Archive for the ‘อีโคโฟกัส’ Category

เศรษฐกิจไทยปี 2556 ปัจจัยเสี่ยงเพียบ   Leave a comment

http://www.thaipost.net/news/101212/66379

10 December 2555 – 00:00

“ภาพรวมเศรษฐกิจในปีหน้ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น เพียงแต่ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวไปได้ช้ากว่าที่ผ่านมา” ….. นายณรงค์ชัย อัครเศรณี

“หอการค้าไทยคาดว่าสิ้นปีนี้เศรษฐกิจน่าจะอยู่ที่ประมาณ 5.5% ซึ่งคาดว่าน่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว” ….. นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล

“ปีนี้การส่งออกของไทยจะโตที่ระดับ 4-5% ส่วนปี 2556 ยอมรับว่าหากจะให้กลับมาโตเป็นเลข 2 หลักคงเป็นไปได้ยาก” ….. นายบุญทรง เตริยาภิรมย์

เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ประเมินอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2556 คาดว่าจะขยายตัวเพียง 4.5% เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยปี 2554 ขยายตัว 5.6% และปี 2555 คาดว่าจะขยายตัว 5.4%
ซึ่งถือว่าน่าเป็นห่วงมาก เพราะมีปัจจัยลบทั้งภายในและภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย หากไม่มีการรับมือให้ดี เศรษฐกิจถือว่ามีความเสี่ยงสูง
ปัจจัยลบที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2556  มาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทั้งปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรป ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังไม่ฟื้นตัว และกำลังเข้าสู่ปัญหาหน้าผาการคลัง (Fiscal Cliff) ซึ่งเป็นภาวะที่เศรษฐกิจของสหรัฐสูญเสียแรงขับเคลื่อนทางการคลังที่ฉับพลันและรุนแรง แม้จะมีการออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบที่ 3 (QE3) ออกมาก็ตาม
รวมทั้งยังมีปัญหาเสถียรภาพการเมืองโลก เช่น สหรัฐ มีปัญหาเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม พื้นที่ทับซ้อนจีนกับญี่ปุ่น ปัญหาการว่างงานสหรัฐและยุโรป ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ภัยทางธรรมชาติ
ส่วนปัจจัยลบภายในประเทศ อยู่ที่เสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะการออกมาชุมนุมประท้วง หากยืดเยื้อและรุนแรงจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และต้องจับตาความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เงินบาทจะแข็งค่ามากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการส่งออก ภัยธรรมชาติ การขาดแคลนแรงงานในบางอุตสาหกรรม ที่สำคัญปัญหาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากการปรับค่าแรงวันละ 300 บาททั่วประเทศ รวมไปถึงการปรับขึ้นของค่าพลังงาน ทั้งน้ำมัน ไฟฟ้า ค่าขนส่ง เป็นต้น
“เศรษฐกิจไทยปีหน้ายังมีความเสี่ยงสูง รัฐบาลจะต้องเร่งใช้นโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการใช้งบประมาณขาดดุล 3 แสนล้านบาท การใช้เงิน พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาทในการดูแลน้ำท่วม ที่ทุกอย่างจะต้องทำได้ภายในครึ่งปีแรกของปี 2556 ต้องดูแลอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสม โดยคาดว่าดอกเบี้ยน่าจะลดลงได้อีก หรือให้ทรงตัวอยู่ในระดับ 2.5-3.25% และต้องมุ่นเน้นการเพิ่มรายได้และลดค่าครองชีพให้กับประชาชนเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น ค่าแรง 300 บาท เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท การรับจำนำข้าว หากรัฐบาลทำได้เร็ว เชื่อว่าเศรษฐกิจปี 2556 น่าจะโตได้ 4.5% โดยมีกรอบ 4-5%”
นอกจากนี้ ศูนย์พยากรณ์ฯ ได้ประเมินว่า การส่งออกปี 2556 จะมีมูลค่า 2.43 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.4%  จากปีนี้ที่คาดว่าจะโต 3.5% มูลค่า 2.26 แสนล้านเหรียญสหรัฐ การนำเข้ามูลค่า 2.41 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.1% เพิ่มจากปี 2555 ที่คาดว่าจะมีมูลค่า 2.19 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ได้ดุลการค้า 2,331 ล้านเหรียญสหรัฐ ดุลบัญชีสะพัดขาดดุล 5,089 ล้านเหรียญสหรัฐ อัตราเงินเฟ้อ 3.58% อัตราแลกเปลี่ยนจะอยู่ที่ระดับ 30 บาท/เหรียญสหรัฐ การท่องเที่ยว คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาไทย 22 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.5-8%  รายได้ 9.66 แสนล้านบาท หรืออาจจะทำได้ถึง 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 19-19.5%
นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานหอการค้าไทย และประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจของหอการค้าไทยในปี 2555 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจปี 2555 ที่กำลังจะผ่านไป หลายฝ่ายได้ใช้ความพยายามอย่างหนักที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจและธุรกิจให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี จะเห็นได้ว่าภาครัฐได้ตั้งเป้า GDP ทั้งปีไว้ที่ 7% กลางปีได้ปรับลดลงเหลือ 5% และปลายปีสภาพัฒน์เพิ่งเผยตัวเลขออกมาไตรมาสที่ 3 เหลือเพียง 3%
อย่างไรก็ตาม หอการค้าไทยคาดว่าสิ้นปีนี้เศรษฐกิจน่าจะอยู่ที่ประมาณ 5.5% ซึ่งคาดว่าน่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว สาเหตุหลักที่สำคัญก็เป็นที่ทราบกันดีว่าเกิดจากวิกฤติยุโรป วิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐ และปัญหาอุทักภัยที่ผ่านมา ทำให้การส่งออกไม่ขยายตัว
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2556 ต้องยอมรับว่ายังน่าเป็นห่วง โดยคาดว่าตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะขยายตัวประมาณ 4-5%
ปัจจัยที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวได้เพิ่มขึ้น มาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศจากความต้องการภายในที่สูงขึ้น เช่น ธุรกิจ ICT ซึ่งหากการออกใบอนุญาต 3G เรียบร้อย ก็จะทำให้เติบโตไม่ต่ำกว่า 30% ธุรกิจก่อสร้าง คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากแรงส่งภายหลังสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งมีการซ่อมแซมและการก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้น ธุรกิจการประกันภัย-ธุรกิจประกันชีวิต จะมีการขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น 12-15% โดยเฉพาะธุรกิจประกันวินาศภัย จะขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น 20% เนื่องจากคนไทยเริ่มตระหนักถึงปัญหาภัยน้ำท่วม และเน้นการออมเงินสูงขึ้น และธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ คาดว่าจะขยายตัว 10% อันเกิดจากนโยบายรถคันแรก
สำหรับปัจจัยด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกจะยังคงขยายตัวได้ แต่คงจะไม่ขยายตัวเพิ่มขึ้นมาก คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 0-5% โดยสินค้าที่จะขยายตัวได้ดี เช่น ธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ ธุรกิจเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น ขณะที่มันสำปะหลังคาดว่าจะขยายตัว 5-10%
ส่วนกลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะมีตัวเลขการส่งออกชะลอตัว และหดตัวลง ได้แก่ ธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ อาหารทะเลแช่แข็ง สินค้าเฟอร์นิเจอร์ และยางพารา เป็นต้น อันเกิดจากปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นตลาดหลักสำคัญ ได้แก่  สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ประกอบกับปัญหาการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีภาระต้นทุนสูงขึ้น และในบางธุรกิจประสบปัญหาเงื่อนไขทางการค้าที่เข้มงวดมากขึ้น
“เพื่อเป็นการผลักดันให้การส่งออกในปี 2556 มีอัตราการขยายตัวได้ต่อเนื่อง หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จะเร่งผลักดันให้มีการขยายมูลค่าการค้าชายแดนให้เพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2555 (ม.ค.-ต.ค.) การค้าชายแดนมีมูลค่า 759,140 ล้านบาท ขยายตัว 1.73% และคาดว่าทั้งปี 2555 จะมีปริมาณการค้า 9 แสนล้านบาท ซึ่งมีมูลค่าการค้ากับประเทศไทยสูงเป็นอันดับสองรองจากมาเลเซีย โดยมีปริมาณการค้าเดือน ม.ค.-ต.ค. 145,885 ล้านบาท ขยายตัว 10.99%” นายพงษ์ศักดิ์ ระบุ
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการ บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในปีหน้ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น เพียงแต่ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวไปได้ช้ากว่าที่ผ่านมา โดยคาดว่าปีหน้าตัวเลขการส่งออกของไทยจะสามารถขยายตัวได้ที่ระดับ 8-9%  ขณะที่ตัวเลขการนำเข้าจะโตขึ้นกว่าการส่งออก โดยคาดว่าน่าจะขยายตัวอยู่ที่เลข 2 หลักได้
“ปีหน้าตัวกระตุ้นเศรษฐกิจคือการลงทุน ซึ่งจะเน้นไปที่การนำเข้าสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนต่ำกว่าไทยเข้ามาผลิตในประเทศมากขึ้น รวมทั้งการปรับตัวเพิ่มประสิทธิภาพกำลังการผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า จึงทำให้การนำเข้าปีหน้าสูงกว่าการส่งออก ซึ่งไม่ได้เป็นการสร้างเสียหายอะไร” นายณรงค์ชัย กล่าว
ทั้งนี้ ความเสี่ยงในปี 2556 ที่น่าเป็นห่วงกันคือ หนี้ส่วนบุคคลที่โตเร็วเกินไป จนอาจทำให้เกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือหนี้เสีย (NPL) ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องตั้งรับให้ดี
ส่วนเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนนั้น ค่าเงินบาทยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีนี้ คือมีการแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐมีเยอะ ขณะที่ค่าเงินยูโรก็อ่อนค่าลง ทำให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยมีมากจนเกินไปด้วยซ้ำ  ดังนั้น จึงต้องมีนโยบายส่งเสริมให้นักลงทุนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น
หันไปดูด้านการค้าระหว่างประเทศ หรือภาคการส่งออกกันบ้างว่า กระทรวงพาณิชย์กำลังทำอะไรอยู่
เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการประชุมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) โดยมี นายบุญทรง เตริยาภิรมย์  รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน เพื่อรับฟังสถานการณ์การส่งออกและเป้าหมายการส่งออกในปี 2556
โดยกรมฯ เตรียมจัดทำแผนงานที่จะผลักดันการส่งออกในปี 2556 ให้สูงกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ว่าจะโตได้แค่ 5% โดยก่อนหน้านี้ได้ประชุมรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนในทุกภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะนำข้อเสนอและการประเมินสถานการณ์จากภาคเอกชน ประกอบการทำแผนงานและกำหนดเป้าหมายการส่งออกในปี 2556
ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออกในปีหน้า คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ชัดเจน และปัญหาหนี้ยูโรโซน ส่วนสหรัฐหลังเลือกตั้งเศรษฐกิจน่าจะมีการฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคและลดปัญหาการว่างงาน
โดยแผนงานการผลักดันการส่งออก เน้นเพิ่มตลาดเป้าหมาย เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจไทย นำเข้าวัตถุดิบเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเพื่อการส่งออกไทย ผลักดันอาหารและผู้นำมาตรฐานอาหาร ส่งเสริมพัฒนาเอสเอ็มอี สร้างตราสินค้าของคนไทย และพัฒนาสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม
นายบุญทรง ระบุว่า ปีนี้การส่งออกของไทยจะโตที่ระดับ 4-5% ส่วนปี 2556 ยอมรับว่าหากจะให้กลับมาโตเป็นเลข 2 หลักคงเป็นไปได้ยาก
นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า กรมฯ ได้จัดทำแผนในการผลักดันการส่งออกสำหรับปี 2556 โดยเน้นเป้าหมายใน 8 ภารกิจหลัก เพื่อสนับสนุนการส่งออกสินค้าไทย โดยมีแผนที่จะดำเนินการชัดเจน และต้องการให้ทูตพาณิชย์และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของไทย (HTAs) ช่วยกันทำงานเพื่อสนับสนุนแผนดังกล่าว
สำหรับ 8 ภารกิจที่กรมฯ จะให้ความสำคัญในการดำเนินการในปี 2556 ได้แก่ 1.การขยายการค้าและการลงทุนกับประเทศสมาชิกอื่นของอาเซียน และพันธมิตรของอาเซียนภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 2.ครัวไทยสู่ครัวโลกและสินค้าฮาลาล 3.การพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อรองรับเศรษฐกิจสีเขียว 4.การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน การลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การแสวงหาวัตถุดิบและปัจจัยการผลิต 5.การพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ตลาดการค้าระหว่างประเทศ 6.การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของไทย รวมทั้งสินค้า OTOP  7.การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสินค้า บริการ และผู้ประกอบการไทย เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยให้มีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับ 8.การส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้ใช้ประโยชน์จากพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ต้องติดตามดูกันว่า ในปีหน้าท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยง จะทำให้การส่งออกของไทยและเศรษฐกิจไทยไปในทิศทางใด.

ค่าแรง300หรือการเมืองชนวนความแตกแยกส.อ.ท.   Leave a comment

http://www.thaipost.net/news/031212/66003

3 December 2555 – 00:00

ปมปัญหาการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันของรัฐบาล กลายเป็นชนวนความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จนถึงขั้นแตกหัก เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายรวมตัวกันถอดถอน นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท.กลางอากาศ  พร้อมกับการแต่งตั้ง นายสันติ วิลาสศักดานนท์ อดีตประธาน ส.อ.ท.ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน
ทั้งนี้ การถอดถอนตำแหน่งประธานดังกล่าวยิ่งทวีความขัดแย้งภายในองค์กรมากขึ้น เมื่อนายพยุงศักดิ์ไม่ยอมรับมติการถูกปลดจากตำแหน่ง และต่างฝ่ายต่างอ้างความชอบธรรมของกฎหมายขึ้นมาต่อสู้กัน ทำให้วันนี้ ส.อ.ท.กลายเป็นองค์กรฉาวที่มีประธานถึง 2 คนพร้อมกัน และยังไม่สามารถหาจุดสรุปได้ใครจะเป็นประธานตัวจริง แถมข่าวลือฉาวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแท้จริงเพราะมีการเมืองเข้าแทรกแซงและหนุนหลังฝ่ายพยุงศักดิ์
แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีการเมืองเกี่ยวข้องหรือไม่ จุดหนึ่งที่ทำให้เกิดรอยร้าวอย่างหนักกับ ส.อท. ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในองค์กรเอกชนที่มีความเข้มแข้ง คือ นโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน โดยเริ่มต้นนำร่อง 7 จังหวัด ตั้งแต่เดือนเม.ย.2555 ซึ่งนโยบายดังกล่าวส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ซึ่งทางผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในต่างจังหวัดที่ส่วนใหญ่เป็นสมาชิก ส.อ.ท. เริ่มส่งสัญญาณให้นายพยุงศักดิ์ที่ดำรงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท.เข้าเจรจากับภาครัฐให้ชะลอมาตรการค่าแรง 300 บาทออกไปก่อน จากเดิมที่รัฐบาลมีธงกำหนดมาแล้วว่าต้องปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน โดยให้มีผลพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 ม.ค.2556   แต่ท้ายที่สุดนายพยุงศักดิ์ไม่สามารถเข้าพบเพื่อเจรจากับรัฐบาลให้ชะลอมาตรการดังกล่าว ส่งผลให้กลุ่มเอสเอ็มอีไม่พอใจ และเห็นว่านายพยุงศักดิ์ไม่พยายามที่จะผลักดันให้ชะลอการปรับขึ้นค่าแรงเท่าที่ควร จนเป็นเหตุให้เกิดคลื่นใต้น้ำในองค์กรขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จนเมื่อวันที่ 20 พ.ย.2555 ขณะที่ ส.อ.ท.จัดประชุมหามาตรการช่วยเหลือเยี่ยวยาเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอยู่นั้น ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีมติประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ให้มีผลพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 ม.ค.2556 อย่างชัดเจน ส่งผลให้สมาชิก ส.อ.ท.ไม่พอใจที่นายพยุงศักดิ์ไม่สามารถเป็นปากเสียงแทนสมาชิกเจรจากับรัฐบาลได้
พร้อมกันนี้ ทาง ส.อ.ท.ก็กำหนดจัดประชุมคณะกรรมการในวันที่ 26 พ.ย.2555 ซึ่งเป็นที่ทราบกันวงในว่าจะมีการยกมือลงคะแนนเสียงเพื่อปลดคณะกรรมการบริหาร ส.อ.ท. ซึ่งมีทั้งหมด 70 คน โดยหมายรวมถึงตัวประธานด้วย และก่อนการเปิดประชุมเพียง 1 วัน นายพยุงศักดิ์ได้สั่งให้ยกเลิกการประชุมกะทันหัน เป็นผลให้คณะกรรมการส่วนหนึ่งซึ่งนำโดย นายสมมาต ขุนเศษฐ เลขาธิการ ส.อ.ท. ยืนยันจะเดินหน้าประชุมต่อ  แต่ก็เจอมุกเด็ดไม่สามารถหาห้องประชุมใน ส.อ.ท.ได้ เพราะทุกห้องถูกสั่งใช้งานเต็มหมด พร้อมกับมีการจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจมาควบคุมเหตุการณ์เป็นพิเศษ ดังนั้นทางกลุ่มนายสมมาตจึงจัดประชุมกลางห้องโถงรับแขก พร้อมกับมีมติให้ทำการโหวตเพื่อปลดนายพยุงศักดิ์ โดยผลคะแนนสรุปออกมาว่า จากคณะกรรมการที่มีทั้งหมด 348 คน มีเสียงเกินครึ่งที่เห็นด้วยให้ปลดนายพยุงศักดิ์ออกจากตำแหน่ง พร้อมกันนี้ได้ทำการแต่งตั้ง นายสันติ วิลาสศักดานนท์ อดีตประธาน ส.อ.ท.ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน
จากนั้นวันต่อมานายพยุงศักดิ์ก็เปิดแถลงข่าวยืนยันว่ายังเป็นประธาน ส.อ.ท.อยู่ และจะอยู่ในตำแหน่งจนครบวาระในเดือน มี.ค.2557 พร้อมไม่รับมติปลดจากตำแหน่ง โดยระบุว่า ตาม พ.ร.บ.สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2530 หากจะปลดประธานทำได้ 2 กรณี คือ 1.ใช้อำนาจของที่ประชุมสมาชิกปลด โดยต้องมีคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมด จึงจะมีผลปลดได้ ซึ่งปัจจุบัน ส.อ.ท.มีสมาชิกกว่า 8,000 คน และ 2.ใช้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมสั่งปลด โดยเสนอเข้าที่ประชุม ครม.เพื่อให้อนุมัติก่อน ทั้งนี้ต้องเป็นกรณีที่ประธาน ส.อ.ท.กระทำความผิดร้ายแรง ดังนั้นการใช้คณะกรรมการโหวตเพื่อปลดตนออกจากตำแหน่งจึงไม่มีสิทธิ์ทำได้
ซึ่งในการจัดแถลงข่าวจะสังเกตได้ว่า กลุ่มที่สนับสนุนนายพยุงศักดิ์ส่วนใหญ่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ของประเทศ อาทิ บริษัทในเครือปูนซิเมนต์ไทย, บมจ.ปตท.,กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์, กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า และกลุ่มในเครือซีพีเอฟ อีกทั้งนายพยุงศักดิ์ยังระบุว่า ได้เข้าพบ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง พร้อมด้วย รมว.อุตสาหกรรม และปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อชี้แจงประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น  นั่นเท่ากับว่าเป็นการบอกกรายๆ ว่า มีรัฐบาลคอยหนุนหลังให้ ขณะที่กลุ่มต่อต้านเป็นเพียงกลุ่มเอสเอ็มอี กลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ และเป็นทางซีกฝั่งที่บริษัทสหพัฒน์ อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายเริ่มมองว่าปัญหาความขัดแย้งภายในองค์กร ส.อ.ท.ที่ฉาบหน้าไว้ว่าเกิดจากปัญหาค่าแรงขั้นต่ำนั้น แท้ที่จริงเกิดจากการตั้งทีมบริหารงานของนายพยุงศักดิ์ที่ตั้งทีมบริหารขึ้นมา 25 คน ซึ่งล้วนแต่เป็นคนในเครือบริษัทที่ให้การสนับสนุนทั้งสิ้น ซึ่งผิดข้อตกลงสัญญาใจ ซึ่งเป็นอันรู้กันตามมารยาทแล้ว นายพยุงศักดิ์ต้องดึงคนของเครือสหพัฒน์ขึ้นมาร่วมทีมบริหาร เพื่อเตรียมเปิดทางให้ซีกฝั่งเครือสหพัฒน์ขึ้นมาเป็นประธาน ส.อ.ท. สลับสับเปลี่ยนขั้วกันไปเรื่อยๆ แต่นายพยุงศักดิ์กลับตั้งทีมฟากฝั่งของตนขึ้นมาบริหารทั้งหมด จึงเป็นเหตุให้เกิดคลื่นใต้น้ำและผลักดันปัญหานำไปสู่การปลดนายพยุงศักดิ์
ทั้งนี้ นายพยุงศักดิ์ยืนยันว่า การตั้งทีมบริหาร 25 คนขึ้นมา เป็นสิทธิ์ขาดของประธานสามารถทำได้ ซึ่งในอดีตก็มีการตั้งทีมบริหารมากถึง 40-50 คนก็ทำมาแล้ว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตนจะตั้งทีมบริหารขึ้นมาช่วยงานที่มีมากมาย และเชื่อว่าประเด็นดังกล่าวไม่ใช่สาเหตุที่ก่อให้เกิดการรวมตัวปลดตนออกจากตำแหน่งแต่อย่างใด
นอกจากนี้ นายพยุงศักดิ์ยังยอมรับว่า การเกิดปัญหาขัดแย้งภายในองค์กรเช่นนี้ จะส่งผลให้ทำงานได้ยากลำบากขึ้น  ดังนั้นจึงต้องเดินสายทำความเข้าใจกับสมาชิกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยืนยันด้วยว่า ส.อ.ท.สามารถทำงานได้กับทุกรัฐบาล ไม่ได้อิงรัฐบาลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแน่นอน
ด้านฝ่ายที่ให้การสนับสนุนนายสันตินั้น โดยเฉพาะ นายธนิต โสรัตน์ กรรมการ ส.อ.ท. กล่าวว่า ขณะนี้ภายใน ส.อ.ท.เองก็มีความพยายามที่จะแก้ปัญหาร่วมกัน โดยเบื้องต้นทางฝั่งคุณพยุงศักดิ์ได้ส่งคนเข้ามาเจรจากับคุณสันติแล้ว ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่ดี และทางสมาชิกเองก็ต้องการให้มีการแก้ปัญหาอย่างเร็วที่สุด โดยขอให้มีการถอนกำลังตำรวจออกไปจาก ส.อ.ท.เพื่อที่จะได้เข้าไปพูดคุยกัน เพราะตอนนี้ไม่สามารถเข้า ส.อ.ท.ได้
“ขณะเดียวกัน ไม่ต้องการให้ดึงฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเป็นเรื่องของเอกชน ไม่ต้องการให้ปัญหาขยายวงออกไป เนื่องจากขณะนี้ได้ทราบข้อมูลจาก ส.อ.ท.ในต่างจังหวัดว่าได้มีผู้ว่าราชการจังหวัดมาขอให้สนับสนุนนายพยุงศักดิ์ จึงไม่อยากให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง”
พร้อมย้ำว่า “ถ้าวันที่ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา นายพยุงศักดิ์ ยอมมาชี้แจงข้อมูลกับกรรมการ คงไม่เกิดปัญหานี้ขึ้น เพราะกรรมการก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาถอดถอน แต่เมื่อไม่เข้าประชุมก็ถือว่ายอมรับความผิด รวมทั้งยังนำตำรวจเข้ามาใน ส.อ.ท. กรรมการจึงรับไม่ได้ และนายพยุงศักดิ์ก็พูดเสมอว่าตำรวจถูกส่งมาจากสำนักนายรัฐมนตรี และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งเป็นการดึงการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง” นายธนิต กล่าว อย่างไรก็ตาม ปัญหาการแตกร้าวของ ส.อ.ท.นั้นขณะนี้มีตัวกลาง คือ นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม ออกมาเปิดเผยหลังจากที่ตัวแทนทั้ง 2 ฝ่ายเข้าพบเพื่อหารือถึงแนวทางแก้ไขปัญหา ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้ให้ทุกฝ่ายรวบรวมข้อมูล เอกสาร ข้อเท็จจริงที่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น การออกหนังสือเชิญประชุม และมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมที่มี นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงฯ สรุปชี้ขาดภายใน 1  สัปดาห์ โดยจะยึดพระราชบัญญัติ ส.อ.ท.
“เราจะยึดกฎหมายเป็นหลัก และเมื่อถึงเวลาทุกคนก็ควรจะเคารพกฎหมาย ส่วนเวลานี้ใครเป็นประธาน ส.อ.ท.ที่ถูกต้องวันนี้คงต้องเป็นทั้ง 2 คนไปก่อน เพราะต่างคนต่างก็เชื่อว่าสิ่งที่ตนดำเนินการนั้นถูกต้องตามกฎหมาย โดยอีกฝ่ายยืนยันว่าการประชุมคณะกรรมการ ส.อ.ท.เมื่อ 26 พ.ย.ถูกต้อง แต่ฝ่ายหนึ่งก็บอกไม่ถูก” นายประเสริฐ กล่าว
พร้อมทั้งยืนยันอีกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกระทรวงอุตสาหกรรมพยายามที่จะเคลียร์ปัญหาให้ทุกอย่างกลับมาสู่ปกติให้เร็วที่สุด เพราะคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้เร่งมาดูแลปัญหานี้ และยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่ตนในฐานะกำกับ พ.ร.บ. ส.อ.ท.จะใช้อำนาจสูงสุดไปปลดประธาน ส.อ.ท.คนใดคนหนึ่ง จากนี้ไปคงต้องจับตาดูกันว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น จริงหรือไม่ว่ามีการเมืองเข้าแทรกแซงการทำงานของ ส.อ.ท.   และแนวทางการแก้ไขปัญหาจะสามารถดำเนินการได้ลุล่วงแค่ไหน และจะสมานรอยร้าวภายในขององค์กรได้หรือไม่ รวมถึงภาพลักษณ์ขององค์กรจะกู้กลับคืนอย่างไร รวมถึงแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่จะได้รับผลกระทบจากค่าแรง 300 บาทต่อวันจะทำอย่างไร และใครคือประธาน ส.อ.ท.ที่แท้จริง.

