ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

ซาลโมเนลลาในมะม่วงดอง เมษายน 13, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/346555

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 24 พ.ค. 2556 05:00

ปลายหน้าร้อนที่ย่างเข้าหน้าฝนแบบนี้ หลายคนคงได้ลิ้มลองผลไม้หน้าร้อนกันอย่างอิ่มหนำสำราญแล้ว โดยเฉพาะมะม่วง ผลไม้ยอดฮิตหน้าร้อนที่คนไทยทานกันทั้งแบบสุกและแบบดิบ

ช่วงที่ผลผลิตมะม่วงออกมาจำนวนมากจนทานกันแทบไม่ทันนั้น ชาวบ้านมักนำไปแปรรูป เช่น มะม่วงดิบ นำไปทำเป็นมะม่วงดอง มะม่วงแช่อิ่ม ส่วนมะม่วงสุกทำได้ทั้งมะม่วงกวนและมะม่วงหยี

มะม่วงดอง เป็นสินค้าที่หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไป ส่วนใหญ่ทำจากมะม่วงแก้ว เนื่องจากมะม่วงแก้วดิบนั้นมีเนื้อแข็งและแน่น จึงเหมาะนำมาทำเป็นมะม่วงดองที่ให้ความกรุบกรอบ

แม้มะม่วงดองจะเป็นที่นิยมของคนไทยมาช้านาน ทว่าหากเราไม่รู้จักเลือกซื้อเลือกทาน มะม่วงดองอาจมีของแถมปะปนมาด้วย นั่นคือ เชื้อก่อโรค ซาลโมเนลลา

ซาลโมเนลลา เป็นเชื้อก่อโรคที่พบได้ทั่วไป โดยเฉพาะในอาหารจากสัตว์ปีก เช่น เป็ด ไก่ ไข่ดิบ และนมดิบ ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนย ไอศกรีม เนยแข็ง และผัก ผลไม้สด ซึ่งหากมะม่วงสดที่นำมาทำมะม่วงดองมีเชื้อซาลโมเนลลาปนเปื้อน และผู้ผลิตไม่รักษาสุขลักษณะและความสะอาดในระหว่างการผลิตให้ดีเพียงพอ มะม่วงดองก็อาจมีเชื้อซาลโมเนลลาปนเปื้อนอยู่ด้วยได้

หากผู้บริโภคได้รับเชื้อซาลโมเนลลาเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ ซึ่งจะมีอาการหลังจากทานมะม่วงดองที่มีเชื้อปนเปื้อนในช่วง 8-48 ชั่วโมง อาการของโรค คือ ปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระร่วง ปวดท้อง มีไข้ต่ำ

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้กำหนดเกณฑ์คุณภาพของอาหารพร้อมบริโภคจำพวกขนมหวาน ผัก ผลไม้ดอง แช่อิ่ม เชื่อม กวนและแห้ง ต้องตรวจไม่พบเชื้อซาลโมเนลลา ในปริมาณ 25 กรัม

วันนี้สถาบันอาหารเอาใจคนรักมะม่วงดองอีกครั้ง โดยสุ่มมะม่วงดอง 5 ตัวอย่างจาก 5 ย่านการค้าในเขตกรุงเทพฯ เพื่อนำมาหาการปนเปื้อนของเชื้อซาลโมเนลลา

ปรากฏว่า ทุกตัวอย่างไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อซาลโมเนลลา เลย หน้าร้อนปีนี้ขอให้ทานมะม่วงดองกันได้อย่างสบายใจ.

 

ถั่วฝักยาวกับยาฆ่าแมลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/345146

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 17 พ.ค. 2556 05:00

ถั่วฝักยาว เป็นผักเครื่องเคียงคู่กับอาหารคาวรสจัด จำพวกพล่า ลาบ ยำ ส้มตำ น้ำตก และขนมจีน เพราะทานแล้วช่วยลดความจัดจ้านของอาหารลงได้

ถั่วฝักยาวยังสามารถนำมาประกอบและปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู อาทิ แกงส้ม แกงคั่ว แกงป่า แกงเผ็ด หรือนำมาผัดใส่เนื้อสัตว์ ผัดพริก หรือใช้เป็นเครื่องจิ้มทานกับน้ำพริกและหลนชนิดต่างๆ หรือใช้แทนมะละกอในส้มตำ ที่เรียกกันว่า ตำถั่ว ก็อร่อยไปอีกแบบ

แต่สิ่งหนึ่งที่เราๆ ท่านๆ ต้องระวัง คือ ยาฆ่าแมลง ที่อาจแอบแฝงมากับถั่วฝักยาวด้วย ยาฆ่าแมลงที่อาจปนเปื้อนมากับผักและผลไม้นั้น มาจากการที่เกษตรกรนำมาใช้กำจัดแมลงและศัตรูพืชต่างๆ

ยาฆ่าแมลงที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มีทั้งหมด 4 กลุ่ม คือ กลุ่มออร์กาโนคลอรีน กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต กลุ่มคาร์บาเมต และกลุ่มไพรีทรัม

ถั่วฝักยาวที่ปลูกในบ้านเราก็อาจมียาฆ่าแมลงเหล่านี้ตกค้างด้วยเช่นกัน เช่น ยาฆ่าแมลงกลุ่ม คาร์บาเมต

หากเข้าสู่ร่างกายจะมีผลต่อระบบประสาท น้ำตาไหล กลั้นปัสสาวะไม่ได้ เป็นตะคริวที่ท้อง ม่านตาหรี่ หากรุนแรงอาจมีอาการชัก ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว และการหายใจล้มเหลว

ดังนั้น ก่อนนำผัก ผลไม้ที่ซื้อมาจากท้องตลาดมาทาน ควรล้างทำความสะอาดก่อนทุกครั้ง เพราะจะช่วยทำให้ยาฆ่าแมลงที่อาจตกค้างนั้นลดน้อยลงได้

วันนี้สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างถั่วฝักยาว จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ย่านการค้าในเขตกรุงเทพฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์หาปริมาณยาฆ่าแมลงกลุ่ม คาร์บาเมต ตกค้าง รวมเป็นจำนวน 10 ชนิด

ผลปรากฏว่าพบยาฆ่าแมลงชนิดคาร์โบฟูเเรน และ 3–ไฮดรอก-ซีคาร์โบฟูแรนตกค้าง แต่ค่าที่พบยังไม่เกินมาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขของไทย ที่อนุญาตให้พบตกค้างได้ที่ 0.1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

แต่หากล้างด้วยน้ำสะอาดหลายๆครั้งก่อนนำมาทาน รับรองว่าปลอดภัยแน่นอน.

