต้องไปที่พลังงาน ไม่ใช่ไปที่กิน เพราะว่ากินสู้ทางใต้ไม่ได้ ดังนั้น ต้องมีเป็นกลุ่ม 3-5 พันไร่ ให้มีโรงงานรับซื้อย่อมๆ ต้องชัดเจน เดี๋ยวจะมีปัญหาเหมือนมะม่วงหิมพานต์ ต้องมีข้อมูลว่าปลูกได้ ไม่ได้ ตรงไหน

ประชาคมอาเซียนเปิด

งานวิจัยต้องปรับตัวไหม

ต้องปรับเยอะ กรมวิชาการเกษตรดูแลเรื่องกฎหมาย บุคลากรของกรมต้องพัฒนา ตรงนี้ต้องทำ ต้องลดต้นทุนเกษตรกร

กฎหมายที่กรมดูแลอยู่ เรื่องของพระราชบัญญัติพันธุ์พืช การกักกันพืช ต้องดูทั้งหมด กำหนดมาตรฐานคุณภาพ จะส่งออกเป็นอย่างไร เช่น ข้าว ต้องศึกษารีบกำหนด ทำไปมากแล้ว

งานวิจัย ต้องทำลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต กำหนดโซนนิ่ง ให้เกษตรกรแข่งขันให้ได้

ตอนนี้เราทำอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องกฎหมาย เราตั้งทีมงาน

เรื่องเกษตร คงไม่วุ่นวาย เพราะว่ามีคณะทำงานศึกษาอยู่

มีเรื่องการเจรจาต่อรอง การประชุม

จีเอพี ร่วมมือกัน จะทำให้สากลขึ้น

นโยบาย กรมวิชาการเกษตร กับการผลิตพืช

กรมวิชาการเกษตร มีนโยบายในการแก้ปัญหาการผลิตและการตลาดของพืชต่างๆ หลายประการ ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะด้านการวิจัยพันธุ์พืชและผลงานวิจัยด้านการปรับปรุงพันธุ์พืช

ประการแรก กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการอนุรักษ์ความหลากหลายของเชื้อพันธุ์พืชสวน ทั้ง ทุเรียน และพืชสวนอื่นๆ ในสภาพธรรมชาติในแหล่งเดิม รวบรวมไว้ตามศูนย์สถานีต่างๆ ที่มีมากกว่า 120 แห่ง ทั่วประเทศ ในรูปของแปลงรวบรวมพันธุ์ (Field Genebank) เก็บรักษาเชื้อพันธุ์พืช กลุ่มข้าวและธัญพืชเมืองหนาว 5 ชนิด พืชไร่ 21 ชนิด กลุ่มพืชสวน ได้แก่ ไม้ผล 56 ชนิด 2,638 ตัวอย่างพันธุ์ ไม้ดอกไม้ประดับ 18 ชนิด 1,583 ตัวอย่างพันธุ์ พืชผัก 16 ชนิด 939 ตัวอย่างพันธุ์ พืชสมุนไพรและเครื่องเทศ 7 ชนิด 7,310 ตัวอย่างพันธุ์ และพืชสวนอุตสาหกรรม 9 ชนิด 1,555 ตัวอย่างพันธุ์ รวมพืชสวนทั้งหมด 14,025 ตัวอย่างพันธุ์

ประการที่สอง กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการอนุรักษ์ความหลากหลายของเชื้อพันธุ์พืชต่างๆ นอกสภาพธรรมชาติ ได้แก่ การอนุรักษ์เก็บเชื้อพันธุ์ในธนาคารเชื้อพันธุ์พืช (Genebank) เพื่อเป็นวัตถุดิบใช้ประโยชน์ในทางการเกษตร โดยมีห้องปฏิบัติการเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ ณ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ข้าวธัญพืชและพืชไร่อื่นๆ ประมาณ 60,351 สายพันธุกรรม จำนวนพืช 88 ชนิดพืช และบางส่วนเก็บรักษาไว้ในห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช กระจายอยู่ตามกองวิจัย สำนักวิจัยและสถาบันวิจัยต่างๆ

ประการที่สาม ในกรณีของพืชที่อยู่ในสภาวะมีน้อย หายาก และใกล้สูญพันธุ์ กรมวิชาการเกษตร ได้มีมาตรการดูแลในเรื่องของกฎหมายหรือพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และ พ.ศ 2535 พระราชบัญญัติยางพาราและพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช และยังเป็นสมาชิกของอนุสัญญาการค้าระหว่างประเทศ ว่าด้วยสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือ CITES

ประการที่สี่ มีการขึ้นทะเบียนพันธุ์และการรับรองพันธุ์พืช ในช่วง 46 ปี ที่ผ่านมา มีพันธุ์แนะนำ พันธุ์รับรอง พืชพันธุ์ดีชนิดต่างๆ ออกมามากกว่า 200 พันธุ์ กรมวิชาการเกษตร ได้ประกาศพันธุ์พืชรับรองและพันธุ์พืชแนะนำหลายชนิด ได้ออกกฎหมายตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2518 และ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2535 เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนพันธุ์พืช การรับรองพันธุ์พืช เป็นการส่งเสริมให้มีการคิดค้นปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ๆ ที่มีคุณสมบัติที่ดีออกมาอย่างต่อเนื่อง

ผลงานวิจัยพันธุ์พืชสวน

จนถึงปัจจุบันมีภาคเอกชนและส่วนราชการนำพันธุ์พืชสวนที่ได้รับการคัดเลือกหรือปรับปรุงพันธุ์มาขึ้นทะเบียน ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และ พ.ศ. 2535 จำนวนมาก ได้แก่ ไม้ผล 33 ชนิด ไม้ดอกไม้ประดับ 3 ชนิด พืชสวนอุตสาหกรรม 6 ชนิด พืชผัก 10 ชนิด และพืชหัว 4 ชนิด รายละเอียดของพันธุ์พืชรับรองและพันธุ์พืชแนะนำ สามารถสืบค้นในระบบฐานข้อมูลเชื้อพันธุ์พืช ในเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร www.doa.go.th

ผลงานวิจัยพันธุ์พืชสวน ระหว่างปี 2515-2539 ประกอบไปด้วยพันธุ์แนะนำหรือพันธุ์รับรอง ดังนี้

พันธุ์รับรอง : กลุ่มพืชผัก 5 ชนิดพืช 6 สายพันธุ์ ได้แก่ คะน้า (พันธุ์แม่โจ้ 1), ถั่วลันเตา (พันธุ์แม่โจ้ 1), ถั่วลันเตา (พันธุ์แม่โจ้ 2), ผักกาดหัว (พันธุ์แม่โจ้ 1), พริกขี้หนู (พันธุ์ห้วยสีทน 1), ผักบุ้ง (พันธุ์พิจิตร 1)

กลุ่มพืชสวนอุตสาหกรรม 3 ชนิดพืช 6 สายพันธุ์ ได้แก่ มะพร้าว (สวีลูกผสม 1), มะพร้าว (ชุมพรลูกผสม 60), มะพร้าว (ชุมพรลูกผสม 2), มะม่วงหิมพานต์ (พันธุ์ ศก. 60-1), มะม่วงหิมพานต์ (พันธุ์ ศก. 60-2), โกโก้ (พันธุ์ลูกผสมชุมพร 1)

พันธุ์แนะนำ : กลุ่มพืชผัก 1 ชนิดพืช 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ถั่วลันเตา (พันธุ์ฝักเล็ก เชียงราย 2), ถั่วลันเตา (พันธุ์ฝักใหญ่ เชียงราย 3)

กลุ่มพืชสวนอุตสาหกรรม 1 ชนิดพืช 3 สายพันธุ์ ได้แก่ มะคาเดเมีย (พันธุ์เชียงใหม่ 400), มะคาเดเมีย (พันธุ์เชียงใหม่ 700), มะคาเดเมีย (พันธุ์เชียงใหม่ 1000)

กลุ่มไม้ผล 3 ชนิดพืช 3 สายพันธุ์ ได้แก่ มะขามเปรี้ยว (พันธุ์ศรีสะเกษ), มะม่วงแก้ว (พันธุ์แก้วศรีสะเกษ 007), มะละกอ (พันธุ์แขกดำศรีสะเกษ)

ผลงานวิจัยพันธุ์พืชสวนในรอบ 10 ปี (2540-2550) ประกอบไปด้วยพันธุ์แนะนำหรือพันธุ์รับรอง ดังนี้

พันธุ์รับรอง : กลุ่มพืชผัก 2 ชนิดพืช 2 สายพันธุ์ ได้แก่ พริกชี้ฟ้า (พันธุ์พิจิตร 1), มะเขือเทศ (พันธุ์ศรีสะเกษ 1)

กลุ่มพืชสวนอุตสาหกรรม 1 ชนิดพืช 1 สายพันธุ์ ได้แก่ กาแฟอาราบิก้า (เชียงใหม่ 80)

พันธุ์แนะนำ : กลุ่มพืชผัก 2 ชนิดพืช 3 สายพันธุ์ ได้แก่ พริกขี้หนู (ห้วยสีทนศรีสะเกษ), ถั่วฝักยาว (พิจิตร 2), ถั่วฝักยาว (น่าน 1)

กลุ่มพืชหัว 2 ชนิดพืช 2 สายพันธุ์ ได้แก่ เผือก (พิจิตร 1), มันเทศ (พิจิตร 1)

กลุ่มไม้ผล 6 ชนิดพืช 13 สายพันธุ์ ได้แก่ มะละกอ (ลูกผสมพันธุ์พิจิตร), มะละกอ (แขกดำท่าพระ หรือท่าพระ 2), ทุเรียน (ก้านยาวอารีจันทบุรี), ทุเรียน (ชะนีชาญชัยจันทบุรี), ทุเรียน (หมอนทองสันต์จันทบุรี), ทุเรียน (ลูกผสมพันธุ์จันทบุรี 1), ทุเรียน (ลูกผสมพันธุ์จันทบุรี 2), ทุเรียน (ลูกผสมพันธุ์จันทบุรี 3), ส้มโอ (ท่าข่อยบุญยงค์พิจิตร), เงาะ (พลิ้ว เบอร์ 3), สับปะรด (เพชรบุรี), มะม่วง (จันทบุรี 1), มะม่วง (จันทบุรี 2)

กลุ่มพืชสวนอุตสาหกรรม 2 ชนิดพืช 7 สายพันธุ์ ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน (ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 1), ปาล์มน้ำมัน (ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 2), ปาล์มน้ำมัน (ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 3), ปาล์มน้ำมัน (ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 4), ปาล์มน้ำมัน (ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 5), ปาล์มน้ำมัน (ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 6), กาแฟ (โรบัสต้าพันธุ์ชุมพร 1)

ผลงานวิจัยพันธุ์พืชสวน ในปี พ.ศ. 2550-ปัจจุบัน ประกอบไปด้วยพันธุ์แนะนำหรือรับรอง

กลุ่มพืชผัก 4 ชนิดพืช 5 สายพันธุ์ ได้แก่ ผักกาดขาวปลี (พันธุ์ลูกผสมฝาง 21), ถั่วฝักยาว (พันธุ์ PYB8), แตงกวาลูกผสม (พันธุ์ CB-Astar 17-2-2), แตงกวาลูกผสม (พันธุ์ SCB 7-2-2), กุยช่าย (พันธุ์ พจ.166), ขมิ้นชัน (ตรัง 1)

กลุ่มพืชหัว 1 ชนิดพันธุ์ 2 สายพันธุ์ ได้แก่ มันฝรั่ง [พันธุ์ FLS-12 (CIP 385131.52)], มันฝรั่ง (พันธุ์ FLS-13 (CIP 385144.31)]

กลุ่มไม้ผล 3 ชนิดพืช 4 สายพันธุ์ ได้แก่ มะละกอ (พันธุ์ท่าพระ 3), มะละกอ (พันธุ์ขอนแก่น 80), ลิ้นจี่ลูกผสม (พันธุ์ฝาง 28), ฝรั่ง (พันธุ์ พจ.13-10)

กลุ่มพืชสวนอุตสาหกรรม 3 ชนิดพืช 5 สายพันธุ์ ได้แก่ ชา [แม่จอนหลวง เบอร์ 2 (MCL #2)], ชา [แม่จอนหลวง เบอร์ 3 (MCL #3)], มะพร้าว (น้ำหอม), กาแฟโรบัสต้า (ชุมพร 2), กาแฟโรบัสต้า (ชุมพร 3)

กลุ่มไม้ดอก 4 ชนิดพืช 35 สายพันธุ์ ได้แก่ หน้าวัว (ห้างฉัตร 001-34), หน้าวัว (ห้างฉัตร 002-019), หน้าวัว (ห้างฉัตร 003-044), หน้าวัว (ห้างฉัตร 004-066), หน้าวัว (ห้างฉัตร 005-067), หน้าวัว (พันธุ์ฝาง-09), หน้าวัว (พันธุ์ฝาง-32), หน้าวัว (พันธุ์นาไก), หน้าวัว (ลูกผสมสายพันธุ์บางกอกน้อย 201-3), หน้าวัว (ลูกผสมสายพันธุ์บางกอกน้อย 107-2), หน้าวัว (ลูกผสมสายพันธุ์บางกอกน้อย 021-4), หน้าวัว (เปลวเทียนลูกผสมสายพันธุ์บางกอกน้อย 101-4), หน้าวัว (เปลวเทียนลูกผสมสายพันธุ์บางกอกน้อย 006-1), หน้าวัว (เปลวเทียนลูกผสมสายพันธุ์บางกอกน้อย T7), ปทุมา (พันธุ์ pp-pp-01-4), ปทุมา (พันธุ์ AP-AW-01-4), ปทุมา (พันธุ์ DM-P-M-4), ปทุมา (พันธุ์ CM-P-M-2), ปทุมา (พันธุ์ AP-WG-01-2), ปทุมา (พันธุ์ AW-LP-01-3), ดาหลา (พันธุ์แดงดกธารโต), ดาหลา (พันธุ์บัวแดงเล็ก), ดาหลา (พันธุ์ชมพูดกธารโต), ดาหลา (พันธุ์บานเย็นธารโต), ดาหลา (พันธุ์บัวชมพูเล็ก), ดาหลา (ตรัง 1), ดาหลา (ตรัง 2), ดาหลา (ตรัง 3), ดาหลา (ตรัง 4), ดาหลา (ตรัง 5), ว่านสี่ทิศ (พันธุ์วาวี 01), ว่านสี่ทิศ (พันธุ์วาวี 02), ว่านสี่ทิศ (พันธุ์วาวี 03), ว่านสี่ทิศ (พันธุ์วาวี 04), ว่านสี่ทิศ (พันธุ์วาวี 05), ว่านสี่ทิศ (พันธุ์วาวี 06), ว่านสี่ทิศ (พันธุ์ดอยช้าง 01), ว่านสี่ทิศ (พันธุ์ดอยช้าง 02), ว่านสี่ทิศ (พันธุ์ดอยช้าง 03), ว่านสี่ทิศ (พันธุ์ดอยช้าง 04)

รวมแล้วได้ผลงานวิจัยพันธุ์พืชสวนที่เป็นพันธุ์รับรองและพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร รวมทั้งสิ้น 40 ชนิดพืช 96 สายพันธุ์

ผลงานพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ไม้ผล

ก.ทุเรียน

พันธุ์หมอนทองสันต์จันทบุรี ลักษณะดีเด่นคือ เนื้อหนา สีเหลืองเข้ม เนื้อละเอียด เส้นใยน้อย มีการสุกสม่ำเสมอทั้งผล พันธุ์แนะนำ : 22 สิงหาคม 2540

พันธุ์ชะนีชาญชัยจันทบุรี ลักษณะดีเด่นคือ เนื้อหนา หวานมันพอดี เนื้อแห้ง เส้นใยน้อย เปอร์เซ็นต์เมล็ดลีบสูง พันธุ์แนะนำ : 22 สิงหาคม 2540

ก้านยาวอารีจันทบุรี ลักษณะดีเด่นคือ ผลใหญ่ เนื้อสีเหลืองเข้ม เนื้อละเอียดและเหนียวมาก เส้นใยน้อย พันธุ์แนะนำ : 22 สิงหาคม 2540

พันธุ์ลูกผสมพันธุ์จันทบุรี 1 ลักษณะดีเด่นคือ ผลผลิตออกต้นฤดู อายุเก็บเกี่ยวสั้น 105 วัน หลังดอกบาน ลักษณะภายนอกมีพูสมบูรณ์ น้ำหนัก 2.65-3.61 กิโลกรัม ต่อผล สีเนื้อเหลือง รสชาติหวานมัน เนื้อค่อนข้างละเอียด กลิ่นอ่อนมาก เนื้อคงสภาพได้นานหลังปลิงหลุด พันธุ์แนะนำ : 09 ตุลาคม 2549

พันธุ์ลูกผสมพันธุ์จันทบุรี 2 ผลผลิตออกต้นฤดู อายุเก็บเกี่ยวสั้น 95 วัน หลังดอกบาน ลักษณะภายนอกมีพูสมบูรณ์ ผลมีขนาดเล็ก น้ำหนัก 1.52-2.27 กิโลกรัม ต่อผล สีเนื้อเหลือง เข้ม รสชาติหวานมัน เนื้อเหนียวละเอียด กลิ่นอ่อน พันธุ์แนะนำ : 09 ตุลาคม 2549

พันธุ์ลูกผสมพันธุ์จันทบุรี 3 ผลผลิตออกต้นฤดู อายุเก็บเกี่ยวสั้น 97 วัน หลังดอกบาน ลักษณะภายนอกมีพูสมบูรณ์ น้ำหนัก 2.54-3.67 กิโลกรัม ต่อผล สีเนื้อเหลืองเข้ม รสชาติหวานมัน เนื้อละเอียด เหนียว พันธุ์แนะนำ : 09 ตุลาคม 2549

ข. มะม่วง

พันธุ์แก้วศรีสะเกษ 007 ลักษณะดีเด่นคือ ผลผลิตสูง ผลใหญ่ เปอร์เซ็นต์เนื้อสูงและแน่น เนื้อละเอียดไม่มีเสี้ยน ให้ผลผลิตสูงและสม่ำเสมอ ต้านทานต่อโรคแอนแทรกโนสได้ดีเมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์น้ำดอกไม้ที่อ่อนแอต่อโรคนี้ พันธุ์แนะนำ : 24 สิงหาคม 2537

พันธุ์มะม่วงพันธุ์จันทบุรี 1 ลักษณะดีเด่นคือ ผลแก่จัดเนื้อกรอบ รสชาติหวานมัน เสี้ยนน้อย ผลสุกมีเนื้อสีเหลืองอ่อน รสชาติหวาน มีวิตามินซีสูง พันธุ์แนะนำ : 29 สิงหาคม 2545

พันธุ์มะม่วงพันธุ์จันทบุรี 2 ลักษณะดีเด่นคือ เนื้อละเอียด เสี้ยนน้อย รสชาติหวาน กลิ่นหอม มีความต้านทานโรคแอนแทรกโนสมากกว่าพันธุ์ Arumanis และหนังกลางวัน พันธุ์แนะนำ : 29 สิงหาคม 2545

ค. ส้มโอ

พันธุ์ท่าข่อยบุญยงค์พิจิตร ลักษณะเด่น เนื้อมีรสชาติดีกว่าส้มโอพันธุ์ท่าข่อยทั่วไป ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของเขตภาคเหนือตอนล่างได้ดี ผลค่อนข้างโต พันธุ์แนะนำ : 25 กันยายน 2540

ง. มะละกอ

พันธุ์แขกดำศรีสะเกษ ลักษณะเด่น ผลดก ติดผลเร็ว มีความบริสุทธิ์ของสายพันธุ์สูงกว่าพันธุ์แขกดำทั่วไปที่เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์เอง ทนทานต่อโรคใบจุดวงแหวนในระยะต้นกล้าปานกลาง พันธุ์แนะนำ : 24 สิงหาคม 2537

พันธุ์ลูกผสมพันธุ์พิจิตร ลักษณะเด่น น้ำหนักผล ความหนาเนื้อผล และปริมาณน้ำยางดีกว่าพันธุ์แขกดำ คือ มีน้ำหนักผลเพิ่มขึ้น ความหนาเนื้อผลเพิ่มขึ้น พันธุ์แนะนำ : 27 มิถุนายน 2540

พันธุ์แขกดำท่าพระ (ท่าพระ 2) ลักษณะเด่น ต้นเตี้ย ให้ผลเร็ว เนื้อสีเหลือง ทนทานต่อโรคจุดวงแหวน พันธุ์แนะนำ : 21 พฤศจิกายน 2540

พันธุ์ขอนแก่น 80 ลักษณะเด่น ผลเล็ก เนื้อมีสีแดงอมส้ม รสชาติหวาน ผลงานดีเด่น ปี 2536 ของกรมวิชาการเกษตร ปี พ.ศ. 2552

จ. เงาะ

พันธุ์พลิ้ว เบอร์ 3 ลักษณะเด่น ผลผลิตสูง ผลไม่แตกง่ายหรือร่วงจากขั้วเร็วเกินไป รสชาติอร่อยกว่าพันธุ์สีชมพู เป็นพันธุ์เบา สามารถเก็บเกี่ยวได้ต้นฤดู สีผลและขนสวยงาม ช่อค่อนข้างยาว พันธุ์แนะนำ : 21 พฤศจิกายน 2540

ฉ. สับปะรด

พันธุ์เพชรบุรี ลักษณะเด่น รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอมแรง เนื้อกรอบ เนื้อสีเหลืองอมส้มสม่ำเสมอ สามารถแกะแยกผลย่อยหรือตา (fruitlet) ออกจากกันโดยง่าย และรับประทานแกนผลได้ พันธุ์แนะนำ : 18 มีนาคม 2541

 

2 ทศวรรษ ขนุนทองประเสริฐ ยงยุทธ วงษ์จิราษฎร์…เจ้าของเดิม ยังคงโกยเงินอย่างต่อเนื่อง 2012/05/13

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 526

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา

2 ทศวรรษ ขนุนทองประเสริฐ ยงยุทธ วงษ์จิราษฎร์…เจ้าของเดิม ยังคงโกยเงินอย่างต่อเนื่อง

ไทยเป็นเมืองร้อน ไม้ผลที่ปลูกกันอยู่หนีไม่พ้น ขนุน มะม่วง มะกรูด มะนาว มะพร้าว ส้มโอ…เกษตรกรบางคนปลูกมะม่วงแล้วราคาผลผลิตตกต่ำ อยากปลูกแอปเปิ้ลคงทำได้ยาก ทางออกที่ทำได้คือ ลดต้นทุนการผลิต ปลูกพันธุ์ที่ตลาดต้องการ และที่นิยมกันมากคือ การผลิตให้ออกนอกฤดู หรือก่อนฤดูเล็กน้อย

ขนุน…เป็นไม้ผลเมืองร้อน ที่นิยมปลูกกันมานาน เดิมทีการผลิตมีแนวทางคล้ายไม้ผลชนิดอื่น คือเพื่อบริโภคในครัวเรือน มีเหลือก็แจกจ่าย ต่อมามีผลิตเป็นการค้ามากขึ้น จนทุกวันนี้ วงการขนุนมีความก้าวหน้ามาก ผลผลิตสามารถส่งออกไปจำหน่ายยังสาธารณรัฐประชาชนจีน เวียดนาม และประเทศอื่นๆ

ยุคเก่าก่อน งานพัฒนาขนุน มีการพูดถึงเรื่องสายพันธุ์กัน

พันธุ์ขนุนเมื่อ 30 ปี ที่แล้ว ดังมากๆ คือ ขนุนฟ้าถล่ม ทองสุดใจ และจำปากรอบ เจ้าของคือ คุณสมปอง ตวงทอง อยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี

เมื่อเทคโนโลยีชาวบ้าน ก่อตั้งได้ 3-4 ปี เคยนำเสนอขนุนตาบ๊วย และขนุนบ๊วยฉิมพลี ของ คุณลุงฉิม บุญเปี่ยม (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว)

จากนั้นขนุนได้เสนอตัวต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ใครที่ไปเที่ยวงานเกษตรแฟร์หรือเกษตรแห่งชาติ จะเห็นเกษตรกรนำสายพันธุ์ขนุนออกมาจำหน่าย ไม่น้อยไปกว่าไม้ผลชนิดอื่น

ในสารบบจริงๆ พันธุ์ขนุนในบ้านเรามีเป็น 100 สายพันธุ์ แต่เข้าใจว่า ปัจจุบัน ส่วนใหญ่ได้สูญหายตายจากไปแล้ว เหลือเพียงสายพันธุ์ที่โดดเด่น ครองใจผู้ผลิตและผู้บริโภคจริงๆ เท่านั้น ซึ่งขนุนที่อยู่ได้นั้น เปอร์เซ็นต์ของเนื้อที่บริโภคได้ต่อน้ำหนักผลต้องสูง ออกผลทะวาย รสชาติดี ทนทานต่อโรคแมลง ปรับตัวได้ง่ายต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่แตกต่าง เนื้อในรสชาติดี มีความสม่ำเสมอ

ตามหา ขนุน “ทองประเสริฐ” จนเจอ

ตั้งแต่ช่วงปี 2530 เป็นต้นมา มีการค้นหาสายพันธุ์ไม้ผลกันมาก ขนุนก็มีการพูดถึงในวงกว้าง

เมื่อปลายปี 2537 ทางนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้รับการบอกเล่าจาก คุณทวีศักดิ์ ด้วงทอง นักวิชาการไม้ผล กรมส่งเสริมการเกษตร ปัจจุบัน เป็นผู้อำนวยการกลุ่มงานไม้ผลไม้ยืนต้น กรมส่งเสริมการเกษตร และเป็นที่ปรึกษานิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน คุณทวีศักดิ์ ชวนออกไปดูงานปลูกไม้ผลหลายครั้งหลายหนด้วยกัน บางครั้งตามอยู่ทั้งวัน แต่ก็คว้าน้ำเหลว

สำหรับ ขนุนทองประเสริฐ ของ คุณยงยุทธ วงษ์จิราษฎร์ อยู่บ้านเลขที่ 192/6 ถนนบ้านบึง-แกลง ตำบลทางเกวียน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ทราบว่ามีปลูกมานานพอสมควรแล้ว เจ้าของยังไม่อยากเผยแพร่ เพราะไม่แน่ใจ กระนั้นก็ตาม ได้มีการนำมาปลูกที่ตำบลบางขนุน อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี และแถบอำเภอบางใหญ่

รอเวลาอยู่นาน จนกระทั่งเดือนเมษายน 2538 จึงมีโอกาสได้ไปพูดคุยกับคุณยงยุทธ โดยมี คุณทวีศักดิ์ ด้วงทอง เป็นผู้นำทาง เดือนพฤษภาคม 2538 เทคโนโลยีชาวบ้านจึงได้ตีพิมพ์เรื่องขนุนทองประเสริฐ

หลังจากเผยแพร่เรื่องราวของขนุนไปแล้ว มีสื่ออื่นๆ ได้สนใจเผยแพร่เพิ่มเติมกันจำนวนไม่น้อย เนื่องจากของเขาดีจริง

ระยะเวลาผ่านมานาน คุณยงยุทธ บอกว่า ตั้งแต่นำมาทดลองปลูก จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปีแล้ว ถือได้ว่าขนุนทองประเสริฐ ครองใจผู้ปลูกทั้งประเทศ รวมทั้งผู้บริโภคด้วย

ผู้ผลิตรายใหญ่จริงๆ อยู่ที่อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เป็นขนุนทองประเสริฐล้วนๆ 700 ไร่ ผลผลิตส่วนใหญ่ระยะนี้ ส่งต่างประเทศ

ที่มาของขนุน

คุณยงยุทธ เล่าว่า มีคนรู้จักที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เห็นขนุนที่นั่นคุณภาพดี อยากให้กลุ่มของคุณยงยุทธทดลองปลูกดู จึงนำขนุนทั้งผลส่งมาให้แกะดูเนื้อ ที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

