Archive for the ‘ท่อง เที่ยว’ Category
http://www.thaipost.net/tabloid/301212/67359
30 December 2555 – 00:00
เบิกบานในกาลปัจจุบัน
เผลอแป๊บเดียว ปี 2555 ผ่านไปอย่างแบบไม่รู้ตัว เงยหน้าขึ้นมามองบรรยากาศรอบข้างกำลังเข้าสู่ปี 2556 ถามตัวเองว่านี่เราเดินทางผ่านกาลเวลามาอีกหนึ่งปีแล้วหรือ
คืนวันของปีที่ผ่านมา ดิฉันยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ได้ทำงานวนเวียนอยู่ในแวดวงหนังสือ ได้เดินทางออกขึ้นเหนือล่องใต้ตามเงื่อนไขของงานที่รับไว้ ได้พบเจอผู้คน มีทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ปะปน หมุนเปลี่ยนกันเข้ามา
สิ่งที่ดูเหมือนเป็นเรื่องราวใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นเห็นจะเป็นการเข้าสู่โลกของการฝึกทำสมาธิ หลังจากที่อ่านจากตัวอักษร ผ่านหนังสือจำนวนมากมาย ก็ถึงจุดที่เรียกว่าสุดทาง คือไม่รู้สึกอยากอ่านอีกต่อไป แต่อยากลงสู่ภาคสนามเสียที ปีที่ผ่านมาจึงเป็นปีที่วนเวียนเข้าวัด-ออกวัดอยู่หลายครั้งหลายคราเพื่อไปหาครูบาอาจารย์ และนับจากวันที่รู้จักการฝึกสงบอกสงบใจมาจนถึงวันนี้ หนึ่งปีเต็มๆ การนั่งสมาธิกลายเป็นภารกิจหนี่งในชีวิตประจำวันเช่นเดียวกับการกินอาหาร อาบน้ำ
มีคนถามว่าทำแล้วไปถึงไหน
สำหรับดิฉันนั้นต้องออกตัวเลยว่า ไม่ได้ไปถึงไหนกับเขาหรอก ยังอยู่ตรงนั้นแหละ ใจไม่เคยออกไปพ้นกายที่นั่ง ขณะที่เพื่อนพ้องบางคนมาเล่าให้ฟังว่าเห็นโน่น เห็นนี่ประจำ แต่ดิฉันแค่รู้สึกว่าในหัวมีแต่ความคิด พอรู้ตัวอีกทีก็กลับมาอยู่กับลมหายใจที จากนั้นก็คิดใหม่ รู้ตัวก็กลับมาใหม่ วนเวียนแบบนี้
นั่งไปนั่งมาเริ่มเกิดภาวะติดสมาธิ คือติดความสงบ ทำอะไรก็รีบให้เสร็จ เพราะอยากจะไปนั่งสมาธิ นั่งนิ่งๆ เงียบๆ รู้สึกสบายดี พอออกมาเจอโลกภายนอกเหมือนชีวิตวุ่นวายขาดภาวะความสบายดีไป ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงแล้วชีวิตเราต้องอยู่กับความวุ่นวายเป็นหลักมากกว่าจะพบเจอความเงียบ เพราะเราไม่ได้ปลีกตัวไปอยู่ตามป่า ตามเขา ดูเหมือนช่วงนี้เองที่เกิดสภาพสองจิตสองใจ จะเอายังไงดีกับชีวิต อยากหนีโลก แต่ก็ต้องอยู่ในโลกด้วย เหมือนโชคช่วย กลับไปพลิกตำราของครูบาอาจารย์ทั้งหลาย สแกนเส้นทางชีวิตของท่านออกมา แล้วก็พบสิ่งที่เรียกว่า “สติ” อาจารย์ทุกสาย ทุกสำนักที่เป็นพุทธะขนานแท้ จะบอกเหมือนกันหมดว่า ชีวิตจะอยู่ได้อย่างเป็นสุขเมื่อมีตัวสติมากำกับ
ได้คีย์เวิร์ดออกมาแบบนี้ ดิฉันก็เลยเพียรฝึกสิ่งที่เรียกว่าสติ หรือความตื่นรู้ในทุกอิริยาบถเท่าที่จะทำได้ แล้วก็พบว่าเป็นเรื่องน่าหวาดเสียวมากสำหรับการใช้ชีวิตที่ผ่านมา เพราะดิฉันไม่เคยคำนึงถึงเรื่องนี้อย่างจริงจังมาก่อน รู้เลยว่าเราตกอยู่ในความประมาทอย่างยิ่ง จริงอยู่การพูด การคิด และทุกการกระทำ เราก็ทำบนพื้นฐานของความคิดดีนั่นแหละ แต่ครั้นไม่มีตัวสติมากำกับแบบจดจ่อ มันทำให้เราเผลอไป เผลอไปคิด เผลอไปฟุ้ง ปล่อยให้ความคิดหรือการดำเนินชีวิตเป็นไปแบบเรื่อยเปื่อย ภาวะแบบนี้เองที่อารมณ์ซึม เศร้า เหงา แฮงก์ สามารถเข้ามาแทรกได้เต็มที่ จังหวะการเต้นของหัวใจจึงเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงตามความสุข ความทุกข์ เจอเรื่องตรงกับใจตรงกับความอยากให้เป็นก็มีความสุข เจอเรื่องไม่เป็นไปตามที่คาดคิด ก็มองว่าเป็นเรื่องทุกข์ขึ้นมาทันตาเห็น
สิ่งที่เรียกว่า “สติ” นี้จึงเปรียบเสมือนเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ชีวิตเราเบิกบานได้อย่างสม่ำเสมอ โดยที่ไม่ต้องหลบลี้หนีหายไปจากผู้คนรอบตัว และเป็นเพราะ ”สติ” เช่นกันที่ช่วยให้ดิฉันไม่ต้องหลงจมอยู่กับเรื่องราวที่ผ่านพ้นไปแล้ว ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องอยู่อย่างวิตกกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เป็นชีวิตที่อยู่เรียกว่าอยู่อย่างเบิกบานในกาลปัจจุบันนั่นเอง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องยอมรับว่า ดิฉันยังไม่สามารถครองสติได้ตลอดเวลา แต่ก็ยินดีว่า เราได้มองเห็นแล้วว่าการฝึกสติเป็นเป้าหมายที่นำเราไปสู่ความเป็นอิสระของการมีชีวิตอยู่อย่างไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยจากภายนอก เหมือนรู้ว่าแต่ละวันเรามีภารกิจที่จะต้องฝึกจิตให้เกิดภาวะความตื่น ความรู้ตัว แล้วเราก็จะรู้ทันความทุกข์ ความทุกข์ และทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงที่ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติธรรมเมื่อปีที่ผ่านมา
อีกเรื่องที่ดิฉันเห็นว่าได้มาจากปีที่ผ่านมาก็คือ ความคิดในการหยุดที่จะเปลี่ยนแปลงคนอื่น แต่หันมาเปลี่ยนแปลงทุกสรรพสิ่งโดยเริ่มต้นจากตัวเรา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ตรงกันข้ามเรากลับได้ยินเรื่องเหล่านี้กันมานานแล้ว เพียงแต่บางครั้งเราหลงลืมไป หรือส่วนใหญ่เรารู้ แต่ไม่ได้นำมาปฏิบัติมากกว่า
ทุกครั้งที่มีปัญหาความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ในสังคมรอบข้าง เมื่อเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไปแล้ว ดิฉันจะมานั่งนึกตรึกตรองถึงสาเหตุที่มาที่ไป มีหลายครั้งที่เราเห็นว่าปัญหานั้นจะได้รับการแก้ไข หรือเรื่องนั้นจะไม่เกิดขึ้นเลย หากเพื่อนๆ เหล่านั้นไม่เป็นแบบนั้นแบบนี้ ดิฉันจึงมักจะมีคำถามตลอดว่า ทำไมเขาเป็นอย่างนั้น ทำไมคนนั้น คนโน้นเป็นอย่างนี้ คำถามประมาณนี้เหมือนเป็นสมบัติเฉพาะตัวที่ดิฉันพกพาติดตัวไปมาตลอดเวลา
แล้ววันหนึ่งดิฉันก็พบทางออกในภาคปฏิบัติว่า การคิดแก้ไขคนอื่นนั้นเป็นเรื่องยากมาก แต่การคิดแก้ปัญหานั้นจากตัวเราเองเป็นเรื่องง่ายดายมากกว่า เพราะฉะนั้นระยะหลัง เมื่อมีปัญหาใดก็ตามในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ดิฉันจะถามตัวเองเสมอว่าเราทำสิ่งใดผิดพลาดไป ทำไมเขาถึงคิดหรือทำแบบนั้นได้ เพราะเราพลั้งเผลอ หรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิดใช่หรือไม่ คำตอบที่ออกมา พูดกันแบบตรงๆ ก็คือ ค่อนข้างใช่เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ จะมีบางเรื่องที่น้อยมากที่เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย เพราะฉะนั้นสรุปว่าความยุ่งยากทั้งมวลหรือความร้าวรานในความสัมพันธ์ทุกระดับที่ส่งผลกระทบถึงตัวเรานั้นเอง เราย่อมเกี่ยวพันด้วยเสมอ
ตรรกะง่ายๆ คือ ด้วยเหตุที่เรามีส่วนในความยุ่งยาก จึงเกิดความยุ่งยากขึ้น เช่น เพราะเราพูดด้วยคำเช่นนี้ จึงนำไปสู่เรื่องนี้ ซึ่งทางที่ถูกต้องของการแก้ไขปัญหาคือ เราควรมุ่งเปลี่ยนตัวเราก่อนดีกว่าที่จะไป บอกว่าทำไมคนอื่นถึงตีความคำพูดของเราไปเช่นนี้ หรือนำคำพูดของเราไปแปรเปลี่ยนเป็นแบบอื่น
การแก้ไขจากตัวคนอื่นนั้นย่อมไม่รู้จบ
ที่ผ่านมาดิฉันมักจะเรียกร้องให้คนที่เราเคารพนับถือให้ทำตัวให้น่านับถือ
ที่ผ่านมาดิฉันมักจะเรียกร้องให้คนที่เรารัก ทำตัวให้เรารัก
แต่คราวนี้ ดิฉันพบแล้วว่า ดิฉันไม่ควรเรียกร้องจากคนอื่น แต่ควรเรียกร้องจากตัวเรา เราควรปฏิบัติตัวให้ดี ควรค่าแก่การยอมรับนับถือ หากว่าเราเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีแท้
เราควรทำเรื่องดีๆ หากว่าเราเชื่อมั่นและศรัทธาในคุณงามความดี
มาถึงตรงนี้ เลยเข้าใจวลีที่กล่าวกันมาทุกยุคว่า “อย่าทวงถามว่าโลกนี้ให้อะไรกับเรา แต่จงถามว่าตัวเราจะให้อะไรกับโลกใบนี้”
นี่คือเรื่องราวในปีที่ผ่านมาที่ดิฉันได้ประจักษ์กับตัวเอง เลยหยิบมาเล่าสู่กันฟังค่ะ
หลังปีใหม่เรามาดูกันว่า เมื่อคิดแบบนี้แล้ว ชีวิตในปีหน้า จะ ชง หรือจะ โชติช่วง กันแน่.
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/tabloid/301212/67356
30 December 2555 – 00:00
ช่วงหน้าหนาว ราวกับว่าถนนทุกสายต่างพร้อมใจกันมุ่งหน้ามาที่เขาใหญ่ เมืองท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ แค่เอื้อม ไม่เพียงเป็นสถานที่สมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติสีเขียวสดชื่นสบายตา แต่ยังมีกิจกรรมและแหล่งท่องเที่ยวมากมาย โดยมีถนนเส้นหลักที่มุ่งหน้าขึ้นสู่อุทยานแห่งชาติ คือ “ถนนธนะรัชต์” เป็นถนนแห่งความสุข และไม่ว่าคุณจะเคยมาเที่ยวที่เขาใหญ่สักกี่ครั้ง เชื่อว่าก็จะได้พบกับความแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีอาณาบริเวณครอบคลุมพื้นที่คาบเกี่ยวใน 4 จังหวัด คือ อำเภอมวกเหล็ก อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี อำเภอปากช่อง อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา อำเภอนาดี อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอประจันตคาม อำเภอเมืองฯ จังหวัดปราจีนบุรี และอำเภอปากพลี อำเภอบ้านนา อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครนายก
เมื่อปี 2548 ได้รับการประกาศให้เป็น “มรดกโลกทางธรรมชาติ” จากองค์การยูเนสโก พร้อมได้รับการบันทึกสถิติว่า เป็นแหล่งที่มีอากาศบริสุทธิ์ 1 ใน 7 ของโลก และด้วยสภาพภูมิอากาศที่เย็นสบายตลอดปี
การเดินทางก็ใช้เวลาไม่มาก จากกรุงเทพฯ โดยประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก็จะถึงอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ก่อนจะผ่านด่านของอุทยานฯ เข้าไป สิ่งแรกที่ควรจะทำก็คือการแวะกราบนมัสการเจ้าพ่อเขาใหญ่กันเสียก่อน เพื่อเป็นสิริมงคลในการมาเยือนถิ่นนี้
สำหรับเจ้าพ่อเขาใหญ่นั้น ท่านมีตัวตนจริง เคยเป็นบุคคลที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้มาก่อน เดิมท่านชื่อ นายจ่าง นิสัยสัตย์ รับราชการเป็นปลัดกองทัพไทย
เมื่อเสร็จศึกสงครามท่านมักจะออกเยี่ยมเยือนลูกน้องเก่าของท่าน เมื่อท่านทราบว่าลูกน้องเก่าของท่านไปตั้งตัวเป็นโจรบนเขาใหญ่ และถางป่าบนเขาใหญ่จนเตียนโล่ง ก็เสียใจมาก จึงขอร้องให้ลูกน้องท่านเลิกและอพยพมาอยู่ข้างล่าง
แต่ก็มีกลุ่มโจรกลุ่มหนึ่งไม่ยอมเชื่อ เมื่อตกลงกันไม่ได้จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น ปรากฏว่าหัวหน้าโจรกลุ่มนั้นถูกยิงเสียชีวิต ท่านจึงเป็นบุคคลที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือและยอมรับเป็นอย่างมาก
นอกจากนั้นท่านมีจิตใจโอบอ้อมให้ความช่วยเหลือชาวบ้านทุกๆ ด้าน ต่อมาท่านได้จบชีวิตลงด้วยไข้ป่า ด้วยวัย 75 ปี ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันตั้งศาลเพียงตาไว้ที่ในบริเวณวัดหนองเคียม จังหวัดนครนายก เรียกว่า “ศาลเจ้าพ่อปลัดจ่าง”
ต่อมาหลังจากที่รัฐบาล ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกฯ ได้จัดตั้งให้ป่าเขาใหญ่เป็นอุทยานแห่งชาติ ได้เกิดนิมิตถึงเจ้าผู้คุ้มครองสรรพสัตว์และผืนป่า จึงได้มีการจัดตั้งศาลเจ้าพ่อขึ้นที่บริเวณกิโลเมตรที่ 23 ถนนธนะรัชต์ และได้อัญเชิญดวงวิญญาณของท่านมาสถิตไว้ แล้วขนานนามว่า “ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่”
นักท่องเที่ยวที่แวะกราบไหว้อธิษฐานขอโชคลาภ และให้การเดินทางเป็นไปอย่างปลอดภัย ท่านก็มักจะเมตตาให้สมความปรารถนาอยู่เสมอ
เมื่อเข้าไปแล้ว เราควรแวะไปที่สำนักงานของอุทยานแห่งชาติฯ เสียก่อน เพื่อศึกษาเส้นทางไปสู่จุดท่องเที่ยวชมต่างๆ และทราบข้อมูลภายในหากต้องการความช่วยเหลือใดๆ เช่น หน่วยกู้ภัย ศูนย์ปฏิบัติการบิน ฝ่ายวิชาการ (พืชพรรณสัตว์ป่าและอากาศ) ฝ่ายนันทนาการและบ้านพัก ร้านจำหน่ายของที่ระลึก หน่วยงานบริการพาส่องสัตว์ สำนักงานจองที่พักกางเต็นท์ ฯลฯ
สถานที่เที่ยวมีมาก เราขอเลือกแวะชม น้ำตกเหวสุวัต ในระหว่างทางที่เราขับรถไป อาจจะเห็นกวาง ช้าง หรือลิง ลงมากินน้ำหรือหาอาหารบ้าง แต่ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับรถพอสมควร เพราะทางค่อนข้างลดเลี้ยวและชันบ้างในบางช่วง และอาจจะไปชนสัตว์เหล่านั้นด้วย
เมื่อถึงน้ำตกเหวสุวัต จะพบกับความสวยงาม ซึ่งเกิดจากห้วยลำตะคองไหลตกผ่านหน้าผาสูงราว 25 เมตร และมีแอ่งน้ำทางด้านล่าง ทางอุทยานฯ ห้ามลงเล่นน้ำ เนื่องจากกลัวอันตรายจากน้ำป่าไหลหลากเฉียบพลัน หากมาในฤดูน้ำน้อย จะสามารถเดินลัดเลาะเพื่อเข้าไปยังโพรงถ้ำเล็กๆ ใต้หน้าผาน้ำตกได้
สำหรับห้วยลำตะคองนี้ หลังจากผ่านน้ำตกเหวสุวัตแล้ว ยังมีน้ำตกเหวไทร และน้ำตกเหวประทุน ที่อยู่ลึกเข้าไปอีก แต่จะต้องเดินผ่านป่าลึกฝ่าดงทากเข้าไป
ไม่ไกลกันยังสามารถไปที่อ่างเก็บน้ำสายศรก่อน ซึ่งเป็นแหล่งเก็บน้ำเพื่อใช้ภายในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และยังเป็นแหล่งน้ำสำหรับสัตว์ป่าด้วย ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่ดีจุดหนึ่ง เพราะพระอาทิตย์จะตกหลังแนวเขาพอดี ซึ่งเป็นภาพที่น่าประทับใจมาก
บริเวณสันอ่างเก็บน้ำจะมีทางเดินไปออกที่หอดูสัตว์หนองผักชีได้ โดยต้องติดต่อเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามานำทาง เพราะทางอุทยานฯ ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินเอง เนื่องจากสภาพพื้นที่ป่าเป็นป่าทึบมีโอกาสหลงทางได้ง่าย
นอกจากนี้ อุทยานฯ เขาใหญ่ยังมีจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น เขาร่ม เป็นยอดเขาสูงที่สุดของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เขาแหลม เขาเขียว เขาสามยอด เขาฟ้าผ่า เขากำแพง เขาสมอปูน เขาแก้ว น้ำตกเหวนรก จุดชมวิวผาเดียวดาย จุดชมวิวผาตรอมใจ หอดูสัตว์หนองผักชี หอดูสัตว์คลองปลากั้ง จุดชมวิว กม.30
สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการใกล้ชิดธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ก็สามารถติดต่อขอกางเต็นท์ได้ที่จุดกางเต็นท์น้ำตกผากล้วยไม้ มีห้องน้ำ ลานจอดรถ และลานกางเต็นท์ ท่านจะได้สัมผัสความหนาวเย็นได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น นักท่องเที่ยวก็ควรเตรียมพร้อมโดยนำเสื้อหนาวมาด้วย เพราะเดี๋ยวจะทนสภาพอากาศไม่ไหวเสียก่อน
ทางอุทยานแห่งชาติฯ ยังมีบริการที่พัก มีบ้านพักเดี่ยว บ้านพักเรือนแถวให้บริการแก่นักท่องเที่ยว จำนวน 4 โซน ได้แก่ โซนศูนย์บริการนักท่องเที่ยว โซนบนเขา-จุดชมวิว โซนค่ายสุรัสวดี และโซนบ้านธนะรัชต์ ในการมาพักแรม นักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องเตรียมอาหารมาเอง เพราะมีร้านค้าให้บริการ
อย่างไรก็ตาม การมาเที่ยวที่นี่นั้น เมื่อเราได้รับความสนุกแล้ว ก็ต้องปฏิบัติตัวให้ดี ทำตามคำแนะนำของอุทยานแห่งชาติฯ อย่างเคร่งครัด คืออย่าทิ้งเศษขยะเอาไว้ และควรเอากลับไปทิ้งด้านนอก โดยเฉพาะขยะที่เป็นถุงพลาสติกที่ยังมีเศษอาหารหลงเหลืออยู่ อาจทำให้สัตว์แอบมากินลงไปและทำให้พวกเขาเสียชีวิต ซึ่งมีการพิสูจน์แล้ว โดยไปพบติดในท้องกวาง และท้องเสือ
นอกจากนี้ ยังห้ามนักท่องเที่ยวให้อาหารสัตว์ต่างๆ เด็ดขาด เพราะจะเป็นการทำลายระบบนิเวศของธรรมชาติ ให้พวกเขามารออาหาร และไม่ยอมกลับป่าไปหากินเอง
คำแนะนำง่ายๆ แค่นี้ หากทุกคนทำได้ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์สัตว์ป่าให้อยู่กับโลกใบนี้ และส่งเสริมให้เขาใหญ่เป็นมรกดโลกต่อไป เป็นไปตามแนวคิด 7 Greens ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท.
