Archive for the ‘มันมากับอาหาร’ Category

มันอยู่ใน…แซนด์วิชทูน่า   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/322221

25 มกราคม 2556, 05:00 น.
Pic_322221

แซนด์วิช เป็นอาหารด่วนที่มีกำเนิดมาตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้รับอิทธิพลมาจากการค้าขายระหว่างประเทศในสมัยนั้น แล้วได้รับความนิยมมาจนกระทั่งทุกวันนี้

แซนด์วิชในปัจจุบันมีให้เลือกมากมายหลายชนิดและหลากรสชาติ แบบฝรั่งแท้ และไทยแท้ ฝรั่งแท้ จะเป็นพวกแฮมชีส สลัดทูน่า แต่อาจไม่ถูกปากคนไทยมากนัก

พ่อค้าแม่ค้าจึงนำมาดัดแปลงรสชาติให้ใกล้เคียงกับอาหารไทย เช่น รสน้ำพริกเผาหมูหยอง และอื่นๆ ตามแต่จะคิดค้น แซนด์วิชนั้นซื้อที่ไหน

ก็อร่อยเหมือนกัน แต่อาจแตกต่างกันที่ความสะอาดของคนปรุง เพราะทุกขั้นตอนของการทำแซนด์วิชจะต้องสัมผัสมือของคนปรุงทั้งสิ้น

หากผู้ปรุงไม่รักษาสุขลักษณะ หรือภาชนะที่สัมผัสกับส่วนผสมแซนด์วิชไม่สะอาดเพียงพอ หรือแซนด์วิชที่ปรุงเสร็จแล้วถูกเก็บรักษาอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ อาจทำให้มีเชื้อก่อโรค เช่น สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส ปนเปื้อนได้

เชื้อตัวนี้ปกติถูกทำลายได้ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มันผลิตสารพิษที่เรียกว่า enterotoxins ขึ้นมา นั่นแปลว่าอันตราย เพราะมันสามารถทนความร้อนได้เกินกว่า 300 องศาเซลเซียส และทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรง ท้องเดิน ปวดท้อง ตะคริวที่ท้อง ชักกระตุก หนาวสั่น อ่อนเพลีย ช็อกและอาจเป็นลมได้ แทนที่จะได้ทานแซนด์วิชอย่างมีความสุข อาจกลายเป็นต้องไปลิ้มรสน้ำเกลือในโรงพยาบาลก็เป็นได้

วันนี้ มันมากับอาหาร ได้สุ่มตัวอย่างแซนด์วิชทูน่า 5 ตัวอย่าง จากร้านค้าริมบาทวิถีในย่านต่างๆ ของกรุงเทพฯ เพื่อนำมาหาการปนเปื้อนของเชื้อสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส เป็นเรื่องที่น่ายินดีของคนไทยที่ครั้งนี้ไม่พบเชื้อสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส ปนเปื้อนในแซนด์วิชทูน่าเลย

ผู้ผลิตในวันนี้ให้ความสำคัญต่อสุขลักษณะและความสะอาดในระหว่างปรุง เพื่อให้ผู้บริโภคมีความปลอดภัยจากการทานอาหารมากยิ่งขึ้น…

สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 25 มกราคม 2556, 05:00 น.

มันมากับ…กาแฟ ลดความอ้วน   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/320783

18 มกราคม 2556, 05:00 น.
Pic_320783

ผู้หญิง กับความสวยงามเป็นของคู่กัน จะด้วยหน้าตาที่สวยงาม หรือรูปร่างที่สมส่วนต่างเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ หากมีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาข้างต้นไม่ครบก็ต้องดิ้นรนหาทางเพิ่มเติมในส่วนที่สึกหรอ หรือไม่สมบูรณ์ หรือไม่พึงพอใจ

แล้วแต่ว่าใครจะเลือกวิธีทาน หรือวิธีฉีด ก็จะเลือกตามความพึงพอใจ และจำนวนเงินในกระเป๋า

จากการสอบถามคนใกล้ๆ ตัว มักให้คำตอบเป็นเสียงเดียวกันว่านิยมวิธีทาน เนื่องจากราคาไม่แพง และหากเริ่มมีอาการผิดปกติ ก็เลือกที่จะไม่ทานต่อได้ ที่เห็นเป็นที่นิยมทานกันจนเกร่อขณะนี้คงหนีไม่พ้น กาแฟลดความอ้วนหลากหลายยี่ห้อ ทั้งผลิตในไทยและนำเข้าจากต่างประเทศ ที่มีคุณสมบัติสามารถลดน้ำหนักได้ในระยะเวลาสั้นๆ คือ ดื่มแล้วไม่อยากอาหาร

ทุกวันนี้ ดื่มกันจนนิยมไปทั่วประเทศและลามถึงขั้นส่งไปต่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรป อีกด้วย

แต่ที่ไม่ธรรมดาคือ กาแฟลดความอ้วนที่ว่านี้ สหภาพยุโรปตรวจพบสารไซบูทรามีน (Sibutramine) ซึ่งเป็นสารต้องห้ามในกาแฟลดความอ้วนที่ส่งไปจากไทยทางพัสดุไปรษณีย์ถึง 9 ครั้ง (ก.ย.— ธ.ค.2555)

ในช่วง 4 เดือน ตรวจพบสารต้องห้ามทั้งหมด 9 ครั้ง เกิดอะไรขึ้น ผู้ผลิตไม่รู้ถึงอันตราย หรือจงใจผสมเข้าไปเพื่อหวังผลในการโฆษณาชวนเชื่อ

ถ้ายังไม่รู้บอกตรงนี้เลยว่า สารไซบูทรามีน (Sibutramine) เป็นสารควบคุมพิเศษที่ห้ามซื้อขายในร้านขายยาโดยไม่มีใบสั่งของแพทย์

อีกทั้งเป็นสารต้องห้ามทั้งในสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เม็กซิโก รวมถึงประเทศไทย เพราะจัดว่าเป็นสารอันตรายต่อผู้บริโภค

โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หากใช้ในปริมาณมากจะทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

วันนี้ ขอเตือนผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อผู้ขายง่ายๆ ว่ากาแฟจะช่วยลดความอ้วนได้ เพราะส่วนใหญ่ล้วนใส่สารลดความอ้วน ไซบูทรามีน (Sibutramine) ที่มีผลข้างเคียงสูง เช่น ทำให้เกิดความดันโลหิตสูงและหัวใจเต้นเร็ว แม้จะไม่มากแต่มีผลให้ต้องหยุดบริโภค และอาจมีอาการปากแห้ง คอแห้ง ท้องผูก ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ และเบื่ออาหาร

ทางที่ดีหากต้องการลดน้ำหนัก ควรควบคุมการทานอาหาร และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อชีวิตที่ปลอดภัย ร่างกายแข็งแรง และสวยสมส่วน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 18 มกราคม 2556, 05:00 น.

