ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Archive for the ‘สิ่งแวดล้อม’ Category

http://www.thaipost.net/sunday/270113/68666

27 January 2556 – 00:00

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างการเสวนาโต๊ะกลมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลภูมิสารสนเทศเข้ามามีบทบาทอย่างเป็นรูปธรรม วิเคราะห์ข้อมูลที่แม่นยำเพื่อระวังภัยความเสี่ยงและผลกระทบต่อพื้นที่ประเทศไทย ณ โรมแรมอมารี ออคิด พัทยา จัดโดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Gistda) มีการเผยแพร่รายงานจากการใช้ดาวเทียมตรวจวัดว่า ระดับน้ำในทะเลเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ และกรุงเทพมหานครมีการทรุดตัวทุกปี ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงและผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพฯ และตอกย้ำความจริงว่ามหานครแห่งนี้จะเผชิญภาวะน้ำท่วมถี่
“ภาวะการทรุด การจมตัวของผิวดิน และระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงยังคงดำเนินต่อไป” ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (Gistda) อธิบาย
รายงานระบุว่า จากข้อมูลการติดตามการทรุดตัวของกรุงเทพฯ และปริมณฑลจากภาพถ่ายดาวเทียม ในปี 2548-2553 พบพื้นที่ที่มีอัตราการทรุดตัวสูง ประกอบด้วย หนองจอก ถนนบางนา-ตราด จ.กรุงเทพฯ สนามบินสุวรรณภูมิ นาเกลือ และเทพารักษ์ จ.สมุทรปราการ โดยบางพื้นที่ทรุดตัวสูงกว่า 24 มิลลิเมตรต่อปี ทั้งนี้ ในรายงานการใช้ดาวเทียมตรวจวัดการทรุดของผิวดินระบุว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทรุดตัวเฉลี่ยระหว่าง 1.5-2.5 มิลลิเมตรต่อปี อย่างไรก็ตาม ในอนาคตพื้นที่กรุงเทพฯ มีความเสี่ยงจะอยู่ในแนวเดียวกับระดับน้ำทะเลหรืออาจต่ำกว่าด้วย และจะมีปัญหาเรื่องการระบายน้ำได้ยาก เกิดเหตุน้ำท่วมบ่อยขึ้น ทั้งผลจากน้ำฝน การระบายลงท่อระบายน้ำไม่ได้ และท่วมจากน้ำทะเลหนุน
อย่างไรก็ตาม ดร.อานนท์ระบุว่า ในปัจจุบันพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลทรุดตัวเพิ่มขึ้น และก็มีตัวแปรจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบระดับน้ำทะเลสูงขึ้น การกัดเซาะ “ชายฝั่งอ่าวไทยตัว ก” ซึ่งรายงานจากดาวเทียมระบุว่า ช่วง 10 ปี กัดเซาะรุนแรงขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ การพัฒนาใช้ประโยชน์พื้นที่แบบไม่มีทิศทาง ต่างคนต่างทำ ทั้งจังหวัด หน่วยงาน ท้องถิ่น เป็นปัญหาใหญ่มาก หากมีข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมสะสม 3-5 ปี จะได้ข้อมูลระยะยาวในเชิงภูมิอากาศ เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่าทิศทางกระแสน้ำเป็นยังไง นำไปสู่ประเด็นที่ใหญ่มาก โดยเฉพาะการจัดการพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำ กรุงเทพฯ และปริมณฑล มูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลจะจัดการเช่นไร เวลานี้นโยบายการบริหารเมืองหรือการจัดการทรัพยากรแบ่งตามขอบเขตการปกครอง แต่ไม่ได้เอาแนวคิดภูมิศาสตร์มาเชื่อมโยง
ผู้อำนวยการ Gistda ยกตัวอย่างนโยบายหาเสียงรัฐบาลจะถมทะเลหรือทำกำแพงกั้น อีกคนบอกต้องแบบปรับตัวเข้ากับธรรมชาติ ทุกคนพูดจากอารมณ์ความรู้สึก ไม่ได้พูดจากฐานข้อมูล และอีกข้อมูลที่น่ากลัวซึ่งประเทศไทยใช้กันมากและนำมาสู่ความขัดแย้ง นั่นคือ แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ เป็นเครื่องมือนำเสนอ แต่ไม่ใช่การจำลองของจริง ที่สำคัญคือ ไม่มีการสอบทานที่ดีมากพอ นักวิชาการจำนวนมากทำแบบจำลองของอ่าวไทย พื้นที่ประมาณ 2-3 แสนตารางกิโลเมตร แต่มีข้อมูลจากเครื่องวัดกระแสน้ำ 1 จุด วัดตลอด 24 ชั่วโมง แล้วสรุปรายงาน เห็นว่าต้องลดการใช้แบบจำลองลง โดยดูจากข้อมูลจริงให้มาก จะตอบโจทย์ได้ดีขึ้น
“นอกจากรายงานที่ IPCC ระบุเรื่องระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น การกัดเซาะแล้ว จากรายงานการสังเคราะห์ของไทย TARC ดูตัวเลขล่าสุดการทรุดตัวของแผ่นดิน อัตราการกัดเซาะดูเหมือนกับว่าเร็วกว่าคาดการณ์กันไว้ ฉะนั้น ปัญหาเร่งด่วนของกรุงเทพฯ และปริมณฑล เรามีเวลาทำอะไรแค่ 30 ปี เท่านั้น เร็วมาก ถ้าไม่ทำอะไรพบจุดจบ แม้ไม่จบแบบพินาศ แต่ต้นทุนการบริหารจัดการจะเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า ต้องยอมรับความจริงว่า การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในอัตราที่เร็วมาก แต่ก็ต้องยอมรับความเห็นของทุกฝ่าย เห็นว่าควรมีกระบวนการพูดคุย รับฟังความคิดเห็นแบบครบถ้วน แต่ที่ผ่านมากระบวนการมีส่วมร่วมเป็นแค่ยาดับกลิ่น เกิดหลังจากที่โครงการทุกอย่างคิดมาแล้ว  ต้องรีบทำกระบวนการให้เร็วที่สุด อยู่ดีๆ จะเซอร์ไพรส์คน ใช้ภาวะโลกร้อนเป็นตัวประกัน ปล่อยให้คาราคาซัง อึมครึม พอถึงปีที่ 25 โยนออกมาเหลืออีกแค่ 5 ปี คุณไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ณ วันนี้เรายังมีเวลา” ดร.อานนท์เน้นย้ำ
ภัยพิบัตินับวันจะรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ เพราะภาวะโลกร้อน บทบาทเทคโนโลยีอวกาศและข้อมูลภูมิสารสนเทศสำคัญมีส่วนช่วยในการจัดการภัยพิบัติ และแจ้งเตือน อีกประเด็นในการเสวนาโต๊ะกลมครั้งนี้ คือ เรื่องโครงการพัฒนาระบบเรดาร์ชายฝั่งเพื่อการเตือนภัยทางบกและทะเล เป็นอีกโครงการที่นำคุณค่าจากอวกาศมาพัฒนาคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์ และเตือนภัย ครอบคลุมพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยติดตั้งระบบเรดาร์ชายฝั่งสำหรับตรวจวัดกระแสน้ำและคลื่นในลักษณะเรียลไทม์ ให้การบริหารจัดการน้ำภาพรวมเป็นระบบ รวมทั้งจัดการภัยพิบัติพื้นที่ชายฝั่งไทย
ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีเหนือก้อนเมฆคนเดิมเผยถึงโครงการพัฒนาเรดาร์ชายฝั่งฯ ว่า จะติดตั้ง 18 จุด ครอบคลุมพื้นที่ 1 หมื่นตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยสถานีเรดาร์ชายฝั่ง 13 สถานีหลัก และ 5 สถานีย่อยในพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน ภายใน 2 เดือนนี้จะติดตั้งครบทุกจุด ขณะนี้บางพื้นที่ติดขัดระเบียบการขอให้ประโยชน์ทางราชการ แม้จะใช้พื้นที่เพียง 4 ตารางกิโลเมตรต่อสถานีเท่านั้น
อย่างเทศบาลเมืองพัทยาเห็นชอบโครงการนี้มาก เพราะจะสร้างความเชื่อมั่นกับนักท่องเที่ยวด้านระบบความปลอดภัยทางทะเล ทั้งการแพร่กระจายมลพิษรั่วไหลและอุบัติเหตุทางทะเล สามารถกำหนดมาตรการดูแลรักษาได้ทันท่วงที ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวปัจจุบันต้องเข้ามาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย แต่พบขั้นตอนยุ่งยาก จะขอใช้ประโยชน์ที่ดินต้องทำรังวัดทั้งภูเขานับพันไร่ อุปสรรคที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนจะทำอย่างไรให้ข้อมูลภูมิสารสนเทศเกิดได้ ที่ผ่านมาขาดหน่วยงานกลาง ทุกหน่วยงานมีกฎระเบียบ
ดร.อานนท์ระบุว่า เน้นอ่าวไทยตอนบน เพราะมีความสำคัญและจะขยายชายฝั่งสัตหีบ ระยองเขตเศรษฐกิจ และไปพื้นที่ชายฝั่งสุราษฎร์ธานี เพราะมีพายุเคลื่อนผ่าน สถานีระบบเรดาร์จะเป็นข้อมูลคลื่น กระแสน้ำ ทิศทาง ความสูง และรูปแบบการไหลเวียนของกระแสน้ำ สรุปผลให้รูปแบบแผนที่ทุก 1 ชั่วโมง สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ดี และเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบต่างๆ จากด้านบนจะขยายสถานีสู่พื้นที่ชายฝั่งนครศรีธรรมราชจนถึงสงขลาเป็นอีกพื้นที่สำคัญ มีโอกาสได้รับผลกระทบจากคลื่นพายุซัดฝั่งหรือสตรอมเสิร์ชในอ่าวไทย เพราะต้นกำเนิดสึนามิเป็นทะเลจีนใต้ฝั่งตะวันออก หากเกิดมาเลเซียจะโดนก่อน อาจมีหางคลื่นเข้ามาพาดก็เตรียมระบบเรดาร์ไว้ แล้ว ช่วยลดปัญหากัดเซาะชายฝั่งข้ามประเทศระหว่างไทยและมาเลยเซีย สงสัยว่าใครเป็นสาเหตุ กล่าวโทษกันใช้ระบบเรดาร์ตรวจสอบพื้นที่ได้ระดับหนึ่ง
“ระบบเรดาร์นี้เราผลักดันให้เกิดเครือข่ายทั้งแปซิฟิกตะวันตก เวียดนามลงทุนแล้ว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไต้หวัน จีนก็มี ฉะนั้น เครือข่ายสถานี ไม่ได้มีเฉพาะไทย หากเชื่อมโยงได้ทั้งหมด การพยากรณ์จะแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะไทยได้ประโยชน์เต็มที่ เพราะกระแสน้ำจากประเทศอื่น เรามาใส่โมเดลพยากรณ์จะสามารถทราบเรื่องการยกตัวของระดับน้ำล่วงหน้าได้แม่นยำมากขึ้น หากต่างคนต่างทำไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร” ผอ.Gistda เผยถึงความคาดหวังจากโครงการเรดาร์ชายฝั่งตามแผนชาติจะติดตั้งทั้งหมด 48 สถานี
ทั้งโครงการพัฒนาฯ ระบบเรดาร์ชายฝั่ง เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์และโต้แย้งว่าใช้งบประมาณโครงการสูงเกินจริง ผอ.Gistda ชี้แจงประเด็นนี้ว่า การพัฒนาไม่ใช่แค่ตัวสถานีเรดาร์ชายฝั่ง แต่รวมระบบพยากรณ์ ระบบแบบจำลอง และจัดตั้งศูนย์เตือนภัยเพื่อรับมือและวางแผนปฏิบัติการต่อไป สำหรับ 18 สถานี แรกใช้งบประมาณ 500 ล้านบาท
ด้าน ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ซึ่งมาร่วมถกประเด็นภัยพิบัติทางทะเล ชี้ว่า ในทะเลนั้นมีหลายปรากฏการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งมีประมงพื้นบ้านหาอยู่หากินทั้งด้านการทำประมงและการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นประจำ คือ น้ำเบี่ยง ซึ่งเกิดจากน้ำจืดไหลลงทะเลปริมาณมาก อีกปรากฏการณ์เรียกว่า ขี้ปลาวาฬบ้าง น้ำเปลี่ยนสีบ้าง แพลงตอนบูมบ้าง เกิดจากการเติบโตของสาหร่าย ภัยธรรมชาตินี้ทำให้น้ำเน่าและสัตว์น้ำในกระชังตาย แล้วยังมีปรากฏการณ์ขยะทะเล แต่ในส่วนภัยพิบัติทางทะเลนั้น หลักๆ มีคลื่นสึนามิและสตรอมเสิร์ช หากมีการพัฒนาระบบเรดาร์ชายฝั่ง มีการวิเคราะห์ข้อมูลแม่นยำ ช่วยลดความเสียหายและเตือนภัยได้
“ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำกระชังปลา กระชังหอย เป็นประมงพื้นบ้าน เลี้ยงเป็นอาชีพเสริม เพราะปลาในทะเลลดน้อยลง ต้องกู้ยืมเงินมาลงทุน จู่ๆ ตื่นเช้าหอยตายหมดเกิดจากน้ำเบี่ยง ติดหนี้เป็นแสน นี่คือเรื่องปากท้องความเป็นอยู่ของคนนับล้านตามพื้นที่ชายฝั่งทะเล ต้องทำให้คนหากินกับทะเลรู้จักทะเลมากขึ้นด้วยเทคโนโลยีนอกจากภูมิปัญญาชาวบ้าน รัฐต้องใช้เทคโนโลยีที่มีบทบาทอย่างแท้จริงพึ่งพาข้อมูล โดยเฉพาะคนที่ฝากชีวิตไว้กับธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันมีความแปรปรวนมากขึ้น เลิกแก้ปัญหาด้วยเงินเยียวยาเสียที” ผู้เชี่ยวชาญทางทะเลกล่าวถึงระบบเรดาร์ติดตามตรวจสอบชีพจรทะเลไทย ถ้าเป็นจริงจะเป็นครั้งแรกที่นำระบบเรดาร์มาป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนั้นอาจารย์ธรณ์เห็นว่า ข้อมูลจากระบบเรดาร์ใช้พยากรณ์ทิศทางพายุ มีการแจ้งเตือนช่วยลดอุบัติเหตุและความปลอดภัย หากมีโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย จะเป็นฮับของอาเซียน มีการคมนาคมเดินเรือน้ำมันเข้าอ่าวไทยเพิ่มขึ้น ระบบเรดาร์ช่วยป้องกันอุบัติเหตุและเป็นหลักฐานเอาผิดผู้ก่อมลพิษทางทะเล รวมถึงหากเรือน้ำมันล่มก็รู้การแพร่ะจายของมลพิษลงทะเลไทย
อย่างไรก็ตาม สืบเนื่องจากดาวเทียมทั้งจากดาวเทียมไทยโชต หรือธีออส ดาวเทียมดวงอื่นๆ ยังมีข้อจำกัดของเทคโนโลยีใช้ประโยชน์ได้ในบางภารกิจ จำเป็นต้องพัฒนาดาวเทียมของประเทศต่อไป ผู้อำนวยการ Gistda กล่าวว่า ดาวเทียมใช้ถ่ายภาพแบ่งเป็นภาพรายละเอียดสูงอยู่ในวงโคจรระดับต่ำ 500-1,000 กิโลเมตรเท่านั้น ขณะนี้เรามีดาวเทียมไทยโชต 1 ทั้งนี้เคยมีการพูดถึงดาวเทียมไทยโชต 2 จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบติดตามทั้งประเทศ สามารถถ่ายภาพทะลุเมฆได้ ทำให้การสำรวจและทำแผนที่เพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การวางผังเมือง กำหนดโซนพื้นที่ และการสำรวจพื้นที่เกิดภัยพิบัติมีความแม่นยำเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ผู้อำนวยการ Gistda อธิบายทิ้งท้ายว่า ดาวเทียมในอวกาศปัจจุบันมีประมาณ 500-600 ดวง ที่ใช้งานจริง แต่หากรวมที่ยุติการใช้งานไปแล้ว แต่ยังมีร่องรอยในวงโคจรราว 1,000 ดวง ทุกวันมีชิ้นส่วนร่วงลงมา ซึ่งชิ้นส่วนขนาดเล็กกำปั้นขึ้นไปมีราว 3 แสนชิ้น แต่ที่เล็กกว่ากำปั้นยังมีอีกเยอะ และพร้อมชนดาวเทียมเราได้ทุกเมื่อ ฉะนั้น เราจึงมีฝ่ายวิเคราะห์วงโคจร โดยมีหน่วยงานทางสหรัฐบริการแจ้งเตือน หากมีโอกาสเฉียดเข้ามาในระยะ 10-20 กิโลเมตร จะต้องปรับวงโคจรล่วงหน้า เพราะดาวเทียมโคจรด้วยความเร็ว 5,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับดาวเทียมไทยโชตที่ Gistda มีสถานีควบคุมและรับสัญญาณดาวเทียมไทยโชต ตั้งอยู่ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี อยู่ในระดับวงโคจร 850 กิโลเมตร ซึ่งเป็นวงโคจรที่มีขยะอวกาศมาก โดยเฉลี่ยต้องปรับวงโคจร 3-5 ครั้งต่อปี เพื่อให้อยู่ในห้วงอวกาศมหึมานี้อย่างปลอดภัยและทำงานอย่างเต็มศักยภาพ.

http://www.thaipost.net/sunday/200113/68337

20 January 2556 – 00:00

5 เดือนหลังจาก แผนพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ตามพระราชดำริ บ้านโป่งลึก บางกลอย (ในโครงการปิดทองหลังพระ) อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ได้เข้าไปคลุกวงใน แก้ปัญหาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่เดิมทีมีความขัดแย้งระหว่าง คนกับคน คนกับป่า และคนกับสัตว์ โดย “ปิดทองฯ” ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ด้วยความมุ่งหวังว่าจะเห็นชาวบ้านอยู่กับป่า ไม่ขยายพื้นที่ทำกินในเขตพื้นที่อุทยานฯ ได้สำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้น สอนให้ชาวบ้านทำการเกษตรที่ถูกวิธี ส่งเสริมการผลิตอาหารในครัวเรือน ใช้ชีวิตแบบพอเพียงให้ได้

วันเด็กแห่งชาติที่ผ่านมาได้ไปร่วมงานวันเด็กบ้านโป่งลึก-บางกลอย ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน บ้านโป่งลึก ซึ่งมีกิจกรรมสนุกสนานสำหรับเด็ก พร้อมกับการเสริมสร้างความรู้ให้เด็กเยาวชนได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนวิถีวัฒนธรรมของชาวกะหร่างไม่ให้หายไปจากพื้นที่ เป็นความสนุกที่มีสาระ และปลูกฝังให้เด็กเห็นความสำคัญไปในตัว

หลังจากร่วมกิจกรรมวันเด็ก ได้มีโอกาสพูดคุยกับ กระทง โชควิบูลย์ ชาวกะหร่าง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน ได้กล่าวว่า มีชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกินในเขตอุทยานฯ 139 หลังคาเรือน รวม 852 คน แต่ยังเหลือชาวบ้านอีก 39 คน ที่ไม่ยอมย้ายจากใจกลางป่าลงมา ใน 139 หลังคาเรือนมี 47 ครัว ที่มีที่ทำกิน ราว 5-7 ไร่ต่อครัวเรือน ทุกวันนี้ชาวบ้านก็ยังต้องการที่ดินทำกิน แล้วก็ขาดแคลนน้ำทำการเกษตร ชาวบ้านโป่งลึก-บางกลอยประสบปัญหานี้มานาน เมื่อมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ จะสร้างฝาย วางท่อส่งน้ำจากฝายถึงแปลงเกษตรในหมู่บ้าน ระยะทางประมาณ 14 กิโลเมตร  ปัญหาขาดน้ำน่าจะดีขึ้น

“ที่ดินเดิมเป็นดินลูกรัง แล้วก็ทำไร่ทำนาซ้ำที่เดิมทุกปี  เพราะที่จำกัด ดินก็ไม่สมบูรณ์ เสื่อมโทรม ผลผลิตไม่งาม ขอที่ทำกินเพิ่มก็ขัดกฎหมายอุทยานฯ ปัญหาในพื้นที่คือเรื่องน้ำใช้เพาะปลูกพืชผลเกษตร ชาวบ้านในพื้นที่ทำนา ทำไร่ เป็นหลัก แล้วก็รับจ้างทั่วไป อยากให้มีน้ำเข้านาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเรื่องน้ำมันเครื่องสูบ” ผู้ใหญ่กระทงกล่าว

อีกเรื่องที่ชาวกะหร่างเล่าให้ฟังด้วยรอยยิ้ม คือ การทำแปลงปลูกผักสาธิต ชาวบ้านปลูกผักกินเอง ที่นอกจากจะมีผักกินแล้ว ชาวบ้านยังได้รับความรู้ในการปลูกผักไว้กินเองที่ถูกวิธี  มีการวางระบบการบริหารจัดการแปลงผักในรูปแบบคณะกรรมการ มีข้อตกลงร่วมกัน เช่น การจ่ายค่าสูบน้ำเพื่อรดแปลงผัก การดูแลรักษาแปลงผักสวนครัวให้เติบโตงอกงาม ที่มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ และสำนักงานเกษตรอำเภอแก่งกระจานเข้ามาสอนปลูกผักและการทำเกษตรในพื้นที่ลาดเอียงบ้านโป่งลึก

“เมื่อก่อนชาวบ้านปลูกในไร่ข้าว ไม่ได้ทำเป็นแปลงผัก ก็ได้ผักงามในปีแรกๆ พอดินไม่สมบูรณ์ก็ไม่ดีแล้ว แต่พอชวนชาวบ้านไปปลูกผักเป็นแปลง ใช้ได้ ผักงาม ทั้งผักบุ้ง มะเขือ ถั่วฟักยาว แตงกวา พริก เขามาแนะนำวิธีปลูก ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ผลัดกันมารดน้ำ ก็ได้ผักกินเองในหมู่บ้าน แบ่งผลผลิตกัน ไม่ต้องเสียเงินซื้อ ความเป็นอยู่เริ่มดีขึ้น ก็อยากขยายไปทำแปลงผักที่บ้านเอง เหลือก็ส่งขาย แต่พื้นที่แคบไม่พอ” ผู้นำชุมชนกล่าวถึงแผนพัฒนาใหม่ๆ ที่เป็นโอกาสของชาวบ้าน แต่ก็ยังมีปัญหาอีกเกือบร้อยครัวเรือนไม่มีพื้นที่ทำกิน ไม่มีที่ให้ปลูกผัก

อีกเสียงจากผู้นำชุมชนบ้านโป่งลึก ลอย จีบ้ง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 บ้านโป่งลึก ซึ่งตั้งอยู่ในผืนป่าอุทยานฯ แก่งกระจานเช่นกัน ผู้ใหญ่บ้านโป่งลึกบอกว่า มี 73 ครัวเรือน กว่า 300 คน ชาวบ้านทำอาชีพเกษตร ทำไร่ข้าว ปลูกสวนกล้วย ทุเรียน มะนาว ปัญหาเร่งด่วนที่ชาวบ้านต้องการคือ น้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค ในพื้นที่มีแม่น้ำเพชรบุรี แต่มีปัญหาพื้นที่เกษตรของชาวบ้านอยู่ห่างไกลจากแม่น้ำ ไม่มีทุนซื้อเครื่องสูบน้ำเข้า   ที่ผ่านมาสามารถทำไร่ได้ปีละครั้ง อาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ บางปีฝนมาแล้วผลผลิตก็ไม่ได้ ต้องกู้ยืมเงินมาทำนา ทำไร่ เป็นหนี้สินกับรัฐ หากมีท่อส่งน้ำก็จะช่วยให้ทำเกษตรได้ปีละหลายครั้ง มีน้ำได้กินได้ใช้ ถ้าที่ทำกินมีน้ำใช้ชาวบ้านจะลืมตาอ้าปากได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่ลอยบอกด้วยว่า บ้านโป่งลึกมี 30 ครัวเรือน ที่ไม่มีที่ทำกิน ชาวบ้านอยากให้อุทยานฯ จัดสรรที่เพิ่มเติม อย่างน้อยครอบครัวละ 7 ไร่ บรรเทาความเดือดร้อน แต่รัฐยังไม่รับปาก ถ้าชาวบ้านมีที่ทำกินที่รัฐจัดให้จะลดปัญหาการบุกรุกทำลายป่า ยอมรับว่าทุกวันนี้ยังรุกป่า แต่ในฐานะผู้นำชุมชนจะต้องคอยปรามและพูดคุยให้ชาวโป่งลึกช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ทำลายป่า

“ตอนนี้ความเป็นอยู่ของชาวบ้านก็ได้รับการพัฒนา มีมูลนิธิปิดทองฯ หน่วยงานต่างๆ เข้ามาส่งเสริมอาชีพ ให้ความรู้ชาวบ้าน ผู้หญิงก็ฝึกงานศิลปาชีพ อย่างการทำเกษตรผสมผสาน มีที่ 5 ไร่ ปลูกข้าว 2 ไร่ ที่เหลือปลูกพืชยืนต้น ปลูกผักสวนครัว ขุดบ่อเลี้ยงปลา เน้นให้ชาวบ้านอยู่แบบพอเพียง ชาวบ้านก็มีข้าว มีผักไว้กิน ปลาก็หากินจากแม่น้ำเพชร เป็นแหล่งอาหารสำคัญ” ลอยกล่าว นอกจากการแก้ปัญหาขาดน้ำและส่งเสริมอาชีพแล้ว ยังระบุชาวบ้านต้องการแผนพัฒนาด้านสาธารณสุขในพื้นที่ ปัจจุบันเจ้าหน้าที่และยารักษาโรคที่ไม่เพียงพอ รวมถึงการปรับปรุงถนนหนทางที่ยากลำบากมาก

งานวันเด็กที่โรงเรียน ตชด.บ้านโป่งลึก ดำเนินต่อไป ระหว่างนั้นในพื้นที่ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ พร้อมด้วย ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เข้าไปสำรวจที่ดินที่คัดเลือกให้ดำเนินการออกแบบจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในเขตพื้นที่อุทยานฯ โดยมีผู้นำชาวบ้านตามมาฟังแผนงานด้วย

ซึ่งตามแผนพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ามพระราชดำริฯ นี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี แต่งตั้งหัวหน้า อช. แก่งกระจาน เป็นผู้อำนวยการโครงการฯ เพื่อบูรณาการทำงานกับหน่วยงานราชการ ทั้งสำนักโครงการชลประทานเพชรบุรี ที่รับผิดชอบด้านเทคนิคควบคุมงานให้ถูกต้องตามแบบ พัฒนาที่ดินจังหวัดเพชรบุรีดูการปรับพื้นที่ ปรับปรุงดินให้สมบูรณ์ เป็นขั้นบันได 365 ไร่ พัฒนาอำเภอและปลัดอำเภอแก่งกระจาน  ทำความเข้าใจและเตรียมแรงงานชาวบ้านร่วมกิจกรรม โดยจะเริ่มจากการพัฒนาระบบน้ำ ซึ่งบรรยากาศการพูดคุยเป็นใจให้การทำงานตามแผนผานไปได้ด้วยดี มีการปรับแบบเพื่อให้ชาวบ้านได้ประโยชน์จากระบบน้ำสูงสุด เน้นชุมชนเป็นตัวตั้ง ตลอดจนปรับแผนงานตามสถานการณ์ ซึ่งวันนี้การทำงานตามแผนเริ่มแล้ว มีการตั้งเป้าหมายให้แล้วเสร็จสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้

ม.ร.ว.ดิศนัดดา เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ กล่าวว่า การพัฒนาโป่งลึก-บางกลอย มูลนิธิเน้นเรื่องชุมชนเป็นตัวตั้งต่างจากโครงการอื่น ไม่เอาข้าราชการหรือมูลนิธิเป็นตัวตั้ง ยุคนี้ต้องเปลี่ยนระบบราชการ โดยศึกษาปัญหาของชุมชนและความต้องการของชุมชน จากนั้นมาเรียนรู้จากชุมชน โดยดูศาสตร์ต่างๆ จะเป็นศาสตร์พระราชา พระราชินี สมเด็จพระเทพฯ สมเด็จย่า หรือศาสตร์ของอุทยานฯ ใช้แก้ไขปัญหาได้หรือไม่  หากแก้ได้ ลองแก้ไขบนกระดาษก่อน แล้วเอาผลการศึกษาไปคุยกับชาวบ้าน ถามชุมชนโดนใจมั้ย ถ้าใช้พาไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ศาสตร์นั้นตามโครงการต้นแบบ ราชการไม่เคยทำอย่างนี้ เพียงแต่สั่งจากข้างบน

วิธีการทำงาน ทุกฝ่ายเขียนแผนพัฒนาร่วมกัน นอกจากอุทยานฯ มีผู้ว่าฯ เข้ามา หน่วยราชการต่างๆ พัฒนาที่ดิน สำนักเกษตร เข้ามา แล้วไม่มองแต่ตัวเอง จึงเกิดการบูรณาการระหว่างราชการ ไม่ใช่งบมา อุทยานฯ เกษตรไม่มา ชลประทานไม่มี ถ้าน้ำไม่มาจะทำอะไรได้ หรือน้ำมา ดินไม่สมบูรณ์ก็ไม่ได้ หรือขัดกฎหมายอุทยานฯ การบูรณาการหมายถึงทุกหน่วยงานยอมรับได้ คิดร่วมกัน และชาวบ้านร่วมด้วย

“คิดร่วมกัน แก้ไขร่วมกัน สังเคราะห์ปัญหาต่างๆ นานาร่วมกัน ใช้ระบบเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา คุณเข้าใจตัวเองรึยัง เข้าใจชาวบ้านมั้ย แล้วถามว่าชาวบ้านเข้าใจคุณหรือเปล่า หน่วยงานต่างๆ เข้าใจซึ่งกันและกัน เป็นหนึ่งเดียว ถ้าชาวบ้านเอาด้วย แสดงว่า เข้าถึง เป็นการยกระดับความเข้าใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” เลขาฯ มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ย้ำ
ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวอีกว่า ในการดำเนินโครงการได้พูดคุยกับชาวบ้าน คำว่า ‘พอ’ ของคุณอยู่ที่ไหน ชาวบ้านบอกพอ คือ หมดหนี้สิน อยู่กินอย่างมีความสุข ลูกหลานกลับมาอยู่บ้าน ซึ่งตามแผนพัฒนาฯ จะมีหลายแผนงานเกิดขึ้นแก้ปัญหาดิน น้ำ และการเกษตร นอกจากพัฒนาระบบน้ำให้ได้รับน้ำทุกแปลง จะทำนาขั้นบันไดและปลูกป่าเศรษฐกิจ

“หากมีน้ำให้ทำข้าวเกือบ 400 ไร่ แล้วให้ผลผลิต 70 ถังต่อไร่ ราว 28 ตัน ซึ่งชาวบ้านบอกพอบริโภค 2 หมู่ ถามว่าเขาจะต้องดิ้นรนไปแผ้วถางป่าทำไม ปลูกข้าวเดือนสิงหาคม 4 เดือนเศษได้ผลผลิต เก็บไว้กินตลอดปี เมื่อปรับปรุงดินแล้วก็ปลูกพืชหลังนา เป็นผลประโยชน์ที่จะได้อีก 2 รอบ นี่เป็นรายได้พิเศษแล้ว ณ วันนี้ขึ้นไปบนบ้าน เขากินข้าว น้ำพริก ผัก ไม่มีหมู เห็ด เป็ด ไก่ ก็อยากกิน แต่ไม่มีเงิน ต่อไปจะเข้ามาส่งเสริมปศุสัตว์ เอาแม่พันธุ์หมูเหมยซานมาให้เลี้ยง แต่กฎกติกาห้ามซื้ออาหารให้หมูกิน ต้องใช้กล้วยซึ่งมีมากมายในพื้นที่ทำอาหาร ให้ความรู้ในการเลี้ยง จากแม่หมู 1 ตัว สิ้นปีที่ 2 จะมีแม่หมู 36 ตัว ไม่รวมลูกหมู เหลือกิน ก็ขาย อาจจะแปรรูปเพิ่มมูลค่า”

กับแผนพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ตามพระราชดำรินี้ เลขาฯ มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ เผยถึงภาพที่อยากให้เกิดขึ้นว่า ตอนนี้ยังไม่สำเร็จ แต่ภายใน 3 ปีจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น     หากทำจุดเล็กๆ อย่างนี้ได้ดีจริง จะเป็นเยี่ยงอย่างให้ข้าราชการได้เรียนรู้ และนำมาเป็นแนวทางปรับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาบุกรุกตามแนวชายแดนทั้งหมด ตั้งแต่ระนองยันเชียงรายระยะยาวราว 2,401 กิโลเมตร พื้นที่โป่งลึก-บางกลอย เป็นเพียง 30,000 ไร่ จากพื้นที่ชายแดน 1.8 ล้านไร่ ขยายผลไป หวังให้โป่งลึก-บางกลอยมันดี ใช้เงินลงทุนคุ้มค่า แก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม แล้วบวกความยั่งยืนและความสุขของชาวบ้าน

แม้แนวทางพัฒนาข้างหน้าสดใส แต่สิ่งที่ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ยังกังวลใจสะท้อนด้วยคำพูดที่กล่าวว่า “ปัญหาคนกับคน ความขัดแย้งผ่านมาแล้ว ผมกลัวอย่างเดียวเท่านั้น คำว่า ‘พอ’ ของชาวบ้าน ณ วันนี้ มันอย่างนึง คนรุ่นนี้ผมไม่กลัว เขายังจำความยากลำบากได้ แต่คนรุ่นต่อไปที่ไม่เคยลำบาก จะไม่รู้สึกถึงอดีต บวกกับกระแสทุนนิยม สื่อภายนอกเร้าใจให้อยากมี อยากเป็น ทุกคนมีความโลภ แต่วิธีการคงต้องเน้นการเรียนการสอนในโรงเรียน สอนเรื่องธรรมชาติ ศีลธรรม ความเหลื่อมล้ำ ปลูกฝังเด็กเยาวชน”

ด้าน ชัยวัฒน์ หน.อุทยานฯ แก่งกระจาน จากเส้นขนานกับชาวบ้าน วันนี้เห็นท่าทีในการทำงานกับชาวบ้านที่เปลี่ยนแปลงชัดเจน หน.อุทยานฯ คนดัง กล่าวว่า พื้นที่ทำกินกับแปลงที่ อช.อนุญาตให้ชาวบ้านทำกินถูกต้องมีจำกัด บางครอบครัวได้เยอะ บางครอบครัวได้น้อย ซึ่งการจัดสรรที่ทำกินเป็นปัญหาหลักของโป่งลึก-บางกลอย บางครอบครัวลงมาไม่มีที่ทำกิน การแก้ปัญหา อช.ก็หาที่ดินทำกินให้ เราต้องการแก้ปัญหาเพื่อให้สังคมอยู่อย่างมีความสุข ถ้าเราบอกไม่ได้ๆ ไม่ใช่คำตอบของสังคม และอุทยานฯ ต้องจัดการทรัพยากร เราต้องการป่า สัตว์ป่า คนอยู่ร่วมกับป่า

“ผมรู้จักโป่งลึก-บางกลอยตั้งแต่เกิด แต่ถามว่า ผมเข้าใจ คำว่า ‘โป่งลึก’ มั้ย ตอบได้เลยไม่เข้าใจ มูลนิธิปิดทองเป็นสะพานทำให้ผมกับชาวบ้านได้พูดคุยกัย เดิมชาวบ้านยุ่งอะไรของผมไม่ได้ ผมจับ ต่างคนต่างตั้งแง่อยู่แล้ว อุทยานมาชาวบ้านหนี อุทยานมาพูด ไม่ฟัง แต่วันนี้มีสะพานเชื่อมทุกคนเต็มใจเดินเข้าหากัน เจรจาพูดคุยกัน ทำให้ความขัดแย้งหยุดแล้วจะได้เดินต่อ” ชัยวัฒน์เปิดเผยความรู้สึก

พร้อมยอมรับว่า การแก้ปัญหาในเขตอุทยานฯ เดิมระบบราชการทำงานไม่เคยเข้าถึงชาวบ้าน จับเค้ามาเหมือนจับปูใส่กระด้ง สัญญาไว้ วันหนึ่งไม่ทำตามสัญญา แล้วจะบอกว่าชาวบ้านต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องรักษากฎหมาย ห้ามบุกรุกป่ามันผิดกฎหมาย มันไม่ใช่ ในพื้นที่เคยดำเนินโครงการพระราชดำริต่อนื่องช่วงปี 2537-2541 แล้วล้มหายไป จนปี 2552 รื้อฟื้นขึ้นมา กระทั่งปี 2555 มูลนิธิปิดทองฯ เข้ามา เป็นตัวกลางทำงาน สร้างความเข้าใจ สำรวจข้อมูลหลายด้านในพื้นที่

“ราชการเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนให้ความรู้ความสามารถ แต่ข้าราชการไม่ทำ ไม่เอาใจใส่ จะทำอย่างไร ไม่เข้าใจชาวบ้าน แต่จากแผนพัฒนาฯ นี้ เน้นชาวบ้าน หากพูดแต่เรื่องกฎหมาย ทุกวันนี้ผมจับได้ทุกคน บ้านโป่งลึก-บางกลอย ชาวบ้านออกมาเช้าไปตัดไม้ไผ่ ไปหากิน มันผิดระเบียบอุทยานทั้งหมด แต่ถามว่ามันใช่หรือไม่ หากทำอย่างนั้นก็ไม่ใช่มนุษย์ มนุษย์ต้องมีการผ่อนปรน เราต้องมาเรียนรู้กันใหม่ การอยู่ร่วมกัน ชุมชนอยู่กับป่า ชุมชนใช้ประโยชน์พื้นที่ใดได้บ้าง วิธีถ้อยทีถ้อยอาศัยเป็นหลักสำคัญ” หน.อุทยานฯ กล่าว

ในการพัฒนาโป่งลึก-บางกลอย พื้นที่ในเขตอนุรักษ์ฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย ชัยวัฒน์ระบุ ทุกวันนี้ไม่ได้จับกุมชาวบ้านเข้าไปตัดไม้ ซึ่งหมายถึงเจ้าหน้าที่ทำผิดกฎหมาย ม.157 ทันที ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่เราทำด้วยความสุจริตใจ น้อมนำแนวทางพระราชดำริเรื่องการอยู่ร่วมกัน คน ป่า สัตว์ป่า บ้านหลังนี้ครอบครัวนี้มีสัตว์ ต้นไม้ ระบบนิเวศ ชาติพันธุ์ มีศาสนาและพระมหากษัตริย์ ต้องบูรณาการอยู่ร่วมกันให้ได้ แม้งานยาก งานใหญ่ ถ้าทุกหน่วยงานทำด้วยความตั้งใจ ให้ความร่วมมือ โดยไม่หวังผลตอบแทน งานใหญ่จะเป็นงานเล็ก

หน.อุทยานฯ แก่งกระจานย้ำเรื่องการพัฒนาน้ำเป็นทางออกของปัญหาในพื้นที่ ถ้าทำแล้ว ชาวบ้านทำเกษตรได้ ปากท้องอิ่มก็จบ นาขั้นบันไดกว่า 300 ไร่ นอกจากปลูกข้าว เน้นป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ไม้ใช้สอย ไม้ฟืน ไม้ผล และไม้อนุรักษ์น้ำป่า ไม้ทุกอย่างที่ปลูก ใช้ประโยชน์ได้หมด ไผ่ ขนุน มะม่วง ทุเรียน ลำไย ชะอม ฯลฯ ระยะยาวชาวบ้านเก็บขายได้ เราจะส่งเสริมให้ชาวบ้านเพาะปลูกพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ หน้าดิน ที่ลุ่ม ราบลุ่ม อย่างที่ลาดเอียงจะปลูกป่าผสมผสาน ชาวบ้านปลูกแล้วได้อะไร แต่ละปีสร้างรายได้เท่าไหร่ อย่างปลูกไผ่ปีที่ 3 ขายได้แล้ว สดหรือแห้งก็ได้ ปีต่อๆ ไป รายได้จะเพิ่มขึ้นจากผลผลิตที่มากขึ้น”

“จาก 100 คน ที่เดือดร้อน มี 90 คน กินอยู่ได้แบบพอเพียง เหลือเพียง 10 คน บุกรุกป่า ป่าไม้ทานได้ แต่ถ้า 100 คน รุกป่า ป่าพังหมด ไม่รอด การดำเนินโครงการต้องค่อยเป็นค่อยไป เชื่อว่าโครงการนี้มาจะแก้ปัญหาได้สำเร็จ และเป็นทางออกกฎหมายอุทยานฯ กับชุมชนอยู่ร่วมกันได้ ที่ผ่านมาไม่เคยหาทางออกที่ดีที่สุด คิดว่าแนวทางพระราชดำริดีที่สุด” ชัยวัฒน์ ผู้อำนวยการโครงการฯ กล่าวทิ้งท้ายถึงการผลักดันแผนพัฒนาชนบทนี้ร่วมกับชาวบ้าน และหน่วยงานต่างๆ อย่างจริงจัง ทำให้เกิดการพัฒนาชุมชนในพื้นที่อุทยานฯ อย่างสมดุลและยั่งยืนให้ได้.

http://www.thaipost.net/sunday/130113/67976

13 January 2556 – 00:00

“ปลา” คือ อาหารจานสำคัญคู่สำรับคนไทยมาช้านาน แต่ถ้าบอกว่าในพื้นที่อุตสาหกรรมใหญ่ที่สุดของจังหวัดปราจีนบุรี และเป็นพื้นที่เป้าหมายของการขยายอุตสาหกรรมภาคตะวันออก พบการสะสมของสารปรอทในปลาจะเกิดอะไรขึ้น?

จากการแถลง ผลการศึกษาเรื่องการสะสมของสารปรอทในปลาและคนบริเวณรอบโรงไฟฟ้าและพื้นที่อุตสาหกรรม ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งมูลนิธิบูรณะนิเวศดำเนินการเก็บตัวอย่างเมื่อเดือนพฤษภาคมถึงพฤศจิกายน ปี 2555 และได้จัดส่งตัวอย่างปลาและเส้นผม ไปยังห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ของสถาบันเพื่อการวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ (BRI ) สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับมาตรฐานระดับโลก ผลตรวจวิเคราะห์ระบุชัดว่า ตัวอย่างปลาช่อน 20 ตัว จากคลองชลองแวง พบปลาทุกตัวมีปริมาณสารปรอทปนเปื้อนสูงเกินมาตรฐานทางอาหาร โดยกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้อาหารมีสารปรอทไม่เกิน 0.02 ppm (ส่วนในล้านส่วน) แต่ปลาในพื้นที่ท่าตูมมีสารปรอทปนเปื้อนตั้งแต่ 0.067-0.22 ppm

ส่วนเส้นผมของชาวบ้านที่อาศัยใกล้โรงไฟฟ้าและโรงผลิตกระดาษในรัศมี 2 กิโลเมตร ทั้งหมด 20 คน ผลตรวจวิเคราะห์พบว่า ทุกคนมีปริมาณสารปรอทสูงเกินค่าปริมาณอ้างอิงกับสหรัฐ คือ 1.00 ppm เพราะประเทศไทยยังไม่เคยกำหนดค่าปริมาณอ้างอิงสารปรอทในเส้นผม จากตัวเลขการศึกษาพบสารปรอทตั้งแต่ 1.628-12.758 ppm สารปรอทในเส้นผมนั้นแม้สูงเพียง 1 ppm ก่ออันตรายต่อพัฒนาการทางสมอง โดยเฉพาะทารกในครรภ์ เด็กเล็ก และสตรีที่อาจตั้งครรภ์ในอนาคต เนื่องจากปรอทเป็นสารพิษที่สะสมในร่างกาย ถ่ายทอดได้จากแม่สู่ลูก

เส้นทางของปรอท ปลาและคน ดูจะมีความสัมพันธ์กันอย่างที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ หลังการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องในพื้นที่ท่าตูมก่อปัญหามลพิษและสร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชนที่อยู่อาศัยดั้งเดิม มีความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านและโรงงาน

โดย ต.ท่าตูม เป็นที่ตั้งของสวนอุตสาหกรรม 304 บนขนาดพื้นที่กว่า 7,500 ไร่ ที่มีอุตสาหกรรมหลัก คือ การผลิตเยื่อกระดาษและกระดาษกว่า 980 ไร่ รวมทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินและเชื้อเพลิงรวม 600 ไร่ อุตสาหกรรมเคมีบางชนิด บ่อบำบัดน้ำเสีย และกองถ่านหิน ที่ตั้งอยู่เหนือแหล่งน้ำสาธารณะ โดยเฉพาะคลองชลองแวง ซึ่งเป็นทั้งแหล่งน้ำและแหล่งอาหารสำคัญของชุมชน ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี ที่ถูกกำหนดให้เป็นแหล่งศึกษาการสะสมของสารปรอทในปลาของโครงการนี้ และชุมชนรายรอบ แทบทุกบ้านอาศัยคลองชลองแวงทำเกษตร ทำไร่มันสำปะหลัง ทำนา ทำสวนผลไม้ และจับสัตว์น้ำ มีปลาให้กิน

ปัจจุบันอุตสาหกรรมในท่าตูมมีการวาดแผนที่จะขยายเพิ่มเติมอีกจำนวนมากตามผังเมืองรวมจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่กำหนดพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของตำบลท่าตูมเป็นพื้นที่สีม่วงเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและคลังสินค้า

กลับมาที่โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสารปรอทในชุมชนกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงผลิตเยื่อกระดาษ ต.ท่าตูม มูลนิธิบูรณะนิเวศร่วมกับเครือข่ายระหว่างประเทศว่าด้วยการกำจัดสารพิษตกค้างยาวนานในสิ่งแวดล้อม (IPEN) ซึ่ง IPEN เป็นการรวมตัวของนักวิชาการ นักสิ่งแวดล้อม และองค์กรต่างๆ ที่ตระหนักถึงผลกระทบสารพิษในสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนหลายประเด็นเพื่อให้สหประชาชาติและองค์การอนามัยโลกมีมาตรการที่ปลอดภัยมากขึ้นเพื่อปกป้องมนุษย์จากสารเคมี

การศึกษาในชุมชนท่าตูมยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรณรงค์เพื่ออนาคตอันปลอดสารปรอท และเป็นส่วนหนึ่งของผลงานวิชาการประกอบการสนับสนุนผลักดันให้เกิด ‘อนุสัญญาว่าด้วยสารปรอท’ ที่ดำเนินการโดยโครงการสิ่งแวดล้อมสหประชาติ (UNEP) จะเป็นมาตรการทางกฎหมายระดับประเทศต่อไป ซึ่งการเจรจาแก้ไขปรับปรุงร่างอนุสัญญาฯ ครั้งสุดท้ายจะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 13-18 ม.ค.นี้ ที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายยุทธศาสตร์เพื่อความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งสหประชาชาติ ตั้งเป้าปี 2563 ทั่วโลกและทุกชุมชนต้องปลอดภัยจากสารพิษ สำหรับการศึกษาการสะสมสารปรอทในปลาและเส้นผมมี 29 ประเทศ ที่ดำเนินโครงการร่วมกัน เช่น แอลเบเนีย แคเมอรูน สาธารณรัฐเช็ก อินโดนีเซีย เม็กซิโก รัสเซีย แทนซาเนีย ไทย ผลการศึกษา 460 ตัวอย่าง ใน 29 ประเทศ จะรายงานให้สหประชาชาติต่อไป

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง    ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ระบุว่า เน้นศึกษาสารปรอท เพราะเป็นโลหะหนักที่มีอันตรายสูงมากต่อสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม เป็นสารพิษที่ตกค้างยาวนานในสิ่งแวดล้อม แหล่งกำเนิดสารปรอทที่สำคัญ คือ โรงผลิตปูนซีเมนต์ เตาเผาขยะ โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงผลิตเยื่อกระดาษ ในส่วนผลิตภัณฑ์ เช่น ครีมหน้าขาว ถ่านไฟฉาย และหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ โครงการสิ่งแวดล้อมสหประชาติได้มีมติเมื่อปี 2552 ให้รัฐบาลทุกประเทศร่วมกันพัฒนามาตรการทางกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสารปรอทเพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ส่วนการศึกษาในประเทศไทย เลือกพื้นที่ศึกษาท่าตูม เพราะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงผลิตกระดาษ สภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำปราจีนบุรีไหลผ่านทางด้านทิศเหนือ มีคลองชลองแวง คลองรั้งผ่านทางทิศตะวันออก คลองโสมและคลองโป่งไผ่ไหลผ่านทางทิศตะวันตก ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 304 ผ่านทางทิศใต้ มีทางหลวงเส้น 309 ผ่านทางทิศตะวันตก สภาพพื้นที่โดยรอบมีบึง หนองน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นที่เกษตรกรรม ชุมชนทำมาหากินผูกพันกับแหล่งน้ำ มีการจับปลาขาย

“บ่อพักน้ำทิ้งขนาดใหญ่ของโครงการสวนอุตสาหกรรม 304 พาดผ่านคลองชลองแวง อีกซีกเป็นอ่างเก็บน้ำดิบ ถัดมาเป็นลานกองถ่านหิน ซึ่งอุตสาหกรรมหลักๆ ในโครงการ คือ โรงงานผลิตเยื่อกระดาษและกระดาษ โรงไฟฟ้าถ่านหิน เราเก็บตัวอย่างปลาในพื้นที่คลองชลองแวงทั้งหมดและพบสารปรอทปนเปื้อน มีความเป็นไปได้ว่าน้ำเสียปนเปื้อนปรอท และขี้เถ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินอาจรั่วซึมลงคลองชลองแวง มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งผลให้เกิดการสะสมสารปรอทในตัวปลา” เพ็ญโฉมอธิบาย

จากการศึกษามีหลายช่องทางที่สารปรอทจะเข้าสู่คลองชลองแวง ทั้งเถ้าลอยจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ฝุ่นถ่านหินจากลานเก็บถ่านหินแบบเปิด ขี้เถ้าจากโรงไฟฟ้าที่นำมาปรับสภาพดินในแปลงยูคาลิปตัสในพื้นที่โดยรอบ รวมถึงน้ำเสียปนเปื้อนสารปรอทจากโรงผลิตเยื่อกระดาษซึมลงคลอง

“น้ำเสียจากโครงการมีประมาณ 18,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งน้ำเสียถูกส่งเข้าระบบบำบัดของบริษัท วิธีการบำบัดที่ใช้อยู่เป็นแบบตะกอนเร่งที่สามารถรองรับน้ำเสียได้ 23,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน โดยศักยภาพจัดการได้ แต่ระบบบำบัดน้ำเสียแแบบตะกอนเร่งที่ใช้อยู่ในปัจจุบันในพื้นที่นี้ ไม่สามารถกำจัดโลหะหนักได้ สารปรอท สารหนู แคดเมียม เป็นโลหะหนัก” เพ็ญโฉมตั้งข้อสังเกต

ส่วนการกำจัดขี้เถ้าจากการเผาไหม้ของโรงไฟฟ้าถ่านหิน ผู้เชี่ยวชาญด้านสารพิษคนเดิมกล่าวว่า จากรายงานอีไอเอของบริษัท ระบุขี้เถ้าไปฝังกลบที่สวนยูคาลิปตัส หลังจากนั้นปี 2554 มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการกำจัดขี้เถ้าในพื้นที่ ในรายงานอีไอเอฉบับปรังปรุงโครงการเขียนว่า ใช้ขี้เถ้าถ่านหินไปปรับปรุงคุณภาพดินในแปลงยูคาลิปตัส หรือส่งไปกำจัดตามหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย บริษัทเลือกได้ ประเด็นอยู่ที่หากนำขี้เถ้าไปปรับสภาพดินจะเป็นอีกเหตุให้สารปรอทในขี้เถ้าถ่านหินปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม การกำจัดขี้เถ้าด้วยวิธีการปลอดภัยต้องใช้งบประมาณสูง ขณะนี้จึงเห็นการใช้วิธีเอาไปปรับสภาพดินในท่าตูม

“เราบอกไม่ได้ว่าสารปรอทที่สะสมในปลาเกิดจากอะไรแน่ แต่เราสามารถตั้งข้อสังเกตได้จากบริบทและสิ่งแวดล้อม นี่อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการปนเปื้อน ในพื้นที่มีปัญหามลพิษจากอุตสาหกรรมพอสมควร และมีการร้องเรียนจากชุมชนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง ปัญหาหลักๆ การไหลชะของน้ำฝนในสวนยูคาลิปตัสที่ใช้ขี้เถ้าปรับสภาพดินลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ  มีการฟุ้งกระจายของถ่านหินจากแปลงต่างๆ หรือที่กองถ่านหินแบบเปิดไว้ สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับชุมชน มีแค่กลิ่นเหม็นรบกวน ยังไม่ได้พูดถึงผลกระทบต่อสุขภาพที่ยังมองไม่เห็น อาจเกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่ได้ศึกษา” เพ็ญโฉมกล่าว

ไม่เพียงเท่านั้น เรื่องการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่สวนอุตสาหกรรม และโรงงานที่อยู่ในบริเวณใกล้คลองชลองแวง เธอเห็นว่า ไม่มีมาตรการป้องกันการปนเปื้อนโลหะหนักต่างๆ ทั้งที่มาจากขี้เถ้าถ่านหิน น้ำเสีย น่าเป็นห่วง และเป็นแหล่งสำคัญของการปนเปื้อนปรอทในปลา ผลการศึกษานี้วิเคราะห์เรื่องปรอทอย่างเดียวเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว น้ำเสียจากโรงงานยังมีโลหะหนักอื่นๆ ปนเปื้อนเพิ่มเติม ตอนนี้การขยายอุตสาหกรรมในพื้นที่ท่าตูมยังต่อเนื่อง ผลการศึกษาเบื้องต้นนี้ควรนำไปพิจารณาด้วยว่าควรมีมาตรการต่อไปเช่นไร

เพ็ญโฉมกล่าวด้วยว่า ไม่เฉพาะท่าตูม แต่พื้นที่หลายแห่งที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทยและประสบปัญหาสารปรอทปนเปื้อนเช่นเดียวกัน หรืออาจจะรุนแรงกว่าในบางพื้นที่ มลพิษอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน ก่อปัญหาสุขภาพ โรคภัยไข้เจ็บเรารู้จักกันดี มาบตาพุด ถ้าโรงไฟฟ้าถ่านหินพูดถึงแม่เมาะลำปาง มีชาวบ้านป่วยและโยกย้ายออก ประจวบก็มีชาวบ้านลุกขึ้นมาคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน การปนเปื้อนสารตะกั่วในแหล่งน้ำสาธารณะชาวคลิตี้ล่าง หลายกรณีที่เป็นข่าว สังคมรู้จัก ปัญหาหลายพื้นที่ได้รับการเหลียวแล มีการจัดการระดับหนึ่ง

กรณีท่าตูมชาวบ้านกำลังเดือดร้อน แต่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ หรือแม้แต่ผู้ประกอบการ ผลการศึกษาวันนี้แม้เป็นเพียงเบื้องต้น แต่เป็นสัญญาณเตือนจากธรรมชาติ สัญญาณเตือนจากชุมชน พื้นที่นี้เริ่มมีปัญหาควรได้รับการดูแลแก้ไขและรับผิดชอบ เราไม่สามารถบอกได้ว่า สาเหตุการปนเปื้อนมาจากโรงงานใด เราไม่ได้บอกใครทำผิด เพียงบอกปัญหาของพื้นที่   มีนัยยะสัมพันธ์ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าโรงงานอุตสาหกรรมกระดาษ สวนอุตสาหกรรม หรือจังหวัด นำการศึกษาไปพิจารณาควรดำเนินการอย่างไรหรือนิ่งนอนใจ หากรับฟังเร่งแก้ไขเรื่องใหญ่จะกลายเป็นเล็ก ชาวบ้านสบายใจ ไม่เกิดการต่อต้านอุตสาหกรรม หากทุกฝ่ายร่วมมือกันจะแก้ได้โดยเร็ว อย่าปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังเกินกว่าจะเยียวยาได้

ด้าน สมบุญ พัชรไพบูลย์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการไตรภาคีตรวจสอบคุณภาพน้ำกับสวนอุตสาหกรรม กล่าวว่า คลองชลองแวงเป็นคลองที่ชุมชนจับปลากินและจับขายในท้องถิ่น ตลอดเวลากว่า 7 ปีที่เป็นคณะกรรมการไตรภาคีสุ่มเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจ ผลการวิเคราะห์ก็ผ่านตลอด ไม่เคยเกินค่ามาตรฐาน คิดว่าเป็นการตรวจผิวเผิน ไม่ตรวจวิคราะห์หาโลหะหนัก ไม่เคยรับรู้ว่าปลาในคลองชลองแวงมีสารปรอทสะสม จนกระทั่งเห็นผลการศึกษาของทางมูลนิธิฯ ชาวบ้านในพื้นที่ยิ่งไม่ไว้ใจมากขึ้น ที่ผ่านมาเห็นการกระทำของโรงงานที่ไม่รับผิดชอบ โดยเฉพาะการขนถ่านหินร่วงหล่น เมื่อฝนตกก็ชะลงแหล่งน้ำ ต้นปี 2555 ปลาในคลองและปลาในกระชังตายด้านใต้คลองชลองแวง หาสาเหตุไม่ได้ โยนกันไปมา ชาวบ้านยังไม่ได้เงินเยียวยา

“ผมสนใจก็เลยร่วมเป็น 1 ในตัวอย่างเส้นผมที่เจ้าหน้าที่มูลนิธิมาเก็บตัวอย่าง แล้วก็พบปนเปื้อนสารปรอทปริมาณมาก ผมกินปลาเป็นประจำ แล้วในเส้นผมของชาวบ้านอีก 19 คน ก็พบมีค่าปรอทสูงมาก หากตรวจปริมาณสารปรอททั้งตำบลจะที่ปริมาณสารปรอทเกินอีกไม่รู้เท่าไหร่จริงๆ เพราะคนไทยชอบกินปลา มีปลาในสำรับทุกมื้อ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขก็ไม่เคยเข้ามาตรวจสอบสารพิษที่ตกค้าง” ผู้ใหญ่สมบุญกล่าว พร้อมบอกอีกว่า จะนำผลการศึกษานี้มาใช้เป็นข้อมูลทวงถามความรับผิดชอบกับโรงงานหรือกลุ่มผู้ประกอบ และยื่นกับหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะกรมควบคุมมลพิษ เพื่อเร่งรัดหามาตรการป้องกันปัญหาสารปรอทจากสวนอุตสาหกรรมที่คุกคามชีวิตประชาชนในพื้นที่ตอนนี้

ขณะที่ จุฑามาส ทรัพย์ประดิษฐ์ เจ้าหน้าที่เทคนิคและวิชาการ มูลนิธิบูรณะนิเวศ ยืนยันความน่าเชื่อถือของผลการศึกษา โดยระบุขั้นตอนการเก็บตัวอย่างปลาและเส้นผมปฏิบัติตามคู่มือของสถาบันวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพสหรัฐ  ซึ่งมีเกณฑ์การเลือกเก็บปลาในพื้นที่ศึกษา ต้องเป็นปลากินปลา ปลาที่ชุมชนในท้องถิ่นนิยมกินกัน เป็นปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของชุมชน มีการจับและขายในท้องถิ่นหรือตลาดอื่นๆ  ซึ่งปลาที่เก็บในพื้นที่ศึกษาเป็นปลาช่อน จุดเก็บตัวอย่างปลาคือคลองชลองแวง ส่วนจุดเก็บเส้นผมในคน เป็นชาวบ้านที่อาศัยอยู่หมู่ที่ 2 และ 3 ต.ท่าตูม เป็นพื้นที่ที่เป็นไปได้ในการปนเปื้อนสารปรอท อยู่ใกล้เคียงพื้นที่อุตสาหกรรม

เหตุที่ตรวจวัดสารปรอทในปลา เจ้าหน้าที่เทคนิคคนเดิมระบุร้อยละ 90 ของปรอทที่พบในปลา เป็นปรอทอินทรีย์ เป็นปรอทสะสมในห่วงโซ่อาหารผ่านสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะปลาที่กินกันมาก ทำให้สารปรอทในปลามีผลอันตรายต่อคน ส่วนการตรวจวัดสารปรอทในเส้นผม ก็เป็นตัวชี้วัดการสะสมของสารปรอทในร่างกาย เป็นตัวบ่งชี้ที่ดีถึงการได้รับสารปรอทอินทรีย์ที่สะสมในอาหาร แล้วการเก็บตัวอย่างเส้นผมก็เป็นวิธีที่สะดวกในการให้ตัวอย่าง

“มีการเก็บตัวอย่างปลาจำนวน 2 ครั้ง 8 พฤษภาคม และ 22 พฤศจิกายน ปี 2555 ส่งตรวจครั้งแรกก็พบค่าเกินมาตรฐานสูง ทางสถาบันบีอาร์ไอให้ส่งตัวอย่างไปวิเคราะห์อีกครั้งก็ปนเปื้อนปรอทสูง เป็นตัวอย่างจากพื้นที่ ต.ท่าตูม ที่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงผลิตเยื่อกระดาษตั้งอยู่เหนือน้ำ ทิศทางการไหลของน้ำเชื่อมโยงกับคลองชลองแวงจุดเก็บตัวอย่าง” จุฑามาศ กล่าวถึงความน่าเชื่อถือของโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสารปรอทในชุมชนท่าตูม สำหรับห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ของสถาบันเพื่อการวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ (BRI) ที่มูลนิธิบูรณะนิเวศได้จัดส่งตัวอย่างปลาและเส้นผมไปตรวจ เป็นสถาบันวิจัยอิสระที่มีความเชี่ยวชาญและได้รับการยอมรับจากหน่วยงานรับและสถาบันวิชาการ และได้รับว่าจ้างโดยรัฐบาลสหรัฐ ในการตรวจวัดสารปรอทในสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังร่วมมือกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติเพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังสารปรอททั่วโลก.