ทั้งคุณยงยุทธและเพื่อนที่อำเภอแกลง ได้ชิมเนื้อแล้ว ยอมรับว่า ขนุนจากแดนใต้ดีจริง จึงนำเมล็ดมาเพาะไว้จำนวนหนึ่ง โดยไม่ให้ความสำคัญมากนัก เนื่องจากที่อำเภอแกลง มีอาชีพหลักคือ ปลูกเงาะ ทุเรียน รวมทั้งยางพารา ขนุนไม่น่าจะไปได้ดี หรือทำเงินทำทองให้มากนัก ขนุนที่เพาะไว้งอกงามขึ้นมา 30 ต้น จากนั้น คุณยงยุทธได้นำไปปลูก ปรากฏว่า ขนุนให้ผลในเวลาที่รวดเร็วมากหลังจากปลูก เพราะได้ลักษณะเด่นจากพ่อแม่มานั่นเอง

ขนุน จำนวน 30 ต้น ที่ได้จากการเพาะเมล็ด ลักษณะของผลและเนื้อในแตกต่างกันอย่างมาก เนื่องจากมีการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดนั่นเอง คุณยงยุทธได้เลือกต้นที่ดีที่สุด พร้อมกับตั้งชื่อว่า “ทองประเสริฐ” ชื่อก็บ่งบอกอยู่แล้ว คือยวงขนุนมีสีเหลืองทอง ต่อมามีการขยายพันธุ์ขนุนด้วยวิธีการทาบกิ่งเป็นหลัก นานๆ ครั้งมีการนำยอดทองประเสริฐไปเสียบ ทำให้ไม่มีการกลายพันธุ์

กิ่งพันธุ์ขนุน ที่ได้จากการทาบกิ่ง เมื่อนำไปปลูกที่เชียงใหม่ นครพนม ก็ยังเป็นทองประเสริฐดังเดิม เพียงแต่ว่า คุณภาพอาจจะมากน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม ขณะเดียวกัน หากมีคนนำเมล็ดทองประเสริฐไปเพาะ ผลผลิตที่ได้ออกมา จะมีความแตกต่างกันไป แต่ลักษณะเด่นอย่างหนึ่ง ที่พบเห็นนั้น ต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดติดผลเร็ว บางครั้งเพียง 2 ปี ก็มีผลผลิตแล้ว ถือว่าน่าสนใจสำหรับประเด็นนี้ หากใครที่ต้องการปรับปรุงพันธุ์ เพราะจะรู้ผลเร็วมาก

ระยะเวลาติดผลเร็ว ติดผลดกของทองประเสริฐ จากการเพาะเมล็ด ผู้สนใจน่าจะอาศัยปรากฏการณ์นี้ นำเมล็ดไปปลูก เช่นโรงเรียนห่างไกล เกษตรกรที่ไม่มีเวลาดูแล เพราะปลูกด้วยเมล็ดปลูกง่าย ต้นแข็งแรง ไม่ต้องเอาใจใส่มากก็มีผลไม้ไว้รับประทานกัน

จุดเด่นของขนุนทองประเสริฐ คือผลผลิตดก เปอร์เซ็นต์เนื้อที่รับประทานได้สูง หากผลขนุนสมบูรณ์ดี จะแกะเนื้อได้ 45-50 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักผล อย่างขนุนหนัก 10 กิโลกรัม แกะได้ยวง 4.5-5 กิโลกรัม ที่เหลือเป็นเปลือก ซัง แกนกลาง และเมล็ด

หากผลผลิตไม่สมบูรณ์ เปอร์เซ็นต์เนื้อ อาจจะลดลง เหลือ 30-45 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักผล

ย้อนอดีต…แวะไปพูดคุยกับคุณยงยุทธ

หลังจาก ปี 2538 เทคโนโลยีชาวบ้าน ได้แวะเวียนไปคุยกับคุณยงยุทธบ้าง แต่หลังๆ ทิ้งช่วงไปนานนับ 10 ปี

เมื่อ วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม 2555 มีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยกับเจ้าของสวนอีกทีหนึ่ง ในวัย 67 ปี คุณยงยุทธ ยังแข็งแรง

คุณยงยุทธ เล่าว่า พื้นที่ทำการเกษตรของตนเองมีอยู่ราว 50 ไร่ ไม่ได้ปลูกขนุนทั้งหมด แต่ผสมผสาน ลองกอง ทุเรียน เงาะ แก้วมังกร และอื่นๆ ปัจจุบันมีขนุนทองประเสริฐอยู่ทั้งหมด 800 ต้น ด้วยกัน

ถามถึงผลผลิตต่อต้น…ว่าเก็บผลผลิตได้เท่าไหร่

“ต้นอายุ 10 ปี ขึ้นไป ปีหนึ่งไว้ผล 15 ลูก อย่าเกินนี้ แต่ละลูกหนัก 12 โล โดยเฉลี่ย” คุณยงยุทธ บอก

ปีหนึ่ง คุณยงยุทธ เก็บขนุนได้ 180 กิโลกรัม ต่อต้น ราคาที่ขาย เมื่อปี 2538 กิโลกรัมละ 25 บาท ช่วงนั้นได้เงิน ต่อต้น ต่อปี 4,500 บาท

เมื่อปลายปี 2554 ต่อต้น ปี 2555 มีคนมาซื้อส่งออก ขายขนุนทั้งผลได้ กิโลกรัมละ 27 บาท

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2555 ราคากิโลกรัมละ 18 บาท เจ้าของบอกว่า 10 บาท ก็อยู่ได้

ถามว่า…เคยขายได้ต่ำสุดเท่าไหร่

“ต้องย้อนไปเมื่อ 4-5 ปี ที่แล้ว กิโลกรัมละ 4 บาท ตอนนี้ส่งออกได้ดี ราคาจึงสูงขึ้น แต่ผมเอาผลผลิตปีหนึ่ง 8 เดือน พอถึงหน้าเงาะ ทุเรียน มังคุด ก็หยุด ไม่ไว้ผลผลิต” เจ้าของบอก

ขนุน มีวงจรเหมือนไม้ผลอย่างอื่น คือราคามีขึ้น มีลง แต่หากเกษตรกรรู้จักปรับเปลี่ยนการผลิต มีความอดทน หมั่นเรียนรู้ ก็สามารถอยู่ได้ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องปกติธรรมดา บางคราวที่ผ่านไปทางจังหวัดระยอง จันทบุรี เกษตรกรทิ้งขนุนไปปลูกอย่างอื่น แต่ทุกวันนี้ เริ่มเห็นปลูกขนุนกันมากขึ้น

ผลิตอย่างไร

จึงมีคนซื้อส่งนอก

ปัจจุบัน ขนุนต้นเก่าแก่ของคุณยงยุทธ ที่อายุ 20 ปี ขึ้นไป เหลืออยู่ 2 ต้น ด้วยกัน

มาฟังเขาเล่าวิธีการผลิตดีกว่า ว่าทำอย่างไร

ขนุนที่คุณยงยุทธปลูกผสมผสานกัน จึงระบุไม่ได้ว่า ไร่หนึ่งปลูกกี่ต้น แต่หากอยากทราบว่า ไร่หนึ่ง ปลูกได้กี่ต้น มีวิธีการคำนวณ

หากปลูกระยะ 6×8 เมตร นำ 6 คูณด้วย 8 ได้ 48 ไปหารพื้นที่ 1 ไร่ คือ 1,600 ตารางเมตร ไร่หนึ่งปลูกได้ 33 ต้น

หากใช้ระยะ 8×8 ไร่หนึ่งปลูกได้ 25 ต้น (1,600 หารด้วย 64) ส่วนใหญ่ใช้ระยะนี้

งานดูแลขนุน เจ้าของบอกว่า ต้องเอาใจใส่ไม่น้อย เริ่มจากเรื่องน้ำ หน้าแล้งควรให้น้ำขนุน เพราะหากขาดน้ำต้นอาจจะโทรม

ปุ๋ย…แบ่งเป็นปุ๋ยคอกและปุ๋ยวิทยาศาสตร์

ปุ๋ยคอก เจ้าของใส่ขี้ไก่เกือบ 10 ถุงปุ๋ย ต่อต้น ต่อปี เพราะเลี้ยงเอง วิธีการใส่ นำถุงปุ๋ยไปวางไว้ ไม่ต้องเท เพราะหากเท น้ำจะพัดพาไปที่อื่น เมื่อวางไว้ รากขนุนจะชอนไชหากินที่ถุงเอง

“ขี้ไก่ใส่แล้วดี ขี้หมูใส่แล้วเนื้อไม่เหลือง ความหวานน้อย ผมเข้าใจว่า ไนโตรเจนสูงไป ขี้วัว ขี้ไก่ ใส่แล้วดี” เจ้าของบอก

ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ เจ้าของใส่ให้ 3-4 เดือนครั้ง สูตร 13-13-21 ต้นละ 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง

วิธีการไว้ผลบนต้น เจ้าของบอกว่า ไว้ผลที่โคนต้นไม่ดี อาหารที่ส่งมาจากใบช้า ผลไม่สมบูรณ์ ดังนั้น ควรไว้ผลที่โคนกิ่งใหญ่ อย่าไว้ที่ปลายกิ่งเล็ก เพราะน้ำหนักขนุนมาก กิ่งอาจจะฉีกขาดได้ง่าย

เนื้อขนุนเป็นสนิม เป็นสิ่งที่เจ้าของสวนพบ มักพบช่วงฝน และบริเวณพื้นที่ปลูกเป็นที่ลุ่ม เจ้าของใช้สารช่วย ซึ่งช่วยได้พอสมควร

ขายได้หลากหลายขึ้น

ถือว่าคุณยงยุทธเป็นผู้ยืนหยัดปลูกขนุนทองประเสริฐมานาน

สำหรับการมารับซื้อไปจำหน่ายต่างประเทศนั้น ปัจจุบัน ที่อำเภอแกลง มีผู้รับไปราว 10 ราย ด้วยกัน ส่วนใหญ่ส่งไปสาธารณรัฐประชาชนจีนและเวียดนาม

หากส่งไปจีน น้ำหนักขนุน 9 กิโลกรัม ขึ้นไป มีตำหนิไม่เอา ผลเบี้ยวไม่น่าเกลียดพอไปได้

ส่งไปเวียดนาม ผลขนาด 7-9 กิโลกรัม มีตำหนิไม่เอา ผลเบี้ยวไม่น่าเกลียดพอไปได้

สิ่งที่ต้องระวังนั้น คุณยงยุทธ บอกว่า การดูแลรักษาต้องดี อย่าให้ยางไหลลงที่ขั้ว เพราะหากยางไหล จะเกิดแผลและเน่าลุกลาม จำหน่ายผลผลิตไม่ได้

แนวทางการจำหน่ายอีกทางหนึ่งของคุณยงยุทธ…ทุกวันนี้ เขานำผลที่ตกเกรด มาแกะเฉพาะเนื้อ ส่งเข้าโรงงานทำผลไม้กระป๋อง ได้ราคา กิโลกรัมละ 30 บาท

ดังที่แนะนำก่อนหน้านี้ คุณยงยุทธ ขายผลผลิตขนุนอยู่ 8 เดือน ในรอบปีหนึ่ง เขาหยุด 4 เดือน คือช่วงผลไม้ ทั้งนี้ เพราะผลผลิตราคาลดลง ดังนั้น ก่อนหน้าผลไม้ 4 เดือน จึงไม่มีการไว้ผล เพื่อไม่ให้มีผลผลิต ในช่วงที่ผลไม้อย่างอื่นประดังกัน

เจ้าของบอกว่า ทุกวันนี้ ตนเองยังทำพันธุ์จำหน่าย ขณะเดียวกันก็ผสมและคัดเลือกพันธุ์ใหม่ขึ้นมา โดยใช้พันธุ์ทองประเสริฐผสมกับเหลืองพิชัย (ของ คุณสุนทร ฤทธิ์ล้ำ-ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) ผลที่ออกมาดี แต่เนื่องจากทองประเสริฐไปได้ดี จึงยังไม่นำออกมาเผยแพร่

ที่นำเรื่องราว ขนุนทองประเสริฐ มาเผยแพร่ ไม่ใช่ว่า อยากชวน “มาปลูกขนุนกันมากๆ” แต่อยากนำประสบการณ์ของชาวสวนผู้ยืนหยัดมาเล่าสู่กันฟัง เกษตรกรรายนี้ มีพันธุ์ดี ปัจจัยการผลิตดี ความรู้ความเข้าใจดี จึงประสบความสำเร็จในอาชีพ

ถามเพิ่มเติมเกษตรกรรายนี้ได้ตามที่อยู่ หรือ โทร. (081) 141-9910 และ (081) 341-4155 (คุณแป๋ม-ลูกสาว)

 

“สตูล สงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์” 2012/05/13

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05045010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 526

รายงานพิเศษ”สตูล สงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์”เมืองเกษตรปลอดภัย ชายแดนใต้

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

“สตูล สงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์” 

คำขวัญประจำจังหวัดที่สะท้อนให้เห็นถึงมนต์เสน่ห์ของจังหวัดสตูล ซึ่งตั้งอยู่สุดเขตแดนใต้ของประเทศไทยด้านฝั่งทะเลอันดามัน และเป็นหนึ่งในจังหวัดชายแดนที่มีอาณาเขตติดต่อกับรัฐเปอร์ลิส และรัฐเคดาห์ ของประเทศมาเลเซีย

โดย จังหวัดสตูล ตั้งอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร เป็นระยะทาง 973 กิโลเมตร

คำว่า “สตูล” มาจากภาษามาลายู ว่า “สโตย” แปลว่า กระท้อน อันเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ชุกชุมในท้องที่

เดิมเมืองสตูล เป็นเพียงตำบลหนึ่งของเมืองไทรบุรี ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สตูล ได้ครอบครองดินแดนที่เป็นเกาะในทะเลอันดามันเกือบทั้งหมด รัชกาลที่ 3 จึงโปรดให้เป็นเมือง เมื่อปี พ.ศ. 2382 และในปี พ.ศ. 2475 สตูลก็ได้ถูกยกฐานะขึ้นเป็นจังหวัด

จังหวัดสตูลมีเนื้อที่ประมาณ 2,807.522 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 1,754,701 ไร่ (นับรวมพื้นที่ที่เป็นส่วนของน้ำทะเล) จัดอยู่ในลำดับที่ 63 ของประเทศ และลำดับที่ 12 ของภาคใต้

จังหวัดสตูล หรือตัวย่อของจังหวัดคือ “สต” มีตราประจำจังหวัด เป็นรูปพระสมุทรเทวา สถิตบนบัลลังก์หินกลางทะเล เบื้องหลังเป็นพระอาทิตย์อัสดง

ส่วนดอกไม้ประจำจังหวัด คือ “ดอกกาหลง” และ มี “หมากพลูตั๊กแตน” เป็นต้นไม้ประจำจังหวัด

ปัจจุบัน จังหวัดสตูล แบ่งการปกครองออกเป็น 7 อำเภอ 36 ตำบล 279 หมู่บ้าน 7 เทศบาล (เทศบาลเมือง 1 แห่ง เทศบาลตำบล 6 แห่ง) และ 34 อบต. ทั้ง 7 อำเภอ ของจังหวัดสตูลประกอบด้วย อำเภอเมืองสตูล อำเภอละงู อำเภอควนกาหลง อำเภอทุ่งหว้า อำเภอควนโดน อำเภอท่าแพ และอำเภอมะนัง

ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 74.10 ศาสนาพุทธ ร้อยละ 25.81 ศาสนาคริสต์และอื่นๆ ร้อยละ 0.09

ทั้งนี้ รายได้ประชากรขึ้นอยู่กับผลผลิตทางการเกษตรและการค้า อาชีพหลัก การทำสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน การทำนา และการทำสวนไม้ผล ฯลฯ จากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในปี 2552 ประชากรมีรายได้เฉลี่ย ต่อคน ต่อปี เท่ากับ 90,103 บาท เป็นลำดับที่ 8 ของภาคใต้ และลำดับที่ 27 ของประเทศ

ในด้านการเกษตรกรรม ปัจจุบัน มีพื้นที่ถือครองเพื่อการเกษตร 610,217 ไร่ หรือร้อยละ 34.78 ของพื้นที่ทั้งหมด ส่วนใหญ่ เป็นพื้นที่สวนยางพารา รองลงมาเป็นพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน ข้าวนาปี และไม้ผล ตามลำดับ

โดย ผลไม้ที่มีชื่อเสียงและทำรายได้ให้แก่จังหวัดมาก ได้แก่ ทุเรียน ลองกอง เงาะโรงเรียน เป็นต้น

นอกจากนี้ สตูล ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทั้งธรรมชาติ ประเพณีวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดสตูล (คฤหาสน์กูเด็น) มัสยิดกลางจังหวัดสตูล หรือมัสยิดมำบัง อุทยานแห่งชาติตะรุเตา เกาะกลางและเกาะไข่ เกาะหลีเป๊ะ เกาะหินงาม เป็นต้น

งานประเพณีสำคัญของจังหวัดสตูลที่สืบทอดกันมาแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ งานแข่งขันว่าวประเพณีจังหวัดสตูล ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี มีการจัดแข่งขัน 3 ประเภท คือ ว่าวเสียงดัง ว่าวขึ้นสูง และว่าวสวยงาม

พิธีนิกะฮ์ หรือ พิธีกินเหนียว (พิธีการสมรส) ตามบัญญัติศาสนาอิสลาม การนิกะฮ์ หมายถึง การผูกมิตรสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง เพื่อเป็นสามีภรรยากัน โดยพิธีสมรสตามหลักศาสนาอิสลาม งานเทศกาลถือศีลกินเจ จัดในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี ณ ศาลเจ้าโป้เจ้เก้ง อำเภอเมือง และงานประเพณีลอยเรือของชาวเลเกาะหลีเป๊ะ จัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือช่วงเดือนพฤษภาคมและเดือนพฤศจิกายน เป็นต้น

การเดินทางสู่จังหวัดสตูล สามารถทำได้โดย

1. ทางรถยนต์ส่วนตัว จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวง หมายเลข 4 (เพชรเกษม) หรือทางหลวง หมายเลข 35 (ธนบุรี-ปากท่อ) ไปบรรจบกับทางหลวง หมายเลข 4 ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการเดินทางเข้าสู่ภาคใต้ ผ่านจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชุมพร จากนั้นใช้เส้นทาง หมายเลข 41 ผ่านเข้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช และสามารถเลือกได้ 2 เส้นทาง คือ

o จากอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช แยกขวาเข้าทางหลวง หมายเลข 403 จังหวัดตรัง ต่อด้วยทางหลวง หมายเลข 404 เข้าอำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง จากนั้นเลี้ยวซ้ายไปทางหลวง หมายเลข 416 ผ่านอำเภอทุ่งหว้าและอำเภอละงู เข้าสู่จังหวัดสตูล

o ใช้เส้นทาง หมายเลข 41 เข้าสู่จังหวัดพัทลุง จากจังหวัดพัทลุงไปอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ใช้ทางหลวง หมายเลข 4 แล้วแยกขวาไปทางหลวง หมายเลข 406 ถึงจังหวัดสตูล ระยะทางประมาณ 973 กิโลเมตร

2. ทางรถโดยสารประจำทาง มีรถโดยสารปรับอากาศชั้น 1 และ ชั้น 2 กรุงเทพฯ-สตูล ทุกวัน จากสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ ถนนบรมราชชนนี

3. ทางรถไฟ ซึ่งมีทั้งรถเร็ว และรถด่วน จากสถานีรถไฟหัวลำโพง สามารถเดินทางไปกับขบวนรถ กรุงเทพฯ-ยะลา, กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ หรือกรุงเทพฯ-สุไหงโก-ลก ลงที่สถานีรถไฟหาดใหญ่ จากนั้นต่อรถตู้โดยสาร หรือรถโดยสารประจำทางเข้าจังหวัดสตูล ระยะทาง 97 กิโลเมตร หรือเดินทางกับขบวนรถกรุงเทพฯ-ตรัง, กรุงเทพฯ-กันตัง ลงที่สถานีรถไฟตรัง นั่งรถประจำทางรถตู้ หรือแท็กซี่ เข้าสู่จังหวัดสตูล

4. ทางเครื่องบิน ไม่มีเที่ยวบินตรงไปยังจังหวัดสตูลโดยตรง แต่สามารถใช้บริการเที่ยวบินกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ แล้วต่อรถแท็กซี่หรือรถโดยสารประจำทางจากตัวอำเภอหาดใหญ่เข้าจังหวัดสตูล ระยะทาง 97 กิโลเมตร หรือเที่ยวบินกรุงเทพฯ-ตรัง แล้วต่อรถประจำทางรถตู้ หรือแท็กซี่ เข้าสู่จังหวัดสตูล

ในวันนี้ สตูล นับเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีความน่าสนใจทั้งด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว อันเป็นอาชีพหลักที่กำลังสร้างรายได้ให้อย่างดีกับประชาชนในจังหวัดแห่งนี้ โดยก้าวแห่งการพัฒนาของจังหวัดสตูลในขณะนี้ โดยอยู่ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ว่า :

“การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เกษตรได้มาตรฐาน เมืองสวรรค์ชายแดนใต้”

 

มานพ พูลแก้ว ทำสวนแบบปลอดภัย เรียนรู้เพื่อพัฒนา 2012/05/13

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 526

รายงานพิเศษ สตูล เมืองเกษตรปลอดภัย ชายแดนใต้

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

มานพ พูลแก้ว ทำสวนแบบปลอดภัย เรียนรู้เพื่อพัฒนา

“ภูมิปัญญาองค์ความรู้ต่างๆ ที่ใช้ในการประกอบอาชีพนั้น ส่วนใหญ่จะมาจากการอบรม การแลกเปลี่ยนความรู้ และการเดินทางไปศึกษาดูงานในสถานที่ต่างๆ ด้วยผมเป็นกรรมการรุ่นแรกของศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล ตั้งแต่รุ่นแรกมาจนถึงปัจจุบัน อะไรใหม่ๆ ที่น่าสนใจเมื่อเราได้ไปดูไปเห็น หรือการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ ผมก็นำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสวนของผม”

คุณมานพ พูลแก้ว เกษตรกรเจ้าของสวนบนพื้นที่ 55 ไร่ ที่แบ่งกิจกรรมออกเป็น พื้นที่ปลูกยางพารา 44 ไร่ มังคุด 6 ไร่ ลองกอง 3 ไร่ และ เงาะ 2 ไร่ บอกกล่าวถึงองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลให้เขาสามารถก้าวเดินทางมาสู่ความสำเร็จ เป็นหนึ่งในเกษตรกรตัวอย่างของจังหวัดสตูล

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการประกอบอาชีพ จึงทำให้สวนของคุณมานพ ซึ่งตั้งอยู่ เลขที่ 53 หมู่ที่ 5 ตำบลเกตรี อำเภอเมือง จังหวัดสตูล โทร. (083) 191-2628 ได้เป็นแหล่งศึกษาดูงานของเพื่อนเกษตรกรทั้งในจังหวัดสตูลและใกล้เคียงอยู่อย่างต่อเนื่อง

สำหรับครอบครัวของคุณมานพนั้น เขาบอกว่า แต่เดิมเป็นคนจังหวัดพัทลุง และพ่อแม่ได้ย้ายมาปักหลักทำกินอยู่ที่จังหวัดสตูล ตั้งแต่ ปี 2522 ด้วยการทำสวนยางพารา และในขณะนี้เขาได้เข้ามารับช่วงในการจัดการดูแลสวนต่อจากพ่อและแม่ โดยแรงงานหลักในการทำสวนเป็นแรงงานในครอบครัว

“หลายปีมานี้ ส่วนมากผมจะทำการเกษตรแบบที่เน้นถึงความปลอดภัยและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรง ปลอดภัย ทั้งคนปลูกและคนกิน อย่างการทำสวนผลไม้ ผมจะใช้หลักการเกษตรที่ดีและเหมาะสม หรือ GAP เป็นแนวทางสำคัญ”

จากผลของการทำเกษตรที่ดีและเหมาะสม จึงทำให้การจำหน่ายผลผลิตไม่มีปัญหาเรื่องการตลาด เมื่อถึงช่วงเวลาใกล้ที่ผลไม้แต่ละชนิดที่ปลูกไว้จะออกสู่ตลาด จะมีพ่อค้าเข้ามาจองเหมาสวนไว้ล่วงหน้า และที่สำคัญได้ราคาอย่างเป็นที่น่าพอใจ

“อย่างปุ๋ยเคมี ทุกวันนี้ ผมไม่ได้เน้นการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียวเหมือนสมัยก่อน แต่มีการปรับมาใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์เคมี ร่วมกับการทำปุ๋ยหมักน้ำชีวภาพขึ้นใช้เอง ทำให้สามารถลดต้นทุนลงไปได้มากเลย”

สำหรับปุ๋ยหมักน้ำชีวภาพที่เกษตรกรวัย 47 ปี ผู้นี้ได้ทำขึ้นใช้เองนั้น เขาบอกว่า วัตถุดิบที่นำมาหมักทำปุ๋ย ส่วนมากจะเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น ผลไม้ที่เหลือจากภายในสวน หรือปลาทะเลที่สามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่น

“อย่างสูตรที่ผมทำใช้ตอนนี้ จะใช้ปลาเล็กปลาน้อยจากทะเล ที่เรียกว่า ปลาไก่ จำนวน 100 กิโลกรัม มาหมักรวมกับกากน้ำตาล 40 กิโลกรัม และเติมสารเร่ง พด. อีก 1 ซอง เติมน้ำไม่ต้องมาก หมักไว้ประมาณ 1 เดือน ก็สามารถนำมาใช้ฉีดพ่นให้กับพืชต่างๆ ในสวนได้ แต่ถ้าใช้ไปแล้วพบว่า น้ำหมักชีวภาพหมด ให้เติมกากน้ำตาลลงไป หมักทิ้งไว้ ก็จะได้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพมาใช้งานได้อีก”

ปุ๋ยหมักน้ำชีวภาพที่ทำขึ้น คุณมานพ บอกว่า สามารถช่วยเพิ่มผลผลิตให้กับพืชที่ปลูกได้เป็นอย่างดี

“อย่าง ยางพารา มีแปลงหนึ่ง อายุ 24 ปีแล้ว ผมยังสามารถกรีดน้ำยางได้อยู่ และให้ผลผลิตดีด้วย ในขณะที่เพื่อนๆ เกษตรกรใกล้เคียงส่วนใหญ่จะตัดโค่นขายไม้ไปแล้ว แต่ผมยังได้เงินจากน้ำยางที่กรีดขายอยู่เลย”

คุณมานพ บอกว่า การฉีดพ่นปุ๋ยหมักน้ำชีวภาพในสวนยางพาราดังกล่าว จะฉีดพ่นปีละ 2 ครั้ง โดยจะฉีดพ่นลงดินระหว่างร่องปลูก

“อัตราส่วนที่ใช้คือ น้ำ 1 ส่วน และปุ๋ยหมักน้ำชีวภาพ 500 ส่วน สาเหตุที่ผมใช้การฉีดลงดินเพราะต้นยางพาราสูงเกินกว่าที่จะฉีดพ่นถึงใบยางได้ จึงเปลี่ยนมาเป็นฉีดพ่นลงดินแทน แต่ถ้าสามารถฉีดพ่นถึงระดับใบยางได้ จะได้ผลดีกว่า แต่อัตราส่วนที่ใช้จะต้องลดความเข้มข้นลง โดยใช้อัตราส่วน 1 ต่อ 1,000 เพื่อไม่ให้เกิดอาการใบไหม้”

นอกจากการฉีดพ่นด้วยปุ๋ยหมักน้ำชีวภาพแล้ว ยังมีการปรับปรุงสภาพดินในแปลงปลูกยางพารา ด้วยการใช้ปูนโดโลไมท์ลงไปด้วย

