Archive for the ‘ไทยโพสต์’ Category
http://www.thaipost.net/node/19279
14 March 2553 – 00:00
ปีที่ 38 ของ งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และเป็นงานแสดงหนังสือนานาชาติครั้งที่ 8ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 6 เมษายน 2553 นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในปีนี้มีพื้นที่จัดแสดงหนังสือดีกว่าล้านชื่อเรื่อง และมีหนังสือใหม่มากกว่า 2,000 ชื่อเรื่อง ที่ผุดจากสำนักพิมพ์ชั้นนำกว่า 423 แห่ง และ 900 บูธที่จัดแสดง นอกจากนี้ในงานยังอัดแน่นด้วยสาระบันเทิงอีกมากมาย
ริสรวล อร่ามเจริญ นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า งานครั้งนี้นับว่าเป็นโอกาสพิเศษของสมาคมฯ ที่ก้าวสู่ปีที่ 50 อย่างสง่างาม เพราะการเดินทางกว่าครึ่งศตวรรษนั้น ในการมุ่งมั่นขับเคลื่อนให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการอ่าน
“การจัดงานครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ’Reading maketh a full man’ หรือการอ่านทำให้เป็นคนโดยสมบูรณ์ ซึ่งเป็นคำพูดของฟรานซิส เบคอน เหมือนกับโปสเตอร์งานแสดงของเราในปีนี้ที่เป็นการบอกว่า มนุษย์เรามีวิวัฒนาการมาจากลิง และการอ่านจะทำให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ โดยเราคาดหวังว่าคนที่มาร่วมงาน 1.6 ล้านคน จะได้รับความรู้ที่มาจากการรักการอ่านกลับไปด้วย”
สีสันในงานนอกจากจะมีมาสคอต “เจ้าบุ๊คกี้” ลิงอ่านหนังสือ ไฮไลต์ในงานยังประกอบด้วยกิจกรรม ห้องสมุดหนังสือใหม่ เปิดให้ผู้สนใจสามารถใช้บริการยืมคืนได้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการอ่าน ผู้อ่านสามารถยืมหนังสือในห้องสมุดใหม่ไปอ่านได้ ก่อนตัดสินใจว่าจะซื้อหนังสือเล่มนั้นกลับไปหรือไม่
และที่ขาดไม่ได้ก็คือโครงการสร้างสรรค์เพื่อสังคม ที่ดำเนินต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในโครงการ All for Book : Book for All โดยเชิญชวนนักอ่านร่วมบริจาคเงินเพื่อสร้างโอกาสการเข้าถึงหนังสือให้แก่น้องๆ ด้อยโอกาส ผู้บริจาคเงินทุกๆ 20 บาท จะได้รับชุดคั่นหนังสือ 5 แบบ ซึ่งเป็นผลงานศิลปินชื่อดังของเมืองไทย ได้แก่ ท่าน ว.วชิรเมธี, ม.ล.จิราธร จิระประวัติ, ทรงศีล ทิวสมบูรณ์, แป้ง-ภัทรีดา ประสานทอง และธนชัย อุชชิน หรือป๊อด โมเดิร์นด๊อก
“นอกจากนี้ วันที่ 2 เมษายน ที่ประกาศว่าเป็นวันรักการอ่านของไทยนั้น จะมีกิจกรรมส่งเสริมการอ่านจากเช้าจรดเย็น ตลอดทั้งวัน” ริสรวลกล่าว
ส่วนสำคัญของงานอีกส่วนของงานที่ถือว่าไม่ควรพลาดก็คือ ความเป็น “งานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ” ซึ่งปีนี้เป็นครั้งที่ 8 ทางสมาคมได้เชิญประเทศญี่ปุ่นเป็นแขกเกียรติยศ โดยมีสมาคมผู้จัดพิมพ์หนังสือแห่งประเทศญี่ปุ่น และแจแปน ฟาวน์เดชั่น และสมาคมผู้จัดพิมพ์เพื่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม (Publisher Association for Cultural Exchange) ดำเนินการจัดงานนิทรรศการ ในพื้นที่ที่เรียกว่า Japan Pavilion หรือ “ศาลาญี่ปุ่น” ซึ่งอัดแน่นไปด้วยกิจกรรมดีๆ มากมาย
ริสรวล กล่าวว่า ปีนี้เป็นความภูมิใจของประเทศไทยอย่างยิ่ง ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นแขกรับเชิญ โดยเลือกประเทศไทยมาจัดงานแสดงหนังสือนานาชาติในปีนี้
“นับตั้งแต่เราปรับรูปแบบงานเป็นสัปดาห์หนังสือนานาชาติครั้งแรกประเทศที่เราคิดจะเชิญแขกเกียรติยศประเทศแรกก็คือประเทศญี่ปุ่น แต่ก็ติดขัดเรื่อยมา จนปีนี้ด้วยเหตุผลที่ไทยมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมายาวนาน มีงานเขียนของไทยที่พูดถึงหนุ่มญี่ปุ่นกับสาวไทยหลายชิ้นงานด้วยกัน สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของสองประเทศ ปีนี้ทางญี่ปุ่นเขามีความพร้อม เราหวังว่า Japan Pavilionหรือศาลาญี่ปุ่น จะทำให้เราได้เรียนรู้วัฒนธรรมรักการอ่านของชาวญี่ปุ่นได้ ดังจะเห็นได้ว่า ถ้าเราไปประเทศเขาก็จะเห็นได้ว่าคนญี่ปุ่นเป็นคนที่รักการอ่านมาก เราจะเห็นคนญี่ปุ่นอ่านหนังสือในรถไฟใต้ดิน รถเมล์ หรือที่ไหนๆ ซึ่งเราก็หวังอยากให้ประเทศของเรารักการอ่านอย่างเขาบ้าง”
มร.คัทซึมิ คาคาสึ ผู้อำนวยการบริหาร สำนักเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผอ.แจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ กล่าวถึง ส่วนการแสดงใน “ศาลาญี่ปุ่น” ที่มีพื้นที่ประมาณ 90 ตารางเมตรว่า การแสดงมีส่วนที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่น และส่วนของหนังสือ
ส่วนที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น อาทิ ศิลปะการพับกระดาษ หรือOrigami ศิลปะการจัดดอกไม้สไตล์ญี่ปุ่น (Ikebana) ศิลปะการห่อของด้วยผ้าสไตล์ญี่ปุ่น (Furoshiki) เป็นต้น การสาธิตการเขียนอักษรญี่ปุ่นด้วยพู่กัน โดยมาริโกะ คิโนชิตะ (Mariko Kinoshita ) สาธิตการแต่งชุดยูกาดะ
นอกจากนี้ ยังมีนักเขียนคนดังของญี่ปุ่นที่เดินทางมาร่วมงาน โดยเฉพาะ โคจิ ซูซุจิ (Kojo Suzuki) ผู้เขียนเรื่อง “Ring” ซึ่งฮอลลีวู้ดนำไปสร้างภาพยนตร์จนโด่งดัง พบปะพูดคุยกับ ฮิเดยูกิ มัทสึบาระ (Hideyuki Matsubara) นักเขียนนิยายสำหรับเยาวชนชื่อดัง เจ้าของผลงาน “Pasokon Tsuushin Tanteidan (รหัสลับทัวร์ปริศนา)” และแฟนๆ นักอ่านการ์ตูนยังมีโอกาสพบกับตัวจริงของนักเขียนการ์ตูนชื่อดัง เคียวโกะ คุมาไก (Kyoko Kumagai) นักเขียนการ์ตูนสาวเจ้าของผลงาน “Houkago Orange (รักนายเจ้าชายนักกีฬา)” และ มิลกี อิโชเบะ นักออกแบบหนังสือญี่ปุ่นชื่อดัง
ในส่วนโซนหนังสือที่นำมาจัดแสดง เป็นหนังสือแนวมานุษยวิทยา/สังคมวิทยา 40 หัวเรื่อง วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (วิศวกรรมศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และคหกรรมศาสตร์) 32 หัวเรื่อง วรรณกรรม 27 หัวเรื่อง หนังสือสำหรับเด็ก 88 หัวเรื่อง ศิลปะ 19 หัวเรื่อง, แนวงานอดิเรก/หนังสือเสริมทักษะ 12 หัวเรื่อง พจนานุกรม/การเรียนรู้/ภาษา 14 หัวเรื่อง นิตยสาร Mook/การ์ตูน 91 หัวเรื่อง วัฒนธรรมญี่ปุ่น 18 หัวเรื่อง หนังสือเกี่ยวกับประเทศไทย 46 หัวเรื่อง หนังสือเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น 147 หัวเรื่อง หนังสือที่ได้รับรางวัล Japan Book Design Concours รวมถึงหนังสือภาษาญี่ปุ่นและหนังสือแปลจากญี่ปุ่น นอกจากนี้ ร้าน Konikuniya Bookstore ได้มาร่วมออกร้านและจำหน่ายหนังสือในบริเวณศาลาญี่ปุ่นด้วย
แถมท้ายด้วย แจแปนฟาวน์เดชั่น ร่วมกับแพรวสำนักพิมพ์ บริษัท อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) และสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย จะจัดให้มีการเสวนานักเขียนรางวัลซีไรต์ โดย อุทิศ เหมะมูล นักเขียนรางวัลซีไรต์ ในเรื่อง ”ลับแลญี่ปุ่น” ในวันเสาร์ที่ 3 เม.ย.2553 เวลา 14.00-16.00 น. ณ ห้องประชุม 3 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
“การแสดงนิทรรศการหนังสือและวัฒนธรรมญี่ปุ่นในงานสัปดาห์หนังสือของไทย ถือว่าเป็นการแสดงหนังสือครั้งแรกของประเทศญี่ปุ่นในประเทศกลุ่มอาเซียน ซึ่งญี่ปุ่นมีแฟนหนังสือการ์ตูนในประเทศแถบเอเชียจำนวนมาก หลายประเทศ เช่น ในอินโดนีเซีย เวียดนาม ซึ่งแม้ว่าเราจะไม่มีตัวเลขพิมพ์ที่แน่ชัด แต่คิดว่าตัวเลขน่าจะค่อนข้างสูง และคิดว่าในประเทศไทยก็น่าจะมีผลงานแปลหนังสือญี่ปุ่นเป็นภาษาไทยมากด้วยเช่นกัน การแสดงหนังสือและวัฒนธรรมญี่ปุ่นของเราครั้งนี้จึงนับเป็นการประสานความร่วมมือเพื่อสร้างมิติการเรียนรู้ฉบับสากล กระตุ้นสังคมการอ่านไทยให้เข้มแข็งและก้าวสู่สังคมแห่งปัญญาอย่างแท้จริง” มร.คัทซึมิ คาคาสึ กล่าว.
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/node/19282
14 March 2553 – 00:00
องค์การมาตรฐานอาหารของอังกฤษเตือน กินข้าวโพดคั่วถุงใหญ่ระวังอ้วน เพราะให้พลังงานถึง 1,800 แคลอรี
หน่วยงานด้านโภชนาการแห่งนี้บอกว่า ควรมีการเตือนบรรดาคนชอบเข้าโรงหนังว่า พวกขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลม และไอศกรีมนั้น แต่ละชนิดให้พลังงานกี่แคลอรี เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจบริโภค และบอกอีกว่า เดี๋ยวนี้ปริมาณป็อบคอร์นที่กินกันในโรงภาพยนตร์นั้น มีขนาดภาชนะใหญ่โตมโหฬารมาก เรียกได้ว่า ”กินกันเป็นถังๆ” เลยทีเดียว
ป็อบคอร์นชนิดหวานถุงใหญ่นั้นให้พลังงาน 1,800 แคลอรี ขณะที่ชนิดเค็มมี 1,779 แคลอรี
พวกถุงใหญ่นั้น อันที่จริงเขาออกแบบไว้สำหรับกินด้วยกันหลายๆ คน แต่ส่วนใหญ่แล้วกลายเป็นการกินคนเดียว
ทิม สมิธ ผอ.องค์การมาตรฐานอาหาร บอกว่า ทางโรงภาพยนตร์ควรปิดป้ายให้ข้อมูลแคลอรีของขนมขบเคี้ยวต่างๆ และควรจัดชนิดถุงเล็กไว้ขายด้วย
นอกจากป็อบคอร์นเป็นของกินที่ชวนให้วิตกเรื่องโรคอ้วนแล้ว ยังมีของกินอย่างอื่นด้วย เช่น ฮอตดอกมี 650 แคลอรี โค้กแก้วใหญ่มี 328 แคลอรี
ขณะนี้เครือข่ายร้านอาหารหลายยี่ห้อกำลังเตรียมที่จะแสดงข้อมูลแคลอรีในอาหารทุกรายการของตัวเองแล้ว
มีการทดลองเรื่องนี้กับบริษัทผลิตอาหาร 21 แห่งเมื่อปีที่แล้ว ปรากฏว่าผู้บริโภคได้เปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อหลังจากได้อ่านข้อมูลดังกล่าว “ลูกค้าได้ซื้ออาหารน้อยลงประมาณ 100 แคลอรีจากที่เคยซื้อตามปกติ” สมิธบอกและว่า พวกร้านค้าไม่กลัวผลกำไรลดลงแต่อย่างใด ตรงกันข้าม วิธีนี้จะเป็นการเรียกลูกค้าได้มากขึ้น แข่งขันได้ดีขึ้น เพราะผู้บริโภคต้องการข้อมูล
องค์การมาตรฐานอาหารกำลังชักชวนให้บรรดาโรงภาพยนตร์ สนามกีฬา และลานคอนเสิร์ตเข้าร่วมในโครงการพิชิตโรคอ้วน และได้หารือกับบริษัทเป๊ปซี่และโคคา-โคลาแล้ว
ซีเนม่าเวิลด์บอกว่า กำลังปรับปรุงข้อมูลโภชนาการของอาหารและเครื่องดื่มทุกรายการที่ขายในโรงหนังในเครือของตน
งานวิจัยล่าสุดชิ้นหนึ่งเผยว่า ภายในอีก 10 ปีข้างหน้า ผู้ชาย 80% และผู้หญิงเกือบ 70% จะเป็นโรคอ้วน.
