ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ช่วยลำไยราคาตกต่ำ 2012/05/28

http://www.dailynews.co.th/agriculture/116199

วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

รายงานจาก คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ว่าได้มีมติเห็นชอบ แผนป้องกันและแก้ไขปัญหาลำไยในปี 2555 ระยะเวลาดำเนินการ 1 ก.ค.–30 ก.ย. 55 เพื่อเตรียมขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ก่อนที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาดและกระทบต่อราคาขายของเกษตรกร

สำหรับโครงการป้องกันแก้ไขปัญหาลำไย ปี 2555 นั้นมีเป้าหมายในการบริหารจัดการผลผลิตจำนวน 121,950 ตัน หรือคิดเป็น  26.1% ของผลิตลำไยในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน และลำปาง จากที่คาดว่ามีผลผลิตรวมในปี 2555 ทั้งสิ้น 467,169 ตัน คิดเป็นวงเงินจ่ายขาด 145.845 ล้านบาทเพื่อดำเนินการ 3 มาตรการ คือ มาตรการที่ 1 กระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต โดยสนับสนุนเงินจ่ายขาดค่าขนส่งและค่าการตลาดเหมาจ่าย ในอัตรากิโลกรัมละ 2.50 บาท แบ่งเป็นค่าขนส่ง 1.50 บาท และค่าการตลาดเหมาจ่าย 1.00 บาท ให้แก่สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อกระจายผลผลิตไม้ผลสู่ตลาดปลายทาง เป้าหมายการผลิต 30,900 ตัน วงเงินจ่ายขาด 77.250 ล้านบาทมาตรการที่ 2 ส่งเสริมการแปรรูป เป้าหมายผลผลิต 91,050 ตัน วงเงินจ่ายขาด 40.965 ล้านบาท โดยสนับสนุนเงินชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ให้แก่ สถาบันเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน มาตรการที่ 3 การประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการบริโภคลำไย วงเงินจ่ายขาด 25.5 ล้านบาท โดยประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการบริโภคลำไยภายในประเทศ โดยดำเนินการจัดงานเทศกาลลำไยในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวแหล่งใหญ่ และประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการบริโภคลำไยในต่างประเทศ ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย จีน และเกาหลีใต้ ทั้งนี้ จะบูรณาการในการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการบริโภคร่วมกับโครงการแก้ไขปัญหาผลไม้ภาคใต้ปี 2555 ด้วย

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งนำเสนอมาตรการโครงการป้องกันแก้ไขปัญหาผลไม้ภาคใต้ และโครงการแก้ไขปัญหาลำไยปี 2555 เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก คชก. ให้ทันต่อฤดูผลไม้ทั้งสองแหล่งผลิตที่จะออกสู่ตลาดโดยเร็วต่อไป.

 

กรมอุทยานฯเดินหน้าทวงคืนผืนป่า 2012/05/28

http://www.dailynews.co.th/agriculture/116200

วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

นายเริงชัย ประยูรเวช รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในฐานะ ผอ.ศูนย์อำนวยการหน่วยเคลื่อนที่เร็วเพื่อการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เปิดเผยว่า ตั้งแต่นายดำรงค์ พิเดช อธิบดีฯ สั่งการให้สำนักงานป้องกัน ปราบปรามและควบคุมไฟป่า ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเดินหน้าทำงานแก้ปัญหาการรุกพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติทับลานอย่างต่อเนื่องจนได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายสมเกียรติ ชั้นบุญใส หัวหน้าสำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปราม ที่ 2 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่อุทยานทับลาน ว่าภายหลังเข้าไปดำเนินการไป 2   ครั้ง

นายเริงชัย กล่าวต่อว่า ครั้งแรกช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา จับกุมผู้กระทำผิดได้ 151 คดี จับกุมผู้ต้องหาได้ 1 คน ยึดพื้นที่ป่าคืนได้ 2,086 ไร่ 3 งาน 68 ตารางวา และมีสิ่งปลูกสร้างบ้านพัก 1,128 หลัง ครั้งที่ 2 เข้าไปดำเนินการช่วงเดือน เม.ย. ถึง 10 พ.ค.ที่ผ่านมา พบว่ามีการจับกุม 104 คดี ได้ผู้ต้องหา 1 ราย ยึดพื้นที่คืนได้ 1,333 ไร่ สิ่งปลูกสร้างบ้านพัก 839 หลัง โดยภารกิจหลักของกรมฯ คือเข้าไปอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทำความเข้าใจกับประชาชนให้ทราบถึงกฎหมายที่ถูกต้องหลังจากที่มีการปล่อยปละละเลยกันมานาน และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเพื่อคืนพื้นที่สู่ป่าอย่างสมบูรณ์ต่อไป อย่างไรก็ตามหลังการดำเนินการที่ป่าทับลานแล้วนั้น ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบพื้นที่ที่มีการบุกรุกยึดครองพื้นที่ป่าที่ใดอีกบ้าง เพื่อดำเนินการจับกุมและนำป่าคืนสู่ประเทศต่อไปโดยจะนำมาตรการทับลานโมเดลไปใช้ใน พื้นที่อื่น ๆ ด้วย.

 

กองทุนหมุนเวียนเครื่องจักรกลเกษตร 2012/05/28

http://www.dailynews.co.th/agriculture/116201

วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการเพื่อขอรับความช่วยเหลือจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เสนอให้ความช่วยเหลือโดยผ่านทางศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในรูปแบบของเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรหลังน้ำลด ซึ่งเครื่องจักรกลการเกษตรดังกล่าวเป็นของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง

ประกอบด้วยเครื่องจักรกลทางการเกษตร 3 ประเภท ได้แก่ รถแทรกเตอร์ไถนาแบบนั่ง รุ่น Manual Tractor GN 151 จำนวน 80 คัน รถไถนาแบบเดินตาม รุ่น Cultivator LZ318 จำนวน 120 คัน และรถบรรทุกแบบ Multi-function Tractor LW ขนาดบรรทุก 4 ตัน จำนวน 10 คัน รวมมูลค่า 2 ล้านหยวน หรือประมาณ 10 ล้านบาท โดยเครื่องจักรกลการเกษตรดังกล่าว นำเข้ามาถึงประเทศไทยเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในลักษณะของชิ้นส่วนถอดประกอบ กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้ขอความร่วมมือจากวิทยาลัยการอาชีพกาญจน ภิเษกหนองจอก ส่งนักศึกษาเข้าร่วมประกอบชิ้นส่วนกับเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อให้เครื่องจักรกลดังกล่าวสามารถใช้งานและส่งมอบให้กับขบวนการสหกรณ์ได้

สำหรับการพิจารณามอบเครื่องจักรกลการเกษตรกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้พิจารณาสหกรณ์การเกษตรที่อยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา และมีพื้นที่ทำนาต่อกลุ่มสมาชิกจำนวน 500-1,000ไร่ รวม 10 สหกรณ์ จาก 7 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดปทุมธานี ลพบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ สิงห์บุรี อ่างทอง และสุพรรณบุรี ทั้งนี้ เพื่อความเหมาะสมกับประสิทธิภาพของเครื่องจักร ในลักษณะกลุ่มสมาชิกบริการรับจ้างทำนา โดยเครื่องจักรกลที่รับมอบในครั้งนี้จะดำเนินการในลักษณะเป็นกองทุนหมุนเวียน เพื่อสร้างเครื่องจักรกลการเกษตรให้กับสหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์จะให้สมาชิกเช่าซื้อในราคาทุน โดยปลอดดอกเบี้ย และสามารถผ่อนชำระคืนภายในเวลา 3-5 ปี

ซึ่งการให้บริการเครื่องจักรกลของกลุ่มสมาชิกดังกล่าว จะต้องกำหนดอัตราค่าบริการต่ำกว่าราคาตลาดไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ทั้งนี้ เงินที่ได้รับกลับเข้ามาในกองทุน สหกรณ์จะนำไปจัดหาเครื่องจักรกลชุดใหม่มาให้สมาชิกที่มีความต้องการต่อไป.

 

ชลประทานเดินหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วม – ทิศทางเกษตร 2012/05/28

http://www.dailynews.co.th/agriculture/116203

วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ในพื้นที่ภาคเหนือ ว่ายังสามารถรองรับน้ำในช่วงฤดูฝนนี้ได้อีกกว่า 12,700 ล้านลูกบาศก์เมตรอาทิ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีปริมาณน้ำ 6,278 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 47 ของความจุอ่างฯ สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 7,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำ 4,693 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 49 ของความจุอ่างฯ สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 4,800 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จ.เชียงใหม่ มีปริมาณน้ำ 126 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 48 ของความจุอ่างฯ

สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 130 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนกิ่วคอหมา จ.ลำปาง มีปริมาณน้ำ 86 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 51 ของความจุอ่างฯ สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 80 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก มีปริมาณน้ำ 276 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 29 ของความจุอ่างฯ สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 660 ล้านลูกบาศก์เมตร

สำหรับมาตรการในการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมปี 55 ล่าสุด นายเลิศวิโรจน์  โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการตามแผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาอุทกภัยระยะเร่งด่วน ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกว่า ขณะนี้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยพื้นที่ทั้ง 2 จังหวัดดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักชลประทานที่ 3 ซึ่งมีทั้งหมด 7 โครงการ    ประกอบด้วย โครงการปรับปรุงประตูน้ำบางแก้ว พื้นที่ ต.บางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก เพื่อเพิ่มปริมาณการระบายน้ำในพื้นที่ อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ลงมาถึงอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลกได้มากขึ้น โครงการขุดลอกคลองเมม-คลองบางแก้ว พื้นที่ ต.บางระกำ ต.ท่านางงาม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก โครงการนี้จะเพิ่มปริมาณการระบายน้ำในพื้นที่ อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ลงมาถึงอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เช่นเดียวกัน

โครงการแก้มลิงบึงขี้แร้งพร้อมอาคารประกอบ พื้นที่ ต.บางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก โดยขุดลอกบึงพื้นที่ ประมาณ 167 ไร่ เพื่อบรรเทาน้ำท่วม อ.บางระกำ ในช่วงที่เกิดอุทกภัยและเป็นแหล่งน้ำในช่วงฤดูแล้งโครงการการขุดลอกคลองกล่ำ พื้นที่ ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก เพื่อบรรเทาน้ำท่วม อ.บางระกำ ในช่วงที่เกิดอุทกภัย และเป็นแหล่งน้ำในช่วงฤดูแล้ง

โครงการการขุดลอกคลองเกตุ พื้นที่ ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก เพื่อบรรเทาน้ำท่วม อ.บางระกำ ในช่วงที่เกิดอุทกภัย และเป็นแหล่งน้ำในช่วงฤดูแล้ง เช่นเดียวกัน โครงการขุดลอกคลองระบายน้ำ 4 สาย อยู่ใน พื้นที่ ต.มะต้อง ต.ดงประคำ อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เพื่อช่วยลดผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ได้ไม่น้อยกว่า 10,000 ไร่  และโครงการขุดลอกคลองระบายน้ำ5 สาย ในพื้นที่ อ.ตะพานหิน อ.โพทะเล อ.บางมูลนาก และ อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ รวมความยาวกว่า 41 กิโลเมตร เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังพื้นที่เพาะปลูกในพื้นที่ลุ่มต่ำ ประมาณ  53,265  ไร่

นอกจากนี้ยังมี โครงการขุดคลองระบายน้ำ DR 15.8 ซึ่งเป็นการผันน้ำจากแม่น้ำยมลงสู่แม่น้ำน่าน ตั้งแต่จังหวัดสุโขทัยลงมา เพราะลำน้ำยมช่วงระหว่างอำเภอกงไกรลาศ ถึงอำเภอบางระกำจะมีสภาพคดเคี้ยว และแคบทำให้เป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำ โครงการนี้จะช่วยระบายน้ำให้ไหลได้เร็วยิ่งขึ้นอีกด้วยอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า โครงการตามแผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาอุทกภัยระยะเร่งด่วน ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดพิจิตรดังกล่าว เป็นการดำเนินงานภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แผนปฏิบัติการในระยะเร่งด่วนและร่างแผนปฏิบัติการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำแบบบูรณาการและยั่งยืน ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.)

โดยมีเป้าหมายเพื่อลดระดับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำท่วม เพื่อให้ปัญหาอุทกภัยที่ยากแก่การคาดการณ์มีผล กระทบต่อเศรษฐกิจ และสังคมน้อยที่สุด.

 

ปลูกข้าวหนีน้ำท่วมลดความเสียหาย 2012/05/24

http://www.dailynews.co.th/agriculture/116230

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม 2555 เวลา 11:47 น.

วันนี้ (24 พ.ค.) ที่สำนักงานเกษตรอำเภอฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ นายสุดใจ  บัวลอย เกษตรอำเภอฆ้องชัย กล่าวว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอฆ้องชัย เป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำชีไหลผ่าน เหมาะในการทำนาข้าว ประชากรมีอาชีพหลักในการทำนาร้อยละ 90  เกษตรกร 4,356 ครัวเรือน โดยมีพื้นที่ทำนาปีประมาณ 66,000 ไร่  ผลผลิตข้าวนาปีเฉลี่ย 765 ก.ก.ต่อไร่ ขณะที่ทำนาปรังประมาณ 43,973 ไร่ ผลผลิตข้าวนาปรังเฉลี่ย 1,000 ก.ก.ต่อไร่ พันธุ์ข้าวที่ใช้สำหรับทำนาปี ได้แก่ ข้าวเจ้าขาวดอกมะลิ 105 ข้าวเหนียว กข 6 มีผลผลิตโดยรวม 50,493 ตัน  ที่ผ่านมาได้ผลผลิตโดยรวมประมาณ 27,506 ตัน  คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งปีประมาณ 41.2 ล้านบาท
นายสุดใจ กล่าวอีกว่า เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มดังกล่าว ทำให้เกิดสภาวะน้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่นาข้าวทำความเสียหายแก่ผลผลิตเป็นประจำทุกปี เช่น ในปีการผลิต 2554/55 เกิดวิกฤติน้ำท่วมในช่วงเดือนก.ย.-ต.ค. 2554 เกษตรกรอำเภอฆ้องชัยประสบภัยน้ำท่วม 953  ครัวเรือน พื้นที่นาข้าว 8,493 ไร่ สูญเสียผลผลิตที่พึงได้ประมาณ 6,378  ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 95,673,645 บาท ขณะที่รัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณชดเชยค่าใช้จ่าย และเยียวยาผลผลิตที่พึงได้แก่ผู้ประสบภัย 28,054,792 บาท
“เกษตรอำเภอฆ้องชัย  ตระหนักถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้น จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกข้าว เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์และแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่  เพื่อเป็นต้นแบบแก่เกษตรกรผู้ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและผู้สนใจทั่วไป  โดยส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ประสบภัยน้ำท่วมซ้ำซาก  เลื่อนเวลาปลูกข้าวนาปีเร็วกว่าปกติ คือช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. 2555 พันธุ์ข้าวที่ใช้เป็นข้าวไม่ไวแสง อายุสั้น 3 เดือนได้เก็บเกี่ยว คือพันธุ์ ชัยนาท 1,  กข 10, พิษณุโลก 2, สุพรรณบุรี 60 และปทุมธานี 1  คาดว่าจะเก็บเกี่ยวในเดือนมิ.ย.-ก.ค. 2555 ก่อนถึงฤดูน้ำหลาก ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนช่วงเวลาทำนาปีเพื่อหนีปัญหาน้ำท่วม จากเดิมที่เคยเริ่มเพาะปลูกในเดือนมิ.ย.-ส.ค. และเก็บเกี่ยวช่วงปลายพ.ย.-ธ.ค. ซึ่งจะประสบกับความเสียหายจากภาวะน้ำท่วมซ้ำซาก เป็นทางเลือกในการปลูกข้าวสำหรับเกษตรกร ที่ต้องการผลิตข้าวได้หลายรอบการผลิตในหนึ่งปี  บางปีที่ไม่เกิดภาวะน้ำท่วม หรือบางรายที่วางระบบบริหารจัดการน้ำในแปลงนาได้ดี  อาจเพาะปลูกและได้ผลผลิตข้าวปีละ 3 ครั้งทีเดียว” นายสุดใจ กล่าว.
 

ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นแก้ปัญหา น้ำ – นา – หนี้ – เกษตรทั่วไทย 2012/05/24

http://www.dailynews.co.th/agriculture/115987

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

ที่ผ่านมาปัญหาความขัดแย้งในการใช้น้ำชลประทาน พื้นที่บ้านใหม่ ตำบลวัดขวาง อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร เป็นปัญหาที่เกิดกับชุมชนบ้านใหม่มานานหลายสิบปี และหากปล่อยไว้คงเป็นปัญหากับชุมชน และเกษตรกรผู้ใช้น้ำอย่างไม่รู้จักจบสิ้น

“ชลประทานบ้านใหม่” จึงเกิดขึ้นจากการรวมตัวของชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ชลประทาน และทีมชลประทานท้องถิ่น ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 (วังสำโรง) โครงการส่งน้ำบำรุงรักษาท่าบัว สำนักชลประทานที่ 3 ได้ร่วมกันทำโครงการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น และนำมาทดลองใช้ในคลอง  C95 บ้านใหม่ ในเขตของโครงการส่งน้ำบำรุงรักษาท่าบัว ภายใต้โจทย์วิจัยเรื่อง “น้ำ-นา-หนี้” ซึ่งทางทีมชลประทานได้ทำการวิจัยเรื่องน้ำเป็นอันดับแรก โดยใช้แฉกซึ่งเป็นคลองส่งน้ำที่ 95-7 เป็นแฉกนำร่อง แล้วทำต่อจนครบทุกแฉกของคลอง C 95 พื้นที่บ้านใหม่ ตำบลวัดขวาง อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร

นายเลิศวิโรจน์  โกวัฒนะ อธิบดีกรม ชลประทาน ให้รายละเอียดการดำเนินงานว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ชลประทานภายใต้การดูแลของกรมชลประทาน รวมทั้งสิ้น 24 ล้านไร่ แต่ละลักษณะของกลุ่มผู้ใช้น้ำเป็นไปตามลักษณะภูมิประเทศและในพื้นถิ่นต่าง ๆ สำหรับกลุ่มผู้ใช้น้ำบ้านใหม่ เกิดจากการใช้ในการทำวิจัยท้องถิ่นเข้ามาดำเนินการ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนการดำเนินงาน โดยให้เกษตรกรเข้าไปรับฟังวิธีการ และให้การบ้านไปทำ ซึ่งเกษตรกรก็ได้ทำวิจัยในเรื่องเกี่ยวข้องกับตนเองโดยตรง และกลับมาพัฒนาต่อยอด โดยการนำความรู้ที่ได้รับจากวิทยากรต่าง ๆ มาประชุมหารือกัน ก็เป็นอีกแบบหนึ่งของการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ

“จากผลการดำเนินงานตรงนี้ก็รู้สึกพอใจว่า ในอดีตที่เขามีความขัดแย้งสูง การใช้น้ำบางครั้งบางแปลงก็ไม่ได้รับน้ำ ถึงแม้ว่าพื้นที่นี้จะได้รับการพิจารณาอย่างเต็มรูปแบบ คือ มีระบบคันคูน้ำเข้ามา ซึ่งเป็นการจัดระบบชลประทานเข้าถึงแปลงนาเลย และแม้เป็นลักษณะนั้นก็ยังมีความขัดแย้งอยู่ ทำให้บางแปลงอาจจะไม่ได้รับน้ำ หลังจากที่มีความเข้าใจกัน คุยกัน จัดตั้งกลุ่มและหารือร่วมกัน ตอนนี้เกษตรกรทุกคนมีความสามัคคีกัน และทราบว่าเกษตรกรได้รับการจัดสรรน้ำอย่างเป็นธรรม และได้รับผลประโยชน์ทุกแปลง ก็นับว่าสิ่งที่ดำเนินการมามีประสิทธิภาพมากขึ้น ในการที่จะส่งน้ำมาให้เกษตรกร” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

ทางด้าน นายสุทิน อ่วมประเสริฐ กรรมการบริหารกลุ่มผู้ใช้น้ำ C95 บ้านใหม่ กล่าวว่า เมื่อชุมชนขยายใหญ่ขึ้น ผู้คนมากขึ้นต่างคนต่างใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือย เกิดปัญหาน้ำไม่พอใช้ในฤดูแล้ง และปัญหาอื่น ๆ อีกมากมายตามมา เกิดจากการทำนาแบบตัวใครตัวมันและไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งนับวันปัญหาทวีความรุนแรงมากขึ้น และไม่มีใครสามารถแก้ไขปัญหาได้เพียงลำพัง จึงกลับมามองว่าแนวทางแก้ปัญหา ทุกคนในชุมชนต้องมีส่วนร่วมระดมความคิดและเรียนรู้ร่วมกัน

“เพื่อหาสาเหตุของปัญหาและหาทางแก้ไข ก็มีการประชุมเพื่อหาหนทางในการแก้ปัญหา โดยใช้วิธีการจัดการความคิดอย่างเป็นระบบ มีกระบวนการสร้างการเรียนรู้ให้ชุมชนรู้จักตัวเอง สร้างความเข้าใจระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ชลประทาน โดยนำเอากระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นมุ่งสู่การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งการทำนาเขตพื้นที่คลองส่งน้ำ C 95 ด้วยกระบวนการวิจัยดังกล่าวนี้ ไม่เพียงจะเป็นประโยชน์ด้านการบริหารจัดการน้ำของชุมชนบ้านใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์หรือสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการจัดการปัญหาและหาแนวทางแก้ไขในด้านอื่น ๆ ต่อไปได้อีกด้วย” นายสุทินกล่าว

นายเลิศวิโรจน์  โกวัฒนะ เปิดเผยอีกว่า กรมชลประทานยังดำเนินโครงการจัดระบบการปลูกข้าวแบบใหม่ โดยกรมชลประทานจะส่งน้ำสนับสนุนให้เกษตรกรการปลูกข้าว
ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง และให้งดเว้นการปลูกข้าวแบบต่อเนื่องทั้งปี พร้อมทั้งให้ปลูกข้าวพร้อมกันในพื้นที่โครงการชลประทานเดียวกัน เพื่อให้มีการใช้น้ำไม่เกินปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ รวมทั้งยังเป็นการตัดวงจรการระบาดของแมลงศัตรูพืช โดยเฉพาะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล รักษาระบบนิเวศในนาข้าวให้มีความสมดุล และแก้ปัญหาทรัพยากรดินเสื่อมโทรมได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

“โครงการจัดระบบการปลูกข้าวดังกล่าวได้รับความร่วมมืออย่างดีจากเกษตรกรในพื้นที่นำร่องทั้ง 11 จังหวัด โดยเฉพาะเกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำ C95 บ้านใหม่ หมู่ที่ 6
ตำบลวัดขวาง อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตรได้มีการต่อยอด ประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับงานชลประทาน และนำผลงานด้านวิชาการที่ผ่านการศึกษาวิจัยมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำ มีการร่วมกันหาข้อมูลเพื่อนำมาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ มีการจัดทำแผนการบริหารน้ำอย่างชัดเจน การจัดหางบประมาณ การเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อการบริหารจัดการน้ำจากสมาชิกอย่างต่อเนื่อง และร่วมกันพัฒนาคูคลองให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ มีการออกกฎกติกาในการบริหารการใช้น้ำร่วมกันจนประสบความสำเร็จ ทำให้มีหลายหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศเดินทางมาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่องในทุกวันนี้” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว.

 

เตรียมช่วยผลไม้ภาคใต้ 2012/05/24

http://www.dailynews.co.th/agriculture/115988

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

รายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ได้มีมติเห็นชอบโครงการป้องกันแก้ไขปัญหาผลไม้ภาคใต้ ปี 2555 ระยะเวลาดำเนินการ 1 มิ.ย.–30 พ.ย. 55 เพื่อเตรียมขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ก่อนที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาดและกระทบต่อราคาขายของเกษตรกร สำหรับโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลไม้ภาคใต้ในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งในปี 2555 คาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดทั้งสิ้น 362,224 ตัน ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงได้กำหนดเป้าหมายในการระบายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตจำนวน 31,500 ตัน หรือคิดเป็น 8.7% ของผลผลิตผลไม้ในภาคใต้ทั้งหมด โดยใช้วงเงินจ่ายขาดทั้งสิ้น 114.7 ล้านบาท เพื่อดำเนินการ 2 มาตรการ คือ มาตรการที่ 1 กระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต จำนวน 31,500 ตัน วงเงินจ่ายขาด 103.67 ล้านบาท โดยแบ่งพื้นที่ดำเนินการ 2 ส่วนด้วยกัน คือ

1. พื้นที่พิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา โดยสนับสนุนเงินจ่ายขาดเป็นค่าบริหารจัดการผลผลิตให้กับสถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อทป.) และรวบรวมผลผลิตจากสวนของเกษตรกรและจัดการคุณภาพผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว ในอัตราเหมาจ่ายกิโลกรัมละ 2.50 บาท เป้าหมายผลผลิต 2,620 ตัน วงเงินจ่ายขาด 6.55 ล้านบาท พร้อมทั้งสนับสนุนเงินจ่ายขาดค่าขนส่ง ให้แก่สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอัตรากิโลกรัมละไม่เกิน 4 บาท เพื่อกระจายผลผลิตไม้ผลสู่ตลาดปลายทาง เป้าหมาย 2,620 ตัน วงเงิน 10.4 ล้านบาท

2. พื้นที่จังหวัดภาคใต้ตอนบน ได้แก่ จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช สนับสนุนค่าขนส่งและค่าการตลาดเหมาจ่าย ให้แก่สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในอัตรากิโลกรัมละไม่เกิน 3 บาท เพื่อกระจายผลผลิตไม้ผลสู่ตลาดปลายทาง เป้าหมายผลผลิต 28,880 ตัน วงเงินจ่ายขาด 86.64 ล้านบาท ส่วนมาตรการที่ 2 การประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทย วงเงินจ่ายขาด 8 ล้านบาท แบ่งเป็น การประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการบริโภคผลไม้ภายในประเทศ โดยดำเนินการจัดงานเทศกาลผลไม้ในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวแหล่งใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ นครราชสีมา และเชียงใหม่ และการประชาสัมพันธ์การส่งเสริมการบริโภคผลไม้ในต่างประเทศ เช่น คุนหมิงและเซี่ยงไฮ้ เป็นต้น.

 

ไปรษณีย์ไทยจับมือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ช่วยเกษตรกรสานต่อเดลิเวอรี่ลิ้นจี่ 2012/05/24

http://www.dailynews.co.th/agriculture/115989

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

ไปรษณีย์ไทยจับมือกรมส่งเสริมสหกรณ์สานต่อโครงการเดลิเวอรี่ผลไม้สด ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่เชียงใหม่ กระจายผลผลิตออกสู่ผู้บริโภคปลายทางในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

นับเป็นการสานต่อโครงการส่งผลไม้สดผ่านบริการอร่อยทั่วไทยฯ อย่างต่อเนื่องที่ได้เริ่มมาตั้งแต่ในปี  2553 และเป็นอีกครั้งที่ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีในการควบคุมการผลิต และคัดสรรผลผลิตที่ได้คุณภาพจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสหกรณ์การเกษตรประตูป่า ซึ่งบริการนี้นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกสบายที่ผู้บริโภคจะได้รับประทานลิ้นจี่สดใหม่ถึงบ้านแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรลิ้นจี่มีรายได้เพิ่มขึ้น ตลอดจนการแก้ปัญหาภาวะผลไม้ล้นตลาด เนื่องจากไม่มีตลาดมารองรับอีกด้วย

สำหรับลิ้นจี่มีจำหน่าย 2 พันธ์ุ ได้แก่ พันธุ์ฮงฮวย รสชาติหวาน หอมกรอบ เปลือกบาง จำหน่ายตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.-5 มิ.ย. 55 และพันธุ์จักพรรดิ ลูกใหญ่ เนื้อหนา รสชาติเปรี้ยวอมหวาน จำหน่ายตั้งแต่วันที่ 5-20 มิ.ย. 55 ส่งตรงจากสวนได้อย่างสะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น  โดยบรรจุในกล่องสีสันสดใส สวยงาม แข็งแรงกล่องละ 5 กิโลกรัม ซึ่งราคาจำหน่ายจะมีการปรับขึ้นลงตามตลาดกลางผลไม้ โดยสามารถตรวจสอบราคาลิ้นจี่ได้ทาง www.thailandpost.com

“ปีนี้คาดว่าจะจำหน่ายลิ้นจี่ผ่านไปรษณีย์ได้มากถึง 100 ตันเศษ ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ หรือ คอลเซ็นเตอร์ 1545, 0-2982-8222 และ www.postemart.com ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

 

“นมสด” ดื่มดี ได้คุณค่า – ทิศทางเกษตร 2012/05/24

http://www.dailynews.co.th/agriculture/115991

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

นม คือแหล่งอาหารอันอุดมด้วยสารอาหารจำเป็นต่อร่างกายแบบครบถ้วนครบครัน มีคนจำนวนมากดื่มนมสดจากธรรมชาติมากกว่าอาหารเสริม การจะได้นมสดที่มีคุณค่าของสารอาหารครบครัน  ต้องอยู่ที่การคัดสรรน้ำนมดิบที่มีคุณภาพดีจากแหล่งที่ได้มาตรฐาน   มีการตรวจสอบคุณสมบัติ ปริมาณสารอาหาร และควบคุมเรื่องความสะอาดปลอดภัยอย่างเคร่งครัด และผ่านกระบวนการผลิตที่ดี เพื่อให้ได้น้ำนมสดคุณภาพถึงมือผู้บริโภค มีสารอาหารสำคัญของนมครบถ้วนและปราศจากสารปนเปื้อนหรือยาปฏิชีวนะ  ที่สำคัญนมนั้นดีกว่าอาหารเสริมจำพวกวิตามินทั้งหลาย ที่ปัจจุบันมีผู้คนรับประทานกันเป็นประจำโดยไม่ได้ศึกษาอย่างจริงจัง หรือไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ  ซึ่งหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายด้วยสารพัดอาการ เช่น ปวดหัว คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ท้องเสีย ผิวแห้ง ผมหลุดร่วงง่าย ปัสสาวะมากผิดปกติ ความดันโลหิตสูง ภาวะสารอาหารไม่สมดุล ส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน เป็นอันตรายต่อตับ หรืออาจทำให้เกิดนิ่วในไต

ศาสตราจารย์มาร์ติน ไวส์แมน ที่ปรึกษาทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ของกองทุนวิจัยมะเร็งโลก ออกมาเตือนว่าการกินวิตามินเสริมเพื่อหวังจะช่วยต้านมะเร็งอาจได้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม  เพราะกินปริมาณเกินจำเป็นอาจทำให้ร่างกายเสี่ยงกับมะเร็งบางชนิดมากขึ้น โดยมีหลักฐานว่าคนที่กินอาหารเสริมที่มีเบต้าแคโรทีนหรือวิตามินเอมากเกินไป มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งปอด

ในขณะที่หากเปลี่ยนวิธีเติมสารอาหารให้แก่ร่างกายด้วยการเลือกดื่มนม คุณค่าจากสารอาหารที่นมมีให้ก็ไม่น้อยหน้าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเหล่านี้เช่นเดียวกัน  เพราะนมสดหรือนมพาสเจอร์ไรส์มีสารอาหารที่สำคัญและจำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด นอกเหนือจากแคลเซียมที่หลายคนรู้ว่ามีอยู่ในนมเป็นหลัก  นมยังมีทั้งวิตามินต่าง ๆ อาทิ เอ บี ดี อี และเค รวมไปถึงโปรตีน แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส  โปแตสเซียม เซเลเนียม และสังกะสี ซึ่งอยู่ในปริมาณพอเหมาะเท่าที่ร่างกายต้องการโปรตีนในนม อันประกอบด้วยเคซีน และเวย์โปรตีน มีคุณภาพสูงไม่แพ้โปรตีนในเนื้อสัตว์ มีกรดอะมิโนไลซีน ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยตรง ขณะที่ไขมันในนมก็เป็นแหล่งพลังงานแก่ร่างกายไม่ทำให้อ้วนเมื่อเทียบกับอาหารทั่วไป ที่สำคัญการดื่มนมยังไม่มีผลข้างเคียงกับร่างกาย โดยเฉพาะการทิ้งสารตกค้างให้ตับและไตต้องทำงานหนักแบบเดียวกับผลิตภัณฑ์อาหารเสริม

ผลการวิจัยใหม่ ๆ อีกหลายชิ้นในปัจจุบันยังค้นพบประโยชน์ที่น่าสนใจของนมที่หลายคนไม่ค่อยทราบกันอีกด้วย เช่นเมื่อเร็ว ๆ นี้ โครงการทางการแพทย์ด้านสุขภาพเด็กและการออกกำลังกาย ได้ออกมาเปิดเผยว่า การดื่มนมจะช่วยลดภาวะการขาดน้ำของร่างกายในบุคคลที่ออกกำลังกายหรือแข่งกีฬา ได้ดียิ่งกว่าการดื่มน้ำอีกด้วย เพราะนมเป็นแหล่งสารอาหารสำคัญดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ทั้งยังมีคุณสมบัติที่ดีในการเก็บรักษาน้ำไว้ในร่างกายได้ดีกว่า ทำให้สดชื่นออกกำลังกายได้นานไม่อ่อนล้าการเลือกดื่มนมสดเพียงวันละ 2 แก้ว  ก็เหมือนเราเติมความแข็งแรงให้กับสุขภาพและป้องกันนานาโรคอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ต้องพึ่งพาวิตามินหรืออาหารเสริม เพียงฉลาดเลือกนมสดคุณภาพที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี สดใหม่จากแหล่งธรรมชาติ  รับรองว่าจะได้ประโยชน์จากสารอาหารในน้ำนมอย่าง แน่นอน.

 

แนะทำสาวหม่อน…ผลิตใบหม่อนได้ตลอดปี – ดินดีสมเป็นนาสวน 2012/05/24

http://www.dailynews.co.th/agriculture/115755

วันพุธที่ 23 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:02 น.

ผู้ที่มีอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นอาชีพ จำเป็นต้องมีการเตรียมแปลงหม่อนให้ดี โดยเฉพาะการทำสาวหม่อน หรือการตัดแต่งกิ่งหม่อนหรือต้นหม่อนให้ติดชิดพื้นดิน เพื่อควบคุมการผลิตใบหม่อนให้เพียงพอและมีคุณภาพที่เหมาะสมกับการเลี้ยงไหมได้ตลอดทั้งปี

ทั้งนี้ โดยทั่วไปเกษตรกรควรตัดแต่งกิ่งหม่อนปีละ 3-4 ครั้ง เพื่อเตรียมใบหม่อนในการเลี้ยงไหมแต่ละครั้ง ซึ่งการตัดแต่งกิ่งหม่อนทั้ง 4 ครั้ง ในรอบ 1 ปี มีการเรียงลำดับดังนี้คือ การตัดแต่งกิ่งครั้งที่ 1 เรียกว่าตัดต่ำ โดยตัดหม่อนไว้ตอสูงจากพื้นดิน 30-50 เซนติเมตร ปล่อยให้หม่อนเจริญเติบโตนาน 2.5-3 เดือน ตัดแต่งกิ่งหม่อนครั้งที่ 2 เรียกว่าตัดกลาง เพื่อนำใบไปเลี้ยงไหม จะตัดหม่อนสูงจากพื้นดิน 80-100 เซนติเมตร แล้วปล่อยให้หม่อนเจริญเติบโตนาน 2.5 เดือน ตัดแต่งกิ่งหม่อนครั้งที่ 3 เรียกว่าตัดแขนงครั้งที่ 1 เพื่อนำใบไปเลี้ยงไหม ครั้งที่ 2 ทิ้งไว้อีก 2.5 เดือน ตัดแต่งกิ่งหม่อนครั้งที่ 4 เรียกว่าตัดแขนงครั้งที่ 2 เพื่อนำใบหม่อนไปเลี้ยงไหมครั้งที่ 3 ทิ้งต้นหม่อนให้เจริญเติบโตต่อไปอีก 2.5 เดือน จะตัดหม่อนอีกครั้งเพื่อนำใบไปเลี้ยงไหมครั้งที่ 4 เป็นการตัดแต่งหม่อนครบรอบปี แล้วจะไปตัดต่ำอีกครั้งในปีถัดไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการตัดต่ำในช่วงเดือน กุมภาพันธ์-เมษายน ซึ่งอยู่ในช่วงแล้งในเขตอาศัยน้ำฝน อาจทำให้ผลผลิตใบหม่อนที่ได้จากการตัดแต่งแต่ละครั้งไม่สม่ำเสมอหรือเท่ากันทุกครั้ง เนื่องจากวิธีการตัดแต่งที่แตกต่างกันปริมาณและความสม่ำเสมอของน้ำฝนที่หม่อนได้รับในแต่ช่วงของการตัดแต่ง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องทำสาวหม่อนเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องนี้

