ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

สิงหาคม 27, 2011

โลหะหนักในภาชนะเซรามิกที่ใช้กับอาหาร

http://www.dss.go.th/dssweb/st-articles/files/ct_3_2545_heavy_metals_ceramic.pdf

[50]  โลหะหนักในภาชนะเซรามิกที่ใช้กับอาหาร

สำนักเทคโนโลยีชุมชน

ปัจจุบันภาชนะเซรามิกเป็นที่นิยมใชักันอย่างแพร่หลาย ทั้งถ้วย จาน ชาม เหยือก ภาชนะหุงต้ม
และภาชนะที่ใช้กับไมโครเวฟ ความก้าวหน้าในกรรมวิธีการผลิตผลิตภัณฑ์เซรามิก การพัฒนารูปแบบ
การตกแต่งลวดลายและสีสันที่สวยงาม ทำ ใหผู้้บริโภคหันมานิยมใช้ภาชนะเซรามิกกันแพร่หลาย
อุตสาหกรรมเซรามิกในประเทศไทยเราได้รับการพัฒนาไปอย่างมาก มีการนำ เทคโนโลยี่ที่ทันสมัยมาใช้ใน
การผลิตและการควบคุมคุณภาพรวมทั้งมีความปลอดภัยสำ หรับผู้บริโภค จนสามารถส่งผลิตภัณฑ์ไปขายต่าง
ประเทศปีหนึ่ง ๆ หลายพันล้านบาท แต่จากกระแสความตื่นตัวในเรื่องความปลอดภัยในการบริโภค
ทำ ใหผู้บ้ ริโภคหันมาสนใจในเรื่องราวต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวมากขึ้น ผลิตภัณฑ์เซรามิกที่ใช้กับอาหารก็เป็นส่วน
หนึ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำ วันด้วยเช่นกัน สำ นักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
กระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้กำ หนดมาตรฐานปริมาณสารตะกั่วและแคดเมียมสำ หรับภาชนะเซรามิกที่ใช้กับ
อาหารขึ้นเพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์เซรามิกดังกล่าว เพราะอาจมีผู้บริโภค
จำ นวนไม่น้อยที่ไม่ได้ให้ความสนใจหรือเคยรับรู้ว่าอาจมีสารโลหะหนักที่เป็นพิษต่อร่างกายจากภาชนะ
เซรามิกที่บรรจุอาหาร
ผลิตภัณฑ์เซรามิกนั้นมีองค์ประกอบอยู่ 3 อย่างคือ เนื้อดิน นํ้าเคลือบ และสี ในกระบวนการ
ผลิตผลิตภัณฑ์เซรามิกนั้น หลังจากนำ เนื้อดินมาขึ้นรูปแล้วจะต้องนำ มาผ่านการเผาดิบก่อนแล้วจึงนำ
ผลิตภัณฑ์ที่ได้ไปตกแต่งลวดลายด้วยสีต่าง ๆ แล้วจึงนำ ไปเคลือบและเผาเคลือบอีกทีหนึ่งเพื่อป้องกัน
การกัดกร่อนของเกลือหรือกรดจากอาหารและยังสามารถทำ ให้เป็นสีสันงดงามคงทนถาวรภาชนะเซรามิกที่
ใช้สำ หรับใส่อาหารส่วนใหญ่จะต้องมีการเคลือบผลิตภัณฑ์ นํ้าเคลือบที่ใช้กับภาชนะเซรามิกนั้นบางชนิด
มีส่วนผสมของสารตะกั่ว ส่วนสีที่ใช้ผสมในเคลือบเพื่อให้เกิดสีสันสวยงาม และสีที่ใช้ตกแต่งลวดลาย
เป็นออกไซด์ของโลหะ ซึ่งอาจเป็นที่มาของสารโลหะหนักในภาชนะเซรามิก
การตกแต่งผลิตภัณฑ์ด้วยสีนั้นมี 2 ชนิด
1. สีใต้เคลือบ นำ ภาชนะที่เผาดิบแล้วมาเขียนลวดลายบนผลิตภัณฑ์ก่อนแล้วจึงนำ มาเคลือบ
ก่อนนำ ผลิตภัณฑ์ไปเผาเคลือบให้กลายเป็นเนื้อแก้วปิดทับลวดลายอีกที สีใต้เคลือบไม่มีโอกาสหลุดออกมา
ได้ดังนั้นจึงไม่มีอันตราย
2. สีบนเคลือบ เมื่อนำ มาเขียนบนภาชนะที่เคลือบแล้วและนำ กลับไปเผาอีกที่อุณหภูมิ 750 –
800 องศาเซลเซียส เพื่อทำ ให้สีชัดเจนและไม่จางหาย ลวดลายสีสวย ๆ บนเคลือบเหล่านี้สามารถหลุดออก
มาได้เมื่อมีการขัดสีหรือใช้งานบ่อย ๆ ซึ่งก็จะมีพิษเช่นเดียวกับตะกั่วที่อยู่ในเคลือบ
ตะกั่วและแคดเมียมเป็นโลหะหนักที่มีเป็นพิษต่อร่างกายมนุษย์อย่างมาก ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของ
ธาตุบริสุทธิ์ สารประกอบอินทรีย์ หรือสารประกอบอนินทรีย์ ความเป็นพิษของโลหะหนักแสดงออกมาให้
เห็นเมื่อถูกสะสมอยู่ในร่างกายจนมีปริมาณมากพอ อาการแพ้พิษของสารตะกั่วที่พบบ่อย ๆ คือ โลหิตจาง
ปวดท้องเป็นประจำ ท้องผูก กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง ปวดศีรษะ รู้สึกอ่อนเพลีย นํ้าหนักลด ปวดตามข้อ
สมองเชื่องช้า ขาดความกระตือรือร้น ความจำ เสื่อม เป็นโรคประสาทอย่างอ่อน ส่วนแคดเมียมถ้ามีมากจะ
ทำ ให้เกิดความผิดปกติของไต ความดันโลหิตสูง และเป็นสาเหตุของมะเร็งในตับ โลหะหนักทั้งสองชนิดนี้
สามารถละลายได้ในสารละลายที่มีฤทธิ์เป็นกรด ผู้บริโภคอาจได้รับสารตะกั่วและแคดเมียมซึ่งละลายปะปน
มากับอาหารหรือเครื่องดื่มนั้นได้
จากการเก็บข้อมูลการวิเคราะห์ภาชนะเซรามิกที่ใช้กับอาหารที่ส่งมาวิเคราะห์ที่ฝ่ายวิเคราะห์
ทดสอบ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิก พบว่าภาชนะที่มีการตกแต่งลวดลายสีสันด้วยสีที่เข้ม
ฉูดฉาด เช่น สีแดง ส้ม นํ้าเงิน และภาชนะที่ตกแต่งด้วยรูปลอก มักจะพบปริมาณสารตะกั่วและแคดเมียม
มากกว่าภาชนะที่ไม่มีลวดลายตกแต่งด้วยสีสันมาก ส่วนภาชนะที่มีการเผาเคลือบแต่ไม่ตกแต่งลวดลายจะไม่
พบสารโลหะหนักหรือพบก็มีปริมาณน้อย ดังนั้นจึงขอแนะนำ วิธีการเลือกใช้ภาชนะใส่อาหารเพื่อลด
อันตรายอันอาจเกิดจากการใช้ภาชนะเซรามิกใส่อาหารดังนี้
1. สังเกตจากเนื้อภาชนะ ถ้าเป็นภาชนะที่เผาเคลือบด้วยไฟสูง เนื้อภาชนะจะแกร่ง เคาะมีเสียง
กังวาน ภาชนะพวกนี้ถึงแม้จะมีสีสันฉูดฉาดก็ปลอดภัย แต่ถ้าเคาะแล้วเสียงทึบไม่กังวาน สัมผัสผิวรู้สึก
หยาบ บริเวณที่ไม่มีเคลือบมีความพรุนมาก ภาชนะพวกนี้เป็นเคลือบไฟตํ่า การพิจารณาเลือกซื้อ ควรหลีก
เลี่ยงที่มีสีสันฉูดฉาดจะปลอดภัยที่สุด
2. ลวดลายสีสวยงามที่บริเวณผิวภาชนะเมื่อเอามือลูบสังเกตว่ารูปลวดลายคล้ายถูกพิมพ์อยู่
บนเคลือบ พวกนี้อาจจะไม่ปลอดภัย เมื่อใช้ไปนาน ๆ อาจจะมีโลหะหนักจากสีและเคลือบหลุดปะปนมา
กับอาหาร แต่ถ้าสัมผัสแล้วไม่พบร่องรอยสะดุดมือ แสดงว่าเป็นลวดลายที่เขียนก่อนนำ ไปเคลือบแล้วผ่าน
การเผา ภาชนะพวกนี้จะมีความปลอดภัยจากโลหะหนัก
3. พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะเคลือบที่ไม่ได้มาตรฐานบรรจุของหมักดอง นํ้าส้มสายชู
อาหารหรือเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรด
4. ไม่ควรใช้ภาชนะเซรามิกที่ไม่ได้มาตรฐานบรรจุอาหารทิ้งไว้เป็นระยะเวลานานหลายวัน
เพราะอาจเกิดปฏิกิริยาเคมีทำ ให้สารโลหะหนักถูกละลายออกมา
ด้วยเหตุนี้จึงจำ เป็นที่จะต้องรู้จักเลือกชนิดของภาชนะที่จะนำ มาใช้รองรับอาหารหรือเครื่องดื่มให้
ถูกหลักเกณฑ์ โดยคำ นึงถึงความสวยงามตามความเหมาะสมและความปลอดภัยด้วย
ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิก กรมวิทยาศาสตร์บริการ มีหน่วยงานให้บริการวิเคราะห์
ทดสอบคุณสมบัติทั้งทางเคมีและฟิสิกส์ของวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์เซรามิก รวมทั้งปริมาณสารโลหะหนักใน
ภาชนะเซรามิกที่ใช้กับอาหาร โดยวิเคราะห์ตามข้อกำ หนดของมาตรฐานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อใช้เป็น
ข้อมูลในการปรับปรุงคุณภาพสินค้า เพื่อการซื้อขาย การตรวจรับ การรับรองมาตรฐาน การส่งออก
และประกอบการพิจารณาจัดพิกัดอัตราภาษีศุลกากรให้แก่ ภาคราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ผู้สนใจ
โปรดติดต่อศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิก กรมวิทยาศาสตร์บริการได้ในวันและเวลาราชการ

แก้วสำหรับใช้ในครัวเรือน

http://www.dss.go.th/dssweb/st-articles/files/ct_3_2545_glass.pdf

[49]  แก้วสำ หรับใช้ในครัวเรือน
ดร. สุมาลี ลิขิตวนิชกุล
ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิก กรมวิทยาศาสตร์บริการ

แก้วเป็นวัสดุที่มนุษย์รู้จักและนำ มาใช้ประโยชน์มานานกว่า 5,000 ปี ชาวอียิปต์นำ แก้วมาทำ เป็นลูกปัดและพลอย
เทียม เพื่อใช้บนเครื่องประดับต่างๆ และนำ มาทำ เป็นขวดหรือถ้วยขนาดเล็ก เพื่อใช้เป็นภาชนะบรรจุ ในยุคโรมันแก้วถูก
นำ มาทำ เป็นภาชนะและของใช้ในครัวเรือนสำ หรับชีวิตประจำ วันมากขึ้น และเป็นที่นิยมในยุคต่อๆ มาตราบจนทุกวันนี้

ในยุคเริ่มแรกส่วนผสมในการทำ แก้วมีเพียงทรายทะเลและขี้เถ้าจากไม้เท่านั้น แก้วโบราณในยุคนั้นจึงมักจะมีสี
เขียวหรือคลํ้า เนื่องจากมีสิ่งสกปรกเจือปนมาก และเมื่อทิ้งไว้ในบรรยากาศซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความชื้น
อยู่ตลอดเวลา ผิวแก้วจะมีลักษณะเป็นฝ้า หรือขุ่นขึ้น ความต้องการแก้วที่มีความใส ไม่มีสีเจือปน พร้อมทั้งมีสมบัติอื่นๆ
ที่เหมาะกับการใช้งาน ทำ ให้มีการศึกษา วิจัย เพื่อปรับปรุงและพัฒนาส่วนผสมและกระบวนการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง ใน
ปัจจุบันสมบัติทางกายภาพ เคมี เชิงกล และความร้อนของแก้วมีต่างๆ กันมากขึ้น ดังนั้นผู้ผลิตจึงสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์
เพื่อประโยชน์ใช้สอยที่หลากหลายได้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์แก้วสำ หรับครัวเรือน

ผลิตภัณฑ์แก้วที่ใช้ในชีวิตประจำ วันอาจมีลักษณะใส ขุ่น หรือบางชนิดอาจทึบแสง ไม่ว่าจะมีลักษณะเช่นใดก็
ตาม ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะต้องแข็งแรงพอที่จะไม่แตกง่ายเมื่อได้รับแรงกระแทกหรือเมื่อถูกทำ ตก ในกรณีที่ต้องใช้บรรจุ
ของที่มีความร้อน แก้วควรจะมีความทนทานต่อการแตกในช่วงอุณหภูมิ 100-150oซ ด้วย

แก้วสำ หรับใช้ในครัวเรือนจะต้องมีความทนทานต่อสารเคมีได้ดี เนื่องจากจะต้องสัมผัสกับของเหลวที่มีสภาวะ
ความเป็นกรด-ด่างต่างๆ กันอยู่เสมอ ของเหลวเหล่านี้ได้แก่ นํ้ายาล้างจานซึ่งมีความเป็นด่างสูง หรืออาหารที่มีรสเปรี้ยว
สภาวะที่กล่าวมานี้สามารถละลายผิวหน้าของแก้วบางชนิดได้ ทำ ให้โครงสร้างของแก้วถูกทำ ลายและทำ ให้แก้วสูญเสีย
ความแข็งแรง สิ่งสำ คัญอีกประการหนึ่งคือ เนื้อแก้วและสีที่ใช้ตกแต่ง ทั้งสองสิ่งนี้ไม่ควรมีส่วนผสมของสารที่เป็นพิษซึ่ง
อาจปนเปื้อนในอาหารขณะใช้งาน ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

ส่วนผลิตภัณฑ์สำ หรับใช้บนเตาหรือในเตาอบนั้นต้องมีสมบัติพิเศษในเรื่องของความทนทานต่อการแตกเมื่อได้รับ
ความร้อนในระดับสูง แก้วที่เหมาะสมกับการใช้งานประเภทนี้จะต้องมีค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวเมื่อร้อนตํ่า ซึ่งจะได้จาก
การเลือกส่วนผสมและกระบวนการผลิตที่จะทำ ให้ได้สมบัติพิเศษนี้

เราสามารถจำ แนกผลิตภัณฑ์แก้วสำ หรับใช้ในครัวเรือนจากประโยชน์ใช้สอยได้เป็น 4 ประเภท คือ ภาชนะบน
โต๊ะอาหาร (tableware) ภาชนะสำ หรับเครื่องดื่ม (drinkware) ภาชนะสำ หรับใส่อาหารเข้าเตาอบ ( ovenware) และภาชนะ
สำ หรับใช้ตั้งบนเตาไฟ (top-of stove)
ผู้สนใจโปรดติดตามตอนต่อไป ใน Homepage นี้

ผลิตภัณฑ์แก้วสำ หรับใช้ในครัวเรือน
ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ประกอบด้วย ภาชนะบนโต๊ะอาหาร (Tableware) ภาชนะสำ หรับเครื่องดื่ม (Drinkware) ภาชนะ
สำ หรับอบอาหาร (Ovenware) และภาชนะสำ หรับใช้บนเตา (Top-of stove) ภาชนะเหล่านี้มีการใช้สอยที่ต่างกัน ดังนั้นจึง
ต้องเลือกส่วนผสมและกระบวนการผลิตที่เหมาะสม จึงจะทำ ให้ได้สมบัติที่เหมาะกับการใช้งานแต่ละประเภท

• ภาชนะบนโต๊ะอาหาร
ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ทำ จากแก้วที่มีส่วนผสมของซิลิกา (SiO2) หรืออะลูมินา (Al2O3) ค่อนข้างสูง โดยมีส่วนผสมและ
ค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวเมื่อร้อนดังแสดงในตารางที่ 1 ชนิดของแก้วสำ หรับภาชนะประเภทนี้ได้แก่ แก้วโซดา-ไลม์
(Soda-lime) โอปอล (Opal) ลามิเนต (Laminate)และ กลาส-เซรามิก (Glass-ceramics) ซึ่งมีองค์ประกอบ กรรมวิธีการผลิต
และสมบัติดังต่อไปนี้

โซดา-ไลม์ (Soda-lime)
ทำ จากส่วนผสมของวัตถุดิบหลัก 3 ชนิด คือ ทราย โซดาแอช และ หินปูน ซึ่งมีราคาไม่สูงมาก ต้นทุนการผลิต
แก้วประเภทนี้ไม่แพง เนื่องจากสามารถหลอมได้ที่อุณหภูมิ 1300–1400 oซ และสามารถขึ้นรูปได้ด้วยเทคนิคต่างๆ จาก
เครื่องมือที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไป เช่น การอัดการเหวี่ยง เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ที่ทำ จากแก้วโซดา-ไลม์ มีลักษณะเป็นแก้วใส
และสามารถทำ ให้มีสีต่างๆได้โดยการเติมออกไซด์ที่ให้สี เช่น โคบอลท์ออกไซด์ ให้สีนํ้าเงิน โครเมียมออกไซด์ ให้สี
เขียว และเหล็กออกไซด์ ให้สีนํ้าตาล
แก้วประเภทนี้มีความแข็งแรงและทนทานต่อการใช้งานทั่วๆไป แต่ความทนทานต่อ
สภาพกรด-ด่างนั้นยังไม่ดีนัก ถ้านำ แก้วนี้ไปบรรจุสารที่มีความเป็นกรดมากเกินไป สารนี้จะทำ
ปฏิกิริยากับแก้ว โดยจะเกิดการแลกเปลี่ยนไฮโดรเจนอิออน (H+) ในสาร กับอัลคาไลน์-อิออน
ในแก้วที่บริเวณผิวสัมผัส ปฏิกิริยานี้ทำ ให้เกิดการละลายของแก้ว ซึ่งจะปรากฏเป็นรอยฝ้า ที่บริเวณนั้น ๆ ในกรณีที่สารซึ่ง
สัมผัสกับแก้วมีความเป็นด่างสูง ไฮดรอกไซด์อิออน (OH-) ในสารจะทำ ลายโครงสร้างของซิลิกาในแก้ว และทำ ให้แก้วเกิด
การละลายอย่างรุนแรง ในบริเวณที่สารสัมผัสกับแก้วจะมีฟิล์มสีขาวปรากฎบนผิวแก้ว ลักษณะเช่นนี้จะพบได้หากนำ แก้ว
ไปแช่ในนํ้ายาล้างจานนานเกินไป

