ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

“สุกี้ยูนนาน” เชิงดอยอ่างขาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/440628

โดย อาเหม่ง 3 ส.ค. 2557 05:00

ชุดนี้กินได้ 10 คน.

ย่างเข้าเดือนสิงหา เดือนแห่งวันแม่ วางแผนหรือยังจะเซอร์ไพรส์คุณแม่อย่างไรดี ใครยังไม่มีแผน อาเหม่งแนะนำให้พาไปเที่ยวและหม่ำ! หลายคนคิดว่าหน้าฝนไปไหนลำบาก อย่าคิดอย่างนั้น! เราควรมองข้ามอุปสรรคและเห็นเป็นโอกาส ฤดูฝนนี่แหละที่พักถูก แถมธรรมชาติหลังฝนสวยจับจิตจับใจ สายหมอกหยอกเย้ายอดไม้ อากาศสดชื่นที่สุด

ขึ้นเหนือไปเชียงใหม่ เลยในเมืองขึ้น “ดอยอ่างขาง” อ.ฝาง กันเหอะ ก่อนถึงโครงการหลวงอ่างขางแวะเติมพลังด้วย “สุกี้ยูนนาน” ร้านนี้อยู่ที่บ้านยาง ใกล้กับพิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง) ร้าน “เจ๊เหมย” ขายสุกี้และอาหารจีน สำหรับ “สุกี้ยูนนาน” ควรโทร.ไปสั่ง ก่อนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพราะต้องใช้เวลาในการเตรียมมากกว่าอย่างอื่น

สุกี้ยูนนานเครื่องเครา 9 ชั้น.

สุกี้ยูนนานมีชื่อภาษาจีนว่า “หยุ่นหนานโฮโก” หยุ่นหนานก็คือ “ยูนนาน” โฮคือ “ไฟ” โก คือ “หม้อ” รวมกันก็เป็น “หม้อไฟยูนนาน” คนจีนนิยมหม่ำในฤดูหนาวเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย สุกี้ยูนนานแตกต่างจากสุกี้ที่เราคุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง หม้อไฟขนาดบิ๊กเบิ้ม 1 หม้อหม่ำได้ 10 คน ตรงกลางใส่ถ่านเพื่อให้ความร้อนตลอดเวลา (หม้อนี้ต้องสั่งจากเมืองจีน เพราะบ้านเรายังไม่มีขาย) น้ำซุปเจ๊เหมยเคี่ยวจากกระดูกหมูตั้งแต่ตี 5 เคี่ยวจนกลมกล่อมหอมหวาน เมื่อลูกค้าโทร.มาสั่งเจ๊เหมยจะบรรจงเรียงเครื่องเคราทุกอย่างลงหม้อทั้งสิ้น 9 ชั้น!!

เริ่มที่ชั้นแรก ล่างสุดของหม้อ “ผักกาดเขียว” รองด้วยผักเพราะป้องกันเครื่องเคราวัตถุดิบอื่นๆ ติดก้นหม้อ ผักกาดเขียวหนา ไม่ขาดง่าย แถมต้มนานๆ ช่วยเพิ่มความกลมกล่อมให้น้ำซุปได้ด้วย

“เจ๊เหมย” เจ้าของร้าน ขยันเติมนํ้าซุปไม่อั้น.

ชั้นที่ 2 “ไก่ดำ” คนจีนเชื่อว่าไก่ดำหม่ำแล้วช่วยบำรุงสุขภาพ ช่วยเรียกกำลังในวันอ่อนเพลีย ไก่ดำในหมู่บ้านมีเลี้ยงเยอะ หาซื้อไม่ยาก เจ๊เหมย สับไก่เป็นชิ้นกำลังดีทั้งกระดูก ผัดกับขิงให้เกือบสุกก่อนแล้วนำลงหม้อ

ชั้นที่ 3 “เผือก” ช่วยให้น้ำซุปเข้มข้นกลมกล่อมมากขึ้น เผือกสุกยากนิดหนึ่งต้องนำไปนึ่งก่อนแล้วทอด การทอดช่วยป้องกัน ไม่ให้เผือกยุ่ยเกินไปเวลาตุ๋นอยู่ในหม้อ

ชั้นที่ 4 “หน่อไม้แห้ง” เจ๊เหมยทำเองปีละครั้ง (มีแบ่งขายเป็นถุงด้วย) หน่อไม้แห้งเก็บได้นานเป็นปี ซึ่งก่อนนำมาลงหม้อ ต้องแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืนเพื่อให้คืนตัว แล้วนำไปตุ๋นในหม้อสุกี้

“นํ้าจิ้มถ้วยขาว”เป็นสูตรดั้งเดิมแบบยูนนานต้องขอพิเศษ.

ชั้นที่ 5 “ฟองเต้าหู้” เจ๊เหมยทำเองอีกเช่นเคย หนานุ่มมีประโยชน์ วางทับซ้อนหน่อไม้

ชั้นที่ 6 “แฮมยูนนาน” เป็นแฮมยูนนานขนานแท้ นำเข้าจากประเทศจีน

ชั้นที่ 7 “หมูชุบแป้ง” เจ๊เหมยเอาหมูชุบแป้งไปทอดก่อน แล้วถึงนำมาตุ๋นในหม้อสุกี้

“ขาหมูหมั่นโถว” เลิศลํ้าที่สุด.

ชั้นที่ 8 “ลูกชิ้นปั้น” ใช้หมูสับคลุกเคล้ากับเครื่องเทศจีน ใส่พริกไทยเพิ่มความหอมและเผ็ดร้อน ผสมกับไข่และเต้าหู้ขาว วางซ้อนทับหมูชุบแป้งทอด

ชั้นสุดท้าย ชั้นที่ 9 “ไข่ม้วน” อยู่บนสุดของหม้อสุกี้ เรียงสวยงามน่าหม่ำ ไส้ในคือหมูสับปรุงรสด้วยเกลือ กุยช่าย น้ำขิง พริกไทยและเครื่องเทศจีนห่อด้วยไข่เจียว แล้วนำไปแช่แข็งเวลาหั่นจะได้ง่าย

“สุกี้ยูนนานบ้านยาง” อยู่ก่อนถึงอ่างขาง.

สุกี้ยูนนานเสิร์ฟพร้อมกับผักสดที่ปลูกบนดอยอ่างขาง เช่น ผักน้ำ เห็ดเข็มทอง ผักกาด ขาว คะน้าดอย และเส้นบุก (ไปบางช่วง ได้หม่ำยอดถั่วลันเตาด้วย) วัตถุดิบทุกอย่างล้วนดีต่อสุขภาพทั้งสิ้น ถึงเวลาหม่ำ เจ๊เหมยจะหมั่นเติมน้ำซุปตลอดไม่มีอั้น ผักยังไม่ควรใส่ลงไปแต่แรก เพราะหม้อแน่นด้วยเครื่องเครา 9 ชั้น ควรตักหม่ำก่อนให้หม้อหลวมสักนิดค่อยใส่ผักลงไป เวลาหม่ำเจ๊เหมยมีน้ำจิ้มให้ 2 แบบ คือน้ำจิ้มเต้าหู้ยี้ที่เราคุ้นเคยตามร้านสุกี้ และเต้าหู้หวานสำหรับเด็ก อาเหม่งถามหาน้ำจิ้มแบบยูนนานขนานแท้ เจ๊เหมยจัดให้ อันนี้บอกเลยโดนใจ เจ๊เหมยใช้ซีอิ๊วขาวใส่กระเทียม พริกขี้หนู มะนาวโรยด้วยผักชี รสชาติเปรี้ยวเผ็ด ตัดกับน้ำซุปที่มีความมันและเค็มได้เป็นอย่างดี

ร้านน่ารักตกแต่งสไตล์จีน เปิดทุกวันตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 4 ทุ่ม ร้านอยู่บ้านยาง ซึ่งห่างจากเมืองเชียงใหม่ร้อยกว่ากิโลเมตร ถ้าเดินทางจากเชียงใหม่เพื่อไปอ่างขาง พอเลย อ.ไชยปราการมาแล้ว เจอทางขึ้นอ่างขางเลี้ยวซ้ายตามป้าย ตรงไปตามทางประมาณ 8กม.ผ่านวัดแม่งอน ผ่านโรงเรียนเจ้าแม่อุปถัมภ์ เจอ 3 แยกเล็กๆ ให้เลี้ยวซ้ายตรงมาประมาณ 1 กม. ร้านอยู่ซ้ายมือ ถ้าจะหม่ำสุกี้ยูนนานต้องโทร.ก่อนล่วงหน้า 2 ชั่วโมงเน้อ ที่เบอร์ 08-1366-3010 หม้อใหญ่ราคา 1,700 บาท หม่ำได้เป็นสิบคน หารแล้วคนละไม่ถึง 200 ย้ำอีกทีไปกันหลายๆ คนหน่อย ไม่งั้นมีเหลือ!

ร้านเจ๊เหมยนอกจากมีสุกี้ยูนนานแล้วยังมีอาหารจีนยูนนานอย่างอื่นที่น่าลิ้มลองอีกหลายเมนู ขาหมูหมั่นโถวก็เลิศล้ำเลอค่า อร่อยมาก หมั่นโถว เจ๊เหมยนวดเอง ปั้นเอง นึ่งเอง ยิ่งหมั่นโถวทอด กินกับขาหมูเด็ดมาก

พาไปทั้งแม่และเมียรับรองจะติดใจจนไม่อยากกลับ ไม่ได้นา…แม่ต้องเอากลับมาด้วย ส่วนเมียปล่อยไว้อย่างนั้นแหละ ดีมั้ย??

ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก!!
อาเหม่ง

สิงหาคม 19, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | แสดงความคิดเห็น

Trend can do : เมนูสุดชิค! ต้องยกนิ้วให้…’คีนัว สันในไก่ย่าง แกงกะหรี่ญี่ปุ่น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/440222

โดย ไทยรัฐอออนไลน์ 1 ส.ค. 2557 10:37

“โคคา-โคลา” ได้มีการจัดเวิร์กช็อป “แอ็กทีฟ เฮลธ์ตี้ ไลฟ์สไตล์” โดยมี เชฟพล ตัณฑเสถียร เซเลบริตี้เชฟแถวหน้าของเมืองไทย สร้างสรรค์เมนูอาหารและเครื่องดื่มสุดชิคที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ กับเมนูเด็ด “ชิชิมิ กริลล์ ชิคเก้น เคอร์รี่ วิธ คีนัว” เมนูสุดเก๋ที่เพิ่มสีสันในการทำด้วยการใช้ “โค้ก” เป็นส่วนประกอบ

เชฟพล ตัณฑเสถียร บอกว่า สิ่งที่ทุกคนควรคำนึงก็คือ การรับประทานอาหารครบมาตรฐาน นั่นคือ มีความหลากหลาย มีสารอาหารที่เพียงพอและสมดุล และพอเหมาะกับรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน อาหารที่เราบริโภคในแต่ละมื้อให้พลังงานมากน้อยเพียงใด เราก็ควรจะเผาผลาญออกไปด้วยการออกกำลังให้เหมาะสม ต้องทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในแต่ละวัน

เชฟพล กับอาหารเพื่อสุขภาพและยังสร้างสรรค์อีกด้วย

เมนูที่เชฟพลนำเสนอในวันนี้ สามารถทำเองที่บ้านได้อย่างง่ายๆ และที่สำคัญยังให้คุณค่าทางโภชนาการครบ 5 หมู่ แถมยังเพิ่มความสนุกสนานในการปรุงมากขึ้นอีกด้วย

เมนู “ชิชิมิ กริลล์ ชิคเก้น เคอร์รี่ วิธ คีนัว” หรือเรียกง่ายๆ ว่า “คีนัวเสิร์ฟพร้อมสันในไก่ย่างและแกงกะหรี่ญี่ปุ่น” เมนูนี้อาจจะฟังดูซับซ้อน แต่วิธีการทำแสนง่ายดายแค่ครึ่งชั่วโมงก็เสร็จสิ้นแล้ว กับอาหารเมนูแสนอร่อยนี้

เมนูนี้แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก คือ สันในไก่ปรุงรสด้วยชิชิมิ (หรือเครื่องเทศ 7 ชนิดของญี่ปุ่น ได้แก่ งาขาว งาดำ พริก พริกเสฉวน ขิง ผิวส้ม สาหร่าย) แกงกะหรี่ญี่ปุ่น และคีนัว ซึ่งเป็นธัญพืชที่องค์การสหประชาชาติหรือ UN จัดให้เป็นสุดยอดอาหารของปี 2556 ที่สามารถทานได้แทนข้าวสวย หรือหุงรวมกับธัญพืชอื่นๆ ได้

ชิชิมิ กริลล์ ชิคเก้น เคอร์รี่ วิธ คีนัว

ส่วนประกอบที่ต้องเตรียม

ส่วนที่ 1 – ไก่ย่าง

1. น้ำมันรำข้าว 1 ช้อนชา

2. สันในไก่ 4 ชิ้น

3. โชยุ 1 ช้อนชา

4. ชิชิมิ พริกญี่ปุ่น 1 ช้อนชา

5. มะเขือเทศแดง 50 กรัม (นำมาทั้งพวง)

ส่วนที่ 2 – แกงกะหรี่

1. น้ำมันรำข้าว 2 ช้อนชา

2. หอมใหญ่ 80 กรัม

3. แครอท 80 กรัม

4. มันฝรั่ง 80 กรัม

5. ซอสมะเขือเทศ 1 ½  ช้อนโต๊ะ

6. ก้อนปรุงแกง 35 กรัม (แกงกะหรี่ก้อน)

7. โค้ก 1 กระป๋อง

8. โชยุ ½ ช้อนชา

ส่วนที่ 3 – คีนัว

1. คีนัว ½ ถ้วยตวงข้าว

2. บาร์เลย์ ½ ถ้วยตวงข้าว

3. ข้าวกล้อง ½ ถ้วยตวงข้าว
วิธีทำ

1. แช่บาร์เลย์ในน้ำประมาณ 3 ชั่วโมง ล้างคีนัวและข้าวกล้องกับน้ำสะอาด 2-3 รอบ และสะเด็ดน้ำให้ดี นำบาร์เลย์และคีนัวใส่น้ำให้สูงขึ้นมาประมาณ 1 ข้อนิ้ว หุงในหม้อหุงข้าวจนสุกดี

2. หมักสันในไก่กับโชยุประมาณ 15 นาที ตั้งกระทะสำหรับย่างไก่ อุ่นให้ร้อนดี ใส่น้ำมันลงไปเล็กน้อย นำชิ้นไก่และมะเขือเทศวางลงบนกระทะที่ร้อน ย่างไก่ด้านละ 2 นาที นำออกจากความร้อน ห่อด้วยฟอยล์และพักให้เย็นลง สำหรับมะเขือเทศให้ย่างจนผิว
เริ่มแตกและมีสีสวย พักไว้

ขั้นตอนการย่างไก่
จัดจานให้สวยงามพร้อมทานได้เลยยย

3. ทำแกง โดยหั่นหอมใหญ่ แครอท และมันฝรั่งเป็นชิ้นขนาด 1 เซนติเมตร ใส่น้ำมันลงในหม้อ พอน้ำมันร้อนดี ใส่ผักลงไปจนสีสวย ประมาณ 3-4 นาที ใส่ “โค้ก” ลงไป ปรุงรสด้วยซอสมะเขือเทศ ปิดฝาเคี่ยวจนผักสุกดีประมาณ 10 นาที ใส่ก้อนแกงลงไปคนให้ละลาย ปรุงรสด้วยโชยุ

สิงหาคม 19, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | แสดงความคิดเห็น

อะไรอยู่ใน…แยมสตรอเบอร์รี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/440179

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 1 ส.ค. 2557 05:00

แยม เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลไม้ ที่ทำจากผลไม้ทั้งผลหรือหั่นเป็นชิ้นนำมาผสมกับน้ำตาล หรือสารให้ความหวาน หรืออาจผสมน้ำผลไม้เข้มข้น

แยมเป็นการถนอมอาหารโดยใช้น้ำตาลความเข้มข้นสูง เพื่อป้องกันการเติบโตของจุลินทรีย์

การเกิดเจลของแยมเกิดจากกรด น้ำตาล และเพกทิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่มีอยู่แล้วในผลไม้ เมื่อผสมกันในสัดส่วนที่เหมาะสมจะได้แยมที่มีลักษณะเป็นเจลกึ่งเหลว มีความข้นเหนียวพอเหมาะ นำมาปาดหรือทาบนขนมทานได้ง่ายๆ

หากเราทำทานกันเองก็ไม่มีขั้นตอนอะไรที่ยุ่งยาก ทำแล้วเก็บใส่ตู้เย็นไว้ทานได้เป็นสัปดาห์

แต่หากผลิตในเชิงอุตสาหกรรม ก็ไม่แน่ว่าผู้ผลิตบางรายอาจเติมสารกันบูดที่ชื่อ กรดซอร์บิก ลงไปเพื่อป้องกันการเติบโตของยีสต์ เชื้อรา และแบคทีเรียที่ทำให้เน่าเสีย

ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 281 (พ.ศ.2547) เรื่อง ข้อกำหนดการใช้วัตถุเจือปนอาหาร อนุญาตให้ใช้ กรดซอร์บิก เติมในอาหารได้ แต่ต้องเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด

สำหรับแยมกำหนดให้ใช้กรดซอร์บิกได้ไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัม/ กิโลกรัม

ตามปกติหากได้รับสารกันบูดในปริมาณไม่สูง หรืออยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ร่างกายจะสามารถขับออกเองได้ตามธรรมชาติ

แต่หากได้รับบ่อยครั้ง เป็นเวลานานๆ ตับและไตก็จะรับภาระหนักในการกำจัดออกจากร่างกายนานเข้าก็จะมีสารกันบูดสะสมในร่างกายเพิ่มขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการกำจัดสารเคมีต่างๆของไตและตับลดลง จนทำให้เป็นโรคเกี่ยวกับไตและตับได้

วันนี้สถาบันอาหาร ได้สุ่มตัวอย่างแยมสตรอเบอร์รี่ 4 ตัวอย่าง ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เพื่อนำมาวิเคราะห์ปริมาณของกรดซอร์บิก

ปรากฏว่าแยมทุกตัวอย่างพบกรดซอร์บิกในปริมาณที่แตกต่างกันไป แต่ยังไม่เกินค่ามาตรฐานของไทย.

ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

สิงหาคม 19, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | แสดงความคิดเห็น

เค้กกล้วยหอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/440004

โดย ทีมข่าวหน้าสตรี 31 ก.ค. 2557 05:30

ด้วยความฝันที่อยากมีร้านกาแฟ ที่ตอบโจทย์คอกาแฟทั้งหลาย รวมทั้งตัวเองด้วย หนุ่ม เค—กฤษณ์ เจริญถาวรสุข บัณฑิตด้านบริหารโฆษณา จากรั้วเอแบค จึงไม่รีรอเมื่อมีโอกาสเปิดร้านกาแฟ ดู ก๊อก Café du coq by Baan Peeraka โดยต่อยอดจากร้านอาหาร “บ้านปีระกา” กิจการของครอบครัวภรรยาที่มีอยู่แต่เดิม และกาแฟแต่ละแก้วที่มีผู้ออเดอร์ จะต้องผ่านมือเขาและภรรยาเท่านั้น จึงมั่นใจในความละเมียดละไมของการชงเป็นที่สุด

หนึ่งในเมนูทดลองทำ
ที่ร้านกาแฟ ดู ก๊อก Café du coq by Baan Peeraka

ร้านนี้ยังเป็นดั่งห้องทดลองของหนุ่มเค เพราะไม่เพียงแต่ขายกาแฟที่ตนเองชอบเป็นพิเศษเท่านั้น แต่ยังมีขนมอบที่ทานคู่กับกาแฟด้วย ซึ่งแต่ละชนิดที่ทำขึ้นล้วนมาจากการตั้งโจทย์ ทดลอง ปรับแต่ง และวิเคราะห์ ทำผิดถูกไม่ต่ำกว่า 7 รอบ ตามแต่ใจที่อยากให้เป็น เพราะเจ้าตัวไม่ได้มีพื้นฐานหรือเล่าเรียนการทำอาหารและขนมมาจากที่ใด

หนุ่มเคภูมิใจเสนอ
ส่วนผสมหลัก

หนึ่งในเมนูทดลองทำ ที่ผ่านการชิมจากครอบครัว เพื่อนฝูง ก่อนนำออกขายได้จริง ได้แก่ เค้กกล้วยหอม ที่หนุ่มเคภูมิใจนำเสนอ ส่วนผสม : กล้วยหอม 200 กรัม / แป้งอเนกประสงค์ 115 กรัม / ผงโกโก้ 3 กรัม /วานิลลาสกัด 1/2 ช้อนชา/ น้ำมันพืช 110 กรัม/ น้ำตาลทรายแดง 56 กรัม/ น้ำตาลทรายขาว 63 กรัม/ ไข่ไก่ (เบอร์ 3) 2 ฟอง……….วิธีทำ 1) เปิดเตาอบรอท่าไว้ก่อนที่ความร้อน 160 ํC 2) ตีส่วนผสมทั้ง น้ำตาล วานิลลา น้ำมันพืช และไข่ไก่ ให้เข้ากันด้วยสปีดที่ไม่ต้องแรง สังเกตว่าน้ำตาลละลาย 3) ใส่แป้ง ผงโกโก้ (ร่อนแล้ว) ตีต่อไม่แรงนัก พอเข้ากัน 4) จึงใส่กล้วยหอมหั่นและบี้ให้เละตีแรง เพื่อให้เนื้อกล้วยละเอียด 5) เทส่วนผสมใส่ถ้วยขนม ปริมาณ 85 กรัมต่อถ้วย จะได้ขนม 8 ชิ้น ประดับด้วยช็อกโกแลตแบบเม็ด หรือวอลล์นัท หรือธัญพืชอื่นตามชอบ โดยจะกดให้จมในเนื้อเค้ก หรือวางประดับสวยๆ ได้ตามต้องการ แล้วนำเข้าอบในเตาราว 25 นาที เค้กกล้วยหอมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นของคุณเค ชายหนุ่มในเสื้อม่อฮ่อมตัวโปรดก็ส่งกลิ่นหอม อบอวล และเนื้อเค้กจะหวานเพิ่มขึ้นอีก หากเก็บไว้ทานในวันต่อๆไป.

สิงหาคม 19, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | แสดงความคิดเห็น

‘Bitter Deck’…อร่อยริมคุ้งน้ำเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/439617

โดย ไทยรัฐอออนไลน์ 29 ก.ค. 2557 10:25

หลังจากที่ Sala Arun บูติกโฮเตลย่านท่าเตียนได้ส่งความสวยย้อนยุคจนมัดใจหลายคนเสียอยู่หมัด ก็ได้เวลาเปิดตัวร้านอาหารเล็กๆ Bitter Deck บริเวณระเบียงริมแม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมวิวสวยยามค่ำคืนของพระปรางค์วัดอรุณฯ ซึ่งพอให้เราเดาออกว่าเป็นร้านพี่น้องกันกับร้าน The Deck เพียงแต่ขนาดย่อมกว่า 

แม้จะชูคอนเซปต์ว่าเป็นร้านไฟน์ไดน์นิง แต่เสน่ห์ของที่นี่กลับอยู่ที่บรรยากาศสบายๆ ไม่หรูหราจนอึดอัด แถมยังร่มรื่นด้วยต้นไม้ที่ปลูกไว้โดยรอบ ส่วนใครไม่ชอบลมแรงเราแนะนำให้นั่งด้านในซึ่งสวยสะดุดตาด้วยงานศิลปะจากหลายประเทศทั้งเวียดนาม จีน และลาว โดยเฉพาะโคมไฟและพื้นเซรามิกสีสวยส่งตรงจากเมืองอิสตันบูล

บรรยากาศร้านสบายๆ ไม่หรูหรา ริมคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยา

อาหารของบิตเตอร์เดคผสมผสานความเป็นตะวันตกและตะวันออกเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งรสชาติ สีสัน และการตกแต่งจาน ความประทับใจแรกขอยกให้เครื่องดื่มดับร้อนอย่าง Mango Shake น้ำมะม่วงปั่นที่เราเลิฟมาก เพราะได้ทั้งความหอมและหวานของมะม่วงสุกตามธรรมชาติ ดื่มแล้วหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง Spicy Pomelo Salad with Prawn ยำส้มโอกับกุ้งที่เสิร์ฟมาอย่างสวยงาม แถมรสชาติก็จัดจ้าน เนื้อส้มโอหวานๆ กินกับน้ำยำรสเปรี้ยวเผ็ด แนมด้วยไข่ต้มเข้ากันดี ต่อด้วย Black Fettuccine Sauteed with Tiger Prawn Basil Tomato Sauce เส้นสปาเกตตีผัดกับมะเขือเทศสดและกุ้งลายเสือ วางบนเปลือกกุ้งพร้อมเสิร์ฟ จานนี้แนะนำว่าไม่ควรพลาดเช่นกัน เพราะมีความมันของกุ้งและรสเปรี้ยวชุมฉ่ำจากมะเขือเทศสด

Black Fettuccine Sauteed with Tiger Prawn Basil Tomato Sauce

ปิดท้ายด้วยทีเด็ด Grilled Aus.Veal Tenderloin Camenbert Cheese Red Wine Sauce เนื้อสันในลูกวัวย่างเสิร์ฟพร้อมชีสกามองแบร์ ราดซอสไวน์แดงหอมเตะจมูกมาแต่ไกล เนื้อชิ้นหนาแต่นุ่มย่างสุกกำลังดี ด้านนอกสีน้ำตาลสวย ด้านในเป็นแบบมีเดียมเข้ากับซอสไวน์แดงของทางร้านสุดๆ

Grilled Aus.Veal Tenderloin Camenbert Cheese Red Wine Sauce

สามารถไปลิ้มรสความอร่อยกับบรรยากาศดีๆได้ที่ 47-49 Sala Arun ซอยท่าเตียน ถนนมหาราช เขตพระนคร กรุงเทพฯ เปิดบริการ 17.30-22.00 น. โทร. 0-2622-2932-33 ราคา 160-2,700 บาท

สิงหาคม 19, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | แสดงความคิดเห็น

เทคนิค ดื่ม​ไวน์​อย่าง​มี​เท​สต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/439520

โดย ทีมข่าวหน้าสตรี 29 ก.ค. 2557 05:15

ด้วย​แรง​บันดาล​ใจ​จาก​การ​เดินทาง​ข้าม​ทวีป​ไป​มา​ระหว่าง​เมือง​ไทย​กับ​ฝรั่งเศส​อยู่​เป็น​ประจำ มร.นิค ไร​ไม​เออ​ร์ บิ๊ก​บอส​เซ็นทรัล ฟู้ด รี​เท​ล ผู้​บริหาร “เซ็นทรัล ไวน์ เซล​ล่า” จึง​ได้​นำ​เสน่ห์​ของ​ไวน์​รสชาติ​ต่างๆ ใน​ดิน​แดน​ฝรั่งเศส โดยเฉพาะ​ใน​เขต​แคว้น​บอร์โดซ์ ซึ่ง​เป็น​ที่ราบ​กว้างใหญ่​เหมาะ​กับ​การ​ปลูก​องุ่น​ทำ​ไวน์ มา​ถ่ายทอด​เป็น​งาน​ปาร์ตี้​สุด​เอ็กซ์​คลู​ซี​ฟ​สำหรับ​คน​รัก​ไวน์ ใน​งาน “Wine Tasting : Bordeaux Rendez–vous 2014” งาน​เลี้ยง​สังสรรค์​ของ​คอ​ไวน์​ผู้​มี​รสนิยม ณ โรงแรมเซ็น​ทา​รา แกรนด์ แอท เซ็นทรัล​เวิลด์ เมื่อ​เร็วๆนี้