ขึ้นค่าแรง-เปิดเออีซีกดดันSMEไทย ปลัดอุตฯมั่นใจพาผู้ประกอบการไปรอด   Leave a comment

http://www.thaipost.net/news/261112/65702

26 November 2555 – 00:00

ปัจจุบันผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมของไทยกำลังเผชิญหน้ากับแรงกดดันทั้งภายในและต่างประเทศอย่างหนัก  ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อยอดการรอดหรือออกจากธุรกิจสูง โดยปัจจัยกดดันภายในประเทศที่กำลังมีผลชัดเจนอยู่ในขณะนี้ และเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามมอง คือ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน
นโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยของรัฐบาลปู เมื่อปี 2554 ซึ่งกำลังจะเป็นรูปธรรมชัดเจน เมื่อมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 20 พ.ย.2555 กำหนดให้ผู้ประกอบการในประเทศไทยต้องจ่ายค่าแรงขั้นต่ำให้พนักงานไม่ต่ำกว่าวันละ 300 บาทต่อวัน โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2556 เป็นต้นไป โดยเป้าหมายหลักที่รัฐบาลต้องการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำคือเพื่อยกระดับฐานรายได้ของแรงงานไทยทั้งประเทศ
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นค่าแรงดังกล่าว ถือเป็นมาตรการที่ดำเนินการอย่างรวดเร็วมาก ซึ่งเริ่มนำร่องก่อนใน 7 จังหวัดของไทย ตั้งแต่เดือน เม.ย.2555 ที่ผ่านมา และจะครอบคลุมครบทุกจังหวัดในต้นปี 2556 ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อยต่างออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลชะลอมาตรการดังกล่าวออกไปก่อน เนื่องจากปรับตัวไม่ทันกับภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยเตรียมตัวก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะเริ่มเปิดเสรีทางธุรกิจการค้ากันในวันที่ 1 ม.ค.2558 หรือเหลือระยะเวลาอีกประมาณ 2 ปี ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กดดันผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมของไทยให้เร่งเตรียมพร้อมแข่งขันกับนักธุรกิจต่างชาติ ซึ่งจ่อเคาะประตูบ้านของไทยอยู่แล้ว โดยปัจจัยดังกล่าวทั้ง 2 ด้านยิ่งเป็นตัวเร่งให้ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งอุตสาหกรรมที่หลายฝ่ายจับตามองด้วยความเป็นห่วงกันมาก คือ ผู้ประกอบการขนาดเล็ก รวมถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งเสี่ยงว่าจะฝ่ามรสุมแรงกดดันดังกล่าวไปไม่ได้
เช่นเดียวกับกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลกลุ่มผู้ประกอบการทั้งประเทศ รับทราบปัญหาดังกล่าวมาโดยตลอด และเร่งเข้ามาช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยหัวเรือใหญ่อย่าง นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ชี้แจงถึงสิ่งที่กระทรวงอุตสาหกรรมเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ดังนี้
0 มีแนวทางช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาทอย่างไร?
นโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน เป็นนโยบายของรัฐบาล ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำ เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้กับคนงานระดับล่างมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าการปรับขึ้นค่าแรงดังกล่าวย่อมกระทบต่อต้นทุนการประกอบธุรกิจบ้าง ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมก็เข้าใจความเดือดร้อนของผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ยังไม่สามารถปรับตัวกับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้
ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมจึงพยายามเข้าไปช่วยผลักดันให้เกิดการเพิ่มขีดความสามารถให้กับแรงงาน พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตจนสามารถชดเชยกับค่าแรงที่ต้องจ่ายมากขึ้นได้ และในปี 2556 กระทรวงอุตสาหกรรมจะมุ่งเน้นสนับสนุนการตั้งโรงงานผลิตเครื่องจักรเพื่อป้อนให้กับโรงงานต่างๆ ในไทย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการซื้อเครื่องจักรราคาแพงจากต่างประเทศลง
ส่วนมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ คือร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ช่วยพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยให้มีศักยภาพและพร้อมแข่งขัน ด้วยการตั้งเงินกู้จำนวน 20,000 ล้านบาท ภายในโครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาผลิตภาพการผลิต โดยแบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อพัฒนาเครื่องจักร โดยให้ระยะเวลาผ่อนนานถึง 7 ปี และสินเชื่อเพื่อพัฒนากระบวนการทำงาน ให้ระยะเวลาผ่อนชำระ 5 ปี โดยสินเชื่อทั้ง 2 ประเภทนี้ผู้ประกอบการกู้ได้ไม่เกินรายละ 5 ล้านบาท มีดอกเบี้ยต่ำ 2 ปีแรก โดยมีอัตราดอกเบี้ยพิเศษกับสินเชื่อรายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) -3% ต่อปี (ประมาณ 4%) ซึ่งปีที่ 3 เป็นต้นไปเอ็มแอลอาร์ต่อปีจะปลอดเงินต้นปีแรก และไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันเท่านั้น โดยสิ้นสุดโครงการวันที่ 23 เม.ย.2557
0 การเปิดเออีซีมีผลดีกับอุตสาหกรรมไทยอย่างไร?
หากมองเออีซีในแง่ประโยชน์แล้วจะจบว่าสามารถช่วยให้ผู้ประกอบการได้ประโยชน์ทางด้านภาษี ทำให้ราคาวัตถุดิบที่นำเข้าจากอาเซียนมีราคาถูก เนื่องจากวัตถุดิบโดยส่วนใหญ่จะมีภาษีเป็น 0% รวมทั้งจะก่อให้เกิดการยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี
นอกจากนี้ จะทำให้มีตลาดลูกค้าที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งเป็นช่องทางของผู้ประกอบการไทยที่มีความพร้อมและมีศักยภาพเพียงพอ รวมทั้งจะทำให้สามารถขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนได้สะดวกขึ้น และยังช่วยสร้างความได้เปรียบประเทศในสมาชิกอาเซียนโดยเฉพาะในด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยีต่างๆ และด้านเงินทุนเป็นโอกาสขยายฐานการลงทุนไปยังประเทศในอาเซียนด้วย
0 การเปิดเออีซีมีผลกระทบอย่างไรต่อภาคอุตสาหกรรม?
อาจมีขาดแคลนแรงงานวิชาชีพ เช่น วิศวกร ที่อาจมีการย้ายไปทำงานในประเทศที่เงินเดือนสูงกว่า เช่น สิงคโปร์ เพราะกฎระเบียบที่เอื้อต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือทำได้ง่ายขึ้น รวมทั้งจะมีการแข่งขันของตลาดในประเทศที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น  เพราะจะมีสินค้าจากต่างประเทศทะลักเข้ามาขายในไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ผู้บริโภคมีศักยภาพในการซื้อสินค้าอยู่ในอันดับต้นๆ ของอาเซียน ทำให้ประเทศในอาเซียนจะหันมาค้าขายในไทยมากขึ้น
0 ช่วยภาคอุตสาหกรรมเตรียมพร้อมเข้าสู่เออีซีอย่างไร? กลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถปรับตัวเองรับเออีซีได้ ส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีรายเล็ก เข้าไม่ถึงแหล่งข้อมูล ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะปรับรูปแบบให้อุตสาหกรรมจังหวัดเข้าไปให้ข้อมูลถึงตัวให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ แนวทางพัฒนาโดยภาพรวมจะเน้นพัฒนาแบบเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม หรือ ครัสเตอร์ โดยดูว่ากลุ่มอุตสาหกรรมประเภทใดสามารถพัฒนาต่อยอดไปได้ก็จะช่วยผลักดันให้ถูกทางมากขึ้น ซึ่งต่างจากเดิมที่ช่วยเหลือคล้ายกันหมด ซึ่งบางครั้งการแก้ไขไม่ตรงจุด หรือ ช่วยเหลือไม่ตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมนั้นๆ
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมเข้ามาช่วยเหลือใน 5 ด้านที่สำคัญ ได้แก่ 1.ช่วยเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการเห็นถึงโอกาสและอุปสรรคของการเปิดเออีซี พร้อมช่วยจัดทำแผนธุรกิจหรือโรดแม็พให้ผู้ประกอบการอย่างชัดเจน ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการรู้ว่าในปี 2558 ที่เปิดเออีซี ธุรกิจของผู้ประกอบการจะเดินไปอย่างไร ต้องทำอะไรบ้างแบบเป็นขั้นเป็นตอน 2.ผลักดันส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเทคโนโลยีต่างๆ โดยให้เอสเอ็มอีแบงก์สนับสนุนเงินกู้
3.การปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าและเป็นการป้องกันที่ไม่ให้มาตรฐานจากประเทศต่างๆ ทะลักเข้าสู่ไทย 4.ทบทวนแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกับกฎระเบียบของอาเซียนที่ไม่เอื้อประโยชน์และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อผู้ประกอบการไทย และ 5.วางแผนการพัฒนาแรงงานให้มีทักษะและความสามารถเพื่อรองรับการขาดแคลนแรงงานที่จะมีขึ้นเมื่อเข้าสู่เออีซี
0 มีแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคตอย่างไร?  รัฐบาลได้กำหนดการบูรณาการยุทธศาสตร์ประเทศภายใต้รูปแบบใหม่ที่เน้นการสร้างฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนให้เกิดขึ้นภายใน 10-15 ปี โดยให้มีการเติบโตใน 3 ด้านพร้อมๆ  กัน ได้แก่ 1.การหลุดพ้นจากประเทศรายได้ปานกลาง 2.ลดการเหลื่อมล้ำของความไม่เสมอภาคทางรายได้และความอ่านออกเขียนได้ของประชากร 3.มุ่งความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีแผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรม 20 ปี (2554-2574) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางนโยบายของรัฐบาล ที่ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเติบโตอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม มองว่าการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยต้องเป็นไปในลักษณะของการเพิ่มมูลค่าในกระบวนการผลิตมากกว่าการสร้างคุณค่า นอกจากนี้ ต้องมีความสามารถในการเพิ่มผลิตภาพของประเทศไทยเพื่อนำไปสู่การสร้างคุณค่า ซึ่งปัจจุบันยังมีน้อยมาก เนื่องจากขาดการสั่งสมความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพภายในให้สามารถต่อยอดองค์ความรู้ที่ได้มา ขาดการยกระดับห่วงโซ่แห่งคุณค่า รวมถึงขาดการประสานความร่วมมือ ทั้งด้านนวัตกรรม องค์ความรู้และเทคโนโลยี
ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องปรับตัวจากการแข่งขันที่ใช้แรงงานไร้ฝีมือค่าแรงต่ำและทุนเป็นหลัก มาเป็นการสร้างคุณค่าด้วยนวัตกรรม องค์ความรู้ และเทคโนโลยี เพื่อเป็นการปรับตัวให้สอดคล้องกับความท้าทาย ความเสี่ยง โอกาส และอุปสรรคที่เกิดขึ้น และเพื่อเป็นการยกระดับความสามารถของประเทศไทยในการแข่งขันระดับโลกต่อไป
“การปิดเออีซีอาจส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมบ้าง แต่เชื่อว่าไม่ได้แย่อย่างที่หลายคนเข้าใจ ซึ่งอุตสาหกรรมไทยยังสู้ได้สบาย แต่ที่ต้องย้ำเตือนเรื่องการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์เออีซีนั้นก็เพื่อไม่ให้เกิดความประมาททางธุรกิจ เพราะการเปิดเออีซีทำให้ตลาดขยายตัวมากถึง 10 เท่า ดังนั้นคู่แข่งก็มากตามไปด้วย ซึ่งผู้ประกอบการที่สู้ไม่ได้ก็เกิดจากการไม่ยอมปรับตัว แต่โดยภาพรวมเชื่อว่าอุตสาหกรรมไทยไม่ได้มีปัญหากับการเปิดเออีซีมากนัก และภาครัฐยังคงช่วยเตรียมความพร้อมให้กับเอกชนมาตลอดตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน ไม่ใช่เพิ่งเตรียมการก่อนเปิดเออีซีเพียงไม่กี่วัน ดังนั้นเชื่อว่าอุตสาหกรรมไทยจึงยังเข้มแข็งและรองรับการเปิดเออีซีในปี 2558 ได้”.

ไทยจะยังเป็น”แชมป์”ส่งออกข้าว   Leave a comment

http://www.thaipost.net/news/191112/65356

19 November 2555 – 00:00

ปราณี ศิริพันธ์
จากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ที่เป็นการรับจำนำข้าวแบบทุกเม็ดในราคา 15,000-20,000 บาทต่อตัน ตั้งแต่ฤดูกาล 2554/55 จนถึงปัจจุบัน ทำให้ข้าวในสต็อกรัฐบาลที่เก็บไว้จากโครงการรับจำนำมีเพิ่มมากขึ้น สวนทางกับการส่งออกของไทยที่มีปริมาณลดลง จากราคาข้าวไทยที่สูงขึ้น “อีโคโฟกัส” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “นางปราณี ศิริพันธ์” อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะดูแลยุทธศาสตร์ในการระบายข้าวของประเทศ ถึงสถานการณ์ของข้าวไทย และแนวโน้มการส่งออกในปี 2555 และปี 2556

0 สถานการณ์ผลผลิตข้าวไทยและข้าวโลกในปี 2555 และปี 2556
สำหรับสถานการณ์การส่งออกข้าวที่เราอ้างอิงจากตัวเลขการส่งออกข้าวโลกที่คาดว่าจะมีผลผลิต 2554/2555 ประมาณ 464.9 ล้านตันข้าวสาร เพิ่มขึ้น 3.5% จากปีการผลิต 53/54 เนื่องจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่มีผลผลิตข้าวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สูงกว่าการบริโภคข้าวโลก ซึ่งมีประมาณ 458.1 ล้านตัน หรือสูงกว่า 1.5% ส่วนในปีการผลิต 55/56 ผลผลิตข้าวโลกจะมีประมาณ 465.1 ล้านตันข้าวสาร เพิ่มขึ้น 0.05% จากผลผลิต 54/55
ส่วนสถานการณ์ผลผลิตข้าวไทยปี 54/55 จะมีประมาณ 34.513 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงจากปีการผลิต 53/54 ที่มีผลการผลิตอยู่ที่ 35.583 ล้านตันข้าวเปลือก หรือลดลง 3.0% เนื่องจากเกิดอุทกภัยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้การผลิตข้าวลดลง
สำหรับปี 55/56 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวจะมีประมาณ 37.858 ล้านตันข้าวเปลือก หรือเพิ่มขึ้น 9.7% แยกเป็นข้าวนาปี 26.186 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวนาปรัง 11.672 ล้านตันข้าวเปลือก เนื่องจากมีผลผลิตข้าวนาปีออกตามปกติ รวมทั้งรัฐบาลยังคงราคารับจำนำข้าวเปลือกที่สูง จึงจูงใจให้เกษตรกรชาวนาปลูกข้าวนาปรังในปริมาณมาก

0 สถานการณ์การส่งออกข้าวไทยเป็นอย่างไร
ตัวเลขการส่งออกตอนนี้ หากดูระยะเวลาที่มีการส่งออกเหลืออีก 2 เดือนแล้ว ทั้งปีน่าจะส่งออกได้ 7.3 ล้านตัน แบบลุ้นหืดขึ้นคอนิดๆ ซึ่งตัวเลขที่เราเปรียบเทียบปีระยะเวลา 10 เดือนล่าสุด เราส่งออกได้ 5.74 ล้านตัน แต่ที่ผ่านมาหากดูการส่งออกอีก 2 เดือนสุดท้ายของปี มักจะส่งออกได้ประมาณ 6.8 แสนตัน กับ 7 แสนตัน เพราะฉะนั้นปีนี้หากเราส่งออก 7-8 แสนตันในอีก 2 เดือนที่เหลือ เราก็น่าจะได้ที่ 7.3 ล้านตัน หรืออีก 2 เดือนได้เพิ่มอีกประมาณ 1.6 ล้านตัน
แต่ตอนนี้ก็มีความเป็นห่วงเรื่องการส่งออกในช่วง 2 เดือนหลังที่เหลืออยู่ เพราะเดือนธันวาคมของทุกปีเป็นเดือนที่มีวันหยุดเยอะ แต่เป็นช่วงที่มีข้าวใหม่ออกสู่ตลาดมาก โดยเฉพาะตลาดจีนที่มีความต้องการข้าวใหม่ค่อนข้างสูง โดยไม่สนใจวันหยุด ซึ่งหากเราสามารถหารือกันได้ในลักษณะการขายแบบใหม่ คือตอนนี้ผู้ส่งออกมีความขาดความมั่นใจในเรื่องการเก็บรักษาในโกดัง หรือความบริสุทธิ์ของข้าว ในเรื่องของขั้นตอนการขนส่งที่เอาข้าวมีสีแล้วอาจปนกันได้ เพราะฉะนั้นเขาสามารถจับมือกับโรงสีที่เขาไว้ใจ ที่พอสีข้าวเสร็จเขาสามารถซื้อข้าวได้เลย เพราะมีความมั่นใจแล้วซื้อขายในราคาตลาด ตรงนั้นจะสามารถผลักดันข้าวให้ออกไปได้ ซึ่งตัวเลขเราไม่ได้เพ้อฝันหรือนั่งเทียน อย่างเดือน ต.ค.เราก็ส่งออกได้ 7.12 แสนตัน ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์การส่งออกข้าวเริ่มดีขึ้นแล้ว
ส่วนการส่งออกข้าวในปี 56 เราตั้งเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยไว้ที่ 8-8.5 ล้านตัน มูลค่า 5,700 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.4% และ 16.7% ตามลำดับ ซึ่งเชื่อว่าไทยจะกลับมาเป็นแชมป์ส่งออกข้าวโลกได้ในปริมาณดังกล่าว เนื่องจากการส่งออกข้าวโลกนอกจากไทยแล้ว เวียดนามก็จะตั้งเป้าหมายการส่งออกข้าวที่ไล่หลังเรามาเรื่อยๆ
แต่มีประเทศอินเดีย ที่พอมีผลผลิตมาก ก็จะทุ่มขายข้าวออกมาแบบไม่มีทฤษฎีเลย เพราะอย่างนั้น ทำให้การค้าข้าวโลกจะสวิงตัวมาก อย่างที่ผ่านมาอินเดียทุ่มขายข้าวออกมาจากสต็อกมา 2 ปีแล้วที่ทุ่มขายออกมาแบบไม่สนใจราคา ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ของเรา ซึ่งเมื่อดูจากแนวโน้มการส่งออกของเราในปีหน้า การแข่งขันจึงไม่น่าจะรุนแรงเหมือนช่วงที่ประสบมา เพราะผลผลิตและสต็อกของอินเดียที่ลดลง ทำให้การส่งออกของเขาเริ่มชะลอลงแล้ว โดยอินเดียเป็นตัวที่ทำให้ตลาดโลกเกิดความผันผวนในช่วงที่ผ่านมา และถ้าอินเดียไม่ทุ่มส่งออกอะไรมาก ตลาดข้าวนึ่งของไทยก็น่าจะกลับมา

0 แนวทางการระบายข้าวของรัฐบาลที่ได้จากการรับจำนำ ทั้งในปีนี้และปีหน้า เป็นอย่างไร
แนวทางการระบายข้าวของรัฐบาลเป็นยุทธศาสตร์อยู่แล้ว ว่าเป็นการระบายวิธีไหนบ้าง แต่ตอนนี้เราดูลึกลงไปถึงชนิดข้าว เพราะข้าวแต่ละชนิดความต้องการของแต่ละตลาดมีความต่างกัน โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ โดยในตลาดโลกมีความต้องการ 2 อย่างใหญ่ๆ คือข้าวสดกับข้าวเก่า ซึ่งข้าวสดหมายความว่าต้องพร้อมที่จะออกไปสู่ตลาดทันที และผู้ซื้อยินดีที่จะจ่าย ซึ่งเราก็ไปดูว่ามีตลาดไหนบ้าง อย่างน้อยก็มีตลาดฮ่องกงที่เราเป็นเจ้าตลาดอยู่ ซึ่งมีการซื้ออย่างน้อย 3 แสนตันต่อปี ถือว่าเยอะพอสมควร เราก็ต้องคุยกับผู้ส่งออกของเรา และก็ผู้นำเข้าในฮ่องกงเลยก่อนว่าทำอย่างไรที่เราจะบูรณาการร่วมกันเพื่อให้ได้ข้าวอย่างที่เขาต้องการ ซึ่งข้าวที่ออกมาจะได้มีตลาดรองรับและไม่เป็นภาระในการเก็บ หรือค่ารักษา มันจะต้องสามารถจัดการกับข้าวที่ออกมาได้ทันที
ซึ่งข้าวใหม่เขาจะให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพ ซึ่งแสดงว่าผู้ซื้อมีความเชื่อมั่นว่าของที่ออกมาจากท้องนา พอมาสีเป็นข้าวสาร มันไม่ได้ถูกเข้าไปในโกดังที่ปิดประตูแล้ว ก็ไม่รู้ว่าของเป็นยังไง เพราะฉะนั้นก็จะเป็นการซื้อตั้งแต่หน้าโรงสี ซึ่งเขาจะรู้ว่าข้าวมาจากไหน เขามีความเชื่อมั่นในโรงสีนี้ เขาก็จะไปคุยกับโรงสีพร้อมหารือกันในเรื่องราคากับเรา กระบวนการก็คือ เมื่อเขาเลือกข้าวว่าจะเอาจากตรงไหนแล้ว เมื่อสีข้าวเสร็จ เขาจะได้รับข้าวเลย เพราะเราจะขายหน้าโรงสีหรือหน้าโกดังเท่านั้น การซื้อข้าวลักษณะนี้มันก็จะต้องมีค่าขนส่งที่จะต้องเป็นภาระของผู้ซื้อที่จะต้องขนข้าวไปเอง
และตอนนี้ก็ได้มีการผลักดันข้าวจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นข้าวนาปี ซึ่งจะได้มากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับการหารือทั้งเรื่องของราคาและปริมาณ ที่จะมีเงื่อนไขว่า ต้องซื้อปริมาณและราคาเท่าไหร่ ซึ่งมีความแตกต่างกันจากการขายข้างนอก ซึ่งเป็นสัญญาขายแบบสุภาพบุรุษระหว่างกันด้วย ถือว่าเป็นการทำงานร่วมกัน ซึ่งคาดว่าจะมีการผลักดันการขายข้าวหอมมะลิในผลผลิตใหม่ ในรูปแบบนี้ได้ประมาณ 2.5 ล้านตันข้าวเปลือกจากผลผลิตทั้งหมด

0 ข้าวไทยยังเป็นเบอร์ 1 ของโลกอีกหรือไม่
หากเราจะต้องการแข่งขันส่งออกเพื่อรักษาแชมป์เพียงอย่างเดียว มันเป็นการมองที่ใช้ตัวเลขเป็นตัววัด ใครได้ตัวเลขมากคนนั้นคือได้มาก แต่ในความเป็นจริง หากมองในมิติของเศรษฐศาสตร์ มันไม่ใช่มิติของเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่คนที่ได้ตัวเลขหรือปริมาณที่สูง คือคนที่ได้ชัยชนะ ซึ่งเป็นที่มาทำให้ทำไมเราถึงเปลี่ยนกระบวนความคิดเราเป็นเชิงมูลค่า เพราะในเชิงเศรษฐศาสตร์มูลค่ามันมากกว่าในเชิงปริมาณมาก
อยากจะทำความเข้าใจกับเชิงความคิดใหม่ๆ โดยในปี 55 คาดว่าจะสามารถส่งออกข้าวได้ 7.3-7.5 ล้านตันก็ตาม แต่หากเทียบในเชิงมูลค่าการส่งออกแล้ว ไทยยังคงครองอันดับ 1 โดยในช่วงเดือน ม.ค.-ต.ค.55 ที่ผ่านมา ไทยสามารถส่งออกได้ประมาณ 5.74 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 3,900 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีราคาส่งออกเฉลี่ยที่ 681 ล้านเหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งสูงกว่าราคาเฉลี่ยในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 18.4% และเชื่อว่าในปีนี้มูลค่าการส่งออกข้าวของไทยจะสูงถึง 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น หากเราจะมองเฉพาะเรื่องการแข่งขันเพื่อรักษาแชมป์การส่งออกข้าวโลกเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่สะท้อนผลลัพธ์ทางมิติทางเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริง เราต้องปรับกระบวนทัศน์ใหม่ในการกำหนดทิศทางและนโยบายข้าว จากการแข่งขันเพื่อรักษาแชมป์มาสู่การสร้างความร่วมมือ ผนึกกำลังทั้งด้านการผลิตการค้าข้าว เพื่อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมข้าวในภาพรวมของไทย
โดยจริงๆ แล้วประเทศไทยเรามีจุดแข็งกว่าประเทศอื่นอยู่แล้ว เรามีชาวนาที่เก่ง โรงสีที่มีศักยภาพ ผู้ส่งออกยิ่งมีคุณภาพใหญ่เลย เราน่าจะบูรณาการให้ได้ประโยชน์มากกว่าคนอื่น แต่อย่าลืมนะว่า ตอนนี้เราไม่ได้เป็นผู้ขายข้าวรายเดียวในโลก การแข่งขันมันจะมีผู้ค้ามากรายขึ้น เปรียบเทียบกับการขายของในตลาด ที่จะมีเจ้าใหม่ๆ มา ขายของล็อตแรกก็ลดแลกแจกแถมเยอะไปหมด เราจึงต้องกำหนดทิศทางว่าเราจะขายข้าวอย่างไร