แก้วโซดา-ไลม์ ไม่เหมาะที่จะนำ มาใช้อบอาหารหรือใส่ของร้อน เนื่องจากมีค่า
สัมประสิทธิ์การขยายตัวเมื่อร้อนค่อนข้างสูง แม้จะนำ แก้วนี้ไปอบ (Anneal) ในระหว่างขั้นตอนการผลิตแล้วก็ตาม โดยทั่ว
ไปแก้วโซดา-ไลม์ จะทนต่อการแตกเมื่อถูกทำ ให้เย็นตัวทันทีจากอุณหภูมิสูงสุดเพียง 50oซ เท่านั้น ในส่วนของความแข็ง
แรงนั้น โซดา-ไลม์ มีความแข็งแรงปานกลาง ประมาณ 70 เมกะพัสคัล เมื่อเปรียบเทียบกับแก้วทั่ว ๆ ไป

โอ-ปอล (Opal)
เป็นแก้วที่มีลักษณะขุ่นหรือทึบ ความขุ่นหรือทึบที่ปรากฎให้เห็น เกิดจากขบวนการ
2 ชนิด คือ

1. การตกผลึกของโอปอล (Crystalline Opal) ชนิดโซเดียมฟลูออไรด์ (NaF) หรือ
แคลเซียมฟลูออไรด์ (CaF2) ขณะที่แก้วเย็นตัวในระหว่างการผลิต หรือจากการผ่านกระบวน
การความร้อนหลังการขึ้นรูป

2. การแยกเฟสโอปอล (Liquid – Liquid Opal) ออกเป็นแก้ว 2 ชนิด ความขุ่นของ
แก้วโอปอลจากการแยกเฟส จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ
ก) ค่าดัชนีหักเหของแก้วของทั้ง 2 ชนิดที่แยกเฟสกัน ความขุ่นจะมากขึ้นเมื่อความแตกต่างของค่าดัชนีหักเหมีมาก

ข) ปริมาณการแยกเฟสที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดขึ้นมากความขุ่นจะมาก และ
ค) ขนาดและการกระจายตัวของเฟสที่มีบริมาณน้อยกว่าในเนื้อแก้ว หากมีขนาดใหญ่และกระจายตัวมากก็
จะขุ่นมาก
จุดเด่นของแก้วโอปอล นั้นมีอยู่ 2 ประการ คือ เรื่องต้นทุนการผลิต และลักษณะภายนอกของแก้วชนิดนี้ ต้นทุน
การผลิตแก้วโอปอลนั้นตํ่า เนื่องจากราคาวัตถุดิบและอุณหภูมิหลอมที่ตํ่า รวมทั้งการขึ้นรูปที่ง่าย ในส่วนของลักษณะภาย
นอกนั้นความขุ่นเป็นจุดที่ทำ ให้แก้วโอปอลมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างจากแก้วอื่น ๆ
จุดด้อยของแก้วชนิดนี้คือไม่ทนต่อการแตกเมื่อได้รับความร้อน มีความทนทานต่อ
กรด–ด่าง และมีความแข็งแรงปานกลาง ซึ่งคล้ายคลึงกับแก้วโซดา – ไลม์
ปฏิกิริยาที่มีต่อกรด-ด่าง ของแก้วโอปอลที่ได้จากการตกผลึกและจากการแยกเฟส
นั้นต่างกัน สำ หรับแก้วโอปอลจากการตกผลึก การละลายของแก้วเกิดจาก การเคลื่อนที่ของ
อัลคาไลน์ – อิออน หรือฟลูออไรน์อิออนในแก้วในบริเวณที่สัมผัสกับสาร ส่วนกรณีของแก้วโอปอลที่เกิดจากการแยกเฟส
การละลายจะเกิดกับเฟสที่ไวต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมี แก้วโอปอลที่มีความขุ่นหรือทึบมากเท่าใด จะยิ่งไวต่อการเกิดปฏิกิริยา
ทางเคมีมากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากมักจะมีปริมาณอัลคาไลน์ หรือฟลูออไรน์ในส่วนผสมมาก ความแข็งแรงของแก้ว โซดา-
ไลม์ และโอปอลอาจเพิ่มขึ้นได้โดยการผ่านกระบวนการเทมเปอร์ (Temper)

ลามิเนต (Laminate)

ผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดของแก้วประเภทนี้มีชื่อทางการค้าว่า คอเรลล์ (Corell) เป็นแก้วที่มีลักษณะขุ่นหรือทึบ เกิด
จากการพยายามพัฒนาแก้วโอปอลให้มีความแข็งแรงมากขึ้น โดยการเคลือบคลุม (Cladding) แก้วโอปอลประเภท
แคลเซียมฟลูออไรด์ (CaF2) ที่มีค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวเมื่อร้อน 71 x 10-7 /oซ ด้วยแก้วอัลคาไลน์เอิร์ทอะลูมิโนซิลิเกต
ที่มีค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวเมื่อร้อนตํ่ากว่า 48 x 10-7/ oซ ลักษณะเช่นนี้ทำ ให้ผลิตภัณฑ์ คอเรล์ลลามิเนตมีจุดเด่น 3
ประการ คือ
1. ผลิตภัณฑ์มีความทนทานต่อสารที่มีฤทธิ์เป็นกรด-ด่าง เนื่องจากแก้วที่เคลือบผิวเชื่องช้าต่อการเกิดปฏิกิริยา
2. ความแตกต่างของค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวเมื่อร้อนระหว่างแก้วโอปอลและ แก้ว Cladding ทำ ให้
แก้วลามิเนตนี้ มีความแข็งแรงมากขึ้น โดยมีค่าประมาณ 250 เมกะพัสคัล จากเดิมสำ หรับแก้วโซดา-
ไลม์ และโอปอลที่มีค่าประมาณ 70 เมกะพัสคัล
3. ความแข็งแรงที่เพิ่มขึ้นนี้ทำ ให้สามารถผลิต ผลิตภัณฑ์จากแก้วลามิเนตให้บางลงและเบาขึ้นได้

กลาส – เซรามิกส์ (Glass-ceramics)

เป็นแก้วที่ผสมผสานแก้วและผลึกเซรามิกส์เข้าด้วยกัน โดยการควบคุมส่วนผสมและกระบวนการตกผลึกในแก้ว
การผลิต กลาส – เซรามิกส์ นั้นใช้วิธีหลอมและขึ้นรูปเช่นเดียวกับการทำ แก้วทั่วๆ ไป แต่ต้องเพิ่มกระบวนการทางความ
ร้อนเพื่อให้เกิดผลึกที่มีขนาดเล็ก มีการกระจายตัวและมีขนาดสมํ่าเสมอและต้องมีปริมาณมากกว่า 50 % โดยปริมาตร (ส่วน
นี้เป็นข้อแตกต่างที่สำ คัญที่ใช้จำ แนก กลาส – เซรามิกส์จากแก้วโอปอล)
ชนิดของโครงสร้างผลึก การจัดเรียงตัวของผลึก ขนาดของผลึก และ ส่วนผสมของแก้วที่เหลืออยู่ (Residual –
glassy phase) หลังจากผ่านกระบวนการทางความร้อน เป็นตัวกำ หนดสมบัติของ กลาส – เซรามิกส์ องค์ประกอบเหล่านี้ทำ
ให้ กลาส – เซรามิกส์ มีสมบัติหลากหลาย และมักจะมีความแข็งแรง ทนทานต่อสารเคมี และทนต่อการเปลี่ยนแปลงความ
ร้อนอย่างฉับพลัน ดีกว่าแก้วทั่ว ๆ ไป

ผลิตภัณฑ์กลาส – เซรามิกส์ที่ใช้เป็นภาชนะบนโต๊ะอาหารซึ่งมีความทนทานต่อสารเคมี และมีความแข็งแรงมาก
ได้แก่ ไพโรเซอแรม (Pyroceram) ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิด ชนิดแรก เป็นกลาส–เซรามิกส์ ที่มประกอบด้วยผลึก 2 ชนิด คือ เนฟิลี
น (Nepheline) และเซลเซียน (Celsian) โดยเติมสารช่วยก่อให้เกิดผลึก (Nucleating agent) กลาส-เซรามิกส์ ชนิดนี้มีค่า
สัมประสิทธิ์ การขยายตัวสูงประมาณ 95 x 10-7/ oซ จึงทำ ให้สามารถเลือกแก้วที่มีค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวเมื่อร้อนกว่า
มาเคลือบที่ผิวได้ง่าย การเคลือบผิวลักษณะทำ ให้เกิดความเค้นของแรงอัด (Compressive stress) ที่ผิว เป็นการเพิ่มความแข็ง
แรงให้กับผลิตภัณฑ์มากขึ้น

ชนิดที่สองประกอบด้วยผลึกของ โปตัสเซียมฟลูออริชเตอไรต์ Potassium Fluorrichterite และ คริสโตบาไลต์
(Cristobalite) เนื่องจากโครงสร้างทางเคมีของ Potassium Fluorrichterite เป็น เชนซิลิเกต (Chain silicate) และมีโครง
สร้างจุลภาคแบบรูปเข็ม (Acicular) หรือแท่ง (Rod-like) ที่เกาะล็อคกันซับซ้อน จึงทำ ให้ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้มีความ แข็งแรง
และแข็งแกร่งมากขึ้น โครงสร้างจุลภาคลักษณะนี้จะไปขัดขวางทางวิ่งของการแตก (Crack propagation) ทำ ให้รอยแตก
เบี่ยงเบนอยู่ภายในเนื้อผลิตภัณฑ์ แต่ไม่สามารถผ่านออกมาจนทำ ให้ชิ้นผลิตภัณฑ์เกิดการแตกขึ้นได้ ค่าสัมประสิทธิ์การ
ขยายตัวเมื่อร้อนของกลาส-เซรามิกส์ชนิดนี้มีค่าประมาณ 115 x 10-7/ oซ ดังนั้นการเคลือบผิวของ กลาส-เซรามิกส์นี้ ด้วย
แก้วที่มีค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวเมื่อร้อนตํ่ากว่า จะทำ ให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่แข็งแรงขึ้น

ข้อด้อยของภาชนะบนโต๊ะอาหารที่ทำ จาก กลาส-เซรามิกส์ คือ มีราคาค่อนข้องแพง เนื่องจากต้องผ่านขั้นตอน
การผลิตมากกว่าแก้วชนิดอื่น เช่น ต้องควบคุมกระบวนการความร้อนให้เกิดผลึกหลังการขึ้นรูป และต้องเคลือบผิวให้เงา
งาม นอกจากนี้อัตราการเสียหายขณะผ่านขั้นตอนต่าง ๆ นั้นก็มีมาก โดยเฉพาะการบิดเบี้ยวในขณะทำ การควบคุมให้เกิด
ผลึก ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องเพิ่มชิ้นส่วน สำ หรับรองรับผลิตภัณฑ์ขณะผ่านกระบวนการต่างๆ เหล่านี้ด้วย จึงทำ ให้ต้นทุนการ
ผลิตสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์กลาส-เซรามิกส์จะมีความแข็งแรงและทนทานกว่าผลิตภัณฑ์จากแก้วโซดา-ไลม์
และแก้วโอปอล มาก

• ภาชนะสำ หรับเครื่องดื่ม (Drinkware)
ข้อกำ หนดสมบัติของภาชนะสำ หรับเครื่องดื่ม จะคล้ายกับภาชนะบนโต๊ะอาหาร แต่จะเน้นในเรื่องของความทน
ทานต่อสารที่มีความเป็นกรด-ด่างมากกว่าเรื่องความทนทานต่อการแตกเมื่อได้รับความร้อน ส่วนผสมของภาชนะสำ หรับ
เครื่องดื่ม (ดังแสดงในตารางที่ 3 ) สามารถแบ่งได้เป็น เทมเพอร์ดโซดา-ไลม์ (Tempered Soda-lime) แก้วตะกั่ว (Lead
glass) และอัลคาไลน์-เอิร์ทอะลูมิโนซิลิเกต (Alkaline alumino silicate)

เทมเพอร์ดโซดา-ไลม์ (Tempered Soda-lime)
มีส่วนผสมและสมบัติคล้ายแก้วโซดา-ไลม์ สำ หรับภาชนะบนโต๊ะอาหาร แต่ได้ผ่านขบวนการผลิตอีกหนึ่งขั้น
ตอน ซึ่งคือวิธีเทมเพอร์ เป็นการเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผลิตภัณฑ์ แก้วกลุ่มนี้จะมีราคาถูกที่สุด
กลุ่มแก้วตะกั่ว (Lead glass)
หรือที่รู้จักกันในชื่อแก้วเจียรนัย (Lead crystal)เป็นกลุ่มที่มีราคาแพงที่สุด ในยุโรปแก้วที่จะจัดเป็นแก้วเจียรนัยได้
จะต้องมีตะกั่วออกไซด์ (Pb0) อยู่ในส่วนผสมมากกว่า 24% โดยนํ้าหนัก แต่สำ หรับในสหรัฐอเมริกาไม่ได้มีการกำ หนด
ปริมาณของตะกั่วออกไซด์ในส่วนผสมไว้อย่างชัดเจน ค่าดัชนีหักเหของแสงในแก้วตะกั่วสูงกว่าแก้วชนิดอื่นมาก จึงทำ ให้
แก้วชนิดนี้มีประกายแวววาวที่สวยงาม การคัดเลือกวัตถุดิบที่มีความบริสุทธิ์สูง จึงเป็นสิ่งที่สำ คัญต่อความสวยงามของแก้ว
ตะกั่ว หากมีเหล็กออกไซด์เจือปนในวัตถุดิบ จะทำ ให้เกิดสีที่มิได้ต้องการ และทำ ให้ความแวววาวลดลง

กลุ่มอัลคาไลน์-เอิร์ทอะลูมิโนซิลิเกต (Alkaline-earth alumino silicate)

มีส่วนผสมคล้ายแก้วโซดา-ไลม์ แต่มีออกไซด์ของกลุ่มอัลคาไลน์-เอิร์ท เช่น แคลเซียมออกไซด์ (CaO) และ
แบเรียมออกไซด์ (BaO) อยู่ในส่วนผสม ทำ ให้ค่าดัชนีหักเหของแสงใกล้เคียงกับแก้วตะกั่ว แต่ผลิตง่ายกว่า และมีความทน
ทานต่อสารที่มีความเป็นกรด-ด่างมากกว่าแก้วตะกั่วเล็กน้อย
แก้วทั้ง 3 กลุ่มนี้มีสมบัติต่างๆ ใกล้เคียงกันโดยมีค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวเมื่อร้อนอยู่ในช่วง 80-100×10-7/ oซ มี
ความทนทานต่อการแตกเมื่อได้รับความร้อนตํ่า ความแข็งแรงแปรตามรูปร่าง และ การเทมเพอริ่ง (Tempering)

• ภาชนะสำ หรับอบอาหาร (Ovenware)
สมบัติที่สำ คัญสำ หรับผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ คือ ความทนทานต่อการแตกเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างฉับพลัน
โดยทั่วไปภาชนะสำ หรับอบอาหารควรจะทนต่อการแตกเมื่อถูกทำ ให้เย็นตัวอย่างฉับพลัน (Thermal-down shock) จาก 150
oซ แก้วในกลุ่มนี้ได้แก่ แก้วไพเรกซ์ (Pyrex) และกลาส-เซรามิกส์ โดยมีส่วนผสมและสมบัติดังแสดงในตารางที่ 4

แก้วไพเรกซ์ (Pyrex)

เป็นแก้วที่รู้จักกันดีสำ หรับใช้ทำ ภาชนะสำ หรับอบอาหารมี 2 ชนิด คือ เทมเพอร์ดโซดา-ไลม์และ บอโรซิลิเกต
สำ หรับแก้วโซดา-ไลม์นั้น มีส่วนผสมและสมบัติไม่ต่างจากที่ได้อธิบายมาก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนบอโรซิลิเกตนั้น มีข้อดี
หลายประการเหนือกว่าโซดา-ไลม์ การเติมบอริค-ออกไซด์ (B2O3) ลงในแก้วซิลิเกตให้ผล 2 ประการคือ
1. B2O3 ทำ ให้ ค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวเมื่อร้อนของแก้วซิลิเกตลดลงถึง 50% ส่งผลให้ความทน
ทานต่อการแตกเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันดีขึ้น
2. B2O3 ทำ ให้เกิดการแยกเฟสขึ้นขณะที่แก้วเย็นตัว เกิดเป็นเฟสที่มีความเข้มข้นของโซเดียมบอเรตอยู่
สูง มีลักษณะเป็นหยดกลมๆ (Droplet) ที่ไม่ต่อเนื่อง ส่วนอีกเฟสหนึ่งเป็นเฟสที่มีความเข้มข้นของซิลิกาอยู่สูง มีลักษณะที่
ต่อเนื่อง (Matrix) และเป็นเฟสที่กำ หนดความทนทานของแก้ว
ส่วนผสมของบอโรซิลิเกตนี้ ทำ ให้สามารถผลิตผลิตภัณฑ์แก้ว ที่มีความทนทานใกล้เคียงกับแก้วซิลิกาได้ที่
อุณหภูมิไม่สูงนัก แก้วไพเรกซ์นี้ยังคงลักษณะโปร่งใสอยู่แม้จะมีการแยกเฟสเกิดขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากการควบคุมกระบวนการ
ทางความร้อนให้ droplet มีขนาดเล็กกว่าความยาวคลื่นของแสงที่ตามองเห็น (Visible light)

