ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ตุลาคม 17, 2011

เปรียบเทียบกรรมวิธีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวถั่วเขียวผิวดำพันธุ์ชัยนาท 2 ที่มีต่อคุณภาพเมล็ดและปริมาณการติดเชื้อ

doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author สุวิมล ถนอมทรัพย์ pdf
Title เปรียบเทียบกรรมวิธีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวถั่วเขียวผิวดำพันธุ์ชัยนาท 2 ที่มีต่อคุณภาพเมล็ดและปริมาณการติดเชื้อ Type Journal Article
Year (up) 2550 Publication การทดลองสิ้นสุด Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author สุมนา งามผ่องใส, อารดา มาสริ, เชาวนาถ พฤทธิเทพ Thesis
Address ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท กรมวิชาการเกษตร
Keywords การปรับปรุงพันธุ์ถั่วเขียว
Abstract การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวถั่วเขียวผิวดำ เป็นอีกวิธีการหนึ่งในการแก้ปัญหาเพื่อหลีกเลี่ยงเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคเน่าดำติดไปกับเมล็ด ได้ทำการทดลองหาวิธีการจัดการภายหลังการเก็บเกี่ยวต้นถั่วเขียวผิวดำก่อนการนวดด้วยวิธีการต่างๆ โดยวางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 3 ซ้ำ ประกอบด้วยวิธีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว 9 กรรมวิธี คือ 1.หลังเก็บเกี่ยวนวดทันที 2.-3.วางรายตากบนผ้าใบเป็นเวลา 3 และ 6 วัน 4.-5. วางรายตากบนพื้นดินเป็นเวลา 3 และ 6 วัน 6.-7. มัดวางตั้งตากบนพื้นดินเป็นเวลา 3 และ 6 วัน 8.-9. มัดวางนอนตากบนพื้นดินเป็นเวลา 3 และ 6 วัน ทดลองกับถั่วเขียวผิวดำพันธุ์ชัยนาท 2 ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท เป็นเวลา 2 ปี คือ ในฤดูปลายฝน ปี 2549 และ ปี 2550 ผลการทดลอง พบว่า กรรมวิธีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวทุกวิธีการ ไม่สามารถลดเปอร์เซ็นต์เชื้อรา M. phaseolina ได้ ทั้งสองการทดลอง โดยพบเปอร์เซ็นต์เชื้อราติดมากับเมล็ดหลังเก็บเกี่ยวหรือก่อนนวด 4.4-8.2 เปอร์เซ็นต์ และภายหลังการตากแล้วนวดพบเชื้อราเพิ่มขึ้นต่างกันเฉลี่ยจากทุกกรรมวิธีเท่ากับ 10.0-20.7 เปอร์เซ็นต์ โดยกรรมวิธีการนวดทันทีพบเชื้อราน้อยที่สุด และกรรมวิธีมัดวางนอนตากบนพื้นดินเป็นเวลา 3 และ 6 วัน พบเชื้อรามากที่สุด 25.4-30.3 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2549 และ 11.6-11.7 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2550 สำหรับคุณภาพเมล็ด ความชื้นหลังนวดเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในแต่ละกรรมวิธีเฉลี่ย 0.20-0.67 เปอร์เซ็นต์ แต่ความงอกและความแข็งแรงลดลงเฉลี่ย 5.5-7.09 และ 13.4-16.5 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ จากผลการทดลอง สรุปได้ว่าการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวทั้งกรรมวิธีการตาก และระยะเวลาตาก ไม่สามารถลดปริมาณเชื้อราที่ติดมากับเมล็ดได้ ขณะเดียวกันก็พบว่า การเพิ่มระยะเวลาตากให้ยาวนานขึ้นส่งผลให้เมล็ดมีการติดเชื้อเพิ่มขึ้น และเมล็ดยังมีความงอกและความแข็งแรงลดลง
Publisher ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท Place of Publication กรมวิชาการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 197
Permanent link to this record

ปฏิกิริยาของถั่วเขียวผิวดำสายพันธุ์ต่างๆ ต่อเชื้อรา Macrophomina phaseolina สาเหตุโรคเน่าดำ

doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author เชาวนาถ พฤทธิเทพ pdf
Title ปฏิกิริยาของถั่วเขียวผิวดำสายพันธุ์ต่างๆ ต่อเชื้อรา Macrophomina phaseolina สาเหตุโรคเน่าดำ Type Journal Article
Year (up) 2550 Publication การทดลองสิ้นสุด Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author สุวิมล ถนอมทรัพย์, สุมนา งามผ่องใส, อารดา มาสริ Thesis
Address ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท กรมวิชาการเกษตร
Keywords การปรับปรุงพันธุ์ถั่วเขียวผิวดำ
Abstract การทดสอบปฏิกิริยาของถั่วเขียวผิวดำสายพันธุ์ต่างๆ ต่อเชื้อรา Macrophomina phaseolina สาเหตุโรคเน่าดำ ดำเนินการทดลองในสภาพโรงเรือนทดลอง ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท ระหว่างปี 2549–2550 วางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 4 ซ้ำ โดยมีถั่วเขียวผิวดำพันธุ์พิษณุโลก 2 และชัยนาท 2 เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ แบ่งการทดลองเป็น 3 ชุดทดสอบ จำนวน 23 พันธุ์/สายพันธุ์ ปลูกเชื้อโดยวิธี Soil infestation โดยการเลี้ยงเชื้อรา M. phaseolina ลงบนข้าวฟ่างบ่มจนกระทั่งเชื้อราขึ้นปกคลุมหรือประมาณ 3 สัปดาห์ ทำการคลุกเชื้อราที่เลี้ยงบนเมล็ดข้าวฟ่างกับดินที่นึ่งฆ่าเชื้อในอัตรา inoculum 2% W/W (น้ำหนัก inoculum/น้ำหนักดินแห้ง) จากนั้นปลูกถั่วเขียวพันธุ์ทดสอบ ผลการทดลองพบว่าถั่วเขียวจะเริ่มแสดงอาการของโรคเน่าดำหลังการปลูกเชื้อ 7 วัน และอาการจะรุนแรงขึ้น พบว่าต้นถั่วเขียวเป็นโรคเน่าดำ ระหว่าง 31.7-63.8 เปอร์เซ็นต์ ภายหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตพบว่า มีถั่วเขียวผิวดำ จำนวน 6 พันธุ์/สายพันธุ์ จากชุดทดสอบที่ 1 และ 2 ที่มีเปอร์เซ็นต์การติดโรคในเมล็ดต่ำกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ ได้แก่ 200451, 200409, 200503 x 200002, 200498 x 200188, 200032 และ 200188 โดยมีเปอร์เซ็นต์การเป็นโรคเท่ากับ 13.1, 16.7, 20.0, 22.2, 22.9 และ 24.2 ตามลำดับ ในขณะที่พันธุ์พิษณุโลก 2 และชัยนาท 2 มีเปอร์เซ็นต์การเป็นโรคเฉลี่ยเท่ากับ 34.2 และ 33.4 ในชุดทดสอบที่ 3 พบว่า มีถั่วเขียวผิวดำ จำนวน 9 พันธุ์/สายพันธุ์ที่มีเปอร์เซ็นต์การติดโรคในเมล็ดต่ำกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ ได้แก่ 200032 x 200490, ชัยนาท 2 x 200065, ชัยนาท 2, ชัยนาท 2 x 200063, พิษณุโลก 2, ชัยนาท 2 x 200066, 200500 x 200451, 200498 x 200188 และ 200531 x 200409 โดยมีเปอร์เซ็นต์การเป็นโรคเท่ากับ 14.7, 14.7, 16.0, 17.3, 18.3, 18.7, 20.0, 21.3 และ 21.3 ตามลำดับ
Publisher ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท Place of Publication กรมวิชาการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 196
Permanent link to this record

