วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 487
ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.
เศรษฐกิจพอเพียง
วศพล มาลาม
คำศิลป์ วิเศษดี ประธาน อบต.เขวาไร่ จังหวัดมหาสารคาม สร้างครอบครัว สร้างชีวิต ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง
กิน อยู่อย่างพอเพียง ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ และอดทน เป็นคำสั้นๆ ง่ายๆ แต่ยิ่งใหญ่ในความหมายที่ลึกซึ้งและกินใจ หากผู้ใดที่ได้ทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ และนำไปปฏิบัติได้อย่างจริงจัง จะทำให้ผู้นั้นพบกับความสำเร็จ ความสุข และหลุดพ้นไปจากความยากจน ที่ซ้ำซากจำเจ ที่ยึดอำนาจไปจากประชาชนคนรากหญ้ามาเป็นระยะเวลานานแสนนาน ยากจะหลุดพ้นไปได้
การที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา ใช่ว่าจะได้มาเพียงชั่วข้ามคืน จะไม่เหมือนการทำความชั่ว ทำได้เพียงแค่วันเดียวเห็นผล จากคนดีกลายเป็นคนเลวได้ในชั่วพริบตา แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ผู้ที่ยึดมั่นอยู่กับความถูกต้องและความดีงาม ผลที่จะเกิดขึ้นก็ย่อมจะเป็นบทสรุปที่ดีงามสมเหตุสมผล บางคนสู้ทำความดีมาเกือบชั่วชีวิต กว่าจะมีความสำเร็จ หลายคนก็ใช้เวลาเพียงไม่นานนักก็พบกับความสมหวัง ดังเช่นครอบครัวของ คุณคำศิลป์ คุณจันทร์เพ็ญ วิเศษดี ที่เริ่มต้นชีวิตคู่มาด้วยเศษเงินค่าทำขวัญจำนวนไม่ถึง 5,000 บาท นำมาลงทุนประกอบสัมมาอาชีพ ด้วยความมานะ อดทน จนสร้างฐานะได้ค่อนข้างจะมั่นคง ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมท้องถิ่นอย่างมีหน้ามีตาตามสมควร
“เอ้า! จะบอกให้ฟังตรงๆ เลยว่า ที่มาได้อยู่อย่างทุกวันนี้ ก็เริ่มต้นมาจากเงินค่าผูกแขน (ทำขวัญ) วันแต่งงานประมาณ 4,900 กว่าบาท มาลงทุน แล้วก็ค่อยๆ อดทนทำไป ได้ทีละอย่าง สองอย่าง เก็บเล็กผสมน้อย ค่อยเป็นค่อยไป จนเกิดเป็นงานที่หลากหลายจนทำไม่หวาดไหวอย่างที่เห็นอยู่นี่แหละ” เป็นคำพูดเปิดประเด็นของ คุณจันทร์เพ็ญ วิเศษดี อยู่บ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 9 ตำบลเขวาไร่ อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม ที่หันมาเริ่มต้นเปิดโปงความเป็นมาของการดำเนินชีวิตให้ผมได้รับฟัง ในวันที่มีโอกาสไปสัมภาษณ์พูดคุยช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2553 ที่ผ่านมา
