ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

เมษายน 28, 2012

โครงการหลวงที่ปางดะ

ฉบับที่ 11 ประจำเดือน ธันวาคม  พ.ศ. 2554

http://it.doa.go.th/pibai/pibai/ceaksong.html

ผลิใบ ฉีกซอง
อังคณา  สุวรรณกูฏ

โครงการหลวงที่ปางดะ

           หากเป็นปีอื่นๆ   เดือนธันวาคมในความรู้สึกของผู้เขียนมักสัมผัสได้ถึงความสุขและสนุกสนานของผู้คนรอบตัว  ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศของ
การเตรียมการท่องเที่ยวฤดูหนาว  บรรยากาศเตรียมต้อนรับปีใหม่ ส่งท้ายปีเก่า  เทศกาลแห่งการมอบความสุขให้แก่กัน  หรือแม้แต่บรรยากาศการ
ทำงานที่สบายๆ ไม่เคร่งเครียด หากแต่บรรยากาศของเดือนธันวาคมในปีนี้กลับไม่เหมือนปีอื่นๆ    ทั้งๆ  ที่เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองพระชนมพรรษา
ครบ 84 พรรษา   ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   พระผู้ทรงเป็นศูนย์รวมดวงใจของคนไทยทั้งชาติ       เหตุมาจากมหาอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ของ
ประวัติศาสตร์ชาติไทย  ในความรู้สึกของผู้เขียนสภาพหลังอุทกภัยครั้งนี้ไม่แตกต่างไปจากการเสียเมืองครั้งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์เลยทีเดียว

นอกจากนี้ ในภาคของส่วนราชการยังเป็นช่วงของการชี้แจงงบประมาณปี 2555 ต่อรัฐสภา  ผู้ที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณโดยเฉพาะผู้บริหาร
ระดับสูงของหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนกองแผนงานของทุกหน่วยงานต่างก็คร่ำเคร่งกับการเตรียมการชี้แจงงบประมาณ หากเป็นภาวะปกติแล้ว ภาระ
งานดังกล่าวต้องเสร็จสิ้นไปก่อนที่จะเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่  เมื่อไม่ปกติทุกอย่างจึงเลื่อนออกไปเป็นปกติ

           ด้วยความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยในทุกภาคส่วน การเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสอันสำคัญของ
พระองค์ ยังมีพระกระแสรับสั่งให้เป็นไปอย่างเรียบง่ายและประหยัด  เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนอยู่ในภาวะยากลำบากในการดำรงชีพ แสดง
ให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่า  ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาเป็นล้นพ้น   อย่างหาที่สุดมิได้  ใน
ช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา “ฉีกซอง”     ได้มีโอกาสเดินทางไปสถานีเกษตรหลวงปางดะ    หนึ่งในสถานีทดลองของโครงการหลวง โครงการที่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งว่า  …เกิดขึ้นเพราะท่านไปเที่ยว…  “ฉีกซอง”    ขอนำท่านผู้อ่านไปเรียนรู้โครงการหลวงที่ปางดะ ในเดือน
มหามงคลเช่นนี้ด้วยกัน โปรดติดตาม

ประพาสต้นบนดอย

จากพระนิพนธ์ของหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี   ได้กล่าวถึงที่มาของโครงการหลวงว่าเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแปร
พระราชฐานประทับที่พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์  ระหว่างการแปรพระราชฐานได้ทรงเสด็จทอดพระเนตรวิถีชีวิตของคนบนดอย โดยที่หมู่บ้านแม้ว
ใกล้กับพระตำหนัก  เสด็จพระราชดำเนินรับสั่งถามแม้วอย่างสนพระทัยและเห็นใจเขาว่า  “นอกจากปลูกฝิ่นขายแล้ว มีรายได้จากพืชอื่นหรือเปล่า”
จึงได้รับคำตอบว่า  นอกจากฝิ่นแล้วก็เก็บท้อพื้นเมืองขาย  สภาพการปลูกฝิ่นซึ่งเป็นพืชเสพติดที่เป็นอันตรายต่อคนทั้งโลก    และการปลูกโดยการ
ทำลายป่าต้นน้ำลำธาร ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศโดยรวม  พระองค์จึงโปรดเกล้าตั้งโครงการหลวงขึ้น เป็นโครงการปลูกพืชแทนฝิ่น เรียกว่า โครงการ
พระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา ในปี 2512

ดังนั้น  โครงการหลวงจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการทำลายป่าต้นน้ำโดยราษฎรชาวเขา และส่งเสริมการปลูกป่าทดแทน ไม่ให้มีการย้าย
ที่ทำกินและทำลายป่าเพื่อการปลูกฝิ่นซึ่งผิดกฎหมาย  โดยจัดหาพันธุ์พืชที่ทดลองแล้วว่าสามารถปลูกได้ในสภาพภูมิประเทศ และสภาพภูมิอากาศ
ที่เป็นถิ่นที่อยู่ของชาวเขา      และเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้เท่ากับหรือสูงกว่าฝิ่น    ให้การฝึกอบรมกับชาวเขาในเรื่องการทำการเกษตรที่สูงและการ
เลี้ยงสัตว์ดำเนินการทดลองวิจัยพันธุ์พืช และพันธุ์สัตว์ที่สามารถขยายพันธุ์ให้ชาวเขาเพื่อนำไปปลูกหรือเพาะเลี้ยงได้  รวมทั้งทำการศึกษาด้านการ
ขนส่งและการตลาดด้วย ตลอดจนส่งเสริมและให้การศึกษาด้านสุขภาพอนามัย และการวางแผนครอบครัวแก่ชาวเขาด้วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานเป้าหมายของโครงการให้ช่วยชาวเขาเพื่อมนุษยธรรม    ช่วยชาวไทยโดยการลดการทำลาย
ทรัพยากรธรรมชาติ  กำจัดการปลูกฝิ่น  รักษาดินและใช้พื้นที่ให้ถูกต้อง ส่วนใดควรเป็นป่า    ส่วนใดควรเป็นพื้นที่ทำการเกษตร ระยะต่อมาได้เพิ่ม
เป้าหมายอีกหนึ่งอย่าง คือ ผลิตพืชเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ    ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานวิธีการดำเนินการ
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ 4 ประการด้วยกัน ประกอบด้วย (1) ลดขั้นตอน คือ จะทำสิ่งใดอย่าให้ต้องมีการอนุมัติต่อๆ กันหลายขั้น  ให้มีการกระจาย
อำนาจ (2) ปิดทองหลังพระ อย่าทำความดีเพื่อเอาไว้อวด (3) เร็วๆ เข้า และ (4) ช่วยเขาช่วยตัวเอง

ระยะแรกของการดำเนินโครงการปลูกพืชแทนฝิ่น  งานที่สำคัญคืองานวิจัย  นักวิจัยจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งสถาบันการศึกษาและหน่วยงาน
ราชการของไทยยังไม่มีการศึกษาพืชบนดอย  การทำงานวิจัยในระยะนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ  ให้โครงการปฏิบัติงานร่วมกับ
โครงการศึกษาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  และมีตำรวจตะเวนชายแดนเป็นเจ้าหน้าที่ส่งเสริม  ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2513 ตำรวจตะเวน
ชายแดนและครูชาวเขา 16 คน จาก 17 หมู่บ้านในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และน่าน   เข้ารับการอบรมความรู้ด้านการเกษตรเป็นครั้งแรก ที่คณะ
เกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่   โดยวิทยากรจากหน่วยงานต่างๆ  มาให้ความรู้     เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้  ในครั้งนั้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  โปรดเกล้าให้พลเอกหม่อมเจ้ากาฬวรรณดิศ ดิศกุล สมุหราชองครักษ์  เสด็จแทนพระองค์   และพระราชทานเลี้ยงที่
พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์     พร้อมกับพระราชทานมีดสำหรับ การติดตา ต่อกิ่ง     และผู้เข้าอบรมได้ถวายเงินคนละหนึ่งบาทให้กับพระองค์ตาม
ธรรมเนียมการได้รับของมีคมด้วย  นับว่าเป็นเจ้าหน้าที่ส่งเสริมชุดแรกของโครงการดังกล่าว

           หลังจากการก่อตั้งโครงการมาประมาณ 25 ปี         โครงการควบคุมยาเสพติดของสหประชาชาติได้ทูลเกล้าถวายเหรียญทอง    เพื่อสดุดี
พระเกียรติคุณในการแก้ไขปัญหายาเสพติด   ระยะต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อของโครงการจากเดิม เป็นโครงการหลวงพัฒนาชาวเขา โครงการหลวง
ภาคเหนือ และโครงการหลวง
 ตามลำดับ สุดท้ายในปี 2535 ได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิโครงการหลวง โดยหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้รับผิดชอบใน
ฐานะประธานมูลนิธิโครงการหลวง ปัจจุบันโครงการหลวง ดำเนินงานใน 4 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา และแม่ฮ่องสอน
มีสถานีวิจัยหลัก 4 สถานี  ได้แก่ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง    สถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์     สถานีเกษตรหลวงปางดะ และ สถานีวิจัยและ
ส่งเสริมกาแฟอราบิก้าแม่หลอด   สถานีส่งเสริมปลูกพืชทดแทนฝิ่น เรียกว่า ศูนย์พัฒนาโครงการ จำนวน 21 ศูนย์ และหมู่บ้านพัฒนาอีก 6 หมู่บ้าน รวมหมู่บ้านในเขตปฏิบัติการทั้งสิ้น 267 หมู่บ้าน

ผลผลิตจากโครงการหลวงในปัจจุบัน  ประกอบด้วย  ผักปลอดภัยสารพิษ สมุนไพร ถั่วและธัญพืช ผลไม้ เห็ด ดอกไม้เมืองหนาว  ผลิตผล
ปศุสัตว์ ผลิตผลประมง ผลิตผลป่าไม้ ดอกไม้แห้ง ผลิตภัณฑ์จากแฝก ไม้กระถาง และผลิตภัณฑ์แปรรูปในชื่อการค้า  โครงการหลวงและดอยคำ

ปางดะ

จากที่กล่าวมาข้างต้น สถานีวิจัยหลักของโครงการหลวงมีด้วยกัน 4 สถานี  สำหรับสถานีเกษตรหลวงปางดะ เริ่มขึ้นจากปี 2522 โครงการ-
หลวงได้เลือกพื้นที่  สถานีทดลองข้าวไร่และธัญพืชเมืองหนาวสะเมิง  ของกรมวิชาการเกษตรในยุคนั้น   ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านปางดะ     ตำบลสะเมิงใต้
อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่  เป็นแหล่งขยายพันธุ์พืช  ต่อมาเมื่อความต้องการพันธุ์พืชมากขึ้นทำให้พื้นที่ไม่เพียงพอ     โครงการหลวงจึงได้เปิด
สถานที่ใหม่ พื้นที่ประมาณ 25 ไร่ ติดกับอ่างเก็บน้ำโครงการพระราชดำริห้วยปลากั้ง ไม่ไกลจากที่เดิม และสร้างเสร็จในปี 2526 ต่อมาในปี 2528-
2529 ได้ขยายพื้นที่เพิ่มอีก 65 ไร่ ตั้งเป็นศูนย์ขยายพันธุ์พืชปางดะโครงการหลวง และเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2530 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เสด็จพระราชดำเนิน     พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี      ทรงเยี่ยมศูนย์ขยายพันธุ์พืชฯ  ดังกล่าว เป็นครั้งแรก และ
หม่อมเจ้าภีศเดช  รัชนี ได้ขอพระราชทานชื่อใหม่เป็น “สถานีเกษตรหลวงปางดะ”  ซึ่งพระองค์ได้มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับสถานีแห่งนี้ว่า

“…สถานีเกษตรหลวงปางดะ  อยู่ที่สะเมิงเป็นที่ๆ ไม่หนาวมาก   จึงเหมาะสำหรับขยายพันธุ์ไม้ผลเมืองหนาว  งานวิจัยที่นี่คือ ผัก เพราะเรา
ต้องการทราบว่าที่สูงขนาด 600 เมตรจะปลูกได้อย่างไร…”  

           ปัจจุบันสถานีเกษตรหลวงปางดะ  ตั้งอยู่เลขที่ 192 หมู่ที่ 10 บ้านปางดะ ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่  ห่างจากตัวจังหวัด
เชียงใหม่ประมาณ 50 กิโลเมตร  พื้นที่รวมประมาณ 1,200 ไร่  ลักษณะเป็นที่ลาดชัน  และยังมีป่าที่อุดมสมบูรณ์    มีการเปิดใช้พื้นที่แล้วประมาณ
800 ไร่ ความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ย 720 เมตร  อุณหภูมิสูงสุดประมาณ 33 องศาเซลเซียล อุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 7 องศาเซลเซียล อุณหภูมิ
เฉลี่ยประมาณ 12.82 องศาเซลเซียล ปริมาณน้ำฝนราว 1,200 มิลลิเมตรต่อปี  โดยมีอ่างเก็บน้ำห้วยปลากั้งเป็นแหล่งกักเก็บน้ำที่สำคัญ

สถานีดังกล่าว ทำหน้าที่ในการผลิตต้นพันธุ์ไม้ผล ไม้ดอกเขตหนาว  และเมล็ดพันธุ์พืชผัก  สำหรับส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกทดแทนฝิ่นและ
อนุรักษ์ต้นน้ำลำธาร     สนับสนุนงานขยายพันธุ์พืชอื่นๆ     ที่ใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรขั้นสูง  เช่น ต้นพันธุ์มันฝรั่งปลอดโรค  สตรอเบอร์รี่ และ
ไพรีทรัม เป็นต้น    นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ค้นคว้าทดลองพืชเมืองหนาวและพืชกึ่งร้อน  ไม้โตเร็ว  พันธุ์ถั่วต่างๆ  พันธุ์ไผ่ในเขตหนาวและเขตร้อน
สนับสนุนการศึกษาดูงาน ฝึกอบรม สาธิต  และเผยแพร่เทคโนโลยีการเกษตรที่ก้าวหน้า


คุณวิพัฒน์  ดวงโภชน์

           คุณวิพัฒน์  ดวงโภชน์  หัวหน้าสถานีเกษตรหลวงปางดะ   เล่าให้ฟังว่า สถานีมีเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 22 คน  มีลูกจ้างประจำ 17 คนและลูกจ้าง
รายวันประมาณ 110 คน ซึ่งนอกจากจะปฏิบัติหน้าที่ในการขยายพันธุ์พืช งานวิจัยและทดลองด้านพืชและด้านปศุสัตว์ และส่งเสริมการปลูกพืชตาม
แผนการตลาดของมูลนิธิโครงการหลวงให้กับเกษตรกรในพื้นที่แล้ว     ยังทำหน้าที่เป็นวิทยากรให้ความรู้ในกรณีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยว
เชิงเกษตรอีกด้วย  ซึ่งคล้ายกับงานของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรของกรมวิชาการเกษตรหลายแห่ง    แต่ไม่มีกฎหมายอยู่ในความรับผิดชอบ
เหมือนกับกรมวิชาการเกษตรเท่านั้น และอีกอย่างคืองานส่งเสริมของสถานีเกษตรหลวง มีความชัดเจนมากกว่างานส่งเสริมของกรมวิชาการเกษตร
มาก

ปัจจุบันสถานีมีงานทดลองอยู่ประมาณ 30 โครงการ  โดยเป็นงานทดลองของอาสาสมัคร โครงการหลวง  จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เป็นหลัก  งานวิจัยที่คุณวิพัฒน์นำชมแปลงทดลองในวันที่ผู้เขียนเดินทางไปมีหลายงานด้วยกัน     แต่ที่เร้าใจสำหรับกลุ่มของผู้เขียนเห็นจะเป็นการ
ทดลองปลูกองุ่นไร้เมล็ด  ซึ่งมีงานวิจัยเรื่องการจัดทรงพุ่มขององุ่น ทั้งในรูปตัว H และรูปตัว T    และงานวิจัยการทำค้างขององุ่นแบบตัว U แบบรั่ว
และแบบตัว T  ผลผลิตเฉลี่ยขององุ่นที่ได้จากงานทดลองนี้อยู่ที่ประมาณ 70-110 กิโลกรัมต่อต้น  ซึ่งช่วงที่ไปอยู่ในระยะเก็บเกี่ยวพอดี คงไม่ต้อง
เล่าต่อว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ท่านผู้อ่านคงเดาถูกอย่างแน่นอน

           พืชอีกชนิดที่โดดเด่นของสถานีเกษตรหลวงแห่งนี้  คือ มะเดื่อฝรั่ง  หรือ Fig   ซึ่งเป็นที่ที่มีการปลูกมะเดื่อฝรั่งมากที่สุดของโครงการหลวง
ปัญหาสำคัญของการปลูกมะเดื่อฝรั่งที่คุณวิพัฒน์สรุปให้ฟังคือ แมลงเจาะผล และฝน      ซึ่งแก้ไขด้วยการปลูกในโรงเรือนที่มิดชิดมีตาข่ายป้องกัน
แมลง และหลังคาโปร่งใสป้องกันน้ำฝนและให้แสงแดดส่องเข้ามาได้  เนื่องจากมะเดื่อฝรั่งเป็นไม้ผลที่ทนร้อน ชอบแดดจัดทั้งวัน ดังนั้นการปลูกใน
โรงเรือน จึงให้ผลผลิตดีกว่าการปลูกนอกโรงเรือน

งานอีกอย่างหนึ่งที่สถานีเกษตรหลวงปางดะดำเนินงาน คือ การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และต้นน้ำลำธาร โดยส่งเสริมการปลูกหญ้าแฝกใน
พื้นที่ลาดชัน  และการปลูกไม้โตเร็ว เพื่อให้ราษฎรนำไปใช้ประโยชน์ได้  เช่น เพาโลว์เนีย มะเยาว์ จันทร์ทอง เมเปิล      และไผ่หมาจู๋หรือไผ่หวาน
อ่างข่าง เป็นต้น    โดยปัจจุบันมีการวิจัยพืชนำเข้าจากออสเตรเลีย     เพื่อหาข้อมูลความสามารถในการปรับตัวกับสภาพแวดล้อม   เช่น Silky Oak
สำหรับทำเฟอร์นิเจอร์ ถังหมักไวน์ Brush Box  เป็นไม้ที่ใช้ในการป้องกันการพังทลาย และการชะล้างของหน้าดินในป่าแถบฝนตกชุก และ Honey
Locust เป็นไม้เนื้อแข็งใช้ในการก่อสร้าง และงานช่างทั่วไป

สำหรับเพาโลว์เนียที่สถานีส่งเสริมให้ราษฎรในโครงการหลวงปลูกนั้น  เป็นเพาโลว์เนียที่มาจากไต้หวัน   หรือ Paulownia taiwaniana ซึ่ง
มูลนิธิโครงการหลวงนำเข้ามาศึกษาตั้งแต่ปี 2526     โดยทดลองที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขางเป็นแห่งแรก   จากเอกสารของอาจารย์บุญวงศ์ ไทย
อุตส่าห์   อาจารย์คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ได้กล่าวถึง การศึกษาระบบวนเกษตรบนที่สูง โดยมีเพาโลว์เนียเป็นไม้ประธาน มีพืช
ชนิดต่างๆ  เช่น ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี ลินิน ข้าวโพดหวาน ข้าวไร่ ขิง และกาแฟ    รวมทั้งไผ่หวานอ่างขาง (ไผ่หมาจู๋: Dendrocalamus latiflorus)
เป็นพืชควบของงานป่าไม้    มูลนิธิโครงการหลวง พบว่าพืชไร่ที่ปลูกในช่วงปลายปี และเก็บเกี่ยวตอนต้นปี  ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เพาโลว์เนียทิ้งใบ เช่น
ข้าวบาร์เลย์ และข้าวสาลี   รวมทั้งกาแฟซึ่งต้องการร่มเงาจากไม้ใหญ่เป็นไม้พี่เลี้ยง  สามารถปลูกเป็นพืชควบในแปลงเพาโลว์เนียตามหลักระบบวน
เกษตรได้ดีมาก โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบ  ส่วนไผ่หวานอ่างขางและเพาโลว์เนียสามารถปลูกด้วยกันได้อย่างดี  แต่ควรปลูกให้มีระยะห่าง
ประมาณ 6 x 6 เมตร เป็นอย่างน้อย   โดยให้ปลูกไผ่ตรงจุดตัดกันของเส้นทแยงมุมของไม้เพาโลว์เนียรูปของสี่เหลี่ยมจตุรัสซ้อน         ทั้งนี้เพราะ
เพาโลว์เนียเป็นไม้โตเร็วที่มีรากลึก และทิ้งใบนานประมาณ 4-5 เดือน ในขณะที่ไผ่มีเรือนรากตื้น  ซึ่งมูลนิธิโครงการหลวง ได้แนะนำและสนับสนุน
ให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวบาร์เลย์ และข้าวสาลีในพื้นที่สูงทางภาคเหนือปลูกไม้เพาโลว์เนียแทรกเข้าไปในปริมาณ 25-40 ต้นต่อไร่     เพราะนอกจาก
เกษตรกรจะได้รายได้จากข้าวบาร์เลย์ และข้าวสาลีแล้ว      ยังได้รายได้จากไม้เพาโลว์เนีย  รวมทั้งร่มเงาของไม้เพาโลว์เนียซึ่งแน่นทึบในหน้าฝน
จะช่วยป้องกันการพังทลายของดินบนที่สูงได้อีกด้วย

           ก่อนที่จะอำลาสถานีเกษตรหลวงปางดะ คุณวิพัฒน์ ได้เชิญชวนให้ชิมชาสมุนไพรสด  โดยเป็นการนำสมุนไพรต่างประเทศ 7 ชนิด มาผสม
กันในสัดส่วนที่เหมาะสม  เพื่อให้คงคุณค่าของสมุนไพรไว้อย่างครบถ้วน  ประกอบด้วย หญ้าหวาน         ซึ่งมีสาร glycosides 88 ชนิด    และสาร
stevioside ลักษณะรสหวานคล้ายน้ำตาล แต่หวานกว่าประมาณ 100-300 เท่า และไม่ถูกย่อยให้เกิดพลังงาน  จึงเป็นสารแทนน้ำตาลสำหรับผู้ป่วย
โรคเบาหวาน เจแปนนิสมินต์    มีสารสำคัญคือ L-memthol, L-menthone และ Memthone  ช่วยระงับกลิ่นปาก  ขับลมในกระเพาะอาหาร  กระตุ้น
กระเพาะอาหาร ลดอาการปวดศรีษะและปวดตามข้อ ยูเอสเอมินต์  มีสาระสำคัญคือ menthone menthofuran menthol และ jasmon ช่วยในการ
ขับลมในลำไส้  บรรเทาอาการปวดศรีษะ  ช่วยในการย่อยอาหาร  กระตุ้นให้หายใจสะดวก  ระงับกลิ่นปาก  และใช้เป็นส่วนผสมของลูกอม ชาหอม
มีกลิ่นคล้ายใบเตย  บรรเทาอาการหวัด  คัดจมูก เลมอนทายม์ มีสาร thymol citral octanon  และ carvacrol    ช่วยในการย่อยอาหาร แก้ท้องอืด บรรเทาอาการไข้ ไอ อาการปวดต่างๆและลดน้ำตาลในเลือด คาร์โมมายด์ ช่วยรักษาอาการหดเกร็งของกระเพาะอาหาร ลดการอักเสบ คลายเครียด และบรรเทาอาการปวดศรีษะ สุดท้ายคือ เลมอนบาล์ม มีสารสำคัญคือ citral b citral a และ citronellal บรรเทาอาการปวดศรีษะ ปวดฟัน ปวดท้อง
และลดความเครียด

  

           วิธีการชงชาสมุนไพรสด  เริ่มจากต้มน้ำให้เดือด  แล้วนำชาสมุนไพรที่ล้างทำความสะอาดแล้วใส่กา  เทน้ำร้อนจัดลงไปทิ้งไว้ 1 นาที ก่อน
ที่จะเทน้ำดังกล่าวทิ้ง   เพื่อกระตุ้นต่อมน้ำมันหอมระเหยของสมุนไพรทั้ง 7 ชนิด    จากนั้นให้เติมน้ำร้อนลงไปใหม่ให้ท่วมชาสมุนไพรสด    แช่ไว้
ประมาณ 3-5 นาที  จึงเทใส่แก้วดื่ม  ซึ่งควรดื่มขณะที่ยังอุ่นจัด  เพราะจะได้ความหอมของมินต์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะช่วงที่อากาศเย็นๆ นั่งจิบชา
สมุนไพรสด ชมทัศนียภาพของแปลงทดลองไป รู้สึกได้ถึงความสงบสุขภายใน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้เห็นรอยยิ้มอย่างจริงใจจากเกษตรกรใน
โครงการหลวง  ชีวิตหากไม่แสวงหาสิ่งใดเกินความจำเป็นแล้ว ก็สามารถอยู่ได้อย่างพอมีพอสุขเช่นนี้เอง    ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

(ขอบคุณ : คุณวิพัฒน์  ดวงโภชน์  หัวหน้าสถานีเกษตรหลวงปางดะ, มูลนิธิโครงการหลวง  http://www.royalprojectthailand.com,
http://silvic.forest.ku.ac.th/Re.Boongvong2.htm /ข้อมูล)

     พบกันใหม่ฉบับหน้า……….สวัสดี
อังคณา

คำถามฉีกซอง
กองบรรณาธิการจดหมายข่าวผลิใบฯ กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ 10900  e-mail : asuwannakoot@hotmail.com

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

อลังการงานพืชสวนโลก…เก็บมาฝากจากเชียงใหม่ (ตอนที่ 1)

ฉบับที่ 11 ประจำเดือน ธันวาคม  พ.ศ. 2554

http://it.doa.go.th/pibai/pibai/korkui.html

ผลิใบ ขอคุยด้วยคน
ประภาส  ทรงหงษา

อลังการงานพืชสวนโลก…เก็บมาฝากจากเชียงใหม่ (ตอนที่ 1)

          ถ้าจะพูดถึงการจัดงานที่มีความยิ่งใหญ่ระดับประเทศในปี 2554    และต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2555 คงจะหนี้ไม่พ้น      การจัดงานมหกรรม
พืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554 ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆทำให้ทราบว่าประชาชนทั้งใน และต่างประเทศ
ต่างหลั่งไหลเข้ามาชมความงามของดอกไม้กันอย่างไม่ขาดสาย     ทั้งการเข้าชมการจัดสวนของนานาชาติ และสวนขององค์กรต่างๆ  ที่เข้ามาร่วม
จัดงานในครั้งนี้ นอกจากนั้นยังมีนิทรรศการด้านการเกษตรที่ให้ความรู้กับผู้เข้าชมงานอย่างหลากหลาย

          สำหรับผู้อ่านที่อยู่ในกรุงเทพมหานครหรืออยู่ในต่างจังหวัด  ที่นอกเหนือจากจังหวัดเชียงใหม่  คงได้สัมผัสกับอากาศที่กำลังเย็นสบาย หรือ
ในบางจังหวัดได้ประกาศให้เป็นจังหวัดที่ประสบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติในเรื่องของภัยหนาวแล้ว หากจะมองถึงในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสถานที่
จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554 ต.แม่เหียะ อ.เมือง อากาศกำลังเย็นสบายไม่หนาวและไม่ร้อนจนเกินไป เหมาะกับ
การเข้าไปเที่ยวชมงานเป็นอย่างมาก  บวกกับความงดงามของดอกไม้ ไม่เฉพาะเพียงเท่านี้ ความรู้ต่างๆ   ที่สอดแทรกไว้ในงานนี้ ยังเป็นอีกสิ่งหนึ่ง
ที่มีความสำคัญที่ผู้เข้าชมงานจะได้นำกลับไปเป็นแนวความคิดที่เป็นประโยชน์

          เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2554 ที่ผ่านมา ผู้อ่านหลายๆ     ท่านคงจะได้รับทราบข่าวความเคลื่อนไหวตามสื่อต่างๆ    เกี่ยวกับการเปิดงาน
มหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554 อย่างไม่เป็นทางการแล้ว  โดยความเป็นจริงการจัดงานใหญ่ในครั้งนี้กำหนดการเดิมนั้นจะ
จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 ที่ผ่านมา    และจะมีการจัดงานไปจนถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555        แต่เนื่องจากที่ผ่านมาในขณะนั้นเกิด
มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ จึงทำให้การจัดงานดังกล่าวเลื่อนออกไปเป็นระหว่างวันที่ 14 ธันวาคม 2554–14 มีนาคม 2555 รวมระยะเวลาการจัดงาน
ทั้งสิ้น 92 วัน

