ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

มช.เจ๋งผุดเครื่องต้นแบบ ผลิตน้ำตาลจากลำไยช่วยเกษตกร กุมภาพันธ์ 14, 2013

http://www.thairath.co.th/content/edu/320567

16 มกราคม 2556, 12:30 น.
Pic_320567

มช.ประสบความสำเร็จคิดค้นเครื่องต้นแบบผลิตน้ำตาลจากลำไย ช่วยเกษตรภาคเหนือแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ รวมถึงการพัฒนาการแปรรูปให้เป็นน้ำตาลน้ำเชื่อมและผง…

เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2556 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพพล เล็กสวัสดิ์ หัวหน้าสำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยถึง โครงการโรงงานต้นแบบ ถ่ายทอดเทคโนโลยีอุตสาหกรรมน้ำตาลลำไย ว่า ได้ประสบความสำเร็จในการคิดค้นเครื่องต้นแบบ ซึ่งเป็นนวัตกรรมความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆตามยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดล้านนา ในการผลิตและคิดค้นเครื่องแปรรูปสำหรับการผลิตเป็นน้ำตาลจากลำไย เพื่อช่วยเหลือผู้ปลูกลำไยในภาคเหนือ โดยเฉพาะเกรด บี และ เกรด ซี ที่มีราคาถูก นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยพัฒนากระบวนการสกัดน้ำตาลจากผลสดแปรรูปเป็นน้ำตาลผลไม้ ทั้งในรูปน้ำเชื่อม และน้ำตาลผง เป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหาผลผลิตสดล้นตลาด และราคาตกต่ำ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวภูมิภาค
  • 16 มกราคม 2556, 12:30 น.
 

ปลิงขาว..ประมงทำได้ เลี้ยงคู่ปูม้า..กก.ละ3พัน

http://www.thairath.co.th/content/edu/320349

16 มกราคม 2556, 05:00 น.
Pic_320349

ปลิงขาว…สัตว์ทะเลเป็นที่ต้องการของนักเปิบชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ และไต้หวัน ทั้งยังนำมาเป็นยาแผนโบราณตามความเชื่อของชาวจีนได้อีก ที่ผ่านมาเลยถูกไล่ล่าจนเสี่ยงสูญพันธุ์สูง

แต่วันนี้ปลิงขาวมีอนาคตที่จะรักษาเผ่าพันธุ์ให้คงอยู่ได้แล้ว ด้วยสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง สามารถเพาะพันธุ์เพื่อนำไปปล่อยในแหล่งธรรมชาติได้แล้ว โดยการนำพ่อ-แม่พันธุ์จากทะเลลึกมาศึกษาวิจัยขยายพันธุ์

และเพื่อลดการล่าจับในแหล่งธรรมชาติ กรมประมงได้หาวิธีส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงได้เองด้วย โดย นายเชาว์ ศรีวิชัย หัวหน้ากลุ่มวิจัยและพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง ได้นำข้อมูล “โครงการระบบการผลิตปูม้าเพื่อเป็นอาชีพที่ยั่งยืน” มาวิเคราะห์แล้วพบว่า สามารถเลี้ยงปลิงขาวให้อยู่ร่วมกับปูม้าได้ แบบต้นทุนไม่สูงขึ้น

พร้อมกับนำมาให้ชาวบ้านเกาะสาหร่าย บ้านบากันใหญ่ อ.เมือง จ.สตูล เลี้ยงปลิงขาวในคอกปูม้า…เนื่องจากในอดีตบริเวณนี้ มีปลิงขาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ถูกชาวบ้านจับขายจนแทบไม่เหลือ

โดยนำลูกปลิงขาวที่กรมประมงเพาะพันธุ์ได้ มาให้กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงปูม้าคอกทดลองเลี้ยง ปรากฏว่า เพียงแค่ให้ได้กินแค่เศษอาหารที่เหลือจากปูม้า ปลิงขาวมีอัตราการเจริญเติบโตรวดเร็วดี

นอกจากจะไม่ต้องซื้ออาหารมาเลี้ยงปลิงขาวเป็นการเฉพาะแล้ว การให้กินเศษอาหารที่เหลือจากปูม้า ยังเป็นการช่วยกำจัดอาหารเน่าเสียไม่ให้ตกค้างไปในตัวอีกด้วย

