ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

พฤษภาคม 5, 2012

มันสำปะหลัง (Cassava)

Cassava Genome Mapping
สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล

http://www.mb.mahidol.ac.th/cassava/modules/xoopsfaq/index.php

Table of Contents
มันสำปะหลัง คือ อะไร
มันสำปะหลังเป็นพืชหัวชนิดหนึ่งมีชื่อเรียกกันทั่วไปในภาษาอังกฤษว่า
แคสซาวา (Cassava) หรือ ทาปิโอก้า (Tapioca) ประเทศแถบแอฟริกา เรียกชื่อ ภาษาฝรั่งเศส ว่า แมนิออค (Manioc)มันสำปะหลังมีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ เช่น ประเทศเปรู เม็กซิโก กัวเตมาลา ฮอนดูรัส และบราซิล ซึ่งมีการปลูกมันสำปะหลังมา 3,000 ถึง 7,000 ปีแล้ว ต่อมาได้ขยายไปสู่แหล่งอื่นๆ ของโลก โดยชาวโปรตุเกส และสเปน นำมันสำปะหลังจากเม็กซิโก มายังฟิลิปปินส์ ประมาณ ค.ศ.17 และชาวฮอลแลนด์ นำไปยังอินโดนิเซีย ประมาณค.ศ.18นักวิทยาศาสตร์ได้จัดมันสำปะหลังไว้เป็นหมวดหมู่ ดังนี้
ORDER : GERANIALES OR EUPHORBIALES
CLASS : DICOTYLEDONEA
SUBCLASS : ARCHICHLAMYDEAE
FAMILY : EUPHORBIACEAE
TRIBE : MANIHOTEAE
GENUS : MANIHOT
SPECIES : ESCULENTAมันสำปะหลังเป็นไม้พุ่มยืนต้นมีอายุอยู่ได้หลายปี การปลูกมันสำปะหลังจะใช้ส่วน ของลำต้นตัดเป็นท่อนปักไปในดิน ตรงบริเวณรอยตัดที่ปักอยู่ในดินจะแตกเป็นราก ฝอย หลังจากปลูกได้ประมาณ 2 เดือนรากจะค่อยๆสะสมแป้ง และมีขนาดโตขึ้น เรียกว่าหัวมันสำปะหลัง และจะสามารถเก็บเกี่ยวหัวมันสำปะหลังหลังจาก 6 เดือน ผ่านไปแล้วโดยจะยืดอายุเก็บเกี่ยวไปได้ถึง 16 เดือน โดยส่วนตาที่อยู่ด้านข้างท่อน มันจะเจริญเติบโตออกมาเป็นลำต้นต่อไปสำหรับประเทศไทยนั้น ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่า มีการ นำมันสำปะหลังเข้ามาปลูกเมื่อใด แต่คาดว่ามีการนำมัน สำปะหลังมาจากประเทศมาเลเซียเมื่อปี 2329 โดยมีชื่อ เรียกในระยะต่อมาว่า มันไม้ และมันสำโรง คำว่าสำปะหลัง นั้นภาษามาเลเซียและอินโดนีเซียเรียกว่า Ubikayu แปลว่า พืชที่มีรากขยายใหญ่ และคล้ายกับภาษาชวาตะวันตกว่า “สัมเปอ (Sampeu)”ที่มา:http://www.tapiocathai.org/C.html

มันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศไทย แบ่งเป็น กี่ชนิด?
มันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศไทย แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ1. ชนิดหวาน (Sweet Type) เป็นมันสำปะหลังที่มีปริมาณกรด
ไฮโดรไซยานิคต่ำ ไม่มีรสขมใช้เพื่อการบริโภคของมนุษย์ มีทั้งชนิดเนื้อร่วนนุ่ม และชนิดเนื้อแน่น เหนียว แต่มีจำนวนน้อย
2. ชนิดขม (Bitter Type) เป็นมันสำปะหลังที่มีกรดไฮโดรไซยานิคสูง เป็นพิษ และมีรสขม ไม่เหมาะสำหรับ การบริโภคของมนุษย์ หรือใช้หัวมันสำปะหลัง สดเลี้ยงสัตว์โดยตรง แต่จะใช้สำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปต่างๆเช่น แป้งมัน มันอัดเม็ด และแอลกอฮอล์ เป็นต้น เนื่องจากมีปริมาณแป้งสูง มันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศ ไทยส่วนใหญ่เป็นชนิดขมสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมที่มา:http://www.tapiocathai.org/C.html

องค์ประกอบหัวมันสำปะหลังคือ อะไร?
มันสำปะหลังเป็นพืชที่เก็บสะสมอาหารไว้ในราก เมื่อพืชมีการสร้างอาหารจาก ใบและส่วนที่ เป็นสีเขียวแล้ว จะสะสมในรูปของคาร์โบไฮเดรต คือ แป้งไว้ในราก ความสามารถในการ สร้างและสะสมแป้งในรากมีความแตกต่างกันบ้าง เนื่องมาจาก พันธุ์ของมันสำปะหลัง อายุเก็บเกี่ยว ปริมาณน้ำฝนในช่วงแรกก่อนการเก็บเกี่ยว และปัจจัยอื่น ๆ จึงทำให้ส่วนประกอบของหัวมันอาจจะแตกต่างกันไป โดยทั่วไปหัวมัน สำปะหลังที่มีอายุ 12 เดือน ที่ได้รับปริมาณน้ำฝนเพียงพอ และไม่มีฝนตกชุกขณะ เก็บเกี่ยว จะมีส่วนประกอบแสดงได้ดังนี้อ่านรายละเอียดได้ที่: http://www.tapiocathai.org/D.html

มันสำปะหลังเป็นพืชที่ใช้ประโยชน์อะไรบ้าง?
มันสำปะหลังเป็นพืชที่ใช้ประโยชน์ได้ทุก ๆ ส่วน ตั้งแต่ยอดจนถึงราก (หัวมัน) มีการนำมาใช้ประโยชน์ในครัวเรือน เพื่อการบริโภคเป็นอาหารมนุษย์ และอาหาร สัตว์ และใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อการใช้ประโยชน์ กับมนุษย์และสัตว์ ในหลาย ๆ รูปแบบ ตลอดทั้งใช้ในอุตสาหกรรมแป้งแปรรูป (Modified Starch) ใช้ประโยชน์อุตสาหกรรมต่างๆได้มากมายหลายชนิดและในวงการแพทย์ จึงกล่าว ได้ว่าการใช้ประโยชน์จากมันสำปะหลังแยกได้ 3 ประเภท คือ บริโภคโดยตรง แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ (มันเส้น มันอัดเม็ด และแป้งมัน) และแป้งมันสำปะหลังแปรรูป (ทางเคมีและกายภาพใช้ประโยชน์ในระดับอุตสาหกรรมต่าง ๆ )ที่มา: http://www.tapiocathai.org/E1.html

โรคที่สำคัญของมันสำปะหลังคืออะไร?
• โรคใบไหม้ (Cassava Bacterial Blight : CBB)
• โรคใบจุดสีน้ำตาล (Brown Leaf Spot)
• โรคใบจุดไหม้ (Blight Leaf Spot)
• โรคใบจุดขาว (White Leaf Spot)
• โรคลำต้นเน่าที่เกิดจากเชื้อรา (Stem Rot)
• โรคที่เกิดจากเชื้อรา Botryodiplodia theobromae
• โรคขี้เถ้าหรือราแป้ง (Cassava Ash Disease)
• โรคแอนแทรคโนส (Anthracnose)
• โรครากหรือหัวเน่า (Root and Tuber Rot Diseases)
http://210.246.186.28/fieldcrops/cas/pest/index.HTM

การปลูกมันสำปะหลังที่ดีทำอย่างไร?
การเตรียมดิน
•ดินสำหรับการปลูกมันสำปะหลัง
•การไถ
•การปรับปรุงบำรุงดิน
•การอนุรักษ์ดินและน้ำอ่านรายละเอียดได้ที่:http://www.tapiocathai.org/F1.html

มันสำปะหลังมีพันธุ์อะไรบ้าง?
พันธุ์ระยอง 5
• ลักษณะเด่น
1. ผลผลิตหัวสดสูง 4.42 ตัน/ไร่
2. ผลผลิตมันแห้งสูง 1.55 ตัน/ไร่ และผลผลิตแป้ง 1.03 ตัน/ไร่
3. มีความงอกของท่อนพันธุ์ที่ใช้ปลูกดี และต้นพันธุ์อยู่รอดจนถึง เวลาเก็บเกี่ยวสูง 93 %
4. มีเสถียรภาพและการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี
• ลักษณะประจำพันธุ์
ลำต้นสีเขียวอมน้ำตาล สูงประมาณ 170 เซนติเมตร มีระดับการแตกกิ่ง 2-3 ระดับ ระดับความสูงการแตกกิ่งระดับแรก 100-120 เซนติเมตร กิ่งทำมุมกับลำต้น 15-30 องศา แผ่นใบรูปร่างเป็นแบบใบหอก ใบแก่สีเขียวเข้ม ยอดอ่อนสีม่วงอมน้ำตาล ก้านใบสีแดงเข้ม หัวรูปร่างอ้วนป้อม เปลือกหัวสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีขาว
• ฤดูปลูกที่เหมาะสม
ต้นฤดูฝน เดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน
ปลายฤดูฝน เดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม
• พิ้นที่แนะนำ
สามารถปลูกได้ดีทั้งในภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
• ความต้านทานโรค
ต้านทานปานกลางต่อโรคใบจุด
• ข้อควรระวัง
เป็นโรคใบไหม้ได้ง่ายกว่าพันธุ์อื่นๆ แต่อาการไม่รุนแรงถึงกับทำให้ต้นตาย
• การรับรองพันธุ์
กรมวิชาการเกษตรพิจารณาให้เป็นพันธุ์รับรอง ในปี 2537พันธุ์ระยอง 60
• ลักษณะเด่น
1. เป็นพันธุ์ที่สะสมน้ำหนักหัวสดได้เร็ว โดยเมื่อเก็บเกี่ยวที่อายุ 8 เดือนให้ผลผลิตหัวสด 3.15 ตัน/ไร่
2. ผลผลิตสูง เมื่อเก็บเกี่ยวอายุ 12 เดือน ให้ผลผลิต 4.2 ตัน/ไร่
3. ผลผลิตมันแห้งเมื่ออายุ 8 เดือน 1.22 ตัน/ไร่ และอายุ 12 เดือน 1.4 ตัน/ไร่
4. ผลผลิตแป้งเมื่ออายุ 8 เดือน 0.78 ตัน/ไร่ เมื่ออายุ 12 เดือน 0.85 ตัน/ไร่
• ลักษณะประจำพันธุ์
ลำต้นสีน้ำตาลอ่อน สูงประมาณ 175 เซนติเมตร มีระดับการแตกกิ่ง 1-3 ระดับ ระดับความสูงการแตกกิ่งระดับแรก 130-150 เซนติเมตร กิ่งทำมุมกับลำต้น 15-30 องศา แผ่นใบรูปร่างเป็นแบบใบหอก ใบแก่สีเขียวเข้ม ยอดอ่อนสีเขียวอมม่วง ก้านใบสีเขียวปนแดง หัวรูปร่างอ้วนสั้น เปลือกหัวสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีขาวครีม
• ฤดูปลูกที่เหมาะสม
ต้นฤดูฝน เดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน
ปลายฤดูฝน เดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม
• พิ้นที่แนะนำ
ให้ผลผลิตดีในภาคตะวันออก
• ความต้านทานโรค
ต้านทานปานกลางต่อโรคใบไหม้
• ข้อควรระวัง
1. เมื่อเก็บเกี่ยวในฤดูฝน มีแป้งต่ำกว่า 20 %
2. เนื้อมีสีครีม บางครั้งทำให้โรงงานตัดราคา
• การรับรองพันธุ์
กรมวิชาการเกษตรพิจารณาให้เป็นพันธุ์รับรอง ในปี 2530พันธุ์ระยอง 7
• ลักษณะเด่น
1.ปลูกปลายฤดูฝนได้ดี เนื่องจากงอกเร็ว และมีความอยู่รอดสูง
2. ผลผลิตหัวสดสูงถึง 6.08 ตันต่อไร่
3. มีปริมาณแป้งสูง 27.7 เปอร์เซ็นต์
4. เหมาะสำหรับการใช้เครื่องขุดมันสำปะหลังติดท้ายแทรกเตอร์ หรือเครื่องขุดด้วยมือ เนื่องจากไม่มีก้านของหัว และมีจำนวนหัวมาก ออกรอบโคนต้น
• ลักษณะประจำพันธุ์
ลำต้นสีน้ำตาลอ่อน ต้นตั้งตรง ไม่โค้งงอ ไม่แตกกิ่ง เมื่ออายุ 1 ปี สูง 183 เซนติเมตร มีจำนวนลำต้นที่แตกจากท่อนปลูกมากกว่าพันธุ์อื่นๆ ก้านใบสีเขียวอ่อน แฉกใบกลางเป็นรูปใบหอก ใบและยอดอ่อนสีเขียวอ่อน หัวสีครีม เนื้อของหัวสีขาว ไม่มีก้านหัว
• ฤดูปลูกที่เหมาะสม
เป็นพันธุ์สำหรับปลูกปลายฤดูฝน
• พิ้นที่แนะนำ
ปลูกได้ดีในแหล่งปลูกมันสำปะหลัง
• ข้อควรระวัง
ถ้าปลูกในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำและกระทบภาวะแล้งยาวนาน หลังจากได้รับน้ำฝนอีกครั้ง จะเกิดการแตกตาตามลำต้นมากกว่าในสภาพปกติ ทำให้ได้ปริมาณท่อนพันธุ์ที่จะนำไปปลูกลดลง
• การรับรองพันธุ์
กรมวิชาการเกษตรพิจารณาให้เป็นพันธุ์รับรอง ในปี 2548พันธุ์ระยอง 72
• ลักษณะเด่น
1. ผลผลิตหัวสดสูง 5.09 ตัน/ไร่
2. ผลผลิตแป้งสูง 1.07 ตัน/ไร่
3. ผลผลิตมันแห้งสูง 1.71 ตัน/ไร่
4. ปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยให้ผลผลิตหัวสด 5.55 ตัน/ไร่ ผลผลิตแป้ง 1.23 ตัน/ไร่ และผลผลิตมันแห้ง 1.91 ตัน/ไร่
5. ท่อนพันธุ์มีความอยู่รอดถึงเก็บเกี่ยวสูงถึง 92 %
6. ทรงต้นดี แตกกิ่งบ้างเล็กน้อยในระดับที่สูงจากโคนต้น สามารถทำให้ขยายพันธุ์ได้มากขึ้น
• ลักษณะประจำพันธุ์
ลำต้นสีเขียวเงินสูงประมาณ 200 เซนติเมตร มีระดับการแตกกิ่ง 0-1 ระดับ ความสูงของการแตกกิ่งระดับแรก 130-140 เซนติเมตร กิ่งทำมุมกับลำต้น 60-75 องศา ใบแก่สีเขียวเข้ม ก้านใบสีแดงเข้ม ความยาวก้านใบ 25-30 เซนติเมตร ยอดอ่อนสีม่วง เปลือกหัวสีขาวนวล เนื้อในสีขาว
• ฤดูปลูกที่เหมาะสม
ต้นฤดูฝน เดือนพฤษภาคมถึงเดือยมิถุนายน
ปลายฤดูฝน เดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม
• พิ้นที่แนะนำ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
• ความต้านทานโรค
ต้านทานต่อโรคใบจุด และต้านทานปานกลางต่อโรคใบไหม้
• ข้อควรระวัง
เมื่อปลูกในภาคตะวันออก ไม่ควรเก็บเกี่ยวในฤดูฝน เพราะอาจทำให้ มีแป้งต่ำกว่า 20%
• การรับรองพันธุ์
กรมวิชาการเกษตรพิจารณาให้เป็นพันธุ์รับรอง ในปี 2543พันธุ์ระยอง 9
• ลักษณะเด่น
1. ผลผลิตแป้ง 1.24 ตันต่อไร่ และผลผลิตมันแห้ง 2.11 ตันต่อไร่ 2.ให้ผลผลิตเอทานอลสูงทุกอายุเก็บเกี่ยว เมื่ออายุเก็บเกี่ยว 8 12 และ 18 เดือน ให้เอทานอล 191 208 และ 194 ลิตรต่อตันหัวสดตามลำดับ 3. ทรงต้นดี สูงตรง อัตราการขยายพันธุ์สูงกว่า 1:8
• ลักษณะประจำพันธุ์
ลำต้นสีน้ำตาลอมเหลือง ไม่ค่อยแตกกิ่ง เมื่ออายุ 1 ปี สูง 235 เซนติเมตร แตกกิ่งน้อยอยู่ในระดับ 0-2 ความสูงที่แตกกิ่ง 160-190 เซนติเมตร มุมของกิ่ง 45-60 องศา ก้านใบสีเขียวอ่อนอมชมพูมีความยาว 25-30 เซนติเมตร แฉกใบกลางเป็นรูปใบหอก ใบและยอดอ่อนสีเขียวอ่อน หัวสีน้ำตาลอ่อน เนื้อของหัวสีขาว
• พิ้นที่แนะนำ
ปลูกได้ดีในทุกแหล่งปลูกมันสำปะหลัง ศักยภาพในการให้ผลผลิตขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และการดูแลรักษา
• ข้อควรระวัง
ควรเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 1 ปี เนื่องจากมีเปอร์เซ็นต์แป้งสูงแต่สะสมน้ำหนักช้า การเก็บเกี่ยวเร็วจะให้ผลผลิตหัวสดต่ำกว่าพันธุ์มาตรฐานอื่นๆ
• การรับรองพันธุ์
กรมวิชาการเกษตรพิจารณาให้เป็นพันธุ์รับรอง ในปี 2549พันธุ์ระยอง 90
• ลักษณะเด่น
1. ผลผลิตหัวสดสูง เมื่อเก็บเกี่ยวอายุ 12 เดือน ให้ผลผลิต 3.81 ตัน/ไร่
2. มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง ประมาณ 24 % ในฤดูฝน
3. ผลผลิตมันแห้งสูง 1.4 ตัน/ไร่ และผลผลิตแป้ง 0.96 ตัน/ไร่
• ลักษณะประจำพันธุ์
ลำต้นมีลักษณะโค้ง สีน้ำตาลอ่อน สูงประมาณ 165 เซนติเมตร มีระดับการแตกกิ่ง 0-2 ระดับ ระดับความสูงการแตกกิ่งระดับแรก 120-140 เซนติเมตร กิ่งทำมุมกับลำต้น 75-90 องศา แผ่นใบรูปร่างเป็นแบบใบหอก ใบแก่สีเขียวเข้ม ยอดอ่อนและก้านใบสีเขียวอ่อน หัวรูปร่างยาวเรียว เปลือกหัวสีน้ำตาลเข้ม เนื้อในสีขาว
• ฤดูปลูกที่เหมาะสม
ต้นฤดูฝน เดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน
• พิ้นที่แนะนำ
สามารถปลูกได้ดีทั้งในภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีดินค่อนข้างดี
• ความต้านทานโรค
ต้านทานต่อโรคใบไหม้
• ข้อควรระวัง
1. ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ที่พบการแพร่ระบาดของแมลงหวี่ขาวอยู่เสมอ
2. ตอบสนองต่อปุ๋ยและความอุดมสมบูรณ์ของดิน จึงให้ผลผลิตสูงในดินที่ดีหรือค่อนข้างดี ควรใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำ (สูตร 15-7-18 หรือ 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่)
3. ลำต้นมีลักษณะโค้ง ถ้าหากแตกกิ่ง จะทำให้ปฏิบัติดูแลรักษาได้ยาก
4. ต้นพันธุ์สำหรับนำไปใช้ปลูกเสื่อมคุณภาพเร็วในฤดูแล้ง เมื่อตัดต้นพันธุ์แล้วควรรีบปลูก ไม่ควรเก็บต้นพันธุ์ไว้นานเกิน 2 สัปดาห์ เพราะความงอกลดลง
• การรับรองพันธุ์
กรมวิชาการเกษตรพิจารณาให้เป็นพันธุ์รับรอง ในปี 2534พันธุ์เกษตรศาสตร์ 50
• ลักษณะเด่น
งอกดี หัวดก และมีลักษณะเ็ป็นกลุ่ม มีปริมาณแป้งในหัวสูง
• ลักษณะประจำพันธุ์
ลำต้นโค้งเล็กน้อย สีเขียวเงิน สูง 180- 250 ซม. แตกกิ่งระดับแรกที่ความสูง 80-150 ซม.
• ฤดูปลูกที่เหมาะสม
• พิ้นที่แนะนำ
สามารถปลูกได้ทั่วประเทศพันธุ์เขียวปลดหนี้
เป็นพันธุ์มันสำปะหลังที่ได้จากการผสมข้าม โดยใช้พันธุ์ระยอง 5 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงเป็นแม่ และพันธุ์ที่มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง คือ พันธุ์ OMR29-20-118 เป็นพ่อ ในพ.ศ.2535 ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง ให้ผลผลิตแป้งและผลผลิตมันแห้งสูง เป็นที่พอใจของเกษตรกร โรงงานแป้งมัน และลานมันเส้น มีการกระจายพันธุ์จากเกษตรกรสู่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่รู้จักในชื่อที่เรียกกันทั่วไปว่า ?พันธุ์เขียวปลดหนี้ ? คำว่า ?เขียว? มาจากสีของลำต้น นอกจากนี้ยังมีเอกชนนำต้นพันธุ์ไปจำหน่ายให้เกษตรกร โดยใช้ชื่อว่า ?พันธุ์มังกรหยก? ด้วย
• ลักษณะเด่น
1. มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง เมื่อเก็บเกี่ยวในฤดูฝน มีเปอร์เซ็นต์แป้ง 25.8 เปอร์เซ็นต์ ให้ผลผลิตแป้ง 1.25 ตันต่อไร่ เก็บเกี่ยวในฤดูแล้ง เปอร์เซ็นต์แป้งจะสูงขึ้นเป็น 29-32 เปอร์เซ็นต์
2. ปริมาณมันแห้งสูง มีเปอร์เซ็นต์มันแห้ง 42.8 เปอร์เซ็นต์ ให้ผลผลิตมันแห้ง 2.00 ตันต่อไร่
3. ให้ผลผลิตหัวสดเฉลี่ย 4.77 ตันต่อไร่ ใกล้เคียงกับพันธุ์ระยอง 5 และเกษตรศาสตร์ 50
• ลักษณะประจำพันธุ์
ลำต้นสีเขียวเงิน ความสูงประมาณ 170 – 220 เซนติเมตร ลำต้นโค้งเล็กน้อย มีน้ำหนักต้นดี มีการแตกกิ่ง ที่ระดับความสูงใกล้ยอด กิ่งทำมุม 60-90 องศา กับลำต้น มีจำนวนลำที่ใช้ทำพันธุ์ 1-3 ลำต่อต้น ส่วนใหญ่มี 2 ลำ ก้านใบสีเขียวอมแดง ใบกลางเป็นรูปใบหอก ใบแก่สีเขียวเข้ม ยอดอ่อนสีน้ำตาลอมเขียว เปลือกนอกของหัวสีน้ำตาล เนื้อของหัวสีขาว
• ฤดูปลูกที่เหมาะสม
• ข้อควรระวัง
ควรเก็บเกี่ยวเมื่ออายุประมาณ 1 ปี ถ้าเก็บเกี่ยวเร็วจะให้ผลผลิตหัวสดต่ำกว่าพันธุ์รับรองพันธุ์อื่น ๆ เช่น ระยอง 5 ระยอง 72 ระยอง 90 และเกษตรศาสตร์ 50 เนื่องจากพันธุ์ CMR35-22-196 มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง แต่สะสมน้ำหนักช้า

งานวิจัยเกี่ยวกับมันสำปะหลังของหน่วยงานอื่น ๆ
มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลัง แห่งประเทศไทย
สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง
สำน้กหอสมุด
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ห้องสมุดงานวิจัย
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติอ่านรายละเอียดได้ที่:http://www.tapiocathai.org/Mainpage.html

มันสำปะหลังจัดเป็นพืชหัวชนิดหนึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์คือ?
Manihot esculenta Crantz

มันสำปะหลัง มีชื่อสามัญเรียกหลายชื่อตามภาษาต่างๆ ที่ได้ยินกันมากได้แก่อะไรบ้าง?
Cassava, Yuca, Mandioa, Manioc, Tapioca

มันสำปะหลังมีแหล่งกำเนิดแถบที่ลุ่มเขตร้อน (Lowland tropics) มีหลักฐานแสดงว่าปลูกกันในโคลัมเบียและเวเนซูเอลา มานานกว่า 3,000 – 7,000 ปีมาแล้วสันนิษฐานว่าแหล่งกำเนิดมันสำปะหลังมีกี่แหล่ง?
4 แหล่งด้วยกันคือ1. แถบประเทศกัวเตมาลาและเม็กซิโก
2. ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้
3. ทางทิศตะวันออกของประเทศโบลิเวียและทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ของประเทศอาร์เจนตินา
4. ทางทิศตะวันออกของประเทศบราซิล

ในทวีปเอเซียมีการนำมันสำปะหลังมาปลูกครั้งแรกที่ประเทศใด?
ฟิลิปปินส์ในคริสตศตวรรษที่ 17 โดยชาวสเปนได้นำมาจากเม็กซิโกและในเวลาต่อมาก็มีการปลูกที่ อินโดนีเซีย และเมื่อ พ.ศ. 2337 ได้มีการนำมันสำปะหลังจาก อัฟริกามาปลูกที่อินเดียเพื่อใช้ในการทดลอง

สำหรับประเทศไทยมีหลักฐานที่แน่นอนว่ามีการนำมันสำปะหลังเข้ามาปลูกเมื่อใด?
สำหรับประเทศไทยไม่มีหลักฐานที่แน่นอนว่ามีการนำมันสำปะหลังเข้ามาปลูกเมื่อใดคาดว่าคงเข้ามาในระยะเดียวกันกับการเข้าสู่ศรีลังกาและฟิลิปปินส์คือประมาณ พ.ศ. 2329–2383 มันสำปะหลังเดิมเรียกกันว่ามันสำโรง มันไม้ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว่ามันต้นเตี้ย ทางภาคใต้เรียกว่ามันเทศ ( แต่เรียกมันเทศว่ามันหลา)

