ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

กันยายน 14, 2011

ไหม ชื่อพันธุ์ : นครราชสีมาลูกผสม 60-2

http://it.doa.go.th/cv/view2.php?id=95.

ไหม
ชื่อพันธุ์ :  นครราชสีมาลูกผสม 60-2
วันที่รับรอง :   09 ธันวาคม 2530
ประเภทพันธุ์ :   พันธุ์รับรอง
ข้อมูลทั่วไป :
ประวัติ :
        ศูนย์วิจัยหม่อนไหมนครราชสีมา ทำการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ C132 ซึ่งได้มาจากประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ ปีพ.ศ.2518 ให้มีรูปร่างและลักษณะเป็นพันธุ์แท้สายพันธุ์จีน ลำตัวขาวปลอดรังเป็นรูปไข่ค่อนข้างกลมเปลือกรังสีขาว ทำการคัดเลือกแบบกลุ่ม จำนวน 6 ชั่ว และทำการคัดเลือกแบบแม่ปัจจุบันทำการคัดเลือกอยู่ในชั่วที่ 49 ไม่มีการกระจายพันธุ์ มีความสม่ำเสมอในการเจริญเติบโตแข็งแรง เลี้ยงง่าย มีความเหมาะสมในการใช้เป็นพ่อและหรือแม่พันธุ์ในการผลิตพันธุ์ไหมลูกผสม
ลักษณะทั่วไป :
        เป็นพันธุ์ที่มีความเหมาะสมในการใช้เป็นพ่อพันธุ์หรือแม่พันธุ์ในการผลิตพันธุ์ไหมลูกผสม สามารถให้คุณลักษณะต่าง ๆ ที่ดีกว่าพันธุ์ นครราชสีมาลูกผสม 1
ลักษณะเด่น :
        ผลิตเป็นเส้นยืนได้ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองเกือบ 2 เท่า มีเส้นใยยาวกว่า 1,000 เมตร ในขณะที่ไหมพื้นเมืองมีความยาวไม่เกิน 350 เมตร และเมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์ นครราชสีมา 2 พันธุ์ นครราชสีมา 60-2 เวลาในการเลี้ยงสั้นกว่าซึ่งจะทำให้ประหยัดแรงงานและใบหม่อนและเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยจากทุกแหล่งจะเห็นได้ว่าเปอร์เซ็นต์เปลือกรังของนครราชสีมา 60-1 ค่อนข้างสูงกว่าของพันธุ์นครราชสีมา 2 ผลผลิตรังสด 475 กรัม ต่อแม่
พื้นที่แนะนำ :
        สามารถเลี้ยงได้ทุกฤดูกาลและทุกสภาพท้องที่ที่มีโรงเรือนเหมาะสม
ข้อควรระวัง :
        ไม่สามารถเลี้ยงในสภาพพันธุ์พื้นเมืองได้ ในการเลี้ยงไหม 1 แม่ (400 ตัว)ในพื้นที่ 80×50 เซนติเมตร ต้องให้อาหารวันละ 3 เวลา คือ 5.00 น. 11.00 น. และ 16.00 น.ไหมวัยอ่อนถ่ายมูลไหมและกากใบหมอนวันละ 1 ครั้ง ก่อนไหมนอนไหมวัยแก่ถ่ายมูลไหมและกากใบหม่อนวันละ 1 ครั้ง

 

ไหม ชื่อพันธุ์ : นครราชสีมาลูกผสม 60-1

http://it.doa.go.th/cv/view2.php?id=94.

ไหม
ชื่อพันธุ์ :  นครราชสีมาลูกผสม 60-1
วันที่รับรอง :   09 ธันวาคม 2530
ประเภทพันธุ์ :   พันธุ์รับรอง
ข้อมูลทั่วไป :
ประวัติ :
        ศูนย์วิจัยหม่อนไหมนครราชสีมา ทำการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ลูกผสมชั่วแรก K9xK1 ซึ่งได้จากการนำพันธุ์แท้ที่ดีของศูนย์วิจัยหม่อนไหมนครราชสีมา 2 พันธุ์ มาผสมกันคือพันธุ์ โคราช 9 ผสมกับพันธุ์ โคราช 1 ซึ่งทั้ง 2 พันธุ์ เป็นพันธุ์แท้ที่สายเลือดอยู่ตัวแล้ว เป็นพันธุ์ที่มีลักษณะแบบสายพันธุ์ญี่ปุ่นลำตัวลาย และรังคอดเป็นรูปฝักถั่วลิสง เริ่มทำการผสมพันธุ์คัดเลือกมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2517 โดยการนำตัวเมียของพันธุ์ โคราช 9 ผสมกับพันธุ์ตัวผู้ของ โคราช 1 ซึ่งอยู่ในชั่วที่ 13 จากนั้นทำการคัดเลือกแบบกลุ่ม จำนวน 6 ชั่ว แล้วทำการคัดเลือกแบบเป็นแม่ ได้รูปร่างและลักษณะเป็นพันธุ์แท้สายพันธุ์ญี่ปุ่น ไม่มีการกระจายพันธุ์มีความสม่ำเสมอในการเจริญเติบโตลักษณะของหนอนไหมและรังไหมเป็นไปในรูปแบบที่ต้องการ
ลักษณะทั่วไป :
        ไหมฟักออกตามธรรมชาติปีละ 2 ครั้ง การเลี้ยงไหม 1 แม่ (400 ตัว) ในพื้นที่ 80×50 เซนติเมตร จะทำการเก็บเกี่ยวประมาณ 5-6 วัน นับจากไหมตื่นวัย 5 ให้สังเกตอาการไหมสุกคือ ตัวจะหดสั้น ตัวใสไม่กินใบหม่อน มูลไหมอ่อนให้เก็บตัวไหมสุกเข้าจ่อ (ภาชนะที่ให้ไหมทำรัง) โดยใส่จ่อละประมาณ 200 ตัว หลังจากไหมสุกหมด 5-6 วัน ก็นำรังไหมออกจากจ่อได้
ลักษณะเด่น :
        ผลิตเป็นไหมเส้นยืนได้ ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองเกือบ 2 เท่า มีเส้นใยยาวกว่า 1,000 เมตร ในขณะที่ไหมพื้นเมืองมีความยาวไม่เกิน 350 เมตร และเมื่อเปรียบเทียบผลผลิตรังสดกับพันธุ์ นครราชสีมา 1พันธุ์นครราชสีมา 60-1 ให้ผลผลิตรังสด 505 กรัมต่อแม่ ในขณะที่พันธุ์ นครราชสีมา 1 ให้ผลผลิตรังสด 492กรัมต่อแม่ มีความเหมาะสมในการใช้เป็นแม่และหรือพ่อพันธุ์มีความแข็งแรงสูงกว่า เปอร์เซ็นต์เปลือกรังดีกว่าและน้ำหนักรังสดในการเลี้ยงไหม 1 แม่ ค่อนข้างสูงกว่า พันธุ์ นครราชสีมาลูกผสม 1
พื้นที่แนะนำ :
        สามารถเลี้ยงได้ในทุกฤดูกาลและทุกสภาพท้องที่ที่มีโรงเรือนเหมาะสม
ข้อควรระวัง :
        ไม่สามารถเลี้ยงได้ตามแบบสภาพพันธุ์พื้นเมือง