แต่การเลี้ยงต้องแบ่งคอกออกเป็น 2 ชั้น คอกชั้นบนส่วนที่อยู่ในน้ำลึก 1-2 เมตร ใช้เป็นส่วนที่เลี้ยงปูม้าในตะกร้า คอกชั้นล่างใช้เลี้ยงปลิงขาว ทำเป็นกระชังตาข่ายถี่ เพื่อป้องกันปลิงขาวหลุดรอดออกจากตาข่าย

การเลี้ยงจะให้เวลาประมาณ 8-9 เดือน จะได้ปลิงขาวขนาดลำตัว 10-12 นิ้ว หรือความยาวประมาณ 30 เซนติเมตร น้ำหนักตัวละ 8 ขีด  ถึง 1 กิโลกรัม จึงจะสามารถนำออกมาจำหน่ายได้

และเมื่อปลิงขาวโตเต็มที่ จะต้องใช้ปลิงสด 8 กิโลกรัม เพื่อทำเป็นปลิงแห้งหนัก 1 กิโลกรัม ที่จะมีสนนราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 3,000 บาท เลยทีเดียว

แม้จะใช้เวลานานกว่าเลี้ยงปูม้า ที่ใช้เวลาแค่ 4 เดือนก็ขายได้แล้ว…แต่การเลี้ยงปลิงทะเลนับว่าเป็นอีกรายได้เสริมที่ดีไม่น้อย เพราะไม่ต้องลงทุนในเรื่องค่าอาหารเพิ่มแต่อย่างใดทั้งสิ้น.

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน
  • 16 มกราคม 2556, 05:00 น.
 

ฉลอง 51 ปี อาชีพพระราชทาน

http://www.thairath.co.th/content/edu/320126

15 มกราคม 2556, 05:30 น.
Pic_320126

นายนพดล ตันวิเชียร รองผู้อำนวยการ  รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า ในโอกาสครบรอบ 51 ปี “วันโคนมแห่งชาติ” ในปีนี้ อ.ส.ค. ได้กำหนดจัดงานประจำปีขึ้น ระหว่างวันที่ 18-27 มกราคม 2556 ณ องค์การส่งเสริมกิจการโคนม อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ภายใต้แนวคิด “อ.ส.ค.รวมพลังผู้เลี้ยงโคนมน้อมนำอาชีพพระราชทานสู่อาเซียน” โดยสมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระ ราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดงานในวันศุกร์ที่ 18 มกราคมนี้

สำหรับกิจกรรมภายในงานมีมากมายทั้งด้านการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบิดาแห่งการโคนมไทย การเลี้ยงโคนมในเขตภูมิภาคอาเซียน เช่น ประเทศเวียดนาม มาเลเซีย การแสดงนวัตกรรมเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไทย เช่น Olive’s Milk โยเกิร์ตพร้อมดื่มผสมคอลลาเจน ฟาร์มโคนมต้นแบบ รวมถึงการสัมมนาวิชาการในหัวข้อ “รวมพลัง ผู้เลี้ยงโคนมน้อมนำอาชีพพระราชทานสู่อาเซียน” การประกวดโคนม ตลาดนัดโคนม เพื่อแสดงการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ของประเทศในงานดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเสริมสร้างกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เสริมสร้างพลานามัย สมองของเยาวชน ทาง อ.ส.ค.ได้ร่วมกับองค์การพิพิธภัณฑ์ วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) จัดทำโครงการใช้ทรัพยากรและความร่วมมือระหว่างกันของรัฐวิสาหกิจขึ้น ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพเยาวชน สังคมไทยสู่สังคมแห่งภูมิปัญญา การเรียนรู้เป็นการเตรียมพร้อมต้อนรับสู่การค้าเสรีในอาเซียน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเกษตร
  • 15 มกราคม 2556, 05:30 น.
 