ข้าวปุ้นกับเชื้อก่อโรค ซาลโมเนลลา   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/319202

11 มกราคม 2556, 05:00 น.
Pic_319202

ขนมจีน อาหารที่ชาวเหนือเรียกว่าขนมเส้นหรือข้าวเส้น และชาวอีสานของไทยเรียกว่าข้าวปุ้น เดิมเป็นอาหารของชาวมอญ แล้วแพร่หลายไปสู่ชนชาติอื่นๆ ในสุวรรณภูมิตั้งแต่สมัยโบราณจนปัจจุบันเป็นอาหารมีความนิยมสูง และหาทานได้ทั่วไปในประเทศไทย

พ่อค้า แม่ค้าส่วนใหญ่มักใช้มือหยิบจับเส้นขนมจีนในขณะขายให้ลูกค้า รวมทั้งน้ำยา และแกงชนิดต่างๆ ที่ทานกับขนมจีนนั้นส่วนใหญ่ทำจากเนื้อปลาและเนื้อไก่ หากผู้ขายไม่รักษาความสะอาดของมือ ภาชนะที่ใช้ และไม่รักษาสุขลักษณะบริเวณภายในร้านให้ดีเพียงพอ รวมทั้งไม่อุ่นน้ำยาและน้ำแกงให้ร้อนก่อนเสิร์ฟให้แก่ลูกค้าแล้ว

ขนมจีนนั้นก็อาจมีสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้รับเชิญ คือ เชื้อก่อโรคซาล โมเนลลาปนเปื้อนได้

ซาลโมเนลลา เป็นเชื้อที่ปกติพบในของเสียจากการขับถ่ายของคน และสัตว์ ซึ่งสามารถแพร่ไปได้ง่ายกับน้ำ อาหาร และสิ่งแวดล้อม

อาหารที่มักพบเชื้อซาลโมเนลลาปนเปื้อนคือ อาหารที่ทำจากเนื้อไก่ เป็ด ไข่ นม ปลา และอาหารทะเล เมื่อเราทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อนี้เข้าไปจะทำให้เกิดโรคซาลโมเนลโลซิส โรคนี้จะทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ปวดท้อง มีไข้ และอ่อนเพลีย

หากเกิดในผู้สูงอายุ จะมีอาการหนักกว่าคนในวัยอื่นที่ได้รับเชื้อชนิดนี้เข้าไปในร่างกาย อาการจะเกิดขึ้นหลังจากบริโภคอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อนแล้วประมาณ 6-24 ชั่วโมง

ในอาหารปรุงสำเร็จและพร้อมทานนั้น ตามเกณฑ์คุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารฯ ที่กำหนดโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กำหนดให้ต้องตรวจไม่พบเชื้อซาลโมเนลลาปนเปื้อนเลย ในอาหาร 25 กรัม

วันนี้สถาบันอาหารจึงได้สุ่มตัวอย่างขนมจีนราดน้ำยาและแกงเขียวหวานไก่ จากร้านอาหารและร้านค้าริมบาทวิถีจำนวน 5 ตัวอย่าง เพื่อนำมาตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนของเชื้อก่อโรค ซาลโมเนลลา  ผลปรากฏว่าทั้ง 5 ตัวอย่างไม่พบการปนเปื้อนเลย

แม้วันนี้จะไม่พบเชื้อปนเปื้อนในขนมจีน แต่ขอแนะว่าควรทานหลังจากอุ่นน้ำยา น้ำพริกให้ร้อนทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย.

ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 11 มกราคม 2556, 05:00 น.

ส่งความสุข..ปีใหม่ มอบกระเช้า..เปี่ยมคุณภาพ   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/316344

28 ธันวาคม 2555, 05:00 น.
Pic_316344

นับถอยหลังจากวันนี้คนไทยมีเวลาเตรียมตัวรับศักราชใหม่ 2556

ตลอดปีที่ผ่านมาอาจจะมีทั้งเรื่องดีและไม่ดีปะปนกันทำให้ชีวิตบางช่วงอาจจะมีความสั่นคลอน แต่ทุกอย่างก็ผ่านมาได้จนกระทั่งจะสิ้นปีอีกไม่กี่วัน

ช่วงนี้เป็นช่วงที่คนทั่วโลกเฉลิมฉลอง เป็นเวลาที่ญาติพี่น้องที่อยู่ ห่างกันก็จะกลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง

สิ่งที่จะขาดไม่ได้สำหรับเทศกาลนี้คือของกินของฝากหลากหลายชนิด ที่รวมอยู่ในกระเช้าปีใหม่

อย่างแรกคืออาหารกระป๋อง ส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้กระป๋อง และเครื่องดื่มชนิดต่างๆ รวมถึงอาหารแห้งและธัญพืช

สำหรับอาหารกระป๋องก่อนที่จะนำมารับประทาน จะต้อง สังเกตถึงลักษณะภายนอกว่าไม่บุบ ไม่เป็นสนิม หรือมีรอยแตกรั่ว ซึ่งอาจจะทำให้เชื้อจุลินทรีย์ที่อยู่ภายนอกเข้าไปเจริญเติบโตส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านสีและคุณค่าของอาหาร

โดยเฉพาะ เชื้อแบคทีเรียโบทูลินัม ซึ่งเป็นเชื้อที่ส่งผลต่อระบบประสาทอย่างรุนแรง เมื่อรับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน กล้ามเนื้อต้นคออ่อนแรง

ส่วนใหญ่อาการเหล่านี้จะแสดงให้เห็นภายใน 2-4 ชั่วโมง ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาโดยทันทีอาจเสียชีวิตได้

เหมือนกับครั้งที่คนบริโภคหน่อไม้ปี๊บ และได้รับเชื้อโบทูลินัม

อีกชนิดคืออาหารแห้งและธัญพืช ต้องสังเกตให้ดีเพราะอาหารเหล่านี้หากบรรจุภัณฑ์มีรอยรั่วจะทำให้เกิดเชื้อรา ซึ่งเราสามารถมองได้ ด้วยตาเปล่า เพราะเชื้อราจะมีลักษณะเป็นคราบสีเขียว เหลือง และขาว

