ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

พฤษภาคม 5, 2012

มันสำปะหลัง (Cassava)

Cassava Genome Mapping
สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล

http://www.mb.mahidol.ac.th/cassava/modules/xoopsfaq/index.php

Table of Contents
มันสำปะหลัง คือ อะไร
มันสำปะหลังเป็นพืชหัวชนิดหนึ่งมีชื่อเรียกกันทั่วไปในภาษาอังกฤษว่า
แคสซาวา (Cassava) หรือ ทาปิโอก้า (Tapioca) ประเทศแถบแอฟริกา เรียกชื่อ ภาษาฝรั่งเศส ว่า แมนิออค (Manioc)มันสำปะหลังมีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ เช่น ประเทศเปรู เม็กซิโก กัวเตมาลา ฮอนดูรัส และบราซิล ซึ่งมีการปลูกมันสำปะหลังมา 3,000 ถึง 7,000 ปีแล้ว ต่อมาได้ขยายไปสู่แหล่งอื่นๆ ของโลก โดยชาวโปรตุเกส และสเปน นำมันสำปะหลังจากเม็กซิโก มายังฟิลิปปินส์ ประมาณ ค.ศ.17 และชาวฮอลแลนด์ นำไปยังอินโดนิเซีย ประมาณค.ศ.18นักวิทยาศาสตร์ได้จัดมันสำปะหลังไว้เป็นหมวดหมู่ ดังนี้
ORDER : GERANIALES OR EUPHORBIALES
CLASS : DICOTYLEDONEA
SUBCLASS : ARCHICHLAMYDEAE
FAMILY : EUPHORBIACEAE
TRIBE : MANIHOTEAE
GENUS : MANIHOT
SPECIES : ESCULENTAมันสำปะหลังเป็นไม้พุ่มยืนต้นมีอายุอยู่ได้หลายปี การปลูกมันสำปะหลังจะใช้ส่วน ของลำต้นตัดเป็นท่อนปักไปในดิน ตรงบริเวณรอยตัดที่ปักอยู่ในดินจะแตกเป็นราก ฝอย หลังจากปลูกได้ประมาณ 2 เดือนรากจะค่อยๆสะสมแป้ง และมีขนาดโตขึ้น เรียกว่าหัวมันสำปะหลัง และจะสามารถเก็บเกี่ยวหัวมันสำปะหลังหลังจาก 6 เดือน ผ่านไปแล้วโดยจะยืดอายุเก็บเกี่ยวไปได้ถึง 16 เดือน โดยส่วนตาที่อยู่ด้านข้างท่อน มันจะเจริญเติบโตออกมาเป็นลำต้นต่อไปสำหรับประเทศไทยนั้น ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่า มีการ นำมันสำปะหลังเข้ามาปลูกเมื่อใด แต่คาดว่ามีการนำมัน สำปะหลังมาจากประเทศมาเลเซียเมื่อปี 2329 โดยมีชื่อ เรียกในระยะต่อมาว่า มันไม้ และมันสำโรง คำว่าสำปะหลัง นั้นภาษามาเลเซียและอินโดนีเซียเรียกว่า Ubikayu แปลว่า พืชที่มีรากขยายใหญ่ และคล้ายกับภาษาชวาตะวันตกว่า “สัมเปอ (Sampeu)”ที่มา:http://www.tapiocathai.org/C.html

มันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศไทย แบ่งเป็น กี่ชนิด?
มันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศไทย แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ1. ชนิดหวาน (Sweet Type) เป็นมันสำปะหลังที่มีปริมาณกรด
ไฮโดรไซยานิคต่ำ ไม่มีรสขมใช้เพื่อการบริโภคของมนุษย์ มีทั้งชนิดเนื้อร่วนนุ่ม และชนิดเนื้อแน่น เหนียว แต่มีจำนวนน้อย
2. ชนิดขม (Bitter Type) เป็นมันสำปะหลังที่มีกรดไฮโดรไซยานิคสูง เป็นพิษ และมีรสขม ไม่เหมาะสำหรับ การบริโภคของมนุษย์ หรือใช้หัวมันสำปะหลัง สดเลี้ยงสัตว์โดยตรง แต่จะใช้สำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปต่างๆเช่น แป้งมัน มันอัดเม็ด และแอลกอฮอล์ เป็นต้น เนื่องจากมีปริมาณแป้งสูง มันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศ ไทยส่วนใหญ่เป็นชนิดขมสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมที่มา:http://www.tapiocathai.org/C.html

องค์ประกอบหัวมันสำปะหลังคือ อะไร?
มันสำปะหลังเป็นพืชที่เก็บสะสมอาหารไว้ในราก เมื่อพืชมีการสร้างอาหารจาก ใบและส่วนที่ เป็นสีเขียวแล้ว จะสะสมในรูปของคาร์โบไฮเดรต คือ แป้งไว้ในราก ความสามารถในการ สร้างและสะสมแป้งในรากมีความแตกต่างกันบ้าง เนื่องมาจาก พันธุ์ของมันสำปะหลัง อายุเก็บเกี่ยว ปริมาณน้ำฝนในช่วงแรกก่อนการเก็บเกี่ยว และปัจจัยอื่น ๆ จึงทำให้ส่วนประกอบของหัวมันอาจจะแตกต่างกันไป โดยทั่วไปหัวมัน สำปะหลังที่มีอายุ 12 เดือน ที่ได้รับปริมาณน้ำฝนเพียงพอ และไม่มีฝนตกชุกขณะ เก็บเกี่ยว จะมีส่วนประกอบแสดงได้ดังนี้อ่านรายละเอียดได้ที่: http://www.tapiocathai.org/D.html

มันสำปะหลังเป็นพืชที่ใช้ประโยชน์อะไรบ้าง?
มันสำปะหลังเป็นพืชที่ใช้ประโยชน์ได้ทุก ๆ ส่วน ตั้งแต่ยอดจนถึงราก (หัวมัน) มีการนำมาใช้ประโยชน์ในครัวเรือน เพื่อการบริโภคเป็นอาหารมนุษย์ และอาหาร สัตว์ และใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อการใช้ประโยชน์ กับมนุษย์และสัตว์ ในหลาย ๆ รูปแบบ ตลอดทั้งใช้ในอุตสาหกรรมแป้งแปรรูป (Modified Starch) ใช้ประโยชน์อุตสาหกรรมต่างๆได้มากมายหลายชนิดและในวงการแพทย์ จึงกล่าว ได้ว่าการใช้ประโยชน์จากมันสำปะหลังแยกได้ 3 ประเภท คือ บริโภคโดยตรง แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ (มันเส้น มันอัดเม็ด และแป้งมัน) และแป้งมันสำปะหลังแปรรูป (ทางเคมีและกายภาพใช้ประโยชน์ในระดับอุตสาหกรรมต่าง ๆ )ที่มา: http://www.tapiocathai.org/E1.html

โรคที่สำคัญของมันสำปะหลังคืออะไร?
• โรคใบไหม้ (Cassava Bacterial Blight : CBB)
• โรคใบจุดสีน้ำตาล (Brown Leaf Spot)
• โรคใบจุดไหม้ (Blight Leaf Spot)
• โรคใบจุดขาว (White Leaf Spot)
• โรคลำต้นเน่าที่เกิดจากเชื้อรา (Stem Rot)
• โรคที่เกิดจากเชื้อรา Botryodiplodia theobromae
• โรคขี้เถ้าหรือราแป้ง (Cassava Ash Disease)
• โรคแอนแทรคโนส (Anthracnose)
• โรครากหรือหัวเน่า (Root and Tuber Rot Diseases)
http://210.246.186.28/fieldcrops/cas/pest/index.HTM

การปลูกมันสำปะหลังที่ดีทำอย่างไร?
การเตรียมดิน
•ดินสำหรับการปลูกมันสำปะหลัง
•การไถ
•การปรับปรุงบำรุงดิน
•การอนุรักษ์ดินและน้ำอ่านรายละเอียดได้ที่:http://www.tapiocathai.org/F1.html

มันสำปะหลังมีพันธุ์อะไรบ้าง?
พันธุ์ระยอง 5
• ลักษณะเด่น
1. ผลผลิตหัวสดสูง 4.42 ตัน/ไร่
2. ผลผลิตมันแห้งสูง 1.55 ตัน/ไร่ และผลผลิตแป้ง 1.03 ตัน/ไร่
3. มีความงอกของท่อนพันธุ์ที่ใช้ปลูกดี และต้นพันธุ์อยู่รอดจนถึง เวลาเก็บเกี่ยวสูง 93 %
4. มีเสถียรภาพและการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี
• ลักษณะประจำพันธุ์
ลำต้นสีเขียวอมน้ำตาล สูงประมาณ 170 เซนติเมตร มีระดับการแตกกิ่ง 2-3 ระดับ ระดับความสูงการแตกกิ่งระดับแรก 100-120 เซนติเมตร กิ่งทำมุมกับลำต้น 15-30 องศา แผ่นใบรูปร่างเป็นแบบใบหอก ใบแก่สีเขียวเข้ม ยอดอ่อนสีม่วงอมน้ำตาล ก้านใบสีแดงเข้ม หัวรูปร่างอ้วนป้อม เปลือกหัวสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีขาว
• ฤดูปลูกที่เหมาะสม
ต้นฤดูฝน เดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน
ปลายฤดูฝน เดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม
• พิ้นที่แนะนำ
สามารถปลูกได้ดีทั้งในภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
• ความต้านทานโรค
ต้านทานปานกลางต่อโรคใบจุด
• ข้อควรระวัง
เป็นโรคใบไหม้ได้ง่ายกว่าพันธุ์อื่นๆ แต่อาการไม่รุนแรงถึงกับทำให้ต้นตาย
• การรับรองพันธุ์
กรมวิชาการเกษตรพิจารณาให้เป็นพันธุ์รับรอง ในปี 2537พันธุ์ระยอง 60
• ลักษณะเด่น
1. เป็นพันธุ์ที่สะสมน้ำหนักหัวสดได้เร็ว โดยเมื่อเก็บเกี่ยวที่อายุ 8 เดือนให้ผลผลิตหัวสด 3.15 ตัน/ไร่
2. ผลผลิตสูง เมื่อเก็บเกี่ยวอายุ 12 เดือน ให้ผลผลิต 4.2 ตัน/ไร่
3. ผลผลิตมันแห้งเมื่ออายุ 8 เดือน 1.22 ตัน/ไร่ และอายุ 12 เดือน 1.4 ตัน/ไร่
4. ผลผลิตแป้งเมื่ออายุ 8 เดือน 0.78 ตัน/ไร่ เมื่ออายุ 12 เดือน 0.85 ตัน/ไร่
• ลักษณะประจำพันธุ์
ลำต้นสีน้ำตาลอ่อน สูงประมาณ 175 เซนติเมตร มีระดับการแตกกิ่ง 1-3 ระดับ ระดับความสูงการแตกกิ่งระดับแรก 130-150 เซนติเมตร กิ่งทำมุมกับลำต้น 15-30 องศา แผ่นใบรูปร่างเป็นแบบใบหอก ใบแก่สีเขียวเข้ม ยอดอ่อนสีเขียวอมม่วง ก้านใบสีเขียวปนแดง หัวรูปร่างอ้วนสั้น เปลือกหัวสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีขาวครีม
• ฤดูปลูกที่เหมาะสม
ต้นฤดูฝน เดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน
ปลายฤดูฝน เดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม
• พิ้นที่แนะนำ
ให้ผลผลิตดีในภาคตะวันออก
• ความต้านทานโรค
ต้านทานปานกลางต่อโรคใบไหม้
• ข้อควรระวัง
1. เมื่อเก็บเกี่ยวในฤดูฝน มีแป้งต่ำกว่า 20 %
2. เนื้อมีสีครีม บางครั้งทำให้โรงงานตัดราคา
• การรับรองพันธุ์
กรมวิชาการเกษตรพิจารณาให้เป็นพันธุ์รับรอง ในปี 2530พันธุ์ระยอง 7
• ลักษณะเด่น
1.ปลูกปลายฤดูฝนได้ดี เนื่องจากงอกเร็ว และมีความอยู่รอดสูง
2. ผลผลิตหัวสดสูงถึง 6.08 ตันต่อไร่
3. มีปริมาณแป้งสูง 27.7 เปอร์เซ็นต์
4. เหมาะสำหรับการใช้เครื่องขุดมันสำปะหลังติดท้ายแทรกเตอร์ หรือเครื่องขุดด้วยมือ เนื่องจากไม่มีก้านของหัว และมีจำนวนหัวมาก ออกรอบโคนต้น
• ลักษณะประจำพันธุ์
ลำต้นสีน้ำตาลอ่อน ต้นตั้งตรง ไม่โค้งงอ ไม่แตกกิ่ง เมื่ออายุ 1 ปี สูง 183 เซนติเมตร มีจำนวนลำต้นที่แตกจากท่อนปลูกมากกว่าพันธุ์อื่นๆ ก้านใบสีเขียวอ่อน แฉกใบกลางเป็นรูปใบหอก ใบและยอดอ่อนสีเขียวอ่อน หัวสีครีม เนื้อของหัวสีขาว ไม่มีก้านหัว
• ฤดูปลูกที่เหมาะสม
เป็นพันธุ์สำหรับปลูกปลายฤดูฝน
• พิ้นที่แนะนำ
ปลูกได้ดีในแหล่งปลูกมันสำปะหลัง
• ข้อควรระวัง
ถ้าปลูกในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำและกระทบภาวะแล้งยาวนาน หลังจากได้รับน้ำฝนอีกครั้ง จะเกิดการแตกตาตามลำต้นมากกว่าในสภาพปกติ ทำให้ได้ปริมาณท่อนพันธุ์ที่จะนำไปปลูกลดลง
• การรับรองพันธุ์
กรมวิชาการเกษตรพิจารณาให้เป็นพันธุ์รับรอง ในปี 2548พันธุ์ระยอง 72
• ลักษณะเด่น
1. ผลผลิตหัวสดสูง 5.09 ตัน/ไร่
2. ผลผลิตแป้งสูง 1.07 ตัน/ไร่
3. ผลผลิตมันแห้งสูง 1.71 ตัน/ไร่
4. ปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยให้ผลผลิตหัวสด 5.55 ตัน/ไร่ ผลผลิตแป้ง 1.23 ตัน/ไร่ และผลผลิตมันแห้ง 1.91 ตัน/ไร่
5. ท่อนพันธุ์มีความอยู่รอดถึงเก็บเกี่ยวสูงถึง 92 %
6. ทรงต้นดี แตกกิ่งบ้างเล็กน้อยในระดับที่สูงจากโคนต้น สามารถทำให้ขยายพันธุ์ได้มากขึ้น
• ลักษณะประจำพันธุ์
ลำต้นสีเขียวเงินสูงประมาณ 200 เซนติเมตร มีระดับการแตกกิ่ง 0-1 ระดับ ความสูงของการแตกกิ่งระดับแรก 130-140 เซนติเมตร กิ่งทำมุมกับลำต้น 60-75 องศา ใบแก่สีเขียวเข้ม ก้านใบสีแดงเข้ม ความยาวก้านใบ 25-30 เซนติเมตร ยอดอ่อนสีม่วง เปลือกหัวสีขาวนวล เนื้อในสีขาว
• ฤดูปลูกที่เหมาะสม
ต้นฤดูฝน เดือนพฤษภาคมถึงเดือยมิถุนายน
ปลายฤดูฝน เดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม
• พิ้นที่แนะนำ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
• ความต้านทานโรค
ต้านทานต่อโรคใบจุด และต้านทานปานกลางต่อโรคใบไหม้
• ข้อควรระวัง
เมื่อปลูกในภาคตะวันออก ไม่ควรเก็บเกี่ยวในฤดูฝน เพราะอาจทำให้ มีแป้งต่ำกว่า 20%
• การรับรองพันธุ์
กรมวิชาการเกษตรพิจารณาให้เป็นพันธุ์รับรอง ในปี 2543พันธุ์ระยอง 9
• ลักษณะเด่น
1. ผลผลิตแป้ง 1.24 ตันต่อไร่ และผลผลิตมันแห้ง 2.11 ตันต่อไร่ 2.ให้ผลผลิตเอทานอลสูงทุกอายุเก็บเกี่ยว เมื่ออายุเก็บเกี่ยว 8 12 และ 18 เดือน ให้เอทานอล 191 208 และ 194 ลิตรต่อตันหัวสดตามลำดับ 3. ทรงต้นดี สูงตรง อัตราการขยายพันธุ์สูงกว่า 1:8
• ลักษณะประจำพันธุ์
ลำต้นสีน้ำตาลอมเหลือง ไม่ค่อยแตกกิ่ง เมื่ออายุ 1 ปี สูง 235 เซนติเมตร แตกกิ่งน้อยอยู่ในระดับ 0-2 ความสูงที่แตกกิ่ง 160-190 เซนติเมตร มุมของกิ่ง 45-60 องศา ก้านใบสีเขียวอ่อนอมชมพูมีความยาว 25-30 เซนติเมตร แฉกใบกลางเป็นรูปใบหอก ใบและยอดอ่อนสีเขียวอ่อน หัวสีน้ำตาลอ่อน เนื้อของหัวสีขาว
• พิ้นที่แนะนำ
ปลูกได้ดีในทุกแหล่งปลูกมันสำปะหลัง ศักยภาพในการให้ผลผลิตขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และการดูแลรักษา
• ข้อควรระวัง
ควรเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 1 ปี เนื่องจากมีเปอร์เซ็นต์แป้งสูงแต่สะสมน้ำหนักช้า การเก็บเกี่ยวเร็วจะให้ผลผลิตหัวสดต่ำกว่าพันธุ์มาตรฐานอื่นๆ
• การรับรองพันธุ์
กรมวิชาการเกษตรพิจารณาให้เป็นพันธุ์รับรอง ในปี 2549พันธุ์ระยอง 90
• ลักษณะเด่น
1. ผลผลิตหัวสดสูง เมื่อเก็บเกี่ยวอายุ 12 เดือน ให้ผลผลิต 3.81 ตัน/ไร่
2. มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง ประมาณ 24 % ในฤดูฝน
3. ผลผลิตมันแห้งสูง 1.4 ตัน/ไร่ และผลผลิตแป้ง 0.96 ตัน/ไร่
• ลักษณะประจำพันธุ์
ลำต้นมีลักษณะโค้ง สีน้ำตาลอ่อน สูงประมาณ 165 เซนติเมตร มีระดับการแตกกิ่ง 0-2 ระดับ ระดับความสูงการแตกกิ่งระดับแรก 120-140 เซนติเมตร กิ่งทำมุมกับลำต้น 75-90 องศา แผ่นใบรูปร่างเป็นแบบใบหอก ใบแก่สีเขียวเข้ม ยอดอ่อนและก้านใบสีเขียวอ่อน หัวรูปร่างยาวเรียว เปลือกหัวสีน้ำตาลเข้ม เนื้อในสีขาว
• ฤดูปลูกที่เหมาะสม
ต้นฤดูฝน เดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน
• พิ้นที่แนะนำ
สามารถปลูกได้ดีทั้งในภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีดินค่อนข้างดี
• ความต้านทานโรค
ต้านทานต่อโรคใบไหม้
• ข้อควรระวัง
1. ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ที่พบการแพร่ระบาดของแมลงหวี่ขาวอยู่เสมอ
2. ตอบสนองต่อปุ๋ยและความอุดมสมบูรณ์ของดิน จึงให้ผลผลิตสูงในดินที่ดีหรือค่อนข้างดี ควรใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำ (สูตร 15-7-18 หรือ 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่)
3. ลำต้นมีลักษณะโค้ง ถ้าหากแตกกิ่ง จะทำให้ปฏิบัติดูแลรักษาได้ยาก
4. ต้นพันธุ์สำหรับนำไปใช้ปลูกเสื่อมคุณภาพเร็วในฤดูแล้ง เมื่อตัดต้นพันธุ์แล้วควรรีบปลูก ไม่ควรเก็บต้นพันธุ์ไว้นานเกิน 2 สัปดาห์ เพราะความงอกลดลง
• การรับรองพันธุ์
กรมวิชาการเกษตรพิจารณาให้เป็นพันธุ์รับรอง ในปี 2534พันธุ์เกษตรศาสตร์ 50
• ลักษณะเด่น
งอกดี หัวดก และมีลักษณะเ็ป็นกลุ่ม มีปริมาณแป้งในหัวสูง
• ลักษณะประจำพันธุ์
ลำต้นโค้งเล็กน้อย สีเขียวเงิน สูง 180- 250 ซม. แตกกิ่งระดับแรกที่ความสูง 80-150 ซม.
• ฤดูปลูกที่เหมาะสม
• พิ้นที่แนะนำ
สามารถปลูกได้ทั่วประเทศพันธุ์เขียวปลดหนี้
เป็นพันธุ์มันสำปะหลังที่ได้จากการผสมข้าม โดยใช้พันธุ์ระยอง 5 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงเป็นแม่ และพันธุ์ที่มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง คือ พันธุ์ OMR29-20-118 เป็นพ่อ ในพ.ศ.2535 ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง ให้ผลผลิตแป้งและผลผลิตมันแห้งสูง เป็นที่พอใจของเกษตรกร โรงงานแป้งมัน และลานมันเส้น มีการกระจายพันธุ์จากเกษตรกรสู่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่รู้จักในชื่อที่เรียกกันทั่วไปว่า ?พันธุ์เขียวปลดหนี้ ? คำว่า ?เขียว? มาจากสีของลำต้น นอกจากนี้ยังมีเอกชนนำต้นพันธุ์ไปจำหน่ายให้เกษตรกร โดยใช้ชื่อว่า ?พันธุ์มังกรหยก? ด้วย
• ลักษณะเด่น
1. มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง เมื่อเก็บเกี่ยวในฤดูฝน มีเปอร์เซ็นต์แป้ง 25.8 เปอร์เซ็นต์ ให้ผลผลิตแป้ง 1.25 ตันต่อไร่ เก็บเกี่ยวในฤดูแล้ง เปอร์เซ็นต์แป้งจะสูงขึ้นเป็น 29-32 เปอร์เซ็นต์
2. ปริมาณมันแห้งสูง มีเปอร์เซ็นต์มันแห้ง 42.8 เปอร์เซ็นต์ ให้ผลผลิตมันแห้ง 2.00 ตันต่อไร่
3. ให้ผลผลิตหัวสดเฉลี่ย 4.77 ตันต่อไร่ ใกล้เคียงกับพันธุ์ระยอง 5 และเกษตรศาสตร์ 50
• ลักษณะประจำพันธุ์
ลำต้นสีเขียวเงิน ความสูงประมาณ 170 – 220 เซนติเมตร ลำต้นโค้งเล็กน้อย มีน้ำหนักต้นดี มีการแตกกิ่ง ที่ระดับความสูงใกล้ยอด กิ่งทำมุม 60-90 องศา กับลำต้น มีจำนวนลำที่ใช้ทำพันธุ์ 1-3 ลำต่อต้น ส่วนใหญ่มี 2 ลำ ก้านใบสีเขียวอมแดง ใบกลางเป็นรูปใบหอก ใบแก่สีเขียวเข้ม ยอดอ่อนสีน้ำตาลอมเขียว เปลือกนอกของหัวสีน้ำตาล เนื้อของหัวสีขาว
• ฤดูปลูกที่เหมาะสม
• ข้อควรระวัง
ควรเก็บเกี่ยวเมื่ออายุประมาณ 1 ปี ถ้าเก็บเกี่ยวเร็วจะให้ผลผลิตหัวสดต่ำกว่าพันธุ์รับรองพันธุ์อื่น ๆ เช่น ระยอง 5 ระยอง 72 ระยอง 90 และเกษตรศาสตร์ 50 เนื่องจากพันธุ์ CMR35-22-196 มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง แต่สะสมน้ำหนักช้า

งานวิจัยเกี่ยวกับมันสำปะหลังของหน่วยงานอื่น ๆ
มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลัง แห่งประเทศไทย
สถาบันพัฒนามันสำปะหลัง
สำน้กหอสมุด
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ห้องสมุดงานวิจัย
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติอ่านรายละเอียดได้ที่:http://www.tapiocathai.org/Mainpage.html

มันสำปะหลังจัดเป็นพืชหัวชนิดหนึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์คือ?
Manihot esculenta Crantz

มันสำปะหลัง มีชื่อสามัญเรียกหลายชื่อตามภาษาต่างๆ ที่ได้ยินกันมากได้แก่อะไรบ้าง?
Cassava, Yuca, Mandioa, Manioc, Tapioca

มันสำปะหลังมีแหล่งกำเนิดแถบที่ลุ่มเขตร้อน (Lowland tropics) มีหลักฐานแสดงว่าปลูกกันในโคลัมเบียและเวเนซูเอลา มานานกว่า 3,000 – 7,000 ปีมาแล้วสันนิษฐานว่าแหล่งกำเนิดมันสำปะหลังมีกี่แหล่ง?
4 แหล่งด้วยกันคือ1. แถบประเทศกัวเตมาลาและเม็กซิโก
2. ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้
3. ทางทิศตะวันออกของประเทศโบลิเวียและทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ของประเทศอาร์เจนตินา
4. ทางทิศตะวันออกของประเทศบราซิล

ในทวีปเอเซียมีการนำมันสำปะหลังมาปลูกครั้งแรกที่ประเทศใด?
ฟิลิปปินส์ในคริสตศตวรรษที่ 17 โดยชาวสเปนได้นำมาจากเม็กซิโกและในเวลาต่อมาก็มีการปลูกที่ อินโดนีเซีย และเมื่อ พ.ศ. 2337 ได้มีการนำมันสำปะหลังจาก อัฟริกามาปลูกที่อินเดียเพื่อใช้ในการทดลอง

สำหรับประเทศไทยมีหลักฐานที่แน่นอนว่ามีการนำมันสำปะหลังเข้ามาปลูกเมื่อใด?
สำหรับประเทศไทยไม่มีหลักฐานที่แน่นอนว่ามีการนำมันสำปะหลังเข้ามาปลูกเมื่อใดคาดว่าคงเข้ามาในระยะเดียวกันกับการเข้าสู่ศรีลังกาและฟิลิปปินส์คือประมาณ พ.ศ. 2329–2383 มันสำปะหลังเดิมเรียกกันว่ามันสำโรง มันไม้ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว่ามันต้นเตี้ย ทางภาคใต้เรียกว่ามันเทศ ( แต่เรียกมันเทศว่ามันหลา)

มันสำปะหลังเป็นพืชอาหารที่สำคัญเป็นอันดับที่เท่าใด ของโลก?
มันสำปะหลังเป็นพืชอาหารที่สำคัญเป็นอันดับ 5 ของโลก
รองจากข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าว และมันฝรั่ง เป็นพืชอาหารที่สำคัญของประเทศในเขตร้อน โดยเฉพาะประเทศต่างๆ ในทวีปอัฟริกาและทวีปอเมริกาใต้ ในทวีปเอเซียประเทศอินโดนีเซียและอินเดียมีการบริโภคมันสำปะหลังกันเป็นจำนวนมาก ปริมาณผลผลิตที่ได้ในแต่ละปีร้อยละ 60 ใช้เป็นอาหารของมนุษย์ ร้อยละ 27.5 ใช้ทำเป็นอาหารสัตว์ และร้อยละ 12.5 ใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ

มันสำปะหลังเป็นพืชที่ทำรายได้ให้เกษตรกรมากเป็นอันดับที่ เท่าใด?
มันสำปะหลังเป็นพืชที่ทำรายได้ให้เกษตรกรมากเป็นอันดับที่ 4 รองจากยางพารา อ้อย และข้าว ผลผลิตมันสำปะหลัง ภายในประเทศนำไปใช้ทำมันเส้นและมันอัดเม็ดร้อยละ 45-50 ใช้แปรรูปเป็นแป้งร้อยละ 50-55

ประเทศใด ที่ส่งผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังออกมากที่สุดในโลก?
ประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังออกมากที่สุดในโลก ประเทศที่ไทยส่งผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในรูปของมันอัดเม็ดไปขายมากที่สุดคือ ประเทศในกลุ่มประชาคมยุโรป (เนเธอร์แลนด์ สเปน เยอรมัน โปรตุเกส) เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ส่วนในรูปของแป้งมันสำปะหลัง ประเทศญี่ปุ่นสั่งซื้อ มากที่สุด รองลงมาคือฮ่องกง สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย สิงคโปร์ และไต้หวัน

แมลงศัตรูมันสำปะหลัง
• ไรแดง
• เพลี้ยแป้งลาย
• แมลงหวี่ขาว
• แมลงศัตรประเภทปากกัด
http://210.246.186.28/fieldcrops/cas/pest/index2.HTM

การป้องกันกำจัดวัชพืช
• ไถ 1 ครั้ง ตากดินไว้ 7–10 วัน พรวน 1 ครั้ง แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว และไหลของวัชพืชข้ามปี ออกจากแปลง
• กำจัดวัชพืชไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ตลอดฤดูปลูก คือ
ครั้งแรก
พ่นสารกำจัดวัชพืชทันทีหลังปลูกก่อนวัชพืชงอก หรือใช้จอบ เครื่องกลขนาดเล็ก หรือแรงงานสัตว์ เพื่อกำจัดวัชพืชระหว่างแถวปลูก เมื่อมันสำปะหลังอายุ 1 – 2 เดือน ก่อนใส่ปุ๋ย
ครั้งที่สอง
ใช้จอบดาย หรือพ่นสารกำจัดวัชพืชอีกครั้ง ถ้ามีวัชพืชฤดูเดียวประเภทใบแคบมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่

แมลงศัตรูธรรมชาติ ของมันสำปะหลัง
ศัตรูธรรมชาติของไรและแมลงศัตรูมันสำปะหลังที่สำคัญพบทั่วไป ได้แก่แมลงห้ำ มี 4 ชนิด ซึ่งทั้งระยะหนอนและตัวเต็มวัยเป็นตัวห้ำ ยกเว้นแมลงช้างปีกใส เฉพาะระยะหนอนเท่านั้นที่เป็นตัวห้ำ
• ด้วงเต่าสีดำ ตัวเต็มวัยยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร รูปร่างกลม หัวและท้ายเล็กกว่าส่วนลำตัวเล็กน้อย ปีกสีน้ำตาลเป็นมัน เป็นตัวห้ำของไรแดงและเพลี้ยแป้งลาย
• ด้วงเต่าสีน้ำตาล หนอนมีลักษณะคล้ายเพลี้ยแป้ง หัวท้ายเรียว เคลื่อนไหวรวดเร็ว ตัวเต็มวัยยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร หลังโค้งนูนสีน้ำตาล หัวสีน้ำตาลเข้ม ส่วนอกสีเหลืองทอง ปลายปีกมีรูปยาวรีสีเหลืองทอง เป็นตัวห้ำของเพลี้ยแป้งลาย
• ด้วงปีกสั้น ตัวเต็มวัยสีน้ำตาลดำ ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร รูปร่างยาวเรียว ปีกสั้นกว่าท้อง เป็นตัวห้ำของไรแดง
• แมลงช้างปีกใส ตัวเต็มวัยลำตัวเรียวยาว ปีกโค้งบางใสขนาดใหญ่และ ยาวกว่าลำตัว สีเขียวอ่อนหรือสีน้ำตาลอ่อน มีปีก 2 คู่ หนอนมีลำตัว เรียวยาว สีน้ำตาลอ่อน มีแถบสีน้ำตาลพาดผ่านลำตัว มีกรามคล้ายเขี้ยว และบางชนิดจะมีซากเหยื่อที่กินแล้วอยู่บนหลังเพื่อพรางตัว หนอนเป็นตัวห้ำของไรแดง เพลี้ยแป้งลาย และแมลงหวี่ขาวไรตัวห้ำ
• ไรตัวห้ำ ตัวเต็มวัยสีแดงเข้ม มี 8 ขา ตัวมันวาว วิ่งค่อนข้างเร็ว ขายาวกว่าไรแดง เพศผู้มีขนาดเล็กกว่าเพศเมีย ไข่มีสีขาว รูปยาวรี ตัวอ่อนมีสีขาวและสีเหลือง เป็นไรตัวห้ำที่สำคัญของไรแดงแมลงเบียน
• แตนเบียนเพลี้ยแป้ง เป็นแมลงเบียนขนาดเล็กมาก เข้าทำลายตัวอ่อน วัยสุดท้ายของเพลี้ยแป้งลาย โดยแตนเบียนจะวางไข่เข้าไปในตัวอ่อนของ เพลี้ยแป้งลาย ทำให้เพลี้ยแป้งลายที่ถูกทำลาย มีลักษณะเป็นมัมมี่แข็งตาย ติดที่ผิวใบพืช

ฤดูปลูกมันสำปะหลัง
- ต้นฤดูฝน เดือนเมษายน–มิถุนายน
- ปลายฤดูฝน เดือนกันยายน–พฤศจิกายน

การเตรียมดินปลูกมันสำปะหลัง
การเตรียมดิน
- ไถกลบวัชพืชและเศษใบ-ต้น มันสำปะหลังส่วนที่ไม่ได้ใช้ทำพันธุ์
- พื้นที่ดอนไม่จำเป็นต้องยกร่อง ส่วนพื้นที่ต่ำอาจมีน้ำขังได้บ้าง จึงควรยกร่องปลูก สำหรับพื้นที่ลาดเอียงควรยกร่องปลูกขวางแนวลาดเอียง

การเตรียมท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง
การเตรียมท่อนพันธุ์
- ใช้ท่อนพันธุ์จากต้นที่มีอายุ 8-12 เดือน เพราะท่อนพันธุ์จากลำต้นเจริญเติบโตและอยู่รอดดีกว่าท่อนพันธุ์จากกิ่ง
- ท่อนพันธุ์ใหม่ สด ไม่บอบช้ำ และไม่มีโรคแมลงทำลาย
- ตัดท่อนพันธุ์ยาวประมาณ 20 เซนติเมตรสำหรับปลูกในฤดูฝน หรือ 25 เซนติเมตรสำหรับปลูกในช่วงปลายฝน และมีจำนวนตาอย่างน้อย 5-10 ตาต่อท่อนพันธุ์

วิธีปลูกมันสำปะหลัง
วิธีปลูก
- ปลูกแบบปักท่อนพันธุ์ตั้งหรือเอียง โดยในฤดูฝนควรปักให้ลึก 5- 10 เซนติเมตร ในช่วงปลายฤดูฝนควรปักให้ลึก 10- 15 เซนติเมตร
- ในพื้นที่ต่ำหรือพื้นที่ที่มีความลาดเอียงควรปลูกมันสำปะหลังบนสันร่อง

ระยะปลูกมันสำปะหลัง
ระยะปลูก
- พื้นที่ราบใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 80-100 เซนติเมตรระหว่างต้น 80- 100 เซนติเมตร ซึ่งมีจำนวนต้น 1,600-2,500 ต้นต่อไร่
- พื้นที่ลาดเอียงใช้ระยะปลูกระหว่างร่อง 80 เซนติเมตร ระหว่างต้น 80 เซนติเมตรเพื่อช่วยลดปัญหาการชะล้างพังทะลายของดิน

การใส่ปุ๋ยมันสำปะหลัง
การใส่ปุ๋ย
- แนะนำให้ใช้ปุ๋ยเคมีที่มีอัตราส่วน N:P:K 2:1:2 ในทางปฏิบัติ แนะนำให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ ผสมกับปุ๋ยยูเรียและโปรแตสเซียมคลอไรด์อย่างละ 10 กิโลกรัมต่อไร่ หรืออาจใช้ปุ๋ยเคมีที่มีอัตราส่วนปุ๋ยใกล้เคียง เช่น สูตร 15-7-18 ใส่อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่
- ใส่เพียงครั้งเดียวเมื่อมันสำปะหลังอายุ 1-2 เดือนในขณะที่ดินมีความชื้น เพียงพอ โดยขุดหลุมใส่ 2 ข้างต้นระยะพุ่มใบแล้วกลบดิน

การบำรุงรักษาสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินปลูกมันสำปะหลัง
การรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินให้คงสภาพเดิมเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงได้ยาวนาน สามารถทำได้โดยการหว่านเมล็ดพืชสด เช่น ปอเทือง หรือถั่วพุ่ม อัตราประมาณ 5 กิโลกรัมต่อไร่ หรือโรยเมล็ดถั่วพร้าอัตราประมาณ 15 กิโลกรัมต่อไร่เป็นแถวห่าง 0.50–1.0 เมตร ระยะระหว่างต้น 25-50 เซนติเมตรแล้วไถกลบพืชสดเหล่านี้เมื่ออายุประมาณ 2 เดือน ก่อนปลูกมันสำปะหลัง

การอนุรักษ์ดิน เพื่อปลูกมันสำปะหลัง
การอนุรักษ์ดิน
พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังโดยทั่วไปมักมีความลาดเอียงไม่สม่ำเสมอ และ ลักษณะเนื้อดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย จึงทำให้มีการชะล้าง พังทะลายของดินมากโดยเฉพาะช่วง 1-3 เดือนแรกที่ปลูกมันสำปะหลัง วิธีการปฏิบัติเพื่อช่วยลดปัญหานี้สามารถทำได้โดย
- วิธีทางเขตกรรม คือ ควรเตรียมดินด้วยผาล 3 และ 7 ยกร่องปลูกใน แนวระดับโดยระยะระหว่างร่อง 80 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 80 เซนติเมตรตลอดจนการใส่ปุ๋ยเคมีด้วยจะช่วยให้มันสำปะหลังเจริญเติบโตได้ดีมีพุ่มใบปกคลุมผิวดินได้รวดเร็ว ลดการสูญเสียดินได้มาก และยังทำให้ได้ผลผลิตสูงด้วย
- วิธีการจัดระบบการปลูกพืช สามารถใช้เป็นแนวป้องกันบนพื้นที่ปลูกที่มี ปัญหาการชะล้างพังทะลายของดินได้ค่อนข้างมาก ทางเลือกที่ใช้ปฏิบัติได้ผลดีระยะยาวได้วิธีหนึ่งคือ การใช้หญ้าแฝก ด้วยระยะห่างระหว่างหลุม 10 เซนติเมตร หลุมละ 1 ต้น จำนวนแถวของหญ้าแฝกขึ้นอยู่กับความลาดเอียงของพื้นที่

แหล่งปลูกมันสำปะหลัง
แหล่งปลูก
แหล่งปลูกมันสำปะหลังที่เหมาะสมควรมีคุณสมบัติดังนี้
สภาพพื้นที่
- ไม่เป็นที่ลุ่มหรือมีน้ำท่วมขัง
- มีความสูงจากระดับน้ำทะเล
- ใกล้แหล่งรับซื้อผลผลิต
ลักษณะดิน
- ดินร่วน ดินร่วนปนทราย มีการระบายน้ำดี
- มีความเป็นกรดและด่าง 4.5 – 8.0
สภาพภูมิอากาศ
- เขตร้อนตั้งแต่เส้นรุ้งที่ 30 องศาเหนือ ถึง 30 องศาใต้
- มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,200–1,500 มิลลิเมตรต่อปี
- อุณหภูมิเฉลี่ยของเดือนไม่ต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส

การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง
การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังเป็นพืชที่ไม่จำกัดอายุการเก็บเกี่ยวแต่ควรเก็บเกี่ยวเมื่ออายุครบ 8 เดือนขึ้นไป อายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ 12 เดือน หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วควรรีบส่งโรงงานโดยเร็ว ไม่ควรทิ้งเกิน 4 วันเพราะหัวมันจะเน่าเสีย

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปริมาณแป้งของมันสำปะหลัง
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปริมาณแป้ง
1. พันธุ์
พันธุ์มันสำปะหลังแต่ละพันธุ์มีเปอร์เซนต์แป้งในหัวไม่เท่ากัน พันธุ์ระยอง 90 มีเปอร์เซนต์สูงที่สุด รองลงมาคือพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ระยอง 5 ระยอง 72 และระยอง 60 ตามลำดับ
2. ฤดู
ช่วงฤดูแล้ง (พฤศจิกายน–มีนาคม) เดือนพฤศจิกายน ความชื้นในดินเริ่มน้อยลงต้นมันสำปะหลังหยุดการเจริญเติบโต ทิ้งใบ น้ำในหัวมีน้อยเปอร์เซนต์แป้งจึงสูงจนถึงฤดูฝน (เมษายน – ตุลาคม) เดือนเมษายนอากาศร้อนจัดและเริ่มมีฝน มันสำปะหลังใช้พลังงานมากเพื่อการหายใจ และสร้างใบใหม่แป้งที่สะสมไว้ในหัวจึงถูกนำไปใช้ทำให้เปอร์เซนต์แป้งลดลง
3. อายุ เมื่อเก็บเกี่ยวในเดือนเดียวกันอายุ 8-12 เดือน จะมีเปอร์เซนต์แป้งไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ถ้าต้นมันสำปะหลังมีอายุมากขึ้น 16-18 เดือน หัวจะมีขนาดใหญ่ บริเวณตรงกลางของหัวจะฝ่อหรือมีน้ำมากเปอร์เซนต์แป้งในหัวจึงต่ำ
4. การตัดต้นก่อนเก็บเกี่ยว เมื่อมีการตัดต้นมันสำปะหลังโดยยังไม่เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังจะมีการแตกยอดและใบใหม่ จึงดึงแป้งที่สะสมในหัวมันไปใช้ทำให้เปอร์เซนต์แป้งลดลงอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในราย 2 เดือนแรกหลังการตัดต้นไป ต่อเมื่อเข้าเดือนที่ 3 มีใบมากพอแล้วจะสังเคราะห์แสงสร้างแป้งไปสะสมที่หัวได้อีกครั้งหนึ่ง
5. ระยะเวลาหลังเก็บเกี่ยว หลังจากขุดหัวมันสำปะหลังแล้วควรรีบนำส่งโรงงานทันทีในระยะ 2 วันแรกหัวมันยังไม่เน่าเสียและเปอร์เซนต์แป้งในหัวยังไม่ลดลงแต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้เกิน 4 วัน หัวมันสำปะหลังจะเน่าเสียมากและเปอร์เซนต์แป้งในหัวจะลดลง

การเก็บรักษาต้นพันธุ์มันสำปะหลัง
การเก็บรักษาต้นพันธุ์
ส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์ของมันสำปะหลังคือ ส่วนของลำต้น การเก็บรักษาต้นพันธุ์มีระยะเวลาจำกัดเนื่องจากความสมบูรณ์ ความแข็งแรง และความงอกจะลดลงเป็นลำดับปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาในการเก็บรักษาต้นพันธุ์มีดังนี้
1) พันธุ์ ต้นพันธุ์มันสำปะหลังในแต่ละพันธุ์สามารถเก็บได้นานต่างกัน เช่น
- พันธุ์ระยอง 90 เก็บไว้ได้ไม่เกิน 15 วัน
- พันธุ์ระยอง 60 ระยอง 5 เกษตรศาสตร์ 50 เก็บไว้ได้ 30 – 45 วัน
2) ส่วนของต้นพันธุ์ มันสำปะหลังบางพันธุ์ เช่น ระยอง 90 มีการแตกกิ่ง ส่วนของกิ่งก็สามารถใช้ทำพันธุ์ได้แต่จะเก็บรักษาได้ไม่นานเท่าส่วนของลำต้น
3) ฤดู ในฤดูฝนสภาพอากาศมีความชื้นสูง สามารถเก็บรักษาต้นพันธุ์ได้ยาว นานกว่าในฤดูแล้ง
4) สภาพการเก็บ
- ในฤดูฝน เก็บไว้ในสภาพกลางแจ้งหรือในที่ร่มมีผลไม่แตกต่างกัน
- ในฤดูแล้ง เก็บในที่ร่มจะเก็บไว้ได้นานกว่าเก็บในสภาพกลางแจ้ง
5) วิธีการเก็บ ควรเก็บกองรวมวางตั้งบนพื้นดินที่มีการสับพรวนดิน ให้ส่วนโคนของทุกๆต้นสัมผัสพื้นดินแล้วพรวนดินกลบรอบๆ กอง ถ้าเป็นฤดูแล้งต้องมีการรดน้ำช่วยจะทำให้สามารถเก็บไว้ได้นานขึ้น วิธีการเก็บรักษาต้นพันธุ์มันสำปะหลังไว้ทำพันธุ์ที่ดีที่สุด คือ การทำแปลงขยายพันธุ์ไว้เฉพาะเมื่อเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังจะไม่ เก็บเกี่ยวหมดทั้งแปลงแต่จะเหลือไว้ส่วนหนึ่ง (1:10) ซึ่งจะ เก็บเกี่ยวหลังจากเอาต้นพันธุ์ไปปลูกแล้ว

สุขลักษณะและความสะอาดการปลูกมันสำปะหลัง
สุขลักษณะและความสะอาด
- สภาพพื้นที่ปลูก ควรดูแลรักษาให้ปราศจากวัชพืชและโรคแมลงอยู่เสมอ
- ต้นพันธุ์ที่ใช้ปลูกควรใหม่ สด ไม่บอบช้ำและปราศจากโรค แมลง และเป็นพันธุ์ที่ไม่ถูกทำลายโดยสารเคมีกำจัดวัชพืช
- ผลผลิต (หัวสด) เมื่อเก็บเกี่ยวส่งจำหน่ายไม่ควรมีส่วนของลำต้นและดิน ติดปน
- หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต (หัวสด) ควรรีบส่งจำหน่ายทันทีไม่ควรทิ้ง ไว้นานเกิน 4 วัน เพราะหัวมันสำปะหลังจะเน่าเสียหาย
- การพ่นสารเคมีกำจัดโรค แมลง และวัชพืช ทุกครั้งควรมีการ ป้องกันให้ถูกวิธี

ประโยชน์มันสำปะหลังแยกตามส่วนต่างๆ
หัวสด
• ใช้เป็นอาหารมนุษย์ โดยรับประทานสด ต้ม นึ่ง ย่าง อบ เชื่อม ทำเป็นแป้งแล้วแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่างๆ ตลอดจนนำมาผ่านเป็นแผ่นบางๆ แล้วทอด
• ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งที่เป็นหัวสด กากที่เหลือจากการทำแป้ง เปลือกของหัว
• ใช้ส่งโรงงานอุตสาหกรรมทำแป้ง มันเส้น มันอัดเม็ด แอลกอฮอล์ ฯลฯ
ใบ
• ใช้เป็นอาหารมนุษย์ รับประทานสด ต้มจิ้มน้ำพริก นำมาแกง
• ใช้เป็นอาหารสัตว์ ในรูปใบสด ตากแห้งป่นผสมกับอาหารข้นเลี้ยงสัตว์ และเป็นอาหารผสม
ลำต้น
• ใช้ทำเป็นท่อนพันธุ์ โดยตัดออกเป็นท่อนๆ นำไปปลูกได้
• ใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยตัดส่วนยอดผสมกับใบสดใช้เลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง ตากแห้งเป็นอาหารหยาบ
เมล็ด
• ใช้สกัดน้ำมันที่มีคุณภาพดีสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยาได้การใช้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในรูปต่างๆมันเส้น
• ใช้เป็นอาหารสัตว์ หมักแล้วเติมเนื้อสัตว์ น้ำมัน ผัก เครื่องเทศ และน้ำปรุงอาหาร
• ใช้เลี้ยงสัตว์โดยตรง
แป้ง
• ใช้เป็นอาหารมนุษย์ อาหารทารก เป็นเครื่องปรุงอาหารหลายชนิด ใช้ทำวุ้นเส้น ทำเบียร์
• ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นตัวทำให้สารติดแน่น คงรูปร่าง เป็นตัวทำให้เป็นผงฝุ่นใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมซักรีด อุตสาหกรรมทำกาว กระดาษ แป้งเปียก แอลกอฮอล์
อะซีโตน ยา กลูโคส ใช้ในอุตสาหกรรมเจาะน้ำมัน และแป้งแปรรูป
แป้งดิบ (flour)
เป็นแป้งที่ไม่ได้สกัดเอาเยื่อใยออก ทำได้โดยนำหัวมันสำปะหลังมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ตากแห้งให้ละเอียดแล้วร่อนด้วยตะแกรงร่อนแป้ง จะได้แป้งดิบที่สามารถนำมาใช้ทำขนมอบชนิดต่างๆ ได้คล้ายแป้งสาลี เช่น นำมาทำเป็นเค้ก แพนเค้ก ขนมปัง คุกกี้ พาย สามารถนำมาทดแทน แป้งสาลี แป้งข้าวจ้าว

อุตสาหกรรมการแปรรูปมันสำปะหลัง
อุตสาหกรรมการแปรรูปมันสำปะหลัง• อุตสาหกรรมมันเส้น
• อุตสาหกรรมมันอัดเม็ด
• อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง

การใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบประกอบในอุตสาหกรรมอื่น
การใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบประกอบในอุตสาหกรรมอื่น• อุตสาหกรรมทอผ้า อุตสาหกรรมทอผ้านั้นจะต้องใช้แป้งมันสำปะหลัง โดยด้ายที่จะใช้ทอผ้านั้นจะต้องผ่านการชุบแป้งเสียก่อน ด้ายจึงจะเรียบไม่มีขน นอกจากนี้ในขั้นตอนการพิมพ์ลายผ้าแป้งจะช่วยทำให้พิมพ์ลายได้สม่ำเสมอ• อุตสาหกรรมกระดาษ การทำกระดาษต้องใช้เยื่อกระดาษที่ทำจากไม้ต่างๆ เช่น ไม้ไผ่ ไม้สน ไม้ยูคาลิปตัส เป็นต้น ทำให้เป็นเยื่อเล็กๆ แล้วนำเยื่อกระดาษเหล่านั้นมาเรียงเป็นแผ่น อย่างไรก็ตามแผ่นกระดาษจะไม่เรียบ จะต้องมีการฉาบผิวด้วยกาวจากแป้งทำให้กระดาษเรียบ ช่วยทำให้กระดาษไม่ซึมหมึกเวลาเขียนด้วยน้ำหมึก หรือพิมพ์สี• อุตสาหกรรมไม้อัด แป้งมันสำปะหลังมีคุณสมบัติเป็นกาวจึงถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัด เนื่องจากในการผลิตไม้อัด ต้องประกอบไม้ให้ติดกันโดยใช้กาว• อุตสาหกรรมกาว แป้งมันสำปะหลังยังมีคุณสมบัติพิเศษ เมื่อถูกความร้อนหรือถูกสารเคมีจะมีความเหนียว และมีคุณสมบัติสามารถรักษาความเหนียวได้เหมือนเดิมไม่มีการคืนตัว แป้งมันที่จะใช้ทำกาวจะต้องเป็นแป้งบริสุทธิ์• อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

• ผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว วุ้นเส้น สาคู ใช้แป้งมันเป็นส่วนผสม

• ซอสต่างๆ เช่น ซอสมะเขือเทศ อาหารกระป๋อง ใช้แป้งเพื่อเพิ่มความเข้มข้น

• ไอศกรีม

การใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบหลักในการแปรรูป
การใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบหลักในการแปรรูป• ผงชูรส ผงชูรสที่ใช้ในการปรุงอาหารมีชื่อทางเคมี คือ โมโนโซเดียมกลูตาเมต (monosodium glutamate)• ไลซีน ไลซีนเป็นกรดอะมิโนชนิดจำเป็นต่อร่างกาย (essential amino acid) ที่สัตว์ใช้สร้างโปรตีน และไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ต้องได้รับจากอาหารสัตว์• สารความหวาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกลูโคสที่ผลิตในประเทศไทยมี 3 ชนิด
- กลูโคสเหลว (glucose syrup) สามารถนำไปเป็นวัตถุในการผลิตลูกกวาดและเครื่องดื่มหลายชนิด
- กลูโคสผง (glucose powder) นำมาผลิตเดกซโตรสอีกสองชนิด คือ
• เดกซโตสโมโนไฮเดรส (dextrose monohydrate) หมายถึง เดกซโตรสที่มีความชื้น ส่วนมากใช้ในอุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง
• เดกซโตสแอนไฮดรัส (dextrose anhydrous) หมายถึง เดกซโตสที่ไม่มีความชื้น และผ่านกรรมวิธีการทำให้บริสุทธิ์และตกผลึก ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตยา
- ซอบิตอล (sorbitol) เป็นผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปมาจากเดกซโตรสละลายที่ความเข้มข้นร้อยละ 70 ใช้มากในอุตสาหกรรมยาสีฟัน และเครื่องสำอาง

ผลิตภัณฑ์ใหม่จากแป้งมันสำปะหลัง
ผลิตภัณฑ์ใหม่จากแป้งมันสำปะหลัง• สารดูดน้ำ การใช้งานของโพลิเมอร์ดูดซึมน้ำมากมีหลายด้าน เช่น ใช้งานด้านอนามัยทางการแพทย์ ปริมาณที่ใช้มากที่สุด ได้แก่ ผ้าอ้อมสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ เพื่อดูดซึมของเหลวในร่างกายจาก การขับถ่ายที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ใช้ทางอุตสาหกรรมเป็นสารข้นสำหรับหมึกสกรีนระบบน้ำ วัสดุดูดน้ำออกจากเชื้อเพลิง• พลาสติกที่สลายได้ทางชีวภาพ• การผลิตแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลัง หัวมันสำปะหลังส่วนใหญ่ประกอบด้วยแป้ง ซึ่งแป้งสามารถเปลี่ยนเป็น แอลกอฮอล์ที่เรียกว่า เอทานอล (ethanol) แอลกอฮอล์ที่ได้นี้เมื่อนำไปผสมน้ำมันเบนซินในอัตรา 10-20 : 90-80 ส่วน สามารถใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ที่เรียกว่า ก๊าซโซฮอล์ (gasohol) การใช้มันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นแอลกอฮอล์ เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง

โอกาสของมันสำปะหลังกับอุตสาหกรรมเอทานอลของไทย
โอกาสของมันสำปะหลังกับอุตสาหกรรมเอทานอลของไทยมันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีปริมาณการผลิตโดยประมาณ 16 ถึง 18 ล้านตันหัวมันสำปะหลังต่อปี ในหัวมันสำปะหลังจะมีแป้งเป็น องค์ประกอบอยู่ในปริมาณสูง (ประมาณร้อยละ 70 ถึง 85 โดยน้ำหนักแห้ง)
ดังนั้น มันสำปะหลังจึงเป็นวัตถุดิบทางการเกษตรชนิดหนึ่งที่สามารถ นำมาใช้ในการผลิตเอทานอลได้โดยการผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลัง สามารถนำมันสำปะหลังที่มีมากในช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวมาแปรรูปเป็นมันเส้นเพื่อความสะดวกและยืดอายุการเก็บ ตลอดจนสะดวกต่อการขนส่ง จึงทำให้อุตสาหกรรมเอทานอลจากมันสำปะหลังมีความเป็นไปได้ โอกาสของการใช้มันสำปะหลังในการผลิตเอทานอลเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีีที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตได้ โดยการรวมขั้นตอนการย่อยครั้งสุดท้าย (saccharification) เข้าไว้ในขั้นตอนเดียวกับการหมัก (fermentation ) ซึ่งเรียกกระบวนการนี้ว่า Simultaneous Saccharification and Fermentation (SSF) โดยเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ผลิตน้ำตาลกลูโคส จะมีกิจกรรมการย่อยแป้งในสภาวะเดียวกับการหมัก กล่าวคือ ที่อุณหภูมิประมาณ 30 องศาเซลเซียส และค่าความเป็นกรด-ด่างประมาณ 4.0 ถึง 4.5 ซึ่งจะช่วยลดเวลาในการย่อยแป้ง รวมทั้งยังช่วยประหยัด พลังงานในกระบวนการผลิต


มิถุนายน 15, 2010

การผลิตลําไยอย่างถูกต้องเหมาะสม

gap_longan.pdf (วัตถุประเภท application/pdf).