“ส่วนการป้องกันโรค โดยเฉพาะโรคใบร่วง เทคนิคที่ผมใช้คือ การรมควันด้วยกำมะถัน เพื่อกำจัดเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคดังกล่าว”

คุณมานพ บอกว่า สิ่งสำคัญคือ ต้องคอยสังเกต ว่าในแปลงปลูกมีการระบาดของโรคเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้าพบว่าเริ่มเกิดการระบาด ก็ต้องรีบป้องกันโดยทันที วิธีการที่ใช้คือ จะก่อกองไฟ ขึ้นในแปลงปลูก ประมาณ 5-6 จุด โดยจะต้องดูทิศทางลมด้วยว่า ลมพัดไปทางไหน

“พอเราดูทิศทางลมแล้ว ก็ให้ก่อกองไฟ โดยจะใช้กำมะถัน ประมาณ 0.5 กิโลกรัม ต่อกอง การทำให้เกิดควันเยอะๆ นั้น ทำได้โดยการใช้หญ้าสดมาคลุมลงบนกองไฟ พอจุดไฟแล้วจะทำให้มีควันของกำมะถันมากขึ้น สามารถลอยไปกำจัดเชื้อที่เป็นต้นเหตุของโรคได้ผลเป็นอย่างดี” คุณมานพ กล่าว

“ผมทำทุกปี เท่าที่สังเกตดูจากที่ผมทำมาทุกปี พบว่า มีอัตราเกิดการระบาดของโรคน้อยกว่าแปลงปลูกยางพาราของคนอื่น”

นอกจากนี้ เขายังได้แนะนำถึงเทคนิคการจัดการสวนมังคุด ให้มีผลผลิตออกจำหน่ายเร็วกว่าที่อื่น 10-15 วัน ว่า

“ผมปลูกมังคุดไว้ 6 ไร่ จำนวน 75 ต้น ตอนนี้อายุประมาณ 18 ปี เคยทำรายได้สูงสุดถึง 100,000 บาท ทีเดียว เทคนิคของผมไม่มีอะไรมาก แค่ทำการจัดการสวนให้เร็วกว่าคนอื่น

“อย่างที่ผมทำคือ พอเก็บเกี่ยวเสร็จก็ตัดแต่งกิ่งเลย ตัดแต่งแขนงให้โปร่ง แสงสามารถเข้าได้ทั่วถึง จากนั้นรีบใส่ปุ๋ย ซึ่งใช้แบบผสมผสาน ทั้งปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักน้ำชีวภาพ และปุ๋ยเคมีบำรุงต้น ผมจะใส่ตั้งแต่ยังเก็บผลมังคุดไม่เสร็จ ใส่ปุ๋ยเลย เพื่อเร่งให้เกิดการแตกยอดใหม่โดยเร็ว เพียงเท่านี้ก็จะทำให้มังคุดออกผลเร็ว สามารถเก็บผลมังคุดขายได้ก่อนคนอื่นเร็วกว่าประมาณ 10-15 วัน”

“เรื่องการใช้สารเคมีกับผลไม้ ผมจะเลือกใช้เฉพาะสารเคมีที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ คือใช้เฉพาะเวลาที่มีศัตรูพืชระบาดมากๆ เท่านั้น และมีการใช้ร่วมกับสารชีวภาพและสมุนไพรในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช เช่น การใช้ใบกะเพราล่อแมลงผลไม้ รวมถึงการใช้กาวเหนียวดักแมลงและใช้ไฟล่อ”

แต่ถ้าเป็นศัตรูสำคัญ อย่าง กระรอก ที่ชอบเข้ามากัดทำลายผลไม้ คุณมานพ บอกว่า จะใช้อุปกรณ์ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามาจัดการ

“ผมมีการใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า เสือนอนกิน มาเป็นกับดักในการกำจัดกระรอก ซึ่งจะติดตั้งไว้ตามจุดต่างๆ ทั่วสวน”

“สำหรับในส่วนของการปลูกเงาะ ผมจะมีการใช้แพลนโนฟิกส์ฉีดพ่นเงาะ เพื่อเปลี่ยนดอกตัวเมียให้เป็นดอกตัวผู้ ช่วยในการผสมพันธุ์เพื่อป้องกันเงาะเป็นโรคขี้ครอก ส่วน ลองกอง ก็จะมีการใช้ฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน มาฉีดพ่นเพื่อยึดช่อดอก รวมถึงการตัดแต่งช่อดอกและผลลองกอง ส่วนปัญหาผลร่วงในผลไม้ต่างๆ ผมจะใช้แคลเซียมโบรอนมาฉีดพ่นเสริมเพื่อลดปัญหาผลร่วงที่เกิดขึ้น” คุณมานพ กล่าว

“จากประสบการณ์ที่ผมทำสวนมาถึงทุกวันนี้ ผมมองแล้วว่าพืชหลายชนิดยังมีอนาคต สามารถสร้างเงินให้กับเกษตรกรผู้ปลูกได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะมังคุด หรือ ยางพารา ดังนั้น หากสนใจต้องการจะเป็นเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ จะต้องมีการวางแผนตั้งแต่เริ่ม เช่น พิจารณาถึงความเหมาะสมและดินที่จะปลูก มีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตร และที่สำคัญควรมีทุนบ้าง เพื่อลดปัญหาหนี้สิน เป็นต้น และที่สำคัญควรดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง” คุณมานพ กล่าวทิ้งท้าย

เกษตรจังหวัดสตูล วางเป้าเร่งส่งเสริมสู่เกษตรปลอดภัย

นายจำลอง พรมลี เกษตรจังหวัดสตูล กล่าวว่า จากที่ภาคเกษตรถือเป็นภาคหลักหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับจังหวัดสตูล และมีความหลากหลายในชนิดของพืชที่ปลูก ดังนั้น สำนักงานเกษตรจังหวัดสตูล จึงกำหนดนโยบายเร่งด่วนประการหนึ่งคือ การส่งเสริมเกษตรกรให้เข้าสู่ระบบการผลิตสินค้าเกษตรแบบปลอดภัย อันจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาต่อไป ที่จะขับเคลื่อนเพื่อก้าวไปสู่การทำเกษตรอินทรีย์ในอนาคต ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่ผู้บริโภคในต่างประเทศมีความต้องการอย่างมากและได้ผลตอบแทนสูง

“สำหรับการดำเนินงานดังกล่าว คงต้องใช้เวลาพอสมควร ด้วยเกษตรกรยังอาจเคยชินกับการทำเกษตรแบบเดิม ที่เน้นถึงความสะดวกสบาย เช่น เมื่อพบการระบาดของแมลงศัตรูพืช ก็จะไปซื้อสารเคมีมาฉีดพ่น เพื่อให้เห็นผลในทันที ซึ่งจะต้องมีการเข้าไปช่วยปรับเปลี่ยนแนวคิด ให้หันมามองเรื่องของความปลอดภัยเป็นหลัก ด้วยการใช้วิธีการผสมผสานอย่างถูกต้องและเหมาะสม”

เกษตรจังหวัดสตูล กล่าวต่อไป ขณะนี้ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดได้เร่งดำเนินการส่งเสริมในพื้นที่อย่างต่อเนื่องในทุกอำเภอ โดยเข้าไปในกลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อม เข้าไปจัดประชุม ให้ความรู้ทางด้านวิชาการอย่างต่อเนื่อง จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมานั้น ถือว่าอยู่ในขั้นที่น่าพอใจ มีเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ที่สามารถปฏิบัติและผ่านการตรวจรับรองได้เป็นจำนวนมาก

“จากการเข้ามาตรวจรับรองของกรมวิชาการเกษตร ในส่วนของเกษตรกรที่ขอการรับรอง GAP แก่เกษตรกร พบว่า เกษตรกรในจังหวัดสตูล กว่าร้อยละ 90 สามารถผ่านการรับรอง”

นอกจากนี้ เกษตรจังหวัดสตูล ยังกล่าวต่อไปว่า อีกประการที่สำคัญคือ การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคได้ตระหนักถึงความปลอดภัยจากการบริโภคพืชเกษตรที่ปลอดภัย

“ถ้าผู้บริโภคทราบก็จะเลือกซื้อแต่ของที่ปลอดภัย อันจะมีผลทำให้ผู้ผลิตต้องผลิตสินค้าที่ปลอดภัยออกมาตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค อันจะเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่ความสำเร็จ” เกษตรจังหวัดสตูล กล่าวในที่สุด

ขณะที่ คุณสิรินทร์ ศรีคำแท้ เกษตรกรผู้ปลูกผัก หมู่ที่ 4 ตำบลเกตรี อำเภอเมืองสตูล กล่าวว่า ขณะนี้ผักปลอดสารพิษได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในจังหวัดสตูลเป็นอย่างมาก ซึ่งปริมาณผักปลอดสารที่ผลิตได้ในขณะนี้ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงทำให้เกิดความสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการปลูกผักปลอดภัย โดยหลักการเกษตรที่ดีและเหมาะสม หรือ GAP กับสำนักงานเกษตรจังหวัดสตูล ซึ่งนับว่าโครงการนี้ดีต่อเกษตรกรเป็นอย่างมาก

“เพราะตรงนี้จะเป็นช่องทางในการสร้างรายได้ที่ดีให้อีกทางหนึ่ง เพราะตลาดมีความต้องการสูง เรียกว่า มีเท่าไรตลาดก็รองรับได้หมด จึงอยากได้รับการส่งเสริมให้เข้าสู่ระบบ และได้รับรองเพื่อให้สามารถผลิตผักปลอดสารส่งจำหน่ายได้” คุณสิรินทร์ กล่าวในที่สุด

 

พาไปดูการเลี้ยงปูนิ่ม ไม่ตัดก้าม กลุ่มออมทรัพย์ผู้ประกอบกิจการปูนิ่ม จังหวัดสตูล 2012/05/13

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 526

รายงานพิเศษ จังหวัดสตูลเมืองเกษตรปลอดภัยชายแดนใต้

อภิวัฒน์ คำสิงห์

พาไปดูการเลี้ยงปูนิ่ม ไม่ตัดก้าม กลุ่มออมทรัพย์ผู้ประกอบกิจการปูนิ่ม จังหวัดสตูล

สตูล เป็นจังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ชายฝั่งทะเลอันดามัน มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 145 กิโลเมตร ดังนั้น สภาพพื้นที่ชายฝั่งทะเลจึงเอื้ออำนวยในการประกอบอาชีพประมง รวมถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 

ปัจจุบันผู้ที่ประกอบธุรกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในรูปแบบฟาร์มทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย ทั้งภัยธรรมชาติ ปัญหาการบริหารจัดการภายในฟาร์ม รวมถึงปัญหาอื่นๆ จนต้องหยุดกิจการและปล่อยให้พื้นที่รกร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ บางรายที่เช่าพื้นที่ก็ต้องคืนให้กับเกษตรกรและหันไปประกอบอาชีพอื่นแทน

จากปัญหาดังกล่าว ทำให้พื้นที่หลายแห่งที่เคยใช้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำถูกปรับเปลี่ยนนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ โดยเฉพาะบ่อเพาะเลี้ยงกุ้ง เกษตรกรก็ได้ปรับเปลี่ยนเป็นบ่อเพาะเลี้ยงปูนิ่มในบ่อดินแทน

คุณดนัย มาลินี ประธานกลุ่มออมทรัพย์ผู้ประกอบกิจการปูนิ่ม กล่าวว่า เดิมทีพื้นที่บริเวณนี้จะปล่อยให้เช่าทำฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้ง แต่ทำได้ไม่นานต้องหยุดเลี้ยง เนื่องจากการเลี้ยงกุ้งได้ไปทำลายสภาพแวดล้อมในชุมชน เป็นเหตุต้องเลิกเลี้ยง ทำให้บ่อที่เคยใช้เลี้ยงร้าง ทางรัฐบาลจึงได้จัดทำโครงการเกี่ยวกับการจัดการบ่อร้าง นำกลับมาใช้ใหม่ โดยมีสำนักงานประมงจังหวัดมาให้คำแนะนำและเป็นพี่เลี้ยงให้กับเกษตรกรที่สนใจ

“จากที่โครงการได้เริ่มขึ้น คนในชุมชนได้มีโอกาสไปดูงานการเลี้ยงปูนิ่มที่เลี้ยงโดยอาศัยธรรมชาติ ไม่ตัดก้ามที่จังหวัดระยอง จึงคิดรวมกลุ่มเลี้ยงดู เพราะการเลี้ยงปูนิ่มแบบธรรมชาติไม่ตัดก้ามนั้นสามารถเลี้ยงได้ในบ่อกุ้งร้างที่สำนักงานประมงจังหวัดกำลังส่งเสริมให้นำบ่อร้างกลับมาใช้ใหม่

และจากที่ทดลองเลี้ยงมาได้ระยะเวลาหนึ่ง ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ ได้ผลดี กลุ่มจึงเริ่มขยายพื้นที่เพาะเลี้ยงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีเนื้อที่กว่า 50 ไร่ ซึ่งครอบคลุมทั้ง 3 หมู่บ้าน” คุณการีม กล่าว

ในส่วนขั้นตอนและปัจจัยต่างๆ คุณการีม เก็บกาเม็น รองประธานกลุ่มออมทรัพย์ผู้ประกอบกิจการปูนิ่ม กล่าวว่า การเลี้ยงปูนิ่มได้เปลี่ยนกรรมวิธีในการผลิตปูนิ่ม จากการบังคับให้ปูสลัดก้ามและขาทิ้ง มาใช้วิธีควบคุมปัจจัยอื่นๆ เช่น การเลือกขนาดและสภาพของปูที่เหมาะสม ควบคุมความเค็ม อุณหภูมิ แสงและอาหาร เพื่อลดการสูญเสียของปูที่เกิดจากกรรมวิธีในการบังคับให้ปูสละก้ามและขาเดิม

การลอกคราบของปูทะเลมีปัจจัยหลายๆ อย่างควบคุมอยู่ ที่สำคัญ ได้แก่ ช่วงการลอกคราบของปูแต่ละตัว ซึ่งจะแตกต่างกันตามวัย ขนาด และเพศ นอกจากนี้ ยังมีแสงสว่าง ระดับน้ำขึ้น-น้ำลง ตามจันทรคติ (น้ำเกิด-ตาย, ข้างขึ้นและข้างแรม) อุณหภูมิ ความเค็ม อาหาร ความสมบูรณ์ของปูที่เลี้ยง

สร้างบ่อและแพรองรับตะกร้า

คุณการีม บอกว่า การสร้างบ่อจะทำเช่นเดียวกับการสร้างบ่อเลี้ยงกุ้ง อาจจะมีประตูระบายน้ำ เข้า-ออก ประตูเดียว หรือ 2 ประตู ก็ได้ ซึ่งเป็นวิธีการเลี้ยงที่นิยม เนื่องจากพบว่า ในบ่อดินปูจะลอกคราบได้ดี

บ่อเพาะเลี้ยงจะต้องมีขนาดของบ่อจะอยู่ระหว่าง 2-10 ไร่ บริเวณกลางบ่อมีทางเดินทำด้วยไม้พร้อมหลังคาพาดระหว่างคันบ่อ เพื่อใช้ในการตรวจเก็บปูนิ่มและให้อาหารปู

สำหรับแพรองรับตะกร้า ใช้ท่อ PVC เส้นผ่าศูนย์กลาง ขนาด 1-2 นิ้ว ปิดปลายทั้ง 2 ข้าง แล้วต่อเป็นแพยาว 10-20 เมตร จำนวน 4 ช่อง ใช้ไม้ไผ่วางพาดขวางยึดท่อให้มีระยะห่างพอดีรองรับกับตะกร้าที่ใช้บรรจุปู

ส่วนขนาดของตะกร้าจะต้องกว้าง 22.6 เซนติเมตร ยาว 30.0 เซนติเมตร สูง 16.1 เซนติเมตร ใส่ปู 1 ตัว ต่อ 1 ตะกร้า ตะกร้าที่ใช้จะเป็น 2 ใบ มาประกบกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ปูหนีออก สำหรับแพต้องเคลื่อนที่ไป-มา ได้ โดยการดึงเชือกที่ผูกกับแพ

“ก่อนที่จะทำการปล่อยปูลงเลี้ยงในตะกร้าจะต้องมีการปรับสภาพของปูให้เข้ากับแหล่งน้ำที่จะเลี้ยง โดยการใช้น้ำในบริเวณที่เลี้ยงรดตัวปูให้ชุ่ม จากนั้นจึงตัดเชือกมัดปูออก แล้วปล่อยลงตะกร้า และใช้ตะกร้าอีกใบหนึ่งครอบมัดด้วยเชือกให้สามารถเปิดได้สะดวก ส่วนตะกร้าด้านบนมีรูเพื่อที่จะให้อาหาร และตะกร้าจะผูกบนแพที่เตรียมไว้ และจะปล่อยเสริมเท่ากับจำนวนที่เก็บปูนิ่มขึ้นมา” คุณการีม กล่าว

สำหรับพันธุ์ปูที่ใช้เป็นชนิดปูดำ ที่มีขนาดตั้งแต่ 6.0-7.5 เซนติเมตร มาเลี้ยง และควรเป็นปูที่แข็งแรง มีอวัยวะที่ครบสมบูรณ์

การดูแล และการให้อาหาร

การให้อาหาร คุณการีม บอกว่า จะให้ปลาเบญจพรรณ (ปลาเป็ด) ที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ที่มีขนาด 1-2 นิ้ว ในอัตราการให้ 10 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักตัว และจะให้ 2 วัน 1 ครั้ง (ช่วงเวลาไหนก็ได้)

ระยะเวลาการเลี้ยง ในการเลี้ยงปูของแต่ละชุดใช้เวลาประมาณ 45 วัน ก็เก็บผลผลิตได้ แต่เกษตรกรไม่นิยมเลี้ยงเป็นรุ่น เพราะเสียเวลา จึงปล่อยเสริมทุกวัน

การดูแลและการเก็บเกี่ยวผลผลิต หลังจากปล่อยปูลงเลี้ยง มีการตรวจสอบการลอกคราบทุก 4 ชั่วโมง เพื่อเก็บปูนิ่มเพราะว่าหากปูลอกคราบไปแล้วประมาณ 6 ชั่วโมง กระดองจะเริ่มแข็ง และเมื่อเลี้ยงได้ประมาณ 1 เดือน ปูจะเริ่มลอกคราบจำนวนมาก

ส่วนการสังเกตปูลอกคราบ คุณการีมบอกให้ดูได้จากปูในตะกร้า หากพบปู 2 ตัว ในตะกร้าเดียวกัน ตัวหนึ่งจะเป็นคราบและอีกตัวหนึ่งก็เป็นปูนิ่ม

สภาพอากาศ ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการเลี้ยง ทุกๆ วัน เราจะวัดค่า pH ของน้ำ เพราะหากวันไหนที่ฝนตกลงมาหนัก น้ำในบ่อก็จะเปลี่ยน สภาพของปูจะปรับไม่ทัน จะทำให้ปูช็อกและตายได้

สำหรับการดูแลบ่อและอุปกรณ์ต่างๆ เราจะใช้ปูนขาวและจุลินทรีย์เป็นตัวย่อยสลายเศษอาหารที่ตกลงพื้น ซึ่งเป็นการเอาธรรมชาติบำบัดธรรมชาติ

ตะกร้าที่ใช้เลี้ยง หากปูลอกคราบแล้ว ก็จะนำขึ้นมาทำความสะอาด ใช้แปรงขัดและนำไปตากแดด ก่อนที่จะนำกลับไปใช้ใหม่อีกครั้ง

ทุกสถาบันในจังหวัดสตูลและจังหวัดใกล้เคียงให้ความสนใจเข้ามาศึกษาดูงานกันเป็นประจำ จนปัจจุบันได้เปิดให้เป็นศูนย์เรียนรู้และเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในจังหวัดสตูล ซึ่งที่ผ่านมามีทั้งนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ หมุนเวียนเข้ามาเยี่ยมชมอย่างไม่ขาดสาย

อ่านกันแล้วอย่าลืมแวะเวียนไปเที่ยวชมกลุ่มออมทรัพย์ผู้ประกอบกิจการปูนิ่ม จังหวัดสตูล กันนะครับ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติ่มได้ที่ คุณการีม เก็บกาเม็น โทร. (084) 632-5344, คุณดนัย มาลินี (089) 879-6797

ปูทะเล หรือ ปูดำ (อังกฤษ : Serrated mud crab, Mangrove crab, Black crab, Giant mud crab, ชื่อวิทยาศาสตร์ : Scylla serrata) เป็นปูชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในทะเล มีกระดองกลมรีเป็นรูปไข่ สีดำปนแดงหรือสีน้ำตาลเข้ม เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่นิยมนำมาปรุงสดเป็นอาหาร

ลักษณะ

มีกระดองกลมรีเป็นรูปไข่ สีดำปนแดงหรือสีน้ำตาลเข้ม ขอบระหว่างนัยน์ตามีหนาม 4 อัน ส่วนด้านข้างนัยน์ตาแต่ละข้างมีหนามข้างละ 8-9 อัน ก้ามจะมีหนามแหลม ส่วนขาอื่นๆ ไม่มีหนาม ตัวผู้จะมีก้ามขนาดใหญ่แข็งแรงกว่าตัวเมียอย่างเห็นได้ชัด เจริญเติบโตด้วยวิธีการลอกคราบ โดยตรงขอบหลังของกระดองจะเผยออกให้เห็นกระดองใหม่ยังเป็นเนื้อเยื่อบางๆ ซึ่งเรียกว่า ปูสองกระดอง ถ้าหากเป็นตัวเมียที่มีความสมบูรณ์เพศจะมีไข่อยู่ในกระดอง ปลายสุดของขาคู่ที่ 2-4 มีลักษณะแหลม เรียกว่า “ขาเดิน” ทำหน้าที่ในการเดินเคลื่อนที่ ส่วนขาคู่ที่ 5 เป็นคู่สุดท้าย เรียกว่า “ขาว่ายน้ำ” ตอนปลายสุดของขาคู่นี้มีลักษณะแบนคล้ายใบพาย ใช้สำหรับว่ายน้ำ

ปูที่เกิดใหม่ จะใช้เวลาลอกคราบจนกระทั่งกระดองแข็งแรงแล้วออกมาหากินได้ ใช้เวลาประมาณ 7 วัน การเจริญเติบโตจนถึงวัยเจริญพันธุ์ใช้เวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง ตัวผู้ขนาดโตเต็มที่อาจหนักได้ถึง 3.5 กิโลกรัม ขนาดกระดองกว้างกว่า 24 เซนติเมตร

ปูทะเลในบางแหล่งจะมีสีสันที่แตกต่างกันออกไปมากมาย ทั้ง สีเขียวหม่น สีฟ้า สีขาวอ่อนๆ หรือสีเหลือง ซึ่งปูเหล่านี้จะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละท้องถิ่น เช่น ปูทองโหลง ปูทองหลาง ปูขาว เป็นต้น

การขยายพันธุ์

ฤดูกาลวางไข่ผสมพันธุ์ของปูทะเลอยู่ในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม แม่ปูจะมีไข่ในระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม สามารถวางไข่ได้ตลอดทั้งปี โดยจะวางไข่ชุกชุมในระหว่างเดือนสิงหาคม-ธันวาคม ไข่ของปูทะเลจะมีสีส้มแดง เมื่อไข่แก่จะเป็นสีน้ำตาลเกือบดำ ซึ่งจะถูกปล่อยออกมานอกกระดองบริเวณใต้จับปิ้ง

การกระจายพันธุ์และความสำคัญต่อมนุษย์

พบกระจายพันธุ์อยู่ตามแถบชายฝั่งของแอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จนถึงออสเตรเลีย โดยอาศัยอยู่ในโคลนตมตามป่าชายเลนหรือปากแม่น้ำที่น้ำท่วมถึง กินอาหารจำพวกสัตว์น้ำขนาดเล็ก ซากพืช ซากสัตว์ต่างๆ สำหรับในประเทศไทยพบได้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน

ปูทะเลนั้นมีความสำคัญต่อมนุษย์ในฐานะของสัตว์เศรษฐกิจที่นิยมนำมาปรุงสดเป็นอาหาร เช่น ปูผัดผงกะหรี่ ปูนึ่ง เป็นต้น โดยทางการ เช่น กรมประมง สนับสนุนให้เกษตรกรเพาะเลี้ยง โดยมักจะเลี้ยงในตะกร้าใกล้กับทะเล

ปูทะเล เป็นที่นิยมรับประทานอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเวลาที่กำลังลอกคราบ เพราะเนื้อปูจะนิ่ม กระดองยังไม่แข็งเท่าไหร่ ซึ่งเรียกว่า “ปูนิ่ม”

 

บุหงาปูดะ ขนมพื้นเมือง ของฝากจากสตูล 2012/05/13

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 526

รายงานพิเศษ”สตูล สงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์”

อภิวัน คำสิงห์

บุหงาปูดะ ขนมพื้นเมือง ของฝากจากสตูล

บุหงาปูดะ หรือ ขนมดอกลำเจียก เป็นขนมพื้นเมืองของจังหวัดสตูล มีการทำกันมาตั้งแต่สมัยพระยาสมันตรัฐ โดยคนในสายสกุลกรมเมือง ที่เข้าไปรับใช้อยู่ในวังเก่าเจ้าเมืองสะโตย หรือจังหวัดสตูลในปัจจุบัน

ขนมบุหงาปูดะ มีลักษณะสี่เหลี่ยมคล้ายหมอน ทำด้วยมะพร้าวทึนทึก และแป้งข้าวเหนียวผสมด้วยน้ำตาล เกลือ น้ำ และกะทิ เป็นขนมพื้นบ้านของชาวมุสลิมที่นิยมทำเป็นขนมใช้ในงานเทศกาลงานพิธีที่สำคัญๆ ทางศาสนาอิสลาม อาทิ งานเทศกาลฮารีลายอ ตรุษของอิสลาม เทศกาลถือศีลอด งานแต่งงาน และเทศกาลงานอื่นๆ อีกมากมาย และนอกจากนี้ ยังใช้เป็นขนมต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่มาเยือน

อดีต ขนมบุหงาปูดะ จะทำกันเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญ ไม่มีขายตามท้องตลาด จะต้องรอจนถึงช่วงเวลาเทศกาลถึงจะได้รับประทาน แต่ปัจจุบันขนมบุหงาปูดะได้มีการทำออกจำหน่ายเป็นของฝากติดไม้ติดมือนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจตลอดทั้งปี โดยมีกลุ่มเยาวชนและกลุ่มแม่บ้านที่ได้สืบทอดภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษรวมกลุ่มทำขนมพื้นบ้านชนิดนี้จนกลายเป็นสินค้าโอท็อปที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดสตูล

สำหรับแหล่งผลิตที่สำคัญและมีชื่อเสียง มีอยู่หลายกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มได้พัฒนารูปร่างหน้าตา รสชาติ สีสัน และรูปแบบบรรจุภัณฑ์แตกต่างกัน แต่แหล่งผลิตที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักกัน ได้แก่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านปากปิง ตำบลกำแพง อำเภอละงู

สมาชิกกลุ่ม เล่าให้ฟังว่า จริงๆ แล้วขนมบุหงาปูดะผลิตกันหลายเจ้า แต่ส่วนใหญ่แล้วลูกค้าจะรู้จักและนิยมมาซื้อที่นี่ เพราะกลุ่มเราทำมานาน และผลิตกันทุกช่วงเทศกาล มีขนมออกจำหน่ายสม่ำเสมอ ทั้งนี้ กลุ่มยังมีขนมพื้นบ้านอื่นๆ อีกหลายชนิด อาทิ ทองม้วน ทองพับ คุกกี้สิงคโปร์ ขนมไข่เต่า เป็นต้น แต่ขนมบุหงาปูดะจะเป็นสินค้าเด่นที่สร้างรายได้ให้กับกลุ่มมากที่สุด

