ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

“เหลา” สู้ชีวิต เทียนเทียนไหล หาดใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/429466

โดย อาเหม่ง 15 มิ.ย. 2557 05:01

“โต้วเหมี่ยวหมูกรอบ” เด็ดที่หมูกรอบ.

พูดถึงหาดใหญ่ หลายคนนึกถึงไก่ทอดหาดใหญ่ทันที อันนั้นก็หรอย แต่จริงๆแล้วหาดใหญ่มีของให้หม่ำหลากหลายมาก เรียกว่าเป็นสวรรค์ของอาเหม่งเลยล่ะ ข้าวยำ แกงใต้ อาหารพื้นเมือง บะหมี่ อาหารมาเลย์ อาหารจีนมีหมด ตั้งแต่ข้างทางจนถึงภัตตาคาร มีอยู่ร้านหนึ่งขายอาหารเหลาในราคาที่ทุกคนสัมผัสได้ เรียกว่าเป็นร้านขวัญใจนักศึกษาแถวนั้น โดยเฉพาะเด็ก มอ. หรือมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ถ้าร้านไหนนักศึกษากระหน่ำไปหม่ำละก็ เชื่อได้เลยอร่อยและถูกชัวร์ ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก! อาเหม่งรู้ดี เพราะเคยเป็นนักศึกษามหา’ลัยมาก่อน (ถึงมันจะนานมาแล้วก็เหอะ!!)

“ขาหมูทอด” ทุกโต๊ะต้องสั่ง.

ร้านนี้มีนามว่า “เทียนเทียนไหล” หรือ “ปรารถนาโภชนา” เจ้าของร้านคือ “เจ๊ลินดา” ตั้งชื่อร้านว่าปรารถนาเพราะเป็นชื่อลูกสาวคนเดียว ส่วนเทียนเทียนไหลนั้นเป็นภาษาจีนกลางแปลว่า “มาทุกวันทุกวัน” จริงๆ แล้วคำว่า “เทียน” คำเดียวหมายถึง “ฝนฟ้า” แต่พอเป็นเทียนเทียนก็มีความหมายมงคลกับร้านอาหาร แบบว่าให้ลูกค้าไหลมาเทมาที่ร้านทุกวัน

“ขาหมูนํ้าแดง” นุ่มเปื่อยสุดชีวิต.

ร้าน “เทียนเทียนไหล” ขายอยู่ในตึกหนึ่งคูหาเล็กๆ เมนูขึ้นชื่อที่สั่งแทบทุกโต๊ะคือ “ขาหมูทอด” ยอดเยี่ยมกระเทียมเจียวที่สุด เจ๊ลินดาเอาขาหมูเผามาทอดก่อนหนึ่งครั้ง แล้วขูดให้สะอาด นำมาต้มใส่เครื่องเทศต่างๆ อบเชย โป๊ยกั้ก หอมหัวใหญ่ และข่าแก่ ข่าจะช่วยให้ขาหมูหอมมากขึ้น ต้มเคี่ยว 5-6 ชั่วโมง หลังจากนั้นนำมาทอดจนกรอบ เสิร์ฟพร้อมกับน้ำจิ้ม 2 ชนิด คือซีอิ๊วดำหวาน กับน้ำจิ้มเข้มข้นสีส้ม จัดจ้าน ครบรสทั้งเปรี้ยว เผ็ด หวาน สืบมาแล้ว น้ำจิ้มนี้เจ๊ลินดาคิดเอง โดยใช้ซอสพริกเผาที่ทำเองจากพริกทอดผสมกุ้งทอดนำมาบดจนเป็นผง ใส่กระเทียมดองสับ ซอยหอมแดงลงไป ปรุงรสด้วยมะนาว น้ำปลา น้ำตาล ทำให้ได้น้ำจิ้มเข้มข้นหรอยถึงใจ ยิ่งหม่ำกับขาหมูทอดที่กรอบนอกนุ่มในเลอค่าที่สุด หอมกลิ่นพริกทอดกับกุ้งทอดเบาๆ กระเทียมดองสับเพิ่มความนัวแบบละมุน อร่อยแบบลึกลับจริงๆ ไปร้านนี้ต้องลอง ขาหมูทอดเซตนี้ 250 บาทเท่านั้น ราคานี้เพิ่งขึ้น ของเดิม 200 บาท เจ๊ลินดาบอกว่าสู้กับราคานี้มานานจนไม่ไหวขอขึ้นหน่อย แต่ถึงขึ้นแล้วอาเหม่งว่าก็ยังไม่แพง เพราะขาหมูที่ตลาดก็โลละร้อยกว่าบาทแล้ว เชื่อเหอะเจ๊แกได้กำไรไม่กี่บาทหรอก

เรื่องขาหมูไว้ใจเจ๊ลินดาเหอะ แกคือตัวจริง นอกจากทอดแล้ว “ขาหมูน้ำแดง” ก็เด็ด ขั้นตอนการทำเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้ทอด เสิร์ฟพร้อมกับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเปรี้ยวนำ ขาหมูต้มเนื้อนุ่มนวล หอม เนื้อเปื่อยกำลังดี จานนี้ก็ 250 บาทเหมือนกัน ชอบแบบไหนก็เลือกสั่งตามสะดวก

ไข่ตุ๋นใส่นมแปลงร่างมาเป็น “กุ้งนมสด”.

“กุ้งนมสด” คือไข่ตุ๋นปลอมตัวมา เจ๊ลินดาใส่นมสดแทนน้ำ ใส่เกลือแทนน้ำปลา และใส่พริกไทยนิดหนึ่งแล้วตุ๋น ก่อนเสิร์ฟโรยกระเทียมเจียว กุ้งนมสดรสชาติหวานหอม นุ่มนวล ได้ความมันนิดๆ เป็นเมนูที่เด็กๆชอบมาก ลูกใครไม่ค่อยกินข้าวแนะนำให้เอาสูตรนี้ไปทำให้ลูกหม่ำรับรองติดใจทุกราย ราคา 80 บาท

มาของเผ็ดกันบ้าง “พริกแกงรวมมิตร” เจ๊ลินดาทำเครื่องแกงเอง โดยใช้ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด พริกปั่นรวมกัน เคล็ดลับคือต้องเป็น “พริก เหลือง” เพราะช่วยให้หอม สังเกตว่าเจ๊ลินดาไม่ใส่กะปิในเครื่องแกง เพราะเจ๊แกเอามาใส่ข้างนอก ผัดตอนแรกอย่าเพิ่งใส่พริกแกง ใส่พริกเผาป่นที่ทำเองลงกระทะก่อนใส่กะปิตามลงไป ผัดให้เข้ากันก่อนแล้วถึงใส่พริกแกงทีหลัง พอเครื่องเข้ากันดีก็ใส่ปลาหมึก กุ้ง ใส่นมสดเพื่อความหอมนัวหรอยมากขึ้น พอทุกอย่างสุกใส่ใบมะกรูดปิดท้าย จานนี้สีสันจัดจ้าน รสชาติเข้มข้น น้ำแกงขลุกขลิกอร่อยล้ำ หอมนมสดเบาๆ กินกับข้าวสวยร้อนๆ โดนใจที่สุด เผ็ดกลมกล่อม หอเจี๊ยะจริงๆ ใครแพ้อาหารทะเลสั่งผัดใส่หมู ใส่ไก่ก็ได้ ราคาไม่แพง จานละ 80 บาท

“เจ๊ลินดา” เจ้าของร้านยอดนักสู้.

หมูกรอบก็เด็ด จะสั่งแบบผัดพริกแกงหรือผัดใส่ผักก็ได้ทั้งนั้น หมูกรอบร้านนี้อร่อยแตกต่างจากร้านอื่นๆ เพราะเจ๊ลินดาเอาไปต้มก่อนแล้วนำมาคลุกแป้งมัน ผสมผงกะหรี่ ใส่ซอสปรุงรสนิดหนึ่งแล้วถึงนำไปทอดซ้ำ แม้หมูกรอบจะสีไม่สวยคล้ายมีแป้งเคลือบเบาๆ ด้านนอก ย้ำว่าอย่ามองแค่ภายนอกต้องลองหม่ำให้ได้ หมูกรอบอร่อยมากหอมผงกะหรี่นิดๆ หรอยได้ใจจริงๆ

เมื่อก่อนร้านนี้ใครไปหม่ำต้องเก็บจานเอง หมายถึงเก็บจานที่ลูกค้าหม่ำทิ้งไว้ เพราะเจ๊ทำกับลูกสาว 2 คน ข้าวก็ต้องตักเอง จึงเป็นที่มาว่าร้านนี้คิดค่าข้าวหัวละ 10 บาทเท่านั้น จะกินกี่จานกี่โถก็คิดหัวละ 10 บาท ไม่เท่านั้นร้านนี้ไม่รับลูกค้าที่กินเหล้า สูบบุหรี่และไม่รับทำใส่กล่องด้วย เพราะแค่ทำที่ร้านร่างก็จะไม่ไหวแล้ว ตอนนี้ที่ร้านมีคนช่วยมากขึ้น ทำให้ลูกค้าไม่ต้องเก็บจานเอง แต่ถ้าช่วงคนเยอะก็ต้องรออาหารนานนิดหนึ่งขอให้เข้าใจเจ๊ลินดาด้วย

เทียนเทียนไหล ร้านเหลาติดดิน.