0 ในส่วนของการขายข้าวแบบจีทูจีของรัฐบาล ตกลงมีข้อเท็จจริงอย่างไร แล้วต้องทำเป็นความลับจริงหรือไม่
ในการทำสัญญาขายข้าวแบบจีทูจี บางส่วนก็มีการขายไปแล้ว และก็มีการคุยกันต่อภายใต้ข้อตกลงเอ็มโอยู รวมทุกประเทศ 7.3 ล้านตัน คือมีทั้งที่ส่งออกไปแล้ว และส่วนที่จะมีการส่งออกที่ต้องมีการหารือในบางล็อต เพราะสัญญาแต่ละฉบับในการซื้อขายมันยาว รวมถึงต้องคำนึงถึงระยะเวลาการส่งมอบและราคาตลาดในแต่ละช่วงที่ส่งมอบด้วย จึงไม่สามารถบอกได้ ความเป็นจริง ความสามารถในการส่งออกข้าวของไทย มันไม่สามารถส่งได้ทั้งหมดอย่างนั้น พอร์ตที่ได้รับมา ไม่ใช่ว่าเรือลงจอดแล้วขนข้าวลงส่งออกได้เลย ตัวเลขส่งออกจริงมันเลยต่างกับตัวเลขที่จะส่งออกโดยสัญญา
ส่วนที่ว่าการขายข้าวแบบจีทูจีเป็นความลับนั้น เป็นเรื่องจริง เพราะว่าความเป็นจริงแค่คุยกันว่าจะซื้อจะขาย ก็ยังให้รู้ไม่ได้ เพราะมันเรื่องของผลกระทบต่อสถานะทางการเมืองของประเทศนั้นๆ ในประเทศผู้ซื้อด้วย โดยประเทศผู้ซื้อส่วนใหญ่ไม่สามารถที่จะมีผลผลิตที่เพียงพอ บางประเทศปลูกได้นะ แต่สุดท้ายก็ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นเกาะ เรื่องนี้มีผลทางการเมืองกับเขามาก แต่มีความจำเป็น เพราะข้าวเป็นยุทธปัจจัย จึงมีการแอบซื้อส่งเข้าไป เขาเลยซื้อข้าวเวียดนามได้ เพราะแอบส่งตรงไหนก็ได้ เพราะโดยหลักทั่วไปของแต่ละประเทศ หรือในเชิงนโยบายที่จะต้องพึ่งพาผลผลิตของตัวเอง
เพราะอย่างนั้น หลายประเทศจึงไม่อยากนำเข้าอะไรที่กระทบต่ออาชีพหลักของประเทศเขา จึงไม่อยากมีใครถูกถล่มในทางการเมือง หากมีการนำเข้าสินค้าข้าวเข้าไป ยกตัวอย่างฟิลิปปินส์ พื้นที่ในการปลูกข้าวเพียงพอนะกับความต้องการของประเทศ แต่ปีหนึ่งถูกพายุถล่มไปเท่าไหร่ พอสุดท้ายผลผลิตไม่พอ แล้วเขาเก็บไม่ได้ เพราะมีเรื่องของความชื้นมันมากในส่วนของประเทศที่เป็นเกาะ
แม้ว่าก่อนหน้านี้ในอดีตกระทรวงพาณิชย์จะเคยมีการเปิดเผยข้อมูลในเรื่องการขายข้าวจีทูจีมาก่อน แต่ความเป็นจริงประเทศผู้นำเข้าเขาก็มีความไม่พอใจด้วยเช่นกัน ซึ่งถือว่าข้าวเป็นสินค้ายุทธปัจจัยและเป็นเรื่องของการเมืองด้วย
ส่วนล่าสุดที่มีการขออนุมัติ ครม.ขายข้าวให้กับจีนเป็นระยะเวลา 3 ปีนั้น เป็นเอ็มโอยูที่ทำไว้ว่าจะซื้อจะขาย ซึ่งเมื่อมีเอ็มโอยูแล้ว หลังจากนั้นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ก็ทำงานได้ง่ายขึ้น ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวระหว่างรัฐบาลสามารถจะหารือและทำสัญญาซื้อขายกันเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะไม่งั้นก็จะต้องได้รับการอนุมัติก่อนทุกครั้งถึงจะคุยได้

0 ข้าวจีทูจีที่จะส่งออกจริงๆ ในปีนี้จะมีประมาณเท่าไร แล้วได้เงินเข้ามาเพื่อคืนเข้าคลังแล้วเท่าไร
ในปีนี้ส่งออกข้าวจีทูจีไปแล้วบางส่วน จากการที่ได้ทำสัญญาไว้ โดยเงินจากการขายข้าวตอนนี้เราก็ทยอยคืนคลังไปบ้างแล้วประมาณ 4.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งความเป็นจริงในการขายข้าวนั้น ต้องรอการขนข้าวที่ได้ทำสัญญาซื้อขายไว้ให้หมดโกดังก่อน หมดแต่ละโกดัง แต่ละงวดก็จะทยอยส่งเงินไป แล้วก็ต้องรอหมดปีงบประมาณของโครงการก่อน แล้วก็ต้องมีสำรองเงินไว้คืนผู้ซื้อด้วย เพราะบางครั้งขนข้าวออกไปแล้ว บางทีมีน้ำหนักหาย ก็ต้องมีการสำรองเงินไว้เผื่อน้ำหนักหายก่อนส่งคืนคลังไป ซึ่งการคืนเงิน 1.ต้องขนข้าวออกไปครบจากโกดังก่อน 2.หมดระยะเวลาโครงการก่อนด้วยถึงจะปิดบัญชี เพราะฉะนั้นบางทีเงินมาเรายังส่งไม่ได้ มันต้องปิดบัญชีเป็นโกดังๆ  ไปก่อน.

พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล สานต่อนโยบายหาเสียง “บัตรเครดิตพลังงาน”   Leave a comment

http://www.thaipost.net/news/121112/65028

12 November 2555 – 00:00

หลังหลุดพ้นจากถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ซึ่งเป็นหนึ่งกลุ่มบ้านเลขที่ 111 หรือเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกคณะตุลาการรัฐธรรมนูญสั่งเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค.2550 ได้กลับมาผงาดนั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในคณะรัฐบาล ปู 3 เป็นที่เรียบร้อย
และเป็นที่รู้กันในวงการการเมืองว่า นายพงษ์ศักดิ์หรือที่ใครๆ เรียกว่า ”เสี่ยเพ้ง” เป็นหัวหอกคนสำคัญของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในสมัยยังมีชื่อพรรคไทยรักไทยอยู่ และยังเคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาอย่างโชกโชน ทั้งตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
ดังนั้น การกลับมานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นการหวนคืนบัลลังก์ทางการเมืองอีกครั้งของนายพงษ์ศักดิ์ ท่ามกลางปัญหาร้อนที่ค้างคาไว้หลายเรื่อง โดยเฉพาะปัญหาการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) รวมทั้งก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ที่ผ่านมือรัฐมนตรีมาหลายคน แต่ไม่สามารถปรับโครงสร้างราคาให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้สำเร็จ
ซึ่งหลายคนมองว่าแอลพีจีและเอ็นจีวีกลายเป็นสินค้าการเมืองไปซะแล้ว เนื่องจากเกี่ยวพันกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ หากมีการปรับขึ้นราคามักถูกประท้วงจากประชาชน จนทำให้รัฐบาลเสียคะแนนความนิยมลงได้ ดังนั้นรัฐบาลหลายสมัยจึงยังไม่กล้าปรับขึ้นราคาแอลพีจีและเอ็นจีวี และยังคงนำเงินไปชดเชยราคา จนทำให้เงินที่นำมาชดเชยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นหนี้พอกพูนขึ้นมาตลอดจนถึงวันนี้เหยียบ 2 หมื่นล้านไปแล้ว ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องร้อนที่หลายฝ่ายจับตาดูว่านายพงษ์ศักดิ์จะเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างไร
0 มองบทบาทความสำคัญของกระทรวงพลังงานอย่างไร    กระทรวงพลังงานก่อตั้งเมื่อปี 2545 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และนำ บมจ.ปตท.เข้าตลาดหลักทรัพย์ด้วยทุนจดทะเบียน 20,000 ล้านบาท ต่อมาผู้บริหารของกระทรวงพลังงานสามารถกำกับดูแล ปตท. จากเมื่อปี 2554 มีขนาดมูลค่ากิจการ หรือมาร์เก็ตแคปเพียง 97,000 ล้านบาท จนมีมาร์เก็ตแคปในปี 2555 สูงถึง 911,159 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมบริษัททั้งหมดในเครือ ปตท.แล้ว จะมีมาร์เก็ตแคปประมาณ 2 ล้านล้านบาท หรือเท่ากับ 20% ของมาร์เก็ตแคปของตลาดหลักทรัพย์
ผมอดคิดไม่ได้ว่าในปี 2545 ถ้ารัฐบาลไม่ได้นำ ปตท.เข้าตลาดหลักทรัพย์ในวันนั้น วันนี้สภาพของ ปตท.จะเป็นอย่างไร เราจะหาเงินทุนมาจากไหน โดยเฉพาะเมื่องบประมาณแผ่นดินซึ่งมีจำกัดและมีความจำเป็นที่ต้องใช้ในการพัฒนาประเทศในหลายๆ ด้าน
0 มีนโยบายบริหารงานพลังงานอย่างไร?
นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ฝากให้ผมเร่งดำเนินงานตามนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภาไว้ 5 ด้าน และยังได้กำชับให้ดูแลเรื่องราคาพลังงานทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างราคาแอลพีจีที่มีผลกระทบต่อคนยากจน คนมีรายได้น้อยและผู้ประกอบการรายย่อย หาบเร่ แผงลอย โดยนโยบาย 5 ด้าน ประกอบด้วย
1.การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจพลังงานของภูมิภาค 2.สร้างเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน โดยแสวงหาและพัฒนาแหล่งพลังงาน รวมถึงระบบไฟฟ้าจากทั้งในและต่างประเทศ
3.กำกับดูแลพลังงาน โดยกำกับราคาพลังงานให้มีราคาเหมาะสม เป็นธรรมและมุ่งสู่การสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยปรับบทบาทกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นกองทุนสำหรับการรักษาเสถียรภาพราคา ส่วนการชดเชยราคานั้นจะดำเนินการอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม 4.ส่งเสริมการผลิตและการใช้พลังงานทดแทน โดยส่งเสริมการผลิต การใช้ ตลอดจนการวิจัยและพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก โดยตั้งเป้าหมายให้สามารถทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างน้อย 25% ภายใน 10 ปี ทั้งนี้ ให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร
และ 5.การส่งเสริมและผลักดันการอนุรักษ์พลังงานอย่างเต็มรูปแบบ โดยลดระดับการใช้พลังงานต่อผลผลิตลง 25% ภายใน 10 ปี และมีการพัฒนาอย่างครบวงจร ส่งเสริมการใช้อุปกรณ์และอาคารสถานที่ที่มีประสิทธิภาพสูง ส่งเสริมกลไกการพัฒนาพลังงานที่สะอาดเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกและแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน สร้างจิตสำนึกของผู้บริโภคในการใช้พลังงานอย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพให้เป็นระบบจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งภาคการผลิต ภาคการขนส่ง และภาคครัวเรือน
0 จะแก้ปัญหาราคาแอลพีจีอย่างไร
กระทรวงพลังงานจะต้องทำการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเร่งด่วนว่า ผู้มีรายได้น้อย แม่ค้า พ่อค้า หาบเร่ แผงลอย หรือผู้ประกอบการรายย่อยมีจำนวนและปริมาณการใช้ก๊าซหุงต้มต่อรายกลุ่มเป็นเท่าไหร่ โดยจัดประชุมร่วมระหว่างกระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงมหาดไทย ให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ถูกต้อง โดยพบว่าภาคครัวเรือนที่ยากจน และได้รับค่าไฟฟ้าฟรี กรณีที่ใช้ไม่เกิน 50 หน่วยต่อเดือน มี 4 ล้านครัวเรือน และใช้แอลพีจีประมาณ 6 กิโลกรัมต่อเดือน
“ถ้าเราทำการอุดหนุนโดยตรง เช่น กิโลกรัมละ 10 บาท ใน 4 ล้านครัวเรือน ก็จะใช้เงินประมาณ 2,880 ล้านบาทต่อปี หากรวมการอุดหนุนผู้ประกอบการรายย่อย รวมทั้งหาบเร่ แผงลอย และกลุ่มครัวเรือนที่ยากจนคาดว่ารวมเบ็ดเสร็จไม่น่าจะเกิน 5 พันล้านบาทต่อปี จากปัจจุบันเราต้องใช้เงินอุดหนุนเป็นจำนวน 3 หมื่นล้านบาทต่อปี เพื่ออุดหนุนแอลพีจีทั้งระบบ เมื่อเงินที่ใช้ในการอุดหนุนลดลงก็อาจจะทำให้การเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ จากน้ำมันเบนซินลดลงด้วย”
ส่วนบุคคลที่มีฐานะ รวมทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ควรต้องจ่ายค่าแอลพีจีตามความจริง แต่ทุกวันนี้โรงแรม 5 ดาว ภัตตาคาร ร้านอาหารที่คิดราคาอาหารมื้อละเป็นพันเป็นหมื่นบาท ก็จ่ายราคาก๊าซแอลพีจีในราคาที่รัฐบาลอุดหนุน ซึ่งผมคิดว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง แม้แต่บ้านผมเองก็ซื้อแอลพีจีราคาถูก ผมเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาล
ดังนั้น จึงมอบหมายให้กระทรวงพลังงานตั้งทีมงานเพื่อศึกษาจำนวนของผู้ที่สมควรได้รับการอุดหนุนจากรัฐ รวมทั้งวิธีการที่จะอุดหนุน ซึ่งผมเห็นว่าควรทำผ่านบัตรเครดิตพลังงาน สู่ผู้ที่สมควรได้รับการอุดหนุนโดยตรง เพื่อให้ผู้ที่ได้รับการอุดหนุนสามารถไปซื้อพลังงานได้ในราคาเดียวกัน
0 ส่วนเอ็นจีวีมีแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างไร
ปัจจุบันปัญหาเอ็นจีวีคือเรื่องการต่อคิวยาวและใช้เวลานานในการเติมก๊าซฯ โดยเฉพาะรถแท็กซี่และรถโดยสาร ทำให้ต้องเสียเวลาและโอกาสในการทำรายได้ ดังนั้นจึงมอบหมายให้ปตท.แก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน ส่วนการแก้ไขปัญหาโครงสร้างราคาเอ็นจีวีก็ควรอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม และนำแนวทางเดียวกันกับการแก้ไขปัญหาของแอลพีจีมาใช้
0 จะแก้ปัญหาด้านไฟฟ้าอย่างไรให้มีเพียงพอในอนาคต    ปัจจุบันมีกำลังผลิตไฟฟ้า 32,000 เมกะวัตต์ จากแผนพัฒนาไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ (พีดีพี 2010) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ในปี พ.ศ.2573 หรืออีก 20 ปีจากนี้ เราต้องการใช้ไฟฟ้าประมาณ 70,000 เมกะวัตต์ ทำให้การไฟฟ้ายังต้องมีภารกิจสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นอีกมาก
วันนี้การผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่จากก๊าซธรรมชาติ จะผลิตไฟฟ้าจากน้ำหรือถ่านหินก็ต่อต้านจากเอ็นจีโอทำให้เหลือทางเลือกที่ต้องใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เช่น ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ แต่ต้องจ่ายค่าส่วนเพิ่มในการรับซื้อไฟฟ้า(แอดเดอร์ 6-8 บาทต่อหน่วย) และบวกด้วยค่าไฟฟ้าฐานอีก 3 บาทต่อหน่วย ดังนั้นถ้าใช้พลังงานทดแทนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะมีผลต่อค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) จึงได้มอบนโยบายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ไปเร่งวิจัยและพัฒนา ผลิตก๊าซชีวภาพ (ไบโอก๊าซ) จากหญ้าเลี้ยงช้าง นำมาใช้ทดแทนทั้งครัวเรือน รถยนต์และไฟฟ้า รองรับปัญหาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่จะมีปริมาณลดลงใน 8-9 ปีข้างหน้า ทำให้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น
ดังนั้น หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพลังงาน รวมถึง ปตท. และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องร่วมแรงร่วมใจในการทำงาน ร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนชาวไทยให้สมกับความคาดหวังและความไว้เนื้อเชื่อใจที่ทุกๆ คนมอบให้เรา
เหล่านี้คือแนวทางที่นายพงษ์ศักดิ์หัวเรือใหญ่คนใหม่ของกระทรวงพลังงานได้มอบนโยบายการบริหารงานให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมปฏิบัติงานในแนวทางดังกล่าว ซึ่งจากนี้ไปจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่อพลังงานของประเทศไทย ภายใต้การนำของ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล คงต้องติดตามดูกันต่อไป.

“หนี้สาธารณะ” กระฉูด บทสรุปการกู้ไม่ลืมหูลืมตา   Leave a comment

http://www.thaipost.net/news/051112/64670

5 November 2555 – 00:00

เห็นรายชื่อกันชัดเจนแล้วสำหรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปู 3 มีทั้งหน้าเก่าที่กระเด็นออกไป และหน้าใหม่ที่เข้ามาอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง
แต่ที่ดูจะเหนียวแน่นหนึบ คงไม่พ้น 2 รัฐมนตรีจากริมคลองประปา นั่นคือ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง และ นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.การคลัง ที่ยังอยู่ดีมีสุข แม้ว่า นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ อดีต รมช.การคลัง จะไม่โผล่ใน ครม.ปู 3 ครั้งนี้
แต่แม้จะเหลือเจ้ากระทรวงเพียง 2 คน ก็น่าจะยังสานต่องานทุกอย่าง ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง ให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างแน่นอน
โดยเฉพาะเรื่องหนี้สาธารณะ ที่แม้ว่าจะไม่ดังอึกทึกครึกโครมเหมือนเรื่องอื่นๆ แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่รู้ไม่ได้ว่า ขณะนี้ยอดหนี้สาธารณะคงค้างเมื่อสิ้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา สูงลิบลิ่วถึง 5.01 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 44.89% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าร่วม 1.03 แสนล้านบาท
ถือว่าเพิ่มขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว
น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ออกมาระบุว่า หนี้สาธารณะในเดือน ส.ค. ที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นหนี้ของรัฐบาลจำนวน 3.62 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าถึง 5.84 หมื่นล้านบาท ขณะที่หนี้ที่เป็นของรัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงินอยู่ที่ 1.02 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 1.8 พันล้านบาท ส่วนหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน และรัฐบาลค้ำประกันอยู่ที่ 3.51 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 4.46 หมื่นล้านบาท ส่วนหนี้ของหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐอยู่ที่ 6.54 พันล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 923 บ้านบาท
ทั้งนี้ จากตัวเลขที่กล่าวมาข้างต้น สะท้อนว่าหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นในเดือน ส.ค.2555 เป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 นับตั้งแต่เดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมากทีเดียวกับการเพิ่มขึ้นแบบไม่หยุดของหนี้สาธารณะในขณะนี้
นี่ยังไม่นับรวมแผนการก่อหนี้ต่างๆ นานาของรัฐบาลที่จะมีผลโดยตรงต่ออัตราหนี้สาธารณะของประเทศ โดยเฉพาะแผนการก่อหนี้ก้อนมหึมาอย่าง “พ.ร.บ.กู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 2 ล้านล้านบาท” ที่ขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อยู่ระหว่างร่างกฎหมาย ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าน่าจะแล้วเสร็จช่วงปลายปี 2555 และน่าจะเริ่มดำเนินการกู้ได้ก็น่าจะราวๆ ต้นปี 2556
ซึ่งในส่วนนี้ นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า หากรัฐบาลเดินหน้ากู้เงินตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว จะส่งผลกระทบทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีของประเทศ ปรับตัวขึ้นสูงสุดไม่เกิน 50% ซึ่งถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เพราะยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยทางการคลัง ที่กำหนดว่าหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะต้องไม่เกิน 60%
แต่นี่ยังไม่นับรวมแผนการกู้เงินตาม พ.ร.บ.กู้เงินเพื่อบริหารจัดการน้ำ วงเงิน 3.5 แสนล้านบาทเข้าด้วย
มาถึงตรงนี้แล้ว จะไม่ให้ห่วงก็คงเป็นไปได้ยาก นั่นเพราะสถานการณ์เรื่องหนี้สาธารณะในขณะนี้ที่เรียกได้ว่าเป็นการเริ่มต้นการส่งสัญญาณอันตรายว่าในอนาคต หากรัฐบาลในฐานะผู้นำประเทศยังไม่มีแผนบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพที่ดีพอ ประเทศไทยคงหนีไม่พ้นสภาพเดียวกับ “กรีซ” อย่างแน่นอน
เพราะนอกจากแผนก่อหนี้ต่างๆ ของรัฐบาลที่เตรียมดำเนินการอยู่ในเร็วๆ นี้แล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากโครงการประชานิยมต่างๆ ที่กลายเป็นภาระของงบประมาณประเทศไปโดยปริยาย โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว ที่รัฐบาลต้องทุ่มงบจำนวนมหาศาลกว่า 4-5 แสนล้านบาทเพื่อดำเนินโครงการในส่วนนี้ แต่ผลประโยชน์ที่ตกถึงมือประชาชนมีเพียง 20% ส่วนอีก 80% กลับกลายเป็นผลประโยชน์ของ “ใครคนใดคนหนึ่ง” เท่านั้น
ซึ่งเรื่องนี้เอง เป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก จนถึงขั้นที่ นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรมวุฒิสภา ที่ได้ศึกษาและวิเคราะห์ถึงนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ที่ส่งผลกระทบกับปัญหาเศรษฐกิจประเทศไทย และการพิจารณาศึกษาโครงการรับจำนำข้าวที่เป็นนโยบายของรัฐ ว่าอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมหนี้สาธารณะ และยังอาจกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจในอนาคตอีกด้วย พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกองค์กรตรวจสอบได้ บูรณาการการตรวจสอบและยับยั้งการดำเนินโครงการนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ก่อนที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติมากไปกว่านี้
โดยเฉพาะ “โครงการรับจำนำข้าว”
เพราะจากการศึกษาพบว่า “โครงการรับจำนำข้าว” มีปัญหาการคอรัปชั่นในทุกขั้นตอน และชาวนายังไม่ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงอีกด้วย และในทางตรงกันข้ามยังจะเป็นการสร้างหนี้สาธารณะให้กับประเทศ จนอาจมีสภาพเดียวกับอาร์เจนตินา หรือกรีซ ที่บริหารประเทศโดยการใช้นโยบายประชานิยมจนเกินตัว
แม้กระทั่งนักวิชาการอย่าง “สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์” นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ที่ออกมาระบุว่า แม้ว่าขณะนี้อัตราหนี้สาธารณะของไทยจะยังไม่ถือเป็นสัญญาณอันตรายต่อการบริหารจัดการของรัฐบาล แต่หากต่อไปในระยะกลางถึงระยะยาวอัตราหนี้สาธารณะของไทยยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้นต่อไป ไทยมีโอกาสและมีความเป็นไปได้สูงที่จะประสบปัญหาเดียวกับ “กรีซ” เพราะแนวโน้มหนี้สาธารณะที่จะสูงเกินกว่า 50% อย่างแน่นอน
ส่วนสาเหตุสำคัญที่กระตุ้นให้แนวโน้มอัตราหนี้สาธารณะของประเทศอยู่ในช่วงขาขึ้นนั้น ก็มาจากแผนการกู้เงินในโครงการต่างๆ รวมถึงนโยบายประชานิยมที่เข้ามาเบียดบังการใช้เงินงบประมาณในส่วนของรายจ่ายประจำที่มากเกินไป จนทำให้ต้องลดงบลงทุนเหลือเพียง 17% เท่านั้น
นายสมชายยังระบุอีกว่า หนี้สาธารณะจะมีส่วนสำคัญต่อการขยายตัวของจีดีพีประเทศด้วย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญมากกว่านี้ “การก่อหนี้ของรัฐบาลเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ แต่การก่อหนี้แต่ละครั้งควรจะเป็นการก่อที่ดี คือไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันของประเทศควบคู่ไปด้วย อยากให้รัฐบาลพิจารณาให้รอบคอบกับการทุ่มเงินไปกับการผลักดันนโยบายใดนโยบายหนึ่ง โดยเฉพาะนโยบายประชานิยมจนมากเกินไป เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่อันตรายมาก
“การก่อหนี้ที่มีประสิทธิภาพ คือจะต้องช่วยสนับสนุนการเติบโตของจีดีพีประเทศไปพร้อมๆ กัน ซึ่งขณะนี้รัฐบาลยังมีความน่าเป็นห่วงอย่างมากในเรื่องนี้ และอยากให้รัฐบาลนำกรณีศึกษาของประเทศกรีซมาเป็นบทเรียน เพราะนั่นก็เป็นอีกประเทศที่มองโลกสวยงามเกินไป โดยเฉพาะเรื่องหนี้สาธารณะ” นายสมชาย กล่าว
ขณะที่นายกิตติรัตน์ได้ออกมาชี้แจงถึงแผนการกู้เงินเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ประเทศเจริญเติบโตมากขึ้น โดยขณะนี้มูลค่าจีดีพีของไทยอยู่ที่ 12 ล้านล้านบาท มีอัตราว่างงานเพียง 0.7% อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ส่วนหนี้สาธารณะของประเทศไม่สูงมาก อยู่ในระดับ 5 ล้านล้านบาท แต่หากเทียบขนาดกับขนาดของเศรษฐกิจ จะทำให้มีหนี้สาธารณะเพียง 40% เท่านั้น
“จีดีพีของไทยที่ 12 ล้านล้านบาท ดังนั้นหากจีดีพีสามารถขยายตัวได้ 5% ก็จะเท่ากับปีละ 6 แสนล้านบาท และที่สำคัญถ้าเรายังคงรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะประมาณ 40% เอาไว้ หมายความว่าเราจะสามารถมีหนี้สาธารณะได้อีกปีละ 2.4 แสนล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าหนี้สาธารณะจะไม่ไต่ระดับขึ้นไปจนน่าเป็นห่วงที่ 60% ต่อจีดีพี โดยจะบริหารหนี้ให้ต่ำกว่า 50% อย่างต่อเนื่อง ผ่านการทำให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น” นายกิตติรัตน์ กล่าว
ดังนั้น สิ่งที่ต้องติดตามจับตาอย่างใกล้ชิดเรื่องแรกนั่นคือ แผนการบริหารหนี้สาธารณะในปีงบประมาณ 2556 ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบของ ครม.ไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา
โดยแผนบริหารหนี้สาธารณะในปีงบดังกล่าวจะมีวงเงินอยู่ที่ 1.92 ล้านล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย 3 แผนย่อย ได้แก่ 1.แผนการก่อหนี้ใหม่วงเงิน 9.59 แสนล้านบาท โดยเป็นการก่อหนี้ในประเทศวงเงิน 9.43 แสนล้านบาท และเป็นหนี้ต่างประเทศ 1.54 หมื่นล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้เป็นหนี้ของรัฐบาลจำนวน 7.17 แสนล้านบาท และเป็นหนี้ของรัฐวิสาหกิจจำนวน 2.26 ล้านบาท
2.แผนการปรับโครงสร้างหนี้วงเงิน 7.37 แสนล้านบาท โดยเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ในประเทศจำนวน 7.03 แสนล้านบาท และต่างประเทศอีก 3.42 ล้านบาท โดยในส่วนนี้แบ่งเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาลจำนวน 6.17 หมื่นล้านบาท และเป็นการปรับโครงสร้างหนี้รัฐวิสาหกิจจำนวน 1.75 แสนล้านบาท และ 3.แผนการบริหารความเสี่ยงวงเงิน 2.23 แสนล้านบาท โดยเป็นการบริหารความเสี่ยงหนี้ในประเทศจำนวน 4.71 หมื่นล้านบาท และต่างประเทศ 1.76 ล้านบาท
นอกจากนี้ ครม.ยังรับทราบแผนการบริหารจัดการหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่ต้องขออนุมัติภายใต้กรอบแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2556 วงเงิน 1.27 แสนล้านบาท โดยแผนการกู้เงินดังกล่าว จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยปรับจาก 44% ต่อจีดีพี เป็น 47.5% ต่อจีดีพี ซึ่งในส่วนนี้ก็ยังไม่รวมการกู้เงินเพื่อมาดำเนินโครงการรับจำนำข้าวในฤดูการผลิต 2555/56 อีกกว่า 4.05 แสนล้านบาท เพราะหากรวมส่วนนี้ด้วยหายนะก็จะบังเกิดทันที เพราะสัดส่วนหนี้สาธารณะจะสูงเกินกว่า 50% ต่อจีดีพีแน่นอน
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้คงต้องมาจับตาดูการทำงาน รวมถึงนโยบายในการบริหารประเทศของรัฐบาลอย่างใกล้ชิดในฐานะประชาชนคนหนึ่งของประเทศไทย ด้วยเพราะการกู้เงิน การก่อหนี้ของรัฐบาลในแต่ละครั้งนั้น มันส่งผลกระทบลากยาวให้กลายเป็นภาระของประชาชน คิดง่ายๆ ก็จะกลายเป็นภาระให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานต้องตามชดใช้ไปอีก 1 ชั่วอายุคนเลยทีเดียว
ดังนั้น หากรัฐบาลจะยอมอ่อนบ้าง ด้วยการกลับมาทบทวนว่านโยบายใดที่ไม่มีความสำคัญ หรือไม่ได้ทำให้ประเทศ คนในประเทศได้รับประโยชน์ที่แท้จริง ก็ควรจะเลิกทำซะ!! เพื่อให้ประเทศยังเดินหน้าต่อไปอย่างแข็งแกร่ง และพร้อมที่จะฝ่าฟันทุกอุปสรรคในตลาดโลก.