          ผู้เขียน ได้มีโอกาสเข้าร่วมพิธีเปิดงานทั้งการเปิดงานอย่างไม่เป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา            และพิธีเปิดงานเมื่อ
วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม 2555   จึงขอนำบรรยากาศมาฝากผู้อ่านเพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยสำหรับผู้อ่านหลายๆ  ท่านที่มีการวางแผนเอาไว้ว่าจะไป
เที่ยวในงานนี้ และเผื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้อ่านอีกหลายๆ ท่านที่กำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยว


นายชุมพล ศิลปอาชา

          การเปิดงานอย่างไม่เป็นทางการเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2554  ที่ผ่านมานั้น  ได้รับเกียรติจากนายชุมพล  ศิลปอาชา  รองนายกรัฐมนตรี
และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
เป็นประธานในพิธีเชิญธงชาติไทย ธงงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์
2554     และธงของนานาประเทศที่เข้าร่วมการจัดงานในครั้งนี้   โดยมีหม่อมหลวงปนัดดา  ดิศกุล   ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่    ในฐานะ
พ่อเมืองเชียงใหม่กล่าวต้อนรับ  และมีนายธีระ  วงศ์สมุทร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์    Dr. Doeke C.Faber   ประธาน
สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ Association of Horticulture Producers
 (AIPH)         นางสาวสุพัตรา ธนเสนีวัฒน์  ปลัดกระทรวง
เกษตรและสหกรณ์ นายจิรากร โกสัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เอกอัครราชทูต อุปทูต ตัวแทนจากนานาประเทศ
  ให้เกียรติเข้าร่วม
ในพิธี ณ บริเวณประตูช้างค้ำ ลานหน้าเสาธง  อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่

  

          สำหรับการเปิดงานอย่างเป็นทางการ ของการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554          ในครั้งนี้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน
แทนพระองค์ไปทรงเปิดงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม 2555         ที่ผ่านมา ณ หอคำหลวง อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ตำบลแม่เหียะ
อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงใหม่

          เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการจัดงานในครั้งนี้        จัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ใน 3 วโรกาสที่สำคัญของประชาชนชาวไทย คือ
เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในมหามงคลวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา       ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554
เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ     ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา  ในวันที่ 12 สิงหาคม
2555   และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร                  ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา   ในวันที่
28 กรกฎาคม 2555

          การจัดงานครั้งนี้     จะมีการนำจุดเด่นของการจัดนิทรรศการโครงการพระราชดำริ และโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ ของทั้ง 3 พระองค์นำมา
แสดง ประกอบด้วย

          นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   จะเน้นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงการชลประทาน การจัดการดินและน้ำ
และหญ้าแฝก

          นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  จะเน้นโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ การรักษาป่า ธนาคาร-
อาหารชุมชน ฟาร์มตัวอย่าง และอาชีพเสริม (การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมโครงการศิลปาชีพ)

          นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร      จะเน้นโครงการสายใยรักแห่งครอบครัวและ
โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่

          นอกจากนั้น   ยังมีหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศร่วมกันจัดสวนเฉลิมพระเกียรติ   เช่น สวนนานาชาติเฉลิมพระเกียรติฯ    โดยได้รับความ
ร่วมมือจาก 30 ประเทศ ได้แก่ อิหร่าน โมร็อกโก ซูดาน   บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด รัสเซีย แอฟริกาใต้ ปากีสถาน เกาหลีใต้    สมาคมพืชสวน
แห่งประเทศไทย (ในนามประเทศไทย)  ลาว อินเดีย เนปาล กัมพูชา เฮียวโกะ / โอซาก้า / เกียวโต     สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) จีน
เคนย่า ภูฏาน เบลเยี่ยม มอริเตเนีย แคนาดา สเปน ตุรกี เนเธอร์แลนด์ เวียดนาม มาเลเซีย ญี่ปุ่น บังคลาเทศ การ์ตา และอินโดนีเซีย        โดยแต่
ละประเทศจะมีการจัดแสดงสวน  เพื่อแสดงภูมิสถาปัตย์อันมีเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละประเทศ  และความงดงามทางวัฒนธรรม

          สำหรับหน่วยงานในประเทศที่ร่วมจัดสวนองค์กรได้รับความร่วมมือจาก 27 หน่วยงาน      ได้แก่ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล  สำนักงานพัฒนา
เศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) องค์การสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ บริษัท พี เอส พี สเปเซียลตี้ส์ จำกัด (สวนดาษดา)
การท่าเรือแห่งประเทศไทย บริษัท ทีพีไอ โพลิน ชีวินทรีย์ จำกัด  บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด  สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อ
ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา   บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)    องค์การส่งเสริมกิจการโคนม
แห่งประเทศไทย  กรมการข้าว กรมปศุสัตว์  กรมพัฒนาที่ดิน  กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช  กรมป่าไม้  บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร  การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย   องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่   เทศบาลนครเชียงใหม่
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)  บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)   กลุ่มบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์    เมืองไทยประกันชีวิต     มูลนิธิ
โครงการหลวง  และบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (บางกอก แอร์เวยส์)

          โดยการจัดนิทรรศการในส่วนต่างๆ  รวมทั้งสวนนานาชาติและสวนองค์กร    ที่ผู้เขียนกล่าวมาได้มีการทำพิธีเปิดสวนอย่างเป็นทางการ  เริ่ม
ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2554  ที่ผ่านมา  เช่น ส่วนของประเทศเกาหลีใต้  อินโดนีเซีย  เนเธอร์แลนด์ ทีโอที  กรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นต้น

          สำหรับจุดเด่นของแต่ละส่วนนั้นก็มีความแตกต่างกันออกไป     ผู้เขียนจะนำจุดเด่นของการจัดนิทรรศการบางสวนที่น่าสนใจนำมาเล่าให้กับ
ผู้อ่านได้ทราบ

          เริ่มต้นด้วยนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ     “ตามรอยพ่อ เกษตร คือวิถีเพื่อชีวิตที่ยั่งยืน”       จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร     ที่เกี่ยวข้องกับ
การเกษตร   ทั้งในส่วนโครงการพระราชดำริและโครงการส่วนพระองค์   ซึ่งแสดงถึงพระอัจฉริยภาพในด้านการนำการเกษตรมาเป็นแนวทางในการ
พัฒนาคุณภาพชีวิตของปวงชนชาวไทย ซึ่งจัดแสดงในอาคารนิทรรศการ Expo Center 1  ตลอดระยะเวลาการจัดงาน 92 วัน

          สำหรับนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ ข้างต้นนี้จะเป็นการแสดงสื่อผสมครั้งแรกในเมืองไทย ในรูปแบบที่มีชื่อว่า Panoramic Magic Virtual
360 องศา ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของการชมภาพยนตร์พร้อมสื่อผสมรอบตัวที่สัมผัสได้   ตื่นตากับโลกเสมือนจริงบนรอยทางแห่งการพัฒนาทาง
ด้านการเกษตรอย่างยั่งยืน จะเป็นการชมภาพยนตร์ที่จะมีสื่อบุคคลเข้าไปร่วมแสดงด้วย    นอกจากนั้นยังจะได้สัมผัสกับละอองน้ำฝนจากเครื่องบิน
ฝนหลวงที่รวมอยู่ในนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งนี้ด้วย

          นิทรรศการ “ทิวลิป คิงภูมิพล”  จัดแสดงในอาคารนิทรรศการ Expo Center 2 มีความรู้และความเป็นมาของดอกทิวลิป คิงภูมิพล คือ เมื่อ
วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ    พระราชทานชื่อดอกทิวลิป King Bhumibol            ซึ่ง
นายกลาส คูไดค์    เกษตรกรชาวดัทช์     เจ้าของบริษัท FA.P. Koeddiik & Zn    ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้แก่ดอกทิวลิปที่ค้นพบ
สายพันธุ์ใหม่

          ดอกทิวลิป King Bhumibol  มีสีเหลืองนวลทั้งดอก ความสูงของดอกและก้านรวม 45 เซนติเมตร  ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์จากดอกทิวลิป
Prince Claus ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากดอกทิวลิปสายพันธุ์ Judith Leyster     ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ดีมากสายพันธุ์หนึ่งในบรรดาสายพันธุ์ดอกทิวลิปของ
เนเธอร์แลนด์และได้รับชื่อพระราชทานจาก Prince Claus  พระราชสวามีในสมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์แห่งเนเธอร์แลนด์ นายกลาส คูไดค์ ได้
รับแรงบันดาลใจในการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตตั้งชื่อดอกทิวลิป King Bhumibol            มาจากความประทับใจในความจงรักภักดีของ
ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศในช่วงการจัดงานเฉลิมฉลอง ในมหามงคลวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว    ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

          นิทรรศการบริเวณชั้น 1 ของหอคำหลวง    มีการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ที่สุดแห่งความประทับใจ
ในพระมหากรุณาธิคุณ”
   รวม 6 พื้นที่ คือ   จัดแสดงพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนถึงเสด็จขึ้นครองสิริราช
สมบัติผ่านพระบรมฉายาลักษณ์ที่งดงามและทรงคุณค่า นำเสนอพระอัจฉริยภาพด้านต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการจัดแสดงภาพ
จิตรกรรมฝีพระหัตถ์บนจอ LCD ขนาดใหญ่   ภาพประติมากรรมฝีพระหัตถ์สามมิติ  หนังสือพระราชนิพนธ์   แบบจำลองเรือใบมดขนาดเท่าของจริง
และบทเพลงพระราชนิพนธ์เวอร์ชันต่างๆ  ให้เลือกฟังได้ตามต้องการ

          จัดแสดงพระราชดำรัส เรื่องความเพียรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว    ประกอบแสง   เสียง        และภาพจิตรกรรมจากพระราชนิพนธ์
พระมหาชนกอันงดงาม  นำเสนอแนวคิดและทฤษฎีการพัฒนาที่สำคัญ  เช่น การทำฝนหลวง  การแกล้งดิน ทฤษฎีภูเขาป่า  เกษตรทฤษฎีใหม่ ฯลฯ
และการนำไปใช้ในศูนย์ศึกษาและพัฒนา 6 แห่งทั่วประเทศ            ประทับใจกับภาพยนตร์มัลติมีเดียประกอบบทเพลงพระราชนิพนธ์“ความฝัน
อันสูงสุด”
      ซึ่งแสดงถึงพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงงานเพื่อประชาชนได้อย่างซาบซึ้ง        และถือเป็นไฮไลท์ของ
นิทรรศการ

          9 ทศวรรตแห่งความจงรักภักดี   จัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากโครงการ “ตู้ ป.ณ. แห่งความจงรัก
ภักดี”
ซึ่งเปิดโอกาสให้หน่วยงานหรือประชาชนผู้สนใจส่งพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้าร่วมโครงการฯ ได้ทั้งทางไปรษณีย์
ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์  และที่หน้างาน       นอกจากนั้น ยังมีนิทรรศการเกี่ยวกับเขื่อนแม่งัด สมบูรณ์ชล จ.เชียงใหม่     เขื่อนขุนด่านปราการชน
จ.นครนายก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี เขื่อนแม่กวง อุดมธารา จ.เชียงใหม่ น้ำพระราชหฤทัย ห่วงใจทวยราษฎร์ รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน
พระคู่บารมี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชกับงานชลประทาน  โครงการสายใยรักแห่งครอบครัว  โครงการคลีนิกเกษตรเคลื่อนที่ เป็นต้น

          สวนองค์กรของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล  มีการแบ่งส่วนของการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจไว้ 6 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนอุโมงค์น้ำบาดาล ส่วน
ศาลาน้ำบาดาล   ส่วนสาธิตการเติมน้ำใต้ดินผ่านระบบหลังคา    ส่วนสาธิตการเติมน้ำใต้ดินผ่านระบบสระ    ส่วนอาคารนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ
และลานแสดงบ่อน้ำบาดาล ส่วนที่น่าสนใจและมีประชาชนเข้าชมเป็นจำนวนมากคือส่วนอุโมงค์น้ำบาดาล ประกอบด้วย ภายนอกจะมีแบบจำลอง
สภาพภูมิประเทศ   และภายในจะประกอบด้วยแบบจำลองแสดงการเกิดของน้ำบาดาล      โดยจะมีวีดีทัศน์และเจ้าหน้าที่บรรยายถึงรายละเอียดใน
แต่ละส่วนให้เข้าใจได้ง่าย  ในส่วนของศาลาน้ำบาดาล เป็นอีกส่วนที่มีประชาชนเข้าไปชมและให้ความสนใจเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน  ในส่วนนี้
จะมีรายละเอียดประกอบด้วยประวัติและภารกิจของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกองทุนพัฒนาน้ำบาดาล      การพัฒนาน้ำบาดาล จะมีการ
สำรวจทางอุทกธรณีวิทยาการเจาะน้ำบาดาล   การพัฒนาบ่อน้ำบาดาล   น้ำบาดาลบนพื้นที่เกาะ  น้ำพุร้อน   การวิเคราะห์คุณภาพน้ำบาดาล   ระบบ
กรองน้ำ RO การนำน้ำบาดาลไปใช้  น้ำดื่มสะอาดเพื่อโรงเรียน  น้ำบาดาลเพื่อการเกษตร  การบูรณาการน้ำบาดาลร่วมกับน้ำผิวดินการอนุรักษ์
และฟื้นฟูน้ำบาดาล 
เขื่อนใต้ดิน การเติมน้ำใต้ดินผ่านระบบสระ  การเติมน้ำใต้ดินผ่านระบบหลังคา  บทบาทของกรมทรัพยากรน้ำกับวิกฤตน้ำท่วม
2554   ส่วนสาธิตการเติมน้ำใต้ดินผ่านระบบหลังคา  ส่วนสาธิตการเติมน้ำใต้ดินผ่านระบบสระ ส่วนอาคารนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ
จุดลงนามถวายพระพรออนไลน์ และบ้านแสดงบ่อน้ำบาดาล

  

          สวนองค์กรของโตโยต้า (TOYOTA)  จัดสวนภายใต้แนวคิด 4 ลด 4 เพิ่ม ไปกับโตโยต้า  ลดการใช้ทรัพยากร เพิ่มความสุขอย่างยั่งยืน
เป็นการปลูกฝัง DNA    แห่งความรับผิดชอบต่อสังคมให้กับชาวโตโยต้าทุกคน  ซึ่งคือแนวปฏิบัติเรื่องความรับผิดชอบองค์กรต่อสังคมของโตโยต้า
ซึ่งมีหลักการในประเด็นสำคัญ คือ4 ลด คือ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ภายใต้กระบวนการทำงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและไม่ส่ง
ผลกระทบต่อสังคมและชุมชนรอบข้าง ลดการใช้พลังงาน ซึ่งมีส่วนในการช่วยลดปัญหาโลกร้อนที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบันลดการใช้น้ำ
ด้วยการบริหารจัดการที่สามารถใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งนำน้ำที่ผ่านการใช้งานแล้วมาผ่านกระบวนการบำบัดเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่
และลดปริมาณขยะ   ด้วยการใช้วัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตอย่างคุ้มค่าสูงสุด    รวมทั้งการนำกลับมาใช้ใหม่โดยผ่านกระบวนการรีไซเคิล 4 เพิ่ม
คือ เพิ่มความสุขและพื้นที่สีเขียวในการทำงาน เพื่อให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี    นำมาซึ่งคุณภาพของผลิตภัณฑ์และการบริการที่ดี   เพิ่มความ
พึงพอใจให้กับพนักงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจ   ด้วยการบริหารจัดการและดูแลอย่างเต็มที่    ด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรมเพิ่มโอกาสใน
การทำกิจกรรมเพื่อสังคมให้กับพนักงาน        เพื่อให้พนักงานเกิดจิตอาสาในการทำความดีเพื่อสังคม และกลายเป็นเครือข่าย  Cooperate Social
Responsibility (CSR) ที่ทรงพลัง ด้วยพนักงานทั้งหมดกว่า 2 แสนคน   ตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ และเพิ่มเครือข่ายในการทำความดีเพื่อสังคม   เพื่อให้
พนักงานเกิดจิตอาสาในการทำความดีเพื่อสังคม และกลายเป็นเครือข่ายจากเครือข่ายพนักงานขยายเครือข่ายความร่วมมือสู่ชุมชนและสังคม  เพื่อ
ร่วมกันส่งเสริมพัฒนาการอย่างยั่งยืนของประเทศด้วยแนวความคิด 4 ลด 4 เพิ่ม     โตโยต้าจึงจัดสวนเฉลิมพระเกียรติฯ โตโยต้า 4 ลด 4 เพิ่ม จาก
แนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   เกี่ยวกับสภาวะแวดล้อม      โตโยต้าจึงขอร่วมสนองพระราชดำรัส โดยนำหลักการดูแลรักษา
ธรรมชาติให้ยั่งยืนมาปรับใช้ร่วมกับแนวความคิด 4 ลด 4 เพิ่ม  และนำมาเป็นแนวคิดหลักในการออกแบบสวน

          นิทรรศการโลกแมลง (Bug world)  เป็นการจัดแสดงเรื่องราวที่เกี่ยวกับแมลง     โดยกรมวิชาการเกษตรร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนา
พื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ภายใต้แนวคิด “ภุมราพรั่งพฤกษาไพร โลกนี้ไซร้ฤาจักร้อน”      โดยจัดแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ การจัดนิทรรศการส่วน
แมลงที่ไม่มีชีวิต 6 พื้นที่        เป็นการจัดแสดงนิทรรศการภายในอาคารหลัก และส่วนแมลงมีชีวิต 2 พื้นที่      เป็นการจัดแสดงแมลงมีชีวิตภายใต้
บรรยากาศสวนป่าผสมผสานสวนไม้ดอก  ส่วนแมลงไม่มีชีวิต 6 พื้นที่ ได้แก่

          1. กำเนิดโลก กำเนิดแมลง      เป็นการบอกเล่าเรื่องราวการกำเนิดโลก  ผ่านตารางเวลาโลกในแต่ละยุค  จนถึงยุคการเกิดขึ้นของแมลง
ตัวแรก รวมทั้งยุคที่มนุษย์คนแรกได้เกิดขึ้นบนโลก

          2. แฝงกายอยู่คู่ไพรพง ดำรงเผ่าพันธุ์อันยิ่งใหญ่  เป็นการจัดแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของแมลง   ความสามารถในการปรับตัว
ให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิต   จึงทำให้สามารถพบแมลงได้ทุกแห่งทั้งบนบก ในดิน ในน้ำ และตราบใดที่ยังมีป่า    ตราบนั้นก็ยังคงมีแมลงดำรงอยู่
คู่เคียงกัน

          3. วันคืนหมุนเวียนเปลี่ยนไป พงไพรพินาศเสื่อมสลาย โลกร้อนกระหน่ำซ้ำทำลาย    เป็นการจัดแสดงผลกระทบที่เกิดจากป่าไม้ถูก
ทำลาย การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่ตระหนักถึงคุณค่า ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนที่นำความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงมาสู่โลก

          4. แมลงเริ่มหายมลายสูญ ศัตรูพืชเพิ่มพูนเข้าโรมรัน ทุกถิ่นพลันผันเปลี่ยนแปลง ความแห้งแล้งเข้ามาแทน      เป็นการจัดแสดง
ความผันผวนวงจรชีวิตของแมลง เช่น การระบาดของแมลงศัตรูพืชที่รุนแรงขึ้นและการสูญพันธุ์ของแมลง  พร้อมทั้งข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับแมลง
หายาก

          5. ชีวิตอนาคตจะเป็นอย่างไร   เป็นการจัดแสดงให้เห็นถึงภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นแล้ว   ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องตระหนักเพื่อร่วมกันรักษา
ธรรมชาติ และช่วยกันอนุรักษ์แมลงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อสภาพแวดล้อมและวงจรห่วงโซ่อาหารของระบบนิเวศ  เพื่อคืนความสมดุลให้แก่
ธรรมชาติ

          6. แมลงโดนใจ เกร็ดความรู้หลายหลากจากแมลง ประกอบด้วย

          -  สื่อทักษะแมลงแสนสนุก   เป็นมุมให้ความรู้แก่เด็กๆ ที่เข้าชมหรือผู้สนใจ    โดยจะนำเสนอเป็นมุมการตัด ปั้น ต่อ สาน และถักทอแมลง
เช่น การสานตั๊กแตนจากใบมะพร้าว

-  ทุกเรื่องของแมลงถามไถ่กันได้  เป็นมุมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้พบกับนักวิชาการเพื่อคุย ถามปัญหา   แลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องของ
แมลง

-  อร่อยโดนใจ ลองลิ้มชิมรสแมลงแสนอร่อย เป็นมุมที่จัดแสดงให้เห็นถึงแมลงชนิดที่กินได้โดยนำมาทอด นึ่ง ซึ่งผู้เข้าชมสามารถลองลิ้ม
ชิมรสได้

-  ชื่อแมลง ที่ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้ใช้  “พระนาม”  เป็นการจัดแสดง
ภาพและประวัติของแมลง

-  คำถามในใจที่มีคำตอบเป็นเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแมลงหรือเรื่องน่าสนใจ แปลก อัศจรรย์ อาทิ ขาแมคโค หนามสารพัดพิษ อาณาจักรซับซ้อน
ที่น่าพิศวง เป็นต้น

          สำหรับในส่วนแมลงที่มีชีวิต ประกอบด้วย 2 พื้นที่ คือ

          1. ดื่มด่ำใจในภุมรา พรั่งพฤกษาน่าหลงไหล     แสดงแมลงมีชีวิตโดยผู้เข้าชมจะได้เรียนรู้และศึกษาเกี่ยวกับแมลงที่นำมาจัดแสดงแต่
ละชนิด พร้อมกับได้ชมความงามของผีเสื้อมีชีวิตที่อยู่ภายในกรง      ซึ่งมีการตกแต่งสถานที่ผสมผสานด้วยไม้ดอกไม้ประดับ และพืชอาหารหลาก
หลายชนิดอย่างกลมกลืน

          2. ศัตรูธรรมชาติหลากหลาย ช่วยทำลายศัตรูพืช   เป็นการจัดแสดงแมลงศัตรูธรรมชาติ (ตัวห้ำ ตัวเบียน)    บางชนิดที่เป็นประโยชน์
มีบทบาทสำคัญในการควบคุมแมลงศัตรูพืชนั้นๆ   ตลอดจนแสดงการนำมาใช้เพื่อการจัดการศัตรูพืชในปัจจุบัน   ความน่าสนใจในรายละเอียดของ
การจัดงานรวมถึงนิทรรศการในส่วนต่าง ๆ ของการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554 ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ ผลิใบฯ
ฉบับหน้าผู้เขียนจะได้นำเนื้อหา และความน่าสนใจในส่วนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการกล้วยไม้  สวนองค์กรที่ยังมีความน่าสนใจอีกหลายหน่วยงาน
สวนนานาชาติ ฯลฯ มาฝากผู้อ่านอีก และหวังว่าเรื่องราวต่างๆ       ที่ผู้เขียนนำมาฝากผู้อ่านในฉบับนี้จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของความรู้ที่มีอยู่อย่าง
ครบถ้วนในเรื่องของการดำเนินงานในด้านการเกษตรสำหรับเด็ก  และผู้ใหญ่ที่กำลังมองหาวิวัฒนาการใหม่ๆ  ทางด้านการเกษตร    และเชื่อว่าหาก
ผู้อ่านท่านใดได้เข้าไปเที่ยวชมงานนี้แล้วจะไม่มีคำว่าผิดหวังแน่นอน…

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

ธัญพืชมากประโยชน์…ข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง

ฉบับที่ 11 ประจำเดือน ธันวาคม  พ.ศ. 2554

http://it.doa.go.th/pibai/pibai/rai.html

ผลิใบ รายงาน
จินตน์กานต์ งามสุทธา

ธัญพืชมากประโยชน์…ข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง

          ผู้เขียนเชื่อว่า ผู้อ่านทุกท่านคงจะเคยบริโภคข้าวโพดกันแล้ว   และอาจจะเป็นอาหารที่โปรดปรานสำหรับหลายๆ คน   ด้วยรสชาติที่หวานมัน
อร่อย พร้อมทั้งประโยชน์ที่หลากหลายในทุกส่วนของข้าวโพด

          ข้าวโพด เป็นพืชจำพวกหญ้า มีลำต้นตั้งตรง แข็งแรง สูงประมาณ 1.5 เมตร เนื้อภายในลำต้นมีลักษณะคล้ายฟองน้ำใบจะเป็นเส้นตรงปลาย
แหลม  ยาวประมาณ 30-100 เซนติเมตร เส้นกลางของใบจะเห็นได้ชัด ตรงขอบใบมีขนอ่อนๆ   ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน ช่อดอก
ตัวผู้อยู่ส่วนยอดของลำต้น    ช่อดอกตัวเมียอยู่ต่ำลงมาอยู่ระหว่างกาบใบและลำต้น    ฝักเกิดจากดอกตัวเมียที่เจริญเติบโตแล้ว ฝักอ่อนจะมีสีเขียว
เมื่อแก่เป็นสีเหลืองนวล

          คนไทยเริ่มรู้จักนำข้าวโพดหลังสงครามโลกครั้งที่ 1   โดย หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ได้นำข้าวโพดพันธุ์ที่ใช้เลี้ยงสัตว์มาปลูกและทดลอง
ใช้เลี้ยงสัตว์                ซึ่งในขณะนั้นเป็นยังเป็นที่รู้จักกันน้อย  จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2        การใช้ข้าวโพดเริ่มแพร่หลายขึ้นเนื่องจาก
หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ   ได้นำการเลี้ยงไก่แบบการค้ามาสาธิตและกระตุ้นให้ประชาชนปฏิบัติตาม      ผู้เลี้ยงไก่จึงรู้จักใช้ข้าวโพดมากขึ้นกว่าเดิม
แต่เนื่องจากระยะนั้นข้าวโพดมีราคาสูงและหายาก    การใช้ข้าวโพดจึงใช้เป็นเพียงส่วนประกอบของอาหารหลัก  ซึ่งมีรำและปลายข้าวเป็นส่วนใหญ่
แต่ในปัจจุบันผู้เลี้ยงสัตว์รู้จักข้าวโพดกันทั่วไป และเริ่มแพร่หลายไปเรื่อยๆ     จนกระทั่งปัจจุบันประเทศไทยปลูกข้าวโพดในปีหนึ่งๆ เป็นจำนวนมาก
เพื่อรองรับการอุปโภค บริโภค นำไปเลี้ยงสัตว์  ผลิตเครื่องสำงอางค์ ที่นับวันก็จะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มาจากข้าวโพดมากยิ่งขึ้น

          เราสามารถจำแนกข้าวโพดตามพฤกษศาสตร์  โดยนำลักษณะของแป้งและเปลือกหุ้มเมล็ดเป็นหลัก แบ่งได้ 7 ชนิด คือ

          - ข้าวโพดหัวบุบ (dent corn)  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ซี เมย์ส  อินเดนทาทา (Zea  mays  indentata)  เมล็ดส่วนบนมีรอยบุ๋ม  เนื่องจากมี
แป้งอ่อนและส่วนข้าง   เป็นแป้งชนิดแข็ง  เมื่อตากเมล็ดให้แห้ง  แป้งอ่อนจะยุบหดตัวลง    จึงเกิดลักษณะหัวบุบดังกล่าว ขนาดของลำต้น ความสูง
เหมือนข้าวโพดไร่ทั่วๆ ไป สีของเมล็ดอาจเป็นสีขาว สีเหลือง หรือสีอื่นๆ แล้วแต่พันธุ์ ข้าวโพดชนิดนี้นิยมปลูกกันมากในสหรัฐอเมริกา


ข้าวโพดหัวบุบ

          - ข้าวโพดหัวแข็ง (flint corn) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ซี เมย์ส อินดูราทา (Zea  mays indurata)    เมล็ดมีแป้งแข็งห่อหุ้มโดยรอบ หัวเรียบ
ไม่บุบ  เมล็ดค่อนข้างกลม มีปลูกกันมากในเอเชียและอเมริกาใต้  ข้าวโพดไร่ของไทยที่นิยมปลูกกันอยู่เป็นชนิดนี้ทั้งสิ้น  สีของเมล็ดอาจเป็นสีขาว
สีเหลือง สีม่วง หรือสีอื่นแล้วแต่ชนิดของพันธุ์