ลินดาเป็นหญิงสู้ชีวิตเคยมีปัญหากับสามี ทั้งเรื่องเงิน เรื่องผู้หญิง เคยถูกสามีทำร้าย (ปัจจุบันสามีเสียชีวิตแล้ว) แต่เจ๊ไม่หนีปัญหา สู้ทุกอย่างยอมเหนื่อยทุ่มเทเพื่อลูกสาวคนเดียว วันหนึ่งได้นอนเพียง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น บางวันหลับคากะละมังล้างจาน บางทีตุ๋นขาหมูเผลอหลับต้องยกทิ้งทั้งหม้อก็เคย ทุกวันนี้ลูกสาวเรียนหนังสือจบแล้ว ช่วยแม่ทำงานที่ร้านแทนการเป็นลูกจ้างที่อื่น เจ๊ลินดามีชีวิตดีขึ้น มีตังค์ซื้อตึก ซื้อบ้านได้ เพราะความขยัน อดทน และเลือดนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้

แม้ชีวิตจะผ่านเรื่องราวมามากมาย แต่เจ๊ลินดาไม่ได้ทำตัวมีปัญหา กลับทำตัวเองสดใส สวยงาม ย้อมผมสีทอง แต่งตัวสวย นุ่งกระโปรง ที่สำคัญเจ๊มีที่คาดผมไม่เหมือนใคร ดูในภาพก็คงเข้าใจ เจ๊ว่ามีแบบนี้เป็นสิบๆอันนี่แหละแม่ค้านักสู้ที่อาเหม่งอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จัก สนใจไปหม่ำได้ที่ร้านเทียนเทียนไหล อยู่ในเมืองหาดใหญ่ ถนนจันทร์นิเวศน์ 3 จากถนนหลักเส้นกาญจนวนิช ให้เลี้ยวเข้าถนนข้างขนส่งหาดใหญ่ที่ชื่อว่าทุ่งเสา 2 เจอสี่แยกไฟแดงเลี้ยวขวาทางถนนทุ่งเสา 1 ตรงมาเล็กน้อยเลี้ยวซ้ายเข้าถนนจันทร์นิเวศน์ 3 เข้ามาประมาณ 100 เมตร ร้านอยู่ขวามือ หาไม่เจอโทร.ไปถามทางได้ที่ 08-7442-0901, 08-9655-3507, 08-9293-5928 ร้านเปิดช่วงเย็นตั้งแต่ 5 โมงเย็น จนถึง 4 ทุ่ม

แผนที่ไปร้านเทียนเทียนไหล

เจ๊ลินดาสอนให้อาเหม่งรู้ว่าชีวิตกับปัญหาเป็นของคู่กัน แต่ความทุกข์คือส่วนเกินของชีวิต มีปัญหาก็ต้องสู้ ขอให้อดทนและไม่หนีปัญหา แล้ววันหนึ่งจะเป็นวันของเรา สู้เว้ย (บอกตัวเองล้วนๆ) ไม่ได้คิดจะสู้กับคนข้างๆแต่อย่างใด เข้าใจตรงกันนะ ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก!!­­­­

อาเหม่ง

มิถุนายน 19, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

Trend can do : ผสานอารมณ์ ‘ผสมชา’ ทำอย่างไรถึงได้รสชาติที่ลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/429126

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 13 มิ.ย. 2557 09:30

เป็นประจำทุกสุดสัปดาห์แบบนี้ พบกับคอลัมน์ Trend can do ในสัปดาห์นี้เอาใจคนรักการดื่มชา ด้วยการผสมชาสูตรพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ…

ชารสเลิศที่นำมาเป็นวัตถุดิบหลักในครั้งนี้มีชื่อว่า Tichaa ซึ่งเป็นชาสมุนไพรปลูกโดยปราศจากการใช้ปุ๋ยเคมีและยากำจัดศัตรูพืช และปราศจากคาเฟอีน ผสานด้วยสมุนไพรและเครื่องเทศชั้นดี เหมาะสำหรับผู้รักสุขภาพเป็นอย่างดี ซึ่งมีด้วยกัน 3 สูตร เราลองมาผสานอารมณ์ให้เข้ากับการผสมชาไปพร้อมๆกันได้เลย

อภิรดี ธรรมสรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ
ชลิดา เถาว์ชาลี ตันติพิภพ
ธัญวรรณ เทพหัสดิน ณ อยุธยา

ขั้นตอนการผสมผสานชาสูตร Jazz Berry

1. เทชาที่ได้ชงไว้ ซึ่งทิ้งไว้ให้เย็นแล้ว ลงในแก้วใบใหญ่
2. ผสมไซรัปกลิ่นไวลด์เบอร์รี่ลงในแก้วชา จากนั้นคนให้เข้ากัน
3. เทส่วนผสมที่เข้ากันแล้ว ลงในแก้วน้ำแข็งที่เตรียมไว้ แล้วตกแต่งด้วยใบสะระแหน่ 2-3 ใบ

ขั้นตอนการผสมผสานชาสูตร Tichaa Lemoné

1. เทชาที่ได้ชงไว้ ซึ่งทิ้งไว้ให้เย็นแล้ว ลงในแก้วใบใหญ่
2. ผสมวอดก้าและไซรัปกลิ่นกรีนแอปเปิ้ลที่ตวงไว้ลงในแก้วชา
3. คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน จากนั้นเทใส่แก้วน้ำแข็งที่เตรียมไว้
4. เทน้ำมะนาวลงไป แล้วประดับด้วยต้นตะไคร้
5. คนเบาๆ ก่อนดื่มเพื่อให้น้ำมะนาวเข้ากันกับส่วนผสมทั้งหมด

มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก
สาธิตการผสมชาสูตรต่างๆ
ชาแก้วนี้ โอเค!
จิบชาเบาๆกับ3เซเลบริตี้

ขั้นตอนการผสมผสานชาสูตร Wild Rice

1. เทชาที่ได้ชงไว้ ซึ่งทิ้งไว้ให้เย็นแล้ว ลงในแก้วใบใหญ่
2. ผสมเหล้าสาเกและน้ำผึ้งที่ตวงไว้ลงในแก้วชา
3. คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันแล้วโรยหน้าด้วยข้าวคั่วเล็กน้อย

สูตรชาจาก : อภิรดี ธรรมสรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ

*รู้ไว้ใช่ว่า

ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีธาตุอาหารหลายชนิดที่ช่วยบำรุงร่างกายให้มีสุขภาพดี ช่วยกระตุ้นให้ระบบประสาทและร่าง กายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยกระตุ้นระบบประสาทกลางและระบบ หมุนเวียนโลหิต มีอิทธิพลต่อกระบวนการเมตาบอลิซึมของเซลล์ภายใน ร่างกาย ใช้ผสมยาแก้ปวด รักษาโรคไมเกรน เพื่อเพิ่มฤทธิ์ในการรักษา และให้ยาออกฤทธิ์ได้นานขึ้น

นอกจากนี้ สิ่งที่คนดื่มชาต้องระวังไว้คือ ไม่ควรดื่มชาขณะกินยา ไม่ควรดื่มชาก่อนนอนสำหรับ ไม่ควรดื่มชาที่ร้อนจัดเพราะความร้อนจะไปทำลายเนื้อเยื่อในช่องปากจนทำให้เกิดอันตรายในช่องปาก ลำคอ ลำไส้ได้ ไม่ควรดื่มชาที่ชงค้างคืนหรือชงไว้นานหลายชั่วโมง เพราะชาอาจบูดซึ่งชาที่ชงทิ้งค้างไว้นานๆ พบว่ามีกรดแทนนิกสูง และสารต่างๆ ในน้ำชาอาจทำปฏิกิริยาจนกลายเป็นสารพิษได้

มิถุนายน 19, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

อะไรอยู่ใน… เครื่องแกงเขียวหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/429005

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย13 มิ.ย. 2557 05:01

อาหารรสจัด อาหารคู่ครัวของคนไทยมาช้านาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริก ผัดเผ็ด แกงเผ็ด ผัดพริกแกง ต้องจัดอยู่ในสำรับอาหารแต่ละมื้อ แบบขาดไม่ได้

แต่ละบ้านมักจะมีเครื่องแกงเอาไว้ติดครัว ทั้งเครื่องแกงเขียวหวาน แกงเผ็ด แกงส้ม แกงคั่ว พะแนง และแกงมัสมั่น

เครื่องแกงต่างๆ มีวัตถุดิบที่สำคัญ คือ พริก ที่ให้ความเผ็ดร้อน กระเทียม หอมแดง ข่า และส่วนผสมอื่นๆ แล้วแต่ชนิดของเครื่องแกง เช่น

เครื่องแกงเขียวหวาน ประกอบด้วย พริกขี้หนู ลูกผักชี รากผักชี ยี่หร่า พริกไทย เกลือป่น ข่าแก่ ตะไคร้ ผิวมะกรูด กระเทียม หอมแดง และกะปิ

เมื่อนำทุกอย่างมาโขลกผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน ก็จะได้เครื่องแกงเขียวหวานกลิ่นหอม รสเผ็ดร้อน พร้อมนำไปปรุงอาหาร
เครื่องแกงที่อร่อยและคุณภาพดี ต้องทำจากวัตถุดิบที่สด ใหม่ ได้คุณภาพ ที่สำคัญต้องสะอาด ไม่ปนเปื้อนเชื้อรา และเชื้อก่อโรค

เพราะวัตถุดิบที่นำมาทำเครื่องแกงนั้น เป็นเครื่องเทศชนิดที่มีเชื้อราปนเปื้อนได้ง่าย อีกทั้งแม่ค้ามักทำเครื่องแกงครั้งละมากๆ และใส่ในกะละมังใบใหญ่ๆ วางขายในตลาด เมื่อขายไม่หมดก็เก็บไว้ขายใหม่อีกครั้งในวันถัดๆไป

หากอุปกรณ์ ภาชนะต่างๆที่สัมผัสกับเครื่องแกงไม่สะอาด สภาพแวดล้อมที่วางขายในตลาดอับชื้น บริเวณที่วางขายและเก็บรักษา ไม่รักษาสุขลักษณะให้ดีเพียงพอ ก็อาจเป็นบ่อเกิดของการปนเปื้อนเชื้อราลงในเครื่องแกงได้

เราสามารถมองเห็นเส้นใยของเชื้อราที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆ มีสีต่างๆ เช่น ขาว เขียว เหลือง ฟ้า ที่ปนเปื้อนและเจริญอยู่บนผิวของเครื่องแกงได้ด้วยตาเปล่า

วันนี้ สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างเครื่องแกงเขียวหวาน จำนวน 4 ตัวอย่าง จากตลาดสดในกรุงเทพฯ

เพื่อนำมาวิเคราะห์การปนเปื้อนของเชื้อรา ผลที่ได้ปรากฏว่าพบ 1 ตัวอย่างที่มีเชื้อราปนเปื้อน

ขอแนะว่า ก่อนซื้อทุกครั้งควรสังเกตสีและกลิ่น หากเห็นมีเส้นใยตามลักษณะข้างต้น และมีกลิ่นผิดปกติก็ไม่ควรซื้อ หรือนำเครื่องแกงมาประกอบอาหาร เพื่อความปลอดภัย.

มิถุนายน 19, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ซุบลูกหม่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/428780

โดย ทีมข่าวหน้าสตรี 12 มิ.ย. 2557 05:45

วิถีชีวิตที่สะท้อนภูมิปัญญาของชาวอีสานในการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ซึ่งนำมาสู่กระบวนการผลิตผ้าไหม หัตถกรรมอันเลื่องชื่อของชาวอีสาน มาวันนี้ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ได้ต่อยอดและพัฒนาคุณประโยชน์ของ “หม่อน” (Mulberry) มาเป็นอาหารคาวและหวาน ที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งเมนูอาหารไทยอาหารฝรั่งตามความถนัดของผู้คิดค้นดัดแปลง ซึ่งทำให้หลายๆคนได้เห็นความมหัศจรรย์ของ “หม่อน” ที่มีมากมายเกินคาดคิด!!

