ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

เมษายน 20, 2012

ใช้ดินขาวเคโอลินเคลือบใบ-ผล

ใช้ดินขาวเคโอลินเคลือบใบ-ผล

ใช้ดินขาวเคโอลินเคลือบใบ-ผลป้องกันโรคและแมลงทำลาย’มะม่วง’

          ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาของชาวสวนมะม่วงที่พบเห็นอยู่บ่อยๆ ก็คือในช่วงระหว่างที่มะม่วงออกดอกและเริ่มติดผล มักจะพบเพลี้ยจั๊กจั่นมาดูดกินน้ำเลี้ยงจากดอกและช่อดอกมะม่วงและถ่ายมูล ซึ่งมีลักษณะเป็นน้ำหวานออกมาติดตามช่อดอกและใบ ซึ่งน้ำหวานเหล่านี้เป็นแหล่งอาหารเพื่อการเติบโตของราดำ จึงมักพบราดำบนช่อดอก ใบและผิวผลของมะม่วง นอกจากนี้ยังพบว่าในระหว่างที่ผลมะม่วงเจริญเติบโตจนถึงผลสุก จะพบการระบาดของโรคแอนแทรคโนสบนผิวผล โดยเฉพาะในมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้

ด้วยเหตุนี้ รศ.ดร.คณพล จุฑามณี อาจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงได้พัฒนาดินขาวเคโอลินเพื่อเป็นวัสดุเคลือบใบและผล เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิต ป้องกันอาการใบไหม้ และควบคุมโรคและแมลงบางชนิดในไม้ผลเศรษฐกิจโดยได้รับงบประมาณสนับสนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และส่วนต่อยอดงานประดิษฐ์และพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มา ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน

รศ.ดร.คณพล กล่าวถึงคุณสมบัติของดินขาวเคโอลินมักถูกนำมาใช้เป็นสารให้สีขาวในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ยาสีฟัน และเซรามิก แต่สำหรับด้านการเกษตร เมื่อเตรียมดินขาวเคโอลินให้อยู่ในรูปสารละลายและนำไปพ่นให้กับพืช สารละลายดินขาวเคโอลินจะเคลือบลำต้น ใบและผลมีลักษณะเป็นฟิล์มได้ เนื่องจากสารเคโอลินเป็นสารโพลีเมอร์ที่มีคุณสมบัติกันน้ำ ทำให้สปอร์ของเชื้อราที่มากับน้ำไม่สามารถสัมผัสกับผิวของใบหรือผลไม้ได้โดยตรง ดังนั้นดินขาวเคโอลิน จึงสามารถใช้ป้องกันโรคพืชโดยเฉพาะโรคพืชที่อาศัยน้ำเป็นตัวพาหนะ เช่น โรคแอนแทรคโนส

นอกจากนี้ดินขาวเคโอลินมีสีขาว จึงมีคุณสมบัติไล่แมลง ป้องกันการเข้าทำลายของแมลงและการวางไข่ของแมลง สีขาวของเคโอลินยังสามารถสะท้อนแสงที่ส่องกระทบบนใบพืช สามารถลดความเข้มแสงที่ใบหรือผลพืชได้รับโดยตรง ดังนั้นจึงสามารถนำมาใช้ในการเคลือบผิวใบและผลของพืช เพื่อป้องกันการเกิดอาการใบและผลไหม้ เพิ่มคุณภาพผลผลิต และควบคุมการเข้าทำลายของแมลงและโรคพืชได้

นักวิจัยคนเดิมระบุอีกว่า จากการทดลองใช้ดินขาวเคโอลินเป็นวัสดุเคลือบมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง ที่ติดผลนอกฤดูในฤดูฝน พบว่า การพ่นสารเคโอลินทำให้เก็บเกี่ยวผลมะม่วงได้มากขึ้น และสามารถลดการเกิดโรคแอนแทรคโนส ทั้งในระยะก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวได้ สำหรับการใช้ดินขาวเคโอลินกับมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองที่ออกดอกตามฤดูกาลปกติ พบว่าดินขาวเคโอลินสามารถลดการเกิดราดำบนผิวใบได้ เนื่องมาจากการพ่นดินขาวเคโอลินมีผลลดจำนวนของเพลี้ยจั๊กจั่นที่ดูดกินน้ำเลี้ยงจากดอกและช่อดอกมะม่วงได้ และสามารถเก็บเกี่ยวผลมะม่วงได้มากขึ้น และสามารถลดการเกิดโรคแอนแทรคโนส ทั้งในระยะก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวได้

“จากการคำนวณค่าใช้จ่ายของราคาดินขาวเคโอลินในการพ่นให้กับมะม่วงตั้งแต่เริ่มติดผลจนการเก็บเกี่ยว รวม 11 ครั้ง เท่ากับ 3.30 บาทต่อต้น ดังนั้นจึงมีราคาถูกกว่าการใช้สารเคมีกำจัดแมลงและโรคพืช รวมทั้งทำให้ผลผลิตที่ได้มีความปลอดภัยต่อสารตกค้างจากสารเคมีกำจัดแมลงและโรคพืช”

อย่างไรก็ตามหลังทีมนักวิจัยได้มีการนำดินขาวเคโอลินเป็นวัสดุเคลือบมะม่วงแล้ว ล่าสุดยังนำไปทดลองไปใช้กับพืชอื่น เช่น สับปะรด ด้วย ดังนั้นเกษตรกรที่สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ รศ.ดร. คณพล จุฑามณี นักวิจัยเจ้าของผลงานดังกล่าว โทร.0-2562-5444 ในวันและเวลาราชการ

สิงหาคม 20, 2010

กว่าจะก้าวสู่เกษตรกรดีเด่น ชีวิตต้องสู้ “สิงห์ เสาร์มั่น”

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม 2553

ผ่านทางกว่าจะก้าวสู่เกษตรกรดีเด่น ชีวิตต้องสู้ “สิงห์ เสาร์มั่น” คมชัดลึก : เกษตร : หนักเอาเบาสู้.

ลุงสิงห์ เสาร์มั่น

คมชัดลึก :แม้ อายุจะย่างใกล้ 70 แต่ “ลุงสิงห์ เสาร์มั่น” อดีตผู้ใหญ่บ้านนิคมพัฒนา ต.หนองจิก อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย ก็ยังไม่ลดความพยายามในการนำความรู้จากการทำเกษตรผสมผสานตามแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียงจนประสบความสำเร็จ ก่อนขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นๆ ตลอดจนเกษตรกรและผู้สนใจทั่วไปที่มีโอกาสมาเยี่ยมชมกิจการภายในสวน ในฐานะเกษตรกรแกนนำของนิคมสหกรณ์คีรีมาศ อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย

ความที่เป็นลูกชายคนโต จึงต้องดูแลน้องอีก 8 คน ทำให้ต้องดิ้นรนทำงานเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัวตั้งแต่ยังเด็ก เพราะครอบครัวมีอาชีพทำนาอย่างเดียว พร้อมกับทำงานรับจ้างทั่วไปเพื่อเป็นรายได้เสริม หลังช่วยพ่อแม่ทำงานจนอายุ 15 ปี ก็ออกจากบ้านไปทำงานรับจ้างอยู่ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พออายุ 23 ปี ก็ย้ายไปทำงานอยู่ที่ จ.ระยอง ระหว่างนี้ก็ได้ส่งเงินมาให้ทางบ้านอยู่เรื่อยๆ และมีเงินเก็บจำนวนหนึ่งนำมาซื้อที่ดิน 15 ไร่ และควายอีก 1 ตัว พร้อมกลับมาอยู่บ้านช่วยพ่อแม่ทำนาอยู่พักใหญ่

จากนั้นก็มาทำงานที่บริษัทเหรียญทองการพิมพ์ที่กรุงเทพฯ ทำอยู่ประมาณ 10 ปี ก็แต่งงานกับนางสำรวย สิงห์มั่น อยู่กินด้วยกันจนมีบุตร 2 คน ชาย 1 คน หญิง 1 คน แล้วจึงย้ายมาลงหลักปักฐานที่ จ.สุโขทัยในปัจจุบัน โดยเริ่มจากทำไร่ถั่วค่อยๆ เก็บหอมรอมริบได้เงินก้อนหนึ่ง จึงนำไปซื้อที่ดินประมาณ 15 ไร่ เพื่อทำเกษตรผสมผสานตามแนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

รายได้จากการขายผลผลิตก็เก็บออมไว้เพื่อซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันลุงสิงห์มีที่ดินอยู่ประมาณ 80 ไร่ โดยทุกตารางนิ้วจะนำมาใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด อาทิ มีบ่อเลี้ยงปลา 5 บ่อ มะนาว 2,000 ต้น มะม่วง 60 ต้น ขนุน 30 ต้น มะพร้าวน้ำหอม 60 ต้น มะรุม 200 ต้น มะขาวหวาน 10 ต้น ส้มโอ 200 ต้น กล้วยไข่ 80 ต้น ฯลฯ นอกจากนี้ยังเจียดพื้นที่ปลูกผักสวนครัว 1 ไร่ ทำนา 3 ไร่ เล้าไก่พื้นเมือง 2 หลัง มีรายได้จากการขายผลผลิตเฉลี่ย 200-300 บาทต่อวัน

ในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนั้น ลุงสิงห์ก็ชักชวนชาวบ้านปลูกป่าและพัฒนาวัด โรงเรียน โดยไม่ได้ใช้งบจากทางราชการแม้แต่น้อย ส่วนการพัฒนาด้านต่างๆ เช่นในด้านศาสนา วัฒนธรรม วัดวาอารามก็ร่วมกับชาวบ้านช่วยกันสร้างศาลา 1 หลัง กุฏิ 1 หลัง หอสวดมนต์ 1 หลัง หอระฆัง 1 หลัง โดยได้เงินมาจากชาวบ้านที่ร่วมกันบริจาคและทอดผ้าป่ามาดำเนินการก่อสร้าง

ผลสำเร็จจากการทำงานที่ผ่านมา ทำให้ลุงสิงห์ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตกรกรดีเด่นแห่งชาติ เมื่อปี 2539 ได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นำมาซึ่งความภาคภูมิใจของลุงสิงห์และครอบครัว จนถึงปัจจุบันทำให้ทุกวันนี้สวนเกษตรกรผสมผสานของลุงสิงห์กลายเป็นสวนเกษตร ต้นแบบของหน่วยงานภาครัฐใน จ.สุโขทัย ในการถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการด้านการเกษตรให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจโดยทั่ว ไปอย่างต่อเนื่อง

“สุรัตน์ อัตตะ”

“ก๊ะซู” ยึดอาชีพทำขนมพื้นเมือง “อาเก๊าะ ซูยามู” คู่มุสสิมแดนใต้

วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม 2553

ผ่านทาง“ก๊ะซู” ยึดอาชีพทำขนมพื้นเมือง “อาเก๊าะ ซูยามู” คู่มุสสิมแดนใต้ คมชัดลึก : เกษตร : หนักเอาเบาสู้.