ข้าวโพดหัวแข็ง

          - ข้าวโพดหวาน (sweet corn) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ซี เมย์ส  แซคคาราทา (Zea mays saccharata)     นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลาย ใช้
รับประทานฝักสด เพราะฝักมีน้ำตาลมาก ทำให้มีรสหวาน เมื่อแก่เต็มที่หรือแห้งเมล็ดจะหดตัวเหี่ยวย่น เนื่องจากน้ำตาลไม่สามารถเปลี่ยนเป็นแป้งได้


ข้าวโพดหวาน

          - ข้าวโพดคั่ว (pop  corn)  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ซี เมย์ส อีเวอร์ทา (Zea mays everta) เมล็ดมีขนาดค่อนข้างเล็ก  มีแป้งประเภทแข็งอยู่
ภายใน   ภายนอกห่อหุ้มด้วยเยื่อที่เหนียวและยืดตัวได้ เมล็ดมีความชื้นภายในอยู่พอสมควร    เมื่อถูกความร้อนจะเกิดแรงดันภายในเมล็ดระเบิดตัว
ออกมา  เมล็ดอาจมีลักษณะกลมหรือหัวแหลมก็ได้ มีสีต่างๆ กัน เช่น เหลือง ขาว ม่วง


ข้าวโพดคั่ว

          - ข้าวโพดแป้ง (flour corn)  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ซี เมย์ส อะมิโลเซีย (Zea  mays  amylocea)     เมล็ดประกอบด้วยแป้งชนิดอ่อนมาก
เมล็ดค่อนข้างกลม  หัวไม่บุบ  หรือบุบเล็กน้อย  นิยมปลูกในอเมริกาใต้  อเมริกากลาง และสหรัฐอเมริกา  ชาวอินเดียนแดงนิยมปลูกไว้รับประทาน
เป็นอาหาร


ข้าวโพดแป้ง

          - ข้าวโพดป่า  (pod corn) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ซี เมย์ส ทูนิกา (Zea mays tunica)   มีลักษณะใกล้เคียงข้าวโพดพันธุ์ป่า มีลำต้นและฝัก
เล็กกว่าข้าวโพดธรรมดา    ขนาดเมล็ดค่อนข้างเล็กเท่าๆ    กับเมล็ดข้าวโพด  มีขั้วเปลือกหุ้มทุกเมล็ด     และยังมีเปลือกหุ้มฝักอีกชั้นหนึ่ง  เหมือน
ข้าวโพดธรรมดาทั่วๆ ไป เมล็ดมีลักษณะต่างๆ กัน  ข้าวโพดชนิดนี้ไม่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ปลูกไว้เพื่อการศึกษาเท่านั้น


ข้าวโพดป่า

          - ข้าวโพดข้าวเหนียว (waxy corn)     มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ซี เมย์ส เซอราทินา (Zea mays ceratina)         เมล็ดมีแป้งอ่อนคล้ายแป้ง
มันสำปะหลัง    นิยมปลูกเพื่อรับประทานฝักสดคล้ายข้าวโพดหวาน     แม้จะไม่หวานมาก แต่เมล็ดนิ่ม รสอร่อย ไม่ติดฟัน  เมล็ดมีสีต่างๆ  กัน เช่น
เหลือง ขาว ส้ม ม่วง หรือมีหลายสีในฝักเดียวกัน


ข้าวโพดข้าวเหนียว

ข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง

          ข้าวโพดข้าวเหนียวอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่กำลังเป็นที่นิยมกับผู้บริโภคในขณะนี้ คือ ข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง ซึ่งปัจจุบันสามารถพบเห็นได้ทั่วไป
ตามท้องตลาด   หลายท่านคงเคยพบเห็นกันมาบ้างแล้ว   แต่อาจจะสงสัยอยู่ว่าข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงนี้มาจากไหน   และมีประโยชน์อย่างไรบ้าง
ผู้เขียนจึงได้รวบรวมข้อมูลมานำเสนอ ดังนี้     พันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง  เป็นการพัฒนาจากพันธุ์ข้าวโพดสีม่วงและพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวของ
บริษัทเอกชน ผลผลิตที่ได้ทำให้ได้ข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงที่มีฝักใหญ่ รสชาตินุ่มลิ้น หวานและเหนียว

          สารสีม่วง
สำหรับสีม่วงเข้มในเมล็ดข้าวโพดนั้น เป็นสารแอนโทไซยานิน ซึ่งมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระได้ในระดับสูง ช่วยลดโอกาสในการ
เกิดโรคมะเร็งชนิดเนื้องอก เสริมความคุ้มกันให้ร่างกายต่อต้านเชื้อโรค สมานแผล   เพิ่มการทำงานของเม็ดเลือดแดง ชะลอการเกิดไขมันอุดตันใน
หลอดเลือด ลดภาวะการเป็นโรคหัวใจ ชะลอความเสื่อมของดวงตา  ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและชะลอความแก่

          การปลูกข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง
สำหรับเกษตรกรที่สนใจจะปลูกข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง  ควรให้ความสำคัญกับดิน เพื่อให้ได้จำนวนต้นต่อไร่ และผลผลิตต่อไร่สูง เริ่มจาก
การไถดะและตากดินไว้ 3 – 5 วัน  แล้วจึงใส่ปุ๋ยคอกอัตรา 1 ตันต่อไร่      เพื่อเป็นการปรับปรุงโครงสร้างของดิน  ให้สามารถอุ้มน้ำได้นานและเพิ่ม
ธาตุอาหารให้กับข้าวโพด  จากนั้นไถแปรเพื่อย่อยดินให้แตกละเอียดเหมาะกับการงอกของเมล็ด

          เกษตรกรสามารถปลูกข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงได้ 2 วิธี   คือ ปลูกแบบแถวเดี่ยว   โดยเว้นระยะห่างระหว่างแถว 75 เซนติเมตร ระยะห่าง
ระหว่างต้น 20-25 เซนติเมตร  ปลูกหลุมละ 1 ต้น  หรือ ปลูกแบบแถวคู่     ต้องยกร่องสูง โดยมีระยะห่างระหว่างร่อง 120 เซนติเมตร    ปลูกเป็น
2 แถวข้างร่อง ห่างกัน 30 เมตร และมีระยะห่างระหว่างต้น 25-30 เซนติเมตร  ปลูกหลุมละ 1 ต้น    ทั้ง 2 วิธีจะได้จำนวนต้นประมาณ 7,000-8,500
ต้นต่อไร่ และใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 2-3 กิโลกรัมต่อไร่   เมื่อปลูกได้ 7 วัน ข้าวโพดอยู่ในระยะกำลังงอก   ควรระมัดระวังเรื่องการให้น้ำ เพราะหาก
ขาดน้ำในระยะนี้จะทำให้การงอกไม่ดี   จำนวนต้นต่อพื้นที่จะน้อยลง ส่งผลต่อจำนวนผลผลิต      และอีกระยะหนึ่งที่ขาดน้ำไม่ได้คือระยะออกดอก
เพราะจะทำให้เกสรไม่สมบูรณ์    การติดเมล็ดจะไม่ดี ติดเมล็ดไม่เต็มถึงส่วนปลาย หรือติดเป็นบางส่วน  ฝักที่ได้จะขายได้ราคาต่ำ ใน 2 ระยะนี้ควร
ให้น้ำถี่กว่าช่วงอื่นๆ ที่ตามปกติแล้วจะให้น้ำทุก 3-5 วัน  ขึ้นกับสภาพต้นข้าวโพดและสภาพอากาศ

          เมื่อข้าวโพดมีอายุ 40 – 45 วันหลังปลูก   ถ้ามีอาการเหลืองหรือไม่สมบูรณ์ ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ โรยด้านข้าง
ต้นข้าวโพด ในขณะที่ดินมีความชื้นหรือให้น้ำตาม  เพื่อเป็นการบำรุงให้ต้นข้าวโพดสมบูรณ์  แข็งแรงโดยปกติแล้วเกษตรกรจะเก็บเกี่ยวข้าวโพดเมื่อ
มีอายุประมาณ 60-70 วันหลังปลูก    แต่ระยะการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมที่สุด คือ ระยะ 18-20 วันหลังข้าวโพดออกไหม 50% (หมายถึงข้าวโพด 100
ต้น ออกไหม 50 ต้น) แต่หากปลูกในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นอายุการเก็บเกี่ยวก็จะยืดออกไปอีก

          สำหรับวิธีการดูแลรักษา หากแปลงปลูกมีวัชพืชขึ้นมาก จะส่งผลให้ข้าวโพดไม่สมบูรณ์ ผลผลิตลดลง ควรกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก โดยใช้
อลาคลอร์ฉีดพ่นลงดินหลังจากปลูก  ก่อนที่วัชพืชจะงอก   ควรฉีดพ่นในขณะที่ดินต้องมีความชื้นเพื่อทำให้ยามีประสิทธิภาพดีขึ้น   สำหรับช่วงที่ฝน
ตกชุก ต้นข้าวโพดมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคราน้ำค้างได้ง่าย ควรใช้สารเคมีป้องกันโรคราน้ำค้างสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

          การนึ่งข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงให้อร่อย เริ่มจากเตรียมหม้อนึ่ง ต้มน้ำให้เดือด ระหว่างนี้ปอกเปลือกหุ้มฝักออก  โดยปอกให้เหลือเปลือกหุ้ม
ฝักประมาณ 2-3 ชั้น   เพื่อเป็นการรักษาสารแอนโทไซยานินให้อยู่ในเมล็ด ทำให้เมล็ดเต่งตึงน่ารับประทาน  จากนั้นนำฝักข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง
ที่ปอกแล้ววางเรียงลงในหม้อนึ่งที่น้ำเดือดแล้ว ปิดฝา ใช้เวลาในการนึ่งประมาณ 25-30 นาที  ควรปล่อยให้ฝักข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงที่ต้ม เย็นลง
ในระดับอุ่นๆ ก่อนรับประทาน  จะทำให้สีม่วงไม่ติดมือเวลารับประทาน รวมถึงรสชาติและคุณค่าทางอาหารยังคงเดิม

          การเลือกที่จะปลูกหรือขายข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง   เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น อาจจะเรียกได้ว่า “กำลังอยู่ในกระแส”
โดยเฉพาะในผู้ที่รักสุขภาพและผู้ที่ชอบความแปลกใหม่    เนื่องจากรูปลักษณ์ที่ดึงดูดความสนใจแล้ว ด้วยรสชาติที่ความหวาน หอม เหนียวนุ่มของ
ข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงยังทำให้หลายคนติดอกติดใจ   พร้อมทั้งคุณประโยชน์อันหลากหลายที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้นข้าวโพดเป็นธัญพืชที่นิยม
นำมาแปรรูปเป็นอาหารนานาชนิด  เนื่องจากเป็นพืชที่ให้พลังงานสูง ในเมล็ดข้าวโพด 100 กรัมนั้น     ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต 8.2 กรัม โปรตีน
11.1 กรัม เกลือแร่ 1.7 กรัม ไขมัน 4.9 กรัม และเส้นไยหยาบอีก 2.1 กรัม และยังมีวิตามินที่มีประโยชน์อีกมากมาย เช่น วิตามินซี วิตามินเอในรูป
เบต้าแคโรทีน   วิตามินอีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของเซลล์  รวมถึงลูทีนและซีแซนทิน    ซึ่งเป็นสารคาโรตีนอยด์ ช่วยป้องกัน
ตาเสื่อมสภาพ

          ในส่วนของสรรพคุณทางยา  ที่คนโบราณค้นพบและนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย  คือ เมล็ดของข้าวโพดใช้ทานเพื่อบำรุงร่างกาย หัวใจ ปอด
ขับปัสสาวะ นำมาบดพอกรักษาแผล   นอกเหนือจากนี้ยังใช้ซังข้าวโพดต้มน้ำนำมาดื่มแก้บิด ท้องร่วง ขับปัสสาวะ ต้น ราก และไหมข้าวโพด รสจืด
หวาน  ต้มเอาน้ำดื่ม  ขับปัสสาวะได้เป็นอย่างดี  เพื่อสุขภาพที่ดี   ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินมากๆ        หรือพึ่งอาหารเสริมราคาแพงๆ เพียงแค่เราเลือก
รับประทาน ศึกษาข้อมูล สารอาหาร ประโยชน์ของอาหารชนิดนั้นๆ      เพียงเท่านี้เราก็จะทราบว่าอาหารที่มีคุณประโยชน์ไม่ได้อยู่ไกลเลย อยู่แค่ที่
ตลาดใกล้ๆ บ้านเราเอง…

                (ขอบคุณ thairice-farm.blogspot.com/2011/04/blog-post_13.html / ภาพประกอบ)

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

ปาล์มน้ำมันพันธุ์ใหม่…ให้ผลผลิตสูง สุราษฎร์ธานี 7

ฉบับที่ 11 ประจำเดือน ธันวาคม  พ.ศ. 2554

http://it.doa.go.th/pibai/pibai/borkor.html

 

 

ผลิใบ จากโต๊ะบอกอ
บรรณาธิการ

ปาล์มน้ำมันพันธุ์ใหม่…ให้ผลผลิตสูง สุราษฎร์ธานี 7

          ปาล์มน้ำมัน เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ และมีศักยภาพในการแข่งขันสูงทั้งด้านการผลิตและการตลาด       ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมัน
สุราษฎร์ธานี  กรมวิชาการเกษตร  ได้ปรับปรุงพันธุ์ปาล์มน้ำมันตั้งแต่ปี 2530     จนถึงปัจจุบันได้ปาล์มน้ำมันลูกผสมที่มีลักษณะดีเด่นและได้รับการ
รับรองจากกรมวิชาการเกษตรเป็นพันธุ์แนะนำจำนวน 6 พันธุ์  ได้แก่ ปาล์มน้ำมันลูกผสมสุราษฎร์ธานี 1 – ปาล์มน้ำมันลูกผสมสุราษฎร์ธานี 6

          สำหรับในปี 2553 นี้ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฏร์ธานี   ได้ประสบความสำเร็จในการวิจัย และปรับปรุงพันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสม
พันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้นอีก 1 พันธุ์     ใช้ชื่อว่า
 “ปาล์มน้ำมันลูกผสมสุราษฎร์ธานี 7”   ปาล์มน้ำมันพันธุ์ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 7 ได้จากการผสมข้าม
ระหว่างพ่อพันธุ์ T159 / 398 กลุ่มแทนซาเนีย กับแม่พันธุ์ D78 / 193 กลุ่มเดลิดูรา เมื่อปี 2544 ได้มีการปลูกทดสอบร่วมกับปาล็มน้ำมันคู่ผสมอื่นๆ
จำนวน 23 คู่ผสม            โดยใช้พันธุ์ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 3     เป็นพันธุ์เปรียบเทียบในแปลงทดลองที่ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานีระหว่างปี
2546 – 2552   จนได้พันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสมสุราษฎร์ธานี 7  ที่มีศักยภาพตามต้องการ

 

          ปาล์มน้ำมันลูกผสมสุราษฎร์ธานี 7 มีลักษณะเด่น     คือ ให้ผลผลิตทะลายสดสูงเฉลี่ย 3,646 กก. / ไร่ / ปี     ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์
มาตรฐานของกรมวิชาการเกษตร 6.6 เปอร์เซ็นต์
      ให้ผลผลิตน้ำมันดิบสูงเฉลี่ย 881 กก. / ไร่ / ปี       สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานของ
กรมวิชาการเกษตร 17
 เปอร์เซ็นต์    รวมทั้งยังมีเปอร์เซ็นต์เนื้อในต่อผลสูง  โดยมีเนื้อในต่อผลเฉลี่ย 11    เปอร์เซ็นต์ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์
มาตรฐาน เป็นพันธุ์ที่มีเนื้อในหนา กะลาบาง 
ปัจจุบันศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี ได้เร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสม สุราษฎร์ธานี 7
เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกร ซึ่งในช่วงระหว่างปี 2553-2554 นี้ คาดว่าจะสามารถผลิตเมล็ดงอกได้ไม่น้อยกว่า 100,000 เมล็ด  และในปี
ต่อไปคาดว่าจะสามารถผลิตได้เพิ่มขึ้นถึง 200,000 เมล็ด

          เกษตรกรที่สนใจเมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสมสุราษฎร์ธานี 7  สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมัน
สุราษฎร์ธานี โทรศัพท์ 0-7727-4101

พบกันใหม่ฉบับหน้า
บรรณาธิการ
E-Mail: haripoonchai@hotmail.com

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

จากทุเรียนเมืองนนท์ถึงส้มโอนครปฐม…สู้กับภัยน้ำท่วม

ฉบับที่ 10 ประจำเดือน พฤศจิกายน  พ.ศ. 2554

http://it.doa.go.th/pibai/pibai/n14/v_10-nov/korkui.html

ผลิใบ ขอคุยด้วยคน
ประภาส  ทรงหงษา

จากทุเรียนเมืองนนท์ถึงส้มโอนครปฐม…สู้กับภัยน้ำท่วม

          ในช่วงกลางเดือนตุลาคม 2554  ที่ผ่านมา      ประชาชนคนไทยในหลายพื้นที่ต่างประสบกับปัญหามหาอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์
ผู้คนได้รับความเดือดร้อน  บางส่วนไม่ทันเตรียมความพร้อมสำหรับการเคลื่อนย้ายสิ่งของมีค่าทำให้ทรัพย์สินเสียหาย        และขณะนี้เหตุการณ์ใน
หลายพื้นที่กลับสู่ภาวะปกติและกำลังอยู่ในเรื่องของการฟื้นฟูทั้งสภาพความเป็นอยู่  บ้านเรือนที่อยู่อาศัยและสิ่งที่สำคัญที่สุดคือสภาพจิตใจให้กลับ
มาเหมือนเดิมสำหรับกรมวิชาการเกษตรทั้งตึกกสิกรรม   ซึ่งเป็นตึกหลักของกรมวิชาการเกษตร รวมถึงหน่วยงานในสังกัดที่อยู่ภายในบริเวณเกษตร
กลางบางเขน  ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยมวลน้ำจำนวนมากการสัญจรไปมาเป็นไปด้วยความยากลำบาก   ในช่วงที่เกิดวิกฤตน้ำท่วม    กรมวิชาการเกษตร
ได้มีการจัดรถบรรทุกที่มีความสูงเหนือระดับน้ำที่ท่วม                      เพื่อบริการรับและส่งเจ้าหน้าที่ให้ได้รับความสะดวกในการเข้ามาปฏิบัติงานใน
กรมวิชาการเกษตร

  

          สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งยิ่งใหญ่ในครั้งนี้    คงจะเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับคนกรุงเทพที่จะต้องมีการเตรียมความพร้อมกับเหตุการณ์
ที่อาจจะเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต ซึ่งเราไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นซ้ำอีกหรือไม่  ทางที่ดีเราคงต้องเตรียมความพร้อมเอาไว้ดีกว่า ก่อนที่สิ่งต่างๆ
มันจะสายเกินแก้วิกฤตน้ำท่วมในครั้งนี้ได้พัดพาเอาความเสียหายในหลายๆ ด้าน  ไม่ว่าจะเป็น ทรัพย์สินเงินทอง ของมีค่า บ้านเรือน ฯลฯ และคงจะ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าพื้นที่การเกษตรของเกษตรกรในหลายพื้นที่ตามข่าวที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ  เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก พื้นที่
การเกษตรได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง     ซึ่งขณะนี้มีหลายๆ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนกำลังดำเนินการให้ความช่วยเหลือกับเกษตรกรที่ได้รับ
ความเดือดร้อน

          ผลิใบฯ ฉบับนี้จะนำแง่มุมหนึ่งในอีกหลายๆ แง่มุม    สำหรับการฟื้นฟูอาชีพด้านการเกษตรให้กับเกษตรกรที่กำลังได้รับผลกระทบกับปัญหา
การขาดแคลนกิ่งพันธุ์ทุเรียน และกิ่งพันธุ์ส้มโอที่จะนำไปปลูกเพื่อทดแทนกับต้นทุเรียน และส้มโอที่เสียหายไปกับภัยน้ำท่วม        หากจะกล่าวถึง
ทุเรียนเมืองนนท์ หลายๆ   ท่านที่ชื่นชอบในการบริโภคทุเรียนอาจจะมีคำถามในใจว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา  พื้นที่ปลูกทุเรียนอาจจะได้รับ
ผลกระทบตามไปด้วย  และอาจจะกังวลว่าในฤดูกาลที่จะถึงนี้จะยังคงมีทุเรียนเมืองนนท์ให้ได้บริโภคกันอีกหรือไม่

  

          เหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา                      กรมวิชาการเกษตรเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ขณะนี้กำลังให้การฟื้นฟูอาชีพให้กับเกษตรกร    โดย
นายจิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร
   บอกว่าปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นนั้น    ส่งผลกระทบต่อแหล่งปลูกไม้ผลที่ได้รับการขึ้นทะเบียน
ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หลายชนิด   ทั้งสวนทุเรียนก้านยาวเมืองนนท์    สวนส้มโอทองดีและส้มโอขาวน้ำผึ้งจังหวัดนครปฐม  รวมทั้งสวนส้มโอ
ขาวแตงกวาของจังหวัดชัยนาท จากการสำรวจในส่วนของสวนทุเรียนจังหวัดนนทบุรี พบว่าพื้นที่ปลูกทุเรียนเสียหายจากน้ำท่วมจำนวน 2,898.75 ไร่
เกษตรกร 913 ราย  จากทั้งหมด 2,941.75 ไร่   เกษตรกร 935 ราย   ซึ่งขณะนี้เหลือเพียง 43 ไร่เท่านั้น อยู่ในพื้นที่ตำบลบางรักน้อย  อำเภอเมือง
จำนวน 15 ไร่ และตำบลราษฏร์นิยม อำเภอไทรน้อย 28 ไร่

          สำหรับแนวทางในการฟื้นฟูการปลูกทุเรียนของเกษตรกรจังหวัดนนทบุรีนั้น           กรมวิชาการเกษตรได้มีแผนเร่งประสานความร่วมมือกับ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน                เช่น โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพื้นเมือง อันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.)     สำนักงานเกษตรจังหวัดนนทบุรี   กรมส่งเสริมการเกษตร   กรมพัฒนาที่ดิน   กรมชลประทาน    องค์การบริหาร-
ส่วนจังหวัด (อบจ.) และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)   เพื่อร่วมบูรณาการปรับปรุงและฟื้นฟูสภาพพื้นที่ปลูกเดิมที่ได้รับความเสียหายให้มีความ
เหมาะสมในการปลูกทุเรียนใหม่อีกครั้ง  ในขณะเดียวกันยังจะเร่งส่งเสริมให้นำพันธุ์ทุเรียนดั้งเดิมของจังหวัดนนทบุรี     พันธุ์ทุเรียนพื้นเมืองโบราณ
และพันธุ์ทุเรียนเศรษฐกิจมาปลูกทดแทนสวนเดิม พร้อมสนับสนุนการปลูกสร้างสวนใหม่      และยังมีแผนกำหนดมาตรการและวางแนวทางป้องกัน
น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคตด้วย

          ในส่วนของทุเรียน  ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรมีแปลงอนุรักษ์พันธุกรรมทุเรียน         อันเนื่องมาจากโครงการอนุรักษ์พันธุกรรม ในสมเด็จ
พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  โดยได้รวบรวมพันธุ์ทุเรียนพื้นเมืองโบราณไว้ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ไม่น้อยกว่า 100 พันธุ์    ทั้งยัง
รวบรวมพันธุ์ทุเรียนพันธุ์ดั้งเดิมจากจังหวัดนนทบุรีอีกประมาณ 60 พันธุ์ ไว้ที่ศูนย์พัฒนาไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก จังหวัดจันทบุรีด้วย ซึ่งขณะนี้
กรมวิชาการเกษตรได้มีแผนเร่งผลิตกิ่งพันธุ์ทุเรียนเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรชาวสวนทุเรียนจังหวัดนนทบุรี ที่จะนำไปปลูก
ใหม่หลังน้ำลด และหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมเข้าสู่ภาวะปกติ


ฝอยทอง

          สำหรับทุเรียนพันธุ์ดังเดิมจากจังหวัดนนทบุรีที่กรมวิชาการเกษตรได้รวบรวมพันธุ์ไว้ 60 พันธุ์นั้น    มีทั้งพันธุ์หายากและพันธุ์ปลูกที่น่าสนใจ
เช่น  พันธุ์ทองย้อยฉัตร  ทองย้อยเดิม  ทับทิม  กำปั่นตาแพ  ชมพูศรี  ย่ำมะหวาด  ชายมะไฟ  พันธุ์ก้านยาวพวง  หมอนทอง  ลวงทอง  กบแม่เฒ่า
กบตาขำ และกบชายน้ำ เป็นต้น

          นายทวีศักดิ์  แสงอุดม นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ  สถาบันวิจัยพืชสวนกรมวิชาการเกษตร  บอกถึงเรื่องนี้ว่าสายพันธุ์ทุเรียน
นนท์ที่นิยมปลูกคือ พันธุ์ก้านยาว ซึ่งมีเนื้อละเอียด เหนียว รสชาติอร่อย หวานมัน ราคาแพง และพันธุ์หมอนทอง  ซึ่งมีรสชาติอร่อยหวานมันเช่นกัน
และมีเนื้อค่อนข้างหนา นอกจากนั้นยังมีพันธุ์พื้นเมืองต่างๆ เช่น กบแม่เฒ่า ที่มีผลขนาดปานกลาง เนื้อละเอียด รสหวาน มีสีเนื้อเหลืองเข้ม พันธุ์ลวง
แม้จะมีผลคดและบิดเบี้ยว แต่รสชาติดี อร่อย รวมทั้งพันธุ์กบชายน้ำ ที่มีเนื้อละเอียด รสชาติหวานมันอร่อย

          ทุเรียนจังหวัดนนทบุรีส่วนใหญ่จะให้ผลผลิตประมาณ 5 – 20 ผล/ต้น  ซึ่งน้อยกว่าทุเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออกที่ให้ผลผลิตสูงถึง 50 – 200
ผล/ต้น  เนื่องจากชาวสวนปล่อยให้ต้นทุเรียนออกดอกและติดผลตามธรรมชาติ   โดยไม่มีการจัดการเพื่อเพิ่มการออกดอกและติดผล  ประกอบกับ
โครงสร้างของต้นที่สูงและมีกิ่งก้านสาขาน้อยด้วย การที่ผลผลิตทุเรียนนนทบุรีมีน้อยจึงทำให้ราคาขยับตัวสูงขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูแหล่ง
ปลูกทุเรียนของนนทบุรีให้กลับมาโดยเร็วทุเรียนในจังหวัดนนทบุรีจะขยายพันธุ์โดยการเสียบยอดกับต้นตอ   ซึ่งต้นตอนั้นอาจจะเป็นต้นทุเรียนพันธุ์
พื้นเมือง โดยจะปลูกแบบยกร่องสวนเพื่อให้มีการระบายน้ำได้ดี เมื่อขุดหลุมหลบจะทำเป็นหลังเต่าไม่ให้น้ำขัง  และการถ่ายเทอากาศดีขึ้นเพราะดิน
ส่วนใหญ่จะเป็นดินเหนียว  การดูแลต้องระวังในเรื่องของรากเน่า  โคนเน่า  ที่มาจากการระบายน้ำไม่ดี  โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน รวมทั้งในช่วงใบอ่อน
จะต้องระวังโรคใบติด เกิดจากเชื้อรา ใบจะเป็นรอยคล้ายๆ ถูกน้ำร้อนลวก สำหรับการให้ผลผลิตทุเรียนในภาคตะวันออกโดยทั่วไปจะเริ่มให้ผลผลิต
เมื่ออายุ 4 ปี  และจะให้ผลผลิตสูงสุดเมื่ออายุประมาณ 12 ปีขึ้นไป