มันสำปะหลังเป็นพืชอาหารที่สำคัญเป็นอันดับที่เท่าใด ของโลก?
มันสำปะหลังเป็นพืชอาหารที่สำคัญเป็นอันดับ 5 ของโลก
รองจากข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าว และมันฝรั่ง เป็นพืชอาหารที่สำคัญของประเทศในเขตร้อน โดยเฉพาะประเทศต่างๆ ในทวีปอัฟริกาและทวีปอเมริกาใต้ ในทวีปเอเซียประเทศอินโดนีเซียและอินเดียมีการบริโภคมันสำปะหลังกันเป็นจำนวนมาก ปริมาณผลผลิตที่ได้ในแต่ละปีร้อยละ 60 ใช้เป็นอาหารของมนุษย์ ร้อยละ 27.5 ใช้ทำเป็นอาหารสัตว์ และร้อยละ 12.5 ใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ

มันสำปะหลังเป็นพืชที่ทำรายได้ให้เกษตรกรมากเป็นอันดับที่ เท่าใด?
มันสำปะหลังเป็นพืชที่ทำรายได้ให้เกษตรกรมากเป็นอันดับที่ 4 รองจากยางพารา อ้อย และข้าว ผลผลิตมันสำปะหลัง ภายในประเทศนำไปใช้ทำมันเส้นและมันอัดเม็ดร้อยละ 45-50 ใช้แปรรูปเป็นแป้งร้อยละ 50-55

ประเทศใด ที่ส่งผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังออกมากที่สุดในโลก?
ประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังออกมากที่สุดในโลก ประเทศที่ไทยส่งผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในรูปของมันอัดเม็ดไปขายมากที่สุดคือ ประเทศในกลุ่มประชาคมยุโรป (เนเธอร์แลนด์ สเปน เยอรมัน โปรตุเกส) เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ส่วนในรูปของแป้งมันสำปะหลัง ประเทศญี่ปุ่นสั่งซื้อ มากที่สุด รองลงมาคือฮ่องกง สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย สิงคโปร์ และไต้หวัน

แมลงศัตรูมันสำปะหลัง
• ไรแดง
• เพลี้ยแป้งลาย
• แมลงหวี่ขาว
• แมลงศัตรประเภทปากกัด
http://210.246.186.28/fieldcrops/cas/pest/index2.HTM

การป้องกันกำจัดวัชพืช
• ไถ 1 ครั้ง ตากดินไว้ 7–10 วัน พรวน 1 ครั้ง แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว และไหลของวัชพืชข้ามปี ออกจากแปลง
• กำจัดวัชพืชไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ตลอดฤดูปลูก คือ
ครั้งแรก
พ่นสารกำจัดวัชพืชทันทีหลังปลูกก่อนวัชพืชงอก หรือใช้จอบ เครื่องกลขนาดเล็ก หรือแรงงานสัตว์ เพื่อกำจัดวัชพืชระหว่างแถวปลูก เมื่อมันสำปะหลังอายุ 1 – 2 เดือน ก่อนใส่ปุ๋ย
ครั้งที่สอง
ใช้จอบดาย หรือพ่นสารกำจัดวัชพืชอีกครั้ง ถ้ามีวัชพืชฤดูเดียวประเภทใบแคบมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่

แมลงศัตรูธรรมชาติ ของมันสำปะหลัง
ศัตรูธรรมชาติของไรและแมลงศัตรูมันสำปะหลังที่สำคัญพบทั่วไป ได้แก่แมลงห้ำ มี 4 ชนิด ซึ่งทั้งระยะหนอนและตัวเต็มวัยเป็นตัวห้ำ ยกเว้นแมลงช้างปีกใส เฉพาะระยะหนอนเท่านั้นที่เป็นตัวห้ำ
• ด้วงเต่าสีดำ ตัวเต็มวัยยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร รูปร่างกลม หัวและท้ายเล็กกว่าส่วนลำตัวเล็กน้อย ปีกสีน้ำตาลเป็นมัน เป็นตัวห้ำของไรแดงและเพลี้ยแป้งลาย
• ด้วงเต่าสีน้ำตาล หนอนมีลักษณะคล้ายเพลี้ยแป้ง หัวท้ายเรียว เคลื่อนไหวรวดเร็ว ตัวเต็มวัยยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร หลังโค้งนูนสีน้ำตาล หัวสีน้ำตาลเข้ม ส่วนอกสีเหลืองทอง ปลายปีกมีรูปยาวรีสีเหลืองทอง เป็นตัวห้ำของเพลี้ยแป้งลาย
• ด้วงปีกสั้น ตัวเต็มวัยสีน้ำตาลดำ ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร รูปร่างยาวเรียว ปีกสั้นกว่าท้อง เป็นตัวห้ำของไรแดง
• แมลงช้างปีกใส ตัวเต็มวัยลำตัวเรียวยาว ปีกโค้งบางใสขนาดใหญ่และ ยาวกว่าลำตัว สีเขียวอ่อนหรือสีน้ำตาลอ่อน มีปีก 2 คู่ หนอนมีลำตัว เรียวยาว สีน้ำตาลอ่อน มีแถบสีน้ำตาลพาดผ่านลำตัว มีกรามคล้ายเขี้ยว และบางชนิดจะมีซากเหยื่อที่กินแล้วอยู่บนหลังเพื่อพรางตัว หนอนเป็นตัวห้ำของไรแดง เพลี้ยแป้งลาย และแมลงหวี่ขาวไรตัวห้ำ
• ไรตัวห้ำ ตัวเต็มวัยสีแดงเข้ม มี 8 ขา ตัวมันวาว วิ่งค่อนข้างเร็ว ขายาวกว่าไรแดง เพศผู้มีขนาดเล็กกว่าเพศเมีย ไข่มีสีขาว รูปยาวรี ตัวอ่อนมีสีขาวและสีเหลือง เป็นไรตัวห้ำที่สำคัญของไรแดงแมลงเบียน
• แตนเบียนเพลี้ยแป้ง เป็นแมลงเบียนขนาดเล็กมาก เข้าทำลายตัวอ่อน วัยสุดท้ายของเพลี้ยแป้งลาย โดยแตนเบียนจะวางไข่เข้าไปในตัวอ่อนของ เพลี้ยแป้งลาย ทำให้เพลี้ยแป้งลายที่ถูกทำลาย มีลักษณะเป็นมัมมี่แข็งตาย ติดที่ผิวใบพืช

ฤดูปลูกมันสำปะหลัง
- ต้นฤดูฝน เดือนเมษายน–มิถุนายน
- ปลายฤดูฝน เดือนกันยายน–พฤศจิกายน

การเตรียมดินปลูกมันสำปะหลัง
การเตรียมดิน
- ไถกลบวัชพืชและเศษใบ-ต้น มันสำปะหลังส่วนที่ไม่ได้ใช้ทำพันธุ์
- พื้นที่ดอนไม่จำเป็นต้องยกร่อง ส่วนพื้นที่ต่ำอาจมีน้ำขังได้บ้าง จึงควรยกร่องปลูก สำหรับพื้นที่ลาดเอียงควรยกร่องปลูกขวางแนวลาดเอียง

การเตรียมท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง
การเตรียมท่อนพันธุ์
- ใช้ท่อนพันธุ์จากต้นที่มีอายุ 8-12 เดือน เพราะท่อนพันธุ์จากลำต้นเจริญเติบโตและอยู่รอดดีกว่าท่อนพันธุ์จากกิ่ง
- ท่อนพันธุ์ใหม่ สด ไม่บอบช้ำ และไม่มีโรคแมลงทำลาย
- ตัดท่อนพันธุ์ยาวประมาณ 20 เซนติเมตรสำหรับปลูกในฤดูฝน หรือ 25 เซนติเมตรสำหรับปลูกในช่วงปลายฝน และมีจำนวนตาอย่างน้อย 5-10 ตาต่อท่อนพันธุ์

วิธีปลูกมันสำปะหลัง
วิธีปลูก
- ปลูกแบบปักท่อนพันธุ์ตั้งหรือเอียง โดยในฤดูฝนควรปักให้ลึก 5- 10 เซนติเมตร ในช่วงปลายฤดูฝนควรปักให้ลึก 10- 15 เซนติเมตร
- ในพื้นที่ต่ำหรือพื้นที่ที่มีความลาดเอียงควรปลูกมันสำปะหลังบนสันร่อง

ระยะปลูกมันสำปะหลัง
ระยะปลูก
- พื้นที่ราบใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 80-100 เซนติเมตรระหว่างต้น 80- 100 เซนติเมตร ซึ่งมีจำนวนต้น 1,600-2,500 ต้นต่อไร่
- พื้นที่ลาดเอียงใช้ระยะปลูกระหว่างร่อง 80 เซนติเมตร ระหว่างต้น 80 เซนติเมตรเพื่อช่วยลดปัญหาการชะล้างพังทะลายของดิน

การใส่ปุ๋ยมันสำปะหลัง
การใส่ปุ๋ย
- แนะนำให้ใช้ปุ๋ยเคมีที่มีอัตราส่วน N:P:K 2:1:2 ในทางปฏิบัติ แนะนำให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ ผสมกับปุ๋ยยูเรียและโปรแตสเซียมคลอไรด์อย่างละ 10 กิโลกรัมต่อไร่ หรืออาจใช้ปุ๋ยเคมีที่มีอัตราส่วนปุ๋ยใกล้เคียง เช่น สูตร 15-7-18 ใส่อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่
- ใส่เพียงครั้งเดียวเมื่อมันสำปะหลังอายุ 1-2 เดือนในขณะที่ดินมีความชื้น เพียงพอ โดยขุดหลุมใส่ 2 ข้างต้นระยะพุ่มใบแล้วกลบดิน

การบำรุงรักษาสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินปลูกมันสำปะหลัง
การรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินให้คงสภาพเดิมเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงได้ยาวนาน สามารถทำได้โดยการหว่านเมล็ดพืชสด เช่น ปอเทือง หรือถั่วพุ่ม อัตราประมาณ 5 กิโลกรัมต่อไร่ หรือโรยเมล็ดถั่วพร้าอัตราประมาณ 15 กิโลกรัมต่อไร่เป็นแถวห่าง 0.50–1.0 เมตร ระยะระหว่างต้น 25-50 เซนติเมตรแล้วไถกลบพืชสดเหล่านี้เมื่ออายุประมาณ 2 เดือน ก่อนปลูกมันสำปะหลัง

การอนุรักษ์ดิน เพื่อปลูกมันสำปะหลัง
การอนุรักษ์ดิน
พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังโดยทั่วไปมักมีความลาดเอียงไม่สม่ำเสมอ และ ลักษณะเนื้อดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย จึงทำให้มีการชะล้าง พังทะลายของดินมากโดยเฉพาะช่วง 1-3 เดือนแรกที่ปลูกมันสำปะหลัง วิธีการปฏิบัติเพื่อช่วยลดปัญหานี้สามารถทำได้โดย
- วิธีทางเขตกรรม คือ ควรเตรียมดินด้วยผาล 3 และ 7 ยกร่องปลูกใน แนวระดับโดยระยะระหว่างร่อง 80 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 80 เซนติเมตรตลอดจนการใส่ปุ๋ยเคมีด้วยจะช่วยให้มันสำปะหลังเจริญเติบโตได้ดีมีพุ่มใบปกคลุมผิวดินได้รวดเร็ว ลดการสูญเสียดินได้มาก และยังทำให้ได้ผลผลิตสูงด้วย
- วิธีการจัดระบบการปลูกพืช สามารถใช้เป็นแนวป้องกันบนพื้นที่ปลูกที่มี ปัญหาการชะล้างพังทะลายของดินได้ค่อนข้างมาก ทางเลือกที่ใช้ปฏิบัติได้ผลดีระยะยาวได้วิธีหนึ่งคือ การใช้หญ้าแฝก ด้วยระยะห่างระหว่างหลุม 10 เซนติเมตร หลุมละ 1 ต้น จำนวนแถวของหญ้าแฝกขึ้นอยู่กับความลาดเอียงของพื้นที่

แหล่งปลูกมันสำปะหลัง
แหล่งปลูก
แหล่งปลูกมันสำปะหลังที่เหมาะสมควรมีคุณสมบัติดังนี้
สภาพพื้นที่
- ไม่เป็นที่ลุ่มหรือมีน้ำท่วมขัง
- มีความสูงจากระดับน้ำทะเล
- ใกล้แหล่งรับซื้อผลผลิต
ลักษณะดิน
- ดินร่วน ดินร่วนปนทราย มีการระบายน้ำดี
- มีความเป็นกรดและด่าง 4.5 – 8.0
สภาพภูมิอากาศ
- เขตร้อนตั้งแต่เส้นรุ้งที่ 30 องศาเหนือ ถึง 30 องศาใต้
- มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,200–1,500 มิลลิเมตรต่อปี
- อุณหภูมิเฉลี่ยของเดือนไม่ต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส

การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง
การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังเป็นพืชที่ไม่จำกัดอายุการเก็บเกี่ยวแต่ควรเก็บเกี่ยวเมื่ออายุครบ 8 เดือนขึ้นไป อายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ 12 เดือน หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วควรรีบส่งโรงงานโดยเร็ว ไม่ควรทิ้งเกิน 4 วันเพราะหัวมันจะเน่าเสีย

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปริมาณแป้งของมันสำปะหลัง
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปริมาณแป้ง
1. พันธุ์
พันธุ์มันสำปะหลังแต่ละพันธุ์มีเปอร์เซนต์แป้งในหัวไม่เท่ากัน พันธุ์ระยอง 90 มีเปอร์เซนต์สูงที่สุด รองลงมาคือพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ระยอง 5 ระยอง 72 และระยอง 60 ตามลำดับ
2. ฤดู
ช่วงฤดูแล้ง (พฤศจิกายน–มีนาคม) เดือนพฤศจิกายน ความชื้นในดินเริ่มน้อยลงต้นมันสำปะหลังหยุดการเจริญเติบโต ทิ้งใบ น้ำในหัวมีน้อยเปอร์เซนต์แป้งจึงสูงจนถึงฤดูฝน (เมษายน – ตุลาคม) เดือนเมษายนอากาศร้อนจัดและเริ่มมีฝน มันสำปะหลังใช้พลังงานมากเพื่อการหายใจ และสร้างใบใหม่แป้งที่สะสมไว้ในหัวจึงถูกนำไปใช้ทำให้เปอร์เซนต์แป้งลดลง
3. อายุ เมื่อเก็บเกี่ยวในเดือนเดียวกันอายุ 8-12 เดือน จะมีเปอร์เซนต์แป้งไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ถ้าต้นมันสำปะหลังมีอายุมากขึ้น 16-18 เดือน หัวจะมีขนาดใหญ่ บริเวณตรงกลางของหัวจะฝ่อหรือมีน้ำมากเปอร์เซนต์แป้งในหัวจึงต่ำ
4. การตัดต้นก่อนเก็บเกี่ยว เมื่อมีการตัดต้นมันสำปะหลังโดยยังไม่เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังจะมีการแตกยอดและใบใหม่ จึงดึงแป้งที่สะสมในหัวมันไปใช้ทำให้เปอร์เซนต์แป้งลดลงอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในราย 2 เดือนแรกหลังการตัดต้นไป ต่อเมื่อเข้าเดือนที่ 3 มีใบมากพอแล้วจะสังเคราะห์แสงสร้างแป้งไปสะสมที่หัวได้อีกครั้งหนึ่ง
5. ระยะเวลาหลังเก็บเกี่ยว หลังจากขุดหัวมันสำปะหลังแล้วควรรีบนำส่งโรงงานทันทีในระยะ 2 วันแรกหัวมันยังไม่เน่าเสียและเปอร์เซนต์แป้งในหัวยังไม่ลดลงแต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้เกิน 4 วัน หัวมันสำปะหลังจะเน่าเสียมากและเปอร์เซนต์แป้งในหัวจะลดลง

การเก็บรักษาต้นพันธุ์มันสำปะหลัง
การเก็บรักษาต้นพันธุ์
ส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์ของมันสำปะหลังคือ ส่วนของลำต้น การเก็บรักษาต้นพันธุ์มีระยะเวลาจำกัดเนื่องจากความสมบูรณ์ ความแข็งแรง และความงอกจะลดลงเป็นลำดับปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาในการเก็บรักษาต้นพันธุ์มีดังนี้
1) พันธุ์ ต้นพันธุ์มันสำปะหลังในแต่ละพันธุ์สามารถเก็บได้นานต่างกัน เช่น
- พันธุ์ระยอง 90 เก็บไว้ได้ไม่เกิน 15 วัน
- พันธุ์ระยอง 60 ระยอง 5 เกษตรศาสตร์ 50 เก็บไว้ได้ 30 – 45 วัน
2) ส่วนของต้นพันธุ์ มันสำปะหลังบางพันธุ์ เช่น ระยอง 90 มีการแตกกิ่ง ส่วนของกิ่งก็สามารถใช้ทำพันธุ์ได้แต่จะเก็บรักษาได้ไม่นานเท่าส่วนของลำต้น
3) ฤดู ในฤดูฝนสภาพอากาศมีความชื้นสูง สามารถเก็บรักษาต้นพันธุ์ได้ยาว นานกว่าในฤดูแล้ง
4) สภาพการเก็บ
- ในฤดูฝน เก็บไว้ในสภาพกลางแจ้งหรือในที่ร่มมีผลไม่แตกต่างกัน
- ในฤดูแล้ง เก็บในที่ร่มจะเก็บไว้ได้นานกว่าเก็บในสภาพกลางแจ้ง
5) วิธีการเก็บ ควรเก็บกองรวมวางตั้งบนพื้นดินที่มีการสับพรวนดิน ให้ส่วนโคนของทุกๆต้นสัมผัสพื้นดินแล้วพรวนดินกลบรอบๆ กอง ถ้าเป็นฤดูแล้งต้องมีการรดน้ำช่วยจะทำให้สามารถเก็บไว้ได้นานขึ้น วิธีการเก็บรักษาต้นพันธุ์มันสำปะหลังไว้ทำพันธุ์ที่ดีที่สุด คือ การทำแปลงขยายพันธุ์ไว้เฉพาะเมื่อเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังจะไม่ เก็บเกี่ยวหมดทั้งแปลงแต่จะเหลือไว้ส่วนหนึ่ง (1:10) ซึ่งจะ เก็บเกี่ยวหลังจากเอาต้นพันธุ์ไปปลูกแล้ว

สุขลักษณะและความสะอาดการปลูกมันสำปะหลัง
สุขลักษณะและความสะอาด
- สภาพพื้นที่ปลูก ควรดูแลรักษาให้ปราศจากวัชพืชและโรคแมลงอยู่เสมอ
- ต้นพันธุ์ที่ใช้ปลูกควรใหม่ สด ไม่บอบช้ำและปราศจากโรค แมลง และเป็นพันธุ์ที่ไม่ถูกทำลายโดยสารเคมีกำจัดวัชพืช
- ผลผลิต (หัวสด) เมื่อเก็บเกี่ยวส่งจำหน่ายไม่ควรมีส่วนของลำต้นและดิน ติดปน
- หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต (หัวสด) ควรรีบส่งจำหน่ายทันทีไม่ควรทิ้ง ไว้นานเกิน 4 วัน เพราะหัวมันสำปะหลังจะเน่าเสียหาย
- การพ่นสารเคมีกำจัดโรค แมลง และวัชพืช ทุกครั้งควรมีการ ป้องกันให้ถูกวิธี

ประโยชน์มันสำปะหลังแยกตามส่วนต่างๆ
หัวสด
• ใช้เป็นอาหารมนุษย์ โดยรับประทานสด ต้ม นึ่ง ย่าง อบ เชื่อม ทำเป็นแป้งแล้วแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่างๆ ตลอดจนนำมาผ่านเป็นแผ่นบางๆ แล้วทอด
• ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งที่เป็นหัวสด กากที่เหลือจากการทำแป้ง เปลือกของหัว
• ใช้ส่งโรงงานอุตสาหกรรมทำแป้ง มันเส้น มันอัดเม็ด แอลกอฮอล์ ฯลฯ
ใบ
• ใช้เป็นอาหารมนุษย์ รับประทานสด ต้มจิ้มน้ำพริก นำมาแกง
• ใช้เป็นอาหารสัตว์ ในรูปใบสด ตากแห้งป่นผสมกับอาหารข้นเลี้ยงสัตว์ และเป็นอาหารผสม
ลำต้น
• ใช้ทำเป็นท่อนพันธุ์ โดยตัดออกเป็นท่อนๆ นำไปปลูกได้
• ใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยตัดส่วนยอดผสมกับใบสดใช้เลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง ตากแห้งเป็นอาหารหยาบ
เมล็ด
• ใช้สกัดน้ำมันที่มีคุณภาพดีสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยาได้การใช้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในรูปต่างๆมันเส้น
• ใช้เป็นอาหารสัตว์ หมักแล้วเติมเนื้อสัตว์ น้ำมัน ผัก เครื่องเทศ และน้ำปรุงอาหาร
• ใช้เลี้ยงสัตว์โดยตรง
แป้ง
• ใช้เป็นอาหารมนุษย์ อาหารทารก เป็นเครื่องปรุงอาหารหลายชนิด ใช้ทำวุ้นเส้น ทำเบียร์
• ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นตัวทำให้สารติดแน่น คงรูปร่าง เป็นตัวทำให้เป็นผงฝุ่นใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมซักรีด อุตสาหกรรมทำกาว กระดาษ แป้งเปียก แอลกอฮอล์
อะซีโตน ยา กลูโคส ใช้ในอุตสาหกรรมเจาะน้ำมัน และแป้งแปรรูป
แป้งดิบ (flour)
เป็นแป้งที่ไม่ได้สกัดเอาเยื่อใยออก ทำได้โดยนำหัวมันสำปะหลังมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ตากแห้งให้ละเอียดแล้วร่อนด้วยตะแกรงร่อนแป้ง จะได้แป้งดิบที่สามารถนำมาใช้ทำขนมอบชนิดต่างๆ ได้คล้ายแป้งสาลี เช่น นำมาทำเป็นเค้ก แพนเค้ก ขนมปัง คุกกี้ พาย สามารถนำมาทดแทน แป้งสาลี แป้งข้าวจ้าว

อุตสาหกรรมการแปรรูปมันสำปะหลัง
อุตสาหกรรมการแปรรูปมันสำปะหลัง• อุตสาหกรรมมันเส้น
• อุตสาหกรรมมันอัดเม็ด
• อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง

การใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบประกอบในอุตสาหกรรมอื่น
การใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบประกอบในอุตสาหกรรมอื่น• อุตสาหกรรมทอผ้า อุตสาหกรรมทอผ้านั้นจะต้องใช้แป้งมันสำปะหลัง โดยด้ายที่จะใช้ทอผ้านั้นจะต้องผ่านการชุบแป้งเสียก่อน ด้ายจึงจะเรียบไม่มีขน นอกจากนี้ในขั้นตอนการพิมพ์ลายผ้าแป้งจะช่วยทำให้พิมพ์ลายได้สม่ำเสมอ• อุตสาหกรรมกระดาษ การทำกระดาษต้องใช้เยื่อกระดาษที่ทำจากไม้ต่างๆ เช่น ไม้ไผ่ ไม้สน ไม้ยูคาลิปตัส เป็นต้น ทำให้เป็นเยื่อเล็กๆ แล้วนำเยื่อกระดาษเหล่านั้นมาเรียงเป็นแผ่น อย่างไรก็ตามแผ่นกระดาษจะไม่เรียบ จะต้องมีการฉาบผิวด้วยกาวจากแป้งทำให้กระดาษเรียบ ช่วยทำให้กระดาษไม่ซึมหมึกเวลาเขียนด้วยน้ำหมึก หรือพิมพ์สี• อุตสาหกรรมไม้อัด แป้งมันสำปะหลังมีคุณสมบัติเป็นกาวจึงถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัด เนื่องจากในการผลิตไม้อัด ต้องประกอบไม้ให้ติดกันโดยใช้กาว• อุตสาหกรรมกาว แป้งมันสำปะหลังยังมีคุณสมบัติพิเศษ เมื่อถูกความร้อนหรือถูกสารเคมีจะมีความเหนียว และมีคุณสมบัติสามารถรักษาความเหนียวได้เหมือนเดิมไม่มีการคืนตัว แป้งมันที่จะใช้ทำกาวจะต้องเป็นแป้งบริสุทธิ์• อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

• ผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว วุ้นเส้น สาคู ใช้แป้งมันเป็นส่วนผสม

• ซอสต่างๆ เช่น ซอสมะเขือเทศ อาหารกระป๋อง ใช้แป้งเพื่อเพิ่มความเข้มข้น

• ไอศกรีม

การใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบหลักในการแปรรูป
การใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบหลักในการแปรรูป• ผงชูรส ผงชูรสที่ใช้ในการปรุงอาหารมีชื่อทางเคมี คือ โมโนโซเดียมกลูตาเมต (monosodium glutamate)• ไลซีน ไลซีนเป็นกรดอะมิโนชนิดจำเป็นต่อร่างกาย (essential amino acid) ที่สัตว์ใช้สร้างโปรตีน และไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ต้องได้รับจากอาหารสัตว์• สารความหวาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกลูโคสที่ผลิตในประเทศไทยมี 3 ชนิด
- กลูโคสเหลว (glucose syrup) สามารถนำไปเป็นวัตถุในการผลิตลูกกวาดและเครื่องดื่มหลายชนิด
- กลูโคสผง (glucose powder) นำมาผลิตเดกซโตรสอีกสองชนิด คือ
• เดกซโตสโมโนไฮเดรส (dextrose monohydrate) หมายถึง เดกซโตรสที่มีความชื้น ส่วนมากใช้ในอุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง
• เดกซโตสแอนไฮดรัส (dextrose anhydrous) หมายถึง เดกซโตสที่ไม่มีความชื้น และผ่านกรรมวิธีการทำให้บริสุทธิ์และตกผลึก ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตยา
- ซอบิตอล (sorbitol) เป็นผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปมาจากเดกซโตรสละลายที่ความเข้มข้นร้อยละ 70 ใช้มากในอุตสาหกรรมยาสีฟัน และเครื่องสำอาง

ผลิตภัณฑ์ใหม่จากแป้งมันสำปะหลัง
ผลิตภัณฑ์ใหม่จากแป้งมันสำปะหลัง• สารดูดน้ำ การใช้งานของโพลิเมอร์ดูดซึมน้ำมากมีหลายด้าน เช่น ใช้งานด้านอนามัยทางการแพทย์ ปริมาณที่ใช้มากที่สุด ได้แก่ ผ้าอ้อมสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ เพื่อดูดซึมของเหลวในร่างกายจาก การขับถ่ายที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ใช้ทางอุตสาหกรรมเป็นสารข้นสำหรับหมึกสกรีนระบบน้ำ วัสดุดูดน้ำออกจากเชื้อเพลิง• พลาสติกที่สลายได้ทางชีวภาพ• การผลิตแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลัง หัวมันสำปะหลังส่วนใหญ่ประกอบด้วยแป้ง ซึ่งแป้งสามารถเปลี่ยนเป็น แอลกอฮอล์ที่เรียกว่า เอทานอล (ethanol) แอลกอฮอล์ที่ได้นี้เมื่อนำไปผสมน้ำมันเบนซินในอัตรา 10-20 : 90-80 ส่วน สามารถใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ที่เรียกว่า ก๊าซโซฮอล์ (gasohol) การใช้มันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นแอลกอฮอล์ เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง

โอกาสของมันสำปะหลังกับอุตสาหกรรมเอทานอลของไทย
โอกาสของมันสำปะหลังกับอุตสาหกรรมเอทานอลของไทยมันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีปริมาณการผลิตโดยประมาณ 16 ถึง 18 ล้านตันหัวมันสำปะหลังต่อปี ในหัวมันสำปะหลังจะมีแป้งเป็น องค์ประกอบอยู่ในปริมาณสูง (ประมาณร้อยละ 70 ถึง 85 โดยน้ำหนักแห้ง)
ดังนั้น มันสำปะหลังจึงเป็นวัตถุดิบทางการเกษตรชนิดหนึ่งที่สามารถ นำมาใช้ในการผลิตเอทานอลได้โดยการผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลัง สามารถนำมันสำปะหลังที่มีมากในช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวมาแปรรูปเป็นมันเส้นเพื่อความสะดวกและยืดอายุการเก็บ ตลอดจนสะดวกต่อการขนส่ง จึงทำให้อุตสาหกรรมเอทานอลจากมันสำปะหลังมีความเป็นไปได้ โอกาสของการใช้มันสำปะหลังในการผลิตเอทานอลเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีีที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตได้ โดยการรวมขั้นตอนการย่อยครั้งสุดท้าย (saccharification) เข้าไว้ในขั้นตอนเดียวกับการหมัก (fermentation ) ซึ่งเรียกกระบวนการนี้ว่า Simultaneous Saccharification and Fermentation (SSF) โดยเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ผลิตน้ำตาลกลูโคส จะมีกิจกรรมการย่อยแป้งในสภาวะเดียวกับการหมัก กล่าวคือ ที่อุณหภูมิประมาณ 30 องศาเซลเซียส และค่าความเป็นกรด-ด่างประมาณ 4.0 ถึง 4.5 ซึ่งจะช่วยลดเวลาในการย่อยแป้ง รวมทั้งยังช่วยประหยัด พลังงานในกระบวนการผลิต


ธันวาคม 26, 2011

วิจัยกะเพรา…ชา พบโอสถสารเผาผลาญ-สร้างสมดุล

http://www.thairath.co.th/content/edu/225877

26 ธันวาคม 2554, 05:10 น.