การปรับปรุงพันธุ์ถั่วเขียวเพื่อต้านทานโรคราแป้ง:การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร

doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author สุมนา งามผ่องใส pdf
Title การปรับปรุงพันธุ์ถั่วเขียวเพื่อต้านทานโรคราแป้ง:การเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร Type Journal Article
Year (up) 2550 Publication การทดลองสิ้นสุด Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author อารดา มาสริ, เชาวนาถ พฤทธิเทพ, อรรณพ กสิวิวัฒน์, นรีลักษณ์ วรรณสาย, รวีวรรณ เชื้อกิตติศักดิ์, น Thesis
Address ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท, ศูนย์วิจัยพืชไร่เพชรบูรณ์, ศูนย์วิจัยพืชไร่พิษณุโลก, ศูนย์บริการด้านพืชและปัจจัยการผลิตสุโขทัย, ศูนย์บริการด้านพืชและปัจจัยการผลิตลพบุรี กรมวิชาการเกษตร
Keywords การปรับปรุงพันธุ์ถั่วเขียวผิวมัน
Abstract การปรับปรุงพันธุ์ถั่วเขียวเพื่อต้านทานโรคราแป้ง อยู่ในขั้นตอนการเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร ดำเนินการทดลองในแหล่งปลูกถั่วเขียวของประเทศ ได้แก่ จ.ชัยนาท จ.พิษณุโลก จ.เพชรบูรณ์ จ. นครสวรรค์ และ จ. ลพบุรี ในปี 2550 โดยนำถั่วเขียวสายพันธุ์ที่คัดเลือกได้ จำนวน 3 สายพันธุ์ คือ M4-2 M5-1 และ M5-5 ทำการเปรียบเทียบพันธุ์ในไร่เกษตรกร จำนวน 5 แปลงทดลอง ผลการทดลอง พบว่า ถั่วเขียวสายพันธุ์จำนวน 3 สายพันธุ์ ให้ผลผลิตไม่แตกต่างกันทางสถิติ โดยถั่วเขียวสายพันธุ์ M5-1 M5-5 และ M4-2 ให้ผลผลิตเฉลี่ย 183 180 และ 180 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ ถั่วเขียวพันธุ์ชัยนาท 36 และกำแพงแสน 1 ให้ผลผลิตเฉลี่ย 180 และ 180 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับน้ำหนัก 1,000 เมล็ด มีความแตกต่างกันทางสถิติทุกสถานที่ ยกเว้นที่ จ. ลพบุรี โดยถั่วเขียวสายพันธุ์ M5-1 M4-2 และ M5-5 ให้น้ำหนัก 1,000 เมล็ดเฉลี่ย 67.1 66.3 และ 66.1 กรัมต่อ 1000 เมล็ด ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าถั่วเขียวพันธุ์ชัยนาท 36 (65.8 กรัม/1000 เมล็ด) ร้อยละ 2 1 และ 1 ตามลำดับ และมีความต้านทานต่อโรคราแป้งในสภาพธรรมชาติ
Publisher ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท Place of Publication กรมวิชาการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 195
Permanent link to this record

การเปรียบเทียบมาตรฐานพันธุ์ข้าวฟ่างหวานช่วงปลายฤดูฝน

doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author กนกทิพย์ เลิศประเสริฐรัตน์ pdf
Title การเปรียบเทียบมาตรฐานพันธุ์ข้าวฟ่างหวานช่วงปลายฤดูฝน Type Journal Article
Year (up) 2550 Publication การทดลองสิ้นสุด Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author ชัยรัตน์ ดุลยพัชร์, รัชดา ปรัชเจริญวนิชย์, อานนท์ มลิพันธ์, พินิจ กัลยาศิลปิน Thesis
Address ศุนย์วิจัพืชไร่สุพรรณบุรี, ศุนย์วิจัพืชไร่ขอนแก่น, ศุนย์วิจัพืชไร่นครราชสีมา, ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตลพบุรี, ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตปราจีนบุรี กรมวิชาการเกษตร
Keywords การปรับปรุงพันธุ์ข้าวฟ่างหวาน
Abstract จากการปลูกข้าวฟ่าง จำนวน 10 พันธุ์ ตามแผนการทดลองแบบ RCB มี 3 ซ้ำ ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น ศูนย์วิจัยพืชไร่นครราชสีมา และศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี ศูนย์บริการพืชและปัจจัยการผลิตปราจีนบุรี และศูนย์บริการพืชและปัจจัยการผลิตลพบุรี ระหว่างเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 2549 เพื่อประเมินศักยภาพการให้ผลผลิตและคุณภาพของข้าวฟ่างหวาน แต่ละพันธุ์ พบว่า ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี และศูนย์บริการพืชและปัจจัยการผลิตปราจีนบุรีให้ผลผลิตต้นสดเฉลี่ย (3.8 – 4.5 ตัน/ไร่) อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ส่วนที่ศูนย์วิจัยพืชไร่นครราชสีมา และศูนย์บริการพืชและปัจจัยการผลิตลพบุรีให้ผลผลิตต้นสดเฉลี่ย 8.9 และ 7.2 ตัน/ไร่ ตามลำดับ สำหรับค่าเฉลี่ยจากทุกสถานที่ทดลอง พบว่า ค่าบริกซ์อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ระหว่าง 16.62 – 18.78 % ยกเว้น ศูนย์วิจัยพืชไร่นครราชสีมาให้ค่าบริกซ์ต่ำสุด (13.29%) ข้าวฟ่างหวานทุกพันธุ์ให้ผลผลิตต้นสดเฉลี่ยอยู่ในระดับไม่แตกต่างกัน (5.0 – 6.2 ตัน/ไร่) พันธุ์ที่ให้ค่าบริกซ์เฉลี่ยสูงกว่า 17 % คือ Wray (18.7 %) Cowley (18.0 %) และ BJ 281 (17.7 %)
Publisher ศุนย์วิจัพืชไร่สุพรรณบุรี Place of Publication กรมวิชาการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 194
Permanent link to this record