เวลา นั้น คุณคำศิลป์ ผู้เป็นสามีไม่อยู่บ้าน ต้องไปเป็นเกียรติรับใช้ชาวบ้าน ในงานถวายห้องน้ำ ห้องสุขา ที่มีผู้สร้างแล้วถวายให้กับวัดประจำหมู่บ้าน ทราบมาว่า ปัจจุบันคุณคำศิลป์เองยังมีหน้าที่จะต้องดูแลและรับใช้ประชาชนในตำแหน่ง ประธาน อบต.เขวาไร่ อยู่อีกด้วย
จากภาระหน้าที่ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นงานบ้าน งานวัด คุณคำศิลป์จึงต้องคอยไปสนับสนุน ดูแลเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยอยู่ทุกงานไป
คุณ จันทร์เพ็ญ เริ่มใช้ความคิดลำดับความเป็นมาให้ฟังต่อไปว่า เธอเองกับสามีเป็นคนอยู่คนละหมู่บ้าน แต่ตำบลเดียวกัน ได้แต่งงานกันมาเมื่อปี พ.ศ. 2534 หลังจากแต่งงาน คุณคำศิลป์ก็ย้ายสำมะโนครัวเข้ามาอยู่ที่บ้านภรรยา
คุณจันทร์เพ็ญเอง มีพี่น้องท้องมารดาเดียวกัน 6 คน ซึ่งทุกคนก็แยกย้ายไปมีครอบครัวและทำมาหากินยังท้องถิ่นอื่นกันหมด ที่บ้านเดิมจึงมีครอบครัวของคุณคำศิลป์และคุณจันทร์เพ็ญที่คอยเป็นหลักและ เป็นผู้เลี้ยงดูบุพการีของเธอ ซึ่งมีอายุจะย่างเข้า 90 ปี ในอีกไม่ช้า
อยู่ กินไปๆ มาๆ จนมีลูกถึง 3 คน ลูกๆ กำลังอยู่ในวัยเรียน คนโตชื่อ น้องอุ้ม กนกวรรณ วิเศษดี กำลังเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 คนรองชื่อ วิษณุ วิเศษดี (ส้วม) อยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ส่วนคนสุดท้องชื่อ น้องออม หรือ ออมทรัพย์ วิเศษดี คนนี้จะเลื่อนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในปีถัดไป
การ ดำเนินชีวิตของคุณคำศิลป์กับคุณจันทร์เพ็ญ ถ้าจะเปรียบง่ายๆ ก็คล้ายๆ กับรถไถกับน้ำมันดีเซล ยังไงยังงั้น เนื่องจากว่าเมื่อก่อนหน้านั้น คุณจันทร์เพ็ญยังไม่ได้แต่งงาน เธอต้องทนตรากตรำทำงานอยู่อย่างโดดเดี่ยว ทั้งงานบ้าน งานไร่ ไถนา ปลูกข้าวเลี้ยงพ่อที่แก่ชรามาเพียงลำพัง อาศัยที่เธอเป็นคนขยัน มีความทรหด อดทน ทำงานอย่างไม่เคยมีวันหยุด ลืมวันเวลาแม้แต่จะเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ดี แม้จะมีเรี่ยวแรงและกำลังใจของนักสู้ชีวิตที่เต็มเปี่ยม แต่ก็เป็นเพียงคนเดียว ผลที่ได้รับจึงอยู่ได้ตามอัตภาพและสมเหตุสมผล จวบจนได้แต่งงานอยู่กินกับคุณคำศิลป์ ที่มีอุปนิสัยที่สอดคล้องตรงกัน คุณคำศิลป์เองก็ขยัน เหล้า บุหรี่ นารี การพนัน และอบายมุขทั้งหลายไม่แตะต้อง เมื่อรถไถมาได้เติมน้ำมัน ทุกอย่างจึงไปได้โลด
ปรับปรุงผืนนา 30 ไร่
ปลูกข้าวขาย-เลี้ยงชาวโลก
