ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

สีผสมอาหารในน้ำทับทิม เมษายน 20, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/375250

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย11 ต.ค. 2556 05:00

ปัจจุบันเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและเครื่องดื่มจากธรรมชาติ เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะชนิดที่สามารถช่วยป้องกันโรค หรือลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคต่างๆได้

พ่อค้าแม่ค้าบ้านเราสามารถตอบโจทย์ถึงความต้องการของผู้บริโภคได้ ด้วยการสรรหาเครื่องดื่มธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำผัก น้ำผลไม้ น้ำธัญพืชนานาชนิดมาวางขาย ที่เห็นอยู่ทั่วไปคงหนีไม่พ้นน้ำผลไม้คั้นสด เช่น น้ำแครอท น้ำส้ม น้ำผลไม้รวม น้ำทับทิม

ทับทิม มีถิ่นกำเนิดจากทางตะวันออกของประเทศอิหร่าน และทางตอนเหนือของเทือกเขาหิมาลัย จึงเป็นผลไม้ที่ชอบอากาศหนาวเย็น ยิ่งอากาศหนาวเนื้อทับทิมจะมีสีแดงเข้มมากขึ้น

ทับทิม เป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณขึ้นชื่อด้านการมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดและมีประสิทธิภาพสูง ในน้ำคั้นจากเมล็ดทับทิม จะประกอบไปด้วย น้ำตาล กรดที่เป็นประโยชน์ วิตามินเอ ซี อี ธาตุเหล็ก แคลเซียม และแมกนีเซียม แร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายต้องการ

หากดื่มน้ำคั้นจากเมล็ดสดๆ ร่างกายก็จะได้รับสารอาหารจากผลทับทิมตามที่กล่าวไปเต็มๆ แถมยังช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกายด้วย

แต่ปัจจุบันมีพ่อค้า แม่ค้า พยายามนำสีผสมอาหารสังเคราะห์ที่ให้สีแดง เช่น สีคาร์โมอีซีน เติมลงไปในน้ำทับทิมคั้นสด เพื่อให้มีสีสันสดใสดึงดูดใจผู้บริโภค

วันนี้สถาบันอาหาร จึงทำการสุ่มตัวอย่างน้ำทับทิมคั้นสดบรรจุขวดพลาสติกที่ขายตามรถเข็นและตลาดสด จำนวน 5 ตัวอย่างจาก 5 ย่านการค้าในเขตกรุงเทพฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์การปนเปื้อนของสีคาร์โมอีซีน

ผลการวิเคราะห์พบว่า มีน้ำทับทิม 2 ตัวอย่าง ที่พบว่ามี สีคาร์โมอีซีน ปนเปื้อน และปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 281 เรื่องวัตถุเจือปนอาหาร ที่กำหนดให้ใช้สีคาร์โมอีซีนในเครื่องดื่มได้ไม่เกิน 70 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

อย่างที่กล่าวแล้วว่า เครื่องดื่มธรรมชาติควรต้องทำจากวัตถุดิบธรรมชาติ ไม่ควรมีสารสังเคราะห์ปะปนอยู่ แม้ว่าจะมีอยู่ในปริมาณเล็กน้อยก็ตาม

วันนี้ขอเตือนว่า ก่อนซื้อต้องรู้จักสังเกตสิ่งผิดปกติ เช่น สี กลิ่น และรสที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม เช่น น้ำทับทิมที่มีสีแดงจัด หรือน้ำส้มที่มีสีส้มจัด ควรหลีกเลี่ยง

หากเป็นไปได้ทานผลสดจะดีกว่า ขึ้นอยู่กับคุณว่าจะเลือกหรือไม่เลือกเพื่อสุขภาพของตัวคุณเอง.


ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

 

คอหมูย่างกับคอเลสเทอรอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/373679

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย4 ต.ค. 2556 05:00

คอเลสเทอรอล เป็นอีกสิ่งที่เตือนใจเราได้ว่าอย่าสนุกกับการกิน และติดอร่อยลิ้นจนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดโทษต่อร่างกายได้

คอเลสเทอรอล เป็นไขมันชนิดที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นมาได้เอง

และได้รับจากอาหารที่มีปริมาณคอเลสเทอรอลและกรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น อาหารทะเล ปลาหมึก หอยนางรม เนื้อสัตว์ติดมัน

คอเลสเทอรอลมี 2 ชนิด คือ ชนิดดี (HDLs) และชนิดไม่ดี (LDLs)

ชนิดดี (HDLs) เป็นชนิดที่ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ เช่น สร้างผนังเซลล์ สร้างเยื่อสมอง สังเคราะห์น้ำดี สังเคราะห์วิตามิน และเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตฮอร์โมนเพศ

ร่างกายจึงไม่สามารถขาดคอเลสเทอรอลชนิดดีได้

แต่หากร่างกายมี คอเลสเทอรอลชนิดไม่ดี (LDLs) ในสัดส่วนที่มากกว่าชนิดดี ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับจากการทานอาหาร ก็อาจ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจแข็ง และเส้นเลือดสมองอุดตันได้

โรคนี้เกิดจากการเกาะตัวกันของไขมันภายในผนังเส้นเลือด ไขมันที่เกาะตัวกันเรียกว่าแพล็ค

แพล็ค เกิดจากการมีคอเลสเทอรอลในเลือดสูง หากเกิดแพล็คขึ้นต่อเนื่องหลอดเลือดจะตีบและทำให้เลือดไหลผ่านยาก หากหลอดเลือด

นั้นส่งเลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว

หากเป็นหลอดเลือดที่ส่งเลือดไปเลี้ยงสมอง อาจทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดสมองอุดตันหรือเส้นโลหิตในสมองแตก โดยระดับคอเลสเทอรอลปกติของร่างกายควรมีระดับต่ำกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

วันนี้ สถาบันอาหาร ได้ทำการสุ่มตัวอย่างอาหารเนื้อสัตว์ติดมัน

ที่คนไทยนิยมบริโภค ได้แก่ คอหมูย่าง จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ร้านค้า เพื่อนำมาวิเคราะห์ปริมาณคอเลสเทอรอล

ผลวิเคราะห์พบว่าในคอหมูย่าง 100 กรัม หรือ 1 ขีดนั้น มีปริมาณคอเลสเทอรอลประมาณ 65–83 มิลลิกรัม ซึ่งปกติร่างกายผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี จะสังเคราะห์คอเลสเทอรอลเฉลี่ยวันละ 1 กรัม และใช้เพียงวันละ 300 มิลลิกรัมเท่านั้น

เมื่อทราบกันอย่างนี้แล้ว ท่านที่ชื่นชอบคอหมูย่างคงต้องเพลาๆกันบ้าง

ทานได้แต่อย่าทานในปริมาณมากและบ่อยครั้ง หันมาทานถั่ว ธัญพืช กระเทียม และอาหารที่มีวิตามินอีสูง เช่น น้ำมันมะกอก อะโวคาโด ให้มาก เพื่อชีวิตที่ยืนยาวและปลอดภัยไร้โรค.


ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

 

โลหะหนักในเห็ดหอมแห้งและเยื่อไผ่ ภาค 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/372212

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย27 ก.ย. 2556 05:00

วันนี้ คอลัมน์ “มันมากับอาหาร” ขอนำเสนอเรื่องราวของ เห็ดหอมกับเยื่อไผ่ กันอีกครั้ง

ครั้งนี้เป็นเรื่องของโลหะหนักอีก 2 ชนิด คือ ตะกั่วและทองแดง ที่อาจพบปนเปื้อนได้ในเห็ดหอมและเยื่อไผ่

ตะกั่ว มักพบปนเปื้อนในอาหารจำพวกสัตว์น้ำและพืช ผัก ผลไม้แปรรูป ซึ่งปนเปื้อนมาจากแหล่งน้ำที่เลี้ยงหรือแหล่งน้ำธรรมชาติที่จับสัตว์น้ำ และจากดิน หรือน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกพืชผัก

หากร่างกายได้รับตะกั่วที่ปนเปื้อนในอาหารทีละน้อยๆ เป็นเวลานานๆ ตะกั่วจะค่อยๆสะสมในร่างกายจนถึงระยะเวลาหนึ่ง อาจนานเป็นปี จึงแสดงอาการ

โดยตะกั่วจะถูกดูดซึมเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตไปจับกับเม็ดเลือดแดงแทนที่เหล็กทำให้เกิดอาการโลหิตจาง

ตะกั่วบางส่วนจะไปสะสมในกระดูก โดยจะเข้าไปแทนที่แคลเซียมทำให้มีอาการปวดตามข้อ กระดูกผุหักง่าย ถ้าไปสะสมที่รากฟัน ทำให้เห็นสีม่วงหรือสีดำบริเวณเหงือก

อาการพิษเรื้อรังที่พบบ่อย คือ อาการของระบบย่อยอาหาร จะเกิดการปวดท้อง น้ำหนักลด เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก อาการพิษทางประสาทและสมอง ทำให้ซึมไม่รู้สึกตัว ชัก มือและเท้าตก อาจเป็นอัมพาต

ส่วนทองแดง หากได้รับเข้าร่างกายในปริมาณน้อย ติดต่อกันเป็นเวลานาน ทองแดงจะสะสมในร่างกายเป็นปริมาณมาก ทำให้ร่างกายสั่นเทาอยู่ตลอดเวลา กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง มีน้ำมูกน้ำลายไหล ควบคุมการพูดลำบาก

ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 98 (พ.ศ.2529) เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน กำหนดให้ในอาหารทั่วไปมีตะกั่วปนเปื้อนได้ไม่เกิน 1 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม

ส่วนทองแดง กำหนดให้ปนเปื้อนได้ไม่เกิน 20 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม

วันนี้ สถาบันอาหารได้ทำการสุ่มเก็บตัวอย่างเห็ดหอมแห้งและเยื่อไผ่ 5 ตัวอย่าง จากพื้นที่ใน จ.สงขลา และ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อนำมาวิเคราะห์การปนเปื้อนของตะกั่วและทองแดง

ผลวิเคราะห์ปรากฏว่า มีเห็ดหอม 3 ตัวอย่าง ที่พบตะกั่วปนเปื้อน แต่ปริมาณที่พบไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด ส่วนทองแดงพบปนเปื้อนในเห็ดหอมและเยื่อไผ่ในทุกตัวอย่าง และพบปนเปื้อนในเยื่อไผ่เกินมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขที่กำหนดไว้ 1 ตัวอย่าง

เมื่อทราบกันอย่างนี้แล้ว ขอแนะว่าไม่ควรทานกันให้บ่อยมากนัก.

 

สารกันบูดในซอสพริก ภาค 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/370731

โดย 20 ก.ย. 2556 05:00

ซอสพริก เครื่องปรุงรสที่ใช้สำหรับจิ้มหรือปรุงอาหารที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน ด้วยเพราะรสชาติเผ็ดนำ เปรี้ยวตาม และหวานตบท้าย จึงเป็นที่ถูกปากของใครหลายๆคน คนไทยมักทานซอสพริกคู่กับก๋วยเตี๋ยวเนื้อสับหรือหมูสับ ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ หอยทอด ไข่เจียว และอาหารทอด หรือใช้เป็นน้ำจิ้มไก่ทอด มันฝรั่งทอดและอาหารทะเล เพื่อเพิ่มรสชาติและกลิ่น ทำให้อาหารอร่อยและมีคุณค่าเพิ่มมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันในท้องตลาดบ้านเรามีซอสพริกสำเร็จรูปวางขายหลากหลายยี่ห้อให้เลือกซื้อหา

ซอสพริกที่ขายในท้องตลาดมีอยู่ 2 ชนิด คือ ซอสพริกล้วนและซอสพริกผสมมะเขือเทศ ซึ่งมีรสชาติแตกต่างกันไปแล้วแต่ว่าใครมีรสนิยมชอบรสชาติแบบไหน ด้วยความที่ซอสพริกเป็นเครื่องปรุงรสที่ได้รับความนิยม จึงมีผู้ผลิตบางรายใช้วิธีเติมสารกันบูดลงในซอสพริกเพื่อให้สามารถเก็บรักษาและวางจำหน่ายบนชั้นจำหน่ายได้เป็นระยะเวลานานๆ สารกันบูดที่ว่านี้มีกันทั้งกรดเบนโซอิกและกรดซอร์บิก

