ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

มิถุนายน 14, 2010

เงาะ

สถานการณ์ทั่วไป.

สถานการณ์ทั่วไป

เงาะเป็นไม้ผลเพื่อบริโภคผลสดและเป็นวัตถุดิบที่สำคัญของอุตสาหกรรมเกษตร เงาะกระป๋องและเงาะสอดไส้สับปะรดบรรจุกระป๋องเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภาย ในและต่างประเทศ ที่ผ่านมาถึงแม้ว่าจะเกิดปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำเกือบทุกปี (เนื่องจากช่วงฤดูกาลผลิตเงาะค่อนข้างสั้น ในช่วงเวลากลางฤดูจะมีผลผลิตมากกว่า 50 % ออกสู่ตลาดพร้อมๆ กัน) แต่เงาะก็ยังจัดเป็นไม้ผลที่ทำรายได้ดีอีกพืชหนึ่ง

ลักษณะทั่วไปของพืช

เงาะเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ชอบอากาศร้อนชื้น อุณหภูมิที่เหมาะสม อยู่ในช่วง 25 – 30° C ความชื้นสัมพัทธ์สูงประมาณ 75 – 85 % ดินปลูกที่เหมาะสมควรมีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (ค่า pH) ของดินประมาณ 5.5 – 6.5 และที่สำคัญควรเลือกแหล่งปลูกที่มีน้ำเพียงพอตลอดปี เงาะเป็นไม้ผลที่มีระบบรากหาอาหารลึกประมาณ 60 – 90 เซนติเมตรจากผิวดินจึงต้องการสภาพแล้งก่อนออกดอกติดต่อกัน ประมาณ 21 – 30 วัน เมื่อต้นเงาะผ่านสภาพแล้งและมีการจัดการน้ำอย่างเหมาะสมเงาะจะออกดอก ช่วงพัฒนาการของดอก (ผลิตดอก – ดอกแรกเริ่มบาน) ประมาณ 10 – 12 วัน ดอกเงาะจะทยอยบานจากโคนช่อไปหาปลายช่อ ใช้เวลาประมาณ 25 – 30 วัน จึงจะบานหมดช่อ อกเงาะมี 2 ชนิด คือ ดอกตัวผู้และดอกสมบูรณ์เพศ ต้นที่มีดอกตัวผู้จะไม่ติดผล ส่วนต้นที่มีดอกสมบูรณ์เพศนั้นเกสรตัวผู้ไม่ค่อยแข็งแรง ต้องปลูกต้นตัวผู้แซมในสวนเพื่อเพิ่มละอองเกสรหรือฉีดพ่นฮอร์โมนพืชเพื่อ ช่วยให้เกสรตัวผู้แข็งแรงขึ้น

อายุเก็บเกี่ยว

เงาะจะให้ ผลผลิตหลังการปลูกค่อนข้างเร็ว ภายใน 3 – 4 ปี ช่วงอายุที่ให้ผลผลิตดีประมาณ 7 ปีขึ้นไป โดยเฉลี่ย 150 – 200 กก./ต้น (น้ำหนักผลเฉลี่ย 30 – 40 กรัม/ผล หรือประมาณ 25 – 35 ผล/กก. ผลผลิตประมาณ 80 – 110 ผล/ต้น หรือประมาณ 240 – 330 กก./ต้น/ปี (คิดน้ำหนักเฉลี่ยผลละ 3 ก – ก.)

ระยะเก็บเกี่ยว

ช่วงพัฒนาของผล (ดอกบาน – เก็บเกี่ยว) ประมาณ 3 – 4 สัปดาห์ หรือประมาณ 20 วันหลังจากผลเริ่มเปลี่ยนสี ผลเงาะเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 12 – 13° C ความชื้นสัมพัทธ์ 90 – 95 % เก็บรักษาได้นานประมาณ 2 สัปดาห์

ฤดูกาลเก็บเกี่ยว ฤดูกาลเก็บเกี่ยวเงาะภาคตะวันออก อยู่ในช่วงปลายเดือนเมษายน – มิถุนายน และภาคใต้ เดือนกรกฎาคม – กันยายน

พื้นที่ปลูก

- แหล่งผลิตที่สำคัญ คือ ภาคตะวันออก(พื้นที่ปลูก 55% ผลผลิต 63%) และภาคใต้(พื้นที่ปลูก 44% ผลผลิต 36%)

- จังหวัดที่สำคัญ ได้แก่ จันทบุรี(ผลผลิต 45%) ตราด(14%) สุราษฎร์ธานี(10%) ชุมพร(10%) นครศรีธรรมราช(8%)

- พื้นที่ปลูก ประมาณ 540,000 ไร่ (พื้นที่ให้ผลแล้ว 420,000 ไร่)

พันธุ์ที่ส่งเสริม โรงเรียน, ตราดสีทอง

ต้นทุนการผลิต เงาะโรงเรียน เฉลี่ยประมาณ 11,566 บาท/ไร่ หรือ 7.57 บาท/กก.

เงาะสีชมพู เฉลี่ยประมาณ 10,285 บาท/ไร่ หรือ 5.47 บาท/กก.

ผลผลิต

ผลผลิตรวมทั้งประเทศ ประมาณปีละ 600,000 – 700,000 ตัน

ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ประมาณ 1,681 กก./ไร่/ปี เฉลี่ยระหว่างปี 2537 – 2541

ผลผลิตเฉลี่ยของเงาะในแต่ละปีที่ผ่านมา แตกต่างกันในช่วง 1,509 – 1,760 กก./ไร่

ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพภูมิอากาศ ( ที่มีผลต่อการออกดอกและติดผล )

ปริมาณการใช้ภายในประเทศ ประมาณ 580,000 – 680,000 ตัน (97%)

ปริมาณและ มูลค่าการส่งออกปี 2542
ปริมาณ :                                          ตัน                          มูลค่า : ล้านบาท
ผลสด                                               5,861                               119.9
เงาะกระป๋อง                                        6,539                               255.43
เงาะสอดไส้สับปะรดบรรจุ กระป๋อง                3,204                             142.22

(อัตราแปลง เงาะกระป๋อง : เงาะสด = 1: 1.134 ,เงาะสอดไส้สับปะรดบรรจุกระป๋อง : เงาะสด = 1 : 0.735)

ราคา

ราคาผลผลิตที่เกษตรกรขายได้ ราคาเฉลี่ยตลอดฤดูกาล 17.94 บาท/กก.

ราคาเฉลี่ยในช่วงออกมาก 8.5. บาท/กก. (ปี 2542)

ปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น

1. ช่วงฤดูกาลผลิตสั้น ผลผลิตออกมามากในช่วงเวลาสั้นและพร้อมกันทำให้เกิดปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ

2. เงาะมีอายุการเก็บรักษาสั้น ขาดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม

3. ขาดระบบการกระจายผลผลิตและการจัดการตลาดที่ดี

4. ปัจจัยการผลิตมีราคาแพงและมีปัญหาด้านแรงงานซึ่งต้องใช้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แรงงานเก็บเกี่ยวนอกจากนี้อุตสาหกรรมแปรรูปยังต้องการแรงงานในการจัดการแปร รูปเบื้องต้น(ปอกและคว้านเงาะ)
5. การระบาดของโรคแมลงศัตรูเงาะที่สำคัญ เช่น โรคราแป้ง เพลี้ยแป้ง

6. การขาดแคลนน้ำในแหล่งปลูกเงาะบางพื้นที่ และบางปีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เงาะกำลังติดผล

แนวทางการช่วย เหลือ

เพื่อให้เกษตรกรสามารถจัดการสวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถผลิตเงาะได้ในปริมาณพอเหมาะโดยที่ผลผลิตส่วนใหญ่มีคุณภาพดี และใช้ต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม

1. ส่งเสริมการรวมกลุ่มปรับปรุงคุณภาพผลผลิต

2. ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่ถูกต้องตามขั้นตอนพัฒนาการของพืชให้ทั่วถึง

3. ถ่ายทอดเทคโนโลยีการป้องกันกำจัดศัตรูพืชเงาะแบบผสมผสาน

4. ส่งเสริมและพัฒนาเรื่องการจัดระบบให้น้ำในสวนเงาะอย่างเหมาะสม

5. ถ่ายทอดเทคโนโลยีเรื่องการเก็บเกี่ยวและปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่ถูกต้อง

6. ส่งเสริมให้มีการผลิตเงาะนอกฤดูในเขตที่มีศักยภาพ (สภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย)

7. ส่งเสริมการปลูกเงาะพันธุ์ดีเพื่อทดแทนสวนเก่า

8. ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการจัดการผลผลิต การตลาด และการเชื่อมโยงให้มีการกระจายผลผลิตออกจากแหล่งผลิต

การปลูก

วิธีการปลูก ทำได้ทั้งการขุดหลุมปลูกซึ่งเหมาะกับพื้นที่ที่ยังไม่มีการวางระบบน้ำไว้ ก่อนปลูก วิธีนี้ดินในหลุมจะช่วยเก็บความชื้นได้ดีขึ้น และสามารถปลูกโดยวิธีไม่ต้องขุดหลุม(ปลูกแบบนั่งแท่นหรือยกโคก) เหมาะกับพื้นที่ฝนตกชุก วิธีการนี้ระบายน้ำดีน้ำไม่ขังโคนต้น แต่ต้องมีการวางระบบน้ำไว้ก่อนปลูก ซึ่งต้นเงาะจะเจริญเติบโตเร็วกว่าการขุดหลุม ทั้งนี้จุดเน้นที่สำคัญในการปลูก คือ ควรใช้ต้นกล้าที่มีระบบรากดี ไม่ขดงอในถุง แต่ถ้าจะใช้ต้นกล้าขนาดใหญ่ก็ให้ตัดดินและรากที่ขดหรือพันตรงก้นถุงออก

ระยะ ปลูก 6 – 8 X 6 – 8 เมตร ถ้าใช้ระยะปลูกชิด 6 X 6 เมตร จะตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมทรงพุ่มอย่างใกล้ชิดไม่ให้ทรงพุ่มชนและบังแสงกัน สำหรับสวนที่ใช้เครื่องจักรกลแทนแรงงาน ควรเว้นระยะระหว่างแถวให้ห่างพอที่เครื่องจักรกลจะเข้าไปทำงาน แต่ให้ระยะระหว่างต้นชิดขึ้น

จำนวน ต้น/ต่อไร่ 25 – 40 ต้น/ไร่

การดูแลรักษา (สำหรับต้นที่ให้ผลผลิตแล้ว)

การใส่ปุ๋ย

- เพื่อบำรุงต้นหลังการเก็บเกี่ยว ปุ๋ยอินทรีย์ 20 – 50 กก./ต้น ร่วมกับ ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 1 – 3 กก./ต้น

- เพื่อส่งเสริมการออกดอก (ช่วงปลายฝน) ปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24 หรือ 9-24-24 2 – 3 กก./ต้น หรือ

- เพื่อบำรุงผล (หลังติดผล 3 – 4 สัปดาห์) ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 2 – 3 กก./ต้น ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก 20 – 30 กก./ต้น

การให้น้ำ ให้น้ำสม่ำเสมอช่วงเจริญทางใบ งดน้ำช่วงปลายฝน ต้นเงาะที่มีใบแก่และสมบูรณ์ ทั้งต้นและผ่านสภาพแล้งติดต่อกันนาน 21 – 30 วัน จะแสดงอาการขาดน้ำ (ใบห่อ) ให้กระตุ้นการออกดอกโดยการให้น้ำในปริมาณมากเต็มที่ จากนั้นให้หยุดดูอาการ 7 – 10 วัน เมื่อพบว่าตายอดเริ่มพัฒนาเป็นตาดอก (สีของตายอดจะเปลี่ยนจากน้ำตาลดำเป็นน้ำตาลทอง) ก็เริ่มให้น้ำอีกครั้งปริมาณเท่าเดิมเพื่อเร่งการพัฒนาของตาดอก แต่ถ้าหลังจากให้น้ำครั้งที่ 1 แล้ว พบว่าตา ยอดเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลอมเขียว แสดงว่าให้น้ำมากเกินไปตายอดพัฒนาเป็นตาใบแทนที่จะเป็นตาดอก ต้องหยุดน้ำและปล่อยให้เงาะกระทบแล้งอีกครั้งจนเห็นว่าสีเขียวน้ำตาลของ ตายอดเปลี่ยนเป็นน้ำตาลทองของตาดอก ก็เริ่มให้น้ำในอัตรา ½ ของครั้งแรก จากนั้นเมื่อแทงช่อดอกและติดผลแล้วควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ประมาณ เพื่อเร่งพัฒนาการของดอก และเร่งพัฒนาการของผลให้ขึ้นลูกได้เร็วและผลโต

การปฏิบัติ อื่นๆ

- การเตรียมสภาพต้นให้พร้อมต่อการออกดอกในฤดูถัด ไป คือ การจัดการเงาะให้มีการแตกใบอ่อนอย่างน้อย 2 ชุด และให้รักษาใบอ่อนที่แตกออกมาให้สมบูรณ์ หมั่นป้องกันกำจัดโรคราแป้งและหนอนคืบกินใบ

- การจัดการเพื่อส่งเสริมการติดผล

: การช่วยให้เงาะผสมเกสรได้ดีขึ้น โดยการเพิ่มปริมาณเกสรตัวผู้ ทำได้หลายวิธี เช่น

- พ่นฮอร์โมนพืช เมื่อช่อดอกส่วนใหญ่ของต้นบานได้ร้อยละ 5 ให้ฉีด พ่นช่อดอก

บริเวณส่วนบนของทรงพุ่มด้วยฮอร์โมน เอ็น เอ เอ ในอัตรา 2 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร

ประมาณ 4 – 5 จุด/ต้น วิธีนี้เป็นวิธีที่เกษตรกรนิยมปฏิบัติโดยทั่วไป

- รวบรวมละอองเกสรตัวผู้ผสมน้ำฉีดพ่นให้ทั่วต้นเมื่อช่อดอกบนต้นบานได้ 50 %

- เปลี่ยนยอดให้เป็นกิ่งตัวผู้ ทำได้โดยการตัดยอดของเงาะต้นตัวเมีย เลี้ยงกิ่งกระโดงขึ้น มา แทนที่แล้วนำกิ่งจากต้นตัวผู้มาทาบบนกิ่งกระโดงนี้ ส่วนการสร้างสวนใหม่ควรปลูก ต้นตัวผู้แซมไปในระหว่างแถวของต้นตัวเมีย

- เลี้ยงผึ้งหรือติดต่อผู้เลี้ยงผึ้งให้นำผึ้งมาเลี้ยงในสวนระยะดอกบาน

: ตรวจสอบและป้องกันกำจัดราแป้งอย่างใกล้ชิด ในทุกช่วงของการพัฒนาการของดอกและผล

การ ป้องกันกำจัดศัตรูพืชสำคัญ (เน้นการป้องกันกำจัดแบบผสมผสาน)

ช่วงแตกใบอ่อน – หนอนคืบกินใบ : คาร์บาริลหรือ คาร์โบซัลแฟน

ช่วงออกดอกและติดผล – โรคราแป้ง : ต้นที่เริ่มพบโรคให้ใช้กำมะถันผง แต่ถ้ามีโรคหนาแน่นมาก ให้พ่นด้วย เบโนมิล หรือ ไดโนแคป หรือ ไตรดีมอร์ฟ ระยะห่าง 7 – 10 วัน/ครั้ง

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์.



