เดอะมอลล์สร้างสีสันฉลองตรุษจีน
http://www.thairath.co.th/column/eco/market/322460
26 มกราคม 2556, 05:00 น.

เปิดศักราชปีมะเส็งมาได้เกือบเดือนช่วงนี้ ตลาดค้าปลีกได้ฤกษ์คึกคักต่อเนื่องกับเทศกาลตรุษจีน ที่ปีนี้คาดว่าจะคึกคักกว่าปีที่ผ่านมา เพราะบรรยากาศเป็นใจยังไม่มีปัจจัยลบ
นับตั้งแต่เทศกาลปีใหม่ต่อเนื่องวันเด็กที่ผ่านมา จำนวนคนเข้าใช้บริการในห้างสรรพสินค้ายังมีจำนวนมาก ทำให้บรรยากาศการใช้จ่ายมีให้เห็นต่อเนื่อง คาดกันว่าก่อน เข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีน บรรยากาศเช่นนี้ยังคงมีอยู่ จากความจำเป็นที่ต้องซื้อสินค้าสำหรับเทศกาลดังกล่าว
นายชำนาญ เมธปรีชากุล ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหารค้าปลีกรายใหญ่จากเดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวว่า ซึ่งปัจจุบันตลาดช่วงตรุษจีนมีการแข่งขันสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มค้าปลีกและดิสเค้าท์สโตร์ จึงคาดว่าตรุษจีนปีนี้จะมีเงินสะพัดในตลาดไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้าน บาท โดยในส่วนห้าง สรรพสินค้าเดอะมอลล์, ดิ เอ็มโพเรียม และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ เตรียมงบประมาณถึง 100 ล้านบาท ในการทำการตลาดช่วงตรุษจีนนี้ ที่มีทั้งรายการส่งเสริมการขาย, กิจกรรมและชุดเซ่นไหว้

ในขณะที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต โฮม เฟรชมาร์ท เดอะมอลล์ ทุกสาขา และกูร์เมต์ มาร์เก็ต พารากอน และดิ เอ็มโพเรียม ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ ในกลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป โดยนายพีระ อัศวาภิรมย์ ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสบริหารสินค้าซุปเปอร์มาร์เกต โฮม เฟรชมาร์ท และกูร์เมต์ มาร์เก็ต กล่าวว่า ตั้งแต่ปีใหม่ที่ผ่านมา กำลังซื้อดีเป็นพิเศษ ยอดขายกระเช้าของขวัญช่วงปีใหม่สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาเกินความคาดหมายกว่า 15% และคาดการณ์ต่อเนื่องว่าช่วงตรุษจีนปีนี้กำลังซื้อยังคงดีเช่นกันจากการใช้จ่ายซื้อสินค้า ชุดเซ่นไหว้ ซึ่งคาดการณ์ว่า 3 วันก่อนตรุษจีนจะมีการใช้จ่ายในการซื้อของไหว้ถึง 50 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 5%
“ในปีนี้ โฮม เฟรชมาร์ทและกูร์เมต์ มาร์เก็ต เตรียมชุดเซ่นไหว้คุณภาพ ได้มาตรฐานและปลอดภัย ครบถ้วนตามธรรมเนียมประเพณีจีน ได้แก่ ชุดไหว้โหงวแซและซาแซ พร้อมด้วยชุดไหว้บรรพบุรุษ รวมถึงผลไม้ต่างๆ มากมาย รวมถึงการสร้างโดดเด่นของชุดไหว้โหงวแซและซาแซให้เป็นชุดจักรพรรดิที่ประกอบไปด้วยอาหารทะเลสดๆจากต่างประเทศ อาทิ หอยเป๋าฮื้อสด ปลากิมมิไดและเมนส์ลอปสเตอร์ กุ้งมังกร 7 สี ปูอลาสก้า เป็นต้น” นายพีระกล่าว
รวมถึงขนมจันอับมงคล ที่มาในรูปแบบใหม่อยู่ในแพ็กเกจพร้อมเพิ่มความสะดวกด้วยบริการสั่งจองและจัดชุดเซ่นไหว้ในทุกสาขา รวมถึงชุดส้มมงคลหลากหลายรูปแบบ ซึ่งมีความหมายตามธรรมเนียมจีนที่ดี สำหรับให้ลูกค้าเลือกซื้อเพื่อนำไปอวยพรในวันตรุษจีน นอกจากนี้ ยังมีการจัดโปรโมชั่นให้ลูกค้าที่มาช็อปปิ้งสินค้าในช่วงเทศกาลตรุษจีนได้มีโอกาสรับโชค ลุ้นรับทองคำและรางวัลอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 290,000 บาท เมื่อซื้อสินค้า 800 บาท ที่โฮม เฟรชมาร์ท และกูร์เมต์ มาร์เก็ต

นายชำนาญกล่าวว่า เทศกาลตรุษจีนปีนี้ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ยังคงรูปแบบการจัดกิจกรรมในเรื่องการเสริมสิริมงคลและการประกวดสิงโตไว้ และปีนี้มีการเพิ่มกิจกรรมในรูปแบบวัฒนธรรมจีน ในพื้นที่อีเวนต์ ฮอลล์ ของทุกสาขา ภายใต้ชื่อ Joy Luck Club จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-17 ก.พ.นี้ โดยรวบรวมวัฒนธรรมการรับประทานอาหาร, อาหารรสเลิศแบบจีน, นิทรรศการชุดกี่เพ้า, การแสดงกู่เจิ่ง, การแสดงเชิดหุ่นเปลี่ยนหน้ากากจีน, การแสดงรินชากายาว แบบกังฟู, ดูดวงกับ อ.คฑา ชินบัญชร และอาจารย์จากสถาบันชีวิตและดวงดาว เป็นต้น
ที่ขาดไม่ได้คือ ปีนี้มีการอัญเชิญเทพมังกรเขียวจากวัดทิพยวารี ซึ่งองค์เทพมังกรเขียวเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์ที่จะอำนวยพรให้ผู้ที่ศรัทธาได้สมความ ปรารถนาโชคดีเรื่องการค้าขาย เจริญรุ่งเรืองให้ลูกค้าได้สักการะ พร้อมองค์ 3 มหาเทพ มหาเทพตั่วเหล่าเอี้ย องค์ไท้ส่วยเอี้ย/องค์ไฉ่สิ่งเอี้ย ที่ได้อัญเชิญจากเขาบู๊ตึ๊ง มณฑลหูเป่ย และพระโพธิสัตว์ กวนอิม ที่ได้อัญเชิญจากเกาะผู่โถวซ่าน สาธารณรัฐ ประชาชนจีน ในวันที่ 8-13 ก.พ. ที่ MCC Hall ชั้น 4 เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน พร้อมรับน้ำทิพย์ศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านเทพมังกรเขียว เป็นเทพารักษ์ผู้รักษาบ่อน้ำทิพย์จากทางวัดทิพยวารีให้นำกลับไปเพื่อเป็นสิริมงคล และพิธีสวดแก้ชงและสวด พะเก่ง โดยคณะสงฆ์นิกายจีน และกิจกรรมอีกมากมาย นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขันประกวดเชิดสิงโตเสาดอกเหมย ซึ่งจะชิงชนะเลิศในวันที่ 26 ม.ค.นี้ ที่บริเวณหน้าห้างฯ เดอะมอลล์ บางแค

นอกเหนือจากนี้ได้จัดรายการส่งเสริมการขายสำหรับ 3 ห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์, ดิ เอ็มโพเรียม และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ ในชื่อ 2013 “CHINESE NEW YEAR CELEBRATION” ตั้งแต่วันนี้ถึง 17 ก.พ. เมื่อซื้อสินค้าครบทุก 1,000 บาท รับคูปองชิงโชค ลุ้นรางวัลแพ็กเกจท่องเที่ยวฮ่องกง 3 วัน 2 คืน พร้อมดินเนอร์หรูระดับ 3 Michelin Star และรับอั่งเปาส่วนลดสูงสุด 50% เมื่อช็อปตั้งแต่ 1,500 บาทขึ้นไป เป็นต้น
นี่รูปแบบของการทำตลาดของหนึ่งในค้าปลีกรายใหญ่ของประเทศ ในการทำตลาดเรียกลูกค้า เข้ามาใช้จ่ายช่วงตรุษจีน โดยคาดว่าจะสามารถมีรายได้สูงถึง 3,500 ล้านบาทสำหรับตรุษจีนนี้!
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
- โดย วานิชหนุ่ม
- 26 มกราคม 2556, 05:00 น.
พัฒนาศัลยกรรมทัดเทียมเกาหลี
http://www.thairath.co.th/column/eco/market/321013
19 มกราคม 2556, 05:00 น.

ความก้าวหน้าทางการแพทย์ของเกาหลีที่สามารถส่งออกอุปกรณ์การแพทย์และเวชภัณฑ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับตลาดความงามไปทั่วเอเชียและกำลังแผ่ขยายไปยังตะวันออกกลางและยุโรปอย่างรวดเร็ว ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการพัฒนาประเทศอย่างเป็นระบบ
ทั้งทางด้านการตลาด การผลิต โดยอาศัยพื้นฐานการค้นคว้าวิจัยและคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์มาเป็นตัวผลักดัน แต่ละปีก็ยังมีทั้งคนไทยและคนจากทุกประเทศทั่วเอเชียที่บินเข้าไปรับการทำศัลยกรรมความงามที่ประเทศเกาหลีมากมาย เห็นได้ว่าแค่ตลาดด้านความงามก็ทำเงินเข้าประเทศเกาหลีได้อย่างมหาศาลแล้ว

นพ.พุฒิพงศ์ ภูมิสุวรรณ เจ้าของและผู้ก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมความงามกรุงเทพ AIC (Aesthetic Innovation Center) ถือได้ว่าเป็นคนหนึ่งที่จุดกระแสเกาหลีฟีเวอร์ให้แรงขึ้นในตลาดเมืองไทย โดยเป็นแพทย์คนแรกที่นำเทคนิคการร้อยไหมยกกระชับแบบ Ultra V Lift มาสู่เมืองไทย เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา จากการเปิดตัวในงานประชุมแพทย์ผิวหนัง ซึ่งจัดขึ้นในเมืองไทย โดยสมาคมแพทย์ ศัลยกรรมผิวหนังแห่งเกาหลี ซึ่งหลังการเปิดตัวเทคนิคนี้ในเมืองไทย การร้อยไหมยกกระชับเริ่มได้รับความนิยมไปทั่วประเทศ
“ตัวเลขทางการตลาดของนวัตกรรมการร้อยไหมยกกระชับของปีที่ผ่านมา โดยคิดคำนวณจากปริมาณเส้นไหมที่ใช้ในคลินิกและสถานพยาบาลต่างๆของตลาดความงามทั่วประเทศ น่าจะอยู่ที่ราวๆ 300 ล้านบาท เนื่องจากช่วงที่เทคนิคการร้อยไหมเริ่มเผยแพร่ไปทั่วประเทศก็เป็นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 แล้ว แต่สำหรับปี 2555 มูลค่าตลาดรวมของการร้อยไหมยกกระชับทั้งประเทศในปี 2555 น่าจะอยู่ที่ราวๆ 2,000 ล้านบาท” นพ.พุฒิพงศ์กล่าว

นพ.พุฒิพงศ์ซึ่งเป็นแพทย์ไทยคนแรกในวงการศัลยกรรมความงามที่ได้รับความไว้วางใจจากสมาคมแพทย์เกาหลีให้รับตำแหน่ง “ผู้อำนวยการต่างประเทศ เอเชีย-แปซิฟิก ของสมาคมแพทย์เกาหลีเพื่อความงาม และศัลยกรรมความงาม” กล่าวว่า ในปีนี้มีความมั่นใจว่าจะสามารถเติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 3 เท่าตัว เนื่องจากกระแสตลาดความงามและศัลยกรรมทางเลือกถูกพัฒนาอย่างเฉพาะเจาะจงเป็นพิเศษ คือกระแสการรักษาแบบกึ่งศัลยกรรม โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ให้ผลการรักษาใกล้เคียงการผ่าตัดและดูเป็นธรรมชาติกว่า ซึ่งถือเป็นแนวโน้มใหม่ของการรักษาในอนาคต คือการรักษาแบบวิธีใหม่ๆที่ได้ผลดี และดูเป็นธรรมชาติทดแทนการรักษาแบบผ่าตัด ซึ่งต้องเจ็บตัวและพักฟื้นนาน
ขณะที่ศูนย์นวัตกรรมความงามกรุงเทพทั้งสาขาพระราม 4 และศรีนครินทร์ ให้บริการลูกค้าตลาดกลุ่มบนคือ นักธุรกิจระดับเจ้าของกิจการ หรือผู้บริหารระดับสูง ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศและลูกค้าส่วนมากที่มาใช้บริการจะมีอายุ 35 ปีขึ้นไป เนื่องจากการเลือกบริโภคของลูกค้าระดับบน ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ มีการศึกษาสูง จึงมักมีการศึกษามาอย่างดีก่อนที่จะเข้ามาใช้บริการ โดยอัตราการให้บริการจะอยู่ที่ราวๆ 100,000-250,000 บาท

