ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

มิถุนายน 3, 2012

ตะลุยเมืองเกษตรกลางทะเลทราย(1)

ตะลุยเมืองเกษตรกลางทะเลทราย(1)

ตะลุยเมืองเกษตรกลางทะเลทราย (1) เก็บตกจาก “อะกรีเทค2012″ ที่เทลอาวีฟ : คอลัมน์ ท่องโลกเกษตร : โดย … ดลมนัส กาเจ

          คณะของเราหมด 35 ชีวิต ที่มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ จะไปชมความอลังการของงานสุดยอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตรที่อิสราเอล ในงาน  “อิสราเอล อะกริคัลเจอร์ อินโนเวชั่น แอนด์ อะกริเทค 2012″ (Israel Agriculture Innovation & Agritech 2012) หรือ “อะกริเทค 2012″ จัดขึ้นที่กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ระหว่างวันที่ 15-17 พฤษภาคม 2555  เป็นงานที่จัดแสดงนิทรรศการเครื่องมือการเกษตรที่ยิ่งใหญ่ของโลก งานนี้ 3 ปีจัดขึ้นครั้งหนึ่ง โดยปีนี้มีประเทศชั้นนำด้านเทคโนโลยีการเกษตรมาจัดแสดงนิทรรศการ อาทิ จีน เกาหลีใต้ เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น

อิสราเอล เป็นประเทศที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสามทวีป คือยุโรป เอเชีย และแอฟริกา จัดอยู่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีพรมแดนติดกับเลบานอน ซีเรีย จอร์แดนและอียิปต์ มีประชากรราว 7 ล้านคน สภาพภูมิประเทศค่อนข้างแคบและยาว มีความยาวประมาณ 470 กม. กว้าง 135 กม. ครึ่งหนึ่งของประเทศเป็นพื้นที่ทะเลทรายแห้งแล้ง แต่อิสราเอลก็พัฒนาระบบชลประทานน้ำหยดใช้กับพืชอย่างคุ้มค่า จนปลูกพืชผักส่งออกไปยุโรปเป็นอันดับหนึ่ง

การพัฒนาด้านการเกษตรของอิสราเอลต้องยอมรับว่า เขาเน้นด้านเทคโนโลยีการเกษตรเพื่อพิชิตทะเลทราย และทำได้สำเร็จ จนทั่วโลกพากันยอมรับว่าสุดยอดจริงๆ โดยเฉพาะที่มีชื่อเสียงคือระบบน้ำหยดที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ และระบบชลประทานที่มีการกักเก็บอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ ทั้งการขุดทะเลสาบ และในอุโมงค์ใต้ดินนำน้ำมาใช้เพื่อการเกษตร นอกจากนี้ การสกัดเกลือออกจากน้ำกร่อยให้เป็นน้ำจืด และการนำน้ำเสียจากบ้านเรือน โรงงานอุตสาหกรรมมาหมุนเวียนใช้ใหม่ ซึ่งแต่ละวันมีถึง 300 ล้านลูกบากศ์เมตร เพื่อนำมาเพาะปลูกพืช

ที่จริงอิสราเอลมีแหล่งน้ำที่สะอาดใต้ดินที่สำคัญเพียง 2 แห่ง และแหล่งเล็กๆ อีกหลายแห่ง อย่างที่ภูเขาในเขตจูเดีย-ซาทาเรีย เป็นแหล่งทรัพยากรตามธรรมชาติของอ่างกักน้ำใต้ดินที่ใหญ่และสำคัญที่สุด มีน้ำฝนที่ไหลมารวมกันบนหน้าหินของเนินเขาและจะไหลซึมสู่ชั้นหินหนาใต้ดิน และกลายเป็นแหล่งน้ำใต้ดินที่กระจัดกระจายออกไป นอกจากนี้ ยังมีท่อส่งน้ำขนาดใหญ่จากแม่น้ำจอร์แดนไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียนความยาว 6,500 กิโลเมตร สามารถส่งน้ำไปทั่วทุกมุมของประเทศ และเทคโนโลยีทั้งหลายทั้งปวง ที่เอาชนะทะเลทรายมาได้นั้น ถูกนำมาแสดงในงานนี้

คณะของเราไปถึงอิสราเอลในช่วงสายของวันที่ 13 พฤษภาคม 2555 ก่อนวันงานอะกริเทค 2 วัน ช่วงก่อนถึงวันงานเราแวะไปงานด้านอื่นๆ รวมถึงแวะเยือนสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเทลอาวีฟ และได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาด้านการเกษตรของอิสราเอลจาก วนัสสุดา สุทธิรานี เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเทลอาวีฟว่า การเกษตรที่รุ่งเรืองของอิสราเอลนั้น เป็นผลมาจากการวิจัยและพัฒนาที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ในปัจจุบันภาคเกษตรกรรมเกือบทั้งหมดขึ้นอยู่กับการวิจัยและการพัฒนาที่ได้รับความร่วมมือจากภาครัฐบาล สถาบันการศึกษาและองค์กรต่างๆ เพื่อหาทางแก้ปัญหาและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ

งานอะกริเทคครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วโลก โดยเฉพาะคนไทยเท่าที่ทราบมีหลายคณะด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หอการค้าไทย-อิสราเอล รวมถึงคณะที่สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทยจัดพามา มีทั้งนักธุรกิจด้านการเกษตร นักวิชาการไปดูงาน คณะจากคณะทำงานด้านเศรษฐกิจมหภาค การเงิน การคลัง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสื่อมวลชน

ภายในงานในฮอลล์ใหญ่ อยู่ด้านหน้าสุด จะเน้นงานวิจัยและพัฒนาเครื่องมือด้านด้านเกษตรกรรม เริ่มตั้งแต่การเพาะพันธุ์พืช อุปกรณ์ที่ใช้ในการเตรียมดิน ขุดดิน เพาะพันธุ์พืช การไถหว่าน อุปกรณ์ที่ช่วยย้ายต้นไม้ ระบบชลประทาน ระบบน้ำหยดที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ การควบคุมแมลง เรื่อยไปจนถึงการเพาะปลูกในเขตแห้งแล้ง โดยได้ปรับปรุงและพัฒนาวิทยาการใหม่ๆ เชิงวิทยาศาสตร์ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรอย่างมากมายทั้งด้านปริมาณและด้านคุณภาพ

นอกจากนี้ มีการโชว์อุปกรณ์ที่ประดิษฐ์จำพวกเครื่องมือการเกษตรและอุปกรณ์ไฟฟ้าใหม่ๆ  โดยเฉพาะในโซนของนวัตกรรมมีการแสดงเครื่องมือสำหรับรีดนมวัวและเก็บไข่ ระบบการให้อาหารและการจัดเก็บข้อมูลการผลิตด้วยคอมพิวเตอร์ เครื่องมือไถหน้าดิน เครื่องมือบรรจุหีบห่อ และอุปกรณ์ที่ใช้เก็บผลผลิต รวมทั้งระบบการขนย้ายผลิตผลที่มีประสิทธิภาพ และการเลี้ยงสัตว์สวยงาม เป็นต้น

สำหรับภาคการเกษตรกรของอิสราเอลที่กดำเนินอยู่มี 2 รูปแบบ คือคิบบุทส์ เป็นรูปแบบของการนิคม สำหรับเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง รายได้จากการขายผลผลิตทางการเกษตรจะมาร่วมกัน และแบ่งปันกำไรเท่าๆ กันในลักษณะของกงสีของชาวจีน และอีกรูปแบบหนึ่งเรียกว่า “ชาร์บ” คือลักษณะทุนนิยมทำในที่ดินของตนเอง และมีรายได้เป็นของตนเอง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐบาลอิสราเอลไม่ทุ่มเทให้การเกษตรแล้ว เพราะถือว่าประสบผลสำเร็จแล้ว จึงได้ทุ่มงบไปที่ด้านพัฒนาและวิจัยวิทยาศาสตร์ เพราะสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศมากกว่า ส่วนการเกษตรนั้นเน้นบริโภคภายในประเทศและส่งออกบ้างมีรายได้เข้าประเทศ 10% ของมวลรวมทั้งประเทศ ส่วนรายได้หลักอยู่ที่การส่งออกเทคโนโลยีและอาวุธยุทโธปกรณ์

ดร.สวาท สุทธิอาคาร เกษตรและสหกรณ์จังหวัดอุบลราชธานี ที่ร่วมเดินทางไปในครั้งนี้ บอกว่า ได้เห็นการแสดงด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ในภาคเกษตรที่หลากหลาย โดยเฉพาะที่น่าสนใจมากคือระบบน้ำหยด ซึ่งอิสราเอลเป็นที่พัฒนาระบบน้ำหยด เป็นที่ยอมรับทั่วโลก นอกจากนี้การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ เครื่องจักรกลทางการทั้งขนาดเล็ก ขนาดที่เหมาะใช้ในพื้นที่กว้าง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์ต่อภาคเกษตรทั้งสิ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ควรจะนำระบบการจัดการน้ำ ระบบน้ำหยด หรือสปริงเกลอร์ แม้กระทั่งเทคโนโลยีในการเลี้ยงโคนม การเลี้ยงปลาในน้ำลึก เป็นต้น

 ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ได้พบเห็นจากที่ไปดูงานอะกริเทค 2012 ที่กรุงเทลอาวีฟ…อาทิตย์หน้าจะนำเสนอการเลี้ยงโคนมที่ทันสมัยที่สุด และให้ผลผลิตน้ำนมมากที่สุดในโลกอีกด้วย

———-

(หมายเหตุ : ตะลุยเมืองเกษตรกลางทะเลทราย (1) เก็บตกจาก “อะกรีเทค2012″ ที่เทลอาวีฟ : คอลัมน์  ท่องโลกเกษตร : โดย … ดลมนัส  กาเจ)