ผืน นากว่า 30 ไร่ ที่เป็นมรดกตกทอดมาจากครอบครัวและยังเป็นอาชีพดั้งเดิมที่ทั้งสองสามีภรรยา ต้องสานงานต่อ โดยไม่มีใครต้องบังคับ คือการทำนาปลูกข้าว ก่อนหน้านี้คุณจันทร์เพ็ญบอกว่า ทำนาไม่เคยได้ขายข้าว อย่างเก่งก็เพียงแค่ได้เก็บไว้กินผ่านไปปีๆ เนื่องจากที่นาค่อนข้างเป็นที่ลุ่มๆ ดอนๆ ลำพังตัวคนเดียวไม่มีกำลังพอที่จะปรับปรุง แต่เมื่อได้สามี ความคิดดีๆ สองคนมารวมกัน การพัฒนาอาชีพทำนาจึงได้ริเริ่มขึ้น จากการปรับปรุงพื้นที่จากลุ่มๆ ดอนๆ ให้สม่ำเสมอราบเรียบ มีน้ำขังได้สม่ำเสมอ ทำนาได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย อาศัยน้ำจากลำห้วยข้างๆ ที่นาช่วยบ้าง จากสระน้ำที่ขุดใช้เองอีกบางส่วน หลักๆ ก็ได้อาศัยน้ำฝน ผลผลิตที่ได้จากที่พอเก็บไว้กินภายในครอบครัว ก็ได้เพิ่มมากขึ้นจนเหลือขาย คุณจันทร์เพ็ญเล่าว่า หลังจากปรับผืนนาจนเข้าที่ ก็คิดปรับวิธีการผลิตใหม่ เดิมเคยปลูกข้าวเหนียวเพียงชนิดเดียว ก็ปรับเปลี่ยนมาปลูกข้าว 2 อย่าง คือ ครึ่งหนึ่งปลูกข้าวเหนียว อีกครึ่งหนึ่งไว้ปลูกข้าวเจ้า ดินนาเดิมเป็นดินทรายไม่ค่อยอุ้มน้ำ หนำซ้ำยังขาดอินทรียวัตถุจนดินแน่นแข็ง ประกอบกับดั้งเดิมเคยใส่ปุ๋ยเคมีอย่างเดียวมาเป็นเวลานาน ก็หันมาใส่ปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยชีวภาพควบคู่กันไป จะใส่ปุ๋ยคอกทุกๆ ปีในช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยวและก่อนปักดำทำให้ดินดีขึ้นเป็นลำดับ ในปีที่ผ่านมาฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล แม้จะมีทิ้งช่วงบ้างแต่ไม่ถึงกับเสียหายจากที่ใช้เงินทุนร่วม 50,000 บาท ในการทำนา ผลปรากฏว่าเมื่อนำข้าวส่วนหนึ่งไปขาย เหลือกำไรร่วมแสนบาท เงินส่วนนี้เป็นรายได้ส่วนหนึ่งก็ต้องเก็บไว้ใช้เมื่อถึงคราวจำเป็น คุณจันทร์เพ็ญกล่าวด้วยความภูมิใจ
เลี้ยงวัวเนื้อและหมูขุนเป็นเงินออมสิน
เงิน ทำขวัญ (ผูกข้อมือ) ที่ได้ประมาณ 4,900 บาท คุณจันทร์เพ็ญบอกว่า ได้นำเงินส่วนหนึ่งไปหาซื้อแม่วัวมา 1 ตัว ในราคา 4,500 บาท นำมาเลี้ยงควบคู่กับการทำนา ส่วนคุณคำศิลป์ผู้เป็นสามีก็ออกค้าขาย อาศัยว่าได้นำรถมอเตอร์ไซค์เก่าๆ ติดตัวมาจากบ้านเดิม 1 คัน ก็ได้นำเงินทุนที่ยังพอเหลืออยู่ นำไปซื้อของชำและพืชผัก ผลไม้จากตลาด นำมาแบ่งใส่ถุงพลาสติคบรรจุเข่งใส่ท้ายรถวิ่งเร่ขายไปตามหมู่บ้านในช่วง เช้าๆ คุณคำศิลป์เองเริ่มงานตั้งแต่ตี 4 ไปตลาดนำของไปเร่ขาย ส่วนคุณจันทร์เพ็ญต้องแยกย้ายไปที่นา คุณคำศิลป์ขายของหมด สดบ้าง เชื่อบ้าง กลับเข้าบ้านทำธุระเสร็จก็ออกไปช่วยกันทำนา ในช่วงที่มีลูกเล็กๆ ทั้งสองต้องทำงานอย่างหนัก จนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ทำมาอย่างนี้หลายปี จนมีเงินเก็บออมได้ก้อนหนึ่งเป็นกำไร นำเงินส่วนนี้ไปซื้อรถกระบะมาค้าขายต่อ พอได้กำไรมากพอก็ได้ก่อสร้างบ้าน จนมีหลักฐานที่มั่นคง แม่วัวที่ซื้อมาโชคดีคลอดลูกออกมาเร็วกว่าที่ตั้งใจ เพราะว่าไปได้แม่วัวที่กำลังอุ้มท้องมาแล้วหลายเดือน ทั้งสองอดทนทำนาควบคู่การค้าขาย ขยับขยายไปเลี้ยงวัวขุนจนมีลูกวัวขนาดพอจะขายได้ถึง 6 ตัว ตกลงใจขายวัวยกชุด 6 ตัว ในราคาเหมาๆ ได้เงิน 45,000 บาท แต่ก็ยังเหลือวัวแม่พันธุ์เก็บไว้เลี้ยงอยู่อีกส่วนหนึ่ง เงินที่ได้จากการขายวัวนำไปซื้อโรงสีขนาดเล็ก ขนาด 1 ลูกหิน ซื้อมาในราคา 40,000 บาท บอกว่า ซื้อโรงสีมาไว้สีข้าวตัวเอง และบริการสีข้าวฟรีให้กับชาวบ้านแลกกับรำที่ออกมา มีเวลาก็จะเริ่มไปรับข้าวเปลือกจากยุ้งฉางเพื่อนบ้าน แล้วนำมาสี เสร็จสรรพก็นำกลับไปส่งถึงที่ ให้บริการฟรีๆ ไปทั่วทั้งหมู่บ้าน จากนั้นก็ได้ไปหาซื้อลูกหมูมาอีก 2 ตัว คุณจันทร์เพ็ญบอกว่า หาลูกหมูชนิดที่ราคาถูกๆ เพราะเจ้าของทอดทิ้ง อาศัยว่ามาเลี้ยงดูแลดี มีรำและหัวอาหารให้กินเต็มที่ ไม่นานก็อ้วนท้วนสมบูรณ์ พอโตได้ขนาด จากหมูที่คนอื่นเห็นว่าเป็นหมูขี้โรค 2 ตัว แทบไม่มีราคา กลับมาผันเป็นเงินได้ถึง 7,000 กว่าบาท จากนั้นก็ได้นำเงินส่วนนี้ไปขยับขยายหาซื้อแม่พันธุ์หมูมาเลี้ยงเพิ่มเติม ติดต่อหมูพ่อพันธุ์มาผสม ได้ลูกหมูมาเลี้ยงขายเป็นชุดๆ คุณจันทร์เพ็ญบอกว่า กำไรจากการเลี้ยงหมู อาจดูไม่มากนัก แต่ก็เหมือนเป็นกระปุกออมสิน เพิ่มคุณค่าและมูลค่าจากพืชผัก และเศษอาหารให้เป็นเงินได้ ถ้าหากผลิตลูกหมูได้เองกำไรก็จะเพิ่มขึ้น อย่างน้อยๆ ก็ลดต้นทุนส่วนที่เป็นค่าลูกหมูประมาณ 1,000 บาท เมื่อดูคร่าวๆ แล้วจากการลงทุนเริ่มเลี้ยงหมูไปจนถึงหมูโตได้ขนาดจับขายคือ น้ำหนัก 80-100 กิโลกรัม จะใช้เงินลงทุนเป็นค่าหัวอาหาร รำข้าวประมาณ 2,000 กว่าบาท พอจับขายได้กำไรตัวละประมาณร่วม 2,000 บาท ใน 1 ปี จะขายได้ 2 รอบ ครอบครัวนี้จะมีรายได้จากการเลี้ยงหมูประมาณปีละ 60,000-70,000 บาท ซึ่งเป็นเงินส่วนที่เก็บออมสำหรับครอบครัวอีกก้อนหนึ่ง