การปรับปรุงพันธุ์ถั่วลิสงเพื่อผลผลิตสูง : การผสมและคัดเลือกพันธุ์

doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author สมจินตนา ทุมแสน pdf
Title การปรับปรุงพันธุ์ถั่วลิสงเพื่อผลผลิตสูง : การผสมและคัดเลือกพันธุ์ Type Journal Article
Year (up) 2550 Publication การทดลองสิ้นสุด Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author สุเทพ เขาแก้ว Thesis
Address ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น กรมวิชาการเกษตร
Keywords การปรับปรุงพันธุ์ถั่วลิสง
Abstract การปรับปรุงพันธุ์ถั่วลิสงเพื่อผลผลิตสูง : การผสมและคัดเลือกพันธุ์ ดำเนินการที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น ทำการผสมข้ามพันธุ์ 16 คู่ผสม โดยมีพันธุ์พ่อ 4 พันธุ์ คือ KK43-6-2, KK43-20-1 เป็นแหล่งต้านทานโรคโคนเน่า และพันธุ์ KK43-37-5, KK43-46-1 เป็นแหล่งต้านทานต่อโรคใบจุดสีดำ/โรคราสนิม และมีพันธุ์แม่ 4 พันธุ์ คือ ไทนาน 9 ขอนแก่น 4 ขอนแก่น 5 และกาฬสินธุ์ 1 การผสมข้ามพันธุ์ดำเนินการในกระถาง ระหว่าง 14 ตุลาคม 2548 – 3 กุมภาพันธ์ 2549 ปลูกชั่วที่ 1 ระหว่าง 9 กุมภาพันธ์ 2549 – 26 พฤษภาคม 2549 จำนวน 10-124 ต้น/คู่ผสม ปลูกคัดเลือกชั่วที่ 2 ระหว่าง 8 มิถุนายน 2549 – 4 กันยายน 2549 จำนวน 4-20 ต้น/คู่ผสม ปลูกคัดเลือกชั่วที่ 3 ระหว่าง 1 พฤศจิกายน 2549 – 13 กุมภาพันธ์ 2550 จำนวน 7-194 ต้น/คู่ผสม ปลูกคัดเลือกชั่วที่ 4 ระหว่าง 7 มีนาคม 2550 – 20 มิถุนายน 2550 จำนวน 10-59 ต้น/คู่ผสม ปลูกคัดเลือกชั่วที่ 5 ระหว่าง 5 กรกฎาคม 2550 – 1 ตลาคม 2550 คัดเลือกได้ 92 สายพันธุ์ นำเข้าประเมินผลขั้นต้น : การเปรียบเทียบเบื้องต้นในปี 2551
Publisher ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น Place of Publication กรมวิชาการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 193
Permanent link to this record

การศึกษาความต้านทานของทานตะวันพันธุ์เชียงใหม่ 1 ต่อการเข้าทำลายของแมลง

doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author อนุวัฒน์ จันทรสุวรรณ pdf
Title การศึกษาความต้านทานของทานตะวันพันธุ์เชียงใหม่ 1 ต่อการเข้าทำลายของแมลง Type Journal Article
Year (up) 2550 Publication การทดลองสิ้นสุด Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author อุดมวิทย์ ไวทยการ, เสาวรี บำรุง, อานนท์ มะลิพันธ์, สายชล แสงแก้ว, เถลิงศักดิ์ วีระวุฒิ, วรจิต ผ�� Thesis
Address สถาบันวิจัยพืชไร่, ศูนย์วิจัยพืชไร่นครราชสีมา, ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตลพบุรี กรมวิชาการเกษตร
Keywords การปรับปรุงพันธุ์ทานตะวัน
Abstract การศึกษาความต้านทานของทานตะวันพันธุ์เชียงใหม่ 1 ต่อการเข้าทำลายของแมลง ดำเนินการทดลองที่ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตลพบุรี อ.เมือง จ.ลพบุรี ระหว่างเดือนตุลาคม 2548 ถึงเดือนมีนาคม 2549 และเดือนตุลาคม 2549 ถึงเดือนมีนาคม 2550 ในปี 2549 ทำการทดลองเปรียบเทียบพันธุ์ทานตะวัน 9 พันธุ์ คือ พันธุ์โกลเด้นท์ 1 โกลเด้นท์ 5 แปซิฟิก 33 แปซิฟิก 44 แปซิฟิก 55 อาตูเอล โอเบร่า จัมโบ้ และเชียงใหม่ 1 ในปี 2550 ทำการทดลองเปรียบเทียบพันธุ์ทานตะวัน 9 พันธุ์ คือ พันธุ์โกลเด้นท์ 1 แปซิฟิก 29 แปซิฟิก 33 แปซิฟิก 44 แปซิฟิก 55 แปซิฟิก 77 โอเบร่า จัมโบ้ และเชียงใหม่ 1 จากการทดลอง พบว่า ในปี 2549 พันธุ์ทานตะวันที่พบเพลี้ยจักจั่นเข้าทำลายน้อยที่สุดคือ พันธุ์แปซิฟิก 55 พบเพลี้ยจักจั่นเฉลี่ย 0.98 ตัว/ใบ รองลงมาคือ พันธุ์แปซิฟิก 44 และเชียงใหม่ 1 พบเพลี้ยจักจั่นเฉลี่ย 1.11 และ 1.27 ตัว/ใบ ตามลำดับ พันธุ์ทานตะวันที่พบเพลี้ยไฟเข้าทำลายน้อยที่สุด คือ พันธุ์แปซิฟิก 55 พบเพลี้ยไฟเฉลี่ย 0.13 ตัว/ใบ รองลงมา คือ พันธุ์แปซิฟิก 44 และโกลเด้นท์ 1 พบเพลี้ยไฟเฉลี่ย 0.19 และ 0.20 ตัว/ใบ ตามลำดับ พันธุ์ทานตะวันที่พบแมลงหวี่ขาวเข้าทำลายน้อยที่สุด คือ พันธุ์แปซิฟิก 55 พบแมลงหวี่ขาวเฉลี่ย 0.07 ตัว/ใบ รองลงมาคือ พันธุ์แปซิฟิก 33 และแปซิฟิก 44 พบแมลงหวี่ขาว เฉลี่ย 0.07 และ 0.08.ตัว/ใบ ตามลำดับ ในปี 2550 พันธุ์ทานตะวันที่พบเพลี้ยจักจั่นเข้าทำลายน้อยที่สุด คือ พันธุ์แปซิฟิก 55 พบเพลี้ยจักจั่นเฉลี่ย 1.39 ตัว/ใบ รองลงมาคือ พันธุ์โอเบร่าและแปซิฟิก 29 พบเพลี้ยจักจั่นเฉลี่ย 1.55 และ 1.71 ตัว/ใบ ตามลำดับ พันธุ์ทานตะวันที่พบเพลี้ยไฟเข้าทำลายน้อยที่สุดคือ พันธุ์จัมโบ้ พบเพลี้ยไฟเฉลี่ย 0.16 ตัว/ใบ รองลงมาคือ พันธุ์โกลเด้นท์ 1 และแปซิฟิก 44 พบเพลี้ยไฟเฉลี่ย 0.17 และ 0.18 ตัว/ใบ ตามลำดับ พันธุ์ทานตะวันที่พบแมลงหวี่ขาวเข้าทำลายน้อยที่สุดคือ พันธุ์แปซิฟิก 29 พบแมลงหวี่ขาวเฉลี่ย 0.03 ตัว/ใบ รองลงมาคือ พันธุ์โอเบร่าและพันธุ์โกลเด้นท์ 1 พบแมลงหวี่ขาวเฉลี่ย 0.04 และ 0.04 ตัว/ใบ ตามลำดับ
Publisher สถาบันวิจัยพืชไร่ Place of Publication กรมวิชาการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 192
Permanent link to this record

