อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม
กรมสรรพสามิต จับมือ จ.สระแก้ว และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสระแก้ว จัดโครงการ “สรรพสามิตปกป้องสิ่งแวดล้อม หนุนชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” พร้อมนำของกลางยาสูบจากเดิมเผา-ฝังดิน นำมาใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตสารกำจัดศัตรูพืช แจกเกษตรกร
เมื่อวัน ที่ 30 มิ.ย. นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า กรมสรรพสามิตได้จัดทำโครงการ สรรพสามิตปกป้องสิ่งแวดล้อม สนับสนุนชีววิถี เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน”ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสระแก้ว จัง หวัดสระแก้ว โดยร่วมมือกับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสระแก้ว นำความคิดในการเปลี่ยนวิธีการทำลายของกลางให้เกิดประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยลดโลกร้อน รวมถึงส่งเสริมภาคเกษตรในการลดต้นทุน โดยนำยาสูบที่เป็นของกลางจากเดิมที่ทำลายโดยวิธีการเผา เปลี่ยนเป็นวิธีนำเอายาสูบของกลางมาเป็นส่วนผสมในการผลิตสารกำจัดศัตรูพืช (ชีวภาพ)
สำหรับโครงการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ส่งเสริมเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิตสารกำจัดศัตรูพืชโดยไม่ใช้สารเคมี ที่มีต้นทุนสูงกว่า 2) เพื่อลดภาวะโลกร้อนจากการเผาของกลางยาสูบ ซึ่งทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก และสภาวะอากาศที่ผิดแปลกไป 3) เพื่อลดมลภาวะทางน้ำโดยนำก้นกรองของบุหรี่ใช้ในการกรองน้ำเสียจากครัว เรือนก่อนทิ้งลงแม่น้ำลำคลอง พร้อมทั้งเป็นการปกป้องสิ่งแวดล้อมใช้ปลูกพืช ไร้ดินด้วยระบบไฮโดรโปรนิคส์ (ใช้ก้นกรองแทนฟองน้ำ) และ 4) เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่กรมสรรพสามิตให้แก่ประชานทั่วไป
นาย อารีพงศ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของกลางบุหรี่ที่ขอทำลายจากสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สระแก้ว มีจำนวนทั้งสิ้น 66,913 ซอง โดยแบ่งเป็นบุหรี่ในประเทศ จำนวน 48,849 ซอง (กรองทิพย์ 90 จำนวน 41,875 ซอง และบุหรี่สายฝน 90 จำนวน 6,974 ซอง) และบุหรี่ต่างประเทศ จำนวน 18,064 ซอง รวมเป็นเงินภาษีทั้งสิ้น 2,576,553.97 บาท
“แต่อย่างไรก็ตามของกลางที่จับได้ในแต่ละปีนั้นมี ปริมาณมาก และเมื่อสิ้นสุดคดีจะต้องนำของกลางมาทำลายโดยการเผา ซึ่งส่งผลให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณในการบริหารจัดการเกี่ยวกับการทำลาย ยาสูบ โดยเฉลี่ยประมาณ 100,000 บาทต่อครั้ง และยังส่งผลกระทบให้เกิดมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย” อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าว
นายอารีพงศ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการปราบปรามผู้ที่กระทำผิดตาม พ.ร.บ.ยาสูบ ในปี52 ที่ผ่านมาสามารถจับกุมของกลาง ได้จำนวน 909,024 ซอง โดยเป็นยาสูบในประเทศ 520,503 ซอง และยาสูบต่างประเทศ 388,521 ซองและคิดเป็นคดีกว่า 10,995 คดี ซึ่งมีมูลค่า 368,899,510.50 บาท รวมเป็นเงินภาษีทั้งสิ้น 36,889,951.05 บาท และในปี 53 ตั้งแต่เดือนต.ค.52 – พ.ค.53 สามารถจับกุมของกลางได้จำนวน 212,472 ซอง โดยเป็นยาสูบภายในประเทศ จำนวน 64,644 ซอง และเป็นยาสูบต่างประเทศ จำนวน 147,828 ซอง และคิดเป็นคดีกว่า 6,541 คดี ซึ่งมีมูลค่าเป็นจำนวน 138,965,167.28 บาท รวมเป็นเงินภาษีทั้งสิ้น 13,896,516.73 บาท
อย่างไรก็ตามหากประชาชน ท่านใดทราบเบาะแสการกระทำความผิดเกี่ยวกับ สินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต สามารถแจ้งเบาะแสการกระทำผิดได้โดยตรงที่กรมสรรพสามิต หรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ทุกแห่งทั่วประเทศ หรือที่หมายเลข Call Center 1713 หรือที่ www.excise.go.th หรือแจ้งที่ตู้ ป.ณ. 10