Good Agricultural Practice (GAP) for Longan

การผลิตทางการเกษตรที่ถูกต้องและเหมาะสม
Good Agricultural Practice : GAP

การผลิตทางการเกษตรที่ถูกต้องและเหมาะสม คือ แนวทางในการทำ เกษตรกรรมเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพที่ดี ตรงตามมาตรฐานที่กำ หนด ผลผลิตสูงคุ้มค่าการลงทุน และขบวนการผลิตจะต้องปลอดภัยต่อเกษตรกร และผู้บริโภค มีการใช้ทรัพยากรที่เกิดประโยชน์สูงสุดเกิดความยั่งยืนทางการเกษตรและไม่ทำ ให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

การผลิตดังกล่าวจะมีคำแนะนำของทางราชการ ซึ่งจัดทำ ขึ้นเพื่อให้เกษตรกรนำ ไปปฏิบัติได้ภายใต้สภาวะที่เป็นจริง เหมาะสมแก่สภาพท้องถิ่น และภูมิประเทศ ขั้นตอนการผลิตทางการเกษตรบางขั้นตอนอาจก่อให ้เกิดป ัญหา ทำ ให้ผลผลิตที่ได้ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เช่น การป้องกันกำ จัดศัตรูพืช อาจมีการใช้สารเคมีป้องกันกำ จัดศัตรูพืช ที่มีอันตรายและมีพิษตกค้างสูง เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค หรือการให้ปุ๋ยให้นํ้าแก่ผักหรือผลไม้ที่ใช้บริโภคสด อาจมีเชื้อโรคติดมาเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้ ดังนั้นจึงจำ เป็นต้องมีการแนะนำ แนวทางการผลิตทางการเกษตรที่ถูกต้องและเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ดังกล่าว

การผลิตลําไยอย่างถูกต้องและเหมาะสม
Good Agricultural Practice (GAP) for Longan

การผลิตทางการเกษตรอย่างถูกต้องและเหมาะสมสำ หรับลำ ไยเป็นคำ แนะนำ สำ หรับให้เกษตรกรนำไปปฏิบัติ เพื่อให้ได้ผลผลิตลำ ไยที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานที่กำ หนดเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค และมีความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมมีขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้

1. แหล่งปลูก

แหล่งปลูกที่เหมาะสมสำ หรับลำ ไย ควรคำ นึงถึงองค์ประกอบสำ คัญ ดังนี้

1.1 พื้นที่

• มีความสูงจากระดับนํ้าทะเล 100 – 1,000 เมตร
• มีความลาดเอียง 10 – 15%
• มีการระบายนํ้าดี ระดับนํ้าใต้ดินลึกกว่า 2 เมตร

1.2 ลักษณะดิน

• ดินมีความอุดมสมบูรณ์สูง หน้าดินลึกมากกว่า 50 เซนติเมตร
• มีความเป็นกรดด่าง 5.5 – 6.5

1.3  สภาพภูมิอากาศ

• มีอุณหภูมิช่วงฤดูหนาวตํ่ากว่า 15 องศาเซลเซียส นานติดต่อกันประมาณ 2 สัปดาห์
• มีปริมาณนํ้าฝนไม่ตํ่ากว่า 1,000 มิลลิเมตร และมีการกระจายของฝนดี

1.4  แหล่งนํ้ า

• มีแหล่งนํ้าสะอาดและมีปริมาณมากพอที่จะให้นํ้าได้ตลอดช่วงฤดูแล้ง

2. พันธุ์

ควรมีลักษณะดังนี้
• ต้นพันธุ์ควรมีประวัติการติดผลดกติดต่อกันอย่างน้อย 3 ปี
• มีเปอร์เซนต์ผลใหญ่จำ นวนมาก มีคุณภาพดี เนื้อหนาเมล็ด
เล็ก สีผิวเหลืองนวล
• เหมาะสมสำ หรับบริโภคสด และทำ ลำ ไยอบแห้ง

3. การปลูก

• ควรเตรียมพันธุ์ดีที่ต้องการไว้ล่วงหน้า 1 ปี เพื่อจะได้ต้นลำ ไยที่แข็งแรง
• เตรียมหลุมปลูกขนาด 80x80x80 เซนติเมตร วางผังให้ระยะปลูก 8×10 เมตร
• ขุดหลุม รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก 3-5 กิโลกรัมคลุกเคล้ากับหน้าดินแล้วใส่ลงหลุม พูนดินสูงจากปากหลุม 15 เซนติเมตร
• ก่อนปลูกทำ หลุมเท่ากระเปาะชำ ต้นลำ ไย วางต้นลำ ไยแล้วกลบโคนให้แน่น
• ทำ หลักป้องกันต้นลำ ไยโยกคลอน รดนํ้าให้ชุ่ม
• พรางแสงให้จนกระทั่งแตกยอดอ่อน 1 ครั้ง จึงงดการพรางแสง

4. การตัดแต่งกิ่ง

• ต้นลำ ไยอายุ 1-3 ปี ซึ่งยังไม่ให้ผลผลิต ควรตัดแต่งให้ลำไยมีลักษณะทรงพุ่มเป็นทรงกลม
• ลำไยอายุ 4-5 ปี ให้ผลผลิตแล้ว ควรตัดแต่งกิ่งภายหลังเก็บเกี่ยวตัดกิ่งกลางทรงพุ่มที่อยู่ในแนวตั้งเหลือตอกิ่ง เพื่อเปิดกลางทรงพุ่มให้ได้รับแสงสว่างมากขึ้น
• ลำไยอายุ 5-10 ปี ตัดแต่งกิ่งภายหลังเก็บเกี่ยว เพื่อไม่ให้ทรงพุ่มชนกัน ตัดแต่งเช่นเดียวกับลำ ไยอายุ 4-5 ปี ตัดปลายกิ่งทั้งแนวนอนและแนวราบให้มีความสูงเหลือเพียง 3 เมตร เพื่อสะดวกในการปฏิบัติงาน
สำหรับลำ ไยที่ให้ผลผลิตแล้ว ควรตัดแต่งกิ่งแบบกิ่งเว้นกิ่งเพื่อให้ลำ ไยออกดอกสมํ่าเสมอทุกปี

5. การให้ปุ๋ย

ลำไยอายุ 5 ปี ขึ้นไป มีการใส่ปุ๋ยเคมี ดังนี้
• หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ใส่ปุ๋ย 15-15-15+46-0-0 อัตราส่วน 1 : 1 ต้นละ 2 กิโลกรัม กระตุ้นให้ลำ ไยแตกใบอ่อน
• เมื่อลำ ไยแตกใบอ่อนชุดที่ 2 ประมาณต้นเดือน กันยายน ใส่ปุ๋ย 15-15-15+46-0-0 อัตราส่วน 1 : 1 ต้นละ 2 กิโลกรัม
• ประมาณต้นเดือนตุลาคม กระตุ้นให้ลำ ไยมีใบแก่ พักตัวสะสมอาหาร เตรียมความพร้อมต่อการผ่านช่วงหนาวที่จะกระตุ้นให้ลำไยออกดอก ใส่ปุ๋ย 0-46-0 + 0-0-60 อัตราส่วน 1:1 ต้นละ 2 กิโลกรัม
• เดือนพฤศจิกายน ใส่ปุ๋ย 0-52-34 อัตรา 150 กรัมต่อนํ้า 20 ลิตรพ่นให้ทั่วทรงพุ่มเพื่อไม่ให้ลำ ไยแตกใบใหม่
• เมื่อลำ ไยติดผล ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ย 15-15-15+46-0-0 อัตราส่วน 1:1 ต้นละ 1-1.5 กิโลกรัม เพื่อบำรุงผลให้เจริญเติบโต
• ก่อนเก็บเกี่ยว 1 เดือน ใส่ปุ๋ย 0-0-60 อัตราต้นละ 1-2 กิโลกรัม เพื่อเพิ่มคุณภาพของผลผลิต

6. การให้นํ้า

6.1 วิธีการให้นํ้ า

• แบบใช้สายยางรด ลงทุนตํ่าแต่ต้องมีแหล่งนํ้าเพียงพอ
• แบบข้อเหวี่ยงขนาดเล็ก เป็นการให้นํ้าในกรณีมีแหล่งนํ้าจำ กัด ต้นทุนสูงกว่าแบบแรก
• แบบนํ้าหยด เหมาะสำ หรับที่มีแหล่งนํ้าจำ กัดมากต้นทุนสูง

6.2 ปริมาณนํ้ า

ช่วงฤดูแล้งหลังออกดอก เริ่มให้นํ้าเมื่อลำ ไยมีดอกบานปฏิบัติ ดังนี้
• สัปดาห์แรก ฉีดนํ้าพรมที่กิ่งและโคนต้นเล็กน้อยเพื่อให้ลำ ไยค่อยๆ ปรับตัว
• สัปดาห์ที่สอง เริ่มให้นํ้าเต็มที่ สำ หรับต้นลำ ไยที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม 7 เมตร ให้นํ้าปริมาณครั้งละ 200 – 300 ลิตรต่อต้น สัปดาห์ละ 2 ครั้ง

7. การดูแลรักษาหลังการติดผล

7.1 การคํ้ากิ่ง โดยใช้ไม้ไผ่คํ้ากิ่งทุกกิ่ง เพื่อป้องกันกิ่งฉีกหักเนื่องจากพายุลมแรง และกิ่งที่มีผลลำไยจำ นวนมาก

7.2 การป้องกันกําจัดศัตรูลําไย

เมื่อมีโรคและแมลงศัตรูระบาดในระยะนี้ ควรพ่นสารป้องกันกำจัดโรค และสารฆ่าแมลงตามคำ แนะนำ ในช่วงก่อนเก็บเกี่ยว 1 เดือนควรห่อผลลำ ไยเพื่อป้องกันการเข้าทำ ลายของแมลงศัตรูพืช เช่น ผีเสื้อมวนหวาน หนอนเจาะขั้ว ค้างคาว และเป็นการหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อไม่ให้มีการตกค้างของสารเคมีในผลผลิตลำ ไย ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

8. การป้องกันกํ าจัดศัตรูลําไย

8.1 แมลงศัตรูที่สําคัญ

8.1.1 หนอนเจาะขั้วลิ้นจี่ (Litchi fruitborer)

หนอนเจาะขั้วลิ้นจี่ Conopomorpha sinensis (Bradly) ทำลายขั้วผลลำ ไยในช่วงเดือนมีนาคม – สิงหาคม
การป้องกันกํ าจัด
• เก็บผลร่วงเนื่องจากการทำ ลายของหนอนเจาะขั้วแล้วทำ ลายทิ้ง
• หลังการเก็บเกี่ยว ตัดแต่งกิ่งโดยเฉพาะกิ่งที่ใบมีดักแด้ของหนอนเจาะขั้วทำ ลายทิ้ง
• หลังติดผลแล้ว 1-2 สัปดาห์ สุ่มช่อผล 10 ช่อต่อต้นถ้าพบไข่ให้พ่นคาร์บาริล 85% WP อัตรา 40 กรัมต่อนํ้า 20 ลิตร ถ้าพบปริมาณมากเกิน 5%ของผลที่สุ่ม พ่นคลอร์ไพริฟอส/ไซเพอร์เมทริน 55%EC (นูเรลล์ – L 505 EC)อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อนํ้า 20 ลิตร หรือไซฟลูทริน 5% EC อัตรา 5 มิลลิลิตรต่อนํ้า 20 ลิตร ควรหยุดพ่นก่อนเก็บเกี่ยว 10 วัน

8.1.2 มวนลําไย (Longan stink bug)

มวนลำไย Tessaratoma papillosa (Drury) ทำ ลายผลลำไยช่วงเดือนมกราคม – สิงหาคม
การป้องกันกํ าจัด
• หลังการเก็บเกี่ยว ตัดแต่งกิ่งให้โปร่งป้องกันการหลบซ่อนอยู่ข้ามฤดู
• สำ รวจไข่ ตัวอ่อน และตัวเต็มวัย ถ้ามีไม่มากเก็บทำ ลาย
• ถ้าสำ รวจพบไข่ถูกแตนเบียนทำ ลาย(มีลักษณะเป็นสีดำ )จำ นวนมาก ไม่ควรพ่นสารฆ่าแมลง
• ถ้าพบไข่จำ นวนมาก และไม่ถูกแตนเบียนทำ ลาย(มีสีครีมหรือสีแดงเมื่อใกล้ฟัก)พ่นด้วยคาร์บาริล 85% WP อัตรา 45 กรัมต่อนํ้า 20 ลิตร หยุดพ่นก่อนเก็บเกี่ยว 7 วัน

8.1.3 ผีเสื้อมวนหวาน (Fruit moth)

ผีเสื้อมวนหวานชนิดที่พบมากคือ Othreis fullonia (Clerck) ทำลายผลลำไยในช่วง เดือนกรกฎาคม – สิงหาคม
การป้องกันกําจัด
• ห่อผลด้วยกระดาษเพื่อป้องกันการทำ ลาย
• กำจัดวัชพืช เช่น ย่านาง ต้นข้าวสาร และบรเพ็ดที่อยู่บริเวณรอบสวน
• ใช้เหยื่อพิษ โดยใช้สับปะรดสุกตัดเป็นชิ้นจุ่มในสารละลายของคาร์บาริล 85% WP อัตรา 2 กรัมต่อนํ้า 1 ลิตรนาน 5 นาที นำ ไปแขวนในสวนเป็นจุด ๆ ห่างกันจุดละ 20เมตร ขณะผลลำ ไยใกล้สุก
• ใช้แสงไฟส่องและใช้สวิงโฉบจับผีเสื้อทำ ลาย (ช่วงเวลา 20.00 – 22.00น.)

8.1.4 หนอนเจาะกิ่ง (Red coffee borer)

หนอนเจาะกิ่ง Zeuzera coffeae (Nietner) พบระบาดเป็นครั้งคราวตลอดทั้งปี
การป้องกันกํ าจัด
• ตัดกิ่งแห้งที่มีหนอนทำ ลายเผาทิ้ง
• ถ้าพบรูที่ถูกเจาะตามกิ่งและลำ ต้น ใช้สารฆ่าแมลง เช่น คลอร์ไพริฟอส 40% EC อัตรา 1-2 มิลลิลิตรต่อรู ฉีดเข้าในรู แล้วอุดด้วยดินเหนียว

8.1.5 หนอนชอนใบ (Leaf miner)

หนอนชอนใบ Conopomorpha litchiella (Bradley) พบระบาดทั้งปีในช่วงที่ลำ ไยแตกใบอ่อน
การป้องกันกําจัด
• การทำ ลายในต้นเล็ก (อายุ 1-3 ปี) ถ้ามีปริมาณไม่มาก ไม่ควรพ่นสารฆ่าแมลงเพราะจะมีอันตรายต่อแมลงศัตรูธรรมชาติ
• ในระยะแตกใบอ่อน หากพบอาการยอดแห้งหรือใบอ่อนถูกทำลาย พ่นด้วยอิมิดาโคลพริด 10% SL อัตรา 8 มิลลิลิตรต่อนํ้า 20 ลิตร พ่น 1-2 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 7 วัน

8.1.6 ไรลําไย (Longan crineum mite)

ไรลำไย Aceria longana พบทำ ลายลำ ไยระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม
การป้องกันกํ าจัด
• เมื่อสำ รวจพบ ยอดมีอาการแตกเป็นพุ่มคล้ายไม้กวาดให้ตัดทำลาย
• ถ้ามีการทำ ลายเป็นบริเวณกว้าง พ่นด้วยกำ มะถันผง 80% WP อัตรา 40 กรัม ต่อนํ้า 20 ลิตรหรือ อามีทราซ 20% EC อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อนํ้า 20 ลิตร พ่น 1-3 ครั้ง ห่างกัน ครั้งละ 4 วัน

8.2 โรคที่สํ าคัญของลํ าไย

8.2.1 โรคกระหรี่ หรือโรคพุ่มไม้กวาด

ส่วนที่เป็นตาเกิดอาการแตกยอดฝอยเป็นมัดไม้กวาดเป็นรุนแรงทำ ให้ต้นลำ ไยมีอาการทรุดโทรม
การป้องกันกํ าจัด
• ตัดกิ่งเป็นโรคออกเผาทำ ลายในแหล่งมีการระบาดของโรค พ่นด้วยกำมะถันผง 80% WP อัตรา 40 กรัม ต่อนํ้า 20 ลิตร หรืออามีทราซ 20% EC อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อนํ้า 20 ลิตร
จำนวน 1-3 ครั้ง ห่างกัน 4 วัน เพื่อป้องกันกำ จัดไรลำไย
• ขยายพันธุ์ปลูกจากต้นแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์ตรงตามพันธุ์และไม่ปรากฏอาการของโรคพุ่มไม้กวาด

8.2.2 โรครานํ้ าฝน หรือโรคผลเน่า โรคใบไหม้

เมื่อเข้าทำ ลายที่ผลจะทำ ให้ผลเน่าและร่วง เป็นที่ใบอ่อน ยอดอ่อนทำ ให้เกิดอาการใบและยอดไหม้ ระบาดในช่วงฤดูฝน
การป้องกันกําจัด
พ่นด้วยเมทาเลกซิล 25% WP อัตรา 20-30 กรัม ต่อนํ้า 20 ลิตร พ่น 1 ครั้ง ทันทีที่พบโรคที่ผล และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลังพ่นสาร 10-15 วัน ส่วนโรคที่ใบในช่วงผลิใบอ่อนพ่นป้องกันกำจัดเช่นเดียวกับเป็นที่ผลลำ ไย

8.3 การจัดการวัชพืช

การจัดการวัชพืชมีหลายวิธี เช่น การปลูกพืชคลุมดินซึ่งจะช่วยป้องกันการชะล้างหน้าดิน ช่วยรักษาความชื้นและเพิ่มความสมบูรณ์ให้กับดิน การตัดวัชพืชระหว่างแถวปลูก และระหว่างต้นลำ ไยซึ่งอาจจะใช้สลับกับการพ่นสารกำ จัดวัชพืชบ้าง โดยพ่นเพียงปีละครั้งเมื่อไม่สามารถตัดวัชพืชได้ทัน ด้วยเหตุผลเพราะขาดแรงงานหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมที่จะตัดวัชพืชได้ การรักษาบริเวณโคนต้นลำ ไยให้สะอาด ควรตัดวัชพืชให้สั้น ไม่ควรใช้จอบดาย เนื่องจากเป็นอันตรายต่อระบบรากของลำ ไยและควรหลีกเลี่ยงการใช้สารกำ จัดวัชพืชบริเวณใต้ทรงพุ่ม อย่างไรก็ตามหากจำเป็นจริง ๆ อาจใช้ได้บ้าง แต่ควรให้น้อยครั้งที่สุด

สารกำจัดวัชพืชในสวนลำ ไย ได้แก่ ไกลโฟเสท กลูโฟซิเนตแอมโมเนียม และพาราควอท ใช้พ่นหลังวัชพืชงอกในขณะมีวัชพืชมีใบมากที่สุด ปริมาณนํ้าที่ใช้ผสมเพื่อพ่นในพื้นที่ 1 ไร่ คือ 60-80 ลิตร สำ หรับอัตราการใช้ มีดังนี้
• ไกลโฟเสท 48% SL อัตรา 500-600 มิลลิลิตร/ไร่
• กลูโฟซิเนต-แอมโมเนียม 15% SL อัตรา 800-2,000 มิลลิลิตร/ไร่
• พาราควอท 27.6% SL อัตรา 300 – 600 มิลลิลิตร/ไร่

8.4  การป้องกันกํ าจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้องและปลอดภัย

• จะต้องทราบชนิดและรายละเอียดของศัตรูพืชที่ต้องการป้องกันกำ จัด
• เลือกใช้สารให้เหมาะสมกับชนิดของศัตรูพืช สารนั้นต้องมีประสิทธิภาพดีต่อศัตรูพืชนั้นโดยเฉพาะ
• ใช้สารที่สลายตัวเร็วกับพืชอาหารเมื่อใกล้เวลาเก็บเกี่ยว
• ให้ใช้สารเฉพาะในกรณีที่จำ เป็นเท่านั้น และไม่ควรใช้เกินอัตราที่กำ หนดไว้ในฉลาก หรือตามคำ แนะนำ ของทางราชการ
• ไม่ควรผสมสารเกิน 1 ชนิดขึ้นไปในการพ่นแต่ละครั้ง ยกเว้นในกรณีที่ทางราชการแนะนำ ให้ใช้
• ควรพ่นสารเฉพาะเมื่อพบว่ามีศัตรูพืชเข้าทำ ลายในระดับที่จะเกิดความเสียหายต่อผลผลิต และหากมีการระบาดรุนแรงก็ให้เพิ่มจำ นวนครั้งมากขึ้นได้
• การเลือกใช้เครื่องพ่นสาร และวิธีการใช้สารจะต้องเหมาะสมกับชนิดของสารและศัตรูพืช
• ไม่ควรเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนสารที่ใช้จะสลายตัวถึงระดับปลอดภัย โดยดูจากคำ แนะนำ การเว้นระยะเก็บเกี่ยวหลังการพ่นสารครั้งสุดท้ายในฉลาก

9. สุขลักษณะและความสะอาด

ตัดวัชพืชให้สั้นอยู่เสมอทั่วทั้งแปลง โดยเฉพาะบริเวณโคนต้น และบริเวณระหว่างต้น ระหว่างแถวลำ ไย หลังการตัดแต่งกิ่งควรนำ กิ่งที่ตัดทิ้งออกไปนอกสวนแล้วเผาทำ ลาย เศษวัสดุจากบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้งานในสวนแล้วควรเก็บออกไปฝังดินนอกสวน สารป้องกันกำ จัดศัตรูพืชและปุ๋ยเคมีควรเก็บในที่ปลอดภัยห่างไกลจากอาหาร แหล่งนํ้า สัตว์เลี้ยง และที่อยู่อาศัย อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการพ่นสารป้องกันกำ จัดศัตรูพืชควรทำ ความสะอาดหลังจากใช้งานแล้ว หากชำ รุดควรซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดีพร้อมจะใช้ปฏิบัติงาน

10 การเก็บเกี่ยว

ใช้กรรไกรตัดช่อผลลำ ไยจากต้น นำ ช่อผลบรรจุภาชนะรองรับเช่นตะกร้าที่มีกระสอบหรือฟองนํ้ารองก้น การตัดช่อผลต้องให้มีใบสุดท้ายที่ติดช่อผล (หรือใบแรกที่ติดช่อผล) ไปด้วยเพราะตาที่อยู่ถัดลงไปอีก 1 ตา เป็นตาที่สมบูรณ์แข็งแรงพร้อมที่จะแตกเป็นกิ่งใหม่ต่อไป ขนย้ายผลลำ ไยไปโรงคัดเกรดอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดการบอบชํ้า

11. วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว

ตัดผลลำไยที่มีขนาดเล็กไม่ได้มาตรฐานในแต่ละช่อออกตัดก้านช่อผลเหลือยาวไม่เกิน 15 ซม. รวมช่อผลลงบรรจุในตะกร้าพลาสติกที่มีฟองนํ้ารองก้น พร้อมคัดขนาดไปในคราวเดียวกัน
บรรจุลำ ไยตะกร้าละ 10 กิโลกรัม ปิดทับฟองนํ้าก่อนปิดด้วยฝาตะกร้า ผูกเชือกให้แน่น นำ ตะกร้าบรรจุลำ ไยผ่านความเย็นโดยใช้ไอเย็นก่อนการรมด้วยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) หลังการรมด้วยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ นำตะกร้าบรรจุลำไย ขนส่งโดยรถที่มีระบบห้องเย็น เพื่อขนส่งในวันเดียวกัน และเมื่อไปถึงท่าเทียบเรือแล้วควรขนลงตู้คอนเทนเนอร์ (container) ซึ่งปรับอุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส เพื่อขนส่งไปยังตลาดต่างประเทศต่อไป

12. การบันทึกข้อมูล

ควรบันทึกข้อมูลวันปฏิบัติการต่างๆ โดยการจัดสมุดบันทึกทำ เป็น ตารางเพื่อเป็นการรวบรวมข้อมูลใช้ประโยชน์ในการพยากรณ์เหตุการณ์ในปีต่อ ๆ ไป และเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาต่างๆ ได้แก่ วันปฏิบัติการต่างๆ เช่น วันตัดแต่งกิ่ง วันใส่ปุ๋ย ชนิดปุ๋ยที่ใช้ วันพ่นสารป้องกันกำ จัดศัตรูพืช ชนิดและอัตราที่ใช้ วันที่มีโรคแมลงแต่ละชนิดระบาด อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณนํ้าฝน (ถ้ามี) ผลผลิต และอื่น ๆ

การผลิตปทุมมาอย่างถูกต้องเหมาะสม

Department Of Agriculture  กรมวิชาการเกษตร.

เกษตรดีที่เหมาะสมสำหรับการผลิตปทุมมา

Good Agricultural Practice (GAP) For Curcuma

1. แหล่งปลูก

1.1 สภาพพื้นที่
-  ไม่ควรปลูกในที่ที่เคยปลูกปทุมมามาก่อน   แต่ถ้าเป็นพื้นที่เดิมควร เว้น  3 ปีก่อนปลูก
-  พื้นที่ปลูกไม่เคยมีประวัติการระบาดของโรคหัวเน่าหรือ โรคเหี่ยวมาก่อน  หรือพื้นที่ที่ไม่เคยปลูกพืชอาศัยของโรคนี้
-  ปลูกได้ทั้งที่ดอนและที่ลุ่มแต่ต้องไม่เป็นแหล่งที่น้ำท่วมขัง
-  การคมนาคมสะดวก
-  ห่างไกลจากแหล่งมลพิษ
1.2 ลักษณะดิน
–  เป็นดินร่วนหรือร่วนปนทราย   และมีความสมบูรณ์ปานกลาง
-  ดินปลูกควรเป็นดินที่มีการระบายน้ำดี
-  มีค่าความเป็น กรด-ด่าง  ประมาณ  6.5 – 7.0
1.3 สภาพภูมิอากาศ
-  อุณหภูมิทีเหมาะสมในช่วงกลางวันระหว่าง  20 – 30  องศา   อุณหภูมิกลางคืนระหว่าง 18 – 25  องศา
-  มีปริมาณน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ  ไม่เหมาะสมในพื้นที่ฝนตกชุก   เช่น   ภาคใต้
-  ชอบแสงแดด
1.4 แหล่งน้ำ
–  เป็นแหล่งน้ำสะอาด   ถ้าพบเชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคหัวเน่า   ควรกำจัดก่อนใช้ตามคำแนะนำใน ข้อ  6.1.1
-  มีค่าความเป็น กรด-ด่าง ของน้ำประมาณ  5.5 – 6.5
-  มีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ตลอดฤดูปลูก

2. พันธุ์

2.1 การเลือกพันธุ์
–  เป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการ
-  ให้ผลผลิตสูง

2.2 พันธุ์ที่นิยมปลูก

พันธุ์ปลูกเป็นไม้ตัดดอก ได้แก่   ปทุมมาเชียงใหม่สีชมพู   ปทุมมาเชียงใหม่สีชมพูอ่อน   ปทุมมา เชียงใหม่สี
ชมพูเข้ม   พันธุ์สโนว์ไวท์   พันธุ์ทรอปิคอลสโนว์
ปทุม มาเชียงใหม่สีชมพู  สีชมพูอ่อน  สีชมพูเข้ม
มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์คล้ายคลึงกัน  แตก ต่างกันที่สีของช่อดอกและสีดอกจริง  โดยมีลักษณะทั่วๆ ไปดังนี้
–   ความสูงต้น  40-45  เซนติเมตร   การแตกกอดีมีจำนวนหน่อ  10 – 15  หน่อ/กอ
-   ใบแผ่ตั้งแข็งแรง   ลักษณะใบรีค่อนข้างกว้าง   ขนาดใบ  กว้าง x ยาว   เฉลี่ย  6.0 x 24.0  เซนติเมตร
แผ่นใบสีเขียว   เส้นกลางใบเรื่อสีน้ำตาล
-   ช่อดอกยาว  60-70  เซนติเมตร   ก้านช่อดอกตรงแข็งแรง  เส้นผ่าศูนย์กลาง ก้าน  0.9-1.0  เซนติเมตร
-   สีกลีบประดับส่วนบน  (coma bract)  มีสีชมพู  สีชมพูอ่อน  และสีชมพูเข้ม   แตกต่างกันตามชื่อของ
แต่ละพันธุ์   กลีบประดับกว้าง   มีประมาณ 13-15 กลีบ  เรียงเป็นวงสลับกันคล้ายดอกบัวตูม
-   ดอกจริงของปทุมมาสีชมพู มีสีขาวปากล่างสีม่วง    ปทุมมาสีชมพูอ่อน มีสีขาวปากล่างสีม่วงอ่อน   และ
ปทุมมาสีชมพูเข้ม มีสีขาวปากล่าวสีม่วงเข้ม
-   ผลผลิตดอก  5-8  ดอก/กอ
พันธุ์ สโนว์ไวท์
-   ความสูงต้น  40-45  เซนติเมตร   การแตกกอ  9-12  หน่อ/กอ
-   ใบแผ่ตั้งแข็งแรง  ใบรีค่อนข้างกว้าง  ขนาดใบกว้าง x ยาว  เฉลี่ย 7.0 x 20.0  เซนติเมตร  แผ่ใบสีเขียว
เส้นกลางใบสีเขียว
-   ช่อดอกยาว  50-60  เซนติเมตร   ก้านช่อดอกตรงแข็งแรง   เส้นผ่าศูนย์กลางก้าน  0.9-1.0  เซนติเมตร
-   กลีบประดับส่วนบมีสีขาวปลายกลีบแต้มเขียว    กลีบกว้าง   มี  13-15  กลีบ   ทรงดอกคล้ายดอกบัวบาน
ดอกใหญ่
-   ดอกจริงสีขาว  ปากล่างสีม่วง
-   ผลผลิตดอก  5-6  ดอก/กอ
พันธุ์ ทรอปิคอล สโนว์
-   ความสูงต้น  50-55  เซนติเมตร   การแตกกอปานกลาง   จำนวนหน่อ  10-12  หน่อ/กอ
-   ใบยาวแผ่ออกด้านข้าง  ขนาดใบกว้าง x ยาว  เฉลี่ย 7.5 x 30.5  เซนติเมตร   แผ่นใบสีเขียว   เส้นกลาง-
ใบสีเขียว
-   ช่อดอกยาวประมาณ  60  เซนติเมตร   ก้านช่อดอกยาว   เส้นผ่าศูนย์กลางก้าน  0.9-1.0  เซนติเมตร
-   กลีบประดับส่วนบมีสีขาว  ปลายกลีบแต้มเขียวเล็กน้อย   กลีบประดับรีค่อนข้างกว้าง  ปลายกลีบแหลม
มีประมาณ  10  กลีบ   ทรงดอกบัวบาน
-   ดอกจริงสีขาว  ปากล่างสีม่วง
-   ผลผลิตดอก  4-6  ดอก/กอ
ข้อจำกัด  : คอดอก ค่อนข้างอ่อน  จึงควรตัดดอกระยะดอกแย้ม  โดยมีดอกจริงบานเพียง  1-2  ดอก

พันธุ์ สโนว์ไวท์
-   ความสูงต้น  40-45  เซนติเมตร   การแตกกอ  9-12  หน่อ/กอ
-   ใบแผ่ตั้งแข็งแรง  ใบรีค่อนข้างกว้าง  ขนาดใบกว้าง x ยาว  เฉลี่ย 7.0 x 20.0  เซนติเมตร  แผ่ใบสีเขียว
เส้นกลางใบสีเขียว
-   ช่อดอกยาว  50-60  เซนติเมตร   ก้านช่อดอกตรงแข็งแรง   เส้นผ่าศูนย์กลางก้าน  0.9-1.0  เซนติเมตร
-   กลีบประดับส่วนบมีสีขาวปลายกลีบแต้มเขียว    กลีบกว้าง   มี  13-15  กลีบ   ทรงดอกคล้ายดอกบัวบาน
ดอกใหญ่
-   ดอกจริงสีขาว  ปากล่างสีม่วง
-   ผลผลิตดอก  5-6  ดอก/กอ

พันธุ์ปลูกเป็นไม้กระถาง ได้แก่   ไข่มุกสยาม  บัว สวรรค์ขาวเตี้ย   บัวสวรรค์ชมพูเตี้ย
พันธุ์ ไข่มุกสยาม
-   ความสูงต้น  28-33  เซนติเมตร   การแตกกอ  เฉลี่ย  6-10  หน่อ/กอ
-   ใบสวย   รูปร่างใบรีกว้างสั้น   ขนาดใบกว้าง  x  ยาว    เฉลี่ย  7 x 18  เซนติเมตร    แผ่นใบสีเขียวนวล
เส้นกลางใบสีเขียว
-   ช่อดอกยาว 35 – 45  เซนติเมตร   ชูช่อเหนือพุ่มใบเห็นเด่นชัด   ก้านช่อดอกแข็ง   เส้นผ่าศูนย์กลางก้าน
0.5-0.6  เซนติเมตร
-   สีกลีบประดับส่วนบนมีสีขาวนวล   ปลายกลีบแดงเมื่อดอกบานเต็มที่   กลีบประดับกว้างปลายกลียมน   มี
จำนวน  9  กลีบ   ทรงดอกคล้ายดอกทิวลิป
-   ดอกจริงสีขาว  ปากล่างสีม่วง
-   ออกดอกพร้อมกัน   คราวละ  2-3  ช่อต่อกระถาง
พันธุ์ ไข่มุกสยาม
-   ความสูงต้น  30-40 ซ.ม.  การแตกกอ  เฉลี่ย 7-12  หน่อ/กอ   แตกกอเร็วทำให้พุ่มใบด้านล่างแน่นเร็ว
-   ใบเรียวค่อนข้างแคบ   ขนาดใบกว้าง x ยาว   เฉลี่ย  6.5 x 21  เซนติเมตร   แผ่นใบสีเขียว
เส้นกลางใบสีน้ำตาลเข้ม
-   ช่อดอกยาว  45-55  เซนติเมตร   ก้านช่อดอกตรง   เส้นผ่าศูนย์กลางกล้าน  0.5-0.6  เซนติเมตร
-   กลีบประดับส่วนบนสีขาว   มีจำนวน  9  กลีบ   ทรงดอกบัวบาน
-   ดอกจริงสีขาว  ปากล่างสีม่วงเข้ม
-   ออกดอกพร้อมกัน   คราวละ  2-3  ช่อต่อกระถาง
บัว สวรรค์ชมพูเตี้ย
-   ความสูงต้น  30-35 ซ.ม.  การแตกกอ  เฉลี่ย 7-12  หน่อ/กอ
-   ใบตั้ง  รูปร่างรีค่อนข้างแคบ   ขนาดใบกว้าง x ยาว   เฉลี่ย  5.0 x 21.0  เซนติเมตร   แผ่นใบสีเขียว
-   ช่อดอกยาว  35-40  เซนติเมตร   ก้านช่อดอกตรง   เส้นผ่าศูนย์กลางก้าน  0.5-0.6  เซนติเมตร
-   กลีบประดับส่วนบนสีชมพู  ปลายกลีบแต้มชมพูแดง  มีประมาณ  9  กลีบเรียงซ้อน กันคล้ายดอกบัวสาย
-   ดอกจริงสีขาว  ปากล่างสีม่วง
-   ออกดอกพร้อมกัน   คราวละ  2-3  ช่อต่อกระถาง

3. การปลูก

3.1 การเตรียมดิน
–   วิเคราะห์ดินปรับสภาพความเป็นกรดด่างของดินให้อยู่ระหว่าง  6.5-7.0
-   เก็บซากพืชในแปลงเผาทิ้ง   ไถดิน  1  ครั้ง   ตากดิน  20-30 วัน   และเก็บเศษวัชพืชออกจากแปลง

3.2 วิธีการปลูก

3.2.1 การเตรียมหัวพันธุ์
-   ใช้หัวพันธุ์ปลอดโรคที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ   หรือจากแปลงที่ ไม่แสดงอาการ
-   คัดขนาดหัวพันธุ์แยกเป็นขนาดหัวใหญ่  (เส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า  1.5  ซ .ม.)   หัวกลาง (1-1.5 ซ.ม.)
และหัวเล็ก (น้อยกว่า  1.0  ซ.ม.)
-   นำหัวพันธุ์ที่คัดขนาดบ่มในขุยมะพร้าวชื้นหมาดๆ โดยวางด้านตาขาวลงบนพื้น ขุยมะพร้าว  บ่มในอุณหภูมิ
30 – 33  องศา   ความชื้น 70% หรือคลุมด้วยพลาสติกเพื่อให้มีความร้อนสะสม นาน 30-45 วัน   เป็นการ
กระตุ้นหัวพันธุ์แต่ละขนาดให้งอกสม่ำเสมอ  โดยกระบะเพาะไม่ถูกแสงแดดจัด    เพื่อป้องกันอุณหภูมิบ่มที่
สูงเกิน
-   คัดหัวพันธุ์ที่งอกหน่อขนาดเท่ากันปลูกในแปลงเดียวกัน

3.2.2 ระยะปลูก

การปลูกลงแปลง
-   ควรแบ่งแปลงเป็นแปลงย่อย ๆ   ขนาดแปลงละ  1  งาน   จัดทำทางระบายน้ำให้ดี  และระหว่างแปลงย่อย
ปลูกคั่นด้วยพืชที่ไม่ใช่พืชอาศัยของ โรคเน่า  เช่น  ข้าวโพด  ข้าวฟ่าง  ถั่วเขียว  ตะไคร้  ประมาณ  1 เมตร
เพื่อป้องกันการพร่ระบาดของโรคหัวเน่า
-   ยกแปลงสูง  20-30  เซนติเมตร   กว้าง  1.0-1.2  เมตร   เว้นร่องทางเดิน  0.5  เมตร
-   ปลูกโดยวางหน่อชิดพื้นวัสดุปลูกและปลายหน่อชี้ขึ้น   กลบดินและคลุมด้วย ฟางเพื่อไม่ให้หน่อไหม้
-   ระยะปลูกขึ้นกับขนาดของหัวพันธุ์ได้แก่
-  ขนาดหัวใหญ่   ระยะ ปลูก  30 x 30  เซนติเมตร   หรือ  10,000  หัวต่อไร่
-  ขนาดหัวกลาง   ระยะ ปลูก  20 x 25  เซนติเมตร   หรือ  15,000  หัวต่อไร่
-  ขนาดหัวเล็ก      ระยะปลูก  20 x 20  เซนติเมตร   หรือ  20,000  หัวต่อไร่
-   ปลูก  1 หัวต่อหลุม   ปลูกลึก  7 x 10  เซนติเมตร  จากผิวดิน
-   สำหรับแปลงที่ไม่มีการคลุมพลาสติกอบดิน   ควรพ่นสารกำจัดวัชพืชหลังการ ปลูก
-   การปลูกเพื่อตัดดอก   ในช่วงดอกตูมถึงดอกบานใช้ซาแรน  50-70% พรางแสง   ก้านดอกจะยาวสีสวย
ปลายกลีบดอกมีสีน้ำตาลน้อยเหมาะกกับการ ตัดดอก

การปลูกลงถุง
-   วัสดุปลูกที่เหมาะสมคือ   ทราย  :  แกลบดิบหรือขุยมะพร้าว  :  ถ่าน แกลบ    อัตรา  1 : 1 : 1
-   ผสมวัสดุปลูกแล้วหมักกองไว้กลางแดด   โดยกองสูงประมาณ  20 – 30  เซนติเมตร   พรมน้ำให้ชุ่ม   คลุม
ด้วยพลาสติกใส   นาน  1  เดือน  เพื่ออบฆ่าเชื้อ
-   ใช้หัวพันธุ์ขนาดใหญ่มีรากสะสมอาหาร  2 – 3  ราก   ปลูกลงถุงพลาสติกสีดำ   ขนาด  6 x 12  นิ้ว  1 หัว
ต่อถุง   พื้นที่  1 ตารางเมตร  วางถุงได้  20-25  ถุง  สามารถเก็บเกี่ยวหัวใหม่ได้  5-7 หัวต่อถุง
-   การปลูกลงถุงโดยใช้วัสดุปลูกไม่มีดินจำเป็นต้องมีการจัดการปุ๋ยและน้ำที่ ดี
-   ปูพื้นแปลงด้วยแกลบดิบหรือคลุมด้วยพลาสติกใส   เพื่อป้องกันการติดเชื้อโรค หัวเน่าจากดิน
-   การวางถุงควรวางบนแปลงที่ยกสูงจากพื้น  20-30  เซนติเมตร   หน้าแปลงควรมีความลาดเอียงเล็กน้อย
เพื่อให้มีการระบายน้ำที่ดี

3.2.3 ฤดูปลูก ฤดูปลูกสามารถแบ่งได้เป็น  3  ช่วงคือ

ปลูกก่อนฤดู
-   เริ่มปลูกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม
-   ก่อนปลูกต้องนำหัวพันธุ์ไปบ่มตามคำแนะนำข้อ  3.2.1  ในช่วงเดือนมกราคม เพื่อทำลายการพักตัว
-   นำลงปลูกรดน้ำให้ชุ่มและสม่ำเสมอ  ถ้าขาดน้ำหรือน้ำไม่เพียงพออาจทำให้หัว พันธุ์ตายนึ่ง  หรือยอดไหม้ได้
-   ข้อดีของการปลูกเร็วคือสามารถผลิตดอกได้ก่อนฤดู  ประมาณเดือนพฤษภาคม  และ สามารถเก็บเกี่ยวหัวพันธุ์
และจำหน่ายได้เร็วขึ้น

ปลูกฤดูปกติ
-   ปลูกช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม   เป็นการปลูกโดยอาศัยน้ำฝน
-   หลังปลูกประมาณ  2.5 – 3  เดือน   ต้นปทุมมาจะเริ่มออกดอกในเดือน  กรกฎาคม – สิงหาคม   และจะพักตัว
เมื่อเข้าฤดูหนาวในช่วงเดือน  พฤศจิกายน – ธันวาคม

ปลูกหลังฤดู
-   ปลูกในช่วงเดือน  มิถุนายน – กรกฎาคม
-   การปลูกวิธีนี้มีข้อดีคือ  สามารถตากดิน  อบดินเพื่อกำจัดเชื้อโรคหัวเน่าได้นาน   ดินมีโอกาสปลอดเชื้อมากขึ้น
และพืชมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวเน่าน้อยลง   แต่พืชมีช่วงสะสมอาหารสั้นเพียง  5 – 6  เดือน  จึงต้อง
มีการจัดการปุ๋ย  และน้ำที่ดีให้เพียงพอต่อความต้องการของพืช   จึงต้องเก็บรักษาหัวพันธุ์มิให้เหี่ยวมากก่อน
ปลูกตามคำแนะนำข้อ 8.1.4

4. การดูแลรักษา

4.1 การให้ปุ๋ย
–   ก่อนปลูก   รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยสูตร  15-15-15  หรือ  16-16-16   อัตรา ประมาณ  15กรัม/หลุม
-   เมื่อใบคู่แรกกางใส่ปุ๋ยสูตรที่มีไนโตรเจนสูง  เช่น  21-7-14 , 15-0-0  หรือสูตร  16-16-16   อัตรา  15 กรัมต่อกอ
เดือนละครั้ง
-   เมื่อออกดอกใส่ปุ๋ย  13-13-21   และพ่นธาตุอาหารเสริมทางใบที่ มี   แคลเซียม   แมกนีเซียม   โบรอน   สังกะสี   และ
ทองแดง  เป็นต้น   เมื่อพืชแสดงอาการใบเหลืองขาดธาตุอาหาร
-   เมื่อพืชเริ่มลงหัวใส่ปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัส  และโพแทสเซียมสูง   เช่น   8-16-24 , 14-14-21  หรือ  13-13-21   อัตรา
15 กรัมต่อกอ  เดือนละครั้ง
-   การให้ปุ๋ยกับการปลูกลงถุงควรให้ปุ๋ยปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้งกว่าการให้ใน แปลง อัตรา 7-10  กรัมต่อถุงทุก 3 สัปดาห์

4.2 การให้น้ำ
–   ปทุมมาต้องกานน้ำสม่ำเสมอในช่วงการเจริญเติบโตและการออกดอก   ส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก  ให้น้ำเสริมเมื่อ
ฝนทิ้งช่วง
-   ควบคุมการระบายน้ำในแปลงปลูกไม่ให้น้ำท่วมขัง  เพื่อลดความเสี่ยงต่อการ เกิดโรค
-   ระบบการให้น้ำ   มีการให้น้ำระบบสปริงเกอร์พ่นฝอยเหนือต้นปทุมมา   หรือใช้ระบบน้ำหยดพร้อม กับให้ปุ๋ย
–   ถ้าตรวจพบน้ำที่ใช้ในแปลงปลูก  และใช้ล้างหัวพันธุ์มีเชื้อแบคทีเรีย สาเหตุโรคหัวเน่าปนเปื้อนให้ทำการบำบัดน้ำที่จะ
ใช้โดยใส่คลอรีนผง (คลอรีน 20 เปอร์เซ็นต์)  อัตราส่วน  5  กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร  ปล่อยทิ้งค้างคืนไว้แล้วจึงนำไปใช้

4.3 การปลิดดอก
–   ในกรณีที่ปลูกเพื่อผลิตหัวพันธุ์   เมื่อพืชออกดอกควรปลิดดอกทิ้งเพื่อให้แตกกอเพิ่มขึ้น  และอาหารที่สังเคราะห์ขขึ้น
จะถูกส่งไปสะสมที่หัวทำให้ได้หัวขนาดใหญ่ได้มาตรฐาน ส่งออกมาก

4.4 การปลูกให้ได้ตุ้มสะสมอาหารสั้น รากสะสมอาหารหรือตุ้มที่ตลาดต้องการมีลักษณะอวบ  สั้น  การปลูกให้ได้
ตุ้มสั้น  มีหลายวิธีดังนี้

ปลูกในถุงพลาสติก

ปลูก หลังฤดู
-   ปลูกด้วยหัวขนาดเล็กหรือปลูกโดยใช้หัวขนาดกลางถึงใหญ่ที่ไม่มีตุ้มสะสม อาหาร
-   ปลูกหลังฤดู   ช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม   เพื่อให้มีการสะสมอาหารสั้นเพีง  5-6  เดือน
-   ปลูกโดยการจำกัดหน้าดิน   อย่าไถพรวนให้ลึกเกินไป   ชั้นดินปลูกควรลึก ประมาณ  15-20  เซนติเมตร

5. สุขลักษณะและความสะอาด

-   กำจัดวัชพืชในแปลงปลูกใน ระยะแรก   เพื่อไม่ให้แข่งขันกับปทุมมา  หรือเป็นแหล่งเพาะศัตรูพืช  หรือ ติดโรคกับผลผลิต
การพ่นสารฆ่าหญ้าชนิดดูดซึม   ควรทำด้วยความระมัดระวัง   การ ใช้ในอัตราที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้หัวพันธุ์ที่ผลิตได้
ใหม่เจริญผิดปรกติ
-   อุปกรณ์    เช่น   มีด   เครื่องพ่นสารเคมี   ภาชนะที่ใช้เก็บผลผลิต  ฯลฯ    หลังใช้งานแล้วต้องทำความสะอาด    ควรแยก
เครื่องพ่นสารกำจัดโรค  แมลง   กับสารป้องกันกำจัดวัชพืช
-   เก็บสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชและปุ๋ยเคมีในที่ ปลอดภัย  ภาชนะบรรจุที่ใช้สารหมดแล้วให้ทำลายอย่างเหมาะสม   เช่น
เผา   ทำลาย   ฝังดิน   ไม่ควรนำมาใช้ใหม่อีก


6. ศัตรูของปทุมมาและการป้องกันกำจัด

6.1 โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

6.1.1  โรคหัวเน่าหรือโรคเหี่ยว

สาเหตุเกิดจาก เชื้อแบคทีเรีย

ลักษณะอาการ หลังจากการติดเชื้อ  ใบแก่ที่อยู่ตอน ล่าง ๆ จะม้วนเป็นหลอดคล้ายอาการขาดน้ำและเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
อาการจะลุกลามไปยังส่วนปลายยอด   บริเวณโคนต้นและหน่อที่แตกออกมา ใหม่มีลักษณะช้ำ   ฉ่ำน้ำ   ลำต้นมีลักษณะสีคล้ำหรือสี
น้ำตาลเข้ม   ซึ่งต่อมาจะเน่าเปื่อยหักหหลุดออกมาจากหัวโดยง่าย   ในที่สุดทั้งต้นจะแห้งตาย   หัวของต้นที่เป็นโรค  ระยะแรกมี
ลักษณะช้ำ   ฉ่ำน้ำเป็นปื้น ๆ  โดยเฉพาะหัวอ่อน   ต่อมาเนื้อหัวจะมีสีคล้ำขึ้นและเน่าเละ   เมื่อผ่าหัว ที่เป็นโรคระยะแรก   พบส่วน
ท่อน้ำ  ท่ออาหารมีลักษณะคล้ำสีม่วงน้ำเงินจางๆ  แล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลในที่สุด และมีเมือกสีขาวข้นของเชื้อซึมออกมาตรงรอย
แผล
ช่วงเวลาระบาด สภาพดินและอากาศชุ่มชื้น

การแพร่ระบาด เชื้อแบคทีเรียเป็นเชื้อที่อาศัยอยู่ในดินได้เป็นเวลานานหลายปี    ก่อให้เกิดโรคในแปลงปลูก เมื่อปลูก
โดยใช้หัวพันธุ์ที่ติดเชื้อ    แปลงปลูกมีเศษซากพืชที่ติดเชื้อ   ดินที่มีเชื้ออยู่แล้ว  และมีวัชพืชเป็นพืชอาศัย    แล้วแพร่ระบาดไปกับ
เครื่องมือการเกษตร  มนุษย์  สัตว์เลี้ยง  ลม  น้ำชลประทานหรือน้ำฝน   โดยเชื้อจะเข้าทำลายทางบาดแผลหรือช่องเปิด ธรรมชาติ
ของพืช   นอกจากนี้ยังพบการทำลายของไส้เดือนฝอยที่ช่วยให้การระบาด ของโรคหัวเน่ารุนแรงมากขึ้น   สภาพอุณหภูมิ 25-35
องศาเซลเซียส   และความชื้นในดินสูง   จะทำให้การพัฒนาของโรคเป็น ไปอย่างรวดเร็ว

การป้องกันกำจัด
-   ก่อนปลูกพืช   ควรเลือกพื้นที่ที่ไม่เคยปลูกพืชอาศัย ของโรคหัวเน่ามาก่อน  เช่น  พืชตระกูลมะเขือ  ตระกูลขิงข่า  ตระกูล
ทานตะวัน  ฯลฯ    ประกอบด้วย   พริก   มะเขือเทศ   ยาสูบ   มันฝรั่ง   โทรงเทง   มะแว้ง   งา   ขิง   ดาวเรือง   เป็นต้น
-   กำจัดวัชพืชในแปลงก่อนปลูก 3  เดือน   และไถดินผึ่งให้แห้งก่อนปลูกอย่างน้อย 1 เดือน  เพื่อกำจัดเชื้อสาเหตุที่อาจอาศัย
อยู่ในวัชพืชและในดิน   กรณีที่ปลูกพืชหมุนเวียน   เช่น   ข้าว โพด   ข้าวฟ่างและข้าว    ควรกำจัดวัชพืชในแปลงให้หมด
ในระหว่างการปลูกพืชหมุนเวียน
-   ใช้หัวพันธุ์ที่ปลอดโรค
-   เมื่อเลือกพื้นที่ปลูกได้แล้ว  ควรเก็บตัวอย่างดินในแปลงส่งวิเคราะห์ความ เป็นกรด-ด่างของดิน  พร้อมทั้งธาตุอาหารหลัก
และอินทรีย์วัตถุ   เพื่อเป็นข้อมูลในการปรับปรุงความเป็นกรด – ด่าง   และความอุดมสมบูรณ์ของดิน   ค่าความเป็น กรด
ด่างของดินที่เหมาะสมควรอยู่ในช่วง  6.5 – 7.0
-   ในช่วงที่พืชกำลังเจริญเติบโตให้มั่นตรวจแปลง   ถ้าพบต้นที่แสดงอาการเป็นโรคหัวเน่าควรรีบถอนต้นที่เป็นโรค  ทำลาย
โดยการเผาทิ้ง   พร้อมทั้งขุดดินส่วนนั้นผึ่งแดด  และใช้ปุ๋ยยูเรียกับปูนขาวในอัตรา  1 : 10   โรยแล้วผสมคลุกเคล้ากับดิน
-    แล้วกลบทิ้งไว้   หรือราดดินบริเวณนั้นด้วยสารละลายคลอรอกซ์เข้มข้น  10  เปอรเซ็นต์   แล้วคลุมด้วยพลาสติกเพื่อกำจัด
เชื้อไม่ให้ลุกลามต่อไป
-   ก่อนเข้าแปลงปลูกปทุมมาทุกครั้งให้ทำความสะอาดโดยการแช่รองเท้าในน้ำยาฆ่า เชื้อโรค
-   ในช่วงที่พืชกำลังเจริญเติบโต ไม่ควรให้รากพืชเกิดบาดแผลเนื่องจากการใช้ เครื่องมือกำจัดวัชพืช  ควรใช้สารกำจัดวัชพืช                       แทน   เพื่อลดบาดแผลที่จะทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรค
-   ภายหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตควรเก็บเศษต้นปทุมมาให้หมด   แล้วเผาทำลาย  ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เป็นแหล่งอาศัยของเชื้อใน
แปลงปลูก
-   แปลงปลูกที่พบการระบาดของโรคหัวเน่า   ควรงดการปลูกพืชที่เป็นพืชอาศัยเป็นเวลา  3  ปี   และปลูกพืชหมุนเวียน   เช่น
ข้าวโพด   ข้าว   ข้าวฟ่าง   แล้วจึงเวียนกลับมาปลูกปทุมมาใหม่   เพื่อลดปริมาณเชื้อที่มีอยู่ในดิน
-   ถ้าน้ำที่ใช้รดมีการปนเปื้อนจากเชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรค   ควรบำบัดด้วยปูนคลอรีนก่อนใช้

การผลิตส้มเขียวหวานอย่างถูกต้องเหมาะสม

Department Of Agriculture  กรมวิชาการเกษตร.

เกษตรดีที่เหมาะสมสำหรับการผลิตส้มเขียวหวาน


Good Agricultural Practice (GAP) for Tangerine

1. แหล่งปลูก

1.1 สภาพพื้นที่

    • ปลูกได้ทั้งในที่ดอนและที่ลุ่ม
    • เป็นพื้นที่ที่ไม่มีน้ำท่วมขัง
    • สูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 750 เมตร
    • ความลาดเอียงของพื้นที่ไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์
    • อยู่ใกล้แหล่งน้ำ
    • การคมนาคมสะดวก
    • ห่างจากแหล่งปลูกส้มเดิมที่มีการระบาดของโรคที่มีแมลงเป็นพาหนะ อย่างน้อย 10 กิโลเมตร

1.2 ลักษณะดิน

    • ดินร่วน หรือดินร่วนปนทราย
    • มีการระบายน้ำดี
    • มีค่าความเป็นกรด-ด่าง อยู่ระหว่าง 5.5-6.5
    • มีความอุดมสมบูรณ์สูง ปริมาณอินทรีย์วัตถุไม่น้อยกว่า 3 เปอร์เซ็นต์
    • ความลึกของระดับหน้าดินไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร
    • ระดับน้ำใต้ดินไม่ควรสูงกว่า 1 เมตร
    • หมายเหตุ ควรมีการวิเคราะห์ดินเพื่อทราบค่าความเป็นกรด-ด่าง / ปริมาณธาตุอาหาร / ปริมาณ
      อินทรีย์วัตถุ  ฯลฯ  ก่อนตัดสินใจปลูกส้ม

1.3 สภาพภูมิอากาศ

    • อุณหภูมิเหมาะสมเฉลี่ยประมาณ 26-32 องศาเซลเซียส
    • ปริมาณน้ำฝนที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 1,000-1,200 มิลลิเมตรต่อปี
    • ชอบแดดจัดและมีปริมาณแสงไม่น้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน

1.4 แหล่งน้ำ

    • มีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับใช้ตลอดปี
    • เป็นน้ำสะอาดไม่มีสารอินทรียืและอนินทรีย์ที่เป็นพิษปนเปื้อน
    • น้ำมีค่าความเป็นกรด-ด่าง อยู่ระหว่าง 5.5-7.0

2. พันธุ์

2.1 การเลือกพันธุ์

    • ปลอดจากโรคที่สำคัญ ได้แก่ กริ่นนิ่ง ทริสเตซ่า และโรครากเน่า-โคนเน่า
    • มีคุณภาพตรงตามที่ตลาดต้องการ
    • เจริญเติบโตดี เหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศที่ปลูก

2.2 พันธุ์ที่นิยมปลูก มี 2 พันธุ์ คือ เขียวหวาน และโชกุน ซึ่งอาจมีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่นขึ้นอยู่กับแหล่งปลูกหรือเพื่อ
การค้า เช่น ส้มสีทอง ส้มผิวทอง และส้มสายน้ำผึ้ง เป็นต้น

  • ส้มเขียวหวาน เป็นพันธุ์ส้มเปลือกล่อน ที่ปลูกแพร่หลายมาแต่เดิม และได้ขยายพันธุ์ต่อ ๆ กันมารวมทั้งมีการ
    คัดพันธุ์ตามแหล่งปลูกต่าง ๆ เช่น
     

    • ส้มเขียวหวานแหลมทอง เป็นสายพันธุ์ที่ปลูกกันอยู่เดิมในเขตจังหวัดราชบุรี  มีรสชาติหวานจัดทรง
      พุ่มใหญ่ ออกดอก ติดผลค่อนข้างยาก ผลขนาดปานกลาง
    • ส้มบางมด เป็นพันธุ์ส้มเขียวหวานสายพันธุ์ที่ปลูกกันมาแต่เดิมในเขตบางมด  บางขุนเทียน  รสชาติ
      หวานอมเปรี้ยวผลขนาดปานกลางทรงผลค่อนข้างกลมถึงแป้นเล็กน้อย ผิวสีเขียวอมเหลือง หรือเหลือง
      เข้ม (เมื่อปลูกทางภาคเหนือ) เนื้อผลสีส้ม  ชานนิ่ม  เป็นพันธุ์ที่ติดผลดก ปัจจุบันมีผู้นำไปปลูกในเขตอื่น
      แล้วเรียกชื่อต่างกันไป เช่น ส้มผิวทอง ส้มสีทอง เป็นต้น ปลูกได้ทั่วไป
       
  • ส้มโชกุน เป็นพันธุ์ส้มเปลือกล่อนที่กำลังได้รับความนิยม  อาจรู้จักในนามของส้มสายน้ำผึ้ง หรือ  ส้มเพชรยะลา
    เป็นพันธุ์ที่มีลักษณะทรงต้นและขนาดต้นใกล้เคียงกับส้มเขียวหวาน  แต่ทรงพุ่มค่อนข้างจะหนาแน่นกว่า ลักษณะ
    กิ่งและใบตั้งขึ้นมากกว่า  ในขณะที่ส้มเขียวหวานลักษณะของกิ่งและใบจะห้อย ลง  ใบส้มโชกุนจะมีขนาดเล็กกว่า
    แต่สีเขียวเข้มกว่า   ลักษณะผลจะใกล้เคียงกับส้มแขียวหวานแต่ผลจะมีสะดือ เป็นเอกลักษณะพิเศษ  เนื้อมีลักษณะ
    แน่น  ชานนิ่มและให้น้ำส้มเหมาะที่จะปลูกในภาคใต้ แต่ถ้าจะปลูกในภาคอื่น    ควรมีการจัดการดินและน้ำที่ดี ไม่
    ควรปลูกในดินเหนียว ซึ่งจะมีปัญหาการแตกของผลสูงมาก

3. การปลูก

3.1 การเตรียมพื้นที่

3.1.1 พื้นที่ดอน

    • ทำการขุดตอไม้ออก ถ้าเป็นดินดาน ควรทำการทำลายชั้นดินดานก่อน
    • ไถพรวนให้ลึก 30-40 เซนติเมตร ปรับพื้นที่ให้เรียบ
    • ขึ้นแปลงเป็นรูปลอนลูกฟูกขวางทางแสงอาทิตย์กว้าง 3 เมตร สูง 40 เซนติเมตร ความยาวไม่จำกัดโดย
      ให้มีพื้นที่ระหว่างแปลง 3 เมตร สำหรับให้เครื่องจักรเข้าทำงานได้โดยสะดวก

3.1.2 พื้นที่ลุ่ม

    • ขุดเป็นร่องหรือยกร่อง โดยมีสันร่องซึ่งจะใช้ปลูกพืชกว้างประมาณ 6 เมตร การยกร่องควรทำขวางทาง
      แสงอาทิตย์ เพราะทำให้ร่องได้รับแสงสม่ำเสมอและทั่วถึง
    • ร่องน้ำกว้าง 1.50 เมตร ลึก 1 เมตร กันร่องน้ำกว้าง 70 เซนติเมตร
    • กรณีที่ลุ่มมากต้องทำคันกั้นน้ำรอบสวนมีท่อระบายน้ำเข้า-ออกจาก สวนได้

3.2 วิธีการปลูก

3.2.1 การเลือกต้นพันธุ์

  • การปลูกส้มเขียวหวานมักใช้กิ่งตอนที่มีโรคทำให้เกิดปัญหาต้น โทรม อายุสั้น ผลร่วง ผลด้อยคุณภาพ  การใช้ต้น
    ปลอดโรคปลูกแทนกิ่งตอนและการดูแลรักษาที่ถูกต้องอาจช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้
  • เป็นต้นติดตาโดยได้ตาปลอดโรคจากต้นแม่ที่แข็งแรง จริญเติบโตดี ให้ผลผลิตสูงสม่ำเสมอ นำมาติดตาบนต้นตอ
    ที่ทนทานต่อโรคเน่าโคนเน่า ซึ่งต้นตอที่ใช้อยู่ ได้แก่
     

    • ต้นตอทรอยเยอร์ เป็นต้นตอที่ทนทานต่อโรครากเน่าโคนเน่า   และทริสเตซ่า  แต่ไม่ทนต่อโรคกรีนนิ่ง
      อ่อนแอต่อใส้เดือนฝอย ทนอากาศหนาวได้ปานกลาง   ปรับตัวเข้ากับดินทั่วไปยกเว้นดินเค็ม ดินด่าง และ
      ดินเหนียว  ใช้เป็นต้นตอส้มเขียวหวานได้ดี  แต่ต้นส้มจะแตกกิ่งกระโดงมาก ต้นตออาจเข้ากันได้ไม่ดีกับ
      ส้มเขียวหวาน เกิดรอยเท้าช้างเล็กน้อย ส้มให้ผลผลิตสูง ขนาดผลใหญ่ ผลมีคุณภาพดี
    • ต้นตอสวิงเกิ้ล เป็นต้นตอที่ทนทานต่อโรครากเน่า โคนเน่า ไส้เดือนฝอย ดินเค็ม และสภาพน้ำขังได้ดี
      ให้ผลผลิตสูง คุณภาพดี เกิดอาการเท้าช้างเล็กน้อย
    • ต้นตอคาร์ริโซ เป็นต้นตอที่คล้ายทรอยเยอร์ ทนทานไส้เดือนฝอยได้ดี
    • ต้นตอคลีโอพัตรา ทนทานต่อเกลือได้ดี ทนทริสเตซ่าและความหนาว ปรับตัวได้ดีในสภาพดินเหนียว
      ภาคกลางแต่อาจอ่อนแอต่อโรครากเน่าโคนเน่าจึงจัดการการระบายน้ำได้ดี ให้ทรงพุ่มดี ติดผลดกผลอาจ
      มีขนาดเล็กลง แต่คุณภาพดี
    • ต้นตอรัฟเลมอน ปรับตัวได้ดีในสภาพดินทราย    หน้าดินลึก    เจริญเติบโตเร็ว ทนแล้ง ผลผลิตสูงแต่
      คุณภาพผลไม่ดีนัก (มีชานมาก) ถ้าดินเหนียวระบายน้ำไม่ดีจะอ่อนแอต่อโรครากเน่า
    • ต้นตอโวลเมอเรียนา ทนต่อสภาพดินเค็มและดินด่างได้ดี ชอบเดินที่มีการระบายน้ำดี เจริญเติบโตเร็ว
      แต่คุณภาพผลส้มอาจด้อยกว่าต้นตออื่น ๆ
    • ต้นตอแรงเปอร์ไลม์ ทนสภาพแล้ง ทนต่อดินเค็ม และดินด่างได้ดี ต้นใหญ่แข็งแรง ผลผลิตสูงคุณภาพ
      ปานกลาง เข้ากันได้ดีกับส้มเขียวหวาน และทนต่อโรครากเน่า โคนเน่าดีกว่าต้นตอรัฟเลมอน
       