 

ไหม ชื่อพันธุ์ : นครราชสีมาลูกผสม 60

http://it.doa.go.th/cv/view2.php?id=93.

ไหม
ชื่อพันธุ์ :  นครราชสีมาลูกผสม 60
วันที่รับรอง :   09 ธันวาคม 2530
ประเภทพันธุ์ :   พันธุ์รับรอง
ข้อมูลทั่วไป :
ประวัติ :
        ไหมนครราชสีมาลูกผสม 60 เป็นลูกผสมสามทางชั่วแรก ซึ่งได้จากการผสมระหว่างลูกผสมเชิงเดี่ยวชั่วเเรก K1 กับ K 15 (ซึ่งเป็นสายพันธุ์ญี่ปุ่น-รังสีขาว) กับไหมพันธุ์แท้ KYP (สายพันธุ์จีน-รังสีเหลือง) ศูนย์วิจัยหม่อนไหมนครราชสีมา ได้ดำเนินการทดสอบคุณสมบัติต่าง ๆ ตลอดจนทดสอบในภาคเกษตรกรรมและยังครอบคลุมไปถึงการทดสอบคุณภาพเส้นใยและคุณภาพในด้านการทอเป็นผืนผ้าอีกด้วย
ลักษณะทั่วไป :
        ดักแด้มีความสมบูรณ์ 93.7 เปอร์เซ็นต์ คุณภาพรังไหมปกติ 89.5 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนัก 1 รัง 1.39 กรัมน้ำหนักเปลือกรัง 27.4 เซนติกรัม เปอร์เซ็นต์การสาว 73 เปอร์เซ็นต์ เส้นใยที่สาวได้ 13.6 เปอร์เซ็นต์ ความยาวเส้นใย 997 เมตรต่อรัง ขนาดเส้นใย 1.9 ดีเนียร์ เปอร์เซ็นต์เปลือกรัง 19.2 เปอร์เซ็นต์ เส้นใยไหมดิบมีความสะอาด 78.4 เปอร์เซ็นต์ ความเรียบ 90.7 เปอร์เซ็นต์ ความเหนียว 3.9 กรัมต่อดีเนียร์ การยืดตัว 21.7 เปอร์เซ็นต์ เส้นใยไหมตีเกลียวมีความเหนียว 3.7 กรัมต่อดีเนียร์ มีกาวธรรมชาติที่ห่อหุ้มเยื่อใยไหม 25.0 เปอร์เซ็นต์ เนื้อใยไหม 75.0 เปอร์เซ็นต์
ลักษณะเด่น :
        ผลผลิต 742 รังต่อกิโลกรัม ไหมนครราชสีมาลูกผสม 60 ได้เปรียบไหมพันธุ์นครราชสีมาลูกผสม 1 ในด้านการตลาดเป็นอย่างมาก เพราะเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตรังไหมสีเหลือง เกษตรกรสามารถเลือกจำหน่ายให้โรงงานสาวไหมเส้นยืนหรือทำการสาวรังไหมด้วยตนเอง และจำหน่ายเส้นไหมพุ่งได้เพราะมีสีเหลืองเหมือนพันธุ์พื้นเมือง เป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งแสดงถึงลักษณะเด่นของพันธุ์ที่ได้เปรียบในเชิงการค้า เพราะผลผลิตแปรรูปเป็นได้ทั้งไหมเส้นยืนและเส้นพุ่ง
พื้นที่แนะนำ :
ข้อควรระวัง :

 

หม่อน ชื่อพันธุ์ : นครราชสีมา 60

http://it.doa.go.th/cv/view2.php?id=92.

