ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ข้าวตัง ใบหม่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/425760

โดย ทีมข่าวสตรี 29 พ.ค. 2557 05:15

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม แหล่งเรียนรู้เกษตรเชิงวัฒนธรรม ย้ำภาพลักษณ์และเจตนารมณ์ขององค์กรในการสืบสานภูมิปัญญาและรักษาองค์ความรู้แห่งถิ่นอีสานให้คงอยู่คู่ประเทศไทย ล่าสุดได้จัดกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ “Mulberry Cook by Jim Thompson Farm” นำเสนอเรื่องราวความมหัศจรรย์ของ “หม่อน” (Mulberry) พืชเศรษฐกิจที่เป็นหัวใจสำคัญของการประกอบอาชีพ “ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม” ของชาวอีสาน ต่อยอดสู่เมนูอาหารและเครื่องดื่มสุดล้ำ ที่เนรมิตขึ้นจาก “ใบหม่อนและลูกหม่อน” ในรูปแบบใหม่ไม่ซ้ำใคร

 

ใบหม่อน

“หม่อน” เป็นพืชตระกูลเบอร์รี่ที่มีประโยชน์ทั้งต้น โดยเฉพาะ “ลูกหม่อนและใบหม่อน” จะเป็นส่วนที่อุดมด้วยสาร “ไบโอฟลาโวนอยด์” (Bioflavonoid) ที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ เป็นสารสำคัญที่ทำหน้าที่ป้องกันร่างกาย ทำให้โครงสร้างและการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ลดการสร้างสารอนุมูลอิสระ (Oxidative Stress) ช่วยควบคุมปริมาณคอลลาเจนในเซลล์ผิวหนัง ชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ อีกทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ทั้งวิตามินเอ ที่ช่วยบำรุงสายตา สร้างภูมิให้กับระบบหายใจ วิตามินบี 6 ช่วยบำรุงระบบเลือด วิตามินซี ช่วยป้องกันหวัดและลดอาการภูมิแพ้ รวมถึงกรดโฟลิค ที่มีประโยชน์ต่อการทำงานของระบบสมองและระบบประสาท การนำเอา “ใบหม่อนและลูกหม่อน” มาใช้เป็นวัตถุดิบหลักนั้น เป็นการประยุกต์เพื่อให้เราทานใบหม่อนและลูกหม่อนได้ง่ายและหลากหลายมากขึ้น

 

คุณเอก-เอกพล บุญชูช่วย

คุณเอก-เอกพล บุญชูช่วย อาจารย์ผู้ชำนาญงานด้านอาหารจากวิทยาลัยดุสิตธานี ได้คิดนำ “ใบหม่อนและลูกหม่อน” มาทำเป็นเมนู “ข้าวตังใบหม่อน” เนื่องจากข้าวตัง เป็นเมนูของว่างแบบไทยๆ ที่สามารถพลิกแพลงให้อร่อยได้หลากรูปแบบ โดยเคล็ดลับของเมนู ข้าวตังใบหม่อน นี้อยู่ที่การนำ “ใบหม่อนและลูกหม่อนสด” ไปดองเป็นเวลาถึง 7 วัน ให้มีรสชาติสามรส จากนั้นจึงนำใบหม่อนดองสามรสมาห่อไส้เพื่อทานกับข้าวตัง

 

ส่วนผสมใบหม่อนและลูกหม่อนดองสามรส : ใบหม่อนสด/ลูกหม่อนสด/น้ำตาลทราย/น้ำส้ม สายชู/เกลือ ……..วิธีทำ 1) นำส่วนผสมทั้งหมด ใส่ภาชนะต้ม ตั้งไฟพอน้ำตาลทรายและเกลือละลาย จากนั้นกรองผ่านผ้าขาวบาง ทิ้งไว้ให้เย็น 2) นำใบหม่อนสดมาล้างทำความสะอาดให้แห้งหมาดๆจัดเรียงใส่ขวด แล้วเทน้ำดองในข้อที่ 1 ใส่ลงไป 3) จากนั้นใส่ลูกหม่อนสด ปิดฝาให้สนิท แล้วดองทิ้งไว้ 7 วัน

 

พืชตระกูลเบอร์รี่

ส่วนผสมไส้ข้าวตังใบหม่อน : ลูกหม่อนดอง/หมูบดละเอียด/กุ้งขาว/ถั่วลิสงคั่ว/กระเทียมเจียว/หอมแดงเจียว/ขิงแก่ปอกเปลือกสับ/น้ำตาลมะพร้าว/เกลือ/น้ำปลา/พริกไทยขาวเม็ด/รากผักชี…..วิธีทำ 1) นำเนื้อหมูและกุ้งขาวมาสับรวมกัน 2) นำรากผักชี กระเทียม พริกไทย โขลกรวมกันให้ละเอียด แล้วนำไปผัดน้ำมัน จนส่งกลิ่นหอม 3) ใส่หมูและกุ้งสับลงไปผัดใกล้สุก 4) ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา เกลือนิดหน่อย ได้รสชาติตามชอบจึงใส่หอมแดงเจียว กระเทียมเจียว ขิงแก่สับ และถั่วลิสงคั่วลงไป 5) จากนั้นใส่ลูกหม่อนดองลงไปผัดคลุกเคล้าด้วย 6) นำใบหม่อนดองสามรสมาห่อไส้ แล้วทานกับข้าวตังทอด พริกขี้หนู ผักชี และผักกาดหอม เป็นเครื่องแนม.

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

บริโภค ผักผลไม้ออร์แกนิค หนทางสู่สุขภาพที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/425500

โดย ทีมข่าวหน้าสตรี 28 พ.ค. 2557 05:15

นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ และ ภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ ชวนเลือก ซื้อสินค้าออร์แกนิค.

ท็อปส์ และ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ และ สมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย (TOTA) จัดงาน “Organic Fresh Fair 2014” พาเหรดสินค้าออร์แกนิคจากวัตถุดิบธรรมชาติ 100% กว่า 700 รายการ มาให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อ เพื่อรักษาสุขภาพให้ดีอย่างยั่งยืน

นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ ผู้เขียนหนังสือ “พิชิตโรคร้ายโดยไม่ใช้ยา” เผยถึงคุณประโยชน์ของผักผลไม้ออร์แกนิคว่า แต่เดิมนั้นมนุษย์เป็นสัตว์กินพืช ซึ่งอยู่ในตระกูลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่ด้วยวิวัฒนาการและรูปแบบการใช้ชีวิต โดยเฉพาะไลฟ์สไตล์คนเมืองที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ความเครียดที่เกิดจากการทำงาน และการกินอาหารที่เน้นความสะดวก รวดเร็ว ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพและสั่งสมเรื่อยมาจนกลายเป็นโรคร้าย เช่น เบาหวาน ความดัน หัวใจ เส้นเลือดในสมอง ภูมิแพ้ หรือมะเร็งที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกมากเป็นอันดับหนึ่ง จึงอยากแนะให้กินพืชผัก ผลไม้ เป็นอาหารหลัก ตามวิถีดั้งเดิมของมนุษย์ในปริมาณครึ่งหนึ่งในแต่ละมื้ออาหาร โดยเลือกให้มีความหลากหลาย และต้องไม่ผ่านความร้อนหรือการปรุงสุก เนื่องจากความร้อนจะไปทำลายเอนไซม์ วิตามินซี และพฤกษาเคมีหรือสารอาหารต่างๆ ที่มีลักษณะเป็นยา หลังจากนั้นจึงรับประทานอาหารอื่นๆ เช่นเนื้อสัตว์ ไข่ เป็นอาหารเสริมควบคู่กันไป

คุณหมอบุญชัย ยังเผยเคล็ดไม่ลับในการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืนด้วยว่า ทุกวันนี้เรากินผักที่ผ่านการฉีดยาฆ่าแมลง ใช้สารเคมี สารเร่งเพื่อให้ได้ผลผลิตที่รวดเร็วทันใจ ดังนั้นการหันมาใส่ใจเลือกกิน “ผัก-ผลไม้ออร์แกนิค” หรือผลิตภัณฑ์ซึ่งผลิตจากธรรมชาติ 100% โดยผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดสารพิษในทุกขั้นตอน จึงเป็นแนวทางไปสู่การมีสุขภาพที่ดี เพราะผักผลไม้ที่รับประทานสดๆ จะสามารถคงคุณค่าของสารอาหารไว้อย่างครบถ้วน ผิดกับผักสดทั่วไปที่มีสารเคมีเจือปน เมื่อนำมาล้างทำความสะอาด นอกจากจะยังคงมีสารเคมีตก ค้างแล้ว สารอาหารและวิตามินต่างๆ ที่อยู่ในผักก็จะถูกชะล้างไปด้วยเช่นกัน

สำหรับงาน “Organic Fresh Fair 2014” ภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ ผู้บริหารท็อปส์ และเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ เผยว่า งานนี้มีสินค้าจากเกษตรกรและผู้ประกอบการจากทั่วประเทศกว่า 700 รายการ มีสินค้าออร์แกนิคที่เปิดตัวจำหน่ายเป็นครั้งแรกในงาน จากโครงการมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก อาทิ มะม่วงอินทรีย์สายพันธุ์ใหม่รูปทรงเหมือนมะม่วงน้ำดอกไม้ แต่มีรสชาติกลิ่นเหมือนอกร่อง, มะม่วงแดงจักรพรรดิน้ำหนัก 1-2 กิโลกรัมต่อลูก, ปลานิลแดดเดียว, ปลาร้า, ไก่พื้นบ้านสร้อยทองสายพันธุ์พม่าแท้ ที่มีเนื้อแน่น นุ่ม, กบ, ปลากุเลา, ผักสด ไม้ดอกไม้ประดับ ข้าวและสินค้าแปรรูป, ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลออร์แกนิค ฯลฯ เปิดจำหน่ายระหว่างนี้ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2557 ที่ลานโปรโมชั่นชั้น G ด้านหน้าท็อปส์ มาร์เก็ต ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 3 และที่ท็อปส์ และเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ทุกสาขา ทั่วประเทศ.

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

เติมหวานดับร้อน ร้านคาเฟ่วินเทจ…’Sweet Secret Dessert Cafe’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/425113

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 พ.ค. 2557 08:00

ช่วงนี้เป็นช่วงปลายร้อนต้นฝน ฤดูฝนใกล้เข้ามาทุกที แต่อากาศร้อนก็ยังอยู่กับเราไม่ไปไหน ตัวช่วยสำหรับการดับร้อนได้เป็นอย่างดีนั่นก็คือการกิน “ไทยรัฐออนไลน์” ไปเจอร้านน่ารักเหมาะสำหรับการนั่งชิลสบายๆ ในวันที่อากาศร้อนๆ …

ถึงแม้อากาศจะร้อนแต่ก็ยังมีสถานที่ที่ดับร้อนได้เป็นอย่างดี ลองเข้าไปในซอยมหาดไทย รามคำแหง 65 ก็จะเจอกับร้านน่ารัก สีลูกกวาด ที่มองแล้วสบายตาไม่น้อย เป็นร้านที่เราต้องบอกเลยว่าชิล เย็น สบายดีจริงๆ เมื่อเดินเข้ามาถึงในร้าน สิ่งแรกที่จมูกสัมผัสคือ กลิ่นหอมหวานของขนมภายในร้าน และยังเตะตากับการตกแต่งร้านสไตล์วินเทจที่มาจากความชอบของเจ้าของร้าน ที่ชื่นชอบการสะสมของเก่า เลยเอามาตกแต่งให้เข้ากับร้านซะเลย

 

ร้านน่ารัก มุ้งมิ้ง ฟรุ้งฟริ้ง
บรรยากาศร้านสุดชิล
ตกแต่งร้านสีหวานสบายตา
ร้านสไตล์วินเทจเต็มไปด้วยของเก่าจากการสะสมของเจ้าของร้าน

 

นอกจากนี้ เรายังได้ลองลิ้มรส เติมความหวานดับความร้อน กับ 5 เมนู ที่ทางร้านบอกว่าฮอตฮิตที่สุดในร้าน เมื่อนำมาวางอยู่บนโต๊ะก็อดใจไม่ไหวกับกลิ่นที่หอมชวนให้กินเป็นอย่างยิ่ง ลองไปทำความรู้จักกับ 5 เมนูนี้กันดีกว่า !!!