ถ้าพบว่าเกิดขึ้นในอาหารก็ไม่ควรรับประทาน หรือหากมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ลองดมดู หากมีกลิ่นเหม็นอับก็ไม่ควรรับประทานเช่นกัน

เนื่องจากเชื้อราในอาหารมีหลายชนิด แต่ละชนิดก็จะมีการสร้างสารพิษที่มีความรุนแรงต่างกันทางที่ดีหากพบไม่ควรรับประทาน อย่าเสียดาย

ช่วงเทศกาลดีๆแบบนี้คุณควรจะอยู่เฉลิมฉลองกับครอบครัว ไม่ใช่นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล

ฝากไว้สำหรับคนที่หาซื้อกระเช้าปีใหม่ควรสังเกต วันเดือนปี ที่ผลิต หรือภาชนะที่บรรจุอาหารจะต้องอยู่ในสภาพดี เพียงเท่านี้คนรับก็ปลอดภัย คนให้ก็มีความสุข…
ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 28 ธันวาคม 2555, 05:00 น.

เชื้อ อี.โคไล ในขนมหวานไทยๆ   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/314621

21 ธันวาคม 2555, 05:00 น.
Pic_314621

ขนมหวานของไทยล้วนมีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติ มีกรรมวิธีการทำที่พิถีพิถัน ประณีตบรรจง ทำให้ไทยมีขนมหวานรสชาติอร่อย หอมหวาน สีสันสวยงาม และรูปลักษณ์ชวนทาน

กรรมวิธีการทำขนมไทย หากแบ่งตามการทำให้สุก  มีทั้งขนมที่ทำให้สุกด้วยการ กวนและเชื่อม เช่น ตะโก้ ขนมเปียกปูน กล้วยเชื่อม ทองหยอด ฝอยทอง ขนมที่ทำให้สุกด้วยการนึ่ง (ใช้ลังถึง) เช่น ข้าวต้มมัด ขนมกล้วย ขนมตาล ขนมใส่ไส้

ขนมที่ทำให้สุกด้วยการ ต้ม ต้มกับกะทิ และขนมที่ทานกับน้ำเชื่อมและน้ำกะทิ เช่น กล้วยบวชชี มันแกงบวด สาคูเปียก ลอดช่อง ซาหริ่ม ขนมที่ทำให้สุกด้วยการ นึ่งหรืออบ เช่น ขนมหม้อแกง ขนมหน้านวล ขนมกลีบลำดวน ขนมทองม้วน ขนมที่ทำให้สุกด้วยการ ทอด เช่น ข้าวเม่าทอด ขนมกง ขนมค้างคาว ขนมฝักบัว ขนมนางเล็ด เป็นต้น

การทานขนมไทยข้างต้นล้วนทานหลังการทำให้สุกด้วยความร้อน ฉะนั้น หากวัตถุดิบ เช่น แป้ง น้ำตาล กะทิ ไข่ ที่เลือกใช้ไม่ได้คุณภาพ ไม่สะอาด และในขณะปรุงหรือผลิต ผู้ปรุงไม่รักษาสุขลักษณะที่ดีเพียงพอ หรือใช้มือสัมผัส หรือภาชนะ อุปกรณ์ที่ใช้ไม่สะอาด อาจทำให้ขนมไทยนั้น ปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์และเชื้อโรคชนิดต่างๆได้

เชื้อ อี.โคไล มักพบปนเปื้อนทั่วไปในอาหารดิบ หรือปนเปื้อนในอาหารที่ปรุงสุกแล้ว หากใช้มือสัมผัสหรืออุปกรณ์ไม่สะอาด เชื้ออาจติดไปกับภาชนะบรรจุ การพบเชื้อนี้ในอาหารยังเป็นการบ่งบอกว่าอาหารนั้นผ่านการปรุง หรือเก็บรักษาไม่ถูกสุขลักษณะด้วย

หากเราทานขนมหวานที่ปนเปื้อนเชื้อตัวนี้เข้าไปจะทำให้มีอาการท้องเสีย และอุจจาระเหลว

วันนี้ สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างขนมหวานไทยๆจำนวน  5 ตัวอย่าง จากย่านการค้าในเขตกรุงเทพฯ เพื่อวิเคราะห์การปนเปื้อนของเชื้อ อี. โคไล  ผลปรากฏว่าขนมหวานไทยทุกตัวอย่างไม่พบว่ามีเชื้อปนเปื้อนเลย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 21 ธันวาคม 2555, 05:00 น.

อะฟลาท็อกซินในกระเทียมและหอมแดง   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/313073

14 ธันวาคม 2555, 05:00 น.
Pic_313073

กระเทียมและหอมแดงนับเป็นเครื่องเทศประจำครัวของคนไทยเรามาช้านาน กระเทียมเป็นเครื่องเทศมีกลิ่นหอมฉุน รสชาติเผ็ดร้อน ใช้เป็นทั้งเครื่องเทศปรุงแต่งกลิ่นรสอาหารประเภทต้ม แกง ผัด และใช้เป็นกระเทียมเจียวโรยหน้าอาหารหลายชนิด ในกระเทียมมีสารสำคัญที่มีฤทธิ์ในการฆ่าและยับยั้งเชื้อแบคทีเรียแทบทุกชนิด

กระเทียมช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน ช่วยลดคอเลสเทอรอลในเส้นเลือด ลดความดันโลหิตสูง ลดน้ำตาลในเส้นเลือด ป้องกันโรคติดเชื้อในทางเดินอาหาร ป้องกันโรคท้องผูก และขับลมในกระเพาะ ลำไส้

ส่วนหอมแดง คนไทยนิยมใช้เป็นส่วนประกอบเครื่องแกงเผ็ด น้ำพริกชนิดต่างๆ ไข่เจียวหมูสับ ซุปหางวัว หรือฝานเป็นแว่นบางๆ ทานร่วมกับแหนมสด เมี่ยงคำ ปลาเค็มทอด ข้าวซอย หอมแดงมีสรรพคุณช่วยขับลม แก้ท้องอืด ช่วยย่อย และเจริญอาหาร แก้อาการอักเสบต่างๆ ใช้ลดไข้ รักษาแผล และช่วยให้ร่างกายอบอุ่น