และวันนี้ขอนำเสนอเมนูอาหารอีสานจาก “ลูกหม่อน” จากฝีมือการรังสรรค์โดยเชฟมากความสามารถอีกผู้หนึ่งของ ทอมป์สัน เรสเตอรองท์ นิพน บุญจันศรี

นิพน บุญจันศรี

ด้วยพื้นเพการเป็น “ลูกอีสานขนานแท้” จึงทำให้ “เชฟนิพน” สามารถถ่ายทอดจิตวิญญาณของความเป็นอีสาน ผ่านรสชาติอาหารได้อย่างเด่นชัด จากซุบหน่อไม้ที่บรรดานักบริโภคอาหารอีสานจะรู้จักกันดี มาเป็น “ซุบลูกหม่อน” ซึ่งเปลี่ยนวัตถุดิบหลักจาก “หน่อไม้” มาเป็น “ลูกหม่อน” เท่านั้นเอง

เคล็ดลับความอร่อย

ส่วนผสม : ลูกหม่อนดิบหรือห่ามๆ/ ปลาทูนึ่ง / เห็ดฟางสด / หัวหอมแดง / พริกขี้หนูหรือพริกกะเหรี่ยงสีขาวและแดง / กระเทียมไทย / น้ำปลาร้าต้มสุก / น้ำปลา / ต้นหอมซอย / ผักชีลาวหั่นหยาบ / ใบสะระแหน่

วิธีทำ

1). นำลูกหม่อนมาต้ม แล้วใส่น้ำปลาร้าสุก พักไว้สักครู่

2). นำปลาทูมาย่าง และแกะเอาแต่เฉพาะส่วนเนื้อ พักไว้

3). นำเห็ดฟาง หัวหอมแดง พริกกะเหรี่ยง หรือพริกขี้หนู กระเทียมมาย่างพอสุก แล้วนำมาโขลกรวมกันให้ส่วนผสมเข้ากัน

4). นำเนื้อปลาทูที่แกะไว้ โขลกรวมกับลูกหม่อนที่ต้มไว้

5). ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้าต้มสุก น้ำปลา

6). ใส่ต้นหอม ผักชีลาว ใบสะระแหน่ โขลกให้เข้ากัน เสิร์ฟพร้อมกับเครื่องแนมทั้งข้าวเหนียวนึ่งและผักสดตามชอบ.

ลูกอีสานขนานแท้ ต้องทานพร้อมข้าวเหนียว

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

พระองค์โสมทรงสาธิต “แสร้งว่ากุ้ง” อาหารสุขภาพ เมนูโปรดรัชกาลที่ 5

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/428505

โดย ทีมข่าวหน้าสตรี 11 มิ.ย. 2557 05:45

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงเลือกเมนู “แสร้งว่ากุ้ง” อาหารเพื่อสุขภาพ มาสาธิตในวันเปิดงาน “ออร์แกนิค เฟรช แฟร์ 2014” ซึ่งรวบรวมสินค้าเกษตรอินทรีย์กว่า 700 รายการมาให้คนรักสุขภาพได้เลือกช็อปอย่างจุใจ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 3

พระองค์โสมฯ ทรงปรุงอาหารไทยชาววังเลิศรส “แสร้งว่ากุ้ง” ซึ่งเป็นเมนูโปรดของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยทรงใช้วัตถุดิบซึ่งเป็นผลิตผลโครงการมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่เปิดตัวจำหน่ายครั้งแรกในงาน “ออร์แกนิค เฟรช แฟร์ 2014” เริ่มด้วยการเผากุ้งนาง ใช้วิธีโยนลงไปเผาในเตาไฟตามแบบวิธีโบราณ เพื่อให้ได้เนื้อกุ้งนุ่ม และหวานฉ่ำ จากนั้นเตรียมน้ำยำด้วยการคั้นมะนาวสด ส้มซ่า มะกรูด ผสมให้ละลายกับน้ำตาลปึกแล้วจึงเติมน้ำปลา น้ำมะขามเปียก ตัดรสให้กลมกล่อม จากนั้นหั่นตะไคร้ ขิง หอมเป็นฝอย คลุกลงไปกับกุ้งนางที่ย่างปอกเปลือกเตรียมไว้ในขั้นตอนแรก โรยหน้าด้วยต้นหอม ผักชี ใบมะกรูด พริกชี้ฟ้าแดง จะได้แสร้งว่ากุ้งรสเปรี้ยวนิด หวานหน่อย กลมกล่อม รสไม่จัดมาก ทานคู่กับผักสดเมนูนี้มากด้วยคุณประโยชน์ เพราะอุดมด้วยเส้นใยอาหาร วิตามิน เบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงสมองและผิวพรรณ อีกทั้งช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกาย ระบบไหลเวียนโลหิตให้เป็นปกติ

ภายในงานยังคึกคัก ไปด้วยสินค้าจากเกษตรกรและผู้ประกอบการจากทั่วประเทศกว่า 700 รายการ โดยไฮไลต์เป็นสินค้าออร์-แกนิคจากโครงการมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่เปิดตัวจำหน่ายเป็นครั้งแรกในงาน อาทิ มะม่วงอินทรีย์สายพันธุ์ใหม่, มะม่วงแดงจักรพรรดิ, ปลานิลแดดเดียว, ไก่พื้นบ้านสร้อยทองสายพันธุ์พม่าแท้ที่มีเนื้อแน่นและนุ่ม, กบ, ปลากุเรา, ผักสด, ไม้ดอกไม้ประดับ, ข้าว และสินค้าแปรรูปจากโครงการมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย, ไข่ไก่ ออร์แกนิคแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งเลี้ยงด้วยวิธีธรรมชาติ ภายใต้การควบคุมที่ถูกหลักอนามัย ทำให้มีรสชาติดีกว่าไข่ไก่ทั่วไปและอุดมด้วยสารอาหาร, ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลออร์แกนิค อาทิ ปูเนื้อ กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย ปูไข่ หอยแครง เนื้อปลากะพงขาวแล่ ปลาดุกทะเล ปลากระบอก ปลากุเรา จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนประมงอินทรีย์แหลมฟ้าผ่า จ.สมุทรปราการ, เงาะ ลอง-กอง มังคุด ออร์แกนิค จ.จันทบุรี, กาแฟ ข้าวและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสมาชิกสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย, รวมถึงผลิตผลของดีจาก 4 ภาคทั่วไทย

และเพื่อต่อยอดผลผลิตจากโครงการมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ทาง บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด จึงได้นำสินค้าของโครงการฯ รวมถึงคัดสรรผักผลไม้ออร์แกนิค และผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์อื่นๆ อาทิ เนื้อสัตว์ นม ไข่ ไปจนถึงเครื่องปรุงต่างๆ เช่น แป้งสาลี น้ำตาล รวมทั้งขนมขบเคี้ยว และเครื่องดื่มมาจำหน่ายที่ท็อปส์ และเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ทุกสาขา ทั่วประเทศอีกด้วย.

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

เทศกาลผลไม้คุณภาพ นำเสนอก้านยาวเมืองนนท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/428107

โดย ทีมข่าวสตรี 9 มิ.ย. 2557 05:15

ซุปเปอร์มาร์เกตคุณภาพ “โฮมเฟรชมาร์ท และกูร์เมต์ มาร์เก็ต” จัดเทศกาลผลไม้ ครั้งที่ 14 “14thBangkok Fruit Fest 2014” โดย คุณแดง–ลักขณา นะวิโรจน์ รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส เดอะมอลล์ กรุ๊ป เผยว่า งาน “แบงค็อก ฟรุต เฟส” เกิดจากแนวคิดที่ต้องการรวบรวมผลไม้ขึ้นชื่อของแต่ละภาค แต่ละจังหวัดมานำเสนอ โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก และผลไม้ที่นำมาจำหน่ายในงาน ทางเรายังร่วมกับชาวสวนผลไม้ พัฒนาคุณภาพของรสชาติ และความปลอดภัยของผลผลิตอีกด้วย

ลักขณา นะวิโรจน์ ภูมิใจนำเสนอผลไม้ไทย ได้คุณภาพทั้งรสชาติและปลอดสารเคมี ในเทศกาลผลไม้ ครั้งที่ 14.

สำหรับปีนี้ได้นำทุเรียนเมืองนนท์ ที่หารับประทานยากมาจำหน่ายเพียง 5 ลูก คือ พันธุ์ก้านยาว จากต้นสายพันธุ์แท้อายุกว่า 75 ปี มีลูกค้าจองล่วงหน้าเป็นปี ราคาลูกละ 25,000 บาท จำนวน 2 ลูก พันธุ์หมอนทอง ลูกละ 9,900 บาท จำนวน 3 ลูก เฉพาะที่อีเวนต์ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางแค และในงานก็มีผลไม้จากสวนที่ทีมงานฝ้าติดตามกว่า 10 ชนิด อาทิ ทุเรียนหลงลับแล หนึ่งในทุเรียนพันธุ์ที่ดีที่สุด รสชาติหวานมัน กลิ่นหอม เนื้อแน่น เมล็ดลีบ หาทานยาก จาก อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ออกผลเพียงปีละ 1 ครั้ง เฉพาะช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค., ลิ้นจี่พันธุ์ป้าชิด รสหวานกรอบ เนื้อหนาและแห้ง เมล็ดลีบ จากไร่ BN จ.เพชรบูรณ์ นอกจากจำหน่ายที่สวนแล้ว มีจำหน่ายเฉพาะที่ Gourmet Market และ Home Fresh Mart เท่านั้น, มะพร้าวน้ำหอม หอมบางคล้า มะพร้าวที่มีความหอม หวาน การันตีรสชาติอร่อยทุกลูก จากสวนลุงแดง อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา, แคนตาลูปราชสาส์น หรือแคนตาลูปพันธุ์ซันเลดี้ดีที่สุดในประเทศไทย ปลูกที่ อ.ราชสาส์น จ.ฉะเชิงเทรา รสชาติหวานติดเค็มเล็กน้อย เนื้อกรอบอร่อย, สับปะรดสวี จาก อ.สวี จ.ชุมพร ผลเล็กกลิ่นหอม และหวานกรอบ สามารถกินได้ทั้งแกน, สับปะรดนางแล ภูแล ผลกะทัดรัด หวานหอม เนื้อสีน้ำผึ้ง จาก ต.นางแล จ.เชียงราย, สละเนินวงศ์ สวนลุงดำ สละสุมาลี จากสวนลักกี้ฟาร์ม แหล่งปลูกที่ดีที่สุดในไทยอยู่ที่ อ.ขลุง จ.จันทบุรี รสหวานเข้มข้น เนื้อแน่น และกลิ่นหอม นอกจากนี้ยังมีผลไม้คุณภาพอีกมากมาย ได้แก่ ทุเรียนนานาพันธุ์ ทั้งหมอนทอง, ก้านยาว, พวงมณี, ชะนี รวมถึงเงาะโรงเรียน, มังคุด, ลองกอง, สละ ฯลฯ

ทุเรียนเนื้อดี

พบกับเทศกาลผลไม้ได้ตั้งแต่วันนี้-30 มิ.ย. ที่กูร์เมต์ มาร์เก็ต ดิ เอ็มโพเรียม, พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์, เทอร์มินอล 21, เดอะพรอมานาด และโฮมเฟรชมาร์ท เดอะมอลล์ทุกสาขา และไฮไลต์เมนูผลไม้สดชื่นคลายร้อนรับซัมเมอร์ด้วย และยังช็อปผลไม้คุณภาพจากเทศกาล ดังกล่าวได้ที่อีเวนต์ฮอลล์ เดอะมอลล์ รามคำแหง, งามวงศ์วาน, บางกะปิ ระหว่างวันที่ 5-11 มิ.ย., อีเวนต์ฮอลล์ เทอร์มินอล 21 วันที่ 6-15 มิ.ย., อีเวนต์ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางแค วันที่ 12-18 มิ.ย., ที่วาไรตี้ แกรนด์ เดอะมอลล์ นครราชสีมา วันที่ 14-22 มิ.ย. และวันที่ 3-9 กรกฎาคม 2557 ที่อีเวนต์ฮอลล์ เดอะพรอมานาด.

