ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

มิถุนายน 2, 2012

พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตรรายปักษ์

พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตรรายปักษ์

พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตรปักษ์แรก เดือนมิถุนายน 2555
ระหว่างวันที่ 1 – 15 มิถุนายน 2555
สภาวะอากาศ      ระยะนี้อยู่ในช่วงต้นฤดูฝน มรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทย ตลอดช่วง โดยจะมีกำลังค่อนข้างแรงเป็นระยะๆ กับจะมีร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือในบางช่วง ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีฝนตกชุกและต่อเนื่อง โดยจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ คาดว่าปริมาณฝนโดยเฉลี่ยในเดือนนี้จะใกล้เคียงค่าปกติ
คำเตือน      ในเดือนนี้อาจมีพายุหมุนเขตร้อนก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตก และอาจเคลื่อนตัวผ่านประเทศฟิลิปปินส์ลงสู่ทะเลจีนใต้ ซึ่งในช่วงดังกล่าวมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศไทยและอ่าวไทยจะมีกำลังแรง เป็นผลให้บริเวณประเทศไทยมีฝนตกเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้เกษตรกรติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาไว้ด้วย
ผลกระทบทางการเกษตร      ระยะนี้ประเทศไทยบางช่วงอาจมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ เกษตรกรซึ่งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยควรเตรียมพร้อมเฝ้าระวังสภาวะน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนตรวจซ่อมเครื่องสูบน้ำให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน สำหรับพื้นที่การเกษตรที่อยู่ในที่ลุ่มควรขุดลอกคูคลองและทำทางระบายน้ำออกจากพื้นที่เพาะปลูก เพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง ส่วนพื้นที่การเกษตรที่อยู่นอกเขตชลประทาน หากมีฝนตก เกษตรกรควรกักเก็บน้ำไว้สำรองใช้ในช่วงที่ฝนตกน้อยต่อไป

ข้าว ชาวนาที่กำลังจะเริ่มเพาะกล้าไม่ควรตกกล้าให้แน่นเกินไปเพื่อป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา โดยเฉพาะโรคไหม้ในข้าวนาปี

พืชไร่ ผู้ที่ปลูกพืชไร่ในระยะนี้ควรยกร่องแปลงปลูก รวมทั้งทำทางระบายน้ำออกจากพื้นที่การเกษตร เพื่อป้องกันน้ำท่วมขังเมื่อมีฝนตกหนัก

ไม้ผล ผู้ที่ปลูกไม้ผลควรตัดแต่งทรงพุ่มของไม้ผลที่อยู่ในระยะเจริญเติบโต ให้โปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อป้องกันการระบาดของโรคพืชที่เกิดจาก เชื้อรา

ยางพารา บางช่วงจะมีฝนตกชุกโดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันตกและภาคตะวันออก ชาวสวนยางพารา ควรระวังการระบาดของโรคที่เกิดจากเชื้อรา เช่น โรคใบยางร่วงลูกยางเน่า โรคหน้ากรีดยาง และโรคเส้นดำ

สัตว์เลี้ยง เกษตรกรไม่ควรปล่อยให้สัตว์เลี้ยงซึ่งเป็นสัตว์กีบอยู่ในที่ชื้นแฉะ เพื่อป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย นอกจากนี้ควรดูแลโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกไม่อับชื้น เพื่อป้องกันสัตว์อ่อนแอและเจ็บป่วย

ออกประกาศ 04 พฤษภาคม 2555

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรในระยะ 7 วันข้างหน้า

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรในระยะ 7 วันข้างหน้า

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรตามภาคต่าง ๆ
ระหว่าง 01 มิถุนายน 2555 – 07 มิถุนายน 2555
ภาคเหนือ
       - มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ตลอดช่วง อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-35 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-30 กม./ชม.ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90 % – ในช่วงวันที่ 1-3 มิ.ย. เกษตรกรควรระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ซึ่งอาจจะทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ – ระยะนี้มีฝนตกต่อเนื่องความชื้นในดินมีปริมาณเพียงพอที่เกษตรกรจะลงมือเพาะปลูกพืชไร่และทำนา – ส่วนเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์น้ำควรดูแลสภาพน้ำอย่าให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และควรจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์สำหรับกั้นขอบบ่อเอาไว้ให้พร้อม เพื่อลดความเสียหายเมื่อมีฝนตกหนัก
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
       -ในช่วงวันที่ 1-3 มิ.ย. มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งอุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 4-7 มิ.ย. มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากทางตอนบนของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90% – ระยะนี้มีฝนตกต่อเนื่องความชื้นในดินมีปริมาณเพียงพอที่เกษตรกรจะลงมือเพาะปลูกพืชไร่และทำนา – เนื่องจากระยะนี้สภาพอากาศมีความชื้นสูง เกษตรกรที่ต้องการปลูกพืชรุ่นใหม่ควรคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันเชื้อราก่อนปลูกและไม่ควรปลูกพืชหนาแน่นเพื่อป้องกันการระบาดของโรคและศัตรูพืชต่างๆ – ส่วนเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์ควรดูแลหลังคาโรงเรือนเลี้ยงสัตว์อย่าให้รั่วซึม เพื่อป้องกันสัตว์เปียกชื้น อ่อนแอและเป็นโรคได้ง่าย
ภาคกลาง
       -มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ ตลอดช่วง และในช่วงวันที่ 4-7 มิ.ย. มีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากทางด้านตะวันตกของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90% – เนื่องจากสภาพอากาศชื้น เกษตรกรที่ปลูกไม้ผลควรป้องกันศัตรูพืชจำพวกหนอนชนิดต่างๆ เข้าทำลายกัดกินส่วนที่อ่อนของพืช เกษตรกรควรหมั่นสำรวจสวน และกำจัดวัชพืชเพื่อมิให้หนอนไปอาศัยหลบซ่อน – ส่วนผู้ที่เลี้ยงสัตว์ไม่ควรปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่ในที่ชื้นแฉะเพราะจะทำให้อ่อนแอและเป็นโรคได้ง่าย โดยเฉพาะโรคปากและเท้าเปื่อยในสัตว์กีบ
ภาคตะวันออก
       - มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ตลอดช่วง อุณหภูมิต่ำสุด 24-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-35 องศาเซลเซียส ในช่วงวันที่ 1-3 มิ.ย. ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ในช่วงวันที่ 4-7 มิ.ย. ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตรความชื้นสัมพัทธ์ 80-90% – เนื่องจากระยะนี้เป็นช่วงฤดูฝน สภาพอากาศมีความชื้นสูง เกษตรกรที่เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วควรตัดแต่งกิ่ง และทารอยแผลที่ตัด ด้วยสารป้องกันเชื้อรา รวมทั้งกำจัดวัชพืช และดูแลบริเวณสวนให้โล่งเตียน อากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา – สำหรับเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ บริเวณชายฝั่งควรดูแลสภาพน้ำอย่าให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเพราะจะทำให้สัตว์น้ำปรับตัวไม่ทัน อ่อนแอและเป็นโรคได้ง่าย – ส่วนชาวเรือและชาวประมงในอ่าวไทยตอนบนควรระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือ ตลอดช่วง
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)
       - ฝั่งตะวันออกในช่วงวันที่ 1-3 มิ.ย. มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 4-7 มิ.ย. มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90% – ฝั่งตะวันออกไม้ผลที่อยู่ในระยะเจริญเติบโตทางผลเกษตรกรควรระวังและป้องกันการระบาดของเชื้อโรคและศัตรูพืชต่างๆ โดยหมั่นสำรวจ หากพบผลที่เน่าร่วงหล่นภายในสวนควรเก็บไปทำลาย เพื่อมิให้เชื้อโรคลุกลาม – ชาวเรือและชาวประมง บริเวณอ่าวไทยตอนบน ควรระมัดระวังอันตรายในเดินเรือ ตลอดช่วง
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)
       - ฝั่งตะวันตกในช่วงวันที่ 1-3 มิ.ย. มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป ร้อยละ 60-80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 2 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ในช่วงวันที่ 4-7 มิ.ย. มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70-80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90% – ฝั่งตะวันตกชาวสวนยางพาราควรดูแลสวนให้โปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อลดความชื้นภายในสวนป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา – ในช่วงที่ฝนตกหนัก และระดับน้ำที่สูงขึ้น เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังตามบริเวณชายฝั่งควรดูแลสภาพน้ำอย่าให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเพราะจะทำให้สัตว์น้ำปรับตัวไม่ทัน อ่อนแอและเป็นโรคได้ง่าย – อนึ่ง ชาวเรือและชาวประมง บริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน ควรระมัดระวังอันตรายในเดินเรือ ตลอดช่วง และในช่วงวันที่ 4-7 มิ.ย. เรือเล็กในทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งไว้ด้วย
ออกประกาศ 01 มิถุนายน 2555 00:00 น.