นอกจากนี้ลูกค้า จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นมากด้วย โดยเฉพาะ จากประเทศในแถบรอบๆเมืองไทยทั้งหมด เพราะตอนนี้ถือได้ว่าทำได้ดีกว่าแพทย์จากในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ เนื่องจากเป็นคนที่เริ่มต้นทำมาก่อน ทำให้มีประสบการณ์มากกว่า ได้ค้นคว้าว่าอะไร ที่ดีและตอบโจทย์กับผู้มารับการรักษาและพัฒนาทักษะฝีมือได้ดีกว่า
นพ.พุฒิพงศ์กล่าวว่า สาเหตุหลักๆที่ทำให้มีข่าวการร้อยไหมเป็นโทษหรืออันตราย คือ คนไทยไม่มีระบบการเรียนรู้ และการให้ความรู้อย่างถูกต้อง ทั้งระบบการเรียนรู้และการฝึกอบรมแพทย์ เพื่อให้แพทย์สามารถให้การรักษาคนไข้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและการให้ความรู้กับภาคประชาชนอย่างทั่วถึงเพื่อไม่ให้ประชาชนถูกหลอกลวงและเกิดอันตรายจากการรักษา ดังเช่นที่เป็นข่าวการเสียชีวิตจากการฉีดสารฟิลเลอร์เป็นต้น หากประเทศ
ไทยไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ก็อย่าหวังว่าจะขึ้นเป็นผู้นำด้านการแพทย์และเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของภูมิภาคได้ หากมีแต่ข่าวร้ายๆถึงผลข้างเคียงจากการรักษาของแพทย์ไทยออกมาเป็นระยะๆ มาตรฐานการแพทย์ของไทยก็จะถูกมองว่าตกต่ำลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


สำหรับการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ทางศูนย์ AIC ยังคำนึงถึงการยกระดับประเทศไทยเข้าสู่ภูมิภาคด้วยการเปิดศูนย์ฝึกอบรมแพทย์ความงามระดับนานา
ชาติไว้ที่ AIC แห่งนี้อีกด้วย เพื่อรองรับนวัตกรรมการแลกเปลี่ยน การผสมผสาน การวิจัยที่ก้าวหน้าและแปลกใหม่และเราเน้นย้ำเสมอที่จะนำนวัตกรรมทางการแพทย์ใหม่ๆมาให้แพทย์ไทยได้เรียนรู้และฝึกอบรมแพทย์ไทยให้เทียบเท่ากับแพทย์จากต่างประเทศ ซึ่งจะสามารถช่วยลดผลข้างเคียงจากการรักษาผิดพลาดให้คนไข้ได้อีกด้วย
อีกทั้งเพื่อพัฒนาวงการศัลยกรรมความงามในประเทศให้ทัดเทียมความก้าวหน้าของเกาหลี!
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
- โดย วานิชหนุ่ม
- 19 มกราคม 2556, 05:00 น.
ชี้ตลาดเครื่องดื่ม “ชาสมุนไพร” มาแรง
http://www.thairath.co.th/column/eco/market/319464
12 มกราคม 2556, 05:00 น.

ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจต่อสุขภาพมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เครื่องดื่มประเภทฟังก์ชั่นนอล ดริ๊งก์ได้รับความนิยมมากขึ้นตามไปด้วย
ในปี 2555 ที่ผ่านมา ตลาดเครื่องดื่มโดยรวมมีมูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท มีการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 9.9 โดยกลุ่มที่มีการเติบโตมากที่สุดคือชาพร้อมดื่ม เติบโต 36.7% ตามด้วยเครื่องดื่มเกลือแร่ เติบโต 20.2% น้ำอัดลม 12.1% กาแฟพร้อมดื่ม 1.5% ขณะที่ตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ถูกจับตามองว่าจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในอนาคต
ก้าวเข้าสู่ปี 2556 ตลาดเครื่องดื่มหลายประเภท ได้เริ่มพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็ต้องการสร้างความแตกต่าง เพื่อใช้เป็นจุดขายให้กับผลิตภัณฑ์ โดยพบว่า ตั้งแต่กลางปี 2555 ที่ผ่านมา มีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ถูกพัฒนาออกวางจำหน่ายจำนวนมาก รวมถึงตลาดชาพร้อมดื่ม ภายใต้แบรนด์ “เพียวริคุ เฮอร์เบิลที” ด้วย
โดยในปี 2556 คาดว่าตลาดชาพร้อมดื่ม จะยังคงเติบโตต่อเนื่องจากผู้ประกอบการรายใหญ่ รวมทั้งการพัฒนาชาสมุนไพรพร้อมดื่มออกสู่ตลาดมากขึ้น เพื่อตอบรับกับความ ต้องการเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ส่งผลให้ตลาดชาพร้อมดื่มยังคงมีการเติบโตต่อเนื่อง

น.ส.สุวรรณดี ไชยวรุตม์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ที.ซี. ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด ผู้ผลิตกล่าวว่า ล่าสุดได้วางจำหน่าย “เพียวริคุ เฮอร์เบิลที” ชาขาวผสมสมุนไพรพร้อมดื่มรายแรกของเมืองไทย เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมียอดขายสูงกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้และเตรียมรุกตลาดอย่างหนักในต้นปีหน้า
จากการศึกษาตลาดมานานนับปี พบว่า พฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยต้องการเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ดังนั้น บริษัทจึงมุ่งพัฒนาและค้นคว้าเพื่อให้ได้เครื่องดื่มสุขภาพที่ดีที่สุด โดยเน้นนำเสนอสมุนไพรที่มีคุณประโยชน์สูงสุด ที่มีฤทธิ์เย็น 6 ชนิด ที่ชาวจีนเชื่อว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็น
หรือ “จับเลี้ยง” จะช่วยแก้ร้อนในและสร้างสมดุลให้กับร่างกายได้ เพียวริคุได้คัดสรรสมุนไพรฤทธิ์เย็น 6 ชนิด ซึ่งได้แก่ดอกสายน้ำผึ้ง ช่วยขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้แผลในปาก
หล่อฮั้งก้วย บรรเทาอาการไอ เจ็บคอ แก้ท้องผูก ดอกเก๊กฮวยขาว แก้หวัดแดด แก้ร้อนในทรวงอก ช่วยให้ตาสว่าง ใบหม่อน ขับลมร้อน แก้เจ็บคอ และคอแห้ง แก้ไอร้อนเนื่องจากถูกลมร้อนกระทบ ชะเอมเทศ ใช้รักษากระเพาะที่มีกรดมากเกินไป แก้พิษที่ได้รับจากสมุนไพร หรืออาหารบางชนิด เฉาก๊วย แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ช่วยขับลม มาผสมผสานอย่างลงตัวกับชาขาว ซึ่งเพียวริคุ เป็นชาพร้อมดื่มเพียงชนิดเดียวในตลาดที่ใช้ชาขาว ซึ่งมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาเขียวถึง 3 เท่า

“ในประเทศพัฒนาแล้ว ให้ความสำคัญกับเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ตลอดระยะเวลา 3–4 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น ประเทศในแถบยุโรป อเมริกา และเอเชีย โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีส่งผลให้ตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเติบโตเป็นเท่าตัว ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ให้ทั้งความสดชื่นและคุณ-ประโยชน์ต่อสุขภาพไปพร้อมกัน บริษัทจึงมองเห็นเป็นโอกาสที่จะเติบโตเพิ่มมากขึ้นในอนาคต” นางสาวสุวรรณดี กล่าวและว่า ด้วยแนวโน้มความนิยมต่อเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่จะมีขึ้นในปีหน้า ทำให้บริษัทเชื่อว่าปีหน้าจะมีผู้ประกอบการหันมาพัฒนาเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพออกวางจำหน่ายมากขึ้น
อย่างไรก็ดี บริษัทมุ่งสร้างการรับรู้ต่อผู้บริโภคให้มากขึ้น โดยในปีหน้าบริษัทเตรียมทำกิจกรรมทางการตลาดทั้งทางอะเบิฟ เดอะ ไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ และบีโลว์ เดอะ ไลน์ การทำกิจกรรม ณ จุดขาย การแจกชิม รวมไปถึงการทำกิจกรรมผ่านทางออนไลน์ มาร์เกตติ้ง เพื่อให้สามารถสื่อสารข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์ไปถึงตัวกลุ่มเป้าหมายหลักได้อย่างทั่วถึง
“เพียวริคุต้องการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเครื่องดื่มของเมืองไทย และเพียวริคุ เฮอร์เบิลที เป็นชาพร้อมดื่มสมุนไพรชนิดแรกที่ออกวางจำหน่ายและบริษัทยังเตรียมใช้เงินกว่า 80 ล้านบาท ในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ “เพียวริคุ เฮอร์เบิลที” ผ่านการทำตลาดแบบ 360 องศา ทั้งสื่อออนไลน์และออฟไลน์”


นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องตลอด 3 เดือนเต็ม โดยเริ่มจากการจัดกิจกรรมโรดโชว์ เปิดตัวเพียวริคุ เฮอร์เบิลที พร้อมการแจกชิมสินค้ากว่า 300 แหล่งชุมชนทั่วประเทศและในปีนี้จะเดินหน้าจัดกิจกรรมอย่างหนัก เพื่อตอกย้ำและสร้างความเป็นผู้นำในตลาดชาพร้อมดื่มสมุนไพรด้วย
ในปี 2556 คาดว่าตลาดชาพร้อมดื่มจะมีการเติบโต 20% เพิ่มขึ้นจากปี 2555 จากมูลค่าตลาดรวม 11,500 ล้านบาท นับเป็นตลาดที่น่าสนใจและเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด.
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
- โดย วานิชหนุ่ม
- 12 มกราคม 2556, 05:00 น.
สนุกกับ “เลโก้แลนด์” รับวันเด็ก
http://www.thairath.co.th/column/eco/market/317809
5 มกราคม 2556, 05:00 น.

สวัสดีปีใหม่ 2556 ขออำนวยพรให้ทุกท่านพบแต่ความสุข ความเจริญ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ไปตลอดปีงูเล็ก
เมื่อก้าวพ้นเทศกาลปีใหม่ไปแล้ว สำหรับเด็กๆ ทั่วโลกที่ตั้งหน้าตั้งตารอคอยก็คือเทศกาลวันเด็ก ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 2 ของเดือน ม.ค. “เลโก้” ซึ่งเป็นของเล่นที่ช่วยเสริมสร้างจินตนาการให้ประโยชน์ด้านการเสริมทักษะ ฝึกสมาธิ ฝึกใช้กล้ามเนื้อมือและกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เป็นของเล่นที่บรรดาพ่อแม่ทั่วโลกให้การยอมรับเป็นลำดับต้นๆ


สำหรับเทศกาลวันเด็กแห่งชาติ ปี 2556 ตัวต่อเสริมทักษะ “เลโก้” ได้จับมือกับ ดิ เอ็มโพเรียม และทรูวิชั่นส์ จัดงาน LEGO & Emporium World of Imagination นำไฮไลต์สร้างสวนสนุกเลโก้ขึ้นเป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯ เปิดโลกแห่งจินตนาการสู่ดินแดนในฝันผ่านแนวคิดสวนสนุกและจำลองทางเข้าประตูสวนสนุกเลโก้แลนด์เพื่อเป็นประตูต้อนรับเด็กระว่างวันนี้ถึง 14. ม.ค.นี้ ที่แฟชั่น ฮอลล์ ดิ เอ็มโพเรียม
นายชูเกียรติ โตกมลธรรม ผู้อำนวยการธุรกิจอาวุโส บริษัท ดีเคเอสเอช ประเทศไทย จำกัด ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เลโก้ประเทศ ไทย ซึ่งได้รับสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตัวต่อเสริมทักษะ เลโก้ (LEGO) แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย มาเป็นเวลากว่า 10 ปี กล่าวว่า ภายในงานแบ่งเป็นโซนต่างๆ อาทิ หอคอยเลโก้, เลโก้ชิงช้าสวรรค์, เลโก้สตาร์วอร์ส, เลโก้คาสเซิล, เลโก้ แอดเวนเจอร์, และเลโก้ซิตี้ พร้อมทั้งให้คุณหนูๆได้เพลินกับการโพสต์ท่าในเมืองมินิแลนด์ สุดเอกซ์คลูซีฟ เพื่อเป็นที่ระลึกกลับบ้าน
พบกับไฮไลต์ของงานกับโชว์ปรากฏการณ์ LEGO Life Model เป็นการรวมตัวของซุปเปอร์สตาร์ เลโก้ จะมาร่วมสร้างสีสัน โดยจะออกมาโชว์ตัวเป็นรอบๆเพื่อให้น้องๆได้ถ่ายรูปกับเลโก้ ในชุดที่ชื่นชอบกันอย่างใกล้ชิด พร้อมเคล็ดลับง่ายๆในการต่อบริคเลโก้กับเลโก้เวิร์กช็อปโดยพี่ๆ นักต่อเลโก้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ของน้องๆ
“สนุกกับการแสดงและกิจกรรมมาก มายจาก Facebook LE-GO Thailand รับของที่ระลึกเลโก้ มินิฟิกเกอร์และลุ้นรับของรางวัลจากเล-โก้มากมายตลอดงาน ซึ่งกิจกรรมวันเด็กในปีนี้ถือได้ว่าเป็นงานที่รวมทุกอย่างมาอยู่ในที่เดียว ทั้งแข่งขันและชมสวนสนุก
เลโก้ให้ได้เพลิดเพลินไปพร้อมๆกัน และช็อปจุใจกับเลโก้คอลเลกชั่นใหม่ของปี 2013 ก่อนใคร และเลโก้ลด 15%”


