ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ฟิล่า บราซิลเลียโร่..หมานักสู้ สุนัขสงคราม..สายเลือดแซมบ้า 2011/01/04

4 มกราคม 2554, 05:00 น.

ผ่านทางฟิล่า บราซิลเลียโร่..หมานักสู้ สุนัขสงคราม..สายเลือดแซมบ้า – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_138740

 

“นูมส์ บัลบัว (Nums Balboa)”…หรือ เหล่าทหารสเปน ได้ข้ามดินแดนแห่ง คาบสมุทรปานามา เพื่อมาสำรวจพื้นที่ทางด้าน มหาสมุทรแปซิฟิก ปัจจุบันคือ ประเทศบราซิล และได้นำเอาสุนัขพันธุ์ใหญ่ ติดตามมาด้วย เป็น เผ่าพันธุ์สงครามเผ่าหนึ่ง ที่มีชื่อว่า “MOLOSSER”

ปัจจุบันเรียกกันว่า “เบเซอรีลโล่” (BECERILLO) อันมีคำแปลของชื่อนี้ว่า “ลูกวัว” เป็นชื่อที่ผู้พิชิตดินแดนในโลกใหม่ คือ ดีเอโก้ เดอะ ซาลาซาร์ ใช้เรียกสุนัขของตนอีกนามหนึ่งว่า…ฟิล่า บราซิลเลียโร่ สุนัขสายพันธุ์นี้ เชื่อว่าเป็นการผสมข้ามพันธุ์ระหว่าง ฟิล่า แทร์ไซเรนเซ กับ มาสตีฟ ในปัจจุบันนี้ก็ยังคงมีให้เห็นกันได้ใน ประเทศสเปน และ โปรตุเกส

สุนัขพันธุ์นี้มี ส่วนสูงประมาณ 60 เซนติเมตร จากปลายเท้าไปสู่หัวไหล่  และมี  รูปร่างกลมกะทัดรัด มันมีหัวใหญ่กว้างและมีกรามที่แข็งแรงมาก มีหนังเรียบ แต่จะมีผิวหนังที่บริเวณใบหน้าย่นเข้า มีกระดูกสันบนของกะโหลกแข็งแกร่ง อกลึกย้อนลงต่ำ…

 

คุณลักษณะด้านจิตใจเหมือนกับสุนัขพันธุ์ บูลด๊อก อาทิ ทรงพลัง และใจเด็ดเดี่ยว มีหูที่ห้อยตกไปทางเบื้องหลัง หัวเหมือนบูลด๊อก ทำให้ทั้งเกษตรกร และผู้ประกอบกิจกรรมทำไร่ใหญ่ๆ มักนิยมเลี้ยงสุนัขพันธุ์ ฟิล่า บราซิลเลียโร่ ที่มีสายเลือดสืบมาจากพันธุ์ บูลด๊อกเป็นอันมาก

จากนั้นได้นำ ฟิล่า บราซิลเลียโร่ มาผสมพันธุ์ กับ พันธุ์บลัดฮาวน์ และ พันธุ์มาสตีฟ เพื่อให้มีส่วนสำคัญในด้านวิวัฒนาการ ของ  สายพันธุ์สุนัขฟิล่า บราซิลเลียโร่ตัวใหม่ๆ ด้วย

ปัจจุบันนี้ทั้ง ฟิล่า บราซิลเลียโร่  และ มาสตีฟ เมื่อมันมี ลูกอ่อนออกมามีรูปร่างหน้าตาเหมือนๆกัน ในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของชีวิตโดยไม่ผิดเพี้ยน และพันธุ์ มาสตีฟนี่แหละที่ให้ โครง สร้างกระดูกอันแข็งแรงแก่สายพันธุ์ฟิล่า ให้คอที่สั้นและ กะทัดรัดแข็งแรงพร้อมทั้งหลอดคอที่มั่นคง ที่มีลักษณะโค้งตัวเล็กน้อย

ในการปรับปรุงพันธุ์ ฟิล่า บราซิลเลียโร่ เพื่อใช้งานเป็นสุนัขในงานฟาร์ม สำหรับ ขบวนคาวบอย และกลุ่มนักชำแหละเนื้อวัว ใช้งานในการล่าสัตว์ใหญ่ จึงได้ใช้ สุนัขพันธุ์ฟอกซ์ฮาวน์ (FOXHOUND) เกรย์ฮาวน์ (GREYHOUND) และ พันธุ์พอยน์เตอร์ (POINTERS) นำมาใช้ผสมเพื่อสายพันธุ์ให้แก่ สุนัขฟิล่า บราซิลเลียโร่ ด้วย ซึ่งก็เป็นเหตุให้เกิดมีการแตกพันธุ์ออกไปอีกหลายสาย แล้วแต่ว่าจะต้องการให้มีคุณสมบัติเด่นด้านไหน…

แต่…สุนัขฟิล่า บราซิลเลียโร่…ยังเป็นสายพันธุ์ที่ได้ ปรับตัวให้เข้ากับลมฟ้าอากาศ ของหลายประเทศในโลกนี้ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งมันยังมี สัญชาตญาณในการป้องกันเจ้าของอย่างเยี่ยมยอด จนได้รับการขนานนามว่า…องครักษ์พิทักษ์มนุษย์ (ผู้เลี้ยง)…!! 

 

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน
  • 4 มกราคม 2554, 05:00 น.

 

 

“แมลงเต่่าทอง” ตัวชี้วัดสิ่งแวดล้อม 2010/12/29

28 ธันวาคม 2553, 05:00 น.

ผ่านทาง\”แมลงเต่่าทอง\” ตัวชี้วัดสิ่งแวดล้อม – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_137360

 

แมลงเต่าทองตัวโตเต็มวัย.

หลายวันก่อนมีโอกาสแวะเวียนไปหา ป้าสุดใจ ตันวัฒนชัยกุล เกษตรกรตำบลโพรงมะเดื่อ อ.เมือง จ.นครปฐม ที่ทำอาชีพปลูกผักหมุนเวียนโดยยึดแนววิถี “ชีวภาพ”

…ป้าสุดใจ บอกกับ “หลายชีวิต” ว่า หลังจากละทิ้งเกษตรเคมีมาแล้ว นอกจากช่วย ลดต้นทุน สภาพดินดี สุขภาพดีขึ้น ยังเห็นแมลงชนิดต่างๆ โดยเฉพาะ “เต่าทอง” ที่นับวันจะหาดูได้ยาก เริ่มกลับมาบินวนเวียน ทำหน้าที่เหมือนผู้ช่วยกำจัดพวกเพลี้ยชนิดต่างๆ

สำหรับ แมลงเต่าทอง (Lady bug) หรือด้วง เต่าทอง เป็นแมลงปีกแข็งมีขนาดเล็ก และคาดว่ามีชีวิต อยู่บนโลกกลมๆใบนี้ยาวนานกว่า 300 ล้านปี และยังคงเฟื่องฟูอยู่ทุกวันนี้ โดยพวกมันมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ ซึ่งสมัยโบราณคนยุโรปมีความเชื่อว่าการปรากฏตัวของแมลงดังกล่าวจะ นำความโชคดีมาเยือน

ในช่วงปลายปี ค.ศ.1880 รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เกิดฝูงแมลงเข้ามาทำลายผลส้ม หลายคนต่างหาวิธีกำจัด กระทั่งนึกถึงเรื่องเล่าที่ว่า เกิดแมลงศัตรูพืชจำนวน มากมาทำลายข้าวในนา ชาวนาอับจนปัญญาช่วยตัวเองไม่ได้ จึงหันไปสวดอ้อนวอน “พระแม่มารี” ที่ต่อมาได้ส่งแมลงเต่าทองตัวน้อย (ปีกสีแดง สีส้ม สีเหลือง มีจุดวงกลมสีดำ) จำนวนมากมาย ลงมาช่วยจัดการกับเหล่าศัตรูพืชจนหมด

…และจากเรื่องราวที่ เล่าต่อกันมานี้เอง ชาวสวนจึงรวมใจกันสั่งซื้อแมลงเต่าทอง จำนวน 1 พันตัว จากออสเตรเลีย เข้ามาปล่อย ให้แพร่พันธุ์ในบริเวณสวนส้ม ซึ่ง “เลดี้บัค” ได้ช่วยกันกำจัดแมลงศัตรูพืชไปจนหมดสิ้น…

ป้าสุดใจ  ตันวัฒนชัยกุลป้าสุดใจ ตันวัฒนชัยกุล

แมลงเต่าทอง   มีความสามารถในการหาที่อยู่ ใหม่ และพัฒนารูปแบบการใช้ชีวิตหากินในระบบนิเวศได้ เป็นอย่างดี พวกมันสามารถหากินในที่แคบ และอาศัยอยู่ ใต้ก้อนหิน เปลือกไม้ได้ ในยามที่อากาศหนาวเย็นมักพบอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งบางคนบอกว่าช่วงนี้เป็นการ “จำศีล” หรืออาจพักร่างกาย เพื่อรอช่วงใบไม้อ่อนเริ่มแตกผลิตใบ

…หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่า เต่าทองตัวเมีย เริ่มออกวางไข่ซึ่งมีลักษณะรูปร่างรีๆ สีเหลือง ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร เรียงคล้ายบันไดใต้ใบไม้   หลังตัวอ่อนฟักออกมาสู่โลกภายนอก     มีลำตัวยาวสีเทาดำ มีจุดลายสีขาวอมเหลือง มีหนามตามลำตัว มีขา 3 คู่ เคลื่อนไหวได้ว่องไวเพื่อล่าเพลี้ยกินเป็นอาหาร ตุนไว้ดำรงชีวิตให้อยู่รอดขณะเปลี่ยนเป็นดักแด้ พอโตเต็มวัยมีสีแดง แดงอมส้ม หรือเหลือง โดย เฉพาะตัวที่มีอายุน้อย ที่ปีกมีจุด 6 จุด ซึ่งเป็นเส้นหยักขวาง 2 คู่ และจุดอีก 1 คู่ ใกล้ปลายปีก ในช่วงนี้พวกมันจะล่าเพลี้ยชนิดต่างๆ อาทิ พวก เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยแป้ง และ ไข่หนอน กินเป็นอาหาร อย่างต่อเนื่อง….

ปัจจุบันเด็กๆ มีโอกาสเห็น “เลดี้บัค” กันน้อย สาเหตุ หนึ่งมาจากการใช้สารเคมีในไร่สวนจำนวนมากนั่นเอง ส่วน บ้านไหนที่ปรับเปลี่ยนไปใช้ชีวภาพกำจัดศัตรูพืช เต่าทองก็จะออกมาอวดรูปโฉมให้เห็น เสมือนบ่งบอกว่าโชคดี (เพราะลดต้นทุนการผลิตลงได้) กำลังมาเยือนสวนนี้แล้ว

ฉะนี้…จึงกล่าวได้ว่า แมลงเต่าทองเป็นตัวชี้วัดสภาพแวดล้อมว่ามีสารพิษตกค้างอยู่มากน้อยเพียงใดได้เป็นอย่างดี… 

 

เพ็ญพิชญา เตียว

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 28 ธันวาคม 2553, 05:00 น.

 

 

ดำภูพาน..หมู3สายพันธุ์ ทนโรค..เลี้ยงง่าย-กำไรดี 2010/12/29

21 ธันวาคม 2553, 05:00 น.

