ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

กรกฎาคม 18, 2011

การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากห้องปฏิบัติการเซรามิกสู่การผลิตเชิงพาณิชย์

การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากห้องปฏิบัติการเซรามิกสู่การผลิตเชิงพาณิชย์.

ชื่อบทความ : การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากห้องปฏิบัติการเซรามิกสู่การผลิตเชิงพาณิชย์  
ผู้แต่ง : ชลัย ศรีสุข
ประเภทเอกสาร : วันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 41 กรกฎาคม 2554
สังกัดหน่วยงาน : สำนักเทคโนโลยีชุมชน

บทความวิทยุกระจายเสียงรายการวันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ ๔๑
กระจายเสียงจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
ประจำเดือน กรกฎาคม ๒๕๕๔
เรื่อง
การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากห้องปฏิบัติการเซรามิกสู่การผลิตเชิงพาณิชย์
เรียบเรียงโดย
นางชลัย ศรีสุข นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ
สำนักเทคโนโลยีชุมชน
………………………………………….
ปัจจุบัน โลกมีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการอย่างต่อเนื่อง ความก้าวหน้าดังกล่าว
เป็นผลมาจากวิทยาการและเทคโนโลยีที่มนุษย์คิด ค้นคว้า และพัฒนาขึ้นมา ซึ่งเทคโนโลยีที่ได้มานั้นผ่าน
การวิจัยและพัฒนา โดยเริ่มต้นจากการสร้างแนวความคิดเพื่อการวิจัย การวางแผนการปฏิบัติ การทดลอง
การวิเคราะห์ผล สรุป และสิ้นสุดด้วยการสร้างต้นแบบให้สมบูรณ์ จากนั้นจึงเป็นกระบวนการบ่มเพาะเพื่อ
นำเทคโนโลยีจากห้องปฏิบัติการวิจัยมาใช้ให้เกิดประโยชน์จริง การถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็นกระบวนการ
สำคัญในการทำให้เกิดการใช้เทคโนโลยีอย่างแพร่หลายและกว้างขวางในกลุ่มเป้าหมายที่สามารถนำ
เทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ในภาคการผลิต ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศชาติอย่าง
เป็นรูปธรรม
การถ่ายทอดเทคโนโลยีเป็นกระบวนการที่กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทางด้านวิทยาการ
เกิดการเคลื่อนย้ายวิทยาการจากแหล่งหนึ่งไปยังอีกแหล่งหนึ่ง เทคโนโลยีที่ได้จากการวิจัยและพัฒนา
ในห้องปฏิบัติการ ผ่านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีในรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสมสู่กลุ่มเป้าหมาย
ซึ่งเป็นหน่วยงานผลิตที่สามารถนำเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และจะได้
ประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีสามารถนำเทคโนโลยีที่ได้รับไปพัฒนาต่ออย่างมี
ประสิทธิภาพจนนำไปสู่การขยายการผลิต และก่อให้เกิดการพัฒนาและเผยแพร่เทคโนโลยีเพิ่มพูนต่อไป
ซึ่งผลที่ได้จะช่วยเสริมสร้างเทคโนโลยีของประเทศให้แข็งแกร่ง การถ่ายทอดเทคโนโลยีจะประกอบไปด้วย
ผู้ให้เทคโนโลยีและผู้รับเทคโนโลยี ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้และผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีนั้นเป็น
วิถีทางหนึ่งที่ทำให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีประสบผลสำเร็จ ดังนั้นทั้งผู้ให้และผู้รับเทคโนโลยีจำเป็นต้องทำ
ความตกลงร่วมกันในการวางแผนถ่ายทอดเทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อสามารถที่จะตัดสินใจ
เลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม และวิธีการที่ใช้ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สามารถทำให้ผู้รับเรียนรู้
และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุดและคุ้มค่า จึงถือว่าเป็นความสำเร็จของการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่าง
แท้จริง
กรมวิทยาศาสตร์บริการเป็นหน่วยงานวิชาการและปฏิบัติการด้านวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีที่มีผลงานด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตในสาขาต่างๆ เช่น เทคโนโลยีด้านอาหาร
เทคโนโลยีด้านสมุนไพร เทคโนโลยีด้านวัสดุธรรมชาติ เทคโนโลยีด้านเซรามิก และนำผลงานที่ได้จากการ
วิจัยพัฒนา ในห้องปฏิบัติการถ่ายทอดสู่กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ในแต่ละสาขาที่สนใจนำไปประกอบอาชีพในการ
ทำผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือนำไปปรับปรุงกระบวนการผลิตเดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การวิจัยพัฒนาและ
ถ่ายทอดเทคโนโลยีเซรามิก เป็นงานด้านหนึ่งของกรมวิทยาศาสตร์ฯ ที่ประกอบด้วยกลุ่มวิจัยและพัฒนา
เทคโนโลยีเซรามิก กลุ่มวิจัยและพัฒนาการออกแบบผลิตภัณฑ์ กลุ่มวิจัยและพัฒนาการผลิตเซรามิก
กลุ่มประสานและถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งทั้ง 4 กลุ่ม ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร โดยกลุ่มประสาน
และถ่ายทอดเทคโนโลยี จะทำหน้าที่สำรวจความต้องการของกลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิกขนาดกลางและ
ขนาดย่อม กลุ่มชุมชน ที่ต้องการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อนำข้อมูลมารวบรวมและวิเคราะห์ถึงความ
ต้องการของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย จากนั้นประสานงานกับกลุ่มวิจัยและพัฒนา เพื่อวางแผนนำผลงานวิจัย
และพัฒนาที่ได้จากห้องปฏิบัติการและโรงงานที่สำเร็จแล้วถ่ายทอดสู่สถานประกอบการ และหน่วยงาน
กลุ่มชุมชนที่สนใจนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ ในการผลิตเพื่อสร้างงาน สร้างธุรกิจของตนเอง
การดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านเซรามิกของกรมวิทยาศาสตร์ฯ นั้น ได้มีการ
วางแผนดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยนำผลงานวิจัยและพัฒนาจากห้องปฏิบัติการเซรามิกสู่
กลุ่มเป้าหมายที่จะนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ดังนี้
1. กลุ่มสมาชิกศูนย์ศิลปาชีพ
การถ่ายทอดเทคโนโลยีเซรามิกให้แก่สมาชิกศูนย์ศิลปาชีพโดยการจัดหลักสูตรฝึกอบรม
เชิงปฏิบัติการ และนำวิทยากรพร้อมเจ้าหน้าที่ไปให้การฝึกอบรมกระบวนการผลิตเซรามิกแบบครบวงจรที่
ศูนย์แต่ละแห่ง โดยการฝึกอบรมตั้งแต่การทำต้นแบบ การออกแบบผลิตภัณฑ์ การขึ้นรูป การตกแต่งสี
การเคลือบและการเผา จนได้ผลิตภัณฑ์ที่สำเร็จออกมา ในการจัดหลักสูตรฝึกอบรมให้แก่สมาชิกศูนย์
ศิลปาชีพนั้น มุ่งเน้นให้การฝึกอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการผลิต เพื่อเตรียมความพร้อมให้บุคลากรของ
ศูนย์ ได้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นวิทยากรให้แก่บุคลากรรุ่นใหม่ของศูนย์ต่อไป
ซึ่งปัจจุบันบุคลากรด้านเซรามิกของศูนย์ศิลปาชีพนั้น มีความสามารถในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ
ออกจำหน่ายสร้างรายได้ให้แก่ศูนย์ฯ
2. กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และชุมชน
การถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และชุมชน เริ่มตั้งแต่ทำการสำรวจความ
พร้อมในการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีของแต่ละชุมชนก่อน ข้อมูลที่ต้องสำรวจ เช่น แหล่งวัตถุดิบความรู้
พื้นฐานของบุคลากรที่จะได้รับการฝึกอบรม เครื่องมือที่ใช้การผลิต เช่น เครื่องมือ เตาเผา ผลิตภัณฑ์ที่
ชุมชนเคยทำเป็นสินค้าออกจำหน่าย เมื่อได้ข้อมูลแล้วต้องนำมาวิเคราะห์และวางแผนในการคัดเลือก
เทคโนโลยีที่เหมาะสมที่จะนำไปถ่ายทอด การฝึกอบรมให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนนั้นเป็นการฝึกอบรมเชิง
ปฏิบัติการให้ผู้เข้าอบรมได้ปฏิบัติจริง และการฝึกอบรมจะเน้นการสร้างวิทยากรอาสาสมัครในการถ่ายทอด
เทคโนโลยีให้กับบุคลากรในท้องถิ่น และต้องมีการติดตามประเมินผลว่าสิ่งที่บุคลากรได้รับการฝึกอบรม
แล้วนั้น สามารถนำเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดไปพัฒนาต่อ และนำไปผลิตเป็นสินค้าขายสร้างรายได้
ให้แก่ครอบครัว ซึ่งมีผลทำให้ความเป็นอยู่ของชุมชนและสังคมดีขึ้น
3. กลุ่มผู้ประกอบการด้านเซรามิก สถาบันการศึกษา และผู้สนใจ
การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากห้องปฏิบัติการเซรามิกให้แก่บุคลากรจากสถานประกอบการ
ด้านเซรามิก สถาบันการศึกษา และผู้สนใจ โดยการจัดทำแบบสำรวจความต้องการรับการถ่ายทอด
เทคโนโลยี จากผู้ประกอบการด้านเซรามิก สถานประกอบการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ
เพื่อเก็บข้อมูลว่าเทคโนโลยีใดที่ต้องการให้จัดหลักสูตรฝึกอบรม และประสานงานกับหน่วยงานวิจัยและ
พัฒนาด้านเซรามิก จัดทำหลักสูตรฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในระยะเวลาช่วงสั้นเป็นประจำทุกปีที่
กรมวิทยาศาสตร์ฯ เพื่อให้บริการแก่ผู้ที่มีความต้องการเรียนรู้เทคโนโลยี สำหรับนำไปใช้ในการพัฒนาและ
ปรับปรุงกระบวนการผลิตของตนเองต่อไป
4. กลุ่มสถาบันการศึกษา หน่วยงาน และสถานประกอบการด้านเซรามิกที่ทำความตก
ลงร่วมมือเป็นเครือข่ายถ่ายทอดเทคโนโลยี การถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กลุ่มที่เป็นเครือข่าย โดยการนำ
ผลงานวิจัยและพัฒนาจากห้องปฏิบัติการเซรามิกถ่ายทอดให้แก่บุคลากรของหน่วยงานที่เป็นเครือข่าย
โดยการจัดฝึกอบรมทางด้านวิชาการ จัดให้มีการแลกเปลี่ยนและร่วมกันพัฒนาบุคลากร พร้อมกับสร้าง
วิทยากรประจำเครือข่ายที่จะเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่อุตสาหกรรมขนาดกลางและ
ขนาดย่อม รวมทั้งชุมชนที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างรายได้เพิ่ม
จากผลการนำเทคโนโลยีที่ได้จากห้องปฏิบัติการถ่ายทอดสู่ภาคการผลิตทำให้ผู้รับการ
ถ่ายทอดเทคโนโลยีสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ของตนเอง และสร้างผลิตภัณฑ์
ใหม่ จำหน่ายเป็นสินค้าทำรายได้เพิ่มให้กับธุรกิจของตน และในส่วนของชุมชนที่ได้รับการถ่ายทอด
เทคโนโลยีก็สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปผลิตสินค้าออกจำหน่ายทำรายได้ให้แก่ชุมชน ซึ่งถือเป็นผลสำเร็จ
ของการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างแท้จริง เพราะทั้งผู้ให้และผู้รับเทคโนโลยีสามารถนำเทคโนโลยีที่ได้มาใช้
ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทำไมต้องกระเบื้องคอมโพสิท กระเบื้องคอมโพสิทดีอย่างไร

ทำไมต้องกระเบื้องคอมโพสิท กระเบื้องคอมโพสิทดีอย่างไร.

ชื่อบทความ : ทำไมต้องกระเบื้องคอมโพสิท กระเบื้องคอมโพสิทดีอย่างไร  
ผู้แต่ง : โสรญา รอดประเสริฐ
ประเภทเอกสาร : วันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 40 มิถุนายน 2554
สังกัดหน่วยงาน : สำนักเทคโนโลยีชุมชน

บทความวิทยุกระจายเสียงรายการวันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ ๔๐
กระจายเสียงจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
ประจำเดือน มิถุนายน ๒๕๕๔
เรื่อง
ทำไมต้องกระเบื้องคอมโพสิท กระเบื้องคอมโพสิทดีอย่างไร
เรียบเรียงโดย
นางสาวโสรญา รอดประเสริฐ นักวิทยาศาสตร์
กลุ่มวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี สำนักเทคโนโลยีชุมชน
………………………..………………………
คำว่ากระเบื้องคอมโพสิทอาจเป็นคำใหม่ที่ไม่คุ้นหูสำหรับคนไทย แต่หากพูดว่าหิน
สังเคราะห์ หรือหินเทียม คงมีบางท่านที่ร้อง อ๋อ..
วัสดุที่ใช้สำหรับการปูพื้นผิวต่างๆ ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน สำนักงานต่างๆ หรือ
แม้กระทั่งทำเป็นผิวเคาท์เตอร์ในครัวเพื่อให้เกิดความสวยงาม หรือมีสมบัติพิเศษอื่นๆ ซึ่งเป็นที่นิยม
ในปัจจุบันนี้มีหลายประเภท เช่น หินธรรมชาติ (หินแกรนิตและหินอ่อน) กระเบื้องเซรามิก และหิน
สังเคราะห์หรือกระเบื้องคอมโพสิท โดยที่วัสดุที่เลือกใช้นั้นจะมีข้อดีและข้อเสียต่างๆกัน ขึ้นอยู่กับ
จุดประสงค์ในการใช้งาน ความสวยงาม และงบประมาณของลูกค้า
การใช้หินธรรมชาตินั้นมีข้อดีคือเป็นวัสดุที่มีความสวยงาม มันวาว และสามารถสั่งตัดได้ตาม
ขนาดที่ต้องการโดยไม่มีรอยต่อ แต่การใช้วัสดุที่เป็นหินตามธรรมชาตินั้นจะไม่สามารถควบคุมสีและ
ลวดลายได้ ทำให้การก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ที่ต้องใช้หินธรรมชาติอาจมีความจำเป็นต้องสั่งหินจาก
หลายแหล่งเพื่อให้ได้ปริมาณตามความต้องการ ซึ่งการสั่งซื้อหินจากหลายที่นั้นอาจทำให้ได้หินที่มีสี
ไม่สม่ำเสมอกัน นอกจากนั้นแล้วหินธรรมชาติต่างๆ จะมีรูพรุนผิวหน้าค่อนข้างสูงทำให้มี
ความสามารถในการดูดซึมน้ำสูงอันเป็นเหตุให้เมื่อใช้หินธรรมชาติไปนานๆ อาจเกิดปัญหาเรื่องรอย
ด่างหรือการสึกกร่อน
ในขณะที่วัสดุประเภทกระเบื้องเซรามิกนั้นเป็นวัสดุที่มีความแข็งแรงทนต่อแรงขีดข่วน
รวมถึงสามารถเคลือบผิวเพื่อให้มีค่าความสามารถในการดูดซึมน้ำต่ำลง แต่เนื่องจากกระบวนการผลิต
กระเบื้องเซรามิกนั้นต้องใช้พลังงานในการเผาที่สูงมาก ดังนั้นแม้กระเบื้องเซรามิกจะทนทานต่อแรง
ขีดข่วนแต่ก็เปราะแตกหักง่าย นอกจากนี้แล้วกระเบื้องเซรามิกส่วนใหญ่มักมีขนาดที่เล็กและรูปร่าง
ตายตัว หากต้องการชิ้นงานที่มีขนาดใหญ่มากๆ ผู้ผลิตอาจจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มในหลายๆ ด้าน จึงไม่
คุ้มค่ากับการลงทุน
การพัฒนากระเบื้องคอมโพสิท หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าหินสังเคราะห์ หรือหินเทียม จึงเป็นอีก
หนึ่งทางเลือกที่นักวัสดุศาสตร์ได้คิดค้นขึ้นเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ของหินธรรมชาติและ
กระเบื้องเซรามิก ซึ่งเทคโนโลยีการผลิตกระเบื้องคอมโพสิทนั้นเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่
เรียกว่าพอลิเมอร์คอมโพสิท ซึ่งเป็นการขึ้นรูปโดยไม่ต้องนำกระเบื้องไปเผาที่อุณหภูมิสูงดังเช่นการ
ผลิตกระเบื้องทั่วไปและสามารถขึ้นรูปเป็นชิ้นงานที่มีขนาดใหญ่ได้ตามต้องการ ดังนั้นเทคโนโลยีการ
สังเคราะห์กระเบื้องคอมโพสิทจึงเป็นนวัตกรรมใหม่ทางด้านอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างเพื่อใช้
ทดแทนหินธรรมชาติและกระเบื้องเซรามิกในการปูพื้นอาคาร ผนัง หรือทดแทนวัสดุปูผิวเคาท์เตอร์
ในครัวแบบเดิมๆ วัสดุปูพื้นผิวที่ทำจากกระเบื้องคอมโพสิทจะมีความแข็งแรงทนทาน แตกยาก
สามารถทนกรด ทนด่าง หรือรอยขีดข่วน สามารถควบคุมสีให้มีความสม่ำเสมอ อีกทั้งยังสามารถช่วย
ลดปัญหาเกี่ยวกับการเกิดเชื้อราที่บริเวณรอยต่อยาแนว นอกจากนี้แล้วตัวกระเบื้องคอมโพสิทเองก็ไม่
มีใยหิน จึงเป็นเหตุให้กระทรวงสาธารณะสุขอเมริการับรองให้ใช้เป็นพื้นที่เตรียมอาหารได้โดยตรง
โดยไม่มีผลกระทบต่อร่างกายและมีสมบัติการดูดซึมน้ำต่ำมากจนมีค่าเข้าใกล้ศูนย์เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง
สมบัติดังกล่าวนี้เหมาะสำหรับใช้ในการทำห้องครัวเป็นอย่างยิ่ง ทำให้กระเบื้องคอมโพสิทเป็นวัสดุที่
ได้รับความสนใจอย่างมากในตลาดปัจจุบันเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการ
ผลิตภัณฑ์ที่เน้นความสวยงามและฟังก์ชั่นครบครัน ดังจะเห็นได้จากงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่
ที่ต้องการความเรียบหรู ห้างสรรพสินค้าที่เจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยม หรือโรงแรมหรูระดับ 7 ดาว
ปัจจุบันกระเบื้องคอมโพสิทมีให้เลือกหลายชนิด เช่น หินอ่อนสังเคราะห์ หินควอทซ์
สังเคราะห์ และหินประเภท solid surface ซึ่งจะแตกต่างกันที่วัสดุเสริมแรงภายในกระเบื้อง โดยที่หิน
อ่อนสังเคราะห์มีลักษณะภายนอกเหมือนหินอ่อนธรรมชาติ ซึ่งเป็นการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องสี
ในตัวหินธรรมชาติ ที่มีสีไม่สม่ำเสมอเนื่องจากมีแหล่งที่มาต่างกัน นอกจากนี้แล้วหินอ่อนจาก
ธรรมชาติยังมีอัตราการซึมน้ำสูง ในขณะที่หินอ่อนสังเคราะห์จะค่าการดูดซึมน้ำต่ำกว่าและสามารถ
ควบคุมสีให้คงที่ได้
ในขณะที่หินควอทซ์สังเคราะห์นอกจากจะมีสมบัติที่เด่นในเรื่องความสม่ำเสมอของสีและ
การดูดซึมน้ำคล้ายหินอ่อนสังเคราะห์แล้ว หินควอทซ์สังเคราะห์ยังมีความแข็งแรงที่สูงมากด้วย
เนื่องจากในการผลิตหินควอทซ์สังเคราะห์จะมีการเพิ่มวัสดุเสริมแรงประเภท แกรนิต หินอ่อน ซิลิกา
หินควอทซ์ กระจก และทราย ขึ้นเพื่อให้มีความสามารถในการทนรอยขีดข่วนและทนความร้อนสูง
สำหรับใช้ปูพื้นผิวที่มีการใช้งานหลากหลายเช่น การปูพื้นทางเดินเข้า-ออก หรือ การทำเป็นเคาท์เตอร์
ครัว โดยหินประเภทหินอ่อนสังเคราะห์และหินควอทซ์สังเคราะห์นั้นผู้ผลิตสามารถขึ้นรูปผลิตภัณฑ์
ที่มีลักษณะเป็นสแลปใหญ่ ดังนั้นหากลูกค้าต้องการสั่งทำเคาท์เตอร์ที่มีความกว้างและยาวไม่เกิน
ขนาดสแลปของโรงงาน ลูกค้าก็สามารถทำเคาท์เตอร์ครัวโดยใช้กระเบื้องเพียงแผ่นเดียวซึ่งจะเป็น
การลดปัญหาด้านรอยต่อยาแนว และป้องกันการเกิดเชื้อราบริเวณรอยต่อขอบที่มักพบในเคาท์เตอร์ที่
ทำจากกระเบื้องเซรามิก
ส่วน solid surface จะมีลักษณะการหล่อขึ้นรูปคล้ายพลาสติก โดยมีคุณสมบัติเด่นสุดก็คือไม่
มีรอยต่อ ทนความร้อน และรอยขีดข่วนได้ดี ซึ่งกระเบื้องคอมโพสิทหินสังเคราะห์ต่างๆนี้จะมีราคาตั้ง
ต้นที่หมื่นกว่าบาทขึ้นไปจนถึงหลักแสนต่อตารางเมตร ขึ้นอยู่กับขนาดและความยากง่ายในการผลิต
ในการนี้กรมวิทยาศาสตร์บริการ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้บริการทางด้านวิเคราะห์ ทดสอบ
รวมถึงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ได้เล็งเห็นความสำคัญของการใช้วิทยาศาสตร์เพื่ออนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงมีนโยบายสนับสนุนให้นักวิจัยในสังกัดกรมวิทยาศาสตร์
บริการได้ทดลองสร้างนวัตกรรมจากเศษเซรามิกเหลือทิ้ง จึงเป็นที่มาของโครงการกระเบื้องคอมโพสิ
ทจากเศษเซรามิก ซึ่งจะเป็นการนำเศษเซรามิกเหลือทิ้งซึ่งโดยมากมักเกิดจากโรงงานผู้ผลิตเซรามิ
กเอง นำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อแก้ปัญหาขยะล้นโลกและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เนื่องจาก
เป็นที่ทราบกันดีว่าเศษขยะจากเซรามิกแตกนั้นกำจัดได้ยากมาก หากนำไปถมที่ก็ต้องใช้พลังงานที่สูง
ในการบดอัดให้เป็นเศษเล็กๆ ซึ่งไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ แต่หากนำมาบดอัดให้มีขนาดอนุภาคที่
เล็กลงแล้วนำไปผลิตเป็นหินสังเคราะห์หรือกระเบื้องคอมโพสิทซึ่งมีราคาสูงถึงตารางเมตรละ
10,000-100,000 บาท ก็ดูจะเป็นการคุ้มค่าต่อการลงทุนมิใช่น้อย
หากสนใจต้องการความรู้เพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กลุ่มงานวิจัยและพัฒนา
เทคโนโลยีสำนักเทคโนโลยีชุมชน กรมวิทยาศาสตร์บริการ หมายเลขโทรศัพท์ 02-201-7000

น้ำผึ้ง : ความหวานที่มีคุณประโยชน์จากธรรมชาติ

น้ำผึ้ง : ความหวานที่มีคุณประโยชน์จากธรรมชาติ.