หม่อน
ชื่อพันธุ์ :  นครราชสีมา 60
วันที่รับรอง :   09 ธันวาคม 2530
ประเภทพันธุ์ :   พันธุ์รับรอง
ข้อมูลทั่วไป :
ประวัติ :
        ปีพ.ศ.2524 สถานีทดลองหม่อนไหมนครราชสีมา ทำการผสมพันธุ์หม่อนระหว่างสายพันธุ์ แก้วชนบท กับ ลูกผสมสายพันธุ์ Shujakuichi no 18 ได้ลูกผสมที่ผ่านการคัดเลือกช่วงแรก 300 ต้น นำไปปลูกในแปลงทดลองได้ทำการคัดเลือกหม่อนลูกผสมที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกับการให้ผลผลิตสูง และคุณภาพของใบมาทำการขยายพันธุ์ โดยการติดตาบนต้นหมอนไผ่ คัดเลือกพันธุ์หม่อนที่มีการเจริญเติบโต แตกกิ่ง ให้ผลผลิตสูง มีคุณภาพใบเหมาะสมกับการเลี้ยงไหม
ลักษณะทั่วไป :
        ใบรูปไข่ สีเขียว มีความนุ่ม ผิวใบเรียบมากกว่าหม่อนน้อย ก้านใบยาว การเรียงตัวของใบ 2/5 ขนาดของใบ 18.3×23.3 เซนติเมตร ความเลื่อมมันใบมากกว่าหม่อนน้อย ลำต้นมีสีเทา ทรงต้นตั้งตรง ระยะข้อปล้อง 4.1 เซนติเมตร การเจริญเติบโต 276.33 เซนติเมตรต่อ 12 เดือน การแตกกิ่ง 4.5 กิ่งต่อ 12 เดือน น้ำหนัก 100 ใบ หนัก 440.87 กรัม
ลักษณะเด่น :
        ผลผลิตใบหม่อนต่อไร่สูงกว่าพันธุ์ม่อนน้อยในทุกฤดูกาลโดยให้ผลผลิตเฉลี่ย 3,600 กิโลกรัมต่อไร่ ต่อปี (สามารถเลี้ยงไหมได้ 8-9 กล่อง ได้ผลผลิตรังไหม 160-180 กิโลกรัม มูลค่า 16,000-18,000 บาท ต่อไร่ต่อปี) มีการแตกกิ่งหลังตัดแต่งดีกว่าหม่อนน้อย ก้านใบมีลักษณะใหญ่ยาวและแข็งทำให้เหมาะกับการเลี้ยงไหมแบบกิ่ง ใบมีลักษณะที่นุ่มหนาปานกลางทำให้เหี่ยวช้าหลังเก็บเกี่ยวสามารถเก็บไว้ได้นาน ใบหม่อนไม่ร่วงง่ายผลผลิตใบจึงสูงขึ้นและเก็บเกี่ยวได้นาน มีคุณค่าทางอาหารสูงใกล้เคียงกับหม่อนน้อย ขยายพันธุ์ได้ง่าย ต้านทานต่อโรคราแป้งได้ดี
พื้นที่แนะนำ :
        ปลูกได้ในสภาพพื้นที่ทั่วไปที่มีการเลี้ยงไหม
ข้อควรระวัง :
        ท่อนพันธุ์ออกรากได้ยากกว่าหม่อนน้อย ก่อนปลูกควรชุบสารเร่งรากหรือขยายพันธุ์ด้วยวิธีติดตาลงบนต้นตอหม่อนพันธุ์ที่ออกรากง่ายนอกจากนี้เป็นพันธุ์ไม่ต้านทานโรคและแมลง

 

ข้าวสาลี ชื่อพันธุ์ : อินทรี 2

http://it.doa.go.th/cv/view2.php?id=91.

ข้าวสาลี
ชื่อพันธุ์ :  อินทรี 2
วันที่รับรอง :   09 ธันวาคม 2530
ประเภทพันธุ์ :   พันธุ์รับรอง
ข้อมูลทั่วไป :
ประวัติ :
        มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำการวิจัยหาพันธุ์ข้าวสาลีจากการสังเกตพันธุ์ CIMMYT Nursaries พบว่ามีบางต้นที่ไม่เหมือนกับต้นอื่น ๆ ในแถวนำมาปลูกคัดเลือกแถวที่ดี และไม่มีการกระจายตัวเพื่อให้ได้เป็นสายพันธุ์บริสุทธิ์ (pure line selection) ทำการคัดเลือกสายพันธุ์และทำการประเมินผลผลิตตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ตั้งแต่ ปีพ.ศ.2523-2529 พบว่าให้ผลผลิตสูงและร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ทดสอบคุณภาพแป้งพบว่าสามารถทำแป้งอเนกประสงค์ดี
ลักษณะทั่วไป :
        ลำต้นตั้งตรง สูง 72 เซนติเมตร การแตกกอดีพอสมควรลำต้นสีขาวนวลออกเหลืองใบยาวใหญ่สีเขียวปลายใบแหลม มีนวลเคลือบด้านหลังใบและกาบใบ มีเขี้ยวกันแมลงที่มีสีขาว คอรวงแข็งแรงพ้นใบธง มี 48 เมล็ดต่อรวง อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 90 วัน
ลักษณะเด่น :
        เมล็ดมีสีเหลืองนวล ให้แป้งชนิดอเนกประสงค์ เหมาะสำหรับทำคุกกี้ บิสกิต และขนมปัง และทำแบะแซได้ดีด้วย สามารถปรับตัวได้ดีในภาคเหนือและในที่สูง คือสามารถจะขึ้นได้ดีกว่าพันธุ์มาตรฐานพันธุ์ สะเมิง 1 พันธุ์สะเมิง 2 พันธุ์แพร่ 20 และพันธุ์ฝาง 60 และสามารถปรับตัวทั่วประเทศได้ดีกว่าพันธุ์มาตรฐานทั้งสิ้น ยกเว้นพันธุ์ฝาง 60 ผลผลิตเฉลี่ยทั่วประเทศประมาณ 330 กิโลกรัมต่อไร่ และถ้าปลูกในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้ผลผลิตสูงถึง 700 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์มาตรฐานสะเมิง 1 มีการเข้าทำลายของหนอนกอน้อยกว่าพันธุ์อื่น ๆ
พื้นที่แนะนำ :
        ปลูกในที่ราบภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตลอดจนที่ราบสูง จึงมีการให้น้ำพอสมควรในช่วงฤดูหนาว ราวต้นเดือนพฤศจิกายน
ข้อควรระวัง :
        ไม่ค่อยต้านทานต่อโรคราสนิม

 

ข้าวสาลี ชื่อพันธุ์ : อินทรี 1

http://it.doa.go.th/cv/view2.php?id=90.