 

สารบอแรกซ์ในปลาหมึกกรอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/343735

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 10 พ.ค. 2556 05:00

ก๋วยเตี๋ยวเกิดขึ้นสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่รณรงค์ให้คนไทย หันมาบริโภคก๋วยเตี๋ยว เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจของชาติ จนกลายเป็นอาหารหลักของคนไทยรองจากข้าว

ก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารที่สามารถปรุงรสชาติความอร่อยได้ด้วยตัวเอง พร้อมกับเครื่องเคราที่ครบครัน เรียกได้ว่าใน 1 ชาม มีสารอาหารครบ 5 หมู่ ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวไก่ เนื้อ หมู รวมถึงผักชนิดต่างๆ

จนกระทั่งปัจจุบันมีการผสมเลือดเข้าไปในน้ำซุป เรียกว่า ก๋วยเตี๋ยวน้ำตก แต่ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยวที่มีการนำเต้าหู้ยี้ที่มีสีแดงมาผสม จะตั้งชื่อว่า เย็นตาโฟ

เย็นตาโฟส่วนใหญ่จะเข้ากันกับลูกชิ้นปลา ปลาหมึกกรอบ และเลือดหมู ซึ่งอาจเป็นช่องทางสำหรับผู้ผลิตที่อาศัยความชอบของผู้บริโภคที่มักชอบลูกชิ้นและปลาหมึกกรุบๆกรอบๆ ผสมสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเป็น อันตรายเข้าไปด้วย เช่น บอแรกซ์ หรือน้ำประสานทอง เป็นสารเคมีที่มีลักษณะเป็นผงสีขาว ไม่มีกลิ่น มีรสขมเล็กน้อย

บอแรกซ์เป็นสารที่ใช้ในอุตสาหกรรม เช่น ทำแก้วเพื่อทำให้ทนความร้อน ที่ผ่านมามักมีการนำบอแรกซ์มาใช้ผิดๆ โดยนำมาผสม ในอาหาร เพื่อให้อาหารมีความหยุ่น กรอบคงตัวได้นาน และไม่บูด และปัจจุบันมีการนำบอแรกซ์มาผสมน้ำใช้รดผัก หรืออาหารทะเลก่อนวางขาย

โดยเชื่อกันว่าจะทำให้อาหารดูสดชื่นและกรอบน่ารับประทาน เข้าทางปลาหมึกกรอบ ที่เป็นไปได้ว่าจะต้องมีการแช่บอแรกซ์กับเขาด้วย!

วันนี้เพื่อคลายความสงสัยและสร้างความน่าเชื่อถือของอาหารไทย

สถาบันอาหารจึงได้ทำการสุ่มตัวอย่างปลาหมึกกรอบ สำหรับใส่เย็นตาโฟเพื่อนำมาวิเคราะห์หาการปนเปื้อนของสารบอแรกซ์ และต้องปรบมือดังๆ ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องของความปลอดภัยอาหารที่ให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ผู้ผลิตถึงอันตรายของสารชนิดนี้ได้อย่างดียิ่ง

จึงทำให้ผลการสุ่มตัวอย่างวันนี้ ไม่พบการปนเปื้อนของสารบอแรกซ์ในทุกตัวอย่าง

วันนี้คนไทยเลยได้รับประทานเย็นตาโฟด้วยความปลอดภัย.

 

เชื้อก่อโรคในน้ำปลาร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/342347

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 3 พ.ค. 2556 05:00

ปลาร้าเป็นอาหารหลักของคนอีสาน อาจจะเรียกได้ว่าเป็นอัตลักษณ์ของคนอีสานก็ว่าได้ เนื่องจากปลาร้าเป็นอาหารที่ขาดไม่ได้ในสำรับกับข้าวของคนอีสาน

ปลาร้าเกิดจากการถนอมอาหาร โดยนำปลาที่เหลือจากรับประทานทั้งตัวไปหมักด้วยเกลือ และข้าวคั่ว หรือบางท้องถิ่นอาจหมักด้วยรำ ทิ้งไว้ประมาณ 3 เดือน จะได้ปลาร้าที่มีรสชาติกลมกล่อม ถูกปากเป็นอย่างยิ่ง

ปลาร้าถูกนำมาเป็นส่วนประกอบอาหารหลายอย่าง หลายชนิด นอกจากส้มตำแล้วยังมีแกงอ่อม แกงเห็ด เป็นต้น บางคนนำปลาร้าออกจากถุง บีบมะนาว ซอยหัวหอม และพริกขี้หนู แล้วรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ แค่นี้ก็เป็นอาหารที่วิเศษที่สุดแล้ว กินกันจนเพลินกับรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ก็อย่าลืมระลึกถึงความสะอาดไว้ด้วย

ปลาร้าเป็นการถนอมอาหารโดยนำปลาสดๆมาหมัก หากล้างและทำความสะอาดปลาไม่ดีพอ หรือเก็บรักษาในภาชนะที่ไม่สะอาดและเก็บไว้ในสถานที่ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หรือผู้ผลิตไม่รักษาสุขอนามัยขณะหยิบจับและสัมผัสตัวปลา และส่วนผสมต่างๆ ที่สำคัญไม่ทำให้สุกก่อนนำมากิน

เชื้อที่มักพบในปลาร้าคือ บาซิลลัส ซีเรียส เป็นเชื้อก่อโรคที่ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ อาการทั่วไปของคนที่กินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อชนิดนี้คือ คลื่นไส้และอาเจียน หลังจากที่กินอาหารเข้าไปประมาณ 5 ชั่วโมง และจะเป็นไม่เกิน 1 วัน หรืออาจมีอาการปวดท้อง เป็นตะคริวที่ท้อง และถ่ายอุจจาระเหลว ถ้าไม่หายควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อทานยาฆ่าเชื้อเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ปัจจุบันวิวัฒนาการของการผลิตอาหารดีขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งผู้ผลิตก็ตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคมากขึ้น ทำให้มีการควบคุมความสะอาดตลอดขั้นตอนการผลิตปลาร้า

ส่งผลให้วันนี้ผลการสุ่มตัวอย่างปลาร้า เพื่อวิเคราะห์หาการปนเปื้อนของเชื้อบาซิลลัส ซีเรียสของสถาบันอาหาร พบการปนเปื้อนของเชื้อดังกล่าวเพียง 1 ตัวอย่าง จากทั้งหมด 5 ตัวอย่าง

ซึ่งปริมาณที่พบก็ยังไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดให้พบได้ไม่เกิน 1,000 ซีเอฟยู/กรัม ใครที่เคยบอกว่าปลาร้ามีการผลิตที่ไม่สะอาด วันนี้ต้องปรับเปลี่ยนความคิดใหม่

เพราะความปลอดภัยของผู้บริโภคยังมีอยู่ในสำนึกของผู้ผลิตเสมอ………..