ทว่า ทั้งกระเทียมและหอมแดง หากเก็บไว้นานเกินไป อาจทำให้มีเชื้อราที่เห็นเป็นจุดดำๆปนเปื้อนได้ โดยเฉพาะเชื้อรากลุ่ม Aspergillus flavus และ Aspergillus parasiticus ที่สร้างสารพิษอะฟลาท็อกซิน อันตรายของสารพิษชนิดนี้ คือ หากได้รับเข้าสู่ร่างกายปริมาณมาก หรือปริมาณน้อยแต่ได้รับเป็นประจำ จะเกิดการสะสมจนทำให้เกิดอาการชัก หายใจลำบาก ตับถูกทำลาย หัวใจ และสมองบวม

นอกจากนั้น สารพิษอะฟลาท็อกซินชนิด B1 ยังเป็นสารพิษร้ายแรงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งในตับได้ วันนี้สถาบันอาหารจึงสุ่มตัวอย่างกระเทียมสดและหอมแดงสดจากย่านต่างๆในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 5 ตัวอย่างเพื่อนำมาวิเคราะห์การปนเปื้อนของสารพิษอะฟลาท็อกซินชนิด B1, B2, G1, G2

ผลปรากฏว่าทุกตัวอย่างไม่พบการปนเปื้อนเลย แต่ควรเลือกซื้อกระเทียมและหอมแดงที่สดใหม่ ไม่มีจุดดำๆให้เห็น ไม่ควรเก็บไว้ในที่ที่ชื้นและเก็บไว้นานเกินไป เพื่อความปลอดภัย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 14 ธันวาคม 2555, 05:00 น.

เชื้อก่อโรคในแกงไตปลา   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/311499

7 ธันวาคม 2555, 05:00 น.
Pic_311499

แกงไตปลา อาหารขึ้นชื่อภาคใต้ มีรสชาติเผ็ดร้อนแบบชาวใต้ มีส่วนผสมที่ลงตัว ประกอบด้วยไตปลา ปลาทูย่าง ปลากรอบ มะเขือ ถั่วฝักยาว หน่อไม้ลวกต้ม ฟักทอง ใบมะกรูด และเครื่องปรุงรส

หากในขณะเตรียมวัตถุดิบและขณะปรุงมีการรักษาสุขลักษณะไม่ดีเพียงพอ อาจทำให้มีเชื้อก่อโรคปนเปื้อนได้ อาทิ เชื้อ วิบริโอ คลอเรลลา ซึ่งเป็นเชื้อที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมตามเขตน้ำกร่อย บริเวณปากแม่น้ำที่ติดทะเล

เชื้อชนิดนี้จะสร้างสารพิษที่เรียกว่า Cholera toxin เป็นสาเหตุของโรคอหิวาตกโรค โดยธรรมชาติเชื้อจะมีชีวิตอยู่ได้ดีและสร้างสารพิษเฉพาะในลำไส้ของคน โดยทั่วไปจะพบเชื้อในน้ำจืดและอาหารทะเลจำพวก กุ้ง หอย ปู ปลา เป็นต้น การติดเชื้อมีสาเหตุจากการทานอาหารดิบ อาหารที่ปนเปื้อนเชื้อและผ่านการให้ความร้อนไม่เพียงพอ หรืออาหารที่ปรุงสุกแล้ว และมีการปนเปื้อนเชื้อชนิดนี้เข้าไปอีกครั้ง อย่างเช่น แกงไตปลา

เชื้อ วิบริโอ คลอเรลลา จะทำให้เกิดอาการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำทันที โดยไม่มีอาการปวดท้อง ลักษณะเฉพาะของอุจจาระของผู้ได้รับเชื้อจากการทานอาหาร คือ อุจจาระมีสีขุ่นเหมือนน้ำซาวข้าว ซึ่งเป็นแหล่งแพร่เชื้อ ก่อให้เกิดการระบาดคือ ผู้ติดเชื้อเท่านั้น บางครั้งอาเจียน ในผู้ป่วย ที่มีอาการรุนแรงแล้วไม่ได้รับการรักษาอาจเสียชีวิตได้ภายใน 2-3 ชั่วโมง

ตามเกณฑ์คุณภาพทางจุลชีววิทยาของอาหารและภาชนะสัมผัสอาหารของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กำหนดให้อาหารปรุงสุกทั่วไปต้องไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อวิบริโอ คลอเรลลา ในอาหาร 25 กรัม

วันนี้ สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างแกงไตปลาปรุงสุกที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ในเขตกรุงเทพฯ ตามร้านขายอาหารปรุงสำเร็จหรือแกงถุง จำนวน 3 ตัวอย่าง เพื่อนำมาวิเคราะห์การปนเปื้อนของเชื้อวิบริโอ คลอเรลลา

ผลปรากฏว่า วันนี้แกงไตปลายังปลอดภัย  เพราะไม่พบการปนเปื้อนในทุกตัวอย่าง.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 7 ธันวาคม 2555, 05:00 น.

สารพิษจากเชื้อรา…ในถั่วลิสง   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/309682

30 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
Pic_309682

ถั่วเหลือง ถั่วลิสง พริกแห้ง พริกไทย งา เครื่องเทศ และของแห้งชนิดต่างๆ นับเป็นอาหารกลุ่มเสี่ยงที่อาจพบการปนเปื้อนของสารพิษจากเชื้อรา โดยเฉพาะถั่วลิสงป่น ตรวจเมื่อไหร่ก็พบมีสารพิษอะฟลาท็อกซินปนเปื้อนเมื่อนั้น

ความถี่ของการปนเปื้อนสารอะฟลาท็อกซินในถั่วลิสงขึ้นอยู่กับฤดูกาลผลิต แหล่งผลิต และระยะเวลาที่ถั่วลิสงอยู่ในห่วงโซ่อาหาร ปกติถั่วดิบ ที่มาจากเกษตรกรจะมีความถี่ของการปนเปื้อนไม่สูงมากนัก แต่หากส่งมาถึงโรงกะเทาะแล้วพบว่าความถี่ของการปนเปื้อนจะเพิ่มสูงขึ้น

และยิ่งหากถั่วที่เข้าสู่โรงงานมีความชื้นสูงเกิน 12% และโรงกะเทาะขาดการจัดการที่ดี ก็จะยิ่งทำให้ความถี่ของการปนเปื้อนเพิ่มสูงขึ้นไปอีก

อะฟลาท็อกซินเป็นสารพิษที่ผลิตโดยเชื้อราหลายชนิด แต่ชนิดที่สำคัญ ได้แก่ Aspergillus flavus และ A. parasiticus สารพิษชนิดนี้มีความคงตัวสูงมาก ต้องใช้ความร้อนสูงถึง 260 องศาเซลเซียส จึงจะสลายตัว การต้มให้เดือดอาจช่วยฆ่าเชื้อราที่ผลิตสารพิษชนิดนี้ได้