http://www.thaipost.net/sunday/060113/67577

6 January 2556 – 00:00

เป็นครั้งแรกที่ทางกองเรือทุ่นระเบิด กองเรือยุทธการ จับมือกับสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) เปิดตัวโครงการร้านศูนย์บาท ภายใต้ชื่องาน “มหัศจรรย์วันขยะมีค่าที่ร้านศูนย์บาท” ณ หมวดเรือที่ 3  จังหวัดสมุทรปราการ โดยลงมือทำร้านศูนย์บาทซึ่งเป็นร้านที่มีแนวคิดในการใช้วัสดุรีไซเคิลแทนเงินสด เพื่อแลกสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน วัตถุประสงค์เพื่อลดค่าครองชีพของประชาชนโดยการใช้วัสดุเหลือใช้แทนเงินสด พร้อมทั้งรณรงค์ให้มองเห็นมูลค่าสิ่งเหล่านั้นก่อนทิ้งเป็นขยะ และสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการคัดแยกวัสดุรีไซเคิลที่คนในชุมชนสามารถจัดการเรื่องขยะในชุมชนได้
ยุทธพงษ์ วัฒนะลาภา ผู้อำนวยการสถาบัน TIPMSE กล่าวว่า การคัดแยกขยะจากต้นทางจะช่วยให้ปัญหาขยะในชุมชนลดลงได้ โดยร้านศูนย์บาทเป็นสัญลักษณ์ให้กับประชาชนได้รับทราบและเข้าใจแนวคิดของร้านนี้ว่า แม้จะไม่มีเงินสดก็สามารถซื้อสินค้าได้ด้วยของเหลือใช้ ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วจำพวกขวดแก้ว ขวดพลาสติก กระป๋องเครื่องดื่ม กล่องกระดาษ มาแลกสินค้า โดยร้านศูนย์บาทที่หมวดเรือที่ 3 ถือเป็นแห่งที่ 5 สินค้าหลักๆ ที่นำมาจำหน่ายเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันเพื่อให้บริการแก่สมาชิก ทุกคนสามารถสมัครเป็นสมาชิกได้โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ อีกทั้งรูปแบบของร้านมีหลากหลาย ทั้งร้านแบบถาวร ร้านศูนย์บาทเคลื่อนที่ แม้แต่ร้านข้าวแกงก็เป็นได้    ซึ่งร้านในแต่ละชุมชนจะถูกพัฒนาให้มีความเหมาะสมกับสภาพชุมชนเพื่อให้เป็นร้านของชุมชนอย่างแท้จริง สมาชิกของชุมชนสามารถใช้บริการได้อย่างยั่งยืน โดยทาง TIPMSE เป็นพี่เลี้ยงในด้านการวางแผนการจัดการ การเชื่อมโยงเครือข่าย ร้านจะต้องเป็นผู้จัดหาสินค้าตามความต้องการของชุมชน
“การจัดตั้งร้านศูนย์บาทของกองเรือทุ่นระเบิดสอดรับกับนโยบายดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของกองทัพเรือ สภาพชุมชนที่อยู่โดยรอบกองเรือทุ่นระเบิดนี้ มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่น ทำให้มีปริมาณขยะมากขึ้นต่อเนื่อง เหมาะสมจะจัดตั้งร้านศูนย์บาท เบื้องต้นจะเป็นรูปแบบร้านเคลื่อนที่เพื่อดูความพร้อมและความร่วมมือของชุมชน การร่วมมือกันครั้งนี้ทำให้มีจำนวนสมาชิกร้านเพิ่มขึ้น ทั้งจากกำลังพลของกองเรือที่ให้ความสนใจ และโรงเรียนต่างๆ ในเขตเทศบาลตำบลแหลมฟ้าผ่าด้วย” ผู้อำนวยการ TIPMSE เผย
นาวาเอกเชษฐา ใจเปี่ยม รองผู้บัญชาการกองเรือทุ่นระเบิด กองทัพเรือยุทธการ กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปริมาณขยะที่เป็นปัญหาเรื้อรังยากต่อการกำจัด เกิดผลกระทบกับสังคมมากมาย รวมถึงกองเรือทุ่นระเบิดเองก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน เมื่อมีโอกาสได้รู้จักกับ TIPMSE ได้ไปดูงานร้านศูนย์บาทชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ เราจึงเชิญองค์กรต่างๆ ในพื้นที่ไปดูงานพร้อมกัน เกิดความสนใจ  กลับมาหารือกันว่า เราน่าจะมีศักยภาพพอที่จะดำเนินการจัดตั้งร้านศูนย์บาท ก่อนลงความเห็นว่า กองเรือทุ่นระเบิดเป็นพื้นที่ที่เหมาะสม มีบริเวณมากพอ และบริบทโดยรอบที่เหมาะสม รวมถึงประชาชนในท้องถิ่นให้ความร่วมมือ ทั้งคนในเทศบาลตำบลพระสมุทรเจดีย์ อบต. เทศบาล โรงเรียน เป็นต้น ปลุกจิตสำนึกให้คนในชุมชนได้ร่วมมือกันดูแลสิ่งแวดล้อม
“เรื่องของขยะมีการวางนโยบายเอาไว้เช่นกัน แต่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำ จึงได้ร่วมมือกับ TIPMSE เพื่อเริ่มดำเนินการโครงการ และมีการจัดการในมาตรฐานที่เหมาะสม ร้านศูนย์บาทเคลื่อนที่เป็นการจัดตั้งชั่วคราว เหมือนเป็นการรณรงค์และนำร่องควบคู่กันไป ต้นปีมีแผนจะจัดตั้งร้านถาวรอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ คนในชุมชนต้องมีจิตสำนึกและร่วมมือร่วมใจกันด้วย มีการประชุมถึงข้อดี-ข้อเสียเพื่อที่จะได้มีร้านศูนย์บาทช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวของคนในชุมชนต่อไป” ลูกประดู่หัวใจรักษ์สิ่งแวดล้อมกล่าว
ด้าน พีรทร เสนีย์วงศ์ กลุ่มซาเล้งร้านศูนย์บาทชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ ผู้มาร่วมถ่ายทอดความรู้ในการคัดแยกขยะและการประดิษฐ์สินค้าจากวัสดุเหลือใช้ พร้อมเหล่าสมาชิกซาเล้งในงานเปิดร้าน เล่าถึงร้านศูนย์บาทของชุมชนว่า เป็นแห่งแรกที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของกลุ่มซาเล้งจำนวน 35 ครอบครัว ที่มีรายได้น้อย ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพในปัจจุบัน บางครั้งนำขยะไปขายและนำเงินที่ได้ไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคกลับถูกโก่งราคา จึงเกิดแนวคิดชักชวนกลุ่มของตนเอาขยะมาลงหุ้น 100 บาท แต่เป็นจำนวนขยะแทนเงินจำนวนที่ตนต้องการลง จากนั้นก็นำขยะทั้งหมดไปขายและซื้อสินค้าตามห้างต่างๆ มีสินค้าราคาถูก จากนั้นให้สมาชิกเอาขยะมาแลกตามราคาสินค้าเช่น ขวดพลาสติก กิโลกรัมละ 2.50 บาท หากต้องการมาม่า 1 ซอง ก็นำขวดมา 2 กิโล เป็นต้น ต่อมาพัฒนาเป็นรูปแบบร้านค้าอย่างจริงจัง ใช้ชื่อว่า “สหกรณ์” เมื่อทำร้านได้ระยะหนึ่งมองว่าสิ่งนี้สามารถดูแลและตอบสนองความต้องการด้านสินค้าของคนรายได้น้อยได้เป็นอย่างดี
ช่วงแรกของการขยายแนวคิดให้หน่วยงานต่างๆ เพื่อจะเผยแพร่สู่ชุมชนอื่นต่อไป เขาบอกไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรจนสุดท้ายกรุงเทพมหานครให้ความสนใจ ก่อนจะเรียกกลุ่มซาเล้งไปพูดคุยพร้อมประสานทาง TIPMSE ให้เข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ทางกลุ่มไม่ได้ต้องการเงินสนับสนุน แต่ต้องการหน่วยงานที่ดูแลและเพิ่มมาตรฐานการคัดแยกวัสดุเหลือใช้มากขึ้นเท่านั้น จากนั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ร้านศูนย์บาท” เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ถือเป็นแห่งแรกของบ้านเรา
“ปัจจุบันขยายเครือข่ายของร้านศูนย์บาทไปหลายพื้นที่ ได้แก่ ชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ ต้นแบบ แห่งที่ 2 คือ แฟลตดินแดง และที่จังหวัดน่านมีอีก 3 แห่ง เป็นการขยายตัวภายใน 5 เดือนเท่านั้น กลุ่มได้มีโอกาสเป็นวิทยากรให้คำแนะนำในโรงเรียน มหาวิทยาลัย และชุมชนที่สนใจ วันนี้มาช่วยทางกองเรือทุ่นระเบิด เชื่อว่าร้านศูนย์บาทนอกจากจะช่วยเรื่องการเงินให้กับหลายครัวเรือนแล้ว ยังช่วยให้จำนวนขยะลดน้อยลง จากการแปลงสิ่งเหลือใช้ให้เป็นสิ่งที่อยากนำไปใช้ หากร้านขยายต่อไปได้เรื่อยๆ ขยะอาจจะมีค่ากว่าเงินด้วย” ตัวแทนกลุ่มซาเล้งชุมชนอ่อนนุชทิ้งท้ายเรื่องราวการเติบโตของร้านศูนย์บาทในแต่ละพื้นที่ให้ฟัง.

http://www.thaipost.net/sunday/060113/67578

6 January 2556 – 00:00

ปลายเดือนสิงหาคมในปี 2554 ภัยพิบัติดินโคลนถล่มสร้างความเสียหายรุนแรงแก่ชาวกะเหรี่ยงบ้านห้วยโผในตำบลแม่ยวม อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน พลังของน้ำป่าและดินโคลนไหลทะลักทำลายบ้านเรือนของชุมชนนับร้อยหลังคาเรือน เป็นภาพที่น่าพรั่นพรึงของภัยธรรมชาติ ก่อนที่หลายหน่วยงานจะเข้าไปฟื้นฟูดูแลผู้ประสบภัย ซ่อมแซมบ้านพักอาศัย เช่นเดียวกับ โครงการหลังคาเขียว เพื่อมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ซึ่งมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ผนึกกำลังกับบริษัท เต็ดตร้า แพ้ค (ประเทศไทย) ดำเนินการติดตั้ง “หลังคาเขียว” หรือแผ่นหลังคาซึ่งผลิตจากกล่องเครื่องดื่มรีไซเคิล ไม่ว่าจะเป็นกล่องบรรจุนม น้ำผลไม้ ที่มีคุณสมบัติที่ดีของหลังคา แข็งแรง ทนทาน ไม่แตกหักง่าย ทนไฟ ไม่ดูดซับแสงแดดหรือความร้อน ช่วยประหยัดพลังงาน ปลอดเชื้อรา แถมยังซ่อมแซมง่าย
ล่าสุดจากการติดตามความคืบหน้าการติดตั้ง ‘หลังคาเขียว’ หลังโครงการดังกล่าวได้บริจาคหลังคารีไซเคิลเพื่อฟื้นฟูที่อยู่อาศัยให้กับชุมชนชาวกะเหรี่ยงบ้านห้วยโผ 85 หลังคาเรือน เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พร้อมกับมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน หรือ MOU เพื่อให้แม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดแรก ที่สานต่อโครงการหลังคาเขียว และเร่งติดตั้งหลังคาเขียวอีกราว 30 ครัวเรือน ให้แล้วเสร็จในเร็ววัน
สุชาติ สิงขรบรรจง สมาชิกเทศบาลตำบลแม่ยวม ชาวบ้านห้วยโผ กล่าวว่า เหตุการณ์ภัยธรรมชาติธรรมชาติที่เกิดขึ้นครั้งนั้น ถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี เนื่องจากอิทธิพลของพายุนกเต็นทำให้ฝนตกหนัก ดินจากบนเขาถล่มลงมาทับหมู่บ้าน มีบ้าน 8 หลังที่เสียหายทั้งหมด ชาวบ้านหนีออกมาจากบ้านและไม่มีที่อยู่อาศัย หน่วยบรรเทาสาธารณภัยเข้ามาช่วยเหลือเป็นหน่วยงานแรก ก่อนที่หน่วยทรัพยากรธรณีเข้ามาตรวจสอบพื้นที่ พร้อมแจ้งให้ทางอำเภอวางแผนอพยพทั้งหมู่บ้านมาอยู่ในพื้นที่ของกรมป่าไม้ชั่วคราว ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร และด้วยจากพระกรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ ทรงเสด็จอำเภอแม่สะเรียง พร้อมขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ช่วยเหลือเรื่องสถานที่ให้ชาวบ้านมีที่อยู่อาศัยอย่างถาวร
“โครงการหลังคาเขียวเป็นหลักในการสร้างชีวิตและบ้านใหม่ให้หมู่บ้านห้วยโผ ทำให้หลายครัวเรือนมีกำลังใจลุกขึ้นมาสู้กันใหม่อีกครั้ง สำหรับหลังคารีไซเคิลที่นำมาบริจาค รู้สึกแปลกใจ ไม่เชื่อว่าจะทำมาจากล่องนม แล้วยังมีประสิทธิภาพป้องกันความร้อน มีความทนทานสูง น้ำหนักเบา และติดตั้งได้ง่าย ต่างจากหลังคาใบตองตึงที่ชาวบ้านใช้กันมานาน เพราะหลังคาใบตองตึงต้องเปลี่ยนหลายครั้ง ทนทานน้อย โครงสร้างไม่แข็งแรงพอต่อลมและฝน คิดว่าหลังคาเขียวยังเป็นสัญลักษณ์แทนการร่วมมือร่วมใจของคนไทยทั่วประเทศที่หยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้กัน รู้สึกประทับใจกับสิ่งของเหลือใช้เหล่านี้ที่สามารถนำมาแปรรูปและช่วยคนเดือดร้อนได้เป็นอย่างดี” ชาวบ้านห้วยโผเผยความรู้สึก
ขณะที่ สืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ นายอำเภอแม่สะเรียง กล่าวว่า หลังภัยพิบัติเกิดขึ้นจนเข้าสู่ภาวะปกติ ได้จัดทำโครงการฟื้นฟูบ้านห้วยโผ เบื้องต้นได้รับความช่วยเหลือจากงบพัฒนาจังหวัดจำนวน 1 ล้านบาท จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้าง แต่ไม่เพียงพอในการดำเนินโครงการ จึงต้องมีการกระจายข่าว จากนั้นเริ่มมีหน่วยงานเข้ามาช่วยฟื้นฟูมากขึ้น ทางอำเภอในฐานะที่เป็นหน่วยบริหารจัดการก็เป็นศูนย์กลางการจัดการความช่วยเหลือทั้งหมด เพื่อความสะดวกในการกระจายสิ่งของต่างๆ ให้ชาวบ้าน
ส่วนโครงการหลังคาเขียวนั้น นายอำเภอแม่สะเรียงบอกว่า เดิมทีมีเจ้าภาพในการดูแลการก่อสร้างที่อยู่อาศัยและบริจาคหลังคา แต่ด้วยหนทางที่ไกลบวกกับการขนส่งหลังคามีความยากลำบาก เกิดความล่าช้า ชาวบ้านจึงเริ่มทำหลังคาจากใบตองตึงล่วงหน้าไปก่อน ทางอำเภอจึงประชุมและสรุปกันว่า มีอีกหลายหมู่บ้านที่ได้รับเดือดร้อนเช่นกัน จึงประสานกับทางโครงการหลังคาสีเขียวฯ ให้เร่งช่วยเหลือหมู่บ้านห้วยโผ รวมถึงหมู่บ้านอื่นๆ ด้วย เป็นที่มาของการเริ่มสร้างเครือข่ายชักชวนทางโรงเรียนและหน่วยงานท้องถิ่นในอำเภอให้เป็นศูนย์กลางกระจายหลังคาเขียวไปยังพื้นที่ที่ขาดแคลน ตลอดจนเป็นศูนย์รับบริจาคกล่องนมเพื่อเป็นวัสดุในการผลิตหลังคาเขียวให้เพียงพอกับพื้นที่ที่เดือดร้อนในจังหวัด
“แรกเริ่มที่เข้าร่วมโครงการหลังคาเขียวพบอุปสรรคในการรวบรวมกล่องนมและการจัดเก็บกล่องนม ทางโครงการจึงจัดวิทยากรเข้ามาให้คำแนะนำ ทำให้เครือข่ายรู้จักวิธีการจัดเก็บที่ถูกต้อง ต่อมาทางจังหวัดได้เห็นถึงความตั้งใจของเครือข่ายจึงช่วยเหลือด้านการขนส่ง ทำให้โครงการดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น อีกทั้งนำไปเป็นส่วนหนึ่งของวาระการประชุมด้านแผนบูรณาการของจังหวัดที่จะขยายเครือข่ายให้กับโรงเรียนและการบริหารส่วนท้องถิ่นทั่วจังหวัดแม่ฮ่องสอนต่อไปเพื่อช่วยลดขยะและลดภาวะโลกร้อน ทางจังหวัดแม่ฮ่องสอนเล็งเห็นคุณค่าและพร้อมให้ความร่วมมือด้านวัสดุการผลิตอย่างเต็มที่” นายอำเภอแม่สะเรียงถ่ายทอดเรื่องราวกว่าจะมาถึงวันนี้
หลังคาเขียวจากกล่องนมจะไม่มีทางสำเร็จและกลายเป็นจริงได้เลย หากโครงการนี้ขาดพลังของเครือข่ายโดยเฉพาะโรงเรียนในอำเภอ จอม นิลประยูร รองผู้อำนวยการโรงเรียนแม่สะเรียงบริพัตรศึกษา บอกเล่าความรู้สึกว่า หลังจากที่ทราบถึงกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมจากโครงการหลังคาเขียวฯ เพื่อช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะในอำเภอแม่สะเรียง ทำให้มีความสนใจ เห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรปลูกฝังให้กับเยาวชนเพื่อให้พวกเขาตระหนักถึงความสำคัญของคำว่า ‘การมีส่วนร่วม’
“ทางโรงเรียนตั้งจุดรับกล่อง จุดจัดเก็บ แล้วรวบรวมกล่องเครื่องดื่มยูเอชทีมอบให้ทางโครงการหลังคาเขียวเพื่อกลับมารีไซเคิลเป็นแผ่นหลังคา จำนวน 2,000 กล่อง แล้วยังมีจากโรงเรียนทองสวัสดิ์วิทยาคารอีกราว 1,000 กล่อง ก็มีการเรียกเก็บกล่องนมจากนักเรียนและชุมชนในแต่ละเดือนจนปัจจุบัน”  รองผู้อำนวยการโรงเรียนคนเดิมเผย และยืนยันว่า พร้อมจะดำเนินโครงการหลังคาเขียวต่อไป และจะขยายเครือข่ายให้ได้มากที่สุด
เขาบอกด้วยว่า ครั้งนี้ไม่ใช่ความร่วมมือทางด้านสิ่งแวดล้อมเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้ได้ปลูกฝังเยาวชนเรื่องการอนุรักษ์ภายใต้โครงการทูบีนัมเบอร์วันในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ มาอย่างต่อเนื่อง และระดับท้องถิ่นได้มีส่วนช่วยปลูกจิตสำนึกผ่านกิจกรรมมากมาย ทั้งการเก็บขยะในพื้นที่ การปลูกป่าทดแทนเนื่องในวันสำคัญเพื่อให้คนในท้องถิ่นรู้จักการมีจิตอาสาและมีน้ำใจกับสังคม เติมเต็มความสุขให้คนและโลกใบนี้
สำหรับเต็ดตร้า แพ้ค ที่ดำเนินโครงการรณรงค์เพื่อการสนับสนุนการคัดแยก จัดเก็บ และรีไซเคิลกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วอย่างยั่งยืน และเล็งเห็นถึงโอกาสในการดำเนินโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง อันเป็นที่มาของโครงการ “หลังคาเขียวเพื่อมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก” เน้นแนวคิดการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยการสร้างเครือข่ายอาสาสมัครตั้งจุดรับกล่องเครื่องดื่ม จัดเก็บกล่องเครื่องดื่มผ่านทางมูลนิธิฯ และอาสาหลังคาเขียวที่จะช่วยสร้างโลกสีเขียวให้กับส่วนรวม โดยการช่วยจัดเก็บกล่องและนำกล่องเครื่องดื่มที่บริโภคแล้วกลับมารีไซเคิลเป็นแผ่นหลังคา ซึ่งจะผลิตจากกล่องเครื่องดื่มรีไซเคิลเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อมอบให้กับมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม
กลอยตา ณ ถลาง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและสิ่งแวดล้อม เต็ดตร้า แพ้ค กล่าวว่า กล่องเครื่องดื่มยูเอชทีหลังจากการบริโภคแล้วสามารถนำไปรีไซเคิลได้ และช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศจากการเผาหรือฝังกลบ โดยองค์กรเต็ดตร้า แพ้ค สากล มีการศึกษาว่า การรีไซเคิลกล่องเครื่องดื่ม 1 ตัน สามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศได้ถึง 900 กิโลกรัมต่อปี ทั้งนี้ ในปี 2550 มีการนำกล่องเครื่องดื่มทั่วโลกไปรีไซเคิลกว่า 22,000 ล้านกล่อง แต่สำหรับในประเทศไทยยังไม่มีตัวเลขการลดก๊าซคาร์บอนจากการรีไซเคิลที่ชัดเจน ซึ่งต้องส่งให้ระดับสากลวิเคราะห์ต่อไป
ตลอดระยะเวลา 2 ปี ในการดำเนินโครงการหลังคาเขียวฯ ได้จัดส่งหลังคารวมทั้งสิ้นเกือบ 38,000 แผ่น ให้กับทางมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เพื่อนำไปช่วยฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยและมอบให้กับผู้ที่มีความต้องการใช้แผ่นหลังคาในหลายจังหวัดทั่วประเทศ และทำการลงพื้นที่ติดตามต่อไป
แม้ว่ากล่องเครื่องดื่มใช้แล้วจากผู้บริโภคทั่วประเทศจะมีจำนวนบริจาคมากกว่าที่โครงการฯ ตั้งเป้าไว้ในแต่ละปี แต่การเกิดภัยธรรมชาติที่ถี่ขึ้นจนกระทั่งเกิดมหาอุทกภัย ทำให้กล่องนมใช้แล้วไม่เพียงพอต่อการผลิตแผ่นหลังคา บวกกับความต้องการแผ่นหลังคาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงจำเป็นต้องสร้างเครือข่ายหลังคาเขียว โดยทางเต็ดตร้า แพ้ค ได้ชักชวนคนทั่วประเทศส่งต่อน้ำใจมายังผู้ประสบภัย โดยนำกล่องเครื่องดื่มที่บริโภคแล้วไปบริจาค ณ จุดรับทั่วประเทศ แล้วยังมีกิจกรรม “อาสาตั้งกล่อง” ซึ่งร้านค้าและหน่วยงานหรือผู้ที่สนใจรวบรวมจากเพื่อนบ้านและชุมชนส่งให้จุดรับกล่องหลักด้วย
“การลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการติดตั้งหลังคาเขียวที่บ้านห้วยโผ อำเภอแม่สะเรียง แม่ฮ่องสอน ถือเป็นเรื่องราวความสำเร็จที่สามารถนำไปแบ่งปันให้แก่เหล่าอาสาสมัครและคนไทยทั่วประเทศที่ได้ร่วมบริจาคกล่องนมได้รับทราบว่า ความร่วมมือของแต่ละคนได้ถูกส่งต่อไปยังผู้ประสบภัยธรรมชาติ ซึ่งยังต้องการความช่วยเหลือในรูปแบบของหลังคา โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลเช่นเดียวกับบ้านห้วยโผ ชุมชนชาวกะเหรี่ยง ที่ได้รับความเสียหายจากดินโคลนถล่ม โดยได้มอบแผ่นหลังคาเขียวรวม 85 หลังคาเรือน และรอการติดตั้งอีก 30 หลังคาเรือน” ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและสิ่งแวดล้อมฝากทิ้งท้ายถึงบ้านห้วยโผที่เคยสูญเสีย แต่วันนี้ด้วยน้ำใจคนไทยที่งดงาม ทำให้คนในชุมชนกลับมาใช้ชีวิตอย่างมั่นคงดุจหลังคาเขียวเหล่านี้
กลอยตาเพิ่มเติมต่อว่า แผนต่อไปในการพัฒนาโครงการหลังคาเขียวนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเต็ดตร้า แพ้ค เท่านั้น ต้องขึ้นอยู่กับทางมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก เป็นผู้กำหนดจำนวนแผ่นหลังคาที่นำไปช่วยเหลือทั้งพื้นที่ภัยพิบัติและพื้นที่ที่ขาดแคลนแผ่นหลังคา โดยการช่วยเหลือในหลายจังหวัด เช่น กระบี่ สุราษฎร์ธานี สกลนคร ฯลฯ ให้ความสนในการเป็นเครือข่ายอาสาบริจาคกล่องเครื่องดื่ม แต่อาจจะสะดุดกับปัจจัยต่างๆ เช่น การขนส่ง สถานที่เก็บรวบรวม เป็นต้น และสำหรับจังหวัดแม่ฮ่องสอน จะมีการติดตามกันอย่างต่อเนื่อง การลง MOU ครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นที่คาดว่าจะไปได้ดี และเป็นจังหวัดต้นแบบต่อไป.

กระบวนการรีไซเคิลกล่องเครื่องดื่ม
กล่องเครื่องดื่มยูเอชทีใช้กันอย่างแพร่หลายในการบรรจุนม นมเปรี้ยว นมถั่วเหลือง น้ำผลไม้ ฯลฯ โดยมีชั้นอะลูมิเนียมฟอยล์ (5%) เป็นส่วนประกอบของกล่องที่ช่วยคงความสด ป้องกันแสงสว่างและแบคทีเรียไม่ให้เข้าไปสัมผัสกับเครื่องดื่มภายใน ที่เป็นสาเหตุการเสียของเครื่องดื่ม จึงได้นำคุณสมบัติดังกล่าวของฟอยล์มาผลิตหลังคาเขียว โดยมีกรรมวิธีการผลิตดังนี้      1.นำกล่องเครื่องดื่มที่บริโภคแล้วเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลโดยเข้าเครื่องแยกเยื่อกระดาษ
2.นำพลาสติกและอะลูมิเนียม (Poly-AL) ที่เหลือจากการแยกเยื่อกระดาษมาทำให้แห้ง โดยการตากแดดหรือใช้ลมร้อนเป่า แล้วนำไปตัดย่อยให้เล็ก
3.นำพลาสติกและอะลูมิเนียม (Poly-AL) ที่แห้งแล้วมาเทลงแผ่นเหล็กแม่แบบ ให้ได้น้ำหนักและขนาดตามที่ต้องการ ขนาดของแผ่นหลังคาโดยประมาณ 240 ซม. x 90 ซม. น้ำหนักโดยประมาณ 15–20 กก.
4.ประกบแผ่นเหล็กทับด้านบน นำเข้าเครื่องอัดร้อนที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียล นานประมาณ 25–30 นาที
5.นำออกมาขึ้นรูปลอนหลังคา ปล่อยให้เย็นจนแผ่นหลังคาแข็งตัว
6.ตัดขอบทั้ง 4 ด้านให้เรียบ เสร็จกระบวนการสามารถนำไปใช้ได้เลย
คุณสมบัติที่ดีของหลังคากล่องเครื่องดื่มรีไซเคิล
1.ผลิตจากกล่องเครื่องดื่มที่บริโภคแล้ว โดยไม่ต้องมีการใช้สารเคมีประกอบในกระบวนการผลิต
2.ทนทาน ไม่แตกหักง่าย
3.ทนไฟ
4.ไม่ต้องใช้โครงสร้างหนัก (เนื่องจากไม่ซึมซับน้ำ)
5.ไม่ดูดซับแสงแดด หรือความร้อน ช่วยประหยัดพลังงาน
6.ปลอดเชื้อรา
7.ซ่อมแซมง่าย (ด้วยการใช้ความร้อนเชื่อมประสาน)

http://www.thaipost.net/sunday/301212/67366

30 December 2555 – 00:00

อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดำรงค์ พิเดช ผู้ทำงานร้อนๆ กับการลุยจับบุกรุกป่าทับลาน วังน้ำเขียว ไล่รื้อรีสอร์ตจนปรากฏเป็นข่าวคราวตามหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆ ตอนนี้ผนึกกำลังกับผู้มีอุดมการณ์อนุรักษ์ป่ายื่นตั้งพรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทยเพื่อขอทำงานด้านป่าไม้และสัตว์ป่า ด้วยว่าปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าในประเทศไทยยังคงรุนแรงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นรวดเร็ว

อดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ ระบุว่า การทำลายป่ามีมากถึง 50,000 ไร่ ในแต่ละปีสร้างความเสียหายมหาศาลแก่ทรัพยากรธรรมชาติ และชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติที่ตามมาจากการทำลายป่า ซึ่งต้องเร่งหาทางหยุดยั้งการบุกรุกและฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าให้เกิดระบบนิเวศที่สมดุล