Pic_225877

ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการวิจัย.

“พืชสมุนไพรไทย” นอกจากเพิ่มความหอม รสชาติอร่อยลิ้น เมื่อนำมาวิจัยพบว่า หลายตัวมีสรรพคุณทางยาทั้งบำบัดรักษา โดยล่าสุด ดร.ชุลีรัตน์ บรรจงลิขิตกุล ผอ.ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ พร้อมด้วย

นางศิรินันท์ ทับทิมเทศ นักวิจัยอาวุโส ฝ่ายเภสัชฯ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้นำพืชวงศ์กะเพรากับชามาวิจัยเพื่อนำมาทำ “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารปรับสมดุลเพื่อการผ่อนคลายและช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน” ขึ้น

นางเกษมศรี หอมชื่น ผู้ว่าการ วว. เปิดเผยว่า“…ความเครียดนั้นเป็นสาเหตุของโรคมากมาย เช่น ภูมิแพ้ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมะเร็ง เป็นต้น ดังนั้น วว.จึงมีแนวคิดในการศึกษาวิจัยสมุนไพรไทยที่น่าจะมีผลต่อความดันโลหิต ทั้งนี้ วว. ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนผู้ผลิตสมุนไพรในจังหวัดตราด สนับสนุนในด้านวัตถุดิบหลักเพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยการออกฤทธิ์ของสมุนไพรที่มีความสามารถในการต้านความเครียด ความปลอดภัย ซึ่งเป็นอีกทางหนึ่งในการช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสมุนไพรที่มีอยู่ในบ้านเรา”

ดร.ชุลีรัตน์   บรรจงลิขิตกุลดร.ชุลีรัตน์ บรรจงลิขิตกุล

สำหรับแนวทางการวิจัยนั้น ดร.ชุลีรัตน์บอกว่า เริ่มต้น วว.จะมีการดำเนินนโยบายตามการดูถึงความต้องการในอนาคต เราจะมีการทำเทคโนโลยีที่ดูว่าในอนาคตมีอะไรบ้างเป็นที่ต้องการในตลาดโลก ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่ง จะมีนักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรปคิดค้นคำนี้ขึ้นมาให้คำจำกัดความสมุนไพรที่ไม่ได้รักษาโรคใดโรคหนึ่ง แต่ช่วยให้สุขภาพดีขึ้น อาทิ โสม เห็ดหลินจือ

โดยสิ่งที่คนเราต้องการมากที่สุดคือเรื่อง “สุขภาพ” ที่ตื่นตัวมาก โรคที่คนเรากลัวกันมากที่สุดคือ โรคอ้วน หัวใจ เบาหวาน มะเร็ง และเรื่อง ทางเดินอาหาร ซึ่งการวิจัยแยกออกเป็น การควบคุมน้ำหนัก  การปรับสมดุลต้านความเครียดกับควบคุมความดันโลหิต และ ผลิตภัณฑ์ป้องกันทางเดินอาหาร (ส่งต่อบริษัทเอกชนแล้ว) พร้อมทั้งศึกษาดูว่าผลิตภัณฑ์ปรับสมดุล

นางศิรินันท์   ทับทิมเทศนางศิรินันท์ ทับทิมเทศ

“…และหันกลับมาศึกษาสมุนไพรเราบ้างว่ามีหรือไม่ โดยศึกษาต่อยอดจากภูมิปัญญาไทย พร้อมทั้งศึกษาตำรายาอินเดียควบคู่กัน ซึ่งพบว่า พืชวงศ์กะเพรา จะมีคุณสมบัติปรับสมดุล โดยเริ่มคัดเลือกพืช 4 ชนิด คือ กะเพรา โหระพา  แมงลัก  ยี่หร่า จากที่ต่างๆ โดยพบว่าใน พื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี จะมีคุณภาพมากที่สุด…”

สำหรับการเลือกใช้พืชวงศ์กะเพราและชา เนื่องจากพืชทั้ง 2 ชนิดนี้ช่วยในเรื่องการเผาผลาญพลังงาน  เมื่อบริโภคแล้วเกิดการขับเหงื่อ ส่วนชาที่ใช้เพราะเนื่องจากบ้านเรามีการปลูกอยู่มาก หากใช้เพียงแค่ชงดื่ม มูลค่ายังไม่มากมายนัก ทั้งๆที่ในใบชามีสารต่างๆ อยู่มาก โดยเฉพาะด้านการเผาผลาญพลังงาน เมื่อนำมาสกัดเสร็จแล้วทำการศึกษา โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาจับ คือสกัดก่อนแล้วดูคุณภาพสารสำคัญที่มีอยู่ พร้อมศึกษาฤทธิ์ต้านความเครียด วิตกกังวล ต้านอนุมูลอิสระ พบว่าทั้งหมดมีฤทธิ์ดังกล่าว จากนั้นจึงคัดเลือกและผสมสูตร กระทั่งออกมาเป็นผลิตภัณฑ์

จากนั้นไปใช้ในสัตว์ทดลอง โดยให้ยากับหนูทดลอง แล้วดูว่าสามารถออกมาสู่โลกกว้างได้หรือไม่ เพราะธรรมชาติของสัตว์ชนิดนี้ชอบอยู่ในที่มืดและแคบๆ หลังศึกษาประมาณ 1 สัปดาห์ พบว่าพฤติกรรมเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อพบว่ามีความปลอดภัย จึงส่งต่อให้นักศึกษาภาควิชาเภสัช คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ทำการศึกษาต่อเนื่องด้านประสิทธิภาพในการใช้กับผู้ป่วยจริง ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในการเผาผลาญ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการส่งต่อเพื่อทดสอบทางคลินิกวิทยา

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0–2577–9300 ในวันและเวลาราชการ.

เพ็ญพิชญา  เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 26 ธันวาคม 2554, 05:10 น.

ตุลาคม 3, 2011

“มะแว้งเครือ–เมล็ดมะนาว” แก้ไอขับเสมหะดี

3 ตุลาคม 2554, 05:00 น.
http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/206104

Pic_206104

เมล็ดมะนาว

สมุนไพร ที่เป็นยาแก้ไอและขับเสมหะมีมากมายหลายอย่าง อยู่ที่ใครนำไปใช้แล้วได้ผลดีก็ใช้สูตรนั้นแบบต่อเนื่องได้ แต่ละสูตรจะมีตัวยาและวิธีทำ หรือใช้ต่างกันไปตามลักษณะของยาที่ใช้เป็นส่วนประกอบ สำหรับ “มะแว้งเครือ” มีวิธีง่ายๆคือ เอาผลแก่เกือบสุกแบบสด 5-10 ผล โขลกพอแตกคั้นเอาเฉพาะน้ำใส่เกลือป่นเล็กน้อยจิบกินบ่อยๆ จนน้ำหมดในแต่ละครั้งที่ทำ จะช่วยทำให้อาการไอหายและเสมหะน้อยลง

ส่วน “เมล็ดมะนาว” ให้เอาแบบสดๆ ประมาณ 1 ขยุ้ม 10-20 เมล็ด นำไปคั่วไฟอ่อนจนสุกแล้วบด เป็นผงตักชงกับน้ำร้อนครั้งละนิดหน่อยดื่มบ่อยๆ หรือ เอาผงที่บดได้ทั้งหมดไปต้มกับน้ำประมาณ 3-4 แก้ว จนเดือด ดื่มเรื่อยๆ จะช่วยให้อาการไอหายและเสมหะน้อยลงเช่นเดียวกัน

มะแว้งเครือ หรือ SOLANUM TRILO-BATUM LINN. อยู่ในวงศ์ SOLANACEAE พบขึ้นตามป่าทั่วไป มีผลวางขายตามแผงพืชผักพื้นบ้านทั่วไป สรรพคุณทางยา ผลสดตำผสมเกลือเล็กน้อย อมหรือจิบแก้ไอแก้เจ็บคอ ขับเสมหะ ผลแห้งปรุงเป็นยาแก้ไอ ขับปัสสาวะ เจริญอาหาร แก้โรคเบาหวาน รากแก้ไข้สันนิบาต แก้น้ำลายเหนียว แก้ไอกัด และขับเสมหะ ขับปัสสาวะ ขับลม

มะนาว หรือ LIME–CITRUS AURANTIFOLIA SWING. อยู่ในวงศ์ RUTACEAE สรรพคุณเฉพาะ น้ำมะนาวและผลดองแห้งเป็นยาขับเสมหะแก้ไอ แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน มีวิตามินซีสูง

ครับ หนังสือ “สมุนไพรไม้ดอกไม้ประดับหายาก” เล่มที่ 5 ของ “นายเกษตร” พิมพ์สี่สีทั้งเล่ม เนื้อหาในเล่มไม่ซ้ำกับทุกเล่มที่ผ่านมา พิมพ์จำนวนจำกัดหมดแล้วหมดเลย ไม่วางขายที่ไหน ราคาเล่มละ 600 บาท บวกค่าส่งกลับเล่มละ 30 บาท ส่งธนาณัติซื้อสั่งจ่าย “คุณนงลักษณ์ ศรีอัชรานนท์” ตู้ ปณ.48 ปณ.สามแยกลาดพร้าว กทม.10901 ส่วนเล่มที่ 4 เหลือเล็กน้อย ราคาและค่าส่งเท่ากัน ระบุเล่มที่ต้องการพร้อมที่ส่งกลับให้ชัดเจน หนังสือถึงมือไม่ช้า หรือสอบถามผลิตภัณฑ์สมุนไพร แชมพูสูตรพิเศษ 5 ชนิด ช่วยลดรังแค ทำให้เส้นผมแข็งแรง, ครีมนวดผมตะไคร้ มีส่วนผสมของโปรวิตามินบี 5 ป้องกันเส้นผมแห้งกรอบ, สเปรย์ฉีดบำรุงรากผม มีส่วนผสมของสมุนไพรหลายอย่าง, ขมิ้นชันแคปซูล แก้ท้องอืดเฟ้อ, ว่านชักมดลูก ช่วยให้มดลูกกระชับ ดับกลิ่นเหม็น แก้คาวปลาแก้ต่อมลูกหมากอักเสบและไส้เลื่อนในบุรุษ, ครีมโลด-ทะนง รักษาสิวฝ้า รูขุมขนตีบลง, คอลลาเจนบริสุทธิ์ ทาหน้าช่วยให้ใบหน้ากระชับ, ตรีผลา ลดไขมันเส้นเลือด ลดไตรกลีเซอไรด์ โทร.0–2275–2692 ครับ.
“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 3 ตุลาคม 2554, 05:00 น.

กรกฎาคม 26, 2011

ล่องเรือแลนก…พบควายน้ำ…ชมบัวบาน ในอ้อมกอด “ทะเลน้อย” จังหวัดพัทลุง

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066150754&srcday=2011-07-15&search=no.

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 507

ท่องเที่ยวเกษตร

ประกิต เพ็งวิชัย

ล่องเรือแลนก…พบควายน้ำ…ชมบัวบาน ในอ้อมกอด “ทะเลน้อย” จังหวัดพัทลุง

“ทะเลน้อย” เป็นทะเลสาบน้ำจืด อยู่ในอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ทางตอนเหนือของทะเลสาบสงขลา โดยมีคลองนางเรียมเชื่อมระหว่างทะเลน้อยและทะเลสาบสงขลา

ทะเลน้อย เป็นบริเวณที่มีน้ำขังตลอดปี พืชส่วนใหญ่เป็นพืชน้ำที่โดดเด่นและสร้างสีสันให้กับทะเลน้อย ได้แก่ สาหร่ายหางกระรอก สาหร่ายข้าวเหนียว ที่มีดอกเล็กๆ สีเหลือง สีม่วง สวยงาม บัวหลวง บัวสาย บัวเผื่อน นำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพ ในวงจรธรรมชาติของทะเลน้อยเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของนกน้ำนานาชนิด ทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพใช้เป็นที่อาศัยช่วยเติมแต่งทะเลน้อยที่สวยงามจากมวลไม้น้ำได้มีความสมบูรณ์ มีชีวิตชีวาตามครรลองของธรรมชาติ

ท่ามกลางความลงตัวในทัศนียภาพอันงดงาม ในวันที่ดอกบัวบานเต็มพื้นน้ำ นกนานาชนิดโบยบินเต็มท้องฟ้า ฝูงควายไล่ทุ่งออกหากินอย่างอิสระ เป็นอีกมิติหนึ่งของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในจังหวัดพัทลุง เหมาะแก่การท่องเที่ยวแบบสบายๆ ในบรรยากาศของอ้อมกอดธรรมชาติ การเดินทางที่สะดวกบนถนนสวยงามในชนบทที่ทอดตัวเป็นสะพานข้ามทะเลสาบที่ยาวที่สุด

ความน่าสนใจทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม “ทะเลน้อย” ได้รับการประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2518 นับเป็นเขตห้ามล่าสัตว์แห่งแรกของไทย

คนส่วนใหญ่มักเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “อุทยานนกน้ำทะเลน้อย” มีอาณาเขตครอบคลุมจังหวัดพัทลุง สงขลา และนครศรีธรรมราช รวมพื้นที่ประมาณ 285,625 ไร่ หรือประมาณ 457 ตารางกิโลเมตร หรือส่วนที่เป็นพื้นน้ำ ประมาณ 17,500 ไร่ หรือประมาณ 28 ตารางกิโลเมตร

สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยเป็นพื้นที่ราบริมทะเลสาบ ประกอบด้วยนาข้าว ป่าพรุ ป่าหญ้า และป่าดิบชื้น คิดเป็น 94 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ส่วนที่เป็นพื้นน้ำมีเพียง 6 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น บึงน้ำทะเลน้อยมีสัณฐานค่อนข้างกลม ความกว้างประมาณ 6 กิโลเมตร และความลึกเฉลี่ย 1.25 เมตร

ทะเลน้อย เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีลักษณะพิเศษ เชื่อมโยงระบบนิเวศที่หลากหลายไว้ด้วยกัน บริเวณที่ลุ่มต่ำมีพืชล้มลุกและพืชน้ำนานาชนิด ส่วนในบึงน้ำก็อุดมไปด้วยพืชน้ำ เช่น ผักตบชวา สาหร่าย กก กง กระจูด

กระจูด เป็นพืชล้มลุกขึ้นอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง ในทะเลน้อยพบด้วยกัน 2 ชนิด แบบที่นำมาสาน เรียกกันว่า กระจูดใหญ่ หรือจูดใหญ่ มักพบขึ้นอยู่ตามป่าพรุ มีลำต้นกลมสีเขียวอ่อน ขนาดตั้งแต่ก้านไม้ขีดไปจนถึงแท่งดินสอดำ ส่วนโคนจะมีความหนากว่าส่วนปลายเล็กน้อย ความสูงประมาณ 1-2 เมตร ส่วนที่พบตามบึงน้ำ เรียกว่า กระจูดหนู มีขนาดเล็กกว่าและก้านสั้น เหมาะสำหรับการนำมาสานเป็นเครื่องใช้ขนาดเล็ก

ทุกเช้าจะมีชาวบ้านที่อยู่รอบทะเลน้อยเข้าไปเก็บต้นกระจูดกลับมาเต็มลำเรือ นำออกผึ่งแดดให้แห้งสนิท จากนั้นก็รีดเป็นเส้นให้ได้ขนาดและย้อมสีตามต้องการ แล้วจึงนำมาสานเป็นเสื่อและเครื่องใช้ต่างๆ อย่างสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าถือ ตะกร้า กล่องใส่ของ เป็นหัตถกรรมขึ้นชื่อระดับโอท็อป 5 ดาว

ไม่เพียงเท่านั้น ยังตื่นตาตื่นใจสำหรับนักท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพทะเลบัวยามเช้า ที่พระตำหนักทะเลน้อย ทะเลบัว พระอาทิตย์ทอแสงสีทอง ดอกบัวบานนับพันๆ ดอก และได้สัมผัสกับนกน้ำมีทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพกว่า 187 ชนิด นกเหล่านี้จะชุกชุมมากที่สุดในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน ขนาดว่าเคยนับได้กันเป็นแสนตัวเลยทีเดียว ตลอดจนพันธุ์ไม้น้ำที่ช่วยสร้างสีสันให้กับทะเลสาบ

ดอกบัวสายสีขาว ม่วง แดง พร้อมใจกันเบ่งบานต้อนรับนักท่องเที่ยวให้ล่องเรือไปชมความสวยงามอย่างใกล้ชิด เลือกได้ทั้งยามเช้าและยามเย็น นั่งเรือไกลออกไปลอดใต้สะพานเพื่อพบกับควายไล่ทุ่งนับพันตัวที่ออกมากินหญ้า แต่แค่กินหญ้าก็คงจะเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับควายทั่วๆ ไป ซึ่งไม่ใช่ควายที่นี่แน่นอน เพราะเขามีฉายาว่า “ควายน้ำ” ฉายานี้ได้มาจากลักษณะการหากินของมันนั่นเอง ด้วยการดำผุดดำว่ายกินหญ้าใต้น้ำ เป็นภาพที่หาดูได้ในพื้นที่ชุ่มน้ำโลกที่นี่ที่เดียวเท่านั้น

ที่ลืมไม่ได้เลย…ทะเลน้อย เป็นแหล่งชุมนุมของปลาและสัตว์น้ำต่างๆ จำนวนมาก ปลาที่พบบ่อย ได้แก่ ปลาสลาด ปลากระสูบขีด ปลากระทุงเหว ทะเลน้อยจึงเป็นแหล่งทำการประมงของชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่โดยรอบนับร้อยนับพันครอบครัว อาศัยเครื่องมือจับสัตว์น้ำแบบง่ายๆ ที่นิยมกันมากคือ “กัด” หรือชาวบ้านเรียกกันว่า หลอม ส่วนรอบๆ ทะเลน้อยและตามคลองต่างๆ ยังมีการยกยอยักษ์ให้เห็นกัน

วิถีชีวิตของคนทะเลน้อยผูกพันกับบึงน้ำอย่างแยกกันไม่ออก นอกจากสัตว์น้ำแล้ว พืชน้ำและผักหญ้าหลายชนิดยังนำมาเป็นอาหาร เครื่องมือเครื่องใช้ เรียกว่าของกินของใช้ล้วนแล้วแต่ได้มาจากทะเลน้อยทั้งสิ้น ถ้ากินอยู่แบบพอเพียงก็แทบไม่ต้องซื้อหาอะไรเลย

การเดินทาง…

ขับรถชนบทไปตามเส้นทาง “ไสกลิ้ง-หัวป่า”

การเดินทางขับรถไปตามเส้นทางไสกลิ้ง-หัวป่า มีจุดพักรถไว้รองรับนักท่องเที่ยวได้แวะหยุดพักชมวิวท้องทะเลเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตาของทะเลน้อยที่เชื่อมต่อกับทะเลสาบสงขลาได้อย่างกลมกลืน เมื่อไปต่ออีกหน่อยก็จะถึงอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา การมาท่องเที่ยวที่นี่คุ้มค่า ครบรสของธรรมชาติ ไม่ว่าจะได้รับอากาศที่บริสุทธิ์ เห็นควายน้ำกินหญ้าเพลินตาเพลินใจ ดูนกหายากหลากสายพันธุ์

หากเริ่มต้นการเดินทางเริ่มนับจากจังหวัดนครศรีธรรมราช มุ่งหน้าสู่จังหวัดพัทลุง สายทางหลวงหมายเลข 41 ตรงมาจนถึงสี่แยกโพธิ์ทอง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เลี้ยวซ้ายเข้าสายทางหลวง 4048 ผ่านอำเภอควนขนุน เข้าไปประมาณ 16 กิโลเมตร จะถึงบ้านทะเลน้อย จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าสายทางหลวงชนบท พท.4007 วิ่งตรงไประยะทางประมาณ 3.6 กิโลเมตร ก็จะถึงสายทางหลวงชนบท พท.5050 เลี้ยวเข้าสู่ถนนยกระดับที่ยาวที่สุดในประเทศ “ถนนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550″ นับว่าช่วยให้การสัญจรระหว่างชุมชนสะดวกขึ้น และยังร่นระยะการเดินทางจากทะเลน้อยไปยังอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ได้มากโข ที่รอให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสธรรมชาติ ชนิดที่เรียกว่าใกล้ชิดติดตรึงตาตรึงใจกันไปอีกนาน

หากจะล่องเรือเที่ยวสามารถติดต่อได้ที่ ทำการอุทยานนกน้ำทะเลน้อย ได้ในช่วงเช้า เวลาตั้งแต่ 06.00-10.00 น. และ ช่วงเย็น ตั้งแต่ 16.30-18.00 น. หรือสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ สถานีพัฒนาและส่งเสริมอนุรักษ์สัตว์ป่าทะเลน้อย โทร. (074) 685-599, (074) 685-230

กรกฎาคม 19, 2011

จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ไข่แดง แหล่งธรรมะ

จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ไข่แดง แหล่งธรรมะ.