งาน​นี้​บิ๊ก​บอส​เซ็นทรัล ฟู้ด รี​เท​ล ยัง​ได้​เชิญ บาร์​บิ​แอร์ เฟรเ​รส บริษัท​ผู้​ผลิต​และ​จัด​จำหน่าย​ไวน์​บอร์โดซ์​ระดับ​แถว​หน้า​ของ​โลกมา​ร่วม​สร้างสรรค์​ความ​ประทับใจ​แห่ง​ค่ำคืน ด้วย​การ​แนะ​เคล็ด​ลับ​การ​ดื่ม​ไวน์​อย่าง​มี​เท​สต์ เพราะ​ไวน์​เท​สติ้ง​เป็น​ศาสตร์​และ​ศิลป์​อย่าง​หนึ่ง​ที่​ต้อง​อาศัย​การ​ศึกษา เรียนรู้ และ​ประสบการณ์ โดย​แบ่ง​เป็น 3 ขั้น​ตอน​ง่ายๆคือ ดู ดม ดื่ม เนื่องจาก​ไวน์​ที่​ดี​ต้อง​ระบุ​ชื่อ​ไวน์​ชัดเจน​บน​ฉลาก ประเทศ​ที่​ผลิต พันธุ์​ของ​องุ่น จำนวน​ปี​ที่​บ่ม รวม​ถึง​หน่วย​งาน​รับรอง​คุณภาพ ส่วน​การ​เลือก​จับ​คู่​อาหาร​กับ​ไวน์​ชั้น​เลิศ ก็​ถือ​เป็น​ศิลปะ​อย่าง​หนึ่ง โดย​คาแรกเตอร์​ของ​ไวน์​แดง​มี​รสชาติ​ค่อนข้าง​เข้มข้น เพราะ​เกิด​จาก​การ​หมัก​ผล​องุ่น​ทั้ง​เปลือก​และ​ก้าน​รวม​กัน สี​ของ​ไวน์​จึง​ออก​มา​เป็น​สี​เข้ม ทำให้​เข้า​กัน​ได้​ดี​กับ​เนื้อ​สัตว์​สี​แดง แต่​ถ้า​ไวน์​ขาว​จะ​รับประทาน​คู่​กับ​เนื้อ​ปลา​และ​ซี​ฟู้ด ที่​มี​สี​ค่อน​ไป​ทาง​เดียว​กับ​สี​ของ​ไวน์​ขาว

บิ๊ก​บอส​เซ็นทรัล ทศ จิ​รา​ธิ​วัฒน์ และ มร.​นิค ไร​ไม​เออ​ร์ ชวน​กัน​เท​สติ้ง​ไวน์​ชั้น​เลิศ.

สำหรับ​เทคนิค​การ​ริน​ไวน์ ให้​ริน​ต่ำๆ อย่าง​เบามือ โดย​ไวน์​ขาว​นิยม​เสิร์ฟ​ขณะ​ที่​เย็น แต่​ไวน์​แดง​เสิร์ฟ​เท่า​อุณหภูมิ​ห้อง ที่​สำคัญ​เวลา​เปิด​ขวด​ไวน์​แล้ว​อย่า​ดื่ม​ทันที ต้อง​เปิด​ทิ้ง​ไว้​เพื่อ​จำกัด​กลิ่น​รส​ใน​ไวน์​บาง​ส่วน จะ​ช่วย​ให้​รสชาติ​ไวน์​ยอด​เยี่ยม​ขึ้น ส่วน​ของหวาน​ก็​ควร​จับ​คู่​กับ​ไวน์​หวาน แต่​มี​ข้อ​แนะนำ​ว่า ไวน์​ต้อง​หวาน​กว่า​ตัว​ของหวาน​เพื่อ​ไม่​ให้​เสีย​รสชาติ​ไวน์.

ลิ้มรส​ไวน์​รส​ละมุน…นวล​พรรณ โอ​สถาน​นท์ และ​ฐิติ​พง​ศ์ ล้อ​ประเสริฐ.

สิงหาคม 19, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | แสดงความคิดเห็น

เดิน ชิลๆ กลางกรุงเทพฯ บนสายทางวิถีญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/439237

โดย ดร.ธนา ทุมมานนท์ 28 ก.ค. 2557 09:30

ผมเริ่มปวดหัวกับความคิด การกระทำของเด็กยุคใหม่ ที่เรียกตัวเองว่า Gen-y Gen-Z มีความเป็นตัวตนสูงลิ่ว รับฟังผู้อื่นน้อยลง สัมมาคารวะไม่มี คิดว่าตัวเองถูกเสมอ ซึ่งผมได้อ่านจากข่าวในไทยรัฐ “นิยามเด็กรุ่นใหม่?! ขี้เหนียว–หลอกยาก–เห็นแก่ตัว” เอาเข้าไป หรือเราเกิดกันคนละยุค แต่ที่สำคัญผมว่า เมื่อเด็กรุ่นใหม่ก้าวสู่สังคมการทำงานที่มีคนหลายรุ่นอยู่ด้วยกัน การก้าวขึ้นในอำนาจบริหาร มันจะไปได้ยาก ถึงจะโดดเด่น ก็ต้องบอกว่า สังคมไทยมีอีกคำเสมอมา “เด่น ดัง ดับ” การจะเด่นจะดัง คงต้องมีคนอยู่ข้างหลังช่วย เพราะส่ิงที่พวกคุณๆ ไม่ได้ผ่านมาด้วยกับพวกเขา คือรากฐานของแต่ละบริษัท หลายที่จึงมีขนบธรรมเนียมที่เฉพาะตัว ซึ่งยากมากที่จะเปลี่ยนแปลง เด็กพวกนี้จึงเปลี่ยนงานบ่อย สร้างค่าตัวอย่างไร้รากแก้ว…

วันนี้ก็เดินไปกินบรรยากาศญี่ปุ่นมากๆ ที่ย่านสุขุมวิท 26 ด้านที่ติดกับถนนพระราม 4 หรือหลายคนเรียกแถวนั้นว่า K-Village อยู่ในมุมด้านข้าง ที่เรียกตัวเองว่า “นิฮอนมาชิ” อาหารของที่นี่เป็นประเภทที่ปิ้งๆ ย่างๆ นั่งจิบสบายใจ คุยกับเพื่อน เสียงดังหน่อย สนุกกันในหมู่เพื่อนฝูง อาหารจานไม่ใหญ่ครับ เล็กๆ ราคาไม่สูงมากนัก แต่ที่สำคัญสนุกกว่าไปผับเยอะเลย…

วันนี้ผมมาที่ร้านที่ชื่อว่า “โทราจิโร่” ซึ่งเป็นร้านที่คนไทยมากกว่าญี่ปุ่น อาหารรสชาติดีครับ ปรุงให้ถูกปากคนไทยมากขึ้น ผมได้ลองสั่งหลายอย่าง ทั้งปลาไหล ของปิ้งย่าง แก้มปลาบุรี แตงกวากับเต้าเจี้ยว ผักดองต่างๆ กินแล้วมีความสุขครับ ถ้าได้นั่งกับคนรู้ใจด้วยแล้ว สุขสุดๆ ครับผม…

ร้านนี้อยู่ที่ นิฮอนมาชิ ชั้น 1 สุขุมวิท 26 Tel: 02-259-6075-6 …
Rating : อย. ครับ อาหย่อย

เรื่องและภาพโดย
ดร.ธนา ทุมมานนท์ (เบย์พาเลส)
www.facebook.com/baypalace

กรกฎาคม 28, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | แสดงความคิดเห็น

“เย็นตาโฟรสแหล่ม” เมืองระยอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/439050

โดย อาเหม่ง 27 ก.ค. 2557 05:01

“เย็นตาโฟหม้อไฟ” แซ่บได้ 3-4 คน.

หาของแซ่บหม่ำรับฝนกันดีกว่า ไปโน้นเลย เมืองระยอง เมืองนี้ของกินเยอะมาก แต่ละร้านมีทีเด็ด ร้านเล็กร้านน้อยต้องแวะชิม มีคุณภาพทั้งนั้น อย่างร้าน “เย็นตาโฟรสแหล่ม” เป็นต้น ร้านนี้แหล่ม แจ่มสมชื่อร้านจริงๆ “น้าโรจน์” เจ้าของร้านตั้งใจทำร้านนี้เพื่อขายเย็นตาโฟโดยเฉพาะคิดสูตรน้ำซอสเอง ทำทิ้งอยู่หลายหม้อ จนในที่สุดได้รสที่พอใจจึงทำขาย นอกจากขายเป็นชามแล้วยังมี “เย็นตาโฟหม้อไฟ” อีกด้วย อันนี้เด็ดถูกใจอาเหม่งที่สุด

ความแหล่มของเย็นตาโฟร้านนี้คือ น้าโรจน์คัดสรรวัตถุดิบอย่างดีรวมกันในชามเดียว เช่นลูกชิ้นปลาต้องมาจากเจ้าเด็ดสุดในเมืองระยอง แต่ฮือก๊วยที่ระยองไม่มีที่ไหนเด็ด น้าโรจน์สั่งจากเยาวราชเลยจ้า…ส่วนเกี๊ยวปลานั้นที่ระยองมีเจ้าดัง

“เกี๊ยวแห้งเย็นตาโฟต้มยำ” จัดจ้านครบรส.

