เกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย.
เกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย
การผลิตเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย
- เกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้น แม้ว่าจะมีการขยายตัวทางการผลิตอย่างต่อเนื่องก็ตาม โดยเฉพาะในระหว่างปี พ.ศ. 2545-2546 ซึ่งนับเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของขบวนการเกษตรอินทรีย์ไทย โดยเป็นช่วงจังหวะของการเปิดตัวเกษตรอินทรีย์ต่อสังคมไทยอย่างกว้างขวาง
- · การผลิตเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ (1) เกษตรอินทรีย์แบบพึ่งพาตนเอง (ส่วนใหญ่เป็นการเกษตรแบบพื้นบ้าน) และ (2) เกษตรอินทรีย์ที่มีการรับรองมาตรฐาน
- ผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์: เนื่องจากการผลิตเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น จึงมีผู้ประกอบการและกลุ่มผู้ผลิตเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น ผู้ประกอบการและกลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์รายสำคัญของไทยในปัจจุบันคือ เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ที่ทำงานร่วมกับสหกรณ์กรีนเนท จำกัด และมูลนิธิสายใยแผ่นดิน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 55.89 ของเกษตรกรที่ทำการผลิตเกษตรอินทรีย์ และมีพื้นที่ทำการผลิตเกษตรอินทรีย์ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24.14 ของพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั้งหมดภายในประเทศ นอกจากนี้ยังมีบริษัทเอกชน รวมถึงบริษัทอุต-สาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่ ซึ่งดำเนินกิจการสินค้าเกษตรเคมีอยู่แล้ว เริ่มเข้ามามีบทบาทในการผลิตเกษตรอินทรีย์มากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศอุตสาหกรรมเป็นหลัก
การตลาดและการค้าเกษตรอินทรีย์
- การผลิตและการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว จากการศึกษาของสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movements – IFOAM) พบว่า ตลาดผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในปี 2547 มีมูลค่าสูงถึง 27,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.05 ล้านล้านบาท) และมีการขยายตัวประมาณร้อยละ 7-9 ซึ่งการเจริญเติบโตของตลาดเริ่มจะลดลง จากเดิมที่เคยขยายตัวประมาณร้อยละ 10-15 ต่อปี โดยตลาดใหญ่จะอยู่ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยรวมกันมีส่วนแบ่งตลาดประมาณร้อยละ 96 ของตลาดเกษตรอินทรีย์โลก
- ในประเทศไทย ตลาดเกษตรอินทรีย์เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2533-2534 โดยกระแสความตื่นตัวด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภค ในการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ และอาหารที่ปลอดภัย/มีประโยชน์ จนทำให้ธุรกิจอาหารสุขภาพเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ตลาดผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ได้เริ่มเปิดตัวขึ้น
- หน่วยงานราชการในขณะนั้นมีนโยบายในการส่งเสริม “อาหารปลอดภัย” (เช่น ผักอนามัย ผักปลอดภัยจากสารพิษ) ซึ่งทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนระหว่างความแตกต่างของผลผลิตอาหารปลอดภัย กับเกษตรอินทรีย์ ส่งผลให้ตลาดเกษตรอินทรีย์ในประเทศมีการเติบโตได้ค่อนข้างช้า ผนวกกับการวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในช่วงปี 2541 ส่งผลให้ตลาดเกษตรอินทรีย์ประสบกับภาวะชะงักงันไประยะหนึ่ง
- ตลาดเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย เริ่มฟื้นตัวอีกครั้งตั้งแต่ปี 2546 เมื่อมีการจัดประชุมนานาชาติเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย โดยสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM) และองค์การอาหารและการเกษตรแห่ง สหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization – FAO) โดยมูลนิธิสายใยแผ่นดินและกรีนเนทเป็นเจ้าภาพหลัก
กิจกรรมนี้ได้กระตุ้นให้เกิดความสนใจทั้งในการผลิต การบริโภค และการผลักดันนโยบายด้านเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการฟื้นตัวของตลาดเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย
- นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสำคัญอื่นๆ ที่ทำให้เกิดการขยาย ตัวของตลาดเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น อาทิเช่น
- การใช้ตรารับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ของสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) และของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งทำให้ผู้บริโภคสามารถแยกแยะความแตกต่างรหะว่างผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ กับผลิตภัณฑ์อาหารปลอดภัยได้สะดวกมากขึ้น
- มีผู้ประกอบการค้าปลีกเฉพาะทาง ที่มีนโยบายการตลาดเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะ เช่น ร้านเลมอนฟาร์ม
- ผู้ประกอบการค้าปลีกขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ Modern Trade ได้เริ่มเห็นแนวโน้มทิศทางของตลาดเกษตรอินทรีย์ จึงได้เริ่มเปิดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ในซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ อาทิ Villa, Carrefour, Top, Emporium และ Siam Paragon
- ภาคเกษตรอินทรีย์ของไทยถึงแม้จะเล็ก แต่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2548 ตลาดเกษตรอินทรีย์ของไทยมีมูลค่า 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 145 จากปี 2545 (ซึ่งมีมูลค่า 9.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)
- ผลผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน: มีการประเมินว่าในปี 2548 การตลาดเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 494.5 ล้านบาท (หรือ 12.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เช่นเดียวกับตลาดส่งออก ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 426ล้านบาท (หรือ 10.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) (กรีนเนท 2549, หน้า 7)
- ประเทศไทยส่งออกผลผลิตเกษตรอินทรีย์ส่วนใหญ่ให้กับสหภาพยุโรป (EU) รองลงมา คือ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ โดยมีข้าว เป็นพืชที่สำคัญที่สุด ตามมาด้วย ผัก ผลไม้ ข้าวโพด สมุนไพรและเครื่องเทศ
- ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ส่วนใหญ่ ที่ได้รับการรับรองเพื่อการส่งออกไปยัง EU คือ ข้าวหอมมะลิ ซึ่งรับรองโดย Biogcert, KRAV, สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์, BSC และ Ecocert