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

“อากะ” ทางเลือก ของคนหม่ำเนื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/427891

โดย อาเหม่ง 8 มิ.ย. 2557 00:01

“อากะ” ภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “สีแดง” สัญลักษณ์ของเปลวไฟ.

ไปย่านกลางกรุง เมืองหลวงของประเทศ ไทยดีกว่า มุ่งหน้าศาลพระพรหม แยกราชดำริ ไปกราบท่านขอความสันติคืนสู่ประเทศไทยโดยเร็ว เดือนมิถุนายน หมอดูหลายสำนักบอกดาวพฤหัสเคลื่อน ราหูก็ย้าย บ้านเราอาจมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ไม่ได้หมายถึงเรื่องการ เมืองอย่างเดียว ภัยธรรมชาติอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ไม่แน่อาจกำลังเคาะประตูบ้านเราอยู่ ทางเดียวคือมีสติตั้งรับ เตรียมตัวให้พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจเนอะ

“เนื้อลิปอายส์” ต้องลอง!! พลาดไม่ได้.

กราบพระพรหมใจสงบแล้ว มุ่งหน้าสู่เซ็นทรัลเวิลด์ รู้อยู่!! หาอะไรหม่ำชัวร์ ปิ้งๆ ย่างๆหน่อยเป็นไง “อากะ” ร้านที่เขาบอกว่าเป็นสวรรค์ของคนคลั่งเนื้อ บอกก่อนอาเหม่งไม่ใช่คนคลั่งเนื้อ แต่เห็นแล้วอดใจไม่อยู่เท่านั้นเอง เอิ๊ก! ไปถึงนั่งสบาย พนักงานเอาเตาตั้ง ทั้งเนื้อ ทั้งหมู อาหารทะเล ปลาแซลมอนมาครบ!! เริ่มที่ “เนื้อลิปอายส์” 2 ชิ้นเบ้อเริ่ม เนื้อส่วนนี้อยู่บนสุดถัดจากสันคอลงมา เป็นกล้ามเนื้อที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน ย่างบนเตาร้อนๆ พอสะดุ้งไฟ หม่ำกับน้ำจิ้มสูตรเด็ดประจำร้าน เนื้อนุ่มนวลแทบลืมหายใจ เข้ากับน้ำจิ้มหวานนิดเค็มหน่อยกำลังดี คนคลั่งเนื้อห้ามพลาดเด็ดขาด เนื้อราคา 450 บาท

“เซ็ตเนื้อรวม+ซีฟู้ด” อร่อยคุ้มค่า.

มาหลายคนแนะนำให้สั่งเป็นเซ็ต “เซ็ตเนื้อรวมผสมซีฟู้ด” จานนี้ประกอบด้วยเนื้อ 4 ชนิด สันคอ เซอร์ลอยน์ ใบพาย เสือร้องไห้ อาหารทะเลประกอบด้วยกุ้ง หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ และปลาแซลมอน ลองหม่ำทีละอย่าง เริ่มที่ “สันคอ” สันคอเนื้อต่างจากสันคอหมู เส้นมันหมูจะใหญ่กว่า แต่สันคอเนื้อมันจะแทรกเป็นเส้นเล็กๆ คล้ายลายหินอ่อน เนื้อจะไม่นุ่มเท่าหมู แต่ได้ความหนึบเคี้ยวอร่อยมาก ส่วน “เซอร์ลอยน์” คือเนื้อส่วนสะโพกของวัว คอเนื้อรู้ดีว่าเด็ดเพียงใด “ใบพาย” ภาษาญี่ปุ่นเรียก “นิรานึกุ” เนื้อส่วนนี้หายากในวัว 1 ตัว มีเนื้อใบพายเพียง 2 ชิ้นเท่านั้น เป็นเนื้อที่อยู่ตรงสันไหล่ของวัว ย่างแบบกำลังดีจะเคี้ยวได้ความกรึบๆในปาก ถูกใจอาเหม่งจริงๆ และเนื้อส่วนสุดท้าย “เสือร้องไห้” เป็นเนื้อส่วนหน้าอกไปจนถึงลำตัวของวัว ตรงนี้มันเยอะ คนชอบมันต้องขอ ย่างแล้วรสมันแตกกระจายไปทั่วเนื้อ อร่อยจริงๆ เซ็ตนี้คุ้มมาก 590 บาทเท่านั้น

ไม่หม่ำเนื้อ จานหมูก็เด็ด.

มาจานหมูกันบ้าง เพื่อความคุ้มค่าต้องลอง “เซ็ตหมูรวม” ประกอบด้วยเนื้อสันนอก สันคอหมู และหมูสามชั้น เทคนิคการย่าง แนะนำเลยให้ปิ้งข้างละ 30 วินาทีเท่านั้น กลับทีเดียวพอ! ไม่ต้องสุกมากเพราะหมูจะแห้งไปไม่อร่อย หม่ำกับน้ำจิ้มสูตรเด็ดอร่อยล้นเหลือ โดยเฉพาะ
สันคอโดนใจอาเหม่งสุดๆ เนื้อนุ่มแทบละลายใน ปากแนะนำเลยห้ามพลาด!! เซ็ตนี้ 320 บาท

“หมึกเจาะ” สดกรอบอร่อย.

“แซลมอน” จานนี้ก็เด็ด ปลาสดเว่อร์ เนื้อหนาแน่นสีสวย ถามพนักงานแล้วเขาบอกว่าร้านนี้ไม่ได้รับปลาที่แล่มาแล้ว เอาแซลมอนทั้งตัวมาแล่เองที่ร้าน!! ว่าแล้วถึงได้สดใหม่แตกต่างจากร้านอื่น แซลมอนย่างกำลังดีไม่คาว กินกับน้ำจิ้มซีฟู้ดก็เลอค่า แซลมอนจานละ 175 บาท อีกหนึ่งอย่างที่พลาดไม่ได้ “ปลาหมึกเจาะ” หมึกตัวกำลังดีสีขาวสดๆจากทะเล ปิ้งย่างบนเตาถ่าน อาเหม่งแนะนำให้หม่ำกับน้ำจิ้มซีฟู้ดจะจัดจ้านกว่า หมึกสดเนื้อเด้งไม่เหนียว เคี้ยวกรอบกรึบๆ อร่อยดีแท้ 125 บาทเท่านั้น

“ยำแซลมอน” สดแซ่บจัดจ้าน.

อีกหนึ่งจานที่จัดจ้านถูกใจ อาเหม่ง “ยำแซลมอน” อย่างที่รู้แซลมอนร้านนี้สดจริง เชฟหั่นปลาเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าชิ้นโต วางเป็นชั้นสลับผักเสิร์ฟพร้อมน้ำยำในแก้วเล็กๆ เวลาจะหม่ำค่อยราดน้ำยำ ทำให้อาหารไม่เซ็ง น้ำยำจี๊ดจ๊าดจัดจ้านเข้ากับแซลมอนที่สุด หม่ำผักแกล้มตามเข้าไป สวรรค์จริงๆ จานนี้ 155 บาทเท่านั้น

“บราวนี่ช็อกโกแลตบิบิมบับ” เลอค่าที่สุด.

ของหวานหน่อยเป็นไง “บราวนี่ช็อกโกแลตบิบิมบับ” ฮ่า ฮ่า ชื่อยาวไปนิด แต่ลองเหอะ! รับรองโดน! บราวนี่ช็อกโกแลตสูตรเด็ดประจำ ร้านแช่เย็นมีไอศกรีมช็อกโกแลตอยู่ด้านบนโรยด้วยอัลมอนด์กับมาร์ชเมลโลเสิร์ฟ มาในชามหินที่เก็บความเย็นได้อย่างล้ำเลิศ ชามหินต้องแช่เย็นให้เย็นเจี๊ยบ เพื่อรักษาอุณหภูมิทำให้รสชาติอาหารไม่เปลี่ยน อีกทั้งเป็นกิมมิกประจำร้าน ที่ทำให้อาหาร หวานออกมาคล้ายข้าวยำบิบิมบับสไตล์ เกาหลี ที่ต้องยกขึ้นแท่นคือ “บราวนี่ช็อกโกแลต” อร่อยมาก…กก (กรุณาลากเสียงให้ยาวสุดชีวิต) เนื้อแน่น ช็อก-โกแลตเต็มๆ หม่ำแล้วรู้สึกเหมือนช็อกโกแลตไหลไปตามเส้นเลือดจริงๆไม่ได้โม้ กลิ่นช็อกโกแลตอวลในปาก หอมขึ้นจมูก หม่ำคู่กับไอศกรีมได้ความอร่อยที่เลอค่าอีกแบบ ยิ่งเคี้ยวโดนอัลมอนด์กรุบกรอบยิ่งเด็ด ถ้าเคี้ยวโดนมาร์ชเมลโล ได้ความนุ่มหวานหอม หยุ่นในปาก อร่อยจนหยุดไม่อยู่ หม่ำหมดชามแล้ว ความเย็นของชามหินยังไม่ลดลงเลย ขนมราคา 130 บาท

