ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

เลขมงคลทำเงินพันล้าน ตุลาคม 6, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2557 เวลา 10:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1rWvciw

เลขมงคลทำเงินพันล้าน

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

ว่ากันว่า…มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อ คำกล่าวที่ว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” ไม่เคยมีใครเปลี่ยนเป็น “ไม่เชื่อต้องพิสูจน์” ทั้งที่บางเรื่องสามารถพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ แต่บางคนเลือกที่จะเชื่อเพราะทำให้เกิดความสบายใจ

ความเชื่อเรื่องของตัวเลขมงคล ช่วยเสริมพลังชีวิต เสริมดวง เสริมโชคลาภและธุรกิจ ทำให้เกิดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตัวเลขมูลค่ามหาศาล ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ ลอตเตอรี่ หรือชื่อทางการคือสลากกินแบ่งรัฐบาล การประมูลเลขทะเบียนรถยนต์ หมายเลขโทรศัพท์เลขสวย ทั้ง 3 ตัวอย่างเป็นธุรกิจที่วัดเป็นมูลค่าทางธุรกิจได้

สำหรับคนไทย เลข 9 ถือเป็นเลขมงคล เป็นความก้าวหน้า เจริญงอกงาม ส่วนคนจีนยึดเลข 8 เป็นเลขมงคล เพราะหากวางในแนวนอนจะเหมือนเครื่องหมายอินฟินิตี้ คือไม่มีที่สิ้นสุด เลขอัปมงคลคือเลข 4 ซึ่งออกเสียง สี่ ใกล้เคียงกับคำว่า ซี้ หมายถึงความตาย ชาวตะวันตกถือเอาเลข 6 หรือ 13 เป็นเลขอัปมงคล ซึ่งแต่ละประเทศจะมีความเชื่อที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม

ความเชื่อดังกล่าวทำให้ผู้ที่ซื้อรถยนต์และโทรศัพท์มือถือพยายามเป็นเจ้าของเลขมงคล เพื่อความสบายใจ เหมือนที่ ธนภัทร ตันติเสเวกุล ประมูลทะเบียนรถยนต์ “1 กก 1111” ไปในราคาสูงถึง 25 ล้านบาท ราคาที่สามารถซื้อรถยนต์นิสสัน อัลเมร่า ที่เขาเอาทะเบียนไปติดได้ถึง 40 กว่าคัน

ก่อนหน้านี้ เลขทะเบียนสวยจะเป็นที่ต้องการของผู้มีบารมี เป็นอภิสิทธิ์ชน จึงจะขอเลขสวยจากกองทะเบียน กรมตำรวจได้ จนในที่สุดก็มีการโอนย้านงานทะเบียนรถยนต์มาให้กรมการขนส่งทางบก ในปี 2531 แต่การแย่งชิงเลขทะเบียนก็ไม่ได้ลดลง สร้างความปวดหัวให้กับข้าราชการ จนทำให้ ปิยะพันธ์ จัมปาสุต ซึ่งเป็นอธิบดีกรมการขนส่งทางบกในสมัยนั้น มีแนวคิดแก้ไขปัญหาด้วยการเปิดประมูลเลขทะเบียนรถสวย ซึ่งต้องผ่านการแก้ไขปัญหามากมาย จนในที่สุดก็คัดเลือกเลขทะเบียน 301 หมายเลข ในแต่ละหมวดมาประมูลแข่งขัน

การประมูลเลขทะเบียนรถยนต์ครั้งแรกเริ่มเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2546 จนถึงปัจจุบันเปิดประมูลทะเบียนเลขสวยแล้ว 448 ครั้ง รายได้จากการเปิดประมูลเพิ่มขึ้นทุกปี โดยสถิติย้อนหลัง 5 ปี ล่าสุด ตั้งแต่ปี 2552-2556 รายได้จากการประมูลรวมเพิ่มจาก 660 ล้านบาท เป็น 2,834 ล้านบาท ซึ่งช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการนำเงินกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) เป็นเงินมากกว่า 8,000 ล้านบาท และเงินดังกล่าวนำไปใช้เป็นเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยในการใช้รถใช้ถนน รวมทั้งส่งเสริมศึกษาวิจัยด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เป็นต้น

ปัจจุบันทะเบียนรถที่แพงที่สุด คือ เลข 1 กก 1111 มูลค่า 25 ล้านบาท รองลงมาเป็น 1 กก 1 มูลค่า 12.01 ล้านบาท ญญ 9999 มูลค่า 11 ล้านบาท และฆฆ 9999 มูลค่า 10.11 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางบกจะไม่เปิดเผยรายชื่อผู้ชนะการประมูลย้อนหลัง เพราะถือว่าเป็นสมบัติส่วนบุคคล และที่ผ่านมาพบว่ามีบุคคลทั่วไป และบริษัทโบรกเกอร์เข้ามาทำธุรกิจซื้อขายทะเบียนเลขสวย และนำเลขสวยมาประกาศขายผ่านเว็บไซต์ ตั้งแต่หลักหมื่น-หลักล้าน ทำให้ธุรกิจนี้มีความเฟื่องฟู และมีเงินหมุนเวียนนับหมื่นล้านบาท

เมื่อมีเลขมงคลก็จะต้องมีเลขอัปมงคล ตามข้อมูลของเจ้าหน้าที่มูลนิธิกู้ภัยของมูลนิธิร่วมกตัญญูที่มีความเชื่อในด้านนี้ ระบุว่า เลขทะเบียนของรถนั้น จะดีที่สุดหากทุกตัวรวมกันแล้วไม่ได้เลข 13 เพราะนี่ถือเป็นเลขมรณะ และจากสถิติที่เก็บศพจากอุบัติเหตุรถยนต์ทะเบียนรถที่ชนบวกแล้วได้เลข 13 แทบจะทั้งสิ้น

นอกจากเลข 13 แล้ว ตัวเลขทั้งหมดของป้ายทะเบียนนั้น ไม่ควรถูกกั้นไว้ด้วยหมายเลข 1 เพราะมีความเชื่อว่าเหมือนโลงศพ เช่น 1221 หรือ 1571 เป็นต้น และเลข 1 นั้น ก็ไม่ควรมาอยู่คู่กัน เช่น 5811 หรือ 1186

“ตัวผมเองเมื่อทำหน้าที่หากเป็นอุบัติเหตุบนท้องถนนก็จะดูเลขทะเบียนก่อน และพูดได้เลยว่ากว่า 80% ที่ไปเห็นมาจะเป็นเลขที่มีลักษณะเข้าข่ายมรณะทั้งสิ้น นี่คือความเชื่อของผม อย่างไรก็ตามตัวเลขจะดีหรือไม่ หากขับขี่ประมาทก็อาจเกิดอุบัติเหตุได้เหมือนกัน” เจ้าหน้าที่กู้ภัย ย้ำ

สำหรับความเชื่อเรื่องเลขมงคลยังคงแรงไม่หยุด หมอดูชื่อดังอย่าง แมน-การิน ศตายุ และหมอช้าง-ทศพร ศรีตุลา ที่ขึ้นชื่อว่ามีความรู้ในการทำนายเลขเด็ดเบอร์สวย และได้รับการเชื่อถือจากคนในแวดวงบันเทิงและคนทั่วไป มักจะแนะนำว่าควรจะใช้เลขอะไรแล้วชีวิตจะดีขึ้น แถมมีบริการเสริมให้ลูกค้าที่มาดูดวงด้วยซิมเลขสวย ซึ่งจะมีราคาขายเบอร์เริ่มต้นที่ 399 บาท แต่จะมีบางงานอีเวนต์ที่นำซิมเหล่านี้มาแจกฟรี

ในขณะที่มีหมอดูเลขดังบนเว็บไซต์หลายแห่ง ที่มีซิมโทรศัพท์เลขสวยมาขายให้กับผู้สนใจเช่นกัน สนนราคาขายเริ่มต้นที่ 350-450,000 บาท ซึ่งเบอร์ราคาแพงนี้จะลงท้ายด้วย 55 ที่ทำนายว่าตัวเลขที่ได้นั้นดีที่สุดจากค่ายดีแทค รองลงมาคือเบอร์ลงท้ายที่ 66 จากเอไอเอส

ชัยยศ จิรบวรกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มลูกค้า บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า กระแสเบอร์สวยที่มีการทำตลาดมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งได้ร่วมกับหมอช้างทำตลาดนี้หลังจากที่มีคนเริ่มซื้อเบอร์มือถือประเภทพรีเพดไปหลายเบอร์ เพราะโลกออนไลน์จะมีหมอดูที่มาหาซื้อและไปกักตุน เราจึงเข้าไปศึกษาตลาดและติดต่อหมอช้างมาร่วมงานกันอย่างเป็นทางการ เพื่อลดปัญหาการซื้อและกักตุนเบอร์ เพราะทาง กสทช.เข้มงวดในเรื่องการนำเบอร์ไปใช้ผิดประเภทมากขึ้น

ปัจจุบันดีแทคมีลูกค้าในไตรมาสที่ผ่านมา 28 ล้านเบอร์ จำนวนลูกค้ามงคลอยู่แค่หลักหมื่นเท่านั้น แต่ก็จะเพิ่มเบอร์มงคลเข้าไปเสริมความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ โดยราคาอยู่ที่ 499 บาท

ฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ผู้ช่วยกรรมการ ผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานการตลาดและการขาย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า บริษัททำเบอร์มงคลเสริมตลาด และเลือกหมอแมน แมเธโลจี มาเป็นผู้ทำนายให้ เพราะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเรื่องการทำนายตัวเลขอย่างมาก คนดังหลายคนที่เปลี่ยนเบอร์ก็มีความพึงพอใจที่หมอดูคนนี้ ทำนายผลให้

จากจำนวนลูกค้าของเอไอเอสทั้งหมดกว่า 42 ล้านราย ตัวเลขของลูกค้าในเรื่องเบอร์มงคลนั้นยังอยู่ที่หลักแสน

สำหรับตัวเลขของเบอร์มงคลนั้น จะมีการแบ่งที่หลากหลายประเภทตามความต้องการของผู้ใช้งาน เช่น แบ่งเป็นเกรด เปอร์เซ็นต์ ประเภทของงานและผลรวม โดยผลรวมของเบอร์หากได้ 15 จะหมายถึงพลังแห่งเสน่ห์ ผลรวม 36 เรื่องความรัก ผลรวม 44 เรื่องความสำเร็จ ผลรวม 56 เด่นในด้านสติปัญญา และผลรวม 65 เด่นในเรื่องของความก้าวหน้า