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 17 ฉบับที่ 277

เที่ยวไปช็อปไป

จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ไข่แดง แหล่งธรรมะ

สุราษฎร์ธานี คือจังหวัดที่มีพื้นที่มากที่สุดของภาคใต้ นอกจากพื้นที่อันกว้างขวางแล้ว สุราษฎร์ธานียังมีหมู่เกาะต่างๆ หลายเกาะ ซึ่งล้วนเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เช่น เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า และเกาะนางยวน ซึ่งแต่ละเกาะมีความหลากหลายของธรรมชาติแตกต่างกันไป นอกจากนั้น สุราษฎร์ธานียังเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ชนพื้นเมือง ได้แก่ พวกเซมัง และมลายูดั้งเดิมซึ่งอาศัยอยู่ในเขตลุ่มน้ำหลวง (แม่น้ำตาปี) และบริเวณอ่าวบ้านดอน ก่อนที่ชาวอินเดียจะอพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งและเผยแพร่วัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวของสุราษฎร์ธานีนั้นมีหลายรูปแบบที่ตอบสนองตามความต้องการ ชอบแบบไหนก็ไปแบบนั้นได้เลย และที่แรกที่จะแนะนำคือ

อุทยานแห่งชาติเขาสก หรือที่เรียกกันว่า กุ้ยหลินเมืองไทย เพราะมีสภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นภูเขาดินและภูเขาหินปูน สูงสลับซับซ้อน มีแนวหน้าผาสูงชัน บางแห่งเป็นแท่งสูงขึ้นไปในอากาศคล้ายหอคอยสูง ป่าเป็นป่าดงดิบที่สมบูรณ์มาก เป็นป่าต้นน้ำลำธาร พื้นที่เขตอุทยาน ด้านทิศเหนือเกือบทั้งหมดเป็นทะเลสาบที่เกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อนรัชชประภา ส่วนที่โผล่พ้นน้ำของเขาหินปูนก่อให้เกิดทัศนียภาพที่สวยงามยิ่ง เขาสกอุดมไปด้วยสัตว์ป่า พืชพันธุ์หายากและพืชเฉพาะถิ่น เช่น บัวผุด ซึ่งถือได้ว่าเป็นดอกไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ช่วงที่เหมาะในการเข้าไปชมอุทยานแห่งชาติเขาสก จะอยู่ในระหว่างเดือนธันวาคม-เมษายน ของทุกปี

เขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) ตั้งอยู่ที่ตำบลเขาพัง ห่างจากตัวเมืองสุราษฎร์ธานี 90 กิโลเมตร มาที่นี่นอกจากจะได้รื่นรมย์กับพื้นน้ำสีเขียว ภูเขาหินปูนรูปร่างต่างๆ แปลกตาแล้ว ยังมีกิจกรรมผจญภัยตื่นเต้น สำหรับนักท่องเที่ยว มีถ้ำให้ได้ผจญภัยตื่นเต้น คือ ถ้ำน้ำทะลุ อยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยาน 6 กิโลเมตร โดยทางเท้า เป็นถ้ำใหญ่ที่มีธารน้ำไหล หินงอกหินย้อยที่งดงาม

เที่ยวเขื่อนเสร็จแล้ว เราไปเที่ยวทะเลกันต่อ และสถานที่น่าสนใจอันดับหนึ่งในใจหลายๆ คนคงเป็นที่ เกาะสมุย ซึ่งเป็นเกาะที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก อยู่ในอ่าวไทย ห่างจากสุราษฎร์ธานีไปทางทิศตะวันออก 84 กิโลเมตร พื้นที่ 1 ใน 3 ของเกาะเป็นที่ราบ ล้อมรอบภูเขา ช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงคลื่นลมสงบเหมาะแก่การท่องเที่ยวที่สุด เกาะสมุยเป็นเกาะที่มีหาดทรายสวยทรายขาวมีชื่อหลายแห่ง อาทิ หาดเฉวง หาดนาเทียน หาดตลิ่งงาม หาดละไม ฯลฯ

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเล อยู่ห่างจากเกาะสมุยไปทางทิศตะวันตก ประมาณ 20 กิโลเมตร ประกอบด้วยเกาะต่างๆ 42 เกาะ ส่วนมากเป็นเกาะหินปูน หมู่เกาะนี้เดิมเป็นเขตหวงห้ามของทหารเรือ แต่ก็ได้มีราษฎรอพยพไปตั้งบ้านเรือน โดยประกอบอาชีพทำสวนมะพร้าว จับปลา และเก็บรังนก

เกาะพะงัน อยู่ห่างจากเกาะสมุยไปทางทิศเหนือประมาณ 20 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที ภูมิประเทศของเกาะพะงันมีภูเขาอยู่ตรงกลางเกาะ ทอดตัวจากทิศเหนือจดทิศใต้ ช่วงมรสุมตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึงเดือนมกราคม จะมีลมตะวันออกพัดผ่าน ซึ่งไม่เหมาะแก่การเดินทางท่องเที่ยว เกาะพะงันมีชายหาดขาว น้ำทะเลใสน่าเล่นน้ำหลายหาด ร่มรื่นด้วยทิวไม้ริมชายหาด ความเงียบสงบของชายหาดต่างๆ บนเกาะ เป็นเสน่ห์ที่นักท่องเที่ยวจะได้พบ สถานที่น่าสนใจบนเกาะพะงัน ได้แก่ อุทยานแห่งชาติน้ำตกธารเสด็จ รวมพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเกาะพะงัน รวมทั้งเกาะต่างๆ ที่อยู่รอบเกาะพะงัน อุทยานยังคงสภาพของป่าที่สมบูรณ์มีพืชหลากหลายชนิด และมีกล้วยไม้ที่ลำต้นใหญ่ที่สุดในโลก ได้แก่ เพชรหึง หรือ ว่านหางช้าง โดยลำต้นที่มีความสูงกว่า 3 เมตร เมื่อออกดอกก้านช่อดอกมีความยาวกว่า 2 เมตร การเดินทางสามารถเช่ารถจากหาดท้องศาลา ซึ่งอยู่ห่างจากอุทยาน 5 กิโลเมตร สถานที่น่าสนใจภายในอุทยาน น้ำตกแพง เป็นที่ตั้งที่ทำการอุทยาน เป็นน้ำตกที่สวยงามมีหลายชั้น และมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ระหว่างทางจะพบพรรณไม้ต่างๆ ลำธารและน้ำตกที่ยังคงความเป็นธรรมชาติ น้ำตกธารเสด็จอยู่ ตำบลบ้านใต้ เป็นน้ำตกที่รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จประพาสและได้พระราชทานนามไว้ อีกทั้งเป็นน้ำตกที่ทรงโปรดฯ มาก โดยได้เสด็จประพาสถึง 14 ครั้งตลอดรัชกาล นอกจากนั้น รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 ก็เคยเสด็จประพาส และได้จารึกพระปรมาภิไธยย่อไว้ที่ก้อนหิน บริเวณน้ำตกทุกพระองค์

เกาะนางยวน อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะเต่า เป็นเกาะที่มีเกาะเล็กๆ 3 เกาะเชื่อมกัน สงบ สามารถเห็นหาดทรายเชื่อมกันเวลาที่น้ำลง เป็นเกาะที่มีหาดทรายเนื้อละเอียดขาว น้ำทะเลใส น่านั่งเล่นและพักผ่อนสำหรับผู้ที่นิยมความสงบ มีปะการังน้ำตื้นและน้ำลึกที่ยังสมบูรณ์และสวยงามที่นักดำน้ำมักนิยมจะแวะเวียนมาเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ บนเกาะยังมีจุดชมวิวที่สามารถจะมองหาดทราย 3 หาดเชื่อมต่อกันได้อย่างสวยงาม และมีที่พักปลูกอยู่ตามไหล่เขา ทำให้สามารถมองเห็นความงามของท้องทะเลได้

โรงเรียนฝึกลิง เป็นอีกที่หนึ่ง ที่สร้างชื่อให้กับสุราษฎร์ธานี จากตัวเมืองสุราษฎร์ธานี ใช้เส้นทางสายสุราษฎร์ธานี-นครศรีธรรมราช ทางหลวงหมายเลข 401 ประมาณ 7 กิโลเมตร มีการสาธิตและบรรยายหลักสูตรการฝึกลิงกัง จากเริ่มต้นจนสามารถทำงานได้จริง ผู้สนใจจะเข้าชมติดต่อล่วงหน้าที่ คุณสมพร แซ่โค้ว วิทยาลัยฝึกลิง โทรศัพท์ (077) 227-351

ก่อนกลับอย่าลืมไปนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่

วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร อยู่ตำบลเวียง ห่างจากตัวเมืองสุราษฎร์ธานี ประมาณ 54 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 41 และแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 4011 เลี้ยวซ้ายบริเวณกิโลเมตรที่ 137 องค์พระเจดีย์เป็นโบราณสถาน ที่สร้างขึ้นตามแบบลัทธิมหายาน ตั้งแต่ครั้งอาณาจักรศรีวิชัยรุ่งเรือง รอบองค์พระธาตุมีเจดีย์เล็กๆ 4 ทิศ ล้อมรอบด้วยวิหารคด ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่ขนาดต่างๆ โดยรอบทั้ง 4 ด้าน พระธาตุไชยาฯ นับเป็นปูชนียสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาของจังหวัดสุราษฎร์ธานี

เที่ยวซะเต็มที่ว่าจะเดินทางกลับเลย แต่พอเห็นว่ามีแต่ของดีๆ แถมมีตรา มผช. รับรอง ก็อดไม่ได้ทุกที

น้ำพริกเผาหอยนางรม แปรรูปจากผลิตภัณฑ์พื้นบ้านของดีของจังหวัด ให้เป็นน้ำพริกเผาที่มีรสชาติแปลกใหม่ แต่อร่อย ชวนให้ลิ้มลอง โดยนำหอยนางรมมาแปรรูป เพื่อเป็นการถนอมอาหาร สามารถเก็บไว้ได้นาน เพิ่มมูลค่าให้คนต่างถิ่นได้ลิ้มรส ใช้รับประทานกับข้าวสวย ผักต่างๆ ใช้ทาขนมปัง รับประทานเป็นอาหารว่าง ใช้ใส่ต้มยำต่างๆ รับรองว่าอร่อยเหาะจนเป็นเมนูเด็ดประจำบ้าน

ไวน์ผลไม้ ทำจากมังคุด ลูกหว้า หมากเหม้า ลิ้นจี่ ละไม และมะม่วงหิมพานต์ เป็นสินค้าไวน์ผลไม้ที่มีคุณภาพ ระดับมาตรฐานสากลผ่านการทดสอบ ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เรียบร้อย เป็นสินค้าจากผลไม้พื้นถิ่นของสุราษฎร์ธานี ที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น ไวน์ลูกหว้า ผลิตจากลูกหว้าสดๆ ปลอดสารพิษ ไวน์หมากเหม้าเป็นไวน์สีแดง ช่วยละลายลิ่มเลือด ไวน์กระชายดำ ช่วยย่อยอาหาร ขยายหลอดเลือด เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์จากต้นกระจูด ต้นกระจูด เป็นพืชน้ำจำพวกกก นำมาตากแห้งแล้วรีดให้แบน หากต้องการย้อมสีต้องนำไปจุ่มในน้ำสีหลายๆ ครั้ง เพื่อให้สีติดเสมอทั่วกัน นำมาจักสานเป็นของใช้และเครื่องประดับ ตกแต่งบ้านเรือนได้หลากหลายประเภท เช่น สอบนั่ง เสื่อ กระเป๋า แฟ้มเอกสาร หมวก ที่รองจาน

ดอกไม้ประดิษฐ์จากดินไทย (มผช. 25/2546) ทำจากธรรมชาติ โดยนำมาแปรรูปและใช้เทคนิคต่างๆ ประกอบกัน เพื่อให้เกิดความสวยงามใกล้เคียงกับดอกไม้ธรรมชาติ และใช้วัสดุที่คงทนจึงเก็บรักษาได้นาน ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับเครื่องหมาย มผช. จะต้องมีรูปแบบและสัดส่วนที่เหมาะสมวัสดุที่นำมาแปรรูปต้องสะอาด ไม่ขึ้นรา สีที่ใช้ต้องคงทน ไม่ติดมือ จึงเป็นสินค้าอีกหนึ่งอย่างที่น่าซื้อหา เพื่อเป็นของประดับตกแต่งบ้านเก๋ๆ หรือเป็นของฝากก็เข้าท่า

ผ้าทอพุมเรียง เป็นผ้ายกที่มีลวดลายสวยงามและมีเอกลักษณ์ต่างไปจากผ้ายกของภาคอื่นๆ กล่าวคือ มีการทอยกดอกด้วยไหม หรือ ดิ้นเงิน ดิ้นทอง การย้อมสีใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติใช้วัตถุย้อมสีจากท้องถิ่น สีไม่ลอก ในสมัยโบราณจะมีการใช้วัตถุดิบทั้งฝ้ายและไหม แต่ปัจจุบัน ผ้าทอของตำบลพุมเรียง ส่วนใหญ่คงเหลือแต่การใช้วัตถุดิบจากไหมทั้งไหมไทย ไหมจีนและไหมญี่ปุ่น หรือ ดิ้นเงิน ดิ้นทอง

กรกฎาคม 17, 2011

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าฯ ซื้อแพง-ขายถูก

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าฯ ซื้อแพง-ขายถูก.

  • 17 กรกฎาคม 2554 เวลา 13:46 น.

วันที่ 15 ก.ค. 2554 เมื่อเวลา 10.00 น. พลันที่ประตูอาคารในสวนอัมพร ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่างๆ

โดย..สมาน สุคโต

จากโครงการศูนย์ศิลปาชีพเปิด ประชาชนส่วนมากเป็นสตรีทั้งในเมืองหลวงและต่างจังหวัด ต่างก็กรูกันยังเป้าหมาย คือร้านขายผ้าไหมไทย ผ้าฝ้าย เพื่อเลือกซื้อและจับจองของถูกใจ บางส่วนก็แยกไปสั่งซื้อสินค้าอีกหลากหลายที่ตั้งในอาคารกว้างใหญ่ไพศาล ที่มีหลายชนิด เช่น ผลิตภัณฑ์จากกระจูด และงานฝีมือ เช่น ไม้แกะสลักอย่างประณีต โดยมีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก เช่น คอยถือตะกร้าให้

นอกจากผลิตภัณฑ์ผ้าที่มีชื่อเสียงมานานแล้ว ปีนี้ทางมูลนิธิยังนำผลผลิตทางการเกษตรจากฟาร์มตัวอย่างมาจำหน่าย พร้อมทั้งอาหารที่ใช้ผลผลิตจากฟาร์มตัวอย่างนั้นๆ มาเป็นวัตถุดิบอีกด้วย

ท่านผู้หญิงอรนุช อิศรางกูร ณ อยุธยา กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ที่นำมาจำหน่ายมาจากทุกภาค จากภาคเหนือก็มีผ้าชาวเขาเผ่าต่างๆ ภาคอีสานก็มีผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าฝ้าย ผ้าทอ ผ้าพิมพ์ลาย นอกจากนี้ก็มีเซรามิก งานกระเป๋าที่ทำจากกระจูด ย่านลิเภา ของทุกอย่างจัดจำหน่ายในราคาที่จับต้องได้ ส่วนเงินที่ได้จากการจำหน่ายจะย้อนกลับไปสู่พี่น้องชาวไร่ ชาวนา

ท่านผู้หญิงอรนุชย้ำว่าปีนี้ถือว่าเป็นกรณีพิเศษที่นำผลผลิตทางการเกษตรจากฟาร์มตัวอย่างที่มีกว่า 90 แห่งทั่วประเทศมาจำหน่าย ผลิตภัณฑ์นั้นรวมถึงเป็ดอี้เหลียง และหมูจินหัว ที่ประธานาธิบดีจีนน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย เมื่อครั้งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นผู้แทนพระองค์เสด็จฯ เยือนจีนปี 2543 ด้วย

นอกจากนั้นก็มีพืชผัก ผลไม้ และผลิตผลการเกษตร จากฟาร์มตัวอย่างทั่วประเทศ ล้วนแต่เป็นของสด ปลอดสารพิษอีกต่างหาก เหนืออื่นใดราคาย่อมเยา

ส่วนความเป็นมาของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถนั้น ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ กล่าวว่า เมื่อ 60 กว่าปีมาแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปทรงเยี่ยมพสกนิกรทั่วทุกภาคของประเทศ จึงได้ทอดพระเนตรเห็นทุกข์สุขทั้งสิ้นในการครองชีพของราษฎร แม้ว่าสมัยนั้นหนทางไม่ดี ความเป็นอยู่ของประชาชนในชนบทเดือดร้อน การประกอบอาชีพก็ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศอย่างเดียว การเสด็จฯ ไปในแต่ละที่ในต่างจังหวัดห่างไกลจึงลำบากมาก แต่ไม่ทรงท้อ นอกจากทรงช่วยเหลือเฉพาะหน้าแล้ว พระองค์ท่านได้พระราชทานโครงการพระราชดำริ หนึ่งในโครงการนั้นคืองานส่งเสริมศิลปาชีพ เมื่อแรกตั้งและทรงช่วยเหลือราษฎรนั้น ทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และจากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ผลที่ได้และนำมาจัดจำหน่ายที่สวนอัมพรขณะนี้ มาจากโครงการที่เกิดจากพระราชกรณียกิจที่ทรงทำมาตั้งแต่ พ.ศ. 2513 เรื่อยมาถึงปัจจุบัน

โครงการที่ทรงส่งเสริมนั้น ทางภาคอีสานเน้นไปที่ผ้าทอมือ ผ้าไหม ผ้าไหมมัดหมี่ เป็นต้น ทางภาคเหนือ เน้นที่ผ้าชาวเขาเผ่าต่างๆ ภาคกลาง ทรงดำริให้ทำฟาร์มตัวอย่าง เพราะมีปัญหาจากอุทกภัยบ่อยๆ

ฟาร์มตัวอย่างนี้ยังกระจายไปยังภาคต่างๆ ทั้งภาคใต้ ภาคอีสาน และภาคเหนือ แต่ทางภาคเหนือเรียกว่าสถานีเกษตรที่สูง ผู้คนที่มาทำงานในฟาร์มตัวอย่าง นำประสบการณ์และความรู้ที่ได้ไปขยายทำให้มีรายได้เพิ่ม และไม่ต้องออกจากบ้านไปไกล เช่น ประชาชนภาคใต้สามารถทำฟาร์มในบ้านโดยไม่ต้องออกไปเสี่ยงอันตรายจากภัยก่อการร้ายข้างนอก

ท่านผู้หญิงว่านอกจากผลิตภัณฑ์ต่างๆ เหล่านี้แล้ว ยังส่งเสริมงานฝีมือ เช่น ปักผ้า ทอผ้า สานเสื่อกระจูด เป็นต้น

งานที่ได้ทรงส่งเสริมถูกพัฒนาขึ้นตามลำดับ จากที่ทำกันในบ้านก๊อกๆ แก๊กๆ ก็ทำเป็นระบบ และพระองค์ท่านก็ทรงรับซื้องานจากผู้เป็นสมาชิกที่ร่วมโครงการ ซึ่งมีกว่า 2 แสนราย แล้วเอามาจำหน่ายเพื่อเขาจะได้มีรายได้เพิ่ม เพราะงานที่ประชาชนทำนั้นเป็นงานฝีมือ คนในเมืองจะได้ช่วยกันสนับสนุน เป็นการช่วยผู้มีรายได้น้อยไปในตัวด้วย

การจำหน่ายนั้นทรงกำชับว่าอย่าจำหน่ายในราคาแพง

ท่านผู้หญิงยืนยันว่าของในโครงการที่จำหน่ายราคาไม่แพง แต่เมื่อจ่ายให้ชาวบ้านจะสูงกว่าราคาที่จำหน่าย

เรื่องนี้เมื่อผมถามผู้ที่มาซื้อของครอบครัวหนึ่งที่เดินทางมาจาก จ.มหาสารคาม และซื้อผ้าไหมไปประมาณ 6,200 บาท ได้คำตอบว่าของในโครงการถูกมาก เมื่อเทียบกับที่จำหน่ายในต่างจังหวัด จึงซื้อไปใช้บ้าง แจกเพื่อนบ้านบ้าง

เอกสารของมูลนิธิศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพฯ ว่า งานของศิลปาชีพเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีสมาชิกศิลปาชีพกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ และผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพได้แพร่หลายกว้างขวางเป็นที่นิยมให้หมู่ราษฎรไทยและชาวต่างประเทศ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ต้องทรงใช้จ่ายพระราชทรัพย์เพื่อโครงการศิลปาชีพเป็นจำนวนมาก จึงมีผู้กราบบังคมทูลขอให้ทรงจัดตั้งขึ้นเป็นมูลนิธิ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2519 โดยพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารของมูลนิธิด้วย ต่อมารัฐบาลได้ประจักษ์ถึงผลงานและคุณประโยชน์ของมูลนิธิ จึงได้รับเป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐ โดยจัดตั้งเป็นกองศิลปาชีพขึ้นในสำนักราชเลขาธิการ เมื่อ พ.ศ. 2528 เพื่อสนับสนุนงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มูลนิธิมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “The Foundation for the Promotion of Supplementary Occupations and Related Techniques of Her Majesty Queen Sirikit of Thailand” หรือเรียกย่อๆ ว่า “The Support Foundation”

การจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากโครงการศิลปาชีพ ณ สวนอัมพร จะมีตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ก.ค. 2554 ระหว่างเวลา 10.00-18.00 น. หากพลาดโอกาส ต้องคอยอีกครั้งในเดือน ธ.ค. ปลายปีนี้

จึงคาดว่าผู้อ่านคงไม่ปล่อยโอกาสงามเช่นนี้ให้หลุดลอยไปในยามบ้านเมืองสงบ จิตใจผ่องใส ควรไปหาซื้อของดี แต่ราคาย่อมเยาใช้ดีกว่า พร้อมกับให้รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ด้วยว่า หากมิใช่โครงการที่ทรงมีพระราชดำริขึ้นมา พวกเราคงไม่ได้ซื้อของดีราคาถูกเป็นแน่ ดีไม่ดีอาจไม่มีจำหน่ายด้วยซ้ำ

มิถุนายน 7, 2011

จังหวัดพัทลุง เมืองหนังมโนห์รา อู่นาข้าว พราวน้ำตก แหล่งนกน้ำ ทะเลสาบงาม เขาอกทะลุ น้ำพุร้อน

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 ปีที่ 16 ฉบับที่ 271

เที่ยวไปช็อปไป

จังหวัดพัทลุง เมืองหนังมโนห์รา อู่นาข้าว พราวน้ำตก แหล่งนกน้ำ ทะเลสาบงาม เขาอกทะลุ น้ำพุร้อน

พัทลุง เป็นเมืองขุนเขาโบราณแห่งหนึ่งของภาคใต้ มองเห็นเขาอกทะลุเด่นตระหง่านอยู่ในตัวเมือง นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติแล้ว พังงายังมีสถานที่สำหรับผู้ที่สนใจในศิลปวัฒนธรรม โบราณสถานต่างๆ ตลอดจนประเพณีพื้นบ้าน พัทลุงเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน อีกทั้งประเพณี ศิลปะหลากหลาย เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวในเชิงประวัติศาสตร์อีกด้วย

เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย เป็นเขตห้ามล่าสัตว์แห่งแรกของไทย ประชาชนมักเรียกกันว่า “อุทยานนกน้ำทะเลน้อย” พื้นที่ส่วนใหญ่ของป่าทะเลน้อยเป็นพื้นที่ราบริมทะเลสาบ มีพืชน้ำปกคลุม เช่น ผักตบชวา กง กระจูดหนู บัวต่างๆ และพืชลอยน้ำ นกน้ำมีทั้งนกที่ประจำถิ่นและนกอพยพ เช่น นกกาบบัว นกกุลา นกกระสานวล นกกระสาแดง นกกาน้ำเล็ก นกแขวก เป็นต้น สิ่งที่นักถ่ายรูปไม่ควรพลาดคือ การถ่ายภาพทะเลบัวยามเช้า ที่พระตำหนักทะเลน้อย ทะเลบัว พระอาทิตย์ทอแสงสีทอง ดอกบัวบานนับพันๆ กับฝูงนกน้ำนานาชนิด รับรองว่าไม่ผิดหวัง

ถ้ำสุมโน อยู่ตำบลบ้านนา ห่างจากตัวเมืองไปตามถนนเพชรเกษม (สายพัทลุง-ตรัง) ประมาณ 21 กิโลเมตร ชมความงามของหินงอกหินย้อย ห้องโถงกว้างใหญ่และเย็นฉ่ำ ตระการตา กับสถาปัตยกรรมที่สร้างสรรค์โดยธรรมชาติ ซึ่งมีทั้งหมด 18 ถ้ำ นอกจากเย็นกายแล้วยังเย็นใจ เพราะบริเวณถ้ำเป็นสถานที่วิปัสสนาและปฏิบัติธรรมอีกด้วย

ตอนนี้อาจจะเริ่มหิวกันแล้ว ถ้างั้นเดี๋ยวพาไปรับประทานข้าวที่ริมน้ำตก แต่รองท้องกันด้วยของว่างก่อนดีกว่า ขนมทองพับรสฟักทอง ขนมทองพับมีลักษณะเหมือนทองม้วน แต่แตกต่างกันที่วิธีการพับกับการม้วน มีกรรมวิธีที่ถูกหลักอนามัย เป็นขนมที่คุณปู่คุณย่ารับประทานมาตั้งแต่เด็ก ต่อมาจึงมีการนำมาดัดแปลง รสชาติ รูปร่าง และแต่งสีให้ดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น ตามยุคสมัย

ถั่วทอดแผ่น (มผช. 266/2547) ซึ่งได้คัดสรรเมล็ดถั่วพันธุ์ดี ผสมแป้ง น้ำตาล ไข่ และกะทิ ทอดในน้ำมันจนเหลืองสุก กรอบกำลังดี ทิ้งให้สะเด็ดน้ำมัน แล้วบรรจุถุง เป็นของว่างของฝากที่ทุกคนต้องชอบ เพราะรสชาติดี และไม่มีกลิ่นหืน รับประทานขนมอร่อยแล้วก็ไปเที่ยวต่อ

ได้เที่ยวรูปแบบธรรมชาติกันแล้ว อยากเยี่ยมชมวังเก่าก็เชิญแวะมาได้ที่ วังเจ้าเมืองพัทลุง (วังเก่า-วังใหม่) เดิมนั้นเป็นที่ว่าราชการและเป็นที่พักอาศัยของเจ้าเมืองพัทลุง ปัจจุบัน ยังเหลืออยู่ส่วนหนึ่งคือ วังเก่า สร้างในสมัยพระยาพัทลุง เป็นผู้ว่าราชการ ปัจจุบัน เป็นสมบัติของชาติและกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานวังเก่า ให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์-อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-12.00 น. และ 13.00-16.00 น.