  • ขนาดของต้นติดที่ได้มาตรฐานพร้อมลงปลูกในแปลง คือ มีขนาดเส้นรอบวงที่โคนต้นไม่ต่ำกว่า 1.5 เซนติเมตร มี
    ความสูงจากโคนต้นถึงเรือนยอดไม่น้อยกว่า 60   เซนติเมตร   และมีอายุไม่เกิน 12 เดือน   นับจากย้ายกล้าลงถุงชำ
  • หมายเหตุ การปลูกส้มปลอดโรคที่ ติดตาบนต้นตอ ต้องมีการดูแลรักษาที่ดีด้วย

3.2.2 ระยะปลูก

    • ที่ดอนควรมีระยะระหว่างต้น 4 เมตร และระยะระหว่างแถว 6 เมตร
    • ที่ลุ่มที่มีการยกร่อง ปลูกกลางร่อง ระยะระหว่างต้น 6 เมตร   เพื่อให้การใช้พื้นที่เกิดประโยชน์สูงสุดและ
      การปฏิบัติงานในสวนทำได้โดยสะดวก

3.2.3 ขั้นตอนการปลูก

    • วัดระยะปลูกและกำหนดจุดปลูกโดยแถวปลูกควรอยู่บริเวณกึ่งกลางแปลง แต่ละแปลง
    • ขุดหลุมขนาด  50x50x50  เซนติเมตร  ผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเข้ากับดินที่ขุดขึ้นมา   อัตราต้นละ 10
      กิโลกรัม พร้อมกับปุ๋ยรอคฟอสเฟต 0.5 กิโลกรัม   และปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 อัตรา 100 กรัม
      และกลบกลับลงไปในหลุม
    • แหวกดินทำหลุมให้มีขนาดโตกว่าถุงหรือกระถางที่เลี้ยงต้นพันธุ์
    • ฉีกถุงออก โดยก่อนฉีกถุงให้ใช้มือบีบวัสดุปลูกในถุงจนแตกจากกัน
    • เขย่าวัสดุปลูกที่ติดอยู่กับรากออกให้หมด    ถ้ารากแก้วไม่แก่จนแข็ง     ควรยืดรากให้ตรง แต่ถ้าแข็งจนไม่
      สามารถยืดได้ให้กรรไกรตัดรากแก้วส่วนที่ของดออก  พร้อมทั้งตัดส่วนยอดและใบออกบ้าง เพื่อให้กิดการ
      สมดุลกับรากที่เหลือ
    • วางต้นพันธุ์ลงในหลุม จัดรากฝอยที่มีอยู่เป็นชั้น ๆ แล้วแผ่รากในแต่ละชั้นออกรอบข้าง
    • ใช้ดินกลบรากไล่ขึ้นมาเป็นชั้น โดยให้รากฝอยชั้นบนสุดอยู่ต่ำกว่าระดับดินบนประมาณ 1 เซนติเมตร
    • ผูกต้นติดกับหลักป้องกันการโยกคลอน แล้วรดน้ำให้ชุ่ม คลุมโคนต้นด้วยฟางข้าว

3.2.4 การป้องกันลม

ความรุนแรงของลมอาจทำให้กิ่งฉีกขาด หรือโค่นล้มได้   ดังนั้น ในแหล่งที่มีลมแรงจะต้องมีการปลูกพืชบังลม
เช่า สนประดิพัทธ์ ไผ่รวกใหญ่ ไผ่เลี้ยง  หรือพืชชนิดอื่น ๆ   การปลูกไม้บังลมให้ปลูกห่างจากแนวปลูกส้มอย่างน้อย 8 เมตร
ถ้าเป็นการยกร่องให้ปลูกบนคันดินกั้นน้ำรอบสวนระยะปลูกระหว่างต้น 1.5-2.0 เมตร

4. การดูแลรักษา

4.1 การใส่ปุ๋ย

  • ควรมีการวิเคราะห์ดิน 1-2 ปีต่อครั้ง    เพื่อหาอัตราปุ๋ยและสูตรปุ๋ยที่เหมาะสม เป็นการลดต้นทุนการผลิต
  • หลังปลูกแล้วถ้าดินเป็นกรดจัด  (ความเป็นกรด  -  ด่างต่ำกว่า 5.0) ควรใส่ปูนขาวหรือปูนมาร์ลหรือเปลือกหอยเผา
    หรือโดโลไมท์  1-2 กิโลกรัมต่อต้น   หรือตามผลการวิเคราะห์ดิน  โดยหว่านให้สม่ำเสมอรอบบริเวณทรงพุ่ม ปีละ
    1-2 ครั้ง
  • การใส่ปุ๋ยในปีแรก ควรใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เช่น    สูตร 20-10-10 , 25-7-7 หรือ 15-15-15+46-0-0 (1:1)
    อัตรา 0.5-1.0 กิโลกรัมต่อต้น โดยแบ่งใส่ 4-6 เดือนต่อครั้ง     และปุ๋ยอินทรีย์ 10-20 กิโลกรัมต่อต้น ใส่ครั้งเดียว
    ช่วงปลายฤดู
  • ปีที่ 2-4 ใส่ปุ๋ยสูตร 20-10-10, 25-7-7 หรือ 15-15-15+46-0-0 (1:1) อัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อต้น โดยใส่ 3-4
    เดือนต่อครั้ง และปุ๋ยอินทรีย์ 20-50 กิโลกรัมต่อต้นใส่ครั้งเดียวช่วงปลายฤดูฝน
  • อายุ 4 ปีขึ้นไป ซึ่งส้มจะเริ่มให้ผลผลิต การใส่ปุ๋ยควรปฏิบัติดังนี้
    • ช่วงก่อนออกดอก ใส่ปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น และพ่นปุ๋ยทางใบ เพื่อเพิ่มธาตุอาหาร
      รองและธาตุอาหารเสริม
    • ในระยะติดผล อาจมีการให้ปุ๋ยธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก สังกะสี
      ทองแดง โบรอน และแมงกานีส เป็นต้น โดยพ่นให้ทางใบ
    • ช่วงใกล้เก็บเกี่ยวผลผลิต ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 อัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อต้น
    • หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต    ใส่ปุ๋ยสูตร 25-7-7  หรือ 15-15-15 ร่วมกับ 46-0-0 (1:1) อัตรา 1-3 กิโลกรัม
      ต่อต้นพร้อมพ่นปุ๋ยทางใบที่มีธาตุอาหารรอง     และธาตุอาหารเสริมพร้อมปุ๋ยอินทรีย์  20-50   กิโลกรัม
      ต่อต้น

4.2 การให้น้ำ

  • ให้น้ำทันทีประมาณ 20-40 ลิตรต่อต้นเมื่อปลูกเสร็จ และให้น้ำอีกครั้ง ภายใน 2-3 วัน จากครั้งแรก
  • หลังจากนั้นให้น้ำทุก ๆ 2-5 วัน จนกว่าต้นส้มจะตั้งตัวได้ ข้อสำคัญอย่าปล่อยให้ขาดน้ำจนต้นเฉา
  • วิธีการให้น้ำ อาจใช้สายยาง ระบบน้ำหยด มินิสปริงเกอร์ หรือเรือพ่นน้ำตามความเหมาะสม

4.3 การตัดแต่งกิ่ง

การตัดแต่ง กิ่งควรหมั่นทำสม่ำเสมอตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนกระทั่งส้มให้ผล โดยในช่วงแรกควรเด็ดยอดส้มที่
ปลูกใหม่ให้สูงจากโคนต้น 45-60 เซนติเมตร เพื่อให้แตกกิ่งใหม่และเป็นกิ่งโครงร่างของต้น 4-5 กิ่ง และตัดแต่งในช่วง
หลังเก็บเกี่ยวผลแล้ว ลักษณะของกิ่งที่ควรแต่งออกคือ

  • กิ่งแขนงที่รกทึบด้านล่างและกลางลำต้น
  • กิ่งปลายยอดที่ห้อยลงชิดดิน
  • กิ่งที่อ่อนแอ ไม่สมบูรณ์ มีใบน้อย
  • กิ่งน้ำค้าง หรือ กิ่งกระโดง
  • กิ่งที่มีลักษณะคดงอไขว้หรือพันกัน
  • กิ่งที่เป็นโรค หรือถูกแมลงทำลาย ตลอดจนกิ่งที่แห้งตายภายหลังตัดแต่งกิ่งแล้ว ควรทาแผลด้วยคอปเปอร์อ๊อกซี
    คลอไรด์ หรือปูนแดง ปูนขาว เพื่อป้องกันเชื้อรา

4.4 การบังคับน้ำ

หลังจากเก็บเกี่ยวผลส้ม ให้ทำการตัดแต่งกิ่งและใส่ปุ๋ยบำรุงต้น จนส้มแตกใบอ่อนใหม่ ใบใหม่มีอายุประมาณ
60 วัน ในช่วงอากาศร้อน หรืออาจถึง 90 วัน ในช่วงอากาศเย็น จะเริ่มงดการให้น้ำ โดยระยะเวลางดน้ำนี้ขึ้นกับอายุ ขนาด
ทรงพุ่มและสภาพดินฟ้าอากาศ โดยสังเกตได้จากการเหี่ยวของใบเร็วขึ้นแต่ละวัน ถ้าใบเหี่ยวในช่วงเวลา 10.00-11.00 น
ถือว่าเพียงพอแล้ว สำรับการงดน้ำ หลังจากนั้นจึงให้น้ำติดต่อกันจนส้มออกดอกติดผล

4.5 การดูแลรักษาหลังการติดผล

ภายหลังต้นส้มติดผลแล้ว ควรปฏิบัติดังนี้

  • ทำการปลิดผล ในกิ่งที่ติดผลมาก ๆ ออกบ้าง
  • ตัดแต่งผลที่เป็นโรคออกแล้วนำไปฝังกลบหรือเผาเสีย
  • ค้ำยันกิ่ง เพื่อป้องกันกิ่งฉีกหักเนื่องจากการรับน้ำหนัก หรือลมแรง

5. สุขลักษณะและความสะอาด

  • ควรรักษาแปลงปลูกให้ถูกสุขลักษณะและสะอาดอยู่เสมอ
  • กำจัดวัชพืช ควรกำจัดขณะวัชพืชยังเล็ก เพื่อไม่ให้แข่งขันกับพืชหลัก หรือเป็นแหล่งเพาะปลูกศัตรูพืช หรือติดไป
    กับผลผลิต
  • ควรเก็บวัชพืช เศษพืชโดยเฉพาะที่เป็นโรคไปทำลายนอกแปลงปลูก
  • อุปกรณ์ เช่น กรรไกร เครื่องพ่นสารเคมี ภาชนะที่ใช้เก็บผลผลิต ฯลฯ หลังใช้งานแล้วต้องทำความสะอาด และเก็บ
    ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ
  • ภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้วให้ทำลายอย่างเหมาะสม เช่น ฝังดิน ไม่ควรนำมาใช้ใหม่อีก

6. การป้องกันกำจัดศัตรูส้มเขียวหวาน

6.1 โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

6.1.1 โรคกรีนนิ่ง

  • สาเหตุ-  เชื้อคล้ายแบคทีเรีย
  • ลักษณะอาการ- ใบอ่อนมีสีเหลือง ใบเล็ก ชี้ตั้งขึ้น เส้นใบและเส้นกลางใบมีสีเขียวคล้ายอาการขาดธาตุสังกะสี การแตกยอดใหม่ลด
    น้อยลงเกิดการแห้งตายจากปลายกิ่ง   ผลขนาดเล็ก   หลุดร่วงง่าย    สีเปลือกเมื่อแก่จัดไม่สม่ำเสมอ   ระบบรากไม่
    แข็งแรงต้นทรุดโทราและตายในที่สุด
  • การป้องกันกำจัด

    - ไม่ควรใช้กิ่งพันธุ์จากต้นแม่พันธุ์ที่แสดงอาการโรคกรีนนิ่ง ควรใช้ต้นพันธุ์ที่ปลอดโรค
    - ไม่มีสารเคมีที่ใช้ป้องกันกำจัดโรคกรีนนิ่ง
    -  เมื่อพบต้นที่เป็นโรคต้องขุดและทำลายออกจากแปลงปลูก
    - ป้องกันและกำจัดเพลี้ยไก่แจ้ซึ่งเป็นแมลงพาหะนำโรค และแหล่งพืชอาศัย เช่น ต้นแก้ว
  • 6.1.2 โรคทริสเตซ่า
  • สาเหตุ- เชื้อไวรัส

  • ลักษณะอาการ- ใบอ่อนมีสีเหลืองซีดขอบใบม้วนเข้าคล้ายรูปถ้วย   เส้นใบแสดงอาการโปร่งใสเป็นขีดสั้น ๆ ส่วนใบแก่เส้นใบปูด
    แตกสีน้ำตาล ติดผลมาก  แต่มักหลุดร่วงง่าย   บริเวณลำต้นหรือกิ่งใหญ่ ๆ   มีลักษณะไม่เรียบ   และมีระบบราก
    อ่อนแอ

  • การป้องกันกำจัด- ไม่ควรใช้กิ่งพันธุ์จากต้นแม่พันธุ์ที่แสดงอาการโรคทริสเตซ่า

    ควรใช้ต้นพันธุ์ที่ปลอดโรค
    - ไม่มีสารเคมีที่ใช้ป้องกันกำจัดโรคทริสเตซ่า
    - เมื่อพบต้นที่เป็นโรคต้องขุดและทำลายออกจากแปลงปลูก
    - ป้องกันกำจัดเพลี้ยอ่อนซึ่งเป็นแมลงพาหะของโรค

    6.1.3 โรครากเน่า – โรคเน่า

  • สาเหตุ- เชื้อรา

  • ลักษณะอาการ- เกิดได้กับทุกส่วนของต้นส้ม โดยเฉพาะบริเวณรากและโคนต้น ต้นส้มจะแสดงอาการทรุดโทรม แตกใบอ่อนน้อย
    ใบเหลืองซีดโดยเฉพาะเส้นกลางใบ ต้นที่อาการรุนแรงใบจะเหี่ยวคล้ายขาดน้ำ ผลร่วง และกิ่งแห้ง โคนต้นมีแผล
    สีคล้ำ ฉ่ำน้ำ อาจมียางไหล เมื่อถากเปลือกจะพบเนื้อไม้มีสีน้ำตาลแดง

  • การป้องกันกำจัด- ใช้ต้นตอพันธุ์

    ที่ต้านทานต่อโรค เช่น ทรอยเยอร์ คาร์ริโซ
    - ปรับสภาพดินให้มีความเป็นกรอ-ด่าง ประมาณ 5.5-6.5 โดยใช้ปูนขาว ปูนมาร์ล หรือโดโลไมท์ปีละ 1-2 ครั้ง
    - รักษาสภาพโคนต้นไม่ให้มีน้ำขัง
    - ตัดแต่งทรงพุ่มและกิ่งให้แสงแดดส่องถึงโคนต้น
    - กำจัดวัชพืชอย่าให้รกทึบ
    - เมื่อพบแผลมียางไหลให้ถากเปลือกและทาด้วยสารละลายเข้มข้น  เช่น เมตาแลกซิล+แมนโคเซ็บ หรือ บอร์โดมิก
    เจอร์ –  แมนโคเซ็บ
    - หากพบต้นส้มแสดงอาการของโรคทำการป้องกันกำจัดตามคำแนะนำในตารางที่ 1

    6.1.4 โรคแคงเกอร์

  • สาเหตุ- เชื้อแบคทีเรีย

  • ลักษณะอาการ- เกิดทั้งใบ ผล กิ่ง ก้าน และลำต้น แผลเป็นสีน้ำตาลเข้ม แตกเป็นสะเก็ดแข็ง และ ขรุขระคล้ายขี้กลาก แลางแผลมัก
    แตกบุ๋ม และมีวงแหวนสีเหลืองซีดล้อมรอบ การเกิดโรคจะรุนแรงมากหากใบอ่อนมีแผลถูกทำลาย

  • การป้องกันกำจัด - ดูแลบำรุงต้นให้แข็งแรง
    - ป้องกันการทำลายของหนอนชอนใบ
    - ไม่ควรปลูกมะนาวในแปลงปลูกส้มหรือบริเวณใกล้เคียง
    - ทำความสะอาดแปลงอย่าให้รกและกำจัดใบร่วงที่เกิดจากการทำลายของโรค
    - หากพบการระบาดรุนแรง ให้ตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคออก และทำการป้องกันกำจัดตามคำแนะนำในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 การใช้สารป้องกันกำจัดโรคของส้มเขียวหวาน

โรค
สารป้องกันกำจัด
โรคพืช
อัตราการใช้/
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใช้/
ข้อควรระวัง
หยุดใช้สารก่อน
การเก็บเกี่ยว(วัน)
รากเน่า
โคนเน่า
ฟอสฟอรัสแอซิค
30 มิลลิลิตร
ปีละ 2-3 ครั้งราดบนดินบริเวณ
ทรงพุ่มต้นส้ม
-
-
ไตรโคเดอร์มา
1-2 กก/หลุม
2-6 กก/ต้น
รองก้นหลุม
โรยรอบโคนต้น
แคงเกอร์ คอปเปอร์ออกไซด์
(30 %wp)
บอร์โดมิกเจอร์
(20%wp)
คอปเปอร์ไฮดอกไซด์
(77%wp)
87 กรัม
.

7

20

7

คอปเปอร์ซัลเฟตหรือ
คอปเปอร์ออกซิคลอไรด์
(85%wp)
30-80 กรัม
.
14
-

6.2 แมลงและไรศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

6.2.1 หนอนชอนใบส้ม

  • ลักษณะและการทำลาย- หนอนชอนใบส้มกัดกินใบอ่อนโดยไชชอนอยู่ระหว่างผิวใบ    มักพบทำลายด้านใต้ใบมากกว่าบนใบ  บริเวณที่ถูก
    ทำลายเป็นรอยสีขาวกวน ใบมีลักษณะบิดงอลงทางด้านที่มีการถูกทำลาย ทำให้ใบเสียรูปร่าง
  • ช่วงเวลาที่ระบาด -  ช่วงระยะส้มแตกยอดอ่อนในฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม
  • การป้องกันกำจัด- ตัดและเก็บส่วนที่ถูกทำลายเผา
    - ควรมีการจัดการให้ส้มแตกยอดอ่อนพร้อมกัน
    - หากพบปริมาณหนอนชอนใบส้มมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์  ของยอดที่สุ่มสำรวจ ทำการป้องกันกำจัดตามคำแนะนำ
    ในตารางที่ 2
  • 6.2.2 เพลี้ยไฟพริก
  • ลักษณะและการทำลาย- ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยเพลี้ยไฟพริกดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อน   ใบอ่อน   และผลอ่อน  ทำให้ใบมีลักษณะแคบ เรียว
    กร้านและไม่เจริญเติบโต หากเป็นผลอ่อน จะเกิดเป็นทางสีเทาเงินตามยาวของผล หรือบริเวณขั้วและก้นผล ผลส้ม
    จะแคระแกรน

  • ช่วงเวลาที่ระบาด- ช่วงระยะยอดอ่อน ดอก และผลอ่อน    ระบาดมากระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน    หรือ ช่วงที่มีอากาศร้อนและ
    แห้งแล้ง

  • การป้องกันกำจัด- ตัดและเก็บส่วนที่ถูกทำลายเผา
    - ควรมีการจัดการให้ส้มแตกยอดอ่อนพร้อมกัน
    - หากพบปริมาณเพลี้ยไฟที่ส่วนยอดอ่อนมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ของยอดอ่อนที่สุ่มสำรวจ ทำการป้องกันกำจัดตาม
    คำแนะนำในตารางที่ 2

    6.2.3 เพลี้ยไก่แจ้ส้ม

  • ลักษณะและการทำลาย- ตัวอ่อนและตัวเต็มวันดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนตาและยอดอ่อนของต้นส้มเขียวหวาน   ตัวอ่อนขณะดูดกินน้ำเลี้ยงจะ
    กลั่นสารสีขาวมีลักษณะคล้ายเส้นด้าย และอาจเกิดราดำขึ้นตามส่วนที่ถูกทำลาย ใบมีลักษณะเป็นคลื่น ใบร่วง และ
    เป็นแมลงพาหะของโรคกรีนนิ่ง

  • ช่วงเวลาที่ระบาด- ระยะส้มเขียวหวานแตกใบอ่อนหรือในช่วงเดือน มกราคม-มีนาคม และ พฤษภาคม-กรกฏาคม

  • การป้องกันกำจัด- หมั่นสำรวจ เพลี้ยไก่แจ้ส้ม ในช่วงระยะส้มเขียวหวานแตกยอดอ่อน
    - ควรป้องกันกำจัด เมื่อพบตัวเต็มวัย ตามคำแนะนำในตารางที่ 2

    6.2.4 หนอนเจาะสมอฝ้าย

  • ลักษณะและการทำลาย- ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน ขนาด 3.0-4.0 เซนติเมตร  วางไข่เป็นฟองเดี่ยว ๆ บริเวณกลีบดอกตูมหรือก้านดอก
    ตัวหนอนกัดกินทำลายดอกและผลอ่อน  หนอนวัยแรกจะกินช่อดอกและใบ    และเมื่อโตขึ้นจะเข้าทำลายผลส้มที่มี
    ขนาดใหญ่ ทำให้ผลเน่าและร่วง

  • ช่วงเวลาที่ระบาด- ในระยะส้มออกดอกและผลอ่อน

  • การป้องกันกำจัด- สุ่มสำรวจพบหนอนทำลายดอกตูมหรือผลอ่อนมากกว่า   10   เปอร์เซ็นต์    ทำการป้องกันกำจัดตามคำแนะนำใน
    ตารางที่ 2

    6.2.5 เพลี้ยอ่อน

  • ลักษณะและการทำลาย- เพลี้ยอ่อนเป็นแมลงขนาดเล็ก รูปร่างคล้ายลูกแพร์ ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยอยู่รวมเป็นกลุ่มดูดกินน้ำเลี้ยงตามยอด
    อ่อน ใต้ใบอ่อน   แมลงจะขับถ่ายมูลหวาน ทำให้เกิดราดำบนส่วนต่าง ๆ ที่แมลงทำลาย เพลี้ยอ่อนเป็นแมลงพาหะ
    ของเชื้อไวรัสโรคทริสเตซ่า

  • ช่วงเวลาที่ระบาด- ระยะที่ส้มเขียวหวานแตกยอดอ่อน หรือระหว่างเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม

  • การป้องกันกำจัด- ตัดและเก็บส่วนที่ถูกทำลายเผา
    - ควรมีการจัดการให้ส้มแตกยอดอ่อนพร้อมกัน
    - หากพบเพลี้ยอ่อนมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ของยอดที่สุ่มสำรวจ ทำการป้องกันกำจัดตามคำแนะนำในตารางที่ 2

    6.2.6 ไรแดงแอฟริกัน

  • ลักษณะและการทำลาย- ไรแดงแอฟริกันมีขนาดเล็กมาก มีสีแดง ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงที่ผิวใบและเปลือกผลส้ม ทำให้ผิว
    ใบด้านหน้า หรือสีของผลเป็นสีเขียวซีด กระด้าง

  • ช่วงเวลาที่ระบาด- ระยะส้มเขียวหวานมีผลอ่อน และใบแก่   โดยเฉพาะช่วงแล้ง ระหว่างเดือนธันวาคม-พฤษภาคม และระยะฝนทิ้ง
    ช่วงเดือนกรกฏาคม-สิงหาคม

  • การป้องกันกำจัด- พบเข้าทำลายใบมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์   หรือผลอ่อนมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์  ทำากรป้องกันกำจัดตามคำแนะนำ
    ในตารางที่ 2

    6.2.8 ไรสนิมส้ม

  • ลักษณะและการทำลาย- ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยไรสนิมส้ม   ดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบและผล   ทำให้ใบมีลักษณะกระด้าง สีเขียวคล้ำ ไม่เป็นมัน
    และผลที่ถูกทำลายจะมีสีน้ำตาลหรือแดงคล้ำคล้ายสนิมเหล็ก

  • ช่วงเวลาที่ระบาด- ในช่วงฤดูแล้ง

  • การป้องกันกำจัด- เมื่อพบมีการระบาด ทำการป้องกันกำจัดตามคำแนะนำในตารางที่ 2

ศัตรูธรรมชาติในสวนส้มเขียวหวาน

ตัวห้ำ

  • แมลงช้างปีกใส ตัวอ่อนเป็นแมลงห้ำของหนอนชอนใบส้ม
  • ด้วงเต่าลาย ตัวหนอนเป็นแมลงห้ำของเพลี้ยอ่อน
  • ไรตัวห้ำ เป็นไรตัวห้ำของไรแดงแอฟริกัน ไรเหลืองส้ม และไรสนิมส้ม
  • แมงมุม เป็นตัวห้ำของเพลี้ยไฟพริก เพลี้ยไก่แจ้ส้ม และหนอนเจาะสมอฝ้าย
  • แมลงเบียน
  • มีแตนเบียนเข้าทำลายหนอนชอนใบส้มในระยะหนอนและดักแด้ และเพลี้ยไก่แจ้ส้มในระยะตัวอ่อน

ศัตรูธรรมชาติทั้ง 2 กลุ่มนี้ มีพบอยู่ทั่วไปตามแหล่งปลูกส้มเขียวหวาน ดังนั้นการใช้สารป้องกันกำจัดแมลง
และไรศัตรูส้ม ควรใช้วิธีการที่ปลอดภัย เพื่อเป็นการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติดังกล่าว

ตารางที่ 2 การใช้ชีวินทรีย์และสารป้องกันกำจัดแมลงและไรศัตรูส้มเขียวหวาน

แมลงและไร
ศัตรูพืช
ชีวินทรีย์/
สารป้องกัน
กำจัดศัตรูพืช
อัตราการใช้
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใช้/
ข้อควรระวัง
หยุดใช้สาร
ก่อน
การเก็บเกี่ยว
(วัน)
หนอนชอนใบส้ม ฟลูเฟนนอกซูรอน
(5% EC)
อิมิดาโคลพริด
(10% SL)
6 มิลลิลิตร8 มิลลิลิตร
สุ่มสำรวจยอดอ่อน
5 ยอด/ต้น
จำนวน 20 ต้น
พ่นเมื่อพบการ
ทำลายเกิน 50%

1414

เพลี้ยไฟพริก อิมิดาโคลพริด
(10% SL)
โฟซาโลน
(35% EC)
10 มิลลิลิตร
60 มิลลิลิตร
สุ่มยอดอ่อนและ
ผลอ่อนพ่นเมื่อพบ
การทำลายเกิน
20%
1414

เพลี้ยไก่แจ้ส้ม อิมิดาโคลพริด
(10% SL)
8 มิลลิลิตร
สุ่มยอดอ่อนพ่น
เมื่อพบตัวเต็มวัย
และตัวอ่อนลง
ทำลาย
14
หนอนเจาะสมอ
ฝ้าย
เชื้อแบคทีเรีย
บาซิลลัสทูริงเยนซิส
(Bt) ชนิดผง
เชื้อไวรัส NPV
คลอร์ฟลูอาซูรอน
(5% EC)
60-80 กรัม 

40 มิลลิลิตร
20 มิลลิลิตร

สุ่มสำรวจดอกตูม
หรือยอดอ่อน พ่น
เมื่อพบถูกทำลาย
เกิน 10 %
--
14

เพลี้ยอ่อน คาร์โบซัชแฟน
(20% EC)
40-50
มิลลิลิตร
สุ่มยอดอ่อน และ
ใบอ่อนเมื่อพบ
ทำลายมากกว่า
30%
14
ไรแดงแอฟริกัน
ไรเหลืองส้ม
โพรพาร์ไกต์
(30% wp)
อามีทราซ
(20%EC)
โบรโมโพรไพเลต
(25%EC)
เฮกซีไทอะซอกซ์
(1.8%EC)
30 กรัม30 มิลลิลิตร

30 มิลลิลิตร

40 มิลลิลิตร

สุ่มสำรวจยอดส้ม
1-3 ยอด/ต้น
รอบนอกทรงพุ่ม
พ่นเมื่อใบถูก
ทำลายเกิน 60%
หรือผลอ่อน
มากกว่า 20%
(ไม่ควรใช้สารฆ่า
ไรชนิดเดียวติดต่อ
กันนาน ควรใช้
สลับเพื่อมิให้ไร
สร้างความต้าน
ทานต่อสารฆ่าไร
เร็วเกินไป)
15
ไรสนิมส้ม กำมะถัน
(80%wg)
โพรพาร์ไกต์
(30%wp)
อามีทราซ
(20%ec)
ไพริดาเบน
(20%wp)
60 กรัม30 กรัม

30 มิลลิลิตร

10-15 กรัม

สุ่มสำรวจ พ่นเมื่อ
พบระบาดทำลาย
ผลส้ม
.

6.3 วัชพืชและการป้องกันกำจัด

6.3.1 ชนิดวัชพืช

6.3.1.1 วัชพืชฤดูเดียว เป็นวัชพืชที่ครบวงจรชีวิตภายในฤดูเดียว ส่วนมากขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

- วัชพืชประเภทใบแคบ เช่น  หญ้าตีนกา หญ้าปากควาย หญ้าตีนนก หญ้าขจรดอกเล็ก หญ้าขจร
ดอกใหญ่  หญ้านกสีชมพู เป็นต้น
- วัชพืชประเภทใบกว้าง เช่น  ผักโขม ผักยาง ผักเบี้ยใหญ่ กระดุมใบ ผักแครด เป็นต้น
- วัชพืชประเภทกก เช่น  กกทราย กกดอกแบน เป็นต้น

6.3.1.2 วัชพืชข้ามปี เป็นวัชพืชที่ขยายพันธุ์ด้วย ต้น ราก เหง้า หัว และไหล ได้ดีกว่าขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

- วัชพืชประเภทใบแคบ เช่น  หญ้าคา หญ้าแพรก หญ้าชัดกาด หญ้าขจรดอกเหลือง
- วัชพืชประเภทใบกว้าง เช่น  สาบเสือ สะอึกดอกขาวเล็ก เถาตอเชือก เป็นต้น
- วัชพืชประเภทกก เช่น  แห้วหมู

6.3.2 การป้องกันกำจัดวัชพืช

- ระหว่างแถวระหว่างต้นส้มเขียวหวาน ควรตัดวัชพืชให้สั้นอยู่เสมอ
- ใต้โคนต้นส้มเขียวหวานในรัศมีทรงพุ่ม ควรดายวัชพืชหรือคลุมด้วยเศษวัชพืช หรือฟางข้าว แต่ในฤดู
ฝนต้องระวังอย่าให้ชื้นมาก หรืออย่าให้มีน้ำขัง
- ระหว่างแถวระหว่างต้นส้มเขียวหวาน ปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่ว เช่น ถั่วพร้า หรือ ถั่วซีรูเลียม
- พ่นสารกำจัดพืชตามคำแนะนำในตารางที่ 3

ตารางที่ 3 การใช้สารกำจัดวัชพืชในสวนส้มเขียวหวาน

วัชพืช
สารกำจัดวัชพืช
อัตราการใช้/
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใช้/
ข้อควรระวัง
วัชพืชฤดูเดียว พาราควอท
(27.6% SL)
75-150
มิลลิลิตร
พ่นขณะวัชพืชเจริญ
เติบโตเต็มที่และก่อน
ออกดอก ระวังละออง
สารสัมผัสใบและต้น
ส้มเขียวหวาน
วัชพืชข้ามปี ไกลโฟเสท
(48% SL)
125-150
มิลลิลิตร
กลูโฟสิเนต แอมโมเนียม
(15% SL)
400-500
มิลลิลิตร

7. คำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย

การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรุพืชที่ เหมาะสม เกษตรกรควรรู้จักศัตรูพืช     ชนิดและอัตราการใช้สารป้องกัน
กำจัดศัตรูพืช รวมทั้งการเลือกใช้เครื่องพ่น และหัวฉีดที่ถูกต้อง นอกจากนั้นการพ่นควรกระจายให้คลุมทั้งต้นโดยเฉพาะ
บริเวณที่ศัตรูพืชเข้าทำลาย มีข้อแนะนำควรปฏิบัติ ดังนี้

7.1 การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างเหมาะสม

  • ตรวจอุปกรณ์เครื่องพ่นอย่าให้มีรอยรั่ว เพราะจะทำให้สารพิษเปียกเปื้อนเสื้อผ้าและร่างกายของผู้พ่นได้
  • ต้องสวนเสื้อผ้าและรองเท้าให้มิดชิด รวมทั้งสวมหน้ากาก หรือผ้าปิดจมูก และศีรษะเพื่อป้องกันอัตรายจากสารพิษ
  • อ่านฉลากคำแนะนำ คุณสมบัติ และการใช้ก่อนทุกครั้ง
  • ควรพ่นในช่วงเช้าหรือเย็นขณะลมสงบ    หลีกเลี่ยงการพ่นในเวลาแดดจัดหรือลมแรง      และผู้พ่นต้องอยู่เหนือลม
    ตลอดเวลา
  • ควรเตรียมสารเคมีให้ใช้หมดในคราวเดียว ไม่ควรเหลือติดค้างในถังพ่น
  • เมื่อเลิกใช้ควรปิดฝาภาชนะบรรจุสารเคมีให้สนิท เก็บไว้ในที่มิดชิด ห่างจากสถานที่ ปรุงอาหาร แหล่งน้ำ และต้อง
    ปิดกุญแจโรงเก็บตลอดเวลา
  • ภายหลังการพ่นสารกำจัศัตรูพืชทุกครั้ง   ผู้พ่นต้องอาบน้ำ สระผม  และเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที เสื้อผ้าที่ใส่ขณะพ่นสาร
    ต้องซักให้สะอาดทุกครั้ง
  • ไม่เก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนสารเคมีที่ใช้จะสลายตัวถึงระดับ ปลอดภัย        โดยดูจากตารางคำแนะนำการใช้สารป้องกัน
    กำจัดศัตรูพืช
  • ทำลายภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ว (โดยการฝังดิน) อย่างทิ้งตามร่องสวน หรือทิ้งลงแม่น้ำลำคลอง

7.2 การพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

7.2.1 เครื่องพ่น นิยมใช้มี 2 ชนิด ได้แก่

- เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง
- เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว (ลากสายหรือแบบปั๊ม 3 สูบ)

7.2.2 วิธีการใช้

  • เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง ใช้อัตราการพ่น 60-80   ลิตรต่อไร่สำหรับการพ่นสารฆ่าแมลงและสารป้องกัน
    กำจัดโรคพืช   ใช้หัวฉีดแบบกรวยขนาดเล็ก   (เส้นผ่าศูนย์กลาง   0.6 มิลลิเมตร)  และใช้หัวฉีดแบบพัด หรือแบบ
    ปะทะ  สำหรับการพ่นสารกำจัดวัชพืช
  • การพ่นสารกำจัดวัชพืชต้องแยกใช้เครื่องพ่นเฉพาะ      และหลังพ่นไม่ควรรบกวนผิวหน้าดินขณะพ่นกดหัวฉีดต่ำ
    เพื่อให้ละอองสารเคมีตกลงบนพื้นที่ต้องการควบคุมวัชพืชเท่านั้น   ระวังการพ่นซ้ำแนวเดิม เพราะจะทำให้สารลง
    เป็นสองเท่า
  • เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลวใช้อัตราการพ่น    80-120   ลิตรต่อไร่ ใช้หัวฉีดแบบกรวยขนาดกลาง
    (เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.0-1.2 มิลลิเมตร)  ปรับความดันในระบบการพ่นไว้ที่   10 บาร์ หรือ 150 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
    ถ้าเป็นหัวฉีดแบบกรวยชนิดปรับได้     ควรปรับให้ได้ละอองกระจายกว้างที่สุด ซึ่งจะได้ละอองขนาดเล็กสม่ำเสมอ
    เหมาะสำหรับการพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงและโรคพืช
  • เริ่มทำการพ่นจากทางใต้ลม และขยายแนวการพ่นขึ้นเหนือลม ขณะเดียวกันหันหัวฉีดไปทางใต้ลมตลอดเวลา เพื่อ
    หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
  • การพ่นควร พลิก – หงายหัวฉีดขึ้น-ลง เพื่อให้ละอองแทรกเข้าทรงพุ่มได้ดีขึ้น โดยเฉพาะด้านใต้ใบ

8. การเก็บเกี่ยว

8.1 ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม

  • นับจากวันออดดอกถึงเก็บผลใช้เวลา 8 เดือนครึ่งถึง 10 เดือน ผลส้มพร้อมเก็บเกี่ยวควรมีผิวสีเขียวอมเหลือง หรือ
    เหลืองเข้ม ความแข็งของผลส้มลดลง

8.2 วิธีการเก็บเกี่ยว

  • ใช้วิธีปลิดผลโดยใช้มือจับทางด้านใต้ผลขึ้นไป แล้วหักพับตรงบริเวณขั้วผลไปทางด้านใดด้านหนึ่ง
  • หากจะนำผลส้มไปเคลือบผิวก่อนจำหน่าย ควรเก็บเกี่ยวโดยใช้กรรไกรตัดก้านผลให้ชิดกับขั้วผล

9. วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว

  • หลังจากทำความสะอาดและคัดขนาดผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว บรรจุส้มลงในภาชนะ เช่น กล่องกระดาษ หรือตะกร้า
    พลาสติกเพื่อรอการจำหน่าย
  • ควรมีการเก็บรักษาผลส้มไม่ให้เสื่อมคุณภาพด้วยวิธีการต่าง ๆ    เช่น การเก็บไว้ในห้องเย็น   เก็บไว้ในห้องมืด และ
    วิธีเคลือบผิวส้มด้วยน้ำยา เช่น ขี้ผึ้ง พาราฟิน แฟตตี้แอซิค

10. การบันทึกข้อมูล

  • เกษตรกรควรบันทึกการปฏิบัติการในขั้นตอนการผลิตต่าง ๆ ให้มีการตรวจสอบได้ หากเกิดข้อผิดพลาดบกพร่อง
    ขึ้นสามารถจัดการแก้ไขหรือปรับปรุงได้ทันท่วงที เช่น
    - บันทึกสภาวะแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน
    - พันธุ์ วันปลูก วันปลูกซ่อม
    - วันใส่ปุ๋ย สารเคมี และชนิดชีวินทรีย์ พร้อมอัตราการใช้
    - วันที่ศัตรูพืชระบาด
    - ค่าใช้จ่าย ปริมาณผลผลิต และรายได้
    - ปัญหาอุปสรรคอื่น ๆ ในช่วงฤดูปลูก

การผลิตมะม่วงอย่างถูกต้องเหมาะสม

Department Of Agriculture  กรมวิชาการเกษตร.

การผลิตมะม่วงอย่างถูกต้องและเหมาะสม

Good Agricultural Practice (GAP) for Mango

1. แหล่งปลูก

1.1 สภาพพื้นที่
–   ปลูกได้ทั้งพื้นที่ดอนและที่ลุ่ม  น้ำไม่ท่วมขัง
-   ควรมีความสูงจากระดับน้ำทะเล  10 – 30  เมตร
-   พื้นที่มีความลาดเอียงไม่เกิน  15  เปอร์เซ็นต์
-   การคมนาคมและการขนส่งสะดวก

1.2 ลักษณะดิน
–   เป็นดินร่วนหรือร่วนปนทราย   และมีความสมบูรณ์ปานกลาง – สูง
-   มีการระบายน้ำดี
-   ดินที่เหมาะสมมีค่าความเป็นกรดปานกลางถึงด่างเล็กน้อย  ประมาณ  5.5 – 7.5   โดยทั่วไปมะม่วงมีความสามารถ
เจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ดีในสภาพความเป็นกรด – ด่างของดินที่ค่อนข้างจะกว้าง
1.3 สภาพภูมิอากาศ
-   อุณหภูมิทีเหมาะสมเฉลี่ยทั้งปีประมาณ  20 – 34 °c
-   มะม่วงต้องการช่วงแล้งก่อนออกดอกประมาณ  2  เดือน  และอุณหภูมิต่ำเพื่อกระตุ้นการสร้างตาดอกประมาณ 15-20
องศาเซลเซียส   ต่อเนื่องกันประมาณ  2 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับพันธุ์   มะม่วง บางพันธุ์ไม่ต้องการอุณหภูมิต่ำเพื่อกระต้นการ
สร้างตาดอก   เช่น   พันธุ์ที่มีนิสัยการออกดอกทะวาย  ได้แก่   โชคอนันต์   น้ำดอกไม้ทะวาย   และพิมเสนมัน   เป็นต้น
-
ปริมาณน้ำฝนที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง  700 – 1,500  มิลลิเมตรต่อปี
–   การกระจายตัวของฝน   มีฝนตกสม่ำเสมอในฤดูฝน
1.4 แหล่งน้ำ
–   เป็นน้ำสะอาด   ไม่มีสารที่เป็นพิษปนเปื้อน
-   มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างที่เหมาะสม  ประมาณ  6.0 – 7.5
-   มีน้ำเพียงพอโดยเฉพาะในระยะพัฒนาการของผล

2. พันธุ์

2.1 การเลือกพันธุ์
–   เป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการ
-   สามารถปลูกแล้วเจริญเติบโตดี   ให้ผลผลิตสูง   และคุณภาพได้มาตรฐานตรงตาม พันธุ์   เนื่องจากมะม่วงบางสายพันธุ์
ที่ต้องการปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตแตกต่างกันและมีอิทธิพลต่อคุณภาพ มะม่วง  เช่น  ทางด้านรสชาติ  ความกรอบ
ความแน่นเนื้อ   เป็นต้น

2.2 พันธุ์ที่ นิยมปลูก

พันธุ์รับประทานดิบ เช่น   พันธุ์เขียวเสวย   แรด   หนองแซง   ฟ้าลั่น   เป็นต้น
-   พันธุ์เขียวเสวย ผลรูปรี – รีป้อม   สีผิวเขียวเข้ม   ขนาดผลใหญ่  น้ำหนักประมาณ  400  กรัมต่อผล   ผลผลิต
เฉลี่ย  200  ผลต่อต้น  รสชาติผลดิบหวาน – มัน   เมื่อสุกรสหวาน  มีกลิ่นหอมอ่อนเฉพาะพันธุ์  สีเนื้อเหลืองอมส้ม
ปลูกได้ทั่วไป   โดยที่อุณหภูมิไม่ผันแปรมาก นัก   เป็นที่นิยมของผู้บริโภคภายในประเทศ
-   พันธุ์แรด ผลรูปขอบขนาน   ผิวผลเขียวอ่อน    เมื่อสุกสีเหลืองทอง และสีปนแดงบริเวณไหล่ผล    น้ำหนักผล
ประมาณ  300   กรัมต่อผล     ผลผลิตเฉลี่ย  400  ผลต่อต้น    รสชาติผลดิบรสหวานอมเปรี้ยว    เมื่อสุกรสหวาน
เปรี้ยวเล็กน้อย  มีกลิ่นหอมอ่อนเฉพาะพันธุ์  สีเนื้อเข้ม  ปลูกได้คุณภาพดีในดินสภาพดินร่วน เหนียว – ร่วนปนทราย

พันธุ์รับประทานสุก บางพันธุ์เป็นที่นิยมของตลาดต่างประเทศ   บางพันธุ์นิยมบริโภคภายใน ประเทศ เท่านั้น
เนื่องจากคุณสมบัติไม่เหมาะสม  พันธุ์ที่ปลูกกัน มาก   เช่น   พันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง  มหาชนก  โชคอนันต์  อกร่อง   และ
หนังกลางวัน   เป็นต้น
-   พันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง ผลรูปทรงรี   ผิวผลสีเหลืองทองทั้งผลตั้งแต่ยังไม่แก่จัด   สีผล – รูปทรงผลสวนสะดุด
ตา   น้ำหนักประมาณ  350  กรัมต่อผล   ผลผลิตเฉลี่ย 300 ผลต่อต้น   รสชาติผลดิบ เปรี้ยว  เมื่อสุกรสหวานหอม
มีกลิ่นหอมเฉพาะพันธุ์   สีเนื้อเหลืองอม ส้ม   ปริมาณเส้นใยน้อย    เมล็ดลีบ    ผลค่อนข้างทาทานต่อการขนส่งและ
โรคแอนแทรคโนส จึงเหมาะสำหรับการส่งออกจำหน่าย ต่างประเทศ  ปลูกได้คุณภาพดีในสภาพแวดล้อมเช่นเดียว
เดียวกับพันธุ์แรด
-   พันธุ์มหาชนก ผลรูป ทรงขอบขนาน   ผลสุกผิวสีเหลืองเข้มอมแดงเป็นลักษณะสีที่เด่นสะดุดตา   และ แตกต่าง
จากมะม่วงไทยสายพันธุ์อื่น  ขนาดผลใหญ่น้ำหนัก ประมาณ  280 -380  กรัมต่อผล  ผลผลิตเฉลี่ย 250 ผลต่อต้น
รสชาติผลดิบเปรี้ยว   เมื่อสุกรสหวานอมเปรี้ยว เล็กน้อย  มีกลิ่นขี้ไต้บ้าง   เนื้อสีส้มอมเหลือง  สามารถปลูกได้ทั่วไป
ถ้าอุณหภูมิต่ำจะทำให้สีผิวผลสวย  เหมาะสำหรับการส่งออกจำหน่ายต่างประเทศ

พันธุ์แปรรูป เช่น   แก้วศรีสะเกษ   สามปี   เป็นต้น
-   พันธุ์แก้วศรีสะเกษ ผลรูปไข่กลับ   มีลักษณะแก้วจุก    ผิวผลดิบสีเขียวปนเหลือง   สุกสีเหลือง   น้ำหนักผล
250  กรัมต่อผล   ผลผลิตเฉลี่ย 300 ผลต่อต้น  รสชาติผลดิบเปรี้ยวอมหวาน   เนื้อแน่น   กรอบ   เปอร์เซ็นต์เนื้อสูง
เหมาะสำหรับการดอง  และทำชิ้นในน้ำเชื่อมบรรจุ กระป๋องเพื่อการส่งออก    เมื่อสุกเนื้อแน่นสีเหลืองเข้ม  รสหวาน
มีกลิ่นหอมเฉพาะพันธุ์   สามารถปลูกได้ทั่วไป
-   พันธุ์สามปี ผลรูปขอบขนาน   ผลดิบสีเขียว   ผลสุกสีผิวเหลืองอมส้ม   น้ำาหนัก ผล  200  กรัมต่อผล   ผลผลิต
เฉลี่ย  400  ผลต่อตัน  รสชาติผลดิบ เปรี้ยว  เมื่อสุกหวานอมเปรี้ยว  มีกลิ่นหอมแรงเฉพาะพันธุ์  เนื้อสีส้มอมเหลือง
เหมาะสำหรับทำน้ำมะม่วงที่ให้สีสวย  กลิ่นและรสชาติดี   สามารถปผลูกได้ทั่ว ไป

3. การปลูก

3.1 การเตรียม พื้นที่
–   พื้นที่ดอน ปรับพื้นที่ให้สม่ำเสมอแล้วไถดะและไถพรวน  1 – 2 ครั้ง
-   พื้นที่ลุ่ม ควรยกร่องให้สันร่องสูงกว่าระดับน้ำที่เคยท่วมสูงสุด   0.5 – 1.0  เมตร    ปลูกม่วงบนสันร่อง    ระยะ
ระหว่างสันร่อง  6 – 8  เมตร   ร่องน้ำกว้าง  1.0 – 1.5  เมตร
หมายเหตุ :    การปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของดิน    เช่น   สภาพดินที่ระบายน้ำไม่ดี    มีปริมาณ
อินทรีย์วัตถุที่ต่ำเกินไป   และมีค่าความเป็น  กรด-ด่าง ไม่เหมาะสม  ฯลฯ    หากสามารถปฎิบัติการแก้ไขในขั้นตอนการ
เตรียมพื้นที่ได้จะสามารถทำได้สะดวก   รวดเร็วและลดต้นทุนลงได้อย่าง มาก   ทั้งนี้   แนะนำให้ทำการตรวจวิเคราะห์
คุณสมบัติดินก่อนการปรับปรุง   เพื่อแก้ไขปัญหาได้ถูกต้องตามจุดมุ่งหมาย

3.2 วิธีการ ปลูก

3.2.1 การเลือกต้นพันธุ์มะม่วง
-   เป็นพันธุ์ที่คัดเลือกจากสวนหรือแหล่งพันธุ์ที่ เชื่อถือได้
-   ต้นพันธุ์ได้จากการขยายพันธุ์แบบไม่ใช้ เพศ   เช่น   การทาบกิ่ง   การเปลี่ยนยอด   เป็นต้น
-   ต้นมีความสูงมากกว่า  60  เซนติเมตร   มีระบบราก แข็งแรงไม่คดหรืองอ

3.2.2 การเลือกต้นพันธุ์มะม่วง
-   ระยะปลูกทั่วไปคือ  ระยะระหว่างแถว  6 – 8  เมตร   ระหว่างต้น  6 – 8  เมตร
-   ระบบการปลูกชิด   เช่น   ปลูกระยะ  4 x 4  เมตร  ได้จำนวนต้นและผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่มาก  ขณะที่การลงทุนเพิ่ม
มากขึ้น   มีการควบคุมทรงพุ่มและการจัดการมากยิ่งขึ้นกว่าระยะปลูกปกติ

3.2.3 ขั้นตอนการปลูก
-   ขุดหลุมปลูกขนาด  50 x 50 x 50  เซนติเมตร  กรณีพื้นที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ  ควรขุดหลุมให้มีขนาดใหญ่ ขึ้น
และใช้วัสดุปรับปรุงเพิ่มมากขึ้น
-   วัสดุปรับปรุงดินที่ใช้กับหลุมขนาดปกติ   ประกอบ ด้วย    หินฟอสเฟต  0.5  กิโลกรัม,    ปุ๋ยอินทรีย์  5 – 10  กิโลกรัม,
ปุ๋ยเคมี   สูตร 15-15-15   อัตรา  200 – 300  กรัม  คลุกเคล้ากับดิน   นำมะม่วงออกจากถุงแล้วปลูกมะม่วงกลางหลุม
ปักหลักยึดต้นกันการโยกคลอน   แล้วใช้มีดกรีดเอา พลาสติกบริเวณรอยต่อระหว่างยอดพันธุ์กับต้นตอออก
-   ในแหล่งปลูกที่มีลมแรงควรปลูกไม้บังลมเป็นแถว หรือเป็นแนวขวางทิศทางลมล่วงหน้าหรือพร้อมๆ กับการปลูกมะม่วง
เช่น   สะเดา   หรือไผ่   เป็นต้น

3.3 ฤดูปลูก
ต้นฤดูฝนเหมาะสมที่สุด มะม่วงที่ปลูกจะมีการเจริญเติบโตและตั้งตัวได้ก่อนถึงฤดูแล้ง    แต่ถ้าหากมีระบบการให้
น้ำก็สามารถปลูกมะม่วงได้ทุกฤดูกาล

4. การดูแลรักษา

4.1 การเตรียม ความพร้อมต้นมะม่วง
4.1.1 มะม่วงเริ่มปลูกถึงก่อนให้ผลผลิต
-   กำจัดวัชพืชใต้ทรงพุ่ม   ใส่ปุ๋ยและให้น้ำอย่าง สม่ำเสมอตลอดปี
-   ตัดแต่งกิ่ง   และจัดโครงสร้างต้นให้เหมาะสมกับ ระยะปลูก
-   ป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้มะม่วงมีกิ่งแข็งแรงมีใบ สมบูรณ์

4.1.2 มะม่วงระยะให้ผลผลิต
-   หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้วทำการตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ยทางดินทันที   พร้อมกับการให้น้ำอย่างเพียงพอ   เพื่อกระตุ้นการ
เจริญเติบโต   และสร้างความสมบูรณ์ของต้น
-   มะม่วงแตกใบใหม่อย่างน้อย  2  รุ่นในรอบ ปี   ดูแลรักษาให้ต้นและใบมะม่วงสมบูรณ์เต็มที่

4.1.3 การเตรียมความพร้อมสำหรับการสร้างตาดอก
-   ปลายฤดูฝนได้ต้นมะม่วงที่แข็งแรงสมบูรณ์   ควบ คุมต้นให้พักตัวและสะสมอาหาร   มะม่วงจะสร้างตาดอกในระยะนี้
โดยงดการให้น้ำก่อนฤดูออกดอก  2  เดือน   และไถพรวนรอบนอกทรงพุ่ม   เป็นการ ตัดรากมะม่วงบางส่วน  และกำจัด
วัชพืชพร้อมกัน   ในกรณีที่มีฝนหลงฤดูตกลงมา   ควรพ่นปุ๋ยทาง ใบ   เช่น   สูตร  0-52-34   อัตรา 100 – 150  กรัม
ต่อน้ำ  20  ลิตร   เพื่อช่วยให้มะม่วงไม่แตกใบ อ่อนและยังคงมีการสะสมอาหารต่อไป

4.2 การเพิ่มปริมาณและปรับปรุงคุณภาพผลผลิต
4.2.1 พัฒนาการของตาดอก
-   มะม่วงจะพักตัวระยะหนึ่งแล้วจะเริ่มแทงช่อ ดอก  ในระยะนี้ควรเริ่มให้น้ำปริมาณน้อยๆ  แล้วค่อยๆ  เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ
เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของช่อดอก
-   ทำการป้องกันกำจัดศัตรูพืชตามคำแนะนำ

4.2.2 การเพิ่มการติดผล
-   หลังจากมะม่วงเริ่มติดผลแล้วควรเพิ่มปริมาณการ ให้น้ำขึ้น   โดยในระยะ 7 – 10 วันหลังการติดผล   เพิ่มปริมาณการ
ให้น้ำมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง   จนถึงระดับที่ มะม่วงต้องการอย่างเต็มที่
เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของช่อดอก

4.2.3 การส่งเสริมการพัฒนาของผล
-   โดยการให้น้ำไปตลอด  และหยุดการให้น้ำก่อนการ เก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ  10 – 15  วัน
-   ทำการใส่ปุ๋ย   ใส่ตามพัฒนาการของผล

4.2.4 การป้องกันผลผลิตเสียหาย
-   การห่อผล   ห่อเมื่อผลอายุ  45 – 60  วัน  จะทำให้มะม่วงมีคุณภาพดี   เช่น   ผิวผลสวย   ลดการร่วงของผล   ลดหรือ
ป้องกันการเข้าทำลายของโรคและแมลงบางชนิด  เป็น ต้น

4.3 การให้ปุ๋ย
กำจัดวัชพืชใต้ทรงพุ่มก่อน ใส่ปุ๋ยทุกครั้ง
มะม่วง อายุ  1 – 2 ปี   ใส่ปุ๋ยสูตร  15-15-15   อัตรา  1 – 2  กิโลกรัม/ต้น/ปี    แบ่งใส่  2  ครั้งเท่ากัน  ในช่วงต้นและ
ปลายฤดูฝน   ใส่รอบโคนต้นแล้วพรวนดินกลบ
มะม่วง ที่ให้ผลผลิตแล้วหรือต้นอายุ  3  ปีขึ้นไป   มีการใส่ปุ๋ยเป็นระยะตาม พัฒนาการหรือความต้องการ   ดังนี้
-  ระยะบำรุงต้น หลัง เก็บเกี่ยวผลผลิตและตัดแต่งกิ่งแล้วใช้ปุ๋ยสูตร  15-15-15   หรือ   20-10-10   หรือ
30-10-10   อัตรา  1 – 2  กิโลกรัม/ต้น/ครั้ง  ร่วมไปกับปุ๋ยอินทรีย์    อัตรา  10-20  กิโลกรัม/ต้น/ครั้ง   โดย
ใส่รอบทรงพุ่มแล้วพรวนดินกลบ   ใส่ปุ๋ยอีก ครั้งเมื่อมะม่วงแตกใบชุดที่ 2   โดยใช้ปุ๋ยและอัตราเดิม
-  ระยะ เร่งสร้างตาดอก ก่อนมะม่วงออกดอก  2-3  เดือน   ใส่ปุ๋ย  12-24-12   หรือ   8-24-24    อัตรา
1 – 2 กิโลกรัม/ต้น  สำหรับต้นอายุ 2 – 4 ปี ,  อัตรา  2 – 4  กิโลกรัม/ต้น
สำหรับต้นอายุ 5 – 7 ปี  และ 4 – 6
กิโลกรัม/ต้น  เมื่อ ต้นอายุ  8  ปีขึ้นไป
-  ระยะ บำรุงผล หลังดอกบาน  1  เดือน   ใส่ปุ๋ยสูตร  15-15-15   อัตรา  1 – 2  กิโลกรัม/ต้น
-  ระยะ ปรับปรุงคุณภาพผลผลิต ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต  1 เดือน  ใส่ปุ๋ย  13-13-21  อัตรา  1 – 2  กิโลกรัม
ต่อต้น   และอาจพ่นปุ๋ยทางใบร่วมในระยะนี้ ด้วย

หมาย เหตุ :  อัตราการใส่ปุ๋ย   ควรปรับใช้ตามขนาดต้น   อายุพืช  และความอุดมสมบูรณ์ ของดิน   อัตราการใส่ปุ๋ย
ที่เหมาะสมควรใช้ตามค่าการวิเคราะห์ดินและพืช

4.4 การให้น้ำ
วิธีการให้น้ำ
ระบบให้น้ำแบบหัว เหวี่ยงเล็ก   การปฎิบัติงานทำได้สะดวก   ประหยัดแรงงาน   พืชได้น้ำสม่ำ เสมอ
การให้น้ำแบบสายยางรด หรือแบบปล่อยตามร่องขนาดเล็กมีต้นทุนต่ำกว่าระบบแรก  แต่ควบคุมปริมาณน้ำที่ ให้พืช
ได้รับยาก   ไม่สม่ำเสมอ   ใช้น้ำ   แรงงาน   เวลามากกว่าระบบแรก

ปริมาณน้ำ
มะม่วงระยะบำรุง ต้น  มีความต้องการน้ำประมาณ  0.5  เท่าของอัตราการระเหยน้ำกล่าวคือถ้าสภาพ อากาศมีอัตรา
การระเหยน้ำ  5  มิลลิเมตรต่อวัน ( การระเหย  1 มิลลิเมตรเทียบเท่ากับน้ำ  1 ลิตรต่อตารางเมตร )  ต้นมะม่วงที่มี
เส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม  3  เมตร   จะ ต้องให้น้ำประมาณ  22.5  ลิตร/ต้น/วัน (ครั้ง)

มะม่วงหลังการติด ผล   ถือเป็นระยะวิกฤตที่มะม่วงต้องการใช้น้ำมากที่สุด  ประมาณ  0.7 – 0.8  เท่าของอัตราการ

ระเหย น้ำ   กล่าวคือ  ถ้าสภาพอากาศมีอัตราการระเหยน้ำ  5 มิลลิเมตร/วัน   ต้นมะม่วงที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม
5  เมตร   จะ ต้องให้น้ำประมาณ  87.5 – 100  ลิตร/ต้น/วัน (ครั้ง) (ดูภาคผนวก)

ความถี่ของการให้น้ำ ขึ้นกับเนื้อดินและสภาพอากาศ   ดินที่มีเนื้อดินเป็นดินทรายให้น้ำ  2-3  วันต่อครั้ง   เนื้อดิน
เป็นดินเหนียวให้น้ำ 4-5 วัน/ครั้ง   อย่างไรก็ตาม   อาจใช้วิธีสังเกตจากความชื้นดินและสภาพของใบมะม่วงประกอบ
การวางแผนให้น้ำก็ จะได้ผลดียิ่งขึ้น   จากตัวอย่างที่ยกมาจากข้างบน   ปริมาณการให้น้ำมะม่วงระยะบำรุงต้นพืชต้อง
การน้ำ 22.5  ลิตร/ต้น/วัน   ถ้า ต้องการให้น้ำ  4  วันต่อครั้ง   ดังนั้นต้องให้น้ำเท่ากับ  90  ลิตรต่อ ครั้ง

การงดให้น้ำ ในช่วงก่อนมะม่วงออกดอก   จะต้องงดให้น้ำจนกว่ามะม่วงเริ่มแทงช่อดอกแล้ว จึงจะเริ่มให้น้ำอีก

4.5 การตัดแต่ง กิ่ง
การจัดทรงหรือสร้างทรง พุ่มมะม่วง
เลือกลำต้นหลัก  1  ลำ ต้น   ความสูง  75 – 100  เซนติเมตร
-   ทำลายตายอด  ทำให้ตาข้างผลิเกิดเป็นกิ่ง แขนง  คัดเลือกกิ่งไว้ในทิศทางที่ต้องการ  3-5  กิ่ง  และเลือกกิ่งไว้ไปอีก
2 – 3  ครั้ง   ตามขนาดทรงพุ่มที่ต้องการ
-   ขนาดพุ่มต้นควรคำนึงถึงความสะดวกในการทำงาน รวมถึงความปลิดภัยและเหมาะสมกับเครื่องมือที่มีอยู่

วิธีการตัดแต่งกิ่ง
การตัดสแต่งกิ่งแบบบางเบา
เป็นการบังคับ   และ เลือกกิ่งให้เจริญเติบโตไปในทิศทางที่ต้องการ
-   ตัดแต่งกิ่งที่ไม่ต้องการออก    เช่น   กิ่งที่โรคและแมลงทำลาย  กิ่งกระโดง  กิ่งไขว้  กิ่งไม่ สมบูรณ์  กิ่งที่ผลิบริเวณ
ปลายกิ่งที่แน่นมากเกินไปออก

การ ตัดสแต่งกิ่งแบบปานกลาง
เมื่อพุ่มต้น ใกล้จะชนกันตัดกิ่งรอบนอกทรงพุ่มทั้งหมดจากปลายยอดลึกเข้าหาศูนย์กลางต้นยาว ประมาณ  50-100
เซนติเมตร

มะม่วงจะผลิ ตา   แตกกิ่ง – ใบใหม่มาทดแทน
-   คัด เลือกกิ่งและตัดแต่งกิ่งอย่างบางเบา   หลังการตัดแต่งแบบปานกลางอีก  1 – 2  ครั้ง

การ ตัดสแต่งกิ่งแบบหนัก
เมื่อต้นอายุ มาก   ต้นถูกโรคและแมลงทำลายหรือต้นทรุดโทรม
สร้างโครงสร้าง ต้นมะม่วงใหม่   โดยตัดแต่งกิ่งเปิดกลางทรงพุ่มให้มีความสูง 1.5 – 3.0  เมตร  ปริมาตรทรงพุ่ม
ตัดออกไปประมาณครึ่งหนึ่ง

กิ่งที่ถูกตัด เป็นแผลขนาดใหญ่   ควรทาแผลด้วยยาป้องกันกำจัดเชื้อราหรือสีน้ำมัน   จากนั้นกิ่งจะผลิตาให้กิ่งแขนง
ใหม่  ทำการคัด เลือกและตัดแต่งกิ่งอย่างบางเบา  1-2  ครั้ง
เมื่อกิ่งแขนง ใหม่บริเวณกลางทรงพุ่มมีโครงสร้างเจริญเติบโตแข็งแรงมาทดแทนกิ่งเดิมและคาด การณ์จะสามารถ
ให้ผลผลิตในปี ต่อไปได้
ให้ตัดแต่งกิ่ง โครงสร้างเก่าที่อยู่รอบโครงสร้างใหม่ออกมีความยาวใกล้เคียงกับการตัดแต่ง กิ่งกลางทรงพุ่มคัดเลือก
และตัดแต่งกิ่งแบบบางเบา

ผลผลิตจะลดลง บ้างประมาณ  20 – 40%  สามารถให้ผลผลิตได้เต็มที่ในปีที่ 3   หลังจากเริ่มตัดแต่งกิ่งอย่างหนัก

หมาย เหตุ :
หลังจากตัดแต่ง กิ่งทุกครั้งควรบำรุงต้นมะม่วงทันที   ด้วยการใส่ปุ๋ยและให้น้ำ    เพื่อเร่งการผลิตาสร้างกิ่งและใบ
ใหม่ที่สมบูรณ์มาทดแทนได้อย่างรวดเร็ว
ป้องกันกำจัด ศัตรูพืชทุกครั้งที่มีกิ่ง – ใบอ่อน   ผลิมาใหม่


5. สุขลักษณะและความสะอาด

กิ่งใบมะม่วงที่ได้หลังการตัดแต่งกิ่ง   ควรนำไปทำปุ๋ย หมัก  ใช้เป็นวัสดุปรับปรุงดิน   หากมีเครื่องบดย่อยเศษซากพืช จะทำให้
สลายตัวเป็นปุ๋ยเร็ว ขึ้น   สำหรับกิ่งหรือใบที่เป็นโรคควรเผาทำลาย
หลังจากใช้เครื่องมือ   อุปกรณ์   เครื่องทุ่นแรง แล้ว   ควรทำความสะอาดดูแลรักษา  ซ่อมบำรุงและเก็บให้เรียบร้อย
ภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้วให้ทำลายอย่างเหมาะ สม   เช่น   ฝังดิน   ไม่ควรนำไปใช้ใหม่อีก

การผลิตยางพาราอย่างถูกต้องเหมาะสม

Department Of Agriculture  กรมวิชาการเกษตร.