ด้วยกำลังกาย กำลังสมอง ของสองสามีภรรยากับบรรดาลูกๆ ที่ได้ช่วยเบาแรงบ้างเป็นบางโอกาส ทำให้การงานมีความคืบหน้าไปเป็นลำดับอย่างไม่รีบเร่งแต่สม่ำเสมอ ถึงวันนี้ครอบครัววิเศษดีโดยมีคุณคำศิลป์เป็นเสาหลัก คุณจันทร์เพ็ญเป็นที่ปักยึด ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามฐานะ ด้วยทรัพย์สินพร้อมแปรสภาพเป็นเงินตราคือ แม่พันธุ์หมู 2 ตัว หมูขุนพร้อมขายกว่า 10 ตัว ลูกหมูอีก 2 คอก มีวัวเนื้ออีกร่วมๆ 10 ตัว พร้อมพ่อวัวพันธุ์ดีสำหรับผสมพันธุ์ เรียกได้ว่ามูลค่าทรัพย์สินที่อยู่รายรอบตัว เมื่อแปรสภาพก็จะมีมูลค่ากว่าแสนบาท ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวนี้ก็เป็นผลพวงมาจากเงินลงทุนไม่ถึง 5,000 บาท บวกกับความคิดริเริ่มความตั้งใจ ความอดทน ขยัน ประหยัด ของทั้งสองสามีภรรยาคู่นี้นั่นเอง
เพาะเห็ดบด เลี้ยงแมงสะดิ้ง อีกอาชีพเสริมสร้างเงิน
นอก จากอาชีพหลักคือทำนา ทำไร่ ควบคู่ไปกับการเลี้ยงสัตว์ที่มีงานจุกจิกมากมายมาให้ทำแล้ว คุณจันทร์เพ็ญกล่าวว่า ยังพอมีเวลาเหลือบ้างบางส่วน จึงต้องมองหางานใหม่ๆ เข้ามาทำเพื่ออุดช่องว่างดังกล่าว ที่ผ่านมาได้ทดลองทำมาแล้วหลายอย่างจนถึงวันนี้ก็มีการเพาะเห็ดบด เลี้ยงไหม เลี้ยงแมงสะดิ้ง เป็นงานเสริม โดยเฉพาะการเพาะเห็ดบด ปัจจุบันทำได้ไม่ยุ่งยากนัก อาศัยหาซื้อก้อนเชื้อเห็ดมาจากฟาร์มใหญ่ในราคาก้อนละ 6 บาท บริการส่งถึงที่ ส่วนที่เป็นโรงเรือน เจ้าของที่ต้องเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ เช่น ตาข่ายพรางแสง พลาสติคใส เสา คานไม้ไผ่ เอาไว้เตรียมพร้อม พอก้อนเชื้อเห็ดมาส่ง เจ้าหน้าที่ฟาร์มก็จะลงมือสร้างโรงเรือนและวางเรียงก้อนเชื้อเห็ดให้เสร็จ สรรพ ปัจจุบันที่ว่างบริเวณหน้าบ้านได้สร้างโรงเรือนเพาะเห็ดเอาไว้ 2 โรง บรรจุเชื้อเห็ดได้ราวๆ 3,500 ก้อน ลงทุนไปทั้งหมดราวๆ 30,000 บาท หลังจากที่เชื้อเห็ดเดินเต็มถุงแล้วก็เปิดดอก รดน้ำให้ชุ่มวันละ 3 เวลา ประมาณ 5 วัน ดอกเห็ดเริ่มงอก เก็บขายได้หลังจากงอก 2 วัน ระยะนี้ดอกเห็ดกำลังตูม ชาวบ้านเรียกระยะปากปลิง จะมีรสชาติหวาน กรอบ ตลาดชอบ ขายได้ราคาดีมาก คุณจันทร์เพ็ญและสามีจะต้องตื่นเก็บเห็ดส่งขายในตลาดตัวอำเภอตั้งแต่เช้ามืด เห็ดตูมส่งขายกิโลกรัมละ 60 บาท ในแต่ละวันจะเก็บเห็ดขายได้ประมาณ 8-15 กิโลกรัม ส่วนดอกเห็ดที่บานแล้วจะมีพ่อค้ามารับซื้อไปเร่ขายตามหมู่บ้านอีกต่อหนึ่ง คุณคำศิลป์กล่าวว่า ได้เก็บเห็ดขายมาแล้วร่วม 3 เดือน คืนทุนไปแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนแรกๆ และยังไม่มีทีท่าว่าเห็ดจะมีปริมาณลดลงแต่อย่างใด เข้าใจว่าคงจะเก็บขายได้ต่อไปอีกนานกว่า 3 เดือน เรียกได้ว่าอาชีพเพาะเห็ดบดก็สร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้ไม่น้อยเช่นเดียว กัน