ทั้งนี้ สัดส่วนของตลาดเบอร์มงคลหากรวมจากทั้งสองค่ายยักษ์แล้วอาจจะมีจำนวนไม่ถึง 1 ล้านเบอร์ แต่มูลค่าของการซื้อขายเบอร์มงคลเหล่านี้สูงถึงหลักล้านต่อเบอร์ เพราะเรื่องของความเชื่อที่ว่าเปลี่ยนแล้วจะดียังคงมีอยู่ ซึ่งทำให้เงินหมุนเวียนในธุรกิจเหล่านี้ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

 

“ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล”นักเศรษฐศาสตร์ผู้ไม่เคยขาดน้ำใจ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2557 เวลา 08:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1rWiyA4

"ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล"นักเศรษฐศาสตร์ผู้ไม่เคยขาดน้ำใจ

โดย…วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษาคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในปัจจุบัน เป็นหลานปู่ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ต้นราชสกุล เทวกุล อดีตเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 เกิดเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2490 เป็นบุตรชายคนเล็กใน พล.ต.ม.จ.ปรีดิเทพย์พงษ์ เทวกุล และหม่อมแตงไทย เทวกุล ผู้สืบเชื้อสายมาจากชาวมอญที่มีอันจะกินใน จ.นนทบุรี

บรรพบุรุษของหม่อมแตงไทย ชื่อนายเถอะ เป็นข้ารับใช้ใกล้ชิดสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เมื่อเกิดเหตุการณ์อันเศร้าสลดด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระมเหสีอันเป็นที่รักยิ่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระขนิษฐาร่วมอุทรในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ทรงประสบอุบัติเหตุเรือล่มสิ้นพระชนม์ในแม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมกับพระราชธิดา สมเด็จเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ บริเวณบางพูด จ.นนทบุรี นายเถอะบรรพบุรุษของหม่อมแตงไทยมีความดีความชอบได้รับพระราชทานเงินจำนวน 10 ชั่ง จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะเป็นผู้ดำน้ำลงไปจนนำเอาพระศพสมเด็จเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ขึ้นมาได้ ความข้อนี้ปรากฏหลักฐานอยู่ในจดหมายพระราชกิจรายวัน วันศุกร์ แรม 12 ค่ำ เดือน 7 ปี มะโรง โทศก จ.ศ. 1242 ตรงกับวันที่ 4 มิ.ย. 2423

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เรียนหนังสือเก่งและเฉลียวฉลาดมาตั้งแต่วัยเด็ก จึงเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน โดยเฉพาะ ม.ร.ว.สำอางวรรณ ล่ำซำ ที่แม้จะเป็นพี่สาวต่างมารดา แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นยินดีเป็นที่สุดเมื่อน้องชายคนเล็กเกิด ขณะที่กำลังเป็นนิสิตชั้นปีที่หนึ่งของคณะเภสัช กรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ร.ว.สำอางวรรณ ล่ำซำ จึงรักใคร่ผูกพันกับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ผู้น้องชายตลอดมา

หลังจบการศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ด้วยคะแนนดีเด่น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ได้เข้าศึกษาต่อที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เป็นศิษย์ที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้รับการอบรมบ่ม เพาะวิชาความรู้ในแง่มุมต่างๆ ทั้งในด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง การเงินการ ธนาคาร สังคมและการศึกษา จาก ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และครูบาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาการต่างๆ ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างมากมาย ประกอบกับพื้นฐานทางครอบครัวที่ท่านพ่อเป็นนายทหาร เป็นครูฝึกสอนทหาร เป็นอาจารย์ที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ให้ความเคารพนับถือ ทรงเป็นผู้แทนไทยในสงครามเกาหลี ทรงเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทรงมีความรู้มากมายในทางกฎหมายเศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ดนตรี วรรณกรรมทั้งตะวันออก-ตะวันตก ได้ทรงถ่ายทอดความรู้ต่างๆ เหล่านี้ให้หล่อหลอมอยู่ในตัว ม.ร.ว.ปรีดิยาธรอย่างเต็มที่ อีกทั้งหม่อมแม่ยังเป็นผู้ที่สนใจใฝ่รู้ในเรื่องพระธรรมคำสอนและวัตรปฏิบัติอัน งดงามในทางพุทธศาสนา ก็ได้ถ่ายทอดศรัทธาและความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ให้บุตรชายได้ตระหนักรับรู้ จนสามารถดำเนินชีวิตให้เจริญก้าวหน้าในวิถีของพุทธศาสนิกชนที่ดีมาจนกระทั่งทุกวันนี้

หลังจากจบปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ เกียรตินิยมดีมากในปี 2511 แล้ว ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ก็ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business) จาก Wharton School, University of Pennsylvania

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เริ่มทำงานที่ธนาคาร กสิกรไทย ตั้งแต่ปี 2514 จนได้รับตำแหน่งกรรมการรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ตลอดระยะเวลาที่ทำงานใน  ธนาคารกสิกรไทย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ได้เป็นกำลังสำคัญร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของธนาคาร เช่น บัญชา ล่ำซำ บรรยงค์ ล่ำซำ ณรงค์ ศรีสอ้าน ปรีชา ล่ำซำ และชนะ รุ่งแสง นำพาธนาคารกสิกรไทยให้มีความเจริญก้าวหน้ามีขีดความสามารถในการบริหารจัดการที่ทันสมัย จนกลายเป็นธนาคารระดับนำของประเทศ ได้รับความเชื่อถืออย่างสูงว่าเป็นสถาบัน   การเงินที่มั่นคงแห่งหนึ่งของประเทศ

นอกจากจะเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ ฉลาดหลักแหลม แก้ไขปัญหาได้รอบด้านแล้ว ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ยังเป็นคนที่มีจิตใจดีมีความโอบอ้อมอารี พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน จึงเป็นที่รักและนับถือของเพื่อนฝูง ผู้บังคับบัญชา ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาและผู้ที่รู้จักมักคุ้นเป็นอย่างมาก ความโอบอ้อมอารีและมีจิตใจที่กว้างขวางของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ทำให้ได้มีโอกาสช่วยเหลือเพื่อนฝูง ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา หรือผู้ที่รู้จักมักคุ้นที่ตกทุกข์ได้ยากมีปัญหาในเรื่องของความเจ็บไข้ ประสบความยากลำบากในชีวิตการงาน-การเงินและด้านธุรกิจ ให้หลุดพ้นจากความยากลำบากทั้งหลายทั้งปวงมาเป็นจำนวนมาก แม้แต่เพื่อนที่เคยเรียนมหาวิทยาลัยมาด้วยกันแล้วถูกไล่ที่ และเพื่อนที่ไม่มีเงินส่งลูกเรียนหนังสือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ก็ยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือจนเพื่อนและครอบครัวมีที่อยู่อาศัย ทั้งยังส่งเสียลูกของเพื่อนๆ หลายคนจนสำเร็จการศึกษา และสนับสนุนให้มีอาชีพเลี้ยงตัวต่อไปได้อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ยังได้ทำงานแบบปิดทองหลังพระ ช่วยเหลือเกื้อกูลและแก้ปัญหาให้กับบรรดาญาติมิตร หรือกลุ่มธุรกิจที่ประสบปัญหาให้ได้รับการผ่อนคลายมาโดยตลอด

ส่วนหนึ่งของผลงานจิตรกรรมสีน้ำมันของ เสงี่ยม ยารังษี ที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ไปเป็นประธานเปิดงานแสดงนิทรรศการที่ขัวศิลปะ เชียงราย เมื่อ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นถึงจิตใจอันดีงามของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล คือเมื่อครั้งที่ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ดำรงตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ถูกหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายค้านพรรคหนึ่งออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน อ้างว่ามีหลักฐานชัดเจนเป็นใบรายการแสดงยอดเงินในบัญชีของ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ธนาคารแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา พร้อมกับแสดงหลักฐานที่ตน    มีอยู่ต่อสื่อมวลชนโดยเจตนาจะให้หลักฐานนั้นแพร่กระจายออกไปให้ผู้คนในสังคมสงสัยว่า ดร.จิรายุ ได้เงินจำนวนนั้นมาจากไหน และ ดร.จิรายุ ได้กล่าวปฏิเสธแต่เพียงว่าไม่เป็นความจริง ในขณะที่หัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ผู้นั้นแสดงอาการรุกไล่ และประกาศว่า จะนำหลักฐานที่ตนมีอยู่ไปตีแผ่ในรัฐสภา ขอให้ ดร.จิรายุ ชี้แจงและรับผิดชอบด้วยการ   ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี จากท่าที    ที่จริงจังของผู้กล่าวหาทำให้ผู้คนในสังคมเริ่มคล้อยตาม หลายคนคิดว่าอาจจะ   เป็นการทุจริตและนำเงินไปฝากไว้ในต่างประเทศจริง เนื่องจาก ดร.จิรายุ เคยเป็น รมว.อุตสาหกรรม มีความเกี่ยวพันกับเรื่องอ้อยและน้ำตาล

ม.ร.ว.ปรีดายาธร เทวกุล ซึ่งทำงานอยู่ที่ธนาคารกสิกรไทย แม้จะไม่เคยรู้จักมักคุ้นสนิทสนมกับ ดร.จิรายุ มาก่อน แต่เห็นว่า ดร.จิรายุ เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต อีกทั้งใบรายการแสดงยอดเงินในบัญชีของธนาคารที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายค้านนำมาแสดงต่อสาธารณะนั้น นามสกุล อิศรางกูร   ซึ่งเป็นราชสกุลก็สะกดผิดไปจากภาษาอังกฤษที่ปรากฏอยู่ในทำเนียบของราชสกุล จึงตัดสินใจช่วยเหลือ ดร.จิรายุ ทันที โดยขอให้ผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย สาขาลอสแองเจลิส ช่วยตรวจสอบว่าที่อยู่ของธนาคารที่ปรากฏชื่อในใบรายการแสดงยอดเงินในบัญชีที่ถูกนำมาเผยแพร่เพื่อกล่าวหา ดร.จิรายุนั้น มีอยู่จริงหรือไม่

