ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ใช้’ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น’ล้างหน้าดีมั้ย?! 2010/08/23

วันอาทิตย์ ที่ 22 สิงหาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > โลกสีสวย > แรงงาน-สาธารณสุข > X-RAY สุขภาพ > ใช้’ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น’.

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต โดยชายคนหนึ่งอ้างว่า ได้นำ “ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น” ของภรรยา มาทำความสะอาดใบหน้า เพราะคิดว่าเป็นสบู่เหลวล้างหน้า เนื่องจากภรรยาได้ฉีกสติกเกอร์ที่แปะข้างขวดออก ปรากฏ ว่าใบหน้าเกลี้ยงเกลาไร้สิวเสี้ยน ภายหลังมาถามภรรยาถึงได้รู้ว่า เป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น พอถูกคนที่บ้านหัวเราะเยาะ ก็เลยเลิกใช้ ผลปรากฏว่า สิวเสี้ยนกลับมาทักทายอีก จากข้อความดังกล่าวมีการพูดกันปากต่อปาก ว่านอกจากมีการนำผลิตภัณณ์ดังกล่าวมาล้างหน้าเพื่อป้องกันสิวเสี้ยนแล้วยัง มีการนำไปสระผมขจัดรังแคได้อีกด้วย

ดังนั้นเพื่อให้ผู้อ่านหายข้องใจ  “X-RAY สุขภาพ” จึงมาพูดคุยกับ รศ.พญ.พรทิพย์ ภูวบัณฑิตสิน สาขาตจวิทยา (ผิวหนัง) ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ.พญ.พรทิพย์ กล่าวว่า ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นของผู้หญิง จะประกอบด้วยสาร 2 ชนิด คือ กรดแลคติค หรือ “แลคติค แอซิด” และ “แลคโตซีรั่ม” ซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่ในน้ำนม มีลักษณะคล้าย ๆ สบู่เหลว

เหตุผลที่มีการล้างจุดซ่อนเร้นของผู้หญิง เพราะบริเวณดังกล่าว ความเป็นด่างจะมากกว่าบริเวณอื่น อาจทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตมากกว่าปกติ เขาก็เลยใช้กรดบางตัวเข้าไปปรับสมดุล เพราะหากมีแบคทีเรียมากจะทำให้ความเป็นด่างมากขึ้นจนเกิดกลิ่น เนื่องจากแบคทีเรียจะไปย่อยน้ำหล่อเลี้ยงบริเวณจุดซ่อนเร้น  ก็เลยมีการใช้ผลิตภัณฑ์ตัวนี้เพื่อปรับค่าความเป็นกรดเป็นด่างให้กลับมาเป็น กรดนิดหน่อย เชื้อแบคทีเรียจะได้ไม่เจริญเติบโต บริเวณดังกล่าวจะได้ไม่มีกลิ่น

สำหรับใบหน้าของคนเราค่าความเป็นกรดเป็นด่างประมาณ 5.5 ออกไปทางกรดนิด ๆ ต่างจาก บริเวณจุดซ่อนเร้นที่เป็นด่าง ถามว่าจะเอาผลิตภัณฑ์สำหรับทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นมาใช้ที่หน้าได้หรือไม่ ตอบว่ามันไม่เสียหาย แต่ผลิตภัณฑ์สำหรับทำความสะอาดผิวหน้า หรือใช้รักษาสิวมีหลายชนิด ทำไมต้องเอาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาใช้ที่หน้าด้วย เรื่องนี้คิดว่าคงเป็นกระแสมากกว่า

ส่วนการนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปสระผมก็เช่นเดียวกัน แลคติค แอซิด ซึ่งมีความเป็นกรดอาจทำให้เหมือนเส้นผมลื่นขึ้น ก็เหมือนกับใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน นำน้ำมะนาวเจือจางน้ำเปล่าแล้วล้างหน้า จะทำให้ดูเหมือนหน้าลื่นขึ้น  หรือ ใช้มะกรูด สระผม เส้นผมของคนเราจะมีประจุลบอยู่แล้ว กรดจะไปทำลายประจุลบทำให้ผมลื่นขึ้นไม่พันกัน แต่ไม่น่าจะมีผลช่วยในการขจัดรังแคได้ และที่บอกว่าทำให้สิวหายก็ไม่น่าจะเป็นจริง

“ใบหน้าของคนเราถ้าใช้อะไรที่เป็นกรดนิดหน่อย คงเหมือนกับการลอกหน้า คือบางคนอาจจะชอบ อย่างที่บอกการใช้น้ำมะนาวเจือจางน้ำเปล่าล้างหน้า เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ดูเหมือนว่าหน้าลื่นขึ้น เพราะกรดไปทำให้ หนังขี้ไคลลื่นขึ้น โดยในน้ำมะนาวจะเรียกว่า “ซิตริค แอซิด” หรือในน้ำมะขามเปียกจะเรียก “ทาร์ทาริค แอซิด”

รศ.พญ.พรทิพย์ อธิบายว่า “แลคติค แอซิด” เป็นกรดผลไม้อย่างหนึ่ง อาจจะมาจากธรรมชาติ หรือ การสังเคราะห์ มีการนำแลคติค แอซิด มาใส่ในเครื่อง สำอาง หรือในสบู่บางอย่าง ทั้งนี้มัก จะมีการโฆษณา ว่ากรดผลไม้ ช่วยบำรุงผิว ช่วยทำให้ผิวขาว ซึ่งฤทธิ์อีกอย่างของมัน ใช้รักษาสิวได้นิดหน่อย และถ้าเป็น กรดผลไม้เข้มข้นแพทย์ผิวหนังจะนำมาทำทรีทเมนต์หรือการลอกหน้า

ผลิตภัณฑ์แต่ละอย่างที่มีการผลิตขึ้นมานั้น ผลิตมาใช้เฉพาะที่ เพราะเขารู้ว่าผิวหนังในแต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน ก็จะมีการปรับส่วนผสมให้เหมาะสมกับบริเวณนั้น แต่การที่เราเอาผลิตภัณฑ์สำหรับอีกที่ไปใช้อีกที่มันผิดวัตถุประสงค์อยู่ แล้วและเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะถูกต้อง

ท้ายนี้คงต้องย้ำว่า การรักษาสิวโดยใช้กรดผลไม้รักษา มิใช่ว่าทุกรายจะได้ผลเหมือนกัน เป็นเพียงบางรายเท่านั้นที่อาจดูดีขึ้น อย่างกรณีในอินเทอร์เน็ตอาจจะได้ผลเฉพาะกรณีนี้เท่านั้น ความจริงการรักษาสิวมีวิธีอื่นที่ดีกว่าการนำผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อน เร้นมาใช้กับใบหน้า แต่ก็คงไม่ไปว่า เพราะเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคล เพียงแต่มันไม่เหมาะสมเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า หรือ ยาสระผมที่ใส่แลคติค แอซิด ก็มีเช่นกัน ดังนั้นถ้าอยากจะใช้ ก็ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เหล่านั้นกับใบหน้าดีกว่าจะมาใช้ตัวนี้.

นวพรรษ  บุญชาญ

 

‘มะพร้าวอ่อน’ มีมากกว่าความอร่อย !? 2010/08/23

วันอาทิตย์ ที่ 15 สิงหาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > โลกสีสวย > แรงงาน-สาธารณสุข > X-RAY สุขภาพ > ‘มะพร้าวอ่อน’ มีมากกว่าความอร่อย !?.

หลายคนชอบกิน มะพร้าวอ่อน มะพร้าวเผา บ้างก็กินแต่น้ำไม่กินเนื้อ บ้างก็กินทั้งน้ำและเนื้อ เหตุที่หลายคนไม่กินเนื้อ คำตอบคือ กลัวอ้วนเพราะเนื้อมะพร้าวเป็นไขมัน และจากการสอบถามสาว ๆ หลายคน ยังบอกด้วยว่า เวลามีประจำเดือนจะไม่กินน้ำมะพร้าว เพราะโบราณสอนไว้ว่า มันเป็นของแสลง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบัน เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ อธิบายว่า “น้ำมะพร้าวอ่อน” จะอุดมไปด้วยน้ำตาลที่ร่างกายดูดซึมได้ง่าย  กลุ่มวิตามินบี โพแทสเซียม แมกนีเซียม โซเดียม ฮอร์โมนเพศหญิง กินแล้วทำให้รู้สึกสดชื่น มีความสุข สมองปลอดโปร่ง นอกจากนี้ยังทำให้ปลายประสาทและสมองทำงานได้ดี ช่วยป้องกันปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่เป็นตะคริว ในคนที่เป็นตะคริวบ่อย ๆ หรือท้องเสีย การรับประทานน้ำมะพร้าวช่วยได้ นอกจากนี้ฮอร์โมนเพศหญิงในน้ำมะพร้าวยังช่วยทำให้ร่างกายดูมีน้ำมีนวล หน้าอกเต่งตึงอีกด้วย

การนำมะพร้าวอ่อนไปเผา ผลลัพธ์คืออร่อยดี เพราะมันหวานขึ้น ด้วยเหตุง่าย ๆ คือ น้ำมะพร้าวระเหยไปส่วนหนึ่ง จึงทำให้มันงวดขึ้น น้ำตาลเข้มข้นขึ้น จึงรู้สึกหวานหอมเป็นพิเศษยามกินมะพร้าวเผา แต่ปัจจุบันพ่อค้าแม่ค้าบางส่วนไม่เสียเวลาเผาแล้ว ใช้ต้มแล้วเอามาอังไฟนิดหน่อย ซึ่งการเผาทำให้วิตามินบีและเอนไซม์ ของดี สารต้านอนุมูลอิสระในน้ำมะพร้าวหายไปมาก กลายเป็นเหลือแต่น้ำกับน้ำตาล กินแล้วพาลอ้วนเอา

ส่วน “เนื้อมะพร้าวอ่อน” มีประโยชน์เหมือนกัน เพราะประกอบไปด้วย มันมะพร้าวที่เป็นของดี ร่างกายนำไปใช้ได้ง่ายและไม่สะสมในร่างกาย นอกจากนี้ยังมี ไฟเบอร์ แป้งและน้ำตาล สำหรับเนื้อมะพร้าวแก่นั้นจะต่างจากมะพร้าวอ่อนตรงที่มีมันเยอะกว่าเนื้อ อ่อนนับสิบเท่า มีเส้นใยเยอะขึ้นจึงกินแล้วแข็งไม่อร่อย แถมย่อยยากต้องเอามาขูดทำกะทิสถานเดียว

คนที่ควรกินน้ำมะพร้าวอ่อน มีดังนี้ 1.นักกีฬา เสียเหงื่อ เพราะน้ำมะพร้าวนี้ถือว่าเป็นเครื่องดื่มเกลือแร่ชั้นหนึ่งสำหรับนักกีฬา เพราะว่าแร่ธาตุเยอะและน้ำตาลน้อย โดยทางองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ ชูให้เป็นเครื่องดื่มอุดมแร่ธาตุเหมาะกับนักกีฬาขาดน้ำและคนเหน็ดเหนื่อยจาก งาน 2.คนท้องเสีย ในน้ำมะพร้าวมีเกลือแร่ช่วยแก้การขาดเกลือแร่จากถ่ายมากและอาการปวดเกร็ง กล้ามเนื้อยามท้องเสียได้ 3.เด็กเล็กและวัยรุ่น ส่วนของก้อนสมองที่กำลังโตนั้นถ้าขาดน้ำไปจะทำให้เกิดการอักเสบร้อนและหยุด โตได้ ถ้าได้น้ำมะพร้าวเข้าไปช่วยก็จะเหมือนเครื่องยนต์ที่ได้น้ำกลั่นเข้าไปช่วย ดับร้อน และสำหรับวัยรุ่นนั้นถ้ามีสิวอักเสบบ่อยให้ดื่มน้ำมะพร้าวให้เยอะเข้าไว้จะ ช่วยได้ 4.ผู้ใหญ่วัยทำงาน ใช้สมองมาก น้ำมะพร้าวช่วยทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ลื่นไม่หนืด เมื่อเลือดชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำก็ทำให้ดับไฟร้อนจากความเครียดและทำให้สมองชุ่ม ชื่นโปร่งโล่งดี เรียกว่าเป็นอาหารอารมณ์ดีอย่างหนึ่งได้ 5.คนความดันโลหิตต่ำ หน้ามืดหน้าคว่ำบ่อย ๆ ให้หมั่นดื่มน้ำกับออกกำลังกายให้มาก น้ำมะพร้าวช่วยเป็นแหล่งน้ำบำรุงความดันเลือดได้ดี 6.คนเป็นไข้ตัวร้อน หรือมีไข้ติดเชื้อ  ได้น้ำมะพร้าวเข้าไปจะช่วยให้ดับร้อนถอนพิษไข้ เพราะมีกรดดีที่ช่วยฆ่าเชื้อชื่อ “กรดลอริก” ซึ่งกรดนี้มีในนมแม่ด้วยช่วยฆ่าเชื้อให้ลูก

คนที่ไม่ควรกิน มีดังนี้ 1.คนเป็นโรคไตเสื่อม ชนิดที่มีปัญหาเรื่องขับน้ำเพราะจะทำให้บวม ถ้ามากอาจถึงหัวใจวายได้ 2.คนมีโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ถ้าได้น้ำมะพร้าวเข้าไปมากจะได้ธาตุโพแทสเซียมเกิน ซึ่งจะกลายเป็นธาตุหยุดหัวใจได้ 3.คนท้องใกล้คลอด จริง ๆ แล้วก็ไม่ถือเป็นข้อห้ามขาดเสียทีเดียว คือถ้ากินแค่ลูกสองลูกคงไม่เป็นไรมากแต่หากดื่มมากขนาดเป็นลิตรเป็นแกลลอน อย่างนั้นน่าห่วงเพราะในน้ำมะพร้าวมีธาตุบีบมดลูกจาง ๆ ซึ่งถ้าไม่ได้ดื่มเป็นลิตรก็ไม่อันตรายอะไร

มีความเชื่อว่าถ้ามีประจำเดือนห้ามกินน้ำมะพร้าว? นพ.กฤษดา กล่าวว่า ในคนมีประจำเดือนเสียเลือดไปแถมมีไข้ทับระดูอ่อนเพลียอยู่แล้ว น้ำมะพร้าวและเนื้อจะช่วยได้มากเพราะในเนื้อมีมันที่ดูดซึมได้ง่าย จึงเหมาะกับคนป่วยไข้ที่กินอาหารไม่ได้ในกรณีอื่น ๆ ด้วย มีข้อควรระวัง คือ อย่ากินเยอะจนเกินไปถึงขนาดเป็นลิตรหรือกินทั้ง 3 มื้อทุกวันเพราะในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนเพศหญิง หรือธาตุสตรีจาง ๆ อยู่ซึ่งถ้ากินมากก็อาจไปกวนธาตุสตรีในตัวอาจทำให้ปวดประจำเดือนมากขึ้น แต่ในแง่สาววัยทองต้องกินฮอร์โมนกลับดี เพราะมีงานวิจัยในหนูพบว่าน้ำมะพร้าวช่วยแทนฮอร์โมนเสริมได้ทำให้อาการวัย ทองดีขึ้น

การกินเนื้อและน้ำมะพร้าวอ่อน ไม่ต้องกลัวอ้วนยกเว้นเป็นโรคที่ขับน้ำไม่ได้ดีนัก เช่น โรคไต โรคหัวใจ หรือ เป็นโรคที่ไวต่อแร่ธาตุมากต้องระวังน้ำมะพร้าวที่อาจให้แร่ธาตุมากเกินไปจน ไม่สบายได้ เช่น แร่โพแทสเซียมที่มากเกินไปในน้ำมะพร้าวอาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ หรือน้ำมะพร้าวอ่อนที่หวานหอมจะทำให้เบาหวานกำเริบหนัก จึงขอแนะให้ดื่มได้ครั้งละ 1-2 ลูก แต่วันหนึ่งอย่าให้มากเป็นลิตรจะไม่ดีต่อไตและอาจได้น้ำตาลสูงไป.

นวพรรษ บุญชาญ : สัมภาษณ์

 

เนื้องอกกระดูกในเด็ก 2010/08/23

วันอาทิตย์ ที่ 08 สิงหาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > โลกสีสวย > แรงงาน-สาธารณสุข > X-RAY สุขภาพ > เนื้องอกกระดูกในเด็ก.

เมื่อเร็ว ๆ นี้ผู้เขียนมีโอกาสพูดคุยกับ ด.ช.คนหนึ่งอายุประมาณ 9 ขวบ ที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี หรือ โรงพยาบาลเด็ก ทำให้รู้ว่า น้องเป็น “เนื้องอกกระดูก” บริเวณขาและได้รับการผ่าตัดรักษาแล้ว เท่าที่ฟังจากผู้ปกครองของเด็ก บอกว่า “ไม่มีใครคิดว่าลูกจะ เป็น แต่อยู่มาวันหนึ่งลูกชายปวดขามาก ก็เลยตัดสินใจพามาหาหมอ ท้ายที่สุดหมอก็ตรวจวินิจฉัยว่าเป็น”

เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว นพ.วีระศักดิ์ ธรรมคุณา นนท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคทางกระดูกเด็ก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่า เนื้องอกกระดูกแบ่งกว้าง ๆ ได้ดังนี้ เนื้องอกชนิดที่เป็นอันตราย หรือ มะเร็งกระดูก ชนิดนี้มีอันตรายถึงแก่ชีวิต เนื่องจากการให้ยาทำลายเซลล์มะเร็งยังไม่ดีมาก โอกาสที่เซลล์จะดื้อยาและกระจายไปในร่างกายยังสูงอยู่ ในเด็กที่เจอเนื้องอกกระดูกส่วนใหญ่มักจะเป็นมะเร็งกระดูก เด็กที่เกิดมาจะไม่รู้เลย ถ้าเป็นมะเร็งกระดูก ถือว่าน่าสงสารมาก เพราะเด็กเจริญเติบโตมาปกติทุกอย่าง วันดีคืนดี จะบ่นว่าปวดขา บางรายมาหาหมอจะให้ประวัติว่าสะดุดล้มมา บางรายก็ไม่มีประวัติหกล้มอะไร แต่จู่ ๆ เข่าหรือขาก็ปวดขึ้นมาเฉย ๆ กลางคืนนอนร้องไห้ กินยาบรรเทาปวดก็   ไม่หาย ภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือนเข่าหรือขาบวมเป่งเลย พอเอกซเรย์ดูปรากฏว่าเป็นมะเร็งกระดูก กรณีนี้การดำเนินโรคค่อนข้างรวดเร็ว

อีกกลุ่มเป็น เนื้องอกกระดูกที่เรียกว่า กึ่งร้าย เพราะมันไม่ทำให้เสียชีวิต ไม่กระจาย แต่มันไปทำลาย การเจริญเติบโตของ กระดูก ทำให้กระดูกแขนหรือขาข้างนั้นหงิกงอ ผิดรูป หรือสั้น อย่างถ้าเป็นที่ขาก็ทำให้ขาไม่เท่ากัน ทำให้ขาโก่งหงิกงอ ถ้าเป็นที่แขนก็ทำให้แขนไม่เท่ากัน หงิกงอผิดรูป พวกนี้กึ่งร้าย ไม่ตายแต่ทำให้พิการ

ส่วนอีกกลุ่มเป็น เนื้องอกกระดูกแบบดี หายเองได้ ไม่ต้องทำการรักษาอะไรเป็นพิเศษ แต่มีช่วงหนึ่งที่กระดูกเปราะบาง  คือ ช่วงเวลาเนื้องอกเติบโตและกินเนื้อกระดูกบางส่วน ช่วงนั้นหากหกล้มอาจจะทำให้กระดูกหักได้ง่าย แต่ถ้าเกิดเราสามารถที่จะดูแลช่วงนั้นได้ดี ผ่านช่วงนั้นไปได้ พอโตเป็นหนุ่มเป็นสาว เนื้องอกพวกนี้มักจะหายไปได้เอง โดยไม่ต้องไปทำอะไร คือไม่ต้องไปผ่าตัดเอาออกให้วุ่นวาย

เด็กที่มีอาการปวดแล้วพ่อแม่พามาโรงพยาบาล จะมี 2 ลักษณะ คือ ปวดบวกกับบวม หรือบวมแต่ไม่ค่อยปวด คือ ถ้าปวดเฉย ๆ ไม่บวมเลย อันนี้ไม่ค่อยร้ายแรง หรือถ้าปวด เด็กบ่นปวดเรื้อรัง มีตำแหน่งปวดที่ชัดเจน ไม่บวม อาจจะต้องมาเอกซเรย์ดู ซึ่งพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นเนื้องอกไม่ร้ายแรง บางทีหายเองได้