ชื่อบทความ : น้ำผึ้ง : ความหวานที่มีคุณประโยชน์จากธรรมชาติ  
ผู้แต่ง : วิภาวรรณ ศรีมุข
ประเภทเอกสาร : วันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 39 พฤษภาคม 2554
สังกัดหน่วยงาน : โครงการวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

บทความวิทยุกระจายเสียงรายการวันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ ๓๙
กระจายเสียงจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
ประจำเดือน พฤษภาคม ๒๕๕๔
เรื่อง
น้ำผึ้ง : ความหวานที่มีคุณประโยชน์จากธรรมชาติ
เรียบเรียงโดย
นางวิภาวรรณ ศรีมุข นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ
โครงการวิทยาศาสตร์ชีวภาพ
………………………..………………………
น้ำผึ้งเป็นน้ำตาลบริสุทธิ์ที่ให้ความหวานและคุณประโยชน์จากธรรมชาติของมนุษย์ตั้งแต่
สมัยโบราณ ในอดีตเรารู้จักใช้น้ำผึ้งเป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลและเชื่อกันว่าน้ำผึ้งช่วยบำรุง
สุขภาพ สามารถใช้รักษาโรคและเป็นยาอายุวัฒนะที่ช่วยเสริมพลังงานแก่ร่างกาย เพราะเป็นแหล่งรวม
สารอาหารต่างๆที่มีคุณค่าทางอาหารสูง อีกทั้งยังมีทั้งวิตามินและแร่ธาตุ มนุษย์จึงนิยมนำน้ำผึ้งมา
บริโภคกัน ในปัจจุบันนี้ยังได้นำน้ำผึ้งมาใช้ประโยชน์กันอีกหลายๆ ด้านเช่น ทางด้านแพทย์แผนไทย
ระบุว่าน้ำผึ้งเป็นสารที่ให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย บำรุงประสาทและสมองให้สดชื่น
แจ่มใส ผสมในเครื่องดื่มดับกระหายในหน้าร้อน ส่วนทางด้านความงาม จะช่วยในการบำรุงผิวพรรณ
และเส้นผมเป็นต้น นอกจากนี้น้ำผึ้งยังมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ จึงมักนำมาให้เด็กที่มีอาการ
ท้องผูกรับประทาน รวมทั้งยังมีสรรพคุณในการป้องกันหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์
ชนิดต่างๆ ได้อีกด้วย
ที่มาของน้ำผึ้ง น้ำผึ้งเป็นของเหลวที่มีรสหอมหวาน เกิดจากน้ำหวานข้นที่ผึ้งงานเก็บสะสม
เอามาจากต่อมน้ำหวานของดอกไม้ชนิดต่างๆ โดยผึ้งจะกลืนน้ำหวานลงสู่กระเพาะน้ำหวาน ซึ่งจะมี
เอนไซม์จากต่อมน้ำลายออกมาช่วยย่อยน้ำหวานขณะบินกลับรัง แล้วนำมาเก็บไว้ในหลอดรวงผึ้ง
ผ่านการระเหยน้ำโดยที่ผึ้งจะช่วยกันกระพือปีกไล่ความชื้น ทำให้มีการระเหยของน้ำหวานออกไป จน
ได้น้ำผึ้งที่มีปริมาณน้ำตาลเข้มข้นมากพอเหมาะสมกับการเก็บรักษา หลังจากนั้นผึ้งงานก็จะปิดฝา
หลอดรวงซึ่งเราเรียกน้ำผึ้งนี้ว่า “น้ำผึ้งสุก” ซึ่งคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานจะมีความชื้นอยู่ไม่เกิน 21
เปอร์เซ็นต์ ส่วนสีของน้ำผึ้งนั้นจะมีระดับของสีแตกต่างกันระหว่าง สีเหลืองอ่อนถึงเขียวเข้มหรือ
น้ำตาลอ่อนถึงน้ำตาลไหม้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาคือชนิดของเกสรดอกไม้ เช่นน้ำผึ้งที่ได้จากดอก
ลำไยจะมีสีเข้ม กลิ่นหอมและมีรสหวานกว่าน้ำผึ้งที่ได้จากดอกลิ้นจี่ ดอกเงาะ ดอกสาบเสือและดอก
ทุเรียน ซึ่งเชื่อกันว่าน้ำผึ้งที่ดีต้องได้มาจากผึ้งหลวงสีคล้ำและข้น ถ้ายิ่งได้มาจากทางเมืองเหนือยิ่งดี
ที่สุดเพราะทางเมืองเหนือเป็นแหล่งของดอกไม้นานาพันธุ์ อีกทั้งดินก็มีแร่ธาตุมากมาย ส่วนน้ำผึ้ง
เดือนห้านั้นเป็นฤดูกาล การบานของดอกลำไยคือตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนเมษายน ซึ่ง
ตรงกับฤดูร้อนของประเทศไทยคือเดือนพฤษภาคม ซึ่งน้ำผึ้งในช่วงนี้จะมีกลิ่นและรสรวมทั้งความ
หอมหวานตามธรรมชาติ เพราะมีปริมาณของน้ำตาลฟรุกโตสค่อนข้างสูงเก็บไว้ได้นาน จึงเป็นน้ำผึ้งที่
นิยมรับประทานกัน โดยถือว่าเป็นน้ำผึ้งที่มีคุณภาพดีที่สุดของประเทศ
ส่วนประกอบของน้ำผึ้ง น้ำผึ้งคือน้ำตาลเชิงเดี่ยวที่ร่างกายสามารถย่อยและดูดซึมไปใช้ได้ง่าย
อุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามินและเอนไซม์ที่มีประโยชน์สรุปส่วนประกอบที่สำคัญๆได้ ดังนี้
1. น้ำหรือความชื้น น้ำผึ้งที่ดีควรมีปริมาณความชื้นไม่เกินร้อยละ 21 เปอร์เซ็นต์ เพราะจะทำให้
เก็บไว้ได้นานไม่เสียง่าย
2. น้ำตาล มีไม่ต่ำกว่า 17 ชนิด เช่น น้ำตาลฟรุกโตส กลูโคส ซูโครส มอลโทสและน้ำตาล
เดกซ์โทรสเป็นต้น ทำให้น้ำผึ้งเป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่ดีที่สุดชนิดหนึ่ง และเป็น
ส่วนสำคัญที่ทำให้น้ำผึ้งมีรสหวาน สามารถให้พลังงานแก่ร่างกายได้ทันที
3. กรด ในน้ำผึ้งมีกรดหลายชนิดแต่เนื่องจากน้ำผึ้งมีรสหวาน รสเปรี้ยวของกรดจึงถูกบังเอาไว้
กรดชนิดที่สำคัญคือ กรดกลูโคนิค ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของน้ำตาลเดกซ์โทรส และในน้ำผึ้งยังมี
กรดอะมิโนถึง 16 ชนิด นอกจากนี้ยังมีกรดอนินทรีย์ กรดเกลือและกรดกำมะถันรวมอยู่ด้วย
4. แร่ธาตุต่างๆ ได้แก่แคลเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม โซเดียม สังกะสี เหล็ก
แมงกานีส และทองแดง ถึงในน้ำผึ้งจะมีปริมาณแร่ธาตุไม่มากนักประมาณ 0.02- 1
เปอร์เซ็นต์ แต่ก็อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม การเติมน้ำผึ้งลงไปแทนน้ำตาลในอาหารต่างๆ ก็
เป็นการเพิ่มปริมาณแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย และยังเป็นการเพิ่มคุณค่าแก่อาหารอีกด้วย
5. วิตามิน มีอยู่หลายชนิด ได้แก่ วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี6 วิตามินบีรวม และวิตามินซี
ซึ่งวิตามินในน้ำผึ้งแต่ละชนิดจะแตกต่างกันตามที่มาของเกสรดอกไม้ในน้ำผึ้งนั้น
6. เอนไซม์ เอนไซม์คือสารประกอบเชิงซ้อนที่เกิดภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต มีหน้าที่เป็น
ตัวกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาต่าง ๆ ภายในเซลล์ เอนไซม์สำคัญที่สุดที่พบในน้ำผึ้งคือ “อินเวอร์
เทส” ซึ่งมีหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลซูโครสในน้ำหวานของดอกไม้ให้เป็นน้ำตาลเดกซ์โตรสและ
ลีวูโลส นอกจากนี้ในน้ำผึ้งยังมีเอนไซม์ที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งคือ“ไดแอสเทส”ที่ช่วยย่อยแป้ง
ให้เป็นน้ำตาล
7. สารแขวนลอย ในน้ำผึ้งสารแขวนลอยหมายถึง โมเลกุลขนาดใหญ่ที่เกิดจากการรวมกลุ่มกัน
ของโมเลกุลขนาดเล็ก และกระจายตัวอยู่ในของเหลวนั้น โดยโมเลกุลของสารแขวนลอยจะ
ไม่ตกตะกอน ซึ่งสารแขวนลอยส่วนใหญ่ในน้ำผึ้งจะเป็นเกสรดอกไม้ทั้งที่ไม่ถูกน้ำย่อยย่อย
และที่ถูกน้ำย่อยย่อยแล้วบางส่วน
ประโยชน์ของน้ำผึ้ง
1. ช่วยคลายความเหน็ดเหนื่อย อ่อนเพลียจากการตรากตรำทำงานหนัก เล่นกีฬา อดนอนหรือดื่ม
สุรา
2. ช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยระยะพักฟื้น
3. บำรุงประสาทและสมองให้สดชื่น แจ่มใส ช่วยระงับประสาท อาการหงุดหงิด นอนไม่หลับ
4. บรรเทาอาการไอ และหวัด
5. ลดกรดในกระเพาะ ช่วยให้อาหารย่อยดีขึ้น ท้องไม่ผูก เนื่องจากน้ำผึ้งถูกดูดซึมได้ทันที เมื่อ
สัมผัสลำไส้ ต่างจากน้ำตาลชนิดอื่นที่คงค้างอยู่ และถูกเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์หรือกรด
6. แก้เด็กปัสสาวะรดที่นอน เนื่องจากน้ำผึ้งมีน้ำตาลฟรุกโตส ซึ่งมีคุณสมบัติดูดความชื้นได้
ดีกว่าน้ำตาลชนิดอื่น จึงสามารถดูดน้ำกลับและอุ้มน้ำไว้ ทำให้เด็กไม่ปัสสาวะรดที่นอน
7. แก้โรคโลหิตจาง เนื่องจากน้ำผึ้งมีธาตุเหล็กซึ่งเป็นองค์ประกอบของฮีโมโกลบิน ช่วยเพิ่มเม็ด
เลือดแดง แก้ความดันโลหิตสูง
จากคุณประโยชน์ของน้ำผึ้ง รวมทั้งรสหวานตามธรรมชาติและกลิ่นรสเฉพาะตัว จึงนิยมนำ
น้ำผึ้งมาเป็นส่วนผสมในอาหารต่างๆ เพื่อเพิ่มคุณค่าและให้รสหวาน เช่น
ผสมในเครื่องดื่มต่าง ๆ ได้แก่ ชา กาแฟ นม โยเกิร์ต น้ำมะนาว หรือในต่างประเทศจะนำไป
ทำเบียร์หรือไวน์
ผสมในขนมอบและขนมหวานต่าง ๆ คุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งของน้ำผึ้งในขนมปัง คือ
นํ้าผึ้งประกอบด้วยน้ำตาลฟรุกโตส ซึ่งมีคุณสมบัติดึงความชื้นไว้ได้นาน ดังนั้นขนมปังหรือขนมที่
ผสมน้ำผึ้งจะนิ่มอยู่นานกว่าใช้น้ำตาลทรายธรรมดา หลังจากนำออกจากเตาอบแล้ว
ผสมในผลิตภัณฑ์ที่ทำจากธัญญพืชเป็นอาหารเช้า หรือผสมในอาหารเด็กอ่อน ทำเป็น
สเปรดสำหรับทาขนมปัง เป็นต้น
นอกจากนี้น้ำผึ้งยังใช้เป็นส่วนผสมในยา เพื่อเพิ่มความคงตัวและมีรสหวานรับประทานง่าย
รวมทั้งมีประโยชน์ทางความงามน้ำผึ้งเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ถูกใช้เพื่อความงามมาตั้งแต่
สมัยโบราณ และยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน ในการผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณและเส้นผม เนื่องจาก
คุณสมบัติตามธรรมชาติที่มีในน้ำผึ้ง คือเป็นสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ คือสามารถดึงและ
เก็บความชื้นไว้ได้ ทำให้ผิวหนังมีความอ่อนนุ่มและยืดหยุ่น จึงเหมาะที่จะเป็นส่วนผสมใน
ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นต่างๆ ได้แก่ สบู่ ครีมบำรุงผิว แชมพู และครีมนวดผม เนื่องจากน้ำผึ้งมา
จากธรรมชาติและไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง
วิธีทดสอบน้ำผึ้งแท้
ปัจจุบันผู้ผลิตบางรายมักใส่สารแปลกปลอมลงในน้ำผึ้ง การตรวจจับด้วยเทคนิคต่างๆ จึงเป็น
เรื่องยาก นอกจากตรวจสอบในห้องปฏิบัติการเท่านั้น ส่วนวิธีที่ดีที่สุดคือควรซื้อน้ำผึ้งจากผู้ขายที่เชื่อ
ใจได้ หรือมิฉะนั้นต้องใช้พิจารณาลักษณะทางกายภาพภายนอกของน้ำผึ้งดังต่อไปนี้
1. มีความข้นและหนืดพอสมควรซึ่งแสดงว่าน้ำผึ้งมีน้ำน้อย มีคุณภาพสูง
2. มีสีตามธรรมชาติ ตั้งแต่สีเหลืองอ่อนถึงน้ำตาล ใส ไม่ขุ่นทึบ
3. มีกลิ่นหอมของน้ำผึ้งตามชนิดของดอกไม้นั้นๆ เช่น น้ำผึ้งจากดอกลำไย น้ำผึ้งจากดอกลิ้นจี่
4. ปราศจากกาก ไขผึ้ง หรือเศษตัวผึ้งปะปน รวมทั้งวัสดุแขวนลอยต่างๆ
5. ไม่มีกลิ่นบูดเปรี้ยว และไม่มีการใส่สารปรุงแต่งสี กลิ่น รสใดๆ ลงในน้ำผึ้ง
6. การหยดน้ำผึ้งใส่กระดาษไข ถ้าเป็นของแท้จะไม่ผ่านกระดาษไข
7. ทดสอบโดยหยดน้ำผึ้งลงในแก้วน้ำชา สังเกตการละลายถ้าเป็นน้ำผึ้งแท้เมื่อคนให้เข้ากันจะ
ไม่ ละลายในทันที
วิธีการเลือกซื้อน้ำผึ้ง
1. เลือกน้ำผึ้งที่มีกลิ่นหอมของเกสรดอกไม้ที่ระบุไว้ข้างขวด ถ้าเรามีโอกาสได้ชิมถึงรสชาดก็จะ
มีความหวานหอมของดอกไม้ที่ระบุไว้ เช่น ดอกลำไย ควรมีกลิ่นหอมของดอกลำไย เป็นต้น
2. มีความสะอาด ไม่มีเศษละอองเกสร เศษตัวอ่อนของดักแด้ปะปนอยู่ มีสีอ่อนใสตามธรรมชาติ
ไม่แยกชั้น มีสีเดียวกลมกลืนกันทั้งขวด และมีความหนืดเหนียว
3. ต้องมีฉลากแสดงรายละเอียดน้ำหนักสุทธิ เครื่องหมายการค้า วันที่ผลิต สถานที่ผลิต ชื่อ
ผู้ผลิต เครื่องหมายรับรองจากหน่วยงานราชการเช่น มีเครื่องหมาย อย.หรือมอก.เป็นต้น
วิธีการเก็บรักษาน้ำผึ้ง
1. ควรเก็บน้ำผึ้งในที่เย็น และไม่โดนแสงแดด
2. น้ำผึ้งที่มีความชื้นสูงควรบริโภคให้หมดภายใน 1-2 เดือน
3. น้ำผึ้งถ้าเก็บไว้นานจะมีสีเข้ม ซึ่งยังสามารถนำมาบริโภคได้ แต่ไม่ควรเก็บนานเกิน 2 ปี
4. ถ้าน้ำผึ้งมีสีดำ ไม่ควรนำมาบริโภค
จะเห็นได้ว่า น้ำผึ้งความหวานจากธรรมชาติมีคุณประโยชน์อย่างมากต่อสุขภาพและความ
งามของมนุษย์เรา ไม่ว่าจะใช้ในการบริโภคเป็นอาหาร หรือใช้เป็นส่วนประกอบทางด้านยาและการ
ใช้ภายนอกกับผิวหน้า ผิวกายและเส้นผมดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
โครงการวิทยาศาสตร์ชีวภาพ กรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ให้บริการทดสอบ
คุณภาพของน้ำผึ้ง ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอคำแนะนำและขอรับบริการได้ที่ โทรศัพท์ 02-201-7205
โทรสาร 02-201-7181 ทุกวันในเวลาราชการ

ความปลอดภัยของการใช้เมลามีน

ความปลอดภัยของการใช้เมลามีน.

ชื่อบทความ : ความปลอดภัยของการใช้เมลามีน  
ผู้แต่ง : เกียรติสุดา ปูอุตรี
ประเภทเอกสาร : วันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 38 เมษายน 2554
สังกัดหน่วยงาน : โครงการฟิสิกส์และวิศวกรรม

บทความวิทยุกระจายเสียงรายการวันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ ๓๘
กระจายเสียงจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
ประจำเดือน เมษายน ๒๕๕๔
เรื่อง
ความปลอดภัยของการใช้เมลามีน
เรียบเรียงโดย
นางสาวเกียรติสุดา ปูอุตรี นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ
โครงการฟิสิกส์และวิศวกรรม กรมวิทยาศาสตร์บริการ
………………………..………………………
เมลามีน (Melamine) เป็นสารอินทรีย์ที่มีชื่อตาม IUPAC ว่า 1,3,5-triazine-2,4,6-triamine มี
ลักษณะเป็นผงสีขาว ละลายน้ำได้เล็กน้อย และเป็นสารที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบร้อยละ 66
โดยมวล ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการในบางประเทศนำเมลามีนปนในนมผง เนื่องจากการผลิตนมผง
จำเป็นต้องผลิตให้มีปริมาณโปรตีนตามเกณฑ์มาตรฐาน โดยการตรวจว่านมผงนั้นมีโปรตีนสูงหรือไม่
วัดจากค่าของไนโตรเจน ดังนั้นถ้าผสมเมลามีนซึ่งเป็นสารที่มีไนโตรเจนสูงลงไป เมลามีนช่วยเพิ่มค่า
ไนโตรเจนเท่านั้น ไม่ใช่โปรตีนที่แท้จริง (Non-Protien Nitrogen) นมผงที่ผลิตได้จึงมีปริมาณโปรตีน
ต่ำกว่ามาตรฐาน เมื่อมีการรับประทานนมผงที่ปนเปื้อนด้วยเมลามีน เมลามีนจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
ได้โดยง่ายเพราะมีขนาดโมเลกุลเล็ก ถ้าร่างกายได้รับเมลามีนปริมาณมากเข้าสู่ร่างกาย จะเกิดการตก
ผลึกของเมลามีนในเนื้อไต หากการตกผลึกนี้เป็นไปอย่างต่อเนื่องจะได้ผลึกเมลามีนที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
และผลึกเมลามีนนี้อาจทำปฏิกิริยากับสารก่อนิ่วอื่น ๆ เช่น แคลเซียมและกรดยูริกที่มีในปัสสาวะของ
คนทั่วไปอยู่ก่อนแล้ว ทำให้เกิดผลึกเชิงซ้อนที่มีขนาดโตขึ้นและกลายเป็นนิ่วในไตในที่สุด ดังนั้นการ
เลือกซื้อนมผงและผลิตภัณฑ์จากนมผงต้องดูฉลากให้ละเอียดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ โดยสังเกต
จากเครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือข้อความต่างๆ เช่น มีการขึ้นทะเบียน มีเครื่องหมายองค์การอาหาร
และยา (อย.) มีสัญลักษณ์ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานตามหลักเกณฑ์วิธีที่ดีในการผลิต (Good
Manufacturing Practice, GMP) นอกจากนี้แล้วต้องดูความเรียบร้อยและความสมบูรณ์ของภาชนะ
บรรจุ โดยต้องมีความสะอาด ไม่มีร่องรอยรั่วและฉีกขาด เป็นต้น
ในวงการอุตสาหกรรมพลาสติกมีการนำเมลามีนมาทำปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชันกับ
ฟอร์มาลดีไฮด์เพื่อผลิตเมลามีนฟอร์มาลดีไฮด์เรซิน (Melamine Formaldehyde Resin) ซึ่งนิยมนำมา
ทำภาชนะเมลามีนสำหรับใช้บรรจุอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นภาชนะที่
มีน้ำหนักเบา มีเนื้อแข็ง เหนียว ไม่แตกง่าย สามารถทนทานต่อการขีดข่วนและทนแรงกระแทกได้ดี
สามารถผสมสีและตกแต่งลวดลายให้มีลักษณะสวยงามได้ และราคาไม่สูงมาก
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากภาชนะเมลามีนมีฟอร์มาลดีไฮด์เป็นส่วนประกอบ เมื่อนำมาบรรจุ
อาหารที่ปรุงด้วยความร้อนสูงเสร็จใหม่ๆ หรือใส่น้ำร้อนมากๆ ตลอดจนการอุ่นอาหารร้อนในเตา
ไมโครเวฟจะทำให้มีการซึมของสารฟอร์มาลดีไฮด์ออกมาปนเปื้อนในอาหารในปริมาณที่ก่อให้เกิด
อันตรายต่อผู้บริโภคได้ ฟอร์มาลดีไฮด์ที่ถูกปลดปล่อยออกมาอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองของอวัยวะ
ต่าง ๆ ได้แก่ จมูก ตา ลำคอ ทางเดินหายใจ ผิวหนัง เป็นต้น นอกจากนี้แล้วฟอร์มาลดีไฮด์ยังเป็นสาร
ก่อมะเร็งอีกด้วย
ภาชนะเมลามีนที่ดีต้องได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ซึ่งผ่านการทดสอบทั้ง
คุณสมบัติทางกายภาพและคุณลักษณะด้านความปลอดภัยเมื่อใช้บรรจุหรือสัมผัสกับอาหาร ลักษณะ
ทั่วไปของของภาชนะเมลามีนที่ดี ต้องไม่มีข้อบกพร่องที่เป็นผลเสียต่อการใช้งาน เช่น บิดเบี้ยว ร้าว
ผิวเคลือบต้องสะอาด เรียบ มีสีสม่ำเสมอ และปราศจากตำหนิ เมื่อทดสอบความทนกรดของภาชนะเม
ลามีนโดยการนำมาสัมผัสกับสารละลายกรดซัลฟิวริก ต้องไม่มีจุดหรือรอยฝ้าขาวที่ผิวของภาชนะ
ภาชนะเมลามีนต้องมีความทนต่ออุณหภูมิต่าง ๆ ได้แก่ ความทนน้ำเดือด ความทนความร้อนที่
อุณหภูมิ 110 องศาเซลเซียส และความทนความเย็นที่อุณหภูมิ ระหว่าง -5 ถึง 0 องศาเซลเซียส โดย
ภาชนะเมลามีนต้องไม่แตก บิดเบี้ยว ร้าว หรือมีรอยตำหนิใด ๆ ที่อาจเป็นผลเสียต่อการใช้งาน
ภาชนะเมลามีนที่ดีต้องมีอัตราการดูดซึมน้ำต่ำโดยมีการดูดซึมน้ำที่อุณหภูมิห้องต้องไม่เกินร้อยละ 0.8
และการดูดซึมน้ำเดือดต้องไม่เกินร้อยละ 1.0 เพื่อให้มีความเหมาะสมในการนำไปบรรจุอาหารเหลว
เมื่อนำภาชนะเมลามีนมาทดสอบความต้านแรงกระแทกที่ระดับความสูง 20 หรือ 30 เซนติเมตร
ภาชนะเมลามีนต้องไม่ร้าวหรือแตก เพื่อให้มีอายุในการใช้งานยาวนานไม่แตกหรือร้าวง่าย
การทดสอบคุณลักษณะด้านความปลอดภัยของภาชนะเมลามีน ทำได้โดยนำภาชนะเมลามีน
มาสัมผัสกับตัวทำละลาย 4 ชนิด ได้แก่ น้ำ สารละลายกรดแอซีติก เอทานอลและนอร์แมลเฮปเทน
และทำการทดสอบที่อุณหภูมิต่าง ๆ ได้แก่ อุณหภูมิห้อง อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส และ อุณหภูมิ 95
องศาเซลเซียส โดยภาชนะเมลามีนที่ได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนั้น ผลการตรวจสอบต้อง
ไม่พบฟีนอลและฟอร์มาลดีไฮด์ซึ่งเป็นสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ นอกจากนี้แล้วสิ่งที่เหลือจาก
การระเหยต้องไม่เกิน 30 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เดซิเมตร และปริมาณโลหะหนักต้องไม่เกิน 1 มิลลิกรัม
ต่อลูกบาศก์เดซิเมตร
การใช้ภาชนะเมลามีนให้ปลอดภัยนั้นผู้บริโภคควรเลือกใช้ภาชนะเมลามีนที่ได้รับมาตรฐาน
ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ภาชนะเมลามีนที่ซื้อมาใหม่ควรล้างด้วยน้ำเดือดก่อนการใช้งานในครั้งแรก
เพื่อชะสิ่งสกปรกและฟอร์มาลดีไฮด์บางส่วนออกไป ผู้บริโภคควรคำนึงอยู่เสมอว่าภาชนะเมลามีน
เหมาะสมสำหรับการบรรจุอาหารที่มีอุณหภูมิไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส ถ้าต้องการใช้ภาชนะเมลามีน
สำหรับบรรจุอาหารที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส เช่น อาหารที่เพิ่งปรุงเสร็จใหม่ๆ ควรวางทิ้ง
ไว้สักครู่เพื่อให้อาหารเย็นลงก่อนที่จะใส่ลงในภาชนะเมลามีน และไม่ควรนำภาชนะเมลามีนเข้าเตา
อบหรืออุ่นอาหารร้อน ในเตาไมโครเวฟ เนื่องจากความร้อนจากอาหารและจากการสะท้อนของแผ่น
กั้นในเตาไมโครเวฟ ตลอดจนการสั่นสะเทือนของโมเลกุลของเมลามีนฟอร์มาลดีไฮด์ที่ใช้ทำภาชนะ
เมลามีน อาจทำให้เกิดการปลดปล่อยสารฟอร์มาลดีไฮด์ออกมาปนเปื้อนในอาหารได้มากกว่าการใช้
งานตามปกติ
กรมวิทยาศาสตร์บริการได้ให้บริการวิเคราะห์ทดสอบภาชนะเมลามีนตามมาตรฐาน
ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามและขอรับบริการได้ที่ โครงการฟิสิกส์และ
วิศวกรรม กรมวิทยาศาสตร์บริการ 75/7 ถนนพระรามที่ 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ
10400 หมายเลขโทรศัพท์ 0-2201-7000

มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชุนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องปั้นดินเผา

มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชุนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องปั้นดินเผา.

ชื่อบทความ : มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชุนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องปั้นดินเผา  
ผู้แต่ง : นางสาวลดา พันธ์สุขุมธนา
ประเภทเอกสาร : วันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 37 มีนาคม 2554
สังกัดหน่วยงาน : สำนักเทคโนโลยีชุมชน

บทความวิทยุกระจายเสียงรายการวันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ ๓๗
กระจายเสียงจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
ประจำเดือน มีนาคม ๒๕๕๔
เรื่อง
มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชุนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องปั้นดินเผา
เรียบเรียงโดย
นางสาวลดา พันธ์สุขุมธนา นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ
นำนักเทคโนโลยีชุมชน
……………………………………………..
มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน หรือที่เรียกว่า มผช. หมายถึง ข้อกำหนดคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์
ที่ผลิตโดยชุมชน เป็นข้อกำหนดที่ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน เหมาะกับสภาพการผลิตของชุมชน เป็น
มาตรฐานที่กำหนดเพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ของชุมชน ทำให้เกิดเอกลักษณ์ของ
ท้องถิ่นที่มีคุณภาพ เป็นการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยสู่สากล โดยใช้แรงงานและทรัพยากรใน
ท้องถิ่น และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน มผช. จึงช่วยส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ส่งเสริม
ด้านการตลาดให้เป็นที่ยอมรับ สร้างความมั่นใจแก่ผู้ผลิตและผู้บริโภค และเน้นให้มีการพัฒนาแบบ
ยั่งยืน
ปัจจุบันมี มผช. ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องปั้นดินเผาหรือเซรามิกอยู่หลายเรื่อง มีข้อกำหนดด้านต่างๆ
ได้แก่ ขอบข่ายความครอบคลุมของมาตรฐาน บทนิยามความหมายของคำที่ใช้ การจัดประเภทของ
ผลิตภัณฑ์ คุณลักษณะที่ต้องการซึ่งต้องผ่านการทดสอบ การบรรจุผลิตภัณฑ์ เครื่องหมายและฉลาก
การชักตัวอย่างและเกณฑ์ตัดสิน รวมถึงวิธีทดสอบ มผช. ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องปั้นดินเผาหรือเซรามิกที่
ประกาศใช้แล้ว ได้แก่ เครื่องปั้นดินเผา ผลิตภัณฑ์ผ้าหุ้มภาชนะเครื่องปั้นดินเผา เครื่องปั้นดินเผาลาย
คราม เครื่องปั้นดินเผาสังคโลก เครื่องปั้นดินเผาเซลาดอน เครื่องปั้นดินเผาเขียนลาย เครื่องปั้นดินเผา
เคลือบน้ำขี้เถ้า เครื่องปั้นดินเผาสโตนแวร์ เครื่องปั้นดินเผาพอร์ซเลน ผลิตภัณฑ์เซรามิกประดิษฐ์
ตุ๊กตาชาววัง เปรียบเทียบ มผช. ของผลิตภัณฑ์ต่างๆได้ดังนี้
มผช. 46/2549 ผลิตภัณฑ์ เครื่องปั้นดินเผา มีบทนิยามว่า สิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นจากดินเป็น
ส่วนประกอบหลัก อาจมีการผสมหินหรือแร่ธาตุ ต่างๆ ด้วย เช่น ดินขาว ดินเหนียว ทรายแก้ว หินฟันม้า
ในอัตราส่วนที่เหมาะสม นำมาผ่านกระบวนการขึ้นรูปให้ได้รูปทรงตามต้องการ นำมาตกแต่ง แล้วนำไป
เผา โดยอาจเคลือบหรือไม่ก็ได้ คุณลักษณะที่ต้องทดสอบ ได้แก่ ตรวจสอบโดยการตรวจพินิจลักษณะ
ทั่วไป มีการทดสอบการดูดซึมน้ำ โดยค่าการดูดซึมน้ำไม่เกินร้อยละ 0.5 โดยน้ำหนัก มีการทดสอบการ
รั่วซึมกรณีเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีการเคลือบและใช้งานที่สัมผัสกับน้ำ หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่เคลือบและใช้
กับอาหาร ต้องทดสอบ ตะกั่วและ แคดเมียม ให้ไม่มากกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และต้องทดสอบความทน
ต่อการเปลี่ยนอุณหภูมิที่แตกต่างกัน 120 องศาเซลเซียส
มผช.191/2546 ผลิตภัณฑ์ผ้าหุ้มภาชนะเครื่องปั้นดินเผา คุณลักษณะที่เกี่ยวกับภาชนะ
เครื่องปั้นดินเผา ต้องทดสอบรอยแตก ร้าว หรือบิ่นโดยการให้คะแนนด้วยคณะผู้ตรวจสอบ
มผช. 243/2547 ผลิตภัณฑ์ เครื่องปั้นดินเผาลายคราม มีบทนิยามว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ เนื้อ
ละเอียด สีขาว แกร่ง ตกแต่งลวดลายใต้เคลือบด้วยสีน้ำเงิน เคลือบด้วยเคลือบใสไม่มีสี เผาใน
บรรยากาศลดออกซิเจน และคุณลักษณะที่ต้องทดสอบ ได้แก่ ตรวจพินิจลักษณะทั่วไป มีการทดสอบ
การดูดซึมน้ำ โดยค่าการดูดซึมน้ำไม่เกินร้อยละ 0.5 และมีการทดสอบความเปียก และหากเป็น
ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับอาหารต้องทดสอบ ตะกั่วและ แคดเมียม และความทนต่อการเปลี่ยนอุณหภูมิที่แตกต่าง
กัน 120 องศาเซลเซียส
มผช. 244/2547 ผลิตภัณฑ์ เครื่องปั้นดินเผาสังคโลก มีบทนิยามว่า เป็นผลิตภัณฑ์เนื้อแกร่ง
มีรูปแบบหรือลวดลายเลียนแบบหรือประยุกต์จากของโบราณยุคสุโขทัย โดยทั่วไปเนื้อดินค่อนข้าง
หยาบมีสีขาวอมน้ำตาล หากตกแต่งใต้เคลือบ ส่วนใหญ่เป็นสีน้ำตาล สีดำ หรือสีเขียว หากมีการ
เคลือบผิวอาจเคลือบใส เคลือบด้าน หรือสีต่างๆ และคุณลักษณะที่ต้องทดสอบ ได้แก่ ตรวจพินิจ
ลักษณะทั่วไป มีการทดสอบการดูดซึมน้ำ โดยค่าการดูดซึมน้ำไม่เกินร้อยละ 3 มีการทดสอบความเปียก
และหากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับอาหารต้องทดสอบ ตะกั่วและ แคดเมียม และความทนต่อการเปลี่ยน
อุณหภูมิที่แตกต่างกัน 100 องศาเซลเซียส
มผช. 248/2547 ผลิตภัณฑ์ เครื่องปั้นดินเผาเซลาดอน มีบทนิยามว่า เป็นผลิตภัณฑ์เนื้อแกร่ง
ส่วนใหญ่มีสีเขียวหยก นิยมตกแต่งด้วยการขูดลายลงในเนื้อดินหรือตกแต่งด้วยสีใต้เคลือบ เคลือบมัก
ราน โดยทั่วไปน้ำเคลือบมีส่วนผสมของเถ้าไม้ เผาที่อุณหภูมิสูง ในบรรยากาศลดออกซิเจน หรืออาจ
ใช้เคลือบสังเคราะห์ คุณลักษณะที่ต้องทดสอบ ได้แก่ ตรวจพินิจลักษณะทั่วไป มีการทดสอบการดูดซึม
น้ำ โดยค่าการดูดซึมน้ำไม่เกินร้อยละ 3 และทดสอบความเปียก และหากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับอาหาร
ต้องทดสอบ ตะกั่วและ แคดเมียม และความทนต่อการเปลี่ยนอุณหภูมิที่แตกต่างกัน 100 องศาเซลเซียส
มผช. 586/2547 ผลิตภัณฑ์ เครื่องปั้นดินเขียนลาย มีบทนิยามว่า ได้จากการนำ
เครื่องปั้นดินเผาแบบเผาดิบหรือเผาเคลือบมาออกแบบและเขียนลวดลายด้วยสีต่างๆ อาจเคลือบด้วยสาร
เคลือบเงา โดยไม่ต้องผ่านการเผาอีกครั้ง และอาจประกอบด้วยวัสดุอื่น คุณลักษณะที่ต้องทดสอบ
ได้แก่ การตรวจสอบและให้คะแนนลักษณะทั่วไป ความสะอาด ไม่แตก ร้าว หรือบิ่น สี การ
ประกอบด้วยวัสดุอื่น การเคลือบเงา โดยการให้คะแนนด้วยคณะผู้ตรวจสอบ
มผช. 627/2547 ผลิตภัณฑ์ เครื่องปั้นดินเผาเคลือบน้ำขี้เถ้า มีบทนิยามว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ ทา
ชุบหรือพ่นด้วยน้ำเคลือบขี้เถ้า แล้วนำไปเผาอีกครั้ง คุณลักษณะที่ต้องทดสอบ ได้แก่ การตรวจพินิจ
ลักษณะทั่วไป มีการทดสอบการดูดซึมน้ำ โดยค่าการดูดซึมน้ำไม่เกินร้อยละ 3 มีการทดสอบความเปียก
และหากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับอาหารต้องทดสอบ ตะกั่วและ แคดเมียม และความทนต่อการเปลี่ยน
อุณหภูมิที่แตกต่างกัน 100 องศาเซลเซียส
มผช.930/2548 ผลิตภัณฑ์ เครื่องปั้นดินเผาสโตนแวร์ หมายถึงเครื่องปั้นดินเผาเนื้อละเอียด
แกร่ง ทึบแสง อาจเคลือบผิวและตกแต่งลวดลายด้วยก็ได้ กรณีใช้กับอาหารต้องเคลือบผิว คุณลักษณะที่
ต้องทดสอบใกล้คียงกับ มผช.46/2549 เครื่องปั้นดินเผา แต่มีคุณลักษณะเรื่องลักษณะทั่วไปที่เคลือบต้อง
ไม่หลุดล่อน หากมีลวดลายสีต้องไม่หลุดลอก กรณีเป็นชุดเดียวกัน ต้องมีรูปแบบ ลวดลาย และสี ที่
กลมกลืนเข้ากันได้ และคุณลักษณะเรื่องข้อบกพร่อง (เฉพาะประเภทที่ใช้กับอาหาร) เช่น จุด รูเข็ม รอย
เปื้อน เพิ่มขึ้นมา
มผช.931/2548 เครื่องปั้นดินเผาพอร์ซเลน หมายถึงเครื่องปั้นดินเผาเนื้อละเอียด สีขาว แกร่ง
เคลือบผิว อาจตกแต่งลวดลาย โปร่งแสง (ถ้าบาง) โดยทั่วไปเผาดิบที่อุณหภูมิต่ำ และเผาเคลือบที่
อุณหภูมิสูงในบรรยากาศแบบลดออกซิเจน คุณลักษณะที่ต้องทดสอบใกล้คียงกับ มผช.930/2548
เครื่องปั้นดินเผาสโตนแวร์ แต่มีคุณลักษณะเรื่องความเปียกน้ำเพิ่มขึ้นมา
มผช.1120/2548 ผลิตภัณฑ์เซรามิกประดิษฐ์ หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ทำหรือประดิษฐ์ขึ้นโดย
การนำเนื้อดิน เช่น ดินขาว ดินเหนียว อาจผสมหินหรือแร่ธาตุต่างๆ เช่น หินทรายแก้ว หินฟันม้า ใน
สัดส่วนที่เหมาะสม มาขึ้นรูป เช่น หล่อ ปั้น ขด ถัก สาน ตามรูปแบบที่ต้องการ อาจเผาดิบหรือเผาเคลือบ
ตกแต่งลวดลาย อาจเคลือบผิว และอาจประกอบด้วยวัสดุอื่น เช่น ไม้ พลาสติก โลหะ ลูกปัด ริบบิ้น ทำ
เป็นของใช้ทั่วไป ของประดับตกแต่ง ของที่ระลึก เช่น เข็มกลัด ต่างหู กล่องทิชชู พวงกุญแจ
คุณลักษณะที่ต้องทดสอบ ได้แก่ การตรวจสอบและให้คะแนนลักษณะทั่วไป ลวดลาย การ
ประกอบด้วยวัสดุอื่น การเคลือบผิว โดยการให้คะแนนด้วยคณะผู้ตรวจสอบ
มผช.75/2546 ตุ๊กตาชาววัง หมายถึง ตุ๊กตาที่ได้จากการนำดินเหนียวมาแช่น้ำ เพื่อกรองเม็ด
กรวด เม็ดทราย และสิ่งเจือ ปนอื่น ออกให้หมด ผึ่งจนสามารถนำมาปั้นเป็นรูปคน สัตว์ หรือสิ่งของต่างๆ
ที่มีขนาดเล็ก แล้วนำไปเผาให้สุก อาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น ปั้นให้เหมือนจริงโดยแต่งสีหรือไม่ก็ได้
หรือใช้สีตกแต่งตัวตุ๊กตาให้ได้หน้าตาหรือลวดลายตามต้องการ และอาจประกอบด้วยวัสดุอื่น เช่น ไม้
กระดาษ ดอกไม้แห้ง คุณลักษณะที่ต้องทดสอบ ได้แก่ การตรวจสอบและให้คะแนนลักษณะทั่วไป
เอกลักษณ์ สี การประกอบด้วยวัสดุอื่น โดยการให้คะแนนด้วยคณะผู้ตรวจสอบ
คุณลักษณะที่ต้องการของ มผช. ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เช่นการทดสอบตะกั่วและ
แคดเมียม จะใช้เกณฑ์กำหนดและวิธีทดสอบตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ภาชนะที่ใช้กับ
อาหาร : ปริมาณและวิธีวิเคราะห์ตะกั่วและแคดเมี่ยม มาตรฐานเลขที่ มอก.32 ส่วนคุณลักษณะอื่นจะ
มีคุณลักษณะที่ต้องการที่เหมาะกับสภาพการผลิตของชุมชน โดยยังคงมีมาตรฐานที่ดี ซึ่งตรงกับความ
ต้องการของผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชน คือมีความต้องการให้ มผช. มีมาตรฐานในระดับที่ตลาดทั้งในและ
ต่างประเทศยอมรับ เพื่อนำมาสู่การพัฒนาปรับปรุงระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้เข้าสู่มาตรฐาน
ระดับประเทศและระดับสากลต่อไปในอนาคต
ข้อกำหนดด้านอื่นเช่น การบรรจุ เป็นการกำหนดให้ ภาชนะบรรจุมีความสะอาด เรียบร้อย
สามารถป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์ และข้อกำหนดด้านเครื่องหมายและฉลาก
เป็นการกำหนดให้มีการแจ้งรายละเอียดเรื่อง ชื่อเรียกผลิตภัณฑ์ ประเภทของผลิตภัณฑ์เช่นใช้กับ
อาหาร เดือน ปีที่ผลิต คำเตือนเช่นภาชนะประเภทของประดับตกแต่ง ควรมีคำเตือนว่าไม่ควรใช้กับ
อาหาร ข้อแนะนำในการใช้ การดูแลรักษา และชื่อผู้ทำ พร้อมสถานที่ตั้งหรือเครื่องหมายการค้า เป็น
ต้น
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือ สมอ. ได้ดำเนินการจัดทำ มผช. พร้อมกำหนด
หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ชุมชน ในเรื่องของ นิยามการรับรอง ยื่นคำขอ ผู้
ได้รับการรับรอง คุณสมบัติของผู้ยื่นคำขอ การรับรอง เงื่อนไขและการตรวจติดตาม และการยกเลิก
การรับรอง ไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้การดำเนินการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ชุมชน เป็นไปอย่างถูกต้อง
ชัดเจน โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ อำนวยความสะดวกแก่ผู้ยื่นคำขอรับใบรับรองและผู้รับรอง
สำนักเทคโนโลยีชุมชน กรมวิทยาศาสตร์บริการ มีหน่วยงานด้านเครื่องปั้นดินเผาหรือเซรามิก
ที่ดำเนินงานด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับส่วนผสม กระบวนการผลิต การพัฒนา
รูปแบบผลิตภัณฑ์ การบริการวิเคราะห์ทดสอบ การอบรม/ถ่ายทอดเทคโนโลยี และการให้คำปรึกษา
ดังนั้นหากผู้ผลิตสนใจต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน หรือต้องการทราบวิธีการทดสอบตาม
มผช. เพื่อเป็นการเตรียมตัวสู่การขอ มผช.
สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ โทร. 0-2201-7367 0-2201-7034

หอสมุดวิทยาศาสตร์ ดร.ตั้ว ลพานุกรม..คลังความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย

หอสมุดวิทยาศาสตร์ ดร.ตั้ว ลพานุกรม..คลังความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย.