1. honey toast

 

honey toast

 

เป็นขนมปังที่ผ่าแล้วทาเนยอบด้านในแล้วก็ทานคู่กับไอศกรีมวานิลลา แล้วก็ราดด้วยน้ำผึ้ง และถ้าใครยังไม่จุใจในความหวานหอมก็สามารถเติมน้ำเมเปิ้ลเพื่อเพิ่มรสชาติได้ตามที่เราชอบที่ทางร้านเตรียมไว้ให้ด้วย อันนี้เป็นเมนูที่ยอดฮิตมาก เพราะเป็นของหวานที่ใครมาที่นี่ก็ต้องนึกถึง พอได้ลิ้มรสขนมปังอบเนยที่กรอบหอมเข้ากับไอศกรีมเย็นๆ หวานชุ่มคอ ราดกับเมเปิ้ล ทำให้ลืมความร้อนไปได้ทันที

2. Thai ice tea toast

 

thai ice tea toast

เมนูนี้คือเมนูที่ทางร้านได้ครีเอทขึ้นมาใหม่ เป็นโทสต์ชาเย็น วิธีการก็คือเอาขนมปังผ่าแล้วทาเนยเข้าเตาอบเหมือนกัน แต่ความแตกต่างจะอยู่ที่ตัวสังขยาชาเย็นที่ได้รสชาติของชาไทยที่ดัดแปลงมาจากการสอดไส้ของขนมปังธรรมดา ให้มาเป็นอาหารที่เป็นอีก 1 เมนูใหม่ เมนูนี้ก็จะทานกับไอศกรีมวานิลลา และราดด้วยคาราเมลที่หอมหวาน เมื่อคุณได้ลิ้มรสแล้วเรารับรองว่าเหมือนการฟังเพลงไทยเดิมผสมผสานกับดนตรีสากล เพราะรสชาติของชาเย็นที่เข้มข้นเข้ากับคาราเมล และขนมปังอบเนย ตามด้วยไอศกรีมหวานๆร้อนนี้ใครพลาดเมนูนี้ไปจะเสียใจมาก บอกเลย!!

3. green tea honey crape

ใครๆ ก็เคยทานเครปมาก่อน แต่เครปที่นี่ไม่เหมือนใคร แป้งเครปนี่จะเป็นสูตรของทางร้านที่คิดขึ้นมาเอง มาพับให้มากกว่าครึ่งวงกลมที่มันดูธรรมดา ความกรอบ ความหวานหอมรวมอยู่ในเครปชิ้นนี้ แต่ถ้าจะทานแต่เครปกับวิปครีมอย่างเดียวก็จะดูฝืดไป ทางร้านก็มีไอศกรีมชาเขียวมาประกบคู่ และราดด้วยน้ำผึ้ง ทำให้รสชาติหวานเย็นที่เข้ากันสุดๆอาจจะดูว่าเยอะ แต่ตัวแป้งเครปจะบางและกรอบมาก ขอย้ำ

4. sweet secret iced chocolate

 

sweet secret iced chocolate

 

ก็อาจจะคิดว่าเป็นน้ำช็อกโกแลตธรรมดาๆ แต่เมื่อเห็นรูปร่างที่แปลกใหม่ ที่อื่นอาจจะเป็นแก้วธรรมดาแต่ที่นี่จะมาเป็นโอ่งชุ่มไปด้วยวิปปิ้งครีม และตกแต่งด้วยโอริโอ้ที่เข้ากันที่สุดแถมรสชาติยังเข้าขั้นมาก ทางร้านบอกว่าจะสั่งช็อกโกแลตมาจากร้านที่ไว้ใจ แต่จะมีกรรมวิธีที่มาผสมเอง ทำให้มันมากกว่าโกโก้เย็นธรรมดา เพราะเลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ

5. smootie strawberry

 

smootie strawberry

 

ความแตกต่างของสมูทตี้ของร้านนี้ จะทำน้ำเชื่อมเอง และนำผลไม้สดมาปั่น รสชาติจะไม่เปรี้ยวหวานจนเกินไป เรียกว่าอยู่ในความพอดีพอให้เราได้ดับร้อนกับความเปรี้ยว หอมหวานตัวนี้ สำหรับคนที่ไม่ชอบทานครีมนม ก็จะเน้นตัวนี้กันเป็นส่วนใหญ่ และอย่างที่บอกทางร้านจะเชื่อมสตรอเบอร์รี่ ก็ยิ่งทำให้เราได้ดื่มด่ำกับความสดของผลไม้มากขึ้น หากใครกำลังหาของหวานแต่แคลอรีต่ำ ทางร้านแนะนำเป็นตัวนี้เลย

เป็นยังไงกันบ้างสำหรับ 5 เมนูนี้ ซึ่งนี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของทางร้านเท่านั้น สามารถเรียกต่อมน้ำลายใครหลายๆ คน ได้เลยใช่มั้ยล่ะ

หากใครสนใจที่จะไปลิ้มรสความหวานหอม พร้อมกับคลายร้อนสไตล์วินเทจกับร้าน Sweet Secret Dessert Cafe’ ร้านจะอยู่ที่ กลางซอยมหาดไทย รามคำแหง 65 ลาดพร้าว 122 ด้านหลังร้านแซ่บสโมสร หากใครร้อนๆ ก็ไปดับร้อนกันได้ที่นี่ ร้านจะเปิดตั้งแต่ 16.00-01.00 น. เบอร์ติดต่อ 02-934-2583

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

กินข้าวเคล้างานศิลป์ เลอปลาแดก หอศิลป์ กรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/424853

โดย อาเหม่ง 25 พ.ค. 2557 05:01

“ข้าวสารพัดแดด” จานเดียวเหมา 3 แดด.

ผู้อ่านที่รัก รู้จัก “หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร” หรือไม่? อยู่ใจกลางเมืองตรงแยกปทุมวันเลย คิดว่าคงรู้จัก เพราะว่าหอศิลป์ฯ แห่งนี้กว่าจะเกิดขึ้นได้ใช้เวลาเป็นสิบปี! ไม่ได้หมายถึงการก่อสร้าง แต่หมายถึงผ่านกระบวนการคิด ผ่านการประท้วง ผ่านผู้ว่าฯและผ่านรัฐบาลหลายสมัย!! ปัจจุบันหอศิลป์ฯ ได้หมุนเวียนแสดงผลงานของศิลปินไทยและศิลปินทั่วโลก ไม่ได้มีแต่ภาพวาดหรือรูปปั้นเท่านั้น หอศิลป์ฯ มีมากกว่านั้น ไปเหอะ แล้วจะรู้ว่าศิลปะบ้านเราไม่เป็นรองใคร

สิ่งหนึ่งในหอศิลป์ฯ ที่อาเหม่งชอบสุดๆ คือ “อาหาร” มีอยู่ร้านหนึ่งเจ้าของเป็นอินทีเรียรับตกแต่งภายใน ขายอาหารจานเดียว เมนูสุดแสนครีเอต ตกแต่งจานออกมาได้สวยงามดั่งสร้างงานศิลปะ!!

 

“เลอปลาแดก” ร้านเก๋ในหอศิลป์ฯ.

 

“เลอปลาแดก” คือชื่อร้านที่แตกยอดมาจากร้านเดิมแถวๆเลียบทางด่วนเกษตร-นวมินทร์ ขาย อยู่ตรงนั้น 10 ปีขอเข้าเมืองบ้าง เน้นอาหารจานเดียวที่หาหม่ำที่อื่นไม่ได้ เพราะไม่มีใครทำขาย!

พี่น้อยสาวอุดร กับพี่ป๋อมหนุ่มอุบล สามี-ภรรยาเจ้าของร้านผู้น่ารัก สร้างสรรค์เมนูได้เร้าใจมาก เช่น “ข้าวสารพัดแดด” แค่ชื่อก็พางง!! สั่งมาลองหม่ำก่อน เมนูนี้เสิร์ฟมาในถาดใบเล็กน่ารัก ข้าวเหนียวห่อใบตอง ข้างๆ อุดมด้วยหมูแดดเดียว เนื้อแดดเดียว และปลาหมึกแดดเดียว มีน้ำจิ้มแจ่วอยู่ตรงกลาง หมูและเนื้อแดดเดียวเด็ดจริงๆ เนื้อเหนียวนุ่มกำลังดี รสจัดจ้านทั้งเค็มและหวาน กินกับข้าวเหนียวลงตัวที่สุด ค่อยๆเคี้ยวจะรู้สึกถึงความกรอบกรึบเบาๆ ที่สำคัญหอมมากขึ้นจมูกเลยทีเดียว ใครชอบรสจัดจ้านจิ้มแจ่วสักนิดหนึ่ง อื้อหือ… สวรรค์ชัดๆ ปลาหมึกก็เด็ดดวงนิ่มกว่าที่คิด ไม่เหนียวเลย ทั้งถาดนี้ราคา 188 บาท

 

พี่น้อยและพี่ป๋อมเจ้าของร้านสุดแนว.

 

ถามหาสูตรการทำ เจ๊น้อยว่าขออภัยด้วย เพราะได้สูตรมาจากยายคนหนึ่งที่ทำขายแถวสถานีรถไฟหัวรอ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเจ๊น้อยเป็นลูกค้าประจำ คุณยายขอร้องไว้ว่าอย่าบอกสูตรนี้กับใครให้สูตรตายไปกับตัวเจ๊น้อย ถ้าเจ๊น้อยผิดคำพูดจะทำมาหากินไม่ขึ้น!! เพราะเหตุนี้อาเหม่งจึงไม่ได้สูตรมาบอกคุณผู้อ่านที่รักไม่ว่ากันเนอะ

 

“ขนมจีนกุ้งพิโรธ” เส้นขนมจีนผัดใส่เนยและไวน์.

 

“ขนมจีนกุ้งพิโรธ” จานนี้อาเหม่งโปรดมาก เจ๊น้อยใช้เส้นขนมจีนแทนสปาเกตตีผัดใส่เนยและหอมแดง ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว เกลือ และไวน์แดง ใส่พริกแห้งคั่วเป็นลำดับสุดท้าย มีเทคนิคว่าขนมจีนเวลาไปซื้อจากตลาดให้เลือกแบบเส้นเล็กเพราะจะเหนียวนุ่มอร่อยกว่าเส้นใหญ่ เวลาผัดห้ามใช้ตะหลิวคนไม่งั้นเส้นขาดหมด ใช้วิธีกระเดาะกระทะแทน เป็นอีกหนึ่งจานที่มีทั้งเนยและไวน์แดง ไม่น่าเชื่อว่าจะเข้ากับขนมจีน ข้าวปุ้นบ้านเราได้อย่างเหลือเชื่อ หม่ำแล้วได้กลิ่นหอมแดงขึ้นจมูกเบาๆ เคล้ากับกลิ่น เนยอย่างลงตัว เส้นขนมจีนนุ่มนวลแต่ไม่เละกลมกล่อมที่สุด ที่สำคัญ “ไวน์แดง” ช่วยชูรสความฉ่ำในปากได้อย่างเลอค่า จานนี้ 148 บาท หม่ำแล้วรับรองจะลืมผัดสปาเกตตีไปเลย

 

“ข้าวเบบี้ล็อบสเตอร์” กุ้งฝอยนั่นเอง.

 

“ข้าวเบบี้ล็อบสเตอร์” เบบี้ล็อบสเตอร์คืออะไร?? เฉลย…“กุ้งฝอย”นั่นเอง ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก!! เห็นหน้าตาแล้วสวยงามตามท้องเรื่อง กุ้งฝอยผัดพริกแห้ง โรยบนข้าวสวย มีไข่ดาวโปะตรงกลาง กรรมวิธีการปรุงไม่ง่าย เพราะเจ๊น้อยใช้พริกแห้งถึง 3 ชนิด มีพริกกะเหรี่ยง พริกแห้งเม็ดใหญ่ และพริกแห้งอีกพันธุ์ คั่วแล้วโขลกในครกพอหยาบ ใส่กระเทียมตาม (กระเทียมเจียวไว้แล้ว) ผัดให้พริกฉุนใส่ผักชีฝรั่ง ต้นหอม ใส่กุ้งฝอย สุดท้าย ตวัดตะหลิว 2-3 ทีพอกุ้งสุกตักราด ข้าว ไข่ดาวโปะหน้า ต้องทอดในน้ำ เวลาหม่ำให้เอาส้อมเจาะไข่แดงให้ไหลลงบนข้าวจะทำให้ข้าวมีความ มัน เคี้ยวหนืดนิดๆ หม่ำกับกุ้งฝอยที่ผัดพริกแห้งเข้ากันเป็นที่สุด พริกหอมฉุนกินกับกุ้งตัวเล็กๆ อร่อยลงตัว ถ้าเผ็ดไปหม่ำไข่ดาวตามอร่อยแทบหยุดไม่อยู่ เมนูนี้ราคา 148 บาท

 

“ตำมั่วซั่ว” มั่วซั่วสมชื่อ.

 

มาจานแซ่บกันบ้าง “ตำมั่วซั่ว” ส้มตำปูปลาร้าใส่ขนมจีนเพิ่ม ตามด้วยแคบหมู มะกอก มะเขือเหลือง มะเขือเปราะ มะเขือเทศ ผักชีฝรั่ง บางครั้งใส่ใบกระเทียมด้วย เทคนิคการตำเจ๊น้อยบอกว่า พริกต้องใส่ทั้งพริกแห้งและพริกสดจะแซ่บครบเครื่องกว่า ปรุงรสด้วยน้ำปลา มะนาวตามท้องเรื่องแล้วเสิร์ฟมาในจานสังกะสี โรยกุ้งฝอยสวยงามมีผักสลัดเป็นเครื่องเคียง ขอบอกปลาร้าร้านนี้แม่ต้มให้ส่งมาจากอุดรธานี รับรองสะอาดและนัวสุดชีวิต ตำมั่วซั่วจานนี้ต้องลอง แซ่บครบ เครื่องจริงๆ ใครชอบเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด บอกได้ เจ๊น้อยจัดให้ จานนี้ 98 บาท

 

“ข้าวเหนียวมะม่วง” เด็ดโดน!!

 

ขนมหวานล้างปากหน่อย “ข้าวเหนียวมะม่วง” เด็ดมาก ข้าวเหนียวมูนแสนอร่อย เม็ดขาวเรียงสวย ราดด้วยหัวกะทิล้วนๆ ไม่ผสมแป้งแต่อย่างใด โปะด้วยหน้ากุ้งสีส้มเจิดจ้า มะม่วงสุกพันธุ์มันขุนศรีสีเหลืองแจ่ม หลายคนไม่คิดว่าจะกินเข้ากับข้าวเหนียวมูน บอกเลยต้องลอง! มะม่วงสุกเนื้อแน่น หวานหอมกำลังดี หม่ำเข้ากับข้าวเหนียวมูนได้อย่างลงตัว ย้ำอีกครั้งว่าห้ามพลาดจานนี้เด็ดขาด ราคา 128 บาท มีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติพาหม่ำ รับรองจะหลงรักเมืองไทยผ่านอาหารแน่นอน

ร้าน “เลอปลาแดก” เจ๊น้อยเป็นหลักเรื่องอาหาร แต่เรื่องแต่งร้านต้องยกให้พี่ป๋อม แกเป็นนักสะสมของเก่าตัวยง เอาของสะสมที่มีเหลือเฟือมาแต่งร้าน สวยเก๋ไม่เหมือนใคร ว่าไม่ได้นา พี่ป๋อมเป็นเจ้าแรกๆ ที่แต่งร้าน ด้วยของเก่า ถ้วยชามสังกะสี ตุ๊กตากระดาษ แกจับมาแต่งร้านได้หมด ไม่เชื่อไปดูที่ร้านเลอปลาแดกต้นตำรับได้ แต่ถ้าอยากหม่ำเบาๆ เคล้าศิลปะมาที่สาขาหอศิลป์ฯ เลอปลาแดกไม่ทำให้คุณผิดหวัง ร้านอยู่ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ขึ้นบันไดเลื่อนไปเจอเลย ร้านเปิดตั้งแต่ 11 โมงครึ่ง ถึง 3 ทุ่ม โทร. 08-9710-3292 เบอร์เลอปลาแดกร้านต้นตำรับโทร. 0-2943-9528

 

 

หม่ำแล้วอย่าเพิ่งรีบกลับ หอศิลป์ฯมีอะไรน่าสนใจให้ดูเพียบ ขึ้นไปด้านบนชั้น 5 6 7 ส่วนชั้น 1-4 ก็มีหลายสิ่งที่น่าค้นหา ไม่อยากบอกเยอะ ให้ไปเจอเอง บอกได้คำเดียวว่าพลาดแล้วจะเสียใจ เหมือนอาเหม่งที่เคยพลาดมาก่อน หมายถึงเรื่องงานศิลปะ คนข้างๆไม่ต้องร้อนตัว!! ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก!!­­­­

 

อาเหม่ง

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

เชื้อก่อโรคในขนมถ้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/424429

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 23 พ.ค. 2557 05:01

ขนมถ้วยหน้ากะทิ หรือขนมถ้วยตะไล เป็นขนมหวานไทยโบราณชนิดหนึ่ง มีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นตัวเนื้อ และส่วนที่เป็นตัวหน้า

ส่วนตัวเนื้อจะมีรสชาติหวาน สีเขียวอ่อนจากใบเตย ส่วนตัวหน้าจะมีส่วนผสมของกะทิ มีความมันและเค็ม

ขั้นตอนการทำก็ไม่ยุ่งยาก นำส่วนที่เป็นเนื้อหยอดลงในถ้วยตะไล นึ่งสักครู่แล้วค่อยหยอดส่วนที่เป็นตัวหน้า ปิดฝาทิ้งไว้สักครู่ ยกลงทานได้

ขนมถ้วย หาทานได้ทั่วไป มีทั้งวางขายในร้านอาหาร ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ และมีทั้งขับรถขายตามบ้าน คนขายจะทำตั้งแต่เช้าแล้วเร่ขายไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมด

ตรงนี้แหละน่ากลัว อย่างที่บอกว่าส่วนบนเป็นกะทิ หากขายไม่หมดและเก็บไว้นาน โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนอย่างนี้ อาจทำให้ขนมถ้วยปนเปื้อนเชื้อสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส ซึ่งเป็นแบคทีเรียก่อโรค ซึ่งจะสร้างสารพิษที่มีคุณสมบัติทนความร้อน

หากเป็นอาหารที่มีแป้งเป็นส่วนผสม อาจมีความเสี่ยงมากกว่าอาหารชนิดอื่น และจะทำให้เกิดอาการพิษแบบเฉียบพลันหลังทานอาหารที่มีการปนเปื้อนเข้าไป

อาการของโรคที่พบคือ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง อ่อนเพลีย ในรายที่รุนแรงอาจมีการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ชีพจรอ่อนจนถึงขั้นช็อก หากอาการไม่มาก 1-2 วัน ก็หายโดยไม่ต้องรักษา

วิธีหลีกเลี่ยงการได้รับเชื้อง่ายๆ ผู้บริโภคต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้ออาหาร หากเป็นอาหารที่มีส่วนผสมของแป้งและกะทิ ที่ปรุงสุก และทิ้งไว้นานๆควรหลีกเลี่ยง

วันนี้ สถาบันอาหารได้ทำการสุ่มเก็บตัวอย่างขนมถ้วย 5 ตัวอย่าง จาก 4 ย่านการค้าในเขตกรุงเทพฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์หาการปนเปื้อนของเชื้อ สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส

ปรากฏว่าพบ 1 ตัวอย่างที่มีการปนเปื้อนเชื้อสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียสสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ น่าตกใจกับผลการวิเคราะห์

แม้ว่าคนไทยมีภูมิต้านทานในเรื่องนี้มาก จึงมักไม่พบอันตรายที่รุนแรง แต่ถ้าหากเป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวเมืองไทย และได้ทานอาหารที่เป็นอันตราย อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมก็เป็นได้

ทางที่ดีทั้งคนขาย คนซื้อ ควรตระหนักและให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวให้มากขึ้น.