ส่วนอาการอีกลักษณะ คือ มีอาการปวดและบวมด้วย อันนี้น่ากลัว จะต้องมาเอกซเรย์ เจาะเลือดดูว่า เป็นการติดเชื้อ ข้ออักเสบ กระดูกอักเสบติดเชื้อ หรือมะเร็งกระดูกกันแน่ เพราะถ้าติดเชื้อรักษาได้ แต่ถ้าเป็นมะเร็งกระดูกบางทีการรักษาไม่สำเร็จ 100% เนื่องจากอยู่กับ ชนิดของเนื้อมะเร็งด้วย อีกทั้งไม่มีใครอยากจะทำการผ่าตัดกระดูกเลย โดยส่วนใหญ่ถ้าอยากรักษาชีวิตอาจจะต้องตัดขา หรือยอมเสียขาไป แล้วต้องให้ยาเคมีบำบัดหลายปี หลายคอร์ส ทำให้เด็กอ่อนแอ แคระแกร็น ตัวเล็ก เจริญเติบโตไม่ดี เปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตก็มี คือ เด็กอาจจะต้องใส่ขาเทียม แต่พ่อแม่บางคนรับไม่ได้ ที่จะต้องตัดขาเด็กเล็ก ๆ วัยแค่ ป.1 ป.2 พอรับไม่ได้ บางคนก็พาลูกหายไปรักษาด้วยวิธีทางไสยศาสตร์ พอกลับมาอีกครั้งหนึ่งมะเร็งกระจายไปหมดแล้ว คราวนี้ก็ไม่ต้องตัดขาแล้ว รักษาไม่ได้เลย ถ้ามารักษาตั้งแต่ระยะที่มะเร็งยังไม่กระจาย ยังไงก้อนบวมก็อยู่ตรงขา เนื้อมะเร็งยังไม่กระจายไปทั่วตัวพอเอามันออกไป ให้ยาเคมีฆ่า ก็สามารถรอดได้ ส่วนการใส่ขาเทียม เดี๋ยวนี้ขาเทียมพัฒนามากกว่าในอดีต ก็อาจจะทำให้เด็กสามารถเข้าสังคมใช้ชีวิตได้ตามปกติ

มีเหมือนกันเด็กบางคนปวดนิดหน่อย พ่อแม่ผู้ปกครองก็พามาโรงพยาบาลแล้ว เพราะความกลัว ดังนั้นจึงมีวิธีสังเกตง่าย ๆ คือ ถ้าเด็กบ่นปวดขา พักแล้วหาย อย่างบางคน วิ่งเล่น ตกเย็นอาจบ่นปวด แต่ยังสามารถ ใช้งานอวัยวะได้ ขายัง ใช้งานได้ อาการปวด พวกนี้มักเกิดจาก กล้ามเนื้อ คือ เด็กซนวิ่งเล่น อาจปวดตึงเส้นได้บ้าง แต่พักก็หาย ไม่กี่ชั่วโมงหายวิ่งเล่นได้เหมือนเดิม พวกนี้อาจบีบนวดหรือให้ยากินเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็พอแล้ว ยังไม่ต้องรีบพามาหาหมอก็ได้

แต่ถ้าปวดตลอด ถึงขั้นทำให้เดินกะเผลก บริเวณที่ปวดมีอาการผิดปกติไป เช่น บวม อ้วนใหญ่ขึ้น หรือกดแล้วเจ็บมากเป็นพิเศษ ให้พามาหาหมอก่อนเลย เพราะอย่างน้อยจะได้ดูว่าเป็นอะไร คือ เด็กอาจจะไม่เป็นมะเร็งกระดูกก็ได้ แต่อาจจะติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งพบได้บ่อยเช่นกันในเด็ก คือ ในเด็กอายุต่ำกว่า 8 ขวบ พบการติดเชื้อที่กระดูก หรือ ติดเชื้อที่ข้อตะโพก หรือ ข้อเข่าได้บ่อย  เนื่องจากเชื้อโรคมีในร่างกายของคนเราอยู่แล้ว วัยเด็กโครงสร้างกระดูกไม่เหมือนผู้ใหญ่ จะมีจุดที่เลือดวิ่งน้อย ไหลและนิ่ง ๆ อยู่ พอมีเชื้อโรคไปออ ถ้าไม่มีการไหลเวียนที่ดี มันอาจจะแบ่งตัวเกาะกินกระดูกบริเวณนั้น ๆ ได้ ซึ่งเหตุการณ์นี้จะไม่เกิดในคนที่โตแล้ว เพราะการไหลเวียนดีแล้ว คือ ต้องบอกว่าการอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียมันเกิดขึ้นเอง ไม่ต้องมีอุบัติเหตุ พอเชื้อโรคกินกระดูก ถ้ามาเร็วก็รักษาได้เร็ว กระดูกจะยังโดนกินไม่มาก สามารถฟื้นคืนขึ้นมาได้ แต่ถ้ามาช้ากระดูกโดนกินไปเยอะ ทรุดเหมือนตึกพัง การจะซ่อมแซม ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ มันไม่ง่าย ไม่ค่อยเหมือนเดิม และต้องใช้การรักษาที่ยุ่งยากและอาจเจ็บตัวมากขึ้น

การนำชิ้นเนื้อไปตรวจจะทำให้ทราบว่าเป็นเนื้องอกชนิดใด อย่างไร แต่ในการแยกระหว่างติดเชื้อแบคทีเรีย เนื้องอก มะเร็ง นั้น สามารถแยกได้ตั้งแต่การเอกซเรย์  หรือ การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ เอ็มอาร์ไอ ซึ่งจะทำให้เห็นเนื้อเยื่อ การกินเนื้อเยื่อ ก็จะบอกได้ว่าการกินเนื้อเยื่อแบบไหนเป็นมะเร็ง เชื้อโรค หรือเนื้องอกธรรมดา

ท้ายนี้หากบุตรลูกหลานของท่านมีอาการปวดขาเฉย ๆ ก็ไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกินเหตุ เว้นแต่มีอาการปวดบวมมาก กดเจ็บ ควรรีบพาไปหาหมอทันที.

นวพรรษ บุญชาญ

 

‘เนื้องอก’ ในสมองเด็ก 2010/08/23

วันอาทิตย์ ที่ 01 สิงหาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > โลกสีสวย > แรงงาน-สาธารณสุข > X-RAY สุขภาพ > ‘เนื้องอก’ ในสมองเด็ก.

ได้ ข่าวเศร้าจากเพื่อนนักข่าวด้วยกันถ่ายทอดเรื่องราวให้ฟังว่า “มีหลานอายุแค่ 5 เดือนป่วยเป็นเนื้องอกในสมอง ตอนแรกก็ไม่รู้เป็นอะไร รู้แต่ว่าเลี้ยงแล้วตัวไม่โตขึ้น ก็เลยพาไปโรงพยาบาล หมอหาสาเหตุอยู่ร่วมเดือน กว่าจะเจอว่ามีก้อนเนื้อขนาดประมาณ 5 ซม.อยู่ในสมอง ตอนแรกหมอไม่บอกชัด ๆ ว่าก้อนเนื้อนั้นเป็นมะเร็งหรือเปล่า ตอนหลังจึงยอมบอกว่าเป็นมะเร็ง โดยบอกว่าหากผ่าตัดก็คงไม่สามารถเอาก้อนเนื้อออกมาได้หมด เพราะอยู่ลึก และเซลล์มะเร็งก็เริ่มกระจายแล้ว หลังปรึกษากัน ญาติตัดสินใจไม่ผ่า แต่เอาหลานกลับไปรักษากับหมอที่เป็นแพทย์ ทางเลือก (สมุนไพร) แทน โดยหลานสาวกินยาสมุนไพรประมาณ 5-6 เดือนแล้ว บางช่วงก็เหมือนดีขึ้น บางช่วงก็ทรง ๆ แต่มาช่วงหลังอาการแย่ลง เกร็งหนักมากขึ้น หลังจากปรึกษากันหลายรอบ ล่าสุดก็เลยตัดสินใจพาไป รพ.อีกครั้ง”

จากเรื่องราวข้างต้นท่านผู้อ่านคงรู้สึกสะเทือนใจและอยากรู้คำตอบว่าเด็กตัว เล็ก ๆ เป็นเนื้องอกในสมองได้อย่างไรและมีโอกาสที่จะรักษาหายหรือไม่?

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.ช่อเพียว เตโชฬาร หัวหน้าหน่วยประสาทศัลยศาสตร์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า เนื้องอกในสมองส่วนใหญ่ไม่รู้สาเหตุว่าเกิดจากอะไร แต่โดยหลักคือจะเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือยีน ซึ่งสาเหตุที่ยีนผิดปกติอาจมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น พ่อแม่ได้รับเชื้อไวรัส ซึ่งปกติไวรัสจะเข้าไปอยู่ในดีเอ็นเออยู่แล้ว แต่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งจึงจะกลายเป็นเนื้องอกได้ ปกติในคนธรรมดาจะมีเซลล์ผิดปกติออกมา เพียงแต่ร่างกายสามารถทำลายกำจัดได้ มีบางครั้งที่ร่างกายกำจัดไม่ได้ เซลล์ผิดปกติก็เกาะตัวกันอยู่ภายในและโตขึ้นมาเรื่อย ๆ

เนื้องอกมี 2 แบบคือ เนื้องอกธรรมดา อยู่เฉพาะ ที่ไม่กระจายไปไหนถ้าตำแหน่งที่เป็นอยู่ตรงจุดไม่สำคัญ    ก็ตัดออกได้ แต่ถ้าเนื้องอกธรรมดาอยู่ในสมองหรืออยู่    ในบริเวณที่ตัดออกไม่ได้ ก็อันตรายพอ ๆ กับมะเร็งเหมือนกัน ส่วนเนื้องอกอีกชนิดคือเนื้อร้าย หรือ มะเร็งที่สามารถลุกลามและกระจายไปที่อื่นได้ทำให้เกิดอันตรายต่อเด็ก

ส่วนใหญ่เนื้องอกที่พบในเด็กมักจะอยู่ตรงแกน    กลางของสมอง ถ้าจะผ่าตัดก็ลำบาก หรือมักจะอยู่บริเวณ ด้านหลังของสมอง กรณีที่พบในเด็ก 5 เดือนแสดงว่าเป็นเนื้องอกตั้งแต่อยู่ในท้อง ซึ่งอุบัติการณ์ในช่วงขวบปีแรกจะพบเนื้องอกในสมองไม่เยอะ แต่เนื้องอกที่พบส่วนใหญ่จะมีความรุนแรงหรือเป็นมะเร็ง ทั้งนี้แม้จะเป็นแบบร้ายแรงก็จริง แต่อัตราการรักษาแล้วหายก็มีอยู่ไม่น้อย คือ ถ้าผ่าตัดเอาออกได้หมด ก็พอมีโอกาสหายได้ แต่ข้อเสียคือในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบฉายแสงไม่ได้ โอกาสที่จะหายจึงน้อยลง

นพ.ช่อเพียว กล่าวว่า เนื้องอกสมองในเด็กมีหลายชนิดด้วยกัน แต่ที่พบบ่อยประมาณ 70-80% ของเนื้องอกทั้งหมดมี 3 ชนิด คือ 1.พิโลซิติก แอสโตรซัยโตมา กรณีนี้เป็นแล้วส่วนใหญ่รักษาได้ มักพบในเด็กโตเกิน 8 ขวบขึ้นไป 2.เมดดัลโลบลาสโตมา มักพบในเด็กเล็ก ๆ เป็นหลัก หน้าตาเนื้องอกนี้อาจจะดูร้าย แต่โอกาสรักษาหายได้ 50-60% และ 3.อีเพนไดโมมา พบได้ประมาณ 10%

ในกรณีเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ จะมีเนื้องอกอีกชนิด เรียกว่า “เทอราทอยด์ เรบดอยด์โตมา” เป็นเนื้องอกที่อันตราย   มาก ผ่าตัดออกหมดก็มักจะไม่หาย เพราะมันจะแพร่กระจายไปทั่ว และอย่างที่บอกเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบจะไม่แนะนำให้ผ่าตัด เพราะเนื้อสมองทนรังสีไม่ได้

สำหรับข้อสังเกตอาการเด็กที่เป็นเนื้องอกในสมองคือ เด็กจะไม่โต งอแง ซึม ไม่ยอมกินอะไร หัวโตขึ้นเรื่อย ๆ เพราะความดันในกะโหลกศีรษะ เนื่องจากก้อนเนื้องอกโตอยู่ในสมอง หรือจากปกติดีก็อาจใช้แขนบางข้างไม่ถนัด ทั้งนี้ถ้าเป็นเด็กโตเวลามีอาการ เด็กอาจจะบอกอาการได้ แต่เป็นเด็กเล็กก็ต้องใช้วิธีสังเกตอาการ

การวินิจฉัยจะอาศัยการซักประวัติและการเอกซเรย์ คอมพิวเตอร์สมอง หรือซีทีสแกน ถ้าอยากรู้รายละเอียดเพิ่มขึ้นก็ตรวจด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ เอ็มอาร์ไอ จะรู้ตำแหน่งและขนาดเนื้องอกที่ชัดเจน

สำหรับการใช้สมุนไพรรักษานั้น ขอเรียนว่า ไม่เคยมีใครรู้ว่าสมุนไพรมีตัวยาอะไรบ้าง อีกทั้งเนื้องอกแต่ละชนิดใช้ยาไม่เหมือนกัน ไม่มียาตัวไหนที่วิเศษรักษาเนื้องอกทุกชนิดได้ การใช้วิธีการรักษาด้วยสมุนไพรอาจทำให้เด็กบางคนพลาดโอกาส คือแทนที่เขาเป็นเนื้องอกที่สามารถรักษาให้หายได้ก็ไม่ได้รับการรักษา ดังนั้นอย่าไปเสียเวลา เสียโอกาสในการรักษาก็หมดไปทุกวัน ดังนั้นอยากให้มารักษากับแพทย์แผนปัจจุบันดีกว่า เพราะการรักษาเนื้องอกมีมาตรฐานการรักษาที่มีการศึกษาเยอะมากว่า ถ้าเป็นเนื้องอกชนิดนี้ใช้ยาตัวไหนดี หรือเนื้องอกอย่างนี้ผ่าตัดหรือไม่ผ่าตัดจะดีกว่ากัน ไม่ต้องไป ลองสมุนไพรเพราะมันเหมือนกับการลองผิดลองถูก ทำให้ตัดโอกาสการรักษาเพราะถ้ารักษาผิดวิธีและไม่ได้ผลก็เสียเวลาเปล่า ถ้ารักษาถูกวิธีโอกาสจะหายมากกว่า

ท้ายนี้ขอเรียนว่า หากเด็กมีอาการผิดปกติควรรีบไปพบแพทย์ทันที อย่าลืมว่า เวลาผ่านไปทุกนาทีเนื้องอกโตอยู่ตลอดเวลา บางคนมาในระยะไม่กระจายรักษาเร็วหายได้เลย ถ้ากระจายไปแล้วก็รักษาลำบาก.

นวพรรษ บุญชาญ

 

เมื่อ’ลูกน้อย’นิ้วงอ เหยียดไม่สุด 2010/08/23

วันอาทิตย์ ที่ 25 กรกฎาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > โลกสีสวย > แรงงาน-สาธารณสุข > X-RAY สุขภาพ > เมื่อ’ลูกน้อย’นิ้วงอ เหยียดไม่สุด.

ท่าน ที่แต่งงานมีลูก แน่นอนว่าทุกคนอยากให้ลูกเกิดมาแข็งแรง สมูบรณ์ อวัยวะครบถ้วน ซึ่งส่วนใหญ่ก็สมหวัง แต่บางคนก็ผิดหวังเพราะลูกเกิดมาพิกลพิการ กรณีที่จะนำเสนอในวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กที่เกิดมาไม่ได้พิการ แต่มีปัญหานิ้วมือบางนิ้วงอเหยียดไม่สุด แม้อุบัติการดังกล่าวจะพบได้น้อยมาก แต่ก็ทำให้คุณพ่อคุณแม่กลุ้มใจได้เหมือนกัน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.วีระศักดิ์ ธรรมคุณานนท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคทางกระดูกเด็ก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัญหาเด็กเกิดมานิ้วมืองอเหยียดได้ไม่สุด ในทางการแพทย์ต้องมาดูว่าที่นิ้วมืองอเหยียดนิ้วไม่สุดนั้น เกิดจากข้อต่อส่วนใด โดยข้อต่อนิ้วแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนต้น ส่วนกลาง และส่วนปลาย ที่เจอบ่อยจะเป็นข้อต่อนิ้วส่วนกลาง

สาเหตุที่ทำให้เหยียดนิ้วมือไม่สุดมีหลากหลายสาเหตุด้วยกัน ตั้งแต่ 1.ปัญหา ของกล้ามเนื้อเล็ก ๆ ที่มีหน้าที่ในการช่วยเหยียดนิ้วยังมีพัฒนาการไม่แข็งแรง เด็กกลุ่มนี้จะค่อย ๆ เหยียดนิ้วได้และหายเองเมื่ออายุ 2-3 ขวบ 2.กลุ่มที่มีรอยโรคทำให้เหยียดนิ้วไม่ได้ เช่น ไม่มีเส้นเอ็นที่ช่วยในการเหยียดนิ้ว หรือมีแต่การสร้างตัวไม่ดี เหี่ยวไป พวกนี้จะเหยียดนิ้วไม่ได้ ปล่อยไว้นาน ๆ ข้อจะแข็งขึ้นเรื่อย ๆ เพราะไม่มีกลไกในการเหยียดนิ้ว ในกลุ่มที่ไม่มีเส้นเอ็น ส่วนหนึ่งไม่รู้สาเหตุว่าเกิดจากอะไร แต่ในบางรายเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อส่วนนั้นอาจจะมีปัญหา และ 3.กลุ่มเด็กที่มีปัญหานิ้วล็อก ซึ่งนิ้วล็อกมักจะเกิดที่นิ้วโป้งมากกว่านิ้วอื่น ๆ กรณีนิ้วล็อกในเด็ก ๆ จะมีปัญหาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เนื่องจากเนื้อเยื่อคล้ายพังผืดไปรัดเส้นเอ็น ทำให้บวม ติดล็อก พวกนี้ตรวจร่างกายก็จะพอบอกได้ ทั้งนี้กลุ่มเด็กที่เป็นนิ้วล็อกรักษาง่าย ถ้านิ้วไม่คลายเองภายใน 1 ขวบ เพราะพังผืดแข็งมาก รักษาด้วยการสะกิดพังผืดออกก็หายแล้ว

ในเด็ก 3 กลุ่ม ๆ ที่รักษายากสุดจะเป็นกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่ไม่มีเส้นเอ็นตั้งแต่เกิด หรือมีแต่การสร้างตัวไม่ดี โดยในเด็กกลุ่มที่ 2 นิ้วจะแข็ง และแย่ลงเรื่อย ๆ ตรงกันข้ามกับเด็กกลุ่มแรก คือจากเดิมที่ผู้ใหญ่สามารถเอามือจับเหยียดนิ้วเด็กออกมาได้ง่ายตั้งแต่แรก เกิด แต่พออายุ 1-2 ขวบ จะทำได้ยากขึ้น เพราะนิ้วจะแข็งขึ้น อย่างไรก็ตาม เด็กกลุ่มที่ 2 ในรายที่นิ้วงอไม่มาก ยังใช้มือได้ดีอยู่ อาจจะไม่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด แต่ถ้านิ้วงอมาก ๆ จะต้องทำการผ่าตัด โดยผู้ป่วยกลุ่มที่ 2 มีโอกาสเป็นได้ทุกนิ้ว แต่นิ้วที่พบบ่อยมี 3 นิ้ว คือ นิ้วก้อย นิ้วนาง และนิ้วกลาง ก่อนที่จะรักษาด้วยการผ่าตัดนั้น จะต้องให้แน่ใจก่อนว่าเป็นเด็กในกลุ่มที่ 2 จริง ๆ โดยก่อนผ่าตัดอาจจะต้องติด ตามเด็กไปจนถึงอายุ 3 ขวบขึ้นไป

ส่วนเด็กที่เป็นนิ้วล็อกจะรอจนถึงอายุ 1 ขวบ เพราะส่วนใหญ่จะหายเอง แต่ถ้าเกิน 1 ขวบไปแล้วพังผืดแข็งขึ้น แสดงว่าโอกาสหายเองจะยาก ถ้าปล่อยไว้ปลายนิ้วโป้งจะงอ อาจทำให้การเจริญเติบโตของกระดูกไม่สมดุล การรักษาก็อย่างที่บอกคือ สะกิดพังผืดออกก็หาย ซึ่งเป็นวิธีการรักษาง่าย ๆ และได้ผลดี

นพ.วีระศักดิ์ กล่าวว่า เวลาลูกมีปัญหานิ้วมืองอเหยียดไม่สุด คุณพ่อคุณแม่มักจะเป็นกังวลมาก ดังนั้นควรรู้ว่า กล้ามเนื้อบริเวณนิ้วมือเด็กจะพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วง 2-3 ขวบอาจพัฒนาประมาณ 80-90% พอเด็กโตขึ้นก็จะมีการพัฒนาไปเรื่อย ๆ จนถึงอายุ 6-7 ขวบ ในเด็กที่นิ้วงอเหยียดนิ้วไม่ค่อยได้อันดับแรกคุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าดู พัฒนาการไปก่อน ว่าน่าจะเป็นกลุ่มไหนใน 3 กลุ่ม ช่วงอายุ 1 ขวบ คงจะไม่มีการรักษาอะไร อย่างนิ้วโป้งที่เป็นนิ้วล็อกอายุ 1 ขวบแล้วไม่หายก็พามาให้หมอดู ส่วนนิ้วอื่น ๆ ถ้าหากสามารถจัดนิ้วที่งออยู่ให้เหยียดได้ คือนิ้วนิ่ม โอกาสที่จะเป็นกลุ่มแรกหายเองได้ก็มีสูง แต่ถ้าเราเฝ้าติดตามไปเรื่อย ๆ มันไม่ดีขึ้น มันแข็งขึ้นเรื่อย ๆ ก็มาให้หมอดู คือพยายามจับนิ้วลูกเหยียดดู ทำกายภาพ ถ้าติดตามดูแล้วไม่ดีขึ้นก็พามาหาหมอ.