ข้าวสาลี
ชื่อพันธุ์ :  อินทรี 1
วันที่รับรอง :   09 ธันวาคม 2530
ประเภทพันธุ์ :   พันธุ์รับรอง
ข้อมูลทั่วไป :
ประวัติ :
        มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำการวิจัยหาพันธุ์ข้าวสาลีจากการสังเกตพันธุ์ CIMMYT Nursaries พบว่ามีบางต้นที่มีลักษณะดีไม่เหมือนต้นอื่นๆในแถว นำมาปลูกคัดเลือกแถวที่ดี และไม่มีการกระจายตัว เพื่อให้ได้เป็นสายพันธุ์บริสุทธึ์ (pure line selection) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2523 ทำการคัดเลือกสายพันธุ์ที่ไร่สุวรรณ จังหวัดนครราชสีมาและทำการประเมินผลผลิตตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ตั้งแต่ ปีพ.ศ.2524-2528 พบว่าให้ผลผลิตสูงและได้ร่วมกับกรมวิชาการเกษตรทดสอบคุณภาพแป้งพบว่าทำแป้งขนมปังบะหมี่ และโรตีได้
ลักษณะทั่วไป :
        เมล็ดมีขนาดใหญ่กว่าพันธุ์ สะเมิง 1 เยื่อหุ้มเมล็ดสีเหลืองนวล มีลักษณะแก้มเป็นเหลี่ยมเล็กน้อย ใช้ทำแป้งขนมปังได้ดี ทรงต้นค่อนข้างแผ่ แตกกอดีมาก มีลักษณะเป็นรูปถ้วย ให้รวงโดยเฉลี่ย 290 รวงต่อ 1 ตารางเมตร เมื่อใช้อัตราปลูก 20 กิโลกรัมต่อไร่ ต้นสูง 72 เซนติเมตร ลำต้นมีสีขาวนวลออกเหลืองใบค่อนข้างตั้งและมีความยาวปานกลางกาบใบมีเขี้ยวกันแมลงที่มีสีขาวอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 90 วัน
ลักษณะเด่น :
        ผลผลิตเฉลี่ยทั่วประเทศประมาณ 330 กิโลกรัมต่อไร่ และถ้าปลูกในสภาพที่เหมาะสมให้ผลผลิตสูงถึง 700 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ สะเมิง 1 ประมาณ 22 เปอร์เซ็นต์ สามารถปรับตัวได้ดีในท้องถิ่นที่มีสภาพร้อนและแห้งแล้ง ความสามารถในการปรับตัวเฉลี่ยทั่วประเทศพบว่า ดีกว่าพันธุ์ สะเมิง 1 และแพร่ 60 ค่อนข้างต้านทานต่อโรคราสนิมใบ ต้านทานต่อโรคที่เกิดจากเชื้อ Fusarium มีการทำลายของหนอนกอน้อยมากเมื่อเทียบกับพันธุ์ สะเมิง 1
พื้นที่แนะนำ :
        ปลูกในสภาพชลประทานในที่ราบภาคเหนือ และจะให้ผลผลิตสูงเมื่อปลูกในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน
ข้อควรระวัง :

 

ข้าวโพด ชื่อพันธุ์ : สุวรรณ 3

http://it.doa.go.th/cv/view2.php?id=89.

ข้าวโพด
ชื่อพันธุ์ :  สุวรรณ 3
วันที่รับรอง :   09 ธันวาคม 2530
ประเภทพันธุ์ :   พันธุ์รับรอง
ข้อมูลทั่วไป :
ประวัติ :
        ข้าวโพด สุวรรณ 3(KS4) ไดัวิจัยและพัฒนาขึ้นโดยการผสมระหว่างสายพันธุ์ S1 จำนวน 30 สายพันธุ์ ของพันธุ์ สุวรรณ 1 รอบคัดเลือกที่ 8 มาผสมกับสายพันธุ์ S1 จำนวน 20 สายพันธุ์ ของสายพันธุ์ เคซี 1 ปี พ.ศ.2526 และปรับปรุงพันธุ์ตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ ปีพ.ศ.2527-2529 และได้แนะนำให้เกษตรกรปลูกปีพ.ศ.2530
ลักษณะทั่วไป :
        เมล็ดมีสีส้มเหลือง ลักษณะอื่น ๆ ใกล้เคียงกับ สุวรรณ 1 เช่น วันออกไหม ความสูงของต้นและฝัก จำนวนฝักต่อต้นความชื้นเมล็ดขณะเก็บเกี่ยว เป็นต้น
ลักษณะเด่น :
        ผลผลิต 1,017 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์ สุวรรณ 1 ประมาณ 9 เปอร์เซ็นต์ ทนทานต่อโรคราน้ำค้างมีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้สูงและไม่มีข้อจำกัดในแหล่งปลูกข้าวโพดที่ผ่านการทดสอบ
พื้นที่แนะนำ :
ข้อควรระวัง :

 

สิ่งประดิษฐ์ : เครื่องนวดเมล็ดพืช เกษตร 60-1

http://it.doa.go.th/cv/view2.php?id=88.