“เริ่มทำช่วงแรกๆ จะขายในชุมชน และตามอำเภอใกล้เคียง หลายคนให้ความสนใจ เนื่องจากมีลักษณะเด่นที่รูปทรง สีสันที่สะดุดตา ต่อมาก็ทำขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนติดตลาดเป็นที่รู้จักจนได้รับการคัดเลือกให้เป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของจังหวัดสตูล

ขั้นตอนการทำขนม สมาชิกบอกว่า เราทำกันทุกวัน โดยจะมีสมาชิกมาสลับหมุนเวียนกันทำ กว่า 30 คน ซึ่งแต่ละคนนั้นจะแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ใครถนัดทำตัวขนมก็ทำตัวขนม ถนัดทำไส้ก็ทำไส้ ถนัดขายก็ขาย แล้วแต่ความสามารถของแต่ละคน แต่ทุกคนจะมีความสำคัญเท่ากันหมด” คุณรีอ๊ะ กล่าว

ขนมบุหงาปูดะ ณ วันนี้ กลุ่มสมาชิกได้พัฒนารูปทรงจากเดิมที่เป็นสี่เหลี่ยมแบนๆ ธรรมดา ก็พัฒนาให้รูปทรงสูงขึ้นคล้ายหมอนและเพิ่มสีสันให้กับขนมด้วยการนำสีจากธรรมชาติ อย่างสีเขียวจากใบเตย สีแดงจากน้ำหวาน สีม่วงจากดอกอัญชันมาผสมให้ขนมดูน่ารับประทาน นอกจากนี้ ยังปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใหม่ บรรจุง่าย ขนส่งแล้วขนมไม่แตก คงรูปเดิม

สำหรับส่วนผสม ขั้นตอน วิธีการทำ กลุ่มสมาชิกได้เปิดเผยสูตรและขั้นตอนการทำให้ฟัง โดยเริ่มจาก ไส้ขนม ที่ทำจากมะพร้าวขูดขาวสะอาด จากนั้นนำเนื้อมะพร้าวมาผสมกับน้ำตาลทรายขาว และตามด้วยสีผสมอาหารหรือสีที่ได้จากธรรมชาติ เพื่อเพิ่มความโดดเด่นของสี เติมเกลือลงไปเล็กน้อย จากนั้นนำใบเตยหอมไปต้มและเอาน้ำมาผสม กวนจนเนื้อมะพร้าวและส่วนผสมแห้งสนิทก็นำไปใช้ได้

ส่วนแป้งขนม เริ่มจากนำแป้งข้าวเหนียว น้ำเปล่า ผสมเกลือเล็กน้อย คลุกเคล้าจนแป้งได้ที่ จากนั้นนำกระทะตั้งไฟให้ร้อน นำแป้งที่ผสมไปร่อนในกระทะ พอแป้งเป็นแผ่นแล้วก็นำไส้ที่เตรียมไว้ไปใส่แล้วพับเป็นรูปสี่เหลี่ยมคล้ายหมอน ปล่อยทิ้งไว้สักครู่ก็นำไปบรรจุใส่กล่องส่งจำหน่าย

สำหรับ ขนมบุหงาปูดะ สามารถเก็บไว้ได้ 15 วัน ในอุณหภูมิห้อง แต่ถ้าใส่ไว้ในตู้เย็นจะเก็บได้นานถึง 30 วัน หากใครที่ผ่านไปเที่ยวจังหวัดสตูล ก็อย่าลืมไปแวะหาซื้อรับประทานและซื้อกลับมาเป็นของฝากกันได้ ซึ่งจะมีวางจำหน่ายอยู่ที่เทสโก้ โลตัส สาขาสตูล หรือจะไปซื้อกันได้ที่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปากปิง โทร. (086) 957-3090 (คุณรีอ๊ะ), (086) 286-7744 (คุณมณฑา) รับรองได้ของที่นี่ทั้งสดและใหม่

อุปกรณ์ที่ใช้ >/b<

1. กระทะโรตี

2. เตาแก๊ส หรือเตาไฟฟ้า

3. ตะหลิว

4. ที่ร่อนแป้ง

5. กะละมัง/อ่างผสมแป้ง

6. ทัพพีแบน

7. ช้อน หรือคีมจับน้ำแข็ง

8. ถาด

9. ผ้าเช็ดกระทะ

ส่วนผสมไส้ขนม (ได้ขนม 300 ชิ้น)

1. มะพร้าวขูดขาว 1 กิโลกรัม

2. น้ำตาลทรายขาว 700 กรัม

3. สีผสมอาหาร (สีธรรมชาติที่ได้จากดอกอัญชัน ใบเตย)

4. เกลือป่น

5. น้ำสะอาด 1/2 ถ้วย

ส่วนผสมของแป้ง (ได้ขนม 300 ชิ้น)

1. แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม

2. เกลือป่น 1 ช้อนชา

3. น้ำสะอาด 1 ถ้วย

 

กรมหม่อนไหม เดินหน้าส่งเสริมมาตรฐานหม่อนไหมอินทรีย์เตรียมพร้อมรับใบรับรองจากสหภาพยุโรป 2012/05/13

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 526

กรมหม่อนไหม เดินหน้าส่งเสริมมาตรฐานหม่อนไหมอินทรีย์เตรียมพร้อมรับใบรับรองจากสหภาพยุโรป

กรมหม่อนไหม ผลักดันผู้ประกอบการและเกษตรกรไทย พัฒนาการผลิตหม่อนไหมอินทรีย์เพื่อผลิตผ้าไหมไทยและผลิตภัณฑ์ พร้อมรับเครื่องหมายรับรองตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป

คุณประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยถึงความเป็นมาของโครงการส่งเสริมมาตรฐานหม่อนไหมอินทรีย์เพื่อผลิตผ้าไหมไทย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้เครื่องหมายรับรองตามมาตรฐานสมัครใจของยุโรป (Global Organic Textiles Standard : GOTS) โดยกรมหม่อนไหม บริษัท ไบโออากริ-โคออป และหอการค้าไทย-อิตาเลียน ได้ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันในการผลิตผ้าไหมไทย พัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้ได้เครื่องหมายรับรองตามมาตรฐานของยุโรป โดยได้รับการสนับสนุนจากหอการค้าไทย-อิตาเลียน สหภาพยุโรป อันจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าไหมไทยที่มีคุณภาพและมาตรฐาน ตลอดจนเป็นการประชาสัมพันธ์ไหมไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เป้าหมายของความร่วมมือนี้คือ ความสำเร็จของการร่วมกันดำเนินงาน ร่วมกับ SME ด้านผ้าไหมตามนโยบาย การสนับสนุน และพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อเพิ่มความสัมพันธ์และความร่วมมือของแต่ละฝ่ายในการแลกเปลี่ยนความรู้ เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาพผ้าไหมของประเทศไทยและสหภาพยุโรป กำหนดโครงการและวิธีการ เพื่อปรับปรุงและเพิ่มขีดความสามารถที่จะใช้การควบคุมตนเอง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมองค์กรของผู้ประกอบการ ตลอดจนส่งเสริมการจัดตั้งพันธมิตรทางธุรกิจ เป็นการเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและสหภาพยุโรปและเพิ่มโอกาสที่เกี่ยวข้องกับสหภาพยุโรปเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการผ้าไหมไทย

กรมหม่อนไหม ได้ดำเนินการโครงการดังกล่าว ตั้งแต่เปิดรับสมัครผู้ประกอบการและเกษตรกรที่มีความสนใจเข้าร่วมโครงการ เพื่อเข้าร่วมสัมมนาชี้แจงโครงการ เมื่อ ปี 2554 ซึ่งมีกลุ่มผู้ประกอบการและเกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมโครงการ ทั้งหมด 7 ราย ได้แก่ กลุ่มสตรีสหกรณ์จุดเรียนรู้หม่อนไหม จังหวัดขอนแก่น, บ้านคุ้มสุขโข จังหวัดขอนแก่น, บริษัท จุลไหมไทย จังหวัดเพชรบูรณ์, บริษัท ฝ้ายแกมไหม จังหวัดอุดรธานี, บริษัท เพียรกุศล จังหวัดเชียงใหม่, บริษัท สปัน ซิลค์เวิล์ด จังหวัดสระบุรี และบริษัท เรือนไหมใบหม่อน จังหวัดสุรินทร์

ซึ่งจากการที่กรมหม่อนไหมได้นำเจ้าหน้าที่จากหอการค้าไทย-อิตาเลียน เดินทางไปสำรวจพื้นที่ เพื่อสำรวจความพร้อมและระบบควบคุมภายใน (Internal Control System) ของบริษัทต่างๆ นั้น ปรากฏว่าผู้ประกอบการที่ได้รับการคัดเลือก ได้แก่ บริษัท สปัน ซิลค์ เวิล์ด และ บริษัท จุลไหมไทย ทั้งนี้ Mr. Riccardo Cozzo ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศอิตาลี เจ้าหน้าที่จากหอการค้าไทย-อิตาเลียน และผู้แทนบริษัท ไบโออะกริ-เสิร์ท (Bioagri-cert) ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรของประเทศอิตาลี ในการควบคุมสินค้าเกษตรอินทรีย์ รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีย์ ตามข้อตกลงของกลุ่มประเทศยุโรป ได้มาชี้แจงแนวทางการจัดทำมาตรฐานสิ่งทออินทรีย์ และการจัดทำระบบเพื่อขอการรับรองมาตรฐานสิ่งทออินทรีย์สำหรับผู้ที่ได้รับการคัดเลือกและเจ้าหน้าที่กรมหม่อนไหม

ล่าสุดเจ้าหน้าที่กรมหม่อนไหม และบริษัท ไบโออะกริ-เสิร์ท ได้เดินทางไปร่วมตรวจประเมินความเป็นไปได้ในการตรวจสอบการรับรองการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอินทรีย์ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในระดับสากล ที่บริษัท จุลไหมไทย จำกัด จังหวัดเพชรบูรณ์ และกลุ่มเกษตรกรของบริษัท สปัน ซิลค์ เวิลด์ ที่อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้มีการตรวจสอบขั้นตอนการผลิต วัตถุดิบ และชี้แจงการเตรียมเอกสาร ให้เกิดความเข้าใจในการเตรียมเอกสารเพื่อขอการรับรอง

“การส่งเสริมหม่อนไหมตามมาตรฐานหม่อนไหมอินทรีย์ เป็นนโยบายของกรมหม่อนไหมที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพการผลิตสินค้า และพัฒนาระบบการจัดการสินค้าหม่อนไหม และการตลาดอย่างเป็นระบบ โดยร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งของรัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันองค์ความรู้ที่สามารถนำไปพัฒนากลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการ ตลอดจนประชาสัมพันธ์ผ้าไหมไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์องค์รวมต่อประเทศในเชิงพาณิชย์ อันจะเป็นการเพิ่มศักยภาพทางการเกษตร มาตรฐานการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก และส่งเสริมคุณภาพชีวิตเกษตรกรของไทยให้ดียิ่งขึ้น

แผนการส่งเสริมหม่อนไหมตามมาตรฐานหม่อนไหมอินทรีย์ของกรมหม่อนไหมนั้น จะมีการขยายพื้นที่ของเกษตรกรและผู้ประกอบการไหมให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ และในเร็วๆ นี้ ผู้ประกอบการของไทยที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับการรับรองจากสหภาพยุโรป เพื่อนำร่องในกรณีของกลุ่มเกษตรกรตัวอย่างที่มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอินทรีย์ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในระดับสากล ซึ่งถือว่าเป็นการรับรองมาตรฐานหม่อนไหมอินทรีย์อันดับต้นๆ ในภูมิภาคและในระดับโลกเลยก็ว่าได้” อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

 

“ทำไม…มะม่วงแปดริ้ว จึงมีชื่อเสียงและขายได้” 2012/05/13

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 526

เทคโนโลยีชาวบ้าน เสวนาสัญจร 

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา E-mail : ta_nu_pong@hotmail.com 

“ทำไม…มะม่วงแปดริ้ว จึงมีชื่อเสียงและขายได้” 

เริ่มขยับกันแล้วสำหรับขบวนเหล่าผลไม้ที่พร้อมจะพาเหรดเข้ามาในอีกไม่ช้า ขณะเดียวกันทุกจังหวัด ทุกพื้นที่ของแต่ละภูมิภาคที่มีผลไม้เด่นประจำท้องถิ่น ตามฤดูกาลก็กำลังจัดแจงตกแต่ง ดูแล บำรุงรักษา ทั้งปุ๋ย ดิน น้ำ ให้แก่ผลผลิตของตน เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะนำออกมาอวดโฉมทั้งรูปร่างและรสชาติ ต่อผู้บริโภคที่ต่างรอคอยเวลาที่ใกล้จะถึงนี้ เพื่อยลโฉมและลองลิ้มชิมรสกัน และนับจากนี้ถือเป็นช่วงที่กำลังเดินทางเข้าสู่ฤดูผลไม้กันแล้ว

นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ก็ไม่รอช้า ได้เตรียมความพร้อมเช่นกัน ด้วยการเตรียมนำเสนอผลไม้นานาชนิดที่น่าสนใจทยอยส่งผ่านคอลัมน์ต่างๆ จากผู้สื่อข่าวทั้งภูมิภาคและส่วนกลางที่ร่วมกันทำงานอย่างเต็มที่เพื่อเป็นข้อมูลในการนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ พร้อมกับส่งถึงมือท่านผู้อ่านทั่วประเทศในฉบับต่อๆ ไป ฉะนั้น ขออย่าได้พลาดเลยแม้แต่ฉบับเดียว

สำหรับฉบับนี้ทีมงานได้ลงพื้นที่สัญจรไปยังจังหวัดฉะเชิงเทราหรือเมืองแปดริ้วที่มีวัดหลวงพ่อโสธรที่โด่งดังนับถือสักการะของผู้คนทั่วประเทศ แต่เมืองแปดริ้วยังมีชื่อเสียงด้านการผลิตมะม่วงที่มีคุณภาพ ด้วยรสชาติที่หวานหอมและเนื้อนุ่ม ทั้งมะม่วงสุกหรือดิบ ทำให้ครองใจตลาดผู้บริโภคมาช้านาน แถมยังส่งไปขายต่างประเทศได้ในปริมาณที่สูงอีกด้วย

ทว่าการผลิตมะม่วงที่จังหวัดนี้ เหตุใดจึงขายดีและมีผู้สนใจมาก ดังนั้น จึงอยากจะพาท่านผู้อ่านไปไขข้อข้องใจในครั้งนี้กับ เทคโนโลยีชาวบ้าน เสวนาสัญจร “ทำไม….มะม่วงแปดริ้ว จึงมีชื่อเสียงและขายได้”

แต่ก่อนอื่นควรรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับภาพรวมการผลิตมะม่วงในประเทศ ตลอดจนการผลิตมะม่วงของจังหวัดฉะเชิงเทรา รวมไปถึงควรรู้ด้วยว่า อำเภอใด ที่ผลิตมะม่วงได้อร่อย…ที่สุด

คุณสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ ตำแหน่งเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทราได้ให้รายละเอียดในเรื่องดังกล่าวว่า มะม่วง จัดเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่นิยมปลูกกันมาก เพราะนอกจากจะใช้บริโภคภายในประเทศในรูปผลสด แล้วยังมีการแปรรูปส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศเป็นจำนวนมาก โดยมีพื้นที่ปลูกทั้งสิ้น 2.3 ล้านไร่ มีพื้นที่ได้ผลผลิตจำนวน 1.9 ล้านไร่ และได้ผลผลิตปริมาณ 1,312 กิโลกรัม ต่อไร่ พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่แถบจังหวัดนครราชสีมา สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา อุดรธานี อุทัยธานี เชียงใหม่ ขอนแก่น สระบุรี ราชบุรี สระแก้ว ทั้งนี้มีพันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูกกันมาก ได้แก่ เขียวเสวย น้ำดอกไม้ และแรด

เกษตรจังหวัดยังเปิดเผยอีกว่า สำหรับการผลิตมะม่วงของจังหวัดฉะเชิงเทรานั้นได้รับการยอมรับทางด้านรสชาติ และคุณภาพที่ได้มาตรฐาน และที่สำคัญ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ส่วนมะม่วงที่มีชื่อเสียงของจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้ และเขียวเสวย โดยเฉพาะมะม่วงที่ปลูกในอำเภอบางคล้า ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ โดยมีเนื้อที่ปลูกมะม่วง 11,063 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 800 กิโลกรัม ต่อไร่ มีผลผลิตรวม 8,850.40 ตัน เนื่องจากมีคุณภาพดินที่มีความเหมาะสมเพราะเป็นดินเหนียวปนตะกอน มีธาตุอาหารสมบูรณ์เหมาะแก่การปลูกมะม่วง

พันธุ์ที่นิยมรับประทานดิบ ได้แก่ เขียวเสวย ฟ้าลั่น แรด ทวายเดือนเก้า ขายตึก โชคอนันต์ มันขุนศรี และพันธุ์ที่นิยมรับประทานสุก ได้แก่ น้ำดอกไม้เบอร์ 4 น้ำดอกไม้สีทอง อกร่อง และมหาชนก

นอกจากนั้น ยังกล่าวต่ออีกว่า การปลูกมะม่วงของจังหวัดฉะเชิงเทรามีพื้นที่กระจายไปทุกอำเภอ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สูง ที่ดอน และเกษตรกรมีระบบการจัดสวนที่ดี โดยได้รับรองการจัดสวนตามระบบ GAP แล้ว ทั้งนี้ผลผลิตมะม่วงของจังหวัดส่วนใหญ่จำหน่ายในตลาดภายในประเทศ ส่วนตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการลงนามสัญญาซื้อขายมะม่วงเพื่อการส่งออกระหว่างเกษตรกรชาวสวนกับบริษัทผู้ส่งออก ตั้งแต่ ปี 2544 เป็นต้นมา

พันธุ์ที่ส่งออกมากที่สุด ได้แก่ น้ำดอกไม้สีทอง และกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญต่อการส่งออก ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ผลิตมะม่วงส่งออก จังหวัดฉะเชิงเทรา และกลุ่มสหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วงจังหวัดฉะเชิงเทรา จำกัด

ทั้งนี้การตลาดในปี 2554 ที่ผ่านมา ผู้ผลิตทั้ง 2 กลุ่ม มีการจำหน่ายในตลาดภายในประเทศ อาทิ ตลาดท้องถิ่น ห้างสรรพสินค้าคิดเป็นมูลค่าประมาณ 25.8 ล้านบาท และมีการส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 40.05 ล้านบาท และส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นมากเป็น อันดับ 1

อย่างไรก็ตาม ยังมีการส่งเสริมเกษตรกรทั่วไปให้มีการรวมกลุ่มกันมากขึ้น พร้อมกับเชื่อมโยงพันธมิตรเครือข่ายต่างจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว และจันทบุรี เพราะจะมีผลทำให้ยอดการผลิตมะม่วงส่งออกโดยรวมไม่ลดลง หากพื้นที่ปลูกมะม่วงจังหวัดฉะเชิงเทราเกิดปัญหาประสบภัย

ในปัจจุบัน พื้นที่ปลูกมะม่วงของจังหวัดฉะเชิงเทรามีทั้งสิ้น 41,248 ไร่ เนื้อที่ให้ผลผลิต 35,447 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 639 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตรวม 22,674 ตัน มีมูลค่าประมาณ 473.22 ล้านบาท จำนวนเกษตรกรที่ปลูกทั้งสิ้น 7,329 ราย ปลูกมะม่วงได้ในทุกพื้นที่ทุกอำเภอในจังหวัด สำหรับพื้นที่ผลิตเพื่อการส่งออก ได้แก่ บางคล้า ราชสาส์น แปลงยาว พนมสารคาม สนามชัยเขต ท่าตะเกียบ และคลองเขื่อน

สถานการณ์ทางด้านการตลาดมะม่วงของจังหวัดฉะเชิงเทรา ในปี 2555 นั้น เกษตรจังหวัดเปิดเผยว่า ถ้าเป็นตลาดภายในประเทศนั้นในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน จะมีผลผลิตมะม่วงออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก อาจทำให้ราคามะม่วงตกต่ำ โดยมีราคาประมาณ 25-35 บาท ตามคุณภาพของผลผลิต และถือว่าเป็นไปตามกลไกตลาด

ดังนั้น ทางจังหวัดจึงมีการช่วยเหลือเกษตรกรในการระบายผลผลิตมะม่วงด้วยการจัดงานมหกรรมมะม่วงในท้องถิ่น อันได้แก่ งานวันมะม่วงและของดีอำเภอพนมสารคามเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ต่อด้วยงานเทศกาลมะม่วงและของดีเมืองบางคล้าเมื่อเดือนมีนาคม และงานใหญ่อีกงานซึ่งถือเป็นงานประจำจังหวัด ได้แก่ งานวันมะม่วงและของดีเมืองแปดริ้ว ครั้งที่ 42 ที่จัดขึ้น เมื่อวันที่ 2-12 เมษายน ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้มีโครงการจัดตลาดนัดมะม่วงอยู่ตลอดเวลาบริเวณเส้นทางฉะเชิงเทรา-พนมสารคาม เป็นตลาดจำหน่ายมะม่วงขนาดใหญ่ของเมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นการจัดตลอดทั้งปี

ส่วนตลาดต่างประเทศนั้น เมื่อเดือนธันวาคมของปีที่ผ่านมา ทางสหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วงจังหวัดฉะเชิงเทรา จำกัด ได้มีการทำสัญญาซื้อขายมะม่วงล่วงหน้ากับบริษัทภาคเอกชน ผู้ส่งออกมะม่วง คิดเป็นผลผลิตประมาณ 2,800 ตัน

“ประเด็นที่ต้องการจะชูให้คนทั่วไปสนใจมาเที่ยวที่จังหวัดฉะเชิงเทราคือ ความพยายามทำให้รู้สึกว่าเป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้มาก และสามารถมาเที่ยวแบบวันเดียวได้ครบทุกอย่าง ชนิดมาวันเดียวเที่ยวกลับได้ อาจเริ่มต้นด้วยการมาไหว้หลวงพ่อโสธร แล้วต่อด้วยการท่องเที่ยวตามแหล่งต่างๆ ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นด้านธรรมชาติหรือสวนผลไม้

ที่สำคัญอย่างมากคือ ชุมชนที่มีการวางแผนไว้ต้องมีความเข้มแข็งก่อน จะรอให้ทางภาครัฐป้อนให้อย่างเดียวไม่ได้ พวกเขาต้องสร้างกันเอง และเมื่อทุกอย่างพร้อมก็จะเริ่มมีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อทุกช่องทางและผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” เกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรากล่าวปิดท้าย

ภายหลังที่ได้พูดคุยกับทางเกษตรจังหวัดเป็นที่เรียบร้อย และสามารถมองเห็นภาพรวมของการประกอบอาชีพมะม่วงชาวจังหวัดฉะเชิงเทราได้อย่างครบวงจรแล้ว จากนั้นทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านได้เดินทางไปที่บริเวณลานจอดรถปั้นทรายโลกและเป็นสถานที่กำหนดให้เป็นที่จัดงาน “วันมะม่วงและของดีเมืองแปดริ้ว” ซึ่งเป็นงานใหญ่ระดับจังหวัดที่จัดขึ้นทุกปี และครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่ 42 เพื่อจัดตั้งวงเสวนาสัญจรในประเด็น “ทำไม….มะม่วงแปดริ้ว จึงขายได้”

ทั้งนี้ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้รับเกียรติจาก คุณศักดิ์ชัย ศรีสุวรรณ ตำแหน่งนักวิชาการเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการในการเสวนาสัญจรครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ก่อนเวทีการเสวนาจะเริ่มต้นขึ้น ในฐานะนักวิชาการเกษตรประจำจังหวัดมีข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกมะม่วงของเกษตรกรในจังหวัดฉะเชิงเทรา คร่าวๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการเสวนา

คุณศักดิ์ชัย กล่าวว่า จากการที่ตัวเองได้คลุกคลีกับการปลูกมะม่วงมาหลายจังหวัด พบว่า ข้อได้เปรียบของเกษตรกรชาวจังหวัดฉะเชิงเทราในการประกอบอาชีพปลูกมะม่วงคือ สภาพดินและน้ำ เพราะเป็นดินตะกอนที่มีความเค็มเล็กน้อย เป็นน้ำกร่อย ข้อได้เปรียบเช่นนี้จึงทำให้ผลผลิตมะม่วงของจังหวัดฉะเชิงเทรามีรสชาติหวาน เนื้อนุ่ม และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอย่างมาก

นักวิชาการเกษตรกล่าวต่ออีกว่า จังหวัดฉะเชิงเทรามีการปลูกมะม่วงอยู่ในอันดับต้นของประเทศไทย มีผลผลิตปีละ 2-3 หมื่นตัน เพราะเป็นมะม่วงที่มีคุณภาพและรสชาติหวาน เนื้อนุ่ม ไม่มีโรคแมลงมารบกวน จึงทำให้ผิวสวย ขณะเดียวกันในแต่ละปีจะมีผลผลิตที่สูงมาก

ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องหาวิธีช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนมะม่วงด้วยการจัดงานและมีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่ออย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ทั้งนี้เพราะเป็นการช่วยเหลือในการกระจายพร้อมกับระบายผลผลิตออกสู่ตลาดให้มากที่สุด ลดปัญหาการขาดทุนอันเกิดจากผลผลิตล้นตลาดและเน่าเสีย อีกทั้งเกษตรกรบางรายยังสามารถหาซื้อกิ่งพันธุ์ที่มีคุณภาพ ในราคาถูก ด้วยการแนะนำโดยตรงจากผู้ผลิตกิ่งพันธุ์

ดังนั้น ในงาน “วันมะม่วงของดีเมืองแปดริ้ว” ที่จัดขึ้นและผ่านมาแล้ว จึงเป็นการจัดงานแสดงมะม่วงที่ครบวงจรและสมบูรณ์แบบ มีคุณภาพสินค้าที่กล้ารับประกัน ก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้บริโภคและเกษตรกรชาวสวนอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ได้เชิญผู้แทนชาวสวนมะม่วงรายใหญ่ของจังหวัดฉะเชิงเทราที่ประสบความสำเร็จทั้งด้านการปลูกและจำหน่าย จำนวน 2 ท่าน แล้วยังมีตำแหน่งในการบริหารงานสหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วงจังหวัดฉะเชิงเทรา จำกัด ได้แก่ คุณสุวิทย์ คุณาวุฒิ ตำแหน่งรองประธานสหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วงจังหวัดฉะเชิงเทรา จำกัด และ คุณสุกิจ นพฤทธิ์ ตำแหน่งผู้ตรวจสอบกิจการสหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วงจังหวัดฉะเชิงเทรา จำกัด มาร่วมพูดคุยในวงเสวนาครั้งนี้เพื่อให้เกิดมุมมองในหลายมิติ ได้รับรู้ถึงวิธีการปลูกมะม่วงอย่างไร จึงประสบความสำเร็จ ปัญหาที่พบจริงด้วยตัวเองด้านการปลูก รวมไปถึงวิธีการบริหารจัดการทางการตลาดให้ประสบความสำเร็จ

คุณศักดิ์ชัย-อยากทราบว่าในประเทศไทยมีมะม่วงที่ดีมีคุณภาพ พันธุ์อะไรบ้าง?