นอกจากนี้ได้เปิดเวทีส่งเสริมศักยภาพของเด็กไทยให้ได้แสดง ออกกันอย่างเต็มที่ บอกเล่าเรื่องราวผ่านตัวต่อเลโก้ โดยใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ จัดกิจกรรมแข่งขันต่อเลโก้ระดับชาติเป็นครั้งแรกในเอเชีย โดยร่วมค้นหา 2 ตัวแทนแชมป์ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นเกียรติในงาน LEGO Build Your World (BYW) พร้อมกับตัวแทนแชมป์อีก 11 ประเทศปลาย ส.ค.นี้ ที่เลโก้แลนด์มาเลเซีย เพื่อเป็นการต้อนรับและเฉลิมฉลองการเปิดตัวไปเมื่อ ก.ย.ปีที่ผ่านมา ถือเป็นสวนสนุกเลโก้แลนด์แห่งแรกในเอเชียในเนื้อที่เกือบ 200 ไร่ แบ่งเป็น 7 โซนด้วยกัน มีเครื่องเล่นกว่า 40 ชนิด และใช้ตัวต่อเลโก้สร้างสิ่งต่างๆกว่า 50 ล้านชิ้น
ทั้งนี้ แบ่งเป็นรุ่นอายุต่ำกว่า 12 ปี และรุ่นไม่จำกัดอายุ เปิดรับสมัครแข่งขันรอบคัดเลือกตั้งแต่วันนี้-12 ม.ค. และตัดสินในงานเดียวจบพร้อมประกาศผู้ชนะเลิศในวันที่ 13 ม.ค. สำหรับรางวัลของแชมป์ประเทศไทย 2 คน ได้แก่ ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ 4 ที่นั่ง การเดินทางและค่าที่พัก พร้อมกับรางวัลวีไอพีสุดพิเศษสำหรับแชมป์ประเทศ ไทย นักออกแบบเลโก้จะสร้างเลโก้มินิฟิกเกอร์ โดยจะให้กับผู้ชนะเลิศเก็บไว้ พร้อมกับอีกโมเดลจะตั้งไว้ที่เลโก้แลนด์และผู้ชนะจะได้ทำงานต่อโมเดลร่วมกับนักออกแบบเลโก้และนำโมเดลที่ต่อเสร็จไปวางไว้ที่เลโก้แลนด์มาเลเซีย เป็นต้น

นายชูเกียรติกล่าวด้วยว่า สำหรับทิศทางและแนวโน้มการแข่งขันของตลาดของเล่นในปี 2556 นั้น ของเล่นประเภทเพื่อการศึกษาในกลุ่มประเภทตัวต่อมีแนวโน้มการเติบโตได้ดีเฉลี่ย 15-20% ต่อปี อันเนื่องมาจากการตอบรับที่ดีของตลาด อีกทั้งลักษณะของครอบครัวในสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงไป ครอบครัวขนาดเล็กลงมีบุตรน้อยลงเพียง 1-2 คนเท่านั้น อีกทั้งกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศก็เติบโตตามเศรษฐกิจและความต้องการของการซื้อของเล่นที่มีคุณภาพสูงก็เพิ่มขึ้นตามสภาพสังคม ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ให้ความสำคัญกับพัฒนาการของลูกน้อยตั้งแต่วัยเล็ก 1-2 ขวบขึ้นไปและเล็งเห็นถึงประโยชน์ที่เกิดจากการเล่นของตัวต่อเสริมทักษะ
เทศกาลวันเด็กแห่งชาติปีนี้ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ของเด็กๆที่จะได้ร่วมกับมหกรรมสวนสนุกเลโก้แลนด์จัดขึ้นสำหรับน้องๆ หนูโดยเฉพาะ.
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
- โดย วานิชหนุ่ม
- 5 มกราคม 2556, 05:00 น.
จับกระแสฟาสต์แฟชั่น ฮอตสุดขีด! ปลุกร้านแฟชั่นรายย่อยไทยกระหึ่ม
http://www.thairath.co.th/column/eco/market/316596
29 ธันวาคม 2555, 05:00 น.

ธุรกิจแฟชั่นในเมืองไทยในปีนี้ยังร้อนแรงไม่แพ้ปีก่อน และยังมีสีสันเข้ามาเติมแต้มให้ธุรกิจดูโดดเด่นกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเข้ามาของแฟชั่นแบรนด์เนมทั้งระดับพรีเมี่ยม และที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษคือ “ฟาสต์แฟชั่น” ที่สร้างกระแสตื่นตัวให้คนไทย
ด้วยจุดเด่นที่ราคาคุ้มค่า มีแบบให้เลือกหลากหลาย ตอบสนองผู้บริโภคได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย และตรงใจ ทำให้ฟาสต์แฟชั่นแบรนด์ดังระดับโลกได้รับความสนใจไม่ว่าจะเป็น Zara, Forever 21, TopShop รวมไปถึง 2 แบรนด์ดังอย่าง Uniqlo และ H&M ซึ่งกระแสฮอตดังกล่าวส่งอานิสงส์ให้แบรนด์ฟาสต์แฟชั่นไทย ซึ่งได้แก่ร้านเสื้อผ้าอิสระ รวมไปถึงไพรเวทแบรนด์เกาะติดลมบนไปด้วย
จุดแข็งของฟาสต์แฟชั่นไทยคือ มีร้านเสื้อผ้าอิสระกระจายอยู่ตามจุดต่างๆจำนวนมาก ซึ่งร้านแฟชั่นรายย่อยเหล่านี้เป็นช่องทางจำหน่ายที่ดี ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง ซึ่งพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยต่างเชื่อว่าผู้หญิงยุคนี้ดูดีได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ของแพง กล้าที่จะแตกต่างด้วยการมิกซ์แอนด์แมตช์ให้เข้ากับสไตล์ของตัวเอง ถือเป็นผู้บริโภคที่ฉลาดเลือก และฉลาดใช้ ทำให้ร้านค้าแฟชั่นรายย่อยได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายตามไปด้วย

“ภัทริน ซอโสตถิกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท รีโนวา กรุ๊ป จำกัด กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า ในปี 2555 ธุรกิจค้าปลีกแฟชั่นรายย่อยมีอัตราการเติบโต 30% โดยผลสำรวจความนิยมในการซื้อเสื้อผ้าจากร้านเสื้อผ้าอิสระเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนปัจจุบันอยู่ที่เกือบ 50% หรือเกือบครึ่งหนึ่งของผู้บริโภค ด้วยปัจจัยบวกของกระแสฟาสต์แฟชั่น ประกอบกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากหันมาจับจ่ายซื้อแฟชั่นที่มีราคาย่อมเยากว่าแฟชั่นแบรนด์เนม นับเป็นโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการ ร้านค้าแฟชั่นรายย่อย
ทั้งนี้ ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการแฟชั่นรายย่อยมากว่า 10 ปี และเป็นผู้บริหารศูนย์แฟชั่นรายย่อย ที่ผู้บริโภครู้จักและคุ้นเคยกันดี ทั้งซีซัน แฟชั่นมอลล์ @ ซีคอนสแควร์-ซีซัน แฟชั่นมอลล์ @ ไชน่าเวิลด์-ซีซัน มาร์เก็ต @ เชียงใหม่-ซีซัน แฟชั่นมอลล์ @ บางแค ยังระบุอีกว่าอีกปัจจัยที่เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจแฟชั่นรายย่อยในเมืองไทย คือการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่เป็นโอกาสดีสำหรับตลาดเสื้อผ้าส่งออกของไทย เนื่องจากสินค้าแฟชั่นไทยมีความได้เปรียบด้านคุณภาพ และการออกแบบเป็นที่ยอมรับของประเทศกลุ่มอาเซียน รวมทั้งแฟชั่นรายย่อยของไทยยังสามารถเสริมช่องทางออนไลน์เพื่อขายให้กับประเทศเพื่อนบ้านได้ด้วย
ดังนั้น เมื่อแฟชั่นรายย่อยได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการร้านแฟชั่นรายย่อยเองจำเป็นต้องเร่งพัฒนาแบบรอบด้านทั้ง งานดีไซน์ คัตติ้ง ช่องทางการจำหน่ายทั้งผ่านหน้าร้าน และออนไลน์ ซึ่งจะช่วยให้สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรง ซึ่งความ นิยมฟาสต์แฟชั่น ที่ส่งผลในเชิงบวกต่อร้านค้าแฟชั่นรายย่อย ทำให้ปัจจุบันร้านค้าแฟชั่นรายย่อยเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย โดยในแต่ละปีมีร้านค้าแฟชั่นรายย่อยเกิดขึ้นจำนวนมาก

อย่างไรก็ดี บริษัทเชื่อว่าธุรกิจแฟชั่นรายย่อยยังสามารถเติบโตได้อีกมาก จากที่บริษัทเพิ่งเปิดตัวโครงการใหม่คือ ซีซัน แฟชั่นมอลล์ @ บางแค ศูนย์แฟชั่นแห่งกรุงเทพฯตะวันตก ประกอบด้วยร้านค้าแฟชั่นที่ตกแต่งในสไตล์เฉพาะตัวกว่า 600 ร้าน บนเนื้อที่ 8,000 ตารางเมตร นำเสนอสินค้าแฟชั่นอินเทรนด์ หลากหลายครบทุกประเภทด้วยแนวคิด “One-stop Shopping for Fashionista” อาทิ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ แว่นตา เครื่องสำอาง กิฟต์ช็อป และงานดีไซน์ โครงการมุ่งเน้นการตกแต่งบรรยากาศที่โดดเด่น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ โดยเน้นให้ทุกจุดสามารถเป็นมุมถ่ายรูป ตอบโจทย์กระแส Social Network
นอกจากนี้ ในปีหน้าโครงการซีซัน แฟชั่นมอลล์ @ บางแค จะเพิ่มแผนการตลาดด้านอีเวนต์โปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และส่งเสริมการขายร่วมกับร้านค้าในโครงการเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อต่อเนื่อง โครงการซีซัน มาร์เก็ต @ เชียงใหม่ ซึ่งมีท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นแมกเน็ต ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนที่ผ่านมา ส่วนโครงการซีซัน แฟชั่นมอลล์ @ ซีคอนสแควร์ จะมีการรีโนเวทโครงการเพื่อปรับปรุงบรรยากาศให้สวยงาม เพื่อสร้างสีสันแห่งประสบการณ์ใหม่ของนักช็อป
ภายใน 1–2 ปีข้างหน้า บริษัทมีแผนที่จะพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่องโดยตั้งเป้าหมายที่จะขยายพื้นที่โครงการรวม 40,000 ตร.ม. และมีร้านค้ารวมมากกว่า 2,000 ร้าน เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดศูนย์แฟชั่นรายย่อยของเมืองไทยอีกด้วย.
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
- โดย วานิชหนุ่ม
- 29 ธันวาคม 2555, 05:00 น.
งานเทรดโชว์ใหญ่ส่งท้ายปี
http://www.thairath.co.th/column/eco/market/314887
22 ธันวาคม 2555, 05:00 น.

ถือเป็นงานยิ่งใหญ่ของวงการเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเสียง และสินค้าไอทีส่งท้ายปีที่ลูกค้าตั้งตารอคอยกับงาน BANGKOK ELECTRONICA 2013 ที่เพาเวอร์มอลล์ เดอะมอลล์ กรุ๊ป จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี
นอกจากช่วงปลายปีเป็นช่วงที่ลูกค้านิยมเลือกซื้อสินค้าเพื่อเป็นของขวัญของฝากช่วงเทศกาลปีใหม่ รวมทั้งเป็นของขวัญชิ้นใหญ่ให้กับตัวเองแล้ว กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า-ไอทียังเป็นสินค้ายอดนิยมที่ลูกค้ามีความต้องการสูงและเป็นสินค้าที่มาแรงของตลาดอีกด้วย
โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนซึ่งเป็นสินค้ายอดนิยมในช่วงปลายปีนี้ที่คนไทยส่วนใหญ่ต้องการเป็นของขวัญ และเป็นตลาดที่มีอัตราขยายตัวสูงมากในช่วงระยะ 3 ปี จากกระแสของการเปิดประมูลใบอนุญาตให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3 จี และจากการแข่งขันเปิดตัวรุ่นใหม่ของบรรดาผู้ผลิตที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด


นายจักรกฤษณ์ กีรติโชคชัยกุล ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าเพาเวอร์มอลล์ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ในช่วงปลายปีนี้ได้จับมือกับพันธมิตรผู้ค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเสียง ไอที และโทรศัพท์มือถือชั้นนำกว่า 100 แบรนด์ จัดงาน BANGKOK ELECTRONICA 2013 ตั้งแต่วันนี้ถึง 2 ม.ค.ปีหน้า จัดงานใหญ่พร้อมกันที่เดอะมอลล์ 3 สาขา เดอะมอลล์ บางกะปิ, งามวงศ์วาน และบางแค
“เพาเวอร์มอลล์ในฐานะที่เป็นพรีเมี่ยมสโตร์และผู้เชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจดังกล่าวได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำในเรื่องของเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ และจากความสำเร็จในการจัดงานในทุกๆปีที่ผ่านมา ถือเป็นอีเวนต์ มาร์เกตติ้งยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการเครื่องเสียง เครื่องใช้ไฟฟ้า และไอทีแห่งเอเชีย ที่นำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ยกระดับงานเทรดโชว์ในเมืองไทย พร้อมรองรับความต้องการของลูกค้าในช่วงปลายปีและเทศกาลปีใหม่


สำหรับงานในปีนี้ได้จัดภายใต้แนวคิด Super Innovation Trend กับ 3 กลุ่มสินค้าหลัก กลุ่มสินค้าภาพและเสียง, สื่อสาร และเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป นอกจากการนำเสนอเทรนด์นวัตกรรมสินค้าแล้ว ยังคงเน้นความคุ้มค่าในการซื้อสินค้าของลูกค้าเพื่อเป็นข้อเสนอที่ดีที่สุดส่งท้ายปีพร้อมคืนกำไรส่งท้ายปีให้ลูกค้าด้วยโปรโมชั่นรับคืนรวมสูงสุด 31% นอกจากนี้ ยังมีสินค้าพิเศษวันต่อวันลดกว่า 50% โดยตั้งเป้ายอดขายตลอด 15 วันของการจัดงานนี้ที่ 450 ล้านบาท”
ไฮไลต์สำคัญของการจัดงานคือการนำเสนอเทรนด์นวัตกรรมล่าสุดระดับโลก โดยปีนี้จัดขึ้นจากความต้องการของผู้บริโภคที่มีความต้องการขนาดของจอภาพขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อตอบสนองในการรับชมอย่างมีอรรถรสได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องของ 3D, สมาร์ททีวี และอินเตอร์เน็ตทีวี ในเรื่องของความคมชัดจนปัจจุบันเป็นอัลตร้า ไฮ เดฟินิชั่น ทีวีเทรนด์ใหม่ล่าสุดของโลก ที่แบรนด์ผู้ผลิตมีการพัฒนาระดับความละเอียดของจอภาพได้ถึงระดับ 4K ซึ่งสูงกว่าฟูล เอชดีถึง 4 เท่า และมีขนาดหน้าจอใหญ่ขึ้นถึง 84 นิ้ว จากผู้ผลิตแบรนด์ชั้นนำ อาทิ โซนี่, แอลจี,โตชิบา และซัมซุง