นวพรรษ บุญชาญ

 

แอสเปอร์เกอร์ 2010/08/23

วันอาทิตย์ ที่ 18 กรกฎาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > โลกสีสวย > แรงงาน-สาธารณสุข > X-RAY สุขภาพ > แอสเปอร์เกอร์.

เอ่ยชื่อ “แอสเปอร์เกอร์” ขึ้นมา คนทั่วไปต่างก็ส่ายหัวบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่รู้จักและไม่เคยได้ยินมาก่อนดังนั้นเพื่อให้ผู้อ่านได้รับทราบข้อมูล เรื่องนี้ไปพร้อม ๆ กัน “X-RAY สุขภาพ” จึงมาพูดคุยกับ พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผอ.สำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

พญ.อัมพร อธิบายว่า “แอส เปอร์เกอร์” เป็นโรคเกี่ยวกับพัฒนา การของเด็กใน “กลุ่มออทิส ติกส์” พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ถึงแม้จะมีความแตกต่างด้านพัฒนาการ แต่เด็กหลายคนกลับมีหน้าตาดี น่ารัก

ถ้าเป็นโรคออทิส ติกส์เรามักจะนึกถึงเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการล่าช้าในการสื่อสาร อาจจะมีสติปัญญาบกพร่องร่วมด้วย เป็นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค  ในรายที่เป็นมากจะไม่เข้าใจภาษากายและไม่สามารถพูดได้ แต่ถ้าเป็นน้อยอาจแค่เล่นนิ้วตัวเอง มีพฤติกรรมซ้ำ ๆ ซาก ๆ กินอาหารซ้ำ ๆ

สำหรับแอสเปอร์เกอร์เป็นออทิส ติกส์ที่เป็นน้อย ๆ เพราะฉะนั้นบางรายจึงแยกได้ยากจากเด็กปกติ เด็กบางคนอาจพูดช้าไป 1-2 ปี หรือการสื่อสารภาษากายช้า แต่ก็สามารถสื่อสารได้ บางคนมีพฤติกรรมซ้ำ ๆ ดูแปลก ๆ แต่ไม่รุนแรงอะไร บ่อยครั้งมักจะพบว่า แอสเปอร์เกอร์มีสติปัญญาระดับดี ถึงดีมาก

ถ้าแอสเปอร์เกอร์อยู่แต่บ้านก็คงไม่เป็นไร สิ่งที่เป็นปัญหา คือ เมื่อเขาไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคม ไปโรงเรียนไปเจอเพื่อน เขาอาจจะทำตัวแปลกกว่าเด็ก อื่น จนกลายเป็นตัวตลกของเพื่อน ๆ เพราะชอบแยกตัว   อยู่คนเดียว เวลาเพื่อนพูดอะไรคนอื่นขำ แต่เขาไม่ขำ   หรือเวลาคนอื่นรู้สึกโกรธแต่เขาอาจจะเฉย ๆ หรือคนอื่น  เฉย ๆ เขาอาจจะโกรธ เพื่อนส่วนใหญ่เล่นอีกอย่าง แต่เขาอาจจะไม่สนใจ โดยจะเล่นในแบบที่ตัวเองพึงพอใจเท่านั้น ซึ่งความแปลกแยกตรงนี้จะค่อย ๆ สะสมเป็นปัญหา ในที่สุดก็จะมีโอกาสเกิดพฤติกรรมและอารมณ์แตกต่างจากคนอื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ

พฤติกรรมซ้ำ ๆ ของเด็กที่เป็นแอสเปอร์เกอร์แสดงออกได้หลายรูปแบบ เช่น กินอาหารซ้ำ ๆ เล่นของเล่นซ้ำ ๆ กระเป๋าก็กระเป๋าใบเดิม ผ้าห่มก็ผืนเดิมตั้งแต่เล็กจนโตไม่ยอมเปลี่ยน ถ้าเปลี่ยนจะมีอารมณ์ อ่านหนังสือก็ต้องเล่มเดิมเท่านั้น

พฤติกรรมของเด็กแอสเปอร์เกอร์ไม่ได้มีลักษณะเหมือนกันทุกคน บางคนอาจเล่นน้ำลาย ทั้ง ๆ ที่เพื่อนขยะแขยง ไม่ชอบเขาก็รู้ แต่เปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้ พอคิดว่าตัวเองเป็นอย่างนี้ เพื่อนคงไม่ต้องการไม่รัก ก็เศร้า

จะรู้ได้อย่างไรว่าบุตรหลานเป็นแอสเปอร์เกอร์? พญ.อัมพร กล่าวว่า ส่วนใหญ่จะรู้ช้ากว่าเด็กที่เป็นออทิส ติกส์ เพราะเด็กกลุ่มนี้จะต่างจากเด็กปกติเพียงเล็กน้อย บางทีก็มีจุดโดดเด่นที่ทดแทนความแตกต่างนั้นได้ อย่างความชอบซ้ำ ๆ เด็กบางคนชอบคิดเลข ก็จะคิดเลข   ซ้ำ ๆ กลายเป็นเก่งหรืออัจฉริยะไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ใน 100 คนที่เป็นแอสเปอร์เกอร์จะต้องเป็นอัจฉริยะเสมอไป

ถามว่าจะรู้ได้อย่างไร ในวัยเด็กพ่อแม่อาจจะไม่ตระหนัก แต่พอเด็กไปโรงเรียนจะพบว่า เด็กเล่นกับเพื่อนไม่ค่อยได้ สนใจในสิ่งที่เพื่อนไม่สนใจ ไม่มีพัฒนา การตามวัยที่ควรจะเป็น คน รอบข้างอาจสังเกตจากภาษา การสื่อสาร ที่ช้ากว่าวัย  เช่น เด็กจะพูดได้ 1 คำเมื่อ 1 ขวบ และเมื่ออายุ 2 ขวบจะพูดได้เป็นประโยคแต่อาจจะไม่สละสลวย สำหรับเด็กแอสเปอร์เกอร์ไม่มากไปก็น้อยไป บางคน 1 ขวบก็ไม่พูด หรือบางคนพูดเร็วไปก็มี หรือบางคนพูดเรื่อยเจื้อยไม่ดูจังหวะจะโคนอยากพูดก็พูดไปเรื่อย ๆ

การรักษาจะเน้นการปรับพฤติกรรมทางสังคม สอนให้เด็กรู้จักเล่นกับเพื่อน ๆ โดยพ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องสอนซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเขาเข้าใจ ต้องอาศัยการดูแลอย่างใกล้ชิดทางอารมณ์และสัมพันธภาพ เพราะถ้าไม่รักษาปล่อยไปจนถึงวัยรุ่นจะมีปัญหามาก โดยเฉพาะช่วงจังหวะการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของชีวิต เช่น เข้าโรงเรียน   ย้ายโรงเรียน ย้ายห้องเรียน หรือเปลี่ยนวัยจากประถม  ไปมัธยม ดังนั้นพ่อแม่ต้องเตรียมตัวเตรียมใจรับการเปลี่ยนแปลงให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่ อยู่ข้าง ๆ ถ้าพ่อแม่ไปซ้ำเติม ไม่เข้าใจเด็กจะต่อต้าน แม้เวลาถูกขัดใจจะไม่แสดงอารมณ์รุนแรงมากเท่ากับออทิสติกส์ก็ตาม

โอกาสหายมีหรือไม่? พญ.อัมพร กล่าวว่า ต้องใช้คำว่าดีขึ้น เมื่อได้รับการรักษา เขาจะรู้จักการปรับ   ตัว ปัจจุบันแอสเปอร์เกอร์หลายคนโตขึ้นเป็นอาจารย์  ประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาถนัดก็ได้ แต่อาจจะอยู่ในภาพของ ดร.สติเฟื่อง พูดงึมงำคนเดียว รู้อยู่คนเดียว  ทั้งนี้มีหลายคนที่รู้ว่าตัวเองเป็นแอสเปอร์เกอร์ ถ้าสิ่งแวดล้อม หรือคนรอบข้างและคนในสังคมเข้าใจเขา ดูแลเขาได้ เขาก็ใช้ชีวิตตามปกติได้

แต่ก็มีแอสเปอร์เกอร์จำนวนมากไม่ได้รับการวินิจฉัยและไม่รู้ตัวเอง ดังนั้นเขาอาจจะเป็นคนที่แปลก หรือบ๊องในสายตาคนอื่น แต่ก็ถือว่าเขาไม่เป็นอันตรายกับใคร เพราะไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน บางคนก็มีครอบครัวได้ อย่างไรก็ตามโรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีแนวโน้มถ่ายทอดทางพันธุกรรม

อย่างไรก็ตามความใกล้ชิดของพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือครูจะช่วยให้เราสังเกตได้เร็ว ส่วนความรักความเข้าใจนั้น จะเป็นแรงสนับสนุนให้เด็กสามารถเรียนรู้ และปรับตัว ให้มีความสุขกับชีวิตได้ ไม่แพ้เด็กปกติทั่วไป.

นวพรรษ บุญชาญ : สัมภาษณ์

 

ปิ้งย่าง 2 ชม. เท่ากับสูบบุหรี่ 2 แสนมวนจริงหรือ 2010/08/23

วันอาทิตย์ ที่ 11 กรกฎาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > โลกสีสวย > แรงงาน-สาธารณสุข > X-RAY สุขภาพ > ปิ้งย่าง 2 ชม. เท่ากับสูบบุหรี่ 2 แสนมวนจริงหรือ.

จาก กรณีที่มีอีเมลส่งต่อกันระบุว่า ถ้าย่างอาหารนาน 2 ชั่วโมง เท่ากับสูบบุหรี่ 2 แสนมวน โดยอ้างว่าเป็นผลวิจัยโดยกลุ่มรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมของฝรั่งเศส ซึ่งลองเอาไก่มาย่างบนเตาถ่านแล้วพบว่ามันจะ สร้างสารไดออกซิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ขึ้นมาในปริมาณที่ฟังแล้วอึ้งทึ่งเสียวไปตาม ๆ กัน แถมบนเนื้อย่างยังมีสารพิษตัวอื่น ๆ แถมมาอีกหลายอย่าง เช่น สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ตัวการสร้างเซลล์ร้าย และสารพิษที่เกิดจากผงชูรสที่ถูกความร้อน จะจริงหรือมั่วชัวร์หรือไม่มาฟังคำตอบกัน
และสารพิษที่เกิดจากผงชูรสที่ถูกความร้อน จะจริงหรือมั่วชัวร์หรือไม่มาฟังคำตอบกัน

เริ่มจาก นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า ที่มาของข้อความดังกล่าวเป็นผลจากการศึกษาของกลุ่มโรแบง เดส์ บัวส์ (Robin des Bois) ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมของฝรั่งเศส ได้มีการศึกษาระบุ การย่างบาร์บิคิวนาน 2 ชั่วโมงจะปล่อยสารไดออกซินในระดับเท่ากับบุหรี่ 220,000 มวน โดยผลการศึกษาเรื่องนี้มีลงตีพิมพ์ในเว็บข่าวบีบีซี http://news. bbc.co.uk/2/hi/health/3106039.stm

ผลการศึกษาดังกล่าว ได้ศึกษาจากการย่างสเต๊กขนาดใหญ่ 4 ชิ้นใหญ่ ไก่งวง 4 ชิ้น และไส้กรอกขนาดใหญ่ 8 อัน ซึ่งในจำนวนดังกล่าวพบว่าปล่อยสารไดออกซินขึ้นสู่บรรยากาศระดับ 12-22 นาโนกรัม

นักวิจัยยังพบอีกว่า ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของสารไดออกซินในบาร์บิคิวมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 0.6-0.7 นาโนกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นจำนวนสูงถึง 7 เท่าเกินกว่าระดับที่อนุญาตให้เตาเผาขยะปล่อยควันเข้าสู่บรรยากาศ

นอกจากการศึกษาข้างต้นแล้ว หน่วยงานที่ดูแลด้านความปลอดภัยของอาหารในฝรั่งเศสยังได้วิจัยถึงความเป็นไป ได้ที่อาหารประเภทปิ้งหรือย่าง เช่น บาร์บิคิวจะก่อให้เกิดมะเร็ง โดยพบว่ามีสารประกอบไฮโดรคาร์บอนบางตัวปะปนในอาหารระหว่างกระบวนการปิ้งย่าง บาร์บิคิว

เดส์มองด์ ออง แมร์ตอง อดีตศาสตรา จารย์ประจำศูนย์ชีววิทยาทางทะเลในฝรั่งเศส หนึ่งในผู้รณรงค์ให้ตระหนักถึงปัญหาเรื่องนี้ ได้ออกมาเตือนว่า การทำบาร์บิคิวในช่วงฤดูร้อนคงไม่ได้ทำให้เกิดผลกระทบอะไร แต่ถ้าทำบาร์บิคิว 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ตลอดช่วงฤดูร้อน แล้วสูดดมควันเข้าไปหลังจากนั้นอีก 10-20   ปีต่อมาอาจเกิดผลกระทบได้

ขณะเดียวกันในเว็บข่าวของซีบีซี http://www. cbc.ca/news/background/bbq/bad-things-good-food.html ก็มีการตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับผลกระทบจากบาร์บิคิว โดยอ้างถึงสารพิษก่อมะเร็ง เช่น โพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic aromatic hydrocarbons : PAHs ) เฮ็ทเทอโรไซคลิค เอมีน (heterocyclic amines: HCAs) และสารไดออกซิน นอกจากนี้ยังมีการศึกษาของนักวิจัยมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เมาท์ไซนาย สหรัฐบอกด้วยว่ามีธาตุที่ก่อให้เสี่ยงอัลไซเมอร์จากอาหารปิ้งย่างด้วย

เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาในบ้านเราในทางลึกจึงยังไม่อยากให้ตื่นตระหนก แต่จากข้อมูลที่ได้จากฝรั่งเศสนี้ก็ถือเป็นข้อดีช่วยให้เราตระหนักและระวัง ไม่กินอะไรซ้ำ ๆ โดยหลักการกินอาหารปิ้งย่าง ควรหลีกเลี่ยงสัตว์เนื้อแดงทั้งหลายติดมัน แต่ควรทานสัตว์พวกเนื้อขาวเช่น ไก่ หรือปลาแทน เพราะแม้เนื้อแดงก็ยังมีเปลวมันผสมอยู่ ซึ่งหากนำไปปิ้งย่างแล้วรับประทานอาจทำให้เสี่ยงต่อการได้รับสารก่อมะเร็ง

นพ.กฤษดากล่าวว่า ส่วนเคล็ดง่าย ๆ ในการกินหมูกระทะและของปิ้งย่างให้อร่อยเด็ดก็แค่    ดูแลเรื่องเชื้อเพลิงที่นำมา   ย่างอาหารไม่ให้เป็นพวกไม้เฟอร์นิเจอร์เก่า หรือไม้รมยา เพราะอาจมีส่วนผสมของสารเคมี ที่เป็นอันตรายที่อาจระเหยออกมานอกจากนั้นถาดปิ้ง-เตาย่างขอให้ล้างคราบเก่า ให้สะอาดเพราะคราบเก่าเมื่อถูกปิ้งใหม่จะเป็นอันตรายกับคนกินได้ และสำหรับคนที่จะเลี่ยงไปปรุงอาหารด้วยวิธีการทอดแบบน้ำมันท่วมมีวิธีแนะนำ คือ   ให้ใช้เนื้อ 9 ส่วนผสมกับเต้าหู้หรือถั่วเหลืองสับ 1   ส่วนเพื่อลดอัตราเสี่ยงของโรคด้วย

ด้าน นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ก็มีความเป็นไปได้ว่าผู้รับประทานอาหารพวกปิ้งย่างอาจจะได้รับสารก่อมะเร็ง ชนิดต่าง ๆ แต่ไม่มีใครบอกได้แน่ชัดว่าปริมาณสารก่อมะเร็งที่ได้รับนั้นมีมากน้อยเพียง ใด และไม่ได้หมายความว่าการรับประทานอาหารปิ้งย่าง หรือบาร์บิคิว จะต้องเป็นมะเร็งเสมอไป เพราะการที่คนเราเป็นมะเร็งจะต้องรับประทานอาหารปิ้งย่างติดต่อกันเป็นเวลา นาน ๆ หลายปี มิฉะนั้นพอสื่อสารออกไปจะทำให้เกิดความตื่นตระหนกและเกิดผลกระทบกับผู้ที่ทำ ธุรกิจด้านนี้ อย่างไรก็ตามโดยหลักไม่ควรรับประทานอาหารพวกเนื้อปิ้งย่างเกิน 400-500 กรัมต่อสัปดาห์

“เรื่องสารก่อมะเร็งจากเนื้อย่างติดมันมีสารก่อมะเร็งหลายชนิดด้วยกัน ดังนั้นจึงมีข้อแนะนำว่าไม่ควร   รับประทานอะไรซ้ำ ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน การรับประทานนาน ๆ ครั้งคงไม่เป็นไร ในชีวิตประจำวันของคนเราก็ไม่รับประทานอาหารพวกนี้บ่อยนัก ขณะเดียวกันคนเราก็รับประทานผักและผลไม้ ซึ่งมีสารต่อต้านมะเร็งด้วย” นพ.ธีรวุฒิ กล่าว.

นวพรรษ บุญชาญ

 

กิน ‘ทุเรียน’ ให้เปี่ยมสุข 2010/08/23

วันอาทิตย์ ที่ 04 กรกฎาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > โลกสีสวย > แรงงาน-สาธารณสุข > X-RAY สุขภาพ > กิน ‘ทุเรียน’ ให้เปี่ยมสุข.