ผ่านทางดำภูพาน..หมู3สายพันธุ์ ทนโรค..เลี้ยงง่าย-กำไรดี – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_135550

 

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีกระแสพระราชดำรัสเมื่อครั้งเสด็จฯไปเยี่ยมชมกิจกรรมใน…ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ว่า…”หมูที่นำมาส่งเสริมต้องเป็นหมูที่เลี้ยงง่าย กินง่าย ใช้อาหารตามธรรมชาติ ที่มีต้นทุนไม่สูงนัก…”

จากกระแสพระราช ดำรัสข้างต้น…ทางศูนย์จึงให้…น.สพ.วิศุทธิ์ เอื้อกิ่งเพชร  หัวหน้างานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์ พร้อม ทีมงาน ศึกษาค้นคว้าวิจัยและพัฒนาให้ได้สายพันธุ์หมู ตรงตามความต้องการของผู้เลี้ยง คือ…เลี้ยงง่าย โตเร็ว ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม ทนทานต่อโรค ให้ลูกดก เลี้ยงลูกเก่ง ตัวกะทัดรัด เมื่อนำไปขุนให้เนื้อแดงมากกว่าไขมัน

น.สพ.วิศุทธิ์ เอื้อกิ่งเพชร บอกว่า…เริ่มด้วยการคัดเลือกคุณสมบัติสุกร จาก 3 สายพันธุ์ มาเป็นพ่อแม่พันธุ์ ประกอบด้วย เหมยซาน ที่มีลักษณะเด่นคือ ให้ลูกดก เลี้ยงลูกเก่ง ปรับตัวเข้ากับสภาพการเลี้ยงได้ดี กับ พันธุ์พื้นเมืองสกลนคร (หมูกี้) เป็นหมู ขนาดลำตัวกะทัดรัด ทนต่อโรค มีใบหูเล็ก และ ดูร็อคเจอร์ซี่ มีลักษณะเด่นที่ลำตัวยาว ให้ปริมาณเนื้อแดงมาก ไขมันต่ำ เมื่อวางแผนการผลิตโดยการนำหมูกี้พันธุ์พื้นเมืองผสมกับเหมยซาน ได้ลูกเป็น รุ่น F1 แต่ ยังมีไขมันสูง จึงเอา ดูร็อคเจอร์ซี่ ที่มีสีน้ำตาลแดงใส่เข้าไป

 

หมูดำภูพานหมูดำภูพาน

จากนั้นก็ออกมาเป็น ลูกรุ่น F2 มีสีน้ำตาลดำ เมื่อคำนวณสายพันธุ์ กลายเป็น ดูร็อคเจอร์ซี่ 50% หมูกี้ 25% และเหมยซาน 25% ได้ทดลองขุน ผลปรากฏออกมาว่า ได้เปอร์เซ็นต์ซากดีกว่า หมูเหมยซาน 100%…แต่ต้นทุนในการเลี้ยงกับราคาขายเทียบกันแล้วไม่มีกำไร จึงนำสายพันธุ์ F2   มาปรับปรุงให้ทุกสายเลือดสูงขึ้นทั้ง    3 สายพันธุ์ 

…หมูรุ่น F3 มีสายเลือดดูร็อคเจอร์ซี่ สูงประมาณ 62.5% ได้ลูกดกถึง 17 ตัว ใบหูเล็ก ลำตัวสันทัด ตัวยาว หลังยาว เนื้อสันใน และสันนอกก็ใช้ได้หมด ต่อมานำ สายพันธุ์ ลาร์จไวท์ แลนเรซ เข้ามาผสมและพยายามให้พันธุ์ดูร็อคเจอร์ซี่มีเลือดอยู่ 62.5 ส่วนที่เหลือ 37.5 เป็นสายพันธุ์หมูกี้กับเหมยซาน กลายเป็น หมูรุ่น F4 ออกมา 2 กลุ่ม คือ ภูพาน 1 กับ ภูพาน 2 มีทั้ง สีดำ และ สีขาว…

เมื่อต้องการให้เป็นสีอะไร…ก็สามารถที่จะผสมใหม่ตามความต้องการของผู้เลี้ยง แล้วส่ง ลูกพันธุ์หมูภูพาน ไปทดสอบให้เลี้ยงที่จังหวัดสงขลา ปรากฏว่า… หมูภูพานสีดำเป็นที่ชื่นชอบกันมาก… เพราะ ทนต่อโรค เลี้ยงง่ายขายแล้วมีกำไรดี

 

ชัยมงคล ไชยรบชัยมงคล ไชยรบ

นายชัยมงคล ไชยรบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร บอกว่า ระหว่างวันที่ 24-26 ธันวาคมนี้ จังหวัด สกลนคร ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัด ได้จัดงาน เทศกาลโคขุนโพน-ยาง ประจำปีขึ้น บริเวณสนามมิ่งเมือง โดยจะมีการนำของเด่นจาก ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระ ราชดำริ นั่นก็คือ 3 ดำ ประกอบด้วย… หมูดำภูพาน, ไก่ดำภูพาน และ วัวดำภูพาน จัดโชว์ให้ได้ชม… 

อีกทั้งยังมีการประกวด นักตุ๋นไก่ดำ สูตรอาหารจานเด็ดเนื้อโคขุน โพนยาง   เมนูก๋วยเตี๋ยวบกสูตรพระราชทาน ประกวดย้อมผ้าครามจากภูมิปัญญาชาวบ้าน   การออกร้านของดี 4 ภาค สินค้าโอทอป 5 ดาว การแสดงของดารา นักร้องมากมาย ฯลฯ

หากใครสนใจก็ไป    “…ลิ้มรสโคขุน ละมุนนมโคถิ่นภูพาน จิบรสหวานน้ำหมากเม่า ใต้แสงดาวหนาวนี้ ที่สกลนคร…”

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน
  • 21 ธันวาคม 2553, 05:00 น.

 

 

มก.วิจัยวัคซีนเชื้อ PRRS แก้ปัญหาในฟาร์ม…สุกรตายหมู่ 2010/12/29

20 ธันวาคม 2553, 05:00 น.

ผ่านทางมก.วิจัยวัคซีนเชื้อ PRRS แก้ปัญหาในฟาร์ม…สุกรตายหมู่ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_135315

 

รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดี  มก. พร้อมด้วย รศ.น.สพ.กิจจา อุไรรงค์ และผู้แทนกรมปศุสัตว์.

ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมานี้ เชื้อไวรัส PRRS (Porcine Reproductive and Respiratory Syndrome) ได้กลับมาระบาดขึ้นในหลายแห่ง ส่งผลให้สุกรที่เกษตรกรเลี้ยงไว้ล้มตายยกฟาร์ม

ฉะนี้…รศ.น.สพ.กิจจา อุไรรงค์ ภาควิชาเวชศาสตร์และทรัพยากรการผลิตสัตว์ คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงทำวิจัยเพื่อสร้างวัคซีนฉีดควบคุมและป้องกันโรค ระบาดในสุกร (PRRS) ขึ้น

รศ.น.สพ.กิจจา เปิดเผยว่า…เชื้อดังกล่าวมีผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ และระบบการสืบพันธุ์ โดยเชื้อดังกล่าวจะคงอยู่ในร่างกายสุกรนานมาก ซึ่งประเทศไทยนั้นพบว่าฟาร์มเลี้ยงกว่า 99 เปอร์เซ็นต์ มีเชื้อ ชนิดนี้แฝงอยู่ แต่ที่ไม่แสดงอาการและสร้างความเสียหาย เป็นเพราะฟาร์มขนาดใหญ่มีระบบการเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน มีการทำวัคซีนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การระบาดจึงมักพบในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อย

 

แม่สุกรที่ติดเชื้อและตกลูกก่อนกำหนด.แม่สุกรที่ติดเชื้อและตกลูกก่อนกำหนด.

 

สำหรับสาเหตุและปัจจัยก่อโรคนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการเคลื่อนย้ายสุกรป่วย หรือสุกรที่เป็นพาหะของโรคเข้ามารวมฝูง และ การใช้พ่อพันธุ์เร่ จากหมู่บ้านต่างๆ เมื่อมีการติดเชื้อจะแพร่ระบาดไปอย่างรวดเร็ว แล้วถูกขับออกมาจากร่างกายของสุกรป่วย   ทางอุจจาระปัสสาวะ ลมหายใจ น้ำเชื้อ และติดต่อไปยังสุกรตัวอื่นโดยการกิน   สัมผัสโดยตรง หากเป็นแม่สุกรพันธุ์จะแท้งในช่วงท้ายการตั้งท้อง มีลูกตายแรกคลอด

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทีมวิจัยจึงได้คิดค้นวัคซีนที่ผลิตจากเชื้อ PRRSv ชนิด US-strain ที่คัดแยก ได้จากสุกรป่วยในประเทศไทย ชนิดเชื้อตาย มาพัฒนาทดลองใช้ควบคุมโรครองรับการผลิตในฟาร์มขนาดใหญ่ (รวมกันประมาณ 1 แสนแม่) อย่างต่อเนื่องมาแล้วไม่ ต่ำกว่า 5 ปี กับ ชนิดเชื้อเป็น ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อรองรับการใช้ในลูกสุกร (ฉีดครั้งเดียว) ใช้ควบคุมปัญหา PRDC ที่ก่อการสูญเสียและกระทบการเติบโตช่วงอนุบาล หรือขุน ซึ่งได้พัฒนามาแล้วประมาณ 2 ปี

สำหรับขั้นตอนการทดสอบ ทีมวิจัยได้นำวัคซีนดังกล่าวไปฉีดให้สุกรทดแทน (พ่อและแม่พันธุ์) มีภูมิคุ้มสูงๆ (เน้น CMI) ต่อ PRRS ก่อนเข้าทดแทนในฝูง ป้องกันการแพร่เชื้อและป่วยจากการติดไวรัส PRRS และโรคแทรกซ้อนช่วงอุ้มท้อง ช่วงตกลูกและเลี้ยงลูก เพื่อลดความเสี่ยงต่อการระบาดช่วงเครียดหรือช่วงถูกกดภูมิคุ้มกัน เช่น กรณีมี “ชีวพิษเชื้อรา” ปนเปื้อนในอาหาร ทำให้ฝูงแม่พันธุ์เป็น stable herd ในฟาร์มเครือข่าย รวม 2-3 ครั้ง ห่างกัน 3-4 สัปดาห์

 

วัคซีนควบคุมโรค PRRS.วัคซีนควบคุมโรค PRRS.

 

หลังการวิจัยพบว่า วัคซีนดังกล่าวให้ผลดีมากเมื่อเทียบกับการจัดการแบบ เดิม (คลุกกับสุกรอนุบาลที่แพร่เชื้อ ฉีดด้วยซีรั่มที่มี PRRSv) อีกทั้งให้ผลแน่นอนกว่า นอกจากนี้ ในการฉีดครั้งแรกควรทำให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อให้มีเวลา cool down มากที่สุด ก่อนการผสม (เป็นสัด)

โดยช่วงอายุสุกรอยู่ที่ประมาณ 5 เดือน ในกรณีมีฝูงทดแทนเองในฟาร์ม และช่วงอายุประมาณ 6 เดือน ในกรณีซื้อสุกรทดแทนเข้าฟาร์ม จากนั้นอาจสุ่มตรวจสอบเพิ่มเติมด้วยวิธี PCR ซึ่งสุกรทดแทนที่ผ่านการเตรียมที่ถูกต้องจะให้ผลการตรวจเป็นลบ ซึ่งหมายความว่า โอกาสแม่แพร่เชื้อในเล้าคลอดต่ำมาก และไม่มีผลเสียต่อการผลิต อีกทั้งโอกาสที่จะมีการระบาดด้วย PRRS น้อยมาก

และ…มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ตกลงที่จะถ่ายทอดวิธีการผลิตวัคซีนให้กับกรมปศุสัตว์ผลิต เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในกลุ่มเกษตรกรรายย่อย แต่จะได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์มันขึ้นอยู่กับการจัดการภายในฟาร์มด้วยเช่นกัน.

เพ็ญพิชญา เตียว

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 20 ธันวาคม 2553, 05:00 น.

 

 

กอกวงฮวด..ฟาร์มปลาทับทิม ตัดกำไรสร้างรีสอร์ทเสริมรายได้ 2010/12/29

15 ธันวาคม 2553, 05:05 น.