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/node/19283
14 March 2553 – 00:00
สามปี…สุวิทย์ วัดหนู
เราร่ำให้อาลัยพี่ สามปีก่อน เพราะอาวรณ์ในรัก นักต่อสู้
ในสังคมคนยากจน ยากหาครู เรารับรู้ เราเห็น ความเป็นไป
เหลือวิญญาณนักรบ ไว้คำนับ เหลือความดีประดับ ไว้กราบไหว้
เหลือคุณค่าคุณธรรม ประจำใจ แผ่นดินไม่สิ้นไร้ นักรบธรรม
สามปีแห่งการจากไป สหายเชิด แผ่นดินเกิด ยังชังชิง ยิ่งถลำ
มิตรสหาย ยังขัดแย้งแทงใจดำ น้ำคำในหมู่มิตร ผิดจากเดิม
ไม่ต้องมาปรองดองหรอกน้องพี่ ไม่ต้องมากพิธีที่เฉลิม
ไม่ต้องมาเอ่ยเอื้อนแบบเดิมเดิม แต่ต้องเริ่มถามตนถึงหนทาง
ทางที่ต้องปลดปล่อยคนทุกข์ยาก ทางลำบากถากธรรมที่สรรค์สร้าง
ทางที่เดินเหมือนพี่ที่เคยวาง คือแบบอย่างน้ำใจในหมู่มิตร
สามปีอาจสั้นสั้นเพียงชั่วครู่ สามปีต้องเรียนรู้จาก…สุวิทย์
สามปีที่ต้องขบ ต้องหลบคิด สามปีที่น้อยนิด พิชิตใคร
ขอดวงวิญญาณเบื้องบนพี่จงรู้ เราเบื้องล่างยังสู้ ยังเคลื่อนไหว
ปรารถนาจักหลอมรวมทุกจิตใจ เพื่อปลดทาสเป็นไท ไม่เปลี่ยนแปลง
แด่…สามปีแห่งการจากไปของพี่สุวิทย์ วัดหนู
ภราดร-ติภาพ
๐ ”สุวิทย์ วัดหนู” อดีตเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.) โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2550…๐
–
รูป สุวิทย์ วัดหนู ใช้รูปใหญ่ไว้ตรงกลางบทกลอน
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/node/19285
14 March 2553 – 00:00
หนังเรื่องนี้ “ม้วนเดียวจบ”
วันก่อนเห็นสีหน้าแววตาของพี่น้องนักข่าวไทยโพสต์หลายคนดูจะตื่นเต้นไม่น้อยที่จะได้ทำข่าวครั้งสำคัญในชีวิต เพราะตั้งแต่วันที่ 14มีนาคมเป็นต้นไป “กองทัพเสื้อแดง” เขาประกาศยึดเมืองหลวง! อาจทำให้บ้านเมืองเกิดจุดเปลี่ยนก็เป็นได้ แต่ก็มีพี่น้องอีกหลายคนเช่นกัน ที่อุทานออกมาว่า “ไรว้า” ในอาการที่ภาษาวัยรุ่นเขามักเรียกกันว่า “เซ็งเป็ด” นั่นแหละ
ก็แทนที่หยุดวันอาทิตย์จะได้พักผ่อนหย่อนใจสักหน่อย กลับต้องมาเกาะติดทำข่าว ”กองทัพเสื้อแดง” แต่ในฐานะคนทำ “สื่อ” มันก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องยกให้เรื่องส่วนร่วม-ความรับผิดชอบต่อสังคมสำคัญเหนือกว่าเรื่องส่วนตัว
อย่าว่าแต่พี่น้องเลย ตัวผมเองนั่นแหละอาการ “เซ็งเป็ด” ยังน้อยไป น่าจะเรียกว่า “เซ็งห่าน” ถึงจะถูก เพราะนานทีปีหนจะมีนัดหมายกับพรรคพวกโฉบเขาโรงหนังดูหนังมันส์ๆ สนุกๆ ซักเรื่อง…แต่ ”ไรว้า” กองทัพเสื้อแดงดันมา “ยึดกรุง” ซะงั้น! นัดหมายกับพรรคพวกเป็นอันต้องยกเลิกไปโดยปริยาย
นี่…วันก่อนยังแอบอิจฉา ”ป๋าเปลว” ของผมอยู่เลย แหม…ขนาดนี้แล้วท่านยังอุตส่าห์ชะแว้บเข้า “โรงหนัง” ไปดู “ขงจื้อ” มาแล้วน่ะนั่น ฮิฮิ
…พูดถึง “โรงหนัง” ในกรุงเทพฯ ปัจจุบัน โห…ช่างใหญ่โต-อลังการเสียยิ่งกระไร และมีให้เลือกเข้าชมตามแต่รสนิยม ไม่เหมือนแต่ก่อนมีให้เลือกเพียงไม่กี่โรง และสภาพโดยรวมทั้งภายนอก-ในโรงหนัง แตกต่างกันลิบลับหากเทียบกับปัจจุบัน
จำได้ว่าราวปี ’39 พี่ชายผมพาเข้าโรงหนัง (ครั้งแรกในชีวิต) ดูหนังเรื่อง “Water World” ที่มี ”เควิน คลอสเนอร์” เป็นตัวเอกของเรื่อง และโรงหนังที่ว่าชื่อ “เวสโก้” ตั้งอยู่ย่านหัวหมาก ถือว่าขึ้นชื่อและแน่นทุกรอบเลยแหละ เพราะทั้งย่านมีให้เลือกเพียงโรงเดียวแฮะ
แต่ก็อย่างว่า…เหมือนสิ่งของที่มีคนใช้เยอะและบ่อยๆ เข้า นานไปมันก็มีผุมีพังเป็นธรรมดา ”โรงหนังเวสโก้” ก็เช่นกัน พอเข้าไปข้างในแทนที่จะได้ดูหนัง กลายเป็นว่าได้ดู “เงา” ตัวเองแทน
ก็เพราะ “เก้าอี้” เจ้ากรรมตัวนั้นดันกดพับนั่งไม่ได้ครับ ตัวผมเลยไปบังลำแสง (ไม่รู้เรียกถูกมั้ย) ที่ยิงจากเครื่องฉาย เงาก็เลยไปโผล่ที่จอหนัง และก็ไม่ใช่เก้าอี้ตัวนั้นตัวเดียวด้วยนะ แต่มีอีกหลายตัวที่ทำให้คนดูหนังอยู่ในสภาพก้มๆ เงยๆ ไม่ต่างกัน
อย่างไรก็ดี ในยุค 10 กว่าปีที่แล้ว “โรงหนังเวสโก้” ยังถือว่ามี “คลาส” หากเทียบกับโรงหนังย่านสามแยกพระโขนง แม้จะมีให้เลือกชมได้หลายโรงก็ตาม แต่หากเดินทะเล่อทะล่าเข้าไปไม่ดูตาม้าตาเรืออาจสะดุดบรรดา ”ถุง” ที่ไม่พึงประสงค์หัวคะมำก็เป็นได้…กรณีนี้พรรคพวกผม “คุณนัซเซอร์ ยีหมะ” ทีมงานการ์ดพันธมิตรฯ หนึ่งในผู้ต้องหาคดีบุกเอ็นบีทียืนยันได้ (ฮ่า)
พูดก็พูดเถอะ..การดูหนังในโรงหนังที่กรุงเทพฯ แม้จะโอ่อ่าหรูหราแค่ไหนก็ตาม แต่ในแง่ความมี “เสน่ห์” แล้วผมว่าเทียบไม่ได้กับการได้ดู ”หนังกลางแปลง” ที่แวดล้อมไปด้วยกลิ่นอายของธรรมชาติ และวีถีชีวิตแบบ “บ้านๆ” ตามชนบทไทย
ล้อมรอบ “หนังกลางแปลง” จะรายเรียงไปด้วยของขบเคี้ยว อาหารการกิน ที่ชาวบ้านนำออกมาขาย มีตั้งแต่เม็ดมะขามคั่ว ถั่วต้ม แมงกุ๊ดจี่ทอด กล้วยแขก ก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ มากมายให้เลือกสรร บางเจ้าก็นำ “ยาดอง” เป็นโถๆ ออกมาตั้ง ใครได้กระดกสักกรึ๊บรับรอง “แข็ง” จนซอดแจ้งเลยแหละ เฮ้ย! “ลูกกะตา” นะครับที่ “แข็ง” ไม่ใช่อะไรอื่น..ฮิฮิ
ที่นิยมที่สุดคือ “เม็ดมะขามคั่ว” ครับ โดยเฉพาะหน้าหนาวใครที่ไม่ได้ “ขบเม็ดมะขามคั่ว” ดังกรุบๆ กรุบๆ ถือว่าเชยยย์สุดๆ แล้ว ”ขบ” ไปดูหนังไป อะไรมันจะสุขได้ปานชะนี้ ดีกว่านั่งเหนียมอายละเมียดเคี้ยว “ป็อปคอร์น” เป็นไหนๆ
“หนังกลางแปลง” ที่ว่านั้นเขาจะฉายกันตอนกลางคืนครับ ในบริเวณที่โล่งตามลานวัด เป็นต้น..เมื่อ 20 ปีที่แล้ว สมัยยังเป็นเด็กอยู่บ้าน “ราษีไศล” ผมได้ดูบ่อยถึงบ่อยมากโดยไม่เบื่อหน่าย คนแถวนั้นเขาจะเรียกประเภทของ ”หนังกลางแปลง” ว่าหนังล้อมผ้า,หนังงานบุญ, หนังขายยา และหนังขอข้าว (ไม่รู้ว่าท้องถิ่นอื่นจะเรียกเหมือนกันหรือเปล่า)
แต่ละประเภทจำนวนคนดูก็แตกต่างกันไป อย่าง “หนังล้อมผ้า” คนจะดูน้อยกว่าประเภทอื่น เพราะเป็นหนัง ”เก็บเงิน” ต้องซื้อตั๋วเข้าดู ราคาสำหรับเด็กก็ 10 บาท ผู้ใหญ่ 20 บาท สมัยโน้นก็ถือว่าแพงหูฉี่ทีเดียว
ที่มีคนดูมากเห็นจะเป็น ”หนังงานบุญ” เช่น ตามงานบวช งานศพ หรืองานทอดผ้าป่า เพราะนอกจากจะได้ดูหนังฟรีแล้ว ยังได้กินฟรีดื่มฟรีอีกต่างหาก เรียกว่าทุกอย่าง “ฟรีหมด” ครับ..ใครล่ะจะไม่ชอบ หอบลูกหอบหลานมากันทั้งตำบลก็มี..หนัง 2 ประเภทนี้แถวบ้านผมก็ยังคงมีให้ได้ดูกันอยู่ แต่นานทีจะมีให้ดูหน
ส่วน ”หนังขายยา” และ ”หนังขอข้าว” ก็จะมีคนดูระดับปานกลางไม่มากไม่น้อย ขึ้นอยู่กับสรรพคุณของยาที่นำมาเร่ขาย และหนังที่เอามาฉายจะสนุกแค่ไหนอย่างไร
“หนังขายยา” มักจะทำให้คนดูเกิดอาการ “เซ็งเป็ด” เป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงหนังที่ฉายกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม เป็นอันต้อง ”แอ่นแอ๋น” ทุกครั้ง เพื่อที่เจ้าของหนังจะได้นำยาออกมาขาย ส่วนใหญ่ก็ประเภทยาฆ่าหญ้า-แมลง, ยาถ่ายพยาธิ, ยาแก้ไข้-แก้ไอ-แก้ปวดเมื่อย แต่กว่าเจ้าของหนังจะขายยาได้ตามเป้า บางทีก็ไม่ต้องดูกันต่อเลย เพราะไก่ขันเสียก่อน
ผมน่ะ..ชื่นชอบ “หนังขอข้าว” เป็นพิเศษ เพราะการันตี “ความสนุก” ของหนังที่เจ้าของหนังจะต้องนำมาฉายเพื่อแลกกับ ”ข้าวเปลือก” ถ้าเป็นหนังที่ชาวบ้านดูแล้วไม่สนุกไม่ชอบใจล่ะก็ รุ่งเช้าอย่าหวังจะได้ “ข้าว” ติดรถกลับบ้าน แต่ถ้าเป็นหนังดูแล้วสนุกก็จะได้ข้าวเปลือกกลับบ้านไปเป็นกระสอบๆ
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่มีกฎหมาย ”ห้ามเร่ขายยา” หนังขายยาก็ล้มหายตายจากไป 10 กว่าปีแล้ว ส่วน “หนังขอข้าว” ก็เลิกกันไปแล้วเช่นกัน โดยผมเองก็ไม่ทราบสาเหตุ จะเป็นเพราะราคาข้าวเปลือกสูงขึ้นก็ไม่น่าจะใช่ เพราะตั้งแต่เกิดมา 30 กว่าปีแล้ว ยังไม่เห็นว่าราคาข้าวเปลือกทั้งข้าวเจ้า-ข้าวเหนียวจะขยับถึง 10 บาทเลย เทียบไม่ได้กับราคาปุ๋ยที่ขึ้นเอาขึ้นเอา
นึกเล่นๆ นะ…หากสักวันบุญพาวาสนาส่ง ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ล่ะก็ ผมจะเสนอขึ้นราคาข้าวเปลือกเป็น “เม็ดละบาท” ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยว่า กระดูกสันหลังของชาติสำคัญแค่ไหน
…ย้อนกลับมาพูดถึงหนังที่นัดหมายจะไปดูกับพรรคพวกนั้น มีชื่อเรื่องว่า “Green Zone” ครับ เพิ่งเข้าโรงฉายเมื่อวันที่ 12 มีนาคมนี่เอง ตามเรื่องย่อเป็นหนังแนวสงครามออกไปทางดรามาหน่อยๆ
ทำนองว่า…ตัวเอกของเรื่องได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญในการตรวจหาคลังอาวุธขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าซุกซ่อนอยู่ใต้ทะเลทรายในอิรัก แต่ในระหว่างปฏิบัติการนั้นกลับพบเรื่องราวบางอย่างที่แอบแฝงอยู่ในการทำงานของหน่วยงานอื่น ภายใต้สถานการณ์ สถานที่ และเวลาที่บีบคั้น ซึ่งจะนำไปสู่สงครามครั้งใหญ่ที่สุด..ประมาณนี้แหละ
จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นหนังที่ทุ่มทุนสร้าง หรือฮิตติดอันดับอะไรมากนักหรอก เพียงแต่ผมชื่นชมบทบาทการแสดงของ “แมตต์ เดมอน” ผู้รับบทเป็นตัวเอกของเรื่อง เพราะประทับใจมาตั้งแต่แกรับบทเป็น “เจสัน บอร์น” ในหนังไตรภาคเรื่อง “The Bourne” โน่นแล้ว…คนอะไรแสดงได้ “เจ๋ง” เป็นบ้าเลย
เอาเถอะครับ…แม้จะยกเลิกนัดหมายดูหนังไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีหนังไทยฟอร์มยักษ์ที่พร้อมฉายแล้วตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคมนี้ ในชื่อเรื่อง “กองทัพเสื้อแดงยึดเมืองหลวง” ให้ผม รวมทั้งท่านทั้งหลายได้ดูกันโดยไม่ต้องเสียสตางค์เข้าดูในโรงหนัง
หนังฟอร์มยักษ์ที่ว่า ”คนหน้าเหลี่ยม” รับบทแสดงเอง ทั้งควักกระเป๋าทุ่มทุนสร้างก็หลายร้อยล้านบาท ไม่นับค่าตัวนักแสดงหัวละสิบล้าน…ตัวดังๆ ทั้งไอ้หัวขวด หัวครก ไอ้เก่งจอมถีบ แรมบ้า อริสมาร หมอโหวงเหวง นักรบหลงยุค เสธ.ผีบ้า นายพลระเบิดขวด ฯลฯ มารับงานเล่นบทกันเพียบ
ดูจากการถ่ายทำแล้ว ผมว่าหนังเรื่องนี้ม้วนเดียวคง “จอด”เอ้ย! “จบ” ไม่ยืดเยื้อหรือมีภาคต่อเป็นแน่ เพียงแต่ว่าจะจบแบบเลือดสาด หรือจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง หรือใครจะเป็นพระเอกขี่ม้าขาว ใครจะกลายเป็นผู้ร้าย หรือทั้งพระเอกทั้งผู้ร้ายจะชักแหง็กๆ ไปตามๆ กัน
อึดใจเดียวครับ…ได้รู้กัน!