สำหรับการเพาะเลี้ยงแมงสะดิ้งซึ่งเป็นแมลงกลุ่มเดียวกันกับ จิ้งหรีด เพียงแต่มีขนาดตัวเล็กกว่า จริงๆ แล้วคุณจันทร์เพ็ญบอกว่า เคยเลี้ยงจิ้งหรีดมาแล้วก่อนหน้านี้ แต่พอมีแมงสะดิ้งเข้ามา เห็นว่าตลาดนิยม เลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์ได้เร็ว จึงได้เปลี่ยนมาเลี้ยงแมงสะดิ้งแทน โดยใช้บ่อวง ขนาด 80 เซนติเมตร เป็นที่เลี้ยง อาหารใช้อาหารปลาดุก หรือหัวอาหารไก่ไข่ ผสมรำโรยไว้ในบ่อ ให้น้ำด้วยสำลีชุบน้ำวางเอาไว้ ใช้รังไข่ไก่วางไว้เป็นที่วางไข่ หลังจากออกไข่เลี้ยงไว้ 25 วัน ก็จับขายได้ โดยเฉลี่ยจะขายได้ในราคากิโลกรัมละ 300-400 บาท (ตักขายช้อนแกงละ 4 บาท)
วิธีปรุงแมงสะดิ้ง
1. นำแมงสะดิ้งไปล้างให้สะอาด
2. หั่นใบมะกรูด หั่นตะไคร้เป็นแผ่นบางๆ
3. นำไปคั่วให้แห้ง เติมรสด้วยเกลือหรือผงรสดี ถ้ามีซอสใส่ด้วยจะมีรสกลมกล่อม ตักใส่จานหรือแช่ตู้เย็น
รับ ประทานเป็นอาหารว่าง โปรตีนเสริม ในระยะที่กำลังมีไข่อยู่เต็มท้องจะได้รสชาติมันๆ เค็มๆ อร่อยอย่างยิ่ง รายได้จากการขายแมงสะดิ้ง คุณจันทร์เพ็ญบอกว่า อาจจะไม่เป็นกิจจะลักษณะ แต่ก็พอได้กินได้ขาย ตลอดจนแจกจ่ายให้ญาติพี่น้องที่เดินทางมาเยี่ยมเยือน เป็นของฝากของกำนัล ถ้ามีมากตลาดไม่มีปัญหา ที่ผ่านมามักจะมีพวกพ่อค้าเข้ามาสอบถามรับซื้อเป็นประจำจนโตไม่ทันขาย
ปลูกอ้อยโรงงาน ทำไร่มันสำปะหลัง ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม
หลายกิจกรรมใหม่ใช้เวลาว่างในไร่นา
คุณ คำศิลป์ กล่าวเพิ่มเติมมาว่า นอกจากจะมีงานให้ทำอยู่อย่างหลากหลายแล้ว ก็ยังไม่เป็นที่พอใจ ในปีที่ผ่านมาจึงได้ไปเสาะหาท่อนพันธุ์อ้อยมาปลูกเอาไว้ประมาณ 2 ไร่ และคิดเอาไว้ว่าถ้าได้ผลดี ก็จะใช้ทั้งหมดเป็นท่อนพันธุ์ขยายพื้นที่ปลูก ส่วนดินที่ยังพอมีว่างอยู่บ้างก็ได้ทดลองปลูกมันสำปะหลังเอาไว้อีก และกันที่ส่วนหนึ่งไว้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมประมาณ 1 งานเศษๆ และทราบมาว่าเรื่องงานทอผ้าลวดลายต่างๆ คุณจันทร์เพ็ญนั้นมีฝีมือดีไม่แพ้คนอื่นๆ เนื่องจากว่าอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและแกะลวดลายการทอผ้านี้ คุณจันทร์เพ็ญได้เรียนรู้ซึมซับมาจากผู้เป็นแม่มาตั้งแต่สมัยเด็กๆ จนโตเป็นผู้ใหญ่ เมื่อผู้เป็นแม่ล่วงลับไป คุณจันทร์เพ็ญก็ได้สืบสานงานเรื่องนี้มาอย่างสม่ำเสมอตราบที่ยังพอมีเวลา เรียกได้ว่า ทุกเวลานาทีของสองสามีภรรยาคู่นี้ แทบจะไม่มีเวลาได้ว่างเว้นให้ได้ท่องเที่ยว ยกเว้นเวลานอนหลับ จำเป็นต้องจัดสรรเวลาให้เหมาะสมและลงตัวกับสถานการณ์ ทั้งงานในไร่นา บ่ายมาทำงานบ้าน รวมทั้งงานส่วนรวมของท้องถิ่น ซึ่งในระยะหลังๆ คุณคำศิลป์ผู้เป็นสามีต้องมีหน้าที่ต้องทำงานนอกบ้าน ในตำแหน่งประธาน อบต. ภาระการงานในบ้านและไร่นาส่วนใหญ่จึงต้องตกหนักไปที่คุณจันทร์เพ็ญผู้เป็น ภรรยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณจันทร์เพ็ญเองเคยทำงานในไร่นาอย่างหนักมาตั้งแต่ยังเด็กจนโต ความแข็งแรง แข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจจึงมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม อย่างไรก็ดี ถึงวันนี้คุณจันทร์เพ็ญบอกว่า อายุได้ล่วงเลยไปกว่า 40 ปีแล้ว สังขารร่างกายก็เริ่มจะซบเซา ไม่เหมือนเก่าก่อน ในปีที่ผ่านมา คุณจันทร์เพ็ญเกือบเอาชีวิตไม่รอดมาแล้วครั้งหนึ่ง ด้วยอาการปวดท้อง หน้ามืดอย่างรุนแรง หมอบอกว่าเกิดจากนิ่วในไตอุดตันท่อนำปัสสาวะ และได้รักษาจนมีอาการดีขึ้นแต่อยู่ได้ไม่นาน โรคเบาหวานก็เข้ามาเยือน แต่ก็ได้รักษา ควบคุมอาหาร จนอยู่ในอาการปกติ จนสามารถใช้ชีวิตทำงานได้ต่อไป แม้จะไม่ได้เต็มที่ดั่งเดิมก็ตามที หลายปีผ่านไป ผลจากการทำงานอย่างหนัก ประกอบกับการอดออม ครอบครัวนี้ก็มีเงินเหลือเก็บ ส่วนหนึ่งนำไปซื้อรถไถเดินตาม และสร้างที่อยู่อาศัยให้มีความสะดวกสบายได้ตามอัตภาพ
ดำเนินกิจกรรมสอดคล้อง
กับวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง
การ ดำเนินชีวิตของสองสามีภรรยา คุณคำศิลป์ คุณจันทร์เพ็ญ วิเศษดี จริงๆ แล้วทั้งสองใช้วิธีการปฏิบัติโดยไม่ยึดหลักการใดๆ มาเป็นแนวทาง หากแต่อาศัยภูมิปัญญาและสามัญสำนึกของพื้นฐานความต้องการความเจริญก้าวหน้า ในการทำมาหาเลี้ยงชีพ ตลอดจนความฝักใฝ่ในความดีและความถูกต้องชอบธรรมของสุจริตชนเป็นที่ตั้ง จนสามารถก่อร่างสร้างตัวขึ้นไปเป็นขั้นบันไดตามลำดับ แต่ถ้าหากมองให้ดีๆ ก็จะพบว่าได้สอดคล้องกับหลักการดำเนินชีวิตบนเส้นทางเศรษฐกิจพอเพียงขององค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแนวทางลงมาสู่ปวงชนชาวไทย เพื่อให้หลุดพ้นไปจากความทุกข์ ความยากจน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงดังกล่าว เป็นปรัชญาที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชี้ถึงแนวทางการดำรงชีพด้วย ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล รวมทั้งความจำเป็นที่ต้องมีภูมิคุ้มกันในตัวเองที่ดีพอสมควร และที่สำคัญที่สุดต้องมีก็คือ การมีคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต มีความรอบรู้ที่เหมาะสม มีการดำเนินชีวิตด้วยความอดทน มีความมานะพากเพียร ดังคำกล่าว “เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง” ซึ่งเป็นวิธีแห่งความพอเพียงนั่นเอง