เกษตรดีที่เหมาะสมสำหรับยางพารา


Good Agricultural Practice (GAP) for Para Rubber

1. แหล่งปลูก
1.1 สภาพพื้นที่
  • เป็นพื้นที่ที่มีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล   ไม่ควรเกิน   600   เมตร
  • เป็นพื้นที่ราบหรือมีความลาดเอียงต่ำกว่า 35 องศา ถ้าความลาดเอียงเกิน
    15   องศาต้องทำขั้นบันไดและปลูกพืชคลุมดิน     เพื่อป้องกันการชะล้าง
    หน้าดิน
  • ไม่เป็นแหล่งที่มีน้ำท่วมขัง
1.2 ลักษณะดิน
  • เป็นดินร่านเหนียวถึงดินปนทราย
  • เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์
  • หน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร และไม่มีชั้นหินแข็งหรือชั้นดินดาน
  • ระดับน้ำใต้ดินต่ำกว่า 1 เมตร
  • การระบายน้ำและการถ่ายเทอากาศดี
  • มีค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่เหมาะสมประมาณ 4.5-5.5
1.3 สภาพภูมิอากาศ ปริมาณน้ำฝน    ไม่ต่ำกว่า 1,250 มิลลิเมตรต่อปี     และมีจำนวนวันฝนตกเฉลี่ย
ประมาณ 120-150 วัน
1.4 แหล่งน้ำ อาศัยน้ำฝน
2. พันธุ์ยาง
2.1 การเลือกพันธุ์
  • ให้ผลผลิตสูง
  • การเจริญเติบโตดี
  • มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่
  • ต้านทานโรคในพื้นที่ที่มีปัญหารุนแรงดี
2.2 พันธุ์ยางแนะนำ พันธุ์ยางที่แนะนำตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร   มีดังนี้
สถาบันวิจัยยาง 251 (RRIT 251)
  • ผลผลิตเฉลี่ย 474 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี
  • การเจริญเติบโตปานกลาง เปลือกเดิมและเปลือกงอกใหม่หนาปานกลาง
  • ควรใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้น วันเว้นวัน
  • ต้านทานโรคเส้นดำดี     ต้านทานโรคใบร่วง   ที่เกิดจากเชื้อไฟทอปโทรา
    โรคราแป้ง โรคใบจุดนูน    และโรคราสีชมพู มีต้นเปลือกแห้งจำนวนน้อย
    ต้านทานลมปานกลาง
  • ไม่แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ลาดชัน  พื้นที่ที่มีหน้าดินตื้น และพื้นที่ที่มีระดับ
    น้ำใต้ดินสูง
สงขลา 36
  • ผลผลิตเฉลี่ย    324   กิโลกรัมต่อปี    ผลผลิตเพิ่มขึ้นปานกลางเมื่อใช้สาร
    เคมีเร่งน้ำยาง
  • การเจริญเติบโตปานกลาง     เปลือกเดิมและเปลือกงอกใหม่หนาปานกลาง
  • ควรใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้น วันเว้นวัน
  • ต้านทานโรคใบร่วง  ที่เกิดจากเชื้อไฟทอปโทราดี      ต้านทานโรคเส้นดำ
    ปานกลาง     อ่อนแอต่อโรคราแป้ง    โรคใบจุดนูน และโรคราสีชมพูมีต้น
    เปลือกแห้งจำนวนปานกลาง ต้านทานลมปานกลาง
  • ข้อสังเกต : น้ำยางของยางพันธุ์นี้เมื่อนำไปทำยางแผ่น ดินจะมีสีคล้ำ
    ควรฟอกสีด้วยสารเคมี โซเดียมเมตาไบซัลไฟด์
BPM 24
  • ผลผลิตเฉลี่ยท 312 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ผลผลิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อใช้สาร
    เคมีเร่งน้ำยาง
  • การเจริญเติบโตปานกลาง     เปลือกเดิมหนามาก เปลือกงอกใหม่หนาปาน
    กลาง
  • ควรใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้น วันเว้นวัน หากใช้ระบบกรีดถี่ จะทำให้ต้นยาง
    แสดงอาการเปลือกแห้งเพิ่มมากขึ้น
  • ต้านทานโรคใบร่วงที่เกิดจากเชื้อไฟทอปโทราดีมากต้านทานโรค เส้นดำดี
    ต้านทานโรคราแป้ง โรคใบจุดนูน และโรคราสีชมพูปานกลาง มีต้นเปลือก
    แห้งจำนวนปานกลางต้านทานลมปานกลาง
  • ปลูกได้ในพื้นที่ลาดชัน     พื้นที่ที่มีหน้าดินตื้น  พื้นที่ที่มีระดับน้ำใต้ดินสูง
    และพื้นที่ที่มีความชื้นสูง

ข้อสังเกต :     ในระยะยางอ่อนจะแตกกิ่งเล็กๆจำนวนมากลำต้นและกิ่งจะมี
รอยแผลน้ำยางไหลซึ่งจะหายไปในระยะต่อมา

PB 255
  • ผลผลิตเฉลี่ย   315   กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี   ผลผลิตเพิ่มขึ้นปานกลางเมื่อใช้
    สารเคมีเร่งน้ำยาง
  • การเจริญเติบโตเร็วมาก ทำให้เปิดกรีดได้เร็ว แต่การเจริญเติบโตระหว่าง
    กรีดจะช้าลงเล็กน้อยเปลือกเดิมและเปลือกงอกใหม่หนา
  • ควรใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้น     หากใช้ระบบกรีดถี่  จะทำให้ต้นยางแสดง
    อาการเปลือกแห้งเพิ่มมากขึ้น
  • ต้านทานโรคเส้นดำและโรคราแป้ง  ปานกลาง อ่อนแอต่อโรคใบร่วงที่เกิด
    จากเชื้อไฟทอปโทรา   โรคใบจุดนูน   และโรคราสีชมพู   มีต้นเปลือกแห้ง
    จำนวนปานกลาง ต้านทานลมดี
  • ปลูกได้ในพื้นที่ลาดชัน พื้นที่ที่มีหน้าดินตื้น และพื้นที่ที่มีระดับน้ำใต้ดินสูง
PB 260
  • ผลผลิตเฉลี่ย 312   กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี     ผลผลิตเพิ่มขึ้นปานกลางเมื่อใช้
    สารเคมีเร่งน้ำยาง
  • การเจริญเติบโตเร็วมาก ทำให้เปิดกรีดได้เร็ว  แต่การเจริญเติบโตระหว่าง
    กรีดจะช้าลงเล็กน้อย    เปลือกเดิมหนาปานกลาง   และเปลือกงอกใหม่บาง
  • ควรใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้น วันเว้นวัน หากใช้ระบบกรีดถี่ จะทำให้ต้นยาง
    แสดงอาการเปลือกแห้งเพิ่มมากขึ้น
  • ต้านทานโรคราสีชมพูดี     ต้านทานโรคใบร่วงที่เกิดจากเชื้อไฟทอปโทรา
    โรคราแป้ง โรคใบจุดนูน และโรคเส้นดำปานกลาง มีต้นเปลือกแห้งจำนวน
    ค่อนข้างมากต้านทานลมดี
  • ปลูกได้ในพื้นที่ลาดชัน พื้นที่ที่มีหน้าดินตื้น และพื้นที่ที่มีระดับน้ำใต้ดินสูง
PR 255
  • ผลผลิตเฉลี่ย 322    กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี    ผลผลิตเพิ่มขึ้นปานกลางเมื่อใช้
    สารเคมีเร่งน้ำยาง
  • การเจริญเติบโตปานกลาง เปลือกเดิมบาง และเปลืองอกใหม่หนา
  • ควรใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้น วันเว้นวัน
  • ต้านทานโรคใบร่วงที่เกิดจากเชื้อไฟทอปโทรา    โรคราแป้ง    โรคเส้นดำ
    และดรคราสีชมพูปานกลาง   อ่อนแอมากต่อโรคใบจุดนูน มีต้นเปลือกแห้ง
    จำนวนน้อย ต้านทานลมดี
  • ปลูกได้ในพื้นที่ที่มีหน้าดินตื้น        และพื้นที่มีระดับน้ำใต้ดินสูงไม่แนะนำ
    ให้ปลูกในพื้นที่ลาดชัน
  • ข้อสังเกต : ยางพันธุ์นี้จะมีน้ำยางไหลตามลำต้นและกิ่งในระยะก่อนเปิดกรีด
    แต่จะหายไปเมื่ออายุมากขึ้น รอยก้านใบเดิมตามลำต้นมักจะนูนออกมา และ
    เห็นชัดมากขึ้นเมื่อต้นยางไม่สมบูรณ์       ในพื้นที่ปลูกที่มีสภาพดินไม่ค่อย
    เหมาะสมหรือแห้งแล้ง เปลือกค่อนข้างแข็ง
RRIC 110
  • ผลผลิตเฉลี่ย 322    กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี    ผลผลิตเพิ่มขึ้นปานกลางเมื่อใช้
    สารเคมีเร่งน้ำยาง
  • การเจริญเติบโตเร็วมาก ทำให้เปิดกรีดได้เร็ว แต่การเจริญเติบโตระหว่าง
    กรีดจะช้าลงเล็กน้อย เปลือกเดิมและเปลือกงอกใหม่บาง
  • ใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้น วันเว้นวัน
  • ต้านทานโรคใบร่วงที่เกิดจาก    เชื้อไฟทอปโทราดี    ต้านทานโรคราแป้ง
    โรคใบจุดนูน    โรคเส้นดำ  และโรคราสีชมพูปานกลาง    มีต้นเปลือกแห้ง
    จำนวนปานกลาง ต้านทานลมปานกลาง
  • ไม่แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ลาดชัน  พื้นที่ที่มีหน้าดินตื้น และพื้นที่ที่มีระดับ
    น้ำใต้ดินสูง
RRIM 600
  • ผลผลิตเฉลี่ย 289    กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี    ผลผลิตเพิ่มขึ้นปานกลางเมื่อใช้
    สารเคมีเร่งน้ำยางผลผลิตลดลงมากในช่วงผลัดใบในพื้นที่แห้งแล้ง
  • การเจริญเติบโตปานกลาง       เปลือกเดิมบางและเปลือกงอกใหม่หนาปาน
    กลาง
  • ควรใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้น วันเว้นวัน
  • ต้านทานโรคราแป้ง และโรคใบจุดนูนปานกลาง    อ่อนแอต่อโรคราสีชมพู
    อ่อนแอมากต่อโรค  ใบร่วงที่เกิดจาก    เชื้อไฟทอปโทรา    และโรคเส้นดำ
    มีต้นเปลือกแห้งจำนวนน้อย ต้านทานลมปานกลาง
  • ปลูกได้ในพื้นที่ลาดชัน ไม่แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ที่มีหน้าดินตื้นและพื้นที่ที่
    มีระดับน้ำใต้ดินสูง
  • ข้อสังเกต : ไม่ควรปลูกในพื้นที่ที่มีโรคใบร่วงไฟทอปโทราและโรคเส้นดำ
    ระบาดอย่างรุนแรง
3. การปลูก
3.1 การเตรียมพื้นที่
  • ทำการไถพลิก    และไถพรวนอย่างน้อย 2 ครั้ง พร้อมทั้งเก็บตอไม้ เศษไม้
    และเศษวัชพืชออกให้หมด    เพื่อปรับสภาพพื้นที่ให้เหมาะสมสำหรับการ
    ปลูกสร้างสวนยาง     สำหรับพื้นที่ลาดเอียงมากกว่า 15 องศา จะต้องวาง
    แนวปลูกตามขั้นบันได
  • วางแนวปลูกตามแนวตะวันออก-ตะวันตก
  • ระยะปลูก 2.5 x 8.0    เมตร หรือ 3.0 x 7.0 เมตร ในแหล่งปลูกยางเดิม
    และระยะปลูก 2.5 x 7.0  เมตร   หรือ   3.0 x 6.0   เมตร   ในแหล่งปลูก
    ยางใหม่
  • ขนาดของหลุม 50 x 50 x 50 เซนติเมตรรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหินฟอสเฟต
    หลุมละ 170 กรัม       ในแหล่งปลูกยางใหม่ควรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 5 กิโลกรัม
    ต่อต้นรองก้นหลุมร่วมกับหินฟอสเฟต
3.2 วิธีการปลูก
  • ปลูกในช่วงต้นฤดูฝน
  • ใช้ต้นยางชำถุงขนาด 1-2 ฉัตร ควรเลือกต้นที่สมบูรณ์แข็งแรง ปราศจาก
    โรคและแมลงศัตรู
  • ให้รอยต่อระหว่างรากต้นกับตาอยู่ระดับปากหลุม
  • ใช้มีดเฉือนก้นถุงออกประมาณ     2-3 เซนติเมตรแล้วกรีดด้านข้างของถุง
    ให้ขาดออกจากกันแต่ยังไม่ดึงถุงออก       นำไปวางในหลุมกลบดินลงหลุม
    จนเกือบเต็มหลุมแล้วดึงถุงพลาสติกออกระวังอย่าให้ดินในถุงพลาสติกแตก
    กลบดินจนเสมอปากหลุม และอัดดินให้แน่น  โดยให้ดินบริเวณโคนต้นยาง
    สูงกว่าเล็กน้อย เพื่อมิให้น้ำขังในหลุมปลูก
  • หากมีต้นยางตายหลังปลูก ควรปลูกซ่อมก่อนหมดฤดูฝนอย่างน้อย 2 เดือน
    และไม่ควรปลูกซ่อมเมื่อต้นยางอายุ 2 ปี ขึ้นไป
4 การดูแลรักษา
4.1 การปลูกพืชคลุมดิน
พื้นที่ระหว่างแถวยางที่ไม่ปลูกพืชแซมยาง ควรปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่วใน
ช่วงเวลาเดียวกันกับการปลูกยางเพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุ   ป้องกันการชะล้างพังทลาย
และควบคุมวัชพืช

  • ชนิดของพืชคลุมดินตระกูลถั่วที่แนะนำ คือ คาโลโปโกเนียม เซนโตรซิม
    เพอราเรีย   ในอัตราส่วน 5:4:1   2:2:10:2:1   0:3:1   1:2:0   1:1:0
    โดยน้ำหนักหรือเพอราเรียอย่างเดียวในอัตราปลูก  1.0   กิโลกรัม ต่อไร่
  • เตรียมเมล็ดพันธุ์โดยแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น (น้ำเดืออ : น้ำ 2:1) 2 ชั่วโมง
  • วิธีปลูกโดยหว่านหรือโรยเป็นแถว 2-3 แถว ระหว่างแถวยาง ห่างจากแถว
    ยาง 1.0 – 1.5 เมตร
  • ใส่ปุ๋ยบำรุงพืชคลุมโดยหว่านปุ๋ยหินฟอสเฟตในแถวพืชคลุม อัตรา 15 และ
    30   กิโลกรัมต่อต้นเมื่อพืชคลุมอายุ 2 และ 5 เดือน ตามลำดับ หลังจากนั้น
    หว่านปุ๋ยหินฟอสเฟตในบริเวณพืชคลุมอัตรา    30   กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อพืช
    คลุมอายุ 9 เดือนและต่อไปปีละครั้ง
4.2 การให้ปุ๋ย
4.2.1 ระยะก่อนเปิดกรีด
  • ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร   20-8-20 สำหรับยางพาราในแหล่งปลูกยางเดิม และสูตร
    20-10-12    สำหรับยางพาราในแหล่งปลูกยางใหม่ อัตรา และเวลาใส่ปุ๋ย
    ตามชนิดของดินและอายุของต้นยาง ตามตารางที่ 1
  • ควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัตรา 2 กิโลกรัมต่อต้นร่วมกับปุ๋ยเคมีโดยเฉพาะในแหล่ง
    ปลูกยางใหม่
  • ใส่ปุ๋ยโดยวิธีหว่านรอบต้นหรือโดยเป็นแถบ  2 ข้างต้นยาง บริเวณทรงพุ่ม
    ของใบยางแล้วคราดกลบ กำจัดวัชพืชก่อนใส่ปุ๋ย
  • พื้นที่ลาดเท ควรใส่ปุ๋ยโดยวิธีขุดหลุม    2 จุด    บริเวณทรงพุ่มของใบยาง
    แล้วกลบเพื่อลดการชะล้าง
  • ใส่ปุ๋ยในขณะที่ดินมีความชื้นไม่ควรใส่ปุ๋ยในฤดูแล้งหรือ มีฝนตกชุกติดต่อ
    กันหลายวัน
4.2.2 ระยะหลังเปิดกรีด
  • ควรใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ของดิน สำหรับคำแนะนำทั่วไป คือใส่ปุ๋ยเคมีี
    สูตร 30-5-18อัตรา 1   กิโลกรัม   ต่อต้นต่อปี แบ่งใส่ 2 ครั้ง ในช่วงต้น
    ฤดูฝน และปลายฤดูฝน
  • ใส่ปุ๋ยโดยวิธีหว่านหรือโรยเป็นแถบบริเวณระหว่างแถวยาง แล้วกลบ

ตารางที่ 1 เวลาและอัตราปุ๋ยสูตรสำเร็จที่ใช้กับต้นยางก่อนเปิดกรีด

ีที่
อายุต้นยาง
เดือน
71อัตราปุ๋ย (กรัม/ต้น)
แหล่งปลูกยางเดิม
แหล่งปลูกยางใหม่
ดินร่วนเหนียว
ดินร่วนทราย
ดินทุกชนิด
1
2
70
100
60
5
100
140
80
11
130
170
100
2
14
150
200
110
16
150
210
110
23
150
210
120
3
28
230
320
180
36
230
320
180
4
40
240
330
180
47
240
330
180
5
52
260
360
200
59
260
360
200
6
64
270
370
200
71
270
370
200

หมายเหตุ เวลา ใส่ปุ๋ยอาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับความชื้นในดิน แหล่งปลูกยางใหม่ควรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี

4.2.3 การผสมปุ๋ยเคมีใช้เอง
  • เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการใส่ปุ๋ย      หรือเป็นทางเลือกในการใส่ปุ๋ยเคมี
    หากเกษตรกรไม่สามารถหาสูตรปุ๋ยที่แนะนำในท้องตลาด เกษตรกร
    สามารถใช้ปุ๋ยที่มีสูตรใกล้เคียงหรือผสมปุ๋ยเคมีใช้เอง
  • แม่ปุ๋ยที่นำมาใช้ในการผสมปุ๋ยเคมีได้แก่ปุ๋ยไดแอมโมเนีย มฟอสเฟต
    (18-46-0)     ปุ๋ยยูเรีย      (46-0-0) และปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์
    (0-0-60)     ปริมาณแม่ปุ๋ยที่ใช้ในการผสมปุ๋ยสูตรต่าง ๆ   จำนวน
    100 กิโลกรัม แสดงดังตารางที่ 2

ตาราง ที่ 2 ปริมาณแม่ปุ๋ยและสารตัวเติม (กิโลกรัม) ในการผสมปุ๋ยตามคำแนะนำน้ำหนัก 100 กิโลกรัม

สูตรปุ๋ย
ไดแอมโมเนียม
ฟอสเต
18-46-0
ยูเรีย
46-0-0
โพแทสเซียม
คลอไรด์
0-0-60
สารตัวเติมทราย
ดินร่วน
20-8-20
18
38
34
10
20-10-12
22
36
20
22
30-5-18
10
60
30
0
4.3 การตัดแต่งกิ่ง
  • ตัดแต่งกิ่งในช่วงต้นฤดูฝน และปลายฤดูฝน
  • ตัดกิ่งแขนงให้ชิดลำต้นในระดับต่ำกว่า  2   เมตร
  • ไม่โน้มต้นยางลงมาตัดแต่ง เพราะจะทำให้ เปลือก
    แตก น้ำยางไหล หรือหักได้
  • ใช้ปูขาว หรือปูนแดง หรือสี    ทาบริเวณแผลที่ตัด
5 สุขลักษณะและความสะอาด
  • กำจัดวัชพืชเพื่อไม่ให้แย่งน้ำอาหารของต้นยาง    หรือเป็นแหล่ง
    อาศัยของโรค แมลง หรือสัตว์มีพิษอื่น ๆ
  • หลังการตัดแต่งกิ่งควรนำกิ่งที่ตัดทิ้งออกไปนอกสวนหรือ ทำลาย
  • เศษวัสดุภาชนะบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้งานในสวนแก้วควรกำจัด
    หรือทำลายให้ถูกวิธี
  • อุปกรณ์เครื่องใช้ต้องทำความสะอาดและเก็บไว้ให้เรียบร้อย หลัง
    การใช้งาน   หากชำรุดควรซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดีพร้อมจะใช้
    ปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย
  • เก็บรักษาปุ๋ยสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชไว้ในที่ ปลอดภัยห่างไกล
    จากอาหาร แหล่งน้ำ ที่อยู่อาศัยและสัตว์เลี้ยง
  • ดูแลรักษาอุปกรณ์เครื่องใช้  รวมทั้งโรงเรือนหรือโรงงาน ที่ใช้ใน
    การผลิต แปรรูปยาง ได้แก่ มีดกรีดยาง ถังเก็บน้ำยาง ตะกงจักรกีด
    เครื่องใช้อื่น   ๆ    จะต้องทำความสะอาดก่อน       และหลังการใช้
    เก็บให้เรียบร้อย   ซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดี    ใช้ได้อย่างปลอดภัย
    ตลอดจนการเก็บยางแผ่นเพื่อรอจำหน่ายอย่างถูกวิธี
6. ศัตรูยางพาราและการป้องกัน
6.1 โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
6.1.1 โรคใบร่วงและฝักเน่า
สาเหต เกิดจากเชื้อรา
ลักษณะอาการ ใบร่วง   ก้านใบช้ำสีดำมีน้ำยางเกาะติดอยู่ ฝักยางจะเน่าดำ
และไม่แตกร่วงจากต้น
การแพร่ระบาด ระบาดมากในพื้นที่ที่มีฝนตกชุก   และความชื้นสูง หรือพื้น
ที่ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลลมมรสุม     พบในภาคใต้ฝั่งตะวันตก
บางพื้นที่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช  สุราษฎร์ธานี พัทลุง
สงขลา นราธิวาส จันทบุรี และตราด
การป้องกัน
  • ปลูก ยางพันธุ์ต้านทานโรค
  • ตัด แต่งกิ่ง   และกำจัดวัชพืชในสวนยางให้โล่งเตียน
    เพื่อลดความชื้นและความรุนแรงของโรค
  • ใช้ สารป้องกันกำจัดโรค (ตารางที่ 3)
6.1.2 โราราแป้ง
สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา
ลักษณะอาการ ใบอ่อนร่วง   ใบที่ไม่ร่วง   แผ่นใบจะมีแผลขนาดไม่แน่นอน
มีปุ๋ยเชื้อราสีขาวเทาปกคลุมอยู่     ต่อมาแผลจะเป็นรอยด่าง
สีเหลืองซึดและกลายเป็นสีน้ำตาล      ดอกยางมีปุยเชื้อราปก
คลุมก่อนที่จะดำแล้วร่วง
การแพร่ระบาด ระบาดมากในพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมกลางวันร้อนกลางคืน
เย็นและชื้น    ตอนเช้ามีหมอก   พบในบางพื้นที่ของจังหวัด
นราธิวาส สงขลา   และฉะเชิงเทรา   และเป็นช่วงที่ต้นยาง
ผลิใบใหม่
การป้องกันกำจัด
  • ปลูก ยางพันธุ์ต้านทานโรค
  • ใช้ สารป้องกันกำจัดโรค (ตารางที่ 3)
6.1.3 โรคใบจุดก้างปลา
สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา
ลักษณะอาการ แผลบนใบมีสองลักษณะ   เป็นจุดกลมทึบ สีน้ำตาลดำ ขอบ
แผลสีเหลือง และแผลลายก้างปลา ต่อมาใบจะร่วง สำหรับ
แผลบนกิ่งก้านเป็นรูปยาวรี ตามความยาวของกิ่งก้าน กลาง
แผลจะช้ำ ต่อมากิ่งก้านจะแห้งตาย
การแพร่ระบาด ระบาดในพื้นที่ทั่วไป         เฉพาะแหล่งที่มีสภาพแวดล้อม
เหมาะสมจะระบาดมากในช่วงฤดูฝน พบใน บางพื้นที่ของ
จังหวัด ระนอง พังงา สุราษฎร์ธานี และนราธิวาส
การป้องกันกำจัด
  • ปลูกยางพันธุ์ ต้านทานโรค
  • ตัด แต่งกิ่งก้าน   และกำจัดวัชพืชในสวนยางให้โล่ง
    เตียนเพื่อลดความชื้นและความรุนแรงของโรค
  • ไม่ ควรปลูกงา    ถั่วเหลืองและมะละกอ ในพื้นที่ที่มี
    การระบาดของโรค  เนื่องจากเป็นพืชอาศัยของโรค

 

6.1.4 โรคราสีชมพู
สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา
ลักษณะอาการ บริเวณที่ถูกทำลายจะเป็นรอยปริมีน้ำยางไหลซึมเป็นทางยาว
และมีเส้นใยสีขาว คล้ายใยแมงมุมปกคลุม    เมื่อเชื้อราเจริญ
ลุกลามเข้าถึงเนื้อไม้จะเห็นผิวเปลือกเป็นแผ่นสีชาพู  และมีกิ่ง
ใหม่แตกออกบริเวณใต้รอยแผล
การแพร่ระบาด ระบาดในพื้นที่ทั่วไปเฉพาะแหล่งที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสม
จะระบาดมากในช่วงฤดูฝน    พบใน     บางพื้นที่ของจังหวัด
นครศรีธรรมราช สุราษฏร์ธานี และจันทบุรี
การป้องกัน
  • ปลูกยางพันธุ์ ต้านทานโรค
  • ตัด แต่งกิ่งก้าน และกำจัดวัชพืชในสวนยางให้โล่เตียน
    เพื่อลดความชื้นและความรุนแรงของโรค
  • ต้น ที่เป็นโรค   ให้ตัดส่วนที่โรคต่ำกว่ารอยแผล 2-3
    นิ้ว    เผาส่วนที่เป็นโรค ทาสารป้องกันโรคเคลือบรอย
    แผลที่ตัด
  • ใช้ สารป้องกันกำจัดโรค (ตารางที่ 3)

 

6.1.5 โรคเส้นดำ
สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา
ลักษณะอาการ บริเวณเหนือรอยกรีดเป็นรอยช้ำต่อมาเป็นรอยบุ๋มขยายตัวตาม
แนวขนานกับลำต้น  เมื่อเฉือนเปลือกออกให้ลึกถึงเนื้อไม้จะเห็น
ลายเส้นสีดำบนเนื้อไม้
การแพร่ระบาด ระบาดในพื้นที่ที่มีฝนตกชุก และความชื้นสูง โดยเฉาะพื้นที่ที่
มีการระบาดของโรคใบร่วงอย่างรุนแรง       พบในภาคใต้ฝั่ง
ตะวันตกบางพื้นที่ของจังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฏร์ธานี
พัทลุง สงขลา จันทบุรี และตราด
การป้องกัน
  • ปลูกยางพันธุ์ ต้านทานโรค
  • ตัด แต่งกิ่งก้าน และกำจัดวัชพืชในสวนยางให้โล่งเตียน
    เพื่อลดความชื้นและความรุนแรงของโรค
  • ไม่ ควรเปิดกรีดยางในช่วงฤดูฝน เพื่อป้องกันการเกิดโรค
    เส้นดำ
  • ใช้ สารป้องกันกำจัดโรค (ตารางที่ 3)

 

6.1.6 โรครากขาว
สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา
ลักษณะอาการ พุ่มใบมีสีเหลืองบางส่วนหรือทั้งต้น เมื่อขุดดูรากจะพบเส้นใยสี
ขาวปลายแบนเกาะติดอยู่บนผิวราก เมื่อเส้นใยแก่    จะกลมนูนสี
เหลืองซีดมีดอกเห็ดเกิดบริเวณโคนต้นลักษณะเป็นแผ่นแข็งครึ่ง
วงกลมแผ่นเดียวหรือซ้อนกันเป็นชั้น ๆ   ผิวด้านบนของดอกเห็ด
เป็นสีเหลืองส้ม  โดยมีสีเข้มและอ่อนเรียงสลับกันเป็นวง ผิวด้าน
ล่างเป็นสีส้มแดงหรือน้ำตาล ขอบดอกเป็นสีขาว
การแพร่ระบาด ระบาดในพื้นที่สวนยางปลูกใหม่หลังจากโค่นต้นไม้ในป่าที่ เป็น
แหล่งโรค     และระบาดมากในช่วงฤดูฝน พบในบางพื้นที่ของ
จัดหวัดนราธิวาส    ปัตตานี   ยะลา  สงขลา  พัทลุง ตรัง กระบี่
พังงาและสุราษฏร์ธานี
การป้องกัน
  • พื้นที่ที่มีการระบาดของโรค ไม่ควรปลูกพริกขี้หนู มะเขือ
    เปราะ มันเทศ   มันสำปะหลัง    น้อยหน่า ลองกอง สะตอ
    จำปาดะ สะเดาเทียม  ทัง และทุเรียน เพราะเป็นพืชอาศัย
    ของโรค
  • ขุดคูล้อมรอบต้นยางที่เป็นโรค    ไม่ให้รากยางที่เป็นโรค
    สัมผัสกับรากที่ไม่เป็นโรค
  • ใช้สารป้องกันกำจัดโรค (ตารางที่ 3)

ตารางที่ 3 การใช้สารป้องกันกำจัดโรคยางพารา

โรค
สารป้องกันกำจัดโรคพืช
อัตราการใช้/น้ำ
20 ลิตร
วิธีการใช้/ข้อควรระวัง
โรคใบร่วงและฝักเน่า เมทาแลกซิล 35 เอสดี
ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม
(80% ดับบลิวดี)
40 กรัม
40 กรัม
ต้นยางอายุน้อยกว่า 2 ปีให้
พ่นพุ่มใบก่อนฤดูกาลโรค
ระบาด ทุก 7 วัน
โรครา แป้ง เบโนมิล (50% ดับพลิวพี) 20 กรัม

ต้นยางอายุน้อยกว่า 2 ปี ให้
พ่นพุ่มใบ ตั้งแต่เริ่ม ผลิใบ
อ่อน ทุก 7 วัน
โรคใบจุดก้างปลา ไตรดีมอร์ฟ (75%อีซี)
เบโนมิล (50% ดัลบลิวพี)
10 มิลลิลิตร
40 กรัม
โรคราสีชมพู เบโนมิล (50% ดับบลิวพี)
ไตรดีมอร์ฟ (75% อีซี)
2000-4000 กรัม
1200-2400
มิลลิลิตร
ขูดเปลือกบริเวณแผลออก
แล้วทาสารเคมี ทุก 7 วัน
โรคเส้นดำ เมทาแลกซิล(35% เอสดี)
ออกซาไดซิล+แมนโคเซบ
(10%+56% ดับบลิวพี)
ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม
(80% ดับบลิวพี)
280 กรัม
20 มิลลิลิตร
100 กรัม
พ่นหรือทาหน้ากรีดยาง
ทุก 7 วัน
พ่นหรือทาหรีดยาง ทุก
2-4 วัน
โรครากขาว ไซโพรโคนาโซล
(10% เอสแอล)
ไตรดีมอร์ฟ (75% อีซี)

 

โพรพิโคนาโซล (25% อีซี)

 

เฟนพิโคลนิล
(40% เอฟเอส)

100-200มิลลิลิตร
(10-20 มิลลิลิตร/
น้ำ 2 ลิตร/ต้น)
100-200มิลลิลิตร
(10-20 มิลลิลิตร/
น้ำ 2 ลิตร/ต้น)

200 มิลลิลิตร
(30 มิลลิลิตร/น้ำ 3 ลิตร/ต้น)

66-100 กรัม
(10-15 กรัม/น้ำ
3 ลิตร/ต้น)

ขุดดินรอบโคนต้นเป็นร่อง
กว้าง และลึกประมาณ 10-
15 เซนติเมตร ราดสาร
เคมีลงในร่อง ต้นละ 2-3
ลิตร ทุก 6 เดือน
6.2 แมลงศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
6.2.1 ปลวก
ลักษณะและการทำลาย ปลวกกัดกินรากยางและภายในลำต้นจนเป็นโพรงทำ ให้พุ่มใบ
ของต้นยางมีสีเหลืองผิดปกติ     และอาจทำให้ต้นยางตายได้
การป้องกันกำจัด ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง (ตารางที่ 4)
6.2.2 หนอนทราย
ลักษณะและการทำลาย เป็นตัวอ่อนของด้วงชนิดหนึ่ง     มีรูปร่างเหมือนตัว ซี สีขาว
จะกัดกินรากยาง   ทำให้พุ่มใบของต้นยางมีสีเหนืองผิดปกติ
เมื่อขุดดูราก    จะเห็นรอยถูกกัดกินรอบ ๆ รากแก้วจนถึงโคน
ต้น    ทำให้ต้นยางตายเป็นหย่อม ๆ   พบมากในแปลงต้นกล้า
ยางที่ปลูกในดินทราย
การป้องกันกำจัด ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง (ตารางที่ 4)

ตารางที่ 4 การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูยางพารา

แมลงศัตรูพืช
สารป้องกันกำจัด
อัตราการใช้/น้ำ
20 ลิตร
วิธีการใช้/ข้อควรระวัง
ปลวก ฟิโพรนิล (5% เอสซี) 80 มิลลิลิตร ราดรอบต้นยางที่ถูกปลวก
ทำลายและต้นข้างเคียง
ต้นละ 1-2 ลิตร
หนอนทราย เอ็นโดซัลแฟน+บีพีเอ็มซี
(4.5% จี)
ฟิโพรนิล (5% เอสซี)
คาร์โบซัลแฟน
(20% อีซี)
5 กิโลกรัม/ไร่
80 มิลลิลิตร
40-80 มิลลิลิตร
โรยรอบ ๆ ต้นยางแล้วกลบ
ดิน
ราดรอบต้นยางที่ถูกหนอน
ทรายกัดกินและต้นข้างเคียง
ต้นละ 1-2 ลิตร
6.3 วัชพืชและการป้องกันกำจัด
6.3.1 วัชพืชฤดูเดียว
เป็นวัชพืชที่ครบวงจรชีวิตภายในฤดูเดียว ส่วนมากขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
  • วัชพืชใบแคบ มีลักษณะที่เห็นได้ชัดคือ ใบจะเรียวยาวเส้นใบจะขนานกัน ระบบ
    รากเป็นรากฝอยไม่มีรากแก้ว    ได้แก่    หญ้าตีนนก  หญ้าตีนกา  หญ้านกสีชมพู
    หญ้าตีนติด หญ้าใบไผ่ หญ้ามาเลเซียหญ้าหวาย
  • วัชพืชประเภทใบกว้าง  ลักษณะที่เห็นเด่นชัดคือ   เส้นใบแตกเป็นร่างแห ระบบ
    รากมีทั้งรากแก้วและรากฝอย ได้แก่ หญ้าเขมร สาบแร้งสาบกา หญ้ายาง

 

6.3.2 วัชพืชข้ามปี
เป็นวัชพืชที่ส่วนมากขยายพันธุ์ด้วยต้น ราก เหง้า หัว และไหล ได้ดีกว่าการ
ขยายพันธุ์ ด้วยเมล็ด
  • วัชพืชประเภท ใบแคบ  ได้แก่ หญ้าคา หญ้าขจรจบดอกเหลือง หญ้าแพรก
  • วัชพืช ประเภทใบกว้าง ได้แก่ สาบเสือ ขี้ไก่ย่าย

 

6.3.3 เฟิร์น
เป็นพืชชั้นต่ำขยายพันธุ์ด้วยสปอร์    ไม่มีดอก    ไม่มีเมล็ด    ใบอ่อนจะ
ม้อนงอ ลำต้นเป็นเหง้า  ได้แก่ ลิเภา โชน ผักกูด ต้นสามร้อยยอด
การป้องกันกำจัด
  • ไถและพรวนดิน อย่างน้อย 2 ครั้ง ก่อนปลูก
  • เก็บ เศษซากวัชพืชออกให้หมดหลังการพรวนดิน
  • ใช้ แรงงาน ขุด ถาก ดายหรือตัดวัชพืชที่ขึ้นในแถวยาง และควรทำก่อนวัชพืช
    ออกดอก
  • ใช้ วัสดุคลุมดิน โดยนำวัสดุเหลือใช้ต่าง ๆ เช่น เปลือกถั่ว ฟางข้าว ซังข้าวโพด
    หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ เป็นต้น   คลุมโคนต้นยางเฉพาะต้น หรือตลอดแนว
    เว้นระยะพอควรไม่ชิดโคนต้นยาง
  • ปลูก พืชคลุมดินตระกูลถั่ว    ได้แก่ คาโลโบโกเนียม เซนโตรซิมา และเพอราเรีย
    ห่างจากแถวยางประมาณ 2 เมตร
  • ใช้ สารพ่นสารกำจัดวัชพืชตามคำแนะนำในตารางที่ 5

 

ตาราง 5 การใช้ สารป้องกันและกำจัดวัชพืชในสวนยางพารา

วัชพืช
สารป้องกัน
กำจัดวัชพืช
อัตราการใช้/ไร่
วิธีใช้
วัชพืชทุกชนิด
ยกเว้นหญ้าคา
พาราควอต
(27.6% เอสแอล)
400 มิลลิลิตร ใช้กำจัดวัชพืชใบแคบและใบกว้าง
พ่นวัชพืชอายุน้อย      ระวังอย่าให้
สัมผัสส่วนยอดหรือส่วนที่มีสีเขียว
ของพืชปลูก
ไกลโฟเซต
(48% เอสแอล)
200 มิลลิลิตร ใช้กำจัดวัชพืชใบแคบ    ใช้ผสมน้ำ
สะอาดและเครื่องพ่นชนิดที่ทำจาก
อลูมิเนียม    ทองเหลือง   ทองแดง
สแตนเลส   หรือพลาสติก   เท่านั้น
หญ้าคา ไกลโฟเซต
(48% เอสแอล)
750-1,000
มิลลิลิตร
อัตราที่แนะนำขึ้นกับความหนาแน่น
ของวัชพืช
7.  คำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย
7.1 การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างเหมาะสม
  • ตรวจอุปกรณ์เครื่องพ่นอย่าให้มีรอยรั่ว  เพราะจะทำให้สารพิษเปียกเปื้อน
    เสื้อผ้า และร่างกายของผู้พ่นได้
  • ต้องสวมเสื้อผ้าและรองเท้าให้มิดชิด รวมทั้งหน้ากาก หรือผ้าปิดจมูก และ
    ศรีษะเพื่อป้องกันอันตรายจากสารพิษ
  • อ่านฉลากคำแนะนำคุณสมบัติ และการใช้ก่อนทุกครั้ง
  • ควรพ่นในช่วงเช้าหรือเย็นขณะลมสงบ    หลีกเลี่ยงการพ่นในเวลาแดดจัด
    หรือลมแรง และผู้พ่นต้องอยู่เหนือลมตลอดเวลา
  • ภายหลังการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชทุกครั้ง ผู้พ่นต้องอาบน้ำ สระผม
    และเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที เสื้อผ้าที่เปื้อนสารเคมีต้องซักให้สะอาดทุกครั้ง
  • ไม่เก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ใช้  จะสลาย ตัวถึงระดับ
    ปลอดภัยโดยดูดจากตารางคำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
  • ทำลายภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ว    อย่าทิ้งตาม  ร่องสวน   แม่น้ำ
    ลำคลอง
7.2 การใช้เครื่องพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
7.2.1 เครื่องพ่น นิยมใช้มี 2 ชนิด ได้แก่
  • เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง
  • เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันน้ำ
7.2.2 วิธีการใช้
  • เครื่องพ่น แบบสูบโยกสะพายหลัง    ใช้อัตราการพ่น  60-80    ลิตรต่อไร่
    เลือกใช้หัวพ่นแบบกรวยขนาด  (เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.6 มิลลิเมตร) สำหรับ
    การพ่นสารป้องกันกำจัดสารฆ่าแมลงและโรคพืช
  • เครื่องยนต์พ่นแบบกรวยขนาดกลาง (เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.0-1.2 มิลลิเมตร)
    ปรับความดันในระบบพ่นไว้ที่ 10 บาร์ หรือ 150   ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ถ้า
    เป็นหัวพ่นแบบกรวยชนิดปรับ   ให้ได้ละอองกระจายกว้างที่สุด   ซึ่งจะได้
    ละอองขนาดเล็กสม่ำเสมอ เหมาะสำหรับการพ่นสารป้องกันกำจัดแมล และ
    โรคพืช
  • สำหรับการพ่นสารกำจัดวัชพืช   ต้องแยกใช้เครื่องพ่นเฉพาะ ควรเลือกใช้
    หัวพ่นแบบพัดหรือแบบปะทะ ใช้อัตราการพ่น 60-80 ลิตรต่อไร่ หลังพ่น
    ไม่ควรรบกวนผิวหน้าดินขณะพ่นกดหัวพ่นต่ำ เพื่อให้ละอองสารเคมีตกลง
    บนพื้นที่ต้องการควบคุมวัชพืชเท่านั้น ระวังการพ่นซ้ำและแนวเดิน เพราะ
    จะทำให้ปริมาณสารเพิ่มเป็นสองเท่า
  • ใช้ความเร็วในการเดินพ่น   ประมาณ  1   ก้าวต่อวินาที   พ่นให้คลุมทั้งต้น
    ไม่ควรพ่นจี้นานเกิน     เพราะจะทำให้ยาโชกและไหลลงดิน และควรพลิก-
    หงายหัวพ่นขึ้นลงเพื่อให้ละอองแทรกเข้าทรงพุ่มได้ดีขึ้น  โดยเฉพาะด้าน
    ใต้ใบ
  • สำหรับการพ่นสารกำจัดวัชพืช ควรถือหัวพ่นที่ความสูงเดียวกันตลอดการ
    ปฏิบัติงาน
  • การพ่นสารทุกครั้งให้เริ่มพ่นจากด้านใต้ลมก่อน   จากนั้นขยายแนวการพ่น
    ขึ้นเหนือลม     ขณะเดียวกันให้หันหัวพ่นไปทางใต้ลมตลอดเวลา เพื่อหลีก
    เลี่ยงการสัมผัสกับสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

 

8. การกรีดยาง
เพื่อให้น้หยางมากที่สุด ต้นยางเสียหายน้อยที่สุด ยืดอายุการกรีดให้นานที่สุด
และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด มีหลักการกรีด และระบบกรีด ดังนี้
  • การเปิดกรีด ควรเปิดกรีดเมื่อจำนวนต้นยางที่มีขนาดเส้นรอบต้นไม่ต่ำกว่า
    50 เซนติเมตร ที่ความสูง 150 เซนติเมตรจากพื้นดินไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง
    ของจำนวนต้นยางทั้งหมด
  • ใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้น วันเว้นวัน
  • เปิดกรีดครึ่งลำต้นที่ระดับความสูง 150 เซนติเมตร จากพื้นดิน   รอยกรีด
    ทำมุม 30 องศา กับแนวระบาบ และเอียงจากซ้ายบนลงมาขวาล่าง
  • ติดรางรองรับน้ำยาง ห่างจากรอยกรีดด้านหน้าลงมาประมาณ 30 เซนติเมตร
    ถ้าไม่กรีดยางควรคว่ำถ้วยไว้เพื่อไม่ให้สิ่ง   สกปรกตกลงไปในถ้วยรับน้ำยาง
  • กรีดให้ลึกใกล้เนื้อไม้มากที่สุด แต่ต้องไม่ถึงเนื้อไม้
  • ควรกรีดตอนเช้าในช่วงเวลา 06.00-08.00 นาฬิกา เพราะทำงานได้สะดวก
    ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์ให้แสงสว่าง     ไม่เสี่ยงอันตราย ไม่ทำลาย
    สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม
  • ควรกรีดไม่เกิน 500 ต้นต่อคนต่อวัน
  • หมั่นลับมีดกรีดยางให้คมอยู่เสมอ
  • หยุดกรีดในช่วงยางผลัดใบจนถึงใบที่ผลิใหม่เป็นใบแก่

 

9. การแปรรูปยาง
น้ำยางที่ได้สามารถนำไปขายในรุปของน้ำยางสด หรือนำไปแปรรูปเป็นยางแผ่นดิบ
การแปรรูป ควรทำในโรงเรือน วิธีการผลิต และลักษณะของยางแผ่นคุณภาพดีมีดังนี้
9.1วิธีการผลิตยางแผ่นดิบ เพื่อให้ได้ยางแผ่นดิบ ที่มีคุณภาพดีและได้ราคาตรงตาม
มาตรฐานจำเป็นต้องปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้
  • เก็บรวบรวม น้ำยาง ใส่ในถังเก็บน้ำยางที่มีฝาปิด
  • กรองน้ำยางด้วยเครื่องกรองลวด เบอร์ 40 และ 60 โดยวางเครื่องกรองซ้อน
    กัน 2 ชั้น เบอร์ 40 ไว้ข้างบน และเบอร์ 60 ไว้ข้างล่าง
  • ตรงน้ำยางพันธุ์สงขลา 36 แนะนำให้ใส่สารโซเดียมเมตาไบซัลไฟด์ในอัตรา
    ส่วน 0.02-0.06 กรัม ของเนื้อสารบริสุทธิ์ ต่อน้ำหนักเนื้อยางแห้ง 1 กิโลกรัม
    ใส่ลงตะกง
  • เตรียมน้ำกรด โดยใช้น้ำกรดฟอร์มิก ชนิดเข้มข้น 90% อัตราส่วน 2 ช้อนแกง
    ผสมกับน้ำสะอาด 3 กระป๋องนม
  • ตรงน้ำกรดที่ผสมแล้ว 1 กระป๋องนมเทลงในน้ำยางในตะกงที่ผสมน้ำแล้วกวน
    ให้เข้ากัน
  • ใช้ใบพายกวาดฟองอากาศออกจากตะกงให้หมด
  • ปิดตะกงเพื่อป้องกันมิให้ฝุ่นละอองหรือสิ่งสกปรกตกลงในน้ำยางที่ กำลังจับตัว
    ทิ้งไว้ประมาณ 30-45 นาที
  • เมื่อยางจับตัวแล้ว ก่อนนำไปนวดรินน้ำสะอาดหล่อไว้ทุกตะกง เพื่อสะดวกใน
    การเทแท่งยางออกจากตะกง
  • เทแท่งยางออกจากตะกงบนโต๊ะนวดยางที่ปูด้วยอลูมิเนียม    หรือแผ่น สังกะสี
    ใช้ท่อเหล็กนวดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 นิ้ว   ยาวประมาณ   80   เซนติเมตร
    นวดยางให้หนาประมาณ 1 เซนติเมตร
  • นำยางที่นวดแล้ว เข้าเครื่องรีดดอก  1  ครั้ง     ให้เหลือความหนาไม่เกิน   2
    มิลลิเมตร
  • นำแผ่นยางมาผึ่งให้แห้งไว้ในที่ร่มประมาณ 6 ชั่วโมง ห้ามนำไปผึ่งแดดเพราะ
    จะทำให้ยางเสื่อมคุณภาพ
  • เก็บรวบรวมยางโดยพาดไว้บนราวในโรงเรือน เพื่อผึ่งให้แห้ง ใช้เวลาประมาณ
    15 วัน รอจำหน่าย

 

9.2 ลักษณะยางแผ่นคุณภาพดี
  • แผ่นยางมี ความสะอาดและปราศจากฟองอากาศตลอดแผ่น
  • มีความชื้นในแผ่นยางไม่เกิน 1.5%
  • มีความยืดหยุ่นดี และมีลายดอกเด่นชัดตลอดแผ่น
  • แผ่นยางบาง มีความหนาของแผ่นไม่เกิน 3 มิลลิเมตร
  • เนื้อยางแห้งใส มีสีสวยสม่ำเสมอตลอดแผ่น ลักษณะสีเหลืองทองหรือเหลือง
    อ่อน ไม่มีสีคล้ำหรือรอยด่างดำ
  • น้ำหนักเฉลี่ยต่อแผ่น 800-1,200 กรัม
  • แผ่นยางเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า    ขนาดกว้าง 38-46   เซนติเมตร  ความยาว
    80-90 เซนติเมตร

 

10. การบันทึกข้อมูล
  • สภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน
  • พันธุ์ ระยะปลูก
  • วันปลูก วันปลูกซ่อม วันตัดแต่งกิ่ง วันใส่ปุ๋ย ชนิดปุ๋ยที่ใช้ วันพ่นสารป้องกัน
    กำจัดศัตรูพืช ชนิดและอัตราที่ใช้ วันเปิดกรีด จำนวนวันกรีด
  • วันที่มีโรคแมลงแต่ละชนิดระบาด
  • ค่าใช้จ่าย ผลผลิต ราคายาง รายได้จากการจำหน่ายยางแผ่น / เศษยาง
  • อุปสรรค และปัญหาทุกชนิด

การผลิตมันสำปะหลังอย่างถูกต้องเหมาะสม

Department Of Agriculture  กรมวิชาการเกษตร.