แวสะปีเยาะ แวสะมะแอ หรือ “ก๊ะซู”

คมชัดลึก :หาก ใครแวะเวียนไปในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในเวลานี้ที่กำลังอยู่ในห้วง เดือน “รอมฎอน” หรือ ”เดือนบวช” ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ของพี่น้องผู้นับถือศาสนาอิสลาม จะเห็นภาพความคึกคักของตลาดร้านค้าในช่วงพลบค่ำ เนื่องจากพี่น้องมลายูมุสลิมในพื้นที่จะออกมาจับจ่ายซื้อของเพื่อนำไปใช้ใน การละศีลอด

โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงนี้คงต้องยกให้ เมนูขนมหวานแทบทุกชนิดที่ขายดิบ ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า โดยหนึ่งในขนมที่อยู่คู่กับพิธีละศีลอดมาเป็นเวลายาวนานนั่นคือ ขนม “อาเก๊าะ” ซึ่งเป็นขนมจากฝีมือชาวมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีรูปร่างคล้ายขนมครก หรือขนมไข่ แต่รสชาติกลับคล้ายกับขนมหม้อแกงสังขยา และเต็มเปี่ยมไปด้วยรสชาติหวาน หอม และอร่อย

“อาเก๊าะ” ที่ขึ้นชื่อในหมู่พี่น้องประชาชนในพื้นที่แดนใต้เวลานี้คงหนีไม่พ้นยี่ห้อ “อาเก๊าะ ซูยามู” สูตรโบราณ ต้นตำรับของ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ที่กำลังได้รับความนิยมทั้งจากพี่น้องชาวไทยมุสลิม

“แวสะปีเยาะ แวสะมะแอ “หรือ “ก๊ะซู” ชาวบ้านใน อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เจ้าของร้าน “อาเก๊าะ ซูยามู” สูตรโบราณ หรือตำรับดั้งเดิมที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษหลายชั่วอายุคน ระบุว่า ขนมชนิดนี้เป็นของโบราณที่อยู่คู่กับมลายูมุสลิมในพื้นที่มายาวนาน ซึ่งมักจะมีให้รับประทานกันมาในช่วงเดือนบวช หรือรอมฎอน (สิงหาคม-กันยายน) ซึ่งในช่วง 1 เดือนนี้จะขายดีมากจนผลิตไม่ทัน ถึงขั้นลูกค้าต้องโทรสั่งจองกันล่วงหน้าก่อน 1 วัน เพื่อให้เตรียมตัวในการผลิตให้ทันความต้องการทั้งลูกค้าประจำและลูกค้าขาจร

ส่วนกำลังผลิตปกติจะเฉลี่ยประมาณวันละ 600-700 ชิ้น หรือประมาณ 100-150 กล่อง ราคาจำหน่ายกล่องละ 20 บาท บรรจุขนมภายในกล่องจำนวน 5 ชิ้น แต่ในช่วงเดือนบวดยอดขายจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว เพราะช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในรอบปี

ก๊ะซู บอกว่า การทำขนมอาเก๊าะมีส่วนผสมหลัก ประกอบด้วย แป้ง ไข่เป็ด น้ำตาลและกะทิสด ซึ่งวัตถุทั้งหมดจะต้องสดใหม่ โดยเฉพาะกะทิต้องคั้นกันสดๆ เพื่อคัดเอาเฉพาะหัวกะทิ เนื่องจากเป็นหัวใจหรือเคล็ดลับสำคัญที่สุดก็ว่าได้ เนื่องจากคุณสมบัติกะทิจะให้ทั้งความหอมและหวาน ส่วนขั้นตอนการทำไม่ยาก คล้ายการทำขนมครกทุกอย่างยกเว้นเตา หรือแบบพิมพ์ที่ขนมอาเก๊าะต้องใช้เตาทองเหลืองและพิมพ์จะใหญ่เรียวกว่า ซึ่งแบบพิมพ์นั้นต้องสั่งทำพิเศษไม่มีวางจำหน่ายในท้องตลาด

“ข้อแตกต่างของขนมอาเก๊าะ คือ เวลาเทลงพิมพ์แล้วจะต้องปิดด้วยฝาครอบซึ่งต้องทำพิเศษ คือ นำถ่านร้อนๆ วางบนภาชนะที่นำมาครอบเพื่อให้ขนมได้รับความร้อนทั้งจากเตาด้านล่างและฝา ครอบด้านบน ซึ่งขนมครกจะไม่มีขั้นตอนนี้ เช่นเดียวกับเตาแม่พิมพ์ที่ขนมอาเก๊าะต้องใช้ทองเหลืองเท่านั้น เนื่องจากจะให้ความร้อนที่คงทนและนาน”

เอกลักษณ์เฉพาะของร้าน “อาเก๊าะ ซูยามู” สูตรโบราณ คือ ทุกแพ็กเกจจะต้องมีใบตองรองใต้ขนมเพื่อให้หอมและสวยงาม รวมถึงบนกล่องทุกกล่องจะติดสติกเกอร์ชื่อร้าน “อาเก๊าะ ซูยามู” สูตรโบราณ พร้อมเบอร์โทรติดต่อ 08-4252-3179 หากใครอยากลิ้มลองของอร่อยดีๆ จากชายแดนภาคใต้สามารถติดต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง

” สุพิชฌาย์ รัตนะ”

เร่ร่อนขายแรงงานถึงต่างแดน ชีวิตมาได้ดีจากปลูกยางพารา

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม 2553

ผ่านทางเร่ร่อนขายแรงงานถึงต่างแดน ชีวิตมาได้ดีจากปลูกยางพารา คมชัดลึก : เกษตร : หนักเอาเบาสู้.

นาฏนดา พันนุรัตน์ กับต้นยางพาราในสวนของเธอ

คมชัดลึก : ผลจากการที่เข้าใจผิดๆ ในการปลูกยางพารา ที่มองว่าเป็นพืชเศรษฐกิจของภาคใต้และภาคตะวันออก ทำให้เกษตรกรในภาคอีสานกลายเป็นผู้มีรายได้น้อย โชคดีที่สมัยหนึ่งรัฐบาลได้ส่งเสริมปลูกยางพาราตามโครงการขยายพื้นที่ปลูก ยางพารา 1 ล้านไร่ ในภาคอีสานและภาคเหนือ ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ลืมตาอ้าปากได้บ้าง อย่าง นาฏนดา พันนุรัตน์ เกษตรกรจากบ้านโนนเมือง ต.เมืองเปีย อ.กุดจับ จ.อุดรธานี ครั้งหนึ่งต้องไปขายแรงงานในต่างแดน แต่กลับได้ดีจากร่วมโครงการขยายพื้นที่ปลูกยางพารา 1 ล้านไร่

กว่าถึงนี้ได้ นาฏนดาบอกว่า ต้องทิ้งบ้านเกิดไปแสวงโชคที่ประเทศเกาหลี เพื่อหาเงินส่งเงินให้ทางบ้าน แต่การไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองไม่ใช่สวรรค์ของผู้ใช้แรงงานเสียทั้งหมด หากแต่คราวนั้นต้องประสบปัญหาด้านแรงงานราคาถูก เงินได้มาก็ไม่เหลือ สุดท้ายต้องกลับมาทำไร่อ้อย ปลูกยูคาฯ ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีก กระทั่งปลายปี 2546 รัฐบาลส่งเสริมให้ปลูกยางพารา เพื่อยกระดับรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ปลูกยางใหม่ จึงตัดสินใจขอลงทะเบียนเพื่อร่วมโครงการ ครั้งแรกปลูกในพื้นที่ 6 ไร่ และขยายเพิ่มอีก 15 ไร่ เป็น 21 ไร่

“ตอนแรกฉันก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไรว่ายางพาราจะปลูกได้ในภาคอีสาน เห็นทางภาคใต้ปลูกแล้วเกษตรกรมีรายได้ดี ก็คิดว่าคงต้องดีบ้าง กระทั่งปี 2547 ได้รับกล้ายางพารามาปลูกชุดแรกจากโรงเรือนบ้านหนองแสง พอปลูกได้ 6 ปี สามารถเปิดกรีดได้แล้วเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2553 เลือกเฉพาะต้นที่ได้ขนาดมาตรฐานเส้นรอบวง 50 ซม. กรีดทั้งหมด 550 ต้น กรีด 2 วันเว้น 1 วัน พอกรีดได้ 4 วัน ขายครั้งหนึ่งได้ราว 100 กก. มีพ่อค้าไปประมูลซื้อในพื้นที่”

นาฏนดายอมรับว่า ช่วงยางพาราเพิ่งกรีดใหม่ๆ น้ำยางยังไม่ดีพอ แต่ในอนาคตอีกไม่นานน้ำยางจะออกมามากกว่านี้ และจะทำให้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำอย่างแน่นอน ทำให้มีความรู้สึกว่าการทำสวนยางพารานั้นเหมือนกับมีตู้เอทีเอ็มไว้ที่บ้าน กรีดปุ๊บน้ำยางไหลปั๊บ แล้วนำไปขายก็ได้เงินแล้ว

“ตอนนี้ทำยางเป็นถ้วยขายไปก่อน พอขายได้แล้วก็จะซื้อเครื่องเพื่อนำมาทำยางแผ่น ซึ่งขายได้ราคาดีกว่า ปัจจุบันยางพาราอยู่ที่ กก.ละ 93-100 บาท ดิฉันจึงมองว่าโครงการขยายพื้นที่ปลูกยางพารา 1 ล้านไร่ ถือเป็นนโยบายที่เดินทางอย่างถูกต้อง ช่วงนี้ยางพาราราคาดี เกษตรกรต่างเปลี่ยนจากการปลูกมันสำปะหลัง ปลูกอ้อย ที่ต้องล้มลุกคลุกคลานมาตลอดหันมาปลูกยางพารากันหมดแล้ว หากรัฐส่งเสริมอีก เกษตรกรร่วมโครงการอีกแน่นอน เพราะเห็นผลสำเร็จกันแล้ว” นาฏนดากล่าว

นับเป็นเกษตรกรที่ประสบผลสำเร็จอีกรายหนึ่ง หลังจากที่ นาฏนดา พันนุรัตน์ ทนอยู่กับความลำบากมานาน และวันนี้กล้าพูดอย่างเต็มปากว่า กลับมาอยู่บ้านดูแลครอบครัวอย่างมีความสุข และอีกไม่นานจะมีทุกอย่างที่อำนวยความสะดวกให้แก่ครอบครัวมากกว่าที่เป็น อยู่

จากแพปลาสู่ถังน้ำพลาสติก เส้นทางธุรกิจ”วิชาญ ต้นฤดี”

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม 2553

ผ่านทางจากแพปลาสู่ถังน้ำพลาสติก เส้นทางธุรกิจ”วิชาญ ต้นฤดี” คมชัดลึก : เกษตร : หนักเอาเบาสู้.