นายวิโรจน์ แก้วเรือง ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์หม่อนไหม กรมหม่อนไหม กล่าวว่า การทำสาวหม่อนคือการตัดแต่งกิ่งหม่อนหรือต้นหม่อนให้ติดชิดพื้นดินทุกครั้งที่ทำการตัดเพื่อเตรียมใบหม่อนปีละประมาณ 4 ครั้ง และเพื่อให้ได้ปริมาณใบหม่อนใกล้เคียงกันทุกครั้ง ได้เปอร์เซ็นต์ใบสูงเหมาะสำหรับการเลี้ยงไหมเป็นกิ่งทำให้กากเหลือน้อย และได้กิ่งที่มีความยาวสม่ำเสมอ พอดีกับขนาดความกว้างของชั้นเลี้ยงไหม  ทำให้สามารถวางแผนการเลี้ยงไหมได้แน่นอน ส่วนของงานผลิตพันธุ์คือการผลิตไข่ไหม ก็จะมีข้อผิดพลาดน้อยในการเตรียมไข่ไหมให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม การทำสาวหม่อนจะต้องมีความพร้อมในด้านต่าง ๆ คือ พันธุ์หม่อน ควรเป็นพันธุ์ที่มีการตอบสนองต่อน้ำและปุ๋ยดี ปัจจุบันแนะนำให้ใช้พันธุ์สกลนคร หรือพันธุ์บุรีรัมย์ 60 ส่วนการปลูก อาจใช้กิ่งปักชำอายุ 3-4 เดือน แล้วย้ายปลูกในแปลงหรือใช้ท่อนพันธุ์อายุ 4-8 เดือน ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ปลูกในแปลงที่เตรียมดินด้วยการไถพรวนให้มีหน้าดินลึกประมาณ 40 เซนติเมตร โดยตรงให้มีระยะปลูก 1.0 x 1.0เมตร จำนวน 10 แถว ติดกัน เว้นพื้นที่ระหว่างแปลงย่อยกว้าง  3.0 เมตร เพื่อให้รถ และเครื่องจักรเข้าทำงานได้สะดวก ดังนั้นในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้กิ่งปักชำ หรือท่อนพันธุ์ จำนวน 1,300  ต้น/ท่อน เหลือพื้นที่ทางเดินระหว่างแปลง 300 ตารางเมตร การให้น้ำ จะต้องมีมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 15 แรงม้า เพื่อใช้ปั๊มน้ำสำหรับแปลงหม่อนขนาด 4 ไร่ โดยจะให้น้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 30 นาทีโดยการวางท่อน้ำพีวีซี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว แล้วลดขนาดลงมาเหลือ 2 นิ้ว  และ 1 นิ้วตามลำดับ  แต่ละหัวให้น้ำแบบสปริงเกิลห่างกัน 4  เมตร ให้มีความสูงจากพื้น 2 เมตร การให้น้ำมักจะให้เพียง 4 เดือน ระหว่าง ธันวาคม–เมษายน หรือในช่วงฤดูฝนที่ฝนทิ้งช่วง นานเกิน 1 เดือน เนื่องจากมีการรักษาความชื้นของดินดี

สำหรับการรักษาความชื้นในดิน และการกำจัดวัชพืช จะมีการปราบวัชพืชด้วยการดาย หรือใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช เพียงครั้งเดียวในเดือน ตุลาคม–พฤศจิกายน จากนั้นจะใช้ฟางคลุมอย่างหลวมๆ ให้มีความหนาประมาณ 30-50 เซนติเมตรในช่วงธันวาคม เมื่อให้น้ำฟางจะยุบตัวลง แต่สามารถคุมวัชพืชได้ตลอดปี และรักษาความชื้นของดินได้ตลอดตั้งแต่เดือน พฤษภาคม– พฤศจิกายน นอกจากนั้นในแปลงที่ปฏิบัติเช่นนี้จะพบไส้เดือนที่เป็นประโยชน์ในการช่วยปรับโครงสร้างของดินมากกว่าในแปลงหม่อนที่ดูแลตามปกติ

ส่วนการใส่ปุ๋ย หลังการกำจัดวัชพืชต้องใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 2,000 กิโลกรัม/ไร่ ส่วนปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 จะใส่ 3 ครั้ง หลังการตัดแต่งเพื่อเก็บผลผลิต 3 ครั้ง อัตราครั้งละ 25 กิโลกรัม แต่จะไม่ใส่ปุ๋ยเคมี เมื่อครั้งที่มีการใส่ปุ๋ยคอก สุดท้าย การตัดแต่ง จะต้องตัดชิดดินทุกครั้งห่างกันประมาณ 2-3 เดือน เพื่อให้ต้นหรือกิ่งหม่อนเจริญเติบโตสม่ำเสมอ ให้ผลผลิตใบ ประมาณ 1,040 กิโลกรัม/ไร่/ครั้ง หรือประมาณ 4,000 กิโลกรัม ไร่/ปี สามารถเลี้ยงไหมได้ครั้งละ 2 กล่อง หรือปีละ 8 กล่อง นอกจากนั้นการตัดแต่งกิ่งหม่อนนี้ยังช่วยลดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูหม่อนด้วย

การทำสาวหม่อนนั้นเกษตรกรจำเป็นต้องดูแลเอาใจใส่แปลงหม่อนอย่างสม่ำเสมอ ต้นหม่อนจึงจะผลิตใบที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ สำหรับเกษตรกรที่มีความพร้อมในการลงทุนระบบการปลูกหม่อนแบบนี้ สามารถติดต่อขอรายละเอียดและคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โทรศัพท์  0-2558–7914–6 ต่อ 401.

 

หนุนชายแดนใต้ผงาดเวที AEC 2012/05/24

http://www.dailynews.co.th/agriculture/115757

วันพุธที่ 23 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

นายไพโรจน์ สุวรรณจินดา รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ในฐานะโฆษกกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ปี 2555 นี้ กรมวิชาการเกษตรได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน 34 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการส่งเสริมอาชีพด้านเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล และสงขลา ซึ่งเป็นปีที่ 4 หรือระยะที่ 2 ของโครงการฯ โดยได้มอบหมายให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 เร่งฝึกอบรมและขยายผลเทคโนโลยีการผลิตทางการเกษตรไปสู่เกษตรกรในพื้นที่ เป้าหมาย 15,000 ราย พร้อมพัฒนาศักยภาพด้านการผลิตพืชให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง 2 ประเด็นสำคัญ คือ การเตรียมความพร้อมเกษตรกรเพื่อแข่งขันในเวทีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี(AEC)ในปี 2558 เนื่องจาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความได้เปรียบด้านทำเลที่อยู่ใกล้ประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ซึ่งตลาดสำคัญของอาเซียนที่มีกำลังซื้อสูง  ขณะเดียวกันยังมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรปรับปรุงระบบการผลิตพืชให้เหมาะกับสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้วย
เบื้องต้นได้มีแผนส่งเสริมให้เกษตรกรใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตทางการเกษตรตามความต้องการเกษตรกร ซึ่งจะทำให้มีความรู้ ความเข้าใจถึงเทคโนโลยีการผลิตพืชเพิ่มขึ้นและสามารถนำไปพัฒนาอาชีพ สร้างรายได้อย่างมั่นคง นอกจากนั้นยังมุ่งสร้างแปลงทดสอบร่วมเกษตรกรเพิ่มเติมจากเดิมที่มีแล้ว จำนวน 1,190 แปลง ทั้งยังมุ่งพัฒนาการผลิตสินค้าพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ อาทิ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ลองกอง มังคุด และพืชไร่อาหารสัตว์ เพื่อขยายโอกาสและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับเกษตรกรในตลาดเออีซี.

 

เกษตรกรดีเด่นด้านการอนุรักษ์ – เกษตรทั่วไทย 2012/05/24

http://www.dailynews.co.th/agriculture/115554

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

ป่าชายเลนถือเป็นทรัพยากร ธรรมชาติที่สำคัญและเอื้อต่อการประกอบอาชีพของชาวประมง เนื่องจากถ้าป่าชายเลนเสื่อมโทรมแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ปริมาณสัตว์น้ำก็จะน้อยลงตามไปด้วย และจะส่งผลกระทบต่อชาวประมงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนให้คงอยู่จึงเป็นการช่วยรักษาอาชีพชาวประมงให้มีความยั่งยืนมากขึ้นนั่นเอง

นายสุรศักดิ์ พันธ์นพ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร  (สศก.) กล่าวว่า อาชีพการทำประมงเป็นอาชีพเกษตรกรรมสาขาหนึ่งที่มีความสำคัญ โดยอาชีพประมงนั้นต้องตระหนักถึงความสำคัญของป่าชายเลนให้มาก ๆ เนื่องจากทรัพยากรป่าชายเลนเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เป็นแหล่งเริ่มต้นของสัตว์น้ำมากมายหลายชนิด ถ้าป่าชายเลนเสื่อมโทรมเกษตรกรผู้ทำการประมงก็จะได้รับผลกระทบ ซึ่ง นายประเสริฐ ชัญจุกรณ์ เกษตรกรที่ยึดอาชีพประมง และอีกบทบาทหนึ่งในฐานะ กำนันตำบลลีเล็ด อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นผู้หนึ่งที่ตระหนักดีถึงปัญหาป่าชายเลนเสื่อม โทรม จึงได้พยายามร่วมมือกับชาวบ้านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับป่าชายเลน จนส่งผลให้ทุกวันนี้สภาพพื้นที่ป่าชายเลนในตำบลลีเล็ดมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นทั้งแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำชั้นดี และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เข้ามาเยี่ยมชมได้อย่างไม่ขาดสาย

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จึงได้พิจารณามอบรางวัลเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่นด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนและทรัพยากรประมง ให้กับกำนันประเสริฐ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้เกษตรกรผู้ทำคุณประโยชน์แก่สังคม ซึ่งสามารถเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่นได้เป็นอย่างดี

กำนันประเสริฐ กล่าวว่า ตนเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง และในอีกบทบาทคือเป็นกำนันตำบลลีเล็ด ซึ่งได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรป่าชายเลนและประมงมาโดยตลอด ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาคนในชุมชนมีการใช้ทรัพยากรป่าชายเลนอย่างไม่ถูกวิธี และยังมีการตัดไม้ทำลายป่า ส่วนการทำประมงก็เช่นกัน มีการใช้เครื่องมือที่ผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นอวนรุน อวนลาก เครื่องช็อตไฟฟ้า ซึ่งเครื่องมือประมงบางประเภทสามารถทำลายพันธุ์สัตว์น้ำให้หมดไปได้และยังทำลายป่าชายเลนอีกด้วย ดังนั้น ในฐานะกำนันที่ดูแลกฎหมาย จึงได้นำพ.ร.บ.ป่าไม้ และพ.ร.บ.ประมง มาใช้ให้เกิดประโยชน์โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการรณรงค์ให้คนในชุมชนมีความรู้ในการใช้ทรัพยากรป่าชายเลนและประมงอย่างถูกต้องเหมาะสม ควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติ

ทั้งนี้มีการจัดตั้งเป็นกลุ่มต่าง ๆ เช่น กลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์สัตว์น้ำ ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งเพื่อควบคุมการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ กลุ่มท่องเที่ยวเชิงนิเวศ กลุ่มเยาวชนรักษ์ป่า เป็นต้น เพื่อให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนและทรัพยากรประมง ซึ่งจะทำให้ทุกคนยังสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน ในขณะที่ทรัพยากรป่าชายเลนก็ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์อยู่คู่ไปกับอาชีพประมงสืบต่อไปยังรุ่นลูกหลานจากการจัดกิจกรรมต่าง ๆโดยอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายปรากฏว่าทรัพยากรป่าชายเลนมีพื้นที่เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 2,733 ไร่ ทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่งเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ชาวประมงพื้นบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 10,000 บาท/คน/ปี และยังสามารถสร้างอาชีพใหม่ให้กับชุมชนจากการบริหารนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ของชุมชน ซึ่งผลสำเร็จที่เกิดขึ้นเหล่านี้

…กำนันประเสริฐกล่าวย้ำว่าทุกสิ่งจะสำเร็จไม่ได้เลยถ้าขาดความร่วมมือจากคนในชุมชน.

 

แนะแช่ท่อนพันธุ์ ป้องกันเพลี้ยแป้ง 2012/05/24

http://www.dailynews.co.th/agriculture/115555

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

นายณัฎฐกิตติ์ ของทิพย์ เกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ พบว่ามีการระบาดของเพลี้ยแป้งที่ทำลายมันสำปะหลัง มีพื้นที่การระบาด 6 อำเภอ พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายประมาณ 23,854 ไร่ ซึ่งการระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังยังคงระบาดขยายวงกว้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการระบาดของเพลี้ยแป้งดังกล่าว พบว่าเพลี้ยแป้งที่ทำลายมันสำปะหลัง ได้แก่ เพลี้ยแป้งสีชมพู ที่เป็นปัญหาที่ทำลายมันสำปะหลังให้เสียหายอยู่ในขณะนี้ โดยจะทำลายการดูดน้ำเลี้ยง แล้วปล่อยน้ำหวานทำให้เกิดราดำ ทำให้ต้นมันสำปะหลังลดการสังเคราะห์แสง เจริญเติบโตไม่เต็มที่ และในน้ำลายของเพลี้ยแป้ง

ชนิดนี้ มีสารพิษที่ทำให้ลำต้นมันสำปะหลังมีข้อถี่  ยอดหงิกเป็นพุ่มและแห้งตาย ไม่สร้างหัว หรือสร้างหัวน้อยลง หรืออาจทำให้ต้นมันสำปะหลังตายได้ การแพร่กระจายของเพลี้ยแป้งสีชมพูชนิดนี้ ส่วนใหญ่ติดไปกับท่อนพันธุ์  ซึ่งจะทำให้การแพร่ระบาดรวดเร็วขึ้น  จึงขอแนะนำให้เกษตรกรที่จะปลูกมันสำปะหลัง ควรป้องกันเพลี้ยแป้ง ดังนี้

1. ควรใช้ท่อนพันธุ์ อายุมากกว่า 8-12 เดือน เลือกท่อนพันธุ์จากแหล่งที่ไม่มีการระบาดของเพลี้ยแป้ง

2. ตัดท่อนพันธุ์ให้มีความยาวประมาณ 20-25 ซม. มีตาไม่น้อยกว่า 5 ตาต่อท่อน

3. ควรตัดท่อนพันธุ์แบบตรง ส่งผลให้หัวมันออกรอบต้นอย่างสม่ำเสมอ

4. ควรเลือกท่อนพันธุ์สด/ใหม่ มีตาสมบูรณ์ ปราศจากการเข้าทำลายของโรคและแมลง และนำมาปลูกภายใน 15 วัน หลังตัด ควรตัดส่วนยอดและโคนทิ้ง และใช้ท่อนพันธุ์เฉพาะส่วนตรงของลำต้น

5. ควรแช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีไทอะมีโทแซม 25% WG อัตรา 4  กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 10 นาที

หากสงสัยหรือขอคำแนะเพิ่มเติมติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดหนอง บัวลำภู โทร. 0-4231-2045 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอทุกอำเภอหรือศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลทุกตำบลที่ใกล้บ้าน.

 

หนุนห้องแล็บเอกชน การันตีสินค้าเกษตร 2012/05/24

http://www.dailynews.co.th/agriculture/115556

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

นายจิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรได้ถ่ายโอนงานบริการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการด้านพืชและผลิตภัณฑ์ ให้กับห้องปฏิบัติการฯของเอกชน 12 แห่งที่กรมวิชาการเกษตรให้การยอมรับ ได้แก่ ห้องปฏิบัติการสถาบันอาหาร บริษัท รับตรวจสินค้าโพ้นทะเล จำกัด  บริษัท เอแอลเอส แลบอราทอรี่ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยการแพทย์และการเกษตรแห่งเอเชีย บริษัท โอสถสภา จำกัด บริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด 6 สาขา คือ สาขาฉะเชิงเทรา สมุทรสาคร ขอนแก่น เชียงใหม่ สงขลา และกรุงเทพฯ ซึ่งสามารถตรวจสอบคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหารของผู้ประกอบการที่จะส่งออกได้  อาทิ วิเคราะห์ทดสอบจุลินทรีย์ในอาหาร สารเจือปน  สารปนเปื้อน สารพิษ คุณค่าทางโภชนาการ รวมทั้งการตรวจวิเคราะห์ทางเคมีภาชนะบรรจุ และกายภาพ เป็นต้น โดยผู้ประกอบการต้องนำผลตรวจวิเคราะห์มายื่นขอใบรับรองคุณภาพสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก  (Health Certificate) กับกรมวิชาการเกษตร หากผ่านการตรวจสอบก็จะออกใบรับรองให้

ทางด้าน นางสาวกุลวิไล สุทธิลักษณวนิช นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ห้องปฏิบัติการทดสอบสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อการส่งออกต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ทั้งยังต้องได้รับการยอมรับความสามารถในแต่ละรายการทดสอบ วิธีการทดสอบ รวมถึงประเภทผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรและอาหารด้านพืช โดยจะต้องดำเนินงานให้สอดคล้องตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กรมวิชาการเกษตรกำหนด ห้องปฏิบัติการทดสอบที่ผ่านการตรวจประเมินจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นห้องปฏิบัติการทดสอบสินค้าเกษตรและอาหารด้านพืช ซึ่งขณะนี้ห้องปฏิบัติการทดสอบฯมีความตื่นตัวในการที่จะพัฒนาเข้าสู่ระบบมาตรฐาน ISO/IEC 17025 เพิ่มมากขึ้น พร้อมขยายขอบข่ายการตรวจสอบเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้วย.