คุณสุวิทย์-ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ประเทศไทยเรามีมะม่วงหลายสายพันธุ์มาก ทั้งที่เก่าแก่และสมัยใหม่ เพราะตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษก็ปลูกกันมา จะมีความแตกต่างจากสมัยปัจจุบันตรงที่ในสมัยก่อนที่นิยมกัน ได้แก่ พันธุ์อกร่อง พิมเสน ขายตึก พันธุ์เหล่านี้ในปัจจุบันได้รับความนิยมน้อยลง และบางพันธุ์หายไป หรือบางพันธุ์มีการนำมาปรับปรุงใหม่ เช่น พันธุ์ขายตึก หรืออย่างพันธุ์อกร่องที่พยายามนำกลับมาทำใหม่เพื่อให้ออกนอกฤดู แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมะม่วงในฤดูมีปริมาณมาก ทำให้ราคาตก แต่อย่างไรก็ตาม หากสามารถทำได้ก็จะประสบความสำเร็จเรื่องราคา เพราะเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว

ทางด้านสายพันธุ์ก็มีการเปลี่ยนแปลงไป อย่างที่เป็นพันธุ์ยอดนิยมเวลานี้คือ น้ำดอกไม้ ที่ยังคงครองแชมป์ทั้งขายภายในและส่งออกไปต่างประเทศในกลุ่มของมะม่วงสุก หากเป็นมะม่วงดิบก็มีหลายสายพันธุ์ เช่น เขียวเสวย ที่มียอดการส่งไปขายที่ประเทศเวียดนามในแต่ละปีสูงมาก หากคิดเป็นวันก็ส่งไปขายวันละประมาณ 500 ตัน

ซึ่งข้อมูลอย่างนี้ทางราชการไม่รู้ และมักบอกว่าส่งออกน้อย ซึ่งก็ไปใช้ตัวเลขการส่งออกไปที่ญี่ปุ่นหรือทางยุโรป ซึ่งก็มีจำนวนน้อยจริง เพราะมีเกณฑ์มาตรฐานการคัดเลือกละเอียดมาก หากมาดูการส่งไปจำหน่ายในแถบประเทศเพื่อนบ้านจะสูงมาก เพราะพฤติกรรมการบริโภคของประเทศเพื่อนบ้านเหมือนกันอย่างไร สามารถขายเป็นมะม่วงดิบได้ การรับประทานเช่นเดียวกัน เหมือนกัน

สายพันธุ์ที่ส่งไปขายส่วนมาก ได้แก่ เขียวเสวย ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ และฟ้าลั่น ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือที่เวียดนาม หากเป็นประเทศมาเลเซียส่งไปขายปีละหลายหมื่นตันเช่นกัน อย่างที่บอกว่าทางราชการไม่นำตัวเลขที่ประเทศอื่นมาอ้างอิงด้วย แต่ความจริงส่งออกปีละหลายหมื่นตัน มิเช่นนั้นมะม่วงภายในประเทศที่ผลิตออกมาจะขายหมดได้อย่างไร

คุณศักดิ์ชัย-และคิดว่าถ้าสถานการณ์ดีเช่นนี้ จะมีแนวโน้มเพิ่มปริมาณส่งออกได้หรือไม่?

คุณสุกิจ-ได้แน่นอน แต่อยากจะบอกว่าการที่ทางราชการเก็บข้อมูลไม่ครบ เป็นการไปเก็บตามกลุ่ม ส่วนใหญ่จะส่งออกไปที่ญี่ปุ่น เกาหลี จีน และตลาดยุโรป แต่กลับไม่นำเอาตัวเลขที่ส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านไปรวม ดังนั้น ยอดการส่งออกจึงลดลง อยากจะบอกว่าด้านคุณภาพและปริมาณการผลิตมีเต็มที่ อีกเรื่องที่อยากจะฝากถึงหน่วยงานราชการคือ มีช่วงหนึ่ง ได้มีการนำมะม่วงที่มีชื่อว่า พันธุ์แก้วเขมร ที่มีพ่อค้า-แม่ค้าซื้อจากเขมรเข้ามาขาย เพราะมีราคาถูกแล้วมาตีมะม่วงไทย จึงขอฝากให้ดูแลในเรื่องดังกล่าวด้วย

คุณศักดิ์ชัย-การที่มะม่วงในไทยส่งไปขายต่างประเทศได้มาก หากมองเจาะที่จังหวัดฉะเชิงเทราแล้ว สามารถคาดการณ์ว่าการส่งไปขายตลาดต่างประเทศจะตกปีละเท่าไร?

คุณสุวิทย์-คิดว่าปีละประมาณร่วมหมื่นตันในประเทศเพื่อนบ้าน การที่สามารถส่งได้ในปริมาณสูงเช่นนี้ เพราะไม่มีการคัดผลมะม่วงในลักษณะ พรีเมี่ยมเกรด คือไม่ต้องให้ความสำคัญของความสวยงามเท่าไรนัก ขอให้ราคาถูกไว้ก่อนเป็นใช้ได้ อย่างที่เคยไปพบด้วยตัวเองที่ประเทศเวียดนาม ขายเพียงราคากิโลกรัมละ 7 บาท รูปร่างลักษณะผลไม่สวยเลย หากเป็นในบ้านเราคงไม่มีใครซื้อแน่นอน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีการแบ่งแยกคุณภาพกับราคาด้วยเหมือนกัน แต่ไม่ยุ่งยาก อย่างไรก็ตาม การคัดผลแบบพรีเมี่ยมเกรดคงจะได้ปริมาณที่น้อยมาก น่าจะได้ไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนมะม่วงทั้งสวนเสียด้วยซ้ำ

คุณศักดิ์ชัย-ถ้ารู้เกณฑ์ต่างๆ เหล่านี้แล้ว หากมาดูที่ฉะเชิงเทราพอมีวิธีการเตรียมตัวอย่างไร?

คุณสุกิจ-จังหวัดฉะเชิงเทรามีประวัติการปลูกมะม่วงมาอย่างยาวนาน หากจะทำในลักษณะที่มีการส่งออกแบบหลักเกณฑ์มาตรฐานแล้ว และต้องการให้มีคุณภาพมะม่วงที่ดี แล้วสวนเก่าแก่ทั้งหลายต้องรื้อปลูกใหม่ คือต้องให้อยู่ในช่วงเป็นวัยเจริญพันธุ์ กล่าวคือมะม่วงถ้าเป็นต้นที่เก่าแก่และทางเดินอาหารไม่สะดวก ใบไม่โตแล้วจะทำให้ผลสวยได้อย่างไร ดังนั้น ควรต้องมีการรื้อและปรับปรุงใหม่ เพราะมะม่วงถ้าต้องการให้ได้ผลผลิตที่ดี ควรจะอยู่ในช่วง 8-12 ปี

ที่ฉะเชิงเทรา เป็นมะม่วงที่ให้ผลผลิตในช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งพอออกในช่วงนั้นก็มีแก่ในช่วงหน้าแล้ง จึงทำให้รสชาติหวาน ผมเชื่อว่าเสียงตอบรับภายหลังที่ซื้อมะม่วงของผมไปแล้วจะชื่นชอบและไม่ผิดหวัง อย่างที่เชียงใหม่ ถึงแม้ทางโน้นจะผลิตมะม่วงได้ดีไม่แพ้ที่อื่น แต่เขากลับยอมรับรสชาติมะม่วงของทางฉะเชิงเทรามากกว่า

คุณศักดิ์ชัย-คิดว่าพัฒนาการปลูกมะม่วงในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นอย่างไร?

คุณสุวิทย์-ความจริงที่จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นกลุ่มแรกที่มีการพัฒนาวิธีการปลูกมะม่วง อย่างเช่น การห่อถุง ก็ถือว่าฉะเชิงเทราเป็นจังหวัดที่นำร่อง โดยใช้ถุงดำคาร์บอนมาห่อผลมะม่วงเพื่อทำให้ผิวมีสีสวยนวลดูน่ารับประทาน โดยห่อตั้งแต่อายุ 50-60 วัน ทิ้งไว้ประมาณ 90-100 วัน จึงสามารถเก็บผลผลิตได้ ทั้งนี้ผิวมะม่วงจะสวยมาก ไม่ต้องนำไปบ่ม

เหตุผลที่ใช้ถุงดำ เพราะถุงดำมีลักษณะ 2 ชั้น ทึบแสง พอไม่มีแสงก็ไม่มีคลอโรฟิลล์ เลยเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลือง ความจริงวิธีนี้เดิมทีเขาใช้สำหรับห่อสาลี่ในประเทศจีน แต่คนในฉะเชิงเทรานำวิธีนี้มาใช้กับมะม่วง เลยประสบความสำเร็จ และขอเสริมที่คุณสุกิจกล่าวไปแล้วเกี่ยวกับเรื่องรสชาติว่าสวนของผมมีประสบการณ์ปลูกมะม่วงมานานกว่าร้อยปี ผมเป็นรุ่นที่ 3 มีเนื้อที่ปลูกมะม่วงประมาณ 180 ไร่

คุณสุกิจ-ผมขอเสริมว่า การมีรสชาติที่ถูกใจผู้บริโภคเพราะผู้ปลูกมีประสบการณ์ที่ยาวนาน ดังนั้น คนปลูกมะม่วงก็เหมือนคนทำอาหารที่เขาต้องรู้ว่าต้องการให้รสชาติออกมาแบบใด ควรเติมหวาน เติมเผ็ดมากน้อยแค่ไหน เพราะความมีประสบการณ์จะบอกให้รู้เอง รวมไปถึงการได้รับความช่วยเหลือ คำแนะนำเป็นอย่างดีจากนักวิชาการเกษตรมาโดยตลอด

คุณสุวิทย์-ขอเพิ่มเรื่องรสชาติที่มีความหวานนอกจากประสบการณ์แล้ว ยังมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ทางวิชาการในเรื่องการวิเคราะห์ธาตุดินของการให้อาหารมะม่วง ทั้งนี้จะมีการวิเคราะห์ว่าดินขาดธาตุอาหารตัวไหน เช่น นำตัวอย่างดินจากอำเภอพนมสารคามที่มีลักษณะเป็นดินทรายมาก เมื่อนำไปวิเคราะห์ปรากฏว่าขาดธาตุอาหารตัวหน้าและตัวท้าย ส่วนตัวกลางสูง จึงมีการปรับปุ๋ยให้เหมาะสมตรงกับความต้องการ ที่สำคัญช่วยลดค่าใช้จ่าย ทำให้ประหยัดเงินได้มาก

ดังนั้น วิธีการของผมคือในรอบแรกใช้สูตรเสมอก่อนที่ 15-15-15 จากนั้นพอราดยาแล้วต้องการให้มีความหวาน ให้ใช้สูตร 15-5-20 จะเห็นว่ามีการเพิ่มตัวท้ายสูงเพราะต้องการเพิ่มความหวาน

ส่วนแถวอำเภอบางคล้าหรือคลองเขื่อน ที่ดินบริเวณนั้นมีลักษณะเป็นดินเหนียวมาก เมื่อนำไปวิเคราะห์ปรากฏว่าตัวท้ายสูง จึงเป็นคำตอบว่า ทำไมมะม่วงในเขตนั้นจึงมีรสชาติหวาน แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติเป็นตัวกำหนด ถือเป็นความได้เปรียบเชิงธรรมชาติอย่างที่คุณศักดิ์ชัยกล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า พื้นที่ดินในจังหวัดนี้มีลักษณะพิเศษคือเป็นดิน 3 น้ำ ซึ่งเคยนำรถขุดดินลงไปลึกสัก 3 เมตร พบแต่เปลือกหอย

คุณศักดิ์ชัย-ขอทราบแนวทางการผลิตมะม่วงของเกษตรกรที่ฉะเชิงเทราว่าถ้าเป็นมะม่วงสุกควรเป็นพันธุ์ใด และมะม่วงดิบควรเป็นพันธุ์ใดให้มีคุณภาพ เรียกได้ว่าถ้าเอ่ยถึงมะม่วงของจังหวัดฉะเชิงเทราแล้วมีมะม่วงสุกหรือดิบพันธุ์อะไรที่ชูในความเป็นจุดเด่น

(เนื้อหาสาระของ มะม่วงแปดริ้ว ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ติดตามอ่านต่อฉบับหน้า)

ขอบคุณข้อมูลจาก www.moac-info.net

ข้อมูลมะม่วงมันพันธุ์ขายตึก 

มะม่วงพันธุ์นี้ เป็นมะม่วงไทยโบราณ จัดอยู่ในกลุ่มมะม่วงมันหรือมะม่วงกินดิบชนิดหนึ่ง ที่มีด้วยกันหลายพันธุ์เช่น มันทองเอก เขียวเสวย ฟ้าลั่น เพชรบ้านลาด บางขุนศรี หรือเจ้าคุณทิพย์ เป็นต้น ซึ่งต้น “มะม่วงมันขายตึก” หรืออีกชื่อหนึ่งคือ “มะม่วงแขกขายตึก” นั้น พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ได้บรรยายเป็นกาพย์ยานี 11 ถึงมะม่วงพันธุ์ไทยไว้ เมื่อปี พ.ศ. 2427 บางตอนว่า 

“ไข่เหี้ย ไข่นกกระสา กะล่อนป่า กะล่อนสวน

อีกสาวละห้อยหวน สาวสะกิดมารดาดู

มะม่วงเทพรำลึก แขกขายตึกอีกคราบหมู

กะละแมมีช่อชู หนึ่งชื่อว่าชาละวัน”

ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบความอร่อยของ “มะม่วงมันขายตึก” หรือ “มะม่วงแขกขายตึก” จนต้องขายตึกแลกเพื่อให้ได้กินมะม่วงพันธุ์นี้นั่นเอง

มะม่วงมันขายตึก หรือ “มะม่วงแขกขายตึก” อยู่ในวงศ์ ANACARDIACEAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร ใบเดี่ยว ออกเป็นคู่ๆ รอบกิ่งก้านบริเวณปลายกิ่ง ใบเป็นรูปใบหอก ปลายแหลม โคนมน สีเขียวสด ใบดกให้ร่มเงาดี

ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก ดอกเป็นสีเหลืองอ่อน หรือสีนวล มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ผลรูปกลมรีคล้ายผลมะม่วงมัน หรือมะม่วงแรด แต่จะมีขนาดใหญ่กว่า โตเต็มที่น้ำหนักประมาณ 2 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม เนื้อผลเยอะ ไม่มีเสี้ยน เมล็ดลีบ ผลดิบสีเขียว รสชาติหวานมันปนเปรี้ยวนิดๆ ฉ่ำน้ำ กรอบเหมือนมะม่วงมัน หรือมะม่วงแรด โดยเฉพาะผลแก่จัดจะให้รสชาติอร่อยมาก นิยมปลูกเพื่อเก็บผลดิบกินมาช้านาน โดยปอกเปลือก เฉาะจิ้มเกลือหรือกินกับน้ำปลาหวานเด็ดขาดนัก ผลสุกสีเหลือง เนื้อในสีเหลืองปนส้ม รสหวานเย็นมีกลิ่นหอม เนื้อสุกเต็มที่ไม่เละ เคี้ยวหนึบอร่อยฉ่ำใจดี ที่ได้เปรียบกว่ามะม่วงมันพันธุ์อื่นคือ จัดเป็นมะม่วงติดผลดก จึงนิยมปลูกกันแพร่หลายมาแต่โบราณ

โดยแหล่งปลูกส่วนใหญ่จะอยู่แถบจังหวัดนนทบุรี และฝั่งธนบุรี ย่านบางขุนนนท์ บางกอกน้อย ติดผลปีละครั้ง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง และทาบกิ่ง

 

ประนีประนอมยอมความ 2012/05/13

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 526

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ประนีประนอมยอมความ

บริษัทประกันภัย ได้รับประกันภัยรถบรรทุกหกล้อไว้จากคุณโผง คือ เป็นสัญญาทางแพ่งชนิดหนึ่ง ที่คุณโผงทำกับบริษัทประกันภัย หรือบริษัทประกันภัยทำกับคุณโผง ทำสัญญาปีต่อปี 

มีสาระสำคัญว่า คุณโผงตกลงจ่ายเบี้ยประกันให้บริษัท แล้วถ้ารถที่คุณโผงขับนั้น ไปเกิดอุบัติเหตุ บริษัทประกันภัยจะรับผิดชอบค่าเสียหายให้

ทางบริษัทประกันภัย เราเรียกกันว่าเป็น ผู้รับประกันภัย

ส่วนคุณโผงนั้น เราเรียกกันว่าเป็น ผู้เอาประกันภัย

รถคุณโผงเกิดเหตุชนกับรถคุณนวลเนียน โดยคดีทางอาญานั้นชัดเจนว่า คุณนวลเนียนประมาท

ตำรวจมา ตรวจสถานที่เกิดเหตุ แล้วเชิญทั้งสองไปยังสถานีตำรวจ คุณนวลเนียนเจอข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย เมื่อให้การรับสารภาพ จึงถูกปรับเอาเงินเข้าหลวงไป

คดีอาญาจบแล้ว ทางด้านความเสียหายทั้งสองฝ่ายเจรจากันโดยมีพนักงานสอบสวนเป็นคนกลาง

ที่สุดจึงตกลงกันได้ ขอให้พนักงานสอบสวนบันทึกไว้ในบันทึกประจำวัน ว่า “ค่าเสียหายในการนี้ คู่กรณีทั้งสองตกลงกันเองได้ และจะนำไปซ่อมกันเอง”

คุณโผงลงจากสถานีตำรวจแล้ว ไปเรียกให้บริษัทประกันภัยมารับผิดชอบค่าซ่อมรถ บริษัทประกันภัยจ่ายค่าซ่อมรถให้คุณโผงไปแล้ว ต่อมาจึงมาเรียกให้คุณนวลเนียนจ่ายส่วนนั้นมา จำนวน 61,000 บาท

คุณนวลเนียนว่า “อ้าว! มีสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้วนี่ว่า จะนำไปซ่อมกันเองแล้วจะมาเรียกเอากับฉันได้อย่างไรละ”

เมื่อคุณนวลเนียนไม่จ่าย บริษัทประกันภัยจึงไปฟ้องคดี เรียกให้คุณนวลเนียนจ่ายมา 63,668.75 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 61,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

บริษัทประกันภัยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษา ให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่ในประเด็นค่าเสียหายตามรูปคดี

คุณนวลเนียนฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของคุณนวลเนียนว่า บันทึกข้อตกลงเรื่องค่าเสียหายในสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่

เห็นว่า สำเนาประจำวันมีใจความเพียงว่า “ค่าเสียหายในการนี้ คู่กรณีทั้งสองตกลงกันเองได้ และจะนำไปซ่อมกันเอง” ไม่มีสาระสำคัญแสดงว่าคุณนวลเนียนเจรจาตกลงกับคุณโผงที่ขับรถคันที่บริษัทประกันภัยรับประกันไว้ในเรื่องการชำระค่าเสียหายให้ชัดเจนแต่อย่างใด จึงไม่มีผลเป็นการประนีประนอมยอมความตามกฎหมาย มูลหนี้จึงไม่ระงับสิ้นไป เมื่อบริษัทประกันภัยรถบรรทุกไปซ่อมจนมีสภาพดีดังเดิม บริษัทประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัย เรียกให้คุณนวลเนียนผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าเสียหายให้บริษัทประกันภัยได้

แต่ทั้งสองยังเถียงกันเรื่องค่าเสียหายว่าเป็นจำนวนเท่าไร ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน ให้ย้อนสำนวนกลับไปยังศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาเรื่องค่าเสียหายแล้วพิพากษาใหม่

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 536/2554)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 850 อันว่าประนีประนอมยอมความนั้น คือสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน

มาตรา 880 ถ้าความวินาศภัยนั้นได้เกิดขึ้นเพราะการกระทำของบุคคลภายนอกไซร้ ผู้รับประกันได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปเป็นจำนวนเพียงใด ผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยและของผู้รับประโยชน์ซึ่งมีต่อบุคคลภายนอกเพียงนั้น

ถ้าผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแต่เพียงบางส่วนไซร้ ท่านห้ามมิให้ผู้รับประกันภัยนั้นใช้สิทธิของตนให้เสื่อมเสียสิทธิของผู้เอาประกันภัย หรือผู้รับประโยชน์ ในการที่เขาจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากบุคคลภายนอกเพื่อเศษแห่งจำนวนวินาศนั้น

 

สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ปี 2555 รับโล่พระราชทานในพิธีพืชมงคล 2012/05/13

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 526

สหกรณ์ไทยพัฒนา

สรินนา อ้นบุตร

สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ปี 2555 รับโล่พระราชทานในพิธีพืชมงคล

วันพืชมงคล ถือเป็นวันสำคัญที่พี่น้องเกษตรกรไทย โดยเฉพาะชาวนาจะถือว่าวันนี้เป็นวันฤกษ์ดีที่จะเริ่มทำนา และในวันดังกล่าวจะมีพี่น้องประชาชนและเกษตรกรเดินทางมาเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในงานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และรอเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวที่พระยาแรกนา ได้หว่านลงในแปลงนาพระราชพิธี เพื่อนำไปขยายพันธุ์ต่อ หรือเก็บไว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

ในพระราชพิธีพืชมงคล กรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลส่งเสริมสถาบันเกษตรกร ทั่วประเทศ จะนำผู้แทนสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตรเข้าเฝ้าฯ ในงานพระราชพิธีดังกล่าว และเข้าเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์ในพระราชวังสวนจิตรลดา ซึ่งทำให้ผู้แทนสหกรณ์ภาคการเกษตรที่เดินทางมาร่วมในงานพิธีพืชมงคล เกิดแรงบันดาลใจ เห็นความสำคัญในพระราชพิธี และการประกอบอาชีพด้านการเกษตรของไทย รวมทั้งได้เห็นแบบอย่างที่ดีของเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ และเกษตรกรดีเด่นที่ได้เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานโล่รางวัลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ พลับพลาที่ประทับ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ซึ่งในปีนี้ตรงกับ วันที่ 9 พฤษภาคม 2555

กว่าสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรแต่ละแห่งจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นสถาบันเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่นระดับชาติ และได้รับโล่พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น จะต้องผ่านการคัดเลือกมาตั้งแต่ระดับจังหวัด ระดับภาค มาจนถึงระดับชาติ หลักเกณฑ์การคัดเลือกในเบื้องต้น พิจารณาจากการที่มีผลการดำเนินงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ต้องมีข้อมูลย้อนหลัง (งบฯ การเงิน) เพื่อการตรวจสอบไม่น้อยกว่า 3 ปี ถ้าเป็นสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่เคยได้รับพระราชทานโล่รางวัลดีเด่นแห่งชาติมาแล้ว จะต้องไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากปีที่ได้รับรางวัล จึงมีสิทธิ์เข้ารับการคัดเลือกได้ และต้องเป็นสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ผ่านระดับได้มาตรฐานของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในปีล่าสุดก่อนเข้ารับการคัดเลือก

ขณะที่ เกณฑ์การให้คะแนนเพื่อคัดเลือกให้เป็นสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาตินั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดไว้ 5 หมวด คือ

1. ความคิดริเริ่ม

2. ความสามารถในการบริหารและการจัดการสถาบัน

3. บทบาทและการมีส่วนร่วมของสมาชิกต่อสถาบัน

4. ความมั่นคงและฐานะทางเศรษฐกิจของสถาบัน

5. การทำกิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์ และการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ในปี 2555 นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้คัดเลือกสหกรณ์ดีเด่นและกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 10 แห่ง เพื่อเข้ารับโล่พระราชทานในงานพิธีวันพืชมงคล ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเวียงสา จำกัด จังหวัดน่าน สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ก พัฒนานิคม จำกัด จังหวัดลพบุรี สหกรณ์นิคมนครชุม จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต จำกัด จังหวัดภูเก็ต สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำกัด กรุงเทพมหานคร สหกรณ์เดินรถเพชรบูรณ์ จำกัด จังหวัดเพชรบูรณ์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน หนองห้าง จำกัด จังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด จังหวัดพัทลุง กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านสิงห์ จังหวัดราชบุรี และกลุ่มเกษตรกรทำไร่แม่กลอง จังหวัดตาก

สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติแต่ละแห่ง มีจุดเด่นและความสำเร็จแต่ละด้านแตกต่างกันออกไป เช่น สหกรณ์การเกษตรเวียงสา จำกัด ประสบความสำเร็จในเรื่องการบริหารจัดการและการรวบรวมผลผลิตข้าวโพดจากสมาชิก ทำหน้าที่ช่วยเหลือสมาชิกในเรื่องการวางแผน การผลิต การตลาด เพื่อให้ได้รับราคาที่เป็นธรรม

สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ก พัฒนานิคม จำกัด มีการจัดทำโครงการเพิ่มคุณภาพน้ำนมดิบ โดยส่งเสริมสมาชิกในเรื่องการเพิ่มคุณภาพน้ำนมดิบ และการทำโครงการลดต้นทุนการผลิตเพื่อช่วยเหลือสมาชิกให้ปลูกพืชอาหารสัตว์ในพื้นที่ของตัวเอง ส่วนสหกรณ์นิคมนครชุม จำกัด ได้จัดทำโครงการมันเส้นสะอาดเพื่อผลิตอาหารสัตว์ เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ปลูกมันสำปะหลัง และข้าวโพด ผลผลิตในแต่ละปี สหกรณ์จะรวบรวมหัวมันสดจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงได้ในปริมาณที่มาก สหกรณ์จึงได้มีแนวทางความคิดริเริ่มที่จะเพิ่มมูลค่าการจำหน่ายมันสำปะหลัง โดยแปรรูปหัวมันสดเป็นมันเส้นสะอาด เพื่อจำหน่ายเป็นอาหารสัตว์ ส่งสหกรณ์โคนมและโรงงานผลิตอาหารสัตว์ และจะเป็นการเพิ่มมูลค่าหัวมันสำปะหลังสดให้แก่สมาชิก ผลการจำหน่ายระหว่าง ปี 2552-2554 รวมมูลค่า 131 ล้านบาทเศษ

ทั้งนี้ ระหว่าง วันที่ 6-9 พฤษภาคม 2555 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดโครงการพัฒนาความรู้บทบาทหน้าที่ของผู้นำสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ณ โรงแรมเอสดี อเวนิว โดยเชิญผู้แทนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติที่จะเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในพิธีพืชมงคลและผู้แทนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจากจังหวัดต่างๆ เข้ารับการอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของผู้นำองค์กร และนำความรู้ไปใช้เป็นแนวทางในการบริหารธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหัวข้อในการอบรมประกอบไปด้วย การบรรยายพิเศษของอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ การบรรยายหัวข้อ บริหารอย่างไรให้ได้ทั้งใจ ทั้งงาน โดย ดร. ธีรยุทธ วระพินิจ สหกรณ์กับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดย ดร. ชูวิทย์ มิตรชอบ และบทบาทผู้นำกับการเปลี่ยนแปลง โดย ดร. อภิชาติ ดำดี

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังได้มอบเงินรางวัลให้กับผู้แทนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ แห่งละ 100,000 บาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ และได้เตรียมความพร้อมแก่สหกรณ์โดยการซักซ้อมความเข้าใจในการเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลและการเดินทางไปเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง และเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในบริเวณโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาด้วย

คุณสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ฝากถึงสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรว่า ขอให้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพให้เกิดความมั่นคงยั่งยืน ขณะเดียวกันการประกอบอาชีพการเกษตรในปัจจุบัน มีการแข่งขันทั้งด้านคุณภาพสินค้า ต้นทุนการผลิตและราคา เกษตรกรจะต้องปรับตัวในเรื่องการพัฒนาคุณภาพสินค้าโดยให้มีมาตรฐานรองรับและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อเตรียมรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และสิ่งสำคัญคือ สหกรณ์เป็นการรวมคนเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน และรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงขอให้พี่น้องชาวสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรได้ตระหนักและยึดมั่นในหลักการ อุดมการณ์ และวิธีการสหกรณ์ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน ซึ่งจะส่งผลต่อสมาชิกได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในที่สุดด้วย

รางวัลสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ถือเป็นเกียรติยศและรางวัลแห่งความสำเร็จจากความร่วมแรง ร่วมใจ ของคณะกรรมการ ฝ่ายจัดการและสมาชิกสหกรณ์ที่มีส่วนร่วมกันพัฒนาองค์กรของตนเองให้มีความเจริญก้าวหน้า แต่การจะรักษาความดีงามและความสำเร็จให้คงอยู่อย่างยั่งยืนนั้นเป็นเรื่องที่ยากกว่า จึงต้องอาศัยความสมัครสมานสามัคคีจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนช่วยกันผลักดันและส่งเสริม เพื่อรักษาความสำเร็จนี้ให้อยู่ได้ โดยสหกรณ์ดีเด่นจะได้ทำหน้าที่เป็นที่พึ่งพิงของสมาชิกสหกรณ์ และเป็นแบบอย่างให้สหกรณ์อื่นๆ ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้และนำกลับไปใช้ในการพัฒนาองค์กรของตนเองต่อไป

 

มะนาว แพงดีนัก ใช้อย่างอื่นแทนก็ได้…มีให้เลือกมากมาย อาทิ มะขามเปรี้ยว ตะลิงปลิง ฯลฯ 2012/05/13

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 526

เก็บมาเล่า

สิริพร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

มะนาว แพงดีนัก ใช้อย่างอื่นแทนก็ได้…มีให้เลือกมากมาย อาทิ มะขามเปรี้ยว ตะลิงปลิง ฯลฯ

โน่นก็แพง นี่ก็แพง พืชผัก ผลไม้ ก็ราคาแพง เสียงที่ได้ยินจนชินหูของคนในสังคมปัจจุบัน เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ข้าวของเครื่องใช้ รวมถึงอาหารที่รวมพลกันปรับขึ้นราคา ส่งผลให้ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งเป็นช่วงหน้าร้อนราคาสินค้าโดยเฉพาะพืชผักที่เข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง ทำให้มีผลผลิตออกมาสู่ตลาดน้อย แต่ความต้องการของผู้บริโภคยังมีเท่าเดิม อย่างเช่น มะนาว หน้าแล้ง ที่ถีบตัวสูงไปถึงผลละ 10-15 บาท ทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารที่ใช้มะนาวต้องร้องไปตามๆ กัน กับสภาวะมะนาวแพง

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็สามารถแก้ไขได้ โดยใช้ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวทดแทน อย่างเช่น ตะลิงปลิง ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีกิ่งก้านสาขามาก เปราะหักง่าย เปลือกต้นมีสีชมพู ผิวเรียบ มีขนนุ่มปกคลุมตามกิ่ง ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ก้านใบหนึ่งประกอบด้วยใบย่อย สีเขียวอ่อนมีขนนุ่มๆ ปกคลุมอยู่ ปลายคลี่เรียงสลับกัน ใบย่อยรูปขอบขนาน ปลายเรียวแหลม ช่อดอกเป็นกระจุกอยู่ตามลำต้น มีกลีบดอกสีแดงอมม่วง มีกลิ่นอ่อนๆ ทยอยบาน ขึ้นอยู่กับความดก เกสรกลางดอกมีสีเขียว ผล รูปรี ป้อม ฉ่ำน้ำ ปลายแหลม และเว้าเป็นพูตื้นๆ สีเขียวอมเหลือง เมื่อสุกเป็นสีเหลือง เนื้อเหลว ออกเป็นช่อห้อย รสเปรี้ยว

ผลที่มีรสเปรี้ยวจัดจ้านนี้เอง จึงทำให้เป็นที่นิยมของผู้ที่ชื่นชอบรสเปรี้ยวจัด เก็บผลอ่อนมาจิ้มกินกับกะปิ น้ำปลาหวาน เกลือ หรือนำมาทำส้มตำตะลิงปลิง และกินกับอาหารรสจัด ใช้เป็นเครื่องปรุงใส่ในอาหารที่ต้องการความเปรี้ยว เช่น แกงส้ม ต้มยำ เป็นต้น จะนำมาแช่อิ่มก็ได้ หรือนำมาทำน้ำผลไม้ ซึ่งจะให้แคลอรีต่ำ

ผลไม้อีกชนิดซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปคือ มะขามเปียก มะขาม เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ แตกกิ่งก้านสาขามาก ไม่มีหนาม เปลือกต้นขรุขระ และหนา สีน้ำตาลอ่อน ใบ เป็นใบประกอบ ใบเล็กออกตามกิ่งก้านใบเป็นคู่ ใบย่อยเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบและโคนใบมน ใบย่อยมีขนาดเล็ก ออกรวมกันเป็นช่อยาว ดอกของมะขามออกตามปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็ก กลีบดอกสีเหลืองและมีจุดประสีแดง/ม่วงแดงอยู่กลางดอก ผล เป็นฝักยาว รูปร่างยาวหรือโค้ง ออกผลเป็นฝักอ่อน มีเปลือกสีเขียวอมเทา สีน้ำตาลเกรียม เนื้อในติดกับเปลือก เมื่อแก่ฝักเปลี่ยนเป็นเปลือกแข็ง กรอบ หักง่าย สีน้ำตาล เนื้อในกลายเป็นสีน้ำตาลหุ้มเมล็ด เนื้อมีรสเปรี้ยว หรือหวาน

วิธีการทำ ซึ่งภูมิปัญญาชาวบ้านของคนรุ่นเก่า ที่มีความเสียดายผลของมะขามที่จะเน่าเสียคาต้น เพราะเวลามะขามออกฝักจะออกจำนวนมาก หลายร้อยฝักจนกินกันไม่ทัน จึงได้นำมาถนอมอาหาร เรียกว่า มะขามเปียก โดยจะเลือกฝักมะขามที่สุกคาต้น นำมาแกะเปลือก และเมล็ดออก แล้วเอาเนื้อมะขามไปตากแดด 1 แดด ถ้าแดดร้อนจัดเพียงครึ่งแดดก็พอ หลังจากนั้นนำไปจับกันให้เป็นก้อน ก้อนละประมาณ 8-10 ฝัก นำใส่ถุงพลาสติกรัดปากถุงแล้วแช่ตู้เย็นช่องผักธรรมดานี่แหละ อยู่ได้หลายปี ถ้าไม่กินหมดก่อน และเป็นการป้องกันการเกิดเชื้อรา

สำหรับวิธีนำมะขามเปียกมาทำอาหาร นำมะขามเปียกออกมาเท่าที่จะใช้ทำอาหารมากน้อยต้องสังเกตเอา นำมาใส่ชาม ใส่น้ำอุ่นลงไป ใช้มือขยำและคั้นจนเป็นน้ำมะขามที่เข้มข้น นำมากรองเอากากมะขามออกให้เหลือแต่น้ำมะขามเข้มข้น เท่านี้ก็สามารถใช้ปรุงอาหารได้แล้ว

มะขามเปียก สามารถนำมาใช้แทนมะนาวได้ในอาหารหลายอย่าง เช่น ส้มตำ ผัดไทย แกงส้ม แกงคั่วส้ม ต้มยำ ต้มโคล้งปลากรอบ ต้มส้มปลากระบอก หรือปลาทู แกงสายบัว น้ำจิ้มแจ๋ว หรือ กุ้งราดซอสมะขามเปียก

ภูมิปัญญาชาวบ้านเช่นนี้ สืบทอดกันรุ่นต่อรุ่น การทำมะขามเปียก ก็เป็นวิธีถนอมอาหารให้สามารถเก็บไว้ได้นานๆ และผลไม้ทั้ง 2 ชนิด ที่ได้นำเสนอไปนั้น ราคาถูก มีรสชาติเปรี้ยวเป็นธรรมชาติ เช่นเดียวกับน้ำมะนาว ซึ่งบางครั้งหากเราใช้วัตถุดิบอีกอย่างที่ใกล้เคียงกับวัตถุดิบที่มีราคาแพง ก็ลองหันมาใช้ดู ซึ่งรสชาติของอาหารก็มีความอร่อยไปอีกอย่าง แล้วหลังจากที่มะนาวเข้าสู่สภาวะปกติของตลาดแล้ว จึงค่อยกลับมาใช้น้ำมะนาว เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการทำอาหารได้ไม่มากก็น้อย

 

โคลงฤๅษีดัดตน…คัมภีร์กายภาพบำบัดอันทรงคุณค่า 2012/05/13

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 526

สมุนไพรใกล้บ้าน

ไพบูลย์ แพงเงิน โทร. (081) 475-2503

โคลงฤๅษีดัดตน…คัมภีร์กายภาพบำบัดอันทรงคุณค่า

วัดโพธาราม เป็นวัดเก่าที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้สถาปนากรุงเทพมหานครเป็นราชธานี ในปี พ.ศ. 2325 ต่อมา ในปี พ.ศ. 2331 พระองค์ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดโพธาราม ที่อยู่ทางทิศใต้ของพระบรมมหาราชวัง ขึ้นเป็นพระอารามหลวง และพระราชทานนามว่า “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาศ” ซึ่งต่อมาถูกเปลี่ยนเป็น “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร” (สมัยรัชกาลที่ 4)

ในปี พ.ศ. 2374 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะวัดพระเชตุพนฯ ครั้งใหญ่อีก โดยใช้เวลานานถึง 16 ปี 7 เดือน ซึ่งในการบูรณะครั้งหลังนี้ พระองค์ทรงมุ่งมั่นที่จะสร้างวัดโพธิ์ให้เป็นแหล่งความรู้ของมหาชน โดยไม่เลือกชั้นบรรดาศักดิ์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมเลือกสรรสรรพตำรา ตลอดจนคัมภีร์ความรู้ทั่วราชอาณาจักร มาตรวจทานแก้ไข เพื่อเติมส่วนที่ขาด แล้วทรงโปรดเกล้าฯ ให้จารึกลงบนแผ่นศิลาประกอบกับรูปเขียนและรูปปั้นแสดงรายละเอียด ประดับไว้ตามพระอุโบสถและศาลารายทั่วบริเวณวัด เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาและนำความรู้ดังกล่าวไปใช้ประโยชน์โดยทั่วกัน เปรียบเสมือนเป็น “มหาวิทยาลัยเปิด” ในสมัยปัจจุบัน เรื่องที่ถูกบันทึกไว้ ก็มีความหลากหลาย ทั้งในด้านวรรณคดี กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ ตำรายา ตำราการแพทย์ ตำราแผนหมอนวด และคาถาป้องกันศาสตราต่างๆ รวมทั้งโคลง (4) ฤๅษีดัดตนด้วย

ในศาสตร์ด้านการดัดตนนั้น เป็นศาสตร์สำหรับการบริหารร่างกายที่สืบทอดมาแต่สมัยโบราณ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปั้นรูปฤๅษีดัดตนด้วยดินเผาขึ้นไว้ จำนวน 80 ท่า ตั้งแสดงไว้ตามศาลารายรอบบริเวณพุทธาวาส แต่รูปปั้นดินเผาดังกล่าวก็ได้แตกสลายไปตามกาลเวลา

ในคราวบูรณะพระอารามครั้งใหญ่ รัชกาลที่ 3 ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้หล่อรูปฤๅษีดัดตนขึ้นใหม่ด้วยโลหะผสม (ใช้สังกะสี กับดีบุก) ตั้งแทนฤๅษีดัดตนชุดเดิมที่ชำรุดเสียหายไป และพระองค์พร้อมด้วยกวีที่มีชื่อเสียงอยู่ในเวลานั้น ได้แต่งคำโคลงสุภาพบรรยายท่าดัดตน สรรพคุณในการบำบัด ชื่อของฤๅษีเจ้าของท่า และชนิดของลมที่เกี่ยวข้อง นำไปประดับไว้ตามผนังศาลารายอีกด้วย

เมื่อมาถึงยุคปัจจุบัน รูปหล่อฤๅษีดัดตนส่วนใหญ่ได้แตกสลายชำรุดไป ทางวัดได้รวบรวมรูปหล่อที่เหลือได้เพียง 24 รูป นำมาตั้งแสดงรวมกัน ณ เขามอ (ภูเขาจำลองที่ปั้นขึ้น) ด้านทิศใต้ของพระอุโบสถ ในขณะที่คำโคลงทั้งหลาย ก็ได้แตกหักสูญหายไปจนเกือบหมด เหลือเฉพาะบางส่วนที่ศาลารายด้านทิศตะวันออก ซึ่งก็ตรงกับของเดิมบ้าง ไม่ตรงกับของเดิมบ้าง จึงต้องอาศัยคำโคลงที่อธิบายความในสมุดไทย ที่ใช้อธิบายภาพเขียนต้นฉบับแบบหล่อรูปฤๅษีดัดตน ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติมาเป็นต้นฉบับในการศึกษาในปัจจุบัน

คำโคลงฤๅษีดัดตนนั้น เป็นฉันทลักษณ์แบบโคลง 4 สุภาพ ปัจจุบันพบว่า มีคำโคลง (พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 3) ไหว้ครู (หรืออารัมภบท) จำนวน 5 บท และเป็นคำโคลงบรรยายท่าฤๅษีดัดตน จำนวน 75 บท, ทราบชื่อของผู้แต่ง 73 บท, ไม่ทราบชื่อผู้แต่ง 2 บท

สำหรับรายชื่อของผู้นิพนธ์หรือผู้แต่ง ก็ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว, กรมหมื่นนุชิตชิโนรส, นายปรีดาเดช, พระมุนีนายก, หลวงชาญภูเบศร์, พระพุทธโฆษาจารย์, พระสมุห์จัน, พระเพชรชฎา, จ่าจิตนุกูล, พระญาณปริยัติ, พระองค์เจ้าศิริวงศ์, พระศรีวิสุทธิวงศ์, สมเด็จพระสังฆราช, พระอัษฎาเรืองเดช, กรมหมื่นไกรสรวิชิต, เจ้าพระยาพระคลัง, พระอมรโมลี, หลวงลิขิตปรีชา, พระรัตนมุนี, พระองค์เจ้าทินกร, พระองค์เจ้านวม, จมื่นราชนาคา, พระอริยวงศ์มุนี, พระยาศรีสหเทพ, พระยาธิเบศร์บดี, ขุนธนสิทธิ์, พระมหามนตรี, พระสมบัติธิบาล, ออกญาโชฎึกราชเศรษฐี, พระราชมนตรีบริรักษ์, กรมหมื่นศรีสุเทพ, พระยาไชยวิชิต, พระองค์เจ้าคเนจร, พระยาบำเรอบริรักษ์, พระสุพรรณสมบัติ และพระมหาช้าง (เปรียญ)

เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้มองเห็นว่า ท่าฤๅษีดัดตนข้างต้นมีท่าใดบ้าง มีประโยชน์อย่างไร ผู้เขียนจึงขอนำเอาชื่อท่าต่างๆ มาบันทึกไว้ ได้แก่ ท่าดัดตนแก้เกียจคร้าน, ดัดตนแก้ขัดขาเอวขด, ท่าแก้ลมในอกในเอว, แก้ขัดเอว, แก้ลมปวดศีรษะ, แก้ลมส้นเท้า, แก้ปวดท้อง และข้อเท้า, แก้เสมหะในลำคอ, แก้ลมในแขน, แก้สะบักหน้าจม, แก้ลมทั่วสรรพางค์, แก้เข่าและขาตาย, แก้ขัดขาขัดคอ, แก้แน่นหน้าอก, แก้ลมวิงเวียนศีรษะ, แก้โรคในอก, แก้ตะคริวที่มือและเท้า, แก้เข่าและขาขัด, แก้ลมตะคริว, แก้ลมทั่วร่างกาย, แก้เสียดอก, แก้ลมจันทฆาฏ ลมเข่า ขา และหน้าอก, แก้เข่าขัด, ดัดตนให้อายุยืน, แก้ลมปะกัง (ไมเกรน), แก้สะโพกสลักเพชร, แก้ลมชักปากเบี้ยว ลมเข่าเหน็บ, แก้ลมอัมพฤกษ์, แก้ลมส้นเท้า, แก้เอวยอก, แก้ลมในขา, แก้เวียนศีรษะ, แก้ลิ้นกระด้าง, แก้กษัยกล่อนในทรวง, แก้ไหล่ ตะโพกยอก, แก้คอเคล็ด ไหล่ขัด, แก้ลมเท้าเย็น ใจสวิงสวาย, แก้ไหล่ ขาชาเป็นเหน็บ, แก้กล่อนปัฏฆาฏ, แก้คอและไหล่, แก้ลมอัณฑวาต, แก้เสียดข้าง, แก้วิงเวียน, แก้มหาบาดทะยัก, แก้แขนขัด, แก้ลมปัตฆาต ลมในเอว, แก้ลมในเท้า, แก้ลมในคอ, แก้เข่าขัด, แก้ลมในลำลึงค์ (อั้นปัสสาวะ), แก้กล่อน แก้ปัฏฆาต, แก้ลมขา, แก้ลมลำลึงค์ หรือลมอัณฑะ, แก้ลมข้อมือ, แก้ลมเสียดทรวง, แก้เส้นมหาสนุกระงับ, แก้ไหล่และสะโพกขัด, แก้เท้าขัด เส้นขอด, แก้เส้นทั่วสรรพางค์, แก้ลมเอว เอวขด, แก้ลมกล่อน กล่อนแห้งกล่อนน้ำ, แก้ลมมือ ลมเท้า, แก้สลักไหล่, แก้ลมริดสีดวง, แก้แน่นหน้าอก, แก้กล่อน, แก้ลมจุกเสียด, แก้ขาตึงเพราะลม, แก้อาการบวมและกล่อน, แก้ปวดท้องและเส้นสะบักจม, แก้แน่นในอก, แก้สะโพก ต้นขาขัด, แก้เท้าเหน็บ, แก้ปัตฆาฏและตะคริว และแก้ลมจุกเสียด

จากประโยชน์โดยย่อของโคลงข้างต้น จะเห็นได้ว่ามีความหลากหลายในการบำบัดรักษาเป็นอย่างยิ่ง

สิ่งที่น่าสังเกตคือ โคลงแต่ละบทนั้น จะระบุชื่อของฤๅษี (ดาบส) ผู้แสดงท่าไว้เสมอ แสดงว่า ท่านต้องการให้เป็นการบอกกล่าวแก่คนรุ่นหลังว่า พระฤๅษีต่างๆ นั้น แม้จะเป็นนักพรต ต้องนั่งสมาธิหรือเข้าฌานสมาบัติเป็นประจำ เมื่อนั่งนานๆ ก็จะมีอาการเมื่อยขบหรือยอก จำเป็นต้องมีการออกกำลังกายด้วยท่าง่ายๆ หรือมีท่ากายภาพบำบัดเพื่อแก้ในแต่ละโรค เช่นเดียวกับที่พระพุทธองค์ทรงมีพุทธานุญาตให้ภิกษุสงฆ์มีการออกกำลังกาย (และทำจิตให้เป็นสมาธิ) ด้วยการเดินจงกรมนั่นเอง

ชื่อของพระฤๅษีที่ปรากฏในคำโคลง ก็ได้แก่ ฤๅษีกามันตะกี, สังปะติเหงะ, อายัณญาณ, วัจนัช, พระมโนช, อิษีสุขวัฒน์, อัจนะ, คาวี, พระยุทธ, วตันตะ, เสลขกาม, ฤๅษีวชิร, โรมลิงค์สิทธิ, โคดม, ธะหะ, วรเชษฐ, อัคนีเนตร, อีสีลิงค์, สวามิตร และวสิษฐ (ฤๅษีวสิษฐ เป็นผู้นวด), อิสีอุสัพ, นารท, นารอท, ชฎิลดาบส, กาลชฎิล, สรภังค์ดาบส, พระกาลสิทธิ, โควินทร์, นาไลย, พระวัชมฤค, กระไลยโกฎ, พระสุธามนต์, ภาระทวาชะ, พระวัชอัคนิช, พระชนก, อัศวมุชี, พระบิลดาบส, สุกทันต์, สัชนาไลย, โยคีอะแหม่ (แขกพราหมณ์), ฤๅษีสุเมธ, อาบศบรเมศร์, โคบุตร, จุลพรหม, อัศทิศ, พระกาญจน์, มหาสุธรรม, อัคะตะ, คาวินทร์, ขุทธเวกะ, โยคีอัคตา, อนิตถิคันธ์, สัจพันธ์, กามินทร์, พระอัลกัปะกะ, มิคาชินทร์, อัลทิปะกะ, พระไชยาทิศ, สิทธิกรรม, สิทธา, เพ็ชโองการ, อุดมนารอท, ฤๅษีสำมิทธ์, วาสุเทพ, พุทธชฎิล, สุทธาวาศ, ธาระนีพัฒ, ยามหณุ, พระโสมะยาคะ, พระสมุทร, พระมาฆะ, ดาบสเทวบิฐ และพระภะรัตดาบส

พระฤๅษีที่เอ่ยชื่อมานี้ บางองค์มีหัวเป็นกวางก็มี, ชื่อที่คุ้นๆ ก็มีหลายองค์ เช่น พระฤๅษีนารท หรือนารอท หรือนารอด, สวามิตร, กระไลยโกฏ และสัชนาไลย เป็นต้น ก็ขอยกมาเพื่อประดับความรู้เท่านั้นเอง

ปัจจุบันนี้ เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ที่พวกเราได้ทราบว่า โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) ได้นำเอาท่าฤๅษีดัดตนของเก่า จำนวน 18 ท่า มาประยุกต์ใช้เพื่อรักษาอาการต่างๆ โดยคณะครูโรงเรียนแพทย์แผนโบราณฯ นำโดย อาจารย์ปรีดา ตั้งตรงจิตร อาจารย์สามารถ มนต์นารายณ์ และ อาจารย์สมพงษ์ วิเศษสุวรรณ ร่วมกับคณะนักกายภาพบำบัดและหมอนวดของโรงเรียน ได้ร่วมสร้างสรรค์ท่าฤๅษีดัดตนขึ้น โดยถอดท่าต่างๆ มาจากโคลงสุภาพในจารึก มาศึกษา เรียบเรียง และนำมาจัดลำดับท่าเป็นขั้นเป็นตอน ก่อนนำไปทดลองปฏิบัติ โดยมีการนำเอาความรู้ด้านกายภาพบำบัดมาเสริมเพื่อคัดกรอง ปรับท่า แยกแยะถึงประโยชน์ที่จะได้รับต่ออวัยวะและกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ในร่างกาย, มีการจัดหมวดหมู่ให้เป็นท่าสำหรับการบริหารและท่าสำหรับแก้อาการผิดปกติของอวัยวะส่วนต่างๆ และเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำและฝึกปฏิบัติ

ทุกวันนี้ ในทุกๆ เช้า คณะครู หมอนวด และนักเรียนของโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ รวมถึงประชาชนที่สนใจ จะร่วมกันบริหาร “ท่าฤๅษีดัดตน” ที่หน้าศาลานวดของโรงเรียน บริเวณหน้าพระอุโบสถ ด้านทิศตะวันออก ภายในวัดโพธิ์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งจากชาวไทยและชาวต่างประเทศ เห็นได้จากจำนวนของผู้ร่วมฝึกที่เพิ่มมากขึ้นโดยตลอด

ตัวของผู้เขียนเอง สมัยที่ยังรับราชการอยู่ในสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง (ปี พ.ศ. 2505-2507) ซึ่งขณะนั้น ที่ทำงานตั้งอยู่ในพระบรมมหาราชวัง (ด้านถนนหน้าพระลาน) ในยามว่างๆ ผู้เขียนมักจะเดินไปเที่ยวชมสิ่งต่างๆ ในบริเวณวัดโพธิ์เป็นประจำ เช่น ไปดูคนเขาเอากระดาษทาบกับแผ่นภาพประติมากรรมรูปรามเกียรติ์ แล้วใช้สีถูบนแผ่นกระดาษ เพื่อนำเอาแผ่นกระดาษสารูปลอกมาขายบ้าง เที่ยวเดินอ่านแผ่นจารึกตามศาลารายบ้าง เดินชมพระพุทธรูปปางต่างๆ ตามวิหารคดบ้าง และบางครั้งก็ไปนั่งอยู่แถวๆ เขามอที่มีฤๅษีดัดตนประดับอยู่บ้าง ยังเคยนึกอยู่ว่า จะมีใครบ้างหนอ? ที่นำเอาท่าฤๅษีดัดตนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เมื่อได้ทราบว่า ทางโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพนฯ ได้นำเอาท่าฤๅษีดัดตนมาประยุกต์ใช้และมีการฝึกสอนนักเรียนเพื่อสืบต่อภูมิปัญญาของไทยต่อไป จึงนับว่าเป็นสิ่งที่ดีและวิเศษเป็นอย่างยิ่ง

ท่าฤๅษีดัดตน กับท่าออกกำลังกายแบบโยคะ เป็นท่าที่แตกต่างกัน เพราะฤๅษีเป็นนักบวชยุคโบราณที่มีมาก่อนพุทธกาล, ที่ออกจากบ้านเรือนไปบำเพ็ญพรตอยู่ในป่าเพื่อแสวงหาความสงบ ส่วนโยคี (ผู้ปฏิบัติตามลัทธิโยคะ) คือ ผู้ที่บำเพ็ญสมาธิตาม “ลัทธิของอาจารย์ปตัญชลี” มุ่งไปในทางควบคุมร่างกายและจิตใจเป็นสำคัญ, การฝึกโยคะ จึงมีท่าที่แตกต่างออกไป ในขณะที่ท่าฤๅษีดัดตนมุ่งไปในทางการรักษาอาการบาดเจ็บเป็นสำคัญ เช่น อาการปวดเมื่อย จุกเสียด แน่นหน้าอก แก้เสมหะ และแกล้ม เป็นต้น

เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้สัมผัสกับสำนวนโคลง 4 สุภาพ (ฤๅษีดัดตน) บางส่วนผู้เขียนจึงขอนำเอา “โคลงภาพฤๅษีดัดตน” มาบันทึกไว้ เป็นบทไหว้ครู ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 3 จำนวน 5 บท และเป็นบทที่ทางโรงเรียนแพทย์แผนโบราณฯ ได้คัดเลือกมาประยุกต์ใช้อีก 18 บท โดยที่ 18 บทหลัง จะขอคัดลอกมาโดยไม่อยู่ในผังของฉันทลักษณ์ “โคลง 4 สุภาพ” ทั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการประหยัดหน้ากระดาษ

เนื้อหาคำโคลงมี ดังนี้

โคลงภาพฤๅษีดัดตน

ถวายหัตถ์ทศนัขน้อม อภิวันท์

ไตรยรัตน์ขจัดส่ำสรรพ์ โทษแท้

จักเริ่มจักรำพรรณ แผนดัด ตนนา

นักสิทธิ์ประดิษฐ์ท่าแก้ โรคร้ายห่างหายฯ

ลุจุลศักราชพ้น พันมี เศษเฮย

ร้อยกับเก้าสิบแปดปี วอกตั้ง

นักษัตรอัฐศกรวี วารกติกา มากแฮ

สุกรปักษ์ห้าค่ำครั้ง เมื่อไท้บรรหารฯ

ให้พระประยุรราชผู้ เป็นกรม หมื่นแฮ

ณรงค์หริรักษ์รดม ช่างใช้

สังกสีดีบุกผสม หล่อรูป

นักสิทธิ์แปดสิบให้ เทิดถ้าดัดตนฯ

เสร็จเขียนเคลือบภาคพื้น ผิวกาย

ตั้งทุกศาลาราย รอบล้อม

อาวาสเชตวันถวาย นามทั่ว องค์เอย

จารึกแผ่นผาพร้อม โรคแก้หลายกลฯ

เป็นประโยชน์นรชาติสิ้น สบสถาน

เฉกเช่นโอสถทาน ท่านให้

พูนเพิ่มพุทธสมภาร สมโพธิ์ พระนา

ประกาศพระเกียรติยศไว้ ตราบฟ้าดินสูญฯ

1.ดัดตนแก้ลมปวดศีรษะ (ฤๅษีมโนช)

พระมโนชสำนักด้าว ดงยูงยางแฮ

จิตพรั่นหวั่นหวาดฝูง มฤคร้าย

กำเริบโรคขบสูง สังเวช องค์เอย

นั่งดัดหัตถ์ขวาซ้าย นบเกล้าบริกรรมฯ

2.ดัดตนแก้เกียจ (ฤๅษีกามันตะกี)

