ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

“ทำเกษตร” แบบพุทธเศรษฐศาสตร์

http://www.thaipost.net/sunday/100313/70678

10 March 2556 – 00:00

“ไร่เชิญตะวัน” หลายคนรู้จักว่าเป็นศูนย์วิปัสสนาสากล ที่ก่อตั้งโดยพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ท่าน ว.วชิรเมธี บนเนื้อที่ 160 ไร่ ตั้งอยู่ ณ บ้านใหม่สันป่าเหียง ต.ห้วยสัก อ.เมือง จ.เชียงราย
แต่ในความเป็นจริงไร่แห่งนี้ไม่ได้สอนแต่โลกทางธรรมเท่านั้น แต่ยังสอนการดำเนินชีวิต การอยู่รอดของผู้คนอีกด้วย ซึ่งท่าน ว.วชิรเมธีให้นิยามว่าที่นี่เป็น “มหาวิทยาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ (Buddhist Economics)” เปิดสอนความรู้เรื่องทำมาหากินให้ชาวบ้านผู้สนใจ เน้น “การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง” (Learning by Doing) หวังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ
“โรงเรียนชาวนา” เป็นจุดแรกของการเรียนรู้พุทธเศรษฐศาสตร์ หลังจากเปิดอบรมให้กับผู้สนใจทำเกษตรอินทรีย์เมื่อปีก่อน รุ่นแรกมีผู้เข้าอบรมจำนวน 500 คน และรุ่นที่ 2 อีก 2,000 คน รวมแล้วเป็น 2,500 คน โดยมีวิทยากรที่เป็นปราชญ์ด้านการเกษตร หรือที่เรียกว่า “เกษตราจารย์” เป็นผู้ให้ความรู้  ขณะนี้ มีผู้สนใจที่จะอบรมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่ได้มีแต่เกษตรกรในจังหวัดเชียงรายเท่านั้น แต่จังหวัดใกล้เคียงอื่นๆ ที่พอรู้ข่าวก็สนใจสมัครเข้ามาอบรมกับทางไร่เชิญตะวัน
ภาพที่ผู้มาเยือนไร่เชิญตะวันได้เห็นทุกวันนี้ก็คือ พื้นที่เกือบครึ่งของไร่ถูกแปลงสภาพกลายเป็นแปลงปลูกผักปลอดสารพิษ ไม่ว่ากะหล่ำปลี เสาวรส ผักกาดแก้ว บร็อกโคลี กระเจี๊ยบ มะเขือ โรงเพาะเห็ด ฯลฯ รวมทั้งผืนนาที่ยึดแนวเกษตรอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมีในการปลูก ผู้ที่ดำเนินการปลูกพืชผักนั้นก็คือ ชาวบ้านในพื้นที่นั่นเอง
วิถีเกษตรอินทรีย์กับพุทธศาสนาดูท่าจะไปกันด้วยดี ผลผลิตที่ได้ดีเกินคาด เห็ดดอกโตๆ หรือกะหล่ำปีของที่นี่ก็หัวใหญ่มากหนักหลายกิโลกรัม เกษลักษณ์ หาราชัย นักวิชาการด้านการศึกษาของมหาวิทยาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ เล่าว่า ท่าน ว.วชิรเมธี จะเปิดเทปธรรมมะไว้ที่โรงเพาะเห็ด ซึ่งปรากฏว่าเห็ดออกมาดอกโตมาก โตกว่าที่ขายในท้องตลาด หรือแม้แต่เสาวรสก็จะได้ฟังธรรมะด้วยเช่นกัน
“พุทธเศรษฐศาสตร์ในที่นี้หมายถึงการทำมาหากิน ตามแนวพุทธ ยึดหลักตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม การปลูกผักเกษตรอินทรีย์ ก็เพราะจะทำให้คนทำปลอดจากสารเคมีและผู้บริโภคก็ปลอดภัย และที่หยิบมาทำก็เพราะมีคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องสัมมาอาชีพ แต่คำสอนของพระองค์ไม่ได้มีการหยิบขึ้นมา ที่คนเราทำมาหากินไม่ขึ้น เพราะทำไม่ถูก หรือคอรัปชั่น ไม่ได้เป็นการทำมหากินที่อยู่บนหลักการ ทำมาหา “ธรรม” ซึ่งจะทำให้คนเราประสบความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรม” ท่าน ว.วชิรเมธีกล่าว
ท่าน ว.วชิรเมธี กล่าวว่า เรื่องปากท้องเป็นเรื่องใหญ่มาก เข้าทำนองถ้า “ท้องไม่อิ่ม ธรรมก็ไม่อุ่น” เรื่องเศรฐกิจจึงเป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นเรื่องสรรพวิทยา ถ้าเราแก้ปัญหาปากท้องได้ คนก็จะสงบใจ พร้อมรับธรรมะ
“รสนิยมเกิดขึ้นได้จากท้อง อย่างคนไทยไม่รักอ่าน ไปว่าเขาก็ไม่ได้ คนที่ไปว่าไม่เข้าใจสังคม ท้องไม่อิ่มจะเข้าถึงธรรมะ หรืออยากอ่านได้ยังไง ดังนั้น ต้องเข้าใจว่าทุกคนต้องกินข้าว ธรรมะล้วนอยู่ไม่ได้ ถ้าให้ธรรมะอยู่ได้ต้องจุดเรื่องให้ชาวบ้านพึ่งตัวเองได้ ไม่จน อยู่ได้แบบมีศักดิ์ศรี และรู้จักการพอ ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทำให้เขาเข้มแข็ง มีผลทางจิตใจ ทำให้เขารู้สึกอิสระ ไม่ยึดติด”
ท่าน ว.วชิรเมธี ยังเผยถึงปณิธานของมหาวิทยาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ว่า คิดให้ทุกคนหลุดพ้นจากความจน ไม่ใช่คนรวยเท่านั้นที่มาเรียนที่โรงเรียนชาวนา เราไม่เก็บเงิน ใครใคร่อยากมาเรียนก็มาเรียน ถ้าเก็บเงินคนจนก็ไม่มีโอกาส เข้ามาเรียน อาตมาอยากปลดแอกความรู้ ให้คนจนมีโอกาสเข้ามาศึกษาหาความรู้จากที่นี่ได้เลย ไม่ต้องมีระบบอะไร ไม่มีปริญญา แต่ก็ได้ความรู้กลับไป ช่วยชีวิตเขาให้มีกินมีใช้ได้
“เกษตราจารย์” ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญของโครงการ ท่านว.วชิรเมธีเล่าให้ฟังว่า มีเกษตราจารย์บางคนก็เคยผ่านบทเรียนชีวิตมาแล้ว บางคนเคยล้มลุกคลุกคลานเคยเป็นหนี้เป็นสินหลายล้าน ในที่สุดก็มาค้นพบวิถีเกษตรอินทรี ทำให้ปลดหนี้ปลดสินได้ และเข้าใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น ส่วนความรู้ทางด้านการเพาะปลูกพืชก็ทดลองค้นพบด้วยตัวเอง เช่น รู้วิธีแก้ดินเปรี้ยว ดินเค็มต้องทำอย่างไร ใช้ปุ๋ยแบบไหนจึงจะให้ผลผลิตดี  และขอปวารณาตัวเผยแพร่ความรู้ให้คนอื่นๆ โดยไม่หวังผลตอบแทน
นอกจากนี้ ยังมีองค์กรภาครัฐอื่นๆ ที่เข้ามาสนับสนุนโครงการ ถ่ายทอดความรู้แง่มุมต่างๆ กัน เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ก็จะมาให้ความรู้เรื่องการทำบัญชีครัวเรือน เป็นต้น
หลายคนที่มาเรียนรู้วิถีพุทธเศรษฐศาสตร์ที่ไร่เชิญตะวัน พอกลับไปแล้วถึงกับ “เปลี่ยนชีวิต” ท่าน ว.วชิรเมธี เล่าว่า ระยะเวลาอบรมแค่ 3 วัน แต่มีลูกศิษย์บางคนพอกลับไปบ้านก็เลิกทำงานแบงก์ เลิกกินเงินเดือน หันไปเพาะเห็ดขาย ทุกวันนี้มีรายได้เข้ามาทุกวัน มีฐานะดีขึ้นทันตาเห็น
“อาตมาว่า โครงการของเราทำเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งแรงบันดาลใจนี้สำคัญมาก”
ตัวอย่างของผู้ที่อบรมที่โรงเรียนชาวนา ไร่เชิญตะวัน และกลับไปทำเกษตรเองที่บ้านจนร่ำรวย อาจจะเกินระดับของความพอเพียง ซึ่งท่าน ว.วชิรเมธีกล่าวว่า ในคอร์สอบรมไม่ได้มีแต่การสอนความรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์เท่านั้น ในภาคบ่าย ยังมีการสอนธรรมะ เพื่อจัดการกับ “ความโลภ” ควบคู่กันไปด้วย โดยในช่วงบ่ายสอง ท่าน ว.วชิรเมธีจะลงสอนหลักธรรม ที่เรียกว่า “หัวใจเกษตร” เป็นการเรียน “วิชาชีวิต” เนื้อหาหลักเป็นเรื่องการจัดการการเงิน การจัดการกิเลส
“อาตมาจะสอนเขาว่า ถ้าเขาไม่เข้าใจหัวโขน เงินทองเป็นของมายา แต่ข้าวปลาเป็นของจริง ไม่มีใครเอาเงิน 100 ล้านกินเข้าปากได้ อะไรคือจุดเปลี่ยน ก็คือ เราต้องตระหนัก 3 ประการและควบคุมให้ได้คือ 1.ตัณหาไม่รู้จบ ถ้าควบคุมไม่ได้จะก่อให้เกิดความยุ่งยากในชีวิต 2.ทรัพยากรในโลกมีจำกัด ควรครอบครองเท่าที่พอมีชีวิตอยู่ได้เท่านั้น 3.เรามีเวลาจำกัด เราต้องตาย ไปจากโลกนี้ “
ท่าน ว.วชิรเมธียังยกตัวอย่างกรณีของบิล เกตส์ ที่ก่อนจะหันมาตั้งมูลนิธิบิล เกตส์ ก็โดนจับจ้องจากสังคมว่าเป็นคน เอาเปรียบ กอบโกย ผูกขาด ทำให้เวลาต่อมา บิล เกตส์ต้องตัดสินใจบริจาคทรัพย์สินครึ่งหนึ่งมาตั้งเป็นมูลนิธิฯ หลังจากนั้นเขาก็ได้รับคำสรรเสริญจากชาวโลก ไม่มีใครจ้องจับผิดอีก
“เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ใครได้อะไรจากโลกมาก โลกก็จะเรียกร้องเอาคืน บิล เกตส์ถอดรหัสได้ หันมาทำมูลนิธิ เขารู้ว่าถ้าครอบครองมากเกินไป ไม่แบ่งปันให้คนอื่น เราก็จะถูกมองในแง่ไม่ดี เขาก็ไม่มีความสุข อีกประเด็นคือ เราต้องตายในวันหนึ่ง ส่วนใหญ่อยู่ไม่ถึง 100 ปี เรามีเวลาจำกัด เป็นแก่นความจริงเราจึงต้อง Focus ทำในสิ่งที่ดีๆ”
ในจำนวนผู้มาอบรมโรงเรียนชาวนา ท่าน ว.วชิเมธีบอกว่า แม้การสอนจะใช้หลักพุทธเศรษฐศาสตร์ ซึ่งทำให้ชาวพุทธเข้าใจต่อติดง่าย แต่คนที่มาอบรมก็ไม่ได้มีแต่ชาวพุทธเท่านั้น แต่ยังมีทั้งคนที่นับถือคริสต์ อิสลามด้วย ที่สนใจเศรษฐกิจแนวพุทธ  ซึ่งคนที่มาอบรมล้วนพอใจกับความรู้ที่ได้กลับไป
แผนการขั้นต่อไปของท่าน ว.วชิรเมธี คือการตั้งสหกรณ์ให้ชาวบ้านมากู้ยืมเงินไปทำทุน ตั้งเนื้อตั้งตัวทำมาหากิน หลักการให้กู้ก็เป็นไปอย่างง่ายๆ เช่น มองความตั้งใจของผู้กู้ อุปนิสัยใจคอว่าเป็นคนอย่างไรเท่านั้น
“เรื่องนี้ง่ายมาก แค่ไปถามคนแถวบ้าน ว่าคนที่อยากกู้ว่านายคนนี้เป็นคนยังไง กินเหล้าเมายาไหม มีธรรมะหรือเปล่า ถ้าไม่เกกมะเหรกเกเร เป็นคนอยู่ในศีลในธรรม แต่จน แค่นี้ก็กู้ได้แล้ว” ท่าน ว.วชิรเมธีเล่า.

////////////////////////////

“ปูนอินทรีย์” ช่วยท่าน ว.
.
ในฐานะที่เป็นศูนย์วิปัสสนาสากล มีการเปิดสอนวิปัสสนากรรมฐานเดือนละ 2 ครั้ง นอกจากนี้ยังเป็นสำนักงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงลึก เชิงรุก ทั้งแก่ชาวไทยและชาวต่างชาติที่สนใจใฝ่รู้ พระพุทธศาสนาทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ทั้งที่มาเป็นกลุ่มและเป็นรายบุคคล
ในปีหนึ่งๆ มักมีญาติโยมมาเยี่ยม “ไร่เชิญตะวัน” นับแสนๆ คน โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ที่มีกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี มีคนมาร่วมกิจกรรมถึง 5,000 คน ปัญหาอย่างหนึ่งที่ประสบก็คือ ห้องน้ำไม่เพียงพอกับปริมาณคนจำนวนมากๆ ด้วยเหตุนี้ ทาง บริษัท ปูนซิเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ภายใต้แบรนด์ “ปูนอินทรีย์” จึงสนับสนุนด้วยการมอบปูนซิเมนต์ ในการทำห้องน้ำใหม่ให้กับสำนักวิปัสสนาแห่งนี้
นอกจากนี้ ยังจัดการปูทางเดินรอบอาคารที่แสดงธรรมและต้อนรับญาติโยมของท่าน ว.วชิรเมธี ที่เดิมปูด้วยไม้คอนวู้ด ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งของบริษัท ปูนซิเมนต์นครหลวง แต่เกิดปัญหาขึ้น ช่างพื้นเมืองไม่เข้าใจการปูไม้ชนิดนี้ ว่าต้องตีคานไม้ค่อนข้างถี่ เว้นระยะห่างไม่เกิน 30 เซนติเมตร เพราะหากตีคานห่าง ไม้คอนวู้ดที่เป็นส่วนผสมของไม้กับปูนซิเมนต์มีความยืดหยุ่นน้อยกว่าไม้จริง จะเกิดการแตกหัก
ดังนั้น ทางปูนอินทรีย์จึงจัดการรื้อและจัดการปูทางเดินขึ้นใหม่อย่างถูกต้องตามคุณลักษณะการใช้งานของไม้ชนิดนี้ ในพื้นที่ 250 ตารางเมตร โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 500,000 บาทในการดำเนินงาน เพื่อมอบให้กับทางศูนย์วิปัสสนาสากล โดยมีท่าน ว.วชิรเมธี เป็นผู้รับมอบ
รวมทั้งทางปูนอินทรีย์ยังมีโครงการที่จะจัดสร้างห้องน้ำใหม่ให้กับทางไร่เชิญตะวันเพิ่มเติมอีก เพื่อให้ญาติโยมที่มานั่งวิปัสสนามีความสะดวกสบายระหว่างปฏิบัติธรรม.

มีนาคม 11, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, ไทยโพสต์ | , , , | ให้ความเห็น

ปล่อยจระเข้สายพันธุ์ไทย คืนสู่ธรรมชาติ…ก่อนสิ้นสูญ

http://www.thaipost.net/sunday/030313/70348

3 March 2556 – 00:00

จระเข้ สัตว์เลื้อยคลานที่มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์  และสัตว์เลื้อยคลานซึ่งเป็นผู้ล่ากินเนื้อขนาดใหญ่ที่ทุกคนรู้จักมากที่สุดชนิดหนึ่งกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติ ประชากรจระเข้ในธรรมชาติที่เคยกระจายอยู่ตามผืนป่าริมน้ำหรือพื้นที่ชุ่มน้ำของไทย ถูกล่าเพื่อเอาตัว หนัง และไข่ จนเกือบสูญพันธุ์ไปจากถิ่นอาศัย รวมถึงการขยายตัวของชุมชนเมืองนำมาซึ่งภัยคุกคาม การคาดการณ์จำนวนประชากรในปัจจุบันประเมินว่า จระเข้ในธรรมชาติลดลงฮวบฮาบเหลืออยู่เพียงกว่า 200 ตัวเท่านั้น
หลายปีที่ผ่านมามีความพยายามในการคืนจระเข้น้ำจืดในถิ่นที่อยู่อาศัยเดิม ล่าสุด กรมประมงร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สมาคมส่งเสริมการอนุรักษ์และเพาะเลี้ยงจระเข้แห่งประเทศไทย สหกรณ์จระเข้แห่งประเทศไทย จำกัด และคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดทำ โครงการอนุรักษ์จระเข้ในพื้นที่ธรรมชาติ อย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยจะปล่อยคืนจระเข้น้ำจืดที่มีการขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดเพาะพันธุ์ได้ถูกต้องตามกฎหมายสู่แหล่งที่อยู่อาศัย  การปล่อยคืนดังกล่าวอาจช่วยให้จระเข้ที่หลงเหลืออยู่มีโอกาสสืบพันธุ์เพิ่มจำนวนประชากรของจระเข้ให้เพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้  กรมประมงยังร่วมตรวจระบุพันธุกรรมจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยและวินิจฉัยโรคติดเชื้อที่มีความสำคัญต่อการอยู่รอดของจระเข้ด้วย
ดร.วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมง บอกว่า จระเข้ในธรรมชาติลดน้อยลงตามลำดับ สาเหตุที่ทำให้พวกมันลดจำนวนลงมาจากสภาพสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป แหล่งที่อยู่อาศัยและวางไข่ถูกคุกคามจากการขยายตัวของชุมชนเมืองมากขึ้น ประกอบกับห่วงโซ่การดำรงชีวิตของจระเข้ตามธรรมชาติได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ประชากรลดลง แต่ด้วยความตระหนักของหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องจระเข้ เห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีการอนุรักษ์จระเข้ นับตั้งแต่ปี 2548 มีโครงการอนุรักษ์จระเข้ในธรรมชาติ โดยติดตามเฝ้าระวังจระเข้ในแหล่งน้ำสำคัญๆ และอุทยานแห่งชาติในประเทศไทย เช่น บึงบอระเพ็ด อุทยานฯ แก่งกระจาน ปางสีดา ภูเขียว เขาอ่างฤาไน การทำโครงการอนุรักษ์จระเข้ที่ชัดเจนอีกครั้งเป็นการแสดงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพประชุมคณะกรรมการทำงานด้านอนุรักษ์สัตว์ป่าว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศพันธุ์พืชและสัตว์ป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ หรือ ไซเตส แม้ว่าการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์จระเข้ในเชิงพาณิชย์ของบ้านเรามีมากว่า 60 ปีแล้ว โดยเพาะพันธุ์ได้ไม่ต่ำกว่า 200,000 ตัวต่อปี      เพื่อรองรับการค้าและการท่องเที่ยว ก็จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กันไปกับการอนุรักษ์จระเข้ในธรรมชาติด้วย
อธิบดีประมง ยืนยันว่า ไทยไม่ควรละเลยการอนุรักษ์จระเข้ ซึ่งโครงการนี้ให้ความสำคัญกับการสำรวจแหล่งที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมต่อการปล่อยจระเข้ จากการศึกษาเบื้องต้นมีจระเข้ราว 200 ตัว กระจายในพื้นที่ที่กล่าวถึงเบื้องต้น แต่ในโครงการนี้จะสำรวจแหล่งที่อยู่อาศัยเพิ่มเติม มีการตรวจระบุพันธุกรรมเพื่อรักษาพันธุกรรมแท้จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยเอาไว้เป็นแหล่งพันธุกรรมสำรองในอนาคต ต้องป้องกันปัญหาการผสมข้ามพันธุ์ของจระเข้น้ำจืดและน้ำเค็ม ที่ก่อให้เกิดการสูญพันธุ์ของจระเข้พันธุ์ไทยในอนาคตได้ การตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อที่สำคัญ ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันกายถ่ายทอดเชื้อโรคจากจระเข้ในฟาร์มเลี้ยงไปสู่จระเข้ในธรรมชาติ ตลอดจนมีโครงการย่อยส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมอนุรักษ์จระเข้ ขณะนี้ชุมชนมีความพร้อม เพราะไม่มีการล่าจระเข้กินหรือล่าเชิงพาณิชย์แล้ว ชุมชนเห็นคุณค่าจระเข้ สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ จะมีการจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์ เฝ้าระวัง และศึกษาด้านชีววิทยาของจระเข้ เป็นอาสาสมัครเก็บข้อมูลจระเข้บริเวณแหล่งอนุรักษ์ โดยให้กลไกท้องถิ่น ทั้ง อบต.หรือ อบจ. เข้ามามีส่วนร่วมปกป้องคุ้มครองจระเข้
และที่สำคัญคือ การปล่อยจระเข้กลับคืนสู่ธรรมชาติและขยายพันธุ์อย่างเหมาะสมในพื้นที่จำกัด สามารถควบคุมได้ โดยมีการประเมินผลติดตามการอยู่รอดและการเปลี่ยนแปลงประชากรจระเข้ในแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ โดยการติดตามการกระจายตัวจระเข้ด้วยวิธีติดวิทยุติดตาม ร่วมกับวิธี sport light count และการวัดค่า critina โครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี คาดว่าเดือนที่ 8 ของโครงการจะสามารถปล่อยจระเข้ได้
“พื้นที่การปล่อยต้องเป็นพื้นที่ควบคุม ป้องกันไม่ให้จระเข้หลุดสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ โครงการจึงเลือกพื้นที่เขตอุทยานฯ เป้าหมายที่วางไว้ คือ แก่งกระจาน ปางสีดา ส่วนบึงบอระเพ็ดจะไม่ปล่อยจระเข้ เพราะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำเชื่อมต่อธรรมชาติ แต่ที่นี่พบร่องรอยจระเข้ตลอดเวลา ทั้งรัง ไข่ และลูกจระเข้ คาดการณ์ว่าบึงบอระเพ็ดเป็นเขตสงวนฯ มีจระเข้ราว 50 ตัว มีมาตรการอนุรักษ์ เพราะเป็นสัตว์น้ำที่อยู่ในความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.กรมประมง ถิ่นที่อยู่อาศัยถูกรบกวนมากก็มีการปรับปรุงพื้นที่ให้เหมาะสมในการอาศัย มีการขุดลอกและกำจัดวัชพืช”
ส่วนการประชุมไซเตสที่เริ่มเปิดฉากแล้ววันนี้ ดร.วิมล  บอกว่า ประชากรจระเข้ในธรรมชาติที่จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากโครงการอนุรักษ์ที่ผ่านมา รวมโครงการที่เริ่มดำเนินการขณะนี้บวกกับการเพาะเลี้ยงที่มากขึ้นของบ้านเราเป็นแสนๆ ตัวต่อปี สามารถใช้ประโยชน์ได้ เห็นว่าการปรับลดจากบัญชี 1 ห้ามค้าขาย เป็นบัญชี 2 จะเกิดผลดีต่อการค้า อำนวยความสะดวกเรื่องการเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์จากจระเข้ แต่การค้าขายมีระบบควบคุมต้นทาง-ปลายทาง พร้อมกับหนังสือรับรอง แล้วก็มีมาตรการอนุรักษ์ไม่ให้จระเข้ในธรรมชาติเข้ามาปะปนกับจระเข้ในฟาร์มเลี้ยง แต่ปัจจุบันเป็นไปได้น้อยมาก เพราะจระเข้ธรรมชาติมีกฎหมายอุทยานฯ และกฎหมายต่างๆ ควบคุมอยู่แล้ว      เม็กซิโกก็เคยเสนอปรับลดได้สำเร็จ ไซเตสไม่ได้ห้ามค้า แต่เป็นอนุสัญญาเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
การคุ้มครองและเพิ่มจำนวนจระเข้นั้น ธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  อธิบายว่า การปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่แหล่งที่อยู่อาศัยธรรมชาติเป็นอีกเครื่องมืออนุรักษ์ช่วยเพิ่มประชากรและรักษาสมดุลระบบนิเวศ ปัจจุบัน อช.มีโครงการดังกล่าวมา 3 ปีแล้ว ประมาณ 21 ชนิด ส่วนใหญ่เป็นนก และ 2-3 ปีมานี้ ปล่อยสัตว์ใหญ่เพิ่มเติม เช่น เลียงผา กวางผา กระจง ส่วนจระเข้ในธรรมชาติพบที่อุทยานฯ แก่งกระจานไม่ต่ำกว่า 5 ตัว คาดเป็นตัวเมียทั้งหมด เขาอ่างฤาไน 1 ตัว ส่วนที่ผืนป่าปางสีดาเคยมีโครงการนำร่องปล่อยจระเข้น้ำจืดสู่แหล่งธรรมชาติ เมื่อปี 2548 จำนวน 20 ตัว ก่อนหน้านั้นพบ 2 ตัวในพื้นที่ ตอนนี้ประชากรจระเข้เพิ่มขึ้น คาดว่ามีจระเข้ที่ปล่อยและอยู่รอดเกินครึ่ง เพราะปล่อยจระเข้ตัวเล็กมันมีภัยจากสัตว์ล่าอื่นๆ อีก
“ในอดีตมีผู้ลักลอบล่าจระเข้ เอาทั้งตัวและไข่ออกไป สมัยก่อนการดูแลไม่เข้มงวด ทำให้จำนวนประชากรลดลง บางพื้นที่เหลือเฉพาะตัวผู้ บางพื้นที่เหลือตัวเมียจึงไม่มีโอกาสผสมพันธุ์กัน โครงการอนุรักษ์นี้ช่วยให้ครบคู่และขยายพันธุ์ต่อไป การเพิ่มจำนวนในอนาคต ทางอุทยานฯ จะร่วมกับนักวิจัยเลือกพื้นที่ที่จระเข้อยู่เดิม และเป็นพื้นที่ศึกษาวิจัย รวมถึงห่างจากชุมชน พฤติกรรมตามธรรมชาติของจระเข้มีนิสัยหวงถิ่น จะอาศัยอยู่ตามวังน้ำที่คนเข้าไม่ถึงอยู่แล้ว การปล่อยคำนึงถึงความปลอดภัย จะติดตามตัวติดวิทยุติดตามดูเส้นทางการเคลื่อนที่และการหากิน เป็นส่วนสำคัญทำให้รู้เรื่องระบบนิเวศวิทยามากขึ้น นอกจากนี้ จะมีเจ้าหน้าที่ติดตามเฝ้าระวัง ศึกษาวิจัยร่วมกับกรมประมง จะช่วยให้จระเข้ในธรรมชาติกลับคืนมา” รองอธิบดี อช.เผย ส่วนโอกาสรอดการปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ หากมาตรการปกป้องดีจำนวนประชากรรอดก็มากขึ้น
แต่รองอธิบดี อช. ยังบอกอีกว่า ตอนนี้เกิดปรากฏการณ์แปลกของผู้คน มีการลักลอบปล่อยสัตว์แปลกๆ ในเขตอุทยานฯ หลายแห่งเพื่อแก้บน เจ้าหน้าที่ก็มีมาตรการควบคุมตรวจเข้ม ณ ด่านตรวจ สำหรับจระเข้ที่พบในพื้นที่อุทยานฯ เขาใหญ่ เข้าใจว่าเป็นจระเข้ที่แอบนำไปปล่อยเมื่อหลายปีก่อน เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมดูแลพื้นที่ตรงนั้นไม่ให้เกิดอันตรายกับนักท่องเที่ยว จากนี้จะหาช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อนำจระเข้ออกจากพื้นที่เพื่อตรวจสอบพันธุกรรมว่าเป็นพันธุ์แท้หรือไม่ ก่อนหน้านี้ 3 ปี ก็พบจระเข้ขนาดเล็ก 3 ตัว ตามแหล่งน้ำชายขอบอุทยานฯ ก็จับกลับคืนหมด นอกจากจระเข้ ที่อุทยานฯ อื่นๆ พบงูต่างประเทศ งูหลามทอง งูเหลือมทอง กิ้งก่าแปลกๆ รวมทั้งเต่า อยากขอความร่วมมือประชาชนหยุดพฤติกรรมตามความเชื่อนี้ เพราะการปล่อยสัตว์ต่างถิ่นเข้าสู่ธรรมชาติและไม่ใช่พันธุ์แท้ จะส่งผลกระทบเรื่องพันธุกรรมและทำลายระบบนิเวศได้อีก
ด้าน ยศพงษ์ เต็มศิริพงศ์ ประธานกรรมการ สหกรณ์จระเข้แห่งประเทศไทย จำกัด หน่วยงานเอกชนเข้ามามีส่วมร่วมอนุรักษ์อย่างจริงจัง โดยสนับสนุนงบประมาณ ผู้เพาะเลี้ยงจระเข้ บอกว่า ในปี 2538 ได้ร่วมสำรวจจระเข้น้ำจืดและจระเข้น้ำเค็มทั่วประเทศ พบเหลือประชากรไม่ถึง 200 ตัว น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ต่อมาเมื่อปี 2548 ร่วมกับกรมป่าไม้ยุคนั้นสำรวจจระเข้น้ำจืดอีกครั้ง เริ่มที่อุทยานฯ ปางสีดา ขณะนั้นในพื้นที่มีจระเข้หลงเหลืออยู่ไม่เพียงพอฟื้นฟูประชากรของตัวเองได้ ซึ่งผืนป่าปางสีดาเป็นส่วนหนึ่งเขาใหญ่-ดงพญาเย็น มรดกโลก บริเวณนั้นมีถิ่นอาศัยเหมาะสมจึงเริ่มโครงการอนุรักษ์จระเข้ในพื้นที่ สำหรับโครงการล่าสุดนี้เป็นครั้งที่สองเพื่อให้งานอนุรักษ์เดินหน้าต่อไป พร้อมกับการติดตามผลของโครงการแรก
“จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย ชื่อ C.siamensis ตั้งให้เป็นเกียรติกับประเทศไทย เราจะปล่อยให้เหลือ 1-2 ตัวไม่ได้ มันเป็นภาพลักษณ์ประเทศในสายตานานาชาติ ต้องค่อยๆ เพิ่มจำนวนประชากรให้จระเข้ การปล่อยจระเข้ได้มากกว่าตัวของมัน แต่ถือทำให้ระบบนิเวศสมบูรณ์ เพราะจระเข้เป็นผู้ล่าขั้นสูงสุดในแหล่งน้ำ โครงการที่เกี่ยวข้องกับจระเข้ยังให้ประโยชน์กับพืชป่าและสัตว์ป่าในพื้นที่” ประธานกรรมการสหกรณ์จระเข้ กล่าว
พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมปัจจุบันมีฟาร์มเพาะเลี้ยงจระเข้ในไทย 700-800 แห่ง มูลค่าการส่งออกมากกว่า 4,000 ล้านบาท มีผู้เกี่ยวข้องอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงนับหมื่นคน ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับจระเข้ ไม่ใช่แค่เครื่องหนัง แต่พัฒนาเป็นยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โครงการนี้ภาคเอกชนสนับสนุนเงินศึกษาวิจัย 3 ล้านบาท ตลอดจนสนับสนุนตัวจระเข้ที่มีการตรวจพันธุกรรมและตรวจโรคเพื่อเตรียมปล่อยคืนสู่ธรรมชาติในโครงการนี้ด้วย ตราบใดที่การอนุรักษ์ดำเนินต่อเนื่อง ทุกคนมีความหวังประชากรจระเข้ในธรรมชาติจะไม่ถดถอยหลงอย่างแน่นอน.