———-

‘คัดสรรช็อป’แหล่งสินค้าเพื่อสุขภาพ

‘คัดสรรช็อป’แหล่งสินค้าเพื่อสุขภาพ

‘คัดสรรช็อป’ แหล่งสินค้าเพื่อสุขภาพ ชูผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกรุกขยายทั่วไทย : คอลัมน์ เกษตรทำกิน : เรื่อง … วรัทยา ไชยลังกา – ภาพ … กวีณัท พรพักตร์

          เทรนด์รักสุขภาพกำลังเป็นที่นิยมในสังคมปัจจุบันในหมู่ผู้ใส่ใจและดูแลรักษาสุขภาพ ซึ่ง “พงค์ชัย ตันอรุณชัย” เจ้าของร้าน KUTSON SHOP หรือ “ร้านคัดสรร” แห่ง อ.แม่สอด จ.ตาก ก็ไม่พลาดที่จะคว้าโอกาสทองตอบสนองกระแสความต้องการของผู้บริโภค ด้วยการเปิดร้านค้าปลีกจำหน่ายสินค้าเพื่อสุขภาพและสินค้าออร์แกนิก ทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภคแห่งแรกและแห่งเดียวใน อ.แม่สอด ขณะเดียวกันก็เตรียมขายแฟรนไชส์ครองอาณาจักรสินค้าเพื่อสุขภาพทั่วประเทศ

“ร้านคัดสรร” ตั้งอยู่เลขที่ 8/8-9 ถนนราษฎร์อุทิศ ต.แม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก ย่านตลาดพาเจริญ จำหน่ายสินค้าทั้งอุปโภคและบริโภค ทั้งข้าวหอมมะลิกล้องออร์แกนิก ที่รับมาจาก จ.ยโสธร และสุรินทร์ น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพแท้ 100% เครื่องสำอางจากสมุนไพรไทย เช่น โลชั่นผลิตจากใบบัวบก เจลล้างหน้าจากว่ายหางจระเข้ แป้งฝุ่นเด็กจากข้าวโพด ฯลฯ ทั้งนี้ สินค้าภายในร้านทุกประเภทจะปราศจากสารเคมี หากเป็นสินค้าบริโภคจะเป็นสินค้าออร์แกนิก

“พงค์ชัย” เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันพบว่าคนทั่วไปมักมีปัญหาเรื่องสุขภาพมากขึ้น มีการเจ็บป่วยง่าย จึงหันมาให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันร้านที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ อ.แม่สอด ยังไม่มีแม้แต่แห่งเดียว จึงตัดสินใจทำธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพขึ้น ทั้งนี้ ใช้เวลาในการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นเวลา 1 ปี เพื่อให้ทราบความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง

ที่ตั้งของร้านเป็นอาคารพาณิชย์ 2 คูหา มีการออกแบบชั้นวางสินค้าเป็นรูปพีระมิด  เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นสินค้าได้ทุกประเภทอย่างทั่วถึง เพราะโดยปกติแล้วพฤติกรรมผู้บริโภคจะมองสินค้าที่อยู่ในระดับสายตาเท่านั้น ซึ่งการออกแบบลักษณะดังกล่าวทำให้ลูกค้าเห็นผลิตภัณฑ์เป็นวงกว้างและมองเห็นหลากหลายมากขึ้น ทั้งนี้ จะแบ่งการจัดโซนสินค้าออกเป็น 2 โซน คือ สินค้าอุปโภค ที่จะเป็นของใช้ประจำวันทั่วไป และสินค้าบริโภค

สำหรับอาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านคัดสรรนั้น เป็นของครอบครัวอยู่แล้ว จึงไม่ต้องเสียค่าเช่า เงินลงทุนในการทำร้านมีเพียงค่าตอบแต่งจำนวน 1 ล้านบาทเท่านั้น สำหรับสินค้าภายในร้าน “พงค์ชัย” มีการคัดสรรด้วยความประณีต ทั้งการเข้าร่วมในงานแสดงสินค้าต่างๆ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายจากทั่วประเทศ ขณะเดียวกันก็มีการคัดสรรจากอินเทอร์เน็ต ปัจจุบันมีสินค้าทั้งหมดกว่า 20-30 บริษัททั่วประเทศ

“แนวคิดในการทำร้านคัดสรร ไม่ใช่แค่เพียงสถานที่ขายสินค้าเพื่อสุขภาพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ผมตั้งใจจะเป็นแหล่งให้ข้อมูลสำหรับลูกค้าด้วย เมื่อมาซื้อสินค้าที่ร้าน นอกจากจะได้สินค้ากลับไปแล้ว ยังได้ความรู้ในสินค้าตัวนั้นๆ ว่ามีประโยชน์อย่างไร แตกต่างจากสินค้าที่มีลักษณะเดียวกันอย่างไรบ้าง เพื่อให้ลูกค้าเป็นผู้เลือกอย่างแท้จริงว่าอยากได้สินค้าดังกล่าวหรือไม่ พนักงานที่ร้านของผมทุกคนสามารถให้ข้อมูลได้ในผลิตภัณฑ์ทุกตัว” พงค์ชัย กล่าว

ส่วนชื่อร้าน “คัดสรร” นั้น เจ้าของร้านบอกว่า เพราะสินค้าทุกชนิดที่วางจำหน่ายได้ผ่านการคัดเลือกมาแล้วอย่างดี บางผลิตภัณฑ์ได้ทดลองใช้มาแล้วเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ ถือเป็นการคัดกรองสินค้าเบื้องต้นให้ลูกค้า

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของร้านคัดสรรคงจะหนีไม่พ้นเรื่องอุปสรรคในการขนส่งสินค้า เนื่องจาก อ.แม่สอด เป็นเมืองเล็ก การขนส่งค่อนข้างลำบาก ทำให้สินค้าบางประเภทที่ทางร้านสั่งซื้อไม่มาส่ง เพราะสั่งในจำนวนที่ไม่มากนัก จึงเกิดปัญหาเรื่องสต็อกสินค้าอยู่บ้าง แต่ “พงค์ชัย” ก็ไม่ยอมให้ปัญหาเล็กน้อยเป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ พยายามคัดสรรสินค้าเพื่อสุขภาพมาทดแทนไม่ให้ขาดหาย ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการขายแฟรนไชส์ในอนาคตอันใกล้อีกด้วย

“เป็นปัญหาที่เราพยายามแก้ไขมาโดยตลอด ที่ผ่านมาก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากสายส่งสินค้าจากที่ต่างๆ แต่ด้วยอย่างที่ทราบ แม่สอดเป็นเมืองเล็กๆ การเดินทางอาจจะมีปัญหาบ้าง ทำให้สินค้าบางอย่างติดขัดในการขนส่ง ตรงนี้ทางร้านพยายามหาผลิตภัณฑ์สินค้าสุขภาพจากแหล่งอื่นที่มีคุณภาพในจังหวัดใกล้เคียงมาทดแทน ซึ่งเราแก้ปัญหานี้ได้บ้าง แต่ก็ยังไม่เต็มร้อย แต่ปัญหานี้ก็เพียงน้อยนิดเท่านั้น”

“พงค์ชัย” กล่าวว่า ขณะนี้ลูกค้าจากหลาย ที่ทั้งสระบุรี พิษณุโลก และลำปาง ได้ติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์เข้ามาแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการออกแบบระบบการบริหารจัดการ ทั้งระบบและสต็อกสินค้าอยู่ คาดว่าภายในระยะเวลา 1-2 ปี จะออกมาเป็นรูปร่าง และจะสามารถขายแฟรนไชส์ได้ สำหรับผู้ที่สนใจแวะชมร้านได้ หรือสอบถามได้ที่ 0-5553-3717

———-

(หมายเหตุ : ‘คัดสรรช็อป’ แหล่งสินค้าเพื่อสุขภาพ ชูผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกรุกขยายทั่วไทย : คอลัมน์ เกษตรทำกิน : เรื่อง … วรัทยา ไชยลังกา – ภาพ … กวีณัท พรพักตร์)

———-

‘ชะคราม’ปลูกประดับ

‘ชะคราม’ปลูกประดับ

‘ชะคราม’ ปลูกประดับ : คอลัมน์ ไม้ดี มีประโยชน์ : โดย … นายสวีสอง

          ”ชะคราม” บางพื้นที่เรียก ชักคราม ส่าคราม ให้ดอกตลอดปี สีสันสวยงาม จึงมีผู้นิยมนำมาปลูกประดับตามแนวทางเดิน ริมรั้วบ้าน

 เป็นไม้ล้มลุก ในวงศ์ CHENOPODIACEAE อายุหลายปี สูงราว 1 เมตร แตกกิ่งก้านตั้งแต่โคนต้น มีรากงอกบริเวณข้อระดับต่ำ ลำต้นแก่มีผิวหยาบจากรอยแผลที่เกิดจากใบที่ร่วงหล่นไปแล้ว

 ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ เบียดกันแน่น ไม่มีก้านใบ รูปแถบยาว 1-6 เซนติเมตร อวบน้ำ สีเขียวสดหรือสีเขียวอมม่วง ฤดูแล้งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอมม่วง

  ดอก ออกที่ปลายยอด เป็นช่อแบบช่อแยกแขนง ช่อดอกยาว 3-18 เซนติเมตร แต่ละกระจุกมีดอกย่อยมาก

ผล ทรงกลม ขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-2.5 เซนติเมตร อยู่ภายในวงกลีบรวม แต่ละผลมีเมล็ดจำนวนมาก

ขยายพันธุ์ ตอนกิ่ง ปักชำ เติบโตเร็วในดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี แสงแดดเต็มวัน

———-

(หมายเหตุ : ‘ชะคราม’ ปลูกประดับ : คอลัมน์ ไม้ดี มีประโยชน์ : โดย … นายสวีสอง)

———-

ผลิตภัณฑ์’กุ้งเหยียด’ป้าสุนทรของดีเมืองปากน้ำ

ผลิตภัณฑ์’กุ้งเหยียด’ป้าสุนทรของดีเมืองปากน้ำ

ผลิตภัณฑ์ ‘กุ้งเหยียด’ ป้าสุนทร ของดีเมืองปากน้ำส่งขายทั่วไทย : คอลัมน์ เกษตรทำกิน