คมชัดลึก :จาก ธุรกิจแพปลาหันมาเอาดีธุรกิจผลิตถังน้ำพลาสติก สำหรับ “วิชาญ ต้นฤดี” เจ้าของบริษัท โรโต แพค จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายถังน้ำพลาสติกตราบ้าน ด้วยเหตุผลที่มองว่า ปัจจุบันตลาดมีความต้องการ เพราะแทบทุกบ้านหันมาใช้ถังน้ำพลาสติกเพื่อเก็บกักน้ำแทนการใช้โอ่ง เนื่องจากน้ำหนักเบาและเก็บน้ำได้มาก นอกจากนี้ยังเป็นสินค้าที่ไม่ต้องพึ่งพาช่องทางการขายผ่านศูนย์การค้ายักษ์ ใหญ่ เพราะอยู่ในพื้นที่ขนส่งง่ายและสามารถเข้าไปดูแลหลังการขายได้อย่างรวดเร็ว

“เดิมผมทำธุรกิจแพปลาอยู่ที่สงขลา แต่ระยะหลังวัตถุดิบในทะเลเริ่มลดน้อยลง เรือประมงหันไปใช้เรือทัวร์ เป็นเรือลำใหญ่ๆ ในการขนถ่ายปลาที่จับได้มาเข้าฝั่ง เพื่อความสะดวกของร่องน้ำและใกล้แหล่งประมงไม่ต้องพึ่งแพปลา ทำให้เราต้องเลิกกิจการแพปลา และเริ่มมองหาอาชีพอื่น สุดท้ายเลือกทำถังน้ำ โดยเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2547″ วิชาญย้อนอดีตให้ฟัง

ปัจจุบันธุรกิจถังน้ำพลาสติกของเขาเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะมีข้อดีตรงที่น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายง่าย และสามารถสร้างได้ไม่จำกัดขนาด อายุการใช้งานนาน ทำให้ปัจจุบันมีการใช้ถังน้ำกันอย่างแพร่หลายมาก โดยเฉพาะบ้านที่ต้องใช้เครื่องปั๊มน้ำ จะต้องอาศัยถังน้ำพลาสติกเหล่านี้ ส่วนที่ใช้ตราบ้านเพราะถังน้ำเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน ทำให้ชื่อจำง่าย

“ลูกค้า ที่อยู่ทางภาคใต้ก็จะคุ้นเคยกันดี มีจุดเด่น คือทำจากวัตถุดิบ Linear Low density Polyethylene (LLDPE) ป้องกันแสงอัลตราไวโอเลตได้ในระดับ 8 และเป็นวัตถุดิบระดับ FOOD GRADE มีการควบคุมอุณหภูมิและเวลาในการหล่อที่คงที่ ในระดับความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 5 องศาเซลเซียล ความคลาดเคลื่อนของเวลาในระดับวินาที ทำให้ตัดปัญหา Overheat ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิด carcinogen ที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ ทำให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ของเราปลอดภัยต่อสุขภาพ และได้รับการรับรองจาก เภสัชกรอีกด้วย”

ปัจจุบันมีตัวแทนจำหน่ายในภาคใต้ถึง 50 ราย โดยจุดขายนอกจากการผลิตสินค้าคุณภาพเทียบเท่าผู้ผลิตรายใหญ่และให้ความสำคัญ กับเรื่องบริการหลังการขาย ซึ่งลูกค้ามีปัญหาอะไร ก็จะเข้าไปช่วยดูแลให้ และมีความจริงใจที่จะบริการลูกค้าตามแบบฉบับของคนใต้ โดยยึดหลักการดำเนินธุรกิจ “Small But Beautiful” คือถึงจะเล็กแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ เพราะเราเชื่อว่า “ยุคปลาใหญ่กินปลาเล็ก” ผ่านไปแล้ว

นอกจากนี้บริษัทยังให้ความสำคัญกับสังคมรอบด้าน เรื่องสิ่งแวดล้อม ต้องไม่ไปรบกวนการใช้ชีวิตของคนในท้องถิ่น และยังสร้างอาชีพให้แก่คนในท้องถิ่น โดยการจ้างแรงงานในท้องถิ่นในอัตราค่าแรงที่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ เพื่อให้สามารถอยู่กับครอบครัวได้อย่างมีความสุข ไม่จำเป็นต้องไปหางานทำในเมือง นับเป็นอีกก้าวของ วิชาญ ต้นฤดี ในการต่อสู้ชีวิต จนได้ทำธุรกิจตามที่ตัวเองถนัด

” สุรัตน์ อัตตะ”

“ครองทิพย์”น้ำดื่มเพื่อชุมชน ผลจากวิกฤติภัยแล้งสู่โอกาส

วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม 2553

ผ่านทาง“ครองทิพย์”น้ำดื่มเพื่อชุมชน ผลจากวิกฤติภัยแล้งสู่โอกาส คมชัดลึก : เกษตร : หนักเอาเบาสู้.

น้ำดื่มครองทิพย์

คมชัดลึก :ท่าม กลางภาวะเศรษฐกิจตกสะเก็ดในขณะนี้ หากพึ่งพาตนเองได้ ถือเป็นการแก้ปัญหาและประคองชีวิตให้อยู่ได้อย่างไม่ลำบาก สอดคล้องตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังชุมชนบ้านหนองครอง ต.โคกล่าม อ.จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด โดยการนำของ วรวุฒิ วิชัยศรี ที่พลิกวิกฤติเป็นโอกาสยกระดับคุณภาพชีวิต รายได้ของคนในชุมชน ด้วยการผลิตน้ำดื่มจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “ครองทิพย์” จนชาวบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

วรวุฒิ วิชัยศรี นายกเทศมนตรีตำบลโคกล่าม บอกว่า ทุกปีชุมชนประสบภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค แต่เริ่มดีขึ้นหลังกรมทรัพยากรธรณีได้มาทำระบบประปาชนบท ทำให้ชุมชนได้รับประโยชน์มากขึ้น จากเดิมต้องอาศัยน้ำผิวดินหรือน้ำฝนเป็นหลัก ต่อมาเมื่อปี 2551 กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้เข้ามาปรับปรุงคุณภาพน้ำบาดาล ชุมชนจึงมีน้ำดื่มที่สะอาดบริโภค พร้อมรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขณะนั้นจัดสรรงบจากโครงการพัฒนาศักยภาพชุมชน (เอสเอ็มแอล) จึงนำมาต่อยอดจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนผลิตน้ำดื่ม ตราครองทิพย์ จำหน่าย

“ปลายปี 2551 ได้ทำประชาคมหมู่บ้านเพื่อขอรับรองคุณภาพน้ำจากคณะกรรมการอาหารและยา เมื่อได้รับเครื่องหมายรับรองคุณภาพ (อย.) ก็ดำเนินการผลิตน้ำดื่มเพื่อจำหน่าย โดยส่งขายใน อ.จตุรพักตรพิมาน อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด และบางส่วนส่งจังหวัด ซึ่งเรามีรถบริการส่งให้ถึงที่” วรวุฒิ แจง

เพิ่มศักดิ์ ศรีน้อย ชาวบ้านผู้ควบคุมการผลิต กล่าวถึงเป้าหมายการผลิตว่าเพื่อให้ชาวบ้านมีน้ำดื่มที่สะอาด ราคาถูก ถูกหลักอนามัย จากเดิมที่ต้องซื้อลิตรละบาทกว่า แต่พอผลิตได้เองสามารถลดค่าใช้จ่ายได้กว่าครึ่ง ส่วนการดำเนินงานชาวบ้านจะหมุนเวียนมาทำวันละ 2 รอบ แบ่งเป็นช่วงเช้าถึงบ่ายและเย็นถึงค่ำ มีเวลาพัก 3-4 ชั่วโมง เพราะต้องจัดสรรน้ำเพื่อใช้ในหมู่บ้านด้วย รอบหนึ่งๆ จะใช้ 6-8 คน ทำความสะอาดขวดน้ำ บรรจุน้ำลงขวด บรรจุหีบห่อ โดยอาสาสมัครหรือชาวบ้านที่มาทำจะไม่ได้เงินเดือน

“การผลิตมีหลายขนาด เช่น ขวด 20 ลิตร ขวดละ 10 บาท แต่ละเดือนมีรายได้ 7 หมื่นกว่าบาท ซึ่งต้องนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมันรถ ค่าขวดน้ำ รวมแล้วกว่า 5 หมื่นบาทต่อเดือน หักลบค่าใช้จ่ายเหลือ 2 หมื่นกว่าบาท ซึ่งเงินส่วนนี้จะนำมาจัดสรรเป็นทุนการศึกษาให้นักเรียนในชุมชน ส่งเสริมกิจกรรมสาธารณประโยชน์ของชุมชน และแบ่งเป็นค่าตอบแทนให้อาสาสมัคร” เพิ่มศักดิ์ แจง

ถึงวันนี้ นอกจากชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น มีน้ำดื่มสะอาดไว้บริโภค ชาวบ้านได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ยังส่งผลให้เกิดความสามัคคีในชุมชน รู้จักพึ่งพาตนเอง ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ที่สำคัญยังทำให้ชาวบ้านรู้จักอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำมากยิ่งขึ้น

“กะเม๊าะ จินิ” สตรีหนองจิก ผลิตน้ำพริกยกระดับชุมชน

วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม 2553

ผ่านทาง“กะเม๊าะ จินิ” สตรีหนองจิก ผลิตน้ำพริกยกระดับชุมชน คมชัดลึก : เกษตร : หนักเอาเบาสู้.