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/node/19286
14 March 2553 – 00:00
การประกอบอาชีพเกษตรกรรมนอกจากที่ดินทำกินซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญประการหนึ่งแล้ว น้ำก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ ถ้าไม่มีน้ำก็เพาะปลูกไม่ได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความห่วงใยเรื่องปัญหาน้ำมาอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่เกี่ยวกับแหล่งน้ำจำนวนมาก โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำทอน จังหวัดอุดรธานี ก็เป็นหนึ่งในโครงการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรว่าจะไม่มีน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค
ความเป็นมาของโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำทอน จังหวัดอุดรธานี เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกร อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส ความโดยสรุปคือ ในบริเวณใกล้ป่าต้นน้ำห้วยทอนสมควรที่จะพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อจัดหาน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูก และพัฒนาหมู่บ้านให้การช่วยเหลือราษฎรในรูปหมู่บ้านป่าไม้ และพัฒนาอาชีพของราษฎรให้มั่นคงอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ราษฎรบุกรุกเข้าไปทำลายป่าต้นน้ำลำธารดังกล่าว
ตั้งแต่วันนั้นโครงการดังกล่าวจึงเกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์หลัก 5 อย่าง ประกอบด้วย 1.ป้องกันรักษาต้นน้ำลำธารและควบคุมไฟป่าในพื้นที่โครงการท้องที่ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี พื้นที่ประมาณ 75,000 ไร่ 2.จัดที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเพื่อพัฒนาและส่งเสริมอาชีพราษฎรที่อยู่ในโครงการ 3.เร่งรัดดำเนินการฟื้นฟูที่ต้นน้ำลำธารที่เสื่อมโทรมให้กลับฟื้นคืนสภาพเดิมเพื่อป้องกันการพังทลายของดิน และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 4.เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้กับราษฎรและเยาวชน 5.เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอาชีพระบบเกษตรป่าไม้ให้กับราษฎร
กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้สนองงานตามโครงการพระราชดำริ ในด้านการฟื้นฟูทรัพยากรดินเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยนายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า กรมพัฒนาที่ดินได้มอบหมายให้สถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานีเป็นหน่วยงานเข้าไปดำเนินงานในโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำทอน โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายได้รู้จักวิธีการปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์เพื่อให้ใช้ประโยชน์ด้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาพื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นภูเขามีความลาดชัน เมื่อไม่มีการทำเกษตรอย่างถูกต้อง ที่ดินจึงเกิดปัญหาการชะล้างพังทลายของดินอย่างมาก อีกทั้งเกษตรกรปลูกพืชไร่ โดยเฉพาะมันสำปะหลังติดต่อมายาวนานโดยขาดความรู้เรื่องการปรับปรุงบำรุงดินอย่างถูกวิธี ส่งผลให้ดินเสื่อมโทรมขาดความอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตทางการเกษตรจึงไม่ดีเท่าที่ควร
แต่หลังจากที่สถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานี ได้เข้าไปถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรทราบถึงวิธีการปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยพืชสด เป็นต้น ตลอดจนเข้าไปช่วยจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ทำคันดินขวางทางลาดเท พร้อมกับส่งเสริมให้ปลูกหญ้าแฝกตามแนวระดับ เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดิน ส่งผลให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ได้หันมาปลูกยางพารา พืชเศรษฐกิจกันมากขึ้น และมีความเห็นว่าหลังจากที่กรมฯ ได้เข้าไปช่วยในเรื่องการทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ทำให้สามารถเพาะปลูกได้ผลดี อีกทั้งเห็นประโยชน์ของหญ้าแฝก โดยเฉพาะในฤดูแล้งที่ปกติยางพาราจะแห้งเหี่ยวเพราะขาดน้ำ แต่หลังจากปลูกหญ้าแฝกตามคันดินทำให้ยางพารายังคงเขียวเป็นปกติ เพราะหญ้าแฝกช่วยในการอุ้มน้ำไว้ในดินได้นานกว่าปกติ
อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินกล่าวเพิ่มอีกว่า ในปีงบประมาณ 2553 กรมฯ ได้จัดสรรงบให้ทางสถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานี ดำเนินการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่โครงการเพิ่มอีก 1,000 ไร่ หลังจากที่ทำต่อเนื่องมาได้กว่า 4,000 ไร่แล้ว นอกจากนี้ ยังจะได้นำกิจกรรมอื่นๆ ของกรมฯ เข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกร เช่น จัดตั้งกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์เพื่อลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร ส่งเสริมให้เกษตรกรทำสารป้องกันแมลงศัตรูพืชไว้ใช้เอง หรือจะเป็นการส่งเสริมให้ปลูกพืชปุ๋ยสด เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ที่สำคัญยังช่วยให้ทรัพยากรดินได้รับการฟื้นฟูคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นที่ต้นน้ำอีกครั้งตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว.
บัณฑิต กล่อมเกลี้ยง
18bundit@gmail.com
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/node/19287
14 March 2553 – 00:00
กล้วยเป็นพืชชนิดหนึ่งที่นับได้ว่ามีคุณเอนกอนันต์ยิ่ง เป็นพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และผูกพันกับวิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์ทั้งด้านอาหาร ยารักษาโรค วัฒนธรรมประเพณีความเชื่อต่างๆ เกี่ยวพันกับวิถีชีวิตตั้งแต่เกิดจนสิ้นอายุขัย ในศาสนาพราหมณ์เชื่อว่า กล้วยเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ ต้นกล้วยและผลกล้วยจึงนิยมนำมาใช้ในเครื่องบูชาในพิธีกรรมต่างๆ
ใบกล้วยหรือใบตอง นำไปทำเป็นพานบายศรี ทำกรวยดอกไม้ ทำกระทงเพื่อใช้ในวันลอยกระทงเพื่อขอขมาแม่น้ำ สำหรับใส่อาหารคาวหวานเพื่อใช้ในพิธีกรรม รวมถึงการใช้ประโยชน์ทั่วไป เช่น ทำกระทงห่อหมก ทำใบมวนยาสูบ หรือตามท้องตลาดต่างจังหวัดจะเห็นว่าชาวบ้านเอาใบตองห่อผักเป็นกำๆ แล้วใช้เชือกกล้วยมัด กาบกล้วยชั้นนอกนำมาฉีกเป็นเส้นเล็กๆ ตากแห้งทำเป็นเชือกกล้วยไว้ใช้สำหรับมัดสิ่งของ และมีความเหนียวทนทานมาก
ในสมัยก่อนจะใช้กล้วยน้ำว้าสุกงอม โดยขูดเอาแต่เนื้อไม่เอาไส้ แล้วยีให้เละๆ ผสมกับข้าวแล้วเอาไปหมกไฟ ใช้เลี้ยงเด็กทารก ควบคู่กับการดื่มนมแม่ กล้วยน้ำว้าสุกได้รับการยอมรับว่าเป็นอาหารที่มีประโยชน์และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง
ไส้ในกล้วยที่ยังไม่ออกเครือ ใช้แกงส้ม แกงกะทิ ทานสด หรือต้มแล้วราดด้วยกะทิ ทานกับน้ำพริก ขนมจีนน้ำยา ผลดิบใช้แกงป่า แกงกะทิ หรือนำมาทำเป็นส้มตำ ผลสุกทานเป็นผลไม้ หัวปลีใช้ทานสดหรือต้มทานกับน้ำพริก หรือนำไปแกงเลียงเรียกน้ำนมสำหรับแม่ลูกอ่อน ทานปลีกล้วยช่วยแก้โลหิตจาง และลดน้ำตาลในเลือด
นอกจากนี้ ยังทำอาหารหวาน อาทิ กล้วยบวชชี กล้วยปิ้ง กล้วยเชื่อม กล้วยทอด กล้วยตากแห้ง
ส่วนต่างๆ ของกล้วยน้ำว้ามีสรรพคุณเป็นยาที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ คือ ราก แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไข้ท้องเสีย แก้บิดใบ ปิ้งไฟปิดแผลไฟไหม้ ต้มอาบแก้เม็ดผดผื่นคัน รักษาบาดแผลสุนัขกัด ผลดิบ มีรสฝาดใช้รักษาอาการท้องร่วง ท้องเสีย บิด ผลสุก ใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยให้อุจาระนิ่มขึ้น บำรุงเลือดเนื้อ
ไม่ระบุส่วน บำรุงกำลัง บำรุงประสาท แก้เบาหวาน ทำให้รับประทานอาหารได้ดี ช่วยให้นอนหลับ ดอกกล้วย (ปลี) บำรุงน้ำนม แก้โรคเกี่ยวกับลำไส้ ลดน้ำตาลในเลือด แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้โรคโลหิตจาง ยางจากใบกล้วย ช่วยห้ามเลือด โดยใช้ยางหยอดลงที่บาดแผล
มีรายงานกล่าวถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาว่า ในกล้วยมีสารเซอโรโทนินจะช่วยในการกระตุ้นลำไส้เล็กให้บีบตัวมากขึ้น และช่วยในการยับยั้งการหลั่งของน้ำย่อยกระเพาะอาหาร จึงมีผลช่วยบำบัดแผลในกระเพาะอาหาร และช่วยในการระบาย ผลกล้วยสุกมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและเชื้อรา ส่วนผลกล้วยดิบมีฤทธิ์ต้านเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุให้เกิดหนอง มีฤทธิ์รักษาอาการท้องเสียที่ไม่รุนแรงได้ ผลกล้วยดิบมีสารแทนนิน ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยฝาดสมานรักษาอาการท้องเดินและช่วยฆ่าเชื้อ และแพคติน ส่วนกล้วยสุกมีสาร Essential Oil และ Organic Acid อีกหลายชนิด
การนำมาใช้ประโยชน์สำหรับการรักษาโรคต่างๆ วิธีใช้
๐ รักษาอาการท้องเสียที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ โรคกระเพาะอาหาร โดยใช้ผลดิบตากแห้งบดเป็นผง ใช้ผงกล้วยดิบครั้งละ 1/2-1 ผล ชงกับน้ำต้มสุก หรือน้ำผึ้งดื่ม 1 ช้อนโต๊ะ หรือปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเม็ดพุทราทานครั้งละ 4 เม็ด วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน
๐ แก้อาการท้องผูก ใช้กล้วยน้ำว้าสุกซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ทานผลสุกครั้งละ 2 ผล วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมงและควรเคี้ยวให้ละเอียด
๐ แก้ปากเหม็นหรือมีกลิ่นปาก เมื่อตื่นนอนตอนเช้าให้ทานกล้วยน้ำว้าสุกสัก 1-2 ลูก แล้วดื่มน้ำตาม (ห้ามดื่มน้ำเย็น) สักอาทิตย์ลองสังเกตดูว่าวิธีนี้รักษาได้หรือไม่ ถ้ายังไม่หายก็ต้องใช้ตัวอื่นแทน และควรไปพบทันตแพทย์
๐ แก้โรคกระเพาะอาหาร ตื่นนอนให้ทานกล้วยน้ำว้าสุก 1 ลูก และดื่มน้ำตาม (ห้ามดื่มน้ำเย็น) มื้อเที่ยงหรือสักเวลาประมาณ 11 โมง ตอนเย็นและก่อนนอนก็กินเวลาละ 1 ลูก และดื่มน้ำตาม ระยะเวลาสัก 1 เดือน เคยมีคนใช้ได้ผลมาแล้ว
๐ ช่วยขับน้ำนม โดยใช้หัวปลีทำแกงเลียงทานบ่อยๆ หลังคลอดใหม่ๆ
๐ นำไปใช้ขัดรองเท้า ช่วยให้ขึ้นเงา โดยเอาเปลือกกล้วยด้านในขัดรองเท้าคัทชูให้ทั่ว จากนั้นก็ใช้ผ้านิ่มๆ ขัดเบาๆ จะช่วยให้รองเท้าเงาวับ
๐ ใช้บำรุงผิวหน้า โดยเอากล้วยสุกยีให้เละ ใช้พอกหน้าทิ้งไว้สัก 15-20 นาที แล้วล้างออก จะช่วยให้ผิวนุ่มตึง หน้าเด้ง
๐ บำรุงเส้นผมไม่ให้หงอก ใช้กล้วยน้ำว้าที่สุกงอมจนปลายดำแล้วยีให้เละใช้ชโลมผมให้ทั่ว เอาผ้าโพกหัวหมักทิ้งไว้สัก 30 นาที แล้วค่อยสระล้างให้สะอาด ทำเป็นประจำตามแต่จะสะดวก จะช่วยให้ผมไม่หงอก ผมเรียบลื่นหวีง่าย และเป็นประกายเงางาม
สำหรับคนที่มีปัญหาท้องอืดท้องเฟ้อและระบบย่อยอาหารมีปัญหา ควรหลีกเลี่ยงการทานกล้วยน้ำว้าดิบหรือห่าม อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อได้ เช่น พวกกล้วยปิ้ง เพราะจะใช้กล้วยห่ามมาปิ้ง หรือถ้าทานเป็นประจำก็อาจทำให้เกิดภาวะท้องอืดเฟ้อได้.