สถานการณ์

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชอาหารที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ เป็นอย่างมาก ซึ่งการส่งออกในรูปเนื้อสัตว์จะมีมูลค่าเพิ่มมากกว่าการส่งออกในรูปข้าวโพด เมล็ดและความต้องการใช้
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมากหลังจากที่มีการขยายการ เลี้ยงสัตว์ตั้งแต่ปี 2535 เป็นผลให้การส่งออกลดลงตามลำดับ ปัจจุบันการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในและมี ปริมาณไม่แน่นอนเนื่องจากการผลิตขึ้นกับดินฟ้าอากาศ ทำให้มีความเสี่ยงต่อความเสียหายจากความแห้งแล้งมาก และพื้นที่ปลูกต้องแข่งขันกับพืชเศรษฐกิจอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในระยะ 4 – 5 ปี ที่ผ่านมาประเทศไทยจำเป็นต้องนำเข้าเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการการใช้ภาย ในทั้ง ๆ ที่ในอดีตไทยเคยเป็นประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่รายหนึ่งของโลกและไทยมีศักยภาพ ด้านการผลิตการตลาดที่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ดังนั้นจึงควรเร่งการผลิตภายในประเทศให้เพิ่มขึ้นทันกับความต้องการใช้และมี เหลือส่งออก

แหล่ง ผลิตในประเทศที่สำคัญ
ภาคเหนือ ได้แก่ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ พิษณุโลก
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ นครราชสีมา ศรีสะเกษ ชัยภูมิ
ภาคกลาง ได้แก่ สระบุรี ลพบุรี
ภาคตะวันตก ได้แก่ สุพรรณบุรี กาญจนบุรี
ภาคตะวันออก ได้แก่ สระแก้ว จันทบุรี

ฤดูปลูก แบ่งเป็น 2 ฤดู

ต้นฝน เดือนมีนาคม-พฤษภาคม
ปลายฝน เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม

ปริมาณการ ผลิตในประเทศ

ที่ ประเด็น หน่วยวัด ปี หมายเหตุ
2540/41 2541/42 2542/43 2543/44 2544/45
1 พื้นที่ปลูก ล้านไร่ 8.729 9.008 7.803 7.866 7.900
2 ผลผลิตรวม ล้านตัน 3.832 4.617 4.286 4.462 4.470
3 ผลผลิตเฉลี่ย กก./ไร่ 439 513 549 567 566

พันธุ์ส่งเสริม
ลักษณะ ประจำพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมเดี่ยวของหน่วยงานราชการ

ชื่อพันธุ์ สุวรรณ 3601

ลักษณะพันธุ์ พันธุ์รอยัล 1
ผลผลิต(กก./ไร่) ให้ผลผลิตสูงสุดถึง 110 ถังต่อไร่ หรือ 1,500 กก./ไร่
การปรับตัว ปรับตัวได้ดีทุกสภาพแวดล้อม
การหักล้ม เปอร์เซ็นต์ต้นหักล้มต่ำ
การออกไหม 50% 52 วัน
ความสูงของต้น 166 ซม.
ความต้านทานโรคทางใบ ดีมาก
ความต้านทานโรคราน้ำค้าง ดีมาก
ลักษณะใบและต้น ใบสีเขียวเข้ม โคนลำต้นมีสีม่วง
เปลือกหุ้มฝัก เปลือกฝักหุ้มมิด หัวไม่โผล่
จำนวนฝักเน่า เปอร์เซ็นต์ฝักเน่าต่ำ แกนฝักไม่ผุง่าย
จำนวนฝัก/ต้น ต้นละ 1 ฝัก ถ้าดินดีบางต้นจะมี 2 ฝัก
การเก็บเกี่ยว หักง่าย
เปอร์เซ็นต์เมล็ด/ฝัก 83 – 85 %
สีและลักษณะเมล็ด สีส้มเหลืองกึ่งหัวแข็ง

ลักษณะประจำพันธุ์ข้าวโพดลูกผสม เดี่ยวของบริษัทเอกชน

ชื่อบริษัทรอยัลซีด
ชื่อพันธุ์รอยัล 1
ลักษณะพันธุ์ พันธุ์รอยัล 1
ผลผลิต(กก./ไร่) ให้ผลผลิตสูงถึง 110 ถังต่อไร่ หรือ 1,660 กก./ไร่
การปรับตัว ปรับตัวได้ดีทุกสภาพแวดล้อม
การหักล้ม เปอร์เซ็นต์ต้นหักล้มต่ำ
การออกไหม 50% 52 วัน
ความสูงของต้น 166 ซม.
ความต้านทานโรคทางใบ ดีมาก
ความต้านทานโรคราน้ำค้าง ดีมาก
ลักษณะใบและต้น ใบสีเขียวเข้ม โคนลำต้นมีสีม่วง
เปลือกหุ้มฝัก เปลือกหุ้มมิด หัวไม่โผล่
จำนวนฝักเน่า เปอร์เซ็นต์ฝักเน่าต่ำ
จำนวนฝัก/ต้น ต้นละ 1 ฝัก
การเก็บเกี่ยว หักง่าย
เปอร์เซ็นต์เมล็ด/ฝัก 81 %
สีและลักษณะเมล็ด สีส้มเหลืองกึ่งหัวแข็ง
ชื่อบริษัทยูนิซีดส์ จำกัด
ชื่อพันธุ์U-90
ลักษณะพันธุ์ พันธุ์ U-90
ชนิดพันธุ์ ลูกผสมเดี่ยว
ผลผลิต(กก./ไร่) 1,350-1,500
สีเมล็ด สีเหลืองส้ม
ชนิดเมล็ด หัวแข็งกึ่งบุบ
ขนาดเมล็ด ขนาดกลาง
สีซัง ขาว
ทรงใบและสีใบ ใหญ่/สีเขียวเข้ม
ความสูงฝัก 105 เซนติเมตร
ความสูงต้น 210 เซนติเมตร
อายุออกดอก 53 วัน
อายุเก็บเกี่ยว 105 วัน
ความทานแล้ง ดีมาก
ต้านทานโรคทางใบ ดีมาก
ความต้านทานโรคราน้ำค้าง ดี
ความสม่ำเสมอ ดี
จุดเด่น
1. ผลผลิตสูง
2.
ต้นแข็งแรง
3. ต้านทานโรค เมล็ดดีมาก
4.
เหมาะในการ ปลูกทั่วไป

.

ชื่อบริษัทแปซิฟิค เมล็ดพันธุ์ จำกัด
ชื่อพันธุ์แปซิฟิค 328
ลักษณะพันธุ์ พันธุ์แปซิฟิค328
ชนิดพันธุ์ ข้าวโพดลูกผสมเดี่ยว
ผลผลิตเฉลี่ย 1,594 กก./ไร่ (เฉลี่ยจาก 16 ท้องที่การทดลอง)
ผลผลิตสูงสุด 2,085 กก./ไร่ (ข้อมูลจากการทดลอง)
เปอร์เซ็นต์กระเทาะ 81.3 เปอร์เซ็นต์
วันออกดอก 49 วัน
ความสูง 205 เซนติเมตร
อายุเก็บเกี่ยว 105-110 วัน
ระบบราก ดีมาก
ต้านทานการหักล้ม 210
สีเมล็ด ส้มหัวแข็ง
ลักษณะพิเศษ
1. ให้ผลผลิตสูงมากทุกสภาพแวดล้อม
2.
มีความสม่ำ เสมอสูงมาก
3.
ระบบรากดีมาก
4.
ทนแล้งดีมาก
5. ลำต้นอวบใหญ่ แข็งแรง
6.
ฝักมีขนาดใหญ่ และไม่เน่า
ชื่อบริษัทไพโอเนีย ไฮ-เบรด (ไทยแลนด์) จำกัด
ชื่อพันธุ์ไพโอเนีย 3012
ลักษณะพันธุ์ พันธุ์ ไพโอเนีย 3012
ความสูงของต้น 180-120 เซนติเมตร
อายุเก็บเกี่ยว 95-100 วัน(กรณีต้องการเก็บเกี่ยวเร็ว) 110 วัน (กรณีต้องการเก็บเกี่ยวปกติ)
ลักษณะเมล็ด หัวแข็ง
สีเมล็ด สีส้ม
ลำต้น แข็งแรง
ระบบราก ดีมาก
ความทนแล้ง ดีมาก
ต้านทานโรค ดีมาก
ผลผลิต 1,500-2,200 กก./ไร่
ลักษณะเด่น
ฝักยาว ฝักใหญ่ เมล็ดติดฝักสุด น้ำหนักดี กาบหุ้มฝักมิด อัตราการกระเทาะสูงมาก (ประมาณ 83 %) หักง่าย ขั้วไม่เหนียว ทั้งฝักและลำต้นมีความสูงสม่ำเสมอสูง ปรับตัวได้ดีเกือบทุกพื้นที่ ตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยสูตรที่มีโปรแตสเซียมผสมอยู่ด้วย
ชื่อบริษัทเจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด
ชื่อพันธุ์ซีพี.ดีเค.888
ลักษณะพันธุ์ พันธุ์ ซีพี.ดีเค 888
ลักษณะพันธุ์ ลูกผสมเดี่ยว
ผลผลิต (กก./ไร่) 1,400
% การกระเทาะ 82
สีเมล็ด สีเหลืองอมส้ม
ลักษณะของเมล็ด หัวแข็งบุบเล็กน้อย
ลักษณะฝัก (ขนาด,ทรง) ฝักเรียวขนาดกลาง มักมี 2 ฝัก ติดเมล็ดถึงฝัก
ขนาดแกน เล็ก
สีของซัง ขาว
ลักษณะใบ สีเขียวค่อนข้างตั้ง ปลายใบห้อย
สีของดอกตัวผู้ ม่วงแดง
ตำแหน่งฝัก (ซม.) 110
ความสูงต้น (ซม.) 195
อายุออกดอกหัว (วัน) 55
อายุเก็บเกี่ยว (วัน) 110
ความทานแล้ง ดีมาก
ต้านทานโรคทางใบ ดีมาก
ความต้านทานโรคราน้ำค้าง ดีมาก
ความสม่ำเสมอ
จุดเด่นของ พันธุ์
1. มี 2 ฝัก 70-80%
2. สีสวย สีส้ม
3.
ผลผลิตสูงมาก
4.
ต้านทานการหัก ล้มดีมาก
5.
ความสม่ำเสมอ สูง
6. ปลูกได้ทั้ง 2 รุ่น
7. ทนแล้งได้นาน 45 วัน
ชื่อบริษัทคาร์กิลล์เมล็ดพันธุ์ จำกัด
ชื่อพันธุ์บิ๊ก 919
ลักษณะพันธุ์ พันธุ์ บิ๊ก 919
ผลผลิต (กก./ไร่) 1,900-2,000
ลักษณะฝัก ฝักใหญ่สม่ำเสมอ
ลักษณะของเมล็ด เมล็ดมีคุณภาพดีเต็ม
อายุเก็บเกี่ยว(วัน) 105-110
สีเมล็ด สีส้มสวยสด
ความทนแล้ง ทนแล้งได้ดีมาก
จุดเด่น
การปรับตัวได้กว้างขวางมาก ปลูกได้ดีในทุกสภาพดิน สีได้น้ำหนัก เปอร์เซ็นต์การกระเทาะสูงกว่า 8ขีด ต่อ 1 กิโลกรัม
ชื่อบริษัทโนวาร์ตีส (เอ็ม พี แอล) จำกัด
ชื่อพันธุ์เหล็กแดง 45 (G5445)
ลักษณะพันธุ์ พันธุ์ G5445
ชนิดพันธุ์ ลูกผสมเดี่ยว
ผลผลิตเฉลี่ย(กก./ไร่) 1,500-2,000
ลักษณะของเมล็ด หัวแข็ง
สีเมล็ด สีแดงสวย
อายุออกไหม 53 วัน
อายุการเก็บเกี่ยว เก็บเกี่ยวสีสดอายุ 95 วันขึ้นไป สีแห้ง 110 วันขึ้นไป
ความทนแล้ง ไม่ต่ำกว่า 45 วัน
จุดเด่น
1. ปลูกได้ดีในดินทุกชนิด และทุกฤดูกาล
2.
เก็บเกี่ยว ง่าย
3.
ทนต่อโรครา สนิม
4. ปลูกในรุ่น 2 ได้ดีเยี่ยม