ผ่านทางกอกวงฮวด..ฟาร์มปลาทับทิม ตัดกำไรสร้างรีสอร์ทเสริมรายได้ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_134094

 

ปลาทับทิม…เป็นปลาที่ได้รับการปรับปรุงสายพันธุ์โดย เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ทุ่มเทงบประมาณและเวลาด้านการศึกษาพัฒนาสายพันธุ์ นำ เทคโนโลยีการเพาะลูกปลาในน้ำทะเล แล้วใช้อาหารสำเร็จรูปคุณภาพสูงเพื่อเลี้ยงให้เจริญเติบโต…

นายอดิศร์ กฤษณวงศ์ กก.ผจก.อาวุโส บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร บอกว่า ข้อดีของปลาทับทิม เป็นปลาที่ถูกพัฒนามาให้เลี้ยงในแม่น้ำที่มีน้ำไหล ซึ่งจะเป็นปลาที่ค่อนข้างสะอาด ดังนั้นจะไม่สนับสนุนให้ไปเลี้ยง ในบ่อดินเหมือนปลานิล ทาง ซีพีเอฟ จึงส่งเสริมให้เลี้ยงในแหล่งน้ำที่สะอาดเพื่อให้มีคุณภาพเนื้อที่ดี…

…ทั้งนี้ การควบคุมคุณภาพน้ำให้เหมาะสมตลอดระยะเวลา เพื่อให้ได้ ผลผลิตที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ มีคุณสมบัติพิเศษที่จะเป็นปลาเนื้อทางเศรษฐกิจ หัวเล็ก สันหนา มีปริมาณเนื้อมากถึง 40% ของน้ำหนัก เติบโตเร็ว เนื้อขาวแน่นละเอียด รสชาติดีสามารถส่งออกไปจำหน่ายยังต่าง ประเทศ เช่น ยุโรป อเมริกา  และญี่ปุ่น  ทั้งในรูปของ  แช่แข็งทั้งตัวและ ฟิลเลต (Fillet)

วรชัย แสงวณิช (คนซ้าย) กับอดิศร์ กฤษณวงศ์ (สวมแว่น)วรชัย แสงวณิช (คนซ้าย) กับอดิศร์ กฤษณวงศ์ (สวมแว่น)

“…กอกวงฮวด…” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง เลขที่ 54 หมู่ 2 ต.บางนกแขวก อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม เป็นฟาร์มปลาทับทิมเก่าแก่ที่เลี้ยงปลาชนิดนี้ มี นายวรชัย แสงวณิช หรือ เฮียกู้ เจ้าของฟาร์ม ผู้บุกเบิกการเลี้ยงปลาทับทิมในลุ่ม น้ำแม่กลอง เล่าว่า ผมเลี้ยงปลาทับทิมมาเป็นเวลา 11 ปีเต็ม และเป็น ผู้เลี้ยงในกระชังรายแรกของประเทศไทย

จนกระทั่งได้รับพระราชทานชื่อในวันที่ 22 มกราคม 2541 ช่วงแรกประสบปัญหาด้านการตลาดเพราะเป็นปลาชนิดใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้จัก เราก็ต้องปรับกระบวนการเลี้ยงจากเดิมที่มีเพียง 6 กระชัง เพิ่มเป็น 50 และ เป็นกว่า 100 กระชัง ขยายจนเต็มพื้นที่ ซึ่งหากรวมพื้นที่เช่าด้วย ปัจจุบันมี ทั้งหมด 300 กระชัง ทำให้เป็น ผู้เลี้ยงปลาทับทิมรายใหญ่ ที่สุดในลุ่มน้ำแม่กลอง ซึ่งมีผู้เลี้ยง ในแม่น้ำ แม่กลองจำนวน 100 ราย

เฮียกู้ เล่าต่อว่า วิธีการเลี้ยง กระชังละ ประมาณ 800 ตัว ใช้เวลา อย่างน้อย 6 เดือน จึงจะได้ ปลาไซส์จาน เมื่อประสบความสำเร็จ ตั้งแต่เลี้ยง ปลาทับทิมมากว่า 11 ปี ยังไม่เจอปัญหาด้านการตลาด ปัจจุบันตลาดดีมากผลิตแทบจะไม่พอขาย อีกอย่าง คุณภาพน้ำของแม่น้ำแม่กลองที่เลี้ยงอยู่มีคุณภาพดีกว่าแม่น้ำสายอื่นๆ เมื่อมีน้ำดีปลาที่เลี้ยงก็มีคุณภาพที่ดีด้วย

หากเอาไปเปรียบเทียบกับปลาทั่วประเทศเชื่อว่าที่นี่น่าจะเป็นอันดับหนึ่ง ในเรื่องคุณภาพ และรสชาติ ตลาดส่วนใหญ่อยู่ในเขต จังหวัดราชบุรี และ สมุทรสงคราม ซึ่งอยู่ใน ธุรกิจโต๊ะจีน ที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูงในเรื่องของรสชาติอาหาร และความสด สะอาดของวัตถุดิบ…

ปลาทับทิมในกระชัง.ปลาทับทิมในกระชัง.

ล่าสุด…กรมประมงก็ตั้งให้เป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีประจำตำบล และพยายามทำที่พักให้เป็น บ้าน ปลาทับทิมแม่กลอง รีสอร์ท เพิ่งเสร็จเมื่อปี 2550 และเปิดรับนักท่องเที่ยวได้แล้ว โดยไม่ได้กู้ยืมใคร แต่ใช้ เงินกำไร จากการเลี้ยง ปลาทับทิมจำนวน 10 ล้านบาท…

สนใจไปชมกระชังปลาทับทิมที่ บ้านปลาทับทิมแม่กลอง รีสอร์ท กริ๊งกร๊างหา วรชัย แสงวณิช 0-3473-0182-3 หรือคลิกที่ WWW.BANPLATABTIMRESORT.COM

 

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน
  • 15 ธันวาคม 2553, 05:05 น.

 

 

มช.ใช้เทคนิคสเปิร์มไซโตทอกซิคเพิ่มเพศเมียในการผสมเทียมโคนม 2010/12/29

13 ธันวาคม 2553, 05:05 น.

ผ่านทางมช.ใช้เทคนิคสเปิร์มไซโตทอกซิคเพิ่มเพศเมียในการผสมเทียมโคนม – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_133621

 

โคนมเพศเมียที่ได้จากการคัดสเปิร์ม.

ลูกโคนมเพศผู้ ณ วันนี้มีมูลค่าอยู่แค่…600 บาทต่อตัว ส่วน ลูกโคนมเพศเมีย จะมีราคาถึงตัวละ 3,600 บาท ด้วยเหตุผลที่มีส่วน แตกต่างกันถึง 3,000 บาทนี่เอง

นักวิจัยด้านการปศุสัตว์ จึงมีการจัดตั้งโครงการวิจัย ในการผสมเทียมโคให้ได้เพศเมียมากที่สุดด้วยเทคนิคสเปิร์มไซโตทอกซิค โดยมี รศ.เพทาย พงษ์เพียจันทร์ จากภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหัวหน้าโครงการ มีนักวิจัยร่วมจาก ศูนย์ผลิตน้ำเชื้อพ่อโคพันธุ์ โครงการหลวงอินทนนท์ สำนักเทคโนโลยีชีวภาพ กรมปศุสัตว์ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ฯลฯ เข้ามาร่วมช่วยกันทำงานเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ…

รศ.เพทาย พงษ์เพียจันทร์ บอกว่า การเพิ่มจำนวน โคเพศเมียภายในฟาร์ม เป็นแนวทางที่จะส่งผลต่อ ปริมาณน้ำนมดิบโดยรวมของประเทศ ส่วนใหญ่การเพิ่มจำนวนโคภายในฟาร์ม เกษตรกรจะใช้วิธีผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อแช่แข็งจากพ่อพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งโคลูกผสมเหล่านี้มักมีปัญหาในการให้ผลผลิต เนื่องจาก ไม่มีความทนทานต่อโรคในเขตอากาศร้อนชื้น ในประเทศไทย ทำให้โอกาสในการเกิดเพศของโคนั้นขึ้นกับ สเปิร์มเอ็กซ์และสเปิร์มวาย ในสภาพตามธรรมชาติสัดส่วนของการเกิดเพศผู้กับเพศเมียเป็น 1 ต่อ 1

การวิจัย เริ่มจากการลดสัดส่วนสเปิร์มเอ็กซ์และสเปิร์มวาย ของโคนมในห้องปฏิบัติการจาก ปฏิกิริยาไซโตทอกซิคซิตี้ระหว่างโมโนโคลนอลแอนติบอดี ต่อเอช-วายแอนติเจน และ ระบบ Complement จากนั้นได้ พัฒนาการใช้เอช-วายแอนติบอดี ที่ผลิตได้ในการผลิตน้ำเชื้อโคนม แช่แข็งคัดเพศจากปฏิกิริยาไซโตทอกซิคซิตี้ เป็นการเพิ่มสัดส่วนการเกิดโคนมเพศเมียภายในฟาร์มจากปกติ 50:50 (เพศผู้ต่อเพศเมีย)

รศ.เพทายบอกอีกว่า ขั้นต่อมา การวิจัยผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีต่อแอนติเจน ที่จำเพาะเจาะจง ต่อ สเปิร์มที่มีโครโมโซมวายของโคนม ที่มีอยู่แล้วให้มีปริมาณมากพอสำหรับการทดลองภาคสนาม และเพิ่มความจำเพาะเจาะจงของแอนติบอดีต่อแอนติเจนที่ จำเพาะเจาะจงต่อสเปิร์มที่มีโครโมโซมวาย เพื่อพัฒนาชุดปฏิกิริยาไซโตทอกซิคสำเร็จรูป เป็น 2 รูปแบบ คือ แบบที่ใช้ครั้งละ 1 มิลลิลิตร กับน้ำเชื้อสด ก่อนทำการแช่แข็งหรือใช้ผสมสดแบบที่ใช้ในเกษตรกรรายย่อยสำหรับโคเป็นรายตัว และ การประยุกต์ใช้ชุดปฏิกิริยาไซโตทอกซิคสำเร็จรูป

รศ.เพทาย พงษ์เพียจันทร์รศ.เพทาย พงษ์เพียจันทร์

…กระบวนการปฏิกิริยาไซโตทอกซิค จากการใช้ ผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีที่ผลิตได้ และผลของประสิทธิภาพกระบวนการเกิดปฏิกิริยาไซ-โตทอกซิค เพื่อผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งโคนม ที่ผ่านขบวนการไซโตทอกซิคซิตี้ให้มีสัดส่วนสเปิร์มเอ็กซ์มากขึ้น เพื่อเพิ่มจำนวนโคนมเพศเมียในฟาร์ม เกษตรกรในเขตจังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน โดยการผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อแช่แข็งที่ผ่านการคัดเพศ

…นั่นก็หมายถึง การจะมี แม่โคที่สามารถผลิตน้ำนมเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนเพศเมีย : เพศผู้ เปลี่ยนจาก 50:50 เป็นร้อยละ 70 ต่อ 30…ผลงานนี้ก็จะเป็นการสร้างรายได้ให้กับ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคมากยิ่งขึ้นในอนาคตข้างหน้า…!!
 

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน
  • 13 ธันวาคม 2553, 05:05 น.

 

 

โฮลส์ไตน์ฟรีเชี่ยน..โคนมพันธุ์ดีเชียงใหม่เฟรชมิลค์..ผลิตลูกผสม 2010/12/29

7 ธันวาคม 2553, 05:00 น.