          สำหรับแนวทางในการแก้ไข และป้องกันการสูญพันธุ์ทุเรียนเมืองนนท์เมื่อประสบกับปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมา           กรมวิชาการเกษตรโดย
นายจิรากร  โกสัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยพืชสวนจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปประสานงานกับจังหวัดนนทบุรี  หน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องและเกษตรกร     เพื่อดำเนินการเข้าไปเก็บยอดพันธุ์ทุเรียนดีๆ   จากต้นก่อนที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมบริเวณสวนทุเรียนในจังหวัด
นนทบุรี      เพื่อเป็นยอดพันธุ์และนำไปเสียบไว้กับต้นในแปลงแม่พันธุ์ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี  โดยหลังจากนี้ กรมวิชาการเกษตรจะผลิตกิ่งพันธุ์
ทุเรียนเพื่อนำกลับไปให้ชาวสวนทุเรียนจังหวัดนนทบุรีปลูกใหม่อีกครั้งหลังน้ำลด      รวมทั้งมีการปรับปรุงและฟื้นฟูสภาพพื้นที่ปลูกทุเรียนในจังหวัด
นนทบุรี ให้มีความเหมาะสมในการปลูกทุเรียนใหม่อีกครั้ง   ตลอดจนหาแนวทางป้องกันน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกในอนาคตอย่างยั่งยืน


นกหยิบ

          ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะรู้จักทุเรียนอยู่ไม่กี่พันธุ์  แต่ในความเป็นจริงแล้วสายพันธุ์ทุเรียนในเมืองไทยมีสายพันธุ์อยู่เป็นจำนวนมากหากจะพูดถึง
ความหลากหลายของกลุ่มพันธุ์ทุเรียนในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม      กลุ่มกบ ได้แก่ พันธุ์กบสุวรรณ  กบตาท้วม  กบสีนาก  กบการะเกด
กบรัศมี  กบหน้าศาล  กบดำ  กบเจ้าคุณ  กบวัดกล้วย  กบตาขำ  กบแม่เฒ่า  และกบมังกร          กลุ่มลวง ได้แก่ พันธุ์ย่ำมะวาด ลวงทอง ชมพูศรี
กลุ่มทองย้อยได้แก่ พันธุ์ทองย้อย ฉัตรสีทอง นมสวรรค์ ทับทิม และธรณีไหว กลุ่มก้านยาว ได้แก่ ก้านยาว ก้านยาวสีนาก ต้นใหญ่  กลุ่มกำปั่น
ได้แก่ พันธุ์ปิ่นทอง  ชายมะไฟ  กำปั่นตาเพชร  กำปั่นดำ  และกำปั่นตาแพ         และกลุ่มอื่นๆ ได้แก่ พันธุ์ทองเพ็ง ไอ้เม่น จอกลอย ดาวกระจาย
เมล็ดเผียนตะพาบน้ำ  หมอนข้าง  เนื้อเหลือง  ไอ้งวงยาว สีทอง ยินดี นกหยิบ ชายมังคุด สาวชมเห็ด ลำเจียก ไอ้ใหม่ ทองก้อน ฝอยทอง ทองแดง
ก้านสั้น และพันธุ์สาวใหญ่ เป็นต้น     หากมองย้อนกลับมาในเรื่องของส้มโอทองดีและส้มโอขาวน้ำผึ้งของจังหวัดนครปฐมซึ่งเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่ง
ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม  โดยมีแหล่งปลูกที่สำคัญในอำเภอสามพราน รวมพื้นที่ปลูกกว่า 5,000 ไร่      คิดเป็นพื้นที่ปลูกส้มโอร้อยละ 80 ของ
จังหวัดนครปฐม

          การดูแลส้มโอจะต้องระมัดระวังเรื่องของโรคแคงเกอร์    โดยจะมีลักษณะคล้ายสะเก็ดสีน้ำตาล    โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และสามารถ
เกิดขึ้นได้กับทุกส่วนของต้นส้มโอ  ทั้งกิ่ง ใบ ผล และเกษตรกรยังสามารถตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคออกแล้วนำไปเผาทิ้ง    ไม่ทิ้งไว้ในแปลง เพราะเชื้อ
โรคสามารถแพร่กระจายได้  ก็จะสามารถลดการเกิดโรคแคงเกอร์ได้อีกวิธีหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีโรครากเน่า โคนเน่า เช่นเดียวกับทุเรียนด้วยการให้
ผลผลิตของส้มโอจะให้ผลผลิตในช่วง 4 ปี   ประมาณ 10 – 20 ผล/ต้น ถ้าส้มโอมีอายุ 7 – 8 ปี  จะให้ผลผลิต 60 – 80 ผล/ต้น ถ้ามีอายุ 9 – 10 ปี
จะให้ผลผลิตมากถึง 90 – 100 ผล/ต้น   โดยเฉลี่ยแล้วส้มโอในภาคกลางจะให้ผลผลิตลดลงเมื่ออายุ 10 ปีขึ้นไป   สำหรับส้มโอนครชัยศรีจะเป็นที่
ต้องการของตลาด    แต่ในขณะเดียวกันสวนส้มโอในจังหวัดนครปฐมก็มีจำนวนน้อยลงไป     เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรหันไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้
ผลผลิตเร็ว  หรือใช้พื้นที่ทางด้านการเกษตรไปดำเนินการเป็นบ้านจัดสรร ที่อยู่อาศัยมากขึ้น  ทำให้พื้นที่ปลูกส้มโอลดลงเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในปีนี้ซึ่งประสบกับปัญหาน้ำท่วม จึงทำให้ผลผลิตส้มโอออกสู่ตลาดลงตามไปด้วย

  

          แนวทางแก้ไขปัญหาและป้องกันการสูญพันธุ์ส้มโอนั้นจะดำเนินการในลักษณะเช่นเดียวกับทุเรียนเมืองนนท์ คือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เข้าไปนำยอดหรือตาจากพันธุ์ดีของเกษตรกรไปติดตา หรือเสียบกิ่งต้นตอ หรือต้นพันธุ์    ในแปลงรวบรวมพันธุ์ของศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย พิจิตร
และศรีสะเกษ   เพื่อจะได้ขยายพันธุ์ให้กับเกษตรกรต่อไปหลังจากน้ำท่วมลดเข้าสู่ภาวะปกติ  ในส่วนที่สำคัญที่สุด   กรมวิชาการเกษตรมีการจัดทำ
แปลงต้นแบบในการฟื้นฟู และการทำสวนใหม่แบบครบวงจรโดยใช้เทคโนโลยีการจัดการผลิตด้านต่างๆ    เช่น การวิเคราะห์ดินและปรับปรุงดินก่อน
ปลูก    ตลอดจนการให้ธาตุอาหารตามความต้องการของพืช การใช้ปุ๋ยชีวภาพ การเตรียมต้นพันธุ์ดี  การควบคุมทรงพุ่ม  การควบคุมโรคและแมลง
การควบคุมการออกดอกติดผล การให้ผลผลิตและเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เพื่อให้เกษตรกรได้เรียนรู้และนำไปปฏิบัติในการจัดการ
สวนของตนเอง

          สำหรับผลไม้ทั้ง 2 ชนิด ทั้งทุเรียนเมืองนนท์ และส้มโอนครปฐม จะยังคงมีให้ได้บริโภคกันอย่างแน่นอน สำหรับในฤดูกาลต่อไปอาจจะมีผล
ผลิตที่ออกมาค่อนข้างน้อย    เนื่องจากว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม      แต่ก็ยังสบายใจได้ว่าผลไม้ทั้ง 2 ชนิดนี้จะยังคงมีกิ่งพันธุ์ที่
สมบูรณ์ที่กรมวิชาการเกษตร ได้เก็บรักษาเอาไว้รวมทั้งไม้ผลพื้นเมืองอีกหลายชนิด   มิให้สูญพันธุ์ไปรวมถึงรสชาติก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงคงความ
เป็นเอกลักษณ์   และมั่นใจได้ว่าหลังน้ำลดแล้วกรมวิชาการเกษตรจะมีกิ่งพันธุ์ของผลไม้ทั้ง 2 ชนิดให้เกษตรกรได้นำไปปลูกกันอย่างแน่นอน ทั้งนี้
ทั้งนั้น  ก็ขึ้นอยู่กับเกษตรกรด้วยเช่นเดียวกันว่าจะเลือกเส้นทางของภาคเกษตรกรรม   ที่ต้องใช้ทั้งความอดทนกับระยะเวลาในการปลูก  ซึ่งต้องใช้
เวลาค่อนข้างนานกว่าจะเก็บผลผลิตได้  รวมทั้งการดูแลรักษาเอาใจใส่ไม่ให้เกิดโรคที่จะตามมาอีกมากมาย  แต่ผู้เขียนเชื่อว่า  หากเกษตรกรได้รับ
ความรู้จากเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรที่มีการค้นคว้า วิจัยมาเป็นอย่างดีแล้วและสามารถนำมาถ่ายทอดสู่เกษตรกรรวมทั้งปรึกษานักวิชาการ
อย่างใกล้ชิด เชื่อว่าเวลาที่เสียไปจะคุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับตอบแทนกลับคืนมาอย่างแน่นอน

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

รู้จักพายุหมุนเขตร้อนในไทย

ฉบับที่ 10 ประจำเดือน พฤศจิกายน  พ.ศ. 2554

http://it.doa.go.th/pibai/pibai/n14/v_10-nov/kayaipon.html

ผลิใบ ขยายผล
สุเมธ  พากเพียร

รู้จักพายุหมุนเขตร้อนในไทย

          ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ (Climate Change)  มีความแปรปรวนมากขึ้น  ก่อให้เกิดผลกระทบตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น
การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ฤดูกาล พายุฝนที่มีความรุนแรงมากขึ้น   โดยเฉพาะการเข้ามาของพายุหมุนเขตร้อน    หรือพายุไซโคลน (Cyclone)
ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศต่างๆ มากมาย  ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร อุตสาหกรรม  ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงกระทบต่อ
เศรษฐกิจของประเทศมากมายมหาศาล

            พายุหมุนเขตร้อน  มีถิ่นกำเนิดเหนือมหาสมุทรในเขตร้อนแถบละติจูดต่ำ มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่ใหญ่นัก   ประมาณ 100 กิโลเมตรขึ้นไป
เกิดขึ้นพร้อมกับลมที่พัดรุนแรงมาก    ระบบการหมุนเวียนของลมเป็นไปโดยพัดเวียนเป็นวงทวนเข็มนาฬิกา (Cyclonically)   ในซีกโลก
เหนือส่วนทางซีกโลกใต้พัดเวียนตามเข็มนาฬิกาเข้าสู่ศูนย์กลางพายุ   ยิ่งใกล้ศูนย์กลางลมจะหมุนเกือบเป็นวงกลม และมีความเร็วสูง
ที่สุด
  ลมที่ใกล้ศูนย์กลางมีความเร็วตั้งแต่ 117 กิโลเมตร / ชั่วโมง (64 นอต) ขึ้นไป           บางครั้งมีความเร็วลมเกินกว่า 300 กิโลเมตร / ชั่วโมง
(175 นอต) ความกดอากาศต่ำสุดที่บริเวณศูนย์กลางพายุโดยทั่วไปต่ำกว่า 1,000 มิลลิบาร์    มีลักษณะอากาศร้ายติดตามมาด้วย เช่น ฝนตกหนัก
มากกว่าฝนปกติธรรมดาที่เกิดในเขตร้อนบางครั้งมีพายุฟ้าคะนองเกิดขึ้นด้วย     ฝนและเมฆมีลักษณะไม่เหมือนกันนักในพายุแต่ละลูก   ส่วนใหญ่
จะเห็นเป็นแนวโค้งหมุนเข้าหาศูนย์กลาง  หรือตาพายุมีเมฆประเภทคิวมูลัส (Cumulus)   และคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus)  ที่มีฝนอยู่ด้วย เกิด
คลื่นสูงใหญ่ในทะเล

  
พายุไซโคลน                                                  พายุโซนร้อน

           บริเวณที่มีพายุหมุนเขตร้อนเกิดขึ้นเป็นประจำ ได้แก่ มหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตก ทางตะวันตกของลองจิจูด 170 องศาตะวันออก
เมื่อมีกำลังแรงสูงสุดเรียกว่า “ไต้ฝุ่น”    เกิดมากที่สุดในเดือนกรกฎาคม ถึงเดือนตุลาคม บริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือแถวทะเลแคริบเบียน
และอ่าวเม็กซิโก เรียกว่า “เฮอร์ริเคน”  เกิดมากในเดือนสิงหาคม ถึงเดือนตุลาคม
- มหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ ฝั่งตะวันตกของประเทศเม็กซิโก เรียกว่า “เฮอร์ริเคน”
- บริเวณมหาสมุทรอินเดียเหนือ อ่าวเบงกอล เรียกว่า “ไซโคลน”
- บริเวณมหาสมุทรอินเดียเหนือ ทะเลอาระเบีย เรียกว่า “ไซโคลน”
- มหาสมุทรอินเดียใต้ ตะวันตกของลองจิจูด 90 ํ ตะวันออก เรียกว่า “ไซโคลน”
- มหาสมุทรอินเดียใต้ ตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปออสเตรเลีย เรียกว่า “วิลลี่ วิลลี่”

    
พายุใต้ฝุ่น                                        หย่อมความกดอากาศต่ำ                หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง

            ความเร็วลมสูงสุดที่บริเวณใกล้ศูนย์กลางนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาความรุนแรงของพายุ  ซึ่งในย่านมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้าน
ตะวันตกและทะเลจีนใต้มีการแบ่งตามข้อตกลงระหว่างประเทศดังนี้
พายุดีเปรสชั่น ความเร็วลมไม่เกิน 33 นอต (61 กิโลเมตร/ชั่วโมง)
พายุโซนร้อน ความเร็วลม 34-63 นอต (62-117 กิโลเมตร/ชั่วโมง)
ไต้ฝุ่น ความเร็วลม 64 นอตขึ้นไป (118 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไป)

          พายุดีเปรสชั่นเป็นพายุที่มีระดับความรุนแรงน้อยที่สุด  ส่วนไต้ฝุ่นเป็นพายุที่มีระดับความรุนแรงสูงสุด     ซึ่งเส้นผ่าศูนย์กลางอาจถึง 1,000
กิโลเมตรหรือมากกว่านั้น ความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางอาจสูงถึง 250 หรือ 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง อันตรายจากน้ำท่วมหรือคลื่นลมแรงจึงมีมาก

          ไต้ฝุ่นในระยะเริ่มแรกจะมีลมพัดเข้าหาศูนย์กลางอย่างรุนแรง  ทำให้ความกดอากาศบริเวณศูนย์กลางต่ำมาก การพัดเข้าหาศูนย์กลางอย่าง
รุนแรงของลมทำให้เกิดการหมุนเวียนของลมในระดับสูงขึ้นไปด้วย  การหมุนเวียนที่เกิดขึ้นสังเกตได้จากกำแพงเมฆหนารอบๆ ตาพายุ  ซึ่งมีลมพัด
รุนแรง ฝนตกหนัก  และมีการปลดปล่อยความร้อนจำนวนมาก    ส่วนบริเวณถัดเข้ามาจากกำแพงเมฆจะมีลมค่อนข้างอ่อน (น้อยกว่า 12 นอต หรือ
ประมาณ 22 กิโลเมตร/ชั่วโมง) บริเวณนี้เรียกว่า “ตาพายุ” โดยจะไม่มีฝนและแสงอาทิตย์สามารถส่องผ่านได้ ตาพายุมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ
10-50 กิโลเมตร


ตาพายุ

          พายุไต้ฝุ่นมีพลังงานมากมายมหาศาล   โดยได้รับพลังงานมาจากพลังงานความร้อนแฝง ซึ่งไอน้ำในทะเลกลั่นตัวเป็นน้ำ  ในหนึ่งวันไต้ฝุ่น
สามารถผลิตพลังงานได้เท่ากับลูกระเบิดไฮโดรเจนขนาด 1 ล้านตันของ  ที เอ็น ที ได้มากกว่า 1,000 ลูก
   ด้วยเหตุนี้เมื่อไต้ฝุ่นเคลื่อน
ขึ้นฝั่ง ผ่านพื้นดินและภูเขา จึงขาดพลังงานเสริมทำให้พายุอ่อนกำลังลงหรือเมื่อมีมวลอากาศเย็นเข้ามาผสมผสาน พลังงานของไต้ฝุ่น
จะลดลงและค่อยๆ สลายตัว 
 จากเหตุผลดังกล่าวพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยส่วนใหญ่จึงมีกำลังแรงในขั้นพายุดีเปรสชั่น
โดยเฉพาะประเทศไทยตอนบน  ซึ่งล้อมรอบด้วยประเทศเพื่อนบ้าน  ได้แก่ พม่า เวียดนาม ลาว และกัมพูชา   ส่วนภาคใต้เป็นพื้นที่เปิดติดฝั่งทะเล
เมื่อมีพายุหมุนเขตร้อนก่อตัว  หรือเคลื่อนตัวเข้ามาทางอ่าวไทย        จึงมีโอกาสเคลื่อนขึ้นฝั่งภาคใต้ได้ในขณะที่ยังมีกำลังแรงและก่อให้เกิดความ
เสียหายอย่างรุนแรงต่อชีวิต และทรัพย์สินทั้งบนฝั่งและในอ่าวไทย

          ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากพายุเขตร้อนเหล่านี้  ได้แก่  ลมพัดแรง (Violent Winds)     คลื่นพายุซัดฝั่ง (Storm Surges)      ซึ่งเป็น
อันตรายต่อการเดินเรือ   คลื่นพายุซัดฝั่งและฝนที่ตกอย่างหนัก (Torrential Rain)   อาจทำให้เกิดน้ำท่วมได้ และการพังทลายของพื้นที่ลาดเอียง
ซึ่งอาจเกิดจากการกัดเซาะของพื้นที่ชายฝั่งทะเล ทำลายเส้นทางคมนาคมเสาไฟฟ้าล้ม    อาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร และก่อให้เกิดเพลิงไหม้ตาม
มาได้ ทำให้น้ำใช้ในการอุปโภคบริโภคสกปรก

          จะเห็นได้ว่า ผลกระทบจากโลกร้อน  หรือสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน ที่เกิดจากปล่อยมลพิษต่างๆ ทั้งจากภาคอุตสาหกรรม
การปล่อยควันพิษจากท่อไอเสียรถ การตัดไม้ทำลายป่า และอื่นๆ   ทำให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ทั้งอุทกภัย และภัยแล้ง ที่ส่งผลกระทบอย่างหนัก
สร้างความเดือดร้อน   ความเสียหายให้กับประชาชน และเกษตรกรมากมาย ส่งผลเสียทั้งในภาคเกษตรกรรม  ภาคอุตสาหกรรม สูญเสียรายได้เข้า
ประเทศหลายล้านบาท ดังนั้นเราในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ต้องร่วมแรงร่วมใจกันลดการปล่อยมลพิษทำลายโลกของเรา ช่วยกัน
ปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น ลดการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อโลกสีเขียวของเราจะยังคงอยู่ต่อไป…

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

เดือนที่ 11 โลกยังร้อน

ฉบับที่ 10 ประจำเดือน พฤศจิกายน  พ.ศ. 2554

http://it.doa.go.th/pibai/pibai/n14/v_10-nov/ceaksong.html

ผลิใบ ฉีกซอง
อังคณา  สุวรรณกูฏ

เดือนที่ 11 โลกยังร้อน

          ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า  เวลาผ่านไปได้เดือนกว่าๆ  ผู้เขียนยังไม่สามารถกลับเข้าไปยังบ้านพักของตนเองได้     แต่ยังโชคดีที่สถานที่ทำงาน
น้ำลดลงไปแล้ว ดังนั้นต้นฉบับฉีกซองเดือนพฤศจิกายนจึงเป็นต้นฉบับที่เรียกได้ว่า “ต้นฉบับอพยพ”    อย่างแท้จริง มีทั้งบรรยากาศริมฝั่งเจ้าพระยา
บรรยากาศในห้องประชุม  หรือแม้แต่บรรยากาศเพลินๆ หลังเวลาเลิกงาน    ทั้งหมดที่เกิดขึ้นและสำเร็จได้    เพราะมี dead line  เป็นแรงบันดาลใจ
ขอย้ำอีกครั้งว่าท่านผู้อ่านไม่ควรยึดเป็นเยี่ยงอย่าง      เพราะคุณสมบัติหนึ่งของนักปราชญ์คือต้องเป็นผู้ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจได้ด้วยตนเอง
ดังนั้นผู้เขียน จึงไม่อาจจัดอยู่ในกลุ่มชนนี้ได้อย่างแน่นอนขณะที่ผู้รู้ทั้งหลายพยายามหาเหตุ            และผลมาอธิบายปรากฎการณ์มหาอุทกภัยใน
ประเทศไทยอีกฟากฝั่งหนึ่งของโลกก็กำลังคร่ำเคร่งกับการหาแนวทางในการปกป้องโลกใบนี้ให้พ้นจากภัยที่มนุษย์สร้างขึ้น นั่นคือการเปลี่ยนแปลง
ของสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change

          “ฉีกซอง”    ฉบับนี้  จึงขอนำเรื่องราวความก้าวหน้าในการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกมาขยายให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน
ได้รับทราบไปพร้อมกัน โปรดติดตา

ย้อนรอยภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

จำได้ว่า ผู้เขียนเคยนำเสนอเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกมาหลายโอกาส หลายตอน ตั้งแต่เรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นปัญหา
ระดับโลกใหม่ๆ หากท่านผู้อ่านติดตาม “ฉีกซอง”  มาตลอด   คงพอมีข้อมูลมูลเหตุของปัญหาและแนวทางในการจัดการปัญหาดังกล่าวของชาวโลก
เป็นอย่างดี ตลอดจนความสำเร็จ หรือความล้มเหลวของการจัดการปัญหาดังกล่าว     ดังนั้น จึงขอย้อนกลับไปเพียงว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2535
มีการยอมรับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ     (United Nations Framework Convention on Climate Change
หรือ UNFCCC)  ในการประชุมของสหประชาติที่กรุงนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา    และเปิดให้ลงนามในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและ
การพัฒนา หรือ ประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลก ที กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล  เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2535 มีประเทศที่ร่วมลงนามจำนวน
154 ประเทศ   ในจำนวนนั้นก็มีประเทศไทยของเราด้วย อนุสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2537 โดยประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน
ในอนุสัญญา เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2537 โดยมีผลบังคับใช้เมื่อครบ 90 วัน คือ วันที่ 28 มีนาคม 2538 และสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม
(ส.ผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่ Focal Point ของประเทศไทย

อนุสัญญา UNFCCC มีเป้าหมายสำคัญที่จะทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกคงที่ ระบบนิเวศสามารถปรับตัวได้ การผลิตอาหารมั่นคง และมีการ
พัฒนาที่ยั่งยืน  ซึ่งประเทศที่ลงนามในอนุสัญญาต้องประเมินปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ ของตน เพื่อให้ทราบสัดส่วน
ในการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศ  และประเทศพัฒนาแล้วจะต้องมีพันธกรณีในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกรอบ
ของ อนุสัญญา   สำหรับประเทศไทยไม่ได้จัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก    แต่อย่างไรก็ตามทุกประเทศจะต้อง
รายงานการเตรียมการปรับตัว      เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ และชีวภาพที่เป็นผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  ตามแบบ
จำลองที่กำหนด

โดยสรุปแล้ว อนุสัญญา UNFCCC มีหลักการสำคัญ 3 ประการ  คือ การป้องกันไว้ก่อน (Precautionary)    ความรับผิดชอบร่วมกันในระดับ
ที่แตกต่าง (Common but differentiated responsibilities)  และ ความเสมอภาค (Equity)     การบริหารจัดการให้เป็นไปตามอนุสัญญาUNFCCC
กำหนดให้มีองค์กรที่เรียกว่า The Conference of the Parties หรือ COP เป็นองค์กรสูงสุด (Supreme body)   มีการประชุมครั้งแรกที่กรุงเบอร์ลิน
ในปี 2538  แต่ที่มีความชัดเจนในการดำเนินการให้เป็นไปตามอนุสัญญาคือ    การประชุมครั้งที่ 3 ที่เมืองเกียวโต       ซึ่งได้ยอมรับพิธีสารเกียวโต
(Kyoto Protocol)      โดยกำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้วต้องลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 5 ของการปลดปล่อยในปี 2533
ภายในปี 2551-2555    ทั้งนี้สามารถลดการปลดปล่อยจากนอกประเทศของตนได้     ส่วนประเทศกำลังพัฒนาให้ร่วมมือภายใต้โครงการกลไกการ
พัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism หรือ CPM)

          นอกจากนี้ องค์กรสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ( United Nations Environment Program หรือ UNEP)    และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก
(World Meteorological Organization  หรือ WMO)  ร่วมมือกันในปี 2531         จัดตั้งคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพ
ภูมิอากาศ(Intergovernmental Panel on Climate Change  หรือ IPCC)        ทำหน้าที่เป็นฝ่ายวิชาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ ร่วมกันรวบรวมและสังเคราะห์ เผยแพร่ความก้าวหน้าทางวิชาการ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นกลางในการ
อ้างอิงต่างๆ    โดยมีคณะทำงาน 3 กลุ่ม   ได้แก่ กลุ่มที่ 1 รับผิดชอบงานด้านภูมิอากาศเชิงวิทยาศาสตร์     กลุ่มที่ 2 รับผิดชอบงานด้านผลกระทบ
การปรับตัว และความอ่อนไหว   กลุ่มที่ 3 รับผิดชอบด้านการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก    โดยมีกลุ่มทำงานด้านการประเมินการปลดปล่อย
ก๊าซเรือนกระจกในลักษณะของกลุ่ม Task Force อีกด้วย

โลกร้อน ณ เมือง Durban

ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน – 9 ธันวาคม 2554     ได้มีการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ครั้งที่ 17 (17th United Nations Climate Change Conference) หรือ COP 17 ที่เมืองเดอร์บัน (Durban) สาธารณรัฐแอฟริกาใต้  ภายใต้คำขวัญ
ที่ว่า Working Together:Saving Tomorrow Today โดยมีผู้แทนประเทศสมาชิกมากกว่า 190 ประเทศ เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้การประชุมสมัชชา
ประเทศภาคีพิธีสาร เป็นส่วนหนึ่งของกรอบอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UN Framework Convention on
Climate Change: UNFCCC)  โดยการประชุม COP 17 ในครั้งนี้      มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาต่ออายุพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol)
ซึ่งเป็นข้อตกลงในระดับนานาชาติที่วางเป้าหมายลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  อันเป็นเหตุของปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
โลก (Climate Change) โดยพิธีสารเกียวโตนี้ กำลังจะหมดอายุลงในปี 2555 (ค.ศ. 2012)

นอกจากนี้ชาติสมาชิกต่างๆ   จะเจรจาหารือร่วมกันเกี่ยวกับมาตรการต่างๆ  ที่เกี่ยวข้อง    เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงประเด็น
การสนับสนุนเงินทุนให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา โดยประเทศพัฒนาแล้ว     เพื่อนำไปดำเนินการในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลก   ซึ่ง
คาดว่าจะมีความชัดเจนในด้านท่าทีของแต่ละประเทศมากยิ่งขึ้น     การประชุมครั้งนี้ ยังได้พยายามผลักดันการปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างจริงจังของ
ประเทศสมาชิกทั้งแผนปฏิบัติการบาหลี (Bali Action Plan) จากผลการประชุม COP 13 เมื่อปี 2550 (ค.ศ. 2007) และ ข้อตกลงแคนคูน (Cancun
Agreement) ที่บรรลุขึ้นในการประชุม COP 16  เมื่อเดือนธันวาคม 2553 (ค.ศ. 2010) ที่เมืองแคนคูน  ประเทศเม็กซิโกอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม  เป็นที่น่าจับตามองว่าการเจรจา COP 17   เพื่อต่ออายุพิธีสารเกียวโตนั้นจะดำเนินไปในทิศทางใด    โดยหลายฝ่ายได้แสดง
ความกังวลว่าสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบันที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และวิกฤติหนี้สินในประเทศต่างๆ อาจเป็นอุปสรรคสำคัญ
ต่อการระดมเงินทุน  และการพิจารณากฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม  เพราะจะมีผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ  ถึงกระนั้นก็ตาม ยังคงมีความ
หวังในเรื่องการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน    โดยประเทศแอฟริกาใต้ให้ความเห็นว่าผลของการเจรจาในรอบนี้น่าจะเป็น “อีกหนึ่งก้าว”     ที่จะไปสู่
กลไกในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศในระดับโลก มากกว่าจะได้ผลการเจรจาที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน

          การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนี้   เป็นการประชุมระดับนานาชาติที่จัดให้มีขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อหาทาง
แก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มย่ำแย่ลง   โดยในปี 2553 ที่ผ่านมา   ได้มีการจัดการประชุมการ
ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  ครั้งที่ 16 ที่เมืองแคนคู   ประเทศเม็กซิโก  ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกาย –10 ธันวาคม
2553 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกหลังปี 2555 (ค.ศ. 2012)   ซึ่งผลการประชุมยุติลงด้วย
การรับรองเอกสารข้อตกลงแคนคูน (Cancun Agreement) ที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การระดมเงินทุน
ช่วยเหลือประเทศที่ได้รับผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อน                     รวมไปถึงการกำหนดเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกินกว่า
2 องศาเซลเซียส  เมื่อเทียบกับอุณหภูมิของโลกในยุคก่อนอุตสาหกรรม เป็นต้น

ทั้งนี้    สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก ยังคงมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ขั้นวิกฤติ           โดยสหประชาชาติเปิดเผยเมื่อวันที่ 29
พฤศจิกายน 2554  ว่า        ปีนี้เป็นปีที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดเป็นอันดับ 10     นับตั้งแต่ปี 2393 (ค.ศ. 1850)  จากปรากฏการณ์ลานิญา (La Niña)  ซึ่ง
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงไปทั่วโลก    โดยเฉพาะต่อสถานการณ์ความแห้งแล้ง  และภาวะอดอยากอย่างรุนแรงในภูมิภาค
จงอยแห่งแอฟริกา (Horn of Africa) การประชุมครั้งนี้เลขาธิการของ UNFCCC  นาง Christiana Figueres ได้กล่าวไว้ในช่วงการเปิดการประชุมว่า ขอให้ผู้แทนทุกประเทศที่เข้าประชุมระลึกถึงคำกล่าวของนายเนลสัน  เมนเดล่า    อดีตผู้นำชาวผิวดำของแอฟริกาใต้     ที่ว่า ทุกสิ่งดูเหมือนจะเป็น
ไปไม่ได้จนกว่าเราจะได้ลงมือทำมัน เช่นเดียวกับการปฏิบัติตามพันธสัญญา  หากทุกประเทศร่วมมือกันในการปฏิบัติตามเชื่อแน่ว่าจะต้องเป็นไปได้
โดยคาดหวังว่าจะบรรลุข้อตกลงด้านการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย และความรับผิดชอบร่วมกัน   รวมทั้งแหล่งเงินทุน
ที่เรียกว่า Green Climate Fund ในการสนับสนุนกิจกรรมการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

ในขณะที่ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ นายเจค๊อบ  ซูมา     ได้ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อทวีปแอฟริกา  ดังนั้น
รัฐบาลทุกประเทศต้องร่วมมือกันในการป้องกัน และลดผลกระทบดังกล่าว        สำหรับแอฟริกาใต้เองประสบปัญหาน้ำท่วมบริเวณเขตชายฝั่งอย่าง
ต่อเนื่องและรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ   ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือนร้อนทั้งด้านที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพ และความเป็นอยู่ทั่วไป การประชุม
COP ครั้งที่ 17   จึงเป็นความหวังของประเทศต่างๆ  ในการร่วมกับหามาตรการที่เหมาะสมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อการปกป้องอนาคต
ของมนุษยชาติ    โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหวังที่จะให้ผลการประชุมที่ Cancun           เมื่อปีที่ผ่านมาให้บรรลุผลตามเป้าหมายขณะที่เขียนต้นฉบับ
ดังกล่าว  การประชุมยังไม่สิ้นสุด   จึงไม่สามารถกล่าวได้ว่าการประชุมบรรลุผลสำเร็จตามที่นานาประเทศคาดหวังหรือไม่   แต่สิ่งที่เห็นอย่างชัดเจน
คือผลกระทบที่ทั่วถึงไปในทุกภูมิภาคทั่วโลก  การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก  จึงเป็นเรื่องของมนุษย์ทุกคนที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ร่วมกัน

เกษตรช่วยโลก

จากรายงานของสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงบรัสเซลส์ ได้สรุปรายงาน เรื่อง “แผนที่แสดงพื้นที่ในเขตร้อนของโลก
ที่มีโอกาสเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความไม่มั่นคงทางอาหารสูง       ” (Mapping Hotspots of Climate Change and Food
Insecurity in the Global Tropic)  โดยกลุ่มที่ปรึกษาการวิจัยทางการเกษตรระหว่างประเทศ (CGIAR-the Consultative Group on International
Agricultural Research) ภายใต้โครงการศึกษาวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกษตรกรรม และความมั่นคงทางอาหาร  ระบุว่า บริเวณที่
คาดว่าน่าจะเผชิญกับหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด น่าจะเป็นพื้นที่บริเวณเอเชียใต้ และทวีปแอฟริกา      บริเวณทะเลทราย
ซาฮารา (นั่นคือรวมอินเดียเกือบทั้งประเทศและแอฟริกาตะวันตก)  เนื่องจากพื้นที่ในบริเวณดังกล่าว มีประชากรมากถึง 369 ล้านคน ที่กำลังเผชิญ
กับภาวะความไม่มั่นคงทางอาหาร และอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีการทำเกษตรกรรมเป็นหลัก      และมีความเสี่ยงต่อการลดลงของระยะเวลาเพาะปลูก
ถึงร้อยละ 5 การเปลี่ยนแปลงในลักษณะดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อระดับผลผลิต และการเข้าถึงอาหารของประชากร   ภายในช่วงระยะเวลา 40 ปี
ข้างหน้า

          กลุ่มนักวิจัยได้พิจารณาจากแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ และตัวชี้วัดปัญหาอาหารหลายประการ         แล้วจึงสร้างเป็นชุดแผนที่ที่แสดงราย
ละเอียดเกี่ยวกับบริเวณที่มีโอกาสเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูงกว่าจุดอื่นๆ (climate thresholds)    บริเวณที่มีความ
อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (sensitive to climate shift)            และบริเวณที่มีประวัติความไม่มั่นคงทางอาหารมาอย่างยาวนาน
(long history of food insecurity) เมื่อนำเอาแผนที่ต่างๆ เหล่านี้มารวมกัน  ทำให้มองเห็นภาพบริเวณที่มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพ
ภูมิอากาศ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น    โดยมีการพยากรณ์ว่าภายในช่วงกลางระหว่างปี ค.ศ 2550 – 2560 อุณหภูมิ
สูงสุดโดยเฉลี่ยในแต่ละวันในช่วงที่เป็นฤดูเพาะปลูก  อาจสูงขึ้นเกินกว่า 30 องศาเซลเซียส    ซึ่งเกือบเป็นระดับสูงสุดที่พืชตระกูลถั่วจะทนทานได้
อีกทั้งยังเป็นระดับที่จะสร้างความเสียหายต่อการผลิตข้าวโพดและข้าวด้วยเช่นกัน        การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนอกจากจะทำให้อุณหภูมิ
เพิ่มสูงขึ้นแล้ว ยังมีผลกระทบต่อระยะเวลาในการเพาะปลูกอีกด้วย    โดยพบว่าภายในปี ค.ศ. 2050  สภาพอากาศที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกอาจ
ลดลงเหลือน้อยกว่า 120 วัน ต่อฤดูในบริเวณที่มีการทำเกษตรกรรมมาก    เช่น บริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิลและเม็กซิโก เมื่อระยะเวลา
เพาะปลูกลดลงเหลือน้อยกว่า 120 วัน  นอกจากจะไม่เพียงพอต่อการเติบโตอย่างสมบูรณ์ของข้าวโพดและพืชอาหารที่สำคัญอื่นๆ แต่ยังรวมถึงพืช
ที่เป็นอาหารสัตว์อีกด้วย    สำหรับการค้าสินค้าโภคภัณฑ์ทางการเกษตรคาดว่าน่าจะมีความสำคัญมากขึ้นในทุกภูมิภาค  เนื่องจากการเปลี่ยนแปลง
สภาพภูมิอากาศจะทำให้ข้อจำกัดในการผลิตสินค้าเกษตรทวีความรุนแรงมากขึ้น     ซึ่งเห็นได้จากเหตุการณ์ราคาอาหารสูงขึ้นในปี ค.ศ. 2008 และ
2010 ที่ทำให้ความมั่นคงทางอาหารกลายเป็นปรากฏการณ์ในระดับนานาชาติ      และเป็นที่แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้การ
นำเข้าอาหารมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น

รายงานของ CGIAR ดังกล่าว    จึงมีประโยชน์ทำให้มองเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่าพื้นที่ใดที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ปัญหา
ความอดอยากและความยากจนทวีความรุนแรงมากขึ้น   เว้นในรายงานดังกล่าวได้ให้ข้อเสนอแนะว่า  ภาคเกษตรควรมีความพยายามมากขึ้นในการ
ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและรวดเร็ว และเกษตรกรในบางพื้นที่อาจต้องหันไปเพาะปลูกพืชชนิดใหม่หรือไม่ก็ต้องเปลี่ยน
ไปทำฟาร์มภายใต้ระบบใหม่เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ      ศูนย์เพาะพันธุ์พืชของ CGIAR ทั่วโลก ได้มุ่งการพัฒนาไปยังพันธุ์พืช
ที่มีความพร้อมต่อสภาพภูมิอากาศหรือ “climate ready crop varieties”  โดยเป็นพืชที่ให้ผลผลิตสูงแม้ว่าจะอยู่ภายใต้สภาพแรงกดดันมากขึ้น ใน
ขณะที่ประเทศบริเวณแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาทางตอนใต้    ซึ่งมีแนวโน้มอุณหภูมิสูงขึ้นจนไม่อาจเพาะปลูกข้าวโพด      ซึ่งเป็นพืชหลักได้
เกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวควรหันไปเพาะปลูกพืชอาหารชนิดอื่นแทน เช่น ข้าวฟ่าง หรือมันสำปะหลังจะช่วยตอบสนองความต้องการด้านโภชนาการ
ของประชากรในประเทศ        นอกจากนี้ เกษตรกรที่ปัจจุบันมุ่งเพาะปลูกพืชเพียงอย่างเดียว ควรหันมาพิจารณาระบบการเพาะปลูกแบบผสมผสาน
ควบคู่ไปกับการเลี้ยงสัตว์ หรือระบบวนเกษตรเพื่อรักษาและเพิ่มระดับการผลิตอาหาร

          งานวิจัยอีกชี้นหนึ่งที่น่าสนใจ     คือ งานวิจัยของศาสตราจารย์ Douglas Kell     ที่แสดงให้เห็นว่าการปรับปรุงสายพันธุ์พืชใหม่ให้มีรากยาว
เพิ่มขึ้น 2 เมตร  สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บคาร์บอนของดินได้        โดยความยาวของรากที่เพิ่มขึ้นจะเป็นประโยชน์ต่อการดักจับก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศมาสะสมในรากได้เพิ่มขึ้น   โดยพบว่า การสะสมของคาร์บอนในดินที่ลึกลงไป 2 เมตร  เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 2 ก็จะ
ช่วยให้มีคาร์บอนที่ถูกกักเก็บไว้ในดินเพิ่มขึ้นถึง 100 ตันคาร์บอน/เฮกตาร์  โดยคาร์บอนนั้นถูกกักเก็บไว้ในดินนานอย่างน้อยที่สุด 2 ปี และยังช่วย
เพิ่มผลผลิตของพืชอย่างยั่งยืน (sustainable yield)            เนื่องจากพืชสามารถกักเก็บน้ำและสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยาวนานขึ้น จึงทำให้พืชสามารถทนทานต่อความแห้งแล้ง สภาพน้ำท่วม  หรือความท้าทายอื่นๆ  อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดียิ่งขึ้นด้วย

พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ทุกอย่างเป็นอนัตตา
ขอให้ทุกท่านตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาท
เช่นเดียวกัน ภูมิอากาศโลกก็เป็นอนัตตา
จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน
แต่จะเปลี่ยนน้อยเปลี่ยนมาก เปลี่ยนไปเช่นไร
คำตอบอยู่ที่ตัวของท่านเอง

          Season change อีกแล้ว ขอให้ทุกท่านตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

(ขอบคุณ : กองแอฟริกา กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา, www.thaieurope.net , www.unfcc.int / ข้อมูล)

     พบกันใหม่ฉบับหน้า……….สวัสดี
อังคณา

คำถามฉีกซอง
กองบรรณาธิการจดหมายข่าวผลิใบฯ กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ 10900  e-mail : asuwannakoot@hotmail.com

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

น้ำท่วม และ ภัยแล้ง ในเมืองจีน

ฉบับที่ 10 ประจำเดือน พฤศจิกายน  พ.ศ. 2554

http://it.doa.go.th/pibai/pibai/n14/v_10-nov/rai.html

ผลิใบ รายงาน
สุเมธ  พากเพียร

น้ำท่วม และ ภัยแล้ง ในเมืองจีน

          มหาอุทกภัย 2554       คงเป็นเรื่องราวความเดือดร้อนครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ไทยที่ไม่มีใครสามารถลืมเลือนได้  ความเดือดร้อน
ความเสียหาย  แพร่ขยายไปในหลายพื้นที่และนับวันก็ยิ่งขยายวงกว้าง    ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ    หากลองนึกย้อนกลับไปเมื่อปลายปี 2553
ประเทศไทยก็เจอกับอุทกภัยอันหนักหนามาแล้วทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้  และเมื่อเดือนพฤษภาคม 2554  ภาคเหนือก็เกิด
น้ำท่วมหนัก น้ำป่าไหลหลาก  ก่อให้เกิดอุทกภัยครอบคลุมเกือบทุกจังหวัดในภาคเหนือ

          หากหันกลับมามองที่กรุงเทพมหานคร  ในบางพื้นที่ที่ไม่เคยน้ำท่วมเลยนับตั้งแต่ปี 2538   เป็นต้นมาก็กลับท่วมอีกครั้ง  และเป็นการท่วมใน
ระดับที่หลายๆ คนรับสภาพไม่ได้ เกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้…เพราะดวงเมือง หรือ เพราะพวกเรากันเองที่ต่างทำร้ายโลกของตน

          แม้เหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นจะคลี่คลายลงไปแล้ว  แต่ร่องรอยความเสียหาย  การสูญเสียทรัพย์สิน เงินทอง หรือแม้กระทั่งชีวิตของบุคคล
อันเป็นที่รัก  ก็ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่  และไม่รู้ว่าเมื่อไรจะจางหายไปพวกเราไม่ทันได้ตั้งตัวในการป้องกันบ้านเรือนจากน้ำได้ดีมากนัก  ทำได้เพียง
การก่ออิฐ กระสอบทรายให้สูงเพื่อป้องกันน้ำเข้าตัวบ้าน และบ้านบางหลังน้ำก็ท่วมสูงเกินกว่าที่กั้นไว้ นั่นเป็นสิ่งที่พวกเราคาดไม่ถึง  หลายต่อหลาย
เสียงบอกตรงกันว่า “ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นน้ำท่วมสูงขนาดนี้”  แล้วพวกเราจะต้องเริ่มต้นแก้ไขจากจุดไหน และในปีต่อไปล่ะ  ต้องเตรียมพร้อม
อย่างไร มีระบบการจัดการแบบไหน  ป้องกันมากน้อยขนาดไหน  ถึงจะป้องกันน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน

          มีคนกล่าวว่า “น้ำท่วม ดีกว่า ฝนแล้ง”  ข้อความดังกล่าวจริงแท้แค่ไหน  ถ้าเป็นไปได้เราจะเลือกอันไหนดี  ระหว่างน้ำท่วมหรือฝนแล้ง ซึ่ง
ทั้ง 2 อย่าง ล้วนแต่สร้างปัญหาให้กับประชาชนทั้งสิ้น   สร้างความเสียหายในด้านชีวิตความเป็นอยู่   ด้านเกษตรกรรม      หรือความเสียหายในภาค
อุตสาหกรรม สูญเสียรายได้เข้าประเทศปีละหลายล้านบาท เรามาดูกันว่าผลเสียที่เกิดจากภัยพิบัติทั้ง 2 อย่าง    จะส่งผลกระทบต่อโลกของเรามาก
น้อยแค่ไหน…จากตัวอย่างประเทศที่มีพื้นที่มากที่สุดในโลก

          สาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ เมืองจีน ที่เรารู้จักกันดี   เป็นประเทศมหาอำนาจอีกประเทศหนึ่ง      ที่คาดว่าจะมีอิทธิพลอย่างมากในการ
ต่อรองกับประเทศอื่นๆ เพราะเป็นประเทศที่มีพื้นที่และประชากรมากที่สุดในโลก  แต่ในปัจจุบันเมืองจีนได้รับผลกระทบจากพายุต่างๆ ทั้งพายุใต้ฝุ่น
และโซนร้อน ที่โหมกระหน่ำเข้ามาอย่างมากมาย ทำให้เกิดอุทกภัยในหลายเมือง ผู้คนมากกว่า 5 ล้านคน ต้องอพยพออกจากบ้านเรือน  หรือได้รับ
ผลกระทบจากน้ำท่วม  เมื่อฝนได้ตกลงมาอย่างหนักต่อเนื่องกันในเขตภาคตะวันออก  และทางตอนใต้ของเมืองจีน  แต่ในทางกลับกัน  ทางน้ำและ
ทะเลสาบตามลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงกลับเหือดแห้งไป แม่น้ำที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ทอดตัวยาวจากภูเขาหิมาลัยหลายพันไมล์มาทางตะวันออก
เพื่อไหลลงทะเล  ขณะนี้กำลังเผชิญกับภัยแล้งที่สุดในรอบหลายสิบปี    มีผู้คนราว 35 ล้านคนใน 5 จังหวัด  ทางตอนกลาง และตอนล่างของแม่น้ำ
แยงซีเกียง ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งในระดับต่างๆ กัน           เจ้าหน้าที่ของจีนกล่าวว่า “ความแห้งแล้งอย่างหนักเกิดจากสภาวะอากาศที่
เปลี่ยนแปลงไป”

   

          ฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก และต่อเนื่อง  ทำให้ภาวะแห้งแล้งทางตอนกลางและตอนใต้ของเมืองจีนบรรเทาลงไปได้มาก ประชาชนสามารถใช้
น้ำเพื่อทำการเกษตร และการประมงได้มากขึ้น แต่ฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องดังกล่าวอาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดน้ำท่วมอย่างหนักได้ในบางพื้นที่ ทะเลสาบ
ฮองฮู ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 7 ของจีน   ได้รับผลกระทบความแห้งแล้งที่สุดในรอบ 70 ปี ได้รับน้ำฝนเพียง 144 มิลลิเมตร
จากวันที่ 21 มกราคม ถึง 21 พฤษภาคม 2554 หรือเพียงร้อยละ 21 ของปริมาณน้ำฝนในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เป็นรายงานจากนาย Chen Gang
หัวหน้าวิศวกรด้านการควบคุมน้ำ และบรรเทาภัยจากน้ำท่วมและความแห้งแล้งของเมืองฮองฮู

          เกษตรกรกล่าวว่า พวกเขาต้องการน้ำฝนเพียงเล็กน้อยในช่วงสัปดาห์ที่จะมาถึงนี้ ไม่เช่นนั้นต้นข้าวจะเหี่ยวแห้งและตายลง รวมถึงปลาและปู
หลายพันตัวที่เกษตรกรเลี้ยงอยู่  ผลกระทบจากสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป   เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือของ
มนุษย์ มนุษย์ต้องการความสะดวกสบาย     ความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุ  กิจกรรมที่ทำกันมาอย่างต่อเนื่องก่อให้เกิดมลพิษ  ทั้งทางน้ำ  ดิน  อากาศ
รวมทั้งการตัดไม้ทำลายป่า  ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง  ทำร้ายธรรมชาติ จนบางครั้งลืมตระหนักถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น  จนผลเสีย
เหล่านั้นย้อนกลับทำร้ายตนเอง ทั้งชีวิต ความเป็นอยู่ ทรัพย์สิน และสภาพจิตใจ  ซึ่งสำหรับบางคนแล้วอาจจะเรียกคืนกลับมาไม่ง่ายนัก

          ไม่แน่ใจว่า…สภาวะโลกจะกลับคืนมา 100%  หรือไม่แต่ที่แน่ใจ…คือ ยังไม่สายเกินไปสำหรับการเริ่มต้นทำในสิ่งดีๆ หันกลับมาดูแลรักษา
โลกใบนี้ให้สดใส ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ใช้เท่าที่จำเป็น ปลูกต้นไม้ ปลูกป่า  ลดการปล่อยมลพิษ ลด ละ เลิก การทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน
และที่สำคัญรักโลกใบนี้ให้เท่ากับรักตนเอง
 ทางออกของปัญหานี้ยังคงมี เพียงแค่พวกเราเริ่มลงมือทำ…

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

รายได้จากพืชอายุสั้นในช่วงฟื้นฟูสวน

ฉบับที่ 10 ประจำเดือน พฤศจิกายน  พ.ศ. 2554

http://it.doa.go.th/pibai/pibai/n14/v_10-nov/borkor.html

 

 

ผลิใบ จากโต๊ะบอกอ
บรรณาธิการ

รายได้จากพืชอายุสั้นในช่วงฟื้นฟูสวน

สถานการณ์น้ำท่วมที่เพิ่งผ่านพ้นไป   สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรม   ซึ่งเป็นอาชีพหลัก
ที่ช่วยสร้างรายได้ และหล่อเลี้ยงชีวิตคนไทยทั้งประเทศ ประเทศไทยเป็นประเทศภาคเกษตรกรรม  แม้ว่าจะมีอัตราเพิ่มไปสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่าง
รวดเร็วก็ตาม  แต่การเกษตรก็ยังคงเป็นอาชีพที่สำคัญคนไทย เมื่อเกิดภัยธรรมชาติขึ้น  แน่นอนความเดือดร้อนตกไปอยู่ที่ภาคเกษตรเสียส่วนใหญ่
จากการสำรวจพื้นที่ที่เสียหายจากภัยพิบัติน้ำท่วมในครั้งนี้ พบว่ากว่า 9 ล้านไร่ที่เกิดความเสียหาย นั่นหมายถึงเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนจำนวน
มาก ขาดรายได้ในการดำรงชีพ โดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกพืชที่มีช่วงการเจริญเติบโตที่ยาวนานกว่าจะออกผล อย่าง ไม้ผล

          ในระยะหลังน้ำลดใหม่   เกษตรกรยังคงทำอะไรไม่ได้มากนัก  นอกจากเร่งการบำรุงรักษา   เพื่อฟื้นฟูไม้ผลให้เกิดรากใหม่และแตกใบอ่อน
โดยเร็ว  ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้

          1. ไม่ควรเหยีบย่ำบริเวณโคนต้น  เพราะดินที่ถูกน้ำท่วมขังมีโครงสร้างไม่แข็งแรง  เกิดการอัดแน่นได้ง่าย ซึ่งเป็นผลเสียต่อการไหลซึมของ
น้ำ  ทั้งยังเป็นการกระทบกระเทือนต่อรากพืช จะทำให้ต้นทรุดโทรมและอาจตายได้

          2. หากมีน้ำท่วมขัง ควรรีบหาทางระบายน้ำออกจากบริเวณโคนต้นให้ได้มากที่สุด

          3. เมื่อดินแห้งแล้ว  ควรขุดหรือปาดเอาดิน  ทรายที่มากับน้ำออกจากโคนต้น   นอกจากนี้ควรตัดแต่งกิ่งให้เป็นทรงพุ่มโปร่ง   หากอยู่ในช่วง
กำลังติดผล ควรปลิดผลออกบ้าง เพื่อเป็นการลดการคายน้ำ ช่วยเร่งให้ต้นแตกใบใหม่ได้เร็วขึ้น

          4. ในระยะนี้ระบบรากยังไม่สามารถดูดกินธาตุอาหารพืชจากดินได้ หากต้องการจะให้ปุ๋ยควรเป็นการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ เพื่อให้ต้นฟื้นตัวได้เร็ว

          5. หากพบปัญหาโรครากเน่าและโคนเน่าที่เกิดจากเชื้อรา  ให้ราดหรือทาสารเคมีกันราบริเวณโคนต้น  และควรปรับปรุงดินให้มีสภาพเป็นด่าง
เล็กน้อย เพื่อไม่ให้มีสภาพที่เหมาะสมต่อการเกิดโรค

          ในบางพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมาก  จนต้องปลูกพืชใหม่ทั้งหมด  คงต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรในการปรับปรุงสภาพดิน ปลูกพืชใหม่ ซึ่ง
ในช่วงนี้เกษตรกรสามารถหารายได้ได้ด้วยการปลูกพืชอายุสั้น   กรมวิชาการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนระบบการปลูกใหม่ จากที่เคย
ปลูกลงดิน เปลี่ยนมาปลูกในถุงพลาสติกหรือกระถางแทน     ซึ่งมีต้นทุนต่ำแต่ผลตอบแทนอยู่ในระดับที่ดี  โดยเลือกชนิดพืชให้สอดคล้องกับความ
ต้องการของตลาดในช่วงเทศกาล อย่างเช่น คริสต์มาส ปีใหม่ ตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง

          พืชที่สามารถปลูกในถุงพลาสติกหรือกระถางได้     เป็นประเภทไม้ดอกไม้ประดับ     พืชผักสวนครัวที่นิยมรับประทานกันทุกวัน  แต่ไม้ดอก
ไม้ประดับเป็นพืชที่มีความต้องการของตลาดมาก   และมีราคาสูงในช่วงฤดูหนาว เช่น สร้อยทอง ซาเวีย เบญจมาส ดาวเรือง เยอบีรา ในขณะที่กลุ่ม
พืชผักที่มีโอกาสในตลาดช่วงฤดูหนาว  เป็นพืชผักรับประทานผลหรือฝัก เช่น มะระจีน ถั่วฝักยาว กระเจี๊ยบเขียว มีการเจริญเติบโตค่อนข้างช้า อัตรา
การติดฝักและติดผลต่ำ  แต่หากเกษตรกรสามารถผลิตได้ก็จะขายได้ในราคาที่สูง

          เมื่อน้ำลดจนดินแห้งแล้ว จึงเริ่มลงไม้หลักที่ต้องการปลูก พร้อมทั้งปลูกพืชอายุสั้นไปด้วยกัน เพื่อให้ระหว่างรอไม้หลักออกผลที่จะเก็บเกี่ยว
ได้ เกษตรกรจะได้มีรายได้จากส่วนนี้อีกส่วนหนึ่งด้วย   พืชอายุสั้นที่นำมาปลูกแซมได้มีหลายชนิด  เช่น มะละกอ     มีอายุการเก็บเกี่ยว 6-7 เดือน
และกล้วย มีอายุการเก็บเกี่ยว 8-9 เดือน ซึ่งทั้งสองชนิดนี้เป็นพืชที่ปลูกง่าย ให้ผลผลิตดี  และมีต้นทุนในการปลูกไม่สูงเราไม่อาจทราบได้ว่าปัญหา
อุทกภัยจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไร  และจะรุนแรงมากน้อยขนาดไหน ฉะนั้นมนุษย์ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เรียนรู้การใช้ชีวิตกับน้ำ พร้อมทั้งแก้ไขปัญหา
ร่วมกัน

          สมาคมนักโรคพืชแห่งประเทศไทยร่วมกับกรมวิชาการเกษตร จะจัดประชุมวิชาการโรคพืชนานาชาติ ในหัวข้อ
The International Conference on Tropical and Sub-tropical Plant Diseases 2011   ภายใต้แนวคิด โรคพืชกับ
ความปลอดภัยด้านอาหารและการเกษตร   ระหว่างวันที่ 7-10 กุมภาพันธ์ 2555    ณ โรงแรมดิเอ็มเพลส จ.เชียงใหม่
ผู้สนใจเข้าร่วมประชุมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-2579-9586 หรือ www.tps.or.th/TPS2012