ประมาณการ ต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เฉลี่ยทั้งประเทศ ปีเพาะปลูก 2540/41 – 2542/43
หน่วย : บาท/ไร่

รายการ 2543/44
(2543)
2544/45
(2544)
2545/461/
(2545)
1. ต้นทุนผันแปร 1,716.71 1,763.24 1,785.49
1.1 ค่าแรงงาน 1,079.28 1,097.60 1,110.74
เตรียมดิน 263.47 275.25 277.05
ปลูก 125.92 125.93 129.64
ดูแลรักษา 176.46 176.46 178.59
เก็บเกี่ยว 513.43 519.96 525.46
1.2 ค่าวัสดุ 588.79 603.26 611.62
ค่าพันธุ์ 244.46 250.30 252.00
ค่าปุ๋ย 233.84 241.93 248.42
ค่ายาปราบศัตรูพืชและวัชพืช 61.67 62.12 62.37
ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและหล่อลื่น 15.86 15.95 15.87
ค่าอุปกรณ์การเกษตรและวัสดุอื่น ๆ 28.14 28.14 28.14
ค่าซ่อมแซมอุปกรณ์การเกษตร 4.82 4.82 4.82
1.3 ค่าเสียโอกาสเงินลงทุน 48.64 62.38 63.13
2. ต้นทุนคงที่ 235.62 235.62 235.62
ค่าเช่าที่ดิน 227.76 227.76 227.76
ค่าเสื่อมอุปกรณ์การเกษตร 7.86 7.86 7.86
3. ต้นทุนรวมต่อไร่ 1,765.54 1,947.31 1,949.25
4. ต้นทุนรวมต่อกิโลกรัม (บาท/กก.) 3.44 3.53 3.60
ผลผลิตต่อไร่ (กก./ไร่) 2/ 268.00 566.00 562.00
ราคาผลผลิตที่เกษตรกรขายได้ ณ ไร่นา (บาท/กก.)3/ 3.82 3.95
5. ผลตอบแทนต่อไร่ 2,169.76 2,235.70
6. ผลตอบแทนสุทธิต่อไร่ 217.43 236.84
7. ผลตอบแทนสุทธิต่อกิโลกรัม (บาท/กก.) 0.38 0.42
หมายเหตุ :
1/ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีเพาะปลูก 45/46 หมายถึง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลูกระหว่างมี.ค.45 – 28 ก.พ. 46
(ประมาณการเฉพาะปีเพาะปลูก 2545/46)
2/ รูปผลผลิตเป็นเมล็ดข้าวโพดที่สีแยกออกจากฝักแล้ว ความชื้นไม่เกิน 14%
3/ ราคาที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นา ปี 2544/45 หมายถึง ราคาเฉลี่ยระหว่าง (ก.ค.44 – 31 มี.ค.45)
ที่มา : สผ. 2 ศูนย์สารสนเทศการเกษตร โทร. 0-2579-8544 โทรสาร 0-2940-6638

.
การใช้ ประโยชน์จากข้าวโพด

1. ใช้เป็นอาหารมนุษย์ ได้แก่ การใช้เมล็ดข้าวโพดเป็นอาหารประจำวัน เช่น การทุบเมล็ดให้แตกแล้วหุงต้มรับประทานหรือใช้แป้งข้าวโพดทำเป็นขนมปังโรตี ประชาชนที่รับประทานข้าวโพดในรูปเมล็ดและแป้ง ได้แก่ ประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน เม็กซิโก สเปน อิตาลี ปอส์ตุเกต อเมริกาใต้ และหลายประเทศในยุโรป

2. ใช้เป็น อาหารสัตว์ เมล็ดข้าวโพดเป็นธัญญพืชที่มีคุณค่าอาหารสูง เป็นที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ในหลายประเทศ เช่น อเมริกา ออสเตรเลีย เดนมาร์ก สำหรับประเทศที่มีพลเมืองหนาแน่นทำให้ไม่มีพื้นที่ว่างพอที่จะปลูกข้าวโพด แต่ต้องการเนื้อสัตว์มากจึงจำเป็นต้องสั่งเมล็ดข้าวโพดจากประเทศที่ปลูกข้าว โพดได้มากเพื่อเอาไปเลี้ยงสัตว์ประเทศเหล่านี้ ได้แก่ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน และประเทศทางตะวันออกกลาง เป็นต้น สำหรับประเทศที่ปลูกข้าวโพดเองสามารถใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในรูปแบบต่าง ๆ กันคือ เมล็ด ซัง ต้นสด ต้นแก่ และผลพลอยได้อื่น ๆ จากโรงงานอุตสาหกรรมข้าวโพด ได้แก่ เปลือกเมล็ด กาก และรำ เป็นต้น ในประเทศไทยปัจจุบันมีโรงงานอาหารสัตว์ได้ใช้ข้าวโพดเป็นส่วนประกอบส่วนใหญ่ ของอาหารสัตว์ ฉะนั้น ความต้องการข้าวโพดของโรงงานเหล่านี้จึงมีปริมาณสูงมาก

3. ใช้ใน อุตสาหกรรม แป้งข้าวโพดเป็นแป้งที่มีคุณภาพดีและนิยมใช้เป็นอุตสาหกรรมในการประกอบอาหาร ในรูปแบบต่าง ๆ ได้มากมายหลายชนิด สำหรับผลพลอยได้จากเมล็ดข้าวโพดได้ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อาหารกระป๋อง อาหารแห้ง น้ำมัน น้ำตาล น้ำเชื่อม แอลกอฮอล์ น้ำส้ม เวชภัณฑ์ น้ำหอม น้ำมันใส่ผม แบตเตอรี่อุปกรณ์กันความร้อน เครื่องเคลือบ สีย้อมหมึก พรม น้ำมันน้ำยาชักเงา สารแทนพวกยาง สารเคมี สารระเบิด อุตสาหกรรมกระดาษแผ่นใยอัดแน่น ซังใช้ทำจุกก๊อกและกล้องสูบยา วัตถุฉนวนไฟฟ้า

ภาวะการตลาด
การผลิตและ การตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของประเทศไทย
ประเด็น หน่วยวัด ปี 2540/
41
ปี 2541/
42
ปี 2542/
43
ปี 2543/
44
ปี 2544/
45
1. พื้นที่ปลูก ล้านไร่ 8.729 9.008 7.803 7.866 7.900
2. ผลผลิต ล้านตัน 3.83 4.617 4.286 4.462 4.470
3. ผลผลิตเฉลี่ย กก./ไร่ 439 513 549 567 566
4. ต้นทุนการผลิต บาท/ไร่
บาท/กก.
1,765.54
4.02
1,918.38
3.74
1,961.50
3.57
1,901.92
3.35
1,947.31
3.44
5. ราคาที่เกษตรกรขายได้ บาท/กก. 4.40 3.69 4.29 3.82 3.95
6. มูลค่าของผลผลิตตาม
ราคาที่ เกษตรกรขายได้
ล้านบาท 16,860.80 17,036.73 15,301.02 14,947.70 15,376.80
7. ปริมาณการใช้ภายในประเทศ ล้านตัน 3.95 4.18 4.19 4.16 4.26
8. ปริมาณการส่งออก ล้านตัน 0.074 0.144 0.020 0.281 0.235
(กค.-กพ.)
9. มูลค่าการส่งออก ล้านบาท 446.61 611.33 111.28 1,315.50 1,031.28
10.ปริมาณการนำเข้า ล้านตัน 0.228 0.082 0.387 0.006 0.004
(กค.-กพ.)
11.มูลค่าการนำเข้า ล้านบาท 1,179.65 439.74 1,648.99 66.75 47.12
ที่มา : ศูนย์สถิติการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมศุลกากร กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์

เทคโนโลยีการ ปลูกข้าวโพด

1. การ เตรียมดินปลูกข้าวโพด

วัตถุประสงค์ของการเตรียมดิน
- ผิวดินจะอ่อน ตัว และห่อหุ้มเมล็ดข้าวโพดให้ชื้นอยู่เสมอ
- ดินมีอากาศถ่าย เทสะดวก
- ดินเก็บความ ชื้นได้ดี
- ทำลายเหง้า วัชพืชให้แห้งตาย และฝังกลบซากวัชพืชเดิมให้จมดิน
1. ไถดะด้วยรถแทรกเตอร์ หรือแรงงานสัตว์ 1 – 2 ครั้ง ให้ลึก 8 – 10 นิ้ว และตากดินไว้ 7 – 15 วัน
2. ไถแปรอีก 1 – 2 ครั้ง โดยไถขวางรอยเดิมของไถดะ
3. ปรับผิวดินให้เรียบ และเก็บวัชพืชโดยทำการพรวน การคราด
4. หลังจากนั้น ใช้รถแทรกเตอร์แถกร่องเพื่อเตรียมปลูกโดยจะใช้แรงคนหรือรถแทรกเตอร์ปลูกเลย ก็ได้

2. การปลูกข้าวโพด

ควรหยอดเมล็ด ข้าวโพดให้ลึก 2.5 – 3 นิ้ว ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพด 3 กิโลกรัมต่อไร่ ใน 1 ไร่ จะมีต้นข้าวโพดประมาณ 8,533 ต้น ถ้าใช้อัตราและระยะปลูกดังนี้
1. ระยะปลูก 75 x 25 ซม. หยอด 2 เมล็ดต่อ 1 หลุม ถอนแยกเหลือ 1 ต้นต่อ 1 หลุม
2. ระยะปลูก 75 x 50 ซม. หยอด 3 เมล็ดต่อ 1 หลุม ถอนแยกเหลือ 2 ต้นต่อ 1 หลุม
3. ระยะปลูก 75 x 75 ซม. หยอด 4 เมล็ดต่อ 1 หลุม ถอนแยกเหลือ 3 ต้นต่อ 1 หลุม

3. การใส่ปุ๋ย

ชนิดดิน                                   สูตรปุ๋ย                    อัตรา (กิโลกรัม/ไร่)
ดินเหนียวสีดำ                      21 – 0 – 0                         25 – 50
ดินเหนียวสีแดง                  16 – 20 – 0                        25 – 50

ถั่วเหลือง

ถั่วเหลือง.


สถานการณ์

ถั่วเหลืองเป็น พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เพราะเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมภายในประเทศหลายชนิด ในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายเร่งรัดการผลิตถั่วเหลืองให้เพียงพอใช้ใน ประเทศ โดยดำเนินการเร่งรัด

การผลิตควบคู่กับการกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าเมล็ด ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ความคุ้มครองเกษตรกรผู้ผลิตถั่วเหลือง ส่งผลให้ปริมาณ ผลผลิตถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด แต่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ภายในประเทศ โดยเฉพาะช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 (ปี 2525 – 2529) อัตราการเจริญเติบโตของพื้นที่เพาะปลูก และผลผลิตถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 23 และร้อยละ 33 ตามลำดับต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2533 ให้ยกเลิกมาตรการควบคุม การนำเข้ากาก

ถั่วเหลืองเป็นนำเข้าโดยเสรี และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษจากผู้นำเข้าในอัตราตามสถานการณ์การผลิตและ การตลาดซึ่งการเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าวส่งผลกระทบทำให้ราคาถั่วเหลืองที่ เกษตรกรขายได้ลดต่ำลงจากราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 12 – 8.84 บาทในปี 2530/31 – 2531/32 ลดลง อยู่ในช่วงระดับราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 7.32 – 7.81 บาทในช่วงปี 2533/34 – 2535/36

แม้ว่าภาวะการผลิตจะผกผัน ปริมาณผลผลิตจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ในขณะที่พืชแข่งขันอื่น เช่น ข้าวนาปรัง ถั่วเขียว ข้าวโพด เป็นต้น มีแนวโน้มราคาสูงขึ้น ประกอบกับเกษตรกรมักประสบปัญหาภัยธรรมชาติ เช่น ฝนแล้ง น้ำท่วมอยู่เสมอ ทำให้เกษตรกรขาดแรงจูงใจในการผลิตถั่วเหลือง จึงหันไปปลูกพืชอื่นทดแทน เป็นสาเหตุให้พื้นที่และผลผลิตถั่วเหลืองมีแนวโน้มลดลง

โดยผลผลิตถั่วเหลืองลดลงจาก 6.72 แสนตัน ในปี 2532/33 เป็น 5.30 แสนตัน ในปี 2533/34 และเป็น 4.3 แสนตัน ในปี 2534/35 และเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5.27 แสนตัน ในปี 2537/38 และลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือเพียง 3.24 แสนตันในปี 2543/44 สืบเนื่องจากปี 2538 โดยต้องปฏิบัติตามข้อตกลงขององค์กรการค้าโลก (WTO) ว่าด้วยการเปิดตลาดให้นำเข้าสินค้าเกษตรที่เคยเป็นสินค้าควบคุมการนำเข้า ถั่วเหลือง เป็นสินค้าที่ต้องเปิดตลาดให้นำเข้าด้วย ส่งผลให้ราคาถั่วเหลืองภายในประเทศต่ำลงเนื่องจากราคาถั่วเหลืองนำเข้ามี ราคาถูกกว่าถั่วเหลืองที่ผลิตภายในประเทศ ต่อมาในปี 2539 รัฐมีนโยบายให้นำเข้าถั่วเหลืองรวมทั้งกากถั่วเหลืองได้โดยเสรี ไม่จำกัดปริมาณและช่วงเวลานำเข้าพร้อมทั้งมีมาตรการคุ้มครองผู้ผลิตภายใน ประเทศด้านการให้
ผู้มีสิทธิ์นำเข้าถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองต้องรับซื้อผลผลิตภายในประเทศ ในราคาขั้นต่ำที่กำหนด ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นจาก 425,000 ตัน ในปี 2538/39 เป็น 1,300,000 ตัน ในปี 2543/44 และคาดว่าความต้องการใช้เมล็ดถั่วเหลืองภายในประเทศในปี 2544 จะไม่ต่ำกว่า 1,800,000 ตัน