ส่งออกติดลบ ลุ้นไตรมาส4ฟื้น ทั้งปีโต5%   Leave a comment

http://www.thaipost.net/news/291012/64373

29 October 2555 – 00:00

“3 เดือนสุดท้ายน่าจะส่งออกได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าส่งออกทั้งปีขยายตัวได้ 5% แน่นอน แต่จะหวังให้ได้ตามเป้าเดิมที่ตั้งไว้ 15% นั้น ยอมรับว่าคงเป็นเรื่องที่ยากมากแล้วในตอนนี้” ……ภูมิ สาระผล
“ตอนนี้ผู้ส่งออกไทยหลังพิงฝา จะลดราคาสินค้าก็ไม่ได้ เพราะทั้งค่าแรง ค่าน้ำมัน ค่าขนส่ง ต้นทุนผลิตสินค้าไม่ได้ลดลง ขณะที่ผู้นำเข้าก็กลัวสั่งสินค้าแล้วขายไม่ได้”……ไพบูลย์ พลสุวรรณา
“ขึ้นอยู่ว่าภาครัฐจะช่วยทำตลาดได้มากน้อยแค่ไหน แม้จะมีแรงซื้อกลับมาและขยายตัวเป็นบวก แต่หากเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนๆ การขยายตัวยังถือว่าต่ำกว่ามาก”……อัทธ์ พิศาลวานิช

“การส่งออก” ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยในปี 2555 นี้ กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าไว้ตั้งแต่ต้นปีจะผลักดันการส่งออกให้มีมูลค่าประมาณ 2.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 15%
แต่ทว่าตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา การส่งออกของไทยในช่วงที่ผ่านมายังคงขยายตัวติดลบอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีบางเดือนที่ขยายตัวเป็นบวกได้บ้าง แต่ภาพรวมส่วนใหญ่ในแต่ละเดือนยังคงขยายตัวติดลบอยู่ หลังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงอย่างหนัก โดยเฉพาะผลกระทบจากเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป
ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์แถลงตัวเลขส่งออกของไทยในเดือน ก.ย.2555 มีมูลค่า 20,788.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 0.2% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2554 ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 19,635.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 7.70% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 1,152.8 ล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนยอดส่งออกรวม 9 เดือน ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ย.2555 มีมูลค่ารวม 172,347.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1.13% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 184,302.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.76% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 11,954.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.4 แสนล้านบาท
“การส่งออกของไทยในเดือน ก.ย.เริ่มกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้บ้างจากปัจจัยบวก เช่น การส่งออกไปในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพได้เพิ่มมากขึ้น ทดแทนตลาดหลักที่มีการส่งออกชะลอตัวลง แต่ยังมีปัจจัยลบที่ยังทำให้ไทยไม่สามารถส่งออกได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือปัญหาสภาวะเศรษฐกิจยุโรป และการลุกลามของปัญหา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้าของไทยไปตลาดต่างๆ คาดว่าหลังจากนี้อีก 3 เดือนสุดท้ายน่าจะส่งออกได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าส่งออกทั้งปีขยายตัวได้ 5% แน่นอน แต่จะหวังให้ได้ตามเป้าเดิมที่ตั้งไว้ 15% นั้น ยอมรับว่าคงเป็นเรื่องที่ยากมากแล้วในตอนนี้” นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ กล่าว
ปัจจัยบวกที่ส่งผลให้การส่งออกกลับมาเติบโตได้อีกครั้งในรอบ 3 เดือน มาจากการขยายการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ รวมถึงการเติบโตในอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยมีปัจจัยลบจากวิกฤติเศรษฐกิจยุโรปที่กำลังลุกลามไปหลายประเทศ จนกระทบต่อการส่งออกไทย
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์คาดว่าการส่งออกทั้งปี 2555 จะขยายตัวได้ 5% เนื่องจากไตรมาส 3 การส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 19,000-20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้คาดว่าช่วงเวลาที่เหลือของปีจะมียอดส่งออกในระดับเดียวกัน และการส่งออกเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะฐานส่งออกไตรมาส 4 ปีที่แล้วต่ำ หลังประสบปัญหาน้ำท่วม นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ยังจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกเปิดตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง
การส่งออกปีนี้ที่คาดว่าจะขยายตัว 5% เป็นการขยายตัวที่มีแนวโน้มต่ำสุดในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2552 ที่ส่งออกติดลบ 14.26% ขณะที่สถิติปี 2553 การส่งออกขยายตัว 28.13% และปี 2554 ส่งออกขยายตัว 13.96%
เมื่อลงลึกในรายละเอียดของกลุ่มสินค้าส่งออกในเดือนก.ย. พบว่า หมวดสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรลดลง 22.8% สินค้าที่ลดลง ได้แก่ ข้าวลด 34.9% ยางพาราลด 41.1% กุ้งแช่แข็งและแปรรูปลด 27.2% ผักและผลไม้ลด 10.9% ไก่สดแช่แข็งและแปรรูปลด 11.3% และน้ำตาลลด 28.2% ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 8.4% ได้แก่ ยานยนต์เพิ่มขึ้น 16.8% วัสดุก่อสร้างเพิ่ม 48.8% อัญมณีและเครื่องประดับเพิ่ม 161.1% สิ่งพิมพ์ กระดาษและบรรจุภัณฑ์เพิ่ม 6.6% อาหารสัตว์เลี้ยงเพิ่ม 3%
ส่วนตลาดส่งออก พบว่า ตลาดหลักยังลดลง 5.7% ได้แก่ ญี่ปุ่นลด 3.1% สหรัฐลด 1% สหภาพยุโรปเดิม 15 ประเทศลด 12.9% ตลาดศักยภาพสูงลดลง 8.8% ได้แก่ อาเซียนลด 11.7% อินโดจีนและพม่าลด 0.7% จีนลด 14.7% เอเชียใต้ลด 0.1% เกาหลีใต้ลด 6.8% ไต้หวันลด 11.7% ยกเว้นอินเดียเพิ่มขึ้น 10.2% ฮ่องกงเพิ่ม 8.6% ขณะที่ตลาดศักยภาพระดับรองเพิ่มขึ้น 6.9 % ได้แก่ ทวีปออสเตรเลียเพิ่ม 48% ทวีปแอฟริกาเพิ่ม 3.4% ละตินอเมริกาเพิ่ม 0.1% รัสเซียและซีไอเอสเพิ่ม 28.1% ยกเว้นตะวันออกกลางลดลง 10.5% สหภาพยุโรปใหม่ลดลง 35.4% แคนาดาลด 13.9% และตลาดอื่นเพิ่มขึ้น 451.7% โดยเฉพาะสวิตเซอร์แลนด์เพิ่มขึ้น 929.3%
ในส่วนความคิดเห็นภาคเอกชนผู้ส่งออกเกี่ยวกับสถานการณ์การส่งออกในช่วงไตรมาสที่เหลือและทั้งปี 2555 นั้น นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (ส.ร.ท.) ระบุว่า ตัวเลขการส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์แถลงออกมานั้น สะท้อนให้เห็นได้ชัดว่า ภาพรวมการส่งออกของไทยยังไม่ดีขึ้น โดยเดือน ก.ย.ที่เพิ่มขึ้นแค่ 0.20% รวมการส่งออก 9 เดือน 3 ไตรมาส ขยายตัวลดลง 1.13% ส่งสัญญาณว่าในไตรมาสที่ผ่านมา การส่งออกยังคงไม่ขยายตัวเพิ่มขึ้นมากนัก ส่งสัญญาณถึงไตรมาสสุดท้ายว่ายังอยู่ในทิศทางที่ชะลอตัวอยู่จากที่ภาคการส่งออกคาดหวังไว้ว่าไตรมาสที่ 4 จะกลับมาดีขึ้นก็คงจะเป็นไปได้ยาก
เพราะดูจากตลาดหลักทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ที่จะมีคำสั่งซื้อสินค้าเข้ามามากในช่วงดังกล่าว เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลคริสต์มาสและเฉลิมฉลอง อาจจะต้องชะลอตัว หลังล่าสุดมีข่าวว่าภาคการผลิตรถยนต์ของยุโรปได้รับผลกระทบให้ต้องปิดกิจการ หรือเข้าไปอยู่ในสถานะต้องควบรวมกิจการ ทำให้เกิดภาวะการตกงานหรือตำแหน่งงานลดลง ทำให้กำลังซื้อมีแนวโน้มที่จะลดลงตามเป็นอย่างมากจากผู้บริโภค      “การส่งออกในไตรมาสสุดท้ายยังมีสัญญาณที่ไม่ชัดว่าจะมียอดการสั่งซื้อกระเตื้องขึ้นมามาก จาก 2 ปัจจัยได้แก่ 1.สินค้าส่งออกไปตั้งแต่ฤดูร้อน ยังขายไม่หมด เพราะกำลังซื้อชะลอตัว จึงไม่จำเป็นต้องสั่งซื้อสินค้าเพิ่มมากนัก และ 2.กำลังซื้อมีไม่มาก จากผู้บริโภคที่จะพยายามซื้อสินค้าที่จำเป็นเท่านั้น โดยตอนนี้ผู้ส่งออกไทยหลังพิงฝา จะลดราคาสินค้าก็ไม่ได้ เพราะทั้งค่าแรง ค่าน้ำมัน ค่าขนส่ง ต้นทุนผลิตสินค้าไม่ได้ลดลง ขณะที่ผู้นำเข้าก็กลัวสั่งสินค้าแล้วขายไม่ได้ จึงต้องต่อรองราคาให้ลดลงหรือสั่งซื้อน้อยลง เพราะกลัวขายสินค้าไม่ได้” นายไพบูลย์ ระบุ
ส่วนรายสินค้าส่งออกที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์พีซี ชิ้นส่วน และสุดท้าย คือ กลุ่มเกษตรอาหารที่แม้จะทุกตลาดยังมีความต้องการอยู่ แต่คาดว่าจะลดลงมากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
โดยจากตัวเลขการส่งออกทั้งปีที่สภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือประเมินไว้จากการสอบถามสมาชิกในเดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ 4.6% ซึ่งเมื่อตัวเลขเดือน ก.ย.ออกมายังอยู่ที่ 0.20% นั้น ตัวเลขดังกล่าวคงเป็นไปได้ยาก คาดว่าน่าจะปรับลดลงมาอยู่ที่กว่า 3% เล็กน้อย ซึ่งสมาคมจะมีการแถลงผลการสำรวจภาวะ การส่งออกจากสมาชิกอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 ต.ค.นี้อีกครั้ง
ส่วนมุมมองของนักวิชาการ นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า จากตัวเลขการส่งออกในช่วง 9 เดือน หรือ 3 ไตรมาสแรกของไทยยังเฉลี่ยอยู่ในระดับติดลบ 1.13%
แต่เชื่อว่าในช่วงไตรมาส 4 การส่งออกจะกลับมาเพิ่มขึ้นได้จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น จากปัจจัยบวก ได้แก่ 1.เป็นช่วงเดือนสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับช่วงเทศกาลวันหยุด ทั้งเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ ไปจนถึงเทศกาลวันวาเลนไทน์ในปีหน้า ที่จากสถิติที่ผ่านมาจะมีคำสั่งซื้อสูงขึ้นทุกปีเมื่อเทียบกับ 3 ไตรมาสแรกของการส่งออก
2.ดัชนีอุตสาหกรรมของจีนที่ปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ แม้ไม่สูงขึ้นมากนักเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ แต่ถือเป็นทิศทางโตขึ้น เป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่จะส่งผลต่อการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องจากภูมิภาคอาเซียนและอื่นๆ ไปยังประเทศจีน
และ 3.ดัชนีอุตสาหกรรมและภาคการบริโภคของสหรัฐอเมริกาที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการบริโภคในประเทศที่แนวโน้มเริ่มกลับมาดีขึ้น แถมยังมีปัจจัยที่สหรัฐอยู่ในช่วงการเลือกตั้งที่ผู้เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจะต้องมีนโยบายและทำตัวเลขเศรษฐกิจให้ดีเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
ส่วนปัจจัยลบยังมีตลาดสหภาพยุโรปที่ยังคงเป็นปัญหา แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบให้เพิ่มมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ จึงคาดว่าการส่งออกของไทยจะเพิ่มขึ้นได้ในไตรมาสสุดท้ายจากปัจจัยที่กล่าวมา
“โดยการส่งออกเฉลี่ย 3 เดือนสุดท้ายของไทยต้องอยู่ที่ 6-7% จึงจะทำให้การส่งออกทั้งปีเฉลี่ยอยู่ที่ 5% หมายความว่า การส่งออกเฉลี่ยทุกเดือนต้องไม่ต่ำกว่า 2-3% ซึ่งเชื่อว่าน่าจะทำได้ จากปัจจัยที่แต่ละประเทศอยู่ในช่วงเทศกาล และดัชนีอุตสาหกรรมของทั้งจีนและสหรัฐก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับ เป็นปัจจัยที่บ่งชี้ถึงโอกาสในการนำเข้าสินค้าไทยและภูมิภาคอาเซียนที่จะมีมากขึ้น แต่จะทำได้มากน้อยตามที่คาดไว้นั้นหรือไม่ อีกส่วนขึ้นอยู่ว่าภาครัฐจะช่วยทำตลาดได้มากน้อยแค่ไหน แม้จะมีแรงซื้อกลับมาและขยายตัวเป็นบวก แต่หากเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนๆ การขยายตัวยังถือว่าต่ำกว่ามาก” นายอัทธ์ กล่าว
เหลืออีกแค่ 3 เดือน ก็จะรู้ว่าการส่งออกของไทยจะขยายตัวได้หรือไม่ในไตรมาสสุดท้าย และทั้งปีจะขยายตัวได้ 5% ตามที่คาดไว้ ต้องติดตามดู.

ประมูล 3 จี ความล้มเหลวที่ต้องนำมาเป็นบทเรียน   Leave a comment

http://www.thaipost.net/news/221012/64043

22 October 2555 – 00:00

เสร็จสิ้นกันไป สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ หรือ 3 จี ครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา
แม้ว่าระหว่างประมูลจะไม่เกิดปัญหาอะไรให้หนักใจ แต่หลังจบการประมูล กสทช.กลับต้องรับภาระหนักอึ้ง เนื่องจากผลการประมูลที่ออกมาค่อนข้างน่าผิดหวัง เพราะราคาประมูลใบอนุญาตขยับขึ้นจากราคากลางเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยราคาประมูลรวม 9 ใบ ได้เพียง 41,625 ล้านบาท สูงกว่าราคากลางที่ตั้งไว้ 40,500 ล้านบาท เพียง 1,125 ล้านบาท หรือเท่ากับ 2.8% เท่านั้น ขณะที่ราคาตลาดที่เหมาะสมนั้นควรอยู่ที่ใบละ 6,440 ล้านบาท เมื่อรวมทั้ง 9 ใบจะมีราคาอยู่ที่ 57,960 ล้านบาท เท่ากับว่ารัฐสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้ถึง 16,335 ล้านบาท
แต่ที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหามากกว่านั้น กลับเป็นเรื่องของ “รูปแบบการประมูล” ซึ่งกลายเป็นเรื่องกังขาไปทั่วทั้งประเทศว่า เป็นการ “ประมูลดัมมี่” เพื่อจัดฉาก สนับสนุน “การฮั้วประมูล” แบบถูกกฎหมายหรือเปล่า
เพราะผลลัพธ์มันฟ้อง ก็อย่างที่เห็น การประมูลในครั้งนี้มีการเคาะราคาเพิ่มขึ้นเพียง 3 ใบ จากทั้งหมด 9 ใบ ที่เปิดทำการประมูล ซึ่งทั้ง 3 ใบก็เป็นของ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค บริษัทในเครือ (เอไอเอส) ที่เป็นคนเคาะแข่งขันเพียงรายเดียว ในราคา 4,950 ล้านบาท 2 ใบ และ 4,725 ล้านบาท 1 ใบ รวมมูลค่า 14,625 ล้านบาท ขณะที่เหลือ 6 ใบ ซึ่งตกเป็นของ เรียล ฟิวเจอร์ บริษัทในเครือทรูมูฟ และดีแทค เนทเวอร์ค บริษัทในเครือดีแทค ไม่มีการแข่งขันอะไรกันทั้งสิ้น เพราะยังคงเสนอราคาที่ 4,500 ล้านบาท เท่ากับราคาเปิดประมูลคล้ายกับว่า “ทั้ง 2 ค่าย จองที่ จองทาง” ไว้หมดแล้ว
ข้อเท็จจริงที่ออกมาขนาดนี้ ถามใครเขาก็บอก “ฮั้วประมูล” ทั้งนั้น แต่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ (กทค.) ในฐานะผู้วางหลักเกณฑ์การประมูล ก็ยังดื้อตาใส ยืนยันว่าวีธีการประมูลนั้นถูกต้อง โปร่งใส ไม่มีการฮั้วอย่างแน่นอน
ถามว่าที่ “กทค.” กล่าวมาถูกหรือไม่ ก็ต้องตอบว่า “ถูก” แต่ถูกเพียงส่วนเดียว เพราะแม้ว่าในระหว่างการประมูล ผู้เข้าร่วมการประมูลจะปฏิบัติตามกติกาถูกต้อง แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาค่อนข้างชัดว่า เป็นการประมูลที่ล้มเหลว ไม่มีการประกวดราคาตามความเป็นจริง ซึ่งความผิดพลาดนี้ไม่ได้เกิดจากตัวผู้เข้าร่วมประมูล แต่มาจากผู้วางกฎกติกาที่ออกแบบการประมูลที่เอื้อกับการเอกชนมากกว่า
เรื่องนี้ใช่ที่เรียกว่า “การบกพร่องโดยสุจริตหรือไม่?”  เป็นสิ่งที่คณะกรรมการ กทค. ซึ่งประกอบไปด้วย พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ, นายสุทธิพล ทวีชัยการ, นายประเสริฐ ศีลพิพัฒน์, พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร และ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา รู้อยู่แก่ใจ
เพราะก่อนที่จะมีการจัดประมูล ทั้งองค์กรสื่อ, นักวิชาการ และคณะกรรมการ กสทช.บางราย ก็พยายามขอให้มีการทบทวนรูปแบบประมูล 3 จี มาหลายต่อหลายครั้ง เนื่องจากหลายคนเห็น “ช่องโหว่” จากการจัดประมูลในครั้งนี้ อันดับแรกก็คือ เรื่องการตั้งราคาใบอนุญาต ซึ่งมีการชี้ให้เห็นว่าราคาตั้งต้นประมูล 4,500 ล้านบาทว่ามีปัญหา เพราะเห็นว่าตัวเลข  67% ของราคาประเมินมูลค่าคลื่นที่ กสทช.อ้างและใช้คิดราคาตั้งต้นไม่ใช่ข้อเสนอกรณีมีผู้เข้าร่วมประมูลเพียง 3 รายเหมือนที่เกิดในไทย ตัวเลขที่คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ เสนอ คือ 82% ซึ่งจะทำให้ราคาตั้งต้นขยับจาก 4,500 ล้านบาท เป็น 5,280 ล้านบาท เพราะเชื่อแน่ว่าจะไม่ค่อยมีการแข่งขันทางราคามากนัก
และช่องโหว่อีกประการที่เห็นว่าจะทำให้การประมูลล้มเหลว คือ การที่ กสทช.ลดการถือครองเพดานคลื่นจาก 20 เมกะเฮิรตซ์ เหลือ 15 เมกะเฮิรตซ์ เพราะกลัวว่า 2 รายใหญ่จะทุ่มประมูลคลื่นไปรายละ 20 เมกะเฮิรตซ์ และอีกรายได้ 5 เมกะเฮิรตซ์ จะแข่งขันในตลาดไม่ได้ นี้ก็เป็นการคิดแทนเอกชน เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าถึงจะมีเอกชนรายใดรายหนึ่งถึงได้คลื่น 2.1 Ghz ไปน้อย ก็ไม่ได้หมายความบริษัทนั้นจะล่มสลาย   บริษัทเหล่านี้ยังมีศักยภาพในการบริหารจัดการได้ รวมถึงยังมีคลื่นใหม่ๆ ที่สามารถพัฒนามาใช้ 3 จี หรือ 4 จี เหลืออีกหลายคลื่น ดังนั้นสูตร 15-15-15 นี้มันทำให้หมิ่นแหม่ให้เกิดการสมยอมราคา และจะทำให้การประมูลล้มเหลว
เสียงเตือนดังเซ็งแซ่ แถม “ช่องโหว่เบ้อเร้อ 2 ช่องนี้” มีคนเห็นกันไปทั่ว แต่คณะกรรมการ กทค.เองทุกคนก็เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ก็ยังยืนกรานว่าความคิดของตัวเองถูกต้อง และก็ใช้เสียงข้างมาก ออกมติผ่านหลักเกณฑ์รูปแบบการประมูลในลักษณะนี้ออกมา โดยเฉพาะ “พ.อ.เศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ” ประธาน กทค. ก็ยังยืนยันว่า ผู้เข้าร่วมประมูลจะแข่งขันกันเสนอราคาเพื่อเลือก “ย่านความถี่” ที่ดีที่สุดแน่นอน
เป็นตอนนี้เป็นไง คงเห็นแล้วว่า “ใครคิดถูก” และ “ใครคิดผิด” หากยกเอาเหตุผลที่ พ.อ.เศรษฐพงศ์ เชื่อตอนนั้น ว่า เอกชนจะแข่งขันการแย่งคลื่นที่ดีที่สุด แต่สิ่งที่ออกมากลายเป็นว่าช่วงคลื่นที่อยู่ตรงกลางซึ่ง กสทช.เชื่อว่าดีที่สุด และมีการรบกวนน้อยที่สุด กลายเป็นบริษัทที่เสนอราคาประมูลน้อยที่สุด อย่าง บริษัท เรียล ฟิวเจอร์ ในเครือทรู ได้ย่านความถี่ช่วงดังกล่าวไป
แม้ว่าตอนนี้ กทค.จะดันทุรังไม่ยอมรับว่าตัวเอง “ทำผิดพลาด” โดยเร่งรับรองผลการประมูลออกไป โดยไม่ยอมฟังเสียงรอบข้างนั้น มันยิ่งจะกลายเป็นแรงสะท้อนกลับคืนมายังตัวเองเร็วขึ้น
อย่างกรณีของ นางสาวสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งได้ชื่อว่าข้าราชการตงฉินสุดๆ คนหนึ่งของแวดวงราชการ ถึงขนาดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังเคยขนานนามว่า “มือปราบ-ไม้บรรทัด” ส่งหนังสือด่วนไปยัง กสทช. ขอให้ทบทวนการประมูล เพราะเห็นว่าการประมูลดังกล่าวเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว) ซึ่งเกี่ยวกับการสมยอม โดยพบว่ามีการเริ่มต้นราคาประมูลต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
ทางที่จริง กสทช.ควรจะรับฟังและคิดถึงข้อห่วงใยนี้ เพราะผลลัพธ์ที่ออกมาหลักฐานมันประจักษ์ชัดว่า การประมูลไม่ได้เกิดการแข่งขันจริงๆ และประเทศเป็นผู้เสียประโยชน์ แต่ กสทช.กลับเลือกที่จะเดินหน้า แถมตอบโต้กลับด้วยการส่งหนังสือกลับมายังปลัดกระทรวงการคลัง ทำการสอบรองปลัดฯ สุภา เรื่องการปฏิบัติหน้าที่อีกต่างหาก ในข้อหาพูดจาทำลายความน่าเชื่อถือของ กสทช.
ขณะเดียวกัน กสทช.ก็แก้ตัวด้วยการอ้างว่าปฏิบัติตามข้อกฎหมายและอำนาจที่มีอย่างเคร่งครัด แต่ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงนี้ เพราะทุกฝ่ายทราบว่า กสทช.นั้นปฏิบัติโดยยึดหลักกฎหมายชัดทุกกระเบียด แต่ประเด็นก็คือ วิธีการประมูลในครั้งนี้ทำให้ประเทศสูญเสียสิ่งที่ควรจะได้ แต่ดูเหมือนว่า กสทช.จะไม่ยอมรับความจริงตรงนี้
ทั้งนี้ หลักการประมูลคลื่น 3 จี ในครั้งนี้ จะต้องให้ความสำคัญและต้องตระหนักถึง 3 ด้าน คือ (1) ภาครัฐ : รัฐควรได้รับรายได้ที่เหมาะสมจากค่าเช่าทางเศรษฐกิจ ที่ผู้ประกอบการได้รับจากการใช้คลื่นความถี่ที่ประมูลใหม่ไปประกอบธุรกิจ  (2) ผู้บริโภค : ผู้บริโภคควรได้รับบริการโทรศัพท์มือถือจากคลื่นความถี่ใหม่ที่มีคุณภาพดีและราคาที่เป็นธรรม ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อการประมูลใบอนุญาตการใช้คลื่นความถี่มี “การแข่งขันสูง”  และ (3) ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ : ราคาเริ่มต้นที่รัฐกำหนดขึ้นควรอยู่ในระดับที่ทำให้การประมูลสำเร็จลุล่วง และผู้ประกอบการสามารถประกอบธุรกิจโดยได้รับผลตอบแทนสูงเพียงพอที่จะจูงใจให้มีการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาบริการโทรคมนาคมของประเทศ
แต่ดูเหมือนการประมูลที่ กสทช.จัดขึ้น ผลประโยชน์จะเอนเอียงไปทางข้อ 3 เอกชนมากที่สุด ขณะที่ประชาชนอาจจะได้รับประโยชน์จากแรงกดดันของกระแสสังคม ที่ กสทช ถูกบีบให้ต้องควบคุมราคาค่าบริการ อันเนื่องมาจากการปล่อยให้เอกชนประมูลคลื่นไปต่ำกว่าราคาตลาดมากเกินไป อันนี้แม้ว่าจะเป็นผลดี แต่คนที่เสียหายที่สุดก็คือรัฐ ที่ควรจะได้เงินไปใช้พัฒนาประเทศเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี แม้ว่ากระบวนการแจกใบอนุญาตจะมีความคืบหน้า และเอกชนทั้ง 3 รายได้ตีเช็คเงิน 50% ของวงเงินประมูล ส่งมาให้ กสทช.เพื่อส่งต่อเข้าคลังแล้ว แต่การประมูล ยังถือเป็น “ชนักติดหลัง” ของ กสทช. ซึ่งกำลังถูกสังคมจับตามอง และมันยังลูกผีลูกคน เพราะยังมีขั้นตอนต่อสู้ทางกฎหมายอีกหลายประการ ที่ต้องโต้เถียงกันอีกหลายยก และไม่แน่มันอาจจะลุกลามถึงการล้มประมูล ยังเป็นเรื่องที่คาดเดายาก แม้โอกาสจะน้อยก็ตาม
แต่ที่จะต้องรับบทหนักเป็นพิเศษ คือ คณะกรรมการ กทค.ทั้ง 5 ท่าน  ซึ่งจะต้องถูกตรวจสอบในเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ อย่างในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ เพราะมีบุคคลหลายกลุ่มเตรียมเดินหน้ายื่นให้ตรวจสอบการประมูล อย่าง นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน ก็เตรียมเดินหน้ายื่น ป.ป.ช.และผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อตรวจสอบการประมูล 3G ในวันที่ 22 ตุลาคมนี้  ร่วมถึงยังมีบางกลุ่มก็พยายามยื่นศาลปกครองขอให้ระงับผลการประมูล ซึ่งทำให้อนาคตยังไม่แน่ชัดว่าการมอบใบรับรองผลการประมูลจะเกิดปัญหา จนทำให้บริการ 3 จี ของประเทศไทยเกิดอาการสะดุดอีกหรือไม่
นี้คือบทเรียนราคาแพงสำหรับการประมูลจัดสรรคลื่นความถี่ครั้งแรกของไทยในอนาคต อันใกล้ๆ นี้ กสทช.ชุดนี้ถ้าไม่เกิดปัญหาแทรกซ้อนอื่นใด พวกเขาจะต้องทำหน้าที่ประมูลจัดสรรคลื่นความถี่อีกมากมาย หวังว่าการจัดประมูลในครั้งนี้จะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องนำประสบการณ์ที่จะเรียกว่าลองผิด ลองถูกหรืออะไรก็แล้วแต่ มาทำให้เกิดความผิดพลาดไปซ้ำสอง  การประมูล สินค้า ต้องมีน้อยกว่าคนประมูล นี้ถึงจะเรียกว่าการประมูล.