หลาย คนชอบกินทุเรียน แต่หลายคนไม่ชอบ บ้างก็ว่ากลิ่นเหม็น กลัวอ้วน ดังนั้นคนที่จะให้คำตอบในเรื่องนี้คงหนีไม่พ้น นพ.กฤษดา ศิราม   พุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ

นพ.กฤษดา บอกว่า ในเนื้อเหลืองอวบของทุเรียน ประกอบด้วย 3 อย่างหลัก คือ 1.แป้ง จากเนื้อเหลืองแน่นที่กินแล้วหวานมันอร่อยลิ้น 2.ไขมัน มีปนมาอยู่บ้างซึ่งมากกว่าพืชทั่วไป แต่การมีไขมันนี้ทำให้ทุเรียนมีวิตามินอีเยอะ 3.วิตามินแร่ธาตุและกำมะถัน หรือซัลเฟอร์ โดยกำมะถันตัวนี้เองคือตัวร้อน เป็นผู้ร้ายที่ทำให้เกิดอาการร้อนในและกลิ่นไร้เทียมทาน

สรรพคุณของทุเรียน มีดังนี้ 1.ช่วยฆ่าเชื้อ จากกำมะถันในเนื้อเป็น เสมือนยาปฏิชีวนะอ่อน ๆ 2.ช่วย เผาผลาญ จากความร้อนของกำมะถัน และน้ำตาลในเนื้อ 3.ช่วยระบาย จากกากที่เป็นเส้นใยยุ่บยั่บในเนื้อ

นอกจากนี้ทุเรียนยังมีฤทธิ์ไล่พยาธิได้ ด้วยกำมะถันที่รุ่มร้อนทำให้ลำไส้ไม่เป็นบ้านแสนสุขของพยาธิอีกต่อไป อีกทั้งกากใยในเนื้อที่ช่วยขัดล้างลำไส้ด้วย

ส่วนที่หลายคนสงสัยกันว่า จะกินได้มากน้อยแค่ไหนใน 1 วันหรือ 1 สัปดาห์นั้น นพ.กฤษดา บอกว่า ทุเรียนแค่พูย่อม ๆ ประมาณ 1 ขีด ให้พลังงานพอ ๆ กับกินข้าวสวยถ้วยย่อม ๆ หรือราว 150 กิโลแคลอรี ดังนั้นถ้าจะกินก็ยึดหลักไว้ไม่เกินวันละ 1 พู และใน 1 สัปดาห์ไม่ควรกินเกิน 2 พู โดยเฉพาะในรายที่ไม่ออกกำลังกาย แต่ถ้าออกกำลังกายเป็นประจำก็อาจกินได้มากกว่านั้น

ทั้งนี้ทุเรียนสุก มีน้ำตาลหวานฉ่ำอยู่แล้ว ทำให้เกิดร้อนในและอ้วนได้ การกินให้ดีคือให้จำกัดปริมาณและขออย่ากินแบบ เพิ่มหวาน นั่นคือทำน้ำกะทิ ส่วนทุเรียนกวนนั้นก็ทานได้แต่สู้กินสดไม่ได้เพราะไม่มีกากไฟเบอร์เหลืออยู่ มาก แถมเวลากวนก็ต้องผสมน้ำตาลลงไปอีกส่วนหนึ่งด้วย

ใครที่ไม่ควรกินทุเรียน? นพ.กฤษดา บอกว่า 1.คนเป็นเบาหวาน น้ำตาลและแป้งในทุเรียนจะทำให้น้ำตาลขึ้นกระฉูด 2.นักกีฬากำลังจะลงแข่ง เพราะจะทำให้เหมือนกับแบกถุงข้าวสารลงแข่งด้วย 3.คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เพราะทุเรียนมีความร้อนอาจทำให้อาการกำเริบขึ้นมา 4.เด็กเล็กและทารก เพราะกำมะถันอาจทำให้เกิดร้อนในลำไส้แปรปรวนได้ และ 5.ผู้สูงวัย กินได้แต่อย่าให้อิ่มแปร้นัก เพราะมันจะทำให้เหนื่อยง่ายไม่สดชื่นได้

แล้วใครที่ควรกินทุเรียน? นพ.กฤษดา บอกว่า ทุเรียนเป็น ราชาแห่งผลไม้ ที่จริงแล้วกินได้ทุกเพศวัย โดยอาจแบ่งตามวัยได้ดังนี้ 1.วัยรุ่น กินทุเรียนได้ดีเพราะมีธาตุอาหารให้พลังงานเยอะทั้ง 3 อย่างที่กล่าวไป 2.วัยผู้ใหญ่ กินได้แต่อย่ากินแล้วนอนเลยเพราะจะได้ความอืดมาแทนที่ ต้องมีวิธีกินแล้วตั้งกฎว่าจะออกกำลังกายต่อ ไม่อย่างนั้นได้มีโอกาสนอนพุงหลามคาหนามทุเรียนแน่ และ 3.ผู้สูงวัย ทุเรียนเนื้อสวยช่วยระบายท้องได้ดี เพราะมีกากใยสำคัญที่ปัดกวาดเศษซากอาหารในช่องท้องได้

ปัจจุบันเห็นมีการนำทุเรียนมาตำส้มตำ หรือทอด? นพ.กฤษดา กล่าวว่า บางอย่างก็ดีช่วยให้น้ำตาลไม่มากแต่บางอย่างก็น่าทำให้อ้วนหนัก เช่น ทุเรียนดิบ เนื้อแข็งขาวมีแป้งเยอะมาก อย่างทุเรียนทอดนั้นเป็นแหล่งอุดมของธาตุเค็มและแป้งกินแล้วอ้วนไม่แพ้มัน ฝรั่งทอด แต่ถ้านำมาตำส้มนั้นก็ยังพอทำเนาเพราะมีแอนตี้ออกซิแดนท์จากผัก มะเขือเทศและถั่วฝักยาวมาช่วยบวกลบกลบหนี้กันอยู่บ้าง

ท้ายนี้ขอแนะนำเคล็ดในการกินทุเรียนให้เปี่ยมสุข คือ 1.เลือกทุกเรียนห่ามจะดีเพราะมีน้ำตาลน้อย แต่ถ้าเลือกไม่ได้ก็กินทุเรียนสุก เนื่องจากงานวิจัยพบว่า ทุเรียนมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อเคอซิทิน ซึ่งเป็นตัวเดียวกับในหอมใหญ่และองุ่น ทั้งนี้พลังต้านอนุมูลอิสระของทุเรียนสุกจะมีมากกว่า มังคุด ลิ้นจี่ ฝรั่ง มะม่วง ตามลำดับ 2.ถ้าจะกินเพื่อสุขภาพก็ให้กินได้ครั้งละไม่เกิน 2 พูต่อสัปดาห์ และถ้ามื้อไหนกินทุเรียน ก็ไม่ต้องกินข้าวมาก 3.ถ้ากินทุเรียนน้ำกะทิ ขอให้อย่าใส่ข้าวเหนียวเยอะน้ำตาลแยะเพราะจะเพิ่มร้อนในหนัก 4.ขอให้กินทุเรียนกับผลไม้เนื้อเย็นน้ำเยอะ เช่น มังคุด ลองกอง แตงโมเพราะจะช่วยดับร้อนได้ดี และ 5.อย่ากินทุเรียนร่วมกับเหล้า แอลกอ ฮอล์และเครื่องดื่มบำรุงกำลังเพราะจะทำให้ยิ่งร้อนจัดขาดน้ำและช็อกได้ เนื่องจากกำมะถันในทุเรียนละลายได้ดีในแอลกอฮอล์.

 

ไขปริศนา ‘แมลง’ ที่ผิวหนัง 2010/08/23

วันอาทิตย์ ที่ 27 มิถุนายน 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > โลกสีสวย > แรงงาน-สาธารณสุข > X-RAY สุขภาพ > ไขปริศนา ‘แมลง’ ที่ผิวหนัง.

ตามที่มีคนออกมาบอกว่าผิวหนังของเขามีแมลงอาศัยอยู่ ถือเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดสำหรับคนทั่วไป ส่วนจะมีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง

รศ.พญ.พรทิพย์ ภูวบัณฑิตสิน สาขาตจวิทยา (ผิวหนัง) ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ในผู้ป่วยซึ่งมีโรค ทางกาย หรือมีปัญหาทางจิตจากการเสพยาเสพติด อาจทำให้จิตหลอนเห็นแมลงบินออกจากผิวหนังได้ แต่ผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งมีสุขภาพกายปกติแข็งแรงดี แต่เป็นโรคกลัวแมลงอาศัยบนผิวหนังทั้ง ๆ ที่ไม่มีแมลงจริง เรียกโรคนี้ว่า พาราสิโตโฟเบีย ผู้ป่วยมีความหลงผิดความรู้สึกว่ามีแมลงไต่ บนผิวหนัง ในบางรายมีภาพหลอนเป็นตัวแมลงอาศัยในชั้นผิวหนัง จากการศึกษาทางจิตวิทยาพบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้มีปัญหาทางด้านจิตใจสะสมมาแต่ วัยเด็ก เป็นคนก้าวร้าว  ย้ำคิด บางคนอาจซึมเศร้า และเกิดความหลงผิดคิดว่าผิวหนังมีแมลงอาศัย

ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมาปรึกษาแพทย์ผิวหนังด้วยอาการหลายแบบ เช่น ผู้ป่วยเข้าใจว่ามีแมลงอยู่ในร่างกายไม่มีผื่นผิวหนังแต่มาปรึกษาเรื่องชนิด แมลง ต้องการคำอธิบายจาก ผู้เชี่ยวชาญ บางรายจะนำกล่องหรือซองซึ่งบรรจุเศษขี้ไคล  หรือสิ่งที่หลุดจากผิวหนัง ที่คิดว่าเป็นแมลงหรือชิ้นส่วนของแมลงมาให้พิสูจน์ ตัวหมอเคยพบผู้ป่วย 2 ราย ซึ่งดูลักษณะภายนอกเป็นคนปกติ มีการศึกษาสูง ผู้ป่วยจะเล่าเรื่องยืดยาว ซึ่งเราจะต้องเป็นผู้ฟังที่ดี  ถ้าโต้แย้งผู้ป่วยจะไม่ไว้วางใจ หลังจากฟังประวัติการเจ็บป่วย และนำสิ่งที่ผู้ป่วยนำมาไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ สุดท้ายสรุปผลการตรวจว่าปกติ ไม่พบแมลง หรือชิ้นส่วนของแมลง ผู้ป่วยจะรู้สึกผิดหวังกับคำตอบ เพราะผู้ป่วยมั่นใจว่าต้องเป็นแมลงแน่นอน ก็เป็นเรื่องยากที่จะบอกผู้ป่วยว่ามาพบแพทย์ผิดสาขา และถ้าจะส่งไปปรึกษาจิตแพทย์ผู้ป่วยก็คงไม่ยอมรับ  ผู้ป่วยกลุ่มนี้ก็คงวนเวียนหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง  และผู้เชี่ยวชาญเรื่องแมลงไปอีกนาน

ผู้ป่วยอีกกลุ่มมีผื่นผิวหนังเป็นตุ่มรอยเกา รอยแผลจากการขุดค้นหาตัวแมลง แต่หาไม่พบ แต่ผู้ป่วยมั่นใจว่ามีแมลงอยู่เพราะอาการคันยุบยิบคล้ายแมลงไต่ มีผู้ป่วยหญิงวัยทำงาน 2 คน มาพบหมอ มีแผลที่ขาหลายแห่งจาก การขุดคุ้ย เมื่อตรวจผิวหนังอย่างละเอียดและตัดผิวหนังบริเวณรอยผื่นไปตรวจอย่างละเอียด ว่าไม่พบความผิดปกติ เมื่ออธิบายให้เข้าใจว่าเป็นเพราะความหลงผิด และแนะนำไปพบจิตแพทย์ ผู้ป่วยก็จากไปโดยไม่ทราบว่าหายเป็นปกติหรือยัง

ส่วนอีกกลุ่มเป็นผู้สูงวัยจะมาพบเรื่องผื่นคันทั่วตัว  ตรวจร่างกายพบผิวหนังแห้งและมีการอักเสบจากการเกาเกือบทั้งตัว เนื่องจากผู้ป่วยเข้าใจว่ามีแมลงจึงพยายามอาบน้ำฟอกสบู่ล้างแมลงออก ทำให้ผิวแห้งจากการใช้สบู่ขัดถู  นาน ๆ ก็ต้องตรวจร่างกายและตรวจขุยหาเชื้อหรือแมลง และอาจต้องตัดผิวหนังตรวจทางพยาธิวิทยาให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจได้ทำตามขั้น ตอนการวินิจฉัยโรค และเมื่อบอกว่าไม่พบความผิดปกติผิวอักเสบเป็นจากการเข้าใจผิด การทำความสะอาดมากเกินผิวแห้งจึงมีอาการคันยุบยิบคล้ายมีแมลงไต่ได้  แต่หลายท่านก็คงจะไม่ยอมรับ

ก็เป็นเรื่องยาก เพราะปัญหาเป็นทางจิตใจ แต่ผู้ป่วยคิดว่าเป็นปัญหาผิวหนัง จึงต้องการให้แพทย์ผิวหนังดูแล  แต่เนื่องจากยารักษาเพื่อปรับอารมณ์มีหลายแบบแพทย์ผิวหนังยังขาดความเชี่ยว ชาญ หรือถึงแม้จะทราบยารักษาคือ ยาไพโมไซด์ แต่ผลข้างเคียงหลังใช้อาจเกิดการเคลื่อนไหวของร่างกายผิดปกติต้องใช้ยาอีก ชนิดแก้ไข และบางรายหัวใจเต้นผิดจังหวะก็คงทำให้แพทย์ผิวหนังไม่กล้าสั่งยาดังกล่าว  และถ้าผู้ป่วยทราบว่ายาที่ได้เป็นยารักษาอาการจิตหลอนก็คงไม่ยอมรับประทาน และอาจโกรธได้ ดังนั้นการรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้เป็นเรื่องยากต้องใช้เวลาพูดคุยแบบสมานฉันท์ ให้ผู้ป่วยยอมรับ คงต้องให้พบทั้งแพทย์ผิวหนัง จิตแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญเรื่องแมลง ยืนยันการวินิจฉัยว่าเห็นพ้องต้องกันทั้งหมด

ด้าน นพ.ประวิตร พิศาลบุตร แพทย์โรคผิวหนัง  กล่าวว่า ผู้ป่วยหลงผิด พบได้ค่อนข้างน้อย แต่มีการสำรวจพบว่าแพทย์ผิวหนัง 84.7% เคยตรวจรักษาผู้ป่วยอย่างน้อย 1 ราย 33% มีผู้ป่วย 1-2 รายในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 28% มีผู้ป่วย 3-5 รายในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และ 20% กำลังรักษาผู้ป่วยอยู่ โดยมักจะพบผู้ป่วยในกลุ่มที่มีการศึกษาน้อยและมีเศรษฐสถานะต่ำ

การวินิจฉัยโรคต้องแยกอาการหลงผิดออกจากโรคที่มีการติดเชื้อจริง เช่น หิด เหา และโรคที่ทำให้มีอาการคันผิวหนัง เช่น โรคตับอักเสบ โรคไตเรื้อรัง โรคติดเชื้อเอชไอวี โรคต่อมไทรอยด์ โลหิตจาง ความผิดปกติของระบบประสาท และโรคทางจิตเวชบางอย่างที่อาจมีอาการเหมือนอาการหลงผิด นอกจากนี้ยาบางขนาน เช่นยาที่ใช้รักษาโรคพาร์กินสัน ก็อาจทำให้เกิดอาการหลงผิดได้

ในการตรวจทางห้องปฏิบัติการอาจช่วยให้พบโรคอื่นได้ โดยแพทย์อาจขูดผิวหนังเพื่อส่องกล้องจุลทรรศน์ ดูเชื้อหิด ตรวจผิวหนังและเส้นผมหาดูตัวและไข่เหา ตรวจดูว่ามีความผิดปกติทางระบบประสาทที่เกิดจากสารพิษ หรือการขาดวิตามิน และตรวจดูว่าเป็นโรคอื่นที่ทำให้คัน เช่น มีเหล็กน้อย เป็นโรคตับ โรคไตหรือไม่ รวมไปถึงตรวจการทำงานของตับ ต่อมไทรอยด์ ส่วนการตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคผิวหนังบางโรคที่ทำให้คัน ถ้าผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบความผิดปกติ ก็จะช่วยยืนยันให้ผู้ป่วยเข้าใจในอาการของตนเองได้มากขึ้น ในรายที่สงสัยการเสพยา อาจตรวจหาสารเสพติดร่วมด้วย

ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีลักษณะเฉพาะ คือ ไม่เข้าใจ และไม่ยอมรับความเป็นจริงของโรค จึงพบบ่อยว่าผู้ป่วยปฏิเสธการรับการตรวจรักษาทางจิตเวช ทำให้บางครั้งแพทย์ผิวหนัง หรือแพทย์เวชปฏิบัติที่ดูแลผู้ป่วยตั้งแต่เริ่มต้น ต้องให้การรักษาเอง แต่เนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้ขาดความเข้าใจในโรค ทำให้ไม่ร่วมมือในการใช้ยา ดังนั้นแพทย์ควรรับฟังปัญหาของผู้ป่วยและให้ความมั่นใจว่าจะพยายามแก้ไข ปัญหาให้ ไม่ควรย้ำหรือใช้คำพูดที่รุนแรงกับผู้ป่วยว่าเป็นโรคจิตหลงผิด.

นวพรรษ  บุญชาญ : รายงาน

 

ยืดชีวิตผู้สูงอายุด้วยการออกกำลังกายเดินทุกวัน 2010/08/23

วันอาทิตย์ ที่ 15 สิงหาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > โลกสีสวย > แรงงาน-สาธารณสุข > มองคุณภาพชีวิต > ยืดชีวิตผู้สูงอายุด้วยการออกกำลังกายเดินทุกวัน.

ผู้สูงอายุหมายถึงผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ในบ้านเราได้มีการสำรวจพบว่ามีผู้สูงอายุเกิน 10% ของประชากรทั้งประเทศ ในทางประชากรศาสตร์ถือว่า ได้เข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุแล้ว ล่าสุดพบว่ามีถึง 7.3 ล้านคน อีก 10 ปีพบว่าจะมีมากกว่าประชากรเด็ก และอีก 15 ปีจะเพิ่มเป็น 14 ล้านคน ประมาณ 20% ของประชากรของประเทศ

อีก 15 ปีข้างหน้าคนเดินมา 5 คน จะพบเป็นผู้สูงอายุ 1 คน มองในด้านบวกเป็นเรื่องที่ดีที่ปู่ย่าตายายได้อยู่ร่วมกับเรานานวันขึ้น บ้านที่มีคนครบทุกวัยเริ่มด้วยเด็ก คนเป็นพ่อเป็นแม่ไปจนถึงปู่ย่าตายาย รวมอยู่ด้วยจะสมบูรณ์อบอุ่นดี มีปัญหาอะไรก็ได้คุยปรึกษากัน ความเห็นของแต่ละวัยล้วนน่าสนใจรับฟังทั้งสิ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ย่อมรู้และมีประสบการณ์ที่จะช่วยแก้ไขให้ด้วย

ในขณะเดียวกันผู้สูงอายุก็มี เรื่องของความเสื่อม เข้ามาเกี่ยวข้อง มักมีโรคประจำตัวของแต่ละคนเช่น เบาหวาน ไขมันสูง ความดันโลหิตสูง ปวดกระดูกและข้อ สมองเสื่อม ตาหูไม่ค่อยสมบูรณ์ การทรงตัวในการเดินไม่ค่อยดี ล้วนต้องการการช่วยแก้ไขควบคุมให้เข้าที่ให้ได้มากที่สุด

โรคของผู้สูงอายุหลายแบบที่น่าสนใจ เช่น สมองเสื่อม พบถึง 12% หรือพบเกิน 8 แสนราย ผู้ที่ไม่ค่อยได้ใช้สมองจะพบมากกว่าผู้ที่ฝึกใช้สมองทุกวัน โรคเบาหวาน พบราว 15% โรคหัวใจขาดเลือดราว 4% โรคหลอดเลือดสมองตีบ 3.5% ต้อกระจก 21% ฯลฯ

อุบัติเหตุ เป็นอีกสภาวะหนึ่งที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ หกล้มเมื่อใดจะทำให้กระดูกหักง่าย โดยเฉพาะกระดูกขา ถ้าเดินไม่ได้อีกหลาย ๆ โรคจะตามมา คนไม่เดินอาหารการกินจะเบื่อ เพราะไม่ได้ออกกำลัง น้ำหนักจะลดลง เกิดแผลที่ก้น และมักพบว่าเสียชีวิตเร็วกว่าคนปกติด้วย จึงต้องระมัดระวังให้มาก พื้นต่างระดับในบ้าน ห้องน้ำต้องมีที่ยึดเกาะ พื้นลื่น สิ่งกีดขวางทางเดินไปจนถึงโรคหน้ามืด เวียนหัว ทำให้เสียการทรงตัว ตามองไม่ค่อยเห็น ต้องแก้ไขให้เรียบร้อย

มีผู้วิจัยไว้ว่า หลังอายุ 30 ปีขึ้นไป พลังงานในร่างกายคนเราจะลดลงปีละ 1% ดังนั้นผู้สูงอายุที่เกิน 60 ปี พลังงานจะลดลงเกิน 30% การออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยให้พลังงานและความเสื่อมใน ร่างกายได้ชะลอตัวลงได้

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นสพ.เดลีเทเลกราฟของอังกฤษ ได้รายงานผลวิจัยของคณะ ศ.อาลิค จาวูลค์ จากสถาบันโรคลินสกา ประเทศสวีเดน ได้วิจัยชาย 4 หมื่นคน อายุราว 45-79 ปี โดยให้เดินหรือขี่จักรยานทุกวันราว 30 นาที ติดตามผลงาน 7 ปี พบว่าเสียชีวิต 3.714 คน สรุปว่าผู้ที่ออกกำลังทุกวันแม้อย่างการเดินนี้จะรอดชีวิตมากกว่าคนทั่วไป ถึง 34%

การเดิน อาจเดินเร็วหรือเดินไปเรื่อยตามสภาวะของร่างกาย เป็นทางสายกลางสำหรับผู้สูงอายุ จะวิ่งก็จะอันตรายเรื่องข้อเพราะน้ำหนักตัวจะกระแทกลงบนข้อเข่า กระแทกทุกวัน กระดูกอ่อนที่รองรับการกระแทกก็จะเสื่อม ไม่นานเรื่องปวดข้อจะตามมา เดินไปตามธรรมดาหรือเดินเร็วไปเรื่อย ๆ ราว 30 นาที  ดูสองข้างทางไปด้วยความเพลิดเพลิน จะครบกำหนดเวลาโดยไม่รู้ตัว พอมีแรงไหวจะเดินไปเรื่อย ๆ ต่อไปอีกก็ไม่เสียหายอะไร

อันตรายข้างทาง ต้องระมัดระวังไว้ด้วย ตามถนนตามตรอก พื้นต่างระดับ หลุมบ่อ ต้องระวัง ยิ่งเป็นตอนเช้ามองไม่ค่อยเห็น หากเดินบริเวณบ้านปัญหาเหล่านี้ก็หมดไป เรื่องสุนัขระหว่างทางต้องระวังเช่นกัน หากถูกกัดจะทำให้เสียเวลาต้องไปฉีดยาเรื่องบาดทะยักและป้องกันพิษสุนัขบ้า เพิ่มไปอีก

ผลดีของการเดิน ผู้ที่ฝึกเดินประจำจะทำให้ร่างกายคล่องตัว กระฉับกระเฉงขึ้น ถ้าสังเกตให้ดี เรื่องเบาหวาน ไขมันสูง ความดันโลหิต และน้ำหนักตัวจะลดลงตามไปด้วย เป็นผลดีทำให้ได้ลดขนาดยาลงไป การเดินมักมีเพื่อนร่วมเดิน ร่วมคุย มีทุกข์สุขอะไรก็เล่าสู่กันฟัง เป็นการระบาย รับรู้ เป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน ผลทำให้สุขภาพจิตพลอยดีไปด้วย

ผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง เรามักได้ยินข่าวบ่อย ๆ โดยเฉพาะต่างจังหวัด ผู้สูงอายุมักถูกลูกหลานทอดทิ้ง ร่างกายไม่ค่อยสมประกอบ ทำงานหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้ บางคนก็ต้องเพิ่มภาระคอยดูแลลูกหลานที่ถูกทอดทิ้งไว้ให้อีก ผู้สูงอายุจึงต้องดูแลสุขภาพร่างกายไว้ให้ดี พยายามช่วยตัวเองไว้ เพื่อความอยู่รอดในบั้นปลาย การออกกำลังกายทุกวันจึงจำเป็นอย่างยิ่ง

การเดิน ถือเป็นการออกกำลังกายแบบง่าย  ที่สุดของผู้สูงอายุ จะเลือกเดินเร็วหรือเดินแบบธรรมดาได้ตามความถนัด ราวครั้งละ 30 นาที ดูเหมือนจะนาน หากได้คุยหรือทำสมาธิไปด้วย เวลาจะผ่านไปเร็วมาก ทำได้ทุกวันได้ยิ่งดี ชีวิตจะยืนยาวออกไปอย่างมหัศจรรย์.

suvit.kiatisevi@gmail.com

 

ปล่อยให้ฟันผุในเด็กเล็กระวังหลายโรคจะตามมา 2010/08/23

วันอาทิตย์ ที่ 08 สิงหาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > โลกสีสวย > แรงงาน-สาธารณสุข > มองคุณภาพชีวิต > ปล่อยให้ฟันผุในเด็กเล็กระวังหลายโรคจะตามมา.