สังกะสีดีบุกเข้า ระคนเจือ

หล่อคณะนุ่งหนังเสือ สถิตไว้

กามันตะกีเขือ ข้อยหนุ่ม นักนอ

เหยียดยืดหัตถ์ดัดได้ แต่แก้เกียจกาย

3.ดัดตนแก้คอและไหล่ (ฤๅษีอิลิงค์)

อิลิงค์ดาบศหน้า เปนมนุษย์

เขางอกแง่เศียรดุจ ดั่งเนื้อ

ยืนดัดหัตถ์สองยุด กันกอดเอวนา

คอไหล่ไข้รั้งเรื้อ โรคร้ายรึงถอยฯ

4.ดัดตนแก้ไหล่และขา (ฤๅษีสุกทันต์)

สุกทันต์นักสิทธิ์เถ้า เที่ยวเก็บยานา

ทาไหล่ขาชาเหน็บ บ่อเปลื้อง

ลุกนั่งยิ่งยอกเจ็บ จึ่งดัดตนแฮ

ยืนยืดเอวองค์เยื้อง ย่างเท้าท่าหนังฯ

5.ดัดตนแก้เข่าขา (ฤๅษีอิษิลิงค์)

อิษีลิงค์หน้ามฤค ฌานมอดไม้แฮ

สลบเพื่อนางฟ้ากอด ท่านนั้น

ฟื้นองค์ครั่นครางออด ขาไหล่ขัดเอย

ยืนย่อบาทบีบคั้น เข่าทั้งโคนขาฯ

6.ดัดตนลมในอกในเอว (ฤๅษีอายันญาณ)

อายัณญาณยิ่งผู้ ผนวชแขก

เนาพนัศฝ่าแฝก หาบหิ้ว

โรคลมแล่นดุแดก วางหาบ ดัดแฮ

แอนอกเอี้ยวสยิ้ว แสยะหน้า เงอหงายฯ

7.ดัดตนแก้กล่อนปัฎฆาต (ฤๅษีสัชนาไลย)

สัชนาไลยลี้หลีก ละสงสารแฮ

ยืนย่างหยัดเหยียดองค์ อ่อนแล้

สองหัตถ์ท่าทีทรง ศรสาตรไปเอย

บำบัดปัศฆาฏแก้ กล่อนแห้งหึดหายฯ

8.ดัดตนแก้จันฑฆาฏเข่าขา (ฤๅษีนารอท)

พระนารอทวายุเร้า ทรวงรันทำนา

ขัดเข่าขาและจันท ฆาฏร้าย

ฉวยเท้าท่ายืนหัน เหิรเยี่ยงเหาะแฮ

มือหนึ่งคั้นเข่าซ้าย เสื่อมสิ้นสี่ลมฯ

9.ดัดตนแก้เสียดอก (ฤๅษีนารท)

ยืนเหนี่ยวค่อเท้าเชิด หัตถ์เห็นยากแฮ

แก้เสียดทรวงเส้นเอ็น ขอดได้

นารทเสกไม้เป็น ปลิงเกาะกระบี่พ่อ

ยิ้มเยาะวานรให้ เหือดร้ายรังแกฯ

10.ดัดตนแก้เข่าขัด (ฤๅษีชฎิล)

ชฎิลดาบศเบื้อง แบบฉบับ

ยืนยกขาขวาทับ เข่าซ้าย

ประนมหัตถ์ดัดกายกลับ เบือนบิดตนแฮ

ลมขัดค่อเข่าร้าย เร่งร้างห่างสูญฯ

11.ดัดตนแก้ลมในส้นเท้า (ฤๅษีนาไลย)

นาไลยไกรเกริกฟ้า ดินขาม

หมู่แพทย์พึ่งนับนาม ท่านไหว้

บาทาทึกกะทกตาม ตาตุ่มแลพ่อ

กดเข่าเหนี่ยวแค่งให้ ซ่นเท้ามะละลมฯ

12.ดัดตนแก้เอวขด ขัดขา (ฤๅษีชฎิล)

ชฎิลดัดตนนี้นา นึกเอะใจเอย

ชี้ชื้อสังปติเหงะ หง่อมง้อม

กวัดเท้าท่ามวยเตะ ดึงเมื่อย หายฮา

แก้กะเอวขดค้อม เข่าคู้โขยดโขยงฯ

13.ดัดตนแก้เท้าเหน็บ (ฤๅษีมาฆะ)

เหนทุกข์เหนแท้โทษ เบญขันธ์

คือ พระฆาฆะนักธรรม์ สถิตยถ้ำ

มือยุดฝ่าเท้ายัน ยืนย่อตัวนา

เท้าเหน็บเยนยิ่งน้ำ เหนี่ยวแก้เหน็บหายฯ

14.ดัดตนแก้สะโพกสลักเพชร (ฤๅษีสระภังค์)

สระพังค์ดาบศตั้ง ตนตรง

ถ่างบาททั้งสองทรง แย่แต้

กำหมัดดัดกรผจง กดคู่ขานา

ตะโภกสลักเพชรแม้ เมื่อยล้าขาหายฯ

15.ดัดตนแก้ตะคริวมือและตะคริวเท้า (ฤๅษีอัคนีเนตร์)

อัคนีเนตร์นี้อัค คีโชนเนตรฤๅ

ยืนแย่หย่างยักษ์โขน ออกเต้น

กางกรกดสองโคน ขานีดเน้นนอ

แก้ตะคริวริ้วเส้น แต่แข้งตลอดแขนฯ

16.ดัดตนดำรงกายอายุยืน (ฤๅษีทิศไภย์)

ทิศไภย์โพ้นผนวดข้าง เขาเขิน

ทิวพนัศชายเนิน ท่าน้ำ

ประนิบัติคัดองค์เจริญ ชนม์ชีพพระนา

กุมกดธารกรค้ำ พ่างฟื้นยืนยันฯ

17.ดัดตนแก้โรคในอก (ฤๅษีวรเชษฐ)

วรเชษฐแปลงเปลี่ยนข้อ ลิขิตสาร

พระรทเรื่องโบราณ บอกแจ้ง

ไสยาศน์เหยียดเครียดปาน ฉุดชักไว้แฮ

แก้โรคไออกแห้ง เหือดให้เห็นคุณฯ

18.ดัดตนแก้ลมข้อมือ (ฤๅษีอนิดถิคันธ์)

อนิดถิคันธ์ท่านนิ่วหน้า ตากลิ้ง

ลมเสียดสองหัตถ์ตึง ปวดติ้ว

พับเข่านั่งคำนึง นึกดัดดั่งฤๅ

กายขดประดัดนิ้ว นบถ้าเทพนมฯ

เรื่องราวของ “โคลงฤๅษีดัดตน” ก็ขอนำมาเล่าแต่เพียงแค่นี้ ท่านที่ทราบถึงความเป็นมาแล้ว หากอยากจะไปชมรูปปั้นของจริง ก็ไปชมได้ที่ เขามอ ด้านทิศใต้พระอุโบสถ วัดพระเชตุพนฯ หรือใครอยากจะฝึกท่าดัดตนอย่าง “ศิษย์มีครู” ก็ไปสมัครเรียนได้ เป็นความรู้ที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง…สวัสดีครับ

 

โครงการส่งเสริมสร้างสรรค์การเรียนรู้เกษตร ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนบ้านสะอาด 2012/05/13

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05092010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 526

เศรษฐกิจพอเพียง

สิริพร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

โครงการส่งเสริมสร้างสรรค์การเรียนรู้เกษตร ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนบ้านสะอาด

“พวกเราทำเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยทำอย่างต่อเนื่องมานานแล้ว เลี้ยงไก่ไข่ 200 ตัว เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ เลี้ยงหมู ปลูกผักต่างๆ ผักคะน้า ผักกาด กวางตุ้ง บวบต่างๆ ทำเป็นซุ้ม พื้นที่ 2-3 ไร่ เด็กนักเรียนทุกชั้นจะมีส่วนร่วม เป็นชุมนุมตามความพอใจ จะแบ่งเวลากันทำ ผอ. จะมาดูตั้งแต่ ตี 3 ถึง ตี 4 คุณครูจะมาดูตั้งแต่ ตี 4-6 โมง ส่วนเด็กนักเรียนมาดูแลตั้งแต่ 6 โมง จนถึง 7 โมงเช้า ก่อนเข้าเรียน เราแบ่งเวลากันเพราะน้ำไม่พอ เราทำเป็นท่อส้วมเปิดน้ำรอไว้ ใช้สายยางในการรดน้ำ เพราะไม่มีแหล่งน้ำ ช่วงแล้ง ใช้น้ำผ่านทางท่อจากประปาของโรงเรียน โดยต้องใช้น้ำหลังจากที่โรงเรียนไม่ได้ใช้แล้ว” อาจารย์สุพรรณ พันธะไชย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสะอาด ตำบลสะอาด อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด กล่าว

การให้ความสำคัญในการสอนทั้งทฤษฎีและปฏิบัติทางด้านการเกษตร ก็เพราะเป็นตัวอย่างทางด้านอาชีพให้กับเด็กนักเรียน ซึ่งจะต้องเรียนรู้เรื่องอาชีพ เพื่อเป็นต้นทุนให้เขาได้ไปต่อยอดเมื่อเรียนจบออกไปแล้ว เป็นโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ได้ศึกษาหาความรู้ พ่อแม่ ผู้ปกครอง สามารถมาเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ ในการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ได้จากศูนย์การเรียนรู้ที่โรงเรียน อย่างเช่น การเลี้ยงหมูป่า พ่อ-แม่พันธุ์ ทางโรงเรียนก็จะเป็นคนที่ออกทุน ซื้อพ่อ-แม่พันธุ์มาเลี้ยง โดยให้นักเรียนทุกระดับชั้นได้มีส่วนร่วมในการเลี้ยงดู การให้อาหาร เพื่อเป็นการฝึกปฏิบัติจริง เพราะหากหมูป่าตกลูกจะแบ่งให้นักเรียนไปเลี้ยงที่บ้าน เพื่อนำไปขยายพันธุ์ต่อ เมื่อโตและขยายพันธุ์ได้แล้วค่อยนำต้นทุนกลับคืนมาให้รุ่นน้องๆ ต่อไปเรื่อยๆ เด็กๆ จะได้มีความรับผิดชอบในการดูแลหมูป่า เป็นการฝึกความรับผิดชอบ และยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับครอบครัวอีกทาง

ผอ. โรงเรียนบ้านสะอาด กล่าวว่า เด็กๆ จะมีความสุขมากเมื่อได้เรียนรู้การทำการเกษตร และสามารถสร้างรายได้เกี่ยวกับการนำผลผลิตไปจำหน่าย เด็กนักเรียนกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ทางบ้านมีอาชีพเกษตรกรรม โรงเรียนจึงได้พยายามนำเทคนิคการปลูกพืชแบบใหม่ๆ เข้ามาสอน และเน้นการสอนในเรื่องของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้นักเรียนได้เข้าถึง เข้าใจ และนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นอาชีพได้

ในพื้นที่ของโรงเรียน สามารถแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ คือ พื้นที่ปลูกผัก ที่จะจัดให้เป็นบล็อกๆ เพื่อให้นักเรียนแต่ละชั้นเรียนได้มาดูและแบ่งกลุ่มรับผิดชอบ ในการปลูกผักสวนครัว เช่น กวางตุ้ง คะน้า ผักกาดหอม ผักชี ผักบุ้ง ซึ่งผักสวนครัวนี้มีอายุเก็บเกี่ยว 40-45 วัน

พื้นที่อีกส่วนของโรงเรียนจัดทำเป็นโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ ซึ่งจะซื้อไก่ไข่รุ่นๆ มาเลี้ยงอีก 2-3 เดือน ไก่ก็จะออกไข่ให้ผลผลิต โดยจะให้นักเรียน ชั้น ป.5 และ ป.6 ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาให้น้ำ ให้อาหาร ซึ่งนักเรียนแต่ละคนเวลาเข้าไปปฏิบัติงานจะต้องสวมถุงมือ หน้ากาก และสวมชุดคลุม เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่จะเข้ามาติดในไก่ โดยก่อนที่จะให้อาหารจะต้องมีการชั่งน้ำหนักของทุกวัน เพื่อดูอัตราการแลกเนื้อของไก่ไข่ที่ได้ให้อาหารไป เมื่อครบกำหนดจะต้องฉีดวัคซีน ทางครูผู้สอนจะเป็นผู้ที่สอนและให้คำแนะนำกับนักเรียน ซึ่งจะต้องจับคู่กันลงมือฉีดวัคซีนให้กับไก่ทุกตัวที่อยู่ในฟาร์มเลี้ยงไก่ หลังจากผลผลิต (ไข่ไก่) ออกมาแล้ว ก็จะมีนักเรียนอีกชั้นปีเป็นคนเก็บไข่ไก่ จะทำอย่างนี้สลับกันไปเป็นรุ่นๆ ปัจจุบันได้ผลผลิตไข่ไก่วันละกว่า 150 ฟอง แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 เก็บผลผลิตไว้ จัดทำโครงการอาหารกลางวัน และส่วนที่ 2 จะนำผลผลิตไปจำหน่ายในตลาดชุมชน เพื่อนำรายได้มาเป็นทุนในการทำโครงการเกษตรต่อไป

การเลี้ยงปลาทางโรงเรียนจัดสร้างเป็นบ่อซีเมนต์ เพราะดูแลง่าย และไม่ยุ่งยาก เป็นบ่อให้นักเรียนได้ศึกษาเรียนรู้ในการได้เลี้ยงปลาดุก โดยจะแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน เพื่อผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาดูแลให้อาหารปลา หลังจากโตเต็มที่จะนำผลผลิตปลามาเป็นโครงการอาหารกลางวัน และนำไปจำหน่าย สำหรับพื้นที่ของโรงเรียนจะมีบ่อดินขนาดใหญ่ อยู่ 1 บ่อ ซึ่งทางโรงเรียนขุดไว้เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้ง โดยไม่ปล่อยให้บ่อนั้นว่างเปล่า ทางโรงเรียนได้นำพันธุ์ปลาชนิดต่างๆ มาปล่อยเลี้ยงไว้

โรงเรียนไหนสนใจโครงการ สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. (043) 662-092-3 หรือ (081) 873-5608 ในวันและเวลาราชการเท่านั้น

 

น้ำผึ้ง…น้ำหวานที่มากคุณค่า เพื่อสุขภาพ 2012/05/13

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 526

ผลิตผลน่าซื้อ

พิชญาดา เจริญจิต ชมรมการจัดการทรัพยากรการเกษตร wanpen7@hotmail.com

น้ำผึ้ง…น้ำหวานที่มากคุณค่า เพื่อสุขภาพ

คำว่า “น้ำผึ้ง” จากอดีตจนถึงปัจจุบัน คนทุกชาติทุกภาษายอมรับว่าเป็นยาอายุวัฒนะขนานแท้ สำหรับคนไทยเรารู้จักผึ้งและคุณค่าของน้ำผึ้งมาแต่โบราณกาล ที่เป็นหลักฐานเด่นชัดก็คือ หลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช มีตัวอักษร “ผ” ปรากฏอยู่ และนอกจากนี้ ในประวัติศาสตร์ศาสนาต่างๆ เกือบทุกศาสนาทั่วโลกก็ได้มีการจารึกถึงคุณประโยชน์ของผึ้ง และน้ำผึ้งไว้ด้วย

“น้ำผึ้ง” เป็นอาหารที่ให้ความหวานที่เก่าแก่ที่สุด เป็นน้ำตาลบริสุทธิ์จากธรรมชาติ ปราศจากเชื้อโรค ปลอดภัยต่อการบริโภค สรรพคุณของน้ำผึ้งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกชาติ ทุกภาษายอมรับถึงคุณประโยชน์ของการใช้เป็นอาหารบำรุงสุขภาพ และมีความเชื่อถึงสรรพคุณทางยา แตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น สถาบันแพทย์แผนไทย ระบุว่า น้ำผึ้ง เป็นสารที่ให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย บำรุงประสาทและสมองให้สดชื่นแจ่มใส เป็นต้น ในสมัยโบราณถือว่าน้ำผึ้งเป็นยาอายุวัฒนะที่มีคุณค่า มีประโยชน์ต่อร่างกาย และเป็นของกำนัลที่มีมูลค่าสำหรับผู้ให้และผู้รับเสมอมานับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

จากน้ำหวาน…เป็นน้ำผึ้ง

น้ำผึ้ง คือ น้ำหวานที่ผึ้งงานเก็บจากต่อมน้ำหวานของดอกไม้ หรือต้นไม้ ที่ผ่านกระบวนการย่อยภายในตัวผึ้ง แปรสภาพน้ำหวานให้กลายเป็นน้ำผึ้ง ขณะกำลังบินกลับรัง แล้วคายออกมาเก็บไว้ในหลอดรวง ผ่านการระเหยน้ำโดยผึ้งช่วยกันกระพือปีกไล่ความชื้น จนน้ำผึ้งในหลอดรวงนั้นมีความชื้นน้อยกว่า 20% ฝาหลอดรวงรังปิด จึงจัดเป็นน้ำผึ้งที่มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน

มีอะไรบ้าง?ในน้ำผึ้ง

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า น้ำผึ้ง คือน้ำตาล แต่ความจริงแล้ว น้ำผึ้งไม่ใช่น้ำตาลธรรมดาแต่เป็นน้ำตาลเชิงเดี่ยว ที่ร่างกายสามารถย่อยและดูดซึมไปใช้ได้ง่าย องค์ประกอบที่สำคัญๆ ในน้ำผึ้ง มีดังนี้

1. น้ำ หรือความชื้นที่มีอยู่ในน้ำผึ้ง มีประมาณ 17-18% โดยมาตรฐาน โดยทั่วไปมีความชื้นไม่เกิน ร้อยละ 21 จะทำให้เก็บไว้ได้นาน ไม่บูดเสียง่าย

2. น้ำตาล มีไม่ต่ำกว่า 17 ชนิด เช่น ฟรุกโทส กลูโคส ซูโครส มอลโทส เป็นต้น น้ำผึ้งเป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่ดีที่สุดชนิดหนึ่ง และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้น้ำผึ้งมีรสหวาน

3. กรด ในน้ำผึ้งมีหลายชนิด ได้แก่ กรดกลูโคนิก นอกจากนี้ ยังมีกรดอะมิโน ถึง 16 ชนิด กรดเกลือ และกรดกำมะถันรวมอยู่

4. แร่ธาตุ ได้แก่ โพแทสเซียม คลอรีน กำมะถัน แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม ซิลิคอน เหล็ก แมงกานีส ทองแดง ถึงจะมีปริมาณไม่มากนัก แต่ก็อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม ประมาณ 0.02-1%

5. เอ็นไซม์ ช่วยให้เกิดปฏิกิริยาที่มีประโยชน์ต่างๆ เช่น

- กลูโคสออกซิเดส เปลี่ยนกลูโคส กรดกลูโคนิก+ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเจริญของเชื้อโรค เช่นเดียวกับสารอินฮิบิน แต่สารอินฮิบินจะสลายตัวเมื่อได้รับความร้อนประมาณ 57 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 ชั่วโมง

- อินเวอร์เทส ช่วยย่อยน้ำตาล ซูโครส เดกซ์โทรส และ ลีวูโลส แต่เอ็นไซม์ชนิดนี้จะสลายตัว เมื่อได้รับความร้อนมากกว่า 58-59 องศาเซลเซียส นาน 10 ชั่วโมง

- ไดแอสเตส ช่วยย่อยแป้ง น้ำตาล แต่ความจริงแล้วจะไม่มีแป้งอยู่ในน้ำหวานของดอกไม้ ทำให้ไม่ต้องใช้เอ็นไซม์ตัวนี้ แต่เป็นเพียงตัวบ่งชี้ให้รู้ว่า เป็นน้ำผึ้งที่มีไดแอสเตส มากน้อยเพียงใด

6. วิตามิน ที่พบมีหลายอย่าง เช่น บี 1 บี 2 ซี บี 6 และวิตามินบีรวม แตกต่างกันตามชนิดของเกสรดอกไม้ในน้ำผึ้งนั้น

7. โปรตีน และกรดอะมิโน

น้ำผึ้ง…กับคุณสมบัติทางยา

น้ำผึ้ง สามารถฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ ได้ เพราะน้ำผึ้งมีความเข้มข้นของน้ำตาลสูง ซึ่งความเข้มข้นนี้จะช่วยกำจัดปริมาณน้ำที่แบคทีเรียต้องการใช้ในการเจริญเติบโต รวมถึงน้ำผึ้งมีความเป็นกรดและมีปริมาณโปรตีนต่ำ ทำให้แบคทีเรียไม่ได้รับไนโตรเจนที่จำเป็น นอกจากนี้ น้ำผึ้ง ยังมีสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และสารแอนติออกซิแดนต์ เช่นเดียวกับที่มีในผักใบเขียว และยังมีวิตามินบี ซี ฟอสฟอรัส แคลเซียม เกลือแร่ และกรดอะมิโน ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ บำรุงโลหิต ปรับสมดุลร่างกายและควบคุมน้ำหนักได้

นอกจากนี้ ในน้ำผึ้งยังมี “โพลเลน” ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติเป็นยาปฏิชีวนะตามธรรมชาติ มีฤทธิ์สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ดังนั้น เวลาที่เราได้รับบาดเจ็บมีแผลเล็กน้อย เช่น แผลถลอก รอยขีดข่วนต่างๆ ก็สามารถใช้น้ำผึ้งทาเพื่อฆ่าเชื้อโรคได้ และน้ำผึ้งยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ สามารถแก้อาการท้องผูกในเด็กและคนชราได้เป็นอย่างดี

น้ำผึ้ง…และคุณลักษณะเฉพาะที่พบเห็น

น้ำผึ้ง ที่ได้จากพืชต่างชนิดกัน จะมีความแตกต่างในเรื่องทางกายภาพ ได้แก่ สี กลิ่นและรสชาติ และจะมีคุณลักษณะเฉพาะอย่างที่แตกต่างกันไปด้วย เช่น น้ำผึ้งตกผลึก น้ำผึ้งจากพืชบางชนิด สามารถตกผลึกได้ดี เช่น น้ำผึ้งจากดอกลิ้นจี่ และดอกทานตะวัน และน้ำผึ้งยางพารา ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะ เนื่องจากการเปลี่ยนสถานะจากของเหลวมาเป็นของแข็ง เป็นผลึกมีรูปร่างเป็นแท่งแหลม เปราะบาง เพราะมีปริมาณน้ำตาลกลูโคสในน้ำผึ้งสูงกว่าน้ำตาลฟรุกโทส ผลึกดังกล่าวจะมีสีเดียวกลมกลืนไปทั้งขวด ไม่แยกชั้น ทั้งนี้ ลักษณะการตกผลึกจะหายไปทันที เมื่อนำไปอุ่นที่อุณหภูมิไม่เกิน 65 องศาเซลเซียส ภายใน 5 นาที ต่างจากน้ำผึ้งตกตะกอนที่เกิดจากการปลอมปนน้ำตาลทราย ผลึกจะมีสีน้ำตาลเข้ม แยกจากส่วนที่เป็นของเหลวอย่างเห็นได้ชัด

การเปลี่ยนสี น้ำผึ้งเมื่อเก็บไว้ระยะเวลาหนึ่ง จะเกิดการเปลี่ยนสี หรือมีสีเข้มขึ้น เพราะปฏิกิริยาการสลายน้ำตาลฟรุกโทส เกิดสาร HMF (hydroxy methyl furfural) โดยที่น้ำผึ้งนั้นยังคงนำมาบริโภคได้ เพียงแต่สีไม่น่ากินเท่านั้น โดยน้ำผึ้งแต่ละชนิดจะเปลี่ยนสีเร็วหรือช้าต่างกัน ทั้งๆ ที่เก็บไว้ในสถานที่เดียวกัน เช่น น้ำผึ้งจากดอกลำไย และมะพร้าว จะเปลี่ยนเป็นสีเข้มจนถึงดำได้เร็วกว่าน้ำผึ้งจากดอกลิ้นจี่ นุ่น งา เป็นต้น

น้ำผึ้งที่มีสีเข้มจะมีปริมาณแร่ธาตุในน้ำผึ้งมากกว่าน้ำผึ้งสีจาง เช่น เหล็ก แคลเซียม แมกนีเซียม โซเดียม ฟอสฟอรัส แมงกานีส ทองแดง เป็นต้น แร่ธาตุเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ทองแดง เหล็ก และแมงกานีส มีส่วนสำคัญในการสร้างเลือด เป็นต้น

มีวิธีการเลือกซื้อน้ำผึ้งอย่างไร?

1. มีกลิ่นน้ำผึ้งและกลิ่นหอมของเกสรของดอกไม้ ที่ระบุบนฉลากข้างขวด เช่น น้ำผึ้งลำไย ควรมีกลิ่นของดอกลำไย ดอกสาบเสือ ขี้ไก่ย่าน ทานตะวัน นุ่น หรือลิ้นจี่ เป็นต้น รวมถึงมีรสชาติความหอมหวานของดอกไม้ตามชนิดที่ระบุรวมอยู่ด้วย

2. สะอาด ไม่มีเศษละอองเกสร เศษตัวอ่อน ดักแด้ ปะปนอยู่ มีสีอ่อนใสตามธรรมชาติ ไม่แยกชั้น มีสีเดียวกลมกลืนกันไปทั้งขวด มีความหนืดหรือมีความเข้มข้น ซึ่งแสดงว่าน้ำผึ้งนั้นมีคุณภาพชั้นดี (เป็นการตรวจสอบได้ในลำดับแรกก่อนการตัดสินใจเลือกซื้อน้ำผึ้ง)

3. มีฉลากแสดงรายละเอียดน้ำหนักสุทธิ เครื่องหมายการค้า วันที่ผลิต สถานที่ผลิต ชื่อผู้ผลิต เครื่องหมายรับรองคุณภาพจากหน่วยงานราชการ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตรวจสอบย้อนกลับได้

การเก็บรักษาน้ำผึ้ง?ที่ถูกต้อง

ในน้ำผึ้งจะมีความชื้นหรือมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ หากเก็บรักษาไว้ไม่ดี อาจทำให้น้ำผึ้งบูดเสียได้ ดังนั้น เพื่อให้ได้รับคุณค่าของน้ำผึ้งอย่างแท้จริง ควรคำนึงถึงรายละเอียด ดังนี้

1. น้ำผึ้งที่มีความชื้นสูง ควรบริโภคให้หมดภายใน 1-2 เดือน

2. ควรเก็บน้ำผึ้งในที่เย็นและไม่โดนแสงแดด แต่ไม่จำเป็นต้องเก็บในตู้เย็น หากสามารถบริโภคภายในกำหนด แต่ถ้าเก็บไว้ในที่เย็นหรือตู้เย็นสามารถรักษาไว้ได้นานขึ้น

3. น้ำผึ้งที่เก็บไว้นานจะมีสีเข้ม เพราะปฏิกิริยาการสลายน้ำตาลฟรุกโทส ซึ่งสามารถนำมาบริโภคได้ แต่ไม่ควรเก็บนานเกิน 2 ปี หรือถ้ามีสีดำ ไม่ควรนำมาบริโภค

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน น้ำผึ้งยังคงครองความนิยมมาโดยตลอด “น้ำผึ้ง” นอกจากจะเป็นอาหารชั้นยอดแล้ว ยังมีสรรพคุณในการนำมาเป็นส่วนผสมสำหรับปรุงยา หรือเป็นตัวประสานในยาแผนโบราณ หรือจะกินเพื่อบำรุงร่างกาย แก้อ่อนเพลียได้ น้ำผึ้งถือได้ว่าเป็นยาอายุวัฒนะที่เหมาะสำหรับบำรุงร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง ดังนั้น น้ำผึ้งจึงเหมาะสำหรับผู้ที่รักสุขภาพและผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอย่างแท้จริง…แต่ขอบอกว่า ต้องเป็นน้ำผึ้งที่แท้และบริสุทธิ์จริงๆ เท่านั้นนะคะ…เพราะไม่เช่นนั้นท่านอาจได้รับน้ำตาลเพิ่มโดยไม่รู้ตัว แถมด้วยของฝากที่ทุกคนไม่ต้องการเป็น?เบาหวานตามมาก็ได้นะ…จะบอกให้!!!