คมชัดลึก :ปัจ ุบันสินค้าแปรรูป หรือผลิตภัณฑ์โอท็อปจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หลายชนิดได้กลายเป็นของ ขายดีในท้องตลาดอย่างกว้างขวาง แต่น้อยคนใคร่จะรู้ถึงเบื้องหลังอันแท้จริงของการผลักดันและขับเคลื่อนให้ สินค้าบางชนิด สามารถก้าวไปโดดเด่นในตลาดได้ เฉกเช่น ผลิตภัณฑ์ “น้ำพริกแปรรูปจากสัตว์น้ำ” ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรน้ำพริก ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ที่กว่าจะผงาดไปช่วงชิงลูกค้า และกลุ่มผู้บริโภคจากสินค้ากลุ่มเดียวกันได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เบื้องหลังความสำเร็จคงต้องยกให้ “กะเม๊าะ จินิ” เกษตรกรชาวสวนวัย 52 ปี ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ เลขที่ 153/1 หมู่ 6 ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ผู้เป็นดั่งหัวหอกสำคัญในพื้นที่แห่งนี้ด้วยการเชิญชวนกลุ่มสตรีเกษตรกรที่ มีเวลาว่างจากการประกอบอาชีพหลักโดยเฉพาะการกรีดยาง หรือเก็บพืช ผัก ผลไม้ในไร่สวนไปขายในท้องตลาด มาร่วมกันแปรรูปสัตว์น้ำที่สามารถหาได้ง่าย

แต่ด้วยสินค้าจากปัตตานีหลายชนิดส่วนใหญ่เป็นการแปรรูปจากวัตถุดิบใน ท้องถิ่นโดยเฉพาะสัตว์น้ำ ไล่เรียงตั้งแต่ บูดูสายบุรี ปลากระป๋อง ปลาหมึกแห้ง ดังนั้นจึงตัดสินใจเสาะแสวงหาวัตถุดิบจากชาวประมงพื้นบ้านในราคาถูกแล้วนำมา แปรรูปในแบบฉบับของ “น้ำพริก” ซึ่งสมาชิกสตรีเกษตรกรในพื้นที่แต่ละคนมีความเชี่ยวชาญกับเมนูชนิดนี้เป็น อย่างดีอยู่แล้ว

แกนนำกลุ่มสตรีเกษตรกรรายนี้ กล่าวอีกว่า จากจุดเริ่มต้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาโดยมีชาวสวนที่เป็นแม่บ้านไม่กี่ชีวิต มาร่วมกันผลิตน้ำพริกแปรรูปจากสัตว์น้ำ แต่วันนี้ยอดของผู้เข้าร่วมผลิตสินค้ามีเกือบ 30 คน แล้ว โดยแต่ละคนจะใช้เวลาในช่วงบ่ายหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจหลักประจำวันนัดร่วม กลุ่มกันตำน้ำพริกทุกวันเพื่อส่งขาย

ส่วนน้ำพริกแปรรูปของเกษตรกรสตรีกลุ่มนี้มีหลายชนิด แต่ที่นิยมติดอันดับของตลาดประกอบด้วย น้ำพริกกุ้งเสียบ น้ำพริกไตปลาแห้ง น้ำพริกนรกปลา รวมไปถึงบูดูแห้ง และบูดูบรรจุขวด โดยสินค้าแปรรูปเหล่านี้ไม่เพียงแค่วางตลาดอยู่ในพื้นที่ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เท่านั้นแต่ยังมีออเดอร์ไปยังลูกค้าทั่วประเทศ หลังจากได้มีโอกาสนำผลิตภัณฑ์ออกเดินสายร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ตลอดปีที่ ผ่านมา

ก๊ะเม๊าะ บอกว่า วันนี้สตรีในพื้นที่ละแวกหมู่บ้านหลายคนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการร่วมแปรรูป น้ำพริกจากสัตว์น้ำ เฉลี่ยหลายพันบาทต่อเดือน ทำให้คุณภาพชีวิตของสมาชิกในครอบครัวเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ

แม้น “ก๊ะเมาะ” จะเป็นเพียงแค่สตรีที่ประกอบอาชีพชาวสวนแต่ด้วยหัวคิดและการไม่ยอมหยุดนิ่ง อยู่กับที่ ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของเธอดีขึ้น และไม่เพียงเท่านั้นแนวทางของหญิงมุสลิมแห่งหนองจิกรายนี้ยังช่วยยกระดับ ความเป็นอยู่ของเพื่อนบ้านให้มีความสุขมากกว่าเดิมอีกด้วย

“สุพิชฌาย์ รัตนะ “

เปิดตำนาน”ต้มเลือดหมู”เจ็กจุ่น สูตรต้นตำรับ”อิทธิพัทธ์ เจนวิจักษณ์”

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม 2553

ผ่านทางเปิดตำนาน”ต้มเลือดหมู”เจ็กจุ่น สูตรต้นตำรับ”อิทธิพัทธ์ เจนวิจักษณ์” คมชัดลึก : เกษตร : เฒ่าแก่ใหม่คนชัดลึก.

อิทธิพัทธ์ขณะปรุงต้มเลือดหมู

ต้มเลือดหมูเมนูเด็ด

คมชัดลึก :แม้ จะเป็นร้านเพิงเล็กๆ ริมถนนพุทธมณฑลสาย 4 (ใกล้แยกองค์พระ) แต่ทุกๆ เช้ามืด จนถึงตะวันบ่ายคล้อยจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจากทั่วทุกสารทิศที่แวะเวียนเข้ามา ลิ้มลองรสชาติ “ต้มเลือดหมู” เมนูเด็ดของร้านข้าวต้มเลือดหมูเจ็กจุ่น และอาหารขึ้นชื่ออีกหลายอย่าง พร้อมสังเกตเห็นชายสูงวัยและลูกน้องอีก 2-3 คนกำลังขะมักเขม้นอยู่กับการทำอาหารสารพัดเมนูให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาใช้ บริการ

ความสุขกับการทำอาหาร โดยเฉพาะต้มเลือดหมู มีอยู่ในสายเลือดสำหรับ เจ็กจุ่น หรือ “อิทธิพัทธ์ เจนวิจักษณ์” เจ้าของตำนานต้มเลือดหมูผักจิงจูไฉ่ ในฐานะผู้บุกเบิกเมนูเด็ดนี้เมื่อกว่า 40 ปีก่อน ภายใต้ชื่อร้านข้าวเลือดหมูคลองบางกอกน้อย (เจ้าเก่า) ริมถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี (แยกปิ่นเกล้า) จนเป็นที่แพร่หลายในปัจจุบันนี้

เจ็ก จุ่นเกิดในครอบครัวคนจีน มีอาชีพพายเรือขายหมูเขียงในคลองบางกอกน้อย (คลองชักพระ) ซึ่งเป็นมรดกตกทอดทางด้านอาชีพมาจากผู้เป็นบิดาโดยลูกค้าจะเป็นชาวบ้านที่ อาศัยอยู่ริมคลอง เขายึดอาชีพขายหมูเขียงอยู่หลายปี ก่อนผันตัวเองมาเปิดร้านต้มเลือดหมู เนื่องจากเริ่มมีคู่แข่งมากขึ้น อีกทั้งเป็นจังหวะที่มีถนนตัดผ่านหน้าบ้าน จึงตัดสินใจเปิดร้านขายข้าวเลือดหมู โดยใช้ชื่อว่าร้านต้มเลือดหมูคลองบางกอกน้อยเจ็กจุ่น (แยกปิ่นเกล้า) พร้อมยุติอาชีพพายเรือขายหมูในคลองบางกอกน้อยตั้งแต่บัดนั้นมา

“สูตรนี่ผมคิดเองทั้งหมด อย่างจุดเด่นของเกาเหลาเลือดหมู ของเราน้ำแกงใสใช้น้ำกระดูกเคี่ยวใส่เห็ดหอม ถ้าคนจีนเขาใส่ซีอิ๊วขาว ส่วนคนไทยจะใส่น้ำส้ม อย่างน้ำส้มของเราจะทำเอง ทำจากข้าวเหนียวหมัก จะไม่ใช่น้ำส้มที่ขายตามท้องตลาด ส่วนพริกก็จะใช้พริกสวนอย่างดี ผมยึดหลักที่ว่าอาหารต้องมีคุณภาพ ใช้ของดี ไม่เอาเปรียบลูกค้า ขาดทุนกำไรเราไม่ว่า แต่รสชาติต้องเหมือนเดิมจากต้นตำรับ” เจ้าของร้านข้าวเลือดหมูเจ็กจุ่นเผยเคล็ดลับ

การกล้าได้กล้าเสียเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับผู้ประกอบธุรกิจ แต่การลงทุนในสิ่งที่ไม่ถนัดอาจจะพบกับความล้มเหลวกลับมา เช่นเดียวเจ็กจุ่นหลังมีเงินเก็บจากการเปิดร้านต้มเลือดหมูจำนวนหนึ่ง ก็นำไปลงทุนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยหวังมีรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเหมือนกับคนอื่นๆ ที่ประกอบธุรกิจประเภทนี้ ในยุคที่ธุรกิจอสังหาฯ บูม

“เพื่อนๆ ผมเขาทำแล้วมีกำไรเป็นสิบเป็นร้อยล้าน ผมเห็นว่าเงินดีก็เลยลองดูบ้าง ปี 2536 ก็ปิดร้านต้มเลือดหมูที่บางกอกน้อยเอาเงินมาลงทุนทำนิมิแฟคทอรี่ให้เช่า แต่บังเอิญผมโชคไม่ดี พอปี 2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ตอนนั้นเป็นหนี้เขาไปหลายล้าน” เจ็กจุ่นย้อนอดีตอันขมขื่น ก่อนจะเปลี่ยนวิถีชีวิตอีกครั้ง ด้วยการยึดอาชีพเปิดร้านขายข้าวต้มเลือดหมูตามที่ตนเองถนัดอีกครั้ง ริมถนนพุทธมณฑลสาย 3 (ใกล้วัดสวนแสงธรรมของหลวงตาบัว)

กว่า 10 ปีที่เจ็กจุ่นเปิดร้านข้าวต้มเลือดหมูแห่งใหม่ ริมถนนพุทธมณฑลสาย 3 (ใกล้สวนแสงธรรม) แม้จะไม่มีชื่อเสียงโด่งดังเหมือนร้านเก่า แต่ในเรื่องรสชาติความอร่อยของต้มเลือดหมู ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมกับอีกหลายเมนูที่เขาคิดค้นปรับปรุงสูตรขึ้นมาเอง ไม่ว่าจะเป็น ขาหมูตุ๋นเห็ดหอม ไข่ตุ๋นขาหมู และอีกหลายเมนู ล่าสุดเขาได้ขยายสาขาเพิ่มอีก 1 สาขา ริมถนนพุทธมณฑลสาย 4 (ใกล้แยกองค์พระ) ซึ่งเพิ่งเปิดให้บริการได้มาเพียงปีเศษ

ไม่แปลกใจในช่วงเช้าจนถึงบ่ายสามโมงเย็น ร้านข้าวต้มเลือดหมูเจ็กจุ่นทั้งสองสาขา จึงคลาคล่ำไปด้วยลูกค้าทั้งในละแวกใกล้เคียงและต่างถิ่นที่ต้องการมาลิ้มรส ชาติเมนูเด็ดที่หลากหลายจากฝีมือเจ้าของร้าน ต้นตำรับสูตรต้มเลือดหมูตัวจริงอย่าง “อิทธิพัทธ์ เจนวิจักษณ์” หรือที่บรรดานักชิมรู้จักในนาม “เจ็กจุ่น”

สนใจอยากลิ้มลองรสชาติต้มเลือดหมูต้นตำรับและอีกหลายเมนูเด็ดก็ลองแวะ เวียนไปได้ที่ร้านทั้งสองสาขาโทร.08-2221-5135 หรืออยากรู้สูตรลับการทำ เจ็กจุ่นยินดีให้คำแนะนำอย่างละเอียด

“สุรัตน์ อัตตะ”

หลากเมนู”ราดหน้า”สูตร40ปี ตำรับราดหน้า(คะน้า)ยอดผัก

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม 2553

ผ่านทางหลากเมนู”ราดหน้า”สูตร40ปี ตำรับราดหน้า(คะน้า)ยอดผัก คมชัดลึก : เกษตร : เฒ่าแก่ใหม่คนชัดลึก.