นอกจากนี้ กลุ่มสินค้าสื่อสาร ทั้งสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต, คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก และกล้องถ่ายรูป ซึ่งปัจจุบันถือเป็นอุปกรณ์ส่วนตัวสำคัญที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วของระบบสื่อสารไร้สาย ซึ่งสินค้าที่ได้รับความนิยมของตลาดสูง เป็นเทรนด์ที่มาแรงในปีนี้และปีหน้า จึงได้รวบรวมสินค้าระบบปฏิบัติการวินโดว์ส 8
เทรนด์ล่าสุดของการติดต่อสื่อสารมาประชันกันในงานนี้อย่างคับคั่งกว่า 30 รุ่นจากแบรนด์ผู้ผลิตชั้นนำ
นายจักรกฤษณ์กล่าวว่า ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในปีนี้กลุ่มสินค้าที่มีอัตราการเติบโตมากที่สุดคือ กลุ่มสมาร์ทโฟน เติบโตสูงสุดถึง 100% รองลงมาคือ โน้ตบุ๊กคอมพิวเตอร์เติบโตในระดับ 21-22% ขณะที่กลุ่มสินค้าที่ไม่มีการเติบโตเลยคือ กล้องถ่ายรูป เนื่องจากถูกกลุ่มสมาร์ทโฟนเข้ามาแย่งตลาด ในส่วนของเพาเวอร์มอลล์ปีนี้คาดว่าจะสามารถปิดยอดรายได้รวมประมาณ 9,700 ล้านบาท



พร้อมกับแผนขยายการลงทุนออกไปในห้างอื่นๆ นอกเหนือจากเดอะมอลล์จำนวนหลายสาขา โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกในรูปแบบคอมมูนิตี้มอลล์ที่ผุดขึ้นตามทำเลทองใหม่ๆ รองรับความต้องการของผู้บริโภคในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป.
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
- โดย วานิชหนุ่ม
- 22 ธันวาคม 2555, 05:00 น.
ศูนย์การค้าเสริมไทย คอมเพล็กซ์
http://www.thairath.co.th/column/eco/market/313324
15 ธันวาคม 2555, 05:01 น.

“เสริมไทย พลาซ่า” ห้างสรรพสินค้าภูธร จังหวัดมหาสารคาม เป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จทางธุรกิจค้าปลีก ที่ได้ปรับตัวครั้งสำคัญ จากธุรกิจเริ่มแรกร้านเสริมไทย เป็นร้านขายสินค้าบนอาคารพาณิชย์ 2 คูหา ในปี 2500 นับเป็นร้านค้าใหญ่ที่สุดในจังหวัด จากนั้นได้ขยับขยายการลงทุนสร้างอาคารขนาด 6 ชั้น เพื่อยกระดับเป็นห้างสรรพสินค้าครบวงจร ในปี 2526

เมื่อสั่งสมประสบการณ์และตั้งหลักได้จากวิกฤติค้าปลีกยักษ์บุกต่างจังหวัด นอกเหนือจากทำเลทอง พร้อมกับการลงทุนตกแต่งห้างกว่า 200 ล้านบาท ให้มีความทันสมัยครบวงจรพร้อมกับแฟรนไชส์ชื่อดัง มีความหลากหลายของสินค้า บริการ และร้านอาหารอินเตอร์ฟู้ด เหมือนห้างสรรพสินค้าใหญ่จนกลายเป็นต้นแบบของห้างสรรพสินค้าภูธรที่ประสบความสำเร็จ

นพ.กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้งเสริมไทย พลาซ่า ปัจจุบันเป็นนายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม กล่าวว่า การที่ธุรกิจภูธรจะยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงจะต้องกล้าลงทุนให้กลุ่มคู่ค้า ร้านค้า และร้านอาหารยอดนิยมมีความมั่นใจเข้ามาลงทุนด้วยกันพร้อมกับแผนการพัฒนาศูนย์
“ที่มหาสารคามมีห้างใหญ่ 2 แห่งคือ บิ๊กซี กับเสริมไทย พลาซ่า ของเราไม่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขัน เพราะของเราทำเลดีกว่า ใหญ่กว่า มีร้านค้า ร้านอาหารมากกว่า จนประสบความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับในกลุ่มลูกค้า แต่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ไม่สามารถขยายได้อีก จึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงร้านค้าชั้นนำและแบรนด์สินค้าชั้นนำระดับประเทศที่ต้องการขยายธุรกิจในศูนย์การค้าที่ดีและสมบูรณ์แบบ เช่น ร้านบู๊ทส์, ชาบูชิ, ฟูจิ, โออิชิ ราเมน และบานาน่า ไอที เป็นต้น”

จุดเด่นของเสริมไทย พลาซ่ามีทุกอย่างครบครัน และผนึกกำลังกันเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกเกิดโมเดลธุรกิจ “ตลาดโลตัส” เป็นแห่งแรกในไทย เป็นโมเดลธุรกิจที่เทสโก้ โลตัสได้ขยายการลงทุนไปยังพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ อีกทั้งจังหวัดมหาสารคามได้มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีการขยายตัวสูงสุดในระดับประเทศ เป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับประเทศ อาทิ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, สถาบันการพลศึกษา, วิทยาลัยพยาบาล, วิทยาลัยเกษตร และวิทยาลัยอาชีวะ เป็นต้น
นพ.กิตติศักดิ์กล่าวว่า ตนได้วางมือจากธุรกิจและให้ภรรยา พญ.โศรยา คณาสวัสดิ์ เข้ามาบริหารธุรกิจในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสริมไทย คอมเพล็กซ์ จำกัด พร้อมกับการลงทุนใหม่ในโครงการยักษ์ “เสริมไทย คอมเพล็กซ์” เป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่กับสถาปัตยกรรมมีความสวยงามและทันสมัย ได้รับการออกแบบสะท้อนถึงความเป็นสากล เน้นแนวคิดผสมผสานกันระหว่างไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยและความเป็นธรรมชาติได้อย่างเหมาะสม พร้อมบรรยากาศให้ความรู้สึกโปร่งสบายและอบอุ่น พื้นที่กว่า 43,423 ตารางเมตร บนพื้นที่ 61 ไร่ อยู่ทิศตะวันตกติดกับมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามและเยื้องกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ด้วยงบประมาณการลงทุน 1,118 ล้านบาท

เสริมไทย คอมเพล็กซ์ ประกอบไปด้วยห้างสรรพสินค้า, ร้านค้าปลีกและร้านอาหารชั้นนำ ธุรกิจความงาม ธนาคารและสถาบันการเงิน, มินิพลาซ่า ศูนย์รวมร้านค้าย่อย, ฟู้ดเซ็นเตอร์, เพลย์แลนด์ศูนย์รวมนันทนาการของครอบครัว, เกมและคาราโอเกะ พร้อมที่จอดรถจักรยานยนต์กว่า 1,120 คัน และรถยนต์กว่า 1,038 คัน
รวมทั้งเทสโก้ โลตัส ที่ร่วมกันพัฒนาโครงการนี้กับพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 8,250 ตารางเมตร โรงภาพยนตร์เอสเอฟ 5 โรงมาตรฐานโลก และเสริมไทย ไอที ศูนย์รวมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และสินค้าไอทีครบวงจร พร้อมจะเปิดตัวแกรนด์ โอเพนนิ่งในวันที่ 21 ธ.ค.ที่จะถึงนี้

วิสัยทัศน์ของทีมงานผู้บริหารมืออาชีพกับความมุ่งมั่นการพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่มาของ “เสริมไทย คอมเพล็กซ์” ที่ผงาดเป็นผู้นำในวงการห้างสรรพสินค้าภูธร!
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
- โดย วานิชหนุ่ม
- 15 ธันวาคม 2555, 05:01 น.
นับถอยหลังเริ่มปีใหม่ 3 ห้างสรรพสินค้าระดมมอบโชค
http://www.thairath.co.th/column/eco/market/311605
8 ธันวาคม 2555, 05:00 น.

ปีเก่ากำลังจะผ่านไป ปีใหม่กำลังจะมาเยือน ปีมังกรที่ผ่านมาโดยภาพรวมของธุรกิจแม้จะขึ้นๆลงๆ แต่ก็ไม่มีปัจจัยรุนแรงที่ส่งผลให้ยอดขายหยุดชะงัก โดยเฉพาะในธุรกิจค้าปลีกห้างสรรพสินค้าที่ต้องงัดกลยุทธ์โปรโมตมาเร่งยอดขายตลอดทั้งปี
ตลอดปีที่ผ่านมาถึงจะไม่ใช่ปีที่ดีมากแต่โดยภาพรวมตัวเลขการเติบโตโดยรวมของเดอะมอลล์ กรุ๊ป อยู่ที่ประมาณ 9-10% คิดเป็นมูลค่ารวม 47,000 ล้านบาท กับสินค้าแฟชั่นชั้นนำเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพ สร้างความแข็งแกร่งและโดดเด่นอย่างน่าสนใจ

นายชำนาญ เมธปรีชากุล ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสสายการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวว่า สำหรับเดอะมอลล์ สาขาต่างๆ ในขณะที่ดิ เอ็มโพเรียม และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ มีความโดดเด่นในเรื่องสินค้าระดับเวิลด์คลาส กิจกรรมและบริการที่มีความใหม่อยู่เสมอ ซึ่งเป็นเสน่ห์สำคัญในการดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ ซึ่งภาพรวมของแคมเปญทางการตลาดในปีที่ผ่านมาได้พัฒนา มีการผสมผสานรูปแบบ “ออน กราวด์” และ “ออน ไลน์” เข้าด้วยกัน ทำให้ลูกค้ากลุ่มวัยรุ่น, วัยเริ่มทำงานมีโอกาสร่วมสนุกกับแคมเปญที่ทำมากขึ้น
สำหรับเดือนสุดท้ายของปี ถือเป็นเดือนที่มีปัจจัยบวกด้านกำลังซื้อสูง โดยข้อมูลการใช้จ่ายช่วงเทศกาลปีใหม่ในแต่ละปีสูงถึงปีละประมาณ 19,000 ล้านบาท (ข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทย ธ.ค.ปี 2554) ในช่วงเดือนธันวาคม เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2555-6 มกราคม 2556 ทางเดอะมอลล์ กรุ๊ปจึงได้ทำแคมเปญพิเศษ โดยปีนี้ใช้ชื่อธีม “Lucky Out Loud” เป็นแนวคิดสำคัญโดยรวม เพื่อส่งมอบความโชคดีให้กับลูกค้า ภายใต้แคมเปญชื่อ 2013 Lucky Out Loud เพื่อให้ 32 วันของแคมเปญนี้ เป็นสื่อกลางนำความโชคดีก่อนเข้าสู่ปี 2013 หรือปีมะเส็ง

“เรานำเลข 13 มาเล่นเป็นกิมมิกของแคมเปญ แปลงเลข 13 เป็นความโชคดี กลายเป็น Lucky Out Loud สื่อความหมายว่า โชคดีไม่มีที่สิ้นสุด รวยซ้ำรวยซ้อน และปี 2013 เรานำมาเล่นเป็น 3210 คือการเคาต์ดาวน์สู่ปีใหม่ เพื่อลงมือทำสิ่งดีๆให้เกิดขึ้น เป็นที่มาของชื่อแคมเปญที่แปลความว่า เดอะ มอลล์, ดิ เอ็มโพเรียม และสยามพารากอน เตรียมมอบความพิเศษ ความโชคดีให้ลูกค้าทุกๆคน และพร้อมแล้วให้ทุกคนคัดสรรของขวัญพิเศษส่งต่อความโชคดีให้คนรอบข้าง”
ความโชคดีแรกที่มอบให้ลูกค้า เป็นความโชคดีที่ลูกค้าจะได้ช็อปปิ้งท่ามกลางบรรยากาศที่สวยงามด้วยดวงไฟกว่าหมื่นดวง ภายใต้งบประมาณลงทุนทั้ง 3 ห้างกว่า 20 ล้านบาท สำหรับโชคดีที่ 2 คือการมีโอกาสเลือกสินค้าคุณภาพ เพื่อส่งต่อความโชคดี หรือเป็นโชคดีสำหรับตัวเอง กับทุกๆ หมวดสินค้าที่เพิ่มความพิเศษในช่วงนี้
นอกเหนือจากการลดราคาแบบส่งท้ายปี ไม่ว่าจะเป็นกระเช้าของขวัญ จากกูร์เมต์ และโฮมเฟรชมาร์ท ที่ปีนี้เพิ่มความพิเศษด้วยกระเช้าช็อกโกแลต และกระเช้ามิกซ์เบอร์รี่มาเพิ่มกลุ่มลูกค้า นอกเหนือจากการลดราคาสินค้ากระเช้าที่ปีนี้ลดสูงสุดถึง 33% พร้อมด้วยสินค้ายอดนิยมติดอันดับขายดีช่วงเทศกาลปีใหม่อย่างกิฟต์เซตเครื่องสำอาง-น้ำหอม จากบิวตี้ ฮอลล์ ไอเดียของขวัญแบบติดเทรนด์จากบีเทรนด์ สินค้าแต่งบ้าน เดอะลิฟวิ่ง รวมถึงสินค้าแฟชั่นทั้งเด็กและผู้ใหญ่