          ของดีเมืองปากน้ำ ที่ขึ้นชื่อ นอกจากปลาสลิดบางบ่อ กะปิ น้ำตาลมะพร้าว มะม่วงน้ำดอกไม้บางพลีและขนมจากแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์ “กุ้งเหยียด” บ้านสาขลา  อ.พระสมุทรเจดีย์ รวมอยู่ด้วย เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงอยู่คู่กับชาวปากน้ำมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันมีลูกค้ากระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของไทย

ป้าสุนทร สุวรรณาวิน วัย 67 ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรนาเกลือพัฒนา เลขที่ 256 หมู่ 3 บ้านสาขลา ถ.สุขสวัสดิ์-สาขลา ต.นาเกลือ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ หัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญในการทำผลิตภัณฑ์กุ้งเหยียดเล่าว่า เดิมทีชาวบ้านในพื้นที่บ้านสาขลาจะมีอาชีพทำนาเกลือ ทว่าเมื่อการทำนาเกลือต้องยุติลงชาวบ้านส่วนหนึ่งจึงหันไปทำนากุ้ง หรือที่ชาวบ้านที่นี่เรียกว่า “วังกุ้ง” โดยได้นำลูกกุ้งจากธรรมชาติมาเลี้ยง แต่เนื่องจากมีปัญหากกุ้งราคาตก จึงได้นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ”กุ้งเหยียด” รสชาติเค็มนิดๆ แต่หอมหวาน อร่อย เป็นที่ติดอกติดใจของผู้คนที่มีโอกาสได้รับประทาน

“เดิมทีที่นี่ทำกุ้งเค็มขาย กุ้งเค็มจะตัวเล็ก ตัวไม่ตรง วางเป็นกองๆ ใส่ถุงขาย กระทั่งเจ้าหน้าที่เกษตรมาแนะนำให้รวมกลุ่มแม่บ้าน ทำเป็นโอท็อปของดีของตำบล จึงเปลี่ยนจากกุ้งเค็มเป็นกุ้งเหยียด ที่ต้องใช้กุ้งใหญ่ แล้วก็ต้องทำให้ตัวตรง” ป้าสุนทร เผย

พร้อมแจกแจงว่า ช่วงแรกๆ ที่ทำออกมา ได้อาศัยการประชุมสัมมนาของกลุ่มแม่บ้าน ทั้งแม่บ้านภาคกลางและสมาคมแม่บ้านทั่วประเทศ เป็นที่แนะนำและเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ ต่อมาได้ระดมสมาชิกกลุ่มแม่บ้านออกงานและนำกุ้งเหยียดไปตามงานจังหวัดต่างๆ กระทั่งเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศภายในเวลาอันรวดเร็ว

ทุกวันนี้แม้กุ้งเหยียดสาขลาจะเป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ป้าสุนทรกลับไม่เน้นเรื่องขยายตลาดหรือจัดส่งไปขายตามจังหวัดต่างๆ และพอใจที่จะขายกุ้งเหยียดให้ลูกค้าเฉพาะที่ร้านในสาขลาเท่านั้น

ด้วยเหตุผลสำคัญคือมีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งค่าแรง ค่าขนส่ง และค่าเสียหายอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้น เพราะกุ้งเหยียดจะมีอายุของการบริโภค ที่สำคัญเมื่อเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี ย่อมจะมีลูกค้าเดินทางมาซื้อถึงที่ แม้กระทั่งเจ้าของร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ก็มาขอสูตรเพื่อนำไปทำเป็นเมนูอาหารในร้านจนลูกค้าติดอกติดใจไปตามๆ กัน

สำหรับสูตรการทำ ป้าสุนทรก็ไม่หวงหรือสงวนลิขสิทธิ์แต่อย่างใด โดยใช้สูตรกุ้งใหญ่ 3 กิโลกรัม น้ำตาล 1 กิโลกรัม และเกลือ 60 กรัม ใช้เวลาต้ม 2 ชั่วโมง แต่เคล็ดลับสำคัญคือการเรียงกุ้งในหม้อให้ตรง 2-3 ชั้น แล้วใส่น้ำตาลทรายและเกลือ ทำเช่นนี้สลับไปเรื่อยๆ จนเต็มหม้อ จากนั้นยกขึ้นเตาไฟ รอจนน้ำแห้ง

โดยแต่ละวันป้าสุนทรจะซื้อกุ้งสดมาทำกุ้งเหยียดขายประมาณ 40-60 กิโลกรัม แต่ในช่วงเทศกาล หรือมียอดสั่งจองพิเศษจากลูกค้าเข้ามามากก็อาจจะเพิ่มเป็น 80 กิโลกรัม ทั้งนี้ กุ้งสด 4 กิโลกรัม เมื่อทำเป็นกุ้งเหยียดแล้วจะเหลือเพียงประมาณ 2.5 กิโลกรัม ราคาขายกิโลกรัมละ 350 บาท และ 200 บาทสำหรับครึ่งกิโลกรัม

นอกจากจะเก่งเรื่องแปรรูปอาหาร โดยเฉพาะกุ้งเหยียดแล้ว ป้าสุนทรยังถือเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้คน รวมทั้งทายาทด้วย กระทั่งเมื่อปี 2538 ได้เป็นแม่ดีเด่นแห่งปีในวันแม่แห่งชาติ สาขาการเกษตร เข้ารับประทานรางวัลจากพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ขณะที่ลุงประยูร สามีของป้าสุนทร ซึ่งอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ “กุ้งเหยียดป้าสุนทร” ก็เคยได้รับรางวัลพ่อดีเด่นจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมรี เมื่อปี 2542 ด้วยเช่นกัน

สนใจแวะไปลิ้มลอง “กุ้งเหยียด” ป้าสุนทรโทร.0-2848-4240 และสามารถติดตามชมขั้นตอนการผลิต “กุ้งเหยียด” แบบครบวงจรจากต้นตำรับ โดยฝีมือป้าสุนทร สุวรรณาวิน ติดตามได้ในรายการ “เกษตรทำกิน” กับ คม ชัด ลึก ในวันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน ทางช่องระวังภัย

———-

(หมายเหตุ : ผลิตภัณฑ์ ‘กุ้งเหยียด’ ป้าสุนทร ของดีเมืองปากน้ำส่งขายทั่วไทย : คอลัมน์ เกษตรทำกิน)

———-

ปลูกโสนขายดอก-รายได้ดีที่บ้านหมี่

ปลูกโสนขายดอก-รายได้ดีที่บ้านหมี่

ปลูกโสนขายดอก-รายได้ดีที่บ้านหมี่ : โดย … สรศักดิ์ ทับทิมพราย

          บางคนอาจมองข้ามต้นโสน ที่ขึ้นตามชายคลองและชายทุ่งนา แต่สำหรับเกษตรกรชาว ต.มหาสอน และต.บางพึ่ง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี กลับมองว่าเป็นพืชปลุกง่าย ขายคล่อง จึงแห่ปลูกโสนเก็บดอกขาย ปรากฏว่าสร้างรายเป็นอย่างดี พ่อค้าคนกลางมารับซื้อถึงหน้าบ้านในราคา กก.ละ 32 บาท ปลูกในพื้นที่ 3-4 งาน มีรายได้วันละหลายร้อยบาท

อัมพร ก่อแก้ว เกษตรกรวัย 45 ปี จาก ต.มหาสอน อ.บ้านหมี่ ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่หันมาปลูกโสน บอกว่า เริ่มปลูกโสนหลังน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปีที่แล้ว (2554) โดยไปซื้อต้นกล้าพันธุ์ที่เพาะแล้วมาปลูกในราคาถาดละ 700 บาท ได้ประมาณ 300-350 ต้น เป็นโสนพันธุ์เกษตรใช้เวลานาน 3 เดือนก็สามารถเก็บดอกขายได้ ปัจจุบันมีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่ในราคา กก.ละ 32 บาท

“การปลูกต้นโสน ไม่ต้องมีอะไรมาก ไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องบำรุงดิน เพียงปลูกในที่ชื้นมีน้ำตลอด ที่สำคัญไม่มีแมลงศัตรูพืช ปลูกครั้งเดียวเก็บดอกขายได้ทั้งปี พอต้นโสนแก่ก็จะตัดต้นแค่ครึ่งต้น แล้วปล่อยให้แตกยอดใหม่เก็บขายได้ทั้งปี บางคนเก็บดอกโสนเพียงช่วงเช้าวันละ 2-3 ชม.ได้วันละ 4-5 กก.มีรายได้วันละ 200 กว่าบาท บางรายปลูกมากเก็บดอกขายวันละ 8-10 กก.มีรายได้ถึงกว่า 300 บาทต่อวัน” อัมพร กล่าว

ด้าน สารตา วันกรีนนท์ เกษตรวัย 47 ปี จาก ต.มหาสอน เช่นกัน บอกว่า เพิ่งปลูกต้นโสนใหม่ได้ไม่กี่เดือน เพราะต้นเดิมที่ปลุกไว้ถูกน้ำท่วมตายหมด มีพื้นที่ปลุก 6 งาน สามารถเก็บดอกโสนขายได้วันละกว่า 15 กก.ได้เงินวันละ 450-500  บาท มีเท่าไรพ่อค้ารับซื้อไม่อั้น ชั่งได้เท่าไหร่จ่ายเงินสดทันที

ส่วน มาลัย โพธิ์พานิชการ อายุ 53ปี จาก ต.บางพึ่ง อ.บ้านหมี่ บอกว่า เกษตรกรที่ปลูกโสนในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เคยถูกน้ำท่วม ริมคลอง ชายทุ่ง ผู้ที่มีพื้นที่เล็กน้อยแต่สามารถเก็บดอกโสนได้วันละกว่า 10 กก. มีรายได้ทุกวัน วัน ละกว่า 300 บาท แต่ต้องขยันออกไปเก็บดอกโสนตอนเช้าหากเก็บสายถึงบ่ายดอกจะบานขายไม่ได้แล้ว

