ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ดร.พิฑูร ตรีวิจิตรเกษม กับแผ่นเสียงแห่งความทรงจำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2557 เวลา 10:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1wrKvTm

ดร.พิฑูร ตรีวิจิตรเกษม กับแผ่นเสียงแห่งความทรงจำ

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์/ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ว่ากันว่าเสียงเพลงทำให้คนอารมณ์ดี กลายเป็นหนุ่มสาวอมตะ จริงหรือไม่คงต้องไปถาม รศ.ดร.พิฑูร ตรีวิจิตรเกษม รองประธานเครือทานตะวัน “คนเล่นของ” วันนี้ เจาะลึกถึงงานอดิเรกส่วนตัว นั่นคือการเป็นนักร้องประสานเสียง โดย ดร.พิฑูรนั้น เป็นถึงหัวหน้าวงคณะนักร้องกรุงเทพผสม (Bangkok Combined Choir) ซึ่งในเดือน ต.ค.นี้จะจัดคอนเสิร์ตการกุศล Amazing Love ฉลอง 60 ปีการก่อตั้ง

ดร.พิฑูรนั้น กล่าวได้ว่าเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะผู้บุกเบิกของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะด้านพลาสติกชีวภาพ ส่วนด้านการศึกษาเป็นกรรมการสภาของมหาวิทยาลัยคริสเตียน ซึ่งผลิตบุคลากรด้านการรักษาพยาบาลมากว่า 30 ปี นอกจากนี้ยังเป็นผู้ทรงคุณวุฒิภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่อีกด้านหนึ่งที่คนทั่วไปอาจจะยังไม่รู้ นั่นคือในบทบาทของการเป็นนักร้องประสานเสียง

 

รองประธานเครือทานตะวันผู้นี้ เป็นผู้รักการร้องเพลงประสานเสียงมาตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่น โดยได้เข้าร่วมเป็นนักร้องประสานเสียงของคณะนักร้องกรุงเทพผสม ซึ่งเป็นคณะนักร้องประสานเสียงที่เกิดขึ้นในไทยถึง 60 ปีแล้ว โดยเป็นการรวมตัวของผู้มีจิตอาสาทั้งคนไทยและต่างชาติ เพื่อการแสดงดนตรีและการขับร้องประสานเสียงที่มีคุณภาพ เปิดกว้างสำหรับนักร้อง นักดนตรีจากทุกศาสนา

“การร้องเพลงประสานเสียง ช่วยคลายความเครียดจากงาน และเรื่องที่หลายๆ คนไม่เคยทราบ คือการร้องเพลงประสานเสียง ยังจะช่วยพัฒนาตัวเอง ทั้งด้านการแสดงออก บุคลิกภาพ และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอีกด้วย” ดร.พิฑูรเล่า

 

ดร.พิฑูรเล่าให้ฟังอีกว่า สมัยวัยรุ่นหรืออายุประมาณ 16 ปี ก็ได้มีโอกาสดูและฟังดนตรีมากมาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความชอบและความหลงใหล เพลงเย็นๆ ช่วยให้อารมณ์เย็น จิตว่างและสบายใจ เพลงส่วนใหญ่ที่ชอบเป็นเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมชาติและมีท่วงทำนองเย็นๆ โดยเฉพาะเพลงของแพท บูน นักร้องชาวอเมริกันร่วมสมัย

เพลงที่เกี่ยวกับธรรมชาติทั้งหมด ดร.พิฑูรบอกว่าชอบหมด (ฮา) เพลงอะไรที่มีท่วงทำนองเย็นๆ ไม่เร่งเร้า มีเสียงน้ำ เสียงคลื่น เสียงกีต้าร์เกาเบาๆ ถ้าออกแนวนี้ ก็รับรองว่าชอบแน่ แผ่นหนึ่งที่เป็นแผ่นโปรดตลอดกาล เป็นแผ่นเสียงเพลงบรรเลงของรีดเดอร์ ไดเจสต์ ชื่อ Pleasure Programmed บรรจุเพลงบรรเลงแนวเย็นๆ ได้อารมณ์ธรรมชาติ เสียงน้ำเสียงคลื่น เจ้าตัวบอกคำเดียวว่าสุดยอด จากนั้นก็หลับตาทำหน้าพริ้มๆ เคลิบเคลิ้มๆ

 

เล่าย้อนให้ฟังถึงบรรยากาศการฟังเพลงสมัยก่อนเก่า ยุคนั้นวัยรุ่นฟังเพลงสากล และหลายคนก็เป็นอะไรที่คลั่งไคล้เอามากๆ เช่น ดร.พิฑูรเอง (ฮา) โดยสมัยที่เริ่มฟังเพลงใหม่ๆ ฟังตามเพื่อนและก็เพื่อนนี่เองที่ชักชวนกัน หัดต่อหัดแต่งเครื่องเสียงมาอวดแข่งกัน ก็เป็นอะไรที่สนุกดี เพื่อนฝูงมาใหม่ ชักชวนมาฟังเพลงกัน นี่คือจุดเริ่มต้น

ถึงช่วงที่ต้องเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้ไปฟังเพลงในโบสถ์ เป็นโบสถ์พระคริสต์ตั้งอยู่ในย่านสะพานเหลือง รู้จักดีในชื่อโบสถ์สะพานเหลือง นี่คือจุดเริ่มต้นที่ ดร.พิฑูรได้รู้จักกับคริสตจักร เมื่อได้ฟังเพลงที่ใจชอบอยู่แล้ว ก็ยิ่งชอบและนึกขอบคุณ ในที่สุดก็เริ่มร้องเพลงขอบคุณพระเจ้าในโบสถ์ เป็นช่วงที่ใจสบายมากๆ ช่วงหนึ่งของชีวิต

 

“ผมเริ่มร้องเพลงในโบสถ์กับกลุ่มอนุชน ก็จะมีวัยรุ่นที่วัยใกล้เคียงกัน มาฝึกซ้อม มาร้องเพลงด้วยกัน ซ้อมอาทิตย์ละครั้งแล้วก็ร้องจริงในวันอาทิตย์ หรือในคืนวันคริสต์มาสอีฟ ที่พวกเราจะต้องไปร้องเพลงเมื่อหลังเที่ยงคืนไปแล้ว ตามบ้านของสมาชิกโบสถ์ หมาเห่าบ้างอะไรบ้าง (ฮา) แต่ก็ได้ความรู้สึกดีๆ กลับมา รวมทั้งขนมอร่อยๆ นมอุ่นๆ ที่ยังจำได้ถึงทุกวันนี้ครับ” ดร.พิฑูรเล่า

ที่บ้านของ ดร.พิฑูร ทำธุรกิจเกี่ยวกับผ้าขายส่ง ตั้งอยู่แถวย่านจักรวรรดิ์ ดร.พิฑูรเองไม่ได้เรียนหนังสือในระบบโรงเรียน แต่อาศัยเรียนภาคค่ำ ส่วนตอนกลางวันช่วยงานที่บ้านขายผ้าส่งผ้า การทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ทำให้เรียนรู้ชีวิตเรียนรู้การค้าขายตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้รู้ว่าเงินเป็นของมีค่า กว่าจะได้มาแต่ละบาทแต่ละสตางค์ช่างยากเข็ญ

ปัจจุบัน ดร.พิฑูร นอกจากจะดำรงตำแหน่งรองประธานเครือทานตะวัน บริษัท ทานตะวันธุรกิจ ยักษ์ใหญ่ในวงการธุรกิจพลาสติกของไทยแล้ว ยังดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ จัดทำร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พลาสติกสลายตัวได้ทางชีวภาพ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และผู้แทนไทยคณะทำงาน ISO TC 61/WG 23 ร่างมาตรฐานสากลพลาสติกชีวภาพ รวมทั้งอื่นๆ อีกมาก

 

“มาถึงจุดนี้ได้ เคล็ดลับมีอย่างเดียวก็คือเพลงที่ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ และความรักในพระเจ้าชี้นำเราไปในทางที่ถูกที่ควร” ดร.พิฑูรเล่า

ย้อนกลับมาถึงเพลงในคอลเลกชั่น นอกจากจะมีแผ่นเสียงของแพท บูนที่เป็นพระเอกแล้ว ประกอบด้วย April Love, Hymns We Love และ The Wonderfull Time Up There ฯลฯ ก็ยังมีแผ่นเสียงเก่าเก็บหายากอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น I Will Follow Him ของ Little Peggy March

 

นอกจากนี้ก็ยังมีแผ่นเสียงแบบเก่าเก๋าๆ ของเอลวิส เพรสลีย์ คลิฟ ริชาร์ด (โดยเฉพาะ Ever Green Tree ที่เพราะมากๆ) หรือใครที่เป็นแฟนเพลงรุ่นนี้ ก็ต้องแผ่นนี้เลย จอห์นนี ฮอร์ตัน All For The Love Of The Girl วางอยู่ตรงมุมโต๊ะ เกือบจะผ่านเลยไป นั่นไง! แผ่นของเดอะ บีทเทิ่ลส์ หน้าปกแผ่นเสียงจางจนแทบไม่มีสีสันแล้ว แต่แผ่นเสียงข้างใน เสียงยังเป๊ะ!

ฟังเพลงเก่าๆ แล้วก็อารมณ์ดีขึ้นได้จริงๆ สำหรับคนรักเพลง อย่าลืมไปช่วยกันฟังคอนเสิร์ตการกุศลของคณะนักร้องกรุงเทพผสม Amazing Love รายได้จัดตั้งกองทุนการศึกษาและวิจัยให้กับมหาวิทยาลัยคริสเตียน งานจะจัดขึ้นที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย วันอาทิตย์ที่ 19 ต.ค.นี้ สอบถามรายละเอียดโทร. 090-273-6028

 

กันยายน 20, 2014 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

วิถี สโลว์ ไลฟ์…กับจักรยาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2557 เวลา 10:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1woC3Em

วิถี สโลว์ ไลฟ์…กับจักรยาน

โดย…ดวงใจ จิตต์มงคล ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ทุกวันนี้ จักรยาน กลายเป็นอีกหนึ่งวิถีชีวิตของผู้บริโภคทุกเพศ ทุกวัย ที่นอกจากจะเป็นกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างร่างกายให้สมบูรณ์แล้ว ยังเป็นการสร้างสังคมใหม่ ที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตให้กับคนแต่ละวัย

คนโสด…วิถีแห่งผู้ชนะ

ภูริช ภู่ธนานุสรณ์ ซาวด์ เอ็นจิเนีย หนุ่มวัย 31 ปี ที่รักการปั่นจักรยานเป็นชีวิตจิตใจ หากมีเวลาว่างนอกเหนือจากการทำงานประจำแล้ว ภูริช ยังเป็น แอดมิน ให้กับเพจเฟซบุคไอไลค์ไบซิเคิล (www.facebook.com/ilikebicycle) ปัจจุบันมีแฟนเพจกว่า 8,000 ราย เพจดังกล่าวทำหน้าที่แชร์ข้อมูลข่าวสาร พร้อมให้คำแนะนำด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในวงการจักรยาน ให้กับสิงห์นักปั่นสองล้อในบ้านเราที่ขยายจำนวนเพิ่มมากขึ้นในช่วงเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ภูริช เล่าว่า จุดเริ่มต้นเส้นทางแห่งการปั่น เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน พร้อมกับจักรยานเสือภูเขาคันแรก ที่ขายทั่วไปในห้างเทสโก้ โลตัส ขี่ไปกลับระหว่างบ้านย่านตลิ่งชันและที่ทำงานแถวประตูน้ำ รวมระยะทางราวๆ 910 ก.ม. ด้วยเหตุผลเพื่อความสะดวก ใช้ระยะเวลาปั่นจักรยานไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงที่ทำงานแล้ว จากนั้นก็มีเหตุให้หยุดขี่จักรยานไประยะหนึ่ง กระทั่งบริษัทย้ายมามาอยู่ย่านทาวน์ อิน ทาวน์ มีเส้นทางติดกับถนนเลียบด่วนเอกมัยรามอินทรา ซึ่งเป็นถนนที่มีทางสำหรับรถจักรยานโดยเฉพาะ ทำให้สะกิดต่อมความอยากปั่นจักรยานของเขากลับมาอีกครั้ง

ปัจจุบัน ภูริช ใช้เวลาว่างเสาร์อาทิตย์ ออกมาขี่จักรยานอย่างสม่ำเสมอ โดยมีจักรยานในครอบครอง 2 คัน คือ เสือภูเขาสีแดงคันโปรด และ จักรยานเสือหมอบใช้เวลาไปออกทริปทางไกล เขา บอกว่า การขี่จักรยานในความคิด และความรู้สึกของเขา ถือ เป็นช่วงเวลาแห่งการปล่อยวาง ปล่อยทุกความคิด ให้ลื่นไหลไปกับทุกจังหวะของสองเท้าที่ถีบรถจักรยานที่พุ่งออกไปข้างหน้า ซึ่งเป็นความสุขอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ได้เห็นบรรยากาศใหม่ๆ ที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามซอกซอยต่างๆ บนเส้นทางที่รถใหญ่อาจไม่เคยได้เห็น

ขณะเดียวกัน หากมีใครบอกว่า การขี่จักรยาน สำหรับบางคนนั้น เป็นเรื่องของ การออกกำลังกายดูแลสุขภาพ ซึ่งก็มีส่วนอยู่บ้าง แต่หากจะใช้จักรยานเพื่อเป็นเครื่องมือในการออกกำลังกายจริงๆนั้น จะต้องมีหลักการเข้ามาใช้ควบคู่ ทั้งกำลังในการถีบจักรยาน ความเร็วที่ใช้ต่อเรื่อง และ ระยะเวลาการปั่น เพื่อให้ได้ผลกับร่างกายจริงๆ

เพราะบางที อาจจะได้เห็นมีการรวมกลุ่มเพื่อขับจักรยานไปสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเมื่อถึงจุดหมายปลายทางแล้ว มักปิดท้ายด้วยการจัดอาหารชุดใหญ่ เป็นรางวัลตบท้ายเส้นทางแห่งการปั่นอันแสนไกล ซึ่งเขามองว่าการขับขี่จักรยาน ในความเป็นจริงแล้ว อาจเป็นการรวมกลุ่มของคนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน เป็นคลับเล็กๆ อีกรูปแบบหนึ่งของคนในสังคมก็ได้

ขณะที่ภูริข เองชอบที่จะขี่จักรยานคนเดียว เพราะมีความคล่องตัวมากกว่า จากปัจจัยหลักๆ คือ ในฐานะแอดมินเพจไอไลค์ไบซิเคิล ซึ่งจำเป็นต้องเก็บเกี่ยวหาข้อมูลต่างๆ ที่อาจจะต้องมีการพูดคุย สัมภาษณ์นักปั่นจักรยานทั่วไปที่พบเจอบนท้องถนนได้ทันที เพราะหากไปในรูปแบบกลุ่มแล้วไปบางเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย คนขับจักรยานคันแรกขับนำไปก่อน และมีคันอื่นๆที่ไม่คุ้นทางขับตามมาทีหลังแล้วไม่ทันสังเกตุ ก็อาจเกิดอาหารเหวอ หลงเส้นทาง และ ทำให้การเดินทางขาดตอนได้เช่นกัน

นอกจากความสุขที่ได้จากการขี่จักรยานแล้วนั้น ยังมีข้อคิดที่ ภูริช เอาปรับใช้ในชีวิตประจำวันด้วย อย่างเมื่อเวลาเจอกับอะไรแย่ๆ ระหว่างวัน ก็จะปล่อยให้มันผ่านไปได้เร็วขึ้น เพราะเวลาขี่จักรยาน ก็อาจได้เจอเพื่อนร่วมเส้นทางไม่ดี หรือ คนที่ไม่เข้าใจเมื่อเจอกลุ่มนักปั่นจักรยานบนท้องถนน โดยสิ่งแรกที่ทำคือ การเป็นผู้ยอม และพร้อมกล่าวขอโทษ เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายลง เพราะปัจจุบันสังคมในบ้านเรา ใจร้อนและยอมกันน้อยลงกว่าแต่ก่อน

ในบางครั้ง เราจะพบว่าการยอมกันไม่ได้หมายถึงว่าเราแพ้ แต่การยอม ถือ เป็นการชนะใจเราอย่างหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะเมื่อหมุนชีวิตให้ช้าลง จากการปั่นจักรยาน….