สมบูรณ์ เลิศมณีสกุลชัย(ซ้ายสุด)เจ้าของร้าน

หลากเมนูราดหน้ายอดผักสูตร 40 ปี

หลากเมนูราดหน้ายอดผักสูตร 40 ปี

คมชัดลึก :ราด หน้ายอดผัก เมนูยอดฮิตที่เปิดขายกันเกร่อ เนื่องจากเป็นเมนูที่ทำง่าย ขายคล่องและลงทุนไม่สูงมากนัก ส่วนเคล็ดลับความอร่อยจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสูตรใครสูตรมัน แต่สำหรับ “ราดหน้ายอดผัก สูตร 40 ปี” มีจุดเด่นไม่เหมือนใครในเรื่องของรสชาติความอร่อยที่ไม่มีใครเหมือน ปรุงด้วยวัตถุดิบคุณภาพดี มีส่วนผสมที่เป็นสูตรลับซึ่งได้รับถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น

“ร้านเปิดให้บริการมากว่า 40 ปีแล้ว ผมเป็นรุ่นที่สอง เคล็ดลับการปรุง ขั้นตอนต่างๆ ซึ่งเป็นสูตรต้นตำรับได้รับมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยรุ่นก๋ง และถ่ายทอดมายังรุ่นคุณพ่อคุณแม่ แล้วก็มาถึงรุ่นผม”

สมบูรณ์ เลิศมณีสกุลชัย หรือที่รู้จักในนามเฮียตี๋ เจ้าของร้านราดหน้ายอดผักสูตร 40 ปี ต้นตำรับแห่งความอร่อยเผยที่มา ปัจจุบันร้านราดหน้ายอดผักสูตร 40 ปีของเฮียเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนขยายสาขากระจายอยู่ตามสถานที่ต่างๆ มากถึง 28 สาขาทั่วกรุงเทพฯ สาขาแรกตั้งอยู่ที่ข้างศาลเจ้าพ่อเสือ เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2510 จนถึงปัจจุบัน

เฮียตี๋ได้สูตรลับบางส่วนมาจากพี่ชาย ซึ่งขายราดหน้ายอดผักอยู่ร้านนายน้อยเอ็มไพร์ เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว จากนั้นก็ได้แยกตัวมาเปิดร้านเอง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ก่อนจะเลิกกิจการไปในที่สุดแล้วมาเริ่มต้นเปิดร้านใหม่อีกครั้งที่ข้างศาล เจ้าพ่อเสือ จากนั้นกิจการก็ได้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันก็ได้ขยายมากถึง 28 สาขาอาทิ ข้างศาลเจ้าพ่อเสือ วัดดงมูลเหล็กบางขุนนนท์ ถนนพระรามที่ 7 ถนนวงศ์สว่าง โรงอาหารคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เป็นต้น

“นายน้อยเอ็มไพร์ เป็นราดหน้าที่ดังมากในยุคนั้น ถ้าจะกินราดหน้าให้อร่อยต้องร้านนี้เท่านั้น เมื่อก่อนพี่ชายก็ทำอยู่ที่นี่ ทำอยู่ได้พักใหญ่ก็แยกตัวมาเปิดร้านเอง ขายอยู่ตามข้างถนน แต่ก็ไปไม่รอด หยุดอยู่พักหนึ่ง พอดีแม่มารับช่วงต่อก็มาเปิดร้านที่ข้างศาลเจ้าพ่อเสือ ที่นี่เองถือเป็นต้นกำเนิดของร้านราดหน้ายอดผักสูตร 40 ปีของเรา ซึ่งเปิดให้บริการมากว่า 40 ปีแล้ว”

สมบูรณ์เผยต่อว่าจุดเด่นราดหน้ายอดผักของร้าน นอกจากเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพดีแล้วยังมีสูตรลับเฉพาะบางอย่างที่ใช้สำหรับ ราดหน้าร้านนี้เท่านั้น ในขณะที่วัตถุดิบที่ใช้นั้นอย่างผักก็จะใช้ต้นคะน้าปอกเปลือกอย่างดี เวลาเคี้ยวจะกรุบกรอบดีมาก ส่วนหมูก็จะใช้สันหมูอย่างดีนำมาหมักกับน้ำมัน และการเตรียมวัตถุดิบก็จะทำวันต่อวันเพื่อส่งไปตามสาขาต่างๆ ทั้ง 28 สาขาทั่วกรุงเทพฯ

“ราดหน้าสมัยก่อนเขามักจะใช้ผักกวางตุ้งและกะหล่ำปลี แต่ปัจจุบันหันมาใช้คะน้าแทน ก็เพราะว่ากวางตุ้งมันอมน้ำ แต่คะน้าไม่อมน้ำแล้ว ร้านทั่วไปจะใช้ใบแต่ของเราจะเน้นต้นคะน้ามาปอกเปลือกแทนใบ แล้วก็กินก่อนปรุงนะ นี่เป็นจุดเด่นอีกอย่างของเรา” เฮียตี๋เผย

ปัจจุบันทางร้านมีเมนูเด็ดให้เลือกอย่างหลากหลาย นอกจากราดหน้ายอดผัก มีทั้งแบบธรรมดา และทะเล ซึ่งเป็นเมนูเด็ดของร้าน สามารถเลือกสั่งได้ทั้งเส้นใหญ่ เส้นหมี่ขาว และเส้นบะหมี่กรอบ นอกจากนี้ยังมีผัดซีอิ๊วบะหมี่กรอบทะเล ซึ่งใช้บะหมี่เหลืองทอดให้กรอบ ผัดรวมกับหมู ปลาหมึก กุ้ง และไข่ไก่ใส่ยอดผักคะน้าและซีอิ๊วดำปรุงรสชาติตามสูตรของทางร้าน

สำหรับผู้สนใจการทำราดหน้ายอดผักสูตร 40 ปี โดยเจ้าของร้านเฮียตี๋หรือสมบูรณ์ เลิศมณีสกุลชัย ยินดีจะมาเผยสูตรลับ พร้อมขั้นตอนการทำอย่างหมดเปลือก ในโครงการ “คม ชัด ลึก ฝึกอาชีพ” หลักสูตร “ราดหน้ายอดผักสูตร 40 ปี” ในวันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม 2553 นี้ สนใจสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่โทร.0-2338-3356-7, 08-9493-5772 ตลอดเวลา

“สุรัตน์ อัตตะ”

“สุขเกษม คาเฟ่”ที่รวมผองเพื่อน เมนูอร่อย-สบายสไตล์โมเดิร์น

วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน 2553

ผ่านทาง“สุขเกษม คาเฟ่”ที่รวมผองเพื่อน เมนูอร่อย-สบายสไตล์โมเดิร์น คมชัดลึก : เกษตร : เฒ่าแก่ใหม่คนชัดลึก.

ทีมหุ้นส่วนทั้งหก

ขาหมูในตำนาน

หมูจุ่มสุขเกษม

คมชัดลึก : เพียงไม่กี่เดือนที่ “สุขเกษม คาเฟ่” น้องใหม่สไตล์ผับแอนด์เรสเตอรองท์ ได้อวดโฉมเปิดให้บริการแก่ชาวเชียงใหม่ โดยยึดทำเลย่านการค้าบริเวณถนนนิมมานเหมินทร์ อ.เมือง ก็ได้กระแสตอบรับกลับมาล้นหลาม ด้วยความโดดเด่นทั้งบรรยากาศการตกแต่งร้านสไตล์วินเทจ แฝงความโมเดิร์น เสน่ห์รสชาติอาหาร อีกทั้งเมนูอร่อยเฉพาะของร้าน ภายใต้การบริหารของหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ จึงทำให้ร้านนี้ครองใจลูกค้า นักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศในเวลาอันรวดเร็ว

“เจนจิรา มั่งคั่ง” หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในหุ้นส่วน “สุขเกษม คาเฟ่” เกริ่นให้ฟังว่า เดิมทีกลุ่มเพื่อนชอบปาร์ตี้สังสรรค์กันเป็นทุนเดิม โดยจะแวะเวียนไปตามบ้านเพื่อนทำอาหารรับประทาน เมื่อถึงจุดหนึ่งจึงเห็นตรงกันว่าน่าจะทำร้านเล็กๆ ขึ้นมาเป็นที่รวมตัวกัน มีบรรยากาศเป็นกันเอง จึงชักชวนกันมาทำโดยรวมตัวกัน 6 คน คือ วีระภัทร อรรถปรียางกูร อภิวัฒน์ สุจริตรักษ์ คชา วาสุเทพรังสรรค์ พูนศักดิ์ พักตร์ผ่องศรี ณัฐวุฒิ วิริยะพาณิชภักดี และตนเอง

ร้านตั้งอยู่ซอยสุขเกษม ถนนนิมมานเหมินทร์ สาเหตุที่เลือกเพราะเป็นย่านการค้าที่สำคัญและได้รับความนิยมอย่างมากในส่วน ของชาวเชียงใหม่เอง และนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติที่เดินทางมา แม้ว่าจะมีร้านค้า ร้านอาหารมากมาย การแข่งขันสูง แต่ถือว่าคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น โดยชูจุดเด่นของร้านทั้งสไตล์การตกแต่งสไตล์วินเทจที่เก่าแต่ไม่แก่เหมาะ สำหรับทุกเพศทุกวัน และการรับประทานอาหารแบบครอบครัว

“แม้ว่าย่านนี้จะมีร้านอาหาร ผับแอนด์เรสเตอรองท์มากมายให้เลือก แต่ร้านเราเป็นร้านอาหารติดแอร์พร้อมดนตรีอะคูสติกแห่งเดียวในย่านนี้ ที่พร้อมรองรับทุกเพศทุกวัย ทั้งนักศึกษา วัยทำงานและครอบครัว ร่วมรับประทานอาหารได้อย่างไม่ต้องเคอะเขิน นอกจากบรรยากาศสบายๆ แล้ว ยังได้สัมผัสรสชาติอาหารที่มีเอกลักษณ์ เมนูเฉพาะตัว ที่สำคัญราคาไม่แพงอีกด้วย” เจนจิรากล่าว

ส่วนการตกแต่งร้าน “วีระภัทร อรรถปรียางกูร” บอกว่า แบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนห้องแอร์ ภายในตกแต่งสไตล์วินเทจที่ยังติดกลิ่นอายความเป็นโมเดิร์น สมัยใหม่ผสมผสานกัน ผนังสีเหลืองให้ความรู้สึกอบอุ่น นวลตา ผนังถูกประดับตกแต่งด้วยรูปภาพโบราณ ส่วนเฟอร์นิเจอร์จะเน้นของเก่าที่มีตามบ้านแต่ละคนนำมาปรับปรุง ปัดฝุ่นแล้วนำมาใช้ใหม่ ส่วนด้านนอกจะมีน้ำพุประดับอย่างสวยงามได้บรรยากาศรับประทานอาหารท่ามกลาง สายน้ำไหลริน