พบกันใหม่ฉบับหน้า
บรรณาธิการ
E-Mail: haripoonchai@hotmail.com

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

เตรียมตั้งรับการแปรปรวนสภาพภูมิอากาศกับการผลิตทุเรียนจังหวัดจันทบุรี

ฉบับที่ 9 ประจำเดือน ตุลาคม  พ.ศ. 2554

http://it.doa.go.th/pibai/pibai/n14/v_9-oct/korkui.html

ผลิใบ ขอคุยด้วยคน
นวลศรี  โชตินันทน์

เตรียมตั้งรับการแปรปรวนสภาพภูมิอากาศกับการผลิตทุเรียนจังหวัดจันทบุรี

          ในปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพเพื่อให้ตรงตามความต้องการของตลาด ยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์
ยิ่งปัจจุบันนี้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ ภัยแล้ง พายุ น้ำท่วม  ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล  เกิดขึ้นจนเกษตรกรไม่สามารถปรับตัวได้ทัน

ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา  ประเทศไทยประสบกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศในช่วงสัปดาห์เดียวกัน อาจจะมีทั้งสภาพอากาศร้อนจัด
จนเกิดภัยแล้ง   ฝนไม่ตกตามฤดูกาลดังเช่นที่เคยเป็น สลับกับความหนาวเย็นของอากาศ    ซึ่งทำให้ไม่ว่าจะเป็นคนหรือพืชแทบจะปรับตัวไม่ทันต่อ
ความแปรปรวนของสภาพอากาศดังกล่าว     ผลจากการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตของประเทศไทย  โดยศูนย์เครือข่ายงาน
วิเคราะห์วิจัย  และฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA START RC)     สรุปได้ว่าทิศทางและแนวโน้มการ
เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยในอนาคต  จะเปลี่ยนแปลงในทางที่มีฝนมากขึ้นในเกือบทุกภาคของประเทศ  ส่วนอุณหภูมิสูงสุดและ
ต่ำสุดไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก อาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างเห็นได้ชัด และในทางกลับกันจำนวนวันที่อากาศร้อนในรอบปีก็จะเพิ่มมากขึ้น
รวมทั้งความแปรปรวน หรือความแตกต่างระหว่างฤดู หรือในระหว่างปีต่อปีอาจจะเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

   

          สำหรับทางด้านการเกษตรนั้น ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนของสภาพภูมิอากาศเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น  จากรายงานโครงการการศึกษารูป
แบบการแปรปรวนภูมิอากาศต่อการผลิตทุเรียนจังหวัดจันทบุรี    ภายใต้โครงการพัฒนา และส่งเสริมความร่วมมือ เครือข่ายนักวิจัยสิ่งแวดล้อมของ
ศูนย์วิจัย และฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม   กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม  โดยนางสาวศิริพร  วรกุลดำรงชัย    นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ
ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี กรมวิชาการเกษตรและคณะ     รายงานว่า  การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมีผลกระทบต่อพืชทั่วโลกหลายชนิด เช่น
ท้อและบ๊วย    ทางภาคใต้ของประเทศฝรั่งเศส ในช่วงปี ค.ศ. 1970-2001  ออกดอกเร็วขึ้น 1-3 สัปดาห์   เชอรี่บานเร็วขึ้น 2.2 วันในช่วง 10 ปี เมื่อ
อุณภูมิสูงขึ้น 1 – 4 องศาเซลเซียส   รวมทั้งยังพบการเปลี่ยนแปลงที่มีต่อผลผลิตข้าวและธัญพืชในประเทศอังกฤษ  อินเดีย  และฟิลิปปินส์   พบว่า
อุณหภูมิสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส    หรือปริมาณน้ำฝนลดลงเนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโนจะส่งผลให้ผลผลิตลดลง   สำหรับทุเรียนในประเทศไทย
จากรายงานของสำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรี    พบว่า ทุเรียนในจังหวัดจันทบุรีในช่วงปี 2548 และ2550   ออกดอกและเก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้นกว่าใน
ปีก่อน ๆ  3-4 สัปดาห์

นอกจากนี้  การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศยังมีผลกระทบต่อการกระจายทางภูมิศาสตร์ของแมลง เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นจะเร่งให้ช่วง
การเกิดโรคและแมลงเร็วขึ้น  โรคและแมลงจะเกิดขึ้นในวงกว้าง   และมีแนวโน้มขยายตัวจากที่ลุ่มสู่พื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล  จากเส้นศูนย์สูตรสู่
ขั้วโลกเหนือและใต้  จะเห็นได้ว่าทางภาคเหนือของจีนในช่วง 10 ปีนี้ มีแนวโน้มการเกิดโรคและแมลงรุนแรงขึ้น

หาแนวทางแก้ปัญหาและการปรับตัวการผลิตทุเรียน

นางสาวศิริพร วรกุลดำรงชัย  นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ   ได้ทำการศึกษาวิจัยและทดสอบเทคโนโลยีการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพ
เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้ได้กับพื้นที่การผลิตทุเรียนในภาคตะวันออกและแหล่งผลิตทุเรียนที่สำคัญของประเทศ  เพื่อควบคุมปริมาณผลผลิตและ
คุณภาพให้เสถียรภาพได้ในหลายสภาพแวดล้อม หรือสามารถแก้ไขได้ทันต่อเหตุการณ์เมื่อมีปัจจัยแทรกซ้อนต่างๆ เกิดขึ้น รวมทั้งได้ทำการศึกษา
ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศต่อทุเรียนในจังหวัดจันทบุรี      เพื่อศึกษาแนวทางในการแก้ปัญหาผลกระทบทั้งในระยะสั้น  ระยะ
กลาง และระยะยาว รวมทั้งความสามารถในการรองรับและการปรับตัวของการผลิตทุเรียนในจังหวัดจันทบุรีต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ


นางสาวศิริพร วรกุลดำรงชัย

          นางสาวศิริพร กล่าวว่าสภาพภูมิอากาศในช่วงระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมาเทียบกับปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ความแปรปรวนของ
สภาพอากาศมีรูปแบบที่ไม่แน่นอน ในขณะนี้เรายังไม่สามารถบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไหร่และจะมีผลกระทบต่อพืชอย่างไร เป็นเรื่องที่เราต้อง
ใช้เวลาในการศึกษาติดตามอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน  เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความชัดเจนมากขึ้น  เมื่อประมาณปี 2548 และ 2550    เราสามารถเก็บ
เกี่ยวทุเรียนได้เร็วกว่าปกติ ต้นทุเรียนมีการพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง  แม้มีปัจจัยสภาพภูมิอากาศอากาศที่ไม่เหมาะสมมาแทรกซ้อนในแต่ละขั้นตอน
การพัฒนาการของทุเรียนเกิดขึ้นบ้างแต่ไม่รุนแรง ทำให้ต้นทุเรียนที่มีความสมบูรณ์ต้นดี  พร้อมที่จะออกดอกเมื่อกระทบช่วงแล้ง สามารถออกดอก
ได้ในปริมาณมาก และเป็นดอกรุ่นเดียวกัน การติดผลดี และเป็นผลผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพ

ปีการผลิต  2553/2554 ทุเรียนจันทบุรีออกดอกถึง 3 รุ่น

สำหรับในปีการผลิต 2553/2554 เกษตรกรจะทำการเตรียมต้นทุเรียนหลังการเก็บเกี่ยว   เพื่อเตรียมต้นทุเรียนให้พร้อมสำหรับการออกดอก
ตั้งแต่เดือนมีนาคม – ตุลาคม 2553     จากการศึกษาพบว่า  สภาพอากาศในปี 2553   มีอุณหภูมิสูงสุด  และต่ำสุดเฉลี่ย 32.63 และ 24.41 องศา-
เซลเซียส ตามลำดับ  มีปริมาณน้ำฝนรวมรายปี 3,082.1 มิลลิเมตร  ความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ย 80.52 %  ทำให้ทุเรียนแตกใบอ่อน 2-3 รุ่น ในช่วงก่อน
ชักนำให้ออกดอก  ทั้งนี้ เนื่องจากทุเรียนเป็นไม้ผลที่ต้องการช่วงแล้งประมาณ 10-14 วัน ในการชักนำให้ออกดอก  แต่ในช่วงปลายปี 2553 ในช่วง
ปลายเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2553  ฝนทิ้งช่วงเร็วมีอากาศหนาวเย็นและแห้งแล้ง     ต้นทุเรียนที่มีความสมบูรณ์ดีพร้อมจะออกดอกได้ แต่ต้นที่ยัง
ไม่พร้อมที่จะออกดอก เมื่อมีฝนตกในช่วงวันที่ 19 พฤศจิกายน และวันที่ 15-16 ธันวาคม 2553   มีปริมาณน้ำฝน 15.20 1.65 และ 3.50 มิลลิเมตร
ตามลำดับ ประกอบกับอุณหภูมิร้อนและหนาวเย็นสลับกัน   และมีน้ำค้างมากในบางวัน  ทำให้การออกดอก และการพัฒนาของดอกชะงัก  ส่งผลให้
ทุเรียนในจังหวัดจันทบุรีปีการผลิต 2553/2554 ออกดอกถึง 3 รุ่น  รุ่นแรกออกดอกประมาณ  วันที่ 10 พฤศจิกายน 2553   มีปริมาณดอกมากที่สุด
60%   รุ่นที่สองออกดอกประมาณวันที่ 10 ธันวาคม 2553  ปริมาณดอก 30%  รุ่นที่ 3 ออกดอกวันที่ 10 มกราคม 2554 ปริมาณดอก 10% โดยจะ
เห็นว่าปีนี้จะมีผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดประมาณเดือนมีนาคมเป็นต้นมา   ซึ่งเร็วกว่าปีก่อนๆ    ทุเรียนปีนี้มีผลผลิตทยอยออก 3 รุ่น   แต่คุณภาพดี
กล่าวได้ว่าปีนี้เป็นปีทองของทุเรียน    เพราะปริมาณผลผลิตทุเรียนออกกระจายตัวตั้งแต่เดือนมีนาคม – มิถุนายน    ไม่ออกสู่ตลาดมากในช่วงเวลา
เดียวกัน ทำให้ราคาทุเรียนในปีนี้ค่อนข้างสูง นางสาวศิริพรกล่าว

   
ดอกทุเรียนในช่วงเริ่มออกดอก                               ทุเรียนทะยอยออก 3 รุ่น

ปีนี้มังคุดมีปัญหา

มังคุด  เป็นผลไม้ที่ต้องการช่วงแล้งในการชักนำออกดอกยาวนานกว่าทุเรียนประมาณ 20-30 วันขึ้นไป   เมื่อมีฝนตกมาเป็นระยะๆทำให้ช่วง
แล้งในการชักนำการออกดอกของมังคุดไม่มากพอ  ประกอบกับปีนี้อากาศร้อนสลับหนาวเย็นเป็นช่วงๆ     ส่งผลให้มังคุดในภาคตะวันออกดอกค่อน
ข้างล่าช้า ปีการผลิต 2553/2554 มังคุดออกดอกล่าช้ามากในราวเดือนกุมภาพันธ์ โดยปกติมังคุดจะออกดอกประมาณเดือนธันวาคม จึงมีผลกระทบ
ต่อคุณภาพของมังคุดเนื่องจากต้องไปเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูฝน ทำให้ผลผลิตมังคุดในปีนี้มีแนวโน้มที่จะมีเกิดอาการเนื้อแก้วยางไหลมาก

   
ผลมังคุดที่มีอาการเนื้อแก้วยางไหลภายในผล     ผลมังคุดที่มาจากดอกเดี่ยว โตเร็ว ผลมีขนาดใหญ่

          นางสาวศิริพร อธิบายว่า มังคุดในปีการผลิต 2553/2554  มีปัญหาค่อนข้างมาก เนื่องจากต้น มังคุดถูกอั้นที่จะออกดอกมาเป็นเวลานาน เมื่อ
ได้รับอากาศที่เหมาะสม  จึงออกดอกมาเต็มต้น    แต่จะออกดอกเป็นกระจุกเหมือนดอกโป๊ยเซียน   และติดผลค่อนข้างมาก  ทำให้ผลค่อนข้างเล็ก
“ตอนนั้นชาวสวนมังคุดค่อนข้างหนักใจ  กังวลว่ามังคุดจะไม่ออกดอก  การจัดการสวนค่อนข้างยาก  ชาวสวนจะให้น้ำบ้าง หยุดบ้าง จึงมีบางต้นออก
ดอกเป็นบางส่วน บางสวนเกษตรกรให้น้ำมากเกินไป มังคุดแตกใบอ่อนทั้งต้น ฝนก็ตกลงมาไม่สม่ำเสมอ สภาพอากาศที่แปรปรวนเช่นนี้ชาวสวนไม่
เคยประสบมาก่อน  จึงไม่รู้ว่าควรจะจัดการอย่างไร  พอให้น้ำเสร็จฝนตก รอบของฤดูกาลเปลี่ยนแปลงตลอด ” นางสาวศิริพร  กล่าวว่าสภาพอากาศ
แบบนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน เกิดขึ้นแล้วก็กลับมาเข้าสู่ฤดูปกติ  แต่ปีการผลิต 2553/2554 นี้   เราได้เห็นการแปรปรวนของสภาพอากาศอย่าง
ชัดเจน ฤดูกาลคลาดเคลื่อนไปหมด   ฤดูหนาวก็มีฝนตก ฤดูร้อนก็มีฝนตก   ความแปรปรวนที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้นี้  ทำให้การจัดการสวนไม้ผล
ยากขึ้นเรื่อยๆ

   
ผลมังคุดที่ติดเป็นกระจุก

          งานวิจัยการแปรปรวนของสภาพอากาศ ในเบื้องต้นจะทำการศึกษาชนิด และลักษณะการแปรปรวนของสภาพอากาศ  เพื่อจะได้ทราบว่าการ
เปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมีผลกระทบต่อการผลิตทุเรียนอย่างไร ดังนั้น จึงต้องมีการบันทึกข้อมูลที่เกิดขึ้นในแต่ละปีเพื่อศึกษาแนวโน้มที่จะ
เกิดขึ้น เป็นแบบนี้จะมีผลกระทบต่อทุเรียนในช่วงไหนบ้าง  ถ้าเกิดสภาพอากาศแห้งแล้งแล้วมีฝนตกลงมา ทำให้ทุเรียนแตกใบอ่อน หรือทุเรียนดอก
กำลังบาน  เกิดมีฝนทำให้ไม่เกิดการผสมเกสร หรือในช่วงติดผล ผลก็จะร่วง เหล่านี้เป็นต้น    ดังนั้น  จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำการศึกษาเกี่ยวกับ
ปัจจัยสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ อุณหภูมิร้อน เย็น ฝนตกมาก ตกน้อย รวมถึงความชื้นสัมพัทธ์  มีผลกระทบต่อการผลิตทุเรียนอย่างไร เช่น หนาวมาก
เกินไปดอกจะไม่บาน ร้อนมากเกินไปดอกอาจจะร่วง   ต้องศึกษาสิ่งเหล่านี้  และเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ  เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับใช้ประกอบการพิจารณา
ว่า  ถ้าเกิดปัญหาแบบนี้จะมีวิธีการปรับตัวหรือจัดการสวนได้อย่างไร  จึงจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

งานวิจัยของเราอยู่ในระยะเริ่มต้น  นาวสาวศิริพร บอก โดยพยายามศึกษาข้อมูลจากอดีต    ซึ่งเป็นข้อมูลจากรมอุตุนิยมวิทยา  ในช่วงระยะ
เวลา 30 ปีที่ผ่านมา    ดูแนวโน้มการเปลี่ยนอุณหภูมิ  ปริมาณน้ำฝน  ความชื้นสัมพัทธ์   ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่มีผลกระทบต่อการผลิตทุเรียนทั้งนั้น
แล้วนำผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอดีตนั้น มาเป็นบทเรียนสำหรับในปัจจุบันและอนาคต   ที่มีแนวโน้มว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพ
ภูมิอากาศในจังหวัดจันทบุรีจะมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น  และปริมาณน้ำฝนสูงขึ้นด้วย

   
การชักนำการออกดอกมังคุด โดยการงดการให้น้ำจนข้อเหี่ยว

อยากจะบอกอะไรกับชาวสวน

ชาวสวนต้องเรียนรู้และยอมรับว่าในปัจจุบัน   พวกเรากำลังเผชิญกับสภาพการแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ  ถ้าเป็นไปได้อยากให้ชาวสวน
หมั่นสังเกตและจดบันทึกการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในทุกๆ ปี  สิ่งที่อยากจะบอกอีกเรื่อง  คือ ชาวสวนทุเรียนและมังคุดต้องพยายามเตรียม
ต้นหลังจากการเก็บเกี่ยวให้พร้อมทันที  โดยการตัดแต่งกิ่งและใส่ปุ๋ย    เพื่อฟื้นฟูความสมบูรณ์ของต้นให้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด  และทำให้ต้นแตก
ใบอ่อนจะเป็นใบใหม่ที่จะสร้างอาหาร และพร้อมที่จะออกดอกและเลี้ยงลูกต่อไป  ถ้าชาวสวนละเลยตรงนี้  เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมมาถึงจะเสีย
โอกาสในการทำให้ต้นไม้ออกดอก     เราต้องระลึกว่าความเสี่ยงจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ   เราจะต้องตั้งรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในอนาคตด้วย
ความไม่ประมาท  “เราจะต้องติดตามความแปรปรวนของสภาพอากาศและความเปลี่ยนแปลงของพืชอย่างน้อย 5 ปี และอย่างต่อเนื่อง  เหตุการณ์ที่
เกิดขึ้นปีที่แล้วคงจะไม่ยุติเพียงแค่นี้ คงจะมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต   จะต้องรวบรวมความรู้โดยผนวกงานวิจัยที่มีอยู่กับประสบการณ์จากชาวสวนที่มี
ประสบการณ์และเคยแก้ปัญหาตรงนี้ได้ เพื่อนำมาเผยแพร่แก่เกษตรกรต่อไป” นางสาวศิริพร กล่าวในที่สุด

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  นางสาวศิริพร  วรกุลดำรงชัย   นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ   ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี
โทร. 0-3939-7030, 0-3939-7146

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

“ไบโอฟิล์ม” อยู่รอบๆ ตัวเรา

ฉบับที่ 9 ประจำเดือน ตุลาคม  พ.ศ. 2554

http://it.doa.go.th/pibai/pibai/n14/v_9-oct/kayaipon.html

ผลิใบ ขยายผล
วฤษณี  ปรีชานฤชิตกุล

“ไบโอฟิล์ม” อยู่รอบๆ ตัวเรา

          คนส่วนใหญ่อาจจะไม่คุ้นเคยกับคำว่า “ไบโอฟิล์ม” (Biofilms)   แต่เชื่อหรือไม่ว่าไบโอฟิล์มเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามาก    ไบโอฟิล์มที่เรา
สามารถพบเห็นได้เป็นประจำ ได้แก่ คราบแบคทีเรียในปาก (Dental plaque) สารสกปรกเหนียวๆ ที่อุดตันอยู่ตามท่อน้ำทิ้ง  หรือแม้แต่เมือกเหนียว
ในน้ำเสีย ก็จัดเป็นไบโอฟิล์มชนิดหนึ่ง

   
Biofilm ของเชื้อ Bacillus spp.                       Biofilm ของเชื้อแบคทีเรียรูปกลม

          ในระบบอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร ได้อธิบายว่าไบโอฟิล์ม คือ คราบที่เกาะแน่นติดอยู่บนพื้นผิวของเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ผลิตอาหาร
ซึ่งประกอบด้วยสารอินทรีย์  โดยเฉพาะอาจมาจากสารเคมีที่ใช้ล้างทำความสะอาดเครื่องมือและอุปกรณ์   กลุ่มของแบคทีเรียหลายชนิดที่อาศัยอยู่
ร่วมกันมีความสัมพันธ์อย่างสลับซับซ้อน   แบคทีเรียส่วนใหญ่ที่พบในไบโอฟิล์มและเป็นที่รู้จัก ได้แก่ Pseudomonas aeruginosa, Escherichiaa Coli และ Porphyromonas gingivalis เป็นต้น   ไบโอฟิล์มเป็นอุปสรรคต่อการล้างทำความสะอาดแบคทีเรียและสารอินทรีย์ และรวมถึงการฆ่าเชื้อ
เพราะเป็นจุดบอดที่แบคทีเรียใช้หลบซ่อนอยู่ ไม่สามารถถูกกำจัดออกไปได้ แต่จะกลายเป็นปัญหาทำให้เกิดการปนเปื้อนกับอาหารในภายหลัง และ
นำมาซึ่งการระบาดของโรคอาหารเป็นพิษ หากกลุ่มของไบโอฟิล์มเหล่านั้นประกอบด้วย จุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค   ดังนั้น ไบโอฟิล์มจึงเป็นอุปสรรค และปัญหาที่สำคัญในอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร

           กระบวนการสร้างไบโอฟิล์มเกิดจากการที่แบคทีเรียที่ล่องลอยอยู่อย่างอิสระตามธรรมชาติ  เปลี่ยนพฤติกรรมมายึดเกาะกับพื้นผิววัตถุต่างๆ
ในสิ่งแวดล้อมแทน ด้วยแรงอ่อนๆ ทางเคมี    ซึ่งเชื่อกันว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจากการตอบสนองของแบคทีเรียจากสิ่งเร้าภายนอก ซึ่งถูก
ควบคุมโดยยีนส์นั่นเอง  การยึดเกาะของแบคทีเรียจะสามารถยึดเกาะได้ในอุปกรณืเกือบทุกพื้นผิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นผิววัตถุที่มีผิวหนัาไม่เรียบ
เป็นรอยหรือเกิดการขีดข่วน เพราะจะช่วยให้เกิดการหลบหลีกจากการทำความสะอาดให้หมดไปได้   จากนั้นกระบวนการยึดเกาะก็จะเริ่มแข็งแรงขึ้น
โดยอาศัยโครงสร้างของเซลล์ที่มีลักษณะคล้ายขนหรือเส้นผม เช่น พิไล (pili) ฟิมเบรีย (fimbriae) หรือ ซิเลีย (cilia)   เมื่อเวลาผ่านไปแบคทีเรีย
ใหม่ก็จะเข้ามาทำการยึดเกาะกับแบคทีเรียกลุ่มแรก        ซึ่งแบคทีเรียเหล่านี้จะเริ่มทำการแบ่งตัวและมีการสร้างสารเหนียวที่เรียกว่า Extracellular
Polymeric Substances (EPS) ขึ้นมา เพื่อช่วยในการยึดเกาะและป้องกันตัวเอง เมื่อโครงสร้างของไบโอฟิล์มขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะสามารถ
มองเห็นได้ด้วยตาเปล่านั้นเอง โดยปกติการสร้างไปโอฟิล์มจะใช้ระยะเวลาก่อตัวประมาณ 2-4 สัปดาห์

           โดยปกติแล้วไบโอฟิล์มเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์สำหรับมนุษย์เท่าไรนัก เพราะเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย อาทิ ทำให้
เกิดการสะสมของคราบแบคทีเรียในปากซึ่งนำไปสู่การเกิดโรคฟันผุ   ทำให้เกิดการอุดตันของท่อต่างๆ ทั้งท่อน้ำทิ้ง  ท่อน้ำในระบบหล่อเย็น ท่อน้ำ
ในเรือเดินสมุทร ท่อน้ำมัน   หรือแม้แต่ในกระบวนการผลิตอาหารและกระดาษ      นอกจากนี้การที่แบคทีเรียหลายชนิดสามารถสร้างไบโอฟิล์มได้
ยังเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้แบคทีเรียเหล่านี้ทนทานต่อยาปฏิชีวนะ  เช่น แอมพิซิลิน  เตตราชัยคลิน สเหรปโตมัย เจนตรามัยซิน ฯลฯ   จนนำไปสู่การ
ดื้อยาของเชื้อโรคหลายชนิดอีกด้วย    ในปัจจุบันการกำจัดไบโอฟิล์มเป็นสิ่งที่กระทำได้ยากและมีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก    ดังนั้นจึงอาจถือได้ว่า
ไบโอฟิล์มเป็นปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งของมนุษย์ในการต่อสู้กับแบคทีเรียนั่นเอง

           ปัญหาใหญ่ในการศึกษาไบโอฟิล์ม   คือ ไม่สามารถทำการศึกษาการก่อตัวของไบโอฟิล์มตามธรรมชาติได้   ในอดีตมีการใช้กล้องตรวจดู
การเกิดไบโอฟิล์ม แต่ทุกวิธีล้วนมีข้อจำกัด  แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจดูการเกิดไบโอฟิล์ม เช่น Confocal scanning laser
microscopy (CSLM) เป็นเครื่องมือที่สามารถตรวจดูการเกิดไบโอฟิล์มได้ในระดับที่น่าพอใจ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ต้องพัฒนาอีกหลายประการ

           โดยทั่วไปไบโอฟิล์มสามารถกำจัดหรือทำลายได้ด้วยการใช้สารเคมีหรือวิธีการภาพ ซึ่งในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารมักใช้ควบคู่กัน โดย
สารเคมีที่มีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่   คือสารกลุ่ม Oxidizing  ได้แก่ Chlorine,  Chlorine dioxide,  Ozone และ Peroxide      ส่วนกลุ่มที่สอง คือสารกลุ่ม
Non – oxidizing ได้แก่ Quats  และ Formaldehyde สอนวิธีกายภาพที่ใช้  คือ การให้ความร้อนพร้อมทำการขัด   ซึ่งความร้อนที่ใช้ควรเป็นน้ำร้อน
มากกว่า 80 องศาเซลเซียส


Biofilm ของเชื้อแบคทีเรียรูปท่อน

           ในปัจจุบันมีรายงานการศึกษาเกี่ยวกับการกำจัดหรือทำลายไบโอฟิล์มมากมาย   โดยแต่ละการศึกษามุ่งเน้นการทำลายโดยการลดหรือไม่
ใช้สารเคมีและหันมาใช้สารชีวภาพแทน   ซึ่งการใช้สารสกัดจากพืชในการกำจัดหรือทำลายไบโอฟิล์ม   ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่พบว่ามีการศึกษา
เป็นจำนวนมาก   เช่น การยับยั้งแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดแผ่นฟิล์มชีวภาพโดยน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพรไทย    ของขวัญสุดาและคณะ รายงานถึง
ประสิทธิภาพโดยน้ำมันหอมระเหยจากกานพลูที่ระดับความเข้มข้น 5% และ 10% (v/v)   สามารถยับยั้งการเจริญของไบโอฟิล์ม Staphylococcus
aureus และ Bacillus cereus ได้ตามลำดับ ส่วนน้ำมันหอมระเหยจากขมิ้นชันที่ระดับความเข้มข้น 10% (v/v)  และน้ำมันหอมระเหยจากลูกระมาศ
ที่ระดับความเข้มข้น 5% (v/v) สามารถยับยั้งการเจริญของไบโอฟิล์ม Pseudomonas aeruginosa ได้

   

           จากการศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากพืชสามารถนำมาใช้ในการกำจัด  หรือทำลายไบโอฟิล์มของเชื้อแบคทีเรียได้ แต่ต้องได้
ในปริมาณมากถึง 5-10% (v/v) ซึ่งในกระบวนการผลิตอาหารที่ใช้เครื่องมือขนาดใหญ่ก็ต้องใช้ปริมาณสารสกัดเป็นจำนวนมากเช่นกัน จึงอาจทำให้
ไม่คุ้มค่าของต้นทุนการผลิต     ดังนั้นในการกำจัดหรือทำลายไบโอฟิล์มจึงควรใช้กระบวนการอื่นๆ เข้ามาช่วย  หรือใช้ควบคู่กับการใช้สารสกัดจาก
ชีวภาพ ซึ่งคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อให้การกำจัดหรือทำลายไบโอฟิล์มมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดต้นทุนการผลิตทั้งยังสามารถ
ทำให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อผู้บริโภคด้วย


ขั้นตอนการล้าง Biofilm

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

วิชาการเกษตรก้าวไกล ใต้มร่มพระบารมี

ฉบับที่ 9 ประจำเดือน ตุลาคม  พ.ศ. 2554

http://it.doa.go.th/pibai/pibai/n14/v_9-oct/rai.html

ผลิใบ รายงาน
จินตน์กานต์  งามสุทธา

วิชาการก้าวไกล ใต้มร่มพระบารมี

          ผ่านพ้นไปกับงานวิชาการเกษตรก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมี    ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ในวโรกาสทรงเจริญ
พระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา  ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554   โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นทั้งหมด 5 ครั้ง ทั่วประเทศไทย เริ่มจากภาพกลาง ภาคเหนือ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และสิ้นสุดที่กรุงเทพมหานคร