 

ปั่นแบบนักวิทย์สูงวัย

สำหรับคนสูงวัย แม้จะยังไม่เกษียณ การปั่นจักรยานก็เป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่จะทำให้ก้าวไปสู่วิถีชีวิตอีกมิติหนึ่ง อย่าง “ดร.ศิรศักดิ์ เทพาคำ” รองผู้อำนวยการ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่จัดตั้งชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพ สวทช. ที่มีสมาชิกนักปั่นใน สวทช.มากกว่า 150 คน

ดร.ศิรศักดิ์ กล่าวว่า ไลฟ์สไตล์การปั่นจักรยานที่เปรียบเสมือนเพื่อนใหม่ ที่ได้มารู้จักกันประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา เพราะปั่นจักรยานตามภรรยา ปัจจุบัน จักรยานเป็นไลฟ์สไตล์ใหม่ของชีวิต นำไปสู่การเป็นของสะสมขณะนี้มีจักรยานจำนวน 5 คัน ได้แก่ 1. Colnago – Classic 2. Specialized รุ่น SWORKS Roubaix 3. Cinelli Zydeco 4. BMC เสือภูเขา และ 5.Surly Long Haul Trucker ที่จะเลือกปั่นตามการใช้งานและสถานที่ต่างๆ ทั้งถนนเรียบ ถนนขรุขระ ระยะทางใกล้ ระยะทางไกล หรือการปั่นจักรยานขึ้นภูเขา

“หลายคนอาจจะไม่รู้จัก นาโนเทค คือ กระบวนการสร้าง สังเคราะห์ ควบคุม และใช้ประโยชน์จากวัสดุหรือโครงสร้างที่มีขนาดเล็กมากระดับนาโนเมตร นาโนเทคโนโลยีจะทำให้วัสดุมีสมบัติพิเศษที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ เป็นประตูสู่นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทุกด้าน เช่น นำนาโนเทค ไปใช้ในผ้า ทำให้ผ้ามีคุณสมบัติ ป้องกันการเปียกน้ำ ไม่มีกลิ่นเหม็น มีกลิ่นหอมนาน และติดไฟยาก

ดังนั้นการปั่นจักรยานแบบนักวิทยาศาสตร์ นาโนเทค นั้น ย่อมไม่ธรรมดา เพราะอุปกรณ์ทุกอย่างนั้น ผ่านการคิดคำนวณและเข้าใจในทุกส่วนของจักรยานเป็นอย่างดี แถมศึกษาข้อมูลทุกอย่างจริงจัง จึงรู้อุปกรณ์ทุกอย่างอย่างลึกซึ้ง” ดร.ศิรศักดิ์ เล่าถึงตัดสินใจเลือกประกอบการจักรยานเองจำนวนหนึ่งคันแล้วคือ รุ่น Specialized รุ่น SWORKS Roubaix สาเหตุที่ตัดสินใจประกอบเอง เพราะต้องเลือกอุปกรณ์ทุกอย่างให้เหมาะกับสรีระของตัวเอง เพราะจักรยานแต่ละรุ่นออกแบบมาไม่เหมือนกัน และมีผลกับการปั่นอย่างมาก อีกทั้งจักรยานเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ทุกส่วนประกอบของจักรยานมีผลกับการปั่นและทำให้ร่างกายรู้สึกสบายเมื่อได้ปั่นจักรยาน

การปั่นจักรยานนั่นอุปกรณ์สำคัญประกอบด้วยคือ 1.เฟรมจักรยาน ที่ใช้วัสดุมาผลิตหลากหลาย เช่น โลหะหลัก หรือ อะลูมิเนียม มีผลต่อองศาการปั่นอย่างมาก ซึ่งถูกออกแบบว่าทำให้ร่างกายควรถ่ายเทน้ำหนักไปที่ส่วนไหน ล้อหน้าหรือล้อหลัง หากออกแบบมาดีจะทำให้การปั่นจักรยานในระยะทางไกลรู้สึกสบายอย่างมาก

2.ล้อจักรยาน ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ต้องเลือกน้ำหนักเบา ทำให้รถทะยานไปข้างหน้าได้รวดเร็ว และขนาดขอบล้อของรถก็มีผลต่อการเหวี่ยงน้ำหนักในการปั่นจักรยาน และการรับแรงน้ำหนักในการปั่นด้วย 3. ชุดขับเคลื่อน ที่มีเกียร์ ที่มีผลต่อการปั่นจักรยานที่ต้องเลือกทนทานสูง และมีผลต่อความเร็วเช่นกัน 4.รองเท้า ที่ต้องเลือกให้เหมาะกับการปั่นจักรยาน ทั้งจักรยานแบบเสือภูเขา และเสือหมอบ ที่ต้องเลือกรองเท้าแบบมี คลีท (Cleat) ทำตัวล็อคกับที่ใช้ปั่น และเลือกรองเท้าแบบพื้นแข็ง ช่วยถ่ายแรงน้ำหนักได้ดี ทำให้ไม่เหนื่อยง่าย

5.ถุงมือ ที่ต้องใช้เช่นเดียวกัน เพราะช่วยให้ลดแรงสั่นสะเทือนจากการปั่น 6.หมวกกันน็อค ต้องสวมใส่ทุกครั้ง เพราะป้องกันศีรษะหากเกิดอุบัติเหตุต่างๆ และ 7.การเลือกชุดปั่นจักรยาน ต้องเลือกแบบแนบเนื้อ ทำให้ระบายความร้อน และช่วยให้ลู่ลมและพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้ดี

สิ่งที่ซื้อบ่อยเมื่อมาปั่นจักรยานนั้น ก็เป็นเสื้อปั่นจักรยานที่มีอยู่หลายตัว จะเลือกตามแบบแฟชั่นบ้าง และเลือกซื้อเมื่อเจอแบบที่ชอบ เพราะเสื้อปั่นจักรยานก็มีแบรนด์เนมดังๆ เช่นเดียวกัน

แม้ว่า ดร.ศรศักดิ์ จะเลือกปั่นจักรยานแบบจริงมาประมาณ 1 ปีจากเดิมก่อนหน้านี้ปั่นจักรยานบ้าง โดยจะเล่นกีฬากอล์ฟ เป็นหลัก แต่เมื่อมาเลือกปั่นอย่างจริงจังในทุกวันเฉลี่ยวันธรรมดาประมาณ 3 วัน และในวันหยุดจะเลือกปั่นจักรยานไปในต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ที่มีความเร็วเฉลี่ยในการปั่นประมาณ 2830 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ความสนใจที่มีต่อการปั่นจักรยานสูงสุด จึงได้เป็นประธานชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพ สวทช. ที่มีสมาชิกนักปั่นใน สวทช. ที่จะมีทริปการปั่นจักรยานด้วยกันในทุกวันศุกร์เว้นวันศุกร์ ที่ศูนย์นาโนเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ส่วนในวันหยุดก็จะมีทริปปั่นจักรยานไปในต่างจังหวัด ซึ่งในวันที่ 27 ก.ย.จะรวมกลุ่มปั่นจักรยานไปวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี เพื่อร่วมทำบุญ พร้อมเปิดรับคนทั่วไปมาร่วมปั่นจักรยานในทริปนี้ได้

สิ่งสำคัญที่จักรยานเปลี่ยนแนวคิดใหม่อีกด้าน คือ มุมมอง ต่อประเทศไทย ทำให้ได้ใกล้ชิดประเทศไทยเพิ่มขึ้น เพราะเดิมขับรถยนต์จะใช้เวลารวดเร็ว ทำให้ไม่ได้สัมผัสธรรมชาติใกล้มากขนาดนี้ และมีเวลามองประเทศไทยที่รู้สึกว่า ประเทศไทยสวยงามมากขนาดไหน รู้สึกว่าชีวิตช้าลง มีความสุขที่ได้ปั่นจักรยาน เพระงานอดิเรกที่ชอบอีกด้านคือ การถ่ายรูป ทำให้ได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น และทำให้สุขภาพร่างกายดีขึ้นไปด้วย และมีอาการป่วยลดลง เพราะเดิมเป็นโรคภูมิแพ้บ่อย

นอกจากนี้ ยังได้พบน้ำใจของนักปั่นจักรยานทุกคนที่เปี่ยมล้นอย่างมาก เพราะเคยได้ปั่นจักรยานไป จ.จันทุรี และเกิดยางแตก ก็มีนักปั่นจักรยานอีกคัน มาช่วยเปลี่ยนยางให้ ทั้งที่ไม่รู้จักมาก่อน และเป็นสิ่งที่นักปั่นจักรยานทุกคนพร้อมช่วยเหลือกันเสมอ และเมื่อนักปั่นจักรยานเจอกันก็ทักทายกันตลอด

ดร.ศิรศักดิ์ ทิ้งท้ายว่านาโนเทค และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กำลังร่วมมือกับ จ.ปทุมธานี ทำแอพพลิเคชั่นสำหรับการปั่นจักรยานใน จ.ปทุมธานี ทั้งแนะนำเส้นทางปั่นจักรยานรอบจังหวัด สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหารแนะนำ เมนูชื่อดังในร้าน เพื่อให้นักปั่นในพื้นที่มีเส้นทางปั่นจักรยานที่สวยงามและปลอดภัย ในอนาคตคาดว่าจะเปิดตัวแอพพลิเคชั่นเพื่อเป็นคู่มือสำหรับนักปั่นได้เร็วๆ นี้

กันยายน 20, 2014 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ศิลปะเชื่อมหัวใจ พ่อลูกแห่งศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2557 เวลา 10:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1tKtsqH

ศิลปะเชื่อมหัวใจ พ่อลูกแห่งศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ

โดย…โจ เกียรติอาจิณ/ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ครบรอบ 10 ปี ศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ (ถนนนวลจันทร์) ผู้ก่อตั้ง “เสริมคุณ คุณาวงศ์” ควงแขนลูกสาวหน้าหมวย “เหมือนฝัน คุณาวงศ์” ออกงาน คล้ายเป็นการเปิดตัวกลายๆ ให้เพื่อนพ้องน้องพี่ ตลอดจนสื่อมวลชนได้รู้จักทายาทคนโต ซึ่งมีความหลงใหลในศิลปะเช่นเดียวกับผู้เป็นพ่อ

10 ปีที่แล้ว คลังสะสมงานศิลปะส่วนตัวของเสริมคุณถูกนำเสนอต่อสาธารณะ ด้วยปณิธานแรงกล้าเพื่อมุ่งหวังให้ศิลปะไทยก้าวไกลสู่สากล จึงก่อเกิดเป็นศูนย์แสดงงานศิลปะชั้นนำแห่งเมืองหลวง ภายในนั้นอัดแน่นซึ่งงานศิลปะล้ำค่า 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ งานพุทธศิลป์ งานศิลปะเหมือนจริง งานศิลปะสมัยใหม่ของไทย งานศิลปะนามธรรม และงานศิลปะสื่อประสม หนึ่งชิ้นสำคัญคือผลงาน “มีด” โดยปลายพู่กันบรมครูศิลปินผู้เพิ่งจะล่วงลับ “ถวัลย์ ดัชนี”

ขณะที่ผู้เป็นลูกสาว ยามนั้นวัยเพียง 15 ปี ก็มีโอกาสติดสอยห้อยตามพ่อไปทุกที่ที่มีการแสดงงานศิลปะ แน่นอนเธอคุ้นชินดีกับศูนย์ประติมากรรมที่พ่อปลุกปั้นขึ้น แม้ว่าเธออาจไม่เข้าถึงทุกสิ่งอย่าง ทว่านี่ก็คือจุดเริ่มต้นที่นำพาเธอเข้าสู่แวดวงศิลปะตามใจฝัน เมื่อเธอตัดสินใจเลือกเรียนปริญญาตรี สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ ณ มหาวิทยาลัยวอร์วิค อังกฤษ ก่อนจะต่อด้วย สาขาบริหารจัดการทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในระดับปริญญาโท

 

มองโลกแบบพ่อ

“สิ่งที่หนูได้มาเต็มๆ จากคุณพ่อคือวิธีมองโลกและมองตัวเอง เป็นอิทธิพลที่คุณพ่อส่งถึงหนูก็ว่าได้ หลายคนอาจจะมองข้ามไป แต่สำหรับหนูมันมีผลต่อการเป็นตัวหนูมากค่ะ วิธีคิด วิธีมองโลก วิธีมองตัวเอง วิธีมองคนอื่น โดยเฉพาะการมองและใส่ใจรายละเอียดเรื่องเล็กๆ รอบตัว คุณพ่อเคยพูดออกสื่ออยู่บ่อยในเรื่องการอยู่ได้ด้วยความฝันของตัวเอง คนเราต้องมีความฝันและมีเป้าหมาย เมื่อมีความฝันและเป้าหมายแล้ว ก็ต้องค้นหาให้เจอว่ามันคืออะไร โดยที่ต้องรู้สึกกับมันจริงๆ คุณพ่อไม่ได้สอนว่าต้องรู้สึกกับอะไรและยังไง แต่เหมือนสิ่งที่คุณพ่อทำ หนูก็ได้ซึมซับนั่นละสิ่งที่คุณพ่อรู้สึกกับมันจริงๆ คุณพ่อก็เลยเป็นหลายๆ อย่าง เป็นคุณพ่อ เป็นที่ปรึกษา เป็นทุกๆ อย่าง และเป็นที่สุดของหนูแล้วละคะ

ตอนไปเรียนต่างประเทศหนูก็มีโอกาสไปเดินดูงานศิลปะตามแกลเลอรี่ต่างๆ บ้าง ที่อังกฤษอาจจะน้อยหน่อย เพราะเรียนหนัก พอไปอเมริกาก็เยอะหน่อย มีเวลาก็ไป ไปอยู่ต่างประเทศคุณพ่อก็ไม่ห่วงเรื่องอะไร หรือเตือนเรื่องอะไรเป็นพิเศษ แต่คุณพ่อจะพูดประมาณว่า ต้องดูแลตัวเองนะ ไม่ได้พูดอะไรมากกว่านี้เลย สำหรับหนูคำนี้มันก็คลุมทั้งเรื่องเรียน เรื่องใช้ชีวิต และเรื่องต่างๆ ที่ต้องทำให้มันสมดุล และคำว่าดูแลตัวเองของคุณพ่อยังรวมถึงการดูแลจิตใจด้วยคะ เพราะคุณพ่อบอกว่าถ้าเกิดเรื่องไม่สบายใจ ก็ดึงตัวเองออกมาจากตรงนั้นให้ได้ แล้วก็ประคับประคองใจให้ดี

เรื่องรสนิยมทางศิลปะนี่หนูก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ นะ อย่างเด็กๆ ก็ชอบอิมเพรสชันนิสม์ เมื่อก่อนจะชอบอเมริกามากกกก ตอนนี้ก็ลดความชอบลงแล้ว (หัวเราะ) คุณพ่อจะชอบฟิกเกอร์ ชอบถ่ายภาพวาดภาพนู้ด ส่วนหนูจะชอบแนวพอร์เทรต ชอบอะไรที่เกี่ยวกับคนรู้สึกว่ามันสื่อสารกับหนู ตอนเรียนก็มีวิชาหนึ่งชื่ออาร์ต คอลเลกติ้ง เป็นโปรเจกต์ก่อนจบ ก็ให้เราสวมมาดเป็นคอลเลกเตอร์ ไปหาผลงานศิลปะมาเก็บในคอลเลกชั่นของตัวเอง ซึ่งต้องไปหาจริงๆ ตามแกลเลอรี่เลยนะคะ เครียดมาก เพราะต้องทำตัวเป็นคอลเลกเตอร์จริงๆ พอเอาผลงานมาส่งอาจารย์ หนูเพิ่งรู้ว่าผลงานที่อยู่ในคอลเลกชั่นตัวเองเกี่ยวกับคนหมดเลย แล้วหนูก็ชอบวาดรูปหน้าคนด้วยคะ