สำหรับกรดเบนโซอิกนั้นคอลัมน์ “มันมากับอาหาร” ได้นำเสนอไปแล้ว ครั้งนี้จึงขอเสนอเรื่องของกรดซอร์บิก สารที่ใช้เพื่อกันเสีย ป้องกันการเติบโตของยีสต์ รา แบคทีเรีย โดยนิยมใช้ในอาหารที่ปรับให้มีรสเปรี้ยว ผักผลไม้ดอง น้ำผลไม้ แยม เยลลี่ และน้ำสลัด แม้ว่ากรดซอร์บิกจะเป็นสารที่อนุญาตให้เติมในอาหารได้ และค่อนข้างปลอดภัยต่อผู้บริโภค แต่หากร่างกายได้รับจากอาหารบ่อยๆเป็นระยะเวลานานๆ ก็อาจส่งผลเสียต่อตับและไตได้

วันนี้สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างซอสพริกบรรจุขวดที่จำหน่ายในเขตกรุงเทพฯจำนวน 5 ตัวอย่าง เพื่อนำมาวิเคราะห์การตกค้างของกรดซอร์บิก ผลปรากฏว่าทุกตัวอย่างไม่พบกรดซอร์บิกตกค้างเลย แต่อย่าชะล่าใจกันนัก ขอแนะว่าเพื่อความปลอดภัย ควรทานอาหารคู่กับซอสพริกในปริมาณที่พอเหมาะพอควรและไม่บ่อยมากนัก เพราะไม่แน่ว่าในซอสพริกอาจมีสารกันบูดชนิดอื่นๆอยู่ด้วย ที่สำคัญอาหารทุกวันนี้ก็ใช่ว่าจะมีสารกันบูดในซอสพริกเพียงอย่างเดียว.

 

ความหวานของช็อกโกแลต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/369384

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย13 ก.ย. 2556 05:00

ช็อกโกแลต เป็นของหวานอย่างหนึ่งที่ถูกอกถูกใจใครหลายๆ คน โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบของหวานต้องติดใจกันทุกราย

ช็อกโกแลต ผลิตจากเมล็ดโกโก้ มีต้นกำเนิดมาจากชนเผ่ามายา เป็นชนเผ่าหนึ่งในอเมริกากลาง เมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อน

ชนเผ่ามายาเป็นชนกลุ่มแรกที่เอาเมล็ดโกโก้มาคั่ว กะเทาะเปลือก นำมาบด และละลายน้ำ ทำเป็นเครื่องดื่มข้นๆ ที่เรียกว่า “คาคาฮอดทัล” มีรสค่อนข้างขม แต่เมื่อเติมน้ำตาลแล้วมีรสชาติที่ดีขึ้น จึงมีการเรียกชื่อใหม่ว่า “ช็อกโกลาตส์” ต่อมาชื่อของช็อกโกลาตส์ก็ได้เพี้ยนไปเป็น “ช็อกโกแลต” ที่ใช้กันในปัจจุบัน

ช็อกโกแลต มีการผลิตออกมามากมายทั้ง ช็อกโกแลตดำ ช็อกโกแลตนม ช็อกโกแลตชนิดแท่ง ชนิดเกล็ด ช็อกโกแลตขาว ซึ่งทำมาจากไขมันของโกโก้ ช็อกโกแลตยังเป็นส่วนผสมของของหวานหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นไอศกรีม ลูกอม คุกกี้ เค้ก

ของหวานชนิดนี้ไม่ได้อร่อยแต่เพียงอย่างเดียวยังมีประโยชน์แอบแฝงอยู่ด้วย ในช็อกโกแลตมีสารฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยส่งเสริมระบบไหลเวียนโลหิต เสริมสร้างเซลล์เม็ดเลือดให้แข็งแรง ป้องกันเลือดจับตัวกันเป็นลิ่ม จึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดในสมองอุดตัน ความดันโลหิตสูง และหัวใจวาย

นอกจากนี้ ในช็อกโกแลตยังอุดมไปด้วย กรดอะมิโนทริปโตแฟน ช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่ง “เซโรโทนิน” สารแห่งความสุขออกมาละลายความตึงเครียด ทำให้มีความรู้สึกสดชื่น

แต่อย่าเพิ่งด่วนดีใจจนเกินไป เพราะช็อกโกแลตที่วางจำหน่ายอยู่ทั่วไปไม่ว่าจะถูกหรือแพง ล้วนมีไขมันและน้ำตาลเป็นส่วนประกอบทั้งนั้น หากบริโภคอย่างไม่มีขีดจำกัด จากมีประโยชน์อาจแปรเปลี่ยนไปเป็นโทษได้ เพราะไขมันและน้ำตาลที่ช่วยเพิ่มความอร่อยนั้น อาจกลายเป็นส่วนเกินเมื่อเข้าสู่ร่างกาย

วันนี้ สถาบันอาหาร จึงทำการสุ่มเก็บตัวอย่างช็อกโกแลต 5 ตัวอย่าง ในเขตพื้นที่ จ.สงขลา และ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อนำมาวิเคราะห์หาปริมาณน้ำตาล

ผลการวิเคราะห์ปริมาณน้ำตาล ดูได้จากตารางด้านล่าง ทางที่ดีควรทานในปริมาณที่เหมาะสม หากทานมากเกินไป อาจทำให้เกิดโรคอ้วนได้.

 

หมึกปิ้งกับอหิวาตกโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/367902

โดย 6 ก.ย. 2556 05:00

นอกจากลูกชิ้นปิ้งและไส้กรอกย่างแล้ว หมึกปิ้งนับเป็นอาหารยอดฮิตอีกชนิดของคนไทยที่พบเห็นได้ทั่วไป

ทว่าหากนำมาทานไม่ล้างให้สะอาดก่อนและไม่ผ่านการปรุงให้สุกด้วยความร้อน หมึกปิ้งย่างที่รสชาติอร่อยล้ำแค่ไหน ก็อาจทำให้เราป่วยถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาลได้เพราะอหิวาตกโรค

อหิวาตกโรค เป็นโรคที่มีสาเหตุจากแบคทีเรียที่ชื่อว่า วิบริโอ คลอเรลลา (Vibrio cholera) ซึ่งเป็นเชื้อที่พบได้ตามเขตน้ำกร่อย บริเวณปากแม่น้ำที่ติดทะเล จึงไม่แปลกที่จะพบเชื้อชนิดนี้ปนเปื้อนในอาหารทะเลจำพวก กุ้ง หอย ปู และหมึก

วิบริโอ คลอเรลลา เป็นเชื้อที่สร้างสารพิษ Cholera toxin ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอหิวาตกโรค

โดยธรรมชาติเชื้อจะมีชีวิตอยู่ได้ดีและสร้างสารพิษเฉพาะในลำไส้ของคน เมื่อร่างกายได้รับเชื้อจากการทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีเชื้อชนิดนี้ปนเปื้อนเชื้ออาจเพิ่มจำนวน/ปริมาณมากขึ้นจนทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ เช่น ทำให้มีอาการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำทันที โดยไม่ปวดท้อง

ลักษณะเฉพาะของอุจจาระผู้ป่วยคือ มักจะมีสีขุ่นเหมือนน้ำซาวข้าว บางครั้งอาเจียน ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงแล้วหากไม่ได้รับการรักษาอาจเสียชีวิตได้ภายใน 2-3 ชั่วโมง

วันนี้ สถาบันอาหาร ได้ทำการสุ่มเก็บตัวอย่างหมึกปิ้งย่าง ที่จำหน่ายตามรถเข็นย่านต่างๆ ในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ย่านการค้า เพื่อนำมาวิเคราะห์หาเชื้อ วิบริโอ คลอเรลลา ปนเปื้อน

ผลการวิเคราะห์ปรากฏว่า หมึกย่างทั้ง 5 ตัวอย่าง ไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อ วิบริโอ คลอเรลลา เลย

เพื่อความสบายใจ ก่อนซื้อหรือก่อนนำมาทานต้องมั่นใจว่า หมึกปิ้งหรือย่างนั้นผ่านการให้ความร้อนจนสุกสนิท และควรทานหลังจากให้ความร้อนแล้วเท่านั้น เพื่อความอร่อยลิ้นที่ปลอดภัย.

 

โลหะหนักในเห็ดหอมแห้งและเยื่อไผ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/366566

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย30 ส.ค. 2556 05:00

เห็ดหอม เป็นอาหารที่มีประโยชน์อยู่มาก ช่วยทำให้เลือดลมดี บำรุงระบบประสาท และระบบย่อยอาหาร

ส่วน เยื่อไผ่ ก็เป็นอาหารที่มีประโยชน์ไม่แพ้กัน คือ มีโปรตีน 15-18%, มีกรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการถึง 16 ชนิด, มีวิตามินบี 2 ค่อนข้างสูง และมีสารต้านอนุมูลอิสระ

ทว่า สมัยนี้หากไม่รู้จักเลือกซื้อและเลือกทานอาหาร นอกจาก

คุณประโยชน์ที่ได้รับจากอาหารแล้ว ร่างกายอาจได้รับของแถมอื่นๆ อาทิ โลหะหนักเข้าไปด้วย เช่น สารหนู และปรอท

ปกติจะนิยมใช้สารหนูในอุตสาหกรรมการผลิตยารักษาโรค ผลิตสี วัตถุระเบิด ผลิตแก้ว และเซรามิก อีกทั้งมีการใช้ในวัตถุทางการเกษตร เช่น ยาฆ่าแมลง และยาฆ่าหนู

สารหนู เป็นสารอันตราย หากร่างกายได้รับในปริมาณน้อยเป็นระยะเวลานานๆอาจเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งในอวัยวะต่างๆได้ เช่น มะเร็งตับ ไต ปอด กระเพาะปัสสาวะ และต่อมลูกหมาก

ส่วนปรอท เป็นโลหะหนักอีกชนิดที่มักพบในน้ำทิ้งและของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและพบปนเปื้อนในพืชอาหาร โดยปนเปื้อนมาจากดินและน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกพืช

หากร่างกายได้รับปรอทเป็นประจำ แม้จะได้รับในปริมาณไม่มาก จะทำให้ปรอทสะสมอยู่ในร่างกาย ส่งผลให้เป็นอันตรายต่อสมอง อวัยวะต่างๆ และอาจทำให้เป็นโรคสมองฝ่อได้

ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 98 (พ.ศ.2529) และฉบับที่ 273 (พ.ศ.2546) เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อนกำหนดให้ในอาหารทั่วไปมีสารหนูปนเปื้อนได้ไม่เกิน 2 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม

ส่วนปรอท กำหนดให้ปนเปื้อนได้ไม่เกิน 0.02 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม

วันนี้สถาบันอาหารได้ทำการสุ่มเก็บตัวอย่างเห็ดหอมแห้งและเยื่อไผ่จำนวน 5 ตัวอย่าง จากพื้นที่ใน จ.สงขลา และ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อนำมาวิเคราะห์การปนเปื้อนของโลหะหนัก 2 ชนิด คือ สารหนูและปรอท

ผลวิเคราะห์ปรากฏว่ามีเห็ดหอม 4 ตัวอย่าง ที่พบสารหนูปนเปื้อน แต่ปริมาณที่พบไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด ส่วนปรอทไม่พบการปนเปื้อนเลยในทุกตัวอย่าง

ฉะนั้น เห็ดหอมวันนี้ทานกันได้แต่อย่ามาก เพื่อความปลอดภัย.

 

ลูกชิ้นปิ้งกับสารกันบูด ภาค 2 เมษายน 13, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/365094

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 23 ส.ค. 2556 05:00

วันนี้ มันมากับอาหาร ขอนำเสนอเรื่องราวของสารกันบูดกับลูกชิ้นกันอีกครั้ง

เพราะลูกชิ้นเป็นอาหารยอดนิยม ที่เป็นทั้งอาหารว่าง อาหารทานเล่น หรืออาหารหลักของใครบางคน อีกทั้งหาซื้อได้สะดวก ตามรถเข็นริมบาทวิถี ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าในศูนย์อาหารทั่วไป

ขอย้ำอีกครั้งว่า ลูกชิ้นเป็นอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์แม้ว่าจะผ่านการให้ความร้อนจนสุกแล้ว แต่ก็เน่าเสียได้ง่าย ฉะนั้นจึงต้องเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นหรือตู้แช่เย็นเท่านั้น เพื่อคงคุณภาพของลูกชิ้นไว้ได้ดั่งเดิม

ตัวช่วยหนึ่งที่ผู้ผลิตลูกชิ้นนิยมคือ การใส่สารกันบูด เพื่อยืดอายุของลูกชิ้นสดให้เก็บไว้ขายได้นานขึ้น

ครั้งที่แล้ว มันมากับอาหารได้เสนอเรื่องของสารกันบูดยอดนิยมที่ชื่อ กรดเบนโซอิก ไปแล้ว