 

อะฟลาท็อกซินในเครื่องพะโล้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/340926

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 26 เม.ย. 2556 05:00

ผ่านไปแล้วกับเทศกาลสงกรานต์ คงพอจะคลายร้อนกันได้บ้าง หลายคนถือโอกาสช่วงเทศกาลสงกรานต์กลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่ พี่น้อง ที่อยู่ต่างจังหวัด

ขากลับเข้าเมืองไม่ลืมที่จะหอบหิ้วอาหารการกินประจำท้องถิ่นกลับมาด้วย หากไม่ทำอย่างนี้ก็จะต้องพึ่งแกงถุงที่มีขายอยู่ทั่วไป กับข้าวส่วนใหญ่

ก็เป็นกับข้าวที่ยืนพื้น เช่น แกงส้ม แกงเขียวหวาน ผัดเผ็ด และที่ขาดไม่ได้สำหรับร้านข้าวแกง คือ ไข่พะโล้

พะโล้ จะมีกลิ่นเครื่องเทศที่เป็นเอกลักษณ์ มีความหอมฉุนที่ได้มาจากเครื่องเทศที่นิยมใส่เพื่อดับคาวจากเนื้อสัตว์ เครื่องเทศบางชนิดก็มีสรรพคุณเป็นยา

ส่วนใหญ่จะป่นรวมกันเพื่อให้เข้าถึงเนื้อสัตว์และได้รสชาติพะโล้ที่แท้จริง เครื่องเทศที่ใช้ป่นเป็นผงพะโล้มีอยู่ด้วยกัน 5 ชนิด ได้แก่ โป๊ยกั้ก, อบเชย, พริกไทยดำ, กานพลู, ยี่หร่า โดยทั่วไปจะมีผงพะโล้ป่นสำเร็จเป็นซองจำหน่าย มีอยู่หลายยี่ห้อด้วยกัน ก่อนจะนำมาป่นจะต้องตากให้แห้งสนิท เพื่อให้เก็บรักษาไว้ได้นานๆ ในขณะตากแห้งหากรักษาความสะอาดไม่ดี ตากไม่แห้งสนิท หรือในขณะที่เก็บไว้เพื่อรอการบรรจุใส่ซองนั้นเก็บไว้ในสถานที่ที่มีความอับชื้น และสุขลักษณะไม่ดี

อาจทำให้เชื้อรากลุ่ม แอสเปอร์จิลลัส ฟลาวัส และ แอสเปอร์จิลลัส พาราซิติกัส ปนเปื้อนในเครื่องพะโล้ได้ เชื้อราทั้ง 2 ชนิด จะผลิตสารพิษ อะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin)

ซึ่งเป็นสารพิษชนิดที่องค์การอนามัยโลกจัดให้เป็นสารก่อมะเร็งที่ร้ายแรงมากที่สุดชนิดหนึ่ง เพราะปริมาณของอะฟลาท็อกซินเพียง 1 ไมโครกรัม สามารถทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลองได้ หากคนได้รับเข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่องหรือบ่อยๆ อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคมะเร็งตับ ที่สำคัญ ความร้อนที่ใช้ในการหุง ต้ม นึ่ง ในระดับที่ทำให้อาหารสุกและเดือดนั้นไม่สามารถทำลายพิษของอะฟลาท็อกซินให้หมดไปได้

เพื่อเป็นการป้องกันและให้ความรู้กับผู้บริโภค สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างเครื่องเทศพะโล้ จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ย่านการค้า ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

เพื่อนำมาวิเคราะห์หาการปนเปื้อนของสารอะฟลาท็อกซิน 4 ชนิด คือ บี 1, บี 2, จี 1, จี 2 และปริมาณอะฟลาท็อกซินทั้งหมด พบว่าทุกตัวอย่างไม่มีการปนเปื้อนของสารอะฟลาท็อกซินเลย.

 

มันอยู่ใน…เต้าเจี้ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/339487

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 19 เม.ย. 2556 05:00

เต้าเจี้ยว เป็นอาหารหมักชนิดหนึ่งที่ได้จากการหมักถั่วเหลือง มีโปรตีนสูงและมีรสชาติคล้ายเนื้อสัตว์

ในไทยนิยมนำเต้าเจี้ยวมาประกอบเป็นอาหารชนิดต่างๆ เช่น ทำเป็นเครื่องจิ้ม หลน หรือนำมาปรุงรสในการประกอบอาหารตามตำรับจีน เช่น แป๊ะซะ ผัดราดหน้า และผัดผักชนิดต่างๆ

นอกจากจะได้อาหารรสชาติดีแล้ว ยังเป็นการเพิ่มโปรตีนในอาหารอีกด้วย สมัยก่อน วิธีการทำเต้าเจี้ยวนั้นจะนำถั่วเหลืองเมล็ดแห้งที่แช่น้ำไว้มาหมักกับเกลือ หมักจนเชื้อราเจริญเต็มที่แล้วย้ายไปหมักในน้ำเกลือในภาชนะเปิดปล่อยทิ้งไว้จนได้ที่ เม็ดนิ่มจึงนำมาทาน

เห็นได้ว่ากว่าจะได้เต้าเจี้ยวสักจาน ต้องใช้เวลาในการหมักนานมาก ที่สำคัญยังควบคุมคุณภาพ ความสะอาด และอันตรายจากเชื้อก่อโรคปนเปื้อนได้ยาก