ศิลปะมันยิ่งใหญ่นะ ส่วนชีวิตคนเราสั้นค่ะ แต่ชีวิตคนเรานั่นละที่ทำให้เกิดศิลปะ มันมีความเชื่อมต่อกันมากกว่าที่เราคิด ศิลปะไม่ใช่แค่วัตถุ แต่มันคือการบอกเล่า สิ่งที่ฝังอยู่ในคน แล้วศิลปะก็ไม่ใช่แค่ทัศนศิลป์ วัฒนธรรม อาหาร หรืออะไรที่มันถูกส่งต่อๆ กันมา มันก็คือศิลปะ มันอาจเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่มันยังอยู่ ศิลปะในความหมายของหนูคือ เป็นหนทางของ ยังไงมันยังจะมีอยู่”

มองลูกอย่างเข้าใจ

“ผมกับลูกคุยได้ทุกเรื่อง ทุกประเด็น ตั้งแต่เรื่องเสื้อผ้า การกิน กระทั่งไลฟ์สไตล์อื่นๆ จนถึงเรื่องแฟน แต่ยังไม่เคยคุยเรื่องเซ็กซ์ของลูกกับแฟนเลยนะ (หัวเราะร่วน) ตอนเด็กๆ กิจกรรมที่ผมทำกับลูก คือการพาไปดูการทำคอลเลกชั่นของศูนย์ประติมากรรม ซึ่งผมทำก่อนหน้านั้น ตอนนั้นเขายังเด็ก เขายังปฏิเสธไม่เป็น ก็ต้องตามไปกับพ่อ พ่อพาไปไหนก็ไป ไปในหลายๆ ที่ จนเขามีโอกาสพบศิลปินหลายๆ ท่าน ซึ่งผมไปของานมาสะสมก็เป็นโชคดีของเขาครับ

รสนิยมในการเรื่องศิลปะ ผมไม่มีแนะนำนะครับ ผมทำได้อย่างเดียวคือ การมีงานดีๆ ให้ลูกดูที่บ้าน หรือที่ที่มีงานดีๆ ก็จะพาไปดู เพราะผมเชื่อว่างานศิลปะดีๆ มีผลต่อรสนิยมมากๆ มันเป็นการเพิ่มรสนิยมให้แก่คนนั้นๆ โดยไม่รู้ตัว สมมติว่าถ้าคุณมีหัวโขนสวยๆ ตั้งอยู่ที่บ้าน คุณจะรู้ว่าหัวโขนสวยๆ เป็นยังไง พอวันหนึ่งคุณไปเจอหัวโขนที่ไม่สวย ก็จะบอกได้ว่านั่นคือหัวโขนที่ไม่สวย ฉะนั้นการมีของที่ดีๆ ให้ดูมันเป็นเรื่องสำคัญสุดๆ เกี่ยวกับเรื่องรสนิยมและช่วยแต่งแต้มสุนทรียภาพในการมองได้

ส่วนตัวผมก็ชอบงานศิลปะทุกแขนงนะ ชอบแบบไม่ได้คลั่งไคล้อย่างใดอย่างหนึ่ง ตรงข้ามกับลูกสาวที่อาจจะชอบแบบคลั่งไคล้ แต่พอวันหนึ่งเขาโตขึ้น เขาก็จะหาความชอบของเขาเจอ อย่างการมาทำศูนย์ประติมากรรม ผมก็อยากให้ที่นี่เป็นแหล่งความรู้และเผยแพร่ด้านประติมากรรมไทย 10 ปีผ่านไปพัฒนาการในหลายด้านๆ เป็นที่รู้จักมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวคิดการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์กับต่างประเทศด้วย ซึ่งจุดนี้ในอนาคตก็คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของลูกๆ ที่จะต้องเข้ามาดูแลต่อไป

เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าชีวิตคนสั้น แต่ศิลปะยาวจากข้อเท็จจริงที่ว่า ปัจจุบันมีกำแพงเมืองจีน แต่เราก็ไม่แสวงหาลูกหลานของผู้ที่สร้างได้ สิ่งที่จะหาได้คือผลงานที่เหลืออยู่ให้คนรุ่นหลัง ศิลปวัตถุที่ถูกสร้างมามันย่อมมีคุณค่ากว่าคนที่สร้างซะอีก เหมือนเป็นการจารึกเส้นทางที่ยาวไกล ขณะที่ชีวิตคนก็เป็นเพียงความวูบไหวแวบหนึ่งของลมที่พัดเทียนไข แป๊บเดียวก็หายไป ถ้ามองเป็นภาพต่อเนื่อง มันก็คืออารยธรรมอันยิ่งใหญ่”

กันยายน 20, 2014 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

สร้างงาน สร้างศิษย์ จิตวิญญาณศิลปินครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2557 เวลา 10:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1woyOws

สร้างงาน สร้างศิษย์ จิตวิญญาณศิลปินครู

ด้วยความที่อยู่กับ ศิลปะ มาทั้งชีวิต อริยะ กิตติเจริญวิวัฒน์ จึงเป็นหนึ่งในผู้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนในวงการศิลปะ ในแง่ของความรักศิลปะ พัฒนาผลงานไม่มีที่สิ้นสุด อีกทั้งยังเป็นผู้สร้างศิลปินรุ่นใหม่เข้าสู่วงการผ่านการเป็นอาจารย์อีกด้วย

ปัจจุบัน อริยะ เป็นรองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง อาชีพที่ทำมาตั้งแต่อายุ 26 ปี หลังจากจบคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ ทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยศิลปากร

แรงบันดาลใจแห่งตน

ศิลปินที่เป็นแรงบันดาลใจให้ อริยะ คือ เกียรติศักดิ์ ชานนนารถ ศิลปินแห่งชาติปี 2549 สาขาจิตรกรรม ที่เคยเป็นอาจารย์เมื่อครั้งศึกษาอยู่ที่ลาดกระบัง ด้วยเห็นว่าท่านนั้นทำงานศิลปะอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่รู้จักจนถึงปัจจุบัน ส่วนตัวตั้งใจที่จะดำเนินรอยตามในการทำงานศิลปะตลอดไป

งานศิลปะระดับโลกของศิลปินในตำนานหลายท่าน อย่าง ลีโอนาโด ดาวินชี หรือ ไมเคิล แองเจโล ก็สร้างความตราตรึงและเป็นแรงบันดาลใจให้ อริยะ ไม่น้อย เพราะหลังจากได้สัมผัสของจริงเมื่อครั้งไปท่องโลก ความรู้สึกช่างแตกต่างจากที่เห็นแค่ในหนังสือมากนัก

“ในหนังสือที่เราเห็นกับความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้า คนละเรื่องเลย เขาทำได้ยังไง แรงผลักดันให้เรากลับมาฝึกฝนตัวเอง อย่างประติมากรรมหินอ่อน ‘เดวิด’ ที่ตระหง่าน ณ Accademia Gallery กรุงฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เห็นครั้งแรกตะลึง เหมือนต้องมนต์ เป็นความพอเหมาะพอดี”

ความพอดีของงานแต่ละงาน บางครั้งอาจจะได้มาโดยบังเอิญ แต่ส่วนใหญ่จะรับรู้ได้โดยประสบการณ์ การสร้างงาน 1 ชิ้น ควรจะหาให้ได้ว่าอะไรคือจุดที่ดีที่สุด แค่ไหนที่จะพอ ทั้งตัวเองและคนรับสารเข้าใจได้ ซึ่งความสมบูรณ์รอบตัวนั้นจะสั่งสมและเป็นตัวแปรให้เราปรับปรุงงานไปสู่สิ่งที่ดีที่สุด

แรงบันดาลใจแห่งศิษย์

ประสบการณ์ที่ได้เห็นงานศิลปะระดับโลกของจริง ทำให้เกิดแนวคิดว่านักศึกษาควรได้ไปสัมผัสสิ่งเดียวกันนี้ด้วยตัวเองสักครั้ง เพราะเป็นแรงบันดาลใจชั้นเลิศที่จะนำไปต่อยอดความสามารถของตัวเอง

อริยะ ยังเล่าถึงการรับมือเด็กติสต์ มั่นใจในตัวเองสูง ว่า ไม่ยาก แค่ให้เวลาพิสูจน์ ลองนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับรุ่นพี่ เขาเจ๋งหรือยัง ให้โอกาสเขาให้เห็นผลงานที่กว้างกว่าที่เคยเจอ เขาก็จะเห็นว่าฝีมือที่คิดว่าแน่ ยังมีขั้นกว่า ซึ่งในระบบการศึกษาจะพิสูจน์ได้หลายอย่างจากเกณฑ์มาตรฐาน

“เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีติสต์หรอก เพราะสุดท้ายจะเห็นรุ่นพี่ คุณอยู่ปี 1 ก็จะเห็นงานของพี่ที่จะจบที่เจ๋งกว่า อยู่ปริญญาตรีเห็นงานพี่ปริญญาโทที่เหนือชั้นกว่า ส่วนปริญญาโทก็ยังมีอาจารย์ที่เฉียบขาดกว่า ซึ่งสามารถเอามาย้อนเทียบกับตัวเอง”

ทว่า เมื่อออกสู่สังคมภายนอก ก็จะวัดกันได้อีกทางหนึ่งจากผู้เสพงานศิลปะ เพราะไม่ใช้ทฤษฎีแล้ว แต่เป็นความหมายที่ส่งตรงไปถึงจิตใจของผู้ชม รวมทั้งจังหวะเวลาที่เหมาะสม บางที 2 คน ฝีมือขั้นเทพทั้งคู่ แต่คนอาจจะตัดสินใจซื้อของคนใดคนหนึ่งด้วยความถูกใจกว่าเท่านั้นเอง

แรงบันดาลใจแห่งเอกลักษณ์

อีกความท้าทายหนึ่งของคนทำงานศิลปะ คือ การค้นหา “ตัวตน” จะเห็นได้ว่าศิลปินทุกคนจะมีลายเซ็นหรือเอกลักษณ์ในผลงาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะแต่ละผลงานย่อมมีมุมมองที่อยากสะท้อนต่างกันไป กระนั้นจะต้องมีตัวตนลงไปผสมให้กลมกลืนทุกชิ้นงาน

อริยะ ที่มีชิ้นงานเป็นสเตนเลสและใบบัว เห็นว่า ศิลปินต้องสร้างเอกลักษณ์ที่สะท้อนความปัจเจกในตัวเอง ซึ่งหากเป็นงานจิตรกรรม ต้องคิดตั้งแต่จะใช้สีแบบใด คิดงานออกมาแนวไหน ด้านบวก ด้านลบ หรือหดหู่ รวมไปถึงแนวงานจะเป็นธรรมชาติ หรือนามธรรม (Abstract)

“ตัวตนเป็นสิ่งที่ต้องค้นหา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย และที่สำคัญกว่า คือ ทำอย่างไรให้เดินตามเส้นทางที่สร้างอย่างสม่ำเสมอ การเกิดตัวตนขึ้นก็ยากแล้ว แต่การเกิดขึ้นแล้วและทำให้ตัวเองเดินไปสม่ำเสมอ ไม่ตกหล่นหายนั้นยากกว่า”

อริยะ ยังกระตุกต่อมคิดเกี่ยวกับการรักษาระดับตัวเองว่า หลายคนมีตัวตนและผลงานเป็นที่ยอมรับ แต่น่าเสียดายที่บางคนก็เลิกหายไป อาจจะเป็นเพราะเบื่อ หรือคิดว่าตัวเองทำจนสุดทางแล้ว ไม่มีความท้าทายอะไรอีก ซึ่งเรื่องนี้ต้องยอมรับว่ามีขึ้นก็ต้องมีลง เพียงแต่เราจะรักษาระดับตัวเองไม่ให้ลงมากจนตกอับได้ไหม

“ในชีวิตหนึ่งเราสร้างผลงานมากมาย ขอแค่เกิดมาสเตอร์พีซสัก 12 ชิ้นก็โอเคแล้ว ต้องเข้าใจว่าคนเราเมื่อมีจุดสูงสุด ก็ต้องลง ฉะนั้นเวลาลงก็อย่าไปท้อ ไม่ใช่พอได้รางวัลก็หยุดไปเฉยๆ พอจะกลับมาทำอีกทีก็ยาก อย่างผมเวลาปิดเทอมมานั่งทำงานศิลปะก๊อกแก๊กให้ตัวเองได้ขยับ”

แรงบันดาลใจแห่งสังคม

ล่าสุด จบไปเรียบร้อยแล้วสำหรับการแสดงนิทรรศการผลงานศิลปะที่ อริยะ รวมกลุ่มกับเพื่อนศิลปินอีก 13 คน ในนาม OUT OF SIGHT ภายใต้แนวคิด FACE ที่หอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 30 ก.ค.14 ส.ค. 2557 ที่ผ่านมา

อริยะ เป็นพี่ใหญ่ที่เป็นโต้โผจัดแสดงงานนี้ บอกว่า เป็นครั้งแรกที่รวบรวมเพื่อนศิลปินมาจัดแสดงงาน ซึ่งแนวคิด FACE นั้นได้ไอเดียมาจาก Facebook และยังตีความได้กว้าง

“ไม่เคยรวมตัวกันเลย ก็อยากจะมีกับเขาบ้าง เพราะขาดหายจากกิจกรรมไปนาน ก็ได้ให้โจทย์ไป แต่ละคนก็เอาไปตีความและทำผลงานอย่างที่ตัวเองถนัด ก็มีทั้งจิตรกรรม ภาพพิมพ์ ประติมากรรม สื่อผสม”

ผลงานของ อริยะ ที่สร้างสรรค์มาเพื่องานนี้มี 2 ชิ้น ใช้เทคนิค “สเตนเลส” ทั้งคู่ คือ “EYES IN SILENT” เป็นดวงตา 2 ดวง มาจัดวางในลักษณะจ้องมองกัน

“เรานึกถึงคนตาบอดที่ไม่สามารถมองเห็นในสิ่งต่างๆ อย่างคนปกติได้ ต้องอยู่ในความมืด อยู่ในความเงียบ การสื่อสารแทนการมองเห็นต้องอาศัยการสัมผัส”

ส่วนผลงานอีกหนึ่งชิ้น ในชื่อว่า “การเผชิญหน้าบนความท้าทาย No.2” โครงร่างมนุษย์ที่ไม่มีหน้า ยืนอยู่บนฐานที่มีแรงกระเพื่อม ขณะที่กายมีพันธนาการจากเส้นสายลายลวดดูยุ่งเหยิง

“เป็นมุมมองจากสภาพแวดล้อม สังคมในปัจจุบัน ที่มีความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ความเป็นอยู่ไม่ปลอดภัย จึงถ่ายทอดออกมาเป็นร่างคนยืนอยู่บนผิวน้ำ สะท้อนถึงความไม่เสถียรของชีวิต”

ความตั้งใจของ อริยะ และผองเพื่อนศิลปิน OUT OF SIGHT หลังจากนี้ คือ อยากให้รวมตัวลักษณะนี้ทุก 2 ปี แต่ก็กำลังคิดอยู่ว่าแต่ละคนก็มีงานส่วนตัว อาจจะเป็น 4 ปีครั้งเหมือนฟุตบอลโลกก็ได้

กันยายน 20, 2014 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

เปิดสตูดิโอฮอตทีวี ของคนที่ถูกเรียกว่า ‘บ้า’ ชื่อลีน่าจัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2557 เวลา 10:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1tKslr0