มีนาคม 11, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, ไทยโพสต์ | , , , | ให้ความเห็น

คำบอกเล่า 3 แกนนำ 3 ชุมชนต้นแบบ

http://www.thaipost.net/sunday/030313/70354

3 March 2556 – 00:00

ในงานเปิดตัว “โครงการ SCG V GEN อาสายั่งยืน” โดยบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด เฟ้นหาคนรุ่นใหม่หัวใจอาสา ร่วมขยายองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายชุมชนยั่งยืน ได้เชิญแกนนำชุมชนต้นแบบทั้ง 3 ชุมชน มาร่วมพูดคุย ซึ่งล้วนแล้วแต่เคยได้รับการช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่จากทางเอสซีจี ได้แก่ 1.ชุมชนสาสบหก อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง 2.ชุมชนสองสลึง จังหวัดระยอง 3.ชุมชนบ้านไผ่ ตำบลหัวหนอง อำเภอบ้านไผ่ มาร่วมพูดคุยและถ่ายทอดประสบการณ์การเป็นแกนนำ พาชุมชนสู่ความยั่งยืน โดย สมศักดิ์ เครือวัลย์ จากชุมชนสองสลึง เผยว่า ในชุมชนทำสวนกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแนวคิดดั้งเดิมของการทำสวนของเกษตรกรนี้ก็เหมือนๆ กับชาวสวนทั่วไป ที่เมื่อใครทำอะไรรวยก็มักทำตามกัน หนึ่งในนั้นก็คือ เขาได้เริ่มต้นจากการทำนาแล้วเปลี่ยนมาทำสวนทุเรียนกับสวนยาง เพราะอยากรวยเหมือนคนอื่น แต่เมื่อผลผลิตออกมาเหมือนกันจนล้นตลาด ทำให้ราคาตกต่ำ และขาดทุนเป็นหนี้สินมากมาย แรกเริ่มที่เกิดปัญหาได้รับการแก้ไขจากทางการ แต่แผนการพัฒนาต่างๆ มักไม่ประสบความสำเร็จ
“สุดท้ายได้แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง จึงหันกลับมาคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น เริ่มชีวิตใหม่ด้วยการทำสิ่งที่ง่ายและใกล้ตัว โดยการเก็บมูลสัตว์มาทำปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ต้องเสียเงินมากมายไปกับการซื้อปุ๋ยเคมี พอปุ๋ยเหลือใช้เหลือเก็บ ก็แจกจ่ายและจำหน่ายต่อ เพียง 3 เดือน ก็สามารใช้หนี้ได้จนหมด ทำให้เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นมากขึ้นอีกด้วย” แกนนำชุมชนสองสลึง กล่าว
และสิ่งที่เกิดขึ้นได้ถูกเผยแพร่จากปากต่อปาก ส่งผลให้คนในชุมชนนำแนวคิดนี้ไปปฏิบัติและเกิดการรวมกลุ่มกันทำปุ๋ยอินทรีย์ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ จนเกิดการสะสมเป็นองค์ความรู้ที่ครบทุกด้าน ในที่สุดทำให้สมศักดิ์ เครือวัลย์ มีแนวคิดเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรพอเพียงให้ผู้คนทั่วไปเข้ามาศึกษา โดยมีฐานการเรียนรู้ต่างๆ อาทิ การทำปุ๋ย การทำไบโอดีเซลและพลังงานทดแทนฯ ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่มีความศรัทธา และเดินตามคำสอนของในหลวง จนสามารถนำพาชาวบ้านในชุมชนให้ยืนด้วยขาของตัวเอง จากแนวทางพอเพียงและเกษตรทฤษฎีรูปแบบใหม่
เป็นไปในทิศทางเดียวกับ ผู้ใหญ่ธงชัย งามสม จากชุมชนสาสบหก ที่เผยถึงการแก้ไขปัญหาน้ำไหลท่วมชุมชนในฤดูฝน และช่วงฤดูแล้งก็พบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง แต่จุดเปลี่ยนสำคัญ คือ ทางเอสซีจีได้เชิญแกนนำชุมชนไปร่วมศึกษาการฟื้นฟูป่าและน้ำ ด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้และบ้านป่าสักงาม อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ได้รู้จักการสร้างฝายชะลอน้ำ และเห็นว่าการอนุรักษ์ป่า และแหล่งน้ำนั้นสามารถทำได้จริง ช่วยให้ชุมชนได้มีน้ำใช้ตลอดปี จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะนำความรู้กลับมาฟื้นป่าที่บ้านห้วยหก ชาวชุมชนได้ร่วมกันสร้างฝายครั้งแรกเมื่อปี 2550
จากนั้นเป็นต้นมาทุกคนในชุมชนต่างร่วมใจสร้างฝาย ในป่าห้วยหกอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนหลายร้อยฝาย อีกทั้งดูแลป่าต้นน้ำอย่างจริงจัง ด้วยการไม่บุกรุก ตัดทำลาย เพื่อให้ป่าได้ฟื้นฟูตัวของตัวเอง เป็นแนวทางที่ในหลวงเคยพระราชดำรัสไว้ว่า “ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก” เนื่องจากลักษณะป่าในชุมชนเป็นป่าต้นน้ำลำธาร สามารถฟื้นฟูได้ 2 วิธี คือ 1) ปลูกต้นไม้ที่ขึ้นอยู่เดิม คือ ศึกษาดูก่อนว่าพืชพันธุ์ไม้ดั้งเดิมมีอะไรบ้าง แล้วปลูกแซมตามชนิดต้นไม้ที่ศึกษามาได้ 2) งดปลูกไม้ผิดแผกจากถิ่นเดิม คือ ไม่ควรนำไม้แปลกปลอมต่างพันธุ์ต่างถิ่นเข้ามาปลูกโดยไม่ได้ศึกษาแน่ชัด แนวคิดดังกล่าวมีผลให้เวลาฝนตกน้ำไม่ไหลลงสู่ชุมชน และสามารถกระตุ้นจิตสำนึกของชาวบ้านให้เข้าใจการอนุรักษ์แบบยั่งยืนได้เป็นอย่างดี
ทั้งสองชุมชนต้นแบบที่กล่าวมานั้น ล้วนแต่ให้ความร่วมมือกับผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือเป็นอย่างดี อาจขัดแย้งกับ แม่ระเบียบ สละ คณะกรรมการศูนย์เรียนรู้ชุมชน ต.หนองหัว อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ในกรณีที่ชาวบ้านไม่ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นกับองค์กรที่เข้ามาช่วยเหลือแก้ปัญหาของชุมชน โดยเฉพาะการแก้ไขดินเค็ม ส่งผลให้พื้นที่เกษตรบางแห่งในชุมชนถูกทิ้งร้าง เกิดความแห้งแล้ง
“ชาวบ้านกลัวกันว่าเขาจะเข้ามาหาผลประโยชน์กับชาวบ้าน คิดว่าคงไม่มีการพัฒนาต่อเนื่อง ทำให้ปีแรกจึงไม่ให้ความร่วมมือหรือสนใจกันนัก แต่ผ่านไป 1 ปี มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด จนทำให้หลายคนทึ่ง เพราะที่นาที่ถูกปล่อยรกร้าง สามารถกลับมาปลูกข้าวได้ จากการนำปุ๋ยชีวภาพที่หมักจากสิ่งปฏิกูล เช่น เห็ดเน่าเสีย มูลสัตว์ มาว่านลงที่นาพร้อมกับไถกลบ ทำให้หลายครัวเรือนเริ่มมีความหวัง” แม่ระเบียบเล่า
จากเดิมตั้งแต่ปี 2522 ชาวบ้านในตำบลต้องซื้อข้าวกิน เพราะพื้นที่เกือบทั้งหมดต้องกลายเป็นนาเกลือ ส่วนใหญ่จึงต้องต้มเกลือขาย ได้เพียงถังละ 30 บาท ไม่พอเลี้ยงปากท้อง บางส่วนไปขายแรงงานที่กรุงเทพฯ บางคนเลือกที่จะขายนาในราคาต่ำ เพราะทำไปแล้วไม่ได้ผลผลิต และขาดทุนอย่างมาก
แม่ระเบียบก็มีปัญหาเช่นเดียวกับคนอื่น  มีที่นา 48 ไร่ ปลูกข้าวได้เพียง 23 ไร่ ได้ผลผลิตเพียง 300 กิโลกรัมต่อปี ต่อมาเมื่อปี 2550 ได้รับความรู้ ทางกรมการพัฒนาที่ดินและศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) โดยทางเอสซีจีเป็นผู้ขอประสานความร่วมมือพัฒนาพื้นที่ด้วยวิธีการเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน ทำให้เมื่อปีที่ผ่านมา สามารถได้ผลผลิตมากถึง 1,600 กิโลกรัม และอีกหลายครัวเรือนก็กลับมาปลูกข้าวได้อีกครั้ง
“สิ่งที่ทำให้ป้าเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น คือ มีการเข้ามาส่งเสริมองค์ความรู้เพิ่มเติม อาทิ การปลูกพืชที่ทนต่อความเค็ม เช่น กระถินออสเตรเลีย ยูคา เป็นต้น ทำให้ดินมีแร่ธาตุมากขึ้น ตลอดจนการเพาะเห็ด เลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ อาทิ กบ ปู ปลา และการเพาะไข่มดแดง ที่สร้างรายได้กิโลกรัมละ 200 บาท ให้รายได้ดีรองลงมาจากการปลูกข้าว ” แม่ระเบียบเล่า และพอเห็นว่าแม่ระเบียบทำเกษตรได้ผล ชาวบ้านอื่นๆ จึงเริ่มสนใจเข้ามาเรียนรู้กันมากขึ้น จนทางตำบลได้ตั้งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้การพัฒนาพื้นที่ดินเค็ม อันเป็นเครือข่ายที่แข็งแรงและยั่งยืน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้นี้แก่ผู้ที่สนใจ และไม่ใช่แค่เพียงในตำบลเท่านั้น ปัจจุบันทางกลุ่มแกนนำชุมชนต้นแบบ ยังได้ไปเผยแพร่ความรู้ผ่านแกนนำของทุกอำเภอของจังหวัดขอนแก่น มีเครือข่ายกว่า 5,000 คน
“การเป็นแกนนำชุมชน โดยเฉพาะชุมชนต้นแบบ ที่ต้องมีการถ่ายทอดความรู้สู่ท้องที่อื่นๆ นั้น เรายึดหลักการให้กำลังใจผู้คน เพราะเครือข่ายบางคนเราไม่สามารถรู้ว่าเขาเหล่านั้นประสบปัญหาใดมาบ้าง การจะสอนหรือถ่ายทอดเรื่องราวจึงต้องเน้นการสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อให้เกิดแรงสู้ อีกประการหนึ่งคือ การเป็นแกนนำที่ดี เราต้องรู้จักเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ แม้บางเรื่องที่รู้อยู่แล้วเราก็ต้องหมั่นค้นหาและฝึกฝนจนเกิดความแม่นยำ นี่คือหลักที่ยึดและปฏิบัติในการเป็นแกนนำชุมชนสู่ความยั่งยืน” แม่ระเบียบกล่าวทิ้งท้าย.

มีนาคม 11, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, ไทยโพสต์ | , , , | ให้ความเห็น

บัญชี 2 ไซเตส “พะยูง” ไม่หยุดร่ำไห้

http://www.thaipost.net/sunday/240213/70024

24 February 2556 – 00:00

ประเด็นที่ถือว่าเป็นที่จับตาในการประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าใกล้สูญพันธุ์ครั้งที่ 16 หรือ (The 16th Meeting of the Conference of the Parties to CITES: CITES CoP16) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และจะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 3–14 มีนาคม 2556 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ นั้นก็คือการประกาศของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่า
ด้วยแผนอนุรักษ์ป่าแหล่งกำเนิดไม้พะยูง ผืนสุดท้ายของโลกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย โดยการเสนอในที่ประชุมให้ไม้พะยูงขึ้นสู่บัญชี 2 การคุ้มครองของไซเตส
รวมทั้งประกาศจะเสนอมาตรการเชิงรุกคุมเข้ม กวาดล้างการลักลอบค้าพันธุ์พืชและสัตว์ป่าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการลักลอบค้างาช้างและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากงาช้าง ที่ไทยถูกกล่าวหาว่าเป็นแหล่งการค้าที่สำคัญ ซึ่งเมื่อไม่กี่วันมานี้ ลีโอนาโด ดิคาปริโอ ดาราดังฮอลลีวู้ด ก็ถึงกับส่งสาส์นถึงนายกรัฐมนตรีของไทยให้ปราบปรามหยุดการค้าสัตว์ป่าโดยเฉพาะงาช้างอย่างจริงจัง
และเสนอคำนิยามต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปลูกสวนป่าไม้กฤษณา  2) เสนอให้เปลี่ยนบัญชีจระเข้น้ำจืดและจระเข้น้ำเค็มเฉพาะประชากรในประเทศไทยที่เพาะเลี้ยงได้จากบัญชี 1 ที่ห้ามมีการซื้อขายเด็ดขาด มาอยู่ในบัญชีที่ 2 ซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ที่อนุญาตให้ค้าได้ แต่ต้องควบคุมไม่ให้ลดปริมาณอย่างรวดเร็วจนถึงจุดใกล้จะสูญพันธุ์
ในประเด็นนำไม้พะยูงขึ้นสู่บัญชี 2 ของไซเตสนั้น มโนพัศ หัวเมืองแก้ว อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  ชี้แจงว่า การเสนอขอขึ้นบัญชีไม้พะยูงให้อยู่ในบัญชีหมายเลข 2 ซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ที่อนุญาตให้ค้าได้ แต่ต้องควบคุมไม่ให้ลดปริมาณอย่างรวดเร็วจนถึงจุดใกล้จะสูญพันธุ์ เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์ป่าที่เป็นแหล่งกำเนิดของไม้พะยูงเริ่มเข้าสู่ขั้นวิกฤติจากการลักลอบตัดไม้และนำไปจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย ป่าไม้พะยูงในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยอยู่ในบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ และอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย จังหวัดอุบลราชธานี รวมทั้งบริเวณเขาพระวิหารถือเป็นป่าไม้พะยูง ผืนสุดท้ายของโลก จึงจำเป็นต้องอนุรักษ์ไว้เป็นป่ามรดกโลก
“การนำไม้พะยูงขึ้นบัญชี 2 ของไซเตส จะทำให้มั่นใจได้ว่าไม้พะยูงจะไม่สูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติ อันเนื่องมาจากการค้าระหว่างประเทศ เพราะการนำเข้า-ส่งออก ต้องมีใบอนุญาต”
“เพียงไม่กี่ปีมานี้ มีการลักลอบตัดไม้พะยูงเป็นจำนวนมาก  เพราะตลาดต่างประเทศต้องการ ทำให้ไม้พะยูงถูกลักลอบตัดไปแล้วไม่ต่ำกว่า 40% ของที่เคยมีอยู่ ส่วนใหญ่ก็เป็นการลักลอบตัดในป่าสงวนแห่งชาติ ไม่ใช่ไม้ที่ปลูกตามบ้านของชาวบ้านหรือชุมชน”
ในบทรายงาน “ความจำเป็นที่ต้องเสนอขึ้นบัญชีพะยูงในอนุสัญญาไซเตส” ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะเสนอในที่ประชุมไซเตสครั้งที่ 16 ระบุว่า
“สถานการณ์ปัจจุบัน การตัดไม้ทำลายป่าเป็นปัญหาหลักที่พบทั่วไป ทั้งถิ่นกำเนิดของพะยูง จนทำให้การกระจายพันธุ์ของพะยูงกำลังลดน้อยลงอย่างมาก ในปัจจุบัน แม้ประเทศไทยได้ปิดป่ามาตั้งแต่ปี 2542 ประชากรของพะยูงดูเหมือนจะลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีการทำไม้พะยูง ทั้งที่ขึ้นในพื้นที่เอกชน และขึ้นในป่าธรรมชาติอย่างผิดกฎหมายกันอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการไม้ที่สูงขึ้นในตลาดเอเชีย ประมาณกันว่าประเทศไทยมีพะยูงในป่าราว 3 แสนต้น เมื่อปี 2548 แต่เพียง 6 ปีถัดมาในปี 2554 ประชากรพะยูงลดลงอย่างมา เหลือเพียง 8 หมื่น-1 แสนต้น (ประมาณ 6.35 หมื่นลูกบาศก์เมตร)
เนื่องจากอยู่ในสถานภาพที่เสี่ยงต่อการใกล้สูญพันธุ์ประเทศที่เป็นถิ่นกำเนิดของพะยูง จึงได้มีการจัดสถานภาพของพะยูงตามหลักเกณฑ์ของ IUCN โดยกัมพูชา จัดให้พะยูงอยู่ในสถานภาพหายากและใกล้สูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง (Critically endanerd/-rare) สปป.ลาว ได้จัดให้อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ (endanerd) เวียดนาม จัดให้อยู่ในสถานภาพที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable) และสำหรับประเทศไทย แม้จะยังไม่มีการจัดสถานภาพ แต่ได้จัดให้ไม้พะยูงเป็นไม้หวงห้าม การจัดสถานภาพดังกล่าว ทำให้ทุกประเทศที่เป็นถิ่นกำเนิดของพะยูง ห้ามทำไม้พะยูงที่มาจากป่า เนื่องจากประชากรตามธรรมชาติของพะยูงลดน้อยลง ขณะที่พะยูงในที่ดินเอกชน ก็แทบจะหาไม่ได้แล้ว ทั้งนี้ การทำสวนป่าพะยูงนั้น เพิ่งเริ่มเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
ในระดับโลกนั้น คณะผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรพันธุกรรมป่าไม้ ขององค์การอาหารและการเกษตร (เอฟเอโอ) ก็ได้จัดลำดับความสำคัญของพะยูง เป็นทรัพยากรพันธุกรรมป่าไม้ ในลำดับความสำคัญสูงสุด ขณะที่ IUCN ได้จัดให้พะยูงเป็นไม้ในประเภทที่อยู่ในภาวะล่อแหลม (VU-Alcd) ต่อมาในปี 2550 การประชุมเชิงปฏิบัติการของ UNEP-WCNC ภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ ได้จัดให้พะยูงเป็นชนิดพืชที่มีลำดับสูงสุด ซึ่งต้องร่วมกันอนุรักษ์ระดับนานาชาติ เนื่องจากภัยคุกคามในประเทศถิ่นกำเนิดอย่างน้อยหนึ่งประเทศ และคุกคามจากการค้าระหว่างประเทศ”
ภัยคุกคามที่มีต่อพะยูง รายงานระบุว่า
“ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา สถิติการจับกุมในการกระทำความผิดเรื่องไม้พะยูงมีมากกว่า 3,000 คดี สามารถยึดไม้พะยูงได้ 178,609 ท่อน/แผ่น ที่น่าตกใจอย่างมากคือ ในช่วง 9 เดือนแรก ของปีงบประมาณ 2554 สถิติจับกุมสูงถึง 786 คดี ยึดไม้พะยูงได้ 6,780 ท่อน/แผ่น ไม้พะยูงที่ยึดมาได้ทั้งหมดนี้ ถ้าขายในตลาดโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 9 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ไม้พะยูงที่ยึดมาได้มีปริมาตรราว 6.3 แสนลูกบาศก์เมตร ซึ่งประเมินกันว่าหากตัดจากต้นพะยูงที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง  50 เซนติเมตร พะยูงน่าจะหายไปจากป่าจำนวนไม่น้อยกว่า 600,000 ต้น”
ในรายงานของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ยังให้ข้อมูลเปรียบเทียบว่า ประเทศที่ไม้พะยูงถูกคุกคามได้ดำเนินการอย่างไรที่จะไม่ให้ไม้ชนิดนี้สูญพันธุ์ โดยระบุว่า
“การปลูกสวนป่าพะยูงเพื่อการทดลองได้เริ่มในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2524 ปัจจุบันมีไม้พะยูงจำนวนไม่น้อยกว่า 20,000 ต้นในสวนป่า เพื่อการทดลอง ผลการทดลองเบื้องต้นบ่งชี้ว่า การปลูกป่าพะยูงในระยะยาวมีศักยภาพเชิงการค้า พะยูงจากสวนป่าอายุ 20-29 ปี สามารถมีเส้นผ่าศูนย์กลางได้เฉลี่ยปีละ 1 ซม. การเจริญเติบโตของแก่นไม้นั้นค่อนข้างช้า พะยูงอายุ 20 ปี มีเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยเพียง 13 ซม.
ขณะที่ประเทศอื่นๆ ที่เป็นถิ่นกำเนิด ได้พยายามในการหาเชื้อพันธุกรรมสำหรับการทำแหล่งรวบรวมพันธุ์ โดยต้นที่มีลำต้นตรงและเติบโตเร็วจะถูกคัดเลือกมาเป็นแม้ไม้ ประเทศไทย ทำการคัดเลือกแม้ไม้ไว้เพื่อใช้การผลิตเมล็ดทั้งในสวนป่าและป่าธรรมชาติมาตั้งแต่ราวปี 2530 โดยปัจจุบันมีจำนวนแม้ไม้กว่า  570 ต้น ใน 18 จังหวัด ในปี 2550 ได้มีการรายงานว่า ประเทศกัมพูชาได้รวบรวมแม่ไม้ตั้งแต่ปี 2545 โดยรวบรวมไว้ในป่าอนุรักษ์ที่เสียมเรียบจำนวน 121 ต้น ในพื้นที่ 312.5 ไร่ สวน สปป.ลาว ได้กันพื้นที่ 675 ไร่ ในป่าอนุรักษ์ 3 แห่ง สำหรับอนุรักษ์พะยูง ในขณะที่เวียดนาม ได้ทำแปลงรวบรวมพันธุ์พะยูง 2 แปลง โดยมีพะยูง 2,600 ต้น
ปราบอย่างไร?
ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า หลังการนำไม้พะยูงขึ้นบัญชี 2 ของไซเตสแล้ว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะมีมาตรการปราบปรามไม้พะยูงที่เข้มข้นขึ้นอย่างไร
แม้ว่า นายมโนพัศ หัวเมืองแก้ว อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ จะยืนยันว่า หลังขึ้นบัญชี 2 การลักลอบค้าไม้พะยูงระหว่างประเทศน่าจะดีขึ้น ถ้าไม่มีการขออนุญาตถือว่าผิดกฎหมาย ส่วนด้านการปราบปรามเดิมก็เข้มข้นอยู่แล้ว มีการสนธิกำลัง 4 จังหวัดที่เป็นพื้นที่ไม้พะยูง เพราะประเทศเจ้าหน้าที่จะต้องทำงานในพื้นที่อนุรักษ์เข้มแข็งขึ้นก็ตาม.
/////////////////////////////////
ล้อมกรอบ1
ไทยต้องดันขึ้นบัญชี 1 ไม่ใช่บัญชี 2 : มุมมอง WWF

เพชร มโนปวิตร ผู้จัดการฝ่ายงานอนุรักษ์ WWF ประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์ค้าไม้พะยูงวิกฤติร้ายแรงเหมือนการค้างาช้างในไทย เกิดขึ้นหนักมาก ลักลอบตัดในป่าหย่อมเล็กหย่อมน้อยทางภาคอีสาน จนกระทั่งเข้าไปในป่าชุมชนเล็กๆ ที่ชาวบ้านช่วยกันดูแลรักษา เหลือไม้พะยูงไม่กี่ต้น ก็ถูกจับจ้องเอากันแล้ว ไม่ต้องเข้าป่าใหญ่ ตอนนี้คนเห็นไม้พะยูงเป็นเงินลอยมา เป็นแรงจูงใจที่ห้ามได้ยากมาก หากไม่เอาจริงเอาจังกับการบังคับใช้กฎหมาย เห็นว่าการที่ ทส.เตรียมผลักดันไม้พะยูงขึ้นบัญชี 2 ไซเตส เป็นก้าวที่ดี แต่ไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาลอบค้าไม้แน่นอน เพราะวิกฤตการณ์ที่กำลังเจออยู่เหมือนคนกำลังจะตาย แต่มาให้น้ำเกลือ เพราะตามบัญชี 2 ไม่ได้ห้ามค้าขาย ฉะนั้น ยังอนุญาตให้ค้าขาย เพียงแต่ให้มีการบันทึกและรายงานเท่านั้น ทว่าในสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม้พะยูงลักลอบค้ากันอยู่แล้ว ไม่มีใครจะมารายงานว่าตัดไม้ไปเท่าไหร่ เป็นกิจกรรมที่บุกรุกทำลายป่าผิดกฎหมายอยู่แล้ว
“มาตรการแก้ปัญหาค้าไม้พะยูงที่รัฐบาลไทยเสนอไม่ได้แก้ตรงจุด อันที่จริงวิกฤติรุนแรงนี้ควรเพิ่มมาตรการเข้มข้นไปที่ประสิทธิภาพการป้องกัน ทราบว่า กรมอุทยานฯ ร้องขอไป แต่รัฐบาลบอกไม่จำเป็น ให้ใช้มาตรการปลูกป่าเศรษฐกิจข้างนอกช่วยดีกว่า มันผิดประเด็น ขบวนการค้าไม้พะยูงเทียบได้กับการค้ายาเสพติด มีกระบวนการลักลอบผิดกฎหมาย”
ผู้จัดการฝ่ายงานอนุรักษ์ WWF ไทย ชี้ว่า ปัญหาค้าไม้พะยูงสะท้อนความอ่อนแอของระบบการบังคับใช้กฎหมาย ขบวนการโยงใยเป็นเครือข่าย ฉะนั้น ระบบบูรณาการของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั้งหมดเดินไปพร้อมกัน จะเป็นคำตอบที่ดีกว่า การเข้ามาลักลอบตัดไม้หลายกรณีพบผู้มีอิทธิพล กลุ่มคนในเครื่องแบบ ตลอดจนผู้มีอำนาจเข้าไปเกี่ยวข้องในขบวนการเสียเอง ไม่ใช่เรื่องชาวบ้านลักลอบตัดไม้ การนำไม้พะยูงขึ้นบัญชีเป็นมาตรการแก้ที่ผิวเผิน
นอกจากนี้ จำนวนคดีค้าไม้พะยูงที่เพิ่มขึ้นมากและการจับกุมที่เกิดถี่มากในปีนี้และหลายปีที่ผ่านมานี้ สะท้อนตลาดการค้ามีความต้องการสูง ตัดในประเทศแล้วส่งออกไปประเทศจีน เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจของจีนที่ดีขึ้น คนมีฐานะ สำหรับประเทศที่เป็นเจ้าของทรัพยากรต้องเน้นบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็ง และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานของอาเซียนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาลักลอบค้าสัตว์และพืชป่าผิดกฎหมาย กลไกขับเคลื่อนมีอยู่ แต่ไม่ถูกใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ แล้วรัฐบาลก็ควรพัฒนาระบบการจัดทำข้อมูลการค้าไม้พะยูงผิดกฎหมาย วิเคราะห์เพื่อใช้กำหนดนโยบายแก้ปัญหา
เขาบอกด้วยว่า ย้อนกลับไปการลักลอบค้าไม้พะยูงคล้ายกรณีค้าไม้หอม ยุคหนึ่งมีความต้องการในธุรกิจตลาดมืดสูงมาก ค่าตอบแทนก็สูงมาก เสี่ยงยังไงคนก็เอา จนนำไปสู่วิกฤติกฤษณา และส่งผลกระทบถึงการลักลอบล่าสัตว์ป่าด้วย
ทั้งนี้ เพชรเสนอแนะทางออกจากสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงนี้ว่า ควรมีการนำข้อมูลสารสนเทศมาใช้กำหนดการแก้ปัญหา ไม้พะยูงล่อแหลม ตั้งไว้ล่อโจร ถ้าทำแผนที่ที่พบไม้พะยูงจะมีความชัดเจนและแม่นยำมาก เผยให้เห็นว่าเหลือไม้พะยูงในพื้นที่ใดบ้าง สามารถกำหนดมาตรการดูแลเฉพาะจุด การป้องกันทำได้ง่ายกว่าการรักษาสัตว์ป่า เพราะมีตำแหน่งแน่นอน    ขณะที่การเพิ่มบทลงโทษตามกฎหมายให้รุนแรงมากยิ่งขึ้นก็เป็นอีกมาตรการ เห็นว่าบทลงโทษต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับสัตว์และพืชป่า ตอนนี้ตัดไม้พะยูงความผิดไม่ต่างจากตัดไม้อื่นๆ  ทำให้ความเกรงกลัวมีน้อย เหมือนจับนกเขียวก้านตอง 1 ตัว กับจับช้าง 1 เชือก ปรับสูงสุด 4 หมื่นบาท จำคุก 4 ปี แถมส่วนใหญ่กระบวนการเอาผิดไปไม่ถึงการจับกุม นอกจากนี้ การเพิ่มส่วนภาคประชาชนก็มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ไม้ได้ ควรมีการสนับสนุนพัฒนาการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง
“ครั้งหนึ่งไทยเป็นเจ้าภาพประชุมไซเตส ผลักดันปรับสถานภาพโลมาอิรวดีจากบัญชี 2 ขึ้นบัญชี 1 สำเร็จ คือ ห้ามซื้อขาย ผลจากข้อมูลจากหลายฝ่ายยืนยันประชากรโลมาอิรวดีดิ่งลงเหว สถานภาพใกล้สูญพันธุ์ กรณีโลมาอิรวดีแม้การค้าอาจไม่ใช่ภัยคุกคามหลัก แต่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สัตว์ชนิดนี้สูญพันธุ์ได้ การนำไม้พะยูงให้เข้าสู่บัญชี 2 และต่อไปขับเคลื่อนให้ขึ้นบัญชี 1 ไซเตสได้ จะลดปัญหาการค้าระหว่างประเทศได้” เพชรกล่าว.