กลาส-เซรามิกส์ (Glass-ceramics)

เป็นแก้วประเภทลิเธียมอะลูมิโนซิลิเกต ที่มีไทเทเนีย (TiO2) หรือ TiO2 + เซอร์โคเนีย (ZrO2) ผสมอยู่เล็กน้อย
ในระหว่างกระบวนการทางความร้อนเพื่อให้เกิดผลึก จะมีนิวคลีไอของรูไทล์ (Rutile) หรือเซอร์โคเนียมไททาเนต
(Zirconium titanate) เกิดขึ้นในแก้ว การควบคุมความร้อนอย่างต่อเนื่องในขั้นต่อไปจะทำ ให้เกิดผลึกของ เบต้า-สะปอดูมีน
(Beta-spodumene) หรือ เบต้า-ควอรตซ์ (Beta-quartz) ขึ้น ทั้งนี้ขึ้นกับอุณหภูมิที่ควบคุม และส่วนผสมของแก้ว
ผลิตภัณฑ์ที่มีผลึก เบต้า-สะปอดูมีน มีค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวเมื่อร้อน 12-15×10-7/ oซ มักจะมีลักษณะทึบ และ
ทนทาน ส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีผลึก เบต้า-ควอรตซ์ มีค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวเมื่อร้อนตํ่ามากหรือมีค่าติดลบ ขนาดของ
ผลึกจะเล็กมากและเล็กกว่าความยาวคลื่นของแสง จึงทำ ให้ภาชนะมีลักษณะโปร่งใส

• ภาชนะสำ หรับใช้บนเตา (Top-of-stove)

สำ หรับภาชนะกลุ่มนี้สมบัติที่สำ คัญที่สุด และต้องถูกควบคุมเป็นอย่างมากคือ ความทนทานต่อการแตกเมื่อ
อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันจากอุณหภูมิ 500 oซ แก้วที่ใช้ทำ ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มีเพียง 2 ชนิด คือ กลาส-เซรามิกส์
(Glass-ceramics) และแก้วอะลูมิโนซิลิเกต (Alumino silicate glass)

กลาส-เซรามิกส์ (Glass-ceramics)

เป็นกลาส-เซรามิกส์ ที่มีผลึกชนิด เบต้า-ควอรตซ์ ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวเมื่อร้อนตํ่าและมีความเสถียร
ทางความร้อนเหมาะสำ หรับการใช้งานบนเตา

แก้วอะลูมิโนซิลิเกต (Alumino silicate glass)

เป็นแก้วที่มีอะลูมินาและซิลิกาเป็นส่วนผสมหลัก มีค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวเมื่อร้อนตํ่า และมีจุดอ่อนตัวของ
แก้ว (Softening point) สูง พอที่จะป้องกันการเสียรูปทรง เมื่อทำ การเทมเพอร์ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้แก่ผลิตภัณฑ์

สรุป

การศึกษา วิจัยในเรื่องของส่วนผสม และกระบวนการผลิตแก้วอย่างต่อเนื่อง ทำ ให้เกิดการพัฒนาชนิดของแก้ว ซึ่ง
มีสมบัติต่างๆ ขึ้นมามากมาย แก้วที่ผลิตได้ในปัจจุบัน มีทั้งที่มีลักษณะโปร่งใส ขุ่น หรือทึบแสงแปรตามโครงสร้างจุลภาค
และมีสมบัติความทนทานต่อแรงกระแทก ต่อสภาวะกรด-ด่าง และต่อการเปลี่ยนทางความร้อนในระดับต่างๆ ทำ ให้เกิด
การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อประโยชน์ใช้สอยที่ต่างกัน สำ หรับแก้วในครัวเรือนสามารถแบ่งกลุ่มของภาชนะออกได้เป็น กลุ่ม
ภาชนะบนโต๊ะอาหาร ภาชนะสำ หรับเครื่องดื่ม ภาชนะสำ หรับอบอาหาร และภาชนะสำ หรับใช้บนเตา

เอกสารอ้างอิง

1. C.R. Kurkjian and W.R. Prindle, “Perspective on the history of glass composition,” J. Am.
Ceram. Soc., 81 [4] p.795-813, 1998.
2. R.H. Doremus, “Glass Science,” John Wiley & Sons, New York, 1973.
3. W.R. Prindle et. al., “Glass Processing,” section 6 in Engineered Materials Handbook,
vol.4: Ceramics and Glasses, edited by S.J. Schneider et. al., ASM International, ISBN 0-
8717-282-7.
4. T.P. Seward III and P.S. Daneilson, “Applications of Glasses,” section 14 ibid.
5. Z. Strnad, “Glass-Ceramic Materials,” Elsevier, Amsterdam, 1986.
6. P.W. McMillan, “Glass-Ceramics,” 2nd ed., Academic Press, London, 1979.
7. แผ่นภาพโฆษณาเครื่องแก้วจากประเทศอิตาลี
8. แผ่นภาพโฆษณาแก้วเจียรนัยจากประเทศญี่ปุ่น

การวิเคราะห์ความเสียหายของวัสดุโลหะ

http://www.dss.go.th/dssweb/st-articles/files/ct_3_2545_failure_metals.pdf

[48]  การวิเคราะห์ความเสียหายของวัสดุโลหะ (FAILURE ANALYSIS OF METALS)

ในขบวนการผลิตของโรงงานโดยทั่วไป อุปกรณ์เครื่องจักร (วัสดุโลหะต่างๆ) เมื่อใช้งาน
ไประยะหนึ่งย่อมจะเกิดปัญหา หรือความเสียหาย (FAILURE ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นกับ
เครื่องจักรและอุปกรณ์มีผลทำ ให้การทำ งานบกพร่อง) และเป็นเหตุต่อเนื่องทำ ให้ต้องหยุดการ
ทำ งาน สร้างความเสียหายให้กับโรงงาน
โดยสาเหตุที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุปกรณ์เครื่องจักร (วัสดุโลหะต่างๆ)
- ความเสียหายจากเกิดจากเหตุการณ์ธรรมชาติ หรือจากนอกเหนือความคิด เช่น ฟ้าผ่า
ไฟไหม้
- ความเสียหายจากขบวนการผลิต อุปกรณ์เครื่องจักร (วัสดุโลหะต่างๆ) นั้นๆ
- ความเสียหายจากการใช้งาน เช่น อายุการใช้งานมาก การใช้งานไม่เหมาะสม
- ความเสียหายจากการขาดการบำ รุงรักษา เช่น เมื่อถึงเวลาที่ต้องทำ การซ่อมบำ รุง แต่ไม่
ได้ทำ ยังเดินเครื่องทำ งานต่อไป เป็นผลให้ประสิทธิภาพลดลงและนำ ไปสู่การเกิด
ความเสียหาย
ในการวิเคราะห์ความเสียหายของอุปกรณ์เครื่องมือ(วัสดุโลหะ) ในโรงงานโดยทั่วไปมี
หน่วยงานอยู่ 3 หน่วย คือ
- หน่วยงานบำ รุงรักษา
- หน่วยงานวิศวกรรมด้านบำ รุงรักษา
- หน่วยงานสนับสนุนด้านวิชาการ
หน่วยงานทั้ง 3 หน่วยต้องทำ งานร่วมกัน จะมีขั้นตอนในการศึกษาถึงสาเหตุ วิเคราะห์
ปัญหา รวมทั้งการแก้ไข ดัง FLOW CHART

.

.

ลักษณะการ FLOW งานวิเคราะห์ความเสียหาย

ขั้นตอนในการวิเคราะห์ความเสียหายมีดังนี้

1. รวมรวบข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับอุปกรณ์เครื่องจักร
1.1 ขบวนการผลิตชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์เครื่องจักร เช่น
- DRAWING , SPECFICATION
- ขบวนการทางกล เช่น MACHINING
- ขบวนการทางความร้อน เช่น การหล่อ
เพื่อข้อมูลในการนำ ไปวิเคราะห์และแก้ปัญหา

1.2 ประวัติการใช้งาน
- การทำ งานและหน้าที่ว่าเหมาะสมหรือไม่
- สภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ความสะอาด เป็นต้น
- ขนาดและลักษณะแรง
- อายุการใช้งาน

2. การตรวจสอบเบื้องต้นจากชิ้นส่วนที่เสียหาย
- ตรวจสอบด้วยสายตา เพื่อดูลักษณะรอยแตกว่าเป็นอย่างไร มีขนาดและปริมาณ
มากน้อยเท่าไร มีการเปลี่ยนแปลงของสีหรือไม่ และสภาพแวดล้อมทั่วไป เช่น
การจับตัวของ SLAG รวมทั้งสิ่งผิดปกติอื่นที่พบ
- บันทึกภาพความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น รอยแตกโดยเก็บรายละเอียดให้มากที่สุด
และทุกครั้งที่บันทึกภาพต้องบอกตำ แหน่งชิ้นส่วนและกำ ลังขยาย รวมทั้งบันทึก
ภาพของสภาพทั่วๆ ไป

3. การตรวจสอบโดยไม่ทำ ลายเป็นการตรวจสอบหาจุดบกพร่องหรือความไม่ต่อเนื่อง
ของอุปกรณ์หรือชิ้นงานทั้งบริเวณผิวและภายในชิ้นงาน ทำ ให้เราทราบถึงลักษณะและ
ขนาดของรอยแตกที่แท้จริง รอย CRACK เล็กๆ ที่ไม่เห็นด้วยตาเปล่า รวมทั้ง
DEFECT ใต้ผิวชิ้นงาน

3.1 การทดสอบโดยไม่ทำ ลายที่ใช้งานวิเคราะห์
- MAGNETIC PARTICLE INSPECTION
- LIQUID PENETRANT INSPECTION
- ULTRASONIC INSPECTION
- EDDY-CURRENT INSPECTION
- RADIOGRAPHY INSPECTION
- LIQUID PENETRANT INSPECTION

3.2 การเลือกใช้เทคนิคการตรวจสอบโดยไม่ทำ ลาย ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบใหญ่ๆ ดังนี้
- ชนิดและแหล่งกำ เนิดของความเสียหาย จุดบกพร่อง หรือความไม่ต่อเนื่อง
- ชนิดและกรรมวิธีการผลิตของวัสดุ หรือชิ้นงาน
- รูปร่างลักษณะของชิ้นงาน และความสะดวกในการปฏิบัติการทดสอบ
- ระดับความยอมรับได้ของจุดบกพร่องหรือความไม่ต่อเนื่อง
- เครื่องมือตรวจสอบที่หาได้หรือมีอยู่
- ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ

4. การตรวจสอบทางด้านเชิงกล เป็นการตรวจสอบที่ต้องมีการทำ ลายชิ้นตัวอย่าง ซึ่งข้อ
มูลที่ได้
- ทราบข้อมูลทาง MACHANICAL PROPERTIES
- ทราบว่าชิ้นงานแข็งแรงพอหรือไม่
- ทราบคุณสมบัติที่สภาพอื่นๆ เช่น HIGH TEMP
- หาสภาพที่ไม่เหมาะสมในการใช้งาน
การทดสอบเชิงกลที่ใช้ในงานวิเคราะห์มีดังนี้
- TENSILE TEST
- IMPACT TEST
- COMPRESSIVE TEST
- HARDNESS TEST
- FATIGUE TEST
- CREEP TEST เป็นต้น

5. การตรวจสอบทางด้านโลหะวิทยา เป็นการตรวจสอบภายในเนื้อของวัสดุ โดยพิจารณา
จากรอยแตก ว่าเกิดขึ้นจากบริเวณใด เช่น ตามแนวขอบแกรนหรือผ่าแนวแกรน หรือดู
สภาพโครงสร้างของโลหะที่เกิดขึ้น ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ 2 แบบ
- MACROSCOPIC INSPECTION การตรวจสอบโดยอัตราขยายตํ่า
- MICROSCOPIC INSPECTION การตรวจสอบโดยอัตราขยายสูง

6. การตรวจสอบในสภาพที่คล้ายกับการใช้งานจริง เพื่อศึกษาถึงต้นเหตุของปัญหาที่เกิด
ขึ้นว่าเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไรบ้าง และเพื่อศึกษาหาแนวทางในการแก้ไข

7. การวิเคราะห์ทางด้านเคมีของวัสดุเป็นการดูองค์ประกอบทางเคมีเหมือนกับที่รายงาน
หรือรับรองไว้หรือไม่ เพื่อเป็นการยืนยันถึงสาเหตุปัญหาและแนวทางในการแก้ไขได้ดี
ยิ่งขึ้น

8. การวิเคราะห์กลไกการเสียหาย

9. การสรุปผล เป็นการบอกว่าสาเหตุของปัญหาเกิดจากอะไร มีแนวทางในการแก้ไขอย่าง
ไร และวิธีป้องกันการเกิดปัญหา

อย่างไรก็ตามจากที่กล่าวมาจะพบว่า ในการวิเคราะห์ความเสียหายของวัสดุโลหะ ให้ได้ผล
ที่ถูกต้องมีความน่าเชื่อถือสูง จึงจำ เป็นต้องมีผู้วิเคราะห์ที่ชำ นาญและอุปกรณ์ที่เหมาะสม

เอกสารอ้างอิง
สุพจน์ มากดวงเทียน และคณะ, 1997, “วารสารเพื่อการศึกษาเทคโนโลยีและพัฒนาด้านวัสดุ”
Testing Journal,Vol.1.

ไคตินและไคโตซาน

http://www.dss.go.th/dssweb/st-articles/files/ct_3_2545_chitin_chitosan.pdf

[47] ไคตินและไคโตซาน

ในโลกแห่งการวิจัยคิดค้นและพัฒนายุคปัจจุบัน “โพลิเมอร์ชีวภาพ” นับเป็นสิ่งที่มีบทบาทสำ คัญอย่างยิ่ง
ต่อการนำ มาใช้ในการผลิตหรือดัดแปลงเป็นวัสดุต่าง ๆ เพื่อใช้ประโยชน์ ซึ่งโดยทั่วไป “โพลิเมอร์” คือ สิ่งที่มนุษย์
สังเคราะห์ขึ้น เช่น พลาสติก ยางสังเคราะห์ เป็นต้น แต่สำ หรับโพลิเมอร์ชีวภาพแล้ว ถือเป็นสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติรอบ
ตัวเรา และจัดว่ามีความสำ คัญต่อสิ่งมีชีวิตอย่างมาก ตัวอย่างโพลิเมอร์ชีวภาพที่น่าสนใจ ได้แก่ เซลลูโลสที่อยู่ใน
โครงสร้างของพืช แป้งที่เราใช้เป็นอาหาร ยางพารา โปรตีน สารไคตินและไคโตซานที่มีอยู่ในเปลือกปูเปลือกกุ้งและ
แกนปลาหมึก

ไคตินและไคโตซาน เป็นสารธรรมชาติที่มีในเปลือกสัตว์จำ พวก กุ้ง ปูและแมลง นอกจากนี้ยังพบในผนัง
เซลล์ของเชื้อราและสาหร่ายบางชนิด ไคตินและไคโตซานสามารถนำ มาใช้งานได้แพร่หลาย ทั้งด้านวัสดุทางการ
แพทย์และเภสัช ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการเกษตร และทางด้านอุตสาหกรรม ทั้งนี้เนื่องจากมีคุณสมบัติเด่นคือ ไม่มี
ปฏิกิริยาต่อต้านจากร่างกาย เป็นคาร์โบไฮเดรต จะสลายตัวอย่างช้า และถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย จึงไม่ล่งผลใดๆที่
เป็นอันตรายต่อผู้อุปโภคบริโภค

ด้านการเกษตร ใช้ไคโตซานเคลือบเมล็ดข้าวสารเพื่อป้องกันเชื้อรา ทำ ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 20
และใช้ไคตินในการเตรียมดินสำ หรับเพาะปลูกทำ ให้ลดโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราในดินได้ นอกจากนี้มีการใช้ไคตินใน
รูปผลึกขนาดเล็ก 2% ผสมกับหางนม 20% ในอาหารสำ หรับเลี้ยงไก่ พบว่า ไก่กินอาหารผสมที่มีไคติน และหางนม
จะมีนํ้าหนักเพิ่มขึ้นมากที่สุด เมื่อเทียบกับไก่ที่เลี้ยงด้วยอาหารปกติ และอาหารที่มีการเติมหางนมหรือไคตินเพียง
อย่างเดียวและจากการที่ไคโตซานเป็นสารโพลิเมอร์ ที่อุ้มนํ้า การนำ มาห่อหุ้มต้นอ่อน จะช่วยให้มีการเจริญเติบโตได้
ดีขึ้น

ด้านการแพทย์และเภสัชวิทยา ใช้ไคติน และไคโตซาน ในการรักษาบาดแผล เพื่อใช้ในการรักษา แผลผ่าตัด
และไฟไหม้ ซึ่งจะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ทำ ผลิตภัณฑ์แผ่นปิดตกแต่งแผล ด้ายเย็บแผล ซึ่งข้อดีของมันก็คือ จะสลาย
ตัวอย่างช้า ๆ และถูกดูดซับเข้าร่างกาย อย่างไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านจากร่างกาย ใช้เป็นเลนส์สายตา เนื่องจากมีคุณ
สมบัติยอมให้ออกซิเจนผ่านเข้าออกได้ และไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ใช้เป็นแคปซูลบรรจุยา ใช้เป็นสารป้องกันการตก
ตะกอนของเลือด ใช้เป็นตัวจับและตกตะกอนเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว ใช้ผลิตผนังเทียม เช่นผนังไต ใช้เป็นสารลด
โคลเลสเตอรอล และใช้เป็นสารเชื่อมหรืออุดฟันในด้านทันตกรรม