ชื่อบทความ : หอสมุดวิทยาศาสตร์ ดร.ตั้ว ลพานุกรม..คลังความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย  
ผู้แต่ง : นางอัญญาดา ตั้งดวงดี
ประเภทเอกสาร : วันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 36 กุมภาพันธ์ 2554
สังกัดหน่วยงาน : สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์ฯ

บทความวิทยุกระจายเสียงรายการวันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ ๓๖
กระจายเสียงจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
ประจำเดือน กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
เรื่อง
หอสมุดวิทยาศาสตร์ ดร.ตั้ว
ลพานุกรม..คลังความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย
เรียบเรียงโดย
นางอัญญาดา ตั้งดวงดี นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ
สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
……………………………………………..
การที่ผู้คนในประเทศใดก็ตามแสดงแนวโน้มด้านมากให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่าไม่นิยมอ่าน
หนังสือ เป็นปฏิปักษ์ต่อการอ่าน หันหลังให้หนังสือ เบื่อหน่ายการอ่าน หรือบางคนมีอาการหนักกระทั่ง
เป็นศัตรูกับการอ่านแล้วไซร้นั่นแสดงว่าประเทศนั้นชาตินั้นๆ กำลังถอยห่างจากความเป็นอารยะทุกขณะ
ซึ่งสอดคล้องกับพระบรมราโชวาทเกี่ยวกับหนังสือ / ความรู้ที่ได้ทรงพระราชทานแก่คณะสมาชิก
ห้องสมุดทั่วประเทศซึ่งได้เข้าเฝ้า ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา เมื่อ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ มีความ
ดังนี้ “…หนังสือเป็นการสะสมความรู้และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมา แต่โบราณกาล
จนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งสำคัญ เป็นคล้าย ๆ ธนาคารความรู้ และเป็นออมสินเป็นสิ่งที่จะทำให้
มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้…” และได้ถูกนำไปสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมโดยเห็นได้จากนโยบายของ
รัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสังคมฐานความรู้ (Knowledge-Based Society) หรือเศรษฐกิจ
ฐานความรู้ (Knowledge-Based Economy) โดยมีหัวใจสำคัญในการสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งให้กับ
ประเทศ โดยอาศัยความรู้เป็นปัจจัยหลักในการเพิ่มขีดสมรรถนะทางการแข่งขันของประเทศ โอกาสนี้ขอ
แนะนำให้ทุกท่านได้รู้จัก “คลังความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย” ที่สำคัญแห่ง
หนึ่งของประเทศ นั่นคือ “หอสมุดวิทยาศาสตร์ ดร.ตั้ว ลพานุกรม” มีชื่อทางการว่า “สำนักหอสมุดและ
ศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” หรือที่รู้จักกันในนามว่า “ห้องสมุดกรมวิทยาศาสตร์บริการ”
หอสมุดวิทยาศาสตร์ฯ ได้ถูกก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๖ โดยการริเริ่มของ ดร.ตั้ว ลพานุกรม อธิบดี
คนแรกของกรมวิทยาศาสตร์ ตลอดระยะเวลาอันยาวนานถึง ๗๘ ปี (๒๔๗๖ – ๒๕๕๔) ได้สะสม
ทรัพยากรสารสนเทศประเภทต่าง ๆ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีคุณค่าไว้เป็นจำนวนมาก
ปัจจุบันได้นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการและบริการ เพื่ออำนวยความสะดวกในการ
ให้บริการสารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่ประชาชนทุกภาคส่วน ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุก
ที่ ทุกเวลา สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชนแม้จะอยู่ห่างไกลก็ยังสามารถใช้บริการต่าง ๆ ได้
หอสมุดวิทยาศาสตร์ฯ มีทรัพยากรสารสนเทศด้านวิทยาศาสตร์จำนวนมาก จำแนกตามลักษณะการ
จัดเก็บเป็น ๓ กลุ่มใหญ่คือ ๑) ข้อมูลที่จัดเก็บในรูปสิ่งพิมพ์ ๒) ข้อมูลที่จัดเก็บในรูปฐานข้อมูลต่าง ๆ ที่
พัฒนาขึ้นเอง และ ๓) ข้อมูลที่จัดหาเข้ามาในลักษณะฐานข้อมูลออนไลน์ แต่ละกลุ่มมีรายละเอียดพอ
สรุปได้ดังนี้
กลุ่มที่๑. ข้อมูลที่จัดเก็บในรูปสิ่งพิมพ์ จำแนกได้เป็น ๓ กลุ่มย่อยคือ
๑.๑ กลุ่มสิ่งพิมพ์ทั่วไป มีทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ครอบคลุมเนื้อหาทางด้านวิทยาศาสตร์ทั่วไป
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร เคมี/เคมีวิเคราะห์ พลังงานสิ่งแวดล้อม ชีววิทยา เทคโนโลยีชีวภาพ
วัสดุศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์สาขาต่าง ๆ โดยเฉพาะภาษาต่างประเทศนั้นจะมีเนื้อหาระดับพื้นฐานไป
จนถึงระดับลึก เหมาะกับการศึกษาค้นคว้า การวิจัยของนักศึกษา นักวิชาการ และผู้ประกอบการ
อุตสาหกรรมทั่วไป หนังสืออ้างอิงประเภทต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เช่น Dictionaries, Encyclopedias,
Handbook, Tables, Formularies (เป็นหนังสือที่รวบรวมสูตรผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทางอุตสาหกรรม ที่
สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้ไม่ยาก) Pharmacopeias (เป็นหนังสือที่รวบรวมข้อมูลสารสนเทศ
เกี่ยวกับยามาตรฐานด้านยาของแต่ละประเทศ) หนังสืออ้างอิงประเภท Treatises เป็นหนังสือที่มีเนื้อหา
ครอบคลุมความก้าวหน้าทางวิชาการด้านสาขาต่าง ๆ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาค้นคว้า
ทางวิขาการตลอดจนงานวิจัยเชิงลึก เป็นต้น
๑.๒ลุ่มสิ่งพิมพ์ต่อเนื่องเฉพาะวารสาร มีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยในสาขาวิทยาศาสตร์จำนวน
มากประมาณ ๔๙๐ รายชื่อ มีหลายรายชื่อมีที่สำนักหอสมุดฯ เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย บาง
รายชื่อมีการบอกรับออนไลน์ และมีบางรายชื่อเป็นวารสารสาระสังเขป ที่น่าสนใจและเป็น
ประโยชน์ต่อผู้วิจัยและผู้ประกอบการ อาทิ Chemical Abstracts เน้นในสาขาวิชาเคมีและ
วิศวกรรมเคมี จากสิ่งพิมพ์วิชาการทั่วโลก ตั้งแต่ ค.ศ.๑๙๗๐-๒๐๐๙ ปัจจุบัน สำนักหอสมุดฯ ได้
บอกรับในรูปฐานข้อมูลออนไลน์ สำหรับสาขาเคมีวิเคราะห์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทาง
อาหาร หรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับเครื่องปั้นดินเผา สามารถค้นหาข้อมูลได้จาก Analytical
Abstracts, Food Science and Technology Abstracts และ Ceramic Abstracts ตามลำดับ
๑.๓กลุ่มเอกสารประเภท สิทธิบัตร มาตรฐานและเอกสารทางการค้า มีหลายรายการที่น่าสนใจ เช่น
ASTM (American Society for Testing and Materials) เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับวิธีวิเคราะห์ทดสอบ ซึ่ง
กำหนดถึงคุณลักษณะและสมบัติต่างๆ ที่ต้องการของวัสดุ ผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นที่นิยมใช้และยอมรับทั่ว
โลก หรือ NFPA (National Fire Protection Agency) เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับความปลอดภัย เป็นต้น
๒. ข้อมูลที่จัดเก็บในรูปฐานข้อมูลต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นเอง
หอสมุดวิทยาศาสตร์ฯ ได้พัฒนาเว็บไซต์ เพื่อให้บริการสารสนเทศด้าน ว&ท โดยใช้ชื่อโดเมนเนม
(Domain name) ว่า http://siweb.dss.go.th และจำแนกฐานข้อมูลออกเป็น ๔ กลุ่มใหญ่ มี
รายละเอียดสรุปได้ดังนี้
๒.๑ กลุ่มฐานข้อมูลบรรณานุกรมสารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครอบคลุมเนื้อหา
เกี่ยวกับข้อมูลบรรณานุกรมของสิ่งพิมพ์ทั้งหมดที่มีให้บริการภายในหอสมุดวิทยาศาสตร์ฯ
๒.๒ กลุ่มฐานข้อมูลเกี่ยวกับมาตรฐาน ครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับมาตรฐานของ CODEX ข้อมูล
วิธีทดสอบของ EPA (EPA Test Methods) ใน Code of Federal Regulations(CFA) เช่นมาตรฐานวิธี
วิเคราะห์ทดสอบเกี่ยวกับ Air Pollution Control, Water Pollution Control ข้อมูลรายชื่อเอกสาร
มาตรฐานที่มีในเครือข่ายของสำนักหอสมุดฯ ข้อมูลกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับของไทยด้าน ว&ท
ข้อมูลมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย (National Fire Protection Association : NFPA Standards) และ
ข้อมูลรวมลิงค์เว็บไซต์เกี่ยวกับมาตรฐานจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สมาคมวิชาชีพ สถาบัน
มาตรฐานแห่งชาติ องค์การมาตรฐานระหว่างประเทศ ที่กำหนดและประกาศใช้มาตรฐานต่างๆ
๒.๓ กลุ่มฐานข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิบัตร ครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับข้อมูล Patent Glossary เป็น
ฐานข้อมูลที่อธิบายคำศัพท์ของระบบสิทธิบัตร ข้อมูล Patent File เป็นฐานข้อมูลที่รวบรวมข้อมูล
เทคโนโลยีเฉพาะเรื่องจากเอกสารสิทธิบัตร ข้อมูล Thai’s Foreign Patent เป็นฐานข้อมูลที่รวบรวม
สิทธิบัตรของคนไทยที่ยื่นขอจดสิทธิบัตรไว้ในต่างประเทศ เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ในประเทศนั้นๆ และข้อมูล
เทคโนโลยีที่น่าสนใจจากเอกสารสิทธิบัตรประเทศต่าง ๆ
๒.๔ กลุ่มฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั่วไป ครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับบริการและ
สารสนเทศที่มีในหอสมุดวิทยาศาสตร์ฯ ได้แก่ บทความน่าสนใจ science Category พรบ.ข้อมูล
ข่าวสารราชการ สหบรรณานุกรมสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช REACH Watch (ให้ข้อมูลเกี่ยวกับระเบียบสารเคมีของสหภาพยุโรป)
ข้อมูลการจัดการปัญหาเกษตรกรรมขั้นพื้นฐานในเขตภูมิภาค ข้อมูลวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรม และ
ข้อมูลจากสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ที่กรมวิทยาศาสตร์บริการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์
๓. ข้อมูลที่จัดหาเข้ามาในลักษณะฐานข้อมูลออนไลน์
ปัจจุบันหอสมุดวิทยาศาสตร์ฯ ได้เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการด้วยการบอกรับฐานข้อมูล
ออนไลน์ ประเภท e-Book, e-Journal เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นสารสนเทศด้วยความสะดวก
รวดเร็ว ฐานข้อมูลออนไลน์ที่น่าสนใจได้แก่ 1)ฐานข้อมูล CRCnetBASE เป็นฐานข้อมูล e-Book ด้าน
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากสำนักพิมพ์ของกลุ่ม Taylor & Francis กว่า ๖,๐๐๐ รายการ ๒)
ฐานข้อมูล eBrary เป็นฐานข้อมูล e-Book จากสำนักพิมพ์ชั้นนำมากกว่า ๒๒๐ สำนักพิมพ์ อาทิ
Oxford University Press, Cambridge University Press, Cornell University Press, Taylor &
Francis, Harvard University Press, Springer, John Wiley & Sons, MIT Press และ The McGraw
Hill Co. เป็นต้น ๓) ฐานข้อมูล CA Online ของ Chemical Abstracts Services ปัจจุบันได้เปลี่ยนมา
ให้บริการในลักษณะของ CA on web ซึ่งเป็นวารสารสาระสังเขปที่ครอบคลุมเอกสารและสิ่งพิมพ์ทาง
วิชาการจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในสาขาเคมี และวิศวกรรมเคมีที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
ต่อนักวิชาการ นักวิจัยและพัฒนา และผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถ
ในการแข่งขันกับต่างประเทศ
นอกจากนี้หอสมุดวิทยาศาสตร์ฯ ยังได้จัดให้มีบริการสารสนเทศต่าง ๆ รองรับความ
ต้องการของผู้มาใช้บริการจากทั่วประเทศโดยไม่จำเป็นต้องมาที่ห้องสมุดด้วยตนเองก็สามารถได้รับ
ข้อมูลตรงตามความต้องการได้อย่างสะดวก รวดเร็วจากบริการต่าง ๆ ที่น่าสนใจพร้อมเบอร์โทรศัพท์ที่
ติดต่อได้โดยสะดวกดังนี้ บริการติดตามสารสนเทศทันสมัยเฉพาะเรื่องเฉพาะราย หรือเรียกย่อว่า SDI
(โทร. ๐๒-๒๐๑-๗๒๕๙-๖๒) บริการจัดหาเอกสารฉบับเต็มทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ (โทร.
๐๒-๒๐๑-๗๒๕๔-๕๕) และบริการสารสนเทศสิทธิบัตรและมาตรฐาน (โทร. ๐๒-๒๐๑-๗๒๙๕-๙๗)
หรือติดต่อที่ประชาสัมพันธ์ของสำนักหอสมุดฯ โทร. ๐๒-๒๐๑-๗๒๕๐ หรือประสงค์ติดต่อทางอีเมลได้ที่
info@dss.go.th และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://siweb.dss.go.th หอสมุด
วิทยาศาสตร์ฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “คลังความรู้” แห่งนี้จะเป็นเสมือน “ธนาคารความรู้” ที่จะส่งเสริมการ
พัฒนาอุตสาหกรรมไทยบนโครงสร้างสังคมฐานความรู้ นำมาซึ่งการสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งให้กับ
ประเทศ โดยอาศัยความรู้เป็นปัจจัยหลักในการเพิ่มขีดสมรรถนะทางการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
ตลอดไป

บัวหลวง : ราชินีแห่งพืชน้ำ

บัวหลวง : ราชินีแห่งพืชน้ำ.

ชื่อบทความ : บัวหลวง : ราชินีแห่งพืชน้ำ  
ผู้แต่ง : นายปัญญา คำพยา
ประเภทเอกสาร : วันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 35 มกราคม 2554
สังกัดหน่วยงาน : สำนักพัฒนาศักยภาพนักวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการ

บทความวิทยุกระจายเสียงรายการวันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 35
กระจายเสียงจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
ประจำเดือน มกราคม 2554
เรื่อง
บัวหลวง : ราชินีแห่งพืชน้ำ
เรียบเรียงโดย
นายปัญญา คำพยา นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ
สำนักพัฒนาศักยภาพนักวิทยาศาตร์ห้องปฏิบัติการ
……………………………………………..
บัวหลวงเป็นพืชน้ำที่มีดอกสวยงาม โดยถือว่าเป็นราชินีแห่งพืชน้ำที่มีความงามและประโยชน์
นานัปการ คนไทยสมัยโบราณเชื่อว่าครอบครัวใดที่ปลูกบัวหลวงเอาไว้ประจำบ้าน ก็จะช่วยให้คน
ครอบครัวนั้นมีจิตใจที่บริสุทธิ์ สะอาด และเบิกบานแจ่มใสเช่นเดียวกับดอกบัวที่ชูดอกพ้นผิวน้ำ และมี
ความเชื่อว่าสายใยของบัวที่ยืดยาวนั้น คือ สายสัมพันธ์ของครอบครัวที่จะทำให้ทุกคนมีความห่วงใยรักใคร่และ
ผูกพันต่อกันอย่างแนบแน่นครอบครัวนั้นก็จะมีแต่ความสุข เพราะความรักใคร่ปรองดองของคนใน
ครอบครัวทุกคน
นอกจากนี้ ใบบัวยังนำมาใช้เป็นภาชนะและสร้างกลิ่นหอมให้กับอาหารเช่นข้าวห่อใบบัว
ใบอ่อนรับประทานเช่นผักชนิดหนึ่งกับเครื่องจิ้ม เมล็ดจากฝักบัวทั้งสดและแห้งนำมาประกอบอาหารทั้ง
คาวและหวาน ดีบัวหรือต้นอ่อนที่อยู่ในเมล็ดมีสีเขียวเข้มใช้เป็นส่วนผสมของยาแผนโบราณ เกสรตัวผู้
เมื่อตากแห้งใช้เป็นส่วนผสมของยาไทย-จีนหลายชนิด เช่น ยาลม ยาหอม หรือแม้แต่ยานัตถุ์ ส่วนของราก
หรือเหง้านำมาต้มน้ำใช้แก้ร้อนในกระหายน้ำ นอกจากความสำคัญทางพฤกษชาติและสมุนไพรแล้ว บัว
หลวงยังมีความสำคัญทางศาสนาและวัฒนธรรมเป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามและจัดเป็นอามิสบูชา
รวมทั้งมีงานวิจัยรายงานโดยคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าสารสกัดจากเมล็ดบัว
หลวงมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระดีมาก โดยพบว่าสารสกัดเมล็ดบัวหลวง ขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เทียบ
ได้กับวิตามินอีขนาด 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และเมื่อทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลันของสารสกัดเมล็ดบัว
หลวงในหนูถีบจักรไม่พบความผิดปกติหรือความเป็นพิษเมื่อให้หนูกินสารสกัดขนาด 1,000 มิลลิกรัม/
กิโลกรัมน้ำหนักตัว
บัวหลวง พันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทย มี 4 พันธุ์คือ
1. บัวพันธุ์ดอกสีชมพู (บัวแหลมชมพู) มีชื่อว่า ปทุม ปัทมา โกกระนต หรือ โกกระนุต ดอก
ขนาดใหญ่ ดอกตูมเป็นรูปไข่ ปลายเรียวสีชมพู กลีบดอกชั้นนอกมี 4-5 กลีบ รูปไข่มีขนาดเล็กเรียงตัวกัน
2 ชั้น ส่วนกลางของกลีบมีรูปร่างโค้งป่อง ตรงกลางสีชมพูอมเขียว ส่วนกลีบดอกชั้นกลางและชั้นในสี
ชมพูเข้ม โคนกลีบดอกสีขาวนวล มีประมาณ 13-14 กลีบ เรียงตัวเป็นชั้น ประมาณ 3 ชั้น อยู่โดยรอบฐาน
ดอก กลีบชั้นนอกและชั้นในมีสีและรูปร่างคล้ายชั้นกลางแต่เล็กกว่ากลีบในชั้นกลาง
2. บัวหลวงพันธุ์ดอกสีขาว (บัวแหลมขาว) มีชื่อว่า บุณฑริก หรือ ปุณฑริก ดอกขนาดใหญ่เป็น
รูปไข่ ปลายเรียว คล้ายบัวพันธุ์ปทุม ดอกมีสีขาวประกอบด้วยกลีบดอกชั้นนอกสีขาวอมเขียว ส่วนกลีบ
ในชั้นกลางและชั้นในสีขาวปลายกลีบดอกสีชมพูเรื่อๆ รูปร่างของกลีบและการเรียงตัวของกลีบดอก
คล้ายดอกบัวพันธุ์ปทุม
3. บัวหลวงชมพูซ้อน (บัวฉัตรชมพู) มีชื่อว่า สัตตบงกช ดอกมีขนาดใหญ่ ดอกตูมเป็นรูปไข่ทรง
ป้อม สีชมพู ประกอบด้วยกลีบนอกเป็นรูปรี มี 4-7 กลีบ กลีบเล็กเรียงซ้อนกันเป็นชั้น 2-3 ชั้น สีเขียวอม
ชมพู กลีบในสีชมพูตลอด ส่วนโคนกลีบที่ติดกับฐานรองดอกมีสีขาวอมเหลือง กลีบในมีประมาณ 12-16
กลีบ กลีบในชั้นนอกและชั้นในมีขนาดเล็กกว่าชั้นกลาง เป็นรูปไข่ที่มีส่วนกว้างอยู่ด้านบน เกสรตัวผู้
ชั้นนอกเป็นหมัน โดยมีก้านชูที่เป็นเกสรตัวผู้ที่เป็นแผ่นบางๆ สีชมพูคล้ายกลีบในแต่มีขนาดเล็กกว่า ไม่มี
อับเรณู แต่ปลายกลีบมีส่วนยื่นออกมาที่มีฐานเรียวเล็ก ส่วนปลายพองใหญ่มีสีขาวนวล
4. บัวหลวงขาวซ้อน (บัวฉัตรขาว) มีชื่อว่า สัตตบุษย์ ดอกมีขนาดใหญ่ ดอกตูมเป็นรูปไข่ทรง
ป้อม คล้ายบัวพันธุ์สัตตบงกช ดอกมีสีขาว ประกอบด้วยกลีบดอกสีเขียวอมขาว ส่วนกลีบชั้นในสีขาว
ตลอด ส่วนรูปทรงและการเรียงตัวของกลีบดอกคล้ายบัวพันธุ์สัตตบงกช

ช้อนสเตนเลสเปลี่ยนไปหรือไม่เมื่ออยู่ในเครื่องปรุง

ช้อนสเตนเลสเปลี่ยนไปหรือไม่เมื่ออยู่ในเครื่องปรุง.