จบจากเที่ยวอุทยานฯ ความสนุกยังไม่หมด ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวโดยรอบอุทยานแห่งชาติฯ รอให้พวกคุณไปสัมผัสด้วยทั้งบรรยากาศสไตล์ตะวันตก อาทิ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ แหล่งช็อปปิ้งพักผ่อนหย่อนใจ
รวมทั้งยังมีผู้นำองุ่นพันธุ์ไวน์ต่างๆ มาเพาะปลูกเป็นไร่ขนาดใหญ่ ทำอุตสาหกรรมไวน์หลายแห่ง และเปิดเป็นรีสอร์ตให้เข้ามาดื่มด่ำกับบรรยากาศไร่องุ่นสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน หรือยุโรปตอนใต้
สำหรับข้อมูลการเดินทางไปไม่ยาก เส้นทางที่ 1 คือ จากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปทางสระบุรี บนทางหลวงหมายเลข 1 เลี้ยวขวาตรงทางแยกเข้าอำเภอเมือง 1 โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 2 ถนนมิตรภาพ กิโลเมตรที่ 56 เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนธนะรัชต์ เส้นทางที่ 2 คือ จากกรุงเทพฯ-แยกหินกอง แล้วไปตามทางหลวงหมายเลข 33 (นครนายก-ปราจีนบุรี) ถึงสี่แยกเนินหอมใช้ทางหลวง 3077 ไปถึงเขาใหญ่ หรือสอบถามเพิ่มเติม ททท. 1672
สรณะ รายงาน
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/tabloid/301212/67359
30 December 2555 – 00:00
เบิกบานในกาลปัจจุบัน
เผลอแป๊บเดียว ปี 2555 ผ่านไปอย่างแบบไม่รู้ตัว เงยหน้าขึ้นมามองบรรยากาศรอบข้างกำลังเข้าสู่ปี 2556 ถามตัวเองว่านี่เราเดินทางผ่านกาลเวลามาอีกหนึ่งปีแล้วหรือ
คืนวันของปีที่ผ่านมา ดิฉันยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ได้ทำงานวนเวียนอยู่ในแวดวงหนังสือ ได้เดินทางออกขึ้นเหนือล่องใต้ตามเงื่อนไขของงานที่รับไว้ ได้พบเจอผู้คน มีทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ปะปน หมุนเปลี่ยนกันเข้ามา
สิ่งที่ดูเหมือนเป็นเรื่องราวใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นเห็นจะเป็นการเข้าสู่โลกของการฝึกทำสมาธิ หลังจากที่อ่านจากตัวอักษร ผ่านหนังสือจำนวนมากมาย ก็ถึงจุดที่เรียกว่าสุดทาง คือไม่รู้สึกอยากอ่านอีกต่อไป แต่อยากลงสู่ภาคสนามเสียที ปีที่ผ่านมาจึงเป็นปีที่วนเวียนเข้าวัด-ออกวัดอยู่หลายครั้งหลายคราเพื่อไปหาครูบาอาจารย์ และนับจากวันที่รู้จักการฝึกสงบอกสงบใจมาจนถึงวันนี้ หนึ่งปีเต็มๆ การนั่งสมาธิกลายเป็นภารกิจหนี่งในชีวิตประจำวันเช่นเดียวกับการกินอาหาร อาบน้ำ
มีคนถามว่าทำแล้วไปถึงไหน
สำหรับดิฉันนั้นต้องออกตัวเลยว่า ไม่ได้ไปถึงไหนกับเขาหรอก ยังอยู่ตรงนั้นแหละ ใจไม่เคยออกไปพ้นกายที่นั่ง ขณะที่เพื่อนพ้องบางคนมาเล่าให้ฟังว่าเห็นโน่น เห็นนี่ประจำ แต่ดิฉันแค่รู้สึกว่าในหัวมีแต่ความคิด พอรู้ตัวอีกทีก็กลับมาอยู่กับลมหายใจที จากนั้นก็คิดใหม่ รู้ตัวก็กลับมาใหม่ วนเวียนแบบนี้
นั่งไปนั่งมาเริ่มเกิดภาวะติดสมาธิ คือติดความสงบ ทำอะไรก็รีบให้เสร็จ เพราะอยากจะไปนั่งสมาธิ นั่งนิ่งๆ เงียบๆ รู้สึกสบายดี พอออกมาเจอโลกภายนอกเหมือนชีวิตวุ่นวายขาดภาวะความสบายดีไป ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงแล้วชีวิตเราต้องอยู่กับความวุ่นวายเป็นหลักมากกว่าจะพบเจอความเงียบ เพราะเราไม่ได้ปลีกตัวไปอยู่ตามป่า ตามเขา ดูเหมือนช่วงนี้เองที่เกิดสภาพสองจิตสองใจ จะเอายังไงดีกับชีวิต อยากหนีโลก แต่ก็ต้องอยู่ในโลกด้วย เหมือนโชคช่วย กลับไปพลิกตำราของครูบาอาจารย์ทั้งหลาย สแกนเส้นทางชีวิตของท่านออกมา แล้วก็พบสิ่งที่เรียกว่า “สติ” อาจารย์ทุกสาย ทุกสำนักที่เป็นพุทธะขนานแท้ จะบอกเหมือนกันหมดว่า ชีวิตจะอยู่ได้อย่างเป็นสุขเมื่อมีตัวสติมากำกับ
ได้คีย์เวิร์ดออกมาแบบนี้ ดิฉันก็เลยเพียรฝึกสิ่งที่เรียกว่าสติ หรือความตื่นรู้ในทุกอิริยาบถเท่าที่จะทำได้ แล้วก็พบว่าเป็นเรื่องน่าหวาดเสียวมากสำหรับการใช้ชีวิตที่ผ่านมา เพราะดิฉันไม่เคยคำนึงถึงเรื่องนี้อย่างจริงจังมาก่อน รู้เลยว่าเราตกอยู่ในความประมาทอย่างยิ่ง จริงอยู่การพูด การคิด และทุกการกระทำ เราก็ทำบนพื้นฐานของความคิดดีนั่นแหละ แต่ครั้นไม่มีตัวสติมากำกับแบบจดจ่อ มันทำให้เราเผลอไป เผลอไปคิด เผลอไปฟุ้ง ปล่อยให้ความคิดหรือการดำเนินชีวิตเป็นไปแบบเรื่อยเปื่อย ภาวะแบบนี้เองที่อารมณ์ซึม เศร้า เหงา แฮงก์ สามารถเข้ามาแทรกได้เต็มที่ จังหวะการเต้นของหัวใจจึงเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงตามความสุข ความทุกข์ เจอเรื่องตรงกับใจตรงกับความอยากให้เป็นก็มีความสุข เจอเรื่องไม่เป็นไปตามที่คาดคิด ก็มองว่าเป็นเรื่องทุกข์ขึ้นมาทันตาเห็น
สิ่งที่เรียกว่า “สติ” นี้จึงเปรียบเสมือนเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ชีวิตเราเบิกบานได้อย่างสม่ำเสมอ โดยที่ไม่ต้องหลบลี้หนีหายไปจากผู้คนรอบตัว และเป็นเพราะ ”สติ” เช่นกันที่ช่วยให้ดิฉันไม่ต้องหลงจมอยู่กับเรื่องราวที่ผ่านพ้นไปแล้ว ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องอยู่อย่างวิตกกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เป็นชีวิตที่อยู่เรียกว่าอยู่อย่างเบิกบานในกาลปัจจุบันนั่นเอง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องยอมรับว่า ดิฉันยังไม่สามารถครองสติได้ตลอดเวลา แต่ก็ยินดีว่า เราได้มองเห็นแล้วว่าการฝึกสติเป็นเป้าหมายที่นำเราไปสู่ความเป็นอิสระของการมีชีวิตอยู่อย่างไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยจากภายนอก เหมือนรู้ว่าแต่ละวันเรามีภารกิจที่จะต้องฝึกจิตให้เกิดภาวะความตื่น ความรู้ตัว แล้วเราก็จะรู้ทันความทุกข์ ความทุกข์ และทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงที่ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติธรรมเมื่อปีที่ผ่านมา
อีกเรื่องที่ดิฉันเห็นว่าได้มาจากปีที่ผ่านมาก็คือ ความคิดในการหยุดที่จะเปลี่ยนแปลงคนอื่น แต่หันมาเปลี่ยนแปลงทุกสรรพสิ่งโดยเริ่มต้นจากตัวเรา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ตรงกันข้ามเรากลับได้ยินเรื่องเหล่านี้กันมานานแล้ว เพียงแต่บางครั้งเราหลงลืมไป หรือส่วนใหญ่เรารู้ แต่ไม่ได้นำมาปฏิบัติมากกว่า
ทุกครั้งที่มีปัญหาความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ในสังคมรอบข้าง เมื่อเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไปแล้ว ดิฉันจะมานั่งนึกตรึกตรองถึงสาเหตุที่มาที่ไป มีหลายครั้งที่เราเห็นว่าปัญหานั้นจะได้รับการแก้ไข หรือเรื่องนั้นจะไม่เกิดขึ้นเลย หากเพื่อนๆ เหล่านั้นไม่เป็นแบบนั้นแบบนี้ ดิฉันจึงมักจะมีคำถามตลอดว่า ทำไมเขาเป็นอย่างนั้น ทำไมคนนั้น คนโน้นเป็นอย่างนี้ คำถามประมาณนี้เหมือนเป็นสมบัติเฉพาะตัวที่ดิฉันพกพาติดตัวไปมาตลอดเวลา
แล้ววันหนึ่งดิฉันก็พบทางออกในภาคปฏิบัติว่า การคิดแก้ไขคนอื่นนั้นเป็นเรื่องยากมาก แต่การคิดแก้ปัญหานั้นจากตัวเราเองเป็นเรื่องง่ายดายมากกว่า เพราะฉะนั้นระยะหลัง เมื่อมีปัญหาใดก็ตามในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ดิฉันจะถามตัวเองเสมอว่าเราทำสิ่งใดผิดพลาดไป ทำไมเขาถึงคิดหรือทำแบบนั้นได้ เพราะเราพลั้งเผลอ หรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิดใช่หรือไม่ คำตอบที่ออกมา พูดกันแบบตรงๆ ก็คือ ค่อนข้างใช่เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ จะมีบางเรื่องที่น้อยมากที่เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย เพราะฉะนั้นสรุปว่าความยุ่งยากทั้งมวลหรือความร้าวรานในความสัมพันธ์ทุกระดับที่ส่งผลกระทบถึงตัวเรานั้นเอง เราย่อมเกี่ยวพันด้วยเสมอ
ตรรกะง่ายๆ คือ ด้วยเหตุที่เรามีส่วนในความยุ่งยาก จึงเกิดความยุ่งยากขึ้น เช่น เพราะเราพูดด้วยคำเช่นนี้ จึงนำไปสู่เรื่องนี้ ซึ่งทางที่ถูกต้องของการแก้ไขปัญหาคือ เราควรมุ่งเปลี่ยนตัวเราก่อนดีกว่าที่จะไป บอกว่าทำไมคนอื่นถึงตีความคำพูดของเราไปเช่นนี้ หรือนำคำพูดของเราไปแปรเปลี่ยนเป็นแบบอื่น
การแก้ไขจากตัวคนอื่นนั้นย่อมไม่รู้จบ
ที่ผ่านมาดิฉันมักจะเรียกร้องให้คนที่เราเคารพนับถือให้ทำตัวให้น่านับถือ
ที่ผ่านมาดิฉันมักจะเรียกร้องให้คนที่เรารัก ทำตัวให้เรารัก
แต่คราวนี้ ดิฉันพบแล้วว่า ดิฉันไม่ควรเรียกร้องจากคนอื่น แต่ควรเรียกร้องจากตัวเรา เราควรปฏิบัติตัวให้ดี ควรค่าแก่การยอมรับนับถือ หากว่าเราเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีแท้
เราควรทำเรื่องดีๆ หากว่าเราเชื่อมั่นและศรัทธาในคุณงามความดี
มาถึงตรงนี้ เลยเข้าใจวลีที่กล่าวกันมาทุกยุคว่า “อย่าทวงถามว่าโลกนี้ให้อะไรกับเรา แต่จงถามว่าตัวเราจะให้อะไรกับโลกใบนี้”
นี่คือเรื่องราวในปีที่ผ่านมาที่ดิฉันได้ประจักษ์กับตัวเอง เลยหยิบมาเล่าสู่กันฟังค่ะ
หลังปีใหม่เรามาดูกันว่า เมื่อคิดแบบนี้แล้ว ชีวิตในปีหน้า จะ ชง หรือจะ โชติช่วง กันแน่.
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/tabloid/231212/67021
23 December 2555 – 00:00
ธุดงควัตรที่ฉันรู้จัก
เรื่อง: ร.วิสุทธิธรรมภาพ: กาญจนา ดอกลัดดา
6 ธันวาคม 2555
“นักศึกษาครูสมาธิที่มาถึงแล้วให้วางของที่กลุ่มตัวเอง แล้วไปรับประทานอาหารกลางวันที่อาคารไทย-แคนาดานะคะ” เป็นเสียงประกาศผ่านไมค์ของพี่เลี้ยง ผู้มีจิตอาสามาทำหน้าที่แนะนำ ดูแล และอำนวยความสะดวกแก่นักศึกษาครูสมาธิ รุ่น 30 (วิสุทธิธรรม) สถาบันพลังจิตตานุภาพ จำนวนกว่า 2,600 คน ที่จะต้องมาสอบภาคปฏิบัติด้วยการเดินธุดงค์บนดอยอินทนนท์ เป็นเวลา 3 คืน 4 วัน หลังจากที่ได้สำเร็จการเรียนภาคทฤษฎีที่ใช้เวลา 6 เดือน โดยพระเดชพระคุณพระเทพเจติยาจารย์ (พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) ศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล เป็นผู้ดำเนินการสอนและร่างหลักสูตรด้วยตัวท่าน รวมถึงเป็นผู้ก่อตั้งสถาบันพลังจิตตานุภาพ
ทันทีที่ฉันเดินทางมาถึงวัดเทพเจติยาจารย์ (อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการธุดงค์ ก็แทบตะลึงกับภาพของฝูงชนซึ่งล้วนเป็นนักศึกษาครูสมาธิร่วมรุ่นกับฉัน จากสาขาต่างๆ ทั่วประเทศ มารวมตัวกันเพื่อสอบภาคสนามได้แน่นขนัดไปทั่ววัด นี่ยังไม่รวมพี่เลี้ยงและชาวบ้านที่นำสินค้ามาขายให้กับพวกเรา ไม่อยากจะเชื่อ…คนเกือบ 3,000 ชีวิต จะมาใช้ชีวิตร่วมกันในป่ากันได้อย่างไร! นั่นคือความสงสัยที่ผุดขึ้นในใจทันทีเมื่อได้เห็นภาพของคลื่นมหาชน
หลังจากพิธีอธิษฐานจิตก่อนเดินธุดงค์เรียบร้อย การเริ่มต้นของการเดินธุดงค์ก็เปิดฉากขึ้น เส้นทางในวันแรกเป็นการเดินเท้าขึ้นสู่ดอยอินทนนท์ทางด้านทิศตะวันตกของน้ำตกแม่กลาง จนถึงลานผีฟ้อน ซึ่งลานผีฟ้อนแห่งนี้ว่ากันว่า ในเวลากลางคืนจะมีเสียงมโหรีและร้อง รำ ทำเพลง แว่วมา พระครูปลัดมงคลวัฒน์ (พระมหาสุพล ขันติพโล) ผู้อำนวยการสถาบันพลังจิตตานุภาพ บรรยายให้ฟังขณะนั่งพัก ณ ลานผีฟ้อน ว่า ในครั้งที่พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์อาพาธเมื่อปี พ.ศ.?2529 ท่านได้มาเดินธุดงค์และทำสมาธิที่ลานแห่งนี้ ซึ่งก็ได้ยินเสียงมโหรีเช่นกัน ท่านจึงตั้งชื่อลานนี้ว่า ลานผีฟ้อน ตลอดเส้นทางที่เดินเท้านั้น แม้จะอยู่ช่วงฤดูหนาว แต่อากาศบนดอยกลับร้อน นี่คือผลจากสถานการณ์โลกร้อนร้อนหรือเปล่านะ แถวผู้ธุดงค์นั่นยาวเหยียดจนฉันแลไม่เห็นหัวแถว ครั้นเหลียวหลังไปก็ไม่เห็นหางแถวเช่นกัน ส่วนด้านข้างคือทิวทัศน์ที่สลับซับซ้อนของยอดเขาสุดลูกหูลูกตา ก้าวแต่ละก้าวที่ไต่ขึ้นเขาราวกับแบกน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า แต่เมื่อสติรู้สึกตัวและกลับมาอยู่ที่คำบริกรรมพุท-โธ ความทรมานจากความเหนื่อยก็ค่อยๆ จางหายไป เสียดายที่สติอยู่กับพุท-โธน้อยกว่าความฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้น ฉันจึงเหนื่อยแทบขาดใจ “ได้ยินเสียงน้ำตกมั้ย” พี่เลี้ยงของกลุ่มฉันกล่าวขึ้นเมื่อจวนถึงที่พัก แต่ไม่ทันที่พี่เลี้ยงพูดจบ ใจของฉันก็พุ่งไปที่น้ำตก และเกิดความอยากจะเล่นให้หายร้อนและเหนื่อยล้าทันที อากาศเริ่มหนาว…ดาวดวงโตแย้มทักทายแทนแสงอาทิตย์ที่ลับขอบฟ้าไป เป็นครั้งแรกของฉันกับการทำวัตรเย็นและนั่งสมาธิในป่า ที่ซึ่งล้อมรอบด้วยต้นไม้สูงใหญ่ไม่ใช่ในป่าคอนกรีตดังเคย…
7 ธันวาคม
ธุดงควัตร เป็นวัตรปฏิบัติเพื่อทำความเพียรด้วยการเดินเท้าและรอมแรมในป่า อาศัยต้นไม้ในป่าและถ้ำเป็นที่หลับนอน มีเพียงกลดและเครื่องอัฐบริขารเท่านั้นที่ติดตัวไป เพื่อการขัดเกลากิเลสให้บางเบาและเกิดความก้าวหน้าของจิต ไม่เฉพาะเพียงภิกษุสงฆ์เท่านั้น ฆราวาสอย่างเราก็สามารถนำไปปฏิบัติได้เช่นกัน
สำหรับการธุดงค์ของนักศึกษาสมาธิ สถาบันพลังจิตตานุภาพ สืบเนื่องจากเมื่อปี พ.ศ.2529 พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์อาพาธหนักถึงขั้นที่แพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถรักษาให้หายได้ ท่านจึงตั้งใจเดินธุดงค์ที่ดอยอินทนนท์เพื่อมาละสังขารที่นี่ แต่กลับปรากฏว่าอาการอาพาธกลับหายสนิทได้เอง เมื่อท่านพิจารณาก็พบว่าพื้นที่ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์เป็นที่สัปปายะเหมาะแก่การปฏิบัติธุดงควัตรเพื่อสร้างพลังจิต
ดังนั้นในระหว่างที่ท่านพักรักษาตัวอยู่หลายปีนี้ท่านจึงได้ร่างหลักสูตรครูสมาธิขึ้น และกำหนดให้นักศึกษาครูสมาธิจะต้องมาสอบภาคสนามด้วยการเดินธุดงค์ที่ดอยอินทนนท์ จึงถือว่าจบหลักสูตรอย่างสมบูรณ์ “อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ.” เสียงบทสวดอิติปิโสฯ ของนักศึกษาสมาธิช่วงหยุดพักเหนื่อย ได้ดังก้องกังวาลไปทั่วขุนเขาในผืนป่าดอยอินทนนท์ จนสร้างความน่าเกรงขามด้วยพลังแห่งกระแสธรรม
“ค่อยๆ เดินนะแม่” ลูกชายกล่าวกับแม่ในวัยใกล้ 70 ปี อย่างเป็นห่วง ขณะที่ผู้เป็นแม่อ่อนแรงเกินกว่าจะก้าวต่อไป จึงขอพักเหนื่อยอยู่ข้างทาง ช่างเป็นภาพความรัก ความห่วงใยของแม่และลูกที่แสนประทับใจ จนฉันอดคิดถึงแม่ของตัวเองไม่ได้ “มีอะไรหรือเปล่าค่ะ” พี่เลี้ยงถามไถ่ขณะนักศึกษาครูสมาธิสองสามีภรรยาสูงวัยคู่หนึ่ง กำลังก้มๆ เงย อยู่ริมทาง “ปากรองเท้ามันขาดค่ะ” เสียงของภรรยาตอบ ขณะที่สามีกำลังเอายางหนังสติ๊กมัดปากรองเท้าให้ติดกัน “น่าจะใช้ได้นะ” ฝ่ายสามีกล่าว เมื่อแน่ใจว่ารองเท้าคู่ใจที่ดันมาทรยศสามารถใช้งานได้อีกครั้ง ทั้งคู่ก็เตรียมตัวก้าวเดินต่อไป การเดินธุดงค์ในวันที่ 2 ดูจะสมบุกสมบันกว่าวันที่ผ่านมา เป้สัมภาระที่มีน้ำหนักกว่า 7-8 กิโล ได้ทำให้บ่าฉันระบม ยิ่งช่วงที่ไต่ขึ้นเขาที่สูงชันน้ำหนักของเป้เจ้ากรรมถ่วงลงจนเข่าฉับเกือบทรุด มองเข้าไปในใจ ได้ยินเสียงหัวใจเต้นแรงและดังก้องในหัว เมื่อคิดว่าเหนื่อยปุ๊บ อารมณ์อยากหยุดผุดขึ้นมาปั๊บ แต่เมื่อบริกรรม พุทธ-โธ ความเหนื่อยค่อยๆ จางหายไป ค่ำคืนนี้ แม้อากาศหนาวจะเย็นยะเยือกกว่าเดิม แต่ใจที่มุ่งมั่นในการแสวงบุญของผู้คนหลายพันคนช่างอบอุ่นเหลือเกิน…
8 ธันวาคม 2555
มีโอกาสได้พูดคุยกับเพื่อนนักศึกษาครูสมาธิ สาขายะลา 1 ในพื้นที่ไม่สงบภาคใต้ ทราบว่าสถานการณ์ในภาคใต้ยังคงระอุ แม้ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองก็อาจเกิดระเบิดขึ้นได้ ถามว่าจะทำอย่างไรจึงจะสามารถแก้ไขและเกิดสันติภาพในพื้นที่ได้