พฤษภาคม 29, 2012

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรในระยะ 7 วันข้างหน้า

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรในระยะ 7 วันข้างหน้า

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรตามภาคต่าง ๆ
ระหว่าง 28 พฤษภาคม 2555 – 03 มิถุนายน 2555
ภาคเหนือ
-มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70-80 ของพื้นที่ตลอดช่วง และมีฝนตกหนักบางแห่งโดยเฉพาะในช่วงวันที่ 28-29 พ.ค. อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-34 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม.ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90%
- ในช่วงวันที่ 28-29 พ.ค. จะมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยงภัยที่ลาดเชิงเขา เกษตรกรควรระวังอันตรายป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับพืชผลทางการเกษตร
- ในช่วงนี้อากาศมีความชื้นสูง ชาวสวนกาแฟควรระวังและป้องกันการระบาดของโรคที่เกิดจากเชื้อรา เช่น โรคราสนิมและโรคใบจุดสีน้ำตาล เป็นต้น
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
-ในช่วงวันที่ 28-29 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70-80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 30 พ.ค.-3 มิ.ย. มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งทางตอนบนของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90%
- ในช่วงวันที่ 28-29 พ.ค. จะมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยงภัยที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหล เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับพืชผลทางการเกษตร
- เนื่องจากระยะนี้สภาพอากาศมีความชื้นสูง เกษตรกรที่ต้องการปลูกพืชรุ่นใหม่ควรคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันเชื้อราก่อนปลูกและไม่ควรปลูกพืชหนาแน่นเพื่อป้องกันการระบาดของโรคและศัตรูพืชต่างๆ
ภาคกลาง
-ในช่วงวันที่ 28-29 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70-80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 30 พ.ค.-3 มิ.ย. มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งทางด้านตะวันตกของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90%
- เนื่องจากในช่วงวันที่ 28-29 พ.ค. จะมีฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ผู้ที่เลี้ยงสัตว์น้ำควรดูแลสภาพน้ำอย่าให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และควรจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์สำหรับกั้นขอบบ่อเอาไว้ให้พร้อม เพื่อลดความเสียหายเมื่อมีฝนตกหนัก
- ในช่วงที่มีฝนตกหนัก เกษตรกรที่ปลูกผักชนิดต่างๆควรทำทางระบายน้ำและยกร่องแปลงปลูกให้สูงรวมทั้งจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับระบายน้ำให้พร้อมเพื่อป้องกันน้ำท่วมขังเมื่อมีฝนตกหนัก
ภาคตะวันออก
-มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70-80 ของพื้นที่ ตลอดช่วง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งโดยเฉพาะในช่วงวันที่ 28-29 พ.ค. อุณหภูมิต่ำสุด 23-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-34 องศาเซลเซียส ในช่วงวันที่ 28-29 พ.ค. ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 30 พ.ค.-3 มิ.ย. ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90%
- ในช่วงวันที่ 28-29 พ.ค. จะมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยงภัยที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหล เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับพืชผลทางการเกษตร
- ในช่วงที่มีฝนตกหนักผู้ที่เลี้ยงสัตว์น้ำควรเปิดเครื่องตีน้ำบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิของน้ำเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้สัตว์น้ำปรับตัวไม่ทัน จะเป็นโรคได้ง่าย
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)
- ฝั่งตะวันออกในช่วงวันที่ 28-29 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนในช่วงวันที่ 30 พ.ค.-3 มิ.ย. มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90%
- ในช่วงวันที่ 28-29 พ.ค. จะมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยงภัยที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหล เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับพืชผลทางการเกษตร
- ในช่วงวันที่ 28-29 พ.ค. คลื่นลมในทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนจะมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ชาวเรือและชาวประมงควรเพิ่มความระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือ ส่วนเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)
- ฝั่งตะวันตกในช่วงวันที่ 28-29 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70-80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งทางตอนบนของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียส ส่วนในช่วงวันที่ 30 พ.ค.-3 มิ.ย. มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งทางตอนบนของภาค ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90%
- ในช่วงวันที่ 28-29 พ.ค. จะมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยงภัยที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหล เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับพืชผลทางการเกษตร
- เนื่องจากระยะนี้ทางภาคใต้ฝั่งตะวันตกจะมีฝนตกชุกชาวสวนยางพาราควรดูแลสภาพสวนให้โปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อลดความชื้นภายในสวนป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา เช่น โรคเส้นดำและโรคใบยางร่วงลูกยางเน่า เป็นต้น
- ในช่วงวันที่ 28-29 พ.ค. คลื่นลมในทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนจะมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ชาวเรือและชาวประมงควรเพิ่มความระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือ ส่วนเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง
ออกประกาศ 28 พฤษภาคม 2555 00:00 น.

พฤษภาคม 19, 2012

พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตรรายปักษ์

พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตรรายปักษ์

พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตรปักษ์หลัง เดือนพฤษภาคม 2555
ระหว่างวันที่ 16 – 31 พฤษภาคม 2555
สภาวะอากาศ      ในระยะครึ่งหลังของเดือนพฤษภาคม มรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทย โดยจะมีกําลังค่อนข้างแรงเป็นระยะๆ กับจะมีร่องความกดอากาศตํ่าพาดผ่านบริเวณภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งจะทำให้ปริมาณและการกระจายของฝนบริเวณดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น ทะเลฝั่งอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ส่วนทะเลฝั่งอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2-3 เมตร
คำเตือน      ช่วงนี้ อาจมีหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงก่อตัวขึ้นบริเวณทะเลอันดามัน ซึ่งอาจทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุไซโคลน และมีแนวโน้มการเคลื่อนตัวทางเหนือค่อนไปทางตะวันออกเข้าใกล้ด้านตะวันตกของประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้มีฝนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งคลื่นลมในทะเลจะมีกำลังแรงขึ้นขอให้ติดตามข่าวอากาศประจำวันจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดต่อไปด้วย
ผลกระทบทางการเกษตร      ระยะนี้บริเวณประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น สำหรับพื้นที่การเกษตรซึ่งเป็นที่ลุ่ม เกษตรกรควรขุดลอกคูคลองและทำทางระบายน้ำออกจากพื้นที่การเกษตร เพื่อป้องกันน้ำท่วมขังเมื่อมีฝนตกหนัก สำหรับผู้ที่ต้องการปลูกพืชรุ่นใหม่ควรคลุกเมล็ดพันธุ์หรือชุบท่อนพันธุ์ด้วยสารป้องกันเชื้อราก่อนปลูก

สัตว์น้ำ ในระยะนี้จะมีฝนเพิ่มมากขึ้น เกษตรกรควรดูแลสภาพน้ำในบ่อเลี้ยงอย่าให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเพื่อป้องกันสัตว์เลี้ยงปรับตัวไม่ทัน จะอ่อนแอและเป็นโรคได้ง่าย รวมทั้งควรจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับกั้นขอบบ่อไว้ เพื่อป้องกันความเสียหายเมื่อมีฝนตกหนักและเกิดการไหลบ่าของน้ำเข้าหรือออกจากบ่อ

ยางพารา เนื่องจากระยะนี้จะมีฝนเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันตกและภาคตะวันออก ชาวสวนยางพาราควรกำจัดวัชพืชบริเวณสวนให้โปร่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก นอกจากนี้ในช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่องชาวสวนควรใช้สารป้องกันเชื้อราทาบริเวณรอยกรีด เพื่อป้องกันการระบาดของโรคที่เกิดจากเชื้อรา เช่น โรคราสีชมพูและโรคเส้นดำ เป็นต้น

ข้าวนาปี ระยะนี้ปริมาณและการกระจายของฝนจะเพิ่มขึ้น สำหรับชาวนาที่ได้เตรียมพื้นที่เพาะปลูกในช่วงต้นฤดูฝนควรรอให้ความชื้นดินเพียงพอแล้วจึงเริ่มต้นเพาะปลูก นอกจากนี้ควรคลุกเมล็ดพัยธุ์ด้วยสารป้องกันเชื้อราก่อนปลูกและไม่ควรเพาะปลูกให้แน่นเกินไป เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคที่เกิดจากเชื้อราต่างๆ