ทันทีที่ได้ทราบว่า ที่อยู่ที่ปรากฏในใบแสดงยอดเงินในบัญชีนั้นไม่มีอยู่จริง และทั้งหมดเป็นการปลอมแปลงขึ้นมา ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล จึงติดต่อไปยังธนาคารแห่งนั้นเพื่อขอให้ทำหนังสือรับรองมาอย่างเป็นทางการว่า ใบรายการแสดงยอดเงินในบัญชีที่ถูกนำมาเผยแพร่นั้นเป็นเอกสารปลอม เมื่อทางธนาคาร   ทำหนังสือยืนยันมาอย่างเป็นทางการแล้ว ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ก็หลุดรอดจากการถูกกล่าวหา และพ้นจากภัยทางการเมืองมาจนถึงวันนี้ ซึ่งรายละเอียดของการปลอมแปลงเอกสารดังกล่าว นิตยสารสู่อนาคต รายสัปดาห์ ได้นำมาเปิดเผยอย่างละเอียดทุกขั้นตอน

ในปี 2529 ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ได้ไปบวชศึกษาพระธรรมกับหลวงตา มหาบัวที่วัดป่าบ้านตาดอยู่ระยะหนึ่ง ระหว่างนั้นหลวงตามหาบัวได้ตั้งมูลนิธิขึ้น เพื่อนำเอาดอกผลที่ได้จากเงินฝากของมูลนิธินั้นไปช่วยเหลือเกื้อกูลเลี้ยงเด็ก|ผู้พิการทางสมอง ของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ โดย|หลวงตามหาบัวได้สั่งฝาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ไว้ว่า หากวันใดที่มูลนิธิของหลวงตาไม่สามารถดูแลช่วยเหลือเลี้ยงเด็กผู้พิการทางสมองต่อไปได้ และทางภาครัฐก็ยังไม่สามารถจัดหางบประมาณมาดูแลได้ ก็ขอให้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร รับผิดชอบดูแลช่วยเหลือต่อไป จากนั้นไม่นาน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ก็ต้องรับผิดชอบช่วยเหลือเลี้ยงดูเด็กพิการทางสมองของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ตามคำขอของหลวงตา มหาบัวต่อมาเรื่อยๆ จนกระทั่งหลวงตา มรณภาพและภาครัฐได้จัดงบประมาณเข้าไปช่วยเหลือเลี้ยงเด็กพิการทางสมองเมื่อ 2 ปีก่อน รวมเวลากว่า 20 ปี ที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ได้ให้การช่วยเหลือเลี้ยงดูเด็กพิการทางสมองนั้น ได้บริจาคเงินส่วนตัวไปเป็นจำนวนไม่น้อยเลย

ครั้นได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล   ยังได้ดำเนินการให้การทอดผ้าป่าช่วยชาติของหลวงตามหาบัว นำเงินเข้าสู่คลังหลวงตามเจตนารมณ์ของหลวงตาได้อย่างเรียบร้อยโดยไม่ขาดตกบกพร่อง

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ได้รับการชักชวนจาก พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ให้ไปดำรงตำแหน่งโฆษกรัฐบาลเมื่อปลายปี 2533 จากนั้นได้ดำรงตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ ในรัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน ในปี 2534 เป็น รมช.พาณิชย์ ในรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร ในปี 2535 ครั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 2535 แล้วเห็นว่าเหตุการณ์วิกฤตนั้นไม่อาจจะยุติลงได้ หาก พล.อ.สุจินดา คราประยูร   ไม่ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล จึงเป็นรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลที่แสดงท่าทีอย่างแข็งขัน   สนับสนุนให้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร    ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีส่วนช่วยดำเนินการทุกอย่างให้การลาออกของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นไป  อย่างเรียบร้อยในระยะเวลาอันรวดเร็ว

เมื่อ อานันท์ ปันยารชุน เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ก็ได้ดำรงตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ อีกเช่นกัน และในปี 2536 ก็ได้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน ในปี 2540 ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในปี 2544 เมื่อเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร ในปี 2549 ก็ได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

หลังจากลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ในปี 2550 ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ก็ได้ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ในตำแหน่งประธานกรรมการสถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ ประธานกรรมการมูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 ในพระอุปถัมถ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กรรมการและเลขานุการมูลนิธิอาจารย์ป๋วย กรรมการ The Board of governors of Asian Instituto of Management, Philippines และกรรมการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

เมื่อ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ตัดสินใจไปทำธุรกิจส่วนตัวที่ จ.เชียงราย ก็ได้มีส่วนเข้าไปส่งเสริมสนับสนุนช่วยเหลือธุรกิจภาคเอกชน หน่วยราชการ สถาบันการศึกษา ตลอดจนการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม การพัฒนาสังคมสิ่งแวดล้อม และการบำรุงพระศาสนาใน จ.เชียงราย อย่างต่อเนื่อง

ด้วยความรักและความเอาใจใส่ในสังคมบ้านเมือง ประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมแขนงต่างๆ ไม่น่าเชื่อว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ได้กลายเป็นบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังอย่างสำคัญที่สร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่สังคมเล็กๆ ที่เชียงรายได้อย่างแนบแน่นกลมกลืน กลายเป็นศูนย์รวมแห่งความหวังของบรรดาศิลปินผู้รังสรรค์ศิลปะทุกแขนงที่รวมตัวกันอยู่ในเชียงรายให้มีโอกาสได้นำศิลปะออกไปสู่โลกกว้างได้อย่างเต็มภาคภูมิ แม้แต่ ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ยังเคยกล่าวว่า “หม่อมอุ๋ยจะเป็นผู้เปิดโลกกว้างอย่างมีอนาคตให้แก่ศิลปินล้านนาในรุ่นต่อไป”

จากการทำงานเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมและบ้านเมืองอย่างเต็มความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ได้รับยกย่องให้เป็นศิษย์เก่าดีเด่นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับเข็มเกียรติยศทองคำของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2549 ในโอกาสวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบ 72 ปี ในฐานะศิษย์เก่าผู้มีจริยธรรมดีเด่น ทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมและประเทศชาติ ได้รับยกย่องให้เป็นศิษย์เก่า   ดีเด่นของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นศิษย์เก่าดีเด่น (Hall of Fame) ของโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ได้รับแต่งตั้งให้เป็น Advisory Board ของ Wharton School, University of Pennsylvanin

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ได้รับรางวัลผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งเอเชีย ประจำปี 2549 (Central Bank Governor of the Year-Asia 2006) จากการคัดเลือกของนิตยสาร The Banker ในเครือ Financial Times ประเทศอังกฤษ เคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2529-   2531) ประธานชมรมฟอร์เร็กซ์แห่งประเทศไทย (2528-2529) และดำรง   ตำแหน่งวุฒิสมาชิก ปี 2535-2536

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ได้รับปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการธนาคารและการเงิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2545, เศรษฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยศรีปทุมปี 2546, บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปี 2546, เศรษฐศาสตร   ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปี 2549, บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ปี 2549, เศรษฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2551 และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.) และตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ต.จ.ว.)

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล สมรสกับ ประภาพรรณ เทวกุล ณ อยุธยา มีบุตร-ธิดา 3 คน คือ เปรม, ปลื้ม และพุดจีบ

 

“ตกเรือ”เสียงสะท้อนจากแรงงานทาสบนเรือประมง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2557 เวลา 08:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1x4Ibiy

"ตกเรือ"เสียงสะท้อนจากแรงงานทาสบนเรือประมง

โดย…นรินทร์ ใจหวัง

ช่างปลายเดือนก.ย.ที่ผ่านมาว่า มีการพบลูกเรือไทยและต่างชาติ ที่ “ตกเรือ” บริเวณเกาะอัมบล ประเทศอินโดนีเซีย และได้มีความพยายามช่วยเหลือให้กลับภูมิลำเนา จนกระทั่งวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ลูกเรือไทยที่ตกเรือจำนวน 6 คนก็ได้เดินทางกลับมาถึงแผ่นดินแม่ได้โดยสวัสดิภาพ ทว่าในความเป็นจริงแล้วยังมีลูกเรือที่ตกเรืออีกจำนวนมากที่ หลบซ่อนอยู่ในเกาะต่างๆ ในอินโดนีเซีย

“ตกเรือ”คืออะไร

ตกเรือคือการหนีออกจากเรือของแรงงานประมงที่ไม่สามารถอยู่บนเรือต่อได้ โดยแรงงานดังกล่าวอาจยอมหนี ด้วยการกระโดดจากเรือเพื่อว่ายน้ำไปขึ้นเกาะที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งก็ได้รับบาดเจ็บ ส่วนบางรายจะรีบหนีออกจากเรือขณะที่เรือเข้าเทียบท่าบริเวณเกาะใดเกาะหนึ่งในประเทศอินโดนีเซีย แล้วไม่ยอมกลับขึ้นเรืออีก

สาเหตุสำคัญที่ทำให้แรงงานเหล่านี้ยอมตกเรือก็เนื่องมาจากการตกเป็นแรงงานบังคับ ที่ถูกใช้งานไม่ต่างจากทาส อาทิ คนงานที่ถูกกังขังทั้งบนบกหรือในเรือ โดยเอกสาสำคัญจะถูกเก็บไว้กับนายจ้างหรือไต้ก๋งเรือ (พลาสปอร์ต ซีแมน บุ๊ก), ถูกทำร้ายร่างกาย, อยู่ในสภาพของคนมีหนี้ หรือเป็นแรงงานขัดดอก ,โดนลงโทษทางการเงิน เช่นหักเงินโดยไม่ถูกต้อง ไม่จ่ายค่าจ้าง เรียกได้ว่าแรงงานบังคับเหล่านี้ก็คือประเภทหนึ่งของการค้ามนุษย์