 

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

แกงส้มโชนปลากะพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/424222

โดย ทีมข่าวหน้าสตรี 22 พ.ค. 2557 05:45

อีกหนึ่งเมนูอาหารใต้ที่รู้จักและคุ้นปากคุ้นลิ้นกันดีของคนทุกภาค ก็คือ แกงเหลือง หรือที่คนใต้เขาเรียกกันว่า แกงส้ม ถ้าจะทานอาหารประจำท้องถิ่นให้อร่อยและได้รสชาติ ก็ต้องเป็นฝีมือการปรุงของคนท้องถิ่นตัวจริง และวันนี้ก็มีเมนูแกงส้ม (แกงเหลือง) โชนปลากะพง จากฝีมือคนภูเก็ตโดยกำเนิดมาฝาก

คุณนาฟ–สมใจ ตุ้งกู ผู้จัดการฝ่ายบริหารจัดการ กลุ่มโรงแรมทวินปาล์ม ภูเก็ต ซึ่งรับผิดชอบฝ่ายขายและการตลาด ของทั้งโรงแรมทวินปาล์ม ภูเก็ต และอันดามันครุ้ยส์ ซึ่งให้บริการแพ็กเกจเรือยอชต์ท่องเที่ยวในทะเล หรือเช่าเหมาลำ ซึ่งไม่เพียงดาบก็แกว่ง มือก็ต้องไกวด้วย ในฐานะคุณแม่ลูก 2 คน ถ้าไม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ คุณนาฟ บอกว่า เธอจะตื่นแต่เช้าไปส่งลูกที่โรงเรียนทุกวันก่อนเข้าไปทำงาน และถ้าวันไหนไม่จำเป็นต้องอยู่ดึก ก็มักจะรีบไปแวะตลาดสดหาซื้อข้าวของต่างๆ กลับไปเข้าครัวทำกับข้าวเอง เพื่อรับประทานพร้อมหน้าลูกๆและสามี เพราะคนภูเก็ตมักทำกับข้าวรับประทานกันเอง มากกว่าจะไปหาซื้อหรือรับประทานตามร้าน โดยเฉพาะคุณนาฟซึ่งพื้นเพเป็นคนภูเก็ต เกิดและเติบโตริมทะเล แถวๆ อ่าวมะขาม ท่ามกลางของทะเลสดๆมากมาย วันไหนเรือหาปลากลับ มาใหม่ๆ จะมีแต่ของดีๆสดๆ ให้ได้เข้าครัวกันอย่างสนุกสนาน

เครื่องปรุง

 

คุณนาฟอาสาเข้าครัวแสดงฝีมือปรุง “แกงส้มโชนปลากะพง” โดย บอกว่า ปกติแล้วคนใต้จะกินโชนเป็นผักแกล้มกับน้ำพริก หรือใช้แนมแก้เผ็ดจากอาหารใต้ต่างๆ แต่ที่บ้านจะชอบให้นำมาทำเป็นแกงส้ม เพราะน้ำแกงส้มจะชุ่มเข้าไปในเนื้อโชน ทำให้ถึงรสถึงชาติได้ดีกว่าผักอื่นๆ และข้อสำคัญคือ ทำให้ไม่ถึงกับเผ็ดจัดมากนัก ต้นโชนคล้ายๆกับต้นบอนของภาคกลาง แต่โชนจะขึ้นในที่แห้งและเติบโตได้เอง ไม่ต้องดูแลมากนัก พอดีคราวนี้เธอได้ปลากะพงน้ำลึกมา เนื้อจะแน่นมากและนุ่มทีเดียว ซึ่งจะทำให้น้ำแกง ชุ่มเข้าเนื้อปลาได้ง่าย และอร่อยอีกด้วย เครื่องแกงก็ไม่มากอย่างนัก มีแค่กระเทียมไทยกลีบเล็ก 3 หัว ขมิ้น 2 หัว เกลือป่น 2 ชช. กะปิช้อนโต๊ะครึ่ง พริกขี้หนูแห้ง และพริกขี้หนูสดอย่างละครึ่งขีด โขลกรวมกันให้แหลก ที่เลือกใช้ทั้งพริกสดและพริกแห้ง เพราะจะทำให้น้ำแกงหอมกว่า และเผ็ดร้อนต่างกับที่ใช้แต่พริกแห้งอย่างเดียว

มาดูวิธีทำกันดีกว่า

 

เครื่องปรุง : โชน 2 ก้าน/ปลากะพง 1/2 กก./น้ำปลา 2 ชต./เกลือป่น 1 ชช./น้ำตาลปีบ 1 ชต. น้ำมะนาว 3 ชต./เครื่องแกง (พริกขี้หนูสด 1/2 ขีด, พริกขี้หนูแห้ง 1/2 ขีด, กระเทียมกลีบเล็ก 3 หัว, ขมิ้น 2 หัว, กะปิ 1 1/2 ชต., เกลือป่น 2 ชช.)

วิธีทำ 1) เอาพริกแกงไปละลายในน้ำสะอาดที่ตั้งไฟกำลังเดือด พอพริกแกงละลายดี และเดือดสักพัก กะว่าให้พริกแกงสุกทั่ว 2) ใส่เนื้อปลากะพงลงไป ห้ามคนเด็ดขาด รอจนเนื้อปลาสุกเกือบทั่ว ใช้ทัพพีคนพอให้น้ำแกงเข้าในเนื้อปลา 3) ปรุงรสด้วยเกลือป่น น้ำปลา น้ำตาลปีบ และน้ำมะนาว ชิมให้ได้สามรส เปรี้ยวนำ ตามด้วยเค็ม และตัดหวานน้อยๆ พอได้รสที่ชอบ 4) ใส่โชนที่ตัดมาสัก 2 ก้าน ล้างน้ำให้สะอาด แล้วใช้มีดเล่มเล็กปอกหรือลอกเปลือกออกทิ้ง แล้วหั่นเป็นท่อนๆ ขนาด 2 ข้อนิ้วมือลงไป กดให้จมน้ำแกง รอให้เดือดแค่อึดหรือสองอึดใจพอ ไม่ต้องให้เนื้อโชนสุกจนนุ่ม จะทำให้ไม่อร่อยได้ แค่พอให้น้ำแกงซึมเข้าไปบ้าง และโชนสุกแค่ครึ่งทาง เวลาเคี้ยวจะยังกรอบๆอยู่ จะอร่อยที่สุด

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

‘บ้านกล้วย’… ตำนานความอร่อยบนถนนสีลม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/423956

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ค. 2557 14:00

คงต้องบอกว่าบ้านกล้วยได้รับความนิยมมากสำหรับนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่เดินทางมาเที่ยวเมืองไทย พวกเขาจะหนีบหนังสือนำเที่ยวภาษาญี่ปุ่นมายื่นให้ที่ร้านว่าอยากกินอาหารไทยจานไหน มากันคับคั่งจนพนักงานหลายคนสามารถคุยกับลูกค้าเป็นภาษาญี่ปุ่นได้สบาย

บ้านกล้วยเป็นร้านอาหารไทยรสชาติดั้งเดิมที่เปิดขายมายาวนานกว่า 32 ปี จากบ้านหลังเล็กกลางกรุงที่มีต้นกล้วยล้อมรอบก็ปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลามาอยู่บนอาคาร แต่ก็ยังใช้ต้นกล้วยตกแต่งภายในร้านก่อนที่คุณกล้วย เจ้าของคนเก่าจะเสียไป และส่งต่อให้หลานชายมาดูแลแทน ซึ่งก็ปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย ตกแต่งใหม่และเพิ่มอาหารบางอย่างเข้าไปในเมนู

 

บรรยากาศร้าน

ด้วยความที่บ้านกล้วยมีแต่พนักงานเก่าแก่ ทำให้รสชาติอาหารแทบไม่แตกต่างจากเดิมในแบบไทยดั้งเดิม ยังคงรสชาติจัดจ้านแบบไทย พริกแกงก็ยังคงโขลกเองตามสูตรของคุณกล้วย

จานแรก หอยลายบ้านกล้วย คล้ายหอยอบเนยกระเทียมอย่างฝรั่ง แต่ใช้หอยลายที่มีกลิ่นรสเฉพาะตัวอบกับเนยกระเทียมในเตาขนมครก กินคู่กับขนมปังเนยกระเทียม

 

หอยลายบ้านกล้วย

 

 

จานต่อมา ไก่ห่อใบเตย สะโพกไก่เลาะเฉพาะเนื้อ พันด้วยใบเตย ทอดจนกลิ่นใบเตยซึมเข้าเนื้อไก่ นุ่ม หอม กินเปล่าๆ ก็อร่อย แต่ถ้าจิ้มกับน้ำจิ้มเปรี้ยวหวานก็จะอร่อยอีกแบบ ปิดท้ายด้วยข้าวแกงเขียวหวาน อาหารจานเดียวที่เต็มไปด้วยผัก เครื่องเทศ และสมุนไพร เต็มปากเต็มคำ

 

ไก่ห่อใบเตย

หากยังไม่อิ่มก็มีของหวานอย่างไอศกรีมกล้วยไข่เชื่อม ไอศกรีมกะทิรวมมิตรที่สั่งมาจากเจ้าประจำ กินคู่กับกล้วยไข่เชื่อมโฮมเมดราดกะทิรสหวานเค็มปะแล่มๆ เข้ากันมาก

พิกัดร้านอยู่ที่ ชั้น 2 อาคารดวงทิพย์ ถนนสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ เปิดบริการ 11.00-14.00 และ 17.00-22.00 น. (หยุดวันอาทิตย์) โทร. 0-2234-9967

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

5 อาหารกินเพลิน ชวนง่วงนอน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/423169

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 พ.ค. 2557 09:30

ช่วงนี้เริ่มมีฝนตกปรอยๆ ทำให้อากาศเย็นสบาย ยิ่งอยู่ในห้องแอร์ทำให้รู้สึกง่วงนอนอยากจะแอบงีบ พักสายตา แต่เราจะนอนอยู่ได้อย่างไร ในเมื่อทุกคนมีภารกิจหน้าที่จะต้องทำ ไม่ว่าจะทำงาน หรือเรียนหนังสือ แล้วรู้หรือไม่ว่า นอกจากอากาศที่ทำให้เราง่วงแล้ว ยังมีอาหารที่เมื่อเราทานเข้าไปทำให้เราง่วงมากขึ้น ไทยรัฐออนไลน์ได้นำ 5 อาหารแบบไหนที่ทานเข้าไปแล้วอยากจะพกหมอนมานอนต่อกันเลย…

1.ข้าวเหนียว

 

 

ข้าวเหนียวและอย่างอื่นที่มีข้าวเหนียว นอกจากจะมี carbohydrate สูงแล้วยังมี tryptophan สูงด้วย การรับประทานอาหารที่มี 2 ตัวนี้สูงทั้งคู่ ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนประเภท serotonin และ melatonin มากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดอาการง่วง ตามปกติเรามักจะกินข้าวเหนียวกับอาหารพวกโปรตีน ซึ่งอาหารที่มีโปรตีนสูงเหล่านั้น ก็มักจะมี tryptophan ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างได้เอง tryptophan จะช่วยให้ร่ายกายหลั่ง niacin ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายหลั่ง serotonin เป็นลำดับต่อไป ซึ่งเจ้าตัวหลังมีฤทธิ์ทำให้สมองผ่อนคลายและรู้สึกง่วง

2.กล้วย

 

 

ภายในกล้วยจะมีฮอร์โมนเซโรโทนินและนอร์เอพิเนฟริน ที่จะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา ดังนั้น ถ้าเราทานกล้วยมากจนเกินไป ก็จะทำให้ร่างกายของเราเกิดอาการไม่อยากขยับเขยื้อนร่างกายได้ หรือเรียกง่ายๆ อยากจะนอนอยากหลับ ถ้าใครไม่อยากง่วงก็อย่ารับประทานกล้วยในเวลาพักกลางวันก็แล้วกัน เดี๋ยวจะหลับกลางอากาศได้ง่ายๆ

3.กาแฟ

 

 

อย่างแรกที่คนนึกถึงเมื่อเวลาง่วงก็ต้องเป็นกาแฟ แต่ถ้าเราดื่มกาแฟในขณะที่กระเพาะอาหารยังว่างอยู่จะทำให้เกิดอาการง่วงนอนได้ เพราะหลังจากดื่มกาแฟไป 30 นาที คาแฟอีนที่อยู่ในกาแฟจะเข้าไปในกระแสเลือด และถูกส่งต่อไปที่สมอง โดยขณะนั้นเองออกซิเจนที่ถูกลำเลียงไปเลี้ยงสมอง ก็จะถูกสกัดกั้นเอาไว้ ทำให้ร่างกายของเราเกิดอาการง่วงนอนตามมา

