ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

นิทรรศการภาพ 100 วันน้ำมันรั่ว มีนาคม 24, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/sunday/031113/81550

สิ่งแวดล้อม
Sunday, 3 November, 2013 – 00:00

ครบ “100 วันเหตุการณ์น้ำมันรั่ว” ช่างภาพระดับประเทศ ผนึกกำลังนำผลงานโชว์บนชายหาดสวนสน ชาวบ้านชี้เสม็ดยังไม่ดีขึ้น ด้าน “กลุ่มติดตามน้ำมัน ปตท.รั่ว” ย้ำ ต้องตั้งกรรมการอิสระ เหมือนกรณีน้ำมัน ปตท.รั่วที่มอนทารา ออสเตรเลีย
นายเริงฤทธิ์ คงเมือง ช่างภาพด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ของนิตยสาร National Geographic ตัวแทนช่างภาพกลุ่ม 10 FOTOS กล่าวว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 วัน เหตุการณ์น้ำมัน ปตท.รั่ว ทางกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันรั่ว ร่วมกับกลุ่มช่างภาพ 10 FOTOS และกลุ่มติดตามน้ำมัน ปตท.รั่ว ได้ร่วมกันจัดงานครบรอบ “100 วันเหตุการณ์น้ำมันรั่ว” โดยจะมีการแสดงนิทรรศการภาพถ่าย วิกฤติน้ำมันรั่ว จากช่างภาพมืออาชีพชื่อดัง บนชายหาดสวนสน ในวันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน 2556 ตั้งแต่เวลา 09.00 น.เป็นต้นไป
โดยการจัดนิทรรศการดังกล่าว ได้คัดเลือกภาพที่ดีที่สุด 30 ภาพจากภาพถ่ายนับหมื่นภาพ จากช่างภาพชื่อดัง เช่น อธิษฐ์ พีระวงษ์เมธา, บารมี เต็มบุญเกียรติ, เริงชัย คงเมือง ซึ่งได้เป็นประจักษ์พยานเฝ้าติดตามเหตุการณ์น้ำมันรั่วนับตั้งแต่นาทีแรกที่เกิดเหตุน้ำมั่นรั่ว แม้กระทั่งภายหลังการขจัดคราบน้ำมันเสร็จสิ้นลง เรายังคงมุ่งมั่นติดตามผลกระทบอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ กระทั่งได้เกิดเป็นโครงการนิทรรศการภาพถ่ายในครั้งนี้ เพื่อสะท้อนเหตุการณ์อันจะนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจ และความตระหนักในผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมจากปัญหาน้ำมันรั่วแก่สาธารณชน เพราะทุกวันนี้ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข และมีประชาชนยังเดือดร้อนจำนวนมาก
“การสื่อสารผ่านภาพถ่ายเพื่อสะท้อนความเป็นไปและมุ่งรังสรรค์สังคมที่ดีกว่า คือภารกิจของ 10 FOTOS เราคาดหวังอย่างยิ่งที่จะให้ภาพถ่ายชุด “100 วัน น้ำมันรั่ว” ได้สะท้อนความจริง สร้างความเข้าใจ และสร้างความตระหนักต่อสาธารณชนในวงกว้าง รวมถึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างกระบวนการติดตามตรวจสอบ มาตรการการเยียวยา ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ เพื่อนำไปสู่การค้นพบแนวทางป้องกัน แก้ไข และสร้างหลักประกันแก่สังคมและท้องทะเลไทย ให้ดียิ่งกว่า” นายเริงฤทธิ์กล่าว
นายจตุรัส เอี่ยมวรนิรันดร์ นายกสมาคมประมงพื้นบ้านเรือเล็ก จ.ระยอง กล่าวว่า งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อให้รู้ว่า แม้ว่าจะผ่านไปกว่า 3 เดือน ทะเลระยองยังไม่ดีขึ้นแต่เลวร้ายลงเรื่อยๆ สัตว์น้ำลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เพราะทุกวันนี้สัตว์หน้าดิน เช่น หมึก ปู กุ้ง หายไปจากทะเลระยองแล้ว ทำให้ชาวประมงต้องไปทำการประมงในพื้นที่อื่นๆ เช่น ที่ชลบุรี จันทบุรี ทำให้มีค่าใช้จ่ายมากขึ้น ค่าเยียวยาที่ได้มา 30,000 บาท ไม่คุ้ม เฉลี่ยเท่ากับได้วันละ 100 บาทเท่านั้น ทั้งที่ความจริงก่อนเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่ว เรามีรายได้มากกว่านี้หลายเท่า
ส่วนการที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึง ปตท. ได้มีการโหมโฆษณาและเปิดเกาะเสม็ดนั้น คิดว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมเพราะข้อมูลต่างๆ ยังไม่มีการตรวจสอบชัดเจน คิดแต่จะกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้น อยากจะบอกนักท่องเที่ยวว่า หากเกิดอาการแพ้หรือป่วยจากการเล่นน้ำทะเลที่เสม็ด ขอให้ขอใบรับรองแพทย์ และนำไปแจ้งความเอาผิดกับรัฐและ ปตท.ทันที ที่ออกสื่อโฆษณาให้คนไปเที่ยวในพื้นที่ที่อันตรายและยังมีสารเคมีปนเปื้อนอยู่ เพื่อให้ผู้ที่ทำผิดมีความรับผิดชอบ
“เราก็อยากให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่ทุกวันนี้มันยังไม่เป็นเช่นนั้น เพราะไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูแลให้ความชัดเจนเรื่องความปลอดภัยจากการปนเปื้อนของน้ำมันรั่วเลย ดังนั้น จึงยังไม่สามารถมั่นใจได้ ทั้งนี้ แม้ว่ากระทรวงทรัพย์ยืนยันว่าจะไม่ฟ้องเอาผิด ปตท. แต่กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบความเดือดร้อนจะเดินหน้าต่อสู้เรื่องนี้ให้ถึงที่สุด เพราะเหตุการณ์นี้ต้องมีผู้รับผิดชอบ ที่ผ่านมาทางสมาคมได้มีการเรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการฟื้นฟูทรัพยากรที่ได้รับความเสียหายจากน้ำมันรั่ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า” นายจตุรัสกล่าว
นายธารา บัวคำศรี ตัวแทนเครือข่ายกลุ่มติดตามน้ำมันรั่ว กล่าวว่า เรายังยืนยันว่าเราต้องการให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้ตามที่ได้มีการรณรงค์บน http://www.change.org/oilspill ซึ่งมีผู้ร่วมลงชื่อกว่า 50,000 คน เหมือนกรณีที่ ปตท.ทำน้ำมันรั่วที่แหล่งมอนทารา ประเทศออสเตรเลีย จนรัฐบาลออสเตรเลียได้ตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยนายมาร์ติน เฟอกูสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรออสเตรเลีย ได้แถลงรับผลการตรวจสอบ โดยในข้อ 51 ได้มีการเรียกเก็บค่าเสียหายจาก ปตท.จำนวน 319 ล้านเหรียญออสเตรเลีย หรือประมาณ 9,000 ล้านบาท และให้มีการจัดทำแผนการฟื้นฟูที่ชัดเจน ประเทศไทยควรมีมาตรฐานแบบนี้บ้าง เพราะที่นี่ทะเลไทย คนไทยได้รับผลกระทบ ปตท. ต้องไม่หลบอยู่ข้างหลังหลักการความโปร่งใส (accountability) และมีภาระรับผิด (liability) โดยการทุ่มงบประมาณประชาสัมพันธ์ล้างภาพพจน์ตนเอง
ทั้งนี้ กลุ่มติดตามน้ำมัน ปตท.รั่ว เป็นการทำงานร่วมกันเฉพาะกิจของ 4 องค์กรพัฒนาเอกชนสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH), มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (Enlaw), กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Greenpeace Southeast Asia), สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI)
ทั้งนี้ ภายในงานจะมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ ร่วมลอยอังคารปูหอยกุ้งปลาทะเลไทย เวทีพูดคุย “น้ำมันรั่วผ่านสายตา 6 ช่างภาพ” โดยกลุ่มช่างภาพ 1O FOTOS, เวทีเสวนา “100 วัน น้ำมันรั่ว” โดยเครือข่ายติดตามผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหล เป็นต้น.

 

ชุมชนชายฝั่งตั้งรับ ปรับตัวสู้โลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/sunday/031113/81542