อยู่แล้ว ก็รับของเจ้านั้นมา เครื่องเคราบางอย่างน้าโรจน์ทำเอง “หมูแผ่น” ทำแบบหมูบะช่อ แล้วอัดแน่นเป็นแผ่น น้าโรจน์ใช้เนื้อหมูกับมันหมูบดรวมกันใส่รากผักชี กระเทียม พริกไทย ซีอิ๊ว น้ำตาล เกลือนิดหนึ่งหมักเข้าด้วยกันจนได้รสที่กลมกล่อม ส่วนน้ำซอส เย็นตาโฟ น้าโรจน์ใช้กระเทียม น้ำกระเทียมดอง เต้าหู้ยี้ เคี่ยวกับน้ำตาล น้ำส้ม ใส่แป้งนิดหนึ่งเพื่อความหนืด เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนได้น้ำซอสเข้มข้นรสจัดจ้าน

เย็นตาโฟ 1 ชามประกอบด้วยลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นขาว ฮือก๊วย หมูหมัก หมูบะช่อ เกี๊ยวปลา เกี๊ยวหมู เลือด และเห็ด มาคนเดียวสั่งเป็นชามก็พอ ลอง “เกี๊ยวแห้งเย็นตาโฟต้มยำ” รับรองเด็ดโดนใจจนต้องซื้อห่อกลับบ้าน เกี๊ยวนุ่มห่อหมูรสชาติกลมกล่อมเจอกับสารพัดเครื่อง เคราพร้อมกับน้ำซอสเย็นตาโฟหวานอมเปรี้ยว ลูกชิ้น เกี๊ยวปลาและฮือก๊วยร้านนี้เด็ดจริงๆ เย็นตาโฟราคา 40 บาท ถ้าต้มยำ 50 บาท

“ปีกไก่หงษ์แดง” ซอสพริกทำเอง

มากันหลายคน ต้องลอง “เย็นตาโฟหม้อไฟ” สั่งมาเป็นเกาเหลาหม่ำกับข้าวสวยร้อนๆ จะเริ่ดมาก หม้อไฟขนาดกำลังดี ใส่เครื่องเคราจนเต็มหม้อ รับรองหม้อนี้อิ่มจนจุก น้ำซุปหวานหอม น้ำซอสเย็นตาโฟเด็ด ถ้าสั่งต้มยำเขาใส่พริกมาพร้อมสรรพ อร่อยแบบไม่ต้องปรุงเพิ่ม หม้อนี้ราคา 80 บาท ถ้าต้มยำ 120 บาท

อีกเมนูหนึ่งที่ดังแซงโค้งเย็นตาโฟ “ซอกแซก” อย่าเพิ่งงง!? เมนูนี้น้าโรจน์เป็นคนตั้งชื่อ แท้จริงแล้วคือกระดูกสันหลังหมูต้ม ซึ่งวันหนึ่งน้าโรจน์ใช้ถึง 50 กิโล เพื่อใช้ในการทำน้ำซุป กระดูกส่วนนี้น้าโรจน์ไปเลือกเอง ต้องมีเนื้อติดมาด้วย เวลาต้มจะได้ทำให้น้ำซุปหวานหอมแบบธรรม-ชาติ ที่ตั้งชื่อว่าซอกแซกเพราะเวลาหม่ำต้องหารู หาช่องที่มีเนื้อหมู ทั้งแทะทั้งแงะ จึงคล้ายการซอกแซก นี่คือที่มาของชื่อเมนู

“ซอกอ่อน” ท้าให้ลอง รับรองมีเบิ้ล.

“ซอกแซก” เด็ดตรงที่ต้มจนเปื่อย ช้อนแงะนิดเดียวเนื้อก็ลุ่ยติดมา เคี้ยวหนึบดีจริงๆ นอกจากมีซอกแซกแล้ว ตอนนี้น้าโรจน์มีกระดูกหมูอ่อนต้มด้วย ซึ่งทางร้านตั้งชื่อว่า “ล่อนจ้อน” แต่คนระยองเรียก “ซอกอ่อน” แหม…คนแถวนี้เข้าใจตั้งชื่อจริงๆ จะชื่ออะไรก็ตามรสชาติดีมาก เคี้ยวกรึบ เนื้อนุ่มอร่อยมาก ไปแล้วต้องลอง ห้ามพลาดเด็ดขาด ชามนี้ 40 บาท

ยังมีอีกหลายเมนูที่เด็ดโดนใจอย่าง “ปีกไก่หงษ์แดง” ที่น้าโรจน์ทำซอสพริกเองมาหมักกับปีกไก่แล้วลงทอด ซึ่งได้รสเผ็ดปนหวาน เป็นปีกไก่ที่ไม่เคยหม่ำที่ไหนเลยจริงๆ น้าโรจน์บอกว่าเมนูที่ร้านส่วนใหญ่คิดได้ในวงก๊ง เพราะน้าโรจน์เพื่อนเยอะ ชอบมาก๊งที่บ้าน น้าโรจน์มีหน้าที่ทำกับแกล้ม ไม่อยากให้เพื่อนเบื่อก็สร้างสรรค์อาหารได้สารพัดเมนู อยากจะฝากคนที่บ้านไปร่วมก๊งด้วย เผื่อจะมีฝีมือกลับมาบ้าง (น่าจะได้มาบ้างน่า…ถ้าไม่เป็นลำยองไปซะก่อน)

“น้าโรจน์” เจ้าของร้านกับภรรยาคู่ใจ.

ก่อนหน้านี้น้าโรจน์เคยเปิดร้านอาหารมีลูกน้องเยอะ แต่หาเด็กยาก อีกทั้งมีปัญหากับพ่อครัวแม่ครัว จึงคิดเลิกทำ ขอทำอะไรเล็กๆ แบบ 2 คนผัวเมียดีกว่า จึงหยุดทำร้านอาหารมาขายแบบรถเข็น แต่คนมีฝีมือและขยัน จากรถเข็นจึงมาเป็นร้านอย่างปัจจุบัน น้าโรจน์เป็นพ่อค้าที่น่ายกย่อง คอยสอดส่องว่าลูกค้าโต๊ะไหนกินเหลือ เข้าไปถามตลอดมีอะไรไม่ถูกใจ ถ้าลูกค้าบอก ของไม่สด ไม่ดี น้าโรจน์เปลี่ยนให้ทันที ยอมเสียตังค์ จ่ายต้นทุนเพิ่ม แต่จะไม่ยอมเสียชื่อเด็ดขาด

“เย็นตาโฟรสแหล่ม” ขายช่วงเย็นยํ่าไปจนถึงตี 2.

ร้านเย็นตาโฟรสแหล่ม เปิดตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึงตี 2 หยุดทุกวันอาทิตย์ ย้ำว่าวันนี้อย่าเพิ่งไปเน้อ ร้านเขาปิด อดใจไว้ไปพรุ่งนี้ตอนเย็นๆ ร้านอยู่ในตัวเมืองระยอง ถ้าไปจากถนนสุขุมวิทเข้าเขตเมืองระยองถึงสี่แยก PMY เลี้ยวไปทางหาดแสงจันทร์ เจอสี่แยกท่าบรรทุกตรงไปอีก 30 เมตร ร้านอยู่ซ้ายมือ หาไม่เจอโทร. 08–0823–4561, 08–5994–4498

แผนที่ไปร้าน

เย็นตาโฟรสแหล่ม กินซอกแซก แทะซอกอ่อน ชื่อเหล่านี้สั่งได้ที่ร้านน้าโรจน์ร้านเดียว อย่าเผลอไปสั่งร้านอื่น จะได้ของแถมไม่รู้ตัว เราเตือนคุณแล้ว…ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก!!