ปัจจุบัน มีการพัฒนากรรมวิธีการผลิต โดยนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้คือ นำเชื้อบริสุทธิ์มาใช้เป็นหัวเชื้อในการหมักและหมักในภาชนะปิด ซึ่งช่วยให้ได้เต้าเจี้ยวที่มีคุณภาพสูง ถูกสุขลักษณะ สะอาด และปลอดภัยต่อผู้บริโภคมากขึ้น

เชื้อโรคที่มักพบในกระบวนการผลิตเต้าเจี้ยวที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ได้แก่ เชื้อบาซิลลัส ซีเรียส และหากเชื้อชนิดนี้ผลิตสารพิษจะส่งผลให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษได้

เมื่อร่างกายได้รับสารพิษจากเชื้อชนิดนี้เข้าไป จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือทำให้มีอาการปวดท้อง ถ่ายเหลว จนร่างกายขาดน้ำ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้หมดสติได้

สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างเต้าเจี้ยวจำนวน 5 ตัวอย่างจาก 5 ย่านการค้าในเขตกรุงเทพฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์การปนเปื้อนของเชื้อดังกล่าว

ปรากฏว่ามี 2 ตัวอย่าง ที่พบเชื้อบาซิลลัส ซีเรียส ปนเปื้อน และมี  1 ตัวอย่าง ที่พบปนเปื้อนเกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ คือกำหนดให้อาหารปรุงสุกทั่วไปพบเชื้อบาซิลลัส ซีเรียส ปนเปื้อนได้ไม่เกิน 100 ซีเอฟยู/กรัม

วันนี้ ผู้บริโภคอย่างเราๆ ต้องระวังให้มาก เพื่อความปลอดภัย ก่อนนำมาปรุงอาหารต้องทำให้สุกก่อนทานทุกครั้ง.

 

สารพิษจากเชื้อราในน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/338232

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 12 เม.ย. 2556 05:00

สะเต๊ะ เป็นอาหารพื้นเมืองของคนมุสลิมอินโดนีเซีย ส่วนใหญ่จะกินเป็นเนื้อและไก่สะเต๊ะ กินคู่กับอาจาดที่มีรสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ แก้อาการเลี่ยนจากความมันของเนื้อสัตว์

หมูสเต๊ะจึงหาทานได้ง่าย  มีขายทั่วไป ทำเป็นไม้เล็กๆ กินเป็นคำๆ คู่กับ

อาจาด และน้ำจิ้มถั่วลิสง ที่นำถั่วลิสงมาป่นผสมกับเครื่องเทศให้ได้กลิ่นหอมและรสชาติที่ต้องการ กินคู่กันทั้งสามอย่างผสมกันในปาก อร่อยจนบอกไม่ถูก

อร่อยปาก แต่ลำบากท้อง เป็นวลีฮิตหากทานอาหารที่มีสารพิษปนเปื้อน เช่น อะฟลาท็อกซิน ที่มักปนเปื้อนมากับถั่วลิสง อาหารแห้ง เช่น ผลไม้

อบแห้ง ปลาแห้ง กุ้งแห้ง และพริกป่น

อะฟลาท็อกซิน คือ สารพิษชนิดหนึ่งที่เชื้อราผลิตขึ้น ต้นตอของสารพิษชนิดนี้ ได้แก่ เชื้อรากลุ่มแอสเปอร์จิลลัส ที่มีสีเขียวหรือสีเหลืองอ่อน อนุมานว่า ถ้าเห็นเชื้อราลักษณะนี้ในพืชผลทางการเกษตร และอาหารละก็ ควรหลีกเลี่ยง เพราะหากได้รับสารพิษชนิดนี้ในปริมาณมาก จะทำให้เกิดพิษแบบเฉียบพลัน โดยเฉพาะในเด็กที่มีภูมิต้านทานน้อย อาจทำให้มีอาการชักและหมดสติ

ส่วนผู้ใหญ่หากได้รับสารพิษชนิดนี้ในปริมาณมาก หรือปริมาณน้อยแต่เป็นประจำอาจเกิดอาการชัก หายใจลำบาก ตับถูกทำลาย และสมองบวม ที่สำคัญ เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง

เพื่อประโยชน์สำหรับผู้บริโภค วันนี้สถาบันอาหารสุ่มเก็บตัวอย่างน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะที่มีส่วนผสมของถั่วลิสงป่น จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ย่านการค้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

เพื่อนำมาวิเคราะห์ปริมาณการปนเปื้อนของสารพิษอะฟลาท็อกซิน พบว่าทุกตัวอย่างมีสารพิษอะฟลาท็อกซินปนเปื้อน แต่ยังไม่เกินค่ามาตรฐานของไทย ที่กำหนดให้มีปนเปื้อนได้ไม่เกิน 20 ไมโครกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม

ฉะนั้น ควรเลือกซื้อหมูสะเต๊ะเจ้าที่เรามั่นใจว่าใช้วัตถุดิบในการทำน้ำจิ้มที่สะอาด ใช้ของสดใหม่วันต่อวัน โดยเฉพาะถั่วลิสงหากคั่วและบดเองก็ยิ่งดี เพื่อความปลอดภัยในการทานหมูสะเต๊ะ.


ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

 

สีผสมอาหารในกุ้งแห้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/336793

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 5 เม.ย. 2556 05:00

หน้าร้อนแบบนี้ หลายๆครอบครัวคงพากันไปพักผ่อนที่ริมทะเล ทานอาหารทะเล ขากลับคงจะลืมไม่ได้ที่จะซื้อของฝากติดไม้ติดมือกลับมาด้วย เช่น ปลาหมึกตากแห้ง กุ้งแห้ง ปลาแห้ง

กุ้งแห้งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำกุ้งไปต้มในน้ำเกลือให้สุก แล้วนำไปตากแห้ง จะได้กุ้งแห้งที่มีสีออกส้มๆ น่าทาน สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด เช่น ส้มตำ ยำ น้ำปลาหวาน แกงจืด หรือนำมาทานเล่นก็ได้ ก็อร่อยไปอีกแบบ

คุณแม่บ้านพอเห็นกุ้งแห้งสีแดงๆ ตัวอวบๆ ดูน่าทาน คงจะรีบซื้อกลับไปไว้ที่บ้านทันที แต่หารู้ไม่ว่าสีแดงๆดูน่าทานนั้น อาจเป็นกุ้งแห้งใส่สี