ถือโอกาสสัมภาษณ์อดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ ถึงสถานการณ์ป่าไม้ของไทยปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน และแนวทางปกป้องดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้ เริ่มต้นพูดคุยดำรงค์ พิเดช กล่าวอย่างจริงจังว่า จากสถานการณ์รุกป่าที่เกิดขึ้นวันนี้ภาพรวมที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกำหนดเป้าไว้ว่าจะเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ 40% มันไม่ได้แล้ว จะต้องลดเหลือ 30%  ซึ่งจะสำเร็จหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะพื้นที่จำกัด
วันนี้ป่าไม้จริงๆ เหลือไม่ถึง 22% คิดเป็นพื้นที่ 73 ล้านไร่ โดยเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ตนเรียกว่า “ป่ากำมะหยี่” ถือเป็นป่าซับน้ำและแหล่งต้นน้ำลำธารของประเทศ แต่ใน 73 ล้านไร่ มีคนเข้าไปทำกินและอยู่อาศัยกว่า 2 ไร่ หากชุมชนทำกินปกติไม่ส่งผลกระทบมาก แต่บางที่ไปปลูกปาล์มน้ำมัน ยางพารา ที่ผ่านมากรมอุทยานฯ เข้าไปดำเนินการรื้อถอน โดยใช้มาตรา 22 นั่นคือ การประกาศรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างแปลกปลอมจากสภาพเดิมเหมือนกรณีรุกป่าวังน้ำเขียว ส่วนป่าสงวนแห่งชาติแทบไม่เหลือเปลี่ยนเป็นป่ายาง ป่าปาล์มน้ำมันไปหมด
“จะเพิ่มป่าเป็น 40% เพิ่มไม่ได้ เพราะที่จำกัด สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร หรือ ส.ป.ก. เอาจากป่าไม้ไปปฏิรูปจัดสรรที่ดินที่กินและที่อยู่อาศัยเกือบ 40 ล้านไร่ แล้วยังมีที่อยู่ในมือนายทุน มือคนจนเท่าไหร่ วันนี้ที่ดิน ส.ป.ก.เอาไปสร้างหอพัก ไม่เห็นการเอาจริงเอาจังใช้กฎหมาย ตามกฎหมายถ้าผิดมือสามารถเรียกคืนได้ ส่วนสิทธิทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ หรือ สทก. ของกรมป่าไม้ที่แจกไปอยู่ในมือนายทุน คนรวย คนจน ที่เปลี่ยนมือ ต้องดึงออกมากองเข้าองค์การบริหารส่วนตำบล แล้วผลักคนที่ทำกินในป่าหลังมติ ครม. 30 มิ.ย.2541 ออกจากป่ามาทำกินในนี้ โดยให้ อบต.จัดการ ให้เช่าไร่ละ 1 บาท ไม่งั้นจะเอาที่ดินตรงไหนปลูกป่าเพิ่ม บนดอยก็มีแต่ไร่กะหล่ำ ไม่ใช่เรื่องง่าย”
ดำรงค์ขยายความปัญหาของป่าสงวนฯ ให้ฟังว่า ทั่วประเทศมีป่าสงวนฯ 1,221 ป่า แต่ว่ามีคนจับจองเกือบ 90%  ไม่เหลือแล้ว โดยเฉพาะภาคใต้เป็นป่ายางพาราและป่าปาล์มน้ำมัน ตอนนี้ลามขึ้นภาคเหนือ อีสาน คาดว่าไม่เกิน 5 ปี ราคายางพาราจะตกต่ำไม่เกิน 10 บาทต่อกิโลกรัม เหตุเพราะในประเทศปลูกกันมาก ลักลอบปลูกในพื้นที่ผิดกฎหมาย รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านก็ปลูก ส่งผลราคาตกต่ำ เกษตรกรเดือดร้อน
อย่างไรก็ตาม เขาวิพากษ์นโยบายประกันราคายางของรัฐว่า การรับซื้อผลผลิตประกันราคานั้น รัฐต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของการเพาะปลูก ม็อบสวนยางเรียกร้องราคาประกัน แต่คนปลูกยางขโมยปลูก ปลูกในที่ห้ามทำลายป่าต้นน้ำ หรือปลูกในที่ดินที่รัฐจัดสรรให้ต้องบอกได้ หากสุจริตไม่ผิดกฎหมายมีสิทธิ์รับประกันราคา และหากไม่มีมาตรการป้องกันแก้ไข ในอนาคตจะพบปัญหากีดกันทางการค้า สหภาพยุโรปจะต่อต้านน้ำยาง ไม้ยางทำเฟอร์นิเจอร์ส่งออก หากพบว่าสินค้าเหล่านั้นมีส่วนสนับสนุนการโค่นทำลายป่า ไม่มีแหล่งผลิตรับรองที่ชัดเจน แน่นอนว่ากระทบการค้าระหว่างประเทศ สร้างความเสียหายต่อเกษตรกรอย่างใหญ่หลวง
ดำรงค์ตั้งคำถามว่า นโยบายรัฐบาลเข้ากับสภาพแวดล้อมและสังคมหรือไม่ ถ้าเกิดเป็นนโยบายที่ขัดกฎหมาย ขัดสภาพแวดล้อม สังคม จะอยู่ได้อย่างไร การดูแลรักษาสภาพแวดล้อมวันนี้จะทำเหมือนเก่าไม่ได้แล้ว เพราะภัยพิบัติธรรมชาติเกิดขึ้นให้เห็นถี่ขึ้นส่งผลกระทบตามมา หากยังมัวช้า ปล่อยปละ ผ่อนผัน คำนึงถึงแต่ประชาชน โดยไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อม ความสมดุลทางธรรมชาติของประเทศจะอยู่กันไม่ได้ ป่าหมด น้ำก็หมด ที่พัทลุงเกิดน้ำท่วมปีละหลายครั้ง เขาหลวงโล้นเป็นป่ายางหมด หน้าแล้งไม่มีน้ำใช้ น้ำตกเขาหลวงแห้ง แล้วยังมีปัญหาสารเคมีจากการเกษตรรุนแรง ถ้าไม่ร่วมกันต้านกลุ่มคนรุกป่า ลูกหลานจะเดือดร้อน กรณีปลูกยางในเขตอนุรักษ์ อช.ดำเนินการตาม ม.22 ฟันทิ้งหมดและปลูกป่าแทน เพราะได้เสนอทางเลือกทั้งให้ออกจากพื้นที่อุทยานฯ จะจัดหาพื้นที่ป่าสงวนให้เป็น 2 เท่า หรือตัดต้นไม้ยางไปเลย แต่ห้ามปลูกต่อ อีกทาง อช.ซื้อที่ แต่คนกลุ่มนี้ไม่ยอมยืนยันจะอยู่ต่อ ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย
“แต่ที่น่าห่วงภาคใต้เปลี่ยนป่าอัตโนมัติ เป็นป่ายาง ปาล์มน้ำมัน ป่าสงวนไม่เหลือ เกิดอะไรขึ้นกับป่าไม้เมืองไทย การเพาะปลูกยางพาราปัจจุบันวิถีต่างจากอดีตที่ใช้คนถาง พอมีไม้อื่นหลงเหลือ โค่นไม่ทัน แต่ทุกวันนี้ใช้ยาฆ่าหญ้าเรียบ ฝนตกไม่มีอะไรซับน้ำ เกิดน้ำท่วมฉับพลัน เขตรักษาพันธุ์ฯ เทือกเขาบรรทัดเมื่อก่อนมีราษฎรอาศัย 7 ครอบครัว วันนี้เพิ่มเป็น 400-500 ครอบครัว อพยพขึ้นเขามาไม่จบสิ้น บางครอบครัวมีบ้านพื้นราบอยู่ แล้วอยู่ๆ รัฐจะมาแจกโฉนดชุมชน ผมต่อต้านก่อนเป็นอธิบดีกรมอุทยานฯ เสียอีก โฉนดชุมชนต้องดูสถานที่ เช่น เอา ส.ป.ก. สทก. ดึงคืนจากนายทุนมาทำโฉนด แต่นี่คุณจะเอาอุทยานฯ เขตรักษาพันธุ์ฯ แจกให้ชาวบ้านทำกิน หากแจกที่เทือกเขาบรรทัดได้ ทั่วประเทศต้องแจกได้เหมือนกันหมดแล้วจะเหลืออะไร เบียดเบียนทั้งสัตว์ คน ต้องมองภาพรวมประเทศคน 60 ล้านคน ไม่ใช่ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม”
เขาย้ำว่า เรื่องทรัพยากรป่าไม้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ ผนึกกำลังกันทำทั้งหมด รัฐบาล ฝ่ายค้าน ทุกวันนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกือบ 500 คน ไม่เคยพูดเรื่องปลูกป่า รักษาป่าในสภา มีแต่จะแจกโฉนดชุมชน แจก สทก. แจกแล้วไม่มีทางหวนได้คืน
พบดำรงค์ พิเดช ผู้เปิดปฏิบัติการรื้อทุบรีสอร์ตรุกป่าทับลาน-วังน้ำเขียวจนเป็นข่าวเกรียวกราว ต้องมีประเด็นพูดคุยเรื่องนี้แน่นอน อดีตอธิบดีอุทยานฯ กล่าวว่า มี 49 คดี ที่ใช้มาตรา 22 ให้รื้อถอนสิ่งแปลกปลอม ศาลมีคำสั่งให้รื้อแล้ว 8 คดี ยังมีที่ยื่นศาลปกครอง 19 คดี ยังไม่จบคาราคาซังอยู่ และจะมีคดีตามมาอีกเยอะ ขณะนี้กลับมามีคำสั่งชะลอทุบทิ้ง ทราบว่าหัวหน้า อช.ทับลาน กลัวจะติดคุกและโดนฟ้อง เหตุเพราะรีสอร์ตนู้นทุบ รีสอร์ตนั้นไม่ทุบ ฝากให้อธิบดีกรมอุทยานฯ คนปัจจุบันชั่งใจดีๆ ถึงแนวทางในการดำเนินการเรื่องคดีรุกป่านี้
“การฟื้นตัวของทับลาน-วังน้ำเขียว หลังทุบทิ้งต้องรื้ออีกครั้ง เคลียร์ให้หมด แล้วเจ้าหน้าที่ติดป้ายประกาศเป็นสถานที่ปลุกป่าต้นน้ำลำธารราชการ ต้องปลูกป่าเพื่อป้องกันไม่ให้คนกล้าบุกรุกต่อ จะสร้างรีสอร์ต 2-3 ร้อยล้านก็ไม่กล้าสร้าง ไม่งั้นไม่จบสิ้นลามถึงเขาใหญ่ วันนี้ที่สันเขาว่างๆ ถูกซื้อหมดแล้ว เจ้าของเป็นคนเมือง แต่ไม่กล้าทำอะไร” ดำรงค์เผย
เขาบอกอีกว่า กรณีรุกป่า อช.ทับลาน ต้องรีบจับกุม เพราะป่าทับลานกว้างไปถึงเขาใหญ่ และทั้งเขาใหญ่-ทับลานได้รับการประกาศเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ ภายใต้พันธสัญญากับยูเนสโก เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2556 ไทยจะต้องรายงานความคืบหน้าสิ่งที่รับปากไว้ว่าจะดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบุกรุกป่า ซึ่งขณะนี้ดำเนินคดี 418 คดี รื้อถอนตามคำสั่งของศาลไทย ส่วนกรณีสร้างเขื่อนห้วยโสมงก็อธิบายแล้วว่า แม้จะสร้างเขื่อน แต่โดยรอบเขื่อนมีหน่วยพิทักษ์ป่าและปลูกป่าเสริม รวมถึงกันราษฎรออกมาไม่ทำกินต่อ เนื่องจากยูเนสโกห่วงสร้างเขื่อนจะทำลายขอบป่ากระทบมรดกโลก ขณะเดียวกันในแผนการอนุรักษ์ยังมีการจำกัดจำนวนคนเข้าเขาใหญ่ ก็ชี้แจงได้หมด ยกเว้นการรื้อถอนที่ยังคาราคาซัง ต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรม และในปี 2558 ถ้าการดำเนินการปกป้องมรดกโลกของไทยไม่ตรงตามเป้า ยูเนสโกอาจจะเพิกถอนการเป็นมรดกโลก ถึงต้องรีบรื้อทับลาน จริงๆ เขาให้เวลามานานพอสมควร แต่เห็นเราปราบปรามจริงจังจึงต่อเวลาให้ ก็ไม่อยากให้สิ่งที่ดำเนินการสูญเปล่า
“การปลูกป่าเป็นเครื่องมือหลักสร้างป่า วังน้ำเขียว 8,000 กว่าไร่ ก็ต้องปลูกเหมือนกันในอนาคตอันใกล้ รอทำไม ยิ่งมีที่ว่างมาก โอกาสราษฎรบุกมากขึ้น ถ้าเข้าไปปลูกเติมเต็มใหม่ๆ ก็ป้องกันได้”
อย่างไรก็ตาม เขาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีการทำลายป่าไม้ 50,000 ไร่ต่อปี ทั้งจากการรุกป่า รุกคืบอุทยานฯ  รวมถึงเสียหายจากไฟป่า แต่หันมาดูงบปลูกป่ามีเพียงปีละ 10,000 ไร่ แถมปีที่แล้วไม่ได้ปลูก ถูกงดไป พูดถึงนโยบายป่าไม้บ้านเรา ใครมาเป็นรัฐบาลไม่สม่ำเสมอเรื่องนโบายปลูกป่า จริงแล้วต้องกำหนดนโยบาย 4 ปี จะปลูกป่าต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ กี่ล้านไร่ พื้นที่ดำเนินที่ไหน และมีคณะกรรมการชัดเจน พื้นที่แต่ละลุ่มน้ำมีแผนปลุกปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 เพราะภาคสนามจะได้เตรียมกล้าไม้ถูก ปีที่ 4 ต้องปลูกไม้เนื้อแข็งโตช้า ซึ่งต้องเพาะไว้ก่อน ทุกวันนี้ปลูกกันตามอารมณ์ รัฐบาลใหม่มาก็ไม่เอา ลืมกันไป พื้นที่ป่าจึงไม่เพิ่มขึ้น
ส่วนสถานการณ์การลักลอบค้าไม้พะยูงในไทยนั้น อดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ เผยว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม้พะยูงเป็นไม้ที่ลักลอบตัดในประเทศและส่งออกเพิ่มขึ้นมาก ปัจจุบันก็ยังทำกันโจ๋งครึ่ม ไม้พะยูงต้นใหญ่จะหมดไปแน่ ขณะนี้ลามมาถึง จ.สระแก้ว ปัจจัยใหญ่ๆ คือ หัวหน้าอุทยานฯ ไม่ใส่ใจ ขณะที่เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ อาวุธไม่ทัดเทียมกับกระบวนการลักลอบตัดไม้พะยูง บวกกับมีคนในท้องที่ร่วมด้วย คอยเปิดไฟเขียวพื้นที่ไหนมีไม้ ราคาที่สูงยังดึงดูดใจให้คนยอมทำผิดกฎหมายตัดแผ่นเดียวได้เป็นแสน แม้จะพยายามผลักดันไม้พะยูงให้เข้าสู่บัญชีไซเตสเพื่อลดปัญหาการค้าระหว่างประเทศ แต่ไม่ทันกลวิธีของกระบวนการลักลอบ เปิดเสรีอาเซียนก็ห่วงขอเตือนให้รัฐเพิ่มมาตรการควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด พัฒนาระบบตรวจสอบเพื่อไม่ให้ใช้ไทยเป็นทางผ่านการค้าที่ผิดกฎหมาย
การลักลอบค้าสัตว์ป่าก็เป็นอีกประเด็นสำคัญที่ดำรงค์ให้ข้อมูลว่า เป็นผลพวงจากความผิดพลาดรัฐบาลในอดีต เมื่อปี 2546 ไปอนุมัติอนุญาตให้เอกชนเลี้ยงสัตว์ป่าที่มีในป่าเมืองไทย ผู้ใดมีสัตว์ป่าครอบครองให้นำมาแจ้ง ขึ้นทะเบียนและนำกลับไปเลี้ยง จริงแล้วสัตว์ป่าที่ควรเลี้ยงได้ต้องเป็นสัตว์ต่างถิ่น เช่น สิงโต ม้าลาย ที่ไม่มีในป่าไทย
ปกติสถานีเพาะเลี้ยงของราชการจะเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์สัตว์ป่าเหล่านี้ไว้แล้ว มีจำนวนมาก แต่เมื่อเปิดโอกาสให้เอกชนเลี้ยงแข่งจึงเกิดปัญหาสวมทะเบียนสัตว์ การแล่ชำแหละต่างๆ ส่งร้านอาหารป่าหรือลักลอบส่งออก การพิสูจน์เนื้อว่าเป็นสัตว์ป่าหรือสัตว์เลี้ยงก็ยาก แถมปัจจุบันขบวนการค้าสัตว์ป่าเปลี่ยนรูปแบบการขนย้ายแยบยลขึ้น มีกรณีเสือดาว เสือดำ โดนวางยาสลบก่อนใส่กระเป๋าเดินทาง ก็ถูกตรวจยึดได้ ส่วนในบริเวณรอยต่อชายแดนพบการค้าแมวดาว แมวลายหิน เสือไฟ ขายและส่งต่างประเทศ นอกจากนี้พบว่าเวียดนามก็เข้ามาล่าสัตว์ป่าบ้านเรา เช่น เสือ แล้วก็ลักลอบตัดไม้กฤษณาด้วย
“ผมเรียกร้องให้มีหน่วยพิทักษ์อุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า บ้านไม่มียามอยู่ จะดูแลอย่างไร บ้านกว้างใหญ่ คนหนึ่งรับผิดชอบ 18,000 ไร่ ไร่ละ 13 บาท 50 สตางค์ต่อไร่ต่อปี พาหนะไม่พอ การดูแลรักษาทรัพยากรสิ่งเหล่านี้ต้องพร้อมก่อนจึงจะเฉ่งได้ จะดูแลรักษาทรัพยากรต้องมี 870 หน่วย ผมขอมาให้ 100 หน่วย ปกติได้ 1-2 หน่วยจากสำนักงบประมาณ มันขึ้นกับนโยบายรัฐบาล ป่ากำมะหยี่ 73 ล้านไร่ ยังขาดอีก 700 หน่วย ที่จะทำหน้าที่เฝ้า พิทักษ์ ดูแลลาดตระเวน คนจะเดิน 100-200 กิโลเมตรไม่ได้ เดินไล่ตรวจ เดินแบบภูจองนายอย ไม่ซ้ำหน่วยเดิม ต้องเร่งจัดตั้งก่อนจะไม่เหลืออะไร”
เกี่ยวกับเรื่องการซื้อที่ดินเขตอนุรักษ์ ดำรงค์ฝากเตือนว่า อย่าหลงเชื่อซื้อที่ดินและคิดว่าจะมีสิทธิ์ในพื้นที่ป่า เพราะทรัพย์สินจะละลายหายหมด ขอยกกรณีตัวอย่างคุณหมอจากแคลิฟอร์เนียซื้อที่วังน้ำเขียว ราคา 68 ล้านบาท แล้วสร้างรีสอร์ตเป็นบ้านพักตากอากาศบนเนื้อที่ 200 ไร่ สุดท้ายก็ถูกจับดำเนินคดีและต้องทุบทิ้ง เพราะเชื่อคำคนหลอกขายที่อนาคตพื้นที่ตรงนี้จะกันเขตออกจากป่า คิดว่าหมดยุคการซื้อที่ดินรุกล้ำพื้นที่ป่า และต้องช่วยกันประณามต่อต้านกลุ่มคนเหล่านี้ที่ยึดป่าของคนทั้งชาติมาเพื่อสร้างผลประโยชน์ส่วนตน ต้องอายบ้าง
สำหรับการยื่นตั้งพรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทยไปนั้น ดำรงค์ยืนยันขอทำงานด้านป่าไม้และสัตว์ป่า หากได้รับเลือกเป็น ส.ส.ในสภา แม้เสียงเดียวก็จะทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบปัญหาการทำลายป่าไม้อย่างกัดติด อย่างไรก็ตาม ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง และทำงานเกี่ยวกับป่าไม้ไทยมานาน จะเสนอแนะกับผู้บริหารของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านป่าไม้ รวมถึงคอยไล่บี้ให้เกิดการแก้ปัญหาจริงจัง โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าไม้ที่มีสถานการณ์เลวร้าย.
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
ล้อมกรอบ
สถานการณ์ป่าไม้ไทยจากร่างรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2555
พื้นที่ชุนชนและสิ่งปลูกสร้างมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่พื้นที่ป่าไม้มีแนวโน้มลดลง พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศถูกใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ป่าไม้ แม้ว่าพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้างจะมีเพียงร้อยละ 4.71 ของพื้นที่ทั้งหมด แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น ในขณะที่พื้นที่ป่าไม้กลับมีแนวโน้มลดลง ส่วนหนึ่งมีผลจากการขยายตัวของชุนชนและพื้นที่เกษตรกรรมเข้าไปรุกล้ำพื้นที่ป่าไม้
ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าในประเทศไทยยังคงรุนแรงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ป่าไม้ในประเทศไทยยังคงประสบปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำการเกษตรและเป็นที่อยู่อาศัย โดยในช่วง 3 ปีหลัง พ.ศ.2552-2554 จำนวนคดีและพื้นที่การบุกรุกป่ามีจำนวนเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่ามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากการขาดที่ดินทำกินและการกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน
ในการแก้ปัญหาในส่วนของการขาดที่ดินทำกินของเกษตรกร สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร (ส.ป.ก.) ได้มีการจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยด้วยการออกเอกสารสิทธิ์ โดยในปี พ.ศ.2554 ส.ป.ก.มีการดำเนินงานจัดที่ดินให้กับเกษตรกรทั้งหมด 107,467 ราย คิดเป็นพื้นที่ทั้งหมด 633,519 ไร่.

http://www.thaipost.net/sunday/231212/67033

23 December 2555 – 00:00

หลายคนคงโล่งอกไปแล้ว เมื่อวันที่ 21/12/2012 โลกไม่แตกอย่างที่หวาดวิตก ในวันนี้ไม่มีอะไรดีไปกว่าการย้ำถึงทฤษฎีและเหตุผลว่าทำไมโลกไม่แตกกันอีกครั้ง
ก่อนสุกดิบไม่กี่วัน คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาทางวิชาการเรื่อง “โลกแตก 2012 ในเชิงวิชาการ…จริงหรือหลอก” โดยรวมพลนักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าในประเทศ ที่มีทั้งนักฟิสิกส์ นักดาราศาสตร์ ผู้ศึกษาแผ่นดินไหวอย่างเชี่ยวชาญ มานั่งพูดคุยถกกันถึงเหตุผลว่า ทำไมคำทำนายทั้งในเชิงโหราศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ของนักวิทยาศาสตร์บางคน ที่ออกมาประกาศว่า วันที่ 21 ธันวาคม 2555 หรือ 2012 นี้ พายุสุริยะจะทำปฏิกิริยารุนแรงกับโลก แกนแม่เหล็กโลกอาจพลิกขั้ว อาจมีแผ่นดินไหวรุนแรง และนั่นถือว่านำมาซึ่งจุดจบของโลก ไม่ได้เป็นความจริงแต่อย่างใด
และแม้ว่าเนื้อหาบางส่วนของการเสวนาดังกล่าวจะเป็นข่าวรายวันไปแล้ว แต่วันนี้เราจะลงในรายละเอียดให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เริ่มจาก ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ที่เปิดฉากพูดถึงปฏิทินมายา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสันนิษฐาน และหวาดวิตกว่าโลกจะสิ้นสุด ในวันที่ 21 ธันวาคม ปี 2012 ว่า ในแต่ละศาสนาจะมีความเชื่อเรื่องโลกสิ้นสุด เช่น พุทธศาสนา ที่บอกว่าจะสิ้นสุดเมื่อครบ 2,500 ปี และจะมีผู้มีบุญมาเกิด อันหมายถึงพระศรีอริยเมตไตรย ส่วนคริสต์ศาสนา ก็มีความเชื่อเกี่ยวกับแอนตี้ไครสต์ ว่าพระเยซูจะกลับมาเกิดใหม่พร้อมกับผู้นับถือในพระองค์ ทำให้ศาสนาคริสต์ใช้พิธีการฝังศพแทนที่จะเผา แม้แต่ฮินดูก็มีความเชื่อทำนองนี้เช่นกันว่า โลกจะถูกทำลายโดยพระอิศวร และพระพรหมจะสร้างโลก พระนารายณ์เป็นผู้ปกป้องโลก
เช่นเดียวกับปฏิทินมายา ซึ่งเมื่อสเปนบุกรุกเข้าไปในอเมริกากลาง ได้ฆ่าชาวมายาจำนวนมาก พร้อมกับทำลายมรดกทางวัฒนธรรมของมายา แทบไม่หลงเหลือ แต่สิ่งหนึ่งที่เหลือนั้นก็คือ ปฏิทินมายา พร้อมกับคนในเผ่าเพียงหยิบมือ ซึ่งเป็นที่มาของความเชื่อเรื่องวันสิ้นโลก
ดร.สธนแจงว่า ปฏิทินจันทรคติ หนึ่งปีมี 365 วัน ก็จะเท่ากับการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ และในรอบ 4 ปี จะมี 366วัน 1 ครั้ง ซึ่งชนเผ่ามายา ใช้การคำนวณปฏิทิน 365 วันตลอด ไม่นับจำนวนวันที่เพิ่มขึ้นมา 1 วัน ในทุก 4 ปี ซึ่งเป็นที่มาทำให้ปฏิทินเกิดการสิ้นสุด ไม่สามารถนับต่อได้
“เมื่อถามว่าทำไมต้องเป็นปฏิทินมายา ที่เชื่อว่าโลกจะสิ้นสุดก็เพราะ มายาเป็นปฏิทินที่สั้นที่สุด เรื่องสิ้นโลกมาก่อนความเชื่ออื่นๆ” ดร.สธนอธิบายไขปริศนาเกี่ยวกับปฏิทินมายา
พายุสุริยะเป็นสิ่งที่พูดกันมาก ผศ.พงษ์ ทรงพงษ์ ภาควิชาฟิสิกส์ อาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า มีการพูดกันมากเรื่องพายุสุริยะว่าจะทำให้โลกแตก เกิดแผ่นดินไหว เกิดภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งทั้งหมดเป็นคำทำนายล่วงหน้า แต่ยากที่จะแม่นยำ แม้แต่การทำนายล่วงหน้าการเกิดเหตการณ์เพียงแค่ 1 วัน ก็มีโอกาสแม่นยำได้เพียงแค่ 70% เท่านั้น
จริงๆ แล้ว การเกิดพายุสุริยะในอดีต เคยเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อโลกรุนแรง เริ่มในในปี ค.ศ.1859 ที่เรียกว่า คาริงตัน อีเวนต์ (Carington  Event) ในวันที่ 1 กันยายน 1859 เกิดการปะทุครั้งใหญ่บนดวงอาทิตย์ และนักวิทยาศาสตร์สหรัฐชื่อ Richard Carington และ Richard Hodgson เกิดสังเกตเห็น โดยขณะนั้น มีพายุสุริยะ 2 ลูกใหญ่ ปล่อยอนุภาคมีประจุ เคลื่อนที่มายังโลกในเวลา 18 ชั่วโมง การเกิดพายุสุริยะครั้งนั้น ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงมาก ทำให้ระบบโทรเลขในยุโรปและอเมริกาเหนือสมัยนั้นขัดข้อง เห็นแสงเหนือแสงใต้ไปทั่วโลก  รวมทั้งแถบแคริบเบียนด้วย
“แต่พายุสุริยะครั้งนั้นที่ถือว่ารุนแรงมากแล้ว ในแง่กระทบที่มีต่อสนามแม่เหล็กโลก เพียงแค่ 1 ต่อ 1000 ส่วนเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก และมนุษย์ไม่ได้รับผลกระทบ”
ต่อมาเกิดขึ้นในปี 1989 ส่งผลให้แคว้นควิเบกในแคนาดาไฟดับทั้งเมือง อีกครั้งเมื่อวันที่ 2 ส.ค.ปี 1995 ทำลายระบบโทรศัทพ์บริษัท ทีทีแอนด์ที ของสหรัฐอเมริกาได้รับความเสียหาย  ปี 2000 เกิดอีกวันที่ 14 ก.ค.ตรงกับวันชาติของฝรั่งเศส ทำให้ระบบดาวเทียมขัดข้อง ซึ่งการเกิดเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ทางนาซาได้ออกมาเตือนบริษัทผู้ผลิตดาวเทียมว่าควรจะมีอุปกรณ์ป้องกันพายุสุริยะด้วย
เกิดอีกในวันที่ 28 ต.ค.ปี 2003 เกิดการระเบิดรุนแรงมากบนดวงอาทิตย์ ขนาดที่ไม่สามารถวัดค่าความรุนแรงได้ แต่โลกก็ไม่ได้รับผลกระทบ ต่อมากิดอีกในวันที่ 5 ธ.ค.ปี 2006 ทำให้ระบบจีพีเอสเสียหาย ใช้การไม่ได้นาน 10 นาที ซึ่งตรงนี้อาจจะมีผลกระทบต่อการบิน และล่าสุดเกิดอีกครั้งเมื่อวันที่ 23 ต.ค.ปีนี้ มีความรุนแรงระดับ Solar flare
“เมื่อวันที่ 23 ต.ค.นี้ เราก็เฉยๆ ไม่ได้รู้สึกอะไร ทั้งที่เกิดพายุสุริยะ เพราะฉะนั้นสรุปได้ว่า พายุสุริยะมีจริง แต่เกิดเมื่อไหร่คาดเดาไม่ได้ และพอเกิดแล้วสร้างความเสียหายจริงอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แต่มนุษย์ก็ไม่งอมืองอเท้า มีการหาทางป้องกันมาตลอด แต่ถ้าบอกว่า ถ้าเห็นพายุสุริยะแล้วทำให้แผ่นดินไหว เราก็เห็นว่าแผ่นดินไหว ไหวทั้งปี โดยไม่ต้องเกิดพายุสุริยะ”
ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ นักวิทยาศาสตร์จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า โลกจะมีอายุไปอีกไม่ต่ำกว่า 4,500 ล้านปี หรือจนกว่าดวงอาทิตย์จะดับ และข้ออ้างว่าพายุสุริยะ (Solar Storm) ที่เกิดรุนแรงในปี 2012 จะทำให้โลกแตกนั้น จริงๆ แล้ว คำว่า “พายุสุริยะ” เป็นศัพท์ชาวบ้าน ไม่ใช่ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ คำนิยามของพายุสุริยะจริงๆ ไม่มี แต่มีนิยามของ “ลมสุริยะ” (Solar wind) ซึ่งหมายถึง กระแสของประจุไฟฟ้า (อิเล็กตรอน และโปรตอน) จากดวงอาทิตย์ ที่มีพลังงานสูง (1.5-10 keV) ที่ไหลมาสู่โลก
สำหรับปรากฏการณ์ที่ส่งผลให้เกิดลมสุริยะ Solar Wind  ความเร็วระดับ 300-800 กม.ต่อชั่วโมง ถือว่าไม่รุนแรง แต่ที่ถือว่าระดับรุนแรงมี 3 ระดับ คือ 1.Solar Flare 2.Coronal mass ejection หรือ CME ระดับรุนแรงมาก และ 3.ระดับ  prominance ซึ่งมีการปล่อยอนุภาคเป็นพลังงานสูง นับว่าเป็นของแถมจาก CME มีก้อนอนุภาคหลุดออกมา และเป็นพลังงานระดับเทอร์โบ
ดร.บัญชาย้ำว่า ลมสุริยะที่จะมีผลต่อโลกอย่างมากได้ จะต้องเป็นระดับที่รุนแรงจริงๆ เช่น ถ้ามีลมสุริยะระดับ Solar Flare ก็จะต้องมีความเร็วกว่าแสง เป็นแสงวาบ ระดับ 8 นาทีมาถึงโลก ซึ่งถ้าแรงขนาดนี้ก็จะทำให้เกิดรังสีเอ็กซ์มายังโลกในฝั่งโลกกลางวัน อาจทำให้วิทยุดับเป็นชั่วโมงๆ แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ลมสุริยะที่รุนแรงเช่นในระดับ CME ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 ชั่วโมง กว่าจะเดินทางมาถึงโลก
“การพูดถึงว่าจะเกิดพายุสุริยะ โดยไม่จำแนกว่าจะเกิดแบบไหน แล้วบอกว่าจะทำให้เกิดแม่เหล็กกลับขั้วหรือดาวเรียงตัว ดาวเคราะห์น้อยชนโลก ไม่อยู่บนพื้นฐานวิทยาศาสตร์” ดรบัญชากล่าว และว่า
ประเด็นพายุสุริยะทำให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง เพราะแม่เหล็กโลกกลับขั้ว ดร.ไพบูลย์ นวลนิล อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้ศึกษาการเกิดแผ่นดินไหวมานานหลายปี กล่าวว่า การเกิดแผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่มีฤดูกาล ไม่มีใครสามารถทำนายได้ แม้จะมีความพยายามมากมาย มีข้อมูลการเกิดแผ่นดินไหวหลายครั้งว่าไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดพายุสุริยะ ซึ่งตามหลักวิชาการแผ่นดินไหวจะไม่เกิดขึ้นสะเปะสะปะ จะเกิดในตำแหน่งที่มีรอยเลื่อนเท่านั้น ซึ่งทั่วโลกมีแผ่นเปลือกโลก 15 แผ่น เป็นรอยเลื่อนแผ่นใหญ่ 12 แผ่น และแผ่นย่อย 3 แผ่น การไหวเกิดจากเปลือกโลกเคลื่อนตัวทำให้เกิดแรงเค้น ต้องปลดปล่อยพลังออกมา ซึ่งการทำนายว่ากรุงเทพฯ จะเกิดแผ่นดินไหว 9 ริกเตอร์ ในวันที่ 14 ก.พ. จึงเป็นไปไม่ได้ เพราะกรุงเทพฯ ไม่มีรอยเลื่อนขนาดใหญ่
นักวิชาการรายนี้กล่าวอีกว่า ได้มีโอกาสเข้าประชุมเรื่องแผ่นดินไหวระดับโลกที่ประเทศรัสเซียในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งผลการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของนักวิทยาศาสตร์ประเทศต่างๆ ทำให้ได้ข้อสรุปว่า แผ่นดินไหวจะเกิดเป็นรอบๆ ทั่วโลก และการไหวครั้งใหญ่ๆ จะมีรอบของมันเป็นระยะเวลา 55 ปี
“และปี 2012 เป็นการเริ่มต้นของรอบใหม่ และคาดว่ารอบการไหวใหญ่จะเกิดขึ้นอีกในปี 2060 ดังนั้น การไหวจึงไม่เกี่ยวกับการเกิดพายุสุริยะอย่างที่วิตกกัน”
“แผ่นดินไหวไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดพายุสุริยะแน่นอน” ดร.ไพบูลย์กล่าว
พร้อมกับยกข้อมูลวิชาการมาแจกแจงว่า ตามปกติ 1.การที่แผ่นดินไหวจะเกิดครั้งใหญ่ๆ ระดับ 7 ริกเตอร์ขึ้นไป จะเกิดปีละ 15-17ครั้ง ซึ่งในปีนี้เกิดมาแล้ว 17 ครั้ง 2.การไหวระดับ 4-6 ริกเตอร์ จะเกิดขึ้นวันละ 15-20 ครั้ง 3.การเกิดระดับ 2 ริกเตอร์ จะเกิดขึ้นนาทีละ 2 ครั้ง เพียงแต่เราอาจจะไม่รู้สึก
นอกจากนี้ ยังมีอีกทฤษฎีที่บอกว่า ถ้าการไหวใหญ่ๆ จะเกิด K Index ในระดับสูง แสดงให้เห็นว่าเป็นผลจากพายะสุริยะ แต่เท่าที่มีการตรวจสอบพบว่า การเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ๆ ไม่มีค่า K-Index
“จากสถิติเรายังพบอีกว่า การเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ๆ  ส่วนมากมักจะไปตรงกับช่วงเกิดพายุสุริยะ ที่มีความรุนแรงระดับต่ำ หรือที่เรียกว่า Solar Minimum สถิติการเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ จึงไม่เกี่ยวข้องกับพายุสุริยะแน่นอน”
ดร.ไพบูลย์ยังให้แง่มุมที่น่าสนใจอีกว่า การเกิดพายะสุริยะ มีพลังมหาศาลมาก ทำไมไม่ส่งผลกระทบดวงจันทร์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์กว่าโลกมาก ยานอพอลโล 12-17 พยายามถ่ายภาพแผ่นดินไหวบนดวงจันทร์ ในช่วง 9 ปี ไหวกว่า 2 พันครั้ง พบว่าในดวงจันทร์มีแผ่นดินไหวระดับ 2 เท่านั้น ไม่ใช่ระดับ 6-7 แสดงให้เห็นว่าแผ่นดินไหวไม่เกี่ยวกับพายุสุริยะ
อีกประเด็นที่นักวิชาการรายนี้กล่าวถึงก็คือ สังคมยังควรทำความเข้าใจใหม่ว่า แผ่นดินไหวใช่ว่าจะเกิดสึนามิทุกครั้ง ซึ่งเงื่อนไขการเกิดสึนามิจะมี 3 ข้อ คือ ต้องไหวรุนแรงระดับ 7 ริกเตอร์ขึ้นไป เกิดในระดับตื้นไม่เกิน 50 กม. และเกิดเป็นแนวดิ่ง ไม่ใช่แนวนอน
“ผมข้องใจมาก เวลาเกิดแผ่นดินไหวแล้วนักข่าวมักจะบอกว่า เช่น ไหวที่สุมาตราจะมีคำพูดตบท้ายว่าเวลานี้ยังไม่เกิดสึนามิ เป็นการพูดแบบเพลงพาไป ว่าพอเกิดแผ่นดินไหวแล้วจะเกิดสึนามิทุกครั้ง จริงๆ แล้วไม่ใช่ การที่แผ่นดินไหวแล้วจะเกิดสึนามิ ต้องมีปัจจัย 3 ข้อที่ผมบอกไปแล้ว”
ดร.ไพบูลย์ย้ำอีกว่า ข่าวสึนามินี้ทำลายการท่องเที่ยวของไทยมาหลายปี โดยพบว่าโรงแรมแถบเขาหลัก จ.พังงา เจอปัญหามาก เพราะนักท่องเที่ยวจะถามว่าโรงแรมเขามีระดับเตือนภัยไหม หรือมีทางหนีไหม ถ้าไม่มีก็จะขายห้องพักไม่ได้ ซึ่งทำให้โรงแรมเล็กๆ เสียเปรียบมาก
นอกจากนี้ยังมองว่าประชาชนควรจะแสวงหาความรู้เรื่องภัยพิบัติด้วยตัวเอง ไม่ควรเชื่อคำทำนาย ไม่ว่าจะโหร หมอดู พระ พ่อปลาบู่ เพราะการทำนายแผ่นดินไหวได้แม่นยำจะต้องแม่น 3 ประการ คือ จะเกิดที่ไหน เกิดขึ้นเมื่อไหร่ และรุนแรงระดับไหน ถ้าตอบคำถามไม่ได้ทั้งหมด 3 ข้อ ก็คือว่าไม่แม่น ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครทำได้ และไม่ควรเชื่อข่าวลือ ซึ่งในประเทศจีนออกกฎหมายห้ามทำนายแผ่นดินไหว เพราะทำให้คนแตกตื่น ใครมาทำนายมั่วๆ โดนจับเข้าคุกมาแล้ว หรือในอิตาลี เคยจับนักวิทยาศาสตร์ 3 คน ติดคุก 2 ปี โทษฐานทำนายไม่แม่นยำ ทำให้มีคนตายหลายร้อยคน ซึ่งสังคมไทยก็ควรมีมาตรฐานแบบนี้บ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้มีการปล่อยข่าวลือ
“สังคมไทยควรแสวงหาความรู้บ้าง มันน่าน้อยใจมาก ผมเคยทำเว็บความรู้เรื่องแผ่นดินไหว 2 ปีผ่านไปมีคนเข้ามาดูแค่ 4 พันกว่าๆ เทียบกับเว็บคลิปหลุดนักศึกษา แค่ชั่วโมงเดียวมีคนมาดูล้านกว่า ผมว่าอย่างนี้มันก็ไม่ไหวนะครับ เราต้องยกระดับความรู้คนในสังคมบ้าง” ดร.ไพบูย์กล่าว.