ทว่าปัจจุบัน ผู้ผลิตลูกชิ้นไม่ได้ใช้ กรดเบนโซอิก เพียงชนิดเดียว แต่มีการใช้สารกันบูดชนิดอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น กรดซอร์บิก ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการเติบโตของเชื้อโรคและเชื้อราที่ทำให้อาหารเน่าเสีย เมื่อใส่ในลูกชิ้นจะทำให้สามารถเก็บไว้ได้นาน

ข้อดีของกรดซอร์บิกคือ เป็นสารที่ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส ไม่มีสี เมื่อใช้กับอาหารจะไม่ทำให้กลิ่นรสของอาหารเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

แม้ว่า กรดซอร์บิก จะมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคค่อนข้างสูง ทว่าก็ไม่ควรได้รับเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากๆ และเป็นประจำ เพราะอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้

วันนี้ สถาบันอาหารได้วิเคราะห์สารกันบูดชนิดกรดซอร์บิกตกค้างในลูกชิ้นปิ้งที่ขายตามรถเข็นริมบาทวิถีในกรุงเทพฯ อีกครั้ง

ผลปรากฏว่าจากลูกชิ้นปิ้ง 5 ตัวอย่าง มีเพียง 1 ตัวอย่าง ที่พบการตกค้างของกรดซอร์บิก

แม้ว่าจะพบในปริมาณที่ไม่มากก็อย่าชะล่าใจ ควรเลือกทานในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากเกินไป ไม่บ่อยเกินไป เช่น ทานทุกมื้อ ทุกวัน เพื่อความปลอดภัยของร่างกาย.

 

ไขมันในเนื้อและหมูแดดเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/363581

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 16 ส.ค. 2556 05:00

เนื้อสัตว์ แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน สารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย

ทว่าเนื้อสัตว์นั้นมีอายุการเก็บรักษาสั้น คนไทยสมัยก่อนจึงคิดหาวิธีการยืดอายุการเก็บรักษาเนื้อสัตว์ให้นานขึ้น โดยนำเนื้อสัตว์ไปตากแดดให้แห้ง ซึ่งเป็นวิธีถนอมอาหารอย่างหนึ่งที่ใช้จนถึงปัจจุบัน

เนื้อวัว เนื้อหมู เป็นเนื้อสัตว์ที่นิยมนำมาตากแดด หรือที่เรียกกันว่า “แดดเดียว”

โดยนำเนื้อสัตว์มาปรุงรสด้วยเครื่องปรุงรส เครื่องเทศหรือสมุนไพร เช่น น้ำตาล น้ำปลา น้ำผึ้ง เกลือ ซีอิ๊วขาว กระเทียม รากผักชี พริกไทย ผงพะโล้ หมักให้เข้ากันแล้วนำไปตากแดดให้แห้ง

ก่อนทานจะนำมาผ่านกระบวนการทำให้สุกอีกครั้งโดยการทอด

เนื้อสัตว์แดดเดียวเป็นอาหารที่ชื่นชอบของใครหลายๆคน หาทาน ได้ง่าย โดยเฉพาะร้านอาหารอีสานและร้านขายส้มตำ ทานคู่กับข้าวสวยหรือข้าวเหนียวร้อนๆ แซ่บอย่าบอกใคร

ยิ่งเวลาทานเนื้อสัตว์ติดมันด้วยแล้วยิ่งทำให้รู้สึกอร่อย และให้ความรู้สึกนุ่มเนียนลิ้นอีกด้วย

วันนี้สถาบันอาหารได้ทำการสุ่มเก็บตัวอย่างเนื้อสัตว์แดดเดียวที่มีขายตามห้างและตามร้านส้มตำ ไก่ย่าง ในพื้นที่ จ. อุดรธานี จำนวน 5 ตัวอย่าง

มีทั้งเนื้อแดดเดียวและหมูแดดเดียวที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง คือขายกันเป็นมัด ในหนึ่งมัดจะมีเนื้อแดดเดียว 4–5 ชิ้นที่มัดรวม

กันด้วยตอกไม้ไผ่ เพื่อนำมาวิเคราะห์หาปริมาณของไขมันที่มีอยู่ในเนื้อและหมูแดดเดียว

ผลวิเคราะห์พบว่า ในตัวอย่างเนื้อสัตว์แดดเดียวหนัก 100 กรัม มีปริมาณไขมันอยู่ในช่วง 7-10.55 กรัม

ซึ่งนับว่ามีปริมาณไขมันนั้นไม่มากนัก หากทานครั้งละน้อยๆ หรือพออิ่มร่างกายก็จะได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ

แต่หากทานมากเกินไป เช่น ทานครั้งละเป็นกิโลๆ ก็อาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน เสี่ยงต่อการมีระดับคอเลสเทอรอลในเลือดเพิ่มขึ้น เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ และโรคอื่นๆตามมาอีกด้วย

หากเป็นไปได้ควรเลือกทานเนื้อสัตว์ที่เป็นเนื้อล้วน แยกเอาไขมันออก เพื่อร่างกายที่แข็งแรงและห่างไกลโรค.

 

ตะกั่วในผลไม้อบแห้งนำเข้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/362217

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 9 ส.ค. 2556 05:00

ปัจจุบันมักมีเหตุการณ์รุนแรงเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมอยู่บ่อยครั้ง หนักบ้าง เบาบ้างแล้วแต่กรณี

ที่สำคัญสภาวะแวดล้อมเหล่านั้นล้วนแต่เป็นที่อาศัยของพืชและสัตว์มีชีวิตหลายชนิด ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหาร เช่น สารตะกั่ว

สารตะกั่วเป็นโลหะหนักที่เป็นพิษที่มีอยู่คู่กับคนมาตลอด ทุกวันนี้ร่างกายเราได้รับจากทั้งควันเสียจากรถยนต์ตามท้องถนนที่มีจราจรคับคั่ง จากน้ำและอาหาร แต่จะได้รับในปริมาณมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับวิธีการอยู่และวิธีการกินของแต่ละคน

คนไทยเราโชคดีเพราะมีผลไม้กินเกือบทุกฤดูกาลแตกต่างกันไป จะมีที่เหลือรับประทานก็นำมาหมัก ดอง และอบแห้งเพื่อเก็บไว้กิน หรือในรายที่มีผลผลิตออกมามากก็อาจทำเป็นระดับอุตสาหกรรมได้