ชื่อบทความ : ช้อนสเตนเลสเปลี่ยนไปหรือไม่เมื่ออยู่ในเครื่องปรุง  
ผู้แต่ง : ดวงกมล เชาวน์ศรีหมุด
ประเภทเอกสาร : วันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 34 ธันวาคม 2553
สังกัดหน่วยงาน : โครงการเคมี

บทความวิทยุกระจายเสียงรายการวันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 34
กระจายเสียงจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
ประจำเดือน ธันวาคม 2553
เรื่อง
ช้อนสเตนเลสเปลี่ยนไปหรือไม่เมื่ออยู่ในเครื่องปรุง
เรียบเรียงโดย
นางสาวดวงกมล เชาวน์ศรีหมุด นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ
กลุ่มทดสอบโลหะและธาตุปริมาณน้อย โครงการเคมี กรมวิทยาศาสตร์บริการ
……………………………………………..
สวัสดีค่ะท่านผู้ฟัง ดิฉันแน่ใจว่าในครัวของท่านจะต้องมี ช้อน-ส้อมโลหะ หม้อสเตนเลส หม้อ
อะลูมิเนียม กระทะโลหะ ซึ่งวัสดุสัมผัสอาหารเหล่านี้มีความคงทน อายุการใช้งานนาน ผิวเป็นมันวาว
สวยงาม คนส่วนใหญ่จึงนิยมใช้ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าวัสดุสัมผัสอาหารเหล่านี้อาจปลดปล่อยสาร
ปนเปื้อนบางตัวมาปะปนกับอาหารขณะที่ปรุงหรือขณะที่เรารับประทานได้
หากท่านเป็นคนหนึ่งที่ชอบรับประทานก๋วยเตี๋ยวหรืออาหารประเภทอื่นที่ต้องเติมเครื่องปรุงรส
ดิฉันชวนท่านสังเกต ช้อนสเตนเลสที่ใช้ตักน้ำปลาหรือน้ำส้มสายชู บางครั้งท่านจะเห็นว่าบริเวณผิวช้อน
ส่วนที่แช่ในเครื่องปรุงเหล่านั้นมีสีเปลี่ยนเป็นสีดำ หรือมีการกร่อนที่บริเวณขอบช้อน แล้วท่านสงสัย
เหมือนดิฉันไหมว่า อะไรที่ทำให้ช้อนเปลี่ยนไป และมีสารอะไรหลุดจากช้อนมาสู่น้ำปลาหรือ
น้ำส้มสายชูหรือไม่ และจะเป็นอันตรายต่อเราไหม
จากข้อสงสัยที่กล่าวไปแล้ว ห้องปฏิบัติการกลุ่มทดสอบโลหะและธาตุปริมาณน้อย โครงการเคมี
กรมวิทยาศาสตร์บริการ จึงได้ศึกษาปริมาณ เหล็ก โครเมียม นิกเกิล ตะกั่วและแคดเมียม ที่ละลายออกมา
จากช้อนสเตนเลส เมื่อแช่อยู่ในสารละลายที่เป็นตัวแทนอาหาร ที่อุณหภูมิห้อง ในระยะเวลาต่าง ๆ
ห้องปฏิบัติการได้เก็บตัวอย่างช้อนจีนสเตนเลสจากท้องตลาด บริเวณเขตกรุงเทพมหานครและ
ปริมณฑล เพื่อนำมาแช่ในสารละลายซึ่งเสมือนเป็นตัวแทนของอาหาร 4 ชนิด คือ น้ำ สารละลายกรด
อะซิติกความเข้มข้น 4 % เป็นตัวแทนของน้ำส้มสายชู สารละลายกรดซิตริก ความเข้มข้น 4 % เป็น
ตัวแทนของน้ำมะนาวเทียม และสารละลายโซเดียมคลอไรด์ความเข้มข้น 5% เป็นตัวแทนของน้ำปลา
โดยแช่ช้อนตัวอย่างในตัวแทนอาหารทั้ง 4 ชนิด ระยะเวลานาน 1 วัน 2 วัน 1 สัปดาห์ 2 สัปดาห์ และ
1 เดือน หลังจากนั้นนำมาทดสอบปริมาณเหล็ก โครเมียม นิกเกิล ตะกั่วและแคดเมียม ในสารละลาย
ดังกล่าว
จากการทดลองพบว่า ตัวอย่างช้อนสเตนเลสที่แช่ในน้ำ เมื่อสังเกตด้วยตาเปล่าไม่พบการ
เปลี่ยนแปลงใดๆ ที่ผิวช้อนและไม่พบ เหล็ก โครเมียม นิกเกิล ตะกั่วและแคดเมียม ที่ละลายออกมาในน้ำ
ตลอดระยะเวลาการแช่นาน 1 เดือน
สำหรับตัวอย่างช้อนสเตนเลสที่แช่ในสารละลายกรดอะซิติกความเข้มข้น 4 % และในสารละลาย
กรดซิตริกความเข้มข้น 4 % เมื่อสังเกตด้วยตาเปล่า ขณะที่ช้อนแช่อยู่ในสารละลายทั้งสองชนิด มี
ฟองอากาศเล็ก ๆ เกิดขึ้นที่บริเวณผิวช้อนในบางตัวอย่าง และเมื่อนำสารละลายทั้งสองไปทดสอบโลหะ
ทั้ง 5 ชนิด พบว่าเมื่อแช่ตัวอย่างนาน 2 วัน พบเหล็กและโครเมียมปริมาณต่ำ ในสารละลายทั้งสอง
ประเภท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อระยะเวลาการแช่นานขึ้น
ตัวอย่างช้อนสเตนเลส เมื่อแช่ในสารละลายโซเดียมคลอไรด์ความเข้มข้น 5% นาน 1 วัน พบว่ามี
คราบสีน้ำตาลเหมือนสนิมเหล็กเกิดขึ้นที่ผิวช้อน และในสารละลายก็มีตะกอนสีน้ำตาลเกิดขึ้นอีกด้วย
เมื่อนำสารละลายโซเดียมคลอไรด์ ไปทดสอบปริมาณเหล็ก โครเมียม นิกเกิล ตะกั่วและแคดเมียม พบ
เหล็กและโครเมียมในสารละลายมีปริมาณที่สูงกว่าตรวจพบในสารละลายกรดอะซิตริก และกรดซิตริก
และพบว่าปริมาณโลหะทั้งสองมีมากขึ้นเมื่อระยะเวลาการแช่นานขึ้น นอกจากนี้ยังเกิดคราบสีน้ำตาลที่
ผิวช้อนเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากตัวอย่างช้อนสเตนเลสมี เหล็กและโครเมียมเป็นองค์ประกอบหลัก และ
สารละลายโซเดียมคลอไรด์ มีความสามารถในการกัดกร่อนเนื้อสเตนเลส ได้ดีกว่าสารละลายกรด
อะซิตริก กรดซิตริก และน้ำ ดังนั้นเราจึงสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่บริเวณผิวช้อน โดยมีคราบคล้าย
สนิมเหล็กเกิดขึ้น เหล็กและโครเมียมจึงละลายออกจากช้อนสเตนเลสไปสู่สารละลายโซเดียมคลอไรด์
ช้อนสเตนเลสที่แช่ในเครื่องปรุงอาหาร เช่น น้ำปลา น้ำส้มสายชูหรือน้ำมะนาวเทียม เป็น
เวลานาน ๆ จึงมีสีเปลี่ยนไป และอาจจะมีเหล็ก โครเมียม หรือโลหะอื่น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของ
สเตนเลสที่ใช้ทำช้อน ซึ่งโลหะสามารถละลายลงไปปนเปื้อนกับอาหาร และหากเรารับประทานเข้าไป
ร่างกายก็จะได้รับโลหะเหล่านั้นเข้าไปด้วย ดังนั้นผู้ขายหรือผู้ประกอบอาหารไม่ควรแช่ช้อนสเตนเลส ใน
เครื่องปรุงเป็นเวลานาน ๆ หากจำเป็นอาจใช้ช้อนประเภทอื่น เช่น ช้อนเซรามิกสีขาว
นอกจากช้อนที่สามารถปลดปล่อยโลหะสู่อาหารแล้ว ภาชนะโลหะก็สามารถปลดปล่อยโลหะลง
สู่อาหารได้เช่นเดียวกัน ซึ่งมีงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาวอินเดียพบว่า ถ้าต้มกรดซิตริก ความเข้มข้น
0.1 นอร์มอล หรือประมาณ 2 % ในกระทะสเตนเลส จนเดือด นาน 10 นาที จะมีโครเมียมและนิกเกิล
ละลายออกมาจากภาชนะสู่สารละลาย ซึ่งได้ผลเหมือนกับการต้มกรดทาร์ทาริกความเข้มข้น 0.1 นอร์
มอล หรือประมาณ 1.5 % จนเดือดในกระทะสเตนเลส นาน 10 นาที เช่นเดียวกับนักวิทยาศาสตร์ชาว
ญี่ปุ่น พบว่า เมื่อนำสารละลายกรดอะซิตริก ความเข้มข้น 4% เติมลงในชามสเตนเลส แช่ทิ้งไว้ ที่อุณหภูมิ
60 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที พบเหล็กและโครเมียมละลายออกมาในสารละลายกรดอะซิตริก ถ้าแช่ทิ้ง
ไว้ที่อุณหภูมิ 95 องศาเซลเซียส นาน 30นาที พบปริมาณ เหล็กและโครเมียมมากขึ้น
แม้ว่าปริมาณโลหะที่ตรวจพบจะมีปริมาณน้อย หากได้รับเป็นระยะเวลานาน ต่อเนื่อง ก็จะเกิด
การสะสมของโลหะเหล่านั้น และอาจส่งผลเสียต่อร่างกายของเราได้
ห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์บริการให้บริการทดสอบวัสดุสัมผัสอาหารประเภทโลหะซึ่ง
สามารถทดสอบ ทั้งปริมาณโลหะที่ละลายออกมาและปริมาณโลหะในเนื้อวัสดุสัมผัสอาหาร ตัวอย่างเช่น
หม้อต้มก๋วยเตี๋ยว ซึ่งมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องใช้เหล็กกล้าไร้สนิม ภาชนะหุงต้มที่มีรอย
ประสาน มอก.2440 -2552 ซึ่งจะประกาศใช้เป็นมาตรฐานบังคับในอนาคตอันใกล้นี้ ได้มีผู้ประกอบการ
บางรายส่งตัวอย่าง มาให้ห้องปฏิบัติการทดสอบ ตามมาตรฐานดังกล่าว เพื่อเตรียมความพร้อม และเพื่อ
ปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ก่อนที่มาตรฐานดังกล่าวจะประกาศใช้เป็น
มาตรฐานบังคับ
นอกจากวัสดุสัมผัสอาหารประเภทโลหะแล้ว ทางห้องปฏิบัติการยังให้บริการวิเคราะห์ทดสอบ
วัสดุสัมผัสอาหารประเภทอื่น เช่น เซรามิก แก้ว กระดาษ ไม้ และพลาสติก สำหรับบุคคลที่สนใจ
ผู้ประกอบการที่ต้องการขอเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการที่ต้องการข้อมูล
การทดสอบเพื่อการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์และเพื่อการส่งออก สามารถขอคำปรึกษาหรือส่ง
ตัวอย่าง เพื่อทดสอบตามมาตรฐานทั้งในประเทศและมาตรฐานสากล ได้ที่ กรมวิทยาศาสตร์บริการ ถนน
พระรามที่หก เขตราชเทวี กรุงเทพฯ เบอร์โทรศัพท์ 022017000 หรือที่ www.dss.go.th

มลพิษทางอากาศที่เกิดจากควันยางรถยนต์

มลพิษทางอากาศที่เกิดจากควันยางรถยนต์.

ชื่อบทความ : มลพิษทางอากาศที่เกิดจากควันยางรถยนต์  
ผู้แต่ง : จิราวรรณ หาญวัฒนกุล
ประเภทเอกสาร : วันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งืที่ 33 ตุลาคม 2553
สังกัดหน่วยงาน : สำนักบริหารและรับรองห้องปฏิบัติการ

บทความวิทยุกระจายเสียงรายการสาระยามบ่าย ครั้งที่ 33
กระจายเสียงจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
ประจำเดือน ตุลาคม 2553 เวลา 16.30-17.00น.
เรื่อง
มลพิษทางอากาศที่เกิดจากควันยางรถยนต์
เรียบเรียงโดย
นางสาวจิราวรรณ หาญวัฒนกุล นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ
ศูนย์บริหารจัดการทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์บริการ
————————————————————–
เมื่อกล่าวถึงมลพิษทางอากาศ โดยทั่วไป หมายถึงอากาศที่มีการปนเปื้อน จากควัน ฝุ่น
ละออง สารเคมี ดังนั้นเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง จึงขอกล่าวคำนิยามต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคำว่า
มลพิษทางอากาศ ซึ่งตามความหมายในมาตรา ๔ ของพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพ
สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๓๕ นั้น กล่าวว่า
- อากาศเสีย หมายความว่า ของเสียที่อยู่ในสภาพเป็นไอเสีย กลิ่นควัน ก๊าซ เขม่า ฝุ่น
ละออง เถ้าถ่าน หรือมลสารอื่นที่มีสภาพละเอียดบางเบาจนสามารถรวมตัวอยู่ในบรรยากาศได้
- มลพิษ หมายความว่า ของเสีย วัตถุอันตราย และมลสารอื่น ๆ รวมทั้งกาก ตะกอนหรือสิ่ง
ตกค้างจากสิ่งเหล่านั้น ที่ถูกปล่อยทิ้งจากแหล่งกำเนิดมลพิษ หรือที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมตาม
ธรรมชาติ ซึ่งก่อให้เกิดหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือภาวะที่เป็นพิษภัย
อันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนได้ และให้หมายความรวมถึง รังสี ความร้อน แสง เสียง
กลิ่น ความสั่นสะเทือน หรือเหตุรำคาญอื่น ๆ ที่เกิดหรือถูกปล่อยออกจากแหล่งกำเนิดมลพิษด้วย
- ภาวะมลพิษ หมายความว่า สภาวะที่สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงหรือปนเปื้อนโดยมลพิษซึ่ง
ทำให้คุณภาพของสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลง เช่น มลพิษทางน้ำ มลพิษทางอากาศ มลพิษในดิน
ดังนั้นเมื่อกล่าวคำว่ามลพิษทางอากาศ หมายถึง อากาศเสียหรือสภาวะอากาศที่มีของเสีย
ที่อยู่ในสภาพเป็นไอเสีย กลิ่นควัน ก๊าซ เขม่า ฝุ่นละออง เถ้าถ่าน ความร้อน หรือมลสารอื่นที่มีสภาพ
ละเอียดบางเบาจนสามารถรวมตัวอยู่ในบรรยากาศได้ ที่ถูกปล่อยทิ้งจากแหล่งกำเนิดมลพิษหรือที่
มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ซึ่งก่อให้เกิดหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม
หรือภาวะที่เป็นพิษภัยอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนได้
มลพิษทางอากาศ สามารถแบ่งได้เป็น 2 แหล่งกำเนิดใหญ่ ๆ คือ แหล่งกำเนิดจากธรรมชาติ
และจากการกระทำของมนุษย์ มลพิษทางอากาศที่เกิดจากธรรมชาติ เช่น ไฟไหม้ป่า การหมักของ
สารอินทรีย์ในดินและน้ำซึ่งก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซแอมโมเนีย นอกจากนี้ยังมี
มลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง เช่น การระเบิดของภูเขาไฟที่ก่อให้เกิดควันและ
ฝุ่นละอองที่มีสารกำมะถันปนออกมาด้วย ส่วนมลพิษทางอากาศที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์
เช่น การผลิตสารเคมี ปุ๋ย การผลิตวัสดุต่าง ๆ ซึ่งโรงงานต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะปล่อยควันและไอ
ระเหยจากกระบวนการผลิตที่ส่งผลต่อคุณภาพของอากาศ ส่วนทางด้านการเกษตรก็สามารถทำให้
เกิดมลพิษได้ เช่น การพ่นสารเคมีป้องกันศัตรูพืช นอกจากนี้ยังมีฝุ่นละอองและอนุภาคต่าง ๆ ที่เกิด
จากการขนส่งและการก่อสร้างอีกด้วย
ในการเผาไหม้วัสดุต่างๆ เช่น การเผาเศษใบไม้เกิดมลพิษน้อยกว่าการเผาวัสดุที่ให้สารไอ
ระเหย ก๊าซ หรือควันที่เป็นพิษ เช่น การเผายางรถยนต์ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ
อันตรายที่เกิดจากยางรถยนต์เมื่อถูกเผาไหม้
ยางรถยนต์ มีองค์ประกอบหลายชนิด เช่น ยางธรรมชาติ (Natural rubber) ยางสังเคราะห์
ชนิดสไตรีน-บิวทาไดอีน (Styrene-Butadiene Rubber : SBR) หรือชนิดบิวทาไดอีน (Butadiene)
ผ้าไนล่อน ฝ้าฝ้าย เส้นลวด และเคมีภัณฑ์ต่างๆ เช่น ผงถ่านคาร์บอน (Carbon black)
ซิงค์ออกไซด์ (Zine oxide: ZnO) ซัลเฟอร์หรือกำมะถัน (Sulfur : S) กรดสเตียริก (stearic acid :
CH3(CH2)16 COOH ) แมกนีเซียมคาร์บอเนต (Magnesium carbonate : MgCO3) เเคลเชียม
คาร์บอเนต (calcium carbonate : CaCO3) ฯลฯ
ยางรถยนต์เมื่อถูกเผาจะเกิดการลุกไหม้ เกิดควันสีดำ เกิดก๊าซ และมีกลิ่นเหม็น หากบริเวณ
ที่ยางลุกไหม้มีลมพัดแรงทำให้ควันและสารต่างๆ ที่เกิดขึ้นแพร่กระจายไปได้ไกล ส่งผลกระทบเป็น
วงกว้างต่อสิ่งมีชีวิต ก๊าซและสารต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการเผายางรถยนต์นั้นส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
ดังนั้นเราจึงควรทราบถึงการปฐมพยาบาลเมื่อสูดหายใจเข้าไป ถูกผิวหนังหรือเข้าตา ก่อนนำส่งพบ
แพทย์ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1. ก๊าซสไตรีนออกไซด์ เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร
นอกจากนี้ยังเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วยนับได้ว่าเป็นสารที่อันตรายมาก
การปฐมพยาบาล
หากหายใจเข้าไป ให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจ
ให้ช่วยผายปอด ถ้าหายใจลำบากให้ใช้ออกซิเจนช่วย และนำไปพบแพทย์
หากสัมผัสถูกผิวหนัง ล้างด้วยสบู่ และให้น้ำไหลผ่านมากๆ หากเข้าตาให้เปิดตากว้างๆ ล้าง
ด้วยน้ำสะอาดปริมาณมาก ๆ และนำไปพบแพทย์
2. ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซต์ (Carbon Monoxide: CO) เมื่อหายใจเอาก๊าซนี้เข้าไป
ก๊าซนี้จะไปจับกับฮีโมโกลบิน (Haemoglobin) ในเม็ดเลือดแดงได้มากกว่าออกซิเจนถึง 200-250
เท่า เกิดเป็นคาร์บอกซีฮีโมโกลบิน (Carboxyhaemoglobin : HbCO) ซึ่งลดความสามารถของเลือด
ในการเป็นตัวนำออกซิเจนจากปอดไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย หรือทำให้ออกซิเจนในเลือด
น้อยลง มีผลทำให้สมองได้รับออกซิเจนน้อยลง ผู้ที่หายใจเข้าไปจะมีอาการหายใจขัดและอึดอัด
เมื่อออกซิเจนไม่สามารถถ่ายเทได้หรือถ่ายเทได้น้อยทำให้มีอาการปวดศีรษะ มึนงง หัวใจเต้นเร็ว
อ่อนเพลีย ชัก หมดสติ และอาจทำให้เสียชีวิตได้
การปฐมพยาบาล
หากหายใจเข้าไป ให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจ
ให้ช่วยผายปอด ถ้าหายใจลำบากให้ใช้ออกซิเจนช่วย และนำไปพบแพทย์
3. ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อสูดดมเข้าไป ทำให้คลื่นไส้ ปวดศีรษะ มึนงง สายตา
พร่ามัว หัวใจเต้นผิดปกติ หายใจไม่ออก มีอาการชัก อาการโคม่า หากสัมผัสถูกผิวหนังจะเป็นแผล
พองเหมือนน้ำแข็งกัด การกลืนหรือกินเข้าไป มีอาการเหมือนน้ำแข็งกัดบริเวณริมฝีปาก ปาก และ
เยื่อเมือกจะมีผลทำลายตับ การสัมผัสถูกตาจะก่อให้เกิดการระคายเคือง การมองเห็นไม่ชัดเจน และ
ก๊าซนี้เป็นสารก่อมะเร็ง
การปฐมพยาบาล
หากหายใจเข้าไป ให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจ
ให้ช่วยผายปอด ถ้าหายใจลำบากให้ใช้ออกซิเจนช่วย และนำไปพบแพทย์
ถ้าสัมผัสถูกผิวหนัง ถ้ามีอาการเย็นจัดเหมือนถูกน้ำแข็งกัด ให้ล้างด้วยน้ำอุ่น หรือห่มผ้าห่ม
ไปพบแพทย์ทันที
ถ้าสัมผัสถูกตา ให้รีบล้างตาทันทีด้วยน้ำปริมาณมาก เปิดเปลือกตาขึ้นและลงขณะล้าง
จนกว่าสารเคมีจะออกหมด ควรใช้สารละลายน้ำเกลือ saline ล้างตาและนำส่งโรงพยาบาล โดยปิด
ตาด้วยผ้าพันแผล
4. ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) มีกลิ่นเหม็นรุนแรง ภาวะเป็นกรด เมื่อสูดหายใจเข้าไปทำ
ให้วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ ถ้าได้รับสารปริมาณมากจะทำให้หมดสติ หรือมีอาการโคม่า อาจทำให้
เสียชีวิตได้
การปฐมพยาบาล
หากหายใจเข้าไป ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับได้รับ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ถ้าสัมผัสถูกผิวหนัง ให้ล้างผิวหนังทันทีด้วยน้ำปริมาณมาก สัมผัสถูกตาให้ล้างตาทันทีด้วย
น้ำปริมาณมากอย่างน้อย 15 นาที และนำส่งแพทย์ การสัมผัสถูกตาจะก่อให้เกิดการระคายเคือง
เยื่อตาขาวได้รับบาดเจ็บ และโรคเยื่อบุตาอักเสบ นอกจากนี้ยังทำลายปอด ระบบหายใจ ทรวงอก
การเดินอาหาร ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์
5. ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) เป็นก๊าซภายใต้สภาวะที่มีความดัน ไม่มีสี มีกลิ่น
เฉพาะตัว หากหายใจเข้าไป จะก่อให้เป็นพิษ เกิดอาการบวมน้ำ ในทางเดินหายใจ ไอของสารจะ
ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการน้ำท่วมปอด ซึ่งอาการนี้สามารถเกิดได้
ตั้งแต่สัมผัสกับสาร 1 – 2 ชั่วโมง และอาจทำให้ตายได้
การสัมผัสถูกผิวหนัง การสัมผัสกับไอระเหยของสารที่มีความเข้มข้นสูง จะทำให้เกิดแผล
ไหม้
การสัมผัสถูกตา ทำให้เกิดการระคายเคือง เกิดแผลไหม้และอาจทำลายดวงตาได้
การปฐมพยาบาล
ถ้าหายใจเข้าไป ให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังที่มีอากาศบริสุทธิ์ ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายและ
จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่สบาย พร้อมถอดเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนสารเคมีออก ล้างทำความสะอาดเสื้อผ้า
ด้วยน้ำอย่างน้อย 20 นาที แล้วนำไปพบแพทย์
ถ้าสัมผัสถูกผิวหนัง ให้ทำการล้างหรืออาบน้ำ นำไปพบแพทย์ทันที ถ้าสัมผัสถูกตา ให้รีบ
ล้างตาทันทีด้วยน้ำปริมาณมากๆ อย่างน้อย 20 นาที โดยการเปิดเปลือกตาให้น้ำไหลผ่าน นำไปพบ
แพทย์ทันที
6. เขม่าดำ เขม่าสีดำหรือผงสีดำที่เกิดขึ้นจะมีสังกะสีปนอยู่ด้วย หากหายใจเข้าไป จะทำให้
เกิดการระคายเคือง เป็นไข้ หนาวสั่นเป็นไข้ไอ คอแห้ง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน หากถูกผิวหนัง
และ ตา จะทำให้ระคายเคือง
การปฐมพยาบาล กรณีที่หายใจหรือสัมผัสเขม่าที่มีสังกะสีปนอยู่ด้วย
หากหายใจเข้าไป ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับได้รับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ถ้าสัมผัสถูกผิวหนัง ให้ล้างผิวหนังทันทีด้วยสบู่หรือน้ำปริมาณมาก ๆ ถ้าสัมผัสถูกตา ให้รีบ
ล้างตาทันทีด้วยน้ำปริมาณมากอย่างน้อย 15 นาที ถ้าเกิดการระคายเคืองให้รีบไปพบแพทย์
ดังนั้นเพื่อการป้องกันและระงับการลุกไหมข้ องยางรถยนต์ ควรเก็บยางให้ไกลจากสารไวไฟ
แหล่งกำเนิดความร้อน แหล่งเกิดประกายไฟ แต่ถ้าเกิดไฟไหม้ยางรถยนต์ขึ้น ผู้ที่จะดับไฟนั้นต้อง
สวมหน้ากากป้องกันก๊าซและควัน แล้วรีบเขี่ยยางที่สุมกันอยู่หลาย ๆ วงออกมาทีละเส้นโดยให้ยาง
วางในลักษณะแนวราบ ห่าง ๆ กัน แล้วใช้น้ำดับโดยราดน้ำไปรอบ ๆ จนสามารถดับไฟได้ หรือใช้
โฟมฉีดไปรอบ ๆ ยางรถยนต์ก็ดับไฟได้เช่นกัน
ฉะนั้น ควรหมั่นสำรวจสถานที่หรือแหล่งที่เป็นสาเหตุให้เกิดการลุกไหม้ของวัสดุต่างๆ อย่าง
สม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน

กรกฎาคม 6, 2011

เทคนิคการผลิตข้าวกล้องงอกเพื่อบริโภคในครัวเรือน และการผลิตเชิงพาณิชย์

บทความวิทยุกระจายเสียง.