เกษตรดีที่เหมาะสม
สำหรับการผลิต
มันสำปะหลัง (Cassava)


1.  แหล่งปลูก

1.1  สภาพพื้นที่
พื้นที่ดอน  หรือที่ลุ่มไม่มีน้ำท่วมขัง
พื้นที่ ราบ  หรือมีความลาดเอียงไม่เกิน  5  เปอร์เซนต์
มีความสูง จากระดับน้ำทะเลไม่เกิน  200  เมตร
การคมนาคม สะดวกใกล้แหล่งรับซื้อผลผลิต  โรงงานแป้งหรือลานมันเส้น

1.2  ลักษณะดิน
ดิน ร่วน  ดินร่วนปนทราย  หรือดินทราย
มีความอุดม สมบูรณ์ปานกลาง
มีการระบาย น้ำดี
มีค่าความ เป็นกรดด่างประมาณ  5.5 – 8.0

1.3  สภาพ ภูมิอากาศ
อุณหภูมิ เหมาะสมตลอดปี  เฉลี่ย  25 – 37  องศาเซลเซียส
มีปริมาณน้ำ ฝนกระจายสม่ำเสมอ  1,000 – 1,500  มิลลิเมตรต่อปี
มีแสงแดดจัด

1.4  แหล่งน้ำ
ใช้น้ำฝน

2.  พันธุ์

2.1  การเลือกพันธุ์
เลือกพันธุ์ที่ให้ผลผลิตหัวสดและมีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง

เจริญเติบโตดีเหมาะกับสภาพดินฟ้าอากาศ

2.2  พันธุ์ ที่นิยมปลูก ส่วนใหญ่เจริญเติบโตได้ดีทุกภาคของประเทศ
พันธุ์ระยอง 90 ลำต้นโค้งปานกลาง   สีน้ำตาลอมส้ม   สูง 150 – 200  เซนติเมตร   แตกกิ่งระดับ
แรกที่ความสูง  80 – 120  เซนติเมตร   ผลผลิตเฉลี่ย  4.0  ตันต่อไร่   มีแป้ง เฉลี่ย  25 เปอร์เซ็นต์ในฤดู
ฝน   และ 30  เปอร์เซ็นต์ในฤดูแล้ง   ทนทานต่อโรคใบ ไหม้ปานกลาง   ต้นพันธุ์เก็บไว้ได้นานไม่เกิน  15
วันหลังจากตัดต้น

พันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ลำต้นโค้งเล็กน้อย  สีเขียว เงิน  สูง 180 – 250  เซนติเมตร  แตกกิ่งระดับ
แรกที่ความสูง  80 – 150  เซนติเมตร   ผลผลิตเฉลี่ย 4.4  ตันต่อไร่  มีแป้งเฉลี่ย  23  เปอร์เซ็นต์ในฤดู
ฝน   และ  28  เปอร์เซ็นต์ในฤดูแล้ง   ต้นพันธุ์เก็วไว้ได้นานประมาณ  30  วันหลังจาก ตัดต้น

พันธุ์ระยอง 5 ลำต้นตรงสีเขียว สูง 150 – 200  เซนติเมตร   แตกกิ่งระดับแรกที่ความสูง  80 -
150  เซนติเมตร  ผลผลิตเฉลี่ย 4.4  ตัน/ไร่  มีแป้งเฉลี่ย  23  เปอร์เซ็นต์ ในฤดูฝน  และ 28  เปอร์เซ็นต์
ในฤดูแล้ง   ต้นพันธุ์เก็บไว้ได้นานประมาณ  30  วันหลังจากตัดต้น

พันธุ์ระยอง 72 ลำต้นตรงสีเขียว   สูง 180 – 250  เซนติเมตร    แตกกิ่งน้อย   ปรับตัวกับสภาพ
แวดล้อมได้ดีโดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   ผล ผลิตเฉลี่ย  5.2  ตันต่อไร่   มีแป้งเฉลี่ย  22%
ในฤดูฝน    และ 28 %ในฤดูแล้ง    สำหรับภาคตะวันออกให้ผลผลิตเฉลี่ย  4.9  ตันต่อไร่    มีแป้งเฉลี่ย
20%ในฤดูฝน   และ 27%ในฤดูแล้ง   ต้นพันธุ์เก็บไว้ ได้นานประมาณ  30  วันหลังจากตัดต้น

3.  การปลูก

3.1  การเตรียมดิน
ไถด้วยผาลสาม  1 ครั้ง   ลึก  20 – 30
เซนติเมตร   ตาก ดินไว้  7-10 วัน   พรวนด้วยผาลเจ็ด  1 ครั้ง   แล้ว
คราดเก็บเศษซาก  ราก  เหง้า  หัว  ไหลของวัชพืช  ออกจากแปลง
พื้นที่ลุ่มหรือลาดเอียง   ให้ยกร่องขวางแนวลาดเอียงความสูงสันร่อง ประมาณ  30 – 40  เซนติเมตร   ระยะ
ระหว่างร่อง  80  เซนติเมตร   สำหรับพื้นที่ราบไม่ต้องยก ร่อง
พื้นที่ลาดเอียงมากกว่า  3  เปอร์เซ็นต์   ควรปลูกแฝกตามแนวระดับ   เพื่อ ป้องกันการชะล้างพังทลายชองดิน
ทุกระยะ  20-30  เมตรระหว่างแถวมันสำปะหลัง   ระยะระหว่างหลุมแฝก  10  เซนติเมตร  หลุมละ 1 ต้น

พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังต่อเนื่องเป็นเวลานาน     ควรเพิ่มอินทรีย์วัตถุเพื่อปรับปรุงดิน    โดยใส่ปุ๋ยมูลไก่ที่ย่อย
สลายดีแล้ว   อัตรา  1  ตันต่อไร่  ทุก  2 ปี   หรือ
ปลูกพืชบำรุงดิน   เช่น  ปอเทือง  หรือถั่วพุ่ม   อัตรา  15  กิโลกรัมต่อ ไร่  ระยะระหว่างแถว  50 – 100  ซม.
แล้วไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดเมื่ออายุประมาณ  2  เดือนก่อนปลูกมันสำปะหลังทุกปี

3.2  วิธี การปลูก
เลือกต้นพันธุ์ใหม่และสด  หรือตัดไว้นานไม่เกิน  15 – 30 วัน (ตามที่ระบุในข้อ  2.2)  จากต้นที่สมบูรณ์อายุ
8 – 12  เดือน   ปราศจากโรคใบไหม้และแมลงศัตรูพืช   หรือได้รับความเสียหายจากสารกำจัด วัชพืช
ตัดท่อนพันธุ์ยาวประมาณ  20  เซนติเมตร  มีจำนวนตาไม่น้อย กว่า  5 ตา
ปัก ท่อนพันธุ์ตั้งตรง   ลึก  10  เซนติเมตร
กรณียกร่องปลูก   ให้ปลูกบนสันร่อง
ระยะ ปลูก  80 – 100  x  80 – 100  เซนติเมตร   มีจำนวนต้นประมาณ  1,600 – 2,500  ต้นต่อไร่   จะไม่
มีผลต่อผลผลิต   แต่การปลูก ห่างมีผลต่อการกำจัดวัชพืช

4.  การดูแลรักษา

4.1  การให้ปุ๋ย
ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15  หรือสูตร 15-7-18   อัตรา  50  กิโลกกรัมต่อไร่สำหรับดินร่วนหรือดินร่วนปน
ทราย   และอัตรา  100  กิโลกรัมต่อไร่สำหรับดินทราย

ใส่ครั้งเดียวหลังจากปลูก  1-2  เดือน   เมื่อดินมีความชื้นเพียงพอ  โดยใส่สองข้างต้นตามแนวกว้างของพุ่ม
ใบแล้วพรวนดินกลบ

4.2  การ อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ ศัตรูธรรมชาติของไรและแมลงศัตรูมัน สำปะหลังที่สำคัญพบทั่ว
ไปได้แก่

แมลงห้ำ มี  4  ชนิด   ซึ่ง ทั้งระยะหนอนและตัวเต็มวัยเป็นตัวห้ำ  สำหรับแมลงช้างปีกใส    เฉพาะระยะ
หนอนเป็นตัวห้ำของไรและแมลงศัตรูพืชในแปลงมันสำปะหลัง
ด้วงเต่าสีดำ ตัวเต็มวัยมีขนาดประมาณ  1  มิลลิเมตร   รูปร่างกลม   หัวและท้ายเล็กกว่า ส่วนลำตัวเล็ก
น้อย    ปีกสีน้ำตาลดำมัน   เป็นตัวห้ำของไรแดงและเพลี้ยแป้งลาย
ด้วงเต่าสีน้ำตาล หนอนมีลักษณะคล้ายเพลี้ย แป้งลาย    แต่ขนาดใหญ่กว่าและมีแป้งปกคลุมตัวมากกว่า
เพลี้ยแป้ง   หัวท้ายเรียว   เคลื่อนที่เร็ว   ตัวเต็มวัยมีขนาดประมาณ  2  มิลลิเมตร   หลังโค้งนูนสีน้ำตาล  หัว
สีน้ำตาลเข้ม   ส่วนอกสีทอง   ปลายปีกมีรูปยาวรีสีเหลือง ทอง   เป็นตัวห้ำของเพลี้ยแป้งลาย
ด้วงปีกสั้น ตัวเต็มวัยสีน้ำตาลดำขนาดประมาณ  1  มิลลิเมตร    รูปร่างยาวเรียว   ปีกสั้นกว่าส่วนท้อง
เป็นตัวห้ำของไรแดง
แมลงช้างปีกใส ตัวเต็มวัยลำตัวเรียวยาว   ปีกโค้งบางใสขนาดใหญ่และยาวกว่าลำตัว   ตัวสี เขียวหรือ
สีน้ำตาลอ่อน   เห็นเส้นปีกชัดเจน  หนวดเป็นเส้นด้ายยาวสีเหลืองอ่อน  ไข่มีลักษณะกลมรีสีเหลืองนวล  มีก้าน
ยาวใสบางและแข็ง    อาจติดกับส่วนของพืชคล้ายลูกโป่งผูกเชือก    ตัวหนอนมีลักษณะยาวเรียวสีน้ำตาลอ่อน
มีแถบสีน้ำตาลพาดผ่านลำตัว   มีกรามคล้ายเขี้ยว    บางชนิดจะมีซากเหยื่อที่กินแล้วอยู่บนส่วนหลังเพื่อพลาง
ตัว   ตัวหนอนเป็นตัวห้ำของแมลงหวี่ขาวและเพลี้ยแป้งลาย


ไรตัวห้ำ มี  1  ชนิด
ไรตัวห้ำ ตัวเต็มวัยสีแดงเข้ม   มี  8 ขา
ตัวมันวาว   วิ่งค่อนข้างเร็ว   ขายาวกว่าไรแดง   ตัวผู้มีขนาด
เล็กกว่าตัวเมีย   ไข่จะใหญ่กว่าไข่ของไรแดง  สีขาว  รูป ยาวรี   ตัวอ่อนวัย 1 มีสีขาว  6 ขา   ตัวอ่อนวัย 2 มี
สีเหลือง  8 ขา   เป็นไรตัวห้ำที่สำคัญในการควบคุมไรแดง

แมลงเบียน มี  1  ชนิด
แตนเบียน เป็นแมลงเบียนเข้าทำลายตัวอ่อนวัยสุดท้ายของเพลี้ยแป้งลาย   ทำให้เพลี้ย แป้งลายมีลักษณะ
กลมรีและแข็ง   ต่อมาประมาณ  8  วัน   จึงออกเป็นแตนเบียน ตัวเต็มวัย

ศัตรู ธรรมชาติทั้ง  1  กลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในการควบคุมไรและแมลงศัตรูพืช   ดัง นั้นในการป้องกันกำจัดศัตรู
มันสำปะหลังควรใช้วิธีการที่ปลอดภัย   เพื่อเป็นการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ ดังกล่าว

5.  สุขลักษณะและความสะอาด
ควรเก็บวัชพืชและเศษพืช   โดยเฉพาะที่เป็นโรค   เผาทำลายนอกแปลงปลูก
อุปกรณ์   เช่น   มีด  จอบ   เครื่องพ่นสารเคมี   ฯลฯ  หลังใช้งานแล้ว ต้องทำความสะอาด   หากเกิดการชำรุด
ควรทำการซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
เก็บสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช  และปุ๋ยเคมีในที่ปลอดภัยและใส่กุญแจ ตลอดเวลา
ถุงปุ๋ย/ซองกระดาษ/ภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ว  ให้นำออกจากแปลงปลูกแล้วทำลายอย่างเหมาะสม

6.  ศัตรูของมันสำปะหลังและการป้องกันกำจัด
ในสภาพการปลูกทั่วไป   มันสำปะหลังมีศัตรูพืชเข้าทำลายเพียงเล็ก น้อย   หากพบการระบาดรุนแรง  ควรดำเนินดังนี้

6.1  โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

โรคใบไหม้
สาเหต
เชื้อ แบคทีเรีย
ลักษณะอาการ ใบเริ่มเป็ยจุด เหลี่ยม  ฉ่ำน้ำ  เหี่ยวคล้ายน้ำร้อนลวก  ต่อมาแผลจะขยายติดกันจนเกิดอาการ
ใบไหม้  ภายในลำต้นมีสีดำ   เปลือกแตกยางไหล  ตายลงมาจากยอด  ตา ที่ถูกทำลายจะแตกยอดใหม่  มีใบขนาด
เล็กข้อปล้องสั้นอัดตัวแน่นเป็นพุ่มและเปลือกแตกยางไหลเช่น เดียวกับต้น
ช่วงเวลาระบาด ระบาดมากในช่วงฝนตก ชุก
การป้องกันกำจัด

ใช้พันธุ์ทนทานต่อโรค   คือ   พันธุ์ระยอง 90
ช้ท ่อนพันธุ์จากต้นที่ปราศจากโรคใบไหม้
เก็บส่วนต้น  ใบ  ที่เป็นโรคเผาทำลายนอกแปลงปลูก
นแหล่ง ที่โรคระบาดรุนแรง   ให้ปลูกพืชหมุนเวียน   เช่น   ข้าวโพด   ข้าวฟ่าง   พืชตระกูลถั่ว   เป็น
เวลาไม่น้อยกว่า  6  เดือน

6.2  ไร และแมลงศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

ไรแดง มี  2  ชนิด   คือ   ไรแดงหม่อน   และไรแดงมัน สำปะหลัง
ลักษณะอาการ ตัวอ่อนมี  6  ขา ตัวกลมใส   ตัวเต็มวัยมีสีแดงเข้ม   ส่วนขาไม่มีสี   มีขนาดกว้าง  0.3 -
0.4  มิลลิเมตร   ยาว  0.5  มิลลิเมตร  อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม  ไรแดงหม่อนดูดกินน้ำเลี้ยงตามใต้ใบจากส่วน
ใบล่าง
และ
ขยายเป็นปริมาณขึ้นส่วนยอด  ไรแดงมันสำปะหลังดูดกินน้ำ เลี้ยงบนหลังใบของส่วนยอดและขยายปริมาณ

ลงสู่ใบ
ส่วนล่าง  ทำให้ตาลีบ  ใบเหลืองซีด  ม้วนงอ  และร่วง
ช่วงเวลาระบาดระบาดมากในสภาพอากาศแห้ง แล้ง   หรือฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน
การป้องกันกำจัด

หลีกเลี่ยงการปลูกมันสำปะหลัง ในช่วงที่ต้นอ่อนจะกระทบแล้งยาวนาน
เก็บส่วนของพืชที่ถูกทำลาย  เผาทำลายนอกแปลงปลูก

หากพบการระบาดรุนแรงในระยะมันสำปะหลังเป็น ต้นอ่อน  ให้ทำการป้องกันกำจัดตามคำแนะนำใน
ตารางที่ 1

เพลี้ยแป้งลาย
ลักษณะอาการ ตัวอ่อนมเหลืองอ่อน   ตัวเต็มวัยค่อนข้างแบน   บนส่วนหลังด้านข้างและส่วนหางมีแป้ง
คลุม   ลำตัวกว้าง  1.8  มิลลิเมตร    ยาว  3.1  มิลลิเมตร
หางยาว  1.6  มิลลิเมตร    ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูด
กินน้ำเลี้ยงตามส่วนต่าง ๆ  ของพืช  เช่น   ใบ   ยอด   และส่วนตา   ถ่ายมูลหวานทำให้เกิดราดำ  พืชสังเคราะห์
แสงได้น้อย   ลำต้นมีช่วงข้อถี่   ยอดแห้งตายหรือแตกพุ่ม  มีผล ต่อการสร้างหัว   หากเกิดกับมันสำปะหลังที่เป็น
ต้นอ่อน
ช่วงเวลาระบาดระบาดมากในสภาพอากาศแห้ง แล้ง   หรือฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน
การป้องกันกำจัด
เช่นเดียวกับ ไรแดง

แมลงหวี่ขาว
ลักษณะอาการ เป็นแมลงขนาด เล็ก   ยาวประมาณ  2  มิลลิเมตร  ปีกบางใส  2 คู่    คลุมเลยส่วนท้อง
ตาแดง   มักเกาะนิ่งกับใบพืช   อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม   ตัวอ่อนและ ตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนใต้ใบพืช   และ
ถ่ายมูลหวานทำให้เกิดราดำ   พืชสังเคราะห์แสงได้น้อย  ใบม้วนซีด   และร่วง

ช่วงเวลาระบาด
ระบาดมากในสภาพอากาศแห้ง แล้ง   หรือฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน
การป้องกันกำจัด
เช่นเดียวกับ ไรแดง

ตารางที่ 1  การใช้สารป้องกันกำจัดไรและแมลงสัตรูมันสำปะหลัง

ไรและแมลง
ศัตรูพืช
สารป้องกันกำจัดไร
และแมลงศัตรูพืช *
อัตราการใช้ /
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใช้ / ข้อควรระวัง
หยุดใช้สารก่อน
เก็บเหกี่ยว (วัน)
ไรแดง
อามีทราช
(20% อีซี)
40  มิลลิเมตร
พ่นเฉพาะบริเวณที่มีไรแดงทำลาย    เมื่อ
ใบส่วนยอดเริ่มแสดงอาการม้วนงอ   และ
อยู่ในช่วงสภาพอากาศแห้งแล้ง  เป็นเวลา
นานและเป็นต้นอ่อน
14
เพลี้ยแป้งลาย
มาลาไทออน
(83% อีซี)
15  มิลลิเมตร
พ่นใต้ใบเฉพาะบริเวณที่พบเพลี้ยแป้งลาย
มีความหนาแน่น   ประมาณ  20 – 30%
ของส่วนยอด
14
แมลงหวี่ขาว
โอเมโทเอต
(50%เอสแอล)
40  มิลลิเมตร
พ่นใต้ใบเฉพาะบริเวณที่พบแมลงหวี่ขาว
มีความหนาแน่นทั้งต้น   ประมาณ 30%
14

* ในวง เล็บ  คือ  เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์  และสูตรของสารป้องกันกำจัดไรและแมลง ศัตรูพืช

มิถุนายน 14, 2010

การผลิตกล้วยไม้ตัดดอกอย่างถูกต้องเหมาะสม

Department Of Agriculture  กรมวิชาการเกษตร.

เกษตรดีที่เหมาะสมสำหรับการผลิตกล้วยไม้ตัดดอก

Good Agricultural Practice (GAP) Cut-Flower Orchids

1.  แหล่งปลูก

1.1  สภาพพื้นที่
ใกล้แหล่งน้ำ  และสะดวกต่อการนำมาใช้
การคมนาคมขนส่ง สะดวก  สามารถนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้รวดเร็ว
ไม่อับลม

1.2  สภาพภูมิอากาศ
มีฝนตกเฉลี่ย ไม่เกิน  1,200  มิลลิเมตรต่อปี
ความชื้นสัมพัทธ์ เฉลี่ยตลอดปี  50 – 70  เปอร์เซ็นต์
มีอุณหภูมิที่เหมาะสม เฉลี่ยตลอดปี  25 – 35°c

1.3  แหล่งน้ำ
มีน้ำที่มีคุณภาพ ดี  เหมาะสมกับกล้วยไม้
มีน้ำเพียงพอสำหรับ ใช้ตลอดฤดูปลูก

1.4  แหล่งปลูกที่เหมาะสม เฉพาะสกุล
สกุลหวาย  เหมาะสมกับแหล่งปลูกภาคกลางโดยเฉพาะกรุงเทพฯ  และปริมณฑล
สกุลออนซิเดียม  ไม่ เหมาะกับพื้นที่ฝนตกชุก
สกุล ม็อคคาร่า   แวนด้า   และอะแรนด้า   ปลูกได้ำกับทุกภาค

2.  พันธุ์

2.1  การเลือกพันธุ์ ควรเลือกพันธุ์ที่เป็นที่นิยมของตลาดโดยมีลักษณะของพันธุ์ ที่ดี  ดังนี้
ต้น ปลูกเลี้ยงง่าย   ต้านทานโรค   ต้นเจริญเติบโตเร็ว   ต้นไม่สูงเกินไป   มี ปล้องสั้น
ใบไม่ใหญ่มาก   ออกดอกเร็วและออกตลอดปี
ช่อดอก ช่อยาวและ ตรง   ลักษณะช่อสวยงาม   ดอกเรียงเป็นระเบียบไม่ถี่หรือห่างเกินไป
ดอก ขนาดเหมาะสม   สีสดใส    กลีบดอกบานทน   ไม่เปราะหักง่าย   รูปทรงสมดุล
ไม่บิดเบี้ยว   สวยงาม   ไม่ร่วงจากช่อก่อนตัด

2.2  พันธุ์ที่นิยมปลูก

สกุล หวาย
ดอกสีขาว ขาว 4 เอ็น,  ขาว 5 เอ็น,  ขาวประวิทย์,  ขาวสนาน

ดอกสีชมพูเข้มปนขาว บอม 17,  บอม 17 กลาย,  บอมโจ,  บอมโจแดง,   บอมเอียสกุล,  มีสทีน
ดอกสีชมพูอ่อนขาว ซากุระ,   แอนนา
ดอกสอื่น ๆ ซาบิน (สีแดงเข้ม),  แมรีแมค (สีเหลือง),  บูรณะเจด (สีเขียวอ่อน)

สกุล ออนซิเดียม โกลเด้น ชาวเวอร์,   โกเออร์ แรมเซย์
สกุลอะแรนด้า คริสติน,   คริสตินเผือก,   นอร่า
สกุลม็อคคาร่า เยลโล่ สตาร์,   สายัณห์,   พรรณี,   คาลิปโซ่,   จักก๊วน
สกุลแวนด้า วิรัตน์,   รอธไชเดียน่า,   สันทรายบลู,   มนุวดี,   โตเกียวบูล

3.  การปลูก

3.1  เตรียมโรงเรือน
ในสภาพพื้นที่ที่เป็นที่ลุ่มให้ทำคันดินล้อมโดยให้สูงกว่าระดับน้ำสูงสุด ในพื้นที่   โดยเฉลี่ยคันดินสูง  1.5 – 2.5  เมตร
ฐานกว้าง  7-10  เมตร  ขึ้นกับสภาพพื้นที่
ควรให้เหมาะสมกับชนิดกล้วยไม้   มีการพรางแสงตามความต้องการของกล้วยไม้   โรงเรือนจะต้องไม่มีร่มเงา
ควรได้รับแสงแดดตลอดวัน   รายละเอียดแสดงในตารางที่ 1


ตารางที่ 1   รายเอียดของโรงเรือนของกล้วยไม้แต่ละสกุล

สกุล
ความสูงโรงเรือน
(เมตร)
การพรางแสง
(เปอร์เซ็นต์)
วิธีการปลูก
หวาย
2.5 – 3.5
40 – 50
วางบนโต๊ะ
ออนซิเดียม
2.5 – 3.5
50 – 60
วางบนโต๊ะ
อะแรนด้า
3.0 – 4.0
40 – 50
วางบนโต๊ะ  หรือปลูกบนแปลง
ม็อคคาร่า
3.0 – 4.0
40 – 50
วางบนโต๊ะ,  ปลูกบนแปลง/แขวน
แวนด้า  -  ใบแบน
-  ใบร่อง
-  ใบกลม
3.0 – 4.0
3.0 – 4.0
-
50 – 60
20 – 30
0
แขวน,  วางบนโต๊ะ
วางบนโต๊ะ,  ปลูกบนแปลง
ปลูกบนแปลง

.

เตรียมโรงเรือน
ใช้เสาคอนกรีตหรือเสาไม้  หรือเสาเหล็กตามความเหมาะสมของพื้นที่และความ รุนแรงของกระแสลม

หลังคาโรงเรือน
ใช้ตาข่ายพรางแสงสีดำ   โดยขึงให้ตึงติดกันทั้งผืน

ในกรณีสวนขนาดกลางหรือใหญ่   หรือที่อากาศถ่ายเทไม่ดีให้เว้นระยะระว่าง ตาข่ายพรางแสงห่างกันประมาณ
15  ซม.  หรือเหลื่อมกัน  50  ซม .  ทุกระยะ  20-25  เมตรเพื่อระบายอากาศ

โต๊ะวางกล้วยไม้
ต้องแข็งแรงเพียงพอกับการวางกล้วยไม้  และเครื่องปลูก

ความกว้าง  1  เมตร  สลับกับทางเดิน   กว้าง  1  เมตร
ความสูง  50-70  เซนติเมตร

ความยาว  20-30  เมตร

พื้นโต๊ะ
ใช้ไม้หรือคอนกรีต   ตีตามแนวยาวเป็นขอบโต๊ะ

ใช้ไม้หรือคอนกรีต   วางเป็นคานขวางห่างกัน  50-75  เซนติเมตร

ใช้ไม้ระแนงหรือสายโทรศัพท์   ขึงตามแนวยาวของ โต๊ะ   จำนวน  4  คู่  เพื่อรองรับต้นกล้วยไม้และเครื่องปลูก


3.2  การเตรียมพันธุ์ ต้นพันธุ์ที่จะนำไปปลูก เลี้ยงเตรียมได้  5  วิธีคือ
1.  การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

นำลูกกล้วยไม้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ  ขนาดความ สูง  6-7  เซนติเมตร ไว้ในโรงเรือน
กันฝนซึ่งพรางแสง  80%
7-10 วันก่อนออกจากขวด
ใช้ลวดงอเป็นตะขอเกี่ยวส่วนโคนรากแล้วดึงออกจากขวด   ด้วยความระมัด ระวัง  หรือใช้ฆ้อนทุบก้นขวด
ล้างวุ้นออกในน้ำสะอาด

แยกต้นตามขนาด  ใหญ่  กลาง  เล็ก  เรียงในตะกร้าผึ่งในโรงเรือนกันฝนซึ่ง พรางแสง 80 เปอร์เซ็นต์  1-2  สัปดาห์

ย้ายลูกกล้วยไม้ลงปลูกใน กระถาง  1  นิ้ว   โดยใช้ถ่านทุบหรือใยมะพร้าวหรือกาบมะพร้าวเป็นวัสดุ ปลูก   ยกเว้นสกุล
แวนด้าไม่ต้องมีเครื่องปลูก
วางไว้ในโรงเรือนอนุบาลกันฝนและพรางแสง  60-70  เปอร์เซ็นต์    4-5  เดือนสำหรับสกุลวาย,   สำหรับสกุลอื่น ๆ
10-18  เดือน  จึงย้ายปลูกเพื่อตัดดอก

2.  การ แยกลำ ใช้ในการขยายพันธุ์สกุลหวายและออนซิเดียม
วิธีตัดแยกลำหน้า   ควรทำขณะลำหน้ามีรากอ่อนเจริญออกมาพอสมควร   ตัดแยก แบ่งให้กลุ่มลำหน้ามี  2-3  ลำ

7-10 วันก่อนออกจากขวด
วิธีตัดแยกลำหลัง   ตัดแบ่งให้กลุ่มลำหลังมี  1-2 ลำ   ทำได้  2 วิธี
1.  ตัดชำไว้ในแปลงจนกว่าแตก หน่ออ่อน   แล้วจึงแยกไปปลูก
2.  ตัดแล้วนำไปปลูกได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องมีหน่อ

3.  การ แยกตะเกียง ใช้สำหรับการขยายพันธุ์ในสกุลหวาย
เป็นหน่อเล็ก ๆ  แตกจากตาที่ส่วนบนของลำลูกกล้วยมีราก   สามารถตัดแยกปลูกเป็นต้นได้

4.  การตัดยอด ใช้ สำหรับการขยายพันธุ์ในสกุลอะแรนต้า   ม็อคคาร่า   และแวนด้า
ตัดยอดให้มีความยาวพอประมาณ   โดยมีรากสมบูรณ์  ติดมา  1-2 ราก

5.  การ แยกหน่อแขนง ใช้สำหรับการขยายพันธุ์ในสกุลอะแรนต้า   ม็อคคา ร่า   และแวนด้า
ตัดเมื่อหน่อแขนงมีรากสมบูรณ์  1-2 ราก แล้วนำไปปลูก

3.3  การปลูก
1.  สกุลหวาย

ปลูกในกระบะกาบมะพร้าวอัด   ขนาด  24 x 32  เซนติเมตร   แต่ละกระบะจะปลูกหวายได้  4  ต้น
(ประมาณ  12,000 – 15,000  ต้น/ไร่)
ปลูกในกาบมะพร้าวพร้อมเปลือกแข็งที่วางหงาย   โดยใช้ระยะปลูก  20 x 20  หรือ  20 x 25  ซม.

2.  สกุล ออนซิเดียม
ปลูกในกระถางขนาด  4  นิ้ว  ใช้กาบมะพร้าวเป็นวัสดุปลูก  ในพื้นที่มีฝนตก ชุกใช้ถ่านหรืออิฐแทนกาบมะพร้าว

3.  สกุลอะแรนด้า  ม็อคคาร่า  และ แวนด้า
ปลูกบนโต๊ะกล้วยไม้ที่มีตาข่ายรองรับ  โดยไม่มีวัสดุปลูกอื่นวางบน แปลง  โดยมีกาบมะพร้าววางรองรับ   ส่วน
ใบแบนปลูกบนโต๊ะหรือแขวน   หากเป็นแวนด้าใบ กลม  หรือใบร่อง  ปลูกโดยวางบนแปลงและไม่ต้องมีหลังคา
พรางแสง


4.  การดูแลรักษา

4.1  การให้ปุ๋ย
1.  วิธี การให้ปุ๋ย
ดวรให้ปุ๋ยทั่วถึงทั้งต้น  ราก   และใบ  ยกเว้นดอก
พิจารณาจากเครื่องปลูกหากแห้งเกินไป   ควรให้น้ำก่อน  2-3  ชั่วโมง แล้วจึงให้ปุ๋ย
ควรให้ปุ๋ยในวันที่มีแสงแดด

2.  การ ให้ปุ๋ยกล้วยไม้ในระยะต่าง ๆ ของการาเจริญเติบโต

สกุลหวาย
อนุบาล ปุ๋ยสูตร  21-21-21  สลับกับ  30-10-10   อัตรา  250-400  กรัม/น้ำ 200 ลิตร  ทุก  7 วัน
ลงแปลง ปุ๋ย สูตร  21-21-21  อัตรา  400-600  กรัม/น้ำ 200 ลิตร  ทุก  7 วัน
ออกดอก ปุ๋ยสูตร  21-21-21  สลับ กับ  16-21-27  และ  15-30-15   อัตรา  600-800  กรัม/น้ำ
200
ลิตร  ทุก  7 วัน
ตัดดอก ปุ๋ยสูตร  15-30-15  สลับ กับ  16-21-27   อัตรา  500-700  กรัม/น้ำ 200 ลิตร  ทุก 7 วัน

สกุลออนซิเดียม
อนุบาล ปุ๋ยสูตร  21-21-21   อัตรา  150-250  กรัม/น้ำ 200 ลิตร  ทุก  7 วัน

ลงแปลง ปุ๋ยสูตร  21-21-21  สลับ กับ  16-21-27  หรือสลับกับ  7-24-34   อัตรา  250-400  กรัม
ต่อน้ำ 200 ลิตร  ทุก  7 วัน
ออกดอก ปุ๋ยสูตร  21-21-21  สลับ กับ  16-21-27   อัตรา  400-600  กรัม/น้ำ200
ลิตร หรือสลับ
กับ 7-24-34   อัตรา  300-500  กรัม/น้ำ 200 ลิตร  ในช่วงฤดูฝน  ทุก  7 วัน
ตัดดอก ปุ๋ยสูตร  15-30-15  สลับ กับ  16-21-27   อัตรา  300-500  กรัม/น้ำ 200 ลิตร  หรือสลับ
กับ 7-24-34   อัตรา  300-500  กรัม/น้ำ 200 ลิตร  ในช่วงฤดูฝน  ทุก  7 วัน

สกุลม็อคคาร่า – สกุลอะแรนด้าและสกุลแวนด้า (ใบร่อง)
อนุบาล ปุ๋ย
เช่นเดียวกับสกุลหวาย
ลงแปลง ปุ๋ยสูตรเดียวกับสกุลหวาย   อัตร 300-500  กรัม/น้ำ 200 ลิตร  ทุก  7 วัน
ออกดอก ปุ๋ยสูตรเดียวกับสกุล หวาย   อัตร 500-700  กรัม/น้ำ 200 ลิตร  ทุก  7 วัน

ตัดดอก ปุ๋ย สูตรเดียวกับสกุลหวาย   อัตร 400-600  กรัม/น้ำ 200 ลิตร  ทุก  7 วัน

สกุลแวนด้า (ใบแบน)
อนุบาล ปุ๋ยสูตร  21-21-21  อัตรา 150-250  กรัม/น้ำ 200 ลิตร  ทุก  7 วัน

ลงแปลง ปุ๋ยสูตร  21-21-21  สลับ กับ  16-21-27  อัตรา  250-400  กรัม/น้ำ 200
ลิตร  ทุก  7 วัน

ออกดอก ปุ๋ยสูตร  21-21-21  สลับ กับ  16-21-27  อัตรา  400-600  กรัม/น้ำ 200 ลิตร  ทุก  7 วัน
ตัดดอก ปุ๋ย สูตรเดียวกับสกุลหวาย   อัตร 300-500  กรัม/น้ำ 200 ลิตร  ทุก  7 วัน

ช่วงเปลี่ยนฤดูกาล ควรให้ปุ๋ยสูตร  7-24-34  หรือ  0-40-40   อัตรา 800-1000  กรัม/น้ำ 200 ลิตร ทุก 7 วัน

3.  ข้อ สังเกตลักษณะบางประการของกล้วยไม้สกุลหวายจากการใช้ปุ๋ย
ปุ๋ยที่มีอัตราส่วนธาตุไนโตรเจน  :  ฟอสฟอรัส  :  โพแทสเซียม  สมดุล 1 : 1 : 1   ใช้กับกล้วยไม้ทุกระยะการ
เจริญเติบโต   ถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานทำให้มีลักษณะการเจริญเติบโตแบบต่อยอด
ปุ๋ยที่มีอัตราส่วนของไนโตรเจนสูง   เช่น   3 : 2 : 1 เร่งการเจริญเติบโตทาง ใบ  เหมาะกับกล้วยไม้ระยะอนุบาล
ใช้ ติดต่อกันเป็นเวลานานใบจะมีสีเขียวเข้ม   อวบหนาเกินไป   ทำให้ไม่ทนทานต่อการทำลายของโรค  และแมลง
และ มีลักษณะต่อยอด

ปุ๋ยที่มีอัตราส่วนของธาตุฟอสฟอรัสสูง    เช่น   1 : 2 : 1 เร่งการเจริญเติบโตของราก    และการออกดอกทำให้
ต้น แข็งแรง  ทนทานโรคและแมลง ถ้าขาดจะมีสีม่วงที่ใบและต้น
ปุ๋ยที่มีอัตราส่วนของธาตุโพแทสเซียมสูง    เช่น   1 : 3 : 5 หรือ 5 : 7 : 9 เหมาะกับกล้วยไม้ระยะ ออกดอก
ช่วย ให้ดอกมีคุณภาพดี   สีสดใส   และบานทน


4.2  การให้น้ำ

1.  แหล่ง น้ำ ได้แก่   น้ำประปา   แม่น้ำ    ลำคลอง   และน้ำบาดาล   ก่อนใช้ควรเก็บกักน้ำทิ้งไว้จนสารแขวนลอย
ในน้ำตกตะกอน

2.  คุณภาพน้ำที่เหมาะสมกับกล้วย ไม้   ดังตารางที่ 2

ตารางที่ 2  ค่าดัชนีคุณภาพน้ำ

ดัชนีคุณภาพน้ำ
ค่ามาตรฐาน
หน่วย
ความเป็นกรด – ด่าง (pH)
5.2 – 6.2
-
การนำไฟฟ้า (EC)
ไม่เกิน 750
U mhos/cm
โซเดียม (Na)
ไม่เกิน 3
meq/I
คลอไรด์ (CI)
ไม่เกิน 3
meq/I
ซัลเฟรต (SO4)
ไม่เกิน 10
meq/I
ไบคาร์บอเนต (HCO3)
ไม่เกิน 1.50
meq/I
% โซเดียมที่ละลายน้ำได้ (SSP)
ไม่เกิน 60
%
โซเดียมคาร์บอเนตหรือด่างที่เหลือ (RSC)
ไม่เกิน 1.25
meq/I
อัตราการดูดซับโซเดียม (SAR)
ไม่เกิน 2.0
-


หมายเหตุ การตรวจสอบคุณภาพน้ำสามารถติดต่อขอตรวจวิเคราะห์ได้ที่   กองเกษตรเคมี  กรมวิชาการเกษตร
โทร. 02-579-0159  หรือ  02-579-1994  ต่อ 110

3.  ช่วง เวลาการให้น้ำ วันละ  1  ครั้ง   ช่วงเวลาเช้าระหว่าง  06.00 – 09.00 น.   หากฝนตกควรงดให้น้ำจนกว่า
เครื่องปลูกจะแห้ง   ในฤดูแล้งอาจต้องให้น้ำมากกว่า  1  ครั้ง

4.  วิธี การให้น้ำ ใช้รดด้วยหัวบัวขนาด  400 รู  หรือใช้ระบบสปริงเก ลอร์ที่มีหัวฉีดอยู่สูงจากยอดกล้วยไม้ประมาณ
0.5 – 1.0  เมตร   รดให้เครื่องปลูกเปียกสม่ำเสมอ

การผลิตหอมแบ่งอย่างถูกต้องเหมาะสม

Department Of Agriculture  กรมวิชาการเกษตร.

เกษตรดีที่เหมาะสมสำหรับการผลิตหอมแบ่ง
Good Agricultural Practice (GAP) For Onion

แหล่งปลูกสภาพพื้นที่

  • ถอนแล้วมัดจึงผึ่งแดดเพื่อให้ใบแห้ง 2-3 วัน
  • ปลูกได้แทบทุกพื้นที่
  • อยู่ใกล้แหล่งน้ำสะอาด และสะดวกต่อการนำมาใช้
  • ไม่เป็นแหล่งที่มีน้ำท่วมขัง
  • ห่างไกลจากแหล่งมลพิษ
  • กาคมนาคมขนส่งสะดวก สามารถนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้รวดเร็ว

ลักษณะดิน

  • ปลูกได้ในดินแทบทุกชนิดที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ มีการระบายน้ำและการถ่ายเทอากาศดี
  • มีค่าความเป็นกรดด่างอยู่ระหว่าง 5.8-6.5
  • สภาพอุณหภูมิอากาศ
  • อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 20-24 องศาเซลเซียส

แหล่งน้ำ

  • มีแหล่งน้ำสะอาด ปราศจากสารอินทรีย์ และสารอนินทรีย์ที่มีพิษปนเปื้อน
  • มีแหล่งน้ำพอเพียงสำหรับตลอดฤดูปลูก

XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX

พันธุ์

  • เลือกหัวพันธุ์ที่สมบูรณ์ไม่เป็นโรค
  • ให้ผลผลิตสูง มีคุณภาพตรงตามที่ตลาดต้องการ
  • เจริญเติบโตดี เหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศที่ปลูก

พันธุ์ที่นิยมปลูก

เกษตรกร นิยมแบ่งพันธุ์ตามลักษณะสีของโคนต้น มี 2 กลุ่ม คือ

พันธุ์ เขียว

  • โคนต้นมีเส้นสีเขียวตามยาว ปลูกง่าย โตเร็ว ตลาดมีความต้องการสูงอายุเก็บเกี่ยวหลังปลูก
  • ประมาณ 45 วัน

พันธุ์ ขาว

  • โคนต้นไม่มีเส้นเขียวตามยาว รูปทรงไม่สวย อายุเก็บเกี่ยวหลังปลูก 50 วัน

XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX

การปลูก

การเตรียมหัวพันธุ์

  • นำหัวพันธุ์หอมแบ่งมาทำความสะอาดตัดรากเก่า และใบแห้งออก แกะหัวแยกออกมาเป็นกลีบ
    อย่าให้มีรอยแผล หรือรอยถลอก เพื่อให้งอกเร็วขึ้น
  • ตัดปลายยอดของหัวออกเล็กน้อย แล้วเก็บไว้ในที่ชื้น เพื่อใช้ผ้าเปียกสะอาดคลุมไว้ประมาณ 1-
    2 วัน พื้นที่ 1 ไร่ ใช้พันธุ์ 60-80 กิโลกรัม

การเตรียมดิน

  • ไถตากดินไว้ประมาณ 7 วัน แล้วไถพรวนอีก 1-2 ครั้ง
  • ยกแปลงปลูก กว้าง 1 เมตร ความยาวตามพื้นที่โดยให้มีร่องน้ำระหว่างแปลง กว้าง 30 เซนติเมตร
  • ก่อนปลูกหว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายดีแล้วตามความสามารถ ที่จะหามาใช้ได้ โดยทั่วไป
    ควรใส่อัตรา 2-4 ตัน/ไร่ เพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน

วิธีการปลูก

  • รดน้ำในแปลงก่อนปลูกให้ชุ่มพอเหมาะ
  • ระยะปลูกระหว่างต้น 15 เซนติเมตร ระหว่างแถว 15 เซนติเมตร
  • ปลูกโดยใช้กลีบหอมแบ่งกดให้ลึกประมาณ 3 ใน 4 ของหัว คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้งแล้วรดน้ำตาม

XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX

การ ดูแลรักษา

การ ให้ปุ๋ย

  • ก่อนปลูก ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-10-10 อัตรา 40-50 กิโลกรัม/ไร่ หว่านให้ทั่วแปลง
  • หลังปลูก 20-25 วัน หว่านปุ๋ยสูตร 16-10-10 อัตรา 40-50 กิโลกรัม/ไร่ ให้ทั่วแปลง

การให้น้ำ

  • ให้อย่างสม่ำเสมอ ให้น้ำโดยวิธีใดก็ได้ตามความเหมาะสม
  • ให้น้ำทันทีหลังการปลูกและใส่ปุ๋ยทุกครั้ง

การ อนุรักษ์แมลงศัตรูธรรมชาติ

ศัตรู ธรรมชาติของแมลงศัตรูหอมแบ่งมีหลายชนิดที่สำคัญ และพบทั่วไปในแปลง หอมแบ่ง ได้แก่

แตนเบียนโคมีเซีย

  • ตัวเต็มวัยมีสีดำขยาดเท่ายุง วางไข่ในหนอนกระทู้หอม และหนอนกระทู้ผักหลัง
    จากไข่ฟักเป็นตัวอ่อนจะอาศัยกัดกินภายในนั้นประมาณ 7 วัน แล้วออกมาเข้าดักแด้ภายนอก ดักแด้
    มีสีน้ำตาล ขนาดเท่ากับเมล็กข้าวสาร แต่ยาวเพียงครึ่งหนึ่ง ทำให้หนอนศัตรูหอมแบ่งไม่กินอาหาร
    และตายในที่สุด

แมลงห้ำ

  • เช่น ด้วงเต่า ตัวมีลักษณะกลม ขนาดประมาณเมล็ดถั่วเขียว ปีกมันเงาไม่มีสีส้ม สีแดง
    หรือสีเหลือง บางชนิดมีจุดสีดำ บางชนิดไม่มีจุด ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยกัดกินไข่ และหนอนศัตรูหอม
    แบ่ง

ศัตรู ธรรมชาติทั้ง 2 จำพวกนี้ มีประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงศัตรูพืช ดังนั้น ในการป้องกันกำจัด
ศัตรูหอมแบ่งควรใช้วิธีการที่ปลอดภัย เพื่ออนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ

XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX

สุขลักษณะและความสะอาด

  • ควรรักษาแปลงปลูกให้ถูกสุขลักษณะและสะอาดอยู่เสมอ
  • กำจัดวัขพืช ควรกำจัดขณะวัชพืชยังเล็ก เพื่อไม่ให้แข่งขันกับพืชหลักหรือเป็นแหล่งเพาะศัตรูพืช
    หรือติดไปกับผลผลิต
  • ควรเก็บวัชพืชโดยเฉพาะที่เป็นโรคไปทำลายนอกแปลงปลูก
  • อุปกรณ์ เช่น กรรไกร เครื่องพ่นสารเคมี ภาชนะที่ใช้เก็บผลผลิต ฯลฯ หลังกใช้งานแล้วต้องทำความ
    สะอาด และเก็บให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ
  • ภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ง ให้ล้างทำความสะอาด นำน้ำที่ล้างไปพ่นป้องกันกำจัดศัตรูพืช
    สำหรับภาชนะบรรจุให้ทำลายอย่างเหมาะสม เช่น ฝังดิน ไม่ควรนำมาใช้ใหม่อีก

XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX

ศัตรูของหอมแบ่งและการป้องกันกำจัด

โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

โรคเหี่ยว

ลักษณะและอาการ

  • ใบแก่รอบนอกจะเป็นสีเหลือง ภายหลังจะเหี่ยวเหลืองทั้งต้น เมื่อถอนต้นหอมจะหลุดจากดินได้ง่าย
    เพราะรากและโคนเน่าเปื่อยตรงส่วนโคนที่ติดกับรากจะเป็นสีน้ำตาล ส่วนหัวจะนิ่ม และเน่าลามไป
    ยังส่วนอื่น ๆ ในเวลาอากาศชื้นจะพบเส้นใยสีขาวอมชมพูบนส่วนที่เป็นโรคและบนผิวดินด้วย

การป้องกันกำจัด

  • ปรับดินด้วยปูนขาวหรือปุ๋ยคอก
  • รดน้ำปูนใสอัตรา 1 ส่วนต่อน้ำ 5 ส่วน สัปดาห์ละครั้งเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของต้นพืช
  • หลีกเลี่ยงไม่ปลูกพืชซ้ำที่เดิม
  • ถ้าปรากฏต้นที่เป็นโรคควรรีบถอนออกและเผาทำลาย

แมลง ศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

หนอนกระทู้ หอม

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน วางไข่เป็นกลุ่มสีขาวมีขนปกคลุมอยู่บนใบหอม หนอนวัยแรกจะเจาะ
  • เข้าไปในหลอดหอม ทำความเสียหายรุนแรง ในระยะโตตั้งแต่วัน 3 ขึ้นไป โดยหนอนจะเคลื่อนย้าย
    กัดกินทุกส่วนของพืช เมื่อหนอนโตเต็มที่เข้าดักแด้ในดิน

การ ป้องกันกำจัด

  • ได้โดยเก็บกลุ่มไข่และหนอนทำลาย วิธีนี้พบว่าได้ผลดีและลดการระบาดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หนอน ชอนใบหอม

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นแมลงวัน จะวางไข่ภายในผิวพืช ตัวหนอนจะชอนไชอยู่ในใบทำให้เกิดรอยเส้นสีขาว
    คดเคี้ยวไปมา เมื่อนำใบพืชมาส่องดูจะพบหนอนตัวเล็ก ๆ สีเหลืองอ่อน ใส อยู่ภายในเนื้อเยื่อใบพืช
    หากระบาดรุนแรงจะทำให้ใบเสียหายไม่สามารถสร้างใบทดแทนได้ทำให้ผลผลิตลดลง

การป้องกันกำจัด

  • ป้องกันได้โดยเผาทำลายเศษใบพืชที่ถูกทำลายจากแมลงวันชอนใบตามพื้น ดิน จะช่วยลดการแพร่
    ระบาดได้เนื่องจากดักแด้ที่อยู่ตามเศษใบพืชจะถูกทำลายไปด้วย
  • หากจำเป็นให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลงตามคำแนะนำในตารางที่ 1

เพลี้ย ไฟ

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวอ่อนและตัวเต็มวัย ทำลายหอมแบ่งโดยดูดน้ำเลี้ยงที่ ในระยะแรกของการเข้าทำลาย ไม่พบรอ่ง
    รอยหรืออาการที่ถูกทำลาย แต่จะเห็นได้ชัดเจนเมื่อพืชถูกทำลายรุนแรงแล้ว กาบใบที่หุ้มบริเวณ
    ลำต้นมีสีน้ำตาลและแสดงอาการเหี่ยว

การป้องกันกำจัด

  • ใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลือง จำนวน 80 กับดัก/ไร่ ติดตั้งสูง 1 เมตร จะช่วยในการทำลายการระบาด
    และลดจำนวนประชากรของเพลี้ยไฟลงได้
  • หากจำเป็นให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลงตามคำแนะนำในตารางที่ 1
ตารางที่ 2 การใช้ชีวินทรีย์และสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูหอมแบ่ง
ชื่อแมลง
ศัตรูพืช
ชีวินทรีย์/สารป้องกัน
กำจัดศัตรูพืช
อัตราการใช้1/
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใช้/
ข้อควรระวัง
หยุดใช้ก่อน
เก็บเกี่ยว
หนอนกระทู้
หอม
บาซิลลัส ทูริงเยนซิส WDG
60-80 มล.
  • เมื่อพบการทำลาย 10%
  • เมื่อพบกลุ่มไข่เฉลี่ย
    0.5 กลุ่ม/1 ตารางเมตร
    โดยการสุ่มนับแบบ
    ทะแยงมุม 25 จุด/ไร่
    พ่นทุก 5-7 วัน ประมาณ
    3 ครั้ง
-
นิวเคลียโพลีฮีโดรซิสไวรัส
30 มล.
-
เทฟลูเบนซูรอน (5%EC)
(5%SC)
15-30 มล.
14 วัน
14 วัน
ไตรฟลูมูรอน (25%WP)
(48%SC)
20-30 กรัม 10-20 มล.
เทบูฟีโนไซด์ (20%F)
20-30 มล.
14 วัน
ไดฟลูเบนซูรอน ( 25%EC)
30-40 มล.
14 วัน
ฟลูเฟนนอกซูรอน (5%EC)
20-40 มล.
7 วัน
คลอร์ฟลูอาซูรอน (5%EC)
15-30 มล.
7 วัน
สะเดาน้ำ (0.1%)
100 มล.
-
หนอนชอน
ใบหอม
เบตาไซฟลูทริน (2.5%EC)
20-30 มล.
14 วัน
แอลฟาไซเพอร์
เมทริน/พีบีโอ (5%/25%EC)
20 มล.
5 วัน
เดลทาเมทริน 125 (20%EC)
10-20 มล.
7-10 วัน
ทราโลทริน (3.6%EC )
15-30 มล.
7-10 วัน
อะซีเฟต/ไซเพอร์เมทริน
(60%/5%WP)
50-60 มล.
-
ไตรอะโซฟอส (40%EC)
30-40 มล.
-
ฟิโปรนิล (5%SC)
10-20 มล.
7 วัน
เพลี้ยไฟพริก คาร์บาริล (85%WP)
20-30 มล.
  • พ่น เมื่อพบเพลี้ยไฟ
    ตัวอ่อน และตัวเต็มวัย
    ระบาด 5 ตัว/ยอด
    พ่นทุก 7-10 วัน ควร
    บำรุงพืชให้แข็งแรง
    ในช่วงอากาศแห้งแล้ง
    ไม่ควรพ่นสาร ชนิด
    หนึ่งติดต่อกันหลายครั้ง
14 วัน
โพรไทโอฟอส (50%EC)
20-30 มล.
14 วัน
เมทิโอคาร์บ (50%WP)
20-30 มล.
21 วัน
คาร์โบซัลแฟน (20%EC)
20-30 มล.
15 วัน
ฟอสซาโลน (20%EC)
80 มล.
20 วัน
อิมิดาโคลพริด
(10%SL/5%EC)
20-40 มล.
30-40 มล.
7 วัน
ฟิโปรนิล (5%SC)
10-20 มล.
7 วัน
เบนดิโอคาร์บ (20%WP)
20-40 มล.
-
ไดอะเฟนไทยูรอน (25%SC)
40-60 มล.
14 วัน
ฟลูเฟนนอกซูรอน(5%EC)
20-40 มล.
7 วัน

วัชพืช และการป้องกันกำจัด

วัชพืชฤดูเดียว

  • วัชพืชประเภทใบแคบ ได้แก่ หญ้านกสีชมพู หญ้าตีนนก
  • วัชพืชประเภทใบกว้าง ได้แก่ ผักโขม ผักเบี้ยหิน ผักเบี้ยใหญ่ และสาบแร้งสาบกา
  • วัชพืชประเภทกก ได้แก่ กกทราย หนวดปลาดุก

การ ป้องกันกำจัด

  • คราดส่วนขยายพันธุ์ออกตอนเตรียมแปลง
  • การคลุมดินหลังปลูกช่วยรักษาความชื้นดินและบังแสงสว่างไม่ให้ วัชพืชงอกหรืองอกได้ช้า
  • หากมีการใช้สารกำจัดวัชพืชประเภทก่อนวัชพืชงอก หลังพ่นเปิดผิวหน้าดินให้น้อยที่สุด
    ป้องกันการพลิกเอาเมล็ดวัชพืขขึ้นมาสู่ผิวดิน
  • การพ่นสารกำจัดวัชพืชปริมาณน้ำที่ใช้ผสมพ่นในพื้นที่ 1 ไร่ คือ 60-80 ลิตร
  • ใช้หัวพ่นแบบรูปพัด ควรพ่นช่วงเช้าขณะลมสงบ กดหัวพ่นต่ำ
  • การใช้สารตามคำแนะนำในตารางที่ 3
ตารางที่ 3 การใช้สารกำจัดวัชพืชในแปลงหอมแบ่ง
ชนิดวัชพืช
สารกำจัดวัชพืช
อัตราการใชั/
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใช้/ข้อควรระวัง
วัชพืชใบแคบ เมโทคลอร์ (40%EC)
150 มล.
  • ใช้ในแปลงปลูกก่อนวัชพืช
    งอกพ่นทันทีก่อนหรือหลัง
    ปลูกแล้วรดน้ำตาม
อะลาคลอร์ (48%EC)
125-150 มล.
เพนดิเมทาลิน (33%EC)
150 มล.
วัชพืชใบกว้าง ออกซีฟลูออเฟน (23.5%EC)
50 มล.
ระวังละอองสารปลิวไปถูกพืช
ข้างเคียง
ออกซาไดอะซอน (25%EC)
100-125 มล.

XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX

คำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย

  • การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เหมาะสม เกษตรกรควรรู้จักศัตรูพืช ชนิดและอัตราการใช้
    สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งการเลือกใช้เครื่องพ่น และหัวฉีดที่ถูกต้อง นอกจากนั้นการ
    พ่นควรกระจายให้คลุมทั้งต้น โดยเฉพาะบริเวณที่ศัตรูพืชเข้าทำลาย มีข้อแนะนำควรปฏิบัติ
    ดังนี้

การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างเหมาะสม

  • ตรวจอุปกรณ์เครื่องพ่นอย่าให้มีรอยรั่ว เพราะจะทำให้สารพิษเปียกเปื้อนเสื้อผ้า และร่างกาย
    ของผู้พ่นได้
  • ต้องสวมเสื้อผ้าและรองเท้าให้มิดชิด รวมทั้งสวมหน้ากาก หรือผ้าปิดจมูก และศีรษะเพื่อป้อง
    กันอันตรายจากสารพิษ
  • อ่านฉลากคำแนะนำ คุณสมบัติ และการใช้ ก่อนทุกครั้ง
  • ควรพ่นในช่วงเข้าหรือเย็นขณะลมสงบ หลีกเลี่ยงการพ่นในเวลาแดดจัดหรือลมแรง และผู้พ่น
    ต้องอยู่เหนือลมตลอดเวลา
  • ควรเตรียมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้ใช้หมดในคราวเดียว ไม่ควรเหลือติดค้างในถังพ่น
  • เมื่อเลิกใช้ควรปิดฝาภาชนะบรรจุสารเคมีให้สนิท เก็บไว้ในที่มิดชิด ห่างจากสถานที่ปรุง
    อาหาร แหล่งน้ำ และต้องปิดกุญแจโรงเก็บตลอดเวลา
  • ภายหลังการพ่นสารกำจัดศัตรูพืชทุกครั้ง ผู้พ่นต้องอาบน้ำ สระผม และเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที
    เสื้อผ้าที่ใส่ขณะพ่นสารต้องซักให้สะอาดทุกครั้ง
  • ไม่เก็บผลผลิตก่อนสารเคมีที่ใช้จะสลายตัวถึงระดับปลอดภัย โดยดูจากตารางคำแนะนำการ
    ใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
  • ทำลายภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ว อย่าทิ้งตามร่องสวน หรือทิ้งลงแม่น้ำ ลำคลอง

การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

เครื่องพ่น นิยมใช้ 2 แบบ

  • เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง
  • เครื่องยนต์พ่นแบบใช้แรงดันของเหลว

วิธีการใช้

  • เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง ใช้อัตราการพ่น 60-80 ลิตรต่อไร่ ใช้หัวฉีดแบบกรวยขนาด
    เล็ก สำหรับการพ่นสารฆ่าแมลง และสารป้องกันกำจัดโรคพืช และใช้หัวฉีดแบบพัด หรือแบบ
    ปะทะ สำหรับการพ่นสารกำจัดวัชพืช
  • การพ่นสารกำจัดวัชพืชควรแยกเครื่องพ่นเฉพาะ ไม่ใช้ปนกับสารกำจัดศัตรูพืชชนิดอื่น ๆ
    และหลังพ่นไม่ควรรบกวนผิวหน้าดิน ขณะพ่นกดหัวพ่นต่ำ เพื่อให้ละอองสารเคมีตกลงเป็น
    สองเท่า
  • เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว ใช้อัตราการพ่น 80-120 ลิตร/ไร่ ใชัหัวฉีดแบบ
    กรวยขนาดกลาง (เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.0-1.2 มม.) ปรับความดันในระบบการพ่นไว้ที่ 10 บาร์
    หรือ 150 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เหมาะสำหรับ การพ่นสารฆ่าแมลง และสารป้องกันกำจัดโรค
    พืช
  • ถ้าเป็นหัวฉีดแบบกรวยชนิดปรับได้ ควรปรับให้ได้ละอองกระจายกว้างที่สุดซึ่งจะได้ละออง
    ขนาดเล็กสม่ำเสมอ
  • ใช้ความเร็วการเดินพ่นประมาณ 1 ก้าวต่อวินาที และทำการพ่นให้คลุมทั้งต้น ไม่ควรพ่นจี้
    นานเกินไปเพราะจะทำให้น้ำยาโชกและไหลลงดิน
  • เริ่มทำการพ่นจากทางใต้ลมก่อน และขยายแนวการพ่นขึ้นเหนือลม ขณะเดียวกันหันหัวฉีด
    ไปทางใต้ลมตลอดเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารเคมี
  • การพ่นควร พลิก-หงายหัวฉีดขึ้น-ลง เพื่อให้ละอองแทรกเข้าทรงพุ่มได้ดีขึ้น โดยเฉพาะด้าน
    ใต้ใบ

XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX

การเก็บเกี่ยว

  • เก็บเกี่ยวเมื่ออายุประมาณ 40-50 วัน หลังปลูก
  • ใช้มือถอนขึ้นมาทั้งกอ นำไปทำความสะอาดไม่ให้มีดินติด และระวังไม่ให้ใลช้ำก่อนที่จะรวบ
    รวมสู่ตลาดต่อไป
  • วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว
  • การเก็บรักษาผลผลิตและการบรรจุ
  • หลังเก็บเกี่ยวให้นำเข้าร่มทันที ไม่ควรวางไว้กลางแดด
  • บรรจุในถุงพลาสติกที่เจาะรูรอบด้าน หรือบรรจุในตะกร้าหรือเข่งที่บุด้วยวัสดุที่ป้องกันการขูด
    ขีด เช่น ใบตอง ไม่ควรบรรจุปริมาณมากเกินไป จะทำให้ต้นหอมบอบช้ำเสียหายได้
  • สถานที่วางพักหรือบรรจุจะต้องมีอากาศถ่ายเทดี และอยู่ห่างจากสิ่งปฏิกูลเพื่อป้องกันการปน
    เปื้อนของเชื้อโรค

XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX

การขนส่ง

  • เตรียมการเรื่องตลาดรับซื้อ และยานพาหนะในการขนส่งไว้ล่วงหน้า
  • ไม่กองผลผลิตบนพื้นรถบรรทุกโดยตรง ควรใส่ภาชนะ
  • การขนส่งระยะทางไกลควรส่งถึงเร็วที่สุด

XXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXXX

การบันทึกข้อมูล

เกษตรกร ควรบันทึกการปฏิบัติการในขั้นตอนการผลิตต่าง ๆ ให้มีการตรวจสอบได้ หากเกิด
ข้อผิดพลาดบกพร่องขึ้น สามารถจัดการแก้ไขหรือปรับปรุงได้ทันท่วงที เช่น

  • บันทึกสภาวะแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน
  • พันธุ์ วันปลูก วันถอนแยก
  • วันใส่ปุ๋ย สารเคมี และชนิดชีวินทรีย์ พร้อมอัตราการใช้
  • วันที่ศัตรูพืชระบาด
  • ค่าใช้จ่าย ปริมาณผลผลิต และรายได้
  • ปัญหาอุปสรรคอื่น ๆ ในช่วงฤดูปลูก

การผลิตข้าวโพดฝักอ่อนอย่างถูกต้องเหมาะสม

Department Of Agriculture  กรมวิชาการเกษตร.