“เข้าใจ ใช้ความเข้าใจ มากกว่าใช้กำลัง” เป็นคำตอบเก่าๆ ที่รู้กันอยู่แล้ว แต่ทำไมสันติภาพยังไม่บังเกิด
ไม่ว่า “บ้าน” ของเพื่อนนักศึกษาฯ ยังคงเกิดความรุนแรงเป็นรายวัน แต่สถานการณ์อันเลวร้ายนี้ไม่อาจสั่นคลอนดวงจิตศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา ตรงข้ามกลับเป็นพลังที่ทำให้เชื่อมั่นต่อคำสอนของพระอาจารย์หลวงพ่อว่า “สมาธิ” สร้างสันติภาพได้
คืนนี้… เป็นคืนที่มืดสนิท ฉันเห็นดาวตกพุ่งผ่านที่ขอบฟ้า…
9 ธันวาคม 2555
3 คืน 4 วัน กับความตั้งใจฝึกฝนทางจิตอย่างเต็มที่ท่ามกลางธรรมชาติ แล้วการเดินธุดงค์บนดอยอินทนนท์ ได้เวลาสิ้นสุดลงด้วยพิธีปัจฉิมนิเทศน์ ณ ลานโพธิ์ ภายในวัดเทพเจติยาจารย์ ภาระกิจภาคสนามได้เสร็จลุล่วง ฉันหายจากความแคลงใจแล้วว่า ทำไมคนเกือบ 3,000 คน ใช้ชีวิตร่วมกันในราวป่าได้อย่างสงบ เพราะระบบการจัดการของสถาบันพลังจิตตานุภาพที่มีประสิทธิภาพ เพราะพี่เลี้ยงผู้มีจิตอาสาร่วมประสานขับเคลื่อนระบบไม่ให้ติดขัด เพราะเจ้าหน้าที่ป่าไม้ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ผู้ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในป่าเขาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย
และนักศึกษาครูสมาธิได้ให้คำสัตย์ปฏิญาณว่า จะมีเมตตาต่อกัน จะมีความสามัคคีกัน จะให้อภัยซึ่งกันและกัน จะไม่นำวิชาสมาธิไปใช้ในทางที่ผิด จะทำสมาธิแผ่เมตตาจิตแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย เพื่อความสันติสุขของโลกยิ่งขึ้นไป ซึ่งนักศึกษาฯ ทุกคนน้อมรับไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด (แม้จะหงุดหงิดบ้างบางครั้ง แต่ก็รู้ทัน) การอยู่รวมกันด้วยระบบธรรมาธิปไตยจึงเต็มไปด้วยความสันติสุขโดยแท้ ฉันหวนนึกไปถึงพระปฐมบรมราชโองการ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” เริ่มเข้าใจแล้วว่า จะการปกครองแบบประชาธิปไตยหรือสังคมนิยมก็ดี ต่างมีเป้าหมายเพื่อความเท่าเทียมของประชาชน แต่หากผู้เข้าสู่อำนาจขาดธรรมแล้ว ความเท่าเทียมกันจะหาเกิดไม่ โชคดีของฉันที่ได้เกิดบนแผ่นดินด้ามขวานทอง แผ่นดินที่ยังมีร่องรอยของพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงในทศพิธราชธรรม มีครูบาอาจารย์ที่เปี่ยมด้วยเมตตาสุดที่จะหาเปรียบมิได้ ขอกราบนมัสการพระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์จากใจดวงนี้
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/tabloid/231212/67025
23 December 2555 – 00:00
ช่วงหน้าหนาวนี้แหล่งท่องเที่ยวภาคเหนือหลายแห่งเป็นที่นิยมมาก โดยเฉพาะเมืองน่าน ถือเป็นสถานที่ยอดฮิตที่สุดเวลานี้ ด้วยความงามของธรรมชาติต่างๆ ที่ไม่บอบช้ำ ยังเป็นศูนย์รวมทางด้านสถานที่ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี แหล่งอารยธรรมโบราณ รวมทั้งวัดเก่าแก่มีให้เห็นแทบทุกอำเภอ
การเดินทางไปเมืองแห่งนี้มีหลายวิธี หากเลือกไปทางรถอาจจะใช้เวลามากเสียหน่อย เพราะระยะทางเกือบ 700 กม. หากมีงบประมาณ ก็แนะนำให้ไปทางเครื่องบิน เพราะใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงที่หมายและเที่ยวได้ทันที
แต่ขอเตือนเอาไว้ ใครไปช่วงนี้ต้องเช็กตั๋วเครื่องบินให้ดี เพราะอาจจะเต็มแล้ว บางครั้งสายการบินยังยกเลิกตั๋วโดยไม่แจ้งล่วงหน้า หรือแจ้งให้ทราบในเวลากระชั้นชิด จนเกิดปัญหาการเดินทางกลับ เสียงานเสียการ ไม่นับโรงแรมที่ถูกจองเต็มเกือบหมดอีกด้วย โดยที่เขาก็ไม่รับผิดชอบใดๆ
ตัดมาที่เมืองน่าน เราสามารถทิ้งชีวิตที่รีบร้อน เร่งรีบ เอาไว้ที่เมืองกรุงที่จากมา แล้วหันมาดื่มด่ำกับการใช้ชีวิตช้าๆ สบายๆ ด้วยลักษณะที่เป็นเมืองที่ขนาดกะทัดรัด ผู้คนไม่หนาแน่น ชีวิตที่นี้ก็เลยยังเดินไปในจังหวะเนิบนาบ
นอกจากนักท่องเที่ยวแล้ว เราก็ยังเห็นคนเมืองน่านปั่นรถจักรยานกันอยู่ทั่วไป โดยมีการแบ่งพื้นที่ถนนไว้รองรับประกอบกับผังเมืองได้ออกแบบเอาไว้มีไฟแดงจำนวนถี่ ทำให้คนที่นี่ไม่สามารถขับรถยนต์เร็วได้
ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่นักปั่นจักรยานที่จะได้รับความปลอดภัยได้ระดับหนึ่ง และสามารถชมความงามได้รอบเมือง หากเป็นไปได้ อยากแนะนำให้ออกมาเดินเที่ยวกันตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ ข้อดีก็คืออากาศยังไม่ร้อน แสงอ่อนๆ ยามเช้าก็ถ่ายรูปสวย เรียกว่าเดินเที่ยวกันได้เพลิดเพลินเบิกบานใจ ดีกว่าออกมาสายเข้าได้วัดสองวัดแดดก็แรงจนไม่อยากไปไหนต่อเสียแล้ว
เป้าหมายของเราครั้งนี้เลือกเที่ยวเพียง 2 แห่งเท่านั้น คือวัดภูมินทร์ และวัดพระบรมธาตุแช่แห้ง เนื่องจากเวลาจำกัดเพราะมาถึงช่วงบ่ายๆ แล้ว เราเช่าจักรยานและมุ่งไปบริเวณย่านที่เรียกว่า “ข่วงเมือง” ที่หมายถึงลานใจกลางเมือง ว่าง่าย ๆ ก็เหมือนสนามหลวงในกรุงเทพฯ ที่มีทั้งวังและวัดสำคัญหลายวัดตั้งอยู่ เหมาะจะค่อยๆ เดินเที่ยว เข้าวัดโน้นออกวัดนี้
สำหรับ วัดภูมินทร์ เป็นสถานที่สำคัญของน่าน ที่ไม่ว่าใครก็ต้องแวะมา ตามพงศาวดารของเมืองน่าน สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2139 โดยพระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้าผู้ครองเมืองน่าน หลังจากที่ครองนครน่านได้ 6 ปี มีปรากฏในคัมภีร์เมืองเหนือว่าเดิมชื่อ “วัดพรหมมินทร์” ซึ่งเป็นชื่อของเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ผู้สร้างวัด แต่ตอนหลังชื่อวัดได้เพี้ยนไปจากเดิมเป็นวัดภูมินทร์ดังกล่าว
ความสวยแปลกของวัดภูมินทร์ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน เป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทยก็คือ เป็นพระอุโบสถทรงจัตุรมุข พระประธานจัตุรพักตร์ นาคสะดุ้งขนาดใหญ่แห่แหนพระอุโบสถเทินไว้กลางลำตัวนาค กรมศิลปากรได้สันนิษฐานว่าเป็นพระอุโบสถจัตุรมุขหลังแรกของประเทศไทย
พระอุโบสถตรงใจกลางประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ 4 องค์ หันพระพักตร์ออกด้านประตูทั้งสี่ทิศ หันเบื้องพระปฤษฎางค์ชนกัน ประทับนั่งบนฐานชุกชี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ผู้ที่ไปชมความงามของพระอุโบสถนี้ ไม่ว่าจะเดินขึ้นบันไดทิศไหน ก็จะพบพระพักตร์ของพระพุทธรูปทุกด้าน
ยังพบภาพจิตรกรรมฝาผนัง หลังจากได้รับการบูรณะครั้งใหญ่สมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เมื่อ พ.ศ.2410 (ปลายสมัยรัชกาลที่ 4) ใช้เวลาซ่อมนานถึง 7 ปี จิตรกรรมฝาผนัง หรือ“ฮูบแต้ม” ในวิหารหลวงก็เขียนขึ้นในช่วงนี้ เป็นชาดกในพุทธศาสนา
แต่ถ้าพิจารณารายละเอียดวิถีชีวิตของคนเมืองในสมัยนั้น มีภาพที่น่าสนใจอยู่หลายภาพ เช่น ภาพเด่นของปู่ม่าน ย่าม่าน ซึ่งเป็นคำเรียกผู้ชายผู้หญิงชาวไทลื้อในสมัยโบราณกระซิบสนทนากัน ผู้ชายสักหมึก ผู้หญิงแต่งกายไทลื้ออย่างเต็มยศ ภาพวาดของหนุ่มสาวคู่นี้มีความประณีตมาก ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่งามเป็นเยี่ยมของวัดภูมินทร์
ภาพธรรมเนียมการอยู่ข่วงของชาวไทลื้อ พ่อแม่จะอนุญาตให้หนุ่มสาวพบปะกันที่ชานบ้านในเวลาค่ำ ขณะหญิงสาวกำลังปั่นฝ้าย หรือ “อยู่ข่วง” หากสาวเจ้าตกลงปลงใจด้วยก็จะจัดพิธีแต่งงาน หรือที่เรียกว่า “เอาคำไปป่องกั๋น” หรือเป็นทองแผ่นเดียวกัน
การค้าขายแลกเปลี่ยนในชุมชน ภาพชาวพื้นเมือง ซึ่งอาจเป็นชาวเขา “เป๊อะ” ของป่าบนศีรษะ เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนกับคน ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเมืองน่าน หญิงสาวกำลังทอผ้าด้วยกี่พื้นเมือง นอกชานมีเรือนเล็กๆ ตั้งหม้อน้ำดินเผาที่เรียกว่า “ร้านน้ำ” ส่วนชายหนุ่มไว้ผมทรงหลักแจว หรือทรงมหาดไทย แสดงให้เห็นอิทธิพลตะวันตกที่เข้ามาผสมผสานในวิถีพื้นเมืองน่าน ภาพชาวต่างประเทศ ที่เข้ามาเมืองน่าน ช่วงรัชกาลที่ 5 ทรงผม และเครื่องแต่งกายของผู้หญิงเป็นรูปแบบเดียวกับที่กำลังเป็นที่นิยมในยุโรปขณะนั้น
นอกจากนี้ เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวของพุทธประวัติ มีสิ่งที่น่าตื่นเต้นประทับใจที่สุด คือ ภาพบุคคลขนาดใหญ่เท่าตัวคน ที่อาจมีชีวิตอยู่จริงในเวลานั้น ความใหญ่โตมโหฬารของภาพบุคคล 6 ภาพ มิใช่จะทำให้คนชมต้องตะลึงเท่านั้น หากภาพวาดมีความงดงามมาก เพราะบรรยายถึงอาภรณ์การแต่งกายของหญิงชาย โดยเฉพาะสามารถถ่ายทอดอารมณ์ชีวิตชีวาและแสดงถึงลีลาอันอ่อนช้อยได้เป็นอย่างดี ภาพเหล่านี้ส่วนมากเขียนอยู่บนบานประตู ซึ่งเมื่อเปิดประตูออก บานประตูจะบังภาพไปบางส่วน
จากนั้นเราก็ปั่นจักรยานมุ่งหน้าไปวัดพระบรมธาตุแช่แห้งที่ห่างออกจากตัวเมืองไปทางแม่จริมประมาณ 2-3 กม. อาจจะไกลและเหนื่อยหน่อย โดยเฉพาะการปั่นขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำน่าน แต่ไม่ต้องกังวล เพราะตลอดการเดินทางมีเส้นทางเฉพาะของจักรยานเอาไว้ รวมทั้งที่พักข้างทางด้วย
วัดพระบรมธาตุแช่แห้ง ที่แปลว่า “การดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง” เป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่บนเนินทางฝั่งตะวันออก บริเวณที่เป็นศูนย์กลางเมืองน่านเดิม หลังจากที่ย้ายมาจากเมืองปัว
สร้างในสมัยเจ้าพระยาการเมือง (เจ้าผู้ครองนครน่านระหว่าง พ.ศ.1869-1902) เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระมหาชินธาตุเจ้า 7 พระองค์ พระพิมพ์เงินและพระพิมพ์ทอง ที่ได้รับพระราชทานจากพระมหาธรรมราชาลิไท เมื่อครั้งที่เจ้าพระยาการเมืองเสด็จไปช่วยสร้างวัดหลวงอภัย (วัดป่ามะม่วง จังหวัดสุโขทัยในปัจจุบัน) ในปี พ.ศ.1897
องค์พระธาตุเป็นเจดีย์ทรงระฆัง สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลจากเจดีย์พระธาตุหริภุญไชย โดยรอบองค์บุด้วยทองจังโก (ทองดอกบวบ ทองเหลืองผสมทองแดง) ทางขึ้นสู่องค์พระธาตุเป็นตัวพญานาค หน้าบันเหนือประตูทางเข้าพระวิหารเป็นปูนปั้นลายนาคเกี้ยว ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของศิลปกรรมเมืองน่าน
พระบรมธาตุแช่แห้ง เป็นพระธาตุประจำปีกระต่าย ชาวล้านนาเชื่อว่าหากได้เดินทางไป “ชุธาตุ” หรือนมัสการพระธาตุประจำปีเกิดจะได้รับอานิสงส์อย่างยิ่ง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมวัดพระธาตุแช่แห้งได้ทุกวัน ระหว่างเวลา 06.00-18.00 น. แต่ต้องแต่งตัวสุภาพ ห้ามนุ่งสั้น แต่หากไม่พร้อมเขาก็มีชุดเปลี่ยนให้บริการเอาไว้
จากนั้นเราก็ปั่นจักรยานกลับเข้าตัวเมืองน่าน ไปชิมอาหารล้านนาที่เปิดเรียงรายตลอดข้างทาง ปิดท้ายด้วยขนมหวานป้านิ่ม โดยเฉพาะเมนูเด็ดบัวลอยไข่หวาน ที่จะมีขายเฉพาะในช่วงเย็นๆ เท่านั้น
เป็นอย่างไรสำหรับแผนการท่องเที่ยวด้วยจักรยานเมืองน่าน สามารถสัมผัสวิถีชีวิตของเมืองและผู้คนได้อย่างใกล้ชิด นอกจากได้รับทั้งความสนุกและความสุขกลับไปแล้ว ยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยอนุรักษ์โลก ด้วยการท่องเที่ยวที่ไม่ใช้พลังงานน้ำมัน ซึ่งช่วยลดปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับแนวคิด 7 Greens ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. โดยไม่รู้ตัวอีกด้วย
สรณะ รายงาน
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/tabloid/161212/66661
16 December 2555 – 00:00
หัวหิน-ชะอำ
ท้าพิสูจน์ถิ่นปราบเซียน
มีข่าวมาจากเพื่อนฝูงในแวดวงอสังหาฯ ฝากบอกว่า บริษัท แสนสิริ จำกัด จัดเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมตากอากาศที่หัวหินและชะอำแล้ว ที่หัวหิน เป็นคอนโดมิเนียมชื่อ “บ้านเพียงเพลิน หัวหิน” นำแนวคิดสถาปัตยกรรมย้อนยุค 1970 ของบ้านตากอากาศสมัยรัชกาลที่ 7 มาออกแบบ ภายใต้แนวคิดว่า “สัมผัสชีวิตเพลินๆ ที่หัวหิน”
ส่วนที่ชะอำก็เป็นคอนโดมีเนียม ชื่อ “บ้านทิวลม ชะอำ” เป็นการนำและเชื่อมโยงเรื่องราวดั้งเดิมของชะอำมาผสมผสานออกแบบเป็นคอนโดฯ ให้คนอยู่
ทั้งสองโครงการ ทางแสนสิริบอกว่า ราคาอยู่ประมาณล้านต้นๆ จัดเต็มมาให้คนรุ่นใหม่ที่ชอบท่องเที่ยว โดยเฉพาะชื่นชอบทะเลหัวหินหรือชะอำเป็นพิเศษ และอยากมีที่พักตากอากาศเป็นของตัวเอง (ไม่ต้องยื้อแย่งชิงกับใครยามต้องไปเที่ยวในวันหยุด) ในวงเล็บ ดิฉันว่าเอาเอง เพราะเจอเหตุการณ์นี้ประจำ
แต่ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ผู้บริหารของแสนสิริ คือคุณเมธา อังวัฒนพานิช รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า แนวโน้มของการแข่งขันในตลาดคอนโดมิเนียมในย่านนี้จะมีสูงมากขึ้น เนื่องจากวิกฤติการเงินช่วงที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ทำให้มีการชะลอการลงทุน
ตัวเลขสะสมของจำนวนห้องพักคอนโดฯ หัวหินและชะอำในปีนี้มีทั้งสิ้น 17,000 ยูนิต เป็นการสร้างใหม่ในครึ่งปีแรกประมาณ 4 พันยูนิต ส่วนใหญ่เป็นแบบ 1 ห้องนอน ส่วนยอดซื้อ-ขายห้องพักคอนโดฯ ในครึ่งปีแรกนี้มีอยู่ 1,600 ยูนิต เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วอยู่ที่ 1,300 ยูนิต แบ่งเป็นกลุ่มคนไทย 70% ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นคนกรุงเทพฯ ที่เหลือเป็นกลุ่มสแกนดิเนเวีย รัสเซีย และเยอรมัน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าหัวหินและชะอำนั้นมีแนวโน้มที่ดีและเป็นที่นิยมของคนไม่ตกยุค
ก่อนหน้านี้ดิฉันก็เคยเล่าเรื่องความเป็นไปของเมืองพัทยาที่กำลังกลับมาได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวให้ฟังกันไปแล้ว
หากไม่ได้เข้าไปคลุกคลีหรือไถ่ถามกับกลุ่มคนที่ทำธุรกิจ บางทีเราก็อาจจะไม่ค่อยรู้ในเชิงตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงแบบแจ่มชัด ได้แต่เห็นความว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
ในวงการท่องเที่ยว สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ เรื่องของระยะทางและสถานที่ตั้งนั้นเป็นปัจจัยสำคัญในการที่ทำให้คนเลือกที่จะไปหรือไม่ไปได้เช่นกัน
เวลาว่าง มีวันหยุดน้อย คิดอะไรไม่ออก ง่ายสุดก็คือเก็บเสื้อผ้าไปชะอำหรือหัวหิน เพราะง่ายดี สะดวกดี ไม่ไกลมีชายหาด มีทะเล มีความเพลิดเพลินได้หลากหลาย แต่ที่ต้องคิดมากหน่อยก็คือ ช่วงเทศกาลไปแล้วต้องหาที่พักให้ได้
ชะอำเป็นอำเภอขึ้นอยู่กับจังหวัดเพชรบุรี ส่วนหัวหินขึ้นกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เส้นทางจากกรุงเทพฯ ไปหัวหินต้องผ่านชะอำก่อน ตอนเด็กเรียนหนังสือดูแต่ในกระดาษ แล้วไม่รู้อันไหนถึงก่อนอันไหน หรืออำเภอไหนอยู่ในจังหวัดใด แต่คำพูดที่บอกว่าหัวหินถิ่นนี้มีมนต์ขลัง ท่าทางจะเป็นความจริง ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย ภาพของความเป็นสถานที่ตากอากาศของบรรดาชนชั้นสูงในละครจนมาถึงยุคปัจจุบัน จากนั้นขยายกลายมาเป็นย่านพักผ่อนสุดคลาสสิกและทันสมัยของคนชั้นกลางก็ยังเด่นชัด
ชายหาดหัวหินมีความยาวแค่ 5 กิโลเมตร เป็นทรายขาวละเอียด เหมาะสำหรับการเล่นน้ำทะเล ตลาดหัวหินก็เป็นตลาดใหญ่ มีร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ตลาดหัวหินเป็นตลาดที่เดินแล้วสนุก อาหารอร่อย มีให้เลือกชิมแบบหนำใจ สนุกตอนได้ชิงเก้าอี้ดนตรีนั่งกินนี่แหละ แถมต้องทำตัวผอมๆ อีกต่างหากเดี๋ยวนั่งไม่ได้ ไปเบียดที่คนอื่น