ชาวนาไทยทำได้ 1.5 ตันต่อไร่..ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี

http://www.thairath.co.th/content/edu/320124

15 มกราคม 2556, 05:00 น.
Pic_320124

นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการรวบรวมเทคโนโลยีการผลิตข้าวที่ใช้น้ำหมักและปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี แต่ได้ผลผลิตสูง เพื่อนำมาเป็นต้นแบบส่งเสริมและเผยแพร่แก่เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบ หมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร, กรมการข้าว, กรมพัฒนาที่ดิน และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้จัดการประกวดผลผลิตข้าวนาปี ฤดูการผลิต 2555/56 ในช่วงเวลาเก็บเกี่ยว 1 กันยายน-15 พฤศจิกายน 2555

ผลการลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงประกวด ประเภทผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่สูงสุด (ที่ความชื้น 25%) อันดับ 1 นางบุญสม ขาวบริสุทธิ์ จังหวัดสุพรรณบุรี ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,520.31 กก./ไร่ หักต้นทุนแล้วเหลือกำไรสุทธิ 12,801 บาทต่อไร่, อันดับ 2 นายถนอม ยังเจริญ จังหวัดสมุทรปราการ ได้ผลผลิต 1,346.87 กก./ไร่ ได้กำไรสุทธิ 13,024 บาทต่อไร่, อันดับ 3 นายทวี ประสานพันธ์ จังหวัดอุบลราชธานี ผลผลิตเฉลี่ย 1,323.25 กก./ไร่ มีกำไรสุทธิ 13,431 บาทต่อไร่

ส่วนประเภทต้นทุนการผลิตเฉลี่ยต่อกิโลกรัมต่ำสุด (ที่ความชื้น 25%) อันดับ 1 นายกำพล ทองโสภา จังหวัดสุพรรณบุรี ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 2.71 บาท/กก. ได้ผลผลิต 1,314.65 กก./ไร่ มีกำไร 13,199 บาท/ไร่, อันดับ 2 นายธำรง ทัศนา จังหวัดราชบุรี มีต้นทุนเฉลี่ย 3.01 บาท/กก. ผลผลิตเฉลี่ย 1,161.87 กก./ไร่ กำไรสุทธิ 11,317 บาท/ไร่ อันดับ 3 นายถนอม ยังเจริญ จังหวัดสมุทรปราการ ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 3.08 บาท/กก. ผลผลิตเฉลี่ย 1,346.87 กก./ไร่ ได้กำไรสุทธิ 13,024 บาท/ไร่.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเกษตร
  • 15 มกราคม 2556, 05:00 น.
 

ลัวะแห่งดอยภูคา อีกต้นแบบเกษตรพื้นที่สูง

http://www.thairath.co.th/content/edu/319899

14 มกราคม 2556, 05:00 น.
Pic_319899

วิถีชีวิตคนบนดอย ไม่ว่าจะทำไร่หมุนเวียน หรือไร่เลื่อนลอย  ล้วนต้องพึ่งพาฝนฟ้าจากธรรมชาติ  และพึ่งพาปุ๋ยยาฆ่าแมลงจากพ่อค้าในพื้นที่ราบ

แต่ทำไปทำมา ผลลัพธ์ไม่ต่างจากเกษตรกรพื้นที่ราบ รายได้ไม่พอ หนี้สินรุงรัง หนำซ้ำยังทุกข์หนักกว่าเพราะต้องเจอปัญหาทางการจำกัดพื้นที่ทำกิน ในขณะที่จำนวนลูกหลานเพิ่มมากขึ้น…จากไม่พอกิน เลยกลายเป็นขาดความมั่นคงทางอาหาร

เพื่อปรับเปลี่ยนวิถีให้เข้ากับธรรมชาติ เข้ากับกฎหมายของบ้านเมือง และวัฒนธรรมประเพณีของตัวเอง “ชาวลัวะ” บ้านปางยาง ต.ภูคา อ.ปัว จ.น่าน ค้นพบวิถีเกษตรบนที่สูง ในแบบฉบับของตัวเอง

“เมื่อก่อนคนลัวะที่นี่ทำไร่หมุนเวียน ปลูกผัก แตงกวา แตงร้าน กะหล่ำปลี ซึ่งไม่ใช่พืชประจำถิ่น เราเลยต้องใช้ทั้งปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลงมาก ทำให้ดินเสีย มีสารเคมีปนเปื้อนลงแหล่งน้ำกินน้ำใช้ คนข้างล่างพลอยได้รับสารเคมี ไม่พอใจขึ้นมาต่อว่าพวกเราบ่อย

ในเมื่อปลูกไปก็ไม่คุ้ม กำไรเหลือน้อย แถมตัวเองก็ต้องมาเจ็บป่วย แล้วไหนจะต้องมีเรื่องทะเลาะกับคนพื้นราบอีก เราเลยมานั่งคิดหาวิธีทำเกษตรแบบไหน ที่ตัวเราเองอยู่ได้โดยที่คนอื่นไม่เดือดร้อน”