อาเหม่ง

กรกฎาคม 28, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | แสดงความคิดเห็น

บุกต้นกำเนิดอาหารคุณภาพ “โอโตยะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/438897

โดย ทีมข่าวหน้าสตรี 26 ก.ค. 2557 05:15

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่อาหารเพื่อสุขภาพจะเดินขนานไปกับความอร่อย แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ถ้ามุ่งมั่นตั้งใจ โอโตยะ (Ootoya) เจ้าตำรับอาหารญี่ปุ่นโฮมเมด ภายใต้การนำของ ดร.วิชัย เจริญธรรมานนท์ แห่งค่ายซีอาร์จีฯ ฉลองครบรอบ 10 ปี โอโตยะ ประเทศไทย ด้วยการพาลูกค้าบัตรเครดิต BBL ไปสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยที่มาพร้อมกับเรื่องสุขภาพ ยังดินแดนบ้านเกิดโอโตยะ ประเทศญี่ปุ่น

งานนี้ มร.ฮิซามิ มิตซูโมริ ผู้สืบทอดกิจการรุ่นที่ 2 ได้พาเยี่ยมชมบ้านเกิด “โอโตยะ” ที่เมืองยามานาชิ ด้วยตนเอง โดยปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนให้เป็น “OOTOYA TRAINING CENTER” เพื่อควบคุมคุณภาพบริการ และสานตำนานความอร่อยกว่า 56 ปีของ “โอโตยะ” เดิมทีเดียวบ้านหลังนี้เป็นบ้านพักของคุณปู่คือ “มร.โตโมซุกุ มิตซูโมริ” ในอดีตเคยเป็นโรงแรมเล็กๆ 20 ห้อง และหลังสงครามโลกครั้งที่สองได้ถูกปรับปรุงเป็นสวนองุ่น ต่อมาทายาทรุ่นลูก มร.เออิจิ มิตซูโมริ ผู้ก่อตั้งแบรนด์โอโตยะ ได้ปรับเปลี่ยนให้เป็นศูนย์ฝึกอบรมพนักงาน ภายในมีทั้งห้องครัวและห้องอาหาร เหมือนร้านโอโตยะทุกอย่าง เพื่อฝึกพ่อครัวและพนักงานให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยเน้นเรื่องความสดใหม่ และคุณภาพของวัตถุดิบ ผักสดทุกชนิดจะต้องล้างด้วยน้ำที่อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียสเท่านั้น เป็นเคล็ดลับเดียวกับการรักษาอุณหภูมิเบียร์สด

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้บริโภค “โอโตยะ” ยังมีห้องวิจัยใหญ่ ซุ่มเก็บตัวอย่างอาหารในร้านมาตรวจวิเคราะห์ว่ามีเชื้อโรคปนเปื้อนหรือไม่ พร้อมกันนี้ ยังลงทุนทำห้อง Green Room ปลูกผักด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์ ปลอดสารเคมี 100% โดยเจ้าหน้าที่จะตรวจเช็กคุณภาพของแสง, น้ำ และความชื้นทุกวัน เพื่อให้ได้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนที่สุด.

กรกฎาคม 28, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | แสดงความคิดเห็น

เพรทเซลเดย์ วันขนมแห่งความดี!! (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/438876

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.ค. 2557 16:35

ใครที่ชื่นชอบขนมปัง เชื่อว่าคงไม่พลาดที่จะลิ้มลองความอร่อยของขนมเลขแปด หรือเพรทเซล ขนมแห่งความดี ซึ่งทุกๆ ปี ก็จะมีประเพณี ฟรีเพรทเซลเดย์ ให้ทุกคนระลึกถึงการทำความดี และอิ่มอร่อยแบบไม่อั้น… 

เจ้าแป้งนุ่มๆ ถูกนำมายืด แล้วพันเป็นเลขแปด อินฟินิตี้ หรือคล้ายผีเสื้อ แน่นอนมันคือ ขนมเพรทเซล ขนมแห่งความดี ที่รสชาติถูกปากติดอกติดใจผู้ชื่นชอบขนมปังทุกเพศทุกวัย

ขนมเลขแปด อินฟินิตี้
Pretzel

หน้าตาเพรทเซลสีเหลืองทอง ที่อบแล้วจะกรอบนอกนุ่มใน กลิ่มหอมโชยมาเตะจมูกแต่ไกล ชวนให้คนรักขนมปังมาลิ้มลอง เป็นสูตรที่แอน ไบเลอร์ หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่าป้าแอน คิดค้นขึ้น ในรัฐเพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา โดยพัฒนาสูตรมาจากขนมที่บาทหลวงในประเทศอิตาลี ทำขึ้นเพื่อให้รางวัลความดีกับเด็กๆ ที่มาศึกษาเรียนรู้เรื่องศาสนาและสวดมนต์ในโบสถ์ รูปร่างหน้าตาของขนม จึงมีลักษณะไขว้กัน เหมือนการนำแขนมาไขว้กันเวลาสวดมนต์ และตั้งชื่อว่า Pretiolas เป็นภาษาลาติน แปลว่า รางวัลแก่ความดีงาม ต่อมาจึงเพี้ยนเป็น Pretzel

อบเสร็จแล้วได้เพรทเซลสีเหลืองทอง น่าอร่อยยย
เพรทเซลเป็นสูตรที่แอน ไบเลอร์ คิดค้นขึ้นมา
ลองชิมเพรทเซลกันสักหน่อย

โดยทุกๆ ปี จะมีประเพณีฟรีเพรทเซลเดย์ ที่อานตี้แอนส์จะแจกเพรทเซล ให้อิ่มอร่อยแบบไม่อั้น เพื่อให้ทุกคนได้ระลึกถึงการทำความดี ปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 12 ตรงกับวันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคมนี้ ใครผ่านไปก็อย่าลืมไปเข้าคิวรับกันตั้งแต่ 10 นาฬิกา จนถึง 16 นาฬิกา ช้าหมดอดไม่รู้ด้วยนะ

ชมคลิป

กรกฎาคม 28, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | แสดงความคิดเห็น

Trend can do : ขนมหวานชื่อแปลก ‘บาคลาวา’ หวาน มัน อร่อย !

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/438689

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.ค. 2557 09:15

เป็นประจำทุกสุดสัปดาห์แบบนี้ พบกับคอลัมน์ Trend can do อีกเช่นเคย สัปดาห์นี้ กลับมาอีกครั้ง! กับเทศกาลขนมหวานระดับโลก “World Culture Sweet 2014″ ที่คนรักของหวานทั้งหลายตั้งตารอ…

ในเทศกาลครั้งนี้ “เชฟเดชา ม่วงสีทอง” จากโรงแรมริชมอนด์ ไม่พลาดที่จะนำเสนอ บาคลาวา Baklava ขนมหวานจากดินแดนเมโสโปเตเมีย โดยคิดค้นสูตรเฉพาะขึ้นมา เพื่อเอาใจทุกท่านเป็นพิเศษ

หลายๆ คนอาจจะกำลังตั้งคำถามอยู่ในใจว่า “บาคลาวา” นี่มันคือขนมอะไรทำไมชื่อของมันถึงแปลกหูดีแท้ บาคลาวา (Baklava) ขนมหวานโบราณของประเทศตุรกี บาคลาวาถือเป็นขนมเก่าแก่ ที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรไบแซนไทน์ ซึ่งถ้ามองดีๆ หน้าตาก็คล้ายๆ กับถั่วตัดของบ้านเรา หรือตุ้บตั้บของจีน แต่คนไทยจะเรียกว่าขนมพายถั่วฝรั่ง

ขนมหวานชื่อแปลก
ขนมหวานโบราณของประเทศตุรกี

รสชาติของขนมบาคลาวาจะมีความหวานและหอม ที่ทำให้รสชาตินั้นอร่อย ทานง่าย เพราะเนื้อแป้งฟิลโล ที่ซ้อนทับเป็นชั้นๆ แทรกด้วยถั่วพีแคน พีนัท และพิสตาชิโอ ราดด้วยน้ำผึ้งที่แต่งกลิ่นหอมจากอบเชย และน้ำเลมอนเล็กน้อย หรือน้ำเชื่อมแต่งกลิ่น

ไทยรัฐออนไลน์ไม่รอช้านำวิธีการทำ ‘บาคลาวา’ จากเชฟมากฝีมือ มาบอกให้ทุกคนได้ฟินไปพร้อมๆกัน !

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

1. แป้งฟิโล  1 กล่อง

2. ถั่วอบต่างๆ เช่น อัลมอนด์ , วอลนัท , พิชาชิโอ , แมคคาเดเมียล , เม็ดมะม่วงหิมพานต์ อย่างละ 2 ถ้วย

3. น้ำตาลทราย  2 กิโลกรัม

4. ผงอบเชย (Cinnamon)  2 ช้อนโต๊ะ

5. เนยจืดละลาย 120 กรัม

6. ไข่ขาว 1 ถ้วย

7. ผลไม้สดตระกูลเบอร์รี่

หวาน มัน อร่อย กินแล้วฟินนนน

 ส่วนผสมของน้ำราด

1. น้ำเปล่า   3/4 ถ้วย

2. น้ำผึ้ง 1/2 ถ้วย

3. น้ำตาลทรายแดง  90 กรัม

4. น้ำเลมอน 1 ช้อนโต๊ะ

5. ผิวเลมอนขูดเป็นเส้นใหญ่  5-6 ชิ้น

6. ก้านอบเชย 5-6 ชิ้น

7. กลิ่นส้ม 2 ช้อนชา , กลิ่นมะลิ 2 ช้อนชา , กลิ่นวานิลลา 2 ช้อนชา

วิธีการทำน้ำราด        


นำส่วนผสมของน้ำราดใส่หม้อตั้งไฟอ่อนเคี่ยวให้ส่วนผสมละลาย เป็นสีน้ำตาลสวยงาม ชิมบ่อยๆ อย่าให้มีรสขมที่เกิดจากน้ำตาลไหม้ (caramelizing) เด็ดขาด พอเสร็จแล้วก็พักไว้ให้เย็นสักครู่

คนไทยจะเรียกว่าขนมพายถั่วฝรั่ง
หน้าตาก็คล้ายๆกับถั่วตัดของบ้านเรา

วิธีทำ

1. เริ่มต้นด้วยการนำถั่วทั้งหมดมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน โดยใส่ทุกอย่างรวมกันหมักกับไข่ขาวคลุกแล้วหมักไว้ จากนั้นนำน้ำตาลทรายแดงแบบหยาบ และผงอบเชย คลุกเคล้าให้เข้ากัน อาจจะเอาไม้พายตำให้น้ำตาลแหลกหน่อยก็ได้ คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน หมักไว้อย่างน้อย 12 ชม.