หาดชะอำอยู่ห่างจากตัวเมืองเพชรบุรี 41 กิโลเมตร มีทางแยกซ้ายเข้าชายหาด ระยะทาง 2 กิโลเมตร เป็นหาดที่สวยงามและมีชื่อเสียงของจังหวัดเพชรบุรี ตามประวัติบอกว่า เดิมชะอำเป็นเพียงตำบลหนึ่ง ขึ้นอยู่กับอำเภอหนองจอก แต่ภายหลังที่หัวหินมีชื่อเสียง ที่ดินแถบชายทะเลถูกจับจองหมด เจ้านายชั้นผู้ใหญ่สมัยนั้นจึงพยายามหาสถานที่พักผ่อนแห่งใหม่ โดยการนำของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ และได้พบว่าหาดชะอำเป็นชายหาดที่สวยงามไม่แพ้หัวหิน ชะอำจึงเริ่มเป็นที่รู้จักตั้งแต่นั้นมา ชะอำได้รับการพัฒนาเจริญเติบโตขึ้นและยกฐานะเป็นอำเภอจนปัจจุบัน
สถานที่บางแห่ง ไปเพียงครั้งสองครั้งก็ไม่อยากไป หรือมีความรู้สึกว่าได้ไปมาแล้ว แต่สำหรับเส้นทางชะอำกับหัวหิน ไปแต่ละครั้งก็มีเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังได้เรื่อยๆ
ไปเส้นทางนี้แต่ละครั้ง นอกจากแวะตามสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเขาตะเกียบ วัดห้วยมงคล โครงการพระราชดำริชั่งหัวมันแล้ว สิ่งที่ดิฉันชอบเก็บเอามาคิด คือดูความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองของธุรกิจที่เกิดขึ้นสองฝั่งฟากถนน กิจการทุกประเภทที่เคยเห็น ส่วนใหญ่มักเป็นไปในลักษณะเก่าไป ใหม่มา โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านนวด สปา ร้านขายของ งานฝีมือ ฯลฯ คนที่จะอยู่แบบตั้งหลักปักฐานได้นั้นต้องเข้าขั้นเซียน มีฝีไม้ลายมือกันจริงๆ
ไปครั้งที่แล้วไปสักช่วงเมษายนก็ไปพักที่ไอบิส ตรงใกล้ๆ เขาตะเกียบ แล้วเดินไปเที่ยวตลาดนัดกลางคืน ไปนั่งเฝ้าคนวาดรูปลายเส้นบนเสื้อยืด กว่าจะได้เสื้อยืด ช็อปปิ้งของอื่น กระจุกกระจิกจนมือแทบหัก เห็นโน่นก็น่ารัก เห็นนี่ก็น่าหยิบไปหมด
นอกจากซื้อแล้วก็กิน กินซะจนไม่รู้ว่ามีอะไรลงท้องไปผสมกันบ้าง
กินไป เดินไป ช็อปไป ดูฝรั่งมาแสดงอะไรให้ดู ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนอยู่เมืองนอกมากกว่าเมืองไทย ดูสบายๆ สวยๆ เพลินๆ ผสมกัน คิดไปถึงกรุงเทพฯ ว่าถ้าเรามีที่ให้เดินเล่นกันแบบเพลินๆ ก่อนนอนแบบนี้บ้างคงดีไม่น้อย
จำได้ว่า คราวนั้นแหละที่เดินขึ้นบันไดตั้งใจจะขึ้นไปไหว้พระบนยอดเขาตะเกียบตอนแดดเปรี้ยง แล้วเกิดอาการแก่กระจาย ต้องเดินไปพักไป กว่าจะถึงยอดเขาได้
หลังจากเมษายนก็ไปอีก ปรากฏว่าร้านรวงเจ้าเก่าที่เราเคยหมายตาไว้ไม่มีเสียอย่างงั้น ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นธรรมดาของโลกจริง ขณะที่ร้านอาหารทะเลเก่าแก่ชื่อดังทั้งหลายก็นับเงินกันจนเมื่อย พนักงานเสิร์ฟก็มือเป็นระวิง เพราะของอร่อยคนก็แห่แหนไปกินกันอย่างยั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่
ส่วนข้างทางก็มีแหล่งช็อปปิ้งใหม่ อย่าง ซานโตรินี พาร์ค ที่มาพร้อมสโลแกน Amused Shopping Experience หรือ “สีสันใหม่แห่งประสบการณ์ความสนุก” บนพื้นที่กว่า 60 ไร่ มีการระบุว่าสถาปัตยกรรมที่ได้แรงบันดาลใจมาจากบรรยากาศอันงดงามของเกาะซานโตรินี ประเทศกรีซ มีเครื่องเล่นนานาชนิดที่สั่งตรงจากต่างประเทศ ที่นี่จะมอบสีสันใหม่แห่งประสบการณ์ความสนุกให้คุณประทับใจมิรู้ลืม… ก็ว่ากันไป
ไม่ว่าสิ่งเก่าจะไป หรือสิ่งใหม่จะเข้ามา แต่ต้องบอกว่าสิ่งที่อยู่ยั่งยืนยงคงกระพันก็คือ ความน่ารักของเมืองชายทะเลสองแห่งนี้
เพราะไม่ว่าจะมีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายขนาดไหน แต่ทุกวันนี้คิดอะไรไม่ออก คนก็ยังเก็บเสื้อผ้าแล้วมาหัวหินหรือชะอำกันวันยังค่ำ นี่แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เป็นของจริง เวลาจะผ่านไปนานขนาดไหนก็ยังเป็นของจริง แต่สถานที่ไหนที่จัดขึ้นมาเพื่อเป็นการเฉพาะกิจเอาใจนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ก็คงมีชื่ออยู่ได้ไม่นาน เกิดมาแล้วก็ดับไปในที่สุด.
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/tabloid/161212/66672
16 December 2555 – 00:00
งานแสดงสินค้าท่องเที่ยวระดับโลก เวิลด์ทราเวลมาร์ท (World Travel Mart 2012) ที่จัดขึ้นในกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษในปีนี้ นับว่าเป็นปีทองของการท่องเที่ยวหลายประเทศที่กำลังถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ ได้แก่ ไทย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เกาหลีใต้ ชิลี ไนจีเรีย และสิงคโปร์ ทั้งนี้ ประเทศเหล่านี้จะกลายเป็นตัวขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
หากจะสรุปว่า เวทีดับเบิลยูทีเอ็ม 2012 ที่ปิดฉากไปนั้น ประเทศไทย-เอมิเรตส์-สิงคโปร์ ผงาดขึ้นเป็นกลุ่มท่องเที่ยวหน้าใหม่ของโลก แต่มีจุดขายแตกต่างกัน ขณะที่ไทยยังเป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวอิสระจากทั่วโลกก็ไม่ผิดนัก
รายงานล่าสุดด้านการท่องเที่ยวของงานเวิลด์ทราเวลมาร์ท ประจำปี 2555 ซึ่งเป็นการรวบรวมความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมแสดงสินค้าและผู้ซื้อกว่า 1,300 รายจากทั่วโลก พบว่า ไทย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เกาหลีใต้ ชิลี ไนจีเรีย และสิงคโปร์ เป็นกลุ่มประเทศที่ผงาดขึ้นมาใหม่ภายใต้คำนิยามใหม่ด้วยที่เรียกว่า TUSKCNS (Thailand, United Arab Emirates, South Korea, Chile, Nigeria and Singapore)
ในปีที่ผ่านมามีกลุ่มประเทศท่องเที่ยวเกิดใหม่แล้ว เรียกว่า SLIMMA (Sri-Lanka, Indonesia, Malaysia, Mexico and Argentina) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศท่องเที่ยวรองต่อจากกลุ่ม BRICS (Brazil, Russia, India, China and South Africa)
สำหรับปีนี้ กลุ่ม SLIMMA ยังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวของโลกรองจากกลุ่ม BRICS อย่างไรก็ตาม ประเทศอาร์เจนตินาถือว่าเป็นประเทศที่น่าสนใจที่สุดในกลุ่มนี้ ไม่นับรวมประเทศอื่นๆ ที่อยู่รายรอบและพร้อมที่จะกระโดดเข้าร่วมกลุ่ม
นอกจากนี้แล้วประเทศไนจีเรียยังเป็นประเทศที่โดดเด่นมากที่สุดในงานเวิลด์ทราเวลมาร์ทปีนี้ ซึ่งผลการสำรวจผู้จัดงานที่ร่วมกับยูโรมอนิเตอร์อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ไนจีเรียกำลังกลายเป็นประเทศของธุรกิจภาพยนตร์ จนได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองนอลลีวู้ด (Nollywood) แต่ผลจากการมีฉายสวยๆ งามๆ มากมายในภาพยนตร์ต่างๆ ก็ยังไม่สามารถช่วยให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปได้ เนื่องจากที่นั่งเครื่องบินไม่เพียงพอ
ระหว่างที่มีการจัดงานเวิลด์ทราเวลมาร์ทที่ลอนดอน แต่ในอีกซีกโลกหนึ่งก็มีการจัดงานมอบรางวัล World Travel Awards ซึ่งจัดเป็นครั้งแรกที่สิงคโปร์ โดยความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวสิงคโปร์และทราเวลเลฟ 2012 ซึ่งเป็นงานท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาคเอเชีย โดยงานมอบรางวัล World Travel Awards จัดขึ้นที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัลสิงคโปร์ มีแขกคนสำคัญและสื่อมวลชนจาก 42 ประเทศเข้าร่วม
ในปีนี้สิงคโปร์ได้รับรางวัลสายการบินชั้นนำของเอเชียและสายการบินชั้นนำของเอเชียในกลุ่มที่นั่งชั้นธุรกิจ เนื่องจากอุตสาหกรรมการบินของสิงคโปร์เติบโตขึ้นอย่างมาก งานมอบรางวัลนี้มีการจัดขึ้นอีกแห่งในตะวันออกกลางที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
การเติบโตของประเทศต่างๆ เกิดขึ้นเนื่องจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบิน โดยเฉพาะเมืองดูไบ ที่สามารถเชื่อมโยงไปภูมิภาคต่างๆ ในขณะเดียวกันประเทศชิลีจะได้ประโยชน์อย่างมากในแถบละตินอเมริกา ส่วนสิงคโปร์จะเป็นจุดหมายปลายทางของกลุ่มคนรวยจากประเทศจีน สำหรับประเทศไทย จะยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางแบบประหยัดด้วยตัวเอง หรือแบ็กแพ็กเกอร์
ฟิออนา เจฟฟรี ประธานของรี้ดทราเวลเอ็กซิบิชั่น กล่าวว่า ในปีนี้ถือว่าเป็นปีแรกที่มีการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยวทะลุ 1 พันล้านครั้งในทั่วโลก และมีหลายประเทศที่กำลังมีส่วนในการเติบโตนี้
“การจัดงานในปีที่ผ่านมาได้หยิบยกกลุ่มประเทศ SLIMMA ขึ้นมาเป็นกลุ่มคู่แข่งของ BRICS และในปีนี้ก็เกิดกลุ่มใหม่ขึ้นมาอีกคือ TUSKCNS เพื่อที่จะแข่งขันกับสองกลุ่มแรก” เจฟฟรีกล่าว
ด้านคูหาของประเทศไทยปีนี้จัดได้ยิ่งใหญ่ โดย ททท.จองพื้นที่ขนาด 420 ตารางเมตร มีพื้นที่เจรจาธุรกิจของผู้ประกอบการ 92 ราย มีกิจกรรมสาธิตโดยสปาไทยจากระรินจินดา ซึ่งเจ้าของคือ คุณประเสริฐ จิราวรรณสถิตย์ คุมไปด้วยตัวเอง ได้รับความสนใจมาก คนรอคิวกันแน่นทุกวัน ส่วนบูธของพัทยาที่ปีนี้ลงทุนซื้อพื้นที่ใหญ่กว่าใครขนาด 30 ตารางเมตร ก็คึกคักมากทีเดียว นอกจากนี้ยังมีการโชว์ชกมวยไทยในงานด้วย
ส่วนคูหาเพื่อนบ้านของไทยที่เรียกเสียงฮือฮามากคือบูธของเกาหลี ที่นำหุ่นยนต์มาโชว์เต้นกังนัมสไตล์ จนคนสนใจมากมาย ส่วนมาเลเซียชูจุดขายทรูลี เอเชีย เน้นความเป็นธรรมชาติที่น่าค้นหา
นายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ตลาดอังกฤษเป็นตลาดสำคัญ แม้จะโตไม่มาก แต่ก็ไม่ตก และทำรายได้เข้าไทยเป็นอันดับ 3 รองจากจีนและรัสเซีย คนอังกฤษมาไทยแต่ละปีราว 8 แสนคนต่อปี และพักนานถึง 18.58 วัน แม้เศรษฐกิจยุโรปจะถดถอย แต่นักท่องเที่ยวก็ยังเดินทาง โดยเป้าหมายหลักจากงานนี้คือเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการเอกชนได้เจรจาทางการค้าและปักหมุดประเทศไทยว่ายังยิ่งใหญ่อยู่ในเวทีท่องเที่ยวระดับโลก
นางจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการ ททท. ด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลางและอเมริกา กล่าวว่า ไทยเข้าร่วม WTM เป็นปีที่ 33 ซึ่งโอกาสในตลาดอังกฤษนั้น ไทยมีสูงมาก เอเยนต์ทัวร์ใหญ่คือทุย ทอมป์สัน กำลังจะนำชาร์เตอร์ไฟลต์เข้าภูเก็ต โดยคนอังกฤษชอบเที่ยวไทยและกลับไปเที่ยวซ้ำสูงถึง 67% จุดขายที่มานำเสนอในงาน เช่น มวยไทย ลอยกระทง กอล์ฟ กลุ่มแต่งงานและฮันนีมูน กลุ่มท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการภาพถ่ายประเทศไทย ที่เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามห้างแฮร์รอดส์ โดยใช้ชื่องานว่า “ไทยแลนด์ ทรู เดอะ เลนส์” ซึ่งนำภาพโดยช่างภาพที่มีชื่อเสียงของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก จำนวน 9 คน มาจัดแสดงเรื่องราวของประเทศไทยรวม 15 ภาพด้วย
นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานลอนดอน ไอร์แลนด์และแอฟริกาใต้ กล่าวว่า ททท.สำนักงานลอนดอน ได้ดำเนินการลงโฆษณาประชาสัมพันธ์ประเทศไทยบนรถบัสประจำทางในกรุงลอนดอน ในรูปแบบ Fully Wrap จำนวน 2 คัน โดยนำเสนอภาพทะเลไทยและภาพเทศกาลยี่เป็ง ซึ่งเป็นสินค้าหลักทางการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากในตลาดสหราชอาณาจักร กำหนดวิ่งในเส้นทางที่ผ่านใจกลางกรุงลอนดอน คาดว่าจะทำให้มีผู้พบเห็นจำนวนมากเป็นเวลา 3 เดือน (พฤศจิกายน 2555 – มกราคม 2556)
การดำเนินกิจกรรมโฆษณาบนตัวรถบัสประจำทางในกรุงลอนดอน เป็นการโฆษณาที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปซึ่งเป็นชาวลอนดอนได้โดยตรง และสร้างการรับรู้ได้อย่างกว้างขวาง ในช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวสำหรับฤดูหนาวในช่วงต้นปี 2556 และ ททท. สามารถเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แคมเปญการตลาด Amazing Thailand Always Amazes You ผ่านการโฆษณาดังกล่าวได้อีกทางหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ได้จัดโครงการทางเฟซบุ๊กภายใต้ชื่อ “Thailand Reunited” เพื่อเชื้อเชิญให้นักท่องเที่ยวกลับไปเมืองไทย ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวอังกฤษเข้ามากด Like ถึง 1.2 หมื่นคน และมีผู้สนใจติดตามจำนวนมาก กิจกรรมปล่อยรถบัส อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ มีประธานในพิธีคือ นายปสันน์ เทพรักษ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน
นายอิทธิพล คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา และนายอรรถพล วรรณกิจ ผู้อำนวยการ ททท.พัทยา กล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่เมืองพัทยามาออกงาน WTM เพราะมองว่าเป็นงานท่องเที่ยวในอันดับต้นๆ ของโลก และคนอังกฤษเป็นนักท่องเที่ยวในตลาดหลักๆ ของพัทยา ซึ่งในช่วงหลังนักท่องเที่ยวจากอังกฤษที่เข้าพัทยาลดลงไป จึงต้องกลับมาทำตลาดแบบไดเร็กต์เซลส์ พร้อมกับโปรโมตให้ทราบว่าพัทยามีความพร้อมในหลายด้าน และยังชูจุดขายพัทยา วาไรตี้ พร้อมเต็มที่เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยว
ในงานยังมีการนำเสนอซีดีเพลง Miracle Thailand โดยนักร้องชาวไทยที่มีชื่อเสียงระดับเอเชีย “อาร์ท ถมยา” ซึ่งมีการแจกให้กับสื่อมวลชน และ Buyers จากทั่วโลกที่เข้าร่วมงาน ซึ่งในมิวสิกวิดีโอได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารธุรกิจโรงแรมและแหล่งท่องเที่ยวในเมืองพัทยาร่วมแสดงด้วย
สรุปว่าดับเบิลยูทีเอ็มยังคงเป็นงานที่ยิ่งใหญ่เสมอ และไทยยังคงเข้มแข็งในเวทีระดับโลกนี้
สรณะ รายงาน
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/tabloid/091212/66325
9 December 2555 – 00:00
พิพิธภัณฑ์กลางคืน
ปริศนา “หิน เหล็ก ไฟ”
ออกจากญี่ปุ่นมาแล้วสองสัปดาห์ วกกลับเข้าไปไม่ได้ เพราะช่วงนี้เองที่เมืองไทยก็มีหลากเรื่องที่น่าสนใจ อย่างล่าสุด เรื่องของมิวเซียมสยาม ที่จัดงาน Night at the Museum III พร้อมจัดนิทรรศการประกอบกิจกรรม เพื่อให้คนปัจจุบันได้เรียนรู้เรื่องราวของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ บรรพบุรุษของชาวสุวรรณภูมิ ผู้สร้างอารยธรรมแรกเริ่ม และวิวัฒนาการเรื่อยมาจนกลายเป็นมนุษย์ในยุคปัจจุบัน
มิวเซียมสยามเป็นชื่อเรียกย่อๆ ของสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) ที่ผ่านมาจัดงานน่าสนใจมาโดยตลอด การมีงานแบบนี้ให้ชม ในมุมของดิฉันถือว่าการเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์เป็นการช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับคนในสังคมไทยได้มากขึ้น
ล่าสุด เป็นการนำประเด็นฉุกเฉินมากระตุ้นให้เกิดการฉุกคิด ต่อยอดสู่การเรียนรู้อย่างสรรค์ สนุกสนานและเป็นประโยชน์
“หากตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า เทคโนโลยีทันสมัยต่างสูญหายไปหมดสิ้น รอบๆ ตัวเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง สิ่งแรกที่คุณจะทำคืออะไร? เหตุการณ์ข้างต้นหลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่จากเหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในหลายทวีปทั่วโลก และทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ อาจเป็นสัญญาณเตือนให้ทุกคนต้องเตรียมพร้อม!!!