4.ขนมปัง เค้ก คุกกี้

 

 

เป็นอีกจำพวกที่ทานแล้วง่วงครัวซองต์ จะมีปริมาณแป้งขัดขาวและไขมันมาก ซึ่งจะต้องใช้พลังงานในการย่อย ดังนั้น ถ้าเราทานครัวซองต์ 2-3 ชิ้น เราจะง่วงทันที ขนมปังขาว มีสารอาหารจำพวกคาร์โปไฮเดรตชนิดเร่งด่วน ซึ่งทำให้ตับอ่อนหลั่งสารอินซูลินออกมามาก ทำให้น้ำตาลในเลือดขึ้นสูงและทำให้ง่วงนอน ส่วนเค้ก คุกกี้ จะทำให้วิตามินบีออกจากร่างกายเราเร็วขึ้น ส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการง่วงนอนร่างกายก็ต้องดึงเลือดจาดสมองมาที่กระเพาะอาหารเป็นจำนวนมาก ทำให้เลือดที่สมองมีไม่เพียงพอจึงทำให้เกิดอาการง่วงนอน

5.ช็อกโกแลต

 

 

ช็อกโกแลต มีสาร Phenylethylamine ในช็อกโกแลตจะทำให้ง่วงนอน ใครหลายๆ คนที่ชอบทานช็อกโกแลต บ่อยๆ แล้วง่วงนอน ดังนั้น ช็อกโกแลต จึงเปรียบเสมือนยาที่ช่วยให้นอนหลับ แต่ถ้าหากมีโกโก้ในปริมาณสูงก็จะทำให้รู้สึกมีความสุขเรียกได้ว่า ทั้ง ง่วง อ้วน และมีความสุขในตัวของมัน

รู้อย่างนี้แล้ว ใครที่มีภารกิจที่ต้องทำมากมายในแต่ละวัน เราควรที่จะหลียกเลี่ยงอาหารประเภทนี้เอาไว้กินในช่วงเวลาว่างๆ หรือวันหยุดสบายๆ แต่ถ้าจะบริโภค ก็ควรที่จะบริโภคในปริมาณที่น้อยๆ ลง.

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

จัดจ้านชายทุ่ง “คูเหลาไก่รวน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/423357

โดย อาเหม่ง 18 พ.ค. 2557 05:01

“แกงป่าปลากด” เผ็ดลึกถึงใจ.

คิดถึงคนรู้จักคนหนึ่ง อัธยาศัยดีเหลือเกิน เคยเป็นครู ตอนนี้เกษียณแล้ว นามว่า “ครูเหลา” แม้จะไม่ได้สอนในโรงเรียนแล้ว แต่วิญญาณครูยังเต็มเปี่ยมจึงสอนดนตรีให้กับเด็กๆแถวบ้านในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ฟรี สอนทั้งดนตรีไทยและสากล ครูเหลามีคู่ชีวิตที่น่าอิจฉา “เจ๊นี” อายุอ่อนกว่าครูเหลา 30 ปี มีเมียเด็กว่างั้นเหอะ!! ไม่ได้อิจฉาเลยจริงจริ๊ง (เสียงสูงทำไม)

เกริ่นมาซะเยอะ คือว่าบ้านครูเหลาเป็นร้านอาหารด้วย ตั้งชื่อว่า “คูเหลา” อาเหม่งไม่ได้เขียนผิด แกตั้งชื่อร้านตัวเองอย่างนี้จริงๆ คำว่า คู ไม่มี ร.เรือควบกล้ำ เพราะแต่เดิมร้านตั้งอยู่ริมคูน้ำ อีกทั้งเวลาคนเรียกแกก็เรียก คูเหลาๆ ไม่เห็นกระดกลิ้นสักคน ครูเหลาจึงตั้งชื่อร้านว่า “คูเหลา” ซะเลย

 

“ครูเหลา” ผู้ใจดีและใจถึง.

 

ครูเหลาทำอาหารอร่อย แต่ทุกวันนี้ไม่ได้ทำแล้ว ครูเหลาสอนเจ๊นี เมียรักทำอาหารจนฝีมือฉกาจฉกรรจ์ ไม่เท่านั้นครูเหลายังได้ “ป้าเป้า” แม่ครัวระดับตำนานในหมู่บ้านที่รสมือเยี่ยมยอด ทำให้ได้อาหารพื้นบ้านรสจัดจ้าน บางเมนูจี๊ดมาก หาหม่ำที่อื่นลำบาก อย่าง “ไก่ดิบพริกแกง” รับรองคอกับแกล้มร้องซี้ด เขาใช้ไก่บ้านดิบสับชิ้นเล็กๆ คลุกกับพริกแกงเผ็ดที่โขลกเอง จัดจ้านที่สุด คอกับแกล้มว่าไก่ดิบเนื้อหวานเคี้ยวหนึบ เจอความเผ็ดจัดของเครื่องแกงมันใช่เลย อาเหม่งเตือนก่อนว่า ใครใจไม่ถึงห้ามลอง!!

 

“ไก่รวนปลาร้า” เมนูดังประจำร้าน.

 

ลองเมนูบ้านๆดีกว่า “ไก่รวนปลาร้า” เมนูนี้ดัง จนหลายคนเรียกติดปากเลยว่า “คูเหลาไก่รวน” ที่เด็ดก็เพราะใช้ไก่บ้านแท้ๆ สับทั้งกระดูกชิ้นเล็กๆ รวนกับสมุนไพรสารพัดชนิด พริก ตะไคร้ ใบมะกรูด กระชาย และข่า ที่ขาดไม่ได้คือนำปลาร้าต้ม รวนเข้าด้วยกันจนน้ำปลาร้าซึมเข้าเนื้อไก่เต็มที่

ไก่บ้านแท้ๆ เนื้อเหนียวหนึบ รสเค็มนิดๆ จากปลาร้าผสานกับเครื่องสมุนไพรหอมเบาๆ กลมกล่อมที่สุดอร่อยจนต้องขอเบิ้ล ใครไม่หม่ำปลาร้ามีไก่รวนน้ำปลาให้ลิ้มลอง จานไก่รวนราคา 80 บาท

 

“นํ้าพริกขี้กา” ต้องหมํ่าคู่ไข่ต้มยางมะตูม.

 

คอน้ำพริกต้องลอง “น้ำพริกขี้กา” เสิร์ฟพร้อมผักต้ม บวบ มะเขือ ผักบุ้ง และกวางตุ้ง น้ำพริกขี้กาถ้วยใหญ่ ได้กลิ่นไหม้จางๆ รสเปรี้ยวเผ็ดไม่มากต่างจากสีสันที่เห็น เพราะใช้พริกชี้ฟ้าแดงเม็ดใหญ่เผา โขลกรวมกับหัวหอม-กระเทียมที่เผาเตาถ่าน ใส่ปลาดุกย่างเพิ่มความเข้มข้น ปรุงรสด้วยมะนาว น้ำปลา ไม่ต้องใส่น้ำตาล น้ำพริกขี้กาเป็นน้ำพริกตำรับชาวบ้านโบราณที่มีรสเปรี้ยวเค็มเผ็ด สีสันกะดำกะด่างจากเครื่องปรุงที่เผาถ่าน เพราะสีไม่สวยทำให้คนเรียกน้ำพริกชนิดนี้ว่า “น้ำพริกขี้กา” ครูเหลาขายชุดละ 70 บาท

เพิ่มความอร่อยให้น้ำพริกขี้กามากขึ้น สั่งไข่ต้มมาหม่ำคู่กัน แม่ครัวต้มไข่ได้เด็ดดวงที่สุด ต้มออกมาเป็นยางมะตูมเยิ้มๆ กินแกล้มกับน้ำพริกอร่อยสุดยอด หรือจะคลุกกับน้ำปลาพริกหอมกระเทียมซอยบีบมะนาวนิดหนึ่ง เลอค่าที่สุด ไข่ต้มจานละ 40 บาท

 

“ยำไก่บ้านพริกเผา” ไม่หมํ่าถือว่าพลาด.

 

“ยำไก่บ้านพริกเผา” สีสันจัดจ้านน่าหม่ำที่สุด ไก่บ้านสับทั้งกระดูกยำใส่น้ำพริกเผาที่ตำเอง จากหัวหอมกระเทียมเผาเตาถ่าน โขลกใส่ข่าตะไคร้และใส่เม็ดพริกไทยเพิ่มความเผ็ดร้อนและหอมฉุน คลุกให้เข้ากัน สับมะม่วงเปรี้ยวลงไป ใส่ถั่วลิสงเพิ่มความกรุบกรอบ ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำปลา ใส่ใบสะระแหน่และใบกะเพราเพิ่มความหอม ป้าเป้าแม่ครัวหัวป่าบอกว่าน้ำมะขามเปียกจะเข้ากับน้ำพริกเผามากกว่ามะนาว หม่ำแล้วรสชาติจะนัวเป็นเนื้อเดียวกัน อาเหม่งหม่ำแล้วจริงอย่างที่ป้าว่า อร่อยนัวจริงๆ แซ่บจัดจ้านจี๊ดจ๊าดที่สุด จานนี้ไปแล้วไม่ได้หม่ำถือว่าพลาด! ราคา 80 บาท

 

“แกงป่าปลากด” เผ็ดลึกถึงใจ.

 

“แกงป่าปลากด” ปลากดสดๆจากตลาด เจ๊นีไปหาซื้อด้วยตัวเองทุกวัน บางวันมีชาวบ้านหาในห้วยในคลองได้ก็เอามาขายที่ร้าน แกงใส่หน่อไม้ ถั่วพู ถั่วฝักยาว มะเขือ น้ำแกงสีไม่จัดเท่าไร ลองซดน้ำดู อื้อหือ…รสชาติเผ็ดลึกใช้ได้ หม่ำกับข้าวสวยร้อนๆ ราดน้ำปลาพริกนิดหนึ่ง สวรรค์ชัดๆ ถ้าเผ็ดไปหม่ำไข่ต้มยางมะตูมตาม รับรองหอเจี๊ยะจนลืมเมีย แกงป่าชามละ 80 บาท

 

บรรยากาศชายทุ่งแจ่มจริงๆ.

 

หม่ำคาวแล้วอยากลองของหวาน ร้านนี้มีน้ำแข็งไสให้หม่ำฟรี แต่ลูกค้าต้องทำเอง เครื่องไสยังเป็นแบบโบราณ คือไสมือ!! ใครข้อมือไม่แข็งแรงมีหวังไม่ได้หม่ำ แต่อาเหม่งฟิต บอกเลย ไสหม่ำได้สบาย น้ำแข็งไสนี้จะกินกี่ถ้วยก็ได้ ไม่มีหวง เสาร์อาทิตย์ไหนเด็กๆ มาเรียนดนตรี หม่ำไปก็ได้ฟังดนตรีไปด้วย สุขนี้หาได้ง่ายๆที่ร้านคูเหลา ไม่เท่านั้นบรรยากาศก็เด็ดอยู่ริมชายทุ่ง ช่วงทำนาก็เห็นทุ่งนาสีเขียว ช่วงเก็บเกี่ยวก็เห็นท้องทุ่งสีทอง บรรยากาศสุดยอด บางวันไปไม่เจอครูเหลาไม่ต้องแปลกใจ ครูเหลาแกเพื่อนเยอะ บางทีก็ไปออกรอบตีกอล์ฟกับพรรคพวก ถึงว่าอายุจะ 70 แล้วยังฟิตไม่เลิก เตะปี๊บดังตลอด!