ออกประกาศ 04 พฤษภาคม 2555

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรในระยะ 7 วันข้างหน้า

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรในระยะ 7 วันข้างหน้า

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรตามภาคต่าง ๆ
ระหว่าง 18 พฤษภาคม 2555 – 24 พฤษภาคม 2555
ภาคเหนือ
       มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70-80 ของพื้นที่ ตลอดช่วง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90%
- สำหรับไม้ผลที่อยู่ในระยะให้ผลผลิต ชาวสวนควรเก็บกวาดผลที่ร่วงหล่น และเน่าเสียไปกำจัดให้ถูกวิธี เพื่อตัดวงจรชีวิตของโรคและศัตรูพืช
- ส่วนผู้ที่เลี้ยงสัตว์น้ำในระยะนี้ควรดูแลสภาพน้ำอย่าให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ป้องกันสัตว์น้ำปรับตัวไม่ทัน อ่อนแอและเป็นโรคได้ง่าย
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
       มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ ตลอดช่วง และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90%
- ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลง เกษตรกรควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย
- สำหรับผู้ที่เลี้ยงสัตว์ควรดูแลหลังคาโรงเรือนเลี้ยงสัตว์อย่าให้รั่วซึม เพื่อป้องกันสัตว์เปียกชื้น อ่อนแอและเป็นโรคได้ง่าย
- สำหรับผู้ที่ปลูกพืชในระยะนี้ ควรทำทางระบายน้ำออกจากแปลงปลูกเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง รวมทั้งระวังและป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา
ภาคกลาง
       ในช่วงวันที่ 18-20 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70-80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมาก บางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ส่วนในช่วงวันที่ 21-24 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งทางด้านตะวันตกของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 36-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90%
- ระยะนี้อากาศเปลี่ยนแปลง เกษตรกรควรดูแลสุขภาพของตนเองและสัตว์เลี้ยง ให้แข็งแรงเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย
- สำหรับพื้นที่การเกษตรที่อยู่ในที่ลุ่ม เกษตรกรควรทำทางระบายน้ำออกจากพื้นที่เพาะปลูก เพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง เมื่อมีฝนตกหนัก
- ส่วนผู้ที่เลี้ยงสัตว์ ควรยกพื้นคอกสัตว์ให้สูงขึ้น รวมทั้งดูแลโรงเรือนอย่าให้อับชื้น เพื่อป้องกันสัตว์เลี้ยงอ่อนแอและเป็นโรคได้ง่าย รวมทั้งระวังและป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยในสัตว์กีบ
ภาคตะวันออก
       ในช่วงวันที่ 18-20 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70-80 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ส่วนในช่วงวันที่ 21-24 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90%
- ระยะต่อไปปริมาณฝนจะเพิ่มขึ้น ชาวสวนผลไม้ควรหลีกเลี่ยงการกองสุมวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไว้ในสวน หรือกองสุมไว้บริเวณโคนต้นพืช เพื่อไม่ให้เป็นที่อาศัยหลบซ่อนของโรคและศัตรูพืช
- สำหรับสวนผลไม้ซึ่งอยู่ในที่ลุ่ม เกษตรกรควรขุดลอกคูคลองและทำทางระบายน้ำออกจากพื้นที่เพาะปลูก เพื่อป้องกันน้ำท่วมขังเมื่อมีฝนตกหนัก
- ส่วนผู้ที่เลี้ยงสัตว์น้ำควรรักษาสภาพน้ำอย่าให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เพื่อป้องกันสัตว์น้ำปรับตัวไม่ทัน อ่อนแอและเป็นโรคได้ง่าย
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)
        ฝั่งตะวันออกในช่วงวันที่ 18-20 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งทางตอนบนของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ส่วนในช่วงวันที่ 21-24 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90%
- ฝั่งตะวันออกช่วงนี้จะมีฝนกระจาย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อพืชที่อยู่ในระยะเจริญเติบโต สำหรับไม้ผลที่อยู่ในระยะแตกใบอ่อน ควรระวังและป้องกันการระบาดของศัตรูพืชจำพวกหนอนซึ่งจะกัดกินส่วนที่อ่อนของพืชทำให้ต้นทรุดโทรม
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)
       ฝั่งตะวันตก มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70-80 ของพื้นที่ ตลอดช่วง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งโดยเฉพาะในช่วงวันที่ 21-24 พ.ค. อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90%
- ฝั่งตะวันตก ระยะนี้จะมีฝนเพิ่มขึ้น กับมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
- ส่วนชาวสวนยางพาราควรดูแลสวนให้โปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อลดความชื้นภายในสวนป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา
- อนึ่งบริเวณทะเลอันดามันจะมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตรโดยเฉพาะบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองทะเลอาจมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือและชาวประมงควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ
ออกประกาศ 18 พฤษภาคม 2555 00:00 น.

พฤษภาคม 15, 2012

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรในระยะ 7 วันข้างหน้า

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรในระยะ 7 วันข้างหน้า

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรตามภาคต่าง ๆ
ระหว่าง 14 พฤษภาคม 2555 – 20 พฤษภาคม 2555
ภาคเหนือ
       -ในช่วงวันที่ 14-16 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากทางตอนบนของภาค อุณหภูมิสูงสุด 34-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ส่วนในวันที่ 17-20 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป ร้อยละ 40-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว ความเร็ว 10-30 กม./ชม.ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90%
- ในช่วงวันที่ 14-16 พ.ค.จะมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงบางแห่งส่วนมากทางตอนบนของภาค เกษตรกรควรระวังความเสียหายที่จะเกิดกับผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะไม้ผล เช่น ลิ้นจี่ อาจจะเสียหายได้
- ในช่วงวันที่ 17-20 พ.ค. จะมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยงภัยที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหล เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับพืชผลทางการเกษตร
- เนื่องจากระยะนี้สภาพอากาศแปรปรวน เกษตรกรควรดูแลสุขภาพของตนเองและสัตว์เลี้ยงให้แข็งแรง
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
-ในช่วงวันที่ 14-16 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ถึงกระจาย ร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากทางตะวันออกของภาค อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 17-20 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไปร้อยละ 40-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง อุณหภูมิสูงสุด 28-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90%
- ในช่วงวันที่ 14-16 พ.ค.จะมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงบางแห่ง เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับผลผลิตทางการเกษตรด้วย
- ส่วนในช่วงวันที่ 17-20 พ.ค. จะมีฝนเพิ่มขึ้นโดยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายเนื่องจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากด้วย – ระยะนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน เกษตรกรที่ต้องการปลูกพืชไร่ควรคลุกเมล็ดพันธุ์หรือชุบท่อนพันธุ์ด้วยสารป้องกันเชื้อราและควรเตรียมแปลงเพาะปลูก เมื่อมีความชื้นดินเพียงพอสามารถลงมือเพาะปลูกได้
ภาคกลาง
-ในช่วงวันที่ 14-16 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ อุณหภูมิสูงสุด 35-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 17-20 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆถึงกระจาย ร้อยละ 30-60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90%
- ระยะนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน เกษตรกรที่ต้องการปลูกพืชไร่ ควรเตรียมแปลงเพาะปลูกเมื่อมีความชื้นดินเพียงพอสามารถลงมือเพาะปลูกได้
- เนื่องจากในช่วงวันที่ 17-20 พ.ค. จะมีฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่ง ผู้ที่เลี้ยงสัตว์น้ำควรดูแลสภาพน้ำอย่าให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และควรจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์สำหรับกั้นขอบบ่อเอาไว้ให้พร้อม เพื่อลดความเสียหายเมื่อมีฝนตกหนัก
ภาคตะวันออก
-ในช่วงวันที่ 14-16 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆถึงกระจาย ร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ อุณหภูมิสูงสุด 32-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 17-20 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90%
- ในช่วงวันที่ 17-20 พ.ค.จะมีฝนเพิ่มขึ้น โดยจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง สำหรับไม้ผลที่อยู่ในระยะเก็บเกี่ยว ชาวสวนควรระวังและป้องกันผลผลิตเสียหายจากฝนที่ตก นอกจากนี้ควรทำทางระบายน้ำออกจากพื้นที่การเกษตรเพื่อป้องกันความเสียหายจากสภาวะดังกล่าว
- ชาวสวนยางพาราควรดูแลสภาพสวนให้โปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อลดความชื้นภายในสวนป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)
- ฝั่งตะวันออกในช่วงวันที่ 14-16 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 17-20 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90%
- เนื่องจากระยะนี้ทางภาคใต้ตอนล่างจะมีฝนตกชุกเกษตรกรควรดูแลสภาพสวนให้โปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อลดความชื้นภายในสวนป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา เช่น โรคเส้นดำและโรคใบยางร่วงลูกยางเน่าในยางพารา เป็นต้น ซึ่งมักระบาดในช่วงที่สภาพอากาศมีความชื้นสูง
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)
- ฝั่งตะวันตกในช่วงวันที่ 14-15 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 16-20 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70-80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90%
- เนื่องจากระยะนี้ทางภาคใต้ตอนล่างจะมีฝนตกชุกเกษตรกรควรดูแลสภาพสวนให้โปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อลดความชื้นภายในสวนป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา เช่น โรคเส้นดำและโรคใบยางร่วงลูกยางเน่าในยางพารา เป็นต้น ซึ่งมักระบาดในช่วงที่สภาพอากาศมีความชื้นสูง
-ในช่วงวันที่ 17-20 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง เกษตรกรควรทำทางระบายออกจากพื้นที่การเกษตร เพื่อป้องกันน้ำท่วมขังบริเวณโคนต้นพืชนาน ซึ่งจะทำให้รากขาดอากาศและตายได้
- ชาวเรือและชาวประมงบริเวณทะอันดามันควรเพิ่มความระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือในระยะนี้ด้วย
ออกประกาศ 14 พฤษภาคม 2555 00:00 น.