แหล่ง ผลิต

แหล่งผลิตถั่ว เหลืองในปัจจุบันได้กระจายไปทุกภาคของประเทศไทย จากการพยากรณ์โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2544/45 พบว่า ภาคเหนือมีพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองมากที่สุด คือ 1,030,549 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 69.66 รองลงมา ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคอื่น ๆ คิดเป็นร้อยละ 17.31 , 11.73 และ 1.3 ตามลำดับ

ฤดูการผลิต

1. ถั่วเหลืองต้นฤดูฝน
เกษตรกรจะเพาะปลูกถั่วเหลืองในสภาพพื้นที่ไร่ระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม และจะเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม การปลูกถั่วเหลืองของเกษตรกรในช่วงดังกล่าวจะมีพื้นที่ปลูกประมาณร้อยละ 29 ของพื้นที่ปลูกตลอดปี ผลผลิตคิดเป็นร้อยละ 28 ของผลผลิตทั้งปี ผลผลิตถั่วเหลืองที่ได้จากการปลูกถั่วเหลืองในช่วงต้นฤดูฝนมักมีคุณภาพต่ำ ความชื้นสูง เนื่องจากเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีฝนตกชุก ผลผลิตส่วนใหญ่จึงเข้าสู่โรงงานสกัดน้ำมัน จังหวัดที่ปลูกถั่วเหลืองในช่วงดังกล่าว ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือตอนล่าง เช่น สุโขทัย, ตาก, อุตรดิตถ์, พิษณุโลก, กำแพงเพชร เป็นต้น

2. ถั่วเหลืองปลายฤดูฝน
เกษตรกรจะเพาะปลูกถั่ว เหลือง ในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม และจะเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน ซึ่งมีพื้นที่ปลูกประมาณร้อยละ 22.5 ของพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองทั้งปี ผลผลิตคิดเป็นร้อยละ 20 ของผลผลิตทั้งปี โดยปลูกในสภาพพื้นที่ไร่ตามพืชต้นฤดูฝน เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียวผิวมัน เป็นต้น ถั่วเหลืองที่ผลิตได้ในช่วงนี้คุณภาพดีเพราะจะเก็บเกี่ยวในช่วงที่หมดฝน ผลผลิตที่ได้จะใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ของการปลูกถั่วเหลืองในฤดูแล้งของเกษตรกร หากปีใดผลผลิตถั่วเหลืองปลายฤดูฝนได้รับความเสียหาย เนื่องจากภัยธรรมชาติ ผลผลิตมีคุณภาพต่ำ มีผลทำให้การผลิตถั่วเหลืองฤดูแล้งของเกษตรกรมีแนวโน้มลดลง และมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เนื่องจากขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ปลูก เมล็ดพันธุ์มีราคาแพง และเกษตรกรจำเป็นต้องใช้เมล็ดพันธุ์ต่อไร่ในอัตราสูง จังหวัดที่ปลูกถั่วเหลืองในช่วงดังกล่าวมาก ได้แก่ สระแก้ว, ลพบุรี, อุทัยธานี, นครสวรรค์ เป็นต้น

3. ถั่วเหลืองฤดูแล้ง
เกษตรกรจะเพาะปลูกถั่วเหลืองในนาหลังการเก็บเกี่ยวข้าวในเขตชลประทาน ประมาณเดือนธันวาคม – มกราคม และเก็บเกี่ยวประมาณเดือนมีนาคม – เมษายน ถั่วเหลืองที่ผลิตได้จะมีคุณภาพดี
เหมาะสำหรับนำไปใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ และบริโภคในรูปของเต้าหู้ เต้าเจี้ยว ซีอิ้ว และน้ำนมถั่วเหลือง พื้นที่ปลูกถั่วเหลืองฤดู แล้งจะมีประมาณร้อยละ 48.5 ของพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองทั้งปี และมีผลผลิตประมาณร้อยละ 52 ของผลผลิตทั้งปี จังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตที่สำคัญ ได้แก่ เชียงใหม่ , กำแพงเพชร , สุโขทัย , ชัยภูมิ , พิษณุโลก , ขอนแก่น เป็นต้น


ปริมาณการผลิตของประเทศ
ปี พื้นที่ปลูก (ไร่) พื้นที่เก็บเกี่ยว(ไร่) ผลผลิตทั้งหมด(ตัน) ผลผลิตเฉลี่ย(กก./ไร่)
2535/36 2,294,000 2,145,000 480,000 224
2536/37 2,600,000 2,374,000 513,000 216
2537/38 2,724,000 2,471,000 582,000 213
2538/39 1,881,000 1,719,000 386,000 224
2539/40 1,695,928 1,597,382 359,094 212
2540/41 1,547,747 1,474,812 337,790 229
2541/42 1,467,540 1,370,317 321,235 234
2542/43 1,451,238 1,404,122 319,015 220
2543/44X 1,461,094 1,461,094 324,057 222
2544/45X 1,476,305 1,434,898 330,952 224

ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

หมายเหตุ X = ตัวเลขประมาณการ

การใช้ในประเทศ
สำหรับในปี 2544/45 คาดว่าความต้องการใช้ถั่วเหลืองมีปริมาณ 1,830,950 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 200,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.93 เนื่องจากความต้องการใช้เพื่อสกัดน้ำมันและเพื่อเป็นอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นสูง อีกทั้งรัฐบาลอนุมัติให้นำเข้าถั่วเหลืองเสรี ตั้งแต่ปี 2540 ทำให้ปริมาณการนำเข้าในปี 2543 เท่ากับ 1,300,382 ตัน ( ตารางที่ 2 ) เพิ่มขึ้นจากปี 2542 จำนวน 292,399 ตัน

ตารางที่ 1 บัญชีสมดุลถั่วเหลืองของไทย
ปี ผลผลิต นำเข้า ใช้ในประเทศ ส่งออก
2535/36 480.15 123.54 602.93 0.76
2536/37 513.10 97.99 610.88 0.21
2537/38 527.58 166.36 693.51 0.43
2538/39 385.56 425.65 810.91 0.30
2539/40 359.09 672.35 1,031.27 0.17
2540/41 337.79 574.24 912.03 0.37
2541/42 321.24 924.96 1,246.20 1.00
2542/43 319.02 1,078.95 1,397.96 0.77
2543/44X 324.06 1,300.00 1,624.06 0.70
2544/45X 330.95 1,500.00 1,830.95 0.70

ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
หมายเหตุ X = ตัวเลขประมาณการณ์

ตารางที่ 2 ปริมาณนำเข้าถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์

ปี เมล็ด กาก น้ำมันดิบและบริสุทธิ์ น้ำมันผ่านกรรมวิธี O2 น้ำมันผ่านกรรมวิธี H2
2536 44,683.77 481,672.67 - 2,894.24 4,558.66
2537 97,988.64 902,707.88 - 3,511.56 7,848.87
2538 230,139.56 688,515.84 1,811.04 4,457.33 7,651.76
2539 418,787.88 790,148.35 773.58 2,980.36 6,983.96
2540 869,370.00 1,109,125.00 18.15 2,616.87 3,901.11
2541 687,244.00 957,487.00 0.05 2,703.92 106.70
2542 1,007,983.00 1,331,100.00 1,434.09 3,192.25 489.61
2543 1,300,382.00 1,299,489.00 148.29 1,847.33 668.63

ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

เทคโนโลยีการผลิต

พันธุ์

พันธุ์ ถั่วเหลืองที่แนะนำส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก จะเป็นพันธุ์ที่ผ่านการรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตรเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันมีจำนวน 9 พันธุ์ คือ

1. พันธุ์ สจ.1 (SJ. 1)

2. พันธุ์ สจ.2 (SJ.2)

3. พันธุ์ สจ.4 (S.J.4)

4. พันธุ์ สจ.5 ( SJ. 5 )

5. พันธุ์นครสวรรค์ 1 ( นว.1 : NS. 1 )

6. พันธุ์เชียงใหม่ 60 ( ชม.60 : CM. 60 )

7. พันธุ์ มข.35 ( KKU. 35 )

8. พันธุ์สุโขทัย 1 ( สท.1 : ST. 1 )

9. พันธุ์ สุโขทัย 2 ( สท.2 : ST.2 )

กรรมวิธีการปลูก

การปลูก ปลูกได้ทั้งในสภาพดินที่มีการไถพรวนและไม่ไถพรวน แต่ต้องมีการระบายน้ำได้ดี และให้น้ำสม่ำเสมอ สำหรับสภาพพื้นที่ที่ไม่ได้ไถพรวนส่วนใหญ่ จะปลูกในฤดูแล้งหลังนาปี

1. การเตรียมดินปลูก ควรปรับดินให้สม่ำเสมอ โดยไถดิน 2 ครั้ง ไถลึก 15 – 20 เซนติเมตร ตากดินไว้ 1 – 2 สัปดาห์ แล้วไถพรวน 1 – 2 ครั้ง ( ขึ้นอยู่กับสภาพดิน ) ปรับระดับหน้าดินใหม่สม่ำเสมอไม่ให้มีน้ำขัง และมีการขุดร่องโดยรอบแปลงเพื่อระบายน้ำได้สะดวก

2. การเตรียมเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูก โดยทำการทดสอบความงอกของเมล็ด และคลุกเชื้อไรโซเบียมก่อนปลูก โดยใช้อัตราเชื้อไรโซเบียม 200 กรัมต่อเมล็ดถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม

3. วิธีการปลูก วิธีการปลูกนั้นอาจปลูกเป็นหลุม โดยมีระยะปลูกระหว่างแถว x ระหว่างหลุม เป็น 50 x 20 , 25 x 25 , 30 x 20 เซนติเมตร หลุมละ 4 ต้น หรือโรยเป็นแถว โดยมีระยะระหว่างแถว ประมาณ 25 – 50 เซนติเมตร ให้มีจำนวนต้นประมาณ 20 ต้น ต่อความยาวของแถวประมาณ 1 เมตร

อัตราเมล็ดพันธุ์

ที่ใช้ 12 – 25 กิโลกรัมต่อไร่ หรือปลูกโดยวิธีหว่าน โดยใช้เมล็ดพันธุ์ 15 – 20 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งนิยมปลูกในฤดูแล้ง ก่อนปลูกควรคลุกเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองด้วยเชื้อไรโซเบียม (เป็นเชื้อจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีความสามารถในการตรึงไนโตรเจนจากอากาศ ไปเป็นสารประกอบไนโตรเจน ซึ่งเป็นปุ๋ยแก่ต้นถั่วเหลือง) เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยลง นอกจากนี้ยังปลูกโดยโรยเป็นแถว โดยใช้เครื่องหยอด ซึ่งมีทั้งชนิดที่ใช้กับการเตรียมดิน โดยการไถพรวนและไม่ไถพรวน ควรใช้ระยะระหว่างแถวประมาณ 30 เซนติเมตร ให้มีจำนวนต้นประมาณ 20 ตันต่อระยะแถวยาวประมาณ 1 เมตร การใช้ระยะระหว่างแถว 30 เซนติเมตร จะสัมพันธ์กับการใช้เครื่องเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองแบบวางรายอย่างมีประสิทธิภาพ

การใส่ปุ๋ย

ใส่ ปุ๋ย สูตร 12 – 24 – 12 หรือ 15 – 15 -15 ในอัตรา 20 – 30 กิโลกรัมต่อไร่ การใส่ปุ๋ย ถั่วเหลืองสามารถปฏิบัติได้หลายวิธีการ ดังนี้ คือ

1. ใส่ปุ๋ยก่อนปลูก ทำได้โดยใส่ปุ๋ยรองก้นหลุมก่อนปลูก เป็นวิธีที่ให้ผลดีแต่สิ้นเปลืองแรงงานมาก หรือหว่านปุ๋ยให้ทั่วแปลงแล้วไถกลบ

2. ใส่หลังปลูก โดยใส่ระหว่างหลุมหลังปลูก 15 – 20 วัน แล้วไถ (คราด) ดิบกลบ หรือใส่ปุ๋ยหลังปลูกโดยโรยข้างแถว แล้วไถกลบพร้อมกับกำจัดวัชพืชครั้งแรกหลังปลูก 15 – 20 วัน

การใช้ฮอร์โมน

การใช้ฮอร์โมน ประเภท เอ็น เอ เอ (NAA) เข้มข้น 10 – 12 ส่วนในล้านส่วน ให้ 1 – 2 ครั้งในระยะก่อนถั่วเหลืองออกดอกเล็กน้อย หรือให้ปริมาณโปรตีนในเมล็ดเพิ่มขึ้นประมาณ 20 – 25 เปอร์เซ็นต์

การป้องกันกำจัด โรคพืช

โรคถั่วเหลืองที่สำคัญ คือ โรคราสนิม โรคแอนแทรกโนส การป้องกันกำจัดโรค ถั่วเหลืองควรป้องกันโดย

1. ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ต้านทานโรค เช่น พันธุ์ สจ.5, สจ.4 เป็นต้น

2. ปลูกพืชหมุนเวียน

3. ถ้าระบาดรุนแรงควรใช้สารเคมี ไดเทนเอ็ม – 45 แมนเสทดี ฉีดพ่นประมาณ 3 ครั้ง โดยพ่นครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 40 วัน และพ่นอีก 1 – 2 ครั้ง ตามความจำเป็น