มีนาคม 11, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, ไทยโพสต์ | , , , | ให้ความเห็น

ป่าชุมชนบ้านห้วยไร่บูรพา แชมป์ประชาคมเข้มแข็ง

http://www.thaipost.net/sunday/170213/69689

17 February 2556 – 00:00

ศูนย์เรียนรู้ป่าชุมชนห้วยไร่บูรพา เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ได้เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ภายใต้การสนับสนุนของบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ที่มอบเงินจำนวน 1 ล้านบาท ในการก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้ป่าชุมชนแห่งนี้
เป้าหมายของศูนย์เรียนรู้ป่าชุมชนห้วยไร่บูรพา ซึ่งตั้งอยู่ ณ ต.อูบมุง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี นี้ก็คือ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้การรักษาป่า รักษาสิ่งแวดล้อมใกล้ชุมชนและใกล้ตัว ซึ่งชุมชนอื่นๆ ในพื้นที่ จ.อุดรธานี หรือจังหวัดใกล้เคียง  สามารถเข้ามาศึกษาการอนุรักษ์ป่า และการอยู่ร่วมกับป่าได้จากที่นี่ เนื่องจากป่าชุมชนห้วยไร่บูรพาแห่งนี้ เป็นแชมป์ระดับประเทศ จากการประกวดป่าชุมชนระดับประเทศเมื่อปี 2553 ในโครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ได้รับถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
กล่าวได้ว่า ในการประกวดป่าชุมชนตัวอย่างของประเทศ มีป่าชุมชนมากมายที่มีผลงานดีเด่นเข้าตากรรมการ แต่แล้วป่าชุมชนห้วยไร่บูรพา ก็เฉือนเอาชนะป่าชุมชนตัวอย่างอื่นๆ มาได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า ชุมชนแห่งนี้ โดยกลุ่มราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสพป.) มีความเข้มแข็งเหลือเกิน ซึ่งหาได้ยากยิ่ง
“ต้นไม้มันผิดอะไร ทำไมถึงต้องตัดมัน
ต้นไม้มีค่าอนันต์ เธอกับฉันช่วยกันดูแล
อาหารที่เราต้องการ เครื่องนุ่งห่มที่อยู่อาศัย
หยูกยาจากไม้สมุนไพร พวกเราได้จากป่าไม้เอย
ต้นไม้มันมีชีวิต ลิขิตป่าดงพงไพร
วิงวอนพี่น้องหญิงชาย ช่วยปกป้องพงไพร ป่าไม้นิจนิรันดร์
พวกเรา รสพป.ขอตั้งสัตย์มั่น
ตราบเหลือวิญญาณจะปกป้องพงไพร”
เนื้อหาข้างต้น เป็นบทเพลงที่กลุ่มราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่าของชุมชนห้วยไร่บูรพาแต่งขึ้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์การร่วมแรงร่วมใจของชุมชนในการดูแลพิทักษ์ป่าชุมชนห้วยไร่บูรพา ที่ปัจจุบันมีพื้นที่ประมาณ 1,500 ไร่ และเป็นป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ กลายเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตของชุมชน
ในอดีตป่าแห่งนี้เคยเป็นป่าเสื่อมโทรม เพราะถูกบุกรุกทำลายป่าจากชาวบ้านในชุมชน เพื่อนำพื้นที่ไปทำไร่เลื่อนลอย ปลูกมันสำปะหลัง เพียงไม่กี่ปีหลังการทำลายป่า ความแห้งแล้ง ก็มาเยือน ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวนาไม่สามารถทำนาได้อย่างที่เคยเป็น หรือทำได้ ผลผลิตที่ได้ก็ไม่เพียงพอ  ส่วนมันสำปะหลัง ที่ปลูกกันอย่างพืชเชิงเดี่ยว ก็ให้ผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ทำให้ชุมชนยากจนลงเรื่อยๆ ผู้คนต้องอพยพย้ายถิ่นไปทำงานในเมือง เพราะรายได้ไม่เพียงพอจุนเจือครอบครัว
ส่วนปริมาณน้ำจากป่าบ้านหนองวัวซอ ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำ หล่อเลี้ยงคนเมืองอุดรธานี ก็แห้งแล้ง น้ำลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
“ในปี 2546 เริ่มเห็นปัญหานี้ชัดเจน ป่ากำลังจะหมด แห้งแล้งมาก ฝนไม่ตก 10-20 ปี ทำนาไม่ได้ คนโยกย้ายออกไปจากหมู่บ้าน ไปหางานทำที่อื่น” พ่อใหญ่ทองศูนย์ ตรีภูเขียว ประธานกรรมการชุมชนบ้านห้วยไร่บูรพา ได้เป็นตัวตั้งตัวตีให้ชุมชนมีจิตสำนึกรักษาป่าย้อนรำลึกความหลัง
ต่อมา “พ่อใหญ่” และชาวบ้านอื่นๆ ได้ไปอบรมกับศูนย์ส่งเสริมวนศาสตร์ชุมชนที่ 3 จังหวัดสกลนคร เกี่ยวกับการเป็นป่าชุมชน การดูแลพิทักษ์ป่า ซึ่งเป็นที่มาทำให้เกิดอาสาสมัครในชุมชนห้วยไร่บูรพา 120 คน เกิดขึ้น
เพียงไม่กี่ปีหลังเกิดอาสาสมัครชุมชนในการดูแลพิทักษ์ป่า  ป่าห้วยไร่บูรพาก็ค่อยๆ ฟื้นตัว ความชุ่มชื้นค่อยๆ กลับคืนมา ต้นไม้ในป่าเริ่มฟื้นตัว จากไม้เล็กกลายเป็นไม้ใหญ่ เพราะมีชุมชนคอยเฝ้าระวังไม่ให้มีการตัดไม้ทำลายป่า พืชพรรณที่เป็นอาหารของชาวบ้านเริ่มกลับมา ทั้งเห็ดป่า เห็ดโคน หน่อไม้ ไข่มดแดง พืชสมุนไพร ที่เป็นทั้งอาหารและยา และพืชพรรณอื่นๆอีกมากมายเริ่มกลับมา อย่างพืชสมุนไพรบางอย่างที่คิดว่าสูญหายไปแล้ว ก็เริ่มพบ เริ่มกลับมาให้ชาวบ้านได้เก็บเกี่ยว จนป่าแห่งนี้กลายเป็นซูเปอร์มาร์เก็ต
“ตอนนี้ชุมชนเข้าใจในประโยชน์ของป่าดี ทำนาได้ พึ่งพาอาหารป่า ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ด้วยการเก็บเห็ด บางคนเก็บได้คิดเป็นราคาก็ 700-800 บาทต่อวัน อย่างเห็ดโคนตามป่าก็มีอยู่ตรงโน้นตรงนี้ เก็บได้ไม่หมด เก็บได้ทุกวัน ผักหวาน ไข่มดแดง สมุนไพร ก็มีเก็บได้”
ไม่ได้มีเพียงแต่คนจากบ้านอูบมุงที่มีประมาณ 500 คนเท่านั้น ที่เข้ามาเก็บอาหารป่าชุมชนบ้านห้วยไร่ฯ แต่คนจากหมู่บ้านอื่นๆ ก็สามารถเข้ามาเก็บอาหารจากป่าแห่งนี้ได้ด้วยเช่นกัน
“ไม่ได้ห้ามคนนอกหมู่บ้าน ไม่เป็นไร เก็บได้ เพราะเก็บเท่าไหร่ก็ไม่หมด เพียงแต่อยากให้มีจิตสำนึกหวงแหนป่า และคิดว่าของที่เก็บได้ ถ้าไปซื้อเขานี่เป็นเงินเท่าไหร่ ถ้าไม่มีป่าก็ไม่มีของกินพวกนี้ให้เก็บ ทางเราก็อาจจะมีด่านตรวจเล็กน้อย ชั่งน้ำหนักว่าเก็บไปเท่าไหร่ ส่วนที่ว่าเก็บเท่าไหร่ไม่หมด พอถึงฤดูอื่นมันก็มีอย่างอื่นขึ้นมาทดแทน เก็บได้ทั้งปี หน้าแล้งมีไข่มดแดง หวาย ผักหวาน หน้าฝนก็มีหน่อไม้ มันจะเกิดหมุนเวียนไปเรื่อย เก็บกินยังไงก็ไม่หมดหรอก” พ่อใหญ่เล่า
พอความชุ่มชื้นกลับคืนมา ชาวบ้านเลิกปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งเดิมเคยทำรายได้แค่ปีละ 1.5 หมื่นบาท ถึง 7-8 หมื่นบาท หันมาทำนา ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ส่งออก จนตอนนี้มีรายได้ตกปีละ 7-8 แสนบาท ทำให้ลืมตาอ้าปากได้ หลุดพ้นจากความยากจน และที่นี่ยังมีแปลงสาธิตการทำป่าชุมชน เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กับการเป็นแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ
พอชุมชนมีจิตสำนึกเข้าใจคุณค่าประโยชน์ของป่าดีขึ้น ทำให้ทุกวันนี้พ่อใหญ่และอาสาสมัครเริ่มสบายใจ ไม่ต้องระวังเรื่องไฟป่ามากเหมือนแต่ก่อน เพราะเมื่อก่อนไฟป่ามักจะเกิดขึ้นจากน้ำมือคน มาเผาป่าเพื่อหวังทำไร่เลื่อนลอย แต่ตอนนี้อาจจะมีบ้าง แต่เป็นไฟป่าตามธรรมชาติ ถึงอย่างนั้นการเฝ้าระวังลาดตระเวนก็เป็นไปอย่างเข้มแข็ง
“2-3 ปีมานี่ไม่มีไฟป่า คนไม่กล้าจุด ไม่กล้าเผาหม้อข้าวตัวเอง แต่เราก็ยังต้องเฝ้าระวัง คอยลาดตระเวน ซึ่งทางเทศบาลเขาให้งบประมาณหมู่บ้านละ 2 หมื่นบาทต่อปี เป็นค่าน้ำมันมอเตอร์ไซค์ เอาไว้คอยลาดตระเวนป่า” พ่อใหญ่เล่า
แผนต่อไปของป่าชุมชนห้วยไร่บูรพาคือ การขยายพื้นที่ป่าเพิ่มอีก 1,300 ไร่ รวมกับพื้นที่เดิมก็คิดเป็นราว 2,800 ไร่ โดย ยึดหลักจิตอาสาของชุมชน ช่วยกันปลูกต้นไม้เสริมแนวที่ยังแห้งแล้ง โดยอาศัยวันสำคัญต่างๆ มาร่วมลงแรงปลูกป่า ทำฝายดักตะกอน เพื่อเก็บกักน้ำไว้ช่วงหน้าแล้ง
“ตอนนี้ป่าสมบูรณ์มาก เราต้องระวังไม่ให้พื้นที่ป่ารุกเข้าไปในนา ต้องทำเขตแนวป้องกันไว้”
เมื่อพูดถึงศูนย์การเรียนรู้ป่าชุมชนห้วยไร่บูรพา ที่เพิ่งเปิดทำการ พ่อใหญ่ตั้งความหวังไว้ว่า จะเป็นต้นแบบให้ชุมชนอื่นๆใกล้เคียง หรือป่าชุมชนอื่นๆ ในจังหวัดอุดรฯ และจังหวัดอื่นๆ ได้เข้ามาศึกษาเป็นแบบอย่าง
“ถ้าถามว่าทำไมเราถึงได้ชนะเลิศป่าชุมชน ก็ต้องบอกมาความสามัคคีมาเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือ มีผู้สนับสนุนจริงจัง ทั้งจากหน่วยงานราชการ เอกชน อย่างบริษัทราชบุรีฯ เขาก็ให้การสนับสนุนมาตลอด และอันดับ 3 คือ ศูนย์วนศาสตร์ชุมชนที่ 3 ที่ให้การสนับสนุนเป็นพี่เลี้ยงตลอดมา จึงทำให้ป่าแห่งนี้กลับคืนมาได้” พ่อใหญ่สรุป
ด้านบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) นพพล มิลินทรางกูร กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีฯ กล่าวว่า การช่วยเหลือเปิดศูนย์การเรียนรู้ป่าชุมชนห้วยไร่บูรพาแห่งนี้ เป็นเจตนารมณ์ที่หวังรักษาป่า เพื่อสร้างปอดให้กับประเทศ และเห็นเจตนาดีของกรมป่าไม้ในการรักษาป่าชุมชน จึงเสนอตัวขับเคลื่อนรักษาป่าร่วมกับกรมป่าไม้ ตั้งแต่ปี 2551 ที่ผ่านมา หลังจากดำเนินการเรื่องรักษาป่า ผ่านโครงการ “กล้ายิ้ม” และขณะนี้ก็จะเริ่มสานต่อโครงการระยะที่ 2 โดยเป้าหมายยังคงเดิม คือ การสนับสนุนป่าชุมชนที่เห็นว่ามีศักยภาพและสามารถขยายเครือข่ายออกไปได้ในวงกว้างขวางออกไป โดยเน้นการขยายแนวคิดการอนุรักษ์ป่าไปสู่ชุมชนต่างๆ ให้มากยิ่งขึ้น สนับสนุนให้เกิดผู้นำรุ่นใหม่ สร้างเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างชุมชน ซึ่งการช่วยเหลือป่าชุมชนบ้านห้วยไร่ เป็นโครงการแรกสำหรับปีนี้
“5 ปีที่เราทำงานร่วมกับกรมป่าไม้ ทำให้มีป่าชุมชนเพิ่มขึ้นเป็น 7-8 พันป่า จากเดิมที่มี 4 พันเศษๆ พิสูจน์ให้เห็นว่า ความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจระหว่างกรมป่าไม้กับภาคเอกชน จะนำพาความเข้มแข็งมาสู่ชุมชนได้ เพราะพอเขาเห็นตัวอย่างว่าชุมชนโน้น ชุมชนนี้ดียังไง ก็เหมือนแม่เหล็กดูดให้เขาทำตามกัน และโครงการกล้ายิ้มที่เราส่งเสริมให้เกิดผู้นำในเยาวชน เพื่อให้เป็นผู้นำในชุมชนรุ่นต่อไป ขณะนี้ก็พอมองเห็นว่า เราประสบความสำเร็จ มีเยาวชนที่มีศักยภาพพร้อมจะเป็นผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งได้ในอนาคตแล้ว”
นพพลกล่าวอีกว่า อย่างป่าชุมชนห้วยไร่ฯ ที่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ต เพราะมีแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ ถือว่าเป็นความสำเร็จขั้นหนึ่ง แต่สิ่งที่ทางบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีฯ มองไว้อีกระดับหนึ่งก็คือ การประหยัดพลังงาน
“เรากำลังมองว่า ถ้าเอาเศษใบไม้ที่มีอยู่จำนวนมาก มาทำเป็นผง อัดแน่น กลายเป็นถ่าน ก็จะช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้มาก และการเก็บเศษใบไม้มาทำเป็นเชื้อเพลิงยังเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่าได้อีกด้วย หรืออีกวิธี เศษใบไม้ก็สามารถนำมาหมักให้เกิดก๊าซชีวภาพ ใช้หุงต้มได้”
ผู้บริหารบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีฯ กล่าวอีกว่า สำหรับ ศูนย์การเรียนรู้ป่าชุมชนห้วยไร่บูรพา เชื่อว่าจะเป็นเครื่องมือจัดการป่าชุมชน และนำไปสู่การขยายเครือข่ายรักษาป่าในวงที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ ส่งต่อเจตนาถ่ายทอดจิตสำนึกให้ชุมชนจากรุ่นสู่รุ่น ชั่วลูกชั่วหลาน
“แค่บอกว่าให้รักหวงแหนป่า แล้วแค่เดินผ่าน แล้วปากก็บอกรัก มันไม่ใช่ แต่มันต้องเกิดจากจิตสำนึก จากการศึกษาของเราพบว่า ฟังอย่างเดียวไม่พอ ต้องปลุกเร้าให้เขาตอบสนองด้วย เราต้องปลูกต้นกล้าให้รักป่าในหัวใจด้วย เพื่อให้เด็กที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า จะมีจิตสำนึกเช่นพ่อใหญ่ทองศูนย์ และเราก็จะมีพ่อใหญ่แบบเดียวกันนี้นับไม่ถ้วนในอนาคต” ผู้บริหารบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีฯ กล่าว.

มีนาคม 11, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, ไทยโพสต์ | , , , | ให้ความเห็น

วิถีสู่ “กรีนแคมปัส” ระดับโลก แบบฉบับ “ม.มหิดล”

http://www.thaipost.net/sunday/100213/69327

10 February 2556 – 00:00

เมื่อปีที่แล้วเป็นปีแรกที่มหาวิทยาลัยมหิดลตัดสินใจเข้าร่วมการจัดอันดับสถาบันการศึกษาสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่สุดในโลก หรือ UI Green Metric World University Ranking 2012 ที่จัดทำโดย University of Indonesia มหาวิทยาลัยในอินโดนีเซีย (UI) เพราะคิดว่าการแข่งขันกับมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นอีกขั้นตอนในการพัฒนาปรับปรุงสู่การเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว ซึ่งมีมหาวิทยาลัยรวมแล้ว 215 แห่งที่อยากได้ชัยชนะจากการจัดอันดับในครั้งนี้ โดยต้องผ่านเกณฑ์การประเมิน 6 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ตั้งและระบบสาธารณูปโภค การจัดการพลังงานและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การจัดการขยะ การใช้น้ำ การจัดการระบบขนส่ง และการศึกษา
เป็นความน่ายินดีของมหาวิทยาลัยมหิดล เพราะจากผลสำรวจ UI Green Metric World University Ranking 2012 ได้ประกาศว่า มหิดลเป็นสถาบันการศึกษาสีเขียวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอันดับที่ 36 ของโลก อันดับที่ 11 ของเอเชีย และขึ้นแท่นอันดับ 1 ของประเทศไทย
วิธีการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมในแบบฉบับมหิดลเพื่อเพิ่มสีเขียวให้มหาวิทยาลัยนั้น มีทั้งที่แปลกใหม่ อย่างเปลี่ยนถนนรถซิ่งให้เป็นถนนคนเดินและทางจักรยาน เปลี่ยนรถสร้างมลพิษเป็นรถรางเพื่อการอนุรักษ์ หรือมองหาทางออกง่ายๆ ให้การสัญจรภายในมหาวิทยาลัยด้วยโครงการจักรยานสาธารณะกว่า 400 คน หรือสร้างแนวรั้วสีเขียวบนเนินดินของมหาวิทยาลัยแทนใช้รั้วกำแพงปูน การเปลี่ยนพื้นที่ว่างให้เป็นแปลงผักปลอดสารพิษ เปลี่ยนเศษหญ้าให้มาเป็นปุ๋ย เปลี่ยนน้ำเสียกลายเป็นน้ำดี ฯลฯ หลากหลายโครงการและขั้นตอนสู่ความสำเร็จ ซึ่งมหิดลเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2551 และเห็นผลเป็นรูปธรรม ซึ่งน่าจะเป็นคำตอบเหตุใดสถาบันการศึกษาแห่งนี้สามารถคว้าที่หนึ่งของประเทศมาครองได้
นอกจากความสำเร็จจากการจัดอันดับสร้างชื่อไทยในโลก แผนแม่บทมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green Campus)เป็นสิ่งที่น่าพูดถึง ซึ่งมหาวิทยาลัยอื่นสามารถนำไปเป็นต้นแบบประยุกต์ใช้ในสถาบันการศึกษาของตัวเองได้
ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวเริ่มเมื่อ 5 ปีที่แล้ว สมัย ศ.คลินิก นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร ได้จัดทำผังแม่บทภายใต้แนวคิด “มหาวิทยาลัยเมืองในฝัน เมืองน่าอยู่และเสริมสร้างสุขภาวะ” หวังให้เป็นที่เรียนที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างแท้จริง และสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ โดยผ่านการสร้างพื้นที่ในมหาวิทยาลัยร้อยละ 70 ให้เป็นสีเขียว ทั้งยังสร้างมหาวิทยาลัยให้เป็นสถานที่ที่ชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัยได้ร่วมใช้ประโยชน์ เรียนรู้ ทำกิจกรรม เป็นที่พักผ่อน รวมถึงเป็นต้นแบบด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ขณะนี้ได้ผลักดันและกำหนดเป็น 1 ใน 9 ยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย โดยตั้งเป้าให้มหิดลเป็นมหาวิทยาลัยเชิงนิเวศเต็มตัวในปี 2559
“มหาวิทยาลัยมหิดลได้ถ่ายทอดยุทธศาสตร์ไปสู่ 33 คณะ บัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัย สถาบัน สำนัก ศูนย์ ดำเนินการประสานกัน รวมพลังกันดูแลสิ่งแวดล้อม ผลักดันให้มหาวิทยาลัยสีเขียวเป็นจริง ลดการใช้ไฟฟ้า น้ำ น้ำมัน และไม่ใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟือย ปี 56 นี้ตั้งเป้าลดใช้พลังงาน 10 เปอร์เซ็นต์” อธิการบดีมหิดลย้ำ
ด้าน ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองอธิการบดี ม.มหิดล พูดถึงขั้นตอนสู่การเข้าร่วมการจัดอันดับของ UI ด้วยว่า คณะผู้บริหารตัดสินใจด้วยเห็นโอกาสพัฒนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของสถาบัน โดยจัดตั้งคณะกรรมการอนุรักษ์พลังงาน คณะกรรมการจัดการขยะ คณะกรรมการ 5 ส ตลอดจนจัดประชุมดำเนินการโครงการและกิจกรรมต่างๆ จากเกณฑ์การประเมินอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง รวบรวมจุดแข็งของมหาวิทยาลัยมหิดล ไม่เฉพาะวิทยาเขตศาลายา แต่ทั้ง 6 วิทยาเขต เข้าร่วมจัดอันดับ ทั้งวิทยาเขตกาญจนบุรี นครสวรรค์   อำนาจเจริญ วิทยาลัยการจัดการ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะเวชศาสตร์เขตร้อน ฯลฯ รวมพื้นที่กว่า 6,000 ไร่    ทางมหาวิทยาลัยอินโดนีเซียสำรวจและเห็นถึงการปฏิบัติจริงจึงประกาศให้อันดับ 1 สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเทศ เป้าหมายต่อไปมหิดลจะสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อให้เกิดมหาวิทยาลัยสีเขียวทั่วไทย
รองอธิการบดีคนเดิมยังแนะนำหลายโครงการที่นำความสำเร็จมาให้มหาวิทยาลัย ที่แสดงถึงการปรับเปลี่ยนแนวคิด วิธีการ และวิถีชีวิตของนิสิตนักศึกษา บุคลากรทางการศึกษา และชุมชนโดยรอบมหิดล ศาลายา เริ่มจากโครงการหนึ่งที่สำคัญ คือ เปลี่ยนถนนของรถยนต์ให้เป็นเส้นทางเดินเท้าและทางจักรยาน  ลดพื้นที่จราจรจาก 6 เลน เหลือ 3 เลน  เพราะคนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในมหาวิทยาลัยเป็นนักศึกษา จะได้เดินและขี่จักรยาน เป็นนโยบายสนับสนุนวิถีจักรยานอย่างมีประสิทธิภาพ เส้นทางจักรยานแบ่งเป็น 2 แบบ ที่อยู่ในโซนการศึกษาด้านในจะห้ามรถทุกชนิดเข้ายกเว้นจักรยานและการเดินเท้า อีกแบบเป็นทางจักรยานร่วมกับถนนอยู่พื้นที่การศึกษาด้านนอก ได้แบ่งพื้นที่ถนนบางส่วนเป็นเลนจักรยานสีฟ้า ในมหาวิทยาลัยยังมีบริการรถรางวิ่งฟรี 16 คัน ตั้งแต่เช้าจรดค่ำลดการขับรถส่วนตัวภายในมหาวิทยาลัย
อย่างที่ประกาศผังสร้างพื้นที่ในมหาวิทยาลัยร้อยละ 70 เป็นสีเขียว การเปลี่ยนพื้นที่รกร้างว่างเปล่าให้เป็นแปลงปลูกพืชผักสวนครัว ผลไม้ ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ศ.พญ.สุวรรณา พานั่งรถรางที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวีไปชมแปลงปลูกผักปลอดสารพิษ ซึ่งมหาวิทยาลัยร่วมกับกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรตำบลศาลายาปลูกผักที่สด สะอาด พร้อมทั้งตั้งร้านเล็กๆ ข้างแปลงขายสินค้าในราคาย่อมเยา ได้สัมภาษณ์ ลำพึง ศรีสาหร่าย เกษตรกรตำบลศาลายา วัย 53 ปี
“ป้ารักอาชีพเกษตร เมื่อมหาวิทยาลัยชักชวนมาพัฒนาพื้นที่ว่างๆ เป็นแปลงผักก็สนใจ เดิมป้าทำน้ำลูกยอกับน้ำกระชายขาย ก็มาเริ่มปลูกผักกัน ปี 2551 ได้ความรู้เรื่องเกษตรปลอดสารพิษเพิ่ม รวมถึงดินฟ้าอากาศ แถมยังทดลองเมล็ดพันธุ์จนได้ผลผลิตที่ดี ป้าให้อินทรีย์วัตถุเยอะ ปลูกผักแบบเกื้อกูลกัน ทนแมลง พื้นที่ 4 ไร่ ปลูกพืชผักกว่า 20 ชนิด นอกจากสร้างรายได้ ความผูกพันของมหิดลกับชุมชนก็มากขึ้น มีการนำสินค้าจากกลุ่มแม่บ้านมหาสวัสดิ์ แม่บ้านคลองโยงมาวางขายร่วมด้วย เน้นต้องซื่อสัตย์กับผู้บริโภค ปลอดสารจริงๆ ที่ขายถูกเพราะอยากให้คนรายได้น้อยมีโอกาสได้กินผักปลอดสาร คนมาซื้อก็ขอบคุณ” ป้าลำพึงบอกก่อนจะเดินลงแปลงปลูกผัก
สำหรับเศษหญ้า เศษกิ่งไม้ และใบไม้ภายในมหาวิทยาลัย รองอธิการบดีหัวใจสีเขียวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ใช้มาผลิตเป็นปุ๋ยหมักชีวภาพเอาไว้บำรุงรักษาพันธุ์ไม้และปลูกหญ้าให้งอกงามร่มรื่นเขียวขจี ช่วยลดค่าใช้จ่ายการซื้อปุ๋ย และส่วนที่เหลือยังนำไปจำหน่ายราคาย่อมเยาแก่ชุมชนโดยรอบ เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เช่นเดียวกับโครงการบ่อบัดน้ำเสียเพื่อลดการปล่อยน้ำเสียภายในมหาวิทยาลัยสู่ภายนอก ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่
“มหาวิทยาลัยมหิดลเนื้อที่ 1,200 ไร่ มีคนกว่า 30,000 คน เฉพาะวิทยาเขตศาลายากว่า 20,000 คน มีการอุปโภคบริโภคเกิดน้ำเสีย 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ต้องบำบัดอบ่างด้วยวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งบ่อบำบัดน้ำเสียให้กลายเป็นน้ำดีของเรามีศักยภาพบำบัดได้กว่าวันละ 3,000 ลูกบาศก์เมตร จึงไม่มีผลกระทบต่อชุมชนเลย” ศ.พญ.สุวรรณายืนยันไม่ก่อมลพิษทางน้ำแก่ชุมชน
ประเด็นการจัดการของเสียในหลายส่วนงานยังมีนโยบายลดใช้กระดาษและพลาสติก อีกทั้งมีโครงการรณรงค์การรีไซเคิลด้วย มีการบำบัดขยะมีพิษ ขยะอินทรีย์ มีกิจกรรมอนุรักษ์การใช้น้ำ มีการปรับเปลี่ยนระบบน้ำบาดาลเป็นน้ำประปา นอกจากนี้ด้านการจัดการพลังงานและลดอุณหภูมิโลก ทางมหิดลมีแหล่งผลิตพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ฯลฯ ไม่รวมกิจกรรมลดโลกร้อน และเมื่อปีที่แล้วยังประกาศนโยบายอนุรักษ์พลังงาน
สำหรับงบประมาณที่ทางมหาวิทยาลัยใช้ดำเนินงานปรับปรุงพื้นที่ด้านกายภาพกว่า 1,200 ไร่ ตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน ทั้งเปลี่ยนถนน วางระบบโครงสร้างพื้นฐาน เปลี่ยนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ จัดการคูคลอง ปรับภูมิทัศน์ปลูกต้นไม้ สร้างพื้นที่สีเขียว ตลอดจนสร้างกำแพงดินรั้วสีเขียวของมหาวิทยาลัย รองอธิการบดีบอกว่า งบรวม 900 ล้านบาท ซึ่งเบื้องต้นมหาวิทยาลัยประเมินแล้วว่ามีความคุ้มค่าในการลงทุน โดยแต่ละปีมีค่าบำรุงรักษาพื้นที่ 10.5 ล้านบาท เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เพราะการปรับปรุงทุกด้านอย่างเป็นรูปธรรมอัตราการใช้น้ำและไฟฟ้าของมหาวิทยาลัยลดลง ของเสียที่เกิดขึ้นลดลง ที่สำคัญเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม วิถีการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น.

มีนาคม 11, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, ไทยโพสต์ | , , , | ให้ความเห็น

มหัศจรรย์ ‘ผาชัน สามพันโบก’ สู่อุทยานธรณีระดับโลก

http://www.thaipost.net/sunday/030213/69004

3 February 2556 – 00:00

ผาชัน สามพันโบก อันสวยงามตั้งอยู่เรียบลำน้ำโขงพื้นที่ครอบคลุม 3 อำเภอ คือ โขงเจียม โพธิ์ไทร และศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นแหล่งธรณีวิทยาสำคัญของประเทศ มีทั้งชั้นหินเก่าแก่และซากดึกดำบรรพ์ ซึ่งก่อกำเนิดมานานหลายร้อยล้านปี นับเป็นประติมากรรมธรรมชาติมหัศจรรย์ไม่มีใครเหมือน
ในยุคหนึ่ง สามพันโบกเคยเป็นหินทรายจัดอยู่ในหมวดหินภูพาน อายุประมาณ 100 ล้านปี แต่แม่น้ำโขงพัดพาเอากรวดหินดินทรายมาหมุนวนไปเรื่อยๆ กัดกร่อนจนเกิดเป็นแอ่งโค้งเว้า ซึ่งมีทั้งแอ่งขนาดเล็กๆ ไม่กี่เซนติเมตรจนถึงขนาดใหญ่เท่าสระว่ายน้ำจำนวนมาก ชื่อของแอ่ง หลุม บ่อน้ำเหล่านี้ เรียกว่า  ‘กุมภลักษณ์’ หรือ “โบก” กลายเป็นที่มาของชื่อ ‘สามพันโบก’ ที่นี่ได้รับคัดเลือกให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวโดดเด่นในโครงการ 12 เดือน 7 ดาว 9 ตะวัน ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติต่างเดินทางมาเพื่อถ่ายรูปภูผา แก่งหินน้อยใหญ่ แอ่งรูปหัวใจ รูปคล้ายตัวการ์ตูนมิกกี้เมาส์  และสามหมื่นรู แนวชั้นหินที่เต็มไปด้วยรูพรุนซึ่งต้องล่องมหานทีลำน้ำโขงต่อออกไป
ปัจจุบันความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะของผาชัน สามพันโบก ดึงดูดให้กรมทรัพยากรธรณี (ทธ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการขอจัดตั้งเป็นอุทยานผาชัน สามพันโบก อุทยานธรณีแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการจัดตั้งอุทยานธรณีผาชัน สามพันโบกแล้ว ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่จังหวัดสุรินทร์
ทว่าตอนนี้ ทธ. กำลังร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นศึกษาวิจัย สำรวจ และประเมินคุณค่าและความโดดเด่นของแหล่งธรณีวิทยาเพื่อยื่นเสนอขอจัดตั้งอุทยานธรณี โดยพิจารณาจากองค์ประกอบที่ยูเนสโกเป็นผู้กำหนด หากคณะกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมเห็นชอบประกาศเป็นอุทยานธรณีแล้ว จะดำเนินการพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างภายในอุทยานธรณีให้สมบูรณ์ตามเกณฑ์ระดับสูงของยูเนสโก ก่อนจะส่งให้รัฐบาลไทยยื่นเสนอต่อยูเนสโกพิจารณาประกาศเป็นอุทยานธรณีระดับโลกต่อไป
การประกาศรับรองอุทยานธรณีของยูเนสโกกำหนดว่าเป็นพื้นที่ที่ประกอบด้วยแหล่งที่สำคัญด้านธรณีวิทยา โบราณคดี นิเวศวิทยา และวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกันในพื้นที่นั้นทั้งบนบกและทะเล ได้ตั้งเป้าประกาศรับรองอุทยานธรณีทั่วโลกให้ได้ 500 แห่ง ภายใน 20 ปีข้างหน้า โดยทุกวันนี้อุทยานธรณีกระจายอยู่ 90 แห่ง ใน 27 ประเทศทั่วโลก อยู่ในจีน 27 แห่ง ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอุทยานธรณีโลก 3 แห่ง คือ เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย, ฮาลองเบย์ ประเทศเวียดนาม และเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย
เมื่อวันพุธที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา ปราณีต ร้อยบาง อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ร่วมล่องเรือและปีนป่ายขึ้นไปเดินสำรวจรอบๆ แก่งสามพันโบก พร้อม ทศพร นุชอนงค์ รองอธิบดี ทธ. และผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยา ก่อนจะไปร่วมล้อมวงเสวนาเกี่ยวกับการจัดตั้งอุทยานธรณีของประเทศไทยที่ลานบ้านผาชันซึ่งอยู่ในพื้นที่ริมโขง เตรียมดำเนินการจัดตั้งอุทยานธรณี
ทศพร นุชอนงค์ รองอธิบดี ทธ. อธิบายว่า ผาชัน-สามพันโบกริมแม่น้ำโขง จ.อุบลฯ หากล่องเรือจะมี ระยะทางยาว 20 กิโลเมตร เป็นอาณาบริเวณที่มีสภาพด้านธรณีสัณฐานที่สวยที่สุดในประเทศไทย ย้อนไปร้อยล้านปีก่อนไม่มีแม่น้ำโขงไหลผ่านบริเวณนี้ แต่จากการที่น้ำโขงไหลตัดผ่านหินทรายและแสดงลักษณะการถูกกัดกร่อนเป็นรูปทรงและสภาพธรรมธรรมชาติในเนื้อหิน ที่มีสภาพภูมิประเทศแปลกตาอย่างที่ได้เห็น
“พบได้ที่เดียวในแม่น้ำโขงช่วงที่ไหลผ่านไทย ถ้าไปล่องน้ำโขงที่อื่นๆ ไม่พบ ไม่ว่าจะล่องแก่งคุดคู้ เชียงคาน ปากชม  หนองคาย ไม่มีหินแบบนี้ แม้ผ่านโขดหิน ผ่านแก่ง แต่เป็นหินคนละประเภท พื้นที่ตรงนี้จุดเด่นเป็นหินเก่าแก่ กัดกร่อนเป็นหลุม รู อาณาบริเวณนี้คุณค่าด้านวัฒนธรรมก็โดดเด่น มีวิถีชีวิตประชาชนลุ่มน้ำโขง แถมเส้นทางยังเชื่อมโยงลาว กัมพูชา ถ้าถามล่องน้ำโขงที่ใดได้เห็นสภาพภูมิประเทศสวยที่สุดต้องอุบลราชธานี” ทศพรถึงกับการันตีว่าที่นี่สวยที่สุดในไทย และเหมาะสมยื่นเสนอต่อยูเนสโก
แต่รองอธิบดี ทธ. อธิบายความยากของการได้รับพิจารณาประกาศเป็นอุทยานธรณีระดับโลก นั่นคือ แผนบริหารจัดการอุทยานธรณีที่ต้องการเกิดจากท้องถิ่นอย่างแท้จริง โดยท้องถิ่นที่หมายถึงครอบคลุมชาวบ้าน ชุมชน เจ้าหน้าที่รัฐ ภาคเอกชน จังหวัด ร่วมกันจัดทำข้อเสนอเพื่อเขียนแผนจัดการ นอกจากภาควิชาการทั้งคุณค่า ความโดดเด่น และกระบวนการวิวัฒนาการทางธรณีวิทยา ในแผนต้องชัดเจนแสดงเจตนารมณ์ชุมชนในการอนุรักษ์และพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ให้สภาพทางด้านธรณีวิทยานั้นถูกทำลาย โดยการอนุรักษ์ยังส่งให้เกิดผลทางด้านเศรษฐกิจท้องถิ่น เมื่อประกาศเป็นอุทยานธรณีระดับโลกจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น สร้างงานสร้างรายได้
บทบาทที่สำคัญของท้องถิ่นที่จะเป็นด่านแรกให้ยูเนสโกพิจารณาก็คือ ท้องถิ่นจะต้องเป็นผู้กำหนดแผนอนุรักษ์ กิจกรรมด้านการท่องเที่ยว ที่พัก โฮมสเตย์ จัดทำป้าย คู่มือแผ่นกับอุทยานธรณีฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เติมเต็มมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ยุวมัคคเทศก์ แล้วต้องมีประชาชนในชุมชนอย่างน้อยร้อยละ 50 รู้เรื่องราวความเป็นมาด้านธรณีวิทยาและประวัติศาสตร์ สามารถอธิบายสื่อสารให้คนทั่วไปเข้าใจได้
“หากท้องถิ่นคาดหวังยูเนสโกประกาศแล้วจะมีงบประมาณเข้ามาในพื้นที่ จะมีถนน 4 เลน หรือมีกลุ่มทุนมาสร้างโรงแรม นั่นไม่ใช่ จริงๆ หัวใจคือ ชุมชนอนุรักษ์ พัฒนา หวงแหน สื่อสารในวงกว้าง การขับเคลื่อนจะสำเร็จได้ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน แล้วการพัฒนาต่างๆ จะตามมา หากประกาศแล้ว แต่รักษาความสมบูรณ์ไว้ตามเกณฑ์ไม่ได้ มีสิทธิ์ถูกถอดจากบัญชี” ทศพรย้ำหลักคิดการจัดการอุทยานธรณี
ขณะเดียวกันนักธรณีวิทยาผู้นี้ยอมรับการศึกษาไทยให้ความสำคัญเรื่องธรณีวิทยาน้อยมากเมื่อเทียบกับวิชาประวัติศาสตร์ ระดับชั้นประถมเพิ่งมีการเรียนช่วงสิปปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันกระแสคนรุ่นใหม่เริ่มเปลี่ยนหันมาสนใจด้านธรรมชาติมากขึ้น ขณะที่ต่างประเทศซึมซับแต่เด็กจึงเข้าใจและเห็นคุณค่า อย่างไรก็ตาม อธิบดี ทธ.มีแผนจะจัดพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาเคลื่อนที่มายัง จ.อุบลฯ เพื่อเป็นต้นแบบกระตุ้นแนวคิดจัดตั้งอุทยานธรณีของไทย
ในพื้นที่ผาชัน สามพันโบก อันมหัศจรรย์ มีธรรมชาติแปลกตา แม่น้ำสองสี และไดโนเสาร์ยุคสุดท้าย สุทธินันท์ บุญมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี  กล่าวว่า อุบลราชธานีไม่เหมือนใคร เป็นที่ตั้งแหล่งธรณีวิทยาที่สำคัญๆ เกือบ 27 แหล่ง อาทิ สามพันโบก สามหมื่นรู้ เสาเฉลียงยักษ์ ถ้ำหินทราย ผาแต้ม แล้วยังมีแหล่งโบราณคดีอีก 8 แหล่ง โดยแหล่งธรณีวิทยาเหมาะสมเสนอต่อยูเนสโก โดยจังหวัดมีนโยบายรักษาต้นทุนทางธรรมชาติเอาไว้ให้ได้ โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่น ก่อนจะให้คนทั่วโลกเข้ามาเยี่ยมเยือน โดยจะเริ่มจากกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อรับเออีซี จังหวัดจะร่วมผลักดันกับ ทธ. เพื่อให้เกิดการจัดการยั่งยืน ตลอดจนเผยแพร่แหล่งธรณีวิทยานี้ หนุนภาคเอกชนเชิญชวนคนมาเที่ยว ควบคู่กับส่งเสริมให้อุทยานธรณีแห่งนี้เป็นห้องเรียนธรรมชาติธรณีวิทยา เริ่มจากเด็กนักเรียนในโรงเรียนมาศึกษาเรียนรู้ แล้วขยายสู่ระดับมหาวิทยาลัย เราตระหนักว่าธรรมชาติจะอยู่รอดได้ต้องเป็นเพราะคนในท้องถิ่นปกป้องรักษา
ด้าน ชวลิต องควานิช ประธานที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี บอกว่า อุบลราชธานีมีแหล่งธรณีวิทยามากมายที่ติด สปป.ลาว 361 กิโลเมตร ใน 3 แขวง ตลอดแนวลำน้ำโขงมีสภาพทางธรณีวิทยาที่หลากหลาย รวมทั้งมีแนวชายแดนติดต่อกัมพูชา 17 กิโลเมตร สอดคล้องกับที่ทาง ทธ.เตรียมจัดตั้งอุทยานธรณีผาชัน สามพันโบก จ.อุบลราชธานี ซึ่งภาคเอกชนให้ความร่วมมือเต็มที่ เพราะที่นี่เข้าเกณฑ์ยูเนสโก หากได้รับพิจารณาประกาศขึ้นทะเบียนระดับโลกนักท่องเที่ยวจะหลั่งไหลเข้ามา ด้วยอุบลฯ ได้เปรียบเปิดประตูสู่อินโดจีน ยิ่งไปกว่านั้น นับแต่ประกาศเป็นอุทยานธรณีระดับจังหวัดปี 2555 มีตัวเลขนักท่องเที่ยวเดินทางเพิ่มขึ้นจาก 1.8 ล้านคน ปี 2554 เป็น  2 ล้านคน ในปี 2555 การที่เร่งผลักดันให้เป็นอุทยานธรณีระดับโลกจะทำให้ผู้มาเยือนมากขึ้น ตอนนี้ตั้งคณะกรรมการระดับชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ควบคู่กับการทำแผนจัดการเสนอต่อยูเนสโกเป็นอุทยานระดับโลก
ระหว่างที่ดำเนินการจัดตั้งอุทยานธรณีของไทย และวาดฝันไปถึงการยื่นเสนอต่อยูเนสโกประกาศเป็นอุทยานธรณีระดับโลกในสักวันหนึ่ง ในท้องถิ่นที่มีข้อจำกัดเรื่องความรู้ทางธรณีวิทยา บนเวทีเสวนา สมัย เรืองเนตร นายกองค์การนบริหารส่วนตำบลสำโรง อ.โพธิ์ไทร บอกว่า บ้านผาชันเป็นที่ราบสูงสลับภูเขา มีหน้าผาสูงชันริมโขง และมีลานหินกระจายทั่วไป มีเสาหินตั้ง หินเฉลียง และหินรูปร่างแปลกตาจำนวนมาก เรามีทรัพยากรธรรมชาติและสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งทั้งทางบกและทางน้ำ มีกองทุนปลาให้สมาชิกหาปลาจากแม่โขงมาขายให้กองทุน ที่ผ่านมาผาชันเป็นแค่ทางผ่าน เป็นจุดขึ้นเรือ หรือล่องผ่านไป ไม่ได้เพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจเท่าที่ควร ทาง อบต.และชุมชนตื่นเต้นเมื่อรู้ ทธ.จะจัดตั้งอุทยานธรณีวิทยาและได้มีส่วนร่วมบ้าง แต่ชุมชนยังขาดความเข้าใจเรื่องปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ต้องการผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้กับชาวบ้านเพื่อต่อไปพวกเราจะได้ถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้อง ทั้งนี้ในพื้นที่ยังขาดแผนที่ ป้ายบอกเส้นทาง ป้ายประวัติความเป็นมา เส้นทางล่องเรือ และเรือนำเที่ยวสู่ผาชัน-สามพันโบก
ผู้นำชุมชนผาชันอีกคน สังข์ทอง อินทรทอง บอกว่า พื้นที่ผาชันชาวบ้านเห็นมาตั้งแต่เกิด คิดเป็นเรื่องธรรมดา บางคนมีความเชื่อสามพันโบก สามหมื่นรูริมโขง เป็นสิ่งที่เกิดจากพญานาค บ้างบอกเกิดจากแม่น้ำกัดเซาะ แต่คนภายนอกบอกว่านี่คือสิ่งมหัศจรรย์ทางธรณีวิทยา การจะประกาศให้เป็นอุทยานธรณีวิทยาระดับประเทศหรือระดับโลก ชุมชนในพื้นที่ต้องได้รับการพัฒนาในเรื่องความรู้ด้านธรณีวิทยา การอนุรักษ์แหล่งธรณีวิทยาต่างๆ รวมถึงหากนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาจะจัดการกับขยะยังไง ไม่มีประสบการณ์ เรารู้แต่วิธีอยู่กับธรรมชาติ หากทำไร่ทำนาไม่ได้ผลผลิต ก็สามารถพึ่งพาน้ำโขง จับปลาทำประมง รวมถึงทำเกษตรริมโขงอยู่รอดได้ ขณะนี้ที่บ้านผาชันมีโฮมสเตย์ ลานกางเต็นท์รองรับ แต่ยังไม่มีโรงแรมหรือรีสอร์ต  การพัฒนาจะต้องอนุรักษ์ธรรมชาติ และจะติดตามเรื่องแผนจัดการอุทยานธรณีผาชัน สามพันโบก อย่างใกล้ชิด
“ถ้ายูเนสโกประกาศผาชัน สามพันโบก เป็นอุทยานหินระดับโลก คงจะมีนักท่องเที่ยวที่อยากดูความแปลกใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้น แต่พวกเราทุกคนจะต้องช่วยกันอนุรักษ์ ปกป้องต่อไปเพื่อรักษาธรรมชาติที่เกิดมานับร้อยล้านปีให้ยืนหยัดต่อไปอีกนานเท่านาน” ชาวบ้านผาชันบอกความรู้สึกในท้ายหากยูเนสโกขึ้นทะเบียนอุทยานธรณีผาชัน สามพันโบก.

มีนาคม 11, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, ไทยโพสต์ | , , , | ให้ความเห็น

ปฏิบัติการ ‘เหนือเมฆ’ ระวัง-รับมือภัยพิบัติทางบก-ทะเล

http://www.thaipost.net/sunday/270113/68666

27 January 2556 – 00:00

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างการเสวนาโต๊ะกลมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลภูมิสารสนเทศเข้ามามีบทบาทอย่างเป็นรูปธรรม วิเคราะห์ข้อมูลที่แม่นยำเพื่อระวังภัยความเสี่ยงและผลกระทบต่อพื้นที่ประเทศไทย ณ โรมแรมอมารี ออคิด พัทยา จัดโดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Gistda) มีการเผยแพร่รายงานจากการใช้ดาวเทียมตรวจวัดว่า ระดับน้ำในทะเลเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ และกรุงเทพมหานครมีการทรุดตัวทุกปี ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงและผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพฯ และตอกย้ำความจริงว่ามหานครแห่งนี้จะเผชิญภาวะน้ำท่วมถี่
“ภาวะการทรุด การจมตัวของผิวดิน และระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงยังคงดำเนินต่อไป” ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (Gistda) อธิบาย
รายงานระบุว่า จากข้อมูลการติดตามการทรุดตัวของกรุงเทพฯ และปริมณฑลจากภาพถ่ายดาวเทียม ในปี 2548-2553 พบพื้นที่ที่มีอัตราการทรุดตัวสูง ประกอบด้วย หนองจอก ถนนบางนา-ตราด จ.กรุงเทพฯ สนามบินสุวรรณภูมิ นาเกลือ และเทพารักษ์ จ.สมุทรปราการ โดยบางพื้นที่ทรุดตัวสูงกว่า 24 มิลลิเมตรต่อปี ทั้งนี้ ในรายงานการใช้ดาวเทียมตรวจวัดการทรุดของผิวดินระบุว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทรุดตัวเฉลี่ยระหว่าง 1.5-2.5 มิลลิเมตรต่อปี อย่างไรก็ตาม ในอนาคตพื้นที่กรุงเทพฯ มีความเสี่ยงจะอยู่ในแนวเดียวกับระดับน้ำทะเลหรืออาจต่ำกว่าด้วย และจะมีปัญหาเรื่องการระบายน้ำได้ยาก เกิดเหตุน้ำท่วมบ่อยขึ้น ทั้งผลจากน้ำฝน การระบายลงท่อระบายน้ำไม่ได้ และท่วมจากน้ำทะเลหนุน
อย่างไรก็ตาม ดร.อานนท์ระบุว่า ในปัจจุบันพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลทรุดตัวเพิ่มขึ้น และก็มีตัวแปรจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบระดับน้ำทะเลสูงขึ้น การกัดเซาะ “ชายฝั่งอ่าวไทยตัว ก” ซึ่งรายงานจากดาวเทียมระบุว่า ช่วง 10 ปี กัดเซาะรุนแรงขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ การพัฒนาใช้ประโยชน์พื้นที่แบบไม่มีทิศทาง ต่างคนต่างทำ ทั้งจังหวัด หน่วยงาน ท้องถิ่น เป็นปัญหาใหญ่มาก หากมีข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมสะสม 3-5 ปี จะได้ข้อมูลระยะยาวในเชิงภูมิอากาศ เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่าทิศทางกระแสน้ำเป็นยังไง นำไปสู่ประเด็นที่ใหญ่มาก โดยเฉพาะการจัดการพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำ กรุงเทพฯ และปริมณฑล มูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลจะจัดการเช่นไร เวลานี้นโยบายการบริหารเมืองหรือการจัดการทรัพยากรแบ่งตามขอบเขตการปกครอง แต่ไม่ได้เอาแนวคิดภูมิศาสตร์มาเชื่อมโยง
ผู้อำนวยการ Gistda ยกตัวอย่างนโยบายหาเสียงรัฐบาลจะถมทะเลหรือทำกำแพงกั้น อีกคนบอกต้องแบบปรับตัวเข้ากับธรรมชาติ ทุกคนพูดจากอารมณ์ความรู้สึก ไม่ได้พูดจากฐานข้อมูล และอีกข้อมูลที่น่ากลัวซึ่งประเทศไทยใช้กันมากและนำมาสู่ความขัดแย้ง นั่นคือ แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ เป็นเครื่องมือนำเสนอ แต่ไม่ใช่การจำลองของจริง ที่สำคัญคือ ไม่มีการสอบทานที่ดีมากพอ นักวิชาการจำนวนมากทำแบบจำลองของอ่าวไทย พื้นที่ประมาณ 2-3 แสนตารางกิโลเมตร แต่มีข้อมูลจากเครื่องวัดกระแสน้ำ 1 จุด วัดตลอด 24 ชั่วโมง แล้วสรุปรายงาน เห็นว่าต้องลดการใช้แบบจำลองลง โดยดูจากข้อมูลจริงให้มาก จะตอบโจทย์ได้ดีขึ้น
“นอกจากรายงานที่ IPCC ระบุเรื่องระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น การกัดเซาะแล้ว จากรายงานการสังเคราะห์ของไทย TARC ดูตัวเลขล่าสุดการทรุดตัวของแผ่นดิน อัตราการกัดเซาะดูเหมือนกับว่าเร็วกว่าคาดการณ์กันไว้ ฉะนั้น ปัญหาเร่งด่วนของกรุงเทพฯ และปริมณฑล เรามีเวลาทำอะไรแค่ 30 ปี เท่านั้น เร็วมาก ถ้าไม่ทำอะไรพบจุดจบ แม้ไม่จบแบบพินาศ แต่ต้นทุนการบริหารจัดการจะเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า ต้องยอมรับความจริงว่า การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในอัตราที่เร็วมาก แต่ก็ต้องยอมรับความเห็นของทุกฝ่าย เห็นว่าควรมีกระบวนการพูดคุย รับฟังความคิดเห็นแบบครบถ้วน แต่ที่ผ่านมากระบวนการมีส่วมร่วมเป็นแค่ยาดับกลิ่น เกิดหลังจากที่โครงการทุกอย่างคิดมาแล้ว  ต้องรีบทำกระบวนการให้เร็วที่สุด อยู่ดีๆ จะเซอร์ไพรส์คน ใช้ภาวะโลกร้อนเป็นตัวประกัน ปล่อยให้คาราคาซัง อึมครึม พอถึงปีที่ 25 โยนออกมาเหลืออีกแค่ 5 ปี คุณไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ณ วันนี้เรายังมีเวลา” ดร.อานนท์เน้นย้ำ
ภัยพิบัตินับวันจะรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ เพราะภาวะโลกร้อน บทบาทเทคโนโลยีอวกาศและข้อมูลภูมิสารสนเทศสำคัญมีส่วนช่วยในการจัดการภัยพิบัติ และแจ้งเตือน อีกประเด็นในการเสวนาโต๊ะกลมครั้งนี้ คือ เรื่องโครงการพัฒนาระบบเรดาร์ชายฝั่งเพื่อการเตือนภัยทางบกและทะเล เป็นอีกโครงการที่นำคุณค่าจากอวกาศมาพัฒนาคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์ และเตือนภัย ครอบคลุมพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยติดตั้งระบบเรดาร์ชายฝั่งสำหรับตรวจวัดกระแสน้ำและคลื่นในลักษณะเรียลไทม์ ให้การบริหารจัดการน้ำภาพรวมเป็นระบบ รวมทั้งจัดการภัยพิบัติพื้นที่ชายฝั่งไทย
ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีเหนือก้อนเมฆคนเดิมเผยถึงโครงการพัฒนาเรดาร์ชายฝั่งฯ ว่า จะติดตั้ง 18 จุด ครอบคลุมพื้นที่ 1 หมื่นตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยสถานีเรดาร์ชายฝั่ง 13 สถานีหลัก และ 5 สถานีย่อยในพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน ภายใน 2 เดือนนี้จะติดตั้งครบทุกจุด ขณะนี้บางพื้นที่ติดขัดระเบียบการขอให้ประโยชน์ทางราชการ แม้จะใช้พื้นที่เพียง 4 ตารางกิโลเมตรต่อสถานีเท่านั้น
อย่างเทศบาลเมืองพัทยาเห็นชอบโครงการนี้มาก เพราะจะสร้างความเชื่อมั่นกับนักท่องเที่ยวด้านระบบความปลอดภัยทางทะเล ทั้งการแพร่กระจายมลพิษรั่วไหลและอุบัติเหตุทางทะเล สามารถกำหนดมาตรการดูแลรักษาได้ทันท่วงที ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวปัจจุบันต้องเข้ามาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย แต่พบขั้นตอนยุ่งยาก จะขอใช้ประโยชน์ที่ดินต้องทำรังวัดทั้งภูเขานับพันไร่ อุปสรรคที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนจะทำอย่างไรให้ข้อมูลภูมิสารสนเทศเกิดได้ ที่ผ่านมาขาดหน่วยงานกลาง ทุกหน่วยงานมีกฎระเบียบ
ดร.อานนท์ระบุว่า เน้นอ่าวไทยตอนบน เพราะมีความสำคัญและจะขยายชายฝั่งสัตหีบ ระยองเขตเศรษฐกิจ และไปพื้นที่ชายฝั่งสุราษฎร์ธานี เพราะมีพายุเคลื่อนผ่าน สถานีระบบเรดาร์จะเป็นข้อมูลคลื่น กระแสน้ำ ทิศทาง ความสูง และรูปแบบการไหลเวียนของกระแสน้ำ สรุปผลให้รูปแบบแผนที่ทุก 1 ชั่วโมง สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ดี และเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบต่างๆ จากด้านบนจะขยายสถานีสู่พื้นที่ชายฝั่งนครศรีธรรมราชจนถึงสงขลาเป็นอีกพื้นที่สำคัญ มีโอกาสได้รับผลกระทบจากคลื่นพายุซัดฝั่งหรือสตรอมเสิร์ชในอ่าวไทย เพราะต้นกำเนิดสึนามิเป็นทะเลจีนใต้ฝั่งตะวันออก หากเกิดมาเลเซียจะโดนก่อน อาจมีหางคลื่นเข้ามาพาดก็เตรียมระบบเรดาร์ไว้ แล้ว ช่วยลดปัญหากัดเซาะชายฝั่งข้ามประเทศระหว่างไทยและมาเลยเซีย สงสัยว่าใครเป็นสาเหตุ กล่าวโทษกันใช้ระบบเรดาร์ตรวจสอบพื้นที่ได้ระดับหนึ่ง
“ระบบเรดาร์นี้เราผลักดันให้เกิดเครือข่ายทั้งแปซิฟิกตะวันตก เวียดนามลงทุนแล้ว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไต้หวัน จีนก็มี ฉะนั้น เครือข่ายสถานี ไม่ได้มีเฉพาะไทย หากเชื่อมโยงได้ทั้งหมด การพยากรณ์จะแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะไทยได้ประโยชน์เต็มที่ เพราะกระแสน้ำจากประเทศอื่น เรามาใส่โมเดลพยากรณ์จะสามารถทราบเรื่องการยกตัวของระดับน้ำล่วงหน้าได้แม่นยำมากขึ้น หากต่างคนต่างทำไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร” ผอ.Gistda เผยถึงความคาดหวังจากโครงการเรดาร์ชายฝั่งตามแผนชาติจะติดตั้งทั้งหมด 48 สถานี
ทั้งโครงการพัฒนาฯ ระบบเรดาร์ชายฝั่ง เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์และโต้แย้งว่าใช้งบประมาณโครงการสูงเกินจริง ผอ.Gistda ชี้แจงประเด็นนี้ว่า การพัฒนาไม่ใช่แค่ตัวสถานีเรดาร์ชายฝั่ง แต่รวมระบบพยากรณ์ ระบบแบบจำลอง และจัดตั้งศูนย์เตือนภัยเพื่อรับมือและวางแผนปฏิบัติการต่อไป สำหรับ 18 สถานี แรกใช้งบประมาณ 500 ล้านบาท
ด้าน ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ซึ่งมาร่วมถกประเด็นภัยพิบัติทางทะเล ชี้ว่า ในทะเลนั้นมีหลายปรากฏการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งมีประมงพื้นบ้านหาอยู่หากินทั้งด้านการทำประมงและการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นประจำ คือ น้ำเบี่ยง ซึ่งเกิดจากน้ำจืดไหลลงทะเลปริมาณมาก อีกปรากฏการณ์เรียกว่า ขี้ปลาวาฬบ้าง น้ำเปลี่ยนสีบ้าง แพลงตอนบูมบ้าง เกิดจากการเติบโตของสาหร่าย ภัยธรรมชาตินี้ทำให้น้ำเน่าและสัตว์น้ำในกระชังตาย แล้วยังมีปรากฏการณ์ขยะทะเล แต่ในส่วนภัยพิบัติทางทะเลนั้น หลักๆ มีคลื่นสึนามิและสตรอมเสิร์ช หากมีการพัฒนาระบบเรดาร์ชายฝั่ง มีการวิเคราะห์ข้อมูลแม่นยำ ช่วยลดความเสียหายและเตือนภัยได้
“ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำกระชังปลา กระชังหอย เป็นประมงพื้นบ้าน เลี้ยงเป็นอาชีพเสริม เพราะปลาในทะเลลดน้อยลง ต้องกู้ยืมเงินมาลงทุน จู่ๆ ตื่นเช้าหอยตายหมดเกิดจากน้ำเบี่ยง ติดหนี้เป็นแสน นี่คือเรื่องปากท้องความเป็นอยู่ของคนนับล้านตามพื้นที่ชายฝั่งทะเล ต้องทำให้คนหากินกับทะเลรู้จักทะเลมากขึ้นด้วยเทคโนโลยีนอกจากภูมิปัญญาชาวบ้าน รัฐต้องใช้เทคโนโลยีที่มีบทบาทอย่างแท้จริงพึ่งพาข้อมูล โดยเฉพาะคนที่ฝากชีวิตไว้กับธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันมีความแปรปรวนมากขึ้น เลิกแก้ปัญหาด้วยเงินเยียวยาเสียที” ผู้เชี่ยวชาญทางทะเลกล่าวถึงระบบเรดาร์ติดตามตรวจสอบชีพจรทะเลไทย ถ้าเป็นจริงจะเป็นครั้งแรกที่นำระบบเรดาร์มาป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนั้นอาจารย์ธรณ์เห็นว่า ข้อมูลจากระบบเรดาร์ใช้พยากรณ์ทิศทางพายุ มีการแจ้งเตือนช่วยลดอุบัติเหตุและความปลอดภัย หากมีโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย จะเป็นฮับของอาเซียน มีการคมนาคมเดินเรือน้ำมันเข้าอ่าวไทยเพิ่มขึ้น ระบบเรดาร์ช่วยป้องกันอุบัติเหตุและเป็นหลักฐานเอาผิดผู้ก่อมลพิษทางทะเล รวมถึงหากเรือน้ำมันล่มก็รู้การแพร่ะจายของมลพิษลงทะเลไทย
อย่างไรก็ตาม สืบเนื่องจากดาวเทียมทั้งจากดาวเทียมไทยโชต หรือธีออส ดาวเทียมดวงอื่นๆ ยังมีข้อจำกัดของเทคโนโลยีใช้ประโยชน์ได้ในบางภารกิจ จำเป็นต้องพัฒนาดาวเทียมของประเทศต่อไป ผู้อำนวยการ Gistda กล่าวว่า ดาวเทียมใช้ถ่ายภาพแบ่งเป็นภาพรายละเอียดสูงอยู่ในวงโคจรระดับต่ำ 500-1,000 กิโลเมตรเท่านั้น ขณะนี้เรามีดาวเทียมไทยโชต 1 ทั้งนี้เคยมีการพูดถึงดาวเทียมไทยโชต 2 จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบติดตามทั้งประเทศ สามารถถ่ายภาพทะลุเมฆได้ ทำให้การสำรวจและทำแผนที่เพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การวางผังเมือง กำหนดโซนพื้นที่ และการสำรวจพื้นที่เกิดภัยพิบัติมีความแม่นยำเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ผู้อำนวยการ Gistda อธิบายทิ้งท้ายว่า ดาวเทียมในอวกาศปัจจุบันมีประมาณ 500-600 ดวง ที่ใช้งานจริง แต่หากรวมที่ยุติการใช้งานไปแล้ว แต่ยังมีร่องรอยในวงโคจรราว 1,000 ดวง ทุกวันมีชิ้นส่วนร่วงลงมา ซึ่งชิ้นส่วนขนาดเล็กกำปั้นขึ้นไปมีราว 3 แสนชิ้น แต่ที่เล็กกว่ากำปั้นยังมีอีกเยอะ และพร้อมชนดาวเทียมเราได้ทุกเมื่อ ฉะนั้น เราจึงมีฝ่ายวิเคราะห์วงโคจร โดยมีหน่วยงานทางสหรัฐบริการแจ้งเตือน หากมีโอกาสเฉียดเข้ามาในระยะ 10-20 กิโลเมตร จะต้องปรับวงโคจรล่วงหน้า เพราะดาวเทียมโคจรด้วยความเร็ว 5,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับดาวเทียมไทยโชตที่ Gistda มีสถานีควบคุมและรับสัญญาณดาวเทียมไทยโชต ตั้งอยู่ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี อยู่ในระดับวงโคจร 850 กิโลเมตร ซึ่งเป็นวงโคจรที่มีขยะอวกาศมาก โดยเฉลี่ยต้องปรับวงโคจร 3-5 ครั้งต่อปี เพื่อให้อยู่ในห้วงอวกาศมหึมานี้อย่างปลอดภัยและทำงานอย่างเต็มศักยภาพ.