ลั่นการบินไทยต้องปรับคุณภาพ-เพิ่มรายได้   Leave a comment

http://www.thaipost.net/news/151012/63699

15 October 2555 – 00:00

สรจักร เกษมสุวรรณ

หลังจากที่กระบวนการสรรหาผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สรจักร เกษมสุวรรณ ผู้ที่ได้รับตำแหน่งตามคาด เมื่อวันที่ 9 ต.ค.55 ที่ผ่านมา ได้เข้าทำงานเป็นวันแรก พร้อมประกาศนโยบายที่เร่งด่วน คือ สร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพการให้บริการ รวมถึงประกาศลั่นปฏิเสธว่า ที่มีหลายฝ่ายตั้งข้อกังขาว่าการเข้ามารับตำแหน่งนี้เพราะใบสั่งทางการเมืองนั้นไม่มี???
ซึ่งได้มีการชี้แจงเรื่องนี้ว่า โดยส่วนตัวเป็นคนที่มีใจรักเกี่ยวกับการบินและเครื่องบินมาตั้งแต่เด็ก เมื่อการบินไทยเปิดโอกาสรับสมัคร ก็เข้ามาสมัครจนได้รับการสรรหา เมื่อคณะกรรมการเห็นว่าเรามีความเหมาะสมก็ได้รับตำแหน่ง ยืนยันว่าการเข้ามารับตำแหน่งไม่เคยได้ใบสั่งจากฝ่ายการเมือง ส่วนใครจะได้รับหรือไม่ ไม่ทราบ กรณีที่มองว่าการบินไทยมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ต้องมีอยู่แล้ว เพราะมีกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ และมีผู้แทนจากกระทรวงคมนาคมเข้ามาบริหารงานด้วย หากไม่ต้องการให้มีการเมือง กระทรวงการคลังก็ต้องถอนหุ้นออกไปทั้งหมด ซึ่งกรณีของการบินไทย ก็เหมือนกับรัฐวิสาหกิจทุกแห่งที่กระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ โดยยอมรับว่าการเข้ามารับตำแหน่งก็หนักใจ เพราะเป็นบริษัทใหญ่ต้องเรียนรู้งานอีกมาก
“ผมไม่เห็นใบสั่ง แต่ต้องยอมรับว่าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของรัฐบาลในการดูแลระบบสาธารณูปโภค ซึ่งมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จึงต้องมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในระดับหนึ่ง เช่น ผู้แทนจากกระทรวงการคลังหรือกระทรวงคมนาคม ผมสนใจเรื่องการบินมานานแล้ว ที่ผ่านมาได้ยินเสียงบ่นถึงปัญหาของการบินไทยมาก จึงตัดสินใจมายื่นใบสมัคร เพื่อทำงานที่การบินไทยช่วงสุดท้ายของชีวิต”
ดังนั้น ภายในเวลาทำงานของในช่วง 2 ปี 4 เดือน นายสรจักรได้ยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุด เพื่อให้การบินไทยกลับมาเป็นที่ยอมรับอีกครั้ง ส่วนจะได้กำไรมากหรือน้อย หรือไม่ได้กำไรก็คงต้องขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง แต่สิ่งที่ต้องการคือการทำให้ธุรกิจการบินไทยมีความมั่นคง ซึ่งการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายภายในองค์กร คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา และใครไม่วิตกเรื่องนี้ก็คงเป็นซูเปอร์แมนเกินไป แต่อยากให้พนักงานของการบินไทยกว่า 2.5 หมื่นคน รู้ว่าผมทำงานเพื่อองค์กร ไม่ใช่มองว่าเป็นคนของใคร
ทั้งนี้ หลังจากเข้ามารับตำแหน่งนั้น นายสรจักรประกาศนโยบายที่จะทำเป็นอันดับแรก คือ จะเร่งหารายได้เพิ่มมากขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายที่เหลือในปีนี้ โดยเน้น 2 เรื่อง คือ 1.คุณภาพการบริการ 2.ดูเรื่องราคา เพื่อควบคุมรายได้ ซึ่งอาจจะต้องมีการพิจารณาเพิ่มเที่ยวบิน เรื่องโครงสร้างราคาให้ยืดหยุ่น หลากหลายมากยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจุบันการบินไทยมีจำนวนผู้โดยสารต่อเที่ยวบิน (โหลดแฟกเตอร์) ประมาณ 78% ยังเหลืออีก 22% ที่สามารถปรับในเรื่องของราคาเพื่อเพิ่มโหลดแฟกเตอร์ได้ โดยเรื่องดังกล่าวจะหารือพร้อมกำหนดเป็นแผนการดำเนินงานเพื่อเสนอบอร์ดพิจารณาในวันที่ 31 ธันวาคมนี้
“การให้บริการอาหารไทยบนเครื่องบินก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะอาหารไทยดีที่สุดอยู่แล้ว และสอดคล้องกับแนวคิดไทยซีเล็กต์ของกระทรวงพาณิชย์ ก็อยากทำร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ด้วย นำข้าวหอมมะลิและสินค้าของศูนย์ศิลปาชีพไปจำหน่ายบนเครื่องบิน และนำสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์จำหน่ายบนเครื่องบินโดยสารด้วย ซึ่งจะกลายเป็นจุดขายของการบินไทยได้” นายสรจักรกล่าว
นอกจากนี้ ในอนาคตการบินไทยจะต้องเป็นสายการบินที่มีนวัตกรรมในการบริหารงาน เพื่อให้ขั้นตอนการทำงานสั้นลง โดยจะนำมาใช้ทั้งในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ และการทำธุรกิจ รวมถึงการทำให้เป็นองค์กรที่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น แม้ตลาดยุโรปจะมีปัญหา แต่ตลาดภูมิภาคเอเชียและอาเซียนยังมีการเดินทางยังสูง โดยเฉพาะจีน อินเดีย รัสเซีย และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดที่ยังไม่อิ่มตัว สามารถขยายธุรกิจและเที่ยวบินได้มากหากวางถูกต้อง และการบินไทยยังมีธุรกิจการบินไทยสมายล์ที่สามารถแข่งขันในราคาถูกได้ จึงไม่น่าเป็นห่วง โดยยืนยันว่าจะพยายามสร้างรายได้เพิ่มในปีนี้ และมีโอกาสสูงในการทำกำไร ส่วนปีหน้าขอดูแผนงานก่อน
นายสรจักรกล่าวว่า หลังจากที่การบินไทยได้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์และทยอยรับเครื่องบินใหม่ในทุกๆ ปี เช่น เครื่องบินแอร์บัส เอ 380 ที่จะทยอยรับถึงปีหน้า เมื่อมีโปรดักต์ที่ดีในมือแล้ว สิ่งที่ต้องทำจากนี้ไปคือกลยุทธ์การปรับแผนสร้างรายได้ การเพิ่มรายได้ด้วยการตั้งราคาแบบยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของตลาดการบินทั่วโลก เพื่อดึงส่วนแบ่งตลาดกลับคืน และเพิ่มอัตราบรรทุกผู้โดยสาร (เคบินแฟคเตอร์) จากปัจจุบันเฉลี่ย 78%
ขณะเดียวกันก็มีแนวคิดเพิ่มสัดส่วนรายได้ตั๋วบินจากช่องทางออนไลน์เป็นประมาณ 10% ขณะที่สายการบินรายอื่นๆ มีสัดส่วน 15-20% ด้วยการปรับระบบและหน้าเว็บไซต์เพื่ออำนวยความสะดวกในการจองตั๋วของผู้โดยสารมากขึ้น ส่วนแผนการเพิ่มเส้นทางบินใหม่และเพิ่มเที่ยวบินซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างรายได้ คือ การรุกไปยังตลาดในภูมิภาคเอเชียและอาเซียน แม้จะมีสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์) ให้บริการหลายราย แต่การบินไทยยังมีโอกาสสูงจากกลยุทธ์ซับแบรนด์สายการบินไทยสมายล์ที่ให้บริการเที่ยวบินทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชีย
“มั่นใจว่าการบินไทยมีโอกาสสร้างกำไรในอนาคตได้ เพราะเริ่มทยอยรับมอบเครื่องบินรุ่นใหม่ที่มีความทันสมัยมาให้บริการ เช่น เครื่องบินแอร์บัส เอ 380-800 เครื่องบินโบอิ้ง 777-300 เครื่องบินแอร์บัส เอ 330-300 ส่วนเครื่องบินรุ่นเก่าที่ใช้งานมาเป็นเวลานาน เช่น เครื่องบินโบอิ้ง 747-400 เครื่องบินโบอิ้ง 777-200 อยู่ระหว่างการปรับปรุงเก้าอี้และระบบสาระบันเทิงภายในเครื่องบิน”
ส่วนการบริหารการบินไทยสมายล์นั้นจะเน้นพัฒนาเพื่อรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) คงต้องเข้าไปดูในเรื่องของเส้นทางการบินว่าได้ใช้ประโยชน์จากการขยายเส้นทางที่จะเกิดขึ้นจากการเปิดเสรีภายใต้กรอบเออีซีหรือไม่ เพราะไทยยังเป็นศูนย์กลางได้ดีในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นพม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย ซึ่งไทยสมายล์ต้องมีบทบาทในการพัฒนาเส้นทางการบินอาเซียน และต้องมีตำแหน่งทางการตลาดที่ชัดเจนว่าเป็นไลต์พรีเมียม หรือโลว์คอสต์ และต้องเข้าไปดูเรื่องต้นทุนให้ชัดเจน เพราะเชื่อว่าไทยสมายล์มีโอกาสและอนาคตที่ดีถ้าวางตำแหน่งทางการตลาดที่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การบินไทยมีโอกาสที่จะใช้ประโยชน์จากสนามบินสุวรรณภูมิอย่างเต็มที่ หลังจากที่สายการบินแอร์เอเชียก็ย้ายไปสนามบินดอนเมือง ซึ่งทำให้ลดความแออัดของสนามบินสุวรรณภูมิลงได้อีก 10 ล้านคนต่อปี โดยกำลังมองว่าจะปรับเปลี่ยนเวลาการบินได้หรือไม่ เพื่อทำให้การบินไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น และการเป็นฮับในเรื่องของการต่อเครื่องที่มีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้โดยสาร ส่วนนกแอร์มองว่าต้องร่วมมือเป็นพันธมิตรกันไม่ใช่ทะเลาะกัน เพราะนกแอร์มีกำไรการบินไทยในฐานะถือหุ้นใหญ่อยู่ 49% ก็มีกำไรตามไปด้วย
นอกจากนี้ จะเพิ่มรายได้ในส่วนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการบิน อย่างครัวการบินที่บริเวณสนามบินดอนเมือง ที่เคยเป็นแหล่งรายได้ในอดีต เช่นการร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ติดตราไทยซีเล็กต์สำหรับเมนูอาหารไทยบนเครื่องบิน ถ้าเริ่มติดตลาดก็สามารถพัฒนาได้ต่อไป หรือแม้แต่คาร์โก 2 ลำของการบินไทยก็ไปดูแลในเรื่องการเพิ่มรายได้ในส่วนนี้ เป็นต้น
และอีกเรื่องที่มีความสำคัญคือเรื่องธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นหลักทำงานมาโดยตลอด ผมออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการ บมจ.อสมท ก็ไม่เคยมีคดีติดตัว และสมัยผมมาเป็นคณะกรรมการ (บอร์ด) อสมท ผมก็เน้นว่าองค์กรต้องโปร่งใสและเป็นธรรม ใครไม่ได้รับความเป็นธรรมก็จะคืนความชอบธรรมให้ซึ่งผมอยู่อังกฤษมา 13 ปี เรียนกฎหมายมากว่า 10 ปี สิ่งเหล่านี้ถือว่าปลูกฝังมาจากสายเลือดอยู่แล้ว.