สิ่งประดิษฐ์
ชื่อพันธุ์ :  เครื่องนวดเมล็ดพืช เกษตร 60-1
วันที่รับรอง :   16 พฤศจิกายน 2530
ประเภทพันธุ์ :   สิ่งประดิษฐ์
ข้อมูลทั่วไป :
ประวัติ :
        กองเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร ออกแบบปรับปรุงเครื่องนวดถั่วเหลืองให้สามารถนวดเมล็ดพืชอื่น ๆ ได้อีกในเครื่องเดียวกัน เกษตรกรลงทุนซื้อเครื่องเพียงเครื่องเดียวก็สามารถใช้นวดเมล็ดพืชที่ปลูกหมุนเวียนในแต่ละฤดูกาลได้ จึงได้ดำเนินการดัดแปลงเครื่องนวดถั่วเหลือง และทำการทดสอบประสิทธิภาพการทำงานในการนวดถั่วเขียวผิวดำ และข้าวฟ่าง ปรากฏว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ สามารถใช้นวดถั่วเขียวผิวดำและข้าวฟ่างได้เป็นอย่างดีโดยดัดแปลง เพียงเล็กน้อย เป็นที่ยอมรับในระดับเกษตรกร
ลักษณะทั่วไป :
        เครื่องนวดเมล็ดพืช เกษตร 60-1 ใช้สำหรับนวดเมล็ดพืชเพื่อทำเมล็ดพันธุ์นวดได้สะอาด เปอร์เซ็นต์การหักต่ำสามารถนวดเมล็ดพืชได้หลายชนิดจากการทดสอบประสิทธิภาพการทำงานปรากฏว่าใช้นวดถั่วเหลืองและถั่วเขียวผิวดำได้เป็นอย่างดี นวดข้าวฟ่างได้ผลเป็นที่นาพอใจ และมีแนวโน้มว่าจะใช้นวดข้าวและถั่วเขียวธรรมดาได้อีกด้วย
ลักษณะเด่น :
        ประสิทธิภาพในการทำงานสูง ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการนวดเมล็ดพืช 1 ถัง ต่ำกว่า 4.90 บาท เครื่องมีขนาดกะทัดรัดเคลื่อนย้ายได้สะดวก โดยมีล้อรับน้ำหนัก และเคลื่อนย้าย 3 ล้อ ใช้คนปฏิบัติงานเพียง 3-5 คนวัสดุที่ใช้ประกอบหาซื้อได้ภายในประเทศทำให้มีราคาถูก คือประมาณ 50,000-55,000 บาท (ราคาในวันที่มีการรับรองสิ่งประดิษฐ์) โรงงานเอกชนได้นำแบบไปสร้างและผลิตจำหน่ายแก่เกษตรกรแล้ว
พื้นที่แนะนำ :
        สำหรับนวดเมล็ดพันธุ์ เพราะนวดได้เมล็ดสะอาด มีการสูญเสียและการแตกหักน้อย ใช้ได้ในแหล่งปลูกถั่วเขียวผิวดำข้าวฟ่างทั่วไปต้องการนวดเมล็ดพืช
ข้อควรระวัง :

 

สิ่งประดิษฐ์ : เครื่องหยอดเมล็ดพืช เกษตร 60-1

http://it.doa.go.th/cv/view2.php?id=87.

สิ่งประดิษฐ์
ชื่อพันธุ์ :  เครื่องหยอดเมล็ดพืช เกษตร 60-1
วันที่รับรอง :   16 พฤศจิกายน 2530
ประเภทพันธุ์ :   สิ่งประดิษฐ์
ข้อมูลทั่วไป :
ประวัติ :
        กองเกษตรวิศวกรรมได้พัฒนาเครื่องหยอดเมล็ดพืชเกษตร 60-1 จากต้นแบบต่างประเทศ เป็นแบบง่าย ๆ ขนาดเล็ก ใช้แรงคนลากโดยนำมาทดลองให้เกษตรกร อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ใช้ปลูกข้าวนาหยอดแทนการปักดำ เพื่อแก้ปัญหาฝนไม่เพียงพอ และให้เกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่จังหวัดกำแพงเพชรจังหวัดตาก และจังหวัดพะเยาใช้ปลูกถั่วเหลืองเพื่อลดต้นทุนการผลิต สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกษตรกรยอมรับ และสามารถซ่อมแซมบำรุงรักษา หรือเปลี่ยนอุปกรณ์ได้เอง
ลักษณะทั่วไป :
        เครื่องหยอดเมล็ดพืชเกษตร 60-1 ตัวเปิดหลุมทำเป็นโลหะกดลงไปในดินแล้วปล่อยเมล็ดลงสู่หลุมมีล้อกลมตามหลังเพื่อบดอัดดินสามารถทำงานได้ในสภาพพื้นที่ที่เตรียมดินไม่ดีหรือมีเศษต้นพืชตกค้างอยู่ในแปลงและใช้งานได้สะดวกในพื้นที่ขนาดเล็ก ใช้หยอดเมล็ดพืชได้หลายชนิด โดยเปลี่ยนขนาดรูหยอดให้เหมาะกับขนาดเมล็ดพืช เช่น ข้าว ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ข้าวโพด ฯลฯ เป็นต้นการหยอดหรือปลูกเป็นหลุมครั้งละ 2 แถว สามารถปรับระยะระหว่างแถวได้ในช่วง 20-60 เซนติเมตร โดยมีระยะระหว่างต้นคงที่ 25 เซนติเมตร
ลักษณะเด่น :
        ลดต้นทุนการปลูก ทำงานได้เร็วกว่าการใช้แรงคนปลูกประมาณ 6 เท่า (แรงคนทำงานได้ 0.3 ไร่ต่อคนต่อวัน ส่วนเครื่องหยอดทำงานได้ 2 ไร่ต่อคนต่อวัน)เมื่อคิดราคาต้นทุนในการปลูกกับราคาทุนของเครื่อง 2,500 บาท แล้ว (ราคาในวันที่มีการรับรองสิ่งประดิษฐ์) เกษตรกรรายย่อยที่ปลูกพืชปีละประมาณ 10 ไร่ สามารถซื้อเครื่องหยอดชนิดนี้มาใช้งานได้อย่างคุ้มค่า
พื้นที่แนะนำ :
        เหมาะสำหรับการปลูกพืชในสภาพดินแห้งร่วนและมีการไถเตรียมดิน
ข้อควรระวัง :
        ในสภาพดินเปียกจะมีการอุดตันของดินที่ช่องปล่อยเมล็ด

 

สิ่งประดิษฐ์ : เครื่องสีข้าว เกษตร 60-1

http://it.doa.go.th/cv/view2.php?id=86.