เปิดสตูดิโอฮอตทีวี  ของคนที่ถูกเรียกว่า ‘บ้า’ ชื่อลีน่าจัง

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

จากนักธุรกิจขายเสื้อผ้าสู่นักการเมืองโนเนม ผู้ลงสมัครแทบทุกครั้ง ทุกสนาม และกลายเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมที่ “พูดคนเดียว” 24 ชั่วโมง พ่วงด้วยอาชีพขายเครื่องสำอาง ครีมหน้าเด้ง นมเด้ง ชีวิตของ “ลีน่า จังจรรจา” หรือลีน่าจัง ดูจะผิดแผกแหวกแนวจากคนทั่วไปอยู่มากโข และด้วยบุคลิกเสียงดัง โวยวาย จนหลายคนมองว่าเธอเป็น “คนบ้า”

แน่นอน คนที่มีอาชีพเป็นทั้ง นักการเมือง นักธุรกิจ ทนายความ และสื่อมวลชน ย่อมมีชีวิตที่น่าสนใจ คลิปล่าสุดที่ลีน่าจังอัดเทปขณะเล่น Ice Bucket หรือเอาน้ำผสมน้ำแข็งราดตัวนั้น กลายเป็นคลิป Ice Bucket ที่คนดูมากที่สุดในประเทศถึง 3 แสนวิว แม้หลายคนจะค่อนขอดเธอว่าทำเพราะ “อยากดัง” ก็ตาม

เรามีนัดเยี่ยมพื้นที่ส่วนตัวของลีน่าจังบนชั้น 3 ของอินทราสแควร์ หลังโรงแรมอินทรา ประตูน้ำ ซึ่งถูกเนรมิตให้เป็นสตูดิโอของทีวีดาวเทียม 24 ชั่วโมง ที่ทำขึ้นแบบง่ายๆ มีทีมงานเพียง 1 คน คอยบริหารจัดการสถานีโทรทัศน์ แม้วันนี้จะถูกคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปิดอย่างถาวร แต่สถานีโทรทัศน์แห่งนี้ก็ยังออกอากาศในรูปแบบ “คลิปวิดีโอ” ผ่านเว็บไซต์ยูทูป ซึ่งแม้คนดูแต่ละคลิปมากบ้าง น้อยบ้าง แต่ส่วนใหญ่ ลีน่าจัง ก็ยังมีความสุขกับการทำคลิปวิดีโอ สื่อสารด้านเดียว กับคนดูอยู่ดี

“ก่อนหน้านี้ เราลงทุนไป 25 ล้าน เช่าสัญญาณเสียเงินให้ กสทช. กับบริหารสถานี เดือนละประมาณ 1 ล้านบาท ถามว่าได้อะไร ก็มีความสุขกับการได้ช่วยเหลือด้านกฎหมายให้คนดู ส่วนผลตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ ก็มาจากการขายเครื่องสำอางผ่านรายการและการรับบริจาค ช่วงที่เรามีคนดูเยอะๆ เราได้ค่าบริจาคมากถึงหลักแสนบาท” ลีน่าจัง เล่าให้ฟัง

น่าแปลกว่าถึงแม้จะออกอากาศอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน แต่ลีน่าจังมีทีมงานเป็นผู้ช่วยฝ่ายเทคนิคเพียงคนเดียว และวันไหนที่ผู้ช่วยไม่มา ลีน่าจังก็จัดการเปิดเครื่องถ่ายทอดสดด้วยตัวเอง ซึ่งลีลาการจัดการรายการก็ยังคงเผ็ดร้อนเหมือนเดิม เพียงแต่บลูสกรีนข้างหลัง ไม่มีภาพแบ็กกราวด์ขึ้นเท่านั้น

“พอตื่นเช้ามาดิฉันก็นั่งดูข่าว ข่าวก็มาจากเว็บพวกคุณนั่นแหละ (หัวเราะ) แล้วก็เตรียมสคริปต์ว่าเราจะเล่าข่าวยังไง เหมือนจัดรายการวิทยุนะ สมัยก่อนเราจัดตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 5 ทุ่ม สดล้วนๆ แต่พอโดนปิด ดิฉันก็อัดเป็นคลิปสั้นๆ พูดเรื่องดาราบ้าง การเมืองบ้าง ตั้งเป้าไว้ว่าวันหนึ่งก็คาดว่าจะอัพได้สัก 30” ลีน่าจัง เล่าให้ฟัง

ทุกวันนี้ลีน่าจังเป็นเจ้าของห้องเช่าถึง 2 ห้องของอินทราสแควร์ โดยแต่ละเดือนเธอจะได้เงินมากกว่า 4 แสนบาท เพื่อมาใช้เป็นค่าเช่าสัญญาณ อย่างไรก็ตามหลังสถานีโทรทัศน์ถูกปิดตายถาวร ลีน่าก็ไม่คิดจะขอยื่นเปิดใหม่ อย่างที่สถานีโทรทัศน์บลูสกาย หรือเอเชียอัพเดททำ

แต่แม้จะมีความสุขกับการจัดรายการคนเดียวมากเท่าไร ลีน่าจังก็ยังไม่ละทิ้งความฝันเดิมคือการเป็นนักการเมืองเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ในสภา เมื่อต้นปี 2557 ที่ผ่านมา เธอเพิ่งตั้งพรรคใหม่ในชื่อ “พรรคมหาประชาชน” โดยมีลีน่าจังนั่งเป็นหัวหน้าพรรคเอง

ถามลีน่าจังว่า รู้สึกอย่างไรที่ลงการเมืองมาตลอด 10 ปี ตั้งแต่ ผู้ว่าฯ กทม. สว. สส. รวมถึงล่าสุด สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงดวงดาว เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้งตัดสินใจเพิกถอนสิทธิเป็น สปช. เนื่องจากการหาเสียงเลือกตั้ง สว.ครั้งที่ผ่านมามีข้อความหลอกลวง ทำให้ลีน่าจังเครียดมากจนคิดจะฆ่าตัวตาย เพราะกลัวว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจตัดสิทธิคนที่เคยมีความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งไปตลอดชีวิต

“คนไม่เข้าใจก็คิดว่าเราอยากดัง อยากเป็นข่าว สอบตกก็แย่แล้ว เราก็เครียดนะเวลาได้คะแนนน้อยๆ 3-4 หมื่นคะแนน แล้วนี่จะมาเพิกถอนสิทธิอีก 10 ปี คนมันอยากเข้าสภา คนเรามันต้องสู้ แต่บ้านเรามันไม่เข้าใจกัน ต่างประเทศเขาจะยกย่องเลยว่าคนนี้เป็นนักสู้ไง แต่ของเราบอกว่า อีบ้านี่ลงได้ไง ไม่เสียดายตังค์เหรอ ดิฉันนั่งแท็กซี่ยังโดนแท็กซี่ด่า เลยว่าอีนี่มันไม่กลัวเสียดายตังค์เหรอ เรานั่งส้วม แม่บ้านที่ขัดส้วมที่ กกต.มันก็ด่าเรา ทำไมคุณไม่คิดว่าฉันสู้วะ ฉันอยากเข้าสภาไปแก้กฎหมาย”

“คุณเห็นไหมแต่ละคนเข้าไปมันก็ไม่ได้คุยกันเรื่องกฎหมายเลย มีแต่เอามือถือถ่ายรูปกัน ดูรูปโป๊ นั่งหลับ คนแก่ๆ ก็บอกว่า ผมนั่งรถมาจากต่างจังหวัด ผมเหนื่อย ต้องมีนั่งหลับบ้าง แต่ดิฉันเสียภาษีปีละเป็นแสน มาเจอแบบนี้มันเครียดนะ เสียดายภาษี ถ้าดิฉันได้เข้าไป เห็นใครนั่งหลับ นั่งเล่นโทรศัพท์ จะไปตบโต๊ะทุกคนเลย แบบนี้ พล.อ.ประยุทธ์เขาก็ไม่เลือกฉันหรอก” ลีน่าจังพูดไปขำไป

ลีน่าจังยืนยันว่าตราบใดที่สนามโอกาสแห่งการเมืองยังเปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าไปทำหน้าที่ผู้แทนได้ เธอก็จะลงสมัครต่อไปทุกครั้ง โดยที่หวังว่าสักวันหนึ่ง ประตูรัฐสภาฯ จะเปิดกว้างให้คนบ้าๆ อย่างเธอเข้าไปทำหน้าที่บ้าง หลังจากเปิดโอกาสให้คนที่ไม่บ้าคนอื่น เข้าไปทำลายประเทศมานักต่อนักแล้ว

กันยายน 20, 2014 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

มองไปข้างหน้า ศิลปะร่วมสมัยไทย ยุคไร้ถวัลย์ ดัชนี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2557 เวลา 09:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1tumTZd

มองไปข้างหน้า ศิลปะร่วมสมัยไทย ยุคไร้ถวัลย์ ดัชนี

โดย…ราตรีแต่ง พริบพันดาว ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

งานพระราชทานเพลิงศพ ถวัลย์ ดัชนี ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ ณ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ซึ่งจะมีผู้คนจากวงการศิลปะร่วมสมัยและวงการอื่นๆ มาร่วมไว้อาลัยอย่างมากมาย แม้ไม่มีร่างกายหรือชีวิต แต่การจากไปของถวัลย์ ดัชนี ก็ยิ่งตอกย้ำคำ ศิลป์ พีระศรี ที่กล่าวและกลายเป็นอมตะคือ

“ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น”

ในการสืบสานศิลปะสู่คนรุ่นหลัง ถวัลย์ ดัชนี กับ กมล ทัศนาญชลี เป็น 2 ศิลปินแห่งชาติของไทย ได้สร้าง “กองทุนเพื่อทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและการศึกษา” โดยได้ให้ทุนการศึกษาปีละ 50 ทุน เป็นเวลา 35 ปีติดต่อกันแล้ว คิดเป็นเงินปีละประมาณ 3 ล้านบาท แล้วก็ยังเขยิบไปตั้งเป็นกองทุนในยุโรปและอเมริกา โดยคัดเลือกนักเรียน 10 คนมาฝึกหัด ก่อนจะส่งไปให้สภาศิลปกรรมไทย อเมริกา

ขาดไอคอนศิลปะไทย

ศิลปะยุคหลังถวัลย์ ดัชนี จะเดินไปในทิศทางไหน วุฒิกร คงคา ศิลปิน นักวิจารณ์ศิลปะ และอาจารย์ประจำภาควิชาวิจิตรศิลป์ คณะสถาปัตยกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มองว่าการจากไปของอาจารย์ถวัลย์ ไม่น่าจะเกี่ยวกับผลงานของศิลปินไทยที่จะเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าไป เพราะแนวทางของศิลปินไทยยุคหลังมีเส้นทางของมันเองอยู่ และมีมานานแล้ว แม้แต่ระดับมาสเตอร์ เช่น ชลูด นิ่มเสมอ กมล ทัศนาญชลี ก็ยังคงทำงานเข้มข้น หรือรุ่นหลังกว่าอย่าง ชาติชาย ปุยเปีย นที อุตฤทธิ์ ก็สร้างเส้นทางที่เด่นชัดและได้การยอมรับ

“แต่ที่จะมีผลคือเราขาดศิลปินคนหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ไป เหมือนเราขาดไอคอนของศิลปะไทยคนหนึ่งไป ต้องยอมรับก่อนว่าความโดดเด่นของอาจารย์ถวัลย์ มาทั้งบริบท ไม่ใช่แค่ผลงาน แต่รวมไปถึงบุคลิกภาพที่ชัดเจนมานานแล้ว ซึ่งความยิ่งใหญ่ของผลงานก็มีน้อยคนที่สร้างความชัดเจนได้เทียบเท่ากับอาจารย์ถวัลย์

 

“ที่บอกว่าจะมีระดับเดียวกันหรือไม่ คงต้องดูกันมาก เพราะจะวัดจากอะไรล่ะ ราคาหรือความโด่งดัง หรือคุณภาพ ระดับมาสเตอร์ของไทยที่ยอดเยี่ยมผมก็เห็นว่าอาจารย์ชลูดนี่ที่สุดแล้ว แต่การเอาอาจารย์ชลูดไปเปรียบเทียบกับอาจารย์ถวัลย์ก็คงไม่ได้ ผมว่าศิลปินระดับบิ๊กเนมทั้งหลายแต่ละคนมีแสงสว่างเป็นของตัวเอง อาจารย์ถวัลย์อาจฉายได้ระดับพระอาทิตย์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครมาก ผมว่าถ้าในมุมมองของความยิ่งใหญ่ในเรื่องแรงบันดาลใจน่าจะมีแรงส่งสูง”

สำหรับ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติรุ่นน้องที่มีถวัลย์ ดัชนี เป็นแรงบันดาลใจนั้น จะรับไม้เป็นเสาหลักของวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย วุฒิกร วิเคราะห์ว่า เฉลิมชัยก็มีเส้นทางของตัวเอง ถึงแม้ว่าจะได้อาจารย์ถวัลย์เป็นแรงบันดาลใจ แต่ผลงานก็ต่างกัน และผมว่ามันคนละตำแหน่งแห่งที่ มันไม่ใช่ตำแหน่งแบบนางงาม มีรองเบอร์ 1 เบอร์ 2 งานพี่เหลิมก็คนละมุมกันเลยกับอาจารย์ถวัลย์ เหมือนที่เปรียบเทียบว่า เฉลิมสวรรค์ ถวัลย์นรก พี่เหลิมเค้าก็มีแรงส่งของเขาเอง ไม่ได้เกิดมาจากร่มเงาหรือแสงอาทิตย์ของถวัลย์ และพี่เหลิมก็ยิ่งใหญ่ในมุมของเขาอยู่แล้วนะ ถ้าเราสังเกตดีๆ ตั้งแต่ตอนที่อาจารย์ถวัลย์ยังมีชีวิตอยู่ ผมคิดว่าไม่มีใครแทนใคร มีแต่ใครหายไปเท่านั้นเอง

ปัจจุบันศิลปินไทยที่มีชื่อเสียงในระดับโลกหรือนานาชาติ นอกจาก กมล ทัศนาญชลี ที่ฝังรกรากในอเมริกา วุฒิกรแจกแจงว่ายังมี ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช สุรสีห์ กุศลวงศ์ และนาวิน ลาวัลย์ชัยกุล

“ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช นี่แน่นอน เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในกระบวนการสร้างประวัติศาสตร์ศิลป์ของโลกมาตั้งแต่ยุค 90 คนที่ทำผัดไทยในแกลเลอรี่ และสร้างสุนทรียศาสตร์ปฏิสัมพันธ์ขึ้นมา คือใช้กิจกรรมเป็นผลงาน ไม่ใช่รูปเขียน รูปปั้นที่เอาไว้มองอย่างเดียว แต่ฤกษ์ฤทธิ์ก็บ่มเพาะความรู้เรื่องศิลปะจากต่างประเทศมาก สุรสีห์ กุศลวงศ์ ก็โด่งดังลอยลำระดับอินเตอร์ไปแล้ว แต่คนนี้ก็เคยเรียนที่ศิลปากรมาก่อน นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล นี่ก็อินเตอร์ คนนี้จบปริญญาตรีที่มหา’ลัยเชียงใหม่ แต่ดังทะลุประเทศไปนานแล้ว”

ด้านงานศิลปะไทยในแนวพุทธศิลป์ปรัชญาพุทธในแนวของถวัลย์ หรือเฉลิมชัย ศิลปินไทยจะคลี่คลายไปทางไหน เพราะงานศิลปะของถวัลย์เป็นตระกูลช่างร่วมสมัยที่ส่งอิทธิพลจนมีผู้เดินตามอย่างและสืบทอดแนวทาง วุฒิกรบอกว่า มีแน่นอน และมีมานานแล้ว และก็ยังมีอยู่

 