- ข้อจำเป็นในการเร่งรัดการพัฒนาตลาดส่งออกเกษตรอินทรีย์ของไทยในปัจจุบัน ได้แก่ (1) การทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ รวมทั้ง กฎ ระเบียบ และข้อบังคับเกี่ยวกับการนำเข้าผลผลิตเกษตรอินทรีย์ของต่างประเทศ (2) การพัฒนาความรู้ทางวิชาการด้านการผลิต เพื่อทำให้ผลผลิตคงความต่อเนื่องและมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของตลาด และ (3) การยกระดับระบบควบคุมเกษตรอินทรีย์ของไทย เพื่อให้ได้ขึ้นทะเบียน Third Country List จาก EU เป็นต้น
- ประเภทการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ ของประเทศไทยไปสหภาพยุโรป
ข้าว - ข้าวขาว ข้าวกล้อง (หอมมะลิ เหลืองอ่อน มะลิแดง)
ถั่ว - ถั่วเหลือง ถั่วลิสง
ผักแปรรูป - ข้าวโพดฝักอ่อนแช่แข็งหรือบรรจุขวดแก้ว
ผักสด - ข้าวโพดฝักอ่อนสด กระเจี๊ยบเขียว ผักสลัด มะเขือเทศ ผักกาดจีนชนิดต่างๆ
หน่อไม้ฝรั่ง พริกเขียว มันสำปะหลัง อ้อย ผักชี คะน้า กะเพรา
ผลไม้ - กล้วยน้ำว้า มะละกอ สับปะรด ขนุน มะม่วง ลำไย มะพร้าว ลิ้นจี่
ชาสมุนไพร - ชารางจืด มะตูมอบแห้ง ตะไคร้แห้ง ชากุหลาบ
เครื่องปรุงอาหาร – เครื่องปรุงต้มยำอบแห้ง น้ำกระทิ น้ำตาลทราย แป้งมันสำปะหลัง
ของป่า - น้ำผึ้งป่า
อาหารแปรรูป - เนยจากงา เนยถั่ว
ยาสมุนไพร - ฟ้าทะลายโจร ลูกยอ เพชรสังฆาต
สัตว์น้ำ – กุ้งกุลาดำ ปลา
น้ำมัน – เมล็ดปาล์ม น้ำมันปาล์ม
สินค้าเกษตรอินทรีย์แปรรูป ที่มีศักยภาพ
ผลไม้แห้ง ผักและผลไม้บรรจุกระป๋อง น้ำผักและผลไม้ อาหารธัญพืชแปรรูป
แผนการดำเนินงานในเรื่องการพัฒนาและยกระดับสินค้าเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงพาณิชย์
- ระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีหลายองค์กรให้การสนับสนุนการผลิตระบบเกษตรอินทรีย์ หรือเสนอโครงการเกี่ยวกับสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งการที่ทั้งภาครัฐและเอกชนแสดงท่าทีชัดเจนเช่นนี้ จะทำให้มีการทำเกษตรอินทรีย์กว้างขวางขึ้นในสองสามปีข้างหน้า ประกอบกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดต่างประเทศด้วย
ปัญหาสำคัญที่ผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ต้องเผชิญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงการจัดการไร่มาสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ก่อนที่เกษตรกรจะได้รับใบรับรองมาตรฐานของผลิตผลอินทรีย์ ซึ่งใช้เวลา 1-3 ปีขึ้นกับมาตรฐานที่กำหนด ในกรณีของตลาดร่วมยุโรปใช้ช่วงเวลาในการปรับเปลี่ยน 24 เดือน สำหรับพืชล้มลุกและยืนต้น
ปี 2545 ผู้บริโภคในประเทศเริ่มตระหนักถึงประโยชน์ของการบริโภคอาหารอินทรีย์ เริ่มมีการจำหน่ายผลิตผลอินทรีย์ในท้องตลาด และสินค้าที่ได้การรับรองมุ่งเน้นส่งออกไปต่างประเทศ โดยสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่วางจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เกต มีราคาสูงกว่าผลิตภัณฑ์ปกติถึงร้อยละ 20-50 ซึ่งทำให้มีบริษัทและผู้ประกอบการสนใจเข้ามาขยายตลาดสินค้าอินทรีย์มากขึ้น และ มติ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2548 รัฐบาลได้ประกาศถึงเป้าหมายที่จะแปลงรูปเกษตรกรรมของไทย และเพิ่มความสำคัญของระบบการผลิตแบบอินทรีย์ให้มากขึ้น หากจะให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายทางนโยบายสำหรับการค้าและการส่งออกเกษตรอินทรีย์ได้สำเร็จ หน่วยงานของรัฐจะต้องกำหนดกฎระเบียบ นโยบายและควบคุมในทิศทางเดียวกัน กระตุ้นให้ภาคเอกชนมีการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ สร้างความมั่นใจในระดับนานาชาติ