“ตั้งแต่เปิดให้บริการเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีทั้งลูกค้าใหม่ ลูกค้าเก่า แต่ก็ยังติดขัดปัญหาบริหารจัดการบ้าง เพราะเป็นมือใหม่ แต่สิ่งที่ลูกค้าสัมผัสได้ต่อเนื่องตั้งแต่วันแรกคือความใส่ใจในการบริการ เพราะหุ้นส่วนทุกคนจะให้บริการด้วยตนเองและเป็นกันเอง” วีระภัทรกล่าวและว่า เมื่อมาที่ร้านนอกจากจะได้ลิ้มรสอาหารอร่อยอย่างเมนูเด็ด ขาหมูในตำนาน หรือหมูจุ่มสุขเกษม และอื่นๆ อีกหลายเมนูแล้ว ลูกค้าจะเพลิดเพลินกับเพลงอะคูสติกใสๆ ในบรรยากาศสังสรรค์กับเพื่อนฝูงด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ “สุขเกษม คาเฟ่” ได้รับการตอบรับค่อนข้างดีในระยะเวลาอันรวดเร็ว วีระภัทร ยอมรับว่า นอกจากการตลาดแบบปากต่อปากแล้ว การใช้โชเชียลเน็ตเวิร์ก ทั้ง www.facebook.com/sukhasemcafe และ www.twitter.com/sukhasemcafe เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้ลูกค้าทั้งกลุ่มวัยรุ่น และคนทำงานขยายแพร่หลายได้รวดเร็ว โดยขณะนี้มีสมาชิกในส่วนของเฟสบุ๊กกว่า 1,000 คน ทั้งคนเชียงใหม่และต่างพื้นที่

ทว่า ผู้บริหารมือใหม่ทั้งหกคน ก็ไม่ได้หยุดเพียงแค่นี้ เพราะการที่ลูกค้าจดจำได้เป็นผลพวงให้พวกเขาวางแผนต่อยอดขยายสาขาในอนาคต โดยคงคอนเซ็ปต์เดิมแต่ใหญ่กว่า เชื่อว่าลูกค้าจะยังคงจดจำและตามไปใช้บริการเช่นเดียวกัน

“วรัทยา ไชยลังกา”

เปิดร้าน “จิ้มจุ่ม 49″ ริมถนนตากสิน ชู “เมี่ยงปลาเผา” สูตรดั้งเดิมหนองคาย

วันพุธที่ 23 มิถุนายน 2553

ผ่านทางเปิดร้าน “จิ้มจุ่ม 49″ ริมถนนตากสิน ชู “เมี่ยงปลาเผา” สูตรดั้งเดิมหนองคาย คมชัดลึก : เกษตร : เฒ่าแก่ใหม่คนชัดลึก.

เฮียปอและภรรยา ขณะให้บริการลูกค้า

เมี่ยงปลาเผาอีกเมนูเด็ดของร้าน

คมชัดลึก :จิ้ม จุ่ม แจ่วฮ้อน หรือสุกี้อีสาน สุดแล้วแต่พื้นที่ไหนจะเรียกตามความคุ้นเคยและความถนัด แต่ที่สำคัญคือสูตรลับความสำเร็จของการปรุง การขาย และที่มาที่ไป หรือตำนาน ก่อนจะมาเป็นจิ้มจุ่ม สำหรับจิ้มจุ่มขึ้นชื่อในเขตเทศบาลนครระยอง ต้องยกให้ ร้านจิ้มจุ่ม 49 ตั้งอยู่ริมถนนตากสิน ปากซอยสหกรณ์ อ.เมือง จ.ระยอง ขายกันถูกๆ ชุดละ 49 บาทอิ่มได้จริงๆ

ตำนานของร้านจิ้มจุ่ม 49 ไม่ธรรมดา ดูจากถนนสายนี้ (ถนนตากสิน) ยามค่ำคืนนั้นเคยเป็นเส้นทางเงียบเหงามานานกว่า 40 ปี แต่พอมีร้านจิ้มจุ่ม 49 มาเปิดกลับคึกคักคลาคล่ำไปด้วยลูกค้าที่พากันมาอุดหนุน นั่นก็เป็นเพราะความอร่อยของจิ้มจุ่ม ที่น้ำซุปทั้งหอมหวาน และน้ำจิ้มก็เข้มข้น บวกกับเนื้อสดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นหมู เนื้อ หรืออาหารประเภทของทะเล ทำให้ผู้ที่มารับประทานที่ร้านนี้ถึงกับติดใจในรสชาติและความสดของวัตถุดิบ

แต่กว่าจะมาเป็นร้านจิ้มจุ่ม 49 ที่มีลูกค้ามากมายขนาดนี้ ปรีชาทรัพย์ ทรัพย์นันทา หรือเฮียปอ ชายวัย 48 ปี ชาว จ.หนองคาย เจ้าของร้านย้อนอดีตให้ฟังว่าเคยเป็นผู้จัดการโรงแรมรีเจนท์ พนมเปญ จากนั้นก็มาทำไร่องุ่นที่บ้านเกิด จ.หนองคาย ทำอยู่ประมาณ 5 ปีก็ไม่ประสบความสำเร็จ เลยหันมาทำสนามกอล์ฟใน อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย เอาความคิดคนเมืองเข้ามาในพื้นที่คิดว่าน่าจะประสบความสำเร็จ แต่ก็ผิดหวังเพราะทุนน้อย สายป่านสั้นและสนามก็เล็กเกินไป

“ผมพา ครอบครัวย้ายมาอยู่ระยอง เพราะเห็นว่าเป็นเมืองอุตสาหกรรม จึงเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ตั้งชื่อว่า ปอเนื้อตุ๋น ขายได้วันละประมาณ 2,000-3,000 บาท แรกๆ ก็ถือว่าอยู่ได้ไม่ขาดทุน แต่พอนานเข้าไม่ขาดทุนอย่างเดียวอยู่ไม่ได้ เพราะเราไม่เหลืออะไรเลย ลูกกำลังเรียนอีก 2 คน จึงตัดสินใจเปลี่ยน เพราะคิดว่าเราต้องก้าวไปสู่จุดที่ดีกว่า พลิกผันในเวลาชั่วข้ามคืน ขายรถยนต์ที่มีอยู่เป็นสมบัติชิ้นสุดท้าย นำมาลงทุนซื้อโต๊ะและอุปกรณ์เพื่อเปิดร้านจิ้มจุ่ม” ปรีชาทรัพย์เผย

ถึงวันนี้ยอดจากการขายจิ้มจุ่ม สร้างฐานะให้ครอบครัวได้อย่างไม่เดือดร้อน แต่เขาก็ไม่ยอมหยุดเพียงแค่นี้ เพิ่มเมนูเด็ดให้ลูกค้าได้เลือกอย่างหลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเมี่ยงปลาเผา สูตรดั้งเดิมของหนองคาย รับประทานกับน้ำจิ้ม แจ่วบอง (ปลาร้าสับ) และน้ำจิ้มสามรส ที่ราคาถูกแต่คุณภาพเยี่ยม

“ลูกค้าที่เคยกินของราคาแพงๆ แต่พอมากินของที่ราคาถูกกว่า เขาจะรู้เลยว่าของเราไม่ได้ด้อยกว่าจริงๆ ไม่มีเศษเนื้อ เศษผัก เพราะของมีคุณภาพ ที่สำคัญการบริการต้องรวดเร็ว ของที่สั่งจะได้ภายใน 5 นาที พนักงานเสิร์ฟทุกคนต้องคอยเปิดหูเวลาลูกค้าสั่งและต้องบริการด้วยใจ หากลูกค้าติตรงไหนต้องรับและนำมาปรับปรุงทันที” เฮียปอ กล่าวทิ้งท้าย

นี่คือสูตรเด็ดของร้านจิ้มจุ่ม 49 ที่สร้างตำนานให้ถนนสายตากสิน ทางไปปากน้ำ เขตเทศบาลนครระยอง กลับมาคึกคักยามค่ำคืน เพราะลูกค้าติดใจในรสชาติและราคาที่ไม่แพง แต่ได้รับประทานอาหารคุณภาพดี จนต้องกลับมารับประทานซ้ำแล้วซ้ำอีก

“อัจฉรา วิเศษศรี”

“บาริสต้า” กูรูแห่งการชงกาแฟ อาชีพอินเทรนด์ที่ไม่ธรรมดา

วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน 2553

ผ่านทาง“บาริสต้า” กูรูแห่งการชงกาแฟ อาชีพอินเทรนด์ที่ไม่ธรรมดา คมชัดลึก : เกษตร : เฒ่าแก่ใหม่คนชัดลึก.

พรลภัส ปัญญาเจริญสุข บาริสต้ามืออาชีพ

ศิลปะความงดงามในถ้วยกาแฟ

คมชัดลึก :จากกระแส ความนิยมดื่มกาแฟของชนทุกกลุ่มทุกวัยที่มีอัตราการขยายตัวพุ่งสูงปรี๊ด สร้างยอดขายให้ผู้ประกอบการชนิดเป็นกอบเป็นกำ รวมทั้งมีธุรกิจร้านกาแฟผุดขึ้นดั่งดอกเห็ดตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งการกระพือของสื่อในยุคโลกาภิวัตน์ ทั้งในรูปภาพยนตร์ อย่างซีรีส์เกาหลีเรื่อง Coffee Prince ที่เคยเข้าฉายในบ้านเราทำให้หลายคนได้รู้จักกับ “บาริสต้า” กูรูหรือนักชงกาแฟประจำร้าน อันเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่กำลังได้รับความสนใจอย่างสุดๆ

“ครูภัส” หรือ พรลภัส ปัญญาเจริญสุข ?วัย 30 ปีเศษ ผู้คร่ำหวอดวงการกาแฟทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งผ่านการสอบเป็น “บาริสต้า” มืออาชีพจากประเทศอิตาลี ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการ บริษัท อโรม่า กรุ๊ป พูดถึงอาชีพนี้ว่าไม่ใช่แค่พนักงานชงกาแฟ ที่ภารกิจแต่ละวันทำตามออเดอร์ของลูกค้าเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้า แต่ผู้ที่ยึดอาชีพบาริสต้า คือผู้ที่รอบรู้เรื่องกาแฟอย่างแท้จริงและลึกซึ้ง รู้ที่มาที่ไป ต้นกำเนิด รสชาติ การคั่ว การบด รู้จักทุกเมนูที่เกี่ยวกับกาแฟเป็นอย่างดี และอีกมากมาย

“บาริสต้าที่ดี ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน มีไหวพริบปฏิภาณ ช่างสังเกต อดทน สนใจ จดจำ มีมนุษยสัมพันธ์ มีบุคลิกภาพที่ดี ชงกาแฟรสชาติอร่อย เข้มข้น รักษาระดับความอร่อยสม่ำเสมอ เพื่อดึงดูดลูกค้า ต้องเรียนรู้หลักการทำงานกลไกต่างๆ ของเครื่องชงกาแฟทั้งระบบ รวมทั้งการดูแลรักษา ที่สำคัญต้องใจรักงานบริการ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้า เพื่อสร้างความประทับใจให้กลับมาอุดหนุนอีก” ครูภัส อธิบาย