 

“เจอป้ายนี้เลี้ยวเลย”.

 

ร้านคูเหลาของครูเหลาอยู่ อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ถ้าไปจากถนนสายเอเชีย เลยตัวเมืองอยุธยาไปข้ามสะพานแม่น้ำป่าสักปุ๊บ ให้ชิดซ้ายลอดใต้สะพาน แล้วเลี้ยวขวาไปทาง อ.นครหลวง วิ่งตรงยาวเลียบคลองชลประทานมาประมาณ 5 กิโลเมตร เจอ 4 แยกไฟแดงให้เลี้ยวขวา วิ่งตรงมาอีกเกือบ 3 กิโล เจอป้ายคูเหลาอยู่ซ้ายมือเลี้ยวมาเลย เข้าซอยมานิดเดียวเจอแน่ ไม่มั่นใจโทร.ไปถามทางได้ 0–3576–0019, 08–6067–4056
ร้านเปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม ปิดเดือนละ 2 ครั้ง คือปิดวันหวยออก! เรื่องนี้อาเหม่งเข้าใจ ไม่ว่ากัน ฮ่า ฮ่า เอิ้ก!!­­­­

 

เข้าใจตรงกันนะ!?

 

 

 

อาเหม่ง

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ไขปริศนาน่ารู้ “ชาเมืองผู้ดีอังกฤษ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/423239

โดย ทีมข่าวหน้าสตรี 17 พ.ค. 2557 05:01

“อังกฤษ” ถือเป็นถิ่นกำเนิดวัฒนธรรมสำคัญๆหลายอย่างของโลก ไม่ว่าจะเป็น ศิลปะ, ดนตรี, ฟุตบอล รวมถึงวัฒนธรรมการดื่มชา ซึ่งมีความละเอียดอ่อนกว่าที่คิดไว้มาก โดยแต่ละภูมิภาคของอังกฤษจะมีเอกลักษณ์การดื่มชาไม่ซ้ำกันเลย!! “มร.สตีเฟ่น ทไวนิง” ทายาทรุ่น 10 แห่งตระกูลทไวนิง เปิดพิพิธภัณฑ์ชาทไวนิงส์ บนถนนสแตรนด์ ใจกลางกรุงลอนดอน ต้อนรับผู้สื่อข่าวจากประเทศไทยอย่างอบอุ่น พร้อมเล่าเกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับชาอังกฤษ

 

 

 

 

“ชาวสกอต” ผูกพันกับอารยธรรมการดื่มชามาเนิ่นนาน เนื่องจากเป็นเมืองท่าเมืองแรกๆ ที่เริ่มขนส่งสินค้าและใบชาเพื่อส่งต่อไปยังอังกฤษ ขณะเดียวกัน สกอตแลนด์ยังเป็นดินแดนที่มีความใกล้ชิดกับราชวงศ์อังกฤษแน่นแฟ้น จึงได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมการดื่มชาของพระราชวงศ์ชั้นสูง ด้วยภูมิอากาศที่หนาวเย็นกว่าภูมิภาคอื่นๆของอังกฤษ ทำให้รูปแบบการดื่มชาของชาวสกอตเป็นแบบ “Pure Tea” ดุดันเข้มข้นสไตล์ขุนเขา โดยจะเน้นชาดำที่ให้ความเข้มข้นของรสชาติสูง เช่น อิงลิช เบรคฟาสต์, ปริ๊นซ์ ออฟ เวลส์ และซีลอน บางครั้งก็สลับมาดื่มชาเอิร์ล เกรย์ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว โดยสไตล์การดื่มชาของชาวสกอตจะชงดื่มในถ้วยใบใหญ่ๆ คู่กับขนมที่มีน้ำตาล เช่น คุกกี้ และขนมปังกรอบโรยด้วยเกล็ดน้ำตาล ชาวสกอตยังนิยมหยดเหล้าวิสกี้ลงในชาเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย

 

 

ส่วน “ชาวอังกฤษตอนใต้” เติบโตมาท่ามกลางทุ่งหญ้า ดอกไม้ ปศุสัตว์ และลุ่มแม่น้ำ จึงนิยมดื่มชาดำรสเข้มข้นอย่าง ดาร์จีลิง และซีลอน คู่กับขนมเค้กชิ้นเล็กๆที่มีครีมและเนยเป็นส่วนประกอบสำคัญ ชาวใต้ยังเป็นต้นตำรับการดื่มชาคู่กับสโคนและคล็อตเต็ดครีม หรือครีมที ซึ่งแพร่หลายไปทั่วโลก โดยมักเสิร์ฟกับแยมกุหลาบ

 

 

สำหรับ “ชาวกรุงในมหานครลอนดอน” ศูนย์รวมอารยธรรมยุโรป จะมีพิธีรีตรองการดื่มชาละเมียดละไมกว่าทุกภาค ไล่ตั้งแต่การจัดเตรียมโต๊ะ, อุปกรณ์ปรุงชา และถ้วยชา เครื่องปรุงชาก็มีให้เลือกทั้งน้ำเชื่อมกับน้ำผึ้ง และที่แปลกไม่เหมือนถิ่นอื่นคือ ชาวลอนดอนนิยมเท “นมสด”รองก้นถ้วยชา เพื่อป้องกันความร้อนจากชาที่อาจทำให้ถ้วยชาแตกเสียหาย สร้างวัฒนธรรมใหม่ของการดื่มชาในรูปแบบ“มิลค์ ที” อย่าแปลกใจถ้าเห็นชาวลอนดอนดื่มชาดำรสผลไม้พร้อมใส่น้ำตาล หรือจิบแชมเปญไปด้วยกัน นอกจากนี้ ชาวลอนดอนยังเป็นผู้ให้กำเนิดวัฒนธรรมการจิบน้ำชายามบ่าย โดยดื่มชาคู่สโคนกับแยม, แซนด์วิชไส้ต่างๆ, ทาร์ตผลไม้ และชอร์ตเบรดชิ้นเล็กๆพอดีคำ.

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

ตำซะ ถาดใหญ่ แซ่บถึงใจ แบบอีสาน (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/422495

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 พ.ค. 2557 14:56

อาหารพื้นบ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างส้มตำซะ หรือส้มตำในถาดใหญ่ ความแซ่บอร่อยถูกปากคนทั่วทุกภาค ทำให้วันนี้ ตำซะ กลายมาเป็นอาหารของคนเดินห้างสรรพสินค้าแล้ว…

เริ่มกันเลย…พริก มะนาว น้ำตาล ปู น้ำปลาร้า มะละกอ และเครื่องปรุงใส่ลงไปในครก แล้วก็โขลกๆ ๆ ยกใส่ถาดคู่กับเครื่องเคียง อย่าง แคบหมู ถั่วงอก ใบสะระแหน่ เรียกว่า ส้มตำถาด หรือ ตำซะ เป็นเมนูแซ่บแรก ที่ลูกค้ามาถึงต้องสั่ง เพราะเป็นอาหารพื้นบ้านของภาคอีสาน ตำซะ ของแท้ จะทานคู่กับขนมจีน และเครื่องเคียงที่หาได้ตามท้องไร่ ท้องนา

 

ตำถาด

ตำซะแบบอีสานดั้งเดิมจะต้องใส่ถาดใหญ่ ทานคู่กับขนมจีนเพื่อให้ทุกคนล้อมวงแซ่บ แบบพร้อมหน้าพร้อมตา ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนขนาดถาดให้พอเหมาะต่อ 2-3 คนร่วมกันทาน

ทีเด็ดของตำถาด มันอยู่ตรงนี้ มิกซ์ ทุกอย่างในถาด คนรวมกัน จะให้รสชาติอร่อยสุดยอดไปเลย!!!

แต่ถ้าอยากชิม คู่เครื่องเคียงแบบจัดเต็ม สั่งเพิ่มชุดออเดิร์ฟได้ครับ 1 ถาด มีคอหมูย่าง ไส้กรอกอีสาน หมูยอ ไข่ยางมะตูม และซุปมะเขือ ทานคู่ผักชีลาว ผักกาด ก็หลากหลายรสชาติดี แต่อย่าทานหลายอย่างรวมกัน ระวังตำซะ จะเสียรสชาตินะครับ

 

นพรุจ ไชยครุฑ ผู้จัดการทั่วไป ร้านตำแหลก

 

นพรุจ ไชยครุฑ ผู้จัดการทั่วไป ร้านตำแหลก บอกว่า ลูกค้าที่ไม่กินส้มตำ หรือปลาร้า ก็อร่อยไปอีกแบบ แต่ถ้าแบบดั้งเดิมต้อง…ตำปูปลาร้า เท่านั้น!!

เมนูเคียงตำถาด ที่ไม่ควรพลาด แนะนำหม่ำหมูค่ั่วสมุนไพร เด็ดตรงรสเปรี้ยวนำ ซ่อนหวานมันของหมูและตับ ผสมผสานกันจนกลมกล่อม สมุนไพรไทยคั่วหอมขึ้นจมูก ตัดความเลี่ยนได้อย่างดี กินยังไงก็อร่อย ไม่มีเบื่อ

 

ตำถาดพร้อมเครื่องเคียง

 

แกงเห็ดถอบผักหวาน เป็นอาหารพื้นบ้านอีกอย่างที่ไม่ควรพลาด เห็ดถอบรสหวาน มัน กลิ่นผักหวานสุก ตลบอบอวนไปกับน้ำปลาร้า ใครได้ซดอุ่นๆ รับรองอร่อยถึงใจ

สำต้มปู้ม้ากุ้งสด ลองชิมดู หอมเปรี้ยวมะนาวสดฉบับส้มตำไทยแท้ ปู กุ้ง หอมสูตรน้ำหมักสูตรพิเศษ ของสดไม่มีกลิ่นคาว สั่งคู่ไก่อบโอ่งรับประทานเข้ากันมากครับ

เมนูแห่งความอร่อยของร้านตำแหลก สาขาคริสตัน ปาร์ค นอกจากราคาไม่แพง เพียงแค่หลักร้อย ถ้าอยากชิม ร้านเปิดตั้งแต่ 10.00 – 21.30 น.