แต่สารอะฟลาท็อกซินที่ปนเปื้อนและสะสมอยู่ในอาหารแล้วนั้น ยังคงเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค คือ เมื่อร่างกายได้รับสารพิษนี้เข้าไปจำนวนมาก หรือแม้เป็นจำนวนน้อยแต่ได้รับเป็นประจำ ก็เกิดการสะสมจนทำให้เกิดอาการชัก หายใจลำบาก ตับถูกทำลาย หัวใจและสมองบวม

ยิ่งหากเป็นอะฟลาท็อกซินชนิดบี 1 ยิ่งมีอันตรายร้ายแรง เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง วันนี้สถาบันอาหารได้สุ่มเก็บตัวอย่างถั่วลิสงและถั่วลิสงป่น ตามร้านค้าย่านต่างๆในกรุงเทพฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์หาการปนเปื้อนของสารพิษอะฟลาท็อกซินอีกครั้ง

ผลวิเคราะห์พบว่ามีถั่วลิสง 4 ใน 5 ตัวอย่าง พบสารอะฟลาท็อกซินปนเปื้อน และพบ 1 ตัวอย่างที่มีการปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานของไทยคือ เกิน 20 ไมโครกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม

ทางออกสำหรับวันนี้ ต้องช่วยกันทั้งระบบตั้งแต่ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตถั่วลิสงตามระบบ GAP ส่วนโรงงานกะเทาะ ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานวิธีการปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิต หรือ GMP ที่สำคัญ ภาครัฐต้องให้ความรู้และส่งเสริมให้ผู้ผลิตระดับครัวเรือนและท้องถิ่น ให้มีการใช้ระบบควบคุมคุณภาพการแปรรูปถั่วลิสง และปฏิบัติตามมาตรฐาน GMP

ส่วนผู้บริโภคควรเลี่ยงการทานถั่วลิสงและถั่วลิสงป่นที่มีสีเหลืองคล้ำหรือมีสีดำ มีกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นอับ หากทำได้ทั้งหมดที่ว่านี้ ผู้บริโภคอย่างเราๆได้ทานถั่วลิสงอย่างปลอดภัยแน่นอน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 30 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.

ชะอมยอดอ่อน…กับเชื้อ ซาลโมเนลลา   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/308001

23 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.Pic_308001

ชะอม ผักพื้นบ้านที่แตกยอดตลอดทั้งปี เป็นพืชกลิ่นฉุนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว บางคนได้กลิ่นถึงกับเบนหน้าหนี แต่บางคนเมื่อได้กลิ่นชะอมเวลาปรุงอาหารแล้วท้องร้องเพราะนึกถึงรสชาติของอาหารที่นำชะอมมาประกอบ เช่น ชะอมชุบไข่ทอด ชะอมลวกที่ทานเป็นเครื่องเคียงของน้ำพริก และแกงส้มไข่ชะอม

ชะอมเป็นพืชที่ทนต่อสภาพอากาศและโรคแมลง จึงไม่ค่อยพบการปนเปื้อน ของยาฆ่าแมลงมากนัก แต่อันตรายที่อาจพบคือ เชื้อก่อโรค ได้แก่ ซาลโมเนลลา

เชื้อชนิดนี้มีหลายสปีชีและหลายกลุ่ม ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อ ซาลโมเนลลา จะมีอาการป่วยที่แตกต่างกันตั้งแต่ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นนํ้าสีเขียว หรือถ่าย มีมูกหรือมีเลือดปน ปวดท้อง มีลักษณะปวดเกร็งที่หน้าท้อง ปวดเบ่ง ส่วนใหญ่ มีไข้หรือมีไข้เรื้อรัง อาจมีอาการติดเชื้อนอกระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย

เชื้อ ซาลโมเนลลา เป็นเชื้อที่สามารถพบได้ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป เช่น น้ำ ดิน อากาศ รวมทั้งพบในทางเดินอาหารและอุจจาระของสัตว์ คน และนก

เมื่อเรานำชะอมที่ปนเปื้อนซาลโมเนลลามาประกอบอาหาร โดยไม่ผ่านการทำความสะอาดด้วยการล้างน้ำหลายๆครั้ง และนำมาปรุงให้สุกก่อนทาน อาจทำให้เสี่ยงต่อโรคอาหารเป็นพิษได้ เพื่อเป็นการให้ความรู้และวิธีการป้องกันแก่ผู้บริโภค

วันนี้ สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างชะอมยอดอ่อนๆ จำนวน 5 ตัวอย่าง เพื่อนำมาวิเคราะห์การปนเปื้อนของเชื้อ ซาลโมเนลลา

ผลปรากฏว่าจาก 5 ตัวอย่าง พบเชื้อ ซาลโมเนลลา ปนเปื้อนใน 1 ตัวอย่าง ซึ่งตามเกณฑ์คุณภาพทางจุลชีววิทยาฯ ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กำหนดให้ผัก ผลไม้สด ต้องตรวจไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อ ซาลโมเนลลา ในอาหาร 25 กรัม

วิธีป้องกันง่ายๆ คือ นำชะอมสดมาปรุงให้สุก เพื่อทำลายเชื้อก่อโรคที่อาจปนเปื้อนในชะอมก่อนทาน อีกทั้งผู้ปรุงควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนหยิบ จับ และปรุงอาหาร เพื่อความปลอดภัยและสบายท้อง.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 23 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.

ข้าวขาหมูกับโรคอาหารเป็นพิษ   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/306312

16 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
Pic_306312

ในบรรดาอาหารเพิ่มน้ำหนักของคนสมัยนี้ จะต้องมีข้าวมันไก่และข้าวขาหมู เป็นตัวเอก ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าใช้มันไก่มาหุง และใช้ขาหมู ซึ่งเป็นส่วนที่มีไขมันมากที่สุดส่วนหนึ่ง

เป็นอาหารจานเดียวที่หาทานง่าย ราคาย่อมเยา พอที่จะสู้ไหวในราคา 35-40 บาท รสชาติของข้าวขาหมูเกือบทุกร้านจะคล้ายๆกัน อาจแตกต่างกันที่เคล็ดลับที่สรรหามาปรุง ทำให้ข้าวขาหมูมีรสชาติแตกต่างกันบ้าง