ปัจจุบันการจะมีร้านกาแฟสักร้าน ครูภัส บอกว่า ไม่ใช่แค่มีเงินและใจรัก แต่ต้องศึกษาเรื่องราวของกาแฟอย่างถ่องแท้ ตลอดรวมทั้งเข้าใจหลักการบริหารร้าน จึงจะประสบความสำเร็จได้ และเมื่อสำเร็จแล้วก็อย่าหยุดอยู่แค่นั้น ต้องต่อยอดกิจการของเราออกไปด้วยการเพิ่มเมนูแปลกใหม่ อาทิ น้ำผลไม้ เมนูสมูทตี้เพื่อสุขภาพ เบเกอรี่ อาหารจานด่วน ที่สามารถรับประทานได้ในร้านกาแฟ หรือเปิดร้านกาแฟในธุรกิจอื่นๆ เช่น ในคาร์แคร์ ร้านเสริมสวย

ด้วยอัตราการขยายตัวของธุรกิจร้านกาแฟที่มีอย่างต่อเนื่องในยุคนี้ ส่งผลให้กระแส “บาริสต้า” เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจไม่น้อย และที่ผ่านมาผู้ที่เป็นบาริสต้า ซึ่งนอกจากจะรอบรู้เรื่องกาแฟครบวงจรแล้ว ผู้เคยผ่านเวทีการประกวดแข่งขันและได้รับรางวัลติดมือกลับบ้าน วันรุ่งขึ้นก็จะกลายเป็นที่ต้องการของธุรกิจร้านกาแฟด้วยเงื่อนไขต่างๆ นานา โดยเฉพาะรายได้แต่ละเดือนที่เรียกได้ว่าเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้อย่าง สบาย

ใครก็ตามที่สนใจอาชีพ “บาริสต้า” และอยากต่อยอดเป็นสุดยอดนักชงกาแฟแห่งประเทศไทย ครูภัส บอกสามารถเข้าร่วมประลองฝีมือได้ในโครงการไทยแลนด์ อินดี้ บาริสต้า แชมเปี้ยนชิพ ครั้ง 3 ที่บริษัท อโรม่า กรุ๊ป จัดขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อคัดเลือกตัวแทนที่ชนะเลิศแต่ละภาคเข้าชิงรอบแชมป์ ออฟ เดอะ แชมป์ ณ กรุงเทพฯ

“เราจัดแข่งขันขึ้นที่ชลบุรี ภาคตะวันออกเป็นแห่งแรกเมื่อวันที่ 12-13 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 100 คน ครั้งต่อไปกำหนดจัดขึ้น จ.ภูเก็ต วันที่ 14-15 สิงหาคมนี้ เพื่อประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้เท่านั้น ผู้ต้องการเข้าร่วมแข่งขันก็ให้ดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัครได้ที่ www.aromathailand.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0-2933-4191-5 ตลอดในช่วงเวลาทำงาน” ครูภัส แจง

นักชงกาแฟที่อยากพัฒนาฝีมือ หรือต้องการยกระดับเป็นบาริสต้ามืออาชีพ ครูภัส บอกว่าสามารถเข้ามาร่วมกิจกรรมได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการตัดสิน เพราะคณะกรรมการล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องกาแฟ ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากสมาคมกาแฟแห่งประเทศไทยทั้งสิ้น

“ธานี กุลแพทย์”

“ส้มตำ108″รวมสารพัดเมนู ครัวอร่อยประตูสู่”อินโดจีน”

วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน 2553

ผ่านทาง“ส้มตำ108″รวมสารพัดเมนู ครัวอร่อยประตูสู่”อินโดจีน” คมชัดลึก : เกษตร : เฒ่าแก่ใหม่คนชัดลึก.

ปลาช่อนลุยสวน

หนุ่ยกำลังปรุงเมนูเด็ด

คมชัดลึก :ความ เชื่อมั่นในฝีมือการทำอาหารที่มองว่าไม่เป็นรองใคร บวกความต้องการมีร้านอาหารเล็กๆ เป็นของครอบครัว ทำให้สองน้าหลาน มัณฑนา-วิลาวัลย์ สำราญนิช ตัดสินใจเปิดร้าน “ส้มตำ 108″ บนทำเลประตูเมืองสู่อินโดจีน จ.สระแก้ว ขายสารพัดเมนู เน้นอาหารอีสานรสเด็ดเป็นจุดขาย ด้วยสนนราคาไม่แพง คุณภาพความอร่อยของทุกจาน รวมถึงความสะอาด การบริการที่เป็นกันเอง จึงได้รับการอุดหนุนจากลูกค้า นักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

วิลาวัลย์ หรือ “หนุ่ย” ในวัย 36 ปี หลานสาว ย้อนอดีตให้ฟังว่า ร้านนี้ตั้งอยู่เลขที่ 459/3 ถนนสุวรรณศร อ.เมือง จ.สระแก้ว บนพื้นดินมรดกของครอบครัว เปิดขายมาเกือบ 10 ปี โดยแรกเริ่มนั้นเป็นความคิดของน้าสาวคือมัณฑนา หรือ “โหน่ง” ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการทำอาหารหลากเมนู โดยเฉพาะอาหารอีสาน ประเภทรสจัดจ้าน และมองว่าการเปิดร้านเล็กๆ บนพื้นดินที่ไม่ต้องเช่า จะเป็นอีกทางเลือกในการสร้างงานให้คนในครอบครัวจึงได้มีการพูดคุยกัน ในที่สุดจึงเกิดเป็นร้านส้มตำ108 ขึ้น

“เป็นร้านธรรมดาๆ ซึ่งเราจะเน้นความกว้างขวาง อากาศถ่ายเทสะดวก เพราะจะทำให้บรรยากาศโดยรวมดี ขณะที่อาหารทุกจานของเราคุณภาพความอร่อยนั้นไม่เป็นรองใคร มีเกือบร้อยเมนูให้เลือกทาน ทั้งแบบจานเดียว สั่งทานเป็นกับข้าว กับแกล้ม เราก็มีบริการ ที่ขาดไม่ได้ก็คือเมนูอาหารอีสานซึ่งของเราจุดเด่นคือรสชาติกลมกล่อม แซบจี๊ดจ๊าด” หนุ่ยอธิบายจุดเด่นของร้าน

พร้อมบอกถึงสุดยอดเมนูที่ลูกค้าทั้งขาประจำ ขาจร ผ่านไปมาต้องสั่งชนิดขาดไม่ได้ก็คือ กระดูกหมูอ่อนต้มแซบ ปลาช่อนลุยสวน ไก่ทอด หมูแดดเดียว หมูยอผัดคะน้าน้ำมันหอย ฯลฯ นอกเหนือจากเมนูสารพัดส้มตำ อาทิ ตำทะเล ตำมั่ว ตำซั่ว ตำโคราช ตำไทย ตำลาว ตำผลไม้รวม ที่บรรดานักชิมสั่งกันเป็นประจำอยู่แล้ว

ถึงเวลานี้ “หนุ่ย” ยอมรับว่า เมื่อเอ่ยถึงเมนูอาหารของร้าน ไม่ใช่เพียงอร่อยที่ขึ้นชื่อเท่านั้น ความสะอาด ตลอดจนหน้าตาของอาหารแต่ละจาน ใครเห็นต้องน้ำลายสอเพราะสีสันจัดจ้านเป็นอีกเสน่ห์ของร้านที่มีลูกค้าแวะ เวียนมาอุดหนุนไม่ขาดสาย ยิ่งเมนูส้มตำนั้นเมื่อทานกับไก่ทอด ปลาดุกย่าง คอหมูย่าง เนื้อแดดเดียว การันตีแซบสุดๆ จึงไม่แปลกที่ร้านจะเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยว ประชาชนที่ผ่านไปมาในทุกวัน ร้านเปิดบริการ 09.00-20.00 น.

ในบริเวณร้าน ยังมีก๋วยเตี๋ยวปลานายเบี้ยว อีกหนึ่งกิจการของครอบครัว เสริมด้วยเมนูขนมหวานแบบไทยๆ ไว้คอยบริการอีกด้วย เพื่อเป็นอีกทางเลือกของลูกค้า ทุกเมนูนอกจากเรื่องของรสชาติความอร่อยที่ต้องเน้นกันอย่างหนักแล้ว หนุ่ยยังการันตีว่าทุกเมนูจะรอไม่นาน เพราะพ่อครัวแม่ครัว ทีมงาน 5-6 คนนั้นเป็นมืออาชีพที่เข้าใจความรู้สึกของลูกค้าเป็นอย่างดี

“สนนราคาทุกเมนูของที่ร้าน จะเริ่มตั้งแต่ 20 บาท ไปจนถึงหลัก 100 บาท เราจะขายไม่แพง ซึ่งราคาของที่นี่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมานานมาก เพราะเราเข้าใจสถานภาพทางเศรษฐกิจของลูกค้าดี แต่รับรองเรื่องคุณภาพอาหารเราก็ไม่ได้มีการลดหย่อนแต่ประการใด วัตถุดิบบางอย่างแม้จะมีราคาแพงขึ้น แต่เราก็ยังคงขายในราคาเดิม” หนุ่ยแจง

มีโอกาสผ่านไปเมืองสระแก้ว ประตูสู่อินโดจีน อยากชิมอาหารจานอร่อย ส้มตำรสแซบ และเมนูอื่นๆ ฝีมือของสองน้าหลานแล้วล่ะก็ ขอแนะนำที่นี่ เพียงขับรถเลยตัวเมืองเพียง 1 กิโลเมตร ก็จะเห็นร้าน “ส้มตำ 108″ ตั้งอยู่ด้านซ้ายมือ มีลูกค้าเข้าออกขวักไขว่ หากไปไม่ถูกสามารถสอบถามรายละเอียดที่โทร.08-6048-4887

“ธานี กุลแพทย์”

“ร้านทางเลือก”รวมเมนูสุขภาพ ชูข้าวยำใต้แท้-กทม.เปิด3สาขา

วันพุธที่ 18 สิงหาคม 2553

ผ่านทาง“ร้านทางเลือก”รวมเมนูสุขภาพ ชูข้าวยำใต้แท้-กทม.เปิด3สาขา คมชัดลึก : เกษตร : เส้นทางทำมาหากิน.