มีนาคม 11, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, ไทยโพสต์ | , , , | ให้ความเห็น

ละลายความขัดแย้งแก่งกระจาน ปิดทองเดินหน้า ‘คนกับป่า’ อยู่ยั่งยืน

http://www.thaipost.net/sunday/200113/68337

20 January 2556 – 00:00

5 เดือนหลังจาก แผนพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ตามพระราชดำริ บ้านโป่งลึก บางกลอย (ในโครงการปิดทองหลังพระ) อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ได้เข้าไปคลุกวงใน แก้ปัญหาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่เดิมทีมีความขัดแย้งระหว่าง คนกับคน คนกับป่า และคนกับสัตว์ โดย “ปิดทองฯ” ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ด้วยความมุ่งหวังว่าจะเห็นชาวบ้านอยู่กับป่า ไม่ขยายพื้นที่ทำกินในเขตพื้นที่อุทยานฯ ได้สำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้น สอนให้ชาวบ้านทำการเกษตรที่ถูกวิธี ส่งเสริมการผลิตอาหารในครัวเรือน ใช้ชีวิตแบบพอเพียงให้ได้

วันเด็กแห่งชาติที่ผ่านมาได้ไปร่วมงานวันเด็กบ้านโป่งลึก-บางกลอย ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน บ้านโป่งลึก ซึ่งมีกิจกรรมสนุกสนานสำหรับเด็ก พร้อมกับการเสริมสร้างความรู้ให้เด็กเยาวชนได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนวิถีวัฒนธรรมของชาวกะหร่างไม่ให้หายไปจากพื้นที่ เป็นความสนุกที่มีสาระ และปลูกฝังให้เด็กเห็นความสำคัญไปในตัว

หลังจากร่วมกิจกรรมวันเด็ก ได้มีโอกาสพูดคุยกับ กระทง โชควิบูลย์ ชาวกะหร่าง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน ได้กล่าวว่า มีชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกินในเขตอุทยานฯ 139 หลังคาเรือน รวม 852 คน แต่ยังเหลือชาวบ้านอีก 39 คน ที่ไม่ยอมย้ายจากใจกลางป่าลงมา ใน 139 หลังคาเรือนมี 47 ครัว ที่มีที่ทำกิน ราว 5-7 ไร่ต่อครัวเรือน ทุกวันนี้ชาวบ้านก็ยังต้องการที่ดินทำกิน แล้วก็ขาดแคลนน้ำทำการเกษตร ชาวบ้านโป่งลึก-บางกลอยประสบปัญหานี้มานาน เมื่อมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ จะสร้างฝาย วางท่อส่งน้ำจากฝายถึงแปลงเกษตรในหมู่บ้าน ระยะทางประมาณ 14 กิโลเมตร  ปัญหาขาดน้ำน่าจะดีขึ้น

“ที่ดินเดิมเป็นดินลูกรัง แล้วก็ทำไร่ทำนาซ้ำที่เดิมทุกปี  เพราะที่จำกัด ดินก็ไม่สมบูรณ์ เสื่อมโทรม ผลผลิตไม่งาม ขอที่ทำกินเพิ่มก็ขัดกฎหมายอุทยานฯ ปัญหาในพื้นที่คือเรื่องน้ำใช้เพาะปลูกพืชผลเกษตร ชาวบ้านในพื้นที่ทำนา ทำไร่ เป็นหลัก แล้วก็รับจ้างทั่วไป อยากให้มีน้ำเข้านาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเรื่องน้ำมันเครื่องสูบ” ผู้ใหญ่กระทงกล่าว

อีกเรื่องที่ชาวกะหร่างเล่าให้ฟังด้วยรอยยิ้ม คือ การทำแปลงปลูกผักสาธิต ชาวบ้านปลูกผักกินเอง ที่นอกจากจะมีผักกินแล้ว ชาวบ้านยังได้รับความรู้ในการปลูกผักไว้กินเองที่ถูกวิธี  มีการวางระบบการบริหารจัดการแปลงผักในรูปแบบคณะกรรมการ มีข้อตกลงร่วมกัน เช่น การจ่ายค่าสูบน้ำเพื่อรดแปลงผัก การดูแลรักษาแปลงผักสวนครัวให้เติบโตงอกงาม ที่มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ และสำนักงานเกษตรอำเภอแก่งกระจานเข้ามาสอนปลูกผักและการทำเกษตรในพื้นที่ลาดเอียงบ้านโป่งลึก

“เมื่อก่อนชาวบ้านปลูกในไร่ข้าว ไม่ได้ทำเป็นแปลงผัก ก็ได้ผักงามในปีแรกๆ พอดินไม่สมบูรณ์ก็ไม่ดีแล้ว แต่พอชวนชาวบ้านไปปลูกผักเป็นแปลง ใช้ได้ ผักงาม ทั้งผักบุ้ง มะเขือ ถั่วฟักยาว แตงกวา พริก เขามาแนะนำวิธีปลูก ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ผลัดกันมารดน้ำ ก็ได้ผักกินเองในหมู่บ้าน แบ่งผลผลิตกัน ไม่ต้องเสียเงินซื้อ ความเป็นอยู่เริ่มดีขึ้น ก็อยากขยายไปทำแปลงผักที่บ้านเอง เหลือก็ส่งขาย แต่พื้นที่แคบไม่พอ” ผู้นำชุมชนกล่าวถึงแผนพัฒนาใหม่ๆ ที่เป็นโอกาสของชาวบ้าน แต่ก็ยังมีปัญหาอีกเกือบร้อยครัวเรือนไม่มีพื้นที่ทำกิน ไม่มีที่ให้ปลูกผัก

อีกเสียงจากผู้นำชุมชนบ้านโป่งลึก ลอย จีบ้ง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 บ้านโป่งลึก ซึ่งตั้งอยู่ในผืนป่าอุทยานฯ แก่งกระจานเช่นกัน ผู้ใหญ่บ้านโป่งลึกบอกว่า มี 73 ครัวเรือน กว่า 300 คน ชาวบ้านทำอาชีพเกษตร ทำไร่ข้าว ปลูกสวนกล้วย ทุเรียน มะนาว ปัญหาเร่งด่วนที่ชาวบ้านต้องการคือ น้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค ในพื้นที่มีแม่น้ำเพชรบุรี แต่มีปัญหาพื้นที่เกษตรของชาวบ้านอยู่ห่างไกลจากแม่น้ำ ไม่มีทุนซื้อเครื่องสูบน้ำเข้า   ที่ผ่านมาสามารถทำไร่ได้ปีละครั้ง อาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ บางปีฝนมาแล้วผลผลิตก็ไม่ได้ ต้องกู้ยืมเงินมาทำนา ทำไร่ เป็นหนี้สินกับรัฐ หากมีท่อส่งน้ำก็จะช่วยให้ทำเกษตรได้ปีละหลายครั้ง มีน้ำได้กินได้ใช้ ถ้าที่ทำกินมีน้ำใช้ชาวบ้านจะลืมตาอ้าปากได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่ลอยบอกด้วยว่า บ้านโป่งลึกมี 30 ครัวเรือน ที่ไม่มีที่ทำกิน ชาวบ้านอยากให้อุทยานฯ จัดสรรที่เพิ่มเติม อย่างน้อยครอบครัวละ 7 ไร่ บรรเทาความเดือดร้อน แต่รัฐยังไม่รับปาก ถ้าชาวบ้านมีที่ทำกินที่รัฐจัดให้จะลดปัญหาการบุกรุกทำลายป่า ยอมรับว่าทุกวันนี้ยังรุกป่า แต่ในฐานะผู้นำชุมชนจะต้องคอยปรามและพูดคุยให้ชาวโป่งลึกช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ทำลายป่า

“ตอนนี้ความเป็นอยู่ของชาวบ้านก็ได้รับการพัฒนา มีมูลนิธิปิดทองฯ หน่วยงานต่างๆ เข้ามาส่งเสริมอาชีพ ให้ความรู้ชาวบ้าน ผู้หญิงก็ฝึกงานศิลปาชีพ อย่างการทำเกษตรผสมผสาน มีที่ 5 ไร่ ปลูกข้าว 2 ไร่ ที่เหลือปลูกพืชยืนต้น ปลูกผักสวนครัว ขุดบ่อเลี้ยงปลา เน้นให้ชาวบ้านอยู่แบบพอเพียง ชาวบ้านก็มีข้าว มีผักไว้กิน ปลาก็หากินจากแม่น้ำเพชร เป็นแหล่งอาหารสำคัญ” ลอยกล่าว นอกจากการแก้ปัญหาขาดน้ำและส่งเสริมอาชีพแล้ว ยังระบุชาวบ้านต้องการแผนพัฒนาด้านสาธารณสุขในพื้นที่ ปัจจุบันเจ้าหน้าที่และยารักษาโรคที่ไม่เพียงพอ รวมถึงการปรับปรุงถนนหนทางที่ยากลำบากมาก

งานวันเด็กที่โรงเรียน ตชด.บ้านโป่งลึก ดำเนินต่อไป ระหว่างนั้นในพื้นที่ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ พร้อมด้วย ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เข้าไปสำรวจที่ดินที่คัดเลือกให้ดำเนินการออกแบบจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในเขตพื้นที่อุทยานฯ โดยมีผู้นำชาวบ้านตามมาฟังแผนงานด้วย

ซึ่งตามแผนพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ามพระราชดำริฯ นี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี แต่งตั้งหัวหน้า อช. แก่งกระจาน เป็นผู้อำนวยการโครงการฯ เพื่อบูรณาการทำงานกับหน่วยงานราชการ ทั้งสำนักโครงการชลประทานเพชรบุรี ที่รับผิดชอบด้านเทคนิคควบคุมงานให้ถูกต้องตามแบบ พัฒนาที่ดินจังหวัดเพชรบุรีดูการปรับพื้นที่ ปรับปรุงดินให้สมบูรณ์ เป็นขั้นบันได 365 ไร่ พัฒนาอำเภอและปลัดอำเภอแก่งกระจาน  ทำความเข้าใจและเตรียมแรงงานชาวบ้านร่วมกิจกรรม โดยจะเริ่มจากการพัฒนาระบบน้ำ ซึ่งบรรยากาศการพูดคุยเป็นใจให้การทำงานตามแผนผานไปได้ด้วยดี มีการปรับแบบเพื่อให้ชาวบ้านได้ประโยชน์จากระบบน้ำสูงสุด เน้นชุมชนเป็นตัวตั้ง ตลอดจนปรับแผนงานตามสถานการณ์ ซึ่งวันนี้การทำงานตามแผนเริ่มแล้ว มีการตั้งเป้าหมายให้แล้วเสร็จสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้

ม.ร.ว.ดิศนัดดา เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ กล่าวว่า การพัฒนาโป่งลึก-บางกลอย มูลนิธิเน้นเรื่องชุมชนเป็นตัวตั้งต่างจากโครงการอื่น ไม่เอาข้าราชการหรือมูลนิธิเป็นตัวตั้ง ยุคนี้ต้องเปลี่ยนระบบราชการ โดยศึกษาปัญหาของชุมชนและความต้องการของชุมชน จากนั้นมาเรียนรู้จากชุมชน โดยดูศาสตร์ต่างๆ จะเป็นศาสตร์พระราชา พระราชินี สมเด็จพระเทพฯ สมเด็จย่า หรือศาสตร์ของอุทยานฯ ใช้แก้ไขปัญหาได้หรือไม่  หากแก้ได้ ลองแก้ไขบนกระดาษก่อน แล้วเอาผลการศึกษาไปคุยกับชาวบ้าน ถามชุมชนโดนใจมั้ย ถ้าใช้พาไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ศาสตร์นั้นตามโครงการต้นแบบ ราชการไม่เคยทำอย่างนี้ เพียงแต่สั่งจากข้างบน

วิธีการทำงาน ทุกฝ่ายเขียนแผนพัฒนาร่วมกัน นอกจากอุทยานฯ มีผู้ว่าฯ เข้ามา หน่วยราชการต่างๆ พัฒนาที่ดิน สำนักเกษตร เข้ามา แล้วไม่มองแต่ตัวเอง จึงเกิดการบูรณาการระหว่างราชการ ไม่ใช่งบมา อุทยานฯ เกษตรไม่มา ชลประทานไม่มี ถ้าน้ำไม่มาจะทำอะไรได้ หรือน้ำมา ดินไม่สมบูรณ์ก็ไม่ได้ หรือขัดกฎหมายอุทยานฯ การบูรณาการหมายถึงทุกหน่วยงานยอมรับได้ คิดร่วมกัน และชาวบ้านร่วมด้วย

“คิดร่วมกัน แก้ไขร่วมกัน สังเคราะห์ปัญหาต่างๆ นานาร่วมกัน ใช้ระบบเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา คุณเข้าใจตัวเองรึยัง เข้าใจชาวบ้านมั้ย แล้วถามว่าชาวบ้านเข้าใจคุณหรือเปล่า หน่วยงานต่างๆ เข้าใจซึ่งกันและกัน เป็นหนึ่งเดียว ถ้าชาวบ้านเอาด้วย แสดงว่า เข้าถึง เป็นการยกระดับความเข้าใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” เลขาฯ มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ย้ำ
ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวอีกว่า ในการดำเนินโครงการได้พูดคุยกับชาวบ้าน คำว่า ‘พอ’ ของคุณอยู่ที่ไหน ชาวบ้านบอกพอ คือ หมดหนี้สิน อยู่กินอย่างมีความสุข ลูกหลานกลับมาอยู่บ้าน ซึ่งตามแผนพัฒนาฯ จะมีหลายแผนงานเกิดขึ้นแก้ปัญหาดิน น้ำ และการเกษตร นอกจากพัฒนาระบบน้ำให้ได้รับน้ำทุกแปลง จะทำนาขั้นบันไดและปลูกป่าเศรษฐกิจ

“หากมีน้ำให้ทำข้าวเกือบ 400 ไร่ แล้วให้ผลผลิต 70 ถังต่อไร่ ราว 28 ตัน ซึ่งชาวบ้านบอกพอบริโภค 2 หมู่ ถามว่าเขาจะต้องดิ้นรนไปแผ้วถางป่าทำไม ปลูกข้าวเดือนสิงหาคม 4 เดือนเศษได้ผลผลิต เก็บไว้กินตลอดปี เมื่อปรับปรุงดินแล้วก็ปลูกพืชหลังนา เป็นผลประโยชน์ที่จะได้อีก 2 รอบ นี่เป็นรายได้พิเศษแล้ว ณ วันนี้ขึ้นไปบนบ้าน เขากินข้าว น้ำพริก ผัก ไม่มีหมู เห็ด เป็ด ไก่ ก็อยากกิน แต่ไม่มีเงิน ต่อไปจะเข้ามาส่งเสริมปศุสัตว์ เอาแม่พันธุ์หมูเหมยซานมาให้เลี้ยง แต่กฎกติกาห้ามซื้ออาหารให้หมูกิน ต้องใช้กล้วยซึ่งมีมากมายในพื้นที่ทำอาหาร ให้ความรู้ในการเลี้ยง จากแม่หมู 1 ตัว สิ้นปีที่ 2 จะมีแม่หมู 36 ตัว ไม่รวมลูกหมู เหลือกิน ก็ขาย อาจจะแปรรูปเพิ่มมูลค่า”

กับแผนพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ตามพระราชดำรินี้ เลขาฯ มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ เผยถึงภาพที่อยากให้เกิดขึ้นว่า ตอนนี้ยังไม่สำเร็จ แต่ภายใน 3 ปีจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น     หากทำจุดเล็กๆ อย่างนี้ได้ดีจริง จะเป็นเยี่ยงอย่างให้ข้าราชการได้เรียนรู้ และนำมาเป็นแนวทางปรับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาบุกรุกตามแนวชายแดนทั้งหมด ตั้งแต่ระนองยันเชียงรายระยะยาวราว 2,401 กิโลเมตร พื้นที่โป่งลึก-บางกลอย เป็นเพียง 30,000 ไร่ จากพื้นที่ชายแดน 1.8 ล้านไร่ ขยายผลไป หวังให้โป่งลึก-บางกลอยมันดี ใช้เงินลงทุนคุ้มค่า แก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม แล้วบวกความยั่งยืนและความสุขของชาวบ้าน

แม้แนวทางพัฒนาข้างหน้าสดใส แต่สิ่งที่ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ยังกังวลใจสะท้อนด้วยคำพูดที่กล่าวว่า “ปัญหาคนกับคน ความขัดแย้งผ่านมาแล้ว ผมกลัวอย่างเดียวเท่านั้น คำว่า ‘พอ’ ของชาวบ้าน ณ วันนี้ มันอย่างนึง คนรุ่นนี้ผมไม่กลัว เขายังจำความยากลำบากได้ แต่คนรุ่นต่อไปที่ไม่เคยลำบาก จะไม่รู้สึกถึงอดีต บวกกับกระแสทุนนิยม สื่อภายนอกเร้าใจให้อยากมี อยากเป็น ทุกคนมีความโลภ แต่วิธีการคงต้องเน้นการเรียนการสอนในโรงเรียน สอนเรื่องธรรมชาติ ศีลธรรม ความเหลื่อมล้ำ ปลูกฝังเด็กเยาวชน”

ด้าน ชัยวัฒน์ หน.อุทยานฯ แก่งกระจาน จากเส้นขนานกับชาวบ้าน วันนี้เห็นท่าทีในการทำงานกับชาวบ้านที่เปลี่ยนแปลงชัดเจน หน.อุทยานฯ คนดัง กล่าวว่า พื้นที่ทำกินกับแปลงที่ อช.อนุญาตให้ชาวบ้านทำกินถูกต้องมีจำกัด บางครอบครัวได้เยอะ บางครอบครัวได้น้อย ซึ่งการจัดสรรที่ทำกินเป็นปัญหาหลักของโป่งลึก-บางกลอย บางครอบครัวลงมาไม่มีที่ทำกิน การแก้ปัญหา อช.ก็หาที่ดินทำกินให้ เราต้องการแก้ปัญหาเพื่อให้สังคมอยู่อย่างมีความสุข ถ้าเราบอกไม่ได้ๆ ไม่ใช่คำตอบของสังคม และอุทยานฯ ต้องจัดการทรัพยากร เราต้องการป่า สัตว์ป่า คนอยู่ร่วมกับป่า

“ผมรู้จักโป่งลึก-บางกลอยตั้งแต่เกิด แต่ถามว่า ผมเข้าใจ คำว่า ‘โป่งลึก’ มั้ย ตอบได้เลยไม่เข้าใจ มูลนิธิปิดทองเป็นสะพานทำให้ผมกับชาวบ้านได้พูดคุยกัย เดิมชาวบ้านยุ่งอะไรของผมไม่ได้ ผมจับ ต่างคนต่างตั้งแง่อยู่แล้ว อุทยานมาชาวบ้านหนี อุทยานมาพูด ไม่ฟัง แต่วันนี้มีสะพานเชื่อมทุกคนเต็มใจเดินเข้าหากัน เจรจาพูดคุยกัน ทำให้ความขัดแย้งหยุดแล้วจะได้เดินต่อ” ชัยวัฒน์เปิดเผยความรู้สึก

พร้อมยอมรับว่า การแก้ปัญหาในเขตอุทยานฯ เดิมระบบราชการทำงานไม่เคยเข้าถึงชาวบ้าน จับเค้ามาเหมือนจับปูใส่กระด้ง สัญญาไว้ วันหนึ่งไม่ทำตามสัญญา แล้วจะบอกว่าชาวบ้านต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องรักษากฎหมาย ห้ามบุกรุกป่ามันผิดกฎหมาย มันไม่ใช่ ในพื้นที่เคยดำเนินโครงการพระราชดำริต่อนื่องช่วงปี 2537-2541 แล้วล้มหายไป จนปี 2552 รื้อฟื้นขึ้นมา กระทั่งปี 2555 มูลนิธิปิดทองฯ เข้ามา เป็นตัวกลางทำงาน สร้างความเข้าใจ สำรวจข้อมูลหลายด้านในพื้นที่

“ราชการเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนให้ความรู้ความสามารถ แต่ข้าราชการไม่ทำ ไม่เอาใจใส่ จะทำอย่างไร ไม่เข้าใจชาวบ้าน แต่จากแผนพัฒนาฯ นี้ เน้นชาวบ้าน หากพูดแต่เรื่องกฎหมาย ทุกวันนี้ผมจับได้ทุกคน บ้านโป่งลึก-บางกลอย ชาวบ้านออกมาเช้าไปตัดไม้ไผ่ ไปหากิน มันผิดระเบียบอุทยานทั้งหมด แต่ถามว่ามันใช่หรือไม่ หากทำอย่างนั้นก็ไม่ใช่มนุษย์ มนุษย์ต้องมีการผ่อนปรน เราต้องมาเรียนรู้กันใหม่ การอยู่ร่วมกัน ชุมชนอยู่กับป่า ชุมชนใช้ประโยชน์พื้นที่ใดได้บ้าง วิธีถ้อยทีถ้อยอาศัยเป็นหลักสำคัญ” หน.อุทยานฯ กล่าว

ในการพัฒนาโป่งลึก-บางกลอย พื้นที่ในเขตอนุรักษ์ฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย ชัยวัฒน์ระบุ ทุกวันนี้ไม่ได้จับกุมชาวบ้านเข้าไปตัดไม้ ซึ่งหมายถึงเจ้าหน้าที่ทำผิดกฎหมาย ม.157 ทันที ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่เราทำด้วยความสุจริตใจ น้อมนำแนวทางพระราชดำริเรื่องการอยู่ร่วมกัน คน ป่า สัตว์ป่า บ้านหลังนี้ครอบครัวนี้มีสัตว์ ต้นไม้ ระบบนิเวศ ชาติพันธุ์ มีศาสนาและพระมหากษัตริย์ ต้องบูรณาการอยู่ร่วมกันให้ได้ แม้งานยาก งานใหญ่ ถ้าทุกหน่วยงานทำด้วยความตั้งใจ ให้ความร่วมมือ โดยไม่หวังผลตอบแทน งานใหญ่จะเป็นงานเล็ก

หน.อุทยานฯ แก่งกระจานย้ำเรื่องการพัฒนาน้ำเป็นทางออกของปัญหาในพื้นที่ ถ้าทำแล้ว ชาวบ้านทำเกษตรได้ ปากท้องอิ่มก็จบ นาขั้นบันไดกว่า 300 ไร่ นอกจากปลูกข้าว เน้นป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ไม้ใช้สอย ไม้ฟืน ไม้ผล และไม้อนุรักษ์น้ำป่า ไม้ทุกอย่างที่ปลูก ใช้ประโยชน์ได้หมด ไผ่ ขนุน มะม่วง ทุเรียน ลำไย ชะอม ฯลฯ ระยะยาวชาวบ้านเก็บขายได้ เราจะส่งเสริมให้ชาวบ้านเพาะปลูกพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ หน้าดิน ที่ลุ่ม ราบลุ่ม อย่างที่ลาดเอียงจะปลูกป่าผสมผสาน ชาวบ้านปลูกแล้วได้อะไร แต่ละปีสร้างรายได้เท่าไหร่ อย่างปลูกไผ่ปีที่ 3 ขายได้แล้ว สดหรือแห้งก็ได้ ปีต่อๆ ไป รายได้จะเพิ่มขึ้นจากผลผลิตที่มากขึ้น”

“จาก 100 คน ที่เดือดร้อน มี 90 คน กินอยู่ได้แบบพอเพียง เหลือเพียง 10 คน บุกรุกป่า ป่าไม้ทานได้ แต่ถ้า 100 คน รุกป่า ป่าพังหมด ไม่รอด การดำเนินโครงการต้องค่อยเป็นค่อยไป เชื่อว่าโครงการนี้มาจะแก้ปัญหาได้สำเร็จ และเป็นทางออกกฎหมายอุทยานฯ กับชุมชนอยู่ร่วมกันได้ ที่ผ่านมาไม่เคยหาทางออกที่ดีที่สุด คิดว่าแนวทางพระราชดำริดีที่สุด” ชัยวัฒน์ ผู้อำนวยการโครงการฯ กล่าวทิ้งท้ายถึงการผลักดันแผนพัฒนาชนบทนี้ร่วมกับชาวบ้าน และหน่วยงานต่างๆ อย่างจริงจัง ทำให้เกิดการพัฒนาชุมชนในพื้นที่อุทยานฯ อย่างสมดุลและยั่งยืนให้ได้.

มีนาคม 11, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, ไทยโพสต์ | , , , | ให้ความเห็น

“สารปรอท” ใน”ปลา-เส้นผม” ของแถม! สวนอุตสาหกรรมปราจีณ

http://www.thaipost.net/sunday/130113/67976

13 January 2556 – 00:00

“ปลา” คือ อาหารจานสำคัญคู่สำรับคนไทยมาช้านาน แต่ถ้าบอกว่าในพื้นที่อุตสาหกรรมใหญ่ที่สุดของจังหวัดปราจีนบุรี และเป็นพื้นที่เป้าหมายของการขยายอุตสาหกรรมภาคตะวันออก พบการสะสมของสารปรอทในปลาจะเกิดอะไรขึ้น?

จากการแถลง ผลการศึกษาเรื่องการสะสมของสารปรอทในปลาและคนบริเวณรอบโรงไฟฟ้าและพื้นที่อุตสาหกรรม ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งมูลนิธิบูรณะนิเวศดำเนินการเก็บตัวอย่างเมื่อเดือนพฤษภาคมถึงพฤศจิกายน ปี 2555 และได้จัดส่งตัวอย่างปลาและเส้นผม ไปยังห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ของสถาบันเพื่อการวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ (BRI ) สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับมาตรฐานระดับโลก ผลตรวจวิเคราะห์ระบุชัดว่า ตัวอย่างปลาช่อน 20 ตัว จากคลองชลองแวง พบปลาทุกตัวมีปริมาณสารปรอทปนเปื้อนสูงเกินมาตรฐานทางอาหาร โดยกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้อาหารมีสารปรอทไม่เกิน 0.02 ppm (ส่วนในล้านส่วน) แต่ปลาในพื้นที่ท่าตูมมีสารปรอทปนเปื้อนตั้งแต่ 0.067-0.22 ppm

ส่วนเส้นผมของชาวบ้านที่อาศัยใกล้โรงไฟฟ้าและโรงผลิตกระดาษในรัศมี 2 กิโลเมตร ทั้งหมด 20 คน ผลตรวจวิเคราะห์พบว่า ทุกคนมีปริมาณสารปรอทสูงเกินค่าปริมาณอ้างอิงกับสหรัฐ คือ 1.00 ppm เพราะประเทศไทยยังไม่เคยกำหนดค่าปริมาณอ้างอิงสารปรอทในเส้นผม จากตัวเลขการศึกษาพบสารปรอทตั้งแต่ 1.628-12.758 ppm สารปรอทในเส้นผมนั้นแม้สูงเพียง 1 ppm ก่ออันตรายต่อพัฒนาการทางสมอง โดยเฉพาะทารกในครรภ์ เด็กเล็ก และสตรีที่อาจตั้งครรภ์ในอนาคต เนื่องจากปรอทเป็นสารพิษที่สะสมในร่างกาย ถ่ายทอดได้จากแม่สู่ลูก

เส้นทางของปรอท ปลาและคน ดูจะมีความสัมพันธ์กันอย่างที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ หลังการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องในพื้นที่ท่าตูมก่อปัญหามลพิษและสร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชนที่อยู่อาศัยดั้งเดิม มีความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านและโรงงาน

โดย ต.ท่าตูม เป็นที่ตั้งของสวนอุตสาหกรรม 304 บนขนาดพื้นที่กว่า 7,500 ไร่ ที่มีอุตสาหกรรมหลัก คือ การผลิตเยื่อกระดาษและกระดาษกว่า 980 ไร่ รวมทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินและเชื้อเพลิงรวม 600 ไร่ อุตสาหกรรมเคมีบางชนิด บ่อบำบัดน้ำเสีย และกองถ่านหิน ที่ตั้งอยู่เหนือแหล่งน้ำสาธารณะ โดยเฉพาะคลองชลองแวง ซึ่งเป็นทั้งแหล่งน้ำและแหล่งอาหารสำคัญของชุมชน ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี ที่ถูกกำหนดให้เป็นแหล่งศึกษาการสะสมของสารปรอทในปลาของโครงการนี้ และชุมชนรายรอบ แทบทุกบ้านอาศัยคลองชลองแวงทำเกษตร ทำไร่มันสำปะหลัง ทำนา ทำสวนผลไม้ และจับสัตว์น้ำ มีปลาให้กิน

ปัจจุบันอุตสาหกรรมในท่าตูมมีการวาดแผนที่จะขยายเพิ่มเติมอีกจำนวนมากตามผังเมืองรวมจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่กำหนดพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของตำบลท่าตูมเป็นพื้นที่สีม่วงเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและคลังสินค้า

กลับมาที่โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสารปรอทในชุมชนกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงผลิตเยื่อกระดาษ ต.ท่าตูม มูลนิธิบูรณะนิเวศร่วมกับเครือข่ายระหว่างประเทศว่าด้วยการกำจัดสารพิษตกค้างยาวนานในสิ่งแวดล้อม (IPEN) ซึ่ง IPEN เป็นการรวมตัวของนักวิชาการ นักสิ่งแวดล้อม และองค์กรต่างๆ ที่ตระหนักถึงผลกระทบสารพิษในสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนหลายประเด็นเพื่อให้สหประชาชาติและองค์การอนามัยโลกมีมาตรการที่ปลอดภัยมากขึ้นเพื่อปกป้องมนุษย์จากสารเคมี

การศึกษาในชุมชนท่าตูมยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรณรงค์เพื่ออนาคตอันปลอดสารปรอท และเป็นส่วนหนึ่งของผลงานวิชาการประกอบการสนับสนุนผลักดันให้เกิด ‘อนุสัญญาว่าด้วยสารปรอท’ ที่ดำเนินการโดยโครงการสิ่งแวดล้อมสหประชาติ (UNEP) จะเป็นมาตรการทางกฎหมายระดับประเทศต่อไป ซึ่งการเจรจาแก้ไขปรับปรุงร่างอนุสัญญาฯ ครั้งสุดท้ายจะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 13-18 ม.ค.นี้ ที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายยุทธศาสตร์เพื่อความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งสหประชาชาติ ตั้งเป้าปี 2563 ทั่วโลกและทุกชุมชนต้องปลอดภัยจากสารพิษ สำหรับการศึกษาการสะสมสารปรอทในปลาและเส้นผมมี 29 ประเทศ ที่ดำเนินโครงการร่วมกัน เช่น แอลเบเนีย แคเมอรูน สาธารณรัฐเช็ก อินโดนีเซีย เม็กซิโก รัสเซีย แทนซาเนีย ไทย ผลการศึกษา 460 ตัวอย่าง ใน 29 ประเทศ จะรายงานให้สหประชาชาติต่อไป

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง    ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ระบุว่า เน้นศึกษาสารปรอท เพราะเป็นโลหะหนักที่มีอันตรายสูงมากต่อสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม เป็นสารพิษที่ตกค้างยาวนานในสิ่งแวดล้อม แหล่งกำเนิดสารปรอทที่สำคัญ คือ โรงผลิตปูนซีเมนต์ เตาเผาขยะ โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงผลิตเยื่อกระดาษ ในส่วนผลิตภัณฑ์ เช่น ครีมหน้าขาว ถ่านไฟฉาย และหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ โครงการสิ่งแวดล้อมสหประชาติได้มีมติเมื่อปี 2552 ให้รัฐบาลทุกประเทศร่วมกันพัฒนามาตรการทางกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสารปรอทเพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ส่วนการศึกษาในประเทศไทย เลือกพื้นที่ศึกษาท่าตูม เพราะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงผลิตกระดาษ สภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำปราจีนบุรีไหลผ่านทางด้านทิศเหนือ มีคลองชลองแวง คลองรั้งผ่านทางทิศตะวันออก คลองโสมและคลองโป่งไผ่ไหลผ่านทางทิศตะวันตก ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 304 ผ่านทางทิศใต้ มีทางหลวงเส้น 309 ผ่านทางทิศตะวันตก สภาพพื้นที่โดยรอบมีบึง หนองน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นที่เกษตรกรรม ชุมชนทำมาหากินผูกพันกับแหล่งน้ำ มีการจับปลาขาย

“บ่อพักน้ำทิ้งขนาดใหญ่ของโครงการสวนอุตสาหกรรม 304 พาดผ่านคลองชลองแวง อีกซีกเป็นอ่างเก็บน้ำดิบ ถัดมาเป็นลานกองถ่านหิน ซึ่งอุตสาหกรรมหลักๆ ในโครงการ คือ โรงงานผลิตเยื่อกระดาษและกระดาษ โรงไฟฟ้าถ่านหิน เราเก็บตัวอย่างปลาในพื้นที่คลองชลองแวงทั้งหมดและพบสารปรอทปนเปื้อน มีความเป็นไปได้ว่าน้ำเสียปนเปื้อนปรอท และขี้เถ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินอาจรั่วซึมลงคลองชลองแวง มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งผลให้เกิดการสะสมสารปรอทในตัวปลา” เพ็ญโฉมอธิบาย

จากการศึกษามีหลายช่องทางที่สารปรอทจะเข้าสู่คลองชลองแวง ทั้งเถ้าลอยจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ฝุ่นถ่านหินจากลานเก็บถ่านหินแบบเปิด ขี้เถ้าจากโรงไฟฟ้าที่นำมาปรับสภาพดินในแปลงยูคาลิปตัสในพื้นที่โดยรอบ รวมถึงน้ำเสียปนเปื้อนสารปรอทจากโรงผลิตเยื่อกระดาษซึมลงคลอง

“น้ำเสียจากโครงการมีประมาณ 18,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งน้ำเสียถูกส่งเข้าระบบบำบัดของบริษัท วิธีการบำบัดที่ใช้อยู่เป็นแบบตะกอนเร่งที่สามารถรองรับน้ำเสียได้ 23,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน โดยศักยภาพจัดการได้ แต่ระบบบำบัดน้ำเสียแแบบตะกอนเร่งที่ใช้อยู่ในปัจจุบันในพื้นที่นี้ ไม่สามารถกำจัดโลหะหนักได้ สารปรอท สารหนู แคดเมียม เป็นโลหะหนัก” เพ็ญโฉมตั้งข้อสังเกต

ส่วนการกำจัดขี้เถ้าจากการเผาไหม้ของโรงไฟฟ้าถ่านหิน ผู้เชี่ยวชาญด้านสารพิษคนเดิมกล่าวว่า จากรายงานอีไอเอของบริษัท ระบุขี้เถ้าไปฝังกลบที่สวนยูคาลิปตัส หลังจากนั้นปี 2554 มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการกำจัดขี้เถ้าในพื้นที่ ในรายงานอีไอเอฉบับปรังปรุงโครงการเขียนว่า ใช้ขี้เถ้าถ่านหินไปปรับปรุงคุณภาพดินในแปลงยูคาลิปตัส หรือส่งไปกำจัดตามหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย บริษัทเลือกได้ ประเด็นอยู่ที่หากนำขี้เถ้าไปปรับสภาพดินจะเป็นอีกเหตุให้สารปรอทในขี้เถ้าถ่านหินปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม การกำจัดขี้เถ้าด้วยวิธีการปลอดภัยต้องใช้งบประมาณสูง ขณะนี้จึงเห็นการใช้วิธีเอาไปปรับสภาพดินในท่าตูม

“เราบอกไม่ได้ว่าสารปรอทที่สะสมในปลาเกิดจากอะไรแน่ แต่เราสามารถตั้งข้อสังเกตได้จากบริบทและสิ่งแวดล้อม นี่อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการปนเปื้อน ในพื้นที่มีปัญหามลพิษจากอุตสาหกรรมพอสมควร และมีการร้องเรียนจากชุมชนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง ปัญหาหลักๆ การไหลชะของน้ำฝนในสวนยูคาลิปตัสที่ใช้ขี้เถ้าปรับสภาพดินลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ  มีการฟุ้งกระจายของถ่านหินจากแปลงต่างๆ หรือที่กองถ่านหินแบบเปิดไว้ สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับชุมชน มีแค่กลิ่นเหม็นรบกวน ยังไม่ได้พูดถึงผลกระทบต่อสุขภาพที่ยังมองไม่เห็น อาจเกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่ได้ศึกษา” เพ็ญโฉมกล่าว

ไม่เพียงเท่านั้น เรื่องการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่สวนอุตสาหกรรม และโรงงานที่อยู่ในบริเวณใกล้คลองชลองแวง เธอเห็นว่า ไม่มีมาตรการป้องกันการปนเปื้อนโลหะหนักต่างๆ ทั้งที่มาจากขี้เถ้าถ่านหิน น้ำเสีย น่าเป็นห่วง และเป็นแหล่งสำคัญของการปนเปื้อนปรอทในปลา ผลการศึกษานี้วิเคราะห์เรื่องปรอทอย่างเดียวเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว น้ำเสียจากโรงงานยังมีโลหะหนักอื่นๆ ปนเปื้อนเพิ่มเติม ตอนนี้การขยายอุตสาหกรรมในพื้นที่ท่าตูมยังต่อเนื่อง ผลการศึกษาเบื้องต้นนี้ควรนำไปพิจารณาด้วยว่าควรมีมาตรการต่อไปเช่นไร

เพ็ญโฉมกล่าวด้วยว่า ไม่เฉพาะท่าตูม แต่พื้นที่หลายแห่งที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทยและประสบปัญหาสารปรอทปนเปื้อนเช่นเดียวกัน หรืออาจจะรุนแรงกว่าในบางพื้นที่ มลพิษอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน ก่อปัญหาสุขภาพ โรคภัยไข้เจ็บเรารู้จักกันดี มาบตาพุด ถ้าโรงไฟฟ้าถ่านหินพูดถึงแม่เมาะลำปาง มีชาวบ้านป่วยและโยกย้ายออก ประจวบก็มีชาวบ้านลุกขึ้นมาคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน การปนเปื้อนสารตะกั่วในแหล่งน้ำสาธารณะชาวคลิตี้ล่าง หลายกรณีที่เป็นข่าว สังคมรู้จัก ปัญหาหลายพื้นที่ได้รับการเหลียวแล มีการจัดการระดับหนึ่ง

กรณีท่าตูมชาวบ้านกำลังเดือดร้อน แต่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ หรือแม้แต่ผู้ประกอบการ ผลการศึกษาวันนี้แม้เป็นเพียงเบื้องต้น แต่เป็นสัญญาณเตือนจากธรรมชาติ สัญญาณเตือนจากชุมชน พื้นที่นี้เริ่มมีปัญหาควรได้รับการดูแลแก้ไขและรับผิดชอบ เราไม่สามารถบอกได้ว่า สาเหตุการปนเปื้อนมาจากโรงงานใด เราไม่ได้บอกใครทำผิด เพียงบอกปัญหาของพื้นที่   มีนัยยะสัมพันธ์ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าโรงงานอุตสาหกรรมกระดาษ สวนอุตสาหกรรม หรือจังหวัด นำการศึกษาไปพิจารณาควรดำเนินการอย่างไรหรือนิ่งนอนใจ หากรับฟังเร่งแก้ไขเรื่องใหญ่จะกลายเป็นเล็ก ชาวบ้านสบายใจ ไม่เกิดการต่อต้านอุตสาหกรรม หากทุกฝ่ายร่วมมือกันจะแก้ได้โดยเร็ว อย่าปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังเกินกว่าจะเยียวยาได้

ด้าน สมบุญ พัชรไพบูลย์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 ต.ท่าตูม อ.ศรีมหาโพธิ และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการไตรภาคีตรวจสอบคุณภาพน้ำกับสวนอุตสาหกรรม กล่าวว่า คลองชลองแวงเป็นคลองที่ชุมชนจับปลากินและจับขายในท้องถิ่น ตลอดเวลากว่า 7 ปีที่เป็นคณะกรรมการไตรภาคีสุ่มเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจ ผลการวิเคราะห์ก็ผ่านตลอด ไม่เคยเกินค่ามาตรฐาน คิดว่าเป็นการตรวจผิวเผิน ไม่ตรวจวิคราะห์หาโลหะหนัก ไม่เคยรับรู้ว่าปลาในคลองชลองแวงมีสารปรอทสะสม จนกระทั่งเห็นผลการศึกษาของทางมูลนิธิฯ ชาวบ้านในพื้นที่ยิ่งไม่ไว้ใจมากขึ้น ที่ผ่านมาเห็นการกระทำของโรงงานที่ไม่รับผิดชอบ โดยเฉพาะการขนถ่านหินร่วงหล่น เมื่อฝนตกก็ชะลงแหล่งน้ำ ต้นปี 2555 ปลาในคลองและปลาในกระชังตายด้านใต้คลองชลองแวง หาสาเหตุไม่ได้ โยนกันไปมา ชาวบ้านยังไม่ได้เงินเยียวยา

“ผมสนใจก็เลยร่วมเป็น 1 ในตัวอย่างเส้นผมที่เจ้าหน้าที่มูลนิธิมาเก็บตัวอย่าง แล้วก็พบปนเปื้อนสารปรอทปริมาณมาก ผมกินปลาเป็นประจำ แล้วในเส้นผมของชาวบ้านอีก 19 คน ก็พบมีค่าปรอทสูงมาก หากตรวจปริมาณสารปรอททั้งตำบลจะที่ปริมาณสารปรอทเกินอีกไม่รู้เท่าไหร่จริงๆ เพราะคนไทยชอบกินปลา มีปลาในสำรับทุกมื้อ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขก็ไม่เคยเข้ามาตรวจสอบสารพิษที่ตกค้าง” ผู้ใหญ่สมบุญกล่าว พร้อมบอกอีกว่า จะนำผลการศึกษานี้มาใช้เป็นข้อมูลทวงถามความรับผิดชอบกับโรงงานหรือกลุ่มผู้ประกอบ และยื่นกับหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะกรมควบคุมมลพิษ เพื่อเร่งรัดหามาตรการป้องกันปัญหาสารปรอทจากสวนอุตสาหกรรมที่คุกคามชีวิตประชาชนในพื้นที่ตอนนี้

ขณะที่ จุฑามาส ทรัพย์ประดิษฐ์ เจ้าหน้าที่เทคนิคและวิชาการ มูลนิธิบูรณะนิเวศ ยืนยันความน่าเชื่อถือของผลการศึกษา โดยระบุขั้นตอนการเก็บตัวอย่างปลาและเส้นผมปฏิบัติตามคู่มือของสถาบันวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพสหรัฐ  ซึ่งมีเกณฑ์การเลือกเก็บปลาในพื้นที่ศึกษา ต้องเป็นปลากินปลา ปลาที่ชุมชนในท้องถิ่นนิยมกินกัน เป็นปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของชุมชน มีการจับและขายในท้องถิ่นหรือตลาดอื่นๆ  ซึ่งปลาที่เก็บในพื้นที่ศึกษาเป็นปลาช่อน จุดเก็บตัวอย่างปลาคือคลองชลองแวง ส่วนจุดเก็บเส้นผมในคน เป็นชาวบ้านที่อาศัยอยู่หมู่ที่ 2 และ 3 ต.ท่าตูม เป็นพื้นที่ที่เป็นไปได้ในการปนเปื้อนสารปรอท อยู่ใกล้เคียงพื้นที่อุตสาหกรรม

เหตุที่ตรวจวัดสารปรอทในปลา เจ้าหน้าที่เทคนิคคนเดิมระบุร้อยละ 90 ของปรอทที่พบในปลา เป็นปรอทอินทรีย์ เป็นปรอทสะสมในห่วงโซ่อาหารผ่านสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะปลาที่กินกันมาก ทำให้สารปรอทในปลามีผลอันตรายต่อคน ส่วนการตรวจวัดสารปรอทในเส้นผม ก็เป็นตัวชี้วัดการสะสมของสารปรอทในร่างกาย เป็นตัวบ่งชี้ที่ดีถึงการได้รับสารปรอทอินทรีย์ที่สะสมในอาหาร แล้วการเก็บตัวอย่างเส้นผมก็เป็นวิธีที่สะดวกในการให้ตัวอย่าง

“มีการเก็บตัวอย่างปลาจำนวน 2 ครั้ง 8 พฤษภาคม และ 22 พฤศจิกายน ปี 2555 ส่งตรวจครั้งแรกก็พบค่าเกินมาตรฐานสูง ทางสถาบันบีอาร์ไอให้ส่งตัวอย่างไปวิเคราะห์อีกครั้งก็ปนเปื้อนปรอทสูง เป็นตัวอย่างจากพื้นที่ ต.ท่าตูม ที่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงผลิตเยื่อกระดาษตั้งอยู่เหนือน้ำ ทิศทางการไหลของน้ำเชื่อมโยงกับคลองชลองแวงจุดเก็บตัวอย่าง” จุฑามาศ กล่าวถึงความน่าเชื่อถือของโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสารปรอทในชุมชนท่าตูม สำหรับห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ของสถาบันเพื่อการวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ (BRI) ที่มูลนิธิบูรณะนิเวศได้จัดส่งตัวอย่างปลาและเส้นผมไปตรวจ เป็นสถาบันวิจัยอิสระที่มีความเชี่ยวชาญและได้รับการยอมรับจากหน่วยงานรับและสถาบันวิชาการ และได้รับว่าจ้างโดยรัฐบาลสหรัฐ ในการตรวจวัดสารปรอทในสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังร่วมมือกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติเพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังสารปรอททั่วโลก.

มีนาคม 11, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, ไทยโพสต์ | , , , | ให้ความเห็น

กองเรือทุ่นระเบิด ทอดสมอเปิดร้าน “0″ บาท

http://www.thaipost.net/sunday/060113/67577

6 January 2556 – 00:00

เป็นครั้งแรกที่ทางกองเรือทุ่นระเบิด กองเรือยุทธการ จับมือกับสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) เปิดตัวโครงการร้านศูนย์บาท ภายใต้ชื่องาน “มหัศจรรย์วันขยะมีค่าที่ร้านศูนย์บาท” ณ หมวดเรือที่ 3  จังหวัดสมุทรปราการ โดยลงมือทำร้านศูนย์บาทซึ่งเป็นร้านที่มีแนวคิดในการใช้วัสดุรีไซเคิลแทนเงินสด เพื่อแลกสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน วัตถุประสงค์เพื่อลดค่าครองชีพของประชาชนโดยการใช้วัสดุเหลือใช้แทนเงินสด พร้อมทั้งรณรงค์ให้มองเห็นมูลค่าสิ่งเหล่านั้นก่อนทิ้งเป็นขยะ และสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการคัดแยกวัสดุรีไซเคิลที่คนในชุมชนสามารถจัดการเรื่องขยะในชุมชนได้
ยุทธพงษ์ วัฒนะลาภา ผู้อำนวยการสถาบัน TIPMSE กล่าวว่า การคัดแยกขยะจากต้นทางจะช่วยให้ปัญหาขยะในชุมชนลดลงได้ โดยร้านศูนย์บาทเป็นสัญลักษณ์ให้กับประชาชนได้รับทราบและเข้าใจแนวคิดของร้านนี้ว่า แม้จะไม่มีเงินสดก็สามารถซื้อสินค้าได้ด้วยของเหลือใช้ ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วจำพวกขวดแก้ว ขวดพลาสติก กระป๋องเครื่องดื่ม กล่องกระดาษ มาแลกสินค้า โดยร้านศูนย์บาทที่หมวดเรือที่ 3 ถือเป็นแห่งที่ 5 สินค้าหลักๆ ที่นำมาจำหน่ายเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันเพื่อให้บริการแก่สมาชิก ทุกคนสามารถสมัครเป็นสมาชิกได้โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ อีกทั้งรูปแบบของร้านมีหลากหลาย ทั้งร้านแบบถาวร ร้านศูนย์บาทเคลื่อนที่ แม้แต่ร้านข้าวแกงก็เป็นได้    ซึ่งร้านในแต่ละชุมชนจะถูกพัฒนาให้มีความเหมาะสมกับสภาพชุมชนเพื่อให้เป็นร้านของชุมชนอย่างแท้จริง สมาชิกของชุมชนสามารถใช้บริการได้อย่างยั่งยืน โดยทาง TIPMSE เป็นพี่เลี้ยงในด้านการวางแผนการจัดการ การเชื่อมโยงเครือข่าย ร้านจะต้องเป็นผู้จัดหาสินค้าตามความต้องการของชุมชน
“การจัดตั้งร้านศูนย์บาทของกองเรือทุ่นระเบิดสอดรับกับนโยบายดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของกองทัพเรือ สภาพชุมชนที่อยู่โดยรอบกองเรือทุ่นระเบิดนี้ มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่น ทำให้มีปริมาณขยะมากขึ้นต่อเนื่อง เหมาะสมจะจัดตั้งร้านศูนย์บาท เบื้องต้นจะเป็นรูปแบบร้านเคลื่อนที่เพื่อดูความพร้อมและความร่วมมือของชุมชน การร่วมมือกันครั้งนี้ทำให้มีจำนวนสมาชิกร้านเพิ่มขึ้น ทั้งจากกำลังพลของกองเรือที่ให้ความสนใจ และโรงเรียนต่างๆ ในเขตเทศบาลตำบลแหลมฟ้าผ่าด้วย” ผู้อำนวยการ TIPMSE เผย
นาวาเอกเชษฐา ใจเปี่ยม รองผู้บัญชาการกองเรือทุ่นระเบิด กองทัพเรือยุทธการ กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปริมาณขยะที่เป็นปัญหาเรื้อรังยากต่อการกำจัด เกิดผลกระทบกับสังคมมากมาย รวมถึงกองเรือทุ่นระเบิดเองก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน เมื่อมีโอกาสได้รู้จักกับ TIPMSE ได้ไปดูงานร้านศูนย์บาทชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ เราจึงเชิญองค์กรต่างๆ ในพื้นที่ไปดูงานพร้อมกัน เกิดความสนใจ  กลับมาหารือกันว่า เราน่าจะมีศักยภาพพอที่จะดำเนินการจัดตั้งร้านศูนย์บาท ก่อนลงความเห็นว่า กองเรือทุ่นระเบิดเป็นพื้นที่ที่เหมาะสม มีบริเวณมากพอ และบริบทโดยรอบที่เหมาะสม รวมถึงประชาชนในท้องถิ่นให้ความร่วมมือ ทั้งคนในเทศบาลตำบลพระสมุทรเจดีย์ อบต. เทศบาล โรงเรียน เป็นต้น ปลุกจิตสำนึกให้คนในชุมชนได้ร่วมมือกันดูแลสิ่งแวดล้อม
“เรื่องของขยะมีการวางนโยบายเอาไว้เช่นกัน แต่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำ จึงได้ร่วมมือกับ TIPMSE เพื่อเริ่มดำเนินการโครงการ และมีการจัดการในมาตรฐานที่เหมาะสม ร้านศูนย์บาทเคลื่อนที่เป็นการจัดตั้งชั่วคราว เหมือนเป็นการรณรงค์และนำร่องควบคู่กันไป ต้นปีมีแผนจะจัดตั้งร้านถาวรอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ คนในชุมชนต้องมีจิตสำนึกและร่วมมือร่วมใจกันด้วย มีการประชุมถึงข้อดี-ข้อเสียเพื่อที่จะได้มีร้านศูนย์บาทช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวของคนในชุมชนต่อไป” ลูกประดู่หัวใจรักษ์สิ่งแวดล้อมกล่าว
ด้าน พีรทร เสนีย์วงศ์ กลุ่มซาเล้งร้านศูนย์บาทชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ ผู้มาร่วมถ่ายทอดความรู้ในการคัดแยกขยะและการประดิษฐ์สินค้าจากวัสดุเหลือใช้ พร้อมเหล่าสมาชิกซาเล้งในงานเปิดร้าน เล่าถึงร้านศูนย์บาทของชุมชนว่า เป็นแห่งแรกที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของกลุ่มซาเล้งจำนวน 35 ครอบครัว ที่มีรายได้น้อย ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพในปัจจุบัน บางครั้งนำขยะไปขายและนำเงินที่ได้ไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคกลับถูกโก่งราคา จึงเกิดแนวคิดชักชวนกลุ่มของตนเอาขยะมาลงหุ้น 100 บาท แต่เป็นจำนวนขยะแทนเงินจำนวนที่ตนต้องการลง จากนั้นก็นำขยะทั้งหมดไปขายและซื้อสินค้าตามห้างต่างๆ มีสินค้าราคาถูก จากนั้นให้สมาชิกเอาขยะมาแลกตามราคาสินค้าเช่น ขวดพลาสติก กิโลกรัมละ 2.50 บาท หากต้องการมาม่า 1 ซอง ก็นำขวดมา 2 กิโล เป็นต้น ต่อมาพัฒนาเป็นรูปแบบร้านค้าอย่างจริงจัง ใช้ชื่อว่า “สหกรณ์” เมื่อทำร้านได้ระยะหนึ่งมองว่าสิ่งนี้สามารถดูแลและตอบสนองความต้องการด้านสินค้าของคนรายได้น้อยได้เป็นอย่างดี
ช่วงแรกของการขยายแนวคิดให้หน่วยงานต่างๆ เพื่อจะเผยแพร่สู่ชุมชนอื่นต่อไป เขาบอกไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรจนสุดท้ายกรุงเทพมหานครให้ความสนใจ ก่อนจะเรียกกลุ่มซาเล้งไปพูดคุยพร้อมประสานทาง TIPMSE ให้เข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ทางกลุ่มไม่ได้ต้องการเงินสนับสนุน แต่ต้องการหน่วยงานที่ดูแลและเพิ่มมาตรฐานการคัดแยกวัสดุเหลือใช้มากขึ้นเท่านั้น จากนั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ร้านศูนย์บาท” เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ถือเป็นแห่งแรกของบ้านเรา
“ปัจจุบันขยายเครือข่ายของร้านศูนย์บาทไปหลายพื้นที่ ได้แก่ ชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ ต้นแบบ แห่งที่ 2 คือ แฟลตดินแดง และที่จังหวัดน่านมีอีก 3 แห่ง เป็นการขยายตัวภายใน 5 เดือนเท่านั้น กลุ่มได้มีโอกาสเป็นวิทยากรให้คำแนะนำในโรงเรียน มหาวิทยาลัย และชุมชนที่สนใจ วันนี้มาช่วยทางกองเรือทุ่นระเบิด เชื่อว่าร้านศูนย์บาทนอกจากจะช่วยเรื่องการเงินให้กับหลายครัวเรือนแล้ว ยังช่วยให้จำนวนขยะลดน้อยลง จากการแปลงสิ่งเหลือใช้ให้เป็นสิ่งที่อยากนำไปใช้ หากร้านขยายต่อไปได้เรื่อยๆ ขยะอาจจะมีค่ากว่าเงินด้วย” ตัวแทนกลุ่มซาเล้งชุมชนอ่อนนุชทิ้งท้ายเรื่องราวการเติบโตของร้านศูนย์บาทในแต่ละพื้นที่ให้ฟัง.

มีนาคม 11, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, ไทยโพสต์ | , , , | ให้ความเห็น

สิ่งแวดล้อม”หลังคาเขียว” มากกว่าคุ้มแดดคุ้มฝน

http://www.thaipost.net/sunday/060113/67578

6 January 2556 – 00:00

ปลายเดือนสิงหาคมในปี 2554 ภัยพิบัติดินโคลนถล่มสร้างความเสียหายรุนแรงแก่ชาวกะเหรี่ยงบ้านห้วยโผในตำบลแม่ยวม อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน พลังของน้ำป่าและดินโคลนไหลทะลักทำลายบ้านเรือนของชุมชนนับร้อยหลังคาเรือน เป็นภาพที่น่าพรั่นพรึงของภัยธรรมชาติ ก่อนที่หลายหน่วยงานจะเข้าไปฟื้นฟูดูแลผู้ประสบภัย ซ่อมแซมบ้านพักอาศัย เช่นเดียวกับ โครงการหลังคาเขียว เพื่อมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ซึ่งมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ผนึกกำลังกับบริษัท เต็ดตร้า แพ้ค (ประเทศไทย) ดำเนินการติดตั้ง “หลังคาเขียว” หรือแผ่นหลังคาซึ่งผลิตจากกล่องเครื่องดื่มรีไซเคิล ไม่ว่าจะเป็นกล่องบรรจุนม น้ำผลไม้ ที่มีคุณสมบัติที่ดีของหลังคา แข็งแรง ทนทาน ไม่แตกหักง่าย ทนไฟ ไม่ดูดซับแสงแดดหรือความร้อน ช่วยประหยัดพลังงาน ปลอดเชื้อรา แถมยังซ่อมแซมง่าย
ล่าสุดจากการติดตามความคืบหน้าการติดตั้ง ‘หลังคาเขียว’ หลังโครงการดังกล่าวได้บริจาคหลังคารีไซเคิลเพื่อฟื้นฟูที่อยู่อาศัยให้กับชุมชนชาวกะเหรี่ยงบ้านห้วยโผ 85 หลังคาเรือน เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พร้อมกับมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน หรือ MOU เพื่อให้แม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดแรก ที่สานต่อโครงการหลังคาเขียว และเร่งติดตั้งหลังคาเขียวอีกราว 30 ครัวเรือน ให้แล้วเสร็จในเร็ววัน
สุชาติ สิงขรบรรจง สมาชิกเทศบาลตำบลแม่ยวม ชาวบ้านห้วยโผ กล่าวว่า เหตุการณ์ภัยธรรมชาติธรรมชาติที่เกิดขึ้นครั้งนั้น ถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี เนื่องจากอิทธิพลของพายุนกเต็นทำให้ฝนตกหนัก ดินจากบนเขาถล่มลงมาทับหมู่บ้าน มีบ้าน 8 หลังที่เสียหายทั้งหมด ชาวบ้านหนีออกมาจากบ้านและไม่มีที่อยู่อาศัย หน่วยบรรเทาสาธารณภัยเข้ามาช่วยเหลือเป็นหน่วยงานแรก ก่อนที่หน่วยทรัพยากรธรณีเข้ามาตรวจสอบพื้นที่ พร้อมแจ้งให้ทางอำเภอวางแผนอพยพทั้งหมู่บ้านมาอยู่ในพื้นที่ของกรมป่าไม้ชั่วคราว ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร และด้วยจากพระกรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ ทรงเสด็จอำเภอแม่สะเรียง พร้อมขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ช่วยเหลือเรื่องสถานที่ให้ชาวบ้านมีที่อยู่อาศัยอย่างถาวร
“โครงการหลังคาเขียวเป็นหลักในการสร้างชีวิตและบ้านใหม่ให้หมู่บ้านห้วยโผ ทำให้หลายครัวเรือนมีกำลังใจลุกขึ้นมาสู้กันใหม่อีกครั้ง สำหรับหลังคารีไซเคิลที่นำมาบริจาค รู้สึกแปลกใจ ไม่เชื่อว่าจะทำมาจากล่องนม แล้วยังมีประสิทธิภาพป้องกันความร้อน มีความทนทานสูง น้ำหนักเบา และติดตั้งได้ง่าย ต่างจากหลังคาใบตองตึงที่ชาวบ้านใช้กันมานาน เพราะหลังคาใบตองตึงต้องเปลี่ยนหลายครั้ง ทนทานน้อย โครงสร้างไม่แข็งแรงพอต่อลมและฝน คิดว่าหลังคาเขียวยังเป็นสัญลักษณ์แทนการร่วมมือร่วมใจของคนไทยทั่วประเทศที่หยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้กัน รู้สึกประทับใจกับสิ่งของเหลือใช้เหล่านี้ที่สามารถนำมาแปรรูปและช่วยคนเดือดร้อนได้เป็นอย่างดี” ชาวบ้านห้วยโผเผยความรู้สึก
ขณะที่ สืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ นายอำเภอแม่สะเรียง กล่าวว่า หลังภัยพิบัติเกิดขึ้นจนเข้าสู่ภาวะปกติ ได้จัดทำโครงการฟื้นฟูบ้านห้วยโผ เบื้องต้นได้รับความช่วยเหลือจากงบพัฒนาจังหวัดจำนวน 1 ล้านบาท จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้าง แต่ไม่เพียงพอในการดำเนินโครงการ จึงต้องมีการกระจายข่าว จากนั้นเริ่มมีหน่วยงานเข้ามาช่วยฟื้นฟูมากขึ้น ทางอำเภอในฐานะที่เป็นหน่วยบริหารจัดการก็เป็นศูนย์กลางการจัดการความช่วยเหลือทั้งหมด เพื่อความสะดวกในการกระจายสิ่งของต่างๆ ให้ชาวบ้าน
ส่วนโครงการหลังคาเขียวนั้น นายอำเภอแม่สะเรียงบอกว่า เดิมทีมีเจ้าภาพในการดูแลการก่อสร้างที่อยู่อาศัยและบริจาคหลังคา แต่ด้วยหนทางที่ไกลบวกกับการขนส่งหลังคามีความยากลำบาก เกิดความล่าช้า ชาวบ้านจึงเริ่มทำหลังคาจากใบตองตึงล่วงหน้าไปก่อน ทางอำเภอจึงประชุมและสรุปกันว่า มีอีกหลายหมู่บ้านที่ได้รับเดือดร้อนเช่นกัน จึงประสานกับทางโครงการหลังคาสีเขียวฯ ให้เร่งช่วยเหลือหมู่บ้านห้วยโผ รวมถึงหมู่บ้านอื่นๆ ด้วย เป็นที่มาของการเริ่มสร้างเครือข่ายชักชวนทางโรงเรียนและหน่วยงานท้องถิ่นในอำเภอให้เป็นศูนย์กลางกระจายหลังคาเขียวไปยังพื้นที่ที่ขาดแคลน ตลอดจนเป็นศูนย์รับบริจาคกล่องนมเพื่อเป็นวัสดุในการผลิตหลังคาเขียวให้เพียงพอกับพื้นที่ที่เดือดร้อนในจังหวัด
“แรกเริ่มที่เข้าร่วมโครงการหลังคาเขียวพบอุปสรรคในการรวบรวมกล่องนมและการจัดเก็บกล่องนม ทางโครงการจึงจัดวิทยากรเข้ามาให้คำแนะนำ ทำให้เครือข่ายรู้จักวิธีการจัดเก็บที่ถูกต้อง ต่อมาทางจังหวัดได้เห็นถึงความตั้งใจของเครือข่ายจึงช่วยเหลือด้านการขนส่ง ทำให้โครงการดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น อีกทั้งนำไปเป็นส่วนหนึ่งของวาระการประชุมด้านแผนบูรณาการของจังหวัดที่จะขยายเครือข่ายให้กับโรงเรียนและการบริหารส่วนท้องถิ่นทั่วจังหวัดแม่ฮ่องสอนต่อไปเพื่อช่วยลดขยะและลดภาวะโลกร้อน ทางจังหวัดแม่ฮ่องสอนเล็งเห็นคุณค่าและพร้อมให้ความร่วมมือด้านวัสดุการผลิตอย่างเต็มที่” นายอำเภอแม่สะเรียงถ่ายทอดเรื่องราวกว่าจะมาถึงวันนี้
หลังคาเขียวจากกล่องนมจะไม่มีทางสำเร็จและกลายเป็นจริงได้เลย หากโครงการนี้ขาดพลังของเครือข่ายโดยเฉพาะโรงเรียนในอำเภอ จอม นิลประยูร รองผู้อำนวยการโรงเรียนแม่สะเรียงบริพัตรศึกษา บอกเล่าความรู้สึกว่า หลังจากที่ทราบถึงกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมจากโครงการหลังคาเขียวฯ เพื่อช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะในอำเภอแม่สะเรียง ทำให้มีความสนใจ เห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรปลูกฝังให้กับเยาวชนเพื่อให้พวกเขาตระหนักถึงความสำคัญของคำว่า ‘การมีส่วนร่วม’
“ทางโรงเรียนตั้งจุดรับกล่อง จุดจัดเก็บ แล้วรวบรวมกล่องเครื่องดื่มยูเอชทีมอบให้ทางโครงการหลังคาเขียวเพื่อกลับมารีไซเคิลเป็นแผ่นหลังคา จำนวน 2,000 กล่อง แล้วยังมีจากโรงเรียนทองสวัสดิ์วิทยาคารอีกราว 1,000 กล่อง ก็มีการเรียกเก็บกล่องนมจากนักเรียนและชุมชนในแต่ละเดือนจนปัจจุบัน”  รองผู้อำนวยการโรงเรียนคนเดิมเผย และยืนยันว่า พร้อมจะดำเนินโครงการหลังคาเขียวต่อไป และจะขยายเครือข่ายให้ได้มากที่สุด
เขาบอกด้วยว่า ครั้งนี้ไม่ใช่ความร่วมมือทางด้านสิ่งแวดล้อมเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้ได้ปลูกฝังเยาวชนเรื่องการอนุรักษ์ภายใต้โครงการทูบีนัมเบอร์วันในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ มาอย่างต่อเนื่อง และระดับท้องถิ่นได้มีส่วนช่วยปลูกจิตสำนึกผ่านกิจกรรมมากมาย ทั้งการเก็บขยะในพื้นที่ การปลูกป่าทดแทนเนื่องในวันสำคัญเพื่อให้คนในท้องถิ่นรู้จักการมีจิตอาสาและมีน้ำใจกับสังคม เติมเต็มความสุขให้คนและโลกใบนี้
สำหรับเต็ดตร้า แพ้ค ที่ดำเนินโครงการรณรงค์เพื่อการสนับสนุนการคัดแยก จัดเก็บ และรีไซเคิลกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วอย่างยั่งยืน และเล็งเห็นถึงโอกาสในการดำเนินโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง อันเป็นที่มาของโครงการ “หลังคาเขียวเพื่อมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก” เน้นแนวคิดการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยการสร้างเครือข่ายอาสาสมัครตั้งจุดรับกล่องเครื่องดื่ม จัดเก็บกล่องเครื่องดื่มผ่านทางมูลนิธิฯ และอาสาหลังคาเขียวที่จะช่วยสร้างโลกสีเขียวให้กับส่วนรวม โดยการช่วยจัดเก็บกล่องและนำกล่องเครื่องดื่มที่บริโภคแล้วกลับมารีไซเคิลเป็นแผ่นหลังคา ซึ่งจะผลิตจากกล่องเครื่องดื่มรีไซเคิลเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อมอบให้กับมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม
กลอยตา ณ ถลาง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและสิ่งแวดล้อม เต็ดตร้า แพ้ค กล่าวว่า กล่องเครื่องดื่มยูเอชทีหลังจากการบริโภคแล้วสามารถนำไปรีไซเคิลได้ และช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศจากการเผาหรือฝังกลบ โดยองค์กรเต็ดตร้า แพ้ค สากล มีการศึกษาว่า การรีไซเคิลกล่องเครื่องดื่ม 1 ตัน สามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศได้ถึง 900 กิโลกรัมต่อปี ทั้งนี้ ในปี 2550 มีการนำกล่องเครื่องดื่มทั่วโลกไปรีไซเคิลกว่า 22,000 ล้านกล่อง แต่สำหรับในประเทศไทยยังไม่มีตัวเลขการลดก๊าซคาร์บอนจากการรีไซเคิลที่ชัดเจน ซึ่งต้องส่งให้ระดับสากลวิเคราะห์ต่อไป
ตลอดระยะเวลา 2 ปี ในการดำเนินโครงการหลังคาเขียวฯ ได้จัดส่งหลังคารวมทั้งสิ้นเกือบ 38,000 แผ่น ให้กับทางมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เพื่อนำไปช่วยฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยและมอบให้กับผู้ที่มีความต้องการใช้แผ่นหลังคาในหลายจังหวัดทั่วประเทศ และทำการลงพื้นที่ติดตามต่อไป
แม้ว่ากล่องเครื่องดื่มใช้แล้วจากผู้บริโภคทั่วประเทศจะมีจำนวนบริจาคมากกว่าที่โครงการฯ ตั้งเป้าไว้ในแต่ละปี แต่การเกิดภัยธรรมชาติที่ถี่ขึ้นจนกระทั่งเกิดมหาอุทกภัย ทำให้กล่องนมใช้แล้วไม่เพียงพอต่อการผลิตแผ่นหลังคา บวกกับความต้องการแผ่นหลังคาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงจำเป็นต้องสร้างเครือข่ายหลังคาเขียว โดยทางเต็ดตร้า แพ้ค ได้ชักชวนคนทั่วประเทศส่งต่อน้ำใจมายังผู้ประสบภัย โดยนำกล่องเครื่องดื่มที่บริโภคแล้วไปบริจาค ณ จุดรับทั่วประเทศ แล้วยังมีกิจกรรม “อาสาตั้งกล่อง” ซึ่งร้านค้าและหน่วยงานหรือผู้ที่สนใจรวบรวมจากเพื่อนบ้านและชุมชนส่งให้จุดรับกล่องหลักด้วย
“การลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการติดตั้งหลังคาเขียวที่บ้านห้วยโผ อำเภอแม่สะเรียง แม่ฮ่องสอน ถือเป็นเรื่องราวความสำเร็จที่สามารถนำไปแบ่งปันให้แก่เหล่าอาสาสมัครและคนไทยทั่วประเทศที่ได้ร่วมบริจาคกล่องนมได้รับทราบว่า ความร่วมมือของแต่ละคนได้ถูกส่งต่อไปยังผู้ประสบภัยธรรมชาติ ซึ่งยังต้องการความช่วยเหลือในรูปแบบของหลังคา โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลเช่นเดียวกับบ้านห้วยโผ ชุมชนชาวกะเหรี่ยง ที่ได้รับความเสียหายจากดินโคลนถล่ม โดยได้มอบแผ่นหลังคาเขียวรวม 85 หลังคาเรือน และรอการติดตั้งอีก 30 หลังคาเรือน” ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและสิ่งแวดล้อมฝากทิ้งท้ายถึงบ้านห้วยโผที่เคยสูญเสีย แต่วันนี้ด้วยน้ำใจคนไทยที่งดงาม ทำให้คนในชุมชนกลับมาใช้ชีวิตอย่างมั่นคงดุจหลังคาเขียวเหล่านี้
กลอยตาเพิ่มเติมต่อว่า แผนต่อไปในการพัฒนาโครงการหลังคาเขียวนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเต็ดตร้า แพ้ค เท่านั้น ต้องขึ้นอยู่กับทางมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก เป็นผู้กำหนดจำนวนแผ่นหลังคาที่นำไปช่วยเหลือทั้งพื้นที่ภัยพิบัติและพื้นที่ที่ขาดแคลนแผ่นหลังคา โดยการช่วยเหลือในหลายจังหวัด เช่น กระบี่ สุราษฎร์ธานี สกลนคร ฯลฯ ให้ความสนในการเป็นเครือข่ายอาสาบริจาคกล่องเครื่องดื่ม แต่อาจจะสะดุดกับปัจจัยต่างๆ เช่น การขนส่ง สถานที่เก็บรวบรวม เป็นต้น และสำหรับจังหวัดแม่ฮ่องสอน จะมีการติดตามกันอย่างต่อเนื่อง การลง MOU ครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นที่คาดว่าจะไปได้ดี และเป็นจังหวัดต้นแบบต่อไป.

กระบวนการรีไซเคิลกล่องเครื่องดื่ม
กล่องเครื่องดื่มยูเอชทีใช้กันอย่างแพร่หลายในการบรรจุนม นมเปรี้ยว นมถั่วเหลือง น้ำผลไม้ ฯลฯ โดยมีชั้นอะลูมิเนียมฟอยล์ (5%) เป็นส่วนประกอบของกล่องที่ช่วยคงความสด ป้องกันแสงสว่างและแบคทีเรียไม่ให้เข้าไปสัมผัสกับเครื่องดื่มภายใน ที่เป็นสาเหตุการเสียของเครื่องดื่ม จึงได้นำคุณสมบัติดังกล่าวของฟอยล์มาผลิตหลังคาเขียว โดยมีกรรมวิธีการผลิตดังนี้      1.นำกล่องเครื่องดื่มที่บริโภคแล้วเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลโดยเข้าเครื่องแยกเยื่อกระดาษ
2.นำพลาสติกและอะลูมิเนียม (Poly-AL) ที่เหลือจากการแยกเยื่อกระดาษมาทำให้แห้ง โดยการตากแดดหรือใช้ลมร้อนเป่า แล้วนำไปตัดย่อยให้เล็ก
3.นำพลาสติกและอะลูมิเนียม (Poly-AL) ที่แห้งแล้วมาเทลงแผ่นเหล็กแม่แบบ ให้ได้น้ำหนักและขนาดตามที่ต้องการ ขนาดของแผ่นหลังคาโดยประมาณ 240 ซม. x 90 ซม. น้ำหนักโดยประมาณ 15–20 กก.
4.ประกบแผ่นเหล็กทับด้านบน นำเข้าเครื่องอัดร้อนที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียล นานประมาณ 25–30 นาที
5.นำออกมาขึ้นรูปลอนหลังคา ปล่อยให้เย็นจนแผ่นหลังคาแข็งตัว
6.ตัดขอบทั้ง 4 ด้านให้เรียบ เสร็จกระบวนการสามารถนำไปใช้ได้เลย
คุณสมบัติที่ดีของหลังคากล่องเครื่องดื่มรีไซเคิล
1.ผลิตจากกล่องเครื่องดื่มที่บริโภคแล้ว โดยไม่ต้องมีการใช้สารเคมีประกอบในกระบวนการผลิต
2.ทนทาน ไม่แตกหักง่าย
3.ทนไฟ
4.ไม่ต้องใช้โครงสร้างหนัก (เนื่องจากไม่ซึมซับน้ำ)
5.ไม่ดูดซับแสงแดด หรือความร้อน ช่วยประหยัดพลังงาน
6.ปลอดเชื้อรา
7.ซ่อมแซมง่าย (ด้วยการใช้ความร้อนเชื่อมประสาน)

มีนาคม 11, 2013 Posted by | สิ่งแวดล้อม, ไทยโพสต์ | , , , | ให้ความเห็น

เจาะลึกสถานการณ์ป่าไม้ปี 55 จาก ‘ดำรงค์ พิเดช’

http://www.thaipost.net/sunday/301212/67366

30 December 2555 – 00:00

อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดำรงค์ พิเดช ผู้ทำงานร้อนๆ กับการลุยจับบุกรุกป่าทับลาน วังน้ำเขียว ไล่รื้อรีสอร์ตจนปรากฏเป็นข่าวคราวตามหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆ ตอนนี้ผนึกกำลังกับผู้มีอุดมการณ์อนุรักษ์ป่ายื่นตั้งพรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทยเพื่อขอทำงานด้านป่าไม้และสัตว์ป่า ด้วยว่าปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าในประเทศไทยยังคงรุนแรงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นรวดเร็ว

อดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ ระบุว่า การทำลายป่ามีมากถึง 50,000 ไร่ ในแต่ละปีสร้างความเสียหายมหาศาลแก่ทรัพยากรธรรมชาติ และชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติที่ตามมาจากการทำลายป่า ซึ่งต้องเร่งหาทางหยุดยั้งการบุกรุกและฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าให้เกิดระบบนิเวศที่สมดุล

ถือโอกาสสัมภาษณ์อดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ ถึงสถานการณ์ป่าไม้ของไทยปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน และแนวทางปกป้องดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้ เริ่มต้นพูดคุยดำรงค์ พิเดช กล่าวอย่างจริงจังว่า จากสถานการณ์รุกป่าที่เกิดขึ้นวันนี้ภาพรวมที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกำหนดเป้าไว้ว่าจะเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ 40% มันไม่ได้แล้ว จะต้องลดเหลือ 30%  ซึ่งจะสำเร็จหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะพื้นที่จำกัด
วันนี้ป่าไม้จริงๆ เหลือไม่ถึง 22% คิดเป็นพื้นที่ 73 ล้านไร่ โดยเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ตนเรียกว่า “ป่ากำมะหยี่” ถือเป็นป่าซับน้ำและแหล่งต้นน้ำลำธารของประเทศ แต่ใน 73 ล้านไร่ มีคนเข้าไปทำกินและอยู่อาศัยกว่า 2 ไร่ หากชุมชนทำกินปกติไม่ส่งผลกระทบมาก แต่บางที่ไปปลูกปาล์มน้ำมัน ยางพารา ที่ผ่านมากรมอุทยานฯ เข้าไปดำเนินการรื้อถอน โดยใช้มาตรา 22 นั่นคือ การประกาศรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างแปลกปลอมจากสภาพเดิมเหมือนกรณีรุกป่าวังน้ำเขียว ส่วนป่าสงวนแห่งชาติแทบไม่เหลือเปลี่ยนเป็นป่ายาง ป่าปาล์มน้ำมันไปหมด
“จะเพิ่มป่าเป็น 40% เพิ่มไม่ได้ เพราะที่จำกัด สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร หรือ ส.ป.ก. เอาจากป่าไม้ไปปฏิรูปจัดสรรที่ดินที่กินและที่อยู่อาศัยเกือบ 40 ล้านไร่ แล้วยังมีที่อยู่ในมือนายทุน มือคนจนเท่าไหร่ วันนี้ที่ดิน ส.ป.ก.เอาไปสร้างหอพัก ไม่เห็นการเอาจริงเอาจังใช้กฎหมาย ตามกฎหมายถ้าผิดมือสามารถเรียกคืนได้ ส่วนสิทธิทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ หรือ สทก. ของกรมป่าไม้ที่แจกไปอยู่ในมือนายทุน คนรวย คนจน ที่เปลี่ยนมือ ต้องดึงออกมากองเข้าองค์การบริหารส่วนตำบล แล้วผลักคนที่ทำกินในป่าหลังมติ ครม. 30 มิ.ย.2541 ออกจากป่ามาทำกินในนี้ โดยให้ อบต.จัดการ ให้เช่าไร่ละ 1 บาท ไม่งั้นจะเอาที่ดินตรงไหนปลูกป่าเพิ่ม บนดอยก็มีแต่ไร่กะหล่ำ ไม่ใช่เรื่องง่าย”
ดำรงค์ขยายความปัญหาของป่าสงวนฯ ให้ฟังว่า ทั่วประเทศมีป่าสงวนฯ 1,221 ป่า แต่ว่ามีคนจับจองเกือบ 90%  ไม่เหลือแล้ว โดยเฉพาะภาคใต้เป็นป่ายางพาราและป่าปาล์มน้ำมัน ตอนนี้ลามขึ้นภาคเหนือ อีสาน คาดว่าไม่เกิน 5 ปี ราคายางพาราจะตกต่ำไม่เกิน 10 บาทต่อกิโลกรัม เหตุเพราะในประเทศปลูกกันมาก ลักลอบปลูกในพื้นที่ผิดกฎหมาย รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านก็ปลูก ส่งผลราคาตกต่ำ เกษตรกรเดือดร้อน
อย่างไรก็ตาม เขาวิพากษ์นโยบายประกันราคายางของรัฐว่า การรับซื้อผลผลิตประกันราคานั้น รัฐต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของการเพาะปลูก ม็อบสวนยางเรียกร้องราคาประกัน แต่คนปลูกยางขโมยปลูก ปลูกในที่ห้ามทำลายป่าต้นน้ำ หรือปลูกในที่ดินที่รัฐจัดสรรให้ต้องบอกได้ หากสุจริตไม่ผิดกฎหมายมีสิทธิ์รับประกันราคา และหากไม่มีมาตรการป้องกันแก้ไข ในอนาคตจะพบปัญหากีดกันทางการค้า สหภาพยุโรปจะต่อต้านน้ำยาง ไม้ยางทำเฟอร์นิเจอร์ส่งออก หากพบว่าสินค้าเหล่านั้นมีส่วนสนับสนุนการโค่นทำลายป่า ไม่มีแหล่งผลิตรับรองที่ชัดเจน แน่นอนว่ากระทบการค้าระหว่างประเทศ สร้างความเสียหายต่อเกษตรกรอย่างใหญ่หลวง
ดำรงค์ตั้งคำถามว่า นโยบายรัฐบาลเข้ากับสภาพแวดล้อมและสังคมหรือไม่ ถ้าเกิดเป็นนโยบายที่ขัดกฎหมาย ขัดสภาพแวดล้อม สังคม จะอยู่ได้อย่างไร การดูแลรักษาสภาพแวดล้อมวันนี้จะทำเหมือนเก่าไม่ได้แล้ว เพราะภัยพิบัติธรรมชาติเกิดขึ้นให้เห็นถี่ขึ้นส่งผลกระทบตามมา หากยังมัวช้า ปล่อยปละ ผ่อนผัน คำนึงถึงแต่ประชาชน โดยไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อม ความสมดุลทางธรรมชาติของประเทศจะอยู่กันไม่ได้ ป่าหมด น้ำก็หมด ที่พัทลุงเกิดน้ำท่วมปีละหลายครั้ง เขาหลวงโล้นเป็นป่ายางหมด หน้าแล้งไม่มีน้ำใช้ น้ำตกเขาหลวงแห้ง แล้วยังมีปัญหาสารเคมีจากการเกษตรรุนแรง ถ้าไม่ร่วมกันต้านกลุ่มคนรุกป่า ลูกหลานจะเดือดร้อน กรณีปลูกยางในเขตอนุรักษ์ อช.ดำเนินการตาม ม.22 ฟันทิ้งหมดและปลูกป่าแทน เพราะได้เสนอทางเลือกทั้งให้ออกจากพื้นที่อุทยานฯ จะจัดหาพื้นที่ป่าสงวนให้เป็น 2 เท่า หรือตัดต้นไม้ยางไปเลย แต่ห้ามปลูกต่อ อีกทาง อช.ซื้อที่ แต่คนกลุ่มนี้ไม่ยอมยืนยันจะอยู่ต่อ ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย
“แต่ที่น่าห่วงภาคใต้เปลี่ยนป่าอัตโนมัติ เป็นป่ายาง ปาล์มน้ำมัน ป่าสงวนไม่เหลือ เกิดอะไรขึ้นกับป่าไม้เมืองไทย การเพาะปลูกยางพาราปัจจุบันวิถีต่างจากอดีตที่ใช้คนถาง พอมีไม้อื่นหลงเหลือ โค่นไม่ทัน แต่ทุกวันนี้ใช้ยาฆ่าหญ้าเรียบ ฝนตกไม่มีอะไรซับน้ำ เกิดน้ำท่วมฉับพลัน เขตรักษาพันธุ์ฯ เทือกเขาบรรทัดเมื่อก่อนมีราษฎรอาศัย 7 ครอบครัว วันนี้เพิ่มเป็น 400-500 ครอบครัว อพยพขึ้นเขามาไม่จบสิ้น บางครอบครัวมีบ้านพื้นราบอยู่ แล้วอยู่ๆ รัฐจะมาแจกโฉนดชุมชน ผมต่อต้านก่อนเป็นอธิบดีกรมอุทยานฯ เสียอีก โฉนดชุมชนต้องดูสถานที่ เช่น เอา ส.ป.ก. สทก. ดึงคืนจากนายทุนมาทำโฉนด แต่นี่คุณจะเอาอุทยานฯ เขตรักษาพันธุ์ฯ แจกให้ชาวบ้านทำกิน หากแจกที่เทือกเขาบรรทัดได้ ทั่วประเทศต้องแจกได้เหมือนกันหมดแล้วจะเหลืออะไร เบียดเบียนทั้งสัตว์ คน ต้องมองภาพรวมประเทศคน 60 ล้านคน ไม่ใช่ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม”
เขาย้ำว่า เรื่องทรัพยากรป่าไม้ต้องเป็นวาระแห่งชาติ ผนึกกำลังกันทำทั้งหมด รัฐบาล ฝ่ายค้าน ทุกวันนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกือบ 500 คน ไม่เคยพูดเรื่องปลูกป่า รักษาป่าในสภา มีแต่จะแจกโฉนดชุมชน แจก สทก. แจกแล้วไม่มีทางหวนได้คืน
พบดำรงค์ พิเดช ผู้เปิดปฏิบัติการรื้อทุบรีสอร์ตรุกป่าทับลาน-วังน้ำเขียวจนเป็นข่าวเกรียวกราว ต้องมีประเด็นพูดคุยเรื่องนี้แน่นอน อดีตอธิบดีอุทยานฯ กล่าวว่า มี 49 คดี ที่ใช้มาตรา 22 ให้รื้อถอนสิ่งแปลกปลอม ศาลมีคำสั่งให้รื้อแล้ว 8 คดี ยังมีที่ยื่นศาลปกครอง 19 คดี ยังไม่จบคาราคาซังอยู่ และจะมีคดีตามมาอีกเยอะ ขณะนี้กลับมามีคำสั่งชะลอทุบทิ้ง ทราบว่าหัวหน้า อช.ทับลาน กลัวจะติดคุกและโดนฟ้อง เหตุเพราะรีสอร์ตนู้นทุบ รีสอร์ตนั้นไม่ทุบ ฝากให้อธิบดีกรมอุทยานฯ คนปัจจุบันชั่งใจดีๆ ถึงแนวทางในการดำเนินการเรื่องคดีรุกป่านี้
“การฟื้นตัวของทับลาน-วังน้ำเขียว หลังทุบทิ้งต้องรื้ออีกครั้ง เคลียร์ให้หมด แล้วเจ้าหน้าที่ติดป้ายประกาศเป็นสถานที่ปลุกป่าต้นน้ำลำธารราชการ ต้องปลูกป่าเพื่อป้องกันไม่ให้คนกล้าบุกรุกต่อ จะสร้างรีสอร์ต 2-3 ร้อยล้านก็ไม่กล้าสร้าง ไม่งั้นไม่จบสิ้นลามถึงเขาใหญ่ วันนี้ที่สันเขาว่างๆ ถูกซื้อหมดแล้ว เจ้าของเป็นคนเมือง แต่ไม่กล้าทำอะไร” ดำรงค์เผย
เขาบอกอีกว่า กรณีรุกป่า อช.ทับลาน ต้องรีบจับกุม เพราะป่าทับลานกว้างไปถึงเขาใหญ่ และทั้งเขาใหญ่-ทับลานได้รับการประกาศเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ ภายใต้พันธสัญญากับยูเนสโก เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2556 ไทยจะต้องรายงานความคืบหน้าสิ่งที่รับปากไว้ว่าจะดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบุกรุกป่า ซึ่งขณะนี้ดำเนินคดี 418 คดี รื้อถอนตามคำสั่งของศาลไทย ส่วนกรณีสร้างเขื่อนห้วยโสมงก็อธิบายแล้วว่า แม้จะสร้างเขื่อน แต่โดยรอบเขื่อนมีหน่วยพิทักษ์ป่าและปลูกป่าเสริม รวมถึงกันราษฎรออกมาไม่ทำกินต่อ เนื่องจากยูเนสโกห่วงสร้างเขื่อนจะทำลายขอบป่ากระทบมรดกโลก ขณะเดียวกันในแผนการอนุรักษ์ยังมีการจำกัดจำนวนคนเข้าเขาใหญ่ ก็ชี้แจงได้หมด ยกเว้นการรื้อถอนที่ยังคาราคาซัง ต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรม และในปี 2558 ถ้าการดำเนินการปกป้องมรดกโลกของไทยไม่ตรงตามเป้า ยูเนสโกอาจจะเพิกถอนการเป็นมรดกโลก ถึงต้องรีบรื้อทับลาน จริงๆ เขาให้เวลามานานพอสมควร แต่เห็นเราปราบปรามจริงจังจึงต่อเวลาให้ ก็ไม่อยากให้สิ่งที่ดำเนินการสูญเปล่า
“การปลูกป่าเป็นเครื่องมือหลักสร้างป่า วังน้ำเขียว 8,000 กว่าไร่ ก็ต้องปลูกเหมือนกันในอนาคตอันใกล้ รอทำไม ยิ่งมีที่ว่างมาก โอกาสราษฎรบุกมากขึ้น ถ้าเข้าไปปลูกเติมเต็มใหม่ๆ ก็ป้องกันได้”
อย่างไรก็ตาม เขาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีการทำลายป่าไม้ 50,000 ไร่ต่อปี ทั้งจากการรุกป่า รุกคืบอุทยานฯ  รวมถึงเสียหายจากไฟป่า แต่หันมาดูงบปลูกป่ามีเพียงปีละ 10,000 ไร่ แถมปีที่แล้วไม่ได้ปลูก ถูกงดไป พูดถึงนโยบายป่าไม้บ้านเรา ใครมาเป็นรัฐบาลไม่สม่ำเสมอเรื่องนโบายปลูกป่า จริงแล้วต้องกำหนดนโยบาย 4 ปี จะปลูกป่าต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ กี่ล้านไร่ พื้นที่ดำเนินที่ไหน และมีคณะกรรมการชัดเจน พื้นที่แต่ละลุ่มน้ำมีแผนปลุกปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 เพราะภาคสนามจะได้เตรียมกล้าไม้ถูก ปีที่ 4 ต้องปลูกไม้เนื้อแข็งโตช้า ซึ่งต้องเพาะไว้ก่อน ทุกวันนี้ปลูกกันตามอารมณ์ รัฐบาลใหม่มาก็ไม่เอา ลืมกันไป พื้นที่ป่าจึงไม่เพิ่มขึ้น
ส่วนสถานการณ์การลักลอบค้าไม้พะยูงในไทยนั้น อดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ เผยว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม้พะยูงเป็นไม้ที่ลักลอบตัดในประเทศและส่งออกเพิ่มขึ้นมาก ปัจจุบันก็ยังทำกันโจ๋งครึ่ม ไม้พะยูงต้นใหญ่จะหมดไปแน่ ขณะนี้ลามมาถึง จ.สระแก้ว ปัจจัยใหญ่ๆ คือ หัวหน้าอุทยานฯ ไม่ใส่ใจ ขณะที่เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ อาวุธไม่ทัดเทียมกับกระบวนการลักลอบตัดไม้พะยูง บวกกับมีคนในท้องที่ร่วมด้วย คอยเปิดไฟเขียวพื้นที่ไหนมีไม้ ราคาที่สูงยังดึงดูดใจให้คนยอมทำผิดกฎหมายตัดแผ่นเดียวได้เป็นแสน แม้จะพยายามผลักดันไม้พะยูงให้เข้าสู่บัญชีไซเตสเพื่อลดปัญหาการค้าระหว่างประเทศ แต่ไม่ทันกลวิธีของกระบวนการลักลอบ เปิดเสรีอาเซียนก็ห่วงขอเตือนให้รัฐเพิ่มมาตรการควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด พัฒนาระบบตรวจสอบเพื่อไม่ให้ใช้ไทยเป็นทางผ่านการค้าที่ผิดกฎหมาย
การลักลอบค้าสัตว์ป่าก็เป็นอีกประเด็นสำคัญที่ดำรงค์ให้ข้อมูลว่า เป็นผลพวงจากความผิดพลาดรัฐบาลในอดีต เมื่อปี 2546 ไปอนุมัติอนุญาตให้เอกชนเลี้ยงสัตว์ป่าที่มีในป่าเมืองไทย ผู้ใดมีสัตว์ป่าครอบครองให้นำมาแจ้ง ขึ้นทะเบียนและนำกลับไปเลี้ยง จริงแล้วสัตว์ป่าที่ควรเลี้ยงได้ต้องเป็นสัตว์ต่างถิ่น เช่น สิงโต ม้าลาย ที่ไม่มีในป่าไทย
ปกติสถานีเพาะเลี้ยงของราชการจะเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์สัตว์ป่าเหล่านี้ไว้แล้ว มีจำนวนมาก แต่เมื่อเปิดโอกาสให้เอกชนเลี้ยงแข่งจึงเกิดปัญหาสวมทะเบียนสัตว์ การแล่ชำแหละต่างๆ ส่งร้านอาหารป่าหรือลักลอบส่งออก การพิสูจน์เนื้อว่าเป็นสัตว์ป่าหรือสัตว์เลี้ยงก็ยาก แถมปัจจุบันขบวนการค้าสัตว์ป่าเปลี่ยนรูปแบบการขนย้ายแยบยลขึ้น มีกรณีเสือดาว เสือดำ โดนวางยาสลบก่อนใส่กระเป๋าเดินทาง ก็ถูกตรวจยึดได้ ส่วนในบริเวณรอยต่อชายแดนพบการค้าแมวดาว แมวลายหิน เสือไฟ ขายและส่งต่างประเทศ นอกจากนี้พบว่าเวียดนามก็เข้ามาล่าสัตว์ป่าบ้านเรา เช่น เสือ แล้วก็ลักลอบตัดไม้กฤษณาด้วย
“ผมเรียกร้องให้มีหน่วยพิทักษ์อุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า บ้านไม่มียามอยู่ จะดูแลอย่างไร บ้านกว้างใหญ่ คนหนึ่งรับผิดชอบ 18,000 ไร่ ไร่ละ 13 บาท 50 สตางค์ต่อไร่ต่อปี พาหนะไม่พอ การดูแลรักษาทรัพยากรสิ่งเหล่านี้ต้องพร้อมก่อนจึงจะเฉ่งได้ จะดูแลรักษาทรัพยากรต้องมี 870 หน่วย ผมขอมาให้ 100 หน่วย ปกติได้ 1-2 หน่วยจากสำนักงบประมาณ มันขึ้นกับนโยบายรัฐบาล ป่ากำมะหยี่ 73 ล้านไร่ ยังขาดอีก 700 หน่วย ที่จะทำหน้าที่เฝ้า พิทักษ์ ดูแลลาดตระเวน คนจะเดิน 100-200 กิโลเมตรไม่ได้ เดินไล่ตรวจ เดินแบบภูจองนายอย ไม่ซ้ำหน่วยเดิม ต้องเร่งจัดตั้งก่อนจะไม่เหลืออะไร”
เกี่ยวกับเรื่องการซื้อที่ดินเขตอนุรักษ์ ดำรงค์ฝากเตือนว่า อย่าหลงเชื่อซื้อที่ดินและคิดว่าจะมีสิทธิ์ในพื้นที่ป่า เพราะทรัพย์สินจะละลายหายหมด ขอยกกรณีตัวอย่างคุณหมอจากแคลิฟอร์เนียซื้อที่วังน้ำเขียว ราคา 68 ล้านบาท แล้วสร้างรีสอร์ตเป็นบ้านพักตากอากาศบนเนื้อที่ 200 ไร่ สุดท้ายก็ถูกจับดำเนินคดีและต้องทุบทิ้ง เพราะเชื่อคำคนหลอกขายที่อนาคตพื้นที่ตรงนี้จะกันเขตออกจากป่า คิดว่าหมดยุคการซื้อที่ดินรุกล้ำพื้นที่ป่า และต้องช่วยกันประณามต่อต้านกลุ่มคนเหล่านี้ที่ยึดป่าของคนทั้งชาติมาเพื่อสร้างผลประโยชน์ส่วนตน ต้องอายบ้าง
สำหรับการยื่นตั้งพรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทยไปนั้น ดำรงค์ยืนยันขอทำงานด้านป่าไม้และสัตว์ป่า หากได้รับเลือกเป็น ส.ส.ในสภา แม้เสียงเดียวก็จะทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบปัญหาการทำลายป่าไม้อย่างกัดติด อย่างไรก็ตาม ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง และทำงานเกี่ยวกับป่าไม้ไทยมานาน จะเสนอแนะกับผู้บริหารของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านป่าไม้ รวมถึงคอยไล่บี้ให้เกิดการแก้ปัญหาจริงจัง โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าไม้ที่มีสถานการณ์เลวร้าย.
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
ล้อมกรอบ
สถานการณ์ป่าไม้ไทยจากร่างรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2555
พื้นที่ชุนชนและสิ่งปลูกสร้างมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่พื้นที่ป่าไม้มีแนวโน้มลดลง พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศถูกใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ป่าไม้ แม้ว่าพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้างจะมีเพียงร้อยละ 4.71 ของพื้นที่ทั้งหมด แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น ในขณะที่พื้นที่ป่าไม้กลับมีแนวโน้มลดลง ส่วนหนึ่งมีผลจากการขยายตัวของชุนชนและพื้นที่เกษตรกรรมเข้าไปรุกล้ำพื้นที่ป่าไม้
ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าในประเทศไทยยังคงรุนแรงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ป่าไม้ในประเทศไทยยังคงประสบปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำการเกษตรและเป็นที่อยู่อาศัย โดยในช่วง 3 ปีหลัง พ.ศ.2552-2554 จำนวนคดีและพื้นที่การบุกรุกป่ามีจำนวนเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่ามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากการขาดที่ดินทำกินและการกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน
ในการแก้ปัญหาในส่วนของการขาดที่ดินทำกินของเกษตรกร สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร (ส.ป.ก.) ได้มีการจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยด้วยการออกเอกสารสิทธิ์ โดยในปี พ.ศ.2554 ส.ป.ก.มีการดำเนินงานจัดที่ดินให้กับเกษตรกรทั้งหมด 107,467 ราย คิดเป็นพื้นที่ทั้งหมด 633,519 ไร่.