ด้านอุตสาหกรรม โดยอาศัยคุณสมบัติของไคโตซานที่สำ คัญหลายประการ เช่น การเป็นสารก่อให้เกิดอิมัล
ชั่น การจับกับสี การเกิดแผ่นฟิลม์ การเกิดเจล และการเป็นสารลดแรงตึงผิว จึงสามารถประยุกต์ใช้ไคติน-ไคโตซาน
ได้ ในอุตสาหกรรมหลายด้าน เช่น ในอุตสาหกรรมอาหารมีความเป็นไปได้ที่จะใช้ไคโตซานเป็นวัสดุห่อหุ้มอาหาร
หรือยืดอายุของผลไม้ได้ เนื่องจากมีคุณสมบัติในการต่อต้านจุลินทรีย์ การทำ ให้นํ้าผลไม้ใส ตกตะกอนไวน์ขาวและ
ไวน์แดง เนื่องจากไม่มีผลต่อสีของไวน์ และ ลดสารที่ไม่ต้องการบางชนิดในอาหาร เช่น แทนนินได้ ตลอดจนจากการ
วิจัยในสัตว์หลายชนิดพบว่า การบริโภคไคโตซานสามารถลดปริมาณ โคลเลสเตอรอล ในเลือดได้ ในประเทศญี่ปุ่นจึง
มีการผลิตขนมคุ๊กกี้ควบคุมนํ้าหนัก และบะหมี่สำ เร็จรูป ซึ่งมีส่วนผสมไคโตซานออกมาจำ หน่าย นอกจากนี้แล้วยังมี
นํ้าส้มสายชูที่มีไคโตซานผสมอยู่ออกมาจำ หน่ายอีกด้วย สำ หรับประเทศไทยได้มีการจำ หน่ายผลิตภัณฑ์ ไคโตซาน
แคปซูล เพื่อลด โคลเลสเตอรอล และควบคุมนํ้าหนักซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในรูปอาหารเสริม

ในอุตสาหกรรมเครื่องสำ อาง ไคโตซานได้ถูกนำ มาใช้เพื่อจุดประสงค์หลายอย่าง เช่น เป็นสารเพิ่มความข้น
เหนียวในครีม เป็นส่วนผสมในโลชั่น เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและความเนียนนุ่ม เป็นส่วนผสมในแชมพูสระผม ครีมนวด
ผมและครีมปรับสภาพผม เนื่องจากมีคุณสมบัติ ความหนืด และการเคลือบ เพื่อช่วยเก็บความชุ่มชื้นไว้ ทำ ให้เส้นผม
นุ่มได้ บริษัทในประเทศเยอรมนี และบริษัทญี่ปุ่นได้ใช้สารไคโตซานเป็นส่วนประกอบในแป้งแต่งหน้า เพื่อเพิ่มความ
ชุ่มชื้น ความเรียบ รวมทั้งได้มีการนำ สารไคโตซานมาใช้ในโฟมล้างหน้า เพื่อการรักษาความสะอาดและลดความมัน
บนใบหน้า

สำ หรับในอุตสาหกรรมกระดาษไคโตซานได้ถูกใช้เพื่อเป็นสารช่วยการยึดติดโดยใช้เพียง 1% โดยนํ้าหนัก
กระดาษที่ได้จะมีความทนทานเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะขณะเปียก ซึ่งเหมาะสำ หรับทำ ผ้าอ้อมแบบใช้แล้วทิ้ง หรือทำ
กระดาษเช็ดมือ และรวมทั้ง อุตสาหกรรมทอผ้า อุตสาหกรรมแก้ว อุตสาหกรรม การแปรรูปไม้ และการถ่ายภาพ

นอกจากนี้ยังใช้เป็นสารตกตะกอนในการบำ บัดนํ้าเสีย ใช้กำ จัดโลหะหนัก และสารพิษโดยเฉพาะ สาร
กัมมันตภาพรังสี เนื่องจากไคโตซานสามารถจับของแข็งที่แขวนลอยได้ดี และจับกับอะตอมโลหะหนัก เช่น ปรอท
ตะกั่ว แคดเมียมได้ นอกจากนี้ยังได้มีการนำ ไคโตซานไปช่วยจับสารกัมมันตรังสี พวกพลูโตเนียม ยูเรเนียมด้วย
ตลอดจนยังมีการนำ ไคโตซานมาผสมกับพลาสติก เพื่อใช้ในการผลิตพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้

โลกทุกวันนี้กำ ลังให้ความสนใจกับปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างสูง จึงทำ ให้การพัฒนากระบวนการแปรรูป
ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของนักวิทยาศาสตร์จำ ต้องคำ นึงถึงผลกระทบที่อาจมีต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งผู้บริโภคบางกลุ่มนอก
เหนือจากการคำ นึงผลกระทบทางด้านสุขภาพแล้วยังต่อต้านผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดของเสียจากกระบวนการผลิต ดัง
นั้นกิจกรรมต่อเนื่องที่มีจุดมุ่งหมายในการนำ ไคติน ไคโตซาน ที่ได้จากการผลิตด้วยจุลินทรีย์มาทำ เป็นผลิตภัณฑ์อาจ
เป็นเป้าหมายใหม่ที่สำ คํญในการใช้ประโยชน์ของไคติน-ไคโตซาน

ดอกไม้เ้เซรามิก

http://www.dss.go.th/dssweb/st-articles/files/ct_3_2545_ceramic_flower.pdf

[46]  ดอกไม้เ้เซรามิก

พรทิพย์ เวียงอำพล
ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิก
กรมวิทยาศาสตร์บริการ

ดอกไม้เซรามิกเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความสวยงามและมีแนวโน้มด้านการตลาดสูงมากทั้งใน
ประเทศและต่างประเทศ กรมวิทยาศาสตร์บริการได้ศึกษาค้นคว้าเทคนิคการทำ และการตกแต่งดอกไม้
เซรามิกหลายชนิดโดยใช้เนื้อดินโบนไชนาซึ่งมีสีขาว โปร่งแสงและแข็งแกร่ง ได้คิดค้นหาวิธีจำ ลองดอกไม้ที่
มีกลีบบอบบางให้คงอยู่ได้เป็นเวลานาน ด้วยการใช้รูปแบบของดอกไม้มาประดิษฐ์ตามแบบธรรมชาติ
ดอกไม้ไทยนับว่ามีรูปแบบ สีสันสวยงามที่แตกต่างกัน น่าสนใจ และสร้างสรรค์อย่างยิ่ง
วัตถุดิบหลักที่ใช้ตามขั้นตอนในการทำ ดอกไม้เซรามิกคือ ดินนํ้ามันสำ หรับทำ ต้นแบบ
ยางซิลิโคนใช้ทำ แบบพิมพ์ยาง ปูนปลาสเตอร์ทำ แบบพิมพ์ชิ้นส่วน เนื้อดินโบนไชนาทำ กลีบดอก เนื้อดิน
เอร์ทเธนแวร์ใช้ทำ ก้านใบ และส่วนประกอบอื่น สีใต้เคลือบและสีบนเคลือบตกแต่งชิ้นส่วนต่าง ๆ ของ
ดอกไม้เซรามิกให้เหมือนจริง กรมวิทยาศาสตร์บริการยินดีเผยแพร่และถ่ายทอดความรู้ให้ภาคอุตสาหกรรมและผู้สนใจทั่วไป

 

เซลาดอน (Celadon)

http://www.dss.go.th/dssweb/st-articles/files/ct_3_2545_Celadon.pdf

[45]  เซลาดอน (Celadon)

ธนสรณ์ โสตถิโสภา

เซลาดอนเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่เคลือบด้วยนํ้าเคลือบที่ทำ จากขี้เถ้าไม้ แร่ฟันม้า ซี่งมี
ส่วนผสมของเหล็ก และเผาเคลือบด้วยวิธีลดออกซิเจน(Reducing Fire) ทำ ให้เหล็กที่อยู่ในเคลือบเปลี่ยนรูป
จาก Ferric เป็น Ferrous เคลือบที่ได้จึงมีสีเขียวต่าง ๆ เช่น สีเขียวมะกอก เขียวไข่กา เขียวอมฟ้า
เหลืองนํ้าผึ้ง ฯลฯ แล้วแต่ปริมาณของเหล็กและปริมาณของออกซิเจนที่ลดลงในบรรยากาศที่เผา ถ้ามีปริมาณ
ออกซิเจนมากเคลือบก็จะมีสีเหลืองจนถึงนํ้าตาล
เซลาดอนเป็นคำ ที่มาจากภาษาสันสกฤต คือคำ ว่าศิลาและดล แปลว่าเคลือบหิน เป็น
เครื่องปนั้ ดินเผาที่มีอยู่ทั่วไปในโลก และเริ่มผลิตขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน ในประเทศไทยได้มีการผลิต
เซลาดอนในสมัยสุโขทัย คือประมาณ 700 ปี มาแล้ว โดยได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีน ลักษณะ
ผลิตภัณฑ์ที่พบทั่วไป ได้แก่ หม้อนํ้า ตลับ กระถางธูป แจกัน และวัสดุก่อสร้าง ฯลฯ ซึ่งลวดลายที่พบมาก
เป็นรูปปลา ลายพรรณพฤษภาและลายกงจักร เป็นต้น

เครื่องปนั้ ดินเผาในสมัยสุโขทัยสามารถแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ คือ
1. เครื่องถ้วยชะเลียง มีลักษณะคล้ายกับเครื่องปั้นดินเผาของขอมเพราะได้รับอิทธิพล
จากขอม นํ้าเคลือบผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่มีสีนํ้าตาลไหม้ มีการทำ เป็นพวกไห กระปุก ขวด รูปคนและสัตว์
ต่าง ๆ จัดเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทสโตนแวร์(Stone ware)
2. เครื่องถ้วยสุโขทัย ทำ ที่เมืองสุโขทัย ส่วนใหญ่เป็นพวกถ้วยชาม จาน ต่าง ๆ นิยม
เขียนลายจักร ลายสังข์ เป็นสีดำ หรือนํ้าตาลบนพื้นขาว
3. เครื่องถ้วยสวรรคโลก ทำ ที่เมืองสวรรคโลก โดยพ่อขุนรามคำ แหงมหาราช ได้นำ
ช่างจากประเทศจีนมาช่วยทำ ผลิตภัณฑ์ มีทั้งแบบเขียนลาย และแบบเคลือบที่มีสีเขียว ต่าง ๆ เช่นสีเขียว
ไข่กา สีเทามืด สีนํ้าเงินแกมเขียว ฯลฯ ส่วนมากทำ เป็นถ้วย จานขนาดใหญ่ ๆ ตลับกลมมีฝา และ
พวกโถทรงกลมต่าง ๆ เครื่องถ้วยสวรรคโลกที่มีสีเขียวต่าง ๆ ไปจนถึงสีเหลืองออกนํ้าตาลนี้ก็คือเซลาดอน
นั้นเอง

การขึ้นรูป
การขึ้นรูปเซลาดอนในสมัยสุโขทัยใช้วิธีปั้นบนแป้นหมุน และปั้นด้วยมือแบบขดหรือทำ
เป็นแผ่น แต่ในปัจจุบันนอกจากใช้แป้นหมุนแล้ว ยังใช้วิธีการขึ้นรูปด้วยจิกเกอร์และการหล่อสลิป (slip) ด้วย

การเคลือบและการทำ นํ้าเคลือบ
เซลาดอนสมัยสุโขทัย มีการเผาเพียงครั้งเดียว คือเผาเคลือบโดยไม่ต้องเผาดิบ ผลิตภัณฑ์จะ
มีเนื้อหนา มีการตกแต่งลายบนผลิตภัณฑ์โดยการขูด และเขียนลายลงบนผลิตภัณฑ์ดิบก่อนเผา นํ้าเคลือบ
ในสมัยสุโขทัยทำ โดยการนำ เถ้าไม้และพืชบางชนิดมาผสมกับดินและเหล็กอีกเล็กน้อย จากนั้นจึงนำ มา
เคลือบผลิตภัณฑ์ การเคลือบในสมัยสุโขทัยใช้วิธีการจุ่ม ส่วนในปัจจุบันนอกจากใช้วิธีการจุ่มแล้ว ยังใช้วิธี
พ่นและเทราด ด้วย
ลักษณะเคลือบเซลาดอน ปัจจุบันสามารถทำ ได้ทั้งแบบราน ไม่ราน เคลือบมัน ด้าน ขุ่น
และใส โดยศึกษาจากสาเหตุที่ทำ ให้เกิดสมบัติดังกล่าว เช่น การราน (Crazing) เกิดจากอัตราการขยาย
และหดตัวของเนื้อดินและเคลือบต่างกัน ซึ่งเกิดจากในเนื้อดินมี Silica และ Alumina เป็นส่วนประกอบที่
สำ คัญและมีสมบัติการยืดหดตัวปานกลาง แต่ในเคลือบบางชนิดมีปริมาณโซเดียมผสมอยู่สูง ทำ ให้มี
การขยายตัวและหดตัวของเคลือบสูงจึงทำ ให้เกิดการรานขึ้นที่ผิวของเคลือบ ดังนั้นการแก้การรานของเคลือบ
อาจทำ ได้โดยเพิ่มหรือลดปริมาณของวัตถุดิบบางชนิดในเคลือบ ดังนี้
1. เพิ่มปริมาณ Silica
2. ลดปริมาณวัตถุดิบที่มี Alkali (Na2O + K2O)
3. เพิ่มปริมาณ Boric acid
4. เพิ่มปริมาณ Alumina

การเผาเซลาดอน
การเผาเซลาดอนจะใช้วิธีลดออกซิเจน ในช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสม เชื้อเพลิงที่ใช้ในสมัย
สุโขทัยใช้ฟืน แต่ในปัจจุบันนอกจากใช้ฟืนแล้วโดยทั่วไปมักใช้นํ้ามันเตาและแก๊สเป็นเชื้อเพลิง เพราะสามารถ
เผาแบบลดออกซิเจนได้ง่าย ส่วนเตาไฟฟ้าโดยทั่วไปไม่สามารถเผาแบบลดออกซิเจนได้ นอกจากจะออก
แบบเป็นพิเศษให้สามารถเพิ่มปริมาณคาร์บอนได้
การเผาโดยวิธีลดออกซิเจน จะทำ ให้เกิดการเผาแบบไม่สมบูรณ์ในเตา คือใช้เชื้อเพลิงมาก
อากาศน้อย ทำ ให้เกิดคาร์บอนเหลือ และคาร์บอนที่เหลือนี้จะดึงออกซิเจนที่มีอยู่ในเคลือบออกมาทำ ปฏิกิริยา
ธาตุเหล็กในนํ้าเคลือบเปลี่ยนรูปจาก Ferric เป็น Ferrous ทำ ให้เกิดสีเขียวขึ้น ในการเผาวิธีลดออกซิเจน
โดยทั่วไปจะลดออกซิเจนในช่วงอุณหภูมิ 900-1250oC. จากนั้นจึงเผาแบบปกติ(เติมออกซิเจน) จนถึง
อุณหภูมิ 1300oC. ใช้เวลาการเผาประมาณ 12 ชั่วโมง
ในปัจจุบันมีโรงงานเครื่องปั้นดินเผาประเภทเซลาดอนหลายแห่งในประเทศไทยโดยเฉพาะ
ในจังหวัดเชียงใหม่มีโรงงานผลิตเป็นจำ นวนมาก ซึ่งกรรมวิธีการผลิตเซลาดอนได้ปรับปรุงไปตามสภาวะ
แวดล้อม มีการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์และการออกแบบ (Design) ทำ ให้เซลาดอนดูคล้ายของเก่า
ในสมัยสุโขทัย และมีรูปแบบหลากหลายมากขึ้น

หนังสืออ้างอิง
1. ประดิษฐ์ ศรีวิชัยนนท์, เซลาดอน, วารสารเซรามิกส์ ปีที่ 2 ฉบับที่ 5, 2539
2. เดโช ฉัตรกุล ณ อยุธยา, สังคโลกปัจจุบัน, เอกสารทางวิชาการเครื่องปั้นดินเผาในการ
สัมมนาเรื่องเครื่องปั้นดินเผา ครั้งที่ 2, 14-16 กันยายน, 2514
3. คชเดช, ถ้วยชามสังคโลก, วารสารเซรามิกส์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 1, 2538

โบนไชนา

http://www.dss.go.th/dssweb/st-articles/files/ct_3_2545_bone_china_3.pdf

[44]  โบนไชนา

นายธนสรณ์ โสตถิโสภา
ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิก กรมวิทยาศาสตร์บริการ

โบนไชนา เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาที่มีสีขาวชนิดหนึ่งซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าผลิตเซรามิก
สีขาวประเภทอื่น เพราะมีเนื้อละเอียดและมีความโปร่งแสงสูง เนื่องจากมีเถ้ากระดูกผสมอยู่ประมาณ
25% ดังนั้นผลิตภัณฑ์โบนไชนาส่วนมากจะมีความบอบบาง แข็งแกร่งและโปร่งแสง
โบนไชนาได้เริ่มผลิตครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2291(Rado,
P, 1981) และเริ่มขายเป็นจำ นวนมากใน พ.ศ. 2337 เป็นต้นมา ปัจจุบันนี้ประเทศที่มีโรงงานผลิต
ผลิตภัณฑ์โบนไชนา ได้แก่ประเทศอังกฤษ อเมริกา สวีเดน รัสเซีย และญี่ปุ่น โดยเฉพาะประเทศอังกฤษ
และญี่ปุ่นได้ผลิตเนื้อดินโบนไชนาออกขายทั่วโลกด้วย
สำ หรับประเทศไทยได้มีการนำ เข้าเนื้อดินโบนไชนาจากประเทศอังกฤษและญี่ปุ่น เพื่อ
ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์จำ พวกตุ๊กตา ดอกไม้ ถ้วย ชาม และของที่ระลึกต่าง ๆ ปัจจุบันหน่วยราชการที่
กำ ลังทำ การวิจัยผลิตเนื้อโบนไชนาขึ้นเองจากวัตถุดิบในประเทศก็คือศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรม
เซรามิก กรมวิทยาศาสตร์บริการ