เด็ก ฟันผุยังพบมากในประเทศไทย เป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขมาตลอด ช่องปากถือเป็นประตูแห่งสุขภาพ หากยังมีฟันผุซึ่งเป็นต้นตอของเชื้อโรคเกิดขึ้น จะกระจายออกสู่ทั่วร่างกาย บั่นทอน สุขภาพของเด็กอย่างมาก ส่งผลกระทบให้ร่างกายของเด็กเจริญเติบโตไม่เต็มที่ และแฝงไว้ด้วยโรคภัยไข้เจ็บภายในอีกหลายโรค

จากข้อมูลระบาดวิทยาของกรมอนามัยพบว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โรคฟันผุในฟันน้ำนมของเด็กไทยยังสูงและเพิ่มมากขึ้น กลุ่มอายุ 2 ขวบ พบราว 55% กลุ่มอายุ 3 ขวบ 65% ไปจนถึงอายุ 5-6 ขวบ 87% ทำให้กระทบต่อการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กไทยในระยะยาว ซึ่งโรคฟันผุนี้ถือเป็นโรคที่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ เห็นว่าประเทศทางยุโรปฟันผุในเด็กเล็กพบน้อยมาก ประเทศทางแถบสแกนดิเนเวียไม่พบเลย

ประโยชน์ของฟัน สำคัญคือการบดเคี้ยวอาหาร ให้ได้สารอาหารที่บดละเอียด ย่อยง่าย ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตไปตามวัย ให้การพูดออกเสียงได้ชัด สร้างความงามของใบหน้า ฟันน้ำนมเด็กจะเริ่มราวอายุ 6-7 เดือน จะครบเต็มที่ราว 2-3 ขวบ ราว 6 ขวบ ฟันแท้จะขึ้นตามมาไปจนถึงราว 12 ขวบ จึงขึ้นครบหมด

การเกิดฟันผุ มีปัจจัยหลักอยู่ 3 อย่างด้วยกัน คือตัวฟันเอง แบคทีเรียจากสารอาหาร และระยะเวลาที่กรดอยู่ในปากนานเท่าใด เรื่องสำคัญคือแบคทีเรียจากสารอาหาร แป้ง น้ำตาล ที่ติดค้างอยู่ในปากตามร่องฟัน ทำให้เกิดกรดในปาก ยิ่งทิ้งไว้นานจะกัดฟันให้สึกกร่อนเพิ่มขึ้น ค่อย ๆ สึกกร่อนจนถึงรากฟัน ทำให้ปวด เป็นหนอง เหงือกบวม หน้าบวม ลงท้ายต้องไปพบแพทย์เพื่อถอนออก

ฟันผุ เกิดจากนิสัยการกินไม่ถูกต้อง กินจุบจิบ และรูปแบบของอาหารที่ชอบหวาน ให้เชื้อโรคเจริญได้ดี กินแล้วไม่บ้วนปากหรือล้างปากตาม เด็กเล็กเห็นอมทอฟฟี่ ช็อกโกแลตหลับคาปากหรือคาขวดนม ระยะเวลายาวนานทำให้เชื้อจุลินทรีย์ในช่องปากเปลี่ยนน้ำตาลแลคโตสในนมและของ หวานให้เป็นกรด กัดตัวฟันให้สึกกร่อนได้อย่างดี ทำให้เกิดฟันผุในเด็กเล็ก (Early Childhood Caries)

สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ผอ.พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร มีกลุ่มงานทันตกรรม ทพญ.สิริมา โกวิทวณิชชา เป็นหัวหน้า และคณะทันตแพทย์อีก 6 ท่าน พร้อมคณะ ให้บริการทันต   กรรมกับกลุ่มเด็กเล็กไปจนถึงอายุ 15 ปี แต่ถ้าหากเป็นโรคต่อเนื่อง เช่น โรคหัวใจ ไต รักษากันมาแต่เล็กก็จะยืดไปได้ถึง 18 ปี ต่อจากนั้นจึงค่อยย้ายไปยังโรงพยาบาลทั่วไป

ทพญ.ปาริชาติ สรเทศน์ แห่งกลุ่มงานทันตกรรม ผู้มีผลงานทางด้านวิจัยและเขียนหนังสือไว้หลายเล่มเกี่ยวกับเรื่องฟันผุใน เด็ก โดยเฉพาะการป้องกันดูแลของผู้ปกครอง ให้เด็กไทยยุคใหม่ฟันแข็งแรง  ฟันไม่ผุ วัยเรียนก็ให้ฟันสวย ยิ้มใส ไปจนถึงลูกรักสุขภาพดีมีสุข อ่านแล้วได้ความรู้มาก ถ้าได้ปฏิบัติตามเชื่อว่าเรื่องฟันผุจะลดลงแน่นอน

คุณหมอได้คุยให้ฟังในวันที่ผมได้ไปเยือนที่ห้องตรวจโรคฟัน รพ.เด็ก ท่ามกลางพ่อแม่ที่พาลูก ๆ มารอกันคับคั่ง เสียงร้องของเด็กทั้งกลัวและไม่กลัวเป็นระยะ ดูแล้วการ ตรวจฟันเด็กเป็นศิลปะและจิตวิทยาอย่างสูงที่ต้องมาใช้ควบคู่ไปด้วย นอกจากฝีมือด้านการรักษาแล้ว ต้องทำให้เด็กนิ่งให้ความร่วมมืออย่างดีด้วย

คุณหมอบอกว่า โรคแทรกซ้อนของฟันผุมีมาก เริ่มตั้งแต่บริเวณใกล้เคียง จะเกิดเป็นหนองที่เหงือก ทำให้แก้มบวม ตาบวม ต่อมน้ำเหลือง บริเวณคอโต ไกลออกไป ผิวหนังอาจเป็นผื่นคันจากภูมิแพ้ หัวใจเรื่องสำคัญอาจทำให้ลิ้นหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อและยังลามไปอวัยวะ อื่นอีก ผลจากอาการปวดฟัน เคี้ยวอาหารไม่สะดวก ไม่ละเอียด ทำให้ขาดสารอาหาร เจ็บปวด นอนไม่หลับ สารพันโรคทั้งร่างกายและจิตใจ รวมถึงความต้านต่อโรคอื่น ๆ ลดน้อยลง เช่น ในเอชไอวีถ้าความต้านทานดี ภูมิคุ้มกันดีจะทำให้อายุยืนยาว

ผลเสียของการไม่มีฟันน้ำนม ฟันหน้าไม่มีทำให้พูดไม่ชัด อาจติดเป็นนิสัยไปจนโต ฟันผุทำให้มีกลิ่นปาก ที่ว่างที่ถูกถอนจะทำให้ฟันแท้ขึ้นมาบิดซ้อนกัน ทำให้บดเคี้ยวไม่ละเอียด บางท่านนึกว่าฟันน้ำนมพอถูกถอนออกไป ฟันแท้จะขึ้นมาแทนที่ทันที ฟันแท้จะขึ้นมาตามอายุ ระยะเวลาที่ว่างอยู่ไม่มีฟันรอฟันแท้ขึ้นก็จะเป็นปัญหาเรื่องบดเคี้ยว ต้องไปอาศัยส่วนที่ยังเหลืออยู่ช่วย ทำงานได้ไม่เต็มที่ ผลเสียจะตามมาเช่นกัน เรื่องการย่อยอาหารไม่สมบูรณ์

การป้องกัน ทำอย่างไรจะให้ฟันผุลดน้อยลง เป็นปัญหาใหญ่ที่หลายฝ่ายคงต้องร่วมมือช่วยกัน การเคลือบร่องฟันในเด็กเล็ก ได้ผลดีด้านป้องกันแต่ต้องเสียเงิน ทำให้กลุ่มคนยากไร้ไม่มีโอกาส ควรลดการกินจุบจิบ กินหวานบ่อย และบ้วนปาก แปรงฟันหลังอาหารหรือเมื่อเศษอาหารติดค้าง และอีกหลาย ๆ อย่างคงจะได้มีโอกาสคุยกันต่ออีก   ข้อมูลเพิ่มเติมกลุ่มงานทันตกรรม รพ.เด็ก 0-2354-8325.

นายแพทย์สุวิทย์ เกียรติเสวี

 

มะเร็งต่อมลูกหมาก ผลทางพยาธิยังแน่นอนไม่ถึงที่สุด 2010/08/23

วันอาทิตย์ ที่ 01 สิงหาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > โลกสีสวย > แรงงาน-สาธารณสุข > มองคุณภาพชีวิต > มะเร็งต่อมลูกหมาก ผลทางพยาธิยังแน่นอนไม่ถึงที่สุด.

ต่อมลูกหมาก เป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะสืบพันธุ์ชาย รูปร่างคล้ายผลลิ้นจี่ อยู่ระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับลำไส้ใหญ่ส่วนทวารหนักล้อมรอบท่อปัสสาวะส่วน ต้น มีหน้าที่คอยผลิตน้ำหล่อลื่น จะถูกขับออกมาปนกับน้ำอสุจิเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ทำให้ตัวอสุจิแข็งแรงผสมพันธุ์กับไข่ง่ายขึ้น

ธรรมชาติของต่อมลูกหมากเมื่อชายอายุเกิน 50 ปี ต่อมลูกหมากมักจะโตขึ้น หากโตธรรมดาก็ไม่มีอาการอะไร แต่ถ้าไปเบียดหรือกดท่อปัสสาวะ จะทำให้ถ่ายลำบากต้องเบ่งนานขึ้นและปัสสาวะบ่อย ถ้าเป็นไม่มากแพทย์อาจให้ยากินลดการเจริญเซลล์ต่อมลูกหมาก อาจทำให้อาการหายไป ปัสสาวะได้คล่องดังเดิม หากไม่หายกลับเป็นใหม่อีก คงต้องหาวิธีรักษาแก้ไขต่อไป

มะเร็งต่อมลูกหมาก โรคที่ชายสูงอายุกลัวกันมาก ต้องคอยระวังดูแลเรื่องนี้กันไว้เสมอ โรคนี้จะค่อยเป็นค่อยไปใช้เวลาเป็นปี ๆ ไม่รวดเร็วเหมือนมะเร็งตับ ปอด ใครที่มีปัญหาเรื่องนี้จึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจดู และวางแผนรักษากันแต่เนิ่น ๆ ว่าจะทำอย่างไรดี ซึ่งมีทางเลือกของการรักษาหลายแบบ

อาการสำคัญ เหมือนกับต่อมลูกหมากโตทั่วไป พอต่อมลูกหมากไปกดท่อปัสสาวะก็จะทำให้ถ่ายไม่สะดวก ต้องเบ่งนาน ใช้เวลานานกว่าคนปกติ และเมื่อก้อนโตรุกล้ำเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้เนื้อที่แคบลง เก็บปัสสาวะได้น้อย ทำให้ต้องถ่ายบ่อย เดินทางไปไหนต้องคอยมองหาห้องน้ำเพื่อถ่ายไว้เสมอ

สาเหตุ ยังไม่ทราบแน่นอน พวกที่อยู่ในกกลุ่มเสี่ยง คือผู้ที่อายุเกิน 50 ปีขึ้นไป มีประวัติครอบครัวพ่อแม่พี่น้องเป็นก็จะมีโอกาสเป็นมากกว่าคนทั่วไป ชาวเอเชียจะพบน้อยกว่าชาวตะวันตก ผู้ที่ชอบกินของ  มัน ๆ จากเนื้อสัตว์ สูบบุหรี่จะมีอาการเป็นมากกว่าพวกที่ชอบรับประทานปลา ผัก และผลไม้

การตรวจ แพทย์จะ ตรวจทางทวารหนัก ดูว่าต่อมลูกหมากโตมากน้อยเพียงใด ดูผิวของต่อมลูกหมากว่าเรียบหรือขรุขระ ถ้าพบแข็งขรุขระก็แสดงว่า      มะเร็งนั้นลุกลามออกมาถึงบริเวณผิวแล้ว ไม่ได้เป็น   แต่เริ่มแรก ตรวจด้วยอัลตราซาวด์ ผ่านทางทวารหนัก เพียงดูคร่าว ๆ ว่า ต่อมลูกหมากโตมากน้อยเพียงใด ยังบอกไม่ได้ว่าเป็นมะเร็งแน่นอนหรือไม่

ตรวจเลือดหา PSA ค่าของ PSA (Prostatic Specific Antigen) ค่าปกติที่บอกทั่วไปไว้ 0-4 นาโนแกรม ดูจะเป็นของทางตะวันตกไป ของทางเอเชียน่าจะอยู่ราว 4-10 นาโนแกรม เมื่อพบสูงจะบ่งบอกถึง 3 สภาวะด้วยกัน คือต่อมลูกหมากโต ต่อมลูกหมากอักเสบ และมะเร็งต่อมลูกหมาก จึงไม่ควรตกใจหากตรวจพบค่า PSA สูง มิใช่จะต้องเป็นมะเร็งแน่เสมอไป

ค่าของ PSA เท่าที่ได้ คุยและติดตามคนไข้ที่ต่อมลูกหมากโตแล้วตรวจหาค่า PSA พบว่าไม่ได้เป็นตัวเลขตายตัวว่าเท่านั้นเท่านี้จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก บางรายสูงมาก สูงที่คิดว่าน่าจะเป็นมะเร็งแน่ก็ไม่เป็น บางรายต่ำคิดว่าไม่เป็นก็ยังเป็นได้ จึงต้องตรวจชิ้นเนื้อดูผลทางพยาธิต่อไป

เอาชิ้นเนื้อตรวจ รายที่ต่อมลูกหมากโต ค่าของ PSA สูง แพทย์มักจะตรวจต่อโดยเจาะชิ้นเนื้อทางทวารหนัก ต่อมลูกหมากก้อนโต การใช้เข็มแทงคงได้ไม่ครอบคลุมหมดทุกพื้นที่ แพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้จะพอรู้ว่า ควรจะเอาชิ้นเนื้อตรงตำแหน่งใด ให้คนไข้นอนตะแคงซ้าย ใส่ยาชาเข้าทวารหนัก พอดูว่าชาแล้วจึงใส่เครื่องมือเข้าไป ลำไส้จะสะอาดจากการสวนอุจจาระมาเรียบร้อย และกินยาฆ่าเชื้อมาล่วงหน้าเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากการทำ แพทย์จะเจาะต่อมลูกหมากด้วยการยิงเข็มราว 20-30 ครั้ง แล้วส่งชิ้นเนื้อตรวจทางพยาธิดูว่าจะพบมะเร็งหรือไม่ ระยะนี้คนไข้ก็จะรอฟังผลด้วยความกระวนกระวายใจทีเดียว

นพ.นิพนธ์ ประดิษฐผล พยาธิแพทย์ รพ.ราชวิถี บอกว่า เมื่อได้ดูชิ้นเนื้อ 20-30 ชิ้นของต่อมลูกหมากที่เจาะส่งมา หากไม่พบเซลล์ที่เป็นมะเร็ง ก็จะตอบไปว่าไม่พบ แพทย์ผู้รักษาคงต้องติดตามต่อไป ชิ้นเนื้อที่ส่งมาอาจเจาะไม่ตรงกับที่เป็นมะเร็งก็ได้ และให้ข้อสังเกตว่าผู้ที่เป็นมะเร็งชนิดรุนแรงค่า PSA มักไม่ค่อยสูง พวกที่สูง ๆ หากเป็นมะเร็งมักเป็นแบบไม่ค่อยรุนแรง

นพ.พิพัฒน์ ลวางกูร สูตินรีแพทย์ รพ.ราชวิถี  ผู้มีผลงานเด่นมาตลอดเป็นผู้ที่ดูแลสุขภาพตัวเองดีมาก เป็นตัวอย่างอันดีของการเฝ้าติดตามโรคต่อมลูกหมากโต, PSA สูงกว่าปกติไม่มาก ขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ตลอด แพทย์ได้เจาะเอาชิ้นเนื้อไปตรวจครั้งที่ 1 ผลไม่พบมะเร็ง

แพทย์และคนไข้ร่วมมือกันดี ติดตามเจาะชิ้นเนื้อกันไปเรื่อย ๆ ในระยะ 4 ปี เจาะถึง 6 ครั้ง, ครั้งที่ 6 PSA ก็สูงน้อยกว่าครั้งก่อน ๆ ด้วย ผลชิ้นเนื้อพบว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะเริ่มแรก การรักษาจะได้ผลดีมาก ขณะนี้ได้รักษาแล้วอาการเข้าสู่ปกติ สุขภาพดีมาก เป็นข้อเตือนใจว่าแม้ผลชิ้นเนื้อทางพยาธิว่าไม่พบมะเร็ง ถ้า PSA ยังไม่เข้าที่ต้องคอยติดตามต่อไป

มะเร็งต่อมลูกหมากมีโอกาสพบได้ในผู้สูงอายุ ผลชิ้นเนื้อแม้จะไม่พบมะเร็งก็ต้องคอยหมั่นดูแลสุขภาพไว้ด้วย.

นายแพทย์สุวิทย์ เกียรติเสวี

 

ไปไหว้พระวัดเล่งเน่ยยี่บางบัวทองเด่นสง่า 2010/08/23

วันอาทิตย์ ที่ 25 กรกฎาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > โลกสีสวย > แรงงาน-สาธารณสุข > มองคุณภาพชีวิต > ไปไหว้พระวัดเล่งเน่ยยี่บางบัวทองเด่นสง่า.