- กระทรวงพาณิชย์ มีภารกิจสำคัญที่จะเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจจากภูมิภาค (Provincial Hub) สู่ต่างประเทศ (Regional Hub) โดยมีเป้าหมายจะส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสากล เผยแพร่ภาพลักษณ์ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ไทยให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางมากยิ่งขึ้นในประเทศและต่างประเทศ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในระดับจังหวัดได้มีช่องทางการจำหน่ายข้าวหอมมะลิอินทรีย์มากขึ้นควบคู่ไปกับการพัฒนาผู้ประกอบการให้มีความรู้ความสามารถทางการค้าและมีศักยภาพในการส่งออกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ไทย เพื่อสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศไทยส่งผลให้เศรษฐกิจการค้าของจังหวัดขยายตัวมากขึ้น
- แผนประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงพาณิชย์ ปัจจุบันกลุ่มผู้ผลิตสินค้า
เกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยส่วนใหญ่ทำการเกษตร เพื่อการเกษตรโดยตรงมีการจำหน่ายตลาดภายในประเทศประมาณ 1% การส่งเสริมในประเทศมีน้อยเนื่องจากอุปสงค์และอุปทานไม่แน่นอน การส่งเสริมตลาดภายในประเทศมีความสำคัญ และจะช่วยให้ผู้ส่งออกมีความมั่นคงขึ้นโดยรวมเฉพาะรองรับสินค้าที่มีปริมาณไม่แน่นอน และมีหลากหลายชนิดเพื่อการส่งออกด้วย จึงควรกระตุ้นความตัองการโดยรณรงค์ผู้บริโภคได้รับรู้และให้ความสนใจผลิตภัณฑ์อินทรีย์มากขึ้น เช่น ส่งเสริมให้จำหน่ายผ่านทางตลาดระดับสูง
- การขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ ผู้ส่งออกควรร่วมมือกันสนับสนุนการส่งออก และรัฐควรจัดคู่ค้าที่
เหมาะสม รวมทั้งควรมีการ่วมมือกันระหว่างรัฐบาลของประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมกันปรับปรุงด้านกฎ ระเบียบ ข้อกำหนดระดับประเทศให้สอดคล้อง และแลกเปลี่ยนความรู้ การรับรองมาตรฐานในระดับประเทศ จะช่วยผลักดันในภูมิภาคนี้ได้
การส่งออกของไทยมีอนาคตสดใส เนื่องจากความต้องการสินค้าอินทรีย์มีมากในตลาดสากลได้แก่ สินค้าข้าว ผลไม้ ผัก เป็นพิเศษ ไทยได้เปรียบในตลาดทุกๆ ด้าน ผู้นำเข้ายุโรป เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มีความต้องการสินค้าไทยสูง
- แผนประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์
1. ส่งเสริมการขายข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในงานแสดงสินค้าอาหารในประเทศและต่างประเทศจัดทำรูปแบบ
1) ลงสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ไทยในสื่อท้องถิ่น
2) ผลิตสื่อประชาสัมพันธ์มอบให้แก่ซุปเปอร์มาร์เกต ภัตตาคารและร้านอาหารไทย
เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริโภคข้าวหอมมะลิไทยมากขึ้น
3) จัดสาธิตและแนะนำการหุงข้าวหอมมะลิอินทรีย์ การปรุงอาหารที่ใช้ข้าวหอมมะลิเป็น
ส่วนประกอบ
2. จัดกิจกรรมพันธมิตรทางธุรกิจ (Business Matching) โดยเจรจาการค้าระหว่างนักธุรกิจ
ต่างประเทศกับผู้ประกอบการระดับจังหวัด หน่วยงานภาครัฐและเอกชน
- ส่งเสริมการขายร่วมกับผู้นำเข้าและซุปเปอร์มาร์เกตในต่างประเทศ
ข้าวหอมมะลิอินทรีย์
ข้าว…นับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ (Thai Hom Mali Rice) ในแต่ละปี ประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวหอมมะลิไปยังตลาดโลก สร้าง รายได้เข้าประเทศปีละกว่า 26,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หลายประเทศทั่วโลกนิยมทานข้าวหอมมะลิกันมากขึ้น เนื่องจากได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งผลผลิตที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือ
ในอดีต เกษตรกรมักจะปลูกข้าวหอมมะลิ โดยการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี เพื่อให้ผลผลิตได้คุณภาพ โดยมิได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดกับผู้บริโภค ปุ๋ยเคมี สารเคมี ซึ่งล้วนมีผลเสียกับร่างกายทั้งสิ้น ถ้ามีสารพิษปนเปื้อนอยู่ในปริมาณที่มากก็สามารถทำอันตรายได้ในทันทีที่รับประทาน และในขณะเดียวกันถ้าปนเปื้อนอยู่ในปริมาณน้อยก็จะสะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลในอนาคตอันใกล้ ภาคเกษตรอินทรีย์ของไทยเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการเกษตรกรรมแนวใหม่ไม่ใช้สารเคมีในการเพาะปลูก คิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค เป็นการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และยังเป็นที่ต้องการของตลาดในปัจจุบันอีกด้วย ข้าวหอมมะลิอินทรีย์เป็นพืชเศรษฐกิจที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะต้นทุนต่ำ ราคาขายดี คุณภาพเยี่ยม
“ข้าวหอมมะลิอินทรีย์” (Organic Thai Jasmine Rice) เป็นข้าวเจ้าและธัญพืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย เป็นข้าวไทยสายพันธุ์แท้ดั้งเดิม พันธุ์เดียวในโลก ไม่มีการตัดต่อยีนส์ใด ๆ เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ และเป็นข้าวที่ได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นข้าวที่อร่อยที่สุดในโลก แม้ว่าหลายประเทศได้พยายามปลูกข้าวสายพันธุ์นี้ แต่ไม่มีประเทศใดสามารถปลูกได้คุณภาพดีเท่ากับปลูกในประเทศไทย
แหล่งเพาะปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ที่ดีที่สุดของไทยสำคัญ ได้แก่ จังหวัดพะเยา เชียงราย บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ยโสธร สุรินทร์ เพชรบูรณ์ และมหาสารคาม ตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ สามารถส่งออกไปตลาดต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 1 ได้แก่ ตลาดสหภาพยุโรป ตลาดสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ รองลงมา
จากข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพยอดเยี่ยม เมื่อบวกกับขั้นตอนวิธีการเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มรูปส่งผลให้ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ เป็น “ข้าวคุณธรรม” ที่ปลอดภัยจากสารเคมีอย่างแท้จริง มีกระบวนการควบคุมดูแลทุกขั้นตอนการเพาะปลูก เริ่มตั้งแต่การเลือกพื้นที่เพาะปลูกที่ไม่เคยผ่านการเพาะปลูกด้วยสารเคมีมาก่อน (หรือเป็นพื้นที่ที่ไม่มีการตกค้างของสารเคมี) ใช้น้ำฝนที่ตกต้องตามฤดูการ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้สารฆ่าแมลง และสารกำจัดวัชพืช ต่างๆ ในกระบวนแปรรูปและเก็บรักษาที่สำคัญได้รับการรับรองมาตรฐาน ความบริสุทธิ์ปลอดภัยจากสารเคมีอย่างแท้จริงจากหน่วยงานตรวจสอบผลิตภัณฑ์ในอินทรีย์สากล (International Standard) จาก Bioagricert ผู้เชี่ยวชาญการตรวจสอบผลิตภัณฑ์อินทรีย์จากประเทศอิตาลีหนึ่งในสมาชิก IFOAM (International Federation Of Organic Agriculture Movement) และสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (ACT) (มกท.) ในทุกฤดูกาลเก็บเกี่ยวหรือทุกครั้งที่ผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นข้าวบริสุทธิ์ ปลอดภัยจากสารเคมี ตกค้างอย่างแท้จริง