รัฐเมินเสียงต้าน จำนำข้าว ผิดพลาดจับโกหก “จีทูจี” 7 ล้านตัน   Leave a comment

http://www.thaipost.net/news/081012/63355

8 October 2555 – 00:00

แม้ว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่อต้านอย่างหนัก จากความล้มเหลว ผิดพลาด ของการดำเนินนโยบาย แต่รัฐบาลดูเหมือนจะไม่ฟังเสียง ยังคงเดินหน้าสร้างความเสียหายให้กับระบบการค้าข้าวและสูญเสียเงินภาษีประชาชนมากขึ้น
ล่าสุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2  ต.ค.2555 มีมติให้เปิดรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2555/2556 ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยอนุมัติกรอบวงเงินที่ใช้รับจำนำข้าวเปลือกฤดูกาลใหม่ 4.05 แสนล้านบาท เพื่อรับจำนำข้าวในโครงการที่คาดว่าจะมีผลผลิตรวม 25 ล้านตัน
โดยนำเงินมาจากการใช้เงินหมุนเวียนจากการระบายข้าวในสต็อกรัฐบาล จากที่กรมการค้าต่างประเทศ ประเมินไว้ว่าภายในปีนี้จะสามารถระบายข้าวได้มูลค่า  8.5 หมื่นล้านบาท พร้อมทั้งขออนุมัติการค้ำประกันเงินกู้จากกระทรวงการคลัง ให้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวนไม่เกิน 1.5 แสนล้านบาท
คาดว่าในช่วงต้นฤดูกาลผลิตจะมีข้าวเข้าโครงการช่วงเดือน ต.ค.55 – ม.ค.56 จำนวน 15 ล้านตัน คาดว่าจะใช้เงินประมาณ 2.4 แสนล้านบาท
วิธีการในการรับจำนำข้าวฤดูกาลใหม่ เป็นการรับจำนำแบบไม่จำกัดจำนวน หรือปีละ 2 ครั้งในรอบการผลิตข้าวต่อรายเกษตรกร โดยไม่แยกนาปีและนาปรัง ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.55 – 15 ก.ย.56 โดยรับจำนำผ่านใบประทวน ในชนิดข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกหอมจังหวัด ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกปทุมธานี 1 และข้าวเปลือกเหนียว ผ่านโรงสีที่สมัครเข้าร่วมโครงการกับองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.)
สำหรับราคารับจำนำที่มีการตรวจสอบตามความชื้นและชนิดของข้าว ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า 15,000 บาทต่อตัน ข้าวเหนียว 15,000 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกปทุมธานี 16,000 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกหอมจังหวัด 18,000 บาทต่อตัน และข้าวหอมมะลิ 20,000 บาทต่อตัน
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ระบุว่า จะเดินหน้านโยบายรับจำนำข้าว เพราะมีข้อดีหลายอย่าง ทั้งการยกระดับราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น ชาวนาได้ประโยชน์เต็มที่ เพราะเม็ดเงินถึงมือ แม้จะไม่เอาข้าวมาจำนำในโครงการของรัฐบาล แต่ราคาข้าวในตลาดในประเทศนั้น ข้าวเปลือกก็มีราคาขยับสูงขึ้นกว่าเดิมที่มีอยู่ในอดีต ขณะที่รัฐบาลยังมีข้าวอยู่ในสต็อกที่สามารถเอาไปบริหารได้
“หากเปรียบเทียบกับโครงการประกันรายได้เกษตรของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เห็นได้ว่าเม็ดเงินที่ใช้ในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 7-8 หมื่นล้านบาท อีกทั้งรัฐบาลไม่มีข้าวอยู่ในมือ โดยหลายคนพยายามโต้แย้งว่าโครงการประกันราคาพืชผลนั้นดีกว่าโครงการรับจำนำ แต่รัฐบาลนี้เห็นว่าเรื่องการรับจำนำดีกว่า เพราะท้ายที่สุดเงินที่เข้าสู่มือเกษตรกรได้มากกว่า และมั่นใจว่ารัฐบาลใช้เม็ดเงินงบประมาณแต่ละปีไม่สูงไปกว่าโครงการประกันรายได้ โดยโครงการจำนำข้าวที่สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 30 ก.ย.55 ใช้เงินไป 3 แสนล้านบาท และเมื่อระบายข้าวได้ จะส่งเงินคืนให้กระทรวงการคลัง 8.5 หมื่นล้านบาท ภายในปี 55 และคาดว่าปลายปี 56 จะคืนเงินให้กับกระทรวงการคลังได้มากถึง 2.4-2.5 แสนล้านบาท” นายบุญทรง ระบุ
ขณะที่รัฐบาลกำลังเตรียมความพร้อมในการรับจำนำนั้น ได้เกิดเสียงคัดค้านจากนักวิชาการจากสถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำโดย รศ.ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า ได้ร่วมลงรายชื่อรวม 147 ราย ยื่นหนังสือร้องเรียนแก่ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการไต่สวนให้ยับยั้งหรือยุติโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล
เนื่องจากเห็นว่าการดำเนินโครงการ เป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 84 (1) ที่ว่าถึงการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจระบบเสรีและเป็นธรรม โดยอาศัยกลไกตลาดและสนับสนุนให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยต้องยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและหลักเกณฑ์ที่ควบคุมธุรกิจซึ่งมีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ และต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ รักษาผลประโยชน์ส่วนรวม หรือการจัดให้มีสาธารณูปโภค
โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโครงการรับจำนำข้าวในขณะนี้ ได้แก่ 1.กลไกตลาดในการแยกแยะคุณภาพข้าวล้มเหลว เนื่องจากคุณภาพข้าวลดลง เพราะเป็นการรับซื้อข้าวแบบคละเกรด 2.เกษตรกรขาดแรงจูงใจในการผลิตข้าวคุณภาพดีโดยเน้นการปลูกข้าวที่มีระยะเวลาการเก็บเร็ว ได้ผลผลิตสูง 3.คุณภาพข้าวลดลงเนื่องจากการเก็บสต็อกข้าวจำนวนมาก และไม่มีการระบายออกสู่ตลาด 4.การกำหนดราคาจำนำที่สูงเกินราคาตลาด เป็นการส่งสัญญาณทางราคาที่บิดเบือน ทำให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวเกินศักยภาพนำไปสู่การบิดเบือนโครงสร้างการผลิตในภาคเกษตร มูลค่าการผลิตสินค้าเกษตรอื่นๆ ลดลง 5.โครงสร้างอุตสาหกรรมข้าวไทยที่พัฒนามาเป็นอย่างดีถูกทำลายลง 6.การประกาศราคาข้าวที่สูงขึ้นทำให้ประเทศไทยขาดความสามารถในการแข่งขันในตลาดการค้าข้าวโลกปัจจุบัน ราคาข้าวที่สูงขึ้นทำให้ประเทศไทยไม่สามารถส่งออกข้าวได้ทำให้มูลค่าการส่งออกข้าวของประเทศลดลง 46% (จาก 7.4 ล้านตัน ลดลงเหลือ 3.9 ล้านตัน) และ 7.การระบายข้าวของรัฐ ต้องทำโดยการขายระหว่างรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ในราคาขาดทุนอย่างมาก ซึ่งเท่ากับเป็นการใช้เงินภาษีประชาชนทั้งประเทศเพื่อให้ผู้บริโภคในต่างประเทศซื้อข้าวไทยในราคาถูก
“ไม่ได้มีความต้องการให้รัฐบาลยุติโครงการ แต่รัฐบาลต้องลดราคาจำนำให้ใกล้เคียงกับราคาตลาด และจำกัดปริมาณและมูลค่าที่รับจำนำต่อครัวเรือน รวมทั้งส่งเสริมเกษตรกรให้มีความสามารถในการจัดการไร่นา เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ นอกเหนือจากความสูญเสียกว่าแสนล้านบาทจากการดำเนินโครงการแล้ว ยังเป็นการวางระเบิดเวลาให้แก่โครงการภาคเกษตรทั้งระบบอีกด้วย การรับจำนำข้าวที่เหมาะสมราคาตลาดควรไม่เกิน 9,000-10,000 บาทต่อตัน และต้องจำกัดครอบครัวละไม่เกิน 25 ตันเท่านั้น เพื่อไม่ให้สร้างความเสียหายแก่ประเทศ” นายอดิศร์กล่าว
อย่างไรก็ดี การดำเนินของ ดร.อดิศร์และพวก กลับถูกต่อต้าน
โดย นางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ออกมาระบุว่า การที่นักวิชาการลงรายชื่อเพื่อฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้รัฐบาลปรับปรุงโครงการรับจำนำ โดยให้ลดราคารับจำนำหรือล้มเลิกโครงการนั้น ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร นักวิชาการไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์กว่านี้ทำกันแล้วหรือ
“รัฐบาลทำโครงการรับจำนำข้าว และสินค้าเกษตรอื่นๆ มานานแล้ว ทำไมไม่คัดค้านมาตั้งแต่ช่วงนั้น ทำไมเพิ่งมาคัดค้านในช่วงนี้ที่เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องการ นักวิชาการคิดหรือเปล่าว่า ถ้ารัฐบาลไม่ทำโครงการนี้แล้ว ราคาข้าวลดลง ใครจะช่วยเหลือเกษตรกร อย่างตอนช่วงโครงการประกันรายได้ ที่กำหนดราคาประกันข้าวตันละ 9,000 บาท เกษตรกรขายได้จริงแค่ 6,000-7,000 บาทเท่านั้น ช่วงนั้นบรรยากาศการซื้อขายสินค้าในท้องถิ่นเงียบเหงา ชาวนาไม่มีเงินเหลือไปซื้อของ แม้รัฐจะจ่ายชดเชยให้ แต่ก็ได้น้อย ส่งผลต่อเนื่องให้เศรษฐกิจภายในซบเซามาก” นางวัชรีกล่าว
อย่างไรก็ตาม นอกจากกระบวนการรับจำนำที่ถูกกล่าวหาว่ามีการทุจริตเป็นจำนวนมาก อีกส่วนที่สำคัญคือการระบายข้าวในสต็อกรัฐบาล
ที่ผ่านมา คณะกรรมการระบายข้าวในสต็อกรัฐบาล ครั้งแรก ได้มีมติเห็นชอบการระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาล ในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลจำนวน 7.5 แสนตัน เพื่อจำหน่ายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งมีการอนุมัติจำหน่ายข้าว รวม 3 ประเภท จำนวน 229,661.87 ตัน มูลค่า 3,973.39 ล้านบาท
แบ่งเป็นข้าวสารหอมมะลิ 100% ชั้น 2 มีผู้เสนอผ่านเกณฑ์ราคาขั้นต่ำและมีการตกลงราคาแล้ว มีผู้ที่ได้รับการประมูล 3 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท โตมี อินเตอร์เทรด จำกัด ปริมาณ 6,647 ตัน ในราคาตันละ 29,800 บาทต่อตัน 2.บริษัท พงษ์ลาภ จำกัด ปริมาณ 1,610 ตัน ราคาตันละ 30,000 บาท บจก.บ้านเสนางค์ ปริมาณ 8,783 ตัน ราคาตันละ 29,850 บาท รวมปริมาณขายทั้งหมด 17,040.71ตัน มูลค่ารวม 508 ล้านบาท
ชนิดปลายข้าวเอวันเลิศ ผู้ได้รับการประมูล ได้แก่ บริษัท ข้าวซีพี จำกัด ปริมาณ 1,960 ตัน ราคาตันละ 14,750 บาท รวมทั้งสิ้น 28.9 ล้านบาท
ชนิดข้าวขาว 5% ผู้ได้รับการประมูลมี 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท ชัยพรไรซ์แอนด์ฟู้ด โปรดักซ์ จำกัด ปริมาณ 74,152 ตัน ราคาตันละ 16,300 บาท มูลค่ารวม 1,208 ล้านบาท บริษัท เอเชีย โกลเด้นไรซ์ จำกัด ปริมาณ 65,834 ตัน ราคาตันละ 16,300 บาท มูลค่ารวม 1,073 ล้านบาท บริษัท แคปปิตอล ซีเรียล จำกัด ปริมาณ 60,016 ตัน ราคาตันละ 16,300 บาท มูลค่ารวม 978 ล้านบาท บริษัท พงษ์ลาภ จำกัด ปริมาณ 10,657 ตัน ราคาตันละ 16,500 บาท มูลค่ารวม 175 ล้านบาท
ทั้งนี้ ปริมาณรวมสำหรับข้าวขาว 5% จำนวน 210,660 ตัน มูลค่า 3,435 ล้านบาท
ส่วนข้าวเปลือกหอมมะลิ จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 2548/49, ปี 2549/50 และปี 2550/51 ทั้งหมด 4.4 หมื่นตัน มีผู้ได้รับการประมูล 2 ราย ได้แก่ บริษัท ทาปีโอก้าฟลาวแอนด์เกรน จำกัด ปริมาณ 1,457 ตัน ราคาตันละ 5,300 บาท รวมมูลค่า 7.7 ล้านบาท โรงสีข้าวไทยง่วนเฮง ปริมาณ 1,477.9 ตัน ราคาตันละ 5,300 บาท มูลค่ารวม 15.5 ล้านบาท
นอกจากนี้ ได้อนุมัติระบายข้าวสารสต็อกรัฐบาลเพิ่มเติมอีก 57,605 ตัน จากที่เปิดประมูลครั้งที่ 2 ที่มีจำนวนทั้งหมด 5.58 แสนตัน ให้กับผู้เสนอซื้อทั้ง 9 รายที่เสนอซื้อเข้ามาเมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นการอนุมัติข้าวหอมมะลิ 27,483 ตัน ราคาระหว่างตันละ 23,500-29,100 บาท ข้าวหอมจังหวัด 1,325 ตัน ราคาตันละ 25,000 บาท ข้าวหอมปทุมธานี 1,471 ตัน ราคาตันละ 25,000 บาท ข้าวเหนียว 5,030 ตัน ราคาตันละ 18,000-19,000 บาท และปลายข้าวหอมมะลิ 21,995 ตัน
สำหรับบริษัทชนะการประมูล ได้แก่ บริษัท โอแลม (ประเทศไทย), บริษัท เอเชียโกลเด้นไรซ์, บริษัท นครหลวงค้าข้าว, บริษัท โสธรอินเตอร์เทรด, บริษัท เจียเม้ง, บริษัท ไทยธุรกิจการเกษตร, บริษัท ซี.พี.เอ็นเตอร์เทรด, บริษัท แคปปิตอล ซีเรียล ขณะที่ข้าวหอมมะลิและปลายข้าวบริษัทชนะประมูล คือ เอเชียโกลเด้นไรซ์ ซีพีอินเตอร์เทรด และนครหลวงค้าข้าว
อย่างไรก็ตาม มีข่าวสะพัดว่าสาเหตุที่ไม่สามารถระบายข้าวได้ทั้งหมด เนื่องจากคุณภาพข้าวในโกดังบางแห่งไม่ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อ ขณะที่บางโกดังมีการยื่นซื้อราคาต่ำเกินไป และมีการแบ่งพื้นที่โกดังในการเปิดระบายเฉพาะบางโซน ภาคเอกชนจึงเพียงแค่ประมูลให้เพียงพอกับการใช้ เพราะมั่นใจว่ารัฐบาลจะเปิดระบายข้าวต่อเนื่องเดือนละ 1-2 ครั้ง ประกอบกับผู้ค้าข้าวบางรายเตรียมแย่งซื้อข้าวนาปีที่จะเริ่มออกมาเดือน ต.ค.นี้
ขณะที่การระบายข้าวถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส จู่ๆ นายบุญทรงก็ออกมาระบุว่า รัฐบาลสามารถเจรจาขายข้าวรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ได้แล้ว 7 ล้านตัน ยิ่งสร้างความงุนงง สงสัยมากขึ้น ว่าเป็น “โกหกสีขาว” อีกครั้งของรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ หลังจาก นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ได้ White Lie ปั้นตัวเลขส่งออก หลอกลวงชาวโลกไปแล้ว
เพราะจากการตรวจสอบข้อมูลของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสำนักงานมาตรฐานสินค้านำเข้า-ส่งออก กรมการค้าต่างประเทศ พบว่า การส่งออกข้าวช่วง 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.55) ของไทยอยู่ที่ 447,000 ตัน ลดลง 43.53% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ไม่มีตัวเลขการส่งออกข้าวของรัฐบาลเลยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ยังมีการส่งออกข้าวจีทูจี 267,000 ตัน
ก่อนหน้านี้ นายบุญทรงยังเคยระบุว่า คำสั่งซื้อข้าวแบบจีทูจีจำนวน 7 ล้านตัน เป็นสัญญาซื้อขายที่มีอยู่จริง ซึ่งรัฐบาลไทยได้ตกลงกับรัฐบาลต่างประเทศที่สนใจซื้อข้าวไว้แล้ว เช่น จีน อินโดนีเซีย บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ โกตดิวัวร์ โดยบางสัญญาเป็นสัญญาซื้อขายรับมอบระยะยาว ไม่ได้ส่งออกในปีนี้ทั้งหมด คาดว่าจนถึงสิ้นปีนี้จะสามารถส่งออกข้าวจีทูจีได้ประมาณ 1.8-2 ล้านตัน
พร้อมกับยืนยันว่า ออเดอร์ดังกล่าวที่จะส่งมอบให้กับประเทศผู้ซื้อในปีนี้ ได้มีการเปิดแอลซีไว้แล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะเป็นความลับการค้าระหว่างประเทศ
แม้จะมีการชี้แจงดังกล่าวออกมา แต่ความเป็นจริงตัวเลขการส่งออกข้าวของรัฐบาลก็ยังไม่ปรากฏจนมีการตั้งข้อสังเกตกันว่า รัฐบาลขายข้าวได้จริงหรือไม่ หรือมีการขายออกไปแล้ว แต่เป็นการขายในราคาถูกให้กับพ่อค้าโรงสีในประเทศ สวมสิทธิเกษตรกรนำข้าวมาเวียนเทียนเข้าโครงการรับจำนำอีกรอบ
งานนี้เป็นเรื่องที่น่าคิด ท่ามกลางกระแสการโจมตีอย่างหนัก ทั้งการรับจำนำข้าวในราคาสูงเกินความจริง จนทำให้ประเทศไทยไม่สามารถส่งออกข้าวได้ สร้างความเสียหายกับการใช้งบประมาณแผ่นดิน โดยรัฐบาลไม่สามารถที่จะระบายข้าวได้ ต้องแบกรับสต็อกข้าวจำนวนมหาศาล ส่อทำให้ข้าวที่รับซื้อมาเสื่อมคุณภาพ
จึงต้องดูว่ารัฐบาลจะยื้อดำเนินโครงการรับจำนำข้าวได้ไปอีกนานแค่ไหน ท่ามกลางเสียงคัดค้านและการบริหารสต็อกที่ไม่โปร่งใสในขณะนี้.

บทบาท ธปท. บนทาง 2 แพร่งอิสระ ปลอดการแทรกแซง?   Leave a comment

http://www.thaipost.net/news/011012/63021

1 October 2555 – 00:00

“เราเข้าใจว่า เขา (การเมือง) มาจากการเลือกตั้ง ก็ต้องทำอะไรให้ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา แต่สถาบัน ธปท.อยู่นานกว่าเขาเยอะ จึงคิดถึงเรื่องความมั่นคง ความรับผิดชอบต่อประเทศชาติบ้านเมือง”

งานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทย ประจำปี 2555 หรือครั้งที่ 13 ว่าด้วยความมีอิสระ ความโปร่งใส่ ในการดำเนินการด้านต่างๆ โดยเฉพาะนโยบายการเงิน ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการผดุงเสถียรภาพการเงินของประเทศ และแม้การสัมมนาฯ จะปิดฉากไปแล้ว แต่สิ่งไม่จบคือประโยชน์จากการสัมมนาที่ทั้งผู้จัดและผู้ร่วมฟังได้รับ สำคัญไปกว่านั้นก็คือ สิ่งที่ ธปท.จะนำประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปปรับปรุงการดำเนินการ เพื่อประโยชน์แก่เศรษฐกิจชาติต่อไป
แต่ทว่า บทสรุปของงานสัมนาฯ ก็หาใช่บทสรุปไม่ เพราะมันเพิ่งเริ่มต้น
ย้อนกลับไปเมื่อ 70 ปีที่ผ่านมา จากความจำเป็นที่จะต้องรักษาเอกราชทางการเงินของไทยไว้ เนื่องจากประเทศผู้เข้าร่วมในสงครามมหาเอเชียบูรพาเตรียมเสนอให้ตั้งธนาคารกลางในประเทศไทยขึ้นเพื่อพิมพ์เงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการทำสงคราม ซึ่งหากยอมให้ต่างชาติเข้ามาควบคุมเงินตราของไทยโดยตรงเช่นนั้นแล้ว ก็เท่ากับว่าประเทศไทยจะสูญเสียเอกราชทางการเงินไปโดยปริยาย
ไทยจึงจำเป็นต้องจัดตั้งธนาคารกลางขึ้น นั่นคือที่มาของ ธปท.
จากวันนั้นถึงวันนี้ และในระยะทางข้างหน้า สิ่งหนึ่งที่ธปท.เป็นอยู่และคงอยู่ต่อไป คือ ความพยายามเข้ามาแทรกแซงการทำงานโดยฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะนโยบายทางการเงิน เพื่อหวังผลทางการเมือง เพราะว่านโยบายการเงินเกี่ยวข้องโยงใยไปกับเรื่องของปากท้องประชาชน เอื้อต่อการอุปโภคบริโภคและการลงทุน พอๆ กับความต้องการใช้ ธปท.เข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อกดให้เงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง เพื่อรายได้จากการส่งออกในรูปของเงินบาทที่เพิ่มขึ้น
ทว่า ธปท.ยังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินนโยบายการเงินเพื่อการรักษาเสถียรภาพการเงินและเศรษฐกิจมากกว่าที่จะมุ่งตามปรารถนาของฝ่ายใด เพื่อความน่าเชื่อถือทั้งระดับประเทศและระดับสากล ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่จะต้องยึดเป็นหลักปฏิบัติของธนาคารกลาง
โดย นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.ย้ำว่า “เราเข้าใจว่า เขา (การเมือง) มาจากการเลือกตั้ง ก็ต้องทำอะไรให้ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา แต่สถาบัน ธปท.อยู่นานกว่าเขาเยอะ จึงคิดถึงเรื่องความมั่นคง ความรับผิดชอบต่อประเทศชาติบ้านเมือง”
ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวตอนหนึ่งในหัวข้อ “บทบาทหน้าที่ของธนาคารกลาง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง” ว่า การดำเนินงานของ ธปท.ไม่เพียงแต่จะต้องยึดมั่นในหลักการดำเนินงานเพื่อประโยชน์ของระบบเศรษฐกิจการเงินแล้ว ยังต้องอาศัยความมีอิสระในการดำเนินนโยบาย ซึ่งหมายถึงความสามารถของธนาคารกลาง ในการดำเนินงานตามพันธกิจของตนอย่างอิสระภายใต้กรอบเป้าหมายร่วมกับภาครัฐ โดยความมีอิสระนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะหากธนาคารกลางจะต้องคำนึงถึงความพอใจของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โอกาสที่จะคิดนโยบายใหญ่ๆ คิดอย่างมีกลยุทธ์ และหวังผลสัมฤทธิ์ในระยะยาวก็จะน้อยลง จึงเป็นที่มาของหลักการทำงานของธนาคารกลางที่ต้องเป็นอิสระที่ทุกๆ ประเทศให้การยอมรับ
“ตลอดช่วง 70 ปีที่ผ่านมา ธปท.ได้เป็นส่วนสำคัญในการดำเนินนโยบายเพื่อเศรษฐกิจไทย ได้รับทั้งการชื่นชม และบางครั้งก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ จนเกิดวิกฤติศรัทธาขึ้น แต่ไม่ว่าจะเป็นการตอบรับในด้านใด ธปท.มุ่งมั่นที่จะปรับปรุงปรับ เปลี่ยน และปฏิรูปการดำเนินงานให้เหมาะสมในการตอบสนอง ภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง รวมทั้งเรียนรู้จากอดีต เพื่อใช้เป็นบทเรียนในการแก้ไขปรับปรุงและเดินหน้าปฏิรูปการทำงานต่อไป” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว
ประเด็นดังกล่าวยังถูกตั้งคำถามจากผู้ร่วมฟังสัมมนาอย่าง นายอัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ถึงความอิสระที่มีมากเกินไปหรือไม่ เพราะขณะนี้ ธปท.ได้ใช้ความพยายามในการปกป้องความเป็นอิสระอย่างมาก จนกลายเป็นความมั่นใจในตัวเองมากเกินไปในการทำนโยบายการเงิน และทำให้ขาดการหารือและประสานกับรัฐบาลในหลายๆ มาตรการ เพราะต้องยอมรับว่านโยบายการเงินมีส่วนเชื่อมโยงไปยังระบบเศรษฐกิจอื่นของประเทศ
นายอัมมารยังระบุว่า การทำนโยบายของ ธปท.จะต้องพิจารณาองค์ประกอบรวมของเศรษฐกิจประเทศด้านอื่นอย่างรอบคอบด้วย ดังนั้น การทำนโยบายต่างๆ ของ ธปท.ควรที่จะมีการหารือร่วมกับรัฐบาล แต่ไม่ใช่เป็นการรับคำสั่งจากฝ่ายการเมือง เพราะ ธปท.ก็ยังต้องมีความเป็นอิสระ ซึ่งตนเองเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนความเป็นอิสระของ ธปท. เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการร่างกฎหมายของ ธปท.
“ผมมีความคับแค้นใจ 2-3 อย่าง แต่ว่าเป็นความคับแค้นใจเกิดขึ้นจากการฟังคอมเมนต์โพลิซีต่างๆ และได้ข้อสรุปอะไรบางอย่าง เวลานี้ถ้าจะเปรียบเทียบการทำนโยบายของแบงก์ชาติ ก็เปรียบได้ว่าเป็นคนวาดรูปช้าง และวาดแต่บั้นท้ายของช้างเท่านั้น พอนึกจะทำอะไรก็ไปชักจูงช้าง นึกออกได้อย่างเดียวว่า คือการลากหางช้างเพื่อจูงเขาไป แต่ลองคิดดูการลากช้างอย่างนั้นมัน make sense หรือเปล่า มันต้องทำความเข้าใจว่าช้างในที่นี้มันก็คือเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น หากจะลากช้างก็ต้องจูงไปทั้งตัว อย่าลากไปเฉพาะหาง” นายอัมมาร ระบุ
ขณะที่ผู้ว่าการ ธปท.ได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าว ว่า ปัจจุบันการทำนโยบายการเงินมีการประสานและการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังบ่อยครั้ง แม้จะไม่เป็นทางการเหมือนสมัยก่อนที่มีนโยบายการใช้ทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน แต่เป็นวงสนทนาในระดับย่อยลง และในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ซึ่ง ธปท.ได้มีการรายงานแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ
ทั้งนี้ ยืนยันว่าการใช้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในการดำเนินนโยบายการเงินปัจจุบัน ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายทั้งด้านเป้าหมายนโยบาย และเครื่องมือนโยบาย ซึ่งจะต้องมีความผสมผสานเครื่องมือเพื่อดูแลสมดุลของเศรษฐกิจระยะปานกลาง และไม่มุ่งหวังเพียงรักษาเป้าหมายเงินเฟ้อในระยะสั้นเท่านั้น ทำให้ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อที่ถือว่าต่ำ และอยู่ในกรอบเป้าหมาย เศรษฐกิจไทยเติบโตในเกณฑ์ที่น่าพอใจ และสามารถรับมือกับผลกระทบจากมรสุมทางเศรษฐกิจที่เข้ามาเป็นระลอก
0 การทำนโยบายมีต้นทุน
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการใช้เครื่องมือต่างๆ มีปัญหาคือต้นทุนในการทำนโยบายที่แสดงออกมาที่ฐานะการดำเนินงานที่ขาดทุน จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของหลายฝ่าย ถึงขนาดความพอดีของการขาดทุนและหวั่นไหวว่าจะกระทบต่อระดับความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง และจะการันตีได้อย่างไรว่ารัฐบาลจะไม่ต้องนำเงินภาษีของประชาชนมาเพิ่มทุนให้กับธนาคารกลาง
อย่าง นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าสายวิจัย บล.ภัทร มองว่า หาก ธปท.ตัดสินใจใช้นโยบายการเงินภายใต้กรอบอัตราเงินเฟ้อ ก็ควรที่จะเลิกเข้าไปแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เพราะมีผลให้ ธปท.มีสถานะขาดทุนตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น ก็ต้องมาพิจารณาดูทางเลือกอื่นมีอะไรบ้างที่จะเข้าไปดูแลแทน โดยเฉพาะการมองไปข้างหน้าถึงปัจจัยของเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างไร และไทยมีทางเลือกในการทำนโยบายการเงินอย่างไร
ขณะที่ผู้ว่าการ ธปท.ระบุเพียงสั้นๆ ว่า “การขาดทุนของ  ธปท.คือราคาของเสถียรภาพ แม้จะขาดทุนแต่ ธปท.ยังทำหน้าที่ได้ตราบเท่าที่ยังมีความน่าเชื่อถือ เพราะฐานะของธนาคารกลางต่างจากเอกชน”

0 โจทย์ทางเศรษฐกิจที่ยากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้าโจทย์เศรษฐกิจไทยที่ต้องเผชิญเปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะสิ่งแวดล้อมที่ต่างจากเมื่อ 10 ปีที่แล้วที่เศรษฐกิจโลกเติบโตดี ทำให้ไทยสามารถพาประเทศหลุดพ้นจากวิกฤติต้มยำกุ้งได้ด้วยการส่งออก และสามารถฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินให้กลับมาแข็งแกร่งได้เพราะเงินทุนต่างชาติ
แต่ขณะนี้ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกมีปัญหา จึงส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งด้านการส่งออกที่ยากขึ้น เพราะต้องพยายามขยายเศรษฐกิจให้ได้ภายใต้ข้อจำกัด พร้อมกับต้องดูแลตัวเองจากผลกระทบของมาตรการของประเทศเหล่านั้น จึงเกิดความท้าทายมากขึ้นในการทำนโยบาย ไม่มีคำตอบที่เบ็ดเสร็จไปทิศใดทิศหนึ่ง เพราะการทำนโยบายด้านหนึ่งอาจสร้างผลเสียให้กับอีกด้านหนึ่ง
ผู้ว่าการ ธปท.บอกว่า โจทย์หนึ่งที่ยากขึ้นของ ธปท.และเศรษฐกิจไทยที่มองเห็นได้ชัดในขณะนี้ คือกระแสเงินทุนจากต่างประเทศ หลังธนาคารกลางสหรัฐประกาศใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบ 3 (QE) แม้ว่าตลาดทั้งในและนอกประเทศมีการรับรู้พร้อมๆ กับปรับตัวไปแล้ว ทำให้ค่าเงินบาทไม่ผันผวนมากนัก แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนก็ชะล่าใจไม่ได้ เพราะไม่มีใครสามารถคาดได้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะไปอยู่ตรงไหน เพราะ QE3 เฟดไม่บอกว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร และแม้ภารกิจหลักของ ธปท. คือการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง และธนาคารกลางไปรับความเสี่ยงแทนเอกชนทั้งหมดจะไม่เหมือนปี 2540 ที่ ธปท.ปกป้องค่าเงินจนไปสร้างความเข้าใจว่าการกู้เงินหรือใช้เงินตราต่างประเทศมีความเสี่ยง
“หากเงินเคลื่อนไหวไปตามพื้นฐาน ธปท.จะไม่เข้าไปฝืน แต่จะเข้าแทรกแซงก็ต่อเมื่อเกิดความผิดปกติในตลาดการเงินไม่เป็นไปตามพื้นฐาน การทำให้เงินบาทคงที่หรืออ่อนค่าลงจนฝืนกับพื้นฐานเศรษฐกิจนั่นไม่ใช่การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ” นายประสารกล่าว
อย่างไรก็ตาม หลังการจบสัมมนาประจำปีของ ธปท. ผู้ว่าการ ธปท.ได้นัดสื่อมวลชนเพื่อรับฟังข้อสรุปของงาน สิ่งที่ได้ ตลอดจนเสียงสะท้อนของคนนอกหลายประเด็น พร้อมกับระบุว่า “เป็นโอกาสที่ดีของ ธปท.ที่ได้รับฟังความเห็นของนักวิชาการ แม้ว่า ธปท.จะเป็นผู้ตั้งประเด็นในหัวข้อวิจัยเอง แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีที่ได้ฟังความคิดเห็นข้างนอก ซึ่งเป็นประโยชน์มากที่จะใช้ในการปรับปรุงการทำงานของ ธปท.ต่อไป”.