สิ่งแวดล้อม
Sunday, 3 November, 2013 – 00:00

บ้านคลองประสงค์ จ.กระบี่ ชุมชนที่ตั้งขนานยาวตามแนวชายฝั่งทะเลอันดามัน มีลมมรสุมพัดผ่านตลอดทั้งปี หลายปีมานี้เผชิญกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งรุนแรง นอกจากสภาพพื้นที่เป็นเกาะที่เปิดรับกระแสคลื่นลมรุนแรงในช่วงฤดูมรสุม ยังมีระดับน้ำทะเลที่ยกตัวสูงขึ้นมากกว่าปกติจนเกิดคลื่นขนาดใหญ่ถาโถมสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนเครื่องมือประมงมาตลอด
การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเร่งให้ปัญหากัดเซาะรุนแรงมากขึ้น รวมทั้งความถี่และความรุนแรงของลมพายุที่เกิดตามฤดูกาลและนอกฤดูกาลก็เกิดมากขึ้น สุดท้ายต้องย้ายชุมชนออกจากพื้นที่ไปอยู่ที่อื่น หากไม่สามารถหยุดยั้งการกัดเซาะได้
แต่เมื่อที่นี่คือถิ่นฐานบ้านเกิดในการหาอยู่หากิน ชาวบ้านคลองประสงค์จึงตั้งรับปรับตัวและลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ “โลกร้อน” ที่คนคลองประสงค์สัมผัสได้ถึงความแปรปรวนที่เข้ามาถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น จนอยู่เฉยไม่ได้ มีการปักแนวไม้ไผ่ชะลอคลื่นและดักตะกอน ลงมือปลูกป่าชายเลน และทำข้อตกลงร่วมกันของชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากร นี่คือการแก้ปัญหาด้วยมือคนในชุมชน
บ้านคลองประสงค์เป็นหนึ่งในชุมชนชายฝั่งนำร่องในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ธรรมชาติและระบบนิเวศเพื่อเพิ่มความสามารถในการป้องกันภัยพิบัติและโลกร้อน แตกต่างจากการแก้ปัญหากัดเซาะชายฝั่งของภาครัฐที่เป็นโครงสร้างแข็ง ทั้งสร้างเขื่อนคอนกรีต ทำเขื่อนหินทิ้ง ที่สร้างปัญหากัดเซาะพื้นที่อื่นตามมา โดยประสบการณ์การทำงานชุมชนบ้านคลองประสงค์ฉายภาพเป็นตัวอย่างในเวทีเสวนา : การสร้างกระแสหลักในการกำหนดนโยบายสนับสนุนชุมชนชายฝั่งตั้งรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมูลนิธิรักษ์ไทยเป็นแกนหลัก เพื่อเชื่อมร้อยงานระดับนโยบายกับกรณีศึกษาระดับชุมชนชายฝั่ง ผลักดันเป็นกระแสหลักในการกำหนดนโยบายการพัฒนา
คณิต สุขแดง ชาวคลองประสงค์หมู่ที่ 2 จ.กระบี่ คณะทำงานการจัดการภัยพิบัติของชุมชน เผยสถานการณ์ขณะนี้ว่า เดิมบ้านอยู่ติดชายฝั่ง แต่น้ำทะเลที่หนุนสูงขึ้นๆ ชายฝั่งถูกกัดเซาะ ก็ขยับบ้านเข้ามาบนฝั่ง 5 ครั้งแล้ว จนถอยไม่ได้แล้ว คนในหมู่บ้านก็เจอปัญหาเดียวกัน จากนั้นก็มาสร้างเขื่อนคอนกรีต สุดท้ายก็ต้องมาเพิ่มความสูงของเขื่อน เพราะระดับน้ำก็สูงขึ้น จึงเข้าใจว่าแก้ปัญหาแบบนี้ไม่ใช่ เมื่อวันที่ 24 กันยายน โดนพายุหมุนบ้านตนพังไปครึ่งหลัง แต่ชุมชนต้องฟื้นฟูทรัพยากรป่าชายเลน เพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนบริเวณหน้าหาด ก็ทำโครงการร่วมกับมูลนิธิรักษ์ไทย เริ่มจากศึกษาตัวอย่างจากพื้นที่บ้านโคกขาม จ.สมุทรสาคร เรียนรู้การทำเขื่อนไม้ไผ่ชะลอคลื่น และมาปรับใช้กับพื้นที่บ้านคลองประสงค์
“เราทำเขื่อนไม้ไผ่ชะลอความแรงของคลื่น ปัก 2 ชั้น 1 ปีผ่าน พบว่า หลังแนวไม้ไผ่มีการตกตะกอนดินเลนเพิ่มขึ้น แล้วก็ปลูกป่าชายเลน ตอนนี้กล้าไม้ โดยเฉพาะไม้แสมเติบโตและรอดกว่า 80% การเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนช่วยลดกระทบจากพายุและคลื่นรมแรงได้ตะกอนเพิ่ม สัตว์น้ำในดิน อย่างหอยมีมากขึ้น ก็เป็นแหล่งอาหารและสร้างรายได้ ไม่เสียค่าซ่อมบ้านที่เสียหายจากคลื่นลม ตอนนี้เพิ่มความแข็งแรงของเขื่อนเป็น 3 ชั้น สลับฟันปลา ตั้งใจทำตลอดชายหาดคลองประสงค์” ป้าคณิตยืนยันเขื่อนไม้ไผ่ไม่ใช่เกราะกำบังที่ดี แต่ต้นไม้ป่าชายเลนที่มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น คือเป้าหมายของชุมชน
โสภา เกาะกลาง ชาวบ้านหมู่ 1 ต.ตลองประสงค์ กล่าวว่า นอกจากประมงชายฝั่งที่ต้องออกไปวางอวนไกลขึ้น หากปลาได้น้อยลง ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพทำนาก็ได้รับผลกระทบจากปัญหากัดเซาะ นาข้าวที่ติดชายทะเลของชุมชนต้องเลิกทำเกษตร ขณะที่ชุมชนเกาะกลางยังทำนาข้าวสังข์หยดได้อยู่ ปลูกปีละครั้ง แต่ฝนฟ้าที่ไม่ตกต้องตามฤดูกาลผลจากภาวะโลกร้อน เดิมจะปักดำวันแม่และเกี่ยวข้าววันพ่อ ปีนี้ฝนมาช้า มันผิดเพี้ยนแปรปรวนไปหมด แต่ก็ทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ ตั้งสหกรณ์และโรงสีข้าวชุมชน ชุมชนพยายามรักษาธรรมชาติในท้องถิ่น
ชุมชนไม่ได้ตั้งรับปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างรวดเร็วเเพียงลำพัง แต่มั่นใจในการทำงานเมื่อได้รับการหนุนเสริมจากหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบลคลองประสงค์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ มาต่อยอดกิจกรรมสร้างเขื่อนไม้ไผ่ให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยง เพิ่มความแข็งแรงต้านทานคลื่นดียิ่งขึ้น เพิ่มความยาวเป็นระยะ 500 เมตร และมี Mangrove Action Project แนะนำเชิงวิชาการการเลือกพันธุ์ต้นไม้ป่าชายเลนที่เหมาะกับพื้นที่ และอบรมแกนนำติดตามผลอัตรารอดต้นไม้หลังปลูกทดแทน
แกนนำชุมชนเผยก้าวต่อไปด้วยว่า ตอนนี้ อบจ.สนับสนุนงบปักแนวไม้ไผ่ให้มีความยาวเพิ่ม และบรรจุเข้าสู่แผนงบประมาณปีหน้า นอกจากนี้ ยังช่วยประสานกิจกรรมปลูกป่าชายเลนหลังแนวไม้ไผ่แก่หน่วยงานและชมรมต่างๆ ในกระบี่ ในลักษณะทำ CSR โดยชาวบ้านมีส่วนร่วมติดตามผล ไม่ใช่ผลาญงบผ่าน CSR ส่วน อบต.ก็ประสาน ทส.จังหวัดกระบี่เพื่อพัฒนาโครงการแก้ปัญหากัดเซาะของชุมชนเข้าสู่แผนปีงบประมาณ 57 ก็ครอบคลุมพื้นที่ได้รับผลกระทบ
ชุมชนชายฝั่งนำร่องอีกแห่งที่ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บ้านท่าซัก นครศรีธรรมราช ประยุทธิ์ แซ่ลิ่ม แกนนำชุมชนหมู่ที่ 6 ต.ท่าซัก อ.เมืองนครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช เผยว่า ชาวบ้านชายฝั่งได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศประจำ ทั้งน้ำทะเลหนุนสูง บ้านเรือนของสมาชิกในชุมชนต้อยถอยร่นขึ้นตลิ่ง หรือยกบ้านใต้ถุนสูงขึ้น จากการกัดเซาะชายฝั่งมากขึ้น ส่วนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรชายฝั่งก็ลดน้อยลง
“ชายฝั่งกัดเซาะบ้านพัง มีคลื่นลมมรสุมนอกฤดูกาลเพิ่มขึ้น เราประกอบอาชีพยากลำบาก หนีไปไหนไม่ได้ เพราะเป็นถิ่นฐานอาศัยแต่บรรพบุรุษ เรารับมือด้วยการทำแนวไม้ไผ่ชะลอคลื่นเป็นระยะทาง 300 เมตร เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน มีแนวคิดจะขยายให้คลุมพื้นที่ 40 ไร่ เพื่อให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ป่าชายเลนและพันธุ์สัตว์น้ำ ก็พร้อมประสานกับภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะวิถีชีวิตเราต้องพึ่งพาทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ ป่าชายเลนที่ฟื้นคืนกลับมาเป็นกำแพงธรรมชาติได้อย่างดี” แกนนำชุมชนชายฝั่งเมืองคอนเน้นย้ำ
ส่วน เชาว์ อินขามป้อม ประธานกลุ่มเกษตรกรทำประมงพื้นบ้าน ม.6 ต.ท่าซัก ยืนยันว่า โลกร้อนกระทบกับอาชีพ เวลาฝนตกก็ตกหนักและนาน พอแล้งก็แล้งรุนแรง แล้วยังต้องเผชิญพายุและคลื่นพายุซัดฝั่ง นอกจากคนปรับตัวไม่ทัน สัตว์น้ำก็เหมือนกัน ส่งผลให้การเติบโตช้าลง สัตว์น้ำบางชนิดสูญพันธุ์ กระทบโดยตรงกับวิถีประมงชายฝั่ง แต่ชาวบ้านต้องอยู่ให้ได้ ปรับตัว ช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติคือทางรอด แล้วก็เห็นด้วยให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการตั้งรับปรับตัวของชุมชน มีกฎหมายที่เอื้อกับการทำงานในพื้นที่เมื่อชาวบ้านลุกขึ้นมาตั้งรับปรับตัวต่อผลกระทบ
เวทีนี้ตัวแทนองค์กรภาคประชาชน มูลนิธิรักษ์ไทย และองค์กรเครือข่าย เสนอทางเลือกเชิงนโยบายสนับสนุนชุมชนชายฝั่งตั้งรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในระดับสถาบัน มีกลไกการบริหารแบบพหุภาคี มีกฎหมาย ระเบียบและแบบแผนที่เอื้อต่อการจัดการเชิงพื้นที่ มีกลไกเสริมสร้างศักยภาพ และความตระหนักรู้ในทุกระดับ อีกข้อเสนอ มีการจัดทำฐานข้อมูลที่ชุมชนเข้าถึงและพึ่งพาได้เพื่อเกิดกลไกการสื่อสารการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีประสิทธิภาพ จัดตั้งกองทุนเป็นกลไกหนุนเสริมทางการเงินให้ชุมชนสามารถปฏิบัติการได้ทันที รวมถึงสร้างแรงจูงใจสำหรับภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผ่านกลไกด้านการคลังเพื่อให้เกิดการลงทุนช่วยลดผลกระทบของโลกร้อน
แน่นอนว่าการสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนสามารถตั้งรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลกเป็นเรื่องสำคัญ แต่ชุมชนเข้มแข็งอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ยังต้องมองกว้างไกลความเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยอื่นๆ ผศ.ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ กล่าวฝากถึงชุมชนชายฝั่งในเวทีเสวนาครั้งนี้ว่า ชุมชนชายฝั่งที่เป็นกรณีศึกษาให้กับชุมชนในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศนั้นเดินมาในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว จะอยู่รอดและปรับตัวในสถานการณ์ปัจจุบันได้ เพราะเกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน แต่กิจกรรมที่ทำอยู่เพียงพอกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตหรือไม่ คือ โจทย์
“ในพื้นที่ภาคใต้มีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่จำนวนมากที่จะเกิดขึ้น การออกแบบใช้ข้อมูลอดีตและปัจจุบันเป็นตัวตั้ง ไม่รู้จะเกิดผลเสียหรือไม่ในอนาคต หากเป็นชุมชนที่มีภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวในพื้นที่ จะทำให้การขับเคลื่อนงานตั้งรับปรับตัวซับซ้อนกว่า จำเป็นต้องกว้างไกลไปอนาคต หากมีรากฐานที่ดีต้องต่อยอด ต้องขยายชุมชนนำร่องจากสิบเป็นร้อยเป็นพัน รวมถึงครอบคลุมชุมชนนอกชายฝั่ง สร้างการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายที่มีอยู่” ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฝากถึงภาครัฐและเอกชน ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ให้ตระหนักถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต หากวิเคราะห์แล้วไม่ส่งผลดีต้องทบทวน
ในท้าย กิ่งกร นรินทรางกูร ณ อยุธยา เครือข่ายโลกเย็นที่เป็นธรรม กล่าวว่า รัฐต้องคิดแผนพัฒนาประเทศที่มีตัวชี้วัดเรื่องการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่กับแผนงานที่สร้างเสริมศักยภาพในการตั้งรับและปรับตัวของชุมชนชายฝั่ง ไม่ใช่จัดทำแผนบั่นทอนพลังชุมชน นอกจากนี้ พบว่าการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ของรัฐตามชายฝั่งเพิ่มความเสี่ยงของชุมชนต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฉะนั้น สิ่งสำคัญคือการสร้างขีดความสามารถของคน จริงแล้วชุมชนปรับตัวมาตลอด เราต้องรักษาภูมิคุ้มกันของชุมชนเดิมไว้ด้วย.

 

ฝายแสนหลุม-โคก หนอง นา ทางรอด “น้ำท่วม-น้ำแล้ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/sunday/271013/81239

สิ่งแวดล้อม
Sunday, 27 October, 2013 – 00:00

นับวันการแก้ปัญหาน้ำท่วมกลายเป็นสิ่งที่รอไม่ได้ นับจากปี 2554 เป็นต้นมา ประเทศไทยเจอกับปัญหาน้ำท่วมทุกปี แม้ไม่ถึงขั้นมหาอุทกภัย แต่บางพื้นที่เป็นการท่วมซ้ำซาก จนถึงวันนี้ หลายพื้นที่ยังคงมีน้ำท่วมขัง ซึ่งแตกต่างจากสมัยก่อนที่น้ำท่วมไม่กี่วันก็ลด ไม่แช่นิ่งเหมือนสมัยนี้
และแม้ว่าประเทศไทยจะมีแผนระดับชาติวงเงิน 3.5 แสนล้าน มาแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่แผนดังกล่าวก็ยังมีข้อท้วงติงมากมาย ทั้งตัวแผนเองที่มีหลายเสียงไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าเป็นแผนเก่าๆ ที่อาจไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมยั่งยืนได้ ไม่คุ้มค่ากับเงินลงทุนมูลค่ามหาศาล ยังมีปัญหาความไม่โปร่งใส กำกวมผิดขั้นตอนหลายประการ โดยเฉพาะขั้นตอนการฟังความเห็นจากประชาชนที่ถูกละเลยอย่างไม่สนใจข้อกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม เพราะความแปรปรวนของสภาพอากาศ ทำให้เมื่อไม่กี่วันก่อนน้ำจะท่วม ยังมีเสียงโอดโอยจากหลายพื้นที่ว่ากำลังประสบกับ “ภัยแล้ง” ขาดแคลนน้ำอย่างหนัก แต่ต่อมาสถานการณ์ก็พลิกกลับ กลายเป็นน้ำท่วมหลายพื้นที่แทน
โจทย์แก้ปัญหาเรื่องน้ำจึงอยู่ที่ทำอย่างไรถึงจะให้ปริมาณน้ำเกิดความสมดุล หน้าแล้งน้ำไม่เหือดแห้งจนขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ หรือในหน้าฝนน้ำ ฝนตกแล้วน้ำไม่ท่วม
ณ บริเวณสำนักสงฆ์สิริธโรภาวนา ต.ซับสนุ่น อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ถือว่าเป็นป่าต้นน้ำ เพราะตั้งอยู่เหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ได้ร่วมมือกับ บริษัท เจ เอส แอล จำกัด และสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงและมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ระดมชาวบ้านในชุมชน ที่ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียนจำนวนนับร้อย ที่มีชื่อว่า “กองกำลังยุวเกษตรโยธิน” ซึ่งมาจากค่า “คบเด็กสร้างฝาย” ซึ่งทางบริษัทเชฟรอนให้การสนับสนุน การจัดค่ายฝึกอบรมนักเรียนในพื้นที่ให้มีจิตสำนึกรักสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเห็นความสำคัญของป่าไม้ ต้นไม้ และเห็นประโยชน์ของการสร้างฝายว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ป่ากลับคืนมา นอกจากนี้ยังมีพนักงานของเชฟรอนและเจ เอส แอล ได้ร่วมกันซ่อมแซมฝาย
การร่วมแรงร่วมใจดังกล่าวดำเนินตามโครงการ “โคก หนอง นา” และ “แสนหลุมขนมครก หยุดท่วม หยุดแล้ง” ซึ่งเป็นโมเดลต้นแบบที่ดำเนินตามศาสตร์พระราชา ซึ่งสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงและกสิกรรมธรรมชาตินำมาใช้ โดยเชื่อว่า หากทำตามแผนดังกล่าวนี้ จะเกิดผลยั่งยืนในอีก 3 ปีข้างหน้า แก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ได้
เนื่องจากเมื่อได้วิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 แล้วพบว่า หากทั้งบริเวณลุ่มน้ำป่าสักและทางภาคตะวันออกของประเทศสามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ จะทำให้น้ำไม่ท่วมกรุงเทพฯ หนักเหมือนเมื่อ 2 ปีก่อน แต่การที่ทั้งลุ่มน้ำป่าสักและภาคตะวันออกไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ สาเหตุหลักมาจากการบุกรุกทำลายป่าต้นน้ำบริเวณนี้ จึงทำให้ตะกอนดินไหลจากป่าต้นน้ำไปยังเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ทำให้เขื่อนสามารถกักเก็บนํ้าไว้ได้สูงสุดเพียง 960 ล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงในแต่ละปีเฉลี่ย 2,400-5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้เขื่อนไม่สามารถรองรับน้ำได้เต็มกำลัง
ทั้งนี้ ตัวเลขที่ทางสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงฯ ประเมินว่าหากทำตามโมเดล “โคก หนอง นา” หรือ “หลุมขนมครก” จะสามารถเก็บนํ้าได้บ้านละ 2 หมื่นลูกบาศก์เมตร แต่หากร่วมใจกัน 1 แสนครัวเรือน จะเก็บนํ้าได้ถึง 2,000,000,000 ลูกบาศก์เมตร ( 2 พันล้านฯ) เท่ากับการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ถึง 2 เขื่อน
นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร เชฟรอนประเทศไทย กล่าวว่า ในโครงการ ‘พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน’ ได้เชิญชวนประชาชนทั่วไป ชุมชน และเยาวชน ให้ร่วมเดินทางเรียนรู้ศาสตร์พระราชาในการบริหารจัดการน้ำจากปลายน้ำสู่ต้นน้ำ เพื่อเป็นการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งอย่างยั่งยืน ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นโครงการต่อเนื่อง หลังจากที่ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ได้มาร่วมกันสร้างฝายและปลูกต้นไม้ในบริเวณบ้านโป่งเกตุ เหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไว้แล้วในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
“ปัญหาของป่าต้นน้ำจุดนี้ แม้ว่าเคยมีหลายองค์กรมาทำกิจกรรมปลูกป่าแล้ว หากแต่กล้าไม้ที่ลงนั้นมีเปอร์เซ็นต์การรอดน้อย เนื่องจากไม่มีน้ำเพียงพอและการสร้างฝายน่าจะเป็นโอกาสให้ต้นไม้รอดชีวิต สภาพป่าก็จะฟื้นตัว เกิดผลที่ยั่งยืน ส่วนเด็กๆ นักเรียนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมออกแบบฝายและลงมือซ่อมแซมฝาย” นายไพโรจน์กล่าว
ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงและมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ จากสถานการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2554 และที่กำลังเกิดขึ้นเวลานี้ บริเวณลุ่มน้ำป่าสักไล่ตั้งแต่จังหวัดสระบุรี ลพบุรี อยุธยา กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ สาเหตุหลักเกิดจากการบุกรุกป่าบริเวณต้นน้ำป่าสัก ซึ่งหากมองผิวเผิน ดูเหมือนว่าป่าบริเวณนี้ยังอุดมสมบูรณ์ มีต้นไม้เขียวปลูกเป็นแนว แต่ในความเป็นจริงแล้วต้นไม้เหล่านั้นเป็นพืชเชิงเดี่ยว ไม่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้ยามน้ำหลาก จึงทำให้ตะกอนดิน หิน ไหลจากป่าต้นน้ำลงไปยังเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ทับถมเป็นตะกอนดิน ส่งผลให้เขื่อนป่าสักไม่สามารถรับน้ำได้อย่างเต็มกำลัง ซึ่งการจะขุดลอกตะกอนดินออกจากเขื่อนนั้น ต้องใช้งบประมาณกว่าร้อยล้านบาท อีกทั้งยังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
ดังนั้น การแก้ปัญหาต้นเหตุน้ำท่วม น้ำแล้งอย่างยั่งยืนนั้น จึงจำเป็นต้องกลับไปจัดการป่าต้นน้ำ โดยใช้หลักศาสตร์พระราชา ด้วยการสร้างฝายทดน้ำ ทำหนองน้ำ บ่อน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำ และปลูกป่า ซึ่งในพื้นที่แห้งแล้ง เช่น บริเวณโรงเรียนบ้านโป่งเกตุนี้ ต้องเริ่มปลูกป่าเปียกก่อน มีต้นกล้วย ต้นสีเสียด ต้นข่อย ไม้ที่โตเร็ว จะหยั่งรากกักเก็บความชื้นและน้ำไว้ใต้ดินก่อน การปลูกป่าจึงจะได้ผล เมื่อมีป่าเวลาฝนตกดินก็จะไม่ถูกชะล้างไป ยังพื้นที่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว เป็นอนุรักษ์ดิน น้ำและของป่า ได้ในเวลาเดียวกัน นอกจากนั้นเมื่อเกิดไฟป่าต้นไม้เหล่านั้นยังเป็นแนวกันไฟได้ด้วย
“ป่าที่เรามีอยู่ตอนนี้อุ้มน้ำไม่ได้ แต่เรากลับจะไปทำลายป่า ไปสร้างเขื่อน พระเจ้าอยู่หัวเคยเตือนรัฐบาลแล้วว่า ป่าเป็นปัจจัยสำคัญทำให้น้ำท่วมหรือไม่ท่วม เพราะน้ำมีมากถึง 5 พันล้านลูกบาศก์ แต่เขื่อนรับน้ำได้แค่ 800 ลูกบาศก์เมตรเท่านั้น”
สำหรับป่าบ้านโป่งเกตุ เป็นป่าต้นน้ำป่าสัก การสร้างฝาย จะสามารถเก็บน้ำไว้ให้มากที่สุด และเรายังได้ประโยชน์จากฝายด้วย เรียกว่าทำป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง ฝายจะอุ้มน้ำให้ดิน ให้ดินชุ่มชื้น ซึ่งจะทำให้ต้นไม้มีน้ำเติบโตได้ ซึ่งการฟื้นฟูป่าต้นน้ำนี้ เราจะได้ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง มีของไว้กินไว้ใช้ ใช้กำลังของนักเรียน ครู มาเข้าค่ายให้เด็กรู้จักสร้างฝายเก็บน้ำ
“ที่นี่แห้งแล้งมาก เพราะป่าถูกทำลายหมด ผู้ใหญ่เล่าว่าบริเวณนี้ขุดไป 100 เมตร ยังไม่เจอน้ำเลย หน้าแล้งน้ำไม่มี แต่เชื่อว่าถ้าทำฝายแล้วในอีก 3-5 ปี จะมีน้ำกินน้ำใช้ เพราะป่าจะฟื้นตัว”
ดร.วิวัฒน์กล่าวว่า เมื่อไม่นานมานี้ เรายังพูดกันเรื่องแล้ง แต่แล้วเราก็เจอกับน้ำท่วมทันที ซึ่งปัญหาน้ำท่วมเชื่อว่าถ้าเราสร้างฝายไว้เยอะๆ จะช่วยแก้ปัญหาได้ และถ้าแต่ละลุ่มน้ำทำฝายได้ 1 แสนจุด น้ำจะไม่ท่วมกรุงเทพฯ เพราะฝายแต่ละจุดจะกักเก็บน้ำได้ประมาณ 2 หมื่นคิว ดังนั้น ฝายแสนจุดจะจุกักเก็บน้ำได้ประมาณ 2 พันล้านคิว เทียบกับเขื่อนแม่วงก์ที่จุน้ำได้ 220 ล้านคิว ฝายเล็กๆ 1 แสนจุดรวมกันยังเก็บน้ำได้มากกว่า ซึ่งหากสร้างเขื่อนจะต้องตัดไม้ทำลายป่าจำนวนมาก แต่ฝายจะเป็นหลุมเล็กๆ เหมือนหลุมขนมครก แต่รวมๆ แล้วสามารถเก็บน้ำได้มากกว่าเขื่อนใหญ่ๆ หนึ่งเขื่อน ดังนั้น จึงไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ที่ต้องตัดต้นไม้ ชาวบ้านเองก็เดือดร้อน
“อดีตเขื่อนทำได้ แต่ตอนนี้มันหมดสมัยไปแล้ว ยอมรับว่าสมัยก่อนเขื่อนสร้างได้เพราะสภาพอากาศยังไม่แปรปรวน และเรายังมีป่าไม้เยอะ แต่ปัจจุบันสภาพอากาศเปลี่ยนไปแล้ว เราต้องปรับตัวด้วย ขืนไปตัดต้นไม้ เราก็จะอยู่ไม่ได้ แล้งแบบกู่ไม่กลับ”
ดร.วิวัฒน์กล่าวอีกว่า โครงการสร้างฝายหลุมขนมครก ทางสถาบันฯ จะร่วมมือกับบริษัท เชฟรอนฯ เป็นโครงการระยะยาว 9 ปี.
————————————-

——————————-

ตามรอยศาสตร์พระราชา

“โคก หนอง นา” เป็นโมเดลต้นแบบที่สถาบันเศรษฐกิจพอเพียงและมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติได้จัดทำขึ้นตามแนวพระราชดำรัสการสร้างหลุมขนมครก ที่เรียกว่า โคก หนอง นา โมเดล เป็นแบบที่ใช้ได้ผลจริง เป็นการจัดการพื้นที่ซึ่งเหมาะกับพื้นที่การเกษตร มักอยู่ในพื้นที่กลางนํ้าผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้านที่อยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ เป็นวิธีการจัดการนํ้าแบบบ้านๆ แต่ทำได้ง่ายและเก็บนํ้าได้จริงไม่ว่าจะท่วมหรือแล้ง มีหลักการดังนี้
โคก-บนโคกให้ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง คือ 1ป่าไม้ใช้สอย 2.ป่าไม้ใช้กิน เช่น ผลไม้ ผัก 3.ป่าไม้เศรษฐกิจ เพื่อปลูกไว้ขายสร้างรายได้ เช่น ไม้สัก โดยปลูก 5 ระดับ สูง กลาง เตี้ย เรี่ยดิน พืชหัว ประโยชน์เพื่อ 1.พอกิน (อาหาร ยาสมุนไพร) 2.พออยู่ (ไม้สร้างบ้าน) 3.พอใช้ (ไม้ใช้สอย ไม้ฟืน) 4.พอร่มเย็น (คืนสมดุลระบบนิเวศ) เพราะการปลูกพืชที่หลากหลายอย่างเป็นระบบ จะช่วยสร้างสมดุลของระบบนิเวศ ช่วยปกป้องผิวดินให้ชุ่มชื้น ดูดซับนํ้าฝน และค่อยๆ ปลดปล่อยความชื้นสู่สวนเกษตรกรรม
หนอง-เพื่อกักเก็บนํ้าไว้ใช้ยามหน้าแล้งหรือจำเป็น และเป็นที่รับยามนํ้าท่วม (หลุมขนมครก) ขุดคลองไส้ไก่ หรือคลองระบายนํ้ารอบพื้นที่ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยขุดให้คดเคี้ยวไปตามพื้นที่เพื่อให้นํ้ากระจายเต็มพื้นที่เพิ่มความชุ่มชื้น ลดพลังงานในการรดนํ้าต้นไม้ ทำฝายทดนํ้า เพื่อเก็บนํ้าเข้าไว้ในพื้นที่ให้มากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่โดยรอบไม่มีการกักเก็บนํ้า นํ้าจะหลากลงมายังหนองนํ้า และคลองไส้ไก่ ให้ทำฝายทดนํ้าเก็บไว้ใช้ยามหน้าแล้ง
ยกหัวคันนา-พื้นที่นานั้นให้ปลูกข้าวอินทรีย์พื้นบ้าน โดยเริ่มจากการฟื้นฟูดิน ด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ยั่งยืน คืนชีวิตเล็กๆ หรือจุลินทรีย์กลับคืนแผ่นดินใช้การควบคุมปริมาณนํ้าในนาเพื่อคุมหญ้า ทำให้ปลอดสารเคมีได้ ปลอดภัยทั้งคนปลูก คนกิน
จากข้อมูลการวิจัยของสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงฯ พบว่า พื้นที่ 1 ไร่ ในรูปแบบ โคก หนอง นา โมเดล นี้จะสามารถอุ้มนํ้าได้ถึง 1,600 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งสถาบันฯ และมูลนิธิฯ ได้มีการฝึกอบรมให้ชาวบ้านมานาน 16 ปีแล้ว และมีผลสำเร็จให้เห็นได้ที่ชุมชนมาบเอื้อง จังหวัดชลบุรี และชุมชนบ้านหนองโน จังหวัดสระบุรี ดังนั้น หากสามารถขยายการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนที่อยู่ในลุ่มนํ้าป่าสักได้ทั้งหมด ให้ร่วมกันสร้างหลุมขนมครกอย่างน้อยหนึ่งแสนหลุม ในพื้นที่เพียง 2.4 ล้านไร่จาก 10 ล้านไร่ของลุ่มนํ้าป่าสัก ประกอบกับการขุดเส้นทางนํ้า เพื่อเชื่อม หนอง คลอง บึง การปลูกป่าชุมชน และทำฝายชะลอนํ้า ก็จะสามารถป้องกันภัยแล้งและแก้ไขปัญหาอุทกภัยได้.

 

ร่าง “กม.น้ำ” ฉบับประชาชน “สิทธิ-เสียง” ชาวบ้านดังกว่าเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/sunday/201013/80956

สิ่งแวดล้อม
Sunday, 20 October, 2013 – 00:00

เหตุผลหลักในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ. … (ฉบับประชาชนเข้าชื่อ) อาจไม่ใช่แค่เพื่อวางกรอบและมาตรการในการบริหารจัดการน้ำโดยจัดตั้งองค์กรทั้งในระดับชาติ และระดับลุ่มน้ำ รวมทั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการควบคุมการใช้น้ำ การป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง ตลอดจนการคุ้มครองและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ
และในการประชุมรับฟังความคิดเห็น “ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ. …” ครั้งสุดท้าย โดยความร่วมมือจากคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) คณะอนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายด้านทรัพยากรน้ำ มูลนิธิเอเชีย สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และโครงการสานเสวนาในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เมื่อวันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม ณ โรงแรมทีเค พาเลซ กรุงเทพฯ
มีการฉายภาพชัดว่า หมวดที่ 1 สิทธิในน้ำ หมวดที่ 2 องค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หมวดที่ 3 กองทุนทรัพยากรน้ำ หมวดที่ 4 การจัดสรรน้ำ หมวดที่ 5 การบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤต หมวดที่ 6 มาตรการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรน้ำ หมวดที่ 7 การควบคุมและตรวจตราแหล่งน้ำสาธารณะ หมวดที่ 8 ความรับผิดทางแพ่ง หมวดที่ 9 การระงับข้อพิพาทและการอุทธรณ์ หมวดที่ 10 บทกำหนดโทษ จะเป็นช่องทางให้ชุมชนมีสิทธิมีส่วนร่วมบริหารจัดการน้ำสอดคล้องกับวิถีชีวิตและปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก และอาจลดความขัดแย้งจากโครงการขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบในพื้นที่
ไพโรจน ์ พลเพชร กรรมการปฏิรูปกฎหมายและประธานอนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายด้านทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า ทุกวันนี้มีหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายเกี่ยวข้องกับน้ำหลายหน่วยงาน แต่การแก้ไขปัญหาขาดความเป็นเอกภาพ ทั้งยังมีการรวบอำนาจจากส่วนกลาง ทั้งกระทรวง ทบวง กรม โดยประชาชนหรือท้องถิ่นไม่มีส่วนร่วม ขณะเดียวกันไทยเผชิญปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนปัญหาคุณภาพน้ำเสื่อมโทรม นี่เป็นเหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายน้ำแห่งชาติ หลักการของร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ. … นั้น จะขยายการมีส่วนร่วมทุกภาคี และประชาชนในพื้นที่แต่ละลุ่มน้ำจริงๆ กฎหมายกำหนดให้ภาคส่วนต่างๆ ต้องทำแผนระยะยาวร่วมกันเพื่อแก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง โดยเสริมบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มากที่สุด
ส่วนสาระสำคัญร่าง พ.ร.บ.น้ำ ไพโรจน์สรุปชัดๆ ว่า สิทธิในน้ำได้รับรองสิทธิพื้นฐานการเข้าถึงน้ำของประชาชน ทั้งน้ำกิน น้ำยังชีพ น้ำเพื่อเกษตรขนาดเล็ก น้ำเพื่อระบบนิเวศ รัฐต้องจัดสรรให้เป็นอันดับแรกเพื่อความเป็นธรรม สำหรับองค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำก็มี 4 ระดับ ได้แก่ ระดับประเทศ (คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ กนช.) ระดับลุ่มน้ำ (คณะกรรมการลุ่มน้ำ) ระดับลุ่มน้ำสาขา (คณะกรรมการลุ่มน้ำสาขา) และระดับกลุ่มผู้ใช้น้ำ ทั้ง 4 ระดับต้องทำแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาวะวิกฤติ
“ด้วยโครงสร้างนี้ คณะกรรมการลุ่มน้ำหลัก คณะกรรมการลุ่มน้ำสาขาซึ่งสัมผัสกับปัญหาจะประมวลข้อมูล สภาพปัญหา พื้นที่ภัยแล้งและน้ำท่วม เพื่อจัดทำแผน ทำจริง และซ้อมปฏิบัติตามแผน จะเป็นการพัฒนาศักยภาพลุ่มน้ำสาขา หัวใจการบริหารจัดการอย่างการผันน้ำแก้น้ำแล้งที่อาจเกิดผลกระทบข้ามลุ่มน้ำ ต้องได้รับการอนุญาตจากคณะกรรมการลุ่มน้ำ หรือกรมชลฯ ทส. จะจัดทำแผนในพื้นที่ลุ่มน้ำต้องผ่านความเห็นพ้องต้องกัน” ประธานอนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายด้านน้ำ ยันเน้นมีส่วนร่วมของประชาชน
มาตรการอนุรักษ์น้ำเป็นอีกความจำเป็น ในร่างกฎหมายน้ำนี้ ไพโรจน์ขยายสาระสำคัญว่า ไทยเผชิญปัญหาการอนุรักษ์แหล่งน้ำต้นทุน ทั้งพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ชุ่มน้ำ และห้วย หนอง คลอง บึง จะทำอย่างไรให้มีการบริหารจัดการทำแผนการอนุรักษ์และฟื้นฟูโดยคณะกรรมการลุ่มน้ำ กิจกรรมหรือโครงการที่อาจเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ก่อน มีกรรมการลุ่มน้ำกำกับดูแลและตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อรักษาแหล่งน้ำ กรณีที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำก็ให้สำรวจกำหนดขอบเขตเพิ่มเติม ที่ผ่านมาพื้นที่ชุ่มน้ำถูกทำลายมาก นี่เป็นการเปิดบทบาทภาคประชาชน
นอกจากนี้ เขาแสดงทัศนะว่าหากกฎหมายน้ำบังคับใช้จะขยายการจัดการน้ำไม่รวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง ไม่เกิดการผูกขาด และประชาชนมีส่วนร่วมจัดการน้ำกับรัฐได้จริง ส่งผลเกิดการจัดการทรัพยากรน้ำที่เป็นธรรมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้จะบรรลุวัตถุประสงค์ได้หากคณะกรรมการลุ่มน้ำมีความเข้มแข็ง พลิกวิธีการบริหารน้ำแบบใหม่ จำเป็นต้องสร้างคนมาสู่ระบบแนวคิดใหม่ ต้องมีความเข้าใจและความพร้อม โดยเฉพาะกรรมการลุ่มน้ำหลักและลุ่มน้ำสาขา
“หากประเทศมีกฎหมายน้ำจะเกิดการวางแผนล่วงหน้าดีกว่านี้ เพราะมีแผนและเครื่องมือสนับสนุน สามารถระดมสรรพกำลังทำงานร่วมกัน” ไพโรจน์กล่าว พร้อมเผยว่า หลังการประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย จะปรับแก้และใส่ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ คาดว่าร่างฉบับสมบูรณ์จะแล้วเสร็จเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ธรรมชาติจะเป็นแกนหลักในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายแต่ละพื้นที่
เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ผู้ประสานงานกลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา กล่าวว่า หากกฎหมายน้ำฉบับประชาชนเข้าชื่อบังคับใช้จริงจะมีความหวังในการแก้ปัญหา เพราะที่ผ่านมาการบริหารจัดการน้ำอยู่ในมือภาครัฐโดยตลอด ใครปิดหรือเปิดประตูน้ำไม่รู้ การผันน้ำมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่จากการศึกษาเอกสารและร่างฉบับนี้ให้สิทธิและหน้าที่จัดการน้ำกับภาคประชาชนมากขึ้น กรณีโครงการน้ำ 3.5 แสนล้าน เป็นตัวอย่างการทำลายสิทธิประชาชนแต่ละลุ่มน้ำ แถมยังผิดขั้นตอนในการดำเนินโครงการ ขณะที่แผนแม่บทจัดการน้ำของประเทศก็ไม่มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน จนศาลปกครองมีคำสั่งให้กลับไปจัดเวทีประชาพิจารณ์น้ำ หากกฎหมายน้ำประกาศใช้โครงการ 3.5 แสนล้าน เกิดขึ้นไม่ได้
“บางระกำ บางบาล ทุ่งพระพิมล เป็นกรณีศึกษา รัฐจัดการน้ำโดยขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน ไม่รู้ประชาชนอยู่ไหน รัฐบาลต้องการใช้ 3 พื้นที่นี้เป็นพื้นที่รับน้ำหรือแก้มลิง หรือทุ่งพระพิมลเป็นเขตป้องกันไม่ให้น้ำท่วม น้ำจะไม่หลากตามธรรมชาติ ทั้งที่ชาวบ้านในพื้นที่มีความคิดเห็นว่าบ้านของพวกเขาไม่ไช่พื้นที่ภัยพิบัติ แต่เป็นพื้นที่น้ำหลากตามฤดูกาล นี่คือความอุดมสมบูรณ์ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเกษตร แถมได้ใช้ประโยชน์จับปลา ถ้ามีกฎหมายน้ำโครงการลักษณะนี้ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อย ซึ่งการจัดการจะสอดคล้องกับนิเวศวัฒนธรรมชุมชน” เลิศศักดิ์ระบุ
ผู้ประสานงานคนเดิมที่ได้ติดตามนโยบายน้ำของรัฐมาตลอดเผยว่า น่าเป็นห่วงที่รัฐบาลหาโอกาสจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 พยายามจะใช้เงิน 3.5 แสนล้าน โดยไม่ฟังเสียงประชาชนหรือพิจารณาโครงการที่มีความเหมาะสมจริงๆ ขณะที่เวทีรับฟังความเห็นที่เดินสายจัดขณะนี้ก็เป็นเวทีปาหี่ เพราะรัฐไปจัดรับฟังความคิดเห็น 9 โมดูล ที่ตั้งธงเดินหน้าโครงการไปแล้ว ขณะที่ศาลสั่งให้รับฟังแผนแม่บทก่อน ที่ผ่านมาภาคประชาชนเสนอให้นำโครงการที่สอดไส้ออกเสียก่อน ทั้งเขื่อนแม่วงก์ เขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนยางนาดี เขื่อนโป่งขุนเพชร โครงการโขง ชี มูล ฯลฯ ต้องถอดออก
แน่นอนว่านี่คืออีกกลุ่มประชาชนที่จะเข้าชื่อเสนอกฎหมายนี้ เลิศศักดิ์เห็นด้วยกับมุมมองต่อทรัพยากรน้ำที่แตกต่าง หากกฎหมายไม่ออกประชาชนจะเสียโอกาสมาก ขณะที่หน่วยงานรัฐทำได้เพียงหางบจากน้ำท่วมและน้ำแล้งภายใต้แจกถุงยังชีพ จ่ายเงินเยียวยาตามแผนป้องกันบรรเทาสาธารณภัย
ด้าน หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) หนึ่งในองค์กรและผู้ติดตามนโยบายสาธารณะด้านการจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด แสดงความเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.น้ำฉบับประชาชนเข้าชื่อมีการประยุกต์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน มีการมองน้ำเพื่อสิ่งแวดล้อมและรักษาความสมดุลระบบน้ำ จุดเด่นคือ สิทธิของประชาชนในการร่วมคณะกรรมการลุ่มน้ำ มีสัดส่วนมากขึ้นกว่าเดิม และการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นทั้ง 6 ครั้งที่ผ่าน ได้เชิญชวนภาคประชาชนแต่ละภาคมาเป็นเจ้าภาพแต่แรก เพราะกฎหมายนี้ไม่ใช่ของ คปก. หรือสมัชชาองค์กรเอกชน หลังจบเวทีรับฟังครั้งสุดท้ายปรับปรุงสิ่งที่ควรเพิ่มเติมแล้วจะนำร่างนี้ไปจัดพิมพ์จำนวน 10,000 เล่ม เพื่อแจกจ่ายตามจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ศึกษาภายในพฤศจิกายนนี้ และล่ารายชื่อเสนอกฎหมาย
“การจัดการน้ำที่รัฐกำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้ขาดการมีส่วนร่วม ชาวบ้านกำลังเรียกร้องกระบวนการมีส่วนร่วม ถ้าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านสภา สุดท้ายชาวบ้านมีส่วนร่วมจัดการกับภาครัฐ การแก้ปัญหาจะถูกทางมากยิ่งขึ้น คาดว่าจะมีประชาชนเข้าชื่อ 20,000-30,000 คน” ประธานมูลนิธิกล่าว
ในท้าย หาญณรงค์ได้ย้ำความจำเป็นที่ไทยต้องตรากฎหมายน้ำว่า ปัจจุบันไม่มีกฎหมายแม่บทในการบริหารจัดการน้ำ เวลาบริหารทรัพยากรน้ำขึ้นกับรัฐมนตรีหรือนโยบายของแต่ละหน่วยงาน เกิดการต่อไม่ติด นโยบายจัดการน้ำระดับประเทศคืออะไร นโยบายย่อยในลุ่มน้ำที่จะเข้าไปสอดรับก็ทำไม่ได้เหมือนต่างคนต่างทำ ซึ่งพระราชบัญญัตินี้ให้อำนาจภาคประชาชนมีสิทธิมีเสียงในการกำหนดนโยบายอุดช่องว่างที่เกิดขึ้น รวมทั้งกรณีโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่เข้ามาในพื้นที่แล้วกระทบต่อแผนการจัดการลุ่มน้ำหลักและลุ่มน้ำสาขาจะถูกชะลอโครงการไปโดยปริยายจากแผนบริหารจัดการน้ำซึ่งประชาชนจัดทำจากข้อเท็จจริง นี่จะเป็นทางออกในการจัดการน้ำในภาพรวม.

 

GREEN MOVE THAILAND ก้าวที่สองหยุดเขื่อนแม่วงก์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/sunday/131013/80634

สิ่งแวดล้อม
Sunday, 13 October, 2013 – 00:00

นับเป็นปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับการเดินจากป่าสู่เมืองเพื่อคัดค้านการอนุมัติอีเอชไอเอ (รายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ) โครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ นำโดยศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ซึ่งก่อให้เกิดกระแสทางสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียที่มีการพูดคุย โพสต์เรื่องค้านเขื่อนแม่วงก์กลายเป็นกระแส ส่งผลให้มีผู้คนทุกเพศทุกวัยจากหลายสาขาอาชีพมาร่วมถนนเดียวกัน เพื่อหยุดยั้งการสร้างเขื่อน ทำให้เกิดภาพประชาชนที่รวมตัวกันทำกิจกรรมรณรงค์ค้านเขื่อนแม่วงก์เรือนหมื่นคน ณ บริเวณหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร เมื่อเย็นวันที่ 22 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา
แม้การเดินเท้าจะจบลงแล้ว รัฐบาลสั่งชะลอโครงการเขื่อนแม่วงก์ และมีคำสั่งให้ทำรายงานอีเอชไอเอใหม่ให้รัดกุมมากขึ้น ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลไม่ละความพยายาม ต้องการผลักดันโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ให้ได้ โดยไม่สนใจต่อเสียงคัดค้านว่าเขื่อนเป็นตัวทำลายป่าที่สมบูรณ์มากน้อยเพียงใด
นอกจากมูลนิธิสืบฯ ที่ยังคงยืนยันจะค้านเขื่อนต่อไปแล้ว ปรากฏการณ์ครั้งนั้นยังก่อให้เกิดกลุ่มพลังสังคมที่ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์เกิดขึ้นอย่างมากมาย รวมถึง “เครือข่ายสื่ออาสาภาคประชาชนเพื่อสิ่งแวดล้อม” หรือ “Green Move Thailand ” ที่ ดร.สมิทธ์ ตุงคะสมิต อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้ริเริ่มแคมเปญรณรงค์คัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ผ่าน Change.org กลุ่มประชาชนจิตอาสา ประชาชน และนิสิตนักศึกษาที่ได้ร่วมเดินกับศศิน เฉลิมลาภ ได้ตกลงจัดตั้งเครือข่ายนี้ขึ้น
สำหรับกิจกรรมแรกของ “Green Move Thailand” เป็นการ “รับไม้ต่อ” จากเลขาธิการมูลนิธิสืบฯ ด้วยการเดินรณรงค์เพื่อนำรายชื่อผู้สนับสนุนการยุติการสร้างเขื่อนแม่วงก์กว่าแสนชื่อไปยื่นให้กับนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลและองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในเช้าวันเสาร์ที่ 19 ตุลาคมนี้ โดยใช้เส้นทางการเดินจากหอศิลป์กรุงเทพฯ เข้าสู่ ถ.พญาไท ถ.เพชรบุรี ถ.พิษณุโลก ยื่นรายชื่อที่ทำเนียบรัฐบาล จากนั้นขบวนรณรงค์จะมุ่งหน้าต่อถนนราชดำเนินนอกไปยังอาคารสำนักงานองค์การสหประชาชาติเพื่อยื่นรายชื่อต่อ UNEP และ UNESCO หวังให้ประชาคมโลกหันมามองการปกป้องผืนป่าตะวันตก ผืนป่ามรดกโลกที่อุดมสมบูรณ์ในเอเชีย ถือเป็นอันสิ้นสุดเส้นทางกิจกรรมที่ใช้ชื่อว่า” รวมพลังไทยหัวใจสีเขียว เดิน ยื่น หยุดโครงการเขื่อนแม่วงก์” โดยศศิน เฉลิมลาภ จะไปร่วมยื่นชื่อคัดค้านเขื่อนแม่วงก์
ดร.สมิทธ์ ตุงคะสมิต ในฐานะแกนนำในการจัดตั้งเครือข่ายสื่ออาสาภาคประชาชนเพื่อสิ่งแวดล้อม เผยความตั้งใจในเรื่องนี้ว่า ปรากฏการณ์การรวมตัวของประชาชนเมื่อวันที่ 22 กันยายน ส่งผลให้ตกลงจัดตั้งเครือข่ายนี้ขึ้น ก่อนหน้านั้น 1 วัน ที่อาจารย์ศศินจะเดินมาถึงหอศิลป์ ตนได้โพสต์ขอแรงอาสาสมัครมาช่วยงานกิจกรรมที่หอศิลป์ตอน 4 ทุ่ม แป๊ปเดียวก็ได้คนมาช่วยงานหลายร้อยคน ทั้งนักธุรกิจ วิศวกร ช่างศิลป์ กระทั่งนิสิตนักศึกษาจากหลายสถาบัน แล้ววันรุ่งขึ้นคนก็ออกมาเดินค้านเขื่อนเยอะมาก ต้องยอมรับว่าปรากฏการณ์ครั้งนี้มีพลัง หลังจากที่เดินเท้าจบ มีหลายคนถามว่าจะทำยังไงต่อไป เพราะเราผูกคนที่มีใจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไว้จึงเกิดเครือข่าย นอกจากนี้ การที่สื่อกระแสหลักไม่ให้ความสนใจ โซเชียลมีเดียเป็นสื่อทางเลือกที่สำคัญในการสื่อสาร
“วัตถุประสงค์ชัดเจนเพื่อนำเสนอข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นกลาง ถูกต้องและเชื่อถือได้ เพื่อส่งเสียงบอกกับผู้มีอำนาจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสร้างความเข้าใจกับคนในเมือง และคนในต่างจังหวัด ให้ข้อมูลทั้งแบบออนไลน์ และออฟไลน์ เน้นประเด็นเนื้อหา เหตุผล ไม่ใช่ด่า เพื่อให้คนตระหนักถึงข้อดี-ข้อเสียของโครงการขนาดใหญ่ทั้งของรัฐและเอกชนที่จะเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเขื่อนแม่วงก์ รวมถึงแม่แจ่ม ลุ่มน้ำวงชมพู โครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านจะกระทบชาวบ้าน คนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม พวกเขาต้องได้ร่วมตัดสินใจอนาคตตัวเองและประเทศไทย” ดร.สมิทธ์กล่าว พร้อมยืนยันจะให้ข้อเท็จจริงโดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองโดยเด็ดขาด ส่วนสมาชิกเครือข่ายมีกว่า 100 คน
สำหรับเหตุที่นักวิชาการจาก ม.รังสิตผู้นี้ต้องค้านเขื่อนแม่วงก์นั้น เขาบอกเขื่อนแม่วงก์เป็นหนึ่งในโครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ซึ่งยังมีอีก 22 เขื่อนที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นการสร้างเขื่อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ถ้าแม่วงก์ผ่านอีเอชไอเอจะเป็นบรรทัดฐานการสร้างเขื่อนในพื้นที่อื่นๆ ฉะนั้น ต้องหยุดโครงการและรัฐบาลต้องทบทวนความเหมาะสมของเขื่อนแม่วงก์ทุกด้าน
นิสิตนักศึกษาเป็นหนึ่งในมวลชนที่เดินค้านเขื่อนและได้มาร่วมเครือข่าย เอิงศิริ แก้วขุนจบ ชั้นปี 4 คณะสัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แกนนำกลุ่มนิสิตจุฬาฯ คัดค้านเขื่อนแม่วงก์ กล่าวว่า เห็นการรวมตัวของนักศึกษา ม.เกษตร และนักศึกษา มศว เพื่อคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ แต่ตอนนั้นคิดว่านิสิตจุฬาฯ ไม่ให้ความสนใจเท่าไร วันที่ 20 กันยายน จึงตั้งเพจค้านเขื่อนขึ้นก็มีนิสิตจุฬาฯ มากดไลค์กว่า 4,500 คน จากนั้นวันที่ 21 นัดประชุมบรรดานิสิตเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและพูดคุยผลกระทบเขื่อนแม่วงก์ จนตั้งกลุ่มนิสิตจุฬาฯ คัดค้านเขื่อนแม่วงก์ วันรุ่งขึ้นร่วมทำกิจกรรมรณรงค์ทั้งในรั้วมหาวิทยาลัยและไปที่หอศิลป์สมทบขบวนอาจารย์ศศิน
เหตุที่ค้านโครงการนี้ เอิงศิริตอบว่า มีโอกาสได้อ่านร่างรายงานอีเอชไอเอที่มูลนิธิสืบฯ นำมาเผยแพร่ พบว่าไม่ได้ช่วยแก้น้ำท่วม เพราะเขื่อนกั้นลำน้ำสายเดียว ยังมีอีก 16 สายในลุ่มน้ำแม่วงก์ที่จะพาน้ำไหลลงมา และการสร้างเขื่อนจะกระทบผืนป่าที่เป็นแหล่งอาศัยของเสือโคร่ง จากการสำรวจของ WWF ร่วมกับกรมอุทยานฯ ก็พบเสือโคร่งที่อุทยานฯ แม่วงก์ จับภาพได้จากกล้องอินฟาเรด นอกจากนี้ ป่าแม่วงก์ยังเป็นป่าที่ราบต่ำ ซึ่งเหลืออยู่เพียง 2 แห่งในไทย คือ ห้วยขาแข้งกับแม่วงก์
“ตอนแรกก็เข้าใจว่าจากน้ำท่วมปี 54 รัฐบาลอยากสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการป้องกันน้ำท่วมซ้ำ แต่โครงการเขื่อนแม่วงก์มีผลศึกษาระบุลดน้ำท่วมภาคกลางได้ 1% ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน และต้องแลกกับป่าที่ถูกทำลาย สู้เก็บเอาไว้เป็นอ่างเก็บน้ำธรรมชาติดีกว่า แล้วก็ยังมีทางเลือกอื่นไม่ต้องสร้างเขื่อน ข้องใจทำไมรัฐไม่สนใจ ในวันที่ 19 ตุลา กลุ่มนิสิตจุฬาฯ จะร่วมเดิน ยื่น หยุดเขื่อนแม่วงก์แน่นอน” นิสิตนักอนุรักษ์รุ่นใหม่ยืนกราน
ส่วน ธิดารัตน์ ธัญญศรีรัตน์ ชั้นปี 3 คณะวิทยาศาสตร์ สาขาชีววิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า สนใจร่วมกิจกรรมรณรงค์โดยรับรู้ข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย อยากเป็นแรงขับเคลื่อนสังคม เพราะปัจจุบันเด็กสนใจเรื่องบ้านเมืองน้อยลง ใช้ชีวิตปัจเจกอยู่กับตัวเอง เหตุที่ไม่เอาโครงการเขื่อนแม่วงก์ เพราะป่าสมบูรณ์จะถูกทำลาย สัตว์ป่าได้รับผลกระทบ สิ่งเหล่านี้สร้างขึ้นอีกไม่ได้ มันไม่เหมือนเกมออนไลน์ จะปลูกป่า เลี้ยงสัตว์ ไม่ยุติธรรมเลย ตนอยากปกป้องและส่งเสียงแทนสัตว์ในป่าแม่วงก์ เดินครั้งนี้เปิดหัวใจของตนให้กล้าแสดงออกทางความคิด อยากเรียกร้องให้เพื่อนๆ แสดงความคิดเห็นกัน
ปรากฏการณ์คนรุ่นใหม่แสดงพลังอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติยังมีจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ปวันรัตน์ พูนผลสมบัติกุล เป็นตัวแทนเพื่อนๆ ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติสภาพแวดล้อม เผยว่า ได้รับการปลูกจิตสำนึกรักธรรมชาติแต่เด็ก เมื่อมีกระแสเรื่องเขื่อนแม่วงก์ทำลายป่าเกิดขึ้น รู้สึกอยู่เฉยๆ ไม่ได้ อยากเป็นหนึ่งในพลังหยุดโครงการที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ในสถาบันเองก็มีชมรมฯ เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวเพื่อรักษาป่าตะวันตก และทวงถามความโปร่งใสของรายงานอีเอชไอเอเขื่อนแม่วงก์
“เราโพสต์เรื่องเขื่อนแม่วงก์จะใช้เรื่องการอนุรักษ์ หนูศรัทธาความมุ่งมั่นของอาจารย์ศศิน ป่าแม่วงก์ไม่ใช่ของอาจารย์หรือคนที่เดินคัดค้าน แต่เป็นป่าของทุกคน ถ้าไม่ออกมาร่วมเดิน จะไม่เคารพตัวเอง แล้ววันที่ 22 กันยายน ได้ร่วมเดินรณรงค์ ไม่เคยเห็นปรากฏการณ์นักศึกษาร่วมเดินมากขนาดนี้ แล้วเราก็เป็นหนึ่งเสียงตะโกนออกไป หากเสียงของคนเล็กๆ รวมกันเกิดเป็นเสียงของคนส่วนใหญ่ได้ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องฟังเสียงนี้” แกนนำชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติ ประกาศจะเดินรณรงค์อีกครั้งร่วมกับนิสิตนักศึกษาในวันที่ 19 ตุลาคมนี้ เป็นการเดินร่วมกันอย่างสงบ
ทั้งนี้ สำหรับแคมเปญรณรงค์คัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ผ่าน change.org กลายเป็นการรณรงค์ที่มีผู้สนับสนุนลงชื่อมากที่สุดในเอเชีย โดยตัวเลขล่าสุดมีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนยุติการสร้างเขื่อนแม่วงก์อยู่ที่ 113,270 คน และก่อนหน้านี้สัดส่วนผู้ลงชื่อจะอยู่ในกรุงเทพมหานครเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันผู้ลงชื่อค้านจากจังหวัดต่างๆ เพิ่มขึ้น สัดส่วนคนกรุงลดลง ตลอดจนคนต่างประเทศ สะท้อนความสนใจและเข้าใจกรณีเขื่อนแม่วงก์ อย่างไรก็ตาม แคมเปญนี้จะเปิดให้ร่วมลงรายชื่อจนถึงวันที่ 19 ตุลาคมนี้ เพื่อให้เครือข่ายสื่ออาสาภาคประชาชนเพื่อสิ่งแวดล้อมนำรายชื่อทั้งหมดไปยื่นตามเจตนารมณ์ให้ภาครัฐหยุดยั้งโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์.

 

เสียงจาก ‘ป่าชุมชน’ หยุดทำลายป่าสมบูรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/sunday/061013/80304

สิ่งแวดล้อม
Sunday, 6 October, 2013 – 00:00

กระแสอนุรักษ์ป่ากลับมาอีกครั้งจากโครงการเขื่อนแม่วงก์ที่จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ป่าแม่วงก์ เพราะถ้ามีการสร้างเขื่อนจะต้องสูญเสียพื้นที่กักเก็บน้ำถาวร คือ ป่าแม่วงก์ 1.3 ไร่ จนเกิดเสียงคัดค้านการทำลายป่าเพื่อสร้างเขื่อน รวมถึงปรากฏการณ์เดินเท้าค้านการอนุมัติรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) 388 กิโลเมตร จากแม่วงก์สู่กรุงเทพฯ เป็นความพยายามในการอนุรักษ์ป่าไม้ที่ยังคงหลงเหลืออยู่น้อยนิดในประเทศไทย
เรื่องราวของคนดูแลรักษาป่า ชุมชนทำทุกวิถีทางไม่ให้พื้นที่ป่าของประเทศลดลงยังมีกระจายในหลายพื้นที่ และอีกโครงการที่ถือว่ามีส่วนช่วยปกป้องป่าและชุบชีวิตผืนป่าของไทย คือ โครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ที่กรมป่าไม้ ร่วมกับ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และชุมชนทั่วประเทศผนึกกำลังขยายป่าชุมชนเพื่อสกัดปัญหาการทำลายป่า และช่วยเพิ่มพื้นที่ป่า
บุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า การรักษาผืนป่าที่ดีที่สุด นั่นคือ การให้ชุมชนมีส่วนร่วมบริหารจัดการและการจัดตั้งป่าชุมชนของกรมป่าไม้ก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากราชบุรีโฮลดิ้ง และชุมชน ตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน มีโครงการป่าชุมชนที่ขึ้นทะเบียนป่าชุมชนกับกรมป่าไม้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องช่วยหนุนงานของกรมให้ก้าวหน้า จึงมีแนวคิดตั้งสถาบันป่าชุมชนขึ้น
“ทุกคนห่วงการบุกรุกทำลายป่า เราเห็นข่าวการจับกุมและลักลอบตัดไม้พยูง ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญ เพราะบุคลากรไม่เพียงพอและงบประมาณจำกัด การแก้ปัญหาจะทำอย่างไรเพื่อส่งเสริมหรือหาแนวร่วมในการทำงานปกป้องให้สมบูรณ์เพื่อทรัพยากรป่าไม้ที่ดีขึ้น” อธิบดีกรมป่าไม้ระบุ
แม้จะมีนโยบายปิดป่า แต่ป่ายังถูกทำลาย บุญชอบให้คำตอบว่า การดูแลทรัพยากรป่าไม้ยังไม่เข้าสู่ประบวนการที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมจัดการ ปัจจุบันรัฐเน้นสั่งการและใช้งบประมาณป้องกัน รักษา และฟื้นฟูป่า ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน ซึ่งไม่รู้เมื่อไหร่จะผ่าน หากรอเครื่องมือรัฐทันหรือไม่ แต่แนวทางสิทธิชุมชนสำคัญ ชุนชนมีความรักและหวงแหน ซึ่งนับตั้งแต่ทำโครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน พบว่ามีโครงการป่าชุมชนที่ขึ้นทะเบียนป่าชุมชนจำนวน 8,782 แห่ง ทั่วประเทศ รวมเป็นพื้นที่ป่ามากกว่า 3.5 ล้านไร่ หากใช้งบของกรมจะสร้างป่าชุมชนได้ 200 แห่งต่อปีเท่านั้น เมื่อภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนงบ ปีนี้ประกาศไปแล้ว 700 แห่ง คาดว่าสิ้นปี 56 จะได้ 1,000 แห่ง
“ป่าชุมชนที่ประชาชนบริหารจัดการเองด้วยความรักความหวงแหน จะสร้างความสุขและได้ประโยชน์จากการเก็บหาผลผลิตในป่าชุมชน ที่สำคัญมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น อยู่กันอย่างเกื้อกูล ถือเป็นแบบอย่างการจัดการป่าสงวนต่อไป” อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว
ในปีนี้ ป่าชุมชน ‘บ้านดงห้วยเย็น’ หมู่ที่ 14 ต.บ้านโฮ่ง อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน เป็นโครงการป่าชุมชนที่ได้รับรางวัลป่าชุมชนชนะเลิศระดับประเทศ ประจำปี 2556 ถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเห็นผลและยั่งยืนหลังจากที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่า ป่าชุมชนบ้านดงห้วยเย็นขึ้นทะเบียนป่าชุมชนกับกรมป่าไม้ในปี 2547 มีพื้นที่ป่า 762 ไร่ ปีนี้คว้าชนะเลิศ นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวบ้านดงห้วยเย็นที่ได้รักษาป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์เพื่อลูกหลาน
กมล แสงหงษ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 11 ต.บ้านโฮ่ง เผยการจัดการป่าชุมชนบ้านดงห้วยเย็นว่า เริ่มจากชาวบ้านต่อต้านนายทุนทำเหมืองแร่ แล้วลักลอบตัดไม้ทำลายป่าดอยกานระหว่างสำรวจแร่ ส่งผลให้แหล่งน้ำของหมู่บ้านแห้งแล้ง แต่พื้นที่แร่ไม่มากจึงเปิดสัมปทานไม่ได้ จากนั้นชุมชนเริ่มตระหนักผลกระทบจาป่าถูกทำลายจึงร่วมกันฟื้นฟูดูแล และปลูกป่าเพิ่ม จนปี 2547 ขอขึ้นทะเบียนป่าชุมชนกับกรมป่าไม้ นอกจากพื้นที่ป่า 762 ไร่ มีแผนจะขยายอีก 1,400 ไร่
“ตั้งคณะกรรมการป่าชุมชน จัดชุดลาดตระเวน ตั้งกฎระเบียบการใช้อย่างชัดเจน ผืนป่าสมบูรณ์กลับคืนมา ตาน้ำมีน้ำไหลตลอดปี เป็นตาน้ำภูเขาที่ผู้เฒ่าผู้แก่ปลูกฝังให้คนในหมู่บ้านรักและหวงแหน มีประเพณีสืบชะตาต้นน้ำ ประเพณีบวชป่า และประเพณีฟังธรรมปลาช่อนทุกปี เชื่อว่าจะทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล” ผู้ใหญ่บ้านหัวใจรักษ์ป่ากล่าว
ความอุดมสมบูรณ์ของป่าดอยกาน ที่มีทั้งไม้เต็ง รัง พลวง มะกอกป่า ติ้ว สัก คูนแดง งิ้วป่า มะค่าแต้ มะเกลือ จามจุรี มะค่าโมง ประดู่ ไผ่ชนิดต่างๆ และสมุนไพร มีนกยูงชุมมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศนั้น ผู้ใหญ่บอกเลยว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศและแหล่งเรียนรู้ด้านสมุนไพรชั้นเยี่ยม
เขายังชวนเดินเท้า 3 ชั่วโมง ไปพิชิตผาแดงเป็นจุดชมวิวชมนกยูง บนนี้ถือเป็นหลังคาของบ้านโฮ่ง สามารถชมสภาพป่า เห็นไกลถึงเขื่อนภูมิพล จ.ตาก และในช่วงหน้าหนาวเป็นจุดชมทะเลหมอก บรรยากาศน่าเดิน น่าชม และน่านอน
“ความยั่งยืนในการปกป้องป่าเกิดขึ้นที่บ้านดงห้วยเย็น เพราะปลูกฝังและปลุกจิตสำนึกแก่เยาวชนเพื่อเป็นคนสืบสาน สืบต่ออุดมการณ์ป่าชุมชน ไม่ให้ทรัพยากรถูกทำลาย ป่าชุมชนของเรายังเป็นแหล่งศึกษาให้กับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ความรักป่าไม่ขาดสาย เพราะซึมซับเข้าในใจของทุกคน ป่าสมบูรณ์ในไทยยังมี ไม่อยากเห็นการทำลายป่าจากโครงการใหญ่ๆ” ผู้นำป่าชุมชนกล่าว
‘จุฬาภรณ์พัฒนา 12′ ป่าชุมชนที่ ต.สุคิริน อ.สุคิริน จ.นราธิวาส เป็นป่าชุมชนอันโดดเด่นด้านการจัดการป่าชุมชนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และได้รางวัลป่าชุมชนดีเด่นจากโครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน เช่นกัน
บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 12 เป็นชื่อที่ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์โปรดเกล้าฯ พระราชทาน เมื่อได้รับหมู่บ้านนี้เข้าไว้ในโครงการพัฒนาพื้นที่ชายแดน และในปี 2551 ได้นำพื้นที่ป่า 96 ไร่ จดทะเบียนเป็นป่าชุมชนกับกรมป่าไม้ ต่อมาชุมชนเข้าใจเชื่อมั่นในแนวทางป่าชุมชนมากขึ้น ก็ได้ขอขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น โดยขณะนี้รอจดทะเบียนอีกกว่า 4,700 ไร่
ดรอแม บินซา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 13 ต.สุคิริน กล่าวว่า แรกจัดตั้งหมู่บ้าน รัฐบาลได้จัดสรรพื้นที่ป่าให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ 3,500 ไร่ แต่ชาวบ้านและนายทุนกลับไปถางป่า ทำให้ป่าเสื่อมโทรม สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป พื้นที่ป่านี้ยังเป็นต้นน้ำแม่น้ำสายบุรีหล่อเลี้ยงคน 3 จังหวัด นราธิวาส ยะลา และปัตตานี เราพบว่าน้ำลดลงเกือบ 10 เท่า จึงคำนึงถึงความสำคัญของป่าและนำพื้นที่ป่าผืนใหญ่ที่เหลือขอจดทะเบียนป่าชุมชน
“ใช้แนวทางคณะกรรมการป่าชุมชนบริหารจัดการ จะดูแลป่าผืนนี้อย่าให้คนมาบุกรุกทำลาย ชุมชนเห็นชอบ ตั้งเป็นระเบียบ กฎ กติกา แต่สิ่งสำคัญสุดคนในชุมชนต้องมีหน้าที่ดูแลผืนป่าส่วนที่เหลือ กรมป่าไม้ก็เพิ่มความรู้การจัดการป่าชุมชน” ดรอแมย้ำการทำงานรักษาป่า
ป่าชุมชนบ้านจุฬาภรณ์ 12 เป็นป่าดิบชื้นหนาแน่นด้วยต้นไม้เล็กใหญ่ ชุกชุมไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด ถือเป็นป่าผืนใหญ่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ อุดมด้วยเห็ด สมุนไพร กล้วยไม้
“เราอาศัยป่าเป็นแหล่งอาหารจึงต้องมีกฎ แต่ชุมชนก็มีความสามัคคีและแบ่งปันกัน สะตอ ประ ใบเหลียง ผักหวาน เนียงนก ผักกูด ที่เก็บจากป่า เหลือจากการกินก็นำมาแบ่งกันหรือขาย ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ แล้วยังมีสมุนไพรเป็น 100 ชนิด ปลาภูเขา” ผู้ใหญ่บ้านนักพัฒนาเผยถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่า หากมีการทำลายป่าแหล่งอาหารของชุมชน กระทั่งแหล่งอาหารของสิงสาราสัตว์จะสูญหายไปด้วย
สำหรับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการป่าและใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ดรอแมก็บอกชุมชนผสานปรัชญาพอเพียงกับหลักคำสอนศาสนาอิสลาม “วายิบ” เป็นหน้าที่ของทุกคนในหมู่บ้านจะต้องร่วมกันอนุรักษ์ป่า
การได้ดูแลป่าผืนใหญ่ยังประโยชน์ให้คนในหมู่บ้านและคนภายนอก คนปลายน้ำ คือ “วายิบ” เราได้บุญ เป็นถ้อยคำจากดรอแม ประธานป่าชุมชน ในวันที่เดินทางมารับรางวัลป่าชุมชนดีเด่นที่กรุงเทพฯ เมืองใหญ่ ในขณะที่พื้นที่ป่าชุมชนที่ชาวสุคิรินช่วยกันดูแลรักษาจนได้รับการยกย่องในปีนี้ กำลังต้อนรับนักศึกษาจากจังหวัดใกล้เคียงและนักศึกษาจากประเทศมาเลเซียเดินทางเข้าไปศึกษาป่าชุมชนและวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชนบ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 12 ด้วยความชื่นชม
เรื่องราวการจัดตั้งป่าชุมชนพร้อมแนวทางดูแลรักษาป่าจากโครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน เป็นเรื่องที่สังคมควรรับรู้ในวงกว้าง เพราะเป็นเสียงจากคนรักป่า ทั้งยังช่วยกระตุกต่อมสำนึกของคนที่จ้องจะทำลายป่าสมบูรณ์หยุดคิดทบทวนก่อนจะสูญเสียแบบไม่มีวันกลับคืน.

 

มหกรรมทรัพยากรชีวภาพภูมิปัญญาท้องถิ่น หนุนชุมชนพึ่งพาตนเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/sunday/061013/80297

สิ่งแวดล้อม
Sunday, 6 October, 2013 – 00:00

สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ สพภ. จัดงาน” มหกรรมทรัพยากรชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ครั้งที่ 6” เพื่อกระตุ้นนำภูมิปัญญาท้องถิ่นไปพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ รวมถึงส่งเสริมให้ชุมชนพึ่งพาตนเอง
อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ องคมนตรี กล่าวว่า สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) มีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับชุมชน จนถึงระดับประเทศ มีหน้าที่โดยตรงในการรณรงค์ ส่งเสริมให้ประชาชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงคุณค่าและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืนภายใต้การบริหารจัดการองค์ความรู้ที่เป็นระบบ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพเกิดเป็นผลิตภัณฑ์และบริการจำนวนมาก ตามแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
สำหรับกิจกรรมในงานมหกรรมจะช่วยสร้างความตระหนักคุณค่าของความหลากหลายทางชีวภาพ ต้องร่วมกันสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ประธานคณะกรรมการบริหาร สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ กล่าวว่า มหกรรมครั้งที่ 6 นี้จัดขึ้นภายใต้ประเด็นหลัก “สมัชชาแห่งชาติว่าด้วยการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน” ถือเป็นการสร้างความเข้าใจ สร้างจิตสำนึกและส่งเสริมการใช้และร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ สมาชิกเครือข่ายสมัชชา หน่วยงานภาครัฐ เอกชนและประชาชนทั่วไป รวมทั้งเพื่อสร้างความตระหนักในคุณค่าของความหลากหลายทางชีวภาพ และการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืนอีกด้วย
โดยภายในงาน “มหกรรมทรัพยากรชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ครั้งที่ 6” มีการจัด BEDO Exhibition Zone แบ่งออกเป็น 4 โซน โดยใช้คำว่า BEDO ซึ่งเป็นของคำย่อของทาง สพภ. มาใช้เป็นธีมในการแบ่งโซนจัดแสดง ซึ่งประกอบด้วย
• โซน B : Biodiversity Park นำเสนอโครงการในพระราชดำริที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรชีวภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
• โซน E : Education Park โซนนิทรรศการแสดงผลงานและบทบาทของ สพภ. และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
• โซน D : Development Park กิจกรรมการจับคู่ธุรกิจ เพื่อเป็นแนวทางในการต่อยอดธุรกิจต่อไปสำหรับผู้ที่สนใจเรียนรู้แนวทางในการต่อยอดทางธุรกิจจากการใช้ทรัพยากรชีวภาพ และเรียนรู้เพื่อพัฒนาสินค้าจากทรัพยากรชีวภาพท้องถิ่น ผ่านจออินเตอร์แอคทีฟ touch screen ที่ให้ความรู้และความเพลิดเพลิน
• โซน O : Opportunity Park พื้นที่จำหน่ายสินค้าจากชุมชนเครือข่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากทั่วประเทศ กว่า 30 ร้านค้า เช่น ผ้าย้อมครามจาก จ.สกลนคร ผลิตภัณฑ์เจลล้างหน้า โทนเนอร์ สบู่มะเฟือง จากบ้านน้ำเกี๋ยน จ.น่าน แชมพูโปรตีนไหมจาก จ.นครสวรรค์
ความน่าสนใจภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษเพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้ในรูปแบบกิจกรรมสาธิต การให้คำปรึกษา การจับคู่ทางธุรกิจ การเสวนากลุ่มย่อย ตามแนวคิดในการบริหารและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ภายใต้การดูแลของสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ที่คำนึงถึง 3 ประโยชน์หลัก คือ ใช้ทรัพยากรชีวภาพในชุมชน เป็นวัตถุดิบ ใช้กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสุดท้ายนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์กลับไปอนุรักษ์และฟื้นฟูดูแลรักษาแหล่งวัตถุดิบหรือทรัพยากรชีวภาพของชุมชนต่อไป.