“ที่สืบทอดเรื่องและรูปแบบของไทยให้เป็นสไตล์ของตัวเอง ใครติดตามงานจิตรกรรมบัวหลวงจะเห็นรุ่นลูกรุ่นหลาน อนุพงษ์ จันทร เขียนรูปภิกษุสันดานกา หรือ ชูศักดิ์ ศรีขวัญ นี่ก็ชัดเจนเลยว่าทำงานในขนบไทยร่วมสมัย ที่อาจารย์ถวัลย์กับพี่เหลิมบุกเบิกไว้ให้ แต่ถ้ารุ่นแถวๆ พี่เหลิม ก็ต้อง ปัญญา วิจินธนสาร นี่ก็ผู้บุกเบิกเลย ที่วาดหน้าพระใหญ่ๆ คือนำเอาขนบจิตรกรรมฝาผนังโบราณมาประยุกต์วาดให้มีมิติและใส่เรื่องปัจจุบันเข้าไป งานอาจารย์ปัญญาก็ยังสะเทือนเลื่อนลั่นอยู่ตลอด แถมยังมีคนก๊อบปี้ขายมากที่สุดของประเทศเลย ตามร้านขายรูปเขียนเพื่อการตกแต่ง หน้าพระเอียงๆ เต็มเลย

“แต่จริงๆ รุ่นก่อนหน้านี้ก็ทำมานานแล้วนะครับ ตั้งแต่ยุคลูกศิษย์อาจารย์ศิลป์รุ่นแรกๆ อาจารย์เขียน ยิ้มศิริ อาจารย์ชลูดก็เคยทำ มานิตย์ ภู่อารีย์ ประสงค์ ปัทมานุช ชิต เหรียญประชา เฉลิม นาคีรักษ์ นี่คือระดับมาสเตอร์ทั้งนั้น ที่ใช้เรื่องและสไตล์แบบไทยร่วมสมัย แล้วก็มี สาครินทร์ เครืออ่อน ที่ไปปลูกข้าวในงานโดคูเมนต้าที่เยอรมนี อันนี้ก็ดัง หรืออย่าง คามิน เลิศชัยประเสริฐ นี่ก็มีงานเกี่ยวกับพุทธเต็มไปหมดและโด่งดังด้วยครับ สองคนหลังนี้จะรุ่นกลางๆ หมายถึงอายุนะครับ ในเจเนอเรชั่นเดียวกับ สุรสีห์ กุศลวงศ์ ชาติชาย ปุยเปีย”

สำหรับคนที่อยากชมงานศิลปะของถวัลย์ ดัชนี ให้ได้อรรถรสมากกว่าเสียงลือเสียงเล่าอ้างที่บอกกันมา วุฒิกรแนะนำว่า

“บางทีคนทั่วไปนึกถึงแต่บุคลิกภาพของแก แต่อยากให้ไปดื่มด่ำงานจริงๆ ดูงานของอาจารย์คือการพบกันระหว่างตะวันออกกับตะวันตก ด้วยรูปแบบลายไทยที่ถูกสร้างให้เกิดไดนามิกในแบบ Expressionism อิทธิพลจากไมเคิล แองเจโล มองเห็นได้จากฟิกเกอร์ที่บิดเกลียวทรงพลัง ที่เยี่ยมมากอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในเมืองไทย คือ อาจารย์ถวัลย์ใส่ไดนามิกแบบนี้ในลวดลาย เลยกลายเป็นลายของแกเองที่ชัดเจนที่สุด ใครเลียนแบบนิดนึงก็เห็นเลย อันนี้ถือว่าพิเศษมาก

“แล้วยิ่งต้องไปดูบ้านดำ จ.เชียงราย จะเห็นสิ่งบ่มเพาะให้เป็นถวัลย์คืออะไร ทั้งเขี้ยว เขาหรือหนังสัตว์ และประติมากรรมแกะไม้ทั้งหมด เราจะเห็นพลังของชีวิตเหล่านั้น ที่แม้จะกลายเป็นซาก แต่มันดำรงอยู่ในโลกที่ถูกปรับแต่งด้วยความรู้สึกข้างในที่พลุ่งพล่าน โลกข้างในนี่แหละครับ อาจารย์ถวัลย์แกแผ่ออกมาได้อย่างหมดเปลือก ถ้าชื่นชมและเสียดายที่แกจากไปโดยยังไม่เคยเห็นผลงานและบ้านของแกด้วยตาและใจจริงๆ ผมว่ามันคงยังไม่เพียงพอนะ อยากให้การจากไปของแก ปลุกให้คนไทยที่ไม่เคยสนใจศิลปะมาก่อนได้มาชื่นชมแกจากผลงานและของศิลปินไทยคนอื่นๆ อย่าให้เสาหลักต้นหนึ่งของวงการศิลปะไทยต้องจากไป เหลือแค่เสียงอื้ออึงจากสื่อที่ประโคมข่าวแป๊บเดียวแล้วก็เงียบหายเลย”

 

รู้จัก ‘ถวัลย์’ ผ่านผลงานทรงพลัง

ถ้าอยากรู้จักศิลปินไทยนามอุโฆษ ถวัลย์ ดัชนี โดยซึมซาบผ่านคอลเลกชั่นงานศิลปะที่เลอคุณค่าล้ำราคา บุญชัย เบญจรงคกุล ประธานใหญ่พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย กรุงเทพฯ (Museum Of Contemporary Art, Bangkok หรือ MOCA) บนอาคารเบญจจินดา ถนนวิภาวดีรังสิต กำลังเปิดให้ชมฟรี! จนถึงวันพฤหัสบดีที่ 11 ก.ย.นี้ เจ้าสัวบุญชัยขอเชิญชวนประชาชนทั่วไป รวมทั้งนักเรียนศิลปะมาชมภาพเขียนและงานจิตรกรรมที่เก็บสะสมเรื่อยมากว่า 35 ปี ซึ่งปริมาณภาพและความล้ำค่าบอกได้ว่าไม่ได้เก็บแบบเศรษฐีเก็บของสะสมเล่นๆ แต่เก็บกันถึงขั้นจริงจัง

การเปิดพิพิธภัณฑ์ให้ชมฟรีๆ ครั้งนี้ เพื่อระลึกถึงศิลปินผู้ล่วงลับ เจ้าสัวบุญชัยนำผลงานถวัลย์ ดัชนี กว่า 130 ภาพจากเกือบ 200 ภาพ มาจัดให้ชมที่ชั้น 4 ของโมคา กรุงเทพฯ โดยแบ่งเป็นห้องสีขาว แดง และดำ เจ้าสัวผู้หลงใหลงานศิลปะย้ำว่า มาชมแล้วจะรู้จักตัวตนของศิลปินท่านนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์

“งานของอาจารย์ถวัลย์ที่อยู่ในการสะสมของผม 30 กว่าปี ก็แบ่งเป็น 3 ยุค ยุคละ 10 ปี ภาพแรกที่ได้มาชื่อภาพนาคราช อาจารย์ยังใช้เทคนิคสีน้ำมันบนกระดาษอยู่เลย เป็นภาพขนาดใหญ่ 20 x 24 เมตร แขวนไว้ที่ห้องสีขาว ห้องแรกเดินเข้าไปก็เจอเลย เป็นรูปหัวพญานาคแต่ตัวเป็นคนสีแดง

“หลายๆ ภาพคือประวัติศาสตร์ของอาจารย์ ชื่อภาพพระอิศวร เทคนิคสีน้ำมันปิดทองคำเปลวบนผ้าใบ ถวัลย์สร้างสรรค์ไว้เมื่อปี 2514 ภาพนี้อาจารย์ใช้หลายสีโทนรุ้ง ออกจากกรอบเดิมที่เน้นสีดำ แดง ทอง เป็นภาพที่มีรอยกรีดหลายจุดเลย เกิดขึ้นในตอนที่อาจารย์นำภาพไปแสดงที่ตึกคริสตจักรย่านราชเทวี และมีบางภาพคล้ายพระพักตร์พระพุทธเจ้าแล้ววางอยู่ด้านล่าง เพราะนักเรียนช่างกลย่านนั้นก็คิดว่าเหยียดหยามศาสนาพุทธ แถมไปแสดงในคริสตจักรอีกด้วย ก็เลยใช้คัตเตอร์กรีดไปหลายภาพ รวมทั้งภาพพระอิศวรด้วย อาจารย์บอกว่าไม่ต้องซ่อม เพราะเก็บไว้ให้ระลึกถึงความรุนแรง ซึ่งในที่สุดแล้วไม่ได้ทำให้สังคมดีงามขึ้นเลย มีแต่เป็นรอยขาดมีตำหนิเท่านั้น

“อีก 2 ภาพเป็นประวัติศาสตร์ของชีวิตผม อาจารย์ถวัลย์ให้เจ้าหน้าที่ขนมาให้ผมฟรีๆ ในปีต้มยำกุ้ง 2540 ผมดำรงตำแหน่งประธานดีแทค และซีอีโอยูคอม ผมกำลังเครียดกับอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาททำให้ธุรกิจมูลค่าแสนล้านบาทมีมูลค่าหนี้เพิ่มอีกเท่าตัว เจอเปรี้ยงนี้โดนไปกว่า 5 หมื่นล้านครับ อาจารย์ก็บอกไม่เป็นไรนะ ขณะที่ธนาคารจะเอาเงินคุณบุญชัย แต่ก็มีพี่ชายคนนี้ส่งภาพที่มีมูลค่าร้อยล้านมาให้กำลังใจ ซึ่งเป็นคำพูดหยอกเย้าสไตล์ท่าน

“อีก 2 ภาพเป็นประวัติศาสตร์ของชีวิตผม อาจารย์ถวัลย์ให้เจ้าหน้าที่ขนมาให้ผมฟรีๆ ในปีต้มยำกุ้ง 2540 ผมดำรงตำแหน่งประธานดีแทค และซีอีโอยูคอม ผมกำลังเครียดกับอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาททำให้ธุรกิจมูลค่าแสนล้านบาทมีมูลค่าหนี้เพิ่มอีกเท่าตัว เจอเปรี้ยงนี้โดนไปกว่า 5 หมื่นล้านครับ อาจารย์ก็บอกไม่เป็นไรนะ ขณะที่ธนาคารจะเอาเงินคุณบุญชัย แต่ก็มีพี่ชายคนนี้ส่งภาพที่มีมูลค่าร้อยล้านมาให้กำลังใจ ซึ่งเป็นคำพูดหยอกเย้าสไตล์ท่าน

“2 ภาพที่ว่าใหญ่ราว 4 เมตร อาจารย์วาดไว้นานแล้ว ภาพเสือโคร่งโจนทะยานเข้าขย้ำม้า อีกภาพขนาดเดียวกัน ภาพเสือดาวขย้ำวัว ซึ่งลูกน้องผมก็ตกอกตกใจมากๆ เพราะผมเกิดปีม้า น้องชายผมเกิดปีวัว (หัวเราะ) โอ้ย…ตายแล้วเจ้านายเราโดนเสือขย้ำทั้งคู่ (ว่าแล้วก็หัวเราะอีก)

“อาจารย์บอกว่า คุณอย่าไปคิดแบบนั้นเลย ให้ดูที่ทั้งม้า วัว ที่กำลังโดนเสือ ที่ก็เหมือนธนาคารเข้าขย้ำ แต่ทุกๆ ชีวิตก็จะต้องดิ้นรนผ่านวิกฤตชีวิตในปีนั้นไปให้ได้ เป็นปรัชญาในการเขียนภาพอาจารย์ถวัลย์ในทุกๆ ยุคของท่าน” บุญชัย กล่าว

“อาจารย์เคยบอกผมว่าในชีวิตศิลปินต้องสร้างงานให้ได้กว่า 500 ภาพ จึงจะยิ่งใหญ่เหมือนปิกัสโซ (Pablo Picasso) ทุกๆ ปีอาจารย์จึงเขียนภาพให้ผมมาโดยตลอด ยกเว้น 3 ปีหลัง ภาพมารผจญ อาจารย์วาดเมื่ออายุ 70 ปีแล้ว วิธีทำงานของท่านคือนิ้วโป้งขยับพู่กันไปซ้ายขวา เป็นแรงบันดาลใจสำหรับผมในเรื่องความเพียรฝึกฝนตัวเอง กับปณิธานสร้างงานศิลปะให้โดดเด่นประดับแผ่นดิน ไม่มีข้อจำกัดแม้สูงวัย ทั้งอารมณ์ของภาพศิลปะไทยในแนวเซอเรียลริสม์ ทั้งความเพียร สอนปรัชญาชีวิตได้ครบองค์บริบูรณ์” เจ้าสัวบุญชัย กล่าวทิ้งท้าย

อารมณ์ขัน ‘พี่หวัน’

วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ที่ปรึกษากอง บก. และคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ มีโอกาสสัมภาษณ์ศิลปินท่านนี้ตั้งแต่เป็นยังเป็นนักข่าวเด็กๆ เล่าว่า ความฮาเล่าเท่าไรก็ไม่จบไม่สิ้น เรื่องประทับใจให้เล่าวันนี้ก็ยังจำแม่นยำ เมื่อปี 2512 สามศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ ถวัลย์ ดัชนี ประเทือง เอมเจริญ ประพันธ์ ศรีสุตา ซึ่งตอนนั้นก็ยังเป็นศิลปินรุ่นใหม่ นำผลงานไปแสดงที่ จ.ขอนแก่น โดยมี ช่วย นนทะนาคร ผวจ.ขอนแก่น เป็นประธานตัดริบบิ้นเปิดนิทรรศการ

“ความที่เป็นอาร์ติสต์ยังบลัดในวันนั้น ผลงานดูแปลกตา ท่านผู้ว่าฯ ช่วย จึงถามว่า…งานของพวกคุณเป็นงานแนวไหน? พี่หวันตอบทันทีว่า “ซิงกะตูนิด” ผู้ว่าฯ ก็ทำหน้างงๆ กลุ่มนักข่าวถึงกับมองหน้าเลิ่กลั่ก พี่หวันอำผู้ว่าฯ (อีกแล้ว!!!) …ผมอำที่ไหน นี่มันเป็นภาษาฮิบรู… พี่หวันหันมาโวยนักข่าว พวกเราจะขำก็ต้องอดไว้ รอผู้ว่าฯ เดินไปก่อนค่อยปล่อยฮา

“จากขอนแก่น ก็ไปเที่ยวกันที่ จ.อุดรธานี พี่หวันไม่ชอบที่นี่เลย เวลานั้นกลุ่มจีไอกำลังขึ้น ทั้งเมืองเต็มไปด้วยโสเภณี พอกลับไปกินข้าวกับท่านผู้ว่าฯ ขอนแก่นอีกครั้ง และคุณช่วยก็ร้องขอให้วาดรูปเปรียบเทียบ 2 จังหวัดนี้ พี่หวันก็วาดรูปผู้หญิงอยู่บนไม้แขวนผ้าเป็นแถว มีหนอนแมลงชอนไช ส่วนขอนแก่นเป็นหญิงนุ่งซิ่นผมมวยนั่งอยู่ริมแก่นนคร เงาสะท้อนในน้ำเป็นดอกบัว คือการเล่าเรื่องด้วยภาพอย่างสุดยอด

“ท่านผู้ว่าฯ ช่วยจึงขอซื้อ พี่หวันบอก 2,000 บาท ท่านก็ซื้อไปทันที แล้วพี่หวันก็หันมาบอกกลุ่มนักข่าวและนักศึกษาวิศวะที่ตามติดเป็นลูกหาบในทริปนี้ บอกว่า… มาพวกเรา ไปฉลองกัน ผมเขียนรูปมานานเพิ่งหลอกขายคนไทยได้ก็วันนี้เอง” วิมลพรรณ เล่าพลางหัวเราะชอบใจ แล้วบอกว่าท่านผู้ว่าฯ ไม่โกรธเคืองอะไร แต่ก็รู้สึกขำไปกับศิลปินท่านนี้ด้วย

กันยายน 20, 2014 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ศาสตร์แห่งการรักษาใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2557 เวลา 10:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1w6a1gH