แผนที่ร้าน

อากะ ภาษาอังกฤษเขียนว่า AKA เป็นภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “สีแดง” ที่เจ้าของร้านต้องการให้เป็นตัวแทนของเปลวไฟ เขาบอกว่า “อากะ” คือกูรูด้านเนื้อ!! จริงสมคำร่ำลือหรือเปล่าไปพิสูจน์เอง จริงๆมีหลายสาขา แต่ที่อาเหม่งไปหม่ำอยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 7 โซนโรงหนัง วันเสาร์อาทิตย์ร้านเปิดตั้งแต่ 10 โมงครึ่ง แต่ถ้าเป็นวันธรรมดาเปิด 11 โมง ถึง 4 ทุ่ม จองโต๊ะโทร. 0–2646–1364–5

ร้านหาไม่ยาก ขึ้นลิฟต์ไปชั้น 7 เจอเจ้าหน้าที่ขับรถกอล์ฟประจำห้างพุ่งไปเลย น่ารักมาก เขายินดีพามาส่งถึงหน้าร้าน ชอบตรงนี้! ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก!­­­­

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

รู้ไหมว่า ?…วันนี้ ‘วันโดนัทแห่งชาติ’ (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/427772

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มิ.ย. 2557 17:30

น้องหมีหน้าแดง หน้าเขียว ลูกกลมๆ เคลือบช็อกโกแลตเสียบไม้ เกลียวเคลือบน้ำตาล และแบบดั้งเดิมกับโดนัท มีรู ขนมปังที่อยู่กับคนไทยมามากกว่า 30 ปี…

ความนุ่ม หอม หวาน ของโดนัท คือทีเด็ด ที่มัดใจคนไทย แตกต่างจากขนมปังทั่วไปที่ต้องเติมความหวานเพิ่มลงไป

โดนัท มีรสชาติอร่อย หอมนุ่มจากยีสต์สูตรพิเศษ กรรมวิธีผลิตทุกขั้นตอนควบคุมมาตรฐานอย่างพิถีพิถัน จนได้โดนัทอร่อยๆ หลายเวอร์ชั่น ละลานตาหน้าร้าน ให้เลือกรับประทานได้ตามใจชอบเลย

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับเจ้าขนมปังมีรูเป็นอย่างดี แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่ามีต้นกำเนิดในสหรัฐอเมริกา วิวัฒนาการจากขนมปังกลมทอด นุ่มๆ จนมีรู เป็นเอกลักษณ์ที่คนทั่วโลกจดจำได้

ทำอย่างไรจึงจะได้โดนัทแต่ละชิ้น

วันศุกร์แรกของเดือนมิถุนายน ของทุกปี หรือวันนี้ (6มิ.ย.) เป็นโอกาสที่เราจะได้รับประทานโดนัทฟรี เพราะอะไรน่ะหรือ???

ก็เพราะว่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมของวันโดนัทเดย์ หรือวันโดนัทแห่งชาติ…

กันตภณ ศรีสุวรรณ ผู้จัดการทั่วไป มิสเตอร์โดนัท เล่าที่มาที่ไปของวันนี้ว่า มาจากกลุ่ม ลาสซี่ อาสาสมัครหญิงสาว ได้ทำขนมปังและโดนัท แจกให้ทหารกล้าในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1

เพื่อรำลึกถึงความดีของหญิงสาวเหล่านี้ จึงได้กำหนดให้วันน้ัน ซึ่งตรงกับวันศุกร์แรกของเดือนมิถุนายน เป็นวันโดนัทเดย์ และร้านโดนัทนับพันร้านค้าในสหรัฐอเมริกา ก็เริ่มกิจกรรมการแจกโดนัทฟรี ตั้งแต่ปี 2481 เป็นต้นมา

โดนัทแบบต่างๆ

บ้านเราก็ไม่น้อยหน้า มิสเตอร์โดนัท จะแจกให้เหล่าแฟนพันธุ์แท้ขนมปังมีรู ได้ลิ้มรสความอร่อยแบบฟรีๆ

ช่วงเย็นวันนี้ (6 มิ.ย.) ไปถึงหน้าร้านไหน อย่าลืมต่อแถวให้เป็นระเบียบ แถวตรง แต่เตือนว่าช้าหมด อดรับประทานของฟรีนะจ๊ะ

ชมคลิป

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

เชื้อก่อโรคในข้าวขาหมู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/427451

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 6 มิ.ย. 2557 05:01

ขาหมูพะโล้ มีต้นกำเนิดมาจากอาหารจีน แรกเริ่มเดิมทีเป็นกับข้าว จนมีคนคิดนำมาทานร่วมกับข้าวเพื่อแก้เลี่ยนเนื่องจากขาหมูมีไขมันมาก

เมื่อผสมรวมกัน ก็เลยเป็นข้าวขาหมู อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ วิธีการทำค่อนข้างยุ่งยากเพราะจะต้องใช้เวลาในการเคี่ยวขาหมูให้เปื่อย แล้วให้น้ำซุปที่มีเครื่องเทศ สมุนไพรชนิดต่างๆ ซึมเข้าเนื้อ

นอกจากจะใช้ขาแล้ว เรายังเห็นคากิ (กีบเท้าของหมู) ไส้พร้อมทั้งไข่ ให้ความกลมกล่อมลงตัวและรสชาติจะดีขึ้นทันทีเมื่อทานแกล้มกับกระเทียม พริกขี้หนู ผักกาดดองหั่นชิ้นเล็กๆ และน้ำจิ้มรสเปรี้ยว

ข้าวขาหมู เป็นอาหารที่ขึ้นชื่อด้านการเพิ่มน้ำหนักเพราะมีไขมันสูงมาก โดยเฉพาะส่วนที่เป็นหนัง และส่วนที่เรียกว่า คากิ (กีบเท้าของหมู)

เราทราบกันดีว่า อาหารที่มีไขมันสูงทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดสูง สามารถนำไปสู่การเป็นโรคหัวใจ หรือโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ ที่กล่าวมา
ข้างต้นคืออันตรายจากการทานไขมันมากจนเกินไป

แต่อันตรายที่อาจแอบแฝงมากับขาหมูได้เช่นกันก็คือ สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคที่มักพบปนเปื้อนอยู่ในอากาศ น้ำ ฝุ่นละออง ขยะมูลฝอย

หากเราทานอาหารที่มีเชื้อชนิดนี้ปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกาย ผลที่ตามมาคือ ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ อาการที่พบได้แก่ ปวดท้อง ปวดศีรษะ เป็นไข้ อาเจียน หากปล่อยไว้นานร่างกายอาจขาดน้ำ และทำให้ช็อกได้

อาการจะดีขึ้นภายใน 2-3 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพความต้านทานของร่างกายต่อสารพิษของเชื้อชนิดนี้ และปริมาณเชื้อที่ร่างกายได้รับจากอาหาร

วันนี้ สถาบันอาหาร ได้สุ่มตัวอย่างข้าวขาหมู อาหารใกล้ตัว จำนวน 5 ตัวอย่าง เพื่อนำมาวิเคราะห์การปนเปื้อนของเชื้อดังกล่าว

ผลที่ได้ปรากฏว่า พบ 1 ตัวอย่างที่มีเชื้อปนเปื้อน แต่ไม่เกินค่ามาตรฐานของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่กำหนดว่า อาหารพร้อมบริโภค/อาหารปรุงสุกทั่วไป พบเชื้อ สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส ปนเปื้อนได้ไม่เกิน 100 ซีเอฟยู/กรัม

ขอแนะว่าควรอุ่นให้ร้อนก่อนทานทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย.

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ลูกบอลลาวา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/427306

โดย ทีมข่าวหน้าสตรี 5 มิ.ย. 2557 05:45

ติ่มซำ ทับศัพท์จากภาษาอังกฤษ Dimsum แต่ถ้าออกสำเนียงกวางตุ้งแปลว่า ตามใจ, ตามสั่ง เป็นอาหารว่างของจีน ที่นิยมรับประทานกับน้ำชา จึงมักเรียกติ่มซำอีกอย่างว่า หยำฉ่า ซึ่งแปลว่า ดื่มน้ำชา หยำฉ่า จึงเป็นคำเรียกรวมอาหารจำพวกนึ่งหลายอย่าง เช่น ขนมจีบ, ซาลาเปา, ฮะเก๋า เป็นต้น โดยบรรจุในภาชนะขนาดเล็ก เช่น เข่งไม้ไผ่ หรือจานใบเล็ก นอกจากอาหารนึ่งแล้ว ยังมีอาหารทอดบางอย่างอาจรวมอยู่ในเมนูติ่มชำด้วย เช่นเผือกทอด เกี๊ยวกุ้งทอด เปาะเปี๊ยะทอด โดยเฉพาะที่ภัตตาคารจีนสเตลล่า พาเลซ ชั้น 79 โรงแรมใบหยกสกาย จะมี ลูกบอลลาวา ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะที่เชฟติ่มซำของโรงแรมได้คิดค้นขึ้น

 

เชฟลี

เชฟลี ชุน ไท้ หรือที่ใครๆเรียกกันว่า เชฟลี เป็นเชฟติ่มซำ ชาวฮ่องกง ที่มาช่วยเสริมทัพทีมเชฟของภัตตาคารจีนสเตลล่าพาเลซ รร.ใบหยกสกาย ในฐานะที่ปรึกษาหลายปีแล้ว แต่กลับมาครั้งนี้ เชฟลีคงจะอยู่ยาวในตำแหน่งเชฟตัวจริงเสียที ในฐานะที่มีความเชี่ยวชาญด้านติ่มซำมากกว่า 35 ปี โดยเริ่มฝึกทำติ่มซำตั้งแต่อายุ 15 ปี ระหว่างที่เรียนหนังสือ ก็มีโอกาสได้ทำงานในภัตตาคารจีนที่ฮ่องกง และได้ฝึกปรือฝีมือและฝึกฝนการทำติ่มซำมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการทำงานจากภัตตาคารจีนในโรงแรม 5 ดาว มาหลายโรงแรม ทั้งในฮ่องกง ญี่ปุ่น และไต้หวัน

ลงมือทำส่วนผสมไส้ไข่เค็มลาวา

 

เชฟลี เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาเมนูติ่มซำ ของภัตตาคารจีนสเตลล่า พาเลซ ให้มีความหลากหลาย โดยได้คิดค้นเมนูใหม่ๆมาเสริมอยู่เสมอ เช่น ขนมยี่เป็ง และลูกบอลลาวา ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของเชฟลี ที่ทุกคนจะต้องหลงใหลกับไส้ครีมผสมไข่แดงเค็มในแป้งเหนียวนุ่ม ที่บรรจงปั้นจนได้ลูกกลมๆ คลุกเคล้ากับงาขาวและงาดำ แล้วทอดให้กรอบนอกนุ่มใน เมื่อบิลูกบอลออกไส้ครีมที่อัดแน่นเป็นลาวาก็พร้อมจะระเบิดออกมา เผยกลิ่นหอมอ่อนๆ พอได้ลิ้มรสก็จะรู้สึกถึงความอร่อยของไส้ครีมหวานๆตัดเลี่ยนด้วยรสไข่เค็มได้รสหวานมันพอดี และนอกจากลูกบอลลาวาไส้ไข่เค็มแล้ว เชฟลียังได้คิดค้นลูกบอลลาวารสชาติอื่นๆอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้คิดค้นลูกบอลไส้ช็อกโกแลตลาวา รอเสิร์ฟให้ทุกท่านได้มาลิ้มรสชาติอีกด้วย