การป้องกันกำจัดแมลง

การ ป้องกันกำจัดโรคและแมลง ในช่วงถั่วเหลืองอายุ 7 วันหลังงอก จำเป็นจะต้องพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดหนอนแมลงวันเจาะลำต้น และหลังจากนั้น ควรป้องกันกำจัดตามความจำเป็น คือ เมื่อพบโรคแมลงระบาดถึงระดับเศรษฐกิจ จึงควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัด ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของแมลง ดังนี้

1. หนอนเจาะฝัก พ่นด้วยสารเคมีประเภทโมโนโครโตฟอส เช่น อโซดริน 56 % WSC, นูวาครอน 56 % SC , อะโซครอน 56 % WSC เป็นต้น ในอัตรา 40 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 10 วัน

2. เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจั๊กจั่น แมลงหวี่ขาว หนอนมวนใบ มวนเขียวถั่ว สาร คาร์โบฟูราน 3 % จี โรยในแถวก่อนหยอดเมล็ดอัตรา 4 – 6 กก./ไร่ หรือสารประเภท โมโนโครโตฟอส อัตรา 40 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร พ่น 1 – 2 ครั้ง ทุก 7 – 10 วัน พ่นครั้งแรกเมื่อ ถั่วเหลืองอายุ 7 วัน หรือสารประเภท โอเมธโธเอท 25 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ทุกระยะ 7 – 10 วันโดยพ่นครั้งเมื่อถั่วเหลืองอายุ 7 วัน

การป้องกันกำจัด วัชพืช

การ ป้องกันกำจัดวัชพืชสามารถกระทำได้ 2 วิธี คือ

1. วิธีกล โดยใช้แรงงานคน สัตว์ ทำการถากถางไถพรวนกำจัดวัชพืช 1 – 2 ครั้ง ในระยะที่ต้นถั่วเหลืองอายุไม่เกิน 30 วัน

2. ใช้สารเคมี โดยพ่นสารเคมีหลังปลูกทันทีหรือหลังปลูก 1 – 2 วัน ก่อนที่วัชพืชงอก สารเคมีที่ใช้ให้ผลดี ได้แก่ ดูอัลชนิดน้ำ 40 % แลสโซ่ชนิดน้ำ 43.7 %

การเก็บเกี่ยว

การ เก็บเกี่ยวถั่วเหลืองเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ควรมีการปฏิบัติที่ถูกต้องตั้งแต่การเก็บเกี่ยว ตาก ย้าย นวด ฯลฯ เพราะจะช่วยลดการสูญเสียเนื่องจากการปฏิบัติ วิธีการเก็บเกี่ยว อาจเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองตามอายุ และสังเกตสีของฝักโดยการตัดที่โคนต้น และนำมามัดรวมกันเป็นฟ่อน ตั้งเป็นกองทิ้งไว้โดยเอาโคนลงดิน จนกระทั่งใบร่วงประมาณ 5 – 7 วันก่อนนวด

การนวด

สามารถทำได้หลายวิธี คือ

1. ใช้เครื่องนวด

2. ใช้รถนวด โดยใช้แทรกเตอร์หรือรถไถเดินตาม

3. โดยใช้ไม้ฟาดให้เมล็ดร่วง

โรคและแมลงศัตรู ถั่วเหลืองที่สำคัญ

1. โรคที่สำคัญ ได้แก่ โรคราน้ำค้าง , โรคราสนิม , โรคแอนแทรกโนส, โรคใบจุดนูน, โรคเมล็ดสีม่วง, โรคเน่าคอดิน, โรครากเน่า , โรคใบด่าง และ โรคใบยอดย่น

2. แมลงศัตรูที่สำคัญ ได้แก่ หนอนเจาะแมลงวันต้นถั่ว, หนอนม้วนใบ, หนอนชอนใบถั่ว, เพลี้ยอ่อน, หนอนกระทู้ผัก, แมลงหวี่ขาว , หนอนเจาะฝักถั่ว , มวนเขียวข้าว , มวนเขียวถั่ว และ มวนขาโต

การใช้ประโยชน์

ถั่วเหลืองสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนกล่าวคือ

1. ส่วนต่าง ๆ ของถั่วเหลือง คือ ใบ ลำต้น เปลือกเมื่อเก็บเกี่ยวและนวดเรียบร้อยแล้ว และไถกลบลงสู่ดินรวมทั้งปมที่ตกค้างในดินจะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ดีที่สุด ในส่วนของเปลือกถั่วเหลืองนำมากองรวมกันใช้เพาะเห็ดที่เรียกว่า ” เห็ดถั่วเหลือง ” นำมาทำอาหารรับประทานได้

2. เมล็ดของถั่วเหลืองนำมาใช้เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ โดยเมล็ด ถั่วเหลืองจะถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมการผลิต ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอาหารมนุษย์และสัตว์ ซึ่งแบ่งตามวิธีการผลิตเป็น 2 ลักษณะ คือ

ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการหมัก (Nonfermente Product) ได้แก่

น้ำมันถั่วเหลือง เป็นน้ำมันที่มีคุณภาพดีมีกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว (Unsaturated Fatty Acid) 80 – 85 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอล น้ำมันถั่วเหลืองใช้สำหรับปรุงอาหาร ทำปลากระป๋อง เนยเทียม น้ำมันสลัด สีหมึก กลีเซอรีน และสบู่ ส่วนกากถั่วเหลืองที่สกัดน้ำมันออกแล้ว นำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ได้อย่างดีเพราะมีโปรตีนสูงประมาณ 40 – 45 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันมีโรงงานสกัดน้ำมันถั่วเหลือง จำนวน 9 โรงงาน มีกำลังการผลิตรวมกันจะใช้เมล็ดถั่วเหลืองประมาณ 1 ล้านตันต่อปี สำหรับกรรมวิธีการผลิตน้ำมัน ถั่วเหลืองดิบแบบสกัด (Extraction of Soybean Oil Process) และกรรมวิธีในการผลิตน้ำมัน ถั่วเหลืองบริสุทธิ์ (Refining Soybean Oil Process) เมล็ดถั่วเหลือง 100 กิโลกรัม เมื่อสกัดน้ำมันแล้วจะได้น้ำมันประมาณ 14.5 – 16.2 เปอร์เซ็นต์ และได้กากถั่วเหลืองประมาณ 77 – 78 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกากถั่วเหลืองจะเป็นผลผลิตหลักของโรงงานสกัดน้ำมันถั่วเหลือง มีโปรตีนสูงประมาณ 40 – 45 เปอร์เซ็นต์ และพบว่า เป็นแหล่งของอาหารโปรตีนที่ดีมากอย่างหนึ่ง แต่ในประเทศไทยยังไม่มีอุตสาหกรรม ที่ใช้กาก ถั่วเหลืองไปแปรรูปเป็นอาหารมนุษย์ เพื่อบริโภค ดังนั้น กากถั่วเหลืองจึงนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่พอใช้ภายในประเทศต้องนำเข้าจากต่างประเทศปีละหลายแสน ตัน

น้ำนมถั่วเหลือง หรือที่เรียกกันทั่วไปว่านมถั่วเหลือง สามารถใช้เป็นอาหารของคนได้ทุกเพศทุกวัย เป็นอาหารเสริมดื่มแทนนมวัวได้ดีพอสมควรแม้ว่าคุณค่าทางโภชนาการของนมถั่ว เหลืองจะด้อยกว่านมวัว แต่ก็สามารถนำไปปรับปรุงคุณภาพให้ใกล้เคียงกับนมวัวได้ เหมาะสำหรับผู้ที่แพ้นมวัว

เต้าหู้ เป็นอาหารพื้นเมืองของคนไทย นิยมรับประทานโดยทั่วไป สามารถทำอาหารได้หลายแบบ ราคาถูก เต้าหู้ที่ขายในท้องตลาดมีหลายลักษณะ ซึ่งได้แก่ เต้าหู้แข็ง เต้าหู้อ่อน เต้าหู้เหลือง เต้าหู้หลอด เต้าหู้แห้ง เป็นต้น

เต้าฮวย มีลักษณะล้ายกับเต้าหู้อ่อน แต่เนื้อนิ่มกว่า จัดเป็นอาหารหวานที่รับประทานร่วมกับน้ำขิง ซึ่งคนทั่วไปในประเทศไทยนิยมรับประทานเป็นอาหารว่าง สำหรับกรรมวิธีในการทำเต้าฮวย

ฟองเต้าหู้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในความนิยมของคนไทยเช่นเดียวกัน แต่มีขอบเขตการใช้จำกัด ซึ่งนิยมใช้ประกอบอาหารประเภทแกงจืดเป็นหลัก การทำฟองเต้าหู้จะทำร่วมกับการทำเต้าหู้ เนื่องจากการเตรียมการในขั้นตอนการทำน้ำเต้าหู้เป็นขั้นตอนการทำเช่นเดียว กัน สำหรับขั้นตอนในการทำฟองเต้าหู้

ถั่วงอกหัวโต เป็นอาหารประเภทผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่อผู้บริโภค เพราะนอกจากคุณภาพของโปรตีนและไขมันจะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่จะได้ไวตามีนซี และไวตามีนเอ ในปริมาณที่เพิ่มขึ้น แต่การรับประทานถั่วเหลืองหัวโตจะต้องทำให้สุกก่อนเพื่อให้โปรตีนมี ประสิทธิภาพสูง กรรมวิธีในการทำถั่วงอกหัวโต

แป้งถั่วเหลืองที่มีไขมันเต็ม เป็นแป้งที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงใช้แก้ปัญหาในด้านทุพโภชนา โดยเฉพาะโรคขาดโปรตีนและแคลอรี่ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้หลายประเภท เช่น อุตสาหกรรมอาหารเสริมเด็กอ่อน อุตสาหกรรมทำขนมอบ และอุตสาหกรรมทำน้ำนมถั่วเหลือง เป็นต้น

ถั่วเหลืองไขมันเต็ม (Full fat soy) เป็นอาหารสัตว์ที่อุดมด้วยไขมันในปริมาณสูง เหมาะที่จะใช้เลี้ยงลูกสุกรแรกเกิดถึงอายุประมาณ 1 เดือน หรือน้ำหนักประมาณ 15 กก. ซึ่งจะทำให้ลูกสุกรโตเร็ว โดยมีกรรมวิธีในการทำ คือ ใช้เมล็ดถั่วเหลืองที่คัดคุณภาพทำความสะอาดแล้วนำไปทำให้สุกและตีให้ป่นโดย ผ่านขบวนการเอ็กซ์ทรูด ( Extruder ) ซึ่งเป็นขบวนการเบ็ดเสร็จในตัวคือทำให้สุกและตีให้ป่นเรียบร้อย โดยเครื่อง Extruder

ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการหมัก (Fermented Product)

ผลิตภัณฑ์ เหล่านี้ มักจะใช้เป็นสารชูรสอาหารทำให้อาหารมีรสชาดดี กลิ่นน่ารับประทาน ได้แก่

ซีอิ้ว ใช้เป็นเครื่องจิ้มและเครื่องปรุงอาหารแทนน้ำปลาหรือเกลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาหารจีนและอาหารมังสวิรัต

เต้าเจี้ยว นำมาใช้ประกอบอาการประเภท ผัด ซุป ทอด และใช้เป็นส่วนประกอบของน้ำจิ้ม ซึ่งนิยมบริโภคกันทั่วไป การทำเต้าเจี้ยวทำได้ 2 ลักษณะ ซึ่งมีขั้นตอนกรรมวิธีในการผลิตเช่นเดียวกับซีอิ้ว ลักษณะแรก ทำโดยการดูดน้ำซีอิ๊วออกเหลือแต่เนื้อถั่วนำไปปรุงเติมแต่งรสใหม่ จะได้เต้าเจี้ยวที่คุณภาพไม่ดีราคาถูก ลักษณะที่สอง ไม่ต้องผ่านการดูดน้ำซีอิ้วออกใช้ทั้งหมดจะได้เต้าเจี้ยวที่มีคุณภาพดีราคา แพง

เต้าหู้ยี้ นอกจากจะนำไปใช้เป็นสารชูรสในการบริโภคเป็น เครื่องจิ้ม เช่น อาหารประเภทสุกี้แล้ว ยังนำมาบริโภคกับข้าวต้มโดยตรง

ถั่วลิสง

ถั่วลิสง.