การปรับปรุงพันธุ์งาทนแล้ง : การผสมพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์

doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author สมใจ โควสุรัตน์ pdf
Title การปรับปรุงพันธุ์งาทนแล้ง : การผสมพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์ Type Journal Article
Year (up) 2550 Publication การทดลองสิ้นสุด Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author จำลอง กกรัมย์, สรศักดิ์ มณีขาว, สายสุนีย์ รังสิปิยกุล Thesis
Address ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร
Keywords การปรับปรุงพันธุ์งาเพื่อสุขภาพ
Abstract ทำการทดลองที่ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี ปี 2549 ปลูกงาสายพันธุ์ทนแล้ง ที่คัดเลือกไว้ จำนวน 5 สายพันธุ์ คือ BMUB2 GMUB4 ชัยบาดาล NS4 และ GMUB1 และงาพันธุ์รับรองอุบลราชธานี 1 และอุบลราชธานี 3 จากนั้นทำการผสมข้าม โดยในฤดูแล้ง และต้นฤดูฝน ได้ลูกผสม F1 จำนวน 7 คู่ผสม เก็บเกี่ยวเมล็ดลูกผสมชั่วที่ 1 ได้ 245 ฝัก (ตารางที่ 1) เก็บเกี่ยวรวมเมล็ดในแต่ละคู่ผสมไว้ ซึ่งได้คู่ผสมน้อยแต่ละคู่ผสมได้จำนวนเมล็ดน้อย เพราะเกิดฝนตกหนักช่วงที่ฝักผสมได้ใกล้เก็บเกี่ยว ฝักเน่าเสียหายไปจำนวนหนึ่ง ต่อมาปลายฤดูฝนปลูก F1 เก็บเกี่ยวทุกต้น แยกคู่ผสมกัน จากนั้นปลายฤดูฝน ปลูกคัดเลือกลูกผสม F2 ในบล็อคทดลอง และเริ่มงดให้น้ำ เมื่อต้นงาเริ่มออกดอก 50 % จนถึงเก็บเกี่ยว หลังจากนั้นคัดเลือกต้นที่แสดงอาการเหี่ยวของใบและต้นช้าที่สุด และเป็นต้นที่แตกกิ่ง มีฝักดก จากนั้นเก็บเกี่ยวแยกต้น ซึ่งสามารถคัดเลือกได้ต้นคู่ผสม GMUB4 x UB3 คัดได้มากที่สุด 25 ต้น และน้ำหนักรวมแต่ละคู่ผสมที่เก็บเกี่ยวได้ อยู่ระหว่าง 140-358 กรัม น้ำหนัก 1,000 เมล็ด เพียง 3.25-3.55 กรัมเท่านั้น ส่วนความสูงอยู่ระหว่าง 85-121 เซนติเมตร มีจำนวน 12-21 ฝัก/ต้น จำนวน 2-5 กิ่ง/ต้น คัดเลือกได้น้อยเพราะมีต้น F2 ค่อนข้างน้อย ไม่ถึง 400 ต้นต่อคู่ผสม (ตารางที่ 2) ซึ่งลูกผสมชั่วที่ 2 ยังมีการกระจายตัวค่อนข้างมาก ต่อมา ปี 2550 ปลูกสายพันธุ์พ่อแม่ชุดเดิม เพื่อผสมพันธุ์อีกครั้งหนึ่ง เนื่องจาก เมื่อปี 2549 มีคู่ผสมน้อย และแต่ละคู่ผสมได้จำนวนเมล็ดน้อยด้วย โดยผสมได้ 20 คู่ผสม จำนวน 523 ฝัก ในฤดูแล้ง (ตารางที่ 1) ต่อมาต้นฤดูฝน ปลูกต้น F1 แบบฝัก/แถว ปล่อยให้ผสมตัวเองเก็บเกี่ยวรวมคู่ผสม เป็นเมล็ด F2 ต่อมาปลายฤดูฝนปี 2550 ปลูกต้น F2 ชุดใหม่ คัดเลือกแบบเดียวกัน คือเลือกต้นที่แสดงอาการเหี่ยวของใบและต้นช้าที่สุด และเป็นต้นที่แตกกิ่ง มีฝักดก จากนั้นเก็บเกี่ยวแยกต้น ซึ่งจะเก็บเกี่ยวต้นคัดในเดือนพฤศจิกายน หลังจากนั้นจะนำลูกผสม F 2 ที่คัดเลือกได้ทั้งหมดปลูกในบลอค็ทดลองฤดูแล้ง ปี 2551 แล้วคัดเลือกต้นที่ทนแล้งโดยใช้เครื่อง pressure bomb วัดค่าศักย์ของน้ำในใบงาที่อายุ 35 และ 55 วันหลังงอกอีกครั้ง
Publisher ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี Place of Publication กรมวิชาการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 191
Permanent link to this record

การประเมินผลผลิตงาแดงในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน

doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author ศิริรัตน์ กริชจนรัช pdf
Title การประเมินผลผลิตงาแดงในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน Type Journal Article
Year (up) 2550 Publication การทดลองสิ้นสุด Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author นฤทัย วรสถิตย์, กัลยารัตน์ หมื่นวณิชกูล, อานนท์ มะลิพันธุ์, อรรณพ กสิวิวัฒน์, รวีวรรณ เชื้อกิ�� Thesis
Address ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี, ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตลพบุรี, ศูนย์วิจัยพืชไร่เพชรบูรณ์, ศูนย์วิจัยพืชไร่นครราชสีมา กรมวิชาการเกษตร
Keywords การปรับปรุงพันธุ์งาเพื่อสุขภาพ
Abstract เพื่อประเมินศักยภาพการให้ผลผลิตของงาแดงพันธุ์อุบลราชธานี 1 และสายพันธุ์ก้าวหน้าในหลายสภาพแวดล้อม และให้เกษตรกรได้ประเมินคุณค่าของพันธุ์ด้วยตนเอง ได้ทำแปลงทดสอบที่จังหวัดลพบุรี เพชรบูรณ์ สุโขทัย และนครสวรรค์ แห่งละ 5-12 ราย ดำเนินการระหว่างปี 2549-2550 ผลการทดลอง พบว่า ในปี 2549 ประสบภาวะภัยแล้ง ทำให้เก็บเกี่ยวได้เฉพาะที่ลพบุรี 4 ราย สุโขทัย 6 ราย และนครสวรรค์ 5 ราย ผลการทดลองพบว่า ที่จังหวัดลพบุรีงาแดงพันธุ์อุบลราชธานี 1 ให้ผลผลิตเฉลี่ย 159 กก./ไร่ สายพันธุ์ก้าวหน้า A30-15 ให้ผลผลิตเฉลี่ย 140 กก./ไร่ ที่จังหวัดสุโขทัยผลผลิตค่อนข้างต่ำเนื่องจากประสบปัญหาน้ำท่วม ผลผลิตงาแดงพันธุ์อุบลราชธานี 1 เฉลี่ยจากเกษตรกร 5 รายเท่ากับ 57 กก./ไร่ มีเกษตรกรเพียง 1 รายที่ให้ผลผลิต 130 กก./ไร่ เนื่องจากน้ำไม่ท่วมขังแปลง ที่จังหวัดนครสวรรค์พบว่า งาแดงพื้นเมืองให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์แนะนำโดยให้ผลผลิตเฉลี่ย 234 กก./ไร่ พันธุ์อุบลราชธานี 1 pop3-1 และ MR13 ให้ผลผลิตเท่ากับ 156 138 และ 164 กก./ไร่ ตามลำดับ ในปี 2550 แปลงทดสอบงาประสบภัยแล้งเช่นเดียวกับปี 2549 ที่จังหวัดลพบุรีงาแดงพันธุ์อุบลราชธานี 1 ให้ผลผลิตเฉลี่ย 122 กก./ไร่ สายพันธุ์ A30-15 ให้ผลผลิต 123 กก./ไร่ ที่จังหวัดนครสวรรค์ พันธุ์อุบลราชธานี 1 ให้ผลผลิตเฉลี่ย 68 กก./ไร่ งาแดงพื้นเมืองให้ผลผลิตเฉลี่ย 85 กก./ไร่
Publisher ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี Place of Publication กรมวิชาการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 190
Permanent link to this record

การประเมินผลผลิตงาดำในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน

doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author กัลยารัตน์ หมื่นวณิชกูล pdf
Title การประเมินผลผลิตงาดำในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน Type Journal Article
Year (up) 2550 Publication การทดลองสิ้นสุด Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author นฤทัย วรสถิตย์, ศิริรัตน์ กริชจนรัช, สวัสดิ์ สมสะอาด, อรรณพ กสิวิวัฒน์, สายชล จอมเกาะ, สายสุนีย Thesis
Address ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี, ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตบุรีรัมย์, ศูนย์วิจัยพืชไร่เพชรบูรณ์, ศูนย์วิจัยพืชไร่นครราชสีมา กรมวิชาการเกษตร
Keywords การปรับปรุงพันธุ์งาเพื่อสุขภาพ
Abstract งาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 เป็นงาดำเมล็ดโตที่ให้ผลผลิตสูงและให้คุณค่าทางโภชนาการสูง เพื่อเป็นการนำเทคโนโลยีด้านพันธุ์ให้แก่เกษตรกร และประเมินผลผลิตงาดำพันธุ์รับรองในสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ทำแปลงทดสอบงาดำในไร่เกษตรกรจังหวัดบุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ (2549-2550) อุบลราชธานี และนครราชสีมา (2550) ในต้นฤดูฝน (เมษายน-มิถุนายน) และที่ไร่เกษตรกรจังหวัดปราจีนบุรีในปลายฤดูฝน (สิงหาคม-ตุลาคม 2549-2550) ในปี 2549 พบว่าที่จังหวัดเพชรบูรณ์ประสบภาวะภัยแล้ง ทำให้ไม่ได้ผลผลิต ส่วนที่อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ งาให้ผลผลิตต่ำเนื่องภัยแล้ง งาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 ให้ผลผลิต 51 กก./ไร่ ส่วนปลายฤดูฝนที่จังหวัดปราจีนบุรีงาให้ผลผลิตต่ำเช่นเดียวกัน เนื่องจากฝนตกชุกทำให้งาส่วนหนึ่งเน่าเสียหาย ผลผลิตเฉลี่ยจากเกษตรกร 5 ราย เท่ากับ 58 กก./ไร่ ในปี 2550 พบว่าที่ไร่เกษตรกรจังหวัดบุรีรัมย์ นครราชสีมา และเพชรบูรณ์ ประสบปัญหาน้ำท่วม ทำให้งาเสียหายทั้งหมด ที่จังหวัดอุบลราชธานี งาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 ให้ผลผลิตเฉลี่ยจาก 5 แปลงทดสอบ เท่ากับ 68 กก./ไร่ ในปลายฤดูฝนได้ปลูกงาแปลงทดสอบที่ไร่เกษตรกรจังหวัดปราจีนบุรี ขณะนี้อยู่ในช่วงติดฝัก รอการเก็บเกี่ยวในเดือนธันวาคม
Publisher ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี Place of Publication กรมวิชาการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 189
Permanent link to this record

การประเมินผลผลิตงาขาวในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน

doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author สายสุนีย์ รังสิปิยกุล pdf
Title การประเมินผลผลิตงาขาวในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน Type Journal Article
Year (up) 2550 Publication การทดลองสิ้นสุด Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author นฤทัย วรสถิตย์, ศิริรัตน์ กริชจนรัช, วีระวัฒน์ นิลรัตนคุณ, อานนท์ มะลิพันธุ์, บุญเหลือ ศรีมุง�� Thesis
Address ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี, ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์, ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตลพบุรี กรมวิชาการเกษตร
Keywords การปรับปรุงพันธุ์งาเพื่อสุขภาพ
Abstract งาขาวเมล็ดโตเป็นลักษณะเมล็ดที่ตลาดต่างประเทศต้องการ ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรมีงาขาวเมล็ดโตพันธุ์แนะนำ ได้แก่ พันธุ์อุบลราชธานี 2 เพื่อเป็นการนำเทคโนโลยีด้านพันธุ์ให้แก่เกษตรกรและประเมินผลผลิตงาขาวพันธุ์ใหม่ในสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้นำแปลงทดสอบงาขาวในไร่เกษตรกร จังหวัดลพบุรี เพชรบูรณ์ และนครสวรรค์ในปี 2549 และที่ไร่เกษตรกรจังหวัดลพบุรี นครราชสีมา เพชรบูรณ์ และอุบลราชธานี ในปี 2550 แห่งละ 5 แปลง (5 ไร่) ในต้นฤดูฝน (เมษายน-มิถุนายน) ยกเว้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ปี 2550 ที่ปลูกในปลายฤดูฝน (ตุลาคม-ธันวาคม) ในปี 2549 พบว่า ประสบภัยแล้งอย่างหนัก ฝนทิ้งช่วงนานมากกว่า 45 วัน ทำให้แปลงทดสอบงาขาวเสียหายทั้งหมด ยกเว้นที่จังหวัดนครสวรรค์ที่งาขาวพันธุ์อุบลราชธานี 2 ให้ผลผลิต 169 กก./ไร่ สูงกว่างาแดงพื้นเมืองที่ให้ผลผลิต 154 กก./ไร่ ในปี 2550 ประสบภัยธรรมชาติ โดยที่จังหวัดลพบุรีประสบภัยแล้ง ส่วนที่จังหวัดเพชรบูรณ์และนครราชสีมาประสบปัญหาน้ำท่วม แปลงงาเสียหายทั้งหมด ในปลายฤดูฝนได้ปลูกแปลงทดสอบเพิ่มเติมที่จังหวัดอุบลราชธานี ขณะนี้อยู่ในช่วงติดฝัก รอการเก็บเกี่ยวในเดือนธันวาคม
Publisher ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี Place of Publication กรมวิชาการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 188
Permanent link to this record