จากวัดคูหาสวรรค์ไปตามทางหลวง หมายเลข 4047 จะพบ เขาอกทะลุ ตั้งตระหง่านอยู่ทางด้านตะวันออกของสถานีรถไฟ เขาอกทะลุ เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดพัทลุง มีความสูงประมาณ 250 เมตร มีบันไดสำหรับขึ้นยอดเขาเพื่อชมทิวทัศน์ของเมืองพัทลุงได้ ลักษณะพิเศษของภูเขาลูกนี้คือ มีโพรงทะลุมองเห็นอีกด้านหนึ่ง อยู่บริเวณเกือบตอนปลายของยอดเขา

อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นป่าเทือกเขาบรรทัด มีภูเขาสลับซับซ้อนมากมาย เป็นต้นน้ำของแม่น้ำตรังและแม่น้ำปากพนัง เป็นป่าดิบชื้น มีพรรณไม้หลายชนิดขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกคือถ้ำมัจฉาปลาวน เป็นถ้ำขนาดกลาง อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยาน ประมาณ 2 กิโลเมตร ภายในถ้ำมีห้องโถงใหญ่ 3 ห้อง มีหินงอกหินย้อย ม่านหินปูน และค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ปลายถ้ำจะมีแอ่งน้ำกว้างประมาณ 10 ตารางเมตร มีกุ้ง หอย และปลามัด อาศัยอยู่ ผาผึ้ง อยู่ห่างจากบริเวณที่ทำการอุทยาน ประมาณ 300 เมตร หน้าผาหินปูนที่มีผึ้งหลวงมาทำรังนับร้อยรังในทุกๆ ปี

เดินกันมาตั้งนาน ลองหาซื้อผลไม้แปรรูปติดกระเป๋าไว้รับประทานให้ชุ่มคอ

ลูกหยีกวนสามรส/มะขามแก้ว แต่เดิมลูกหยีจะมีรสเปรี้ยว กลุ่มแม่บ้านจึงได้มีการนำลูกหยีมาแปรรูปทำให้มีรสชาติที่มีความอร่อยขึ้น ทำให้รสเปรี้ยวลดน้อยลง และได้มีการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์จนได้ลูกหยีสามรส ที่ประกอบด้วย รสเปรี้ยว หวาน และเผ็ดเล็กน้อย หมดเวลาพักผ่อนถึงเวลากลับบ้าน ก็อย่าลืมแวะชมของฝากพื้นบ้าน อย่างเช่น

ผลิตภัณฑ์กะลามะพร้าว สำหรับเป็นเครื่องประดับ และของตกแต่งบ้าน เช่น โคมไฟ กำไล เข็มขัด ที่นี่เขาทำอย่างดีตามมาตรฐาน มผช. แต่ละชิ้นส่วนถูกขัดจนเกลี้ยงไม่มีเสี้ยนตำมือ สวยงาม ใช้งานคงทน รับรองซื้อไปไม่ผิดหวัง

หรือถ้าใครชอบแกงรสเด็ด เผ็ดแบบแกงใต้ ขอแนะนำ เครื่องแกงกะทิ เครื่องแกงส้มและเครื่องแกงพริก (มผช. 129/2546) เครื่องแกงรสเด็ด ต้นตำรับภาคใต้ ใช้วัตถุดิบคุณภาพดี และสามารถเก็บไว้ได้นาน อยากรับประทานเมื่อไหร่ หยิบใช้ได้เมื่อนั้น

และถ้ามาถึงพัทลุงแหล่งต้นกำเนิดหนังตะลุงแล้ว ก็ไม่ควรพลาดแวะชม ผลิตภัณฑ์หนังตะลุง ของตกแต่งบ้านที่แกะสลักจากหนังสัตว์อย่างประณีต เป็นตัวหนังที่ฉลุอย่างงดงาม ลงสีอย่างพิถีพิถัน และถ้ามี มผช. สีไม่ตกติดมือ ไม่มีกลิ่นหืน แต่อาจมีกลิ่นของหนังที่ใช้ทำอันนี้ไม่เป็นไร

มิถุนายน 6, 2011

แปลงสาธิต “ชะอม” ที่แฟนๆ ถามถึงกันมาก (จริงๆ)

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 ปีที่ 16 ฉบับที่ 497

เดินห่าง…จากความจน

สมยศ ศรีสุโร

แปลงสาธิต “ชะอม” ที่แฟนๆ ถามถึงกันมาก (จริงๆ)

บนเส้นทางของชีวิต แม้ว่าจะเดินชนิดล้มลุกคลุกคลาน จงลุกขึ้นเถิด..ขอให้อดทน แล้วเดินต่อไปอย่ายอมแพ้ แม้จะต้องบาดเจ็บบ้างก็ตาม ล้มเสียบ้าง ให้มันชินต่อความจริงที่ได้สัมผัส จะได้รับรู้ถึงรสชาติแห่งชีวิต ว่าไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่ได้มาชนิดง่ายๆ จงก้าวเดินต่อไป นิ่งชีวิตเข้าไว้ อย่าหวั่นไหวต่อสิ่งใดๆ แล้ววันหนึ่งวันแห่งชัยชนะที่เราต้องการให้สามารถ เดินห่าง…จากความจน จะก้าวเข้ามาหาชนิดสมบูรณ์แบบจริงๆ 

สวัสดีครับ แฟนๆ ที่รักเคารพ ทุกๆ ท่านที่ติดตามคอลัมน์นี้ ที่ยังเหนียวแน่นเป็นแฟนชะอม ทุกสายทุกเสียงบอกไปเป็นเสียงเดียวกันว่า แวะหยุดเขียนเรื่องอื่นบ้างไม่เป็นไร แต่อย่าลืมเรื่องชะอมเด็ดขาด ผมจึงต้องหันกลับมา แล้วเขียนเรื่องชะอมอีกแล้วครับท่าน ยังคงมีกระแสต่อเนื่องสำหรับเรื่องของชะอม ผมยังคงหนีไปไหนไม่พ้น ต้องเขียนต่อไปและต่อไปอีกในคอลัมน์นี้ คงมีชะอมอีกหลายตอน แต่ต้องอุดมไปด้วยสาระทุกตอนผมขอรับรอง หากเป็นแฟนกันจริงอย่าเพิ่งหนีจากกันไปก่อนนะครับ เพราะยังคงมีอีกหลายๆ เรื่องราวของชะอมที่เป็นความต้องการของแฟนๆ เนื่องจากมีแฟนเยอะมากที่ให้ความสนใจ พร้อมกับเริ่มมีแฟนๆ รายใหม่ที่อ่านเจอหรือจากเพื่อนที่ปลูกอยู่ก่อนแล้วแนะนำ เมื่อหันมาสนใจเรื่องของพืชมหัศจรรย์ที่ชื่อชะอม ก็ส่งเสียงตามสายไปสอบถามบ่อยมาก ในหลายๆ เนื้อหาที่ต้องการทราบ สำหรับเป็นรายละเอียดก่อนการตัดสินใจ เมื่อผมสรุปเรียบร้อยแล้ว คิดว่าน่าจะเหลือแค่ปัญหาเดียวคือ หากได้ไปชมแปลงสาธิต ชะอม ทุกเนื้อหารายละเอียดที่เกี่ยวข้อง พร้อมการสาธิตทุกขั้นตอนที่ควรทราบสำหรับชะอม หากไปเห็นด้วยสองตาและสัมผัสด้วยมือ สอบถามทุกปัญหาที่ข้องใจทุกอย่างก็จบสิ้นกระบวนความ ฉบับนี้จึงเน้นเรื่องกิจกรรมต่างๆ ที่มีในแปลงสาธิตล้วนๆ

ถามต่อไปอีกว่า ช่วยลงรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวกับแปลงสาธิตในคอลัมน์นี้ด้วย เช่น สถานที่ตั้ง รายละเอียดส่วนต่างๆ ของการสาธิต ตลอดไปถึงค่าใช้จ่าย นี่คือ คำพูดที่ส่งเสียงตามสายไปหาผม ฉบับนี้จึงไม่ขัดข้องที่จะเขียนถึงแปลงสาธิตชะอมตามที่แฟนๆ ต้องการ ให้ชัดแจ๋วกันไปเลยในแบบฉบับของ เดินห่าง…จากความจน

ก่อนอื่นมาเริ่มกันที่สถานที่ตั้ง ตั้งอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี แฟนๆ ที่ต้องการไปเยี่ยมชม เมื่อไปถึงจังหวัดปราจีนบุรีแล้ว ต้องหาสถานที่ตั้งของศูนย์ราชการปราจีนบุรีให้เจอก่อนเป็นอันดับแรก แล้วทุกอย่างก็ง่าย เพราะแปลงสาธิตตั้งอยู่หลังวัดแหลมหิน ตำบลไม้เค็ด ตรงข้ามกับศูนย์ราชการ คนละฝั่งถนนนั่นเอง ขับรถอ้อมข้างวัดเข้าหมู่บ้านแหลมหิน ตำบลไม้เค็ด ตรงไปตลอดไม่ต้องเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน ไปบนถนนคอนกรีต สังเกตปากซอยคือบ้านของผู้ใหญ่บ้าน ตรงไปเมื่อสุดถนนคอนกรีต ต่อไปอีกประมาณ 500 เมตร เป็นถนนลูกรัง ใช่เลยถึงแล้วแปลงสาธิตตั้งอยู่ฝั่งด้านขวาของคลองส่งน้ำ จะมองเห็นต้นชะอมชูยอดโตเขียวแน่นสลอนไปทั้งสวนกลางท้องนา ในเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ เห็นเด่นชัดมาก

สำหรับรายละเอียดในการสาธิตจะใช้ผู้รู้จริง ปฏิบัติจริง เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาที่ผมแต่งตั้งขึ้นเอง ไม่ได้สังกัดหน่วยงานใดๆ ทั้งสิ้น เห็นแค่หุ่นก็กินขาดแล้วครับท่าน ผมเรียกว่าวิทยาเกิน ทุกคนจะอุดมไปด้วยความรู้จริง พร้อมกลิ่นของชะอมที่ฉุนติดตัว อย่างนี้ถึงเรียกว่าเป็นของแท้จริงๆ รับประกันคุณภาพ ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ มีการบรรยายแบบชาวสวน คือแฟนๆ ที่มีปัญหาถาม วิทยาเกินของผมจะเป็นผู้ตอบชนิดไม่ต้องมีเอกสารประกอบการสอนให้เบื่อหน่าย พร้อมการสาธิตปฏิบัติจริงทุกขั้นตอน จึงง่ายต่อการเข้าใจมากๆ เรียกว่าเหนือคำบรรยาย ไร้มารยาทั้งสิ้นทั้งปวง

การสาธิตเริ่มจากการปรับปรุงดิน เทคนิคในการปลูก ขุดหลุมเช่นไร? ลึก กว้าง แค่ไหน? หรือวางต้นชะอมลงในหลุมอย่างไร? แม้กระทั่งการกลบหลุมเมื่อปลูกแล้ว ตลอดไปถึงระยะระหว่างต้นหรือระหว่างแถวสำหรับสะดวกในการเดินเก็บยอดชะอม รูปแบบของแปลงที่จะปลูก ที่มีแตกต่างกัน ควรปฏิบัติเช่นไร? มีให้ได้ศึกษาทั้งสิ้น ขั้นตอนนี้ถือว่าสำคัญมากๆ เพราะเป็นขั้นตอนแรกเริ่ม เริ่มต้นดีก็สำเร็จไปแล้วกว่าครึ่ง หมายถึงสามารถจะทำให้ชะอมเจริญเติบโตได้เร็วเช่นกัน

ต่อมาเป็นกระบวนของการให้ปุ๋ย เมื่อใดถึงเริ่มหรือเวลาไหนที่ควรให้ปุ๋ย รวมไปถึงรูปแบบวิธีการให้ปุ๋ย มี 2 รูปแบบ คือ ให้แบบข้างต้นและวิธีฝังกลบ สาธิตจริงจากฝีมือของวิทยาเกินโดยตรง ตลอดไปจนถึงการให้น้ำ การวางท่อสปริงเกลอร์ ระยะเวลาในการให้น้ำ และปัญหาแมลงตัวร้ายที่มากัดกินยอดชะอมมีชนิดใดบ้าง เมื่อใดถึงจะมาเยี่ยมแปลงชะอม รวมไปถึงยาที่นำมากำจัดที่ไม่เป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อมและตัวผู้ใช้

ต่อมาจะมาถึงเรื่องของเทคนิคการเก็บยอดชะอมที่ถูกต้องและรวดเร็วแต่ได้คุณภาพ การรักษายอดชะอมให้สดใหม่เสมอหลังเก็บจากต้นแล้วทำเช่นไร? ตลอดจนขั้นตอนกระบวนการตอนกิ่งชะอม ตั้งแต่ดูว่ากิ่งขนาดไหนที่เริ่มตอนได้ การตอนที่ถูกต้องและได้ผลดี อุปกรณ์ในการตอนต่างๆ แล้วลงมือสาธิตการตอนให้เห็นจริง หรือแฟนๆ ต้องการลงมือเอง ก็ไม่ขัดความต้องการ แฟนๆ เชื่อไหมครับ? ว่าทุกอย่างของการทำงานล้วนแต่มีเทคนิคลูกเล่นเฉพาะตัวทั้งนั้น สิ่งเหล่านี้ได้มาจากประสบการณ์ที่ได้สะสมจากการปลูกชะอมมาทั้งสิ้น แต่ที่แปลงสาธิตของผมเปิดเผยชนิดหมดไส้หมดพุงกันเลยสำหรับแฟนๆ ที่หัวใจมีชะอมโดยเฉพาะจริงๆ ไร้สิ่งปิดบังทั้งปวง แถมตอบทุกคำถามที่แฟนๆ คาใจที่เกี่ยวกับชะอมอย่างชัดเจน มองเห็นเป็นรูปธรรม

สุดท้าย ที่ถามกันไปมากว่า เสียค่าบริการเท่าไหร่? เขียนตอบให้รับทราบกันทั่วไปว่า บริการฟรี ทุกกระบวนการจริงๆ นะครับ! ผมถือว่าชีวิตคนเราก็แค่นี้เอง อะไรที่พอช่วยหรือแบ่งปันกันได้ ก็เสียสละกันไป เอาอะไรกันนักหนา คนเราเกิดมาเพื่อทนทุกข์กันทั้งนั้น หรือไม่จริง? แต่หากจะเป็นความกรุณาจากแฟนๆ ที่จะไปเยี่ยมชม ช่วยอนุเคราะห์นำผ้าขาวม้าและผ้าถุงสำหรับผู้หญิงติดไปบ้างก็ไม่ขัดข้อง เพียงแค่นั้นพอ เพราะวิทยาเกินผมเป็นชาย-หญิง สูงอายุ รวม 2 ท่าน

สรุปท้าย สำหรับในฉบับนี้สนองตอบแฟนๆ ด้วยเรื่องราวของแปลงสาธิตชะอม ที่หลายๆ ท่านต้องการทราบ และหากว่าสนใจแวะไปเยี่ยมชมต้องขอความกรุณาโทรศัพท์นัดหมายกันก่อน เพื่อประกันความผิดหวัง หากต้องการพบเจอกับผมผู้เขียนเพื่อความสะดวกในหลายๆ ประการ โทร. (081) 846-0652 ความสมหวังก็จะบังเกิดขึ้น เวลาที่เสียไปคุ้มค่าอย่างที่สุด เพราะในช่วงนี้แปลงสาธิตชะอม กำลังงามไปทั้งสวน เนื่องจากเริ่มต้นลงมือปลูกชะอมตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมของปีที่แล้ว ต้นชะอมกำลังอวบอั๋น เพราะได้รับการเอาใจใส่อย่างดีไว้เพื่อบริการแฟนๆ ที่สนใจโดยเฉพาะ และกำลังจะมีโครงการขยายแปลงสาธิตเพิ่มอีกแล้วครับท่านในหน้าร้อนนี้ หลายๆ ท่านที่ได้ไปเยี่ยมชมบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า คุ้มเกินกว่าคุ้มกับเวลาที่เสียไป เรียนโดยปราศจากตำรา วิทยาเกินเก่งจริง รู้จริงทุกปัญหา เข้าใจง่าย ประการที่สำคัญสุดๆ สำหรับแฟนๆ ที่สนใจจริงๆ ที่ตกลงปลงใจว่าจะปลูกชะอมแน่นอนแล้ว ขอความกรุณาเตรียมคำถามที่คิดว่าเป็นปัญหาพร้อมรูปแบบในการปลูกติดตัวไปด้วยจะได้ให้หมดปัญหาเมื่อไปเยี่ยมสัมผัสแปลงสาธิตชะอม

อีกประการหนึ่ง หากต้องการกิ่งพันธุ์ต้องสั่งล่วงหน้าด้วย เพราะเมื่อได้ชมแปลงสาธิตเรียบร้อยจะได้ติดรถกลับไปอย่างเต็มความรู้สึกว่ามั่นใจในเรื่องของชะอม ย้ำต้องสั่งล่วงหน้าจะได้ไม่เสียอารมณ์พร้อมจำนวนที่ต้องการด้วย ฉบับหน้าผมจะเขียนถึงเรื่องของกิ่งพันธุ์ชะอมไม้เค็ด 2009 กับหน่อคูน ที่โดนต่อว่าจากแฟนๆ มากเหลือเกิน จะเป็นเช่นไรกรุณาติดตามกันนะครับ

ในยามค่ำคืนของวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวงสีนวลเต็มท้องฟ้า แม้ว่าจะมีบางครั้งที่ก้อนเมฆทะมึนแล้วมาบดบังแสงจันทร์ แต่ก็เป็นแค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น สุดท้าย แสงจันทร์จะท่อแสงสีนวลเต็มท้องฟ้าใหม่ ฉันใดก็ฉันนั้น นักสู้ชีวิตเช่นเราก็เช่นกัน คนที่กล้า แกร่ง มุ่งมั่นเท่านั้นที่สามารถยืนตรงอยู่บนเส้นทางนี้ได้อย่างเต็มแน่นทั้งสองเท้าของตัวเองอย่างมั่นคง พบกันอีกนะครับ 

พฤษภาคม 17, 2011

แหวกป่าเช็คสถานการณ์”ไผ่”!!! “หญ้า”สารพัดประโยชน์ที่คนไทยมองข้าม

วันที่ 12/5/2011

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นี่ก็ “สูญหาย”…..

 นั่นก็ “สูญพันธุ์”…..

 อะไรๆที่ในอดีตเคยมีอยู่ดาษดื่นในเมืองไทย มาถึงยุคปัจจุบันหลายสิ่งหลายอย่างมีปริมาณลดวูบลงมากอย่างน่าตกใจ บางอย่างถึงกับต้อง “นำเข้า” เพื่อรองรับความต้องการใช้ที่พุ่งพรวดสวนทางกับปริมาณที่มีอยู่เองในเมืองไทย ในจำนวนนี้ไม่เว้นแม้แต่ “พืช” หรือ “ต้นไม้”

 ”ไผ่” ก็เป็นหนึ่งในบรรดาพืชของไทยที่ร่อยหรอ!!!

 กล่าวสำหรับ “ไผ่” จัดอยู่ในสกุล “วงศ์หญ้า” มีอยู่หลายชนิดทั่วโลกพบประมาณ 1,500 ชนิด มีถิ่นกำเนิดและกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติอย่างกว้างขวางครอบคลุมเกือบทุกส่วนทั่วโลก ยกเว้นในยุโรป ส่วนในเมืองไทยพบ “ไผ่ท้องถิ่น” กว่า 17 สกุล 72 ชนิด จัดเป็นพืชบนดินที่มีการเจริญเติบโตรวดเร็ว บางชนิดโตได้ถึงวันละ 2 ฟุตต่อวัน จัดเป็นหญ้าที่มีอายุยืนยาวที่สุด บางชนิดมีอายุยืนยาวเป็นร้อยปี มีคุณค่าสารพัดประโยชน์

 ”ไผ่มีคุณสมบัติพิเศษเติบโตเร็ว ปลูก 3-5 ปีก็นำมาใช้ประโยชน์ได้แล้ว แตกต่างจากไม้เนื้อแข็งทั่วๆไปที่ต้องใช้เวลา 20-30 ปีขึ้นไป นอกจากนี้เมื่อเทียบพื้นที่เท่าๆกัน ไผ่ยังช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และผลิตออกซิเจนได้มากกว่าต้นไม้ทั่วๆไปถึง 35%” สภลท์ บุญเสริมสุข นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ สำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้ กล่าวถึงประโยชน์ของ “ไผ่”

 คุณค่าของ “ไผ่” ยังไม่หมดแค่นี้ โดย “สภลท์” บอกว่า “กอไผ่” ที่ถูกตัดจะมีลำต้นขึ้นมาทดแทนอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องปลูกใหม่ “รากไผ่” ยังช่วยยึดดิน ช่วยลดการกัดเซาะและพังทลายของหน้าดิน ดินรอบบริเวณที่ไผ่ขึ้นอยู่จะสะสมเศษซากและย่อยสลายของใบไผ่เรียกว่า “ดินขุยไผ่” ซึ่งเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง

 นอกจากนี้ “ไผ่” ยังสร้าง “นวัตกรรมใหม่” ได้มากมาย ทั้งการเป็นส่วนประกอบของเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ “หน่อไม้” ที่ได้จากไผ่ยังเป็นอาหารจานโปรดของหลายๆครอบครัวเลยทีเดียว ซึ่งหน่อไม้เป็นอาหารที่ให้เส้นใยสูง ลดการเกิด “มะเร็งลำไส้ใหญ่” ป้องกันอาการท้องผูก ขับปัสสาวะ แก้ไอ บำรุงกำลังแก้อาการร้อนต่างๆได้อย่างดี ฯลฯ

 ที่เห็นชัดๆ คือ การใช้ทำ “กระบอกข้าวหลาม”

 ส่วน “ธนา ทิพย์เจริญ” ผู้ประกอบการธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ กล่าวบนเวทีสัมมนาหัวข้อ “ไม้ไผ่เพื่อชีวิต เพื่อเศรษฐกิจ เพื่อสังคม” ว่า ความต้องการ “ไผ่” ในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ยังมีอยู่มาก แต่ปัจจุบันปริมาณยังไม่เพียงพอในการป้อนเข้าโรงงานผลิต เพราะพื้นที่ปลูกป่าไผ่ในเมืองไทยยังมีอยู่น้อยมาก

 ”ที่สำคัญลูกค้าส่วนใหญ่ที่สั่งออเดอร์เฟอร์นิเจอร์ ล้วนแล้วแต่เป็นการสั่งจากต่างประเทศ หรือสั่งซื้อจากชาวต่างชาติที่อยู่ในเมืองไทย แสดงให้เห็นว่าคนไทยมักคิดว่าสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไผ่มักไม่คงทน ทั้งๆที่ในความเป็นจริงไผ่มีเนื้อไม้ที่มีลักษณะเฉพาะ ลายเนื้อไม้สวยงาม ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไผ่ ถ้ามีกรรมวิธีการผลิตที่ถูกต้องและมีการดูแลรักษาที่ดีแล้วจะมีอายุการใช้งานที่ยืนยาว” ธนา กล่าว

 ”ธนา” บอกด้วยว่า ในต่างประเทศองค์ความรู้ รวมถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับไผ่พัฒนาไปไกลแล้ว ไม่ว่าจะเป็น “ญี่ปุ่น” ซึ่งทำกันมานานมาก รวมถึงไต้หวัน จีน เวียดนาม เป็นต้น ซึ่งมีการพัฒนาเครื่องจักร และวิจัยเรื่องไผ่อย่างจริงจัง ขณะที่เมืองไทยกลับใส่ใจเรื่องนี้น้อยมาก

 ข้อมูลของ “ธนา” สอดรับกับตัวเลขของ “สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ” หรือ สภพ. ที่บ่งชี้ให้เห็นว่าคุณค่าของ “ไผ่” ได้ถูกสังคมไทย “มองข้าม” เพราะแม้จะมีประโยชน์อยู่มาก แต่ในประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกไผ่น้อยมาก โดยข้อมูลจาก สภพ.ระบุว่า พื้นที่ไผ่ในแหล่งธรรมชาติ และพื้นที่ “ป่าไผ่” ในเมืองไทย มีอยู่ 939,687.5 ไร่ หรือ 1,503.5 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็น 0.29% ของพื้นที่ประเทศไทย ซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการ

 ในทางกลับกันจากรายงานการนำเข้าและส่งออกผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ของ สภพ. พบว่า มูลค่าส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ของไทยช่วงปี 2550-2553 อยู่ที่ 441 ล้านบาท ขณะที่การนำเข้าสูงถึง 736 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าไทยยังขาดดุลการค้าอยู่ ขณะเดียวกันด้วยจำนวนไผ่ที่มีอยู่ยังทำให้เมืองไทย “เสียโอกาส” ด้วย เพราะความต้องการผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ในตลาดทั้งภายในและนอกประเทศยังมีอยู่มาก

 ข้อมูลล่าสุดของ สภพ.ยังพบว่า ไทยต้องนำเข้าไม้ไผ่จากประเทศเพื่อนบ้านรอบทิศทาง ทั้งกัมพูชา พม่า ลาว และเวียดนาม ประเทศละ/ปีละประมาณ 1 ล้านลำ เป็นเงินประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี และสถานการณ์ล่าสุดในปี 2548 ปริมาณการนำเข้าไผ่จากแต่ละประเทศเพื่อนบ้านก็เพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าอีก 10%

 เมื่อความต้องการใช้ไผ่แต่ละปีมีปริมาณที่สูงมาก ทำให้เมืองไทยจำเป็นต้องขยายพื้นที่ปลูกไผ่มากขึ้น เช่นที่ “ชัยภูมิ” มีโครงการนำร่องปลูกไผ่ในพื้นที่เป้าหมาย 5,000 ไร่ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกไผ่เพื่อใช้เป็นพืชเศรษฐกิจ แก้ไขความยากจนในครัวเรือน โดย “กรมป่าไม้” สนับสนุนในด้านวิชาการการเพาะปลูกไผ่และด้านการตลาด

 ทั้งนี้ การที่หน่วยงานภาครัฐได้ขยับมาให้ความสำคัญกับ “ไผ่” ด้วยการสนับสนุนด้านวิชาการที่ถูกต้อง พร้อมทั้งส่งเสริมอย่างถูกวิธี เพื่อดึงศักยภาพของไผ่ที่มีอยู่มากมายมาใช้ประโยชน์ ก็เชื่อว่าในอนาคตไผ่จะกลายเป็น “พืชเศรษฐกิจ” ที่สร้างประโยชน์ และโกยเงินเข้าสู่ประเทศได้อย่างมหาศาล

 อย่างไรก็ดี โครงการนี้ในด้านหนึ่งถือเป็นการสนองพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ในการส่งเสริมให้เกษตรกรดำเนินชีวิตตามแบบ “เศรษฐกิจพอเพียง” ตามกระแสพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพื้นที่นำร่องนี้คาดว่าจะสามารถผลิตไผ่ได้เพิ่มอีกปีละ 1 แสนลำ

 ขณะที่อีกมุมหนึ่งการที่เมืองไทยต้องส่งเสริมปลูกไผ่ ก็สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า “เมืองไทยเริ่มขาดแคลนไผ่” ถึงขั้นคนไทยต้องนำเข้าจากต่างประเทศมาผลิต “ข้าวหลาม”

 ว่ากันอย่างนี้หลายคนอาจมองเป็นเรื่องตลกขำกลิ้ง แต่ถ้าพินิจรายละเอียดกันจริงๆมันช่างเป็น “ตลกร้าย” สิ้นดี!!!

