ถั่วเหลือง.

สถานการณ์
ถั่วเหลืองเป็น พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เพราะเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมภายในประเทศหลายชนิด ในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายเร่งรัดการผลิตถั่วเหลืองให้เพียงพอใช้ใน ประเทศ โดยดำเนินการเร่งรัด
การผลิตควบคู่กับการกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าเมล็ด ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ความคุ้มครองเกษตรกรผู้ผลิตถั่วเหลือง ส่งผลให้ปริมาณ ผลผลิตถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด แต่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ภายในประเทศ โดยเฉพาะช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 (ปี 2525 – 2529) อัตราการเจริญเติบโตของพื้นที่เพาะปลูก และผลผลิตถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 23 และร้อยละ 33 ตามลำดับต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2533 ให้ยกเลิกมาตรการควบคุม การนำเข้ากาก
ถั่วเหลืองเป็นนำเข้าโดยเสรี และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษจากผู้นำเข้าในอัตราตามสถานการณ์การผลิตและ การตลาดซึ่งการเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าวส่งผลกระทบทำให้ราคาถั่วเหลืองที่ เกษตรกรขายได้ลดต่ำลงจากราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 12 – 8.84 บาทในปี 2530/31 – 2531/32 ลดลง อยู่ในช่วงระดับราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 7.32 – 7.81 บาทในช่วงปี 2533/34 – 2535/36
แม้ว่าภาวะการผลิตจะผกผัน ปริมาณผลผลิตจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ในขณะที่พืชแข่งขันอื่น เช่น ข้าวนาปรัง ถั่วเขียว ข้าวโพด เป็นต้น มีแนวโน้มราคาสูงขึ้น ประกอบกับเกษตรกรมักประสบปัญหาภัยธรรมชาติ เช่น ฝนแล้ง น้ำท่วมอยู่เสมอ ทำให้เกษตรกรขาดแรงจูงใจในการผลิตถั่วเหลือง จึงหันไปปลูกพืชอื่นทดแทน เป็นสาเหตุให้พื้นที่และผลผลิตถั่วเหลืองมีแนวโน้มลดลง
โดยผลผลิตถั่วเหลืองลดลงจาก 6.72 แสนตัน ในปี 2532/33 เป็น 5.30 แสนตัน ในปี 2533/34 และเป็น 4.3 แสนตัน ในปี 2534/35 และเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5.27 แสนตัน ในปี 2537/38 และลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือเพียง 3.24 แสนตันในปี 2543/44 สืบเนื่องจากปี 2538 โดยต้องปฏิบัติตามข้อตกลงขององค์กรการค้าโลก (WTO) ว่าด้วยการเปิดตลาดให้นำเข้าสินค้าเกษตรที่เคยเป็นสินค้าควบคุมการนำเข้า ถั่วเหลือง เป็นสินค้าที่ต้องเปิดตลาดให้นำเข้าด้วย ส่งผลให้ราคาถั่วเหลืองภายในประเทศต่ำลงเนื่องจากราคาถั่วเหลืองนำเข้ามี ราคาถูกกว่าถั่วเหลืองที่ผลิตภายในประเทศ ต่อมาในปี 2539 รัฐมีนโยบายให้นำเข้าถั่วเหลืองรวมทั้งกากถั่วเหลืองได้โดยเสรี ไม่จำกัดปริมาณและช่วงเวลานำเข้าพร้อมทั้งมีมาตรการคุ้มครองผู้ผลิตภายใน ประเทศด้านการให้