สถานการณ์ทั่วไป

ถั่วลิสงเป็นพืชตระกูลถั่วที่สามารถปลูกได้ทั้งปี และสามารถนำมาใช้บริโภคได้หลายรูปแบบ ทั้งการบริโภคสด นำไปประกอบอาหารและขนมต่างๆ ปัจจุบันการผลิตถั่วลิสงไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ภายในประเทศ จึงมีการนำเข้าถั่วลิสงจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น

แหล่งผลิตที่สำคัญ

แหล่งปลูกที่สำคัญของถั่วลิสงมีมากในเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนี้

ภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดลำปาง น่าน เชียงราย พะเยา เชียงใหม่ แพร่ เป็นต้น
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดเลย กาฬสินธ์ นครราชสีมา อุดรธานี อุบลราชธานี เป็นต้น

ฤดูปลูก

ปลูกโดยอาศัยน้ำฝน

ต้นฝนระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม เก็บเกี่ยวเดือนกรกฎาคมถึง สิงหาคม
ปลายฤดูฝน ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม.. เก็บเกี่ยวเดือนตุลาคมถึง พฤจิกายน

ปลูกในฤดูแล้ง

การปลูกโดยอาศัยน้ำชล ประทาน ควรปลูกในระหว่างเดือนธันวาคมถึงมกราคม
การปลูกหลังการทำนา โดยอาศัยความชื้นที่เหลือในดินควรปลูกให้เร็วที่สุดหลัง จากการเสร็จสิ้นการทำนาเพราะดินยังมีความชุ่มชื้นเหลืออยู่

ปริมาณการผลิตทั้งประเทศย้อนหลังปี 5 ปี

พื้นที่เพาะปลูก พื้นที่เก็บเกี่ยว ผลผลิตและผลผลิตต่อไร่ของไทย ปี 2535/36 – 2539/40


ปี พื้นที่ปลูก (ไร่) ผลผลิต (ตัน) ผลผลิตต่อไร่ (กก.)
2535/36 650,274 136,863 210
2536/37 602,790 236,363 226
2537/38 650,671 150,329 231
2538/39 624,035 146,755 235
อัตราการเพิ่ม/ลด -2.882 -0.399 2.580
2539/40 657,431 154,262 235
ที่มา : ศูนย์สารสนเทศการเกษตร

พันธุ์ส่งเสริม
ลักษณะ พันธุ์
ขก60-2 สข.38 ขก60-1 ไทนาน9 ขก 60-3 ขก4
อายุออกดอก(วัน) 27-30 27-30 27-30 27-30 35 21-25
อายุเก็บเกี่ยว(วัน)
ฝักสด 85-90 85-90 - - - 85-90
ฝักแห้ง 95-105 95-105 95-105 95-110 110-120 95-100
จำนวนเมล็ด/ฝัก 2.8 2.1 2 2 2 2.9
สีเยื่อหุ้มเมล็ด ชมพู แดง ชมพู ชมพู ชมพู ชมพู
น้ำหนัก 100 เมล็ด(กรัม) 40.7 38.9 45.9 42.4 76.2 47.1
เปอร์เซนต์กะเทาะ 61.5 62.2 69.2 70.7 60 63.4
ผลผลิตฝักสด(กก./ไร่) 572 509 - - - 586
ผลผลิตฝักแห้ง (กก./ไร่) 266 247 273 260 378 270
เปอร์เซนต์น้ำมัน 44.3 45.8 43.3 50.7 49.3 46.4
เปอร์เซนต์โปรตีน 27.4 27.1 28.2 28.1 24.8 28.7

ต้นทุนการผลิต
รายการ เงินสด ไม่เป็นเงินสด รวม
ต้นทุนผันแปร 1488.19 1693.54 1840.79
1. แรงงาน 1,091.93 1,200.51 1,287.17
- เตรียมดิน 223.50 242.98 257.60
- เตรียมพันธุ์และปลูก 193.42 216.63 242.60
- ดูแลรักษา 187.73 205.57 224.60
- เก็บเกี่ยวรวมมัด 235.74 259.31 272.29
- ค่าใช้จ่ายหลังการเก็บเกี่ยว 251.54 276.02 289.88
2. ค่าวัสดุ 336.83 383.58 434.93
- ค่าเมล็ดพันธุ์,ค่าพันธุ์ 281.94 324.17 372.76
- ค่าปุ๋ยคอก,ปุ๋ยเคมี 22.97 24.47 26.12
- ค่ายาปราบศัตรูพืชและวัชพืช 22.28 23.39 24.49
- ค่าเชื้อไรโซเบี้ย ม 0.10 0.10 0.11
- ค่าอุปกรณ์การเกษตรและวัสดุอื่นๆ 9.45 11.45 11.45
3. อื่นๆ 59.43 109.45 118.69
- ค่าซ่อมแซมอุปกรณ์การเกษตร 2.08 2.08 2.08
- ค่าดอกเบี้ยและค่าเสียหายโอกาสเงินลงทุน 57.35 107.37 116.61
ต้นทุนคงที่ 128.81 128.81 128.81
- ค่าภาษีที่ดิน,ค่าเช่าที่ดินและค่าใช้ที่ดิน 126.37 126.37 126.37
- ค่าเสื่อมอุปกรณ์การเกษตร 2.44 2.44 2.44
ต้นทุนรวมต่อไร่ 1,617.00 1,822.35 1,969.60
ต้นทุนรวมต่อกิโลกรัม(บาท/กก.) 7.00 7.75 8.28
ผลผลิตต่อไร่ (กก./ไร่) 231.04 235.00 238.00
ราคาผลผลิตต่อกิโลกรัม(บาท/กก.) 9.07 10.24 10.82
ผลตอบแทนต่อไร่ (บาท) 2,095.53 1,406.40 2,575.16
ผลตอบแทนสุทธิต่อกิโลกรัม(บาท/ไร่) 478.53 584.05 605.56
ที่มา:ศูนย์สารสนเทศการเกษตร

การใช้ประโยชน์

ถั่วลิสง สามารถนำไปเป็นอาหารโดยตรง เช่น ถั่วต้ม ถั่วทอด ถั่วชุบแป้งทอด ถั่วตัด ถั่วเคลือบ ถั่วป่น บริโภคทางอ้อม เช่น น้ำมันพืช ผลิตภัณฑ์จากถั่วาหารสัตว์และเป็นปุ๋ย ในตลาดระดับบนมีการใช้ประโยชน์จากถั่วลิสงเคลือบรสต่างๆ ถั่วลิสงเคลือบน้ำผึ้ง ถั่วลิสงทอดคลุกเนย และเนยถั่วลิสง โรงงานจะเน้นคุณภาพถั่วลิสงเป็นเกณฑ์สำคัญที่สุด ตลาดระดับกลางและระดับล่าง จะใช้ทำผลิตภัณฑ์อาหารพื้นบ้าน เช่น ถั่วต้ม ถั่วชุบแป้งทอด ถั่วตุ๊บตั๊บ และถั่วกระจตั๊บ และถั่วกระจตั๊บ และถั่วกระ จตั๊บ และถั่วกระจก นอกจากนี้ยังสามารถนำไปเป็นส่วนประกอบอาหารอื่นๆ เช่น ถั่วลิสงต้มกระดูกหมู ถั่วลิสงนึ่งข้าวเหนียวยัดไส้หมู น้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ และไส้ขนมชนิดต่างๆ

ภาวะการตลาด

ปริมาณความต้องการใช้ภายในประเทศและการส่งออก (ตัน)


ปี ผลผลิต นำเข้า ส่งออก ทำพันธุ์ สกัดน้ำมัน บริโภค
2534/35 156,913 68 2,418 13005 21968 119590
2535/36 136863 8 1713 11705 19161 104292
2536/37 136363 322 1372 10850 19091 105372
2537/38 150329 576 3522 11712 21046 114625
2538/39 146755 5876 3598 11233 20546 117254
ที่มา : สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร

เทคโนโลยีการปลูก

คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่แก่เต็มที่ ไม่มีโรคและแมลงรบกวน ความงอกของเมล็ดไม่ต่ำกว่า 70 %
คลุกเมล็ดด้วยยากันเชื้อราป้องกันโรค โมลก่อนปสิทรเจนจากอากาศให้ต้น ถั่กิโถุง (200 กรัม)
ไร่ใส่ปูนขาวก่อนปลูกประมาณ 1-2 สำกนร่องกว้าภาพดิน

ระยะและอัตราปลูก

ระยะระหว่างหลุมประมาณ 20 ซม. หยอดจำนวน 2-3 เมล็ด 1 ไร่จะมี 24,000-40,000 ต้นต่อไร่

การกำจัดวัชพืช

ควรทำ 2 ครั้งคือช่วงถั่วอายุ 15-20 วัน และ ช่วง 30-35 วัน พร้อมการพรวนดินและพูนโคน แต่ไม่ควรเกินช่วงที่ถั่วลิสงอายุ 45 วันไปแล้วเนื่องจากจะเป็นการกระทบกระเทือนต่อการลงเข็มของพืช

การให้น้ำ

ควรให้น้ำก่อนหรือหลังจากที่ปลูกแล้วควรให้น้ำทันที จากนั้นให้น้ำอีกทุก 10 วัน โดยการปล่อยให้ท่วมแปลงหรือปล่อยตามร่องแล้วระบายน้ำออกอย่างให้น้ำขังแปลง

การใช้ปุ๋ย

แนะนำให้ใส่ก่อนปลูกหรือหลังถั่วลิสงงอก ไม่เกิน 15 วันหรือใส่พร้อม กับการกำจัดวัชพืชและการพรวนดินพูนโคน

การเก็บเกี่ยว

ทำได้โดย การนับอายุถั่วลิสงจะอยู่ระหว่าง 100-120 วัน และการสังเกตดูสีของเปลือกฝักด้านใน เมื่อถั่วลิสงแก่จะมีสีเปลือกฝักด้านในเป็นสีน้ำตาลถึงน้ำตาลดำ โดยการสุ่มจากหลายจุดในแปลง เมื่อถั่วลิสงแก่ประมาณ 60-80% ก็ทำการเก็บเกี่ยวได้แล้ว

การดูแลรักษา

โดยการถอนหรือขุด อาจตากไว้ในแปลง 1-2 วันและจึงปลิดฝัก จากนั้นทำการคัดแยกเมล็ดดีและเสียออก นำไปตากแดด 3-4 แดดจนฝักแห้ง นำไปเก็บไว้ในกระสอบป่าน วางบนภาชนะหรือแคร่ที่ยกพื้น อย่าให้กระสอบถั่วสัมผัสความชื้นโดยตรง

ศัตรูพืชที่สำคัญ

1. เสี้ยนดิน
2. เพลี้ยไฟ
3. โรคโคนเน่า
4. โรคยอดไหม้

ฝ้าย

ฝ้าย.

cott_hd.jpg (17171  bytes)

สถานการณ์ทั่วไป

ฝ้ายเป็นวัตถุดิบที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอของประเทศ ซึ่งปัจจุบันความต้องการใช้ ฝ้ายเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมสิ่งทอมีปีละกว่า 350,000 ตัน (ฝ้ายปุย) แต่ในขณะเดียวกันการผลิตฝ้ายของประเทศมีปริมาณน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณความต้องการใช้ภายในประเทศ คือผลิตฝ้ายได้เพียงปีละประมาณ 25,000 ตัน (ฝ้ายปุย) คือคิดเป็นร้อยละ 7 ของปริมาณความต้องการใช้ภายในประเทศนั้น ส่วนที่เหลือทั้งหมดต้องนำเข้าจากต่างประเทศคิดเป็นมูลค่าปีละไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท แต่ประเทศไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์สิ่งทอซึ่งใช้ฝ้ายเป็นวัตถุดิบออกจำหน่ายยังต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่าปีละ 100,000 ล้านบาท ซึ่งจากแนวโน้มการปลูกฝ้ายนับตั้งแต่ปี 2524 ที่ประเทศไทยเคยมีพื้นที่ปลูกฝ้ายถึง 1 ล้านไร่ นั้น ก็มีแนวโน้มลดลงทุกปี สาเหตุที่สำคัญคือฝ้ายเป็นพืชที่มีแมลงศัตรูมา รบกวนมากโดยเฉพาะหนอนเจาะสมอฝ้าย เกษตรกรจะต้องฉีดพ่นสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูฝ้ายปีละประมาณ 10-14 ครั้ง ทำให้ต้นทุนการผลิตฝ้ายสูงและยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายของเกษตรกร และมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมอีกด้วย รวมทั้งเกษตรกรขาดแคลนเงินทุนและแรงงานในการฉีดพ่นสารเคมี การเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งนับวันจะมีราคาแพงและหายาก นอกจากนี้ปัญหาในด้านพืชแข่งขันอื่น เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด ซึ่งได้รับการสนับ สนุนและแทรกแซงจากภาครัฐชัดเจนทั้งด้านปัจจัยการผลิตและการตลาดทำให้เกษตรกรที่เคยปลูกฝ้ายหันไปปลูกพืชไร่ชนิดอื่นแทน ความไม่มีเสถียรภาพของราคาฝ้ายดอกที่เปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามราคาตลาดโลก เกษตรกรขาดอำนาจในการต่อรองราคาก็ส่งผลทำให้ เกษตรกรปลูกฝ้ายลดลง อย่างไรก็ตามในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 กำหนดให้ฝ้ายเป็นพืชที่ต้องรักษาระดับปริมาณการผลิต เพื่อทดแทนการนำเข้าฝ้ายจากต่างประเทศ ดังนั้นจึงควรมีการ ส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตฝ้าย ลดปริมาณการใช้สารเคมี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตฝ้ายและคุณภาพฝ้ายให้ดีขึ้นสามารถผลิตฝ้ายใช้ในประเทศได้มากขึ้นเพื่อช่วยเหลือประเทศชาติในยุคที่เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดจากผลกระทบจากค่าเงินบาทลอยตัว เน้นให้มีการใช้ผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศมากขึ้น ลดการนำเข้าผลผลิตจากต่างประเทศและให้ภาคเกษตรสามารถรองรับแรงงานที่จะเคลื่อนย้ายจากภาคอุตสาหกรรมกลับสู่ชนบทอีกด้วย

แหล่งผลิต 26 จังหวัด

ภาคกลาง สระบุรี ลพบุรี
ภาคตะวันออก จันทบุรี สระแก้ว
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นครราชสีมา อุบลราชธานี ชัยภูมิ อุดรธานี เลย หนองบัวลำภู
ภาคเหนือ เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พะเยา พิษณุโลก สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร อุทัยธานี นครสวรรค์ เพชรบูรณ์
ภาคตะวันตก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี

ฤดูปลูก

ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-สิงหาคม


ปริมาณการผลิต (ทั้งประเทศย้อยหลัง 5 ปี)
ปี พื้นที่เพาะปลูก (ไร่) ผลผลิตฝ้ายดอก (ตัน) ผลผลิตต่อไร่ (กก.)
2536/37
2537/38
2538/39
2539/40
2540/41
328,166
355,353
363,215
336,816
313,913
66,574
77,907
80,751
75,142
70,211
216
226
222
223
224