วันหยุดผู้คนมักจะออกไปนอกเมืองหรือต่าง จังหวัดกันมาก เพื่อพักผ่อนคลายเครียดหลังจากต้องทำงานมาตลอดสัปดาห์ การออกไปเที่ยวจะมีรูปแบบต่างกันตามความชอบแต่ที่คล้าย ๆ กันอย่างหนึ่งสำหรับพุทธศาสนิกชน เมื่อพบวัดระหว่างทางมักจะถือโอกาสแวะเข้าไปไหว้พระ นมัส การหลวงพ่อเสมอ อย่างน้อยก็ทำให้จิตใจผ่องใส สบายใจ ธรรมะจะช่วยเป็นกำลังใจให้มีพลังกลับไปทำงานได้เข้มแข็งขึ้น

พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา มีพระธรรมที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนไว้เป็นหลักคำสอนสำคัญ และมีพุทธบริษัท 4 เป็นชุมชนของผู้นับถือศาสนาและศึกษาปฏิบัติตนตามคำสอน ขององค์ศาสดา เพื่อสืบทอดพระธรรมแห่งพุทธศาสนาต่อไป

ผู้ที่เข้าวัดส่วนใหญ่จะเป็นวัด นิกายเถรวาท (หินยาน) ในนิกายของศาสนาพุทธได้จำแนกออกไปเป็นมหายาน (ยานใหญ่) จะเป็นวัดที่คนไทยเชื้อ  สายจีนไปปฏิบัติธรรมกันมาก และอีกนิกายหนึ่งคือ วัชรยาน (มหายานพิเศษ)

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วมีคนมาชวนผมและคณะไปนมัสการหลวงพ่อที่วัดเล่งเน่ยยี่ บางบัวทอง ผมเคยไปที่เยาวราช ชื่อจริงของวัดคือ วัดมังกรกมลาวาส คนแน่นตลอด กลิ่นควันธูปเทียนอบอวล พอมาที่สาขาบางบัวทอง สถานที่กว้างขวางมาก เป็นวันอาทิตย์คนแน่นด้วยนักท่องเที่ยวมาคารวะหลวงพ่อกันมาก

พระคณาจารย์จีนธรรมปัญญาจริยาภรณ์ เจ้าอาวาสทั้ง 2 แห่ง บวชมา 51 พรรษา ได้บอกว่า  พระ 3 รูปเด่น ที่คนไปกราบไหว้นั่นคือ พระพุทธเจ้า จากซ้ายไปขวา พระอมิตาภพุทธเจ้า, พระศากยมุนีพุทธเจ้า และ พระไภษัชยคุรุไวทูรย์พุทธเจ้า นิกายนี้มี 7 พระองค์คือ พระอาทิพุทธเจ้า, พระไวยโรจนพุทธเจ้า, พระอักโษภยพุทธเจ้า, พระรัตนสัมภว และ พระอโมฆสิทธิ์พุทธเจ้า

พระศากยมุนีพุทธเจ้า ก็คือพระมหาสมนโคดม, เจ้าชายสิทธัตถะที่ประสูติสวนลุมพินีวันตรัสรู้ใต้ร่มโพธิ์พฤกษ์ ริมแม่น้ำเนรัญชรา (พุทธคยา) และเสด็จดับขันธ์ใต้ต้นสาละ เมืองกุสินารา เป็นองค์เดียวกับพระพุทธเจ้าทางฝ่ายเถรวาทนั่นเอง

วัดเล่งเน่ยยี่ บางบัวทอง หรือ วัดบรมราชากาญจนภิเษกอนุสรณ์ฯ สร้างเพื่อเฉลิมพระเกียรติองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเถลิงถวัลยราช ครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ให้ผู้คนได้ปฏิบัติธรรม ประกอบพิธีกรรมและเผยแผ่พุทธศาสนาฝ่ายมหายานจีนนิกาย เจ้าอาวาสบอกว่าใช้เวลาสร้าง 12 ปี เปิดมา 3 ปี มีพระภิกษุ 50 รูป ที่เยาวราชมี 200 รูป ด้านหลังเป็นเจ้าแม่กวนอิม พระโพธิสัตว์ช่วยมนุษย์ให้พ้นทุกข์ ได้มาเห็นและกราบไหว้องค์พระแล้วรู้สึกสบายใจ ทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยดีมาก ท่านผู้สนใจสอบถาม โทร.0-2571-1155

ต่อจากนั้นคณะของผมก็ได้เดินทางไปสวนกล้วยไม้ของ คุณวิโรจน์ หิรัญยปกรณ์ ที่ อ.ลาดหลุมแก้ว เนื้อที่ 40 ไร่ มีทั้งสกุลหวาย คัทลียา และแวนดา ดูลานตา ไปตอนเขาตัดเพื่อจำหน่ายพอดี เป็นงานอดิเรก อาชีพจริงขายปุ๋ย คุยสนุก วันนี้มาบริการ ให้คณะเราได้เที่ยวกันทั้งวัน สวนนี้ปลูกพันธุ์ไม้มาก อยู่ริมคลอง ร่มรื่นดี ผลไม้อื่นยังไม่ออกเหลือมะพร้าวอ่อน และแก้วมังกรทั้งชมพูและขาวได้กินกันอร่อยดี

ตลาดร้อยปีระแหง ของ อ.ลาดหลุมแก้ว เปิดมานานคนยังไม่มากนัก จะมีของพื้นบ้านทั้งของใช้และอาหารมาวางขาย พอซื้อติดมือกันมา กระยาสารทใส่น้ำอ้อยแทนน้ำตาล มะม่วงกวนตากแห้ง และมะม่วงหลายชนิด เลยไปจนถึง ตลาดน้ำลำพญา อยู่ในวัดลำพญา อ.บางเลน จ.นครปฐม คนแน่น รถแน่นเช่นเคย อาหารหลากหลายชนิด ร้านอาหารเป็นแพริมน้ำ กินไปดูปลามากมายว่ายในน้ำให้เห็นเพลินดี วัดนี้ คนจะมากราบไหว้ หลวงพ่อมงคลมาลานิมิต เป็นที่เคารพสักการะของผู้คนมายาวนาน

การเดินทางแถบ อ.บางเลน นี้ สองฝั่งถนนจะเห็นเป็นทุ่งนา สวน และป่าเป็นหย่อม เรียงรายสลับกันไป บ่งบอกถึงอาชีพของคนพื้นที่ยังทำไร่ทำสวน ปลูกพืชผักผลไม้กันอยู่ คณะได้แวะ คุ้มหม่อมไฉไล กว้างขวางมาก ต้องขอชมในความอุตสาหะที่สามารถอนุรักษ์ของมีค่าต่าง ๆ ไว้มาก เป็นบ้านเรือนไทยย้อนยุคริมน้ำ ตรงกลางจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ และเรือเอี้ยมจุ๊น เป็นที่พักของนักท่องเที่ยว ต้นไม้ไม้ดอกมากมาย ร่มรื่นดี เหมาะสำหรับผู้รักธรรมชาติได้ดูของเก่าและความสงบเงียบ

คณะเราแวะลิ้มลองพวกเครื่องดื่มบนเรือเอี้ยมนจอดริมแม่น้ำนครชัยศรีของคุ้ม นี้ธรรมชาติริมน้ำงามมาก ตอนเย็นมีชาวบ้านออกมาหาปลา ลมพัดเย็นสบายตลอด ลูกค้าบนเรือเต็ม เหมาะสำหรับการพูดคุยสังสรรค์อย่างดี

วันว่างการออกไปเที่ยวนอกเมืองเป็นทางหนึ่งของการผ่อนคลายความเครียด วัดและธรรมชาติเป็นพื้นฐานของคนไทยมายาวนาน นอกจากจะช่วยให้จิตใจผ่องใส การได้พูดคุยกับคนรู้ใจหรือเพื่อน ๆ จะช่วยให้ทุกข์น้อยลงด้วย.

suvit.kiatisevi@gmail.com

 

ผู้สูงอายุกลืนลำบากช่วยโดยให้อาหารทางหน้าท้อง 2010/08/23

วันอาทิตย์ ที่ 18 กรกฎาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > โลกสีสวย > แรงงาน-สาธารณสุข > มองคุณภาพชีวิต > ผู้สูงอายุกลืนลำบากช่วยโดยให้อาหารทางหน้าท้อง.

กลืนลำบากเป็นอาการชนิดหนึ่งของร่างกายที่ทำหน้าที่โดยกล้ามเนื้อและ ประสาทบริเวณ ลำคอ เมื่อมีอาหารหรือน้ำผ่านทางปากเข้ามา พอถึงบริเวณลำคอร่างกายจะสั่งผ่านทางสมองให้กลืน กล้ามเนื้อบริเวณคอก็จะบีบตัวให้อาหารผ่านคอไป ขณะเดียวกันกล้ามเนื้อทางเดินหายใจจะมีลิ้นไปปิด เพื่อมิให้อาหารตกไปในทางเดินหายใจ แล้วอาหารที่ร่างกายสั่งกลืนก็จะส่งไปตามหลอดอาหารสู่กระเพาะอาหาร

มีโรคหลายโรคที่ทำให้การกลืนไม่เป็นไปตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีการเสื่อมของ อวัยวะหลาย ๆ อย่าง ตั้งแต่ตัวกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่กลืนเองไปจนถึงระบบประสาทที่ควบคุม ที่พบบ่อยคือ โรคเลือดสมองตีบตัน มีผลกระทบให้สมองขาดเลือด ศูนย์การกลืนสั่งงานไม่ได้ โรคที่สมองเองได้แก่ เนื้องอก ไปกดศูนย์การกลืน โรคกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงไม่สามารถทำงานได้ ไปจนถึง โรคที่ไปอุดทางเดินของหลอดอาหาร โดยตรง ได้แก่ มะเร็งของลิ้นหรือกล่องเสียง

ผลจากกลืนลำบาก กลืนอาหารไม่ค่อยได้ ได้บ้างไม่ได้บ้าง จนไปถึงไม่ค่อยได้เลย ปัญหาแรกที่พบคือการขาดอาหารไม่เพียงพอต่อร่างกาย หายใจไม่สะดวกหรือไม่ค่อยออก สำลักอาหารหรือน้ำแล้วเข้าไปในทางเดินหายใจ ทำให้เกิดโรคปอดบวม ตัวร้อนและไอตามมา และการใส่ท่อยางผ่านลำคอจากการผ่าตัดบริเวณนั้น แล้วต้องใส่ท่อยางผ่านลำคอเพื่อให้อาหารนาน ๆ อาจทำให้กลไกของการกลืนผิดไปได้

อาการข้างเคียง เวลาคนไข้ผู้สูงอายุบ่นกลืนลำบาก ต้องคอยสังเกตอาการข้างเคียงไว้ด้วย น้ำหนักลดลง มีตุ่มก้อนบริเวณคอข้างคอหรือไหปลาร้า เพื่อประกอบการวินิจฉัยโรคอาจเป็นมะเร็งบริเวณนั้นได้

ความผิดปกติของระบบประสาท ได้แก่ พาร์กินสัน อัลไซเมอร์ อัมพฤกษ์ อัมพาต จะทำให้มีอาการกลืนลำบากได้

กายภาพบำบัด เมื่อแพทย์วินิจฉัยรู้สาเหตุแล้วว่าเกิดจากอะไร การช่วยเหลือเริ่มแรกคือการทำกายภาพบำบัด มีวิธีการที่จะช่วยให้กล้ามเนื้อของการกลืนได้กลับฟื้นตัวเร็วขึ้น พร้อมทั้งต้องเลือกชนิดของอาหารควบไปด้วย เริ่มตั้งแต่อาหารเหลวมากไปน้อย วุ้น เยลลี่ สังขยา โจ๊ก โยเกิร์ต ข้าวต้ม เนื้อปลา และค่อย ๆ แข็งขึ้นจนเข้าสู่ปกติ

การช่วยเหลือให้กลืนดีขึ้น ให้นั่งท่าตรง  ตอนกินอาหาร หลังกินอย่านอน ให้นั่งพักหรือเดินเล่น ราว 15 นาที ตักอาหารให้พอดีคำ ค่อย ๆ เคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน หากฝืดคอให้หายใจเข้าลึก ๆ แล้วดื่มน้ำตาม เลือกกินอาหารที่ย่อยง่าย อ่อนนุ่ม ยาเม็ดที่เคยกินประจำเปลี่ยนเป็นยาน้ำหรือช่วยบดให้ละเอียดจะได้ช่วยกลืน ง่ายขึ้น

การให้อาหารทางกระเพาะอาหารหรือหน้าท้อง จะใช้ในกรณีที่กลืนเองไม่ได้แล้ว และหากต้องใส่ท่อยางทางลำคอเพื่อให้อาหารเกิน 1 เดือน  ก็ควรจะเลือกใช้วิธีนี้จะปลอดภัยกว่า สมัยก่อนจะให้อาหารทางกระเพาะอาหารโดยตรงจะต้องดมยาสลบ เปิดแผลผ่าตัดทางหน้าท้อง ผ่าตัด ลงไปยุ่งยากและใช้เวลาเกินชั่วโมง มายุคปัจจุบันวิธีใหม่นี้เรียก PEG (Percutaneus Endoscopic Gastrostomy) ในต่างประเทศทำกันมา 30 ปีแล้ว ทางโรงพยาบาลราชวิถีทำมาราว 20 ปี ศูนย์ผ่าตัดทางกล้อง รพ.ราชวิถี ทีมงานที่ทำเรื่องนี้ นพ.สุกิจ พันธุ์พิมานมาศ, นพ.สุชาติ จันทวิบูลย์, นพ.ทวี รัตนชูเอก และ นพ.จีรศักดิ์ วรรณประเสริฐ

นางสำริด กรุตวงษ์ อายุ 81 ปี เป็นมะเร็ง ที่ลิ้นลุกลามไปจนถึงโคนลิ้น ทำให้กลืนลำบากมาก ทางแพทย์คิดว่าจะต้องให้อาหารทางสายยางระยะ ยาวนาน จึงได้เลือกให้ผ่านทางกระเพาะอาหาร เริ่มด้วยฉีดยาชาบริเวณหน้าท้อง ผ่าตัดแผลยาวราว     1 ซม. แล้วใช้เข็มนำเข้าสู่กระเพาะอาหาร พร้อม  ใส่กล้องเข้ากระเพาะอาหารและผ่านทางปากดูด้วย เห็นภาพชัดบนจอทีวี ใส่ท่อลงทางปากแล้วดึงออก  หน้าท้อง พญ.นับดาว ชาติรังสรรค์ ทำได้คล่องมาก ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมง ต่อไปเวลาจะให้อาหารก็จะ เป็นอาหารเหลวผ่านสายยางทางหน้าท้องสู่กระเพาะอาหาร คนไข้ที่ไม่ได้รู้รสของอาหารว่าเป็นอย่างไรเลย

การผ่าตัดผ่านทางกล้องวิธีนี้แม้จะทำกันมานาน ปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมอยู่ นพ.สุชาติ จันท วิบูลย์ ไปอังกฤษมาเมื่อ 20 ปีมาแล้ว พร้อมกับ  นำวิธีนี้มาถ่ายทอดให้ศัลยแพทย์ทีมงานและแพทย์ ฝึกหัดรุ่นต่อรุ่น นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก ผู้สูงอายุ ที่มีปัญหาเรื่องกลืนลำบากอาจทำเพียงชั่วคราว เมื่ออาการของโรคกลับฟื้นคืนมาก็เลิกกันไป หาก เป็นโรคเรื้อรังไม่หาย จำเป็นต้องให้ผ่านทางนี้ตลอด ก็สามารถฝึกให้ญาติได้ดูแลเตรียมอาหารและให้อาหารเองได้

กลืนลำบากเป็นอาการชนิดหนึ่งที่พบบ่อย ในผู้สูงอายุ เกิดจากโรคทางสมองหรือโรคหลอดเลือดที่มีผลกระทบต่อสมอง ทำให้สูญเสียการควบคุม แก้ไขโดยทำกายภาพบำบัดไปจนถึงการผ่าตัด ให้อาหารทางหน้าท้อง เพื่อช่วยให้คนไข้ได้มีคุณภาพ ชีวิตดีขึ้นมาก.

นายแพทย์สุวิทย์ เกียรติเสวี

 

การทอดกฐินช่วยให้โครงการของวัดสำเร็จเพิ่มขึ้น 2010/08/23

วันอาทิตย์ ที่ 11 กรกฎาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > โลกสีสวย > แรงงาน-สาธารณสุข > มองคุณภาพชีวิต > การทอดกฐินช่วยให้โครงการของวัดสำเร็จเพิ่มขึ้น.

งานทอดกฐินเป็นพิธีกรรมทางศาสนาอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญมาก พุทธศาสนิกชนจะรู้จักและคุ้นเคยกันดี ได้ยินและได้เคยไปร่วมในงานกันแต่เด็ก มาจนเติบใหญ่หากมีเวลาก็จะไปร่วมงานกันทุกปี ใครอยู่ใกล้ไกลชอบพอคุ้นเคยกับวัดใดก็เลือกไปตามถนัด ถือเป็นการร่วมทำบุญกุศลร่วมกัน ได้พบปะสังสรรค์และถือเป็นท่องเที่ยวไปด้วย

การทำบุญทอดกฐินถือเป็นกุศลแรงของการทำบุญ ทำได้ปีละครั้งในช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ ตามพระวินัยกำหนดไว้ตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ท่านใดที่มีจิตศรัทธาเลื่อมใสใคร่จะมาทอดกฐิน ก็ทอดได้ช่วงเวลานี้

จองกฐิน หลังเข้าพรรษาแล้ว ต้องไปนมัสการหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดที่ต้องการไว้ก่อน ว่าจะขอจองกลุ่มเดียวหรือหลาย กลุ่ม ปัจจุบันดูจะไม่จองผูกขาดกันแล้ว มักเป็นกฐินสามัคคีรวม ๆ กันไป เป็นการเปิดกว้างให้คนหลายหมู่เหล่าได้มีโอกาสมาทำบุญร่วมกันมากขึ้น ยิ่งมากเป็นพลังให้งานได้ยิ่งใหญ่เพิ่มขึ้น

เตรียมการ เมื่อเจ้าอาวาสรับรู้กำหนดวันเวลาแน่นอน ก็จะบอกไปยังชาวบ้านละแวกนั้น ลูกศิษย์ลูกหาที่สนิทสนม ใกล้ไกลก็ส่งข่าวกันไป ให้มาร่วมทำบุญ ร่วมแรงร่วมใจกันจัดอาหารเลี้ยงพระและแขกที่มาในวันงาน การได้มาทำงานร่วมกัน ทำให้ได้พูดคุย สังสรรค์กันไปด้วย ปีหนึ่งได้มาพบกัน เป็นความสุขของคนท้องถิ่นที่ได้ปฏิบัติกันเป็นประเพณีมายาวนาน

วันงาน พอถึงวันกำหนด ผู้มาทอดก็จะ   นำผ้ากฐินและเครื่องอัฐบริขารตามกำลังศรัทธา     เช่น ผ้าไตรจีวร บาตร ตาลปัตร ถ้วยชาม หม้ออะลูมิเนียม ฯลฯ มายุคนี้บางแห่งอาจเปลี่ยนไป เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มาทอด ทางกรรม การวัดจะเตรียมของให้เสร็จ ของถวายพิธีการ อาหารตอนกลางวัน การต้อนรับทุกอย่างเรียบร้อย ขออย่างเดียวให้เอาปัจจัยมาช่วยวัดด้วย ส่วนใหญ่วัดจะขาดกันหลายอย่าง หลายโครงการตั้งกันไว้นานแล้วก็ยังค้างคาอยู่

ผมมาคุยเรื่องทอดกฐินวันนี้เนื่องด้วยมีองค์กรบางแห่งอยากทอดกฐินแต่ไม่รู้ จะไปทอดที่วัดไหนดี บางกลุ่มต้องการช่วยวัดที่ฐานะไม่ค่อยดี ขาดแคลนหลายอย่างแม้กระทั่งเมรุเผาศพ บางกลุ่มก็ต้องการช่วยวัดที่พัฒนา ขยันมีกิจกรรมมาก อยากไปต่อยอดให้สมหวัง ในโครงการที่ฝันไว้ บางวัดก็ต้องการอนุรักษ์ สร้างอนุสาวรีย์ผู้ที่มีชื่อเสียง ทำประโยชน์ให้กับวัด

ผมได้ลองออกไปตามชนบท ถามความเห็นของเจ้าอาวาสหลาย ๆ วัด พอมาเล่าสู่กันฟังได้ดังนี้

เมรุเผาศพ บางแห่งก็ยังไม่ค่อยพร้อม หรือมีแต่เก่าชำรุดเพราะใช้มานาน อยากขอเพียงซ่อมหรือถ้ามีเงินมากพอก็อยากสร้างใหม่ เอาแบบใหม่ที่ทันสมัยไปเลย แบบใช้ถ่านใช้ฟืนไม่เอาแล้ว

ศาลาธรรมสังเวช เวลาจะเผาศพ เมื่อศพขึ้นเมรุ แขกต่าง ๆ ที่มาจะนั่งบริเวณด้านล่าง 2 ข้าง บางวัดที่ไม่มีศาลา จะต้องกางเต็นท์ทั้งกันแดดและฝน ซึ่งจะต้องคอยยกเข้ายกออกกันอยู่ตลอดเมื่อมีงานเข้ามา ถ้ามีศาลาจะเป็นสถานที่ถาวรให้แขกนั่ง วัดที่ไม่มีที่ไปพบคือ วัดหางน้ำหนองแขม อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ พระครูนิทานปัญญาภิรัตน์ เจ้าอาวาสรอคอยมาหลายปีแล้ว

โบสถ์ ช่วยทำกิจกรรมและพิธีทางศาสนา ราคาดูจะสูง แต่ละวัดบอกว่าจำเป็นต้องค่อยทำ   ไปตามกำลังที่มี วัดเขาบ่อพลับ อยู่กลางทุ่งนา  ของ ต.ม่วงหัก อ.พยุหะคีรี วัดเล็ก ๆ แต่พัฒนามาก ในวัดดูแล้วมีทุกอย่างแต่ขาดโบสถ์ เจ้าอาวาส พระครูนิติปัญญาวุฒิ ฝากบอกเช่นกัน 08-1971-7830 วัดนี้อยู่เชิงเขาร่มรื่นมาก เหมาะสำหรับไปทำบุญ ท่องเที่ยว มีปฏิบัติธรรม 1-7 เม.ย. และ 2-6 ส.ค.ทุกปี

อนุสาวรีย์ บางวัดอยากได้รูปปั้นของหลวงพ่อที่มีชื่อเสียง ทำประโยชน์ให้กับวัดมานาน เช่น หลวงพ่อศุขวัดมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท, หลวงพ่อกันวัดเขาแก้ว, หลวงพ่อเดิมวัดหนองโพ สำหรับวัดพระปรางค์เหลือง จ.นครสวรรค์ นั้น สร้างหลวงพ่อเงินแล้วจะไปไว้ในวิหารที่ใกล้จะเสร็จ ยังขาดปัจจัยช่วยต่อเติมวิหารให้เสร็จอยู่

อนุสาวรีย์ ร.5 พระองค์ท่านได้เสด็จประพาสต้นมาที่วัดนี้ถึง 3 ครั้ง และยังมีโครงการสร้าง ศาลาปฏิบัติธรรม อีก วัดนี้เจ้าอาวาส พระครูนิสิตคุณากร เป็นนักพัฒนา และชุมชนเข้มแข็ง แต่ก็ยังขาดปัจจัยอยู่ ท่านผู้อยากจะมาทำบุญ 08-9919-7758 ห่างจาก กรุงเทพฯ 220 กม. อยู่ริมถนนสายเอเซียตรงสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไป จ.อุทัยธานี จะได้ช่วยให้โครงการของวัดและชุมชนได้สำเร็จตามฝัน

การทอดกฐิน เป็นพิธีการทางศาสนาปีละครั้ง นอกจากจะทำให้ชาวพุทธได้มารวมตัวทำบุญ กุศลรวมกัน ปัจจัยที่มาถวายวัดยังช่วยให้โครง การต่าง ๆ ของวัดได้สำเร็จสมบูรณ์ขึ้น.

suvit.kiatisevi@gmail.com

 

รู้จักต้นไม้ดอกไม้มาก เหมือนมีเพื่อนรอบตัวไม่เหงา 2010/08/23

วันอาทิตย์ ที่ 04 กรกฎาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > โลกสีสวย > แรงงาน-สาธารณสุข > มองคุณภาพชีวิต > รู้จักต้นไม้ดอกไม้มาก เหมือนมีเพื่อนรอบตัวไม่เหงา.