ผู้มีสิทธิ์นำเข้าถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองต้องรับซื้อผลผลิตภายในประเทศ ในราคาขั้นต่ำที่กำหนด ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นจาก 425,000 ตัน ในปี 2538/39 เป็น 1,300,000 ตัน ในปี 2543/44 และคาดว่าความต้องการใช้เมล็ดถั่วเหลืองภายในประเทศในปี 2544 จะไม่ต่ำกว่า 1,800,000 ตัน
แหล่ง ผลิต
แหล่งผลิตถั่ว เหลืองในปัจจุบันได้กระจายไปทุกภาคของประเทศไทย จากการพยากรณ์โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2544/45 พบว่า ภาคเหนือมีพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองมากที่สุด คือ 1,030,549 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 69.66 รองลงมา ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคอื่น ๆ คิดเป็นร้อยละ 17.31 , 11.73 และ 1.3 ตามลำดับ
ฤดูการผลิต
1. ถั่วเหลืองต้นฤดูฝน
เกษตรกรจะเพาะปลูกถั่วเหลืองในสภาพพื้นที่ไร่ระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม และจะเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม การปลูกถั่วเหลืองของเกษตรกรในช่วงดังกล่าวจะมีพื้นที่ปลูกประมาณร้อยละ 29 ของพื้นที่ปลูกตลอดปี ผลผลิตคิดเป็นร้อยละ 28 ของผลผลิตทั้งปี ผลผลิตถั่วเหลืองที่ได้จากการปลูกถั่วเหลืองในช่วงต้นฤดูฝนมักมีคุณภาพต่ำ ความชื้นสูง เนื่องจากเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีฝนตกชุก ผลผลิตส่วนใหญ่จึงเข้าสู่โรงงานสกัดน้ำมัน จังหวัดที่ปลูกถั่วเหลืองในช่วงดังกล่าว ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือตอนล่าง เช่น สุโขทัย, ตาก, อุตรดิตถ์, พิษณุโลก, กำแพงเพชร เป็นต้น
2. ถั่วเหลืองปลายฤดูฝน
เกษตรกรจะเพาะปลูกถั่ว เหลือง ในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม และจะเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน ซึ่งมีพื้นที่ปลูกประมาณร้อยละ 22.5 ของพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองทั้งปี ผลผลิตคิดเป็นร้อยละ 20 ของผลผลิตทั้งปี โดยปลูกในสภาพพื้นที่ไร่ตามพืชต้นฤดูฝน เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียวผิวมัน เป็นต้น ถั่วเหลืองที่ผลิตได้ในช่วงนี้คุณภาพดีเพราะจะเก็บเกี่ยวในช่วงที่หมดฝน ผลผลิตที่ได้จะใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ของการปลูกถั่วเหลืองในฤดูแล้งของเกษตรกร หากปีใดผลผลิตถั่วเหลืองปลายฤดูฝนได้รับความเสียหาย เนื่องจากภัยธรรมชาติ ผลผลิตมีคุณภาพต่ำ มีผลทำให้การผลิตถั่วเหลืองฤดูแล้งของเกษตรกรมีแนวโน้มลดลง และมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เนื่องจากขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ปลูก เมล็ดพันธุ์มีราคาแพง และเกษตรกรจำเป็นต้องใช้เมล็ดพันธุ์ต่อไร่ในอัตราสูง จังหวัดที่ปลูกถั่วเหลืองในช่วงดังกล่าวมาก ได้แก่ สระแก้ว, ลพบุรี, อุทัยธานี, นครสวรรค์ เป็นต้น