นำแป้งที่ได้ปั้นเป็นลูกกลมๆ ใส่ไส้ที่เตรียมไว้

 

ส่วนผสมไส้ไข่เค็มลาวา (สำหรับ 10 ชิ้น) : ไข่แดง (ของไข่เค็ม) 3 ฟอง/น้ำตาลทราย 50 กรัม/นมผง 6 กรัม/วิปปิ้งครีม 19 กรัม/นมสด 19 กรัม/เนยสด 21 กรัม/ครีมเทียมข้นจืด 19 กรัม

ห่อแป้งปิดไส้ให้มิด

 

ส่วนผสมแป้ง : แป้งข้าวเหนียว 100 กรัม/ แป้งตั่งหมิ่น 38 กรัม/น้ำตาลทราย 38 กรัม/เนยขาว 19 กรัม/น้ำเปล่า19 กรัม/งาดำ 13 กรัม/ งาขาว 25 กรัม/น้ำมันพืชสำหรับทอด

วิธีทำ

1) นำไข่แดงเค็มไปอบใช้ความร้อน 250 องศา ประมาณ 10 นาที จนสุก จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดปั่นให้เข้ากัน แล้วนำไปนึ่ง 15 นาที ทิ้งให้เย็น นำไส้ที่ได้แช่ตู้เย็นเพื่อให้ไส้เช็ตตัว

2) นำแป้งตั่งหมิ่นและน้ำตาลทรายผสมให้เข้ากัน ใส่ในภาชนะที่ทนความร้อนตั้งน้ำเดือด จากนั้นนำแป้งใส่เครื่องตีแป้งใส่แป้งข้าวเหนียว, น้ำเปล่าตีให้เข้ากัน และเนยขาว ตีจนแป้งเป็นเนื้อเดียวกัน

คลุกงาดำและงาขาว

 

3) นำแป้งที่ได้ปั้นเป็นลูกกลมๆ ใส่ไส้ที่เตรียมไว้ ห่อแป้งปิดไส้ให้มิด ฉีดน้ำให้ทั่วแป้งพอเปียก นำไปคลุกงาดำและงาขาวจนทั่วกันทั้งลูก

4) ตั้งน้ำมันให้ร้อน นำแป้งที่ได้ลงทอด ใช้ไฟอ่อนทอดจนแป้งสุก เป็นสีเหลืองทอง จึงตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน และเสิร์ฟได้เลยขณะที่ยังร้อนๆ.

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

Home Work นั่งกินข้าวที่บ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/426851

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 มิ.ย. 2557 09:33

หลังจากความอร่อยในสไตล์โฮมเมดของ Home Work ได้ห่างหายไปจนใครหลายคนพากันคิดถึง ขณะนี้ร้านเก่าแก่ที่อยู่คู่คนไทยมาเกือบ 20 ปีกลับมาอีกครั้ง แถมคราวนี้ยังไฉไลกว่าเก่า ภายในร้านน่านั่งด้วยเรือนกระจกสีขาวสะอาดตาและโซฟานุ่มๆ ที่นั่งแล้วไม่อยากลุก

สำหรับแฟนคลับคงรู้จักโฮมเวิร์ก ในฐานะ Deli Bar ที่ให้คุณเลือกซื้อเลือกตักอาหารอร่อยกลับบ้านในศูนย์การค้าชั้นนำ อย่างเซ็นทรัล ชิดลม และเทอร์มินอล 21 ทำให้คุณนุชเกิดปิ๊งไอเดียยกเคาน์เตอร์โชว์อาหารมาวางด้านหน้าครัวเสียเลย แน่นอนว่าน่ากินละลานตาแบบนี้ นอกจากจะเลือกไม่ถูกแล้ว น้ำลายยังพาลจะไหลด้วยความหิวอีกด้วย

 

บรรยากาศร้านสไตล์โฮมเมด

เริ่มกันด้วย Beef Goulash Soup ซุปกูลาชเนื้อจานอร่อยของชาวฮังกาเรียน ที่ถึงแม้จะเป็นซุปใสๆ แต่ก็เข้มข้นด้วยเนื้อที่ตุ๋นนานหลายชั่วโมง Cheesy Spinach on Toast เมนูขวัญใจเด็กและผู้ใหญ่ ด้วยความกรอบของขนมปังปิ้ง ที่เข้าคู่กับรสหวานของผักโขมและชีสเยิ้มๆ Penne with Shrimps in Cream Tomatoes Sauce เพนเนเหนียวนุ่มผัดกับกุ้งเนื้อแน่นๆ ในซอสครีมมะเขือเทศ ขอบอกว่า รสชาตินัวเข้ากันสุดๆ หวานอมเปรี้ยวได้ใจ และตัดรสด้วยความอร่อยอย่างไทยในเมนู Hot Pot Rice with Spicy Tender Pork Ribs ที่มีชื่อเรียกสั้นๆ เป็นภาษาไทยกิ๊บเก๋ว่า ข้าวสะดุ้งหมู ที่ทำให้คนกินแอบสะดุ้งจริงๆ เพราะถูกใจรสชาติจี๊ดจ๊าดของซี่โครงหมูอ่อนเนื้อนุ่มละมุน แถมเสิร์ฟในหม้อดินพร้อมข้าวสวยร้อนๆ ขอบอกว่า จานนี้กินแล้วเจริญอาหารมาก

 

Beef Goulash Soup
Chocolate Oreo Cheesecake

กินเผ็ดแล้วก็อย่าลืมปิดท้ายด้วยความหวานสุดเข้มข้น ของ Chocolate Oreo Cheesecake ที่จะทำให้คุณเผลออมยิ้มโดยไม่รู้ตัว

ใครจะไปลิ้มรสด้วยตัวเอง 29/2-3 ถนนสุขุมวิท ซอย 31 (ซอยสวัสดี) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ เปิดบริการ 11.00 – 21.00 น. โทร. 0-2259-4845

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

นายอ้า ข้าวหมูแดง ตลาดพลู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/426649

โดย ดร.ธนา ทุมมานนท์ 2 มิ.ย. 2557 09:30

อยากจะตั้งคำถามดังๆ กับสหรัฐฯครับว่า การที่คนไทยจะพูดคุยกันเอง คุณมายุ่งทำไม ผมชอบคำตอบที่ อ.สมเกียรติ อ่อนวิมล ตอบไป เงินที่สหรัฐฯให้ มันเพียงนิดเดียวที่ประเทศนี้เสียหาย ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ผมต้องโทษนักการเมืองของไทยเอง ที่เล่นการเมือง แต่ไม่เคยคิดจะมีจิตอาสาที่จะทำการเมืองให้มันดี ดีแต่หาประโยชน์เข้าตัว ไปไหนมาไหนก็เป็นที่รังเกียจ เพราะความที่ไม่โปร่งใส พรรคพวกเกินไป นี่คือต้นตอของปัญหาของประเทศเรา อยากบอกสหรัฐฯว่า “แก้ปัญหาตัวเองก่อนไหม ค่อยกลับมายุ่งเรื่องคนอื่น”…

แถวยาวมาก
ใช่เจ้าของร้านหรือเปล่าไม่กล้าเข้าไปถาม ดุจริงๆ

อยากบอกมานานแล้วเรื่องนี้ คิดมากหิวครับ ช่วงนี้ทหารเต็มบ้านเต็มเมือง แต่ก็อุ่นใจดีกว่า “กลุ่มการ์ด” ซึ่งมีโจรอยู่ในคราบนั้นด้วย ตรงไปตลาดพลูแห่งรวมอาหารของคนธนบุรี มาที่นี่หลายครั้งแล้วครับ เพิ่งมาเจอร้านนี้ ร้านข้าวหมูแดงนายอ้า มีตั้งแต่เมื่อไรแถวยาวเหยียด ผมไปเข้าแถวรอกว่าครึ่งชั่วโมง ที่ร้านจะไม่รับสั่งถ้าไม่เข้าแถว ที่สำคัญคนที่เข้าแถวกลับสั่งกลับบ้านเสียงั้น ไอ้คนหิวแบบผมแทบเป็นลม…

หมูแดง หมูกรอบ สุดๆ
สับๆๆๆ หั่นๆๆ เครื่องเต็มๆ

มาครั้งแรกยังไม่รู้ว่ามีอะไรดี เลยสั่งแบบมีอะไรเอาหมด แต่เท่าที่เห็นหมูกรอบมากกว่าหมูแดงและกุนเชียง ถึงคิวก็ให้ไปรอที่โต๊ะ (เข้าแถวให้รู้ว่าถึงคิว) จานนี้มาถึง ปรุงนิดหน่อยคือเติมน้ำส้มพริกดอง (ของที่ร้านไม่ค่อยเปรี้ยวเท่าไรนัก) แต่พริกเผ็ดเอาเรื่องอยู่น่ะครับ คุณพี่เสิร์ฟจะเอาต้นหอมมาให้ด้วยเพื่อเป็นเครื่องเคียง ได้ทีตักเข้าปากต้องบอกว่าน้ำราด ได้เรื่องมากๆ ครับ มาวิจารณ์เป็นอย่างๆ กันเลย หมูแดง ผมว่างั้นๆ แต่พอได้กินหมูกรอบ “ขุ่นพระช่วย” กรอบอร่อยลืมตายไปเลยครับ ส่วนกุนเชียงจัดว่าได้ ได้เลยครับ มาคราวหน้าของหมูกรอบกับกุนเชียงพอ สรุปเลยว่า “ของเขาแน่จริงๆ”

อีกมุมกับร้านข้าวหมูแดงนายอ้า
เห็นแล้วหิวๆๆๆๆๆๆๆ

ร้านอยู่ที่ แยกตลาดพลู บนถนนเทอดไท ฝั่งธนบุรี

Rating : ที่สุดในแผ่นดิน

เรื่องและภาพโดย
ดร.ธนา ทุมมานนท์ (เบย์พาเลส)

www.facebook.com/baypalace

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

“ข้าวแกงกะหรี่” ในร้าน “ประดับยนต์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/426404