http://www.thaipost.net/sunday/161212/66674

16 December 2555 – 00:00

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสร้างความเสียหายให้กับลุ่มน้ำโขง ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในลุ่มน้ำสำคัญของโลก เพราะแม่น้ำโขงไหลพาดผ่านและหล่อเลี้ยงผู้คน 6 ประเทศ มีพันธุ์ปลาธรรมชาติมากกว่าพันชนิด การคาดการณ์ที่ว่า แม่น้ำโขงอาจประสบกับภาวะวิกฤติ ทั้งภัยพิบัติ น้ำทะเลสูงขึ้น เสียหายจากน้ำท่วม กำลังกลายเป็นจริง และประชาชนในลุ่มน้ำโขงต้องเร่งหาทางปรับตัวและรับมือกับผลกระทบที่จะตามมา
ในเวทีเสวนา “การจัดการทรัพยากรน้ำและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยในลุ่มแม่น้ำโขง:เวทีภาคประชาสังคม” เมื่อเร็วๆ นี้ ที่กรุงเทพฯ จัดโดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (สสท.) ดร.นวรัตน์ ไกรพานนท์ ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อมชุมชนและพื้นที่เฉพาะ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)   ถ่ายทอดการคาดการณ์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) 6 ประเทศ ว่า อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น 0.02-0.03 องศาต่อปี ปริมาณน้ำฝนจะเพิ่มขึ้น 30 มิลลิเมตรต่อปี และระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้น 33  เซนติเมตร ภายใน 38 ปีข้างหน้า โดยในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นแล้ว 20 เซนติเมตร และปีที่มีปรากฏการณ์เอลนีโญจะมีไต้ฝุ่นรุนแรงขึ้น เกิดภัยพิบัติเพิ่มขึ้น ตลอดจนคาดการณ์ว่าความต้องการน้ำเพื่อการเกษตรที่เพิ่มขึ้นมากใน พ.ศ.2575 จะส่งผลให้เกิดพื้นที่ภัยพิบัติภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำ ความเสี่ยงเหล่านี้ต้องพร้อมรับมือ หาแหล่งน้ำทดแทน
ขณะที่การคาดการณ์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) 4 ประเทศล่าสุด ที่ ดร.นวรัตน์นำเสนอ ก็น่าพรั่นพรึง เพราะคาดว่าทั้งอุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน ปริมาณน้ำไหลบ่าหน้าดิน และระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้น พื้นที่โตนเลสาบ ประเทศกัมพูชา และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ประเทศเวียดนาม ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งประมงน้ำจืดใหญ่อีกแห่งของโลก จะกระทบมาก   หากรายงานเป็นจริง จะเปลี่ยนวิถิชีวิตและอาชีพของชุมชนท้องถิ่น
ขณะนี้เวียดนามกำลังหาทางรับมือ อาจจะใช้โครงสร้างป้องกันน้ำท่วม และบางพื้นที่ต้องอพยพชุมชนออก แม้ไทยจะไม่ท่วมจมหายเหมือนเวียดนาม แต่เตือนว่าจะได้รับผลกระทบจากน้ำเค็มรุกในฤดูแล้ง ต้องเตรียมจัดการแหล่งน้ำทดแทน รวมถึงพื้นที่ชุ่มน้ำแปรสภาพจากน้ำท่วม ตลอดจนด้านเกษตรเสียหาย หากน้ำท่วมนานขึ้นต้องให้ความรู้ด้านการเพาะปลูกพืชอายุสั้นหรือพืชทนแล้งเมื่อเข้าฤดูแล้ง
“ปริมาณน้ำฝนประจำปีเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 200 มิลลิเมตร ภายในปี 2573 น้ำทะเลจะสูงขึ้น 7 เมตร ในปี พ.ศ.2643 โดย 30% ของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง เวียดนาม จะถูกน้ำทะเลท่วมถาวร พื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญบางพื้นที่มีขนาดเล็กลง แม้ผลผลิตประมงโดยรวมเพิ่มขึ้น แต่จำนวนปลาลดลง เหตุอุณหภูมิเพิ่มสูง ออกซิเจนลดลง ปลามีชีวิตอยู่ยาก ส่วนความเสียหายจากการเกิดน้ำท่วมเพิ่มขึ้น 9% มูลค่าความเสียหายจากอุทกภัยในลุ่มน้ำโขงตอนล่างคิดเป็น 1,800-2,100 ล้านบาทต่อปี ส่วนประโยชน์จากน้ำท่วม 240-300 ล้านต่อปี ก็เป็นรายได้ของชาวบ้านจากทรัพยากรประมง พันธุปลา พันธุ์ไม้น้ำ” ดรนวรัตน์ เผยถึงรายงานของ MRC ซึ่งจำเป็นต้องผลักดันให้เกิดการเตรียมตัวรับมือกับผลกระทบที่ตามมา
อย่างไรก็ตาม ผอ..สำนักสิ่งแวดล้อมชุมชนและพื้นที่เฉพาะให้ข้อมูลว่า แผนการรับมือของ MRC ตอนนี้เน้นที่การปรับตัวมากกว่าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นแผนระยะยาว 15 ปี เริ่มเมื่อปี 53 โดยทำแผนระดับชาติและระดับท้องถิ่น รวมถึงโครงการพื้นที่สาธิต 4 ประเทศน้ำโขง โดยทำแผนรองรับปรับตัวของชุมชน มีประเมินผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเมินความอ่อนไหวเพื่อความอยู่รอดของประชาชน ทั้งยังพบปัญหาอุปสรรคในลุ่มน้ำโขงจากแผนพัฒนาด้านไฟฟ้าพลังน้ำ และการชลประทานในอีก 20 ข้างหน้าด้วย
นอกจากนี้ แม้ไทยมีแผนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ ดร.นวรัตน์ระบุถึงความก้าวหน้าของแผนว่า กระบวนการขับเคลื่อนแผนแม่บทไปสู่การปฏิบัติต้องใช้เวลา ต้องมีความเข้าใจ และได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ขณะที่กระบวนการมีส่วนร่วมยังไม่สมบูรณ์ ประชาชนร่วมให้ความคิดเห็น แต่การมีส่วนร่วมตัดสินใจน้อย ประกอบกับมีความขัดแย้งทางนโยบายเรื่องอนุรักษ์ธรรมชาติกับการพัฒนาเศรษฐกิจ  อย่างพืชเกษตรกับพืชพลังงาน พื้นที่ชุ่มน้ำของลุ่มน้ำโขงถูกปาล์มบุกรุก ขณะที่ไม่มีการนำผลการศึกษาวิจัยมาใช้กำหนดนโยบาย นี่เป็นจุดอ่อนของไทย
แม้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเริ่มส่งสัญญาณผลกระทบที่จะเกิดขึ้นรุนแรง แต่อีกปัจจัยสำคัญทำลายระบบนิเวศลุ่มน้ำโขงให้เปลี่ยนแปลง คือ น้ำมือมนุษย์ สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา ประธานเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์เชียงของ กล่าวว่า โครงการเขื่อนกั้นน้ำโขงตอนบนทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงขึ้น-ลงผิดปกติ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ กระทบด้านประมง แล้วยังประสบปัญหาการเดินเรือ ปัจจุบันมีอีก 11 เขื่อนตอนล่างน้ำโขง ที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อวงจรชีวิตและการอพยพของปลา สร้างผลกระทบมหาศาล
“โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังงานบนแม่น้ำโขงถูกคัดค้าน เพราะชาวบ้านกังวลใจกระทบความยั่งยืนของลุ่มน้ำโขง    ความมั่นคงของน้ำโขงคือความอุดมสมบูรณ์ พันธุ์ปลาชุกชุม เกษตรริมโขงที่ไม่พึ่งพาภายนอกมากนัก รวมไปถึงวิถีวัฒนธรรมและระบบการจัดการน้ำโดยชุมชน นโยบายของรัฐบาลเรื่องพลังงานบนน้ำโขงไม่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำโขง ควรทบทวนโครงการด้วยการสำรวจความคิดเห็นของทุกฝ่าย และความคุ้มค่าของโครงการ แม่น้ำโขงกำลังถูกทึ้ง มีการเปลี่ยนแปลงทั้งในน้ำโขงสายหลักและแม่น้ำสาขาจากเขื่อนกั้น ทำให้ระดับน้ำโขงลดลงมาก” สมเกียรติเรียกร้องให้ยุติโครงการเขื่อนน้ำโขงโดยเร็ว
ประธานเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์เชียงของยังขยายความอีกว่า การศึกษาชนิดพันธุ์ปลาก็พบปัญหาเปลี่ยนแปลง เดิมมีพันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงช่วงที่ผ่านไทยประมาณ 500 ชนิด ปัจจุบันเหลือเพียง 200 ชนิด ที่เชียงของพบแค่ 80 ชนิด เป็นผลกระทบจากระบบนิเวศโดยรวมที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนการประมงที่ผิดวิธี และการเกษตรที่ใช้สารเคมีอย่างหนักส่งผลให้คุณภาพน้ำโขงย่ำแย่ เพราะสารเคมีปนเปื้อนลงแหล่งน้ำนั่นเอง ซึ่งขณะนี้ก็ริเริ่มให้พื้นที่เกษตรริมฝั่งทำเกษตรอินทรีย์เพื่อความยั่งยืน ปลูกผักริมโขงปลอดสารพิษ ก็กระจายในหมู่บ้าน ต.บ้านตุน อ.เมืองฯ จ.พะเยา บริเวณต้นน้ำอิง เป็นลุ่มน้ำสาขา ราว 1,000 ไร่ ส่วนลุ่มน้ำกก ชาวบ้านช่วยกันรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำในแอ่งเชียงแสน จ.เชียงราย การรื้อฟื้นระบบเหมืองฝายดั้งเดิมเป็นอีกกลไกรักษาป่าต้นน้ำและสร้างการจัดการน้ำโดยชุมชน มีป่า มีน้ำ ทำให้ลำน้ำสาขาไม่แห้งและไหลมาเติมให้แม่น้ำโขง
“ในประเทศไทย กก อิง คำ หงาว งาว น้ำเลย น้ำสงคราม น้ำมูน น้ำชี ลำโดมน้อย ลำโดยใหญ่ ลำน้ำสาขาที่ไหลลงโขง ชุนชุมในแต่ละลุ่มน้ำต้องมีส่วนร่วม ขณะที่ในภาพใหญ่ลุ่มน้ำโขง การจัดการน้ำอย่างยั่งยืนต้องเห็นภาพทั้งลุ่มน้ำ จะพูดถึงประเทศใดประเทศหนึ่งไม่ได้ มองตั้งแต่ประเทศต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ” สมเกียรติกล่าว
ในเวทีเสวนานี้ยังมีหนึ่งในชุมชนตัวอย่างที่ปรับตัวและเสริมสร้างขีดความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนสภาพอากาศมาถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะแนวทางสำหรับการปรับตัวให้แก่ชุมชนอื่น สมคิด สินสง คณะทำงานลุ่มน้ำห้วยสามหมอ จ.ชัยภูมิ บอกเล่าการปรับตัวของคนลุ่มน้ำห้วยสามหมอ ลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำชี ก่อนจะไหลลงแม่น้ำโขง โดยระบุว่า สภาพลำน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยสามหมอ พื้นที่กว่าร้อยละ 70 หรือ 3.8 แสนไร่ ถูกบุกเบิกเป็นพื้นที่เกษตร ทำนา เหลือพื้นที่ป่าต้นน้ำไม่เกินร้อยละ 20 จึงเริ่มกระบวนการจัดการเป็นระบบลุ่มน้ำภายใต้ MRC ด้วยห้วยสามหมอเป็น 1 ใน 20 ลุ่มน้ำสาขาลุ่มน้ำชี รู้กันว่าแม่น้ำชีเป็นแม่น้ำสายยาวสุดในไทยกว่า 1,000 กิโลเมตร เกาะเกี่ยวพื้นที่ 14 จังหวัดอีสานและบางจังหวัดภาคเหนือ จากนั้นปี 2548 เริ่มกระบวนการวางแผนชุมชนลุ่มน้ำ โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมทรัพยากรน้ำ และ MRC หนุนจัดเวทีวางแผนลุ่มน้ำทั้งระดับหมู่บ้าน ตำบล ลุ่มน้ำ ระดมสมอง จัดทำแผนแหล่งน้ำชุมชน
รวมถึงแผนส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ อาชีพสวนกระแสเกษตรเชิงเดี่ยวที่เป็นเกษตรฆ่าตัวตาย ปนเปื้อนแหล่งน้ำ ก็ช่วยกันฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ทำหลักสูตรท้องถิ่น แม้การขับเคลื่อนจะลำบากก็ต้องปฏิบัติให้ได้ มีปัญหาองค์กรลุ่มน้ำไม่มีกฎหมายรองรับอำนาจหน้าที่ ที่ผ่านมาคนลุ่มน้ำห้วยสามหมอยังต้องต่อสู้กับโครงการพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยสามหมอ รัฐจะเนรมิตรเป็นธนาคารน้ำแห่งชาติความจุสูงสุด 60,000 ลูกบาศก์เมตร ต้องอพยพย้ายคนเป็นแสนจากน้ำท่วม ด้วยมีพื้นที่น้ำท่วมถึง 3 แสนไร่ ก็มีมติคัดค้านถึงที่สุด
“คนลุ่มน้ำห้วยสามหมอปรับตัวรักษาระบบนิเวศไว้ เป็นการฟื้นฟูป่าไม้ ลุ่มน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติแยกกันไม่ได้ ดิน น้ำป่า การจัดการน้ำไม่จำเป็นต้องเป็นอภิมหาโครงการ เริ่มจากจุดเล็กๆ ระดับไร่นา ลุ่มน้ำย่อย ขยายสู่ลุ่มน้ำใหญ่ ไปถึงลุ่มน้ำโขง   ก็สร้างผู้นำชาวบ้าน สร้างความตระหนักชุมชน เชื่อว่าจะอยู่รอดในภาวะโลกร้อน และขณะนี้เตรียมก่อตั้งสมาคมเกษตรอินทรีย์ วิถีคนกับควาย (สวค.) เพื่อการปรับตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ” สมคิด คณะทำงานลุ่มน้ำห้วยสามหมอ กล่าวทิ้งท้าย.

http://www.thaipost.net/sunday/091212/66333

9 December 2555 – 00:00

ปัญหาขยะล้นเมืองเพราะไม่มีที่ทิ้ง ฝังกลบ เผา หรือมีบ่อขยะขนาดใหญ่พอที่จะรองรับปริมาณขยะมหาศาลได้ กลายเป็นปัญหาระดับชาติ และปัญหาใหญ่ของหลายท้องถิ่น นอกจากส่งกลิ่นเน่าเหม็น รกรุงรังน่ารังเกียจแล้ว บางพื้นที่ปัญหาขยะกลายเป็นปัญหาการเมือง สร้างความขัดแย้งระหว่างคนในชุมชนและระหว่างท้องถิ่นกับท้องถิ่น ถึงขั้นเสียเลือดเนื้อ เสียชีวิตกันมาแล้ว
ดังนั้น หากเราสามารถทำให้ขยะกลายเป็น “0″ โดยการนำมารีไซเคิล นำมาใช้ใหม่ ปัญหาขยะล้นเมือง และปัญหาอื่นๆ ที่เป็นผลสืบเนื่องจากปัญหาขยะ ก็คงจะไม่เกิดขึ้นตามมา
ด้วยความคิดนี้เองเป็นที่มาที่ทำให้สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) หนึ่งในหน่วยงานสังกัดสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของเหล่าผู้ผลิต ที่จำเป็นต้องใช้บรรจุภัณฑ์ห่อหุ้มสินค้า ซึ่งเป็นต้นตอทำให้เกิดปริมาณขยะการบริโภคมหาศาล ขยะเหล่านี้ย่อยสลายทำลายยาก ต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะย่อยสลายได้หมด ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ได้รวมกันก่อตั้งกองทุน และมุ่งมั่นให้สร้างสังคมไทยรู้จักจัดการขยะ ด้วยการนำมารีไซเคิล สามารถสร้างรายได้ และลดปริมาณขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กลไกหลักในการจัดการขยะก็คือ การก่อตั้ง “ร้าน 0 บาท”  ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางในการรับซื้อ และบริหารจัดการขยะ โดยก่อนหน้านี้ TIPMSE ได้เคยก่อตั้งร้าน 0 บาทมาแล้ว 2 แห่ง คือ ที่ชุมชนย่านอ่อนนุช 14 ไร่ และชุมชนเคหะดินแดง
ภายใน “ร้าน 0 บาท” ทุกร้าน จะมีสินค้าอุปโภคบริโภค ไม่ว่าจะเป็นปลากระป๋อง ผงซักฟอก สบู่ ยาสีฟัน ขนมขบเคี้ยว  น้ำอัดลม ไม้กวาด ฯลฯ สินค้าหลากหลายที่ใช้ในการดำรงชีวิต ซึ่งหลักการดำเนินงานของร้านก็คือ ให้คนในชุมชนนำขยะที่จัดเก็บได้มาตีมูลค่าเป็นตัวเงิน และมูลค่านี้จะแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าที่มีอยู่ภายในร้าน คนที่มาซื้อของในร้านจะไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงิน เพราะนำขยะมาแลก ร้านนี้จึงเป็นร้าน 0 บาท ส่วนทางร้าน 0 บาท ที่เปรียบเสมือนธนาคารขยะ ก็จะนำขยะที่รับซื้อไปขาย ทำให้ร้านได้กำไร 2 ทางด้วยกัน คือ จากการขายขยะ และจากการขายสินค้าในร้าน
ล่าสุด TIPMSE เดินหน้าขยายแหล่งเรียนรู้สังคมรีไซเคิลสู่พื้นที่ภาคเหนือ ใช้จังหวัดน่านนำร่องใน 3 ชุมชน ให้เป็นแหล่งเรียนรู้การจัดการขยะระดับภาค และเปิดร้าน 0 บาท ขึ้นใน 3 ชุมชน ในจังหวัดน่าน หลังจากก่อนหน้านี้ TIPMSE เคยทำหน้าที่พี่เลี้ยงให้กับ 200 ชุมชน ใน จ.น่าน ในการรีไซเคิลขยะ
3 ชุมชนในจังหวัดน่าน ที่ได้รับการสนับสนุนจาก TIPMSE  ให้เปิดร้าน 0 บาทนั้นก็คือ ชุมชนบ้านวังฆ้อง ต.ถีมตอง อ.เมืองฯ ชุมชนบ้านไก่เถื่อน ต.บ่อแก้ว อ.นาหมื่น และ ชุมชนบ้านนาเหลืองใน ต.นาเหลือง อ.เวียงสา โดยชุมชนบ้านวังฆ้อง ได้รับการจัดตั้งให้เป็น “แหล่งเรียนรู้” สังคมรีไซเคิล มีบทบาทเหมือนแหล่งเรียนรู้ที่ชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่กลุ่มเป้าหมายต่างๆ สามารถเข้ามาศึกษาดูงานรูปแบบการจัดการวัสดุรีไซเคิล และการบริหารจัดการร้าน 0 บาท ตลอดจนเป็นศูนย์กลางการจัดอบรมเผยแพร่ความรู้ นอกจากนี้ ยังมีโอกาสเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้การจัดการรีไซเคิล วัดมหาโพธิ์ ตั้งอยู่ในเขตเทศบาล จ.น่าน
ก่อนจะมีร้าน 0 บาท ทั้ง 3 ชุมชนประสบปัญหาเหมือนๆกันคือ มีปริมาณขยะจำนวนมาก และไม่สามารถจัดการได้ หนทางรีไซเคิลเป็นทางออกที่ ชุมชนบ้านวังฆ้อง ตัดสินใจเลือกแก้ปัญหาขยะ ชุมชนได้ลงมือจัดการขยะรูปแบบรีไซเคิลในระดับหนึ่ง ทั้ง 400 ชุมชน ร่วมมือจัด “ตลาดนัดขยะชุมชน” ขึ้น โดยให้ชาวบ้านนำขยะที่จัดเก็บและคัดแยกมาขายให้กับผู้รับซื้อโดยตรง แต่เกิดปัญหาว่าขยะบางอย่างขายไม่ได้ ทำให้โครงการไม่เป็นดังตั้งใจ
แกนนำชุมชนจึงแก้ปัญหาโดยการให้นำขยะมาขายกับตนเอง และเขาจะทำหน้าที่ต่อรองกับผู้รับซื้อขยะ ทำให้ขยะที่ขายไม่ได้ ก็ขายได้ ต่อมาเมื่อสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.น่าน แนะนำให้ชาวบ้านทำน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนทำให้เกิด “ธนาคารขยะ 400 ชุมชน” ชาวบ้านเกิดการตื่นตัวอย่างมากในการคัดแยกขยะก่อนทิ้ง การรวบรวมขยะที่รีไซเคิลได้นำมาฝากกับธนาคาร
นอกจากนี้ อาสาสมัครในชุมชนยังคอยทำหน้าที่ให้ความรู้กับชุมชนเรื่องการแยก จัดการขยะ และชุมชนยังพัฒนาขึ้นมาเป็นผู้ดำเนินการในการซื้อขายขยะ ซึ่งทำให้ได้กำไรมากกว่าการซื้อขายผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ชุมชนบ้านวังฆ้องได้รับรางวัลระดับประเทศ ในการจัดตั้งธนาคารขยะรีไซเคิล 400 ชุมชน
ชุมชนบ้านไก่เถื่อน    จุดเริ่มต้นเกิดร้าน 0 บาท มาจากปัญหาขยะที่เพิ่มมากขึ้น ในปี 2549 อบต.บ่อแก้ว จัดหาที่ทิ้งขยะให้ แต่ต้องทิ้งเอง ต่อมาในปี 2552 ทาง อบต.ได้จัดหารถมาจัดเก็บให้ แต่ก็ยังมีปัญหา เพราะไม่มีการคัดแยกขยะ และเมื่อผู้นำชุมชน กำนันเสนาะ เจดีย์ทอง กำนัน ต.บ่อแก้ว ได้ไปศึกษาวิธีการทำขยะรีไซเคิล และธนาคารขยะจากชุมชนบ้านวังฆ้อง  จึงนำวิธีการมาปรับใช้กับชุมชน แบ่งขยะออกเป็น ขยะอินทรีย์นำมาทำปุ๋ยหมัก ขยะรีไซเคิลนำไปขายได้ ขยะอันตรายนำไปหล่อปูน และใช้ประโยชน์ต่อไป การดำเนินงานของชุมชนทำให้เข้ารอบ 1 ใน 81 ชุมชน การประกวดชุมชนปลอดขยะ ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาทมาแล้ว
“แต่ก่อนเรามีปัญหาขยะล้น เพราะคนเยอะขึ้น ที่นี่มีหอพักนักศึกษา มีประชากรแฝง และคนยึดความสะดวกสบาย ขยะเลยเพิ่มขึ้นมาก ขยะก่อนทำโครงการรีไซเคิล 700-800 กิโลกรัมต่อเดือน แต่พอทำโครงการรีไซเคิลแล้วลดลง ไม่ถึง 300 กก.ต่อเดือน” กำนันเสนาะกล่าว
โครงการธนาคารขยะ และร้าน 0 บาท ทำให้มีกำไร กำนันเสนาะบอกว่า 3 เดือนจะได้กำไรประมาณ 3-4 พันบาท เพราะกำไรจากขยะที่นำไปขายต่อ และจากร้าน 0 บาท
“เงินกำไรนี้ผมก็จะไปใช้ในชุมชน ทำโครงการสวัสดิการให้กับคนที่เป็นสมาชิกธนาคารขยะ ให้เงินช่วยเหลือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย แม้ตอนนี้มีสมาชิก 66 คน จากคนในหมู่บ้าน 200 คน แต่คิดว่าน่าจะขยายขึ้นเรื่อยๆ มากกว่านี้”
อย่างไรก็ตาม กำนันเสนาะเปิดใจว่า การให้ชาวบ้านเห็นดีด้วย ไม่ใช่เรื่องง่าย ชุมชนที่อาจจะมีความคิดริเริ่มทำรูปแบบนี้ แต่ไม่สำเร็จ เพราะถ้าผู้นำใจไม่สู้ ยอมถอย ก็คงไม่สามารถทำโครงการธนาคารขยะได้
ด้วยเหตุนี้ชุมชนบ้านไก่เถื่อนจึงพัฒนาขึ้นมาเป็นร้าน 0 บาท ภายใต้การสนับสนุนของ TIPMSE โดยนำเงินรางวัลจากการประกวดชุมชนปลอดขยะ 10,000 บาท มาเป็นทุนร้าน
ธนาคารขยะของ ชุมชนบ้านนาเหลืองใน เป็นส่วนหนึ่งของการขยายผลของชุมชนบ้านวังฆ้อง และยังได้รับการสนับสนุนจาก อบต.นาเหลือง มีครัวเรือนที่เป็นสมาชิกกว่า 100 ครัวเรือน เปิดดำเนินงานมา 2 ปี และรับซื้อขายขยะเดือนละ 2 ครั้ง ซึ่งภายใต้การสนับสนุนของ TIPMSE และการสนับสนุนของ อบต.นาเหลือง ทำให้ชุมชนเปิดร้าน 0 บาทขึ้น
ชุมชนบ้านมหาโพธิ์ เป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจ แม้จะยังไม่มีร้าน 0 บาทก็ตาม แต่ก็มีความก้าวหน้าใช้วัดมหาโพธิ์เป็นศูนย์เรียนรู้จัดการ คัดแยกแยกขยะอินทรีย์ ขยะรีไซิเคิล ซึ่งเป็นขยะที่สามารถทำเงิน ขายได้ ขณะนี้ก่อตั้งเป็นธนาคารขยะ
ป้า จันทรธิรา วันนา หรือ ป้าแจ้น ประธานธนาคารขยะชุมชนบ้านมหาโพธิ์ เล่าว่า แต่ก่อนชุมชนที่มีประมาณกว่า 200 หลังคาเรือน ก็มีปัญหาขยะล้นเกลื่อน คนในชุมชนทะเลาะกันเรื่องขยะเหม็น หาที่ทิ้งไม่ได้ ปริมาณขยะมากถึง 2,000 กก./เดือน ทางเทศบาลใช้งบประมาณ 10 ล้านบาททำบ่อขยะ แต่บ่อนี้ต้องใช้ทิ้งร่วมกับอีก 20 ชุมชน ทำให้เกิดปัญหาพอสมควร จึงหารือกันในชุมชน และมีการไปดูรูปแบบรีไซเคิล จัดการขยะที่ชุมชนบ้านวังฆ้อง จึงเกิดตลาดนัดซื้อขายขยะรีไซเคิลก่อนเดือนละครั้ง แรกๆ สมาชิกไม่เยอะ แค่ 20 คน แต่พอรู้ข่าวและพูดกันปากต่อปากว่า ขยะขายได้ ขายแล้วได้เงิน จึงมีคนหันมาเป็นสมาชิกมากขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่าเกือบทั้งชุมชนดำเนินงานคัดแยกขยะ
“เราทำตลาดนัดรีไซเคิลมาเป็นอาทิตย์ละครั้ง รับซื้อวันเสาร์ ขายวันอาทิตย์ จนต้นปี 2555 นี้ เราพัฒนามาเป็นธนาคารขยะ และตอนนี้ขยะเราลดลงมาก จาก 2,000 กก./เดือน เหลือไม่ถึง 900 กก./เดือน ทำให้เราลงมติ ไม่เอาถังขยะของเทศบาลแล้ว เพราะขยะเราเหลือนิดเดียว ซึ่งทำให้บ้านเรือนสะอาด ไม่เกะกะ กีดขวางทางจราจร”
กำไรที่ได้มาจากการขายขยะ ป้าแจ้นบอกว่า เยอะพอสมควร และเงินนี้มาจัดทำโครงการสวัสดิการให้สมาชิก เช่น ช่วยในเรื่องเจ็บป่วย หรือฌาปนกิจ และเคยนำมาทำประกันอุบัติเหตุให้กับสมาชิกด้วย แต่ช่วงหลังบริษัทประกันยกเลิกไป  นอกจากนี้ยังมีการจัดระดับบ้านดีเด่นในการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งรางวัลที่ได้คือ การลดค่าจัดเก็บขยะ ทำให้ชุมชนกระตือรือร้น ในการคัดแยกขยะ เพราะได้เงินจากการขายขยะจริงๆ และลดปัญหาขยะในชุมชนได้อย่างชัดเจน
“ขยะนำความเอื้ออาทรมาสู่ชุมชนของเรา แต่ก่อนต่างคนต่างอยู่ แต่พอเราใช้วัดมหาโพธิ์มาเป็นศูนย์การเรียนรู้ และที่ตั้งธนาคารขยะ ก็ทำให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจ ศูนย์ฯ นี้ยังเป็นที่เรียนรู้ของเด็กๆ ซึ่งจะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมในชุมชน มีรายได้จากการท่องเที่ยว และก้าวต่อไปคือเราจะพยายามไม่ให้มีขยะ หรือขยะลดลงเป็น 0″ ป้าแจ้นเล่า
หัวเรือใหญ่ของแนวคิด ร้าน 0 บาท สมพงษ์ ตันเจริญผล ประธานคณะกรรมการบริหาร สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือ TIPMSE กล่าวว่า ถ้าปล่อยให้รัฐจัดการขยะคงลดลงไม่ได้ ในปี 2553 ทั้งประเทศมีปริมาณขยะ 15.3 ล้านตัน ซึ่งตัวเลขนี้ไม่นับประชากรแฝง ที่อาจจะเป็นแรงงานต่างชาติที่มีอยู่หลายล้านคน ทั้งนี้ทั้งนั้นเราไม่มีพื้นที่ฝังกลบ หรือมีเตาเผา หรือถ้ามีเตาเผาก็ต้องใช้งบประมาณสูง ซึ่งนวัตกรรมการรีไซเคิลขยะ และใช้มาตรการทางสังคม จะเป็นสิ่งที่ช่วยลดขยะลงได้ สำหรับร้าน 0 บาทเองก็มีส่วนช่วยลดค่าครองชีพให้กับชุมชน เพราะนำขยะมาแลกเป็นสิ่งของ นับว่าเป็นสิ่งที่ดี นอกจากนี้ การรีไซเคิลขยะที่ต้องอาศัยความร่วมมือของสังคมนั้นๆ ยังทำให้วัฒนธรรมประเพณีของแต่ละพื้นถิ่นได้รับการดูแล เข้มแข็งยิ่งขึ้น บางแห่งกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ทำรายได้ให้กับชุมชน
“โดยจากการสำรวจพบว่า คน 1 คน จะสร้างขยะเฉลี่ยวันละ 1 กก. (0.6-1.6 กก.) ประกอบด้วย วัสดุรีไซเคิลประมาณ 0.4 กก. คำนวณเป็นเงินประมาณ 2 บาท ขยะอินทรีย์ 0.5 กก. หากนำไปขายเป็นอาหารสัตว์ ได้เงินประมาณ 2 บาท ดังนั้น 1 วัน เราทิ้งขยะเท่ากับทิ้งเงินไปวันละ 4 บาทต่อคน และผลทางอ้อมการแยกขยะ ทำให้คนมีอาชีพด้วย” สมพงษ์กล่าว
เมื่อพูดถึงการรีไซเคิลขยะ ประธานกรรมการ TIPMSE บอกว่า ปัจจุบันเรามีอัตราประมาณ 20% เท่านั้น ปัญหาหลักมาจากวัสดุรีไซเคิลที่ยังไม่ถูกคัดแยกตั้งแต่ต้นทาง ในหลายประเทศก็ใช้หลักการอาศัยชุมชนรีไซเคิลรขยะ มาเป็นตัวแก้ปัญหา จากการไปดูงาน ทั้งไต้หวัน ญี่ปุ่น ยกให้การรีไซเคิลขยะเป็นวาระของชาติ เพราะหากไม่มีการรีไซเคิล รัฐจะต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการจัดการขยะ สำหรับประเทศไทยนั้น หากเอาจริงเอาจัง ก็น่าจะเพิ่มระดับการรีไซเคิลได้เป็น 30-40% ได้
สมพงษ์ยังย้ำว่า การยินยอมพร้อมใจ การมีส่วนร่วมของคนสังคมและชุมชน ตลอดจนความเข้าใจในเชิงลึก จะเป็นกลไกสำคัญทำให้โครงการประสบความสำเร็จ ยิ่งถ้าผู้นำชุมชนเข้มแข็งก็จะเป็นผลดี ซึ่งแตกต่างกับการนำกฎหมายมาบังคับใช้ ซึ่งยากจะประสบความสำเร็จ
“ส่วนเหตุผลที่เราเลือกจังหวัดน่านมาเป็นแกนนำร่องในภาคเหนือ ก็เพราะคนที่นี่ยังบริสุทธิ์ และเดิมทีพวกเขาก็มีความตั้งใจที่จะคัดแยกขยะอยู่แล้ว ซึ่งเราคิดว่าตัวอย่างจากที่น่าน จะทำให้จังหวัดอื่นๆ เห็นดีเห็นงามและนำไปปรับใช้บ้าง และเรา ตั้งเป้าการขยายเครือข่ายร้าน 0 บาท ใน จ.น่านไม่ต่ำกว่า 10 แห่ง”
ประธานกรรมการ TIPMSE ยังบอกด้วยความภูมิใจอีกว่าขณะนี้แนวคิดร้าน 0 บาท กำลังได้รับความสนใจอย่างสูง สถาบันการศึกษาต่างๆ หลายแห่ง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความสนใจอยากให้สถาบันเข้าไปจัดตั้งร้าน 0 บาท ส่วนภาคเอกชนก็มีความสนใจด้วยเช่นกัน เช่น บริษัทโอสถสภา หรือในเครือของสหพัฒน์ ก็สนใจอยากจัดตั้งโครงการ
“ที่ผ่านมา เราสามารถสร้างเครือข่าย TIPMSE ได้จาก 7 กลุ่มใหญ่ๆ ประกอบด้วย ชุมชน มีเครือข่ายกว่า 600 ชุมชน, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีเครือข่าย 25 เทศบาล, หมู่บ้านจัดสรร มีเครือข่าย 30 แห่ง, ซาเล้ง มีเครือข่าย 13 กลุ่ม, มหาวิทยาลัย มีเครือข่าย 17 แห่ง, โรงเรียน มีเครือข่ายกว่า 1,000 แห่ง และอื่นๆ ได้แก่ สำนักงาน มีเครือข่าย 7 แห่ง ร้านอาหาร มีเครือข่ายกว่า 20 ร้าน เป็นต้น”
ในปีหน้า TIPMSE ยังมีโครงการที่จะจัดคอร์สอบรมต่างๆ อาทิ การอบรม 0 บาท, การอบรมสิ่งประดิษฐ์ ซึ่งเดิมเรามีอบรมเฉพาะที่กรุงเทพฯ ก็จะขยายมาที่ภูมิภาคผ่านแหล่งเรียนรู้ โดยจะมีการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในแหล่งเรียนรู้เพื่อเป็นวิทยากรเผยแพร่ด้วย ส่วนในปี 2556 การขยายงานคงมุ่งเน้นการยกระดับชุมชนในเครือข่ายให้เกิดเป็นวิทยากรท้องถิ่น  การใช้เครือข่ายที่เกิดขึ้นในการขยายเครือข่าย รวมถึงการยกระดับรูปแบบของธนาคารชุมชนในเครือข่ายมาต่อยอดเป็นร้าน 0 บาท
ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) โทร 0-2272-1552 ต่อ 19 หรือhttp://www.facebook.com/0bahtshop.