สมหมาย พนะสัน หนุ่มลัวะผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนบนพื้นที่สูง เล่าถึงที่มาของการปรับเปลี่ยนวิถีเกษตรเอาอย่างคนพื้นราบ มาเป็นการทำนาขั้นบันได

ปลูกพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นปู่ย่า ไม่ต้องพึ่งปุ๋ยพึ่งยามาก…แค่เอาขี้หมู ขี้ไก่ที่เลี้ยงไว้มาทำเป็นปุ๋ย เพียงเท่านี้ข้าวพื้นเมืองก็ให้ผลผลิตงอกงาม

รอบๆแปลงนาขั้นบันได ปลูกพืชผักสวนครัวอย่างหัวเผือก หัวมัน และช่วงที่แปลงนาว่างหลังเก็บเกี่ยวข้าว จะปลูกพริก ถั่ว มะต๋าว มะแขว่น ไว้กินในครัวเรือน…หากเหลือก็จะนำไปขายเป็นรายได้เสริม ตามแบบเศรษฐกิจพอเพียง

ที่สำคัญ ทุกแปลงนามีการขุดสระเก็บน้ำฝนไว้ใช้ยามแล้ง และเลี้ยงปลาไว้เป็นอาหารด้วย

ส่วนไร่หมุนเวียนเดิม ชาวลัวะจะช่วยกันฟื้นฟูให้เป็นป่าชุมชน ปลูกไม้ยืนต้นและพืชสมุนไพร เพื่อนำมาใช้ในการรักษาโรคตามแบบพื้นบ้านลัวะ

จากวิถีพึ่งเคมีทุนนิยม หวนคืนกลับวิถีเกษตรลัวะแบบพอเพียง แม้ไม่ร่ำรวย แต่ก็มีกินมีใช้ ไม่รู้จักคำว่าอด…ที่สำคัญโรคติดหนี้งอมแงม ไม่โผล่มาให้เห็นอีกต่อไป

และความสำเร็จของลัวะแห่งดอยภูคานี้ ยังถูกนำไปขยายต่อให้กับหมู่บ้านใกล้เคียงอีก 13 หมู่บ้าน …ภายใต้ชื่อ “ภูคา โมเดล” ต้นแบบเกษตรบนพื้นที่สูงพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน.

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน
  • 14 มกราคม 2556, 05:00 น.
 

โคราชแล้งหนักเร่งแจกพืชใช้น้ำน้อยปลูกแทนข้าวนาปรัง

http://www.thairath.co.th/content/region/319517

11 มกราคม 2556, 15:36 น.
Pic_319517

ภัยแล้งเมืองโคราชขยายวง ประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้ว 26 อำเภอ ปริมาณน้ำในเขื่อนเหลือแค่ครึ่ง พออุปโภคบริโภคเท่านั้น สั่งห้ามเกษตรกรทำนาปรังทั้งจังหวัด พร้อมสั่งการเกษตรอำเภอ เร่งแจกจ่ายพันธุ์พืชใช้น้ำน้อยให้ชาวนาปลูกทดแทน…

เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2556 นายวินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยถึงสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ จ.นครราชสีมาว่า ล่าสุดได้ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติฉุกเฉินภัยแล้งแล้ว จำนวน 26 อำเภอ  ได้สั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ใช้งบที่มีอยู่เพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือ ทว่า หากไม่เพียงพอให้ขอความช่วยเหลือจากทางอำเภอ ซึ่งขณะนี้ทางจังหวัดได้จัดสรรงบไปสนับสนุนบางส่วนแล้ว และหากทางอำเภอไม่มีกำลังช่วยเหลือเพียงพอ ขอให้รายงานมายังทางจังหวัดเพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือต่อไป

นายวินัย กล่าวต่อว่า แนวโน้มหลังจากนี้จากปริมาณน้ำภายในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ของจังหวัดนครราชสีมา ทั้ง 5 แห่ง ล่าสุดปริมาณโดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 54 ของความจุทั้งหมด ทำให้ประเมินว่า มีน้ำเหลือเพียงพอจัดสรรให้กิจกรรมสำคัญของประชาชนเท่านั้น โดยกักตุนไว้เพื่อการอุปโภค – บริโภค และรักษาระบบนิเวศของลำน้ำ ไม่สามารถจัดสรรให้ทำการเกษตรได้