คำ จำ กัดความ”โบนไชนา” ตาม ASTM-C242 โบนไชนา หมายถึง ผลิตภัณฑ์เครื่อง
เคลือบดินเผาสีขาว ชนิดโปร่งแสง ซึ่งมีส่วนผสมของเถ้ากระดูกอย่างน้อยร้อยละ 25

คุณสมบัติและประโยชน์
หากจัดประเภทเซรามิกตามลักษณะเนื้อดินแล้ว โบนไชนาจัดอยู่ในผลิตภัณฑ์จำ พวก
พอร์ซเลน เพราะมีเนื้อขาว และแกร่ง แต่โบนไชนามีลักษณะเด่นคือมีความโปร่งแสงมากกว่า 80% จาก
คุณสมบัติดังกล่าว ผู้ผลิตจึงนิยมนำ โบนไชนาทำ ผลิตภัณฑ์ที่มีความบอบบาง โปร่งแสง นอกจากนั้นแล้ว
โบนไชนามีความทนต่อแรงกระแทกได้ดีพอสมควร และทนการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างเฉียบพลัน เช่น
ถ้านำ ถ้วยโบนไชนาแช่ในช่องแช่แข็งในตู้เย็น แล้วนำ ออกมาเทนํ้าเดือดใส่ลงทันที ถ้วยจะไม่แตก

การขึ้นรูปผลิตภัณฑ์โบนไชนา
การขึ้นรูปผลิตภัณฑ์โบนไชนาโดยทั่วไปทำ ได้หลายวิธี เช่น
การปนั้ อิสระ เชน่ ตุ๊กตา ดอกไม้ต่าง ๆ เป็นต้น เนื่องจากโบนไชนามีความเหนียวไม่พอ
ต้องเติมสารยึดเหนี่ยว(Binder) ลงไปเพื่อเพิ่มความเหนียว แล้วจึงนำ ไปปั้น เช่นการปั้นดอกไม้ ทำ ให้
สามารถปั้นได้กลีบบางคล้ายของจริง
Ceramic1/my doc/Home Page/1/สาระน่ารู้/เดือน ส.ค./โบนไชนา.doc/p.2/4/3/02
จิกเกอร์(Jiggering) ใช้สำ หรับทำ จาน ชาม และถ้วยต่าง ๆ แต่ต่อมานิยมใช้ขึ้นรูปโดย
วิธีโรลเลอร์(Roller Method) มากกว่า เพราะว่าผลิตได้เป็นจำ นวนมาก อย่างไรก็ตามการขึ้นรูปทั้งสองวิธี
นี้หากความเหนี่ยวไม่พอต้องเติมสารยึดเหนี่ยว(Binder) เพื่อเพิ่มความเหนียวเช่นกัน
การหล่อแบบหรือการหล่อ Slip เป็นวิธีขึ้นรูปที่เหมาะสมที่สุดวิธีหนึ่งสำ หรับเนื้อโบนไชนา
ที่มีความเหนี่ยวน้อย สามารถหล่อเป็นผลิตภัณฑ์รูปถ้วยชนิดต่าง ๆ แจกัน ชุดกาแฟ ตลับใส่ของ นาฬิกา
เป็นต้น

เคลือบโบนไชนา
เคลือบสำ หรับผลิตภัณฑ์โบนไชนา เป็นเคลือบที่มีความโปร่งใส และมันวาวกว่าเคลือบ
สำ หรับผลิตภัณฑ์ที่มีสีขาวชนิดอื่น ๆ เพราะมีส่วนผสมของฟริตซึ่งประกอบด้วย Lead-Boro-Silicate ทำ ให้
เกิดความมันวาวและลดจุดสุกตัวของเคลือบ ทำ ให้เคลือบมีการสุกตัวที่อุณหภูมิตํ่าคือประมาณ 1080oC.

การเผาผลิตภัณฑ์โบนไชนา
การเผาผลิตภัณฑ์โบนไชนา โดยทั่วไปจะเผา 2 ครั้ง คือเผาดิบ และเผาเคลือบ แต่ถ้ามี
การตกแต่งสีบนเคลือบ จะเผาอีกครั้งหนึ่ง ดังนี้
เผาดิบ(Biscuit firing) ผลิตภัณฑ์โบนไชนา จะมีการเผาดิบที่ประมาณ 1230oC.
เผาเคลือบ(Glost firing) เผาที่อุณหภูมิประมาณ 1080 oC.
เผาตกแต่งสี(Decorating firing) เผาที่อุณหภูมิประมาณ 800-900oC.
การเผาทั้ง 3 ขั้นตอน ควรเผาในบรรยากาศออกซิไดส์เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีสีขาว

การบิดเบี้ยวจากการเผา
เนื่องจากโบนไชนามีช่วงสุกตัวสั้นมาก ผลิตภัณฑ์จะอ่อนตัวเพราะประมาณ 30-40%
เป็นแก้ว ดังนั้นถ้าเผาเกินจุดสุกตัวประมาณ 20oC. ผลิตภัณฑ์จะอ่อนตัวและยุบตัวผิดรูปเสียหายได้ง่าย

การระวังป้องกันการบิดเบี้ยวของผลิตภัณฑ์จากการเผา
1. ควบคุมการเผาอย่างระมัดระวัง
1.1 ควบคุมการเผาไม่ให้อุณหภูมิเกินจุดสุกตัว
1.2 ในการเผาวัดความร้อนด้วยโคนจะแน่นอนกว่า
1.3 ควบคุมบรรยากาศในเตาเผาเป็นแบบออกซิไดซ์เสมอ ถ้าเกิดรีดิวส์เนื้อผลิตภัณฑ์จะ
ออกเขียว
Ceramic1/my doc/Home Page/1/สาระน่ารู้/เดือน ส.ค./โบนไชนา.doc/p.3/4/3/02

2. การตั้งผลิตภัณฑ์ในเตาเผา
2.1 ผลิตภัณฑ์จานแบบ(Flatware) วางบนเครื่องรองเตาเผา ทำ จากวัสดุทนไฟเนื้อ
คอร์เดียไรต์-มัลไลต์ เฉพาะตามขนาดและรูปร่างของผลิตภัณฑ์
2.2 ถ้วย(Cup)ตั้งในเตาเผาโดยวางถ้วยใบหนึ่งควํ่าประกบปากบนถ้วยอีกใบหนึ่งหรือ
โดยใช้แหวนดินดิบวางคํ้าปากด้วย แหวนดินนี้ทำ จากเนื้อชนิดเดียวกับผลิตภัณฑ์
เพราะว่าจะหดตัวเท่ากันใช้ครั้งเดียวทิ้ง
2.3 รูปร่างอื่น ๆ(Figurines) ทำ ที่คํ้ายันพิเศษเฉพาะผลิตภัณฑ์นั้น ๆ และทำ จากเนื้อ
ดินชนิดเดียวกับผลิตภัณฑ์

3. การออกแบบรูปทรงผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์บางรูปแบบบิดเบี้ยวง่าย บางรูปแบบบิดเบี้ยว
ยาก เช่นแบบใหญ่บิดเบี้ยวง่ายกว่าแบบเล็ก ควรเลือกออกแบบรูปทรงที่บิดเบี้ยวยาก

4. แผ่นรองเผาควรรักษาให้เรียบอยู่เสมอ ควรตรวจตรากะเทาะเศษผลิตภัณฑ์ เศษเคลือบทิ่
ติดออก แล้วทาด้วยผงอะลูมินาหรืออะลูมินาผสมดินขาวในอัตราส่วน 1:1
5. แผ่นรองเผาควรวางให้ได้ระดับในเตาเผา ไม่เอียง

เอกสารอ้างอิง
1. วรุณี ถิรมงคล, รายงานการถ่ายทอดเทคโนโลยีโบนไชนา, กรมวิทยาศาสตร์บริการ
กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม, กรุงเทพฯ, 2532.
2. ปรีดา พิมพ์ขาวขำ , เคลือบเซรามิค, สำ นักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์, กรุงเทพฯ, 2530.
3. Basnett and Cartwright, British Ceramic Research, Journal Volume 88 No.5, 1995.
4. Chen R. Saldek, Ceramic Industrial International, A Wiley-Interscience Publition,
London, 1993.
5. J.J. Cooper, British Ceramic Technology, Journal Volume 94, No.4, 1995.

เถ้ากระดูกสังเคราะห์สำ หรับโบนไชน่า

http://www.dss.go.th/dssweb/st-articles/files/ct_3_2545_bone_china_2.pdf

[43]  เถ้ากระดูกสังเคราะห์สำ หรับโบนไชน่า

พิมพวัลคุ์ วัฒโนภาส

โบนไชน่า ( Bone china ) หมายถึงผลิตภัณฑ์เซรามิกส์ที่ใช้เถ้ากระดูกจากการเผากระดูกวัวเป็นวัตถุ
ดิบที่สำ คัญชนิดหนึ่ง ( ในปริมาณ 40-50 % ) ทำ ให้ผลิตภัณฑ์มีสีขาวนวล โปร่งแสงและแข็งแกร่ง
นอกจากจะหากระดูกได้ยากขึ้นแล้ว คุณภาพที่ไม่สมํ่าเสมอและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจากการเผา
กระดูกและล้างกระดูกด้วยกรด ทำ ให้ต้องหาวิธีการที่ยั่งยืนในการทดแทนเถ้ากระดูกธรรมชาติ
Shandong Institute of Ceramic Research and Design สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ศึกษาวิจัยจน
สามารถสังเคราะห์เถ้ากระดูกได้ และมีโรงงานโบนไชน่าเกือบ 10 แห่ง นำ เถ้ากระดูกสังเคราะห์ไปใช้ในการ
ผลิตได้แล้ว ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ มีคุณสมบัติดีกว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำ จากเถ้ากระดูกธรรมชาติ
เพื่อให้ได้สาร hydroxyl calcium phosphate ( Ca5 (PO4)3 (OH) ) เขาใช้สารเคมีซึ่งประกอบด้วย
calcium , phosphorus และสารอื่น ๆ มาผ่านกระบวนการทางเคมีจนได้ผลึกของเถ้ากระดูกสังเคราะห์ซึ่งมี
Ca / P. mole ratio ที่ถูกต้อง ( 1.55 – 1.56 ) เพื่อผ่านการเผาที่ 1300๐C จะได้เถ้ากระดูกสังเคราะห์สำ หรับนำ ไป
ใช้งานต่อไป
COMPARISON OF MAIN BONE CHINA WARE PROPERTIES
properties bone china from natural bone ash china
synthetic bone ash from Chinese factory
whiteness (%) 88.1 83.4
transparency (%) 45.04 43.66
glossiness (%) 115 106
mechanical strength (MPa) 152 112
thermal stability* (๐C) 180 140
total shrinkage of the body (%) 15.8 15.5
notes : *thermal stability applies to temperature at which the product can have a heat exchange with
water at 20๐C without bursting)

จากตารางที่แสดง จะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์โบนไชน่าจากเถ้ากระดูกสังเคราะห์ มีสมบัติที่เหนือกว่าเถ้า
กระดูกธรรมชาติหลายประการ เช่น ความขาว ความแข็งแกร่ง ความโปร่งแสง เป็นต้น
ปัจจุบันโรงงานในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนต่างหันมาใช้เถ้ากระดูกสังเคราะห์ ประมาณ
การว่าการผลิตโบนไชน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 50 ล้านชิ้น ใน 2/3 ปี ข้างหน้า ทำ ให้ปริมาณการใช้เถ้ากระดูกมีถึง
10,000 ตันต่อปี ในจำ นวนนี้ 7,000 ตัน จะเป็นเถ้ากระดูกสังเคราะห์
* เก็บความจากวารสาร Asian Ceramics and Glass ฉบับเดือน กรกฎาคม คศ. 2000

โคมไฟ BONE CHINA

http://www.dss.go.th/dssweb/st-articles/files/ct_3_2545_bone_china.pdf.

[42] โคมไฟ BONE CHINA

วิเวก อรุณรัตน์ โทร. (02) 201-7372
ฝ่ายพัฒนาการออกแบบ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิก
กรมวิทยาศาสตร์บริการ

คุณสมบัติพิเศษของเนื้อดินบวกกับเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยและรูปแบบจากจินตนาการของ
ศิลปิน กลายมาเป็นนวัตกรรมใหม่ของโคมไฟจากเนื้อดิน BONE CHINA ที่มีความขาว, บาง, แข็งแกร่ง
และโปร่งแสง แสงที่ผ่านโคมไฟ BONE CHINA ให้ความสวยงาม ความสว่างที่ลงตัวดูมีคุณค่ามีเสน่ห์ต่าง
จากโคมไฟที่ทำ จากแก้วหรือพลาสติกที่เคยเห็นโดยทั่วไป ลายแกะสลักหลายระดับเป็นภาพต่างๆ เช่น
ภาพสัตว์, คน, ภาพทิวทัศน์, ภาพดอกไม้ ภาพจากวรรณคดีหรือลวดลายต่างๆ จากช่างฝีมือประณีตเป็น
ภาพ 3 มิติเมื่อผ่านแสงไฟ ส่วนประกอบของโคมไฟจากทองเหลือง, ไม้, ความขาวของโคมไฟ
รวมกันอย่างลงตัวเป็นโคมไฟ BONE CHINA ไม่ว่าจะเป็นแบบตั้งพื้น, แบบตั้งโต๊ะ, แบบติดผนัง,
แบบแขวนเพดาน ฯลฯ ใช้ในงานด้านสถาปัตยกรรมและตกแต่งอาคารเน้นรูปแบบที่เป็นงานศิลปะคลาสสิก
หรูหราและมีราคา แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความก้าวหน้าของคนไทยในการผลิตโคมไฟ
จากเครื่องเคลือบดินเผาเนื้อดินที่ดีที่สุด สามารถผลิตเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs)
ได้ทั้งจำ หน่ายภายในประเทศหรือเพื่อการส่งออก
สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
“ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิก”
กรมวิทยาศาสตร์บริการ
กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
โทร. 254-8008 FAX 248-0292

เทคนิคการตกแต่งผลิตภัณฑ์ด้วยแอร์บรัช

http://www.dss.go.th/dssweb/st-articles/files/ct_3_2545_air_bursh.pdf

[41] เทคนิคการตกแต่งผลิตภัณฑ์ด้วยแอร์บรัช

ภาณุพงศ์ หลาบขาว
ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิก
กรมวิทยาศาสตร์บริการ

การตกแต่งผลิตภัณฑ์เซรามิกส์มีเทคนิคการตกแต่งหลากหลายวิธี แอร์บรัชเป็นวิธีการ
หนึ่งซึ่งเราสามารถนำ มาตกแต่งผลิตภัณฑ์ให้เกิดความงามอย่างมีประสิทธิภาพ ในลักษณะของงานบาง
ลักษณะจำ เป็นอย่างยิ่งต้องใช้ตกแต่งด้วยแอร์บรัชเพื่อเสริมแต่งให้งานมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น จะสังเกตได้
ว่าปัจจุบันแอร์บรัชเข้ามามีบทบาทในงานศิลปะแต่ละสาขาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะงานโฆษณานิยม
ทำ กันอย่างแพร่หลาย ในอุตสาหกรรมเซรามิกส์บ้านเราผู้ประกอบการบางรายมีการนำ แอร์บรัชมาใช้แล้ว
ประเภทของแอร์บรัช
1. ประเภทจังหวัดเดียว (Single Action) ระบบการทำ งานเป็นระบบสีผสมกับอากาศภายนอก ถ้วย
สีอยูด่ า้ นลา่ งโดยกำ ลังลมจะดูดสีขึ้นไปผ่านหัวพ่น การบังคับลมกับการบังคับสีแยกจากกัน คือ
การบังคับสีโดยหมุนเกลียวที่ชุดล่างสี แต่บังคับลมโดยกดดันบังคับลมลง ประเภทนี้จะโยกคัน
บังคับมาข้างหลังไม่ได้
2. ประเภท 2 จังหวะ (Double Action) ระบบการทำ งานใช้ระบบผสมสีกับอากาศก่อนจะออกจาก
ปากแอร์บรัช กำ ลังลมจะดูดสีออกไปทางปากแอร์บรัช การบังคับและสีใช้คันบังคับเดียวกัน คือ
กดและโยกด้วยนิ้วมือเดียวไปทางด้านหลัง
ประเภทจังหวะเดียว
ประเภท 2 จังหวะ

ประสิทธิภาพของแอร์บรัช
• ตกแต่งสีได้เรียบเนียนนุ่มนวล สวยงามเหมือนธรรมชาติกว่าพู่กันแปรงขนสัตว์
• ตกแต่งสีได้รวดเร็วกว่าแปรงขนสัตว์
• ประหยัดสีได้มากกว่าพู่กันแปรงขนสัตว์
• ลดต้นทุนการผลิตได้มากกว่า

ส่วนประกอบในการทำ งานของแอร์บรัชมี 2 ชุด และสายลม 1 เส้น
1. ป๊มั ลม ทำ หน้าที่ปมั๊ ลมจ่ายไปยังชุดแอร์บรัช (หัวพ่น)
2. แอร์บรัช (หัวพ่น) ทำ หน้าที่พ่นสีเพื่องานตกแต่ง
สายลมเป็นทางผ่านลมจากป๊มั ลมไปยังหัวพ่น
ทั้งสองอย่างทำ งานร่วมกันจึงจะปฏิบัติงานได้

กรกฎาคม 23, 2011

ถ่านหินและการทดสอบคุณภาพ

http://www.dss.go.th/dssweb/st-articles/files/cp_3_2545_coal.pdf.