http://www.thaipost.net/sunday/021212/66035

2 December 2555 – 00:00

ถ้าพูดถึง “เสือ” หลายคนอาจจะคิดว่าเสือเป็นแค่สัตว์ดุร้ายน่ากลัว ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรนัก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเสือมีความสำคัญกับป่าอย่างมาก เป็นสัตว์ป่าที่เป็นดัชนีบ่งชี้ถึงความสมบูรณ์ของป่าว่ามีมากน้อยแค่ไหน ป่าแห่งใดถ้ามีเสือชุกชุมแสดงว่าป่าแห่งนั้นอุดมสมบูรณ์ แต่ถ้าป่าไหนไม่มีเสือสักตัว แสดงว่าพื้นที่แห่งนั้นไม่ได้อยู่ในสถานะของความเป็นป่าอีกต่อไปแล้ว
เมื่อเร็วๆ นี้ ปตท.สผ.หรือบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ได้เปิดตัวหนังสือที่ ปตท.สผ.ให้การสนับสนุนในการจัดทำและการวิจัยเรื่องราวเกี่ยวกับเสือโคร่งในประเทศไทย หนังสือดังกล่าวนี้ก็คือ “เสือ Now or Forever ” ซึ่งเขียนโดย ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ, อัจฉรา ซิ้มเจริญ และสมโภช ดวงจันทราศิริ ซึ่งทั้งหมดเป็นนักวิชาการที่ทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องเสือ โดยเฉพาะ ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ หัวหน้าทีมวิจัยนั้น หน้าที่หลักคือเป็นหัวหน้ากลุ่มงานวิชาการ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12/1 หรือห้วยขาแข้งป่ามรดกโลกนั่นเอง
ทำไมต้องหยิบยกหนังสือเล่มนี้มาขยายความ ก็เพราะหนังสือเรื่อง “เสือ Now or Forever” ไม่ได้เป็นเพียงแค่หนังสือเล่มแรกและเล่มเดียวของไทย ที่มีความสมบูรณ์ทั้งด้านเนื้อหาและภาพประกอบเกี่ยวกับเสือโคร่งในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเผยเบื้องลึกเกี่ยวกับเสือโคร่งในไทยในแง่มุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม นิสัย ธรรมชาติของเสือโคร่งในไทย เช่น แหล่งอาหารของเสือโคร่ง หน้าแล้ง หน้าฝน เสือโคร่งจะล่าเหยื่อที่แตกต่างกัน ด้วยเหตุผลธรรมชาติ ปริมาณอาหารที่เสือกินแต่ละครั้งมีน้ำหนักกี่กิโลกรัม วิธีการล่าโจมตีเหยื่อ ที่เลือกตรงจุดไหนก่อน วิธีการส่งสัญญาณเพื่อแสดงอาณาเขตของตัวเองของเสือ  รวมทั้งพฤติกรรมอื่นๆ อีก ที่บางคนไม่เคยรับรู้มาก่อน
ในฐานะนักวิจัยที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับเสือมานานหลายสิบปี ดร.ศักดิ์สิทธิ์กล่าวว่า ได้วิจัยเสือโคร่งบริเวณสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ บริเวณห้วยขาแข้ง ในการทำงานกว่าจะได้ข้อมูลเสือโคร่งถือว่ามีความยากลำบากมาก เพราะต้องทำงานในป่าที่เป็นบ้านของเสือโคร่ง แต่การวิจัยเรื่องเกี่ยวกับเสือโคร่งนั้น มีผลพลอยได้ทำให้ได้ข้อมูลสัตว์ป่าหายากหลายชนิด และธรรมชาติของป่ามรดกโลกอีกมากมาย
เสือสำคัญอย่างไร? ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ชี้ว่า ที่ผ่านมาเมืองไทยยังไม่มีองค์ความรู้เรื่องเสือโคร่ง เลยคิดที่จะทำวิจัยเรื่องนี้ เพราะเสือเป็นสัตว์สำคัญ อยู่บนสุดของพีระมิดห่วงโซ่อาหารของสัตว์ป่า อยู่ในฐานะผู้ล่า ไม่ใช่ผู้ถูกล่า เสือจะอยู่รอดได้ก็ต้องมีฐานพีระมิดอาหารที่แข็งแรง ซึ่งหมายถึงต้องมีสัตว์กินพืช เพียงพอต่อการอยู่รอดของเสือโคร่ง และก็ต้องมีพืชที่สร้างอาหารให้กับสัตว์กีบมากมายเพียงพอที่จะทำให้สัตว์กีบสามารถเพิ่มพูนขยายพันธุ์พวกมันได้
ถ้าป่าแห่งไหนมีเสือโคร่งอยู่มาก ก็แสดงว่าในป่านั้นมีความสมบูรณ์ มีระบบนิเวศทางธรรมชาติที่ดี ซึ่งระบบนิเวศนี้เป็นพื้นฐานการอยู่อาศัยของสัตว์ป่า โดยสัตว์ป่าอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นวัวแดง กระทิง กวางป่า ลิง อีเห็น หมูป่า ฯลฯ ล้วนเป็นแหล่งอาหารของเสือทั้งนั้น ถ้าป่าไหนมีเสือชุกชุมก็แสดงว่าบริเวณนั้นมีสัตว์ป่าที่เป็นเหยื่ออาหารของเสืออยู่มากมาย ทำให้เสือสามารถขยายพันธุ์ เพิ่มประชากรได้ดี ดังนั้น โดยหน้าที่ในระบบนิเวศแล้ว เสือมีความสำคัญในการช่วยคัดเลือกพันธุ์ตามธรรมชาติ และมีส่วนสำคัญในการช่วยควบคุมประชากรสัตว์กีบ
“การศึกษาเรื่องเสือโคร่งครั้งนี้ ผมไม่อยากให้มองว่าเป็นการทำเพื่อรักษาอนุรักษ์เสือ แต่อยากให้มองว่าเป็นการรักษาระบบนิเวศ รักษาขนาดผืนป่า รักษาแหล่งน้ำ ต้นไม้ให้คงอยู่ การทำวิจัยเรื่องเสือจึงมีมิติมากกว่าการมองว่าทำเพื่ออนุรักษ์เสือเท่านั้น แต่การมีเสือหมายถึงการที่เราสามารถรักษาระบบนิเวศขนาดใหญ่ไว้ได้ให้ลูกหลานของเรา” ดร.ศักดิ์สิทธิ์กล่าว
ดร.ศักดิ์สิทธิ์บอกอีกว่า นอกจากนี้ การศึกษาเสือในพื้นที่ป่าตะวันตก ก็เพื่อให้รู้ว่าเสือกระจายอยู่ตรงจุดไหนบ้าง รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของจำนวนเสือธรรมชาติ ซึ่งแม้ว่าเสือออกลูกง่าย แต่การอยู่รอดได้ถึงเติบโตขึ้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แม้ก่อนหน้านี้จะเคยมีนักวิชาการประเมินว่ามีเสือโคร่งในประเทศไทยประมาณ 500-600 ตัว ซึ่งเป็นการศึกษาจากการตามรอยและสอบถามเจ้าหน้าที่ แต่ปัจจุบันนี้มีการประเมินใหม่ ที่ใช้วิธีการ Camera Trapping หรือการดักถ่ายภาพ
ผลจากการศึกษาพบว่า ป่าห้วยขาแข้งมีเสือหนาแน่น 3-4ตัวต่อ 100 ตารางกิโลเมตร หรือมีเสือโคร่งอยู่ประมาณ 100 ตัว ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่อื่นๆ ในเอเชีย ที่มีกระจายตัวของเสือโคร่ง ที่ห้วยขาแข้งมีความหนาแน่นของเสือสูงกว่ามาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่มีประชากรเสือโคร่งประมาณ 2 ตัวต่อ พื้นที่ 100 ตารางกิโลเมตร แต่ต่ำกว่าอินเดียที่มีเสือหนาแน่น มากกว่า  10 ตัวในพื้นที่ 100 ตารางกิโลเมตร
“การที่เสือจะรอดอยู่ได้จะต้องมีพื้นที่ป่ารองรับ จากการศึกษาพบว่าในผืนป่าตะวันตก เสือตัวผู้หนึ่งตัว จะต้องใช้พื้นที่ไม่น้อยกว่า 300 ตารางกิโลเมตร ถ้าป่ามีขนาดเล็กๆ เสืออยู่ไม่ได้ แต่ถ้าพื้นที่ไหนสมบูรณ์มากเสืออยู่ได้ถึง 3 ตัว”
ตามข้อมูลแผนปฏิบัติการอนุรักษ์เสือโคร่ง พบว่าเสือโคร่งกระจายอยู่ในบริเวณ 15 กลุ่มป่า ครอบคลุมพื้นที่คุ้มครองอย่างน้อย 50 แห่ง มีการแบ่งประชากรเสือโคร่งที่กระจายอยู่ในพื้นที่คุ้มครอง ประกอบด้วยอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเป็น 15 กลุ่มประชากร พบว่า ประชากรเสือโคร่งกลุ่มใหญ่ที่สุดของไทย อาศัยอยู่ผืนป่าตะวันตก ครอบคลุมพื้นที่ 18,727 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยพื้นที่อนุรักษ์รวม 17 แห่ง แบ่งเป็นพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 5 แห่ง คือ ทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันตกและตะวันออก ห้วยขาแข้ง เขาสนามเพรียง อุ้มผางและสลักพระ อุทยานแห่งชาติ 11 แห่ง คือ คลองลาน แม่วงก์ คลองวังเจ้า เขื่อนศรีนครินทร์ เฉลิมรัตนโกสินทร์ พุเตย เอราวัณ ไทรโยค เขาแหลม ลำคลองงู และทองผาภูมิ
ดร.ธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มาร่วมเสวนาในวันเปิดตัวหนังสือ “เสือ Now or Forever” กล่าวว่า เสือสำคัญอย่างไร ทำไมคนอยู่รอบๆ ป่าต้องศึกษาเรื่องเสือ เพราะเสือไม่มีความเกี่ยวข้องกับคนในเมืองโดยตรง แต่เกี่ยวข้องกับปริมาณสิ่งมีชีวิตในป่า เพราะมันจะควบคุมไม่ให้สัตว์ป่ามีประชากรเพิ่มหรือลดลงเกินไป หรือทำหน้าที่รักษาสมดุลของป่าและธรรมชาติ เราพบว่าการที่ระยะหลังมีโรคอุบัติใหม่เกิดขึ้น ก็เป็นผลมาจากธรรมชาติเสียสมดุล
จริงๆ แล้วเสือโคร่งในโลกนี้เหลืออยู่เพียง 13 ประเทศ เมื่อ 2 ปีที่แล้วประเมินว่าทั่วทั้งโลกน่าจะมีเสือโคร่งอยู่ประมาณ  3,200 ตัว อยู่ในประเทศไทยประมาณ 200-250 ตัว ซึ่งทำให้ประเทศไทยติด 1 ใน 5 ของโลก ที่มีประชากรเสือโคร่งในประเทศสูง ปัจจุบันธนาคารโลกเป็นห่วงเรื่องประชากรเสือโคร่งที่ลดลง เพราะมนุษย์บุกรุกทำลายป่า และล่าสัตว์ป่า ทางธนาคารโลกจึงให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งมาก มีการจัดประชุมใหญ่ระดับรัฐมนตรีประเทศต่างๆ ในเรื่องนี้ถึง 3 ครั้งด้วยกัน อย่างนายกรัฐมนตรีวลาดิมีร์ ปูติน ก็เคยมาร่วมประชุมเรื่องเสือที่จัดขึ้นที่ประเทศภูฏาน มีการผลักดันแผนการอนุรักษ์เสือโคร่งให้ประเทศที่เข้าประชุมนำไปปฏิบัติ
สำหรับประเทศไทย มีการทำแผนอนุรักษ์เสือโคร่ง 4 แผน คือ มีการนำดาวเทียมมาติดตามการบุกรุกทำลายป่า 1.ถ้าพบว่ามีการบุกรุกทำลายก็จะรีบส่งเจ้าหน้าที่เข้าไป 2.เพิ่มความสามารถการทำงานของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทั้งการรักษาป่า นำจีพีเอสมาตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ว่ามีการเดินป่า ดูแลรักษาผืาป่า โดยเฉพาะพื้นที่ติดต่อระหว่างผืนป่า หรือพื้นที่รอยต่อป่ากับประเทศเพื่อนบ้าน 3.ขณะนี้มีแผนระดับโลกที่หวังฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง ตั้งเป้าอีก 12 ปีข้างหน้า จะเพิ่มประชากรเสือโคร่งจาก 3,200 ตัว เป็น 7,000 ตัว ส่วนประเทศไทยก็หวังว่าจะสามารถเพิ่มประชากรเสือโคร่งได้อีก 100 ตัวด้วยเช่นกัน 4.ส่งเสริมให้ความรู้เรื่องเส้นทางธรรมชาติห้วยขาแข้ง ศึกษาเส้นทางเดินของเสือโคร่ง
ในฐานะผู้สนับสนุนหลักในการทำวิจัย สุรพงษ์ เอี่ยมจุฬา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานโครงการในประเทศ บริษัท  ปตท.สผ. กล่าวว่า แม้ ปตท.สผ.จะมีเจตนาทำธุรกิจเพื่อพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ใต้ดิน แต่แม้จะทำหน้าที่สำรวจหาแหล่งพลังงานป้อนประเทศ แต่เราก็ไม่ลืมการช่วยเหลือภาคสังคม และพยายามหาทางตอบแทนสังคม และพยายามทำอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุนการศึกษา ส่งเสริมมรดกโลก ศิลปวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ส่วนโครงการเสือ เป็นระยะที่ 2 แล้วที่ ปตท.สผ.ให้การสนับสนุน โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2549 ให้ทุนวิจัยครั้งแรกวงเงิน 4 ล้านบาท และในระยะที่ 2 นี้ตั้งแต่ปี 2555-2557 จะให้ทุนวิจัยอีก 10 ล้านบาท เพื่อผู้วิจัยจะได้ศึกษาเรื่องเสือโคร่งอย่างครบวงจรชีวิต ความเป็นอยู่
เกี่ยวกับ “เสือ” ผู้บริหาร ปตท.สผ.กล่าวว่า เสือเป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของป่าที่ถือว่าเป็นมรดกโลก เสือจึงเป็นทรัพย์สินของป่า การอนุรักษ์เสือโคร่งนอกจากจะเป็นการอนุรักษ์สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์แล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ผืนป่า ระบบนิเวศโดยรวม และสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ อีกด้วย เนื่องจากเสือโคร่งต้องอาศัยอยู่ในผืนป่าขนาดใหญ่ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งผืนป่านี้ให้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่มนุษย์ เป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยลดภาวะโลกร้อน ปตท.สผ.จึงให้การสนับสนุนการวิจัยเรื่องเสือโคร่งอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเป็นระยะที่ 2 แล้วที่ ปตท.สผ.ให้การสนับสนุน โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2549 ให้ทุนวิจัยครั้งแรกวงเงิน 4 ล้านบาท และในระยะที่ 2 นี้ตั้งแต่ปี 2555-2557 จะให้ทุนวิจัยอีก 10 ล้านบาท เพื่อผู้วิจัยจะได้ศึกษาเรื่องเสือโคร่งอย่างครบวงจรชีวิต ความเป็นอยู่ของเสือโคร่ง
“เราให้การสนับสนุนการวิจัย มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้าไปใช้ในงานวิจัย คือ การติดปลอกคอวิทยุติดตามตัวเสือโคร่งแบบส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม หรือ GPS Satlelite Collar เพื่อให้การเก็บข้อมูลเสือโคร่งมีประสิทธิภาพ ถูกต้องแม่นยำดียิ่งขึ้น ซึ่งข้อมูลนี้สามารถนำไปใช้ในการจัดการพื้นที่มรดกโลกได้ เช่น งานลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า งานวางแผนป้องกันการล่าสัตว์ขนาดใหญ่ รวมถึงงานฟื้นฟูแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร เพื่อจัดการประชากรสัตว์กีบ ซึ่งถือเป็นอาหารของเสือโคร่งในพื้นที่ป่ามรดกโลกได้อย่างดี”
นอกจากนั้น ปตท.สผ.จะร่วมกับสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มุ่งเน้นการให้ความรู้ และสร้างกระบวนการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องในโรงเรียน จัดหลักสูตรท้องถิ่นมรดกโลกศึกษา เพื่อให้ครูและนักเรียนรอบผืนป่ามรดกโลกห้วยขาแข้งเข้าใจถึงคุณค่าและความสำคัญของเสือโคร่งในห้วยขาแข้งอย่างลึกซึ้งและถูกต้อง เพื่อสร้างแนวร่วมในการอนุรักษ์ผืนป่าอย่างยั่งยืน
ในแผนการดำเนินงานขั้นต่อไป ดร.ศักดิ์สิทธิ์กล่าวเสริมว่า  “การดำเนินการศึกษาเสือโคร่งยังไม่เสร็จสิ้น เพราะเรามีโครงการที่จะศึกษาให้ครอบคลุมทั่วทั้งผืนป่ามรดกโลก ซึ่งจะทำให้ได้ความรู้เพียงพอ และเหมาะสมต่อการไปจัดการพื้นที่เพื่ออนุรักษ์เสือโคร่ง”.

/////////////////////////////////////////////////////////////

เกี่ยวกับตัวหนังสือ

ต่อจากนี้หนังสือ “เสือ Now or Forever” จะถูกจัดให้เป็นงานวิจัยที่นานาชาติให้การยอมรับ ในฐานะที่เป็นหนึ่งเดียวของงานวิจัยของไทย ที่รวบรวมข้อมูลทางนิเวศวิทยาและภาพถ่ายเสือโคร่งในประเทศไทยไว้มากที่สุด
ด้วยฝีมือการถ่ายภาพของ ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ ช่างภาพสัตว์ป่าอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ที่อุทิศชีวิตให้กับการบันทึกเรื่องราวสัตว์ป่ามายาวนาน ทำให้ผู้อ่านสามารถสัมผัสเสือโคร่งได้อย่างใกล้ชิดกว่าครั้งใดๆ และยังได้ปราบดา หยุ่น นักเขียนซีไรต์ มาช่วยออกแบบศิลปกรรมของหนังสืออีกด้วย
หนังสือเล่มนี้จะเผยให้เห็นการทำงานที่ยากลำบาก และที่สำคัญทำให้คนไทยได้รู้จัก “เสือโคร่ง” ของไทยดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้หรือตัวเมียดูตรงไหน รอยตีนซ้าย-ขวา หน้าหรือหลัง   ความยาว น้ำหนักตัว การพ่นปัสสาวะ หรือรอยข่วนตามต้นไม้ แบบไหน อย่างไร ถึงเป็นการทำเครื่องหมายแสดงอาณาเขตของตนเอง ห้ามตัวอื่นบุกรุกพื้นที่ อาหารของเสือโคร่งที่กิน ในมูลสัตว์ของเสือโคร่งนั้นมีอะไรบ้าง
ทั้งหมดนี้ถ่ายทอดเป็นเรื่องราว ภาพถ่ายที่สวยงาม น่าประทับใจ ทั้งตัวเสือโคร่งและภาพธรรมชาติผืนป่ามรดกโลก
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเจตนาความตั้งใจของผู้เขียน นักวิจัยเสือโคร่ง ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ ที่ตอบคำถาม ทำไมถึงตั้งชื่อหนังสือว่า “เสือ Now or Forever” ว่า “เป็นคำถามว่าเราจะให้เสือมีอยู่แค่วันนี้หรือจะให้มีมันอยู่ตลอดไป ถ้าให้มีมันก็หมายความว่าเราต้องรักษาป่า รักษาชีวิตระบบนิเวศให้ดี”
หนังสือเล่มนี้มีจำหน่ายที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป เช่น ร้านหนังสือนายอินทร์, ซีเอ็ด, ศูนย์หนังสือจุฬาฯ, คิโนะคุนิยะ, เอเชียบุ๊คส์, แพร่พิทยา, ศูนย์หนังสือ ม.เกษตรฯ, ไทยแลนด์ บุ๊ค ทาวเวอร์ ในราคาเล่มละ 1,500 บาท รายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายโดยไม่หักค่าใช้จ่าย ปตท.สผ.จะมอบให้กับมูลนิธิห้วยขาแข้ง เพื่อนำไปใช้ในงานวิจัยเรื่องเสือโคร่งและสัตว์ป่าหายากต่างๆ ในประเทศ.
“เป็นคำถามว่า เราจะให้เสือมีอยู่แค่วันนี้หรือจะให้มีมันอยู่ตลอดไป ถ้าให้มีมันก็หมายความว่าเราต้องรักษาป่า รักษาชีวิตระบบนิเวศให้ดี”