โดย อาเหม่ง 1 มิ.ย. 2557 05:01

“ข้าวใหญ่” ใส่สารพัด สำหรับคนกินจุ

หนีร้อนไปพึ่งเชียงใหม่กันเหอะ ช่วงนี้ชาวจีน มาเที่ยวเยอะ แต่ไม่ใช่ปัญหา เพราะชาวจีนนี่แหละทำให้เศรษฐกิจเชียงใหม่ยังไม่ซบเหมือนที่อื่น ก็จะไม่ให้ชาวจีนหลงรักเชียงใหม่ได้ยังไง เมืองนี้น่ารักเหลือเกิน ไปกี่ครั้งไม่เคยเบื่อ อาเหม่งไปครั้งนี้ตระเวนหม่ำ โดยเฉพาะร้านที่ประทับใจร้านหนึ่งคือ “ปาป้า เคอรี่” ความเจ๋งของร้านนี้มีหลายสิ่ง เริ่มจากเจ้าของร้านเป็นเด็กหนุ่มหนวดเคราครึ้มนามว่า “เอ๋” ที่ดั้นด้นไปเรียนการทำข้าวราดแกงกะหรี่สูตรต้นตำรับถึงเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น เป็นร้านขึ้นชื่อประจำเมืองว่ากันว่าอร่อยติดหนึ่งใน 10 ประจำโอซากาด้วย “มัสซึโมโต้ซัง” คืออาจารย์ที่สอนหนุ่มเอ๋

 

“หนุ่มเคราชาวเหนือ” เอ๋ เจ้าของร้าน

 

เอ๋บอกว่าไปเรียนที่โน่นไม่ได้เสียตังค์ค่าเรียนแม้แต่บาทเดียว ปกติมัสซึโมโต้ไม่เคยสอนใครเลยแม้แต่ลูกน้องที่ทำงานมาหลายปี แต่เลือกที่จะสอนเอ๋ เพราะพี่ชายเอ๋เปิดร้านอาหารไทยที่โอซากา เขาจึงมั่นใจว่าเอ๋คงไม่ทิ้งวิชาที่เรียนไปแน่ ยังไงสูตรแกงกะหรี่ของเขาคงได้เติบโตบนแผ่นดินไทย ร้านของมัสซึโมโต้อร่อยขนาดไหนอาเหม่งไม่รู้ รู้แต่ว่าร้านเขาได้ออกรายการทีวีในประเทศญี่ปุ่นด้วย

ความเจ๋งอีกอย่างหนึ่งของร้านนี้คือขายอยู่ในร้านประดับยนต์! นั่นเพราะว่าเป็นธุรกิจของครอบครัว เอ๋ขอพื้นที่ส่วนหนึ่งมาเปิดร้านน้อยๆ ขายข้าวแกงกะหรี่สไตล์อินดี้ ความเจ๋งเรื่องต่อไปคือน้ำแกงกะหรี่ที่ต้องใช้เวลาเคี่ยวถึง 13 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นถ้าวันไหนต้องทำแกงกะหรี่ วันนั้นร้านหยุดขาย!!

 

“ข้าวแกงกะหรี่หมูทอด” ลองซักคำจะติดใจ

 

“เอ๋” หนุ่มเคราชาวเหนือยอมเสียเวลานับสิบชั่วโมงเพื่อเคี่ยวแกงกะหรี่เอง ไม่คิดซื้อแบบก้อนที่มีขายในห้างเด็ดขาด การทำเองแม้ยุ่งยากแต่ทำให้ได้รสชาติต้นตำรับแท้ๆ การทำแกงกะหรี่จะแบ่งทำเป็น 2 หม้อ หม้อแรกต้มน้ำซุป โดยใช้หัวหอม แครอทและผักอื่นๆ (ที่หนุ่มเอ๋ขอเก็บเป็นความลับ) ใส่โครงไก่เยอะๆ การทำน้ำซุปนี่เองที่กินเวลานับสิบชั่วโมง เพราะต้องคอยตักฟองและมันต่างๆ จนได้น้ำซุปใสหอมหวานที่สุด ระหว่างต้มน้ำซุปก็ทำหัวเชื้อแกงกะหรี่ไปด้วย เอ๋เรียก “หม้อสไปซ์” ซึ่งหมายถึงหม้อที่ใส่สารพัดเครื่องเทศ เริ่มจากผงกะหรี่เข้มข้นจากญี่ปุ่นและเครื่องเทศของอินเดียและฝรั่งอีกกว่า 10 ชนิด ใส่ผลไม้ 5 อย่างได้แก่ แอปเปิ้ล กีวี่ ที่เหลือเข้าใจตรงกันนะว่าเป็นความลับ! ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก!! พอของทุกอย่างในหม้อสไปซ์เปื่อยนำน้ำซุปมาเคี่ยวรวมกัน จนได้น้ำแกงกะหรี่เข้มข้นสูตรเด็ดประจำร้าน

 

“แกงกะหรี่เนื้อตุ๋น” คนชอบเนื้อต้องลอง!

 

เรื่องการทำแกงกะหรี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ วัตถุดิบทุกอย่างต้องดี ในครั้งแรกเอ๋เคยเปิดร้านที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นรสชาติผิดเพี้ยนไม่เหมือนต้นตำรับ มัสซึโมโต้ถึงขนาดบินจากญี่ปุ่นมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทดลองทำใหม่ เขามาช่วยเลือกวัตถุดิบให้แทบทุกชนิด อยู่ช่วยทำจนได้แกงกะหรี่ที่รสชาติเหมือนโอซากาเด๊ะ เขาจึงยอมกลับญี่ปุ่น เอ๋รู้สึกซาบซึ้งใจมาก ในตอนนั้นร้านที่กรุงเทพฯมีปัญหา เอ๋จึงตัดสินใจ มาเปิดร้านที่บ้านเกิดและขายมาจนทุกวันนี้

 

“ไก่คาราเกะ” ก้อนโตอร่อยลํ้า

 

สำหรับข้าวเอ๋ไม่ใช้ข้าวญี่ปุ่น แต่ใช้ข้าวหอมมะลิเกรดเอแทน เอ๋บอกว่าคนญี่ปุ่นชอบกินข้าวหอมมะลิบ้านเรามาก และที่ญี่ปุ่นข้าวหอมมะลิแพงกว่าข้าวญี่ปุ่น เอ๋จึงขอใช้ข้าวหอมมะลิแทน ส่วนไก่ทอด เอ๋เลือกใช้ไก่ส่วนอกเพราะเนื้อแน่นถูกปากคนไทย เอ๋หมักไก่ด้วยเกลือ พริกไทย และพริกป่นอีกเล็กน้อยเพิ่มความเผ็ด นำไก่ชุบแป้งทอดและเกล็ดขนมปัง ทิ้งไว้ 5 นาทีให้เนื้อไก่ไม่แห้ง ลงทอดในน้ำมันร้อนๆ พอได้ที่ตักขึ้นทิ้งให้สะเด็ดน้ำมันแป๊บหนึ่งวางไปบนข้าวสวยราดด้วยแกงกะหรี่โรยลูกเกดตบท้าย แกงกะหรี่เข้มข้นสีน้ำตาล รสกลมกล่อมกำลังดี มาเต็มทุกรส ความข้นของแกงเข้ากับข้าวสวยร้อนๆมาก เวลาเคี้ยวกลิ่นเครื่องเทศจะแตกตัวในปากเบาๆ เลอค่าที่สุด หม่ำไก่ทอดตามเข้าไปยิ่งอร่อยล้ำ ไก่มีความเผ็ดนิดๆ ช่วยเพิ่มอรรถรสให้แกงกะหรี่อร่อยยิ่งขึ้น จานนี้ราคา 110 บาท

ส่วนหมูทอดนั้นหมักด้วยเกลือและพริกไทยเหมือนกันแต่โรยผงพาสลี่ย์เพื่อชูกลิ่นให้หอมขึ้น จานนี้ราคา 120 บาท มาที่จานเนื้อ เอ๋ใช้เนื้อส่วนสะโพก คนเชียงใหม่เรียกเนื้อส่วนนี้ว่า “ปลีน่อง” ตัวหนึ่งมี 2 ชิ้นเท่านั้น เป็นเนื้อที่นุ่มและมีความกรุบเบาๆ เอ๋หมักเนื้อด้วยเกลือ กระเทียมและตุ๋นในซุปไก่กว่า 4 ชั่วโมง จนเนื้อนุ่มอร่อย เวลาเคี้ยวแตกตัวเป็นเส้นหม่ำเข้ากับแกงกะหรี่ที่สุด จานเนื้อราคา 140 บาท

 

ร้านเล็กตกแต่งเก๋ เป็นส่วนหนึ่งของร้านประดับยนต์

 

แกงกะหรี่ไส้กรอกก็เลอค่า เอ๋เลือกไส้กรอกอย่างดีสไตล์ญี่ปุ่นเรียกว่า “ฮาราจุกิ” เป็นไส้กรอกที่เนื้อแน่น หนังกรอบ กว่าจะได้ไส้กรอกแบบนี้เอ๋เลือกอยู่หลายแห่ง เวลากรุงเทพฯ มีงานแฟร์เกี่ยวกับอาหาร เอ๋เดินทางจากเชียงใหม่มาเทสต์รสต่างๆด้วยตัวเอง เพื่อให้ได้ของดีมีคุณภาพที่สุด ซึ่งโรงงานที่เอ๋เลือก เป็นเจ้าเดียวในไทยที่ผลิตไส้กรอกฮาราจุกิส่งไปญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นโปรดวางใจในคุณภาพ

อีกหนึ่งเมนูที่ไม่เกี่ยวกับแกงกะหรี่ “ไก่คาราเกะ” หรือไก่ทอดสไตล์ญี่ปุ่น มาเป็นก้อนโต เอ๋ใช้ไก่ส่วนสะโพกหมักด้วยหัวหอม เหล้ามิรินและเครื่องเทศคลุกกับแป้งผงสำเร็จลงทอดให้สุกประมาณหนึ่งก่อน เวลาลูกค้าสั่งค่อยทอดซ้ำอีกครั้ง ก่อนเสิร์ฟโรยด้วยเครื่องเทศของอเมริกาเพิ่มรสชาติ สาเหตุที่ต้องทำแบบนี้เพราะไก่คาราเกะทอดสดไม่ได้ เนื้อจะเละแตกตัวไม่น่าหม่ำ ใครเคยหม่ำไก่คาราเกะทั่วราชอาณาจักรมาแล้ว ขอร้องให้หม่ำร้านนี้ด้วย ไก่กรอบนอกเนื้อในนุ่มอร่อยได้รสเค็มเบาๆ เนื้อไก่มันนิดๆเข้ากับเครื่องเทศได้อย่างน่าประหลาดใจ จานนี้ 59 บาท