พฤษภาคม 11, 2012

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรในระยะ 7 วันข้างหน้า

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรในระยะ 7 วันข้างหน้า

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรตามภาคต่าง ๆ
ระหว่าง 11 พฤษภาคม 2555 – 17 พฤษภาคม 2555
ภาคเหนือ
       ในช่วงวันที่ 11-14 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ส่วนในวันที่ 15-17 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไปและมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90%
- ในช่วงวันที่ 15-17 พ.ค. จะมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยงภัยที่ราดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลได้ เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับทรัพย์สินและพืชผลทางการเกษตร
- สำหรับลิ้นจี่ที่อยู่ในระยะเก็บเกี่ยว ชาวสวนควรหมั่นสังเกต หากพบผลที่แตกหรือเน่า ควรปลิดทิ้งเพื่อป้องกันการลุกลามไปยังผลอื่น
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
       ในช่วงวันที่ 11-14 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ถึงกระจาย อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 15-17 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งอุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90%
- ระยะนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน เกษตรกรที่ต้องการปลูกพืชไร่ควรคลุกเมล็ดพันธุ์หรือชุบท่อนพันธุ์ด้วยสารป้องกันเชื้อราและควรเตรียมแปลงเพาะปลูกเมื่อมีความชื้นดินเพียงพอสามารถลงมือเพาะปลูกได้
-ในช่วงวันที่ 15-17 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง เกษตรกรควรกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงต่อไป
ภาคกลาง
       ในช่วงวันที่ 11-15 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองบางแห่งถึงเป็นแห่งๆ อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 16-17 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆถึงกระจายและมีฝนตกหนักบางแห่งโดยเฉพาะทางด้านตะวันตกของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90%
- ระยะนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน เกษตรกรที่ต้องการพืชไร่ ควรเตรียมแปลงเพาะปลูกเมื่อมีความชื้นดินเพียงพอสามารถลงมือเพาะปลูกได้
- สำหรับผู้ที่เลี้ยงสัตว์น้ำควรดูแลสภาพน้ำอย่าให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และควรจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์สำหรับกั้นขอบบ่อเอาไว้ให้พร้อม เพื่อลดความเสียหายเมื่อมีฝนตกหนัก
ภาคตะวันออก
       ในช่วงวันที่ 11-14 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆถึงกระจาย อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 15-17 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90%
- ในช่วงนี้จะมีฝนเพิ่มขึ้น ไม้ผลที่อยู่ในระยะเก็บเกี่ยว ชาวสวนควรรีบเก็บเกี่ยว และหลีกเลี่ยงการกองสุมผลที่เน่าเสียและร่วงหล่นไว้ในสวน เพราะอาจเป็นแหล่งสะสมของโรคที่เกิดจากเชื้อรา
- ชาวสวนยางพาราควรดูแลสภาพสวนให้โปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อลดความชื้นภายในสวนป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)
       - ฝั่งตะวันออก ในช่วงวันที่ 11-15 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆถึงกระจาย อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ส่วนในช่วงวันที่ 16-17 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจายและมีฝนตกหนักบางแห่งส่วนมากทางตอนบนของภาค ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90%
- ฝั่งตะวันตก ในช่วงวันที่ 11-14 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจายอุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 15-17 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 80-90%
- เนื่องจากระยะนี้ทางภาคใต้ตอนล่างจะมีฝนตกชุกชาวสวนผลไม้ควรดูแลสภาพสวนให้โปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อลดความชื้นภายในสวนป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา ซึ่งมักระบาดในช่วงที่มีความชื้นสูง
-ในช่วงวันที่ 15-17 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป และมีฝนตกหนักบางแห่ง เกษตรกรควรทำทางระบายเพื่อป้องกันน้ำท่วมขังเวลาฝนตกหนัก
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)
       คำพยากรณ์ได้ให้ไว้ในภาคใต้ฝั่งตะวันออกแล้ว
ออกประกาศ 11 พฤษภาคม 2555 00:00 น.

พฤษภาคม 8, 2012

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรในระยะ 7 วันข้างหน้า

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรในระยะ 7 วันข้างหน้า

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรตามภาคต่าง ๆ
ระหว่าง 07 พฤษภาคม 2555 – 13 พฤษภาคม 2555
ภาคเหนือ
       ในช่วงวันที่ 7-8 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 27-33 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 9-13 พ.ค. อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ถึงกระจาย กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 70-80%
- ในช่วงวันที่ 7-8 พ.ค. จะยังคงมีฝนตกชุก โดยเฉพาะทางด้านตะวันตกของภาค ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับทรัพย์สินและพืชผลทางการเกษตร
- สำหรับลิ้นจี่ที่อยู่ในระยะเก็บเกี่ยว ชาวสวนควรหมั่นสังเกต หากพบผลที่แตกหรือเน่า ควรปลิดทิ้งเพื่อป้องกันการลุกลามไปยังผลอื่น
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
       ในช่วงวันที่ 7-8 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 9-13 พ.ค. อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ถึงกระจาย กับมีลมกระโชกแรง บางแห่ง ส่วนมากทางตอนล่างของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 70-80%
- ระยะนี้เป็นช่วงเปลี่ยนฤดูกาล สภาพอากาศแปรปรวน เกษตรกรจึงควรดูแลสุขภาพของตนเองและสัตว์เลี้ยงให้แข็งแรง เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย เพราะร่างกายอาจปรับตัวไม่ทัน
- เนื่องจากระยะต่อไปจะเข้าสู่ฤดูฝน พื้นที่การเกษตรที่อยู่นอกเขตชลประทาน เกษตรกรควรเตรียมดินและเมล็ดพันธุ์พืชเอาไว้ปลูกในช่วงที่มีปริมาณฝนเพียงพอ
ภาคกลาง
       ในช่วงวันที่ 7-8 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป และมีฝนตกหนักบางแห่งทางด้านตะวันตกของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ส่วนในวันที่ 9-13 พ.ค. อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 70-80%
- ในช่วงนี้เป็นช่วงปลายฤดูร้อน สภาพอากาศแปรปรวน เกษตรกรควรดูแลอุณหภูมิในโรงเรือนอย่าให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เพราะจะทำให้สัตว์เลี้ยงปรับตัวไม่ทันจนอ่อนแอ และเป็นโรคได้ง่าย
- เกษตรกรบริเวณด้านตะวันตกของภาคที่ต้องการปลูกพืชไร่ควรเตรียมดินและจัดทำร่องระบายน้ำในแปลงปลูกเพื่อช่วยระบายน้ำเมื่อมีฝนตกหนักติดต่อกัน
ภาคตะวันออก
       ในช่วงวันที่ 7-8 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป กับมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 9-13 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ถึงกระจาย อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 70-80%
- ในช่วงนี้จะเริ่มมีฝนเพิ่มขึ้น ไม้ผลที่อยู่ในระยะเก็บเกี่ยว ชาวสวนควรระวังและป้องกันผลเน่า รวมทั้งหลีกเลี่ยงการกองสุมผลที่เน่าเสียและร่วงหล่นไว้ในสวน เพราะอาจเป็นแหล่งสะสมของโรคที่เกิดจากเชื้อรา
- สำหรับเกษตรกรที่อยู่นอกเขตชลประทาน ควรตรวจซ่อมบ่อกักเก็บน้ำให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี เพื่อรองรับน้ำฝนที่จะตกลงมาในระยะต่อไป
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)
       - ฝั่งตะวันออกในช่วงวันที่ 7-8 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 9-13 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจาย อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 75-85%
- ฝั่งตะวันตกในช่วงวันที่ 7-9 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ส่วนในวันที่ 10-13 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 75-90%
- พื้นที่การเกษตรโดยเฉพาะทางฝั่งตะวันตก เกษตรกรควรจัดเตรียมการระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันน้ำท่วมขังเมื่อมีฝนตกหนักในฤดูฝนที่จะมาถึง
- ในช่วงวันที่ 7-8 พ.ค. ทะเลอันดามันจะมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ชาวเรือและชาวประมงควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)
       คำพยากรณ์ รวมอยู่ในส่วนของ ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก)แล้ว
ออกประกาศ 07 พฤษภาคม 2555 00:00 น.

พฤษภาคม 5, 2012

พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตรรายปักษ์

พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตรรายปักษ์

พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตรปักษ์แรก เดือนพฤษภาคม 2555
ระหว่างวันที่ 1 – 15 พฤษภาคม 2555
สภาวะอากาศ      ครึ่งแรกเดือนนี้เป็นช่วงที่เปลี่ยนจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝน ลักษณะอากาศจะแปรปรวน โดยประเทศไทยตอนบนจะยังคงมีอากาศร้อนอบอ้าวเกือบทั่วไป สลับกับจะมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ ส่วนภาคใต้จะมีฝนฟ้าคะนองกระจายกับมีฝนหนักถึงหนักมากบางพื้นที่โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันตกของภาค
คำเตือน      ช่วงนี้ อาจมีหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงก่อตัวขึ้นบริเวณทะเลอันดามัน ซึ่งอาจทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายไซโคลน และมีแนวโน้มการเคลื่อนตัวทางเหนือค่อนไปทางตะวันออกเข้าใกล้ด้านตะวันตกของประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้มีฝนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งคลื่นลมในทะเลจะมีกำลังแรงขึ้นขอให้ติดตามข่าวอากาศประจำวันจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดต่อไปด้วย
ผลกระทบทางการเกษตร      ระยะนี้บริเวณประเทศไทยบางพื้นที่จะมีพายุฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรงและมีลูกเห็บตกเกิดขึ้นได้ เกษตรกรควรดูแลสิ่งปลูกสร้างให้แข็งแรงเพื่อป้องกันความเสียหายจากลมกระโชกแรง สำหรับผู้ที่ต้องการปลูกพืชในช่วงต้นฤดูฝนควรรอให้มีฝนสม่ำเสมอแล้วจึงค่อยลงมือปลูกเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะต่อไป