ผลไม้อบแห้งส่วนใหญ่ที่เห็นในบ้านเราตามตะเข็บชายแดน เป็นของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเราไม่อาจทราบได้ว่ากรรมวิธีการผลิตที่ใช้ หรือวัตถุดิบผลไม้ที่นำมาผลิตมีแหล่งเพาะปลูกจากที่ใด

หากเป็นผลไม้ที่ปลูกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่โรงงานอุตสาหกรรมหรือเป็นแหล่งที่มีการปนเปื้อนของโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว อยู่ก่อนแล้ว ก็มีโอกาสที่ผลไม้อบแห้งเหล่านั้นจะมีตะกั่วปนเปื้อนอยู่ด้วย

เมื่อร่างกายได้รับสารตะกั่วเข้าไปและสะสมอยู่เป็นเวลานาน จะมีผลต่อเซลล์ไขกระดูก ระบบประสาท ระบบไต อาจเป็นตะคริวบ่อย กระหายน้ำ ปวดท้องรุนแรง ในบางรายอาจมีอาการท้องร่วงเป็นพักๆ หรืออาจหนักจนถึงขั้นเป็นอัมพาต สมองบวม และชักได้

วันนี้ สถาบันอาหารได้ทำการสุ่มตัวอย่างผลไม้อบแห้งที่วางจำหน่ายตามด่านชายแดนไทย-ลาว เพื่อนำมาวิเคราะห์หาการตกค้างของสารตะกั่ว

ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขของไทย ฉบับที่ 98 พ.ศ.2529 กำหนดให้พบตะกั่วปนเปื้อนในอาหารได้ไม่เกิน 1 มิลลิกรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม

วันนี้ น่าดีใจแทนผู้บริโภคชาวไทยที่ผลการวิเคราะห์ผลไม้อบแห้ง ทั้ง 5 ตัวอย่าง ที่นำเข้าจากเวียดนามและลาว ตรวจไม่พบการตกค้างของสารตะกั่วเลย.

 

สารพิษจากเชื้อรา ในกาแฟคั่วบด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/360759

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 2 ส.ค. 2556 05:00

กาแฟ เครื่องดื่มยอดนิยมสำหรับคนทุกเพศ โดยเฉพาะคนในวัยทำงาน เนื่องจากเมื่อดื่มเข้าไปแล้วจะเกิดความกระชุ่มกระชวย และสดชื่น จะด้วยสารอะไร สาเหตุอะไรก็ตาม

วันนี้เราสามารถซื้อหากาแฟดื่มได้ทุกสถานที่ทั้งกาแฟสด กาแฟโบราณ กาแฟสำเร็จรูปพร้อมชงแบบ 3 in 1 และกาแฟปรุงสำเร็จพร้อมดื่มที่มีขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป

นอกจากในกาแฟจะมีสารที่ช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นแล้ว ยังอาจมีสารพิษที่อันตรายแอบแฝงอยู่ด้วยคือ สารพิษที่มีชื่อว่า โอคราท็อกซิน เอ (Ochratoxin A)

สารพิษที่ผลิตขึ้นโดยเชื้อรา สารพิษชนิดนี้ มักพบปนเปื้อนอยู่ในเมล็ดธัญพืช ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ถั่วเมล็ดแห้ง เมล็ดโกโก้ เมล็ดกาแฟ และผลไม้อบแห้ง เช่น องุ่นอบแห้ง หรือที่เรียกว่า wine fruit

เมื่อร่างกายของเราได้รับสาร โอคราท็อกซิน เอ เข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากและได้รับเป็นเวลานานๆ จะทำให้มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดการติดเชื้อของไตและอาจทำให้เกิดเนื้องอกในต่อมไต

ที่สำคัญ สาร โอคราท็อกซิน เอ เป็นสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ จึงควรหาวิธีการลดปริมาณที่พบในอาหารให้เหลือน้อยที่สุด เท่าที่เทคโนโลยีการผลิตอาหารจะสามารถทำได้

ตามมาตรฐานของสหภาพยุโรปกำหนดปริมาณสูงสุดที่ให้มีสารโอคราท็อกซิน เอ ปนเปื้อนในเมล็ดกาแฟคั่ว และกาแฟคั่วบดได้ไม่เกิน 5 ไมโครกรัม/กิโลกรัม และปนเปื้อนในกาแฟสำเร็จรูปพร้อมชงได้ไม่เกิน 10 ไมโครกรัม/กิโลกรัม

เพื่อการันตีคุณภาพ และความปลอดภัยของกาแฟไทย สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างผลิตภัณฑ์กาแฟคั่วบด 5 ตัวอย่างที่มีจำหน่ายในร้านกาแฟในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำมาวิเคราะห์หาการปนเปื้อนของสารพิษจากเชื้อรา โอคราท็อกซิน เอ

ผลวิเคราะห์ปรากฏว่า ทุกตัวอย่างไม่พบการปนเปื้อนของ สารโอคราท็อกซิน เอ เลย

 

ลูกชิ้นปิ้งกับสารกันบูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/359247

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 26 ก.ค. 2556 05:00

ลูกชิ้นปิ้งอาหารทานเล่นฮอตฮิต ที่คนไทยหาซื้อได้ทุกหัวระแหง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะตรอก ซอก ซอยใด ก็หาลูกชิ้นปิ้งทานได้ตามรถเข็นแทบจะ 24 ชั่วโมง

ลูกชิ้นมีหลายชนิด ทั้งลูกชิ้นหมู เนื้อ ปลา กุ้ง หมึก และลูกชิ้นสาหร่าย และนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลายแบบ เช่น นำมาปิ้ง ทอด ย่าง อบ ราดน้ำจิ้มแล้วทานกับผักสด หรือนึ่งแล้วนำมาทำเป็นยำลูกชิ้น หรือใช้เป็นเครื่องสำหรับทำก๋วยเตี๋ยวก็อร่อยไม่แพ้กัน

ทว่าวันนี้ ลูกชิ้นที่คนไทยชื่นชอบกันนั้นอาจมีสิ่งที่เราไม่ต้องการแฝงมาด้วย

สิ่งที่ว่าคือ “สารกันบูด” คงอาจเป็นเพราะลูกชิ้นเป็นอาหารยอดนิยมและเป็นอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ที่อาจเน่าเสียได้ง่ายซึ่งต้องเก็บไว้ในตู้เย็นเท่านั้น ทำให้ผู้ผลิตบางรายจึงใส่สารกันบูดลงในลูกชิ้นเพื่อให้สามารถยืดอายุของลูกชิ้นสดให้เก็บไว้ขายได้นานๆ