งานที่จัดขึ้นชื่อ Night at the Museum III ตอน หิน เหล็ก ไฟ มีการจัด นิทรรศการประกอบกิจกรรมชุด หิน เหล็ก ไฟ เพื่อให้ลูกหลานไทยยุค 2012 ได้เรียนรู้เรื่องราวของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ด้วย
นางสาวปิยมาศ สุขพลับพลา นักจัดการความรู้ มิวเซียมสยาม ผู้ดำเนินโครงการ ขยายความต่อว่า เป็นเวลาหลายศตวรรษที่มนุษย์ได้พยายามเรียนรู้ คิดค้น และพัฒนาเทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบ เพื่อช่วยให้การดำเนินชีวิตสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และมีความเชื่อว่าสิ่งที่คิดค้นขึ้นได้คือ เทคโนโลยีใหม่ที่ไม่เคยมีใครค้นพบมาก่อน แต่จากหลักฐานทางโบราณคดีกลับเผยให้เห็นว่า มนุษย์รู้จักคิดค้นและใช้เทคโนโลยีมานานนับแสนปีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์
“นักโบราณคดีมีวิธีจัดแบ่งยุคของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์จากวัสดุที่ใช้ทำเครื่องมือเครื่องใช้เป็นหลัก เนื่องจากสังคมแต่ละขั้นตอนเกิดขึ้นด้วยนวัตกรรมเหล่านี้ มนุษย์ยุคหินเรียนรู้การนำหินและกระดูกสัตว์มาทำเป็นอาวุธ เช่น
มีด ขวาน หอก เพื่อออกไล่ล่าสัตว์มาเป็นอาหารและป้องกันอันตราย
ต่อมามนุษย์ยุคโลหะพัฒนาเครื่องมือให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และยังมีการสร้างสรรค์ศิลปะ เพราะรู้จักนำทองแดงกับดีบุก หรือตะกั่วมาผสมกันจนกลายเป็นสำริด ในที่สุดมนุษย์ยุคเหล็กสามารถคิดค้นการถลุงเหล็กหล่อเพื่อใช้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ได้ ซึ่งถือว่าเป็นยุคก้าวหน้าที่สุดของมนุษย์โบราณ โดยเทคโนโลยีที่มนุษย์ค้นพบและได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโลกคือ ไฟ
เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยน ทำให้มนุษย์รู้จักการปรุงอาหาร ช่วยให้มีชีวิตรอดจากกลางคืนที่มืดมิด รอดพ้นอันตรายจากสัตว์ป่า และต่อยอดใช้เป็นปัจจัยในการพัฒนาอาวุธ เครื่องมือเครื่องใช้ในยุคต่างๆ ด้วย”
แต่เรื่องราวการดำเนินชีวิตของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ ผู้เป็นบรรพบุรุษของชาวสุวรรณภูมิ เต็มไปด้วยปริศนาและความมหัศจรรย์มากมาย ที่ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าในยุคที่ปราศจากไฟฟ้า ประปา สิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือสื่อสาร มนุษย์สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไร และเหตุใดมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่เป็นชาติพันธุ์บริสุทธิ์ จึงสามารถสร้างอารยธรรมและเทคโนโลยีพื้นฐานขึ้นมาได้ และหากวันหนึ่งโลกกลับตาลปัตร มีเหตุให้บรรยากาศกลับไปคล้ายเมื่อ 500,000 ปีก่อน มนุษย์ยุค 2012 จะสามารถเอาชีวิตรอดเหมือนบรรพบุรุษของเราได้หรือไม่?
งาน NIGHT AT THE MUSEUM III ตอน “หิน เหล็ก ไฟ” เป็นกิจกรรมใหญ่ประจำปี ภายในงานประกอบด้วยการแสดงแสง สี เสียง ผสมผสานเทคโนโลยีมัลติมีเดีย ในรูปแบบลานนิทานรอบกองไฟ จะพาผู้ชมย้อนอดีตไปพบกับวิถีชีวิต การเอาตัวรอด การค้นพบและวิวัฒนาการเทคโนโลยีพื้นฐาน ผ่านตัวละครผู้เฒ่าหัวหน้าเผ่าที่เป็นมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี และเจ้าหนูจำไม โดยผู้ชมทุกเพศทุกวัยจะสนุกสนานไปกับเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในแง่มุมใหม่ๆ เกิดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ โดยมีนิทรรศการชุด หิน เหล็ก ไฟ ช่วยสนับสนุนให้เนื้อหาและองค์ความรู้จากลานนิทานเกิดความชัดเจนและลึกซึ้งยิ่งขึ้น
“นอกจากความมหัศจรรย์แห่งวิถีชีวิตมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ที่ผู้ชมจะได้สัมผัส สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติยังมุ่งหวังให้ผู้ชมได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ และมีการพัฒนาต่อยอดทางความคิดสร้างสรรค์ โดยการนำองค์ความรู้ที่ได้รับนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะหากในวันหนึ่งที่สาธารณูปโภคทั้งระบบเกิดล่มสลาย ขาดแคลนไฟฟ้า พลังงาน อาหาร และการสื่อสารถูกตัดขาด มนุษย์อาจต้องกลับไปเรียนรู้วิธีใช้สิ่งปกติธรรมดา และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพื้นฐานเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้มีชีวิตรอดได้” นักจัดการความรู้ มิวเซียมสยาม สรุป
งาน NIGHT AT THE MUSEUM III ตอน หิน เหล็ก ไฟ มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 14-16 ธ.ค. ตั้งแต่เวลา 16.00-22.00 น. ภายในงานพบการเสวนาให้ความรู้เรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์ การแสดงแสง สี เสียง ประกอบเทคนิคพิเศษเต็มรูปแบบ ที่จะพาผู้ชมร่วมเดินทางย้อนเวลาไปพบกับต้นกำเนิดแห่งอารยธรรมมนุษย์ ท่ามกลางบรรยากาศลานนิทานรอบกองไฟในราตรีมืดมิด พร้อมเรียนรู้และเข้าใจในวิถีชีวิตของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์อย่างสนุกสนาน เช่น เรียนรู้การจุดไฟจากธรรมชาติ การทำอาวุธ การเขียนสีบนผนังถ้ำ และพบกับหลุมขุดค้นทางโบราณคดี รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับเรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์ได้จากนิทรรศการประกอบกิจกรรมชุด “หิน เหล็ก ไฟ” ณ ห้องตึกเก่าเล่าเรื่อง จนถึงวันที่ 31 ม.ค.2556 ณ มิวเซียมสยาม สนามไชย กรุงเทพฯ
ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โทร.0-2225-2777 ต่อ 413, 414 หรือ www.facebook.com/museumsiamfan และwww.museumsiam.com.
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/tabloid/091212/66326
9 December 2555 – 00:00
พาเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติต่อเนื่องกันมาหลายสัปดาห์ คราวนี้มาเอาใจคนที่ชอบทัวร์ความรู้ ดูของหายาก สถานที่ไปไม่ไกลจากกรุงเทพฯ สถานที่ที่ว่านี้ก็คือ เจษฎาเทคนิคมิวเซียม พิพิธภัณฑ์รวมยานยนต์หายากของประเทศไทย ซึ่งนับเป็นหนึ่งในอันซีนของเมืองไทยอีกแห่งหนึ่ง
ช่วงเดือนธันวาคมซึ่งเป็นเดือนแห่งไฮซีซั่น เจษฎาเทคนิคมิวเซียม ได้จัด 3 โครงการยักษ์มุ่งสู่อันซีนแห่งพิพิธภัณฑ์รถโบราณของไทย
นายภาคภูมิ เดชสกุลฤทธิ์ รองประธานมูลนิธิเจษฎาเทคนิคมิวเซียม เปิดเผยว่า ปัจจุบันเจษฎาเทคนิคมิวเซียม นครปฐม ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างสูง โดยนับเป็นพิพิธภัณฑ์รวมยานยนต์หายากของประเทศไทย ปัจจุบันการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และนครปฐม ยังจัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว 1 ในอันซีนแห่งนครปฐมอีกด้วย
ทั้งนี้ ปัจจุบันเจษฎาเทคนิคมิวเซียม เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวที่สนใจการสะสมรถโบราณเข้าชมจำนวนมาก โดยมีรถหลายร้อยคัน โดยเฉพาะรถโบราณคันแรกคือ Messerschmitt KR200 ไมโครคาร์สัญชาติเยอรมัน ที่ประมูลมาได้จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้รับความสนใจมาก
นับแต่เริ่มสะสมรถเมื่อปี พ.ศ.2540 จนบัดนี้ผ่านไปกว่า 15 ปี ยานยนต์ในคอลเลคชั่นมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นหลายร้อยคัน โดยได้เปิดพิพิธภัณฑ์มาตั้งแต่ในปี 2549 โดยจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อสาธารณประโยชน์ ไม่หวังผลกำไร และไม่เก็บค่าเข้าชม มีเป้าหมายที่จะอนุรักษ์มรดกและประวัติศาสตร์ทางยานพาหนะและเครื่องจักรกลจากทั่วทุกมุมโลก มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา เรียนรู้ แก่นักเรียน นักศึกษา เยาวชน และประชาชนทั่วไป โดยจัดแสดงยานพาหนะโบราณทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ
ในช่วงเดือนธันวาคมซึ่งเป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองและการเดินทางท่องเที่ยว เจษฎาเทคนิคมิวเซียมได้จัดถึง 3 โครงการเพื่อเทิดพระเกียรติ ได้แก่ โครงการแรก “ไมโครคาร์พาเหรดเฉลิมพระเกียรติฯ 5 ธันวามหาราช” ในโอกาสมหามงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 85 พรรษา ที่เพิ่งจัดไป ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง
การจัดงานเป็นขบวนไมโครคาร์พาเหรด หรือขบวนรถจิ๋วโบราณประเภทต่างๆ จากทั่วโลก จำนวน 99 คัน ประดับด้วยธงชาติและธงตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ มีวงดุริยางค์บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์และเพลงอื่นๆ ทำให้เกิดความครึกครื้นและสง่างามสมเป็นวันมหามงคล
ในขบวนยังมีรถบัสโบราณนานาชาติจำนวน 12 คัน ประกอบด้วย รถบัสสองชั้นจากลอนดอน รถบัสจากกรุงปารีส รถรางจากซานฟรานซิสโก รถบัสอนุบาลจากญี่ปุ่น รถนักเรียนจากสหรัฐ รถสองแถวจีปนีย์จากฟิลิปปินส์ รถลิมูซีน 8 ประตูจากสหรัฐ รถบัสโบราณขององค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ของไทย เป็นต้น นอกจากนี้ ในช่วงค่ำ หลังจากพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคลผ่านไปแล้ว ขบวนรถบัสโบราณของพิพิธภัณฑ์จากหลากหลายเมืองทั่วโลก ประมาณ 12 คัน จะให้บริการประชาชนที่มาเที่ยวงานตลอดพื้นที่หลักของเกาะรัตนโกสินทร์ บนถนนราชดำเนิน ชมแสงสีของไฟที่ประดับประดาอย่างสวยงาม และทัศนียภาพตลอดสองข้างทางถนนราชดำเนินอีกด้วย
ไมโครคาร์ คือ รถจิ๋วโบราณ หรืออาจจะเรียก “บับเบิลคาร์” ตามลักษณะรูปทรง หรือรถการ์ตูน ผลิตขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในหลายประเทศของทวีปยุโรป เนื่องจากวัตถุดิบต่าง ๆ ถูกใช้อย่างหมดเปลืองในระหว่างสงคราม อีกทั้งรถยนต์ขนาดใหญ่ถูกถล่มย่อยยับจากระเบิดเป็นจำนวนมาก จึงมีความจำเป็นต้องประหยัดทรัพยากร ผู้ผลิตจากประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม อาทิ เยอรมนี อิตาลี ฝรั่งเศส อังกฤษ เชโกสโลวะเกีย เป็นต้น จึงได้ผลิตรถยนต์ขนาดเล็ก ซีซีต่ำ ออกมาขายในตลาด หลังจากเศรษฐกิจยุโรปเริ่มฟื้นตัว ความนิยมในรถพวกนี้ก็ลดลง และหลังทศวรรษที่ 1970 ก็แทบจะไม่มีการผลิตออกมาอีก โดยนิยามทั่วไปของไมโครคาร์ คือรถที่มีขนาดเครื่องยนต์ต่ำกว่า 500 ซีซี ลูกสูบเดียว มีไม่เกิน 2 ประตู ขับเคลื่อนล้อเดียว มี 2-4 ล้อ แต่ส่วนมากมี 3 ล้อ
โครงการที่สองเข้าร่วมในนิทรรศการ “ศิลป์แผ่นดิน” ครั้งที่ 6 ซึ่งมีการเปิดงานในวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา และเพิ่งเปิดให้ประชาชนเข้าชมหลังจากนั้นอีก 1 สัปดาห์ ซึ่งในงานนี้ทางเจษฎาเทคนิคมิวเซียมได้รับเกียรติเข้าไปมีส่วนร่วม โดยได้จัดรถบัสนานาชาติ จำนวน 2-4 คัน ไว้คอยให้บริการรับ-ส่งประชาชนฟรี ระหว่างงานศิลป์แผ่นดิน ในพระที่อนันตสมาคมและโครงการของสถาบันสิริกิติ์ บริเวณสวนอัมพร ในวันที่ 8-28 ธันวาคม
โครงการที่สามคือ ร่วมงานพรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ระหว่างวันที่ 1-10 ธันวาคม ซึ่งจะมีคอนเสิร์ต “ด้วยรักและภักดี” ในวันที่ 9 ธันวาคม ทางพิพิธภัณฑ์ได้นำรถไมโครคาร์โบราณจำนวนหนึ่งไปจัดแสดงนิทรรศการบริเวณหน้าหอรัชมงคล ในวันที่ 9-10 ธันวาคม ให้ผู้มาเที่ยวงานได้สัมผัสชื่นชมและถ่ายรูปเป็นที่ระลึก และยังมีการสาธิตของรถสะเทินน้ำสะเทินบกโบราณจากเยอรมนี จำนวน 3 คัน ในตระพังแก้ว สระน้ำบริเวณหอรัชมงคลอีกด้วย
นางสาวอังคณา พุ่มผกา ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานสมุทรสงคราม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า เนื่องในปี 2555 รัฐบาลได้ประกาศให้เป็นปีมหัศจรรย์เมืองไทย (Miracle Year of Amazing Thailand 2012) ททท.มีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครั้งนี้ และถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้แสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการร่วมถวายพระพรชัย เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2555 ซึ่ง ททท.อยากขอเชิญชวนให้ประชาชนคนไทยเข้าร่วมงานในครั้งนี้
กิจกรรมต่างๆ ยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ เพิ่มจุดขายทางการท่องเที่ยวทั้งในระดับประเทศและในระดับสากล เนื่องจากรถที่นำมาโชว์ทั้งหมดล้วนเป็นรถยนต์โบราณที่หาชมได้ยากทั้งสิ้น ซึ่งถือเป็นการเพิ่มจุดขายการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและระดับสากล
เจษฎาเทคนิคมิวเซียมนั้น ยังถือเป็นแหล่งเรียนรู้ทางเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลที่จัดแสดงยานยนต์อันทรงคุณค่าที่สำคัญ ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ โดยเปิดให้บุคคลที่สนใจสามารถเข้าชมได้ฟรีโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายนั้น ถือเป็นการการยกระดับและส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดนครปฐมให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายยิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นการส่งเสริมความเจริญและการเสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นอีกด้วย