แอลพีจี-เอ็นจีวี-น้ำมันนโยบายอลหม่านไร้ความชัดเจน   Leave a comment

http://www.thaipost.net/news/240912/62735

24 September 2555

ความไม่ชัดเจนด้านนโยบายราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ของ “อารักษ์ ชลธาร์นนท์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  ส่งผลให้ภาคผู้ใช้เกิดความสับสนและไม่แน่ใจว่ากระทรวงพลังงานจะดำเนินการอย่างไรกับราคาแอลพีจีในปัจจุบัน และส่งผลกระทบต่อการวางแผนปรับตัวของภาคผู้ใช้ทั้งประเทศในระยะยาว
ทั้งนี้ เมื่อมาพิจารณาการปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีของกระทรวงพลังงาน พบว่า ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้ทยอยปรับขึ้นราคาแอลพีจีมาโดยตลอด โดยยึดวิธีปรับขึ้นทีละภาคส่วน ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และภาคครัวเรือน
เริ่มตั้งแต่ภาคอุตสาหกรรมเป็นอันดับแรก ซึ่งทยอยปรับขึ้นราคามาตั้งแต่เดือน ก.ค.2554 เป็นต้นมา จาก 18.13 บาทต่อกิโลกรัม จนมาถึงราคาปัจจุบันแตะเพดานสูงสุดที่ 30.13 บาทต่อกิโลกรัม จากนั้นก็ทยอยปรับขึ้นราคาแอลพีจีในภาคขนส่ง เริ่มครั้งแรกในเดือน ม.ค. 2555 ที่ผ่านมาจากราคา 18.13 บาทต่อกิโลกรัม มาเป็น 21.38 บาทต่อกิโลกรัมในปัจจุบัน และเตรียมปรับขึ้นแอลพีจีภาคครัวเรือนในต้นปี 2556 จากปัจจุบันอยู่ที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม
แต่ล่าสุด นายอารักษ์ออกมาระบุว่า วิธีการปรับขึ้นราคาที่แต่ละภาคกลุ่มดังกล่าวไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากแม้ภาคอุตสาหกรรมจะสามารถปรับราคาขึ้นไปชนเพดานราคาสูงสุดได้แล้ว แต่ภาคขนส่งกลับถูกขัดแข้งขัดขามาโดยตลอด ทั้งโดนเบรกไม่ให้ปรับขึ้นราคาด้วยเหตุจากทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับขึ้นสูง รวมทั้งการประท้วงของกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งที่มักจะอ้างว่าการปรับขึ้นราคาดังกล่าวทำให้ผลกระทบต่อค่าขนส่ง ค่าครองชีพและเงินเฟ้อของประเทศ ทำให้กระทรวงพลังงานจำเป็นต้องหยุดขึ้นราคาเป็นระยะๆ จากเดิมรัฐบาลตั้งใจปรับขึ้นทุกเดือน และเปลี่ยนมาเป็นการปรับตามความเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่าแอลพีจีเป็นสินค้าการเมือง การจะขยับขึ้นราคาแต่ละครั้งมักถูกกลุ่มการเมืองออกมาโจมตี ทำให้รัฐบาลไม่กล้าเสี่ยงเพราะอาจส่งผลต่อคะแนนความนิยมในตัวรัฐบาลให้ลดลงได้
และเมื่อการปรับขึ้นราคาไม่เป็นไปตามที่นายอารักษ์คาดการณ์ไว้ ทำให้ต้องหาแนวทางใหม่ ซึ่งล่าสุดนายอารักษ์ยอมรับว่าจะมีวิธีการปรับขึ้นรูปแบบใหม่ ไม่ก็อุบไว้ไม่ยอมเปิดเผย  แต่ที่แน่ชัดคือเป้าหมายต้องปรับขึ้นราคาไปสู่ราคาเดียวกันทุกภาคส่วน  ซึ่งอาจหมายถึงการปรับขึ้นไปพร้อมๆ กันก็เป็นได้  ซึ่งทางกระทรวงพลังงานยืนยันว่าจะกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด
แต่สำหรับแอลพีจีในภาคครัวเรือนนั้น นับเป็นโจทย์ยากสำหรับทุกรัฐบาล เนื่องจากเกี่ยวข้องกับประชาชนรากหญ้าที่สำคัญของประเทศเป็นวงกว้าง ดังนั้นการขึ้นราคาแต่ละครั้งต้องใช้ความพิถีพิถันเป็นพิเศษในการวางแผน โดยเบื้องต้นกระทรวงพลังงานได้เตรียมแผนการปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคครัวเรือนไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีแนวโน้มจะทยอยปรับขึ้นในต้นปี 2556 คาดว่าถังขนาด 15 กิโลกรัมจะปรับเพิ่มขึ้นอีก 100 บาทต่อถัง จึงจะดำเนินการไปพร้อมๆ กับการใช้มาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ใช้แอลพีจีที่มีรายได้น้อย และไม่ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อกลุ่มผู้ใช้ที่เป็นร้านอาหารรายย่อย ด้วยการนำกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาใช้เป็นเครื่องมือไม่ให้ประชาชนรู้สึกถึงการปรับราคามากนัก
อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแค่ราคาแอลพีจีเท่านั้นที่มีปัญหา ด้านราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ รวมไปถึงราคาน้ำมันดีเซลที่ตรึงไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ก็ยังไม่รู้ชัดว่าจะทำอย่างไร แต่ที่เห็นได้ชัดคือ ราคาพลังงานทุกตัวกำลังย้อนกลับมาสู่กระบวนการศึกษาหาข้อมูลที่แท้จริงอีกครั้ง เหมือนกลับไปเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ ทั้งนี้ ที่ผ่านมานั้นได้มีการศึกษาและวางแผนกันมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนแล้ว
ดังนั้น ปัจจุบันจึงยังไม่มีใครรู้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในฐานะที่กำกับและบริหารงานมีแนวทางด้านพลังงาน จะแก้ปัญหาพลังงานอย่างไร หรือแม้แต่นายอารักษ์เองก็ยังไม่รู้ว่าจะดำเนินการอย่างไร เมื่อผลการศึกษายังไม่ออกมาปรากฏให้เห็นต่อหน้า ทำให้ราคาพลังงานยังแกว่งไปมา เอาแน่เอานอนไม่ได้ว่าจะปรับขึ้น เท่าไหร่ และเมื่อใด ซึ่งเชื่อว่าจนถึงสิ้นปี 2555 ก็ยังไม่เห็นการปรับเปลี่ยนราคาพลังงานอะไรที่ชัดเจน ซึ่งเท่ากับว่าตั้งแต่นายอารักษ์เข้ามาดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.2555 จนตลอดปีก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ด้วยปฏิกิริยาและด้วยนโยบายที่ปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคอุตสาหกรรมและขนส่ง ราคาน้ำมัน รวมถึงการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) อย่างต่อเนื่อง ทำให้เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2555 มีกลุ่มเครือข่ายประชาชนหลากหลายกลุ่มรวมตัวกันทั้งองค์การปฏิรูปพลังงานแห่งชาติ สภาเครือข่ายการเมืองภาคพลเมือง สภาแท็กซี่ไทย สภาธรรมาภิบาล กลุ่มทวงคืนสมบัติชาติ กลุ่มทวงคืนพลังงานไทย และสมาพันธ์รถเมล์ กทม. รวมตัวกันประท้วงการปรับขึ้นราคาพลังงาน โดยเรียกร้องประเด็นที่สำคัญ คือ
1.ให้ยกเลิกการปรับขึ้นค่าเอฟที ที่ประกาศปรับขึ้นไปในงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.2555 ในอัตรา 18 สตางค์ต่อหน่วย 2.ให้ยกเลิกการปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคขนส่งที่ปรับขึ้นไปเมื่อวันที่ 16 ก.ย.2555 ในอัตรา 25 สตางค์ต่อกิโลกรัม 3.ให้ปรับลดราคาน้ำมันลง 4-5 บาทต่อลิตร 4.ให้ภาคปิโตรเคมีซื้อแอลพีจีเท่ากับภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากภาคปิโตรเคมีซื้อในราคาต่ำกว่าตลาดโลก 40% และ 5.ให้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาคประชาชนและรัฐบาลเพื่อกลับมาดูราคาพลังงานที่แท้จริงกันอีกครั้ง
แต่การชุมนุมครั้งนี้กลับไม่ถูกเหลียวแลจากนายอารักษ์, นักการเมือง และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงาน ส่งเพียงผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงานมารับฟังปัญหาเท่านั้น คงเป็นเพราะว่าข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมครั้งนี้ไม่ได้เจาะลึกในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทำให้กระทรวงพลังงานมองว่าเป็นการเรียกร้องที่ไม่ชัดเจน และขนาดกลุ่มผู้ชุมนุมไม่มากนักประมาณ 100 คน
แต่ที่น่าแปลกคือการชุมนุมครั้งนี้กับถูกนายอารักษ์ ผูกโยงเข้าไปเกี่ยวกับการเมือง โดยออกมาระบุว่า “กลุ่มผู้ชุมนุม ประท้วงการปรับขึ้นแอลพีจีค่าเอฟทีนั้น น่าจะมีเบื้องหลังและวาระซ้อนเร้นในการมาชุมนุม เนื่องจากในวันแรกของการชุมนุมคือ 17 ก.ย.55 ตนได้เดินลงไปคุยกับชาวบ้านที่มาชุมนุม โดยที่ไม่มีใครทราบว่าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และทราบว่าชาวบ้านที่มารวมตัวกันเป็นแค่กลุ่มผู้ที่เดือดร้อนจากน้ำท่วม และไม่ได้มีเป้าหมายที่เรียกร้องยกเลิกการขึ้นราคาพลังงานแต่อย่างใด จึงไม่ทราบเจตนาของผู้ที่อยู่เบื้องหลังการชุมนุม เป้าหมายต้องการโจมตีให้ตนหลุดจากตำแหน่ง รมต.พลังงาน  และเชื่อว่า รมต.คนใหม่มาจะรู้ได้อย่างไรว่าจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า ผมเชื่อว่าคงต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลังการมาชุมนุมแน่นอน”
และเมื่อราคาพลังงานโดยเฉพาะราคาแอลพีจีมักถูกเชื่อมโยงไปเป็นเรื่องของการเมืองได้เสมอ หากใครก้าวมาดำรงตำแหน่ง รมต.พลังงาน ต่างระมัดระวังการปรับขึ้นราคากันอย่างมาก ซึ่งหากเร่งปรับราคาเกินไปจะมีผลถูกม็อบประท้วงจนอาจถึงขั้นหลุดจากตำแหน่งได้ง่ายๆ จึงทำให้การแก้ปัญหาแอลพีจีเป็นไปอย่างเชื่องช้า แม้กระทรวงพลังงานจะทราบเหตุผลกันดีโดยตลอดว่าต้นเหตุที่ต้องปรับขึ้นราคาแอลพีจีมาจากปัญหาการชดเชยราคามายาวนานเกินไป ทำให้กองทุนน้ำมันติดลบกว่า 17,000 ล้านบาทแล้วก็ตาม ก็ยังไม่มีใครที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาได้ สุดท้ายก็ได้แต่ปล่อยไว้คาราคาซังกลายเป็นดินพอกหางหมู และสินค้าการเมืองใครมาใครไปก็จะปรับลดราคาน้ำมันรับลดราคาก๊าซแอลพีจีเพื่อดึงประชานิยมเท่านั้น
ดังนั้น แม้ว่าราคาแอลพีจีในตลาดโลกปรับตัวขึ้นลงตามปัจจัยการเมือง เศรษฐกิจของโลก แต่ประเทศไทยกลับเข้าไปแทรกแซงตรึงราคาแอลพีจีไว้ที่ 333 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และเป็นราคาที่ต่ำกว่าตลาดโลกมาโดยตลอดนานนับสิบๆ ปี จนแม้กระทั่งปัจจุบันแอลพีจีในตลาดโลกมีราคาอยู่ที่ประมาณ 900 เหรียญสหรัฐต่อตัน ดังนั้น ส่วนต่างราคาที่เกิดขึ้นทางกระทรวงพลังงานจึงต้องนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาจ่ายชดเชยคืนให้กับผู้นำเข้าแอลพีจีที่ซื้อมาแพง แต่กลับมาขายถูกในประเทศนั่นเอง
หลังจากนี้ คงต้องจับตา นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รมว.พลังงาน ดีกรีอดีตผู้บริหารระดับสูงของ บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น  จะสามารถปรับโครงสร้างราคาได้เสร็จสิ้นก่อนเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ได้หรือไม่ หรือต้องอุ้มกระเตงกันอย่างนี้เรื่อยไป หรือรอจนมีการปรับ ครม.ใหม่ ซึ่งตามกระแสเห็นว่าน่าจะเปิดขึ้นในเร็วๆ นี้ และก็หนี้ไม่พ้นเข้าวังวนเดิมคือ อุดหนุนเหมือนเดิมเพื่อรักษาฐานเสียงไว้ จนกลับเข้าสู่วังวนเดิมๆ อีกครั้ง
แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าใครจะมาเป็น รมต.พลังงาน สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือความชัดเจนของนโยบายและความเข้าใจที่ตรงกันของภาครัฐกับประชาชน เพื่อให้โครงสร้างพลังงานเดินไปอย่างมั่นคงแข็งแรง และต้องไม่ลืมให้ประชาชนได้รู้ทิศทางเพื่อการวางแผนปรับตัวในการดำรงชีวิตด้วย.

ศึกชิง”รถไฟสีแดง”วัดดวงใครอยู่ใครไป   Leave a comment

http://www.thaipost.net/news/170912/62477

17 September 2555

โครงการก่อสร้างรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะทาง 25 กิโลเมตร ดำเนินการโดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ต้องสะดุดอีกครั้งหลังจากที่ล่าช้ากว่ากำหนดมาแล้ว 2 ปี ณ ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าอนาคตอยู่ตรงไหน เมื่อเกิดศึกษาสายเลือดแดงในพรรคเพื่อไทย ระหว่าง พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.คมนาคม กับ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม เมื่อ พล.ต.ท.ชัจจ์ ได้ออกมาประกาศยืนกรานอย่างชัดเจนกับสื่อมวลชน ว่าได้ให้นโยบายการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เร่งปรับขนาดรางรถไฟจากมิเตอร์เกต (รางขนาด 1 เมตร) เป็นสแตนด์ดาร์ดเกต (รางมาตรฐานขนาด 1.435 เมตร) ทั่วประเทศ โดยยังคงเป็นรถไฟทางคู่ตามแผนเดิม เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงเส้นทางเดินรถไฟกับประเทศต่างๆ ได้
“อีกทั้งยังมีแนวคิดที่จะยกเลิกเส้นทางรถไฟชานเมืองสายสีแดงช่วง (บางซื่อ-รังสิต) เนื่องจากเห็นว่าเป็นการลงทุนในเส้นทางทับซ้อนกับส่วนต่อขยายแอร์พอร์ตลิงค์ (พญาไท-ดอนเมือง) โดย ร.ฟ.ท.ควรจะเน้นลงทุนไปในส่วนต่อขยายแอร์พอร์ตลิงค์ และไม่จำเป็นต้องมีสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) เพิ่มเติมอีก ส่วนเรื่องที่โครงการดังกล่าวได้มีการเปิดประมูล ทั้งในส่วนของสัญญาที่ 1 และสัญญาที่ 2 ทั้งนี้จะมีการพูดคุยหารือกับผู้รับเหมาที่ประกวดราคา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อดูว่าจะสามารถยกเลิกโครงการได้หรือไม่”
เพียงวันแรกที่มีข่าวออกมาก็เกิดกระแสการคัดค้านจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะโครงการนี้ไม่ใช่เพิ่งทำ แต่ได้ผ่านการพิจารณามานานแล้ว ประกอบกับหลายว่าโดยเฉพาะสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เห็นว่า ในทางเทคนิคหรือในทางปฏิบัติ ไม่สามารถปรับขนาดรางรถไฟสายสีแดงเป็น 1.435 เมตรได้ เพราะระบบเดิมและโครงสร้างหลักใช้ขนาด 1 เมตร
โดย นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม ในฐานะที่เป็นเจ้ากระทรวงกลับออกมาพูดสวนทางกับ พล.ต.ท.ชัจจ์ ว่ากระทรวงไม่มีนโยบายยกเลิกโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต วงเงินกว่า 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเปิดประกวดราคาคัดเลือกผู้ก่อสร้างแล้ว และอยู่ระหว่างรอลงนามสัญญาว่าจ้าง แต่จะพิจารณาว่าจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมาใช้รางขนาดมาตรฐาน 1.435 เมตร หรือควรใช้ราง 1 เมตร หรือไม่ดังนั้นจึงมอบหมายให้ สนข.จะจัดประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับผู้เกี่ยวข้องภายในสัปดาห์หน้า เพื่อหาข้อสรุปเรื่องดังกล่าว
หากพบว่าผลการศึกษาเห็นควรใช้รางขนาดมาตรฐาน การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) อาจทำสัญญาว่าจ้างแบบปลายเปิด เพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนขนาดรางในอนาคต แต่เงื่อนไขสัญญาต้องไม่ก่อให้เกิดปัญหาฟ้องร้องระหว่างรัฐและเอกชน และต้องอยู่ภายใต้กรอบงบประมาณเดิม และกำหนดแล้วเสร็จของโครงการต้องเป็นไปตามแผนงานเดิมเช่นกัน ส่วนการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ ระยะทาง 873 กิโลเมตร ยังคงเป็นไปตามแผนงานเดิม และจะใช้รางขนาด 1 เมตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางราง
พร้อมทั้งยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “สายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิตถอยไม่ได้ ต้องเดินหน้าอย่างเดียว จะล้มโครงการไม่ได้แน่นอน เพราะสัญญาที่ 1 หรืองานก่อสร้างสถานีบางซื่อ จะมีผลต่อการเปิดใช้รถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ซึ่งก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดสอบเดินรถ และจากประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็นทั้งหมด ผมจะเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะเลือกใช้รางขนาดใด ส่วนทางรถไฟในปัจจุบัน ซึ่งมีขนาด 1 เมตร ระยะทางประมาณ 4,000 กิโลเมตรทั่วประเทศ จะยังใช้งานต่อไป แต่จะปรับปรุงให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ” นายจารุพงศ์กล่าว
ส่วนโครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายใหม่ โดยเฉพาะรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง จะใช้รางขนาด 1.435 เมตร โดยช่วงนี้ถือเป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายในการวางรากฐานว่าจะใช้ระบบรถไฟแบบใด เพราะการจะเปลี่ยนไปสู่รางขนาดมาตรฐานทั้งหมดโดยเร็วดำเนินการได้ยาก ต้องคิดด้วยว่าจะทำอย่างไรกับระบบเดิม และถ้าเปลี่ยนมาใช้รางขนาดมาตรฐานทั้งหมด ต้องใช้งบประมาณกว่า 4 แสนล้านบาท
นายจารุพงศ์ยังกล่าวอีกว่า ข้อเสนอให้ยกเลิกโครงการรถไฟสายสีแดงของ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.คมนาคม เพราะเห็นว่าแนวสายทางซ้ำซ้อนกับแอร์พอร์ตเรลลิงค์ ซึ่งจะขยายเส้นทางจากพญาไท
- ท่าอากาศยานดอนเมือง เป็นเรื่องที่รับฟังได้ แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะรถไฟแต่ละระบบ เช่น รถไฟชานเมือง รถไฟแอร์พอร์ตเรลลิงค์ มีเป้าหมายรองรับผู้โดยสารแตกต่างกันกับโครงการรถไฟสายสีแดง บางซื่อ-รังสิต และยันกระทบโครงการช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน
นอกจากนี้ ยังมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม อีกเสียงที่ออกมาคัดค้าน โดยระบุว่าไม่สามารถยกเลิกโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิตได้ เพราะจะกระทบโครงการช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ซึ่งก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว และแม้เส้นทางช่วงบางซื่อ-รังสิตจะทับซ้อนกับโครงการส่วนต่อขยายแอร์พอร์ตลิงค์ แต่วัตถุประสงค์และเป้าหมายของทั้งสองโครงการแตกต่างกัน โดยรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์มีจุดประสงค์เพื่อรองรับการเดินทางไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และต่อเชื่อมการเดินทางไปยังท่าอากศยานดอนเมือง ขณะที่สายสีแดงจะรองรับการเดินทางทั่วไปและการขนมวลชนจากชานเมืองเข้าสู่ตัวเมือง และในอนาคตสามารถต่อเชื่อมไปยัง จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อรองรับประชาชนเพิ่มขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม สถานีบางซื่อในโครงการสายสีแดงจะเป็นสถานีหลักหรือเป็นศูนย์รวมของทุกระบบ มีทั้งหมด 24 ชานชาลา เป็นชานชาลารถไฟทางไกล 12 ชานชาลา รถไฟชานเมืองสายสีแดง 4 ชานชาลา รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ 4 ชานชาลา และรถไฟความเร็วสูง 4 ชานชาลา และจากบางซื่อ-รังสิต กำหนดให้มี 7 ราง คือ รถไฟชานเมืองและรถไฟทางไกล 3 ราง รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงค์ 2 ราง และรถไฟความเร็วสูง 2 ราง จะเห็นว่าแบ่งการใช้ประโยชน์ชัดเจน ไม่ได้ทับซ้อนกัน และจะไม่มีปัญหาจุดตัดทางรถไฟช่วงดังกล่าว เพราะจะยกระดับมาใช้รางร่วมกับรถไฟชานเมือง หากยกเลิกโครงการสายสีแดงและใช้รางร่วมกับแอร์พอร์ตลิงค์ หรือรถไฟทางไกล จะมีปัญหาเรื่องจำนวนสถานีและจุดจอดรถไฟ
ส่วนรางขนาด 1 เมตรยังใช้อยู่ในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย พม่า ลาว กัมพูชา รวมถึงออสเตรเลียและญี่ปุ่น หรือมีสัดส่วนการใช้ 20% โดยสามารถปรับปรุงเพิ่มความเร็วได้ถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีเพียงจีนที่ใช้รางขนาดมาตรฐาน 1.435 เมตร กระทรวงต้องพิจารณาประเด็นเหล่านี้ในการเชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟกับประเทศเพื่อนบ้าน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านอย่างไร แต่  พล.ต.ท.ชัจจ์ก็ยังยืนยันแนวคิดเดิม คิดเลิกรถไฟสายสีแดงและปรับรางทั่วประเทศให้มีขนาด 1.435 เมตร แม้กระทั่งจัดให้มีการการปะชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนโครงการก่อสร้าง รถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่บางช่วง ตามข้อเสนอของ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.คมนาคม ซึ่งมี นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม, พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมด้วย เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติร่วมกันให้เดินหน้าโครงการรถไฟทางคู่ 6 เส้นทางหลัก รวมระยะทาง 873 กิโลเมตร ตามแผนเดิม ส่วนรายละเอียดของการก่อสร้างชนิดของรางว่าจะใช้รูปแบบเดิมคือรางขนาด 1 เมตร หรือจะปรับเปลี่ยนบางส่วนเป็นรางมาตรฐานขนาด 1.435 เมตร ตามข้อเสนอของ พล.ต.ท.ชัจจ์ ที่ประชุมมอบให้ ร.ฟ.ท.นำข้อเสนอของ พล.ต.ท.ชัจจ์ไปประกอบการพิจารณา เพื่อเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียใหม่อีกครั้ง
ส่วนโครงการก่อสร้างรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ที่ประชุมมีมติให้เดินหน้าต่อเช่นกัน แต่มอบให้ร.ฟ.ท.ไปศึกษาความเป็นไปได้ และเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย หากจะมีการใช้รางร่วมกับรางของโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสถานีรับ-ส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง หรือแอร์พอร์ตเรลลิงค์ ที่จะมีการขยายจากสถานีพญาไทไปยังท่าอากาศยานดอนเมือง ตามข้อเสนอของ พล.ต.ท.ชัจจ์ด้วย
“ร.ฟ.ท.จะต้องกลับไปศึกษาเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของทั้ง 2 โครงการใหม่อีกครั้ง โดยต้องนำข้อเสนอแนะของพล.ต.ท.ชัจจ์ไปประกอบการศึกษาด้วย จากนั้นจะนำผลการศึกษาทั้งหมดไปหารือร่วมกับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสินใจชี้ขาดเรื่องนี้อีกครั้งในสัปดาห์หน้า” นายจารุพงศ์กล่าว
แต่ พล.ต.ท.ชัจจ์ก็ยังยืนกรานเช่นเดิมเลิกสายสีแดง เปลี่ยนรางรถไฟให้เป็นขนาด 1.435 เมตร พร้อมทั้งย้ำอีกว่า รถไฟสายสีแดงบางซื่อ-รังสิตนั้นเกินความจำเป็น และซ้ำซ้อนกับส่วนต่อขยายแอร์พอร์ตเรลลิงค์ พญาไท-ดอนเมือง ซึ่งจะไม่คุ้มค่าการลงทุน เพราะผู้โดยสารจะเลือกใช้เพียงแค่ 1 เส้นทางเท่านั้น พร้อมยืนยันอีกว่า 3 รมต.คมนาคม ไม่จำเป็นที่ต้องเป็นเอกภาพเดียวกัน แต่ที่สำคัญคือต้องมอบประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลัก เพราะจะช่วยชาติประหยัดงบประมาณ แต่ก็พร้อมที่จะฟังเสียงส่วนใหญ่ หากเห็นว่าควรให้ดำเนินการต่อไป ตนก็ยินดีเพียงแต่ต้องการเสนอความเห็นของตนเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งของ 3 รัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ที่ขัดแย้งกันมีหลายคน มองว่าเป็นเพราะขัดผลประโยชน์กัน แบ่งกันไม่ลงตัวหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่การโยนหินถามทางจากผู้รับเหมาเพื่อรอรับส่วนแบ่ง หรือเพื่อต้องการสร้างให้ตนเองมีบทบาทในสังคมบ้างเพราะช่วงนี้ใกล้ถึงวาระปรับ ครม.กันอีกแล้ว จะต้องเหตุผลอะไรก็สุดที่จะเดาได้
แต่ที่จริงคือความขัดแย้งของ 3 รมต.คมนาคมไม่มีข้อยุติง่ายๆ  เพียงแต่ว่าขณะนี้เป็นการซื้อเวลาออกเท่านั้น และที่ผ่านมาเองรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมก็มีความขัดแย้งกันอยู่แล้ว งานนี้คงต้องวัดดวงว่าศึกสายเลือดแดง 3 พี่น้องแต่ไม่เข้มข้นจะจบลงรูปแบบไหน เพราะต่างคนต่างก็มั่นใจว่าเด็กนายใหญ่ โดยเฉพาะพล.ต.ท.ชัจจ์ แกนนำแดงตัวเบ่ง ที่สายเหนียวมาตั้งแต่การปรับ ครม.ครั้งที่แล้วก็ยังคงอยู่รอด นายจารุพงศ์ในฐานะที่เป็นเลขาพรรคก็ถือว่าข้าแน่อยู่แล้ว ส่วนชัชชาติ ซึ่งสายแข็งเช่นกันเพราะมาจากนายใหญ่ดูไบโดยตรง ด้วยดีกรีนักวิชาการฝ่ายวิศวกรที่อยู่เบื้องหลังการทำงานหลายด้านวิศวกรหลายโครงการของนายใหญ่ และที่ถูกส่งตรงมาเพื่อกำกับดูแลกระทรวงคมนาคมที่มีเมกะโปรเจ็กต์มูลค่ามหาศาลอยู่ในการกำกับดูแล้ว
สุดท้ายใครจะอยู่จะไปโครงการรถไฟสายสีแดงน่าจะเป็นคำตอบที่ดีทีสุด.