http://www.thaipost.net/sunday/251112/65669

25 November 2555 – 00:00

บริเวณห่างจากเกาะคลุ้ม หินลูกบาต ไปทางตะวันตก 2 ไมล์ ที่ความลึก 33 เมตร บริเวณหมู่เกาะช้าง อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด “เรือหลวงช้าง” เรือรบยกพลขึ้นบกที่เสริมเขี้ยวเล็บให้กองทัพเรือปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติมายาวนานด้วยสถิติ 49 ปี ซึ่งได้ปลดประจำการแล้ว จมลงพื้นที่ใต้ทะเลตราดอย่างสงบนิ่ง เพื่อรับใช้ชาติในบทบาทใหม่ เป็นแหล่งพลิกฟื้นคืนความสมบูรณ์ให้กับธรรมชาติของท้องทะเล เป็นบ้านให้ปลาและแนวปะการังเทียมจากโครงสร้างเรือขนาดใหญ่ที่มีความกว้าง 15 เมตร ยาว 100 เมตร สูงถึง 26 เมตร
และเป็นโครงการที่กองทัพเรือร่วมกับจังหวัดตราด สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด ดำเนินการนำเรือหลวงช้างมาทำหน้าที่ฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มีการตั้งคณะทำงานฝ่ายต่างๆ สำรวจหาสถานที่ที่เหมาะสม ภายใต้งบประมาณจากองค์การบริหารพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) โดยเคลื่อนย้ายเรือหลวงช้างจากฐานทัพเรือกรุงเทพ มายัง จ.ตราด
พลเรือตรี ประพฤติพร อักษรมัต เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ หนึ่งในลูกประดู่ที่ผูกพันกับเรือหลวงช้างมาก กล่าวว่า เรือหลวงช้างสร้างที่สหรัฐ และขึ้นระวางประจำการครั้งแรกกับฐานทัพเรือสหรัฐ ก่อนจะมาประจำการกองทัพเรือไทย พ.ศ.2505 เคยปฏิบัติภารกิจในสงครามเวียดนาม ปฏิบัติงานในแผนยุทธการบูโดบริเวณภาคใต้ของไทย สนับสนุนปฏิบัติการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน ที่สำคัญยังเป็นเรือใช้ฝึกนักเรียนนายเรือมาหลายยุคหลายสมัย และฝึกหลักสูตรสำคัญๆ ให้เข้มแข็งดุจสมอเรือ ตนก็เคยฝึกบนเรือรบหลวงช้างเป็นก้าวแรกของชีวิตราชนาวีที่ภาคภูมิใจ เรือหลวงช้างมีขนาดใหญ่เป็นเรือลำเลียงรถถัง รถยีเอ็มซี ยุทโธปกรณ์ และกำลังพล ปฏิบัติภารกิจเป็นเรือรบยกพลขึ้นบกได้เป็นกองร้อย เปรียบเสมือน “เรือครู”
วันนี้ปลดประจำการแล้ว ทางจังหวัดตราดประสานงานมายังกองทัพเรือเพื่อขอการสนับสนุน “เรือหลวงช้าง” ดำเนินโครงการ “เรือหลวงช้าง รักษ์ทะเลตราด” เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูแนวปะการังธรรมชาติได้ฟื้นสภาพ และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลเข้ามาหลบภัยอยู่อาศัยแพร่ขยายพันธุ์ รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวดำน้ำแห่งใหม่ของเกาะช้าง
“การนำเรือหลวงช้างลงสู่โลกใต้ทะเลเมื่อเช้าตรู่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2555 เป็นการต่ออายุราชการให้เรือหลวงช้างในฐานะแหล่งอนุรักษ์ทรัพยากรใต้สมุทรและแหล่งท่องเที่ยวใต้น้ำที่งดงาม ถือเป็นเรือรบหลวงขนาดใหญ่ที่สุดของไทยที่จมใต้ทะเล เป็นเรือประวัติศาสตร์ผ่านสมรภูมินับครั้งไม่ถ้วน รับใช้ราชนาวีมากว่า 49 ปี ก็ฝากชาวตราด และนักท่องเที่ยว นักดำน้ำดูแลเรือช้างที่ตอนนี้ทำหน้าที่ปกปักรักษาทะเลต่อไปด้วย” พลเรือตรีประพฤติพรกล่าวย้ำถึงสิ่งที่กองทัพเรือทำในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลอย่างตั้งอกตั้งใจ ทั้งยังเชิญชวนให้นักดำน้ำดำดิ่งไปสำรวจเรือหลวงช้างใต้น้ำอย่างภาคภูมิใจอีกด้วย
เป้าหมายสำคัญของการนำเรือหลวงช้างจมลงใต้ทะเลเกาะช้างเป็นการสร้างแนวปะการังเทียม ในประเด็นนี้ พลตรีหญิงจรัสพิมพ์ ธีรลักษณ์ ผู้จัดการพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง อพท. กล่าวบนเรือช้างในพิธีจมเรือว่า เรือยกพลขึ้นบกลำนี้ขึ้นทะเบียนในชื่อของ “เรือหลวงช้าง” หมายเลข 712 ซึ่งหมายถึงเกาะช้าง จ.ตราด ตามระเบียบการตั้งชื่อเรือหลวงของกองทัพเรือ เรียกชื่อเรือที่ใช้ปฏิบัติภารกิจโดยใช้ชื่อเกาะใหญ่ๆ ที่สำคัญเป็นหลักเกณฑ์ในการตั้งชื่อ หลังปลดประจำการจึงประสานกองทัพเรือดำเนินโครงการดังกล่าวเพื่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวทางแห่งใหม่ลดการทำลายแนวปะการังธรรมชาติที่กำลังฟื้นตัวจากเหตุการณ์ปะการังฟอกขาว พ.ศ. 2553 ปีนี้กองทัพเรือได้มอบเรือหลวงช้าง ซึ่งปลดประจำการเป็นเรือช้าง ส่งมอบให้จังหวัดตราดเพื่อปฏิบัติภารกิจใหม่ที่ยิ่งใหญ่เหมือนได้พาเรือช้างกลับบ้าน
“เรือช้างกลายเป็นบ้านปลาขนาดใหญ่ เป็นแนวปะการังเทียม ลดแรงกดดันจากนักดำน้ำต่อแนวปะการังในท้องทะเลตราด โดยเฉพาะแหล่งดำน้ำในหมู่เกาะรังก็ได้พักฟื้น จากนี้ไปตัวอ่อนปะการังจะมายึดเกาะตัวเรือและโครงสร้างของเรือพัฒนาเป็นแนวปะการังธรรมชาติในที่สุด ขณะนี้แนวปะการังที่เสียหายจากการฟอกขาว 2 ปีก่อนเริ่มฟื้นตัว เกิดการงอกใหม่ ต้องมีแนวทางดึงนักดำน้ำออกมาจากแนวปะการังธรรมชาติ การเปิดแหล่งดำน้ำแห่งใหม่ ดึงคนมาบริเวณหินลูกบาต ซึ่งเรือช้างจมอยู่ในพื้นที่เป็นแนวทางหนึ่ง” พลตรีหญิงจรัสพิมพ์กล่าวถึงการผลักดันให้เกาะช้างก้าวสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ลดการคุกคามระบบนิเวศแนวปะการังจากกิจกรรมมนุษย์
ภายในปีนี้ ผจก.สพพ.1 (อพท.) เผยมีโครงการจะทำซั้งเป็นบ้านปลาและแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำเป็นซั้งทำจากเชือกจำนวน 100 ต้น และซั้งจากวัสดุธรรมชาติตามภูมิปัญญาชาวประมงอีก 20 ต้น ทั้งหมดจะวางโดยรอบเรือช้าง ก็ชวนชาวเกาะช้างใต้ร่วมปฏิบัติเพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม เพราะท้องถิ่นก็รับประโยชน์ด้วย ช่วยแพร่ขยายพันธุ์สัตว์ทะเล เป็นแหล่งอาหารในจังหวัด
เป็นที่ทราบกันว่าเกาะช้างเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม มีความต้องการด้านการท่องเที่ยวมากส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำเกิดความเสื่อมโทรม มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องฟื้นฟูคุณภาพน้ำและรักษาระบบนิเวศ นาวาโทสมบัติ บุญเกิดพานิช นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดตราด กล่าวยอมรับผลกระทบด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่แนวปะการัง โดยระบุการท่องเที่ยวเกาะช้างสร้างรายได้ให้จังหวัด 600 ล้านบาทต่อปี มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติเดินทางมาไม่ขาดสาย สิ่งที่น่ากังวลคือคุณภาพน้ำ
นายกสมาคมฯ ระบุผลจากกิจกรรมดำน้ำมีเรือปริมาณมากเกินไปในพื้นที่แนวปะการัง แรงขับดันน้ำจากเครื่องยนต์ทำให้น้ำขุ่น และเกิดตะกอนเกาะปะการัง ซึ่งมีระบบนิเวศเปราะบางมาก ทำให้การฟื้นตัวช้าบวกกับปะการังฟอกขาวปี 53 จึงเสียหายมาก นอกจากปล่อยให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ ก็ต้องแก้ปัญหาลดผลกระทบจากกิจกรรมท่องเที่ยว การจมเรือช้างเป็นการเบิกทางอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเล สร้างจุดดำน้ำลึกเพิ่ม ถือเป็นแหล่งประการังเทียมน้ำลึกแห่งแรก ต่อไปก็เป็นบ้านของสัตว์น้ำ ทำให้มีประชากรสัตว์น้ำเพิ่มมากขึ้น  รักษาระบบนิเวศให้ดีขึ้น
“ตอนนี้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวมีแนวคิด แนวปฏิบัติ รู้คุณค่าในสิ่งที่มีอยู่ ไม่สร้างโครงสร้างขนาดใหญ่เพิ่มเติม พยายามทานการเกิดใหม่ของโรงแรมและรีสอร์ตขนาดใหญ่ที่จะทำให้สภาพแวดล้อมและธรรมชาติเกาะช้างเปลี่ยนสภาพไปจากเดิมมากกว่านี้ ก็เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมจากคนในพื้นที่ ผู้ประกอบการ และหน่วยงานรัฐ แล้วก็ปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น ฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมให้ดีขึ้น” นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดตราด กล่าวถึงหัวใจสำคัญการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนทุกภาคีต้องช่วยกันรักษาสมดุล ดูแลธรรมชาติไม่ให้ถูกทำลาย เช่นเดียวกับวันนี้ ที่เรือหลวงช้างที่ลงสู่พื้นท้องทะเลทำหน้าที่รักษาทะเลตราดต่อไป.

http://www.thaipost.net/sunday/251112/65670

25 November 2555 – 00:00

ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่สำคัญในช่วงห้าปีที่ผ่านมาของพื้นที่ภาคเหนือตอนบน  8 จังหวัด เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำปาง ลำพูน แพร่ และน่าน คือ การเผชิญปัญหาหมอกควันและมลพิษทางอากาศอย่างรุนแรง โดยแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศที่สำคัญมาจากการเผาในที่โล่ง ไฟป่า การเผาในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรม มลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมและยานพาหนะ
เฉพาะ จ.เชียงใหม่ มีพื้นที่ประมาณ 13,809,710 ไร่ จากข้อมูลเดิมที่ส่วนราชการรายงานจำนวนพื้นที่ที่เกิดไฟป่า 12,000  ไร่ แต่จากการศึกษาโดยการแปลภาพถ่ายดาวเทียมของ ดร.ศุทธินี ดนตรี พบว่า พื้นที่ที่เกิดไฟขึ้นในปี 2550 มีถึง 2,652,285 ไร่ และปี 2553 2,962,329 ไร่ ตัวเลขพื้นที่เกิดไฟแตกต่างกันมาก  ข้อมูลและความรู้ใหม่ดังกล่าว นอกจากจะแสดงถึงความรุนแรงของปัญหาแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นทิศทางการจัดการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีมาตรการดำเนินงานใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาข้อเท็จจริง
นับจากปี 2550 ปัญหาหมอกควันและไฟป่าให้บทเรียน และข้อจำกัดในการแก้ไขปัญหา แน่นอนว่าการบริหารจัดการของรัฐเพียงฝ่ายเดียวไม่มีทางที่จะแก้ไขปัญหาของจังหวัดเชียงใหม่ได้   ขณะที่องค์กรชุมชนที่ลุกขึ้นมามีสำนึกสาธารณะร่วมจัดการป่า จัดการไฟป่าอย่างแข็งขันก็มีจำนวนไม่มากพอ ในหลายพื้นที่ หลายหมู่บ้านต้องเผชิญกับแรงกดดันที่มากขึ้น ชาวบ้านเริ่มละเมิดกติกาชุมชนมากขึ้น ต้องการปลูกพืชเพื่อตอบสนองรายได้มากขึ้น รุกป่ามากขึ้น มีเทคโนโลยีการทำลายป่าที่เหมาะสมมากขึ้น รู้เท่าทันรู้วิธีหลบหลีกการจับกุมจากเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น
แม้หลายฝ่ายเริ่มยอมรับและตระหนักร่วมกันว่า ความเป็นไปได้ที่จะแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันของเชียงใหม่ได้นั้น จะต้องทำให้ชุมชนซึ่งอยู่ใกล้ชิดพื้นที่ป่า 1,350  ชุมชน จากชุมชนทั้งหมด 2,066 ชุมชน ให้สามารถการบริหารจัดการไฟป่า จัดการป่าร่วมกับภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันอย่างมีประสิทธิภาพ
มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เครือข่ายเชียงใหม่จัดการตนเอง ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ และสถานีควบคุมไฟป่าดอยอินทนนท์ จึงร่วมกันจัดศึกษาดูงานเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการจัดทำแผนความร่วมมือสนับสนุนการดำเนินการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันของชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 21 พ.ย.2555 ณ ชุมชนบ้านแม่เตี๊ยะใต้ ต.สบเตี๊ยะ และบ้านเมืองอาง ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่
เดโช ไชยทัพ ผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาที่ยั่งยืน และผู้ประสานภาคีความร่วมมือแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน เชียงใหม่ เล่าถึงการเตรียมความพร้อมกับสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน ว่า  จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการขับเคลื่อนความร่วมมือพลังชุมชนสร้างความร่วมมือจากชาวบ้านในชุมชนให้สามารถเฝ้าระวัง ป้องกัน ดำเนินการจัดการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการส่งเสริมองค์ความรู้ บทบาทและพัฒนาศักยภาพในท้องถิ่นให้กับเครือข่ายต่างๆ
“โดยเฉพาะต้องสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ และประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการลดไฟป่า ลดหมอกควัน สร้างกลไกในการเชื่อมโยง จัดตั้งกองทุนในการบริหารจัดการ หาทางออกในการแก้ไขปัญหาในระยะยาว พัฒนาเข้าสู่นโยบายสาธารณะ และควรขยายความร่วมมือจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องการจัดการไฟป่าไปสู่ความร่วมมือในระยะยาวในมิติต่างๆ เช่น การพัฒนาอาชีพ การเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงระบบต่อภาครัฐ” เดโชกล่าว
จากการทำงานมาอย่างเนื่องของมูลนิธิพัฒนาที่ยั่งยืน พบว่า มีชุมชนหลายแห่งลุกขึ้นมาจัดการไฟป่าได้อย่างเหมาะสม  เช่น บ้านเมืองอาง หนึ่งในชุมชนที่ทางคณะดูงานได้มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้ โดย วัชรินทร์ พจนบัณฑิต ประธานคณะกรรมการหมู่บ้านเมืองอาง เล่าถึงประสบการณ์ตั้งแต่อดีตของชุมชนที่ได้เรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ในการจัดการไฟป่ามาจนถึงปัจจุบัน เดิมชุมชนบ้านเมืองอางทำไร่หมุนเวียนโดยไม่มีการจัดการควบคุมดูแลไฟทำให้ไฟที่เกิดจากการเผาไร่ลามเข้าสู่พื้นที่ป่า ส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากการจุดไฟเพื่อหาของป่าและล่าสัตว์และการกลั่นแกล้งเองของทั้งคนในชุมชนและนอกชุมชน จนชุมชนได้ข้อสรุปว่า การปล่อยให้ไฟเกิดขึ้นนั้น เป็นปัญหามากกว่าผลดี ผลกระทบที่เห็นได้ชัดและเป็นแรงจูงใจทำให้หันมาดูแลจัดการไฟป่าร่วมกัน คือ น้ำในลำห้วยเริ่มแห้ง และต้นไม้ใหญ่ถูกทำลายไป สัตว์ป่าไม่มีแหล่งที่อยู่และแหล่งอาหาร
วัชรินทร์บอกว่า ชุมชนริเริ่มจัดการไฟป่าในรูปแบบอย่างเป็นทางการปี 2539 เข้าร่วมเรียนรู้กับเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ (คกน.) มีกิจกรรมการดูแลจัดการไฟป่าที่สำคัญ เช่น การทำแนวกันไฟล้อมรอบผืนป่า ลาดตระเวนตรวจตราแนวกันไฟ และการเข้าไปดับไฟในกรณีที่เกิดไฟป่า ประกอบกับภายหลังชุมชนได้ยกเลิกระบบการผลิตแบบไร่หมุนเวียนไปจำนวนหนึ่ง และพื้นที่ไร่ข้าวที่เหลืออยู่ก็กำหนดกติกาการควบคุมไฟไม่ให้ลามออกนอกพื้นที่ไร่มากขึ้นส่งผลให้ป่าฟื้นฟูได้เองตามธรรมชาติ
“ผลที่เห็นได้ชัดคือ น้ำได้ลำห้วยอุดมสมบูรณ์ขึ้น และจากผลที่ชุมชนดูแลจัดการป่าและไฟป่านั้นสิ่งหนึ่งที่ชาวบ้านเห็นผลชัดเจนคือสภาพป่าที่เคยเป็นป่าหญ้าคาได้ฟื้นฟูกลับมามีต้นไม้และคืนสภาพเป็นป่ามากขึ้น บ้านเมืองอางมีป่าเต็งรัง-ป่าเบญจพรรณ และอีกประเภทป่าดิบเขา ชุมชนกำหนดรูปแบบการจัดการไฟไว้ ทั้งดับไฟ ทำแนวกันไฟ และลาดตระเวนแนวกันไฟ เวลาทำแนวกันไฟ ชาวบ้านแต่ละหย่อมบ้านจะช่วยกัน จะมีเจ้าหน้าที่ของหน่วยจัดการไฟป่าดอยอินทนนท์เข้าร่วม เริ่มทำตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ระยะทำแนวกันไฟเริ่มจากแนวที่หน่วยจัดการไฟป่าดอยอินทนนท์เป็นเจ้าภาพ มีตัวแทนชุมชนเข้าร่วม เข้าสู่หมู่บ้านวางตัวตามสันเขาผ่านแต่ละบ้าน รวมระยะทางทำแนวกันไฟ18.5 กิโลเมตร” วัชรินทร์ให้ภาพการทำงาน
ปัจจุบันยังมีชุมชนอีกจำนวนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาจัดการไฟป่าได้เป็นอย่างดี และสามารถประสานจัดทำแผนงานร่วมกับหน่วยงานราชการและท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม มีองค์ความรู้ในการจัดการที่หลากหลาย แต่ชุมชนเหล่านั้นยังมีอยู่ไม่มากพอ และไม่ได้รับการสนับสนุนเพื่อการขยายผลอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการสนับสนุนจากภาคธุรกิจ เอกชนและคนในเมือง ซึ่งต้องพัฒนาความเข้าใจ ความร่วมมือ เพื่อลดช่องว่างสร้างช่องทางร่วมกันรับผิดชอบแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันระหว่างภาคเมืองและภาคชนบทอย่างเป็นรูปธรรม
อีกความเคลื่อนไหวเวลานี้ ภาคธุรกิจและเอกชน ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติหมอกควันสูญเสียรายได้พยายามสร้างแนวทางสนับสนุนการจัดการไฟป่าของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นตามแนวคิด “ความรับผิดชอบร่วม” และ “การพัฒนาระบบสนับสนุน” แม้ว่าจะยังอยู่ในการพัฒนาความร่วมมือ แต่เป็นความหวังหนึ่งช่วยกันลดปัญหาไฟป่าหมอกควันอย่างเป็นระบบ.

http://www.thaipost.net/sunday/181112/65321

18 November 2555 – 00:00

ปัจจุบันมีองค์กรภาคเอกชนขนาดใหญ่หลายแห่งตื่นตัวต่อเรื่องความรับผิดชอบทางสังคม โดยมุ่งเน้นไปที่ประเด็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นอันดับต้นๆ เรื่องการประหยัดพลังงานก็ถือเป็นแนวทางหนึ่งสำหรับการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาคารก่อสร้างสมัยใหม่นอกจากมีรูปทรงที่ตอบสนองความต้องการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากที่สุดแล้ว ยังต้องคำนึงถึงเรื่องประหยัดพลังงาน โดยหันไปใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย
เทสโก้ อคาเดมี ศูนย์พัฒนาทรัพยากรบุคคลแห่งแรกของเทสโก้ กรุ๊ป ประจำภูมิภาคเอเชีย ที่ตั้งอยู่บนเกาะมุยอิ เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ ถือเป็นต้นแบบอาคารประหยัดพลังงานที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีค่าเป็นศูนย์ หรือ Zero carbon ตามโครงการสีเขียวของเทสโก้ กรุ๊ป ที่ตั้งเป้าลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 50% ภายในปี 2563 ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2549
เมื่อเร็วๆ นี้ เทสโก้ โลตัส (ประเทศไทย) นำผู้สื่อข่าวเยี่ยมชม “เทสโก้ อคาเดมี” ประเทศเกาหลีใต้ ที่เพิ่งเปิดใช้งานอาคารเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 ศูนย์ฝึกอบรมพนักงานแห่งนี้อยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติอินชอน ประมาณ 30 นาที นั่งเรือข้ามมายังเกาะมุยอิ เมืองอินชอน ก็พบกับอาคารที่มีการนำเทค
โนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการออกแบบและก่อสร้างเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยใช้งบประมาณ 1,500 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงแต่สามารถใช้งานในการฝึกอบรมพนักงานเท่านั้น แต่ยังเป็นอาคารที่มีความสะดวกสบายเปรียบเสมือนโรงแรมหรู ซึ่งมีทั้งห้องประชุมหลากหลายรูปแบบ ห้องพัก ห้องอาหาร ห้องทำกิจกรรมสันทนาการ และห้องออกกำลังกาย เป็นต้น
วิธีการที่จะบรรลุเป้าหมายซีโร่คาร์บอนได้ก็คือ ลดการใช้พลังงานให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และชดเชยด้วยการใช้พลังงานที่เหลือด้วยแหล่งพลังงานทดแทน เช่น ระบบโซลาร์เซลล์ ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ทำน้ำร้อน และเครื่องสูบน้ำร้อนจากใต้ดิน เป็นต้น
จุดเด่นที่สะดุดตามากที่สุดสำหรับอาคารเทสโก้ อคาเดมี คือ แผงโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมแทบทุกพื้นที่ โดยเฉพาะส่วนชั้นบนของอาคาร หรือที่เรียกว่า โซลาร์ฟาร์ม มีพื้นที่กว่า 7,160 ตารางเมตร สามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้งานภายในศูนย์ได้ถึง 50-80 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณไฟฟ้าที่ต้องใช้ทั้งหมด ซึ่งมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เท่ากับการปลูกต้นไม้ 180,000 ตันต่อปี
ส่วนภายในอาคารออกแบบก่อสร้างที่มุ่งประหยัดพลังงานทั้งสิ้น เริ่มจากเพิ่มฉนวนความร้อนที่หลังคาป้องกันความร้อนภายนอก ระบบระบายอากาศผสมผสาน การอาศัยแสงสว่างจากธรรมชาติ หน้าต่างลาดเอียงโลหะบังแสงอาทิตย์ ส่วนการจัดการพลังงานทั้งตัวอาคารควบคุมด้วยอุปกรณ์และแสงโดยอัตโนมัติ มีการตัดไฟในช่วงการใช้งานสูงสุด หลอดไฟแอลอีดี ระบบแลกเปลี่ยนความร้อนของระบบแอร์ ห้องน้ำที่ควบคุมแสงสว่าง ไฟจะเปิดเมื่อล็อกกลอนประตูห้องน้ำแล้ว ห้องน้ำชายมีโถส้วมประหยัดน้ำ และโถปัสสาวะที่ไม่ต้องใช้น้ำ แต่มีสารเคมีพิเศษเคลือบทำความสะอาดแทนน้ำ เป็นต้น
นอกจากนี้ พลังงานไฟฟ้าที่ได้จากแผงโซลาร์เซลล์ยังนำไปใช้กับรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า มีระบบชาร์จรถด้วยไฟฟ้าไว้บริการ มีระบบประเมินคุณภาพอากาศข้างใน และเครื่องตรวจวัดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในที่จอดรถ มีระบบคัดแยกขยะเพื่อนำกลับไปใช้อีกครั้ง น้ำดื่มสำหรับพนักงานที่จะได้รับกระบอกน้ำประจำตัวเพื่อประหยัดขวดพลาสติก ผู้เข้าอบรมสามารถรับบริการจุดน้ำดื่มที่มีอยู่ทั่วทั้งอาคาร
ตลอดจนการจัดห้องประชุมกลางแจ้งท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีต้นไม้ร่มรื่นและอยู่ริมชายทะเลเพื่อให้ผู้อบรมรู้สึกผ่อนคลายพอล เบสท์ ผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรม เทสโก้ อคาเดมี กล่าวว่า ในแต่ละปี เทสโก้ อคาเดมีได้ให้การอบรมพนักงานจำนวน 24,000 คน ที่มาจากประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาคเอเชีย เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในประเทศเกาหลีใต้ ไทย มาเลเซีย จีนและอินเดีย ซึ่งมีจำนวนพนักงานรวมกันถึง 120,000 คน ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับคำแนะนำ พบปะแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนร่วมงานจากหลากหลายประเทศทั่วโลก โดยจะได้รับการอำนวยความสะดวกด้วยการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่า SMART, ระบบอี-เลิร์นนิง และแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้สามารถดาวน์โหลดข้อมูลประกอบการฝึกอบรม และแบ่งปันประสบการณ์ผ่านบล็อกได้ทุกที่ทุกเวลา
ระดับพนักงานที่จะได้เดินทางมายังศูนย์ฝึกอบรมแห่งนี้เป็นระดับผู้จัดการร้าน ผู้อำนวยการ รวมทั้งระดับผู้บริหาร เป็นต้น สำหรับผู้บริหารนั้นได้จัดห้องประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เมื่อต้องประชุมในแต่ละสาขาหากต้องเข้ามายังศูนย์ฝึกอบรม ตลอดจนการให้วิทยากรจัดฝึกอบรมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์มายัง เทสโก้ อคาเดมีเพื่อประหยัดเวลาในการเดินทาง
“การประหยัดพลังงานในขณะฝึกอบรมก็ยังมีเช่น ใช้ผนังห้องที่ออกแบบพิเศษเหมือนกระดานไวต์บอร์ดเขียนแล้วลบได้โดยไม่ต้องใช้กระดาษ ที่พิเศษก็คือ มีระบบโปรเจ็กเตอร์ตรวจจับภาพบันทึกข้อมูลและเปิดให้ผู้ฝึกอบรมดาวน์โหลดไปศึกษา ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยลดกระดาษซึ่งในงานฝึกอบรมสัมมนาที่ต้องใช้เอกสารจำนวนมาก” พอล เบสท์ กล่าว
ขณะนี้ เทสโก้ โลตัส (ประเทศไทย) ก็มีแผนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยเช่นกัน โดยจะเริ่มต้นที่ร้านสีเขียว บางพระ ชลบุรี เป็นสาขาต้นแบบผลิตพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์เซลล์ และระบบขนส่งที่ทดลองใช้น้ำมันไบโอดีเซลและกระตุ้นให้ลูกค้าหันมาใช้ถุงผ้า ด้วยการแจกแต้มคลับการ์ดเพื่อลดใช้ถุงพลาสติก.