ขั้นตอนการปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์
เริ่มจากการเตรียมแปลงปลูกข้าว หลังจากกำจัดวัชพืชแล้ว ให้กลบด้วยปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักทั่วพื้นที่ แล้วไถกลบในช่วงที่เริ่มมีฝนตก เพราะดินมีความชื้น โดยไถลึกประมาณ 15-20 ซม. จะทำให้ดินร่วนกระจายไม่จับกันเป็นก้อน จากนั้นให้ปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเป็นปุ๋ย พืชสดและคลุมดินไม่ให้หน้าดินแห้ง ช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศ แล้วไถกลบเศษซากพืชที่ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสด เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุแก่ดิน แล้วจึงไถแปรและไถคราดอีกครั้งเพื่อปรับพื้นที่ดินในแปลงนา
การเตรียมพันธุ์ข้าว นำพันธุ์ข้าวแช่ในโอ่งน้ำ ให้น้ำท่วมประมาณ 20 ซม.ตักเมล็ดที่ลอยอยู่ออกเพราะเป็นเมล็ดข้าวที่ลีบ หมักไว้ 1 คืน จากนั้นนำใส่กระสอบป่านวางไว้ในที่ร่ม หมัก 1-2 วัน พลิกกลับด้านวันละครั้ง แล้วนำไปหว่านโดยขังน้ำไว้ 1 คืน จึงค่อยๆ ระบายน้ำออก เมื่อต้นข้าวเริ่มงอกก็ถอนมาปักดำ ควรให้รากจมดินประมาณ 2-3 ซม. ปักให้เป็นแถวเพื่อง่ายต่อการดูแลและกำจัดวัชพืช
การจัดการกับวัชพืช ในการปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีเลย เพียงแค่การเลี้ยงเป็ดในนา เลี้ยงปลาในนา ก็สามารถกำจัดวัชพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ส่วนศัตรูพืช สามารถกำจัดได้โดยรักษาสมดุลนิเวศการเกษตร เช่นการใช้สมุนไพรที่หาได้โดยทั่วไป เช่น บอระเพ็ด หัวต้นปรง ตำแช่น้ำแล้วนำไปหว่านในบริเวณที่มีศัตรูพืช ในการปรับปรุงบำรุงดิน ควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของต้นข้าว เพิ่มผลผลิตข้าว หลังข้าวออกดอกได้ 27-30 วัน ซึ่งเรียกว่า “ระยะพลับพลึง หรือ เหลืองกล้วย” ควรเก็บเกี่ยวและตากแดด 3-4 วัน เพื่อลดความชื้น
อาจจะดูว่าการปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ทำยาก แต่เกษตรกรชาวจังหวัดสุรินทร์ ทำจนได้รับผลสำเร็จมาแล้ว ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ของจังหวัดสุรินทร์จึงเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและ ต่างประเทศ การปลูกในระยะแรกยังมีการใช้ปุ๋ยเคมีอยู่บ้าง แต่ช่วงหลังไม่ใช่ปุ๋ยเคมีเลย เพราะปุ๋ยเคมีทำให้ดินเสื่อมโทรมเร็ว และต้นทุนสูง ราคาตกต่ำ ในขณะที่การปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ต้นทุนต่ำ ได้ราคาสูง ต้นข้าวมีความแข็งแรง ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น และดินมีคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ
ในการปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ขั้นตอนการกำจัดวัชพืชก่อนการเตรียมดินทำได้โดยการใช้สารเร่งพด.5 ละลายในน้ำ 10 ลิตรคนให้เข้ากันนาน 5 นาที จากนั้นเทลงในถังหมักผสมกับ เศษปลา หอยเชอร์รี่และน้ำตาล คลุกเคล้า ปิดฝา ตั้งไว้ในที่ร่ม หมัก 40 วัน คนวัสดุที่หมักทุกๆ 7 วัน ในการใช้งาน นำไปฉีดพ่นที่มีวัชพืชในช่วงกลางวันหรือมีแดดจัดแล้วจึงทำการสับกลบ
การทำปุ๋ยหมัก มีประโยชน์เพื่อทำให้ดินร่วนซุย และสามารถอุ้มน้ำได้ดีขึ้น ใช้วัสดุที่เหลือจากการเกษตร เช่น ฟางข้าว เศษหญ้า ผักตบชวา กองเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 2×4 เมตร แล้วรดด้วยสารเร่งพด.1 ที่ละลายในน้ำ 20 ลิตร ย่ำให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม ทำเป็น 3 ชั้น สูงชั้นละ 50 ซม. ชั้นบนสุดใช้มูลสัตว์คลุมทับหนา 1 นิ้ว เพื่อป้องกันความชื้น