          ภาคกลาง

          จังหวัดแรกเริ่มต้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ตัวแทนของภาคกลาง  จัดขึ้น ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุพรรณบุรี    เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์
2554 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดผลงานวิจัย เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม   ขยายผลงานวิจัยสู่เกษตรกรและผู้ที่สนใจ   ทั้งยังเป็นการพบปะ
แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของเกษตรกร   ภายในงานได้นำเครื่องมือจักรกลการเกษตรที่ใช้ในไร่อ้อย   ซึ่งคิดค้นโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร
สุพรรณบุรีมาจัดแสดงด้วย    การจัดงานมุ่งหวังให้ผู้ร่วมงานด้รับความรู้   ความเข้าใจในเรื่องการผลิตอาหารปลอดภัย    เรียนรู้และเข้าใจการปรับใช้
ผลงานวิจัยภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

      

          ภาคเหนือ

          มีจังหวัดสุโขทัยเป็นตัวแทนของภาคในการจัดงาน   จัดขึ้น ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุโขทัย เมื่อวันที่ 18-20 มีนาคม 2554 ใช้แนว
คิดในการจัดงานว่า “สืบสานงานพ่ออย่างพอเพียง  ร้อยเรียงรอยภูมินทร์ สู่แผ่นดินที่ยั่งยืน” นำเสนอนิทรรศการพระอัจฉริยภาพด้านการเกษตรของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ว่าจะเป็นโครงการพระราชดำริต่างๆ เกษตรทฤษฎีใหม่    ปรัชญาเศรษฐกิจแบบพอเพียง พร้อมทั้งนำเสนอพระบรม
ฉายาลักษณ์ พระราชกรณียกิจทางด้านการเกษตร     เช่น โครงการแกล้งดิน โครงการฝนหลวง โครงการหญ้าแฝก และพระบรมฉายาลักษณ์ที่ทรง
ตรวจเยี่ยมกิจกรรมของกรมวิชาการเกษตร       ในงานนี้ผู้เข้าร่วมงานยังได้ชมแปลงสาธิตการปลูกพืชเศรษฐกิจ  เช่น มันสำปะหลัง  อ้อย  ข้าวโพด
ถั่วเหลือง ถั่วเขียว และพืชผักอื่นๆ อีกมากมาย

   

           ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

           จังหวัดนครพนม   ตัวแทนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   จัดขึ้น ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครพนม   เมื่อวันที่ 8 – 9 กรกฎาคม 2554
เป็นการเผยแพร่ ถ่ายทอดเทคโนโลยีงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร จัดแสดงนิทรรศการความก้าวหน้า เทคโนโลยีทางการเกษตรเพื่อให้เกษตรกร
ได้นำไปใช้ประโยชน์ ภายใต้นโยบายการผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่และความปลอดภัยด้านอาหาร เปิดโอกาสให้เกษตรกร ผู้ประกอบ
การ เจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการ    หรือ ผู้ที่สนใจได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยบกับงานพระราชดำริด้านการเกษตร       เทคโนโลยีด้านการ
เกษตรระหว่างกัน

   

           ภาคใต้

          จังหวัดสงขลาเป็นตัวแทนภาคใต้    จัดขึ้น ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา เมื่อวันที่ 19 – 22 กรกฎาคม 2554  ใช้แนวคิด “เข้าใจ
เข้าถึง พัฒนา” ในการจัดงาน  ซึ่งน้อมนำมาจากหลักยุทธศาสตร์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานไว้เพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงใน
พื้นที่ชายแดนภาคใต้ นิทรรศการประกอบไปด้วย 3 สถานีดูงาน ได้แก่ การผลิตข้าวโพดหวานพันธุ์ลูกผสม พืชไร่พื้นเมือง พืชไร่เศรษฐกิจที่สำคัญ
ของภาคใต้ และพืชไร่อาหารสัตว์ ทั้ง 3 สถานีดูงานนี้ จัดขึ้นให้สอดคล้องกับอาชีพ  ความเป็นอยู่ของเกษตรกรภาคใต้มากที่สุด เพื่อที่เกษตรกรจะ
ได้นำแนวทางการพัฒนาต่างๆ ไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

           กรุงเทพมหานคร

           จัดขึ้นในชื่อเปิดบ้านงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร  เมื่อวันที่ 28 กันยายน – 1 ตุลาคม 2554 ณ กรมวิชาการเกษตร นอกเหนือจากการเฉลิม
พระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว  ยังเป็นการเผยแพร่บทบาท หน้าที่     ภารกิจของกรมวิชาการเกษตรสู่ประชาชนทั่วไปได้รับทราบผ่าน
นิทรรศการผลงานวิจัยสาขาต่างๆ ของหน่วยงานในสังกัด  รวบรวมเทคโนโลยีทางการเกษตรจากส่วนภูมิภาคมาจัดแสดงภายในงานมีพิพิธภัณฑ์พืช
พิพิธภัณฑ์แมลง สวนเฉลิมพระเกียรติ 55 พรรษา รวมถึงนิทรรศการของมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554 ด้วย และยังมีการ
อบรมวิชาชีพระยะสั้น เพื่อให้ผู้ที่เข้าร่วมอบรมสามารถนำไปประกอบอาชีพได้

           นายเฉลิมพร  พิรุณสาร  ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น   ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานพิธีเปิดในงานนี้  พร้อมทั้งกล่าวว่า “กรม
วิชาการเกษตรทำงานวิจัยแล้วสามารถนำมาเผยแพร่ให้แก่ผู้สนใจนำไปใช้ประโยชน์ได้  นั่นคือ เกษตรกรนำไปใช้ในการพัฒนาการผลิตพืชผลให้มี
คุณภาพมากยิ่งขึ้น ผู้ประกอบการนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์  ส่งผลให้เทคโนโลยีหรือผลงานวิจัยนั้นขยายผลไปสู่กลุ่มเป้าหมายได้อย่างแพร่
หลายและกว้างขวาง”

           ในโอกาสเดียวกันนี้ ยังจัดให้มีการลงนามความร่วมมือระหว่างกรมวิชาการเกษตร และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เพื่อบูรณาการในการนำ
ผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

           กรมวิชาการกษตรมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อร่วมพัฒนาการเกษตรไทย  เนื่องจากเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักที่ใช้เลี้ยงปากท้องคนทุกอาชีพใน
สังคมไทย นำรายได้นับแสนล้านเข้าสู่ประเทศ และยังเป็นการถวายงานแด่ กษัตริย์เกษตร ของไทย ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการเกษตรไทย
อย่างหาที่สุดมิได้…

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

วันอาหารโลกในช่วงวิกฤต

ฉบับที่ 9 ประจำเดือน ตุลาคม  พ.ศ. 2554

http://it.doa.go.th/pibai/pibai/n14/v_9-oct/ceaksong.html

ผลิใบ ฉีกซอง
อังคณา  สุวรรณกูฏ

วันอาหารโลกในช่วงวิกฤต

          จะมีสักกี่คนในวงการเกษตรจำได้ว่าวันอาหารโลก หรือ World Food Day ตรงกับวันใด  ในภาวะที่ประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤต โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาที่กำลังอยู่ในช่วงของการเผชิญปัญหาอุทกภัยอย่างรุนแรง   รุนแรงขั้นที่เรียกว่า ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอะไรที่ไม่เคยเห็น
ในเมืองกรุง ก็มีโอกาสได้เห็น ได้สัมผัส  เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ชีวิตน้ำท่วมเมืองหลวง     กรุงเทพเมืองฟ้าอมร บรรยากาศของผู้คนที่อพยพ
หนีน้ำกันจ้าละหวั่น ราวกับว่าชีวิตคนไทยไม่เคยผูกพันกับสายน้ำแต่อย่างใด เทคนิควิธีการป้องกันน้ำเข้าบ้านของแต่ละคน เทคนิคการจัดการรถยนต์
ให้พ้นจากระดับน้ำท่วมแบบต่าง ๆ หรือแม้แต่การใช้ทางด่วนยกระดับรอบเมืองหลวงเป็นลานจอดรถ แทนหน้าที่เดิมๆ ของทางด่วน

          ทุกอย่างที่เกิดขึ้นและเป็นไป ได้จุดประกายความคิดให้กับหลายๆ ท่าน   ลุ่มเจ้าพระยาที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำในอดีต   เหมาะสมหรือไม่กับการเป็น
เขตอุตสาหกรรม เหมาะสมหรือไม่กับการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จากความไม่สมดุลของธรรมชาติบนโลกใบนี้
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกิดจากฝีมือมนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย     หรือแม้แต่ความผิดพลาดของระบบการบริหารจัดการในภาวะวิกฤติ     ช่วงเวลานี้คง
เป็นช่วงเวลาที่ดีอีกช่วงเวลาหนึ่งที่จะได้ทบทวนความเป็นไปของวิถีชีวิตแบบไทยๆ เพื่อให้หนทางในภายภาคหน้ามีความมั่นคงและยั่งยืนในการดำรง
ชีพ อยู่กับธรรมชาติให้เป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง

วันที่ 16 ตุลาคมของทุกปี องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO  กำหนดให้เป็นวันอาหารโลก หรือ World Food Day ซึ่ง
แต่ละประเทศต่างก็มีกิจกรรมรูปแบบต่าง ๆ กัน  สำหรับปีนี้กำหนดให้อยู่ภายใต้แนวคิด Food Prices : from crisis to stability หรือ ฝ่าวิกฤติราคา
อาหารสู่เสถียรภาพ  แม้ว่าประเทศไทยที่ประกาศตัวเองว่าเป็นครัวของโลกจะอยู่ท่ามกลางวิกฤต   การร่วมเฉลิมฉลองในวันอาหารโลกเป็นไปอย่าง
เงียบเหงา “ฉีกซอง”    ฉบับนี้จึงขอนำสาระบางประการที่เกี่ยวเนื่องกับวันอาหารโลกมาเสนอให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้ไปพร้อมกัน   ในภาวะน้ำท่วมเมือง
หลวง และปริมณฑลยังไม่ไปไม่มา ณ ขณะนี้  โปรดติดตาม

กำหนดวัน

ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ   (Food and Agriculture Organization of the United Nations
หรือ FAO)       เป็นหน่วยงานพิเศษของสหประชาชาติที่มีเป้าหมายในการพัฒนามาตรฐานอาหาร และสารอาหาร  รวบรวม  วิเคราะห์  และเผยแพร่
ข้อมูลข่าวสารด้านโภชนาการ  อาหาร  การเกษตร  ป่าไม้และประมง  ให้ประเทศต่างๆ            เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบาย
การเกษตร

FAO  เกิดขึ้นมาจากปัญหาความอดอยากหิวโหยและขาดแคลนอาหาร     ซึ่งเป็นผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ประเทศต่างๆ 44
ประเทศร่วมกันจัดตั้งองค์การอาหารและเกษตร  เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945)  เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ก่อนการลงนามให้สัตยาบรรณ
ในกฎบัตรสหประชาชาติ สำนักงานแรกตั้งอยู่ที่เมือง ควิเบกซิตี  รัฐควิเบก  ประเทศแคนาดา ต่อมาในปี พ.ศ. 2490  ได้ย้ายสำนักงานใหญ่มาที่กรุง
วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา   และปัจจุบันสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี      สำหรับประเทศไทยเป็นสมาชิกลำดับที่  45 เมื่อวันที่  27
สิงหาคม พ.ศ. 2490  มีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเป็นหน่วยประสานงานหลัก

   

          ภารกิจหลักของ FAO  ประกอบด้วย  การยกระดับโภชนาการและมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชากรโลก   ปรับปรุงสมรรถนะการผลิตและ
การกระจายผลิตผลการเกษตร ป่าไม้ และการประมง  ส่งเสริมการพัฒนาชนบท ปรับปรุงความเป็นอยู่ของประชาชนในชนบท  ซึ่งล้วนเป็นทางนำไป
สู่การขจัดความหิวโหย  กิจกรรมที่นำไปสู่ผลสำเร็จตามความมุ่งหมาย  ได้แก่ การส่งเสริมการลงทุนในการเกษตร ปรับปรุงคุณภาพดิน   และจัดการ
เกี่ยวกับแหล่งน้ำ  เพิ่มพูนผลิตผลด้านการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์      ถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร     ส่งเสริมการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติ        ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยและสารเคมีทางการเกษตรให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ขจัดโรคระบาดในสัตว์    พัฒนาการประมงน้ำจืด
และน้ำเค็ม แสวงหาแหล่งพลังงานซึ่งใช้หมุนเวียนได้  ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรป่าไม้โดยประหยัด และมีการปลูกป่าทดแทน  นอกจากนี้ยังให้ความ
ช่วยเหลือทางวิชาการด้านโภชนาการ  การปฏิรูปการเกษตร  วิศวกรรมการเกษตร  การสื่อสารเพื่อพัฒนาการเกษตร    การใช้ดาวเทียมเพื่อรวบรวม
ข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติ และการป้องกันน้ำท่วมอีกด้วย

FAO  นับว่าเป็นองค์การแรกของสหประชาชาติที่มาตั้งสำนักงานภาคพื้นในประเทศไทย  เมื่อ พ.ศ.2492 (ค.ศ. 1949)  เนื่องจากในสมัยนั้น
ภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิกเป็นแหล่งที่มีประชาชนในภาคชนบทอยู่ถึงร้อยละ 70  มีที่ดินเพื่อการเกษตรเพียงร้อยละ 27 และจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น
อย่างรวดเร็ว พร้อมๆ    กับการแผ่ขยายของความอดอยากและความยากจน    ปัญหาที่ดินเสื่อมโทรม    มีการตัดไม้ทำลายป่าอย่างกว้างขวางภาวะ
มลพิษในน้ำทะเล และอื่น ๆ ซึ่งล้วนเป็นเหตุผลที่จำต้องดำเนินการแก้ไขโดยรีบด่วน สำนักงานภาคพื้นมีแผนการที่ดำเนินการช่วยเหลือประเทศไทย
และประเทศอื่นๆ  ในภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิกโดยเฉพาะ  จำนวนมากกว่า 500 โครงการ  เช่น การฟื้นฟูป่า   การควบคุมผลิตผลมิให้สูญเสีย  การ
ชลประทาน  การป้องกันและกำจัดศัตรูพืช  คุณภาพเมล็ดพันธุ์  การใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง  และการปฏิรูปด้านการเกษตร        โดยร่วมมือกับองค์การอื่นๆ
เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียและธนาคารโลก เป็นต้น  สำนักงานดังกล่าวตั้งอยู่ที่อาคารมะลิวัลย์  ถนนพระอาทิตย์  ในกรุงเทพมหานครนี้เอง

สำหรับวันอาหารโลกถูกกำหนดขึ้น  โดยรัฐสมาชิกขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติในการประชุมทั่วไปครั้งที่ 20 เมื่อเดือน
พฤศจิกายน ค.ศ. 1979 (พ.ศ. 2522) คณะผู้แทนฮังการี   นำโดยอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและอาหารของฮังการี ดร.Pál Romány  เป็น
ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในสมัยการประชุมครั้งนั้น  และได้เสนอแนวคิดในการเฉลิมฉลองวันอาหารโลกทั่วโลก  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเร่งเร้าให้
ประเทศต่างๆ      มีจิตสำนึกเรื่องอาหารและการพัฒนา      เสริมสร้างความสมานฉันท์ระดับชาติ และนานาชาติในการต่อสู้กับความอดอยากหิวโหย
ทุพโภชนาการและความยากจน ซึ่งในแต่ละปี FAO  จะเป็นผู้กำหนดแนวคิดของการดำเนินกิจกรรมเนื่องในวันอาหารโลก ในประเด็นต่างๆ กัน

นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1981 เป็นต้นมาได้มีการปรับใช้คำขวัญที่แตกต่างกันไปในแต่ละปี เพื่อที่จะกำหนดขอบเขตสำหรับการดำเนินการและความ
เอาใจใส่ในประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น      เช่น ปี 2000 A Millennium Free from Hunger    ปี 2002 Water: Source of Food Security     ปี 2006 
Investing in agriculture for food security
 ปี 2008 World Food Security: the Challenges of Climate Change and Bioenergyและ ปี 2011
Food Prices : from crisis to stability  หรือ ฝ่าวิกฤติราคาอาหารสู่เสถียรภาพ  ดังที่กล่าวในข้างต้น

วิกฤตราคาอาหาร?

ในช่วงปี 2005 – 2008  เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ราคาอาหารของโลกเพิ่มสูงขึ้นจนน่าตกใจในรอบ 30 ปี  ช่วงเวลาดังกล่าวราคาข้าวโพดเพิ่มสูงถึง
ร้อยละ 74  ในขณะที่ราคาข้าวเพิ่มสูงขึ้นกว่า 3 เท่า  หรือราวร้อยละ 166  และเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่กว่า 20 ประเทศ    เกิดภาวะขาดแคลนอาหาร
สาเหตุที่ราคาอาหารโลกเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว  ประเมินกันว่าเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน    ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความแห้งแล้งในประเทศผู้ผลิต
ธัญพืช  ปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อราคาขนส่ง  ราคาปุ๋ย  และต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร   รวมถึง
ปัญหาความต้องการพลังงานชีวภาพที่เพิ่มขึ้น  ซึ่งมีผลต่อการแย่งชิงกันระหว่างพืชอาหารและพืชพลังงาน       ตลอดจนกลุ่มคนชั้นกลางในประเทศ
เศรษฐกิจใหม่ของเอเชียมีความต้องการสินค้าอาหารหลากหลายมากขึ้น   โดยเฉพาะสินค้าประเภทเนื้อสัตว์    ในขณะที่สินค้าอาหารคงคลังน้อยลง
จึงทำให้ราคาอาหารเพิ่มสูงขึ้น

          ในขณะที่  หลายกระแสมองว่านอกจากสาเหตุหลักๆ ข้างต้น   ยังเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าและการผลิตสินค้าเกษตร การให้
เงินสนับสนุนช่วยเหลือสินค้าเกษตรในประเทศพัฒนาแล้ว   การใช้อาหารไปผลิตเป็นอาหารสัตว์      การแปรรูปอาหารเป็นพลังงานเขื้อเพลิงชีวภาพ
การเก็งกำไรในตลาดสินค้า และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้อาหารโลกมีราคาเพิ่มขึ้น  แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากเดือน
มิถุนายน 2008   ราคาอาหารได้ตกลงกว่าร้อยละ 33  เนื่องจากวิกฤตทางการเงินที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป   ซึ่งส่งผลให้การเจริญ
เติบโตของเศรษฐกิจโลกถดถอยลง  แต่ก็เป็นช่วงเวลาไม่นานนัก  โดยในปี 2010  ราคาธัญพืชได้กลับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 50  ต่อเนื่องจนถึงปี 2011
ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน  ปัญหาราคาอาหารที่เพิ่มขึ้นและลดลงอย่างรุนแรง  ไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับประชากรโลก  เนื่องจากราคาอาหารที่เหวี่ยงขึ้น
ลงจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย

ธนาคารโลกรายงานว่าในปี 2010 – 2011   ที่ราคาอาหารโลกเพิ่มขึ้นส่งผลให้ประชากรโลกเกือบ 70 ล้านคน   อยู่ในภาวะขาดแคลนอาหาร
อย่างรุนแรง     ทั้งนี้ ประเทศที่เป็นผู้นำเข้าอาหารและมีฐานะยากจน   การเพิ่มขึ้นของราคาอาหารจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อสภาพเศรษฐกิจของ
ประเทศนั้น   โดยเฉพาะประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่ม LIFDCs (Low Income Food Deficit Countries)   ประมาณว่าต้องใช้เงินถึง 164 ล้านล้านเหรียญ
สหรัฐฯ เพื่อนำเข้าอาหาร  เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 20    ในขณะที่ประชากรโลกที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ไม่สามารถที่จะมีอาหารทาน
ครบทุกมื้อได้เมื่อราคาอาหารเพิ่มสูงขึ้น   ในทางกลับกันเกษตรกรก็ได้รับผลกระทบด้วย  เพราะเมื่อราคาอาหารเพิ่มสูงขึ้น  เกษตรกรจะผลิตอาหาร
ชนิดนั้นมากขึ้น  เช่น เมื่อข้าวมีราคาเพิ่มขึ้นเกษตรกรก็จะปลูกข้าวมากขึ้น       หรือ มันสำปะหลังราคาสูงขึ้นเกษตรกรก็จะปลูกมันสำปะหลังเพิ่มขึ้น
เช่นกัน เมื่อเกษตรกรปลูกมากขึ้น   ผลผลิตอาหารชนิดนั้นก็มากขึ้น    ส่งผลให้ราคาของสินค้านั้นลดลง  เป็นไปตามกลไกตลาด   หลักของอุปสงค์
อุปทานตามปกติ เกษตรกรจึงมีความเสี่ยงกับความไม่เสถียรของราคาอาหารด้วยเช่นกัน

รายงานประจำปีว่าด้วยความไม่มั่นคงด้านอาหารของสหประชาชาติ  ซึ่งเป็นรายงานที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ FAO โครงการอาหารโลก
และกองทุนพัฒนาการเกษตรแห่งสหประชาชาติ     ระบุว่า    โลกจะต้องเผชิญปัญหาความผันผวนของราคาข้าว  ข้าวสาลี   และอาหารที่สำคัญอื่นๆ
อย่างรุนแรงในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า  เพราะราคาจะปรับตัวสูงขึ้นและความต้องการด้านอาหารในเขตเศรษฐกิจ   ที่เติบโตอย่างรวดเร็วจะเพิ่มขึ้น ความ
ต้องการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่มขึ้น     ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรยากจนและผู้บริโภคในทวีปแอฟริกาใต้  จึงได้เสนอให้รัฐบาลของประเทศ
ต่างๆ   วางยุทธศาสตร์เพื่อกำหนดนโยบายที่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้า    แบ่งปันข้อมูลของสินค้าเกษตรระหว่างกัน      ทั้งทางด้านการคาดการณ์
ผลผลิตและปริมาณสำรองของแต่ละประเทศ    เพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนของราคา       รวมทั้งต้องร่วมกันดำเนินนโยบายเปิดกว้างทางการค้าโดย
เฉพาะการส่งออกอาหาร      และรัฐบาลของแต่ละประเทศควรมีการลงทุนระยะยาวในภาคการเกษตรให้มากขึ้น  โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่มีฐานะ
ยากจนเพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตอาหารให้พอเพียงกับความต้องการบริโภค

การปรับตัวเพื่อรองรับความมั่นคงทางอาหาร    เห็นได้จากเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา    กลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ (กลุ่ม G20)  ได้
เห็นชอบร่วมกันที่จะจัดตั้งระบบติดตามปริมาณอาหารที่หมุนเวียนอยู่ทั่วโลกที่มีความโปร่งใส      การตั้งคลังสำรวจอาหารฉุกเฉินและสร้างกลไกรอง
รับกรณีการเกิดภัยแล้งหรือภาวะที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหารของโลก      ทั้งนี้ สหประชาชาติคาดว่าราคาอาหารกลุ่มธัญพืชจะเพิ่มขึ้นประมาณ
ร้อยละ 20 และราคาอาหารกลุ่มเนื้อสัตว์จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ในอีก 10 ปีข้างหน้า         และประชากรโลกจะเพิ่มเป็น 9 พันล้านคนในปี พ.ศ. 2593
จากปัจจุบัน 6.9 พันล้านคน

          ส่วนรายงานการศึกษาเรื่อง    นโยบายทางเลือกที่จะนำมาใช้ต่อสู้กับความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์      ของสถาบัน International
Institute for Sustainable Development  หรือ IISD      ซึ่งรัฐบาลสวีเดนให้การสนับสนุนในการศึกษาประเด็นดังกล่าว ให้ความเห็นว่า ราคาสินค้า
โภคภัณฑ์ผันผวนไม่ใช่จุดที่เป็นปัญหา    แต่ความผันผวนทางด้านรายรับของประเทศและบุคคล    คือ สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการวางแผนในระยะยาว
ทำให้มีการพึงพาสินค้าโภคภัณฑ์มากเกินไป     นำมาซึ่งปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในสังคมและความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม โดย IISD เสนอ
ทางเลือกเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ประกอบด้วย

(1) การจัดการด้านอุปทาน เพื่อลดความเสี่ยงด้านรายรับ  เช่น การกำหนดโควตาการผลิต/การส่งออก ระบบสินค้าคงคลัง การกำหนดภาษี/
โควตานำเข้าและการกำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำโดยรัฐ   เครื่องมือเหล่านี้  พบว่า การกำหนดภาษี / โควตานำเข้าเท่านั้นที่มีผลกระทบต่อราคาภายใน
ประเทศ   ส่วนเครื่องมืออื่นๆ    จะส่งผลกระทบต่อราคาในตลาดโลก    ซึ่งการเลือกใช้เครื่องมือใด ๆ ต้องระมัดระวังเรื่องผลกระทบให้มากโดยการ
ควบคุมอุปทานอาจลดแรงจูงใจในการผลิตสินค้าของผู้ประกอบการ  ส่งผลให้ผลผลิตโดยรวมลดลงได้

(2) การจัดการด้านรายได้ประชาชาติ   เป็นการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างรายรับที่ผันผวนกับการใช้จ่ายของภาครัฐ  โดยกันรายได้ส่วน
หนึ่งของประเทศเป็นกองทุนประกันเสถียรภาพ  เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐนำรายได้ไปใช้จ่ายมากเกินไปในขณะที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว  และเป็น
เครื่องมืออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบในยามที่เกิดวิกฤตในระดับมหภาค   เนื่องจากในภาวะที่ราคาสินค้าตกต่ำ การจัดการด้านรายได้ประชาชาติจะไม่ส่งผล
ต่อราคาสินค้า  และเป็นเครื่องมือที่นิยมใช้โดยประเทศที่ต้องพึ่งพากับสินค้าโภคภัณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งสูง    เช่น น้ำมัน แร่ธาตุ โดยอาจนำมาปรับ
ใช้กับสินค้าเกษตรได้

(3) การจัดการตลาดจากความเสี่ยงด้านราคา      เป็นการนำเครื่องมือทางการเงินมาใช้ช่วยเหลือผู้ผลิตให้พ้นจากความไม่แน่นอนของราคา
สินค้า ทำให้การคาดการณ์รายรับทำได้ดีขึ้น   ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจหรือการขอสินเชื่อของผู้ผลิต   โดยยึดหลักการทำสัญญาซื้อขาย
ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า      วิธีการนี้เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสามารถกำหนดราคาสินค้าได้ในระยะสั้นและเป็นการ
โอนความเสี่ยงด้านราคาให้กับนักลงทุนในตลาดล่วงหน้าแทน      การดำเนินการดังกล่าวต้องมีตัวกลางระหว่างตลาดกับผู้ผลิต  และเหมาะกับสินค้า
โภคภัณฑ์ในปริมาณมาก

(4) การให้กู้เพื่อทดแทน เป็นเครื่องมือเพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการชำระเงินของประเทศ โดยสถาบันทางการเงินระหว่างประเทศจะออก
เงินกู้ที่ต้องชำระคืนให้แก่รัฐบาลที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอันเนื่องมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ เพื่อแก้ปัญหาด้านรายรับของ
ประเทศให้มีเสถียรภาพ เหมาะกับประเทศที่ต้องพึ่งพารายรับจากสินค้าโภคภัณฑ์สูงและช่วยลดความเสียหายจากความผันผวนของวัฏจักร
เศรษฐกิจ แต่ต้องได้รับการออกแบบที่ดี มิฉะนั้นอาจเป็นการบิดเบือนตลาดและต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากภายนอก และรัฐบาลมักจะนำเงิน
ดังกล่าวไปใช้เพื่อการบริโภคของภาครัฐเองหรือใช้จ่ายอื่นที่ไม่ยั่งยืน ไม่ตกไปยังผู้ผลิตซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบที่แท้จริง