จากข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization : ILO) ที่ทำการสำรวจเรื่องแรงงานงานบังคับที่ทำงานประมงในประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี 2012 พบว่า ในจำนวนลูกเรือกว่า 500 ชีวิต จะมีกว่า 17% ที่เข้าข่ายเป็นแรงงานบังคับ ซึ่งหนึ่งในสาเหตุของวงจรนี้เกิดขึ้นจากการที่เจ้าของกิจการเลือกใช้บริการนายหน้าทั้งคนไทย และนายหน้าประเทศต้นทางเช่นกัมพูชา เมียนมาร์ เพื่อหาคนเข้ามาทำอย่างไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก เช่นแรงงานต่างด้าวไม่จดทะเบียนก็ไม่สามารถเรียกร้องสิทธิใดๆ ได้ คล้ายกับต้องทำงานอย่างหนักแต่กลับไม่ได้รับค่าตอบแทนเท่าที่ควร หรือไม่ได้รับเลย

ฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการ Human Right Watch Asia ผู้ที่คลุกคลีกับเรื่องนี้มาเป็นเวลานาน ฉายภาพในประเด็นนี้ว่าเป็นสิ่งที่น่าหนักใจมาเป็นเวลานาน โดยสาเหตุพื้นฐานมาจากนายหน้าที่ล่อลวงทั้งคนไทยและข้ามชาติ ในคนไทยจะหาหลอกคนที่เพิ่งมาจากต่างจังหวัด คนเร่ร่อน คนไร้บ้าน หรือดูติดสุราจากบริเวณ หัวลำโพง สนามหลวง หมอชิต มาลงเรือโดยประมงนอกน่านน้ำไทย โดยแรงงานเหล่านั้นจะเป็นหนี้ทันทีจากค่านายหน้าที่นายจ้างต้องจ่ายให้คนพามา ตั้งแต่ 15,000-25,000 ขึ้นไป

“มันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นนานมากแล้ว มูลนิธิกระจกเงาบอกชัดเจนว่ามีกระบวนการทำอย่างไร แนะนำว่าภาครัฐ, ตำรวจควรจะทำอย่างไร แต่ก็ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ มีการทำวิจัยหลายหน่วยงาน สัมมนากับรัฐ ซึ่งครม.เห็นชอบทุกอย่าง รัฐบาลทุกสมัยทราบดีว่าปัญหาการค้ามนุษย์ของการทำอุตสาหกรรมนี้ เกิดขึ้นทุกที่และเป็นระบบ เพราะขาดแคลนแรงงาน มีคนไม่พอจะทำอย่างไรได้ ก็ต้องติดต่อนายหน้า พามาคนมาทำงานโดยไม่มีคำถามว่า มาจากไหน เอามาอย่างไร เจ้าของเรือก็เพียงแต่จ่ายเงินค่าหัวไปในที่สุด มันไม่มีอะไรคืบหน้า จัดสัมมนากี่ครั้งก็ได้ แต่มันไม่ทำให้ต่างชาติเชื่อถือว่าผลิตภัณฑ์ของไทย ไร้การค้ามนุษย์ ไร้แรงงานบังคับ หวังว่าเราจะแก้ปัญหาได้ ผมพร้อมที่จะแก้กับทุกฝ่าย แต่ว่าต้องมีจิตจำนง ความตั้งใจที่จะทำ เชิญรัฐมนตรีมาพูดๆ แล้วก็ออกไป ถ่ายรูป มันไม่ได้แล้ว”โรเบิร์ตสันระบุ

6 ปีกับนรกบนเรือ

สุรชัย ชายชาวพม่า เจ้าหน้าที่มูลนิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) อดีตแรงงานบนเรือนรกของคนไทยเล่าประสบการณ์เลวร้ายที่สุดในชีวิตว่า ครั้งหนึ่ง เมื่อ6 ปีก่อนเคยได้ลงเรือไปทำประมงกับไต้ก๋งคนไทย โดยสมัครใจเอง เพราะเชื่อใจไต้ก๋ง และต้องการเงินสักก้อน ก่อนที่จะพบความเลวร้ายอย่างที่ไม่คาดฝันมาก่อน

“ผมจงใจไปเองครับ ไต้ก๋งบอกไปปีเดียวก็กลับ มีคนยินดีจะไป 8 คน เพราะอยากได้เงินสักก้อน เราขึ้นเรือที่ จ.สมุทรสาคร ผมช่วยเขาตั้งแต่เรือต่อใหม่ รู้จักไต้ก๋งเรือดี สนิทกัน เขาชวนไปด้วยพูดดีมาก บอกว่าไปออกเรือไปอินโดฯก็เหมือนทำในชายฝั่งนี่แหละ ผมก็ยังช่วยเขาต่อเรืออยู่หลายวัน ไม่มีคนงานให้เห็น แต่พอเรือจะออกแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น นายหน้าก็พาคนมาขึ้นเรือ ทั้งพม่า เขมรมาประมาณ 20 คน นายหน้าได้เงินคนงานละ15,000 ถ้าเป็นคนงานเก่าได้นายหน้าจะได้ 30,000 แต่พอเรือออกฝั่งครับ ฉี่ในห้องน้ำยังไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่เรามองเห็นอยู่ แต่เขาไล่ไปฉี่ท้ายเรือ

ผมก็ถามคนพม่าด้วยกันว่ามาได้ไง เขาก็บอกว่าเราจะไปลงเรือใกล้ๆ แค่นี้เอง(ถูกหลอกว่าทำประมงชายฝั่ง) นายหน้าบอกอย่างนั้น เด็กเขมรอายุ13-14 ปีก็มี รอบที่ออกไปต้องอยู่กลางทะเลนาน 72 เดือน ทั้งที่เคยบอกเอาไว้ว่าไม่เกิน 30 เดือน แต่พอเอาเข้าจริงผมโดนออกไปอยู่ในทะเล 6 ปี ได้เข้าเกาะแค่ 6 ครั้ง ครั้งละ 1สัปดาห์ ถึง 1 เดือน แล้วแต่เรือจะบางทีเสบียงหมด พวกผมต้มปลากิน”

เมื่อกล่าวถึงเอกสารสำคัญประจำตัว สุรชัยกล่าวพร้อมส่ายหัวและเล่าว่า

“ผมชื่อสุรชัย เป็นพม่าครับ แต่หนังสือเดินทางเป็นอีกคน ชื่อเอกชัย มโนศิริ เป็นคนร้อยเอ็ด มีเจ้าหน้าที่ขึ้นเรือ สั่งให้ถ่ายรูป เขาจะพยายามให้เราจำชื่อ เธอชื่อเอกชัยนะ จำไว้ๆ จากนั้นก็ออกเรือไป 20 กว่าวัน เราต้องทำงานไม่ได้หลับไม่ได้นอน จนกว่าเขาพอใจ พักนั่งกินข้าวแค่15 นาที เสร็จปุ๊บต้องทำงานทันที นึกถึงอวนความยาว 15ไมล์สิครับ มี 3,000 ลูก ลูกหนึ่ง 3-4 วาครึ่ง  วันหนึ่งๆ นอนแค่4 ชั่วโมง 1ทุ่ม –5ทุ่ม หลังจากนั้นทำงานตลอด ปลาจะติดไม่ติดไม่เกี่ยว ต้องเฝ้าอวน บางคนเมาเรือ รอคอยว่าเมื่อไหร่เรือจะมารับ เพราะโดนหลอกไม่รู้ตัวว่าจะเปลี่ยนไถ่ตัวกันกลางทะเล เมาเรือ ทานอาหารไม่ได้ เป็นอาทิตย์ จนซีดเหลือง ในเรือมียานะครับ สมมุติผมปวดท้องแต่จะได้ยาอีกอย่างหนึ่งมากิน ผมเชื่อว่านายจ้างบางคนจะไม่รู้ว่า อะไรเกิดขึ้นบ้างในทะเล เพราะถือว่าจ้างไต้ก๋งไปแล้ว บางเรื่อง ท่านอาจมองว่าไม่สำคัญ แต่มันอาจสำคัญกับแรงงานมากๆ อย่างพวกเรา น่าจะมีมาตรการที่อะไรบ้างเช่นหักเงินไต้ก๋ง เพราะถ้าไต้ก๋งเลวร้าย ก็ไม่มีที่ไหนสบาย”

เมื่อถามถึง6 ครั้งที่แรงงานประมงสามารถขึ้นเกาะได้ ทำไมจึงไม่หนี หรือพยายามติดต่อให้คนช่วยเหลือ ประเด็นนี้สุรชัยตอบด้วยน้ำเสียงปวดร้าวว่า

“ไต้ก๋งยิ่งกว่าพระเจ้าครับ ถ้ามีเงิน ไม่ต้องกลัวทางรัฐ(อินโดนีเซีย)ครับ คอยให้เงินไป พวกตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ก็เป็นพวกเดียวกับไต้ก๋ง สบายๆครับ ให้ปลาโอไปตัวหนึ่งเรื่องอะไรก็จบ ผมไม่ได้หยามเขานะครับแต่ผมเจอด้วยตัวเอง จะไปขอความช่วยเหลือจากใครได้ ในเมื่อเราเข้าไปที่เกาะไม่ใช่ว่าจะออกเรือไปเมื่อไหร่ก็ได้ ต้องรอเขาอนุญาต กระทรวงสาธารณะสุขอินโดฯจะมาตรวจ พร้อมกับ ตม. เชื่อมั้ยครับ ระยะ6ปีอยู่บนเรือ เรือยังเปลี่ยนชื่อเรือเป็นว่าเล่น”

แต่ท้ายที่สุดก่อนเทศการสงกรานต์ของปีที่แล้ว สุรชัยก็ได้กลับขึ้นสู่แผ่นดินไทยอีกครั้ง เนื่องจากเรือที่เขาทำงานถึงเวลาต้องได้รับการซ่อมแซม และปัจจุบัน สุรชัย ก็ทำงานกับมูลนิธิLPN เพราะตั้งใจอยากช่วยเหลือคนงานประมงที่ยังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขา ทั้งนี้สุรชัยได้รับเงินทดแทนจากนายจ้างจำนวนเงิน 200,000 บาท และฝากเตือนคนที่สนใจจะไปทำประมงนอกน่านน้ำให้ศึกษาข้อมมูลให้ดีก่อน

“ครั้งแรกที่ผมกลับมาได้ ผมไม่ได้ดีใจว่าผมได้เงิน ถ้าเรือไม่เสียเราก็อาจไม่ได้กลับเข้าประเทศไทย สำหรับความรู้สึกของผม ผมอยู่มา 23 ปี ไม่เคยเห็นคนไทยใจร้ายขนาดนี้ ไต้ก๋งคนไทยคนนี้ผมจำชื่อตลอดเวลาจนผมตาย”สุรชัยกล่าว