ขณะที่ ชูชีพ อุทะโก เกษตรอำเภอบ้านหมี่ บอกว่า เกษตรกรปลูกโสนเอาไว้ขาย ทางเกษตรอำเภอมีนักวิชาการออกไปช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรได้รู้จักว่าในช่วงไหนเป็นอย่างไรที่จะเก็บ หากมีปัญหามีแมลงลงให้รีบแจ้งเกษตรอำเภอ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นมีแมลงหรือศัตรูพืชลงในแปลงปลูกดอกโสนแต่อย่างใด

สำหรับดอกโสน สามารถนำไปปรุงอาหารได้ทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน นำไปผัดน้ำมันจิ้มน้ำพริกกะปิ หรือนึ่ง คลุกมะพร้าวใส่น้ำตาลทรายก็อร่อยดี

———-

(หมายเหตุ : ปลูกโสนขายดอก-รายได้ดีที่บ้านหมี่ : โดย … สรศักดิ์  ทับทิมพราย)

———-

ปลูกปาล์มระบบ’น้ำหยด’ผลผลิตสูง

ปลูกปาล์มระบบ’น้ำหยด’ผลผลิตสูง

ปลูกปาล์มระบบ ‘น้ำหยด’ ผลผลิตสูง ต่อลมหายใจคนลุ่มน้ำ ‘ตาปี-พุมดวง’ : โดย … สุรัตน์ อัตตะ

          แม้เกษตรกรส่วนใหญ่ใน อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี จะยึดอาชีพทำนา แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยได้ไปปลูกปาล์มน้ำมัน เนื่องจากทำรายได้ดีกว่าและไม่มีปัญหาจากการบุกรุกของน้ำเค็มในช่วงหน้าแล้ง และประสบปัญหาน้ำท่วมขังในช่วงฤดูฝน ส่งผลให้ปัจจุบันปาล์มน้ำมันกลายเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญของ จ.สุราษฎร์ธานี มีพื้นที่ปลูกเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ประมาณ 966,180 ไร่ แซงหน้ากระบี่ที่มีพื้นที่ปลูก 930,272 ไร่

ลุงสมนึก บัวจันทร์ ในวัยใกล้ 70 ก็เหมือนเกษตรกรคนอื่นๆ ที่เริ่มต้นด้วยการทำนาตามบรรพบุรุษ แต่เมื่อนาข้าวไม่ใช่ความหวัง ด้วยราคาที่ตกต่ำ จึงหันไปปลูกปาล์มน้ำมันแทนเมื่อ 10 กว่าปีก่อน จนถึงวันนี้ลุงสมนึกนอกจากเป็นชาวสวนปาล์มหัวก้าวหน้าแล้วยังมีตำแหน่งเป็นประธานกลุ่มคลัสเตอร์ปาล์มน้ำมันของ จ.สุราษฎร์ธานีอีกด้วย

หลังได้ศึกษาและค้นพบธรรมชาติของต้นปาล์มว่าเป็นพืชที่ต้องการน้ำมากตลอดเวลา โดยเฉลี่ยกว่า 200 ลิตรต่อวัน ทำให้เขามีแนวคิดในการติดตั้งสปริงเกลอร์ไว้กับต้นปาล์มทุกต้น โดยจะฉีดรดต้นปาล์มทุกวันๆ ละ 2 ครั้งเช้าเย็น ตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต ดังนั้นในพื้นที่ 1 ไร่จะปลูกปาล์มได้ 22 ต้น ซึ่งก็เท่ากับใช้น้ำวันละ 4,400 ลิตรต่อไร่ต่อวัน หรือคิดเป็น 1,606 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ต่อปี

บนเนื้อที่กว่า 45 ไร่ ลุงสมนึกได้ปลูกปาล์มประมาณ 1,000 ต้น หรือเฉลี่ย 18-22 ต้นต่อไร่ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 มีพื้นที่ 28 ไร่ จะเน้นการใช้น้ำบาดาล มีทั้งขุดร่องสวนเก็บกักน้ำและติดตั้งท่อหัวฉีดสปริงเกลอร์ ส่วนที่ 2 อีก 18 ไร่จะใช้น้ำจากคลองตะเคียน โดยการสูบน้ำจากปลายคลองตะเคียนที่อยู่ใกล้สวนเข้ามาใช้ แต่จะมีปัญหาก็คือในช่วงหน้าแล้งน้ำในคลองแห้งขอด ทำให้ต้นปาล์มมีปัญหาจะหยุดให้ผลผลิตและการเจริญเติบโต ทำให้เขาได้รู้ว่าปาล์มต้องการน้ำอย่างมากส่งผลให้ผลผลิตปาล์มจากสวนเขาสามารถให้ผลผลิตได้ถึง 6 ต้นต่อไร่ต่อปี เมื่อเทียบกับผลผลิตเฉลี่ยของทั้งประเทศ 2-2.5 ตันต่อไร่ต่อปี หรือมากกว่า 3 เท่าตัว

“ถ้าไม่มีน้ำทางใบของต้นปาล์มจะค่อยๆ หักพับลง จนเหลือแต่ยอดกว่าจะฟื้นตัวได้ต้องใช้เวลา 1-2 ปี ส่งผลให้ผลผลิตปาล์มไม่มี ถึงแม้ต้นปาล์มจะออกดอก แต่ดอกตัวเมียก็จะแปลงสภาพเป็นดอกตัวผู้ทั้งหมดเพื่อไม่ให้เกิดการผสมพันธุ์เป็นผลปาล์ม เป็นการลดภาระของต้นในยามที่ต้องการความอยู่รอด มาจากเหตุผลเดียวนั่นก็คือมีน้ำไม่เพียงพอ”

แม้ว่าโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จะไม่ครอบคลุมพื้นที่ อ.ไชยา แต่ลุงสมนึกบอกว่าเขารู้สึกเสียดายปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลจากแม่น้ำพุมดวงและแม่น้ำตาปีที่ไหลลงสู่อาวบ้านดอนโดยคนในพื้นที่แทบจะไม่ได้ใช้ประโยชน์ได้เลย นอกจากผลิตกระแสไฟฟ้าของเขื่อนรัชชประภาเท่านั้น แต่หากมีโครงการดังกล่าวจะสามารถนำน้ำมาใช้ประโยชน์กับสวนปาล์มน้ำมันอย่างเต็มที่ เพราะปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ต้องการน้ำมากเป็นพิเศษ

ขณะที่ สถาพร โรจนหัสดิน ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้าง 10 กรมชลประทานกล่าวเสริมว่า ลุงสมนึก บัวจันทร์ ถือเป็นตัวอย่างของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันที่ประสบความสำเร็จและเห็นคุณค่าของการนำน้ำมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ต้องการน้ำสูงมาก ขณะเดียวกันพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี มีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมากที่สุดของประเทศ หากมีน้ำไม่เพียงพออาจก่อให้เกิดปัญหาได้ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จึงเป็นโอกาสของเกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมันในการได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าว

———-

(หมายเหตุ : ปลูกปาล์มระบบ ‘น้ำหยด’ ผลผลิตสูง ต่อลมหายใจคนลุ่มน้ำ ‘ตาปี-พุมดวง’ : โดย … สุรัตน์ อัตตะ)

———-

หอมกลิ่นกล้วยไม้:ฤดูกล้วยไม้ป่าออกดอกสูงสุด(1)

หอมกลิ่นกล้วยไม้:ฤดูกล้วยไม้ป่าออกดอกสูงสุด(1)

คอลัมน์ หอมกลิ่นกล้วยไม้ : ฤดูกล้วยไม้ป่าออกดอกสูงสุด (1) : โดย … ศ.ระพี สาคริก

          เธอที่รัก ฉันเคยบอกเธอแล้วว่า เมื่อพูดถึงกล้วยไม้ป่า บ้างก็กล่าวว่าเป็นกล้วยไม้พม่า บ้างก็พูดว่าเป็นกล้วยไม้ไทย และบ้างก็พูดว่าเป็นกล้วยไม้อินเดีย

ความจริงแล้วหลักธรรมก็ได้ชี้ไว้ว่า อะไรที่เป็นมายังไงมันก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น

ดังนั้น กล้วยไม้เป็นพรรณไม้ธรรมชาติ ถ้าจะพูดถึงที่มาที่ไปมันก็ต้องบ่งชี้ไว้ว่า อยู่บนหลักเกณฑ์ธรรมชาติ กล้วยไม้ที่เกิดในอินเดีย ธรรมชาติของมันก็อยู่ในพื้นที่ของเทือกเขาหิมาลัย ดังนั้นเราจะระบุว่า เป็นกล้วยไม้ของชาตินั้นชาติโน้นก็คงไม่ได้ นอกจากชี้ไว้ให้ชัดแจ้งว่า มันเป็นกล้วยไม้ป่าของเทือกเขาหิมาลัย

ทั้งนี้ เพราะอินเดียก็มี เมืองพม่าก็มี และเมืองไทยก็อาจมีด้วย เราจึงไม่ควรระบุว่า เป็นกล้วยไม้ไทยหรือเป็นกล้วยไม้พม่า หรือไม่ก็เป็นกล้วยไม้เมืองแขก ทั้งนี้ เพราะเทือกเขาหิมาลัยมันวางยาวกับสภาพทางภูมิศาสตร์ของหลายประเทศ

ปกติ สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์นั้นมันมีฤดูฝน ฤดูหนาว ซึ่งมีอากาศเย็น อีกทั้งยังมีความแห้งแล้งด้วย

กล้วยไม้ที่ขึ้นอยู่ในถิ่นนี้ เมื่อหมดฤดูฝนไปแล้ว มันก็เริ่มทิ้งใบ บางทีเราจะเห็นว่าใบสีเขียวมันค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองแล้วร่วงหล่นไปในที่สุด

ใบกล้วยไม้ประเภทนี้ที่เคยอยู่บนต้น มันจะค่อยๆ ร่วงหล่นไปทีละน้อย จนแทบจะหมด ระยะนี้เป็นระยะที่เรียกกันว่าเป็นระยะพักตัว กระตุ้นให้ตาดอกเริ่มผลิออกมาตามข้อของลำลูกกล้วย แล้วในที่สุดดอกมันก็จะบานออกมาแทนใบที่เคยสีเขียวชอุ่ม