การศึกษาข้อมูลจำเพาะของพันธุ์ : การตอบสนองของข้าวโพดฝักอ่อนลูกผสมเดี่ยวสายพันธุ์ดีเด่นต่อความถี่ในการให้น้ำ

doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author ฉันทนา คงนคร pdf
Title การศึกษาข้อมูลจำเพาะของพันธุ์ : การตอบสนองของข้าวโพดฝักอ่อนลูกผสมเดี่ยวสายพันธุ์ดีเด่นต่อความถี่ในการให้น้ำ Type Journal Article
Year (up) 2550 Publication การทดลองสิ้นสุด Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author จิระ สุวรรณประเสริฐ, ฉลอง เกิดศรี, สมรรถ จันทะโร, สะฝีหย๊ะ ราชนุช, พิเชษฐ์ กรุดลอยมา Thesis
Address ศูนย์วิจัยพืชไร่สงขลา, ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตร
Keywords การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดฝักสด
Abstract ศึกษาการตอบสนองของข้าวโพดฝักอ่อนลูกผสมเดี่ยวสายพันธุ์ SXB 28 CNB 0305 CNB 0308 และ CNB 0501 ต่อความถี่ในการให้น้ำ ดำเนินการทดลอง ณ ศูนย์วิจัยพืชไร่สงขลา ฤดูแล้ง ปี 2549-2550 โดยในปี 2549 วางแผนการทดลองแบบ Split plot จำนวน 3 ซ้ำ Main plot ได้แก่ความถี่ในการให้น้ำ 5 7 10 และ 14 วันต่อครั้ง ในปี 2550 วางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 4 ซ้ำ มีความถี่ในการให้น้ำ ทุก 5 7 10 และ 14 วันต่อครั้ง ตลอดฤดูปลูกมีการให้น้ำจำนวน 7 5 3 และ 3 ครั้ง ตามลำดับ และมีการตกของฝนตลอดฤดูปลูกจำนวน 2 ครั้ง ผลการทดลองปี 2549 พบว่า พันธุ์และความถี่ในการให้น้ำไม่มีปฏิสัมพันธ์กันต่อการตอบสนองในการให้ผลผลิตของข้าวโพด สำหรับพันธุ์ SXB 28 CNB 0305 CNB 0308 การให้น้ำ 5 วันต่อครั้งให้ผลผลิตผลิตฝักอ่อนมาตรฐานสูงสุด คือ 282 178 และ 201 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ แต่การให้น้ำ 5 วันต่อครั้งจะมีช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตนานกว่าการให้น้ำที่ 7 10 และ 14 วันต่อครั้ง ส่วนสายพันธุ์ CNB 0501 การให้น้ำ 10 วันต่อครั้ง ให้ผลผลิตฝักอ่อนมาตรฐานสูงสุด คือ 291 กิโลกรัมต่อไร่ ปี 2550 ผลการทดลอง พบว่า ทุกความถี่ในการให้น้ำไม่มีผลต่อน้ำหนกฝักสดทั้งเปลือก แต่มีแนวโน้มว่าการให้น้ำทุก 5 วันต่อครั้งให้น้ำหนักฝักสดทั้งเปลือกสูงสุดคือ 953 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ความถี่ในการให้น้ำที่ 5 7 และ 10 วันต่อครั้งให้น้ำหนักฝักปอกเปลือกและน้ำหนักฝักมาตรฐานไม่แตกต่างกัน แต่แตกต่างจากการให้น้ำที่ 14 วันต่อครั้ง โดยความถี่ในการให้น้ำที่ 5 วันต่อครั้งให้น้ำหนักฝักปอกเปลือกและน้ำหนักฝักมาตรฐานสูงสุดคือ 256 และ 198 กิโลกรัมต่อไร่ตามลำดับ และการปลูกข้าวโพดฝักอ่อนโดยการให้น้ำ 10 วันต่อครั้งเป็นจุดคุ้มทุนที่สุด
Publisher ศูนย์วิจัยพืชไร่สงขลา Place of Publication กรมวิชาการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 187
Permanent link to this record

การศึกษาข้อมูลจำเพาะของพันธุ์ : ผลของอัตราปุ๋ยไนโตรเจนต่อผลผลิตและคุณภาพของข้าวโพดฝักอ่อนลูกผสมเดี่ยวสายพันธุ์ดีเด่น

doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author ฉันทนา คงนคร pdf
Title การศึกษาข้อมูลจำเพาะของพันธุ์ : ผลของอัตราปุ๋ยไนโตรเจนต่อผลผลิตและคุณภาพของข้าวโพดฝักอ่อนลูกผสมเดี่ยวสายพันธุ์ดีเด่น Type Journal Article
Year (up) 2550 Publication การทดลองสิ้นสุด Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author ศุกร์ เก็บไว้, ฉลอง เกิดศรี, สะฝีหย๊ะ ราชนุช, พิเชษฐ์ กรุดลอยมา Thesis
Address ศุนย์วิจัยพืชไร่สงขลา, ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตร
Keywords การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดฝักสด
Abstract ศึกษาผลของอัตราปุ๋ยไนโตรเจนต่อผลผลิตของข้าวโพดฝักอ่อนลูกผสมสายพันธุ์ SxB 28 ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่สงขลา ปี 2549-2550 ดินมีค่าวิเคราะห์ดังนี้ pH 5.35 OM = 0.45%, P = 15.40 ppm และ K 86.82 ppm วางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 4 ซ้ำ การใส่ปุ๋ยในโตรเจนในอัตรา 10 20 30 และ 40 กิโลกรัมต่อไร่ เปรียบเทียบกับไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจน พบว่า การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนที่อัตราต่างๆ ไม่มีผลต่อผลผลิตของข้าวโพดฝักอ่อน แต่แตกต่างจากการไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจน แต่มีแนวโน้มว่าการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนที่อัตรา 20 – 30 กิโลกรัมต่อไร่ ให้น้ำหนักฝักทั้งเปลือกเฉลี่ย น้ำหนักฝักปอกเปลือกเฉลี่ย สูงสุดคือ 1,285 และ 310 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ แต่การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนที่อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ให้น้ำหนักฝักมาตรฐานเฉลี่ยสูงสุดคือ 272 กิโลกรัมต่อไร่
Publisher ศุนย์วิจัยพืชไร่สงขลา Place of Publication กรมวิชาการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 186
Permanent link to this record