มีทางออก ถ้าทุกฝ่ายจริงใจ

จากการเปิดประเด็นเรื่องประมงที่ตกเรือ ที่เกาะอัมบล ครั้งนี้กลุ่มคนที่ดูจะถูกเป็นจำเลยของสังคมทันที่อย่าง สมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย ก็พยายามออกมาชี้แจงว่าไม่ใช่เรือทุกลำที่จะเลวร้ายไปหมด และเรียกร้องให้ภาครัฐมีนโยบายลงโทษเรือที่ค้ามนุษย์เหล่านี้ให้เฉียบขาด

อภิสิทธิ์ เตชะนิธิสวัสดิ์ ที่ปรึกษากิติมศักดิ์และกรรมการบริหารสมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย(TOFA) ระบุว่าเชื่อว่ายังมีเรือประมงไทยอีกมากที่ทำงานด้วยความไม่เอาเปรียบ แต่ต้องมาเสียหายกับเรือประมงบางลำที่โหดร้ายและกดขี่แรงงาน ดังนั้นต้องการให้สังคมอย่าเหมารวม

“ถ้ายังมีไต้ก๋งชั่ว ๆ ผู้ประกอบการ ชั่วๆ อยู่ ผมขอให้สังคมประณามและจำกัดคนเหล่านั้นทิ้ง เพราะทำให้เสียหายต่อกลุ่มที่ทำงานถูกต้อง ต้องจ่ายสัมปทานมากมายแต่ละครั้ง พวกนี้พาคนดีซวยไปด้วย รัฐต้องเข้าไปจัดการ  ผมว่าไต้ก๋งส่วนใหญ่ยังดูแล ลูกน้องได้ดี แต่แบบที่สุรชัยเล่ามาควรจับติดคุกให้หมด”

ทั้งนี้ ดร.บัณทิต โชคสงวน ผู้เชี่ยวชาญจาก ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFDEC) ให้ข้อมูลที่น่าสนใจในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ว่าพื้นฐานสำคัญคือเรื่องทะเบียนเรือ และ อาชญาบัตร ซึ่งพื้นฐานและต้นเหตุของการทำรประมงผิดกฎหมาย ไร้การควบคุม ถ้าทุกประเทศสามารถหันกลับมาดูเรื่องพวกนี้ เชื่อปัญหาว่าอื่นๆ คงเบาลงไป

“เราพบว่ามีความยุ่งยากพอสมควรกับการการจดทะเบียนเรือ  จึงต้องเริ่มทำใหม่โดยเริ่มที่ความยาวเรือตั้งแต่24 เมตรขึ้นไปก่อน ซึ่งกำลังเริ่มได้ดี ประเทศไทยตอนนี้มีอยู่ 800 ลำ ทุกประเทศในอาเซียนทยอยส่งเรือมาประมาณประเทศละ 30ลำก่อน เพื่อทำฐานข้อมูลในอินเทอร์เน็ต เช่น ชื่อเรือ ชื่อลูกเรือ ไต้ก๋ง ขนาด ทะเบียนเรือ ถ้าเราทำข้อมูลเรือให้เข้มแข็งถูกต้อง น่าจะแก้ปัญหาเรื่องปัจจุบันนี้ได้

อีกเรื่องการการป้องกันผลิตภัณฑ์ปลาที่เข้าข่ายทำประมงโดยผิดกฏหมาย และใช้แรงงานเข้าข่ายค้ามนุษย์ เข้ามาอยู่ในห่วงลูกโซ่ธุรกิจการประมง โดยการเริ่มดูแลให้ความรู้ความปลอดภัยในทะเล การทำงาน โดยการฝึกอบรม จัดหลักศูตร 3-5วัน เพื่อให้แรงงานรู้ว่าทำประมงอย่างไรให้ปลอดภัยทั้งคนไทย และต่างชาติ เขาควรมีความรู้ ข้อมูลในการทำงาน เป็นสิทธิที่ควรไปได้รับ ส่วนการทำงานบนเรือ ชั่วโมงการทำงาน ควรมีการทราบทั้งเถ้าแก่ และลูกจ้างก่อนไป ซึ่งฝ่ายรัฐ กรมประมง เจ้าท่ากรมศุล  ฯลฯ ถ้ามีความร่วมมือแจ้งอย่างตรงไปตรงมา มีความจริงใจผมว่าแก้ได้”ดร.บัณฑิตระบุ

ภาพจาก LPN: Labour Rights Promotion Network Foundation

 

หลักฐานใหม่หักตร.รื้อคดีฆ่านศ.กำแพงเพชร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2557 เวลา 12:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1rKVQLf

หลักฐานใหม่หักตร.รื้อคดีฆ่านศ.กำแพงเพชร

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

สังคมต้องการความจริง เพราะหนึ่งชีวิตมิอาจสูญเสียโดยสูญเปล่า

คดีนักศึกษาสาวชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร วัย 19 ปี เสียชีวิต เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2556 สภาพศพ “ถูกรัดคอ” อยู่ในห้องพัก โดย สภ.กำแพงเพชร เจ้าของคดีสรุปรวดเร็วฉับไวว่าเป็นการ “ฆ่าตัวตาย”

เป็นการปิดสำนวนท่ามกลางความเคลือบแคลง เนื่องด้วยแฟนหนุ่มซึ่งพบศพเป็นคนแรกเกี่ยวพันกับ “ผู้มีอิทธิพล” ในพื้นที่

“ดิฉันสงสัยว่าบุคคลใกล้ชิดกับลูกสาวอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายในครั้งนี้” สุภาพร จิตสำราญ มารดาผู้ตายกล่าวทั้งน้ำตา และตัดสินใจขั้นสุดท้ายร้องขอ “ความเป็นธรรม” ให้บุตรสาวด้วยการเดินทางมายังกองบังคับการปราบปราม เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา

หวังเพียงให้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ทำความจริงให้ปรากฏ และได้ร้องขอให้ “สถาบันนิติเวช” ชันสูตรพลิกศพอีกครั้ง

ผลตรวจชี้ชัดถึงช่องโหว่ในการทำงานของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก ที่สรุปว่าเป็นการฆ่าตัวตาย นั่นเพราะสถาบันนิติเวชพบ “ข้อเท็จจริงจากศพ” ยืนยันว่าคดีนี้เป็นการ “ฆาตกรรม”

หลักฐานใหม่ถูกเปิดเผยขึ้น ผ่านตอนหนึ่งในหนังสือพ็อกเกตบุ๊ก “ฆาตกรบริสุทธ์ ‘ปุ๊’ ในรั้ว มช. ไขปริศนาใครฆ่า” โดย พ.ต.ท.นพ.ปิยพงษ์ สุตสาครเย็น นายแพทย์ สบ.3 กลุ่มงานตรวจพิสูจน์สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ แพทย์ผู้ชันสูตรพลิกศพเหยื่อสาวชั้นปีที่ 1 ซึ่งแบ่งออกเป็น 7 ประเด็น

1.บาดแผลภายนอกบริเวณลำคอปรากฏรอยรัดเป็นแผลกดทับจำนวน 1 รอย เกือบรอบลำคอชัดเจน 2.บาดแผลในข้อ 1 ลักษณะรอยกดทับอยู่ในแนวขนาน 3.บาดแผลตามข้อ 1 ตรวจไม่พบรอยกดทับบริเวณคอด้านขวา (บริเวณซ้ายและด้านหลังกลับปรากฏชัดเจน)

4.จากการผ่าพิสูจน์ภายใน ตรวจพบการฟกช้ำของกล้ามเนื้อคอบริเวณด้านซ้ายค่อนไปทางหลัง กล่องเสียงซ้ายฟกช้ำ และกระดูกกล่องเสียงซ้ายฟกช้ำ 5.ความรุนแรงของบาดแผลตามข้อ 4 มากกว่าศพอื่นที่ถูกกระทำการผูกคอตัวเอง โดยใช้น้ำหนักของตัวเองถ่วงและอยู่ในทางที่ขาและหัวเข่าทั้งสองข้างติดพื้น (เอาเป็นว่าหากฆ่าตัวตายในท่านี้ ไม่มีทางที่จะทำให้เกิดบาดแผลเหมือนข้อ 4 ได้ 100% ฟันธง!)

6.ลักษณะของบาดแผลที่ตรวจพบจากศพเมื่อเปรียบเทียบกับท่าของผู้ตายที่แฟนหนุ่มแสดงให้ดูจากภาพถ่าย และให้ประวัติใช้สายเคเบิลพันรอบคอสี่รอบ ไม่สอดคล้องกันทั้งจำนวนรอยรัดที่พบชัดเจน ลักษณะของการกดรัดหรือทิศทางของแรงที่ทำให้เกิดบาดแผลบริเวณลำคอเลยแม้แต่นิดเดียว (ควรจะเกิดแผลด้านขวามากกว่า) 7.ตรวจพบอสุจิในช่องคลอดของผู้ตาย และได้ทำการตรวจดีเอ็นเอไว้แล้วเพื่อรอการเปรียบเทียบต่อไป

ล่าสุด กองปราบฯ ได้สั่ง “รื้อคดี” แล้ว โดยมอบหมายให้ตำรวจท้องที่ (สภ.กำแพงเพชร) สอบสวนเพิ่มเติม มี พ.ต.อ.นเรศ พูลหน่าย พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ และ พ.ต.ต. เอกรินทร์ รักพ่วง พนักงานสอบสวน เป็นชุดสอบสวนคลี่คลายคดี

สัปดาห์ที่แล้ว เจ้าหน้าที่จากกองปราบฯ ได้สอบปากคำแพทย์โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวรอีกครั้ง โดยแพทย์ยังคงยืนยันว่าเป็นการ “ฆ่าตัวตาย” เช่นเดิม และเมื่อวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา ตำรวจได้สอบปากคำ พ.ต.ท.นพ.ปิยพงษ์ เพิ่มเติม พร้อมนำข้อมูลใหม่นี้ไปประกอบสำนวน