สิ่งประดิษฐ์
ชื่อพันธุ์ :  เครื่องสีข้าว เกษตร 60-1
วันที่รับรอง :   16 พฤศจิกายน 2530
ประเภทพันธุ์ :   สิ่งประดิษฐ์
ข้อมูลทั่วไป :
ประวัติ :
        เครื่องสีข้าวเกษตร 60-1 เป็นเครื่องสีข้าวขนาดเล็กที่พัฒนามาจากเครื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับมาจากเกษตรกรจังหวัดระยองสร้างถวาย เครื่องเดิมเป็นแบบลูกหินเดี่ยวต้องสี 2 เที่ยว จึงจะได้ข้าวสารเป็นการไม่สะดวกในการปฏิบัติงานพระองค์จึงทรงรับสั่งให้กองเกษตรวิศวกรรมทำการปรับปรุงเครื่องใหม่ให้สามารถสีครั้งเดียวได้ข้าวสารโดยมีการเพิ่มลูกหินขึ้นอีก 1 ลูกเพื่อทำหน้าที่ขัดข้าวการพัฒนาในระยะต่อมาปี พ.ศ.2519 ได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินจากศูนย์พัฒนาการวิจัยระหว่างประเทศ (International Development Research Centre;IDRC) ออกแบบและสร้างเครื่องสีข้าวมีความสามารถในการสี เกษตรกรให้การยอมรับ เพราะมีการเพิ่มลูกหินขึ้นอีก 1 ลูก
ลักษณะทั่วไป :
        เกษตรกรสามารถทำการซ่อมแซมและบำรุงรักษาได้เองมีขนาดกะทัดรัดไม่เปลืองเนื้อที่ในการติดตั้งราคาเครื่องสีข้าวรวมกับเครื่องยนต์ดีเซลต้นกำลังขนาด 12 แรงม้า ประมาณ 45,000-50,000 บาท (ราคาในวันที่มีการรับรองสิ่งประดิษฐ์)เหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องสีข้าวระดับหมู่บ้านขนาดเล็กได้ปริมาณข้าวสารเต็มเมล็ดสูงเท่าเทียมกับการสีด้วยเครื่องสีข้าวทั่วไป
ลักษณะเด่น :
        สามารถสีข้าวเปลือกเป็นข้าวสารได้โดยไม่ต้องสีครั้งที่ 2 ได้ปริมาณข้าวสารเต็มเมล็ด มีตะแกรงคัดขนาดข้าวสารการควบคุมหรือปรับแต่งในระหว่างการสีทำได้ง่ายใช้คนปฏิบัติเพียงคนเดียว
พื้นที่แนะนำ :
ข้อควรระวัง :

 

สิ่งประดิษฐ์ : ตู้อบรังไหม นครราชสีมา 60

http://it.doa.go.th/cv/view2.php?id=85.

สิ่งประดิษฐ์
ชื่อพันธุ์ :  ตู้อบรังไหม นครราชสีมา 60
วันที่รับรอง :   16 พฤศจิกายน 2530
ประเภทพันธุ์ :   สิ่งประดิษฐ์
ข้อมูลทั่วไป :
ประวัติ :
        ปี พ.ศ.2527 ศูนย์วิจัยหม่อนไหมนครราชสีมาได้ประดิษฐ์ตู้อบรังไหมใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ปี พ.ศ.2528 ได้ประดิษฐ์ตู้อบรังไหมขึ้นโดยใช้เตาถ่านเป็นตัวให้ความร้อน และปรับปรุงให้การกระจายความร้อนเป็นไปอย่างสม่ำเสมอทำให้การทำงานสมบูรณ์แบบรังไหมอบแห้งมีคุณภาพดี
ลักษณะทั่วไป :
        โครงสร้างของตู้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนใส่รังไหม และส่วนให้ความร้อน อาศัยหลักการไหลเวียนของอากาศ คือ อากาศร้อนจะเคลื่อนที่ขึ้นสูง อากาศเย็นกว่าไหลเข้าแทนที่ช่วยพัดพาความร้อนจากเตาถ่านไปยังส่วนบรรจุรังไหม ตู้อบรังไหมชนิดนี้มีขนาดกว้าง 90 เซนติเมตร ยาว 170 เซนติเมตร และสูง 110 เซนติเมตร สร้างได้ง่ายโดยใช้วัสดุที่ใช้ในท้องถิ่น ส่วนใส่รังไหมขนาด 1.5×1.5 นิ้ว ด้านในบุด้วยตาขายมุ้งลวดโดยรอบ เปิดด้านบน ส่วนให้ความร้อนทำด้วยเหล็กฉาก ขนาด 1×1 นิ้ว ต่อเข้ากับส่วนที่ 1 ทั้งสองส่วนหุ้มด้วยสังกะสีเบอร์ 35 ด้านบนของส่วนใส่รังไหมมีปล่องระบายอากาศสูง 10 เซนติเมตร เมื่อประกอบเสร็จแล้วใช้พื้นที่เพียง 1.53 ตารางเมตร อบรังไหมได้ครั้งละ 10 กิโลกรัม ถ้าเกษตรกรต้องการอบรังไหมให้มากกว่านี้ ก็สามารถขยายส่วนออกไปโดยยึดหลักการที่ไม่ให้ชั้นของรังไหมที่ต้องการอบสูงเกิน 15 เซนติเมตร เพื่อใหความชื้นกระจายออกจากรังไหมได้เต็มที่
ลักษณะเด่น :
        คุณภาพของรังอบแห้งไม่แตกต่างจากรังที่อบด้วยตู้อบแบบลมร้อนไม่ว่าจะเป็นเปอร์เซ็นต์เส้นใยที่ได้เปอร์เซ็นต์สูญเสียและสีของรังไหม
พื้นที่แนะนำ :
ข้อควรระวัง :

 

มันสำปะหลัง ชื่อพันธุ์ : ระยอง 60

http://it.doa.go.th/cv/view2.php?id=84.