การศึกษาลักษณะทางสรีรวิทยาที่เกี่ยวข้องกับความทนแล้งในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author สมชาย บุญประดับ pdf
Title การศึกษาลักษณะทางสรีรวิทยาที่เกี่ยวข้องกับความทนแล้งในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ Type Journal Article
Year (up) 2550 Publication การทดลองสิ้นสุด Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author พิเชษฐ์ กรุดลอยมา Thesis
Address ศูนย์วิจัยพืชไร่พิษณุโลก, ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตร
Keywords การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
Abstract ปัญหาในการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ โดยเฉพาะปัญหาภัยธรรมชาติอันเนื่องมาจากความแปรปรวนของปริมาณน้ำฝนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และจำนวนวันฝนตกมีแนวโน้มลดลง ทำให้ข้าวโพดมักประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงและขาดน้ำ ทำให้ผลผลิตข้าวโพดได้รับความเสียหายอย่างมาก โดยเฉพาะการขาดน้ำในช่วงวิกฤตของข้าวโพด คือ ช่วงออกดอก ซึ่งทำให้ผลผลิตลดลงมากกว่าร้อยละ 50 ดังนั้นแนวทางหนึ่งที่สามารถช่วยลดความเสียหายจากภัยแล้งได้ คือ การใช้พันธุ์ข้าวโพดทนแล้ง ในขณะเดียวกันศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์มีพันธุ์ข้าวโพดที่ผ่านขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ เพื่อทนแล้งได้ดีจำนวนหลายพันธุ์ จึงได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการตอบสนองทางสรีรวิทยาการต่อภาวะความแห้งแล้งในช่วงออกดอกของข้าวโพดพันธุ์ต่างๆ โดยกำหนด หยุดการให้น้ำช่วงก่อนออกไหม 2 สัปดาห์จนกระทั่งถึง 2 สัปดาห์หลังออกไหม และใช้พันธุ์ลูกผสม จำนวน 12 พันธุ์ สำหรับการทดลองที่ 1 และสายพันธุ์แท้จำนวน 9-10 สายพันธุ์ สำหรับการทดลองที่ 2 ดำเนินการที่ศูนย์วิจัยพืชไร่พิษณุโลก ในฤดูแล้งปี 2548/49-2549/50 ผลการทดลอง พบว่า การขาดน้ำในช่วงออกดอก ทำให้ผลผลิตข้าวโพดลดลง ร้อยละ 44 และ 65 สำหรับพันธุ์ลูกผสม และสายพันธุ์แท้ พันธุ์ลูกผสมที่ทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี คือ พันธุ์ NSX042004 NSX042021 NSX042022 NSX042026 NSX042029 NSX042051 และ NSX052015 ตามลำดับ และสายพันธุ์แท้ที่ทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี คือ Nei432001 Nei432012 Nei452006 Nei452009 Nei452012 Nei452013 Nei452015 Nei452017 และNei462004 สำหรับลักษณะทางสรีรวิทยาการทนแล้งที่มีความสัมพันธ์กับผลผลิตข้าวโพดพันธุ์ลูกผสมในภาวะขาดน้ำ คือ น้ำหนักแห้งรวม อุณหภูมิพุ่มใบ และศักดิ์ของน้ำในใบ และลักษณะทางสรีรวิทยาการทนแล้งที่มีความสัมพันธ์กับผลผลิตข้าวโพดสายพันธุ์แท้ในภาวะขาดน้ำ คือ น้ำหนักแห้งรวม ความกว้างของฝัก จำนวนเมล็ดต่อฝักและอุณหภูมิพุ่มใบ
Publisher ศูนย์วิจัยพืชไร่พิษณุโลก Place of Publication กรมวิชาการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 185
Permanent link to this record

การควบคุมวัชพืชแห้วหมู

doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author เสริมศิริ คงแสงดาว pdf
Title การควบคุมวัชพืชแห้วหมู Type Journal Article
Year (up) 2550 Publication การทดลองสิ้นสุด Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author อำไพ ประเสริฐสุข, จรัญญา ปิ่นสุภา, ไกรสิงห์ ชูดี Thesis
Address สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช, ศูนย์วิจัยพืชสวนกาญจนบุรี กรมวิชาการเกษตร
Keywords วัชพืชแห้วหมู
Abstract ทดลองควบคุมแห้วหมูโดยใช้สารกำจัดวัชพืช ใช้สารกำจัดวัชพืช 2 ชนิดคือ glyphosate และ glufosinate-ammonium เปรียบเทียบวิธีการใช้แบบพ่นและแบบทาด้วยลูกกลิ้งทาสี ประกอบด้วย 3 การทดลอง วางแผนการทดลองแบบ RCB มี 3 ซ้ำ 1) ต้นแห้วหมูอายุ 30 วัน พบว่าการพ่น glyphosate ทำให้แห้วหมูตายสนิทต้นงอกใหม่ต้นเล็กและฝอย ส่วนการพ่น glufosinate-ammonium ถึงแม้ต้นแห้วหมูตายเร็ว แต่ต้นใหม่งอกเร็วกว่าการใช้ glyphosate ต้นใหม่มีขนาดปกติ เปรียบเทียบวิธีการใช้พบว่าการทาด้วยลูกกลิ้งแห้วหมูตายมากกว่าวิธีการพ่น 2) ต้นแห้วหมูอายุ 20 วัน พบว่าวิธีการพ่นดีกว่าวิธีการทาด้วยลูกกลิ้ง เนื่องจากสารกำจัดวัชพืชเข้าถึงต้นแห้วหมูได้ทั่วถึงกว่า แต่มีข้อเสียคือ สารกำจัดวัชพืชมีโอกาสเป็นอันตรายต่อต้นหน่อไม้ฝรั่งได้ง่าย glyphosate ทำให้แห้วหมูตายช้ากว่า glufosinate-ammonium 3) การใช้สารกำจัดวัชพืช glyphosate ทาด้วยลูกกลิ้ง 3) ทดลองเปรียบเทียบความเข้มข้น 9 ระดับโดยพบว่า การใช้ glyphosate ความเข้มข้นตั้งแต่ 5 % ผลิตภัณฑ์ขึ้นไปทำให้แห้วหมุตายสนิทเมื่อ 20 วันหลังใช้สาร จากนั้นต้นแห้วหมูใหม่ที่งอกขึ้นมาจะเป็นต้นเล็กฝอย ส่วนการใช้ความเข้มข้น 2.5-3.75%ผลิตภัณฑ์ พบว่าแห้วหมูตายช้ากว่าเล็กน้อยและต้นแห้วหมูมีขนาดปกติ ทดลองควบคุมแห้วหมูโดยไม่ใช้สารกำจัดวัชพืช วางแผนการทดลองแบบ RCB มี 5 ซ้ำ 5 กรรมวิธี คือการใช้วัสดุคลุมดิน 3 ชนิดคือ พลาสติกเทา-ดำ แผ่นชีวมวล และแกลบดิบ เปรียบเทียบกับการกำจัดแห้วหมูด้วยแรงงานถาก และการไม่กำจัดแห้วหมู ที่ระยะ 1 เดือนหลังปฏิบัติตามกรรมวีที่กำหนดพบว่า การใช้แกลบดิบคลุมดินมีแนวโน้มทำให้แห้วหมูงอกมากขึ้น แต่แห้วหมูส่วนหนึ่งได้สร้างหัวในชั้นของแกลบดิบขึ้นประมาณ 56 หัวต่อตารางเมตร ทำให้สามารถเก็บกำจัดออกจากแปลงได้ง่าย การใช้พลาสติกเทา-ดำ 2 ชั้น พบว่าแห้วหมูสามารถแทงทะลุขึ้นมาได้ 25 ต้นต่อตารางเมตร การใช้แผ่นชีวมวลพบว่าแห้วหมูไม่สามารถงอกทะลุขึ้นมาได้ แต่แผ่นชีวมวลจะเริ่มสลายตัวและขาดบริเวณที่มดินทับที่ 2 เดือนหลังคลุมในสภาพฝนตกชุก การกำจัดด้วยแรงงานพบว่าเป็นการกระตุ้นให้แห้วหมูงอกมากขึ้น นั่นคือหลังกำจัดด้วยแรงงาน 1 เดือน มีแห้วหมูทั้งสิ้น 1,280 ต้นต่อตารางเมตร สำหรับการไม่กำจัดวัชพืชนาน 3 เดือน ซึ่งหมายถึงแห้วหมูไม่ถูกรบกวนนั้น พบว่ามีแห้วหมูทั้งสิ้น 538 ต้นต่อตารางเมตร ในเบื้องต้นสรุปได้ว่า การใช้แกลบดิบ พลาสติกเทา-ดำ และแผ่นชีวมวล ช่วยลดปัญหาแห้วหมูในหน่อไม้ฝรั่งได้
Publisher สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช Place of Publication กรมวิชาการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 184
Permanent link to this record