ในวันที่สังคมต้องการความจริง เพราะหนึ่งชีวิต มิอาจสูญเสียโดยสูญเปล่า สังคมออนไลน์ได้เผยแพร่ ส่งต่อ และวิพากษ์วิจารณ์การทำคดีของ สภ.กำแพงเพชร อย่างรุนแรง

คำถามคือ เหตุใดผลการชันสูตรพลิกศพจึงแตกต่างกันระหว่างการ “ฆ่าตัวตาย” กับถูก “ฆาตกรรม”

แม้ว่าคดียังไม่สิ้นสุด แต่นาทีนี้ “แฟนหนุ่ม” ได้ละทางโลกเข้าสู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์แล้ว

 

“นครชัยแอร์”รถทัวร์ไฮโซขวัญใจคนติดดิน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2557 เวลา 05:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1rJBLoB

"นครชัยแอร์"รถทัวร์ไฮโซขวัญใจคนติดดิน

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…กิจจา อภิชนรจเลข

ด้วยความที่เส้นทางหลากหลายครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ แถมราคาค่าตั๋วยังเป็นมิตรกับเงินในกระเป๋า ส่งผลให้คนจำนวนไม่น้อยนิยมใช้บริการรถบัสโดยสารประจำทาง หรือ “รถทัวร์” เป็นลำดับต้นๆ

กว่าสามสิบปีที่ผ่านมา ธุรกิจรถทัวร์จึงเฟื่องฟูและมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ต่างทุ่มเงินมหาศาลเปิดเส้นทางใหม่ๆ ปรับโฉมสภาพรถให้ไฉไลยิ่งขึ้น เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ยกระดับมาตรฐานการบริการให้ประทับใจเพื่อดึงดูดลูกค้ากันอย่างสุดฤทธิ์

จนกระทั่งช่วงปลายปีที่ผ่านมา บริษัทรถทัวร์ชื่อดังอย่าง นครชัยแอร์ จำกัด ได้สร้างความฮือฮาด้วยการทุ่มงบกว่า 500 ล้านบาท ซื้อรถบัสโดยสารยี่ห้อ เมอร์เซเดส เบนซ์ รุ่นใหม่ ขนาดยาว 15 เมตร 30 ที่นั่ง จำนวน 48 คันมาให้บริการเป็นรายแรกของประเทศไทย

เรียกว่าปฏิวัติวงการรถทัวร์ก็ไม่ผิดนัก พลิกโฉมภาพลักษณ์จากที่เคยเรียบง่ายเป็นหรูหราไฮโซชนิดที่ว่าสะดวกสบายไม่แพ้เครื่องบิน

“ถ้าเทียบการเดินทางทั้งหมดภายในประเทศ ทั้งทางอากาศ ทางบก ทางเรือ ทางราง เชื่อว่ารถทัวร์ยังเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมสูงสุดเหมือนเดิม แม้เดี๋ยวนี้จะมีรถตู้โดยสาร หรือเครื่องบินโลว์คอสต์รุกเข้ามาอย่างหนัก เหตุผลก็คือเส้นทางเยอะ ราคาเหมาะกับค่าครองชีพ สะดวกรวดเร็ว ตรงเวลา และปลอดภัย

การเดินทางไกลๆ ทำให้หลายคนคาดหวังว่าจะได้รับความเพลิดเพลินระหว่างการเดินทางด้วย เราจึงต้องให้ความสำคัญกับการบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกมากเป็นพิเศษ

เป็นคำบอกของ เครือวัลย์ วงศ์รักมิตร กรรมการผู้อำนวยการสายงานบริหาร บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด

เครือวัลย์ วงศ์รักมิตร กรรมการผู้อำนวยการสายงานบริหาร บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด

“รถทัวร์เฟิร์สคลาส”หรูหราทว่าเข้าถึงง่าย

มีเสียงร่ำลือในหมู่นักเดินทางมานานแล้วว่าสมัยนี้นั่งรถทัวร์สะดวกสบายหรูหรากว่าเมื่อก่อนลิบลับ

รถใหม่เอี่ยม ภายในเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตั้งแต่จอทีวีส่วนตัวระบบสัมผัส เบาะนุ่มกว้างขวางปรับได้ตามใจชอบ อาหารอร่อย ทั้งยังมีบัสโฮสเตสแต่งตัวสวยๆคอยให้บริการอยู่ไม่ห่าง

โดยเฉพาะรถบัสโดยสารชั้นเฟิร์สคลาสของนครชัยแอร์ ที่ว่ากันว่าไฮโซสุดๆ 

รถบัสยี่ห้อเมอร์ซีเดส เบนซ์ ขนาด 21 ที่นั่ง ความยาว 15 เมตรซึ่งพิเศษกว่ารถทั่วไปที่มีขนาดความยาวเพียง 12 เมตร นำทางด้วยระบบจีพีเอส ติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในรถเพื่อความปลอดภัย เบาะที่นั่งออกแบบเป็นแคปซูล บุด้วยหนังสีน้ำตาล จอทีวีส่วนตัวขนาด 10 นิ้วอัดแน่นด้วยหนัง ซีรีย์ เพลง และเกม พร้อมเสิร์ฟอาหาร เครื่องดื่ม ขนมนมเนยซึ่งสามารถเลือกได้ตามใจชอบ

“สมัยก่อนคนจะบอกกันปากต่อปาก ถ้าดีก็บอกต่อ ไม่ดีก็ด่า แต่ช่วง 4-5 ปีมานี้โลกโซเชียลเน็ตเวิร์กพูดถึงกันมาก มีการลงภาพบรรยากาศภายในรถชั้นเฟิร์สคลาส แชร์ต่อๆกันไป ทำให้คนสนใจกันมาก ทั้งที่วิ่งมานานกว่า 7 ปีแล้ว”

เครือวัลย์หวังว่าการยกระดับมาตรฐานการให้บริการของนครชัยแอร์ จะทำให้คนหันมาเลือกใช้รถทัวร์ในการเดินทางมากขึ้น

“ถ้ารถเราดี ลูกค้านิยม คนก็จะหันมาเดินทางด้วยประจำทางกันมากขึ้น อยากเปลี่ยนค่านิยมให้คนงดใช้รถส่วนตัวหันมาใช้รถโดยสารประจำทางกันเยอะๆ สามารถลดอุบัติเหตุได้ การจราจรก็ไม่ติดขัด ไม่สิ้นเปลืองพลังงาน แต่เราก็ต้องตรงเวลา ปลอดภัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เขาพึงพอใจด้วย”

ภายในรถชั้นเฟิร์สคลาส

เปิดใจกัปตัน-บัสโฮสเตส

คลิปสุดฮอตของพนักงานต้อนรับ หรือ บัสโฮสเตส สาวที่ชื่อ เมลิสา ซึ่งโชว์ทักษะการแนะนำตัวต่อลูกค้าด้วยน้ำเสียงหวานหยาดเยิ้ม บุคลิกงามสง่า ถึงขนาดสื่อบางสำนักขนานนามว่าเธอเกิดมาเพื่อฆ่าแอร์โฮสเตส

สิริมาส วรรณราช บัสโฮสเตสสาวหน้าตายิ้มแย้มใจดี ปรากฎตัวในชุดยูนิฟอร์มสีน้ำเงินเข้ม เธอมาพร้อมกับ สมควร พันธ์ตรี พนักงานขับรถผู้สวมสูทผูกไทด์อย่างเท่

“เท่าที่เห็น พอผู้โดยสารเดินขึ้นมามา หลายคนตื่นเต้น บางคนไม่ได้นั่งรถทัวร์มาเป็นสิบปีบอกว่าไม่คิดว่าจะหรูขนาดนี้ หรูกว่าเครื่องบินอีก”

บัสโฮสเตสสาวยิ้มสวยคนนี้เล่าว่าผู้ที่จะมาทำหน้าที่พนักงานต้อนรับบนรถทัวร์ของนครชัยแอร์ต้องมีอายุ 18-35 ปี ไม่ต้องสวยเซ็กซี่ ขอเพียงมีบุคลิกที่ดี มีใจรักที่จะให้บริการ

“ต้องตื่นตัวอยู่เสมอค่ะ พร้อมที่จะให้บริการลูกค้าที่พิเศษกว่าปกติ พูดเพราะน่ารัก ไม่เยอะจนน่ารำคาญ”

สมควร โชเฟอร์เจ้าของรางวัลขับรถยอดเยี่ยม 8 ปีซ้อน บอกว่าคนขับรถต้องผ่านการคัดเลือก ฝึกอบรม ทดสอบ ก่อนออกมาขับรถ ภายใต้การกำกับดูแลพฤติกรรมอย่างเคร่งครัด

“เคล็ดลับคือต้องใจเย็นครับ”เขายิ้มกว้าง ก่อนขอตัวไปประกาศแนะนำตัวผ่านไมโคโฟนเสียงทุ้มนุ่มนวลว่า “สวัสดีครับท่านผู้โดยสาร ผม สมควร พันธ์ตรี เป็นพนักงานขับรถบริษัทนครชัยจำกัด ผมสัญญาว่าจะขับรถนำส่งผู้โดยสารสู่จุดหมายปลายทางด้วยความปลอดภัย สวัสดีครับ”

สิริมาส วรรณราช บัสโฮสเตส

 

สมควร พันธ์ตรี พนักงานขับรถ

เสียงสะท้อนจากนักเดินทาง

อุทุมพร สอนเทศน์ นักธุรกิจวัย 58 ปี ชาวจ.อุดรธานี บอกว่าสะดวกใจนั่งรถทัวร์มากกว่าเครื่องบิน

“ถ้าไม่นับเรื่องเวลา รถทัวร์นั่งสบายกว่าเครื่องบินอีก ปลอดภัย แถมยังตรงเวลา เครื่องบินขั้นตอนเยอะแยะมากมาย ที่นั่งก็แคบ นั่งแล้วปวดเมื่อย  รถทัวร์ชั้นเฟิร์สคลาสหรูกว่าเยอะ มีอะไรให้ทำเพียบ เบื่อๆนอนไม่หลับก็ดูหนัง ดูซีรีส์ มีกล้องถ่ายให้ดูบรรยากาศเส้นทางด้านหน้ารถด้วย ที่ชอบมากๆคือเบาะหนังใหญ่นุ่มนอนสบาย ผ้าห่มหอมสะอาด”