ทั้งนี้ ยังมีพื้นที่เสี่ยงระวังภัยแล้งอยู่หลายอำเภอ โดยเฉพาะอำเภอบัวใหญ่ และอำเภอสีดา ซึ่งเป็นพื้นที่ดอน ภูมิประเทศค่อนข้างแห้งแล้ง ไม่มีแหล่งน้ำ ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ นอกจากนั้น เกษตรกรบางส่วนต้องการทำนาปรัง ทั้งที่ทางจังหวัดและหน่วยราชการต่างๆ ได้ประกาศเตือนไปก่อน จึงอาจเกิดผลกระทบต่อการเพาะปลูกข้าว ดังนั้นจึงอยากให้เกษตรกรเชื่อฟังคำเตือนและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ส่วนการให้ความช่วยเหลือนั้น ขณะนี้สั่งการให้ทางสำนักงานเกษตรอำเภอ ช่วยหาเมล็ดพันธุ์พืชที่ใช้น้ำน้อย จำพวกพืชตระกูลถั่ว ออกแจกจ่ายให้กับเกษตรกรที่ต้องการปลูกข้าวนาปรังทดแทนให้มากที่สุด ดีกว่าที่จะปล่อยให้เกษตรกรฝืนลงทุนเสี่ยงปลูกข้าวนาปรัง เพราะอาจจะต้องขาดทุนจากสภาวะภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวภูมิภาค
  • 11 มกราคม 2556, 15:36 น.
 

ฝึกหมูขึ้นเขียง…อาหารสุขภาพ

http://www.thairath.co.th/content/edu/319267

11 มกราคม 2556, 05:00 น.
Pic_319267

ภาพหมูน่ารักๆจากสำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานเมื่อเร็วๆนี้ว่า เจ้าของฟาร์มหมูในเขตอำเภอหนิงเซียง มณฑลหูหนาน ประเทศจีน ได้ค้นพบวิธีการเลี้ยงหมูให้ได้ราคาดี

โดยการสร้างแท่นกระดานไม้ สูงประมาณ 3 เมตร ยื่นเข้าในสระน้ำ แล้วต้อนหมูที่เลี้ยงไว้ให้กระโดดลงไปในสระ และว่ายกลับเข้าฝั่ง ซึ่งหมูดูจะมีความสุขเหมือนเด็กๆ ที่ได้วิ่งกระโดดว่ายน้ำไปมา เพราะบางตัวทำได้มากถึงวันละ 30 ครั้งเลยทีเดียว

เจ้าของฟาร์มบอกว่า การฝึกแบบนี้ช่วยให้เนื้อของหมูมีรสชาติและคุณภาพดีกว่าที่ขายทั่วไป

แม้นี่จะเป็นวิธีการเลี้ยงหมูที่ยากจะพบเห็นในบ้านเรา แต่ อ.สมโภชน์ ทับเจริญ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมการเลี้ยงสุกรแห่งชาติ สถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจ มองว่า ถ้าเกษตรกรไทยรู้จักนำวิธีแบบนี้มาปรับใช้บ้างจะเป็นเรื่องดีไม่น้อย

“เพราะหมูได้วิ่งเล่นออกกำลังกาย สิ่งที่ได้แน่ๆ ลดต้นทุนการเลี้ยง ช่วยประหยัดเงินค่ายาปฏิชีวนะ เพราะหมูได้ออกกำลังกาย ร่างกายย่อมแข็งแรงไม่เป็นโรคง่ายเหมือนหมูที่เลี้ยงขังคอก ยิ่งทำให้หมูมีคุณค่ากลายเป็นหมูอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมี ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดระดับพรีเมียม

และสิ่งที่ตามมากล้ามเนื้อส่วนที่เป็นไขมันซึ่งเละเหลว จะเปลี่ยนเป็นเหนียวขึ้นให้ความรู้สึกถึงอารมณ์เคี้ยวเนื้อสัตว์เวลารับประทาน เหมือนเรากินไก่บ้านจะรู้สึกดีกว่ากินไก่พันธุ์ แน่นอนว่าราคาย่อมจะต้องดีกว่า”

และผลดีอีกอย่าง…การท่องเที่ยวที่จะเป็นตัวช่วยโฆษณาสินค้า และเรียกลูกค้าให้มาซื้อหมูอินทรีย์ถึงฟาร์มได้อีกต่างหาก.

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน
  • 11 มกราคม 2556, 05:00 น.