นิยมใส่สีผสมอาหารสังเคราะห์ที่ให้สีแดง ที่มีชื่อว่าปองโซ 4 อาร์ หรือคาร์โมอีซีน หากบริโภคในปริมาณที่มาก หรือบ่อยครั้งจะเกิดอันตรายต่อผู้บริโภค

เพราะในสีผสมอาหารมีส่วนผสมของโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว สารหนู โครเมียม สังกะสี แม้จะมีปริมาณเพียงเล็กน้อย

หากได้รับเข้าสู่ร่างกายบ่อยๆ มันจะสะสมอยู่ในร่างกายทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ เช่น จะเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และขัดขวางการดูดซึมอาหาร ทำให้ท้องเดิน อ่อนเพลีย อาจมีอาการของตับและไตอักเสบ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง

ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 281 (พ.ศ.2547) เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร กำหนดว่า เนื้อสัตว์ทุกชนิดที่ปรุงแต่ง รมควัน หรือทำให้แห้ง เช่น ปลาแห้ง กุ้งแห้ง หอยแห้ง ฯลฯ ห้ามใส่สีทุกชนิด

วันนี้ สถาบันอาหารได้สุ่มเก็บตัวอย่างกุ้งแห้ง จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ย่านการค้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อนำมาวิเคราะห์หาปริมาณสีผสมอาหารสังเคราะห์ที่ให้สีแดง

ผลปรากฏว่าพบ 1 ตัวอย่าง ที่ใส่สีผสมอาหารสังเคราะห์ ซึ่งเป็นปริมาณที่ไม่น้อยเลย

ทางที่ดีควรเลือกซื้อกุ้งแห้งที่มีสีตามธรรมชาติ ไม่มีสีฉูดฉาดจนเกินไป เพื่อความปลอดภัย.

 

สารพิษตกค้างในพริกป่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/335353

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 29 มี.ค. 2556 05:00

ขึ้นชื่อว่าอาหารไทยต้องมีรสเผ็ดนำ และมีรสชาติอื่นตามหลังแล้วแต่ชนิดของอาหาร นับเป็นรสชาติที่กลมกล่อมถูกปากคนไทย และลามไปถึงชาวต่างชาติที่หลงใหลในรสชาติอาหารไทย

ทุกเมนูอาหารคาวของไทยที่จะขาดเสียไม่ได้ คือ พริก จะพริกสด พริกป่น หรือพริกแห้งแล้วแต่สูตรอาหาร พริก จึงมีความสำคัญ และเป็นที่ต้องการ

แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงของฤดู รวมถึงแมลงศัตรูพืชก็เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกพริกต้องพึ่งพาสารเคมีเพื่อช่วยลดอัตราการสูญเสียผลผลิต

สารเคมีที่เกษตรกรนำมาใช้นั้นคือ สารกำจัดแมลงศัตรูพืชหรือที่เรียกติดปากว่า ยาฆ่าแมลง ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต ออร์กาโนคลอรีน คาร์บาเมตและไพรีทรอยด์ ถ้าเป็นพริกสด เมื่อซื้อมาจากตลาด เราสามารถล้างทำความสะอาดได้อย่างที่ต้องการก่อนนำมาทาน

ซึ่งอาจจะช่วยทำให้สารพิษที่อาจตกค้างในพริกนั้นลดน้อยลงได้ แต่ถ้าเป็นพริกแห้ง พริกป่น เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามียาฆ่าแมลงปนเปื้อนอยู่หรือไม่

วันนี้คอลัมน์ มัน!มากับอาหาร จึงขอนำเสนอเรื่องราวของยาฆ่าแมลงในพริกป่นอีกครั้ง เพื่อให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวัง และเลือกบริโภคอาหารได้อย่างปลอดภัย

สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างพริกป่นจำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ย่านการค้า เพื่อนำมาวิเคราะห์หาปริมาณสารพิษตกค้าง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต และกลุ่มไพรีทรอยด์ รวม 38 ชนิด

ผลปรากฏว่า ทุกตัวอย่างพบการตกค้างของยาฆ่าแมลง แต่ปริมาณที่พบยังไม่เกินค่ามาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขไทยกำหนดไว้

ถึงตรงนี้คงต้องระวัง หากกินพริกป่นทุกมื้อ ทุกวัน อาจเกิดการสะสมของสารพิษดังกล่าวในร่างกาย และอาจทำให้มีอาการมึนศีรษะ ปวดศีรษะ ซึม กระสับกระส่าย อาจชักและหมดสติได้

เมื่อคนไทยยังนิยมทานอาหารเผ็ด การป้องกัน และการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์  จึงเป็นสิ่งที่หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องช่วยกันดำเนินการ.


ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

 

ระวังเชื้อซาลโมเนลลาในมะม่วงสุกปอกเปลือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/333857

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 22 มี.ค. 2556 05:00

นี่ยังไม่ทันจะเข้าสู่เดือนเมษายน อากาศบ้านเราก็ร้อนสุดๆ ร้อนจนแสบผิวหนัง หากได้อยู่กลางแดดนานๆพานจะเป็นลม ร้อนๆอย่างนี้ ควรหาอาหาร หรือผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็นทานเพื่อต่อสู้กับอุณหภูมิภายนอกร่างกายที่ร้อนระอุ

ผลไม้หน้าร้อนที่ขาดเสียไม่ได้ คือแตงโม แคนตาลูป แตงไทย มะพร้าว ส้ม ผลไม้เหล่านี้มีน้ำเป็นส่วนประกอบเยอะมาก สามารถทดแทนน้ำในร่างกายที่หายไปพร้อมกับเหงื่อได้

มะม่วงสุก ผลไม้ฤดูร้อนที่มีรสหวาน กลิ่นหอม และมีสีเหลืองอร่ามน่าทาน นับเป็นผลไม้ที่มากด้วยวิตามินเอ เบต้าแคโรทีน วิตามินอี และธาตุเหล็ก

นอกจากนี้ ยังมีใยอาหารที่ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายเป็นปกติ วิธีการทานมะม่วงสุกให้ปลอดภัย คือซื้อมะม่วงสดนำมาปอกเปลือกทานเองที่บ้าน ไม่ควรซื้อที่แม่ค้าปอกทิ้งไว้ เพราะนั่นอาจทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ ที่มีสาเหตุจากเชื้อก่อโรคที่ปนเปื้อนอยู่ในมะม่วงสุก