ปราณี ทรัพย์เพิ่ม ชาวกทม.บอกว่าศูนย์ให้บริการ มีทั้งเคาท์เตอร์เช็คอิน ร้านนวด ร้านคอฟฟี่ช็อป เครื่องชาร์จแบตโทรศัพท์มือถือ ไฮโซไม่แพ้สนามบิน

“เคยพาลูกชายที่ไม่ได้นั่งรถทัวร์มาตั้งแต่เด็ก เขาตกใจเลย ไม่นึกว่ามันจะเปลี่ยนไปขนาดนี้ ปกติขึ้นรถแล้วก็หลับ แต่นี่กดนู่นจิ้มนี่เล่นเพลินๆ อาหารบนรถทัวร์ก็ไม่ธรรมดานะ เดี๋ยวนี้มีหลากหลายทั้งอาหารไทย ญี่ปุ่น มุสลิม เจ อาหารรสไม่จัดสำหรับเด็กก็มี ขนม เครื่องดื่มก็เลือกได้ รสชาติผ่านเลยแหละ”

สิ่งที่เธอประทับอกประทับใจที่สุดคือความสุภาพน่ารักของพนักงานต้อนรับบนรถทัวร์ ยิ้มเก่ง เทคแคร์เอาใจใส่เป็นพิเศษจนอยากจะคว้าตัวมาหอมสักฟอด

ถึงตรงนี้ เครือวัลย์ วงศ์รักมิตร ผู้บริหารนครชัยแอร์ ออกมาย้ำอย่างเชื่อมั่นว่าเรื่องศูนย์บริการ รถ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่ว่าบริษัทใดก็ทำได้เหมือนกันทั้งนั้น แต่สิ่งที่นครชัยแอร์มั่นใจว่าไม่แพ้ใครคือ คุณภาพการให้บริการของพนักงาน

มิติใหม่ของวงการรถทัวร์ไทยที่ไฉไลไฮโซกว่าเดิม อาจกระตุ้นให้นักเดินทางหันมาสนใจกันมากยิ่งขึ้น 

จอทีวีส่วนตัวบนเบาะที่นั่ง

 

 

บัสโฮสเตสต้อนรับผู้โดยสาร

 

ห้องน้ำภายในรถชั้นเฟิร์สคลาส

 

รถชั้นเฟิร์สคลาส

 

สถานีจอดรถโดยสารของนครชัยแอร์

 

เคาท์เตอร์เช็คอินก่อนขึ้นรถ

 

อาหารที่เสิร์ฟบนรถ

 

 

 

 

เปิดปูม28สนช.เหนียมโชว์ทรัพย์สิน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2557 เวลา 22:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1wYcPtY

เปิดปูม28สนช.เหนียมโชว์ทรัพย์สิน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พิลึกและเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นสำหรับการเคลื่อนไหวของสมาชิกสภานิติบัญญัติ(สนช.) จำนวน28 คนที่นำโดยพล.อ.นพดล อินทปัญญา สนช. และที่ปรึกษาคสช. ยืนฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)คัดค้านไม่ให้มีการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อสาธารณชน ทั้งที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(คสช.)และรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ได้ประกาศเจตนารมณ์จะขจัดการทุจริตคอร์รัปชั่น

ล่าสุดศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งติดเบรกไม่รับคำฟ้องคดีของ 28 สนช. และสั่งให้ทำตามกฎหมายป.ป.ช.ที่กำหนดให้ต้องเปิดเผยทรัพย์สินและหนี้สิน  ตั้งแต่วันที่ 3 -17ต.ค.นี้ ที่สำนักงาน ป.ป.ช. สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี

เมื่อย้อนรอยดู 28 สนช. ที่ยื่นฟ้องคดีคัดค้านการเปิดทรัพย์สิน พบว่าหลายคนมีคอนเนคชั่นจาก “กลุ่มบูรพาพยัคฆ์” เตรียมทหาร(ตท.)รุ่น 6 ของพี่ใหญ่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นอกจากนี้ยังนายทหาร ตท.รุ่น12 เพื่อนรักร่วมรุ่นกับ พล.อ.ประยุทธ์  รวมทั้ง ตท.รุ่น10 เพื่อนร่วมรุ่น บิ๊กป็อก พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา นอกจากนี้ยังมีทั้งอดีต สว.สรรหา และภาคนักธุรกิจใหญ่ อย่างมีนัยยะ

1.พล.อ.นพดล อินทปัญญา หรือ บิ๊กกี่ ที่ปรึกษา คสช. และยังเป็นถึงประธานคณะกรรมการสรรหา สปช. ด้านสื่อสารมวลชน หนึ่งกลไกสำคัญที่จะปฏิรูปประเทศ ทั้งนี้ในอดีตเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ศิษย์เก่าโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และนักเรียนเตรียมทหาร(ตท.)รุ่น6 เพื่อนรักของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร ซึ่งก่อนหน้านี้มีเส้นทางราชการ ที่เป็นถึง ผบ.พล.ร.1รอ. ในสมัย พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร ขึ้นเป็น รมว.กลาโหม และเป็นเลขานุการรัฐมนตรีกลาโหม

2.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. น้องชายสืบสายเลือด  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เคยถูกปลดออกจากราชการ ในสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากกระทำผิดวินัยร้ายแรง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อาวุธปราบปรามประชาชนที่กำลังชุมนุม ในพื้นที่บริเวณหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 แต่เมื่อวันที่17 ก.ค.57 ที่ผ่านมา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 93/2557 เรื่อง ยกโทษปลดออกจากราชการ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ในที่สุด

3.พล.อ.จิรพงศ์ วรรณรัตน์ หรือบิ๊กปึ้ง อดีตประธานที่ปรึกษากองทัพบก(อัตราจอมพล) นักเรียน ตท.รุ่น6 เป็นสาย บิ๊กป้อมคอนเนคชั่นอีกคน

4. พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ อดีต ผอ.ททบ. อดีต ส.ว.สรรหา และตท.รุ่น6   คนต่อมา

5.พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา หรือบิ๊กน้อย  อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก มีความสนิทสนมกับ พล.อ.ประวิตร และจบการศึกษาจากตท.รุ่น11 และเป็นเพื่อนร่วมรุ่นจปร.รุ่นที่22  กับพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล เพื่อนผู้เปิดเผยว่า บิ๊กน้อย เป็นนายทหารผู้นำทำรัฐประหาร49

6.พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ที่อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) สายเซ็นต์คาเบรียลคอนเนคชั่น เพราะจบการศึกษาจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล รุ่นปีพ.ศ.2510 และตท. รุ่นที่ 11 และโรงเรียนนายเรืออากาศ รุ่นที่ 18 นอกจากนั้นยังได้เข้ารับการศึกษาอบรมที่โรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ รุ่นที่ 31 วิทยาลัยการทัพอากาศ รุ่นที่ 34 วปอ. รุ่นที่ 47  คนที่

7.พล.อ.ไตรรัตน์ รังคะรัตน ผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า ตท.รุ่นที่ 10 รุ่นเดียวกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ. และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเรียนวปอ.รุ่นที่38

8.พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นอดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก อดีตผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก และเป็นนักเรียนตท.รุ่นที่ 12 รุ่นเดียวกับพล.ร.ท.พะจุณณ์ ตามประทีป และพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมีความสนิทสนมกันเป็นอย่างดี เป็นเพื่อคู่คิดคู่ใจกับบิ๊กตู่ จนถูกขนานนามว่าเป็น “นายกฯน้อย”

9.พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ อดีต ผบ.หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก (นปอ.) ตท.รุ่นที่ 12 เพื่อนรัก บิ๊กนมชง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ  เป็นประธานกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

10.พล.อ.ยุวนัฏ สุริยกุล ณ อยุธยา หรือบิ๊กยาว อดีต ผบ.กองอัยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร อีกหนึ่งเพื่อนรัก ตท.รุ่น 12  และนอกไลน์ทหารยังเป็นถึงนายกสมาคมมวยด้วย ซึ่งทำให้มีคอนเนคชั่นที่ดีกับนักการเมืองระดับชาติ เช่น“สมศักดิ์ เทพสุทิน” ที่คอยช่วยงานในสมาคม รวมทั้งผู้กว้างขวางในวงการหมัดมวย “ชาติซ้าย” สมชาติ เจริญวัชรวิทย์ ยังไม่หมดคอนเนคชั่นด้านธุรกิจภาคเอกชนก็มี เพราะเคยได้รับเลือกให้เข้าไปบริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ในเครือปตท. ที่ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น เมื่อปี 2554 โดยอยู่ในทีมคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการ

11.พล.อ.คณิต สาพิทักษ์ หรือบิ๊กอ๊อด อดีตประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม อดีตแม่ทัพภาคที่ 1 ซึ่งเส้นทางสายทหารนั้นเติบโตมาจากการที่ได้เข้าประจำการที่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร. 21 รอ.) “ทหารเสือราชินี” และ จนกระทั่งในปี 2548 ได้รับแต่งตั้งเป็น ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) หรือ “บูรพาพยัคฆ์” ปี 2551 ได้เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 และเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ต่อจาก พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์ (ยศในขณะนั้น) ที่ขึ้นเป็นเสนาธิการทหารบก และเคยเป็น สนช.ปี 2549 ด้วย

12.พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) สมัย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็น ผบ.ตร. ผ่านการอบรมหลักสูตร วปอ.รุ่นที่ 39 หลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 10 จาก สถาบันพระปกเกล้า และหลักสูตร การกำกับดูแลกิจการสำหรับกรรมการและผู้บริหารระดับสูงของรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชน (PDI) รุ่นที่ 3 จาก สถาบันพระปกเกล้า

13.นายชัชวาล อภิบาลศรี อดีต ส.ว.สรรหา คนที่ตบเท้าเข้ามารายงานตัวเป็นสนช.คนแรก ซึ่งมีคอนเนคชั่นสำคัญโดย เพื่อนเรียนวปอ.รุ่น  39 ร่วมกับ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีและคีแมน คสช.