ปกติเวลาซื้อมักจะเห็นมีกะละมังสำหรับตุ๋นขาหมูหลายๆขา ตั้งไฟอ่อนๆให้ร้อน และเคี่ยวไปเรื่อยๆให้เปื่อยนุ่มลิ้น ตรงนี้คงไม่ต้องระวังอะไรมาก เพราะขาหมูถูกอุ่นให้ร้อนตลอดเวลา ที่น่ากังวลคือ การหยิบจับอาหารของพ่อค้าแม่ค้านี่แหละ บางรายใส่ถุงมือ และผ้ากันเปื้อนอย่างดี

แต่บางรายไม่รักษาสุขลักษณะ ไม่ล้างมือให้สะอาดก่อนหยิบจับหมู ผัก ไข่ จาน ชาม และอุปกรณ์ต่างๆ ที่สัมผัสข้าวขาหมู บางรายวางเครื่องเคียงต่างๆบนพื้นสกปรก

เหล่านี้นับเป็นต้นตอที่ทำให้ข้าวขาหมูปนเปื้อนเชื้อก่อโรค ได้แก่ เชื้อ สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้ท้องปั่นป่วน คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ปวดท้อง ตะคริวที่ท้อง ชักกระตุก หนาวสั่น อ่อนเพลีย ช็อก และอาจเป็นลมได้

ตามเกณฑ์คุณภาพทางจุลชีววิทยาสำหรับอาหารทั่วไป กำหนดให้อาหาร ปรุงสุกพบเชื้อ สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส ได้ไม่เกิน 100 MPN/กรัม

เมื่อดูผลการทดสอบ จากการสุ่มตัวอย่างข้าวขาหมู 5 ตัวอย่าง จากพื้นที่ 5 เขตของกรุงเทพฯ พบว่ามีข้าวขาหมู 3 ตัวอย่าง ที่พบการปนเปื้อนของเชื้อ สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส และ 2 ใน 3 พบเกินกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนด

ถึงตรงนี้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแล ต้องสร้างความเข้าใจและให้ความรู้กับผู้ประกอบการในเรื่องสุขลักษณะต่างๆของการปรุงอาหาร เพื่อป้องกันความเสี่ยงและอันตราย ที่อาจเกิดกับผู้บริโภคตาดำๆอย่างเราๆ…

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 16 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.

อาหารปลอดภัย! ก้าวสู่ครัวคุณภาพโลก   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/304574

9 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
Pic_304574

หลายปีมานี้ คำว่า “อาหารปลอดภัย” กลายเป็นวลีติดปากและ เป็นข้อความยอดฮิตที่ใช้โฆษณาสินค้าอาหาร

ต้องยอมรับว่า วันนี้…..ผู้บริโภคมีความรู้และความต้องการมากขึ้น มิใช่เพียงแค่ความปลอดภัย เท่านั้น…..ที่จะสนองตอบความต้องการได้ คุณภาพและโภชนาการ เป็นอีก 2 สิ่งที่เพิ่มเข้ามาในยุคปัจจุบัน

คุณภาพ หมายถึง คุณลักษณะสำคัญโดยรวมของผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องตามฉลากที่เขียนระบุไว้ หรือคุณภาพความสดของสินค้า คุณภาพที่ดีของบรรจุภัณฑ์

ส่วนคุณค่าทางโภชนาการ คือ อาหารที่เข้าสู่ร่างกายคนแล้วร่างกายสามารถนำไปใช้เป็นประโยชน์ในด้านการเจริญเติบโตและช่วยซ่อมแซมส่วนต่างๆของร่างกาย

ปัจจุบัน คุณค่าทางโภชนาการของอาหาร หรือ Nutrition Fact จะถูกระบุไว้บนฉลากผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อบอกผู้บริโภคว่า หลังจากที่รับประทานผลิตภัณฑ์ชนิดนี้แล้วร่างกายจะได้รับสารอาหารอะไรบ้าง

นอกจากนั้น คุณค่าทางด้านพฤษเคมี ก็เป็นคุณประโยชน์อีกด้านของอาหาร ที่ช่วยในด้านการเสริมสร้าง ปกป้อง รักษาร่างกาย เช่น อาหารเสริมเพื่อความงาม หรือ Food For Beauty ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้

อาหารชนิดนี้จะมีคุณค่าเฉพาะในด้านการสร้างและฟื้นฟูสภาพร่างกายจากภายในให้สมดุลและส่งผลต่อรูปร่างและผิวพรรณภายนอก

แต่ไม่ว่าจะเป็นอาหารชนิดใดก็ตาม สิ่งที่สำคัญในอันดับต้นๆของการผลิตอาหาร คือ ระบบคุณภาพและความปลอดภัยในการผลิต สอดรับกับนโยบายของภาครัฐในยุคนี้ที่ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการอาหารทั่วประเทศ รายงานตัวเพื่อเข้ารับการพัฒนาด้านความปลอดภัยในการผลิตอาหาร รวมถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งในเรื่องของคุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์อาหาร

โดยในปีงบประมาณ  2556  สถาบันอาหารมีการดำเนินโครงการใหญ่ 2 โครงการ คือ โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้เป็นครัวอาหารคุณภาพของโลก และโครงการเสริมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่อุตสาหกรรมอาหารไทย

เพื่อมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารของไทยสามารถผลิตอาหารให้มีคุณภาพ มีความปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการ สมกับเป็นครัวอาหารคุณภาพของโลกอันจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย

นอกจากมีแหล่งท่องเที่ยวดี ยังเต็มไปด้วยอาหารอร่อยและมีคุณภาพ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 9 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.

ยาปฏิชีวนะกับปลานิล   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/302907

2 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
Pic_302907

ประมง อีกอาชีพที่เกษตรกรบ้านเรานิยมทำรองจากอาชีพทำไร่ ทำสวน และทำนาข้าว

การเลี้ยงปลาตามวงจร ตั้งแต่ปล่อยลูกปลาลงบ่อจนกระทั่งจับขายได้นั้น หากโชคดี ปลาไม่เป็นโรคตายยกบ่อเสียก่อน อาชีพนี้จะทำรายได้ให้เกษตรกรเป็นกอบเป็นกำ และลืมตาอ้าปากได้

ในยุคที่เศรษฐกิจกำลังสั่นคลอนเช่นทุกวันนี้ วิธีหนึ่งที่เกษตรกรนิยมใช้เพื่อป้องกันและรักษาโรคในปลาที่เลี้ยงในระบบการผลิตแบบฟาร์ม คือ การใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งกลุ่มที่นิยมใช้ ได้แก่ ยาปฏิชีวนะกลุ่มเททระซัยคลิน มีอยู่ 3 ชนิด คือ คลอร์เททระซัยคลิน ออกซี่เททระซัยคลิน  และเททระซัยคลิน