สำหรับโชคดีที่ 3 ส่งต่อความโชคดีด้วย Lucky Year Lucky Prizes ของรางวัลใหญ่แห่งปี โดยจับมือกับ 2 พันธมิตรธุรกิจสำคัญได้แก่ รถยนต์ซูบารุ และมือถือแบล็กเบอร์รี่มอบความโชคดีให้กับลูกค้าที่ช็อปปิ้งในห้างสรรพสินค้าครบ 1,000 บาท และช็อปร้านค้าชั้นนำในศูนย์การค้าครบ 2,000 บาท รับคูปองลุ้นชิงรางวัลใหญ่ จำนวน 202 รางวัล รวมมูลค่าทั้งสิ้น 5.29 ล้านบาท ได้แก่ รถยนต์ซูบารุ รุ่น XV 2.0i พรีเมียม รางวัลละ 1.35 ล้านบาท จำนวน 2 รางวัล รวมมูลค่า 2.7 ล้านบาท และแบล็กเบอร์รี่ 9790 รางวัลละ 12,990 บาท จำนวน 200 รางวัล มูลค่า 2.59 ล้านบาท และช็อปในห้างสรรพสินค้าตั้งแต่ 1,500-15,000 บาท รับคูปองส่วนลด 10-50% และสมาชิก M card นำคะแนนสะสม M Point ตั้งแต่ 100-1,200 คะแนน แลกรับคูปอง 10-50% พร้อมกิจกรรมพิเศษอีกมากมาย
ทั้งหมดนี้คือความโชคดีส่งท้ายปีมังกร ก่อนก้าวสู่ปีมะเส็งที่เดอะมอลล์ กรุ๊ป เตรียมไว้ให้ลูกค้าด้วยงบลงทุน 200 ล้านบาท และคาดว่าภายใน 32 วันของแคมเปญปีใหม่แบบ Lucky Out Loud ของเดอะมอลล์ กรุ๊ป จะสร้าง Lucky ให้ถึง 6,000 ล้านบาท ก่อนที่จะต่อยอดการตลาดปีมะเส็งแบบโชคดีตลอดทั้งปี!
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
- โดย วานิชหนุ่ม
- 8 ธันวาคม 2555, 05:00 น.
“ไซมิส แอสเสท” รุกหนัก
http://www.thairath.co.th/column/eco/market/309945
1 ธันวาคม 2555, 05:00 น.

อสังหาริมทรัพย์เป็นตลาดที่มีการขยายตัว เปิดโครงการเพื่อตอบรับความต้องการที่อยู่อาศัยตามย่านทำเลทองที่กลุ่มพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์จะช่วงชิงความได้เปรียบและสร้างจุดขายเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่สนใจเข้ามาเยี่ยมชมและตัดสินใจซื้อ
แม้ว่าในช่วงปีที่ผ่านมาจะเกิดวิกฤตการณ์น้ำท่วม ยังผลให้โครงการในพื้นที่ทำเลที่ถูกน้ำท่วมชะงักลง แต่การขยายตัวของบรรดายักษ์ใหญ่ในตลาดในพื้นที่ดังกล่าวก็ได้ปรับปรุงเพื่อป้องกันปัญหาพร้อมกับขยายตัวไปในทำเลทองอื่นๆ ที่ไม่ได้รับผลกระทบ

หนึ่งในบรรดาผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่น่าสนใจ บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด แม้จะกระโดดเข้าสู่วงการได้เพียงเกือบ 3 ปี แต่เมื่อดูจากโปรไฟล์แล้วมีประสบการณ์กับวงการนี้มากว่า 23 ปี กับบริษัทฤทธา จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแม่ เป็นบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นนำในประเทศไทยที่มีรายได้จากการรับเหมาในระดับปีละกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท

นายขจร แซ่เอ็ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของบริษัทสามารถอยู่ได้สบายแม้จะมีผลกำไรในระดับเพียง 5% ของมูลค่าการก่อสร้างเท่านั้น เพราะจะถูกเจ้าของโครงการผู้ว่าจ้างกดราคา ขณะที่ธุรกิจนี้โดยทั่วไปตั้งกำไรไว้สูงถึง 30% เมื่อเทียบกับราคาบ้าน จึงทำให้ราคาขายของโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั่วไปมีราคาแพง
การก้าวเข้าสู่วงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มตัวเพราะมองว่าบริษัทมีศักยภาพและโอกาสที่จะพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพในระดับราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งให้ผู้บริโภคในระดับชนชั้นกลางที่มีอยู่จำนวน 10-15 ล้านคน ในประเทศไทยสามารถเป็นเจ้าของได้ กับเป้าหมายตั้งราคาขายให้ถูกกว่าคู่แข่งในทำเลเดียวกันไม่ต่ำกว่า 30%

“แม้จะเข้าสู่วงการไม่นานนัก แต่ได้พัฒนาโครงการไปแล้ว 3 โครงการ ล้วนเป็นโครงการคอนโดมิเนียม และโครงการล่าสุด ไซมิส บลอส-ซั่ม แอท แฟชั่น เป็นโครงการแบบมิกซ์ยูสแนวราบบนพื้นที่ขนาดใหญ่ถึง 110 ไร่ ย่านรามอินทรา 64 ประกอบด้วยสำนักงาน ทาวน์โฮม และทาวน์เฮาส์ จำนวน 400 ยูนิต มูลค่าการลงทุนโครงการกว่า 2,000 ล้านบาท ราคาเริ่มต้นที่ 3.5 ล้านบาท”
นายขจรกล่าวว่า นอก เหนือจากระดับราคาที่ถูกกว่าคู่แข่ง เมื่อเทียบกับโครงการอื่นๆ ในทำเลเดียวกันจะมีราคาถึง 10-15 ล้านบาท แล้วจุดเด่นของโครงการก็คือ การออกแบบบ้านประหยัดพลังงาน ด้วยแสงสว่างจากช่องแสงกลางภายในบ้านให้ความสว่างตลอดวัน สวนหลังบ้านช่วยพัดลมเข้าบ้าน มีทางระบายอากาศออกสู่ช่องบริเวณหลังคา ในโครงการไม่มีเสาไฟฟ้า ใกล้ห้างสรรพสินค้าและรถไฟฟ้าสายสีชมพู

“การป้องกันน้ำท่วมของโครงการได้ปรับ ถนนภายในโครงการให้สูงกว่าถนนรามอินทรา ระดับถนนซอยจะสูงกว่าถนนหลักของโครงการ พื้นที่โครงการด้านที่ติดกับคลองสาธารณะได้จัดให้มีคันดินตลอดแนวสูง 0.50 เมตร และเหนือคันดินเป็นแนวกำแพง คสล.ทึบเพื่อป้องกันน้ำจากคลองสูง 1 เมตร ถนนทางเข้าโครงการจะออกแบบให้มีลักษณะเป็นเนินขึ้นมาแล้วจึงลาดสู่ระดับถนนภายในโครงการ เพื่อให้เนินดังกล่าวเป็นตัวช่วยป้องกันน้ำอีกทาง”
นายขจรกล่าวด้วยว่า สำหรับผลงานที่ผ่านมาโครงการแรกเป็นคอนโดมิเนียมคือ ไซมิสจอยญ่า บริเวณปากซอยทวีสุข ถนนสุขุมวิท 31 เปิดตัวด้วยราคาขายตารางเมตรละ 78,500 บาท โครงการที่ 2 ไซมิส เทอร์ตี้ไนน์ บนถนนสุขุมวิท 39 ราคาเปิดตัวที่ 89,000 บาทต่อตารางเมตร และโครงการที่ 3 ไซมิส ราชครู ที่เปิดตัวโครงการเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
ส่วนในอนาคตเตรียมเปิดอีก 2 โครงการซึ่งเป็นคอนโดมิเนียม ไซมิส ควีนส์ ซอยไผ่สิงห์โต จะเปิดตัวในปลายปีนี้และคอนโดมิเนียม ไซมิส สุรวงศ์ สไตล์ยูโรเปียน ราคาเริ่มต้นที่ 99,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งทั้ง 6 โครงการใช้งบลงทุนไปกว่า 7,000 ล้านบาท คาดหมายว่าจะมียอดขายรวมทั้งหมดกว่า 10,000 ล้านบาท
การเปิดตัวโครงการพร้อมๆกัน ทางผู้บริหารบริษัท ไซมิส แอสเสท มั่นใจว่ามีความพร้อมทั้งด้านวิศวกร ช่างและแรงงานถึง 40,000 คน และยังได้ลงนามความตกลงเบื้องต้นกับรัฐบาลพม่านำเข้าแรงงานพม่าอีก 500 คน จึงมั่นใจกับความพร้อมในการรุกตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มที่.
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
- โดย วานิชหนุ่ม
- 1 ธันวาคม 2555, 05:00 น.
“เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล”กระตุ้นตลาดกระเช้าของขวัญ
http://www.thairath.co.th/column/eco/market/308293
24 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.

เตรียมนับถอยหลังเข้าสู่เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันแล้ว ธุรกิจของขวัญปีนี้ส่อแววคึกคัก จากสภาพเศรษฐกิจที่ดีดตัวสูงขึ้น ด้วยสถานการณ์ต่างๆ เข้าสู่ภาวะปกติและไม่เกิดวิกฤติน้ำท่วมเหมือนปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาพรวมกำลังซื้อของผู้บริโภคกลับมาเติบโตขึ้น ผู้ประกอบการหลายรายต่างขยับตัวรุกจัดกิจกรรมทางการตลาดเพื่อช่วงชิงมาร์เก็ตแชร์ช่วงไฮซีซั่น
ท็อปส์ และเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ผู้นำแห่งตลาดกระเช้าของขวัญออกตัวแรงก่อนใคร งัดกลยุทธ์การตลาดอารมณ์ร่วม Emotional Marketing เป็นกิจกรรมการตลาดที่เล่นกับอารมณ์ความ รู้สึกของผู้บริโภคมากระตุ้นความต้องการด้วยการเปิดแคมเปญกระเช้าของขวัญปีใหม่ “ท็อปส์ ส่งต่อความสุขไม่มีที่สิ้นสุด” ภายใต้แนวคิด Trust/Love/Respect
ในปีนี้ น.ส.ภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาดและประชาสัมพันธ์ เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ผู้บริหาร เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์ และท็อปส์ เดลี่ กล่าวว่า แนวคิดของแคมเปญกระเช้าของขวัญในปีนี้คือ “ส่งต่อความสุขไม่มีที่สิ้นสุด” ในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่คนไทยทุกคนต้องการมอบความสุขให้กันและกัน ท็อปส์ และเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ อาสาเป็นช่องทางในการส่งต่อความสุข ผ่านกระเช้าของขวัญปีใหม่ที่พัฒนารูปแบบให้ครอบคลุมถึงผู้รับทุกกลุ่มเป้าหมาย

“จากการวิเคราะห์ความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค พบว่าการสร้างรูปแบบกระเช้าผ่านแนวคิดอารมณ์ร่วมโดยเน้นการสื่อความหมายของการส่งต่อความสุขที่แตกต่างกันออกไป รองรับทุกความต้องการของผู้บริโภคจะสามารถช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อกระเช้าได้หลากหลาย เช่น กลุ่มผู้บริโภคที่เป็นนักธุรกิจ องค์กร พนักงานบริษัท จะเลือกกระเช้าของขวัญรูปแบบ Trust เพื่อส่งมอบความสุขแทนคำขอบคุณ ความเชื่อถือ ไว้วางใจ กลุ่มคนโสด คู่รัก เพื่อน จะเลือกกระเช้ารูปแบบ Love ส่งความสุข แทนความรัก ความปรารถนาดีให้กันและกัน ส่วนกระเช้าของขวัญในรูปแบบ Respect เป็นการส่งต่อความสุขภายในครอบครัว ผู้อาวุโส เพราะแทนความหมายด้านความเคารพรัก”
ด้วยแนวคิด “ส่งต่อความสุขไม่มีที่สิ้นสุด” ท็อปส์ และเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ขออาสาเป็นช่องทางให้คนไทยมีโอกาสได้ร่วมแบ่งปันความสุขในช่วงเทศกาลปีใหม่แก่เหล่าทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายกระเช้าและให้บริการจุดรับบริจาคเพื่อสมทบทุนกองอำนวยการรักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจักร นำไปซื้อเสื้อเกราะกันกระสุนมอบให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
น.ส.ภัทรพรกล่าวต่อไปว่า นอกจากแนวคิดและจิตอาสาที่บริษัทตั้งใจจัดขึ้นแล้ว การส่งต่อความสุขไม่มีที่สิ้นสุด ในปีนี้ยังจัดให้คนไทยส่งความสุขผ่านกระเช้าปีใหม่ ภายใต้นโยบาย “รักษ์สิ่งแวดล้อม” โดยการนำกระเช้าที่สามารถนำมา “รียูส” ได้ด้วยวัสดุที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม รูปแบบกระเช้าส่วนหนึ่งจึงสามารถดัดแปลงเป็นของใช้ของตกแต่งได้
ด้าน มร.นิค ไรท์ไมเออร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายจัดซื้อกลุ่มสินค้าผักและผลไม้ สินค้าอาหารต่างประเทศ เครื่องดื่มไวน์ และสินค้าแบรนด์ของบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทจัดกระเช้าของขวัญให้เป็นทางเลือกถึง 80 รูปแบบ โดยคัดสรรที่สุดของสินค้าจากทั่วโลกที่เป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมทั้งในและต่างประเทศมาเลือกให้เหมาะกับกระเช้าแต่ละประเภทถึงกว่า 800 รายการ โดยมีสินค้าใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวครั้งแรกในประเทศ ไทยกว่า 200 รายการ

“กระเช้าปีใหม่ของเรามีให้เลือกตามความต้องการตั้งแต่ราคา 499-34,400 บาท ทั้งนี้กระเช้าของขวัญที่ได้รับ ความนิยมของผู้บริโภคอยู่ในช่วงราคา 1,500-2,500 บาท และหากธุรกิจกระเช้ามีปัจจัยเกื้อหนุนคาดสามารถชิงส่วนแบ่งการตลาด 45% มากกว่าเดิมที่มีอยู่ 40% ส่วนแผนการตลาดในช่วงไฮซีซั่นนี้ บริษัทได้จัดสรรงบประมาณกว่า 70 ล้านบาท พร้อมมอบส่วนลดประหยัด 31% ซึ่งนับเป็นสิทธิประโยชน์ส่วนลดจริงที่แรงที่สุดในตลาด โดยคาดว่าแคมเปญนี้จะช่วยส่งผลให้ยอดขายปลายปีเพิ่ม 20%”
บริษัทคาดว่าภาพรวมการเติบโตของธุรกิจกระเช้าของขวัญในปีนี้จะอยู่ที่ 10% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 890 ล้านบาท โดยปี 2554 ตลาดกระเช้ามีมูลค่า 738 ล้านบาท ลดลง 4.5% เมื่อเทียบกับปี 2553 ที่มีมูลค่าตลาด 772 ล้านบาท
จากผลพวงของความเชื่อมั่นในการจัดกลยุทธ์การตลาดสำหรับกระเช้าของขวัญปีใหม่ที่จะถึงนี้!
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
- โดย วานิชหนุ่ม
- 24 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
จุดชมวิวกรุงเทพฯแห่งใหม่
http://www.thairath.co.th/column/eco/market/306592
17 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.

โครงการมหานครเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดมหึมาในรูปแบบ mixed–use ที่ได้รับการออกแบบเพื่อเสริมความงดงามให้กับกรุงเทพฯกับการลงทุนถึง 19,000 ล้านบาท ที่เปิดตัวได้สร้างความยิ่งใหญ่และฮือฮากับอาคารสูงที่สุดในกรุงเทพฯด้วยความสูง 77 ชั้น กับความสูง 314 เมตร ที่ถูกออกแบบมาให้เป็น “แลนด์มาร์ค” แห่งใหม่ คาดว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในปี 2558
ความคืบหน้าล่าสุดของโครงการมหานครในส่วนของอาคารค้าปลีกสูง 7 ชั้น ที่เรียกว่า “คิวบ์” ไลฟ์สไตล์ รีเทล เซ็นเตอร์นั้น ได้เซ็นสัญญาเช่าไปแล้ว 4 ชั้น หรือคิดเป็น 55% ของพื้นที่รวม 6,000 ตารางเมตร นับเป็นอาคารที่มีราคาค่าเช่าพื้นที่สูงที่สุดในย่านสาทร เฉลี่ยตารางเมตรละ 2,500 บาทต่อเดือน คาดว่าในส่วนนี้การก่อสร้างจะเสร็จในเดือน ก.ย. 2556
นายสรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการดังกล่าว กล่าวว่า อาคารคิวบ์จะเน้นกลุ่มผู้เช่าแบรนด์ดังที่ไม่เคยเปิดตัวในเมืองไทยมาก่อน และเป็นแบรนด์ที่มองหาทำเลที่ตั้งระดับเกรดเอที่ไม่ใช่ในศูนย์การค้าทั่วไป ปัจจุบันได้เซ็นสัญญาแล้วกับแบรนด์ร้านอาหารและไลฟ์สไตล์ชื่อดังระดับแนวหน้าของโลก

“อาคารคิวบ์ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจที่เต็มไปด้วยสำนักงานระดับแนวหน้า ซึ่งกว่า 100,000 คน เป็นพนักงานบริษัทที่มีเงินเดือนสูง ทำงานอยู่ภายในระยะทางที่เดินจากอาคารคิวบ์ได้ อีกทั้งอาคารคิวบ์ยังมีสถานีรถไฟฟ้า (บีทีเอส) และสถานีรถประจำทางด่วนพิเศษ (บีอาร์ที) เชื่อมต่อเข้ามายังตัวตึก เรามีลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการคาเฟ่ ดีน แอนด์ เดลูก้า ที่ตั้งขึ้นชั่วคราว ณ มหานคร พาวิเลียน เฉลี่ยวันละ 1,000-2,000 คน ถึงแม้จะไม่มีพื้นที่จอดรถรองรับ ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจว่าสถานที่ตั้งของเรานั้นสามารถดึงดูดผู้คนได้ เราคาดว่าจะมีผู้ใช้บริการอาคารคิวบ์ประมาณ 10,000 คนต่อวัน”
นายสรพจน์กล่าวว่า สถานที่ตั้งของโครงการยังมีจุดเด่นจากการเป็นหนึ่งในรีเทล เซ็นเตอร์ไม่กี่แห่ง ที่อยู่ในพื้นที่ละแวกนี้ และเป็นรีเทล เซ็นเตอร์แห่งแรกที่อยู่ในแนวรถไฟฟ้าสายที่มาจากฝั่งธนบุรี อีกทั้งยังตั้งอยู่ปลายสถานีรถประจำทางด่วนพิเศษ (บีอาร์ที) ที่เป็นสถานีเชื่อมต่อไปยังรถไฟฟ้าอีกด้วย
“ขณะนี้มีร้านอาหารระดับโลก 3 แห่งได้เซ็นสัญญาเช่าได้แก่ โว้ก บาร์ (Vogue Bar) จะเปิดบริการบนชั้น 7 ร้านดีน แอนด์ เดลูก้า สาขาใหญ่ (Dean&DeLuca Flagship) จะตั้งอยู่บนชั้น 1 และโจเอล โรบูชง (Joel Robuchon) จะเปิดร้านอาหารลัตตเอลิเย่ เดอ โจเอล โรบูชง เป็นสาขาแรกในไทย”
สำหรับอีก 3 ชั้นที่เหลือประกอบด้วยร้านค้าไลฟ์สไตล์และร้านอาหาร โดยจะเปิดให้เช่ากับผู้เช่าขนาดเล็กตั้งแต่กลางเดือน ม.ค.ปีหน้า และคาดว่าจะมีผู้จองพื้นที่ที่เหลือทั้งหมดภายในสิ้นเดือน ก.พ.ปีหน้าเช่นกัน

โครงการมหานครตั้งอยู่บนถนนนราธิวาสราชนครินทร์ แยกตัดถนนสาทรและสีลม ถูกออกแบบให้เสมือนถูกโอบล้อมด้วยริบบิ้นสามมิติตลอดความสูงของตัวอาคารก่อให้เกิดโครงสร้างที่โดดเด่นสะดุดตาและมีรูปลักษณ์พิเศษ เป็นพื้นที่ซึ่งล้อมรอบไปด้วยกระจกราวกับลอยอยู่บนฟ้า เพื่อมอบทิวทัศน์แบบพาโนรามาให้ผู้พักอาศัยมีพื้นที่ภายนอกและภายในอาคารที่กว้างขวางพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวและเทอร์เรซ
ประกอบด้วยที่พักอาศัยระดับหรูภายใต้แบรนด์ เดอะ ริทซ์คาร์ลตัน จำนวน 190 เรสซิเดนซ์ พร้อมบริการระดับ 5 ดาว โดยเรสซิเดนซ์จะเริ่มต้นตั้งแต่ชั้นที่ 23 จนถึงสกาย เรสซิเดนซ์ ชั้น 73 ขนาดตั้งแต่ 120-850 ตารางเมตร ขนาดตั้งแต่ 2-5 ห้องนอน ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 27-200 กว่าล้านบาท นอกจากนี้ ในส่วนของโรงแรม เป็นบูติก โฮเต็ล แบรนด์ บางกอก เอดิชั่น จำนวน 150 ห้อง และพื้นที่ไลฟ์สไตล์รีเทล

สำหรับบริษัทเฟซ ดีเวลลอปเมนท์ที่มีประสบการณ์พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มากว่า 25 ปี ได้มีพันธมิตรทางการเงินกับบริษัทอิดัสเทรียล บิลดิ้งส์ คอร์ปอเรชั่น (ไอบีซี) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก เพื่อยืนยันความสำเร็จของโครงการใหม่ที่จะเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของคนกรุงเทพฯ
และจะเป็นสถานที่แห่งใหม่รองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเพื่อใช้เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ดูความสวยงามของกรุงเทพมหานคร!!
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
- โดย วานิชหนุ่ม
- 17 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
“อิชิตัน” ดันแคมเปญเดือดดับหนาวส่งท้ายปี
http://www.thairath.co.th/column/eco/market/304876
10 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.

ช่วงโค้งสุดท้ายตลาดชาเขียวถือเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดหลายแบรนด์ต่างงัดกลยุทธ์เด็ด โดยเฉพาะเรื่องแคมเปญโปรโมชั่นเข้ามาสร้างสีสันทางการตลาดกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภค ตอบรับแนวโน้มตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ภายหลังจากผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพประกอบกับการแข่งขันของผู้ประกอบการตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยผู้นำตลาดชาเขียวพร้อมดื่มจากใบชาออร์แกนิค “อิชิตัน” ได้เปิดตัวบิ๊กแคมเปญส่งท้ายปีก่อนใคร ภายใต้ชื่อแคมเปญ “อิชิตัน ลุ้นรหัสรวยเปรี้ยง 60 วัน 60 ล้าน” มีระยะเวลาจนถึงวันที่ 26 ธ.ค. 2555
ด้วยจุดเด่นของแคมเปญดังกล่าวที่มั่นใจว่าจะเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ผสมผสานความสนุกระหว่างเทคโนโลยีและการชอบเล่นเรื่องตัวเลขของคนไทยมาสร้างกระแสเพื่อให้เป็นเรื่องที่พูดต่อกันได้หรือเกิดการสื่อสารแบบตัวต่อตัวกับผู้บริโภค พร้อมด้วยของรางวัลที่โดนใจผู้บริโภค ได้แก่ รางวัลโชคชั้นที่ 1 ลุ้นรางวัลทองคำมูลค่า 1 ล้านบาท ที่จะมอบให้ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ รวม 60 วัน 60 ล้านบาท ด้วยการจับรางวัลแบบวันต่อวัน และโชคชั้นที่ 2

สำหรับผู้พลาดรางวัลชั้นแรกด้วยการนำรหัสตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งที่ 59 มารวมกันทั้งหมด เพื่อลุ้นล้านสุดท้ายและร่วมชิงไอโฟน 5 ความจุ 16 กิกะไบต์ อีก 100 เครื่อง ในวันสุดท้ายที่มีการจับรางวัล (26 ธ.ค. 2555) รวมมูลค่าของรางวัลทั้งสิ้น 62,245,000 บาท ผู้โชคดีจะต้องเก็บฝาหรือกล่องที่มีรหัสตรงกับรหัสที่โชคดี รวมทั้งซิมการ์ดโทรศัพท์ที่ใช้ส่ง เพื่อเป็นหลักฐานในการรับรางวัล
นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า จากการเปิดตัวแคมเปญ “อิชิตัน ลุ้นรหัสรวยเปรี้ยง 60 วัน 60 ล้าน” นั้น บริษัทได้ใช้งบประมาณ 120 ล้านบาท ถือเป็นการใช้งบประมาณมากที่สุดหลังจากเปิดตัวแคมเปญทั้งหมดของบริษัทในปีนี้ โดยเป้าหมายเพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายเติบโตเพิ่ม 20–30% จากช่วงปกติและเป็นการสร้างการรับรู้ในตัวแบรนด์อิชิตันให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น
“จนถึงขณะนี้แคมเปญนี้ผ่านมาแล้วกว่า 1 เดือน มีการแจกของรางวัลไปแล้วกว่า 20 ล้านบาท ส่งผลให้มียอดขายเพิ่มขึ้นแล้ว 30% โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และมั่นใจว่ายอดขายในแคมเปญนี้จะเพิ่มขึ้นและมีผู้ร่วมสนุกในแคมเปญนี้ไม่น้อยกว่า 20,000,000 รหัส”

ในปีนี้อิชิตันมีการทำแคมเปญโปรโมชั่นและกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง ดังนี้ “เซเว่นอีเลฟเว่น จัดโปรโมชั่น “แลกซื้อสุดคุ้ม 2 ขวดในราคา 25 บาท”, กิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับห้างค้าส่ง แม็คโคร อิชิ-ตัน…ลุ้นโชค ขับทั้งบ้าน หน้าบานรับทองฟรี ปี 2 ตอน “ตัน…ขับไปส่งถึงบ้าน” “อิชิตัน ทัวร์ยกแก๊ง ตอนเที่ยวกับตัน….มันส์กับโน้ส” ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเกินคาด มีผู้บริโภคส่งชิ้นส่วนร่วมแคมเปญกว่า 20 ล้านชิ้น “อิชิตัน 1 ปี 1 ฝา ดูหนังฟรี 100,000 ใบ” ร่วมกับเอส เอฟ ซีเนม่า โดยในแต่ละแคมเปญได้รับการตอบรับจากลูกค้าและเพิ่มยอดขายอย่างต่อเนื่อง
ภาพรวมตลาดชาเขียวมีการเติบโตสูงมาก โดยล่าสุดเติบโตมากกว่า 40% และจนถึงสิ้นปีคาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% หรือมีมูลค่าตลาดรวมราว 13,000 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมามูลค่าอยู่ที่ 9,000 ล้านบาท โดยอิชิตันมีส่วนแบ่งการตลาด 22% เป็นเบอร์ 2 ส่วนเบอร์ 1 เป็นโอ-อิชิที่มีส่วนแบ่ง 46% และเบอร์ 3 เป็นเพียวริคุ 16%
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายจนถึงสิ้นปี 2555 คาดว่าบริษัทจะสามารถสร้างยอดขายได้ประมาณ 3,500 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นกลุ่มเครื่องดื่ม 90% และอีก 10% จะมาจากร้านอาหาร ซึ่งที่ผ่านมาได้ใช้งบลงทุนในกลุ่มเครื่องดื่มประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท ปัจจุบัน อิชิตัน กรีนที วางจำหน่ายทั้งหมด 6 รสชาติ 3 ขนาด ได้แก่ ขนาด 250 มล. ยูเอชที ราคา 10 บาท, ขนาด 420 มล. ราคา 16 บาท และขนาด 840 มล. ราคา 25 บาท เพื่อครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย

ในปี 2556 ที่จะถึงบริษัทมีแผนส่งออกเครื่องดื่มชาเขียวไปยังตลาดในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาว กัมพูชา พม่า เพื่อเป็นการรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 ซึ่งตั้งเป้าหมายสัดส่วนรายได้จะมาจากต่างประเทศ 10% เนื่องจากเป็นตลาดใหม่ที่ต้องสร้างการรับรู้และทำตลาดต่อไป
ด้วยแผนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของอิชิตันที่ไม่หยุดนิ่งทำให้น่าจับตาว่าในปี 2556 จะส่งโปรโมชั่นโดนๆเด็ดๆอะไรออกมาช่วงชิงก้อนเค้กตลาดกลุ่มชาเขียวต่อไป.
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
- โดย วานิชหนุ่ม
- 10 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
เดอะ คริสตัล ราชพฤกษ์
http://www.thairath.co.th/column/eco/market/303185
3 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.