สรณะ รายงาน
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/tabloid/021212/66050
2 December 2555 – 00:00
ถนนสายท่องเที่ยว เส้นทางสร้างเงิน สร้างสุข
กำลังหลงอยู่ที่ญี่ปุ่นด้วยความสนุกสนานและเบิกบานใจ ด้วยความอัศจรรย์ใจตั้งแต่ไปจนกลับว่า นี่ตัวเราหรือที่สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้อย่างสบายใจ
มานั่งคิดไปคิดมา ทำไมเมืองใหญ่ๆ เราก็ไปได้ง่ายจัง ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด
สุดท้ายคำตอบมาออกที่ว่า เพราะระบบการคมนาคมเขาดี นั่งรถชินคันเซ็นทีนึงจากจังหวัดหนึ่งไปจังหวัดไกลๆ ได้ในไม่กี่นาที พอดีมาได้ข่าวเรื่องการพัฒนาถนนสายท่องเที่ยว ของกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งแม้จะไม่ใช่เป็นระบบขนส่งมวลชนเหมือนญี่ปุ่น แต่ก็ต้องถือว่าสำหรับนักเดินทางแล้ว การช่วยอำนวยความสะดวกสบายกับนักท่องเที่ยวนั้นเป็นเรื่องจำเป็น และสนับสนุนให้ผู้คนอยากเดินทางมาท่องเที่ยวกันมากขึ้น เลยของดเรื่องญี่ปุ่นไว้ชั่วคราวก่อน ต้องวกกลับมาดูการท่องเที่ยวของบ้านเราบ้าง
เที่ยวสะดวก ใครอยากจะนั่งจำเจอยู่กับบ้านบ้าง
ส่วนรายละเอียดโปรเจ็กต์ระดับบิ๊กของกรมการท่องเที่ยวที่ว่านั้นมี 2 โครงการใหญ่คือ โครงการสีสันสดใสเมืองไทยน่าเที่ยว (แต่งสีประเทศไทย) และพัฒนาถนนสายท่องเที่ยว เพื่อสนับสนุนปีมหัศจรรย์เมืองไทย มีพื้นที่นำร่องดำเนินการใน 25 จังหวัด
ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ทั้ง 2 โครงการนี้เป็นโครงการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการท่องเที่ยว เพื่อสนับสนุนปีมหัศจรรย์เมืองไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ขับเคลื่อนนโยบายสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 2 ล้านล้านบาท ภายในปี พ.ศ.2558 หนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลยุคนี้
ตัวอย่างโครงการพัฒนาถนนสายท่องเที่ยวในภาคเหนือ คือ บริเวณถนนคนเดินเชียงรายไนท์บาซาร์ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมยามค่ำคืน มีของที่ระลึกฝีมือชาวเขา และชาวเชียงรายซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พื้นเมืองต่างๆ มาวางจำหน่ายในราคาย่อมเยา และเป็นจุดที่มีการแสดงดนตรีพื้นบ้าน การแสดงชาวเชาเพื่ออนุรักษ์ และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมล้านนา
ทางกรมการท่องเที่ยววางแผนไว้ว่าจะเพิ่มความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่ถนนคนเดินด้วยความสดชื่น เขียวขจีของสวนแนวตั้งที่ซุ้มประตูทางเข้าและทางออก ตกแต่งบรรยากาศถนนทั้งสายด้วยโคมไฟแบบล้านนา ทำป้ายประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดโดยออกแบบเป็นศิลปะแบบล้านนา มีรูปแบบสอดคล้องกับซุ้มประตูไนท์บาร์ซาร์
การทำแบบนี้จะทำให้ถนนคนเดินยิ่งมีเอกลักษณ์ แสดงออกถึงวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ สร้างความประทับใจ กระตุ้นการท่องเที่ยวให้คึกคัก สามารถสร้างงานและกระจายรายได้ให้ประชาชนในวงกว้าง
นอกจากในจังหวัดเชียงรายแล้ว ในพื้นที่ภาคเหนือ ลักษณะการพัฒนาแบบนี้ยังมีการดำเนินโครงการที่จังหวัดเชียงใหม่ด้วย เพราะถนนคนเดินของจังหวัดเชียงใหม่นั้น เป็นถนนคนเดินที่ขึ้นชื่อมาตั้งแต่แรก ทุกค่ำคืนคลาคล่ำไปด้วยฝูงชน ข้าวของมากมาย ถือเป็นแหล่งกระจายรายได้ทางเศรษฐกิจให้ชาวเชียงใหม่ และเป็นแหล่งสรรค์สร้างความสุขให้กับผู้มาเยือนได้ด้วย
นอกจากภาคเหนือแล้ว โครงการพัฒนาดังกล่าวยังวางแผนจะจัดทำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพื้นที่ดำเนินการอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี บริเวณสะพานเสรีประชาธิปไตย เชื่อมระหว่างอำเภอวารินชำราบและอำเภอเมืองฯ โดยแผนพัฒนาในโครงการจะดึงจุดเด่นเรื่องเทียนพรรษา ซึ่งเป็นประเพณีที่โด่งดังและแสดงถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนในจังหวัดมาออกแบบเป็นประติมากรรมเทียนที่มีความโดดเด่น น่าสนใจ ติดตั้งบริเวณสะพาน ซึ่งเป็นจุดชมทัศนียภาพที่สวยงามของแม่น้ำมูล
ผลการดำเนินโครงการทำให้สะพานนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีสีสัน มีความน่าสนใจ เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่สามารถประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์และกิจกรรมของจังหวัด สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ทั้งยังเป็นการพัฒนาที่สอดคล้องกับวัฒนธรรม ประเพณี เอกลักษณ์ของท้องถิ่น ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจ เกิดความรักหวงแหนทรัพยากรการท่องเที่ยวและเกิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งนอกจากที่อุบลราชธานีแล้ว ยังมีพื้นที่ดำเนินการที่จังหวัดนครราชสีมาและอุดรธานีด้วย
สรุปว่าโดยภาพรวมคือจะมีการปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน โดยดึงสิ่งที่เป็นจุดเด่นอยู่แล้วมาจัดสิ่งเสริมสร้างเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น
จะว่าไป การให้ความสำคัญกับการพัฒนาการท่องเที่ยวนั้นต้องบอกว่าดีทั้งนั้น เพราะการท่องเที่ยวในปัจจุบันกลายเป็นปัจจัยหลักนอกเหนือจากปัจจัยสี่ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรคไปแล้ว ผู้คนนิยมท่องเที่ยวทุกวัยและทุกช่วงที่มีเวลาว่าง หากบริหารจัดการดีๆ คนที่ได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวก็จะได้ประโยชน์ร่วมกันตั้งแต่คนระดับชุมชนจนถึงระดับประเทศ
หลายประเทศในโลกนี้จึงยึดการท่องเที่ยวเป็นตัวสร้างรายได้หลักให้กับประเทศ แต่สิ่งสำคัญสุดคือการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นต้องไม่ใช่การทำลายต้นทุนทางธรรมชาติ ทรัพยากรและวัฒนธรรม หรือสร้างสรรค์ให้ผิดแผกไปจากเดิมเพียงเพื่อแลกทุกอย่างที่บ้านเมืองเรามีกับสังคม
มีการปรับปรุง ทุกอย่างเป็นของดีแน่ เพราะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องเอื้อประโยชน์ให้ประชาชน และสิ่งที่สร้างนั้นต้องทำให้เกิดการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนด้วยเช่นกัน.
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/tabloid/021212/66068
2 December 2555 – 00:00
ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ถ้าใครอยากจะไปเที่ยว แต่ไม่รู้ว่าจะไปไหน ขอแนะนำให้ลองมาเที่ยวสระบุรี จังหวัดที่ร่ำรวยไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้เขียวขจี ที่สำคัญยังมีของดีอีกมากมาย อาทิ โบราณสถานทางพุทธศาสนา แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และด้วยระยะทางจากกรุงเทพฯ เพียง 107 กม.เท่านั้น เหมาะสมกับมนุษย์เงินเดือนที่ไม่ค่อยมีเวลามากนัก
เริ่มต้นขับรถออกจากกรุงเทพฯ แต่หากมีญาติมิตรไปจำนวนมาก และต้องใช้คนละคัน ก็ขอแนะนำให้มารวมตัวกัน และเลือกไปกับใครที่มีรถคันใหญ่ เพราะนอกจากจะได้อยู่ร่วมกัน พูดคุยสร้างบรรยากาศในการเดินทางให้ความสนุกสนานแล้ว ยังเป็นการช่วยประหยัดน้ำมันในการเดินทาง ที่สำคัญสุดคือช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่จะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมของโลกด้วย
จุดหมายของเราที่แรก คือ ไปอิ่มบุญที่วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร เดิมเคยเป็นศูนย์รวมศรัทธาอันยิ่งใหญ่แต่ครั้งอดีต วัดแห่งนี้เป็นที่ตั้งของพระมณฑปที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทอันเป็นปูชนียสถานของชาติ เป็นพระอารามหลวงสำคัญที่พระมหากษัตริย์แทบทุกพระองค์เสด็จมาทรงนมัสการ รวมถึงยังเป็นวัดที่เคารพนับถืออย่างมากของชาวไทยจากทุกสารทิศ จนมีคำพูดว่า “ถ้าได้มานมัสการครบทั้ง 7 ครั้งแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์เลยทีเดียว”
สำหรับข้อมูลของสถานที่แห่งนี้ สร้างขึ้นสมัยกรุงศรีอยุธยา ราวปี พ.ศ.2167 ในรัชสมัยของพระเจ้าทรงธรรม ภายหลังจากที่มีการค้นพบพระพุทธบาทขึ้น มีบันทึกทางประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่าเมื่อครั้งที่พระสงฆ์ไทยเดินทางไปนมัสการรอยพระพุทธบาทในลังกาทวีป ได้รับแจ้งจากฝ่ายพระสงฆ์ลังกาว่า อันที่จริงแล้วนั้นในประเทศไทยเองก็มีรอยพระพุทธบาทที่พระพุทธองค์ได้เสด็จมาประทับรอยไว้บนแผ่นหินเหนือเขาสุวรรณบรรพต
เมื่อพระเจ้าทรงธรรมทรงทราบจึงรับสั่งให้บรรดาหัวเมืองต่างๆ ตามหารอยพระพุทธบาทดังกล่าว จนเจ้าเมืองสระบุรีสืบความได้ว่า นายพรานบุญเห็นว่าเนื้อทรายที่ตนยิงบาดเจ็บนั้นกลับหายเป็นปกติ เพราะได้ดื่มกินน้ำจากรอยหินรูปพระบาทในศิลา
โดยนายพรานบุญนั้นได้ใช้น้ำลองลูบตามเนื้อตัวแล้วทำให้กลากเกลื้อนหายไปด้วย เจ้าเมืองสระบุรีจึงไปตรวจดูพบรอยพระพุทธบาทบนแผ่นหินนั้น และได้แจ้งข่าวมาทางกรุงศรีอยุธยาทันที พระเจ้าทรงธรรมจึงได้เสด็จทอดพระเนตร เห็นว่าตรงตามลักษณะแห่งมงคล 108 ประการ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างมณฑปครอบรอยพระพุทธบาทขึ้นรวมทั้งพระอาราม
หลังจากนั้นพระองค์ได้เสด็จมานมัสการเรื่อยมาจนกลายเป็นพระราชประเพณี วัดพระพุทธบาทจึงได้รับการทำนุบำรุงเรื่อยมากตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ ในบริเวณวัดยังมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระพุทธบาท (วิหารหลวง) ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมศิลปวัตถุอันมีค่า อาทิ เครื่องทรงสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เครื่องลายครามสังคโลก เครื่องทองสำริดโบราณ ศาสตราวุธโบราณ รอยพระพุทธบาทจำลอง ยอดมณฑปพระพุทธบาทเก่า พัดยศของพระสมัยต่างๆ และท่อประปาสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
จากนั้นเราก็มุ่งหน้าไปชาร์จพลังงานให้ร่างกายพร้อมสัมผัสอากาศที่บริสุทธิ์ ที่ “ไร่องุ่นปภัสรา” ซึ่งเป็นของดารา “กบ” ปภัสรา เตชะไพบูลย์
ยอมรับเลยว่าที่นี่บรรยากาศดีมาก มองไปทางไหนก็มีแต่ทุ่งหญ้าสีเขียวขจีไปทั้งเนินเขา ในบริเวณเนื้อที่มากกว่าพันไร่ มีฟาร์มนกกระจอกเทศ ฟาร์มเพาะพันธุ์ม้าที่ใหญ่สุดในเอเชีย มีทุ่งทานตะวัน มีไร่องุ่น ปลูกไว้บนเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ โดยพันธุ์แบล็คไนซ์ เป็นองุ่นพันธุ์สีดำไร้เมล็ด ที่อยากแนะนำ เพราะสามารถรับประทานสด คั้นแต่น้ำ หรือนำไปทำเป็นไส้พายองุ่นและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้อีกหลายชนิด
เมื่อพวกเราเดินชมไร่เสร็จแล้ว ก็ไปรับประทานอาหารในร้านของไร่ พร้อมทั้งซื้อของฝากขึ้นชื่อกลับบ้าน ได้แก่ พายองุ่น น้ำองุ่นสด ไอศกรีมองุ่น
จากนั้นเราก็มุ่งหน้าไป “ล่องแก่งภูเกาะ” เพราะช่วงเวลานี้ถือว่าดีที่สุด น้ำใสและยังแรงอยู่ เกิดจากน้ำตกเจ็ดสาวน้อย มีระยะทางล่องประมาณ 6 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง และสามารถชมธรรมชาติรอบทางได้ โดยกิจกรรมนี้ยังใช้แรงคนและพลังงานของกระแสน้ำที่เกิดจากธรรมชาติ ไม่สร้างมลพิษให้แก่สถานที่ท่องเที่ยวอีกด้วย
เมื่อถึงที่หมายพบว่าเรือที่ให้บริการจะเป็นคายักแบบ 1-2 ที่นั่ง และเรือยางแบบ 6 ที่นั่ง ความเร้าใจในการล่องแก่งที่นี่เริ่มตั้งแต่จุดปล่อยเรือจากสไลเดอร์ไม้ลงสู่ลำน้ำ
ต่อมาเรือจะถูกสายน้ำพัดลอยผ่านแก่งน้อยใหญ่กว่า 16 แก่ง มีระดับความยากของแก่งประมาณ 1-3 โดยแก่งที่จะกระชากความตื่นเต้นให้พุ่งไปตามสายน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่างจะมี “แก่งท่าข้าม”, “แก่งวัดใจ”, “แก่งสไลเดอร์”, “แก่งขวาง” และ “แก่งภูเกาะ”
จุดเด่นอีกอย่างที่สามารถสร้างความตื่นตาตื่นใจคือ ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศตลอดลำน้ำที่จะพวยพุ่งออกมาจากพุ่มไม้ริมลำธาร ปลาตัวเล็กตัวน้อยที่แหวกว่ายรอบๆ เรือ กลิ่นดิน กลิ่นหญ้าที่ลอยมาตามลม
ชวนให้จินตนาการถึงความชุ่มชื้นยามหยาดฝนโปรยปรายกระทบพื้นดินก่อนจะปลดปล่อยไอความร้อนพร้อมกลิ่นที่หอมหวานออกมา นกนานาชนิดก็ออกมาเรียงรายส่งเสียงร้องอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ให้เพลิดเพลินตลอดเส้นทาง นอกจากนี้ยังมีการค้นพบตัว “ตะกอง” สัตว์อนุรักษ์ที่มีเหลือให้ชมที่นี่เพียงที่เดียว ซึ่งตะกองสามารถเปลี่ยนสีได้ 3 สี คือ สีเขียว สีแดง และสีดำ แล้วแต่ฤดูกาล
เห็นไหมมาเที่ยวจังหวัดสระบุรีแห่งเดียว ได้รับทั้งความสนุกทุกรสชาติกลับบ้านออกไป แต่ในทางกลับกัน เราก็ต้องตอบแทนสถานสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านั้นด้วยเช่นกัน สั้นๆ ง่ายๆ คือต้องร่วมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เพียงแค่นี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมรักษาโลกใบนี้ให้อยู่กับเราไปอีกนาน เป็นไปตามแนวคิดของกระแสโลก 7 Greens ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท.