พันธุ์ส่งเสริม

พันธุ์ศรีสำโรง 60

ลักษณะประจำพันธุ์ มีทรงต้นโปร่งใบค่อนข้างใหญ่ และตรงแฉกของใบยกขึ้นเล็กน้อย คล้าย ๆ กับพันธุ์ฝ้ายศรีสำโรง 2 ดอกสีขาวนวล อับละอองเกสรตัวผู้สีขาวครีม สมอค่อนข้างกลมและโต น้ำหนักฝ้ายปุยทั้งเมล็ดต่อหนึ่งสมอประมาณ 6.3 กรัม ปลายสมอแหลมคล้ายกับพันธุ์ศรีสำโรง 2 อายุ เก็บเกี่ยวประมาณ 110-160 วัน เป็นฝ้ายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงค่อนข้างสม่ำ เสมอ น้ำหนัก 100 เมล็ดหนักประมาณ 11 กรัม มีความต้านทานต่อโรคใบหงิกผลผลิตปุยทั้งเมล็ดเฉลี่ย 329 – 360 กก.ต่อไร่ เปอร์เซ็นต์ปุย 39.6 % ความยาวเส้นใยประมาณ 28 มม. (1.14 นิ้ว) ค่าความละเอียดอ่อนของเส้นใย (ไมโครแนร์) 4.2 ค่าความเหนียวของเส้นใย 20 กรัมต่อเท็กซ์ และความสม่ำเสมอของเส้นใย 47.5%

พันธุ์ศรีสำโรง 2

ลักษณะประจำพันธุ์ มีทรงต้นโปร่ง สูงประมาณ 123 ซม. มีกิ่งกระโดง 0-4 กิ่ง กิ่งผลไม่ยาวมากและทำมุมแหลมกับลำต้น มีข้อของกิ่งผลถี่ ใบมีขนาดเล็ก กว้างประมาณ 4.5 นิ้ว ใบเป็นแฉก 3-5 แฉกและที่โคนของจักใบยกสูงขึ้นเห็นได้ชัด สมอมีขนาดใหญ่จึงทำให้การติดของสมอห่างดูไม่ดกมาก ดอกแรกบานอายุ 50 วัน อับเรณูมีสีขาวนวล หรือครีม อายุเมื่อเก็บเกี่ยวได้ 120-160 วัน น้ำหนักฝ้ายปุย ทั้งเมล็ดต่อหนึ่งสมอ ประมาณ 6.3 กรัม เมล็ดมีขนาดปานกลาง น้ำหนัก 100 เมล็ด ประมาณ 11.4 กรัม มีความต้านทานต่อโรคใบหงิกค่อนข้างสูง ผลผลิตปุยทั้งหมด 280-330 กก. ต่อไร่ มีเปอร์เซ็นต์หรือปุย 38.2% เส้นใยยาวประมาณ 30 มม. (1.19 นิ้ว) ค่าความเหนียวของเส้นใย 20.4 กรัมต่อเท็กซ์ และมีความสม่ำเสมอของเส้นใย 50.9% ค่าความละเอียดอ่อนของเส้นใย (ไมโครแนร์) 3.9

พันธุ์นครสวรรค์ 1

ลักษณะประจำพันธุ์ มีลักษณะทรงต้นสูงโปร่ง รูปกรวยยาวคล้ายต้นสน กิ่งผลสั้น ทำให้สะดวกต่อการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงศัตรูฝ้าย ความสูงเฉลี่ย 140 ซม. กระโดงน้อย 0-3 กิ่งใบค่อนข้างเรียบและมีขนาดปานกลางกว้างประมาณ 4.5 นิ้ว ข้อของกิ่งผลถี่ ดอกแรกบานเมื่ออายุประมาณ 45 วัน อับเรณู มีสีขาวนวล อายุเก็บเกี่ยว 105-150 วัน สมอโตกว่าฝ้ายพันธุ์ศรีสำโรง 3 มีขนาดน้ำหนักฝ้ายปุยทั้งเมล็ดต่อหนึ่งสมอ 5.8 กรัม มีความต้านทานต่อโรคใบหงิกสูง และต้านทานต่อโรคแบคทีเรียลไบล์ ปานกลาง ผลผลิตปุยทั้งเมล็ด 300-360 กก./ไร่ เปอร์เซ็นต์ปุยประมาณ 39.5 % เส้นใยยาวประมาณ 28 มม.ความเหนียวของเส้นใยประมาณ 19 กรัมต่อแท็กซ์ ค่าความละเอียดอ่อนของเส้นใย (ไมโครแนร์) 4.8 และความสม่ำเสมอของเส้นใย 49.9%


ต้นทุนการผลิต
หน่วย:บาท
รายการ 2536/37 2537/38 2538/39 2539/40 2540/41
ต้นทุนผันแปร
ต้นทุนคงที่
ต้นทุน/กก.
ต้นทุน/ไร่
2,248.81
152.51
11.83
2,401.32
2,317.48
171.77
11.37
2,489.61
2,464.51
156.50
11.79
2,621.01
2,500.90
156.50
11.97
2,657.40
2,564.82
156.50
12.15
2,721.32

การใช้ประโยชน์

1) ปุยฝ้าย (Lint or Fibre)

1.1) ใช้ทำเครื่องนุ่ง หุ่ม
1.2) เครื่องใช้ภายในบ้าน
1.3) วัตถุทางอุตสาหกรรม ยางรถยนต์ เบาะที่นั่ง เชือก ถุง สายพาน ผ้าใบ ท่อส่งน้ำ และการผลิตเส้นใยเทียม หรือ เรยอง (rayon)

2) เมล็ดฝ้าย ซึ่งประกอบด้วย ขนปุยที่ติดกับเมล็ด (linter or fuzz) เปลือกเมล็ด (Seed coat) และเนื้อในเมล็ด (Kernel) ส่วนประกอบแต่ละอย่างของเมล็ดสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

2.1) ขนปุย (linter or fuzz) : นำไปใช้ทำผ้าซึมซับ ทำเบาะผ้าสักหลาด พรม วัตถุระเบิด และอุตสาหกรรม เซลลูโลส เช่น ทำเส้นใยประดิษฐ์ ฟิล์มเอ๊กซเรย์ พลาสติก
2.2) เปลือกเมล็ด (Seed Coat) : นำไปใช้ทำเป็นส่วนประกอบของอาหารสัตว์ ทำปุ๋ย อินทรีย์ ใช้ในด้านอุตสาหกรรมพลาสติก ทำยางเทียม และเป็นส่วนประกอบในการเจาะและกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิง
2.3) เนื้อในเมล็ด (Kernel) เป็นส่วนสำคัญของเมล็ดฝ้ายที่ใช้ประโยชน์ต่อมนุษย์ โดยนำไปสกัดเอาน้ำมัน (oil) ซึ่งใช้เป็นน้ำมัน ประกอบอาหารชนิดดีใช้ทำเนยเทียม ใช้เป็นตัวทำละลาย (Solvent or emulsifier) ในโรงงานอุตสาหกรรม ทำยารักษาโรค สารปราบโรคและแมลงศัตรูพืช เครื่องสำอาง ยางพลาสติก เครื่องหนังกระดาษและอุตสาหกรรมสิ่งทอ กากที่เหลือหลังจากสกัดเอาน้ำมันออกแล้ว มีปริมาณโปรตีนสูง นำไปทำเป็นอาหารสัตว์ เป็นปุ๋ย และมีการนำไปทำอาหารมนุษย์ เช่น ผสมทำขนมปัง ผสมอาหารพวกที่มีเนื้อ เช่น ทำไส้กรอก

ภาวะการตลาด
รายการ ปี 2536/37 ปี2537/38 ปี 2538/38 ปี 2539/40 ปี 2540/41
1. การใช้ภายในประเทศ (ตัน)
2. ปริมาณการนำเข้าฝ้ายปุย (ตัน)
3. มูลค่าการนำเข้า (ล้านบาท)
4. ปริมาณการส่งออก ฝ้ายปุย
5. มูลค่าการส่งออก (ล้านบาท)
556,206
537,949
13,528.59
5,377
121.31
337,804
313,215
14,883.98
3,937
132.54
377,989
353,670
17,456.61
4,316
128.88
386,904
306,691
14,167.80
5,486
128.88
-
-
-
-
-
ปี 2540/41 อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล

เทคโนโลยีการปลูก

การเตรียมดิน

ควรทำการเตรียมดินก่อนถึงฤดูปลูกประมาณ 1 เดือน โดยการไถดะ 1 ครั้ง พลิกดินและตากไว้ปล่อยให้วัชพืชแห้งตาย นอกจากนี้ศัตรูพืชอื่น ๆ เช่น เชื้อโรค และแมลงศัตรูต่าง ๆ ก็จะถูกทำลายไปด้วย หลังจากนั้นประมาณ 2-3 สัปดาห์ จึงไถแปร ต่อมาก็ทำการพรวนดินให้มีขนาดละเอียดพอสมควรที่จะหยอดเมล็ดฝ้ายได้

ระยะปลูก

ระยะระหว่างแถว 125 ซม. ระหว่างหลุม 50 ซม.

พันธุ์ปลูก

พันธุ์ฝ้ายที่แนะนำให้เกษตรกรปลูก ได้แก่ พันธุ์ศรีสำโรง 60 ศรีสำโรง 2 และ นครสวรรค์ 1
วิธีการปลูก

ควรปลูกฝ้ายเป็นแนว ขวางทิศทางลมโดยการหยอดเมล็ดเป็นหลุม ๆ หลุมละ 5-7 เมล็ด กลบดินให้มิดเมล็ด การปลูกจะมี 2 วิธีคือ
1. การปลูกเมื่อดินมีความชื้นพอแล้ว วิธีนี้หลังจากหยอดเมล็ดพันธุ์แล้วจะกลบดินเพียงบาง ๆ ประมาณ 2.5 ซม.
2. การปลูกเพื่อรอฝน เป็นการปลูกในขณะที่ดินยังแห้งและมีความชื้นไม่เพียงพอกับการงอก วิธีนี้จะต้องกลบดินให้หนาเมล็ดอยู่ลึกประมาณ 5 ซม.
การดูแลรักษา

ระยะการเจริญเติบโตทางลำต้นและใบ
ฝ้ายเริ่มงอกหลังจากปลูกไปแล้ว 3-5 วัน และมีช่วงการเจริญเติบโตทางลำต้นและใบประมาณ 28 วัน เมื่อฝ้ายอายุได้ 15-20 วัน ควรทำการถอนแยกต้นฝ้ายครั้งแรก ให้เหลือ 2 ต้นต่อหลุม และทำการกำจัดวัชพืชด้วย ในระยะนี้เกษตรกรควรระมัดระวัง แมลงศัตรูฝ้ายประเภทปากดูด เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจั๊กจั่น เพลี้ยไฟ เข้าทำลาย หากพบว่ามีการระบาดของแมลงประเภทนี้ให้พ่นสารเคมี โอเมทโธเอท หรือโมโนโครโตฟอส อย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนโรคฝ้ายที่สำคัญในระยะนี้คือ โรคใบหงิก ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส โดยมีเพลี้ยอ่อนเป็นตัวนำเชื้อมาสู่ต้นฝ้าย ดังนี้หากกำจัดเพลี้ยอ่อนลงได้ ก็จะช่วยลดปริมาณการเป็นโรคใบหงิก ของฝ้ายได้

ระยะติดปี้ (ดอกอ่อน)

ฝ้ายเริ่มมีดอกอ่อน หรือติดปี้เมื่ออายุ 28-30 วัน ระยะนี้เกษตรกรควรถอนแยกต้นฝ้ายให้เหลือต้นที่สมบูรณ์ เพียง 1 ต้น ต่อหลุมมีการกำจัดวัชพืช และใส่ปุ๋ย พูนโคนต้นฝ้าย ปุ๋ยที่ใช้ควรเป็น

1. ปุ๋ยสูตร 20-20-0 อัตรา 30-40 กก./ไร่ ในพื้นที่ที่เป็นดินเหนียวสีดำ

2. ปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 40-60 กก./ไร่ ในพื้นที่ที่เป็นดินเหนียวสีแดง

ระยะออกดอก

ฝ้ายออกดอกหรือดอกบานเมื่ออายุประมาณ 45-50 วัน ควรระมัดระวังการเข้าทำลายของหนอนเจาะสมอฝ้าย โดยหมั่นตรวจแปลงฝ้ายทุก 3-5 วัน ในพื้นที่ขนาด 5 ไร่ ทำการสุ่มตรวจต้นฝ้ายให้ ทั่วแปลงจำนวน 30 ต้น ถ้าพบหนอนเจาะสมอฝ้ายมากกว่า 6 ตัว จะต้องรีบพ่นสารเคมีกำจัด โดยใช้สารเคมีในกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟต เช่น ซัลโปรฟอส หรือ โปรเฟนโนฟอส สลับครั้งกับสารเคมีในกลุ่มอื่น ต้องไม่ใช้สารฆ่าแมลงเพียงกลุ่มเดียวฉีดพ่นกำจัดหนอนติดต่อกันตลอดฤดู

ระยะติดสมอ

ฝ้ายจะเริ่มติดสมอเมื่ออายุประมาณ 60-65 วัน ในระยะที่ฝ้ายติดสมอจนถึงช่วงก่อนสมอแก่ (100 วัน) เกษตรกรต้องดูแลรักษาฝ้ายเป็นพิเศษโดยเฉพาะการป้องกันกำจัดหนอนเจาะสมอฝ้ายเช่นเดียวกับที่ปฏิบัติในระยะที่ฝ้ายออกดอกหากพบว่ามีแมลงปากดูดชนิดใดชนิดหนึ่งระบาดจำเป็นต้องใช้สารเคมีประเภทดูดซึม เช่น โมโนโครโตฟอสพ่นเสริมด้วย