ชื่อบทความ : เทคนิคการผลิตข้าวกล้องงอกเพื่อบริโภคในครัวเรือน และการผลิตเชิงพาณิชย์  
ผู้แต่ง : นางวรรณดี มหรรณพกุล
ประเภทเอกสาร : วันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 32 ตุลาคม 2553
สังกัดหน่วยงาน : สำนักเทคโนโลยีชุมชน

บทความวิทยุกระจายเสียง รายการ “วันนี้กับวิทยาศาสตร์” ครั้งที่ 32
กระจายเสียงจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
ประจำเดือน ตุลาคม 2553
เรื่อง
เทคนิคการผลิตข้าวกล้องงอกเพื่อบริโภคในครัวเรือน และการผลิตเชิงพาณิชย์
เรียบเรียงโดย
นางวรรณดี มหรรณพกุล นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ
สำนักเทคโนโลยีชุมชน กรมวิทยาศาสตร์บริการ
——————————————————————————
ในปัจจุบันกระแสการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพมีแนวโน้มสูงมากขึ้น และหนึ่งในรายการอาหารเพื่อ
สุขภาพ ที่เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภคที่รักษ์สุขภาพก็คือ ข้าวกล้องงอก หรือบางครั้งเรียกว่า ข้าวกาบา
(GABA rice) ซึ่งจะมีสารกาบา ( GABA หรือ Gamma amino butyric acid) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
เนื่องจากสารกาบา เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทประเภทสารยับยั้ง โดยทำ
หน้าที่รักษาสมดุลในสมองที่ได้รับการกระตุ้น ทำให้สมองเกิดการผ่อนคลาย และนอนหลับสบาย และยัง
ทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นระบบในร่างกายในการผลิตฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโต ทำให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อ
นอกจากนี้มีการศึกษาวิจัยในหนูทดลอง พบว่าการบริโภคข้าวกล้องงอกที่มีสารกาบามากกว่าข้าวกล้องปกติ
15 เท่า จะสามารถป้องกันการทำลายเซลล์สมองที่เกิดขึ้นเนื่องจากสารบีต้าอไมลอยด์เปปไทด์ (Beta –
amyloid peptide) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคสูญเสียความทรงจำ (อัลไซด์เมอร์) ดังนั้นจึงได้มีการนำสารกาบา
มาใช้ในทางการแพทย์ เพื่อการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบประสาทต่างๆ เช่น โรควิตกกังวล โรคนอนไม่หลับ
โรคลมชัก เป็นต้น
ข้าวกล้องงอก นอกจากมีสารกาบาสูง ยังประกอบด้วยใยอาหาร กรดไฟติก วิตามินบี และวิตามินอี
ซึ่งมีผลช่วยป้องกันโรคต่างๆ ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และช่วยในการควบคุมน้ำหนักตัวได้ด้วย และ
ข้าวกล้องงอกถ้าเพาะงอกโดยใช้ข้าวกล้องหอมนิล หรือ ข้าวกล้องสังข์หยดก็จะยิ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง
จากสารอาหารที่มีอยู่เดิมในข้าว เช่น ปริมาณโปรตีน ธาตุเหล็ก และสารฟลาโวนอยด์ (flavonoid)
ประเภทสารในกลุ่มสีม่วงแดงที่มีสมบัติต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย
การผลิตข้าวกล้องงอก จากผลงานวิจัยส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีการผลิตซึ่งมีวิธีการที่ดัดแปลงมาจาก
การผลิตมอลต์ที่ใช้ในการผลิตเบียร์ โดยการนำข้าวสาลีมาแช่น้ำ เพื่อให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงทาง
ชีวเคมี มีการสร้างเอนไซม์ชนิดต่างๆ ทำให้เกิดการย่อยสลายสารอาหารในเมล็ดทำให้เป็นสารที่มีโมเลกุล
เล็กลง ได้สารคาร์โบไฮเดรตประเภทโอลิโกแซคคาไรด์(Oligosaccharide) และน้ำตาลรีดิวซ์ นอกจากนี้
โปรตีนก็ถูกย่อยให้เป็นหน่วยโมเลกุลที่มีขนาดเล็กลงได้เป็นกรดอะมิโน และเปบไทด์ ทำให้มีปริมาณสารที่
สำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ แกมมาออริซานอล (Gamma-oryzanol) โทโคฟีรอล โทโคไตรอีนอล และสารกาบา
วิธีผลิตข้าวกล้องงอกโดยนักวิจัยในช่วงแรกๆ ใช้วิธีการแช่ข้าวกล้องในน้ำให้ดูดความชื้นและเกิดการงอก โดย
มีการเปลี่ยนน้ำเป็นระยะเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการหมัก พร้อมกับนำข้าวขึ้นจากน้ำพักทิ้งไว้ให้ได้รับอากาศ
หรือออกซิเจนเพื่อกระตุ้นการงอก สลับกับการแช่น้ำ ซึ่งรวมเวลาในการเพาะงอก นาน 36-72 ชั่วโมง
การผลิตข้าวกล้องเพาะงอกที่พัฒนาวิธีโดยสำนักเทคโนโลยีชุมชน กรมวิทยาศาสตร์บริการ
ใช้หลักการประยุกต์ ที่ง่ายต่อการผลิตในครัวเรือน และสามารถผลิตโดยใช้อุปกรณ์ที่มีตามปกติในครัวเรือน
หลักการสำคัญในการผลิต คือ การใช้ข้าวกล้องจากข้าวชนิดใดชนิดหนึ่ง ( เช่น ข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าว
กล้องหอมมะลิแดง ข้าวกล้องหอมนิล หรือข้าวกล้องสังข์หยด ) ซึ่งข้าวกล้อง มีส่วนคัพภะ หรือต้นอ่อน
(embryo) เมื่อนำข้าวกล้องมาล้างน้ำ 1-2 ครั้ง และแช่น้ำประมาณ 5-6 ชั่วโมง เปลี่ยนถ่ายน้ำทุก 2 ชั่วโมง
เพื่อให้ข้าวดูดความชื้น และให้มีปริมาณความชื้นที่เหมาะสมต่อการงอก
จากนั้นนำข้าวขึ้นวางพักบนผ้าขาวบางที่ชุ่มน้ำ และปิดทับด้านบนด้วยผ้าขาวบางที่ชุ่มน้ำ วางพัก
ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี (อุณหภูมิ 20-30 องศาเซลเซียส) พักทิ้งไว้ 16-20 ชั่วโมง หรือให้ข้าวเกิดการ
งอกยาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร เพื่อให้มีปริมาณ สารกาบา สูงสุด ที่นำไปบริโภคแล้วเป็นประโยชน์ต่อ
ร่างกาย ข้าวที่งอกในระดับที่เหมาะสมดีแล้ว(1-2 มิลลิเมตร) นำไปล้างน้ำ จากนั้นให้หยุดการทำงานของ
เอ็นไซม์ คือหยุดการงอกของข้าว โดยการต้มน้ำให้เดือด ปิดไฟ นำข้าวงอกแช่ในน้ำร้อนที่ 80- 90 องศา
เซลเซียส นาน 5-10 นาที แล้วนำไปหุงต้มตามปกติ จะเห็นได้ว่าวิธีการที่ประยุกต์ดังกล่าวนี้ให้ข้อดี คือ
สะดวกในการผลิตและใช้ระยะเวลาสั้นเพียงประมาณ 15-16 ชั่วโมงข้าวจะงอกได้ดี แต่ถ้าในฤดูหนาวที่
อากาศเย็นต้องเพิ่มเวลาเป็น 20 ชั่วโมง
สำหรับการผลิตในเชิงพาณิชย์ ในขั้นตอนหลังจากการเพาะข้าวให้งอกในระดับที่เหมาะสมจากนั้น
นำไปล้างน้ำ และหยุดการงอกของข้าว โดยการแช่ข้าวในน้ำร้อน 80- 90 องศาเซลเซียส นาน 5-10 นาที
หรือการนึ่งบนไอน้ำเดือดประมาณ 5 นาที จากนั้นนำไปอบแห้ง
การอบแห้งควรใช้อุณหภูมิต่ำ เช่น อบในตู้อบลมร้อนที่อุณหภูมิ 50-55 องศาเซลเซียส เพื่อให้
ผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องงอกหลังการอบมีความชื้นต่ำ ประมาณร้อยละ 12 ส่วนการบรรจุเพื่อจำหน่ายควรบรรจุ
ถุงพอลิเอทธิลีนชนิดหนาและปิดผนึกแบบสุญญากาศเพื่อยืดอายุการเก็บ และป้องกันการเปลี่ยนกลิ่นของ
ข้าวงอก
การผลิตข้าวกล้องงอกโดยวิธีดังกล่าวข้างต้น ท่านผู้ฟังที่รักษ์สุขภาพก็สามารถนำไปทดลองผลิตไว้
บริโภคเองในครัวเรือน หรือจะผลิตเพื่อจำหน่ายได้ แต่สิ่งสำคัญต้องรักษาสุขลักษณะที่ดีในการผลิต โดยต้อง
ระมัดระวังไม่ให้มีการปนเปื้อนจุลินทรีย์ หรือการเกิดเชื้อรา โดยใช้หลักการรักษาความสะอาดในการควบคุม
คุณภาพในการผลิต น้ำที่ใช้ล้างและแช่ข้าว รวมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ต้องสะอาด ผ้าขาวบางที่หุ้มห่อข้าวในการ
เพาะงอกต้องมีหลายชุดเพื่อการสลับเปลี่ยน ทำความสะอาด ต้มในน้ำร้อนและผึ่งแดดฆ่าเชื้อโรค เพื่อให้
มั่นใจว่าข้าวกล้องงอกหรือข้าวกาบา ที่ผลิตนั้นมีประโยชน์และมีความปลอดภัยต่อการบริโภคโดยแท้จริง
กรมวิทยาศาสตร์บริการได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตข้าวกล้องงอก ที่ผลิตจากข้าวกล้องหอมมะลิ
ข้าวกล้องหอมมะลิแดง และข้าวกล้องหอมนิล ให้แก่ผู้ผลิตในชุมชนจังหวัดต่างๆ ได้แก่ จังหวัดพิจิตร
พิษณุโลก อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา เป็นต้น โดยมีเป้าหมายเผยแพร่เทคนิคการผลิตข้าว
เพาะงอกแบบประยุกต์วิธีที่ทำได้ง่ายในครัวเรือนหรือผลิตในเชิงพาณิชย์ เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ข้าวไทย
และเป็นทางเลือกหนึ่งแก่ผู้บริโภคที่ต้องการมีสุขภาพดีจากการบริโภคข้าวเพาะงอกโดยฝีมือผลิตของท่านเอง

น้ำมันมะพร้าวบีบเย็น

บทความวิทยุกระจายเสียง.

ชื่อบทความ : น้ำมันมะพร้าวบีบเย็น  
ผู้แต่ง : นางสาว กมลกาญจน์ จิญกาญจน์
ประเภทเอกสาร : วันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 31 กันยายน 2553
สังกัดหน่วยงาน : โครงการวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

น้ำมันมะพร้าวบีบเย็น
เรียบเรียงโดย
นางสาว กมลกาญจน์ จิญกาญจน์
นักวิทยาศาสตร์ ชำนาญการ โครงการวิทยาศาสตร์ชีวภาพ
ปัจจุบันนี้สังคมเราให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้นโดยเฉพาะการเลือกรับประทานอาหารที่มี
ประโยชน์ต่อร่างกายและเน้นการป้องกันเพื่อลดการรักษาพยาบาลและลดการใช้สารเคมี จึงหันกลับมาใช้ภูมิ
ปัญญาไทย ใช้พืช ผัก สมุนไพร ที่มีอยู่ในธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น ขอยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่นิยมใช้และ
ให้ความสำคัญกันมากในปัจจุบันคือ น้ำมันมะพร้าวจากกระบวนการบีบเย็น
กระบวนการผลิตน้ำมันมะพร้าวแบบธรรมดา จะเริ่มจากการนำเนื้อมะพร้าวออกจากผลมะพร้าว ตาก
แห้งหรืออบแห้ง จากนั้นจึงบดเนื้อมะพร้าวแห้งให้เป็นชิ้นเล็กๆ บีบน้ำมันออกด้วยเครื่องบีบแบบเกลียวอัดแล้ว
กรองเอากากออก จะได้น้ำมันมะพร้าวดิบสีน้ำตาลเข้มใส หลังจากนั้นจะนำไปผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์
ทั้งทางเคมีและกายภาพ เช่น การใช้สารเคมีสกัด ฟอกสี ดูดกลิ่นและการกลั่นโดยใช้ความร้อน ซึ่งกระบวนการ
ผลิตแบบนี้จะทำให้สารอาหารที่มีประโยชน์ถูกทำลายไป
แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตน้ำมันมะพร้าวสำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์และธุรกิจสุขภาพ
และความงามคือกระบวนการผลิตน้ำมันมะพร้าวด้วยกรรมวิธีบีบเย็น ที่ผลิตจากเนื้อมะพร้าวสดภายใต้
กระบวนการที่ใช้อุณหภูมิต่ำกว่า 60 องศาเซลเซียส น้ำมันมะพร้าวที่ได้จะมีปริมาณความชื้นต่ำ จึงช่วยป้องกัน
การหืนของน้ำมันเมื่อเก็บรักษาเป็นระยะเวลานาน น้ำมันมะพร้าวคุณภาพสูงจะมีลักษณะของกลิ่นและรสที่
แตกต่างจากน้ำมันมะพร้าวซึ่งผ่านขั้นตอนการทำให้บริสุทธิ์ด้วยสารเคมี กรรมวิธีในการบีบเย็นก็มีด้วยกัน
หลายแบบ ได้แก่
1.วิธีที่ใช้ในครัวเรือน เริ่มจากบีบน้ำกะทิจากเนื้อมะพร้าวขูดภายในเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง และหมัก
น้ำกะทิไว้เป็นเวลา 24-48 ชั่วโมง น้ำมันจะแยกชั้นออกจากชั้นน้ำ ให้ความร้อนแก่น้ำมันเพื่อกำจัดความชื้นและ
กรองจะได้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์
2.วิธีการหมุนเหวี่ยง นำน้ำกะทิมาเหวี่ยงแยกของแข็งและน้ำออกจากชั้นน้ำมัน ซึ่งจะได้ผลิตภัณฑ์ คือ
ชั้นน้ำมันที่อยู่ด้านบน วิธีการนี้จะมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนสูง เนื่องจากต้องใช้อุปกรณ์เหวี่ยงแยก ซึ่งมีราคาแพง
3.วิธีการบีบน้ำมันโดยเครื่องบีบแบบสกรู ใช้เนื้อมะพร้าวสดที่ขูดและผ่านการอบแห้งทันทีหลังจาก
กะเทาะเปลือก เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของแบคทีเรีย ซึ่งจะทำให้คุณภาพของน้ำมันมะพร้าวด้อยลง อุณหภูมิ
ที่เหมาะสมในการอบเนื้อมะพร้าวขูด คือ 50-60 องศาเซลเซียสและจะใช้ระยะเวลาในการอบสั้น หลังจากบีบ
น้ำมันมะพร้าวโดยเครื่องบีบแบบสกรูแล้ว วางทิ้งไว้ให้น้ำมันและน้ำแยกชั้นออกจากกัน โดยอาจใช้ความร้อน
ในการกำจัดปริมาณน้ำที่เหลืออยู่
นอกจากนี้ยังมีวิธีการอื่นๆในการแยกน้ำมันออกจากน้ำและองค์ประกอบอื่นๆ ในน้ำกะทิ เช่น ใช้วิธีการ
แช่เย็น และการใช้เอนไซม์ ซึ่งกระบวนการบีบเย็นที่ไม่ผ่านความร้อนสูง ผลิตจากเนื้อมะพร้าวสดจะได้น้ำมัน
มะพร้าวที่บริสุทธิ์ มีความใสเหมือนน้ำ มีวิตามินอี และไม่ผ่านกระบวนการเติมออกซิเจน ทำให้มีค่า peroxide
และกรดไขมันอิสระต่ำ มีความชื้นไม่เกิน 0.1 % ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการควบคุมคุณภาพการผลิต
น้ำมันมะพร้าวบีบเย็นมีสารอาหารและคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อร่างกาย เนื่องจากน้ำมัน
มะพร้าวประกอบด้วยกรดไขมันชนิดอิ่มตัว ทำให้มีความเสถียรสูง จึงไม่ถูกอะตอมของไฮโดรเจนและออกซิเจน
เข้าไปแทรกได้ง่าย ๆ ไม่มีกลิ่นหืน และเมื่อถูกความร้อนสูงจะไม่ทำให้เกิดเป็นกรดไขมันชนิดทรานส์ ซึ่งเป็นกรด
ไขมันชนิดทำให้เกิดโทษต่อร่างกาย เช่นเดียวกับน้ำมันที่มีกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวสูง
ส่วนใหญ่กรดไขมันของน้ำมันมะพร้าวมีโมเลกุลขนาดกลาง เมื่อเราบริโภคเข้าไปกรดไขมันเหล่านี้จะ
เปลี่ยนเป็นพลังงานที่ตับอย่างรวดเร็วภายในหนึ่งชั่วโมง ทำให้ไม่มีไขมันเหลือสะสมในร่างกาย อีกทั้งยังไปเร่ง
อัตราการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงาน โดยไปกระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้ทำงานเร็วขึ้น ทำให้เป็นคน
กระฉับกระเฉง และไม่อ้วน
วิตามินอีที่ยังหลงเหลืออยู่ในน้ำมันมะพร้าวบีบเย็น ทำหน้าที่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ โดยการ
ป้องกันเซลล์ไม่ให้ถูกเติมออกซิเจน และเป็นตัวต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเกิดจากมลพิษในสิ่งแวดล้อม อาหารและ
เครื่องดื่ม การสูบบุหรี่ รังสี ความเครียด ฯลฯ วิตามินอีในน้ำมันมะพร้าว มีสารโทโคไทรอีนอล ซึ่งเป็นรูปของ
วิตามินอีที่มีอานุภาพสูงกว่าสารโทโคเฟอรอล (tocopherol) ซึ่งอยู่ในวิตามินอีทั่วไป ด้วยเหตุนี้น้ำมันมะพร้าวจึง
ต้านอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นน้ำมันมะพร้าวยังช่วยเพิ่มคุณค่าของอาหารโดยการเพิ่ม
การดูดซึมวิตามิน เกลือแร่ และกรดอะมิโน เข้าสู่ร่างกาย
คุณสมบัติในการป้องกันการเกิดโรคต่างๆดังนี้
1 โรคหัวใจ : จากผลการวิเคราะห์พบว่า น้ำมันมะพร้าวมีคอเลสเตอรอลน้อยมาก เพราะมีเพียง 14 ส่วนใน
ล้านซึ่งน้อยกว่าน้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งมี 28 ส่วน และที่สำคัญคือ เมื่อบริโภคน้ำมันมะพร้าวเข้าไป ในร่างกาย ก็
ไม่ได้เปลี่ยนเป็นคอเลสเตอรอลในกระแสโลหิต อีกทั้งยังไม่ได้ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวเหมือนกับน้ำมันพืช
ประเภทไม่อิ่มตัว นักโภชนาการสมัยใหม่จึงสรุปว่า น้ำมันมะพร้าวช่วยทำให้หัวใจมีสุขภาพดี เพราะช่วยลด
ความหนืดของเลือดที่เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ
2 โรคปวดเมื่อย โรคชราภาพก่อนวัย โรคมะเร็งผิวหนัง และโรคกระดูก : น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่ถูก
ดูดซึมเข้าทางผิวหนังได้ดี เพราะมีขนาดของโมเลกุลเล็กจึงนิยมใช้นวดตัวให้หายปวดเมื่อย ผ่อนคลาย
ความเครียด ลบริ้วรอย ลดผดผื่น ป้องกันแสงแดดและความร้อน ปกป้องการทำลายของแสงอัลตราไวโอเลตที่
ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นแก่ ก่อนวัย และเป็นมะเร็งผิวหนัง อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของกระดูกให้
แข็งแรง รักษาโรคกระดูกที่ เกิดจากอุบัติเหตุ
ตำราอายุรเวทของอินเดียได้ใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาโรคมาไม่ต่ำกว่า 4,000 ปี แพทย์แผนไทยก็ได้ใช้
น้ำมันมะพร้าวรักษาโรคทั้งภายในและภายนอกมาเป็นเวลาช้านาน แม้กระทั่งแพทย์แผนปัจจุบันชาวตะวันตก
ก็ให้คนไข้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหารหรือการดูดซึมอาหาร เด็กทารกรวมทั้งเด็กเล็กที่ไม่สามารถย่อย
ไขมัน กินน้ำมันมะพร้าวเป็นยารักษา
3 รังแคหนังศีรษะ น้ำมันมะพร้าวมีสารปฏิชีวนะโมโนลอรินที่สร้างมาจากกรดลอริกที่มีอยู่ในน้ำมันมะพร้าว
มากถึง 48-53% สามารถทำลายเชื้อโรคที่ทำให้เกิดรังแค หากชโลมผมด้วยน้ำมันมะพร้าวจะช่วยรักษารังแค
หนังศีรษะได้ และ ช่วยทำให้ผมนุ่มดำเป็นเงางามเพราะมีวิตามินอีที่ช่วยเสริมการเจริญของเส้นผม หนังศีรษะ
จึงไม่เหี่ยวย่นแต่มีสุขภาพดี
นอกจากนี้น้ำมันมะพร้าวยังมีบทบาทต่อความงาม โดยใช้ชโลมตัว ทั้งในรูปน้ำมันมะพร้าวสด ๆ หรือ
ในรูปของ ครีม และโลชั่นจะทำให้ผิวพรรณนุ่มไม่แตกแห้งเป็นกระ หรือฝ้า แต่ชุ่มชื้นและผิวเนียน ปราศจากริ้ว
รอยเหี่ยวย่น ช่วยกำจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วและทับถมกันจนทำให้ผิวแห้ง ขณะเดียวกันก็ช่วยกระตุ้นให้มี
การสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนที่จึงทำให้ผิวพรรณดูอ่อนกว่าวัย
จากที่ได้กล่าวมาจะเห็นได้ว่า น้ำมันมะพร้าวมีบทบาทอย่างมากต่อสุขภาพ และความงามของมนุษย์
ไม่ว่าจะใช้ในการบริโภคเป็นอาหาร หรืออาหารที่เป็นยา และการใช้ภายนอกโดยการใช้ถูนวดตัว หรือชโลมผม
เป็นต้น จึงควรช่วยกันสนับสนุนให้น้ำมันมะพร้าวกลับมาเป็นที่นิยมและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่แพร่หลายใน
อนาคตต่อไป เพื่อต่อยอดภูมิปัญญาไทย ในการรักษาสุขภาพและความงามด้วยราคาที่ถูกและเป็นการใช้ชิวิต
แบบพอเพียงตามสมัยนิยม
สุดท้ายนี้ หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องการตรวจสอบคุณภาพน้ำมันมะพร้าวบีบเย็นหรือ
น้ำมันพืชอื่นๆ สามารถติดต่อขอรับบริการได้ที่ โครงการวิทยาศาสตร์ชีวภาพ กรมวิทยาศาสตร์บริการ โทรศัพท์
02-201-7205 โทรสาร 02-2017181 ทุกวันในเวลาราชการ

ห่วงใยสุขภาพ ใส่ใจคุณภาพอากาศภายในอาคาร

บทความวิทยุกระจายเสียง.