ในการเลี้ยงปลา อนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะยาออกซี่เททระซัยคลิน และต้องใช้อย่างถูกต้อง ถูกวิธีเท่านั้น มิฉะนั้นยาอาจจะตกค้างและไปสะสมอยู่ในตัวปลาได้

เมื่อเรากินปลาที่มียาปฏิชีวนะตกค้างเข้าไป อาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เช่น ทำให้ระบบทางเดินอาหารผิดปกติ เป็นพิษต่อกระดูก ฟัน ตับ ไต และทำให้ภูมิต้านทานร่างกายลดลง

ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 303 ปี 2550 เรื่อง อาหารที่มียาสัตว์ตกค้าง กำหนดให้มียาออกซี่เททระซัยคลินตกค้างในกล้ามเนื้อปลาได้ไม่เกิน 200 ไมโครกรัมต่อเนื้อปลา 1 กิโลกรัม ถ้าพบเกินกว่านั้นอาจอยู่ในขั้นที่มีความเสี่ยงและเป็นอันตรายกับร่างกายได้

สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างปลานิลจำนวน 30 ตัวอย่างจาก 6 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น เชียงราย นครสวรรค์ สุพรรณบุรี นครปฐม และสุราษฎร์ธานี เพื่อนำมาวิเคราะห์การตกค้างของยา 3 ชนิด คือ คลอร์เททระซัยคลิน ออกซี่เททระซัยคลิน และเททระซัยคลิน

ผลปรากฏว่า ไม่พบยาตกค้างในปลานิลทั้ง 30 ตัวอย่าง อาจเป็นเพราะเกษตรกรไทยปฏิบัติตามคำแนะนำการใช้ยาปฏิชีวนะในการป้องกันและรักษาโรคในการเลี้ยงปลาได้อย่างถูกต้องถูกวิธี

ทำให้วันนี้คนไทยได้กินของดีและปลอดภัย ไม่ต้องซื้อต้องหาจากเมืองนอกกันให้ขาดดุล.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 2 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.

แคดเมียมในปลาสวาย   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/301232

26 ตุลาคม 2555, 05:00 น.
Pic_301232

ปลาสวาย ปลาน้ำจืดอีกชนิดที่คนไทยนิยมทาน ส่วนใหญ่มาจาก 2 แหล่ง คือ จากแหล่งน้ำธรรมชาติ ที่จับได้ตามทุ่ง หนอง คลอง บึง แม่น้ำ และปลาที่เลี้ยงในบ่อ

การเติบโตของเศรษฐกิจและความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ อาจทำให้ข้าวปลาอาหารที่เรากินกันทุกวันนี้ปนเปื้อนมลพิษ เช่น โลหะหนักที่อันตราย

แคดเมียม เป็นโลหะหนักที่พบในสีย้อมผ้า แพร กระดาษ หมึกพิมพ์ หรือสีที่ใช้ทำภาชนะเคลือบ เมื่อแคดเมียมถูกปล่อยหรือปนเปื้อนลงในแหล่งน้ำ อาจทำให้ปลาทั้งที่เลี้ยงตามธรรมชาติ และปลาที่เลี้ยงในบ่อปนเปื้อน แคดเมียม ได้

ปลาจะปนเปื้อนแคดเมียมได้จาก 2 ทาง คือ จากอาหารที่ปลากินและจากแหล่งน้ำที่ปลาอาศัยอยู่ โดยปลาจะดูดซึมแคดเมียมเข้าทางผิวหนังและเหงือก เมื่อเราได้รับแคดเมียมจากปลา แคดเมียมจะเข้าไปสะสมอยู่ในไตเป็นหลัก จะเป็นพิษต่อไต และเป็นสาเหตุของโรคอิไต อิไต

นอกจากนี้ แคดเมียม จะเข้าไปรบกวนระบบหมุนเวียนและดูดซึมของวิตามินดี แคลเซียม และคอลลาเจนในร่างกาย ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน โรคกระดูกน่วม และเป็นพิษต่อกระดูก ทำให้กระดูกกร่อน กระดูกผุ

สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่างปลาสวายสดที่เลี้ยงในบ่อเลี้ยงในลักษณะฟาร์มใน จ.สุพรรณบุรี และจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ อำเภอคลองหลวง จ.ปทุมธานี จำนวน 6 ตัวอย่าง เพื่อนำมาวิเคราะห์การปนเปื้อนของ แคดเมียม

ผลปรากฏว่า พบ แคดเมียม ปนเปื้อนใน 1 ตัวอย่าง ซึ่งเป็น ปลาสวายที่ได้จากการเลี้ยงในฟาร์ม

วิธีลดการปนเปื้อนแคดเมียมในปลาที่เลี้ยงในบ่อได้คือ เมื่อจับปลาหมดบ่อแล้ว เกษตรกรควรตากบ่อเพื่อทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่อาจมีอยู่ในบ่อ และควรขุดดินออกจากบ่อ ก่อนเลี้ยงปลาในรอบต่อไป เพราะการใช้กังหันเพื่อเติมอากาศให้ปลาที่เลี้ยงในรอบต่อไป จะเหมือนเป็นการไปกวนให้แคดเมียมที่อาจปนเปื้อนอยู่ในดินกระจายตัวขึ้นมา และมีโอกาสปนเปื้อนในปลาได้มากขึ้น

หากผู้เลี้ยงปลาปฏิบัติตามวิธีข้างต้นได้อย่างสม่ำเสมอ รับรองว่าผู้บริโภคอย่างเราๆ ปลอดภัยจากอันตรายของ แคดเมียม อย่างแน่นอน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 26 ตุลาคม 2555, 05:00 น.