ผ่านทางโฮลส์ไตน์ฟรีเชี่ยน..โคนมพันธุ์ดีเชียงใหม่เฟรชมิลค์..ผลิตลูกผสม – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_132203

 

ลูกผสมโฮลส์ไตน์ฟรีเชี่ยน.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานอาชีพ…การเลี้ยงโคนม…ให้กับเกษตรกรบ้านเรา เนื่องจากมีกิจกรรมต่อเนื่อง เช่น โรงงานแปรรูป วิศวกร การขาย การตลาด รวมทั้ง…ได้ปุ๋ยมูลโค มาใช้กับภาคการเกษตรเพื่อลดต้นทุน ทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางอาหาร…

วีระศักดิ์ วงษ์สมบัติวีระศักดิ์ วงษ์สมบัติ

นายวีระศักดิ์ วงษ์สมบัติ ประธานชมรมนมสร้างชาติ บอกว่า “โคนม” เป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย มีข้อโต้แย้งมากมายถึงสภาพภูมิศาสตร์ของประเทศไทย ที่มีอุณหภูมิ แสงแดด ดิน น้ำ ลม ความชื้น และพื้นที่เพาะปลูกอาหารสัตว์ที่อาจไม่เอื้อต่อการเลี้ยง แต่ปัจจุบัน นักสัตวบาลของบ้านเรา สามารถสร้างโรงเรือนที่เหมาะสม แก้ไขวิธีการเลี้ยง และปรับปรุงพันธุ์โคนมด้วยการพัฒนาสายพันธุ์ จาก โฮลส์ไตน์ฟรีเชี่ยนมาเป็นลูกผสม…ที่อดทนต่อสภาพแวดล้อม และให้น้ำนมดี ทำให้ปัจจัยหลักของปัญหาต่างๆ ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงโคนมของไทย…

บัลลพ์กุล ทิพย์เนตรบัลลพ์กุล ทิพย์เนตร

นายบัลลพ์กุล ทิพย์เนตร กรรมการผู้จัดการบริษัทเชียงใหม่ เฟรชมิลค์ฟาร์ม จำกัด ตั้งอยู่ที่ 57/1 หมู่ 6 ต.ท่าวังตาล อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ผู้สร้างฟาร์ม “โคนมโฮลส์ไตน์ฟรีเชี่ยน” พร้อมกับผลิตลูกผสมออกมา บอกว่า โคนมขาวดำ หรือ โฮลส์ไตน์ฟรีเชี่ยน ในทวีปยุโรปมักนิยมเรียกว่า ฟรีเชี่ยน (Friesian) ซึ่งชื่อสอดคล้องกับ เมืองฟรีแลนด์ ของ เนเธอร์แลนด์ แต่ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา เรียกว่า โฮลส์-ไตน์ (Holstein) ซึ่งคาดว่าเรียกตามชื่อรัฐ Holstein ประเทศไทยได้นำเข้าน้ำเชื้อและตัวโคจากสหรัฐ-อเมริกาและแคนาดา จึงเรียกรวมกันว่า โฮลส์ไตน์ฟรีเชี่ยน (Holstein Friesian) โคพันธุ์นี้มีขนาดใหญ่ เพศผู้หนัก 800-1,000 กิโลกรัม เพศเมียน้ำหนัก 500-800 กิโลกรัม ผลิตน้ำนมเฉลี่ย 6,000-7,000 กิโลกรัม ต่อระยะเวลาการให้นม  มีนิสัยค่อนข้างเชื่อง รีดนมง่าย  ไม่เตะหรืออั้นน้ำนม

ส่วนใหญ่ มีสีขาวดำ โดยสีขาว หรือ ดำจะมากหรือน้อยกว่าก็ได้ แต่ยังมีสีขาวแดงอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมักเรียกว่า Red & White Holstein ลักษณะ สีขาวดำเป็นลักษณะยีนเด่น ส่วนลักษณะ สีขาวแดงเป็นยีนด้อย ซึ่งเมื่อใช้น้ำเชื้อขาวดำผสมกับ แม่โคขาวแดง ลูกที่ได้ก็มียีนขาวแดงซ่อนอยู่ ถ้าใช้น้ำเชื้อจากพ่อขาวแดงมาผสมกับลูกที่ได้ก็มีโอกาสที่จะได้ทั้ง สีขาวแดง หรือ สีขาวดำ ขึ้นกับโอกาสที่ไข่และน้ำเชื้อสีขาวดำ หรือสีขาวแดงจะมาผสมกัน…

ลูกผสมเหล่านี้ ได้ถือว่า เหมาะสมกับการเลี้ยงในประเทศไทย เพศเมียสามารถ ให้น้ำนมดี และเพศผู้ก็มีเนื้อที่ดี สนใจข้อมูลหรือต้องการลูกพันธุ์ กริ๊งกร๊างหา บัลลพ์กุล ทิพย์เนตร 0-5381-7364, 08-1881-4439 ในเวลาที่เหมาะสม.

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

 

 

 

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน
  • 7 ธันวาคม 2553, 05:00 น.

 

 

พืชอาหารผึ้ง 2010/12/28

ผ่านทาง kasikorn82 – Windows Live.

ดาวน์โหลดเอกสารต้นฉะบับ.

 

ผีเสื้อถุงทองธรรมดา ช่วงวัยหนอนปล่อยกลิ่นไล่ศัตรู 2010/12/01

30 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.

ผ่านทางผีเสื้อถุงทองธรรมดา ช่วงวัยหนอนปล่อยกลิ่นไล่ศัตรู – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_130454

 

ผีเสื้อถุงทองธรรมดาตัวผู้และตัวเมียที่โตเต็มวัย.

“ผีเสื้อ” หรือที่ชาวจีนเรียกว่า “หูเตี่ย” นิยม นำมาใช้แทนสัญลักษณ์แห่งความสุข ตัวแทนแห่งความรัก และชีวิตใหม่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งในโลกกลมๆใบนี้ พบว่ามีมากกว่า 140,000 ชนิด เป็นผีเสื้อกลางวัน 20,000 ชนิด ที่เหลือจะเป็นผีเสื้อกลางคืน

นางสาวดาว เมฆฉาย เจ้าหน้าที่ประจำอุทยานผีเสื้อและแมลงกรุงเทพฯ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) บอกกับ “หลายชีวิต” ว่า…ในบ้านเราคาดว่าน่าจะมีไม่น้อยกว่า 1,300 ชนิด อยู่แถบน้ำตกบางสีดา จังหวัดสระแก้วมากที่สุด

และ…เพื่อเป็นแหล่งศึกษาให้ความรู้กับเยาวชน นักศึกษา ประชาชนที่สนใจ กทม.จึงได้ก่อตั้งอุทยานผีเสื้อฯขึ้น โดยนำรูปแบบจากสวนลุมพินี ที่บริเวณภายในพื้นที่ได้รวบรวมผีเสื้อหลากพันธุ์ ทั้งกลุ่มกลางวัน กลางคืน ไว้มากมาย    แต่ละตัวล้วนแต่มีเสน่ห์ความสวยที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ

…อย่างชนิดที่ออกมาให้ยลโฉมในช่วงปลายฝนต้นหนาวคือ “ผีเสื้อถุงทองธรรมดา” (Golden birdwing) พบได้ในเอเชีย ตั้งแต่เนปาล จีน จนถึงมาเลเซีย และทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะตามแหล่งที่มีต้น กระเช้าสีดา และ กระเช้าผีมด อันเป็นพืชอาหารที่มันโปรดสุดๆ

ผีเสื้อถุงทองฯ จะมีปีกขนาดใหญ่ เวลาบินดูคล้ายนกแต่เชื่องช้า ปีกคู่หลังสีดำ ปีกคู่หน้าสีเหลือง ลำตัวมีสีเหลืองแต้มด้วยจุดดำ โคนปีกสีแดง เพศเมีย ขนาดใหญ่กว่าเพศผู้ ปีกบน พื้นปีกคู่หน้าสีดำคล้ายกำมะหยี่ รอบเส้นปีกมีสีขาวเทา ปีกคู่หลังเพศผู้มีแต้มสีดำขนาดใหญ่บนพื้นสีเหลืองตามช่องระหว่างเส้นปีก ปีกคู่หลังของเพศเมียมีแต้มสีดำตามช่องระหว่างเส้นปีกเกือบเต็มแผ่น ปีกล่างคล้ายปีกบน

ในฤดูฝนเป็นช่วงที่เหมาะยิ่งนักที่แม่ผีเสื้อจะวางไข่ฟองเดี่ยวๆ ลักษณะทรงกลม สีเหลืองอมส้ม ทั้งบนและใต้ใบอ่อนตามกิ่งไม้ เพราะเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของหนอนผีเสื้อ เพียง 7-10 วัน จึงฟักเป็นตัวหนอน
ลักษณะสีน้ำตาลอ่อนสลับลายสีดำ จากนั้น 3 วัน จึงลอกคราบเข้าสู่ หนอนวัย 2 และ 3 ตามลำดับ ซึ่งใช้เวลาแต่ ละวัย 2-3 วัน กระทั่งตัวหนอนเริ่มมีขนาดใหญ่ เพราะพวกมันจะกินอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้โตเร็ว ในวัยนี้พวกมันสามารถปล่อยกลิ่นเหม็นเพื่อไล่ศัตรู

แล้วเริ่มอยู่นิ่งๆ ไม่กินอาหาร และอีกเพียง 4-5 วัน จะเริ่มกลายเป็น “ดักแด้” ลำตัวเริ่มหดสั้น และชักใยรอบกิ่งไม้เพื่อยึดเกาะแขวนตัวด้วยเส้นใยไหมสีดำที่หนอนสร้างขึ้น ในลักษณะหัวตั้งทำมุมกับกิ่งไม้ มีเส้นไหมพันโอบรั้งส่วนลำตัวเพื่อโยงไปแตะกับกิ่งไม้ บริเวณ ปลายส่วนท้องช่วยยึดเกาะกับกิ่งไม้อีกจุดหนึ่ง
…ใช้เวลา 1 วัน จึงเป็นดักแด้ที่สมบูรณ์ มีสีเขียวอ่อน อยู่อย่างนี้ประมาณ 3 สัปดาห์ จึงออกมาเป็นตัวเต็มวัย มีปีกงอกออกสีสันสดสวยเฉพาะตัว วัดความกว้างจากปลายปีกซ้ายถึงปีกขวาเฉลี่ยอยู่ที่ 10-14 ซม. ช่วงนี้ ทั้งตัวผู้และตัวเมียจะเริ่มเหล่หาคู่ เพียงแค่ 15 วัน พวกมันจึงเริ่มทำหน้าที่ขยายประชากรกันต่อไป.

เพ็ญพิชญา เตียว

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 30 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.

 

 

ครูสาว..ทิ้งชอล์กมาเลี้ยงโค ปั้นทายาทเดอะคิงส์..จากรุ่นสู่รุ่น 2010/12/01

24 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.

ผ่านทางครูสาว..ทิ้งชอล์กมาเลี้ยงโค ปั้นทายาทเดอะคิงส์..จากรุ่นสู่รุ่น – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_129134

 

ครูเปิ้ลกับเดอะคิงส์.

ชีวิตคน…อาจมีพลิกผันเป็นไปตามวิถีทางของตน…อย่างกับครูสาวผู้สอนหนังสือเด็กๆนักเรียนในห้องแอร์เย็นฉ่ำ กลับต้องมาตะลุยฝ่าแดดร้อนทำงานหนักด้วยการเลี้ยงโคอยู่กลางทุ่ง…อย่างเช่น… “ครูเปิ้ล” จำรูญศรี หาญณรงค์

ฟาร์มของครูเปิ้ล เลี้ยงโคพันธุ์ สายพันธุ์ฮินดู บราซิล ไว้หลายตัว แต่ที่เด่นชื่อว่า เดอะคิงส์ ซึ่งชนะการประกวด เมื่อปี พ.ศ.2549…ซึ่งเป็นโคที่มี โครงสร้างหัวและหู ดั้งคม ลำตัวใหญ่และยาว รูปร่างสมส่วน ที่สำคัญใบหูยาว มีจุดเด่นตรงที่หยักนอก หยิกใน

ด้วยความสวยงามอันเป็นที่นิยมในกลุ่มนักเลี้ยง จึงเป็นพ่อพันธุ์ที่ขายน้ำเชื้อได้เป็นอันดับ 1 ในประเทศ ด้วยการผสมเทียมทำให้วงการเลี้ยงโคได้ทายาทของเดอะคิงส์ไปทั่วราชอาณาจักร

ก่อนที่จะประสบความสำเร็จในครั้งนี้ ครูเปิ้ลเล่าถึงความเป็นมาว่า….ในอดีตเป็นครู โรงเรียนสหเศรษฐกิจวิทยา อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ แต่ทางบ้านซึ่งอยู่ที่อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ประกอบอาชีพผลิตปลาส้ม ไม่มีผู้ดูแลกิจการจึงต้องลาออกจาก ชีวิตราชการ เพื่อมาช่วยครอบครัวทำ ธุรกิจปลาส้ม กระทั่งประสบความสำเร็จผลผลิตติดตลาดกลายเป็นโอทอปขายดี

…จากนั้นได้ก้าวเข้ามาสู่การปศุสัตว์ด้วยความบังเอิญ เมื่อวันหนึ่งน้องชายชวนไปดูการประกวดโคงาม จึงเกิดแรงบันดาลใจอยากจะเลี้ยงบ้าง เลยซื้อจากจังหวัดสิงห์บุรีมาทดลองเลี้ยงตัวหนึ่งราคา 4 แสนบาท เป็นตัวเมีย ลำตัวสีแดง อายุประมาณ 2 ปี ตั้งชื่อว่า “บุษราคัม” เป็นโคตัวแรก หลังจากนั้นเลี้ยงไม่นานมันก็ตาย…

ด้วยความมุ่งมั่นและ สนใจศาสตร์การเลี้ยงโค จึงมาสร้าง อาณาจักรฟาร์มโคงามอย่างเต็มรูปแบบ โดย ร่วมทุนกับ วัยวราวุธฟาร์ม ของ สมชาย มานะกิจศิริสุทธิ หรือเฮียตี๋ อดีตนายกเทศมนตรีหนองบัว ตั้งฟาร์มใหม่ขึ้นมาให้ชื่อว่า บุษราคัม เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่โคตัวแรก

ฟาร์มบุษราคัมพยายามคัดเลือกโคตัวเด่นๆมาเป็นพ่อพันธุ์ กระทั่งได้ “เดอะคิงส์”…สุดยอดพ่อพันธุ์โคขาวสายเลือดเยี่ยม สามารถรีดน้ำเชื้อผสมกับ แม่พันธุ์โคสีขาว เหมือนกัน แต่ออกลูกมาได้สี…แดงโบ๊ท หรือสีอื่นๆอีกมากมาย…

“…ในการประกวดโคงามแต่ละครั้งมักจะมีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง เพราะหากตัวใดชนะเลิศ…ราคาจะพุ่งสูงเป็นเงาตามตัว ในการได้มาซึ่งเม็ดเงินมหาศาลจากผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของ มักจะทำให้เกิดข้อครหามากมาย…หลังจากที่ เดอะคิงส์คว้ารางวัลชนะเลิศ…จึงทำให้เราตัดสินใจไม่ขายให้กับใครทั้งสิ้น โดยจะขายเพียงน้ำเชื้ออย่างเดียว…” ครูเปิ้ลบอกอย่างนั้น

เดอะคิงส์ 2 ลูกตัวผู้ที่โดดเด่นสง่างาม.เดอะคิงส์ 2 ลูกตัวผู้ที่โดดเด่นสง่างาม.