3. ถั่วเหลืองฤดูแล้ง
เกษตรกรจะเพาะปลูกถั่วเหลืองในนาหลังการเก็บเกี่ยวข้าวในเขตชลประทาน ประมาณเดือนธันวาคม – มกราคม และเก็บเกี่ยวประมาณเดือนมีนาคม – เมษายน ถั่วเหลืองที่ผลิตได้จะมีคุณภาพดี
เหมาะสำหรับนำไปใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ และบริโภคในรูปของเต้าหู้ เต้าเจี้ยว ซีอิ้ว และน้ำนมถั่วเหลือง พื้นที่ปลูกถั่วเหลืองฤดู แล้งจะมีประมาณร้อยละ 48.5 ของพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองทั้งปี และมีผลผลิตประมาณร้อยละ 52 ของผลผลิตทั้งปี จังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตที่สำคัญ ได้แก่ เชียงใหม่ , กำแพงเพชร , สุโขทัย , ชัยภูมิ , พิษณุโลก , ขอนแก่น เป็นต้น
| ปริมาณการผลิตของประเทศ |
| ปี |
พื้นที่ปลูก (ไร่) |
พื้นที่เก็บเกี่ยว(ไร่) |
ผลผลิตทั้งหมด(ตัน) |
ผลผลิตเฉลี่ย(กก./ไร่) |
| 2535/36 |
2,294,000 |
2,145,000 |
480,000 |
224 |
| 2536/37 |
2,600,000 |
2,374,000 |
513,000 |
216 |
| 2537/38 |
2,724,000 |
2,471,000 |
582,000 |
213 |
| 2538/39 |
1,881,000 |
1,719,000 |
386,000 |
224 |
| 2539/40 |
1,695,928 |
1,597,382 |
359,094 |
212 |
| 2540/41 |
1,547,747 |
1,474,812 |
337,790 |
229 |
| 2541/42 |
1,467,540 |
1,370,317 |
321,235 |
234 |
| 2542/43 |
1,451,238 |
1,404,122 |
319,015 |
220 |
| 2543/44X |
1,461,094 |
1,461,094 |
324,057 |
222 |
| 2544/45X |
1,476,305 |
1,434,898 |
330,952 |
224 |
ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
หมายเหตุ X = ตัวเลขประมาณการ
การใช้ในประเทศ
สำหรับในปี 2544/45 คาดว่าความต้องการใช้ถั่วเหลืองมีปริมาณ 1,830,950 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 200,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.93 เนื่องจากความต้องการใช้เพื่อสกัดน้ำมันและเพื่อเป็นอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นสูง อีกทั้งรัฐบาลอนุมัติให้นำเข้าถั่วเหลืองเสรี ตั้งแต่ปี 2540 ทำให้ปริมาณการนำเข้าในปี 2543 เท่ากับ 1,300,382 ตัน ( ตารางที่ 2 ) เพิ่มขึ้นจากปี 2542 จำนวน 292,399 ตัน
| ตารางที่ 1 บัญชีสมดุลถั่วเหลืองของไทย |
| ปี |
ผลผลิต |
นำเข้า |
ใช้ในประเทศ |
ส่งออก |
| 2535/36 |
480.15 |
123.54 |
602.93 |
0.76 |
| 2536/37 |
513.10 |
97.99 |
610.88 |
0.21 |
| 2537/38 |
