ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

สธ.เตือนปีนี้ไข้เลือดออกรุนแรง คาดผู้ป่วยพุ่ง 1.2 แสนคน

http://www.thairath.co.th/content/edu/325782

10 กุมภาพันธ์ 2556, 13:24 น.
Pic_325782

สธ.เตือนปีนี้ “ไข้เลือดออก” รุนแรง ยอดผู้ป่วยมีสิทธิ์พุ่งมากถึง 1.2 แสน ตาย 120 ราย สั่ง สวจ.ทั่วประเทศตัดวงจรยุงลายก่อนระบาดหนักช่วงหน้าฝน โดยเฉพาะใน ร.ร. -ศูนย์เด็กเล็ก …

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2556 นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค รายงานสถานการณ์โรคไข้เลือดออกตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 5 ก.พ. 2556 พบผู้ป่วยไข้เลือดออก 5,739 ราย ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 5.4 เท่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ราย โดยเฉพาะมีผู้ป่วยไข้เลือดออกในช่วงฤดูหนาว เป็นสัญญาณเตือนว่า แนวโน้มจำนวนผู้ป่วยอาจสูงถึง 100,000-120,000 ราย เสียชีวิต 100-120 ราย หากไม่มีการณรงค์ป้องกันควบคุมยุงลายอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง โดยขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดวอร์รูมไข้เลือดออกที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข วางมาตรการป้องกันควบคุมการระบาดของโรคไข้เลือดออก และติดตามประเมินผลการดำเนินงานของพื้นที่ทุกสัปดาห์ เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยให้เหลือน้อยที่สุด และป้องกันการเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขทุกจังหวัด เร่งตัดกำลังยุงลายก่อนถึงฤดูกาลระบาดของโรคไข้เลือดออก ในช่วงฤดูฝน ประมาณ พ.ค. -ส.ค. โดยให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและอาสาสมัครสาธารณสุข รณรงค์ให้ประชาชนและทุกภาคส่วน เร่งสำรวจและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายในบ้านและชุมชน ตั้งแต่เดือนนี้จนถึง มี.ค.เพื่อลดการป่วย โดยเฉพาะในโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็ก ต้องไม่พบลูกน้ำยุงลายในภาชนะเก็บน้ำทุกชนิด เพราะหากมียุงลายแม้เพียงตัวเดียว อาจทำให้เกิดการระบาดได้ และให้กรมการแพทย์จัดอบรมแพทย์ ทั้งกุมารแพทย์ อายุรแพทย์ที่รักษาผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ และพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยอย่างดีที่สุด ลดอัตราการเสียชีวิตให้เหลือน้อยที่สุด

ทั้งนี้ ผู้ป่วยทุกกลุ่มอายุที่มีไข้ ให้สันนิษฐานไปก่อนว่าเป็นโรคไข้เลือดออก เนื่องจากโรคนี้มีแนวโน้มพบมากขึ้นในกลุ่มเด็กโต ผู้ใหญ่ และผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก ที่สำคัญผู้ป่วยร้อยละ 90 จะไม่มีอาการแสดง จะมีเพียงไข้ต่ำๆ ไม่มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ทำให้ยากต่อการวินิจฉัยโรค อาจเกิดอาการรุนแรง และเสียชีวิตได้

ด้าน นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า  ผู้ป่วยไข้เลือดออกทุกราย พบว่ากว่าร้อยละ 80 ถูกยุงลายในบ้านกัด ที่เหลือเป็นยุงที่อยู่ในบริเวณบ้าน โดยจุดที่พบลูกน้ำยุงลายมากที่สุดคือภาชนะเก็บน้ำภายในบ้านพบร้อยละ 60 ที่เหลือเป็นภาชนะที่ไม่ได้ใช้ และเศษวัสดุที่เป็นขยะในบริเวณรอบๆ บ้าน เชื้อที่พบส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ที่ 3 ซึ่งคาดว่าจะทำให้สถานการณ์ไข้เลือดออกปีนี้รุนแรง เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังไม่มีภูมิต้านทาน

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนจะสามารถป้องกันได้ คือการร่วมกันกำจัดลูกน้ำยุงลายที่อยู่ในภาชนะเก็บน้ำภายในบ้านก่อนที่จะกลายเป็นตัวยุงเต็มวัยทุกอาทิตย์โดยปิดฝาภาชนะให้สนิท หากเป็นภาชนะที่ไม่มีฝาปิด เช่น แจกันไม้ประดับ จานรองขาตู้กับข้าว ให้เติมน้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ และขัดล้างภาชนะก่อนเปลี่ยนน้ำใหม่ทุกสัปดาห์ เพื่อกำจัดไข่ยุงที่เกาะอยู่ภายในภาชนะ ทั้งนี้ ยุงลายตัวเมีย 1 ตัวหลังผสมพันธุ์จะตั้งท้องและวางไข่ได้ตลอดชีวิตครั้งละประมาณ 100 ฟอง มีชีวิตอยู่ประมาณ 1 เดือน ไข่ยุงทนต่อสภาพความแห้งแล้งได้นานหลายเดือน เมื่อไข่ถูกน้ำท่วมถึงจะฟักตัวกลายเป็นลูกน้ำอย่างรวดเร็วภายในเวลา 20 – 60 นาที.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการศึกษา
  • 10 กุมภาพันธ์ 2556, 13:24 น.

มีนาคม 2, 2013 Posted by | สาธารณสุข, ไทยรัฐออนไลน์ | ให้ความเห็น

อาหารเลบานีสและอินเดียที่ Al Saray

http://www.thairath.co.th/content/life/327416

21 กุมภาพันธ์ 2556, 10:00 น.
Pic_327416

ด้วยการบริการด้านสุขภาพที่ครองใจชาวอาหรับบ้านเรา ทำให้ซอยศูนย์วิจัยกลายเป็นศูนย์กลางสุขภาพของชาวอาหรับ รวมไปถึงร้านอาหารอาหรับชื่อดัง ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวอาหรับด้วยเช่นกัน หนึ่งในนั้นก็มีชื่อของอัล ซาราย (Al Saray) ติดโผความอร่อยอยู่ด้วย

“อัล ซาราย” เป็นชื่อบ้านดั้งเดิมแบบเลบานีสที่ตั้งบนเนินเขา ตัวร้านจึงได้รับการจำลองให้มีบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแบบเลบานีส ไม่ว่าจะเป็นประตูไม้ หน้าต่างไม้ โต๊ะ โคมไฟ และผ้าม่าน เสมือนได้เข้าไปนั่งอยู่ในบ้านของชาวอาหรับจริงๆ

หากพูดถึงเรื่องอาหารอาหรับแล้ว เชฟโมฮัมหมัด ฟาร์เรน (Mohammad Farran) เชฟใหญ่ของร้านบอกว่า “อาหารเลบานีสนับเป็นราชาของอาหารอาหรับ” เชฟเล่าถึงลักษณะของอาหารอาหรับว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ใช้วัตถุดิบหลัก 3 อย่างในการปรุงอาหาร คือ เลมอน น้ำมันมะกอก และกระเทียม นอกจากอาหารเลบานีสโฮมเมดแล้ว เชฟยังเพิ่มอาหารอินเดียให้เป็นทางเลือกสำหรับคนชอบอาหารรสเผ็ดร้อนด้วย

อาหารเรียกน้ำย่อยแบบเลบานีสเรียกว่า Mezza มีทั้งแบบเย็นและร้อน เช่น Taboule สลัดพาร์สลีย์สับกับสะระแหน่ น้ำเลมอน และน้ำมันมะกอก Fattouch สลัดผักใส่แป้งทอดกรอบกับน้ำสลัดทับทิม Hummus ถั่วลูกไก่บดผสมงา น้ำเลมอน และน้ำมันมะกอก รสมัน หอม อร่อย สูตรนี้เคยได้รับการโหวตให้เป็นอาหารที่ดีที่สุดในบรรดาอาหารบนสายการบินอาหรับมาแล้ว Mutable Batenjan มะเขือม่วงย่างบดผสมกับงา น้ำมะนาว และน้ำมันมะกอก ใส่เม็ดทับทิม แต่ถ้าชอบรสจัดควรลอง Walnut Muhamara วอลนัตบดผสมพริก รสชาติออกมันและเผ็ดเล็กน้อย

สำหรับจานหลักชาวเลบานีสจะกินพวกเนื้อสัตว์ย่างหรือบาร์บีคิว ในจานหนึ่งมักจะมีกลิ่นและรสชาติที่หลากหลาย เช่น Al Saray Special Mix Grilled อาหารย่าง 7 กลิ่น 7 รสในจานเดียว คือ เนื้อไก่บดปั้นย่าง เนื้อไก่หมักเลมอน เนื้อวัวหมักหัวหอมและเครื่องเทศ เนื้อแกะกับเครื่องเทศอะราบิก และแลมบ์ชอป กินคู่กับซอสกระเทียม และทาฮิน่า

ส่วนอาหารอินเดียอย่าง Biryani ข้าวบาสมาตินุ่ม หอมละมุนด้วยเครื่องเทศ กินคู่ Dal Tadka แกงถั่วร้อนๆ ที่อร่อยเข้ากัน

ร้าน Al Saray

ชั้น 4 อาคารบางกอกพลาซ่า โรงพยาบาลกรุงเทพ ซอยศูนย์วิจัย 7 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ
โทร. 0-2319-4388
เวลาบริการ 10.00-22.00 น.

ข้อมูล/ภาพ : Gourmet&Cuisine

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 21 กุมภาพันธ์ 2556, 10:00 น.

กุมภาพันธ์ 21, 2013 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ให้ความเห็น

ลาบปลาแซลมอน สาคูแคนตาลูป

http://www.thairath.co.th/content/life/327869

21 กุมภาพันธ์ 2556, 05:15 น.
Pic_327869

จากความชอบส่วนตัวกลายมาเป็นธุรกิจทำเงินเข้ากระเป๋าอย่างไม่นึกฝัน คุณตู๋–เนาวรัตน์ สิปปภาค ภริยาสุดเลิฟของผู้กำกับคนดัง ต้อม–ยุทธเลิศ สิปปภาค มีความชื่นชอบในการชิมและทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจ โดย เฉพาะอาหารอีสานคุณตู๋จะชำนาญเป็นพิเศษ จึงมักจะโชว์ฝีมือให้สามีและเพื่อนๆได้ลิ้มลองจนติดอกติดใจไปตามๆ และด้วยความที่มีหัวการค้าอยู่บ้าง จึงนำสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบมาแปลงเป็นธุรกิจ เปิดร้านอาหารอีสานไฮโซเสียเลย ภายใต้ชื่อ “คาเฟ่ ชิลลี่” (Cafe Chilli) ซึ่งเปิดดำเนินการมายาวนานจนถึงทุกวันนี้กว่า 8 ปีได้แล้ว คงจะการันตีคุณภาพและรสชาติอาหารได้เป็นอย่างดี วันนี้คุณตู๋ขอโชว์ฝีมือพร้อมเคล็ดลับการปรุงอาหารอีสานไฮโซ ให้ได้นำไปลองทำกันดู แถมด้วยขนมหวานขึ้นชื่อของทางร้านด้วย

เริ่มด้วยเมนู “ลาบปลาแซลมอน” ส่วนผสม : ปลาแซลมอนหั่นชิ้นลูกเต๋าพอดีคำ 50 กรัม/น้ำมะนาว/น้ำปลา/ข้าวคั่ว/พริกป่น/ผักชีฝรั่งซอย/ต้นหอมซอย/ หอมแดงซอย/สะระแหน่ซอย/พริกหั่นฝอยใช้โรยหน้าเพื่อตกแต่ง …….วิธีทำ 1).นำแซลมอนที่หั่นเป็นชิ้นลูกเต๋าใส่ในชามคลุก 2). เติมน้ำมะนาวและน้ำปลาที่เตรียมไว้ ลงคลุกเคล้ากับเนื้อปลาแซลมอน แล้วชิมรสตามชอบ 3). ใส่ข้าวคั่ว ผักชีฝรั่งซอย ต้นหอมซอย หอมแดงซอย สะระแหน่ซอย และพริกป่น ลงผสมและคนให้เข้ากัน 4). ตักลาบปลาแซลมอนใส่แม่พิมพ์หรือแก้วเล็ก แล้วอัดแน่นให้พออยู่ตัว 5).นำมาคว่ำให้เป็นรูปทรงบนจาน ที่จัดเสิร์ฟบนน้ำแข็ง รองด้วยใบตอง 6).ตกแต่งด้วยพริกหั่นฝอยพร้อมผักเคียงและสะระแหน่เป็นช่อๆ สวยงาม

จากนั้นตบท้ายด้วยเมนูขนมหวาน “สาคูแคนตาลูป” ส่วนผสม : นมสดจืด 150 กรัม/น้ำใบเตย 30 กรัม/สาคูต้มสุก 20 กรัม/แคนตาลูปตักเป็น Scoop
20 กรัม/น้ำตาลทราย 20 กรัม/ น้ำแข็งเกล็ดพอประมาณ…..วิธีทำ 1) นำนมสดตั้งไฟปานกลาง พอเดือดให้ใส่น้ำใบเตย เคี่ยวประมาณ 20 นาที 2) ใส่น้ำตาลทรายลงผสม แล้วเคี่ยวให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน ทิ้งไว้ให้เย็น 3) นำแคนตาลูป สาคู น้ำใบเตยนมสด และน้ำแข็งจัดใส่ในถ้วยแก้วสวยงามพร้อมเสิร์ฟ กลิ่นจะหอมหวานชวนให้น่ารับประทาน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวหน้าสตรี
  • 21 กุมภาพันธ์ 2556, 05:15 น.

กุมภาพันธ์ 21, 2013 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ให้ความเห็น

โอโตยะ! ‘หอมอร่อย’ รสชาติ ‘อร่อยหอม’ เรื่องราว อะไม่ได้โม้…!

http://www.thairath.co.th/content/life/327594

20 กุมภาพันธ์ 2556, 05:30 น.
Pic_327594

หลงรูป รส กลิ่น เสียง ตั้งนาน, ทว่าทันทีที่รู้ว่า ‘โอโตยะ’ ร้านอาหารญี่ปุ่นขวัญใจ มีคอนเซปต์ร้านว่า ‘อร่อยเหมือนฝีมือแม่ทำให้กิน’ ยิ่งทำให้หลงรักเข้าไปใหญ่ เซียนการตลาดระดับโลกบอกว่า สินค้าจะเพิ่มมูลค่าและประสบความสำเร็จได้ก็เพราะว่า มันมีเรื่องราว (Story) โอโตยะ ก็เป็นหนึ่งในนั้น ไทยรัฐออนไลน์พาไปลิ้มรสร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดัง

ตามรอยอร่อยจากมือแม่…!

โอโตยะ เริ่มเปิดร้านแรกในปี ค.ศ.1958 โดย Eiichi Mitsumori ในชื่อ Ootoya Shokudo ที่ย่าน Ikebukro, Tokyo ซึ่งขายอาหารทุกเมนูในราคาเดียว คือ 50 เยน มันจึงกลายเป็นที่รู้จักกัน ในชื่อ Y50 Shokudo โดยชื่อ โอโตยะ มาจากชื่อสวนองุ่น ของบิดา มิตซูโมริ และยังมีความหมายในภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า ประตูใหญ่จึงเปรียบเสมือนเป็นประตูบานใหญ่ที่เปิดต้อนรับลูกค้า

หลังจากนั้นในปี ค.ศ.1979 ลูกชายคนโตของท่านประธาน Eiichi Mitsumori ซึ่งเป็นประธานของโอโตยะ ในปัจจุบัน ชื่อประธาน Hisami Mitsumori เป็นผู้สืบทอด รุ่นที่ 2 ท่านได้ก่อตั้ง โอโตยะ เป็น โอโตยะ คอเปอเรชั่น ขึ้น ในปี ค.ศ.1983 แต่ยังคงเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่เน้นความเป็น Homemade style และมีคุณภาพที่ดีในราคาที่เป็นธรรมด้วย กระทั่งวันนี้โอโตยะมีมากกว่า 250 สาขา ในประเทศญี่ปุ่นและ 38 สาขาในต่างประเทศ โดยเริ่มจากประเทศไทย สาขาแรกเปิดที่ เจ อเวนิวทองหล่อ ซึ่งในขณะนี้ในประเทศไทยมีทั้งหมด 32 สาขาเลยทีเดียว เป็นบทพิสูจน์ว่า ของเขาอร่อยและแน่จริง


ตกแต่ง อบอุ่นเหมือนอยู่ในบ้าน…!

เนื่องจากคอนเซปต์อาหารเหมือนกับว่าคุณแม่ทำอาหารให้กับคนในครอบครัวรับประทาน สีของไฟจะออกโทนอบอุ่นเหมือนกับอยู่ที่บ้านตัวเอง ส่วนการตกแต่งก็เป็นไม้ และเน้นสีที่มีความเป็นธรรมชาติ ส่วนเพลงแจ๊สที่เปิดคลอในร้าน เนื่องจากโอโตยะไม่อยากให้เป็นญี่ปุ่นจ๋า จุได้ทั้งหมด 89 ที่นั่ง

สุดยอดเมนูอร่อยโอโตยะ…!

มาถึงช่วงทดสอบความอร่อยของโอโตยะกันบ้าง วันนี้เราเลือกมาทั้งหมด 4 เมนู เป็นเมนูที่มาแล้วห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง ไปเริ่มกันเลยดีกว่า

เมนูแรก – ชุดปลาชิมาฮอกเกะย่างถ่าน + ข้าว +หัวไชเท้า+ ผักโคบาจิ+สาหร่ายต้มกับโชยุ +มิโซะซุป

ทดสอบ - จานนี้ปลาชิมาฮอกเกะถือเป็นพระเอกของจาน ชิมาฮอกเกะเป็นปลาเนื้อขาว ที่นำเข้ามาจากทะเลแบริ่ง ประเทศนอร์เวย์ (โอโตยะนำเข้าวัตถุดิบที่ดีที่สุดทั่วโลกไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่ประเทศญี่ปุ่น เช่น ปลาแซลมอลก็นำเข้าจากอลาสก้า ประเทศสหรัฐฯ เป็นต้น) มาพร้อมกับข้าวที่สีใหม่ทุกวันและหุงด้วยถ่านยูคาลิปตัส และหัวไชเท้าฝนสดๆ กินคู่กับปลาชิมาฮอกเกะ แนะนำว่าอยากได้อรรถรสในการกินต้องทิ้งไว้ไม่เกิน 5 นาทีเพื่อจะได้คุณค่าทางอาหารครบถ้วน รสชาติจานนี้ถือว่าอยู่ในระดับกลมกล่อม เมื่อกินคู่กับสาหร่ายที่ต้มกับโชยุที่อยู่ในจาน รสชาติของสาหร่ายจะทำให้หอมกลิ่นสาหร่ายไปทั่วปาก รวมๆ แล้วเข้ากันมากเลยทีเดียว

ส่วนคนที่กลัวเลี่ยน ที่นี่ก็พิถีพิถันด้วยการเสิร์ฟผักที่ชื่อโคบาจิให้กินแก้เลี่ยน เป็นเสมือนเอาความเย็นของผักไปดับร้อนของปลา นอกจากนี้ยังมีมิโซะซุปสูตร โอโตยะ ที่มีเนื้อหมู แครอท เผือก พร้อมกับต้นหอมญี่ปุ่นซอยใส่เข้าไปอร่อยระดับ 5 ดาวเลยทีเดียว

เมนูที่ 2 -ชุด หมูชิโอะโคจิบุตะ+ข้าว+หัวไชเท้า+มิโซซุป

 

ทดสอบ – ใครที่ชอบเมนูหมูแนะนำเมนูนี้ ชิโอ แปลว่าเกลือ โคจิแปลว่าข้าว ดังนั้นเมนูนี้เป็นการนำหมูชั้นดีมาคลุกกับแป้งหมักเกลือ เมื่อผ่านกระบวนการแล้วมันจะทำให้หมูนิ่มมากๆ โดยชุดนี้เสิร์ฟกับหัวไชเท้าที่มีวาซาบิอยู่เคียงข้าง วิธีการกินที่ถูกต้องให้ผสมหัวไชเท้ากับวาซาบิเข้าด้วยกันแล้วเอาราดเนื้อหมู คุณก็จะได้ความกลมกล่อม นอกจากนี้ชุดนี้ยังมีสลัดผักสดกรอบให้อีกด้วย แถมด้วย มิโซซุปสไตล์โอโตยะเป็นอีกเมนูที่ต้องบอกว่า 5 ดาวยังน้อยไป

เมนูที่ 3 -  หมูทงคัตสึ

ทดสอบ – เป็นหมูสันนอก คลุกกับเกล็ดขนมปัง ทอดให้เหลืองฟู ดังนั้นรสชาติมันจึงออกมากรอบนอกนุ่มใน และเพื่อเพิ่มรสชาติให้อร่อยเมื่อกินกับงาบด (การให้งามาพร้อมกับอุปกรณ์บดงาด้วยตัวเองก็เป็นความน่ารักที่เพิ่มความอร่อยของโอโตยะ) เมื่อบดงาเสร็จเรียบร้อยก็เอาไปผสมกับน้ำราดจะเพิ่มความหอมของเมนูอีกระดับ กินกับผักเคียง และข้าวเช่นเคย

เมนูที่ 4 – ชุด สลัดกุ้งออโรร่าซอสออโรร่า + สาหร่ายวากาเมะเนื้อนุ่ม + ซอสต้นหอมญี่ปุ่น

“ผักที่นี้สดกรอบเพราะว่าโอโตยะเก็บผักเอาไว้ที่ห้องเย็นอุณหภูมิ 5 องศาเท่านั้น มันจึงทำให้ผักสดกรอบอยู่ตลอดเวลา…” จานนี้ปิดท้ายที่ผู้หญิงหรือว่าผู้ชายที่ต้องการคุมน้ำหนักต้องไม่พลาด

แล้วทั้งหมดทั้งมวลนี้มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ลอง รับประกันว่า คุณจะติดใจเหมือนกับเรา คอนเฟิร์ม…!

**รู้ไว้ใช่ว่า**

1.ซอสคุโรสุ ทีเด็ดของโอโตยะนั้น ทำมาจากน้ำส้มสายชูสีดำที่มีกรดอะมิโนสูง มีรสชาติกลมกล่อม กลิ่นหอมนุ่มนวล ได้มาจากน้ำส้มสายชู 4 ชนิด น้ำส้มสายชูจากข้าวกล้องญี่ปุ่น น้ำส้มสายชูจีน น้ำส้มสายชูจากข้าวสาลีและน้ำส้มสายชูจากแอปเปิล

2.เมนูย่างถ่านของโอโตยะ เขาเลือกใช้ถ่านไม้ยูคาลิปตัสในการย่าง เพราะถ่านไม้จะปล่อยคลื่นรังสีอินฟราเรดออกมา ซึ่งช่วยดึงรสชาติและความอร่อยของวัตถุดิบออกมาให้ได้มากที่สุด โดยถ่ายจะทำให้ผิวด้านนอกของอาหารกรอบเป็นสีน้ำตาลทอง ส่วนเนื้อในจะนุ่มชุ่มฉ่ำและยังคงความหวานอยู่

3.ผักอุณหภูมิที่ 5 องศา ว่ากันว่าตั้งแต่เริ่มก่อตั้งร้านมา ได้มีการศึกษาค้นคว้าวิจัยเรื่อยมาจนค้นพบว่าอุณหภูมิที่ช่วยรักษาความสดของกะหล่ำปลีหลังจากเก็บเกี่ยวจากฟาร์มแล้ว คืออุณหภูมิที่ 5 องศา กะหล่ำปลีที่โอโตยะจึงมีความสดกรอบ หวานอร่อยไม่เหมือนใคร

4.หัวไชเท้าฝนสด อาหารที่อร่อยสิ่งสำคัญคือวัตถุดิบ ที่นี่ไม่เพียงพิถีพิถันการเก็บรักษาและวิธีการปรุงก็มีส่วนสำคัญมากเช่นกัน ตัวอย่าง หัวไชเท้าฝนที่รสชาติเข้ากันได้ดีกับเมนูปลาย่าง เราจะนำหัวไชเท้าสดมาฝนใหม่ทุกครั้ง เพราะหัวไชเท้าที่ฝนใหม่ๆ จะมีสารอาหารและวิตามินซีสูง

5.สาหร่ายสดวากาเมะ จากทะเลน้ำวน นารูโตะ ซึ่งเป็นแหล่งของสาหร่ายสดเนื้อนุ่มหนาพิเศษ อร่อยแล้วยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย

6.การควบคุมอุณหภูมิ วัตถุดิบแต่ละชนิดจะถูกเก็บไว้ในอุณหภูมิที่ต่างกันตามความเหมาะสมของวัตถุดิบนั้นๆ นอกจากการจัดเก็บแล้วการปรุงอาหารแต่ละอย่างก็ต้องคุมอุณหภูมิเช่นกัน เช่น การย่างแฮมเบอร์เกอร์ให้นุ่ม อร่อย อุณหภูมิที่จุดศูนย์กลางของแฮมเบอร์เกอร์ก็ต้องอยู่ที่ 75 องศาเซลเซียส และนี่คืออาวุธลับของโอโตยะที่ต้องมีเครื่องวัดอุณหภูมิในทุกๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็น ตู้แช่แข็ง ทั้งในน้ำชาและเครื่องดื่มต่างๆ ก็มีการตรวจวัดอุณหภูมิด้วย

7.  สอบถามรายละเอียดโอโตยะ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ 0-2613-1371 หรือดิลิเวอรี่ 0-2663-3888

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 20 กุมภาพันธ์ 2556, 05:30 น.

กุมภาพันธ์ 21, 2013 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ให้ความเห็น

ของเหลือไหว้เจ้า แปลงกายเป็นจานอร่อย

http://www.thairath.co.th/content/life/327406

19 กุมภาพันธ์ 2556, 08:00 น.
Pic_327406

ในวันตรุษจีนมักมีอาหารเหลือจากไหว้เจ้ากินจนเบื่อก็ไม่หมดสักที Quick & Delicious ฉบับนี้จึงนำอาหารยอดฮิตที่มักเหลือจากเทศกาลมงคลอย่าง “จับฉ่าย” และ “ขนมเข่ง” มาแปลงกายเป็นอาหารจานใหม่ให้กินได้ไม่เบื่อ เพื่อไว้เป็นไอเดียประหยัดให้ลองทำตามกัน

ผัดจับฉ่ายวุ้นเส้น

ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่)

จับฉ่าย                    1    ถ้วย
วุ้นเส้นแช่น้ำจนนิ่ม                1    ถ้วย
เห็ดหูหนูดำหั่นเป็นชิ้น            ½     ถ้วย
กุ้งแห้งแช่น้ำจนนิ่ม    2            2    ช้อนโต๊ะ
ขึ้นฉ่ายหั่นท่อน                ¼     ถ้วย
กระเทียมสับ                1    ช้อนชา
ซอสหอยนางรม                1    ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช                    2    ช้อนโต๊ะ
พริกไทยป่นสำหรับโรยหน้าเล็กน้อย

วิธีทำ 

ผัดกระเทียมกับน้ำมันจนมีกลิ่นหอมใส่เห็ดหูหนูดำ กุ้งแห้ง ผัดพอเข้ากัน ใส่วุ้นเส้น ซอสหอยนางรม จากนั้นเร่งไฟแรง ผัดให้ส่วนผสมเข้ากันดีจึงใส่จับฉ่ายขึ้นฉ่ายลงไปผัดพอเข้ากัน ปิดไฟ ตักใส่จาน โรยพริกไทยป่น พร้อมเสิร์ฟ

“จับฉ่ายรสเข้มถ้วยเก่าอุ่นแล้วอุ่นอีกจนน้ำแห้งนำมาผัดกับวุ้นเส้นและกุ้งแห้งคล้ายกับจับฉ่ายไหหลำ   เติมกลิ่นหอมด้วยขึ้นฉ่ายและพริกไทย จะกินกับข้าวสวยร้อนๆ หรือเป็นอาหารจานเดียวก็ได้ตามชอบ

ขนมเข่งเหลือ นอกจากนำมาชุบแป้งทอดแล้วยังปรุงเป็นอาหารจานเดียวได้อีกด้วย อย่างผัดจานนี้ใช้ขนมเข่งแทนขนมผักกาด เพราะทำจากแป้งนึ่งมีเนื้อสัมผัสคล้ายกัน นำมาผัดกับกุ้งตัวโตๆ ถั่วงอก และใบกุยช่ายเติมถั่วลิสงคั่วและพริกป่นหอมๆ รับรองอร่อยเหาะ

ผัดขนมเข่ง

ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่)

ขนมเข่งหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมตามยาว        1    ถ้วย
กุ้งลายเสือแกะเปลือกผ่าหลัง        3    ตัว
ไข่ไก่                    1    ฟอง
กระเทียมสับ                1    ช้อนชา
ถั่วงอก                    1    ถ้วย
ใบกุยช่ายหั่นท่อน                ½           ถ้วย
พริกป่น                    ½     ช้อนโต๊ะ
ถั่วลิสงคั่วบุบหยาบ            1    ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว                    2    ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย                ½     ช้อนชา
น้ำส้มสายชู                1    ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช                    2    ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. ตอกไข่ใส่ถ้วย ใส่ขนมเข่งลงไป ตีเคล้าให้ไข่เคลือบทั่วชิ้นขนมเข่ง พักไว้
2. ผัดกระเทียมกับน้ำมันจนหอม ใส่กุ้งลงผัดพอสุก จึงใส่ส่วนผสมข้อ 1 ลงไปผัด ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย น้ำส้มสายชู  พริกป่น ถั่วลิสง ตามด้วยถั่วงอกและใบ  กุยช่าย ผัดให้เข้ากันตักใส่จาน

Tip
*  ควรนำขนมเข่งไปผึ่งแดดก่อนนำมาใช้เพราะช่วยให้หั่นง่ายและไม่ติดกันเวลาผัด *  น้ำตาลจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ขึ้นอยู่กับรสหวานของขนมเข่ง

ข้อมูล/ภาพบางส่วน : Health & Cuisine

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 19 กุมภาพันธ์ 2556, 08:00 น.

กุมภาพันธ์ 21, 2013 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ให้ความเห็น

ยกทะเลมากลางกรุง “อร่อย จุงเบย” เบียร์หิมะ

http://www.thairath.co.th/content/life/327269

18 กุมภาพันธ์ 2556, 09:30 น.
Pic_327269

อาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์โค้งใกล้สุดท้ายของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ต่างคนต่างหาวิธีที่จะเอาชัยมาสู่ตนเอง ทั้งสาดเรื่องราวต่างๆ ทั้งร้ายและเสียหายเข้าหากัน ที่น่าแปลกใจตรงที่นโยบายที่ควรทำ ดันไม่ทำตั้งแต่ที่ตัวเองอยู่ในอำนาจ อย่างสุขุมพันธ์ุ  ส่วนเรื่องที่จะทำในอนาคตอย่างของจูดี้ ไม่รู้ว่าทำได้หรือเปล่า เอาเป็นว่ามันแปลกๆ ทั้งคู่ ส่วนรายอื่นๆ ที่จะมาทำให้นู่นให้นี่ ยิ่งเป็นไปได้ยาก เอาเป็นว่ากว่าจะได้สักคนที่ทำงานเป็นคงเหนื่อยใจกันอีกเยอะ… “อย่าดีแต่พูด ทำให้เยอะแล้วไม่คุย ประชาชนเห็นผลงานเอง จะดีกว่าไหม”…

วันนี้ขอพาไปกินอาหารทะเลกลางกรุงหน่อย พี่เขยผมเคยบอกว่าร้านเบียร์หิมะ อาหารอร่อย เครื่องดื่มเย็นเจี๊ยบ กว่าจะได้มาร้านนี้ผมเกือบลืมไปแล้ว วันนี้ได้มาถึงโอกาสดีเลยครับ อยากลองดูเสีิยหน่อยว่าสมกับคำที่กล่าวขานหรือไม่ วันนี้ต้องพิสูจน์กันหน่อย แต่ทว่ามาคนเดียวกระไรอยู่ครับ เลยช่วยน้องๆ มากินด้วยจาก  TCS มาช่วยกันทดลองหน่อย แล้วความเห็นของทุกคนก็บอกว่า “สุดยอดครับพี่”

มาถึงขอจัดเต็มๆ ของที่ฝรั่งกลัวและขึ้นชื่อว่ามีพิษ แต่คนไทยกินกันเป็นของอร่อย คือแมงดาเผา กับยำมะม่วง อันนี้ขอบอกได้คำเดียวว่าคุ้มแล้วครับที่มา เวลาที่เราไปฮ่องกงแล้วสั่งกุ้งมาจิ้มซีอิ๊ว กุ้งนี้ของไทยครับกุ้งตะกาด เหมือนกุ้งขาว เอามานึ่งกินกับซีฟู้ด ลืมไปเลยครับเกาะฮ่องกง อยากมีน้ำแกงซดสักนิด ไปเห็นเต๋าเต้ยลวกในน้ำซุปเหมือนกับที่สุราษฎร์ อยากลอง กินแล้วอาจจะสู้ไม่ได้แต่ก็ไม่เป็นสองลองใครในกรุงเทพฯ แน่ๆ ครับ กินกันให้อร่อยต้องขอปูม้าสักตัว คราวนี้ได้ปูม้าสดมากเป็นปูไข่ด้วย เข้าท่าเลย เนื้อแน่นได้ที่ทำเกือบจุก อย่างสุดท้ายที่อยากกินเห็นหอยตลับเอามาผัดพริกเผาหน่อย สู้ตายครับ

ร้านอยู่ที่ 12/21 ซอยประชานิเวศน์ 1 อาคาร ตรงข้ามธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาประชานิเวศน์ 1 ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 เบอร์โทรศัพท์  0-2954-3404 , 0-2954-3405  จัดไปครับ ร้านอยู่เลยตลาดบองมาร์เช่ วัดเสมียน

Rating: ชาตินี้ต้องกิน

Latitude :14.03204
Longitude :100.76783

เรื่องและภาพโดย
ดร.ธนา ทุมมานนท์ (เบย์พาเลส)

www.facebook.com/baypalace

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ธนา ทุมมานนท์
  • 18 กุมภาพันธ์ 2556, 09:30 น.

กุมภาพันธ์ 21, 2013 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ให้ความเห็น

ทำด้วยความรัก…ปรุงด้วยหัวใจ ตำรับJOHANN BISTRO

http://www.thairath.co.th/content/life/326891

16 กุมภาพันธ์ 2556, 05:15 น.
Pic_326891

ก็เพราะลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น “โอ๊ค–คริสเตียน โจฮัน  คอสเนอร์”  ลูกชายคนเดียว ของ “ป๋านอร์เบิร์ต คอสเนอร์” เชฟใหญ่แห่งโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ  จึงผันตัวเองจากวิศวกรหนุ่ม มาจับตะหลิวและกระทะเป็นเชฟเต็มตัว โดยหลังจากตระเวนเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากร้านอาหารระดับมิเชลลินทั่วยุโรปมาถึง 9 ปีเต็ม วันนี้ เขาพร้อมแล้วที่จะเป็นเถ้าแก่ใหญ่ เปิดร้านอาหารร้านแรกในชีวิตเป็นของตนเอง

ร้านอาหารของ  “เชฟโอ๊ค”  มีชื่อจดจำง่ายว่า  JOHANN  BISTRO  ตั้งอยู่ในโครงการ No.88 คอมมิวนิตี้ มอลล์ ย่านทองหล่อซอย 5 เป็นร้านอาหารขนาด 50 ที่นั่ง ที่พร้อมเสิร์ฟอาหารฝรั่งแบบง่ายๆ ร้านนี้ไม่เน้นบรรยากาศการตกแต่งที่หรูหราฟู่ฟ่าเกินพอดี แต่ให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียดของอาหารเป็นอันดับแรก เห็นได้ชัดจากความอลังการของห้องครัว ที่จัดเต็มระดับมาตรฐานเดียวกับโรงแรมห้าดาว ซึ่งเป็นสิ่งที่เชฟหนุ่มไฟแรงภูมิอกภูมิใจที่สุด เช่นเดียวกับโซนจำหน่ายวัตถุดิบคุณภาพที่คัดสรรมาจากทั่วโลก ทั้งเนื้อ แกะ ไก่ ตับห่าน พาร์ม่าแฮม เห็ด น้ำมันมะกอก และพาสต้า

ด้วยความพิถีพิถันในการปรุงอาหาร และใส่ใจในทุกรายละเอียดอย่างแท้จริง จึงทำให้ “โจฮัน บิสโทร” มีแฟนประจำแวะเวียนกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า เชฟหนุ่มเล่าว่า อาหารทุกจานมีรสชาติแบบฝรั่งแท้ๆ แต่ผสานเครื่องปรุงแบบไทยๆ เพื่อให้ได้รสชาติถูกปากคนไทยยิ่งขึ้น และทำให้เมนูแต่ละจานราคาสมเหตุสมผลกับค่าครองชีพเมืองไทย

จานเด่นที่เป็นซิกเนเจอร์ ประจำร้านก็มี อาทิ  ซีซาร์สลัดราดน้ำสลัดแบบโฮมเมด, สลัดขาเป็ดทอดราดซอสไวน์แดงโรยผิวส้ม เสิร์ฟกับเห็ดโชกุน, สลัดกุ้งกับมะม่วงสุกราดน้ำสลัดผสมขิง, ตับห่านราดซอสไวน์ แดงกับแอปเปิ้ลตุ๋น เสิร์ฟพร้อมขนมปังฝรั่งเศส, ซุปหัวหอมแบบฝรั่งเศสแท้ๆ, พาสต้ากุ้งล็อบสเตอร์อร่อยล้ำ, พาสต้ากุ้งใส่มะกอก  มะเขือเทศ  เพิ่มความหอมด้วยมันกุ้ง, ปลาทรายแดงทอดเกล็ดกรอบกับสตูว์ ผักราดซอสไวน์แดง, หอยแมลงภู่สีน้ำเงินออสเตรเลียอบไวน์ขาว กระเทียมหอมใหญ่ และพริกรสเผ็ดร้อน, แก้มวัวตุ๋นหมักไวน์แดง และเมนูสเต๊กสารพัดชนิดให้เลือกสรร ส่วนขนมหวานก็มีให้ลิ้มลอง ทั้งพานนาคอตต้ากลิ่นโหระพา,  ช็อกโกแลตลาวามูสมะม่วงกับเจลลี่นม…จองโต๊ะล่วง หน้า โทร.0-2712-5070 เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.30-14.30 น. และ 18.00-22.00 น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวหน้าสตรี
  • 16 กุมภาพันธ์ 2556, 05:15 น.

กุมภาพันธ์ 21, 2013 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ให้ความเห็น

Sweet Burgundy อร่อยในวันขี้เกียจ

http://www.thairath.co.th/content/life/326000

14 กุมภาพันธ์ 2556, 10:00 น.
Pic_326000

Sweet Burgundy เป็น Weekend Café ของ “คุณแม็ท” สุวิทย์ เอื้อศักดิ์ชัย ซึ่งอาศัยวันว่างจากการทำงานมาทำอีกสิ่งที่ชอบ นั่นก็คือการทำอาหาร คุณแม็ทใช้พื้นที่สวนของบ้านที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงามปรับเป็นคาเฟ่เล็กๆ หยิบโน่นนิดผสมนี่หน่อยก็ดูเก๋มีสไตล์ นอกจากนี้ยังต้องการให้ที่นี่เป็นที่พักกายพักใจในวันขี้เกียจช่วงสุดสัปดาห์ด้วย

คุณแม็ทเลือกสรรจานชามและของตกแต่งโทนสีเดียวกันที่ดูอบอุ่นและหวานไปด้วยในตัวคราวเดียวกัน อาหารที่นี่เป็นแบบคอมฟอร์ดฟู้ดให้กินอิ่มมีความสุข ในแต่ละสัปดาห์จะมีอาหารแปลกใหม่ให้กินไม่ซ้ำกัน แต่ที่ได้รับความนิยมและมีประจำทุกสัปดาห์ ได้แก่ เมี่ยงปลาช่อน แกงเหลืองปูใบชะพลู ยำสปากุ้ง ที่สำคัญอาหารทั้งหมดคุณแม็ทลงมือทำเอง หากสุดสัปดาห์ไหนไม่ว่างจริงๆ ก็มีลูกมือมาทำแทน รับรองไม่ต้องกลัวอด ความน่าสนใจยังอยู่ที่ All Day Breakfast ที่มีให้เลือกหลากหลาย เช่น English Muffin Breakfast Set, Croissant Cheese Set, Burgundy Signature และ Vintage Set (ข้าวต้มและกับข้าว) พร้อมชาและกาแฟให้เติมได้ตลอด

ในวันสบายๆ คงไม่ค่อยมีใครอยากกินอาหารเช้ากันตอนหกโมงหรอก English Muffin Breakfast Set จึงเหมาะมากสำหรับมื้อแรกช่วงสายๆ เป็นอิงลิชมัฟฟินโฮมเมดผ่าครึ่งใส่ไข่ดาว ไส้กรอก แฮม และชีสเชดดาร์ กินกับสลัดผักและสลัดมะกะโรนี ส่วนคอมฟอร์ดฟู้ดยอดนิยมอย่างแกงเหลืองปูใบชะพลูก็ห้ามพลาด เพราะรสเผ็ดร้อนของแกง กลิ่นหอมของใบชะพลู กินกับเส้นขนมจีนและไข่ผัดใบชะพลู อาหารอย่าง Duck Confit ก็รสชาติดี กรอบนอกนุ่มใน บางสัปดาห์ก็นำไปทำยำรสจัดแบบไทยๆ บ้างเสิร์ฟเคียงกับแองเจิลแฮร์ผัดเนย และจานสุดท้าย ไก่อบราดซอสอิตาเลียน เสิร์ฟกับข้าวหอมมะลิสีอัญชัน

นอกจากอาหารเช้าและคอมฟอร์ดฟู้ดแล้ว Sweet Burgundy ยังเด่นเรื่องชา จึงมีชาพรีเมียมมากมายจากทั่วโลกให้เลือกดื่มกับสคอนรสไทยๆ อย่างสคอนลำไย สคอนกล้วยตาก สคอนชาไทย และสคอนโอวัลติน กับแยมโฮมเมดส้มโอและมะม่วง

ร้าน Sweet Burgundy

เลขที่ 88 ซอยลาดปลาเค้า 18 แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ
เวลาบริการ     10.30-18.30 น. (เฉพาะเสาร์และอาทิตย์)
โทรศัพท์     08-4699-1492

ข้อมูล/ภาพ : Gourmet&Cuisine

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 14 กุมภาพันธ์ 2556, 10:00 น.

กุมภาพันธ์ 21, 2013 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ให้ความเห็น

น้ำยา(ตีน)ไก่

http://www.thairath.co.th/content/life/326438

14 กุมภาพันธ์ 2556, 05:15 น.
Pic_326438

อุ๊ยยย!! ฉลองวันแห่งความรักด้วยเมนูสุดแซบ ขนมจีนน้ำยา (ตีน) ไก่ ขณะที่ใครๆเขามอบหัวใจให้กัน แต่ คุณปุ๊ก-ภูริต มาศวงศ์ศา นักบริหารธุรกิจโรงแรม บอกว่า เชยไปแล้วมั้ง สำหรับคนวัยปูนนี้อย่างเขา แค่ขนมจีนก็พอจะบอกความหมายให้รักกันยืนยาวชั่วนิรันดร์แล้วครับ ส่วนใบเหยียบย่ำ หรือตีนไก่ ก็พอจะแปลความหมายได้เหมือนกันนะว่า ให้ความรักก้าวย่างไปด้วยความมั่นคง….

คุณปุ๊ก-ภูริต เป็นคน 1 ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยเป็นชาวจังหวัดยะลาโดยกำเนิด เนื่องจากคุณตา (รองอำมาตย์โท ม.จ.วรพงษ์พัฒนา สุทัศนีย์) ถูกส่งให้ไปรับราชการสนองพระเดชพระคุณในตำแหน่งนายด่านตรวจคนเข้าเมืองคนแรกของ จ.ภูเก็ต หลังเรียนจบมาจากมหาวิทยาลัย MIT ก็เหมือนฟ้าลิขิตให้คุณปุ๊กต้องมาตั้งรกรากอยู่ที่ภูเก็ตด้วยเช่นกัน โดยบริหารโรงแรมป่าตองรีสอร์ท ในตำแหน่งรองผู้จัดการใหญ่มากว่า 20 ปีแล้ว ด้วยความที่เป็นคนชอบทำอาหาร เพราะเป็นลูกมือช่วยคุณแม่ทำกับข้าวมาตั้งแต่เล็ก ทั้งๆที่มีพี่น้องด้วยกัน 7 คน แต่เขาในฐานะลูกคนเล็กสุดและคนเดียว ที่คอยเข้าไปช่วยคุณแม่แกะพริกหอมกระเทียม โตขึ้นมาหน่อยก็ต้องช่วยโขลกน้ำพริก คุณแม่จะเป็นคนทำอาหารเก่งและอร่อยด้วย เพราะอยู่ในวังหน้ามาก่อน (วังเจริญพาสน์) เวลาทำไปคุณแม่ก็จะสอนไปด้วยว่า เครื่องแกงหลักต้องมีอะไรบ้าง  เราก็จะได้ความรู้ติดตัวมาจนทุกวันนี้ เวลาที่ไปชิมอาหารเจ้าอร่อยๆ ก็จะต้องถามว่าใส่อะไรบ้าง แล้วก็มาปรับสูตรตามที่เราชอบ อย่างเช่นน้ำยา (ตีน) ไก่ สูตรที่คุณปุ๊กให้มานี้

คุณปุ๊กบอกว่า ได้ทานน้ำยา (ตีน) ไก่นี้ครั้งแรกที่ป่าตอง สมัยที่เรียนจบกลับมาจากต่างประเทศ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว สมัยนั้นจะมีคนอีสานมาอยู่ที่นี่เยอะมาก ตอนกลางคืนก็จะมีขนมจีนน้ำยาป่าใส่ตีนไก่ด้วยมาตั้งขาย ทานแล้วก็ติดใจเพราะรู้สึกสบายท้องเนื่องจากไม่ใส่กะทิ และตามประสาของเราจะต้องถามสูตรว่าใส่อะไรบ้าง  แต่ตอนหลังคนขายแต่งงานไปกับฝรั่งชาวเยอรมัน เลยหาทานไม่ได้อีก จึงเป็นเหตุให้ต้องทำเอง และก็เป็นเมนูประจำตัวที่ทุกคนจะต้องออเดอร์ทุกครั้งที่มีงานเลี้ยง

เครื่องปรุง : เครื่องแกง (พริกแห้งเม็ดเล็ก+พริกแห้งเม็ดใหญ่+พริกสด+กระชาย+ข่า+หอมแดง+กระเทียม+ ตะไคร้)/น้ำปลาร้าต้มสุก/ตีนไก่/ปีกไก่/เลือดไก่ (จะเพิ่มลูกชิ้นปลาด้วยก็ได้)/เนื้อปลา/ใบมะกรูด/ข่าทุบ/ กระชายทุบ/น้ำปลา/น้ำตาล/ขนมจีน/ผักเครื่องเคียง (กะหล่ำปลีหั่นฝอย, ผักกาดดองหั่นฝอย, ถั่วฝักยาวหั่นเป็นท่อนเล็กๆ, แตงกวาหั่นเป็นแว่นเล็กๆ, ใบแมงลัก, ใบโหระพา)

วิธีทำ 1) หั่นหรือซอยหยาบๆเครื่องแกงทั้งหมด แล้วนำไปต้มให้สุก เพื่อให้มีกลิ่นหอม 2) จากนั้นนำไปปั่นให้ละเอียด โดยผสมเนื้อปลาต้มสุกหรือย่างลงปั่นด้วย เพื่อช่วยให้น้ำยาไม่ใส เกินไป 3) นำน้ำปลาร้าไปต้มกับน้ำต้มเครื่องแกงที่เหลือจนเดือด แล้วกรองเอาไว้แต่น้ำ 4) ต้มน้ำให้เดือดอีกหม้อ แล้วใส่ตีนไก่ ปีกไก่ และเลือดไก่ลงไป คะเนว่าพอสุก 5) จึงใส่เครื่องแกงที่ปั่นไว้ลงผสม ตามด้วยน้ำปลาร้าที่ต้มสุก และข่าทุบ-กระชายทุบ 6) หรี่ไฟลง พร้อมกับเคี่ยวด้วยไฟกลางต่อไปประมาณ 45 นาที จนตีนไก่เปื่อย จึงใส่ต้นหอมหั่นครึ่งท่อนลงไป 7) ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล เกลือ และชิมให้ออกรสเค็มนำ เป็นอันเสร็จพร้อมเสิร์ฟกับผักเครื่องเคียงและขนมจีน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวหน้าสตรี
  • 14 กุมภาพันธ์ 2556, 05:15 น.

กุมภาพันธ์ 21, 2013 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ให้ความเห็น

5เมนูสูตรสำเร็จ ทำได้ง่ายมาก

http://www.thairath.co.th/content/life/326440

14 กุมภาพันธ์ 2556, 05:10 น.
Pic_326440

สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ แนะนำคนอร์สูตรสำเร็จ 5 เมนูใหม่  โดยมีคู่รักคนดัง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ -ชุติมา ทีปะนาถ” และคู่รักสูตรสำเร็จ “นภัสกร-ปิยธิดา มิตรเอม” ร่วมการันตีความอร่อย.

สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ ผู้บริหารใหญ่ธุรกิจผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน อาหาร และไอศกรีม บริษัทยูนิลีเวอร์ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ถือเอาฤกษ์ดีช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ เติมเต็มความรักความอบอุ่นให้หนุ่มสาวยุคใหม่ที่ไม่ค่อยมีเวลาอยู่บ้านทานอาหารร่วมกัน ด้วยการเปิดตัว “คนอร์ สูตรสำเร็จ ฮอลล์ ออฟ เลิฟ” แนะนำคนอร์สูตรสำเร็จ 5 เมนูใหม่ล่าสุด ได้แก่ ผัดกะเพรา แกงเผ็ด ต้มข่า แกงส้มใต้ และผงหมักทอดกรอบ เพื่อให้ทุกคู่รักได้ใช้ช่วงเวลาดีๆอยู่กับบ้านและลิ้มรสอาหารจานโปรดที่ทำได้ง่ายแสนง่าย

โดย 5 เมนูสูตรสำเร็จที่คนอร์เปิดตัวในครั้งนี้ บิ๊กบอสสุพัตรา เผยว่า เป็นเมนูยอดฮิตถูกใจผู้บริโภคทุกครัวเรือน แต่เนื่องจากหนุ่มสาวยุคใหม่รวมถึงคนวัยทำงาน ไม่ค่อยมีเวลาทำอาหาร และมองว่า การทำอาหารเป็นเรื่องยุ่งยาก จนไม่อยากเข้าครัว คนอร์จึงพยายามคิดค้นสูตรสำเร็จในการทำเมนูจานโปรดให้เป็นเรื่องง่าย เพื่อให้แต่ละครัวเรือนมีอาหารจานอร่อยทานกันในครอบครัวได้อย่างสบายๆ เป็นการสานสัมพันธ์ทุกคนในครอบครัวให้อบอุ่นยิ่งขึ้น ด้วย 3 ขั้นตอนง่ายๆในการทำอาหารคือ ต้มน้ำให้เดือด ใส่ผงสำเร็จ คนอร์ และวัตถุดิบที่เตรียมไว้ เพียงแค่นี้ก็ได้เมนูจานโปรดรับประทานร่วมกัน
เพื่อแสดงให้เห็นว่าการทำอาหารไม่ใช่เรื่องยากจริงๆ งานนี้จึงได้

“ตั๊ก-นภัสกร” โชว์การทำแกงเผ็ดเป็ดย่างแบบง่ายๆ

สองคู่รักคนดัง “ตั๊ก-นภัสกร มิตรเอม” และภริยาคนสวย “ป๊อก-ปิยธิดา” ร่วมโชว์ฝีมือในการทำอาหารจานโปรด ได้แก่ “แกงเผ็ดเป็ดย่าง” โดย “ตั๊ก-นภัสกร” ในฐานะคนมีฝีมือในการทำอาหาร และเคยเป็นเชฟมาก่อน บอกว่า  อาหารไทยยุคนี้ทำไม่ยากจริงๆ เพราะมีตัวช่วยที่ดีอย่างคนอร์สูตรสำเร็จ แค่ต้มกะทิให้พอแตกมัน จากนั้นก็ใส่ผงแกงเผ็ด ตามด้วยสับปะรด เป็ดย่าง มะเขือพวง องุ่นแดง และโรยหน้าด้วยพริกแดง ใบโหระพา ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีก็ได้รับประทานแกงเผ็ดเป็ดย่างที่หอมอร่อย ชวนให้อยากทานอาหารอยู่กับบ้านแล้วครับ!!

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวหน้าสตรี
  • 14 กุมภาพันธ์ 2556, 05:10 น.

กุมภาพันธ์ 21, 2013 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ให้ความเห็น

ชุ่มชีส ฉ่ำซอส!! สเต๊กจานร้อนหอมกรุ่น ‘เปปเปอร์ ลันช์’

http://www.thairath.co.th/content/life/326394

13 กุมภาพันธ์ 2556, 17:00 น.
Pic_326394

เปปเปอร์ ลันช์ ต้นตำรับเมนูสเต๊กบนจานร้อนจากแดนซามูไร ขอนำเสนอเมนูสุดชีสสสเยิ้มๆ…เอาใจคนรักชีสโดยเฉพาะ กับ 2 เมนูใหม่ ชีสซี่เทริยากิดับเบิ้ลแฮมเบิร์ก + ไข่ และชีสซี่เทริยากิแซลมอนและไก่

ทั้ง 2 เมนูเสิร์ฟมาบนจานร้อน อุณหภูมิสูงถึง 260 องศา เพิ่มความอร่อยล้ำด้วยเชดด้าชีสจากนมวัวแท้ๆ ที่ละลายแทรกซึมเข้าสู่เนื้อ ทานคู่กับซอสเทริยากิรสกลมกล่อมผสานรสชาติหอมมันของชีส และความเข้มข้นของซอส รับประทานคู่กับมันบดเนื้อละมุน ซึ่งรับรองเข้ากันอย่างลงตัว อร่อยเต็มอิ่มจุใจจานเดียวไม่เคยพอ

สัมผัสประสบการณ์ความอร่อยกับเมนูสุดชีสได้แล้ววันนี้ ที่ร้านเปปเปอร์ ลันช์ ทั้ง 16 สาขา

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 13 กุมภาพันธ์ 2556, 17:00 น.

กุมภาพันธ์ 21, 2013 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ให้ความเห็น

ดินเนอร์หลากหลายอารมณ์ กับเทศกาลแห่งความรัก..!

http://www.thairath.co.th/content/life/326391

13 กุมภาพันธ์ 2556, 16:00 น.
Pic_326391

เป็นอีกหนึ่งที่ที่ให้ความสำคัญกับความรัก…!

โรงแรม พลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน เชิญฉลองค่ำคืนแห่งความรัก ด้วยอาหารรสชาติเยี่ยมที่พร้อมให้คุณลิ้มลอง จาก 5 ห้องอาหารคุณภาพ ที่รอให้คุณมาค้นพบประสบการณ์สุดโรแมนติกตามสไตล์ที่เป็นคุณ

บุฟเฟ่ต์สวีตหวาน..

ไม่ว่าจะเป็นห้องอาหาร เดอะ เรนทรี คาเฟ่ – พบกับบุฟเฟ่ต์ซีฟู้ดสุดตระการตา และบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติชั้นเลิศ ที่จะทำให้คุณเพลิดเพลินกับช่วงเวลาอันแสนพิเศษ ตั้งแต่  18.00 น. – 22.30 น. ซึ่งก็สามารถเชิญชวนคู่รักไปสวีตหวานกัน


อาหารฝรั่งเศส ดินเนอร์สุดหรู…

ห้องอาหารฝรั่งเศส เดอะรีเฟล็กซ์ชั่นซ์- คงไม่มีอะไรจะโรแมนติกไปกว่าการได้ดินเนอร์สุดหรูใต้แสงเทียนที่ห้องอาหารฝรั่งเศสชั้นนำของเมืองไทย ลิ้มลองรสชาติอาหารฝรั่งเศสสไตล์โมเดิร์น 5 คอร์ส จากเชฟมืออาชีพ แดเนียล บูเคอร์

ตระการตาหรูหรากับอาหารญี่ปุ่น…

ห้องอาหารญี่ปุ่น อูทาเกะ – ตระการตากับอาหารญี่ปุ่น 14 คอร์ส ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ วันแห่งความรักของคนทั่วโลก สัมผัสกับอาหารสดใหม่ส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่น และรสชาติดั้งเดิมตำรับญี่ปุ่นแท้ๆ

โรแมนติกกับอาหารจักรพรรดิ…

ห้องอาหารจีน ซิลค์ โร้ด  – อิ่มอร่อยไปกับเซตอาหารจีนตำรับจักรพรรดิที่สร้างสรรค์โดย เชฟ กัม เชฟมือฉมังแห่งห้องอาหารซิลค์ โร้ด พร้อมจิบชาอุ่นๆ กับคนที่คุณรักในบรรยากาศสุดแสนโรแมนติกสไตล์เอเชียน

หวานๆ กับห้องอาหารไทย

ห้องอาหาร สมูท เคอร์รี่ – โรแมนติกสไตล์ไทย ด้วยอาหารไทยตำรับชาววัง 6 คอร์ส จากเชฟ จัสวีร์ เชฟผู้มากด้วยประสบการณ์ รับรองได้ว่าคุณจะจดจำช่วงเวลาแห่งความสุขไปอีกแสนนาน

เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในวันแห่งความรัก…

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 13 กุมภาพันธ์ 2556, 16:00 น.

กุมภาพันธ์ 21, 2013 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ให้ความเห็น

ครีเอทีฟ เมนู Absolute Siam ‘เกรฮาวด์ คาเฟ่’ นำเทรนด์อร่อยแบบเท่ๆ

http://www.thairath.co.th/content/life/325978

12 กุมภาพันธ์ 2556, 14:00 น.
Pic_325978

เป็นเวลากว่าสิบปีแล้วสำหรับร้านอาหารที่มีสไตล์สุดๆ อย่างเกรฮาวด์ คาเฟ่ อยู่คู่กับรสนิยมการทานอาหารของคนชอบสังสรรค์ พอๆ กับร้านเสื้อผ้าแบรนด์เดียวกัน ที่ยังคงเอกลักษณ์ของหนุ่มสาวมาดนิ่ง ที่ไม่ทิ้งตัวตนที่ชัดเจนของตัวเอง

ปีกไก่ทอดน้ำปลา เมนูที่ใครๆมาก็ต้องสั่งปีกไก่ทอดน้ำปลา เมนูที่ใครๆมาก็ต้องสั่ง

ล่าสุดกับการเปิดตัวสยามเซ็นเตอร์โฉมใหม่ ร้านเกรฮาวด์ คาเฟ่ เองก็เลยเปลี่ยนโฉมร้านไปด้วย  โดยตั้งอยู่ชั้น 3 โซนด้านในตรงข้ามกับสยามดิสคัฟเวอร์รี่  เรื่องเอกลักษณ์ของร้านใครผ่านไปผ่านมา ก็ต้องจำได้ เพราะยังคงการตกแต่งที่มี Mood&Tone ในแบบเกรฮาวด์ได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน แต่จะมีในส่วนของรายละเอียดอื่นๆ ที่พิเศษกว่าเดิม รวมถึงเมนูที่เพิ่มเข้ามา ให้บรรดาคนชอบทานอาหารทุกไลฟ์สไตล์ ได้ไปนั่งทานกันเพลินๆ

อย่างแรกที่โดดเด่น จนทำให้หลายคนชอบก็คือการออกแบบตกแต่งภายในร้านได้อย่างสะดุดตา  ที่สะท้อนความเป็นเกรฮาวด์ได้ชัดเจนสุดๆ ก็คือการเลือกใช้วัสดุที่นำมาตกแต่งอย่าง เหล็ก ไม้ และปูน ผสมผสานกับการดีไซน์รายละเอียดต่างๆ เช่น ผนัง, พื้น, เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่ง ซึ่งทุกอย่างล้วนเกิดจากไอเดียสร้างสรรค์ตามคอนเซปต์ที่สอดคล้องกับร้านเกรฮาวด์บูติค และสยามเซ็นเตอร์โฉมใหม่

ภายในร้านมีเนื้อที่ประมาณ 150 ตารางเมตร สามารถรองรับได้ 124 ที่นั่ง โดยแบ่งเป็น 3 โซน  ซึ่งที่พิเศษสุดๆ จะเป็นส่วนของพื้นที่โซนกลาง ที่สามารถมองเห็นสวนสีเขียวด้านนอก ทำให้บรรยากาศการนั่งทานอาหารดูปลอดโปร่ง และสดชื่น

นอกจากนี้ ยังมีโซนกึ่ง Open Air ที่มีกระจกล้อม สามารถปิดปาร์ตี้กับเพื่อนฝูงได้อย่างสบายๆ อีกทั้งยังมองเห็นวิวของรอบห้างด้านนอกอีกด้วย

ในส่วนของอาหาร เมนูส่วนใหญ่ก็เหมือนกับเกรฮาวด์ คาเฟ่ สาขาอื่น แต่ที่พิเศษก็คือการเพิ่มเมนู Absolute Siam เข้ามาทั้งหมด 4 เซต ได้แก่ New Salad, New Toasted  Panini, New Gourmet Burger และ New Snack Toast

new Salad : Fresh Honey Dew and Parma Ham Salad เมนูที่อุดมไปด้วยผักเรียกความสดชื่นอย่างเมล่อนหวานหั่นเต๋า ทานกับพาร์ม่าแฮมฝานบาง โดรยด้วยรผักร็อคเก็ต สตรอเบอร์รี่สด และเฟต้าชีส ราดด้วยน้ำส้มบัลซามิคผสมน้ำผึ้งnew Salad : Fresh Honey Dew and Parma Ham Salad เมนูที่อุดมไปด้วยผักเรียกความสดชื่นอย่างเมล่อนหวานหั่นเต๋า ทานกับพาร์ม่าแฮมฝานบาง โดรยด้วยรผักร็อคเก็ต สตรอเบอร์รี่สด และเฟต้าชีส ราดด้วยน้ำส้มบัลซามิคผสมน้ำผึ้ง

New Toast Panini :  Grilled Ham Toasted Panini ขนมปังปิ้งแบบปานินี่กรอบหอม ไส้แฮมและสตรอเบอร์รี่สดNew Toast Panini : Grilled Ham Toasted Panini ขนมปังปิ้งแบบปานินี่กรอบหอม ไส้แฮมและสตรอเบอร์รี่สด

New Gourmet Burger : Super Lux Burger  เมนูสุดหรูที่มีเนื้อบดสลับกับมะม่วงน้ำดอกไม้สุกและตับห่าน เสิร์พคู่กับโฮมฟรายNew Gourmet Burger : Super Lux Burger เมนูสุดหรูที่มีเนื้อบดสลับกับมะม่วงน้ำดอกไม้สุกและตับห่าน เสิร์พคู่กับโฮมฟราย

New Snack Toast : Happy Toast ขนมปังหั่นหนาทาเนยจนชุ่มก่อนนำไปปิ้งให้กรอบนอกนุ่มใน เสิร์พพร้อมกับซอส 5 แบบ ที่ราดเองได้ตามใจชอบ คือ สังขยาชาไทย, นมข้นหวาน, คาราเมลเกลือทะเล และแยมผิวส้มNew Snack Toast : Happy Toast ขนมปังหั่นหนาทาเนยจนชุ่มก่อนนำไปปิ้งให้กรอบนอกนุ่มใน เสิร์พพร้อมกับซอส 5 แบบ ที่ราดเองได้ตามใจชอบ คือ สังขยาชาไทย, นมข้นหวาน, คาราเมลเกลือทะเล และแยมผิวส้ม

เก๋ทั้งบรรยากาศ และอาหารอร่อย ใครที่เคยติดใจกับเมนูสุดฮิตอย่างปีกไก่ทอดน้ำปลา และสปาเก็ตตี้ปลาเค็มกันไปแล้ว ต้องไปลองชิมเมนู Absolute Siam ที่เกรฮาวด์ คาเฟ่ สยามเซ็นเตอร์ ที่นี่ที่เดียว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 12 กุมภาพันธ์ 2556, 14:00 น.

กุมภาพันธ์ 21, 2013 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ให้ความเห็น

เมนูคาวหวานเคล้าสตรอเบอร์รี่ อาหารสวยๆฉลองวาเลนไทน์

http://www.thairath.co.th/content/life/326008

12 กุมภาพันธ์ 2556, 08:00 น.
Pic_326008

อีกแค่ไม่กี่วันก็จะถึงวันวาเลนไทน์กันแล้ว หากสาวๆ ที่ต้องการทำอาหารเซอร์ไพรส์ชายคนรัก นิตยสาร Health & Cuisine มีมาให้เลือกไม่อั้น ซึ่งแต่ละเมนูมีดีทั้งรูปลักษณ์และรสชาติ ใครไม่คลิกเข้ามาอ่าน เสียดายแทนจริงๆ เพราะมีตั้งแต่อาหารเรียกน้ำย่อย จนถึงขนมหวานเลยทีเดียว

ยำก้านคะน้าดอยกับสตรอเบอร์รี่พันธุ์พระราชทาน

ส่วนผสม

กุ้งขาวขนาดกลางแกะเปลือกลวกสุก            6    ตัว
ก้านคะน้าดอยปอกเปลือกหั่นท่อนสั้น            1    ถ้วย
สตรอเบอร์รี่ผ่าสี่                    4    ผล
เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบสุกบุบพอแตก            1    ช้อนโต๊ะ
หอมแขกซอย                    1    หัว
ผักคอส                        6    ใบเล็ก
พาร์มีซานชีสชนิดผง                3    ช้อนโต๊ะ
ใบสะระแหน่สำหรับตกแต่ง
ส่วนผสมน้ำยำ
พริกขี้หนูสับละเอียด                5    เม็ด
น้ำมะนาว                    5    ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา                        2    ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทรายไม่ฟอกสี                2    ช้อนโต๊ะ
เกลือเล็กน้อย

วิธีทำ

1. ทำพาร์มีซานชีสกรอบโดยตั้งกระทะบนไฟกลาง โรยพาร์มีซานชีสลงไป ทิ้งไว้สักครู่ให้ละลายจนสีเหลืองเข้ม ตักออก พักไว้ให้เย็น บิเป็นชิ้นเล็กๆ ไว้สำหรับโรยหน้า
2. ทำน้ำยำโดยเคี่ยวน้ำตาลทราย น้ำปลาและเกลือให้ละลายเข้ากันและข้นขึ้นเล็กน้อย ปิดไฟ ยกลง ใส่พริกขี้หนูลงไป คนให้เข้ากัน กรองเอาพริกออก (เพราะต้องการความเผ็ดนั้น) จากนั้นใส่น้ำมะนาว คนให้เข้ากัน พักไว้สำหรับยำ

วิธีจัดเสิร์ฟ
เคล้าน้ำยำกับส่วนผสมทั้งหมด (ยกเว้นพาร์มีซานชีสกรอบและใบสะระแหน่) ตักวางบนผักคอส โรยด้วยพาร์มีซานชีสกรอบและใบสะระแหน่ พร้อมเสิร์ฟ

ปลากะพงย่างกับซัลซ่าสตรอเบอร์รี่

ส่วนผสม

ปลากะพงขาวขนาด 500 กรัม แล่ชิ้นฟิลเลต์ติดหนัง 1 ตัว (ได้ทั้งหมด 2 ชิ้น)
เกลือและพริกไทยอย่างละเล็กน้อย

น้ำมันมะกอกเล็กน้อยสำหรับย่างปลา

มันฝรั่งลูกเล็กต้มสุกย่างกับเนยจืด สำหรับเสิร์ฟคู่กับปลา

ส่วนผสมซัลซ่าสตรอเบอร์รี่
สตรอเบอร์รี่หั่นครึ่งลูกตามขวาง            ½      ถ้วย
พริกหวานสีเหลืองหั่นเต๋าเล็ก                ¼     ถ้วย
ใบสะระแหน่                    ¼     ถ้วย
น้ำมะนาว                    2    ช้อนโต๊ะ
เกลือ                        ¼     ช้อนโต๊ะ
พริกไทย                        ½      ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย                    ½     ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. หมักปลากับเกลือและพริกไท นำไปย่างบนกระทะกับน้ำมันมะกอกจนสุกทั้งสองด้าน ตักใส่จาน พักไว้
2. ทำซัลซ่าโดยผสมน้ำมะนาว เกลือ พริกไทย และน้ำตาลให้เข้ากัน นำไปคลุกกับพริกหวานและสตรอเบอร์รี่ ราดบนชิ้นปลาที่ย่างในข้อ 1 โรยด้วยใบสะระแหน่และเคียงมันย่าง พร้อมเสิร์ฟ

พายสตรอเบอร์รี่พันธุ์พระราชทาน 80 กับครีมวานิลลา

ส่วนผสม

แป้งพัฟฟ์เพสตรี้สำเร็จรูป                500    กรัม
สตรอเบอร์รี่ผ่าครึ่ง                    4    ถ้วย
ไข่ไก่เบอร์ 1 (เฉพาะไข่แดง)                 1    ฟอง
วิปปิ้งครีมตีฟู                    400    มิลลิลิตร
นมสดเล็กน้อย
ใบสะระแหน่สำหรับตกแต่ง

ส่วนผสมครีมวานิลลา

นมสด                        400    มิลลิลิตร
วานิลลาสกัดผสมเมล็ดวานิลลา                1    ช้อนชา
ไข่ไก่เบอร์ 1 (เฉพาะไข่แดง)                 3    ฟอง
น้ำตาลทราย                      80    กรัม
แป้งข้าวโพด                      40    กรัม
เนยจืด                            1    ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. แบ่งครึ่งแผ่นแป้งพัฟฟ์เพสตรี้แล้วคลึงแผ่นแป้งให้ได้ขนาด 15x25x0.5 เซนติเมตร ทั้งสองชิ้นพับขอบทุกด้านเข้ามาประมาณ 1 เซนติเมตร ทาด้วยไข่แดงผสมนมสด จากนั้นใช้ส้อมเจาะให้เป็นรูบริเวณกลางแผ่น เพื่อไม่ให้แป้งพองตัว พักไว้ในตู้เย็นประมาณ 15 นาที
2. อุ่นเตาอบด้วยไฟบน - ล่างที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส เตรียมไว้
3. ทำส่วนครีมวานิลลาโดยผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน (ยกเว้นเนย) นำไปเคี่ยวไฟอ่อน โดยใช้ตะกร้อมือคนไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมข้นขึ้น เติมเนยลงไป คนให้เข้ากัน ปิดไฟ ยกลง พักให้เย็นไว้สำหรับเป็นไส้พาย
4. นำแป้งออกจากตู้เย็นแล้วอบประมาณ 15 นาที จนกระทั่งสุกเหลือง พักให้เย็น
5. จัดเสิร์ฟโดยผสมครีมวานิลลากับวิปปิ้งครีมในอัตราส่วน 1 : 1 ให้เข้ากัน จากนั้นตักใส่กลางแผ่นแป้งที่อบไว้ในข้อ 4 แต่งหน้าด้วยสตรอเบอร์รี่ที่ผ่าครึ่งไว้ โรยใบสะระแหน่พร้อมเสิร์ฟ

ครบทั้งออเดิร์ฟ จานหลักและของหวาน ซึ่งแต่ละเมนูช่างสร้างสรรค์สวยงาม เหมาะกับดินเนอร์สุดหรูแสนพิเศษสำหรับเราสองในวันแห่งความรัก

ข้อมูล/ภาพ : นิตยสาร Health & Cuisine

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 12 กุมภาพันธ์ 2556, 08:00 น.

กุมภาพันธ์ 21, 2013 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ให้ความเห็น

ลิ้มรสขนม วาเลนไทน์

http://www.thairath.co.th/content/life/325970

12 กุมภาพันธ์ 2556, 05:15 น.
Pic_325970

ต้อนรับช่วงวาเลนไทน์ เทศกาลแห่งความรัก เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป ผู้นำธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน ขอเอาใจทุกคู่รัก รวมถึงคนในครอบครัวที่คุณรักในช่วงนี้ถึงวันที่ 14 ก.พ.56 ด้วยโปรโมชั่นให้เลือกอิ่มอร่อยและหวานแบบได้ใจทั้งครอบครัว นำขบวนโดย “มิสเตอร์ โดนัท” จัดโดนัทเนื้อนุ่มแสนอร่อย สอดไส้สตรอเบอร์รี่ และบาวาเรียน พร้อมท็อปปิ้งช็อกโกแลตรูปหัวใจ, “อานตี้ แอนส์” แนะนำเครื่องดื่ม “Grannada Lemonade” ผสานความอร่อยอย่างลงตัวด้วยน้ำทับทิม, สตรอเบอร์รี่ และเลมอนเนด สูตรเฉพาะจากอานตี้ แอนส์ รวมทั้งชวนคู่รัก คู่ซี้ มาร่วมบอกรักในกิจกรรม “Valentine in Love” โดยถ่ายคลิปวีดิโอความยาว 15 วินาที ที่มี Set Valentine เซตใดก็ได้ ในภาพแล้วอัพโหลดลง You Tube และแชร์ลงเฟซบุ๊ก Auntie Anne’s ผู้โชคดี 10 คู่แรกจะได้รับ Gift Voucher จากวุฒิศักดิ์ มูลค่า 4,000 บาท ตามมาด้วย Cold Stone Creamery ไอศกรีมมิกซ์อิน ระดับซุปเปอร์พรีเมี่ยมจากอเมริกา เปิดเมนู “Love Actually” ให้เลือกลิ้มลอง 3 แบบ คือ Strawberry Secret เครื่องดื่มรสละมุนลิ้นทำจากสตรอเบอร์รี่ชั้นเลิศ, Sweetheart Ice Cream Pie ไอศกรีมพายในรูปหัวใจ และ Soulmate, So in Love เป็นการนำไอศกรีม 2 รสชาติมามิกซ์กันได้อย่างลงตัว

ส่วนมุมเบเกอรี่ของ ดี วอทช์ คาเฟ่ (D Watch Cafe’) ที่ชั้น M สยามพารากอน โดย โทรคาเดโร กรุ๊ป ต้อนรับคู่รักคอนาฬิกา ในบรรยากาศสุดสวีตแสนหวาน Garden of Love ตลอดทั้งเดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความหวานชื่น โดยได้แรงบันดาลใจจากวัลเล่ย์ เดอ ลา ลัวร์ ในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจะเสิร์ฟเมนูโฮมเมดของ Lovely Couple Cupcake ที่น่าลิ้มลอง ทั้ง Kiss Me เค้กช็อกโกแลตนูเตลลาสีส้มสดใส ทานคู่กับ Be Mine เค้กโรส วอเตอร์ สีชมพูสุดโรมานซ์ เสิร์ฟคู่กับชา-กาแฟ และหากมาใช้บริการวอทช์ คลินิก ที่ ดี วอทช์ คาเฟ่ หรือซื้อนาฬิกาในเครือโทรคาเดโร รับฟรีผ้าเช็ดนาฬิกาดีไซน์พิเศษจำนวนจำกัด เฉพาะวาเลนไทน์ปีนี้เท่านั้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวหน้าสตรี
  • 12 กุมภาพันธ์ 2556, 05:15 น.

กุมภาพันธ์ 21, 2013 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ให้ความเห็น