ณ วันนี้ เดอะคิงส์ เอาไปโชว์อย่างเดียว แล้วก็รีดน้ำเชื้อขายโดสละ 200 บาทเท่านั้น ให้สำหรับคนที่มีอันจะกิน…เพราะไม่ต้องการกำไร อยากให้ได้เข้าถึงเกษตรกรเพื่อจะช่วยเหลือให้มีโคพันธุ์ดีเลี้ยงเป็นการพัฒนาสายพันธุ์ ที่ผ่านมาจำนวนไม่น้อยนำเชื้อไปผสมกับ วัวพันธุ์พื้นเมือง ลูกออกมาขายได้ราคาดี หากเกษตรกรที่มี ฐานะยากจนจริงๆ แต่มี ความตั้งใจ และ มุ่งมั่นที่จะเลี้ยงก็แจกให้ฟรี…!!

ล่าสุด ฟาร์มของเราก็ได้ลูกของเดอะคิงส์ ที่มีอายุ 2 ปีกว่าแล้ว โดยมีลักษณะดีตามตำรา ทั้งยัง โดดเด่น ตรงที่เขาบนหัวลู่ไปทางด้านหลัง โดยตั้งชื่อโคตัวนี้ไว้ว่า…เดอะคิงส์ 2

นับเป็นอีกก้าวของการพัฒนาโคงาม…ชุบชีวิตเกษตรกรได้ลืมตาอ้าปากมีเงินล้านกับเขาบ้าง ใครที่สนใจ น้ำเชื้อเดอะคิงส์ และ เดอะคิงส์ 2 หรืออยากรู้วิธีการเลี้ยงโคงามกริ๊งกร๊างหาครูเปิ้ล 08-1991-3470 ยินดีให้คำแนะนำด้วยความเต็มใจ…!!

 
ไชยรัตน์ ส้มฉุน

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน
  • 24 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.

 

 

แกะคอร์ริเดล..ที่ปางตองตามพระดำริ นำขนมาทอผ้า..นมเป็นสบู่-รกทำครีม 2010/12/01

23 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.

ผ่านทางแกะคอร์ริเดล..ที่ปางตองตามพระดำริ นำขนมาทอผ้า..นมเป็นสบู่-รกทำครีม – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_128833

 

แกะคอร์ริเดล

เมื่อต้นหนาวนี้    กรมพัฒนาที่ดิน…ได้นำสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งไปเยี่ยมชม…ศูนย์พัฒนาที่สูงปางตองตามพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่ ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ห่างจากตัวเมืองประมาณ 40 กม. เมื่อเข้าไปภายในศูนย์จะพบกับสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก…

…พื้นที่โดยรอบเป็นป่าไม้เขตร้อนชื้นและป่าเขาที่มีความชุ่มชื้นตลอดทั้งปี พืชหายาก เช่น ไผ่หก ผักกูดหางกวาง และ พืชตระกูลเอื้องแซะ มีแปลงผักปลอดสารพิษ หรือผักพื้นเมือง เช่น ผักกาดขาว มะเขือ ฯลฯ อีกทั้งยังมีพันธุ์สัตว์นานาชนิด ไก่ฟ้า, ไก่ป่า, กวาง, หมูป่า, เสือลายดำ, นกยูง นกเขา, ม้า และ แกะ ฯลฯ

สิงห์คำ  สิทธิ์คงขจรสิงห์คำ สิทธิ์คงขจร

 

หลายชีวิต ได้พบกับ…นายสิงห์คำ สิทธิ์คงขจร เจ้าพนักงานสัตวบาล 2 กรมปศุสัตว์ ประจำอยู่ที่ ศูนย์การเลี้ยงแกะตามพระราชดำริปางตอง บอกว่า ที่นี่มี แกะ สายพันธุ์คอร์ริเดลลูกผสมเลี้ยงไว้ 194 ตัว และส่งไปที่ ดอยอินทนนท์อีก 30 ตัว โดยเลี้ยงแบบปล่อยให้แกะกินหญ้าตามท้องทุ่งในตอนเช้าประมาณ 09.00 น. และต้อนแกะเข้าคอกช่วงบ่ายเวลา 15.00 น. เพื่อตัดขนแกะมาทอเป็นผ้าสวยงาม จำหน่าย ให้นักท่องเที่ยวในฤดูหนาวตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน–กุมภาพันธ์ ของทุกปี

…กิจกรรมที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก คือ การเลี้ยงแกะให้นักท่องเที่ยวอุ้ม การทอผ้าขนแกะ การทำสบู่ น้ำนม การนำรกแกะมาทำครีม และ เครื่องสำอาง…

สำหรับ…แกะพันธุ์คอร์ริเดล มีแหล่งกำเนิดที่ประเทศออสเตรเลีย และปรับปรุงพันธุ์จากประเทศ นิวซีแลนด์ โดยนำแกะ พันธุ์ลินคอล์น ผสมกับพันธุ์ เมอริโน เพื่อให้ได้แม่พันธุ์ที่มีลูกดกและมีขนที่มีคุณภาพดี แกะพันธุ์นี้เมื่อโตเต็มที่ เพศผู้มีน้ำหนักประมาณ 85–110 กิโลกรัม เพศ เมียมีน้ำหนักประมาณ 55–85 กิโลกรัม

 

ผ้าทอขนแกะ ครีม สบู่ผ้าทอขนแกะ ครีม สบู่

 

ลักษณะของขนมีสีขาวนิ่ม ขนที่ใบหน้า หู และเขา ก็มีสีขาวล้วน เลี้ยงไว้ อายุเพียง 1 ปี ขนยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ก็สามารถตัดขนได้แล้ว ส่วนหางเป็นชนิดหางเล็กแต่ยาว แกะพันธุ์คอร์ริเดลสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแปลงหญ้าได้ดี ทนทานต่ออากาศร้อนและมีอายุยืน จึงใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้นานกว่าแกะพันธุ์อื่น…

…กรมปศุสัตว์ ได้นำเข้าแกะพันธุ์นี้จาก ประเทศออสเตรเลีย…มาเลี้ยงครั้งแรกที่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาปลวกแดง จังหวัดระยอง จากนั้นได้ผสมพันธุ์กับแกะพันธุ์พื้นเมือง ออกมาเป็นลูกผสมนำไปเลี้ยงที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนจะส่งไปตาม ศูนย์วิจัยและพัฒนาในโครงการพระราชดำริ ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้นจึงนำขยายพันธุ์อย่างแพร่หลายสู่เกษตรกรทั่วไป

ใครสนใจไปชมกิจกรรมอุ้มแกะ หรือต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ กริ๊งกร๊างหา สิงห์คำ 08-2187-4971, 08-4703-1861 และ 08-9560-6589 เวลากลางวันสะดวกที่สุด.

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน
  • 23 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.

 

 

ทาจิมะภูพาน..โคสีดำ สายเลือดอีสานพันธุกรรมญี่ปุ่น 2010/12/01

9 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.

ผ่านทางทาจิมะภูพาน..โคสีดำ สายเลือดอีสานพันธุกรรมญี่ปุ่น – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_125332

โคทาจิมะภูพาน

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี ได้รับน้อมเกล้าฯถวาย…โคเนื้อญี่ปุ่นสายเลือดทาจิมะ (Tajima) จาก รัฐบาลของประเทศญี่ปุ่น

จากนั้นพระราชทานให้ กรมปศุสัตว์ นำไปรีดน้ำเชื้อแช่แข็งที่ ศูนย์วิจัยการผสมเทียมปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี นำไปผสมเทียมกับ โคแม่พันธุ์เรด-ซินดิ (Red Sindhi) ที่ ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ลำพญากลาง ในระหว่างปี 2533-2534

กระทั่งออกมาเป็น โคลูกผสมทาจิมะ…ก่อนจะนำไปผสมกับ โคเนื้อพันธุ์ อเมริกันบราห์มัน (Ameri can Brahman) โคนมพันธุ์โฮลสไตน์ฟรีเชียน (Holstein Freisian) และมอบหมายให้ สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์สกลนคร เลี้ยงดู รวมทั้งโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา

อีก 10 ปีต่อมา (พ.ศ.2544) ได้กระจายพันธุ์โคลูกผสมทาจิมะมาที่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ภายในงานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์เพื่อใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ “ทาจิมะภูพาน” ถือเป็นโคสีดำ สายเลือดอีสานพันธุกรรมญี่ปุ่น

…ลักษณะโดดเด่นของ โคเนื้อทาจิมะภูพาน จะมีขนปกคลุมร่างกายสีดำ โคเพศเมียขนาดจะอยู่ระหว่าง 115-118 เซนติเมตร ส่วนเพศผู้จะอยู่ ระหว่าง 123-125 เซนติเมตร ส่วนกลางของลำตัวจะกางออก ซี่โครงแข็งแรง ส่วนขาหลัง และลำคอจะบาง ขนและหนังจะมีคุณภาพดี ขนหยักเป็นลอน เขามีสีอมฟ้า เนื้อเขาละเอียดเรียบและกลม รูปร่างได้สัดส่วน ข้อต่อ เส้นเอ็นแข็งแรง กีบเท้ามั่นคง เคลื่อนไหวอย่างสง่างาม

โคสาวจะผสมพันธุ์และให้ลูกตัวแรกเมื่อ อายุประมาณ 24 เดือน โคเพศผู้เริ่มใช้ ผสมพันธุ์เมื่ออายุ 3 ปี และเมื่ออายุได้ประมาณ 5 ปี โคพ่อพันธุ์สามารถผสม แม่พันธุ์ได้ 80 ตัวต่อปี

อำนาจ  ผการัตน์อำนาจ ผการัตน์ 

นายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร บอกว่า ด้วยพระบารมีของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงเป็นความโชคดีของเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มี โคทาจิมะภูพาน อยู่ที่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำการขยายพันธุ์และศึกษาทดลองในการขุนเพื่อผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพดีในกรรมวิธีของญี่ปุ่น…

…โดยมี งานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์ ร่วมกับ สถานีพัฒนาอาหารสัตว์ จังหวัดสกลนคร ได้ประสบความสำเร็จสามารถนำมาผลิตเป็นเนื้อโคขุนจำหน่าย ก่อนจะนำไปเข้า โครงการขยายพันธุ์สู่เกษตรกรเลี้ยงได้แล้ว…!!

ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมกริ๊งกร๊างไปที่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 0-4247-7470 เวลาราชการ.

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน
  • 9 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.
 

โหลดความเตี้ย..ไก่แจ้ พัฒนาพันธุ์เพื่อ..”อัพ” ราคา 2010/11/15

19 ตุลาคม 2553, 05:00 น.