โกหกสีขาว..สุดฝืน “ความจริง” หดเป้าส่งออก ฉุดจีพีดีโตต่ำ   Leave a comment

http://www.thaipost.net/news/100912/62151

10 September 2555

“ทุกตัวเลขที่นำมาแถลงเป็นของจริง เราไม่ได้คิดหรือแต่งเติมขึ้นมา ซึ่งการที่บอกความจริงเพื่อให้เห็นว่าเราทำงานกันอย่างไร ในสภาวะเศรษฐกิจเป็นเช่นนี้ กระทรวงพาณิชย์มีข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นจริงที่นำมาเสนอต่อสาธารณชน เพราะฉะนั้น หากจะต้องปรับเป้าลงมา ก็ไม่คิดว่าจะเป็นการเสียหน้าอะไร เพราะทุกคนที่ทำงานก็เพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุด แต่ปัจจัยภายนอกมากระทบเยอะ”

นับตั้งแต่ นายกิติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง “ทิ้งบอมบ์” ด้วย “โกหกสีขาว” นอกจากรัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเสียรังวัดแล้ว ก่อให้เกิดคำถามตามมามากมายว่า “ตัวเลขทางเศรษฐกิจ” ในรัฐบาลชุดนี้ ล้วนเป็นสิ่งโกหกที่รัฐบาลอุปโลกน์ขึ้นมาหลอกประชาชนและนักลงทุนหรือไม่
ในงานสัมมนา กล่าวในงานสัมมนา “1 ปี ยิ่งลักษณ์กับอนาคตเศรษฐกิจไทย” ที่โรงแรมดุสิตธานี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา นายกิตติรัตน์พูดเอาไว้ว่า “ผมในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจและ รมว.การคลัง เขาอนุญาตให้ผมพูดไม่จริงได้ในบางเรื่องหากเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ดี เหมือนภาษาอังกฤษที่เรียกว่า White lie ที่แปลว่าโกหกสีขาว”
“ตัวเลขส่งออก” เป็นดัชนีทางเศรษฐกิจสำคัญตัวหนึ่งที่ถูกจับจ้องอย่างมากว่า จะทำตามเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ที่ 2.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 15% ได้หรือไม่ หลังจากเจอโกหกสีขาวของรองนายกฯ กิตติรัตน์เข้าไป
ล่าสุด นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ ออกมายอมรับโดยดุษฎีว่า เป้าหมายขยายตัว 15% ทำไม่ได้แน่นอน หลังจากประชุมหารือกับผู้ประกอบการส่งออกเพื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดเป้าหมายการส่งออก
“ตัวเลขของภาคอุตสาหกรรมที่ได้มีการประเมินภาพรวมวันนี้ยังไม่ได้สรุปเป็นทางการ ซึ่งก็มีทั้งอุตสาหกรรมที่ปรับเป้าหมายตัวเองลดลง เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ปรับเป้าหมายส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 30% จึงอาจต้องมีการประมวลตัวเลขร่วมกับข้อมูลอื่นอีกครั้งก่อนประกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป้าหมายการส่งออกเดิมที่ตั้งไว้ 15% นั้นแน่นอนแล้วว่าคงขยายตัวไม่ถึง แต่ก็ยังเชื่อว่าจะไม่ต่ำกว่า 5% อย่างแน่นอน และอาจจะเท่าหรือไม่เท่ากับตัวเลขที่รัฐบาลกลางหรือหน่วยงานด้านเศรษฐกิจอื่นๆ วางไว้ก็ได้” นายภูมิกล่าว
ทั้งนี้ หลังจากรวบรวมข้อมูลตัวเลขเป้าหมายการส่งออกสินค้าทั้ง 7 กลุ่มอุตสาหกรรมแล้ว จะต้องมีการนำข้อมูลไปประเมินร่วมกับข้อมูลตัวเลขส่งออกในแต่ละตลาดของทูตพาณิชย์ที่จะมีการหารือในสัปดาห์นี้ พร้อมทั้งดูตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ซื้อในตลาดต่างประเทศร่วมด้วยว่าจะออกมาเป็นอย่างไร
โดยคาดว่าจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดและประกาศเป็นตัวเลขเป้าหมายการส่งออกได้ภายในกลางเดือน ก.ย.นี้
อย่างไรก็ตาม ได้มีการประเมินตัวเลขการส่งออกที่เป็นไปได้ 3 กรณี คือ ที่ 5% 7%และ 9% โดยหากตั้งแต่เดือน ส.ค.-ธ.ค.2555 ส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 20,380 ล้านเหรียญสหรัฐ จะทำให้ส่งออกทั้งปีขยายตัวได้ 5% หากส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 21,270 ล้านเหรียญสหรัฐ เป้าทั้งปีจะเป็น 7% และหากส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 22,160 ล้านเหรียญสหรัฐ เป้าจะเป็น 9%    สำหรับการส่งออกเดือน ก.ค.2555 ซึ่งเป็นตัวเลขล่าสุดที่กระทรวงพาณิชย์แถลง มีมูลค่า 19,544.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 4.46% ในรูปเงินบาท มีมูลค่า 610,940.4 ล้านบาท ลดลง 1.44% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 21,290.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.73% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา ในรูปเงินบาทมีมูลค่า 673,541.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.27% ส่วนดุลการค้าขาดดุล 1,746.3 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดในรูปเงินบาทมีมูลค่า 62,600.8 ล้านบาท
สำหรับช่วง 7 เดือนของปี 2555 (ม.ค.- ก.ค.) การส่งออกมีมูลค่า 131,809 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 0.4% ในรูปเงินบาท มีมูลค่า 4,076,876 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.21% การนำเข้ามีมูลค่า 143,895.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.50% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีที่ผ่านมา ในรูปเงินบาทมีมูลค่า 4,502,079 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.32% ดุลการค้าขาดดุลรวม 12,086.7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 425,203 ล้านบาท
“เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา กรมศุลกากรได้มีการปรับฐานข้อมูลมูลค่าการส่งออกใหม่ ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีการปรับปีละ 2 ครั้ง คือเดือน ก.ค.และเดือน ธ.ค. ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ยึดฐานข้อมูลจากกรมศุลกากร โดยตัวเลขฐานของปี 2554 ที่ได้มีการปรับใหม่คือ 222,579.2 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิมที่ 228,825.3 ล้านเหรียญสหรัฐ” รมช.พาณิชย์ ระบุ
เป็นที่น่าสังเกตว่า ท่ามกลางข้อกังขาว่า การส่งออกภายใต้รัฐบาลชุดนี้จะทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่ จู่ๆ มีการปรับฐานตัวเลขลงมาเพื่อให้ฐานปี 2554 ต่ำลง ส่งผลดีต่ออัตราการขยายตัวของปี 2555 ที่แม้จะไม่ได้ตามเป้า แต่จะส่งผลให้การขยายตัวดูดีกว่าความเป็นจริง
หากจำเป็นต้องปรับลดเป้าหมายการส่งออกต่ำกว่า 15% จริง นายภูมิยืนยันหนักแน่นว่า ไม่เป็นการเสียหน้าแต่อย่างใด
“ทุกตัวเลขที่นำมาแถลงเป็นของจริง เราไม่ได้คิดหรือแต่งเติมขึ้นมา ซึ่งการที่บอกความจริงเพื่อให้เห็นว่าเราทำงานกันอย่างไร ในสภาวะเศรษฐกิจเป็นเช่นนี้ กระทรวงพาณิชย์มีข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นจริงที่นำมาเสนอต่อสาธารณชน เพราะฉะนั้นหากจะต้องปรับเป้าลงมา ก็ไม่คิดว่าจะเป็นการเสียหน้าอะไร เพราะทุกคนที่ทำงานก็เพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุด แต่ปัจจัยภายนอกมากระทบเยอะ”     เมื่อถูกถามว่าท้อหรือไม่? นายภูมิบอกอย่างมั่นใจว่า “ไม่ท้อนะ เพราะต้องทำ แต่ถ้าทำไม่ได้ ต้องปรับเป้าลงก็ต้องทำ ซึ่งไม่เกินวันที่ 15 ก.ย.นี้ คงได้ตัวเลขใหม่ ไม่ได้ยืนกระต่ายขาเดียวว่าต้องได้เท่านั้น เท่านี้ หรือว่าต้องยอมแพ้แล้วหยุด ไม่ทำอย่างนั้นแน่นอน”
เมื่อมูลค่าการส่งออกซึ่งเป็นโลหิตใหญ่ของฟันเฟืองเศรษฐกิจไทยหดตัวลง ย่อมส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ที่ขณะนี้หลายสำนักทั้งภาครัฐและเอกชนต่างทยอยปรับลดเป้าหมายการเติบโตลง
น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้บริหารส่วนกลยุทธ์การต่างประเทศ สายนโยบายการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)กล่าว ธปท.เตรียมปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจประจำปี 2555 และ 2556 ต่ำลงกว่าประมาณการปัจจุบันที่ระดับ 5.7% และ 5.0% ตามลำดับ
เนื่องจากเห็นผลกระทบจากการถดถอยเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะดัชนีการอุปโภคบริโภคของประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาหดตัวลงอย่างมาก ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านการชะลอตัวของการส่งออก โดยเริ่มเห็นความชัดเจนแล้วตั้งแต่เดือน ก.ค.ถึง ส.ค.ที่ผ่านมา
อีกทั้งการส่งออกที่ชะลอตัวยังสร้างความกังวลว่าจะกระทบต่อภาคการผลิตเพื่อการส่งออกและทำให้รายได้แรงงานในภาคดังกล่าวหดตัวลง ส่งผลต่อการลดลงของการบริโภคและอุปโภคในประเทศ ขณะที่แรงกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลมีความล่าช้าอย่างมาก โดยเฉพาะงบประมาณในการบริหารจัดการน้ำมูลค่า 350,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าน่าจะเบิกใช้ได้เพียง 25,000 ล้านบาทในปีนี้เท่านั้น
น.ส.สุธาภา อมรวิวัฒน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุเช่นกันว่า ธนาคารปรับลดคาดการณ์จีดีพีไทยประจำปี 2555 ขยายตัว 5.5% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวการส่งออกจากภาวะความถดถอยเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าการส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้น้อยลงกว่าที่คาดไว้เดิมจากระดับ 10% เหลือ 8% แต่หากยุโรปแย่กว่าที่คาด การส่งออกอาจจะขยายตัวได้เพียง 5%
ด้าน นายบุญชัย จรัสแสงสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า เบื้องต้นกระทรวงการคลังคาดว่าตัวเลขการส่งออกในปี 2555 จะเติบโตที่ระดับ 5-6% ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 12.8% ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบมาจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้สาธารณะในทวีปยุโรปที่เริ่มทวีความรุนแรง ภาพรวมเศรษฐกิจจีนเริ่มสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวมากขึ้นหลังจากตัวเลขการส่งออกในเดือน ก.ค.ลดลงเหลือ 1% ขณะที่ภาพรวมการส่งออกในภูมิภาคอาเซียนเริ่มชะลอตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือน ก.ค.ตัวเลขการส่งออกของอาเซียนติดลบ 11.9%, โดยมาเลเซียติดลบ 20.1%, สิงคโปร์ติดลบ 25.4%
ในส่วนของจีดีพียังมั่นใจว่าจะเติบโตได้ที่ 5.7% เนื่องจากรัฐบาลได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายในการบริหารประเทศ โดยหันมาเน้นการพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนเพิ่มมากขึ้น
คงต้องลุ้นกันเฮือกใหญ่ว่า ท้ายสุดแล้วรัฐบาลนี้จะหนีความจริงไปได้แค่ไหน.

บทเรียน “ดีแทค” สัญญาณล่ม เยียวยา ต้อง จริงใจ   Leave a comment

http://www.thaipost.net/news/030912/61864

3 September 2555

บ่นกันขร่มว่อนอินเทอร์เน็ต สำหรับเหตุการณ์สัญญาณโทรศัพท์มือถือล่มซ้ำซาก ของ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “ดีแทค”
หากนับนิ้วดูดีๆ นับตั้งแต่ปลายปี 2554 จนถึงเดือนสิงหาคม ล่าสุด ราวๆ 8 เดือน ดีแทคมีปัญหา “ชื่อเสีย” จากสัญญาณล่มแล้วถึง “5 ครั้ง”  ซึ่งแต่ละครั้งล้วนบั่นทอนจิตใจของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบไปยังชื่อ “แบรนด์” ที่สะสมมานับเป็น 10 ปี
เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก และหลายคนก็เดาว่ามันก็ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายเช่นกัน
หากไล่เรียงเหตุการณ์สัญญาณล่มที่เกิดขึ้น จะพบว่าใน 5 ครั้ง 2 ครั้งเกิดมาจากอุบัติเหตุสุดวิสัย แต่อีก 3 ครั้งนั้นเกิดจาก ความผิดพลาดทางเทคนิคของทางดีแทคเอง
โดยปฐมบท “สัญญาณล่ม” เกิดขึ้นครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2554 ซึ่งในครั้งนั้นดีแทคออกแถลงการณ์ชี้แจงหลังเกิดเหตุสัญญาณ DTAC ล่มในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ว่า มาจากสาเหตุการเปลี่ยนอุปกรณ์เครือข่ายที่เรียกว่า Home Location Register จากระบบเดิม Nokia-Siemens เป็นระบบใหม่ของ Ericsson ซึ่งเหตุขัดข้องเริ่มต้น 12.00 น.ของวันที่ 20 ธ.ค.ถึง 12.00 น.ของวันที่ 22 ธ.ค.
ต่อมาในวันที่ 5 มกราคม 2555 ปัญหาสัญญาณดีแทคล่ม เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 2 ในบริเวณภาคใต้ตอนบน 7 จังหวัด  สมุทรปราการ และกรุงเทพฯ บางส่วน โดยดีแทคชี้แจงว่ายังอยู่ระหว่างหาสาเหตุ คาดว่าเกิดจากชุมสายภายใต้ล่ม โดยมีการออกคำสั่งหยุดการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซาก ครั้งนั้นตัวแทนจากดีแทคแจงว่าเหตุสัญญาณล่มส่งผลกระทบต่อผู้ใช้เลขหมายดีแทคทางภาคใต้ 1.8 ล้านรายในพื้นที่ 7 จังหวัด คือ ชุมพร สุราษฎร์ฯ ตรัง กระบี่ นครศรีธรรมราช ภูเก็ต และพังงา รวมไปถึงกรุงเทพฯ และปริมณทล บางส่วน
และผ่านมาอีกเพียง 3 วัน ก็เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “งานเข้า” อีกครั้ง โดยในวันที่ 8 มกราคม 2555 นับว่าเป็นวันที่ “โชคร้าย” ของดีแทคอย่างแท้จริง เพราะอยู่ดีๆ ก็มีอุบัติเหตุรถบรรทุกอ้อยชนเสาไฟฟ้าล้มในอำเภอปราณบุรี ทำให้สายเคเบิลใยแก้วสายหลักของดีแทคที่ให้บริการในจังหวัดภาคใต้ถูกตัดขาด และต่อมาอีกไม่กี่นาทีเพลิงไหม้หญ้าข้างถนนในพื้นที่ใกล้เคียงกันได้ลุกลามไปไหม้เสาไฟฟ้าและสายเคเบิลใยแก้วสายสำรองของดีแทค จนทำให้สัญญาณไปสู่ภาคใต้ถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง ซึ่งกระทบต่อลูกค้าของดีแทคในจังหวัดภาคใต้ เป็นเวลาประมาณสองชั่วโมงครึ่ง
ส่วนปัญหาเครือข่ายล่มในครั้งที่ 4 เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยช่วงเวลาที่ขัดข้องเกิดขึ้นในช่วง 10.20 น. ปรากฏว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่เครือข่ายดีแทคในเขตพื้นที่ให้บริการภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง น่าน แพร่ พะเยา และแม่ฮ่องสอน ได้เกิดขัดข้องใช้งานไม่ได้ ซึ่งในครั้งนั้นมีสาเหตุจากมีอุบัติเหตุรถบรรทุกเกี่ยวสายเคเบิลใยแก้วทั้งเส้นหลักและเส้นสำรองทั้ง 2 เส้นถูกตัดขาด เขตพื้นที่ให้บริการดังกล่าวใช้บริการไม่ได้ และได้แก้ไขให้สามารถใช้บริการได้เป็นปกติในเวลา 13.00 น.
และครั้งล่าสุด สัญญาณล่มครั้งที่ 5 ซึ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ  เมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเหตุขัดข้องครั้งล่าสุดทางดีแทค  ชี้แจงมาว่า เกิดมาจากความขัดข้องของอุปกรณ์ MPLS Signaling Router หนึ่งเครื่องในจำนวนอุปกรณ์ MPLS Signaling Router จำนวนหลายคู่ ที่ใช้งานอยู่ที่ศูนย์  Switching Center รังสิต ส่งผลกระทบต่อการให้บริการลูกค้าของ DTAC จำนวน 4 ล้านเลขหมาย หรือราว 20% ของจำนวนลูกค้าทั้งหมดทั่วประเทศ
แม้ว่าจะเผชิญกับปัญหาทั้งแบบ “ที่ตั้งใจ” และ” ไม่ตั้งใจ” ก็ถือว่าทางดีแทคเป็นค่ายมือถือที่มีประสบการณ์มากที่สุดในการให้การเยียวยาลูกค้า
จะเห็นว่าในการเยียวยาครั้งก่อนๆ แม้จะล่าช้าบ้าง แต่ก็ยังแสดงถึงความจริงใจในการที่จะช่วยและดูแลลูกค้า โดยในการเยียวยา 3 ครั้งแรก ดีแทคได้ยอมจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบรวมกันกว่า 400 ล้านบาทในครั้งแรก เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2554 มีลูกค้าได้รับผลกระทบกว่า 20 ล้านราย เป็นมูลค่า 300 ล้านบาท ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2555 มีลูกค้าได้รับผลกระทบกว่า 1.8 ล้านราย คิดเป็นมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท และครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2555 มีลูกค้าได้รับผลกระทบกว่า 2 ล้านราย
แต่สำหรับการเยียวยาครั้งล่าสุด ไม่รู้ทางทีมบริหารของดีแทคคิดยังไง ถึงเลือกการเยียวยาแบบกั๊กๆ และลดมาตรฐานการเยียวยาของตัวเองลง โดยทางดีแทคเลือกที่จะชดเชยเฉพาะลูกค้าที่ได้รับความเดือดร้อนจริง ซึ่งดีแทคอ้างว่ามีเพียง 5 ล้านเลขหมาย หรือราวๆ 20% ของลูกค้าจำนวนทั้งหมด 23.5 ล้านเลขหมาย แทนที่จะชดเชยอัตโนมัติเป็นการทั่วไป     โดยมาตรการเยียวยาในครั้งนี้ ลูกค้าแบบเติมเงิน : โทร.ฟรี 80 นาทีในเบอร์ดีแทค 5 ทุ่ม ถึง 5 โมงเย็น ใช้ได้นาน 7 วัน รับสิทธิ์โทร.*10250 ส่วนลูกค้าแบบรายเดือน : โทร.ฟรีทุกเครือข่าย 100 นาที ใช้ได้นาน 30 วัน หรือใช้งานอินเทอร์เน็ตไม่จำกัด นาน 7 วัน รับสิทธิ์โทร.*1737
เดิมทีดีแทคขีดเส้นให้ลูกค้าที่เดือดร้อน ให้โทร.มาขอใช้สิทธิ์การเยียวยาภายในวันเดียว ต่อมาพบปัญหาลูกค้าไม่สามารถโทร.เข้าไปขอรับสิทธิ์ได้ตามกำหนด จึงทำขยายช่วงเวลาครั้งแรกถึง 31 ส.ค. แต่สุดท้ายก็ยังเกิดปัญหาที่ยังมีลูกค้าหลายคน ยังตกค้างไม่ได้รับสิทธิ์ จึงขยายสิทธิ์เป็นครั้งที่สอง เป็นมาสิ้นสุดวันที่ 14 ก.ย.2555
แต่ถึงจะขยายเกณฑ์อย่างไร ก็ดูเหมือนว่าแนวทางดังกล่าวไม่ตอบโจทย์การเยียวยาอย่างแท้จริง ซึ่งก็มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายออกมา “ต่อว่า ต่อขาน” กับมาตรการเยียวยาของ ดีแทคในครั้งนี้
อย่างประชาชนซึ่งเป็นผู้เดือดร้อนโดยตรง ก็ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดีย แสดงความคิดเห็นเชิงลบบนหน้าแฟนเพจเฟซบุ๊กของดีแทคจำนวนมาก หลายรายเรียกร้องให้ดีแทคปรับปรุงช่องทางให้บริการลูกค้าด้วย รวมถึงการชดเชยให้ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบที่จะต้องโทร.เข้าศูนย์ดีแทคเพื่อรับสิทธิ์โทร.ฟรี แต่กลับพบว่ามีจำนวนผู้โทร.เข้าสูงมาก ซึ่งมองว่าเป็นการเพิ่มภาระให้ลูกค้าและไม่แสดงถึงความจริงใจในการรับผิดชอบ
ขณะที่ตัวแทนของหน่วยงานกำกับดูแล อย่างคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการด้านคุ้มครองผู้บริโภค กิจการโทรคมนาคม ก็ออกมา ระบุว่า วิธีการเยียวยาของดีแทคครั้งนี้ถือว่ายุ่งยากและเป็นภาระให้ผู้บริโภคเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีผู้บริโภคบางรายติดต่อไปยังดีแทคมากกว่า 10-20 ครั้ง แต่ก็ติดต่อไม่ได้ ถือว่าวิธีการของดีแทคจำกัดสิทธิ์ของผู้บริโภค เพราะขณะที่คดีการฟ้องร้องค่าเสียหายหรือคดีแพ่ง มีอายุความถึง 1 ปี แต่ดีแทคให้เวลาเพียง 1-2 วันเท่านั้น
ด้าน นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ออกมาเรียกร้องให้ดีแทคออกแนวทางที่ชัดเจนกว่านี้ เพราะแนวทางการเยียวยาในลักษณะที่ให้ลูกค้าโทร.เข้าไปลงทะเบียนเพื่อขอรับเยียวยาเพียงอย่างเดียว อาจจะทำให้มีลูกค้าหลายคนที่ไม่รับรู้และอาจเสียสิทธิ์ได้
หรือแม้กระทั่งคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กลุ่มงานรับเรื่องราวร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม โดยนางสาวสารี อ๋องสมหวัง ประธานคณะอนุกรรมการ ก็ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวทางเยียวยาของดีแทคในครั้งนี้ และมองว่าลูกค้าไม่จำเป็นต้องโทร.เพื่อขอรับสิทธิ์เพื่อเป็นการป้องกันระบบล่มหากลูกค้าโทร.เข้ามาเป็นจำนวนมากเกิน และไม่ควรผลักภาระให้กับผู้บริโภค พร้อมทั้งชดเชยค่าเสียหายเป็น 2 เท่าของระยะเวลาที่เสียหายเป็นจำนวน 130 นาที ภายในระยะเวลา 30 วัน ทั้งระบบเติมเงินและรายเดือน และไม่จำกัดการโทร.เฉพาะภายในเครือข่าย
“มาตรฐานการเยียวยาของดีแทคในครั้งนี้ตกต่ำลง ซึ่งมาตรการที่ออกมา เป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้บริโภคและตัวเอง” นางสาวสารีกล่าว
แต่ไม่ว่าจะพูดกันอย่างไร ดูเหมือนทาง “ดีแทค” ก็ไม่ “ตอบสนอง” กับเสียงเซ็งแซ่ และเดินหน้าตามมาตรการเดิม
ซึ่งตรงนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของหน่วยงานกำกับดูแลว่า เครื่องไม้ เครื่องมือ ที่มีอยู่นั้น “ดีพอหรือไม่” ที่จะควบคุมเอกชนไม่ให้เอาเปรียบผู้บริโภค
จากนี้เห็นว่า กสทช.ก็ดี สคบ.ก็ดี ควรจะมีมาตรการเข้มงวด และสร้างมาตรฐานการเยียวยาที่ชัดเจนกว่านี้
อย่างแนวทางที่คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคนำเสนอ สำหรับการแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ก็ไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นการทบทวนประกาศเรื่องการให้บริการคงสิทธิ์เลขหมาย โดยต้องไม่คิดค่าใช้จ่ายในการโอนย้ายหมายเลข ให้สะท้อนความเป็นจริง และไม่เป็นอุปสรรคในการโอนย้ายเลขหมาย ซึ่งปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายดำเนินการไม่น้อยกว่า 99 บาท นอกจากนี้ ควรเร่งระบบให้สามารถบริการคงสิทธิ์เลขหมายได้เต็มตามศักยภาพคือ 40,000 เลขหมายต่อวัน ไม่ใช่ 2,500 เลขหมายต่อวัน และ 3.กรณีเกิดเหตุการณ์โทรศัพท์สัญญาณล่ม บริษัทควรให้สิทธิ์ผู้บริโภคสามารถโอนย้ายเครือข่ายได้ภายใน 30 วันโดยไม่เสียค่าบริการ เนื่องจากเหตุแห่งการย้ายนั้นมาจากคุณภาพการให้บริการของบริษัทเอง
หรือจะใช้แนวทางของ “คุณหมอลี่” นพ.ประวิทย์ ที่ระบุว่า จะเพิ่มเงื่อนไขในการประมูลผู้ได้รับใบอนุญาตให้บริการหรือไลเซนส์ 3จี 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ว่า ถ้าทำเกิดปัญหาเครือข่ายล่ม จะมีสิทธิ์จะเพิกถอนไลเซนส์หรือสั่งพักสิทธิ์การให้บริการ ซึ่งแนวทางนับเป็นการกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจนต่อผู้ประกอบการ
นอกจากนี้ เรื่องของการคิดค่าปรับอาจจะต้องมีการเพิ่มเพดานการปรับขั้นต่ำเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันถือว่าน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับขนาดธุรกิจระดับหมื่นล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเกรงกลัว และจะได้ดูแลรักษาการให้บริการที่ดีกว่านี้
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการจะต้องตระหนักเรื่องการรักษาฐานลูกค้า บางครั้งหวังประหยัดมากเกินไป แล้วทำให้ลูกค้าเสียความรู้สึก ไม่แน่ลูกค้าที่หายไปจะใช้งบพีอาร์ทุ่มโฆษณา เท่าไหร่ก็ไม่พอ.