ก้าวสู่ตำแหน่งประธาน อบต.เขวาไร่
อีกบทบาทของการรับใช้ชาวบ้าน
หลัง จากผ่านการใช้ชีวิตครอบครัวมาได้ระยะหนึ่ง ด้วยความอดทน ตลอดจนความมีระเบียบวินัย รวมทั้งจิตใจที่เด็ดเดี่ยวของสองสามีภรรยา คุณคำศิลป์ คุณจันทร์เพ็ญ ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเป็นลำดับ คุณคำศิลป์ผู้เป็นสามีก็ได้มีโอกาสเสนอตัวไปเพื่อรับใช้ชาวบ้านในนามสมาชิก สภาองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อบต.) ซึ่งคุณคำศิลป์ก็ได้รับการเลือกตั้งเข้าไปด้วยคะแนนที่ท่วมท้น เมื่อปี พ.ศ. 2548-2552 เป็นสมัยแรก ด้วยผลงานที่เกิดจากการตั้งใจทำหน้าที่อย่างจริงจังและเสมอต้นเสมอปลาย เมื่อหมดสมัยวาระแรก คุณคำศิลป์ก็ยังได้รับเลือกตั้งเข้าไปอีกเป็นสมัยที่สองด้วยคะแนนเสียงที่ ท่วมท้นเช่นเดิม เมื่อเดือนมีนาคม 2553-ปัจจุบัน การที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไปอีกสมัยทำให้คุณคำศิลป์ได้รับความไว้วางใจให้ ดำรงตำแหน่งเป็นประธาน อบต. พ่วงอีกตำแหน่ง การที่ได้มีโอกาสก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธาน อบต. ของคุณคำศิลป์ วิเศษดี โดยมีคุณจันทร์เพ็ญ ผู้เป็นภรรยา คอยให้การสนับสนุนจะยังสามารถที่จะเป็นความหวังที่พอพึ่งพิงได้ของประชาชน ชาวตำบลเขวาไร่อยู่หรือไม่ เรื่องนี้คงต้องคอยจับตาดู และให้เวลาเพื่อพิสูจน์ผลงาน แต่ก็เชื่อแน่ว่าตราบใดที่จิตใจของทัพหน้าอย่างคุณคำศิลป์และทัพหลังที่คอย เป็นกำลังใจอย่างคุณจันทร์เพ็ญ วิเศษดี ยังมีความเข้มแข็ง มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ดูแลชาวบ้านด้วยความเสมอภาค ไม่แบ่งแยกเป็นสองฝักสองฝ่าย และมีความเป็นธรรมอยู่ในจิตใจแล้ว คุณคำศิลป์ วิเศษดี ก็จะเป็นอีกหนึ่งของนักการเมืองระดับท้องถิ่นที่มีคุณภาพ พร้อมจะนำพาท้องถิ่นและประชาชนก้าวไปสู่ความเจริญก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุด ยั้ง และอาจจะเป็นอีกหนึ่งความหวังของคนไทยที่จะได้มีรายชื่อของคุณคำศิลป์ วิเศษดี เป็นอีกหนึ่งของรายชื่อ สส. ที่ได้จารึกไว้ในสภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทย ใครจะไปรู้?
ท่านใดสนใจแวะเยี่ยมเยือน ติดต่อสอบถามได้ที่โทร. (082) 845-5487 ได้ทุกเวลาครับ