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/node/18934
7 March 2553 – 00:00
เสื้อแดงเคาะวันเคลื่อน 12 มีนาคม เริ่มเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ชุมนุมใหญ่ 14 มีนาคม นั้นมีที่มาที่ไป เพราะการชุมนุมไม่ว่าของ ”สี” ใดก็ถือฤกษ์ถือชัยทั้งนั้น แว่วว่าการนัดหมายนี้ถูกสั่งตรงจาก “ดูไบ” โดยอิงประวัติศาสตร์ของ”มหาบุรุษ” อย่างท่าน “มหาตมะ คานธี” ที่เริ่มเดินในวันที่ 12มีนาคม 1930 พร้อมด้วยสาวกจำนวน 80 คน เพื่อให้ผู้สนใจเข้าร่วมปลดแอกจักรวรรดิอังกฤษนั่นเอง ”มหาตะแม้ว” เลยเอาบ้างว่างั้น…๐ หนนี้เสื้อแดงบอกว่าจะยืดเยื้อ จนกว่าจะ “ล้มรัฐบาล-อำมาตย์”ได้สำเร็จ แต่ก็ห่วงเหลือเกินว่าจะ ”ไหวอ๊ะป่าว” โดยเฉพาะ “แกนนำใหญ่” คนกันเองอย่าง ”วีระ มุสิกพงศ์” ระยะหลังได้ยินมาว่าเจ็บออดๆ แอดๆ ถึงขั้นใช้ไม้เท้าไว้ค้ำเดินแล้ว หลายคนฝากเป็นห่วงมาว่าอย่าหักโหมนำม็อบให้มากนัก พักผ่อนหน่อยก็ดีนะ ไม่งั้นแทนที่จะ ”โค่นอำมาตย์” ได้ตามที่หวัง (มาตลอดชีวิต) แต่ตัวเองนั่นแหละจะถูก ”อัมพฤกษ์” เล่นงานเสียก่อน…๐ แสดงความยินดีกับ”ตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเสื้อแดง เพราะได้ยินมาว่าได้ลูกคนที่ 2 น่ารักน่าเอ็นดูกับภรรยาใหม่ แต่แทนที่เจ้าตัวจะดีอกดีใจ ได้อุ้มกอดลูกทุกวันทุกเวลา กลับต้องมานั่งเครียด นั่งกังวล บ้างก็ว่าถึงขั้นน้ำตานองต่อหน้าพรรคพวกเพื่อนฝูง เพราะขึ้นหลังเสือเพื่อทักษิณ แล้วจะหาทางลงได้อย่างไร ให้เซฟตัวเองมากที่สุดในสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่า ”ไผเป็นไผ” น่าสงสารยิ่งนัก…๐ 13-16 มีนาคม ช่วงเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพฯ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกฯ ไม่อยู่เพราะมีภารกิจเดินทางไปประเทศออสเตรเลีย ระหว่างนี้ให้ ”สุเทพเทือกสุบรรณ” รองนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่นายกฯ แทน ไม่ทราบว่า”หนุ่มมาร์ค” ติดภารกิจสำคัญหรือเป็น ”นกรู้” ล่วงหน้าว่าสถานการณ์จะรุนแรงซ้ำรอยสงกรานต์เลือดหรือไม่อย่างไร ก็หาทราบไม่ มีแต่เสียงร่ำเสียงลือกันมามาก ถึงบทบาทของ ”กรณ์ จาติกวณิช” รมว.คลัง ที่ดูจะโดดเด่นขึ้นฉับพลันอย่างน่าจับตา อิอิ…๐เลือกข้างชัดแจ้ง ”แดงแจ๋” เลย สำหรับ ”เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ”ส.ว.สรรหา วันก่อนขึ้นเวทีเสวนาร่วมกับคนเสื้อแดง เรียก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ”ท่านนายกฯ” ไม่ขาดปาก ทั้งยังผูกไทสีแดงด้วยแฮะ ”ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” เป็นสัจธรรมที่ใช้ได้เสมอมา เห็นใจก็แต่ ”คุณหญิงเป็ด” จารุวรรณ เมณฑกา ที่อุตส่าห์ปั้นมากับมือ และนายกะเตดูคนผิดไปที่เป็นคนแรกเสนอชื่อ “เรืองไกร” ให้เป็น “บุคคลแห่งปี” ของไทยโพสต์มาแล้ว…๐
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/node/18935
7 March 2553 – 00:00
“ถ้าท่านอยากรู้จักผู้ใดอย่างแท้จริงสักคน จงดูทั้งเส้นทางที่เขาเลือก และวิถีปฏิบัติของเขาขณะอยู่บนเส้นทาง แต่ไม่ควรใส่ใจว่าเขาไปถึงปลายทางหรือไม่…ต้นทางสะท้อนปัญญาคน ปลายทางสะท้อนปัญญาฟ้า ส่วนวิถีบนเส้นทาง แท้จริงแล้วมิใช่อะไรอื่น หากคือจุดบรรจบทางวิญญาณระหว่างฟ้ากับคน”
ข้อความบ่งบอกตัวตนสะท้อนผ่านความคิดตกผลึกของหนึ่งชีวิตที่ผ่านร้อนหนาวมายาวนาน กับตำนานวีรบุรุษคนเดือนตุลา “เสกสรรค์ ประเสริฐกุล” ที่วันนี้เขาได้รับเกียรติภูมิอันยิ่งใหญ่ในฐานะ“ศิลปินแห่งชาติ” พุทธศักราช ๒๕๕๒ สาขาวรรณศิลป์ ด้านเรื่องสั้น สารคดี นวนิยาย กวีนิพนธ์ ด้วยเพราะเป็นผู้ประพันธ์งานเขียนที่มีคุณค่า ด้านสร้างสำนึกทางประวัติศาสตร์ ฉายภาพสังคม นำเสนอปรัชญาอันนุ่มลึกในการพัฒนาชีวิตและจิตวิญญาณอีกทั้งยังเต็มไปด้วยความประณีตงดงามทางวรรณศิลป์ อันเป็นแบบอย่างการประพันธ์แก่นักเขียนรุ่นหลัง
โอกาสอันดีที่หาไม่ได้ง่ายนัก เมื่อกระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ จัดงานยกย่องเชิดชูเกียรติพร้อมเลี้ยงแสดงความยินดีแก่ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๒ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในวันศิลปินแห่งชาติวันที่ ๒๔ ก.พ.ที่ผ่านมา
เสกสรรค์ ในวัย ๖๐ ย่าง ๖๑ ปี เผยความรู้สึกหลังได้รับรางวัลอันทรงเกียรติให้ฟังอย่างไม่อิดเอื้อนว่า รู้สึกดีที่งานเขียนของตัวเองได้รับการยอมรับจากคนที่มีความรู้ความสามารถด้านวรรณกรรมอย่างแท้จริง และหวังว่ารางวัลที่ได้นี้จะเป็นตัวเชื่อมให้ผลงานวรรณกรรมทั้งในอดีตและปัจจุบันของตนได้รับการเผยแพร่มากขึ้น เพราะหนังสือเข้มข้นหนักความคิดมักไม่ค่อยได้รับความนิยม หรือเผยแพร่ในร้านหนังสือมากนัก
กว่าจะเป็นศิลปินแห่งชาติในวันนี้ จุดเริ่มต้นของการเป็นนักเขียนเสกสรรค์เล่าอย่างอารมณ์ดีว่า ”ไม่มีเจตนาเป็นนักเขียนแม้แต่น้อย”มีเพียงความคิดเห็นเกี่ยวกับสังคม สถานภาพของสังคมที่นักศึกษาปี 2 ในรั้วมหาวิทยาลัยคนหนึ่งพึงมี และต้องการแสดงออกทางความคิด จึงเขียนเป็นเรื่องสั้น บทความ บทกวี ปิดข้างฝา
“ในสมัยนั้นนิสิตนักศึกษาเป็นนักเขียนกันเยอะ บ้างก็เขียนหาเลี้ยงชีพกันเสียด้วยซ้ำ การเขียนหนังสือจึงเป็นเรื่องธรรมดา”
ส่วนเหตุการณ์ที่ทำให้เขาผันตัวกลายเป็นนักเขียนมืออาชีพ ก็คือช่วงเวลาเรียนอยู่ปี ๔ และเข้าทำงานประจำที่กองบรรณาธิการนิตยสารวิทยาสาร พอได้ทำงานเขียนอย่างจริงจังสักพัก เสกสรรค์ก็สารภาพว่าเขาเริ่มรักงานเขียนที่ทำอยู่ในช่วงนี้นี่เอง
จวบกระทั่งเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ จากนักศึกษาหัวก้าวหน้าที่ชอบเขียนหนังสือสะท้อนสังคม ก็ต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้นำนักศึกษาคนสำคัญ เดินขบวนประท้วงรัฐบาลในยุคนั้นเมื่อช่วงจบปริญญาตรี เหตุการณ์ทางการเมืองระอุขึ้นอีกครั้งจนเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ มีผลทำให้นักศึกษาจำนวนมากรวมทั้งเสกสรรค์ต้องหลบหนีเข้าป่า จนเมื่อรัฐบาลดำเนินนโยบาย ๖๖/๒๓ เสกสรรค์รวมทั้งผู้ที่เข้าป่าอีกหลายคนจึงเดินทางออกจากป่า หลังจากนั้นเขาได้ทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอกสาขารัฐศาสตร์ ที่ ม.คอร์แนลล์ สหรัฐอเมริกา
หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี เสกสรรค์ได้เดินทางกลับประเทศไทย และเข้าทำงานเป็นอาจารย์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)
“ช่วงที่บรรจุเป็นอาจารย์อยู่ที่ มธ.ใจรักงานเขียนยังมีอยู่ แต่ติดภารกิจงานสอน ทำให้งานเขียนส่วนมากเป็นคอลัมน์ หรืองานรวมเล่มจากชิ้นเล็กๆ ที่เขียนลงในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร มากกว่างานเขียนหนังสือเป็นเล่ม ทว่ารวมๆ แล้ว หนังสือที่เขียนมาทั้งชีวิต นับได้ ๓๐ กว่าเล่ม”
ผลงานหนังสือที่มีมากมายหลายหลากประเภท ทั้งเรื่องสั้น เรื่องสั้นขนาดยาว ความเรียง บันทึก กวีนิพนธ์ บทปาฐกถา บทวิจารณ์วรรณกรรม งานแปล ฯลฯ จำนวน ๓๓ เล่ม ที่เสกสรรค์ประพันธ์ขึ้น สามารถแบ่งงานเขียนออกเป็น 3 ช่วง 3 ทศวรรษ ที่เห็นพัฒนาการทางความคิดได้อย่างชัดแจ้งชัดเจน
ทศวรรษแรก (พ.ศ.๒๕๒๒-๒๕๓๒) เป็นผลงานเขียนตั้งแต่สมัยใช้ชีวิตในป่า จนเดินทางไปศึกษาในต่างประเทศ สำเร็จการศึกษากลับมาประเทศไทย อาทิ “ฤดูกาล”, ”ดอกไผ่”, ”มาจากป่าชายเลน”, “เพลงน้ำระบำเมฆ” และ “มหาวิทยาลัยชีวิต เดินป่าเสาะหาความจริง และเร่ร่อนหาปลา” โดยงานเขียนต่างๆ ในช่วงนี้เป็นการสะท้อนแนวคิดที่เจ้าตัวต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้มีความเสมอภาคและยุติธรรม งานประพันธ์ในยุคแรกยังกลายเป็นปฐมบทของการแต่งเรื่องสั้นผสานสารคดีแก่นักเขียนรุ่นหลังด้วย
ทศวรรษที่ ๒ (พ.ศ.๒๕๓๒-๒๕๔๒) งานเขียนช่วงนี้เป็นช่วงหลังศึกษาจบระดับปริญญาเอกเดินทางกลับมาประเทศไทย และเข้าทำงานเป็นอาจารย์ที่คณะรัฐศาสตร์ มธ. จนกระทั่งดำรงตำแหน่งคณบดี ผลงานที่ออกมานอกจากงานเขียนเชิงวิชาการเกี่ยวกับทฤษฎีรัฐศาสตร์ เขาสร้างผลงานเชิงวรรณศิลป์จำนวนมากที่สะท้อนความเป็น ”นักรบ” ซึ่งไม่ใช่นักรบในสงครามจริง หากแต่เป็นนักรบทางจิตวิญญาณที่ต้องต่อสู้กับตัวเองตามลำพัง เป็นสงครามในใจ ผลงานเขียนที่โดดเด่นในทศวรรษที่สอง ได้แก่ เพลงเอกภพ, คนกับเสือ และฟองเวลา
ทศวรรษที่ ๓ (พ.ศ.๒๕๔๒-๒๕๕๒) ในช่วงต้นทศวรรษนี้ เสกสรรค์หยุดเขียนหนังสือไป ๓ ปี เพื่อเดินทางและอ่านหนังสือ จากนั้นจึงกลับมาเขียนคอลัมน์อีกครั้ง จนได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือ ”วิหารที่ว่างเปล่า” บันทึกชีวิตเล่มนี้แสดงถึงอารมณ์ที่สงัดสงบกว่าผลงานที่ผ่านมา และเป็นการรวบรวมมุมมองต่อโลกและชีวิตอย่างเข้มข้นทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวถึงกำเนิดโลก จักรวาล และเอกภพ
แสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเสกสรรค์ในวัยที่มีอายุครึ่งศตวรรษว่า เขาเริ่มมีมุมมองว่าความทุกข์ที่แท้จริงมาจากข้างในมิใช่ข้างนอก และค้นพบความรู้สึกของตัวเองด้วยว่าไม่เหลือศรัทธาให้กับสิ่งใด ซึ่งเขาเคยกล่าวไว้ว่า “จากเดิมวิหารในใจ เคยเป็นที่สถิตของอุดมการณ์การเมืองและสังคม ทว่าปัจจุบันกลับกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่าเหงาเงียบ”
“งานเขียนของผมพัฒนาเติบโตตามตัวจาก 2 ทาง ก็คือ ผ่านประสบการณ์ชีวิต สรุปบทเรียนของชีวิต การเข้าใจชีวิตตรงตามจริงและตามวัยที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การมองโลกของผมนุ่มนวลขึ้นจากเดิมที่มองโลกทื่อๆ ตรงๆ มีแต่ขาวล้วน ดำล้วน ไม่ชอบอะไรก็สะท้อนผ่านความคิด และถ่ายทอดออกมาเป็นงานเขียนหนังสือ แต่พอเป็นผู้ใหญ่ผ่านอะไรเยอะขึ้น ก็ตระหนักว่าทุกสิ่งสรรพบนโลกทุกอย่างเป็นไปตามปัจจัย จึงไม่ค่อยผลีผลามไปว่าอะไรใครง่ายๆอีก เพราะสิ่งที่เคยว่าดีหรือไม่ดีทั้งในอดีตและปัจจุบันมันโยงกันหมด เมื่อแนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้น ทำให้งานเขียนในปัจจุบันและอนาคตเป็นไปในแบบโลกุตรธรรมที่หลุดพ้นแล้วจากโลกียะ”
กับตำแหน่งศิลปินแห่งชาติที่ได้รับในครั้งนี้ เสกสรรค์กล่าวว่าคงไม่มีผลกระทบต่อแนวการเขียนหนังสือ เพราะรางวัลที่ได้เป็นการสะท้อนสิ่งที่เราทำมาแต่เดิม และยังคงจะทำงานในแนวที่ถนัดต่อไป ส่วนอะไรที่จะใส่เพิ่มเติมยังไม่สามารถพูด ณ ขณะนี้ได้
“รางวัลที่ได้ทำให้เราระวังขึ้นมากกว่า ว่านับต่อจากนี้จะไม่มีการปล่อยงานฉาบฉวยหรืองานไม่ดีออกสู่สายตาผู้อ่าน แม้ปัจจัยของการเขียนงานหาเลี้ยงชีพจะมีเรื่องระยะเวลาในการส่งต้นฉบับมาเร่งรัดเร่งเร้าก็ตาม เราจะต้องรักษามาตรฐานของงานเขียนไม่ให้เสียชื่อศิลปินแห่งชาติได้” เสกสรรค์ให้คำมั่นสัญญา ก่อนผละไปทักทายผู้มาร่วมแสดงความยินดีคนอื่นๆ.