ผ่านทางโหลดความเตี้ย..ไก่แจ้ พัฒนาพันธุ์เพื่อ..”อัพ” ราคา – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_119741

ไก่แจ้พ่อแม่พันธุ์ที่โตเต็มวัย และเป็นสีที่ประเทศเยอรมนีต้องการ.

“ไก่ แจ้” (Bantams) ที่เลี้ยงกันอยู่ในบ้านเรานั้น แบ่งเป็นสายพันธุ์ไทยที่มีวิวัฒนาการมาจาก ไก่ป่าสีแดง (Red jungle fowl) ไก่ป่าสีเทา(Gray jungle fowl) ไก่ป่าชวา (Java jungle fowl) และ ไก่ป่าซีลอน (Ceylones jungle fowl) โดยทั้ง 4 สายพันธุ์มีถิ่นกำเนิดอยู่ในป่าแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

และ…สาย พันธุ์ไก่แจ้ญี่ปุ่น มีแหล่งกำเนิดจากคาบสมุทรอินโดจีน โดยชาวญี่ปุ่นนำเข้าเพื่อไปปรับปรุงสายพันธุ์ แล้วต่อมากลุ่มผู้เลี้ยงในแถบยุโรปกับอเมริกาเรียกขานกันว่า “แจแปนนีสแบนตั้ม” (Ja-pannese Bantams)

ดร.วัลลภ  เจียรวนนท์ บอกกับ “หลายชีวิต” ว่า…ทุกวันนี้ กลุ่มผู้เพาะเลี้ยงและเกษตรกรหลายรายต่างเริ่มหันมาสนใจศึกษามากขึ้น   โดยเฉพาะในช่วงภาวะเศรษฐกิจยุคนี้ เนื่องจากไม่ต้องลงทุนสูง บวกกับส่วนหนึ่งเพื่อสนองความต้องการตลาดต่างประเทศ ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นทุกขณะ แต่ต้องขึ้นอยู่กับการพัฒนาหรือการ “จับสายพันธุ์” ที่นับว่าสำคัญมาก จะต้องพยายามคัดสายพันธุ์ที่เข้ากันได้ดี ซึ่งเวลานี้ ประเทศอื่นยังไม่สามารถทำได้ดีเหมือนบ้านเรา

“…การ ปรับปรุงสายพันธุ์สัตว์ ส่วนใหญ่จะคัดเอาจุดเด่น แต่ไก่แจ้ตรงกันข้าม กล่าวคือจะเอาจุดด้อยที่สุด ซึ่งก็คือตัวเตี้ย นำมาพัฒนาเพื่อให้ช่วงขาสูงไม่เกิน 1 องคุลี แต่ยังคงความแข็งแรง ตัวเล็ก ปราดเปรียว…”

สำหรับสีสันในบ้านเราปัจจุบันมี ไก่แจ้สีขาว สีดำ สีทอง สีลายข้าวตอก สีลายกระทอง สีเทา สีขาวหางดำ สีดอกประดู่ สีลายสร้อยเงิน สีลายบาร์ สีขนแกะ ลายสามสี สีขาวหาง ดำหงอนใหญ่ สีดำ (หางสั้นหงอนใหญ่ สีดำมืด) และ สีดอกหมาก

และ…เพื่อเป็นการแนะนำเทคนิคการเลี้ยงที่ได้คุณภาพให้ กับผู้สนใจที่เป็นมือใหม่ ดร.วัลลภบอกว่า การให้อาหารปกติควรให้ตอนเช้าตรู่ ส่วนตอนเย็นอาจเป็นพวกเมล็ดพืช หรืออาจเป็นอาหารผสม เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ถั่วเขียว ต้องมีการเปลี่ยนถ่ายและทำความสะอาดทุกวัน

ที่ สำคัญควรจับเล่นเป็นการฝึกให้ไก่เชื่อง ควรปล่อยออกมาให้เดินเล่นบ้างประมาณวันละ 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้ไก่ “ร่าเริง ไม่เครียด” ไก่แจ้จะสมบูรณ์ที่สุดเมื่ออายุ 8 เดือน ตัวผู้จะเริ่มผลัดขนเมื่ออายุ 1 ปี ตัวเมียประมาณ 6 เดือน ในครั้งแรกจะสวยงามมาก หลังจากนั้นในแต่ละปีจะเริ่มถ่ายขนทั้งตัวในช่วงเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน ส่วนเดือนอื่นจะถ่ายขนเป็นแห่งๆไป ด้านอายุเฉลี่ยของไก่แจ้ตัวผู้ไม่เกิน 7 ปี ตัวเมีย 8-9 ปี

การดูแลและเข้าใจถึงธรรมชาติความเป็นอยู่ รวมทั้งการจับสายพันธุ์ เพื่อให้ได้สีสันที่หลายหลาก ส่งผลให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม มาเลเซีย เยอรมนี สนใจสั่งนำเข้าจากบ้านเรา ซึ่งราคาซื้อขายจะเริ่มตั้งแต่หลักร้อยไปถึงหลักแสนบาท

สำหรับใครที่ สนใจศึกษาเป็นความรู้ หรือเลี้ยงไว้ดูเล่น กรมปศุสัตว์ ร่วมกับ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ททท. องค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฯลฯ กำหนดจัดงาน มหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 10 ขึ้น ณ สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม ตั้งแต่วันที่ 17-19 ธันวาคม 53 ภายในงานมีสัตว์หลากชนิดให้ศึกษากันอย่างจุใจ.เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 19 ตุลาคม 2553, 05:00 น.

tags:
โหลดความเตี้ย ไก่แจ้ ไก่แจ้ญี่ปุ่น เพ็ญพิชญา เตียว

 

เม่นบราซิล สัตว์ขี้อายไทยตั้งฉายา…”เม่นต้นไม้” 2010/10/18

5 ตุลาคม 2553, 05:47 น.

ผ่านทางเม่นบราซิล สัตว์ขี้อายไทยตั้งฉายา…”เม่นต้นไม้” – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_116179

เม่นบราซิล หรือที่บางคนตั้งฉายาว่า เม่นต้นไม้ ซึ่งโตเต็มวัย

โดย ทั่วไปเรามักจะเห็น “เม่น” ซึ่งมีหนามแหลมคมขึ้นอยู่เต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ไทย หรือพันธุ์ แคระ เดินตัวกลมอยู่ตามพื้นดิน แต่วันนี้ “หลายชีวิต” มีอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่บนต้นไม้และเป็นสายพันธุ์จากต่างแดนมา แนะนำให้รู้จักกัน…

เม่นบราซิล (Prehensilis Coendou) มีถิ่นฐานบ้านเกิดอยู่ในป่าเขตร้อนแถบบราซิล อาร์เจนตินา โบลิเวีย และ ตรินิแดดฯ และบางส่วนทางตอนเหนือสุดของประเทศ อาร์เจนตินา ชอบใช้ชีวิตอยู่บนต้นไม้ จนหลายคนตั้ง ฉายามันว่า “เม่นต้นไม้” และ “เม่นลิง”

“หนามแหลม” มีลักษณะ จมูก ปาก จะมีเนื้อมาก มี ฟันแหลมคม สำหรับขบเคี้ยวอาหารและใช้เป็นอาวุธสำหรับต่อสู้ป้องกันตัวในบางครั้ง ดวงตากลมโตสีดำ ใบหูขนาดเล็ก รับฟังเสียงรอบข้างได้ดี ทั่วทั้ง ร่างกายปกคลุมด้วยหนามสั้นหนา ปลายหนามด้านบนสีขาวหรือสีเหลืองเข้มผสม ส่วนโคนหนามซึ่งติดกับผิวหนังเป็นสีเทา

…ขาคู่หน้า ยาวกว่าคู่หลังเล็กน้อย แต่ละข้างมี 4 นิ้ว และเล็บที่แหลมคมสำหรับแกะเปลือกไม้และขุดรากพืชบางชนิด กิ่งไม้ขนาดเล็กรวมทั้งผลไม้สด “เปิบ” เป็นอาหาร ส่วนหางของมันค่อนข้างแข็งแรงจะใช้จับกิ่งก้านขณะเคลื่อนไหว

เม่น ต้นไม้ มีนิสัยค่อนข้างเก็บตัว (ขี้อาย) ชอบใช้ชีวิตแบบ “ฉายเดี่ยว” ออกหากินในช่วงเวลาค่ำคืน ส่วนกลางวันจะพักผ่อนหลับนอนอยู่ตามโพรงไม้ บางครั้งอาจพบพวกมันอยู่ตามโพรงดินที่ขุดลึกไป 6-10 เมตร กระทั่งโตเต็มที่ขนาดลำตัวมีความยาว 300-600 มิลลิเมตร และหางจะมีความยาวเกือบเท่าขนาดลำตัวหรือยาวเพิ่มอีก 330-485 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวเฉลี่ย 2-5 กิโลกรัม เริ่มมีอาการขี้เหงาพร้อมทั้งเหล่หาคู่ชีวิต ตกลูกครอกละ 1 ตัวเท่านั้น เม่นแรกเกิดถูกปกคลุมด้วยเส้นขนสีแดงและหนามเล็กๆที่แข็งเร็วหลังเกิด

…แล้ว เมื่อใดที่มีภัยมาถึงมันจะส่งเสียงซึ่งบางคนบอกว่าคล้ายเสียงคนร้องไห้ พร้อมกับม้วนตัวเป็นลูกกลมๆ พร้อมกับใช้หางมัดตัวเองไว้แน่นซึ่งคงจะคล้ายตัวนิ่มในบ้านเรา….

และ…สำหรับ ใครที่สนใจ อยากดูตัวเป็นๆไม่ต้องเสียเงินตีตั๋วเครื่อง บินเดินทางไปให้เสียเวลา เพราะทางมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ร่วมกับชมรมผู้นิยมปลาสวยงามประเทศไทย ได้นำมาโชว์ตัวที่งานวันปลาสวยงามแห่งชาติ ตั้งแต่วันนี้ถึง 10 ตุลาคม ณ ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน.

เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 5 ตุลาคม 2553, 05:47 น.

tags:
เม่นบราซิล เม่น เม่นต้นไม้ เพ็ญพิชญา เตียว

 

“กระบือนม”สัตว์ศก.ตัวใหม่ สศก.แนะภาครัฐส่งเสริมตลาด ชี้คุณภาพดีกว่านมโค/ลดนำเข้า 2010/09/30

วันที่ 13/9/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยว่า จาการศึกษาศักยภาพการผลิตการตลาดกระบือนมพบว่า กระบือนมเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่ภาครัฐควรให้การสนับสนุน เนื่องจาก กระบือนมสามารถเลี้ยงได้ทั้งเพื่อผลิตน้ำนมและเป็นกระบือเนื้อ โดยหากเลี้ยงเพื่อผลิตน้ำนมจะมีต้นทุนการผลิตน้ำนมกิโลกรัมละ 24-25 บาท ส่วนราคาขายในเชิงธุรกิจมีสูงกิโลกรัมละ 80-90 นอกจากนี้น้ำนมกระบือสามารถแปรรูปได้เช่นเดียวกับนมโค และยังมีคุณสมบัติที่พิเศษกว่านมโค คือ มีคลอเรสเตอรอล โปรตีนและแคลเซียมที่สูงกว่านมโคและยัง มีสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถนำไปผลิตชีสและเนยได้มากกว่านมโค โดยในการผลิตชีส 1 กิโลกรัม ใช้นมกระบือเพียง 5 กิโลกรัม ขณะที่นมโคใช้ไป 8 กิโลกรัม ส่วนการผลิตเนย 1 กิโลกรัม จะใช้นมกระบือ 10 กิโลกรัม ส่วนนมโคต้องใช้ถึง 14 กิโลกรัม

ทั้งนี้คาดว่า หากกระบือนมได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในด้านการ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมเพื่อให้มีต้นทุนต่ำลง ผลผลิตสูงขึ้นและคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด โดยเฉพาะการได้รับการส่งเสริมด้านการตลาดนมและผลิตภัณฑ์จากนม เพื่อให้เป็นสินค้าตลาดกลุ่มเฉพาะ เช่น ตลาดผู้บริโภคระดับสูง กลุ่มผู้รักสุขภาพ ชาวต่างชาติ และสินค้าทดแทนสินค้านำเข้า ได้แก่ เนยและชีสประเภทต่าง ๆ ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศถึงปีละ 16,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท เพื่อนำมาประกอบอาหารในแบบตะวันตก ซึ่งขณะนี้กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หรือจะเลี้ยงเป็นกระบือเนื้อก็ยังสามารถช่วยให้เกษตรมีรายได้เสริม หรืออาจจะยึดเป็นอาชีพหลักได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากนัก แต่ได้รับผลตอบแทนค่อนข้างดี รวมทั้งช่วยเพิ่มอาหารโปรตีนในประเทศนอกเหนือจากเนื้อโคกระบือที่มีแนวโน้ม ลดลง

สำหรับการเลี้ยงกระบือนมเพื่อเป็นกระบือเนื้อนั้น นอกจากจะขายเพื่อนำไปบริโภคเนื้อเช่นเดียวกับกระบือทั่วไปแล้ว เกษตรกรยังขายพ่อ – แม่พันธุ์ให้เกษตรกรรายอื่นด้วย ซึ่งยังมีความต้องการอีกมาก โดยการเลี้ยงก็ไม่มีความยุ่งยากแต่อย่างใด เกษตรกรสามารถเลี้ยงปล่อยแบบเดียวกับการเลี้ยงกระบือทั่วไปที่เกษตรกรคุ้น เคยอยู่แล้ว ดังนั้นต้นทุนการผลิตตั้งแต่เกิดจนกระทั่งขายได้ จึงค่อนข้างต่ำ โดยปัจจุบันราคาซื้อขายอยู่ที่ 30000บาทต่อตัว ในประเทศไทยพื้นที่ที่เลี้ยงมากได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา บุรีรัมย์ เชียงราย เชียงใหม่

 

ยกระดับโคพันธุ์ตากสู่มาตรฐาน ปศุสัตว์การันตีส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์ 2010/09/30

30 กันยายน 2553, 05:00 น.

ผ่านทางยกระดับโคพันธุ์ตากสู่มาตรฐาน ปศุสัตว์การันตีส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_114947

นายสัตวแพทย์ ทฤษดี ชาวสวนเจริญ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เพื่อตอบรับกระแส ความต้องการบริโภคเนื้อโคขุน คุณภาพ อีกทั้งลดปริมาณการนำเข้าจากต่างประเทศที่มีปริมาณเฉลี่ยที่ 2,000 ตัน/ปี ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ตาก กรมปศุสัตว์ จึงได้ทำการศึกษาวิจัย และ ปรับปรุงพันธุ์โคขุนสายพันธุ์ตาก โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 กระทั่งปัจจุบันโคสายพันธุ์ดังกล่าวมีคุณ สมบัติทนต่อสภาพอากาศร้อน สามารถเลี้ยงได้ดี น้ำหนักคุณภาพ  ซากเนื้อมีความนุ่ม  ไขมันแทรกกล้ามเนื้อสูง

ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 4,500 ตัน/ปี แต่ขณะนี้ทั่วทั้งประเทศสามารถผลิตได้เฉลี่ยที่ 2,500 ตัน ดังนั้น   กรมจึงได้ส่งเสริมการเลี้ยงไปยังเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี สุโขทัย และจังหวัดอุตรดิตถ์ ในระบบประกันราคาและสหกรณ์ Tak Beef จำกัด เป็นผู้รับซื้อคืน พร้อมทั้งปรับปรุงโรงฆ่าและโรงตัดแต่งซากในพื้นที่ให้มีมาตรฐานปลอดภัย   เป็นไปตามระบบฮาลาล   ซึ่งอยู่ในช่วงการตรวจรับรองจากสำนักจุฬาราชมนตรี

สำหรับ เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริม การเลี้ยงโคขุนคุณภาพ สามารถติดต่อสอบถามราย ละเอียดได้ที่ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ตาก โทร.0-5589-0712, 0-5554-0603 ในวันและเวลาราชการ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเกษตร
  • 30 กันยายน 2553, 05:00 น.

tags:
ทฤษดี ชาวสวนเจริญ โคพันธุ์ตาก เนื้อวัว กรมปศุสัตว์ โคขุน

 

บลูทั้งค์…จิ้งเหลนลิ้นน้ำเงิน สัตว์บ่งชี้..หลากหลายชีวภาพ 2010/09/30

28 กันยายน 2553, 05:00 น.

ผ่านทางบลูทั้งค์…จิ้งเหลนลิ้นน้ำเงิน สัตว์บ่งชี้..หลากหลายชีวภาพ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_114416

บลูทั้งค์โชว์ลิ้นสีน้ำเงิน.

งานมหกรรมทรัพยากรชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่นปี 2553 จัดขึ้นโดย สำนักพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (สพภ.) ณ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ จ.นนทบุรี ผ่านไปเมื่อเร็วๆนี้…

หลาย ชีวิต…ทราบว่ามีการนำสัตว์หลากหลายชนิดทั้งในประเทศไทย   และนำเข้ามาจากต่างประเทศจำนวนมากมาจัดโชว์ให้ชม…จึงแวะไปหาข้อมูล   ที่สะดุดตาก็คงจะเป็นจำพวก   สัตว์เลื้อยคลาน   เพราะสัตว์กลุ่มนี้มักจะเป็นตัวบ่งชี้ถึง ความหลากหลายทางชีวภาพ ของแต่ละประเทศที่มันอาศัยอยู่….เนื่องจากการใช้ลิ้นแลบออกมาเพื่อสัมผัส เส้นทางการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า

…แล้วก็พบสัตว์แปลกที่ไม่เคยเห็น มาก่อน   นั่นคือ   จิ้งเหลนลิ้นน้ำเงิน   หรือ   บลูทั้งค์   Blue   TongueSkink   มีชื่อวิทยาศาสตร์   Tiliqua   sp.   Scientific classification Kingdom   :   Animalia   Genus   : Tiliqua สำหรับ Species ย่อยมีหลายชนิดมากกว่า 1,800 ชนิด

…จิ้งเหลนลิ้นสีน้ำเงิน…คน ในวงการเลี้ยงจิ้งเหลน มักเรียกเจ้าตัวนี้กันแบบย่อๆว่า BTS โดยตัวที่เอามาโชว์เป็นชนิด Tiliqua   gigas ของอินโดนีเซีย ลำตัวมีเกล็ดสีดำสลับสีทองน้ำตาลลาย   บางชนิดก็อาจจะมีสีแตกต่างกันไป แต่ที่สำคัญทุกตัวมีลิ้นสีฟ้าอย่างเด่นชัด

ถิ่นกำเนิด พบมากแถบ ประเทศอินโดนีเซีย และออสเตรเลีย กินแมลง หอยทาก หนูแดง เนื้อ ปลา ไข่ ผัก ผลไม้ บางคนเอาอาหารกระป๋องให้ก็ยังกิน เรียกว่ากินได้ทุกอย่าง

เมื่อ อายุได้ 2 ปีจะถึงวัยเจริญพันธุ์ ในขณะผสมตัวผู้จะกัดบริเวณคอของตัวเมีย ซึ่งอาจ ทำให้เกิดรอยกัดหรือบาดแผลได้ ซึ่งเป็นธรรมชาติของสัตว์ชนิดนี้

สำหรับ วิธีการเลี้ยง  Blue–tongued   skinks… บลูทั้งก์ สกิ้งค์ เป็นสัตว์เลี้ยงที่เรียกได้ว่ายอดเยี่ยมสำหรับมือใหม่โดยแท้เลยก็ว่าได้ เมื่อโตเต็มวัย ขนาดตู้ที่เหมาะสมใช้ประมาณ 30 แกลลอน ส่วน อุณหภูมิในตู้เลี้ยงควรจะอยู่ที่ 75–90 ฟาเรนไฮต์

บลูทั้งค์ตัวเต็มวัย.

ถึงแม้ว่าบลูทั้งค์   จะมีความต้องการรังสี   UV น้อยกว่ากิ้งก่า แต่หลอดยูวีจำเป็นต้องมีอยู่เสมอในกรณีที่เลี้ยงไว้ในที่ร่ม ชามน้ำเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ควรเป็นแบบที่สามารถเอาตัวลง   ไปนอนแช่ได้ยิ่งดี สำหรับอาหารของบลูทั้งค์นั้น ควรให้ทั้งเนื้อสัตว์ และผักผลไม้ด้วย สำหรับคนที่ชอบให้อาหารกระป๋องนั้น ควรให้ใช้ อาหารกระป๋องของแมวดีกว่าอาหารสุนัข อัตราการให้ อาหาร 3–4 ครั้งต่ออาทิตย์ และ อย่าลืมคลุกแคลเซียมลงไปในอาหาร เพื่อสุขภาพที่ดี

ใครสนใจ เลี้ยงสัตว์แปลกพวกนี้   หรือต้องการความรู้คลิก www.SiamReptile.com แล้วก็จะ กระจ่างทั้งข้อดีและข้อเสียในการเลี้ยง รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายการส่งออกสัตว์กลุ่มนี้ไปต่าง ประเทศ   ที่ต้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐ   โดยมีทาง   สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ   หรือ   สพภ.เป็นพลังให้อีกแรงหนึ่ง…!!

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเกษตร
  • 28 กันยายน 2553, 05:00 น.

tags:
บลูทั้งค์ จิ้งเหลน มหกรรมทรัพยากรชีวภาพ

 

วิจัย”มายคอร์ไรซา”ในดิน กระตุ้นราก พืชทนสภาพแวดล้อม 2010/09/30

27 กันยายน 2553, 05:00 น.

ผ่านทางวิจัย”มายคอร์ไรซา”ในดิน กระตุ้นราก พืชทนสภาพแวดล้อม – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_114194

เปรียบเทียบรากพืชที่ใช้เชื้อรามายคอร์ไรซาและไม่ใช้.-โครงสร้างเชื้อราดังกล่าวกับชุดควบคุม.

เมื่อ กลุ่มผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับเกษตรที่เป็น”อินทรีย์”มากขึ้น ส่งผลให้กลุ่มผู้ผลิตทั้งที่เป็นเกษตรกรมืออาชีพ  และภาคเอกชนผู้ส่งออกต่างหันหาวิธีแนวทางการผลิตที่ปลอดสาร ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม โดยที่พืชมีการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์แข็งแรง

ฉะนี้….เพื่อ เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ศ.ดร.สายสมร ลำยอง อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  จึงได้ทำการวิจัย  “การพัฒนามายคอร์ไรซาเพื่อเกษตรอินทรีย์”  ขึ้น  โดย  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนทุน

…สำหรับ “เชื้อรามายคอร์ไรซา” มีประโยชน์ต่อการช่วยป้องกันการติดเชื้อโรคทางระบบรากของกล้าไม้ และต้นไม้ ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวของราก ทำให้มีประสิทธิภาพในการดูดซับน้ำ อาหารมากกว่าปกติ ช่วยทำให้เกิดการหมุนเวียนของธาตุอาหารในดินดีขึ้น ช่วยเปลี่ยนแปลงแร่ธาตุอาหารในดิน ช่วยทำให้ระบบรากของต้นไม้ มีความแข็งแรง ทนทานต่อสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง อาทิ ความแห้งแล้ง ร้อน หนาว และสารพิษ ความเป็นกรดด่างที่มากหรือน้อยเกินไปในดิน…

ศ.ดร.สายสมร บอกว่า…วิธีบำรุงดินที่มีประสิทธิภาพสามารถทำได้หลายวิธี อย่างการใช้จุลินทรีย์กลุ่มไรโซเบียมและหัวเชื้อจากรามายคอร์ไรซา ซึ่งนอกจากจะช่วยลดผลกระทบจากการใช้สารเคมีสังเคราะห์อย่างยั่งยืน ต้นพืชยังมีความแข็งแรง ซึ่งยังไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายในกลุ่มเกษตรกรมากนัก สาเหตุเป็นเพราะยังขาดความเข้าใจกลไกความสัมพันธ์ การทำหน้าที่ของพืชกับจุลินทรีย์ที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ แต่ถูกทำลายไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์จากแนวทางการผลิตที่ผ่านมา

“…ที่ผ่านมามีบริษัทเอกชนหลายรายสั่งนำเข้า “มายคอร์ไรซา” เพื่อมาใช้บำรุงกล้าส้ม กล้าสน และพืชผัก