527.58 |
166.36 |
693.51 |
0.43 |
| 2538/39 |
385.56 |
425.65 |
810.91 |
0.30 |
| 2539/40 |
359.09 |
672.35 |
1,031.27 |
0.17 |
| 2540/41 |
337.79 |
574.24 |
912.03 |
0.37 |
| 2541/42 |
321.24 |
924.96 |
1,246.20 |
1.00 |
| 2542/43 |
319.02 |
1,078.95 |
1,397.96 |
0.77 |
| 2543/44X |
324.06 |
1,300.00 |
1,624.06 |
0.70 |
| 2544/45X |
330.95 |
1,500.00 |
1,830.95 |
0.70 |
ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
หมายเหตุ X = ตัวเลขประมาณการณ์
ตารางที่ 2 ปริมาณนำเข้าถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์
| ปี |
เมล็ด |
กาก |
น้ำมันดิบและบริสุทธิ์ |
น้ำมันผ่านกรรมวิธี O2 |
น้ำมันผ่านกรรมวิธี H2 |
| 2536 |
44,683.77 |
481,672.67 |
- |
2,894.24 |
4,558.66 |
| 2537 |
97,988.64 |
902,707.88 |
- |
3,511.56 |
7,848.87 |
| 2538 |
230,139.56 |
688,515.84 |
1,811.04 |
4,457.33 |
7,651.76 |
| 2539 |
418,787.88 |
790,148.35 |
773.58 |
2,980.36 |
6,983.96 |
| 2540 |
869,370.00 |
1,109,125.00 |
18.15 |
2,616.87 |
3,901.11 |
| 2541 |
687,244.00 |
957,487.00 |
0.05 |
2,703.92 |
106.70 |
| 2542 |
1,007,983.00 |
1,331,100.00 |
1,434.09 |
3,192.25 |
489.61 |
| 2543 |
1,300,382.00 |
1,299,489.00 |
148.29 |
1,847.33 |
668.63 |
ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
เทคโนโลยีการผลิต
พันธุ์
พันธุ์ ถั่วเหลืองที่แนะนำส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก จะเป็นพันธุ์ที่ผ่านการรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตรเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันมีจำนวน 9 พันธุ์ คือ
1. พันธุ์ สจ.1 (SJ. 1)
2. พันธุ์ สจ.2 (SJ.2)
3. พันธุ์ สจ.4 (S.J.4)
4. พันธุ์ สจ.5 ( SJ. 5 )
5. พันธุ์นครสวรรค์ 1 ( นว.1 : NS. 1 )
6. พันธุ์เชียงใหม่ 60 ( ชม.60 : CM. 60 )
7. พันธุ์ มข.35 ( KKU. 35 )
8. พันธุ์สุโขทัย 1 ( สท.1 : ST. 1 )
9. พันธุ์ สุโขทัย 2 ( สท.2 : ST.2 )
กรรมวิธีการปลูก
การปลูก ปลูกได้ทั้งในสภาพดินที่มีการไถพรวนและไม่ไถพรวน แต่ต้องมีการระบายน้ำได้ดี และให้น้ำสม่ำเสมอ สำหรับสภาพพื้นที่ที่ไม่ได้ไถพรวนส่วนใหญ่ จะปลูกในฤดูแล้งหลังนาปี
1. การเตรียมดินปลูก ควรปรับดินให้สม่ำเสมอ โดยไถดิน 2 ครั้ง ไถลึก 15 – 20 เซนติเมตร ตากดินไว้ 1 – 2 สัปดาห์ แล้วไถพรวน 1 – 2 ครั้ง ( ขึ้นอยู่กับสภาพดิน ) ปรับระดับหน้าดินใหม่สม่ำเสมอไม่ให้มีน้ำขัง และมีการขุดร่องโดยรอบแปลงเพื่อระบายน้ำได้สะดวก
2. การเตรียมเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูก โดยทำการทดสอบความงอกของเมล็ด และคลุกเชื้อไรโซเบียมก่อนปลูก โดยใช้อัตราเชื้อไรโซเบียม 200 กรัมต่อเมล็ดถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม
3. วิธีการปลูก วิธีการปลูกนั้นอาจปลูกเป็นหลุม โดยมีระยะปลูกระหว่างแถว x ระหว่างหลุม เป็น 50 x 20 , 25 x 25 , 30 x 20 เซนติเมตร หลุมละ 4 ต้น หรือโรยเป็นแถว โดยมีระยะระหว่างแถว ประมาณ 25 – 50 เซนติเมตร ให้มีจำนวนต้นประมาณ 20 ต้น ต่อความยาวของแถวประมาณ 1 เมตร
อัตราเมล็ดพันธุ์
ที่ใช้ 12 – 25 กิโลกรัมต่อไร่ หรือปลูกโดยวิธีหว่าน โดยใช้เมล็ดพันธุ์ 15 – 20 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งนิยมปลูกในฤดูแล้ง ก่อนปลูกควรคลุกเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองด้วยเชื้อไรโซเบียม (เป็นเชื้อจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีความสามารถในการตรึงไนโตรเจนจากอากาศ ไปเป็นสารประกอบไนโตรเจน ซึ่งเป็นปุ๋ยแก่ต้นถั่วเหลือง) เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยลง นอกจากนี้ยังปลูกโดยโรยเป็นแถว โดยใช้เครื่องหยอด ซึ่งมีทั้งชนิดที่ใช้กับการเตรียมดิน โดยการไถพรวนและไม่ไถพรวน ควรใช้ระยะระหว่างแถวประมาณ 30 เซนติเมตร ให้มีจำนวนต้นประมาณ 20 ตันต่อระยะแถวยาวประมาณ 1 เมตร การใช้ระยะระหว่างแถว 30 เซนติเมตร จะสัมพันธ์กับการใช้เครื่องเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองแบบวางรายอย่างมีประสิทธิภาพ
การใส่ปุ๋ย
ใส่ ปุ๋ย สูตร 12 – 24 – 12 หรือ 15 – 15 -15 ในอัตรา 20 – 30 กิโลกรัมต่อไร่ การใส่ปุ๋ย ถั่วเหลืองสามารถปฏิบัติได้หลายวิธีการ ดังนี้ คือ
1. ใส่ปุ๋ยก่อนปลูก ทำได้โดยใส่ปุ๋ยรองก้นหลุมก่อนปลูก เป็นวิธีที่ให้ผลดีแต่สิ้นเปลืองแรงงานมาก หรือหว่านปุ๋ยให้ทั่วแปลงแล้วไถกลบ
2. ใส่หลังปลูก โดยใส่ระหว่างหลุมหลังปลูก 15 – 20 วัน แล้วไถ (คราด) ดิบกลบ หรือใส่ปุ๋ยหลังปลูกโดยโรยข้างแถว แล้วไถกลบพร้อมกับกำจัดวัชพืชครั้งแรกหลังปลูก 15 – 20 วัน
การใช้ฮอร์โมน
การใช้ฮอร์โมน ประเภท เอ็น เอ เอ (NAA) เข้มข้น 10 – 12 ส่วนในล้านส่วน ให้ 1 – 2 ครั้งในระยะก่อนถั่วเหลืองออกดอกเล็กน้อย หรือให้ปริมาณโปรตีนในเมล็ดเพิ่มขึ้นประมาณ 20 – 25 เปอร์เซ็นต์
การป้องกันกำจัด โรคพืช
โรคถั่วเหลืองที่สำคัญ คือ โรคราสนิม โรคแอนแทรกโนส การป้องกันกำจัดโรค ถั่วเหลืองควรป้องกันโดย
1. ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ต้านทานโรค เช่น พันธุ์ สจ.5, สจ.4 เป็นต้น
2. ปลูกพืชหมุนเวียน
3. ถ้าระบาดรุนแรงควรใช้สารเคมี ไดเทนเอ็ม – 45 แมนเสทดี ฉีดพ่นประมาณ 3 ครั้ง โดยพ่นครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 40 วัน และพ่นอีก 1 – 2 ครั้ง ตามความจำเป็น
การป้องกันกำจัดแมลง