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/node/18937
7 March 2553 – 00:00
นิติวิธี นิติรัฐ นิติธรรม = คำพิพากษา
ตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำพิพากษาสั่งยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท จากทั้งหมด 7.6 หมื่นบาท เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น
คำพิพากษาในคดีนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้อำนาจและการปฏิบัติหน้าที่ของทักษิณที่ผ่านมาว่า ไม่ได้มีเจตนาที่จะเข้ามาบริหารประเทศ แต่ต้องการใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อประโยชน์แห่งตนเท่านั้น
ตลอดจนมีเจตนามุ่งร้ายทำลายระบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่ไม่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเท่าเทียม และปิดกั้นการตรวจสอบของทุกภาคส่วนเพื่อประโยชน์ของตนเองและบริวาร
ประการสำคัญคือ คำพิพากษาในคดีประวัติศาสตร์คดีดังกล่าวนี้เป็นการยืนยันถึงความสง่างามในความมั่นคงของอำนาจตุลาการที่ได้ใช้หลักในการพิจารณาคดีตามหลักนิติวิธีอย่างครบถ้วนบริบูรณ์
ซึ่งแม้แต่ฝ่ายที่ไม่ยอมรับ ก็ไม่อาจคัดค้านในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้ จึงเกิดปรากฏการณ์โต้แย้งอย่างข้างๆ คูๆ มีเจตนามุ่งร้ายต่อคณะผู้พิพากษาผู้เคร่งครัดต่อหลักนิติวิธีอย่างโกรธแค้นคลุ้มคลั่ง
ประการต่อมา คำพิพากษาดังกล่าวได้สร้างบรรทัดฐานทางหลักนิติรัฐ นิติธรรม อันหมายความว่าได้ใช้บรรดากฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมด และคำนึงถึงความเป็นธรรม รวมทั้งให้การเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม เสมอภาค เพื่อให้สังคมได้เห็นว่า หากทุกคนเคารพปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าปัญหาหนักประการใด หรือขัดแย้งรุนแรงแค่ไหน ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ผู้ซึ่งมีเหตุผลและมโนธรรมสำนึกรักความเป็นธรรมโดยธรรมชาติของความเป็นมนุษย์แล้วย่อมรับได้ด้วยความสนิทใจ
ประการสำคัญถัดมา คำพิพากษาดังกล่าวได้วางรากฐานสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใช้อำนาจฝ่ายบริหาร อันประกอบด้วย คณะรัฐมนตรี นักการเมือง ข้าราชการการเมืองและข้าราชการทุกระดับชั้น
ประการสุดท้าย คำพิพากษายังได้บอกวิธีในการทำหน้าที่และสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนักการเมือง และข้าราชการที่ประพฤติตนมิชอบเอื้อประโยชน์ต่อตนเอง
แต่ปัญหาที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน คืออำนาจอีก 2 ส่วน คือ ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ยังมีพฤติกรรมที่ยึดเอาประโยชน์ของตนเองและพวกพวกพ้องเป็นที่ตั้ง ทำให้ประเทศได้รับความเสียหายอย่างมหาศาล
เพราะต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก็ล้วนแต่มาจากผู้ที่อยู่และใช้อำนาจใน 2 ส่วนนี้ทั้งสิ้น โดยมีปัจจัยเกื้อหนุนจากข้าราชการบางคน สถาบันความมั่นคงและประชาชนบางส่วน
ที่ไม่ทำหน้าที่หรือมีส่วนรู้เห็นหรือเป็นใจ จนก่อให้เกิดวิกฤติในสังคมการเมืองไทยที่ดำรงอยู่ขณะนี้
ซึ่งแม้นว่าจะมีกลุ่มประชาชนที่รู้เท่าทันและได้ลุกขึ้นมาตรวจสอบนักการเมือง แต่ก็ยังถูกปิดกั้นการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วยการปกปิดข้อมูลข่าวสารและเพิกเฉยต่อการปกป้องประโยชน์ชาติ
ผลจากคำพิพากษาดังกล่าว จึงต้องดำเนินการทำให้เกิดความโปร่งใสในการทำหน้าที่ของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการจะต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเป็นหลัก ซึ่งสอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ไม่ใช่ปกปิดเหมือนที่ผ่านมา
ประโยชน์ที่สำคัญอันมาจากคำพิพากษาก็คือ ได้ทำให้สังคมเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของนักการเมืองและข้าราชการบางคนได้ทำให้ประเทศต้องสูญเสียโอกาสในการดูแลทุกข์สุขของแผ่นดิน
อันส่งผลกระทบทำให้รัฐปัจจุบันต้องแบกรับภาระขาดงบประมาณในการพัฒนาประเทศ และดูแลสวัสดิการชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
นี่คือจุดสำคัญที่ทำให้กระบวนการทุจริตคอรัปชั่นมีความเข้มแข็งถึงขนาดต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างทั้งหมด เพื่อโค่นล้มและปราบปรามระบบคอรัปชั่นทั้งระบบอย่างเข้มข้นลึกซึ้งและละเอียดรอบคอบ
ดังนั้น คำพิพากษาในคดีดังกล่าวนี้ คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันสำคัญที่แสดงถึงความล้มเหลวของทุกๆ ฝ่ายของทุกๆ คนที่มีส่วนร่วมในการก่อให้เกิดขึ้น และต้องแสดงความรับผิดชอบร่วมกัน
หน้าที่สำคัญของประชาชนผู้รักชาติก็คือ จะต้องตรวจสอบพฤติกรรมของกลุ่มคนต่างๆ ที่เข้ามาทำธุรกิจแสวงหาประโยชน์ด้วยการฮั้วกับนักการเมืองชั่ว เพื่อดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป
รวมไปถึงจะต้องรณรงค์ชี้แจงกับพี่น้องประชาชนที่เลือกตัวแทนและมอบอำนาจให้นักการเมืองเข้ามาบริหารประเทศด้วยความยินยอม หรือเพราะถูกมอมเมาด้วยอามิส หรือนโยบายประชานิยมก็ดี
ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบของนักการเมืองและข้าราชการชั่ว ประชาชนจะต้องเปิดใจกว้างยอมรับฟังข้อมูลข่าวสาร อันจะทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง สามารถป้องกันไม่ให้ประเทศต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก จัดการกับนักการเมืองและข้าราชการชั่วที่เจตนาขายชาติหรือพยายามขายชาติได้
ประชาชนจะต้องสร้างพฤติกรรมในการปกป้องประโยชน์ของแผ่นดินใหม่ ด้วยการทบทวนการทำหน้าที่ของชนชาวไทย ตามระบอบประชาธิปไตยที่จะต้องทำให้วิถีและเจตนารมณ์ทางการเมืองของตนสอดคล้องกับประโยชน์ของส่วนรวมในการพัฒนาประเทศ และต้องหยุดให้การสนับสนุนนักการเมืองเลว
นับแต่นี้เป็นต้นไปการต่อสู้ทางการเมืองจะรุนแรงหรือไม่ก็ตาม แต่ต้องชี้ให้เห็นว่าการต่อสู้ที่เป็นอยู่นั้นไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างสี แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างระบบบริหารบ้านเมืองแบบคุณธรรมกับการคอรัปชั่น
ดังนั้น หน้าที่ของผู้นำประเทศ ผู้นำรัฐบาล ณ ขณะนี้คือต้องเร่งดำเนินการจัดการปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นให้สิ้นซาก เพราะการปราบปรามระบบคอรัปชั่นก็ย่อมสามารถหยุดระบบทักษิณหรือระบบอื่นที่กำลังอาศัยโมเดลแบบทักษิณสร้างอาณาจักรทางการเมือง โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบนั่นเอง
ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะได้ร่วมด้วยช่วยกันเปลี่ยนผ่านวัฏจักรวงจรการเมืองไทยอันเลวร้าย โค่นล้มระบบทุจริตคอรัปชั่น สร้างระบบคุณธรรมนำสังคมการเมืองที่สุจริตโปร่งใสและเป็นธรรมสืบไป.
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/node/18938
7 March 2553 – 00:00
ลูกเรือประมงไทย ปัญหาที่ไร้การเหลียวแล
ผศ.อภิรักษ์ สงรักษ์
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
ที่มา : ไทยเอ็นจีโอ
เรื่องร้อนแรงที่ปรากฏบนสื่อหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์เมื่อต้นปี2552 กับหัวข้อที่ว่า “ค้ามนุษย์จดหมายฉบับสุดท้าย…จากแรงงานประมงไทย” ผ่านมาขวบปีก็คงเป็นเพียงไฟไหม้ฟางอย่างเรื่องราวต่างๆ ในสังคมบ้านเราจึงขอหยิบมากล่าวถึงอีกครั้ง เพื่อไม่ให้เรื่องราวเลวร้ายนี้ลอยไปตามสายลมเร็วเกิน จดหมายฉบับล่าสุดที่ปรากฏบนหนังสือพิมพ์ด้วยลายมือของชายผู้ด้อยโอกาสและถูกสังคมซ้ำเติม
“กราบแทบเท้าแม่ที่เคารพรักเป็นอย่างสูง แม่ครับตอนนี้ผมโดนจับที่อินเดีย นี่ก็เป็นเวลา 1 ปีกว่าแล้ว ก็ไม่รู้จะได้กลับเมื่อไร คดียังไม่เสร็จ เดินเรื่องช้ามาก จะติดต่อให้ทูตช่วยก็ติดต่อไม่ได้เลย ที่ผมได้ส่งจดหมายมาได้ เพราะได้เจอกับทหารไทยที่มาประเทศอินเดียเขาให้ความช่วยเหลือเป็นธุระช่วยส่งจดหมายให้ผม
ตอนนี้ผมก็ลำบากพอสมควร เพราะทางเถ้าแก่เมืองไทยเขาไม่รับผิดชอบให้ความช่วยเหลืออะไรเลย มีแต่ทางอินเดียที่เขาให้เพียงแต่ข้าวกินไปวันหนึ่ง เสื้อผ้า สบู่ ยาสีฟัน ของใช้ต่างๆ ก็ไม่มีเงินให้ซื้อ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงผม ผมทำใจได้ เป็นห่วงเพียงแม่คนเดียว สุดท้ายนี้ผมขออำนาจของหลวงพ่อทวดช่วยคุ้มครองแม่ผมให้มีสุขภาพที่แข็งแรง ปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บ มีอายุยืนยาวตลอดไปด้วยเทอญ”
รักและเทิดทูนแม่เสมอ
“ลูกแม่”
ข้อความนี้เป็นจดหมายฉบับสุดท้าย ที่ลูกเรือประมงไทยรายหนึ่งได้เขียนถึงแม่ของเขา ด้วยความหวังว่าจะได้กลับมาอยู่ดูแลแม่หลังจากออกจากคุกที่ประเทศอินเดีย แต่สุดท้าย…สิ่งที่ผู้เป็นแม่ได้รับกลับเป็นเถ้ากระดูกของลูกชายเพียงเท่านั้น…
นี่เป็นเพียงหนึ่งในจดหมายหลายฉบับของลูกเรือประมงไทยที่โดนกักกันและถูกจับกุมคุมขังอยู่ในคุกต่างแดน หลังจากที่เรือประมงที่พวกเขาทำงานถูกจับกุมในข้อหาลักลอบทำการประมงในเขตประเทศเพื่อนบ้าน การลดลงของทรัพยากรประมงในน่านน้ำไทยและการแย่งชิงอำนาจอธิปไตยในพื้นที่ทางทะเล ส่งผลกระทบมายังภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์มูลนิธิกระจกเงา บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเรือประมงไทย ”…หลังจากนั้นลูกเรือจะถูกจับติดคุก ถูกจับปล่อยเกาะ ที่อินโดนีเซียมีหลายเกาะ โดยเฉพาะมีเกาะหนึ่งชื่อ ’เกาะตรวน’ ที่นั่นมีลูกเรือไทยติดอยู่เป็นร้อยคน ติดทั้งคุก ติดทั้งแบบถูกปล่อยทิ้งไว้ ลูกเรือจะเขียนจดหมายกลับมาเพื่อขอความช่วยเหลือ บอกว่าจะมีทางไหนที่จะช่วยเหลือเขาได้บ้าง ที่อินโดนีเซียก็จะเป็นแบบว่า มึงต้องจ่ายเงินไถ่ คือไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะเจ้าหน้าที่เขาอยากให้ลูกเรือไถ่ตัว เขาต้องการเงิน ไม่ต้องการให้ติดคุก แต่เจ้าของเรือไม่สนใจ มึงถูกจับติดไป กูหาลูกเรือใหม่ เขาก็ติดคุกอยู่อย่างนั้น”
หากเราจะมองหาที่มาของปัญหา ก็คงนับตั้งแต่รัฐชายฝั่ง โดยเฉพาะรัฐเพื่อนบ้านของไทยได้เริ่มประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะ(Exclusive Economic Zone) และการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ทะเลหลวงและทะเลอาณาเขต กองเรือประมงไทยต้องประสบกับปัญหาการทำการประมงในน่านน้ำไกลเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่ทำการประมงซึ่งเดิมเคยเป็นทะเลหลวง ได้ตกอยู่ภายใต้สิทธิอธิปไตยของรัฐชายฝั่ง โดยการประกาศขยายเขตเศรษฐกิจจำเพาะของรัฐดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยสูญเสียพื้นที่ทำการประมงประมาณ 300,000 ตารางกิโลเมตร กองเรือประมงไทยต้องอพยพกลับมาทำประมงในเขตน่านน้ำไทย เกิดการแย่งชิงทรัพยากรประมงและพื้นที่ทำการประมงอย่างต่อเนื่อง จนบางครั้งมีการลักลอบเข้าทำประมงในเขตประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าในประเทศพม่า อินเดีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเชีย ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยได้ชื่อว่ามีกองเรือประมงที่มีขนาดใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน ความพยายามในการเจรจาความร่วมมือในการทำการประมงร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน พบว่ามีความสำเร็จน้อยมาก
เนื่องจากประเทศไทยไม่มีความชัดเจนในระบบการจัดการประมงทะเล การขาดความเป็นเอกภาพ กลายเป็นภาคธุรกิจเอกชนเป็นผู้ดำเนินการเจรจาทำประมงนอกเขตน่านน้ำในลักษณะการซื้อใบอนุญาตหรือจดทะเบียนเรือ 2 สัญชาติ ในที่สุดก็เกิดการสวมทะเบียนเรือปลอมลักลอบเข้าทำการประมง หรือความพยายามแสวงหาวิธีการลักลอบเข้าทำประมงในรูปแบบต่างๆ มีตัวเลขประมาณการว่ามีเรือประมงไทยลักลอบทำการประมงในน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้านมากกว่า 3,000 ลำ ลองคิดดูว่าหากเป็นบ้านเรามีเพื่อนบ้านมาลักลอบมากแบบนี้ จะทำอย่างไร…ไม่ได้หมายความว่าเห็นด้วยกับวิธีการจัดการของประเทศเพื่อนบ้าน…เพียงแต่รัฐบาลของเราใส่ใจเราแค่ไหนต่างหาก
จดหมายฉบับสุดท้ายนั้นคงสำหรับแรงงานประมงท่านที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่สำหรับแรงงานประมงอื่นๆ ที่ยังคงประสบชะตากรรมอย่างเดียวกันอยู่ในขณะนี้ และอาจจะไม่มีโอกาสได้เขียนจดหมายติดต่อบอกกล่าวถึงครอบครัวอันเป็นที่รักของเขาเลย ถึงเวลาแล้วหรือยังที่หน่วยงานภาครัฐจะได้ให้ความสำคัญต่อการจัดการประมงทะเลอย่างเป็นระบบ ใช่เพียงแต่เจรจาต่อรอง หรือคอยช่วยเหลือยามเมื่อเขาเหล่านั้นประสบชะตากรรม จนบางครั้ง…มันอาจจะสายไปแล้วก็ได้.