ฉันนึกถึงหลายปีมาแล้ว ช่วงนั้นมูลนิธิร๊อกกี้เฟลเลอร์ได้หาเหตุให้ฉันไปสอนวิชาสถิติที่มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา

มีอาจารย์สอนวิชาสถิติคนหนึ่งซึ่งชื่อ ดร.เกอร์ทรูด ค๊อกซ์ เธอเป็นสตรีที่สูงอายุ บังเอิญเธอชอบกล้วยไม้ เจ้าของสวนกล้วยไม้ที่นั่นก็เลยให้กล้วยไม้เธอมาต้นหนึ่ง บังเอิญเป็นกล้วยไม้ที่พบในป่าเมืองไทยประเภทผลัดใบ เธอจึงนำไปตั้งไว้หน้าพัดลมที่เป่าให้ความชุ่มชื้น

กล้วยไม้ต้นนั้นนอกจากไม่ออกดอกแล้ว มันช่างขยันแตกใบและลำลูกกล้วยกันอย่างสนุกสนาน เธอจึงแยกออกไปเป็นหลายสิบต้น

บังเอิญฉันเดินทางไปที่นั่นพอดี เธอจึงขอให้ฉันไปดูว่า ทำไมมันถึงไม่ออกดอก คงเอาแต่ขยายพันธุ์ จนกระทั่งมีต้นหลายสิบกระถาง

ฉันไปพิจารณาดูแล้วจึงรู้ว่า เพราะเธอเอากล้วยไม้ต้นนั้นไปตั้งไว้ตรงหน้าพัดลมที่เป่าให้ความชื้น

หลังจากนั้นฉันจึงบอกเธอว่า ให้เอากล้วยไม้ต้นนั้นออกมาจากพัดลมเสียก่อน

เธอเชื่อไหมว่า หลังจากนั้นมาไม่กี่เดือน ศ.ดร.เกอร์ทรูด ค๊อกซ์ ได้ถ่ายภาพกล้วยไม้ต้นนั้นมาให้ฉันดูด้วยความดีใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะกล้วยไม้ดังกล่าวมันอั้นดอกมานาน จึงเก็บสะสมเอาตาดอกไว้มากมาย ครั้นพออดน้ำเข้า ตาดอกเหล่านั้นมันก็ผลิดอกออกมาเต็มที่

นี่แหละที่เขาเรียกกันว่า เลี้ยงกล้วยไม้แล้วให้ความชื้นเพลินจนเกินไป ในที่สุดมันก็ไม่ออกดอกให้ คงเก็บตาดอกเอาไว้มากมาย ครั้นต่อมาภายหลังฉันได้สั่งให้เขาอดน้ำกล้วยไม้ต้นนั้น ตาดอกที่สะสมไว้มันก็เลยทะลักออกมาเยอะแยะเต็มไปหมด!

———-

(หมายเหตุ : คอลัมน์ หอมกลิ่นกล้วยไม้ : ฤดูกล้วยไม้ป่าออกดอกสูงสุด (1) : โดย … ศ.ระพี  สาคริก <prof.rapee@hotmail.com>)

———-

‘ประกายเงิน’ปลูกแล้วมั่งมี

‘ประกายเงิน’ปลูกแล้วมั่งมี

‘ประกายเงิน’ ปลูกแล้วมั่งมี : คอลัมน์ ไม้ดี มีประโยชน์ : โดย … นายสวีสอง

          ฟังชื่อ ”ประกายเงิน” ก็พอจะเดาได้ว่า ไม้ชนิดนี้ต้องเป็นไม้มงคล เห็นชื่อไทยๆ อย่างนี้ ที่จริงแล้วมีถิ่นกำเนิดแถวแอฟริกา ในบ้านเรานิยมปลูกกันมาก ส่วนใหญ่ปลูกเป็นไม้ประดับตามห้างร้าน สำนักงาน เพราะเชื่อว่าปลูกแล้วจะทำให้มั่งมี มีเงินไหลมาเทมา

เป็นไม้ล้มลุก อยู่ในวงศ์ LILIACEAE ลำต้นกลมเป็นข้อ เปลือกสีน้ำตาลอ่อน สูงเต็มที่ถึง 5 เมตร ข้อดีของไม้มงคลชนิดนี้ คือ ปลูกง่าย ทนทาน

 ใบ ดูสวยงามโดดเด่นมาก เป็นใบเดี่ยว มีโคนใบเป็นกาบหุ้มลำต้นขึ้นเวียนสลับ รูปทรงหอกเรียวยาว สีเขียวสลับขาวตามแนวความยาวของใบ คือริมขอบใบจะมีสีขาว ขอบใบเรียบ หากดูผิวเผินจะคล้ายกับใบว่านวาสนา

 ขยายพันธุ์ ปักชำ ตัดยอดแช่น้ำนำไปปลูกทั้งลงแปลงหรือปลูกในกระถาง ทั้งชอบดินร่วยซุย ความชื้นและแสงแดดปานกลาง หากปลูกกระถางควรเปลี่ยนกระถางปีละ 1 ครั้ง

———-

(หมายเหตุ : ‘ประกายเงิน’ ปลูกแล้วมั่งมี : คอลัมน์ ไม้ดี มีประโยชน์ : โดย … นายสวีสอง)

———-

สำรอง ผลเป็นยา

สำรองผลเป็นยา

‘สำรอง’ผลเป็นยา : คอลัมน์ไม้ดีมีประโยชน์ : โดย…นายสวีสอง

                 ต้น”สำรอง” บางพื้นที่เรียก “พุงทะลาย” พบได้ตามป่าดงดิบ ป่าดิบเขา แถวๆ จันทบุรี ระยอง ตราด มีสรรพคุณทางยาผลใช้แก้ไอ ขับเสมหะ แก้ร้อนใน รักษาอาการตาอักเสบ เป็นต้น  

เป็นพรรณไม้ยืนต้น ในวงศ์  STERCULIACEAE สูง 40-45 เมตร ลำต้นตรงเปลา เปลือกเรียบสีเทา กิ่งก้านมาก

                 ใบ เป็นใบเดี่ยว สีเขียว เรียงเวียนรอบกิ่ง รูปไข่ พื้นใบเป็นมันเรียบ กว้าง 3-4 ซม. ยาว 10-12 ซม.

                 ดอก ออกเป็นช่อ ที่ปลายกิ่งหรือตามซอกใบ เป็นดอกแยกเพศ แต่ละดอกมี 5 กลีบ เมื่อตูมเป็นสีเหลืองนวล เมื่อบานเป็นสีแดงอมม่วง แต่ละกลีบดอกจะมีเส้นสีแดง 2-3 เส้น

                 ผล ทรงกลม มีปีก 1 ปีก รูปใบเรือ เนื้อผลจะพองเมื่อแช่น้ำ เมล็ด รูปรี สีน้ำตาล

                 ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด เสียบยอด ชอบความชุ่มชื้นมาก แสงแดดปานกลาง

……………………………
(‘สำรอง‘ผลเป็นยา : คอลัมน์ไม้ดีมีประโยชน์ : โดย…นายสวีสอง)

พวงกุญแจทำมือโดนใจวัยโจ๋

พวงกุญแจทำมือโดนใจวัยโจ๋

‘กู๊ด ไอเดีย บาย : กระเจี๊ยบ’ พวงกุญแจทำมือโดนใจวัยโจ๋ : โดย…กวินทรา ใจซื่อ

                  แม้ผลิตภัณฑ์จำพวกพวงกุญแจ จะมีขายเกลื่อนตลาด โดยเฉพาะตามแหล่งท่องเที่ยว ร้านขายของชำร่วย ของฝาก แต่ไม่เป็นอุปสรรคต่อผลิตภัณฑ์พวงกุญแจไม้  พวงกุญแจรูปหมอนตุ๊กตา พวงกุญแจเปเปอร์มาเช่ เข็มกลัดและหมอนหนุน ภายใต้แบรนด์ กู๊ด ไอเดีย บาย : กระเจี๊ยบ(Good idea by: kajiab) ฝีมือการประดิษฐ์ของสาวใหญ่เมืองดอกคูน “จารุวรรณ อุ่นเรือน” จาก ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น เพราะผลงานของเธอมีลวดลายและสีสันที่สดใส น่ารัก หน้าตาทะเล้น สะดุดตาวัยรุ่น จึงทำให้แต่ละวัน จารุวรรณ ต้องผลิตอาทิตย์ละกว่า 1,500 ชิ้น มีลูกค้าทางบนถนนคนเดินใน จ.ขอนแก่น รวมถึงลูกค้าประจำจากต่างจังหวัด ทั้งอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้ด้วย

ที่จริง จารุวรรณ เริ่มจากอาชีพเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่ว่าการอำเภอเมืองขอนแก่น เป็นช่วงจังหวะพอดีที่เทศบาลนครขอนแก่น มีโครงการจะเนรมิตถนนคนเดินเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว จึงนำผลงานที่เป็นสินค้าของชำร่วย ของฝาก จำพวกพวงกุญแจไม้ พวงกุญแจรูปหมอนตุ๊กตา พวงกุญแจเปเปอร์มาเช่ เข็มกลัดและหมอนหนุน ที่ได้ประดิษฐ์ขึ้นมาในช่วงเวลาว่าง ไปเสนอ ปรากฏว่า ได้รับการพิจารณาให้ร่วมโครงการขายที่ถนนคนเดิน เริ่มขายในระยะแรกมีลูกค้าสนใจในระดับหนึ่ง จึงคิดว่าน่าจะทำเป็นอาชีพเสริมขายในวันหยุด ระยะหลังลูกค้าเริ่มสั่งซื้อเยอะขึ้นและต้องทำขายบนถนนคนเดินอีก จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำทันที

“ปกติฉันเป็นคนที่ชื่นชอบและมีพรสวรรค์เรื่องงานฝีมือมาตั้งแต่เด็ก พอมีเวลาว่างใช้ความคิดจากจินตนาการอกแบบสินค้าจำพวกของชำร่วย ของฝาก ตั้งใจว่าจะวางขายให้เป็นอาชีพเสริมในวันหยุด พอดีมีโครงการถนนคนเดิน ถือเป็นจังหวะและโอกาสที่นำสินค้าไปขาย แต่ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบขึ้นมามีความแตกต่างจากท้องตลาดทั่วไป เป็นผลงานทำด้วยมือ หรือแฮนด์เมด ทำให้มีความโดดเด่น จึงติดตลาดได้เร็ว โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่มาเลือกซื้อหาไปเป็นของขวัญและของฝาก ทำให้วันนี้ฉันทำเป็นอาชีพ” จารุวรรณ ย้อนที่มาของผลิตภัณฑ์ในอดีต

ผ่านไป 3 ปีบนเส้นทางประดิษฐ์และจำหน่ายผลิตภัณฑ์พวงกุญแจไม้ พวงกุญแจรูปหมอนตุ๊กตา พวงกุญแจเปเปอร์มาเช่ เข็มกลัดและหมอนหนุน ทำให้วันนี้จารุวรรณ สามารถขยายลูกค้าไปยังจังหวัดต่างๆ ทั้งในภาคอีสาน อาทิ มหาสารคาม สุรินทร์ ศรีสะเกษ อ.เชียงคาน จ.เลย รวมถึงภาคตะวันออกที่ชลบุรี และภาคใต้ที่ จ.ตรัง และหาดใหญ่  จ.สงขลา ยิ่งช่วงเทศกาลท่องเที่ยวจะมีลูกคำสั่งซื้อมากเป็นกรณีพิเศษ โดยเฉพาะสินค้ายอดนิยมจำพวกพวงกุญแจหมอนเพ้นท์ ลูกค้าจะสั่งครั้งละ 500-700 ชิ้น เฉลี่ยทั้งอาทิตย์ประมาณ 1,500 ชิ้น ขายในราคาชิ้นละ 10-200 บาท สร้างรายได้อาทิตย์ละ 10,000-15,000 บาท

“ลูกค้าของเรามีทั้งขาจรที่เราไปขายที่ถนนคนเดิน อีกส่วนหนึ่งเป็นขาประจำที่สั่งมาเพื่อไปขายต่อ อีส่วนหนึ่งเราขายตรงผ่านเฟซบุ๊กด้วย ของเราขายราคาถูกมาก กลุ่มเด็กนักเรียนสามารถซื้อหาได้ แต่สินค้าเหล่านี้เราต้องทันต่อเหตุการณ์ ต้องคิดออกแบบและหาไอเดียใหม่ๆ อยู่เสมอ เรื่องความคิดในการออกแบบเราไม่ตัน คิดไว้มีเยอะแต่ไม่มีเวลาทำ ขณะที่ลูกค้าประจำสั่งซื้อครั้งละ 200-300 ชิ้นต่อราย” จารุวรรณ กล่าว

นอกจากนี้ยังฝากบอกด้วยว่า หากสนใจอยากเห็นรูปแผลิตภัณฑ์ เปิดหน้าเฟซบุ๊ก “Good idea by: kajiab” ได้

………………………….
(‘กู๊ด ไอเดีย บาย : กระเจี๊ยบ’ พวงกุญแจทำมือโดนใจวัยโจ๋ : โดย…กวินทรา ใจซื่อ)

เปิดหมู่บ้านดงเมืองวิถีพุทธวิถีพอเพียง

เปิดหมู่บ้านดงเมืองวิถีพุทธวิถีพอเพียง

เปิดหมู่บ้านดงเมือง หมู่ที่ 10 ต.ลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ยึดแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์ใช้ในหมู่บ้านพร้อมดำเนินวิถีชีวิตแบบพอเพียง สร้างชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี

             29พ.ค.2555 นายสมศักดิ์  สุวรรณสุจริต  ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์  ได้ลงพื้นที่เยี่ยมประชาชนและติดตามการบริหารและดำเนินการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง  บ้านดงเมือง  หมู่ที่  10  ต.ลำพาน  อ.เมือง  จ.กาฬสินธุ์  เป็นพื้นที่ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบของระดับจังหวัด  โดยชาวบ้านจำนวน  121  ครัวเรือน  ได้ยึดนำแนวทางการทำเกษตรทฤษฎีใหม่และดำเนินวิถีชีวิตตามพระราชดำรัสแบบพอเพียงทำให้ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นทั้งหมู่บ้าน  โดยมี ด.ต.สมคิด  นันทสมบูรณ์  นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลลำพาน  นายประภาส  ภูวงกต  ผู้ใหญ่บ้าน  ได้นำประชาชนร่วมให้การต้อนรับ

สำหรับบ้านดงเมือง  เป็นหมู่บ้านที่ประชาชนได้พึ่งพาตนเองด้วยวิถีเกษตรพอเพียงมาตั้งแต่ปี 2545   มีการตั้งกลุ่มผลิตปุ๋ยชีวภาพเพื่อลดรายจ่ายในชุมชน  โดยการผลิตปุ๋ยชีวภาพใช้เองในที่ขายในราคากระสอบละ 400  บาท  ขณะที่ราคาของปุ๋ยตามท้องตลาดขายกันที่ 600  บาท  นอกจากนี้ในพื้นที่ 3,623  ไร่  ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่การเกษตรร้อยละ 80  ชาวบ้านยึดอาชีพการทำนา 2 ครั้งต่อปี  แต่รายได้หลักของชาวบ้านคือการปลูกชะอมจำหน่ายทั่วจังหวัดถือเป็นแหล่งปลูกแหล่งใหญ่ที่สุดด้วย    และที่สำคัญยังเป็นที่ตั้งของวัดป่ามัฌฉิมวาส  หรือวัดป่าดงเมือง  มีหลวงพ่อเมือง พลวัฒโฑ  เกจิชื่อดังแห่งอีสานเป็นเจ้าอาวาสวัด  ซึ่งวัดแห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ในลานธรรมจักรที่มีประชาชนเดินทางมาปฏิบัติธรรมจำนวนมากในแต่ละปี  ด้วยเพราะทางวัดได้นำร่างของอาจารย์ใหญ่ (ศพ) เป็นอุปกรณ์การฝึกสมาธิและการปฏิบัติธรรม

ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์  กล่าวว่า  หมู่บ้านแห่งนี้ถือว่าเป็นหมู่บ้านที่พึ่งพาตนเองมากที่สุด  โดยภาครัฐเพียงเข้ามาดูแลและให้คำแนะนำเสียส่วนมาก  นอกจากนั้นก็เป็นในส่วนของการสนับสนุนขององค์กรหลายระดับ  ทั้งนี้จะเห็นว่าหมู่บ้านนี้มีความพร้อมเพรียงอย่างมากทั้งชาวบ้านก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี  นอกจากนี้ยังมีการถือศีลกันทุกวันพระไม่จำหน่ายสุรา  ของมึนเมา และมีการสวดมนต์เย็น  ถือว่าเป็นหมู่บ้านที่ครบถ้วนในการปฏิบัติตามวิถีของชาวพุทธและชาวไทยที่เพียบพร้อมน่ายกย่อง

ผลิตกิ่งพันธุ์ส้มโอ ‘ปลอดโรค’

ผลิตกิ่งพันธุ์ส้มโอ ‘ปลอดโรค’

ผลิตกิ่งพันธุ์ส้มโอ ‘ปลอดโรค’ ถ่ายทอดสู่ชุมชน-ยกระดับรายได้

             คณะทรัพยากรธรรมชาติ ม.อ.จับมือ สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ผลิตต้นแม่พันธุ์และกิ่งพันธุ์ปลอดโรคส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ สร้างทักษะการขยายพันธุ์ส้มโอให้แก่เกษตรกรลุ่มน้ำปากพนัง หวังช่วยแก้ปัญหาความล้มเหลวในการปลูกส้มโออันเกิดจากการติดเชื้อของกิ่งพันธุ์

รศ.ดร.รัตนา สดุดี อาจารย์ประจำภาควิชาการจัดการศัตรูพืช คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลา นครินทร์ (ม.อ.) หัวหน้าโครงการวิจัยการผลิตต้นแม่พันธุ์และกิ่งพันธุ์ปลอดโรคของส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเกษตรชาวไร่ส้มโอ มักประสบปัญหาการระบาดของโรคทริสเตซาและโรคฮวงลองบิง ซึ่งเชื้อมักเข้าไปทำลายตั้งแต่ระยะกิ่งพันธุ์ส่งผลให้ต้นตายก่อนให้ผลผลิต ทำให้เกษตรกรประสบปัญหาขาดทุนจากการเพาะปลูกส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามเป็นจำนวนมาก

ดังนั้น ม.อ.จึงร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ทำโครงการวิจัยการผลิตต้นแม่พันธุ์และกิ่งพันธุ์ปลอดโรคของส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม ซึ่งใช้เวลา 1 ปี 6 เดือน โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อลดปริมาณเชื้อในแปลงปลูก ด้วยเทคนิคการเสียบยอดขนาดเล็กในหลอดทดลองและวิธีตอนกิ่งจากต้นปลอดโรคในแปลงปลูก โดยเลือกพื้นที่ปลูกในเขตลุ่มน้ำปากพนังเป็นกรณีศึกษา ทั้งนี้ จากผลการวิจัยพบว่าสามารถลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อโรคดังกล่าวในส้มโอได้น้อยลง อีกทั้งผลผลิตมีขนาดใหญ่ สีผิวสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้ในการส่งออก