การใส่ปุ๋ย

มักจะปฏิบัติไปพร้อมกับการพรวนดินพูนโคน จะใส่ปุ๋ยเมื่อฝ้ายอายุประมาณ 3-4 สัปดาห์ หลังงอก การให้ปุ๋ยฝ้าย 2 วิธี ดังนี้
1. การให้ทางดิน จะให้แบบโรยข้าง ๆ แถวฝ้าย อัตราปุ๋ยที่แนะนำคือ
- ในดินเหนียวสีดำ ควรใส่ปุ๋ยแอมโมเนีย มซัลเฟต 30 กก./ไร่ หรือให้ปุ๋ยยูเรีย 13 กก./ไร่
- ใช้ดินเหนียวสีแดง ควรใช้ปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 50 กก./ไร่
2. การให้ทางใบ จะผสมน้ำแล้วพ่นให้ทางใบฝ้าย มีปุ๋ยสูตรต่าง ๆ ในตลาดเกษตรกรนิยมใช้ปุ๋ยทางใบกับฝ้าย

การกำจัดวัชพืช

โดยใช้แรงงานคน สัตว์ เครื่องจักรกล หรือฉีดพ่นสารเคมีกำจัดวัชพืช
การเก็บเกี่ยว

โดยปกติแล้วจะสามารถเริ่มเก็บเกี่ยวฝ้ายได้เมื่ออายุ 120 วันหลังงอก และจะเก็บเกี่ยวไปเรื่อย ๆ ช่วงห่างกันประมาณ 10 วัน เก็บเกี่ยว 3-4 ครั้งก็จะแล้วเสร็จ การเก็บเกี่ยวเป็นขั้นตอนสุดท้ายในไร่นาและเป็นขั้นตอนที่สำคัญยิ่ง การเก็บเกี่ยวที่ถูกต้องจะทำให้ผลผลิตมีคุณภาพและได้ราคาสูง การเก็บเกี่ยวผลผลิตฝ้ายมีหลักการดังนี้
1. เก็บปุยที่แก่และแตกบานเต็มที่ แต่ต้องไม่ทิ้งให้อยู่ในไร่นานเกินไปจะทำให้คุณภาพเส้นใยลดลง
2. เก็บปุยที่แห้งไม่เปียกฝน
3. ระวังความสะอาดของปุย ให้มีสิ่งเจือปน เช่น ใบแห้ง ดินทรายให้น้อยที่สุด
4. เก็บแยกเป็นรุ่น ๆ ควรแยกเป็นฝ้ายสมอล่าง , สมอกลาง และสมอปลาย เพราะมีคุณภาพเส้นใยต่างกันโดยเฉพาะสมอปลาย
5. เก็บแยกตามคุณภาพ ควรแยกฝ้ายเปียก ฝ้ายฟันม้าไว้ต่างหากจากฝ้ายคุณภาพดี การเก็บปะปนกันจะทำให้ถูกตีราคารับซื้อต่ำ
6. ใช้ถุงผ้าหรือกระสอบปอที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติในการเก็บและบรรจุ อย่าใช้ถุงที่ทำจากพลาสติกจะทำให้เส้นใยพลาสติกปะปนไปในใยฝ้าย ซึ่งจะทำให้ผ้าผืนมีคุณภาพต่อเนื่องจากย้อมสีไม่ติด
7. ควรผึ่งฝ้ายไว้ในที่ร่มจะทำให้ได้เส้นใยที่มีคุณภาพดีกว่าตากแดด

โรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญ

โรคที่สำคัญ ได้แก่ โรคใบหงิก โรคใบไหม้ โรคใบจุด และโรคเหี่ยว

แมลงศัตรูฝ้าย

1) ชนิดปากดูด ได้แก่ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจั๊กจั่น เพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว
2) ชนิดปากดูด ได้แก่ หนอนเจาะสมอฝ้าย

*หมายเหตุ

ภาคเหนือ : ปลูกต้นเดือน-ปลายเดือนกร ฎาคม

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : ปลูกปลายเดือนมิถุนายน-ต้นกรกฎาคม
ภาคตกและภาคกลาง : ปลูกปลายกรกฎาคม-ต้นสิงหาคม
: ช่วงตั้งแต่เริ่มงอกจนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิต ควรมีการตรวจนับแมลงทุก 3-5 วัน และเมื่อพบว่า มีการระบาดถึงระดับเศรษฐกิจให้ฉีดพ่นสารเคมีกำจัด
เริ่มงอกจนถึงช่วงติดปี้ เน้นการป้องกันกำจัดแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยจั๊กจั่น เพลี้ยอ่อน สารเคมีที่ใช้ ได้แก่ สารกลุ่มโมโนโครโตฟอส
ตั้งแต่ช่วงติดปี้จนถึงเก็บเกี่ยว เน้นการป้องกันกำจัดหนอนเจาะสมอฝ้าย สารเคมีที่ใช้ ได้แก่ สารกลุ่ม ออร์แกนโนฟอสเฟต สลับกับสารเคมี กลุ่มอื่น ๆ

มิถุนายน 13, 2010

ทานตะวัน

ทานตะวัน.

ทานตะวัน

สถานการณ์
ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกทานตะวัน ปี 2540/41ประมาณ 300,000 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2539/40 ร้อยละ 33 ซึ่งมีพื้นที่ปลูก 225,000 ไร่ ส่วนผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 38 มีผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 33,000 ตัน ในปี 2539/40 เป็น 45,900 ตัน ในปี 2540/41 แต่ความต้องการผลผลิตเมล็ดทานตะวันของโรงงานสกัดน้ำมันและอุตสาหกรรมอาหารปีละ ประมาณ 100,000 ตัน จะเห็นได้ว่าประเทศไทยสามารถเพิ่มพื้นที่ปลูกทานตะวันได้อีกถึง 1 ล้านไร่การปลูกทานตะวันมุ่งเน้นเป็นรายได้เพิ่มสำหรับเกษตรกร โดยปลูกเป็นพืชที่ 2 หรือพืชปลายฤดูฝน โดยพื้นที่ปลูกพืชหลังการปลูกข้าว โพดหรือพืชตระกูลถั่วในพ้นที่เป็นดินร่วน หรือดินเหนียว เพราะทานตะวันเป็นพืชที่มีรากลึก จึงช่วยให้สามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง นอกจากนี้ยังปลูกได้ดีในดินเกือบทุกสภาพ ยกเว้นดินที่มีสภาพเป็นกรดจัด และมีน้ำท่วมขัง มีปัญหาที่สำคัญคือ ยังเป็นพืชค่อนข้างใหม่สำหรับเกษตรกรทั่วไปและเมล็ดพันธุ์มีราคาค่อนข้างสูงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตามการผลิตทานตะวันยัง เป็รสิ่งจำเป็น เพราะทุกปีประเทศไทยต้องนำเข้าเมล็ดและผลิต ภันฑ์จากทานตะวันปีละไม่ต่ำกว่า 700 ล้านบาท ถ้ามีการส่งเสริมการปลูกทานตะวันได้อย่างเพียงพอน อกจากทดแทนการนำเข้าแล้วยังสามารถส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศได้อีกด้วย
แหล่งปลูกที่สำคัญ
1 ภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดลพบุรีสระบุรี
2 ภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ เพชรบูรณ์ อุทัยธานี พะเยา ตาก เชียงราย เชียงใหม่แพร่ น่าน
3 ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว ปราจีนบุรี จันทบุรี
4 ภาคตะวันตก ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี
5 ภาคตะวันออกเฉียง เเหนือ ได้แก่จังหวัดนครราชสีมา ศรีสะเก ษ หนองบัวลำภู ขอนแก่น

ฤดูปลูก
1. ต้นฤดูฝน ปลายมีนาคม และเมษายน เก็บเกี่ยวกรกฏาคม
2. ปลายฤดูฝน กลางสิหาคม – ต้นตุลาคมเก็บเกี่ยว ธันวาคม – กุมภาพันธ์
3. หลังนาในเขตชล ประทาน ภายในเดือนธันวาคมเก็บเกี่ยว เมษายน

ปริมาณการผลิต

ปี พ.ศ. พื้นที่ปลูก(ไร่) พื้นที่เก็บเกี่ยว(ไร่) ผลผลิตรวม(ตัน) ผลผลิตเฉลี่ย(กก./ไร่)
2536 100,000 74,000 11,225 149
2537 174,000 140,000 22,000 107
2538 200,000 185,000 28,560 153
2539 225,000 200,327 33,054 165
2540 300,000 255,000 45,939 178

พันธุ์ส่งเสริม
พันธุ์ลูกผสมแปซิฟิก 33
ลักษณะประจำพันธุ์
ความสูง 150 เซนติเมตร
อายุเก็บเกี่ยว 110 วัน
อายุการออกดอก 45 วัน
อายุดอกบาน 50% 63 วัน
ความกว้างฐานดอกเฉลี่ย 19 เซนติเมตร
เปอร์เซนต์น้ำมัน 40 เปอร์เซนต์
จำนวนเมล็ดต่อฐานดอก 1,300-15,000เมล็ด
น้ำหนัก 100 เมล็ด 7.5 กรัม

ต้นทุนการผลิต
1. ค่าแรงงานในการปลูกถึงเก็บเกี่ยว 367 บาท
ค่าแรงงานในการเตรียมดินและปลูก 250 บาท
ค่าแรงงานในการดูแลรักษา 35 บาท
ค่าแรงงานในการเก็บเกี่ยว 50 บาท
ค่าสีนวดบรรจุ 32 บาท

2. ค่าวัสดุการเกษตร 284 บาท
ค่าเมล็ดพันธุ์ 144 บาท
ค่าปุ๋ยเคมี 140 บาท
ค่าสารเคมี -

3. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 40 บาท
ค่าซ่อมแซมวัสดุการเกษตร 7 บาท
ค่าขนส่ง 11 บาท
ค่าดอกเบี้ยเงินกู้ 22 บาท

4. ค่าใช้ที่ดิน 133 บาท

5. ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์การเกษตร 26 บาท

6. ต้นทุนรวมต่อไร่ 850 บาท

7. ต้นทุนเฉลี่ยต่อกิโลกรัม 4 บาท

การใช้ประโยชน์

1 ภาคอุตสาหกรรม น้ำมันทานตะวันสำหรับบริโภค ทำสบู่ อุตสาหกรรมฟอกสี เคลือบผิวผลไม้ ในลักษณะขี้ผึ้งเช่น ทำเทียนไข หรือเครื่องสำ อางค์ และนำไปแปรรูปเป็นผลิตภันฑ์ต่างๆ เช่น เนยเทียม น้ำมันสลัด ครีม และนมที่มีไขมัน

2 ใช้บริโภคโดยตรง เช่น ใช้เมล็ดมาคั่วอบเกลือ หรือนำเมล็ดที่สมบูรณ์มากะเทาะเปลือกเอาเนื้อไปปรุงแต่งรสชาด กากนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์

3 นำไปทำ Lecithin เพื่อใช้ในทางการแพทย์ ในการลดโคเลสเตอรอลในคนไข้ ที่มีโค เลสเตอรอลในเส้นเลือด

4 คุณประโยชน์ของเมล็ดทานตะวัน
- ป้องกันและต่อต้านสารเคมีที่เป็นพิษที่จะก่อให้เกิดมะเร็งในปาก
- ป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด
- เพิ่มการไหลเวียนของโลหิตให้ดีขึ้น

ภาวะการตลาด
ปริมาณความต้องการใช้ภายในประเทศ 100,000 ตัน
การใช้ภายในประเทศ 80,000 ตัน
นำเข้าเมล็ด 60,000 ตัน
ส่งออกเมล็ด 20,000 ตัน

เทคโนโลยีการปลูก
การเตรียมดิน ไถดะด้วยผาน 3 ให้ลึกที่สุดตากดินไว้7 วัน แล้วไถด้วยผาน 7 เพื่อย่อยดินและปรับดินให้สม่ำ เสมอตลอดทั้งแปลง
การปลูก ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 40 เซนติเมตร และระหว่างแถว 70 เซนติเมตร หลุมละ 2-3 เมล็ด กลบดินให้หนา 3-5 เซนติเมตร หลังการปลูก5-10 วัน ถอนแยกให้เหลือหลุมละ 2 ต้น ใช้เมล็ดพันธุ์ 0.8-1.0 กิโลกรัมต่อไร่
การใส่ปุ๋ย ก่อนหยอดเมล็ดรองพื้นด้วยปุ๋ยสูตร15-15-15 หรือ 16-11-14 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อทานตะวันอายุ 25-30 วัน ให้ใส่ยูเรีย 46-0-0 หรือ15-0-0+B (0.2%) อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่
การกำจัดวัชพืช ใช้ยาคุมหญ้าประเภทอลาคลอร์ อัตรา 300-4,000 ซีซีต่อไร่ ฉีดพ่นหลังหยอดเมล็ด ห้ามใช้อทราซีนโดยเด็ดขาด
การเก็บเกี่ยว เก็บเกี่ยวเมื่อทานตะวันอายุ 110-115 วัน โดยจานดอกจะเปลี่ยนสีจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาล ตัดจานดอกตาก 2-3 แดด แล้วนวดด้วยเครื่องนวดถั่วเหลืองหรือเครื่องนวดข้าว ทำความสะอาดเมล็ดเก็บในยุ้งฉาง หรือจำหน่ายได้เลย

ศัตรูพืชที่สำคัญ
1. โรคที่สำคัญ ได้แก่ โรคโคนเน่า
2. แมลงที่สำคัญ ได้แก่ ผีเสื้อกลางคืนทำลายเมื่อตอนดอกบาน เพลี้ยจั๊กจั่น แมลงหวี่ขาว และมวนเขียวข้าว
3. นกและหนู

Theme: Rubric. บลอกที่ WordPress.com .