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/node/18939
7 March 2553 – 00:00
เรือนเพชรสุกี้ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่
จังหวัดเพชรบุรีไม่รู้ว่าจะมีถนนเพชรบุรีหรือเปล่า แต่ที่กรุงเทพฯ มีถนนเพชรบุรีที่เริ่มต้นตั้งแต่สี่แยกอุรุพงษ์ แล้วก็ยังมีถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ที่ต่อจากถนนเพชรบุรีเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว และถนนสายนี้ก็กลายเป็นถนนสายบันเทิงของกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยสวนอาหาร สถานอาบอบนวด และที่เกิดมาพร้อมๆ กับถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ก็คือร้านเรือนเพชรสุกี้ที่ยืนหยัดมาเป็นปีที่ 42 แล้ว
ที่ตั้งของร้านเรือนเพชรสุกี้ ถ้าวิ่งตรงมาจากประตูน้ำ ข้ามสะพานลอยสี่แยกอโศกเพชรให้
ชิดซ้าย จะเห็นร้านเรือนเพชรสุกี้อยู่ริมถนนซ้ายมือ ข้างหลังร้านมีลานจอดรถติดกับแอร์พอร์ตลิงค์ เจ้าของร้านคนปัจจุบัน คือ คุณสมบูรณ์ เลิศธนพันธุ์ ซึ่งเป็นผู้สืบทอดกิจการต่อจากคุณพ่อ คุณสมบูรณ์เล่าว่า เดิมทีคุณพ่อมีอาชีพทำสวน ปลูกพืชสวนครัว อาทิ พริก มะนาว
พอเบื่ออาชีพทำสวย ก็มาหาทำเลขายสุกี้ ก็ได้ทำเลสวยริมถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ซึ่งสมัยนั้นถือว่าเป็นถนนที่ตัดใหม่จริงๆ ร้านเรือนเพชรสุกี้จึงเริ่มเปิดเมื่อปี 2511 โดยเปิดครั้งแรกมีแค่ห้องแถว 2 ห้องเท่านั้น
ผิดกับปัจจุบันที่ต้องขยายข้างๆ ออกไปอีก 2 ห้อง ส่วนเหล่าเต๊งข้างบนก็แบ่งห้องเป็นสัดส่วน เพื่อรองรับลูกค้าให้ได้วันละกว่า 300 ที่นั่ง
เรือนเพชรสุกี้เป็นสุกี้แบบโบราณ แม้ว่าปัจจุบันจะเปลี่ยนจากเตาแก๊สเป็นเตาไฟฟ้าแล้วก็ตาม แต่สุกี้ร้านนี้ก็ยังคงยึดสูตรที่คุณพ่อคิดไว้กว่า 40 ปีแล้ว โดยเฉพาะสูตรน้ำจิ้มกับน้ำซุปที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของร้านนี้
น้ำจิ้มสุกี้ร้านนี้เป็นแบบเข้มข้น สำหรับคนที่ชอบรสจี๊ดจ๊าดก็ต้องสั่งพริกขี้หนูสับ กระเทียมสับ
และมะนาว ซึ่งใส่จานเล็กๆ มาเสิร์ฟให้ในราคาจานละ 20 บาท ส่วนน้ำจิ้มเติมได้ฟรีไม่มีอั้น
น้ำซุปสุกี้ร้านนี้ก็เป็นน้ำซุปโครงไก่ นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมซึ่งเป็นสูตรลับ ทำให้น้ำซุปร้านนี้
มีรสชาติหวานกลมกล่อม ซึ่งก็เติมได้ฟรีตลอดเวลาอีกเช่นกัน
ถ้าเป็นสุกี้สูตรโบราณเขาต้องสั่งเป็นชุดรวม ซึ่งมีทั้งหมู ไก่ เนื้อ ราคาชุดละ 110 บาท มีไข่ไก่ตอกมาให้เสร็จสรรพ ถ้าเป็นชุดรวมทะเลก็ชุดละ 120 บาท
แต่ถ้าจะสั่งเป็นจานๆ ไม่ว่าจะเป็นหมู ไก่ เนื้อ หรือซีฟู้ดก็ไม่ผิดกติกา ซึ่งมีเกือบ 50 อย่างให้เลือกสั่งอย่างจุใจ ผมสั่งชุดรวมเนื้อมา 1 ชุด แล้วยังแอบสั่งแบบเป็นจานๆ มาอีกต่างหาก โดยเฉพาะหัวปลาซึ่งอร่อยมาก
ส่วนผักก็มีให้สั่งเป็นชุดที่มีวุ้นเส้นรวมอยู่ด้วย หรือจะสั่งผักเป็นจานๆ ตามใจชอบก็ได้อีกนั่นแหละ แต่ผักหลักๆ ที่สั่งส่วนมากก็ไม่พ้นผักบุ้ง ต้นหอม ผักกาดหอม เห็ด ถ้าจะให้อร่อยกว่านั้นก็ต้องตั้งโอ๋ ซึ่งถือว่าเป็นผักที่มีเกรดสูงกว่า
ได้มาครบทุกอย่างตามที่สั่งแล้ว ก็เร่งไฟให้น้ำซุปเดือด แล้วใส่เนื้อใส่ผักลงไปต้มให้สุก แค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้นน้ำซุปก็เดือดปุดๆ จะเลือกกินผักกินเนื้อหรือซดน้ำซุปก็ตามใจ แต่ผมชอบกินผักก่อน เพราะถ้าปล่อยไว้นานผักจะเหี่ยว กินสุกี้ให้อร่อยต้องกินผักขณะที่ยังกรอบๆ
จัดการกับผักแล้ว ทีนี้ก็มาคิดบัญชีกับเนื้อนุ่มๆ และหัวปลาที่ต้มจนได้ที่ ใช้ตะเกียบคีบจากหม้อไฟฟ้า แล้วจิ้มน้ำจิ้มที่ปรุงรสแบบซูเปอร์ ส่งเข้าปากเคี้ยวขณะที่ยังร้อนๆ ก็มีความสุขโดยไม่ต้องมีน้องมีสุข แจ้งมีสุข มาอยู่ข้างๆ
ทีแรกผมคิดว่าเรือนเพชรสุกี้จะมีเฉพาะสุกี้เท่านั้น คุณสมบูรณ์บอกว่า ยังมีอาหารให้เลือกสั่งอีกมากมาย ชำเลืองไปที่โต๊ะข้างๆ เห็นน่องไก่สีแดงแจ๋ คุณสมบูรณ์บอกว่าเป็นเมนูน่องไก่เรือน
เพชร ที่หมักจนได้ที่แล้วน้ำมาทอด ราคาน่องละ 40 บาท
หอยจ๊อที่เรือนเพชรสุกี้ก็อร่อย ขายเป็นลูก ลูกละ 20 บาท เหมาะที่จะสั่งมากินแกล้มกับเบียร์เย็นๆ ยิ่งได้เด็กเชียร์เบียร์หน้าตาดีๆ มารินให้ยิ่งอร่อย
ปูผัดผงกะหรี่ก็น่าจะลองสั่งมาชิม ที่นี่ใช้ปูทะเลขนาดน้ำหนักตัว 6 ขีด ส่วนรสชาติปูผัดผงกะหรี่ร้านนี้จะอร่อยแค่ไหน อยากให้ไปลองชิมกันเอาเอง ราคาก็ไม่แพง แค่จานละ 450 บาทเท่านั้นเอง
เปรียบเทียบเรือนเพชรสุกี้กับสุกี้สมัยใหม่แล้ว กินสุกี้ที่เรือนเพชรอร่อยกว่า แถมยังถูกกว่า
อีกด้วย เพราะสถานที่ไม่ต้องไปเสียค่าเช่าแพงเหมือนสุกี้ดังๆ ในห้างหรู
เรือนเพชรสุกี้นอกจากที่เพชรบุรีตัดใหม่แล้ว ยังมีอีก 2 สาขาที่ถนนศรีนครินทร์ สมุทรปรา
การ และที่ซอยพัฒนาการ 20 ที่เมื่อก่อนเคยเป็นร้านกิมเจ็งเหลาของคุณวัฒนา อัศวเหม นั่นแหละ โทร.ถามรายละเอีดได้ที่ 0-2314-4274 และ 0-2314-5047.
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/node/18940
7 March 2553 – 00:00
ถ้ากล่าวถึง หญ้า แล้ว มักจะนึกถึงต้นไม้หรือพืชที่ขึ้นอยู่ตามพื้นดินที่เราไม่ได้ปลูก และมันมาเองด้วยความไม่พึงประสงค์ ก่อให้เกิดความรกหูรกตา ซึ่งเรามักจะตัดทิ้งหรือดายทิ้งกันอยู่เป็นประจำ
หญ้า หมายถึง พืชที่เกิดขึ้นตามพื้นดินพวกหนึ่ง ใบเป็นเส้นตรง มีชื่อเรียกต่างๆ กัน (ความหมายตามพจนานุกรมนักเรียนฉบับเพิ่มเติมคำศัพท์ปรับปรุงใหม่)
ทราบไหมว่า จริงๆ แล้วหญ้าที่เรารกหูรกตาต้องกำจัดทิ้งนี้ บางอย่างก็จัดเป็นพืชสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น หญ้าแฝก หรือหญ้าลาเวนเดอร์ของชาวยุโรป หญ้าดังกล่าวนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหย และผลิตเป็นน้ำหอมกลิ่นโด่งดัง บางอย่างก็จัดว่าเป็นยาสมุนไพรแสนวิเศษทีเดียว บางชนิดนำไปเข้ายาเพื่อเสริมฤทธิ์ยาในตำรับ บางชนิดก็มีสรรพคุณโดดเด่นใช้เป็นยารักษาโรคได้เลย พืชบางชนิดมีชื่อเรียกขึ้นต้นว่าหญ้า แต่อาจไม่ได้อยู่ในวงเดียวกับหญ้า บางชนิดอยู่ในวงเดียวกับหญ้า แต่มีชื่อเรียกอื่นก็มี นอกจากนี้แล้ว ในทางระบบนิเวศน์วิทยาหรือทางการเกษตร หญ้ายังช่วยรักษาความชุ่มชื้นหน้าดิน ลดการพังทะลายของหน้าดินได้
ด้วยอยากให้ท่านผู้อ่านได้ตระหนักถึงความสำคัญของหญ้าที่ขึ้นอยู่ตามบ้านเรา แล้วเราต้องตัดทิ้งเป็นกิจวัตร ลองหันมาดูสิว่าหญ้าที่เกิดขึ้นมานั้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง หรือบางชนิดอาจต้องหามาปลูกไว้ในบ้านเพื่อเก็บไว้ใช้ก็ได้
หญ้าหนวดแมว : ใช้ใบอ่อนมาทำเป็นใบชาชงน้ำดื่ม มีสรรพคุณช่วยขับนิ่วก้อนเล็กๆ จะถูกขับออกมาพร้อมปัสสาวะ ช่วยขับปัสสาวะ บำรุงไต ถ้านำทั้งต้น ต้มดื่มมีสรรพคุณ แก้โรคไต ขับปัสสาวะ รักษาโรคกระษัย รักษาโรคปวดตามสันหลังและบั้นเอว รักษาโรคนิ่ว รักษาโรคเยื่อจมูกอักเสบ ส่วนของใบ นิยมนำมาทำชา มีสรรพคุณ รักษาโรคปวดข้อ ปวดหลัง ไขข้ออักเสบ ลดความดันโลหิต รักษาโรคเบาหวาน ลดน้ำขับกรดยูริกแอซิดจากไต
ข้อควรระวังของการใช้หญ้าหนวดแมว คือ ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการโรคหัวใจ เนื่องจากมีสารโปแตสเซียมสูง และผู้ป่วยโรคไต ซึ่งต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
หญ้าแห้วหมู : ใช้ส่วนหัวที่อยู่ใต้ดิน มีน้ำมันหอมระเหยเป็นส่วนประกอบ สรรพคุณ แก้จุกเสียดแน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ บำรุงหัวใจ เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ธาตุพิการ ช่วยให้เจริญอาหาร ทำให้น้ำนมมาก ขับพยาธิไส้เดือน ขับลม ช่วยย่อยอาหาร ขับเหงื่อ แก้บิด ขับปัสสาวะ ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ พอกดูดพิษ ทาแก้แมลงกัด แก้กระษัย ส่วนของใบใช้ห้ามเลือด วิธีใช้อาจนำมาทำเป็นชาชงน้ำร้อนดื่ม หรือต้มกิน หรือบดเป็นผงใช้ชงกับน้ำร้อน
สรรพคุณตามตำรายาจีน ระบุว่า มีรสเผ็ดขมเล็กน้อย อมหวานเล็กน้อย รสสุขุม มีฤทธิ์ผ่อนคลายตับ มีฤทธิ์ปรับประจำเดือน แก้ปวด ใช้บรรเทาอาการเครียด ถ้านำหญ้าแห้วหมูไปผัดหรือนึ่งกับน้ำส้มตัวยาจะเข้าสู่ลมปราณของตับ เพิ่มฤทธิ์ผ่อนคลายตับ ระงับปวดและช่วยย่อยอาหาร เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้อง อาหารไม่ย่อย ธาตุพิการ
หญ้าคา : เป็นหนึ่งในยาสมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน สรรพคุณ ขับปัสสาวะ ในทางการแพทย์แผนจีนมีการนำไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคไตอักเสบ พบว่าได้ผลดี นอกจากนี้ยังช่วยรักษาอาการปัสสาวะเป็นหนอง และปัสสาวะเป็นเลือด แก้ดีซ่าน ในตำรายาไทยกล่าวว่า ทั้งต้น มีสรรพคุณแก้โรคไต แก้โรคมะเร็งคอ แก้ฝีประคำร้อย ดอก ขับปัสสาวะ แก้ไอ แก้อาเจียนเป็นโลหิต แก้มะเร็งในลำไส้ แก้ริดสีดวงต่างๆ ราก แก้ร้อนในกระหายน้ำ บำรุงไต แก้ดีซ่าน ตัวเหลืองตาเหลือง แก้อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
วิธีใช้นิยมนำมาทำเป็นชาชงน้ำร้อน หรือใช้ต้มดื่ม โดยเฉพาะคนที่ทำงานตากตรำ ดื่มเป็นประจำช่วยบำรุงไต แก้กะษัย
หญ้าหวาน : พืชให้ความหวาน เมื่อนำไปสกัดจะได้สารหวานที่เรียกว่า สตีวีโอไซด์ ซึ่งจะมีความหวานกว่าน้ำตาลทราย 100-300 เท่า ให้พลังงานต่ำ เหมาะที่จะใช้ทดแทนความหวานจากน้ำตาลในกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรังต่างๆ และกลุ่มที่ลดความอ้วน บ้างก็ใช้ใบแห้งปรุงกับใบชาอื่นๆ เพื่อเพิ่มความหวาน ซึ่งใบตากแห้งจะให้ความหวานต่ำกว่าสารสกัด มีความหวานเพียง 10-15 เท่าของน้ำตาล
หญ้างวงช้าง : วัชพืชข้างทางที่มนุษย์ไม่กี่คนมองแล้วอยากตั้งคำถามว่ามันสามารถใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ประโยชน์ของหญ้างวงช้างแก้ปากเปื่อย แก้ร้อนใน แก้แผลเปื่อย แก้ฝีมีหนอง แก้อาการเลือดตกในหรือช้ำในได้ ใช้ใบสดคั้นเอาน้ำใช้อมกลั้วคอแก้เจ็บคอ พอกฝี พอกแผล รักษาสิว รักษาโรคผิวหนังอื่นๆ ลดอาการอักเสบของพวกแผลมีหนอง ใช้ทั้งต้นต้มกิน สรรพคุณ แก้ไอ ขับปัสสาวะ แก้หอบหืด แก้ปอดอักเสบ แก้นิ่ว ใช้ดอกสดต้มกินช่วยขับประจำเดือน
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ต้านมะเร็ง ต้านเชื้อรา ไล่แมลง ลดการอักเสบ เร่งการสมานแผล
ขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิต คุมกำเนิด กระตุ้นมดลูกให้บีบตัว คลายกล้ามเนื้อเรียบ ยับยั้งการหดเกร็งของลำไส้ เป็นพิษต่อตับ
หญ้าแพรก : หญ้าที่มีความหมายแฝงถึงความอดทน ความเป็นผู้ต่ำต้อยที่ไม่มีวันตาย ใครเอาขอนไม้เอาอะไรมาวางทับไว้ หญ้าแพรกก็ยังสามารถเติบโตได้ จึงได้นำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของการไหว้ครู คนไทยรู้ว่าหญ้าแพรกมีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ แต่รู้ไหมว่ามีคุณค่าเป็นยาอย่างไรบ้าง
สรรพคุณ แก้ไข้ ขับปัสสาวะ แก้ไข้ ขับลม ลมชัก อาเจียนเป็นเลือด ใช้พอกบาดแผลจากหกล้มหรือกระทบกระแทก มีดบาด ช่วยห้ามเลือด สมานแผลทำให้แผลหายเร็วขึ้น แก้อัมพาตครึ่งตัว แขนขาชา ปวดเมื่อยกระดูก เอาทั้งต้นตากแห้งทำเป็นชา หรือบดเป็นผงใช้ชงเหล้ากินจะได้ผลมากขึ้น
นี่เป็นเพียงตัวอย่างหญ้าบางส่วน ที่เราเรียกกันว่าหญ้า ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการรักษาโรคได้ บางชนิดสามารถปลูกเป็นไม้ประดับอาคารบ้านเรือนให้สวยงามได้.