การบำรุงรักษาต้นข้าว ใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่ทำขึ้นเองอย่างง่ายๆ โดยจะละลายสารเร่งพด.2 ในน้ำ 30 ลิตร ผสมให้เข้ากันนาน 5 นาที จากนั้นเทลงในถังหมักขนาด 200 ลิตร รวมกับเศษวัสดุและกากน้ำตาล ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วปิดฝาไม่ต้องแน่น ตั้งไว้ในที่ร่ม จากนั้นจึงฉีดพ่นที่ใบและลำต้นหรือรดลงดินทุก 10 วัน ปุ๋ยอินทรีย์น้ำช่วยในการเร่งการเจริญเติบโต
การป้องกันแมลงศัตรูพืช ใช้พืชสมุนไพร เช่น ตะไคร้หอม บอระเพ็ด ข่า ฟ้าทะลายโจร สับให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วทุบหรือตำให้แตก นำใส่ในถังหมักผสมกับน้ำตาล เทสารเร่งพด.7 ที่ละลายในน้ำ 30 ลิตร คนให้เข้ากัน ปิดฝา ตั้งไว้ในที่ร่ม จากนั้นอีก 20 วัน นำไปฉีดพ่นที่ใบ ลำต้นและรดลงดินทุก 20 วัน หรือในช่วงที่ศัตรูพืชระบาดให้ฉีดพ่นทุก 3 วัน ติดต่อกัน 3 ครั้ง
จะเห็นได้ว่าการปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในทุกๆขั้นตอน ไม่ได้สัมผัสสารเคมีเลย ฉะนั้นจึงเป็นการลดต้นทุนการผลิต เพราะไม่ต้องใช้สารเคมีซึ่งมีราคาแพง แล้วข้าวก็มีคุณภาพ ทำให้ขายได้ราคาสูง ในส่วนของการส่งออก ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ทำรายได้ให้กับประเทศไทยได้อย่างมหาศาล เนื่องจากต่างชาติให้ความเชื่อมั่นในข้าวหอมมะลิไทย ว่าไม่มีสารเคมีเจือปน
แนวทางการส่งเสริมข้าวหอมมะลิอีนทรีย์ของกระทรวงพาณิชย์
โดยได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ และเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในงาน BIOFACH ประเทศเยอรมนี โดยมีกิจกรรมเพิ่มช่องทางการตลาดที่สำคัญได้แก่ การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ การพบปะเจรจาการค้าเพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย มีเป้าหมายให้ประเทศผู้ซื้อ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นประเทศที่ตระหนึกถึงความสำคัญในเรื่องของสุขภาพและความปลอดภัย การส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ที่กระทรวงพาณิชย์ให้การส่งเสริมสนับสนุน อันจะเป็นสร้างการรวมกลุ่ม สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ทำให้เศรษฐกิจฐานรากเกิดความเข้มแข็ง โดยการใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยพระยุคลบาทของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
แผนงานขยายตลาดข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในประเทศและต่างประเทศ
1. เตรียมความพร้อมของจังหวัดที่ผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์
- จัดทำฐานข้อมูลการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ซึ่งมี
จังหวัดสุรินทร์ เป็นจังหวัดนำร่อง และมีศักยภาพ
2. สร้างความเข้าใจสำหรับกลุ่มผู้บริโภคภายในประเทศ
- จัดทำสื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์คุณภาพข้าวหอมมะลิอินทรีย์ในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าฯลฯ
3. เชื่อมโยงตลาดผู้ผลิตในจังหวัดหรือโรงสีกับผู้ส่งออก
- นำผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการโรงสีไทย และผู้ส่งออกเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ
และประชุมหารือกับผู้นำเข้าต่างประเทศ ร่วมกันส่งเสริมการขยายข้าวหอมมะลิอินทรีย์
………………………………………………………
กองบริหารพาณิชย์ภูมิภาค
กรกฎาคม 2550
13.874246
100.669851