เกษตรดีที่เหมาะสมสำหรับการผลิตข้าวโพดฝักอ่อน

Good Agricultural Practice (GAP) For Corn


แหล่งปลูก

สภาพพื้นที่

  • ปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย พื้นที่ควรเป็นพื้นราบ มึความสม่ำเสมอ
  • ใกล้แหล่งน้ำสะอาด และสะดวกต่อการนำมาใช้
  • ไม่เป็นแหล่งที่มีน้ำท่วมขัง
  • ห่างไกลจากแหล่งมลพิษ
  • การคมนาคมสะดวก สามารถนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้รวดเร็ว

ลักษณะดิน

  • ดินร่วนถึงร่วนเหนียว
  • มีความอุดมสมบูรณ์สูง มีการระบายน้ำ และการถ่ายเทอากาศดี
  • มีค่าความเป็นกรดด่างประมาณ 5.5-6.8

สภาพภูมิอากาศ

  • อยู่ในแหล่งที่มีอุณหภูมิอากาศเหมาะสมระหว่าง 24-25 องศาเซลเซียส
  • ชอบแดดจัด

แหล่งน้ำ

  • มีแหล่งน้ำสะอาดปราศจากสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ที่มีพิษปน เปื้อน
  • มีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ตลอดฤดูปลูก

******************************

พันธุ์

การ เลือกพันธุ์

  • ให้ผลผลิตสูงมีคุณลักษณะตรงตามที่ตลาดต้องการ
  • เจริญเติบโตดี เหมาะกับสภาพดินฟ้าอากาศที่ปลูก

พันธุ์ ข้าวโพดฝักอ่อนที่มีคุณสมบัติดี นิยมปลูกเป็นการค้ามี 2 กลุ่ม คือ

พันธุ์ผสมเปิด

  • ลักษณะฝักไม่ค่อยสม่ำเสมอ เป็นพันธุ์ที่เก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ได้แต่ต้องปลูกห่างจากพันธุ์อื่น
    ไม่น้อยกว่า 200 เมตร หรือทิ้งช่วงการปลูกจากพันธุ์อื่นไม่น้อยกว่า 3 สัปดาห์ ได้แก่
  • พันธุ์เชียงใหม่ 90 เริ่มเก็บเกี่ยว 48 วันหลังงอก แกนสีเหลืองครีม ต้านทานโรคราน้ำค้าง
  • ในกรณีที่เป็นแหล่งปลูกที่มีปัญหาเรื่องโรคราน้ำค้างควรปลูก พันธุ์สุวรรณ 2ซึ่งต้านทางโรครา
    น้ำค้างดีกว่าพันธุ์เชียงใหม่ 90 เริ่มเก็บเกี่ยว 45 วันหลังงอก แกนสีเหลืองครีม

พันธุ์ลูกผสม

  • ลักษณะฝักสม่ำเสมอ ผลผลิตสูง โรงงานต้องการ เป็นพันธุ์ที่เกษตรกรไม่สามารถเก็บเมล็ด
    พันธุ์ต่อได้ ได้แก่
  • พันธุ์เกษตรศาสตร์ 2 เริ่มเก็บเกี่ยว 51 วัน แกนสีเหลือง
  • พันธุ์ฝักอ่อน G 5414 เริ่มเก็บเกี่ยว 48 วัน แกนสีเหลืองครีม ต้านทาน โรคราน้ำค้าง
  • พันธุ์ แปซิฟิค 421 เริ่มเก็บเกี่ยว 43 วัน แกนสีเหลือง

******************************

การ ปลูก

การ เตรียมดิน

  • ไถดินและตากติน 7-10 วัน ปรับระดับดินให้เสมอ เก็บเศษวัชพืชออกจากแปลงให้หมด
  • วิเคราะห์ดิน ถ้าดินมีความเป็นกรดด่างต่ำกว่า 5.5 ใส่ปูนขาวก่อนปลูกอัตรา 100-200กก./
    ไร่ โดยหว่านแล้วพรวนกลบ
  • ทำหลุมตื้น ๆ ไว้สำหรับใส่ปุ๋ยรองพื้นบริเวณข้าง ๆ หลุมปลูก
  • ในกรณีฝนตกชุกและดินชื้น ปลูกแบบไม่ไถพรวนได้
  • ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน เช่น ตอซังพืช มูลวัว มูลไก่ มูลสุกร ข้อควร
    ระวังคือต้องปล่อยให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักสลายตัวสมบูรณ์ก่อน ถ้าใช้สดจะทำให้ข้าวโพดชะงัก
    การเจริญเติบโตหรืออาจถึงตายได้

วิธี การปลูก

  • คลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วย เมตาแลกซิล (35%SD) อัตรา 7 กรัม/เมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม
  • หยอดเมล็ด 3-4 เมล็ด ต่อหลุม
  • ระยะ 25×75 เซนติเมตร จำนวน 2 ต้น/หลุม ระยะ 50×50 เซนติเมตร จำนวน 3 ต้น/หลุม
  • ถอนแยกเมื่อข้าวโพดมีอายุ 12-15 วัน

******************************

การ ดูแลรักษา

การให้ปุ๋ย

ที่ราบเขตภาคกลางตอนบน

  • รองก้นหลุมก่อนหยอดเมล็ดด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 อัตรา 40-50 กิโลกรัมต่อไร่
  • เมื่อข้าวโพดอายุ 20-25 วัน ใส่ปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 อัตรา 25-50 กิโลกรัม/ไร่ หรือปุ๋ย
    แอมโมเนียมซัลเฟตสูตร 21-0-0 อัตรา 50-75 กิโลกรัม/ไร่ โรยข้างต้นหรือข้างแถว แล้ว
    พรวนดินพูนโคนกลบปุ๋ย

ที่ราบเขตภาคกลางตอนล่าง (บริเวณที่ปลูกข้าวโพดฝักอ่อนติดต่อกันหลายปี)

  • รองก้นกลุมก่อนหยอดเมล็ดด้วยปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 อัตรา 25-50 กิโลกรัม
  • เมื่อข้าวโพดอายุ 20-25 วัน ใส่ปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 อัตรา 25-50 กิโลกรัม/ไร่ โรยข้างต้น
    หรือข้างแถว แล้วพรวนดินพูนโคนกลบปุ๋ย

เขตปลูกภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ

  • รองก้นหลุมก่อนหยอดเมล็ดด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 20-10-10 อัตรา 75-100 กิโลกรัม/ไร่
  • เมื่อต้นข้าวโพดอายุ 20-25 วัน ใส่ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 อัตรา 20-40 กิโลกรัม/ไร่ โรยข้างต้น
    หรือข้างแถว แล้วพรวนดินพูนโคนกลบปุ๋ย

การให้น้ำ

  • ให้น้ำอยางสม่ำเสมอ
  • ให้น้ำทันที่หลังจากใส่ปุ๋ยและปลูก
  • ในกรณีการตักรด ในระยะแรกนับจากวันปลูกถึง 10 วัน ควรให้น้ำทุกวัน
  • ในกรณีให้น้ำตามร่องลูกฟูกปลูกในดินเหนียวบนพื้นราบ ให้น้ำทุกสัปดาห์
  • อย่าปล่อยให้น้ำท่วมขังในแปลง เกิน 24 ชั่วโมง เพราะผลผลิตจะลดหรืออาจตายได้
  • เว้นระยะบ้างตามสมควรเมื่อต้นใหญ่สมบูรณ์แล้ว แต่ต้องหมั่นสังเกตต้นข้าวโพดอย่าปล่อยให้
    เหี่ยวจากการขาดน้ำ (เมื่อข้าวโพดต้นโตสมบูรณ์แล้ว ให้น้ำทันทีเมื่อเกิดอาการเหี่ยวจากการ
    ขาดน้ำ)

การ ถอนดอกตัวผู้

  • เมื่อข้าวโพดเริ่มออกดอกตัวผู้ หรือดอกหัว ให้ถอดดอกตัวผู้ทิ้ง จะทำให้ฝักอ่อนที่ส่วนล่าง
    เจริญเติบโตได้เร็ว และมีฝักที่เก็บเกี่ยวได้ 2-3 ฝักต่อต้น

การอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ

  • ศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูข้าวโพดฝักอ่อนมีหลายชนิดที่สำคัญและพบ ทั่วไปในแปลงข้าว
    โพดฝักอ่อน ได้แก่

แตน เบียน มี 2 ชนิด คือ

แตน เบียนไข่ไตรโคแกรมม่า

  • ทำลายไข่ของหนอนผีเสื้อขนาดลำตัวประมาณ 3 มม. ไข่ที่ถูกแตนเบียเข้าทำลายจะมีสีดำ
    และไม่ฟัก
  • แตนเบียนหนอนโคทีเซีย ตัวเต็มวัยมีสีดำ ขนาดเท่ายุง วางไข่ในตังหนอนกระทู้หอม หลังไข่
    ฟักเป็นตัวจะอาศัยอยู่ภายในประมาณ 7 วัน แล้วออกมาถักรังเข้าดักแด้ภายนอก ดักแด้มีสี
    น้ำตาลขนาดเท่าเมล็๋ดข้าวสาร แต่ยาวเพียงครึ่งเดียว ทำให้หนอนศัตรูข้าวโพดฝักอ่อนไม่กิน
    อาหารและตายในที่สุด

ตัว ห้ำ

  • เช่น แมลงหางหนีบ แมงมุม แมลงช้างปีกใส ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยกัดกินไข่และหนอนศัตรู
    ข้าวโพดฝักอ่อน
  • แมลงศัตรูธรรมชาติทั้ง 2 จำพวกนี้ มีประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงศัตรูพืช ดังนั้นในการ
    ป้องกันกำจัดศัตรูข้าวโพดฝักอ่อน ควนใช้วิธีการที่ปลอดภัยเพื่อเป็นการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ

******************************

สุขลักษณะ และความสะอาด

ควร รักษาแปลงปลูกให้ถูกสุขลักษณะและสะอาดอยู่เสมอ

  • กำจัดวัชพืช ควรกำจัดขณะวัชพืชยังเล็ก เพื่อไม่ให้แข่งขันกับพืชหลัก หรือเป็นแหล่งเพาะ
    ศัตรูพืชหรือติดไปกับผลผลิต
  • ควรเก็บวัชพืช เศษพืชโดยเฉลี่ยที่เป็นโรค ทำลายนอกแปลงปลูก
  • อุปกรณ์ เช่น กรรไกร เครื่องพ่นสารเคมี ภาชนะที่ใช้เก็บผลผลิต หลังใช้งานแล้วต้องทำความ
    สะอาด และเก็บให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ
  • ภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ว ให้ล้างทำความสะอาด นำน้ำที่ล้างไปพ่นป้องกันกำจัดศัตรู
    พืช สำหรับภาชนะบรรจุให้ทำลายอย่างเหมาะสม เช่น ฝังดิน ไม่ควรนำมาใช้อีก

*******************************

ศัตรู ของข้าวโพดฝักอ่อนและการป้องกันกำจัด

โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

โรคราน้ำค้าง หรือ โรคใบลาย

สาเหตุ        เชื้อรา

ลักษณะอาการ

  • ใบอ่อนจะมีทางสีขาว เขียวอ่อนหรือเหลืองอ่อนเกิดจากฐานใบถึงปลายใบ ทางดังกล่าวอาจ
    จะยาวติดต่อกันไปหรือขาดเป็นช่วง บางครั้งพบลักษณะอาการเป็นปื้นสีขาวจากฐานใบไปยัง
    ปลายใบ ข้าวโพดที่เป็นโรคในระยะต้นกล้า ต้นที่เป็นโรค เมื่อโตแล้วอาจแห้งตายก่อนออก
    ดอกออกฝัก ต้นที่สามารถออกดอกได้แต่จะไม่มีฝักหรือฝักไม่สมบูรณ์ มีเมล็ดจำนวนน้อย
    หรือไม่มีเมล็ดเลย

การแพร่ระบาด

  • โรคเริ่มระบาดต้นฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคม ไปจนสิ้นฤดูฝน อุณหภูมิต่ำและความชื้น
    สูงมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราสาเหตุชนิดนี้มาก เชื้อสาเหตุสามารถติดไป
    กับเมล็ดพันธุ์ หรือตกค้างอยู่ในเศษซากพืช เช่น ใบข้าวโพดที่เป็นโรค หรือเมล็ดข้าวโพด
    จากต้นที่เป็นโรค หรือที่อาศัยอยู่บนพืชอื่น ๆ เช่น ข้าวฟ่าง หญ้าพงหรือแขม หรืออ้อยเลา
    หรือ หญ้าคาหลวง

การ ป้องกันกำจัด

  • ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ได้จากต้นที่ไม่เป็นโรค หรือหลีกเลี่ยงการใช้เมล็ดพันธุ์จากแหล่งที่มีโรค
    ระบาดมาทำพันธุ์
  • ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ตากแห้งสนิท (ความชื้นประมาณ 10% ) มาทำพันธุ์เพื่อป้องกันเชื้อที่ติดมา
    กับเมล็ดฟื้นคืนชึพขึ้นมาอีก
  • ใช้พันธุ์ต้านทาน เช่น พันธุ์สุวรรณ 1 พันธุ์สหุวรรณ 2 พันธุ์นครสวรรค์
  • คลุกเมล็ดด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ตามคำแนะนำในตารางที่1
ตารางที่ 1 การใช้สารป้องกันกำจัดโรคราน้ำค้างของโรคข้าวโพดฝักอ่อน
ชื่อโรคพืช
สารป้องกันกำจัด
โรคพืช
อัตราการใช้/
เมล็ด 1 กก.
วิธีการใช้/
ข้อควรระวัง
หยุดการใช้สาร
ก่อนเก็บเกี่ยว
ราน้ำค้าง เมตาแลกซิล
(35%SD)
7 กรัม
  • คลุกเมล็ดก่อน
    ปลูก
-

แมลง ศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

มอดดิน

ลักษณะ และการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นด้วงงวงขนาดเล็ก 2.2×3.5 มิลลิเมตร สีเทาดำ ทำลายกัดกินใบตั้งแต่ต้นอ่อน
    เริ่มงอกถึงอายุ 10 วัน ทำให้ต้นอ่อนตาย หรือชะงักการเจริญเติบโต ต้นที่รอดตายจะทำให้
    การเก็บเกี่ยวล่าช้า พบระบาดมากในช่วงต่อฤดูปลูกที่ 2 ซึ่งมักประสบปัญหาฝนแล้ง

การ ป้องกันกำจัด

  • ปลูกข้าวโพดในแหล่งที่มีน้ำเพียงพอ หลีกเลี่ยงการปลูกในปลายฝน
  • ทำความสะอาดและกำจัดวัชพืชรอบแปลงปลูกซึ่งจะเป็นพืชอาศัยของแมลง
  • ในแหล่งที่ระบาดเป็นประจำ คลุกเมล็ดก่อนปลูกหรือพ่นตามคำแนะนำใน ตารางที่ 2

หนอนกระทู้ หอม

ลักษณะการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน วางไข่เป็นกลุ่มสีขาวมีขนปกคลุมใต้ใบข้าวโพด หนอนจะทำ
    ความเสียหายรุนแรงเมื่ออยู่ในวัยที่ 3 ขึ้นไป โดยกัดกินทุกส่วนของ ข้าวโพดฝักอ่อนในระยะ
    กล้า หนอนโตเต็มที่จะเข้าดักแด้ในดิน

การ ป้องกันกำจัด

  • เก็บกลุ่มไข่และตัวหนอนทำลาย
  • แหล่งระบาดเป็นประจำ หากจำเป็นให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง ตามคำแนะนำในตารางที่ 2

หนอน เจาะลำต้นข้าวโพด

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน วางไข่เป็นกลุ่มซ้อนกันคล้ายเกล็ดปลา เป็นแมลงศัตรูที่สำคัญ
    ที่สุดชนิดหนึ่ง หนอนเจาะทำลายส่วนยอด ช่อดอกตัวผู้ และลำต้น แต่ชอบเจาะเข้าทำลายภาย
    ในลำต้นมากกว่าส่วนอื่น ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต หักล้มได้ง่าย เมื่อมีการระบาดมาก
    จะเข้าทำลายฝัก พบระบาดในระยะข้าวโพดอายุ 20 วัน ถึงเก็บเกี่ยว

การ ป้องกันกำจัด

  • หมั่นสำรวจกลุ่มไข่ หนอน และยอดที่ถูกทำลาย โดยเฉพาะช่วงข้าวโพดอายุ 20-45 วัน เพื่อ
    ทำการป้องกัน (ตามคำแนะนำในตารางที่ 2) ก่อนที่จะเจาะเข้าไปภายในลำต้น ซึ่งจะทำให้
    ยากต่อการป้องกัน
ตารางที่ 2 การใช้สารชีวินทรีย์และสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวโพดฝักอ่อน
ชื่อแมลง
ศัตรูพืช
ชีวิตทรีย์/
ป้องกันกำจัด
อัตราการใช้
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใช้/
ข้อควรระวัง
หยุดการ
ใช้ก่อน
เก็บเกี่ยว
มอดดิน
คาร์โบซัลแฟน
(25%ST)
20 กรัม/
เมล็ด 1 กก.
  • คลุกเมล็ดก่อนปลูก
-
คาร์โบซัลแฟน
(20%EC)
30 มล.
  • พ่นเมื่อข้าวโพดอายุ
    10-12 วัน เมื่อพบ
    ปริมาณแมลงยังสูงอยู่
15 วัน
หนอนกระทู้
หอม
นิวเคลียโพลีฮีโดร
ซิสไวรัส
20-30 มล.
  • พ่นในช่วงเวลาเย็น
    ทุก 5 วัน 1-2 ครั้ง
    เมื่อพบหนอนเฉลี่ย
    2-3 ตัว/ต้น
0 วัน
เบตาไซฟลูทริน
(2.5%EC)
40 มล.
  • พ่นเมื่อพบหนอนเฉลี่ย
    2-3 ตัวต่อต้น 12- ครั้ง
    ห่างกัน 7 วัน (ในแหล่ง
    ที่พบแตบเบียนโคทีเซีย
    ไม่จำเป็นต้องใช้สาร
    กำจัดศัตรูพืช)
14 วัน
หนอนเจาะ
ลำต้นข้าวโพด
ไซเพอร์เมทริน
(15%EC)
10 มล.
  • พ่นเมื่อกพบหนอน
    เฉลี่ย 2-3 ตัว/ต้น
    หรือพบกลุ่มไข่ 15
    กลุ่ม/ข้าวโพด 100
    ต้น หรือพบยอดข้าว
    โพดถูกทำลาย
    40-50%
5 วัน
ไตรฟลูมูรอน
(25%WP)
30 กรัม
14 วัน

วัชพืชและการป้องกันกำจัด

วัชพืชฤดูเดียว เป็นวัชพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

  • วัชพืชปรเภทใบแคบ ได้แก่ หญ้านกสีชมพู หญ้าตีนติด หญ้าตีนนก หญ้าปากควายและหญ้า
    ไม้กวาด เป็นต้น
  • วัชพืชประเภทใบกว้าง ได้แก่ ผักโขม ผักเบี้ยหิน ผักเบี้ยใหญ่ หญ้ายาง เทียนนา หญ้ากำมะ
    หยี่ โทงเทง สะอึก ตดหนูตดหมา และสาบแร้งสาบกา เป็นต้น
ตารางที่ 3 การใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืชในแปลงข้าวโพดฝักอ่อน
ชื่อวัชพืช
สารป้องกันกำจัดวัชพืช
อัตราการใช้/
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใชั/ข้อควรระวัง
วัชพืชใบแคบ
(ฤดูเดียว)
อะลาคลอร์ (48%EC) 150 มล.
  • พ่นเมื่อคุมการงอก
    ของเมล็ดวัชพืช
เมโทลาคลอร์ (40%EC) 125-150 มล.
แห้วหมู
(ข้ามปี)
ไกลโพเสท (48%EC) 125-150 มล.
  • ใช้เชือก (ropewick)
    ชุบสารลากให้ระไปกับ
    ใบในขณะที่วัชพืชมีใบ
    มากที่สุด

วัชพืช ข้ามปี

เป็น วัชพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยหัว ที่พบมากในไร่ข้าวโพด ได้แก่ แห้วหมู และกก

การ ป้องกันกำจัด

  • ไถดิน 1-2 ครั้งก่อนปลูก ตากดินทิ้งไว้ 7 วัน
  • ใช้แรงงานหรือเครื่องกลกำจัดวัชพืชระหว่างแถวปลูก และพรวนดินหลังการใส่ปุ๋ยเมื่อข้าว
    โพดอายุ 30 วัน

******************************

คำ แนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย

การ ใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เหมาะสม เกษตรกรควรรู้จักศัตรูพืช ชนิดและ อัตราการ
ใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งการเลือกใช้เครื่องพ่น และหัวฉีดที่ถูกต้อง นอกจากนั้นการพ่น
ควรกระจายให้คลุมทั้งต้น โดยเฉพาะบริเวณที่ศัตรูพืชเข้าทำลาย มีข้อแนะนำควรปฏิบัติ ดังนี้

การ ใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างเหมาะสม

  • ตรวจอุปกรณ์เครื่องพ่นอย่าให้มีรอยรั่ว เพราะจะทำให้สารพิษเปียกเปื้อนเสื้อผ้า และร่างกาย
    ของผู้พ่นได้
  • ต้องสวมเสื้อผ้าและรองเท้าให้มิดชิด รวมทั้งสวมหน้ากาก หรือผ้าปิดจมูก และศีรษะเพื่อป้อง
    กันอันตรายจากสารพิษ
  • อ่านฉลากคำแนะนำ คุณสมบัติ และการใช้ ก่อนทุกครั้ง
  • ควรพ่นในช่วงเช้าหรือเย็นขณะลมสงบ หลีกเลี่ยงการพ่นในเวลาแดดจัด หรือลมแรง และผู้
    พ่นต้องอยู่เหนือลมตลอดเวลา
  • ควรเตรียมสารเคมีให้ใช้หมดในคราวเดียว ไม่ควรเหลือติดค้างในถังพ่น
  • เมื่อเลิกใช้ควรปิดฝาภาชนะบรรจุสารเคมีให้สนิท เก็บไว้ในที่มิดชิด ห่างจากสถานที่ปรุง
    อาหาร แหล่งน้ำ และต้องปิดกุญแจโรงเก็บตลอดเวลา
  • ภายหลังการพ่นสารกำจัดศัตรูพืชทุกครั้ง ผู้พ่นต้องอาบน้ำ สระผม และเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที เสื้อผ้าที่ใส่ขณะพ่นสารต้องซักให้สะอาดทุกครั้ง
  • ไม่เก็บเกี่ยวผลผผลิตก่อนสารเคมีที่ใช้จะสลายตัวถึงระดับปลอดภัย โดยดูจากตารางคำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
  • ทำลายภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ว อย่าทิ้งตามร่องสวน หรือทิ้งลงแม่น้ำลำคลอง

การ ใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

เครื่อง พ่น นิยมใช้มี 2 ชนิดได้แก่

  • เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง
  • เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว

วิธีการใช้

  • เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง ใช้อัตราการพ่น 60-80 ลิตร/ไร่ ใช้หัวฉีดแบบกรวยขนาด
    เล็ก(เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.6 มม.) สำหรับการพ่นสารฆ่าแมลง และสารป้องกันกำจัดโรคพืช
    และใช้หัวฉีดแบบพัด หรือแบบปะทะ สำหรับการพ่นสารกำจัดวัชพืช
  • การพ่นสารกำจัดวัชพืชควรแยกเครื่องพ่นเฉพาะ ไม่ใช้ปนกับสารกำจัดศัตรูพืชชนิดอื่น ๆและ
    หลังพ่นไม่ควรรบกวนผิวหน้าดินขณะพ่นกดหัวพ่นต่ำเพื่อให้ละอองสารเคมีตกลงบน พื้นที่ที่ต้อง
    การควบคุมวัชพืชเท่านั้น ระวังการพ่นซ้ำแนวเดิม เพราะจะทำให้สารลงเป็น 2 เท่า
  • เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว ใช้อัตราการพ่น 80-120 ลิตรต่อไร่ ใช้หัวฉีดแบบ
    กรวยขนาดกลาง (เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.0-1.2 มม.) ปรับความดันในระบบการพ่นไว้ที่ 10 บาร์
    หรือ 150 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เหมาะสำหรับ การพ่นสารฆ่าแมลงและสารป้องกันกำจัดโรคพืช
  • ถ้าเป็นหัวฉีดแบบกรวยชนิดปรับได้ ควรปรับให้ได้ละอองกระจายกว้างที่สุดซึ่งจะได้ละออง
    ขนาดเล็กสม่ำเสมอ
  • ใช้ความเร็วการเดินพ่นประมาณ 1 ก้าวต่อวินาที และทำการพ่นให้คลุมทั้งต้น ไม่ควรพ่นจี้นาน
    เกินไปเพราะจะทำให้น้ำยาโชกและไหลลงดิน
  • เริ่มทำการพ่นจากทางใต้ลมก่อน และขยายแนวการพ่นขึ้นเหนือลม ขณะเดียวกันหันหัวฉีดไป
    ทางใต้ลมตลอดเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารเคมี
  • การพ่นควร พลิก-หงายหัวฉีดขึ้น-ลง เพื่อให้ละอองแทรกเข้าทรงพุ่มได้ดีขึ้น โดยเฉพาะด้าน
    ใต้ใบ

******************************

การ เก็บเกี่ยว

ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม

  • เมื่อข้าวโพดอายุ 45-60 วันหลังงอก หรือ 7-10 วันหลังถอดดอกตัวผู้ทิ้ง
  • เก็บเกี่ยวเมื่อฝักมีไหมโผล่ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร

วิธี การเก็บเกี่ยว

  • ตัด หรือหักให้ถึงบริเวณก้านฝักที่ติดลำต้น
  • ต้องระมัดระวังไม่ให้ฝักหรือส่วนปลายฝักเกิดหักเสียหาย
  • ต้องเก็บเกี่ยวทุกวันให้แล้วเสร็จภายใน 7-10 วัน มิฉะนั้นขนาดของฝักจะไม่ได้มาตรฐานตาม
    ที่ต้องการ

มาตรฐานข้าวโพดฝักอ่อนที่โรงงานต้องการ

  • ขนาดฝักปอกเปลือก มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-1.5 เซนติเมตร ความยาว 4-9 เซนติเมตร
  • ส่วนปลายฝักต้องไม่หัก
  • ฝักมีสีเหลืองหรือสีครีม
  • แกนฝักต้องสดไม่ผ่านการแช่น้ำมาก่อน
  • การเรียงของไข่ปลาตรงและแถวชิด ไม่แยกเป็นร่อง

ความยาวข้าวโพดฝักอ่อนแบ่งออกเป็น 3 ขนาด

  • ฝักใหญ่ ความยาวฝัก 10-13 เซนติเมตร
  • ฝักกลาง ความยาวฝัก 7-9 เซนติเมตร
  • ฝักเล็ก ความยาวฝัก 4-7 เซนติเมตร

การ เก็บรักษาผลผลิตและการบรรจุ

  • รับนำเข้าร่ม หรือโรงเรือนที่มีการระบายอากาศดี ไม่ให้ถูกแสงแดดโดยตรง
  • คัดขนาดตามมาตรฐานของผู้รับซื้อ หรือโรงงาน
  • โรงงานต้องเก็บรักษาผลผลิตในห้องเย็นที่อุณหภูมิประมาณ 5 องศาเซลเซียส
  • สถานที่เก็บชั่วคราวหรือบรรจุ ต้องอยู่ห่างจากสิ่งปฏิกูลเพื่อป้องกันเชื้อโรคปนเปื้อน

******************************

การขนส่ง

  • เตรียมการเรื่องตลาดรับซื้อและยานพาหนะในการขนส่งไว้ล่วงหน้า
  • ไม่กองฝักข้าวโพดบนพื้นรถบรรทุกโดยตรง ควรใส่ภาชนะ
  • การขนส่งทางไกล ควรส่งโดยรถที่มีระบบห้องเย็นอุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส ความชื้น
    สัมพัทธ์ 85-90 เปอร์เซ็นต์
  • ควรส่งถึงปลายทางภายในระยะเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง หลังการเก็บเกี่ยว

******************************

วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว

  • เมื่อเก็บเกี่ยวฝักอ่อนเสร็จแล้วต้นและเศษเหลือของข้าวโพดฝักอ่อน ให้ตัดและขนย้ายไปไว้
    นอกแปลงปลูก
  • การปอกเปลือก ต้องกรีดไม่ให้เกิดบาดแผลที่ฝัก ลอกไหมให้เกลี้ยง ซึ่งจะทำให้ง่านต่อการ
    เข้าทำลายของเชื้อราและแบคทีเรีย เครื่องมือที่ใช้เช่นมีด ภาชนะบรรจุ และมือผู้ปอกเปลือก
    ต้องสะอาด
  • สถานที่ปฏิบัติงานปอกเปลือกข้าวโพดฝักอ่อน ต้องดูแลให้สะอาดอยู่เสมอ และอยู่หางไกลจาก
    สิ่งปฏิกูล เพื่อป้องกัวนการติดเชื้อโรค

******************************

การบันทึกข้อมูล

  • เกษตรกรควรบันทึกการปฏิบัติการในขั้นตอนการผลิตต่าง ๆ ให้มีการตรวจสอบได้ หากเกิด
    ข้อผิดพลาดบกพร่องขึ้น สามารถจัดการแก้ไขหรือปรับปรุงได้ทันท่วงที เช่น
  • บันทึกสภาวะแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน
  • พันธุ์ วันปลูก วันถอนแยก
  • วันใส่ปุ๋ย สารเคมี และชนิดชีวินทรีย์ พร้อมอัตราการใช้
  • ค่าใช้จ่าย ปริมาณผลผลิต และรายได้
  • วันที่ศัตรูพืชระบาด
  • ปัญหาอุปสรรคอื่น ๆ ในช่วงฤดูปลูก

การผลิตผักกาดขาวปลีอย่างถูกต้องเหมาะสม

Department Of Agriculture  กรมวิชาการเกษตร.

เกษตรดีที่เหมาะสมสำหรับการผลิตผักกาดขาวปลี


Good Agricultural Practice (GAP) for Chinese Cabbage


แหล่งปลูก
สภาพพื้นที่

  • ปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย
  • ใกล้แหล่งน้ำสะอาด และสะดวกต่อการนำมาใช้
  • ไม่เป็นแหล่งน้ำท่วมขัง
  • ห่างไกลจากแหล่งมลพิษ
  • การคมนาคมขนส่งสะดวก สามารถนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้รวดเร็ว

ลักษณะดิน

  • ปลูกได้ในดินแทบทุกชนิดที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีการระบายน้ำ และการถ่ายเทอากาศดี
  • มีค่าความเป็นกรดด่างอยู่ระหว่าง 6.0-6.5

สภาพภูมิอากาศ

  • อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเจริญเติบโตอยู่ระหว่าง 15-20 องศาเซลเซียส

แหล่งน้ำ

  • มีแหล่งน้ำสะอาด ปราศจากสารอินทรีย์ และสารอนินทรีย์ที่มีพิษปนเปื้อน
  • มีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ตลอดฤดูปลูก

พันธุ์

การเลือกพันธุ์

  • ให้ผลผลิตสูง มีคุณภาพตรงตามที่ตลาดต้องการ
  • เจริญเติบโตดี เหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศที่ปลูก

พันธุ์ที่นิยมปลูก

  • พันธุ์เข้าปลียาว เป็นผักกาดขาวปลีฝรั่ง ปลีลักษณะทรงสูง   เช่น ผักกาดหางหงส์ มีอายุเก็บเกี่ยว
    หลังปลูก 60 วัน
  • พันธุ์เข้าปลีแน่น ปลีลักษณะกลม รูปไข่ หรือสี่เหลี่ยม   ได้แก่ พันธุ์ลูกผสมต่าง ๆ     อายุเก็บเกี่ยว
    หลังย้ายปลูก 40-60 วัน
  • พันธุ์เข้าปลีหลวม หรือไม่เข้าปลี สามารถปลูกในเขตที่มีอุณหภูมิสูง ฝนตกชุก ได้แก่ พันธุ์ผักกาด
    ขาวะรรมดาที่ปลูกทั่วไป อายุเก็บเกี่ยวหลังย้ายปลูก 40-45 วัน

การปลูก

การเตรียมดิน

  • ไถตากดินไว้ประมาณ 7 วัน แล้วไถพรวนดินอีก 1-2 ครั้ง    เพื่อกำจัดแมลง โรค และ วัชพืช
  • พรวนย่อยดิน ใส่ปูนขาว ไถกลบ รดน้ำ ยกร่องกว้างประมาณ 1.5 เมตร เว้นทางเดิน 30 ซม.
  • ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายดีแล้ว ตามความสามารถที่จะหามาใช้ได้โดยทั่วไปควรใส่
    อัตรา2-4 ตัน/ไร่เพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน ลดการเกิดโรคกล้าเน่า และโรคเน่าดำ

วิธีการปลูก

  • เตรียมเมล็ดพันธุ์ แช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น 50-55 องศาเซลเซียส นาน 15-20 นาที

ปลูกโดยวิธีหว่าน เหมาะสำหรับพันธุ์ที่เข้าปลีหลวม หรือไม่เข้าปลี

  • หว่านเมล็ดลงแปลงปลูก อัตรา 2 กิโลกรัม/ไร่ คลุมด้วยฟาง และรดน้ำเป็นฝอยละเอียดทั่วแปลง
  • ถอนแยกต้นกล้าเมื่อผักกาดขาวปลีอายุ 20 วัน ให้มีระยะระหว่างต้น 20-25 เซนติเมตร

ปลูกโดยวิธีหยอดเมล็ดเป็นหลุม เหมาะสำหรับพันธุ์ที่เข้าปลีแน่น และเข้าปลียาว

  • หยอดเมล็ดลงในหลุม ระยะระหว่างหลุม 30 เซนติเมตร   ระหว่างแถว 50 เซนติเมตร คลุมด้วยฟาง
    รดน้ำเป็นฝอยละเอียดทั่วแปลง
  • ถอนแยกต้นกล้าเมื่อผักกาดขาวปลีอายุ 20 วัน ให้เหลือหลุมละ 1 ต้น
  • ปลูกแบบเพาะกล้า แล้วย้ายต้นกล้าลงถาดหลุม
  • เตรียมดินผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก และขี้เถ้าแกลบ อัตรา 3-1-1 ใส่ลงกระบะเพาะปรับหน้าดินให้เรียบ
    ทำร่องเล็กๆ ห่างกัน 5 ซม. โรยเมล็ดลงในช่องกลบเมล็ด รดน้ำ
  • ต้นกล้าอายุ 7-10 วัน ย้ายปลูกลงในถาดหลุมที่ใส่ดินผสม หลุมละ 1 ต้น รดน้ำ
  • ต้นกล้าอายุ 25-30 วัน ย้ายลงในแปลงปลูก ระยะปลูกระหว่างต้น 30 เซนติเมตร ระหว่างแถว 50 ซม.

การดูแลรักษา

การให้ปุ๋ย

  • ก่อนปลูกหรือหลังย้ายปลูก 7 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 20-10-10 อัตรา 30-40 กก./ไร่
  • หลังใส่ปุ๋ยครั้งแรก 20-25 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 20-10-10 อัตรา 30-40 กก./ไร่ ผสมกับปุ๋ยยูเรียสูตร
    46-0-0 อัตรา 10-20 กก./ไร่

การให้น้ำ

  • ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ
  • ควรให้น้ำทันทีหลังการปลูกและใส่ปุ๋ย

การอนุรักษ์แมลงศ้ตรูธรรมชาต

ศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูผักกาดขาวปลีมี หลายชนิดที่สำคัญ และพบทั่วไปในแปลงผักกาดขาวปลี
ได้แก่

แตนเบียน มี 2 ชนิด คือ

  • แตนเบียนไข่ชนิดไตรโคแกรมม่า ทำลายไข่ของหนอนใยผัก ขนาดลำตัวประมาณ 2 มม. ไข่ที่ถูก
    แตนเบียนเข้าทำลายจะเป็นสีดำและไม่ฟัก
  • แตนเบียนหนอนโคทีเซีย ตัวเต็มวันมีสีดำ ขนาดเล็กเท่ายุง วางไข่ในตัวหนอนใยผักหนอนกระทู้
    หอมและหนอนกระทู้ผัก       หลังไข่ฟักเป็นตัวจะอาศัยอยู่ภายในประมาณ  7 วัน  แล้วออกมาถักรังเข้าดัก
    แด้ภายนอก ดักแด้มีสีน้ำตาล ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร แต่ยาวเพียงครี่งเดียว   ทำให้หนอนศัตรูผักกาดขาว
    ปลีไม่กินอาหารและตายในที่สุด

ตัวห้ำ มี 2 ชนิด คือ

  • มวนพิฆาต วางไข่เป็นกลุ่มสีทองแดง ตัวอ่อนวัยแรกสีดำ วัยต่อมาสีดำแต้มแดง ตัวเต็มวัยมีสีน้ำตาลบ่า
    ทีหนามแหลมข้างละอัน ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินหนอนศัตรูผักกาดขาวปลี
  • แมงมุม ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยกัดกินไข่และหนอนวัยแรกของ แมลงศัตรูผักกาดขาวปลี

ศัตรูธรรมชาติทั้ง 2 จำพวกนี้ มีประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงศัตรูพืช ดังนั้น ในการป้องกัน
กำจัดศัตรูผักกาดขาวปลี ควรใช้วิธีการที่ปลอดภัย เพื่อเป็นการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ

สุขลักษณะและความสะอาด

ควรรักษาแปลงปลูกให้ถูกสุขลักษณะและสะอาดอยู่เสมอ

  • กำจัดวัชพืช ควรกำจัดขณะวัชพืชยังเล็ก เพื่อไม่ให้แข่งขันกับพืชหลัก หรือเป็นแหล่งเพาะศัตรู
    พืชหรือติดไปกับผลผลิต
  • ควรเก็บวัชพืช เศษพืชโดยเฉพาะวัชพืชที่เป็นโรคไปทำลายนอกแปลงปลูก
  • อุปกรณ์ เช่น กรรไกร เครื่องพ่นสารเคมี ภาชนะที่ใช้เก็บผลผลิต ฯลฯ หลังใช้งานแล้วต้องทำความ
    สะอาดและเก็บให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ
  • ภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ว ให้ล้างทำความสะอาด นำน้ำที่ล้างไปพ่นป้องกันกำจัดศัตรูพืช
    สำหรับภาชนะบรรจุให้ทำลายอย่างเหมาะสม เช่น ฝังดิน ไม่ควรนำมาใช้ใหม่อีก

ศัตรูของผักกาดขาวปลีและการป้องกันกำจัด

โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

สาเหตุ  เชื้อรา

ลักษณะอาการ

  • เมล็ดเน่าก่อนงอก      หรืองอกออกมาเล็กน้อยแล้วเน่าตายไปก่อนที่จะโผล่พ้นดินขี้นมา     หรือต้นกล้า
    ที่งอกพ้นดินขึ้นมาแล้ว มีแผลที่โคนต้น ต้นหักพับที่ระดับผิวดิน หรือเกิดการเหี่ยวเฉาตาย เชื้อสาเหตุ
    ที่ของโรคนี้  อาจปนเปื้อนมากับเมล็ดพันธุ์ หรืออาศัยอยู่ในดินบริเวณนั้นและสามารถเจริญเติบโตได้ดี
    ในดินที่มีความชื้นสูง

โรคราน้ำค้าง

สาเหตุ      เชื้อรา

ลักษณะอาการ

  • ที่ใบเลี้ยงของต้นกล้าเกิดเป็นจุดช้ำ และต้นกล้าเน่ายุบ บนใบเกิดปื้นเหลือง ด้านหลังใบมีเส้นใย สีขาว
    เป็นกระจุก เมื่อมีการระบาดมากขึ้นแผลขยายขนาดออกไป   เนื้อใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและแห้งกรอบ
    สภาวะที่เหมาะต่อการระบาดของโรคนี้คือ อุณหภูมิต้ำและความชื้นสูง  เชื้อสาเหตุสามารถติดไปกับ
    เมล็ดพันธุ์ได้

โรคใบจุด

สาเหตุ      เชื้อรา

ลักษณะอาการ

  • เกิดจุดเล็ก ๆ บนต้นกล้าที่งอกใหม่ ๆ กล้าเน่าตาย       ในระยะต้นโตอาการที่ใบเริ่มจากเกิดเป็นจุด
    เล็กต่อมาแผลขยายออกเป็นวงกลมสีน้ำตาล หรือดำซ้อนกันหลาย ๆ ชั้น เนื่อเยื่อรอบ ๆ แผลเปลี่ยน
    เป็นสีเหลือง     เมื่อการระบาดมากขึ้นแผลเหล่านี้ขยายมาติดกัน เนื้อใบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลใบแห้ง
    กรอบอาการที่ก้านใบลักษณะเป็นจุดแผลรี ๆ บนก้านใบ

โรคใบแห้งหรือโรคเน่าดำ

สาเหตุ    เชื้อแบคทีเรีย

ลักษณะอาการ

  • อาการเริ่มแรกส่วนใหญ่จะเกิดที่ขอบใบ โดยเนื้อใบตรงส่วนที่เชื้อเข้าทำลายจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและ
    ลุกลามเข้าไปยังส่วนกลางของใบเป็นรูปสามเหลี่ยม โดยยอดของสามเหลี่ยมนั้นอยู่บนเส้นกลางใบ บาง
    ครั้งอาการอาจเริ่มแสดงที่ปากใบพืชทำให้เกิดอาการปื้นเหลืองบนใบ   เนื้อเยื่อตรงกลางแผลจะค่อย ๆ
    ตายเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเชื้อ
    สาเหตุสามารถติด  มากับ เมล็ดพันธุ์และสามารถมีชีวิตอยู่บนเศษซากพืชใน
    ดินได้นานโรคนี้จะระบาดนานมากในสภาพที่มีความชื้นสูง

โรคเน่าเละ

สาเหตุ     เชื้อแบคทีเรีย

ลักษณะอาการ

  • เนื้อเยื่อพืชยุบตัย    แผลเปียกเป็นเมือกเยิ้ม    มีสีน้ำตาลอ่อนจนเกือบดำ     มีกลิ่นเหม็น สำหรับพืชที่ถูก
    ทำลายส่วนใต้ดิ
  • พืชจะแสดงอาการเหี่ยวเฉา เหลืองผิดปกติ   มีแนวโน้มที่จะล้มหรือเอนไปทางใดทางหนึ่ง เชื้อสาเหตุ
    ของโรคนี้เข้าทำลายพืชได้ตามรูเปิดหรือรอยแผลต่าง ๆ และสาเหตุสำคัญที่เป็นช่องทางที่เชื้อโรคเน่า
    เละจะเข้าไปได้นั้น มักเกิดขึ้นภายหลังจากการขาดธาตุอาหารบางชนิด เช่น แคลเซี่ยม และ โบรอน
    โดยเฉพาะโบรอนทำให้เกิดอาการ  ไส้กลวงเมื่อเชื้อสาเหตุเข้าทำลายซ้ำเติม    ทำให้เกิดการเน่าภายใน
    โรคนี้เมื่อเกิดแล้วไม่สามารถแก้ไขได้ ต้องฏิบัติเพื่อการป้องกันเท่านั้น

โรคปลายใบแห้ง

สาเหตุ       ขาดธาตุอาหารรอง แคลเซี่ยม

ลักษณะอาการ

  • ขอบใบเป็นสีน้ำตาลฉ้ำน้ำ    ต่อมาแห้งเป็นสีน้ำตาล    โดยเฉพาะใบอ่อนแสดงอาการก่อน เนื่องจากเมื่อ
    พืชเริ่มห่อหัว แคลเซี่ยมในพืขจะลดลงอย่างรวดเร็ว ถ้าพืชได้รับแคลเซี่ยมไม่เพียงพอ พืขแสดงอาการ
    ขาดธาตุอาหาร ดินบางแห่งแม้มีแคลเซี่ยมในดินมาก   แต่ถ้าเกลือแอมโมเนียมในดินสูง หรือมีความชื้น
    สูง จะยับยั้งการดูดแคลเซี่ยมของพืขจากดินขึ้นมา พืชจึงแสดงอาการขาดธาตุแคลเซี่ยมหลังจากนั้นเชื้อ
    สาเหตุโรคเน่าเละเข้าทำลายซ้ำเติมทำให้เกิดเป็นโรคเน่าเละในที่สุด

โรคไส้ดำหรือโอกึน

สาเหตุ       ขาดธาตุอาหารรองโบรอน

ลักษณะอาการ

  • ในระยะที่พืชยังเล็กอยู่ใบมีสีซีด      แคระแกรน    แต่ไม่พบบ่อยนักส่วนมากจะแสดงอาการเด่นชัดใน
    ระยะโตเต็มที่ใบม้วนผิดรูป     เส้นใบและเส้นกลางใบมีรอยแตก      ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ส่วน
    ของรากมีรอยสีน้ำตาลส่วนของรากมีรอยสีน้ำตาล      เนื้อเยื่อส่วนกลางลำต้นจะแตกกลวงเมื่อมีอาการ
    รุนแรงมากขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อลำต้นพืชเริ่มกลว         งเชื้อสาเหตุ โรคเน่าเละมีโอกาสเข้าทำลาย
    ซ้ำเติมทำให้เกิดเป็นอาการเน่าเละในที่สุด

การป้องกันกำจัดโรคของผักกาดขาวปลี

  • การเตรียมแปลงเพาะ และแปลงปลูกควรย่อยดินให้ละเอียด ปรับดินด้วยปูนขาวอัตรา 200-400 กก.
    /ไร่และปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 2-4 ตัน/ไร่ เพื่อป้องกันโรคกล้าเน่าและโรคเน่าดำ
  • แข่เมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกในน้ำอุ่น 50-55 องศาเซลเซียส นาน 15-20 นาที  สามารถลดความเสียหาย
    เนื่องจากโรคกล้าเน่าเละ โรคปลายใบแห้ง และโรคไส้ดำ
  • เมื่อเริ่มมีการระบาดของโรคราน้ำค้าง หรือใบจุดในแปลงปลูก พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ตาม
    ตารางที่ 1
  • เศษซากพืชที่เป็นโรคควรนำออกจากแปลงให้หมด   ไม่ควรจะสับกลับลงไปในดิน เพื่อลดการระบาด
    ของโรคราน้ำค้างโรคใบจุด โรคเน่าเละ และโรคเน่าดำในฤดูต่อไป
ตารางที่ 1  การใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชของผักกาดขาวปลี
โรค
สารป้องกันกำจัดโรคพืช
อัตราการใช้/
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใช้/
ข้อควรระวัง
หยุดใช้สาร
ก่อนการ
เก็บเกี่ยว
ราน้ำค้าง
เมตาแลคซิล+แมนโคเซ็บ
(75%WP)
50 กรัม
  • เริ่มพ่นเมื่อพบโรค
    ถ้าโรคไม่หยุดการ
    ระบาดให้พ่นซ้ำ
    ทุก 7 วัน
14 วัน
ใบจุด
ไดโพรไดโอน
50 กรัม
14 วัน
คลอโรทาโลนิล
25-50 กรัม
14 วัน
แมนโคเซบ
40-50 กรัม
7 วัน


โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

หนอนใยผัก

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก วางไข่เป็นฟอง หรือกลุ่มเล็ก ๆ   ทั้งบนใบและใต้ใบ ไข่มีสีเหลือง
    อ่อน เทาอ่อนหรือเขียวปนเหลืองเมื่อถูกตัวจะดิ้นและทิ้งตัวลงดินโดยการชักใยเข้า ดักแด้ตามใบพืชโดย
    มีใยปกคลุมหนอนใยผักกัดกินใบและยอดผักกาดขาวปล   ี ตั้งแต่เริ่มงอกจนถึงระยะเก็บเกี่ยว พบการทำ
    ลายตามแหล่งปลูกผักกาดขาวปลีเป็นการค้า    ทั่วประเทศ      ระบาดรุนแรงในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะ
    อย่างยิ่งในแหล่งปลูกภาคกลาง

การป้องกันกำจัด

  • ติดกับดักกาวเหนียวสีเหลือง อัตรา 80 กับดัก/ไร่ สูงเหนือระดับต้น 10 เซนติเมตร   ตลอดฤดูปลูกเพื่อ
    กำจัดตัวเต็มวัย
  • เพื่อกำจัดหนอนและดักแด้
  • หากจำเป็นให้ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงเมื่อพบหนอนเฉลี่ย ตัว/10 ต้น ตามคำแนะนำในตารางที่ 2

ด้วงหมัดผัก

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก วางไข่เป็นฟอง     หรือกลุ่มเล็ก ๆ ทั้งบนใบและใต้ใบ ไข่ทีสีเหลือง
    อ่อน หนอนลำตัวยาวเรียวหัวท้ายแหลม ส่วนท้ายมีปุ่มยื่นออกเป็น 2 แฉก  สีเขียวอ่อน เทาอ่อน หรือเขียว
    ปนเหลืองเมื่อถูกตัวจะดิ้นและทิ้งตัวลงดินโดยการ  ชักใยเข้าดักแด้ตามใบพืช โดยมีใยปกคลุมหนอนใยผัก
    กัดกินใบและยอดผักกาดขาวปลี ตั้งแต่เริ่มงอกจนถึงระยะเก็บเกี่ยว    พบการทำลายตามแหล่งปลูกผักกาด
    ขาวปลีเป็นการค้า ทั่วประเทศระบาดรุนแรงในช่วงฤดูร้อน     โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแหล่งปลูกภาคกลาง

การป้องกันกำจัด

  • ติดกับดักกาวเหนียวสีเหลือง อัตรา 80 กับดัก/ไร่ สูงเหนือระดับต้น 10 เซนติเมตร ตลอดฤดูปลูก เพื่อ
    กำจัดตัวเต็มวัย
  • เพื่อกำจัดหนอนและดักแด้
  • หากจำเป็นให้ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงเมื่อพบหนอนเฉลี่ย ตัว/10 ต้น ตามคำแนะนำในตารางที่ 2

ด้วยหมัดผัก

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นด้วยขนาดเล็ก  ยาวประมาณ 2  มล. ปีกคู่หน้าสีดำ มี 2 ชนิด     ชนิดหนึ่งมีแถบสีเหลืองสอง
    แถบพาดตามความยาวของปีก  หนอนกัดกินโคนต้นหรือรากของผักกาดขาวปลีทำให้ผักเหี่ยวเฉาไม่เจริญ
    เติบโตและตายในที่สุดตัวเต็มวัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มกัดกินผิวใบด้าน ล่าง      ทำให้เป็นรูพรุนเมื่อถูกรบกวน
    สามารถกระโดดและบินได้ไกลพบระบาดวนเวียนอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับแหล่งปลูก ผักเก่าทั่วไป

การป้องกันกำจัด

  • ติดกับดักกาวเหนียวสีเหลือง         อัตรา 80 กับดัก/ไร่     ตลอดฤดูปลูกเพื่อกำจัดตัวเต็มวัย โดยเอียงกับดัก
    ทำมุม 45 องศากับพื้นดิน
  • ไถพรวนตากดินก่อนปลูก เพื่อกำจัดหนอนและดักแด้
  • หากจำเป็นให้ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลง เมื่อพบหนอนเฉลี่ย    0.2 ตัว/ต้น ตามคำแนะนำในตารางที่ 2

หนอนกระทู้หอม

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน วางไข่เป็นกลุ่ม สีขาว       มีขนปกคลุมอยู่ใต้ใบผักกาดขาวปลีหนอนทำความ
    เสียหายรุนแรงเมื่ออยู่ในวัยที่ 3 ขึ้นไป    พบการทำลายตามแหล่งปลูกผักกาดขาวปลีทั่วไป ระบาดรุนแรง
    มากในช่วงฤดูร้อนหนอนโตเต็มที่จะเข้าดักแด้ในดิน

การป้องกันกำจัด

  • ไถพรวนดินก่อนปลูกเพื่อกำจัดดักแด้
  • เก็บกลุ่มไข่ และหนอนทำลายหากจำเป็นให้ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลง   เมื่อพบการระบาดของหนอน
    เฉลี่ย 0.2 ตัว/ต้นตามคำแนะนำในตารางที่ 2

หนอนกระทู้ผัก

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน วางไข่เป็นกลุ่มสีน้ำตาลคล้ายฟางข้าวจำนวนนับร้อยฟองตามใต้ใบ
    ผักหนอนผักวัยแรกอยู่รวมกันเป็นกลุ่มแทะกินผิวใบ    วัยต่อมาเคลื่อนย้ายกัดกินทุกส่วนของพืช
    ทำความเสียหายให้กับพืชผักได้มาก เนื่องจากเป็นหนอนขนาดใหญ่      และมีจำนวนมากหนอน
    เข้าดักแด้ในดิน

การป้องกันกำจัด

  • ไถพรวนดินก่อนปลูกเพื่อกำจัดดักแด้
  • เก็บกลุ่มไข่ และหนอนทำลาย
  • หากจำเป็นให้ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลง เมื่อพบการระบาดของหนอนเฉลี่ย 0.2 ตัว/ต้น ตาม
    คำแนะนำในตารางที่ 2

หนอนเจาะยอดกะหล่ำ

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน     ขนาดเล็กวางไข่เป็นฟอง เดี่ยว      มีสีขาวนวลตามยอดพืชตัวหนอน
    จะเจาะเข้าไปกัดกินตามส่วนยอด     และถักใยคลุมตัว     อยู่ภายในยอดและลำต้นสังเกตจากรอยกิน
    เป็นทางหรือมูลหนอนที่ถ่ายทิ้งไว้      เข้าดักแด้ตามเศษพืชบนดินหรือในดิน     โดยมีใยห่อหุ้ม พบ
    การทำลายตามแหล่งปลูกผักกาดขาวปลีทั่วไป ระบาดรุนแรงในช่วงฤดูร้อน

การป้องกันกำจัด

  • ไถพรวนตากดินก่อนปลูก เพื่อกำจัดดักแด้
  • เก็บเศษใบผักกาดขาวปลีเพื่อกำจัดดักแด้
  • หากจำเป็นให้ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลง    เมื่อพบไข่หรือหนอนเริ่มเข้าทำลาย    ตามคำแนะนำ
    ในตารางที่ 2

วัชพืชที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

ตารางที่ 2
การใช้ชีวินทรีย์และสารป้องกัน กำจัดแมลงศัตรูผักกาดขาวปลี
ชื่อแมลง
ศัตรูพืช
ชีวินทรีย์/
สารป้องกันกำจัด
อัตราการใช้/
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใช้/
ข้อควรระวัง
หยุดใช้สาร
ก่อนการ
เก็บเกี่ยว
หนอนใยผัก บาซิลลัส ทูริงเยนซิส
(เชื้อแบคทีเรีย)
40-80 กรัม
60-100 มล.
  • พ่นเมื่อพบหนอน 3
    ตัว/ต้น ในระยะที่พืช
    ยังเล็ก และพ่นเมื่อ
    พบหนอน 6 ตัว/ต้น
    ในระยะผักกาดห่อใบ
  • สำหรับเชื้อแบคทีเรีย
    พ่นในเวลาเย็นหลัง
    บ่าย 3 โมงเย็น เป็น
    ต้นไป
  • สำหรับการใช้สาร
    ฆ่าแมลงในแหล่ง
    ปลูกภาคกลางใช้
    ในอัตราสูง 4-7 วัน
    ต่อครั้ง และพ่นถี่ขึ้น
    เมื่อมีการระบาด
    รุนแรง
  • ไม่ควรใช้สารฆ่าแมลง
    ต่อเนื่องกันเกิน 3 ครั้ง
    ต่อฤดู เพื่อหลีกเลี่ยง
    การสร้างความต้าน
    ทาน
1 วัน
ฟิโปรนิล (5%SC)
20-40 มล.
60-80 มล.
7 วัน
อะบาเม็กติน (1.8 %EC)
20-30 มล.
40-60 มล.
7 วัน
คลอร์ฟีนาเพอร์ (10%SC)
20-40 มล.
7 วัน
โพรไทโอฟอส (50%EC)
30-40 มล.
14 วัน
เดลทาเมทริน (3%EC)
-
2 วัน
เพอร์เมทริน (25%EC)
10-20 มล.
3-7 วัน
แลมบ์ดาไซฮาโลทริน
(2.5%EC)
20-30 มล.
8 วัน
ไซเพอร์เมทริน (5%EC)
10-20 มล.
5 วัน
เทฟลูเบนซูรอน (5%EC)
20-40 มล.
14-21 วัน
คลอร์ฟลูอาซูรอน (5%EC)
20-40 มล.
7 วัน
ฟลูเฟนนอกซูรอน
20-40 มล.
7 วัน
ด้วงหมัดผัก คาร์บาริล
40-60 กรัม
  • พ่นทุก 3-5 วัน
    เมื่อพบแมลง 1
    ตัว/ต้น ในระยะ
    พืชเล็กและ 10 ตัว
    ในระยะพืชโต ใช้
    เฉพาะแหล่งที่ด้วง
    หมัดผักยังไม่สร้าง
    ความต้านทานต่อ
    สารฆ่าแมลง
3 วัน
คาร์โบซัลแฟน
50-75 มล.
5 วัน
โพรไทโอฟอส
30-40 มล.
14 วัน
ฟิโปรนิล
20-40 มล.
7 วัน
หนอนกระทู้
หอม
หนอนกระทู้
ผัก
บาซิลลัส ทูริงเยนซิส
(เชื้อแบคทีเรีย)
60-80 กรัม
0.2 ตัว/ต้น
  • พ่นเมื่อพบหนอน
1 วัน
นิวเคลียโพลีฮีไดรซิสไวรัส
20-30 มล.
ไดฟลูเบนซูรอน
30-40 มล.
  • ไม่ควรใช้สารชนิดใด
    ชนิดหนึ่งติดต่อกัน
    หลายครั้ง และไม่ใช้
    ในช่วงเก็บเกี่ยว
14 วัน
ไตรฟลูมูรอน
30-40 มล.
14 วัน
คลอร์ฟลูอาซูรอน
20-40 มล.
7 วัน
เทบูฟีโนไซด์
30-40 มล.
14 วัน
คลอร์ฟีนาเพอร์
30-40 มล.
7 วัน
หนอนเจาะ
ยอดกะหล่ำ
โพรไทโอฟอส
30-40 มล.
  • พ่นทุก 4-7 วันเมื่อ
    พบการระบาด และพ่น
    ติดต่อกัน 2-3 ครั้ง
14 วัน
แลมป์ด้าไซฮาโลทริน
20-40 มล.
8 วัน


วัชพืชฤดูเดียว

  • วัชพืชประเภทใบแคบ ได้แก่ หญ้าตีนนก หญ้านกสีชมพู และหญ้าตีนกา
  • วัชพืชประเภทใบกว้าง ได้แก่ ผักเบี้ยหิน ผักเบี้ยใหญ่ ผักโขม และสาบแรงสาบกา
  • วัชพืชประเภทกก ได้แก่ กกทราย หนวดปลาดุก

การป้องกันกำจัด

  • ไถตากดินก่อนหว่านเมล็ด 7 วัน
  • คลุมดินด้วยฟางหลังหว่านเมล็ด
  • ถอนกำจัดวัชพืชออกจากแปลง ขณะถอนแยกต้นกล้าเมื่อผักกาดขาวปลี 20 วัน
  • ใช้สารกำจัดวัชพืชตามคำแนะนำในตารางที่ 3
  • วัชพืชข้ามปี เป็นวัชพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยหัว เหง้า ไหล ที่พบมากในแปลงผัก ได้แก่ แห้วหมู

การป้องกันกำจัด

  • คราดส่วนขยายพันธุ์ออกจากแปลงขณะพรวนดิน
  • ขุดทำลายหัวแห้วหมูทุกครั้งที่พบ

คำ แนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย

ตารางที่ 3 การใช้สารกำจัดวัชพืชในแปลงผักกาดขาวปลี


วัชพืช
สารป้องกันกำจัดวัชพืช
อัตราการใช้/
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใช้/ข้อควรระวัง
วัชพืชใบแคบ เมโทลาคลอร ์(40% EC)
150 มล.
  • พ่นคลุมดินก่อนหว่าน
    เมล็ด 7 วัน
  • พ่นก่อนหรือหลังย้าย
    ปลูกแล้วรดน้ำตาม
  • ใช้น้ำผสมอัตรา
    60-80 ลิตร/ไร่
อะลาคลอร์ (48% EC)
125-150 มล.
การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เหมาะสม เกษตรกรควรรู้จักศัตรูพืช ชนิดและอัตราการใช้สาร
ป้องกันกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งการเลือกใฃ้เครื่องพ่น และหัวฉีดที่ถูกต้อง นอกจากนั้นการพ่นควรกระจาย
ให้คลุมทั้งต้น โดยเฉพาะบริเวณที่ศัตรูพืชเข้าทำลาย มีข้อแนะนำควรปฏิบัติ ดังนี้

คำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างเหมาะสม

  • ตรวจอุปกรณ์เครื่องพ่นอย่าให้มีรอยรั่ว เพราะจะทำให้สารพิษเปียกเปื้อนเสื้อผ้าและร่างกายของผู้พ่นได้
  • ต้องสวมเสื้อผ้าและรองเท้าให้มิดชิด รวมทั้งสวมหน้ากาก หรือผ้าปิดจมูกและศีรษะเพื่อป้องกันอันตราย
    จากสารพิษ
  • อ่านฉลากคำแนะนำ คุณสมบัติ และการใช้ ก่อนทุกครั้ง
  • ควรพ่นในช่วงเช้าหรือเย็นขณะลมสงบ หลีกเลี่ยงการพ่นในเวลาแดดจัดหรือลมแรงและผู้พ่นต้องอยู่เหนือ
    ลมตลอดเวลา
  • ควรเตรียมสารเคมีให้ใช้หมดในคราวเดียว ไม่ควรเหลือเก็บติดค้างในถังพ่น
  • เมื่อเลิกใช้ควรปิดฝาภาชะบรรจุสารเคมีให้สนิท เก็บไว้ในที่มิดชิด ห่างจากสถานที่ปรุงอาหาร แหล่งน้ำ
    และต้องปิดกุญแจโรงเก็บตลอดเวลา
  • ภายหลังการพ่นสารกำจัดศัตรูพืชทุกครั้ง ผู้พ่นต้องอาบน้ำ สระผม   และเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที เสื้อผ้าที่ใส
    ขณะพ่นสารต้องซักให้สะอาดทุกครั้ง
  • ไม่เก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนสารเคมีที่ใช้จะสลายตัวถึงระดับปลอดภัย โดยดูจากตารางคำแนะนำการใช้สาร
    ป้องกันกำจัดศัตรูพืช
  • ทำลายภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ว อย่างทิ้งตามร่องสวนหรือทิ้งลงแม่น้ำลำคลอง

การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

เครื่องพ่น นิยมใช้มี 2 ชนิด ได้แก่

  • เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง
  • เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว

วิธีการใช้

  • เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง ใช้อัตราการพ่น 60-80 ลิตร/ไร่ ใช้หัวฉีดแบบกรวยขนาดเล็ก
    (เส้นผ่าศูนย์กลาง0.6 มม.) สำหรับการพ่นสารฆ่าแมลง และสารป้องกันกำจัดโรคพืชและใช้หัวฉีด
    แบบพัด หรือแบบปะทะ สำหรับการพ่นสารกำจัดวัชพืช
  • การพ่นสารกำจัดวัชพืชควรแยกเครื่องพ่นเฉพาะไม่ใช้ปนกับสารกำจัด ศัตรูพืชชนิดอื่น ๆและหลังพ่น
    ไม่ควรรบกวนผิวหน้าดิน ขณะพ่นกดหัวพ่นต่ำเพื่อให้ละอองสารเคมีตกลงพื้นที่ที่ต้องการควบคุมวัชพืช
    เท่านั้น ระวังการพ่นซ้ำแนวเดิม เพราะจะทำให้สารลงดินเป็น 2 เท่า
  • เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว ใช้อัตราการพ่น 80-120 ลิตร/ไร่ ใช้หัวฉีดแบบกรวยขนาด
    กลาง(เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.0-1.2 มม) ปรับความดันในระบบการพ่นไว้ที่ 10 บาร์หรือ 150 ปอนด์ต่อ
    ตารางนิ้ว เหมาะสำหรับ การพ่นสารฆ่าแมลง และสารป้องกันกำจัดโรคพืช
  • ถ้าเป็นหัวฉีดแบบกรวยชนิดปรับได้ ควรปรับให้ได้ละอองกระจายกว้างที่สุดซึ่งจะได้ละอองขนาดเล็ก
    สม่ำเสมอ
  • ใช้ความเร็วการเดินพ่นประมาร 1 ก้าวต่อวินาที และทำการพ่นให้คลุมทั้งต้น ไม่ควรจี้นานเกินไปเพราะ
    จะทำให้น้ำยาโชกและไหลลงดิน
  • เริ่มทำการพ่นจากทางใต้ลมก่อน และขยายแนวการพ่นขึ้นเหนือลม ขณะเดียวกันหันหัวฉีดไปทางใต้ลม
    ตลอดเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารเคมี
  • การพ่นควร พลิก-หงายหัวฉีดขึ้น-ลง เพื่อให้ละอองแทรกเข้าทรงพุ่มได้ดีขึ้น โดยเฉพาะด้านใต้ใบ

การเก็บเกี่ยว

  • เก็บเกี่ยวตามอายุเก็บเกี่ยวของผักกาดขาวปลีที่ปลูก (40-60 วัน) สำหรับพันธุ์เข้าปลี ควรตัดเมื่อหัวห่อ
    แน่นและไม่แตก
  • ใช้มีดคมตัดโคนต้นให้มิดชิด ตัดแต่งและเก็บเกี่ยวส่วนที่เน่าเสียออกจากแปลง และควรเก็บเกี่ยวให้
    เสร็จภายในครั้งเดียว

วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว

การเก็บรักษาผลผลิตและการบรรจุ

  • หลังเก็บเกียว ให้นำเข้าร่มทันที ไม่ควรวางไว้กลางแดด และไมาควรวางบนพื้นผิวดินโดยไม่มีวัสดุ
    รองรับ
  • คัดและแยกผักกาดขาวปลีเพื่อจำหน่ายตามขนาดและคุณภาพของผัก จะทำให้ได้ราคาดีกว่าการ
    จำหน่ายคละ
  • บรรจุในถุงพลาสติก ที่เจาะรูรอบด้าน หรือบรรจุในตะกร้า หรือเข่งที่บุด้วยวัสดุป้องกันการขูดขีด
    เช่นใบตองไม่ควรบรรจุปริมาณมากเกินไป จะทำให้ผักกาดขาวปลีบอบช้ำเสียหายได้

การขนส่ง

  • เตรียมการเรื่องตลาดรับซื้อและยานพาหนะในการขนส่งไว้ล่วงหน้า
  • ไม่กองผลผลิตบนพื้นรถบรรทุกโดยตรง ควรใส่ภาชนะ
  • การขนส่งระยะทางไกลควรส่งให้ถึงเร็วที่สุด

การบันทึกข้อมูล

  • เกษตรกรควรบันทึกการปฏิบัติการในขั้นตอนการผลิตต่าง ๆ ให้มีการตรวจสอลได้หากเกิด
    ข้อผิดพลาดบกพร่องขึ้น สามารถจัดการแก้ไขหรือปรับปรุงได้ทันท่วงที เช่น
  • บันทึกสภาวะแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน
  • พันธุ์ วันปลูก วันถอนแยก
  • วันใส่ปุ๋ย สารเคมี และชนิดชีวินทรีย์ พร้อมอัตราการใช้
  • วันที่ศัตรูพืชระบาด
  • ค่าใช้จ่าย ปริมาณผลผลิต และรายได้
  • ปัญหาอุปสรรคอื่น ๆ ในช่วงฤดูปลูก

การผลิตถั่วลันเตาอย่างถูกต้องเหมาะสม

Department Of Agriculture  กรมวิชาการเกษตร.