พืชไร่ 
ผู้ที่ต้องการปลูกพืชในระยะนี้ควรเตรียมแปลงดินรอให้มีฝนสม่ำเสมอแล้วจึงค่อยลงมือปลูกและเตรียมทำทางระบายน้ำออกจากพื้นที่การเกษตร เนื่องจากระยะต่อไปจะมีฝนเพิ่มขึ้น

สัตว์น้ำ ในช่วงนี้ เกษตรกรควรดูแลสภาพน้ำในบ่อเลี้ยงอย่าให้เปลี่ยนแปลงกะทันหัน เพราะอาจทำให้สัตว์น้ำปรับตัวไม่ทัน ส่งผลให้สัตว์น้ำอ่อนแอและเป็นโรคได้ง่าย

ไม้ผล ระยะนี้ ชาวสวนควรดูแลบริเวณพื้นที่เพาะปลูกให้โล่งเตียน และไม่ควรกองสุมวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยเฉพาะเปลือกและผลที่เน่าเสียร่วงหล่นของผลไม้ ไว้ในสวน เพราะจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ ของโรค และแมลงศัตรูพืช โดยเฉพาะโรคจำพวกเชื้อรา ซึ่งมักระบาดในช่วงอากาศชื้น และจัดทำค้ำยันเพื่อป้องกันการฉีกหักเมื่อมีลมกระโชกแรง

ออกประกาศ 04 พฤษภาคม 2555

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรในระยะ 7 วันข้างหน้า

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรในระยะ 7 วันข้างหน้า

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรตามภาคต่าง ๆ
ระหว่าง 04 พฤษภาคม 2555 – 10 พฤษภาคม 2555
ภาคเหนือ
       ในวันที่ 4 พ.ค. อากาศร้อนถึงร้อนจัดกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 36-40 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 5-9 พ.ค. อากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ถึงกระจาย ร้อยละ 30-60 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักและลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากทางด้านตะวันตกของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.ความชื้นสัมพัทธ์ 65-75% – ช่วงนี้อากาศร้อน ผู้ที่เลี้ยงสัตว์ควรจัดหาน้ำดื่มที่สะอาดให้กับสัตว์เลี้ยงอย่างเพียงพอ ดูแลโรงเรือนให้อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อป้องกันสัตว์เครียด และเจ็บป่วยได้ง่าย – ระยะนี้จะมีลมกระโชกแรงเกิดขึ้นบางแห่ง เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับอาคารบ้านเรือน โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ และผลผลิตทางการเกษตร นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรงต่างๆด้วย – สำหรับในช่วงวันที่ 5-9 พ.ค. จะมีฝนเพิ่มขึ้นซึ่งจะเป็นผลดีกับพืชที่กำลังเจริญเติบโต นอกจากนี้เกษตรกรควรกักเก็บน้ำฝนเพื่อไว้ใช้ในระยะต่อไป
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
       ในวันที่ 4 พ.ค. อากาศร้อนถึงร้อนจัดกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่งส่วนมากทางตอนล่างของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 36-39 องศาเซลเซียส ลมตะวันตก ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ในช่วงวันที่ 5-9 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆถึงกระจาย ร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.ความชื้นสัมพัทธ์ 70-80% – ในช่วงนี้จะมีลมกระโชกแรงเกิดขึ้นบางแห่ง เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับอาคารบ้านเรือน โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ และผลผลิตทางการเกษตร นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรงต่างๆด้วย -ในช่วงวันที่ 5-9 พ.ค. จะมีฝนเพิ่มขึ้น ทำให้คลายความร้อนอบอ้าวลง และเป็นผลดีกับพืชที่ขาดน้ำในระยะที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังช่วยลดการระบาดของศัตรูพืชจำพวกเพลี้ยชนิดต่างๆ ในพืชไร่
ภาคกลาง
       ในวันที่ 4 พ.ค. อากาศร้อนถึงร้อนจัดกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 38-40 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 5-9 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆถึงกระจาย ร้อยละ 30-60 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักและลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากทางด้านตะวันตกและตอนล่างของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.ความชื้นสัมพัทธ์ 70-80% – ระยะนี้จะมีฝนฟ้าคะนอง กับมีลมกระโชกแรงได้บางพื้นที่ เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับอาคารบ้านเรือน และสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง รวมทั้งพืชผลทางการเกษตรนอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรงต่างๆด้วย – ในช่วงวันที่ 5-9 พ.ค. จะมีฝนเพิ่มขึ้น จะส่งผลดีต่อพืชไร่และผักชนิดต่างๆที่กำลังเจริญเติบโต และช่วยลดการระบาดของเพลี้ยชนิดต่าง ๆลงได้ อย่างไรก็ตามเกษตรกรควรกักเก็บน้ำฝนเพื่อไว้ใช้ในระยะต่อไป
ภาคตะวันออก
       ในช่วงวันที่ 4 พ.ค. อากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงและฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-39 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 5-9 พ.ค. ทางตอนบนของภาคมีอากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่กับมีมีฝนตกหนักถึงหนักมากและลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 70-80% – ในช่วงนี้จะมีลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้ เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับ ไม้ผลที่กำลังให้ผลผลิต โดยควรเพิ่มความแข็งแรงให้กับวัสดุที่ใช้ผูกยึดหรือค้ำยันกิ่งและลำต้นของไม้ผล – ในช่วงวันที่ 5-9 พ.ค.จะมีฝนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีกับพืชที่กำลังเจริญเติบโต และไม้ผลที่กำลังให้ผลผลิตซึ่งต้องการน้ำมาก สำหรับบริเวณที่มีฝนตกหนัก เกษตรกรควรกักเก็บน้ำไว้ใช้ในระยะต่อไป
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)
       - ฝั่งตะวันออกในวันที่ 4 พ.ค. ทางตอนบนของภาคอากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆถึงกระจาย ร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ส่วนในช่วงวันที่ 5-9 พ.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป ร้อยละ 40-70 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 75-85% – ฝั่งตะวันออก ฝนที่ตกในช่วงนี้จะส่งผลดีต่อไม้ผลและ พืชผักชนิดต่างๆที่กำลังเจริญเติบโต และช่วยลดการระบาดของเพลี้ยชนิดต่าง ๆลงได้ อย่างไรก็ตามเกษตรกรควรระวังอันตรายจากหนอนชนิดต่าง ๆ ที่เข้าทำลายกัดกินส่วนที่อ่อนของพืช ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลง
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)
       - ฝั่งตะวันตกมีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป ร้อยละ 60-80 ของพื้นที่ ตลอดช่วง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 4-8 พ.ค. อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 75-90% – ฝั่งตะวันตกระยะนี้จะมีฝนตกชุก และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง เกษตรกรควรระวังและป้องกันการเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่เพาะปลูก โดยจัดทำทางระบายน้ำ รวมทั้งขุดลอกคูคลองอย่าให้ตื้นเขิน
ออกประกาศ 04 พฤษภาคม 2555 00:00 น.