เชื้อที่มักพบปนเปื้อนได้แก่ เชื้อ ซาลโมเนลลา ที่ปกติจะปะปนอยู่ในสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำ อากาศ ดิน และเป็นไปได้ที่มะม่วงอาจปนเปื้อนเชื้อ ซาลโมเนลลา มาจากสวน จากน้ำที่รดและสัมผัสพื้นดินที่สกปรกในขณะเก็บ

หากแม่ค้าที่ขายมะม่วง ไม่รักษาสุขลักษณะส่วนบุคคลให้ดีเพียงพอ ไม่รักษาความสะอาดของมีดและภาชนะที่ใช้สัมผัสกับมะม่วง เมื่อมะม่วงสุกสัมผัสกับมือของคนขายโดยที่ไม่ได้ล้างทำความสะอาดมะม่วงก่อน

คือ ใช้มีดปอกเปลือกทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ล้างน้ำแล้วขายให้ลูกค้าอย่างเราๆ ทานเลย ก็จะทำให้ร่างกายได้รับเชื้อโรคเข้าไปเต็มๆ

วิธีป้องกันง่ายๆ คือ ควรล้างทำความสะอาดมะม่วงและผลไม้สดทุกชนิดก่อนปอกเปลือกและทานจะช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายรับเชื้อที่ไม่พึงประสงค์ได้

วันนี้สถาบันอาหาร จึงได้สุ่มตัวอย่างมะม่วงสุกปอกเปลือกที่มีขายตามท้องตลาดในเขตกรุงเทพฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์หาการปนเปื้อนของเชื้อซาลโมเนลลา จำนวน 4 ตัวอย่าง จาก 4 ย่านการค้า

ผลเป็นที่น่ายินดี เพราะทุกตัวอย่างไม่พบการปนเปื้อนเลย.

 

แฟรนไชส์ธุรกิจอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/332334

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 15 มี.ค. 2556 05:00

ธุรกิจแฟรนไชส์ อีกหนึ่งธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการรายใหม่ๆ เป็นอย่างมาก เพราะเป็นธุรกิจที่มีสูตรสำเร็จของการบริหารจัดการ ทั้งด้านการผลิต ระบบบริหารงาน รูปแบบการบริการ การจัดหาวัตถุดิบ และการพัฒนาบุคลากร

สำหรับแฟรนไชส์ธุรกิจอาหาร การสร้างภาพลักษณ์สินค้า บริการ และสร้างความเชื่อมั่นของบริษัทให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคนั้น เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตระหนัก 

ปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์อาหารหลายราย ยังคงมีปัญหาผลิตอาหารอย่างไรให้ปลอดภัย อาหารมีอายุการเก็บยาวนานตามต้องการ และคงคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน รวมทั้งขนส่งอย่างไรให้อาหารยังคงสภาพเดิม

วันนี้เราช่วยท่านได้เพราะในปีนี้สถาบันอาหารจัดกิจกรรมพัฒนาผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์อาหารรายใหม่ให้สามารถผลิตอาหารที่ปลอดภัย และได้คุณภาพตามมาตรฐาน

โดยการเตรียมความพร้อมให้ท่าน ทั้งด้านความรู้ในการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์อาหาร การบริหารจัดการ ขั้นตอนการสร้างระบบแฟรนไชส์ที่เน้นถึงความปลอดภัยในการผลิตอาหาร และการยืดอายุการเก็บรักษาให้ยาวนานขึ้นอย่างมีคุณภาพ ผ่านรูปแบบการพัฒนาที่หลากหลาย อาทิ การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การศึกษาดูงาน/เยี่ยมชมธุรกิจแฟรนไชส์ และการให้คำปรึกษาแนะนำธุรกิจแฟรนไชส์โดยผู้เชี่ยวชาญ

เพื่อให้ความรู้ในการแก้ไขปัญหา เพิ่มสมรรถนะและขีดความสามารถ พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงอย่างมีคุณภาพ 

ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้โครงการ “พัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้เป็นครัวอาหารคุณภาพของโลก”

ท่านที่สนใจและมีคุณสมบัติ คือ อายุไม่เกิน 60 ปี มีความตั้งใจจริงในการประกอบธุรกิจ/ลงทุนธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร หรืออยู่ในระหว่างการลงทุนแต่ยังขาดความรู้และประสบการณ์ 

สมัครเข้าร่วมกิจกรรมกับสถาบันอาหารได้ที่ แผนกบริการฝึกอบรม โทร. 0–2886–8088 ต่อ 2201–2212 ตั้งแต่วันนี้ถึงวันพุธที่ 3 เมษายน 2556 

ข่าวดี สำหรับสมาชิกสถาบันอาหาร หากสมัครจะได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเป็นกรณีพิเศษ.

 

สารพิษในพริกขี้หนูป่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/330886

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 8 มี.ค. 2556 05:00

อากาศเมืองไทยวันนี้ เดี๋ยวแดดออก เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวเย็นจนชื้นแบบนี้ อาจทำให้อาหารหลายๆ ชนิดเปลี่ยนสภาพได้

ผู้บริโภคต้องหมั่นสังเกตอาหารที่ซื้อมาทุกครั้งด้วยว่า อาหารเปลี่ยนสภาพจากเดิมที่มีสีสันสดใสตามสีธรรมชาติของอาหารมาเป็นสีขาวมีลักษณะฟูๆ หรือเป็นจุดๆ สีดำหรือไม่

หากมีการเปลี่ยนสภาพอย่างที่ว่า ให้หลีกเลี่ยงไม่ควรทาน ถ้ามองไม่เห็นด้วยตาเปล่าให้สังเกตว่า จับตัวเป็นก้อนหรือไม่ เช่น พริกป่น ที่เป็นเครื่องปรุงสำหรับก๋วยเตี๋ยวทุกชนิดนั้น ไม่ควรจับตัวเป็นก้อน

ร้านค้าบางร้าน จะแยกช้อนตักเครื่องปรุงไว้ชัดเจน แต่บางร้านไม่มี คนกินต้องเอาช้อนที่ตักน้ำส้ม พริกน้ำปลาไปตักพริกป่น อาจทำให้พริกป่นเกิดความชื้นได้ เมื่อเกิดความชื้น อาจทำให้เกิดเชื้อราและผลิตสารพิษที่เรียกว่า โอคราท็อกซิน เอ ในพริกป่นได้