สมรภูมิค้าปลีกบนถนนราชพฤกษ์ใกล้ถึงจุดเดือดแล้ว เมื่อ “เค.อี.กรุ๊ป” ในฐานะบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่รุกสู่ธุรกิจค้าปลีกประสบความสำเร็จในเวลาอันรวดเร็วกับโครงการเดอะคริสตัล เอกมัย–รามอินทรา กับการสร้างกระแสจนกลายเป็นทำเลทอง และเป็นถนนที่มีการจราจรคับคั่งที่สุดอีกแห่งหนึ่งภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี
ล่าสุด เค.อี.กรุ๊ป ได้มองเห็นศักยภาพของพื้นที่ในแถบกรุงเทพฯฝั่งตะวันตกที่มีกำลังซื้อค่อนข้างมาก ได้ตัดสินใจลงทุนโครงการ “เดอะ คริสตัล ราชพฤกษ์” บนพื้นที่กว่า 22 ไร่ เป็นคอมมูนิตี้มอลล์ที่ใหญ่ที่สุดใจกลางถนนราชพฤกษ์ อยู่ห่างอุโมงค์ราชพฤกษ์ 1.5 กม. ฝั่งเดียวระหว่างโฮมโปรกับโฮมเวิร์ค และฝั่งตรงกันข้ามเดอะวอล์ก ราชพฤกษ์ ด้วยงบประมาณการก่อสร้างและตกแต่งกว่า 2,500 ล้านบาท

นายกวีพันธ์ เอี่ยมสกุลรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค.อี. แลนด์ จำกัด บริษัทในเครือ เค.อี.กรุ๊ป กล่าวว่า เดอะ คริสตัล ราชพฤกษ์ จะเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ที่ใหญ่และสมบูรณ์แบบที่สุด ภายใต้แนวคิดไลฟ์สไตล์อบอุ่นอย่างมีระดับ โดยรูปแบบสถาปัตยกรรมโดยรวมยังคงไว้ในสไตล์แคลิฟอร์เนียที่ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์ เดอะ คริสตัล แต่จะเพิ่มรูปแบบของการจัดสวนเก๋ๆ และต้นไม้นานาพันธุ์โอบล้อมให้ลูกค้าได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น
“เราตั้งใจให้เดอะ คริสตัล ราชพฤกษ์ เป็นมากกว่าห้างสรรพสินค้าทั่วไป จึงได้เชิญพันธมิตรธุรกิจชั้นนำอย่างเอส.บี.เฟอร์นิเจอร์เฮ้าส์, ซุปเปอร์มาร์เกต จากเดอะมอลล์ และเอส เอฟ ซีเนม่า ซิตี้ มาร่วมเนรมิตเดอะ คริสตัล ให้เป็นแหล่งช็อปปิ้ง เป็นที่พักผ่อนตลอดจนเป็นที่แฮงเอาต์สุดชิค แบบครบวงจรที่สุดบนถนนราชพฤกษ์ โดยวางเป้าหมายผู้ใช้บริการเป็นลูกค้าครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มบีขึ้นไป เน้นกลุ่มครอบครัว, วัยรุ่น, วัยทำงาน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนกรุงเทพฯฝั่งตะวันตก ในรัศมี 5-10 กิโลเมตร ที่มีการสำรวจพบว่ามีประชากรหนาแน่นมากกว่า 50,000 ครัวเรือน มีหมู่บ้านโครงการขนาดใหญ่มากถึง 100 โครงการ โดยมีหมู่บ้านตั้งแต่ระดับราคา 4-200 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นลูกค้าที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง”
โครงการดังกล่าวจะผสมผสานความเป็นในร่มและกลางแจ้ง มีพื้นที่รวม 85,000 ตร.ม. พื้นที่ขายกว่า 50,000 ตร.ม. พื้นที่จอดรถกว่า 1,200 คัน สำหรับพื้นที่ขายแบ่งเป็นร้านอินเตอร์แบรนด์และโลคอลแบรนด์มากกว่า 200 ร้านค้า แบ่งเป็นโซนร้านอาหาร, โซนแฟชั่น, บริการเสริมความงาม, โซนไลฟ์สไตล์ช็อป, โซนการศึกษา
โดยมีไฮไลต์ที่กูร์เมต์ มาร์เก็ต จากเดอะมอลล์กรุ๊ป เป็นซุปเปอร์มาร์เกตชั้นนำระดับโลก ถือเป็นสาขาแรกของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ซึ่งสาขาใหม่นี้จะเป็นเหมือนแม่เหล็กในการช่วยดึงกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมให้เข้ามาใช้บริการในศูนย์มากขึ้นด้วย เพราะที่นี่ได้รวบรวมสินค้าพรีเมียม จากทั่วทุกมุมโลกกว่า 20,000 รายการ มาเตรียมให้บริการ
ด้านเอนเตอร์เทนเมนต์มีโรงภาพยนตร์เอส เอฟ ซีเนม่า ที่เตรียม 8 โรงภาพยนตร์ระดับเวิลด์คลาส พร้อมนวัตกรรมสุดล้ำเทรนด์ใหม่ของโลกมาเสิร์ฟคนดู ให้เต็มอิ่มทุกอรรถรสความบันเทิง ด้วยระบบภาพคมชัดกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด All 4K Digital Cinemas และระบบเสียงดิจิตอลสมบูรณ์แบบที่สุด พร้อมทะลุมิติสมจริงเหนือจินตนาการกับระบบดิจิตอล 3 มิติ

และอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญสำหรับโฮมเลิฟเวอร์กับโซนแต่งบ้าน บริหารงานโดยเอสบี ดีไซน์สแควร์ มาในแนวคิด “ไลฟ์สไตล์เฟอร์นิเจอร์ สโตร์” ให้คนรักบ้านได้เต็มอิ่มกับการเลือกสรรเฟอร์นิเจอร์แนวไลฟ์สไตล์หลากหลายดีไซน์ที่คัดสรรมาจากทั่วทุกมุมโลก อาทิ วินเทจ แพสชั่น ดีไซน์ย้อนยุคสไตล์วินเทจ, เลอ ลุกซ์ แกลเลอเรีย หรู ทันสมัย สไตล์โมเดิร์น บูทีค ลักชัวรี่, อีฟ เมซอง สวยหวานแบบเฟมินิสต้าสไตล์, จูฟ คัลทัวร์ เฟอร์นิเจอร์สไตล์แรงๆ สำหรับคนรักบ้านที่กล้าแตกต่าง, พอช แอททีเลียร์ พรีเมียมแบรนด์ สไตล์โมเดิร์น อิตาเลียน ที่เปิดโอกาสให้สามารถออกแบบเฟอร์นิเจอร์ชิ้นโปรดด้วยตัวเอง และเคลวิน จิออมานี ทางเลือกใหม่ของคนรักหนังแท้ เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังได้ดึง 2 แบรนด์แม่เหล็กสำคัญ เอสบี เฟอร์นิเจอร์ แบรนด์สำหรับชีวิตทันสมัยสไตล์โมเดิร์นอิตาเลียน และคอนเซปต์ เฟอร์นิเจอร์ สมาร์ทเฟอร์นิเจอร์สำหรับคนฉลาดเลือก มาพร้อมบริการโดนใจสร้างความสะดวกสบายและชีวิตที่ง่ายกับ Total Interior Solution บริการอินทีเรียดีไซเนอร์ช่วยออกแบบตกแต่งบ้านแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษาเรื่องสไตล์ ดูแลงานบิวท์อิน แนะนำการเลือกใช้ผ้าม่าน วอลเปเปอร์ และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เป็นต้น
โครงการเดอะ คริสตัล ราชพฤกษ์ จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปลายปี 2555 และพร้อมเปิดให้บริการในปี 2557 แน่นอนว่าจะเพิ่มอุณหภูมิการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกในย่านทำเลทองแห่งใหม่เต็มไปด้วยความดุเดือด!!
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
- โดย วานิชหนุ่ม
- 3 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
“เมลโล่” คลื่นลูกใหม่ธุรกิจแอลอีดี
http://www.thairath.co.th/column/eco/market/301480
27 ตุลาคม 2555, 05:00 น.

จอแอลอีดี (LED : Light-emitting-diod) ธุรกิจดาวรุ่งที่น่าจับตามองในยุคดิจิตอลเมื่อสื่อโฆษณาบิลบอร์ด, ป้ายบอกทาง, สัญญาณไฟจราจร เป็นต้น กำลังถูกแทนที่ด้วยบิลบอร์ดดิจิตอล รวมถึงในการแสดงคอนเสิร์ตต่างๆ จอแอลอีดีนับเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างสีสัน
จากอัตราการเติบโตตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจจอแอลอีดีมีการเติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้มูลค่าตลาดรวมในปี 2555 อยู่ที่ประมาณ 300 ล้านบาท จึงไม่น่าแปลกใจที่มีผู้ประกอบการหลายรายเริ่มหันหน้าสู่ธุรกิจนี้


บริษัท เมลโล่ ดิจิทัล อินโนเวชั่นส์ จำกัด หนึ่งในผู้ผลิตและให้บริการจอแอลอีดีแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “TOTAL LED” ที่เน้นการบริหารจัดการด้าน “LED TECHNOLOGY” เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการพัฒนาสินค้าและการให้บริการ มีรูปแบบสินค้าทั้งในร่มและกลางแจ้ง แยกบริการธุรกิจเป็น 2 ส่วนคือ ธุรกิจให้เช่า และขาย โดยมีโรงงานชื่อว่า “SZMellow LED” เป็นบริษัทลูก ณ เมืองเสิ่นเจิ้น มณฑลกว่างตง ประเทศจีน เพื่อทำหน้าที่เป็นฐานผลิตและกระจายสินค้าส่งออกจำหน่ายทั่วโลก รวมถึงการนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย
โดย นายสุกฤษฎิ์ อภิณัฐภูมิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมลโล่ ดิจิทัล อินโนเวชั่นส์ จำกัด กล่าวว่า จากการที่บริษัทลงทุนเปิดโรงงานผลิตจอแอลอีดีทำให้เรามีความรู้ด้านเทคโนโลยีแอลอีดี จึงสามารถพัฒนาได้หลากหลาย เพื่อจำหน่ายทั่วโลกรวมทั้งนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย อาทิ Standard LED Screen, LED curtain screen, LED Stair and LED Stage floor etc. หลอดไฟ LED, LED celling light, LED tube light, LED Par light เป็นต้น
“ปัจจุบันซึ่งยังไม่มีผู้ประกอบการแอลอีดีรายใดในประเทศไทยที่มีขีดความสามารถในการให้บริการครบวงจรเท่าเมลโล่ เพราะมีการลงทุนสร้างองค์ประกอบทางธุรกิจแบบเต็มรูปแบบ โดยสินค้าของเราเน้นเทคโนโลยีที่ทันสมัย คัดสรรเลือกใช้วัตถุดิบเกรดเอในการมาประกอบเป็นจอแอลอีดี อีกทั้งยังมีการอัพเดตนวัตกรรมใหม่ๆ เน้นการบริการ LED ADVISOR เพื่อสร้างความหลากหลายในการเลือกสั่งผลิตสินค้า รวมทั้งเป็น ที่ปรึกษาด้านการให้ข้อมูลในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์การใช้งาน