เมษายน 27, 2012

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรในระยะ 7 วันข้างหน้า

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรในระยะ 7 วันข้างหน้า

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรตามภาคต่าง ๆ
ระหว่าง 27 เมษายน 2555 – 03 พฤษภาคม 2555
ภาคเหนือ
       ในช่วงวันที่ 27-28 เม.ย. อากาศร้อนถึงร้อนจัดกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ กับมีลมกระโชกแรงและลูกเห็บตกบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 37-42 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 29 เม.ย.-3 พ.ค. อากาศร้อนถึงร้อนจัดกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากทางตอนล่างของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 24-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 38-41 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 60-70%
- ในช่วงนี้จะมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและลูกเห็บตกบางพื้นที่ เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับอาคารบ้านเรือน โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ และผลผลิตทางการเกษตร นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรงต่างๆด้วย
- ช่วงนี้อากาศร้อนจัด ผู้ที่เลี้ยงสัตว์ควรจัดหาน้ำดื่มที่สะอาดให้กับสัตว์เลี้ยงอย่างเพียงพอ ดูแลโรงเรือนให้อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อป้องกันสัตว์เครียด และเจ็บป่วยได้ง่าย
- สภาพอากาศร้อนจัดน้ำระเหยมาก เกษตรกรที่ปลูกไม้ผลควรคลุมดินบริเวณโคนต้นพืชด้วยวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และให้น้ำแก่พืชอย่างเพียงพอ สำหรับพืชไร่และนาข้าวควรระวังการระบาดของเพลี้ยและแมลงปากดูดที่จะกัดกินน้ำเลี้ยงของต้นพืช
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
       ในช่วงวันที่ 27-28 เม.ย. อากาศร้อนถึงร้อนจัดกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ถึงกระจาย กับมีลมกระโชกแรงและลูกเห็บตกบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 29 เม.ย.- 3 พ.ค. อากาศร้อนถึงร้อนจัดกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ กับมีลมกระโชกแรง บางแห่งส่วนมากทางด้านตะวันออกและตอนล่างของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 24-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 36-40 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 70-80%
- ช่วงนี้อากาศร้อนจัด ผู้ที่เลี้ยงสัตว์ควรจัดหาน้ำดื่มที่สะอาดให้กับสัตว์เลี้ยงอย่างเพียงพอ ดูแลโรงเรือนให้อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อป้องกันสัตว์เครียด และเจ็บป่วยได้ง่าย
- ในช่วงนี้จะมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและมีลูกเห็บตกบางแห่ง เกษตรกรควรระวังความเสียหายที่จะเกิดกับอาคารบ้านเรือน ผลผลิตทางการเกษตร และโรงเรือนเลี้ยงสัตว์จากสภาพดังกล่าวด้วย
ภาคกลาง
       ในช่วงวันที่ 27-29 เม.ย. อากาศร้อนถึงร้อนจัดกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนองบางแห่งถึงเป็นแห่งๆ กับมีลมกระโชกแรงและลูกเห็บตกบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 37-41 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 30 เม.ย.-3 พ.ค. อากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่งส่วนมากทางด้านตะวันตกของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 36-39 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 65-75%
- ในช่วงนี้มีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและลูกเห็บตกบางพื้นที่ เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับอาคารบ้านเรือน โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ และผลผลิตทางการเกษตร
- ผู้ที่เลี้ยงสัตว์น้ำควรดูแลจำนวนสัตว์น้ำที่เลี้ยงให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำ หากหนาแน่นเกินไปจะทำให้สัตว์น้ำเครียด อ่อนแอ และเป็นโรคได้ง่าย นอกจากนี้ควรให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะเพื่อป้องกันน้ำเน่าเสีย
ภาคตะวันออก
       ในช่วงวันที่ 27-28 เม.ย. อากาศร้อนถึงร้อนจัดกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆถึงกระจาย กับมีลมกระโชกแรงและมีลูกเห็บตกบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 26-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-40 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 29 เม.ย.-3 พ.ค. ทางตอนบนของภาคมีอากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองกระจาย กับมีลมกระโชกแรงและมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-39 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 70-80%
- ในช่วงนี้จะมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและลูกเห็บตกบางพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับ ไม้ผลที่กำลังให้ผลผลิต เช่น เงาะ ทุเรียน และมังคุด โดยควรเพิ่มความแข็งแรงให้กับวัสดุที่ใช้ผูกยึดหรือค้ำยันกิ่งและลำต้นของไม้ผล หรือเก็บผลผลิตที่แก่ดีแล้วเพื่อป้องกันความเสียหายหรือคุณภาพลดลง
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)
       - ฝั่งตะวันออกทางตอนบนของภาคอากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวใน ตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ตลอดช่วง อุณหภูมิต่ำสุด 23-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.ความชื้นสัมพัทธ์ 75-85%
- ฝั่งตะวันตกมีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ตลอดช่วง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 29 เม.ย.-3 พ.ค. อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 75-90%
เนื่องจากช่วงนี้ทางตอนล่างของภาคอากาศชื้นและมีฝนเกือบทั่วไป ชาวสวนยางพาราและสวนผลไม้ควรดูแลบริเวณสวนให้โล่งเตียน เพื่อลดความชื้นภายในสวน ป้องกันการระบาดของโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา และบางพื้นที่มีฝนหนักถึงหนักมาก เกษตรกรควรขุดลอกและทำทางระบายเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)
       คำพยากรณ์ให้ไว้ในภาคใต้ฝั่งตะวันออก
ออกประกาศ 27 เมษายน 2555 00:00 น.

เมษายน 19, 2012

พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตรรายปักษ์

พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตรรายปักษ์

พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตรปักษ์หลัง เดือนเมษายน 2555
ระหว่างวันที่ 16 – 30 เมษายน 2555
สภาวะอากาศ      ในระยะครึ่งหลังของเดือนเมษายนหย่อมความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมบริเวณประเทศไทยตอนบนในบางช่วง ประกอบกับมีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมประเทศไทยและอ่าวไทย ลักษณะดังกล่าวทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนอบอ้าวโดยทั่วไป กับมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดบางพื้นที่ โดยมีอุณหภูมิสูงสุด 40 -42° ซ. กับจะมีพายุฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง รวมทั้งอาจมีลูกเห็บตกในบางพื้นที่ สำหรับภาคใต้ปริมาณและการกระจายของฝนจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะทางภาคใต้ฝั่งตะวันตก ส่วนบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันจะมีคลื่นสูง 1-2 เมตร
คำเตือน      ในระยะครึ่งหลังของเดือนนี้มักจะเกิดพายุฤดูร้อนขึ้นได้ โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และอาจมีลูกเห็บตก เกษตรกรจึงควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายจากสภาวะดังกล่าว อนึ่ง ในระยะนี้อาจมีหย่อมความกดอากาศต่ำก่อตัวในบริเวณทะเลอันดามัน และทวีความรุนแรงขึ้นเป็นพายุไซโคลน โดยมีแนวโน้มการเคลื่อนตัวทางทิศเหนือ ค่อนไปทางตะวันออก และเข้าใกล้ด้านตะวันตกของประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต้มีฝนเพิ่มมากขึ้น เกษตรกรจึงควรติดตามสภาวะอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด
ผลกระทบทางการเกษตร      ระยะนี้อากาศแห้ง เกษตรกรควรระวังและป้องกันการเกิดอัคคีภัยและไฟป่า โดยดับไฟให้สนิททุกครั้งหลังจากจุดไฟเพื่อใช้งานเสร็จแล้ว และควรทำแนวกันไฟรอบพื้นที่เพาะปลูกและอาคารบ้านเรือน สำหรับในบางช่วงอาจมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง เกษตรกรควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง ต้นไม้ใหญ่และป้ายโฆษณาสูงๆขณะลมแรง สำหรับสภาพอากาศที่ร้อนทำให้เชื้อโรคบางชนิดเจริญเติบโตได้ดี ดังนั้นจึงควรระวังและป้องกันโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารไว้ด้วย ส่วนพื้นที่การเกษตรที่อยู่นอกเขตชลประทาน เกษตรกรควรใช้น้ำที่เก็บกักไว้อย่างประหยัดและวางแผนการใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพ เพื่อจะได้มีน้ำใช้ในช่วงแล้ง

สัตว์น้ำ ระยะนี้ปริมาณน้ำระเหยมีมาก เกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อเลี้ยงควรดูแลปริมาณน้ำให้เหมาะสมกับจำนวนสัตว์น้ำที่เลี้ยง หากขาดความสมดุลจะทำให้สัตว์น้ำอ่อนแอและเป็นโรคได้ง่าย สำหรับในบางช่วงอาจมีฝนฟ้าคะนอง เกษตรกรควรรักษาสภาพน้ำอย่าให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เพราะจะทำให้สัตว์น้ำปรับตัวไม่ทัน

พืชไร่ แม้ระยะนี้จะมีฝนตกแต่ปริมาณยังไม่เพียงพอ เกษตรกรที่ต้องการปลูกพืชควรรอให้มีฝนตกสม่ำเสมอ หรือความชื้นในดินมีเพียงพอแล้วค่อยลงมือปลูก เพื่อลดความเสี่ยงในการขาดแคลนน้ำของพืชในระยะเจริญเติบโต

ไม้ผล สำหรับในบางช่วงอาจมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง ชาวสวนผลไม้ควรตรวจสอบวัสดุอุปกรณ์ ที่ผูกยึดและค้ำยันกิ่งและลำต้นของไม้ผลให้อยู่ในสภาพมั่นคงและแข็งแรง เพื่อป้องกันกิ่งฉีกหัก และต้นโค่นล้ม เมื่อมีลมแรง

ออกประกาศ 17 เมษายน 2555

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรในระยะ 7 วันข้างหน้า

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรในระยะ 7 วันข้างหน้า

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรตามภาคต่าง ๆ
ระหว่าง 18 เมษายน 2555 – 24 เมษายน 2555
ภาคเหนือ
- อากาศร้อนถึงร้อนจัด กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 37-42 องศาเซลเซียส ในช่วงวันที่ 18-21 เม.ย. มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากทางตอนล่างของภาคในช่วงวันที่ 22-24 เม.ย. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ และลมกระโชกแรงกับมีลูกเห็บบางแห่ง ลมตะวันตก ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 60-70%
- ช่วงนี้มีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ผู้ที่เลี้ยงสัตว์น้ำควรควบคุมปริมาณน้ำให้เหมาะสม และลดปริมาณการให้อาหาร โดยเฉพาะอาหารสด เพื่อป้องกันน้ำในบ่อเน่าเสีย
- ฝนที่ตกในช่วงนี้จะเป็นฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงเกิดขึ้นด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายได้ เกษตรกรควรระวัง ส่วนฝนที่ตกยังมีปริมาณไม่มาก เกษตรกรควรจัดหาน้ำเพิ่มเติมแก่พืชในตอนเช้าหรือเย็น ช่วงที่อากาศไม่ร้อนจนเกินไปและหมั่นสำรวจแปลงปลูก หากพบศัตรูพืชเข้าทำลาย โดยเฉพาะเพลี้ยชนิดต่าง ๆ ให้รีบป้องกันกำจัด
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- อากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-39 องศาเซลเซียส ในช่วงวันที่ 18-20 เม.ย. มีฝนฟ้าคะนองบางแห่งถึงเป็นแห่งๆ ร้อยละ 10-20 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง บางแห่ง ส่วนมากทางตอนล่างของภาคในช่วงวันที่ 21-24 เม.ย. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ถึงกระจาย ร้อยละ 30-60 ของพื้นที่ และลมกระโชกแรงกับมีลูกเห็บบางแห่ง ลมตะวันออก เฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.ความชื้นสัมพัทธ์ 70-80%
- ช่วงนี้จะมีอากาศร้อนกับมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้ เกษตรกรควรระวังอันตรายจากสภาวะดังกล่าว ตรวจซ่อมสิ่งปลูกสร้าง ให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง และไม่อยู่ในที่โล่งแจ้ง ตลอดจนหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ป้ายโฆษณาสูงๆ ขณะมีฝนฟ้าคะนองและลมแรง
- ฝนที่ตกในช่วงนี้ จะช่วยลดการระบาดของเพลี้ยชนิดต่าง ๆ ลงได้ นอกจากนี้เกษตรกรควรกักเก็บน้ำฝนเพื่อไว้ใช้ในช่วงแล้งด้วย
ภาคกลาง
- อากาศร้อนถึงร้อนจัดกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 37-40 องศาเซลเซียส ในช่วงวันที่ 18-21 เม.ย. มีฝนฟ้าคะนอง บางแห่งถึงเป็นแห่งๆ ร้อยละ 10-20 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากทางตอนล่างของภาคในช่วงวันที่ 22-24 เม.ย. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ และลมกระโชกแรงกับมีลูกเห็บบางแห่ง ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.ความชื้นสัมพัทธ์ 65-75%
- ช่วงนี้จะมีอากาศร้อนกับมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเกิดขึ้นส่วนมากทางตอนล่างของภาค เกษตรกรควรระวังอันตรายจากสภาวะดังกล่าว
- สำหรับบริเวณที่มีอากาศร้อนและแสงแดดจัด เกษตรกรที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งควรสวมเสื้อแขนยาว เพื่อป้องกันอันตรายจากแสงแดด และไม่ควรอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน เพราะร่างกายจะเสียเหงื่อมากอาจเกิดภาวะขาดน้ำได้ นอกจากนี้ควรจัดหาน้ำดื่มให้แก่สัตว์เลี้ยงอย่างเพียงพอด้วย
ภาคตะวันออก
- ทางตอนบนของภาคอากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน อุณหภูมิต่ำสุด 23-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-39 องศาเซลเซียส ในช่วงวันที่ 18-20 เม.ย. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ และลมกระโชกแรงกับมีลูกเห็บบางแห่งในช่วงวันที่ 21-24 เม.ย. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ถึงกระจาย ร้อยละ 30-60 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ความชื้นสัมพัทธ์ 70-80%
- ช่วงนี้จะมีอากาศร้อนกับมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้ เกษตรกรควรระวังอันตรายจากสภาวะดังกล่าว ส่วนไม้ผลที่กำลังให้ผลผลิต อาจผูกยึดและค้ำยันกิ่งและลำต้นของไม้ผลที่ให้ผลผลิตมากให้แข็งแรง เพื่อป้องกันกิ่งฉีกหัก และต้นโค่นล้ม เมื่อมีลมแรง
- สำหรับฝนที่ตกในช่วงนี้จะส่งผลดีต่อพืชไร่และผักชนิดต่างๆที่กำลังเจริญเติบโต และช่วยลดการระบาดของเพลี้ยชนิดต่าง ๆลงได้ อย่างไรก็ตามเกษตรกรควรกักเก็บน้ำฝนเพื่อไว้ใช้ในช่วงแล้งด้วย
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)
- ทางตอนบนของภาคอากาศร้อน โดยมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ ตลอดช่วง อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ส่วนบริเวณฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ความชื้นสัมพัทธ์ 75-85%
- ช่วงนี้มีอากาศร้อนกับมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้ เกษตรกรควรระวังอันตรายจากสภาวะดังกล่าว ตรวจซ่อมสิ่งปลูกสร้างให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง ขณะมีฝนฟ้าคะนองและลมแรง เพราะอาจมีเศษวัสดุปลิวมาตกใส่
- ฝนที่ตกช่วงนี้ทำให้สภาพอากาศชื้นอาจทำให้มีหนอนชนิดต่าง ๆ เข้าทำลายกัดกินส่วนที่อ่อนของพืช ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลง
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)
- มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป ร้อยละ 40-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งตลอดช่วง อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 1 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ความชื้นสัมพัทธ์ 75-90%
- ช่วงนี้จะมีฝนเพิ่มมากขึ้น เกษตรกรควรระวังและป้องกันการเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่เพาะปลูก โดยจัดทำทางระบายน้ำ รวมทั้งขุดลอกคูคลองอย่าให้ตื้นเขิน
- สำหรับชาวสวนยางไม่ควรกรีดยางในวันที่มีฝนตก เพราะจะทำให้น้ำยางที่ได้เสียหาย
ออกประกาศ 18 เมษายน 2555 00:00 น.

เมษายน 13, 2012

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรในระยะ 7 วันข้างหน้า

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรในระยะ 7 วันข้างหน้า

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรตามภาคต่าง ๆ
ระหว่าง 11 เมษายน 2555 – 17 เมษายน 2555
ภาคเหนือ
       ในช่วงวันที่ 11-13 เม.ย. อากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งถึงเป็นแห่งๆ ร้อยละ 10-20 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 20-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 14-17 เม.ย. อากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 19-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-37 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 70-75%
- ระยะนี้อาจมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง เกษตรกรควรตรวจสอบสภาพวัสดุอุปกรณ์ที่ผูกยึดและค้ำยัน กิ่งและลำต้นของไม้ผลให้อยู่ในสภาพความมั่นคงแข็งแรง
- ในช่วงนี้แม้ว่าจะมีฝนตก แต่ปริมาณไม่มาก เกษตรกร ที่ต้องการปลูกพืชรุ่นใหม่ควรรอให้มีฝนตกสม่ำเสมอหรือความชื้นในดินมีเพียงพอ แล้วค่อยลงมือปลูก เพื่อลดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำของพืชในระยะเจริญเติบโต
- สำหรับพื้นที่การเกษตรที่อยู่นอกเขตชลประทานเกษตรกรควรใช้น้ำที่เก็บกักไว้อย่างประหยัด และวางแผนการใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพ เพื่อจะได้มีน้ำใช้ในช่วงที่มีฝนน้อย
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
       ในช่วงวันที่ 11-12 เม.ย. อากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 13-17 เม.ย. อากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 70-75%
- ในช่วงที่ในช่วงวันที่ 13-17 เม.ย.จะมีฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง ผลผลิตทางการเกษตรที่แก่ดีแล้ว เกษตรกรควรรีบเก็บเกี่ยว และไม่ควรตากทิ้งไว้กลางแจ้ง รวมทั้งเกษตรกรควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สิ่งปลูกสร้าง ที่ไม่แข็งแรง ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาสูงๆ ส่วนผู้ที่เลี้ยงสัตว์ไม่ควรปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่ในที่โล่ง ขณะฝนฟ้าคะนอง
- เนื่องจากระยะนี้อุณหภูมิสูงสุดและต่ำสุดแตกต่างกันมาก เกษตรกรควรดูแลรักษาสุขภาพของตนเองและสัตว์เลี้ยงให้แข็งแรง เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยหากร่างกายปรับตัวไม่ทัน
ภาคกลาง
       ในช่วงวันที่ 11-13 เม.ย. อากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งถึงเป็นแห่งๆ ร้อยละ 10-20 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-38 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 14-17 เม.ย. อากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆถึงกระจาย ร้อยละ 20-40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 70-75%
- ในช่วงวันที่ 13-17 เม.ย. จะมีฝนฟ้าคะนองและ ลมกระโชกแรง เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายจากสภาวะดังกล่าว โดยไม่ควรอยู่ในที่โล่งแจ้งขณะฝนฟ้าคะนอง รวมทั้งซ่อมแซมโรงเรือนสำหรับการเกษตรให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง
- สำหรับอากาศที่ร้อน เกษตรกรควรลดอุณหภูมิภายในโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ โดยฉีดน้ำบริเวณหลังคาโรงเรือน หรือเพิ่มความชื้นในโรงเรือนโดยนำวัสดุอุ้มน้ำชุบน้ำแล้วนำไปไว้ในโรงเรือน รวมทั้งจัดหาน้ำกินให้แก่สัตว์เลี้ยงอย่างเพียงพอ
ภาคตะวันออก
       ในช่วงวันที่ 11-12 เม.ย. อากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวทางตอนบนของภาค โดยมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆถึงกระจาย ร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 13-17 เม.ย. มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงและมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 70-80%
- สำหรับบางช่วงจะมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง เกษตรกรควรผูกยึดและค้ำยันกิ่งและลำต้นของไม้ผลให้แข็งแรง เพื่อป้องกันกิ่งฉีกหักต้นโค่นล้ม เมื่อมีลมแรง
- ระยะนี้บางพื้นที่จะมีฝนตก แต่ปริมาณและการกระจายยังไม่เพียงพอ และสม่ำเสมอ เกษตรกรที่ต้องการปลูกพืชควรรอให้ดินมีความชื้นเพียงพอ และมีฝนตกสม่ำเสมอแล้วค่อยลงมือปลูก เพื่อป้องกันการขาดแคลนน้ำของพืชในระยะเจริญเติบโต
- ส่วนไม้ผลที่อยู่ในระยะเจริญเติบโตทางผล เกษตรกรควรเก็บกวาดผลที่ร่วงหล่นไปกำจัดให้ถูกวิธี เพื่อเป็นการตัดวงจรของโรคและศัตรูพืช
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)
       ในช่วงวันที่ 11-12 เม.ย. มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 13-17 เม.ย. มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 70-85%
- ฝนที่ตกจะเป็นผลดีกับไม้ผลที่อยู่ในระยะออกดอก และพืชที่กำลังเจริญเติบโต แต่ควรระวังและป้องกันการระบาดของศัตรูพืชจำพวกหนอน ซึ่งจะกัดกินส่วนที่อ่อนของพืช ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลง
- ส่วนบริเวณที่มีฝนตกหนัก ชาวสวนควรดูแลบริเวณสวนให้โปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อลดความชื้นภายในสวนป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา ซึ่งอาจจะระบาดต่อเนื่องไปถึงในหน้าฝน และจะป้องกันรักษายาก
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)
       ในช่วงวันที่ 11-12 เม.ย. มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 13-17 เม.ย. มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 70-85%
- ระยะนี้ภาคใต้ฝั่งตะวันตกจะมีปริมาณและการกระจายของฝนจะเริ่มเพิ่มมากขึ้น เกษตรกรควรเตรียมทำทางระบายน้ำออกจากพื้นที่เพาะปลูก เพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในพื้นที่เพาะปลูกเมื่อมีฝนตกหนักในระยะต่อไป
- ฝนที่ตกจะเป็นผลดีกับไม้ผลที่อยู่ในระยะออกดอก และพืชที่กำลังเจริญเติบโต แต่ควรระวังและป้องกันการระบาดของศัตรูพืชจำพวกหนอน ซึ่งจะกัดกินส่วนที่อ่อนของพืช ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลง
- ส่วนบริเวณที่มีฝนตกหนัก ชาวสวนควรดูแลบริเวณสวนให้โปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อลดความชื้นภายในสวนป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา ซึ่งอาจจะระบาดต่อเนื่องไปถึงในหน้าฝน และจะป้องกันรักษายาก
ออกประกาศ 11 เมษายน 2555 00:00 น.

เมษายน 4, 2012

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรในระยะ 7 วันข้างหน้า

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรในระยะ 7 วันข้างหน้า

ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรตามภาคต่าง ๆ
ระหว่าง 04 เมษายน 2555 – 10 เมษายน 2555
ภาคเหนือ
- ในช่วงวันที่ 4, 8-10 เม.ย. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆถึงกระจาย ร้อยละ 20-40 ของพื้นที่กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 20-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ส่วนในช่วงวันที่ 5- 7 เม.ย. มีพายุฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆถึงกระจาย ร้อยละ 30-60 ของพื้นที่กับมีลมกระโชกแรงและลูกเห็บตกบางแห่ง ลมตะวันตก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.ความชื้นสัมพัทธ์ 70-75%
- ในช่วงนี้จะมีฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงและมีลูกเห็บตกบางแห่ง เกษตรกรควรระวังอันตราย โดยไม่อยู่กลางแจ้งขณะเกิดพายุลมแรง เพราะอาจมีเศษวัสดุปลิวมาตกใส่ นอกจากนี้ควรตรวจซ่อมสิ่งปลูกสร้างให้แข็งแรง พร้อมทั้งผูกยึดหรือค้ำยันกิ่งและลำต้นของไม้ผลที่กำลังให้ผลผลิต ให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง เพื่อป้องกันและลดความเสียหายจากสภาวะดังกล่าว
- สำหรับฝนที่ตกในระยะนี้ เกษตรกรไม่ควรนำผลผลิตที่เก็บเกี่ยวมาแล้วออกตาก และควรกักเก็บน้ำฝนไว้เพื่อใช้ในช่วงแล้งในระยะต่อไป
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- ในช่วงวันที่ 4, 7-8 เม.ย. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ถึงกระจาย ร้อยละ 30-60 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่งส่วนมากทางด้านตะวันออกและตอนล่างของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 21-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ส่วนในช่วงวันที่ 5- 6, 9-10 เม.ย. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ถึงกระจาย ร้อยละ 30-40 ของพื้นที่กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.ความชื้นสัมพัทธ์ 70-75%
- ในช่วงนี้จะมีฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงบางแห่งส่วนมากทางด้านตะวันออกและตอนล่างของภาค เกษตรกรควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่ง หรือปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่กลางแจ้ง ขณะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง นอกจากนี้ควรระวังความเสียหายที่จะเกิดกับผลผลิตทางการเกษตรด้วย
- ฝนที่ตกในช่วงนี้จะส่งผลดีต่อพืชไร่และผักชนิดต่างๆที่กำลังเจริญเติบโต และควรกักเก็บน้ำฝนไว้เพื่อใช้ในช่วงแล้งในระยะต่อไป
ภาคกลาง
- ในช่วงวันที่ 4- 7 เม.ย. มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆถึงกระจาย ร้อยละ 30-40 ของพื้นที่กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-37 องศาเซลเซียส ส่วนในช่วงวันที่ 8-10 เม.ย.มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ลมใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.ความชื้นสัมพัทธ์ 70-75%
- ในช่วงนี้จะมีฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงบางแห่ง เกษตรกรควรซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ป้ายโฆษณาสูง ๆ หรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง รวมทั้งตัดแต่งกิ่งไม้ที่อยู่ใกล้บริเวณบ้าน เพื่อป้องกันและลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นขณะมีลมกระโชกแรง
- สำหรับฝนที่ตก เกษตรกรควรเก็บกักน้ำเพื่อสำรองไว้ใช้ในช่วงที่มีฝนตกน้อยต่อไป
ภาคตะวันออก
- มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ตลอดช่วง อุณหภูมิต่ำสุด 23-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร ความชื้นสัมพัทธ์ 70-80%
- ในช่วงนี้จะมีฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงและมีฝนตกหนักบางแห่ง ชาวสวนผลไม้ควรผูกยึดหรือค้ำยันกิ่งและลำต้นของไม้ผลที่รับน้ำหนักมากให้แข็งแรงเพื่อป้องกันกิ่งฉีกขาด นอกจากนี้เกษตรกรควรระวังผลผิตทางการเกษตรที่ตากไว้กลางแจ้งจะเปียกฝนเสียหายด้วย
- สำหรับฝนที่ตกจะเป็นผลดีต่อไม้ผลที่กำลังเจริญเติบโต ทางผล นอกจากนี้เกษตรกรควรเก็บกักน้ำฝน สำรองไว้ และวางแผนการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อจะได้มีน้ำใช้ตลอดช่วงแล้ง
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)
- มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ตลอดช่วง อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ความชื้นสัมพัทธ์ 70-85%
- ในช่วงนี้จะมีฝนฟ้าคะนองกระจาย และมีฝนตกหนักกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ซึ่งอาจทำให้กิ่งหรือลำต้นของไม้ผลและไม้ยืนต้นชนิดต่างๆ หักหรือล้ม เกษตรกรควรระวังและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นด้วย สำหรับฝนที่ตกช่วงนี้จะเป็นผลดีต่อพืชผักที่กำลังเจริญเติบโต นอกจากนี้เกษตรกรควรเก็บกักน้ำฝน เพื่อสำรองไว้ใช้ในช่วงแล้งต่อไป รวมทั้งระวังและป้องกันศัตรูพืชจำพวกหนอนซึ่งมักระบาดในช่วงที่ฝนตกชุก หากพบควรรีบกำจัด
- อนึ่ง ในช่วงนี้ทะเลจะมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือและชาวประมงควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือด้วย
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)
- มีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไป ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ตลอดช่วง อุณหภูมิต่ำสุด 21-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 1 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ความชื้นสัมพัทธ์ 70-85%
- ในช่วงนี้จะมีฝนฟ้าคะนองกระจายถึงเกือบทั่วไปและมีฝนตกหนักกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ชาวสวนควรดูแลสวนให้โปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อไม่ให้เป็นที่สะสมของโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราและศัตรูพืชจำพวกหนอน นอกจากนี้ควรจัดทำทางระบายน้ำในแปลงปลูกพืชที่เป็นที่ลุ่มต่ำ พื่อป้องกันน้ำท่วมขังขณะมีฝนตกหนัก
- อนึ่ง ในช่วงนี้ทะเลจะมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือและชาวประมงควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือด้วย
ออกประกาศ 04 เมษายน 2555 00:00 น.
หน้าต่อไป

Theme: Rubric. บลอกที่ WordPress.com .