เกษตรดีที่เหมาะสมสำหรับการผลิตถั่วลันเตา


Good Agricultural Practice (GAP) for Sugar Pea

แหล่งปลูก

สภาพพื้นที่

  • ใกล้แหล่งน้ำสะอาด และสะดวกต่อการนำมาใช้
  • ไม่เป็นแหล่งที่มีน้ำท่วมขัง
  • ห่างไกลจากแหล่งมลพิษ
  • การคมนาคมขนส่งสะดวก สามารถนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้รวดเร็ว

ลักษณะดิน

  • ปลูกได้ในดินแทบทุกชนิดที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีการระบายน้ำและการถ่ายเทอากาศดี
  • ปลูกได้ดีในดินร่วนและดินร่วนปนทราย
  • มีค่าความเป็นกรดด่างอยู่ระหว่าง 5.5-6.8

สภาพภูมิอากาศ

  • ต้องการอากาศเย็น อุณหภูมิที่เหมาะในช่วงการเจริญเติบโตอยู่ระหว่าง 13-20 องศาเซลเซียส

แหล่งน้ำ

  • มีแหล่งน้ำสะอาดปราศจากสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ที่มีพิษปน เปื้อน
  • มีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ตลอดฤดู

พันธุ์

การเลือกพันธุ์

  • ให้ผลผลิตสูง มีคุณภาพตรงตามที่ตลาดต้องการ
  • เจริญเติบโตดี เหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศที่ปลูก

พันธุ์ที่นิยมปลูก

  • พันธุ์ฝักใหญ่ เช่น พันธุ์ฝักใหญ่เชียงราย     ขนาดของฝัก 2.3×10.0 ซม. เริ่มออกดอกเมื่ออายุ 52 วัน
    น้ำหนักฝักสด 9.8 กรัม
  • พันธุ์ฝักเล็ก เช่น พันธุ์ฝักเล็กเชียงราย ขนาดของฝัก 1.5×7.6 ซม. เริ่มออกดอกเมื่ออายุ 59 วัน น้ำหนัก
    ฝักสด 3.5 กรัม

การปลูก

การเตรียมดิน

  • ไถและตากดินไว้ประมาณ 7 วัน แล้วไถพรวนอีก 1-2 ครั้ง
  • พรวนดิน และเตรียมแปลงปลูกตามขนาดที่ต้องการ
  • ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่สลายตัวดีแล้ว     ตามความสามารถที่จะหามาใช้ได้     โดยทั่วไปควรใส่
    อัตรา 2-4 ตัน/ไร่

วิธีการปลูก

  • ขนาดแปลงกว้าง 150 ซม. มีร่องระหว่างแปลง 50 ซม. ปลูก 2 แถว ระยะระหว่างแถว 100 ซม
    ระหว่างต้น 30 ซม. ปลูกหลุมละ 2 ต้น
  • ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 5-8 กก./ไร่ ขึ้นอยู่กับ ระยะปลูก และน้ำหนักของเมล็ด
  • การปักค้าง ใช้ไม้ไผ่ปักทุกระยะ    2.0-2.5 มม. ใช้เชือกฟางหรือเชือกไนลอนขึงทำค้างให้ต้นถั่ว
    ยึดเกาะ เมื่อต้นถั่วทอดยอด (เชือกฟางใช้ได้ครั้งเดียว เชือกในลอนใช้ได้ 4-5 ครั้ง)

การดูแลรักษา

การ ให้ปุ๋ย

  • ใช้สูตรปุ๋ย 12-24-12 อัตรา 20-25 กก./ไร่/ครั้ง ใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรก ใส่รองพื้นก่อนปลูก ครั้งที่ 2
    เมื่อต้นถั่วเริ่มออกดอก ใส่สองข้างแถวแล้วพรวนดินกลบ

การ ให้น้ำ

  • ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้น้ำขังในแปลง จะทำให้ต้นถั่วเหลืองตาย
  • ควรให้น้ำทันทีหลังจาก ปลูก และใส่ปุ๋ย

การอนุรักษ์แมลงศัตรูธรรมชาติ

ศัตรู ธรรมชาติของแมลงศัตรูถั่วลันเตามีหลายชนิดที่สำคัญและพบทั่วไปในแปลงปลูก ถั่วลันเตา ได้แก่

แตน เบียนหนอนโคทีเซีย

  • ตัวเต็มวัยมีสีดำขนาดเล็กเท่ายุง วางไข่ในตัวหนอนกระทู้หอม    หลังไข่ฟักเป็นตัวจะอาศัยกัดกิน
    ภายในนั้นประมาณ 7 วัน   แล้วออกมาถักรังเข้าดักแด้ภายนอก     ดักแด้มีสีน้ำตาลขนาดเท่าเมล็ด
    ข้าวสารแต่ยาวเพียงครี่งเดียวทำให้หนอนศัตรูถั่วลันเตาไม่กินอาหารและตายใน ที่สุด

แมลง ห้ำ

  • เช่น ด้วงเต่า ลำตัวมีลักษณะกลมมน     ขนาดประมาณเมล็ดถั่วเขียว ปีกเป็นมัน มีสีส้ม สีแดง หรือ
    สีเหลือง บางชนิดมีจุด บางชนิดไม่มีจุด
  • ศัตรูธรรมชาติทั้ง 2 ชนิด จำพวกนี้ มีประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงศัตรูพืช ดังนั้นในการป้อง
    กันกำจัดศัตรูถั่วลันเตา ควรใช้วิธีการที่ปลอดภัยเพื่อเป็นการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ

สุขลักษณะและความสะอาด

ควร รักษาแปลงปลูกให้ถูกสุขลักษณะและสะอาดอยู่เสมอ

  • กำจัดวัชพืช ควรกำจัดขณะวัชพืชยังเล็ก  เพื่อไม่ให้แข่งขันกับพืชหลัก หรือเป็นแหล่งเพาะศัตรูพืช
    หรือติดไปกับผลผลิต
  • ควรเก็บวัชพืช เศษพืชโดยเฉพาะที่เป็นโรคไปทำลายนอกแปลงปลูก
  • อุปกรณ์ เช่น กรรไกร เครื่องพ่นสารเคมี  ภาชนะที่ใช้เก็บผลผลิต ฯลฯ หลังใช้งานแล้วต้องทำความ
    สะอาด และเก็บให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ
  • ภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ว  ให้ล้างทำความสะอาด นำน้ำที่ล้างไปพ่นป้องกันกำจัดศัตรูพืช
    สำหรับภาชนะให้ทำลาย อย่างเหมาะสม เช่น ฝังดิน ไม่ควรนำมาใช้ไหม่อีก

ศัตรูของถั่วลันเตาและการป้องกันกำจัด

โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

โรคเหี่ยว

สาเหตุ         เชื้อรา

ลักษณะอาการ

  • ต้นเหี่ยว เริ่มจากใบบริเวณโคนต้นแสดงอาการใบเหลือง แล้วจะแห้งลามขึ้นสู่ส่วนบน จนในที่สุดใบ
    เหลืองแห้งตายไปทั้งต้น ส่วนของลำต้นเหี่ยวแห้งไปด้วย   ลำต้นตรงบริเวณคอดินหรือเหนือดินเล็ก
    น้อย มักมีสีแดงหรือสีคล้ำกว่าส่วนอื่น    อาการใบเหลืองนี้เกิดกระจายเป็นหย่อม ๆ  เริ่มแสดงอาการ
    เมื่อถั่วลันเตาอายุประมาณ  1  เดือน     และมีอาการรุนแรงในดินที่มีสภาพเป็นกรดจัด   ความชื้นสูง

การป้องกันกำจัด

  • ปรับดินด้วยปูนขาว 200-400 กก./ไร่ และปุ๋ยอินทรีย์ 2-4 ตัน/ไร่
  • เมื่อเริ่มมีโรคระบาดใบแปลง ใช้ปูนขาวใสรดให้ทั่ว
  • ไม่จำเป็นต้องให้สารป้องกันกำจัดโรคพืช

โรครา แป้ง

สาเหตุ         เชื้อรา

ลักษณะอาการ

  • เกิดกับทุกส่วนของพืชไม่ว่าจะเป็นใล ลำต้น หรือ ฝัก   อาการเริ่มแรกมักจะพบที่ใบก่อน โดยเฉพาะ
    ใบบริเวณโคนต้น ปรากฏผงสีขาวเกาะอยู่ทั้งบนใบและใต้ใบ  ลำต้นและกิ่งจะเริ่มอาการจากบริเวณ
    โคนต้นเช่นกันแล้วค่อย ๆ ลามสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ  อาการโรคที่รุนแรงจะเห็นได้ชัดเจนว่าต้นถั่วลันเตา
    ขาวโพลนไปทั้งต้น อาการขึ้นสุดท้าย ต้นถั่วจะแห้งตาย โรคนี้สามารถแพร่กระจายได้โดยติดไปกับ
    เมล็ดพันธุ์

การ ป้องกันกำจัด

  • แช่เมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกในสารละลาย ไตรโฟลีน อัตรา 20 มล./น้ำ 20 ลิตร หรือเบนโนมิล อัตรา 10
    กรัม/น้ำ 20 ลิตร เป็นเวลา 12 ชั่วโมง
  • เมื่อเริ่มพบโรคพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชตามตารางที่ 1
ตารางที่ 1 การใช้สารป้องกันกำจัดโรคของถั่วลันเตา
โรค
สารป้องกันกำจัดโรคพืช
อัตราการใช้/
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใช้/
ข้อควรระวัง
หยุดการใช้สาร
ก่อนเก็บเกี่ยว
ราแป้ง เบนโนมิล (50%WP)

5-15 กรัม

พ่นเมื่อเริ่มพบโรค
และพ่นซ้ำทุก 5-
7 วัน
14 วัน
ฟลูซิลาโซล (40%EC)

10 มล.

20 วัน

แมลง ศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

หนอนแมลงวันเจาะต้นถั่ว

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นแมลงวันขนาดเล็กสีดำ      วางไข่ในส่วนเนื้อเยื่อถั่วลันเตา และดูดกินน้ำเลี้ยงที่ซึมออก
    มาจากเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายจากการวางไข่       หนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินภายในส่วนต่าง ๆ ทำให้ต้น
    กล้าถั่วลันเตาตาย ถ้าเป็นต้นโตจะทำให้เถา กิ่ง ต้นเหี่ยวใบร่วง

การ ป้องกันกำจัด

  • ในพื้นที่ที่มีประวัติการระบาด ก่อนปลูกควรรองก้นหลุมหรือคลุมเมล็ดด้วยสารป้องกันกำจัดแมลง
    หรือหารจำเป็นให้พ่นสารฯ ตามคำแนะนำในตารางที่ 2

หนอน เจาะฝักถั่วลายจุด

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก    วางไข่เป็นฟองเดี่ยวบนกลีบดอกถั่วลันเตา หนอนระยะแรก
    มีสีขาวนวลคอด้านบนมีสีน้ำตาลดำ หนอนจะแทรกระหว่างรอยต่อของกลีบดอกกับกินเกสรภายใน
    ดอก เมื่อโตขึ้นจะเจาะรูและเข้าไปกัดกินอยู่ภายในฝักทำให้ฝักเสีย

การ ป้องกันกำจัด

  • หากจำเป็นให้ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงตามคำแนะนำในตารางที่ 2

หนอน ผีเสื้อสีน้ำเงิน

ลักษณะการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางวัน วางไข่เป็นฟองเดี่ยว ๆ    มีลักษณะกลมสีฟ้าตามกลีบดอก หนอนโตเต็ม
    ที่มีขนาด 1 ซม. มีลักษณะสีเขียวอ่อนปนเทา อ้วน สั้น     ท้องแบนคล้ายทาก ระยะแรกตัวหนอนกัด
    กินเกสรภายในดอก เมื่อโตขึ้นจะเจาะและกัดกินอยู่ภายในฝักทำให้ฝักเสีย

การป้องกันกำจัด

  • หากจำเป็นให้ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงตามคำแนะนำในตารางที่ 2

หนอนกระทู้ หอม

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน วางไข่เป็นกลุ่มสีขาวมีขนปกคลุมใต้ใบถั่วลันเตา  ตัวหนอนจะทำความ
    เสียหายรุนแรงเมื่อหนอนอยู่ในวัยทีท 3 ขึ้นไป โดยหนอนกัดกินทุกส่วนของถั่วลันเตา เมื่อหนอนโต
    เต็มที่จะเข้าดักแด้ในดิน

การ ป้องกันกำจัด

  • ป้องกันได้โดย เก็บกลุ่มไข่และตัวหนอนทำลาย
  • หากจำเป็นให้ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงตามคำแนะนำในตารางที่ 2
ตารางที่ 2   การใช้ชีวินทรีย์และการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูถั่วลันเตา
ชื่อแมลง
ศัตรูพืช
ชีวินทรีย์/
สารป้องกันกำจัด
ศัตรูพืช
อัตราการใช้/
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใช้/
ข้อควรระวัง
หยุดใช้
สารก่อน
เก็บเกี่ยว
หนอนแมลง
วันเจาะ
ต้น
ถั่ว
ฟิโปรนิล (5%SC)
20 มล.
  • พ่นหลังเมล็ดงอก
    3-5 วัน
7 วัน
คาร์โบซัลแฟน
(พอสซ์ 25 ST)
40 กรัม/
เมล็ด 1 กก.
  • คลุกเมล็ดก่อนปลูก
15 วัน
คาร์โบฟูราน
(ฟูราดาน 3%G)
5 กรัม/หลุม
  • รองก้นหลุมก่อนปลูก
หนอนเจาะ
ฝักถั่วลายจุด
หนอนผีเสื้อ
สีน้ำเงิน
เพอร์เมทริน (25%EC)
20 มล.
  • พ่นเมื่อพบหนอนใน
    ดอกประมาณ 20%
  • หากมีการระบาดรุนแรง
    ควรพ่นทุก 4-5 วัน
5 วัน
ไซเพอร์เมทริน
(25%EC)
10 มล.
5 วัน
เดลทาเมทริน
(3%EC)
5-10 มล.
7-10 วัน
เบตาไซฟลูทริน
(2.5%EC)
20-30 มล.
14 วัน
ไซเพอร์เมทริน/
โฟสซาโลน
6.25/22.5%EC)
40-60 มล.
หนอนกระทู้
หอม
นิวเคลียโพลีฮีโดร
ซีส ไวรัส
30 มล.
  • พ่นทุก 5-7 วัน ใน
    ช่วงตอนเย็น
บาซิลลัสทูริงเยนซิส
(เซนทารี WDG,
เดลฟิน WG)
(เชื้อแบคทีเรีย)
60-80 มล.
  • ถ้าระบาดรุนแรง
    ควรพ่นทุก 2-3 วัน
1 วัน
เทบูฟีโนไซด์
(20%SC)
30-40 มล.
  • พ่นทุก 4-7 วัน เมื่อ
    พบการระบาด
14 วัน
คลอร์ฟลูอาซูรอน
(5%EC)
20-40 มล.
7 วัน
คลอร์ฟินาเพอร์
(10%SC)
20-40 มล.
7 วัน
ฟลูเฟนนอกซูรอน
(5%EC)
20-40 มล.
7 วัน

วัชพืชและการป้องกันกำจัด

วัชพืชฤดูเดียว เป็นวัชพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

  • วัชพืชประเภทใบแคบ     ได้แก่ หญ้าตีนนก   หญ้าตีนกา   หญ้านกสีชมภู หญ้าตีนติด หญ้าปากควาย
    และหญ้าไม้กวาด
  • วัชพืชประเภทใบกว้าง     ได้แก่     หญ้ายาง เทียนนา   หญ้ากำมะหยี่ ยักเบี้นหิน ผักเบี้ยใหญ่ ผักโขม
    และสาบแร้ง สาบกา เป็นต้น
  • วัขพืชประเภทกก ได้แก่ กกทราย หนวดปลาดุก เป็นต้น
ตารางที่ 3   การใช้สารกำจัดวัชพืชในแปลงถั่วลันเตา
ชื่อวัชพืช
สารกำจัดวัชพืช
อัตราการใช้/
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใช้/ข้อควรระวัง
วัชพืชใบแคบ อะลาคลอร์ 125-150 มล.
  • พ่นทิ้งไว้ 3 วัน
    ก่อนปลูกพ่นเพื่อ
    คุมการงอกของ
    เมล็ดวัชพืช
เมโทลาคลอร์ 150 มล.
วัชพืชใบกว้าง ออกซีฟลูออเฟน 40 มล.
  • พ่นทิ้งไว้ 7 วัน
    ก่อนปลูกขณะ
    พ่นต้องระวัง
    ละอองถูกพืช
    ข้างเคียง

วัชพืช ข้ามปี

เป็น วัชพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยหัว เหง้า ไหล ที่พบมากในแปลงผัก ได้แก่ แห้วหมู

การ ป้องกันกำจัด

  • ไถพรวนดินทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน ก่อนปลูกเก็บส่วนขยายพันธุ์ วัชพืชออก
  • คลุมแปลงเฉพาะแถวปลูกด้วยฟางข้าว หรือเศษพืช หรือใช้พลาสติกทึบแสง
  • การป้องกัน ควรทำขณะที่วัชพืชยังเล็ก โดยใช้การถอน พรวน ถากดินตื้น ๆ

คำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย

การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เหมาะสม       เกษตรกรควรรู้จักศัตรูพืช      ชนิดและอัตราการใช้สาร
ป้องกันกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งการเลือกใช้เครื่องพ่น และหัวฉีดที่ถูกต้อง  นอกจากนั้นการพ่นควรกระจาย
ให้คลุมทั้งต้น โดยเฉพาะบริเวณที่ศัตรูพืชเข้าทำลาย มีข้อแนะนำควรปฏิบัติดังนี้

การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างเหมาะสม

  • ตรวจอุปกรณ์เครื่องพ่นอย่าให้มีรอยรั่ว เพราะจะทำให้สารพิษเปียกเปื้อนเสื้อผ้า และร่างกายของ
    ผู้พ่นได้
  • ต้องสวมเสื้อผ้าและรองเท้าให้มิดชิด รวมทั้งสวมหน้ากาก หรือผ้าปิดจมูก และศีรษะเพื่อป้องกัน
    อัตรายจากสารพิษ
  • อ่านฉลากคำแนะนำ คุณสมบัติ และการใช้ ก่อนทุกครั้ง
  • ควรพ่นในช่างเช้าหรือเย็นขณะลมสงบ หลีกเลี่ยงการพ่นในเวลาแดดจัดหรือลมแรง แลผู้พ่นต้อง
    อยู่เหนือลมตลอดเวลา
  • ควรเตรียมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้ใช้หมดในคราวเดียว ไม่ควรเหลือติดค้างในถังพ่น
  • เมื่อเลิกใช้ควรปิดฝาภาชนะบรรจุสารป้องกันกำจัดวัชพืชให้สนิท เก็บไว้ในที่มิดชิด ห่างจากสถาน
    ที่ปรุงอาหาร แหล่งน้ำ และต้องปิดกุญแจโรงเก็บตลอดเวลา
  • ภายหลังการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชทุกครั้ง ผู้พ่นต้องอาบน้ำ สระผม และเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที
    เสื้อผ้าที่ใส่ขณะพ่นสารต้องซักให้สะอาดทุกครั้ง
  • ไม่เก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่จะสลายตัวถึง ระดับปลอดภัย โดยดูจากตาราง
    แนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
  • ทำลายภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ว อย่างทิ้งลงร่องสวน หรือทิ้งลงแม่น้ำลำคลอง

การ ใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

เครื่องพ่น      นิยมใช้มี 2 ชนิด ได้แก่

  • เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง
  • เครื่องยนต์พ่นแบบใช้แรงดันของเหลว (ลากสาย)

วิธีการใช้

  • เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง ใช้อัตราการพ่น 60-80 ลิตร/ไร่ สำหรับการพ่นสารป้องกันกำจัด
    แมลงและโรคพืชใช้หัวฉีดแบบกรวยขนาดเล็ก      (เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.6 มม.) ส่วนการพ่นสารป้อง
    กันกำจัดวัชพืชใช้หัวฉีดแบบพัด หรือแบบปะทะ
  • การพ่นสารกำจัดวัชพืชต้องแยกใช้เครื่องพ่นเฉพาะ และหลังพ่นไม่ควรรบกวนผิวหน้าดิน ขณะพ่น
    กดหัวพ่นต่ำเพื่อให้ละอองสารเคมีตกลงบนพื้นที่ต้องการควบคุมวัชพืชเท่านั้น ระวังการพ่นซ้ำแนว
    เดิม เพราะจะทำให้สารลงเป็นสองเท่า
  • เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว ใช้อัตราการพ่น 80-120 ลิตรต่อไร่ ใช้หัวฉีดแบบกรวย
    ขนาดกลาง (เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.0-1.2 มม.)   ปรับความดันในระบบการพ่นไว้ที่ 10 บาร์ หรือ 150
    ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ถ้าเป็นหัวฉีดแบบกรวยชนิดปรับได้   ควรปรับให้ได้ละอองกระจายกว้างที่สุดซึ่ง
    จะได้ละอองขนาดเล็กสม่ำเสมอ เหมาะสำหรับการพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงและโรคพืช
  • ใช้ความเร็วในการเดินพ่นประมาณ 1 ก้าวต่อวินาที   พ่นให้คลุมทั้งต้น ไม่ควรพ่นจี้นานเกินไปเพราะ
    จะทำให้น้ำยาโชกและไหลลงดิน
  • เริ่มทำการพ่นจากใต้ลม และขยายแนวการพ่นขึ้นเหนือลม     ขณะเดียวกันให้หันหัวฉีดไปทางใต้ลม
    ตลอดเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
  • การพ่นควร พลิก-หงายหัวฉีดขึ้น-ลง เพื่อให้ละอองแทรกเข้าทรงพุ่มได้ดีขึ้น โดยเฉพาะด้านใต้ใบ

การเก็บเกี่ยว

  • เก็บเกี่ยวฝักสดวันเว้นวัน
  • นิยมเก็บด้วยมือ โดยเด็ดฝักให้มีก้านดอกติดอยู่

วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว

  • การเก็บรักษาผลผลิตและการบรรจุ
  • บรรจุในภาชนะที่เหมาะสมที่สามารถป้องกันความเสียหายจาการขนส่ง เช่น ตะกร้าพลาสติก
    หรือเข่ง
  • รองก้นและปิดปากตะกร้า หรือเข่งด้วยกระดาษ หรือใบตอง ให้มิดชิดอย่างให้แน่น

การขนส่ง

  • ไม่กองผลผลิตบนพื้นรถบรรทุกโดยตรง ควรใส่ภาชนะ
  • การขนส่งระยะทางไกลควรส่งให้ถึงเร็วที่สุด
  • เตรียมการเรื่องตลาดรับซื้อและยานพาหนะในการขนส่งไว้ล่วงหน้า

การบันทึกข้อมูล

  • เกษตรกรควรบันทึกการปฏิบัติการในขั้นตอนการผลิตต่าง ๆ ให้มีการตรวจสอบได้ หากเกิด
    ข้อผิดพลาดบกพร่องขึ้น สามารถจัดการแก้ไขหรือปรับปรุงได้ทันท่วงที เช่น
  • บันทึกสภาวะแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน
  • พันธุ์ วันปลูก วันถอนแยก
  • วันใส่ปุ๋ย สารเคมี และชนิดชีวินทรีย์ พร้อมอัตราการใช้
  • วันที่ศัตรูพืชระบาด
  • ค่าใช้จ่าย ปริมาณผลผลิต และรายได้
  • ปัญหาอุปสรรคอื่น ๆ ในช่วงฤดูปลูก

การผลิตถั่วฝักยาวอย่างถูกต้องเหมาะสม

Department Of Agriculture กรมวิชาการเกษตร.

เกษตรดีที่เหมาะสมสำหรับการผลิตถั่วฝักยาว

Good Agricultural Practice (GAP) Yard-long Bean


แหล่งปลูก

สภาพพื้นที่
  • ใกล้แหล่งน้ำสะอาด และสะดวกต่อการนำมาใช้
  • ไม่เป็นแหล่งที่มีน้ำท่วมขัง
  • ห่างไกลจากแหล่งมลพิษ
  • การคมนาคมขนส่งสะดวก สามารถนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้รวดเร็ว

ลักษณะดิน

  • ปลูกได้ในดินแทบทุกชนิดที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีการระบายน้ำดี และการถ่ายเทอากาศดี
  • มีค่าความเป็นกรดด่างอยู่ระหว่าง 5.5-6.8

สภาพภูมิอากาศ

  • อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเจริญเติบโตอยู่ในช่วงระหว่าง 20-30 องศาเซลเซียส

แหล่งน้ำ

  • มีแหล่งน้ำสะอาด ปราศจากสารอินทรีย์ และสารอนินทรีย์ที่มีพิษปนเปื้อน
  • มีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ตลอดฤดูปลูก
พันธุ์

การเลือกพันธุ์

  • ให้ผลผลิตสูง มีคุณภาพตรงตามที่ตลาดต้องการ
  • เจริญเติบโตดีเหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศที่ปลูก

พันธุ์ที่นิยมปลูก

  • พันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร คือ พันธุ์พิจิตร 1 มีลักษณะฝักสีเขียว    (G145B) ฝักตรง
    ยาวเฉลี่ย 60 เซนติเมตร ความกว้างของฝัก 0.7-0.8 เซนติเมตร ผลผลิตเฉลี่ย 3.3-.35 ตัน/ไร่

การปลูก

การเตรียมดิน

  • ไถตากดินไว้ประมาณ 7 วัน แล้วไถพรวนอีก 1-2 ครั้ง
  • ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่สลายตัวดีแล้วตามความสามารถที่จะหามา ใช้ได้ โดยทั่วไปควรใส่อัตรา
    2-4 ตัน/ไร่

วิธีการปลูก

  • เตรียมแปลงขนาดกว้าง 1.2 เมตร ยาว 10 เมตร เว้นทางเดิน 50 เซนติเมตร ปลูก 2 แถว ใช้
    ระยะปลูกระหว่างแถว 80 เซนติเมตร ระหว่างหลุม 50 เซนติเมตร
  • ในแปลงแบบยกร่องสวน ให้ปลูก 2 แถว แต่ละแถวห่างจากขอบร่อง 50 เซนติเมตร ระยะระหว่าง
    หลุม 50 เซนติเมตร
  • หยอดเมล็ดหลุมละ 3-4 เมล็ด กลบดินให้ลึกประมาณ 4-5 เซนติเมตร แล้วจึงรดน้ำทันที
  • ถอนแยกให้เหลือหลุมละ 2 ต้น เมื่อต้นถั่วฝักยาวจะเริ่มพันค้าง

การปักค้าง

  • หลัการปลูก 20 วัน ใช้ไม้รวกทำค้างสูงจากพื้นดิน 2.5-3 เมตร ทำได้หลายวิธี
  • ปักไม้ค้างหลุมละ 1 ค้าง ให้ตั้งฉากกับพื้นผิวดิน
  • ปักไม้ค้าง 3 ค้าง แบบกระโจม
  • ปักไม้ค้างหลุมละ 1 ค้าง ให้ตั้งฉากกับพื้นผิวดิน     ใช้เชือกฟางอย่างเหนียวผูกและขึงเข้ากับค้าง
    ตลอดแนวของแถวปลูก จากนั้นใช้ตาข่ายหรืออวนไนล่อนที่มีขนาดช่องตาข่าย 10-10 เซนติเมตร
    และสูงจากพื้น 2 เมตร คลี่และขึงให้ตึง ตลอดแนวของแถวปลูก

การดูแลรักษา

การให้ปุ๋ย

  • ในพื้นที่ที่มีประวัติการเกิดโรคเหี่ยวให้ปรับดินรองก้นปลูกด้วย ปูนขาว      อัตรา 200-400 กิโลกรัม
    ต่อไร่ และใส่ปุ๋ยอินทรีย์ที่สลายตัวดีแล้ว เช่น ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยมูลสัตว์อัตรา 2-4 ตัน/ไร่
  • ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 อัตรา 20-25 กิโลกรัม/ไร่/ครั้ง ใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรกรองก้นหลุมก่อนปลูก
    ครั้งที่สองเมื่อเริ่มออกดอกใส่ 2 ข้างแถวแล้วพรวนดินกลบ

การให้น้ำ

  • ให้อย่างสม่ำเสมอ อย่าปลอยให้น้ำขังในแปลง จะทำให้ต้นถั่วฝักยาวตาย
  • ควรให้น้ำทันทีหลังจากปลูก และใส่ปุ๋ยแล้ว

การอนุรักษ์แมลงศัตรูธรรมชาติ

  • ศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูถั่วฝักยาวมีหลายชนิดที่สำคัญ และพบทั่วไปในแปลงปลูกถั่วฝักยาว
    ได้แก่

แตนเบียนหนอนโคทีเซีย

  • ตัวเต็มวัยมีสีดำ ขนาดเล็กเท่ายุง วางไข่ในตัวหนอนกระทู้หอม และหนอนกระทู้ผัก หลังไข่ฟักเป็น
    ตัวหนอนจะอาศัยอยู่ภายในประมาณ 7 วัน      แล้วออกมาถักรังเข้าดักแด้ภายนอก ดักแด้มีสีน้ำตาล
    ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร แต่ยาวเพียงครี่งหนึ่ง ทำให้หนอนศัตรูถั่วฝักยาวไม่กินอาหารและตายในที
    สุด

แมลงห้ำ

  • เช่น ด้วงเต่า ตัวเมียมีลักษณะกลมมน     ขนาดประมาณเมล็ดถั่วเขียว  ปีกเป็นมัน มีสีส้ม สีแดง หรือ
    สีเหลือง บางชนิดมีจุดดำ บางขนิดไม่มีจุด   ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยกัดกินไข่และหนอนศัตรูถั่วฝักยาว
  • ศัตรูทั้งสองชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงศัตรูพืช ดังนั้นในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชถั่ว
    ฝักยาวควรใช้วิธีการที่ปลอดภัย เพื่อเป็นการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ
สุขลักษณะและความสะอาด
  • ควรรักษาแปลงปลูกให้ถูกสุขลักษณะและสะอาดอยู่เสมอ
  • กำจัดวัชพืช ควรกำจัดขณะวัชพืชยังเล็ก เพื่อไม่ให้แข่งขันกับพืชหลัก หรือเป็นแหล่งเพาะศัตรูพืช
    หรือติดไปกับผลผลิต
  • ควรเก็บวัชพืช เศษพืชโดยเฉพาะที่เป็นโรคไปทำลายนอกแปลงปลูก
  • อุปกรณ์ เช่น กรรไกร เครื่องพ่นสารเคมี ภาชนะที่ใช้เก็บผลผลิต ฯลฯ หลังใช้งานแล้วต้องทำความ
    สะอาด และเก็บให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ
  • ภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ว ให้ล้างทำความสะอาด นำน้ำที่ล้างไปพ่นป้องกันกำจัดศัตรูพืช
    สำหรับภาขนะบรรจุให้ทำลายอย่างเหมาะสม เช่น ฝังดิน ไม่ควรนำมาใช้ใหม่อีก

ศัตรูของถั่วฝักยาวและการป้องกันกำจัด

โรคเหี่ยว

สาเหตุ        เชื้อรา

ลักษณะอาการ

  • ต้นเหี่ยว เริ่มจากใบที่อยู่บริเวณโคนต้นแสดงอาการใบเหลือง แล้วจะแห้งลามขึ้นมาสู่ส่วนบนจนใบ
    เหลืองแห้งตายไปทั้งต้น ส่วนของลำต้นเหี่ยวแห้งไปด้วย ลำต้นตรงบริเวณคอดินหรือเหนือดินเล็ก
    น้อยมักมีสีแดงหรือสีคล้ำกว่าส่วนอื่น     อาการใบเหลืองนี้เกิดกระจายเป็นหย่อม ๆ เริ่มแสองอาการ
    เมื่อถั่วฝักยาวอายุประมาณ 1 เดือน       และมีอาการรุนแรงในดินที่มีสภาพเป็นกรดจัด ความชื้นสูง

การป้องกันกำจัด

  • ปรับดินด้วยปูนขาว 200-400 กก/ไร่ และปุ๋ยอินทรีย์ 2-4 ตันต่อไป
  • เมื่อเริ่มมีโรคระบาดในแปลง ใช้น้ำปูนใสรดให้ทั่ว
  • ไม่จำเป็นต้องให้สารป้องกันกำจัดโรคพืช

โรครา แห้ง

สาเหตุ            เชื้อรา

ลักษณะอาการ

  • เกิดได้กับทุกส่วนของพืชไม่ว่าจะเป็นใบ ลำต้น      หรือฝัก อาการเริ่มแรกมักจะพบที่ใบก่อน โดย
    เฉพาะใบบริเวณโคนต้น      ปรากฏผงสีขาวเกาะอยู่ทั้งบนใบและใต้ใบ ลำต้นและกิ่งจะเริ่มแสดง
    อาการจากบริเวณโคนต้นเช่นกัน แล้วค่อย ๆ  ลามสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ อาการขั้นสุดท้ายต้นถั่วจะแห้ง
    ตาย โรคนี้สามารถแพร่กระจายได้โดยติดไปกับเมล็ดพันธุ์

การป้องกันกำจัด

  • ป้องกันการระบาดของโรคได้ด้วยการพ่นน้ำให้ใบเปียก
  • เมื่อเริ่มพบโรคพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชตามตารางที่ 1

โรคราสนิม

สาเหตุ        เชื้อรา

ลักษณะอาการ

  • เกิดเป็นจุดเล็ก ๆ สีเหลืองซีดเล็ก ๆ ใต้ใบ   ต่อมาตรงกลางของจุดนั้นจะนูนสูงขึ้นและแตกออก
    เป็นผงสีน้ำตาลแดง ถ้าเกิดโรครุนแรงเป็นจุดจำนวนมากทำให้ใลเหลืองและร่วงหลุดไป

การ ป้องกันกำจัด

  • เมื่อเริ่มพบโรคพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชตามตารางที่ 1

โรค ใบด่าง

สาเหตุ              เชื้อไวรัส

ลักษณะอาการ

  • เกิดอาการใบด่างสีเหลืองสลับเขียว เห็นได้ชัดที่ใบอ่อน ฝักบิดเป็นเกลียว โรคนี้ติดมากับเมล็ดพันธุ์
    และมีเพลี้ยอ่อนถั่วฝักยาวเป็นแมลงพาหะ

การป้องกันกำจัด

  • เก็บต้นที่เป็นโรคเผาทำลาย
  • ไม่ควรเก็บเมล็ดพันธุ์จากต้นที่เป็นโรค
  • กำจัดเพลี้ยอ่อนถั่วฝักยาวด้วยสารกำจัดแมลงตามตารางที่ 2
ตารางที่ 1 การใช้สารป้องกันกำจัดโรคของถั่วฝักยาว
โรค
สารป้องกัน
กำจัดโรคพืช
อัตราการใช้/
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใชั/
ข้อควรระวัง
หยุดการใช้
สารก่อน
เก็บเกี่ยว
ราแป้ง
เบนโนมิล (50%WP)
ฟลูซิลาโซล (40%EC)
5-15 กรัม
10 มล.
พ่นเมื่อเริ่มพบโรค
และพ่นซ้ำทุก 5-7 วัน
14 วัน
20 วัน
ราสนิม
แมนโคเซบ (80%WP)
30-45 กรัม
7 วัน

แมลง ศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

หนอนแมลงวันเจาะต้นถั่ว

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นแมลงวันขนาดเล็ก    สีดำ      วางไข่ในส่วนเนื้อเยื่อถั่วฝักยาว และดูดกินน้ำเลี้ยงที่ซึม
    ออามาจากเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายจากการวางไข่         หนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินภายในส่วนต่าง ๆ ทำ
    ให้ต้นกล้าถั่วฝักยาวตาย ถ้าเป็นต้นโตจะทำให้ต้นและเถาเหี่ยว

การป้องกันกำจัด

  • ในพื้นที่ ๆ มีประวัติการระบาดก่อนปลูกควรรองก้นหลุมหรือคลุกเมล็ดด้วยสารป้องกันกำจัด แมลง
    หรือหากจำเป็นให้พ่นสารฯ ตามคำแนะนำในตารางที่ 2

หนอนเจาะฝักถั่วลายจุด

ลักษณะการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็๋ก      วางไข่บนกลีบดอกถั่วฝักยาว หนอนระยะแรกมีสีขาวนวล
    ตอด้านบนมีสีน้ำตาลดำ        หนอนจะแทรกเข้าไประหว่างรอยต่อของกลีบดอก กัดกินเกสรภายใน
    ดอกทำให้ดอกร่วง เมื่อโตขึ้นจะเจาะรูและเข้าไปกัดกินภายในฝักถั่ว

การป้องกันกำจัด

  • ไถพรวน พลิกและตากหน้าดิน     เพื่อกำจัดดักแด้ หรือใช้สารป้องกันกำจัดแมลง ตามคำแนะนำใน
    ตารางที่ 2

หนอนกระทู้ หอม

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน      วางไข่เป็นกลุ่มสีขาว   มีขนปกคลุมอยู่ใต้ใบถั่วฝักยาว หนอนจะทำ
    ความเสียหายรุนแรงเมื่ออยู่ในวัยที่ 3 ขึ้นไป    โดยหนอนจะกัดกินทุกส่วนของถั่วฝักยาว หนอนโต
    เต็มที่จะเข้าดักแด้ในดิน

การ ป้องกันกำจัด

  • เก็บกลุ่มไข่และตัวหนอนทำลาย
  • ไถพรวน พลิกและตากหน้าดิน เพื่อกำจัดดักแด้
  • หากจำเป็นให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลงตามคำแนะนำในตารางที่ 2

เพลี้ย อ่อนถั่วฝักยาว

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยและตัวอ่อนมีสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ จะดูดกินน้ำเลี้ยงที่ยอด ช่อดอก และฝักอ่อนทำให้
    ยอดแกรนไม่สามารถคลี่ใบ ทำให้ดอกร่วง และฝักไม่สมบูรณ์

การ ป้องกันกำจัด

  • หากจำเป็นให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลงตามคำแนะนำในตารางที่ 2

แมลง วันหนอนชอนใบ

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นแมลงวันขนาดเล็ก วางไข่ภายในผิดใบถั่วฝักยาว หนอนชอนไชภายในใบ ทำให้เกิด
    สีขาวคดเคี้ยวไปมา การระบาดรุนแรงทำให้ใบร่วง
  • การป้องกันกำจัด
  • เผาทำลายเศษใบถั่วที่ถูกทำลาย หากจำเป็นให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลงตามคำแนะนำในตาราง
    ที่ 2

หนอนกระทู้ ผัก

ลักษณะและทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนวางไข่เป็นกลุ่มสีน้ำตาล    คล้าย ฟางข้าวจำนวนนับร้อยฟองตามใต้ใบ
    หนอนวัยแรกอยู่รวมเป็นกลุ่มแทะกินผิวใบ  วัยต่อมาเคลื่อนย้ายกัดกินทุกส่วน ของถั่วฝักยาวทำให้
    เสียหายแก่พืชผักได้มากเนื่องจากเป็นหนอนที่มีขนาดใหญ่       และมีจำนวนมาก หนอนเข้าดักแด้
    ในดิน

การป้องกันกำจัด

  • ไถพรวนและตากหน้าดิน เพื่อกำจัดดักแด้ในดิน
  • เก็บกลุ่มไข่ และหนอนทำลาย
  • หากจำเป็นให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลงตามคำแนะนำในตารางที่ 2

เพลี้ยไฟ

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นแมลงที่มีขนาดเล็ก ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงที่บริเวณยอด ใบอ่อน
    ตาดอกอ่อนของถั่วฝักยาว ทำให้ใบหรือยอดอ่อนหงิก หรือดอกร่วง

การป้องกันกำจัด

  • หากจำเป็นให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลงตามคำแนะนำในตารางที่ 2

ไร ขาวและไรแดง

ลักษณะและการทำลาย

  • เป็นสัตว์ศัตรูที่มีขนาดเล็กมากไรขาวจะดูดกินน้ำเลี้ยงใบอ่อนทำ ให้ใบหงิก   แคระแกรน ส่วนไร
    แดงจะดูดกินน้ำเลี้ยงใบที่อยู่ระดับกลาง ทำให้ใบมีลักษณะเป็นปื้นสีแดง มักพบระบาดเป็นหย่อม

การ ป้องกันกำจัด

  • ควรตรวจแปลงสม่ำเสมอหากพบอาการดังกล่าว ให้ใช้สารป้องกันกำจัดตามคำแนะนำในตาราง
    ที่ 2
ตารางที่ 2 การใช้ชีวินทรีย์และสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูถั่วฝักยาว
ชื่อแมลง
ศัตรูพืช
ชีวินทรีย์/
สารป้องกันกำจัด
อัตราการใชั/
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใช้/
ข้อควรระวัง
หยุดใช้สาร
ก่อนการ
เก็บเกี่ยว
หนอนแมลง
วันเจาะ
ต้นถั่ว
คาร์โบซัลแฟน
(25%ST)
40 กรัม/
เมล็ด 1 กก.
ควรคลุกเมล็ดให้
ทั่วก่อนนำไปปลูก
0 วัน
อิมิดาโคลพริด
(70%WS)
3-5 กรัม
เมล็ด 2 กก.
ฟิโปรนิล (5%SC)
20 มล.
พ่นหลังเมล็ดงอก
3-5 วัน
7 วัน
คาร์โบฟูราน
5 กรัม/หลุม
ใช้รองก้นหลุม หาก
ไม่คลุกเมล็ด
0 วัน
หนอนเจาะ
ฝักถั่ว
ลาย-จุด
หนอนกระทู้
ผัก
บาซิลลัส ทูริงเยนซีส
(เซสทารี WDG)
เดลฟิล WG
(แบคโทสปิน HP)
เชื้อแบคทีเรีย
60-80 กรัม
  • พ่นทุก 5-7 วัน เมื่อพบการระบาด
    รุงแรงให้พ่นติดต่อ
    กัน 2 ครั้ง ทุก 3
    วัน
  • ควรพ่นในเวลาเย็น
    ผสมกับสารจับใบ
1 วัน
เพอร์เมทริน
(25%EC)
20 มล.
  • พ่นเมื่อพบหนอน
    ในดอกประมาณ
    20% หากมีการ
    ระบาดรุนแรง
    ควรพ่น ทุก 4-5
    วัน
  • ไม่ควรใช้ระยะ
    เก็บเกี่ยว
5 วัน
ไซเพอร์เมทริน
(25%EC)
10 มล.
5 วัน
เดลทาเมทริน
(3%EC)
5-10 มล.
7-10 วัน
เบตาไซฟลูทริน
(0.25%EC)
20-30 มล.
14 วัน
หนอนกระทู้
หอม
นิวเคลียโพลีฮีโดรซีสไวรัส
30 มล.
  • พ่นทุก 5-7 วัน
    เมื่อพบการระบาด
    ถ้าระบาดรุนแรง ให้พ่นติดต่อกัน 2
    ครั้ง ทุก 3 วัน
  • ควรพ่นในเวลา
    เย็นผสมกับสาร
    จับใบควรพ่นเมื่อ
    พบระบาดทำราย
    ช่อดอกหรือใน
    สภาพที่ต้นถั่วมี
    อาการโรคใบด่าง
0 วัน
เพลี้ยอ่อน
ถั่วฝักยาว
ไซเพอร์เมทริน
โฟซาโลน
(6.25%/22.5%)
140 มล.
5-7 วัน
แมลงวัน
หนอน
ชอนใบ
สารสะกัดสะเดา
100 ppm.
ควรพ่นเมื่อใบจริงถูก
ทำลาย
0 วัน
เบตาไซฟลูทริน
(2.5%EC)
30 มล.
14 วัน
เพลี้ยไฟ อิมิดาคลอพริด
(10%SL)
20-40 มล.
พ่นเมื่อพบเพลี้ยไฟ
ระบาด 5 ตัว/ยอด
ทุก 7-10 วัน
7 วัน
ฟีโปรนิล (5%SC)
20-40 มล.
7 วัน
ไรขาวและ
ไรแดง
อามิทราซ (20%EC)
40-60 มล.
พ่นบริเวณที่พบระบาด
พ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 3 วัน
7 วัน

วัชพืช และการป้องกันกำจัด

วัชพืชฤดูเดียว        เป็นวัชพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

  • วัชพืชประเภทใบแคบ งอกจากเมล็ด ได้แก่ หญ้าตีนนก หญ้านกสีชมพู หญ้าตีนกา
  • วัชพืชประเภทใบกว้าง ได้แก่ ผักเบี้ยหิน ผักเบี้ยใหญ่ ผักขมและสาบแร้งสาบกา
  • วัชพืชประเภทกก ได้แก่หนวดปลาดุก กกทราย

วัชพืช ข้ามปี

เป็นวัชพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยหัว เหง้า ไหล ที่พบเสมอ ได้แก่ แห้วหมู

การป้องกันกำจัด

  • ไถพรวนดิน หรือใช้จอบขุดฟันหน้าดิน ตากดินทิ้งไว้ 7-10 วัน ก่อนปลูก เพื่อกำจัดวัชพืช
  • คลุมแปลง เฉพาะแถวปลูกด้วยฟางข้าว หรือเศษพืช หรือพลาสติกทึบแสง
  • โดยการถอน พรวน ถากดินตื้น ๆ ขณะที่วัชพืชยังเล็ก
  • ใช้สารกำจัดวัชพืชตามตาราง
ตารางที่ 3 การใช้สารกำจัดวัชพืชในแปลงถั่วฝักยาว
ชื่อวัชพืช
สารกำจัดวัชพืช
อัตราการใช้ต่อไร่
วิธีการใช้/ข้อควรระวัง
วัชพืชใบแคบ อะลาคอร์ (48%EC) 125-150 มล.
  • พ่นเพื่อควบคุมการงอกของ
    เมล็ดวัชพืช พ่นทิ้งไว้ 3 วัน
    ก่อนปลูก
เมโทลาคลอร์ (40%EC) 120-150 มล.
วัชพืชใบกว้าง อิมาเซทาเพอร์ (5%AS) 100 มล.
  • ระวังละอองสารสัมผัสพืช
    ข้างเคียงห้ามปลูกข้าวโพด
    ตาม พืชที่ปลูกตามได้ คือ
    ถั่วเหลือง และถั่วเขียวผิวมัน

คำ แนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูอย่างปลอดภัย

  • การใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืชที่เหมาะสม เกษตรกรควรรู้จักศัตรูพืช ชนิดและอัตราการใช้สาร
    ป้องกันกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งการเลือกใช้เครื่องพ่น และหัวฉีดที่ถูกต้อง นอกจากนั้นการพ่นควร
    กระจานให้คลุมทั้งต้น โดยเฉพาะบริเวณที่ศัตรูพืชเข้าทำลาย มีข้อแนะนำควรปฏิบัติดังนี้

การ ใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างเหมาะสม

  • ตรวจอุปกรณ์เครื่องพ่นอย่าให้มีรอยรั่ว เพราะจะทำให้สารพิษเปียกเปื้อนเสื้อผ้า และร่างกายของ
    ผู้พ่นได้
  • ต้องสวมเสื้อผ้าและรองเท้าให้มิดชิด รวมทั้งสวมหน้ากาก หรือผ้าปิดจมูก และศีรษะเพื่อป้องกัน
    อันตรายจากสารพิษ
  • ควรอ่านฉลากคำแนะนำ คุณสมบัติ และการใช้ก่อนทุกครั้ง
  • ควรพ่นในช่วงเข้าหรือเย็นขณะรมสงบ     หลีกเลี่ยงการพ่นในเวลาแดดจัดหรือลมแรง และผู้พ่น
    ต้องอยู่เหนือลมเสมอ
  • ควรเตรียมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้ใช้หมดในคราวเดียว ไม่ควรเหลือติดค้างในถังพ่น
  • เมื่อเลิกใช้ควรปิดฝาภาชนะบรรจุสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้สนิท เก็บไว้ในที่มิดชิด ห่างจาก
    สถานที่ปรุงอาหาร แหล่งน้ำ และต้องปิดกุญแจโรงเก็บตลอดเวลา
  • ภายหลังการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชทุกครั้ง ผู้พ่นต้องอาบน้ำ สระผม และเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที
    เสื้อผ้า ที่ใส่ขณะพ่นสารต้องซักให้สะอาดทุกครั้ง
  • ไม่เก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ใช้จะสลายตัว ถึงระดับปลอดภัย โดยดูจากตาราง
    แนะนำการใข้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
  • ทำลายภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ว อย่างทิ้งตามร่องสวน หรือทิ้งลงแม่น้ำลำคลอง

การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

เครื่องพ่น นิยมใช้ 2 ชนิดได้แก

  • เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง
  • เครื่องพ่นแบบใช้แรงดันของเหลว (ลากสาย)

วิธีการใช้

  • เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง ใชัอัตราการพ่น 60-80 ลิตร/ไร่ สำหรับการพ่นสารป้องกันกำจัด
    แมลงและโรคพืช ใช้หัวฉีดแบบกรวยขนาดเล็ก     (เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.6 มม.) ส่วนการพ่นสารป้อง
    กันกำจัดวัชพืขใช้หัวฉีดแบบพัด หรือแบบปะทะ
  • การพ่นสารกำจัดวัชพืชต้องแยกใช้เครื่องพ่นเฉพาะ และหลังพ่นไม่ควรรบกวนผิวหน้าดิน ขณะพ่น
    กดหัวพ่นต่ำเพื่อให้ละอองสารเคมีตกลงพื้นที่ที่ต้องการควบคุมวัชพืชเท่า นั้น    ระวังการพ่นซ้ำแนว
    เดิม เพราะจะทำให้สารลงเป็นสองเท่า
  • เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว ใช้อัตราการพ่น 80-120 ลิต/ไร่     ใช้หัวฉีดแบบกรวย
    ขนาดเล็ก (เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.0-1.2 มม.)     ปรับความดันในระบบการพ่นไว้ที่ 10 บาร์ หรือ 150
    ปอนด์ต่อรางนิ้ว ถ้าเป็นหัวฉีดแบบกรวยชนิดปรับได้   ควรปรับให้ได้ละอองกระจายกว้างที่สุดซึ่งจะ
    ได้ละอองขนาดเล็กสม่ำเสมอ เหมาะสำหรับการพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงและโรคพืช
  • ใช้ความเร็วในการเดินพ่นประมาณ 1 ก้าว/วินาที     พ่นให้คลุมทั้งต้น ไม่ควรพ่นจี้นานเกินไปเพราะ
    จะทำให้น้ำยาโชกและไหลลงดิน
  • เริ่มทำการพ่นจากใต้ลม และขยายแนวการพ่นขึ้นเหนือลม     ขณะเดียวกันให้หันหัวฉีดไปทางใต้ลม
    ตลอดเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
  • การพ่นควร พลิก-หงายหัวฉีดขึ้น-ลง เพื่อให้ละอองแทรกเข้าทรงพุ่มได้ดีขึ้น   โดยเฉพาะด้านใต้ใบ

การเก็บเกี่ยว

ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม

  • เมื่อถั่วฝักยาวมีอายุ ประมาณ 40 วันหลังปลูก      หรือหลังดอกบานประมาณ 4-8 วัน ระยะเก็บเกี่ยว
    จากครั้งแรก จนถึงครั้งสุดท้าย 30-45 วัน

การเก็บเกี่ยว

    • ให้ปลิดขั้ว ระวังไม่ให้ดอกใหม่หลุดเสียหายเพราะจะกระทบกระเทือนต่อปริมาณผลผลิต ลักษณะ
      การเก็บให้ทยอยเก็บทุก ๆ 2 วัน โดยไม่ปล่อยให้ฝักแก่ตกค้าง
วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว
    • หลังเก็บเกี่ยว ให้นำเข้าร่มทันที ไม่ควรวางไว้กลางแดด และไม่ควรวางบนพื้นผิวดินโดยไม่มีวัสดุ
      รองรับ
    • ควรแช่ถั่วฝักยาวในน้ำสะอาดนาน 1 ชั่วโมง เพื่อกำจัดสิ่งปนเปื้อน อาทิ ดิน โคลน เพื่อให้ถั่วฝักยาว
      มีสภาพน่าซื้อ
    • คัดและแยกถั่วฝักยาว เพื่อแยกจำหน่ายตามขนาดของความยาวฝัก จะทำให้ได้ราคาดีขึ้นกว่าการ
      จำหน่ายฝักคละ
    • บรรจุในถุงพลาสติก ที่เจาะรูรอบด้าน หรือบรรจุในตะกร้า หรือเข่งที่บุด้วยวัสดุที่ป้องกันการขูด ขี
      เข่น ใบตอง ไม่ควรบรรจุปริมาณมากเกินไป จะทำให้ถั่วฝักยาวบอบช้ำเสียหายได้

การบันทึกข้อมูล

    • เกษตรกรควรบันทึกการปฏิบัติการในขั้นตอนการผลิตต่าง ๆ ให้มีการตรวจสอบได้ หากเกิดข้อผิด
      พลาดบกพร่องขึ้น สามารถจัดการแก้ไขหรือปรับปรุงได้ทันท่วงที เช่น
    • บันทึกสภาวะแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน
    • พันธุ์ วันปลูก วันถอนแยก
    • วันใส่ปุ๋ย สารเคมี และชนิดชีวินทรีย์ พร้อมอัตราการใช้
    • วันที่ศัตรูพืชระบาด
    • ค่าใช้จ่าย ปริมาณผลผลิต และรายได้
    • ปัญหาอุปสรรคอื่น ๆ ในช่วงฤดูปลูก

การผลิตพริกอย่างถูกต้องเหมาะสม

Department Of Agriculture กรมวิชาการเกษตร.