คมชัดลึก : ด้วยภาระหน้าที่ให้คำปรึกษา คำแนะนำแก่ผู้ป่วย ประชาชนทั่วไปให้หันมาสนใจเรื่องสุขภาพ เป็นเหตุผลให้ การะเกด สรพิทักษ์ อดีตพยาบาล อ.ห้วยยอด เปิด “ร้านทางเลือก” ยึดทำเลย่านเพลินพิทักษ์ เทศบาลนครตรัง ขายอาหารเพื่อสุขภาพชูเมนูเด็ดข้าวยำปักษ์ใต้แท้ ลูกค้าอุดหนุนแน่น เพราะนอกจากรสชาติอร่อยแล้ว ทุกเมนูยังให้คุณประโยชน์ด้านโภชนาการเต็มร้อย ล่าสุด เพื่อคนกรุงเทพฯ เปิดให้บริการความอร่อยแล้ว 3 สาขา

การะเกด อดีตพยาบาลที่อำเภอห้วยยอด เล่าว่า นายแพทย์จำรัส สรพิพัฒน์ สามี เป็นคนที่สนใจเรื่องสุขภาพมาก ถึงกับปลูกผักปลอดสารพิษกินเองที่บ้าน เมื่อปลูกมากๆเข้าก็เหลือ กินไม่ทัน แจกก็ไม่หมด เลยมีความคิดน่าจะทำร้านอาหารเพื่อสุขภาพขึ้นมา เพื่อเป็นทางเลือกให้กับคนทั่วไป

“มีผู้ป่วยและชาวบ้านหลายคน ถามว่าจะหากินอาหารสุขภาพได้ที่ไหน เมื่อถามมากขึ้นพี่และสามีจึงมานั่งพูดกันถึงความเป็นไปได้ ที่สุดก็เป็นที่มาของการเปิดร้านอาหารเพื่อสุขภาพชื่อร้านทางเลือก ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ 71/1 ถนนเพลินพิทักษ์ ใกล้สามแยกวัดกุฎิยาราม เขตเทศบาลนครตรัง” การะเกด เล่าถึงที่มาของร้านนี้ ซึ่งเปิดบริการมาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

ขณะนั้นเมื่อคิดจะเปิดร้านขายอาหารสุขภาพ การระเกด บอกอย่างแรกที่ตั้งใจคือ ข้าวยำสมุนไพร เพราะครอบครัวนิยมทานเป็นทุนเดิม แต่ข้าวยำทั่วไปเป็นอาหารพื้นๆจึงคิดจุดเด่นขึ้นมา ให้เป็นข้าวยำทางเลือกปักษ์ใต้ขนานแท้ เริ่มจากข้าวกล้องที่หุงด้วยน้ำใบยอ กับใบผักสมุนไพรหั่นฝอย ที่มีทั้งใบยอ ชะพลู ขมิ้น กระพังโหม มะกรูดอ่อน เปราะ หมุย ตะไคร้ และถั่วฝักยาว แล้วนำมาปรุงรสด้วยมะพร้าวคั่ว กุ้งแห้งป่น งาดำคั่วป่น และพริกป่น ซึ่งล้วนแต่เป็นวัตถุดิบที่ทางร้านทำขึ้นเองทั้งหมด เช่นเดียวกับน้ำบูดูส่วนผสมทุกอย่างต้องขึ้นตาชั่งเพื่อให้ได้สูตรที่ลงตัว

“เพิ่มรสเปรี้ยวของข้าวยำให้ทานแล้วรู้สึกชุ่มคอ ด้วยส้มโอ หรือตะลิงปลิง มะม่วงเปรี้ยว มะนาว แล้วราดด้วยน้ำบูดู ซึ่งเวลาตักเข้าปาก จะได้กลิ่นหอมของสมุนไพรและน้ำบูดู ยิ่งเคี้ยวยิ่งมัน เพราะนอกจากมีผักผสมอยู่ในข้าวยำแล้ว เรายังแถมผักสดด้วย คุ้มค่ามาก เพราะเราขายที่ร้าน หรือใส่กล่องกลับบ้านชุดละ 40 บาทเท่านั้น”

การะเกด บอกว่า ข้าวยำปักษ์ใต้เป็นเมนูสุดฮิตของชาวใต้ ดังนั้นเธอจึงประยุกต์ให้เป็นอาหารสุขภาพที่ไม่ให้เค็มหรือหวานเกินไป ที่สำคัญคือใช้ข้าว กล้องหอม-มะลิ และข้าวกล้องมันปู ทำเป็นข้าวยำ เพราะมีเส้นใยอาหารสูง ส่วนผักต่างๆเน้นผักพื้นบ้านปลอดสารฯ อีกส่วนผลิตจากสวนผักที่ปลูกเอง

“ที่ร้านยังมีอาหารจานเดียว อาหารตามสั่ง ที่ล้วนชูเมนูสุขภาพ เช่น ขนมจีนน้ำยาปักษ์ใต้-น้ำยาป่า แกงไตปลา น้ำพริกปลาทู สลัดผักปลอดสารพิษ ก๋วยเตี๋ยวผัด-ข้าวผัดเพื่อสุขภาพ หรือจะเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ ก็มีให้เลือกอีกกว่า 10 อย่าง แถมด้วยน้ำสมุนไพร เช่น น้ำตะไคร้ กระเจี๊ยบ อันชัน ฯลฯ และไอศกรีมสมุนไพร” การะเกด แจง

พร้อมระบุว่า ความอร่อยของทุกเมนูที่ร้าน อย่างยิ่งข้าวยำปักษ์ใต้แท้นี้ ผ่านการรับประกันความอร่อยเมื่อปี 2009 ให้เป็นสินค้าโอทอป 5 ดาวของจังหวัด และได้รับการรับรองจาก อย.เรื่องความสะอาดและความอร่อย โดยสาขาที่ตรังเปิดบริการ 11.00-13.30 น.ในวันเสาร์-อาทิตย์ ส่วนวันอังคาร-ศุกร์ เปิดให้บริการ 06.00-16.00 น. ติดต่อที่โทร. 075-214-185,089-157-8115

สำหรับชาวกรุงเทพฯ อยากชิมเมนูเหล่านี้ การะเกดบอกว่ามีร้านให้เลือกชิมถึง 3 สาขา คือที่ศูนย์อาหารตลาดลุงเพิ่ม หลังการบินไทย ศูนย์อาหารตลาดนัดสีลม ซอย 10 และศูนย์อาหาร ชั้น G เดอะมอลล์ บางแค สนใจแวะไปเยี่ยมเยือนกันได้

“เมธี เมืองแก้ว”

“กรีนสปอต”กับอาชีพผู้ปลูกถั่วเหลือง

วันอังคารที่ 17 สิงหาคม 2553

ผ่านทาง“กรีนสปอต”กับอาชีพผู้ปลูกถั่วเหลือง คมชัดลึก : เกษตร : เส้นทางทำมาหากิน.

คมชัดลึก :ถ้า จะบอกว่า “ถั่วเหลือง” เป็นพืชอาหารที่ทำรายได้ดีไม่แพ้พืชเศรษฐกิจหลักอย่างข้าว ข้าวโพด อ้อยหรือมันสำปะหลัง ก็คงไม่ผิดนัก เพียงแต่ที่ผ่านมาต้องประสบปัญหาในเรื่องตลาด เช่นเดียวกับพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ขณะที่ถั่วเหลืองมีตลาดอยู่ในวงจำกัดกว่า และพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่จะอยู่ทางภาคเหนือเป็นหลัก ด้วยสภาพข้อจำกัดด้านต่างๆ ทำให้พื้นที่ปลูกถั่วเหลืองลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งสวนทางกับความต้องการที่นับวันสูงมากขึ้นเรื่อยๆ

จากข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ที่ระบุชัดว่าในปี 2536 นั้น มีพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองทั้งสิ้นกว่า 3 ล้านไร่ แต่จากการสำรวจล่าสุดในปีนี้ (2553) เหลือพื้นที่ปลูกเพียง 8 แสนไร่เท่านั้น ในขณะที่ความต้องการถั่วเหลืองภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 1.8 ล้านตันต่อปี แต่เราผลิตได้เพียง 1.2 แสนตันต่อปีเท่านั้น ส่วนที่เหลือต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ

วันก่อนมีโอกาสสนทนากับ คุณประจวบ ตยาคีพิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสายงานรัฐกิจและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท กรีนสปอต (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตน้ำนมถั่วเหลืองไวตามิ้ลค์ ในงานพิธีลงนามในข้อตกลงซื้อขายผลผลิตถั่วเหลืองระหว่างสมาชิกนิคมสหกรณ์แม่ แตง จ.เชียงใหม่ กับบริษัท กรีนสปอต (ประเทศไทย) จำกัด ถึงปริมาณความต้องการถั่วเหลืองในแต่ละปี โดยปัจจุบันกรีนสปอตใช้วัตถุดิบภายในประเทศแค่ 40% ส่วนที่เหลืออีก 60% นำเข้าจากต่างประเทศคือแคนาดา และต้องเป็นถั่วเหลืองนอนจีเอ็มโอเท่านั้น

ในอนาคตจะทำอย่างไรให้มีสัดส่วนที่กลับกันหรือถ้าเป็นไปได้ใช้วัตถุดิบ ภายในประเทศ 100% เต็ม นี่เป็นนโยบายของบริษัทที่ผ่านการบอกเล่าจากคุณประจวบ การลงนามซื้อขายถั่วเหลืองครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของทั้งสองฝ่าย โดยบริษัทก็จะได้วัตถุดิบในประเทศเพิ่มขึ้น ส่วนเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองก็มีตลาดรองรับที่ชัดเจนในราคาไม่ต่ำกว่าราคา ที่คณะกรรมการกลาง (ถั่วเหลือง) แห่งชาติ ที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเป็นผู้กำหนด

อย่างวันนี้ถั่วเหลืองเบอร์1 ที่กรีนสปอตรับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 19.25 บาท ส่วนเบอร์2 อยู่ที่ 18.20 บาท ซึ่งจะสูงกว่าบริษัทคู่ค้าโดยทั่วไป ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองมีโอกาสเลือกได้ต่างจากที่ผ่านๆ มาที่ถูกกำหนดราคาโดยพ่อค้าเป็นหลัก จากนี้ไปจะทำให้มีการแข่งขันมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อเกษตรกรโดยตรง

แม้การลงนามครั้งนี้จะเป็นมิติใหม่ที่ทำแบบเป็นทางการในรูปแบบคอน แทร็กฟาร์มมิ่ง โดยผ่านทางนิคมสหกรณ์แม่แตง หน่วยงานภาครัฐ สังกัดกรมส่งเสริมสหกรณ์ แต่คุณประจวบบอกว่าทางบริษัทได้ลงนามซื้อขายกันแบบเงียบๆ ระหว่างสหกรณ์โดยตรงในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ มาตั้งแต่ปลายปี 2548 แล้ว จนถึงปัจจุบันนี้มีจำนวน 6 แห่งด้วยกัน ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรแม่ริม, สันปาตอง, เชียงดาว, แม่แจ่ม, หางดง และแม่แตง ซึ่งในอนาคตก็จะขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของสหกรณ์นั้นๆ ด้วย

การลงนามซื้อขายถั่วเหลืองระหว่าง “กรีนสปอต” กับ “นิคมสหกรณ์แม่แตง” นับเป็นอีกก้าวความสำเร็จในการจุดประกายนโยบายรัฐ “การตลาดนำการผลิต” อย่างเป็นรูปธรรมในวันนี้

“สุรัตน์ อัตตะ”
surat_a@nationgroup.com

หน้าต่อไป

Theme: Rubric. บลอกที่ WordPress.com .