สารพิษ โอคราท็อกซิน เอ มักพบปนเปื้อนในเมล็ดธัญพืช เช่น ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต เมล็ดกาแฟ เมล็ดโกโก้และถั่วเมล็ดแห้งชนิดต่างๆ

หากผู้บริโภคทานไปทั้งๆ ที่พริกป่นเปลี่ยนสภาพ เนื่องจากรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือเสียดาย เขี่ยๆอันที่ไม่เป็นเชื้อราออกก็อาจทำให้ร่างกายได้รับอันตรายจากสารพิษชนิดนี้ได้

สารพิษชนิดนี้จะเข้าไปสะสมในร่างกายของเรา หากสะสมนานๆ เข้าจะเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งในระบบทางเดินปัสสาวะ

ถึงตอนนี้แล้ว คนที่ชอบบริโภคอาหารที่ต้องปรุงด้วยความเผ็ดจากพริกป่น ต้องระมัดระวังตัวให้มากกว่าเดิมสักนิด

เพราะวันนี้ สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างพริกขี้หนูป่นจากร้านค้าในเขตกรุงเทพฯ จ.นนทบุรี และ จ.ปทุมธานี จำนวน 5 ตัวอย่าง เพื่อนำมาวิเคราะห์การปนเปื้อนของสารพิษ โอคราท็อกซิน เอ

พบว่าทุกตัวอย่างมีสารพิษโอคราท็อกซิน เอ ปนเปื้อน และมี 1 ตัวอย่างที่พบปนเปื้อนเกินมาตรฐานของอียู ที่อนุญาตให้ปนเปื้อนได้ไม่เกิน 30 ไมโครกรัม/กิโลกรัม

ทางที่ดี หมั่นสังเกตอาหารก่อนทานให้มาก เพื่อความปลอดภัย.

 

ชะอมกับเชื้อซาลโมเนลลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/329446

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 1 มี.ค. 2556 05:00

ชะอม เป็นพืชที่นิยมทานในทุกภาค เป็นพืชยืนต้น ลำต้นของชะอมมีหนามแหลม คนต่างจังหวัดจึงนิยมปลูกไว้เป็นรั้วบ้าน เนื่องจากมีหนามแหลมคม เป็นที่ขยาดของสัตว์นานาชนิดที่มักจะแอบย่องเข้าบ้านในตอนกลางคืนรวมถึงคนด้วย

นอกจากปลูกไว้สำหรับเป็นรั้วบ้าน ยังปลูกไว้เป็นอาหารเคียงคู่สำรับกับข้าวด้วยเมนูพิเศษหลายๆ อย่าง เช่น ชะอมทอดกับไข่ กินคู่กับน้ำพริก หรือชะอมใส่ในแกงคั่วหอยขม หรือชะอมใส่ในแกงพื้นบ้าน

ชะอมเป็นพืชที่ปลูกอยู่ติดกับพื้นดิน คนต่างจังหวัดที่ปลูกมักนิยมใส่ปุ๋ยคอกซึ่งเป็นมูลสัตว์ชนิดต่างๆ เพราะเข้าใจว่าจะลดการปนเปื้อนสารเคมี ใช้วิธีนี้ร่างกายจะปลอดสารเคมีอย่างสิ้นเชิง แต่อย่างหนึ่งที่ต้องระวังคือ การปนเปื้อนเชื้อโรคที่มากับดิน น้ำและปุ๋ยคอก เช่น เชื้อ ซาลโมเนลลา

ซาลโมเนลลา เป็นเชื้อแบคทีเรียซึ่งก่อให้เกิดโรค มีลักษณะเป็นท่อน พบได้ทั่วไป เช่น ในสัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม รวมทั้งมนุษย์ สามารถก่อให้เกิดโรคได้ การติดเชื้อเกิดจากการทานอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อปะปนเข้าไป

หากพบการปนเปื้อนเชื้อชนิดนี้ในอาหารจะทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ ระยะฟักตัวของโรค กินเวลา 12—24 ชั่วโมง หรือมีอาการหลังจากกินอาหารที่มีเชื้อปะปน 8—48 ชั่วโมง

อาการของโรค คือปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน อุจจาระร่วงรุนแรง ปวดท้อง มีไข้ต่ำ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงได้กำหนดเกณฑ์คุณภาพของเชื้อซาลโมเนลลา ในอาหารพร้อมบริโภคจำพวกผัก ผลไม้สดที่ล้างแล้ว คือ ต้องไม่พบในตัวอย่าง 25 กรัม

วันนี้ สถาบันอาหาร นำชะอมผักพื้นบ้าน 5 ตัวอย่างจาก 5 ตลาด เพื่อนำมาหาการปนเปื้อนของเชื้อ ซาลโมเนลลา

พบว่า 2 ใน 5 ของตัวอย่างชะอม พบเชื้อซาลโมเนลลาปนเปื้อน

จากผลดังกล่าว ผู้บริโภคต้องระวังเรื่องการทำความสะอาดมากยิ่งขึ้น

ควรล้างด้วยน้ำเปล่าหลายๆ ครั้ง ก่อนนำมาทานเพื่อให้มั่นใจว่าชะอมนั้น มีความสะอาดเพียงพอและปลอดภัย.

 

กะปิกับสารกันบูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/328042

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 22 ก.พ. 2556 05:00

กะปิ เครื่องปรุงจากภูมิปัญญาพื้นบ้านไทย ที่มีคุณค่าทางโภชนาการมีโปรตีนและแคลเซียมสูง

การทำกะปินั้นไม่ยุ่งยาก เริ่มจากนำกุ้งเคยมาล้างให้สะอาดแล้วนำมาคลุกกับเกลือเม็ด ทิ้งไว้เป็นเวลาสั้นๆ จากนั้นนำไปตากแดดเพื่อลดความชื้นแล้วนำมาตำหรือบด ก่อนที่จะนำไปหมักต่อในโอ่งหรือไห นานประมาณ 6 เดือน

การหมักเป็นเวลานานๆ จะทำให้ได้กะปิที่มีกลิ่น รสดีขึ้น เมื่อหมักได้ที่ แล้วนำมาตำให้ละเอียด ชาวบ้านมักใช้ครกไม้ในการตำ เพราะจะทำ ให้ได้กะปิที่เหนียว เนียน นุ่ม มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