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/node/18941
7 March 2553 – 00:00
โลกเราวันนี้ ”พิลึกกึกกือ” ชอบกล ไหนจะแผ่นดินไหว-สึนามิ-เทือกเขาถล่ม เห็นเพื่อนร่วมโลกตายกันเป็นเบือ อย่างที่เกิดขึ้นกับประเทศ ”เฮติ-ชิลี-ไต้หวัน” ก็อดจะหวั่นใจไม่ได้ครับว่า สักวันหนึ่งมหันตภัยจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติมันอาจจะขยายวงคุกคามไปทั่วทุกปริมณฑลของโลก!
วันก่อนผมได้ยินจากรายการสารคดีทางทีวีช่องหนึ่ง คร่าวๆ ว่าภัยธรรมชาติเหล่านี้ หากเกิดขึ้นบ่อยๆ จะทำให้ “แกนโลกขยับเบนทิศ” ทำนองว่าเวลาโลกจะช้าลง พื้นที่สูงอาจจะกลายเป็นแอ่งน้ำขนาดมหึมา พื้นที่ราบต่ำ-ท้องทะเล-มหาสมุทร อาจจะมีแผ่นดินโผล่พ้นขึ้นมา!
ฟังแล้วก็ขนลุกซู่ครับ!…ไม่อยากจินตนาการเลยว่าในจังหวะที่แกนโลก “เบนทิศ” หรือ “ขยับตัว” แบบรุนแรงฉับพลัน อะไรมันจะเกิดขึ้นกับ “มนุษยชาติ”?
โศกนาฏกรรม-การวิ่งหนี เพื่อเอาชีวิตรอดของผู้คน และอะไรต่างๆ นานาที่อยู่บนโลกคงวินาศสันตะโรย่อยยับ สภาพคงไม่ต่างไปจากในภาพยนตร์เรื่อง “2012 วันสิ้นโลก” เป็นแน่
อย่าคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือแค่การจินตนาการวิตกนะครับ เพราะมันมีโอกาสเกิดขึ้นได้
ดูอย่างบ้านเราเมื่อหลายปีก่อน ใครจะคิดมาก่อนว่าอยู่ๆ จะมีคลื่น”สึนามิ” คร่าชีวิตพี่น้องร่วมแผ่นดินไปหลายหมื่นคน และขณะนี้ก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดแผ่นดินทรุดตัว เป็นหลุมลึกกว้างที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดแบบหาเหตุไม่ได้
แม้แต่สภาพอากาศช่วงนี้ก็ยังวิปริตผิดแปลกแบบไม่เคยพบเคยเจอมาก่อนในหลายปี อะไรมันจะ “ร้อนตับแตก” ได้ถึงขนาดนี้ กว่าจะคลายร้อนได้ก็ต้องทนกันอีก 2-3 เดือน เพราะร้อนปีนี้ที่บ้านเราคงยาวไปถึงต้นฝนเดือนพฤษภาคม..โน่นแหละ
ผมลองนึกเล่นๆ..ว่าบางทีหาก “แกนโลกขยับเบนทิศ” แบบฉับพลัน แม้อาจจะทำให้เกิดภาพน่าสะพึงกลัวดังกล่าวก็ตาม แต่มุมของคนขี้ร้อนหลายๆ คนอย่างบ้านเราและคนขี้หนาวอย่างฝรั่งตาน้ำข้าวบางคน ก็อาจจะภาวนาให้ “แกนโลกขยับเบนทิศ” เกิดขึ้นจริงๆ
เพราะถ้าสมมติฐานที่ว่าหากแกนโลกขยับเบนทิศ จะทำให้สภาพภูมิศาสตร์-เวลาเปลี่ยนไปแล้ว ผมก็ว่าสภาพภูมิอากาศในแต่ละขั้วโลกมันก็น่าจะมีโอกาสตาลปัตรกลับกัน จากร้อนกลายเป็นหนาวจัด จากหนาวกลายเป็นร้อนจัดได้เช่นกัน
ฉะนั้นคนขี้ร้อนในบ้านเรา วันดีคืนดีก็อาจจะได้ยล “หิมะ” ที่โปรยปรายลงมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ขณะที่ฝรั่งขี้หนาวก็ไม่ต้องทิ้งบ้านทิ้งช่องบินข้ามน้ำข้ามทะเล เพื่อมานอนตากแดดที่พัทยา-สมุยกันอีก เพราะบ้านเมืองของพวกเขาคงอยู่ในสภาพ ”ร้อนตับแตก”เหมือนที่บ้านเรากำลังเผชิญอยู่ขณะนี้เช่นกัน (ฮาไม่ออก)
นี่ว่าตามความรู้สึกผมนะ..ไม่ได้อ้างอิงวิทยาศาสตร์หรือมีความรู้เกี่ยวกับ ”แกนโลก” อะไรเลยแม้แต่น้อย ก็ในเมื่อนักวิทยาศาตร์เขาสรุปว่า “โลกกลม” ไม่แบน และ “หมุน” อยู่ตลอดเวลานั้น
ผมก็เลยนึกต่อไปว่า ถ้า “โลกกลม” และ “หมุน” ตลอดเวลา ฉะนั้นมันก็น่าจะมี “แกน” หรืออะไรสักอย่างคอยยึด เพื่อไม่ให้การหมุนของโลกเร็ว-ช้า-สะเปะสปะ-ไม่มีทิศทาง ซึ่งอาจจะไปรุกล้ำพุ่งชนอาณาจักรของดาวดวงอื่นๆ จนทำให้สิ่งมีชิวิต (มีหรือไม่ผมก็ไม่ทราบ) ในสังกัดดวงดาวเหล่านั้นไม่พอใจ ก่อให้เกิดสงครามระหว่างดวงดาวพุ่งรบกันจนจักรวาลแตกสลายไปก็ได้ (อันนี่ผมก็นึกเอา ฮิฮิ..)
อุปมาอุปไมยถึงคุณสมบัติ “แกนโลก” ให้ชัดขึ้น ผมว่าคงคล้ายๆ กับ “เพลารถ” ที่คุมการหมุนเคลื่อนไปของล้อรถ ลองนึกดูขณะที่รถกำลังแล่นอยู่ดีๆ หาก ”เพลา” เกิดเคลื่อนหักหรือหลุดออกมากะทันหัน สภาพของคนที่อยู่ภายในรถกับมนุษย์ที่อยู่บนโลกขณะแกนโลกขยับเบนทิศแบบฉับพลัน มันคงเป็นอะไรที่น่าสยดสยองไม่น้อย
เรื่องเขย่า “จักรวาล” เช่นนี้หากปุ๊บปั๊บฉับพลันขึ้นมา เราๆ ท่านๆ คงไม่สามารถป้องกันและรับมือได้เป็นแน่ ต้องฝากความหวังไว้ที่บรรดานักวิทยาศาสตร์ในสาขาที่เกี่ยวข้อง และองค์การนาซา ที่เขาวิจัยศึกษาความเป็นไปของโลก-จักรวาลจะดีกว่า
แต่ระดับพวกเรา ผมว่ามาช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อชะลอหรือยืดอายุชั้นบรรยากาศที่เรียกว่า “ชั้นโอโซน” ไว้ใช้เพื่อป้องกันเปลวเพลิงจากดวงอาทิตย์ ก็น่าจะพอไหว
เพราะอาการที่เรียกว่า “ร้อนตับแตก” อย่างที่เรากำลังเผชิญกันอยู่ขณะนี้เป็นเพราะชั้นโอโซนกำลังถูกแหย่เซาะทำลาย อันมาจากน้ำมือมนุษย์เราทั้งหลายแหล่ ที่เผาผลาญแปลงสภาพทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ แม่น้ำ แร่ธาตุ แม้กระทั่งอากาศ เพื่อตอบสนอง “กิเลส” หรือความสุขสบายเพียงแค่ช่วงอายุขัยของตัวเอง
หาได้คำนึงถึงคนรุ่นต่อๆ ไปอีก 10 ปี 100 ปี หรือ 1,000 ปี (หากโลกใบนี้ไม่แตกเสียก่อน) จะดำรงชีวิตท่ามกลาง “สิ่งแวดล้อม” อะไร หากสิ่งที่เรียกว่า “ทรัพยากรธรรมชาติ” ของโลกใบนี้ได้ถูกเผาผลาญทำลายไปสิ้นแล้ว
ฉะนั้นแล้วผมว่ายังไม่สายเกินไป..หากปัจเจกอย่างเราๆ ท่านๆ หรือกลุ่มองค์กร หน่วยงานของรัฐ จะหันมาเอาใจฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจัง แม้จะไม่เห็นผลทันตา แต่อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการ ”ไถ่บาป” ต่อบรรยากาศ “ชั้นโอโซน” ที่ปกป้องมนุษย์จากเปลวเพลิงของดวงอาทิตย์มาไม่รู้ต่อกี่ล้านๆ ปี แต่พวกเรากลับกำลังทำลายล้างมันด้วยตัวเอง
แต่ก็อีกนั่นแหละ..การจะเรียกหาสำนึกรับผิดชอบต่อสิ่งที่ไม่ได้ทำให้ “กระเป๋าตุง” ขึ้นมาทันตาเห็น สำหรับผู้คนในสังคมไทย มันเป็นอะไรที่ยากยิ่งกว่ายากเสียอีก
อย่าว่าแต่ผู้คนธรรมดาหาเช้ากินค่ำทั่วไปเลย แม้แต่บรรดาเอ็นจีโอนักอนุรักษ์ นักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย แทนที่จะร่วมไม้ร่วมมือกันผลิตผลงาน สร้างงานวิจัย รณรงค์กันอย่างแข็งขัน กลับมาเสียเวลาทะเลาะเบาะแว้งกันเอง เพียงเพราะความเห็นต่างเรื่อง “มาตรา 7″ โธ่เอ๋ย!
นึกเล่นๆ อีก แต่รอบนี้จริงจัง..ถ้าเผื่อข่าวน้ำเลี้ยงหลักร้อยล้านไหลเข้าม็อบเสื้อแดงเป็นจริง หาก ”คุณพี่สามเกลอ” อยู่ๆ ท่านเกิดมีสำนึกรักธรรมชาติสิ่งแวดล้อมขึ้นมาฉับพลัน นำเงินที่กั๊กไว้ออกมาซื้อต้นไม้สัก ”ล้านต้น” แจกให้คนเสื้อแดงที่จะมากันเป็น “ล้านคน” ไปคนละต้นปลูกที่บ้านใครบ้านมัน ไม่ต้องมานั่งทนนอนทนที่เมืองกรุง ท่ามกลางอากาศที่ “ร้อนตับแตก” เพียงเพื่อ “คุณทักษิณ” ให้ผู้คนเขาเบื่อ รำคาญ กังวลกันอีกต่อไป
ถ้าทำแบบนี้ได้ ผมว่าจะช่วยให้ประเทศไทยและโลกใบนี้อบอุ่นขึ้นเป็นโขเลย.