สารพัดประโยชน์จาก “ไม้ไผ่

 อนุรักษ์ธรรมชาติ : ป้องกันการพังทลายของดินตามริมฝั่ง , ช่วยเป็นแนวป้องกันลมพายุ , ชะลอความเร็วของกระแสน้ำป่าเมื่อฤดูน้ำหลากกันภาวะน้ำท่วมฉับพลัน , ให้ความร่มรื่น , ใช้ประดับสวน จัดแต่งเป็นมุมพักผ่อนหย่อนใจในบ้านเรือน

 ประโยชน์จากลักษณะทางฟิสิกส์ : จากความแข็งแรง ความเหนียว การยืดหด ความโค้งงอ และการสปริงตัว เราสามารถนำไผ่มาใช้เป็นวัสดุเสริมในงานคอนกรีต และเป็นส่วนต่างๆของการสร้างที่อยู่อาศัยแบบประหยัดได้เป็นอย่างดี

 ประโยชน์จากลักษณะทางเคมี : เนื้อไผ่ใช้บดเป็นเยื่อกระดาษ , เส้นไยใช้ทำไหมเทียม , เนื้อไผ่บางชนิดสามารถสกัดทำยารักษาโรคได้ , ใช้ในงานอุตสาหกรรมนานาชนิด

 ประโยชน์ด้านผลิตภัณฑ์หัตถกรรม-อุตสาหกรรม : สามารถนำมาใช้ผลิตผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานได้มากมาย เช่น กระจาด กระบุง กระด้ง กระเช้าผลไม้ กระเป๋าถือสตรี เครื่องมือจับสัตว์น้ำ เก้าอี้ โต๊ะ ชั้นวางหนังสือ ตะเกียบ กรอบรูป ไม้บรรทัด คันธนู สุ่มไก่ เป็นต้น

 ประโยชน์ทางด้านการบริโภค : “หน่อไม้ไผ่” นำมาทำเป็นอาหาร เช่น ซุป แกง ต้ม หรือนำมาดองจิ้มน้ำพริก เป็นต้น

อธิพงศ์ ลอยชื่น
SCOOP@NAEWNA.COM

พฤษภาคม 1, 2011

มีอะไร ในงานสัมมนาไผ่ ครั้งที่ 3 ณ สวนพอเพียง…เชียงคำ (ตอนจบ)

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 494

ชมรมไผ่เศรษฐกิจไทย

ทรงยศ พุ่มทับทิม Songyotpu@hotmail.com

มีอะไร ในงานสัมมนาไผ่ ครั้งที่ 3 ณ สวนพอเพียง…เชียงคำ (ตอนจบ)

สวัสดีปีใหม่ครับ ท่านผู้อ่านเทคโนโลยีชาวบ้าน ที่เคารพ ไม่ทันไรก็ก้าวเข้าสู่ปีใหม่ ปีขาล ต่อเข้าปีเถาะ จากเจ้าป่าที่ดุร้ายมา ปีแห่งความน่ารัก กระต่ายขนปุกปุย ท่านใดที่เกิดปีนี้ คงจะต้องเดินทางไปไหว้พระธาตุประจำวันเกิด พระธาตุแช่แห้ง ที่จังหวัดน่าน กันนะครับ ชมรมไผ่เศรษฐกิจไทย ก็ขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุขตลอดไป พรใดที่ประเสริฐยิ่ง ขอจงมีแด่ทุกท่านเทอญ…สาธุ

ช่วงหนาว ที่ผ่านมาตั้งแต่หมดฝน ชาวชมรมไผ่เศรษฐกิจไทย มีโอกาสได้ไปพบปะกันที่ เชียงคำ เรื่องราวต่อจากนี้ไปก็ขอกล่าวถึงการจัดประชุม/สัมมนาไผ่ ที่สวนพอเพียง…เชียงคำ ชมรมใช้เวลาเพียง 2 วัน คือวันที่ 13-14 พฤศจิกายน 2553 แต่ใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า หลายท่านบอกว่า กำไรชีวิต สิ่งที่ได้เห็น ได้สัมผัส ทำให้เข้าถึงความเป็นตัวของตัวเอง

เนื้อหาสาระจะต่อเนื่อง คุณบุญชู สุขเกษม จากสวนเทพนิมิต จังหวัดตราด พิธีกรก็ได้เชิญ อาจารย์ทรงยศ พุ่มทับทิม ประธานชมรมมาพบปะสมาชิกและท่านผู้สนใจ คราวนี้เรียกเสียงฮาจากหลายๆ ท่าน ทำให้ไม่ง่วงนอน กล่าวถึงความเป็นมาของการจัดประชุม/สัมมนา ที่ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 โดยแต่ละตอนไม่ซ้ำกัน ในการจัด ครั้งที่ 1 ที่ศูนย์ฯ วังม่วง จังหวัดสระบุรี ของท่าน พ.ต.ท.สำราญ จงพุทธภูมิ ตำรวจไทยหัวใจเกษตร ชมรมได้น้อมนำแนวพระราชดำริฯ เข้ามาใช้เป็นแนวทางในการ ประชุม/สัมมนา ก่อนที่ผู้เข้ารับการสัมมนาฯ จะได้นำไปใช้ในการแก้ปัญหาของตนเอง ส่วนใน ตอนที่ 2 ชมรมจัดที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ จะเน้นเรื่องการสร้างสวนไผ่ การอนุรักษ์ทรัพยากร นำชมสวนไผ่ แหล่งรวบรวมไผ่ เพื่อการตัดสินใจ มีการจำหน่ายพันธุ์ไผ่ และในครั้งที่ 3 ที่เชียงคำ เน้นเรื่องการสร้างป่า การใช้ประโยชน์จากไผ่ ไผ่ช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อย่างไร แนะนำการตลาด แนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกัน ใครมาจากที่ใด จังหวัดใด ช่วยให้ทุกท่านผ่อนคลายลงไปได้มาก

หลังจากพักรับประทานอาหารว่าง การสาธิตการทำอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ไผ่ก็เริ่มขึ้น โดยได้รับความอนุเคราะห์จากสมาชิกของชมรม คุณเด่นพงษ์ มานะเสถียรกิจ นำเครื่องจักรผลิตไม้ก้านธูป มาสาธิต พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์ งานไม้ไผ่ อาทิ เสื่อไม้ไผ่ มู่ลี่ กระดาษเยื่อไผ่ ภาชนะใส่ของอื่นๆ อีกมากมาย งานไม้ไผ่ที่น่าจับตามองคือ ไม้ปูพื้นปาร์เก้ต์ เนื่องจากใช้ไม้ไผ่ที่มีความหนา อย่างไผ่จีนเขียวฯ ได้ โดยไม่ต้องซ้อนแผ่น และที่คุณเด่นพงษ์ให้ความสำคัญมากก็คือ การนำเศษขยะที่เกิดจากการใช้ไม้ไผ่ไปทำงานฝีมือต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า และการปรับแต่งเครื่องจักรให้เหมาะสมกับการทำผลิตภัณฑ์ ที่เกิดจากงานไม้ไผ่ ท่านผู้ใดสนใจ ก็ติดต่อ คุณเด่นพงษ์ โทร. (081) 383-7258 สมาชิกของชมรมได้ และขอขอบคุณ ที่ให้โอกาสสมาชิกได้ชมการสาธิต หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการแปรรูปไม้ไผ่คงต้องพึ่งพาฝีมือช่างเทคนิคอีกแน่นอน

คุณเผด็จ นำคณะเดินชมในฟาร์ม ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเรื่องของการปลูกพืชอนุรักษ์ธรรมชาติตามแนวทาง ป่าสามอย่างประโยชน์หลายอย่าง ปลูกไผ่เป็นไม้สร้างป่า ประโยชน์อยู่ที่เราจะนำไปใช้อะไร อย่างสถานีเรียนรู้ ที่จะนำชมต่อไปคือ การทำน้ำส้มควันไม้ด้วยการใช้ไม้ไผ่ ได้ทั้งถ่าน ได้ทั้งน้ำส้มควันไม้

ที่สุดยอดของการนำไปกำจัดกลิ่นและไล่แมลง ส่วนถ่านไม้ไผ่ เป็นถ่านที่ดีมีความแกร่ง เหมาะสำหรับงานหุงต้ม อุตสาหกรรมตีเหล็กทำมีด กำจัดกลิ่นในตู้เย็น นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เตาเผาถ่านที่คุณเผด็จพาชมเป็นเตารูปจอมปลวก ทำขึ้นจากดินเหนียว ผลิตถ่านไม้ไผ่ได้ 500 กิโลกรัม นับว่าคุ้มค่ามาก ต้นทุนการทำถูกกว่าเตาอิวาเตะ ได้ปริมาณถ่านมากกว่า ทำหลังคาคลุมกันน้ำฝน ใช้ได้นานปี ณ สถานีนี้ คุณพยัคฆ์ ได้อธิบายถึงข้อดีของการมีเตาเผาถ่านไว้ใช้เอง เพราะนอกจากเรามีวัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำแล้ว ผลผลิตที่ได้เหลือใช้จากฟาร์มสามารถจำหน่ายเป็นรายได้ เศษของถ่านอัดเป็นถ่านอัดแท่งไร้ควัน ส่งขายทำรายได้เพิ่ม ลงทุนเพียงครั้งเดียวได้กำไรสามต่อ หนึ่งได้น้ำส้มควันไม้ สองได้ถ่านไม้ไผ่ สามได้เศษถ่านทำอัดแท่ง

สลับด้วยการถามตอบ จากสมาชิกผู้เข้าสัมมนา เดินชมไป ถามไถ่พูดคุยกันไป คุณเผด็จ พาเราไปชมการปลูกไผ่ เพื่อสาธิตให้สมาชิกที่ยังไม่เคยขุดหลุมไผ่ ปลูกไผ่ได้ชม อย่างน้อยก็เป็นการเริ่มต้นปลูกไผ่ที่ถูกต้อง หากสมาชิกทำได้อย่างการสาธิต รับรองไผ่เจริญเติบโตงอกงามทุกต้น พระอาจารย์เสริมด้วยคาถาปลูกไม้ เฉกเช่นคนสมัยก่อน นิยมกล่าวคำสุภาพขณะปลูกต้นไม้ เพื่อความเป็นศรีมิ่งมงคล เจริญงดงาม ปลูกแล้วมีอายุยืนยาว ให้ผลผลิตดี ทวีคูณ สมบูรณ์พูนผล ดลบันดาลให้เจ้าของเจริญรุ่งเรืองสืบไป เป็นเสมือนการเสริมให้กำลังใจ ปลูกแล้วขยันหมั่นเพียรดูแลรักษา ก็จะได้ผลตอบแทนที่ดีนั่นเอง

สถานีต่อมาคือ การเพาะชำลงในถุงดำ ตั้งถุงเรียงเป็นแถว แถวละประมาณ 100 ต้น เพื่อการตรวจนับจำนวนได้สะดวก รดน้ำให้ความชุ่มชื้น ประมาณ 2-3 เดือน ก็จำหน่ายไปปลูกได้ เมื่อทุกท่านพอใจแล้ว คุณวิรัช เชิญชวนให้เราพักรับประทานอาหารว่าง น้ำลำไย ช่วยให้ทุกคนสดชื่น แถมด้วยกล้วยหอมอินทรีย์ เมื่อทุกท่านพร้อม เราก็พาขบวนรถออกเดินทางไปสวนคุณเผด็จ โซนที่ 2 ห่างจากโซนที่ 1 ราว 3 กิโลเมตร รถนำขบวนพาเราแวะสถานี การปลูกป่าไม้สักแซมด้วยไผ่จีนเขียวเขาสมิง ช่างเป็นการผสมผสานที่ลงตัว หลายท่านไม่เคยเห็นการปลูกป่าไม้สัก สลับไผ่จีนฯ พืชทั้ง 2 ชนิด อยู่ด้วยกันได้ การเจริญเติบโตดี พร้อมด้วยระบบให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ เฉพาะช่วงหน้าแล้ง ปลูกด้วยการสลับต้น หากท่านมีป่าสักปลูกอยู่ก่อนแล้วก็สามารถนำไผ่เข้าไปปลูกสลับได้เลย ข้อสำคัญต้องปลูกไม้สักก่อนการปลูกไผ่ (สอบถามคุณเผด็จ ได้ความว่า หากเราปลูกไผ่ก่อน ไผ่โตเร็วกว่าหลายเท่า ต้นสักโตช้ากว่า จะถูกบังแสงไม่โตอาจจะตายได้) ดังนั้น ปลูกไผ่ในสวนป่าสักจะดีกว่า สถานีต่อไป เราได้ชมการปลูกพืชผัก กล้วย ในสวนไผ่ การดูแลรักษา สถานีต่อไปคณะเราได้ชมการปลูกไผ่แบบการยกร่อง คูน้ำแบบภาคกลาง ระบบนี้เป็นการผสมผสาน คู่ไปกับการเลี้ยงไก่ เป็ดเทศ ห่าน และปลาน้ำจืด ในร่องสวน สวนนี้ปลูกไผ่เป็นแถว 2 ด้าน เพื่อยึดดินกันขอบตลิ่งพังตรงกลาง ไว้สำหรับวางต้นกล้าพันธุ์ไผ่ ที่เพาะชำไว้บริการสมาชิกหลายหมื่นต้น จากระบบการจัดการสวนที่แตกต่างกัน ทำให้สมาชิกในคณะของเราพอใจมาก เนื่องจากเป็นการศึกษาดูงานที่หลากหลายกิจกรรมให้เลือก ตรงใจกับทุกๆ คน

คณะของเราใช้เวลาดูงานกันอย่างเต็มที่ 5 โมงเย็นกว่าๆ เรากลับเข้ามาที่โซนที่ 1 เพื่อร่วมรับประทานอาหารเย็น เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปที่พักแรม ที่ทางชมรมจัดไว้ อาหารเย็นถูกใจกับทุกคน ด้วยแกงคั่วส้มหน่อไม้ดอง หน่อไม้แห้งต้มไก่บ้าน น้ำพริกผักเครื่องเคียงอร่อยสุดๆ ตามด้วยกล้วยน้ำว้าบวชชี หลังจากอิ่มท้อง เราก็พาคณะเดินทางไปยังที่พักแรม ในบรรยากาศแบบริมบึง สวยงาม

ภูซางเฮือนไทย รีสอร์ท ตั้งอยู่ในเขตอำเภอภูซาง ห่างจากสวนสัมมนาเพียง 14 กิโลเมตร เมื่อถึงที่พักทุกคนก็หายเหนื่อย ชื่นชอบในบรรยากาศ เรือนพักตั้งเรียงรายล้อมริมบึง สวยงามมาก สลับด้วยป่าไม้สวยงาม ส่วนใหญ่ขอเข้าไปพักผ่อน พอเห็นห้องก็ตกใจ เห็นมีมากมายหลายเตียง ครับเราจัดให้พักแบบรีสอร์ต มิได้จำกัดพื้นที่ เสมือนในตึกโรงแรมที่ห้องเล็ก สมาชิกหลายท่านที่นำลูกไปด้วย ผู้ติดตาม ก็เข้าพักอยู่อย่างสบาย คณะเราอีกส่วนยังไม่เข้าที่พัก แต่ใช้บริการด้านความสัมพันธ์ของสังคมยามค่ำ นั่งคุยเสวนากัน สร้างความคุ้นเคยเสมือนญาติ ทำให้เรารู้ซึ้งถึงความต้องการที่แท้จริงของการไปเข้าร่วมสัมมนา นี่แหละที่เขาเรียกว่า การสร้างมิตรภาพที่ดีต่อกัน เพลงคือสื่อสร้างสัมพันธ์ ช่วยกันร้องช่วยกันขับขานตำนานเพลง สิ่งที่เราได้โดยบังเอิญ คือความสุขที่ได้มาอยู่ร่วมกัน

รุ่งเช้าของวันใหม่ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2553 เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจส่วนตัว ขบวนรถยนต์พร้อมเดินทางออกจากที่พัก มุ่งหน้าไปยังจุดดูงานแรกของวันนี้ ที่หมายคือ สวนลุงน้อย เจ้าของสวนไผ่ลี่จู ไผ่จีนรุ่นเล็กที่ราคาไม่เล็ก แห่งบ้านสบแวน ตำบลเชียงบาน อำเภอเชียงคำ สวนนี้มีเนื้อที่ 70 กว่าไร่ เป็นกิจกรรมแบบผสมผสาน สระน้ำ 16 ไร่ สระบัว 2 ไร่ สวนลำไย 46 ไร่ สวนไผ่รวก 5 ไร่ ไผ่จีนเขียวเขาสมิง 2 ไร่ ไผ่หม่าจู 2 ไร่

ลุงน้อยและครอบครัวพร้อมด้วยบุตรหลาน ให้การต้อนรับคณะของเราอย่างดี มีป้ายต้อนรับ ติดตลอดทางเข้าและที่พัก เรารู้สึกประทับใจมาก ที่จอดรถสะดวก สามารถรับขบวนของเราได้ทั้งหมด ท่ามกลางอากาศที่เย็นสบาย ลุงน้อย เล่าว่า ชอบไผ่มานานแล้ว ได้ลูกชาย คุณวัฒนา ปาปวน เป็นแรงผลักดัน หาพันธุ์ไผ่มาให้ปลูก ช่วยพ่อดูแล จัดสวนได้อย่างลงตัว ส่วนการจำหน่ายขายหน่อเพียงอย่างเดียว แม่บ้านลุงน้อยกล่าว ตลาดต้องการมาก มีเท่าใดก็ขายได้หมด ในเขตนี้มาซื้อแต่ของแม่นั่นแหละ การปลูกไผ่ลุงน้อยบอกสมาชิกของเราว่า ต้องมีเวลาให้เขา เงินจึงจะไหลมา ลุงน้อยและครอบครัวเลี้ยงอาหารว่าง เราขอบใจด้วยการช่วยซื้อผลิตผลจากฟาร์ม มีหน่อลี่จูดองใส่ขวด มะนาวออสเตเรีย ลูกใหญ่ และค่าใช้จ่ายอาหารว่าง โดย คุณบุญชู สุขเกษม แห่งสวนไผ่เทพนิมิต เป็นผู้มอบให้กับลุงน้อย เสียงปรบมืออำลาลุงน้อย ทางชมรมขอขอบคุณ ลุงน้อยและครอบครัวเป็นอย่างมาก โอกาสหน้าเราจะไปเยี่ยมท่านอีก

แหล่งดูงานอันดับต่อไป เราเดินทางออกจากอำเภอเชียงคำ ไปทางอำเภอปง ระยะทางราว 28 กิโลเมตร ถึงที่หมายสวนภิรบรรณฟาร์ม ในระบบปศุสัตว์ ที่มีผลงานที่ 2 ระดับประเทศ คณะของเราเข้านั่งที่เพื่อรับประทานอาหารว่าง และใช้เวลาพูดคุยกัน แนะนำเจ้าของฟาร์ม พาเที่ยวชมในฟาร์ม ที่ผสมผสานกับการปลูกไผ่ ไม้ร่มเงาของสัตว์ในฟาร์ม ไก่พันธุ์เพชรน้ำเงิน ไก่เสวยหายาก สุกรลูกผสมสามสายเลือด ไก่ไข่ การเพาะเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์เพื่อการขยายพันธุ์ กระจายสู่เกษตรกรผู้สนใจในอาชีพการเลี้ยวสัตว์เล็ก การต้อนรับของคุณวันนพ อดีตผู้ใหญ่บ้าน และ คุณสวัสดิ์ สามีผู้สานฝันให้เกิดผลงานที่เยี่ยมยอด ทำให้คณะของเราอดชื่นชมสองสามีภรรยาคู่นี้มาก สวนตัวอย่าง หรือฟาร์มตัวอย่างอย่างนี้ ทางชมรมยกนิ้วให้ คณะของเราก็ซื้อผลผลิตของฟาร์มกลับไปด้วย ยิ่งทำให้มีกำลังใจ นี่แหละเขาจึงจะเรียกว่าการดูงาน เยี่ยมกันถึงที่ถึงสวน ถึงฟาร์ม และได้เรียนรู้จากการกระทำจริง ใกล้เวลารับประทานอาหารกลางวัน เราพาคณะเดินทางกลับไปที่สวนพอเพียงอีกครั้ง เพื่อร่วมรับประทานอาหารกลางวัน ที่สวนพอเพียงเป็นการต้อนรับอาหาร

เป็นการต้อนรับด้วยอาหารเกษตรอินทรีย์ปลอดสาร อาจารย์วิรัช ภรรยา คุณเผด็จ ที่บรรจงสรรหาอาหารให้เราได้รับประทาน กันอย่างจุใจ ผักปลอดสารน้ำพริกกะปิ แถมด้วยกล้วยอินทรีย์ น้ำลำไย หวานสดชื่น รับประทานกันไป คุยกันไป สมาชิกหลายท่านรับประทานอิ่มก็เตรียมสัมภาระ ที่ขาดไม่ได้คือ การเลือกซื้อพันธุ์ไผ่นานาชนิด ที่สวนพอเพียงมีให้เลือก 3 สายพันธุ์ คือไผ่จีนเขียวเขาสมิง ไผ่ลี่จู ไผ่เลี้ยง ซื้อมากมีแถมให้ขนกันไป สมาชิกที่นำรถยนต์เดินทางมาเองก็สะดวกหน่อย นี่เป็นการปิดสัมมนาแบบใหม่ ล่ำลากันด้วยการซื้อของฝาก แขกผู้มาเยือนพอใจ เจ้าของฟาร์มได้จำหน่ายสินค้า สุดท้าย แลกเปลี่ยนที่อยู่กัน

ครับ เป็นการสัมมนาแบบง่ายๆ ที่การจัดการลงตัว กลุ่มสมาชิกที่เข้าสัมมนาไม่มากนัก แต่เราได้คุณภาพ สิ่งที่เรารู้ ท่านไม่รู้ สิ่งที่ท่านรู้ เราไม่รู้ มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ขออภัยสำหรับท่านที่อยากทราบด้านวิชาการปลูกไผ่จากการสัมมนา ชมรมมิได้นำลงในบทความนี้ แต่ชมรมมีเอกสารแจกให้ผู้เข้าสัมมนาทุกท่าน ที่แน่ๆ ท่านต้องสมัครเป็นสมาชิก ผู้สนใจ สอบถามไปที่ ชมรม แล้วท่านจะได้รับคำตอบ ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้เลย หากท่านพร้อม ชมรมพร้อมที่จะให้บริการ

การสมัครเข้าเป็นสมาชิกตลอดชีพ ขณะนี้สมาชิกเก่าใหม่เริ่มทยอยสมัครแล้ว เพื่อประโยชน์ในการเข้าใช้บริการ ที่ศูนย์ไผ่เขาค้อ และการส่งเอกสารจดหมายข่าวให้ทุกท่าน ทางชมรมจะส่งข่าวสารให้เฉพาะผู้ที่สมัครสมาชิกตลอดชีพ คือสมัครครั้งเดียวใช้ได้ตลอดไป ท่านที่สมัครแล้วกรุณารอรับบัตร และจดหมายข่าวฉบับแรก ในเดือนมกราคม 2554 เรื่องการสร้างที่พัก ศูนย์ไผ่เขาค้อ กำลังดำเนินการ หากท่านยังมีความประสงค์ร่วมสร้าง ก็โทร.ติดต่อ (089) 245-1411 ทางชมรมยินดีต้อนรับ

สำหรับการจัดสัมมนารอบต่อไป เราจัดที่ สวนไผ่สุขเกษม ตำบลเทพนิมิต อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ช่วงเวลาที่จัด วันที่ 26-27 มีนาคม 2554 ที่แปลงเครือข่ายของ คุณบุญชู สุขเกษม ไปเข้าสัมมนาที่รีสอร์ต์ริมทะเล รับประทานอาหารทะเล เยี่ยมชมฟาร์มเกษตรอินทรีย์ สินค้าแปรรูปกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร สวนไผ่จีนเขียวเขาสมิงที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด แปลงเครือข่ายที่มีแนวคิดสุดยอด พร้อมแนะนำอาชีพต่อเนื่องจากการปลูกไผ่แบบง่าย แต่ได้เงินมาก สนใจ โทร. (089) 245-1411 ฉบับนี้ขอขอบคุณ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ที่ให้ความกรุณาเรื่องบทความการติดต่อกับสมาชิก ก็เพื่อช่วยกันลดปัญหาโลกร้อน ช่วยส่งเสริมการปลูกป่า สร้างธนาคารต้นไม้ รับรองได้ว่าหากได้สื่อดีๆ อย่างนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ประเทศไทยต้องเป็นเมืองแห่งต้นไม้

สุดท้าย ขอฝากบทความ เศรษฐกิจพอเพียง บนฐานระบบวนเกษตร ของสถานีวิจัยวนเกษตรตราด สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“เมื่อผืนป่าถูกปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรม เกิดภาวะโลกร้อน อากาศแปรปรวน ทุกคนต้องปรับเปลี่ยนเป็นปลูกป่าในพื้นที่เกษตรกรรม ควบคู่ไปกับการปลูกพืชเศรษฐกิจ”

ประเทศไทยต้องนำเข้าเยื่อกระดาษปีละไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท

“เดินมา…ครบ 2 ปี” สวัสดีปีใหม่ครับผม

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 494

เดินห่าง…จากความจน

สมยศ ศรีสุโร

“เดินมา…ครบ 2 ปี” สวัสดีปีใหม่ครับผม

สวัสดีครับแฟนๆ ที่เคารพรักยิ่งทุกๆ ท่าน วันเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง เมื่อมีคำว่าเวลา ก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ปีนี้เมื่อปีก่อนก็เคยเป็นปีใหม่ และปีหน้าก็จะต้องกลับมาเป็นปีเก่า ไม่ว่าปีเก่าหรือปีใหม่ เวลาเท่ากันหมด ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด 60 วินาที เป็น 1 นาที 60 นาที เป็น 1 ชั่วโมง 24 ชั่วโมง เป็น 1 วัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกคนจึงมีต้นทุนของเวลาเท่าเทียมกันหมด ปีแล้วปีเล่าเวลาหมุนวนเป็นเช่นนี้เป็นอนิจจัง อาจจะเขียนได้ว่าวันและเวลาเป็นสิ่งที่สมมติขึ้นทั้งสิ้น

ผ่านมาอีกแล้วครับ 1 ปี รวดเร็วจริงๆ การเดินทางแห่งชีวิตก็คงต้องเดินกันต่อไป หยุดไม่ได้หรอกครับ เมื่อเราต้องการเดินบนถนนเส้นนี้ นักสู้ชีวิตรากหญ้าผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายครับ! จงอย่ากลัวหรือหวาดหวั่นต่อสิ่งที่ยังมองไม่เห็นที่รออยู่เบื้องหน้า นักสู้ชีวิตเช่นเราเกิดมาเพื่อสู้อยู่แล้ว สู้ทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตของเราที่ทำให้เราไม่สมหวัง หมดลมหายใจเมื่อใดนั่นแหละคือจบการเดินทาง การเดินบนเส้นทางเดินแห่งชีวิตนั้นจะไปให้ถึงจุดหมาย มีทางเดินให้เลือกเสมอ บางคนเดินตรงดิ่งไปตลอดเส้นทาง หรือบางคนชอบเดินทางอ้อมและบางคนอีกเช่นกันชอบทางลัด แต่ทางไหนก็ไม่สำคัญหรอกครับ? ขอให้ถึงจุดหมายอย่างมีความสุข ถึงพร้อมกับความต้องการของเรา ย้ำ! ของเราไม่ใช่ของคนอื่น ทุกเส้นทางขอให้เดินด้วยความถูกต้องเป็นว่าใช้ได้ทั้งหมด เพราะแต่ละคนมีขีดความสามารถ ความคิดอ่าน หรือตลอดจนการวางแผนการเดินต่างกันอยู่แล้ว ของใครก็ของคนนั้นย่อมไม่เหมือนกัน จงอย่านำตัวเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่น จะทำให้เราเป็นทุกข์ จะเป็นบาปอย่างที่สุด เราก็คือเรา เอาเท้าของเราก้าวเดินไปด้วยตัวเราเอง เพราะทุกการย่างก้าวมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายจริงๆ โดยเราเป็นผู้ที่กำหนดการก้าวย่างด้วยตัวเอง ขอแค่ให้เดินด้วยความระมัดระวังนะครับ แต่ผมขอให้ทุกเส้นทางที่เดินไปกรุณาเอาความขยันแนบชิดติดตัวเป็นเพื่อนร่วมเดินทางไปตลอดเส้นทางก้าวเดิน แล้วจะมีแต่ความสุขทุกย่างก้าว ผมหวังว่าทุกเส้นทางย่อมสามารถ เดินห่าง…จากความจน ได้ชนิดสมบูรณ์แบบจริงๆ

ปีที่แล้วผมเขียนถึงพืชมหัศจรรย์ที่ชื่อ ชะอม จนดังไปทั่วประเทศ ดูเหมือนว่าคอลัมน์นี้เป็นคอลัมน์ที่เกี่ยวกับชะอมไปโดยปริยาย โปรดเข้าใจด้วยนะครับว่า คอลัมน์นี้ไม่ใช่ชื่อ เดินห่าง…จากความจน ด้วยชะอมนะครับ? แต่ที่ยังหยุดเขียนไม่ได้เนื่องจากแฟนๆ เยอะมาก ส่งเสียงตามสายร้องขอให้เขียนต่อไป อะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับชะอมก็คงต้องมีต่อไปในปีนี้ พร้อมให้แรงใจผมไปอย่างท่วมท้นจริงๆ ทำให้พ่อแม่พี่น้องชาวไม้เค็ด ปราจีนบุรี ของผมสุขสดชื่นสมหวังไปตามๆ กัน ขายกิ่งพันธุ์ชะอมที่ผมเรียกว่าไม้เค็ด 2009 กันมากมายจริงๆ ตอนกิ่งกันแทบไม่ทัน ผมเขียนเสมอว่าไม้เค็ดบ้านผมปลูกชะอมกันเยอะมากตำบลหนึ่งของประเทศทีเดียว และผมคิดเอาเองนะครับควรจะมีคำขวัญของตำบลกับเขาบ้าง ผมคิดไว้แล้วเหมือนกัน “กิ่งพันธุ์ชะอมงาม สาวหน้าหวานสะเด็ด ไม้เค็ดปราจีนบุรี” ผมคิดของผมเองนะครับ น่าจะถือว่าใช่เลยเพราะไม้เค็ดบ้านผมไม่ใช่จะมีดีแค่ชะอมเท่านั้น ไม่เชื่อลองไปเยี่ยมเยือนกันดูได้

ปีที่แล้วอีกเช่นกัน ดูเหมือนชะอมกับผมแนบสนิทชนิดแยกกันไม่ได้ แฟนๆ รู้จักผมจากคอลัมน์นี้ด้วยเรื่องของชะอม ผมเขียนแต่เรื่องชะอมจนคิดว่าสามารถเถียงเรื่องชะอมได้ข้ามวันข้ามคืนหากเจอคนรู้ใจ ทำให้ผมเกิดมีความคิดว่าจะหาหุ้นส่วนมาร่วมลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปชะอมให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ผลิตผลอันดับแรกก็กะว่าจะแปรรูปชะอมเป็นชะอมแช่อิ่ม ตามติดด้วยเมนูหลากหลาย ชะอมบรรจุกระป๋อง ต่อมาก็จะทำน้ำปลากลิ่นฉุนชะอม สบู่หอมกลิ่นชะอม และสุดท้ายที่น้ำหอมกลิ่นชะอม เอาชนิดบ้าสุดๆ ให้สะใจคุณนายนายกฯ กันไปเลย พร้อมพะยี่ห้อ เดินห่าง…จากความจน เสียเลย แล้วทำตลาดส่งออกจำหน่ายทั้งในและนอกประเทศให้มีชื่อเสียงดังกระฉ่อนไปทั่วโลก พร้อมประกาศก้องให้รู้ว่าเมืองไทยมีน้ำหอมกลิ่นหอมแปลกที่สุดในโลกชนิดไม่มีใครเหมือนและไม่มีที่ใดฉุนหอมไม่รู้ลืม ในโลกนี้มีที่ประเทศไทยเพียงแห่งเดียวจริงๆ และของแท้ต้องกลั่นจากชะอมสายพันธุ์ไม้เค็ด 2009 เท่านั้น แฟนๆ ว่าความคิดผมสุดโต่งไปหรือเปล่าครับ? แฟนๆ ท่านใดต้องการเป็นจะหุ้นส่วนก็เชิญติดต่อด่วนนะครับ โทร. (081) 846-0652 ผมกำลังวางแปลนโรงงานอยู่ งานนี้ไม่รวยให้มันรู้กันไป คงได้ เดินห่าง…จากความจน กับเขาได้บ้าง เอ้า! รู้สึกตกใจตื่นขึ้นมาพอดีนี่เราฝันไปนี่หว่า? คงเพราะเขียนเรื่องชะอมมากไปมั้ง? ก็เขียนส่งความรู้สึกดีๆ ถึงกันให้พอได้หายเครียดเพราะคิดว่าแฟนๆ เครียดกันมาทั้งปีแล้ว หรือใครว่าไม่จริง?

ปีใหม่ปีนี้ผมก็ยังคงเดินทางค้นหาบุคคลที่เดินเข้ามาในคอลัมน์นี้ พร้อมเรื่องราวที่จะนำมาเสนอให้แฟนๆ ได้อ่านกัน แม้ว่าทางเดินของวันเวลาแห่งชีวิตของผมนับวันแต่จะสั้นลงๆ ทุกวินาทีแล้วก็ตาม แต่ขอให้เชื่อเถิดว่า คอลัมน์นี้เพื่อรากหญ้าผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง แล้วจะให้ผมทิ้งพวกเดียวกันได้ลงคอเชียวหรือ? โดยเฉพาะเรื่องของชะอม จะพยายามทุกวิถีทางหาเรื่องราวของชะอมทุกรูปแบบที่พานพบมานำเสนอ เพราะผมทราบดีว่ารากหญ้าเช่นผมและแฟนๆ มีสิทธิ์มีเสียงในประเทศนี้ชนิดที่เสียงแหบและเบามากที่สุด ฉะนั้นเราไม่ต้องไปกังวลให้โรคประสาทถามหา เรามีชีวิตอยู่ทุกวันนี้เพื่อรับผิดชอบชีวิตเรา ก็จงทำสิ่งที่ดีๆ ให้กับชีวิตเราให้เต็มที่ เมื่อเราเลือกแล้วออกแบบชีวิตเราเองได้ เพราะมันคือชีวิตของเรา ขอให้จำไว้ว่าสิ่งที่เป็นสมบัติอันล้ำมากที่สุดคือ ตัวเราเอง

และเช่นกันนะครับ แฟนๆ ทุกๆ ท่านของผม จงเชื่อเถิดว่าหากชีวิตเราเริ่มเมื่อยล้า รู้สึกว่าไร้เรี่ยวแรง ไร้กำลังที่จะเดินต่อไป ไร้เส้นทางที่จะก้าวเดิน หรือมีเส้นทางแต่มืดไปหมด เดินไปก็ย่อมมองไม่เห็นหนทางข้างหน้า แฟนๆ ครับจงหยุดแล้วนิ่งเข้าไว้ พร้อมหายใจเอาลมแห่งความตั้งใจเข้าไปให้เต็มปอดแล้วตั้งสติ จงอย่าถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว มิฉะนั้นทุกอย่างคือการเริ่มใหม่อีก ทำให้เหนื่อยมากขึ้น อาจเกิดอาการท้อ จำไว้ว่าไม่ต้องไปพึ่งหรือขอความช่วยเหลือจากคนอื่นหรอกครับ คนอื่นเขาก็ต้องต่อสู้เพื่อชีวิตเขาเช่นกัน ตัวเรานี่แหละต้องให้กำลังใจตัวเอง จงก้าวไปพร้อมกับอย่าลืมให้กำลังใจตัวเองในทุกการย่างก้าว ขอให้เชื่อเถอะครับว่าเราต้องทำได้ ย้ำเราต้องทำได้?

จงพอใจในชีวิตของเราแล้วจะเกิดความสุข เรียบง่ายแค่นี้พอแล้ว ขอให้อยู่กับความจริง อย่าพยายามหลอกตัวเอง ตกนรกทั้งเป็นนะครับ เมืองไทยของเราอยู่ที่ไหนก็สุขใจ โดยเฉพาะบ้านของเรา เงยหน้ามองไปบนท้องฟ้าสิครับ! แฟนๆ ว่าสวยไหม? โดยเฉพาะกลางคืน นี่แหละครับฟ้าของเมืองไทย ไม่มีที่ไหนในโลกนี้งดงามเท่า เชื่อผมเถอะครับ? ที่สวนผม บางคืนผมนอนมองฟ้าจนสว่างคาตายังไม่เต็มอิ่มเลย ใครจะว่าอย่างไรช่างเขา แต่ที่สวนผมฟ้าสวยจริงๆ ครับ แถมมีตัวหิ่งห้อยอีกด้วย ทำให้มีดาวทั้งบนฟ้าและในสวนที่เคลื่อนไหว เสียดายแค่เพียงว่าต้องนอนดูคนเดียวเท่านั้น ไร้คนเคียงข้าง มันเลยใจเหงายังไงอยู่? เขียนบรรยายไม่ถูกจริงๆ ครับผม นี่ก็ถึงวันปีใหม่ เป็นวันดีวันที่เราจะต้องเริ่มต้นก้าวเดินอย่างมีความสุขพร้อมเสียงหัวเราะที่ดังให้ก้องฟ้าไปเลย วันที่ดีๆ เช่นนี้ ผมถือโอกาสนี้ขออวยพรสิ่งดีๆ มอบแด่แฟนๆ

สวัสดีปีใหม่ครับแฟนผม

ขอทุกคนอิ่มสุขและอิ่มหวัง

กระเป๋าหน้าหลังอัดแน่นไปด้วยสตางค์

แล้วหันหลัง เดินห่าง…จากความจน

ขอบพระคุณมากครับ ขอให้แฟนๆ ทุกท่านจงพบแต่สิ่งดีๆ ตลอดไป สวัสดีปีใหม่ 2554 ต่อจากนี้ไปจะมีสิ่งต่างๆ แวะเข้ามาในหัวใจเราเยอะไปหมด ขอให้แฟนๆ ของผมจงเก็บแต่สิ่งดีๆ ไว้สำหรับพอกพูนหัวใจ สิ่งที่ไม่ต้องการจงลืมมันไปเสียให้สิ้น ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการที่เอาชนะตัวเอง แค่นี้ก็มีความสุขตามที่ตัวเราปรารถนาอย่างแน่นอน สวัสดีปีใหม่ พบกันอีกนะครับ

เมษายน 1, 2011

บนถนนเส้นนี้ไม่มีจน สมาน-วิไล คุ้มวงษ์ ปลูกชะอมไว้ 3 ไร่

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 490

เดินห่าง…จากความจน

สมยศ ศรีสุโร

บนถนนเส้นนี้ไม่มีจน สมาน-วิไล คุ้มวงษ์ ปลูกชะอมไว้ 3 ไร่

เชื่อไหมครับว่า? คนเราทุกคนเกิดมา มีกรรมติดตัวกันมาทั้งนั้น มากน้อยก็อยู่ที่ตัวเราเอง เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องมาชดใช้กรรม กรรมมีหลายประเภทแตกต่างกันไป และขอให้คิดเสียว่าการที่เรามีกรรมเป็นแต่เรื่องของกรรมที่เรากระทำมา ฉะนั้นควรหาหนทางแก้วิบากกรรมเสีย ต้องลองศึกษาหาวิธีแก้กรรมให้ตัวเอง เพราะวิบากกรรมของแต่ละคนมีต่างกันไป

สำหรับผมคงมีกรรมในข้อที่ว่าเกิดมามีกลิ่นฉุนของชะอมติดตัวมา กรรมเช่นนี้เกิดจากในชาติที่แล้ว ชอบดูถูกชะอม ชอบว่าชะอมมีกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนา กรรมที่เกิดขึ้นหลังจากที่ผมได้ศึกษาแล้วมีวิธีแก้คือหมั่นถวายของหอมไม่ให้ขาด และที่สำคัญคือต้องเขียนถึงเรื่องชะอมชนิดที่ให้แฟนๆ อ่านกันจนพอใจและยอมรับ ฉบับนี้ผมต้องขอโทษเป็นอย่างสูงด้วยนะครับที่เริ่มต้นเช่นนี้ คือว่าระยะนี้ผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับธรรมะมากไปหน่อยก็เลยนำมาเขียนให้อ่านกัน เพราะธรรมะสามารถสร้างความสุขให้เราได้เสมอ แต่กรรมจะดีจะชั่วอยู่ตัวเราเป็นผู้กระทำทั้งสิ้นครับท่าน?

สวัสดีครับแฟนๆ ที่เคารพรักทุกท่าน ฉบับนี้ก็เป็นการนำเสนอเรื่องที่เกี่ยวกับชะอมตามที่แฟนๆ หลายท่านมีความต้องการ ส่งเสียงตามสายไปหาว่า กรุณาช่วยตามหาสวนที่ปลูกชะอมหลายไร่หรือที่ปลูกเป็นจำนวนมาก หากเจอแล้วอย่าลืมช่วยนำมาเขียนขยายความให้อ่านด้วยจะรออ่าน เรื่องชะอมห้ามหนีหายไปไหน? เขียนถึงเรื่องอื่นก็ไม่เป็นไร? แต่ห้ามลืมเรื่องชะอม อะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับชะอมก็จงเขียนมาเถิด แล้วมีหรือ? ผมจะขัดใจพระคุณท่าน ช่วงนี้ผมกำลังหาวิธีแก้กรรมได้จังหวะพอดีจริงๆ และหากว่าแฟนๆ ต้องการให้ตามหาเรื่องที่เกี่ยวกับชะอมเป็นเช่นไรก็ส่งเสียงไปได้ ยินดีเสมอ จะพยายามอย่างสุดใจที่จะนำมาเสนอแฟนๆ ชีวิตคนเราก็มีแค่นี้แหละ เชื่อผมเถอะว่า สรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนดำเนินไปตามวิถีทางของมัน เราอย่าพยายามยื่นแสงเทียนไปส่องให้พระอาทิตย์เลย

ผมเขียนเกี่ยวกับชะอมมามากกว่า 20 ตอน ไม่เคยเขียนถึงการปลูกชะอมมากมายขนาดชวนแฟนเก็บยอดชะอมส่งเป็นสินค้าออก เพียงแค่เน้นเสมอให้เห็นชัดๆ ว่า ชะอมนี้สามารถช่วยให้ เดินห่าง…จากความจน ได้จริง มีตัวอย่างให้เห็นได้จริงๆ โดยเฉพาะพี่น้องชาวไม้เค็ดบ้านผม เพราะคนเราต้องมีค่าใช้จ่ายประจำวันสำหรับครัวเรือนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่ากับข้าว ค่าลูกไปโรงเรียน โอ้ย! จิปาถะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเกษตรกรที่ไม่มีรายได้ประจำเดือนก็ต้องนำเงินที่เก็บจากรายได้จากการขายพืชผลประจำปีออกมาใช้ หรือหากคิดเสียว่าการหันมาปลูกชะอมก็เหมือนการทำงานเป็นลูกจ้างรายวัน แต่เราเป็นนายจ้างตัวเราเอง และใช้เวลาในการเก็บยอดชะอมหรือทำงานแค่ 3-4 ชั่วโมง แต่ได้ค่าแรงเท่ากับทั้งวันหรือมากกว่า ดังนั้น พี่น้องชาวไม้เค็ดของผมจึงปลูกกันแค่เป็นค่าใช้จ่ายประจำวัน มีเหลือเก็บก็ไม่มากสำหรับชะอม เงินเหลือเก็บก็คือเงินที่ได้จากพืชผลที่ออกตามฤดูกาลหรือจากขายข้าว และเอาเวลาที่เหลือไปทำกิจกรรมอย่างอื่น บางท่านก็มีสวนผลไม้ บางท่านก็ทำนาหรืออาชีพเสริมอย่างอื่นที่มีรายได้เพิ่มจากชะอม จึงสรุปได้ชัดเจนว่าปลูกชะอมแล้วมีเงินใช้ได้สะดวกขึ้น

แต่ผมได้ข่าวว่ามีครอบครัวหนึ่งอยู่ไม้เค็ดเหมือนผม แต่เป็นหมู่ที่ 9 ปลูกชะอมไว้ถึง 3 ไร่ มีต้นชะอมมากกว่า 6,000 ต้น ที่สำคัญคือ เป็นสายพันธุ์ไม้เค็ด 2009 ทั้งสิ้น ผมไม่รอช้าไปค้นหาทันที ครอบครัวที่ว่า คือ คุณสมาน คุณวิไล คุ้มวงษ์ สองสามีภรรยาในวัย 60 ปี ทั้งคู่ที่นำความขยันแนบชิดติดตัวไปทุกก้าวเดิน หน้าตาอิ่ม ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา คนไม่มีหนี้มารบกวน สีหน้าจะเป็นเช่นนี้เสมอ ขณะผมเข้าไปหาทั้งคู่กำลังจัดเก็บทำความสะอาดบ้านพักอาศัยหลังใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จหมาดๆ แถมมีกลิ่นสีที่ทาบ้านผสมกลิ่นฉุนของชะอมปนอยู่ด้วย แสดงให้รับทราบได้ว่าส่วนหนึ่งของบ้านหลังใหม่นี้มาจากรายได้จากชะอมก็คงไม่ผิด

คุณวิไลเล่าว่า พื้นที่ที่ปลูกชะอมจำนวน 3 ไร่ นั้น เมื่อก่อนเป็นที่นา ถมดินเต็มทั้งหมด เพราะยังเหลือที่ทำนาอีกหลายไร่ เนื่องจากปลูกชะอมแล้วมีรายได้ทุกวันไม่ต้องเอาเงินที่เก็บไว้มาใช้และคนในหมู่บ้านก็ปลูกกันหลายครัวเรือน จึงสะดวกในการขายให้แม่ค้าคนกลาง เพราะสามารถรวมกันจัดหาได้จำนวนตามความต้องการของแม่ค้าในแต่ละวันที่จะเข้ามารับซื้อ ไม่ต้องเสียเวลาไปส่ง แฟนๆ ลองมาฟังการจัดการบริหารงานเกี่ยวกับเรื่องชะอมจากคุณวิไล “ฉันจะเก็บชะอมทุกวันกับพ่อบ้านตอนเช้าแค่ประมาณ 100-120 กำ เท่านั้น เก็บแล้วนำมากำ สามสี่โมงเช้าก็เสร็จเรียบร้อย จัดวางซ้อนกันไว้โดยใช้ผ้าชุบน้ำพอเปียกมาคลุมไว้อีกชั้นหนึ่งเพื่อให้ความสดคงไว้ รอแม่ค้าเข้ามารับในช่วงบ่าย ขายรับเงินสดทุกวันสำหรับยอดชะอม เวลาที่เหลือก็แยกกับแฟนไปทำอย่างอื่น แฟนอาจจะไปดูสวนหรือที่นา ส่วนฉันก็ทำขนมขายหลายอย่าง ก็ใช้ของในสวนนั่นแหละ ส่วนใหญ่จะทำข้าวต้มมัดเพราะมีลูกค้าชอบมาก ขายดีด้วย ทำเท่าไหร่ไม่ค่อยมีเหลือกลับบ้าน กล้วย มะพร้าว ใบตองที่สวนทั้งนั้น มะพร้าวจะไม่ไปขายที่ไหน เก็บไว้ทำขนมทั้งหมด ขนมฉันจึงทั้งหวานทั้งมันเพราะไม่ต้องหาซื้อมะพร้าว คุณไม่ลองชิมหน่อยหรือค่ะ?” ผมก็เลยไม่ขัดความต้องการของผู้หยิบยื่นให้ ทันทีครับผม พร้อมยืนยันได้ว่าอร่อยหวานมันจริงๆ ครับ ขอรายงานแฟนๆ ผมขอเขียนย้ำอีกครั้งว่า ทั้งคู่จะเก็บยอดชะอมทุกวัน ต่างกับที่ผมเคยเขียนบางท่านเก็บเว้นวัน บางท่านเก็บ 2 วันครั้ง บางท่านเก็บ 3 วันครั้ง หรือบางท่านก็เก็บสัปดาห์ละ 2 ครั้ง แฟนๆ สังเกตไหมครับว่า อยู่ที่ว่าเราจะเลือกทางเดินให้ชะอมว่าจะเดินไปเช่นไร? เราจะต้องจัดการบริหารของเราเอง หากต้องการแบบสามีภรรยาคู่นี้ ข้อแรกคือต้องปลูกจำนวนมากต้น ประมาณว่าไม่ควรต่ำกว่า 3 ไร่ ถึงจะทำงานได้ง่าย วางแผนบริหารจัดการเรื่องเก็บยอดชะอมได้สะดวกขึ้น ประการต่อมาจะขาดไม่ได้เลยเมื่อต้องการ เดินห่าง…จากความจน ชนิดสมบูรณ์แบบจริงๆ คือต้องขยันชนิดยกกำลังมากๆ ถูกต้องไหมครับ? ทั้งคู่ทำงานทุกอย่างด้วยความขยัน พึ่งตนเอง ไม่พึ่งหาคนอื่นให้กวนใจ ทำเท่าที่คิดว่าพอในแต่ละวันให้เต็มกำลังของตัวเอง ขยันวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วไม่ต้องไปคิดให้ปวดหัวว่าพรุ่งนี้จะมีอะไรกิน? มีแต่ว่าอยากจะกินอะไร?