ศาสตร์แห่งการรักษาใจ

โดย…พงศ์ พริบไหว

บางครั้งมนุษย์คนหนึ่งก็เผชิญกับสิ่งบั่นทอนจิตใจหลากหลายและแตกต่าง เรื่องราวบางเรื่องไม่สามารถเอ่ยบอกใครให้รับรู้ ยิ่งเก็บยิ่งรู้สึกฝืน และสิ่งนั้นก็เข้ามากร่อนหัวใจอยู่ในที หนักเข้าก็สะสมจนหัวจิตหัวใจไม่สู้จะเริงรื่น ต้องหาทางเยียวยารักษาระบายออกไปไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คงดีหากหาทางระบายปัญหาถูกจุด แต่ก็อีกเช่นกันหากคลี่คลายไปในทางที่ผิด สภาพจิตใจคงย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิม

อย่างที่รู้กัน การบำบัดรักษา คือความพยายามอย่างหนึ่งที่เป็นหนทางให้ปัญหาชีวิตดีขึ้น ทุกวันนี้จึงได้เกิดศาสตร์อันมีพื้นฐานเพื่อบำบัดรักษาขึ้นมากมายและแพร่หลาย ซึ่งบางทีก็มากเสียจนไม่รู้จะเลือกอะไร วันนี้จึงมีแนวทางการบำบัดรักษาเพื่อเยียวยาจิตใจจากความเครียดหรือความทุกข์ในชีวิตมาบอกเล่ากัน

 

ลมหายใจ…ดนตรี…ชีวิต

ครูดุษฎี พนมยงค์ นำเอาหลักคำสอนง่ายๆ ตามแนวธรรมะของท่านพุทธทาสภิกขุที่ว่า “ทำใจให้สงบ จะพบความสุขที่เยือกเย็น” เข้ามาปรับใช้ใน “ดนตรีบำบัด”

ตามหลักวิทยาศาสตร์บันทึกไว้ชัดว่า ความเครียดส่งผลสำคัญต่อระบบการทำงานของร่างกายอย่างมาก ซึ่งสมองจะหลั่งสารอะดรีนาลินออกมา ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายถดถอย และการทำงานของอวัยวะต่างๆ บกพร่อง เกิดอาการเจ็บไข้ได้ป่วยหรือไม่ก็ทำให้จิตใจหดหู่ไม่สู้ดี

ครูดุษฎีได้อธิบายถึงความเชื่อมโยงของดนตรีและการบำบัดความเครียดให้ฟังว่า การที่เราได้สัมผัสดนตรีที่เลือกสรรอย่างมีคุณภาพทั้งเนื้อร้อง ทำนอง จังหวะ และเสียงประสานที่พอเหมาะ จะช่วยกระตุ้นให้สมองของมนุษย์หลั่งสารแห่งความสุขอย่างเอนดอร์ฟินมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการไหลเวียนของโลหิต ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินปัสสาวะ และระบบประสาท นอกจากนั้นดนตรียังช่วยเพิ่มความจำ เพิ่มสติปัญญา และก่อให้เกิดความคิดริเริ่ม เป็นต้น

 

 

“คือครูทำงานด้านสอนดนตรีมาหลายสิบปี แล้วก็สอนเกี่ยวกับดนตรีมาตลอดอยู่ในหลายมหาวิทยาลัย จนครูรู้สึกว่า ครูชอบครูรักดนตรี เพราะมันทำให้มีความสุข เมื่อทำงานด้านนี้มาตลอด เราก็ได้มีโอกาสเข้าไปสอนร้องเพลงในมูลนิธิที่ดูแลเด็ก ซึ่งเด็กแต่ละคนก็จะมีความผิด สมัยนี้ก็เหมือนบ้านเมตตา บ้านกรุณา และเมื่อครูเชื่อว่าดนตรีจะบำบัดพวกเด็กๆ ได้ จึงอาสาเข้าไปจัดการเรียนการสอนดนตรีให้เด็กๆ

 

“ปรากฏว่า เมื่อนำดนตรีไปสอนเด็กๆ ในมูลนิธิ ครูได้เห็นพวกเขามีความสุขมาก ดนตรีสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดและอารมณ์ได้จริงๆ มันจึงเป็นเหมือนจุดเริ่มให้ครูนำดนตรีไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กที่แย่อยู่แล้ว ให้ดีขึ้นในอีกหลายๆ ที่ ซึ่งดนตรีบำบัดแบบของครู เมื่อมันเริ่มมากับเด็กที่มีปัญหาทางด้านจิตใจและอารมณ์ เราจึงไม่สามารถไปลอกเลียนแบบแผนจากต่างประเทศได้ ครูก็จะเน้นยึดหลักของศาสนามาผสมผสานเข้าไปสอนเด็กๆ ซึ่งเมื่อสอนอย่างต่อเนื่อง ครูยิ่งมั่นใจเพราะได้เห็นพฤติกรรมที่ดีขึ้นของพวกเขา”

 

จากนั้นครูดุษฎีก็พัฒนาหลักสูตรขึ้นมาเรื่อยๆ ทั้งมีความหลากหลายขึ้นและครอบคลุมไปถึงช่วงวัยต่างๆ จวบจนมาถึงวันนี้ 25 ปีเต็ม ที่เธอพัฒนาหลักสูตรดนตรีบำบัดแบบฉบับของไทยขึ้นมาเอง และเนื่องจากดนตรีบำบัดต้องใช้ความต่อเนื่อง ครูดุษฎีจึงเปิดอบรมหลักสูตรดนตรีบำบัดให้กับผู้คนที่สนใจอยู่เสมอๆ เป็นคลาสๆ จนมาถึงปัจจุบันจึงเกิดเป็นกิจกรรมดนตรีบำบัดที่ชื่อว่า “ลมหายใจ…ดนตรี…ชีวิต”

โดยในหลักสูตรจะมีกิจกรรมดนตรีบำบัดที่สามารถนำกลับไปทำเองได้ที่บ้าน เพื่อพัฒนาตัวเองได้อย่างง่าย โดยกิจกรรมจะเริ่มกันตั้งแต่วิธีการฝึกทำจิตใจให้สงบด้วยการนั่งสมาธิผสานกับจังหวะดนตรี และต่อด้วยการฝึกเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อก่อนทำกิจกรรมต่างๆ โดยใช้ดนตรีที่เลือกสรรซึ่งมีท่วงทำนองที่เข้ากับจังหวะของความคิดและคลื่นสมอง จากนั้นต่อด้วยการฝึกเปล่งเสียงอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยปรับอารมณ์ความรู้สึกให้เกิดความร่าเริง ก่อนจะจบด้วยการฝึกฟังดนตรีคุณภาพที่จะช่วยให้เกิดจินตนาการกว้างไกลทำให้สิ่งที่หนักอกหนักใจบรรเทาลง

หากจะฝึกดนตรีบำบัดในแบบครูดุษฎี นอกจากต้องมีความตั้งใจแล้ว ควรนำกลับไปทำอย่างสม่ำเสมอ จึงจะเห็นผลได้ชัดเจน ซึ่งการบำบัดลักษณะนี้ไม่มีข้อจำกัด ขอเพียงเครียดหรือมีปัญหาอยากหาทางระบายก็สามารถทำเมื่อไหร่ก็ได้และใช้เวลาเพียง 20 นาที อีกทั้งเป็นหลักสูตรที่ถูกออกแบบมาให้เป็นเสมือนหนทางสายกลางที่ทำให้จิตใจดีขึ้น

หากใครสนใจอยากลองบำบัดอาการป่วยไข้ของหัวใจ ที่เกิดมาจากหลากหลายสิ่งที่สุมทรวง ลองเข้าไปสอบถามรายละเอียดกิจกรรมดนตรีบำบัดได้ที่โทร. 02-381-3860

 

ศิลปะรักษาใจ

ศิลปะบำบัดถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีกับการเยียวยาอารมณ์และจิตใจ ซึ่งทางมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กได้เห็นถึงความสำคัญของศิลปะบำบัด จึงได้นำมาปรับใช้พัฒนาเด็กๆ ทั้งด้านอารมณ์ จิตใจ และสังคม โดยมีกิจกรรมศิลปะบำบัดหลากหลายที่จัดขึ้นให้กับเด็กๆ เช่น กิจกรรมศิลปะรายเดี่ยวและกลุ่ม นิทรรศการศิลปะบริสุทธิ์ และค่ายศิลปะรักษาใจ ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ ช่วยบำบัดฟื้นฟูสภาวะของจิตใจเด็กๆ ที่ถูกทารุณกรรมให้กลับมาเป็นปกติ

“แรกเริ่มเราใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างศักยภาพให้กับเด็กในมูลนิธิก่อน ต่อมาเราจึงใช้ศิลปะเข้ามาในเรื่องของการฟื้นฟูจิตใจ เพราะเด็กในศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กทุกคนล้วนมีปัญหาเรื่องความรักจากครอบครัว เคยถูกกระทำมาจากคนแวดล้อม เด็กพวกนี้จะหวาดระแวงและไม่เข้าสังคม เราจึงอยากใช้ศิลปะเข้ามาสร้างความไว้วางใจ ซึ่งศิลปะเป็นเครื่องมือที่สามารถเยียวยาเด็กได้เป็นอย่างดี เพราะมันสามารถเข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัยและภาษาศิลปะมันก็เข้าใจได้ง่าย อีกทั้งเรายังสามารถแทรกเรื่องของสังคมเข้าไปได้ด้วย”

 

ครูสายใจ ศรีลิ้ม นักศิลปะบำบัดของมูลนิธิศูนย์ฯ กล่าวถึงที่มาที่ไปของการเริ่มต้นศิลปะบำบัดขึ้นอย่างจริงจังตั้งแต่ 7 ปีที่แล้ว ก่อนเธอจะเล่าต่อว่า

“เมื่อก่อนมีโอกาสได้เรียนจากนักศิลปะบำบัดชาวต่างชาติที่เข้ามาช่วยในมูลนิธิ ก็ฝึกงานอยู่กับเขากว่า 3 ปี แล้วเมื่อเขาไปก็ไม่มีใครทำต่อ เราเลยเข้ามาทำเอง เพราะเห็นว่าสามารถช่วยเยียวยาได้จริง เพราะเด็กบางคนเขาถูกทำร้ายมาหนักมากทั้งสภาพจิตใจและร่างกาย หรือถูกกระทำทางเพศ ซึ่งถ้าเกิดได้รับการบำบัดแบบนี้ จริงอยู่เด็กอาจไม่ได้หายหวาดกลัว แต่จะสามารถคลี่คลายบรรเทาให้เด็กสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ เราก็เลยอยากสานต่อ จนต่อมาก็กลายเป็นกิจกรรมอีกหลายๆ อย่างที่มีศิลปะบำบัดเป็นหลัก

“เพราะในศิลปะมันมีความอิสระอยู่บนกระดาษ เมื่อเขาวาดรูปเขาก็จะได้ระบายได้แสดงออกในสิ่งที่เขาอยากบอก ซึ่งศิลปะสามารถสื่อออกมาได้แม้จะไม่ต้องใช้คำพูด แล้วพอเราจบคลาส เด็กๆ ก็จะมาบอกว่าทำไมเวลามันหมดเร็วจัง คือเขารู้สึกว่ายังอยากวาดรูปต่อ เพราะเขามีความสุข เขาโล่งเขาสบายใจที่ได้ทำงานศิลปะ” ทางมูลนิธิเองนอกจากเปิดใช้ศิลปะบำบัดเยียวยารักษาใจให้กับเด็กๆ ที่โชคร้ายมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ดังที่กล่าวแล้ว ทั้งนี้ยังมีการเปิดกิจกรรมแบบโอเพ่นสตูดิโอที่ใครๆ ก็สามารถเข้าร่วมได้ ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องอยู่ในวัยไหน เพราะศิลปะบำบัดนอกจากจะช่วยเยียวยารักษา อีกด้านหนึ่งยังช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ จินตนาการ และฝึกสมาธิได้เป็นอย่างดี ซึ่งในส่วนนี้จะเชื่อมโยงไปถึงการนำวิถีชีวิตของชุมชนเข้ามาเพื่อให้เด็กๆ เรียนรู้สังคมและธรรมชาติ และช่วยในเรื่องการเปิดโลก การเข้าสังคมซึ่งสามารถทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันช่วยเหลือกัน

นอกจากเด็กที่อยู่ในมูลนิธิ หากใครที่สนใจก็สามารถเข้ามาร่วมในกิจกรรมได้ทั้งในแบบผู้ร่วมกิจกรรมและอาสาสมัคร ซึ่งหากใครมีบุตรหลานที่ประสบกับปัญหาในเรื่องของการเข้าสังคมหรืออื่นๆ ก็สามารถเข้ามาทดลองศิลปะบำบัดได้ หากใครอยากช่วยเหลือเด็กๆ ในมูลนิธิให้กลับมามีรอยยิ้มสดใสกว่าเดิม ก็สามารถสอบถามรายละเอียดของกิจกรรมศิลปะบำบัดรักษาใจ ได้ที่ http://www.thaichildrights.org/โทร. 02-412-0739

กันยายน 20, 2014 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

วันนี้ชีวิตเรา ‘เบา’ หรือ ‘หนัก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2557 เวลา 09:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1tfmXMu

วันนี้ชีวิตเรา 'เบา' หรือ 'หนัก'

โดย…ปูปรุง https://www.facebook.com/pages/ปูปรุง

ในช่วงสองเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตความเป็นอยู่ของฉันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก สาเหตุก็คือเพราะมีการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านครั้งใหญ่ บ้านซึ่งปลูกสร้างมาเป็นเวลานานกว่า 50 ปี กระทั่งมีความเสื่อมโทรมลงไปตามกาลเวลา ซึ่งจะว่าไปแล้วคนที่เคยผ่านประสบการณ์คล้ายๆ กัน คงพอเข้าใจได้ดีนะคะว่า สิ่งที่ถือเป็นความยุ่งยากและเหน็ดเหนื่อยมากที่สุดลำดับต้นๆ ของการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านหลังเก่า เห็นจะหนีไม่พ้นการที่เราต้องคัดแยกและเลือกสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ว่าอันไหนควรเก็บ อันไหนควรทิ้งได้แล้ว ฉันเองก็พบปัญหานี้เช่นกันค่ะ

ตามปกติลำพังข้าวของเครื่องใช้ของเราเองก็ตัดสินใจยากอยู่ไม่น้อย แต่มันจะยากยิ่งกว่านั้นอีก ถ้าของสิ่งนั้นไม่ใช่ของของเรา แต่บังเอิญเราจำเป็นต้องตัดสินใจแทน เพราะความเป็นผู้นำของที่บ้านในขณะนั้นบีบบังคับ และแล้วฉันก็พบปัญหานี้กับโต๊ะเก่าๆ ตัวหนึ่งของแม่จนได้ ซึ่งถ้าหากพิจารณาจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัสดุ รูปทรงการออกแบบ หรือแม้แต่ราคาค่างวดที่เคยซื้อมันมาแล้วละก็ เชื่อว่าหลายคนที่ได้เห็นคงลงมติตรงกันว่าควรเอาไปบริจาคต่อได้แล้ว แต่เรื่องมันตัดสินใจยากขึ้นตรงที่แม่เล่าให้ฟังว่า โต๊ะตัวนี้คือผลจากน้ำพักน้ำแรงที่แม่ได้มาจากการหารายได้พิเศษ แล้วค่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อยเพื่อซื้อมันมาเป็นโต๊ะนั่งทานข้าวตัวแรกของบ้าน เมื่อครั้งที่ครอบครัวของเรายังเพิ่งก่อร่างสร้างตัวอยู่