สารกันบูดที่ผู้ผลิตใส่ในลูกชิ้นมีทั้ง กรดเบนโซอิก กรดซอร์บิก โดยเฉพาะกรดเบนโซอิกและเกลือเบนโซเอตเป็นสารกันบูดชนิดที่ใช้กันมาก ราคาถูก หาง่าย และมีฤทธิ์ยับยั้งการเติบโตของเชื้อโรคและเชื้อที่ทำให้อาหารเน่าเสียได้หลายชนิด ซึ่งทำให้เก็บลูกชิ้นไว้ได้นานโดยไม่เน่าเสีย ไม่มีเมือก ไม่มีกลิ่นเหม็น

แม้ว่ากรดเบนโซอิกจะเป็นสารกันบูดที่ค่อนข้างปลอดภัยต่อผู้บริโภค หากได้รับวันละไม่เกิน 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวัน จากการทานอาหาร ร่างกายของคนปกติ

ทั่วไปจะยอมรับได้ คือ ตับและไตจะสามารถกำจัดสารชนิดนี้ออกจากร่างกายทางปัสสาวะ แต่ ถ้าได้รับเกินกว่า 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันทุกวัน

ตับและไตจะต้องรับภาระหนักในการกำจัดสารออกจากร่างกายทุกวัน นานเข้าจะสะสมในร่างกาย พร้อมกับประสิทธิภาพของตับและไตจะลดลงด้วย ทำให้เจ็บป่วยและอาจเป็นโรคเกี่ยวกับไตได้

วันนี้ สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างลูกชิ้นหมูปิ้งจำนวน 5 ตัวอย่าง จากรถเข็นขายลูกชิ้นปิ้งในกรุงเทพฯ จาก 5 ย่านการค้า เพื่อนำมาวิเคราะห์ปริมาณตกค้างของกรดเบนโซอิก ผลปรากฏว่าทุกตัวอย่างพบการตกค้างของสารกันบูดชนิดนี้ และพบในปริมาณมาก

ฉะนั้นอยู่ที่ท่านแล้วว่าจะเลือกทานกันหรือไม่ ทางที่ดีอย่าทานกันบ่อยมากเพื่อความปลอดภัยของตับและไต.


ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

 

สารปรอทในปลาดุกย่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/357909

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 19 ก.ค. 2556 05:00

ปรอท เป็นโลหะหนักชนิดที่เป็นพิษ และปัจจุบันพบปนเปื้อนได้ในสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะในแหล่งน้ำ ทั้งหนอง คลอง บึง แม่น้ำ และในท้องทะเล ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของเรา

หากปรอทปนเปื้อนอยู่ในอาหารแล้ว ปรอทจะมีความคงตัวสูง คือ ไม่ว่าจะนำอาหารไปปรุงหรือผ่านความร้อนก็ไม่สามารถทำให้สารปรอทหายไปจากอาหารได้

การปนเปื้อนของสารปรอทในอาหาร มักเกิดจากแหล่งน้ำที่เป็นแหล่งของปลา หอย หมึก สัตว์น้ำและสัตว์ทะเลต่างๆ มีการปนเปื้อนของน้ำทิ้งและของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม

อีกทั้งการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมยังทำให้มีสารเคมีต่างๆ รวมทั้งปรอทเข้าสู่สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องด้วย

ซึ่งหากแหล่งน้ำมีการปนเปื้อนของปรอท สัตว์น้ำที่อยู่ในบริเวณแหล่งน้ำนั้นก็ปนเปื้อนปรอทไปด้วย เช่น ปลาดุก ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งที่คนไทยนิยมนำมาปรุงและประกอบอาหารหลากหลายชนิด

ไม่ว่าจะเป็นยำปลาดุกฟู ผัดเผ็ดปลาดุก ปลาดุกย่างที่ทานคู่กับน้ำปลาหวานสะเดา หรือทานกับน้ำปลาพริก หรือที่นิยมทานคู่กับข้าวเหนียวและส้มตำ

ถ้าเราทานอาหาร เช่น ปลาดุกที่มีปรอทปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายบ่อยๆ ปรอทมันจะเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกาย

เมื่อสะสมจนถึงระดับหนึ่ง สารปรอทจะค่อยๆจับตัวกับเนื้อเยื่อในระบบประสาท ทำให้เป็นอันตรายต่อสมองและอวัยวะต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบประสาท ทำให้สมองฝ่อ แขนขาอ่อนแรงคล้ายคนพิการได้

วันนี้สถาบันอาหารได้สุ่มเก็บตัวอย่างปลาดุกย่าง จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ย่านการค้าในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เพื่อนำมาวิเคราะห์การปนเปื้อนของปรอท

ผลปรากฏว่า เป็นความโชคดีของคนไทยที่วันนี้ไม่พบการปนเปื้อนของปรอทในปลาดุกย่างทุกตัวอย่าง

แต่ขอแนะเพิ่มเติมว่า ควรเลือกทานอาหารให้หลากหลาย ไม่ทานอาหารเดิมๆ ซ้ำๆ เพื่อความปลอดภัย.

ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

 

อะคริลาไมด์…ในเฟรนช์ฟราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/356508

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 12 ก.ค. 2556 05:00

หนึ่งในบรรดาอาหารทานเล่นในดวงใจของเด็กๆ ไทย ขณะนี้คงหนีไม่พ้นประเภทปิ้ง ย่าง ทอด ที่เห็นมากในขณะนี้คงเป็นพวกไก่ทอด เฟรนช์ฟราย มันฝรั่งทอดกรอบ

ปัจจุบันการปรุงอาหารจำพวกนี้ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะส่วนใหญ่จะมีขายแบบ กึ่งสำเร็จรูปตามห้างสรรพสินค้า แค่นำมาทอดให้สุก หรืออบให้ร้อนก็ทานได้