มันสำปะหลัง
ชื่อพันธุ์ :  ระยอง 60
วันที่รับรอง :   30 กันยายน 2530
ประเภทพันธุ์ :   พันธุ์รับรอง
ข้อมูลทั่วไป :
ประวัติ :
        ปี พ.ศ.2524 ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง ได้ทำการผสมพันธุ์มันสำปะหลังระหว่างพันธุ์ Mcol 1684 กับพันธุ์ ระยอง 1 เพื่ออายุเก็บเกี่ยวสั้น ต้นฝนปลายฝนจำนวน 89 คู่ผสม นำเมล็ดที่ได้ไปเพาะเพื่อปลูกคัดเลือกพันธุ์ได้จำนวน 6,839 ต้น และได้สายพันธุ์ CMR 24-63-43 ซึ่งให้ผลผลิตแป้งสูง
ลักษณะทั่วไป :
        ยอดอ่อนและใบแรกเจริญเติบโตเต็มที่มีสีเขียวปนม่วง ก้านใบสีเขียวปนม่วง ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร ใบมีลักษณะแบบใบหอก ลำต้นสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีขาวครีม ความสูงของต้นประมาณ 275 เซนติเมตร แตกกิ่งสูงจากพื้นดินประมาณ 170 เซนติเมตร กิ่งทำมุมกับลำต้นประมาณ 45-60 องศา อายุเก็บเกี่ยว 8-12 เดือน ขยายพันธุ์ด้วยลำต้นให้ผลผลิตดีในภาคตะวันออก
ลักษณะเด่น :
        เก็บเกี่ยวอายุ 8 เดือน ผลผลิตหัวสด ผลผลิตแป้ง ผลผลิตมันเส้น ผลผลิตต่อวันและค่าดัชนีการเก็บเกี่ยวสูงกว่าพันธุ์ ระยอง 1 24.5, 31.3, 41.9, 24.8 และ 21.8 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ โดยมีปริมาณกรดไซยานิค 3 ส่วนในล้าน (ppm) มีความต้านทานต่อโรคใบไหม้ปานกลางผลผลิตหัวสดเมื่ออายุ 8 เดือน 3,148 กิโลกรัมต่อไร่ (มันแห้ง 1,217 กิโลกรัมต่อไร่) และผลผลิตหัวสด เมื่ออายุ 12 เดือน 4,224 กิโลกรัมต่อไร่(มันแห้ง 1,404 กิโลกรัมต่อไร่)
พื้นที่แนะนำ :
ข้อควรระวัง :
        เก็บเกี่ยวในฤดูฝน เปอร์เซ็นต์แป้งลดลง 20 เปอร์เซ็นต์ และเนื้อมีสีครีมบางครั้งทำให้โรงงานตัดราคา

 

ถั่วเหลือง ชื่อพันธุ์ : เชียงใหม่ 60

http://it.doa.go.th/cv/view2.php?id=83.

ถั่วเหลือง
ชื่อพันธุ์ :  เชียงใหม่ 60
วันที่รับรอง :   30 กันยายน 2530
ประเภทพันธุ์ :   พันธุ์รับรอง
ข้อมูลทั่วไป :
ประวัติ :
        ปี พ.ศ.2518 ทำการผสมพันธุ์ถั่วเหลืองระหว่างพันธุ์ William ซึ่งมีลำต้นแข็งแรง มีจำนวนฝักต่อต้นมาก เป็นพันธุ์แม่ กับพันธุ์ สจ.4 ซึ่งเป็นพันธุ์พ่อให้ผลผลิตสูงทนทานต่อโรคราสนิม ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่และคัดเลือกได้สายพันธุ์ 7508-50-10 ภายหลังจากปลูกศึกษาเปรียบเทียบผลผลิตถึงปีพ.ศ.2529 ปรากฏว่าเป็นสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้งและต้านทานต่อโรคราสนิมเหมาะที่จะให้เป็นพันธุ์มาตรฐาน
ลักษณะทั่วไป :
        ลำต้นมีลักษณะไม่ทอดยอด ต้นอ่อนโคนต้นมีสีเขียว ขนสีน้ำตาล ความสูงประมาณ 60 เซนติเมตร ลักษณะทรงต้นแตกกิ่งน้อย ใบสีเขียวเข้ม ใบกว้างและหนา ดอกสีขาว ออกดอกเมื่ออายุประมาณ 25 วัน เก็บเกี่ยวอายุประมาณ 97 วัน ฝักเมื่อแก่จัดมีสีน้ำตาลเข้ม ไม่แตกง่าย เมล็ดสีเหลืองกลม ตาเมล็ดสีน้ำตาลน้ำหนัก 100 เมล็ด หนัก 15.5 กรัม
ลักษณะเด่น :
        ต้านทานต่อโรคราสนิมและทนทานต่อโรคราน้ำค้างและโรคแอนแทรคโนสดีกว่าพันธุ์ สจ.4 และ สจ.5 ผลผลิตสูง 320 กิโลกรัมต่อไร่ น้ำมัน 20.2 เปอร์เซ็นต์ โปรตีน 43.8 เปอร์เซ็นต์ ตอบสนองต่อปุ๋ยอัตราต่ำดีกว่าพันธุ์ สจ.5
พื้นที่แนะนำ :
        ฤดูฝนเดือนพฤษภาคมและฤดูแล้งในเดือนธันวาคมถึงกลางเดือนมกราคม
ข้อควรระวัง :
        ในฤดูแล้งควรให้น้ำก่อนปลูกแต่ไม่ควรให้น้ำแฉะขังในหลุมปลูกเพราะทำให้เมล็ดเน่าได้ง่าย

 

ถั่วลิสง ชื่อพันธุ์ : ขอนแก่น 60-2

http://it.doa.go.th/cv/view2.php?id=82.