14.พล.อ.ไพโรจน์ พานิชสมัย อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และอดีตนายทหารคนสนิท (ทส.) พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จบจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า(จปร.)  และผ่านการอบรมหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 36

15.พล.อ.โสภณ ศีลพิพัฒน์ อดีตเสนาธิการทหารบก  การป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน (ปรอ.) รุ่นที่ 13  คนที่

16.พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ นายตำรวจคนสนิท ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ จบตท.รุ่น9 และนรต.รุ่นที่ 25 รุ่นเดียวกับ พล.ต.อ.พัชรวาท และเป็นน้องชายอดีต ส.ส.นครราชสีมา บุญถึง ผลพานิชย์

17.พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ หรือบิ๊กตุ้ย อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) เป็นเพื่อน นตท.รุ่น10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ

18.พ.ต.ท.พงษ์ชัย วราชิต อดีตประธานกรรมการบริษัท ลิเบอร์ตี้ ประกันภัย

19.นายสุธรรม พันธุศักดิ์ เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ วู๊ดแลนด์รีสอร์ท และทิฟฟานี่โชว์พัทยา และประธานกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือไทยอีกด้วยซึ่งสมัยที่เป็น สว.สรรหาได้เคยยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. มาแล้วเมื่อ 18 เม.ย.2554 โดยมีทรัพย์สิน 531,194,054.59บาท หนี้สิน 13,199,289.70บาท และมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 517,994,764.89บาท

20.นายสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ แพทย์ประจำโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ สาขาอายุรศาสตร์โรคหัวใจ อดีตนายกสมาคมแพทย์มัณทนากรหัวใจและหลอดเลือด

21.นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน ประธานสภาคณาจารย์ นิด้า นักเคลื่อนไหวประชาสังคม และเป็นนักเรียนหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร(วปอ.) รุ่นที่49 เคยเข้าร่วมชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ และ กปปส. และเป็นผู้ประกาศแถลงว่าสังคมไทยอยู่ในโลกาภิวัฒน์ที่มีระบบเศรษฐกิจทุนนิยมผูกขาด

22.นายประมุท สูตะบุตร อดีตผู้อำนวยการ อสทม คนแรก และอดีตข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี มีสายสัมพันธ์เครือญาติคู่สมรสนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

23.พล.อ.ชยุติ สุวรรณมาศ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองบัญชาการกองทัพไทย(บก.ทท.) คณะกรรมการบริษัท เคมปินสยาม จำกัด และรองประธานที่ปรึกษา S.G.TOURS

24.นายศรีศักดิ์ ว่องส่งสาร อดีตรองผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) และผู้อำนวยการสำนักงานบริหารโครงการสุวรรณภูมิ และอดีตกรรมการบริษัท วิทยุ การบินแห่งประเทศไทย จำกัด สมัยนายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

25.นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ อดีตอธิบดีกรมที่ดิน ที่โชคร้ายก่อนเกษียณอายุราชการ ให้ไปดำรงตำแหน่งอดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย เนื่องจาก นายอนุวัฒน์ คือคนที่เซ็นหนังสือในนามกรมที่ดิน เสนอให้กระทรวงมหาดไทย ทำการเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินสนามกอล์ฟและหมู่บ้านอัลไพน์ทั้งหมด แต่เอกสารดังกล่าวยังถูกเก็บอยู่ในลิ้นชักจนทุกวันนี้

26.นายธานี อ่อนละเอียด อดีต ส.ว.สรรหา จบหลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 16 จากสถาบันพระปกเกล้า

27.นพ.ธำรง ทัศนาญชลี อดีต สว.สรรหา อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข  เคยนั่งตำแหน่งในบอร์ดรัฐวิสาหกิจ โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง

28.นางสุวิมล ภูมิสิงหราช อดีตเลขาธิการวุฒิสภา

พล.อ.นพดล ให้เหตุผลว่าสาเหตุที่ สนช.  28 คน เข้ายื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ให้เพิกถอนมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช ในการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินของ สนช.  เพราะตำแหน่ง สนช. ไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มีฐานะเหมือน สส. และ สว.ตามกฎหมาย จึงต้องการสร้างบรรทัดฐานเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่า สนช. ต้องการสิทธิพิเศษไม่เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน

ท้ายที่สุดศาลได้ชี้ชัดบรรทัดฐานที่ สนช. 28 คนสงสัยไว้ชัดแล้ว รอติดตามว่าทั้ง 28 คนมีทรัพย์สินเงินทองมากน้องประการใด

บรรยายภาพ : พล.อ.นพดล อินทปัญญา, พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ

 

“ขัดขา-งัดข้อ”เกาะเต่าไม่กระเตื้อง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2557 เวลา 11:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1wWzoza

"ขัดขา-งัดข้อ"เกาะเต่าไม่กระเตื้อง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

กว่า 2 สัปดาห์ ที่เกิดเหตุฆาตกรรมสองหนุ่มสาวนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี การติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีของตำรวจก็ยังไร้ความคืบหน้า แม้ว่าจะส่งตำรวจทั้งมือดีและยอดนักสืบกว่า 100 ชีวิตลงพื้นที่ แต่ก็ยังไม่เห็นแม้เงาของคนร้าย

เป็นโจทย์ใหญ่อันหนักอึ้งของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนใหม่ ที่ต้องสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ และคดีฆาตกรรมเขย่าโลกในเมืองท่องเที่ยวของไทยก็เป็นงานหลักที่ต้องประกาศศักดาถึงฝีมือ

ประการแรกของ พล.ต.อ.สมยศ คือต้องลากตัวคนร้ายมาให้ได้ แต่เหมือนนักสืบของตำรวจที่ทำคดีนี้อยู่จะเหมือนเรือไม่มีหางเสือ ด้วยว่าทิศทางทำคดีกลับไม่เด่นชัด ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ออกมาสู่สาธารณะ

กระบอกเสียงที่ออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีเพียงแค่คำพูดว่าตำรวจกำลังทำงานอย่างเต็มที่ ระบุผู้ต้องสงสัยได้ แต่เมื่อนำตัวมาสอบสวนก็ไม่ใช่

ที่สำคัญความล่าช้าในการติดตามคนร้ายจะส่งผลต่อไปยังความมั่นใจต่อรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีด้วย และหากคนร้ายหายหัวไปได้ไร้ความคืบหน้า สายตาทั่วโลกจะจับจ้องถึงการเอาจริงเอาจังของรัฐบาลทันที

ปัญหาแห่งความล่าช้าขณะนี้อาจเป็นเพราะการใช้งานตำรวจไม่ตรงกับความสามารถ และอีกทางก็เลือกใช้ตำรวจที่ช่ำชองไม่ตรงกับงาน

เช่น พล.ต.ท.ปัญญา มาเม่น ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 (ผบช.ภ.8) ที่รับผิดชอบในฐานะเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุ เมื่อสอดส่องเข้าไปก็พบว่า พล.ต.ท.ปัญญา เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 32 รุ่นเดียวกับ พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผู้ช่วย ผบ.ตร. หลานเขย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่กำลังถูกเด้งย้ายออกไปเป็นจเรตำรวจแห่งชาติ สบ 8 อีกทั้งครั้งที่ พล.ต.ท.ปัญญา ได้มานั่งเก้าอี้ทองคำอย่างกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ก็ได้รับการเห็นชอบจาก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ

จุดนี้เองที่อาจจะทำให้เกิดทำงานล่าช้า เมื่อ พล.ต.อ.สมยศ ที่ได้ขึ้นเป็น ผบ.ตร.ในยุครัฐบาลจากการรัฐประหาร สั่งการลงไปในพื้นที่แล้วไปเจอกับคนจากขั้วอำนาจเดิม การงานเลยล่าช้า ทั้งนี้ พล.ต.ท.ปัญญา ถือเป็นนายตำรวจใหญ่ที่มากบารมี ผู้ใต้บังคับบัญชามีจำนวนมาก และด้วยความใกล้ชิดของลูกน้องกับนายในพื้นที่ คำสั่งจาก พล.ต.ท.ปัญญา จึงอาจสำคัญกว่าคำสั่งของ ผบ.ตร.คนใหม่อย่าง พล.ต.อ.สมยศ

และใช่ว่านายตำรวจมากประสบการณ์อย่าง พล.ต.อ.สมยศ จะไม่เห็นปัญหาในข้อนี้ จึงต้องสนธิกำลังจากส่วนกลางเข้าไปเสริมในฐานะทีมเฉพาะกิจ เพื่อทำคดีให้มีความกระจ่างโดยเร็วและไม่หวังพึ่งพาตำรวจในพื้นที่แล้ว

เริ่มจากใช้คนใกล้ชิดที่ไว้ใจได้อย่าง พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รักษาราชการแทนผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล พานักสืบมือดีจากกรุงเทพฯ ลงพื้นที่ติดตามคนร้าย ร่วมด้วยทีมตำรวจจากกองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม นำโดย พ.ต.อ.วัชรพล ทองล้วน ผู้กำกับการ

รวมถึงยังส่งทีมจากกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกองบังคับการตำรวจน้ำ เพื่อทำหน้าที่ปรับความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติ

แต่หากมองภาพรวมแล้ว แม้ว่าการแก้เกมอย่างธรรมดาของ พล.ต.อ.สมยศ ด้วยการส่งทีมเฉพาะกิจเข้าไปก็ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นชิ้นเป็นอันมากนัก โดยเฉพาะทีมของ พล.ต.ต.สุวัฒน์ ที่ พล.ต.อ.สมยศ ส่งลงไปนั้น มีหน้าที่ให้รายงานตรงมาที่ พล.ต.อ.สมยศ ได้ทันที แต่เมื่อได้รับข้อมูลแล้วจะวางแผนสั่งการก็ต้องใช้กำลังหลักในพื้นที่ ซึ่งเป็นของ พล.ต.ท.ปัญญา ทำให้รอยต่อเพื่อให้งานไปในทิศทางเดียวกันยังคงไม่ราบเรียบ

เป็นโจทย์หินสำหรับ พล.ต.อ.สมยศ ที่นอกจากจะต้องตามล่าคนร้ายแล้ว ศึกภายในของตำรวจเองก็เป็นตัวที่จะวัดฝีมือเช่นกัน เพราะยังมีตำรวจน้ำเดิมจากขั้วอำนาจเก่าที่พร้อมจะลองของกับ ผบ.ตร.คนใหม่อย่าง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เช่นกัน