ดังนั้น เมื่อรู้ที่มาของโต๊ะตัวนี้เข้า ฉันจึงต้องชั่งน้ำหนักใหม่ว่าควรจะใช้คุณค่าอะไรมาเป็นตัวชี้วัดในครั้งนี้ดีที่จะรักษาน้ำใจของทุกคนเอาไว้ โดยเฉพาะกับแม่ เพราะว่าบางครั้ง “คุณค่า” ของสิ่งๆ หนึ่งมันไม่ได้อยู่ที่ “ราคา” เสมอไป แต่มันกลับอยู่ที่ “ความหมาย” ที่มันมีต่อชีวิตเรามากกว่า คุณค่าและความหมายจึงถือเป็นเรื่องของปัจเจกและไม่มีใครสามารถคิดแทนใครได้เลย โต๊ะไม้ธรรมดาๆ ราคาสองร้อยกว่าบาทในตอนนั้น มันจึงไม่อาจประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ถ้าเราหวนนึกถึงความหมายและการผ่านช่วงเวลาของการได้มาของมัน

เมื่อสิ่งของใดที่มีความหมาย หรือมีคุณค่าต่อชีวิตเราเกิดขึ้น ความผูกพัน ความรู้สึกเป็นเจ้าของก็ย่อมทำให้เรายากที่จะสลัดหรือปล่อยวางมันทิ้งไปได้ง่ายๆ ผลที่ตามมาคือ มันจะสร้างความยึดติด สร้างการเก็บสะสม เหมือนเช่นโต๊ะตัวนี้ ที่วันนี้ฉันก็คิดว่าควรจะต้องเก็บมันไว้ที่ใดที่หนึ่งของบ้านนั่นล่ะค่ะ แม้ว่าปัจจุบันครอบครัวเราจะมีโต๊ะทานข้าวตัวใหม่ ที่ขนาดใหญ่ขึ้นและสวยงามกว่าโต๊ะไม้ตัวดังกล่าวนั้นมาตั้งนานแล้วก็ตาม จะว่าไปแล้วการใช้ชีวิตของเราก็สามารถมองผ่านโดยอาศัยความเชื่อมโยงต่อเรื่องนี้ได้เหมือนกันนะคะ เพราะความหนักเบาของชีวิตแต่ละคน ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราเลือกที่จะเก็บไว้ในจิตใจตัวเองเช่นกัน ซึ่งความสามารถในการให้คุณค่าและความหมายที่ถูกต้องต่อสิ่งต่างๆ อย่างผู้มีปัญญาเท่านั้น ที่จะทำให้เราแต่ละคนพบจุดที่สมดุลได้อย่างพอเหมาะพอดี และมีความสุข

ตัวช่วยหนึ่งสำหรับชีวิตฉันก็คือคำกล่าวหนึ่งของพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ที่ตัวเองยึดถือไว้เป็นอนุสติเตือนใจมาตลอด ข้อความธรรมที่ลึก มีความหมายซึ้งนี้ก็คือ “เวลาที่เราต้องถือหรือแบกของแล้วรู้สึกว่ามันหนัก เราไม่จำเป็นต้องไปวิ่งหา ‘ความเบา’ ว่ามันอยู่ที่ไหน เราก็แค่วางของหนักนั้นลง แล้ว ‘ความเบา’ มันก็มาเอง” หมั่นสำรวจใจ และอย่าลืมถามตัวเองบ้างนะคะในวันที่รู้สึกเหนื่อยว่าชีวิตทุกวันนี้ของคุณหนักเบา เท่าที่เราอยากให้มันเป็นรึเปล่า? บางทีคุณอาจจะนำเคล็ดลับจากข้อความทางธรรมข้างต้นนี้ของพระอาจารย์ไปประยุกต์ใช้กับเรื่องของตัวเองบ้างก็ได้ไม่ว่ากัน

เพื่อจะได้ถามตัวเองว่าสิ่งนี้มีคุณค่ามากพอที่เราควรจะ “แบก” ไว้หรือไม่ และแม้ว่าวันนี้เราจะยัง “วาง” อะไรๆ ได้ไม่หมด อย่างเช่นเหล่าสมณเพศผู้เพียรเผากิเลสก็ตาม แต่อย่างน้อยการได้หยุดคิดและพิจารณาทบทวนสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาข้องเกี่ยวในชีวิตเราบ้าง รับบ้างบางสิ่ง ตัดทิ้งบ้างบางอย่าง ในที่สุดความรกรุงรังของชีวิตเราก็คงจะลดน้อยลงบ้างไม่มากก็น้อย

กันยายน 20, 2014 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

สราวุธ อินทรพรหม บนเส้นทาง…หนังทางเลือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2557 เวลา 08:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1w2LgC9

สราวุธ อินทรพรหม บนเส้นทาง...หนังทางเลือก

โดย…กองทรัพย์ /ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

จากเด็กนิเทศศาสตร์ ภาพยนตร์ สู่เส้นทางหนังอินดี้หรือหนังทางเลือก ของ “สราวุธ อินทรพรหม” หรือ “โน้ต” ที่เริ่มต้นจากเป็นเด็กกองถ่าย เริ่มเขียนบทภาพยนตร์ ทำหนังฟอร์มเล็กฉายในโรงภาพยนตร์เล็กๆ เดินสายประกวดในต่างประเทศบ้าง และส่วนใหญ่หนังของเขาก็มักจะเข้าตาชาวต่างประเทศเสียด้วยสิ แต่ก็ดูเหมือนชื่อของสราวุธจะเป็นที่รู้จักในกลุ่มคนดูหนังเฉพาะกลุ่มมากกว่า

“ความฝันในตอนเด็กของผมคิดว่าคงเหมือนกับผู้กำกับคนอื่นๆ คือเป็นเด็กที่ชอบดูหนังมากๆ การที่เราได้ดูหนังของคนอื่นแล้วประทับใจมากๆ จนอยากมีหนังของตัวเองฉายในโรงหนังบ้าง ในตอนเด็กเวลาเราดูหนังแล้วเห็นปฏิกิริยาของคนดูที่ตอบสนองกลับมากับหนัง คิดว่าและถ้าหนังของเรากำลังฉายอยู่แล้วคนดูจะมีปฏิกิริยาอย่างไร มันคงเป็นอะไรที่ตื่นเต้นไม่น้อย และประกอบกับตัวเองเป็นคนชอบแต่งเรื่อง มีเรื่องราวในหัวที่อยากจะเล่าอยู่มากมาย ก็เลยอยากจะทำอาชีพนี้ดู

“เริ่มต้นจากเรียนด้านนิเทศศาสตร์ จากนั้นก็ไปฝึกงานในกองถ่าย เรียนรู้การทำงานอยู่ประมาณ 2 ปี แล้วก็มาเขียนบทหนังให้กับพี่ปื๊ดธนิตย์ จิตนุกูล ทำอยู่ประมาณ 3 ปี และการที่เราทำงานในกองถ่ายมาก่อนก็พอจะมีคนรู้จักพอสมควร ก็เลยรวมตัวกับคนรู้จักเปิดกล้องหนัง ทำหนังอินดี้เล็กๆ ขึ้นมา เรื่องแรกคือ บอยเฟรนด์ (BOYFRIEND) ฉายเฉพาะที่โรงเฮาส์ อาร์ซีเอ ซึ่งถือว่าเป็นประตูบานแรกในหน้าที่ผู้กำกับของผม จากนั้นก็ทำหนังฟอร์มเล็กส่งในเทศกาลต่างๆ และฉายโรงเล็กเหมือนเดิม จนได้รับโอกาสให้กำกับหนังโรงเรื่องหล่อลากไส้”

 

เนื่องจากกระบวนการทำหนังเข้าโรงเริ่มยากขึ้นทุกที อาจจะเพราะต้องใช้ต้นทุนที่มากขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจ ประกอบกับคนดูหนังน้อยลง ค่ายเล็กค่ายน้อยจึงค่อยๆ ล้มหายตายจากไปเหลือน้อยลงเช่นกัน ดังนั้นสราวุธจึงมองหาลู่ทางใหม่ๆ เพื่อเป็นสื่อในการถ่ายทอดภาพยนตร์ของเขาโดยใช้ทุนที่น้อยลงโดยไม่ต้องพึ่งพาค่ายใหญ่ คำตอบจึงเป็นการทำหนังขายผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งผลที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจสำหรับเขา

“สถานการณ์การทำหนังในประเทศไทยตอนนี้มีอยู่ 2 แบบ คือ ทำเล็กมากๆ เพื่อป้องกันการขาดทุน กับสอง คือ ทำบิ๊กโปรเจกต์ไปเลย แต่ถ้าลงทุนแบบกลางๆ กั๊กๆ เสี่ยงที่จะขาดทุนสูง เพราะฉะนั้นผมจึงเลือกทำหนังเล็กๆ เพราะถ้ามัวแต่รอคิวกำกับหนังโรงผมคงต้องรอนาน เพราะผู้กำกับมีเป็นร้อย แต่หนังเปิดปีหนึ่งแค่หลักสิบเรื่อง ผมเอาทุนรอนของตัวเองมาลงทุนทำหนังฉายในอินเทอร์เน็ตเป็นหนังชุดใน G Thai movie เป็นเว็บไซต์ที่ฉายหนังเฉพาะกลุ่ม (ชายรักชาย) ซึ่งจะดูได้ต้องเป็นสมาชิกเท่านั้น ใช้ทุนไม่เยอะมาก แต่ได้เสียงตอบรับดี เราไม่ต้องใช้งบในการประชาสัมพันธ์มากมายเหมือนหนังโรง พอสะสมรายได้จากหนังอินเทอร์เน็ตแล้ว ก็เอาทุนอันนั้นมาทำหนังใหญ่ฉายในโรง เป็นหนังฟอร์มเล็กฉายไม่กี่โรงเหมือนเดิม”

เมื่อแนวทางหนังที่ฉายในอินเทอร์เน็ตเจาะกลุ่มเป้าหมายไปที่กลุ่มชายรักชาย หนังใหญ่เรื่องใหม่ของเขาจึงอยากนำเสนอไอเดียหนังชายรักชายในอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างออกไป ทั้งแกนเรื่องที่นำเสนอ สถานที่ถ่ายทำ และเงื่อนไขของตัวละครต้องเผชิญ โดยใช้ชื่อว่า “ครูและนักเรียน” ใบปิดหนังได้เรตติ้ง 18+ ซึ่งผู้กำกับอย่างสราวุธบอกว่านี่คือโอกาสในการสื่อสารเนื้อหาที่อยากนำเสนอ

“ผมว่าปัจจุบันหนังแนวหนังเกย์ หนังวาย หรือการจิ้นเพศเดียวกันสร้างออกมาค่อนข้างเยอะ ส่วนใหญ่จะเป็นมุมมองของเด็กวัยรุ่น หรือการค้นพบว่าตัวเองชอบผู้ชาย แต่ด้วยวัยของผมเป็นวัยทำงาน ก็อยากจะเล่าเรื่องในมุมมองของผู้ใหญ่ คือ ปัญหาการใช้ชีวิตคู่ของชายรักชาย ที่เล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมา เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าอะไรคือพฤติกรรมที่จะทำให้ชีวิตคู่ของคนกลุ่มนี้ไม่ราบรื่น อยากนำเสนอปัญหาว่าอะไรที่ทำให้คู่รักเกย์อยู่ด้วยกันไม่ยืด เราอยากสะท้อนภาพเพื่อให้คนรักกันนำมาปรับใช้กับชีวิตคู่ของตัวเองได้

 

“โดยนำเสนอผ่านหนังเรื่องครูและนักเรียน ที่เล่าผ่านคู่รักเกย์ที่แต่งงานมา 5 ปี แต่มีเหตุให้อยากนอกใจคู่ของตน แต่ขณะเดียวกันก็มีเรื่องหน้าที่การงาน ศีลธรรมจรรยา เป็นภาพยนตร์แนวจิตวิทยา ดราม่า และลงลึกถึงสภาพจิตใจของชายรักชาย เราเลือก จ.กาญจนบุรี เป็นโลเกชั่น บ้านเราภาพสวย ถ้าเอาไปฉายในต่างประเทศ ชาวต่างชาติน่าจะชอบ ซึ่งตอนนี้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ส่งไปยังเทศกาลหนังของต่างประเทศหลายแห่ง กำลังรอประกาศผล ไม่คาดหวังว่าจะได้รางวัล ขอแค่ได้ฉายโชว์ก็พอแล้ว”

ผ่านงานมาทั้งหนังสั้นหนังยาว เราจึงถามถึงความยากง่ายของงานที่ผ่านมาว่าแตกต่างกันอย่างไร สราวุธ บอกว่า “ถ้าเป็นหนังที่มีนายทุน ผู้กำกับโฟกัสสิ่งที่อยู่หน้ากองถ่ายอย่างเดียวไม่เหนื่อยเรื่องธุรกิจ แต่ข้อเสียอย่างหนึ่งสำหรับผมมองว่าเราอาจจะนำเสนอสิ่งที่เราต้องการได้ไม่ทั้งหมด แต่ถ้าเป็นหนังที่เราเป็นนายทุนเอง ลงทุนทำเอง ก็สามารถนำเสนอสิ่งที่อยากเล่าได้เต็มที่ แต่ก็จะเหนื่อยทั้งเรื่องหาเงินและการติดต่อธุรกิจ”

“อยากฝากถึงน้องๆ ที่อยากเป็นผู้กำกับหนัง ผมว่าเดี๋ยวนี้เทคนิคต่างๆ มีเยอะ และหลักสูตรเกี่ยวกับภาพยนตร์ก็ไม่ต่างกันมาก แต่ผู้กำกับที่จะทำให้คนดูเชื่อและอินไปกับสิ่งที่เขาเห็นบนจอ จะต้องขึ้นอยู่กับการสั่งสมประสบการณ์ และมุมมองที่เขามีต่อโลก ผมว่าคุณสมบัติแรกที่ต้องมีคือต้องเป็นคนเข้าใจโลก เข้าใจถึงชีวิตของคน

“การที่จะทำให้คนดูเชื่อได้ ผู้กำกับต้องเชื่อ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้เกิดจากการสั่งสม มีมุมมองด้านศิลปะ เป็นคนช่างสังเกต คิดตลอดเวลา และมีจินตนาการ คือเขาต้องเป็นคนที่มีภาพในหัวตลอดเวลา คิดอะไรเป็นหนังได้เสมอแม้แต่เวลาที่เราไม่ได้ทำหนัง ส่วนจะอยู่ในที่ทางแบบไหน วันเวลาและสไตล์จะพาคุณไปยังจุดหมายเอง” สราวุธ กล่าว

 

Profile

ชื่อนามสกุล สราวุธ อินทรพรหม

การศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ผลงานด้านการกำกับภาพยนตร์

ปี 2556 ภาพยนตร์ “Tiger and Wolf หล่อลากไส้”

ปี 2554 ภาพยนตร์ “Cinderella หนังผี”

ปี 2554 ภาพยนตร์ “ซุปตาร์สตอร์เบอรี่”

ปี 2553 ภาพยนตร์ “Snow White ตายทั้งกลม”

ปี 2552 ภาพยนตร์ “เซ็งเป็ด” เข้าฉายลิโด้ และเทศกาล Asian Queer Film and Video Festival Japan 2010

ปี 2551 ภาพยนตร์ “CROC” ได้รางวัล Jury Prize เทศกาล World Film of Bangkok

ปี 2550 ภาพยนตร์ “BOYFRIEND” เข้าฉาย HOUSE RCA และเทศกาล Asian Queer Film and Video Festival Japan 2009

กันยายน 20, 2014 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ชื่นชมของสะสมล้ำค่า ของ ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2557 เวลา 08:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1w2LIA6