เกษตรดีที่เหมาะสมสำหรับการผลิตพริก


Good Agricultural Practice (GAP) for Chilli

แหล่งปลูก

สภาพพื้นที่

  • ใกล้แหล่งน้ำ และสะดวกต่อการนำมาใช้
  • ห่างไกลจากแหล่งมลพิษ
  • ไม่เป็นแหล่งน้ำท่วมขัง
  • การคมนาคมสะดวก สามารถนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้รวดเร็ว

ลักษณะดิน

  • ปลูกได้ในดินแทบทุกชนิดที่มีความอุดมสมบูรณ์
  • มีการระบายน้ำและการถ่ายเทอากาศดี
  • มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง 6.0-6.8

สภาพภูมิอากาศ

  • พริกสามารถทนแล้งได้ดีพอสมควร
  • ปลูกได้ในทุกสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะปลายฤดูฝน

แหล่งน้ำ

  • มีแหล่งน้ำอยู่ใกล้ และพอเพียงตลอดฤดูปลูก
พันธุ์

การเลือกพันธุ์

  • เป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการ
  • ให้ผลผลิตสูง
  • เจริญเติบโต

พันธุ์ที่นิยมปลูก

พริกขี้หนู

  • พันธุ์ที่นิยมปลูก ได้แก่ พันธุ์ห้วยสีทนศก.(ศรีสะเกษ) พันธุ์หัวเรือ พันธุ์จินดา และพันธุ์ยอดสน เป็นต้น

พริกชี้ฟ้า

  • พันธุ์ผสมเปิดพันธุ์ที่นิยมปลูก ได้แก่ พันธุ์บางช้าง (ตากแห้งและบริโภคสด) พันธุ์พิจิตร1 (เพื่อทำพริกแห้ง)
    พันธุ์พิจิตร 07 (เพื่อการบริโภคสด) และพันธุ์พิจิตร 05 (เพื่อการแปรรูปเป็นซอสพริก) เป็นต้น
  • พันธุ์ลูกผสม เช่น พันแทงโก้ (เพื่อการบริโภคฝักสด) และลองชิลลี่ (เพื่อการบริโภคฝักสดและซอสพริก)
การปลูก

การเตรียมดิน

  • ไถตากดินไว้ประมาณ 7 วัน แล้วไถพรวนอีก 1-2 วัน
  • ยกแปลงให้สูงขึ้น 10 เซนติเมตร ขุดหลุมตามระยะปลูกลึก 20 เซนติเมตร

วิธีการปลูก

การเพาะกล้า

  • ตรียมแปลง เพราะกล้ากว้าง 1 เมตร ยาว 10 เมตร
  • ใส่ปุ๋ยคอก 20 กิโลกรัมต่อแปลงคลุกเคล้าให้เข้ากันเพื่อให้ดินรวนซุย
  • ใช้เมล็ด 50 กรัม ต่อพื้นที่ปลูก 1 ไร่
  • โรยเมล็ดเป็นแถวห่างกัน 10 เซนติเมตร กลบดินบาง ๆ เสมอผิวดิน แต่ละเม็ดห่างกัน 0.5 เซนติเมตร

การปลูก

  • ปลูกด้วยต้นกล้าที่มีอายุ 25-30 วัน (สูง 10-15 เซนติเมตร) ที่มีลักษณะดีปราศจากโรค
  • พริกขี้หนู ถ้าปลูกแถวเดี่ยวใช้ระยะระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ระหว่างแถว 100 เซนติเมตร ถ้าปลูกแถวคู่
    ใช้ระยะระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ระหว่างแถว 80 เซนติเมตร ระหว่างแถวคู่ 120 เซนติเมตร
  • พริกชี้ฟ้าใช้ระยะระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ระหว่างแถว 50 เซนติเมตร ปลูก 2 ต้น ต่อหลุม
  • หลังปลูกควรทำร่องระบายน้ำทุก 15 แถว แต่ละแถวไม่ควรยาวเกิน 15 เมตร เพื่อสะดวกในการดูแลรักษา 
การดูแลรักษา

การให้ปุ๋ย

  • ใส่ปุ๋ยเคทีสูตร 15-15-15 อัตรา 40-50 กิโลกรัม/ไร่/ครั้ง ครั้งแรกใส่หลังจากย้ายกล้าปลูกแล้ว 7 วัน ครั้งที่ 2
    ใส่เมื่อเริ่มออกดอก หรือหลังย้ายปลูกแล้วประมาณ 30 วัน ใส่ 2 ข้างแถวแล้วพรวนดินกลบ

การให้น้ำ

  • ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ จะให้โดยวิธีใดก็ได้ตามความเหมาะสม
  • ควรให้น้ำทันทีหลังจากใส่ปุ๋ยแล้ว
  • ควรคลุมดินเพื่อรักษาความชื้นของดินและลดการระเหยของน้ำ ถ้าใช้เศษพืชต้องไม่มีส่วนขยายพันธุ์ หรือเมล็ด
    ติดมา ไม่ควรใช้แกลบคลุมเพราะหลังการพรวนดินกลบโคน แกลบจะสลายตัวทำให้พริกชะงักการเจริญเติบโต
สุขลักษณะและความสะอาด
  • ควรรักษาแปลงปลูกให้ถูกสุขลักษณะและสะอาดอยู่เสมอ
  • กำจัดวัชพืช ควรกำจัดขณะวัชพืชยังเล็ก เพื่อไม่ให้แข่งขันกับพืชหลักหรือเป็นแหล่งเพาะศัตรูพืชหรือติดไปกับ
    ผลผลิต
  • ควรเก็บวัชพืข เศษพืขโดยเฉพาะที่เป็นโรคไปทำลายนอกแปลงปลูก
  • อุปกรณ์ เช่น กรรไกร เครื่องพ่นสารเคมี ภาชนะที่ใช้เก็บผลผลิต ฯลฯ หลังใช้งานแล้วต้องทำความสะอาด และเก็บ
    ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ
  • ภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ว ให้ล้างทำความสะอาด นำน้ำที่ล้างไปพ่นป้องกันกำจัดศัตรูพืช สำหรับภาชนะบรรจุ
    ทำลายอย่างเหมาะสม เช่น ฝังดิน ไม่ควรนำมาใช้ใหม่อีก
ศัตรูของพริกและการป้องกันกำจัด

โรคของพริกและการป้องกันกำจัด

โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

โรคตากบ

สาเหตุ        เชื้อรา

ลักษณะอาการ

  • แผลกลมตรงกลางแผลมีสีขาวอมเทา ขอบแผลมีสีน้ำตาลเข้มรอบ ๆ แผล เนื้อใบอาจจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและร่วง
    หล่นไป โรคตากบนนี้จะระบาดมากในสภาพอากาศร้อนชื้น การเข้าทำลายของโรคจะเกิดจากใบส่วนต่าง ๆ ก่อนแล้ว
    ระบาดไปสู่ส่วนบน

การ ป้องกันกำจัด

  • พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช ตามตารางที่ 1

โรคกุ้งแห้งหรือแอนแทรคโนส

สาเหตุ       เชื้อรา

ลักษณะอาการ

  • โรคนี้แสดงอาการบนผลพริก โดยเริ่มจากจุดฉ่ำน้ำเล็ก แผลบุ๋มลึกลงไปเล็กน้อย ต่อมาแผลขยายขนาดออกใน
    ลัษณะวงรี หรือวงกลม เกิดเป็นวงดำซ้อนกันเป็นชั้น ๆ บางครั้งจะเห็นเมืองเยิ้ม ๆ สีส้มอ่อน ๆ ในบริเวณแผลโรคนี้
    พบมากเมื่อพริกเริ่มสุกโดยเฉพาะพริกผลใหญ่ประเภทพริกชี้ฟ้าจะเป็นโรคนี้   และระบาดได้รวดเร็วกว่าพริกขี้หนู
    โรคนี้สามารถติดไปกับเมล็ดได้

การป้องกัน กำจัด

  • ถ้าเก็บเมล็ดพันธุ์เองต้องเลือกเก็บเมล็ดจากต้นที่ไม่เป็นโรค ถ้าเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อมา ควรคลุกเมล็ดด้วยสารป้อง
    กันกำจัดโรคพืช ตามตารางที่ 1
  • เมื่อพริกเริ่มติดผลควรพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช ตามตารางที่ 1

โรคเหี่ยว

สาเหตุ        เชื้อรา

ลักษณะอาการ

  • เกิดอาการเหี่ยวอย่างช้า ๆ ใบที่อยู่โคนต้นเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและร่วงต่อมาใบจะเหี่ยวทั้งต้นเมื่อผ่า ลำต้นบริเวณ
    เหนือระดับดินตามยาวจะพบว่าท่อน้ำท่ออาหารเป็นสีน้ำตาล การผิดปกติของท่ออาหารนี้จะลงไปถึงส่วนรากด้วย
    พริกที่เป็นโรคนี้ขึ้นสุดท้าย จะแห้งตายการเกิดโรคนี้มักจะเกิดเป็นหย่อม ๆ ถ้าสภาพอากาศมีอุณหภูมิสูง และดิน
    มีความชื้นสูงจะทำให้โรคนี้ระบาดได้ดี

การป้องกันกำจัด

  • ถ้าพบโรคในแปลงต้องถอนต้นที่เป็นโรคเผาทำลาย
  • ก่อนปลูกพริกควรปรับสภาพดินด้วยปูนขาว อัตรา 200-400 กก/ไร่ และปุ๋ยคอกอัตรา 2-4 ตัน/ไร่
  • โรคนี้ไม่จำเป็นต้องใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

โรคใบหงิก

สาเหตุ         เพลี้ยไฟ ไรขาว เชื้อวิสา

ลักษณะอาการ

  • อาการหงิกที่เกิดจากเพลี้ยไฟ ใบหยิกเป็นคลื่นที่บริเวณเส้นกลางใบ ขอบใบม้วนงอขึ้นด้านบน
  • อาการหงิกที่เกิดจากไรขาว เนื้อใบที่โคนใบรีดเรียวยาว ใบแอ่นลงด้านล่าง ขอบใบม้วนงอลงด้านล่าง
  • อาการหงิกที่เกิดจากเชื้อวิสา ใบมีขนาดเล็กลงกรืออาจจะเล็กลงจนดูคล้ายเส้นเชือกใบด่าง เกาะเป็นกระจุก
  • การป้องกันกำจัด
  • ถ้าเก็บเมล็ดเอง ให้เลือกเก็บจากต้นมี่ไม่มีอาการใบหงิกเท่านั้น
  • กำจัดเพลี้ยไฟและไรขาวที่เป็นตัวการในการทำให้พืชผิดปรกติโดยตรง และกำจัดแมลงพาหะของเชื้อไวรัส เช่น
    เพลี้ยอ่อน เป็นต้น โดยใช้วิธีการป้องกันกำจัดตามตารางที่ 2
ตารางที่ 1 การใช้สารป้องกันกำจัดโรคของพริก
โรค
สารป้องกันกำจัดโรคพืช
อัตราการใช้ต่อ
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใช้
ข้อควรระวัง
หยุดการใช้สาร
ก่อนการเก็บเกี่ยว
ตากบ
แอนแทรคโนส
เบนโนมิล (50%WP)
5-15 กรัม
เริ่มพ่นเมื่อพบโรค
14 วัน
แมนโคเซบ (80%WP)
40-50 กรัม
7 วัน
คาร์เบนดาซิม (50%WP)
10-15 กรัม
14 วัน
คลอโรทาโลนิล (75%WP)
25-50 กรัม
14 วัน

แมลง ศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

เพลี้ยไฟพริก

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยของเพลี้ยไฟวางไข่ตามเส้นใบตัวอ่อนเมื่อฟักออกจากไข่จะ อาศัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนของพืชเช่นเดียวกับ
    ตัวเต็มวัย มักจะพบอยู่โดยทั่วไปบนต้นพืชโดยเฉพาะที่ใบ ดอก ผล หรือส่วนที่อ่อน ๆ ของต้นพริก
  • ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยทำลายใบพริก โดยดูดกินน้ำเลี้ยง ใบอ่อน หรือยอดอ่อน ทำให้ใบหรือยอดอ่อนหงิก และม้วนงอ
    ขึ้นด้านบนทั้งสองข้าง ใบที่ถูกทำลายจะเห็นเป็นรอยสีน้ำตาล ถ้าการระบาดรุนแรงพืชจะชะงักการเจริญเติบโต หรือ
    แห้งตายในที่สุด ถ้าเกิดกับใบอ่อนหรือยอดอ่อนก็จะทำให้ใบหรือยอดอ่อนหงิก ขอบใบหงิกและม้วนงอขึ้น ด้านบนทั้ง
    สองข้าง ใบที่ถูกทำลายมากจะเห็นเป็นรอยด้านสีน้ำตาล ถ้าเกิดในระยะพริกกำลังออกดอกก็จะทำให้ดอกพริกร่วง ถ้าระบาดในช่วงพริกติดผลแล้วจะทำให้รูปทรงของผลบิดงอ หากเป็นช่วงที่มีอากาศแห้งแล้งอาจจะทำความเสียหาย
    มากกว่า 80 เปอร์เซนต์
  • เพลี้ยไฟระบาดได้ดีในสภาพอุณหภูมิสูง ความชื้นต่ำ และแสงแดดจัด กระแสลมเป็นปัจจัยช่วยให้เพลี้ยไห้แพร่
    กระจายไปได้อย่างรวดเร็ว

ไรขาวพริก

ลักษณะการทำลาย

  • ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากตาดอกและยอดอ่อนทำให้ใบ อ่อนของต้นพริกหงิกขอบใบม้วนงอลงด้านล่าง
    ทำให้ใบมีลักษณะเรียวแหลม ก้านใบยาว อาการขั้นรุงแรงจะพบว่าส่วนยอดหงิกเป็นฝอย และมีสีน้ำตาลแดงไรขาว
    พริกมักระบาดในช่วงที่มีอากาศชื้นฝนตกพรำ ๆ ตลอดเวลา

การป้องกันกำจัด

  • การเพิ่มความชื้นโดยการให้น้ำช่วยลดการระบาดของเพลี้ยไฟได้

หนอนเจาะสมอฝ้าย

ลักษณะการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน วางไข่เป็นฟองเดี่ยว ๆ ตามยอดอ่อนของพืช หนอนจะกัดกินทำลายภายในผล
ตารางที่ 2 การใช้ชีวินทรีย์ และสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพริก
ชื่อแมลง
ศัตรูพืช
ชีวินทรีย์/สารเคมี
อัตราการใช้/
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใช้/ข้อควรระวัง
หยุดใช้สาร
ก่อนการ
เก็บเกี่ยว
เพลี้ยไฟพริก คาร์บาริล (85%WP)
20-30 กรัม
  • พ่นเมื่อพบเพลี้ยไฟตัวอ่อนและ
    ตัวเต็มวัย ระบาด 5 ตัว/ยอด
    พ่นทุก 7-10 วัน ควรบำรุงพืช
    ให้แข็งแรงในช่วงอากาศแห้ง
    แล้งไม่ควรพ่นสารชนิดหนึ่งติด
    ต่อกันหลาย ๆ ครั้ง
14 วัน
โพรไทโอฟอส (50%EC)
20-30 กรัม
14 วัน
เมทิโอคาร์บ (50%WP)
20-30 กรัม
21 วัน
คาร์โบซัลแฟน (20%EC)
20-30 กรัม
15 วัน
ฟอสซาโลน (35%EC)
80 มล.
20 วัน
อิมิดาโคลพริด (10%SL
5%EC)
20-40 มล.
30-40 มล.
7 วัน
ฟิโปรนิล (5%SC)
10-20 มล.
7 วัน
เบนดิโดคาร์บ (20%WP)
20-40 กรัม
-
ไดอะเฟนไทยูรอน (25%SC)
40-60 มล.
14 วัน
ฟลูเฟนนอกซูรอน (5%EC)
20-40 มล.
7 วัน
ไรขาวพริก กำมะถัน (80%WP)
60-80 กรัม
  • สำรวจตั้งแต่เริ่มปลูกโดยสม่ำ
    เสมอเมื่อพบการระบาด 5-10
    ตัว/ใบ ขึ้นไปให้พ่นตรงบริเวณ
    จุดที่เกิดการระบาดและใกล้
    เคียงโดยพ่น 2 ครั้งห่างกัน 3วัน
-
ฟอสซาโลน (35%EC)
60-80 กรัม
20 วัน
อามีทราช (20%EC)
40-60 มล.
7 วัน
อะบาเม็กติน (1.8%EC)
20-30 มล.
7 วัน
ฟิโปรนิล (5% SC)
10-20 มล.
7 วัน
ไบเฟนทริน (2.5%EC)
80-100 มล.
-
หนอนเจาะ
สมอฝ้าย
เชื้อไวรัสของกรมวิชาการ
เกษตร
30 มล.
  • หนอนเจาะสมอฝ้ายระบาด
    เมื่อพริกติดผลอ่อน ดังนั้น
    ควรพ่นสารฆ่าแมลง เพื่อ
    ป้องกันในขณะที่พริกเริ่ม
    ติดผลอ่อนและหากมีการ
    ระบาดอย่างต่อเนื่องพ่นทุก
    7-10 วัน
-
แลนด้าไซฮาโลทริน (2.5%EC)
20-30 มล.
8 วัน
ไซเปอร์เมทริน(25%EC)
10 มล.
5 วัน
เดลต้าเมทริน (2.5%EC)
6-12 มล.
7 วัน
ไซฟลูทริน (10%EC)
20-30 มล.
14 วัน
ไบเฟนทริน (10%EC)
80-100 มล.
-
ไซเปอร์เมทริน/
ฟอสซาโลน (28.75%EC)
60-80 มล.
-

วัชพืชที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

วัชพืชฤดูเดียว เป็นวัชพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

  • วัชพืช ประเภทใบแคบ ได้แก่ หญ้าตีนนก หญ้านกสีชมพู หญ้าตีนกา
  • วัชพืชประเภทใบกว้าง ได้แก่ ผักเบี้ยหิน ผักเบี้ยใหญ่ ผักโขม สาบแร้งสาบกา
  • วัชพืชประเภทกก ได้แก่ กกทราย หนวดปลาดุก

วัชพืชข้ามปี เป็นวัชพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยหัว ที่พบเสมอได้แก่ แห้วหมู

การป้องกันกำจัด

  • ตากดิน เพื่อทำลายเมล็ดวัชพืช
  • คราดส่วนขยายพันธุ์ของวัชพืชออกตอนเตรียมแปลง
  • การคลุมดินหลังปลูกช่วยรักษาความชื้นดินและบังแสงสว่างไม่ให้ วัชพืชงอกหรืองอกได้ช้า อาจใช้พลาสติกทึบแสง
    คลุมแถวปลูก
  • ขุดทำลายหัวแห้วหมูทุกครั้งที่พบ พรวน ถากดินตื้น ๆ และกำจัดวัชพืช ควรทำขณะที่ยังเล็ก โดยใช้ถอน
ตารางที่ 3 การใช้สารกำจัดวัชพืชในแปลงพริก
ชื่อวัชพืช
สารกำจัดวัชพืช
อัตราการใช้/
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใช้
วัชพืชที่งอกจาก
เมล็ดประเภท
วงศ์หญ้า
เมโทลาคลอร์ (40%EC)
150 มล.
  • พ่นคลุมดินก่อนวัชพืชงอก
    ในหลังยกร่องและขุดหลุม
    ปลูกเรียบร้อยแล้ว พ่นทันที
    ก่อนหรือหลังย้ายกล้า แล้ว
    รดน้ำตาม
อะลาคลอร์ (48%EC)
125 มล.
เพนดิเมทาลิน (33%EC)
150 มล.
วัชพืชที่งอกจาก
เมล็ดประเภท
ใบกว้าง
ออกซีฟลูออเฟน (23.5%EC)
50 มล.
  • ใช้ในแปลงปลูกก่อนวัชพืช
    งอกหลังยกร่อง และขุดหลุม
    ปลูกเรียบร้อยแล้ว พ่นก่อน
    ย้ายปลูก 1 วัน ขณะระวังละ
    อองสารปลิวไปถูกพืชข้าง
    เคียง
ออกซาไดอะซอน (25%EC)
100-125 มล.
คำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย
  • การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรุพืชที่เหมาะสมเกษตรกรควรรู้จัดศัตรู พืชชนิดและอัตราการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
    รวมทั้งการเลือกใช้เครื่องพ่นและหัวฉีดที่ถูกต้องนอกจากนั้นการพ่นควรกระจาย ให้คลุมทั้งต้นโดยเฉพาะบริเวณที่
    ศัตรูพืชเข้าทำลาย มีข้อแนะนำควรปฏิบัติ ดังนี้

การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างเหมาะสม

  • ตรวจอุปกรณ์เครื่องพ่นอย่าให้มีรอยรั่ว เพราะจะทำให้สารพิษเปืยกเปื้อนเสื้อผ้า และร่างกายของผู้พ่นได้
  • ต้องสวมเสื้อผ้าและรองเท้าให้มิดชิด รวมทั้งสวมหน้ากาก หรือผ้าปิดจมูก และศีรษะเพื่อป้องกันอันตรายจากสารพิษ
  • อ่านฉลากคำแนะนำ คุณสมบัติ และการใช้ ก่อนทุกครั้ง
  • ควรพ่นในช่วงเช้าหรือเย็นขณะลมสงบ หลีกเลี่ยงการพ่นในเวลาแดดจัดหรือลมแรง และผู้พ่นต้องอยู่เหนือลมตลอด
    เวลา
  • ควรเตรียมสารเคมีให้ใช้หมดในคราวเดียว ไม่ควรเหลือติดค้างในถังพ่น
  • เมื่อเลิกใช้ควรปิดฝาภาชนะบรรจุสารเคมีให้สนิท เก็บไว้ในที่มิดชิด ห่างจากสถานทีปรุงอาหาร แหล่งน้ำ และต้องปิด
    กุญแจโรงเก็บตลอดเวลา
  • ภายหลังการพ่นสารกำจัดศัตรูพืชทุกครั้ง ผู้พ่นต้องอาบน้ำ สระผม และเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที เสื้อผ้าที่ใส่ขณะพ่นสาร
    ต้องซักให้สะอาดทุกครั้ง
  • ไม่เก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนสารเคมีที่ใช้จะสลายตัวถึงระดับปลอดภัย โดยดูจากตารางคำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัด
    ศัตรูพืช
  • ทำลายภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ว อย่างทิ้งตามร่องสวน หรือทิ้งลงแม่น้ำลำคลอง

การ ใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

ครื่องพ่น      นิยมใช้มี 2 ชนิด ได้แก่

  • เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง
  • เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว

วิธี การใช้

  • เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง ใช้อัตราการพ่น 60-80 ลิตรต่อไร่ ใช้หัวฉีดแบบกรวยขนาดเล็ก (เส้นผ่าศูนย์กลาง
    0.6 มม) สำหรับการพ่นสารฆ่าแมลง และสารป้องกันกำจัดโรคพืชและใช้หัวฉีดแบบพัด หรือแบบปะทะ สำหรับการ
    พ่นสารฆ่าแมลงกำจัดวัชพืช
  • การพ่นสารกำจัดวัชพืชควรแยกเครื่องพ่นเฉพาะไม่ใช้ปนกับสารกำจัด ศัตรูพืชชนิดอื่น ๆ และหลังพ่นไม่ควรรบกวนผิว
    หน้าดิน ขณะพ่นกดหัวพ่นต่ำเพื่อให้ละอองสารเคมีตกลงบนพื้นทีที่ต้องการควบคุมวัชพืช เท่านั้น ระวังการพ่นซ้ำแนว
    เดิมเพราะจะทำให้สารลงเป็น 2 เท่า
  • เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว ใช้อัตราการพ่น 80-120 ลิตร/ไร่ ใช้หัวฉีดแบบกรวยขนาดกลาง (เส้นผ่า
    ศูนย์กลาง 1.0-1.2 มม.) ปรับความดันในระบบการพ่นไว้ที่ 10 บาร์ หรือ 150 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เหมาะสำหรับการ
    พ่นสาร
    ฆ่าแมลง และสารป้องกันกำจัดโรคพืช
  • ถ้าเป็นหัวฉีดแบบกรวยชนิดปรับได้ ควรปรับให้ได้ละอองกระจายกว้างที่สุดซึ่งจะได้ละอองขนาดเล็กสม่ำเสมอ
  • ใช้ความเร็วการเดินพ่นประมาณ 1 ก้าว/วินาที และทำการพ่นให้คลุมทั้งต้น ไม่ควรพ่นจี้นานเกินไปเพราะจะทำให้
    น้ำยาโชกและไหลลงดิน
  • เริ่มทำการพ่นจากทางใต้ลมก่อน และขยายแนวการพ่นขึ้นเหนือลม ขณะเดียวกันหันหัวฉีดไปทางใต้ลมตลอดเวลา
    เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารเคมี
  • การพ่นควร พลิก – หงายหัวฉีดขึ้น-ลง เพื่อให้ละอองแทรกเข้าทรงพุ่มได้ดีขึ้น โดยเฉพาะด้านใต้ใบ
การเก็บเกี่ยว
  • ใช้มือปลิดเมล็ด อายุเก็บเกี่ยวพริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า ขึ้นอยู่กับการใช้ประโยชน์ ผลผลิตที่เก็บได้ควรเอาไว้ในที่ร่ม และ
    ไม่ควรกองสุมกัน เพราะจะทำให้เกิดการเน่าเสียได้
วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว

การทำพริกแห้ง

  • การทำพริกขี้หนูแห้งให้ได้สีแดงเข้ม ผิวเรียบเป็นมัน ทำโดยการลวกในน้ำเดือดนาน 1 นาที ก่อนนำไปตากแห้งจะ
    ช่วยให้พริกที่ได้สามารถเก็บได้นาน 1 ปี พริกที่มีลักษณะเข้ามาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมควรมีความชื้น
    7.2-7.9% เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสารอัลฟลาทอกซินในพริกป่นที่ทำจากพริกแห้ง
การบันทึกข้อมูล
  • เกษตรกรควรบันทึกการปฏิบัติการในขั้นตอนการผลิตต่าง ๆ ให้มีการตรวจสอบได้ หากเกิดข้อผิดพลาดบกพร่องขึ้น สามารถจัดการแก้ไขหรือปรับปรุงได้ทันท่วงที เช่น
  • บันทึกสภาวะแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน
  • พันธุ์ วันปลูก วันถอนแยก
  • วันใส่ปุ๋ย สารเคมี และขนิดชีวินทรีย์ พร้อมอัตราการใช้
  • วันที่ศัตรูพืชระบาด
  • ค่าใช้จ่าย ปริมาณผลผลิต และรายได้
  • ปัญหาอุปสรรคอื่น ๆ ในช่วงฤดูปลูก

การผลิตกะหล่ำปลีอย่างถูกต้องเหมาะสม

Department Of Agriculture กรมวิชาการเกษตร.

เกษตรดีที่เหมาะสมสำหรับการผลิต กะหล่ำปลี


Good Agricultural Practice (GAP) for Cabbage

แหล่งปลูก

สภาพพื้นที่

  • ปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย
  • ใกล้แหล่งน้ำสะอาด และสะดวกต่อการนำมาใช้
  • ไม่เป็นแหล่งที่มีน้ำท่วมขัง
  • ห่างไกลจากแหล่งมลพิษ
  • การคมนาคมขนส่งสะดวก สามารถนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้รวดเร็ว

ลักษณะดิน

  • ปลูกได้ในดินแทบทุกชนิดที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีการระบายน้ำดี และถ่ายเทอากาศดี
  • มีค่าความเป็นกรดด่างอยู่ประมาณ 6.0-6.5

สภาพภูมิอากาศ

  • อุณภูมิที่เหมาะสมในการเจริญเติบโตอยู่ในช่วงระหว่าง 15-20 องศาเซลเซียส

แหล่งน้ำ

  • มีแหล่งน้ำอยู่ใกล้เคียง พอใช้ตลอดฤดูปลูก ไม่มีสารเคมี เชื้อโรค หรือโลหะหนักเจือปน 
พันธุ์

การเลือกพันธุ์

  • ให้ผลผลิตสูง มีคุณภาพตรงตามที่ตลาดต้องการ
  • เจริญเติบโต เหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศที่ปลูก

พันธุ์ที่นิยมปลูก

  • กะหล่ำปีที่ปลูกเป็นการค้าส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ลูกผสมจากต่างประเทศ มีรูปร่างปลีหลายอย่าง
    คือ กลม กลมแป้น แหลม และรูปหัวใจ พันธุ์ที่นิยมปลูกมี 2 กลุ่ม คือ
  • พันธุ์เบา มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 60 วัน ได้แก่ พันธุ์ลูกผสม พันธุ์โคเปนเฮเกนมาร์เก็ต และ
    พันธุ์โกเดนเอเลอร์
  • พันธุ์หนัก มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 90-95 วัน ได้แก่ พันธุ์รูบี้บอล และรูบี้เพอเฟคชั่น 
การปลูก

การเตรียมดิน

  • ไถตากดินไว้ประมาณ 7 วัน แล้วไถพรวนอีก 1-2 ครั้ง เพื่อกำจัดแมลง โรค และวัชพืช
  • พรวนย่อยดิน ยกร่องกว้างประมาณ 1.5 เมตร เว้นทางเดิน 30 เซนติเมตร

ิธีการปลูก

  • แช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น 50-55 องศาเซลเซียส นาน 15-20 นาที

ปลูกโดยวิธีเพาะกล้าในแปลงเพาะ

  • หว่านเมล็ดลงในแปลวเพาะ หรือโรยเมล็ดตามร่องเล็ก ๆ บนแปลงเพาะ แต่ละร่องห่างกัน
    15 เซนติเมตร กลบเมล็ด คลุมด้วยฟาง และรดน้ำเป็นฝอยละเอียดทั่วแปลง
  • เมื่อต้นกล้าอายุ 25 วัน ย้ายลงแปลงปลูก ระยะปลูก 45-50 เซนติเมตร

ปลูกโดยวิธีเพาะกล้า และย้ายลงในถาดหลุม

  • เตรียมดินผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก และขี้เถ้าแกลบ อัตรา 3:1:1 ใส่ลงในกระบะเพาะ ปรับหน้าดิน
    ให้เรียบ ทำร่องเล็ก ๆ ห่างกัน 5 เซนติเมตร โรยเมล็ดลงในร่องกลบเมล็ด รดน้ำ
  • เมื่อต้นกล้าอายุ 7-10 วัน ย้ายลงปลูกในถาดหลุม
  • เมื่อต้นกล้าอายุ 25-30 วัน ย้ายลงแปลงปลูก ระยะระหว่างแถว 50 เซนติเมตร ระหว่างต้น 30 ซม.
การดูแลรักษา

การให้ปุ๋ย

  • หลังย้ายปลูก 7 วัน ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 20-10-10 อัตรา 30-40 กิโลกรัม/ไร่ ผสมกับปุ๋ยยูเรียสูตร
    46-0-0 อัตรา10-20 กิโลกรัม/ไร่ โดยใส่สองข้างแถวแล้วพรวนดินกลบ

การให้น้ำ

  • ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ
  • ควรให้น้ำทันทีหลังการปลูกและใส่ปุ๋ย

การอนุรักษ์แมลงศัตรูธรรมชาติ

ศัตรู ธรรมชาติของแมลงศัตรูกะหล่ำปลีมีหลายชนิดที่สำคัญ และพบทั่วไปในแปลง กะหล่ำปลี ได้แก่

แตนเบียน มี 2 ชนิดคือ

  • แตนเบียนไข่ไตรโคแกรมม่า
  • ทำลายไข่ของหนอนไยผักขนาดลำตัวประมาณ3มม.ไข่ที่ถูกแตนเบียนไข่ เข้าทำลายจะเป็นสีดำ
    และไม่ฟัก
  • แตนเบียนหนอนโคทีเรีย
  • ตัวเต็มวัยมีสีดำ ขนาดเล็กเท่ายุง วางไข่ในตัวหนอนใยผักหนอนกระทู้หอมและหนอนกระทู้ผักหลัก
    ไข่ฟักเป็นตัวจะอาศัยอยู่ภายในประมาณ 7 วัน แล้วออกมาถักรังเข้าดักแด้ภายนอก ดักแด้มีสีน้ำตาล
    ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร แต่ยาวเพียงครึ่งเดียว ทำให้หนอนศัตรูกะหล่ำไม่กินอาหารและตายในที่สุด

ตัวห้ำ มี 2 ชนิด คือ

  • มวนพิฆาต
  • วางไข่เป็นกลุ่มสีทองแดง ตังอ่อนวัยแรกสีดำ วัยต่อมาสีดำแต้มแดง ตัวเต็มวัย สีน้ำตาล บ่ามีหนาม
    แหลมข้างละอัน ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินหนอนศัตรูกะหล่ำปลี
  • แมงมุม
  • ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยกัดกินไข่และหนอนวัยแรกของแมลงศัตรูกะหล่ำ ปลีศัตรูธรรมชาติทั้ง 2 จำพวก
    นี้มีประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงศัตรูพืช ดังนั้นในการป้องกันกำจัดศัตรูกะหล่ำปลี ควรใช้วิธีการ
    ที่ปลอดภัยเพื่อเป็นการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ
     
สุขลักษณะและความสะอาด
  • ควรรักษาแปลงปลูกให้ถูกสุขลักษณะและสะอาดอยู่เสมอ
  • กำจัดวัชพืชควรกำจัดขณะวัชพืชยังเล็ก เพื่อไม่ให้แข่งขันกับพืชหลัก หรือเป็นแหล่งเพาะศัตรูพืช
    หรือติดไปกับผลผลิต
  • ควรเก็บวัชพืช เศษพืชโดยเฉพาะที่เป็นโรคไปทำลายนอกแปลงปลูก
  • อุปกรณ์ เช่น กรรไกร เครื่องพ่นสารเคมี ภาชนะทีทใช้เก็ลผลผลิต ฯลฯ หลังใช้งานแล้วต้องทำความ
    สะอาด และเก็บให้อยู่ในสภาพพ
    ร้อมใข้งานเสมอ
  • ภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ว ให้ล้างทำความสะอาด นำน้ำที่ล้างไปพ่นป้องกันกำจัดศัตรูพืช
    สำหรับภาชนะบรรจุให้ทำลายอย่างเหมาะสม เช่น ฝังดิน ไม่ควรนำมาใช้ใหม่อีก
     
ศัตรูของกะหล่ำปลีและการ ป้องกันกำจัด

โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

โรคกล้าเน่า

สาเหตุ           เชื้อรา

ลักษณะอาการ    แบ่งได้เป็น 2 ระยะ

  • อาการเน่าระยะก่อนงอก เมล็ดเน่าก่อนงอก หรืองอกออกมาเล็กน้อยแล้วเน่าตายไปก่อนที่จะโผล่พ้นดิน
    ขึ้นมา
  • อาการเน่าหลังงอก ต้นกล้าที่งอกพ้นดินขึ้นมา มีแผลที่โคนต้น ต้นหักพับที่ระดับผิวดิน หรือเกิดการเหี่ยว
    เฉาตาย

เชื้อสาเหตุของโรคนี้ อาจปนเปื้อนมากับเมล็ดพันธุ์ หรืออาศัยอยู่ในดินบริเวณนั้น และสามารถเจริญเติบโต
ได้ดีในดินที่มีความชื้นสูง

โรคราน้ำค้าง

สาเหตุ            เชื้อรา

ลักษณะอาการ

  • ที่ใบเลี้ยงของต้นกล้าเกิดเป็นจุดช้ำ และต้นกล้าเน่ายุบ บนใบเกิดเป็นปื้นเหลือง ด้านหลังใบมีเส้นใยสีขาว
    เป็นกระจุก เมื่อมีการระบาดมากขึ้นแผลขยายขนาดออกไป เนื้อใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและแห้งกรอบบนใบ
    ส่วนที่ห่อหัวเกิดเป็นจุดดำเล็ก ๆ ไม่ค่อยขยายขนาด สภาวะที่เหมาะต่อการระบาดของโรคนี้คือ อุณหภูมิต่ำ
    และความชื้นสูง เชื้อสาเหตุสามารถติดไปกับเมล็ดพันธุ์ได้

โรคใบจุด

สาเหตุ           เชื้อรา

ลักษณะอาการ

  • เกิดจุดเล็ก ๆ บนต้นกล้าที่งอกใหม่ ๆ กล้าเน่าตายในระยะต้นโต อาการที่ใบเริ่มจากเกิดเป็นจุดเล็กๆ
    ต่อมาแผลขยายออกเป็นวงกลมสีน้ำตาลหรือดำซ้อนกันหลาย ๆ ชั้น เนื้อเยื่อรอบ ๆ แผลเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
    เมื่อการระบาดมากขึ้นแผลเหล่านี้ขยายมาติดกันเนื้อใบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลใบ แห้งกรอบ

โรคใบแห้งหรือโรคเน่าดำ

สาเหตุ   เชื้อแบคทีเรีย

ลักษณะอาการ

  • อาการเริ่มแรกส่วนใหญ่จะเกิดที่ขอบใบ โดยเนื้อใบตรงส่วนที่เชื้อเข้าทำลายจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และลุก
    ลามเข้าไปยังส่วนกลางของใบเป็นรูปสามเหลี่ยมโดยยอดของสามเหลี่ยมนั้นอยู่ที่ เส้นกลางใบ บางครั้ง
    อาการอาจเริ่มแสดงที่ปากใบพืชทำให้เกิดอาการปื้นเหลืองบนใบ เนื้อเยื่อตรงกลางแผลจะค่อย ๆ ตาย
    เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เชื้อสาเหตุติดมากับเมล็ดพันธุ์และสามารถมีชีวิตอยู่บนเศษซากพืชในดินใด้นาน โรคนี้
    จะระบาดมากในสภาพที่มีความชื้นสูง

โรคเน่าเละ

สาเหตุ      เชื้อแบคทีเรีย

ลักษณะอาการ

  • เนื้อเยื่อพืชยุบตัว แผลเปียกเป็นเมือกเยิ้ม สีน้ำตาลอ่อนจนเกือบดำ กลิ่นเหม็น สำหรับพืชที่ถูกทำลายส่วน
    ใต้ดิน พืชจะแสดงอาการเหี่ยว เฉา เชื้อสาเหตุของโรคนี้เข้าทำลายพืชได้ตามรูเปิดหรือรอยแผลต่าง ๆ และ
    สาเหตุาสำคัญที่เป็นช่องทางที่เชื้อโรคเน่าเละจะเข้าไปได้นั้นมักเกิดขึ้น ภายหลังจากการขาดธาตุอาหารรอง
    บางชนิด เช่น แคลเซี่ยมและโบรอน โดยเฉพาะโบรอนทำให้เกิดอาการไส้กลวง เชื้อสาเหตุเข้าทำลายซ้ำ
    เติมทำให้เกิดการเน่าภายใน โรคนี้เมื่อเกิดแล้วไม่สามารถแก้ไขได้ ต้องปฏิบัติเพื่อป้องกันเท่านั้น

โรค ปลายใบแห้ง

สาเหตุ         ขาดธาตุอาหารรองแคลเซี่ยม

ลักษณะอาการ

  • ขอบใบเป็นสีน้ำตาลฉ่ำน้ำ ต่อมาแห้งเป็นสีน้ำตาล โดยเฉพาะใบอ่อนแสดงอาการก่อนเนื่องจากเมื่อพืชเริ่ม
    งอกหัว แคลเซี่ยมในพืชจะลดลงอย่างรวดเร็ว ถ้าพืชได้รับแคลเซี่ยมไม่เพียงพอพืชแสดงอาการขาดธาตุ
    อาหารดินบางแห่งแม้มีแคลเซี่ยมในดินมากแต่ถ้าเกลือแอมโมเนียมในดินสูงหรือมี ตวามชื้นสูงจะยับยั้งการ
    ดูดแคลเซี่ยมของพืชจากดินขึ้นมา พืชแสดงอาการขาดธาตุแคลเซี่ยม หลังจากนั้นเชื้อสาเหตุโรคเน่าเละเข้า
    ทำลายซ้ำเติมทำให้เกิดเป็นโรคเน่าเละในทีสุด

โรคไส้ดำหรือโอกึน

สาเหตุ      ขาดธาตุอาหารรองโบรอน

ลักษณะอาการ

  • ในระยะที่พืชยังเล็กอยู่ใบมีสีซีด แคระแกรน แต่ไม่พบบ่อยนัก ส่วนมากจะแสดงอาการเด่นชัดในระยะพืชโต
    เต็มที่ ใบม้วนผิดปกติ เส้นใบและเส้นกลางใบมีรอยแตก ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ส่วนของรากมีรอยสี
    น้ำตาล เนื้อเยื่อส่วนกลางลำต้นจะแตกกลวง เมื่ออาการรุนแรงมากขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีดำ เมื่อลำต้นพืชเริ่ม
    กลวงเชื้อสาเหตุโรคเน่าเละมีโอกาสเข้าทำลายทำให้เกิดเป็นอาการเน่าเละในที่ สุด

การป้องกันกำจัดโรคของกะหล่ำปลี

  • การเตรียมแปลงเพาะปลูกควรย่อยดินให้ละเอียด ปรับดินด้วยปูนขาวอัตรา 200-400 กก/ไร่ เพื่อป้องกันโรค
    กล้าเน่า และโรคเน่าดำ
  • แช่เมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกในน้ำอุ่น 50-55 องศาเซลเซียส นาน 15-20 นาที สามารถลดความเสียหายเนื่องจาก
    โรคกล้าเน่า โรคราน้ำค้าง โรคใบจุด และโรคเน่าดำ
  • ไม่เพาะกล้าแน่นเกินไป สามารถลดความเสียหายเนื่องจากโรคกล้าเน่า
  • ไม่ควรรดน้ำในแปลงกล้ามากเกินไป แปลงกล้าควรมีการระบายน้ำได้ดี เพื่อลดการเกิดโรคกล้าเน่า
  • พ่นธาตุอาหารรองโบรอน และแคลเซี่ยมเพิ่มให้กับพืชในระยะที่พืชเริ่มห่อหัว เพื่อลดความเสียหายเนื่องจาก
    โรคเน่าเละ โรคปลายใบแห้ง และโรคไส้ดำ
  • เมื่อเริ่มมีการระบาดของโรคราน้ำค้าง และโรคใบจุดในแปลงปลูกให้ฉีดพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ตามคำแนะนำในตารางที่ 1
  • เศษซากพืชที่เป็นโรคควรนำออกจากแปลงให้หมด ไม่ควรจะสับกลับลงไปในดิน เพื่อลดการระบาดของ
    โรคราน้ำค้าง โรคใบจุด โรคเน่าเละ และโรคเน่าดำในฤดูต่อไป
ตารางที่ 1 การใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชของกะหล่ำปลี

 

โรค
สารป้องกันกำจัดโรคพืช
อัตราการใช้น้ำ/
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใช้/
ข้อควรระวัง
หยุดใช้สาร
ก่อนการ
เก็บเกี่ยว
ราน้ำค้าง
เมตาแลกซิล+แมนโคเซบ
(75% WP)
50 กรัม
เริ่มพ่นเมื่อพบโรค
ถ้าโรคไม่หยุดระบาด
ให้พ่นซ้ำทุก 7 วัน
14 วัน
ใบจุด
ไอโพรไดโอน (50% WP)
20 กรัม
14 วัน
คลอโรธาโลนิล (75% WP)
25-50 กรัม
14 วัน
แมนโคเซบ Z80% WP)
40-50 กรัม
7 วัน

แมลง ศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

หนอน ใยผัก

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก วางไข่เป็นฟองเดี่ยว หรือกลุ่มเล็ก ๆ ทั้งใบและใต้ใบ ไข่มีสีเหลือง
    อ่อนหนอนลำตัวยาวเรียวหัวท้ายแหลม ส่วนท้ายมีปุ่มยื่นออกเป็น 2 แฉก สีเขียวอ่อน เทาอ่อน หรือเขียวปน
    เหลืองเมื่อถูกตัวจะดิ้นและทิ้งตัวลงดินโดยการชักใยเข้าดักแด้ตามใบพืชโดยมี ใยปกคลุม หนอนกัดกินใบ
    และยอดกะหล่ำปลี ตั้งแต่เริ่มงอกจนถึงระยะเก็บเกี่ยว พบการทำลายตามแหล่งปลูกกะหล่ำปลีเป็นการค้าทั่ว
    ประเทศระบาดรุนแรงในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแหล่งปลูกภาคกลาง

การป้องกันกำจัด

  • ติดกับดับกาวเหนียวสีเหลือง อัตรา 80 ดับดัก/ไร่ ตลอดฤดู เพื่อการพยากรณ์และลดปริมาณตัวเต็มวัยโดยเอียง
    กับดักทำมุม 45 องศากับพื้นดิน
  • เก็บเศษใบกะหล่ำปลีทำลาย เพื่อกำจัดหนอนและดักแด้
  • หากจำเป็นให้ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลง ตามคำแนะนำในตารางที่ 2

ด้วงหมัดผัก

ลักษณะการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นด้วงขนาดเล็ก ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ปึกคู่หน้าสีดำมี 2 ชนิด ชนิดหนึ่งมีแถบสีเหลืองสองแถบ
    พาดตามยาวของปีกหนอนกัดกินโคนต้นหรือรากของกะหล่ำปลี ทำให้ผักเหี่ยวเฉาไม่เจริญเติบโตและตายในทีสุด
    ตัวเต็มวัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม กัดกินผิวใบด้านล่างทำให้เป็นรูพรุน เมื่อถูกรบกวนสามารถกระโดดและบินได้ไกล
    พบระบาดวนเวียนอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับแหล่งปลูกผักเก่าทั่วไป

การป้องกันกำจัด

  • ติดกับดักกาวเหนียวสีเหลือง อัตรา 80 กับดัก/ไร่ ตลอดฤดูปลูก เพื่อการพยากรณ์ และลดปริมาณตัวเต็มวัย
  • ไถพรวนตากดินก่อนปลูก เพื่อกำจัดหนอนและดักแด้
  • หากจำเป็นให้ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลง ตามคำแนะนำในตารางที่ 2

หนอนกระทู้หอม

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนวางไข่เป็นกลุ่มสีขาวมีขนปกคลุมอยู่ ใต้ใบกะหล่ำปลี หนอนทำความเสียหาย
    รุนแรงเมื่ออยู่ในวัยที่ 3 ขึ้นไป โดยกัดกินทุกส่วนของพืชพบการทำลายตามแหล่งปลูกกะหล่ำปลีทั่วไป ระบาดรุนแรงมากในช่วงฤดูร้อน หนอนโตเต็มที่จะเข้าดักแด้ในดิน

การป้องกันกำจัด

  • ไถพรวนดินก่อนปลูก เพื่อกำจัดดักแด้
  • เก็บกลุ่มไข่และหนอนทำลาย
  • หากจำเป็นให้ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลง ตามคำแนะนำตารางที่ 2

หนอนกระทู้ผัก

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนวางไข่เป็นกลุ่มสีน้ำตาลคล้ายฟาง ข้าวจำนวนนับร้อยฟอง ใต้ใบผัก หนอนวัยแรก
    อยู่รวมกันเป็นกลุ่มแทะกินผิวใบ วัยต่อมาเคลื่อนย้ายกัดกินทุกส่วนของพืชทำความเสียหายให้กับกะหล่ำปลี
    มากเนื่องจากเป็นหนอนที่มีขนาดใหญ่ และมีจำนวนมาก หนอนเข้าดักแด้ในดิน

การป้องกันกำจัด

  • ไถพรวนตากดินก่อนปลูก เพื่อกำจัดดักแด้
  • เก็บกลุ่มไข่ และหนอนทำลาย
  • หากจำเป็นให้ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงเมื่อพบการระบาด ตามคำแนะนำในตารางที่ 2

หนอนเจาะยอดกะหล่ำ

ลักษณะและการทำลาย

  • ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อขนาดเล็ก วางไข่เป็นฟองเดี่ยว มีสีขาวนวลตามยอดพืช หนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินตามส่วน
    ยอด และถักใยคลุมตัว อยู่ภายในยอดและลำต้น สังเกตจากรอยกัดกินเป็นทางหรือมูลหนอนที่ถ่ายทิ้งไว้ เข้าดักแด้
    ตามเศษพืชบนดิน หรือในดิน โดยมีใยห่อหุ้ม พบการทำลายตามแหล่งปลูกกะหล่ำปลีทั่วไป ระบาดรุนแรงในช่วง
    ฤดูร้อน

การป้องกันกำจัด

  • ไถพรวนตากดินก่อนปลูก เพื่อกำจัดดักแด้
  • เก็บเศษใบกะหล่ำปลีทำลายเพื่อกำจัดดักแด้
  • หากจำเป็นให้ฉีดพ่นสารกำจัดแมลงเมื่อพบไข่หรือหนอนเริ่มเข้าทำลาย ตามคำแนะนำในตารางที่ 2
ตารางที่ 2 การใช้สารชีวินทรีย์และสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูกะหล่ำปลี
แมลง
ศัตรูพืช
ชีวินทรีย์/
สารป้องกันกำจัด
อัตราการใช้/
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใช้/
ข้อควรระวัง
หยุดใช้สาร
เคมีก่อนการ
เก็บเกี่ยว
หนอนใยผัก
บาซิลลัส ทูริงเยนซิส
(เชื้อแบคทีเรีย)
40-80     กรัม
60-10 มิลลิลิตร
  • พ่นเมื่อพบหนอน 3 ตัวต่อต้นในระยะก่อน
    เข้าปลีหรือพบมากกว่า
    6 ตัวต่อต้นในระยะเข้า
    ปลีจากการสุ่มทุก 4-7 วันแบบซีเควนเชียล
  • พ่นในเวลาเย็นหลังบ่าย
    3 โมงเย็น เป็นต้นไป
1 วัน
ฟิโปรนิล (5%SC)
20-40 มิลลิลิตร
60-80 มิลลิลิตร
  • ในแหล่งปลูกภาค
    กลางใช้ในอัตราสูง
7 วัน
อะบาเม็กติน (1.8%EC)
20-30 มิลลิลิตร
40-60 มิลลิลิตร
7 วัน
คลอร์ฟีนาเพอร์ (10%SC)
20-40 มิลลิลิตร
7 วัน
โพรไทโอฟอส (50%EC)
30-40 มิลลิลิตร
  • ใช้ในแหล่งปลูกผัก
    ทั่ว ๆ ไป ยกเว้นใน
    แหล่งปลูกผักภาคกลาง
  • ไม่ควรใช้สารชนิดใด
    ชนิดหนึ่งติดต่อกัน
    หลายครั้งและไม่ควร
    ใช้ในช่วงเก็บเกี่ยว
14 วัน
เดลทาเมทริน (3%EC)
10-20 มิลลิลิตร
7-10 วัน
เพอร์เมทริน (25%EC)
10-20 มิลลิลิตร
3-7 วัน
แลมบ์ดาไซฮาโลทริน
(2.5%EC)
20-30 มิลลิลิตร
8 วัน
ไซเพอร์เมทริน (25%EC)
10-20 มิลลิลิตร
5 วัน
เทฟลูเบนซูรอน (5%EC)
20-40 มิลลิลิตร
14-21 วัน
คลอร์ฟลูอาซูรอน (5%EC)
20-40 มิลลิลิตร
7 วัน

ฟลูเฟนนอกซูรอน (5%EC)

20-40 มิลลิลิตร
7 วัน

ด้วงหมัดผัก

คาร์บาริล ( 85%WP)
40-60    กรัม
  • พ่นเมื่อพบด้วงหมัดผัก
    1ตัว/ต้น
  • ใช้เฉพาะแหล่งที่ด้วงหมัด
    ผักยังไม่สร้างความต้าน
    ทานต่อสารฆ่าแมลง
14 วัน

คาร์โบซัลแฟน (20%EC)

50-75 มิลลิลิตร
  • ใช้ในแหล่งที่ด้วง
    หมัดผักมีควาาม
    ต้านทานต่อสาร
    ฆ่าแมลง
15 วัน
โพรไทโอฟอส (50%EC)
30-40 มิลลิลิตร
14 วัน
ฟิโปรนิล (5%SC)
20-40 มิลลิลิตร
7 วัน
หนอนกระทู้
หอม
หนอนกระทู้
ผัก
บาซิลลัส ทูริงเยนซิส
(เชื้อแบคทีเรีย)
60-80     กรัม
  • พ่นเมื่อพบหนอน
    0.2 ตัวต่อต้น
  • ใชัได้เฉพาะหนอน
    กระทู้หอม
  • ไม่ควรใช้สารชนิดใด
    ชนิดหนึ่งติดต่อกัน
    หลายครั้ง และไม่ใช้
    ในช่วงเก็บเกี่ยว
1 วัน
นิวเคลียโพลีฮีโดรซิสไวรัส
ไดฟลูเบนซูรอน (25%WP)
20-30 มิลลิลิตร
30-40 มิลลิลิตร
0 วัน
14 วัน
ไตรฟลูมูรอน (25%WP)
30-40 มิลลิลิตร
14 วัน
คลอร์ฟลูอาซูรอน (5%EC)
20-40 มิลลิลิตร
7 วัน
เทบูฟีโนไซด์ (20%F)
30-40 มิลลิลิตร
14 วัน
คลอร์ฟีนาเพอร์ (10%SC)
30-40 มิลลิลิตร
7 วัน
หนอนเจาะ
ยอดกะหล่ำ
โพรไทโอฟอส (50%EC)
30-40 มิลลิลิตร
  • พ่นทุก 4-7 วัน เมื่อพบ
    หนอนและพ่นติดต่อกัน
    2-3 ครั้ง
14 วัน
แลมบ์ด้าไซฮาโลทริน
(2.5%EC)
20-40 มิลลิลิตร
8 วัน

ัชพืชและการป้องกันกำจัด

วัชพืชฤดูเดียว เป็นวัชพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ที่สำคัญมี 2 ประเภท คือ

  • วัชพืชประเภทใบแคบ ได้แก่ หญ้าตีนนก หญ้านกสีชมพู และหญ้าตีนกา
  • วัชพืชประเภทใบกว้าง ได้แก่ ผักเบี้ยหิน ผักเบี้ยใหญ่ ผักโขม และสาบแร้งสาบกา
  • วัชพืชประเภทกก ได้แก่ กกทราย หนวดปลาดุก

การป้องกันกำจัด

  • ไถตากดินก่อนหว่านเมล็ด 7 วัน
  • คลุมดินด้วยฟางหลังหว่านเมล็ด
  • ถอนกำจัดวัชพืชออกจากแปลง ขณะถอนแยกต้นกล้าเมื่อกะหล่ำปลีอายุ 20 วัน และ 30 วัน
  • ใช้สารกำจัดวัชพืชตามคำแนะนำในตารางที่ 3

วัชพืชข้ามป เป็นวัชพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยหัว เหง้า ไหล ที่พบมากใน แปลงผัก ได้แก่ แห้งหมู

การป้องกันกำจัด

  • คราดส่วนขยายพันธุ์ออกจากแปลงขณะพรวนย่อยดิน
  • ขุดทำลายหัวแห้วหมูทุกครั้งที่พบ
ตารางที่ 3 การใช้สารกำจัดวัชพืชในแปลงกะหล่ำ
วัชพืช
สารป้องกันกำจัดวัชพืช
อัตราใช้/ไร่
20 ลิตร
วิธีการใช้/ข้อควรระวัง
หมายเหตุ
วัชพืชใบแคบ เมโทลาคลอร์
อะลาคลอร์
150 มิลลิลิตร
125-150
มิลลิลิตร
  • พ่นคลุมดินก่อนเพาะกล้า
    7 วัน
  • พ่นก่อนหรือหลังย้ายปลูก
    แล้วรดน้ำตาม
  • ใช้น้ำผสมอัตรา 60-80
    ลิตร/ไร่
-
วัชพืชใบกว้าง ออกซีฟลูออกเฟน
ออกซาไดอะซอน
51 มิลลิลิตร
100-150
มิลลิลิตร
  • พ่นคลุมดินก่อนย้ายปลูก
  • ใช้น้ำผสมอัตรา 60-80
    ลิตร/ไร่
ระวังละออง
สารสัมผัส
พืชข้างเคียง
คำแนะนำการใช้สารป้องกัน กำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย
  • การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เหมาะสม เกษตรกรควรรู้จักศัตรูพืช ชนิดและอัตราการใช้สารป้องกัน
    กำจัดศัตรูพืช รวมทั้งการเลือกใช้เครื่องพ่น และหัวฉีดที่ถูกต้อง นอกจากนั้น การพ่นควรกระจายให้คลุม
    ทั้งต้น โดยเฉพาะบริเวณที่ศัตรูพืชเข้าทำลาย มีข้อแนะนำควรปฏิบัติ ดังนี้

การ ใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างเหมาะสม

  • ตรวจอุปกรณ์เครื่องพ่นอย่าให้มีรอยรั่ว เพราะจะทำให้สารพิษเปียกเปื้อนเสื้อผ้า และร่างกายของผู้พ่นได้
  • ต้องสวมเสื้อผ้าและรองเท้าให้มิดชิด รวมทั้งสวมหน้ากาก หรือผ้าปิดจมูก และศรีษะเพื่อป้องกันอัตรายจาก
    สารพิษ
  • อ่านฉลากคำแนะนำ คุณสมบัติ และการใช้ ก่อนทุกครั้ง
  • ควรพ่นในช่วงเข้าหรือเย็นขณะลมสงบ หลีกเลี่ยงการพ่นในเวลาแดดจัดหรือลมแรง แลผู้พ่นต้องอยู่เหนือลม
    ตลอดเวลา
  • ควรเตรียมสารเคมีให้ใช้หมดในคราวเดียว ไม่ควรเหลือติดค้างในถังพ่น
  • เมื่อเลิกใช้ควรปิดฝาภาชนะบรรจุสารเคมีให้สนิท เก็บไว้ในที่มิดชิด ห่างจากสถานที่ปรุงอาหาร แหล่งน้ำ
    และต้องปิดกุญแจโรงเก็บตลอดเวลา
  • ภายหลังการพ่นสารกำจัดศัตรูพืชทุกครั้ง ผู้พ่นต้องอาบน้ำ สระผม และเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที เสื้อผ้าที่ใส่ขณะ
    พ่นสารต้องซักให้สะอาดทุกครั้ง
  • ไม่เก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนสารเคมีที่ใช้จะสลายตัวถึงระดับปลอดภัย โดยดูจากตารางคำแนะนำการใช้สารป้อง
    กันกำจัดศัตรูพืช
  • ทำลายภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ว อย่าทิ้งตามร่องสวน หรือทิ้งลงแม่น้ำลำคลอง

การพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

เครื่องพ่น นิยมใช้มี 2 ชนิด ได้แก

  • เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง
  • เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว

วิธีการใช้

  • เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง ใข้อัตราการพ่น 60-80 ลิตรต่อไร่ ใช้หัวฉีดแบบกรวยขนาดเล็ก (เส้นผ่า
    ศูนย์กลาง 0.6 มม.) สำหรับการพ่นสารฆ่าแมลง และสารป้องกันกำจัดโรคพืช และใช้หัวฉีดแบบพัด หรือ
    แบบปะทะ สำหรับการพ่นสารกำจัดวัชพืช
  • การพ่นสารกำจัดวัชพืขควรแยกเครื่องพ่นเฉพาะ ไม่ใช้ปนกับสารกำจัดศัตรูพืชชนิดอื่น ๆ และหลังพ่นไม่ควร
    ควบคุมวัชพืชเท่านั้น ระวังการพ่นซ้ำแนวเดิม เพราะจะทำให้สารลงเป็น 2 เท่า
  • เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว ใช้อัตราการพ่น 80-120 ลิตร/ไร่ ใช้หัวฉีดแบบกรวยขนาดกลาง
    (เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.0-1.2 มม.) ปรับความดันในระบบการพ่นไว้ที่ 10 บาร์ หรือ 150 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
    เหมาะสำหรับการพ่นสารฆ่าแมลง และสารป้องกันกำจัดโรคพืช
  • ถ้าเป็นหัวฉีดแบบกรวยชนิดปรับได้ ควรปรับให้ได้ละอองกระจายกว้างที่สุดซึ่งจะได้ละอองขนาดเล็ก
    สม่ำเสมอ
  • ใช้ความเร็วการเดินพ่นประมาณ 1 ก้าวต่อวินาที และทำการพ่นให้คลุมทั้งต้น ไม่ควรพ่นจี้นานเกินไปเพราะ
    จะทำให้น้ำยาโชกและไหลลงดิน
  • เริ่มทำการพ่นจากทางใต้ลมก่อน และขยายแนวการพ่นขึ้นเหนือลม ขณะเดียวกันหันหัวฉีดไปทางใต้ลม
    ตลอดเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารเคมี
  • การพ่นควร พลิก-หงาย หัวฉีดขึ้น – ลง เพื่อให้ละอองแทรกเข้าทรงพุ่มได้ดีขึ้น โดยเฉพาะด้านใต้ใบ
การเก็บเกี่ยว
  • เก็บเกี่ยวตามอายุของพันธุ์กะหล่ำปลีที่ปลูก (60-95 วัน)
  • เก็บเกี่ยวเฉพาะส่วนที่ห่อหัว ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมส่งตลาด
วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว

การเก็บรักษาผลผลิตและการบรรจ

  • หลังเก็บเกี่ยวให้เข้าร่มทันทีไม่ควรวางไว้กลางแดดและไม่ควรวางบน พื้นผิวดินโดยไม่มีวัสดุรองรับ
  • คัดและแยกกะหล่ำปลี เพื่อจำหน่ายตามขนาดและคุณภาพของผัก จะทำให้ได้ราคาดีกว่าการจำหน่ายคละ
  • บรรจุลงเข่ง หรือลังพลาสติก ที่บุด้วยวัสดุที่ป้องกันการขูดขีด เช่น ใบตอง ไม่ควรบรรจุปริมาณมากเกินไป
    จะทำให้กะหล่ำปลีบอบช้ำเสียหายได้

การขนส่ง

  • เตรียมการเรื่องตลาดรับซื้อและยานพาหนะในการขนส่งไว้ล่วงหน้า
  • ไม่กองผลผลิตบนพื้นรถบรรทุกโดยตรง ควรใส่ภาชนะ
  • การขนส่งระยะทางไกลควรส่งให้ถึงเร็วที่สุด
การบันทึกข้อมูล
  • เกษตรกรควรบันทึกการปฏิบัติการในขั้นตอนการผลิตต่างๆ ให้มีการตรวจสอบได้หากเกิดข้อผิดพลาดบกพร่อง
    ขึ้น สามารถจัดการแก้ไขหรือปรับปรุงได้ทันท่วงที เช่น
  • บันทึกสภาวะแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน
  • พันธุ์ วันปลูก วันถอนแยก
  • วันใส่ปุ๋ย สารเคมี และชนิดชีวินทรีย์ พร้อมอัตราการใช้
  • วันที่ศัตรูพืชระบาด
  • ค่าใช้จ่าย ปริมาณผลผลิตและรายได้
  • ปัญหาอุปสรรค์อื่น ๆ ในช่วงฤดูปลูก
หน้าต่อไป

Theme: Rubric. บลอกที่ WordPress.com .