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

อะไรอยู่ใน…ลูกเกด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/422954

โดย 16 พ.ค. 2557 05:00

ลูกเกด ผลิตภัณฑ์จากองุ่นที่ได้จากการนำผลองุ่นสดมาตากแดดเพื่อให้องุ่นแห้ง และกลายเป็นสีน้ำตาลคล้ำจนเกือบดำ หรือหากผ่าน กระบวนการอบแห้งก็จะได้ลูกเกดสีทอง

ลูกเกดไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ของไทย แต่มีแหล่งผลิตใหญ่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐาน และความปลอดภัยของอาหารระดับโลก

ลูกเกดเป็นอาหารทานเล่นที่อุดมไปด้วยสารที่มีประโยชน์ ทั้งสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ ที่ยับยั้งการเกิดโรคความเสื่อมทั้งหลาย มีแร่ธาตุและวิตามินที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ธาตุเหล็ก, แคลเซียม, โปแตสเซียม, แมกนีเซียม, ไนอาซิน, โฟลาซิน, วิตามิน A และวิตามิน C

แถมยังอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารที่ช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย และยังปราศจากไขมันอิ่มตัวและคอเลสเทอรอลอีกด้วย

ประโยชน์ของลูกเกดนั้นมีมาก แต่จะดีมากหากลูกเกดนั้นไม่มีสารพิษที่เกิดจากเชื้อราปนเปื้อน เช่น สารโอคราท็อกซิน เอ

สารพิษชนิดนี้มักพบปนเปื้อนในเมล็ดธัญชาติ ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์และผลไม้อบแห้ง เช่น องุ่นอบแห้ง ที่เก็บไว้ในอุณหภูมิไม่เหมาะสม หรือบรรจุอยู่ในภาชนะที่มีอากาศผ่านเข้าไปได้

เมื่ออาหารได้รับความชื้นก็จะมีจุลินทรีย์เจริญเติบโตขึ้น และเจ้าจุลินทรีย์นี้เองที่เป็นตัวผลิต สารพิษโอคราท็อกซิน เอ ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร โดยที่มนุษย์อย่างเราไม่มีวันรู้ตัว หากทานอาหารที่ปนเปื้อนเข้าไปบ่อยครั้ง หรือทานในปริมาณมาก

สารพิษนี้จะสะสมในร่างกาย และเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้

วันนี้ สถาบันอาหาร เอาใจคนชอบทานลูกเกดด้วยการสุ่มตัวอย่างลูกเกดจำนวน 4 ตัวอย่างจากตลาดแม่สาย จ.เชียงราย เพื่อนำมาวิเคราะห์สารโอคราท็อกซิน เอ ปนเปื้อน

เป็นที่น่ายินดีที่ผลการตรวจวิเคราะห์ลูกเกดทุกตัวอย่าง ไม่พบสารโอคราท็อกซิน เอ ปนเปื้อนเลย

ถึงตรงนี้ต้องยกประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการที่ผลิต แบ่งบรรจุและจำหน่ายลูกเกดที่ใส่ใจต่อคุณภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค.

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ข้าวมันไก่ (สมัยเด็ก)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/422765

โดย ทีมข่าวหน้าสตรี 15 พ.ค. 2557 05:15

อาหารจานเดี่ยวยอดนิยมที่ถูกปากคนทุกเพศทุกวัย เรียกว่า ทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่โดยไม่มีเบื่อกันเลย ก็ต้องยกให้ข้าวมันไก่ ซึ่งเมนูนี้จะอร่อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับน้ำจิ้มเป็นสำคัญ คุณต๋อย-กาญจนา วัฑฒกานนท์ ผู้ให้สูตรและวิธีทำข้าวมันไก่ อันแสนง่าย บอกว่า หลังจากที่ซื้อเขาทานแล้วเจอแต่เนื้อไก่เหม็นบูด แม้จะเก็บไว้ไม่นานเท่าไร หรือบางร้านก็แล่เนื้อไก่จนบางเฉียบ ด้วยเหตุนี้จึงต้องลงมือทำเองจะดีกว่า

 

คุณต๋อย-กาญจนา วัฑฒกานนท์

 

คุณต๋อย-กาญจนา วัฑฒกานนท์ ลูกสาวยี่ปั๊ว (เอเย่นต์) เบียร์สิงห์รายใหญ่ของ จ.นครสวรรค์ ที่รู้จักกันดีในชื่อ “ประจักษ์กิจ” ซึ่งค้าขายกับบุญรอดฯมาตั้งแต่สิงห์เปิดโรงงาน ถึงแม้บุคลิกภายนอกของคุณต๋อยจะดูเป็นสาวแกร่ง แต่เนื้อแท้แล้วคุณต๋อยถูกอบรมสั่งสอนให้รู้จักงานบ้านงานเรือนมาตั้งแต่ยังเล็ก และจะถูกคุณแม่พร่ำสอนเสมอว่า ไปอยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ต้องรู้จักทำตัวไม่ให้เขารังเกียจ เพราะเหตุนี้ คุณต๋อยจึงไม่ขาดตกบกพร่องในหน้าที่ภริยาเลย และด้วยมีฝีมือในการทำกับข้าว ที่ชอบเป็นการส่วนตัวมาแต่เด็ก โดยจะเป็นคนช่างสังเกต คอยดูว่า อาหารที่คุณแม่และคุณยายทำนั้น ทำอย่างไร ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ทุกวันนี้คุณต๋อยจึงชอบดัดแปลง นำวัตถุดิบที่มีอยู่มาผสมผสาน จนเกิดเป็นเมนูใหม่ๆเสมอ คุณต๋อยยังแนะด้วยว่า เคล็ดลับในการทำอาหารนั้นมีอยู่นิดเดียวคือ อย่าขี้เหนียว แล้วอาหารจะออกมาอร่อยชวนให้รับประทาน

 

วิธีทำ ข้่าวมันไก่

 

อย่าง ข้าวมันไก่ (สมัยเด็ก) ที่มีสร้อยต่อท้าย คุณต๋อยบอกว่า จากน้ำจิ้มเต้าเจี้ยว ทำให้เธอนึกถึงสมัยเด็กๆ ที่ทานน้ำจิ้มแบบนี้กัน โดยเครื่องปรุงประกอบด้วย : สะโพกไก่/ซี่โครงไก่/ เครื่องในแล้วแต่ชอบ/ขิงซอย/รากผักชี/ข่า/ กระเทียม/พริกขี้หนู/มะนาว/เต้าเจี้ยวรสเค็ม/แตงกวา

วิธีต้มไก่ 1) ตั้งน้ำรอจนเดือดปุดๆ จึงใส่ซี่โครงไก่ ตามด้วยขิงซอย (ประมาณ 1 แพ็ก) ข่าฝานเป็นแว่นๆ กระเทียมบุบๆ และรากผักชี หรือใส่ทั้งต้นเลยก็ได้ เคี่ยวต่อด้วยไฟอ่อนๆ 2) คอยช้อนน้ำมันไก่ที่ลอยขึ้นมาเก็บไว้หุงข้าว 3) พอน้ำซุปได้ที่ จึงใส่สะโพกไก่ลงต้มด้วย กะให้สุกกำลังดี จึงตักขึ้นพักไว้ รอให้เย็นค่อยหั่นเป็นชิ้นๆ ระวังอย่าให้สุกมากไปเนื้อไก่จะแข็ง ส่วนน้ำซุปเก็บไว้หุงข้าว และไว้เสิร์ฟเป็นน้ำซุป

 

เครื่องปรุง ข้่าวมันไก่

 

วิธีหุงข้าว 1) ซาวข้าวให้สะอาด 2) เอาน้ำมันไก่ที่ตักเก็บไว้ตอนต้มไก่ พร้อมด้วยเครื่องสมุนไพรต่างๆที่ต้มพร้อมไก่ (ขิง, ข่า, กระเทียม, รากผักชี) ใส่กระทะ 3) นำข้าวที่ซาวแล้วลงไปผัดด้วยจนหอม 4) เทข้าวที่ผัดใส่หม้อเตรียมหุงตามปกติ โดยใช้น้ำซุปแทนน้ำเปล่า

วิธีทำน้ำจิ้ม นำเครื่องปรุงตั้งแต่ เต้าเจี้ยว พริกขี้หนู กระเทียมเล็กน้อย ขิง มะนาว น้ำตาลทราย ใส่เครื่องปั่นให้ละเอียด และชิมรสตามชอบ

วิธีต้มเครื่องใน ควรเคี่ยวต่างหาก อย่าต้มรวมกับเนื้อไก่ เพราะน้ำจะขุ่น สำหรับกึ๋น เคี่ยวในน้ำใส่เกลือเล็กน้อยประมาณ 30 นาที แต่ถ้าเป็นตับไก่ แค่นำลงไปต้มพอสุกก็เอาขึ้นเลย อย่าทิ้งไว้นานจะเปื่อยยุ่ย

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

ตำนานก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีก “ป้าปุ๊” เมืองเสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/421949

โดย อาเหม่ง 11 พ.ค. 2557 05:00

เดือนนี้วันหยุดยาวเยอะจริงๆ ชอบที่สุด ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก! หยุดทีก็เที่ยวไปกินไป เป็นความสุขที่ไม่ต้องพึ่งคนอื่น ล่าสุดพาคนข้างๆ ไปไหว้พระที่อยุธยา ก่อนถึงวัดแวะหาของอร่อยหม่ำก่อนตามสไตล์ ร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่อยู่คู่อำเภอเสนา จ.พระนครศรีอยุธยามาเกือบ 60 ปี “ก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกป้าปุ๊”

“ป้าปุ๊” ขายก๋วยเตี๋ยวตั้งแต่อายุ 17 ปัจจุบัน 75 ขวบ ขายจนลูกค้าบางคนเรียกยาย จากพายเรือขายในคลองตั้งแต่ชามละไม่ถึงหนึ่งบาท ปัจจุบันชามละ 15 บาท และไม่ได้ขายในน้ำแล้ว ป้าปุ๊ยกเรือขึ้นบกขายในวัดแทน!! ทำเลที่เลือกคือ “วัดเจ้าเจ็ดใน” เป็นวัดที่อยู่ติดคลองที่เคยพายเรือผ่านประจำ ด้วยความเคยชินป้าปุ๊ยังนั่งลวกเส้นทำก๋วยเตี๋ยวในเรือเหมือนเดิม ไม่ได้ตั้งร้านเป็นกิจลักษณะเหมือนร้านอื่น

“ป้าปุ๊”เจ้าตำรับก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกเมืองเสนา.
ร้านอยู่ในวัดเจ้าเจ็ดใน.
“พี่เล็ก”ลูกสาวคนที่ 5 ฉีกไก่ไปขายไป.

ป้าปุ๊เป็นต้นตำรับก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกแห่งเมืองเสนา ปัจจุบันตำบลเจ้าเจ็ดที่ป้าปุ๊อยู่มีก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกเกือบ 10 ร้าน ความอร่อยและรสชาติใกล้เคียงกัน แต่ถ้าให้เลอค่าที่สุดเจ้าของตำนานตัวจริงต้องร้านป้าปุ๊เท่านั้น

“พี่เล็ก” ลูกสาวคนที่ 5 ของป้าปุ๊ ผู้สืบทอดสูตรก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกบอกว่า เมื่อก่อนใช้ไก่บ้าน ปัจจุบันไก่บ้านหายากขึ้น จึงเปลี่ยนมาเป็นไก่ไข่แทน ซึ่งที่ร้านเอาไก่มาทำเอง ล้างนอกล้างในจนเอี่ยมอ่อง เครื่องในก็สะอาดไม่คาวมีครบทั้งตับ กึ๋น ไส้ รวมถึงไข่อ่อนด้วย ส่วนอกไก่เป็นเส้นใช้มือฉีกได้สบาย แต่ส่วนน่องฉีกลำบากจึงใช้มีดหั่น ซึ่งการฉีกไก่เป็นเส้นเล็กๆ ทำให้ได้รสชาติหนึบหนับ เคี้ยวอร่อย ส่วนน้ำซุปนำเอาไก่ไปต้มทั้งตัว ต้มไปเรื่อยๆ ขายไปต้มไปว่างั้นเหอะ (ไก่ต้มมาแล้วรอบหนึ่ง) วันหนึ่งขายไก่ 5-6 ตัวก็ต้ม 5-6 ตัว ทำให้ได้น้ำซุปใส หอมหวานอร่อยจากไก่ต้มแท้ๆ ไร้ตัวช่วยจากผงชูรสแน่นอน

อาเหม่งลอง “เส้นใหญ่ต้มยำ” มีไก่ฉีกโรยหน้า บางถ้วยมีไข่อ่อนมาให้เคี้ยวเพิ่มความมันอร่อย ต้มยำปรุงจัดจ้านมาในถ้วย เด็ดมากเปรี้ยวเผ็ดหวานกลมกล่อมสุดชีวิต ไม่ต้องปรุงเพิ่มเลย ไก่ฉีกเคี้ยวอร่อยหนึบหนับในปาก ที่สำคัญพริกป่นหอมมาก มีสีแดงเข้ม พี่เล็กบอกว่าทั้งพริกและถั่วที่บ้านคั่วเองบดเองทำให้ได้ของสดใหม่ทุกวัน โดยเฉพาะพริกนั้น เลือกใช้พริกยอดสนเพราะทั้งเผ็ดและหอม ซึ่งหอมจริง คอนเฟิร์ม ทั้งหอมและฉุน ถั่วก็กรุบกรอบ หม่ำแล้วช่วยเพิ่มอรรถรสให้ก๋วยเตี๋ยวถ้วยนี้เลอค่ามากกว่าราคา 15 บาท

ยกเรือขึ้นบกแทนการตั้งร้าน.
“เส้นใหญ่ต้มจืด” ใส่นํ้าส้มมาพร้อม.
“แคบหมูจากแป้ง” ป้าปุ๊ทำเอง.

ต่อด้วย “บะหมี่แห้งต้มยำ” บะหมี่เหลืองเส้นเหนียวนุ่มเข้ากับรสจัดจ้านของเครื่องต้มยำ ใครไม่หม่ำหวานสั่งไม่ใส่น้ำตาลได้ แต่อยากให้ลองก่อน เพราะน้ำตาลที่ใส่ช่วยชูรสบะหมี่ต้มยำให้ครบรสยิ่งขึ้น ไม่ได้หวานโดดแต่กลมกล่อมลงตัว บอกตรงๆ พี่เล็กไม่ทำให้ผิดหวัง ฝีมือการปรุงไม่ผิดเพี้ยนจากป้าปุ๊เลย

จากต้มยำลองต้มจืดกันบ้าง ชาวเสนาเรียกก๋วยเตี๋ยวน้ำใสว่า “ต้มจืด” น้ำซุปใสหอม มีรสเปรี้ยวนิดๆ เพราะสูตรป้าปุ๊จะใส่น้ำส้มที่ปรุงเองลงในชามนิดหนึ่ง ทำให้น้ำซุปอร่อยกลมกล่อมกว่าที่เคยหม่ำ แนะนำว่าตอนสั่งมาให้ชิมก่อน อย่าเพิ่งปรุงเพิ่ม มันอร่อยจริงๆ ไม่ได้โม้!! ลองสั่งเส้นใหญ่ต้มจืด รับรองถูกใจจนต้องต่อชาม 2 เพราะเส้นเหนียวนุ่ม หม่ำเข้ากับไก่ฉีก ซดน้ำซุปเปรี้ยวนิดๆ ตามเข้าไป อื้อหือ…อยากจะนั่งหม่ำทั้งวัน

เย็นตาโฟก็เลอค่า พี่เล็กทำน้ำซอสเอง เปรี้ยวหวานกลมกล่อม ในชามมีหมูชิ้น ปลาเส้นและลูกชิ้นปลาด้วย แต่ถ้า ใครไม่กินหมูก็สั่งได้ น้ำซุปใช้ไก่ต้มอยู่แล้ว ไม่มีกากหมู ไม่เท่านั้นเครื่องเคียงอย่างแคบหมู ป้าปุ๊ปรับเป็นแป้งทอด โดยใช้แป้งข้าวเจ้าผสมไข่ นวดให้เข้ากัน ทำให้เป็นเส้นเล็กๆ ทอดในน้ำมันร้อนๆ ได้แป้งกรอบสีน้ำตาลอ่อนคล้ายแคบหมู เคี้ยวกรอบมาก ได้ความมันนิดๆ อร่อยดี หม่ำเข้ากับก๋วยเตี๋ยวได้อย่างไม่น่าเชื่อ แป้งกรอบถุงละ 10 บาทเท่านั้น

ไม่เท่านั้นยังมีน้ำแข็งไสที่พี่เล็กขายอยู่ใกล้ๆ ร้อนอย่างนี้กินก๋วยเตี๋ยวแล้วต่อด้วยน้ำแข็งไสเยี่ยมยอดที่สุด แนะนำให้ลอง “มันเชื่อม” เพราะป้าปุ๊เชื่อมเอง อร่อยมาก หวานหนึบหอมน้ำตาล จะหม่ำคู่กับเฉาก๊วย หรือขนมปังก็อร่อยเด็ด แนะนำให้ลองมันเชื่อมเพียวๆ ราดนมข้นกับน้ำแดง แล้วจะรู้ว่าสวรรค์มีจริง ราคา 10 บาทเท่านั้น

“นํ้าแข็งไส”ต้องลองมันเชื่อม ป้าปุ๊เชื่อมเองอีกแล้วครับท่าน.

ทุกวันนี้แม้ป้าปุ๊จะอายุ 75 ปีแล้วแต่ยังออกมาขายก๋วยเตี๋ยวทุกวัน ที่ประจำของป้าปุ๊คือเอาไม้พาดกลางลำเรือหน้าหม้อก๋วยเตี๋ยว ซึ่งด้านหน้าจัดเครื่องปรุงทั้งหมดเหมือนตอนขายในเรือ ป้าบอกว่าที่ไม่จัดร้านยืนขายเหมือนร้านอื่นเพราะไม่ถนัด แถมเมื่อยอีกต่างหากขอนั่งขายในเรือเหมือนเดิมดีกว่า เวลาประจำของป้าปุ๊คือ 11 โมงเช้าถึงบ่ายสองโมง หลังจากนี้ป้าปุ๊ต้องกลับบ้านเพื่อไปนอนกลางวัน พี่เล็กบอกว่าต้องยอมให้แม่มาขาย ไม่งั้นนางจะงอแง

อยากไปเจอป้าปุ๊ ตำนานก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกเมืองเสนาก็ไปตอน 11 โมง แต่ถ้าหิวทนไม่ไหวก็ไปก่อนได้ ร้านเปิดตั้งแต่ 8 โมงครึ่งขายถึง 4 โมงเย็น พี่เล็กรอสแตนด์บายอยู่ ร้านอยู่ในวัดเจ้าเจ็ดใน ห่างจากอำเภอเสนาไม่ถึง 2 กิโล ถ้าไปจากอำเภอเสนาพอเจอ 3 แยกสำนักงานที่ดินเลี้ยวซ้าย วิ่งตรงยาวผ่านโรงพยาบาลเสนามาแป๊บเดียว เจอวัดเจ้าเจ็ดในอยู่ขวามือเลี้ยวมาเลย ร้านป้าปุ๊อยู่ในวัดนี่แหละ แต่ถ้ามาจากถนนสายเสนา-สุพรรณบุรี ให้สังเกตป้ายเทศบาลเจ้าเจ็ด เลี้ยวมาตามป้าย ผ่านเทศบาลเจ้าเจ็ดมาเจอ 3 แยกเลี้ยวขวา ตรงมาเรื่อยๆ ข้ามสะพาน 3 สะพาน พอข้ามสะพานที่ 3 วัดอยู่ซ้ายมือเลี้ยวเลย ของอร่อยรออยู่ หาไม่เจอโทร. 08– 1652–7935, 08–9740–2677

ก๋วยเตี๋ยวชาม 15 บาท พิเศษก็ 20 บาทเท่านั้น เคยมีคนหม่ำมากที่สุด 11 ชาม อาเหม่งอยากทำลายสถิติ แต่สู้ไม่ไหว เพราะเป็นคนเอวบางร่างน้อยหุ่นงามที่สุด เชื่อมั้ย?? ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก!!­­­­

 

อาเหม่ง

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

โลกขนมหวานแฟนตาซี Dream Forest

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/421739

โดย ทีมข่าวหน้าสตรี 10 พ.ค. 2557 06:15

Masatomi

เอาใจคนรักขนมหวานเต็มที่ ศูนย์การค้าสยามพารากอนเนรมิตพื้นที่ชั้น 4 และ 5 ให้เป็นโซนขนมหวานอบอุ่นน่ารักชวนฝัน Dream Forest คัดสรรเฉพาะร้านขนม หวานกิ๊บเก๋มีสไตล์มารวมกันคึกคักที่สุด นำโดย FUCHEER by LUKKAITHONG, Tart to Tart SAVOURY TO SWEET, ROYAL SUGAR, Patisserie Masatomi, CUPCAKE LOVE, Custard no.4, Love to eat Homemade Ice Cream, True Coffee และMister Donut

Love to eat
ROYAL SUGAR

 

เมนูเรียกแขกยกให้ “ปังชาลูกไก่ทอง” ขนมปังน้ำแข็งไสราดชาเย็นสูตรพิเศษและนมข้นหวาน ตกแต่งวิปครีม โรยอัลมอนด์, เม็ดวุ้นใสกรุบกรับ และไข่มุก ทานคู่กับ “ชาปูชิโน” ชื่นใจๆ สร้างสรรค์โดยร้านชาสัญชาติไทยสไตล์ลูกครึ่ง FUCHEER by LUKKAITHONG (ฟูเชีย บายลูกไก่ทอง) น้องใหม่ในเครือ “ร้านไก่ทอง” อันลือลั่น หรือจะเป็นทาร์ตผลไม้สไตล์โฮมเมด 20 กว่ารสชาติ จากร้าน Tart to Tart SAVOURY TO SWEET ก็อร่อยจนลืมแคลอรี่ ส่วนใครชื่นชอบขนมหวานและน้ำชาสไตล์อังกฤษ ขอแนะนำเซตเมนู “Afternoon Tea” ของร้าน ROYAL SUGAR มีครบทั้ง Egg Benedict, เครปคาว-หวาน และสโคนทำสดใหม่ทุกวัน

FUCHEER
Custard no.4

 

คนรักขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่นผสมฝรั่งเศส น่าจะถูกใจเค้กเนื้อนุ่มเบาละมุนลิ้น “สตรอเบอร์รี่ช็อตเค้ก” และ “มองบลังก์ชีสเค้ก” ของร้าน Patisserie Masatomi หอมอร่อยไม่แพ้กันเลยคือคัสตาร์ดสูตรดั้งเดิมจากฮอกไกโดที่ร้าน “Custard no.4” แถมด้วยเมนู “Cheese Toast” ตำรับญี่ปุ่น ขณะที่ร้านไอศกรีมโฮมเมด Love to eat Homemade Ice Cream นำสารพัดขนมยอดฮิตดัดแปลงเป็นเนื้อไอศกรีมหน้าตาน่ากินสุดๆ มีอาทิ เครมบูเล่, พานาคอตต้า, บานอฟฟี่พาย, ทีรามิสุ และมาสคาโปนชีส.

Tart to Tart
บรรยากาศภายในร้าน

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น