แต่หารู้ไม่ว่าอาจมีภัยเงียบแอบแฝงมากับเฟรนช์ฟรายทอดกรอบร้อนๆ ด้วยก็ได้

ภัยเงียบที่ว่า คือ สารอะคริลาไมด์ ซึ่งเป็นสารที่ก่อตัวขึ้นในอาหารจำพวกธัญพืช มันฝรั่ง อาหารที่มีแป้งสูงในระหว่างที่ถูกนำไปให้ความร้อนสูงๆ (สูงกว่า 120 องศาเซลเซียส) หรือนำไปผ่านการ อบ ทอด ปิ้ง ย่าง เป็นเวลานานๆ เมื่อ สารอะคริลาไมด์ เข้าสู่ร่างกาย มันจะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็ว ณ บริเวณที่มีการย่อยอาหาร หลังจากนั้นมันจะถูกขับออกอย่างรวดเร็วทางปัสสาวะ ฉะนั้นอะคริลาไมด์ครึ่งหนึ่งของปริมาณที่เข้าสู่ร่างกายจะถูกขับออกได้ภายใน 2-3 ชั่วโมง

สำหรับอันตรายของ สารอะคริลาไมด์  นั้นหน่วยงานวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศได้จัดให้ สารอะคริลาไมด์ เป็นสารกลุ่มที่มีความเป็นไปได้สูงในการก่อให้เกิดมะเร็งในคน

ปัจจุบันมีวิธีป้องกันหรือลดความเสี่ยงจากการได้รับ สารอะคริลาไมด์ เข้าสู่ร่างกายจากการทานอาหาร ซึ่งผู้ผลิตควรนำไปปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ดังนี้

การผลิตมันฝรั่งทอดกรอบให้นำมันฝรั่งมาลวกน้ำก่อน จะช่วยลดปริมาณของ อะคริลาไมด์ ที่อาจเกิดในระหว่างทอดมันฝรั่งได้ 50%

ถ้าเป็นประเภทเฟรนช์ฟราย ให้นำมันฝรั่งมาลวกในสารละลายกรด (กรดซิตริกหรือแลกติก) ก่อนนำไปทอด จะช่วยลดปริมาณของ อะคริลาไมด์ ที่อาจเกิดในระหว่างทอดเฟรนช์ฟรายได้ถึง 80%

เพื่อเป็นการให้ความรู้และป้องกันภัยเงียบจาก สารอะคริลาไมด์  วันนี้ สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างเฟรนช์ฟรายจากร้านอาหารจานด่วน และร้านค้าต่างๆ จำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ร้านค้า ในเขตกรุงเทพฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์หาปริมาณ สารอะคริลาไมด์ ปนเปื้อน
ผลปรากฏว่าพบปนเปื้อนในทุกตัวอย่าง

ปัจจุบันไทยยังไม่กำหนดมาตรฐานการปนเปื้อนของสาร อะคริลาไมด์ ในอาหาร

ฉะนั้น ผู้บริโภคหรือผู้ปกครองควรแนะนำวิธีเลือกอาหารให้แก่เด็ก เพราะมีโอกาสได้รับสารนี้มากกว่าผู้ใหญ่ โดยแนะให้ลดอาหารประเภทธัญพืช มันฝรั่งทอด หรืออาหารที่ปรุงด้วยความร้อนสูงจนมีสีเหลืองเข้ม หรือสีน้ำตาล

ควรทานให้หลากหลายทั้งผักและผลไม้ ทานอาหารไทยที่มีเส้นใยให้มากขึ้น เพื่อชีวิตที่ปลอดภัย.

 

ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

 

สีผสมอาหารในมะม่วงดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/355166

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 5 ก.ค. 2556 05:00

คนไทยขึ้นชื่อเรื่องการถนอมอาหารไม่ว่าจะเป็นประเภทเนื้อสัตว์หรือผัก ผลไม้ ว่ากันว่าเป็นการเก็บไว้กินนอกฤดูกาล หรือในยามฉุกเฉิน

การถนอมอาหารนั้นมีทั้งการดองเกลือ ใช้ความเค็มเป็นตัวช่วยในการยืดอายุหรือการตากแห้ง แช่อิ่ม เป็นต้น

ทว่าคนในสมัยก่อนไม่ได้ใช้วิธีการถนอมอาหารที่มีความสลับซับซ้อน เพียงแต่ใช้เกลือหมักไว้ รอสักระยะก็นำมารับประทานได้ สีสันจึงดูแล้วไม่น่ารับประทาน แต่มั่นใจได้ว่าปลอดภัยจากสารปรุงแต่งที่อาจเป็นอันตราย

แต่การถนอมอาหารในปัจจุบัน สีผสมอาหารและวัตถุเจือปนอาหารนั้นมีบทบาทช่วยในการถนอมอาหารมากขึ้น ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ มะม่วงดอง ถ้าเป็นวิธีแบบบ้านๆ มะม่วงที่ดองแล้วจะมีสีคล้ำ ไม่น่ารับประทาน ผู้ผลิตบางรายจึงนำสีผสมอาหารมาใส่เพื่อดึงดูดความสนใจ และเพิ่มความน่ารับประทานมากขึ้น

สีผสมอาหารที่ใช้ในมะม่วงดอง เป็นสีที่อยู่ในกลุ่มตาร์ตราซีน เป็นสารที่ให้สีเหลืองมะนาว ส่วนใหญ่จะใช้ผสมในลูกกวาด หมากฝรั่ง แยม เยลลี่ โยเกิร์ต และมัสตาร์ด

เมื่อรับประทานเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้เกิดอันตรายได้ ถ้าร่างกายได้รับในปริมาณมากๆ และบ่อยครั้ง จะทำให้ร่างกายขับสารเหล่านั้นออกมาไม่ทันและเกิดการสะสมตามเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้การดูดซึมของอาหารบกพร่องได้

เมื่อทราบถึงอันตรายของสารชนิดนี้แล้ว สถาบันอาหารจึงได้ทำการสุ่มตัวอย่างมะม่วงดองเพื่อหาการปนเปื้อนของสีผสมอาหาร ตาร์ตราซีน ซึ่งตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 281 (พ.ศ.2547)

กำหนดไว้ว่าห้ามใช้ สีตาร์ตราซีน ในผลไม้สด ผลไม้ดอง ผักดอง แต่ผลวิเคราะห์พบปนเปื้อนทุกตัวอย่าง

ฉะนั้นเป็นหน้าที่ของผู้บริโภคอย่างเราที่ต้องเลือกรับประทาน ทางที่ดีควรเลือกรับประทานผลไม้และผักสด หรือผลไม้ดองที่มีสีสันไม่ฉูดฉาดจนเกินไป เพื่อความปลอดภัย……..

ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย