Archive for the ‘สาธารณสุข’ Category

สธ.เตือนปีนี้ไข้เลือดออกรุนแรง คาดผู้ป่วยพุ่ง 1.2 แสนคน   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/content/edu/325782

10 กุมภาพันธ์ 2556, 13:24 น.
Pic_325782

สธ.เตือนปีนี้ “ไข้เลือดออก” รุนแรง ยอดผู้ป่วยมีสิทธิ์พุ่งมากถึง 1.2 แสน ตาย 120 ราย สั่ง สวจ.ทั่วประเทศตัดวงจรยุงลายก่อนระบาดหนักช่วงหน้าฝน โดยเฉพาะใน ร.ร. -ศูนย์เด็กเล็ก …

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2556 นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค รายงานสถานการณ์โรคไข้เลือดออกตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 5 ก.พ. 2556 พบผู้ป่วยไข้เลือดออก 5,739 ราย ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 5.4 เท่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ราย โดยเฉพาะมีผู้ป่วยไข้เลือดออกในช่วงฤดูหนาว เป็นสัญญาณเตือนว่า แนวโน้มจำนวนผู้ป่วยอาจสูงถึง 100,000-120,000 ราย เสียชีวิต 100-120 ราย หากไม่มีการณรงค์ป้องกันควบคุมยุงลายอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง โดยขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดวอร์รูมไข้เลือดออกที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข วางมาตรการป้องกันควบคุมการระบาดของโรคไข้เลือดออก และติดตามประเมินผลการดำเนินงานของพื้นที่ทุกสัปดาห์ เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยให้เหลือน้อยที่สุด และป้องกันการเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขทุกจังหวัด เร่งตัดกำลังยุงลายก่อนถึงฤดูกาลระบาดของโรคไข้เลือดออก ในช่วงฤดูฝน ประมาณ พ.ค. -ส.ค. โดยให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและอาสาสมัครสาธารณสุข รณรงค์ให้ประชาชนและทุกภาคส่วน เร่งสำรวจและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายในบ้านและชุมชน ตั้งแต่เดือนนี้จนถึง มี.ค.เพื่อลดการป่วย โดยเฉพาะในโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็ก ต้องไม่พบลูกน้ำยุงลายในภาชนะเก็บน้ำทุกชนิด เพราะหากมียุงลายแม้เพียงตัวเดียว อาจทำให้เกิดการระบาดได้ และให้กรมการแพทย์จัดอบรมแพทย์ ทั้งกุมารแพทย์ อายุรแพทย์ที่รักษาผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ และพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยอย่างดีที่สุด ลดอัตราการเสียชีวิตให้เหลือน้อยที่สุด

ทั้งนี้ ผู้ป่วยทุกกลุ่มอายุที่มีไข้ ให้สันนิษฐานไปก่อนว่าเป็นโรคไข้เลือดออก เนื่องจากโรคนี้มีแนวโน้มพบมากขึ้นในกลุ่มเด็กโต ผู้ใหญ่ และผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก ที่สำคัญผู้ป่วยร้อยละ 90 จะไม่มีอาการแสดง จะมีเพียงไข้ต่ำๆ ไม่มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ทำให้ยากต่อการวินิจฉัยโรค อาจเกิดอาการรุนแรง และเสียชีวิตได้

ด้าน นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า  ผู้ป่วยไข้เลือดออกทุกราย พบว่ากว่าร้อยละ 80 ถูกยุงลายในบ้านกัด ที่เหลือเป็นยุงที่อยู่ในบริเวณบ้าน โดยจุดที่พบลูกน้ำยุงลายมากที่สุดคือภาชนะเก็บน้ำภายในบ้านพบร้อยละ 60 ที่เหลือเป็นภาชนะที่ไม่ได้ใช้ และเศษวัสดุที่เป็นขยะในบริเวณรอบๆ บ้าน เชื้อที่พบส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ที่ 3 ซึ่งคาดว่าจะทำให้สถานการณ์ไข้เลือดออกปีนี้รุนแรง เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังไม่มีภูมิต้านทาน

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนจะสามารถป้องกันได้ คือการร่วมกันกำจัดลูกน้ำยุงลายที่อยู่ในภาชนะเก็บน้ำภายในบ้านก่อนที่จะกลายเป็นตัวยุงเต็มวัยทุกอาทิตย์โดยปิดฝาภาชนะให้สนิท หากเป็นภาชนะที่ไม่มีฝาปิด เช่น แจกันไม้ประดับ จานรองขาตู้กับข้าว ให้เติมน้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ และขัดล้างภาชนะก่อนเปลี่ยนน้ำใหม่ทุกสัปดาห์ เพื่อกำจัดไข่ยุงที่เกาะอยู่ภายในภาชนะ ทั้งนี้ ยุงลายตัวเมีย 1 ตัวหลังผสมพันธุ์จะตั้งท้องและวางไข่ได้ตลอดชีวิตครั้งละประมาณ 100 ฟอง มีชีวิตอยู่ประมาณ 1 เดือน ไข่ยุงทนต่อสภาพความแห้งแล้งได้นานหลายเดือน เมื่อไข่ถูกน้ำท่วมถึงจะฟักตัวกลายเป็นลูกน้ำอย่างรวดเร็วภายในเวลา 20 – 60 นาที.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการศึกษา
  • 10 กุมภาพันธ์ 2556, 13:24 น.

จี้บูรณาการทุกฝ่ายสกัดแม่วัยใสเพิ่ม   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/content/edu/324425

4 กุมภาพันธ์ 2556, 05:00 น.
Pic_324425

พส.เผยสตรีไทยอายุต่ำกว่า 20 ตั้งท้องและมีบุตรเกินมาตรฐานWHO ระบุ จ.สมุทรสาคร ครองแชมป์สูงสุด จี้บูรณาการทุกฝ่ายสกัดแม่วัยใสเพิ่ม …

นายปกรณ์ พันธุ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) เปิดเผยว่า ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 20 ปีที่ตั้งครรภ์และคลอดบุตรตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไม่ควรเกินร้อยละ 10 แต่ประเทศไทยกลับมีตัวเลขเกินมาตรฐานที่ WHO กำหนดและเพิ่มขึ้นทุกปี โดยปี 2552 มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 13.55 เพิ่มเป็น 13.76 ในปี 2553 และเพิ่มขึ้นอีกในปี 2554 ที่เฉลี่ยถึงร้อยละ 14.32 โดย จ.สมุทรสาครพบมีการตั้งครรภ์ของแม่วัยรุ่นมากที่สุดในปี 2554 รองลงมาคือ กำแพงเพชร ตาก อุทัยธานี และกาญจนบุรี ซึ่ง จ.สมุทรสาครพบว่ามีสถิติสูงอันดับแรกถึง 2 ปีซ้อนระหว่างปี 2553-2554 สาเหตุเนื่องจากเป็นวัยอยากรู้อยากเห็น ขาดองค์ความรู้หรือไม่มีภูมิต้านทานสิ่งเร้า ประกอบกับสื่อมากมายที่ยั่วยุ รวมถึงปัญหาครอบครัวที่ขาดความรัก ความเอาใจใส่ต่อเด็กเยาวชน ทำให้ส่วนหนึ่งเดินหลงทางผิด

อธิบดี พส. กล่าวว่า การแก้ปัญหาต้องบูรณา-การทุกฝ่ายร่วมกัน เน้นดำเนินการเชิงรุกทั้งมาตรการป้องกันหรือรีเลย์เซ็กซ์ ให้ความรู้เยาวชนได้ตระหนักและเข้าใจถึงการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ชิงสุกก่อนห่าม หากจำเป็นต้องรู้จักป้องกันหรือเซฟเซ็กซ์ โดยทุกฝ่ายต้องร่วมสร้างความเข้าใจให้กับเยาวชนทั้งพ่อแม่ ครูอาจารย์ ชุมชน รวมถึงสื่อมวลชน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการศึกษา
  • 4 กุมภาพันธ์ 2556, 05:00 น.

ชี้’มะเร็ง’คุกคามคนไทย ตาย ชม.ละ 7 คน ป่วยเพิ่มปีละแสน   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/content/edu/324417

4 กุมภาพันธ์ 2556, 00:31 น.
Pic_324417

สธ.เผยโรคมะเร็งสาเหตุตายอันดับหนึ่งของคนไทยติดต่อกันหลายสิบปี ระบุปี 54 มีผู้เสียชีวิต 61,082 ราย เฉลี่ยชั่วโมงละเกือบ 7 ราย  แจงข้อมูลองค์การอนามัยโลกคาดผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นปีละแสน  และแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ…

นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ของทุกปี องค์การอนามัยโลกและสมาคมต่อต้านมะเร็งสากล กำหนดให้เป็นวันมะเร็งโลก (World Cancer Day)เพื่อบรรเทาปัญหาการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากโรคมะเร็งและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วย โดยปัจจุบันมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของโลก ในปีพ.ศ. 2551 องค์การอนามัยโลกรายงานทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการตรวจวินิจฉัย12.7 ล้านราย ในจำนวนนี้เสียชีวิต 7.6 ล้านราย  ส่วนในปีพ.ศ. 2573 หรืออีก 17 ปีข้างหน้า คาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่วยใหม่ 21.3 ล้านคน และจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 13 ล้านคน

สำหรับในปีนี้ (พ.ศ.2556) ได้กำหนดแนวคิดการรณรงค์ว่า “มะเร็ง-คุณรู้แค่ไหน” (Cancer– Did you know?)เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจโรคมะเร็งอย่างถูกต้อง โดยมะเร็งร้อยละ 30-40 สามารถป้องกันได้ด้วยการลดพฤติกรรมเสี่ยง และหากได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งที่เหมาะสมจะสามารถป้องกันและได้รับการรักษาได้ทันท่วงที

รมว.สาธารณสุข กล่าวต่อว่า สำหรับประเทศไทยโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ติดต่อกันหลายสิบปี ล่าสุดในปีพ.ศ.2554 มีผู้เสียชีวิต 61,082 ราย เฉลี่ยชั่วโมงละเกือบ 7 ราย เป็นชาย 35,437 ราย และหญิง25,645 ราย  นอกจากนั้น องค์การอนามัยโลกคาดมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 118,600 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมะเร็งที่ผู้ชายป่วยมากที่สุดได้แก่มะเร็งตับ ปอด ลำไส้และทวารหนัก ต่อมลูกหมากและมะเร็งเม็ดเลือดขาว ส่วนในผู้หญิงได้แก่ มะเร็งเต้านม ตับ ปากมดลูก ปอดลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น จากการใช้ชีวิตแบบคนเมืองนิยมกินแต่เนื้อสัตว์ กินผักผลไม้น้อย ออกกำลังกายน้อย กระทรวงสาธารณสุขจึงได้เตรียมผลักดันการเพิ่มการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก เป็นนโยบายของประเทศเช่นเดียวกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกโดยได้มอบให้สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และสถาบันวิจัยและประเมินเทคโลยีทางการแพทย์ หรือไฮแทปศึกษาความเป็นไปได้ คาดจะเสร็จภายในกลางปีนี้ เพื่อเสนอต่อครม.

“การตรวจคัดกรองจะเป็นการค้นหาคนที่เริ่มมีความผิดปกติของลำไส้เพื่อเข้าสู่ระบบการตรวจวินิจฉัยและได้รับการรักษาได้เร็ว ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โอกาสหายมีมาก การเสียชีวิตลดลง” นพ.ประดิษฐ ระบุ

ด้านนพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ที่ผ่านมาพบว่าคนไทยยังมีความเชื่อผิดๆเรื่องโรคมะเร็งว่าเป็นโรคเคราะห์กรรมหรือเชื่อว่าเป็นแล้วต้องตาย รักษาไม่ได้จึงไม่ได้ให้ความสนใจที่จะป้องกันหรือเข้ารับการตรวจคัดกรองตามที่กระทรวงสาธารณสุขรณรงค์ เนื่องจากเซลล์มะเร็งใช้เวลาก่อตัวนานและไม่แสดงอาการใดๆ ให้รู้ ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งที่มาพบแพทย์ประมาณร้อยละ70-80 อยู่ในระยะเซลล์ลุกลามไปที่อวัยวะอื่นแล้ว โอกาสหายมีน้อยมากทำให้สถิติการเสียชีวิตติดอันดับ 1

ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้เร่งแก้ไข โดยพัฒนาระบบการป้องกันด้วยการรณงค์ลดพฤติกรรมเสี่ยง5 สาเหตุหลัก คือ บุหรี่ เหล้า เพิ่มการกินผักผลไม้ การออกกำลังกาย การควบคุมน้ำหนักตัวและบริการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี เริ่มตั้งในเด็กแรกเกิด ฉีด 4 ครั้งจนถึงอายุ 6 เดือนเพื่อป้องกันมะเร็งตับ และเพิ่มระบบการตรวจคัดกรองมะเร็งที่พบบ่อยคือมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวอีกว่า ในด้านการรักษาผู้ป่วย ได้พัฒนาศูนย์เชี่ยวชาญรักษาโรคมะเร็งให้มีประจำใน12 เครือข่ายบริการ ตามแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ โดยมีสถาบันมะเร็งแห่งชาติเป็นผู้สนับสนุนด้านวิชาการ เทคโนโลยีชั้นสูงในการตรวจวินิจฉัยและรักษา นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังได้ตั้งเป้าหมายใน5 ปี จังหวัดในภาคอีสาน 20 จังหวัด มีไข่พยาธิใบไม้ตับน้อยกว่าร้อยละ 10 และภายใน3 ปี สตรีไทยมีการตรวจเต้านมจนสามารถพบมะเร็งในระยะ 1-2 ซึ่งเซลล์มะเร็งยังไม่แพร่กระจายไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ในปี 2557 ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในสตรีไม่ต่ำกว่าร้อยละ80 และคิวรอการฉายแสงรักษามะเร็งลดลงกว่าร้อยละ 50 รวมทั้งให้โรงพยาบาลทุกแห่งมีระบบการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งที่อยู่ในระยะสุดท้าย ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีคุณภาพสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ขณะที่ นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติกล่าวว่า สัญญาณอันตรายของมะเร็ง 7 ประการได้แก่ 1.ระบบขับถ่ายอุจจาระ และปัสสาวะผิดปกติ เช่น ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ หรือปัสสาวะเป็นเลือด 2.กลืนอาหารลำบาก หรือมีอาการเสียดแน่นท้องเป็นเวลานาน3.มีอาการเสียงแหบและไอเรื้อรัง 4.มีเลือดหรือตกขาวที่ผิดปกติเช่น มีกลิ่นเหม็น 5. เป็นแผลรักษาไม่หาย 6.ก้อนหูดหรือไฝตามร่างกายโตขึ้น และ7.มีก้อนที่เต้านมหรือส่วนต่างๆของร่างกาย ขอให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาโดยละเอียดต่อไป.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 4 กุมภาพันธ์ 2556, 00:31 น.

สธ.เล็งเพิ่ม ‘ภาพเตือนพิษบุหรี่’ บนซองให้ใหญ่ที่สุดในโลก   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/content/edu/324041

1 กุมภาพันธ์ 2556, 22:30 น.
Pic_324041

สธ.เตรียมชงร่างกฎหมาย คุมยาสูบใหม่ 2 ฉบับ ให้เพิ่มพื้นที่พิมพ์ 10 ภาพคำเตือนพิษบุหรี่ให้ใหญ่ขึ้นเป็นร้อยละ 85 ของพื้นที่ซองบุหรี่ ใหญ่ที่สุดในโลก‏…

เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 56 ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประชุมคณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติครั้งที่ 1 ปี 2556 และให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมวันนี้ได้พิจารณาวาระสำคัญคือ การออกร่างกฎหมายใหม่อีก 2 ฉบับ เพื่อควบคุมการบริโภคยาสูบ คือร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการเพิ่มพื้นที่รูปภาพและข้อความคำเตือนเกี่ยวกับพิษภัยของยาสูบ รวมทั้งช่องทางในการติดต่อเพื่อการเลิกบุหรี่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 85 ของพื้นที่บนซองบุหรี่ ใหญ่ที่สุดในโลก

นพ.ประดิษฐ กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน ยังพบว่า สถิติการสูบบุหรี่ในกลุ่มเยาวชนและประชาชนทั่วไปยังคงสูง ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติครั้งที่ 13 ในปี 2554 พบว่าในกลุ่มประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่มีจำนวน 53.9 ล้านคน เป็นผู้สูบบุหรี่ 11.5 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ  21.4 โดยสูบประจำ 9.9 ล้านคน สูบนานๆ ครั้ง 1.6 ล้านคน โดยอัตราของผู้สูบประจำเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ร้อยละ 18.4 ส่วนใหญ่เพิ่มในกลุ่มผู้ชาย รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขตระหนักถึงพิษภัย และอันตรายในการสูบบุหรี่ จึงได้จัดทำร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับใหม่ตามพระราชบัญญัติควบคุม ผลิตภัณฑ์ยาสูบ เตรียมบังคับใช้ 2 ฉบับ  ฉบับแรกคือ ร่างกฎกระทรวงฉบับที่.. พ.ศ…. กำหนดเรื่องการแจ้งรายการส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ยาสูบประเภทบุหรี่ชิกาแรต และบุหรี่ชิการ์ ที่ประชุมได้มีมติให้นำไปปรับปรุงและเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาอีกครั้ง คาดว่าอีกประมาณ 2 เดือนจะแล้วเสร็จ และฉบับที่ 2 คือร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขรูปภาพ ข้อความคำเตือนเกี่ยวกับพิษภัยและช่องทางติดต่อ เพื่อการเลิกยาสูบในฉลากของบุหรี่ซิกาแรต

สำหรับร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 2 คือการเปลี่ยนภาพคำเตือน เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเห็นผลกระทบต่อสุขภาพ และขยายขนาดภาพคำเตือนให้ใหญ่ขึ้นเป็นร้อยละ 85 ของพื้นที่ส่วนใหญ่ของซองบุหรี่ ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลก สื่อความหมายได้ชัดเจน ตรงไปตรงมาทั้ง 10 ภาพ ประกอบด้วย โปรดงดสูบบุหรี่ในบ้าน ควันบุหรี่ฆ่าเด็กได้ สูบบุหรี่ทำให้เป็นมะเร็งกล่องเสียง สูบบุหรี่ทำให้หัวใจวาย สูบบุหรี่ทำให้เส้นเลือดสมองแตก สูบบุหรี่ทำให้เป็นมะเร็งปาก สูบบุหรี่ทำให้เซ็กซ์เสื่อม สูบแล้วปากเหม็นบุหรี่ สูบบุหรี่ทำให้เป็นมะเร็งปอด และสูบแล้วทรมานจนตายจากถุงลมพอง โดยต้องพิมพ์เป็นภาพ 4 สี กำหนดให้ใช้พื้นที่ในการพิมพ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ของด้านที่มีพื้นที่มากที่สุด 2 ด้าน ถือว่าเป็นภาพคำเตือนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเดิมใช้พื้นที่ไม่เกินร้อยละ 55 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะลงนามในร่างกฎหมายใหม่ทั้ง 2 ฉบับ และมีผลบังคับใช้หลังวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา 180 วัน

ด้านปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีประเทศที่ใช้คำเตือนบนซองบุหรี่เป็นภาพ 63 ประเทศ  โดย 5 ประเทศที่มีภาพคำเตือนใหญ่ที่สุดคือ ออสเตรเลียใช้พื้นที่ร้อยละ 82.5 รองลงมาคืออุรกวัยและศรีลังกา ใช้พื้นที่ร้อยละ 80 บรูไนและแคนาดาใช้ร้อยละ 75 ในระดับอาเซียนมีเพียง 4 ประเทศที่ใช้ ได้แก่ บรูไน ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ไทยถือเป็นประเทศอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อปี 2548 โดยบรูไน และศรีลังกา ใช้ขนาดภาพคำเตือนใหญ่ที่สุดในอาเซียนและเอเชีย คือร้อยละ 75 และร้อยละ 80 ตามลำดับ โดยไทยถือเป็นประเทศที่ 4 ในโลกที่ใช้ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่เริ่มจาก 6 ภาพในปี 2548 เป็น 9 ภาพในปี 2550 และ 10 ภาพในปี 2552 บังคับให้พิมพ์โดยใช้พื้นที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 55 และเพิ่มการพิมพ์หมายเลขโทรศัพท์ 1600 ของศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติไว้ด้วย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 1 กุมภาพันธ์ 2556, 22:30 น.

เผย4ปีขรก.สธ.ผิดวินัย392ราย ลงโทษ39 วงเงินทุจริต51ล้าน   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/content/edu/324043

1 กุมภาพันธ์ 2556, 21:00 น.
Pic_324043

กระทรวงสาธารณสุข อบรมข้าราชการ ลูกจ้างประจำในสังกัดทั่วประเทศ ให้ใช้คุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล ปฏิบัติหน้าที่ หวังเป็นองค์กรปลอดทุจริต วอนภาคประชาชนร่วมสอดส่องเฝ้าระวังการทุจริต ประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ พบผลดำเนินงานรอบ 4 ปี เจ้าหน้าที่กระทำผิดวินัย 392 ราย ลงโทษ 39 ราย วงเงินทุจริต 51 ล้านบาทเศษ…

เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 56 ที่โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดอบรมผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และเครือข่ายภาคประชาชน เช่น นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ประมาณ 220 คน เรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จัดโดยกลุ่มเสริมสร้างวินัยและระบบคุณธรรม พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญเรื่องปัญหาทุจริตคอรัปชัน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและมีผลกระทบต่อหน่วยงานรัฐเป็นอันมาก โดยได้ประกาศนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนงานเชิงรุกในการต่อต้านทุจริตคอรัปชันในปี 2555 ภายใต้แนวคิด “ประเทศไทยก้าวไกลไร้ทุจริต” และเร่งรัดให้ทุกหน่วยราชการ ดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามทุจริตประพฤติมิชอบอย่างจริงจัง

ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก โดยเฉพาะสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดูแลระบบการบริหารจัดการด้านบริการรักษาพยาบาลของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และโรงพยาบาลทุกระดับทั่วประเทศกว่า 1 หมื่นแห่ง ตั้งเป้าหมายให้เป็นองค์กรปลอดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้จัดอบรมความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบการปฏิบัติงานต่างๆ ให้ข้าราชการ ลูกจ้างทุกคนที่มี 3 แสนกว่าคนยึดเป็นแนวทางปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ต้องไม่เป็นผู้ทุจริตทรัพย์สินราชการ ให้บริการประชาชนด้วยหลักธรรมคือ คุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล มีความซื่อสัตย์

นพ.สุพรรณ กล่าวต่อว่า ผลการดำเนินการด้านการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในรอบ 4 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2552-2555 มีข้าราชการ ลูกจ้าง กระทำผิดทางวินัยทุกกรณี รวมทั้งหมด 392 ราย โดยในปี 2552 มี 71 ราย ปี 2553 มี 101 ราย ปี 2554 มี 100 ราย และปี 2555 มี 120 ราย แยกเป็นชาย 220 ราย หญิง 172 ราย ในจำนวนนี้ ดำเนินการทางวินัยร้ายแรงคือไล่ออก รวม 67 ราย ปลดออก 35 ราย ส่วนที่เหลือเป็นโทษลดขั้นเงินเดือน ตัดเงินเดือน ภาคทัณฑ์

สำหรับกรณีทุจริต ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับเงินโดยตรง ในรอบปี 2552-2555 มีผู้กระทำผิดทุจริต 39 ราย เป็นชาย 23 ราย หญิง 16 ราย มูลค่าความเสียหายรวม 51 ล้านบาทเศษ ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างและด้านการเงิน ในปี 2552 ลงโทษ 7 ราย ความเสียหาย 37 ล้านกว่าบาท ปี 2553 ลงโทษ 9 ราย ความเสียหาย 5 ล้านกว่าบาท ปี 2554 ลงโทษ 10 ราย เสียหาย 2 ล้านกว่าบาท ในปี 2555 ลงโทษ 13 ราย ความเสียหาย 5 ล้านกว่าบาท จำนวนผู้กระทำผิดดังกล่าวถือว่ามีน้อยมาก มีประมาณร้อยละ 0.01 เท่านั้น เมื่อเทียบกับจำนวนของข้าราชการทั้งหมด ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้เร่งแก้ไขป้องกัน โดยในปีนี้ได้จัดอบรมความรู้ ความเข้าใจกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้เจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการเกี่ยวข้องระบบการเงิน การจัดซื้อจัดจ้างต่างๆหมุนเวียนทุกภาคตลอดปี มั่นใจว่าจะป้องกันปัญหาดังกล่าวได้

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังได้จัดอบรมให้ความรู้แก่เครือข่ายภาคประชาชน หรือภาคเอกชน เช่น ผู้รับจ้างเหมาบริการ ประชาชนทั่วไป นิสิต นักศึกษา บริษัท/ห้างร้าน มูลนิธิ สภาวิชาชีพทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อให้มีส่วนร่วมป้องกันปัญหาแจ้งเบาะแส และเฝ้าระวังการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐอีกทางหนึ่ง โดยเปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแส 3 ช่องทาง คือ 1. ทางตู้ ปณ.9 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข อ.เมือง จ.นนทบุรี 11004 2.ทางเว็บไซต์ศูนย์ประสานราชการใสสะอาด www.moph.go.th/ops/opct 3. ทางโทรศัพท์หมายเลข 0-2590-1314 เมื่อได้รับแจ้งแล้วจะดำเนินการตรวจสอบ สืบสวน สอบสวน และลงโทษผู้ที่กระทำความผิดตามกฎหมายต่อไป.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 1 กุมภาพันธ์ 2556, 21:00 น.

การโอบกอดเป็นยอดของขวัญถูกใจสตรีเช่นเดียวกับสบโอกาสได้ออกไปช็อปปิ้ง   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/content/edu/323766

1 กุมภาพันธ์ 2556, 12:00 น.
Pic_323766

การโอบกอด หรือการเอ่ยปากชมเชยทันที จะทำให้ผู้หญิงคู่ใจในชีวิตปลาบปลื้มได้มากที่สุด

ทั้งนี้ เป็นการค้นพบจากการสำรวจความเห็น สิ่งซึ่งทำให้สตรีอังกฤษพึงพอใจมาก 50 อย่างด้วยว่า การยกย่องชมเชย ทำให้คู่ขวัญยิ้มย่องผ่องใสได้ ไม่แพ้กับเมื่อมอบช่อดอกไม้ และซื้อของขวัญให้

รายงานผลการสำรวจยังกล่าวถึงสิ่งหนึ่งที่พวกเธอจะยิ้มออกไปตามๆกัน ก็คือเมื่อมีโอกาสได้ไปช็อปปิ้ง ซื้อหาน้ำหอมและชุดชั้นใน รวมทั้งซื้อน้ำยาทาเล็บ ได้ไปทำฟันให้ขาวสะอาดเป็นเงางาม.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 1 กุมภาพันธ์ 2556, 12:00 น.

เหล้าทำให้หลับง่ายแต่ขาดฝันหวานซ้ำยังทำให้หายใจติดขัดตะกุกตะกัก   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/content/edu/323765

1 กุมภาพันธ์ 2556, 10:00 น.
Pic_323765

ศูนย์โรคของการนอนแห่งลอนดอน กล่าวเตือนผู้ที่ดื่มเหล้าก่อนนอนว่า แม้ว่าอาจจะช่วยให้หลับง่าย แต่มันอาจจะไปรบกวนวงจรการนอนหลับตามปกติได้ ซึ่งหากขืนทำต่อไปอาจทำให้เป็นโรคนอนไม่หลับ

จริงอยู่แม้มันจะช่วยให้หลับเร็วขึ้น แต่มันจะเท่ากับริบเอาช่วงของการนอนหลับอันแสนสุขของเราไป นั่นคือ ยามฝัน

หมอเออร์ชาร์ด อิบราฮิม ประจำศูนย์ ได้กล่าวแสดงความเห็น ในวารสารการแพทย์ “โรคพิษสุราเรื้อรัง การวิจัยทางสถานพยาบาล” ว่า ไม่แนะนำให้ดื่มเหล้าก่อนนอน “แค่กรึ๊บสองกรึ๊บชั่ว 2-3 วันอาจไม่เป็นไร แต่ถ้าหากทำเป็นประจำ อาจสร้างปัญหายุ่งยากได้ หากว่ากินเหล้าควรจะทิ้งเวลาก่อนนอนอาไว้สัก 1 ชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมง เพื่อรอให้ฤทธิ์เหล้าคลายลงเสียก่อน ผู้ที่ต้องกินเหล้าก่อนนอน จะทำให้นอนหลับไม่สนิท และทำให้กลายเป็นคนนอนกรนได้”

หมอชี้ให้เห็นต่อไปว่า “หากกินมาก มันอาจไปกดการหายใจของเรา ทำให้คนไม่เคยกรน ก็กลายเป็นคนนอนกรน และอาจจะเกิดหยุดหายใจระหว่างหลับเป็นพักๆ เพราะการหายใจติดขัด”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 1 กุมภาพันธ์ 2556, 10:00 น.

สธ.สร้างสถิติโลก ส่งแพทย์200 รักษาคน7,000 ลงกินเนสส์บุ๊ก   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/content/edu/323790

31 มกราคม 2556, 18:37 น.
Pic_323790

สธ.ร่วมสร้างสถิติโลก ส่งทีมแพทย์เฉพาะทางทุกสาขา ออกหน่วยแพทย์อาสา 200 คน ตรวจรักษาโรคฟรี ประชาชน 7,000 คน เฉลิมพระเกียรติ “ในหลวง-ราชินี” ลงกินเนสส์บุ๊ก…

เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2556 ณ ห้องประชุมแพทยสภา สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.โสภณ เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ศ.คลินิก นพ.อำนาจ กุสลานันท์ นายกแพทยสภา ศ.นพ.อดิศร ภัทราดูลย์ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติ นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และนายวิเชียร ชุบไธสง เลขาธิการสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า ร่วมกันแถลงข่าว โครงการหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติ  เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยรวมใจแพทย์ไทยทุกสาขาออกหน่วยแพทย์อาสา ในวันอาทิตย์ที่ 17 มี.ค. 2556 ณ โรงเรียนบางปะอินราชานุเคราะห์ 1 จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนใน จ.พระนครศรีอยุธยา มารับบริการประมาณ 7,000 คน

ศ.คลินิก นพ.อำนาจ กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการแพทยสภาครั้งที่ 11/2555 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 พ.ย. 2555 มีมติเห็นชอบให้จัดโครงการหน่วยแพทย์เฉพาะทางอาสาร่วมใจเฉลิมพระเกียรติ โดยมีนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาล สำหรับผู้บริหารทางการแพทย์รุ่นที่ 1 แพทยสภา ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า เป็นผู้ริเริ่มโครงการ โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันทางการแพทย์ทั่วประเทศ ซึ่งโครงการออกหน่วยแพทย์เฉลิมพระเกียรตินี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลให้เป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก ด้วยการดำเนินการขอบันทึกสถิติแพทย์เฉพาะทางที่มาออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เป็นจำนวนมากที่สุด ลงในหนังสือ “สถิติโลกกินเนสส์บุ๊ก” (Guinness Book World Record) เป็นการเทิดพระนามและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงห่วงใยในการสาธารณสุขเพื่อประชาชนมาโดยตลอด ซึ่งเป็นกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ เพื่อส่งเสริมสุขภาพพลานามัยที่ดีของประชาชนในชุมชน รวมทั้งสร้างธรรมาภิบาลในการมีส่วนร่วมของแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ทุกสาขา กำหนดจัดในวันอาทิตย์ที่ 17 มี.ค. 2556 ที่โรงเรียนบางปะอินราชานุเคราะห์ 1 จ.พระนครศรีอยุธยา คาดว่าจะมีประชาชนใน จ.พระนครศรีอยุธยา และจังหวัดใกล้เคียงมารับบริการประมาณ 7,000 คน

ด้าน นพ.ชลน่าน กล่าวว่า การจัดบริการผู้เจ็บป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์เฉพาะทางของกระทรวงสาธารณสุข จะใช้ระบบการส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลที่มีศักยภาพ ซึ่งส่วนใหญ่โรงพยาบาลเหล่านี้มักอยู่ใน กทม. หรือในจังหวัดใหญ่ๆ ทำให้ประชาชนต้องรอคิวในการรักษาพยาบาลค่อนข้างยาว ซึ่งได้พยายามแก้ไขปัญหามาโดยตลอด การจัดหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางออกไปให้บริการประชาชนในครั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงพื้นที่ให้บริการที่ด้อยคุณภาพ แต่เป็นการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ได้รับการรักษาเบื้องต้นมาแล้ว และส่งต่อมา ให้มีโอกาสได้รับการรักษาโรคเฉพาะทางในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ต้องรอคิวนานจนเกินไป ในการดำเนินงานครั้งนี้ กระทรวงได้ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประสานเตรียมจัดพื้นที่โรงเรียนบางปะอินราชานุเคราะห์ 1 จ.พระนครศรีอยุธยา ให้เป็นโรงพยาบาลสนามเคลื่อนที่ สามารถตรวจรักษา ผ่าตัดแก่ผู้ป่วยที่มาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา และจังหวัดใกล้เคียง ในเครือข่ายบริการที่ 4 ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี สระบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นครนายก

ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขได้สนับสนุนแพทย์เฉพาะทางพยาบาล และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จากกรมอนามัย และโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ ร่วมจัดบริการร่วม โดยให้บริการโรคเฉพาะทาง เช่น โรงพยาบาลเลิศสิน ผ่าตัดผู้ป่วยที่มีปัญหานิ้วล็อก   สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ตรวจมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม (Mammogram) โดยรถตรวจมะเร็งเต้านมเคลื่อนที่ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ตรวจพัฒนาการเด็ก ตรวจการได้ยิน โรงพยาบาลวัดไร่ขิงร่วมกับโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ตรวจวัดสายตาและตัดแว่นให้ฟรี และได้ร่วมกับราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ รพ.พระพุทธชินราช พิษณุโลก รพ.ขอนแก่น ตรวจและรักษาจอประสาทตาด้วยเลเซอร์ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน สถาบันประสาทวิทยาตรวจโรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ กรมอนามัยร่วมตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังให้บริการตรวจโรคทั่วไป ซึ่งประชาชนยังมีความต้องการบริการ ได้จัดทีมแพทย์จากโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลใน จ.พระนครศรีอยุธยา และโรงพยาบาลใกล้เคียง เช่น โรงพยาบาลสระบุรี   อ่างทอง ราชบุรี และสุพรรณบุรี ร่วมให้บริการ ในส่วนของการเตรียมการคัดกรอง เพื่อส่งตัวผู้ป่วยมารับการรักษาต่อที่หน่วยแพทย์อาสา ได้ให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ร่วมกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียง นัดหมายและนำผู้ป่วยที่อยู่ในการคัดกรองเบื้องต้น มารับการตรวจรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในวันจัดกิจกรรม ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการ ไม่มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายที่ได้รับตามสิทธิ รวมทั้งเรื่องยาและเวชภัณฑ์ที่ต้องการเพิ่มเติม องค์การเภสัชกรรมจะให้การสนับสนุน

ขณะที่ ศ.นพ.อดิศร กล่าวว่า หลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาล สำหรับผู้บริหารทางการแพทย์ จัดทำขึ้นโดยสถาบันแพทยสภาในฐานะสภาวิชาชีพเวชกรรมร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะที่เป็นสถาบันการศึกษาด้านการเมือง การปกครอง กฎหมาย และเศรษฐศาสตร์อันดับสูงสุดของประเทศ ภายใต้รัฐสภาในรุ่นที่ 1 ได้เปิดการศึกษาอบรมตั้งแต่วันที่ 27 ก.ย. 2555 ถึง 17 มี.ค. 2556  มีผู้เข้ารับการศึกษาอบรมทั้งหมด 120 คน ประกอบด้วย แพทย์และวิชาชีพสายแพทย์ 70 คน ซึ่งมาจากโรงพยาบาลสถาบันโรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาล สามเหล่าทัพ โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลภาคเอกชน อีก 40 คนมาจากข้าราชการพลเรือน ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ประกอบการหรือบุคคลทั่วไปที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางด้านสาธารณสุข

นักศึกษาที่เรียนในหลักสูตรมีความมุ่งหวังที่จะจัดทำกิจกรรมเพื่อประชาชน โดยจะจัดหน่วยแพทย์เฉพาะทางเคลื่อนที่ไปให้บริการกับประชาชนอย่างครบวงจร ซึ่งรวมถึงการตรวจคัดกรอง การส่งเสริมสุขภาพ การรักษาระดับปฐมภูมิจนถึงระดับตติยภูมิ โดยมีแพทย์อาสาสมัครเข้าร่วมโครงการอาสาสมัครจำนวนมากที่สุดเป็นครั้งแรกในโลก โดยแบ่งกลุ่มการให้บริการออกเป็น 3 กลุ่มได้แก่ 1. การตรวจคัดกรอง 2. การรักษาพยาบาล และ 3. การส่งเสริมสุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนแสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องด้วยทั้งสองพระองค์ทรงห่วงใยในทุกข์สุขของราษฎรมาโดยตลอด 2. เพื่อลดปัญหาการเข้าถึงการรักษาในระดับทุติยภูมิและตติยภูมิในพื้นที่ใกล้เคียงจุดออกหน่วย 3. เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับระบบสาธารณสุขไทย ในการบริการทางด้านสุขภาพกับประชาชน 4. เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของหลายหน่วยงานในการให้บริการทางด้านสาธารณสุขแก่ประชาชน

ทั้งนี้ การออกหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติ จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 17 มี.ค. 2556 ณ โรงเรียนบางปะอินราชานุเคราะห์ 1 จ.พระนครศรีอยุธยา โดยประชาชนชาวพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียง จะได้รับการบริการทางด้านสาธารณสุขอย่างครบวงจร เกิดปรากฏการณ์ใหม่ในวงการสาธารณสุขของประเทศไทย ที่ได้รับความสนใจจากทุกมุมโลก โดยมีการบันทึกในกินเนสส์บุ๊ก (Guinness Book World Record) ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทางการแพทย์ ในการให้บริการทางการแพทย์อย่างครบวงจร ได้แก่ การคัดกรองโรคต่างๆ การส่งเสริมสุขภาพ การรักษาระดับปฐมภูมิ และมีระบบการส่งต่อผู้ป่วยรักษาระดับตติยภูมิ กรณีที่ต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยมีแพทย์จากหน่วยงานทางการแพทย์ รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ รวมพลังกันจัดโครงการนี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลที่พระราชทานให้ประชาชนชาวไทย คาดว่าจะมีแพทย์เฉพาะทางร่วมให้บริการมากที่สุดในโลก ไม่ต่ำกว่า 200 คน มีคลินิกให้บริการ 15 คลินิก ให้บริการประชาชนประมาณ 7,000 คน

ส่วนนายวิทวัส ชัยภาคภูมิ รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า สถาบันพระปกเกล้า เป็นสถาบันทางวิชาการชั้นนำ ที่มุ่งไปสู่ความเป็นเลิศในการพัฒนาประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างยั่งยืน พันธกิจหลักหนึ่งที่สำคัญของสถาบันคือ ด้านการศึกษาอบรม ตลอดทศวรรษที่ผ่านมาได้จัดหลักสูตรในระดับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม การปกครองส่วนท้องถิ่น การระงับข้อพิพาทขัดแย้ง และเสริมสร้างสังคมให้เกิดความสันติสุข รวมถึงการสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

โดยทางสถาบันฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับทางแพทยสภา ในฐานะสภาวิชาชีพเวชกรรม จัดอบรมหลักสูตรธรรมาภิบาล สำหรับผู้บริหารทางการแพทย์ โดยในหลักสูตรนี้มุ่งที่จะบูรณาการองค์ความรู้ในเรื่องธรรมาภิบาล ตลอดจนความเข้าใจ และประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญแก่ผู้บริหารสายแพทย์และสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลิตบุคลากรที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในการสร้างความเจริญพัฒนาของประเทศไทยต่อไป การที่นักศึกษาในหลักสูตรดังกล่าว มีความตั้งใจจัดโครงการหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งถือว่ากิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เพื่อส่งเสริมสุขภาพพลานามัยที่ดีของประชาชนในชุมชน อีกทั้งเป็นการสะท้อนถึงมิติการมีส่วนร่วมของแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ทุกสาขา ซึ่งเป็นหลักสำคัญหนึ่งของการสร้างธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้าจึงขอสนับสนุนการจัดโครงการหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติ เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในครั้งนี้ และพร้อมที่จะสนับสนุนในด้านต่างๆ เพื่อให้การดำเนินโครงการนี้ประสบความสำเร็จ

ทางด้านนายวิเชียร ชุบไธสง เลขาธิการสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า สมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า เป็นศูนย์รวมนักศึกษาศิษย์ปัจจุบัน และศิษย์เก่าของสถาบันพระปกเกล้า และมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การสนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมของสถาบันพระปกเกล้า หรือของนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า การที่นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลสำหรับผู้บริหารทางการแพทย์ รุ่นที่ 1 ได้จัดทำโครงการหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนแสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เห็นได้ว่าเป็นแบบอย่างที่ดีในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเจ็บป่วย โดยคณะแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่จะมีขึ้นในประเทศไทย ดังนั้น สมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า จึงได้ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้โดยให้การสนับสนุนในทุกด้านอย่างเต็มที่.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการศึกษา
  • 31 มกราคม 2556, 18:37 น.

เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภครณรงค์’ปั่นจักรยานทวงสิทธิคืน’   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/content/edu/323785

31 มกราคม 2556, 16:46 น.
Pic_323785

เครือข่ายองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค รณรงค์ “ปั่นจักรยานทวงสิทธิของคุณคืนมาด้วยมาตรา 61″ หลังจากที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการร่วมสองสภาฯ…

เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 56 น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวถึงกฎหมายฉบับนี้ว่า “เป็นกลไกใหม่ที่เป็นความหวังของผู้บริโภค ที่จะช่วยสนับสนุนให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองมากขึ้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายในการทำกฎหมาย ว่าจะเป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับผู้บริโภค หรืออาจจะตกไป เพราะไม่ได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองสภา และหากเป็นแบบนั้น ก็ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งเรื่องนี้ใหม่ ถ้าทั้ง 2 สภา เห็นชอบ (รับ) กฎหมายฉบับนี้ นายกรัฐมนตรีก็นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศได้เลย แต่ถ้าสภาใดสภานึงไม่เห็นชอบกฎหมายฉบับนี้ก็ตกไป แต่ถ้าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ แต่วุฒิสภาไม่เห็นชอบ วุฒิสภาจะต้องดำเนินการส่งร่างพระราชบัญญัติคืนให้สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสภาผู้แทนราษฎร สามารถนำร่างกฎหมายองค์การอิสระนี้ขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้เมื่อพ้นกำหนด 180 วัน และถ้าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนฯ ให้ถือว่าร่าง พ.ร.บ.ได้รับความเห็นชอบ ซึ่งในการมาทำกิจกรรมปั่นจักรยานรณรงค์ในวันนี้ ก็เพื่อให้ประชาชนในฐานะผู้บริโภคได้รู้จักมาตรา 61 องค์การอิสระ เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคและรับทราบประโยชน์ที่จะได้รับจากการมีกฎหมายฉบับนี้ และขอให้ผู้บริโภคช่วยทำความเข้าใจกับ ส.ส. และ ส.ว. ที่ท่านรู้จัก ให้สนับสนุนกฎหมายฉบับดังกล่าว

ทางด้าน น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค กล่าวว่า ตนและเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคทั่วประเทศ ได้เฝ้ารอกฎหมายฉบับนี้มาเป็นเวลากว่า 15 ปี กฎหมายฉบับนี้ก็ยังไม่คลอดออกมา เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคจึงได้ร่วมกันรณรงค์ในจังหวัดต่างๆ เช่น การจัดทำรถแห่ สปอตวิทยุ เสียงตามสาย การเข้าพบนักการเมืองที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้สนับสนุนกฎหมาย รวมถึงการรวบรวมทำรายชื่อประชาชนที่สนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ ไปยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 6 ก.พ. 2556 ต่อไป และสุดท้ายฝากความหวังเรื่องนี้ว่า เมื่อรัฐบาลได้ตัดสินใจเดินหน้ากฎหมายฉบับนี้แล้ว ก็ขอให้เดินให้สุดทาง เพราะเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งผลงานที่รัฐบาลนี้ฝากไว้กับประชาชน”

ทั้งนี้ เครือข่ายองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคได้เชิญชวนผู้บริโภค “ปั่นจักรยานทวงสิทธิของคุณคืนมาด้วยมาตรา 61” ครั้งที่ 2 วันเสาร์ที่ 2 ก.พ. เวลา 11.00 น. ณ สวนรถไฟ และครั้งที่ 3 วันพุธที่ 6 ก.พ. เวลา 08.00 น. ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า ไปอาคารรัฐสภา.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการศึกษา
  • 31 มกราคม 2556, 16:46 น.

อย.เตือนใช้’ยาเสียสาว’ เสี่ยงคุก20ปี คนขาย-นำเข้าโดนด้วย   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/content/edu/323783

31 มกราคม 2556, 15:37 น.
Pic_323783

อย. เตือนอย่านำยาเสียสาวไปใช้ในทางที่ผิด ขู่ผู้ผลิต ขาย นำเข้า หรือส่งออก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี – 20 ปี แนะหลัก 7 ข้อลดเสี่ยงถูกมอมเมา …

วันที่ 31 ม.ค. นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยถึงข่าวการจับยาเสียสาว จีเอชบี ที่กำลังแพร่ระบาดในสถานบันเทิงจังหวัดเชียงใหม่ ว่า จีเอชบี (GHB หรือ Gamma-hydroxybutyrate) ในยุโรปรู้จักกันในชื่อ Gamma-OH ในอเมริกาเรียกว่า GHB ไม่มีการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ทั้งนี้ ในอดีตในต่างประเทศมีการใช้ จัดอยู่ในกลุ่มวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภท 1 ตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ทางการแพทย์ใช้เป็นยาสลบ ยานอนหลับ ยารักษาภาวะง่วงหลับ ใช้สำหรับช่วยในการคลอด ตลอดจนใช้รักษาผู้ป่วยโรคพิษสุราเรื้อรัง นอกจากนี้ยังพบว่าได้มีการนำไปใช้เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เนื่องจากมีฤทธิ์ในการกระตุ้นการหลั่งของ growth hormone และกระตุ้นกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนของร่างกาย ภายหลังการใช้ยานี้แล้วทำให้ผู้ใช้มีความรู้สึกสบาย เกิดภาวะคล้ายผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ จึงทำให้มีการนำไปใช้ในทางที่ผิด จากข้อมูลการใช้ยาในทางที่ผิดในต่างประเทศพบว่า มีการนำ จีเอชบี มาใช้ทดแทน ยาอี หรือ เอ็กซ์ตาซี่ เนื่องจากมีฤทธิ์ที่คล้ายคลึงกัน อาการอันไม่พึงประสงค์ ได้แก่ อาการง่วงนอน มึนงง คลื่นไส้ อาเจียน เคลื่อนไหวลำบาก แต่ในขนาดยาที่สูงมากอาจทำให้เกิดการกดการทำงานของหัวใจ กดการหายใจ ชักและหมดสติ การใช้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น ใช้ในขนาดที่สูงมาก หรือใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์และยากดประสาทชนิดอื่นๆ จะทำให้เกิดการชัก หมดสติ ถึงเสียชีวิตได้

จากการนำไปใช้ในทางที่ผิดโดยการนำไปมอมสาวเพื่อล่วงละเมิดทางเพศ อย.จึงได้ประกาศกำหนดให้เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภท 1 ห้ามใช้ทุกกรณี รวมทั้งในทางการแพทย์ ผู้ผลิต ขาย นำเข้า หรือส่งออก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000-400,000 บาท ผู้เสพ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท ขณะนี้ อย.เวียนแจ้งขอความร่วมมือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและกรมศุลกากรในการเฝ้าระวังแล้ว

เลขาธิการ อย. กล่าวว่า เนื่องจากจีเอชบี ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่สามารถสังเกตหรือดมได้ ดังนั้นจึงขอเตือนให้ระมัดระวัง โดยเฉพาะหญิงสาวที่ไปเที่ยวตามสถานบันเทิงต่างๆ โดยยึดหลัก 7 ไม่ คือ 1. ไม่ไปร่วมงานคนเดียว ควรมีเพื่อนที่ไว้ใจได้ไปด้วย 2. ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หากต้องดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ให้ดื่มพอประมาณ เพื่อให้มีสติอยู่ตลอดเวลา 3. ไม่รับเครื่องดื่มจากคนที่เราไม่รู้จักดี หรือไม่สามารถเชื่อใจได้ 4. ไม่ดื่มอย่างรวดเร็ว เพราะหากเครื่องดื่มถูกใส่ยาลงไปจะได้มีเวลาที่จะระวังตัวได้ทัน 5. ไม่ดื่มเครื่องดื่มแก้วเดียวกับผู้อื่น 6. ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่อยู่ในภาชนะที่มีปากกว้าง เช่น อ่างใส่พั้นช์ เพราะง่ายต่อการถูกใส่ยาหรืออาจถูกใส่ยาไปแล้ว และ 7. ไม่ควรละสายตาจากเครื่องดื่มของตน หากต้องเข้าห้องน้ำหรือออกไปเต้นรำ กลับมาแล้วควรเปลี่ยนแก้วใหม่ทันที ควรสังเกตภาชนะบรรจุว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อย ไม่มีร่องรอยเจาะหรือรอยปิดด้วยเทปหรือผ่านการเปิดฝามาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือน้ำอัดลม และเมื่อดื่มเครื่องดื่มแล้วพบว่ารสหรือกลิ่นของเครื่องดื่มเปลี่ยนไป ควรหลีกเลี่ยงการดื่มต่อ และเมื่อดื่มแล้วมีอาการแปลกๆ หรือรู้สึกเมาหลังจากดื่มไปได้เพียงเล็กน้อย ให้รีบขอความช่วยเหลือจากเพื่อนที่ไว้ใจ ปฏิเสธความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้า เพราะอาจจะเป็นคนที่ลอบวางยาได้.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการศึกษา
  • 31 มกราคม 2556, 15:37 น.

คนอ้วนจะเปราะบางกว่าน้ำหนักปกติ เวลาเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันขึ้น   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/content/edu/323526

31 มกราคม 2556, 12:00 น. 

Pic_323526

วารสารการแพทย์ “เวชศาสตร์ฉุกเฉิน”ของสหรัฐฯ รายงานว่า ได้มีการศึกษาพบว่า คนอ้วนที่มีดัชนีมวลกายเกิน 30—35 จะมีโอกาสที่จะเสียชีวิตเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์สูงกว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวปกติถึงร้อยละ 20 ยิ่งถ้าหากผู้เป็นโรคอ้วนมีดัชนีมวลกายสูงเกิน 40 ขึ้นไป จะยิ่งมีหวังลงเอยด้วยการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 80

ดัชนีมวลกาย เป็นสูตรคำนวณความอ้วนตามหลักสากลนิยม ใช้น้ำหนักตัวคิดเป็น กก.หารด้วยความสูงเป็นเมตร ยกกำลังสอง ผลลัพธ์ (เกิน 30)  ถือว่าอ้วน น้อยกว่านั้น (18.5-23) ถือว่าปกติ (ต่ำกว่า 20) ถือว่าผอม

การศึกษาหลังสุดนี้ ได้วิเคราะห์จากข้อมูล ที่ได้จากคนขับรถ ที่มีส่วนในการเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ในอเมริกา เมื่อระหว่าง พ.ศ.2539- 2551

นักวิจัยกล่าวว่า สาเหตุอันหนึ่งที่ผู้ที่อ้วนเกิน มีโอกาสที่จะเสียชีวิตสูงกว่าคนน้ำหนักปกติ ก็เพราะว่าคนอ้วนมักจะมีโรคอื่นร่วมอยู่ด้วย นอกจากนั้น คนผอมก็เสี่ยงกับการเสียชีวิตสูงด้วยเหมือนกัน หากจะเป็นแต่เฉพาะผู้ชายเท่านั้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 31 มกราคม 2556, 12:00 น.