โดย เชื้อดังกล่าวสนนราคาซื้อขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 1,200 บาท ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่าเชื้อดังกล่าวสามารถนำมาใช้กับพืชเศรษฐกิจได้หลายชนิด แต่บ้านเรายังติดปัญหาทั้งเรื่องราคาและการตรวจสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ดังนั้น การวิจัยเพื่อใช้เป็นพื้นฐานพัฒนาการนำไปใช้ในทางปฏิบัติจึงนับว่าเป็นสิ่ง สำคัญ…”

ในส่วนของแนวทางการวิจัย ศ.ดร.สายสมรบอกว่า เริ่มแรกทีมงานได้ออกสำรวจเพื่อเก็บความหลากหลายของเชื้อราฯ ซึ่งพบว่ามีมากในสบู่ดำ และพื้นที่ที่มีการปลูกกาแฟอราบิก้าแถบจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย พร้อมทั้งเก็บหัวเชื้อดังกล่าวเพื่อมาเพิ่มปริมาณสปอร์ ด้วยการใช้ดินเป็นหัวเชื้อ ในกระถางข้าวโพด ข้าวฟ่าง และดาวเรืองเป็นพืชอาศัย ร่วมกับถั่วพุ่ม ข้าวโพด ลูกเดือย ข้าวไร่ ข้าวฟ่าง และต้นปะดะ ในเวลาที่ทีมงานกำหนดไว้

…ทั้งนี้  การผลิตหัวเชื้อด้วยวิธีที่ทีมวิจัยคิดค้นในเวลาที่เหมาะสมพบว่า   ที่รากมีการผลิตเชื้อสูงในกลุ่มพืชทดลองทุกชนิด  ยกเว้นข้าวไร่  และเพื่อเป็นการเพิ่มความหลากหลาย   ทีมวิจัยยังได้ทำการสำรวจความหลากหลายของเชื้อดังกล่าวที่มีต่อพืชท้องถิ่น ในป่าเขตร้อนของอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ ดอยปุย พบว่าสามารถอาศัยร่วมกับพืชได้หลายชนิด

การวิจัยดังกล่าวนอกจากเป็น การเพิ่มทางเลือกให้กลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์   ยังช่วยลดการนำเข้าเชื้อรามายคอร์ไรซาจากต่างประเทศ และคาดว่าในอนาคตไทยเราจะสามารถผลิตเชื้อดังกล่าวส่งออก

ให้กับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่เปลี่ยนแนวทางมาทำเกษตรอินทรีย์ได้อีกด้วย

สำหรับ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ภาควิชาชีววิทยา   คณะวิทยาศาสตร์   มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โทร. 0-5394-1947 ต่อ 144, 0-5394-3346-8 ในวันและเวลาราชการ.

เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 27 กันยายน 2553, 05:00 น.

tags:
มายคอร์ไรซา วิจัย อินทรีย์ สายสมร ลำยอง เชื้อรา เพ็ญพิชญา เตียว

 

เยื่อสมองประสาทจาก’แมลงสาบ’ คุณค่าอนาคตอาจสกัดฆ่าแบคทีเรียมรณะ 2010/09/30

21 กันยายน 2553, 05:00 น.

ผ่านทางเยื่อสมองประสาทจาก’แมลงสาบ’ คุณค่าอนาคตอาจสกัดฆ่าแบคทีเรียมรณะ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_112586

ตามมุมอับ ท้องถนนอันชุ่มฉ่ำเฉอะแฉะไปด้วยน้ำจากกองขยะของเสียรวมทั้งเคหสถานที่แม้จะ ทำความสะอาดดีเลิศอย่างไร ก็ต้องเห็น “แมลงสาบ” เดินต้วมเตี้ยม  ยั้วเยี้ย  เป็นที่รังเกียจ  สร้างความรำคาญให้คนเรา แม้คนเราจะทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัด แต่ก็ไม่เคยสูญพันธุ์ไปจากโลกกลมๆใบนี้ได้เลย

“แมลงสาบ”  หรือที่เด็กรุ่นหลังบางคนเรียกว่า “ปีเตอร์” (เป็นแมลงสาบตัวเอกของหนังเรื่อง Joe’s Apartment) นั้น จากข้อสันนิษฐานทางหลักฐานซากฟอสซิล พบว่ามันมีชีวิตมากว่า 350 ล้านปี โดยที่ไม่ได้สูญหายตายจากไปเหมือนอย่างสัตว์ดึกดำบรรพ์อย่างไดโนเสาร์

เพื่อ ไขข้อกังขา ล่าสุด ไซมอน ลี (Simon Lee) นักวิทยาศาสตร์อังกฤษจากคณะ สัตวแพทย์และวิทยา-ศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม สหราชอาณาจักร ได้ไขข้อกังขาว่าเหตุใดมันถึงมีชีวิตและขยายเผ่าพันธุ์
จากยุคหินสู่ยุค “ไซเบอร์” ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้นำผลการศึกษามาเผยแพร่ในงานประชุมสมาคมจุลชีววิทยาทั่วไป หลังทำการศึกษาโครงสร้างสมองของพวกมันแล้วพบว่า…

เนื้อเยื่อสมอง และ ระบบประสาท ของแมลงสาบและตั๊กแตน (ที่ศึกษาคู่กัน) สามารถฆ่าซุปเปอร์บั๊ก หรือ “เอ็มอาร์เอสเอ” (Methicillin-resistant Staphylococcus aureus : MRSA) ซึ่งหลายคนบอกว่ามันคือ “เชื้อแบคทีเรียมรณะ” ในตระกูลสเตปไฮโลคอคคัส ที่ดื้อต่อ   “ยาเมธิซิลลิน” ผู้ป่วยที่มีบาดแผลหรือภูมิ คุ้มกันอ่อนแอจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อนี้ได้ง่ายกว่าคนทั่วไปและอาจติดเชื้อ เข้าสู่กระแสเลือดอย่างรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

ฉะนี้…”หลายชีวิต” จึงขอพาแฟนคอลัมน์รู้ลึกชีวิตว่าที่ “ฮีโร่” ในอนาคตไปพร้อมกัน

แมลง สาบ มีแหล่งกำเนิดอยู่ในเขตอบอุ่นทั่วโลกมีมากกว่า 4 หมื่นสายพันธุ์ ที่ข้องแวะกับคนมีประมาณ 30 สายพันธุ์ สามารถแพร่กระจายทั่วไปด้วยการติดไปกับสินค้าหีบห่อ ลังไม้ที่ขนส่งไปทางเรือหรือรถบรรทุก สถานที่ที่พวกมันชอบอาศัยอยู่นั้นจะเป็นบริเวณที่มืด อบอุ่น มีความชื้นสูง ตามบ้านเรือน ท่อระบายน้ำ ขยะ รวมทั้งกองกระดาษ ทั้งนี้ จากการเฝ้าสังเกตยังพบว่า แมลงสาบเพศเมียสามารถอดอาหารได้นานประมาณ 2 เดือน และไม่ต้องใช้อากาศหายใจได้อีกร่วมชั่วโมง

ลักษณะโดยทั่วไปนั้น มีลำตัวแบนรีเป็นรูปไข่ ความยาวของลำตัวตั้งแต่ 1 ซม. ถึง 8 ซม.ตัวเมียจะอ้วนกว่าตัวผู้ หัวของแมลงสาบมีลักษณะคล้ายผลชมพู่ คือ ด้านบนป้านส่วนด้านล่างเรียวลง และสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ส่วนหัวจะติดกับส่วนอกโดยมีส่วนคอเล็กๆเชื่อมอยู่ มีหนวดยาวเรียวแบบเส้นด้าย 1 คู่ ซึ่งมีขนเล็กๆจำนวนมากอยู่รอบๆหนวด ปาก แบบดักเคี้ยว

..มีปีก 2 คู่ ปีกคู่หลังซึ่งมีลักษณะเป็นเยื่อบางๆจะซ้อนทับอยู่ใต้ปีกคู่แรก แม้ว่าจะบินได้ แต่พวกมันพิสมัยที่จะเดินหรือวิ่งมากกว่า ด้วยขาทั้ง 3 คู่ที่มีอยู่
ซึ่งขาคู่หน้าเล็กกว่าขาคู่หลัง พวกมันชอบออกหากินในเวลากลางคืน สามารถกินอาหารได้ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์รวมทั้งพวกเดียวกันที่ตาย แล้ว และถ่ายอุจจาระออกมาตลอดทางที่เดินผ่าน และมักอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม

ตัว เมียออกไข่ตามซอกมุมหรือในดิน   หรืออาจ จะวางติดกับฝาผนังบ้าน   หรือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ   ครั้งละ 30-40 ฟอง (ตลอดช่วงชีวิต 8 ชุด) อายุของไข่จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความชื้น ปกติไข่จะฟักได้เร็วในที่ที่มีอุณหภูมิสูง   ตัวอ่อนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ๆจะมีสีขาวและไม่มีปีก พออายุ 3-4 สัปดาห์ จะลอกคราบและอีกหลายครั้งกระทั่งเป็นตัวเต็มวัยโดยใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน จากนั้นรุ่นใหม่ก็เริ่มเข้าสู่วงจรวัฏจักร พร้อมใช้ชีวิตอย่างรุ่งเรืองเฟื่องฟูตามกองขยะที่แม้จะเป็นแหล่งก่อเชื้อโรค นานาชนิด อันเป็นถิ่นที่อยู่ชั้นเยี่ยมของพวกมัน.

เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 21 กันยายน 2553, 05:00 น.

tags:
หลายชีวิต เพ็ญพิชญา เตียว แมลงสาบ เยื่อสมองประสาท แบคทีเรียมรณะ

 

วช.อุดหนุนงานวิจัยเพรียงทราย ผลิตเชิงอุตสาหกรรมป้อนตลาด 2010/09/29

วันที่ 18/5/2007

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

ศ.ดร.อานนท์ บุณยะรัตเวช เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดเผยว่า วช.ได้ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยเรื่อง การพัฒนาเพรียงทรายเชิงอุตสาหกรรมกับสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย    เพราะปัจจุบันเพรียงทราย หรือไส้เดือนทะเลเป็นเป็นอาหารของแม่พันธุ์กุ้งทะเลที่ดี   ซึ่งมีราคาสูงถึง  กก.ละ 500 บาท  อย่างไรก็ตามเพรียงทรายในธรรมชาตินับวันจะลดลงเนื่องจากถูกจับป้อนเข้าสู่ โรงเพาะพันธุ์กุ้งทะเลมากขึ้น ทำให้ประชากรเพรียงทรายตามธรรมชาติลดลงอย่างรวดเร็ว   อีกทั้งยังปัญหานำเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคระบาดในกุ้งทะเลหรือนำแบคทีเรีย และพยาธิมาสู่แม่พันธุ์กุ้งทะเลได้อีกด้วย

ดังนั้น วช. จึงได้ให้การสนับสนุนงบประมาณในการวิจัยครั้งนี้ เพื่อหวังพัฒนาระบบการเลี้ยงเพรียงทรายปลอดเชื้อเชิงพาณิชย์และพัฒนาอาหาร สำเร็จรูปสำหรับเลี้ยงเพรียงทราย เพื่อให้มีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับเพรียงทรายที่จับจากธรรมชาติ ซึ่งได้ทำการวิจัยสายพันธุ์เพรียงรายที่พบทั้งหาดทรายและหาดหินในเขตน้ำขึ้น ลงบริเวณชายฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ซึ่งผลการศึกษาผู้วิจัยประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงเพรียงทรายในระบบปลอด เชื้อ นอกจากนี้อาหารสำเร็จรูปที่ทำขึ้นยังสามารถนำมาเลี้ยงเพรียงทรายได้ผลดี อีกทั้งยังช่วยเพิ่มโปรตีนต่อพลังงานที่เหมาะสมทำให้เพรียงทรายที่เลี้ยง เจริญเติบโต

ศ.ดร.อานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันยังมีความต้องการเพรียงทรายเป็นจำนวนมาก โดยราคาซื้อขายขณะนี้อยู่ที่ 600-700 บาท/กก. ดังนั้นหากเกษตรกรที่สนใจเลี้ยงเพรียงทรายเชิงการค้า จำเป็นต้องศึกษาการลงทุนและเตรียมความพร้อมให้ดี   ซึ่งในอนาคต วช.จะได้ส่งเสริมเปิดอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงเพรียงทรายเชิง พาณิชย์ให้เกษตรกรที่สนใจต่อไปด้วย