[40]  ถ่านหินและการทดสอบคุณภาพ

เรียบเรียงโดย นว 7 ว สุนี ลาวัณยากุล

นว 7 ว ศิริวรรณ ศิลป์สกุลสุข
กองเคมี กรมวิทยาศาสตร์บริการ

ถ่านหิน

ถ่านหิน (coal) มีสถานะเป็นของแข็ง ไม่มีรูปผลึกที่แน่นอน โดยทั่วไปมีสีเข้มตั้งแต่สีนํ้าตาลถึงสีดำ สนิท
ประกอบด้วย คาร์บอน สารระเหย ความชื้น อาจมีธาตุต่าง ๆ ปนในปริมาณน้อย ถ่านหินเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า
มากเพราะเป็นแหล่งพลังงานที่สำ คัญ (1)
ถ่านหินเกิดจากพืชที่ผ่านขบวนการทางธรณีวิทยาจนมีการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางเคมี (chemical) และกาย
ภาพ (physical) การเปลี่ยนแปลงทางเคมีที่สำ คัญได้แก่ การสูญเสียความชื้น และองค์ประกอบที่ระเหยได้ (volatile
constituents) เช่นสารประกอบของคาร์บอน ออกซิเจน และไฮโดรเจน รวมทั้งเกิดการจัดเรียงตัวใหม่ของโมเลกุล
ที่เหลืออยู ่ และมีการเพิ่มอัตราส่วนของคาร์บอนคงตัว (fixed carbon) และเถ้า การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่
สำ คัญได้แก่ มีสีเข้มขึ้น ความแข็งและการอัดตัวเพิ่มขึ้นรวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงของรอยแยก พบว่าถ่านหินเมื่อ
เผาที่บรรยากาศจะสลายตัวได้ช้ากว่าถ่านไม้ และมีความแตกต่างจากกลุ่มของเชื้อเพลิงแข็ง ที่รูจั้กกันในชื่อว่า บิทู
เมนแข็ง (solid bitumens) ซึ่งได้จากพวกปิโตรเลียม ความแตกต่างระหว่างเชื้อเพลิงทั้งสองชนิดนี้สามารถสังเกต
ได้ผ่านกล้องจุลทรรศน์เพราะถ่านหินจะมีองค์ ประกอบที่เป็นพืชหลงเหลืออยู่ ในขณะที่บิทูเมนแข็งไม่มี ถ่านหิน
บางชนิดที่ได้จากแหล่งกำ เนิดที่เคยเป็นนํ้ามาก่อนอาจพบว่ามีซากสัตว์ เช่นปลาปนอยู่ในองค์ประกอบด้วยใน
อัตราส่วนที่ไม่มากนัก
พีท (peat) ไม่ถูกจัดเป็นถ่านหิน แต่เป็นพัฒนาการขั้นต้นของถ่านหินเนื่องจากถ้ามีการทับถมกันของซาก
พืชภายใต้สภาวะทางธรณีวิทยาที่เหมาะ สมก็อาจจะกลายเป็นถ่านหินได้
ถ่านหินถูกจัดให้เป็นหิน โดยการที่นักธรณีวิทยากำ หนดว่าหินต้องเป็นของแข็งตามธรรมชาติที่ประกอบ
ด้วยเศษแข็งของปลือกโลก ไม่ว่าจะเป็นสารอินทรีย์หรืออนินทรีย์ก็ตาม ในทางการค้า อุตสาหกรรมและทาง
กฎหมายจะรวมองค์ประกอบที่เป็นแร่ธาตุด้วย และบางครั้งอาจจะเรียกว่าเป็นแร่ถ่านหิน (mineral coal)
ในถ่านหินแต่ละก้อนจะไม่มีความเป็นเนื้อเดียวกัน การจัดประเภทถ่านหินเป็นสิ่งที่ยากมากเนื่องจากถ่าน
หินมีองค์ประกอบทางเคมีและแร่ธาตุแตกต่างไม่สมํ่าเสมอทั้งในประเภทเดียวกันเองหรือแม้แต่ต่างประเภทกันก็
ตาม (2)
มาตรฐาน ASTM D 388 ได้จัดแบ่งประเภทถ่านหินไว้ตามตาราง Classification of coals by rank ดังนี้

.

.

.

การทดสอบคุณภาพถ่านหิน

การทดสอบคุณภาพถ่านหิน เป็นการตรวจสอบว่าถ่านหินนั้นมีสมบัติเป็นอย่างไร สามารถนำ ไปใช้เป็นเชื้อ
เพลิงได้ดีหรือไม่ หรือนำ ไปใช้ประโยชน์อื่นตามคุณภาพของถ่านหินนั้น ๆ การวิเคราะห์ทดสอบคุณภาพตามข้อ
กำ หนดของผู้ใช้ในด้านต่าง ๆ จะทำ ให้ทราบถึงคุณภาพของถ่านหินนั้น ๆ
การทดสอบคุณภาพถ่านหิน มีการวิเคราะห์หาค่าต่าง ๆ ดังนี้
1. Proximate analysis ได้แก่การหาปริมาณความชื้น เถ้า สารระเหย และคาร์บอนคงตัว
2. Ultimate analysis ได้แก่การหาปริมาณ คาร์บอน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน ออกซิเจน กำ มะถัน และเถ้า
3. วิเคราะห์หาค่าความร้อน (Calorific value)
การวิเคราะห์ทดสอบเรื่องถ่านหินจะมีวิธีทดสอบตามมาตรฐาน เช่น ASTM (American Society for Testing
and Material) มาตรฐาน ASTM นี้จะมีการปรับปรุงหรือเพิ่มวิธีใหม่ ๆ อยู่เสมอ โดยมีการจัดพิมพ์ใหม่ทุกปี ใน
มาตรฐานจะกำ หนดเรื่องเครื่องมือ การเตรียมตัวอย่าง สารเคมี วิธีวิเคราะห์ทดสอบ และการคำ นวณไว้อย่าง
ละเอียด นอกจากนี้มาตรฐานยังมีการกำ หนดเกณฑ์ที่ยอมรับได้ของผลการวิเคราะห์ทดสอบ กรณีที่ทดสอบโดย
ห้องปฏิบัติการเดียวกัน หรือต่างห้องปฏิบัติการไว้เป็น 2 แบบ ดังนี้
1. Repeatability เป็นค่ากำ หนดของความแตกต่างที่เกิดขึ้นเมื่อทำ การทดลองซํ้าสองครั้งโดยใช้ตัวอย่าง
เดียวกัน เครื่องมือเดียวกันโดยบุคคลเดียวกัน
2. Reproducibility เป็นค่ากำ หนดของความแตกต่างที่เกิดขึ้นเมื่อทำ การทดลองซํ้าสองครั้งโดยใช้ตัวอย่าง
เดียวกันแต่ใช้เครื่องมือ ห้องปฏิบัติการและบุคคลที่ทดสอบต่างกัน
ในการบ่งชี้คุณภาพของถ่านหิน จะต้องมีการวิเคราะห์คุณภาพในรายการต่าง ๆ มาประกอบกัน การ
วิเคราะห์เพียงบางรายการบางครั้งก็ไม่สามารถบ่งชี้คุณภาพได้ นอกจากนี้ในการรายงานผลจำ เป็นต้องกำ หนด
สภาพตัวอย่างของถ่านหินขณะวิเคราะห์ทดสอบด้วย และการเปรียบเทียบคุณภาพจำ เป็นต้องเปรียบเทียบผลจาก
การทดสอบในสภาพตัวอย่างที่เหมือนกัน
ตาม ASTM D 3180 ได้กำ หนดสภาพของตัวอย่างพร้อมวิธีการคำ นวณโดยรายงานค่าตามสภาพต่าง ๆ ดังนี้
• As-received basis เป็นค่าที่คำ นวณจากตัวอย่างที่มีความชื้นตามสภาพของตัวอย่างที่ห้องปฏิบัติการได้
รับ โดยไม่ผ่านขบวนการเตรียมตัวอย่างหรือขบวนการอื่น
• As-determined basis เป็นค่าที่คำ นวณได้จากการวิเคราะห์ตัวอย่างที่ผ่านการเตรียมตัวอย่างและมี
ความชื้นเหลืออยู่เท่ากับขณะที่ทดสอบ
• Dry basis เป็นค่าที่คำ นวณได้จากตัวอย่างที่ปราศจากความชื้น โดยการนำ ค่าความชื้นที่วิเคราะห์ตาม
ASTM D 3173 มาแปลงค่าจาก as-determined basis ไปเป็น dry basis
• Dry, ash-free basis เป็นค่าที่คำ นวณจากตัวอย่างที่ปราศจากความชื้นและขี้เถ้า โดยการนำ ค่าความชื้น
ที่วิเคราะห์ตาม ASTM D 3173 และเถ้าตาม ASTM D 3174 มาแปลงค่าจาก as-determined basis ไปเป็นสภาพ
dry, ash-free basis
Proximate Analysis
เป็นการหาปริมาณของความชื้น เถ้า สารระเหย และคาร์บอนคงตัว ค่าที่ได้สามารถนำ ไปใช้ในการจัดกลุ่ม
ของถ่านหินโดยอาศัยอัตราส่วนของสารที่เผาไหม้ได้กับสารที่ไม่สามารถเผาไหม้ได้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่นำ มาพิจารณา
ในการซื้อขายและประเมินคุณภาพของถ่านหิน
ความชื้น (ASTM D 3173)
ค่าความชื้นของถ่านหินวิเคราะห์ตาม ASTM D 3173 โดยให้ความร้อนกับถ่านหิน 1 กรัม ที่อุณหภูมิ 105-
110 องศาเซลเซียส และคำ นวณเป็นร้อยละของนํ้าหนักที่หายไป ค่านี้ถือว่าสำ คัญมากโดยเฉพาะในด้านการซื้อ
ขาย เพราะส่วนใหญ่จะทำ การซื้อขายโดยเปรียบเทียบคุณภาพจากถ่านหินที่แห้ง ฉะนั้นจึงจำ เป็นต้องใช้ค่า
ความชื้นนี้ไปคำ นวณค่าอื่น ๆ ของถ่านหินให้อยู่ในสภาพตัวอย่างที่แห้ง (dry basis)
เถ้า (ASTM D 3174)
เถ้าเป็นปริมาณสารอนินทรีย์ที่คงเหลืออยู่หลังจากการเผาไหม้ถ่านหิน แต่เถ้าที่ได้นี้จะต่างจากองค์ประกอบ
ของสารอนินทรีย์ที่ปรากฎอยู่ในสารตั้งต้น ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงสารเคมีที่เกิดขึ้นภายในตัวแร่ธาตุ
ได้แก่ การสูญเสียนํ้าเนื่องจากการเกิดผลึกของแร่ธาตุที่มีนํ้าอยู่ในองค์ประกอบ การสูญเสียคาร์บอนไดออกไซด์
จากคาร์บอเนต การเกิดออกซิเดชันของไพไรต์ (FeS2) เป็นเหล็กออกไซด์ (Ferric oxide) ปริมาณเถ้ามีความสำ คัญ
เนื่องจากมีผลในการลดค่าความร้อนของถ่านหิน และยังเกี่ยวข้องกับค่าการเผาไหม้ของถ่านหินอีกด้วย วิธี
วิเคราะห์ปริมาณเถ้าตาม ASTM D 3174 ทำ โดยการเผาตัวย่างถ่านหิน 1 กรัม ที่อุณหภูมิ 750 องศาเซลเซียส และ
คำ นวณหาร้อยละของนํ้าหนักที่ยังคงเหลืออยู่
สารระเหย (ASTM D 3175)
สารระเหยเป็นองค์ประกอบของถ่านหินที่มีสถานะเป็นก๊าซเมื่อนำ ถ่านหินมาเผาที่อุณหภูมิ 950 องศา
เซลเซียส เป็นเวลา 6-7 นาที (ขึ้นอยู่กับลักษณะของถ่านหิน) และคำ นวณร้อยละของนํ้าหนักที่หายไปลบด้วย
ความชื้น สารระเหยที่ถูกปลดปล่อยออกมาโดยมากจะเป็น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไฮโดรเจน นํ้า และสาร
ระเหยจากทาร์ (tar) ซึ่งขึ้นกับโครงสร้างทางอินทรีย์ของถ่านหินนั้น ๆ
คาร์บอนคงตัว (ASTM D 3172)
เป็นค่าที่แสดงถึงส่วนที่เผาไหม้ได้ของถ่านหินหลังจากที่กำ จัดความชื้น สารระเหย และเถ้าออกแล้ว ซึ่งหา
ได้โดยนำ ปริมาณความชื้น เถ้า สารระเหย ลบออกจาก 100 และทุกค่าต้องอยู่ในสภาวะความชื้นเดียวกัน ปริมาณ
คาร์บอนคงตัวนี้มีความสำ คัญมากต่อการแบ่งระดับชั้นของถ่านหิน ถ้ามีค่ามากขึ้นความเป็นถ่านหินก็จะเพิ่มขึ้น
ด้วย
Ultimate Analysis
เป็นการหาปริมาณ คาร์บอน ไฮโดรเจน กำ มะถัน ไนโตรเจน ออกซิเจนและเถ้า โดยที่ปริมาณของ
ออกซิเจนคำ นวณได้จากการนำ ค่าคาร์บอน ไฮโดรเจน กำ มะถัน ไนโตรเจนและเถ้าลบออกจาก 100
คาร์บอน ไฮโดรเจน และไนโตรเจน (ASTM D 5373)
วิเคราะห์ด้วยเครื่อง CHN Analyser ตาม ASTM D 5373 โดยการเผาถ่านหินในบรรยากาศของออกซิเจน
ซึ่งจะได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) และนํ้า โดยที่ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์
(NOx) จะถูกรีดิวส์ เป็นก๊าซไนโตรเจน (N2) จากนั้นปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และไอนํ้าจะถูก
คำ นวณเป็นปริมาณของคาร์บอนและไฮโดรเจน โดยมี IR (Infrared) cells เป็น detector สำ หรับก๊าซไนโตรเจน
(N2) จะถูกตรวจสอบโดย TC (Thermal conductivity) cell แล้วคำ นวณเป็นปริมาณไนโตรเจน
ปฏิกิริยาของการเกิดสารประกอบเคมีเมื่อเผาตัวอย่างถ่านหินในบรรยากาศของออกซิเจนอธิบายได้ดังต่อ
ไปนี้
• ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เกิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันของสารคาร์บอนอินทรีย์ (organic carbon)
ธาตุคาร์บอนอิสระและคาร์บอนจากการสลายตัวของคาร์บอเนต (carbonate mineral)
• นํ้า เกิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันของไฮโดรเจนในรูปสารอินทรีย์ (organic hydrogen) รวมความชื้น
และนํ้าในโครงสร้างของถ่านหินนั้น
• ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ได้จากปฏิกิริยาออกซิเดชันของสารไนโตรเจนอินทรีย์และการสลายตัว
ของไนเตรต
ปริมาณของคาร์บอน ไฮโดรเจนมีประโยชน์ในการคำ นวณหาปริมาณก๊าซออกซิเจนที่ต้องการใช้ในขบวน
การเผาไหม้ถ่านหิน ประสิทธิภาพของเตาเผาและใช้ในการคำ นวณมวลสมดุล (material balance) เพื่อนำ ไป
ประเมินค่าความร้อนที่จะได้จากการเผาไหม้ สำ หรับปริมาณไนโตรเจนจะใช้ในการประเมินปริมาณไนโตรเจน
ออกไซด์ที่จะเกิดขึ้นจากการเผาถ่านหิน เพราะเป็นสารที่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
กำ มะถัน (ASTM D 3177)
กำ มะถันเป็นธาตุที่น่าสนใจเพราะสามารถใช้ประเมินคุณภาพของถ่านหิน และปริมาณสารประกอบ
กำ มะถันที่จะปลดปล่อยออกมาจากการเผาไหม้ถ่านหินซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การหาปริมาณกำ มะถันโดย
วิธี ASTM D 3177 มี 2 แบบคือ Eschka method โดยนำ ส่วนผสมของถ่านหินและ Eschka’s mixture ไปเผาให้
หลอมละลายแล้วนำ ไปต้มให้ละลาย กรอง นำ สารละลายที่ได้ไปตกตะกอนเป็น Barium sulphate กรองตะกอนที่
ได้ เผา ชั่งนํ้าหนักแล้วคำ นวณเป็นร้อยละของกำ มะถันที่ได้ วิธี Bomb washing method ทำ โดยนำ สารละลายที่ได้
จาก oxygen bomb calorimeter ไปตกตะกอนเป็น Barium sulphate เช่นเดียวกับวิธีแรก
Gross Calorific Value (ASTM D 1989)
การหาค่าความร้อนตามวิธี ASTM D 1989 เป็นการหาค่าปริมาณความร้อนของถ่านหินโดยการเผาไหม้
ถ่านหินใน oxygen bomb calorimeter ภายใต้ control condition (Isoperibol calorimeter) ซึ่งคำ นวณเป็น cal/g,
kcal/kg, Btu/lb หรือ J/g
ค่าความร้อนที่ได้จากการเผาไหม้ถ่านหินมี 2 แบบ คือ
• Gross Calorific Value
เป็นค่าความร้อนที่ได้จากการเผาไหม้ถ่านหินปริมาณ 1 หน่วยที่ปริมาตรคงที่ใน oxygen bomb calorimeter
ซึ่งภายใต้สภาวะนี้นํ้าที่เกิดจากปฏิกิริยาจะควบแน่นอยู่ในสภาวะของเหลว
• Net Calorific Value
เป็นค่าความร้อนที่ได้จากการเผาไหม้ถ่านหินปริมาณ 1 หน่วยที่ความดันคงที่คือ 1 atm (0.1 Mpa) ซึ่งภาย
ใต้สภาวะเช่นนี้ปริมาณนํ้าทั้งหมดยังอยู่ในสภาวะของไอ
ค่า Net calorific value นี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Low heating value ซึ่งสามารถคำ นวณมาจาก Gross calorific
value (High heating value) โดยใช้สูตร
Qp (net)ar = Qv (gross)ar – 5.72 (Har × 9)
เมื่อ Qp (net)ar เป็นค่าความร้อนที่ความดันคงที่, cal/g
Qv (gross)ar เป็นค่าความร้อนที่ปริมาตรคงที่, cal/g
Har เป็นปริมาณไฮโดรเจนทั้งหมดในสภาวะ as-received basis โดยรวมปริมาณ
ไฮโดรเจนจากความชื้นของตัวอย่าง
ค่าความร้อนมีความสำ คัญในการแบ่งระดับชั้นของถ่านหิน ซึ่งถ้ามีค่าสูงก็จะเป็นถ่านหินคุณภาพดี หรือใช้
เป็นเกณฑ์กำ หนดในการซื้อขาย รวมทั้งใช้ในการประเมินคุณภาพถ่านหินที่ใช้ในอุตสาหกรรมและงานวิจัย

เอกสารอ้างอิง

1. อุบลศรี ชัยสาม และ เยาวลักษณ์ นิสสภา คุณลักษณะของแร่ ตามมาตรฐานการใช้งานและมาตรฐานการซื้อ
ขายในตลาดแร่ ผ่ายสถิติ กองเศรษฐกิจและเผยแพร่ กรมทรัพยากรธรณี กรุงเทพฯ โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์
การเกษตรแห่งประเทศไทย จำ กัด 2526 หน้า 59-63
2. Moore, E. S. Coal, 2 nd ed. New York: John Wiley & Sons, Inc.; 1940. pp. 28-91.