กินแครอทระวัง! สารตะกั่ว   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/299475

19 ตุลาคม 2555, 05:00 น.
Pic_299475

แครอทเป็นพืชกินหัวมีปลูกมากในประเทศไทย แท้จริงแล้ว แครอทเป็นพืชที่เกิดในแถบเอเชียตะวันออกและเอเชียกลาง

แครอทมีสารเบต้าแคโรทีนที่ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งเซลล์มะเร็ง ต่อต้านการเกิดเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี โดยจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งในปอด  และยังช่วยให้ตับขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดีอีกด้วย

แครอทมีแคลเซียมเพคเตทที่ช่วยลดระดับคอเลสเทอรอล ลดการเกิดโรคหัวใจ ภาวะหัวใจล้มเหลว และมีวิตามินเอที่ช่วยบำรุง ลดการเสื่อมของตา อีกทั้งยังช่วยบำรุงเซลล์ผิวหนัง เส้นผม ให้มีสุขภาพดี

ทว่า นอกจากแครอทจะมีสารอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว แครอทอาจมีสารตะกั่วปนเปื้อนอยู่ด้วย คุณอ่านไม่ผิด ในแครอทที่คุณชอบทานอาจมีสารตะกั่วเป็นของแถมมาด้วยได้

หากแครอทนั้นๆ ปลูกในพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรม หรือพื้นที่ที่ดินหรือแหล่งน้ำมีสารตะกั่วปนเปื้อน หรือเกษตรกรใช้ปุ๋ยที่มีสารตะกั่วปนเปื้อนขณะเพาะปลูก  เพราะจะทำให้แครอทดูดซึมสารตะกั่วเข้าไปและสะสมอยู่ในหัวแครอทได้

เมื่อเรานำแครอทมาปรุงอาหาร หรือนำมาทานสดๆ ร่างกายก็จะได้รับสารตะกั่วเข้าไปเต็มๆ  ตะกั่วมีผลเสียโดยตรงต่อเซลล์ไขกระดูก ระบบประสาท และการทำงานของไต ตะกั่วมีผลต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน เริ่มแรกมักมีอาการท้องผูก บางรายอาจมีอาการท้องเดิน น้ำหนักลด รู้สึกลิ้นรับรสของโลหะ นอกจากนั้น ยังมีผลต่อเม็ดเลือดแดง ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่าย และเป็นโรคโลหิตจาง

อ่านแล้วอย่าตระหนกตกใจ เพราะกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดให้ในอาหารต่างๆ ตรวจพบสารตะกั่วปนเปื้อนได้ไม่เกิน 1 มิลลิกรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม ถ้าไม่เกินค่ามาตรฐานนี้ก็ทานได้อย่างปลอดภัย

วันนี้สุ่มตัวอย่างแครอทในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นจำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 3 อำเภอ เพื่อนำมาวิเคราะห์การปนเปื้อนของสารตะกั่ว ผลปรากฏว่าพบสารตะกั่วปนเปื้อน 4 ตัวอย่าง แต่ไม่เกินมาตรฐาน

ดังนั้น เวลาเลือกซื้อ ควรเลือกจากแหล่งเพาะปลูกที่มั่นใจได้ว่า ปลอดภัย หรือเลือกทานอาหาร พืช ผัก ผลไม้สดที่หลากหลาย เพื่อความปลอดภัยของชีวิต.

ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 19 ตุลาคม 2555, 05:00 น.

อิ่มบุญ อิ่มใจ กับอาหารปลอดภัย ในเทศกาลกินเจ   Leave a comment

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/297720

12 ตุลาคม 2555, 05:00 น.
Pic_297720

เทศกาลกินเจ ถือเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของชาวจีนที่มีการปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพกาล

เทศกาลกินเจจะเริ่มเมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 (ตามปฏิทินจีน) ของทุกปี

สำหรับเทศกาลกินเจ ปี 2555 จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม ถึงวันที่ 23 ตุลาคม บางคนอาจกินเจล่วงหน้า 1 วัน หรือที่เรียกว่า “ล้างท้อง”

อาหารเจนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการไม่ด้อยไปกว่าอาหารชนิดอื่นๆ เนื่องจากประกอบขึ้นจากพืชผัก ไม่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนผสม จึงมีโปรตีนจากพืชที่สามารถทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้

คนทานอาหารเจจึงได้ทำบุญโดยละเว้นการฆ่าสัตว์

นอกจากได้บุญแล้ว สุขภาพยังดีตามมาอีกด้วย เพราะอาหารเจช่วยให้ระบบขับถ่ายและระบบย่อยอาหารเป็นปกติ ช่วยให้ผิวพรรณดี ช่วยลดปัญหาโรคหัวใจ เบาหวาน และโรคเกาต์

แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้อาหารสดในตลาดมีราคาแพงขึ้น พืชผัก หรือวัตถุดิบที่นำมาประกอบอาหารเจในท้องตลาดมีราคาสูงขึ้นกว่าเดิมลิบลับ ทำให้ผู้ที่จะซื้อของสดมาปรุงเป็นอาหารเจทานเองที่บ้านนั้นต้องคิดหนักมากขึ้น

ผู้ประกอบการบางรายจึงเห็นโอกาสในการผลิตอาหารเจสำเร็จรูปเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเจที่สะดวกต่อการบริโภค แถมยังมีราคาย่อมเยา หาซื้อได้ตามห้างค้าปลีกทั่วไป

ทว่า อาหารเจสำเร็จรูปเหล่านี้ปลอดภัยหรือไม่ ขอแนะให้ดู

ที่ข้างกล่องว่ามีข้อความระบุว่าผ่านกระบวนการผลิตที่ได้รับการรับรองตามระบบคุณภาพอาหาร เช่น GMP และ HACCP หรือไม่ หากมีข้อความดังกล่าว ขอให้มั่นใจได้ว่าอาหารเจสำเร็จรูปชนิดนั้นๆปลอดภัย

หรือถ้าไม่อยากเข้าร้านสะดวกซื้อ อยากลองอุดหนุนร้านอาหารเจต้นตำรับตามแหล่งต่างๆ ก็ต้องระมัดระวังเรื่องความสะอาด สุขลักษณะที่ดีของสถานที่ขาย ความสะอาดของคนขาย และความสะอาดของจาน ชาม ภาชนะต่างๆให้ดีด้วย เพราะอาจมีเชื้อโรคตัวน้อยๆที่ตาเรามองไม่เห็น

เช่น สแตปฟิโลคอคัส ออเรียส, บาซิลลัส ซีเรียส, ซาลโมเนลลา, อี.โคไล และเชื้อก่อโรคอื่นๆมาทักทาย ทำให้เราท้องร่วง ท้องร้องโครมครามไม่เป็นจังหวะ ด้วยโรคอาหารเป็นพิษ

ไม่อย่างนั้น…โอกาสที่จะได้บุญด้วยการไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ในเทศกาลกินเจนี้ อาจต้องพลิกผันและกลายเป็นว่าต้องถูกส่งตัวไปนอนรักษาในโรงพยาบาลก็เป็นได้

ศูนย์วิจัยและประเมินความเสี่ยงด้านอาหารปลอดภัย สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม โทร. 0-2886-8088 หรือwww.nfi.or.th/infocenter.
ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 12 ตุลาคม 2555, 05:00 น.