สำหรับผู้สนใจเดินทางมาที่วัดพระพุทธบาทฯ จากกรุงเทพฯ ใช้ถนนพหลโยธิน เมื่อถึงช่วง กม.136 ให้เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงแผ่นดิน 3020 ก็จะพบวัดดังกล่าว โดยวิหารหลวงจะเปิดให้ชมเฉพาะช่วงที่มีงานเทศกาลนมัสการพระพุทธบาท ซึ่งปกติจัดให้มีปีละ 2 ครั้ง คือขึ้น 8 ค่ำ เดือน 3 จนถึงแรม 1 ค่ำ และขึ้น 8 ค่ำ เดือน 4 จนถึงแรม 1 ค่ำ อัตราค่าเข้าชม คนไทย ไม่เสียค่าเข้าชม ชาวต่างประเทศ คนละ 30 บาท ส่วนไร่องุ่นปภัสรา อยู่ อ.วังม่วง สอบถามเพิ่มเติมโทร. 08-1851-4721
ปิดท้ายด้วย “แก่งภูเกาะ” จากตัวเมืองสระบุรีใช้เส้นทางถนนมิตรภาพ ผ่าน อ.แก่งคอย ไป อ. มวกเหล็ก จากนั้นเข้าสู่เส้นทางสายมวกเหล็ก-หนองย่างเสือ ขับตามป้ายอุทยานแห่งชาติน้ำตกเจ็ดสาวน้อย จุดล่องแก่งจะอยู่เลยอุทยานฯ ไป 9 กม. รวมระยะทางประมาณ 62 กม. ติดต่อ ททท. สำนักงานในพื้นที่ 0-36 77-0096-7
สรณะ รายงาน
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/tabloid/251112/65662
25 November 2555 – 00:00
เริ่มเข้าช่วงไฮซีซั่น ราคาที่พักและการท่องเที่ยวเริ่มขยับตัวขึ้นมาก สถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ อย่าง อ.หัวหิน เริ่มขยับตัวสูง สอดคล้องกับความต้องการของผู้คนที่อยากไปพักในที่ใกล้ๆ แต่ได้บรรยากาศทะเล ส่วนจะเลือกพักที่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับความพอใจและสตางค์ในกระเป๋า
แต่สำหรับคนกระเป๋าแบนแฟนไม่ทิ้งอย่างเรา หากรักทะเล และบรรยากาศของหัวหิน ก็ไม่ต้องตกใจ หากสืบเสาะข้อมูลดีๆ ก็สามารถหาที่พักได้ในราคาเบาๆ
ได้คำแนะนำจาก “เสธ.หนึ่ง” พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม ให้ลองไปพักที่สถานพักผ่อนริมทะเลของกองทัพบก อยู่ในบริเวณสวนสนประดิพัทธ์ ซึ่งห่างจากตัวเมืองหัวหินประมาณไม่เกิน 10 กิโลเมตร ราคาไม่แพง
“เสธ.หนึ่ง” การันตีว่า เมื่อเลือกสวนสนฯ เป็นกองบัญชาการท่องเที่ยวได้แล้ว ก็สามารถพาตัวไปสถานที่น่าสนใจอื่นๆ อาทิ เพลินวาน ชมวิวและไหว้พระที่เขาตะเกียบ กินข้าวตลาดโต้รุ่ง ถ่ายรูปที่สถานีรถไฟหัวหิน
หากไม่ไปไหน ก็สามารถไปนั่งเล่นชายทะเล หรืออ่านหนังสือในช่วงบ่าย และรอเล่นน้ำในช่วงเย็น หรือจะนำอาหารทะเลสดที่นำมาด้วยตัวเอง ปิ้ง ย่าง ได้ตามต้องการ กิจกรรมนี้ไม่สามารถกระทำได้หากไปพักที่โรงแรมใหญ่ๆ ในตัวเมืองหัวหิน
แต่จุดเด่นที่สำคัญซึ่งต้องการนำเสนอคือ รูปแบบกิจกรรม “สีเขียว” ที่สามารถให้ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและนักท่องเที่ยวนำไปปฏิบัติตาม เพราะที่สวนสนฯ จะมีการดูแลรักษาความสะอาดตามระเบียบวินัยของทหาร โดยจะมีถังขยะวางไว้หลายจุด เพิ่มความสะดวกให้นักท่องเที่ยวสามารถนำของที่เหลือใช้ไปทิ้งได้ง่ายขึ้น
ที่สำคัญยังไม่ปล่อยให้เอกชนนำเรือกล้วย สกูตเตอร์ ของเอกชนมาวิ่งให้บริการในพื้นที่ เพื่อป้องกันความปลอดภัยและไม่สร้างความรำคาญ รบกวนผู้ที่มาเที่ยวหรือพักผ่อน
หลังจากทราบสรรพคุณของสวนสนฯ แล้ว ก็ได้เวลาไปเที่ยวด้านนอก แต่เนื่องจากหัวหินมีที่เที่ยวมาก ไปไม่หมด เลือกก็ไม่ถูก
จึงขอย้อนกลับไปเที่ยวชมพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ระยะทางห่างจากที่พักของเราไม่น่าจะเกิน 30 นาที ซึ่งเดิมเป็นพระตำหนักประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งอยู่บริเวณ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี แทน
เมื่อไปถึงจะพบกับความร่มรื่นของพันธุ์ไม้ใหญ่ที่อยู่รอบๆทางเดิน และเมื่อเข้าไปภายในบริเวณวังจะพบหมู่อาคารที่วางเรียงกันตามความยาวของชายหาดที่หันหน้ารับลมทะเล
โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่ประทับทางทิศใต้ และส่วนที่อยู่ของข้าราชบริพารทางทิศเหนือ ส่วนที่ประทับนั้น มีรั้วล้อมสามด้าน ภายในมีพระที่นั่งสามหมู่ คือ พระที่นั่งสมุทรพิมาน เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระที่นั่งพิศาลสาคร เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระวรราชชายา และพระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ เป็นท้องพระโรงและโรงละคร
พระที่นั่งที่ประทับแต่ละหมู่เป็นอาคารชั้นเดียว ยกใต้ถุนสูง ประกอบด้วย ห้องที่ประทับ ที่เสวย ห้องพระภูษา และห้องพักข้าราชบริพารผู้ตามเสด็จฯ
แต่ละห้องมีชาลาเชื่อม มีหลังคาคลุมติดต่อกัน ยาวต่อเนื่องไปจนถึงศาลาลงสรงที่ริมหาด แยกฝ่ายหน้าฝ่ายในไม่ปะปนกันตามโบราณราชประเพณี
เราได้แต่ตะลึงถึงความงดงาม และความหรูหรา พร้อมถ่ายรูปตัวพระตำหนักจากภายนอกอาคาร จากนั้นก็ได้เวลาเดินขึ้นไปบนพระตำหนักที่ยกสูงเพื่อชมห้องพักต่างๆ ของเจ้านายในอดีต พบว่าในขณะนั้นได้มีอ่างอาบน้ำ ฝักบัว และส้วมแบบชักโครกใช้กันแล้ว
บนพระตำหนักไม่อนุญาตให้มีการถ่ายภาพ ซึ่งเรื่องนี้เป็นหลักการสากลสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องพบเจออยู่แล้วในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งเขาจะมีป้ายห้ามไว้ เคยสอบถามที่มาที่ไป ทราบว่าในอดีตเคยอนุญาตให้ถ่ายได้ แต่ช่วงหลังต้องมีกฎระเบียบใหม่บังคับไว้ เพราะมีการแพร่ภาพที่ไม่เหมาะสมออกไป อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่พระตำหนักเจ้านายสำคัญสุดคือเป็นการจัดระบบแก่นักท่องเที่ยว หากมีการอนุญาตให้ถ่ายรูป นักท่องเที่ยวทั้งหลายก็จะสนใจทำกิจกรรมดังกล่าว และใช้เวลาในการเที่ยวชมนานกว่าปกติ เกิดการกระจุกตัว และไม่สามารถให้บุคคลอื่นขึ้นมาได้ เนื่องจากที่นี่จำกัดปริมาณคนที่จะขึ้นไปชมพระตำหนัก หากขึ้นมาจำนวนมากจะกระทบต่อโครงสร้างแก่ตัวอาคารที่ไม่สามารถรับน้ำหนักไหว
เมื่อฟังเหตุผลจากเจ้าหน้าที่ก็หมดข้อโต้แย้งทันที พร้อมกับเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าวนี้ เพราะช่วงหลังเราก็เริ่มเบื่อหน่ายกับนักถ่ายรูปพร่ำเพรื่อขึ้นมาแล้วด้วย เพราะบางครั้ง เมื่อพวกเขารวมตัวกันได้มาก ก็ได้สร้างมลพิษทางเสียงให้นักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ต้องหงุดหงิดโดยบางครั้งพวกเขาไม่รู้ตัว
หลังเสร็จจากกิจกรรมที่นี่ ก็ได้เวลากลับไปสวนสนฯ ปิ้ง ย่าง กุ้ง หอย ปู ปลา และลงเล่นน้ำทะเล ก่อนพักค้างคืนและกลับกรุงเทพฯ ในวันรุ่งขึ้น
งานนี้ต้องขอบคุณ “เสธ.หนึ่ง” ที่ทำให้เราได้พักของดีราคาถูก พร้อมกับมีโอกาสไปเที่ยวพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ถือเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับแนวคิด “7 Greens” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ที่รณรงค์ให้ทุกคนตระหนักถึงการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่สร้างภาระให้แก่ผู้อื่น รวมทั้งรักษาอัตลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวของตัวเองให้ดำรงอยู่คู่โลกของเราไปนานๆ
สรณะ รายงาน
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/tabloid/181112/65315
18 November 2555 – 00:00
ช่วงนี้เน้นแต่สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เมืองกรุง เนื่องจากเข้าใจหัวอกคนทำงาน จะไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ แต่ละปีคงลำบาก อย่างเก่งก็ไปได้ปีละ 2-3 ครั้งเท่านั้น
เราจึงอยากแนะนำบริเวณรอบๆ กรุงเป็นทางเลือกอันดับแรกก่อน สัปดาห์ที่แล้วแนะนำจังหวัดนนทบุรี ไปไหว้พระ สัมผัสวิถีชีวิตชาวมอญ และปิดท้ายด้วยการกินขนมอร่อยๆ ที่เกาะเกร็ด
ครั้งนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศข้ามกรุงเทพฯ ไปอีกฟาก ไปเที่ยว จ.สมุทรปราการ ด้วยเวลา 1 วัน สามารถทำให้พวกคุณและครอบครัวเต็มไปด้วยความสุขและรอยยิ้ม โดยเฉพาะสำหรับเด็กๆ ที่จะได้สัมผัสโลกแห่งการเรียนรู้นอกตำราอีกด้วย
จังหวัดแห่งนี้มีอะไรตามเราไปโดยพลัน
เริ่มต้นด้วยการย้อนประวัติศาสตร์ เดินทางไปยังป้อมพระจุลจอมเกล้า หรือป้อมพระจุล ป้อมที่ทันสมัยและมีบทบาทสำคัญยิ่งในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ที่สร้างไว้เพื่อป้องกันนักล่าอาณานิคมอังกฤษและฝรั่งเศส และเคยมีการยิงต่อสู้กับประเทศลำดับหลังมาแล้ว เมื่อ ร.ศ.112 (พ.ศ.2436) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่จารึกอยู่ในความทรงจำของคนไทยและประวัติศาสตร์ชาติไทยมายาวนาน
ภายในป้อมพระจุลจอมเกล้า มีสิ่งที่น่าสนใจคือ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมราชานุสาวรีย์แห่งนี้ มีความสง่างามยิ่ง โดยทรงฉลองพระองค์ในชุดจอมทัพเรือ พระหัตถ์ถือกระบี่
พิพิธภัณฑ์เรือหลวงแม่กลอง เป็นเรือรบประจำการมีอายุการใช้งานนานที่สุดในกองทัพเรือเป็นเวลากว่า 60 ปี จนกระทั่งกระทรวงกลาโหมได้พิจารณาเห็นว่ามีสภาพทรุดโทรมมาก จึงปลดประจำการเพื่ออนุรักษ์เป็นพิพิธภัณฑ์
อุทยานประวัติศาสตร์ทหารเรือ จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน เนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2545 ประกอบด้วย อาคารนิทรรศการ จัดแสดงภาพความเสียหายจากการรบ และภาพสู่การพัฒนากองทัพเรือ ยังมีการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์อาวุธยุทโธปกรณ์กลางแจ้ง รวมทั้งส่วนประกอบต่างๆ สะท้อนถึงวิวัฒนาการของกองทัพเรือในการป้องกันประเทศ ตลอดจนบทบาทในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล
บริเวณใกล้เคียงกันมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ นักท่องเที่ยวสามารถชมป่าชายเลนซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของนกกระยาง นกนางนวล ปลาตีน ปูลม หรือปูก้ามดาบได้อีกด้วย
จากจุดนี้ไม่ไกล เราไปยัง อ.พระประแดง ข้ามคลองลัดหลวง ไปสวนศรีนครเขื่อนขันธ์ หรือสวนบางกะเจ้า ซึ่งมีเนื้อที่กว่า 200 ไร่ ของพื้นที่ 6 ตำบลใน อ.พระประแดง โดยบริเวณนี้เรียกว่ากระเพาะหมู เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลอ้อมเป็นรูปดังกล่าวนั่นเอง
ภายในสวนแบ่งเป็น 2 ส่วน ด้านหน้าเป็นสวนสาธารณะ มีสระน้ำใหญ่ ปลูกไม้ดอกไม้ประดับสวยชื่นตา ใกล้กันมีพื้นที่การเกษตรสาธิต สวนมะพร้าว และสวนหมาก ที่คงสภาพของสวนเดิม และพันธุ์ไม้นานาชนิดที่ปลูกไว้เพื่อการศึกษา อีกส่วนหนึ่งอยู่ด้านใน สภาพเป็นพื้นที่ท้องร่องสวน มีสะพานไม้ทอดยาวออกไปให้เดินชม กินบรรยากาศ
ยังมีสวนหิ่งห้อยที่ปลูกพรรณไม้เพิ่มเติม จำพวกต้นจาก ลำพู ลำแพน ตอนกลางคืนจะเห็นตัวออกมาส่องแสงวิบวับ
ขณะที่ใครที่ชื่นชอบการดูนก สามารถเดินไปตามถนน หรือปั่นจักรยาน ลึกเข้าไปในสวนมีป้ายบอกตลอดทาง ผ่านลานอเนกประสงค์ จะเจอหอชมวิว สูงประมาณ 7 เมตร ขึ้นไปข้างบน มองซ้ายแลขวาแล้วชมชื่นกับทิวทัศน์เบื้องหน้าของสวนศรีนครเขื่อนขันธ์ อันคับคั่งด้วยไม้ใบเขียวขจี ฟังเสียงนกน้อยร้องขับขาน
สถานที่อื่นๆ ที่น่าสนใจ ในบริเวณใกล้เคียงที่สามารถไปได้คือตลาดน้ำเปิดใหม่ ชื่อว่า ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง เต็มไปด้วยอาหารและของกินเล่นแปลกๆ มีพืชผลทางการเกษตรจำหน่ายในราคาย่อมเยา
จากนั้นก็พาตัวเองกลับไปอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อไปชมพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ (ช้างสามเศียร) สัมผัสความอลังการในอุทยานสวนสวย 12 ไร่ โดยวัตถุประสงค์ของผู้สร้าง ต้องการให้เป็นสถานที่เก็บรักษาศิลปวัตถุ มรดกทางวัฒนธรรมด้านต่างๆ และเพื่อสืบสานอนุรักษ์งานศิลป์ไทยให้คงอยู่ชั่วลูกชั่วหลานสืบไป
ช้างเอราวัณ หรือช้างสามเศียร เป็นประติมากรรมลอยตัวด้วยวิธีเคาะมือแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำจากโลหะทองแดง แผ่นเล็กสุดขนาดเท่าฝ่ามือ นำมาเรียงต่อกันด้วยความประณีตนับแสนชิ้น ตัวช้างรวมอาคารมีความสูง 43.60 เมตร (หรือสูงขนาดตึก14-17 ชั้นโดยประมาณ)
อาคารพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนบนของตัวช้าง เฉพาะส่วนหัวมีน้ำหนักประมาณ 100 ตัน ลำตัวช้างหนัก 150 ตัน สูง 29 เมตร กว้าง 12 เมตร และยาว 39 เมตร
ตัวช้างออกแบบให้เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงวัตถุมีค่า เช่น ภาพวาดสีฝุ่นรูปจักรวาล พระพุทธรูปปางลีลา บริเวณท้องช้างปูด้วยไม้มะเกลือสีออกดำ ส่วนล่างของตัวช้างเป็นฐาน โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก อาคารศาลามีความสูง 14.60 เมตร กระจายน้ำหนักตัวช้างด้วยคานวงแหวนรอบนอกและรอบในบนอาคาร ถ่ายน้ำหนักลงเสาแปดเสาภายนอกและสี่เสา ภายในอาคารศาลาการตกแต่งภายในเป็นการผสมผสานศิลปะหลากหลายรูปแบบ เช่น การใช้กระจกสีแบบศิลปะตะวันตก เครื่องเบญจรงค์สลับลวดลายสอดสี การดุนโลหะบนแผ่นดีบุกของช่างเมืองนครศรีธรรมราช และรูปปั้นโบราณชนิดต่าง ๆ อาทิ คนธรรพ์บรรเลงดนตรี รูปพญานาค ของช่างเมืองเพชร
ส่วนชั้นใต้ดินที่เรียกว่า “ชั้นบาดาล” เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการและโบราณวัตถุจำนวนมาก อาทิ พระพุทธรูป เทวรูปสมัยต่างๆ และเครื่องลายครามของจีน
ระเบียงรอบนอกตัวอาคารประกอบด้วยซุ้มแปดซุ้ม รอบพิพิธภัณฑ์เป็นอุทยานพรรณไม้ในวรรณคดี และพันธุ์ไม้หายากจากทุกภูมิภาคของประเทศ มีงานประติมากรรมลอยตัวเรื่อง รามเกียรติ์ วางเรียงรายล้อมรอบอาคาร
หากมีเวลาเหลือ ก็ต้องไปต่อที่เมืองโบราณ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ใหญ่สุดในโลก เพราะเป็นศูนย์รวมสิ่งก่อสร้างสำคัญของแต่ละจังหวัดของไทย ยกมาจำลองไว้ที่นี่
โดยนักท่องเที่ยวสามารถปั่นจักรยาน หรือจะนั่งรถรางเพื่อชมสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ อาทิ พระบรมธาตุ จ.นครศรีธรรมราช, วัดภูมินทร์ จ.น่าน, พระธาตุพนม จ.นครพนม, ปราสาทหินพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์ และพระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น
การเดินทางเพียงวันเดียวเพื่อไปสัมผัสภูมิปัญญาและวิถีชาวบ้าน นอกจากได้ความรู้และความสนุก โดยเฉพาะกิจกรรมอย่างหลัง ยังมีส่วนช่วยอนุรักษ์โลกใบนี้ให้คงความสีเขียวตลอดไป ด้วยการปั่นจักรยานและนั่งรถรางเที่ยว เพราะช่วยลดการใช้พลังงานและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
นับเป็นกิจกรรมที่ดีตามแนวคิด 7 Greens ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ที่นักท่องเที่ยวควรปฏิบัติและควรส่งเสริมลูกๆ หลานๆ ให้ซึมซับเอาไว้แต่วัยเยาว์
สรณะ รายงาน
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/tabloid/111112/64961
11 November 2555 – 00:00
จะว่าไป เมืองนนท์ เป็นจังหวัดที่อิงแอบแนบชิดกับกรุงเทพฯ ที่ดูเหมือนจะไม่แตกต่าง ทั้งผู้คน บ้านเรือน และถนนหนทาง ดังนั้นหากวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ไม่ต้องการไปไหนไกล ลองวางแผนโปรแกรมพาครอบครัวหรือคนรักไปเที่ยวเมืองราชาแห่งทุเรียนกัน แม้ฤดูนี้จะไม่มีผลไม้ชนิดนี้ก็ตาม
แต่ด้วยความใกล้ หลายคนอาจจะคิดว่าเมืองนนท์นั้นไม่มีอะไรเที่ยว พูดไปก็เหมือนเส้นผมบังภูเขา ทั้งที่สถานที่ท่องเที่ยวค่อนข้างมาก แต่ขอหยิบยกมาให้ทดลอง 2-3 แห่งแค่นี้ก็สนุกจนหมดวันโดยไม่รู้ตัว
เคยได้ยินเกจิภาพจิตรกรรมไทยท่านหนึ่งบอกว่า มีภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปแม่พระธรณีบีบมวยผมที่สวยงามมากอยู่ที่วัดมอญ เมืองนนท์ และสถานที่แห่งนั้นก็คือ “วัดชมภูเวก” วัดมอญ สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายระยะต้น ในสมัยพระนารายณ์มหาราช ราว พ.ศ.2225
เมื่อไปถึงจะเห็นสถาปัตยกรรมที่มีความเก่าแก่ถึง 350 ปีนี้ เป็นศิลปะผสมผสานระหว่างไทย มอญ จีน พม่า และของชาวตะวันตก ที่สวยงาม กรมศิลปากรจึงได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ เมื่อปี 2517 และถือเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านโบราณสถานของจังหวัดนนทบุรีอีกด้วย
สำหรับโบราณสถานแรกที่ถือเป็นสัญลักษณ์คู่วัดชมภูเวกนี้คือ “พระมุเตา” หรือ “เจดีย์ทรงมอญ” สร้างราว พ.ศ.2225 ถัดมาใน พ.ศ.2460 ได้ทำการบูรณะสร้างพระมุเตาให้สูงใหญ่กว่าเดิม และสร้างเจดีย์รายที่มุมพระมุเตาทั้งสี่ของฐาน
นอกจากนั้นได้สร้างเจดีย์อีกสององค์ด้านหลังพระมุเตาเพื่อบรรจุอัฐิธาตุอดีตเจ้าอาวาส ส่วนพระมุเตาสันนิษฐานว่าสร้างเพื่อบรรจุพระบรมธาตุ
ต่อมาใน พ.ศ.2534 ก็ได้ทำการบูรณะอีกครั้ง โดยตีเข็มคอนกรีตรอบฐานพระธาตุ ผูกเหล็กเทคานคอนกรีตรัดรอบฐานล่างองค์พระธาตุ กะเทาะปูนฉาบออกทั้งหมด ใช้เหล็กเส้นสองหุนผูกเป็นตะแกรงหุ้มองค์พระธาตุแล้วฉาบปูนใหม่หมดทั้งองค์แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2539
องค์พระธาตุมุเตาสร้างอยู่บนฐานปูนขนาดใหญ่ โดยฐานองค์พระธาตุเป็น 8 เหลี่ยม สร้างลดหลั่นซ้อนกัน 4 ชั้น มีลวดลายจำพวกกลีบบัว ระฆังคว่ำ ดอกพุดตาน ยอดบนเป็นฉัตรหรือชฎา ทำด้วยทองเหลืองแผ่นฉลุลายเครือเถาดอกพุดตาน มีทั้งหมดสี่ชั้น เหนือฉัตรเป็นยอดพุ่ม เหนือขึ้นไปเป็นแกนเหล็กประดับใบไม้และธงชัย (หมายถึงพระเกตุ) ยอดสูงสุดเป็นดอกไม้เพชร ลักษณะเป็นโคมเปลวไฟ
ส่วน “อุโบสถเก่า” ที่ตั้งอยู่ข้างอุโบสถหลังใหม่นั้น ก็มีอายุเก่าแก่ประมาณ 350 ปีเช่นกัน ลักษณะเด่นคือ ถูกออกแบบให้มีประตูเข้า-ออกทางด้านหน้าด้านเดียวตามคติมอญ เรียกว่า “โบสถ์มหาอุด” หรือฝรั่งเรียกว่า “แบบวิลันดา” ผนังด้านข้างทั้งสองสอบเข้าเพื่อใช้ผนังในการรับน้ำหนักทั้งหมดแทนเสา เชื่อกันว่าอุโบสถลักษณะมหาอุดนี้ปลุกเสกของขลังได้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง
ประติมากรรมภายในอุโบสถเก่าส่วนใหญ่เป็นงานลายปูนปั้น ประเภทจำหลักนูนต่ำตกแต่งหลากหลายรูปแบบ โดยรับอิทธิพลจากงานจำหลักไม้ของจีน เป็นลายเครือเถาประดับด้วยเครื่องถ้วยชามลายเบญจรงค์สีต่างๆ หน้าบันเป็นลายพันธุ์พฤกษาดอกพุดตาน ประดับกลางดอกด้วยถ้วยลายครามและเบญจรงค์ มีก้านใบเป็นส่วนประกอบ ส่วนกรอบหน้าบันปั้นรูปลายบัวกลีบขนุนประดับแทนใบระกาและปั้นรูปเทพนมอยู่ในตำแหน่งช่อฟ้าและหางหงส์
ส่วนจิตรกรรมฝาผนังที่เลื่องชื่อ เป็นฝีมือสกุลช่างนนทบุรีสมัยอยุธยาตอนกลาง โดยใช้เทคนิคเขียนด้วยสีฝุ่นผสมกาวแบบเทมเพอรา เขียนตามคติอยุธยาตอนกลาง คือ ผนังด้านบนเหนือขอบหน้าต่างด้านบนขึ้นไปเขียนรูปอดีตพระพุทธเจ้าประทับบนบัลลังก์เรือนแก้ว มีซุ้มโพธิ์ เบื้องหลังมีผ้าทิพย์ห้อยลงระหว่างอดีตพระพุทธเจ้า มีพระสาวกนั่งถวายสักการะทั้งเบื้องขาวและเบื้องซ้าย
ผนังหุ้มกลองหน้าพระประธานเหนือประตูเป็นภาพพุทธประวัติตอนมารผจญ ใต้รูปพระพุทธเจ้าเป็นภาพเขียนรูป “แม่พระธรณีบีบมวยผม” ในซุ้มเรือนแก้ว ซึ่งงามวิจิตรด้วยความคดเคี้ยวของเส้น แสดงให้เห็นถึงลักษณะของศิลปะขั้นสูงฝีมือบรมครู ว่ากันว่าเป็นภาพที่ให้ความรู้สึกเหนือธรรมชาติประดุจภาพทิพย์ที่เบาเสมือนลอยอยู่ในอากาศ
ซึ่งศิลปินที่เป็นจิตรกรของกรมศิลปากรต่างยกย่องและรับรองว่าเป็นแบบอย่าง “ภาพเขียนแม่พระธรณีที่งดงามที่สุดในโลก” เลยทีเดียว
จากนั้นเราอาจแวะไปทานอาหารกลางวันที่ ตลาดน้ำไทรน้อย เป็นแหล่งรวมอาหารคาวหวาน ผัก ผลไม้นานาชนิด ที่ชาวบ้านนำมาจำหน่ายริมฝั่งคลอง มีทั้งแพเล็กแพใหญ่เป็นที่นั่งรับประทาน ทั้งก๋วยเตี๋ยวเป็ด ผัดไทยโบราณ หอยทอด หมูสะเต๊ะ จะสั่งหรือจะเดินเลือกซื้อแล้วนำมายังที่โต๊ะ นั่งเรียงบนเรือนแพรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย
อิ่มแล้วจะเดินไปให้อาหารปลาเป็นการทำบุญก่อนไปลุยเที่ยวชุมชนมอญที่ “เกาะเกร็ด” แผ่นดินกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ทำให้ใครหลายคนได้ทราบว่า ภาคกลางของประเทศไทยก็มี “เกาะ” เหมือนกัน
เกาะแห่งนี้ มีชื่อเสียงในเรื่องของเครื่องปั้นดินเผา และประเพณีวัฒนธรรมแบบพื้นบ้านดั้งเดิม ที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการจุดลูกหนู งานตักบาตรทางน้ำ
หลายปีให้หลังมานี่ การท่องเที่ยวเกาะเกร็ดดูเหมือนจะเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ปกติถ้าไปเที่ยวในวันเสาร์– อาทิตย์ รวมถึงวันหยุดนักขัตฤกษ์ บนเกาะจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมาย ร้านค้าร้านอาหารก็ดูจะคึกคักสุดๆ
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวบนเกาะเกร็ด ก็จะมีทั้งมาเดินเที่ยว ช็อปปิ้ง หาของอร่อยๆ กิน บ้างก็เลือกนั่งเรือชมรอบเกาะ ทำเอาเพลิดเพลินใจไปอีกแบบ ทั้งนี้ เกาะเกร็ดจะเปิดเวลาประมาณ 09.00-17.30 น.