ปัจจุบัน การผลิตกะปิมิใช่เพียงทำเพื่อกินภายในครัวเรือน หรือขายภายในท้องถิ่น แต่มีการผลิตจำนวนมากๆ เพื่อส่งขายไปยังท้องถิ่นอื่นๆ ทั่วประเทศ

ฉะนั้น สิ่งสำคัญที่ผู้ผลิต พ่อค้า แม่ขายต้องการคือ ทำอย่างไรให้กะปิไม่เน่าเสียง่าย เก็บรักษาได้นานขึ้น วิธีที่ง่ายที่ผู้ผลิตนิยม คือ เติมสารกันบูดหรือสารกันเสียลงในกะปิ เช่น กรดโปรปิโอนิก แม้ว่าตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขของไทย (ฉบับที่ 281 พ.ศ. 2547) จะอนุญาตให้ใช้กรดโปรปิโอนิกเติมในอาหารได้ แต่ก็ต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม

เพราะหากใช้ในปริมาณที่มากเกินไป หรือใช้กับอาหารที่ไม่สมควร จะใช้อาจเกิดอันตรายต่อคนทานได้ เช่น ตับและไตจะรับภาระหนักในการกำจัดสารกันบูดออกจากร่างกายทุกวัน นานเข้าจะทำให้สารกันบูดสะสมในร่างกายเพิ่มขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการกำจัดสารเคมีของตับและไตลดลง จนทำให้เจ็บป่วยได้

วันนี้ ผู้ที่ชื่นชอบน้ำพริกกะปิอาจต้องระวัง เพราะผลการสุ่มตัวอย่างกะปิ จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ตลาดในเขตกรุงเทพฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์ปริมาณสารกันบูด ชนิด กรดโปรปิโอนิก ตกค้าง

ผลปรากฏว่า พบกะปิถึง 3 ตัวอย่าง มี กรดโปรปิโอนิก  ตกค้างในปริมาณที่ไม่น้อยเลย

ทางที่ดีขอแนะว่า ไม่ควรทานกันบ่อยครั้ง หรือเลือกซื้อหากะปิจากผู้ผลิตเจ้าที่มั่นใจได้ว่า ไม่เติมสารกันบูด เพื่อความปลอดภัย.

ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

 

ข้าวปุ้นกับเชื้อก่อโรค ภาค 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/326595

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 15 ก.พ. 2556 05:00

คอลัมน์  “มันมากับอาหาร” ขอนำเสนอเรื่องราวของข้าวปุ้นอีกครั้ง

ขนมจีน ดั้งเดิมเป็นอาหารพื้นบ้านของคนมอญ เมื่อมีการเข้ามาแลกเปลี่ยนซื้อขายหรือเข้ามาติดต่อค้าขายในไทย ขนมจีนก็กลับกลายมาเป็นอาหารที่คนไทยขาดไม่ได้ ขนมจีนเป็นอาหารที่นิยมทานในงานบุญโดยเฉพาะงานแต่งงานเพราะเชื่อกันว่าด้วยเส้นสายที่ยืดยาว จะทำให้ชีวิตคู่อยู่ยืนนาน ตรงข้ามกับงานศพ ไม่นิยมเลี้ยงขนมจีน เพราะไม่ต้องการให้ยืดเยื้อ นี่คือสายสัมพันธ์ของอาหารที่ผสมผสานรวมไปกับความเชื่อของคนไทย

เส้นขนมจีนนั้นหากดูจากภายนอกจะเห็นเส้นสีขาวสะอาดตา แต่กระนั้นก็ต้องระวังเรื่องของสุขอนามัยของผู้ผลิตให้ดี ไม่อย่างนั้นขนมจีนที่คนชื่นชอบอาจเป็นอันตรายกับร่างกายได้จากการปนเปื้อนของเชื้อก่อโรค  เช่น บาซิลลัส ซีเรียส ที่มักพบปนเปื้อนในอาหารที่ผลิตจากธัญพืช ข้าวและแป้ง เช่น ข้าวหุงสุก เส้นก๋วยเตี๋ยว พาสต้า เส้นขนมจีน และข้าวกึ่งสำเร็จรูป เชื้อชนิดนี้ยังเป็นปัญหาของธุรกิจการจัดบริการอาหารที่ต้องเตรียมอาหารจำนวนมาก และอาหารที่ถูกจัดเตรียมขึ้นล่วงหน้าที่มีการเก็บรักษาไม่ถูกสุขลักษณะ

ฉะนั้น ขั้นตอนการจัดเตรียม เก็บรักษาและขนส่งอาหาร จึงต้องทำอย่างระมัดระวัง อันตรายของเชื้อ บาซิลลัส ซีเรียส คือ ทำให้เกิดอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร 2 แบบ คือ แบบแรก ทำให้ผู้ป่วยท้องเดิน ท้องร่วง มีอาการปวดท้อง ถ่ายอุจจาระเหลว เนื่องจากมีน้ำมาก อาจมีอาการคลื่นไส้ แต่มักไม่อาเจียนและไม่มีไข้

แบบที่สอง ทำให้ผู้ป่วยคลื่นไส้และอาเจียน อาจมีอาการปวดท้องหรือท้องเดินร่วมด้วย ตามหลักแล้วไม่ควรพบเชื้อก่อโรคทุกชนิด รวมถึงเชื้อ บาซิลลัส ซีเรียส ปนเปื้อนในอาหาร ตามเกณฑ์คุณภาพทางจุลชีววิทยาฯของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กำหนดให้อาหารปรุงสุกพร้อมรับประทาน รวมถึงขนมจีน พบเชื้อ บาซิลลัส ซีเรียส ปนเปื้อนได้ไม่เกิน 100 ใน 1 กรัม

ผลการวิเคราะห์ของสถาบันอาหารช่วยยืนยันอีกครั้งว่า วันนี้เส้นขนมจีนยังปลอดภัย เพราะผลวิเคราะห์เชื้อ บาซิลลัส ซีเรียส ในเส้นขนมจีนจำนวน 5 ตัวอย่าง ที่เก็บจาก 5 ย่านการค้าในเขต กทม. และปริมณฑลนั้นตรวจไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อ บาซิลลัส ซีเรียส เลย.