การวิจัยและพัฒนาเห็ดฟางสามรส

doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author เขมาภรณ์ กำแพงเศรษฐ pdf
Title การวิจัยและพัฒนาเห็ดฟางสามรส Type Journal Article
Year (up) 2550 Publication การทดลองสิ้นสุด Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author สุปรียา ศุขเกษม, จิตติมา วรรณแก้ว, พัจนา สุภาสูรย์, กุลวิไล สุทธิลักษณะวณิชย์, อัจฉรา พยัพพาน�� Thesis
Address สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร, สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร
Keywords วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปเห็ด
Abstract ขั้นตอนการผลิตเห็ดฟางสามรสบรรจุกระป๋องคือ นำเห็ดฟางที่ซื้อมาคัดคุณภาพ โดยเห็ดฟางต้องสด และยังตูมอยู่ คัดดอกเห็ดให้มีความสม่ำเสมอ คัดดอกเห็ดที่เน่าเสียออก ตัดแต่งเอาโคนดอกที่มีสีคล้ำออกล้างน้ำให้สะอาด หั่นเห็ดออกเป็น 6-12 ส่วน ถ้าดอกเห็ดเล็กหั่นเป็น 6 ส่วน ถ้าดอกเห็ดปานกลาง แบ่งเป็น 8 ส่วน ถ้าดอกใหญ่หั่นเป็น 12 ส่วน แล้วลวกในน้ำเดือด 1 นาที จุ่มในน้ำเย็น พักให้สะเด็ดน้ำ เตรียมน้ำปรุงโดยใช้สูตรน้ำตาล 450 กรัม เกลือ 70 กรัม น้ำส้มสายชู 210 กรัม กรดซิตริก 6 กรัม น้ำ 1,000 กรัม (ต้มส่วนผสมให้เดือดแล้วกรองให้สะอาด) การบรรจุกระป๋อง ล้างกระป๋องด้วยน้ำสะอาดคว่ำให้สะเด็ดน้ำ ชั่งเห็ดให้น้ำหนักเห็ดเป็น 48% ของน้ำหนักน้ำเต็มกระป๋อง การบรรจุต้องควบคุมน้ำหนักเนื้ออาหารที่บรรจุในแต่ละกระป๋องให้คงที่ ไม่ให้มีน้ำหนักเนื้ออาหารมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ถ้าเนื้ออาหารมากเกินไปโอกาสที่ความร้อนที่ใช้ในการฆ่าเชื้ออาจไม่เพียงพอ เป็นผลทำให้อาหารเกิดการเน่าเสียได้ ถ้าเนื้ออาหารน้อยเกินไปก็จะทำให้มีคุณภาพไม่ได้ตามพระราชบัญญัติอาหาร ต่อไปทำการไล่อากาศเพื่อให้เกิดความเป็นสุญญากาศขึ้นภายในกระป๋องช่วยลดการกัดกร่อนในกระป๋อง เนื่องจากในสภาพที่ไม่มีออกซิเจนปฏิกิริยาการกัดกร่อนจะเกิดได้ช้าช่วยรักษาคุณภาพของอาหาร จากนั้นปิดฝา การปิดฝาสำคัญมาก เครื่องปิดกระป๋องต้องได้มาตรฐาน ส่วนประกอบของตะเข็บต้องได้ตามข้อกำหนด เสร็จแล้วล้างน้ำ เพื่อให้หมดคราบน้ำปรุง เพราะถ้าทิ้งไว้จะเกิดสนิมได้ และฆ่าเชื้อด้วย Retort โดยใช้อุณหภูมิ 121.5 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 27 นาที อาหารกระป๋องหลังจากฆ่าเชื้อด้วยความร้อนแล้วจะต้องนำมาทำให้เย็นอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้ออาหารนิ่มหรือสุกจนเกินไป ทั้งยังป้องกันการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์พวก Thermophilic (จุลินทรีย์ที่เจริญได้ดีที่อุณหภูมิสูงกว่า 45 องศาเซลเซียส) ที่อาจหลงเหลือจากการฆ่าเชื้อ คุณค่าทางอาหารของเห็ดฟางสามรสบรรจุกระป๋อง พลังงานทั้งหมด 67.28 กิโลแคลอรี/100 กรัม พลังงานจากไขมัน 0 กิโลแคลอรี/100 กรัม ความชื้น 79.48 กรัม/100 กรัม โปรตีน 2.10 กรัม/100 กรัม เถ้า 2.34 กรัม/100 กรัม ไขมันทั้งหมด 0 กรัม/100 กรัม กาก 1.36 กรัม/100 กรัม ใยอาหาร 2.61 กรัม/100 กรัม น้ำตาลทั้งหมด 14.07 กรัม/100 กรัม ไขมันอิ่มตัวตรวจไม่พบ คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด 14.72 กรัม/100 กรัม โคเลสเตอรอล ตรวจไม่พบ โซเดียม 960.58 มิลลิกรัม/100 กรัม แคลเซียม 12.81 มิลลิกรัม/100 กรัม เหล็ก 0.441 มิลลิกรัม/100 กรัม วิตามินเอ ตรวจไม่พบ วิตามินบี 1 0.04 มิลลิกรัม/100 กรัม วิตามินบี 2 0.05 มิลลิกรัม/100 กรัม
Publisher สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร Place of Publication กรมวิชาการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 183
Permanent link to this record
หน้าต่อไป

Theme: Rubric. บลอกที่ WordPress.com .