วิธีการเก็บตัวอย่างนํ้าเพื่อตรวจวิเคราะห์ทางจุลชีววิทยา

http://www.dss.go.th/dssweb/st-articles/files/bsp_3_2545_water_sampler.pdf.

[38]  วิธีการเก็บตัวอย่างนํ้าเพื่อตรวจวิเคราะห์ทางจุลชีววิทยา

เรียบเรียงโดย นางสาวนพมาศ สะพู นักวิทยาศาสตร์ 6 ว

หลักสำ คัญของการเก็บตัวอย่างนํ้าเพื่อการตรวจวิเคราะห์ทางจุลชีววิทยาคือภาชนะ
บรรจุต้องสะอาดปราศจากเชื้อจุลินทรีย์ สามารถป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกภายนอกไม่
ให้เข้าสู่ตัวอย่างนํ้าได้ และจะต้องนำ ส่งตัวอย่างนํ้าไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อทำ การตรวจวิเคราะห์
โดยเร็วที่สุด เพื่อมิให้ผลการวิเคราะห์คลาดเคลื่อน เนื่องจากจุลินทรีย์มีการเพิ่มจำ นวนตลอดเวลา
กรมวิทยาศาสตร์บริการ โดยกองวิทยาศาสตร์ชีวภาพมีบริการการตรวจวิเคราะห์นํ้า
ทางด้านจุลชีววิทยาเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และเพื่อนำ ผลการวิเคราะห์ไปประกอบการ
ขออนุญาตผลิตนํ้าบริโภคต่อสำ นักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ในการ
เก็บตัวอย่างนํ้าโดยทั่วๆ ไป ยกเว้นนํ้าบริโภคในภาชนะบรรจุปิดสนิทจำ เป็นต้องเก็บตัวอย่างนํ้าใน
ขวดที่อบฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากขวดที่ใช้บรรจุ กองวิทยาศาสตร์ชีวภาพมีบริการให้
ยืมขวดที่ผ่านการฆ่าเชื้อเพื่อนำ ไปเก็บตัวอย่างนํ้า ซึ่งให้บริการรับตรวจวิเคราะห์นํ้าในวันจันทร์ถึง
วันพุธ โดยผู้ส่งตัวอย่างต้องติดต่อนัดหมายวันที่จะส่งตัวอย่างล่วงหน้าได้ที่กองวิทยาศาสตร์ชีว
ภาพ หรือ โทร. 246-1387-95 ต่อ 254 สำ หรับการยืมขวดติดต่อขอรับแบบฟอร์มได้ที่ฝ่ายสาร
บรรณเมื่อกรอกแบบฟอร์มแล้ว นำ ไปขอรับขวดได้ที่กองวิทยาศาสตร์ชีวภาพ
วิธีการเก็บตัวอย่างนํ้าควรปฏิบัติ ดังนี้
1. ภาชนะที่ใช้เก็บตัวอย่างต้องสะอาดและได้ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว (ในกรณีนํ้าดื่ม
บรรจุขวดสามารถส่งวิเคราะห์ได้เลย โดยบรรจุในขวดที่ปิดสนิทและอยู่ในสภาพพร้อมจะ
จำ หน่าย)
2. ทำ ความสะอาดหัวก๊อกนํ้า โดยเช็ดด้วยผ้าสะอาดหรือสำ ลีชุบแอลกอฮอล์สำ หรับ
เช็ดแผล แล้วเปิดนํ้าทิ้งประมาณ 5 นาที เพื่อไล่นํ้าที่ค้างอยู่ภายในท่อออกก่อนบรรจุลงขวดเก็บตัว
อย่าง
3. ล้างมือให้สะอาด เปิดกระบอกใส่ขวด หยิบขวดแก้วออกมา เปิดฝาขวดแก้วโดย
จับเฉพาะด้านบน ดึงจุกออกมา ห้ามจับส่วนที่ปิดลงในขวดหรือปากขวด ดึงกระดาษที่รองฝาขวด
ทิ้งไป (กระดาษนี้มีไว้เพื่อให้เปิดฝาขวดแก้วได้สะดวก) ใส่นํ้าลงในขวดแก้วให้สูงระดับไหล่ของ
ขวด อย่าใส่นํ้าจนล้น แล้วรีบปิดฝาขวดทันที ใส่ขวดลงในกระบอกและปิดฝากระบอก
4. นำ ตัวอย่างนํ้าส่งกองวิทยาศาสตร์ชีวภาพเพื่อทำ การวิเคราะห์โดยเร็วที่สุดอย่างช้า
ไม่เกิน 6 ชั่วโมง ทั้งนี้เนื่องจากจุลินทรีย์เพิ่มจำ นวนตลอดเวลา ในกรณีที่ไม่สามารถส่งตัวอย่างได้
เร็วกว่านี้ ควรนำ กระบอกที่ใส่ขวดตัวอย่างใส่ในถุงพลาสติกรัดปากถุงให้แน่นเพื่อกันนํ้าจากภาย
นอกปนเปื้อนเข้าไป แล้วนำ ไปแช่เย็นในกระติกนํ้าแข็งระหว่างการนำ ส่งตัวอย่าง และให้นำ ตัว
อย่างไปส่งที่กองวิทยาศาสตร์ชีวภาพภายในเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมงหลังการเก็บตัวอย่าง
การเก็บตัวอย่างนํ้าบริโภคในภาชนะบรรจุปิดสนิทเพื่อส่งตรวจวิเคราะห์ประกอบการ
ขึ้นทะเบียนตำ รับอาหารหรือขออนุญาตใช้ฉลากอาหาร
เจ้าหน้าที่สำ นักงานคณะกรรมการอาหารและยาหรือเภสัชสาธารณสุขจังหวัดเป็นผู้
ดำ เนินการเก็บตัวอย่าง โดยมีขั้นตอนดังนี้
1. เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจจะตรวจสอบความถูกต้องของคำ ขออนุญาตผลิตอาหาร หรือคำ
ขออนุญาตใช้ฉลากอาหาร และจะตรวจสอบหลักฐานการอนุญาตให้ผลิตอาหารเพื่อส่งตรวจ
วิเคราะห์ประกอบการขอขึ้นทะเบียนตำ รับอาหารหรือขอใช้ฉลากอาหาร
2. เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจจะดำ เนินการ
2.1 ตรวจสถานที่ขออนุญาตตามรายละเอียดในคำ ขออนุญาตผลิตอาหาร
(กรณีเข้าข่ายโรงงาน) หรือขออนุญาตใช้ฉลากอาหาร (กรณีไม่เข้าข่ายโรงงาน)
2.2 เก็บตัวอย่างนํ้าบริโภคที่ทำ การผลิตจริงพร้อมจะนำ ไปจำ หน่าย ในกรณี
ขนาดบรรจุ 950 ซ.ม.3 เก็บตัวอย่างจำ นวน 6 ขวด ถ้าขนาดบรรจุ 500 ซ.ม.3 เก็บตัวอย่างจำ นวน 12
ขวด ทำ การปิดผนึกขวดด้วยกระดาษกาวพร้อมเซ็นชื่อกำ กับไว้ทุกขวด แล้วบรรจุลงในซองราช
การตราครุฑ หรือภาชนะที่เหมาะสม ปิดผนึกและเซ็นชื่อกำ กับให้เรียบร้อย
2.3 ทำ บันทึกการเก็บตัวอย่าง โดยเจ้าหน้าที่มอบตัวอย่างให้ผู้ผลิตไปส่งตัว
อย่าง และเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการวิเคราะห์
3. ผู้ผลิตนำ ส่งตัวอย่างนํ้าพร้อมบันทึกการเก็บตัวอย่างและสำ เนาคำ ขอขึ้นทะเบียน
ตำ รับอาหารหรือขอใช้ฉลากอาหาร ยื่นที่กองวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เจ้าหน้าที่จะรับตัวอย่างไว้พร้อม
ทั้งเซ็นชื่อรับในบันทึกการเก็บตัวอย่าง ซึ่งผู้ผลิตต้องนำ ไปเป็นหลักฐานประกอบการยื่นคำ ขอขึ้น
ทะเบียนตำ รับอาหารหรือขอใช้ฉลากอาหาร
ค่าธรรมเนียมการตรวจวิเคราะห์
1. วิเคราะห์ทางจุลชีววิทยา (จำ นวนบักเตรี และโคลิฟอร์ม) 600.00 บาท
2. วิเคราะห์ทางจุลชีววิทยาตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (จำ นวนบักเตรี
โคลิฟอร์ม และ อี โคไล) 800.00 บาท
3. วิเคราะห์เพื่อบริโภคโดยสรุปว่าบริโภคได้หรือไม่ โดยไม่มีค่าตัวเลขของราย
การที่วิเคราะห์ (เคมี ฟิสิกส์ และจุลชีววิทยา) 500.00 บาท
4. วิเคราะห์นํ้าบริโภคในภาชนะบรรจุปิดสนิทตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
- ผลิตในเขตกรุงเทพมหานคร (วิเคราะห์ทางเคมี 5 รายการ) 3,900.00 บาท
- ผลิตในต่างจังหวัด (วิเคราะห์ทางเคมี 11 รายการ) 5,600.00 บาท
- วิเคราะห์เฉพาะทางจุลชีววิทยา 2,000.00 บาท

อะลูมินากับการนำไปใช้งานทางเซรามิก

http://www.dss.go.th/dssweb/st-articles/files/ct_2_2545_alumina.pdf.

[36]  อะลูมินากับการนำไปใช้งานทางเซรามิก

เรียบเรียงโดย นางสุจินต์ พราวพันธุ์

อะลูมินา(Alumina) มีชื่อทางเคมีคือ Aluminium oxide มีสูตรทางเคมี เป็น
Al2 O3 จัดเป็นออกไซด์ที่มนุษย์ใช้ประโยชน์มาตั้งแต่ดึกดำ บรรพ์จนกระทั่งถึงปัจจุบัน
และยังคงถูกพัฒนานำ มาใช้งานมากขึ้นในอนาคต อะลูมินาบริสุทธิ์ มีความถ่วง
จำ เพาะ 3.4-4.0 จุดหลอมเหลว 2,030 องศาเซลเซียส ความแข็ง (Mohs scale) เท่ากับ
9 อะลูมินาในธรรมชาติจัดเป็นแร่ธาตุ ที่พบในรูปของ corundum (Al2O3) diaspore
(Al 2O 3.H 2O) gibbsite (Al 2O 3 3.H 2O) และ bauxite ( Al2O3.2H2O) โดยแร่ corundum
ที่พบจะเป็นรัตนชาติ เช่น ทับทิม (ruby) ไพลิน (sapphire) บุษราคัม (yellow sapphire)
เป็นรูปแบบของ corundum ที่มีมลทิน ในขณะที่ corundum ที่ไม่มีมลทินจะไม่มีสี
อะลูมินาบริสุทธิ์และ hydrate อะลูมินา สามารถสกัดได้จาก แร่bauxite และดินลูกรัง
โดยวิธีของ Bayer (Bayer process) คือนำ แร่มาบดแล้วหลอมด้วยโซดาไฟ (caustic
soda) จากนั้นแยกตะกอนที่ได้ออกมาแล้วเผา
อะลูมินาจะพบในรูปแอลฟา ( α) แกมมา(γ) และ เบต้า (β) โดยส่วนใหญ่
จะอยู่ในรูปของ แอลฟาอะลูมินา และ แกมมาอะลูมินา ในอุณหภูมิที่ไม่เกิน 500
องศาเซลเซียส อะลูมินาจะอยู่ในรูปแกมมา หากนำ ไปเผาให้อุณหภูมิสูงถึง 1,150-
1,200องศาเซลเซียส จะเปลี่ยนอยู่ในรูปของ แอลฟา แต่ เบต้าอะลูมินา จะอยู่ในรูป
ของสารประกอบโซเดียมคือ sodium aluminate
(Na 2O.11Al 2O3)
เนื่องจากสมบัติของอะลูมินาที่มีค่าความแข็งสูง มีความหนาแน่นสูง มีความต้าน
ทานต่อการขัดสีและสึกกร่อนสูง ทนต่อสารเคมี เป็นฉนวนไฟฟ้าที่อุณหภูมิสูงได้ดี
และมีความทนไฟสูง จึงสามารถนำ มาใช้ในอุตสาหกรรมได้หลายประเภท เช่น อุตสาห
กรรมเครื่องขัดถู (abrasive)
อุตสาหกรรมวัสดุทนไฟ อุตสาหกรรมกระดาษ อุตสาหกรรมเซรามิก และอื่น ๆ ซึ่ง
แนวโน้มในการนำ อะลูมินาไปใช้งานก็ได้มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อุตสาหกรรมที่มี
ความสำ คัญทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมหนึ่งที่นำ เอาอะลูมินาไปพัฒนาใช้คืออุตสาห
กรรมเซรามิก ทั้งเซรามิกดั้งเดิมที่ใช้วัตถุดิบในธรรมชาติซึ่งมีอะลูมินาเป็นองค์ประกอบ
และเซรามิกสมัยใหม่ โดยในอุตสาหกรรมเซรามิกสมัยใหม่ สามารถนำ อะลูมินาที่ได้
จากการสังเคราะห์มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายประเภท เช่นอุปกรณ์ประกอบชิ้นส่วน
อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ไฟฟ้า อุปกรณ์ฉนวนไฟฟ้า อุปกรณ์
ส่วนประกอบในจรวด เครื่องมือตัดแต่ง อุปกรณ์ทางการแพทย์ อวัยวะเทียม เครื่องมือ
วิทยาศาสตร์ เป็นต้น อะลูมินาที่นำ มาใช้ในเซรามิกสมัยใหม่นั้นจะใช้ทั้งที่เป็นผง เป็น
ผลึกเดี่ยว ๆ เป็นฟิมล์บาง ๆ เป็นเส้นใยและที่เป็นรูพรุน โดยผงอะลูมินาจะเป็นที่นิยม
ใช้มากที่สุดเพราะเป็นวัตถุเริ่มต้นในการขึ้นรูปแบบต่าง ๆ ได้ดี ทั้งนี้ผงอะลูมินาที่นำ มา
ใช้จะต้องมีความบริสุทธิ์สูงและมีความละเอียดมากเพราะสมบัติทางฟิสิกส์และเชิงกล
ของอะลูมินาสามารถเพิ่มขึ้นได้โดยการกำ จัดมลทินต่างๆออกไป เช่น ซิลิกาที่ปนเปื้อน
จะมีผลต่อการควบคุม microstructure มีผลต่ออัตราการสึกกร่อนของอะลูมินารวมทั้งมี
ผลต่อการเชื่อมผนึก ( sintering ) และแคลเซี่ยมที่ปนเปื้อนก็มีผลทำ ให้สมบัติเชิงกลขอ
งอะลูมินาลดลง
ปัจจุบันเทคโนโลยีทางด้านเซรามิกสมัยใหม่ได้มีการศึกษาวิจัยและพัฒนาเพื่อ
ปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์อะลูมินาเซรามิกให้ดียิ่งๆขึ้นไป เช่น
- การปรับปรุงสมบัติเชิงกลโดยการปรับปรุงองค์ประกอบและ
microstructure
- การใช้ผงอะลูมินาที่มีความละเอียดระดับ submicrometer เพื่อที่จะให้ได้
ผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อละเอียดมาก ๆ
- การพัฒนากรรมวิธีใหม่ ๆ เพื่อที่จะผลิตอะลูมินาโดยตรงจากการ oxidation
ของอะลูมิเนียมเหลว
- การพัฒนาอะลูมินาเซรามิกชนิดเส้นใยเสริมแรงที่มีสมบัติเชิงกลที่ดีมากขึ้น
- การพัฒนาอะลูมินาเซรามิกที่มีรูพรุนขนาดเล็กเพื่อที่จะใช้ในการกรอง
จากการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้งคาดว่าในอนาคตอะลูมินา จะถูกนำ มาใช้ในการพัฒนา
ผลิตภัณฑ์ที่จะสนับสนุนระบบเทคโนโลยีชั้นสูง เช่น ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบการสื่อ
สารและโทรคมนาคม เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีทางการแพทย์ และอื่นๆมากยิ่งขึ้น
ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิก
โทร 0 2201 7035
e-mail chin@mail.dss.go.th
15/2/2545

PLC คอมพิวเตอร์ช่วยงานด้านอุตสาหกรรม

http://www.dss.go.th/dssweb/st-articles/files/sti_1_2545_plc.pdf.