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/node/18942
7 March 2553 – 00:00
เป็นธรรมเนียมที่ใกล้ช่วงเทศกาลงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติทุกปีจะต้องมีการประกาศผลการประกวดหนังสือดีเด่นประจำปี ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
สำหรับในปี คณะกรรมการพิจารณาตัดสินการประกวดหนังสือดีเด่นประจำปี พ.ศ.2553 ได้ตัดสินผลการพิจารณา ซึ่งปีนี้มีสำนักพิมพ์และหน่วยงานต่างๆ 93 แห่งส่งหนังสือเข้าประกวดหนังสือดีเด่น 13ประเภท รวมจำนวนทั้งสิ้น 444 เรื่อง
ผลการตัดสินปรากฏดังนี้ ประเภทหนังสือสารคดี มีหนังสือส่งเข้าประกวด 53 เรื่อง ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัลดีเด่นรางวัลชมเชยมี 3 รางวัล เครื่องกลไกคลาสสิค ของ อเนก นาวิกมูล, ชีวิตทนง “อหังการ์ของหัวใจ ที่ร่างกายไม่อาจกักขัง”ทนง โคตรชมพู ของ ภานุมาศ ภูมิถาวร, ท่องแดนมังกร : Silk Road เส้นทางสายแพรไหมในซินเจียง ของ ปริวัฒน์ จันทร
ประเภทหนังสือนวนิยาย ส่งประกวดทั้งหมด 37 เรื่อง ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล ดังนี้ รางวัลชมเชยมี 3 รางวัล กุสาวดี แผ่นดินนี้ยังมีรัก ของ เรซิน, จ้าวจตุรทิศ ภาคสุริยคราสของ รัณ ศยา, ในสวนเมฆ ของ ชมัยภร แสงกระจ่าง
หนังสือกวีนิพนธ์ ส่งประกวดทั้งหมด 10 เรื่อง ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล รางวัลชมเชย มี 3 รางวัล ได้แก่ บทเพลงของการโบกบิน ของ ชัยพร ศรีโบราณ, พงศาวดารพิภพ ของ ธีรภัทร เจริญสุข, หนทางและที่พักพิง ของ อังคาร จันทาทิพย์
หนังสือรวมเรื่องสั้น ส่งประกวดทั้งหมด 11 เรื่อง รางวัลดีเด่น ได้แก่ 1 CM ของ โอสธี รางวัลชมเชย มี 2 รางวัล ได้แก่ นักประดิษฐ์ ทุกคนเป็นสิ่งประดิษฐ์ ของ ภูฉาน พันฉาย, พ่อเป็นหมอ ของ ธาดา เกิดมงคล
หนังสือสำหรับเด็กเล็ก อายุ 3-5 ปี ส่งประกวดทั้งหมด 92 เรื่อง รางวัลดีเด่น ได้แก่ ตุ๊กแกกั๊บแจกลาย ของ คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ รางวัลชมเชย มี 3 รางวัล ได้แก่ ป่าเปลี่ยนสี ของปรีดา ปัญญาจันทร์, มามะท้า ตั้งไข่ ของ เอื้อพร สัมมาทิพย์ และคณะ, สี่เกลอ พิสดาร ของ ชีวัน วิสาสะ
หนังสือบันเทิงคดี สำหรับเด็กอายุ 6-11 ปี ส่งประกวด 28 เรื่อง รางวัลดีเด่น ได้แก่ ชมพู่วันเพ็ญ ของ ดำรงศักดิ์ บุญสู่ รางวัลชมเชย มี 3 รางวัล กระต่ายน้อยนอนไม่หลับ ของ อธิษฐาน ปกป้อง, ความดีสีเหลืองส้ม ของ รัตนา คชนาท, ม็อกซ์แมวมหัศจรรย์ ของ สุมาลี
หนังสือสารคดี สำหรับเด็กอายุ 6-11 ปี ส่งประกวด 12 เรื่อง ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล รางวัลชมเชย มี 3 รางวัลจินตนาการ : สานสรรค์การ์ตูนรูปสัตว์ของครูอ๋า ของ สิทธิพร กุลวโรตตมะ, ดอกไม้ริมทาง ของลุงมวล, ดาวน้อยสีน้ำเงิน ของ เดซี่
หนังสือบันเทิงคดีสำหรับเด็กวัยรุ่น อายุ 12-18 ปี ส่งเข้าประกวดทั้งหมด 24 เรื่อง รางวัลดีเด่น ได้แก่ แผ่นดินพ่อ ของ ญิบ พันจันทร์ รางวัลชมเชย มี 3 รางวัล กล้องส่องทางใจ ของ สิริพันธุ์ สุนทรวิจิตร, รุ้งสายฝน ของ ณรงค์ฤทธิ์ ศักดารณรงค์,ลมแล้งเริงระบำ ของจตุพร แพงทองดี
หนังสือสารคดีสำหรับเด็กวัยรุ่น อายุ 12-18 ปี ส่งเข้าประกวด 9 เรื่อง ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล รางวัลชมเชย มี 1 รางวัล ได้แก่ 78 ตารางวา ของ คณา คชา หนังสือบทร้อยกรองสำหรับเด็กวัยรุ่น อายุ 12-18 ปี ส่งเข้าประกวด 4 เรื่อง รางวัลดีเด่น ได้แก่ ของขวัญจากหัวใจ ของ วรวุฒิ ภักดีบุรุษ รางวัลชมเชย มี 1 รางวัล ได้แก่ น้ำในสำนวนไทย ของสุวัฒน์ ไวจรรยา
หนังสือการ์ตูนหรือนิยายภาพ ส่งเข้าประกวด 61 เรื่อง รางวัลดีเด่น ได้แก่ การ์ตูนประวัติศาสตร์ชาติไทย ยุคสุโขทัย เล่มที่ 1กำเนิดสุโขทัย การรวมตัวของคนไทย ของ สละ นาคบำรุง รางวัลชมเชย มี 3 รางวัล การ์ตูนประวัติศาสตร์ชาติไทย ยุคอยุธยาเล่มที่ 1 กำเนิดกรุงศรีอยุธยา “ปฐมราชวงศ์กรุงศรีอยุธยา” ของ สละ นาคบำรุง, พระสังกัจจายน์ ของ โอม รัชเวทย์, โรงเรียนเม็ดกวยจี๊คูณ 3 ของ อิทธิวัฐก์ สุริยมาตย์
หนังสือสวยงามทั่วไป ส่งเข้าประกวดทั้งหมด 23 เรื่อง รางวัลดีเด่น ได้แก่ เดินตามฝัน ของ ระวีวรรณ ประกอบผล รางวัลชมเชย มี 3 รางวัล พระของประชาชน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ของ ศิริวรรณ สุขวิเศษ,พระมหามณฑปพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร สถิตศรัทธาสถาพร ของ วิศิษฎ์ ลิ้มประนะ และคณะ, สารานุกรมภาพลายเส้น สถาปัตยกรรมรัตนโกสินทร์ เล่ม 1 บ้าน ของ ธีรศักดิ์ วงศ์คำแน่น
หนังสือสวยงามสำหรับเด็ก ส่งประกวดทั้งหมด 80 เรื่อง รางวัลดีเด่น ได้แก่ ดอกไม้ริมทาง ของ ลุงมวล รางวัลชมเชย มี 3 รางวัลข้าวเพียงเมล็ดเดียว ของ สมบูรณ์ ศิงฆมานันท์, นิทานจากโลกตะวันออก ของ รัตนาคชนาท, มหัศจรรย์ รามเกียรติ์สำหรับเด็กของ ปิติพร วทาทิยาภรณ์
รวมทั้งหมด ปีนี้มีหนังสือได้รางวัลดีเด่น 8 เรื่อง รางวัลชมเชย 34 เรื่อง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ ได้ตั้งข้อสังเกตการ์ตูนหนังสือสวยงามสำหรับเด็ก และนวนิยาย มีผู้ผลิตหนังสือส่งเข้าประกวดมากขึ้นและยังมีคุณภาพดีขึ้นด้วย ทั้งในแง่ของเนื้อหาสาระ การจัดทำรูปเล่ม ภาพประกอบ แง่คิดเชิงสร้างสรรค์ ทั้งนี้ ผู้ชนะการประกวดหนังสือดีเด่นจะได้รับโล่รางวัล พร้อมเงิน 30,000 บาท รางวัลชมเชย ได้รับเกียรติบัตรพร้อมเงิน 10,000 บาท ผู้ได้รับรางวัลได้เข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันพิธีเปิดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 38 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 8 ในวันศุกร์ที่ 26 มีนาคมนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร.
13.874246
100.669851
http://www.thaipost.net/node/18573
28 February 2553 – 00:00
อย่าเสียเวลาเรียนสมาธิแบบนกแก้วนกขุนทอง
สมาธิแม้จะเป็นเรื่องที่มนุษย์ทุกคนสามารถเข้าถึงกันได้ แต่ในการที่จิตจะดำเนินเข้าสู่สภาวะแห่งจิตเดิมแท้นั้น กลับไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่แค่เพียงนั่งหลับตาแล้วจะสามารถเข้าถึงได้ ต้องอาศัยกระบวนการในการอบรมจิตตามแนวทางการปฏิบัติจิตภาวนา และปัญญาภาวนาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำการปฏิบัติแก่ชาวโลกเอาไว้
ในปัจจุบันจะเห็นว่ามีผู้คนต่างให้ความสนใจในการปฏิบัติสมาธิภาวนากันมากขึ้น ด้วยเพราะเริ่มตระหนักถึงสัญญาณเตือนภัยของธรรมชาติที่ปรากฏให้เห็นเป็นระยะๆ ว่า โลกของเรากำลังจะแปรเปลี่ยนเข้าสู่ยุคที่โลกจะได้รับผลกระทบจากพลังทำลายล้างของมหาจักรวาล ซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามวิถีธรรมชาติที่การโคจรของดวงดาวทุกดวงในมหาจักรวาลนี้จะต้องเดินทางกลับมายังจุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เมื่อผู้คนในยุคนี้เกิดการรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวดังกล่าว จึงหันมาให้ความสนใจในเรื่องราวของจิตวิญญาณเพิ่มขึ้น ด้วยมุ่งหวังที่จะแสวงหาปัญญาเพื่อความรู้แจ้งเห็นจริง อันเป็นปัญญาที่จะนำพาตนเองและครอบครัวให้พ้นจากทุกข์นานาประการที่จะเกิดขึ้นกับโลกของเราในภายภาคหน้า
อีกทั้งในยุคนี้ก็เป็นยุคที่ผู้คนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง จนราวกับมีหูทิพย์ตาทิพย์ตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงพยากรณ์เอาไว้ เพียงแต่เป็นหูทิพย์ตาทิพย์ด้วยเครื่องมือสื่อส
ารทางอิเล็กโทรนิกส์ที่สามารถติดต่อสื่อสารทั้งภาพและเสียงได้ทั่วโลก พวกเราซึ่งเป็นมนุษย์ในยุคนี้ จึงมีหูทิพย์ตาทิพย์กันเกือบทุกคน แต่ถึงอย่างไรก็ต้องขอบคุณเทคโนโลยีอันทันสมัยที่ช่วยให้ความรู้เรื่องธรรมะสามารถแผ่ขยายไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว
แต่ที่น่าเสียดายคือ สมาธิส่วนใหญ่ที่เรากำลังสัมผัสกันอยู่ในยุคปัจจุบันนี้ กลับเป็นสมาธิแบบนกแก้วนกขุนทองที่มีผู้สอนเป็นคนประเภทอ่านมากแล้วจำเก่ง และชอบมาอวดอ้างตัวว่าเป็นครูบาอาจารย์ จึงนับว่าเป็นโชคร้ายของผู้ที่ตั้งใจในการปฏิบัติ แต่กลับหาครูบาอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถไม่ได้ เพราะในเมื่อครูบาอาจารย์ทำสมาธิภาวนาไม่เป็น คือไม่อาจเข้าถึงความเดิมแท้แห่งจิตได้จริงแล้ว ก็ย่อมจะไม่สามารถตอบคำถามของผู้ปฏิบัติได้เลย เพราะคำตอบของคำถามเ
หล่านั้นไม่อาจที่จะหาอ่านได้ตามหนังสือหรือตำรับตำราใดๆ ทั้งสิ้น คำถามที่เป็นข้อสงสัยที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัตินั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในการปฏิบัติได้อย่างแท้จริงเท่านั้น จึงจะสามารถตอบปัญหาและแก้ปัญหาข้อข้องใจจากการปฏิบัติสมาธิภาวนาได้
ในภาวะที่สังคมขาดครูบาอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงในการปฏิบัติสมาธิภาวนาจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากผู้ที่มีความสนใจในการปฏิบัติธรรมจะหันไปพึ่งพาครูบาอาจารย์ที่เป็นเพียงนกแก้วนกขุนทองที่เก่ง แต่การเน้นสร้างภาพภายนอก แต่ไม่มีภูมิความรู้อะไรเลยในการปฏิบัติ
ผู้ปฏิบัติที่หลงเข้าไปปฏิบัติจิตภาวนาในสำนักเหล่านี้จึงไม่มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติ หรือหากก้าวหน้าก็เป็นการก้าวหน้าที่ผิดทาง เช่น การเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในภาพมายานิมิตกสิณ คิดยึดมั่นคิดเป็นจริงในภาพมายาเหล่านั้น ไม่ยอมปล่อยวางภาพมายา ทั้งๆ ที่ควรใช้เป็นแค่อุบายกรรมฐานซึ่งส่งเราจนข้ามฝั่งมาได้ก็พอ
ทีนี้พอเราไม่ยอมปล่อยเรือลำนั้นทิ้งไป แต่กลับแบกเอาเรือลำนั้นขึ้นฝั่งไปกับเราด้วย ผลเสียที่จะตามมาก็คือ ในไม่ช้าผู้ปฏิบัติก็จะต้องหวนกลับลงไปในแม่น้ำใหม่ เพราะยังยึดมั่นถือมั่นในความสะดวกสบายของเรือลำนั้นอยู่ ตราบใดที่ยังไม่ยอมปล่อยวาง การปฏิบัติก็ย่อมไม่อาจที่จะก้าวหน้าต่อไปได้
เราเสียเวลากับการสร้างภาพของพวกนกแก้วนกขุนทองกันมาเป็นเวลานานแล้ว ในเมื่อจุดประสงค์ของพวกเขาคือการเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากความเชื่อและความศรัทธาของผู้คน จึงเป็นหน้าที่ของผู้ปฏิบัติที่จะต้องใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองข้อมูล และเลือกเรียนกับครูบาอาจารย์ผู้มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติสมาธิภาวนาอย่างแท้จริง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปเสียเวลาเรียนสมาธิแบบนกแก้วนกขุนทองที่เก่งตามเนื้อหาในตำรับตำรา เก่งแต่พระไตรปิฎก แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับทำสมาธิจิตไม่เป็น
เทคนิคง่ายๆ ที่จะใช้เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจคือ ให้สังเกตดูว่าหากเป็นการสอนแบบนกแก้วนกขุนทองแล้ว ผู้สอนมักจะพูดเรื่องราวของตำนานเก่ง รู้คำศัพท์แปลกๆ มีความสามารถในการจดจำรูปแบบเก่ง ทั้งบทความบทกลอน เอาไว้โอ้อวดการโต้วาที สิ่งใดมีกี่แบบกี่อย่างจะพูดได้อย่างช่ำชอง และชอบแสดงปัญญาในการตีความพระไตรปิฎกว่าตนตีความและจินตนาการได้เก่งกว่า แต่จะนำการปฏิบัติสมาธิภาวนาได้แค่พื้นๆ หากเป็นการถามคำถามที่เกิดจากการที่ผู้ปฏิบัติจิตภาวนาจริงๆ แล้ว นกแก้วนกขุนทองจะตอบไม่ได้เลย หรือถึงตอบได้แต่จะเป็นเพียงคำถามธรรมดาทั่วไปที่เคยอ่านมาจากหนังสือ
หากไม่เชื่อก็ให้ท่านลองทดสอบดูว่า อะไรที่เป็นคำถามที่ไม่มีปรากฏในตำรับตำราหรือในหนังสือในพระไตรปิฎกแล้ว นกแก้วนกขุนทองจะไม่มีภูมิปัญญาความรู้ในการแก้ไขและตอบปัญหาเหล่านั้นเลย เพราะในตำรามันไม่มีคำเฉลยของคำตอบให้นกแก้วนกขุนทองอ่าน.
13.874246
100.669851