ชื่อบทความ : ห่วงใยสุขภาพ ใส่ใจคุณภาพอากาศภายในอาคาร  
ผู้แต่ง : นายสุรัตน์ เพชรเกษม
ประเภทเอกสาร : วันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 30 สิงหาคม 2553
สังกัดหน่วยงาน : โครงการฟิสิกส์และวิศวกรรม

บทความวิทยุกระจายเสียง รายการ “วันนี้กับวิทยาศาสตร์” ครั้งที่ 30
กระจายเสียงจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
ประจำเดือน สิงหาคม 2553
เรื่อง
ห่วงใยสุขภาพ ใส่ใจคุณภาพอากาศภายในอาคาร
เรียบเรียงโดย
นายสุรัตน์ เพชรเกษม นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ
โครงการฟิสิกส์และวิศวกรรม กรมวิทยาศาสตร์บริการ
———————————————————————————
คนส่วนใหญ่ใช้เวลาในแต่ละวันไม่น้อยกว่าร้อยละ90 อยู่ภายในอาคาร เช่นในที่พักอาศัย ใน
โรงเรียน ในสำนักงาน หากเราหายใจเอาอากาศที่มีสิ่งปนเปื้อนที่ทำให้เกิดอันตรายจะทำให้เรา
ได้รับความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ สิ่งปนเปื้อนหรือมลพิษอาจจะเป็นสารเคมี ก๊าซ และสิ่งมีชีวิต
ขนาดเล็กเช่นเชื้อรา เป็นต้น อากาศบริสุทธิ์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสุขภาพที่ดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ
อากาศนั้นอยู่ในที่ๆ เราอยู่อาศัย ในที่ทำงาน ในสภาพแวดล้อมและการพักผ่อนหย่อนใจ
คุณภาพอากาศภายในอาคาร หมายถึงสภาวะการที่อากาศภายในอาคารที่อาจไม่มีสิ่งเจือปน
หรือมีสิ่งเจือปนอยู่ในปริมาณที่อาจจะทำหรือไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ ต่อ
สิ่งมีชีวิตอื่นๆหรือต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบอาคารนั้น
แหล่งที่มาของมลพิษทางอากาศหลายชนิด มาจากบ้าน โรงเรียน สำนักงาน มลพิษบางอย่าง
เป็นปัญหากับสุขภาพ เช่น ทำให้ระคายเคืองตา แสบจมูก เจ็บคอ ปวดศีรษะหรือมีอาการกระตุก
มลพิษบางอย่างก่อให้เกิดอาการแพ้ หรือมีอาการหอบหืด เป็นโรคหัวใจ หรือมะเร็งหรือโรคเรื้อรัง
มลพิษบางตัวที่มีความเข้มข้นสูงเช่นคาร์บอนมอนนอกไซด์ ทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต
การเรียนรู้และทำความเข้าใจเพื่อควบคุมมลพิษที่อาจเกิดขึ้นได้ในบ้าน โรงเรียน และ
สำนักงาน จะช่วยลดความเสี่ยงจากอากาศที่ปนเปื้อนสารมลพิษได้ สารมลพิษต่างๆที่ควรรู้คือ
1. ก๊าซเรดอน (Radon) เป็นสารกัมมันตรังสีที่มาจากดิน สามารถเข้ามาในอาคารได้โดยซึม
ผ่านมาทางรอยแตกของพื้นหรือกำแพงของอาคารที่ติดอยู่กับดิน เรดอนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด
มะเร็งปอดในผู้ไม่สูบบุหรี่
2.การสูบบุหรี่ภายในอาคาร
การสูบบุหรี่นั้นถือเป็นการทำลายสุขภาพ ทั้งต่อผู้สูบเองและผู้อยู่ใกล้ชิดที่สูดเอาอากาศที่มี
ควันบุหรี่เข้าไป เพราะควันบุหรี่ประกอบด้วยสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และมีสารก่อมะเร็ง ไม่
ต่ำกว่า 42 ชนิด ซึ่งสารอันตรายที่สำคัญ เช่นคาร์บอนมอนอกไซด์ นิโคตินทาร์หรือน้ำมันดิน การ
สูบบุหรี่มือสอง (Secondhand smoke) เป็นผลข้างเคียงกับบุคคลอื่นที่ไม่ได้สูบบุหรี่ซึ่งมาจากการสูบ
บุหรี่ของผู้สูบบุหรี่ เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปอดและการเจ็บป่วยระบบการหายใจ โดยเฉพาะ
เด็กเสี่ยงต่อการสูบบุหรี่มือสอง การสูบบุหรี่นอกจากจะเป็นอันตรายต่อผู้สูบเองแล้ว ยังเป็น
อันตรายต่อผู้ใกล้ชิดอีกด้วย คือ หากเด็กได้รับควันบุหรี่ จะป่วยเป็นโรคหลอดลมอักเสบ ปอดบวม
หอบหืด หูชั้นนอกอักเสบเพิ่มมากขึ้น หากหญิงมีครรภ์ได้รับควันบุหรี่ จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มน้อย
กว่าปกติ รวมทั้งมีโอกาสแท้ง และคลอดก่อนกำหนด อีกทั้งยังส่งผลต่อทารกในครรภ์ที่อาจทำให้
สมองช้ากว่าปกติ มีความผิดปกติทางระบบประสาท และระบบความจำ ขณะที่คู่สมรสของผู้สูบ
บุหรี่ มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปอดมากกว่าคู่สมรสที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 2 เท่า มีความเสี่ยงที่จะเป็น
โรคหัวใจ 3 เท่า และเสียชีวิตเร็วกว่าปกติถึง 4 ปี
3. มลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ (Combustion Pollutants)
มลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้มีทั้งที่เป็นก๊าซและฝุ่นละออง มลพิษเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดมา
จากเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น เตาถ่าน เตาแก๊ส เครื่องต้มน้ำ ที่มีการระบายอากาศที่ไม่เหมาะสมภายใน
อาคารบ้านเรือน สารมลพิษจะมีปริมาณมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ การดูแล
บำรุงรักษา เชื้อเพลิงที่ใช้และการจัดระบบระบายอากาศ มลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ที่เป็นที่รู้จัก
ทั่วไปคือ
- ก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ (CO) เป็นก๊าซที่ไม่มีสีไม่มีกลิ่น ก๊าซนี้ทำให้เม็ดเลือดแดงไม่
สามารถรับออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนต่างๆของร่างกาย เมื่อได้รับก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์เข้า
ไปจะทำให้เกิดอาการปวดหรือวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หมดแรง ความรู้สึกสับสน ถ้าได้รับ
ปริมาณมากๆ อาจทำให้หมดสติและเสียชีวิตได้
- ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) เป็นก๊าซที่ไม่มีสีไม่มีกลิ่น เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิด
อาการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ ความเข้มข้นของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ที่มากกว่า
150 ส่วนในล้านส่วนหรือ 282 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสามารถทำให้มนุษย์เสียชีวิตได้ หากได้รับ
ความเข้มข้นในช่วง 94-282 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะทำให้เกิดโรคปอดเรื้อรัง การตอบสนอง
ของอวัยวะที่สัมผัสก๊าซนี้ในช่วงแรกจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อบริเวณที่สัมผัส เช่นผิวหนัง เยื่อ
บุนัยน์ตา จมูกและคอ ทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก ไอ หายใจขัด ทำให้ภูมิต้านทานโรคทางเดิน
หายใจลดลง เกิดการเจ็บป่วยได้ง่าย เช่นโรคหลอดลมอักเสบ หอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง เป็นต้น
- อนุภาคขนาดเล็กที่หายใจเข้าไปได้ (Respirable particle) อนุภาคขนาดเล็กที่หายใจเข้าไป
แล้วไปติดค้างอยู่ที่ปอดจะทำอันตรายต่อเยื่อหุ้มปอด
4.สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่มีคาร์บอนและไฮโดรเจนเป็น
องค์ประกอบหลัก มีจุดเดือดอยู่ในช่วง 50-260 องศาเซลเซียส(ไม่นับรวมสารในกลุ่มยาฆ่าแมลง)ใน
สภาวะอุณหภูมิปกติ สารอินทรีย์ระเหยง่าย จะอยู่ในรูปของก๊าซหรือไอ โดยสามารถเข้าสู่ร่างกาย
ได้ 3 ทางคือ การหายใจ การกินการดื่ม การสัมผัสทางผิวหนัง การรับรู้และการตอบสนองต่อการ
ได้รับสารอินทรีย์ระเหยง่าย ได้กลิ่น ทำให้เกิดอาการระคายเคืองจมูกและลำคอ หายใจขัด หอบหืด
ทำลายระบบทางเดินหายใจ ทำลายระบบประสาท ก่อให้เกิดมะเร็ง ทำลายDNA สารเคมีที่มีอยู่ในสี
แลคเกอร์ น้ำยาลอกสี แว๊กซ์ ยาฆ่าแมลง ฟอร์มัลดีไฮด์ เป็นสารมลพิษที่สำคัญเกี่ยวข้องกับคุณภาพ
อากาศในอาคาร เนื่องจากสารนี้ได้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางกับวัสดุก่อสร้างและสิ่งตกแต่งภายใน
วัสดุที่เป็นแหล่งที่มาของฟอร์มัลดีไฮด์ที่สำคัญได้แก่ ไม้อัดและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้อัด โฟมที่ใช้
ทำฉนวนกันความร้อน ผลิตภัณฑ์กระดาษไฟเบอร์กลาส ผ้าม่านและพรมปูพื้น ฟอร์มัลดีไฮด์ยังใช้
เป็นส่วนผสมของสารเคลือบผิวเฟอร์นิเจอร์และโต๊ะตู้ต่างๆ รวมทั้งพื้นผนังที่ทำด้วยไม้ ฟอร์มัลดี
ไฮด์ที่พบในอาคาร มีผลกระทบที่สำคัญคือ ระคายเคืองตา และระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อทางเดินหายใจ
ส่วนบน และระคายเคืองผิวหนัง ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้และหอบหืด นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับ
ความผิดปกติของระดูและการเจริญพันธุ์อีกด้วย อาคารที่ตกแต่งใหม่ใช้เครื่องเรือนใหม่หรือทาสี
ใหม่จะพบสารระเหยอินทรีย์ที่สำคัญชนิดฟอร์มัลดีไฮด์
5. เชื้อรา เป็นสิ่งมีชีวิตที่ผลิตสปอร์ และสปอร์เหล่านั้นก็ล่องลอยอยู่ในอากาศและตกลงบน
พื้นผิวที่ชื้นและเจริญเติบโต การหายใจหรือสัมผัสกับเชื้อราจะมีอาการจามน้ำมูกไหลมีผื่นที่ผิวหนัง
และอาจจะเป็นโรคหอบหืด
เพื่อให้คุณภาพภายในอาคารมีคุณภาพดีเหมาะกับการอยู่อาศัยอันจะส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยใน
อาคารมีความสุขปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บดังกล่าวข้างต้น เราจึงต้องมีวิธีการจัดการคุณภาพอากาศ
ภายในอาคาร ซึ่งสามารถดำเนินการได้โดยใช้วิธีการต่างๆเช่นการกำจัดแหล่งมลพิษ ต้องไม่ยอม
ให้มีการสูบบุหรี่ในอาคาร ในบ้านหรือในรถเพื่อกำจัดการสูบบุหรี่มือสอง ถ้ากำจัดไม่ได้ต้องแยก
บริเวณแหล่งมลพิษออกจากอากาศที่เราหายใจเข้าไป จัดการระบายอากาศเสียออกจากอาคาร โดย
การหาวิธีให้มีการถ่ายเทอากาศ การควบคุมการทำงานของระบบปรับอากาศ การติดตั้งระบบกรอง
อากาศ การควบคุมความชื้นและอุณหภูมิให้เหมาะสม

พลังงานแสงอาทิตย์ : พลังงานทดแทนในอนาคต

บทความวิทยุกระจายเสียง.

ชื่อบทความ : พลังงานแสงอาทิตย์ : พลังงานทดแทนในอนาคต  
ผู้แต่ง : จงกล เชษฐเจริญรัตน์
ประเภทเอกสาร : วันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 28 พฤษภาคม 2553
สังกัดหน่วยงาน : สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์ฯ

บทความวิทยุกระจายเสียงรายการวันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 28
กระจายเสียงจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
ประจำเดือน มิถุนายน 2553
เรื่อง
พลังงานแสงอาทิตย์ : พลังงานทดแทนในอนาคต
เรียบเรียงโดย
นางสาวจงกล เชษฐเจริญรัตน์
นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ
สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
กรมวิทยาศาสตร์บริการ
—————————————————-
พลังงานทดแทน คือ พลังงานที่นำมาใช้แทนน้ำมันเชื้อเพลิง สามารถแบ่งตามแหล่ง
ที่ได้มาเป็น 2 ประเภท คือ พลังงานทดแทนจากแหล่งที่ใช้แล้วหมดไป เรียกว่า พลังงาน
สิ้นเปลือง ได้แก่ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ นิวเคลียร์ หินน้ำมัน และทรายน้ำมัน เป็นต้น และ
พลังงานทดแทนอีกประเภทหนึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้แล้วสามารถหมุนเวียนมาใช้ได้อีก
เรียกว่า พลังงานหมุนเวียน ได้แก่ แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล น้ำ และไฮโดรเจน เป็นต้น
พลังงานแสงอาทิตย์เป็นหนึ่งในพลังงานทดแทนสะอาดที่ได้รับความสนใจ มีการ
นำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยปัจจัยหลักที่สนับสนุนการเติบโตของเทคโนโลยีพลังงาน
แสงอาทิตย์มาจากนโยบายการส่งเสริมของรัฐบาล ในหลายประเทศมีนโยบายที่สนับสนุนและ
มีการให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานทดแทนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เช่น การให้เครดิตภาษี
การรับซื้อกระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ในอัตราที่จูงใจ เป็นต้น การนำพลังงาน
แสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์ อาจจำแนกโดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ได้รับเป็น 2 ด้านหลักๆ คือ
การผลิตพลังงานไฟฟ้า และการผลิตพลังงานความร้อน ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าด้วย
พลังงานแสงอาทิตย์ที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในระดับหนึ่งมี 2 ชนิด คือ การ
ใช้เซลล์แสงอาทิตย์ (Solar.Cell).ผลิตไฟฟ้า และการใช้ระบบรวมแสงอาทิตย์เพื่อผลิตไฟฟ้า
(Concentrating.Solar.Power) สำ หรับการผลิตความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์
เทคโนโลยีที่นำมาใช้ ได้แก่ การใช้แผงรับแสงอาทิตย์ (Solar Collector) ผลิตความร้อนเพื่อ
นำไปใช้ในการอุปโภค บริโภค ซึ่งปัจจุบันมีการใช้อย่างแพร่หลาย และอีกชนิดหนึ่ง คือ
การอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar.Drying) เพื่ออบแห้งผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งผลิตผลจาก
การเกษตรและอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามการนำเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้อย่างมี
ประสิทธิภาพจำเป็นต้องคำนึงถึงศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์ของพื้นที่บริเวณที่จะใช้งาน
ด้วย โดยทั่วไปศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์ของพื้นที่แห่งหนึ่งจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับปริมาณ
รังสีดวงอาทิตย์ที่ตกกระทบพื้นที่นั้น โดยบริเวณที่ได้รับรังสีดวงอาทิตย์มากก็จะมีศักยภาพ
ในการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้สูง การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่ต้องใช้อุปกรณ์รวมแสง
จำเป็นต้องรู้ถึงศักยภาพรังสีตรงด้วย สำหรับประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร
ได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์ในเกณฑ์สูง พลังงานโดยเฉลี่ยซึ่งรับได้ทั่วประเทศประมาณ
4 ถึง 4.5 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อตารางเมตรต่อวัน ประกอบด้วยพลังงานจากรังสีตรง (Direct
Radiation)ประมาณ 50.เปอร์เซนต์ ส่วนที่เหลือเป็นพลังงานรังสีกระจาย (Diffused
Radiation) ซึ่งเกิดจากละอองน้ำในบรรยากาศ (เมฆ) ที่มีปริมาณสูงกว่าบริเวณที่ห่างจาก
เส้นศูนย์สูตรออกไปทั้งแนวเหนือและแนวใต้ ข้อจำกัดของการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการ
ผลิตกระแสไฟฟ้า คือ ความสม่ำเสมอของปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า
เราสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เฉพาะในเวลากลางวันเท่านั้น.และจะต้องไม่มีเมฆมากหรือมี
ฝนตก ผลสืบเนื่องจากความไม่สม่ำเสมอและไม่แน่นอนนี้ จึงทำให้ต้องมีระบบปั่นไฟฟ้าสำรอง
ในกรณีที่ไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยวิธีนี้ติดต่อกันหลายวัน ปัจจุบันประเทศไทยประสบ
ความสำเร็จเป็นอย่างดีในการนำความร้อนของแสงอาทิตย์มาใช้ให้เป็นประโยชน์ เช่น
การสร้างเครื่องทำน้ำร้อนแสงอาทิตย์สำหรับโรงพยาบาล โรงแรม การทำเครื่องต้มน้ำ
แสงอาทิตย์ การทำเตาแสงอาทิตย์หรือเตาสุริยะ.การทำเครื่องกลั่นน้ำแสงอาทิตย์ การทำ
เครื่องอบแห้งผลิตผลเกษตรกรรม และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเป็นการนำพลังงานแสงอาทิตย์มา
ใช้โดยตรงที่ไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีสูงนักหรือสลับซับซ้อนนัก การนำพลังงานแสงอาทิตย์มา
ใช้ในประเทศไทย มีดังนี้
1..ผลิตไฟฟ้าโดยใช้เซลล์แสงอาทิตย์ เช่น.โรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ผาบ่อง จังหวัด
แม่ฮ่องสอน สถานีพลังงานแสงอาทิตย์สันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ สถานีพลังงานแสงอาทิตย์
คลองช่องกล่ำ จังหวัดสระแก้ว โครงการสาธิตระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา
บ้าน ระยะที่ 1 ที่เขตคลองเตย เขตดอนเมือง และที่จังหวัดปทุมธานี
2. ผลิตความร้อน เช่น เครื่องทำน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องสกัดสารป้องกัน
และกำจัดศัตรูพืช เครื่องอบแห้ง เช่น กล้วย ปลา โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์
การผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ในเชิงพาณิชย์นั้นเป็นทางเลือกที่ดีและ
มีการใช้งานมากขึ้นในอนาคต ปัจจุบันเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกเดี่ยวซิลิคอน และชนิด
มัลติคริสตัลไลน์ซิลิคอน กำลังได้รับความนิยมในการใช้งานมากที่สุด เพราะมีประสิทธิภาพใน
การเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าสูงกว่าแบบอื่น แต่เนื่องจากต้องใช้วัสดุ
ซิลิคอนมากและมีขั้นตอนการผลิตหลายขั้นตอน ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง จึงมีการพัฒนา
กระบวนการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดอื่นๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิต อย่างไรก็ตาม เป็นที่
คาดหมายว่าต้นทุนการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดต่างๆ จะลดลง เนื่องจากต้นทุนค่าซิลิคอนถูก
ลง ประสิทธิภาพของเซลล์แสงอาทิตย์สูงขึ้นมีการผลิตในปริมาณมากขึ้นและสูญเสียสินค้าเสีย
ลดลงมาก
ปัญหาเรื่องพลังงานนับวันจะมีผลกระทบรุนแรงต่อมวลมนุษยชาติมากขึ้นทุกที
กรมวิทยาศาสตร์บริการตระหนักในปัญหานี้ จึงให้ความสำคัญและร่วมหาหนทางแก้ไข
ได้ศึกษา ค้นคว้า สำรวจ ทดลอง ติดตามเทคโนโลยีอย่างจริงจังและต่อเนื่องมาโดยตลอด
เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการนำพลังงานทดแทนและเทคโนโลยีใหม่ๆ ในด้านพลังงานทดแทนมา
ใช้ในประเทศไทยและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ในปี 2553 นี้ กรมวิทยาศาสตร์บริการ ได้ร่วมกับสถาบันพัฒนาเทคโนโลยีพลังงาน
แสงอาทิตย์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติออกแบบและติดตั้งระบบ
ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ ตามกิจกรรมด้านพลังงานทดแทนของ
โครงการหมู่บ้านวิทยาศาสตร์ (หมู่บ้านข้าวหอมนิล) ณ วัดขุมทอง ตำบลไผ่จำศีล อำเภอวิเศษ
ชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เพื่อใช้ในกิจการโรงสีข้าวชุมชน โรงงานผลิตปุ๋ยชุมชน และพลังงาน
ไฟฟ้าที่ผลิตได้ในส่วนที่เหลือยังนำมาใช้ประโยชน์ในกิจกรรมด้านการเกษตรอื่นๆ ของชุมชน
ดังกล่าวอีกด้วย
พลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานสะอาดจากธรรมชาติ ไม่ก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม
อีกทั้งมีปริมาณมากมายมหาศาลอยู่ทั่วทุกหนแห่งของโลก และนำมาใช้ได้อย่างไม่หมดสิ้น
หากมนุษย์นำพลังงานเหล่านี้มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถทดแทนพลังงานจาก
น้ำมันที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งนับวันจะมีแนวโน้มที่ราคาพุ่งสูงขึ้นและมีความผันผวน
สูง มีความไม่แน่นอนของราคา ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศที่จำเป็นต้องพึ่งพาการ
นำเข้าน้ำมัน ทำให้ประเทศไทยสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืน

โลกร้อนใกล้ตัวกว่าที่คิด

บทความวิทยุกระจายเสียง.