ต้นไม้ดอกไม้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ อยู่รอบตัวเรา บ้านเราเป็นเมืองร้อน ความงามของธรรมชาติเหล่านี้เรามองเห็นจนชิน แต่ถ้าเราได้พิจารณาและทบทวนดู จะพบว่าภายในของธรรมชาติเหล่านี้ จะมีทั้งป่า พืช แมลง สัตว์ มาถึงมนุษย์นั้นเป็นชีวภาพที่หลากหลาย ล้วนต้องพึ่งพาอาศัยกันทั้งสิ้น

ทั่วโลกรณรงค์ปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนและประชาชนรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะช่วยลดโลกร้อน ต้นไม้ดูดอากาศเสีย ดูดความร้อน ดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นอากาศเสียเข้าไป ปล่อยก๊าซออกซิเจนออกมา ถ้าเราอยู่ใกล้จะได้ความร่มรื่น ร่มเย็น อากาศที่สดชื่น และ จะเป็นประโยชน์อย่างมากถ้าเราช่วยกันรักษาป่า ปลูกต้นไม้ทดแทนที่สูญเสียไป ธรรม ชาติที่สมดุลจะทำให้โลกมีความสุข

ต้นไม้ดอกไม้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ บ้านเราเป็นเมืองร้อนต้นไม้ดอกไม้ขึ้นง่ายอยู่แล้ว และคนก็รักธรรมชาติกันมาก บ้านที่อยู่อาศัยทั่วไปถ้ามีที่ว่างจะเห็นปลูกต้นไม้เสริมอยู่ทั่วไป มากบ้างน้อยบ้างตามเนื้อที่ที่พอมี บางแห่งพื้นที่เหลือเฟือจะเห็นสวนดอกไม้ ดอกไม้นานาชนิดลานตา แม้จะลำบากต้องคอยรดน้ำดูแล แต่ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งเมื่อมองเห็นแล้วสบายใจ ยิ่งเห็นแมลงบินว่อนไปมาโดยเฉพาะผีเสื้อ ทำให้เพลินไปด้วย

ผมมาคุยเรื่องต้นไม้ดอกไม้ในวันนี้ เนื่องจากได้พบกับ คุณฉันทนา รวมเมฆ สาวครุศาสตร์ จุฬาฯ ผู้ไปทำปริญญาเอกต่อยังสหรัฐ แล้วอยู่ต่อนาน 8 ปี ชอบต้นไม้ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมเป็นชีวิตจิตใจ กลับมาเมืองไทยก็ปลูกต้นไม้ไว้รอบบ้านราว 500 ชนิด เลยสนใจขอเขาไปดูที่บ้าน ไปเห็นแล้วต้องทึ่งที่รักต้นไม้ดอกไม้เหมือนลูกหลานทีเดียว ดูมีชีวิตมีความสุขมาก

หน้าบ้านปลูก ต้นพิกุล ไว้ ส่งกลิ่นหอมเมื่อถึงบ้าน เคยเห็นตามวัดบ่อย บางคนว่าศักดิ์สิทธิ์มีเทพเจ้าสิงสถิตอยู่ด้วย คนชอบปลูกด้วยเห็นเป็นต้นไม้ที่แข็งแรงอายุนานปี ที่สำคัญอบอวลรวยรินด้วยกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณนั้น เห็นเป็นช่อย้อยลงมามาก ดอกแก่ร่วงหล่นลงดิน ได้ไปเก็บดอกที่ร่วงหล่นก็ยังหอม ทำให้นึกถึงคำพังเพย คนที่ไม่ค่อยชอบพูดนิ่งเงียบอยู่เสมอ มักมีคนกระแหนะกระแหนว่ากลัวดอกพิกุลจะร่วงออกจากปากหรืออย่างไร ยังหาคำตอบไม่ได้อยู่

พอเข้าประตูบ้าน ต้นโปร่งฟ้า เด่นอยู่ข้างหน้า ยังไม่ออกดอก ลองเอาใบไปส่องกลางแดด จะเห็นเป็นจุดสีขาวเล็ก ๆ อยู่ไปทั่ว คงเป็นน้ำมันในใบ ได้เอาใบมาเคี้ยวดูตามคำแนะนำ หวานปะแล่มดี คนที่คอแห้ง จะช่วยให้ชุ่มคอได้ เป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ใบสด  เคยมีคนแนะให้เคี้ยวเพื่ออดบุหรี่ พอเคี้ยวไปแล้วสูบบุหรี่จะเกิดปฏิกิริยา ทำให้รสชาติบุหรี่ ที่สูบเปลี่ยนไป อยากอาเจียนไม่นึกอยากสูบบุหรี่อีก บางท่านว่าใบนี้ยังช่วยเรื่องภูมิแพ้และปวดฟัน เสียวฟันอย่างดีอีกด้วย

อ.ฉันทนา พาชมอธิบายไปเรื่อย กว่าจะครบ 500 ชนิดคงใช้เวลานานแน่ มะลิถอด น่าสนใจเพราะผมไม่เคยเห็นการสาธิตถอดออกมาเป็นชั้น ๆ คล้ายสาวถอดกระโปรง ดอกคล้ายมะลิซ้อน ใบเป็นคลื่น ดอกซ้อนกัน 5-6 ชั้นสีขาว กลิ่นหอมเหมือนมะลิสายพันธุ์อื่นทั่วไป คนชอบเอาไปร้อยพวงมาลัย ลอยน้ำดื่ม และยังเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่มาในเทศกาลวันแม่ ที่สำคัญต้องฝึกถอดออกเป็นชั้น ๆ ให้ได้ตามชื่อ จึงจะสนุกมีรสชาติไปด้วย

ดอกกรรณิการ์ เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กถึงกลาง สูงราว 2 เมตร โคนดอกเป็นหลอด ดอกเป็นช่อกลีบราว 5 กลีบ คล้ายกงจักรสีขาว ก้านดอกแดงหรือส้ม ออกดอกตลอดปี เจ้าของบอกเหมือนสาววัยรุ่นเปลี่ยนแปลงเร็วมาก 4 ทุ่มจะเห็นเป็นตุ่มที่ก้าน ตี 2 ผุดเป็นตุ่มใหญ่ออกมา และค่อย ๆ บานตลอดคืน พอเช้าจะบานสุดและค่อย ๆ ร่วงโรยหมดในตอนเย็น ออกดอกตลอดปี

ยังมีอีกหลายดอกมากมายล้วนน่าสนใจทั้งนั้น ผมนึกถึงดอกไม้กับเสียงเพลง จันทร์กะพ้อ, ช่อมาลี, นางแย้ม, ชมนาด, คัดเค้า ล้วนกลิ่นหอม คงได้คุยกันต่ออีก จากคำถามที่ว่าปลูกต้นไม้ดอกไม้มากอย่างนี้เพื่ออะไร คำตอบคือ รักชอบเหมือนลูกหลาน ไปไหนไม่ว้าเหว่ ไปเห็นที่อื่นก็รู้จักเหมือนมีเพื่อนรอบตัว กว้างไกลไปทั่ว ไม่เหงา ที่สำคัญคือสบายใจ มีความสุข กลิ่นหอมของดอกไม้ที่ลมพัดโชยมาเป็นระยะ  ผ่านประตู หน้าต่างเข้ามานั้น หอบเอาความหอมบริสุทธิ์เป็นธรรมชาติมาให้ดม ซึ่งจะต่างจากกลิ่นน้ำหอมมาก และกลิ่นหอมธรรมชาตินี้จะทำให้จิตสงบ มีความสุขมาก

ดอกไม้กลิ่นหอมมีหลายรูปแบบหอมตอนกลางวัน เย็น กลางคืน หรือหอมตลอด ล้วนเป็นเสน่ห์ทางธรรมชาติให้ผู้สนใจได้เลือกปลูกตามใจชอบ นอกจากเป็นอาหารตา เห็นความสดสวย อาหารจมูก ได้กลิ่นที่โชยมาหอมชื่นใจ ด้านจิตใจที่สงบกับธรรมชาติ และยังเหมือนได้มีเพื่อนอยู่รอบตัว ใกล้ไกลจนถึงต่างแดนทำให้ไม่เหงาและมีความสุข.

นายแพทย์สุวิทย์ เกียรติเสวี

 

มะเร็งเต้านมผ่าตัดออกใส่นมเทียมใหม่สวยด้วยใจ 2010/08/23

วันอาทิตย์ ที่ 27 มิถุนายน 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > โลกสีสวย > แรงงาน-สาธารณสุข > มองคุณภาพชีวิต > มะเร็งเต้านมผ่าตัดออกใส่นมเทียมใหม่สวยด้วยใจ.

มะเร็งเต้านมเป็นโรคหนึ่งที่นับวันได้พบมากขึ้น จากประชากรที่เพิ่มขึ้นและมีความรู้ดีสามารถค้นหาก้อนที่หน้าอกด้วยตัวเอง เร็วขึ้น ทำให้พบแต่เริ่มแรก ด้านการรักษาก็พัฒนาขึ้น หลังการรักษาอายุจึงยืนยาวและทำให้พบจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ มาเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งเต้านม พบในสตรีเป็นส่วนมาก เมื่อคลำพบแล้วหรืออาจสงสัยไม่แน่ใจอาจช่วยวินิจฉัยโดยการทำอัลตราซาวด์หรือ Mammo graphy หากรู้แต่แรกอาจตัดเฉพาะก้อนออกหรือเอาเต้านมออกเพียงบางส่วน หากพบในระยะที่ก้อนโตลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ การรักษาคงต้องตัดเต้านมข้างนั้นและต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงออก พร้อมให้การรักษาทางรังสีหรือเคมีบำบัดต่อ ผลพบว่าหลังการรักษาคนไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและอายุยืนยาวเป็นส่วนมาก

ขาดความมั่นใจ สตรีที่สูญเสียเต้านมจากการถูกผ่าตัดออก  ส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าเหมือนได้สูญเสียภาพลักษณ์ของความเป็นสตรีไป ขาดความมั่นใจในการเข้าสังคม ก่อให้เกิดปัญหาทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ จึงมักไปหาเต้านมเทียมมาเสริมใส่แทน ของต่างประเทศราคาจะสูง และบางครั้งรูปร่าง ความนุ่มนวลละมุนละไมก็ไม่เป็นแบบไทย ๆ ราคาก็สูงจึงมิอาจทดแทนให้กับทุกคนได้

โครงการจัดทำเต้านมเทียมมาเสริมให้ เท่าที่ทราบมาได้มีกลุ่มอาสาสมัครรวมตัวกันหลายแห่ง ช่วยกันทำเต้านมเทียมขึ้นมา ได้แก่ กลุ่มของ รพ.รามาธิบดี สถาบันมะเร็งแห่งชาติ รพ.ภูมิพล ฯลฯ มาจนถึงกลุ่มของ รพ.ราชวิถี ซึ่งจะได้นำมาคุยในวันนี้

โครงการอกสวยด้วยใจ เป็นของคณะทำงาน แพทย์ พยาบาล แผนกรังสี รพ.ราชวิถี ได้รวมตัวกัน พร้อมกับ พยาบาลจิตอาสา ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน พยาบาลและ อาสาสมัคร ทั้งนอกและในโรงพยาบาล ทั้งที่เกษียณราชการไปและยังทำงานอยู่ รวมทั้งคนไข้มะเร็งเต้านมหลังการรักษาและญาติ ๆ ด้วย มารวมตัวเป็นกลุ่มทำงานขึ้น

จุดประสงค์ของโครงการ ต้องการให้คนไข้และญาติได้รู้ถึงเรื่องโรคนี้ หลังการผ่าตัดรักษา การปฏิบัติตัวดูแลสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ ไปจนถึง การฝึกทำเต้านมเทียมมาเสริมใส่แทน ให้มีความรู้สึกไม่มีปมด้อย เรายังมีเต้านมครบอยู่อย่างเดิม การฝึกทำจะช่วยทำให้เรา จะได้เต้านมเทียมด้วยขนาด รูปร่าง ความอ่อนนุ่ม ตามที่เราต้องการใส่ และเมื่อใส่แล้วสบายใจด้วย

วันประชุมมวลสมาชิก ปีนี้จัดเป็นปีที่ 2 มีสมาชิกมารวมตัวเข้าสัมมนาและช่วยกันฝึกสอนให้กับคนไข้กลุ่มใหม่อย่างพร้อม เพรียง หลังจากพิธีเปิด ณ รพ.ราชวิถี ในช่วงเช้า ได้มีวิทยากร อรุณวรรณ ภักดีวัฒนา, ชวนพิศ ติวิธมไหศูรย์ และ ศรีนวล กาญจนเสถียร มาเล่าประสบการณ์ต่าง ๆ ให้มวลสมาชิกฟัง การทำเต้านมเทียมปีนี้เน้นเรื่องน้ำหนัก ตัดออกไปตอนผ่าตัดน้ำหนักเท่าใด เวลาทำเต้านมเทียมจะมีน้ำหนักเท่าที่ตัดออกไปด้วย คนไข้จะ    มีความรู้สึกว่าเต้านมที่มาเสริมใส่ใหม่นั้นเหมือน  ของเดิม

ในตอนบ่ายเป็นการฝึกสอนทำเต้านมเทียม มีคนไข้หลังผ่าตัดจากชมรมอื่นมาร่วมด้วยมาก รวมกับ คณะจิตอาสา อีกหลายท่าน ทำให้บรรยากาศในการปฏิบัติอบอุ่นเป็นกันเอง และได้ความรู้ไปด้วย คณะวิทยากร บุณยาพร ชินะโชติ, จิดาภา ด่านวิริยะกุล, สุวารีวรรณ จิระเสวกดิลก, อารยา ปานพรม และ กชชุกร หว่างนุ่ม

ผมไปเห็นการทำงานของ จิตอาสา ทำเต้านมเทียมทำกันได้คล่องมาก จุดเด่นที่ไม่เหมือนใครก็  คือ เอาเสื้อชั้นในเก่าที่จะไม่ใช้จะทิ้งแล้ว กลับเอามาใช้เป็นกรอบนอก ซึ่งจะกำหนดเป็นขนาดของเต้านมได้พอดี ตัวนมใช้ผ้าใยสังเคราะห์นุ่มเป็นไส้ ทำเสร็จแล้วลองจับดูเปรียบเทียบกับของนอก ความนุ่มแทบแยกกันไม่ออก ที่สำคัญผู้ฝึกบอกว่า ได้ใส่ใจลงไปด้วย ตามชื่อโครงการ อกสวยด้วยใจ ผู้ใช้จะไม่มีวันลืม นึกถึงผู้ทำไปตลอดว่าทำด้วยใจรัก อยากทำให้ จริง ๆ ผู้รับคงจะประทับใจไปนาน

โครงการอกสวยด้วยใจของกลุ่มแพทย์ พยาบาลรังสีรักษา รพ.ราชวิถี ได้ช่วยฝึกทำเต้านมเทียมให้กับคนไข้มะเร็งเต้านมหลังผ่าตัด โดยมีกลุ่มอาสาสมัครทั้งภายนอกและภายในมาช่วยกันมาก นอกจากได้ความรู้แล้วยังสามารถไปทำใช้เองและฝึกสอนให้กับผู้อื่นต่อไปอีก ด้วย ข้อมูลเพิ่มเติม คุณมันทนา บุญสุภา 08-9441-8243

อาหารเพื่อสุขภาพ ร้านข้าวต้มหม้อดินอยู่หัวมุมซอยอยู่เย็นหรือรามอินทรา 34 ถนนเลียบทางด่วนรามอินทรา เจ้าของ คุณศรีสุภณ ฉายศรี เรียกกันติดปากว่า แม่น้อย กลางวันขายอาหารตามสั่งปกติ พอค่ำถึงดึกจะเสริมข้าวต้มใบเตยหอมกรุ่น น่ากินเพิ่มขึ้น กับข้าวข้าวต้มเพียบพร้อม รวมทั้งผัดหมูสับกับหนำเลี้ยบ

ร้านนี้เหมาะสำหรับผู้รักสุขภาพ กินอาหารอร่อย มื้อเย็นย่อยง่าย ยังมีอาหารทะเลหลากหลายและส้มตำรสเด็ดอีกด้วย เจ้าของคุยสนุกใจถึง หากรสชาติไม่ถูกปากจะเข้าครัวปรุงเองก็ไม่ขัดข้อง ราคาก็ไม่หวือหวา ลองคุยกับเธอดูก่อนได้ แม่น้อย 08-1774-4871.

 

‘ล้างไตทางช่องท้อง ทางเลือกผู้ป่วยโรคไตวาย..ที่ต้องเรียนรู้’ 2010/08/23

วันอาทิตย์ ที่ 15 สิงหาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > โลกสีสวย > แรงงาน-สาธารณสุข > ชีวิตและสุขภาพ > ‘ล้างไตทางช่องท้อง ทางเลือกผู้ป่วยโรคไตวาย..ที่ต้องเรียนรู้’.