การ ป้องกันกำจัดโรคและแมลง ในช่วงถั่วเหลืองอายุ 7 วันหลังงอก จำเป็นจะต้องพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดหนอนแมลงวันเจาะลำต้น และหลังจากนั้น ควรป้องกันกำจัดตามความจำเป็น คือ เมื่อพบโรคแมลงระบาดถึงระดับเศรษฐกิจ จึงควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัด ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของแมลง ดังนี้
1. หนอนเจาะฝัก พ่นด้วยสารเคมีประเภทโมโนโครโตฟอส เช่น อโซดริน 56 % WSC, นูวาครอน 56 % SC , อะโซครอน 56 % WSC เป็นต้น ในอัตรา 40 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 10 วัน
2. เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจั๊กจั่น แมลงหวี่ขาว หนอนมวนใบ มวนเขียวถั่ว สาร คาร์โบฟูราน 3 % จี โรยในแถวก่อนหยอดเมล็ดอัตรา 4 – 6 กก./ไร่ หรือสารประเภท โมโนโครโตฟอส อัตรา 40 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร พ่น 1 – 2 ครั้ง ทุก 7 – 10 วัน พ่นครั้งแรกเมื่อ ถั่วเหลืองอายุ 7 วัน หรือสารประเภท โอเมธโธเอท 25 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ทุกระยะ 7 – 10 วันโดยพ่นครั้งเมื่อถั่วเหลืองอายุ 7 วัน
การป้องกันกำจัด วัชพืช
การ ป้องกันกำจัดวัชพืชสามารถกระทำได้ 2 วิธี คือ
1. วิธีกล โดยใช้แรงงานคน สัตว์ ทำการถากถางไถพรวนกำจัดวัชพืช 1 – 2 ครั้ง ในระยะที่ต้นถั่วเหลืองอายุไม่เกิน 30 วัน
2. ใช้สารเคมี โดยพ่นสารเคมีหลังปลูกทันทีหรือหลังปลูก 1 – 2 วัน ก่อนที่วัชพืชงอก สารเคมีที่ใช้ให้ผลดี ได้แก่ ดูอัลชนิดน้ำ 40 % แลสโซ่ชนิดน้ำ 43.7 %
การเก็บเกี่ยว
การ เก็บเกี่ยวถั่วเหลืองเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก ควรมีการปฏิบัติที่ถูกต้องตั้งแต่การเก็บเกี่ยว ตาก ย้าย นวด ฯลฯ เพราะจะช่วยลดการสูญเสียเนื่องจากการปฏิบัติ วิธีการเก็บเกี่ยว อาจเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองตามอายุ และสังเกตสีของฝักโดยการตัดที่โคนต้น และนำมามัดรวมกันเป็นฟ่อน ตั้งเป็นกองทิ้งไว้โดยเอาโคนลงดิน จนกระทั่งใบร่วงประมาณ 5 – 7 วันก่อนนวด
การนวด
สามารถทำได้หลายวิธี คือ
1. ใช้เครื่องนวด
2. ใช้รถนวด โดยใช้แทรกเตอร์หรือรถไถเดินตาม
3. โดยใช้ไม้ฟาดให้เมล็ดร่วง
โรคและแมลงศัตรู ถั่วเหลืองที่สำคัญ
1. โรคที่สำคัญ ได้แก่ โรคราน้ำค้าง , โรคราสนิม , โรคแอนแทรกโนส, โรคใบจุดนูน, โรคเมล็ดสีม่วง, โรคเน่าคอดิน, โรครากเน่า , โรคใบด่าง และ โรคใบยอดย่น
2. แมลงศัตรูที่สำคัญ ได้แก่ หนอนเจาะแมลงวันต้นถั่ว, หนอนม้วนใบ, หนอนชอนใบถั่ว, เพลี้ยอ่อน, หนอนกระทู้ผัก, แมลงหวี่ขาว , หนอนเจาะฝักถั่ว , มวนเขียวข้าว , มวนเขียวถั่ว และ มวนขาโต
การใช้ประโยชน์
ถั่วเหลืองสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนกล่าวคือ