ชื่อบทความ : โลกร้อนใกล้ตัวกว่าที่คิด  
ผู้แต่ง : นายปวิน งามเลิศ
ประเภทเอกสาร : วันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 27 พฤษภาคม 2553
สังกัดหน่วยงาน : สำนักพัฒนาศักยภาพนักวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการ

บทความวิทยุกระจายเสียงรายการวันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 27
กระจายเสียงจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
ประจำเดือน พฤษภาคม 2553
เรื่อง
โลกร้อนใกล้ตัวกว่าที่คิด
เรียบเรียงโดย
นายปวิน งามเลิศ นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ
สำนักพัฒนาศักยภาพนักวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการ
กรมวิทยาศาสตร์บริการ
——————————————————————–
จากภาพยนตร์เรื่อง “วิกฤติวันสิ้นโลก” หรือ “The Day After Tomorrow” ที่ออกฉายในปี
พ.ศ. 2547 และเรื่อง “2012 วันสิ้นโลก” ในปี พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับวิกฤตการณ์
หายนะทางธรรมชาติ โดยเนื้อหามีทั้งสิ่งที่เป็นไปได้ตามหลักวิทยาศาสตร์และแต่งเติมขึ้น รวมไปถึง
เหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยที่เกิดกับประเทศเฮติ และชิลีใน พ.ศ. 2552 ทำให้เกิดกระแสตื่นตระหนกว่า
ปัญหาโลกร้อนนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ทุกคนต้องหันกลับมาตระหนักถึงบทบาทและหน้าที่ของ
ตนเองที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับโลก และสิ่งแวดล้อม และหนึ่งในปัญหาที่ผู้คนกำลัง
ได้รับผลกระทบนั้น คือ “วิกฤตการณ์โลกร้อน” หรือ “Global Warming”
โลกร้อน เป็นปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นทั้งอุณหภูมิบริเวณใกล้พื้นผิวโลก
และบริเวณมหาสมุทร จากผลสรุปของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพ
ภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ซึ่งมีหน้าที่ให้คำแนะนำแก่ผู้
กำหนดนโยบาย ให้ข้อมูลและองค์ความรู้เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนแห่งสหประชาชาติได้ให้ความเห็นว่า
ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นถึง 0.74 + 0.18 องศาเซลเซียส และจาก
แบบจำลองการคาดคะเนภูมิอากาศพบว่าภายใน พ.ศ. 2643 อุณหภูมิเฉลี่ยโลกมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น
ถึง 6.7 องศาเซลเซียส ภาวะโลกร้อนเกิดจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซที่ปกคลุมชั้นบรรยากาศของโลก
ทำให้อุณหภูมิภายในโลกสูงขึ้น เป็นเหตุให้ฤดูกาลทั่วโลกเปลี่ยนไป และก๊าซที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เกิด
จากการเผาผลาญเชื้อเพลิงก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก และปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse
Effect) นั่นเอง แม้ว่าปรากฏการณ์เรือนกระจกจะมีความสำคัญกับโลก เพราะชั้นบรรยากาศของ
โลกยอมให้รังสีคลื่นสั้นผ่านลงมายังผิวโลกได้ แต่จะดูดกลืนรังสีคลื่นยาวช่วงอินฟราเรดที่แผ่ออกจาก
พื้นผิวโลกเอาไว้ จากนั้นจะคายพลังงานความร้อนให้กระจายอยู่ภายในชั้นบรรยากาศและพื้นผิวโลก
เปรียบเหมือนกระจกที่ปกคลุมผิวโลกให้มีภาวะสมดุลทางอุณหภูมิและเหมาะสมต่อการดำรงชีพของ
สิ่งมีชีวิต หากมีก๊าซเรือนกระจกไม่มากพอโลกจะเป็นเหมือนดาวอังคารที่มีชั้นบรรยากาศเบาบาง
เก็บกักความร้อนให้คงอยู่ได้น้อย ทำให้เป็นดาวที่มีอุณหภูมิต่ำมากจนสิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยอยู่
ได้ ในทางกลับกันหากก๊าซเรือนกระจกมากเกินไป โดยเฉพาะก๊าซเรือนกระจกที่มีองค์ประกอบของ
ก๊าซบางชนิด เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ และมีเทน ซึ่งสามารถดูดกลืนรังสีคลื่นยาวช่วงอินฟราเรด
และคายพลังงานความร้อนได้ดี พื้นผิวโลกและชั้นบรรยากาศจึงมีอุณหภูมิสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อ
สภาพภูมิอากาศของโลก และสิ่งมีชีวิตพื้นผิวโลกอย่างมากมายจนเป็นที่มาของภาวะโลกร้อนนั่นเอง
จากความพยายามในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกในระดับนานาชาติ
นำมาซึ่งการลงนามใน ”อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(United Nations Framework Convention on Climate Chang, UNFCCC)” นำไปสู่การจัดทำ
พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งรู้จักกันอีกอย่างว่าเป็นสนธิสัญญาเกี่ยวกับภูมิอากาศของโลก
โดยมีเป้าหมายผูกพัน คือ การควบคุมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง 6 ชนิด ได้แก่
คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีเทน (CH4) ไนตรัสออกไซด์ (N2O) ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs)
เปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PCFs) และซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) โดยเรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนา
แล้วลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 5.2 เปอร์เซ็นต์ ภายใน พ.ศ. 2555 แม้ว่าประเทศ
ไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ จะจัดอยู่ในกลุ่มประเทศ Non – Annex I ซึ่งไม่มีพันธะกรณีในการ
ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตามประเทศไทยได้ให้สัตยาบันต่อพิธีสารเกียวโตเรื่อง
ของกลไกการพัฒนาที่สะอาด (มาตรา 12) โดยสามารถเลือกเข้าร่วมโครงการต่างๆ ของอนุสัญญา
และพิธีสารได้ตามความสมัครใจ
ก๊าซเรือนกระจกมีที่มาจากทั้งธรรมชาติ และจากกิจกรรมของมนุษย์ ในยุคก่อน
อุตสาหกรรมการสะสมของก๊าซต่างๆในบรรยากาศค่อนข้างคงตัว แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุคปฏิวัติ
อุตสาหกรรมเป็นต้นมา มีหลักฐานบ่งชัดว่าเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์มากกว่าการเกิดตาม
ธรรมชาติ ตัวอย่างกิจกรรมของมนุษย์ที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ได้แก่ การเผาผลาญเชื้อเพลิง
จากซากฟอสซิลดึกดำบรรพ์และการทำลายป่า การกสิกรรมและปศุสัตว์ซึ่งก่อให้เกิดของเสียเป็นสิ่ง
ปฏิกูลต่างๆตามมา การใช้สารเคมีในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและทำความเย็น เป็นต้น
ผลกระทบที่เกิดจากภาวะโลกร้อน
ผลกระทบต่อระบบนิเวศ สิ่งมีชีวิตจำเป็นต้องมีการปรับตัวใหม่ เพื่อตอบสนองต่อปัจจัยและ
เงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไป แต่สิ่งมีชีวิตบางชนิดที่ไม่สามารถปรับตัวได้จะต้องสูญพันธุ์ในที่สุด การสูญ
หายไปของสิ่งมีชีวิตแม้เพียงชนิดเดียวย่อมกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร ส่งผลต่อความมั่นคงในการดำรง
อยู่ของระบบนิเวศนั้นๆ
ผลกระทบต่อแหล่งน้ำและแหล่งอาหาร การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิบริเวณผิวโลก ส่งผลให้
ปริมาณน้ำฝนและการระเหยของน้ำมีการเปลี่ยนแปลง โดยปริมาณน้ำในแม่น้ำ ลำธาร และน้ำใต้ดิน
จะลดลง เนื่องจากระเหยไปกับความร้อน ปริมาณฝนจึงตกน้อยลง หรือทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ทำให้
เกิดภาวะแห้งแล้ง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเพาะปลูก นอกจากนี้การสูญเสียความหลากหลาย
ทางชีวภาพจะส่งผลต่อความมั่นคงทางด้านอาหารของมนุษย์ โดยเฉพาะการลดลงของปริมาณสัตว์
ทะเลซึ่งเป็นอาหารของมนุษย์
ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ ผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลกได้แสดงความ
วิตกว่า เมื่อโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น จะทำให้ผู้คนเจ็บป่วยด้วยโรคอย่าง ไข้มาลาเรีย โรคหัวใจ และ
ไข้เลือดออกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประชากรในประเทศเคนยา จีน หรือแม้แต่ประเทศในแถบยุโรปเอง
ทั้งนี้เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นเพียงเล็กน้อยอาจเป็นสาเหตุของการเพิ่มจำนวนของยุงและแมลง
พาหะนำโรคถึง 10 เท่า
ผลกระทบต่อระดับน้ำทะเลและพื้นที่ชายฝั่ง พื้นที่ในบริเวณชายฝั่งจะถูกน้ำท่วม
และถูกกัดเซาะทำให้สูญเสียพื้นที่อยู่อาศัยและประกอบอาชีพ สำหรับประเทศไทยนั้นจากการศึกษา
ของนักธรณีวิทยาพบว่าชายฝั่งบริเวณอ่าวไทยได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล โดย
บริเวณที่ประสบปัญหาชายฝั่งถูกกัดเซาะ และน้ำท่วมพื้นที่ทำกินและพื้นที่อยู่อาศัยอย่างรุนแรง
ได้แก่ ชายฝั่งสมุทรปราการ ระยอง เพชรบุรี ลงไปจนถึงชายฝั่งนราธิวาส ก่อให้เกิดความเสียหายต่อ
การทำประมงและการท่องเที่ยว ทำให้สูญเสียรายได้และต้องสิ้นเปลืองงบประมาณในการป้องกัน
แก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นมูลค่ามหาศาล และหากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการป้องกันแก้ไข ภายในอีก
20 ปี ข้างหน้าพื้นที่ชายฝั่งจะถูกกลืนหายไป10.5 กิโลเมตร
หากมองย้อนกลับไปที่ต้นเหตุของปัญหา พบว่าสาเหตุของโลกร้อนคือการเผาผลาญ
เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เพื่อผลิตพลังงาน และปล่อยก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกตัวสำคัญที่สุดออกสู่ชั้นบรรยากาศเป็นจำนวนมหาศาล
ดังนั้นการแก้ปัญหาก็คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตามปัญหาโลกร้อนไม่ใช่
ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือใครคนใดคนหนึ่ง แต่ทุกคนต้องร่วมกันแก้ไขเพื่อสร้าง
ประวัติศาสตร์ของการแสดงความรับผิดชอบต่อโลกก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป เพราะเมื่อเวลานั้น
มาถึงฉากการทำลายล้างของพระแม่ธรณีที่เราเห็นในภาพยนตร์ อาจไม่เป็นเพียงแค่ความบันเทิงตาม
จินตนาการอีกต่อไป

ระบบการบริหารงานคุณภาพ

บทความวิทยุกระจายเสียง.

ชื่อบทความ : ระบบการบริหารงานคุณภาพ  
ผู้แต่ง : นางรติกร อลงกรโชติกุล
ประเภทเอกสาร : วันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 26 เมษายน 2553
สังกัดหน่วยงาน : สำนักบริหารและรับรองห้องปฏิบัติการ

บทความวิทยุกระจายเสียงรายการวันนี้กับวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 26
กระจายเสียงจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
ประจำเดือน เมษายน 2553
เรื่อง
ระบบการบริหารงานคุณภาพ
เรียบเรียงโดย
นางรติกร อลงกรโชติกุล
นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ สำนักบริหารและรับรองห้องปฏิบัติการ
กรมวิทยาศาสตร์บริการ
———————————————————————————–
ในภาวะการณ์แข่งขันทางการค้าและการตลาดยุคโลกาภิวัตน์ที่รุนแรง องค์กรธุรกิจต้องมีการปรับตัวที่
รวดเร็วเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ในขณะที่ผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าที่หลากหลายและ
เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ผู้บริโภคใช้ในการตัดสินใจเลือกใช้สินค้าและบริการก็คือ “คุณภาพ”
ของสินค้าและบริการนั่นเอง ดังนั้นสิ่งสำคัญของธุรกิจการให้บริการและการค้าขายจึงมุ่งเน้นที่ความสามารถ
ของการบริหาร การควบคุมและปรับปรุงคุณภาพของสินค้าและบริการให้ได้ตามความต้องการของลูกค้า
หรือผู้รับบริการ ซึ่งมีระบบการบริหารงานคุณภาพเป็นเครื่องมือและแนวทางการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุ
เป้าหมายดังกล่าว
มีการให้คำจำกัดความของคุณภาพไว้ในหลากหลายรูปแบบด้วยกัน ซึ่งโดยทั่วไปอยู่บนพื้นฐาน
ที่สำคัญอันได้แก่ การสอดคล้องกับข้อกำหนด (Conformance to Requirement) ความเหมาะสมกับการ
ใช้งาน (Fitness to Use) และความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction) ส่วนในด้านการผลิตนั้น
คุณภาพยังมีความเกี่ยวข้องกับต้นทุนการผลิต หน้าที่การใช้งาน ตลอดจนรูปร่างลักษณะของผลิตภัณฑ์ ซึ่ง
มีผลต่อทั้งธุรกิจและลูกค้า การบริหารงานคุณภาพจึงจัดได้ว่าเป็นหัวใจหลักของการบริหารการผลิต และ
การบริหารงานทุกประเภทธุรกิจขององค์กร ซึ่งนอกจากจะครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์และบริการแล้วยัง
ครอบคลุมถึงทุกๆ กิจกรรมที่ทุกคนในองค์กรธุรกิจต้องมีส่วนร่วม เพื่อให้ได้คุณภาพของการดำเนินงานใน
รูปของสินค้าและบริการ ตลอดจนภาพพจน์และความรู้สึกประทับใจที่ลูกค้าต้องการ
การนำระบบการบริหารงานคุณภาพตามมาตรฐานไปใช้อย่างแพร่หลายจะเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย
ที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ดังนี้
􀂾 ประโยชน์ต่อองค์กร/บริษัท ทำให้การจัดโครงสร้าง การบริหารงาน และการผลิต ตลอดจนการ
ให้บริการมีระบบ และมีประสิทธิภาพ ผลิตภัณฑ์และบริการเป็นที่พึงพอใจลูกค้าหรือผู้รับบริการ
และได้รับการยอมรับ สร้างความน่าเชื่อถือ ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีแก่องค์กร และประหยัด
ค่าใช้จ่ายในระยะยาว
􀂾 ประโยชน์ต่อพนักงานภายในองค์กร ทำให้มีการทำงานเป็นระบบ เพิ่มประสิทธิภาพในการ
ทำงาน พนักงานมีจิตสำนึกในเรื่องของคุณภาพมากขึ้น มีวินัยในการทำงาน พัฒนาการทำงานเป็น
ทีมหรือเป็นกลุ่ม มีการประสานงานที่ดี และสามารถพัฒนาตนเอง ตลอดจนเกิดทัศนคติที่ดีต่อการ
ทำงาน
􀂾 ประโยชน์ต่อผู้ซื้อหรือผู้บริโภค ทำให้มั่นใจในผลิตภัณฑ์และบริการว่ามีคุณภาพตามที่ต้องการ
สะดวกประหยัดเวลาค่าใช้จ่าย โดยไม่ต้องตรวจสอบคุณภาพซ้ำ และได้รับการคุ้มครองด้าน
คุณภาพความปลอดภัยและการใช้งาน
ด้วยความสำคัญดังที่กล่าวมาข้างต้น องค์กรการระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐานและ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการจัดทำมาตรฐานระบบการบริหารงานคุณภาพขึ้น มาตรฐานที่เป็นที่รู้จักกันกว้างขวาง
ได้แก่มาตรฐาน ISO 9000: 2008 ซึ่งประกอบด้วย ISO 9000 เป็นหลักการพื้นฐานและคำศัพท์ ISO 9001
เป็นข้อกำหนดในระบบการบริหารงานคุณภาพระบุความต้องการขายของระบบการบริหารงานคุณภาพ
เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ภายในองค์กร โดยเน้นให้เกิดประสิทธิภาพต่อการสนองตอบความต้องการของลูกค้า
และ ISO 9004 เป็นข้อเสนอแนะสำหรับการปรังปรุงการดำเนินงาน โดยเน้นให้เกิดประสิทธิภาพต่อการ
สนองตอบความต้องการของลูกค้า ดังนั้นมาตรฐาน ISO 9000: 2008 จึงเป็นข้อกำหนดในระบบการบริหารงาน
คุณภาพหลัก ที่นำไปใช้ในองค์กรได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นประเภทอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม งานด้าน
การศึกษา หรืองานบริการอื่นๆ เช่น โรงพยาบาล
นอกจากระบบการบริหารงานคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9000: 2008 แล้ว ยังมีมาตรฐานระบบ
การบริหารงานคุณภาพที่เฉพาะเหมาะสมกับประเภทธุรกิจองค์กรนั้นๆ เช่น มาตรฐาน ISO 14000 ที่
เป็นมาตรฐานสากลสำหรับการจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กรให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
เนื่องมาจากในยุคที่สังคมโลกกำลังให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อม อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากมลพิษต่างๆ
ไม่ว่าทางอากาศ ทางน้ำ การกำจัดของเสีย ฯลฯ ได้ส่งผลกระทบต่อพลเมืองโลกอย่างมากผลกระทบนี้เกิด
ขึ้นกับทุกประเทศในโลก และแม้ว่ามาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานสมัครใจ แต่ประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะ
ประเทศพัฒนาแล้ว จะนำการได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 14000 เป็นเงื่อนไขการนำเข้าสินค้า ทำ
ให้ในทางปฏิบัติคล้ายกับเป็นมาตรการบังคับ โดยผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและผู้ส่งออกที่มีระบบการ
จัดการสิ่งแวดล้อมที่ได้มาตรฐาน ISO14000 จะสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น
ส่วนระบบการบริหารงานคุณภาพในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งปัจจุบันมีความสำคัญและมี
การดำเนินการมากขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมส่งออก
เนื่องจากกระแสความต้องการการบริโภคอาหารภายในประเทศ และกระแสการค้าโลกที่มีการแข่งขันใน
เรื่องคุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัยของอาหารมากยิ่งขึ้น ที่รู้จักกันทั่วไปได้แก่ มาตรฐานระบบการ
จัดการสุขลักษณะพื้นฐานที่ดีสำหรับโรงงานผลิตอาหาร หรือ GMP (Good Manufacturing Practice)
ระบบวิเคราะห์อันตรายและควบคุมจุดวิกฤต หรือ HACCP (Hazard Analysis and Critical Conrtol
Point) ครอบคลุมถึงการป้องกันปัญหาจากอันตราย 3 สาเหตุ ทั้งด้านชีวภาพ สารเคมี และทางกายภาพ
ส่วนมาตรฐาน ISO 22000 เป็นระบบคุณภาพที่ต่อยอดในเรื่องความปลอดภัยอาหาร เป็นการรวมเอาระบบ
GMP กับระบบ HACCP และผนวกกับระบบการบริหารงานคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9001 เสริมในเรื่อง
การจัดการและระบบเอกสาร ทำให้เหมาะกับอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อให้อาหารที่ผลิตมีความปลอดภัยมาก
ยิ่งขึ้น
มาตรฐานระบบการบริหารงานคุณภาพอีกประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการค้าทั้งภายในและ
ระหว่างประเทศเช่นกัน ก็คือ มาตรฐาน ISO/IEC 17025: 2005 ซึ่งเป็นมาตรฐานข้อกำหนดทั่วไปว่าด้วย
ความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบและห้องปฏิบัติการสอบเทียบ ซึ่งสืบเนื่องมาจากปัจจุบันกลไก
การค้าระหว่างประเทศได้เปลี่ยนจากการกีดกันทางด้านกำแพงภาษีมาสู่การใช้มาตรการข้อกำหนด
ทางด้านวิชาการ สินค้านำเข้าต้องได้รับการตรวจสอบและกำหนดมาตรฐานสินค้าเช่นเดียวกับสินค้าใน
ประเทศนั้นๆ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการยอมรับร่วมในผลการทดสอบจากห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง
ระบบการบริหารงานคุณภาพ ผลการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เป็นสินค้าส่งออกของประเทศจำเป็นต้องมา
จากห้องปฏิบัติการที่น่าเชื่อถือ ดังนั้นการที่ห้องปฏิบัติการได้การรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการตาม
มาตรฐาน ISO/IEC 17025:2005 จึงเป็นสิ่งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการจัดการทั้งด้านระบบการ
บริหารงานคุณภาพและด้านวิชาการของห้องปฏิบัติการทดสอบ เพื่อสร้างความมั่นใจในผลการ
ทดสอบและให้การรับรองสินค้า ซึ่งมีผลต่อการยอมรับจากประเทศคู่ค้า
สำนักบริหารและรับรองห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นหน่วยงานที่ให้การรับรอง
ความสามารถห้องปฏิบัติการทดสอบตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025:2005 ซึ่งให้การรับรองความสามารถ
แก่ห้องปฏิบัติการทดสอบ ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการ
ทดสอบ ได้จากเอกสารเผยแพร่ของสำนักฯ ทางเว็บไซด์ http//www.dss.go.th หรือสอบถามได้ที่หมายเลข
โทรศัพท์ 0-2201-7133

หน้าต่อไป

Theme: Rubric. บลอกที่ WordPress.com .