หากมีปัญหาหรือข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงผึ้งและผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากผึ้ง ติดต่อได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดชุมพร (ผึ้ง) โทรศัพท์ (077) 574-519-20 ได้ทุกวันในเวลาราชการ

 

ประชาคมอาเซียน : ประโยชน์ และผลกระทบต่อภาคเกษตรไทย 2012/05/13

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05102010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 526

รอบรั้วอาเซียน

ธัญญ์พิชชา เถระรัชชานนท์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เขต 2

ประชาคมอาเซียน : ประโยชน์ และผลกระทบต่อภาคเกษตรไทย

จริงหรือ? ที่ว่า…เกษตรกรไทยไม่สนใจข่าวสารการเกษตรเกี่ยวกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทั้งด้านการผลิตและการตลาดของโลก 

จริงหรือ? ที่ว่า…เห็นใครปลูกอะไรแล้วขายได้ราคาดี ก็แห่กันปลูกตาม…ถ้าหากพี่น้องเกษตรกรมีพฤติกรรมเช่นนี้จริง เห็นทีต้องเร่งปรับเปลี่ยนแนวคิด หันมาติดตามข่าวสารรอบๆ ตัว วิเคราะห์สถานการณ์ และนำมาประยุกต์ใช้ในการวางแผนการผลิตของตนเองเพื่อจะได้รอดพ้นจากภาวะเสี่ยงต่อการขาดทุน ชีวิตจะได้มีวิถีที่เป็นสุข อย่ามัวแต่…ก้มหน้าทำงานแต่เพียงอย่างเดียว อย่ามัวแต่…จัดเตรียมขบวนประท้วงเมื่อราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ อย่าเลย..อย่าได้ซ้ำเติมบ้านเมืองให้มันเกิดความระส่ำระสายกันไปมากกว่านี้

พี่น้องเกษตรกรไทยเอ๋ย…เริ่มต้นวันนี้ไม่สาย ติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรที่ตนเองผลิตอยู่บ้าง ลองวิเคราะห์และวางให้เหมาะสม ปัญหาที่เดือดร้อนอยู่อาจบรรเทาลงได้ หลักพุทธธรรมยังกล่าวไว้ “สิ่งใดในโลกล้วนอนิจจัง” มีดีย่อมมีร้าย มีรวยย่อมมีจน มีสุขย่อมมีทุกข์ เป็นธรรมดาโลก เช่นเดียวกับสถานการณ์การค้าโลกที่นับวันจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ประเทศผู้ผลิตต่างๆ ย่อมคาดหวังต่อการได้เปรียบทางการค้า พี่น้องเกษตรกรไทยก็คงคิดไม่ต่างกัน….เพราะฉะนั้น ปรับตัว ปรับแนวคิด เปิดโลกรับรู้ข่าวสารด้านการเกษตร หากยังไม่เริ่ม เห็นทีอาจเสียเปรียบคู่แข่งทั้งที่เป็นเกษตรในประเทศและเกษตรจากประเทศผู้ผลิตอื่นๆ ของโลกเป็นแน่ หรืออาจพลาดโอกาสที่จะได้รับผลกระทบเชิงบวกที่จะเกิดขึ้นตามมา เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้…เปิดโลกทรรศน์รับรู้ข่าวสารที่ไม่ใกล้และไม่ไกลตัวจนเกินไป ถ้าจะให้เกิดผลดีที่สุด รับรู้แล้ว…ปรับตัวตามวิถีทางที่เหมาะกับตนเองและให้ทันต่อเวลาด้วย มาประเดิมเปิดโลกกันเลยกับความรู้ใหม่ “ประชาคมอาเซียน : ประโยชน์ และผลกระทบต่อภาคเกษตรไทย”

มาทำความรู้จักกับ

ประชาคมอาเซียน กันดีกว่า

ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) เกิดขึ้นจากการรวมตัวของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ที่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2510 เดิมมีชื่อเต็มว่า “สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ASEAN อ่านว่า อา-เซียน มาจาก คำว่า Association of South East Asia Nation มีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งเพื่อสร้างสันติภาพในภูมิภาคอันจะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และเพื่อขยายความร่วมมือและการค้าระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น โดยมีสมาชิกจำนวน 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ได้ดำเนินการต่างๆ ร่วมกันมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทันกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ต่อมาผู้นำแต่ละประเทศต่างมุ่งให้มีวิสัยทัศน์ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว (One Vision) หนึ่งอัตลักษณ์ (One Identity) และหนึ่งประชาคม (One Community) จึงร่วมกันคิดร่วมกันสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน มีกฎเกณฑ์กติกาที่ชัดเจน และมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งประชาคมอาเซียน ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ การเมืองความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม โดยประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ถือเป็น 1 ใน 3 เสาหลัก โดยอีก 2 เสาหลัก คือ ประชาคมความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Security Community : ASC) และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community : ASCC) นั่นเอง โดยมีการจัดทำกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) เพื่อเป็นหลักเกณฑ์ให้สมาชิกยึดเป็นแนวทางปฏิบัติร่วมกันเพื่อการดำเนินงาน

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จัดตั้งขึ้นเพื่อให้สมาชิกกลุ่มประเทศอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ เป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน มีการใช้กฎระเบียบการค้าอย่างเดียวกัน ทั้งในด้านมาตรฐาน คุณภาพ ราคา อัตราภาษี รวมถึงกฎระเบียบในการซื้อขาย การขจัดมาตรการ/ข้อกีดกันต่างๆ และการมีมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้า อีกทั้งเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในเวทีการค้าโลก และพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค/ลดช่องว่างการพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละประเทศสมาชิก ตลอดจนเพื่อบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก มุ่งเน้นประสานนโยบายเศรษฐกิจอาเซียนกับประเทศนอกภูมิภาค และจัดทำเขตการค้าเสรีอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาต่างๆ

ประโยชน์ต่อภาคเกษตร

หลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ใน ปี พ.ศ. 2558 อาเซียนจะเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรคุณภาพดีที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสินค้าจากหน่วยงาน/องค์กรที่มีความน่าเชื่อถือเป็นที่ยอมรับ ซึ่งสินค้าดังกล่าวจะมุ่งเจาะตลาดบน นั่นคือ ตลาดที่กลุ่มผู้ซื้อเป็นผู้มีรายได้สูง มีศักยภาพในการซื้อสูง สำหรับสินค้าเกษตรระดับกลางถึงล่างก็สามารถขยายการส่งออกและเพิ่มโอกาสทางการค้าจากการยกเลิกอุปสรรคภาษีและที่มิใช่ภาษีได้มากขึ้น เนื่องจากอุปสรรคการนำเข้าสินค้าเกษตรบางชนิดในประเทศคู่ค้าจะหมดไป ผู้ประกอบการทุกภาคการผลิตจะสามารถส่งออกได้มากขึ้น ส่งผลต่อผู้ผลิตที่จะมีรายได้จากการผลิตเพิ่มมากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ เกษตรกรผู้ผลิตและผู้ประกอบการยังจะสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจากการใช้ทรัพยากรการผลิตร่วมกัน/เป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกับประเทศอื่นในอาเซียน เพื่อให้เกิดความได้เปรียบเชิงแข่งขัน (Comparative Advantage) นั่นคือ สามารถมีต้นทุนการผลิตที่ลดต่ำลง ตลอดจนความสามารถจากการรวมปริมาณผลผลิตในกลุ่มประเทศอาเซียนที่จะช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรองในเวทีการค้าโลกได้มากขึ้น สรุปผลได้โดยภาพรวม คือ ช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของสมาชิกภาคเกษตรในประเทศให้ดีขึ้นนั่นเอง

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ผลกระทบจากการเข้าร่วม AEC ของไทยมีทั้งเชิงบวกและเชิงลบ ผลกระทบเชิงบวกจะช่วยให้ไทยได้มีโอกาสทางการค้าในสินค้าเกษตรมากขึ้น ทั้งจากภาษีนำเข้าที่ลดลงหรือหมดไป การมีธุรกรรมกับต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการค้า/การลงทุน โครงสร้างทางการค้าเปลี่ยนแปลงจากการค้าแบบไม่เป็นทางการเป็นแบบมีทางการมากขึ้น รวมทั้งมูลค่าการค้าตามแนวชายแดนก็จะเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

ในขณะที่ผลกระทบเชิงลบของ AEC จากการที่ประเทศสมาชิกต้องเปิดตลาดเสรีการค้าและบริการระหว่างกัน ทำให้สินค้าเกษตรจากอาเซียนที่มีคุณภาพดีกว่าหรือราคาถูกกว่าจะเข้ามาแข่งขันและแย่งตลาด ทำให้ผู้ประกอบการภาคการผลิตทั้งทางด้านอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม รวมทั้งเกษตรกรของไทยที่มีขีดความสามารถในการผลิตต่ำจะไม่สามารถแข่งขันกับประเทศที่มีขีดความสามารถในการผลิตสูงกว่าได้ เกษตรกร ผู้ประกอบการ หรือผู้ได้รับผลกระทบดังกล่าวจึงต้องเร่งหาแนวทางและมาตรการเพื่อปรับตัวเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น การปรับพฤติกรรมการผลิต การเพิ่มศักยภาพการผลิต และลดต้นทุนการผลิตสินค้าของตนเองเพื่อให้สามารถแข่งขันได้กับประเทศสมาชิกรายอื่นในประชาคมอาเซียนที่เข้ามาแย่งชิงพื้นที่ตลาดเดิม

สำหรับแนวทางการปรับตัวหลังเปิดประชาคมอาเซียนของทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐและเอกชนควรเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันโดยแสวงหาข้อได้เปรียบและเร่งขจัดข้อเสียเปรียบของตนเอง ปรับพฤติกรรมการผลิตให้สามารถแข่งขันทางการค้ากับประเทศสมาชิกในประชาคมอาเซียนได้ พยายามรักษาคุณภาพมาตรฐานสินค้าให้ดีอยู่เสมอ ในขณะเดียวกันต้องเร่งวิจัยและพัฒนาสินค้าให้มีความทันสมัยสนองตอบความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคโลกาภิวัตน์ ส่วนเกษตรกรเองต้องปรับแนวคิด ปรับพฤติกรรม ใส่ใจในการผลิตเพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพสินค้ามากขึ้น โดยเฉพาะด้านการผลิตสินค้าอาหารปลอดภัย ตลอดจนหาแนวทางลดต้นทุนการผลิตเพราะประเทศสมาชิกอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่งทางการค้า ได้แก่ พม่า เวียดนาม มีค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่าไทยมาก สินค้าที่ผลิตได้จึงมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า หากเปิดประชาคมอาเซียน ใน ปี 2558 สินค้าจากประเทศสมาชิกทั้งหมดจะทะลักเข้าภายในประเทศ พื้นที่การตลาดในประชาคมอาเซียนจะรองรับได้เพียงสินค้าคุณภาพสูง หรือสินค้าที่มีต้นทุนการผลิตต่ำเท่านั้น ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบทางลบต่อภาคการผลิตเกษตรของประเทศอย่างหนัก เห็นได้ว่าสถานการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรไทยมีอยู่มากมายมหาศาล ดังนั้น ควรเปิดโลกรับรู้ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรที่ตนเองกำลังผลิตอยู่ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เพื่อให้รู้ทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป นำมาวิเคราะห์ และวางแผนการผลิตให้ตนเองได้รับประโยชน์สูงสุด

ส่วนภาครัฐก็ได้จัดเตรียมมาตรการเพื่อรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ยกตัวอย่างเช่น การเจรจาเพื่อให้มีความยืดหยุ่นในสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูง กำหนดมาตรการเพื่อปกป้องด้านเศรษฐกิจ (Safeguard Mechanism) หากมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นจนกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ จัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ปรับปรุงกฎเกณฑ์/ระเบียบ/ระบบ และลดขั้นตอนการให้บริการของภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคเอกชน เช่น พิธีทางศุลกากร การคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้การค้ามีความคล่องตัวและไม่เพิ่มต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ/ผู้ส่งออก มีระบบควบคุมมาตรฐานสินค้านำเข้า รวมทั้งกำหนดมาตรฐานด้านสุขอนามัยของสินค้าเกษตรและมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพ

เป็นอย่างไรบ้าง…หลังเปิดโลกรับรู้ข่าวสารการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจของโลกที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยเกี่ยวกับ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน : ประโยชน์และผลกระทบต่อภาคเกษตรไทย” เห็นด้วยหรือไม่ว่าความรู้เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนภายในประเทศควรรับทราบและทำความเข้าใจ ไม่ใช่เฉพาะเพียงภาคเกษตรเท่านั้นที่ควรรับรู้ แต่ที่ผู้เขียนพรรณนาเรื่องราวให้มีความเกี่ยวพันกับภาคเกษตรมากกว่าภาคอื่นๆ เนื่องจากโครงสร้างภาคเกษตรมีจำนวนประชากรอยู่ในระบบมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม การจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้มีความแข็งแกร่งและยั่งยืนต้องเกิดจากการร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ขอเพียงแต่ปรับแนวคิด…แล้วค่อยเปลี่ยนพฤติกรรม…ใส่ใจคุณภาพสินค้าให้มากขึ้น…มุ่งลดต้นทุนการผลิต…ทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ก็จะอยู่รอดได้ภายใต้สถานการณ์รอบตัวที่เปลี่ยนแปลง…

 

ขอเวลา 5 นาที…สำหรับ เกษตรกรสายพันธุ์ใหม่ 2012/05/13

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 526

เดินห่าง?จากความจน

สมยศ ศรีสุโร

ขอเวลา 5 นาที…สำหรับ เกษตรกรสายพันธุ์ใหม่

คนเราทุกคนเกิดมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือความสามารถ ย่อมต่างกันออกไป คนหนึ่งจะนำมาเปรียบเทียบกับอีกคนหนึ่งได้เช่นไร ชีวิตของใครก็ของคนนั้น หนุ่มสาวว่าลุงเขียนถูกไหม? หนึ่งชีวิตของเรา เป็นของเรา เราต้องมีสิทธิออกแบบให้กับชีวิตเราเอง คนอื่นกรุณาอย่ามาวุ่นวายเอาชีวิตเราไปใช้หรือพยายามเลือกหาเส้นทางให้เราเดิน ทุกวันนี้ที่มีแต่สิ่งเลวร้าย วุ่นวายไปหมดก็เพราะเป็นเช่นนี้ ขอให้เลิกและพอเสียที ขอร้องเถอะครับ

ต้องเขียนว่า สวัสดีและขอบคุณสำหรับหนุ่มสาว ที่สนใจต่ออาชีพเกษตรกรรมทุกคน ลุงไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะมีวันนี้ วันแห่งความจริงที่มีคนหนุ่มสาวตอบรับกันมาก เป็นปลื้มจริงๆ ลุงมีแฟนคนใหม่ที่เป็นคนหนุ่มสาวเพิ่มขึ้นอีกเกือบทั่วประเทศ ขอให้พวกเธอจงจำข้อเขียนของลุงคนนี้ไว้เสมอว่า ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตใดๆ ก็ตาม จะของประเทศหรือของโลก ภาคการเกษตรเท่านั้นที่จะสามารถกู้และบรรเทาวิกฤตเศรษฐกิจได้เสมอ เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญมาก แต่ปัจจุบันผู้ประกอบอาชีพด้านนี้นับวันแต่จะมีจำนวนน้อยลง โดยเฉพาะประเทศไทย

พวกเธอเท่านั้นที่จะช่วยให้อาชีพนี้คงอยู่ต่อไปพร้อมกับทำให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีหลายๆ คนที่สนใจและส่งเสียงตามสายไปไม่ขาดระยะ ที่สุดยอดคือ ได้แวะไปเยี่ยมหาเพื่อศึกษาทุกเรื่องราวที่เกี่ยวกับการทำเกษตรในแบบฉบับของคอลัมน์นี้ก่อนการตัดสินใจ จะปฏิบัติเช่นใดอยู่ที่ความต้องการและการออกแบบของพวกเธอ ลุงแค่แนะนำเป็นเบื้องแรกเท่านั้น ลุงขอขอบคุณอีกครั้งที่พวกเธอเริ่มมีความคิดและคิดได้อย่างมีความตั้งใจจริงพร้อมมีสติ

ฉบับนี้ลุงจึงขอเวลาพวกเธอสักเล็กน้อยสำหรับให้ได้ตั้งใจอ่านเรื่องราวต่อไปนี้ที่ลุงพยายามสรุปให้เธอได้เข้าใจลึกลงไปอีก เมื่อเป็นความต้องการของเธอที่จะก้าวเดินไปบนเส้นทางสายนี้ สายที่ลุงเขียนถึงเสมอและทำไมถึงเรียกพวกเธอว่าเกษตรกรสายพันธุ์ใหม่ คำที่เรียกว่าเกษตรกรสายพันธุ์ใหม่นั้นเพื่อให้รู้ว่าเป็นการทำเกษตรสำหรับฝีมือของคนหนุ่มสาวที่เริ่มต้นในงานด้านนี้ คนหนุ่มสาวทุกคนนั้นย่อมมีความคิดที่ต่างไปแน่นอนจากคนรุ่นเก่า มิฉะนั้นจะเรียกให้เมื่อยปากทำไมว่า เธอคือเกษตรกรสายพันธุ์ใหม่ เข้าใจ?

ข้อเขียนต่อไปนี้เป็นข้อเขียนที่สรุปมาจากพวกเธอทั้งสิ้น จากที่ได้พูดคุยเมื่อได้ไปเยี่ยมหาล้วนแต่เป็นเนื้อหาที่วิตกกันก่อนลงมือทั้งสิ้น ประการแรกที่ต้องคิดก่อนอื่นคือ การวางแผนงานอย่างมีระบบชนิดเป็นขั้นเป็นตอน อย่าเอาแค่ความอยากมาเป็นตัวกำหนด หากเป็นเช่นนี้ล้มเหลวทุกราย

หลังจากวางแผนก็เริ่มคิดต่อไปอีกว่า แค่ไหนพอไหวสำหรับเรา เนื่องจากเบื้องแรกหากเป็นไปได้เราคงต้องลงมือศึกษาเองก่อน เพราะจะทำให้เราได้รู้จักกับบทเรียนตั้งแต่คำนำ จนเริ่มในบทแรกๆ เสียก่อน แล้วค่อยก้าวไปบทเรียนบทต่อไปชนิดเข้าถึงจริง เมื่อเรียนจบแล้วจะได้นำไปปฏิบัติท้ายบท ค่อยๆ เป็นไปทีละบทเรียน ชนิดเข้าใจทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างสมบูรณ์จนให้จบหลักสูตรแล้วค่อยมาดูที่ภาคผนวก ว่ามีอะไรบ้าง

ต่อมาต้องศึกษาความเป็นไปได้ซึ่งก็ไม่ยากเย็นอะไรทั้งสิ้น ขอยกตัวอย่าง ปลูกพืชอะไร พืชตัวไหนที่เราต้องการปลูก มีขั้นตอนออกขายวิธีใด เหล่านี้เป็นต้น เมื่อพร้อมทุกอย่าง สถานที่ คน เงินลงทุน ขั้นตอนต่อมาสำคัญมากๆ สำหรับพวกเธอพวกมือใหม่หัดปลูก หากมีโอกาสต้องไปศึกษาสัมผัสของจริงที่มีอยู่ก่อนแล้วเป็นข้อแรกที่สำคัญมากจริงๆ ทำไมลุงถึงเขียนเช่นนี้เพราะว่า การทำเกษตรนั้นต้องอาศัยหลายๆ ปัจจัยประกอบกัน ในแต่ละท้องถิ่นก็ย่อมต่างกันไปอีก ไม่ว่าจะสภาพภูมิอากาศหรืออีกหลายๆ ปัจจัยที่ต้องเรียนรู้ให้มากสำหรับพวกเธอ ยิ่งละเอียดมากเท่าใด ย่อมประสบผลสำเร็จมากเท่านั้น ข้อสำคัญขอเพียงให้ระลึกเสมอว่าการทำเกษตรไม่ใช่ 1+1 แล้วได้คำตอบ 2 แต่สามารถเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่า 3 หรือ 4 หรือ 5 เป็นไปได้ทั้งนั้น ดังนั้น จึงไม่เหมือนการเรียนวิชาอื่น ที่มีคำตอบที่แน่นอน

ที่ลุงเขียนย้ำเสมอคือ เมื่อตัดสินใจว่ามีความพร้อมทุกอย่างแล้ว แรกสุดต้องคิดถึงพืชที่ปลูกแล้วให้ผลผลิตได้เร็ว ที่เรียกกันว่าพืชรายวันเพื่อนำมาเป็นรายได้ประจำวันสำหรับได้ใช้จ่าย ใครจะปลูกพืชตัวใดก็ได้หากเธอต้องการและเห็นควรว่าเป็นความต้องการของผู้บริโภคแถบนั้นหรือใกล้เคียงหรือมีความต้องการของตลาดทั่วไป หากอ่านคอลัมน์นี้มาตลอด ลุงจะแนะนำให้พวกเธอปลูกพืชมหัศจรรย์ที่ลุงเขียนถึงเสมอคือ “ชะอม” เนื่องจากให้ผลผลิตได้เร็ววันและไม่ยุ่งยากมาก แถมเป็นไม้ยืนต้นอีกด้วย ลงทุนและลงแรงแค่ครั้งเดียว ตั้งใจดูแลเอาใจใส่ให้ดี จะมีผลผลิตได้ตลอดปีตลอดไป

เมื่อตัดสินใจว่าจะปลูกชะอม ลุงเขียนย้ำเสมอ ขอเชิญพวกเธอไปศึกษาได้ทุกเวลาทุกเรื่องราวก่อนลงมือที่สวนของลุง เพราะที่นั่นครบเครื่องเรื่องชะอมจริงๆ ตามที่ลุงเคยเขียนมาก่อนหน้านี้แล้ว ที่นี่จะให้ทั้งภาคความรู้พร้อมภาคปฏิบัติทุกขั้นตอนตามความต้องการของหนุ่มสาว ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มทำดิน รูปแบบการปลูก การให้น้ำ ให้ปุ๋ย การตัดยอด โรคที่เกี่ยวข้อง การบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนการดูแลรักษาอย่างเป็นระบบ เมื่อพวกเธอไปแล้วจะมีคำตอบเพียงคำเดียวว่า คุ้มค่าที่เสียเวลาไป

มีหลายๆ หนุ่มสาวไปหากันเยอะมาก และที่สามารถเขียนได้สนิทใจจริงๆ อีกอย่างคือ ทุกหนุ่มสาวล้วนมีหน้าตาดีๆ ผ่องใส ผิวพรรณสะอาดทั้งนั้นที่มาสนใจ เมื่อกลับไปแล้วตัดสินใจว่าพร้อมลงมือ เมื่อปรับพื้นที่เสร็จเรียบร้อย ได้สั่งกิ่งพันธุ์ชะอมที่ลุงเขียนเสมอว่าเป็นกิ่งพันธุ์ไม้เค็ด 2009 ที่ยอดโตกว่าสายพันธุ์อื่นไปปลูกกันเยอะมาก

ส่วนพืชตัวอื่นที่จะลงปลูกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นพืชผักสวนครัว เช่น ตะไคร้ พริก กะเพรา ชะพลู หรืออื่นๆ และหากต้องการพืชตัวอื่นๆ อีกที่ต้องการลงไปในสวน ไร้ซึ่งปัญหาคงต้องปลูกลงไปหลังจากที่เราปลูกชะอมแล้ว ที่นี่รับปรึกษาให้ทั้งหมด พร้อมมีตัวอย่างและสามารถบอกความเหมาะสมและคุณสมบัติเฉพาะพืชแต่ละชนิดก่อนนำลงปลูกได้ให้เห็นจริงด้วย

หนุ่มสาวคนใดสนใจต้องโทรศัพท์ไปนัดหมายก่อน หากต้องการเจอลุง (081) 846-0652 แต่ที่นั่นมีวิทยาเกินรอต้อนรับพวกเธออยู่แล้วตลอด 24 ชั่วโมง หรือต้องการสัมผัสจริงทุกขั้นตอนด้วยตัวเองก็ยินดีเพราะมีที่พักให้ด้วย ฟรีตลอดทุกรายการมีที่นี่ที่เดียวในโลกนี้ ลุงมักจะย้ำเสมอ เพราะต้องการให้หนุ่มสาวที่เคยหรือกำลังหลงระเริงในเมืองได้กลับกันไปที่บ้านของเรา เพื่อไปร่วมกันสร้างชุมชนของเราให้เข้มแข็ง รู้รักสามัคคี เมื่อสังคมเข้มแข็งย่อมส่งผลถึงความแข็งแรงของประเทศด้วย ไม่ใช่เป็นสังคมที่บ้านติดกัน ยังไม่รู้จักกันเลย ทั้งๆ ที่มีรั้วติดกันมาเป็นสิบๆ ปี พวกเธอชอบหรือกับสังคมที่เส็งเคร็งแบบนี้

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ลุงคงไม่ลงรายละเอียดเพราะทุกเรื่องราวมีที่สวนลุงทั้งสิ้น และลุงมั่นใจว่า หากก่อนลงมือเมื่อหนุ่มสาวได้ไปสัมผัสจริงแล้ว ลุงมั่นใจว่าพวกเธอต้องทำได้และทำได้ดีอีกด้วย คนรุ่นใหม่แค่ได้เห็นของจริงเมื่อนำไปปฏิบัติจะสามารถประยุกต์ได้ ชนิดก้าวไปไกลกว่าของเดิม ไม่เช่นนั้นจะมีคนรุ่นใหม่ไว้เป็นกำลังเพื่อพัฒนาประเทศได้เช่นไร

วันนี้หนุ่มสาวครับ ที่ผ่านมาพวกเธอเหนื่อยกับชีวิตไหม? จำเจ หรือว่าเหม็นเบื่อไปหมด แม้แต่ตัวเองหรือไม่? หยุดก่อนครับ ก่อนที่จะกระทำการสิ่งใดที่คาดไม่ถึงออกไป ขอให้นิ่งเข้าไว้ หายใจเข้าให้เต็มปอดอย่างแรงๆ จนสามารถเตือนสติเราได้ว่า เรายังมีลมหายใจอยู่ ยังคงต้องอาศัยลมหายใจนี้ต่อไปอีกในทุกๆ วัน แล้วทุกๆ อย่างจะดีขึ้น

ลุกขึ้นเถิดหนุ่มสาวไทย หัวใจเทคโนโลยีชาวบ้าน อย่าให้ชีวิตสูญเปล่า ตั้งสติให้มั่นแล้วสัญญากับตัวเองว่าวันนี้ที่มีทุกวันจะเป็นวันที่เราต้องอาศัยอยู่ เราจะรักและทะนุถนอมตัวเอง พยายามทำแต่สิ่งดีๆ เพื่อตัวเรา อย่าถามถึงอดีต อย่าโหยหาอนาคต ทำวันนี้ให้ดีที่สุด วันนี้ที่สุดท้ายจะเป็นทั้งอดีตและอนาคตของเรา ขอบคุณ สำหรับ 5 นาที ที่เสียไป และสำหรับพวกเธอที่ต้องการสิ่งเหล่านี้กับลุง คงจะได้พบกันสักวันหนึ่ง สวัสดี

บรรยายภาพ

1. ลุงคนนี้ ขอเวลา 5 นาที (uncle 526)