สำหรับสถานที่ท่องเที่ยว เริ่มกันที่ “วัดปรมัยยิกาวาส” (วัดปากอ่าว) ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของเกาะเกร็ดไปแล้ว มีสิ่งที่น่าชมอยู่หลายอย่าง ที่ท่าเรือหน้าวัดจะพบปราสาทไม้ห้ายอด ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งเหม (โลงศพมอญ) ของอดีตเจ้าอาวาส ตั้งตระหง่านอยู่
ส่วนพระอุโบสถมีการตกแต่งด้วยวัสดุนำเข้าจากอิตาลี ศิลปะยุโรปแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่กระนั้นพระองค์ยังทรงรักษาธรรมเนียมเดิม โดยรับสั่งให้ที่นี่ริเริ่มการสวดเป็นภาษามอญ และปัจจุบันที่นี่เป็นวัดเดียวที่ยังเก็บรักษาพระไตรปิฎกภาษามอญไว้ พระประธานในพระอุโบสถนั้นเป็นพระปางมารวิชัย ฝีพระหัตถ์ของพระองค์เจ้าประดิษฐานวรการ
“พิพิธภัณฑ์วัดปรมัยยิกาวาส และหอไทยนิทัศน์เครื่องปั้นดินเผา” จะจัดแสดงวัตถุต่างๆ ที่ล้วนน่าชม เช่น พระพิมพ์ เครื่องแก้ว เครื่องถ้วยชาม รวมทั้ง “เหม” ที่ พ.อ.ชาติวัฒน์ งามนิยม บรรจงสร้างขึ้น จนนับว่าเป็นงานศิลป์ชิ้นเยี่ยมชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว
“วัดเสาธงทอง” เป็นวัดเก่า เดิมชื่อ “วัดสวนหมาก” นอกจากเป็นที่ตั้งโรงเรียนประถมแห่งแรกของอำเภอปากเกร็ดแล้ว ด้านหลังโบสถ์ยังประดิษฐานเจดีย์ที่สูงที่สุดของอำเภอปากเกร็ดด้วย
“วัดไผ่ล้อม” สร้างสมัยอยุธยาตอนปลาย มีโบสถ์ที่งดงามมาก ลายหน้าบันจำหลักไม้เป็นลายดอกไม้ มีคันทวยและบัวหัวเสาที่งดงามเช่นกัน คนมอญเรียกวัดนี้ว่า “เพี้ยะโต้”
“วัดฉิมพลีสุทธาวาส” มีโบสถ์ขนาดเล็กงดงามมาก และยังมีสภาพสมบูรณ์แบบดั้งเดิม หน้าบันจำหลักไม้เป็นรูปเทพทรงราชรถ ล้อมรอบด้วยลายดอกไม้ ซุ้มประตูเป็นทรงมณฑป ซุ้มหน้าต่างแบบหน้านาง ยังคงเห็นความงามอยู่ และฐานโบสถ์โค้งแบบเรือสำเภา
“คลองขนมหวาน” และคลองอื่นๆ รอบเกาะเกร็ด ชาวบ้านที่อาศัยอยู่สองฝั่งคลองจะทำขนมหวานจำพวกทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง และขนมหวานอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมสาธิตวิธีการทำให้นักท่องเที่ยวได้ชม พร้อมซื้อกลับไปเป็นของฝากได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม แรงดึงดูดอย่างหนึ่งบนเกาะเกร็ดที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาที่นี่ คงหนีไม่พ้นเรื่องของอาหารการกิน ที่ดูจะหลากหลายมากมายกันจนลายตา ไม่ว่าจะเป็น “ข้าวแช่” อาหารของชาวมอญ ที่สืบทอดสูตรกันมายาวนาน รับประทานพร้อมเครื่องเคียงครบรสที่มีให้เลือกเพียบ คือ ลูกกะปิทอด หมูกับปลาเค็มปั้นทอด ไชโป๊หวาน ปลาหวาน พริกหยวกสอดไส้ หัวหอมทอดสอดไส้ และผักชนิดต่างๆ
ส่วนใครที่ไปเกาะเกร็ดแล้วไม่ได้รับประทาน “ทอดมันหน่อกะลา” ก็เหมือนไปไม่ถึง ถือเป็นของขึ้นชื่อของที่นี่เลยก็ว่าได้ แถมยังมีให้เลือกซื้อเลือกชิมหลายร้าน ทั้งเจ้าเก่า เจ้าใหม่ เรื่องของรสชาตินั้นไม่ต้องพูดถึง เรียกได้ว่า อร่อยไม่มีใครยอมใครกันเลยทีเดียว
การมาเที่ยววันนี้ ทีมงาน “มองเมือง” ยอมรับเลยว่า เป็นการสืบสานภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่อนุรักษ์และสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันให้คนรุ่นหลังได้สัมผัสและรักษาต่อไปให้ลูกหลานได้เห็น ทั้งโบราณสถานและวัตถุ รวมทั้งภูมิปัญญาในรูปแบบต่างๆ
เป็นไปตามแนวคิดของ 7 Greens ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่มุ่งเน้นให้ทุกคนท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์ ส่งเสริมวิถีชีวิตของชุมชน ควบคู่รักษาโลกให้สีเขียว โดยเริ่มต้นที่ตัวเราเป็นคนแรก สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ททท. 1672
สรณะ รายงาน
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/tabloid/041112/64630
4 November 2555 – 00:00
เปิดตัวเพลงมหัศจรรย์เมืองไทยร่วมสนับสนุนปีมิราเคิลไทยแลนด์ จากผลงานของศิลปินรุ่นใหม่ระดับเอเชีย “อาร์ท ถมยา” ททท.ร่วมสนับสนุนผลงานนักร้องนำแห่งวง “ซิงก์ เอ้าท์ เอเชีย” ดึงโปรดิวเซอร์และศิลปินระดับประเทศ ทั้ง “แมค-โอ้-บ๊อบ” ร่วมปั้นผลงานถึง 4 เวอร์ชั่น ไทย-อังกฤษ หนุนไทยสู่ศูนย์กลางท่องเที่ยวแห่งเอเชียผ่านเสียงเพลงด้วยกลยุทธ์ “มิวสิก มาร์เก็ตติ้ง” พร้อมเปิดประกวดคลิปร้องเพลงมหัศจรรย์เมืองไทยลุ้นรับรางวัลมากมาย
นางสาวเพ็ญสุดา ไพรอร่าม ประธานกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ในปี 2555 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดโครงการ “ปีมหัศจรรย์เมืองไทย 2555” (Miracle Year of Amazing Thailand 2012) เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย พร้อมสัมผัสความมหัศจรรย์ในเมืองไทย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ เหนือความคาดหมาย โดยนำเสนอสินค้าทางการท่องเที่ยวที่สวยงามมหัศจรรย์ของเมืองไทยที่ไม่เหมือนที่ใดในโลก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งตลาดในประเทศและนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ
ล่าสุด ททท.ได้สนับสนุนผลงานเพลงของนักร้องคนรุ่นใหม่ซึ่งมีผลงานในระดับเอเชีย “อาร์ท ถมยา” หรือ “พลกฤษณ์ ถมยา” ในการจัดทำเพลง “มหัศจรรย์เมืองไทย” ในบทเพลงภาษาไทย และ “มิราเคิลไทยแลนด์” ในบทเพลงภาษาอังกฤษ โดยจัดทำถึง 4 เวอร์ชั่น คือ เพลงแนวฟังสบายๆ (บัลลาด) ไทยและอังกฤษ และเพลงแนวสนุกสนาน(อูคูเลเล่) ไทยและอังกฤษ ในบทเพลงยังได้สอดแทรกดนตรีพื้นบ้าน เพื่อแสดงถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยด้วย
ทั้งนี้ นอกจากศิลปินคือ อาร์ท ถมยา แล้ว ยังมีการเชิญศิลปินและโปรดิวเซอร์ระดับแถวหน้าของประเทศเข้าร่วมในการทำเพลง คือ แม็ค – ศรัณย์ วงษ์น้อย จากวง Acappella 7 โปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงดังๆ หลายเพลง สายลม (เจนนิเฟอร์ คิ้ม), เปลี่ยน (ETC), สวิทช์ที่ใจ (เบิร์ด), ทั้งชีวิต (ลิเดีย – บี พีรพัฒน์), โอ้ – เสกสรร ปานประทีป เจ้าของเพลง “ใจให้ไป” และโปรดิวเซอร์ศิลปินชื่อดังมากมาย รวมถึง บ็อบ – สมอัตถ์ บุณยะรัตเวช อดีตมือเบส วงโมเดิร์นด็อก เข้าร่วมด้วย
บทเพลงดังกล่าวนี้ ททท.จะสนับสนุนในการเผยแพร่ไปตามช่องทางสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ของ ททท. และเผยแพร่ผ่านสำนักงาน ททท.ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเชิญชวนให้ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติได้เดินทางท่องเที่ยวชมความงดงามของเมืองไทยตามรอยบทเพลงอีกด้วย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์มิวสิกมาร์เก็ตติ้ง
พลกฤษณ์ ถมยา หรือ อาร์ท ถมยา ศิลปินผู้ถ่ายทอดบทเพลงมหัศจรรย์เมืองไทยและมิราเคิลไทยแลนด์ กล่าวว่า รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติให้จัดทำเพลงเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยใช้เวลาทุ่มเทในการแต่งเพลง เข้าห้องอัด และจัดทำมิวสิกวิดีโอเป็นเวลาหลายเดือน เพื่อให้บทเพลงสามารถสะท้อนความโดดเด่นของเมืองไทยออกมาให้มากที่สุด และต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมโปรโมตการท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่หนึ่งในภูมิภาค และรองรับการเปิดเสรีอาเซียนในอนาคต
อาร์ทเผยว่า จากนี้จะร่วมโปรโมตเพลงท่องเที่ยวทั้ง 4 เวอร์ชั่น ผ่านทุกช่องทาง รวมถึงการขับร้องบทเพลงมหัศจรรย์เมืองไทย ในการแสดงคอนเสิร์ตของวงซิงก์ เอ้าท์ เอเชีย (Sing Out Asia) ซึ่งเป็นวงดนตรีระดับเอเชียของนักร้องจากชาติต่างๆ ในเอเชีย และเปิดการแสดงมาแล้วในหลายประเทศ ซึ่งจะเปิดคอนเสิร์ตในประเทศไทยเป็นครั้งแรกที่สยามสมาคม ในวันที่ 19 ตุลาคมนี้
สำหรับ “อาร์ท ถมยา” มีผลงานระดับเอเชียมากมาย ในการเป็นนักร้องนำของวงระดับเอเชียอย่าง ซิงก์ เอ้าท์ เอเชีย (Sing Out Asia) และขับร้องได้หลายภาษาทั้งไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน โดยอาร์ทเคยเป็นนักร้องชนะเลิศของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยลอนดอนมาแล้ว เคยมีผลงานขับร้องเพลงละครมากมาย เป็นอดีตพิธีกรรายการ “ทูตเที่ยวไทย” รวมถึงเป็น 1 ใน 4 นักแสดงนำในการแสดง “แม่น้ำของแผ่นดิน” และเป็นหนึ่งในนักเขียน 11 คนของพ็อกเกตบุ๊คมิราเคิลไทยแลนด์
ด้าน สมอัตถ์ บุณยะรัตเวช กล่าวว่า ดีใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเพลง โดยตนเข้าร่วมในส่วนของการเล่นกีตาร์และเบส ที่ผ่านมาได้ร่วมงานกับอาร์ทในหลายเพลง และปกติเป็นคนรักการเดินทางท่องเที่ยวอยู่แล้ว และพร้อมจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย
ขณะที่ เสกสรร ปานประทีป และศรัณย์ วงษ์น้อย 2 โปรดิวเซอร์ดัง ร่วมกันเผยว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมจัดทำผลงานเพลงท่องเที่ยวให้กับ ททท. ซึ่งได้ทุ่มเทและตั้งใจการทำงานนี้อย่างมาก เพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุด และสามารถถ่ายทอดให้คนทั่วโลกได้รับรู้ถึงความงดงามของเอกลักษณ์ไทยผ่านเสียงเพลง
ในการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอเพลงมหัศจรรย์เมืองไทย ยังได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยวต่างๆ ในเมืองพัทยาเข้าร่วมแสดงด้วย
คณะนักธุรกิจด้านโรงแรมและแหล่งท่องเที่ยวในพัทยาที่ร่วมการแสดงในมิวสิกวิดีโอทั้ง 7 ท่าน ประกอบด้วย บุณฑริก กุศลวิทย์ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก, ประยุทธ ตามธรรม ประธานจัดงานพัทยาแกรนด์เซลส์ และผู้จัดการทั่วไป โรงแรมมณเฑียรพัทยา, วสันต์ เต็มศิริพงศ์ ประธานชมรมแหล่งท่องเที่ยวชลบุรี และกรรมการบริหารสวนเสือ ศรีราชา, ฐิติภัสร์ ศิรณัฐศรีกุล รองประธานกรรมการบริหาร โรงละครมายากลทักซิโด้ พัทยา, สรรเพ็ชร ศุภบวรเสถียร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ อัญชลีวิวัฒน์กรุ๊ป, สุทธิกร เจียรไพฑูรย์ กรรมการผู้จัดการโรงละครอลังการ, รุ่งทิพย์ สุขศรีการ รองกรรมการผู้จัดการโรงแรมซันบีม
สำหรับบทเพลงและมิวสิกวิดีโอจัดทำโดยค่าย Lovestyle Happy ซึ่งเป็นผู้จัดทำพ็อกเกตบุ๊กมิราเคิลไทยแลนด์ มหัศจรรย์เมืองไทย ต้องไปสัมผัสพ็อกเกตบุ๊กขายดี 2 ภาษา รวมนักเขียนดัง 11 คน ซึ่งเผยแพร่ไปทั่วโลก โดยได้รับคำนิยมจากนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
เชิญดาวน์โหลดเพลง “มหัศจรรย์เมืองไทย (Miracle Thailand)” ฟรี! ทั้ง 4 เวอร์ชั่น พร้อมแบ็กกิ้งแทร็กเพื่อหัดร้อง และชมมิวสิกวิดีโอทั้งเวอร์ชั่นภาษาไทยและอังกฤษได้แล้ววันนี้ ทาง http://www.facebook.com/ArtThomyaMusic ร่วมแชร์บทเพลงผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กของท่าน เพื่อเชิญชวนให้เพื่อนชาวไทยและชาวต่างประเทศมาสัมผัสความมหัศจรรย์ของเมืองไทย
พิเศษกับ การประกวดคลิปร้องเพลง “มหัศจรรย์เมืองไทย (Miracle Thailand)” ซึ่งท่านสามารถดาวน์โหลดแบ็กกิ้งแทร็กได้จากลิงค์ดังกล่าว เพื่อทำคลิปแล้วโพสต์ทางยูทูบ หรือสามารถอัดคลิปร้องสด เล่นดนตรี ในแบบของท่านเอง ไม่จำกัดสไตล์ แล้วส่งลิงค์มาร่วมกิจกรรมเพื่อลุ้นรับของรางวัลมากมาย ติดตามรายละเอียดได้ในลิงค์เดียวกัน
สรณะ รายงาน
13.874246
100.669851