 

หนุนพัฒนานมไทย ก้าวย่างสู่ตลาดการค้าเสรี – นานาสารพัน 2012/05/24

http://www.dailynews.co.th/agriculture/115557

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

จากการเปิดเสรีทางการค้า ผลผลิตน้ำนมโคและผลิตภัณฑ์นม เป็นสินค้าที่มีการแข่งขันสูง จะไม่มีภาษีนำเข้าในปี 2563 ประกอบกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
(ASEAN Economic Community : AEC) ในปี 2558 อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงโคนม ภาคเอกชน ผู้บริโภค ตลอดจนเศรษฐกิจของประเทศ

จึงเป็นเรื่องสำคัญ และภารกิจเร่งด่วน ในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้ประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งให้ผลผลิตน้ำนมโคและผลิตภัณฑ์นมที่มีคุณภาพ เพื่อเข้าสู่การแข่งขันกับตลาดการค้าเสรีจากห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมนมของประเทศไทย พบว่า ยังมีปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำคือ ตั้งแต่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม พบปัญหาด้านสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม คุณภาพการเลี้ยง ต้นทุนอาหารที่สูงขึ้น ตลอดจนทุนแฝงที่เกิดจากการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อเนื่องไปยังกลางน้ำ เช่น ศูนย์รวบรวมน้ำนมโค สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม พบปัญหาคุณภาพน้ำนมโค การขนส่งที่ขาดประสิทธิภาพ ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังผู้ประกอบการแปรรูปนม รวมทั้งยังมีการแข่งขันกับการนำเข้านมและผลิตภัณฑ์นมต่าง ๆ จากต่างประเทศ ทำให้ส่งผลกระทบต่อปลายน้ำของห่วงโซ่ ได้แก่ ผู้บริโภค

ดังนั้นคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพในการกำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์นมปี 2555-2559 เพื่อพัฒนาและเพิ่มประ สิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรในการผลิตน้ำนมโคให้มีคุณภาพ ส่งผลให้เกิดความเข้มแข็งในสถาบันเกษตรกร ซึ่งเป็นอีกหนทางในการเตรียมความพร้อมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เพราะการเปิดตลาดการค้าเสรี หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีความจำเป็นต้องรู้เขา รู้เรา เพื่อสร้างกลไกความเข้มแข็ง และยั่งยืนในอาชีพการเลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นอาชีพพระราชทาน

ยุทธศาสตร์พัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์นม ปี 2555-2559 มี 4 ด้าน ได้แก่ ด้านวิจัยการพัฒนาองค์ความรู้การเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกร ด้านพัฒนาและเสริมศักยภาพการผลิตน้ำโคของเกษตรกร ด้านการส่งเสริมการบริโภคนมและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมเพื่อการแข่งขัน และด้านสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรโคนมและผลิตภัณฑ์นม
อย่างไรก็ตาม การสร้างจุดเด่นของผลิตภัณฑ์นม ก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม ต้องลดการพึ่งพาตลาดจากภาครัฐ ด้วยการสร้างแบรนด์ของตนเอง เช่นเดียวกับ นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  ระบุว่า “สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม ต้องยืนอยู่บนขาของตัวเองให้ได้ สร้างแบรนด์และสร้างตลาดของ
สหกรณ์ สามารถผลิตนมคุณภาพเพื่อเข้าสู่ตลาดแท้จริง คือ ตลาดเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่ตลาดเทียม ด้วยการผลิตนมป้อนโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียนเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นตลาดที่ไม่ยั่งยืน ดังเช่น สหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ต้นแบบ ที่มีวิวัฒนาการและสามารถก้าวสู่ตลาดเชิงธุรกิจ โดยการเปิดร้าน Like Milk ซึ่งเป็นการเปิดตัวบนฐานที่ยืนบนการตลาดของตัวเองได้อย่างแท้จริง”

ทั้งนี้ภาพรวมของสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมขณะนี้ เชื่อว่า มีศักยภาพสามารถเข้าแข่งขันในตลาดการค้าเสรี และตลาดอาเซียน เพราะได้รับการพัฒนามายาวนาน และมีความเข้มแข็งในเรื่องของธุรกิจนมในอาเซียนมากที่สุด.

 

เกาะข่าวเกษตร วันที่ 24 พฤษภาคม 2555 2012/05/24

http://www.dailynews.co.th/article/1011/115990

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

เกาะข่าวเกษตรประจำฉบับวันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555…… นายอำพล เสนาณรงค์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงาน กปร. ตรวจเยี่ยมโครงการ อ่างเก็บน้ำดอกกราย อ.ปลวกแดง จ.ระยอง  เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปการบริหารจัดการน้ำในระบบอ่างพวงซึ่งเป็นการบริหารจัดการน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคของประชาชนภาคการเกษตร และการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม พร้อมร่วมเวทีประชาคมระหว่างเจ้าหน้าที่โครงการศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงฯ และเกษตรกรในพื้นที่โครงการ…… โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกรถึงบทบาทหน้าที่ของโครงการศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงฯ รวมทั้งร่วมกำหนดหลักสูตรการฝึกอบรมตามความต้องการและสนใจของประชาชนในพื้นที่ตามหลักการ “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ซึ่งมีเกษตรกรเข้าร่วมเวทีประชาคมกว่า 200 คน เมื่อวันก่อน…… รองศาสตราจารย์วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันลงนามในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือประยุกต์ใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม SMMS และพัฒนาระบบภูมิสารสนเทศ…… นับเป็นก้าวแรก ของความร่วมมือที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อวงการวิชาการ การปฏิบัติงานภาครัฐ และประเทศชาติในการร่วมกัน บริหารจัดการอนุรักษ์ ฟื้นฟู เพื่อสร้างดุลยภาพของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนตลอดไป ณ สถานีรับสัญญาณดาวเทียมจุฬาภรณ์ อาคารบุญสม สุวชิรัตน์ ชั้น 9 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันก่อน…… นายจิตรกร สามประดิษฐ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้การต้อนรับ นายสมนึก ธีระศักดิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรและป่าไม้แห่งชาติ และคณะผู้แทนสหกรณ์จากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในโอกาสที่เดินทางมาศึกษาดูงาน ด้านการส่งเสริมสหกรณ์ในประเทศไทย  และเจรจาสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างขบวนการสหกรณ์ทั้งสองประเทศ ณ ห้องประชุมกรมส่งเสริมสหกรณ์ เมื่อวันก่อน…..

 

เกาะข่าวเกษตร วันที่ 23 พฤษภาคม 2555 2012/05/24

http://www.dailynews.co.th/article/1011/115756

วันพุธที่ 23 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

เกาะข่าวเกษตรประจำวันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555….. มีการ เพาะเห็ดจากวัสดุเหลือใช้จากการเลี้ยงไหม โดยเฉพาะในช่วงที่เริ่มจะเข้าสู่ฤดูฝนนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่มีความชื้นสูง มีความเหมาะสมสำหรับการเพาะเห็ด เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสามารถนำ กิ่งหม่อนที่เหลือใช้จากการเลี้ยงไหม มาใช้เป็นวัสดุเพาะเห็ดแทนขี้เลื่อยยางพาราได้ ช่วยสร้างรายได้ แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี….. วิธีการเพาะเห็ดจากกิ่งหม่อน นั้น เห็ดที่สามารถเพาะได้ได้แก่ เห็ดหอมและเห็ดนางรม  โดยการเลี้ยงไหม 1 กล่อง (แผ่น) จำนวน 20,000 ตัว ได้รังไหมประมาณ 30 กิโลกรัม มีรายได้ราว 5,000 บาท มีกิ่งหม่อนเหลือใช้ 500 กิโลกรัม เมื่อแห้งแล้วจะเหลือ 100 กิโลกรัม นำไปเพาะเห็ดได้ถึง  38 กิโลกรัม คิดเป็นรายได้ประมาณ 1,900- 2,400 บาท ดังนั้น หม่อน 1 ไร่ เลี้ยงไหมได้ครั้งละ 1 กล่อง ในรอบ 1 ปี หม่อน 1 ไร่ เลี้ยงไหมได้ 4 ครั้ง หรือ 4 กล่อง สามารถเพาะเห็ดได้ถึง 152 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 7,600–9,800 บาท….. เกษตรกรรายใดต้องการรายละเอียดหรือคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการเพาะเห็ดจากกิ่งหม่อน สามารถติดต่อขอรายละเอียดได้ที่กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรฯ  โทร. 0-2558–7924– 6 ต่อ 401…..กรมวิชาการเกษตร จะจัดงานสัมมนา เรื่อง Conflict of Interests : ความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประ โยชน์ส่วนรวม ในวันที่ 29 พฤษภาคม  ณ ห้องประชุม 314 ชั้น 3 ตึกกสิกรรม กรมวิชาการเกษตร เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในทิศทางการบริหารความขัดแย้ง อีกทั้งสร้างแนวร่วมในการป้องกันแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวมให้กับบุคลากรของกรมวิชาการเกษตร….. อันนี้บอกกันอีกทีเพื่อช่วยเกษตรกร ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อ ลิ้นจี่ ผ่านไปรษณีย์ได้ทาง โครงการอร่อยทั่วไทย โทร. 1545  หรือที่ทำการไปรษณีย์ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือที่สหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด โทร. 0-5300-1290…..

 

เกาะข่าวเกษตร วันที่ 22 พฤษภาคม 2555 2012/05/24

http://www.dailynews.co.th/article/1011/115553

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

เกาะข่าวเกษตรประจำวันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555….. เป็นผู้ว่าการคนใหม่ของ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย มาได้หมาด ๆ ยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ไม่รอช้าเร่งเครื่องโปรโมตงาน “เปิดโลกทัศน์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 49 ปี วว. เผชิญน้ำท่วมอย่างฉลาด ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” เต็มสูบ งานนี้รวบรวมเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ มาโชว์แบบเต็มพื้นที่ 24-26 พฤษภาคมนี้ ที่ วว.เทคโนธานี  คลอง 5  ปทุมธานี….. หากผู้ใดทราบเบาะแสการใช้ สารกลุ่มเบต้าอะโกนิสท์ หรือสารต้องห้ามผสมในอาหารเลี้ยงสุกร รวมทั้งลักลอบนำเข้า หรือซื้อ-ขายสารต้องห้ามดังกล่าว กรุณาแจ้งให้กรมปศุสัตว์ทราบโดยทางโทรศัพท์เบอร์  0-2653-4555 ในวัน และเวลาราชการ หรือส่งจดหมายไปที่ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ 69/1 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 ซึ่ง กรมปศุสัตว์จะเก็บข้อมูลเป็นความลับ และหากคดีใดศาลพิพากษาให้ลงโทษปรับแล้ว ผู้ที่แจ้งจะได้รับรางวัลนำจับด้วย….. ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรส่งเสริมให้เกษตรกรยกระดับประสิทธิภาพการผลิตสินค้า เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัย ทั้งยังเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมเพื่อช่วยลดต้นทุนของเกษตรกรให้ต่ำลง โดยเฉพาะการผลิต ปาล์มน้ำมัน จะทำให้สามารถแข่งขันและอยู่รอดได้เมื่อเปิดตลาด AEC ขณะเดียวกันยังเร่งทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพืชเพื่อลดผลกระทบจากสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ อาทิ รูปแบบการใช้ปุ๋ยสลายตัวช้าและลดปัญหาการชะล้าง การเพิ่มปริมาณการออกดอกในช่วงอากาศแปรปรวน หรือผลิตนอกฤดู เช่น ลองกอง และมังคุด เป็นต้น….. นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรยังมีแผนส่งเสริมให้ เกษตรกรใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขยายฐานการผลิตพืชใหม่ในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น เช่น มะพร้าวน้ำหอม ซึ่งตลาดมาเลเซียและอินโดนีเซียมีความต้องการสูง พร้อมส่งเสริมการผลิตปอคิวบาเพื่อป้อนอุตสาหกรรมรถยนต์อีโคคาร์ (Eco car) ในอินโดนีเซีย รวมถึงการผลิต ข้าวโพดหวาน พืชผักไฮโดรโปรนิกส์ และเห็ดชนิดต่าง ๆ เพื่อป้อนตลาดส่งออกด้วย คาดว่าจะช่วยสร้างโอกาสและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรได้…..

 

เกาะข่าวเกษตร วันที่ 21 พฤษภาคม 2555 2012/05/21

http://www.dailynews.co.th/article/1011/115442

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

เกาะข่าวเกษตรประจำวันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555…… สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ สพภ. เชิญชวนภาคเอกชนเข้าร่วมสนับสนุน โครงการรณรงค์สร้างความรู้ ความเข้าใจให้เกิดการตอบแทนคุณระบบนิเวศ ตามหลักการ PES เพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชน ส่งเสริมรายได้จากการอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศ ขณะเดียวกันยังสามารถนำหลักการดังกล่าวมาใช้ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศให้คงไว้ซึ่งบริการทางระบบนิเวศที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ หรือสามารถให้บริการทางระบบนิเวศที่สูงขึ้นกว่าเดิม…… ที่ผ่านมาทาง สพภ. ได้เข้าไปดำเนินโครงการ ในพื้นที่ต้นน้ำทุ่งจ๊อ ต.ป่าแป๋อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และพื้นที่ต้นน้ำน้ำมีด อ.เชียงกลาง จ.น่าน โดยเริ่มตั้งแต่ฟื้นฟูในส่วนที่ถูกทำลายลงไป และรักษาในส่วนที่ยังคงอุดมสมบูรณ์อยู่ ซึ่งชาวบ้านในสองพื้นที่ทำโดยที่ไม่มีผลตอบแทนอะไร มีเพียงเงินจากหน่วยงานภาครัฐที่นำมาช่วยเหลือในการจัดซื้ออุปกรณ์เพียงเท่านั้น ถ้าภาคเอกชนหันเข้ามาให้ความช่วยเหลือสนับสนุนงบประมาณ ก็จะทำให้ชุมชนในพื้นที่ต้นน้ำนี้มีรายได้จากการช่วยรักษา ฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างเต็มกำลัง ขณะเดียวกันก็จะเป็นหลักประกันความยั่งยืนของทรัพยากร และประโยชน์ที่จะได้จากระบบนิเวศ ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้ยั่งยืนต่อไป…… สำหรับภาคเอกชนที่สนใจรายละเอียดโครงการสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 0-2141-7829, 0-2141-7808 หรือ www.bedo.or.th ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป…… เปิดจำหน่ายลิ้นจี่ผ่านทางไปรษณีย์ทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกผู้ปลูกลิ้นจี่ให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งปีนี้คาดว่าจะจำหน่ายลิ้นจี่ผ่านไปรษณีย์ได้ถึง 100 ตันเศษ ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อลิ้นจี่ผ่านไปรษณีย์ได้ทางโครงการอร่อยทั่วไทย โทร. 1545 หรือที่ทำการไปรษณีย์ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือที่สหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด โทร. 0-5300-1290 ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป……สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จัดงาน “เปิดโลกทัศน์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 49 ปี วว. เผชิญน้ำท่วมอย่างฉลาด ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”  ระหว่าง 24-26 พฤษภาคม  ณ วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี โดยนำนวัตกรรมและผลงานวิจัยใหม่มาเปิดตัวในงาน ลดการนำเข้า เพิ่มมูลค่าสมุนไพร และแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม……

“ดงข้าว”

bronze@hotmail.com

 

เกาะข่าวเกษตร วันที่ 18 พฤษภาคม 2555 2012/05/21

http://www.dailynews.co.th/article/1011/114944

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

เกาะข่าวเกษตรประจำฉบับวันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555…… เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา คณะข้าราชการ ผู้แทนสหกรณ์การเกษตรสหกรณ์นิคมและสหกรณ์ประมงทั่วประเทศเข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อกราบบังคมทูลรายงานกิจการการดำเนินงาน ณ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เมื่อ 9 พฤษภาคม 2555……นายอำพล เสนาณรงค์ คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงาน กปร. ตรวจเยี่ยมโครงการ พัฒนานำพลังงานความเย็นและก๊าซคาร์ บอนไดออกไซด์จากขบวนการแยกก๊าซมาใช้พัฒนาการปลูกพืชเมืองหนาว เช่น ทิวลิป ลิลลี่ และสตรอเบอรี่ ซึ่งเป็นโครงการที่สำนักงาน กปร. และโครงการศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมดำเนินการศึกษาวิจัย ณ สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ระหว่างปี 2555–2557 โดยมุ่งน้อมนำแนวพระราชดำริในการศึกษาทดลองของโครงการศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ฯ มาขยายผล…… นายยรรยงค์ แสนสิงห์  ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 3 จังหวัดอุดรธานี (สศข.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ภัยแล้งจังหวัดนครพนม ว่า เบื้องต้นพบชาวบ้านเดือดร้อนกว่า 78,771 ครัวเรือน พื้นที่ทำการเกษตรได้รับความเสียหายกว่า 30,000 ไร่ โดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นาปรัง ได้รับผลกระทบหนักสุดเป็นพื้นที่  อ.ศรีสงคราม ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในการเกษตร ล่าสุดจังหวัดนครพนม ได้ประกาศให้จังหวัดนครพนม เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ประสบปัญหาภัยแล้ง ทั้งหมดครบ 12 อำเภอ จำนวน 97 ตำบล 1,065 หมู่บ้านแล้ว…… ส่วน สถานการณ์การผลิตข้าวนาปรัง ปีเพาะปลูก 2555 ในเขตพื้นที่จังหวัดนครพนม มีพื้นที่ปลูก 87,470 ไร่  คาดว่าจะได้ผลผลิตข้าวเปลือก 39,720 ตัน  แต่จากที่มีพื้นที่ประสบภัยแล้งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง จึงอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตได้ และมีแนวโน้มขยายวงกว้างต่อเนื่อง……

kasetnews@dailynews.co.th