(5) ทางเลือกในการทำการค้าแบบใหม่ๆ เป็นแผนงานที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานสินค้า สร้างความแตกต่างของสินค้า เป็นแผนงานที่ต้องอาศัย
การกำหนดกฎเกณฑ์โดยเฉพาะ   การติดตามควบคุมและบังคับให้อยู่ในระบบการผลิตอย่างยั่งยืน       รวมทั้งการกำหนดเงื่อนไขทางการเป็นพิเศษ
สินค้าที่ผลิตได้ตามมาตรฐานที่กำหนดได้รับตราสัญลักษณ์ การติดฉลากหรือใบรับรอง ทำให้ผู้ผลิตได้รับรายได้ที่ดีขึ้น รวมทั้งเสริมสร้างการพัฒนา
คุณภาพของสิ่งแวดล้อมและพัฒนาเศรษฐกิจในทางอ้อม

          ในทางกลับกันประเทศที่พึ่งพารายรับจากการผลิตและการส่งออกอาหาร  และสินค้าเกษตรจะได้ประโยชนฺ์เพิ่มขึ้นจากราคาอาหารที่ผันผวน
แต่อย่างไรก็ตาม   ควรเตรียมความพร้อมด้วยการแก้ไขข้อจำกัดด้านอุปทาน หรือจุดที่ทำให้ตลาดไม่มีประสิทธิภาพ  เช่น การเข้าถึงปัจจัยการผลิต
ที่มีคุณภาพ  สินเชื่อและเทคโนโลยีทางการเกษตร   การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขยายการผลิตทางการเกษตร  และการอำนวยความสะดวก
ในการขนส่ง เป็นต้น  นอกจากนี้ควรมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ให้ความรู้และข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้กับเกษตรกร  เช่นโอกาสและข้อมูลทางการตลาด
แนวโน้มราคา ทางเลือกในการผลิตหรือปัจจัยการผลิตที่เหมาะสมและยั่งยืน     ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจในการผลิตได้ถูกต้อง
และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด    รวมทั้งต้องส่งเสริมการวิจัยทางด้านเทคโนโลยีการเกษตร     เพื่อพัฒนาศักยภาพในการผลิตของภาค
เกษตรให้ดีขึ้น โดยเน้นเกษตรกรรายย่อยในชนบท เพื่อให้ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นและเสริมสร้างรายได้และบรรเทาปัญหาความยากจนไปพร้อมกัน
และต้องมีมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับสังคม  เพื่อช่วยเหลือกลุ่มประชากรที่ได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตราคาอาหารที่สูงขึ้น     เพื่อให้
กลุ่มคนเหล่านี้เข้าถึงสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพในภาวะที่ราคาอาหารไม่ปกติ

ในขณะที่สหประชาชาติเป็นกังวลกับราคาอาหารที่เพิ่มขึ้นและมีความผันผวนสูง อีกฝั่งหนึ่งพบว่าในปี 2011 ประมาณการว่าจะมีการทิ้งอาหาร
ทั่วโลกถึง 1.3 พันล้านตัน   หรือ 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตขึ้นมา  ในประเทศที่พัฒนาแล้ว   คนหนึ่งคนทิ้งอาหารถึง 100 กิโลกรัมต่อปี  โดยในรอบ
1 ปี คนสหรัฐอเมริกาทิ้งอาหารถึง 34 ล้านตัน ส่วนคนอังกฤษทิ้งอาหาร ประมาณ 17 ล้านต้น  ในทางกลับกัน ยังคงมีประชากรโลกกว่า 800 ล้านคน
ที่อยู่ในภาวะขาดแคลนอาหาร ช่างเป็นข้อมูลที่ขัดแย้งกันจนน่าตกใจ

หันกลับมายังประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราๆ ท่านๆ     งานวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรมีความก้าวหน้าเพียงใด  ได้รับการสนับสนุนจาก
ภาครัฐในระดับไหน  ความตระหนักที่จะก้าวเข้าสู่การสร้างความเข้มแข็งให้กับความมั่นคงทางอาหารของประเทศเป็นอย่างไร เราๆ  ท่านๆ คงรับรู้กัน
ตามสมควร  ด้วยแรงที่ทุกท่านมีอยู่จะเป็นอีกแรงที่ช่วยให้ประเทศของเราเป็นแผ่นดินทองอย่างแท้จริง

อย่าหลงและติดกับการเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหาร  ไม่วันใดก็วันหนึ่งอาจเป็นวันที่เราจะต้องนำเข้าอาหารก็เป็นได้  อย่าให้วันนั้น
มาถึงเลย

(ขอบคุณ : www.fao.org , www.thaieurope.net / ข้อมูลและภาพประกอบ)

     พบกันใหม่ฉบับหน้า……….สวัสดี
อังคณา

คำถามฉีกซอง
กองบรรณาธิการจดหมายข่าวผลิใบฯ กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ 10900  e-mail : asuwannakoot@hotmail.com

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

ราชพฤกษ์ ๒๕๕๔

ฉบับที่ 9 ประจำเดือน ตุลาคม  พ.ศ. 2554

http://it.doa.go.th/pibai/pibai/n14/v_9-oct/borkor.html

 

 

ผลิใบ จากโต๊ะบอกอ
บรรณาธิการ

ราชพฤกษ์ ๒๕๕๔

          จากปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย   ทำให้งานระดับชาติและนานาชาติที่ได้เตรียมไว้หลายๆ  งานต้องเลื่อนการจัดงานออกไป งาน
มหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554 ก็เป็นหนึ่งงานที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว

         จากเดินที่กำหนดให้ไว้ระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 – 15 กุมภาพันธ์ 2555   เลื่อนเป็น วันที่ 14 ธันวาคม 2554 – 14 มีนาคม 2555    ณ
อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่   โดยในวันแรกของการจัดงาน วันที่ 14 ธันวาคม 2554   มีพิธีเชิญธงซึ่งได้แก่ ธงชาติไทย
ธง AIPH ธงราชพฤกษ์ 2554  รวมถึงธงประเทศต่างๆ ที่ได้เข้าร่วมแสดงในงาน ขึ้นสู่ยอดเสาตามลำดับ

           สำหรับพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการนั้น จะมีขี้นในวันที่ 15 มกราคม 2555 เวลา 17.30 น. โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงเป็นประธานในพิธีเปิดงานฯ

          แม้ว่าระยะเวลาการจัดงานจะเปลี่ยนแปลงไป  แต่ว่าวัตถุประสงค์ของการจัดงานฯ ยังคงเหมือนเดิม คือ เฉลิมพระเกียรติฯ   พระบาทสมเด็จ-
พระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในปี 2554 เฉลิมพระเกียรติฯ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  ทรงเจริญ
พระชนมพรรษา 80 พรรษา ในปี 2555 และเฉลิมพระเกียรติฯ สมเด็จพระบรมโอรสสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา
ในปี 2555 ทั้งยังเป็นการแสดงศักยภาพด้านการเกษตร เผยแพร่ความรู้ เทคโนโลยีด้านพืชสวน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อนำไปบูรณาการด้านพืช
สวนของประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมความร่วมมือทั้งภายในและต่างประเทศ

          ภายในงานจะได้พบกับนิทรรศการเฉลิมพะรเกียรติฯ ทั้ง 3 พระองค์  หอคำหลวง  สวนเฉลิมพระเกียรติฯ  จากประเทศต่างๆ กว่า 30 ประเทศ
และหน่วยงาน องค์กร ภายในประเทศกว่า 30 องค์กร รวมถึงนิทรรศการด้านพืชสวน และการแสดงอีกมากมายที่หาชมได้ยาก

          นอกจากนี้  คณะผู้จัดงานยังได้จัดเตรียมรายการพิเศษ  ชวนคนไทยเที่ยวหลังน้ำลด กับโครงการ 1 วัน 1 จังหวัด 77 จังหวัดทั่วไทย  ร่วมใจ
เที่ยงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554    โดยแต่ละจังหวัดจะได้รับสิทธิในการซื้อบัตรเข้าชมงานลด 50% วันละ 1 จังหวัด
หมุนเวียนเปลี่ยนกันไปจนครบทั้ง 77 จังหวัด    ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบปฏิทินได้จาก www.royalflora2011.com      และสอบถามรายละเอียด
เพิ่มเติม ได้ที่ 0-2610-2011

          เชื่อว่าผู้ที่ได้เข้าชมงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554 จะตื่นตา ตื่นใจกับความยิ่งใหญ่ และความสวยงามมิรู้ลืม…

          ศูนย์ข้อมูลข่าวสารของราชการ กรมวิชาการเกษตร ให้บริการที่ตึกกสิกรรม ชั้น 1 โทร. 0-2940-6008

พบกันใหม่ฉบับหน้า
บรรณาธิการ
E-Mail: haripoonchai@hotmail.com

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

นับถอยหลัง…งานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554

ฉบับที่ 8 ประจำเดือน กันยายน  พ.ศ. 2554

http://it.doa.go.th/pibai/pibai/n14/v_8-sep/korkui.html

ผลิใบ ขอคุยด้วยคน
ประภาส  ทรงหงษา

นับถอยหลัง…งานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554

          เชื่อว่าหลายท่านจะยังคงจำความยิ่งใหญ่ และความประทับใจกับงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ  ราชพฤกษ์ 2549 กันได้      ใน
ปลายปี พ.ศ. 2554 นี้   ความประทับใจและความยิ่งใหญ่จะกลับมาให้ทุกท่าน ได้สัมผัสอีกครั้งกับงาน   “มหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ
ราชพฤกษ์ 2554”
 (The International Horticultural Exposition : Royal Flora Ratchaphruek 2011)

          กรมวิชาการเกษตร    ได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์        ให้เป็นหน่วยงานหลักในการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิม-
พระเกียรติฯราชพฤกษ์ 2554   ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 9  พฤศจิกายน 2554 – 15 กุมภาพันธ์ 2555          ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์
ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ รวมระยะเวลาการจัดงานทั้งสิ้น 99 วัน ในพื้นที่การจัดงาน 470 ไร่    โดยการจัดงานในครั้งนี้ได้รับการ
รับรองจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ  International Association of Horticultural Producers (AIPH)

          การจัดงานในครั้งนี้จัดขึ้น     เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ใน 3 วโรกาส   ที่สำคัญของประชาชนชาวไทย           คือเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในมหามงคลวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554     เฉลิมพระเกียรติ
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ     ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา          ในวันที่ 12 สิงหาคม 2555 และ
เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา  ในวันที่ 28 กรกฏาคม 2555

          การจัดงานครั้งนี้ จะมีการนำจุดเด่นของการจัดนิทรรศการโครงการพระราชดำริ  และโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ ของทั้ง 3 พระองค์    นำมา
แสดงประกอบด้วย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเน้นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง การชลประทาน  การจัดการ
ดินและน้ำ และหญ้าแฝก
    นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ      จะเน้นโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่
การรักษาป่า ธนาคารอาหารชุมชน ฟาร์มตัวอย่าง และอาชีพเสริม (การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมโครงการศิลปาชีพ)
     นิทรรศการเฉลิม
พระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  สยามมกุฎราชกุมาร       จะเน้นโครงการสายใยรักแห่งครอบครัว และโครงการคลินิกเกษตร
เคลื่อนที่

          การจัดงานในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงศักยภาพให้นานาประเทศได้ทราบถึงความสามารถของคนไทยด้านการเกษตร  รวมถึงเป็นการเผยแพร่
ความรู้และเทคโนโลยีด้านพืชสวนให้แก่เกษตรกร นักวิชาการ เยาวชน และประชาชนทั่วไป  ซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดวิสัยทัศน์และแนวคิดในการพัฒนา
วิชาชีพพืชสวนให้ก้าวหน้า   ตลอดจนเป็นการเพิ่มช่องทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดมากยิ่งขึ้นอีกด้วย      นอกจากนี้ ยังเป็นการแลกเปลี่ยน
ความคิดเห็นและบูรณาการด้านพืชสวนระหว่างประเทศ     อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม  และการท่องเที่ยว
ทั้งภายในและต่างประเทศ   อันจะนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งธุรกิจด้านการนำเข้า  ส่งออกผลิตผลการเกษตร  ธุรกิจการท่องเที่ยว
โรงแรม และธุรกิจบริการด้านต่าง ๆ

          สำหรับแนวคิดการจัดงานในครั้งนี้  คือ Greenitude: Reducing Global Warming to Save Planet Earth and to Improve the
Quality of Life ทัศนคติสีเขียว  ร่วมสร้างสรรค์แนวคิดรักษ์โลก  ตระหนักถึงการช่วยกันลดสภาวะโลกร้อน     เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ของมนุษยชาติ
  ประกอบด้วย 3Gs และ 3Rs

          3Gs ได้แก่ Generation  การสร้างให้มนุษยชาติรุ่นต่อรุ่น Garden  รักและอนุรักษ์ต้นไม้และพืชพรรณต่างๆ บนโลก  และGreenitude
เป็นการปลูกฝังทัศนคติสีเขียว  เพื่อร่วมกันปกป้องโลกใบนี้ให้ยั่งยืนตลอดกาล

          3Rs ได้แก่ Reuse สร้างจิตสำนึกส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ด้วยการใช้ซ้ำ Reduce ลดการใช้ Recycle และนำกลับมาใช้ใหม่
แสดงให้เห็นถึงความสำคัญเร่งด่วน ในการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด

          ตราสัญลักษณ์การจัดงาน เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จะเป็นเครื่องหมายสำคัญ       ซึ่งเป็นสิ่งแทนคำบรรยาย และสามารถทำให้ผู้เข้าร่วมงานจดจำได้
สำหรับความหมายของตราสัญลักษณ์ดอกราชพฤกษ์ และดอกไม้ 6 ดอก        ดอกราชพฤกษ์  สัญลักษณ์หลักของงานมหกรรมพืชสวนโลก
สีเหลือง มี 5 กลีบ เกสรมีลักษณะคล้ายเลข ๙ ไทย  ซึ่งหมายถึงรัชการที่ ๙ แห่งราชวงศ์จักกรี สำหรับ ดอกไม้ 6 ดอก สื่อถึงพลังแห่ง
มวลชนนานาชาติจาก 6 ทวีปทั่วโลกที่จะมารวมพลังกันอย่างยิ่งใหญ่ในงานมหกรรมครั้งนี้
     สัญลักษณ์นำโชคเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้
สำหรับการจัดงานในครั้งนี้มีสัญลักษณ์นำโชครวม 5  สัญลักษณ์ด้วยกัน  แต่ละสัญลักษณ์ก็จะสื่อความหมายที่แตกต่างกัน

          น้องคูน สื่อความหมายถึง การเติบโต สดใส ร่าเริง เปี่ยมไปด้วยพลัง กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก เป็นตัวแทนของนักอนุรักษ์รุ่นใหม่ คือ
New Generation ที่มีมุมมองที่ดีในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รักเกษตรกรรม รักโลก รักษ์สิ่งแวดล้อม

          ลมบิน สื่อความหมายถึง ความขยัน ว่องไว ขี้เล่น สนุกสนาน พัดพาความสุขให้ทุกคน หมุนใบพัดเพื่อสร้างพลังงานกลและไฟฟ้า

          ดินฉ่ำ สื่อความหมายถึง ความแข็งแรง ใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มอบแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์และเป็นที่พึ่งพาอาศัยของทุกคน

          น้ำใส  สื่อความหมายถึง ความอ่อนโยน ใจเย็น โอบอ้อมอารี สร้างความสดชื่นและอุดมสมบูรณ์ เป็นคู่หูกับ ดินฉ่ำ รับหน้าที่ทำให้พืช
พรรณเจริญงอกงาม

          ไออุ่น  สื่อความหมายถึง การมีเสน่ห์ร้อนแรง แต่อบอุ่น มีความเป็นผู้นำ ดูแลทุกคนอย่างตรงต่อเวลา สม่ำเสมอ  นำพลังงานแสงอาทิตย์
มาให้ทุกวัน

          สำหรับการเชิญนานาประเทศเข้าร่วมการจัดสวนนานาชาติ กรมวิชาการเกษตร ได้จัดการประชุมบรรยายสรุปการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก
เฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554 ให้กับเอกอัครราชทูต อุปทูต ต่างประเทศประจำประเทศไทย จำนวน 90 ประเทศ   เมื่อวันพุธที่ 9 มีนาคม 2554
ที่ผ่านมา ณ กระทรวงการต่างประเทศ  เพื่อชี้แจงรายละเอียดและประชาสัมพันธ์การจัดงานฯ รวมทั้งถือโอกาสตอบข้อซักถาม โดยมุ่งหวังกระตุ้นให้
ต่างประเทศตอบรับการเข้าร่วมงานฯ มากขึ้น  โดยมี นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   กล่าวเปิดงาน และนำ
เสนอรายละเอียดการเข้าร่วมงานฯ    โดย นายจิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร
   โดยได้รับความร่วมมือจากหลายประเทศ   ซึ่ง
ขณะนี้มีประเทศที่แจ้งความประสงค์ที่เข้ามาจัดสวนแล้ว ดังนี้ บังกลาเทศ เบลเยี่ยม ภูฏาน กัมพูชา จีน อินเดีย อินโดนีเซีย อิหร่าน ญี่ปุ่น เคนยา ลาว
มาเลเซีย  มอริเตเนีย  โมร็อกโก  เนปาล  เนเธอร์แลนด์  การ์ตา  แอฟริกาใต้ สเปน ซูดาน ตุรกี เวียดนาม แคนาดา ปากีสถาน เกาหลีใต้ อาร์เมเนีย
ไนจีเรีย เยเมน ไต้หวัน และเกียวโต/โอซาก้า/เฮียวโกะ  โดยผู้จัดคาดว่าจะมีประเทศไม่น้อยกว่า 30 ประเทศเข้าร่วมการจัดสวนนานาชาติครั้งนี้

          นอกจากนั้น  กรมวิชาการเกษตรยังได้จัดให้มีการแถลงข่าวการจัดงานขึ้น    เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 54 ที่ผ่านมา     ณ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้
กรุงเทพมหานคร   โดยมีนายเฉลิมพร  พิรุณสาร    ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น           และนายจิรากร โกศัยเสวี อธิบดี
กรมวิชาการเกษตร กล่าวต้อนรับ และแถลงข่าวเปิดโครงการเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์การจัดงานให้สื่อมวลชนได้ร่วมกันทำข่าว และ
เป็นอีกหลาย ๆ ช่องทางที่จะร่วมกันประชาสัมพันธ์งานนี้ให้เป็นที่รับทราบทั่วกัน
 ในระดับชาติ  สวนนอกอาคารจากองค์กรชั้นนำของประเทศ
เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญ   ขณะนี้มีองค์กรหลาย ๆ องค์กรแจ้งความประสงค์ร่วมจัดสวน เช่น องค์การสวนพฤกศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
สวนดาษดา    การท่าเรือแห่งประเทศไทย  บริษัท ทีพีไอ โพลีน ชีวะอินทรีย์ จำกัด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา        บริษัท ป.ต.ท. จำกัด (มหาชน)
กลุ่มบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย   องค์การบริหารส่วน-
จังหวัดเชียงใหม่  เทศบาลนครเชียงใหม่  ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)  บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)      ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์
การเกษตร   สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ          บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด
สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน)         กรมทรัพยากรน้ำบาดาล                 บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
และมูลนิธิโครงการหลวง

          หน่วยงานราชการที่แจ้งความประสงค์จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ  ในอาคาร      ประกอบด้วยกรมการข้าว  กรมปศุสัตว์    กรมส่งเสริม-
การเกษตร  กรมส่งเสริมสหกรณ์  กรมประมง  กรมพัฒนาที่ดิน  กรมชลประทาน  สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  กรมตรวจบัญชีสหกรณ์
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรกรมหม่อนไหม สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  สำนักฝนหลวงและการบิน   กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อ
การเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน  สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ    องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย    องค์การ
สวนยาง  สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง  และ สถาบันวิจัยพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)

          ตลอดระยะเวลา 99  วันของการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ  ราชพฤกษ์ 2554       ยังมีกิจกรรมพิเศษในช่วงเทศกาลแห่ง
ความสุขต่าง ๆ ดังนี้

พฤศจิกายน 2554
วันที่ 9 พิธีเปิดงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554
วันที่ 10 เทศกาลลอยกระทงราชพฤกษ
ธันวาคม 2554
วันที่ 5 กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระ ชนมพรรษา 84 พรรษา
วันที่ 25 เทศกาลวันคริสต์มาส
วันที่ 31 เทศกาลนับถอยหลังเข้าสู่ปี 2555
มกราคม 2555
วันที่ 1 เทศกาลต้อนรับปีใหม่ 2555
วันที่ 14 วันเด็กแห่งชาติ
วันที่ 20 กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา
วันที่ 23 เทศกาลตรุษจีน
กุมภาพันธ์ 2555
วันที่ 3 กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา
วันที่ 14 เทศกาลวันวาเลนไทน์
วันที่ 15 พิธีปิดงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554

          สำหรับกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านการเกษตร และพืชสวน  ภายในงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ  ราชพฤกษ์ 2554    มีการจัด
นิทรรศการสวนนานาชาติทั้งในอาคารและนอกอาคาร  การแสดงนิทรรศการด้านพืชสวน และเทคโนโลยีการเกษตรระดับชาติและนานาชาติ รวมถึง
การแสดงศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ  เช่น การประกวดสวนนานาชาติในอาคาร Greenitude : Flower for Cooling the World       นิทรรศการ
พืชแปลก พืชพันธุ์ใหม่ มหัศจรรย์พันธุ์ไม้ นิทรรศการ 3Rs 3Gs การลดโลกร้อน และการประหยัดพลังงาน  นิทรรศการไม้ประดับ ไม้ดอกเมืองร้อน
นวัตกรรมเทคโนโลยีพืชสวน และเครื่องจักรกล

          กิจกรรมที่สำคัญอีกหนึ่งกิจกรรม  คือกิจกรรมการประชุมวิชาการนานาชาติและระดับชาติด้านพืชสวน  เพื่อเป็นการเผยแพร่ แลกเปลี่ยนและ
ถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ให้เกิดขึ้น   โดยแบ่งการประชุมออกเป็นการประชุมวิชาการด้านพืชสวนในระดับนานาชาติ 13 ครั้ง      เช่น การประชุมเรื่อง
บทบาทของการเกษตร และทรัพยากรธรรมชาติในการลดสภาวะโลกร้อน การประชุมนานาชาติไม้ผลเมืองร้อนและกึ่งร้อน การประชุมยางนานาชาติ
การประชุมไหมโลก  การประชุมนานาชาติเรื่องกล้วยไม้และไม้ประดับ  เป็นต้น   และระดับชาติ 7 ครั้ง      ประกอบด้วย การประชุมบัว  การประชุม
หญ้าแฝก การประชุมเห็ด การประชุมส้ม การประชุมพืชสวนแห่งชาติ การประชุมกาแฟ การประชุมมะพร้าว

          กิจกรรมอื่น ๆ ที่น่าสนใจภายในงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ  ราชพฤกษ์ 2554  ได้แก่ การจำหน่ายสินค้าเกษตร วัสดุอุปกรณ์
และเครื่องมือทางการเกษตร  รวมทั้งการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว  กิจกรรมพิเศษในช่วงเวลากลางคืน       เช่น การแสดงแสงสี  ขบวนพาเหรด
กิจกรรมดนตรีในสวน ฯลฯ

พื้นที่จัดแสดงพิเศษภายในงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554

          หอคำหลวง  ถือเป็นสัญลักษณ์ของอุทยานหลวงราชพฤกษ์ที่มีความสวยงามตามแบบสถาปัตยกรรมล้านนา      สร้างความประทับใจให้แก่
นักท่องเที่ยวในทุกครั้งที่มาเยี่ยมชม    ซึ่งการจัดงานครั้งนี้      พื้นที่บริเวณชั้นล่างของหอคำหลวงจัดแสดง นิทรรศการใต้ร่มพระบารมี 84 พรรษา
มหาราชา
  เป็นนิทรรศการพระราชกรณียกิจ และพระอัจฉริยภาพในด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

          สวนเฉลิมพระเกียรติฯ  เป็นส่วนแสดงของสวนนานาชาติและสวนองค์กร  เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยได้
รับความร่วมมือจากนานาประเทศทั่วโลกรวมทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชนของไทย        นำเสนอโครงการพระราชดำริอันเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อ
เกษตรกรไทยให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

          สวนไทย คือพื้นที่จัดแสดงความหลากหลายของพันธุ์ไม้ในประเทศไทย   ทั้งสวนภายใน และนอกอาคารประกอบไปด้วย    หอเกียรติยศ-
พืชสวนไทย  เรือนร่มไม้  บ้านชาวสวน  อาคารไบโอเทคโนโลยี  อาคารปลูกพืชไร้ดิน อาคารพืชไม้เมืองหนาว เรือนพืชทะเลทราย โดมไม้เขตร้อน
และสวนชุ่มน้ำ

          อาคารศูนย์นิทรรศการ พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน  และนิทรรศการถาวรภายในอาคาร ประกอบด้วย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “กษัตริย์เกษตร”   แห่งปวงชนชาวไทยนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ   เผยแพร่
โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ธนาคารอาหารชุมชน ฟาร์มตัวอย่าง และโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ                      นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จ
พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร  เผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านคลีนิกเกษตรเคลื่อนที่และโครงการสายใยรักแห่งครอบครัว

การแสดงศิลปวัฒนธรรมนานาชาติ

          บริเวณพื้นที่ของเวทีกลางแจ้ง  และคีตอุทยาน   มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมทั้งในประเทศ และต่างประเทศ หมุนเวียนกันจัดตลอดระยะเวลา
99 วัน   ของการจัดงาน รวมทั้งการแสดงพิเศษในช่วงเวลาของเทศกาลสำคัญต่าง ๆ  และการแสดงศิลปวัฒนธรรมนานาชาติในวันชาติของประเทศ
ต่าง ๆ ที่เข้าร่วมการจัดงานในครั้งนี้

          จุดเด่นของการจัดงานอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจ คือ กระเช้าราชพฤกษ์ลอยฟ้า (Giant Flora Wheel) ซึ่งมีความสูงกว่า 40 เมตร เมื่อขึ้นไปบน
กระเช้านี้แล้วสามารถชมทิวทัศน์ภายในบริเวณงานได้ทั้งหมดในมุมสูง    นอกจากนั้นยังมีสวนแห่งจินตนาการ (Imagination Light Garden) โดย
การเนรมิตดวงไฟนับล้านดวงกับผีเสื้อเรืองแสงเต้นรำ พร้อมเสียงดนตรีประกอบ และ สวนเยาวชนรักษ์โลก (Kid’s Eco Parkเป็นนิทรรศการและ
กิจกรรมที่ให้ทั้งความรู้และความสนุกสนานปลูกฝังการลดภาวะโลกร้อน และรักธรรมชาติให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่

           ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวที่ผู้เขียนได้นำรายละเอียดของการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554 มาฝากผู้อ่านอย่าง
ครบถ้วน    เพื่อเป็นการบอกเล่าล่วงหน้าถึงงานใหญ่ระดับชาติที่กำลังจะเกิดขึ้นในปลายปี 2554 นี้  โดยที่กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานที่จะต้อง
เข้าไปบริหารจัดการ    โดยการจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนร่วมมือกัน     ประสานความร่วมมือทั้งในส่วนของความร่วมมือด้าน
พิธีการ บริหารจัดการ ต้อนรับ การประชาสัมพันธ์  อำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ เป็นต้น      ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญทั้งก่อนเริ่ม
ระหว่าง และเสร็จสิ้นการจัดงาน  ประชาชนจากทั่วประเทศรวมถึงนักท่องเที่ยวจากนานาประเทศจะหลั่งไหลเข้ามาชมงานนี้  ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งงาน
ที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย  และแน่นอนว่าจะมีเงินหมุนเวียนเข้ามาในประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่  และจังหวัดใกล้เคียงอย่าง
มหาศาล

          ประชาชนคนไทยทุกคน จะได้ร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี     ร่วมกันต้อนรับชาวต่างชาติที่จะเข้ามาชมงานครั้งนี้    ตลอดระยะเวลา
99 วัน   จะเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนคนไทยจะได้ร่วมกันเฉลิมฉลอง 3  วโรกาสที่ยิ่งใหญ่       เริ่มนับถอยหลังรอคอยเวลาแห่งความสุข
เวลาแห่งความประทับใจที่เชื่อว่าจะตราตรึงอยู่ในหัวใจของคนไทยไปตลอดกาล            กับงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ
ราชพฤกษ์ 2554

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

หน้าต่อไป

Theme: Rubric. บลอกที่ WordPress.com .