[34] PLC คอมพิวเตอร์ช่วยงานด้านอุตสาหกรรม

เรียบเรียงโดย
สุขชาตรี ประสมสุข

ประวัติความเป็นมา
เมื่อปี พ.ศ. 2511 ในฝ่าย Hydromatic ของบริษัท General Motors ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้คิดค้นอุปกรณ์ควบ
คุมแบบใหม่เพื่อใช้ทดแทนวงจรไฟฟ้าแบบเดิมที่ใช้กันอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมของบริษัท และในปี พ.ศ. 2512 PLC ได้ถูก
ผลิตขึ้นจำ หน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นแห่งแรก ส่วนในประเทศญี่ปุ่น PLC ได้ถูกพัฒนาขึ้นภายหลังจากที่บริษัท ออม
รอม (OMRON Co.,Ltd) ประเทศญี่ปุ่นประสบความสำ เร็จในการผลิตโซลิต-สเตทรีเลย์ (Solid State Relay) ในปี พ.ศ.
2508 หลังจากนั้น 5 ปี PLC ก็ถูกนำ ออกจำ หน่ายสู่ท้องตลาดจนเป็นที่แพร่หลายในเวลาต่อมา
ชื่อเรียกที่แตกต่างกันของ PLC
PLC ของแต่ละบริษัทจะมีชื่อเรียกแตกต่างกันในแต่ละประเทศดังนี้
- ในประเทศอังกฤษ เรียกว่า PC หรือ Programmable Controller (โปรแกรมเมเบิล คอนโทรเลอ)
- ในประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย เรียกว่า PBS หรือ Programmable Binary System (โปรแกรมเมเบิล ไบนารี่ ซิสเทม)
- ในประเทศสหรัฐอเมริกา เรียกว่า PLC หรือ Programmable Logic Controller (โปรแกรมเมเบิล ลอจิก คอนโทรเลอ)
โครงสร้างโดยทั่วไปและส่วนประกอบ
PLC เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สำ หรับใช้ในงานอุตสาหกรรม ซึ่งประกอบไปด้วย หน่วยประมวลผลกลาง หน่วย
ความจำ หน่วยรับข้อมูล หน่วยส่งข้อมูล และหน่วยป้อนโปรแกรม เครื่อง PLC ที่มีขนาดเล็กจะมีส่วนประกอบอยู่รวมเป็น
เครื่องเดียวกัน แต่ถ้าเป็นขนาดใหญ่สามารถแยกออกเป็นส่วนประกอบย่อยๆ ได้
หลักการทำ งาน
PLC เป็นอุปกรณ์ชนิดโซลิด-สเตท (Solid State) ที่ทำ งานแบบลอจิก (Logic Functions) การออกแบบการทำ งาน
ของ PLC คล้ายกับหลักการทำ งานของคอมพิวเตอร์ทั่วไป จากหลักการพื้นฐานแล้ว PLC จะประกอบด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า
Solid-State Digital Logic Elements เพื่อให้ทำ งานและติดสินใจแบบลอจิก PLC ใช้สำ หรับควบคุมกระบวนการทำ งาน
ของเครื่องจักรและอุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรม
การใช้ PLC สำ หรับควบคุมเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ต่างๆ ในโรงงานอุตสาหกรรมจะมีข้อได้เปรียบกว่าการใช้ระบบ
รีเลย์ (Relay) ซึ่งจำ เป็นจะต้องเดินสายไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า Hard-Wired ฉะนั้นเมื่อมีความจำ เป็นที่ต้องเปลี่ยนกระบวนการ
ผลิต หรือลำ ดับการทำ งานใหม่ ก็ต้องเดินสายไฟฟ้าใหม่ ซึ่งเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายสูง แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้ PLC แล้ว
การเปลี่ยนกระบวนการผลิตหรือลำ ดับการทำ งานใหม่นั้นทำ ได้โดยการเปลี่ยนโปรแกรมใหม่เท่านั้น นอกจากนี้แล้ว PLC ยัง
ใช้ระบบโซลิด-สเตท ซึ่งน่าเชื่อถือกว่าระบบเดิม การกินกระแสไฟฟ้าน้อยกว่า และสะดวกกว่าเมื่อต้องขยายขั้นตอนการ
ทำ งานของเครื่องจักร
การทำ งานของหน่วยต่างๆ ภายใน PLC
ส่วนของการประมวลผลกลางหรือ CPU (Control Processing Unit) ทำ ได้โดยรับข้อมูลมาจากหน่วยอินพุตเอาต์
พุต และส่งข้อมูลสุดท้ายที่ได้จากการประมวลผลไปยังหน่วยเอาต์พุต เรียกว่า การสแกน (Scan) ซึ่งใช้เวลาจำ นวนหนึ่ง
เรียกว่า เวลาสแกน (Scan Time) เวลาในการสแกนแต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 100 msec. (10 msec. = 100 ครั้งต่อ
วินาที) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อมูลและความยาวของโปรแกรม หรือจำ นวนอินพุตและเอาต์พุต หรือจำ นวนอุปกรณ์ที่ต่อจาก PLC
เช่น เครื่องพิมพ์ จอภาพ เป็นต้น อุปกรณ์เหล่านี้จะทำ ให้เวลาในการสแกนยาวนานขึ้น การเริ่มต้นการสแกนเริ่มจากรับค่า
ของสภาวะของอุปกรณ์จากหน่วยความจำ (Memory) เสร็จแล้วจะทำ การปฏิบัติการตามโปรแกรมที่เขียนไว้ทีละคำ สั่งจาก
หน่วยความจำ นั้นจนสิ้นสุด แล้วส่งไปที่หน่วยเอาต์พุต
ส่วนของอินพุตและเอาต์พุต (I/O Unit) จะต่อร่วมกับชุดควบคุมเพื่อรับสภาวะและสัญญาณต่างๆ เช่น หน่วยอินพุ
ตรับสัญญาณหรือสภาวะแล้วส่งไปยัง CPU เพื่อประมวลผล เมื่อ CPU ประมวลผลแล้วจะส่งให้ส่วนของเอาต์พุต เพื่อให้
อุปกรณ์ทำ งานตามโปรแกรม ที่กำ หนดไว้ สัญญาณอินพุตจากภายนอกที่เป็นสวิตช์และตัวตรวจจับชนิดต่างๆ จะถูกแปลง
ให้เป็นสัญญาณที่เหมาะสมถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็น AC หรือ DC เพื่อส่งให้ CPU ดังนั้น สัญญาณเหล่านี้จึงต้องมีความถูก
ต้อง ไม่เช่นนั้นแล้ว CPU จะเสียหายได้
สัญญาณอินพุตที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติและหน้าที่ดังนี้
1. ทำ ให้สัญญาณเข้า ได้ระดับที่เหมาะสมกับ PLC
2. การส่งสัญญาณระหว่างอินพุตกับ CPU จะติดต่อกันด้วยลำ แสง ซึ่งอาศัยอุปกรณ์ประเภทโพโตทรานซิสเตอร์
เพื่อต้องการแยกสัญญาณ (Isolate) ทางไฟฟ้าให้ออกจากกัน เป็นการป้องกันไม่ให้ CPU เสียหายเมื่ออินพุต
เกิดลัดวงจร
3. หน้าสัมผัสจะต้องไม่สั่นสะเทือน (Contact Chattering)
ในส่วนของเอาต์พุต จะทำ หน้าที่รับค่าสะภาวะที่ได้จากการประมวลผลของ CPU แล้วนำ ค่าเหล่านี้ไปควบ
อุปกรณ์ทำ งานเช่น รีเลย์ โซลีนอยด์ หรือหลอดไฟ เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วยังทำ หน้าที่แยกสัญญาณของหน่วยประมวล
ผลกลาง (CPU) ออกจากอุปกรณ์เอาต์พุต โดยปกติเอาต์พุตนี้จะมีความสามารถขับโหลดด้วยกระแสไฟฟ้าประมาณ 1-2
แอมแปร์ แต่ถ้าโหลดต้องการกระแสไฟฟ้ามากกว่านี้ จะต้องต่อเข้ากับอุปกรณ์ขับอื่นเพื่อขยายให้รับกระแสไฟฟ้ามากขึ้น
เช่น รีเลย์ หรือคอนแทคเตอร์ เป็นต้น
ส่วนป้อนโปรแกรม (Programming Device) มีหน้าที่คือควบคุมโปรแกรมของผู้ใช้ลงในหน่วยความจำ ของ PLC
นอกจากนั้นแล้วยังทำ หน้าที่ติดต่อระหว่างผู้ใช้กับ PLC เพื่อให้ผู้ใช้สามารถตรวจการปฏิบัติงานของ PLC และผลการควบ
คุมเครื่อจักรและกระบวนการตามโปรแกรมควบคุมที่ผู้ใช้เขียนขึ้นอีกด้วย
ความแตกต่างระหว่างคอมพิวเตอร์ทั่วไปกับ PLC
PLC เป็นคอมพิวเตอร์เฉพาะประเภทหนึ่ง จึงมีโครงสร้างเหมือนคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่มีข้อแตกต่างกันดังนี้คือ
1. PLC ถูกออกแบบให้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรม เช่นความร้อน ความหนาว
ระบบไฟฟ้ารบกวน การสั่นสะเทือน การกระแทก
2. การใช้โปรแกรมของ PLC จะไม่ยุ่งยากเหมือนของคอมพิวเตอร์ทั่วไป PLC จะมีระบบตรวจสอบตัวเอง ทำ
ให้ใช้งานได้ง่ายและบำ รุงรักษาง่าย
3. PLC ทำ งานตามโปรแกรมที่กำ หนดไว้เพียงโปรแกรมเดียว ทำ ให้ไม่ยุ่งยาก ส่วนคอมพิวเตอร์จะทำ งานที่
โปรแกรมหลายๆ โปรแกรมพร้อมกัน จึงมีความยุ่งยากกว่า
4. PLC ใช้ควบคุมกระบวนการผลิตทุกชนิด ทั้งแบบอนาล็อก และแบบลอจิก
ความสามารถในการควบคุมงานต่างๆ
แบ่งได้เป็น 3 ลักษณะงานคือ
1. งานที่ทำ ตามลำ ดับก่อนหลัง (Sequence Control) เช่น การทำ งานของระบบรีเลย์ การทำ งานในระบบกึ่ง
อัตโนมัติ ระบบอัตโนมัติ หรืองานที่เป็นกระบวนการทำ งานของเครื่องจักรกลต่างๆ เป็นต้น
2. งานควบคุมสมัยใหม่ (Sophisticated Control) เช่น การทำ งานด้านคณิตศาสตร์ บวก ลบ คูณ หาร การควบ
คุมอุณหภูมิ การควบคุมความดัน การควบคุมเซอร์โวมอเตอร์ หรือ สเตปเปอร์มอเตร์
3. การควบคุมเกี่ยวกับงานอำ นวยการ (Supervisory Control) เช่น งานสัญญาณเตือน งานต่อร่วมกับ
คอมพิวเตอร์ทางพอร์ท RS-232 งานควบคุมอัติโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรม LAN (Local Area Network)
WAN (Wide Area Network) เป็นต้น
—————————————————
กองสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทร. 02-2017279
Email : skchatri@mail.dss.go.th

แนวคิดใหม่ในวงการปรัชญาวิทยาศาสตร์

http://www.dss.go.th/dssweb/st-articles/files/cp_1_2545_science_paradigm.pdf.

[33]  แนวคิดใหม่ในวงการปรัชญาวิทยาศาสตร์

อนุชา สินธุสาร นักวิทยาศาสตร์ระดับ 4

กลุ่มงานอนินทรีย์เคมีวิเคราะห์ 3 กองเคมี

ในปี ค.ศ. 1962 ธอมัส เอส. คูห์น(Thomas S. Kuhn) ได้เสนอแนวคิดใหม่ให้กับวง
การปรัชญาวิทยาศาสตร์ กล่าวคือ ก่อนหน้าปี ค.ศ. 1962 ในวงการปรัชญาวิทยาศาสตร์ยังคง
มีความเชื่อว่าพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์มีลักษณะสะสมเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ(development by
accumulation) คูห์นกลับชี้ให้เห็นว่าพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์เกิดจากการเปลี่ยนโลกทัศน์
(world view)เปลี่ยนวิธีการมองโลก แนวคิดใหม่ของคูห์นอยู่ในหนังสือของเขาที่มีชื่อว่า
“The Structure of Scientific Revolutions” และคำ ว่า “พาราไดม์(paradigm)” เป็นคำ ที่คูห์น
บัญญัติขึ้นเพื่อใช้อธิบายแนวคิดของเขา
การเปลี่ยนโลกทัศน์ที่คูห์นนำ เสนอมีลักษณะเป็นการเปลี่ยนจากการมองเห็นแบบ
หนึ่งไปสู่การมองเห็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนที่ทั้งสองทฤษฎีไม่อาจที่จะประเมิน
ด้วยเกณฑ์เดียวกันได้(incommensurability)เนื่องจากความหมายของคำ สำ คัญและคำ ทางการ
สังเกตของทั้งสองทฤษฎีแตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ระหว่างทฤษฎีของอริสโตเติล
(Aristotle)นักวิทยาศาสตร์และนักปราชญ์ชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ที่ระบุว่าโลกเป็นดวงดาวที่อยู่กับ
ที่เป็นศูนย์กลางของจักรวาลโดยมีดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์อื่นๆ โคจรรอบโลกเป็นวงกลม
กับทฤษฎีของนิโคลาส โคเปอร์นิคัส(Nicolas Copernicus) นักดาราศาสตร์ผู้ศึกษาดารา
ศาสตร์ด้วยตาเปล่าที่สังเกตพบว่าดวงอาทิตย์เป็นดวงดาวที่อยู่กับที่เป็นศูนย์กลางของ
จักรวาล โลกและดาวเคราะห์อื่น ๆ จะโคจรรอบดวงอาทิตย์ ดังนั้นดวงอาทิตย์ที่มองเห็น
ระหว่างนักวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับทฤษฎีของอริสโตเติลจะแตกต่างจากนักวิทยาศาสตร์ที่ยอม
รับทฤษฎีของโคเปอร์นิคัส ซึ่งกาลต่อมากาลิเลโอ(Galileo)ได้ทำ การหักล้างทฤษฎีของอริส
โตเติล ผลของการเปลี่ยนทฤษฎีทำ ให้ความรู้ทางดาราศาสตร์ที่สะสมมาบนพื้นฐานทฤษฎี
ของอริสโตเติลไม่มีความหมายต่อไปหรืออาจกล่าวได้ว่า การสะสมเพิ่มพูนความรู้ทางดารา
ศาสตร์บนพื้นฐานการยอมรับทฤษฎีของอริสโตเติลไม่ได้นำ ไปสู่การเปลี่ยนทฤษฎีแต่อย่าง
ใด การเปลี่ยนโลกทัศน์ต่างหากที่ทำ ให้เกิดพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์มีการแทนที่ทฤษฎีเก่า
ด้วยทฤษฎีใหม่ที่ใช้เกณฑ์แตกต่างกัน แนวคิดใหม่ที่คูห์นเสนอฝืนต่อความรู้สึกที่วงการ
ปรัชญาวิทยาศาสตร์ยอมรับเชื่อถืออยู่ก่อนหน้านี้จนก่อให้เกิดข้อถกเถียงโต้แย้งกันอย่างกว้าง
ขวางมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย นอกจากนี้แนวคิดของคูห์นยังส่งผลต่อไปยังสาขาสังคม
ศาสตร์อีกด้วย
จากที่กล่าวมาชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนโลกทัศน์เปลี่ยนวิธีการมองโลกทำ ให้เราได้พบ
เห็นสิ่งใหม่ ๆ เกิดแนวคิดใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ ทั้งนี้ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นการมองปรากฏการณ์ทาง
ธรรมชาติหรือปรากฏการณ์ทางสังคม เมื่อเรามีมุมมองใหม่ ๆ เราก็จะเกิดความเข้าใจอะไร
ใหม่ ๆ มากมาย ผลที่ตามมาก็คือทำ ให้เราเป็นคนที่มีความคิดรอบคอบมากขึ้น การที่มีมุม
มองที่หลากหลายสามารถนำ ไปใช้ประโยชน์ได้ อย่างเช่น สามารถมองปัญหาได้รอบคอบยิ่ง
ขึ้นเพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมมีเหตุมีผล สามารถวางแผนได้รอบคอบ
ละเอียดขึ้น ซึ่งจะทำ ให้ไม่เกิดปัญหาตามมาทีหลังและก็จะทำ ให้แผนที่วางไว้มีประสิทธิผล
ประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

เอกสารประกอบ

สิริเพ็ญ พิริยจิตรกรกิจ (2540) บทวิพากษ์คูห์นในเรื่องการเปลี่ยนแพราไดม์
กรุงเทพมหานคร ศูนย์วิจัยและผลิตตำ รา
มหาวิทยาลัยเกริก.
ชุลีพร สุสุวรรณ (2543) ประวัตินักวิทยาศาสตร์เอกของโลก กรุงเทพมหานคร ทิพยวิสุทธิ์.

หน้าต่อไป

Theme: Rubric. บลอกที่ WordPress.com .