ภายในสวนนอกจากปลูกชะอมแล้ว ทั้งคู่ทำเป็นสวนผสมมีไม้ผลหลายชนิดปลูกไว้ มะม่วงหลายสายพันธุ์ กระท้อนเน้นอีล่ากับปุยฝ้าย มังคุด หมากไม่มากนักแค่พอให้ได้รู้ว่าที่สวนของเราก็มี แต่ก็เป็นรายได้ได้เช่นกันเมื่อมีผลผลิต กล้วยไข่ กล้วยหอม และกล้วยน้ำว้ามากหน่อย ต้นไผ่ปลูกไว้แค่ 2 กอ แต่กอใหญ่มาก ไว้ใช้แค่ประโยชน์ เช่น นำมาค้ำกิ่งไม้ผลเมื่อออกผลผลิต แต่ที่สำคัญผมเขียนเสมอว่า หากแฟนๆ คิดจะปลูกชะอม แล้วนำมากำเป็นแพก็ต้องปลูกไผ่กับกล้วยไว้ด้วย ปลูก 2 ชนิด สะดวกไปหมด ครบถ้วนเรื่องของชะอม นอกจากนี้ ทั้งคู่เน้นปลูกมะพร้าวกับมะปรางไว้เยอะกว่าตัวอื่น ประมาณว่าอย่างละ 40 ต้น ถึงหน้ามะปรางก็ทำเงินให้มากเหมือนกัน แฟนๆ ท่านใดสนใจสวนแห่งนี้ บอกได้เลยว่าสามารถเป็นแบบอย่างได้ดีมาก มีการขุดสระเก็บน้ำอีกด้วย แถมยังมีรายได้จากปลาที่เรียกว่าปลาปี ไม่ต้องเสียเวลาเลี้ยง การปลูกชะอมก็จะปลูกด้วยรูปแบบแปลกไป คือมีทางเดินตรงกลางสวนเท่านั้นที่กว้าง นอกนั้นจะปลูกชะอมแน่นไปหมด หากเป็นเด็กขนาดขวบสองขวบเดินเข้าสวนชะอมจะไม่สามารถมองเห็นตัวได้ ชะอมจะบังมิดเพราะแต่ละต้นสมบูรณ์มาก นั่นหมายถึงการเอาใจใส่ของเจ้าของ การตอนกิ่งก็เช่นกันจะค่อยทำค่อยไป ไม่ตอนครั้งเดียวหมดสวน จะค่อยทยอยตอนในแต่ละครั้งประมาณ 4,000 กิ่ง เท่านั้น เพราะต้องการเก็บยอดขายให้ได้ทั้งปีและจะตอนกิ่งแค่ช่วงฤดูที่ยอดชะอมมีราคาถูก หากเป็นฤดูที่ยอดชะอมแพงถึงกำละ15-20 บาท ของดไว้ก่อนนะครับ เพราะบ้านใหม่ยังขาดเครื่องเรือนอีกครับผม สนใจโทร. (081) 846-0652 แล้วผมจะนำพาไปชม

ขณะขับรถกลับ ผมเจอคุณลุงคนหนึ่งแก่มากแล้ว แต่ยังแข็งแรง กำลังลงมือปลูกชะอมอยู่คนเดียว จึงได้ลงไปสอบถามดู ทราบว่าอายุ 82 ปีเข้าไปแล้ว ปลูกเพิ่มใหม่จากที่มีอยู่แล้ว ที่กำลังปลูกอยู่คะเนว่าประมาณร่วมๆ 2 งาน เห็นจะได้ แถมมีการวางสปริงเกลอร์เรียบร้อยแล้ว คุณลุงบอกผมชนิดประทับใจโรงเรียนเทคโนโลยีชาวบ้านเป็นอย่างมากว่า ปลูกชะอมนี่แหละคุณลุงหายจนได้จริง เวลานั้นบังเอิญเย็นมากแล้ว ผมไม่อยากรบกวนคุณลุง สักวันหนึ่งต้องเข้าไปกราบท่านให้ได้ พร้อมนำสิ่งดีๆ ที่เกี่ยวกับชะอมมาฝากแฟนๆ หรือคงอีกไม่นานคงจะมีเรื่องราวของการปลูกชะอมที่จากไม้เค็ดไปอาศัยอยู่ที่ต่างๆ ผมจะไปติดตาม แล้วนำมาเขียนให้แฟนๆ ได้อ่านกัน ผมขอสัญญา

สุดท้ายหากแฟนๆ ถามผมว่า กรรมคืออะไร? ทำไมคนเราถึงมีกรรม? กรรมนั้นเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็เป็นกรรมได้ทั้งสิ้น กรรมย่อมขึ้นอยู่ที่การกระทำของเราเอง หากเรากระทำดีก็ย่อมได้รับสิ่งตอบแทนที่ดี ตรงกันข้ามหากเราคิดอกุศลกรรมก็ได้รับกรรมนั้นตอบแทน ฉะนั้นเราต้องเริ่มที่ตัวเรา ทำสิ่งดีๆ ให้กับชีวิตเรา เราจะได้ไม่ต้องชดใช้กรรมของเราไม่ว่าชาตินี้ ชาติหน้าหรือชาติไหน? สาธุ! พบกันอีก 15 วัน ครับผม ไม่ต้องเดาหรอกครับว่าผมจะเขียนถึงเรื่องอะไร ชะอมอีกแล้วครับท่าน

มีนาคม 13, 2011

สัมมนาไผ่ ครั้งที่ 3 ตอน…สวนไผ่พอเพียง…ที่เชียงคำ…(ลดโลกร้อน) ตอนที่ 1

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 488

ชมรมไผ่เศรษฐกิจไทย

ทรงยศ พุ่มทับทิม songyotpu@hotmail.com

สัมมนาไผ่ ครั้งที่ 3 ตอน…สวนไผ่พอเพียง…ที่เชียงคำ…(ลดโลกร้อน) ตอนที่ 1

สวัสดีครับ ท่านแฟนพันธุ์แท้ และท่านผู้สนใจ ของนิตยสารดีๆ อย่างเทคโนโลยีชาวบ้าน นี่ก็เข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาวกันอีกแล้ว ผ่านการเดินทางของมรสุมกันหลายลูก ฝนมาช้ากว่าทุกปี แต่อยู่นาน บางพื้นที่ได้น้ำสะสมไว้มาก อีกหลายพื้นที่มีฝนน้อย คงเป็นเรื่องของธรรมชาติ เราไม่อาจคาดเดาได้ พี่น้องชาวสวน ชาวไร่ ชาวนา ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับดิน ฟ้า อากาศ โอกาสดีๆ จึงจะหวนคืนกลับสู่วิถีชีวิตและครอบครัว

มีหลายท่านบอกกับเราว่า ปีนี้ถ้าจะแย่ แต่อีกหลายท่านก็เป็นช่วงโอกาสที่ดี ปีนี้พืชพันธุ์มีราคาขยับตัวสูงขึ้น น่าจะแทบทุกชนิดก็ว่าได้ พืชผัก พืชสวน พืชไร่ ผลิตผลจากสัตว์ ทำราคาขึ้นมา ช่วยให้เกษตรกรและพ่อค้าแม่ค้ายิ้มได้บ้าง ส่วนที่หลายท่านบอกว่าแย่ ก็คงเป็นเพราะราคาสินค้าอุตสาหกรรมขยับตัวขึ้นด้วย เป็นเงาตามตัว นั่นคือ กลไกลการตลาด หากดูจากสถิติการผลิต จะพบว่า สินค้าเกษตรบางอย่างลดลง บางอย่างถูกที่อื่นเข้ามาเบียดตลาด จนแทบขายไม่ได้ราคา ภาวะเช่นนี้มักจะเกิดกับประเทศที่กำลังพัฒนา

ในปี 2553 รัฐบาลจัดโครงการประกันรายได้เกษตรกร ต่อเนื่องจากปี 2552 ทำให้เกษตรกรและอดีตเกษตรกรหันกลับมาใช้บริการกันมากขึ้น ทำให้ยอดของการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ตามแบบ ทบก. 01 พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว (ข้อมูล ขอดูได้จากทุกสำนักงานเกษตรอำเภอ จังหวัด ทั่วประเทศ) ทราบว่าผู้ที่เดินทางไปใช้แรงงานในเมืองใหญ่ต่างก็เดินทางกลับมาใช้บริการ โครงการประกันรายได้เกษตรกร เพราะเข้าใจว่าโครงการนี้แหละที่จะช่วยตนเองและครอบครัวได้ หลังจากที่ตั้งใจแล้วก็คิดว่าน่าจะปลดหนี้สินได้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี ในฐานะผู้อยู่ใกล้ชิดเกษตรกร ขอฝากรัฐบาลว่า น่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรด้วยการเพิ่มยอดเงินชดเชยให้สูงกว่าราคาอ้างอิง สมมติว่า ราคาข้าวโพดเมล็ดแห้ง อยู่ที่ 4.50 บาท ต่อกิโลกรัม ก็เพิ่มให้อีก .50 บาท ก็คือประกาศราคาอ้างอิงให้สูงกว่าท้องตลาดทุกครั้งไป (ขออภัย ข้อคิดเห็นนี้ต้องการช่วยเกษตรกรจริงๆ)

เข้าเรื่องการสัมมนาครั้งที่ 3 ชมรมไผ่เศรษฐกิจไทย ครั้งนี้ จัดที่ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา สวนพอเพียง ที่เคยนำเรื่องราวของคนรักษ์ป่า 2 ท่าน มาเปรียบเทียบกันไปแล้ว คือท่านแรก คุณเผด็จ เลิศปริสัญญู สวนตั้งอยู่ใกล้ๆ กับแขวงการทางเชียงคำ ทางไปจังหวัดน่าน อีกท่านคือ คุณไพฑูรย์ ฉ่ำมาลัย นักสร้างป่า แห่งอำเภอปง ผู้มุ่งมั่นต้องการเพิ่มพื้นที่ป่า ซึ่งนับวันจะน้อยลงไป หลายๆ ท่านที่เป็นเจ้าของที่ดินจำนวนมากๆ อาจจะต้องเดินตามคุณไพฑูรย์และคุณเผด็จบ้างละครับ คราวนี้จัด เขตภาคเหนือตอนบน ซึ่งเข้าสู่ช่วงกำลังเริ่มหนาว จะได้พบกับ อาจารย์ทรงยศ พุ่มทับทิม และทีมงานมาดใหม่ มีคำตอบให้ท่านมากมาย เพราะเป็นการรวมเอาระบบนิเวศเกษตรผสมผสานกับระบบป่าไม้เข้ามาไว้ด้วยกัน แถมด้วยการนำเอาไม้ไผ่มาใช้ประโยชน์ในครัวเรือน อุตสาหกรรม ที่ลืมไม่ได้คือ การนำแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้ท่านได้พบเห็นจริงๆ ในสถานที่จริง ให้ชม ทดลอง เรียนรู้ เท่าที่เวลาจะมีให้ จากสื่อที่ท่านเห็น เปรียบเทียบกับของจริง เรานำเสนอแบบไม่มีผักชี เป็นการแสดงนิทรรศการกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุด ลองไปดูซิว่า หากเราไม่มุ่งเน้นผลกำไรจนเกินเหตุ เราก็สามารถอยู่ได้ ศูนย์ทุกแห่งที่ชมรมมี เราสร้างกันด้วยน้ำพักน้ำแรง เริ่มจาก หนึ่ง ไล่ไต่ระดับไปเรื่อยๆ บอกตามตรง เรามิได้สร้างจากเงินทองราคาสูงเหมือนกับการเนรมิต แต่เราสร้างขึ้นมาด้วยใจที่มุ่งมั่น อาจารย์แต่ละท่านที่เชิญมา มาด้วยใจ มูลค่าใดๆ ไม่เกี่ยว ขออย่างเดียวให้ได้ถ่ายทอดวิทยายุทธสู่ท่านสมาชิกและผู้สนใจ อย่าลืม ใครมีดีงานนี้เอาไปโชว์ได้เลย

เป็นการพบปะกันครั้งที่ 3 ของชมรม การเล่าเรื่องเก่าคงจะไม่มี แต่เราจะสร้างเรื่องใหม่ที่ประยุกต์มาจากเรื่องเก่า พัฒนาต่อยอดให้เกิดการเรียนรู้ และสามารถนำไปใช้ได้จริงๆ ท่านจะได้พบกับดารา ในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน หลายท่านนำเอาผลงานมาแสดง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้พลังงานทดแทน เพื่อเตรียมความพร้อม หากประเทศต้องเกิดวิกฤตด้านพลังงาน ชาวสวนไผ่อย่างเรานี่แหละ ที่จะต่อชีวิตให้กับประเทศไทย เรากล้าพูดได้อย่างเต็มคำ อย่าลืมนะครับว่า เราต้องหาพลังงานทดแทนมาสำรองไว้ คราวนี้เราได้วิทยากรเกษตร ที่การันตีด้วยผลงานชนะเลิศ อันดับ 1 ของจังหวัด และเข้าประกวดในระดับภาค หรือเขต ติดอันดับ 1 ใน 4 ของภาคเหนือ คาดว่าผลการประกวดคงจะออกก่อนการสัมมนา ฟังดูแล้ว 1 ใน 4 ก็ถือว่าเยี่ยมอยู่แล้ว เขาเป็นดาราให้เรา 2 ฉบับแล้ว ในฉบับนี้ ได้นำภาพของเขาลงด้วย เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ธรรมดา ออกจากระบบโรงงานมาได้ ก็มาตั้งตัวด้วยการน้อมนำแนวทางตามพระราชดำริฯ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในครอบครัวระหว่างพี่น้องร่วม 10 ชีวิต เราถือเป็นบุคคลตัวอย่าง ในฉบับหน้าเราจะเสนอเรื่องราวของเขาใน ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่เขาค้อ

ครับ หลายท่านโทร. มาสอบถาม ว่าจริงๆ แล้ว ชมรมจัดคราวนี้ เน้นด้านใด ก็อย่างที่ได้กราบเรียนไปแล้วในเนื้อหา แต่จะสรุปให้ดังนี้

1. เรื่องการถ่ายทอดประสบการณ์ การทำสวนไผ่อย่างมืออาชีพ

2. เรื่องผลิตภัณฑ์จากไผ่ หลากหลายชนิด ตั้งแต่เล็กไปถึงใหญ่

3. เรื่องระบบนิเวศเกษตรในสวนไผ่ การปลูกไผ่ในระบบป่าไม้ภาคเหนือ

4. เรื่องการทำและใช้พลังงานทดแทน เพื่อเสริมแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

5. นำชมสวนไผ่ ประมาณ 3 สวน พร้อมท่องเที่ยวเชียงคำ ถิ่นไทลื้อ นมัสการพระนั่งดิน

มีเอกสาร หนังสือการอบรมแจกทุกท่าน พร้อมอาหารและที่พัก รถนำชม คราวนี้จัดให้นอนในโรงแรมและรีสอร์ตที่ตัวอำเภอเชียงคำ รับจำนวน 100 ท่าน การเดินทาง หากตั้งต้นจากกรุงเทพฯ (หมอชิต 2) สามารถตีตั๋วไปลงที่เชียงคำได้เลย เราจะจัดรถรับส่งท่าน จาก บ.ข.ส. ถึงที่สัมมนา ส่วนท่านที่นำรถยนต์ไปเอง ท่านต้องไปให้ถึงแขวงการทางเชียงราย ที่ 2 หมวดการทางเชียงคำ เส้นทางจากเชียงคำไปจังหวัดน่าน ห่างจากตัวอำเภอเชียงคำ 8 กิโลเมตร รายละเอียดการจองที่นั่ง จะอยู่ในกำหนดการครับ

โทร. สอบถามการเดินทางได้ ที่ อาจารย์ทรงยศ (089) 245-1411 อาจารย์ธนาวุฒิ โทร. (089) 931-2684 อาจารย์เผด็จ โทร. (086) 921-1458 ขอขอบคุณ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ที่เป็นสื่อให้ทุกท่าน เราพร้อมที่จะร่วมกันสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อพี่น้องเกษตรกรและผู้สนใจทุกระดับ ยินดีรับใช้ตลอดไป

สัมมนาไผ่ ครั้งที่ 3 ตอน…สวนไผ่พอเพียง…ที่เชียงคำ…(ลดโลกร้อน)

ณ สวนพอเพียง (ข้างแขวงการทางเชียงคำ) ตำบลฝายกวาง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา

วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2553

เวลา 08.30-12.00 น. – เปิดลงทะเบียน/รับสมัครสมาชิกใหม่ (ครึ่งวัน) พร้อมกันที่สวนพอเพียง

เวลา 12.00-13.00 น. – พัก รับประทานอาหารกลางวันรสแซ่บ เต็มที่ (สวนพอเพียง)

เวลา 13.00-17.00 น. – ศึกษาดูงาน/ถ่ายทอดประสบการณ์เรื่องของไผ่ (ปลูก-เก็บเกี่ยว-จำหน่าย)

เวลา 17.00-18.00 น. – รับประทานอาหารเย็นชาวไทลื้อผสมผสานคนเมือง (สวนพอเพียง)

เวลา 18.00 น. – เข้าพักผ่อนในโรงแรม/รีสอร์ต ในบรรยากาศเมืองเหนือ (ถิ่นไทลื้อ) ที่ อำเภอเชียงคำ

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน 2553

เวลา 06.00-08.00 น. – รับประทานอาหารเช้า/โรงแรมที่พัก

เวลา 08.30-12.00 น. – ทัวร์ศึกษาดูงานไผ่/แปลงเครือข่าย 3 แห่ง ในพื้นที่อำเภอเชียงคำ และอำเภอปง/แวะนมัสการวัดพระนั่งดินและแหล่งท่องเที่ยว อำเภอเชียงคำ

เวลา 12.00-13.00 น. – พักรับประทานอาหารกลางวัน/สวนพอเพียง

เวลา 13.00 น. – เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ไผ่/สินค้าพื้นเมืองชาวไทลื้อ เดินทางกลับ

ค่าใช้จ่าย 2,000 บาท ต่อ 1 ท่าน (ค่าเอกสาร อาหาร ที่พักโรงแรม รถพาไปดูงาน การจัดการ ของที่ระลึก)

สมาชิกและผู้สนใจ (รับจำนวนจำกัด เพียง 100 ท่าน รีบสมัครด่วน โอนเงินแล้วจะได้เลขที่นั่ง)

สมัครโดยโทรศัพท์ ติดต่อได้ที่ อาจารย์ทรงยศ พุ่มทับทิม โทร. (089) 245-1411 และที่ อาจารย์ธนาวุฒิ ดาบเงิน โทร. (089) 931-2684 แล้วโอนเงิน (2,000 บาท ต่อ 1 ท่าน) เข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเพชรบูรณ์ ชื่อบัญชี นายทรงยศ พุ่มทับทิม เลขที่บัญชี 614-0-41357-5 โอนเงินแล้ว กรุณาเก็บใบหลักฐานการโอน หรือใบสลิป ATM มาแสดงตอนลงทะเบียนด้วย ปิดรับสมัคร วันที่พุธที่ 10 พฤศจิกายน 2553

มกราคม 4, 2011

“คล้าหลังแดง” ใบสวยกับที่มาชื่อ

4 มกราคม 2554, 05:00 น.

ผ่านทาง\”คล้าหลังแดง\” ใบสวยกับที่มาชื่อ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_138647

 

คล้า มีไม่ต่ำกว่าร้อยชนิดทั่วโลก แต่ละชนิดจะมีลักษณะแตกต่างกัน มีทั้งขนาดของต้นเตี้ยเล็กและเป็นกอขนาดใหญ่ตั้งแต่สูงแค่ไม่ถึงหนึ่งฟุตไปจนถึงสูง 1-2 เมตร มีทั้งสายพันธุ์ที่ใช้ปลูกประดับเฉพาะในอาคารบ้านเรือนและปลูกประดับภายนอกในที่แจ้ง ซึ่งส่วนหนึ่งของต้นคล้าจะมีความคล้ายกันคือ ใบสวยงามเป็นเอกลักษณ์   ทำให้คล้ามีเสน่ห์ชวนหลงใหลเป็นอย่างยิ่ง

คล้าหลังแดง เป็นสายพันธุ์หนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมและชื่นชอบของผู้ปลูกในเวลานี้ มีความโดดเด่นคือ ลำต้นแตกเป็นกอแน่นขนาดใหญ่ ต้นสูงเกือบ 2 เมตร ลำต้นเป็นสีแดงอมชมพู หรือเป็นสีน้ำตาล ใบ เป็นสองสี คือ หน้าใบเป็นสีเขียวสด หลังใบเป็นสีแดงอมชมพู  หรืออมน้ำตาล  ทำให้เวลาแตกกอขนาดใหญ่และมีใบดกดูงดงามมาก จึงถูกตั้งชื่อว่า “คล้า หลังแดง” ตามภาพเสนอประกอบคอลัมน์ดังกล่าว

คล้าหลังแดง อยู่ในวงศ์ MARANTACEAE เป็นไม้มีเหง้าใต้ดิน  ลำต้นแตกเป็นกอขนาดใหญ่  สูงได้เกือบ 2 เมตร ลำต้นเป็นสีแดง หรือ แดงอมชมพู หรืออมน้ำตาล ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ก้านใบยาวเป็นร่องตื้น โคนก้านใบเป็นกาบหุ้มลำต้น ก้านใบเป็นสีเดียวกันกับสีของลำต้น ใบเป็นรูปขอบขนาน หรือรูปรี หรือรูปไข่กลับ ปลายใบแหลมหรือมน โคนใบมน ขอบใบและผิวใบเรียบ หน้าใบสีเขียวสด หลังใบเป็นสีแดงเข้ม หรือสีแดงอมชมพู หรืออมน้ำตาล เวลามีใบดกจะเป็นพุ่มสวยงามเป็นสองสีน่าชมยิ่งนัก

ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด ก้านช่อดอกยาว ปลายช่อดอกประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กสีเหลืองแลบออกตามซอกของกลีบประดับที่เป็นสีชมพู  ดอกออกตลอดปี  ขยายพันธุ์ ด้วยการแยกต้นหรือเหง้า

ปัจจุบัน “คล้าหลังแดง” มีต้นขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ  บริเวณโครงการ  8  ติดกับ  แผง “คุณเผือก”   ที่จำหน่ายไม้ดอกสวยตระกูล  แม็กโนเลีย ราคาสอบถามกันเอง

นิยมปลูก ประดับทั้งแบบลงดินกลางแจ้งเป็นกลุ่มตามสวนหย่อม หรือปลูกเป็นแถวยาวเลาะแนวรั้ว เวลาแตกต้นเป็นกอใหญ่มีใบดกจะดูสวยงามมาก ปัจจุบัน “คล้าหลังแดง” จัดเป็นส่วนหนึ่งของไม้ใช้ปลูกประดับสวนหย่อมทั่วไป และปลูกลงกระถางขนาดใหญ่ตั้งประดับในที่แจ้งในบริเวณบ้าน  สำนักงานจะช่วยสร้างบรรยากาศให้สดชื่นไม่แพ้การปลูกประดับไม้ใบชนิดอื่นๆอย่างแน่นอนครับ.

“นายเกษตร”

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 4 มกราคม 2554, 05:00 น.

 

“ใบบัวบก” แก้ปวดหัวข้างเดียว

3 มกราคม 2554, 05:00 น.

ผ่านทาง\”ใบบัวบก\” แก้ปวดหัวข้างเดียว – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_138415

บัวบก

สวัสดีปีใหม่ ปีเถาะ หรือ ปีกระต่าย ชีวิตต้องก้าวเดินต่อไป ขอให้ผู้อ่านไทยรัฐทุกท่านจงเข้มแข็งในทุกๆด้าน และอย่าประมาทในการใช้เงิน “นายเกษตร” ขอประเดิมศักราชใหม่ด้วยเรื่องของสุขภาพ “ใบบัวบก” กับสูตรแก้ปวดหัวข้างเดียว ที่เกิดจากอาการร้อนใน ไม่ใช่ เกิดจากโรคไมเกรน ซึ่งอาการดังกล่าวมีคนเป็นกันเยอะ เป็นแล้วรู้สึกทรมานมาก เวลามีอาการร้อนในจะเป็นทุกที ในทางสมุนไพร มีวิธีแก้คือ ให้เอา “ใบบัวบก” แบบสด จำนวน 1 กำมือ ล้างน้ำให้สะอาดตำจนละเอียดคั้นเอาเฉพาะน้ำดื่มให้หมดวันละครั้งหลังอาหาร ตอนเช้า ทำกิน 10 วัน จะช่วยให้หายปวดหัวข้างเดียวได้ เมื่อหายแล้วหยุดได้ สูตรนี้นิยมใช้มาแต่โบราณได้ผลดี ตามสภาพของสมุนไพร ใครมีอาการทดลองดื่มได้ไม่ อันตรายอะไร

บัวบก หรือ ASIATIC   PENNYWORT/TIGER HERBAL   CENTELLA   ASIATICA (LINN) URBAN อยู่ในวงศ์ UMBELLIFERAE มีสรรพคุณเฉพาะ ตำรายาไทยใช้น้ำต้มจากใบสดดื่มรักษาโรคปากเปื่อย ปากเหม็น เจ็บคอ ร้อนใน กระหายน้ำ ลดไข้ ขับปัสสาวะ แก้ท้องเสีย ใช้เป็นยาภายนอกรักษาแผลเปื่อย แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก โดยใช้ใบสด 1 กำมือ ล้างน้ำให้สะอาดตำละเอียดคั้นเอาน้ำทาบริเวณแผลบ่อยๆ ใช้กากพอกด้วยก็ได้ แผลจะสนิทและเกิดแผลเป็นชนิดนูน KELOID น้อยลง สารที่ออกฤทธิ์คือ กรด MADECASSIC กรด ASAITIC และ ASIATICOSIDE ซึ่งช่วยสมานแผลและเร่งการสร้างเนื้อเยื่อ ระงับการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนองและลดการอักเสบ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราอันเป็นสาเหตุของโรคกลาก และ ปัจจุบัน มีการพัฒนาเป็นครีมทารักษาแผลอักเสบ จากการผ่าตัดด้วย ซึ่ง “ใบบัวบก” มีขายตามตลาดสดทั่วไป

ครับ หนังสือ “สมุน ไพรไม้ดอกไม้ประดับหายาก” เล่มที่ 4 ของ “นายเกษตร” เหลือไม่ถึง 100 เล่ม ไม่วางขายที่ไหน ราคาเล่มละ 600 บาท บวกค่าส่งกลับเล่มละ 30 บาท ส่งธนาณัติซื้อสั่งจ่าย “คุณนงลักษณ์ ศรีอัชรานนท์” ตู้ ปณ.48 ปณ.สามแยกลาดพร้าว กทม. 10901 ระบุที่ส่งกลับให้ชัดเจนหนังสือถึงมือไม่ช้า หรือ สอบถามผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยาห้าราก ต้านหวัดแก้ไข้, ครีมโลดทะนง รักษาสิวฝ้า

รูขุมขนตีบลง, คอลลาเจนบริสุทธิ์ ช่วยให้ใบหน้ากระชับ, ตรีผลา ลดไขมันในเส้นเลือด ลดไตรกลีเซอไรด์, ดีบัวแคปซูล ช่วยขยายหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองและหัวใจ, ยาต้มคลายเส้นไม้เท้าเฒ่าอาลี แก้ปวดเมื่อย แก้เกาต์ ลดเบาหวาน บำรุงไต บำรุงกำลัง, ว่านชักมดลูกแคปซูล แก้คาวปลาดับกลิ่นเหม็น แก้ต่อมลูกหมากอักเสบ ไส้เลื่อนในบุรุษ, น้ำมันงาหีบเย็น, ขมิ้นพอกหน้า ช่วยให้หน้าตึงใส โทร.0-2275-2692 ครับ.
“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 3 มกราคม 2554, 05:00 น.
หน้าต่อไป

Theme: Rubric. บลอกที่ WordPress.com .