2. นำแป้งฟิลโลที่เตรียมไว้มาวางแผ่ไว้ แล้วนำผ้าสะอาดชุบน้ำหมาดๆ วางคลุมไว้กันไม่ให้แป้งแห้ง และจากนั้นก็หาภาชนะสำหรับอบ และนำแป้งฟิลโล ตัดให้เท่ากับขนาดของภาชนะอบ ต่อจากนั้นก็นำถาดอบมาทาเนยเหลว ทำแบบนี้ไปซ้ำๆ กัน จนครบ 8 ชั้น และแต่ละชั้น ควรทาเนยบนแป้งฟิลโลทุกครั้ง ห้ามลืมเด็ดขาด

3. นำถั่วบดหยาบที่ผสมไว้เรียบร้อยแล้วในขั้นตอนแรก เทโรยลงไปพอเหมาะ เกลี่ยให้เรียบร้อยเสมอกัน และกดเบาๆ เพื่อไล่ฟองอากาศออก ทำแบบนี้ซ้ำๆ กันจนถั่วครบ 3 ชั้น และแป้งครบ 4 ชั้น กดมีดลงไปอย่างเบามือตัดเป็นรูปแบบ Diamond หรือจะตัดแบบปกติ (แบบสี่เหลี่ยม) นำเข้าอบในเตาอบ ที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 35 นาที

4. พอขนมอบเสร็จเรียบร้อย ให้ใช้มีดตัดตามรอยอีกครั้ง จากนั้นก็เทน้ำที่ผสมกลิ่นดอกมะลิกับกลิ่นส้มแขก ราดลงไปให้ทั่วทั้งถาดแล้วทิ้งไว้สักพัก

5. แต่งหน้าด้วยผลไม้สดตระกูลเบอร์รี่ชุ่มฉ่ำทำให้ บาคลาวา สูตรพิเศษนี้ เมื่อท่านรับประทานแล้ว จะได้รับรสชาติ หอมมันจากถั่ว หวานนุ่มชุ่มคอจากน้ำผึ้ง และ รสเปรี้ยวจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ที่ตัดกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ.

กรกฎาคม 28, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | แสดงความคิดเห็น

หาความสุข จากอาหารคาวหวาน เลิศรส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/438731

โดย ทีมข่าวหน้าสตรี 25 ก.ค. 2557 05:30

เติมความสุขในชีวิตด้วยอาหารอร่อยเลิศและของหวานชวนรับประทานกันดีกว่า เริ่มด้วย เทศกาล “อินเตอร์เนชั่นแนล เค้ก เดย์ 2014 แอท ราชประสงค์” จัดโดยสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ ร่วมกับ 6 โรงแรมดัง ได้แก่ เซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์, แกรนด์ไฮแอท เอราวัณ, อินเตอร์คอนติเนนตัล, โนโวเทลแพลทินัม, เรเนซองส์ และเดอะ เซนต์ รีจิส ต่างรังสรรค์ชิกเนเจอร์เค้ก ภายใต้คอนเซปต์ “The World is Sweet” ชิมเค้กอร่อยในเทศกาลนี้ได้ที่เบเกอรี่ทั้ง 6 โรงแรมถึงวันที่ 31 ส.ค…. White Day Patisserie ร้านขนมสไตล์ญี่ปุ่น ที่เดอะ เซอร์เคิล ราชพฤกษ์ มีเค้กอร่อยให้ลิ้มลองแล้วจะต้องติดใจทั้ง White Day Short Cake, Snow Berry Mousse, Bread Pudding ฯลฯ….KYO by KYO Roll En คาเฟ่ขนมหวานต้นตำรับจากเกียวโต ได้รังสรรค์ 7 เมนูเสิร์ฟเฉพาะที่สาขาใหม่ ชั้น 5 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เท่านั้น ได้แก่ เมนูก้อนหินทานได้ “อิชิ ปัง” เสิร์ฟในรูปแบบหินสีดำจากถ่านไม้ไผ่, เซนโรล โรลเค้กสีเทาหินผสมถ่านไม้ไผ่และนมฮอกไกโด, อากิ ช็อกโกแลต ที่ออกแบบเป็นลานดิน เสิร์ฟพร้อมมัทชะทาร์ตไม้ไผ่ ฯลฯ….ส่วน อานตี้ แอนส์ จัดโปรโมชั่น “ชีสซี่ ทริโอ้ เพรทเซล ไบท์ส” 4 ชิ้น ในราคา 65 บาท จนถึงวันที่ 15 ต.ค.

หรือถ้าชอบอาหารประเภทเส้น หรือข้าวหน้าต่างๆ ชาบูตง ร้านราเมนจากทีวีแชมเปี้ยน จัด Combo Set Festival ให้ได้อิ่มถึงวันที่ 31 ต.ค.ด้วย 4 เซตเมนูอร่อยสุดคุ้ม ทั้งชุดข้าวหน้าไก่อบ, ข้าวหน้าหมูชาชูย่างกับไข่ปรุงรส, ชุดโชยุราเมน และชุดมิโซะราเมน…โอซากา โอโช ร้านอาหารต้นตำรับเกี๊ยวซ่าชื่อดังของญี่ปุ่น สาขาทองหล่อ และธนิยะ แนะนำเมนูสุขภาพใหม่ “โทเมโทราเม็ง” ที่นำมะเขือเทศสดมาทำน้ำซุปรสชาติกลมกล่อม ผสานกับเส้นราเม็งเหนียวนุ่ม โรยหน้าด้วยหมูชาชูที่เคี่ยวนาน 6 ชม. …ถ้าชอบอาหารจานร้อน เปปเปอร์ ลันช์ มีโปรโมชั่น “เทปปัน พาสต้า พาราไดซ์” ในราคาเริ่มต้น 160 บาท ถึงวันที่ 28 ส.ค.

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมความอร่อยให้ได้สนุกกัน ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค จัดกิจกรรม“ฟิวเจอร์ใจป๋า : Japanese-Style” แชะ-พิมพ์-โพสต์ ร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่นชั้นนำในห้างฯ ลุ้นรับของรางวัล จนถึงวันที่ 13 ส.ค. ดูรายละเอียดที่ http://www.future park.co.th….สีฟ้า สยามสแควร์ กิจกรรมเดือน ก.ค.ด้วยแชะ ชิม แชร์ อาหารจานเด็ด กับเมนูโดน โดน เช่นกัน สอบถามได้ที่ 0-2655-0251.

กรกฎาคม 28, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | 1 ความเห็น

โซเดียมในขนมขาไก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/438560

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย25 ก.ค. 2557 05:01

ขนมขาไก่ ขนมที่ทำมาจากแป้งสาลีและส่วนผสมต่างๆ ลักษณะเป็นท่อนเล็กๆ ขนาดพอคำ ขั้นตอนการทำเพียงนำไปทอดจนเหลืองและนำไปอบเพื่อไล่ความชื้นและปรุงรส

ขนมขาไก่เป็นขนมที่สามารถหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดที่มีการตักแบ่งขาย หรือตามห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ เด็กๆชื่นชอบเพราะมีรสชาติที่เข้มข้นจากเครื่องปรุงรสที่มีส่วนผสมต่างๆ รวมถึงโซเดียมคลอไรด์

โซเดียมคลอไรด์หรือเกลือแกง เป็นเครื่องปรุงรสที่ใช้กันมากในครัวเรือนและอุตสาหกรรมอาหาร และยังใช้ในการถนอมอาหาร ยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเสื่อมเสียและจุลินทรีย์ก่อโรค

อาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูง ได้แก่ กะปิ กุ้งแห้ง น้ำปลา ปูเค็ม เครื่องพริกแกง เมื่อร่างกายได้รับปริมาณโซเดียมที่สูง อาจเป็นสาเหตุของโรคไต เนื่องจากไตทำหน้าที่ในการขับของเสียออกจากร่างกาย

เมื่อไตเสื่อมย่อมส่งผลให้ระบบขับถ่ายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ทำให้เกิดความผิดปกติในการถ่ายปัสสาวะ เพราะร่างกายต้องขับโซเดียมคลอไรด์อยู่ตลอด

อีกทั้งยังมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดได้มากกว่าคนปกติ

ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 182) พ.ศ.2541 เรื่อง ฉลากโภชนาการปริมาณโซเดียมที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน (RDI) สำหรับคนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป ต้องไม่เกิน 2,400 มิลลิกรัม

วันนี้สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างขนมขาไก่ จำนวน 5 ตัวอย่าง ในเขตกรุงเทพฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์หาปริมาณโซเดียมในขนมขาไก่

ผลวิเคราะห์ปรากฏว่าทุกตัวอย่าง พบปริมาณโซเดียมมากน้อยแตกต่างกันไป

จากขนมขาไก่ 5 ตัวอย่าง มีปริมาณโซเดียมโดยเฉลี่ย 8.37 มิลลิกรัม/กรัม ลองมาคำนวณดูกันขนมขาไก่แบ่งขายหรือบรรจุแบบเป็นซอง ขนมขาไก่ 1 ถุง มีน้ำหนักโดยประมาณ 70-100 กรัม ถ้าทานหมดจะได้รับโซเดียมเข้าสู่ร่างกายเท่าไหร่ในการบริโภคแต่ละครั้ง

อย่าลืมว่าใน 1 วัน เราไม่ได้ทานขนมขาไก่เพียงอย่างเดียว ยังมีอาหารอื่นๆอีกมากมายที่มีส่วนผสมของโซเดียม

ทางที่ดีควรทานในปริมาณน้อยๆ และทานอาหารที่หลากหลาย.

 

ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

กรกฎาคม 28, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | แสดงความคิดเห็น

ราดหน้าครบรส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/438358

โดย ทีมข่าวหน้าสตรี 24 ก.ค. 2557 05:45

ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า ถือเป็นอาหารจานเดียวยอดนิยม ที่ทุกร้านอาหารจานเดียวจะต้องมีติดเมนูไว้ไม่พลาด เมนูนี้แม้จะดูว่าทำง่าย ขายคล่อง แต่จะอร่อยแค่ไหนก็ต้องขึ้นกับฝีมือคนปรุงด้วย วันนี้ขอนำเสนอราดหน้าครบเครื่องครบรส ต้องบอกว่าครบรสชาติแบบไม่ง้อเครื่องปรุง อย่างพริกน้ำส้ม น้ำตาล น้ำปลา อีกเลย

คุณจู–กาญจนา รัศมิรามา เจ้าของสูตรราดหน้าครบรส ต้องขอบอกว่า เธอมีฝีมือในเรื่องอาหารการกินจริงๆ แต่เสียดายที่น้อยคนนักจะมีโอกาสได้ชิมฝีมือของเธอ เพราะไม่ทำขาย จะทำให้แต่คนรู้จักรักใคร่ หรือลูกค้าผลไม้ได้ชิมเท่านั้น เพราะคุณจูมีร้านขายผลไม้ทั้งไทยและผลไม้นอกที่ตลาด อ.ต.ก. ซึ่งขายมาตั้งแต่แรกเริ่ม 35 ปีได้แล้ว

คุณจูเล่าว่า วิชาการครัวที่เธอได้ติดตัวมาทุกวันนี้ ล้วนแล้วแต่ได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณแม่ทั้งสิ้น จากการเป็นลูกมือช่วยคุณแม่ทำครัวมาตลอด คุณจูเล่าย้อนไปสมัยที่คุณแม่เดินทางจากเมืองจีนมาอยู่ประเทศ ไทย ด้วยความที่ท่านมีฝีมือในการทำอาหาร โดยเฉพาะอาหารจีน จึงได้ทำขายด้วย มีทั้งพะโล้ จับฉ่าย ของหวานก็มี แปะก๊วย ลูกตาลลอยแก้ว รวมถึงผลไม้แช่อิ่มนานาชนิด ทั้งมะม่วง มะกอก มะขาม กระท้อน มะยม มะเขือเทศ ฯลฯ ซึ่งพี่สาวของเธอจะถ่ายทอดวิทยายุทธ์เอาไว้หมดและทำออกขายอยู่ทุกวันนี้ โดยพะยี่ห้อ “ตั้งยู่ฮวด” (แม่กิม) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี และโด่งดังไปทั่วในฐานะของดีเมืองอุทัย

สำหรับก๋วยเตี๋ยวราดหน้าครบรสนั้น คุณจูได้คิดสูตรขึ้นเองตามประสาคนชอบทำอาหาร เครื่องปรุง : ผักคะน้าฮ่องกง/กุ้ง ปอกเปลือกเหลือไว้แต่หาง และผ่ากลางหลัง/เนื้อหมู ส่วนที่เป็นสันคอหรือสันนอก จะนุ่ม โดยหั่นชิ้นบางๆ/เส้นใหญ่/เต้าเจี้ยว/แป้งมัน/ซอสมะเขือเทศ/ซอสพริกศรีราชา ชนิดเผ็ดมาก/กระเทียม/น้ำซุปกระดูกหมู…….

วิธีทำ เริ่มจากเส้นก๋วยเตี๋ยว 1) ยีเส้นใหญ่กับน้ำมันพืชให้เส้นหลุดจากกัน 2) ตั้งกระทะใส่น้ำมัน พอเริ่มร้อนนำเส้นใหญ่ที่ยีจนหลุดจากกัน ลงไปคนกับน้ำมันในกระทะ และพรมน้ำเพื่อไม่ให้เส้นติดกันเป็นก้อน แต่อย่าพรมน้ำมากเกินไปเส้นจะเละ 3) เริ่มผัดเครื่องราดหน้า โดยตั้งกระทะที่มีน้ำมัน จากนั้นใส่กระเทียมสับลงเจียวกับน้ำมันจนเหลือง 4) ใส่เนื้อหมูและกุ้งลงไปผัด แค่พอให้สะดุ้งไฟ 5) ใส่ผักคะน้า พร้อมกับเร่งไฟให้แรงขึ้น แค่ผัดคลุกเคล้าให้สะดุ้งไฟ 6) ใส่น้ำซุป และแป้งมันผสมน้ำ คนดูให้น้ำข้นเหนียวตามชอบ 7) ปรุงรสด้วยซอสมะเขือเทศและซอสพริกศรีราชา เต้าเจี้ยว น้ำตาล น้ำปลา ให้ได้ครบทุกรส พร้อมเสิร์ฟได้เลย.

กรกฎาคม 28, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | แสดงความคิดเห็น

‘Lao Maison’…อีสานแบบมีสไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/437869

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.ค. 2557 09:15

“เคหาสน์ลาว” คือชื่อเรียกสุดเก๋ของร้านอาหารไทยอีสานน้องใหม่ “Lao Maison” ที่ยกเอาความหรูหราตามแบบฉบับฝรั่งเศสมาผสมผสานกับอาหารไทยตำรับอีสาน-ลาวได้อย่างลงตัว บ้านหลังนี้จึงดูไฮโซด้วยเก้าอี้หลุยส์ แชนเดอเลียร์หลังใหญ่สุดอลังการ และอาหารรสชาติคุ้นลิ้นแต่ไม่คุ้นหน้า…

คุณบีเจ้าของร้านเล่าว่าเป็นคนชอบกินและหลงใหลในรสชาติของอาหารอีสานมาตั้งแต่เด็กๆ ดังนั้นเมื่อมีโอกาสเปิดร้านอาหารจึงนำเอาเสน่ห์รสชาติตามตำรับที่ราบสูงมาให้ทุกคนได้ดื่มด่ำกันอย่างล้ำลึก โดยตัวเขาจะปรับปรุงในส่วนของหน้าตาอาหารให้ดูร่วมสมัย จนเราอดไม่ได้ที่จะต้องหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาแชะก่อนชิม

เคหาสน์ลาว

เริ่มกันด้วยเมนูซิกเนเจอร์ ข้าวเหนียวผัดลาวเมซง นำข้าวเหนียวอาหารหลักของชาวอีสานมาหุงจนเกือบสุก ผัดกับไข่ กุนเชียง และหมูยอ เสิร์ฟร้อนๆ ในกระทะใบย่อม ส่วนรสชาติขอบอกว่าไม่เหมือนใคร เพราะแค่กลิ่นหอมๆ และความเหนียวนุ่มของข้าวเหนียวก็ขอบอกว่าชนะใส

ข้าวเหนียวผัดลาวเมซง

ต่อกันด้วยส้มตำกะปิ อาหารสุดฮิตของชาวลาวที่คุณบีคิดขึ้นมาให้รสชาติใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด จนได้ส้มตำรสเข้มข้นออกเค็มเล็กน้อยแต่อร่อยจัดจ้าน แถมมีปูเค็มตัวเขื่องมาให้ลิ้มรสกันเพลินๆ ก่อนตามด้วยหมูย่างหลวงพระบาง เนื้อสันคอหมูหมักให้นุ่มแล้วย่าง แล่ชิ้นบางๆ โรยด้วยข้าวคั่ว เสิร์ฟบนเขียงไม้พร้อมขนมปังกระเทียม ทีเด็ดของจานนี้ยกให้น้ำจิ้มที่มีให้เลือก 2 แบบ น้ำจิ้มแจ่วรสจี๊ดจ๊าดและแจ่วบองรสเข้มข้น ด้วยรสนัวๆ ของปลาร้าและพริกแดงคั่วเองได้กลิ่นหอมอร่อยได้ใจ

เต็มอิ่มกับอาหารอีสานไปแล้ว อย่าลืมสั่งของหวานเป็นอันขาด เพราะสเตชั่นนี้มีเจ้าของร้านคนเก่งประจำการทำเมนูโทสต์แบบสดๆ อย่าง Berries & Peach French Toast ก็ครบรสเปรี้ยวอมหวาน แถมยังสดชื่นด้วยเมเปิลไซรัปหวานละมุนที่พอราดเมื่อไรก็อร่อยเมื่อนั้น

Berries & Peach French Toast

ถ้าไม่ติดว่าไกล…จะไปทุกวันเลย!

ใครอยากลิ้มรสความอร่อยแบบชาวอีสานไปกันได้ที่ 117/7 ถนนนครอินทร์ (ใกล้วงเวียนพระราม 5) ตำบลบางขุนกอง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เปิดบริการ 11.00-22.00 น. โทร. 0-2459-5758

กรกฎาคม 28, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | แสดงความคิดเห็น