ด้านราคานั้นเนื่องจากมีโรงงานผลิตเองทำให้สามารถกำหนดราคาได้ตามที่ลูกค้าต้องการ โดยเราได้แบ่งราคาขายเป็น 2 ประเภท คือ ราคาหน้าโรงงานและราคารวมบริการเซอร์วิส จากจุดแข็งที่เป็นข้อได้เปรียบทางธุรกิจนี้เอง ทำให้การดำเนินธุรกิจจอแอลอีดีในประเทศไทยของ “เมลโล่” มีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยตั้งเป้ารายได้ปี 2555 ประมาณ 200 ล้านบาท สัดส่วนรายได้ 9 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.ย. 55) กว่า 70% มาจาก 60% เป็นกลุ่มธุรกิจมีเดีย 30% เป็นกลุ่มธุรกิจสนามกีฬา และ 10% เป็นหน่วยงานราชการและออร์แกไนเซอร์ต่างๆ
“เราพลิกวิธีคิดในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งขณะนี้พื้นที่ในกรุง-เทพฯเริ่มเต็มแล้วเราจึงใช้กลยุทธ์ 1 จังหวัด 1 ดีลเลอร์ นั่นหมายความว่าระหว่างนี้เราเดินหน้าลุยตลาดต่างจังหวัด ส่วนในกรุงเทพฯให้เค้าแข่งไป แต่รอบนอก เราจะเป็นทางเลือกอีกทางเลือกหนึ่งของลูกค้าทันที ดังนั้น เมลโล่จะเป็นเจ้าแรกที่มีสื่อแอลอีดีทั่วประเทศ ตอนนี้เรามีดีลเลอร์ ได้แก่ เชียงใหม่ อุดรธานี ศรีสะเกษ ชลบุรี ตราด ภูเก็ต และนครราชสีมา ขณะเดียวกันเราก็มีแผนที่จะเพิ่มศูนย์ทดลองใช้สินค้าในต่างจังหวัดเพื่อเป็นการเซอร์วิสให้กับลูกค้า ซึ่งปัจจุบันเรามีศูนย์เพียงแห่งเดียวในกรุงเทพฯ บนพื้นที่ 1 ไร่ ด้วยงบลงทุนก่อสร้างประมาณ 50 ล้านบาท โดยจะนำสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อมาทดลอง เพื่อทดสอบความพร้อมของสินค้าตาม สถานการณ์จริง”
ไม่เพียงแต่จุดแข็งในตัวสินค้าเท่านั้นสำหรับ “เมลโล่” แต่อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือ งานบริการหลังการขาย ตลอดไปจนสิ้นการรับประกันเรามุ่งมั่นที่จะให้การบริการตั้งแต่การส่งมอบจอไปจนถึงการใช้งานในมือลูกค้าให้เป็นไปอย่างราบรื่นมีประสิทธิภาพและง่ายต่อการใช้งานมากที่สุดเท่าที่จะทำได้” โดยรับประกันสินค้าสูงสุด 4 ปี, บริการเปลี่ยนและซ่อมสินค้าโดยไม่คิดค่าบริการ
สำหรับโรงงานที่ประเทศจีนในปีหน้ามีแผนขยายโรงงานเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ โดยคาดว่าจะใช้เม็ดเงินลงทุนไม่ต่ำ 100 ล้านบาท พร้อมทั้งการพัฒนาสินค้าเพื่อเพิ่มฐานลูกค้าจากลูกค้าองค์กรสู่ตลาดคอนซูเมอร์โดยเน้นสินค้าที่ช่วยเพิ่มการประหยัดพลังงานภาคครัวเรือน คาดว่าจะได้เห็นสินค้าประมาณกลางปีหน้านี้
อีก “คลื่นลูกใหม่” ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในวงการธุรกิจสื่อโฆษณาของเมืองไทย กับโมเดลธุรกิจ 1 จังหวัด 1 ดีลเลอร์ ด้วยศักยภาพความพร้อมของสินค้าและบริการอย่างครบวงจร ทั้งหมดนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดนิ่ง.
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
- โดย วานิชหนุ่ม
- 27 ตุลาคม 2555, 05:00 น.
“ฮันเดรด” ปรับโฉมใหม่รับศึกปลายปี
http://www.thairath.co.th/column/eco/market/299757
20 ตุลาคม 2555, 05:00 น.

ผลิตภัณฑ์ “ฮันเดรด ไพเพอร์ส” สกอตวิสกี้ โดยบริษัทเพอร์นอต ริคาร์ค (ประเทศไทย) ได้นำคณะสื่อมวลชนไปชมกรรมวิธีการผลิตและเยี่ยมชมความเจริญก้าวหน้าทางศิลปวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ที่กำลังเป็นปีแห่งการสร้างสรรค์ หรือ Year of Creative Scotland 2012 ของประเทศสกอตแลนด์ ที่ทั่วโลกกำลังจับตา
เริ่มต้นจากการเยี่ยมชมโรงกลั่น สเตรท-ไอล่า เป็นโรงกลั่นใช้ในการผลิตวิสกี้ ฮันเดรด ไพเพอร์ส นับเป็นโรงกลั่นที่เก่าแก่ที่สุดในพื้นที่ไฮแลนด์ของประเทศสกอตแลนด์ ตั้งอยู่บนริมฝั่งแม่น้ำไอล่า ในเมืองคีธ ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์กลางของอุตสาหกรรมการผลิตวิสกี้มานานกว่า 200 ปี พร้อมกับเยี่ยมชมโรงบรรจุขวดที่เมืองกลาสโกว์

นายอรรควัต กิตติสาร ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาด ผลิตภัณฑ์ฮันเดรด ไพเพอร์ส บริษัทเพอร์นอต ริคาร์ด ประเทศไทย กล่าวระหว่างนำคณะสื่อมวลชนไปชมกรรมวิธีการผลิตวิสกี้ ฮันเดรด ไพเพอร์ส ที่ประเทศสกอตแลนด์ว่า ขั้นตอนกระบวนการผลิตตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ การกลั่น ผสม หมักบ่ม และการบรรจุขวด ตลอดจนความชำนาญของนักปรุงวิสกี้ ที่สืบทอดมานานหลายชั่วอายุคน คือหัวใจสำคัญของสกอตวิสกี้
“ฮันเดรด ไพเพอร์สได้ให้ความสำคัญในทุกขั้นตอนการผลิต โดยทำการกลั่น ปรุงแต่ง หมักบ่มและบรรจุขวดในประเทศสกอตแลนด์เท่านั้น จึงทำให้เป็นวิสกี้แท้ 100% ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย”
ขณะเดียวกัน ยังได้ประกาศการปรับโฉมใหม่ของฮันเดรด ไพเพอร์สพร้อมภาพพจน์ใหม่ทั่วโลก จะมีการเปิดตัวในตลาดประเทศไทยเป็นแห่งแรกในเดือน พ.ย.ที่จะถึงนี้ ขณะเดียวกัน ยังเป็นการป้องกันวิสกี้ปลอมที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากตลาดไทยเป็นตลาดขนาดใหญ่และเป็นตลาดสำคัญของบริษัทเพอร์-นอต ริคาร์ด และเป็นวิสกี้ที่มีอัตราเติบโตรวดเร็วที่สุดในโลก และมียอดขายเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย

จากการตรวจสอบพบว่า ปีงบประมาณ 2004/5 เป็นปีที่ผลิตภัณฑ์ฮันเดรด ไพเพอร์ส ในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตสูงที่สุด คือมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 55 เมื่อเทียบกับปี 2003/4 และถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก ทั้งนี้ เป็นผล มาจากการจัดกิจกรรมทางด้านการตลาดมาอย่างต่อเนื่อง
มิสแอน มิลเลอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล แบรนด์ แอมบาสซาเดอร์ ของผลิตภัณฑ์ในเครือชีวาส บราเธอร์ ซึ่งเป็นบริษัทของฮันเดรด ไพเพอร์ส กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ฮันเดรด ไพเพอร์ส ได้รับการยกย่องจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกว่าเป็นดีลักซ์ สกอตวิสกี้ เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคทั่วโลก ซึ่งมีสกอตวิสกี้เพียงไม่กี่แบรนด์ที่สามารถใช้คำว่า “ดีลักซ์” บนฉลากได้
ด้าน มร.มาร์ค ไวท์ ครีเอทีฟที่ปรึกษา ผู้รับผิดชอบการออกแบบฮันเดรด ไพเพอร์ส โฉมใหม่ กล่าวว่า การปรับโฉมใหม่ของฮันเดรด ไพเพอร์สได้ปรับตั้งแต่รูปทรงขวดจนถึงฉลาก เพื่อเพิ่มความทันสมัยและสะท้อนถึงความเป็นวิสกี้ระดับโลก
“รูปลักษณ์ใหม่ของฮันเดรด ไพเพอร์สมีความตื่นเต้น เมื่อนำกล่องมาเรียงกันจะพบภาพของ ภูมิทัศน์ของที่ราบสูงสกอตแลนด์และทหาร
สกอตเป่าปี่ เป็นเรื่องราวที่ได้รับการพูดถึงบทเพลงเก่าแก่ชื่อ The Ballad of 100 PIPERS เพื่อยกย่องวีรบุรุษกองทัพทหารของสกอตแลนด์และนักเป่าปี่สกอตจำนวน 100 นาย ที่มาจากทุกๆ ชนเผ่าที่สร้างความฮึกเหิมให้กับทหารในสมรภูมิรบและสร้างความหวาดหวั่นให้กับศัตรู”

นอกจากนี้ ฮันเดรด ไพเพอร์ส ได้พาชมเกมฟาดแข้งฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ “ลอนดอน ดาร์บี้แมตช์” ระหว่างอาร์เซนอล-เชลซี ใน Exclusive VIP Box ที่สนามเอมิเรตส์ สเตเดียม กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มอบประสบการณ์ฟุตบอลระดับโลก
การรุกปรับโฉมใหม่เป็นกลยุทธ์สำคัญเพื่อรับเทศกาลขายในช่วงปีใหม่ที่ตลาดวิสกี้เตรียมตัวฟาดฟันกันอย่างดุเดือด!!
วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
- โดย วานิชหนุ่ม
- 20 ตุลาคม 2555, 05:00 น.
-
ล่าสุด
- แวดล้อมสุดสัปดาห์ วันที่ 1 มกราคม 2555
- ผู้นำศาสนาควรแสดงบทบาทต่อต้านบุหรี่ – ปฏิรูปประเทศไทยเพื่อสุขภาวะคนไทย
- ‘ปรับราคาแก๊สปีหน้า’ ทวงถามสิทธิที่เป็นธรรมในทรัพยากรชาติ
- เริ่มต้นปีใหม่สดใสทั้งกาย-จิต สวดมนต์ข้าม พ.ศ. ต่อด้วยวิ่ง UN Day Run – เพื่อสุขภาวะเพื่อสังคมไทย
- จีนสั่งท้องถิ่นลดปล่อยสารพิษ – E-update
- ป่าเพื่อช้าง – ลดโลกร้อน
- แวดล้อมสุดสัปดาห์ วันที่ 25 ธันวาคม 2554
- เปิดมุมมองรับมือภัยพิบัติ-พลังงาน “ดร.เสรี ศุภราทิตย์”
- ว่าด้วยเรื่องราวความรักสีสดใสมอบความสุข
- แวดล้อมสุดสัปดาห์ วันที่ 18 ธันวาคม 2554
- ต้นคริส์มาสจากขยะ – ชีวิตกับธรรมชาติ
- แวดล้อมสุดสัปดาห์ วันที่ 11 ธันวาคม 2554
-
ลิงก์
- ศาสตร์และศิลป์ที่สอนในเมืองไทย
- SoClaimon.Facebook
- SootinClaimon.google
- DinPuiThai.google
- ChangChoice.Webs
- SoClaimon.blogspot
- Google แผนที่ตำบล 76 จังหวัด
- คำไทย:ThaiWords
- คำไทย:ThaiWords
- SoClaimon.Twitter
- แหล่งสรรพศาสตร์ศิลปวิทยาในเมืองไทย
- crystal-cream.com
- นพ. ต่อพงศ์ คล้ายมนต์
- Apichaya Claimon
- พญ.อภิชญา คล้ายมนต์
- ชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ
- ตระกูล “คล้ายมนต์”
-
คลังเก็บ
- พฤษภาคม 2013 (2389)
- เมษายน 2013 (3184)
- มีนาคม 2013 (3832)
- กุมภาพันธ์ 2013 (3775)
- มกราคม 2013 (4245)
- ธันวาคม 2012 (4992)
- พฤศจิกายน 2012 (6067)
- ตุลาคม 2012 (5167)
- กันยายน 2012 (4160)
- สิงหาคม 2012 (6734)
- กรกฎาคม 2012 (4770)
- มิถุนายน 2012 (2887)
-
หมวดหมู่
- กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม
- กรมวิทยาศาสตร์บริการ
- กรมอุตุนิยมวิทยา
- ข้อมูลสมุนไพร
- คมชัดลึก
- ความรู้-ศัพท์
- Agrochemical
- ธาตุอาหารพืช
- ลักษณะขาดธาตุอาหารของพืช
- ศัพท์
- สถานการณ์พืชเศรษฐกิจ
- สรีรวิทยาของพืช
- หนังสือแนะนำ
- การใช้ปุ๋ยอินทรีย์กับพืชไร่เศรษฐกิจ
- การใช้ปุ๋ยเคมีในระบบปลูกพืชไร่
- คำแนะนำการใช้ปุ๋ยพืชไร่
- ปรับปรุงดินและใช้ปุ๋ยกับพืชไร่
- ปุ๋ยและการใช้ปุ๋ย
- พัฒนาคำแนะนำใช้ปุ๋ยพืชไร่
- สรุปงานวิจัยดินปุ๋ยพืชไร่ครั้งที่1
- Building Soils for Better Crops
- Fertilizer Best Management Practices
- Fertilizer Manual
- Fertilizers and their use
- Hydroponics: the complete guide to gardening without soil
- Micronutrients for Sustainable Production
- Plant Analysis Reference Procedures
- เกษตรอินทรีย์
- เศรษฐกิจพอเพียง
- Fertilizer news and articles
- Plant Nutrition
- Soil Taxonomy 2Ed.
- คำแนะนำด้านพืช
- คำแนะนำด้านสัตว์
- งานวิจัยดินปุ๋ย
- บ้านและสวน
- ผลิตภัณฑ์
- มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- วารสารส่งเสริมการเกษตร
- สทท NBT
- สำนักข่าวอิศรา
- อสมท MCOT
- เดลินิวส์ออนไลน์
- เทคโนโลยีชาวบ้าน
- เส้นทางเศรษฐี
- แนวหน้า
- แผนที่
- โพสต์ทูเดย์
- ไทยพีบีเอส Thai PBS
- ไทยรัฐออนไลน์
- ไทยโพสต์
- BangkokPost
- Blog Stat
- FAO EcoCrop
- KU eMagazine
- NewCROP
- ThaiEurope
- The Nation
- Uncategorized
-
RSS
Entries RSS
Comments RSS