1. ส่วนต่าง ๆ ของถั่วเหลือง คือ ใบ ลำต้น เปลือกเมื่อเก็บเกี่ยวและนวดเรียบร้อยแล้ว และไถกลบลงสู่ดินรวมทั้งปมที่ตกค้างในดินจะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ดีที่สุด ในส่วนของเปลือกถั่วเหลืองนำมากองรวมกันใช้เพาะเห็ดที่เรียกว่า ” เห็ดถั่วเหลือง ” นำมาทำอาหารรับประทานได้
2. เมล็ดของถั่วเหลืองนำมาใช้เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ โดยเมล็ด ถั่วเหลืองจะถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมการผลิต ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอาหารมนุษย์และสัตว์ ซึ่งแบ่งตามวิธีการผลิตเป็น 2 ลักษณะ คือ
ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการหมัก (Nonfermente Product) ได้แก่
น้ำมันถั่วเหลือง เป็นน้ำมันที่มีคุณภาพดีมีกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว (Unsaturated Fatty Acid) 80 – 85 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอล น้ำมันถั่วเหลืองใช้สำหรับปรุงอาหาร ทำปลากระป๋อง เนยเทียม น้ำมันสลัด สีหมึก กลีเซอรีน และสบู่ ส่วนกากถั่วเหลืองที่สกัดน้ำมันออกแล้ว นำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ได้อย่างดีเพราะมีโปรตีนสูงประมาณ 40 – 45 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันมีโรงงานสกัดน้ำมันถั่วเหลือง จำนวน 9 โรงงาน มีกำลังการผลิตรวมกันจะใช้เมล็ดถั่วเหลืองประมาณ 1 ล้านตันต่อปี สำหรับกรรมวิธีการผลิตน้ำมัน ถั่วเหลืองดิบแบบสกัด (Extraction of Soybean Oil Process) และกรรมวิธีในการผลิตน้ำมัน ถั่วเหลืองบริสุทธิ์ (Refining Soybean Oil Process) เมล็ดถั่วเหลือง 100 กิโลกรัม เมื่อสกัดน้ำมันแล้วจะได้น้ำมันประมาณ 14.5 – 16.2 เปอร์เซ็นต์ และได้กากถั่วเหลืองประมาณ 77 – 78 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกากถั่วเหลืองจะเป็นผลผลิตหลักของโรงงานสกัดน้ำมันถั่วเหลือง มีโปรตีนสูงประมาณ 40 – 45 เปอร์เซ็นต์ และพบว่า เป็นแหล่งของอาหารโปรตีนที่ดีมากอย่างหนึ่ง แต่ในประเทศไทยยังไม่มีอุตสาหกรรม ที่ใช้กาก ถั่วเหลืองไปแปรรูปเป็นอาหารมนุษย์ เพื่อบริโภค ดังนั้น กากถั่วเหลืองจึงนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่พอใช้ภายในประเทศต้องนำเข้าจากต่างประเทศปีละหลายแสน ตัน
น้ำนมถั่วเหลือง หรือที่เรียกกันทั่วไปว่านมถั่วเหลือง สามารถใช้เป็นอาหารของคนได้ทุกเพศทุกวัย เป็นอาหารเสริมดื่มแทนนมวัวได้ดีพอสมควรแม้ว่าคุณค่าทางโภชนาการของนมถั่ว เหลืองจะด้อยกว่านมวัว แต่ก็สามารถนำไปปรับปรุงคุณภาพให้ใกล้เคียงกับนมวัวได้ เหมาะสำหรับผู้ที่แพ้นมวัว
เต้าหู้ เป็นอาหารพื้นเมืองของคนไทย นิยมรับประทานโดยทั่วไป สามารถทำอาหารได้หลายแบบ ราคาถูก เต้าหู้ที่ขายในท้องตลาดมีหลายลักษณะ ซึ่งได้แก่ เต้าหู้แข็ง เต้าหู้อ่อน เต้าหู้เหลือง เต้าหู้หลอด เต้าหู้แห้ง เป็นต้น