แม้ว่าทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และกระทรวงสาธารณสุข จะมีนโยบายช่วยให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายทุกคนสามารถเข้ารับการ รักษาบำบัดทดแทนไต ด้วยการล้างไตทางช่องท้องเป็นอันดับแรก และผู้ป่วยสามารถเบิกค่ารักษาได้เต็ม จำนวน แต่พบว่ายังมีผู้ป่วยโรคไตวายอีกจำนวน มากที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการบำบัดทดแทนไตโดยวิธี การล้างไตผ่านทางช่องท้องด้วยตนเองที่บ้าน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ คนไทยยังคุ้นเคยกับการฟอกไตผ่านเครื่องไตเทียม และมีทัศนคติเกี่ยวกับการดูแลรักษาโรคต่าง ๆ ว่าเป็นหน้าที่แพทย์หรือพยาบาล เท่านั้น

ดังนั้นหน้าที่ของแพทย์และบุคลากรการแพทย์ด้านโรคไต จึงควรเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจให้ถูกต้อง และเปลี่ยนทัศนคติใหม่ ๆ ให้กับผู้ป่วยโรคไตเช่นเดียวกับในต่างประเทศ เมื่อเร็ว ๆ นี้ แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไตในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จาก 11 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กว่า 250 คน ได้ร่วมประชุมวิชาการ “7th Asia Pacific PD University 2010” เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ในการพัฒนามาตรฐานการดูแลผู้ป่วยโรคไตที่ต้องทำการ ล้างไตผ่านช่องท้อง (PD) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลการรักษาในผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและประหยัดกว่าวิธีเดิม ๆ เพื่อที่จะส่งเสริม ให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาด้วยการล้างไต โดยวิธีนี้ให้มีอัตราที่สูงขึ้น โดยมี ศาสตราจารย์ นายแพทย์ดุสิต ล้ำเลิศกุล นายกสมาคม  โรคไตแห่งประเทศไทย เป็นประธานในการประชุมครั้งนี้ มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ ๆ เกี่ยวกับการล้างไตทางช่องท้องของแพทย์ในภูมิภาคเอเชีย และระดมความคิดเห็นว่าจะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อผู้ป่วยโรคไต เพื่อสร้างมาตรฐานการรักษาให้ทัดเทียมกัน ซึ่งในจีน ญี่ปุ่นและไต้หวัน ประสบความสำเร็จมาแล้ว จุดเด่นของวิธีนี้ก็คือ ทำให้ผู้ป่วยเป็นอิสระดูแลตนเองที่บ้านได้ ไม่ต้องเสียเงินเสียเวลาเดินทางไปฟอกเลือดที่โรงพยาบาลทุกสัปดาห์ ลดปัญหาจราจรโดยเฉพาะเหตุการณ์บ้านเมืองเราในปัจจุบัน แต่ทั้งนี้ผู้ป่วยต้องเรียนรู้วิธีการล้างไตให้ถูกต้องและใส่ใจดูแลเรื่อง ความสะอาดตนเองอย่างเคร่งครัด ก็จะช่วยลดโอกาสเรื่องการติดเชื้อลงได้

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ดุสิต ล้ำเลิศกุล ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ในอดีตผู้ป่วยโรคไตส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับการบำบัดทดแทนไตด้วยการฟอกเลือดผ่าน เครื่องไตเทียม ซึ่งผู้ป่วยต้องมาฟอกเลือดที่โรงพยาบาลหรือศูนย์ไตเทียม เป็นประจำและต่อเนื่องสัปดาห์ละ 3 วัน ทำให้ ผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องการเดินทางและเสียเวลาในการประกอบอาชีพ ส่วนการล้างไตทางช่องท้อง (PD) ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการบำบัดทดแทนไตในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะ สุดท้าย วิธีนี้ผู้ป่วยจะสามารถดูแลล้างไตได้ด้วยตนเองที่บ้าน จึงช่วยลดข้อจำกัดเรื่องเวลาที่ผู้ป่วยและญาติต้องเดินทางไปพบแพทย์ตลอดเวลา ทำให้คนไข้ได้รับความสะดวกและสามารถประกอบอาชีพอย่างคนปกติ และเพิ่มความเป็นอิสระในการดำรงชีวิตประจำวัน วิธีนี้ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์น้อยลง จึงเป็นคำตอบที่ดีอีกวิธีหนึ่งสำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย และยังเป็นคำตอบที่ดีสำหรับภาครัฐด้วย โดยช่วยรัฐประหยัดงบประมาณด้านการรักษาและช่วยลดปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทาง การแพทย์ด้านโรคไต

ขณะที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการล้างไตทางช่องท้อง จากประเทศออสเตรเลีย ศ.นพ. แมททิว โจส์ (Prof. Matthew Jose) ให้ข้อเสนอแนะว่า สิ่งสำคัญในการสร้างมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยโรคไตที่ดีเพื่อให้ได้ผลการรักษา ที่ดีคือ จะต้องมีการให้การ อบรมแก่พยาบาลอย่างสม่ำเสมอและจัดอบรมให้บ่อยครั้งขึ้น เพื่อทราบแนวทางแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดแก่ผู้ป่วยในช่วงต้นของการเริ่มใช้ วิธีการล้างไตผ่านช่องท้อง รวมทั้งการสอนถึงวิธีการล้างไตผ่านช่องท้องแก่ผู้ป่วยแบบตัวต่อตัว เพื่อให้ผู้ป่วยรู้จักการปฏิบัติตัวเองในการล้างไตผ่านช่องท้องเพื่อให้ได้ ผลดีและลดการติดเชื้อ และที่สำคัญต้องสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ป่วยว่าสามารถดูแลได้ด้วยตนเอง เพื่อให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนความเชื่อในอดีตและยอมรับในเรื่องการล้างไตผ่าน ช่องท้อง อันจะนำไปสู่การรักษาที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยไตวายและญาติ

อย่างไรก็ดี การล้างไตทางช่องท้องนี้ อาจมีข้อควรระวังในกรณีผู้ป่วยไตวายที่มีปัญหาเรื่องโรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด และผู้ป่วยโรคอ้วนร่วม ด้วย โดยจากข้อมูลของ ศ.นพ.ไซมอน เดวิส (Prof. Simon Davies) นายกสมาคมการล้างไตทางช่องท้องนานาชาติ จากประเทศอังกฤษ ได้ระบุว่า แม้ว่าการล้างไตผ่านช่องท้องอาจพบปัญหาในระหว่างการล้างไตทางช่องท้อง เช่น น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น น้ำหนักเพิ่ม การคั่งของของเหลว เป็นต้น แต่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังสามารถให้การรักษาโดยการล้างไตผ่านช่องท้องและได้ผล การรักษาที่ดีได้ เพียงแต่ญาติผู้ดูแลและผู้ป่วยต้องได้รับการฝึกสอนในการสังเกต ดูแลและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นหน้าที่ของแพทย์และพยาบาลที่ต้องให้ข้อมูลกับผู้ป่วยและญาติผู้ดูแล ในการแก้ปัญหาเหล่านั้นให้ลดลงและหมดไป ก็จะให้ผลการรักษาที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ดีเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการรักษาจะมีความก้าวหน้าและช่วยให้ผู้ป่วยโรคไตวายมีคุณภาพชีวิตดี ขึ้น แต่ทางที่ดี เราควรป้องกันไม่ให้เกิดโรคไตวายจะเป็นการดีที่สุด โดย เฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวไม่ว่าจะเป็น โรคเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสาเหตุ สำคัญของโรคไตวายเรื้อรัง ควรตระหนักถึงโรคแทรกซ้อนที่จะตามมาและหาทางป้องกันก่อนสาย การรักษาสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และดูแลเรื่องอาหาร โดยเฉพาะพฤติกรรมการกินที่เหมาะสมให้ยึดหลัก หวาน มัน เค็ม พอเพียง เพื่อการมีสุขภาพไตที่แข็งแรง หลีกเลี่ยงการเกิดโรคร้ายนี้

ข้อมูลจาก ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ประธานมูลนิธิคุณภาพ.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

‘โรคคอเสื่อม รักษาได้ ไม่ต้องผ่าตัด’ 2010/08/23

วันอาทิตย์ ที่ 08 สิงหาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > โลกสีสวย > แรงงาน-สาธารณสุข > ชีวิตและสุขภาพ > ‘โรคคอเสื่อม รักษาได้ ไม่ต้องผ่าตัด’.

เราคงหลีกหนีกฎธรรมชาติไปไม่ ได้ เรื่องความเสื่อมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุก ๆ คน โดยเฉพาะถ้าหากอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป หากแต่ว่าเราสามารถชะลอความเสื่อมสภาพไม่ให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินไป ได้

ในเรื่องของกระดูกและข้อ ถ้าความเสื่อมเกิดขึ้นที่กระดูก จะเรียกว่า กระดูกโปร่งบาง กระดูกพรุน หรือกระดูก ผุแต่หากเกิดขึ้นกับข้อต่อ จะเรียกว่า “ข้อเสื่อม” การเกิดข้อเสื่อมนั้นสามารถเกิดได้กับ ทุก ๆ ข้อต่อของร่างกายที่มีการเคลื่อนไหว ถ้าความเสื่อมที่ว่านั้นเกิดที่คอ มักจะเกิดขึ้นบริเวณหมอนรองกระดูกคอ และข้อต่อคอที่อยู่ที่ด้านหลัง เพราะทั้ง 2 ส่วน  ทำหน้าที่ช่วยให้คอเรามีการเคลื่อนไหวได้แบบ 3 ทิศทาง ทั้ง ก้ม-เงย เอียงคอ และหมุนคอ หากเราใช้ผิดวิธี เช่น ก้มหรือเงยนานเกินไปโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง จะทำให้ความเสื่อมเกิดได้เร็วขึ้น แต่เรามีวิธีที่จะชะลอความเสื่อมของหมอนรองกระดูกคอได้ ถ้าเพียง   แต่เรารู้จักปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราเสียใหม่ โดย

1. ขยับเปลี่ยนอิริยาบถ  ทุก ๆ ชั่วโมง ไม่นั่งก้มทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ เกินกว่า 1 ชั่วโมง

2. พยายามออกกำลังเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบริเวณรอบ ๆ คอ ทั้งท่าก้ม เงย เอียงคอซ้าย-ขวา หมุนคอ โดยใช้วิธีการออกแรงต้าน ซึ่งเรียกการออกกำลังกายแบบนี้ว่า “แบบเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ” (Isometric exercise), การออกกำลังกายแบบเหยียดกล้ามเนื้อตามแนวการขยับคอ 3 ทิศทาง ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้นจะเรียกการออกกำลังกายแบบนี้ว่า “การออกกำลังกายแบบเหยียด หรือ Stretching exercise”

3. หากมีอาการปวดคอมาก ๆ สามารถใส่อุปกรณ์พยุง  คอ (Soft collar) บ้างเป็นครั้งคราว โดยทั่วไปไม่แนะนำ ให้ใส่นานเกิน 1 สัปดาห์ เพราะหากใส่นานเกินไปจะเกิดภาวะกล้ามเนื้อขี้เกียจได้ เนื่องมาจากกล้ามเนื้อคอไม่มีการ   ขยับ

4. การทำกายภาพบำบัด เช่น การประคบร้อนบริเวณที่มีกล้ามเนื้อหดเกร็ง การเหยียดกล้ามเนื้อโดยการดึงคออย่างนุ่มนวลโดยนักกายภาพบำบัดที่เชี่ยวชาญ

5. การออกกำลังกาย เช่น การว่ายน้ำ การทำโยคะ เป็นการช่วยยืดกล้ามเนื้อ  และช่วยสร้างสมดุลของคอ การทำงานของกล้ามเนื้อรอบ ๆ คอและไหล่ และสามารถเพิ่มระดับความทนทานต่อความปวดได้ดีขึ้น

ในรายที่มีอาการปวดเรื้อรังเกินกว่า 3 เดือน และมีอาการปวดคอร้าวลงหัวไหล่ แขน มือ หรือมีอาการชาร่วมด้วย ปัจจุบันมีนวัตกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่ 2 ทางเลือก เหมาะสำหรับรักษาผู้ป่วยที่มีอาการคอเสื่อมเรื้อรังและไม่อยากผ่าตัด วิธีแรกเรียกว่า “การฉีดยาต้านการอักเสบที่เส้นประสาท หรือ Selective Nerve Root Block (SNRB)” และอีกวิธีหนึ่งเรียกว่า “การฉีดยาต้านการอักเสบเข้าไปที่ช่องสันหลังที่เส้น ประสาทมีการอักเสบ หรือ Epidural Spinal Injection (ESI)” ซึ่งตัวยาจะเข้าไปช่วยในการระงับการอักเสบของ หมอนรองกระดูก และเส้นประสาทที่คอ สามารถลดอาการปวดได้เป็นอย่างดี ข้อดีของการฉีดยาระงับการอักเสบ ของหมอนรองกระดูกคอนี้คือ ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้เลยหลังจากฉีดยาเสร็จ โดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ส่วนตัวยาที่ใช้จะเป็นยาต้านการอักเสบแบบสเตียรอยด์ (Steroids) ผสม  ยาชาเฉพาะที่ ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่มีฤทธิ์แรงพอที่จะลดอาการอักเสบของเส้นประสาทที่หมอนรองกระดูกคอได้ ทำให้อาการปวดคอทุเลาลงมากกว่า 50-70% ทีเดียว

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์จิระเดช ตุงคะเศรณี ศูนย์กล้ามเนื้อกระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 2.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

แนวทางส่งเสริมพัฒนาการและส่งเสริมศักยภาพเด็ก 2010/08/23

วันอาทิตย์ ที่ 01 สิงหาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > โลกสีสวย > แรงงาน-สาธารณสุข > ชีวิตและสุขภาพ > แนวทางส่งเสริมพัฒนาการและส่งเสริมศักยภาพเด็ก.

ปัญหาเด็กไทยไอคิวต่ำกว่ามาตร ฐาน ยังคงเป็นปัญหามาช้านาน โดยจากผลสำรวจสุขภาพของประชาชนไทยใน 21 จังหวัด ครั้งที่ 4 ตั้งแต่ปี 2551-2552 โดยสำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย ในกลุ่มตัวอย่างอายุ 1-14 ปี จำนวน 9,000 คนในเรื่องการพัฒนาการทางสมอง พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า เด็กที่มีเชาวน์ปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยมาตรฐาน (ไอคิวมาตรฐานอยู่ที่ระดับ 90) มีอัตราสูงถึง 1 ใน 4 หรือคิดเป็นร้อยละ 25 ส่วนเด็กไอคิวปกติอยู่ที่ร้อยละ 40 และเด็กไอคิวเกินมาตรฐานสามารถแบ่งเป็นสมองดีร้อยละ 12 ฉลาดร้อยละ 3 และอัจฉริยะร้อยละ 2

แต่ปัญหาที่น่าตกใจยิ่งกว่าของเด็กไทยในปัจจุบัน คือปัญหาของเยาวชนไทยนับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว สังเกตได้จากการรายงานข่าวไม่เว้นแต่ละวัน เช่น การก้าวร้าว การฆ่าตัวตาย เผาโรงเรียน ติดเกม และการหนีเรียน เป็นต้น ซึ่งที่กล่าวมาเป็นปัญหาเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ปัญหาดังกล่าวอาจไม่เกิดขึ้นหากเรามุ่งเสริมสร้างพัฒนาการที่สมบูรณ์ทั้ง ทางด้านร่างกาย และด้านอารมณ์ควบคู่กันไปตั้งแต่วัยเยาว์ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พญ.วรีรัตน์ ยมจินดา กุมารแพทย์หัวหน้าศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 3 ให้ความเห็นว่าการเลี้ยงลูกเป็นทั้ง “ศาสตร์” และ “ศิลป์” และคำพูดที่ว่า “ความฉลาดของลูกสร้างได้” นั้นเป็นความจริง ดังจะเห็นได้จากวิธีการเลี้ยงลูกที่ต่างกัน ย่อมจะส่งผลต่อพัฒนาการด้านต่าง ๆ ที่ต่างกัน ปัจจุบันพบว่าเด็ก ๆ มีปัญหาการพัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจและอารมณ์เป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถสังเกตได้จากการที่มีปัญหาเกี่ยวกับเด็กเกิดขึ้นมากมาย เช่น เด็กเอาแต่ใจ มีพฤติกรรมก้าวร้าว เด็กไม่ยอมพูดเมื่อถึงวัยอันควร ติดเกม เด็กหนีเรียน เป็นต้น ซึ่งสาเหตุของปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้อง

สำหรับการตรวจและคัดกรองเด็กที่อาจมีปัญหาด้านพัฒนาการต่าง ๆ จึงมีความสำคัญในการช่วยปรับแนวทางในการเลี้ยงดูให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน ตลอดจนการสร้างความรู้ และทำความเข้าใจที่ถูกต้องแก่พ่อแม่ผู้ปกครองในการเลี้ยงดูลูกก่อนจะเกิด ปัญหา ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการส่งเสริมพัฒนาการของลูกน้อยสามารถเริ่มได้ตั้งแต่ ลูกน้อยยังอยู่ในครรภ์

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงอมรรัตน์ ภัทรวรธรรม กุมารแพทย์ด้านอารมณ์และปรับพฤติกรรมเด็ก ศูนย์ส่งเสริมพัฒนา การเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 3 เปิดเผยว่า ลูกน้อยในช่วงแรกเกิด จนถึง 3 ขวบเป็นช่วงที่พัฒนาการทางด้านร่างกาย และอารมณ์พัฒนาไปอย่างรวดเร็วที่สุด ดังนั้นเวลาดังกล่าวจึงถือเป็นช่วงสำคัญของชีวิตลูกน้อย พ่อแม่จึงควรดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดสม่ำเสมอ รวมทั้งพ่อแม่สามารถช่วยส่งเสริมพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ สังคมและด้านคุณธรรม ด้วยการดูแลสุขภาพลูกน้อยโดยให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี พักผ่อนอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ยังควรเน้นด้านการส่งเสริมทักษะเพื่อพัฒนาความคิด การเตรียมความพร้อม เสริมสร้าง และเพิ่มศักยภาพกระบวนการเรียนรู้ โดยใช้การเล่น ผสมผสานประสาทสัมผัสทั้ง 5 และการฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กและใหญ่ เป็นต้น

จากปัญหาทางด้านพัฒนาการต่าง ๆ ของเด็กไทย พบว่า ปัญหาพัฒนาการทางด้านภาษาล่าช้า เป็นปัญหาที่พบมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง โดยพัฒนาการด้านภาษาเป็นสิ่งที่เด็กจะต้องเรียนรู้จากการเลี้ยงดู และอาศัยการเลียนแบบจากบุคคลใกล้ชิด ซึ่งพ่อแม่เด็กที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือ และส่งเสริมให้ลูกน้อยนำไปใช้ในการสื่อสารได้ถูกต้องเหมาะสม โดยพ่อแม่สามารถช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านภาษาแก่ลูกน้อยด้วยวิธี ง่าย ๆ ดังนี้

l ควรพูดในสิ่งที่เด็กกำลังสนใจอยู่ ในเหตุ การณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันจะให้เด็กเรียนรู้ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ดีเมื่อเสียงที่ได้ยินตรงกับสิ่งที่เด็กกำลังให้ความสนใจ เช่น เมื่อเด็กกำลังสนใจเล่นรถ พ่อแม่คุยบรรยายลักษณะการเล่นนั้น แต่เน้นคำบางคำ ที่คุณพ่อคุณแม่ลองสอนก่อน เพื่อให้เด็กจำง่ายก่อน เช่น “บรื้น ๆ” “รถ”   หรือ “ไป” เป็นต้น

l ฝึกให้เด็กเข้าใจตามคำสั่ง ที่ในช่วงแรกเด็กอาจไม่เข้าใจ โดยจับมือเด็กทำ พร้อม  กับพูดไปด้วย จะช่วยให้เด็กเข้าใจในสิ่งที่พ่อแม่พูดได้ดียิ่งขึ้น

l ในเด็กที่กำลังหัดพูด เด็กจะใช้ภาษาของตัวเอง ให้พ่อแม่พยายามคาดคะเนว่า เด็กหมายความว่าอย่างไร แล้วพูดแทนเด็ก เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ภาษาพูดที่ใช้ในการสื่อความหมายได้อย่างถูกต้อง

l คำที่เด็กจะหัดพูดได้ง่ายในระยะเริ่มแรก ได้แก่เสียง พยัญชนะ ม,พ,บ,ป  เป็นต้นเด็กจะพยายามพูดตามพ่อแม่เพื่อเลียนแบบ คุณพ่อคุณแม่จึงควรพูดย้ำซ้ำ ๆ จนเด็กสามารถพูดได้เองอย่างถูกต้องในที่สุด

l ควรงดการดูโทรทัศน์หรือภาพเคลื่อนไหวทุกชนิด โดยเฉพาะ 2 ขวบปีแรก เพราะเด็กไม่สามารถเรียนรู้ภาษาจากโทรทัศน์ได้ (ฟังได้ยิน แต่ไม่เข้าใจ) ผู้เลี้ยงดูควรพูดคุยเล่นกับเด็ก เพื่อส่งเสริมพัฒนา การทางภาษา เช่น การใช้ภาษาของเด็กให้ทัน  แต่ละวัยของเด็ก อาจใช้สื่อที่ดีกว่าโทรทัศน์ เช่น ของจริง รูปภาพ หรือนิทาน

จะเห็นได้ว่าการส่งเสริมพัฒนาการเด็กมีความละเอียดซับซ้อน แต่หากพ่อแม่ปล่อยปละละเลยพัฒนาการของลูกน้อยในช่วงสำคัญนี้ อาจก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆพอกพูนสะสมขึ้นจนกลายเป็นปัญหาที่ยากจะแก้ไขในวันข้างหน้า แต่ในทางตรงข้ามถ้าพ่อแม่มีความรัก ความเข้าใจและความมุ่งมั่นแล้ว การส่งเสริมพัฒนาการของลูกน้อยให้มีความสามารถเต็มศักยภาพก็เป็นสิ่งที่ทำ ได้ไม่ยากเกินไป เริ่มตั้งแต่วันนี้ก่อนที่จะสายเกินแก้

ข้อมูลจาก ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนา นนท์ ประธานมูลนิธิคุณภาพ.