ออกกำลังให้ดีต้องฟังเพลงคลาสสิก บันดาลให้หัวใจเต้นช้าความดันลด   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/content/edu/323524

31 มกราคม 2556, 10:00 น.
Pic_323524

นักประสาทวิทยาพบว่า การฟังเพลงคลาสสิกขณะออกกำลัง จะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายอัตราการเต้นของหัวใจช้าลง และความดันโลหิตลดต่ำลงด้วย

พวกเขาได้ศึกษาอิทธิพลของเพลงแบบต่างๆ เปรียบเทียบกันดู แม้จะพบว่าเพลงส่วนใหญ่จะช่วยให้สามารถออกกำลังได้หนักหน่วงและนานขึ้น แต่เพลงคลาสสิกยังให้ประโยชน์ได้มากกว่านั้น โดยเฉพาะลักษณะที่ทำให้ผ่อนคลายสบายอกสบายใจของดนตรีคลาสสิก ยังบันดาลให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง ทั้งยังทำให้ความดันโลหิตต่ำลงด้วย “ดนตรีที่ฟังแล้ว ทำให้สบายอกสบายใจ จะแสดงให้เห็น โดยทำให้ระดับคอร์ติโซล อันเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวเนื่องกับความเครียดในตัวลดต่ำลง”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 31 มกราคม 2556, 10:00 น.

สตรีที่ต้องตัดรังไข่อาจความจำเสื่อมเมื่อแก่ ขาดฮอร์โมนของเพศหญิงช่วยรักษาสมอง   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/content/edu/323523

31 มกราคม 2556, 08:00 น.
Pic_323523

สตรีที่โดนถูกตัดรังไข่ออก อาจจะมีสติปัญญาเสื่อมถอยตอนแก่ตัวลงได้ โดยมากมักจะเป็นกับผู้ที่ยังอยู่ในวัยสาว แต่ต้องถูกผ่าตัดออกเพราะเป็นโรคมะเร็ง

นักวิทยาศาสตร์อังกฤษได้ศึกษาคนไข้สตรีที่มีวัยระหว่าง 53-100 ปีจำนวนหนึ่ง ซึ่ง 1 ใน 3 ของคนเหล่านี้เคยถูกผ่าตัดเอารังไข่ออก การผ่าตัดแบบนี้มักจะทำเมื่อมีการตัดมด-ลูกออก

นักวิจัยได้ทดสอบวัดความว่องไวในการคิดและการจดจำ และได้พบว่า ผู้ที่ต้องโดนผ่าตัดตั้งแต่อายุยังน้อย ความสามารถในการคิดอ่านและความจำบางอย่างจะเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความจำระยะยาวในเรื่องแนวความคิดและการคิด กับความจำที่อาศัยเหตุการณ์ จะถูกกระทบกระเทือนมาก

นักวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ดแห่งสหรัฐฯ กล่าวให้ความเห็นว่า มันส่อให้เห็นถึงความสำคัญของการบำบัดด้วยการให้ฮอร์โมนทดแทน เนื่องจากรังไข่มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพศหญิงเอสโทรเจน ซึ่งเชื่อกันว่าช่วยป้องกันสติปัญญาเสื่อมได้.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 31 มกราคม 2556, 08:00 น.

อย.พบผักต่างประเทศหลายชนิดปนเปื้อนสารเคมี   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/content/edu/323629

31 มกราคม 2556, 05:15 น.
Pic_323629

ตะลึง! อย.พบผักต่างประเทศหลายชนิดปนเปื้อนสารเคมี  สั่งฟันบริษัทนำเข้า พร้อมเรียกคืนสินค้าออกจากท้องตลาดทันที …

นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ในช่วงเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา อย.ได้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 จำนวน 59 ราย พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 จำนวน 17 ราย พ.ร.บ.เครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2531 จำนวน 10 ราย และ พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2535 จำนวน 5 ราย รวมทั้งสิ้น 91 ราย คิดเป็นมูลค่า 1,155,000 บาท ทั้งนี้ จากการตรวจสอบอาหารนำเข้าจากต่างประเทศ พบสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชในผักผลไม้ต่างๆ ได้แก่ บล็อกโคลี กะหล่ำดอก กะหล่ำปลีสีม่วง แครอทแห้ง แก้วมังกรสด จึงได้ดำเนินคดีในข้อหานำเข้าเพื่อจำหน่ายอาหารผิดมาตรฐาน ขณะเดียวกันยังพบวัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล โซเดียมไซคลาเมต ไม่เป็นไปตามมาตรฐานกำหนด ในมะเขือเทศอบแห้ง และยังพบวัตถุกันเสียในซอฟต์เค้กสอดไส้ครีมรสสตรอเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ฟรุตเบส เพรพเพอ–เรชั่น ซึ่งถือว่ามีความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศกระทรวงสาธารณสุข

นพ.บุญชัยกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ อย.ได้ดำเนิน คดีกับบริษัทผู้นำเข้า พร้อมทั้งเรียกคืนสินค้ารุ่นที่มีปัญหาออกจากท้องตลาดทันที และอยากเตือนผู้บริโภคว่า อย่าซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้ขออนุญาตจาก อย.ทุกชนิด เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองเงินทองโดยไม่ได้ผลตามที่โฆษณาอวดอ้างและยังอาจได้รับอันตรายจากผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม หากพบผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้ขออนุญาตจาก อย. หรือพบการโฆษณาหลอกลวงสามารถร้องเรียนได้ที่โทร. 1556.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการศึกษา
  • 31 มกราคม 2556, 05:15 น.

กินยาแอสไพรินประจำนานเป็นแรมปีอาจเกิดพิษสะสมไปปะทุออกที่ตา   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/content/edu/323323

30 มกราคม 2556, 10:00 น.
Pic_323323

วารสารการแพทย์ “แพทย์อายุรกรรม” ของสหรัฐฯกล่าวว่า ผู้ที่กินยาแอสไพรินอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลาแรมปี อย่างผู้ที่เป็นโรคหัวใจ อาจจะเกิดอาการตาบอดแบบหนึ่งขึ้นได้

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งซิดนีย์ ได้ตรวจสอบผู้ที่มีวัย 60 ปี จำนวน 2,389 คน พบว่าคนที่กินยาแอสไพรินอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ร้อยละ 9.3 เสี่ยงกับการเป็นโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมสูง 2 เท่า โรคจะทำให้มีอาการบวมและตกเลือดในลูกตา จอตาเสียหาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เสียหายลงภายในไม่กีี่วัน

รายงานกล่าวว่า “ความเสี่ยงมักจะพบในผู้ที่กินมานานเป็นเวลาระหว่าง 10-15 ปี ส่อว่าข้อสำคัญอยู่ที่โทษจากการสะสมมานาน  อย่างไร ก็ตาม คณะนักวิจัยกล่าวชี้แจง ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะแนะนำให้เปลี่ยนไปกินยาอื่นแทนผู้ป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด มักถูกแนะนำให้กินยาแอสไพรินในปริมาณน้อยไว้ทุกวันเพื่อป้องกันการเป็นอัมพาต หรือหัวใจวายและบางคนยังเชื่อว่า มันอาจช่วยป้องกันมะเร็งได้ด้วย.”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการศึกษา
  • 30 มกราคม 2556, 10:00 น.