ถั่วลิสง
ชื่อพันธุ์ :  ขอนแก่น 60-2
วันที่รับรอง :   30 กันยายน 2530
ประเภทพันธุ์ :   พันธุ์รับรอง
ข้อมูลทั่วไป :
ประวัติ :
        ทำการรวบรวมและศึกษาพันธุ์ถั่วลิสงปี พ.ศ.2522 นำมาปลูกคัดเลือกในฤดูแล้ง และในฤดูฝนได้ 40 พันธุ์ให้ผลผลิตสูง ฝักมีลักษณะสวยดก จำนวนเมล็ดต่อฝักมาก นำเมล็ดของแต่ละพันธุ์ที่คัดไว้มารวมเมล็ด (bulk) นำทั้ง 40 พันธุ์ที่คัดได้ไปเปรียบเทียบพันธุ์เบื้องต้นโดยมีพันธุ์ไทนาน 9 พันธุ์ สข.38 และพันธุ์ลำปาง เป็นพันธุ์เปรียบเทียบโดยทำการทดสอบที่สถานีทดลองพืชไร่กาฬสินธุ์ทั้ง 2 ฤดู พบว่าพันธุ์ TMV3 หรือ KAC188 ในฤดูแล้งให้ผลผลิตฝักสดสูงกว่าพันธุ์แนะนำทั้ง 3 พันธุ์ในขั้นนี้คัดได้ 17 สายพันธุ์โดยเลือกจากลักษณะของฝัก จำนวนเมล็ดต่อฝัก สีของเยื่อหุ้มเมล็ด ผลผลิตและรสชาติ
ลักษณะทั่วไป :
        ใบและลำต้นสีเขียว ทรงต้นเป็นพุ่ม อายุถึงวันออกดอก 27-30 วัน ฝักค่อนข้างยาว และใหญ่ลายฝักเห็นได้ชัดเจนจำนวนฝักต่อต้น 19 ฝัก ๆ ละ 3 เมล็ด เยื่อหุ้มเมล็ดสีชมพู เมล็ดขนาดใหญ่ เปอร์เซ็นต์การกระเทาะ 61.5 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนัก 100 เมล็ด 40.7 กรัม อายุถึงวันเก็บเกี่ยว 95-105 วัน มีน้ำมัน 47.12 เปอร์เซ็นต์ และโปรตีน 29.14 เปอร์เซ็นต์
ลักษณะเด่น :
        ผลผลิตฝักสด 572 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตฝักแห้ง 254 กิโลกรัมต่อไร่ ขนาดฝักและเมล็ดโต จำนวนเมล็ดเฉลี่ยต่อฝัก 3 เมล็ด ลายบนเปลือกฝักสวย ผลผลิตเฉลี่ยสูงกว่าถั่วลิสงพันธุ์ สข.38 ประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ และผลผลิตฝักแห้งสูงกว่าพันธุ์ สข.38 ประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ ทนทานต่อโรคโคนเน่าดีกว่าพันธุ์ สข.38
พื้นที่แนะนำ :
        ปลูกฤดูฝนเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนและฤดูแล้งเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์
ข้อควรระวัง :

 

ถั่วลิสง ชื่อพันธุ์ : ขอนแก่น 60-1

http://it.doa.go.th/cv/view2.php?id=81.

ถั่วลิสง
ชื่อพันธุ์ :  ขอนแก่น 60-1
วันที่รับรอง :   30 กันยายน 2530
ประเภทพันธุ์ :   พันธุ์รับรอง
ข้อมูลทั่วไป :
ประวัติ :
        ปี พ.ศ.2517 กองพืชไร่ ได้เมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงพันธุ์ Mo-ket จาก SEARCA ประเทศฟิลิปปินส์ มาปลูกไว้ที่สถานีทดลองพืชไร่กาฬสินธุ์ทำการทดลองปี พ.ศ.2517-2521 พบว่า ผลผลิตต่ำกว่าพันธุ์ไทนาน 9 4 เปอร์เซ็นต์ แต่มีขนาดเมล็ดใหญ่กว่า ปี พ.ศ.2522-2523 ทำการทดสอบในไร่กสิกรตามจังหวัดต่าง ๆ แถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบว่าให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ไทนาน 9 5 เปอร์เซ็นต์ มีขนาดเมล็ดใหญ่กว่า และให้ผลผลิตสูง
ลักษณะทั่วไป :
        ลักษณะทรงต้นเป็นทรงพุ่มใบและลำต้นสีเขียว อายุถึงวันออกดอก 27-30 วัน บนเปลือกฝักเห็นลายสวยชัดเจนจำนวนฝักต่อหลุม 20-25 ฝัก เยื่อหุ้มเมล็ดสีชมพู เมล็ดขนาดใหญ่มีประมาณ 69.20 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนัก 100 เมล็ด 45.92 กรัม อายุถึงวันเก็บเกี่ยว 95-110 วัน เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 49.86 เปอร์เซ็นต์ และโปรตีน 26.97 เปอร์เซ็นต์
ลักษณะเด่น :
        ขนาดฝักและเมล็ดโต สวยสม่ำเสมอ ผลผลิตสูงในสถานีเฉลี่ย 335 กิโลกรัมต่อไร่ ในแปลงเกษตรกรเฉลี่ย 274 กิโลกรัมต่อไร่
พื้นที่แนะนำ :
        ปลูกในฤดูฝนเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนและฤดูแล้งเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์
ข้อควรระวัง :
        ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคราสนิมและโรคใบจุด

 

หน้าต่อไป

Theme: Rubric. บลอกที่ WordPress.com .