เต้าฮวย มีลักษณะล้ายกับเต้าหู้อ่อน แต่เนื้อนิ่มกว่า จัดเป็นอาหารหวานที่รับประทานร่วมกับน้ำขิง ซึ่งคนทั่วไปในประเทศไทยนิยมรับประทานเป็นอาหารว่าง สำหรับกรรมวิธีในการทำเต้าฮวย
ฟองเต้าหู้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในความนิยมของคนไทยเช่นเดียวกัน แต่มีขอบเขตการใช้จำกัด ซึ่งนิยมใช้ประกอบอาหารประเภทแกงจืดเป็นหลัก การทำฟองเต้าหู้จะทำร่วมกับการทำเต้าหู้ เนื่องจากการเตรียมการในขั้นตอนการทำน้ำเต้าหู้เป็นขั้นตอนการทำเช่นเดียว กัน สำหรับขั้นตอนในการทำฟองเต้าหู้
ถั่วงอกหัวโต เป็นอาหารประเภทผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่อผู้บริโภค เพราะนอกจากคุณภาพของโปรตีนและไขมันจะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่จะได้ไวตามีนซี และไวตามีนเอ ในปริมาณที่เพิ่มขึ้น แต่การรับประทานถั่วเหลืองหัวโตจะต้องทำให้สุกก่อนเพื่อให้โปรตีนมี ประสิทธิภาพสูง กรรมวิธีในการทำถั่วงอกหัวโต
แป้งถั่วเหลืองที่มีไขมันเต็ม เป็นแป้งที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงใช้แก้ปัญหาในด้านทุพโภชนา โดยเฉพาะโรคขาดโปรตีนและแคลอรี่ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้หลายประเภท เช่น อุตสาหกรรมอาหารเสริมเด็กอ่อน อุตสาหกรรมทำขนมอบ และอุตสาหกรรมทำน้ำนมถั่วเหลือง เป็นต้น
ถั่วเหลืองไขมันเต็ม (Full fat soy) เป็นอาหารสัตว์ที่อุดมด้วยไขมันในปริมาณสูง เหมาะที่จะใช้เลี้ยงลูกสุกรแรกเกิดถึงอายุประมาณ 1 เดือน หรือน้ำหนักประมาณ 15 กก. ซึ่งจะทำให้ลูกสุกรโตเร็ว โดยมีกรรมวิธีในการทำ คือ ใช้เมล็ดถั่วเหลืองที่คัดคุณภาพทำความสะอาดแล้วนำไปทำให้สุกและตีให้ป่นโดย ผ่านขบวนการเอ็กซ์ทรูด ( Extruder ) ซึ่งเป็นขบวนการเบ็ดเสร็จในตัวคือทำให้สุกและตีให้ป่นเรียบร้อย โดยเครื่อง Extruder
ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการหมัก (Fermented Product)
ผลิตภัณฑ์ เหล่านี้ มักจะใช้เป็นสารชูรสอาหารทำให้อาหารมีรสชาดดี กลิ่นน่ารับประทาน ได้แก่
ซีอิ้ว ใช้เป็นเครื่องจิ้มและเครื่องปรุงอาหารแทนน้ำปลาหรือเกลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาหารจีนและอาหารมังสวิรัต
เต้าเจี้ยว นำมาใช้ประกอบอาการประเภท ผัด ซุป ทอด และใช้เป็นส่วนประกอบของน้ำจิ้ม ซึ่งนิยมบริโภคกันทั่วไป การทำเต้าเจี้ยวทำได้ 2 ลักษณะ ซึ่งมีขั้นตอนกรรมวิธีในการผลิตเช่นเดียวกับซีอิ้ว ลักษณะแรก ทำโดยการดูดน้ำซีอิ๊วออกเหลือแต่เนื้อถั่วนำไปปรุงเติมแต่งรสใหม่ จะได้เต้าเจี้ยวที่คุณภาพไม่ดีราคาถูก ลักษณะที่สอง ไม่ต้องผ่านการดูดน้ำซีอิ้วออกใช้ทั้งหมดจะได้เต้าเจี้ยวที่มีคุณภาพดีราคา แพง
เต้าหู้ยี้ นอกจากจะนำไปใช้เป็นสารชูรสในการบริโภคเป็น เครื่องจิ้ม เช่น อาหารประเภทสุกี้แล้ว ยังนำมาบริโภคกับข้าวต้มโดยตรง
13.874246
100.669851