ด้านนายวิฑูร อินทมณี นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ปัญหาหลักของเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอในเขตลุ่มน้ำปากพนัง เกิดจากการนำกิ่งพันธุ์ที่เป็นโรคมาขยายพันธุ์ต่อ ทำให้เกิดโรคระบาดในส้มโอต่อเนื่องไปยังหลายพื้นที่ จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่างนักวิจัยจาก ม.อ. ซึ่งมีองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการกำจัดศัตรูพืช กับสำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ในการผลิตกิ่งพันธุ์ที่ปลอดโรค โดยเน้นที่กิ่งส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม ซึ่งถือได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดนครศรีธรรมราช การเข้าช่วยเหลือครั้งนี้ส่งผลให้เกษตรกรมีความตื่นตัว รู้จักวิธีการป้องกันและกำจัดโรคและแมลงมากยิ่งขึ้น และรู้จักวิธีการขยายพันธุ์ที่ถูกต้อง ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมากขึ้น

ขณะที่นายวิรัช สุขแสง หนึ่งในเกษตรกรผู้อนุเคราะห์พื้นที่ปลูกส้มโอในการทำวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า ตนยึดอาชีพปลูกส้มโอมาแล้ว 12 ปี โดยมีพื้นที่ปลูกจำนวน 50 กว่าไร่เพื่อนำผลผลิตส่งจำหน่ายไปยังกรุงเทพฯ และส่งไปต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ จีนและไต้หวัน ซึ่งการผลิตกิ่งพันธุ์ปลอดโรคของส้มโอที่นอกจากจะช่วยลดการรบาดของโรคในส้มโอพันธุ์ทับทิมแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้จากการผลิตกิ่งส้มโอปลอดโรคเพื่อจำหน่ายได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งก็พร้อมที่จะนำองค์ความรู้ทางวิชาการที่ได้จาก ม.อ.ไปถ่ายทอดให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรชาวไร่ส้มโอรายอื่นต่อไป

สำหรับโครงการวิจัยการผลิตต้นแม่พันธุ์และกิ่งพันธุ์ปลอดโรคของส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามดังกล่าว ถือเป็นการต่อยอดมาจากงานวิจัยในหลายๆ ชิ้นที่ผ่านมา ได้แก่ การฟื้นฟูการผลิตส้มจุกในภาคใต้ของประเทศไทย โดยการผลิตต้นแม่พันธุ์และตาขยายพันธุ์ปลอดโรคไปสู่เกษตรกร การพัฒนาโรงเรือนผลิตกิ่งพันธุ์ส้มปลอดโรค โครงการพัฒนาวิธีการทางเซรุ่มวิทยาเพื่อวินิจฉัยโรคทริสเตซาของส้มในประเทศไทย เป็นต้น และในอนาคตภาควิชาการจัดการศัตรูพืช คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ยังคงจะดำเนินการผลิตงานวิจัยที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อชุมชนต่อไป

‘สลอดเถา’ยาระบาย

‘สลอดเถา’ยาระบาย

‘สลอดเถา’ยาระบาย : คอลัมน์ไม้ดีมีประโยชน์ : โดย…นายสวีสอง

             สลอดเถา” ชื่อเรียกทั่วไปคือ มะหลอด เป็นไม้ผลพื้นเมืองของไทยที่พบได้ตามป่า ทุ่งนา หรือปลูกตามบ้าน สรรพคุณทางยา ผลดิบเป็นยาฝาดสมาน เมื่อสุกเป็นยาระบาย แก้บิด ท้องผูก

เป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ในวงศ์ ELAEAGNACEAE ลำต้นและกิ่งมีเกล็ดสีเงิน ความสูงขึ้นอยู่กับความสูงของต้นไม้ที่อาศัยอยู่ด้วย

             ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี กว้าง 3.5-4.5 ซม.ยาว 6-12 ซม.โคนสอบ ปลายแหลม ขอบเรียบ แผ่นใบด้านบนสีเขียวอมน้ำเงิน เกลี้ยง ด้านล่างมีเกล็ดเล็กๆ สีเงิน

             ดอก ออกเป็นกระจุกตามง่ามใบ เป็นดอกสมบูรณ์เพศ กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นสามเหลี่ยม ปลายแยก 5 กลีบ

             ผล รูปรี ยาว 1-2 ซม. สีแดงออกส้ม รสเปรี้ยว ฝาดจนถึงรสหวาน เมล็ดสีน้ำตาล ตัวเมล็ดเป็นพู

             ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ตอนกิ่งปักชำ เติบโตเร็วในที่ๆ มีอากาศเย็น

…………………………..
(‘สลอดเถา‘ยาระบาย : คอลัมน์ไม้ดีมีประโยชน์ : โดย…นายสวีสอง)

ยื่นศาลเพิกถอนแบบจำลองค่าเสียหายโลกร้อน

ยื่นศาลเพิกถอนแบบจำลองค่าเสียหายโลกร้อน

“เกษตรกร” ยื่นศาลปกครอง ขอเพิกถอนคำสั่งใช้แบบจำลองค่าเสียหายโลกร้อน เอาผิดชาวบ้านไม่ชอบ ทนายชี้ หลักคิดค่าเสียหายไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ แถมขัด รธน.

           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 55  ชาวบ้านเกษตรกร จ.ตาก , จ.เพชรบูรณ์ , จ.เชียงใหม่ , จ.ตรัง , จ.ชัยภูมิ  รวม 18 ราย , องค์กรชุมชนบ้านพรสวรรค์ , เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด , เครือข่ายองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์ลุ่มน้ำเซิน , เครือข่ายองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูผาแดง และมูลนิธิอันดามัน ร่วมกัน ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 เรื่อง เป็นหน่วยงานของรัฐกระทำการ ออกคำสั่งโดยมิชอบ กรณีที่ ผู้ถูกฟ้องทั้งสอง มีคำสั่งให้ใช้แบบจำลอง สำหรับการประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมบางประการหลังการทำลายป่าไม้ (แบบจำลองค่าเสียหายโลกร้อน) ที่ใช้บังคับกับผู้ฟ้องและประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ ผู้ฟ้องจึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ใช้บังคับ แบบจำลองค่าเสียหายโลกร้อน ประกอบด้วยหนังสือกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่ ทส 0911.2/2181 ลงวันที่ 6 ก.พ. 47 เรื่องแบบจำลองสำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมบางประการหลังการทำลายป่าไม้ , หนังสือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ ทส 0903.4/14889 ลงวันที่ 19 ส.ค. 53 เรื่องหลักเกณฑ์การคิดค่าเสียหายทางแพ่ง กรณีบุกรุกแผ้วถาง ยึดถือครอบครองพื้นที่ป่า , หนังสือกรมป่าไม้ที่ ทส 1610.4/15752 ลงวันที่ 6 ธ.ค. 49 เรื่องหลักเกณฑ์การคิดคำนวณค่าเสียหายทางแพ่งจากการบุกรุกทำลายป่าไม้ และสั่งให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 2 ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงแบบจำลองดังกล่าวให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก่อนนำแบบจำลองใหม่มาบังคับใช้

ขณะที่นายอัมรินทร์ สายจันทร์ ทนายความผู้ฟ้อง กล่าวว่า ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากแบบจำลองดังกล่าว เนื่องจากภายหลังกรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ อ้างว่าประชาชนได้รุกที่ป่าอุทยานฯ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตป่าสงวน และได้มีการดำเนินคดีอาญาแล้วก็จะมีฟ้องดำเนินคดีแพ่งโดยใช้มาตรา 97 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ในการฟ้องเรียกค่าเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ และได้นำหนังสือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์และพันธุ์พืช ที่ ทส.0911.2/2181 ลงวันที่ 6 ก.พ. 47 ที่กำหนดแบบจำลองทางคณิตศาสตร์สำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมมาเป็นหลักเกณฑ์ในการขอให้ศาลสั่งเรียกค่าเสียหายซึ่งมีรายละเอียดการคิดค่าเสียหายเป็น 7 กรณี 1. ค่าการสูญหายของธาตุอาหาร 2. ค่าทำให้ดินไม่ซับน้ำฝน 3. ค่าทำให้น้ำสูญเสียออกไปจากพื้นที่โดยการแผดเผาของรังสีดวงอาทิตย์ 4. ค่าทำให้ดินสูญหาย 5. ค่าทำให้อากาศร้อนมากขึ้น 6. ค่าทำให้ฝนตกน้อยลง 7. มูลค่าความเสียหายโดยตรงจากป่า 3 ชนิด คือ การทำลายป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง รวมเป็นเงินที่ชาวบ้านต้องจ่ายประมาณ 150,000 บาทต่อไร่ต่อปี

ซึ่งชาวบ้าน เห็นว่าการคิดคำนวณค่าเสียหายโดยใช้แบบจำลองฯนั้น เป็นการคิดค่าเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติเกินกว่าที่กฎหมายให้อำนาจ ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ไม่สอดคล้องความเป็นจริง มีข้อผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรงหลายประการ รวมทั้งการใช้แบบจำลองไปเรียกค่าเสียหาย เป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 66 และ 67 ที่บัญญัติรับรองคุ้มครองในเรื่องสิทธิชุมชนของประชาชนเอาไว้ จึงขอให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเพิกถอน

“การที่ 2 หน่วยงานพยายามสร้างหลักเกณฑ์การคิดค่าเสียหายที่ไปเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศเช่นเรื่องอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น และฝนตกน้อยลง ที่ยังเป็นกรณีที่นักวิชาการทั่วโลกยังมีข้อถกเถียงกันไม่เป็นที่ยุติ ประกอบกับการกำหนดหลักเกณฑ์การคิดค่าเสียหายที่เชื่อมโยงกับการเกิดภาวะโลกร้อนมาบังคับใช้ อาจทำให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเกิดความเข้าใจผิดคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสถานะและความรับผิดชอบของประเทศไทยได้ ซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีและอาจสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของประเทศในเวทีโลก”

รัฐมั่นใจจำนำข้าว’นาปรัง’ปี55เป็นธรรม

รัฐมั่นใจจำนำข้าว’นาปรัง’ปี55เป็นธรรม

รัฐมั่นใจจำนำข้าว’นาปรัง’ปี55เป็นธรรม

รัฐมั่นใจจำนำข้าว ‘นาปรัง’ ปี 55 ทางเลือกชาวนาสู่ราคาเป็นธรรม : รายงานเกษตร : โดย … สุรัตน์ อัตตะ

          หลังจากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลผลิต ปี 2554/2555 โดยไม่จำกัดปริมาณ ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2554-29 กุมภาพันธ์ 2555 นโยบายดังกล่าวทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงการค้าข้าวว่า เป็นการแทรกแซงราคาและไม่เป็นไปตามกลไกตลาด เพราะกำหนดราคารับจำนำสูงอยู่ที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน

ในขณะที่ยังคงเดินหน้าต่อไป โดยเริ่มโครงการรับจำนำข้าวเปลือกหอมมะลินาปรังปี 2555 ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2555 ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 15 กันยายน 2555 และรับจำนำไม่จำกัดปริมาณเช่นกัน ล่าสุดองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กระทรวงพาณิชย์ หนึ่งในหน่วยงานที่รับผิดชอบนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีติดตามความคืบหน้าภารกิจการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อความมั่นใจว่าเกษตรกรจะได้รับเงินค่าจำนำเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยปราศจากการแทรกแซงจากพ่อค้าคนกลาง

กมลวิศร์ แก้วแฝก รักษาการผู้อำนวยการอ.ต.ก.กล่าวระหว่างนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 ว่า การรับจำนำข้าวเปลือกหอมมะลินาปรังในโครงการนี้ ได้เริ่มดำเนินการมาแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม 2555 โดยรัฐบาลได้มีมติแต่งตั้งผู้แทนจากกรมการค้าภายใน กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร องค์การคลังสินค้า (อคส.) องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) เป็นคณะทำงาน เพื่อร่วมพิจารณาแนวทางการรับจำนำและกำหนดราคารับจำนำ หลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขเพื่อให้เกิดความโปร่งใส โดยเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวเปลือกหอมมะลินาปรังได้รับราคาที่เหมาะสมเป็นธรรมช่วยป้องกันปัญหาการปนของข้าวพันธุ์อื่นในแปลงนาของหอมมะลิในฤดูนาปี อีกทั้งยังป้องกันปัญหาการจำนำข้าวข้ามเขตของเกษตรกรและโรงสี ตลอดจนการสวมสิทธิ์เพื่อช่วยให้เกษตรกรได้รับเงินค่าจำนำข้าวเต็มราคาและเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยปราศจากพ่อค้าคนกลาง

“ข้าวนาปรังเป็นข้าวที่ปลูกนอกฤดูการทำนาปกติ มีระยะเวลาการปลูกตั้งแต่เดือนมกราคม จะเก็บเกี่ยวอย่างช้าที่สุดไม่เกินเดือนเมษายน และนิยมปลูกในท้องที่ที่มีการชลประทานที่ดีเช่นในพื้นที่ภาคกลาง เพื่อให้การรับจำนำข้าวทันต่อสถานการณ์ จึงได้กำหนดระยะเวลาในการรับจำนำไว้ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม-15 กันยายน 2555 และจะรับจำนำผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 ที่ผลิตในประเทศไทยทั้งหมด โดยไม่จำกัดปริมาณ”

กมลวิศร์ แจงรายละเอียดต่อว่า ข้าวที่รับจำนำในโครงการดังกล่าวมีทั้งหมด 3 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกปทุมธานี และข้าวเปลือกเหนียว โดยมีราคารับจำนำเฉลี่ย 1.3-1.5 หมื่นบาทต่อตัน ขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้าวที่เกษตรกรนำมาจำนำ คาดว่าตลอดระยะเวลาในการดำเนินโครงการจะมีปริมาณข้าวรับจำนำประมาณ 11.11 ล้านตัน

รักษาการผอ.อ.ต.ก.กล่าวอีกว่า การรับจำนำข้าวในโครงการนี้จะดำเนินการควบคู่ไปกับการเปิดรับสมัครโรงสีและตลาดกลางเข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นจุดรับฝากข้าวเปลือกและออกใบประทวนให้เกษตรกรที่นำข้าวมาจำนำ โดย อ.ต.ก.จะมีการเปิดจุดรับจำนำให้เพียงพอต่อการให้บริการแก่เกษตรกรและจะเป็นผู้กำกับดูแลให้เป็นไปตามข้อกำหนดเพื่อให้เกษตรกรมั่นใจในระบบบริหารจัดการตั้งแต่กระบวนการรับจำนำ การจัดเก็บจนถึงการระบายข้าวออกสู่ตลาดเกิดความเสมอภาคทั้งฝ่ายโรงสีและเกษตรกรผู้รับจำนำ ซึ่งโรงสีและตลาดกลางที่เข้าร่วมโครงการจะต้องได้รับการเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้รับทราบ ยกเว้นในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร อคส.และอ.ต.ก.จะเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกและอนุมัติโรงสีที่เข้าร่วมโครงการเอง

“ล่าสุด (18 พ.ค.) มีโรงสีที่เข้าร่วมโครงการกับ อ.ต.ก.แล้ว 188 แห่ง แยกเป็นภาคเหนือ 67 แห่ง ภาคอีสาน 37 แห่ง และภาคกลาง 84 แห่ง เฉพาะที่ จ.สุพรรณบุรี มีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 1 ล้านไร่ มีโรงสีที่เป็นจุดรับจำนำข้าวของ อ.ต.ก.จำนวน 46 แห่ง มีปริมาณรับจำนำข้าวทุกชนิดรวมทั้งสิ้น 572,848 ตัน” รักษาการผอ.อ.ต.ก.กล่าว

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาโรงสีเข้าร่วมโครงการ ทางอ.ต.ก.จะพิจารณาจากโรงสีที่ให้ความร่วมมือทางราชการดีเยี่ยมเป็นอันดับแรก จะต้องมีศักยภาพและความพร้อม มีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่เพียงพอต่อการใช้งานในการรับฝากและการแปรสภาพข้าวเปลือก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องชั่งน้ำหนัก รถบรรทุก เครื่องวัดความชื้นข้าวอย่างน้อย 2 เครื่อง เครื่องมือตรวจสอบคุณภาพข้าวเปลือก เครื่องอบลดความชื้นหรือลานตาก มีสถานที่เก็บข้าวอยู่ในบริเวณเดียวกันกับโรงสีและจะต้องเก็บรักษาข้าวเปลือกที่รับจำนำไว้ในโกดังของโรงสีและดูแลรักษา พร้อมทั้งรับผิดชอบคุณภาพข้าวเปลือกดังกล่าว ซึ่งแต่ละโรงสีจะรับจำนำข้าวเปลือกจากเกษตรกรได้ไม่เกิน 30 เท่าของกำลังการผลิตและต้องวางหลักทรัพย์ค้ำประกันมูลค่าข้าวที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสียหายของรัฐบาล

ชัยรัตน์ โพธิ์พันธุ์ เจ้าของโรงสีธนภัทรพูนแสง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวนาปรับปี 2555 กับอ.ต.ก.ยอมรับว่า ทางโรงสีจะได้ค่าตอบแทนเป็นค่ารับฝากและค่ารักษาคุณภาพข้าวเปลือกที่รับจำนำในราคา 55 บาทต่อตันต่อเดือน เมื่อจัดเก็บข้าวเปลือกไว้เกิน 90 วัน จะมีการบันทึกข้อมูลการรับจำนำข้าวเปลือกและรายงานผ่านระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ไปยังอ.ต.ก. กรมการค้าภายในและฝ่ายเลขานุการ สำนักงานการค้าภายในจังหวัดทุกวัน หากมีการขนย้ายข้าวเปลือก ข้าวสารเข้าโกดังกลางต้องรายงานล่วงหน้า 1 วันก่อนการขนย้าย รวมทั้งต้องนำส่งข้าวสารเข้าเก็บในคลังสินค้าหรือไซโลที่เช่าจัดเก็บโดยอ.ต.ก.หรือผู้ซื้อในอัตราและ/หรือภายในระยะเวลาที่กำหนดด้วย

สมบัติ เส็งหลวง เจ้าของโรงสีประเสริฐสมบัติ ซึ่งเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวนาปรับปี 2555 เช่นกัน ระบุว่า จากการที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวกับอ.ต.ก.ที่ผ่านมาได้รับคำแนะนำเป็นอย่างดี ทั้งด้านการบริหารจัดการเก็บรักษาข้าว ความพร้อมของอุปกรณ์และสถานที่เก็บข้าวเปลือก ข้าวสารที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน มีเครื่องอบลดความชื้นหรือลานตากในบริเวณโรงสี มีเครื่องชั่งน้ำหนักรถบรรทุก เครื่องวัดความชื้นข้าวและเครื่องมือตรวจสอบคุณภาพข้าวเปลือกที่เพียงพอต่อการใช้งาน ตลอดจนมีการติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดไว้ในบริเวณที่สามารถบันทึกภาพการทำงานในสถานที่เก็บข้าวให้เห็นได้อย่างชัดเจนทั้งระบบ ทั้งการจัดเก็บรักษาและคงคุณภาพของข้าว จนถึงช่วงระบายข้าวออกสู่ท้องตลาด ทำให้มั่นใจว่าการดำเนินโครงการนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคได้บริโภคข้าวที่คุณภาพดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ส่วนเกษตรกรก็จะได้ราคารับจำนำข้าวอย่างเต็มราคาด้วย

โครงการรับจำนำข้าวเปลือกหอมมะลินาปรังปี 2555 โดยความรับผิดชอบขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร เพื่อการแก้ปัญหาด้านราคาข้าวที่เหมาะสมและเป็นธรรมในการช่วยให้เกษตรกรได้รับเงินค่าจำนำข้าวเต็มราคาและเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยปราศจากพ่อค้าคนกลางนั่นเอง

———-

(หมายเหตุ : รัฐมั่นใจจำนำข้าว ‘นาปรัง’ ปี 55 ทางเลือกชาวนาสู่ราคาเป็นธรรม : รายงานเกษตร : โดย … สุรัตน์ อัตตะ)

———-

หน้าต่อไป

Theme: Rubric. บลอกที่ WordPress.com .