ร้านปาป้าเคอรี่อยู่ย่านท่าแพบนถนนราชดำเนิน ใกล้กับวัดเจดีย์หลวง ร้านอยู่ตรงข้ามวัดชัยพระเกียรติ อังคารถึงศุกร์เปิด 2 รอบ คือ 11 โมงครึ่งถึงบ่าย 2 และเปิดอีกทีตอนเย็น 5 โมงครึ่งถึง 3 ทุ่ม ส่วนเสาร์อาทิตย์เปิดเวลาเดียวตั้งแต่ 11 โมงถึง 1 ทุ่ม หยุดทุกวันจันทร์ ย้ำอีกทีถ้าวันไหนทำต้องเคี่ยวแกงกะหรี่วันนั้นก็หยุดขายด้วย อันนี้แนะนำให้โทร.ไปก่อนจะได้ไม่ผิดหวัง 08–2620–4440

 

ร้าน Papa Curry

 

ร้านที่เชียงใหม่ มัสซึโมโต้ยังไม่มีโอกาสได้เห็น ซึ่งเอ๋หวังว่าวันหนึ่งจะมีโอกาสเชิญให้อาจารย์มาเยี่ยม อาจารย์จะได้ภูมิใจที่ลูกศิษย์คนนี้ไม่ได้ทิ้งวิชาที่อาจารย์ตั้งใจมอบให้ อาจารย์สอนมาคำหนึ่งเอ๋จำขึ้นใจ “ลูกค้าไม่ว่าสั่งอาหารน้อยหรือมาก เขามีศักดิ์ศรีความเป็นลูกค้าเท่ากัน เราต้องดูแลพวกเขาอย่างเท่าเทียมและดีที่สุดเท่านั้น” แนวคิดนี้ใครจะนำไปใช้บ้างเอ๋ไม่หวง ไม่ใช่แต่ร้านอาหารเท่านั้น คนให้บริการ ข้าราชการหรือแม้แต่รัฐบาลก็ใช้หลักการนี้ได้ เพราะทุกคนคือประชาชนของท่าน อั้ยย่ะ! ขึ้นต้นด้วยอาหาร ไหงมาจบด้วยแบบนี้ได้หว่า?? ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก!­­­­­­­­

อาเหม่ง

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ความหวานในขนมทองหยอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/425902

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 30 พ.ค. 2557 05:01

น้ำตาลเป็นสารอาหารที่จำเป็นและเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกาย

เมื่อร่างกายได้รับซูโครสจะต้องถูกย่อยให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ได้แก่ กลูโคสและฟรุกโตส เสียก่อน แล้วร่างกายจึงจะดูดซึมและนำไปใช้งานได้

น้ำตาลซูโครส เป็นสารให้ความหวานที่มีอยู่ในพืชและผลไม้สุกแทบทุกชนิด แต่ที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบผลิตน้ำตาลทางการค้า ได้แก่ อ้อย ตาลโตนด น้ำตาลมะพร้าว และบีทรูท

กลูโคส ช่วยให้กล้ามเนื้อมีการยืดและหดตัว ควบคุมการเต้นของหัวใจ ช่วยการไหลเวียนของระบบเลือด ระบบประสาท และยังเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของสมองอีกด้วย

น้ำตาลจึงมีประโยชน์หากใช้ในปริมาณพอดี ไม่ว่าจะเป็นการทานโดยตรง หรือได้จากการเป็นส่วนผสมของอาหารชนิดต่างๆ

ในทางกลับกันหากใช้น้ำตาลเกินกว่าปริมาณที่ร่างกายต้องการแต่ละวัน จะทำให้เกิดโรคมากมาย เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคอ้วน ในเด็กที่ติดรสหวานและทานลูกกวาดเป็นประจำ ก็อาจทำให้เป็นโรคฟันผุ ฟันเสียได้

จึงขอเตือนว่า การเพิ่มความหวานของอาหารโดยปรุงรสด้วยน้ำตาลนั้นไม่มีความจำเป็น เพราะอาหารที่เราทานแต่ละวันนั้นมีปริมาณน้ำตาลเพียงพอกับความต้องการของร่างกายอยู่แล้ว

โดยปกติใน 1 วัน เราไม่ควรทานน้ำตาลเกิน 4–6 ช้อนชา หรือไม่ควรเกิน 24 กรัม

แต่สำหรับผู้ที่ต้องใช้พลังงานมากอาจทานได้มากถึง 8 ช้อนชา หรือเกิน 24 ได้

วันนี้คอลัมน์มันมากับอาหาร ได้สุ่มตัวอย่างขนมไทยที่ต้องใช้น้ำตาลปริมาณสูงตามสัดส่วนของสูตรขนม

เพื่อรักษาความหวานที่เป็นเอกลักษณ์ไทยๆไว้อย่าง ขนมทองหยอด จำนวน 5 ตัวอย่าง เพื่อนำมาวิเคราะห์ปริมาณน้ำตาลซูโครส ให้ผู้ชื่นชอบ
ทองหยอดได้รับทราบว่า

ในขนมทองหยอด 100 กรัมนั้น มีปริมาณน้ำตาลซูโครสปริมาณเท่าใด ผลการวิเคราะห์แสดงดังตารางด้านล่าง

ขอเตือนไว้ว่าอย่าทานปริมาณมากเพื่อสุขภาพที่ดี.

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ปฏิบัติการจานอร่อยกับ“ป๋อมแป๋ม เทยเที่ยวไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/425700

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 พ.ค. 2557 12:20

ลองไปดูกันว่าอาหารจานพิเศษของพิธีกรและผู้กำกับรายการ เทยเที่ยวไทย ‘ป๋อมแป๋ม’ นิติ ชัยชิตาทร จะเป็นอะไรต้องติดตาม… 

ไอเดียจานพิเศษ สำหรับคุณป๋อมแป๋ม

เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของคุณป๋อมแป๋มคือ บุคลิกและวาจาสุดสร้างสรรค์ ซึ่งกลายเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากผู้ชม ทำให้ เทยเที่ยวไทย เรตติ้งดี มีแฟนรายการเหนียวแน่น และเพราะทำรายการท่องเที่ยวนี่เอง ทำให้ต้องเดินทางอยู่บ่อยๆ เราจึงนำไลฟ์สไตล์ส่วนตัวนี้มาเป็นไอเดียรังสรรค์เมนูที่กินง่าย อยู่ท้องและพกพาสะดวก ที่สำคัญคือ มีวัตถุดิบที่คุณป๋อมแป๋มโปรดปรานอย่างตับบด โดยเรานำเอาแบ๋งห์หมี่ ซึ่งเป็นอาหารของชาวเวียดนามมาประยุกต์ ใช้ขนมปังเบอร์เกอร์ซึ่งหาง่าย แล้วทาตับบด ประกบคู่ไก่ย่างกับผักสลัด เพิ่มรสอร่อยด้วยมายองเนสเลมอนและผักดอง เป็นเมนูเก่าที่นำมาเล่าใหม่ได้อย่างลงตัว

เบอร์เกอร์แบ๋งห์หมี่

ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่)
เตรียม 40 นาที ปรุง 30 นาที

ส่วนผสมไก่ย่าง
สะโพกไก่เลาะกระดูก 2 ชิ้น | โรสแมรี่สด 2 กิ่ง | ซอสหอยนางรม 3 ช้อนโต๊ะ | น้ำมัน-มะกอก 2 ช้อนโต๊ะ | พริกไทยดำบดหยาบ 11-2 ช้อนชา | เกลือ 2 ช้อนชา

วิธีทำ

1. หมักสะโพกไก่ด้วยซอสหอยนางรม โรสแมรี่ น้ำมันมะกอก พริกไทย และเกลือ ทิ้งไว้ 30 นาที

2. ย่างไก่ที่หมักไว้ในกระทะจนผิวนอกเหลืองจากนั้นนำไปอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียสนาน 10 – 15 นาทีจนสุก พักไว้

ส่วนผสมตับบด

ตับไก่ 300 กรัม | หอมหัวใหญ่หั่นเต๋า 150 กรัม |

ไข่แดง 3 ฟอง | เฮฟวี่ครีม 2-3 ถ้วย | เครื่องเทศออลสไปซ์ 1 ช้อนชา | เกลือ 1 ช้อนชา | พริกไทยป่น 1 ช้อนชา | ใบกระวาน 3 ใบ | เนยสด 1 ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสมอื่น ๆ

ขนมปังเบอร์เกอร์ 2 คู่ | มายองเนส 1-4 ถ้วย| น้ำเลมอน 1 ช้อนโต๊ะ | ผิวเลมอนเล็กน้อย |แตงกวาดอง แครอตดอง พริกดอง และผักสลัด ตามชอบ

วิธีทำ

1. ตั้งกระทะพอร้อนใส่เนยจนละลาย นำหอมหัวใหญ่ลงผัดให้สุก ใส่ตับไก่ลงไป ตามด้วยใบกระวาน เครื่องเทศออลสไปซ์ เกลือ พริกไทย ผัดจนหอมและตับไม่สุก ตักขึ้นพักไว้ให้เย็น นำใบกระวานออก

2. ปั่นไข่ไก่ เฮฟวี่ครีม และตับที่ผัดแล้ว เข้าด้วยกันจนละเอียดเนียนเป็นครีม นำใส่พิมพ์แล้วเข้าอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส

Tip

ตับบดที่เหลือนำใส่ภาชนะมีฝาปิด เก็บในตู้เย็นไว้ได้ประมาณ 1 สัปดาห์สำหรับใช้ในครั้งต่อไปหรือใช้เป็นสเปรดกินคู่กับแครกเกอร์ก็ได้

PomPam’s Comments

แค่กัดคำแรกก็ได้กลิ่นและรสของตับบด ซึ่งป๋อมแป๋มชอบอยู่แล้ว ส่วนเนื้อไก่นุ่มและชุ่มฉ่ำมากๆ ขอเคล็ดลับน้องๆ ด้วยนะว่าย่างอย่างไรถึงได้ไก่ที่พอดีขนาดนี้ สำหรับผักดองรสเปรี้ยวบวกกับมายองเนสเลมอนก็ช่วยให้ลืมรสชาติของเบอร์เกอร์แบบเดิมๆ ไปเลย อร่อยสุดๆ นาน 45 นาที หรือนำไปนึ่งด้วยไฟอ่อน 35 นาที

3. ผสมมายองเนส ผิวเลมอน และน้ำเลมอน เข้าด้วยกัน ชิมรสตามชอบ

4. จัดเสิร์ฟโดยทาขนมปังเบอร์เกอร์ด้วยตับบด จากนั้นวางผักสลัด ผักดอง ราดด้วยมายองเนสที่ผสมไว้ ตามด้วยไก่ย่าง แล้วประกบด้วยขนมปังเบอร์เกอร์อีกชิ้น ทำแบบนี้จนครบ.

ข้อมูล นิตยสารhealth&cuisine

มิถุนายน 12, 2014 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น