http://www.thaipost.net/sunday/181112/65383

18 November 2555 – 00:00

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นที่ปรึกษาดำเนิน โครงการติดตามประเมินผลและการรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2555 ทั้งนักวิทยาศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ รายงานว่า คุณภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติในไทยมีการเปลี่ยนแปลงทั้งที่ดีขึ้นและเสื่อมโทรมลงรวดเร็ว
นอกจากนี้ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่สำคัญช่วงระหว่างปี 2554 ถึงกลางปี 2555 มหาอุทกภัยนับเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ขณะที่สถานการณ์หมอกควันและไฟป่า โดยเฉพาะในแถบภาคเหนือมีความรุนแรงมากช่วงต้นปีนี้ มีรายงานว่าบางเวลาบางพื้นที่มีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินเกณฑ์มาตรฐานเกือบ 4 เท่า ตลอด 24 ชั่วโมง ในส่วนสถานการณ์การลักลอบค้าสัตว์ป่าและพืชป่าผิดกฎหมาย น่าเศร้า พบว่ามีคดีสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไม้พยูง กล้วยไม้ป่า งาช้าง เสือ เต่า ตัวนิ่ม นกกรงหัวจุก ทั้งขายในประเทศและใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่านในการส่งออกตลาดมืด
คุณภาพสิ่งแวดล้อมหลายสาขามีสัญญาณยืนยันจากร่างรายงานสถานการณ์คุณภาพส่งแวดล้อม 2555 ว่า แม้ดิน น้ำ อากาศ สิ่งมีชีวิตพืชและสัตว์ในประเทศจะมีกฎหมายคุ้มครองดูแล รวมถึงนโยบาย มาตรการ และแผนการอนุรักษ์ ก็ยังโดนมนุษย์กระทำและภัยธรรมชาติเล่นงาน และการพัฒนาที่ไม่ให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติตกที่นั่งลำบากอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ดร.สราวุธ ศรีทองอุทัย นักวิทยาศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอข้อเท็จจริงจากร่างรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม 55 ในการประชุมเชิงปฏิบัติการร่างรายงานฯ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า
“สิ่งมีชีวิตของไทยเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์จำนวนมาก เพราะถิ่นที่อยู่อาศัยถูกทำลาย ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ”
ข้อมูลจากรายงานระบุว่า ไทยยังสูญเสียพื้นที่ป่าไม้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีป่าไม้เพียง 99.2 ล้านไร่ หรือร้อยละ 30.9 ของพื้นที่ทั้งหมด ปี 2554 พบการบุกรุกพื้นที่ป่าใหม่ 44,110 ไร่ บุกรุกทำลายป่าพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 16,645 ไร่ และป่าชายเลน 309  ไร่ รวมทั้งสิ้น 61,063 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2552 กว่า 26% แต่ขณะเดียวกันทั้งรัฐและเอกชนร่วมปลูกป่าทดแทนป่าที่ถูกทำลายและป่าที่เสื่อมสภาพ ปีที่แล้วพื้นที่ป่าปลูกเพิ่มขึ้น 58,916 ไร่
ดร.สราวุธกล่าวว่า การคุกคามพื้นที่ชุ่มน้ำยังเป็นประเด็นสำคัญในการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ เกิดจากการพัฒนาโครงการที่มุ่งทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำ มีการขุดลอก ถม  สร้างสิ่งปลุกสร้างในหลายพื้นที่ พรุถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตร ชายหาดและหมู่เกาะโดนบุกรุกสร้างสถานที่ท่องเที่ยว ป่าชายเลนเปลี่ยนเป็นนากุ้ง ท่าเทียบเรือ ถนน ส่วนแนวปะการังและแหล่งหญ้าทะเลเสื่อมโทมลงผลกระทบจากกิจกรรมบนชายฝั่งและการท่องเที่ยวขาดความรับผิดชอบ พื้นที่ชุ่มน้ำลดลงและเสื่อมโทรม รวมทั้งระบบนิเวศแนวปะการังถูกคุกคามจากภัยธรรมชาติและมนุษย์ เหตุการณ์ปะการังฟอกขาวสองปีก่อน พบว่าปัจจุบันยังอยู่ในขั้นเสียหายถึงเสียหายมาก
นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ยังกล่าวอีกว่า สัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากเครื่องมือประมง การเจ็บป่วย และขยะทะเล ปี 2554 พบสัตว์ทะเลเกยตื้นทั้งหมด 258 ตัว เป็นเต่าทะเล โลมาและวาฬ และพะยูน จำนวน 111, 135 และ 12 ตัว ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์พบว่า มีแนวโน้มสูญเสียชนิดพันธุ์เหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกปี
เช่นเดียวกับการลักลอบค้าสัตว์ป่าและพันธุ์พืชก็ยังคงเป็นปัญหา เป็นธุรกิจตลาดมืดที่สร้างผลกำไรสูงให้อาชญากรผู้ลักลอบค้า โดยไทยเป็นแหล่งการค้าสัตว์ป่าจุดใหญ่ในภูมิภาคนี้ จากข้อมูล ปี 2554 มีการจับกุมคดีค้าสัตว์ป่าในไทยจำนวน 528 คดี ซากสัตว์ป่า 1,631 ตัว ในขณะที่ปี 2555 ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2554 ถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2555 มีการจับกุมการกระทำผิดเกี่ยวกับสัตว์ป่าไปแล้ว 587 คดี สูงกว่าจำนวนคดีของทั้งปีที่ผ่านมา ซากกว่า 3,000 ตัว มูลค่าความเสียหายของรัฐ 8.4 ล้านบาท   แต่คุณค่าทางระบบนิเวศมันมากมาย เพราะเป็นปัจจัยสำคัญรักษาสมดุลธรรมชาติ แล้วยังพบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่าไม้พะยูงเป็นไม้ที่มีการลักลอบตัดในประเทศและส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างมาก ต้องปรับกฎหมายให้ทันสถานการณ์ปัจจุบันและมีโทษรุนแรงมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ จากการติดตามประเมินผลของมาตรการและแผนอนุรักษ์ พบว่า หลายตัวชี้วัดไม่บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นการประกาศคุ้มครองแหล่งหญ้าทะเลและพะยูน การเสนอพื้นที่ชุ่มน้ำขึ้นทะเบียนพื้นที่ที่มีความสำคัญระหว่างประเทศเพิ่มเติม รวมถึงการคุ้มครองชนิดพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์ให้มีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น อีกตัวคือ การคุ้มครองและฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ
สถานการณ์น้ำเป็นอีกเรื่องที่ ดร.สราวุธ เปิดเผยผ่านร่างรายงาน โดยบอกว่า ปริมาณน้ำฝนของไทยมีความผันผวน แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะยาว และในช่วง 6 ปีมานี้ ปริมาณฝนสะสมรายปีเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.5 ส่วนปี 2554 ไทยมีปริมาณน้ำสูงสุดในรอบ 61 ปี จากอิทธิพลปรากฏการณ์ “ลานีญา” มีพายุ 5 ลูก ส่งผลปริมาณฝนสะสมปีที่แล้วสูงกว่าปี 2553 ถึงร้อยละ 27 เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น 1.4 ล้านบาท เป็นความเสียหายทางสิ่งแวดล้อม 551 ล้านบาท
ส่วนปี 2555 ปริมาณฝนและปริมาณการกักเก็บน้ำของไทยลดลง เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปี 2554 มีปริมาณน้ำที่กักเก็บได้ในอ่างลดลงทุกภาค ยกเว้นตะวันตกที่สูงขึ้น ผลจากฝนน้อยกว่าบวกกับการจัดการน้ำในอ่างขนาดใหญ่เร่งระบายน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝนป้องกันน้ำท่วมในปีนี้ แต่ปัญหาในอนาคตไทยเสี่ยงสูงที่จะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เพราะความต้องการใช้น้ำสูง ในทางกลับกัน ปัญหาน้ำท่วมมีความไม่แน่นอนมาก เพราะช่วงปี 2545-2553 เกิดน้ำท่วมเพิ่มขึ้นและรุนแรงมากขึ้น   ในปี 2552 และ 2553 มีเหตุการณ์น้ำท่วมถึง 11 ครั้ง ขณะที่ปี 2554 ลดลงเหลือ 7 ครั้ง แต่ท่วมบริเวณกว้าง ท่วมนานเสียหายมหาศาล
ขณะเดียวกันนักวิชาการอีกรายที่เข้ามาร่วมนำเสนอร่างนี้ในสาขาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน คือ ผศ.ดร.ชนาธิป ผาริโน คณะวิศวกรรมศาสตร์ เธอบอกว่า ไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับที่ 31 ของโลก มีอัตราปล่อยก๊าซเพิ่มขึ้นทุกปีในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 3.8 ต่อปี จากการประเมินอุณหภูมิพบว่า อุณหภูมิเฉลี่ย อุณหภูมิสูงสุดและต่ำสุดเฉลี่ยของไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่วนในปี 2554 สภาพภูมิอากาศผันแปรผิดไปจากปกติมาก ช่วงฤดูร้อนไม่ร้อนมาก หลายพื้นที่มีอุณหภูมิต่ำสุดต่ำกว่าสถิติเดิม ปีที่แล้วยังได้รับผลกระทบจากพายุหมุนเขตร้อนถึง 5 ลูก
“ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และความสมดุลของระบบนิเวศ ปริมาณฝนมากขึ้นส่งผลเสี่ยงน้ำท่วมสูงขึ้น ส่วนใหญ่จะเกิดในพื้นที่ภาคกลาง ส่วนภาคใต้และอีสานเสี่ยงภัยดินถล่ม ภัยแล้งส่วนใหญ่จะเกิดในภาคอีสาน ที่น่ากังวล การกัดเซาะชายฝั่ง การรุกล้ำของน้ำทะเล ทำให้สูญเสียพื้นที่ อย่าง สมุทรปราการ กัดเซาะชายฝั่งไปหลายร้อยตารางกิโลเมตร ที่เราเห็นอยู่ขณะนี้ ส่วนสัตว์และพืชบางชนิดมีปริมาณลดลงหรือบางชนิดอาจจะสูญพันธุ์” ผศ.ดร.ชนาธิปกล่าว
ผศ.ดร.ชนาธิปยังกล่าวอีกว่า แนวทางการรับมือต่อสภาวะโลกร้อน ภาครัฐต้องตระหนักถึงการสร้างความพร้อมในการรองรับและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งขณะนี้มีการวางแผนระยะเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำรายงานประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ในพื้นที่เสี่ยงภัยธรรมชาติ การเร่งจัดทำข้อมูลและแผนที่แสดงความเสี่ยงในด้านต่างๆ กำหนดแนวทางเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และแนวทางบรรเทาและป้องกันผลกระทบ รวมถึงเร่งติดตั้งและพัฒนาระบบเตือนภัยทางธรรมชาติ ที่สำคัญ คือ พัฒนาศักยภาพชุมชนและเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติที่จะเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น
มลพิษทางอากาศและเสียงเป็นอีกเรื่องจากรายงานที่ทุกคนให้ความสนใจ เธอบอกว่า ปี 2554 คุณภาพอากาศโดยทั่วไปดีขึ้น ระดับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และตะกั่ว อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่ปัญหาอยู่ที่ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM10) และก๊าซโอโซน ยังคงเป็นมลพิษหลักที่มีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐานในบางสถานที่และเวลา มีประชาชนร้องเรียนมาก ส่วนคุณภาพอากาศกรุงเทพฯ อยู่ในค่ามาตรฐาน คุณภาพดีขึ้น แต่จะพบฝุ่นปริมาณสูงบริเวณริมถนนจากยานพาหนะและการจราจรหนาแน่น ส่วนสถานการณ์เสียงริมถนนและพื้นที่ทั่วไปในกรุงเทพฯ และปริมณฑลดีขึ้นเล็กน้อย แต่ต่างจังหวัดแย่ลง
“ปัญหาคุณภาพอากาศในเขตปริมณฑลบางพื้นที่ดีขึ้นและบางพื้นที่แย่ลง ปี 2554 จ.สมุทรปราการและปทุมธานีมีแนวโน้มฝุ่นละอองขนาดเล็กเฉลี่ยรายปีเพิ่มขึ้น ในต่างจังหวัด จังหวัดที่มีปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินมาตรฐานสูงสุด คือ สระบุรี ส่วนระยอง ระดับก๊าซโอโซนเกินมาตรฐาน สำหรับแนวทางแก้ปัญหาต้องมีมาตรการจัดการมลพิษทางอากาศและเสียงจากยานพาหนะที่มีอยู่ รวมถึงส่งเสริมระบบขนส่งมวลชนและลดการใช้รถยนต์ ส่วนการติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพอากาศและเสียงต้องมีความถี่ยิ่งขึ้นและต่อเนื่อง” ผศ.ดร.ชนาธิปกล่าว
ด้านคุณภาพน้ำ ไม่ว่าจะน้ำผิวดิน น้ำทะเลและชายฝั่ง และน้ำบาดาล เป็นหน้าที่ของ ดร.สิทธิเดช พงศ์กิจวรสิน คณะเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมีสัญญาณอันตรายหลายประเด็นเลยทีเดียว เขาบอกว่า คุณภาพน้ำของแหล่งน้ำในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มดีขึ้น พบว่ามีแหล่งน้ำอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมน้อยลง ไม่พบที่เสื่อมโทรมมากตั้งแต่ปี 2551 เกิดจากปริมาณน้ำฝนที่สูงขึ้น
“แต่สิ่งที่น่าห่วงและจะทำให้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมอย่างรุนแรง เกิดจากน้ำเสียจากแหล่งชุมชนที่ไม่สามารถจัดการได้ทั่วถึง เพราะปัจจุบันมีระบบบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชนเพียง 101 แห่ง ทั่วประเทศ บำบัดน้ำเสียได้เพียงร้อยละ 10 ของปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นทั้งหมด แม้จะควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากแหล่งอุตสาหกรรมลงสู่แหล่งน้ำได้มีประสิทธิภาพ แต่ไม่แก้ปัญหาน้ำเสียจากชุมชน ก็ไม่สามารถจัดการคุณภาพน้ำได้”
ในทางกลับกัน ดร.สิทธิเดชเผยสถานการณ์คุณภาพน้ำทะเลด้วยว่า คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งมีแนวโน้มเสื่อมโทรมลง พื้นที่อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก ได้แก่ บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา หาดชาญดำริ ปากน้ำระนอง จ.ระนอง และแหลงงอบ จ.ตราด ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คุณภาพน้ำทะเลเสื่อมโทรมลง โดยเฉพาะพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว ย่านร้านอาหาร ชุมชนริมฝั่งมีการระบายน้ำเสียลงทะเลไม่บำบัด พบปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมแหล่งกำเนิดน้ำเสียที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำ ขณะที่คุณภาพน้ำบาดาลในภาพรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ยังต้องติดตามเฝ้าระวังการปนเปื้อนในพื้นที่เสี่ยง ทั้งจากธรรมชาติและกิจกรรมมนุษย์ เช่น เขตนิคมอุตสาหกรรมระยองและชลบุรี พื้นที่ลักลอบทิ้งสารเคมี ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา รวมถึงเหมืองแร่สังกะสีลุ่มน้ำแม่ตาว จ.ตาก เหมืองแร่ทองคำ พิจิตร และแหล่งฝังกลบมูลฝอยในจังหวัดต่างๆ
เขาสรุปและเสนอแนะในรายงานให้ปรับปรุงกฎหมาย สนับสนุนการลดปริมาณการใช้น้ำเพื่อลดการเกิดน้ำเสีย สร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์น้ำให้ประชาชน ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการลดน้ำเสีย ตลอดจนใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์กระตุ้นให้เปลี่ยนพฤติกรรม เช่น จัดเก็บค่าบำบัดน้ำเสียรวมกับน้ำประปา อีกข้อเสนอเป็นเรื่องการดูแลตรวจสอบ การปล่อยน้ำเสียจากภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมอย่างเคร่งครัด
สถานการณ์ขยะท่วมประเทศยังคงเป็นอีกภาพที่ถ่ายทอดจากร่างรายงานฯ ดร.สิทธิเดชให้ข้อมูลว่า สถานการณ์ขยะชุมชน ปี 2554 มีปริมาณขยะในทุกพื้นที่เพิ่มขึ้นจากปี 2553  ปริมาณทั้งหมด 15.98 ล้านตัน เฉลี่ย 43,779 ตันต่อวัน โดยเมืองพัทยาเป็นพื้นที่ที่อัตราการเกิดขยะเพิ่มสูงสุดถึงร้อยละ 8.64 แต่ส่วนหนึ่งที่ขยะสูงขึ้นในปีนี้มาจากขยะน้ำท่วม ช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม ก็เป็นช่วงที่ปริมาณขยะในแต่ละพื้นที่เพิ่มชัดเจน นอกจากนี้ พบว่าขยะส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่เทศบาลสูงที่สุด 17,475 ตันต่อวัน รองลงมาเขตองค์การบริหารส่วนตำบล 16,715 ตันต่อวัน และกรุงเทพมหานคร 9,327 ตันต่อวัน และเมืองพัทยา 352 ตันต่อวัน ซึ่ง 5 ปีที่ผ่านมาแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
“ในขณะที่ปี 2554 มีขยะที่ได้รับการกำจัดอย่างถูกหลักวิชาการเพียงร้อยละ 35.3 เท่านั้น ก็มีปริมาณแค่ 5.64 ล้านตันจาก 15.98 ล้านตัน ที่เหลือฝังกลบและเผาสร้างมลพิษ แล้วในปริมาณขยะทั้งหมดที่เกิดขึ้น 15.98 ล้านตัน มีปริมาณการนำไปใช้ประโยชน์เพียง 4.1 ล้านตัน ในแผนจัดการขยะของกรมควบคุมมลพิษ มีหลักๆ สนับสนุนลดปริมาณขยะจากบ้านเรือน คัดแยกขยะ หนุนให้ อปท.จัดการขยะอย่างถูกหลัก และแปรรูปขยะเป็นพลังงาน รวมถึงส่งเสริมธุรกิจรีไซเคิล” ดร.สิทธิเดชกล่าวถึงแนวทางลดมลพิษขยะเพื่อไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายกว่านี้
ปิดท้ายด้วยสถานการณ์ของเสียอันตราย รายงานระบุว่า ปี 2554 มีของเสียอันตรายเกิดขึ้นประมาณ 3.41 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ประมาณ 253,000 ตัน เป็นของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรมร้อยละ 78 จากชุมชนร้อยละ 21 และขยะติดเชื้อร้อยละ 1 โดยกว่าร้อยละ 80 ของของเสียอันตรายเกิดในพื้นที่ภาคตะวันออก กรุงเทพฯ และปริมณฑล และภาคกลาง ขณะที่ของเสียอันตรายจากชุมชนเกิดขึ้นทั้งหมดประมาณ 719,000 ตัน เพิ่มขึ้น 48,700 ตัน จากปี 2553 ปัญหาที่เกิดขึ้นพบว่าของเสียอันตรายจากชุมชนส่วนใหญ่ถูกทิ้งปะปนกับขยะทั่วไป หรือขายให้ผู้รับซื้อของเก่าโดยไม่ตระหนักถึงการปนเปื้อนของสารอันตรายสู่สิ่งแวดล้อม
การเปิดร่างรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมล่าสุดไม่เพียงสะท้อนด้านบวกและลบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมไทย แต่รายงานดังกล่าวยังบอกชัดว่ารัฐบาลในอดีตและปัจจุบันให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด ขณะเดียวกันตอกย้ำหากประเทศยังเดินไปในแนวทางเดิม ไม่สร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และพัฒนาจะเกิดผลกระทบสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติ.

http://www.thaipost.net/sunday/111112/64977

11 November 2555 – 00:00

แม้สถานการณ์น้ำในประเทศไทยเข้าสู่ภาวะปกติ มีน้ำท่วมฉับพลันเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ แต่ไม่เกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยเช่นปี 2554 อย่างที่คนไทยหวาดวิตก เพียงแต่ขณะนี้ภาคอีสานกำลังกระอักกับสถานการณ์ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง มีพื้นที่เกษตรเสียหายมากกว่า 7 แสนไร่ ข้าวยืนต้นตาย เป็นสถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้นในบ้านเราเวลานี้ ซึ่งในสัมมนาประจำปี ครั้งที่ 35 “เหลียวหลังแลหน้ามหาอุทกภัย 2554″ จัดโดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา มีการวิพากษ์ถึงแผนบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของประเทศและนำเสนอข้อเท็จจริงผ่านการศึกษาของเหล่านักเศรษฐศาสตร์รั้วแม่โดม
แก้วขวัญ ตั้งติพงศ์กูล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า น้ำท่วมปี 2554 จากการศึกษาพบว่า จังหวัดที่มีอัตราส่วนพื้นที่เสียหาย ต่อพื้นที่ของจังหวัดอยู่ในระดับสูง ได้แก่ จ.พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี อ่างทอง และสิงห์บุรี ส่วนจังหวัดที่มีมูลค่าความเสียหายสูง ได้แก่ จ.อยุธยา ฉะเชิงเทรา และนครสวรรค์ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้รัฐบาลมีนโยบายวางแผนป้องกันน้ำท่วม ตนได้ประเมินนโยบายรัฐบาลในการวางแผนป้องกันน้ำท่วมภายใต้กรอบแนวคิด ควรมีการวางแผนป้องกันภัยน้ำท่วมในลักษณะที่เป็นสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ แทนที่จะให้แต่ละคนป้องกันน้ำท่วมกันเองแล้วส่งผลกระทบทางลบไปสู่สังคมภายนอก
จากการศึกษาก็พบว่า ก่อนมีโครงการป้องกัน สภาพแวดล้อมของพื้นที่ต้นน้ำมีสภาพที่ทรุดโทรม มีปัญหาระดับวิกฤติ ส่วนการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมไม่ชัดเจน ขาดแผนหลักในการบริหารจัดการน้ำระยะยาว ทำให้การจัดการน้ำขาดความต่อเนื่อง ฐานข้อมูลก็ยังไม่เป็นระบบ นำมาใช้ได้ยาก และไม่ทันต่อเหตุการณ์ ผนวกกับขาดความชัดเจนในการสนับสนุนการจัดการทรัพยากรน้ำในส่วนรวม ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า น้ำท่วมปีที่แล้ว กระทบเศรษฐกิจประเมินความเสียหายรวม 1.4 ล้านล้านบาท ขณะที่การวางแผนและเตรียมการป้องกันภัยน้ำท่วมของประเทศไทย กลไกการลงทุนเพื่อป้องกันทั้งระยะสั้นและระยะยาวมีอยู่จำกัด
จากการติดตามแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำพบวัตถุประสงค์อยู่ 3 ประการ เพื่อป้องกันและลดความเสียหายจากน้ำท่วมขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ปรับปรุงความสามารถของระบบป้องกันน้ำท่วม บริหารจัดการน้ำท่วมในยามคับขัน รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถการเตือนภัย และข้อสุดท้ายคือ สร้างความมั่นใจและเพิ่มรายได้ของเกษตรกร ชุมชน และประเทศ บริหารดิน น้ำ ป่า ให้เกิดประโยชน์ยั่งยืน มีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม จัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำ ตั้งงบประมาณ แน่นอนว่าเป็นการใช้ทรัพยากรของประเทศที่สูง ต้องจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ผลการประเมินพบว่า จากน้ำท่วมปี 54 มีการตั้งคณะกรรมการหลายชุดแล้ว แต่วัตถุประสงค์ในโครงการสร้างแนวดิ่งและแนวราบ แม้มีข้อดีทำให้เกิดการบูรณาการทำงานระหว่างสาขาที่เชี่ยวชาญได้ดีขึ้น แต่ข้อเสียเกิดความสับสนและไม่ชัดเจนในการสั่งการ
แต่ที่น่ากังวลสุดคือ แผนแม่บทบริหารจัดการน้ำดัดแปลงมาจากปีก่อนๆ แล้วประยุกต์ใช้เป็นลักษณะของแผนเฉพาะกิจ ไม่ชัดเจนเรื่องรายละเอียดของกำลังคน การจัดการในบางแผน อาจเพราะระยะเวลาที่จำกัด แล้วกลไกเชื่อมต่อไม่สมบูรณ์ในส่วนของการซ่อมแซม ดูแล องค์กรไหนจะเป็นผู้รับผิดชอบในอนาคต กรอบของแผนไม่ชัดเจน รูปแบบการประสานงานระหว่างส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ยังมีเรื่องงบประมาณแก้ปัญหาอุทกภัยแบบบูรณาการในส่วนแรกประมาณ 130,000 ล้านบาท มาจากการปรับลดงบหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ และจัดทำงบขาดดุลปี 55
และมีเงินนอกงบประมาณใช้แก้ปัญหาเร่งด่วน ด้วยการออกพระราชกำหนด ใช้ พ.ร.ก.เงินกู้ระบบน้ำ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อลงทุนแก้ไขและวางระบบะน้ำของประเทศ และ พ.ร.ก.สินเชื่อ 3 แสนล้านบาท โดยธนาคารแห่งประเทศไทยให้สินเชื่อดอกเบี้ยถูกมาผสมกับสินเชื่อธนาคารพาณิชย์จะช่วยเอสเอ็มอี นอกจากนี้ ยังมี พ.ร.ก.ประกันภัย 5 หมื่นล้านบาท ตั้งกองทุนเพื่อขยายทุนประกันของประเทศด้วย ข้อมูลยังพบว่า เฉพาะงบประมาณสำหรับโครงสร้างพื้นฐานสูงกว่า 62% และเศรษฐกิจ 29% ส่วนฟื้นฟูคุณภาพชีวิตได้ 5% ส่วนภาคกลางเป็นงบโครงสร้างถึง 87% และเหนือ 91% ทั้ง 2 ภาคนี้ได้งบสูงสุด
อย่างไรก็ตาม จากการติดตามความก้าวหน้าของแผนปฏิบัติการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำแบบบูรณาการและยั่งยืน นักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้ระบุว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาคัดเลือก โดยคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เปิดให้ภาคเอกชนยื่นแผนลงทุนและข้อมูลโครงการในวันที่ 23 พฤศจิกายนนี้ จากนั้นนัดสัมภาษณ์ปลายเดือนธันวาคม จะประกาศผลการคัดเลือก Short list กลุ่มละ 3 ราย สิ้นเดือนมกราคม 2556 แล้วยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคและราคากลางเดือนมีนาคมปีหน้า ประกาศผลบริษัทที่ได้รับคัดเลือกวันที่ 10 เมษายน 2556
“กระบวนการตั้งแต่เริ่มต้นจัดทำเร็ว แต่การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการขนาดใหญ่ในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินการยังมีจำกัด ถ้ารัฐบาลทำโครงการโดยเปิดเผยข้อมูล จะทำให้เกิดการตรวจสอบจากทุกภาคส่วน แล้วจะมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมถึงความเหมาะสมของโครงการ ที่สำคัญบูรณาการข้อมูลของโครงการว่าทับซ้อนกับโครงการในรูปแบบอื่นๆ ที่จัดสรรงบประมาณไปก่อนหน้านี้หรือไม่” อาจารย์แก้วขวัญระบุถึงแผนจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ซึ่งสังคมกำลังวิพากษ์จารณ์ถึงความเหมาะสม
ผลการประเมินครั้งนี้ยังรวมการมีส่วนร่วมของชุมชน ที่รัฐบาลประกาศจะบูรณาการแผนงานส่วนท้องถิ่นกับแผนงานระดับชาติ พร้อมทั้งเร่งสร้างการยอมรับของชุมชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหรือพื้นที่ที่ขัดแย้งกันรุนแรง โดยอาจารย์ระบุยังไม่เห็นแนวทางดำเนินงานที่ชัดเจน ขณะที่แผนป้องกันน้ำท่วมเกิดจากการรวมโครงการไว้ด้วยกัน แต่ยังไม่ได้พิจารณาแบบการมีส่วนร่วมและบูรณาการจริงๆ อีกคำตอบที่ได้คือ กลไกการจัดสรรงบประมาณมีการกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายไม่มาก แต่เป็นสัญลักษณ์ของศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนั้น
แม้รัฐบาลโดยเฉพาะนายปลอดประสพ สุรัสดี ประธาน กบอ. จะประกาศมั่นใจแผนจัดการน้ำช่วยป้องกันน้ำท่วม-ภัยแล้ง แต่ข้อสรุปจากการประเมินของนักเศรษฐศาสตร์รั้วเหลืองแดงผู้นี้ มีคะแนนออกมาว่า ตัวชี้วัด 3 ด้าน ทั้งการบูรณาการ ความมีเอกภาพของแผน การเปิดเผยข้อมูล ความเสี่ยงของแผน ได้ 6 เต็ม 10 เท่านั้น ซึ่งจำเป็นต้องการมีปรับปรุงแผนให้ดีกว่านี้
ในเวทีแห่งนี้นักวิชาการรายนี้ยังให้ข้อเสนอแนะอย่างน่าสนใจว่า นโยบายป้องกันน้ำท่วมเป็นนโยบายสาธารณะ ฉะนั้น การจัดสรรงบประมาณในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ใช้ทรัพยากรของประเทศสูง รัฐบาลมีความจำเป็นต้องศึกษาความคุ้มค่าของการลงทุน และคำนึงถึงการกระจายประโยชน์และความเสียหายให้แต่ละพื้นที่แบบเท่าเทียม ใช้หลักการป้องกันน้ำท่วมเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดเกณฑ์การกระจายผลประโยชน์ ความรับผิดชอบ และการรองรับความเสียหาย อีกข้อเสนอรัฐต้องพิจารณากลไกในการให้การชดเชยผู้เสียหายหรือผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาลที่เหมาะสม แล้วก็ต้องลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างพื้นที่ด้วย
แต่เรื่องที่ต้องระวังที่สุดคือ การจัดสรรงบประมาณที่ทับซ้อนในโครงการที่มีหน่วยงานรับผิดชอบจำนวนมาก โครงการลงทุนต้องใช้งบไม่ทับซ้อนกันระหว่างงบตามภารกิจ งบเชิงพื้นที่ในราบจังหวัดและกลุ่มจังหวัด และงบประมาณท้องถิ่น
นอกจากนี้จะเกิดผลดีกว่า ถ้ารัฐมีกลไกสร้างความร่วมมือระหว่างส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น และภาคประชาชน ในการแก้ปัญหาพื้นที่ด้วยตนเอง อีกเรื่องต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนด้านความสำเร็จ ความโปร่งใสในการดำเนินโครงการ   งบประมาณก็ต้องมีการประเมินผลและตรวจสอบ และต้องทำฐานข้อมูลในระดับพื้นที่โดยใช้ภูมิสารสนเทศมาประมวล วิเคราะห์ และใช้ในการตัดสินใจแก้ปัญหาน้ำท่วม ซึ่งก็ต้องให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วม แผนจัดการน้ำเป็นเรื่องที่ใช้ทรัพยากรสูงมาก สังคมไทยควรติดตามตรวจสอบกันให้มากขึ้น ส่วนตนจะติดตามประเมินผลต่อไป เพราะสนใจประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความยั่งยืนของโครงการ
ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช     คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ให้ความเห็นต่อแผนจัดการน้ำของรัฐบาลด้วยว่า  การบริหารจัดการน้ำนอกจากวางแผนป้องกันน้ำท่วม ต้องมีแผนจัดการน้ำแล้งด้วย เพราะประเทศไทยเผชิญทั้งสองภัย  หลักการสำคัญในการจัดการต้องวิเคราะห์ความเสี่ยงระดับพื้นที่ โดยใช้ข้อมูลลักษณะสภาพภูมิอากาศ ปริมาณน้ำฝน อุทกศาสตร์ รวมถึงฤดูกาลในการเพาะปลูก มาประมวลแล้ววางแผนจัดการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมขนาดใหญ่หรือน้ำแล้งหนักเกินไป อย่างไรก็ตาม หากอยากป้องกันด้วยสภาพพื้นที่ก็ต้องลดความรุนแรงของภัยพิบัติ นั่นคือ การใส่ใจกับแผนรับมือ
“ในแผนแม่บทจัดการน้ำของประเทศไทยอย่างยั่งยืน วัตถุประสงค์ 2 ข้อแรกเป็นเรื่องป้องกันน้ำท่วม มีเพียงข้อสุดท้ายที่พูดถึงน้ำเพื่อเกษตรกร ก็ทราบกันดีว่าปี 2554 น้ำท่วมสาหัสสากรรจ์ รัฐบาลตอบสนองปัญหา แผนเร่งด่วนระดมสรรพกำลังป้องน้ำ กลัวน้ำท่วม แต่ไม่กลัวน้ำแล้ง แต่แผนระยะยาวยังพอเห็นเรื่องการฟื้นฟูปา บริหารจัดการเขื่อนเก็บกักน้ำ ก็อย่านิ่งนอนใจ ภัยธรรมชาติมีความไม่แน่นอน ปี 55 ตอนนี้หลายพื้นที่ประกาศภัยแล้ง พื้นที่เกษตรเสียหาย น้ำในเขื่อนปริมาณลดลงเพราะพร่องน้ำมาก ทั้งที่ปี 55- 56 นักวิชาการออกมาคาดการณ์เป็นปีเอลนีโญ ไทยจะเผชิญภัยแล้ง จะแล้งกว่านี้หรือไม่ รัฐบาลต้องวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยใส่ใจทั้งน้ำท่วมน้ำแล้งควบคู่กัน ถึงจะเรียกบูรณาการอย่างยั่งยืน” อาจารย์ทวิดาแนะรัฐให้แก้ปัญหาอย่างรอบคอบและรอบด้าน
นอกจากนี้นักวิชาการยังได้วิจารณ์ถึงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลที่จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นหลายชุด ทั้ง กยน. กยอ. กนอช. กบอ. มันมีอำนาจอำนวยการเยอะไปหมด จนไม่รู้ว่ากรรมการชุดใดดูแลรับผิดชอบเรี่องไหน เมื่อแก้ปัญหาการประสานงานไม่ได้ รัฐบาลก็สร้างหน่วยงานที่ใหญ่กว่าให้มีอำนาจในการสั่งการ ฉะนั้น การจัดการน้ำของรัฐจะเป็นโครงสร้างบริหารแบบ Top Down เสียมาก
ขณะที่ ดร.ณัฐพงษ์ พัฒนพงษ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. กล่าวว่า ปัญหาเรื่องน้ำเป็นเรื่องใหญ่และต้องให้ความสำคัญ เพราะแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลเกิดความเสียหายจากภัยพิบัติทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวและพืชไร่ กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยมาก จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2553 ระบุ พื้นที่เกษตรร้อยละ 71 ของประเทศถูกใช้ในการเพาะปลูกข้าวและมันสำปะหลัง อ้อย และข้าวโพด
ปัญหาตอนนี้คือ ความผันผวนของผลผลิตการเกษตรส่วนใหญ่มาจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ รวมถึงการระบาดของโรคและแมลง ภัยพิบัติต่างๆ จากสถิติทุก 3 ปี จะเกิดน้ำท่วมขนาดใหญ่ครั้งหนึ่ง พบว่ามีเกษตรกรเสียหายจากภัยธรรมชาติ ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และน้ำท่วม หลักล้านครัวเรือน อย่างปี 51 มีพื้นที่เกษตรเสียหายจากภัยธรรมชาติกว่า 8.5 ล้านไร่ ในช่วงปี 2548- 2551 พบว่า พื้นที่เพาะปลูกข้าวและพืชไร่ รวมถึงจำนวนครัวเรือนที่ประสบภัยธรรมชาติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รัฐก็ต้องจ่ายเงินชดเชยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี เป็นงบประมาณที่ภาครัฐต้องจ่ายในอนาคตอาจสูงขึ้นๆ ด้วยปัจจัยภัยพิบัติและภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบ
และจากงานวิจัยชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศและผลกระทบต่อพืชไร่ของไทยมีอยู่ในระดับสูง ข้าวกระทบมากที่สุด ก็ต้องมีการวิเคราะห์ช่วยในการวางแผนและตัดสินใจจัดทำนโยบายประเทศที่ถูกต้องรองรับความผันผวนของผลผลิตเกษตร รวมถึงออกแบบระบบประกันภัยพืชผลที่มีประสิทธิภาพ
มหาอุทกภัยปี 2554 น้ำท่วมเพราะไม่ได้พร่องน้ำในเขื่อนเพื่อเตรียมรับน้ำฝนในปริมาณมาก เพราะปีก่อนแล้ง เกษตรกรบางพื้นที่ทำนาปรังไม่ได้ เก็บน้ำไว้เยอะ เมื่อฝนมากก็ท่วมเสียหาย ปี 2555 กลัวน้ำท่วมซ้ำพร่องน้ำออกปริมาณมาก จึงเจอภัยแล้งคุกคาม นาข้าวเสียหาย แล้งๆ ท่วมๆ เป็นชะตากรรมของประเทศไทย
“ภัยธรรมชาติรุนแรงและถี่ขึ้น ข้าวกระทบมากที่สุด ต้องแก้ที่ต้นทางเรื่องการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ทนกับความแล้ง ตลอดจนเทคโนโลยีในการเพาะปลูกเพื่อรับการความแปรปรวนของสภาพอากาศ ทำได้จะช่วยลดความเสียหาย ข้าวทนน้ำท่วมเราพัฒนาได้มากแล้ว เห็นว่าในแผนจัดการน้ำของรัฐบาลมุ่งแก้น้ำท่วม ไม่ได้เห็นความสำคัญกับโจทย์ภัยแล้ง ในแผนงานต้องมีการวางแผนกำหนดพื้นที่ปลูกเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ พื้นที่ห้ามปลูกพืชฤดูแล้ง พื้นที่เสื่อมโทรมรัฐต้องสนับสนุนเปลี่ยนพืชชนิดอื่นที่ได้ผลผลิตคุ้มค่ากว่าข้าว แล้วก็บริหารจัดการน้ำในเขื่อนอย่างมีประสิทธิภาพและทันเหตุการณ์ อย่างปีนี้ฝนทิ้งช่วงเจอภัยแล้ง ผลผลิตก็ได้ลดลง โดยเฉพาะภาคอีสานเผชิญแล้งหนัก 2-3 ปีนี้คาดการณ์ไม่เกิดท่วมซ้ำ แต่จะแล้ง” ดร.ณัฐพงษ์ย้ำ
พร้อมกับสรุปตบท้ายว่า ไทยกำลังเผชิญวิกฤติการบริหารจัดการน้ำ และประชาชนไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งได้จริงหรือไม่ แม้จะมีแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนแล้วก็ตาม.



  • Arlene: I was thinking about if you have a linkedin page. Cheers for the astonishing blog post.
  • Lou: Heya, this really is such an incredible topic to learn about.
  • Anti Aging: What's up, just wanted to mention, I enjoyed this article. It was funny. Keep on posting!

หมวดหมู่