ธันวาคม 31, 2012 Posted by | สิ่งแวดล้อม, ไทยโพสต์ | , , , | ให้ความเห็น

ทำไม? “โลกไม่แตก”

http://www.thaipost.net/sunday/231212/67033

23 December 2555 – 00:00

หลายคนคงโล่งอกไปแล้ว เมื่อวันที่ 21/12/2012 โลกไม่แตกอย่างที่หวาดวิตก ในวันนี้ไม่มีอะไรดีไปกว่าการย้ำถึงทฤษฎีและเหตุผลว่าทำไมโลกไม่แตกกันอีกครั้ง
ก่อนสุกดิบไม่กี่วัน คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาทางวิชาการเรื่อง “โลกแตก 2012 ในเชิงวิชาการ…จริงหรือหลอก” โดยรวมพลนักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าในประเทศ ที่มีทั้งนักฟิสิกส์ นักดาราศาสตร์ ผู้ศึกษาแผ่นดินไหวอย่างเชี่ยวชาญ มานั่งพูดคุยถกกันถึงเหตุผลว่า ทำไมคำทำนายทั้งในเชิงโหราศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ของนักวิทยาศาสตร์บางคน ที่ออกมาประกาศว่า วันที่ 21 ธันวาคม 2555 หรือ 2012 นี้ พายุสุริยะจะทำปฏิกิริยารุนแรงกับโลก แกนแม่เหล็กโลกอาจพลิกขั้ว อาจมีแผ่นดินไหวรุนแรง และนั่นถือว่านำมาซึ่งจุดจบของโลก ไม่ได้เป็นความจริงแต่อย่างใด
และแม้ว่าเนื้อหาบางส่วนของการเสวนาดังกล่าวจะเป็นข่าวรายวันไปแล้ว แต่วันนี้เราจะลงในรายละเอียดให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เริ่มจาก ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ที่เปิดฉากพูดถึงปฏิทินมายา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสันนิษฐาน และหวาดวิตกว่าโลกจะสิ้นสุด ในวันที่ 21 ธันวาคม ปี 2012 ว่า ในแต่ละศาสนาจะมีความเชื่อเรื่องโลกสิ้นสุด เช่น พุทธศาสนา ที่บอกว่าจะสิ้นสุดเมื่อครบ 2,500 ปี และจะมีผู้มีบุญมาเกิด อันหมายถึงพระศรีอริยเมตไตรย ส่วนคริสต์ศาสนา ก็มีความเชื่อเกี่ยวกับแอนตี้ไครสต์ ว่าพระเยซูจะกลับมาเกิดใหม่พร้อมกับผู้นับถือในพระองค์ ทำให้ศาสนาคริสต์ใช้พิธีการฝังศพแทนที่จะเผา แม้แต่ฮินดูก็มีความเชื่อทำนองนี้เช่นกันว่า โลกจะถูกทำลายโดยพระอิศวร และพระพรหมจะสร้างโลก พระนารายณ์เป็นผู้ปกป้องโลก
เช่นเดียวกับปฏิทินมายา ซึ่งเมื่อสเปนบุกรุกเข้าไปในอเมริกากลาง ได้ฆ่าชาวมายาจำนวนมาก พร้อมกับทำลายมรดกทางวัฒนธรรมของมายา แทบไม่หลงเหลือ แต่สิ่งหนึ่งที่เหลือนั้นก็คือ ปฏิทินมายา พร้อมกับคนในเผ่าเพียงหยิบมือ ซึ่งเป็นที่มาของความเชื่อเรื่องวันสิ้นโลก
ดร.สธนแจงว่า ปฏิทินจันทรคติ หนึ่งปีมี 365 วัน ก็จะเท่ากับการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ และในรอบ 4 ปี จะมี 366วัน 1 ครั้ง ซึ่งชนเผ่ามายา ใช้การคำนวณปฏิทิน 365 วันตลอด ไม่นับจำนวนวันที่เพิ่มขึ้นมา 1 วัน ในทุก 4 ปี ซึ่งเป็นที่มาทำให้ปฏิทินเกิดการสิ้นสุด ไม่สามารถนับต่อได้
“เมื่อถามว่าทำไมต้องเป็นปฏิทินมายา ที่เชื่อว่าโลกจะสิ้นสุดก็เพราะ มายาเป็นปฏิทินที่สั้นที่สุด เรื่องสิ้นโลกมาก่อนความเชื่ออื่นๆ” ดร.สธนอธิบายไขปริศนาเกี่ยวกับปฏิทินมายา
พายุสุริยะเป็นสิ่งที่พูดกันมาก ผศ.พงษ์ ทรงพงษ์ ภาควิชาฟิสิกส์ อาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า มีการพูดกันมากเรื่องพายุสุริยะว่าจะทำให้โลกแตก เกิดแผ่นดินไหว เกิดภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งทั้งหมดเป็นคำทำนายล่วงหน้า แต่ยากที่จะแม่นยำ แม้แต่การทำนายล่วงหน้าการเกิดเหตการณ์เพียงแค่ 1 วัน ก็มีโอกาสแม่นยำได้เพียงแค่ 70% เท่านั้น
จริงๆ แล้ว การเกิดพายุสุริยะในอดีต เคยเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อโลกรุนแรง เริ่มในในปี ค.ศ.1859 ที่เรียกว่า คาริงตัน อีเวนต์ (Carington  Event) ในวันที่ 1 กันยายน 1859 เกิดการปะทุครั้งใหญ่บนดวงอาทิตย์ และนักวิทยาศาสตร์สหรัฐชื่อ Richard Carington และ Richard Hodgson เกิดสังเกตเห็น โดยขณะนั้น มีพายุสุริยะ 2 ลูกใหญ่ ปล่อยอนุภาคมีประจุ เคลื่อนที่มายังโลกในเวลา 18 ชั่วโมง การเกิดพายุสุริยะครั้งนั้น ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงมาก ทำให้ระบบโทรเลขในยุโรปและอเมริกาเหนือสมัยนั้นขัดข้อง เห็นแสงเหนือแสงใต้ไปทั่วโลก  รวมทั้งแถบแคริบเบียนด้วย
“แต่พายุสุริยะครั้งนั้นที่ถือว่ารุนแรงมากแล้ว ในแง่กระทบที่มีต่อสนามแม่เหล็กโลก เพียงแค่ 1 ต่อ 1000 ส่วนเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก และมนุษย์ไม่ได้รับผลกระทบ”
ต่อมาเกิดขึ้นในปี 1989 ส่งผลให้แคว้นควิเบกในแคนาดาไฟดับทั้งเมือง อีกครั้งเมื่อวันที่ 2 ส.ค.ปี 1995 ทำลายระบบโทรศัทพ์บริษัท ทีทีแอนด์ที ของสหรัฐอเมริกาได้รับความเสียหาย  ปี 2000 เกิดอีกวันที่ 14 ก.ค.ตรงกับวันชาติของฝรั่งเศส ทำให้ระบบดาวเทียมขัดข้อง ซึ่งการเกิดเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ทางนาซาได้ออกมาเตือนบริษัทผู้ผลิตดาวเทียมว่าควรจะมีอุปกรณ์ป้องกันพายุสุริยะด้วย
เกิดอีกในวันที่ 28 ต.ค.ปี 2003 เกิดการระเบิดรุนแรงมากบนดวงอาทิตย์ ขนาดที่ไม่สามารถวัดค่าความรุนแรงได้ แต่โลกก็ไม่ได้รับผลกระทบ ต่อมากิดอีกในวันที่ 5 ธ.ค.ปี 2006 ทำให้ระบบจีพีเอสเสียหาย ใช้การไม่ได้นาน 10 นาที ซึ่งตรงนี้อาจจะมีผลกระทบต่อการบิน และล่าสุดเกิดอีกครั้งเมื่อวันที่ 23 ต.ค.ปีนี้ มีความรุนแรงระดับ Solar flare
“เมื่อวันที่ 23 ต.ค.นี้ เราก็เฉยๆ ไม่ได้รู้สึกอะไร ทั้งที่เกิดพายุสุริยะ เพราะฉะนั้นสรุปได้ว่า พายุสุริยะมีจริง แต่เกิดเมื่อไหร่คาดเดาไม่ได้ และพอเกิดแล้วสร้างความเสียหายจริงอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แต่มนุษย์ก็ไม่งอมืองอเท้า มีการหาทางป้องกันมาตลอด แต่ถ้าบอกว่า ถ้าเห็นพายุสุริยะแล้วทำให้แผ่นดินไหว เราก็เห็นว่าแผ่นดินไหว ไหวทั้งปี โดยไม่ต้องเกิดพายุสุริยะ”
ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ นักวิทยาศาสตร์จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า โลกจะมีอายุไปอีกไม่ต่ำกว่า 4,500 ล้านปี หรือจนกว่าดวงอาทิตย์จะดับ และข้ออ้างว่าพายุสุริยะ (Solar Storm) ที่เกิดรุนแรงในปี 2012 จะทำให้โลกแตกนั้น จริงๆ แล้ว คำว่า “พายุสุริยะ” เป็นศัพท์ชาวบ้าน ไม่ใช่ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ คำนิยามของพายุสุริยะจริงๆ ไม่มี แต่มีนิยามของ “ลมสุริยะ” (Solar wind) ซึ่งหมายถึง กระแสของประจุไฟฟ้า (อิเล็กตรอน และโปรตอน) จากดวงอาทิตย์ ที่มีพลังงานสูง (1.5-10 keV) ที่ไหลมาสู่โลก
สำหรับปรากฏการณ์ที่ส่งผลให้เกิดลมสุริยะ Solar Wind  ความเร็วระดับ 300-800 กม.ต่อชั่วโมง ถือว่าไม่รุนแรง แต่ที่ถือว่าระดับรุนแรงมี 3 ระดับ คือ 1.Solar Flare 2.Coronal mass ejection หรือ CME ระดับรุนแรงมาก และ 3.ระดับ  prominance ซึ่งมีการปล่อยอนุภาคเป็นพลังงานสูง นับว่าเป็นของแถมจาก CME มีก้อนอนุภาคหลุดออกมา และเป็นพลังงานระดับเทอร์โบ
ดร.บัญชาย้ำว่า ลมสุริยะที่จะมีผลต่อโลกอย่างมากได้ จะต้องเป็นระดับที่รุนแรงจริงๆ เช่น ถ้ามีลมสุริยะระดับ Solar Flare ก็จะต้องมีความเร็วกว่าแสง เป็นแสงวาบ ระดับ 8 นาทีมาถึงโลก ซึ่งถ้าแรงขนาดนี้ก็จะทำให้เกิดรังสีเอ็กซ์มายังโลกในฝั่งโลกกลางวัน อาจทำให้วิทยุดับเป็นชั่วโมงๆ แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ลมสุริยะที่รุนแรงเช่นในระดับ CME ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 ชั่วโมง กว่าจะเดินทางมาถึงโลก
“การพูดถึงว่าจะเกิดพายุสุริยะ โดยไม่จำแนกว่าจะเกิดแบบไหน แล้วบอกว่าจะทำให้เกิดแม่เหล็กกลับขั้วหรือดาวเรียงตัว ดาวเคราะห์น้อยชนโลก ไม่อยู่บนพื้นฐานวิทยาศาสตร์” ดรบัญชากล่าว และว่า
ประเด็นพายุสุริยะทำให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง เพราะแม่เหล็กโลกกลับขั้ว ดร.ไพบูลย์ นวลนิล อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้ศึกษาการเกิดแผ่นดินไหวมานานหลายปี กล่าวว่า การเกิดแผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่มีฤดูกาล ไม่มีใครสามารถทำนายได้ แม้จะมีความพยายามมากมาย มีข้อมูลการเกิดแผ่นดินไหวหลายครั้งว่าไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดพายุสุริยะ ซึ่งตามหลักวิชาการแผ่นดินไหวจะไม่เกิดขึ้นสะเปะสะปะ จะเกิดในตำแหน่งที่มีรอยเลื่อนเท่านั้น ซึ่งทั่วโลกมีแผ่นเปลือกโลก 15 แผ่น เป็นรอยเลื่อนแผ่นใหญ่ 12 แผ่น และแผ่นย่อย 3 แผ่น การไหวเกิดจากเปลือกโลกเคลื่อนตัวทำให้เกิดแรงเค้น ต้องปลดปล่อยพลังออกมา ซึ่งการทำนายว่ากรุงเทพฯ จะเกิดแผ่นดินไหว 9 ริกเตอร์ ในวันที่ 14 ก.พ. จึงเป็นไปไม่ได้ เพราะกรุงเทพฯ ไม่มีรอยเลื่อนขนาดใหญ่
นักวิชาการรายนี้กล่าวอีกว่า ได้มีโอกาสเข้าประชุมเรื่องแผ่นดินไหวระดับโลกที่ประเทศรัสเซียในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งผลการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของนักวิทยาศาสตร์ประเทศต่างๆ ทำให้ได้ข้อสรุปว่า แผ่นดินไหวจะเกิดเป็นรอบๆ ทั่วโลก และการไหวครั้งใหญ่ๆ จะมีรอบของมันเป็นระยะเวลา 55 ปี
“และปี 2012 เป็นการเริ่มต้นของรอบใหม่ และคาดว่ารอบการไหวใหญ่จะเกิดขึ้นอีกในปี 2060 ดังนั้น การไหวจึงไม่เกี่ยวกับการเกิดพายุสุริยะอย่างที่วิตกกัน”
“แผ่นดินไหวไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดพายุสุริยะแน่นอน” ดร.ไพบูลย์กล่าว
พร้อมกับยกข้อมูลวิชาการมาแจกแจงว่า ตามปกติ 1.การที่แผ่นดินไหวจะเกิดครั้งใหญ่ๆ ระดับ 7 ริกเตอร์ขึ้นไป จะเกิดปีละ 15-17ครั้ง ซึ่งในปีนี้เกิดมาแล้ว 17 ครั้ง 2.การไหวระดับ 4-6 ริกเตอร์ จะเกิดขึ้นวันละ 15-20 ครั้ง 3.การเกิดระดับ 2 ริกเตอร์ จะเกิดขึ้นนาทีละ 2 ครั้ง เพียงแต่เราอาจจะไม่รู้สึก
นอกจากนี้ ยังมีอีกทฤษฎีที่บอกว่า ถ้าการไหวใหญ่ๆ จะเกิด K Index ในระดับสูง แสดงให้เห็นว่าเป็นผลจากพายะสุริยะ แต่เท่าที่มีการตรวจสอบพบว่า การเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ๆ ไม่มีค่า K-Index
“จากสถิติเรายังพบอีกว่า การเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ๆ  ส่วนมากมักจะไปตรงกับช่วงเกิดพายุสุริยะ ที่มีความรุนแรงระดับต่ำ หรือที่เรียกว่า Solar Minimum สถิติการเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ จึงไม่เกี่ยวข้องกับพายุสุริยะแน่นอน”
ดร.ไพบูลย์ยังให้แง่มุมที่น่าสนใจอีกว่า การเกิดพายะสุริยะ มีพลังมหาศาลมาก ทำไมไม่ส่งผลกระทบดวงจันทร์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์กว่าโลกมาก ยานอพอลโล 12-17 พยายามถ่ายภาพแผ่นดินไหวบนดวงจันทร์ ในช่วง 9 ปี ไหวกว่า 2 พันครั้ง พบว่าในดวงจันทร์มีแผ่นดินไหวระดับ 2 เท่านั้น ไม่ใช่ระดับ 6-7 แสดงให้เห็นว่าแผ่นดินไหวไม่เกี่ยวกับพายุสุริยะ
อีกประเด็นที่นักวิชาการรายนี้กล่าวถึงก็คือ สังคมยังควรทำความเข้าใจใหม่ว่า แผ่นดินไหวใช่ว่าจะเกิดสึนามิทุกครั้ง ซึ่งเงื่อนไขการเกิดสึนามิจะมี 3 ข้อ คือ ต้องไหวรุนแรงระดับ 7 ริกเตอร์ขึ้นไป เกิดในระดับตื้นไม่เกิน 50 กม. และเกิดเป็นแนวดิ่ง ไม่ใช่แนวนอน
“ผมข้องใจมาก เวลาเกิดแผ่นดินไหวแล้วนักข่าวมักจะบอกว่า เช่น ไหวที่สุมาตราจะมีคำพูดตบท้ายว่าเวลานี้ยังไม่เกิดสึนามิ เป็นการพูดแบบเพลงพาไป ว่าพอเกิดแผ่นดินไหวแล้วจะเกิดสึนามิทุกครั้ง จริงๆ แล้วไม่ใช่ การที่แผ่นดินไหวแล้วจะเกิดสึนามิ ต้องมีปัจจัย 3 ข้อที่ผมบอกไปแล้ว”
ดร.ไพบูลย์ย้ำอีกว่า ข่าวสึนามินี้ทำลายการท่องเที่ยวของไทยมาหลายปี โดยพบว่าโรงแรมแถบเขาหลัก จ.พังงา เจอปัญหามาก เพราะนักท่องเที่ยวจะถามว่าโรงแรมเขามีระดับเตือนภัยไหม หรือมีทางหนีไหม ถ้าไม่มีก็จะขายห้องพักไม่ได้ ซึ่งทำให้โรงแรมเล็กๆ เสียเปรียบมาก
นอกจากนี้ยังมองว่าประชาชนควรจะแสวงหาความรู้เรื่องภัยพิบัติด้วยตัวเอง ไม่ควรเชื่อคำทำนาย ไม่ว่าจะโหร หมอดู พระ พ่อปลาบู่ เพราะการทำนายแผ่นดินไหวได้แม่นยำจะต้องแม่น 3 ประการ คือ จะเกิดที่ไหน เกิดขึ้นเมื่อไหร่ และรุนแรงระดับไหน ถ้าตอบคำถามไม่ได้ทั้งหมด 3 ข้อ ก็คือว่าไม่แม่น ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครทำได้ และไม่ควรเชื่อข่าวลือ ซึ่งในประเทศจีนออกกฎหมายห้ามทำนายแผ่นดินไหว เพราะทำให้คนแตกตื่น ใครมาทำนายมั่วๆ โดนจับเข้าคุกมาแล้ว หรือในอิตาลี เคยจับนักวิทยาศาสตร์ 3 คน ติดคุก 2 ปี โทษฐานทำนายไม่แม่นยำ ทำให้มีคนตายหลายร้อยคน ซึ่งสังคมไทยก็ควรมีมาตรฐานแบบนี้บ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้มีการปล่อยข่าวลือ
“สังคมไทยควรแสวงหาความรู้บ้าง มันน่าน้อยใจมาก ผมเคยทำเว็บความรู้เรื่องแผ่นดินไหว 2 ปีผ่านไปมีคนเข้ามาดูแค่ 4 พันกว่าๆ เทียบกับเว็บคลิปหลุดนักศึกษา แค่ชั่วโมงเดียวมีคนมาดูล้านกว่า ผมว่าอย่างนี้มันก็ไม่ไหวนะครับ เราต้องยกระดับความรู้คนในสังคมบ้าง” ดร.ไพบูย์กล่าว.

ธันวาคม 31, 2012 Posted by | สิ่งแวดล้อม, ไทยโพสต์ | , , , | ให้ความเห็น

“โลกร้อน”กระทบลุ่มน้ำโขงจ่อวิกฤติ

http://www.thaipost.net/sunday/161212/66674

16 December 2555 – 00:00

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสร้างความเสียหายให้กับลุ่มน้ำโขง ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในลุ่มน้ำสำคัญของโลก เพราะแม่น้ำโขงไหลพาดผ่านและหล่อเลี้ยงผู้คน 6 ประเทศ มีพันธุ์ปลาธรรมชาติมากกว่าพันชนิด การคาดการณ์ที่ว่า แม่น้ำโขงอาจประสบกับภาวะวิกฤติ ทั้งภัยพิบัติ น้ำทะเลสูงขึ้น เสียหายจากน้ำท่วม กำลังกลายเป็นจริง และประชาชนในลุ่มน้ำโขงต้องเร่งหาทางปรับตัวและรับมือกับผลกระทบที่จะตามมา
ในเวทีเสวนา “การจัดการทรัพยากรน้ำและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยในลุ่มแม่น้ำโขง:เวทีภาคประชาสังคม” เมื่อเร็วๆ นี้ ที่กรุงเทพฯ จัดโดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (สสท.) ดร.นวรัตน์ ไกรพานนท์ ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อมชุมชนและพื้นที่เฉพาะ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)   ถ่ายทอดการคาดการณ์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) 6 ประเทศ ว่า อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น 0.02-0.03 องศาต่อปี ปริมาณน้ำฝนจะเพิ่มขึ้น 30 มิลลิเมตรต่อปี และระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้น 33  เซนติเมตร ภายใน 38 ปีข้างหน้า โดยในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นแล้ว 20 เซนติเมตร และปีที่มีปรากฏการณ์เอลนีโญจะมีไต้ฝุ่นรุนแรงขึ้น เกิดภัยพิบัติเพิ่มขึ้น ตลอดจนคาดการณ์ว่าความต้องการน้ำเพื่อการเกษตรที่เพิ่มขึ้นมากใน พ.ศ.2575 จะส่งผลให้เกิดพื้นที่ภัยพิบัติภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำ ความเสี่ยงเหล่านี้ต้องพร้อมรับมือ หาแหล่งน้ำทดแทน
ขณะที่การคาดการณ์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) 4 ประเทศล่าสุด ที่ ดร.นวรัตน์นำเสนอ ก็น่าพรั่นพรึง เพราะคาดว่าทั้งอุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน ปริมาณน้ำไหลบ่าหน้าดิน และระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้น พื้นที่โตนเลสาบ ประเทศกัมพูชา และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ประเทศเวียดนาม ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งประมงน้ำจืดใหญ่อีกแห่งของโลก จะกระทบมาก   หากรายงานเป็นจริง จะเปลี่ยนวิถิชีวิตและอาชีพของชุมชนท้องถิ่น
ขณะนี้เวียดนามกำลังหาทางรับมือ อาจจะใช้โครงสร้างป้องกันน้ำท่วม และบางพื้นที่ต้องอพยพชุมชนออก แม้ไทยจะไม่ท่วมจมหายเหมือนเวียดนาม แต่เตือนว่าจะได้รับผลกระทบจากน้ำเค็มรุกในฤดูแล้ง ต้องเตรียมจัดการแหล่งน้ำทดแทน รวมถึงพื้นที่ชุ่มน้ำแปรสภาพจากน้ำท่วม ตลอดจนด้านเกษตรเสียหาย หากน้ำท่วมนานขึ้นต้องให้ความรู้ด้านการเพาะปลูกพืชอายุสั้นหรือพืชทนแล้งเมื่อเข้าฤดูแล้ง
“ปริมาณน้ำฝนประจำปีเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 200 มิลลิเมตร ภายในปี 2573 น้ำทะเลจะสูงขึ้น 7 เมตร ในปี พ.ศ.2643 โดย 30% ของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง เวียดนาม จะถูกน้ำทะเลท่วมถาวร พื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญบางพื้นที่มีขนาดเล็กลง แม้ผลผลิตประมงโดยรวมเพิ่มขึ้น แต่จำนวนปลาลดลง เหตุอุณหภูมิเพิ่มสูง ออกซิเจนลดลง ปลามีชีวิตอยู่ยาก ส่วนความเสียหายจากการเกิดน้ำท่วมเพิ่มขึ้น 9% มูลค่าความเสียหายจากอุทกภัยในลุ่มน้ำโขงตอนล่างคิดเป็น 1,800-2,100 ล้านบาทต่อปี ส่วนประโยชน์จากน้ำท่วม 240-300 ล้านต่อปี ก็เป็นรายได้ของชาวบ้านจากทรัพยากรประมง พันธุปลา พันธุ์ไม้น้ำ” ดรนวรัตน์ เผยถึงรายงานของ MRC ซึ่งจำเป็นต้องผลักดันให้เกิดการเตรียมตัวรับมือกับผลกระทบที่ตามมา
อย่างไรก็ตาม ผอ..สำนักสิ่งแวดล้อมชุมชนและพื้นที่เฉพาะให้ข้อมูลว่า แผนการรับมือของ MRC ตอนนี้เน้นที่การปรับตัวมากกว่าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นแผนระยะยาว 15 ปี เริ่มเมื่อปี 53 โดยทำแผนระดับชาติและระดับท้องถิ่น รวมถึงโครงการพื้นที่สาธิต 4 ประเทศน้ำโขง โดยทำแผนรองรับปรับตัวของชุมชน มีประเมินผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเมินความอ่อนไหวเพื่อความอยู่รอดของประชาชน ทั้งยังพบปัญหาอุปสรรคในลุ่มน้ำโขงจากแผนพัฒนาด้านไฟฟ้าพลังน้ำ และการชลประทานในอีก 20 ข้างหน้าด้วย
นอกจากนี้ แม้ไทยมีแผนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ ดร.นวรัตน์ระบุถึงความก้าวหน้าของแผนว่า กระบวนการขับเคลื่อนแผนแม่บทไปสู่การปฏิบัติต้องใช้เวลา ต้องมีความเข้าใจ และได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ขณะที่กระบวนการมีส่วนร่วมยังไม่สมบูรณ์ ประชาชนร่วมให้ความคิดเห็น แต่การมีส่วนร่วมตัดสินใจน้อย ประกอบกับมีความขัดแย้งทางนโยบายเรื่องอนุรักษ์ธรรมชาติกับการพัฒนาเศรษฐกิจ  อย่างพืชเกษตรกับพืชพลังงาน พื้นที่ชุ่มน้ำของลุ่มน้ำโขงถูกปาล์มบุกรุก ขณะที่ไม่มีการนำผลการศึกษาวิจัยมาใช้กำหนดนโยบาย นี่เป็นจุดอ่อนของไทย
แม้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเริ่มส่งสัญญาณผลกระทบที่จะเกิดขึ้นรุนแรง แต่อีกปัจจัยสำคัญทำลายระบบนิเวศลุ่มน้ำโขงให้เปลี่ยนแปลง คือ น้ำมือมนุษย์ สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา ประธานเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์เชียงของ กล่าวว่า โครงการเขื่อนกั้นน้ำโขงตอนบนทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงขึ้น-ลงผิดปกติ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ กระทบด้านประมง แล้วยังประสบปัญหาการเดินเรือ ปัจจุบันมีอีก 11 เขื่อนตอนล่างน้ำโขง ที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อวงจรชีวิตและการอพยพของปลา สร้างผลกระทบมหาศาล
“โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังงานบนแม่น้ำโขงถูกคัดค้าน เพราะชาวบ้านกังวลใจกระทบความยั่งยืนของลุ่มน้ำโขง    ความมั่นคงของน้ำโขงคือความอุดมสมบูรณ์ พันธุ์ปลาชุกชุม เกษตรริมโขงที่ไม่พึ่งพาภายนอกมากนัก รวมไปถึงวิถีวัฒนธรรมและระบบการจัดการน้ำโดยชุมชน นโยบายของรัฐบาลเรื่องพลังงานบนน้ำโขงไม่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำโขง ควรทบทวนโครงการด้วยการสำรวจความคิดเห็นของทุกฝ่าย และความคุ้มค่าของโครงการ แม่น้ำโขงกำลังถูกทึ้ง มีการเปลี่ยนแปลงทั้งในน้ำโขงสายหลักและแม่น้ำสาขาจากเขื่อนกั้น ทำให้ระดับน้ำโขงลดลงมาก” สมเกียรติเรียกร้องให้ยุติโครงการเขื่อนน้ำโขงโดยเร็ว
ประธานเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์เชียงของยังขยายความอีกว่า การศึกษาชนิดพันธุ์ปลาก็พบปัญหาเปลี่ยนแปลง เดิมมีพันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงช่วงที่ผ่านไทยประมาณ 500 ชนิด ปัจจุบันเหลือเพียง 200 ชนิด ที่เชียงของพบแค่ 80 ชนิด เป็นผลกระทบจากระบบนิเวศโดยรวมที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนการประมงที่ผิดวิธี และการเกษตรที่ใช้สารเคมีอย่างหนักส่งผลให้คุณภาพน้ำโขงย่ำแย่ เพราะสารเคมีปนเปื้อนลงแหล่งน้ำนั่นเอง ซึ่งขณะนี้ก็ริเริ่มให้พื้นที่เกษตรริมฝั่งทำเกษตรอินทรีย์เพื่อความยั่งยืน ปลูกผักริมโขงปลอดสารพิษ ก็กระจายในหมู่บ้าน ต.บ้านตุน อ.เมืองฯ จ.พะเยา บริเวณต้นน้ำอิง เป็นลุ่มน้ำสาขา ราว 1,000 ไร่ ส่วนลุ่มน้ำกก ชาวบ้านช่วยกันรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำในแอ่งเชียงแสน จ.เชียงราย การรื้อฟื้นระบบเหมืองฝายดั้งเดิมเป็นอีกกลไกรักษาป่าต้นน้ำและสร้างการจัดการน้ำโดยชุมชน มีป่า มีน้ำ ทำให้ลำน้ำสาขาไม่แห้งและไหลมาเติมให้แม่น้ำโขง
“ในประเทศไทย กก อิง คำ หงาว งาว น้ำเลย น้ำสงคราม น้ำมูน น้ำชี ลำโดมน้อย ลำโดยใหญ่ ลำน้ำสาขาที่ไหลลงโขง ชุนชุมในแต่ละลุ่มน้ำต้องมีส่วนร่วม ขณะที่ในภาพใหญ่ลุ่มน้ำโขง การจัดการน้ำอย่างยั่งยืนต้องเห็นภาพทั้งลุ่มน้ำ จะพูดถึงประเทศใดประเทศหนึ่งไม่ได้ มองตั้งแต่ประเทศต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ” สมเกียรติกล่าว
ในเวทีเสวนานี้ยังมีหนึ่งในชุมชนตัวอย่างที่ปรับตัวและเสริมสร้างขีดความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนสภาพอากาศมาถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะแนวทางสำหรับการปรับตัวให้แก่ชุมชนอื่น สมคิด สินสง คณะทำงานลุ่มน้ำห้วยสามหมอ จ.ชัยภูมิ บอกเล่าการปรับตัวของคนลุ่มน้ำห้วยสามหมอ ลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำชี ก่อนจะไหลลงแม่น้ำโขง โดยระบุว่า สภาพลำน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยสามหมอ พื้นที่กว่าร้อยละ 70 หรือ 3.8 แสนไร่ ถูกบุกเบิกเป็นพื้นที่เกษตร ทำนา เหลือพื้นที่ป่าต้นน้ำไม่เกินร้อยละ 20 จึงเริ่มกระบวนการจัดการเป็นระบบลุ่มน้ำภายใต้ MRC ด้วยห้วยสามหมอเป็น 1 ใน 20 ลุ่มน้ำสาขาลุ่มน้ำชี รู้กันว่าแม่น้ำชีเป็นแม่น้ำสายยาวสุดในไทยกว่า 1,000 กิโลเมตร เกาะเกี่ยวพื้นที่ 14 จังหวัดอีสานและบางจังหวัดภาคเหนือ จากนั้นปี 2548 เริ่มกระบวนการวางแผนชุมชนลุ่มน้ำ โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมทรัพยากรน้ำ และ MRC หนุนจัดเวทีวางแผนลุ่มน้ำทั้งระดับหมู่บ้าน ตำบล ลุ่มน้ำ ระดมสมอง จัดทำแผนแหล่งน้ำชุมชน
รวมถึงแผนส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ อาชีพสวนกระแสเกษตรเชิงเดี่ยวที่เป็นเกษตรฆ่าตัวตาย ปนเปื้อนแหล่งน้ำ ก็ช่วยกันฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ทำหลักสูตรท้องถิ่น แม้การขับเคลื่อนจะลำบากก็ต้องปฏิบัติให้ได้ มีปัญหาองค์กรลุ่มน้ำไม่มีกฎหมายรองรับอำนาจหน้าที่ ที่ผ่านมาคนลุ่มน้ำห้วยสามหมอยังต้องต่อสู้กับโครงการพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยสามหมอ รัฐจะเนรมิตรเป็นธนาคารน้ำแห่งชาติความจุสูงสุด 60,000 ลูกบาศก์เมตร ต้องอพยพย้ายคนเป็นแสนจากน้ำท่วม ด้วยมีพื้นที่น้ำท่วมถึง 3 แสนไร่ ก็มีมติคัดค้านถึงที่สุด
“คนลุ่มน้ำห้วยสามหมอปรับตัวรักษาระบบนิเวศไว้ เป็นการฟื้นฟูป่าไม้ ลุ่มน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติแยกกันไม่ได้ ดิน น้ำป่า การจัดการน้ำไม่จำเป็นต้องเป็นอภิมหาโครงการ เริ่มจากจุดเล็กๆ ระดับไร่นา ลุ่มน้ำย่อย ขยายสู่ลุ่มน้ำใหญ่ ไปถึงลุ่มน้ำโขง   ก็สร้างผู้นำชาวบ้าน สร้างความตระหนักชุมชน เชื่อว่าจะอยู่รอดในภาวะโลกร้อน และขณะนี้เตรียมก่อตั้งสมาคมเกษตรอินทรีย์ วิถีคนกับควาย (สวค.) เพื่อการปรับตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ” สมคิด คณะทำงานลุ่มน้ำห้วยสามหมอ กล่าวทิ้งท้าย.

ธันวาคม 16, 2012 Posted by | สิ่งแวดล้อม, ไทยโพสต์ | , , , | ให้ความเห็น