ชื่นชมของสะสมล้ำค่า ของ ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ

โดย…วราภรณ์ ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

แวดวง “อาร์ตคอลเลกเตอร์” ตัวยงของเมืองไทยต้องมีชื่อของ ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินร่วมอยู่ด้วย เพราะเขาหลงใหลและเก็บสะสมผลงานศิลปะหลากหลายแขนงตั้งแต่เริ่มวัยทำงาน เช่น ภาพเขียนของศิลปินชื่อดังของเมืองไทย อาทิ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ผู้ล่วงลับ ฯลฯ หรือแม้แต่รูปปั้นเนื้อหินอ่อนสไตล์ยุโรป ร่วมไปถึงผืนพรมเปอร์เซียลวดลายสวยงามบางผืนอายุกว่า 100 ปี โดย ดร.ก้องเกียรติ เก็บสะสมไว้มากกว่า 30 ผืนทีเดียว

ดร.ก้องเกียรติ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส เล่ารายละเอียดถึงแรงบันดาลใจในความชื่นชอบผลงานศิลปะเหล่านี้ว่า ได้รับแรงบันดาลใจมาจากคุณพ่อที่ชื่นชอบงานศิลปะเหมือนกัน โดยเฉพาะภาพถ่าย ความเข้มข้นของความชอบงานศิลป์ยิ่งมีมากขึ้น เมื่อ ดร.ก้องเกียรติ ได้เดินทางไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ ระหว่างที่ร่ำเรียนก็ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมงานศิลป์ในพิพิธภัณฑ์ยุโรปและอเมริกา ยิ่งเป็นการเปิดโลกทัศน์ด้านงานศิลป์ที่มากขึ้น

 

“ผมเริ่มสะสมแสตมป์ตั้งแต่ชั้นประถม ได้ชมความงามของศิลปะในแสตมป์ เก็บสะสมเอนไซโคลพีเดีย ทำให้ผมได้เห็นแสตมป์ของทั้งโลก พอโตหน่อยไปเรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกานาน 6 ปี ได้ไปดูพิพิธภัณฑ์หลักๆ ในยุโรปและอเมริกา ด้วยความชอบเที่ยวและหาความรู้ใส่ตัว ได้ดูงานศิลปะ ดูธรรมชาติได้เห็นเยลโลว์สโตนซึ่งเป็นศิลปะทั้งนั้น พอเรียนจบผมไปอยู่แบงก์กสิกร ถูกห้อมล้อมด้วยงานศิลปะ เพราะคุณบัญชา ล่ำซำ ก็ชอบงานศิลปะ ประกอบกับผมกลับมาใหม่ๆ ศิลปินรุ่นใหม่ๆ ชวนไปเปิดงาน เช่น ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ ผมก็มีรูปของเขาเป็นรูปไตรภูมิสีขาว ปัจจุบันติดอยู่ในห้องทำงาน ทำให้ผมยิ่งรู้จักงานศิลปะ นับร่วมผมสะสมงานศิลปะมานาน 30 ปีแล้ว หรืองานพระพุทธรูปเป็นงานไม้แกะสลักปิดทองศิลปะยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อายุกว่า 200 ปี ได้จากร้านแกลเลอรี่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีโอ่งลายมังกรอายุ 80 ปี ตั้งประดับอยู่นอกบ้าน”

หลักเก็บงานศิลปะของอาร์ตคอลเลกเตอร์คนนี้ไม่มีหลักที่แน่นอน อาศัยเก็บทุกอย่างที่ตนเองรู้สึกชื่นชอบ เช่น เสน่ห์ของภาพวาดสีน้ำมัน ดร.ก้องเกียรติ เปรียบได้ลึกซึ้งว่า เหมือนงานหนังสั้นที่บอกเรื่องราวของศิลปินที่มีวิธีถ่ายทอดเรื่องราวที่ไม่เหมือนกัน อีกของสะสมสุดรักของเขาก็คือ พรมเปอร์เซียที่ใช้เวลาถักทอเป็นปี พรมทุกชิ้นสวยมูลค่าหลายล้านมีค่ากึ่งๆ งานศิลปะเลยทีเดียว

 

“ผมชอบความเนี้ยบของการทอพรมเปอร์เซีย ซึ่งล้วนเป็นพรมทอมือ บางชิ้นเป็นของอิสวาฮานตระกูลเก่าแก่ที่ถักทอพรมมานานนับ 100 ปี บางผืนที่ผมมีอายุเกือบๆ 100 ปี มูลค่าเจ็ดหลักทีเดียว ผมชอบที่ความงดงามของลวดลาย เช่น ลาย Medallion ตราล้อมรอบด้วยดอกไม้ ภาพวิวหรือฮันติ้งภาพล่าสัตว์อายุ 60 ปี ซึ่งเป็นขนสัตว์ทอกับผ้าไหมเป็นภาพสองสีเข้มกับจางหากมององศาที่ต่างกัน พรมที่เลื่องชื่ออันดับหนึ่งของโลกต้องผลิตที่ตะวันออกกลาง โดยใช้มือทอทั้งหมด การทอพรมเป็นงานศิลปะ มีประวัติคือ อาจารย์โกนาเป็นผู้ออกแบบลวดลายในยุคแรกๆ การถักทอพรมนิ้วคนทอต้องเล็ก ถักด้วยมือแต่มีเครื่องมือช่วย พรมแต่ละผืนช่วยกันถักทั้งตระกูลเป็นปีๆ ต่อพรมหนึ่งผืน ผมจึงให้คุณค่ากับสิ่งเหล่านี้ อีกทั้งพรมยังมีลวดลายที่สวยเตะตามากๆ”

แม้พรมเปอร์เซียจะงดงามและมีอายุมากขนาดไหน แต่ ดร.ก้องเกียรติ มองที่ประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก จึงไม่แปลกใจเลยว่า พรมที่ปูอยู่ในห้องรับแขกของบ้านทำไมเนื้อจึงนุ่มเนียนเท้านัก

 

คุณค่าของพรมเปอร์เซีย ดร.ก้องเกียรติ ให้ความรู้เพิ่มอีกนิดว่า ความแน่นของพรมยิ่งทอแน่นต่อตารางนิ้วก็ยิ่งมีราคาแพง พรมที่ผลิตที่ตะวันออกกลางกับจีนหากไม่มีความรู้มักแยกกันไม่ค่อยออก ซึ่งราคาแตกต่างกันที่หลักแสนกับหลักหมื่นบาท

“พรมผืนแรกที่ซื้อจากคนแขกที่นิวยอร์กก็เคยโดนหลอก พอนำกลับมาเมืองไทยคนขายพรมที่น่าเชื่อถือบอกว่าอันนี้พรมจีนราคาแค่ 2 หมื่นบาท ซึ่งผมก็ซื้อมาในราคาแค่ 3 หมื่นบาท ซึ่งต่อราคา 3 แสนบาท จึงไม่ค่อยเสียใจเท่าไหร่ หลังจากนั้นผมซื้อพรมจากดีลเลอร์ที่น่าเชื่อถือเท่าไหร่ คิดว่ายอมจ่ายแพงดีกว่า เช่น การประมูลจากโซเทบี้ส์หรือคริสตี้ส์ เราก็ยอม เรายอมจ่ายเพื่อซื้อความน่าเชื่อถือ”

 

พรมเปอร์เซีย 3 ผืนสุดรักที่ ดร.ก้องเกรียง โปรดมากๆ ได้แก่ พรมลายเมดาเรียน ทอ 900 นอต/ตารางนิ้ว ทอจากเส้นไหม ซึ่งไหมมีเสน่ห์ตรงมองได้ 2 เฉด มีความแววที่มากกว่า แต่วูลของแมสเชสเตอร์ก็ดี เพราะพรมที่ทอมาจากขนแกะจะละเอียดมากๆ ซึ่งวูลโบราณจะสากๆ เพราะการเลี้ยงดู การฟอกโบราณจะไม่ค่อยดีเท่าสมัยนี้ พรมคุณภาพดีๆ สามารถอยู่เป็นได้เป็น 100 ปี พรมเนื้อวูลที่ชอบอายุ 70 ปี เป็นลายวิว ซึ่งล้วนเป็นพรมที่ทอจากตระกูลเซราเฟียนอันมีประวัติเก่าแก่มากในการทอพรม

สำหรับหลักการเลือกซื้อไม่ว่าจะเป็นของสะสมชนิดใดก็ตาม ดร.ก้องเกียรติ แนะว่า ต้องมีความสมบูรณ์ของชิ้นงาน เช่น งานรูปปั้นสำริดสภาพต้องสมบูรณ์ หากชิ้นงานนั้นมีจำกัดจริงๆ หากหาชิ้นที่สมบูรณ์กว่านั้นไม่ได้ก็ต้องยอม อีกทั้งการเป็นนักสะสมต้องถามใจตนเองว่าชอบสะสมของชิ้นนั้นๆ จริงๆ หรือไม่ เพราะเราต้องอยู่กับมันไปอีกนาน ของชิ้นนั้นก็คือส่วนหนึ่งของชีวิต และของสะสมชิ้นนั้นต้องมีความทนทานเพื่อการเก็บรักษาไว้ได้นาน

 

“งานเพนติ้งหากกระดาษสีจางแล้วผมไม่เอาเลย คนเอเชียประเทศอื่นๆ นิยมซื้อภาพเก็บ แต่คนไทยไม่นิยม ศิลปินจีนที่มีชื่อเสียงมากๆ มีเยอะมาก เพราะมีคนสนับสนุนซื้อภาพของเขา เขาก็ดัง จริงๆ เราควรสนับสนุนศิลปินของไทย แต่คนไทยไม่รู้คุณค่าของภาพเขียนโบราณทิ้งๆ ขว้างๆ สะท้อนว่าเราไม่นิยมงานศิลปะ ซึ่งศิลปะถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย เราควรสะสมซื้อภาพเพื่อสร้างศิลปินไทยให้มีชื่อเสียงเยอะๆ เพื่อส่งเสริมให้กำลังใจศิลปินสร้างงานศิลป์ต่อไป”

นอกเหนือจากงานพรมเปอร์เซีย ดร.ก้องเกียรติ ยังหลงรักงานทองสัมฤทธิ์ 3/5 ของศิลปินชาวอิตาเลียน ชื่อ เฟรด เดอริโก โซเวอร์เรโน เป็นรูปปั้นพี่น้องสามคน ส่วนรูปปั้นของ Salvary deli ศิลปินชาวสเปน ก็มีเก็บอยู่หลายชิ้น เช่น รูปปั้นช้างยืนแบกพีระมิดแก้ว อีกชิ้นเป็นงานของดามโกไดวา แต่เก็บโชว์ไว้ที่บ้านในกรุงลอนดอน และรูปปั้นมือหยิบรถยนต์ของ Layn zo Quinn เป็นศิลปินชาวสเปน

 

อย่างไรก็ดี ความสุขที่ได้จากการเป็นนักสะสม ดร.ก้องเกียรติ บอกว่า อยู่ที่งานของศิลปินเมื่อได้ชื่นชมแล้วมีผลต่อจิตใจ เห็นแล้วรู้สึกดื่มด่ำมีความสุข ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย หายเหนื่อยจากงาน เวลาได้ไปดูแกลเลอรี่เกี่ยวกับภาพ ทำให้เขาได้เห็นงานของศิลปินเอกของโลกมากมายแม้ไม่ได้จับจองเป็นเจ้าของ เช่น ภาพวาดของโมเนต์ แต่เพียงได้เห็นก็รู้สึกชื่นใจแล้ว ดร.ก้องเกียรติ บอกอีกว่า การจะเป็นนักสะสมต้องเริ่มจากการศึกษางานของศิลปิน ซึ่งศิลปินที่ดีและน่าสะสมต้องมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ไม่ได้เลียนแบบใคร มีความสม่ำเสมอในการผลิตงาน ขณะเดียวกันต้องพัฒนางานขึ้นไปเรื่อยๆ

“งานบางเป็นของชาวเยอรมันชื่อ Gerhard Rithea อายุ 93 ภาพของเขาเอาสีมาป้ายๆ เท่านั้น แต่เขาทำได้เป็นคนแรก หรือ เดเมียม เฮิร์ต เราก็ชอบมีภาพหนึ่งเก็บไว้ที่บ้านที่ลอนดอน ซึ่งมูลค่าประเมินมิได้ ”

สำหรับวิธีเฟ้นหาของโบราณล้ำค่า ดร.ก้องเกียรติ ใช้วิธีประมูลอยู่เรื่อยๆ เช่น งานประมูลนาฬิกา งานศิลปะโดยจะมีการประมูลของบริษัทด้านการประมูลดังๆ ไตรมาสละครั้ง เช่น โซเทบี้ส์ คริสตี้ส์ ซึ่ง ดร.ก้องเกียรติ ก็เป็นสมาชิก เมื่อเป็นสมาชิกก็จะได้แค็ตตาล็อกที่ทำเพื่อการประมูลแต่ละครั้งส่งมาถึงบ้าน เมื่อได้ดูงานแต่ละชิ้นซึ่งจะมีทั้งขนาด ราคาเริ่มประมูลกำกับอยู่ หากชอบก็โทรไปคุยกับตัวแทนที่อยู่ในเมืองไทย ว่าอยากได้ชิ้นนั้นชิ้นนี้และจำกัดวงเงินว่าสู้ที่ราคาเท่าไหร่ ซึ่งนับเป็นเส้นทางการหาของสะสมที่ดีมากๆ ทางหนึ่ง

 

หลักการเก็บรักษาของโบราณล้ำค่า

ผืนพรม วิธีง่ายๆ สำหรับ ดร.ก้องเกียรติ คือ ใช้ปูพื้นเพื่อจะได้ชื่นชมและสัมผัสถึงความงดงามของลวดลายบนพรม และพยายามรักษาอย่าให้มีอะไรมากัด การปูไว้กับพื้นบ้านถือเป็นการเปิดไว้รับลมเพื่อป้องกันไม่ให้มีปลวกมดหรือมอดมากัดทำความเสียหายให้กับผืนพรมได้

“ผมเก็บรักษาด้วยการปล่อยธรรมชาติ อย่างรูปปั้นหินอ่อน ผมก็ตั้งตากแดดตากฝน แต่ผมจะมีน้ำยาทาเคลือบเอาไว้ แต่ตากแดดนานๆ เนื้อหินก็จะด้านดูแลไม่ได้ แต่ข้อดีคือ เราได้ดู ได้เห็น สำหรับภาพต้องเก็บในห้องที่ควบคุมอุณหภูมิของห้อง เปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อให้ห้องเย็นเรื่อยๆ เก็บไว้ในที่ร่มไม่โดนแดด แสงส่องไม่ถึง ที่สำคัญระวังปลวก มด มอด เพราะเป็นศัตรูของสะสมทุกประเภท เราต้องกำจัดปลวก ถ้าพรมเป็นรูทีต้องส่งไปซ่อมที่อิหร่าน แต่ก็ซ่อมยาก ดังนั้นต้องรักษาพรมให้ดี อย่างที่บ้านผมมีคนงานช่วยดู ตรวจสภาพทุกวัน อย่าเก็บของสะสมไว้ในที่อับ มืดชื้น”

อีกทั้งพยายามอย่าให้พรมโดนน้ำหรือกาแฟหกใส่ เพราะการทำความสะอาดต่างกัน พยายามอย่าเลี้ยงสัตว์ สุนัขหรือแมวไว้ในบ้าน เพราะจะเป็นอุปสรรคต่อการรักษาพรมโบราณมากๆ หรือแม้กระทั่งการดูดฝุ่นทำความสะอาดบ่อยๆ จะทำให้เส้นใย หรือปมต่างๆ ของพรมขาดทำให้พรมชำรุดเร็ว

กันยายน 20, 2014 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

พ่อหงา กันตรึม ดูเหมือนไม่รัก…แต่เรารักกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2557 เวลา 12:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1tbUFSW

พ่อหงา กันตรึม ดูเหมือนไม่รัก...แต่เรารักกัน

โดย…เลอลักษณ์ จันทร์เทพ

ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปมีเทคโนโลยีนำทางในการใช้ชีวิต สังคมที่ต้องแก่งแย่งแข่งขัน ฉกฉวยถวิลหาแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองและคนอันเป็นที่รัก (ลูกบังเกิดเกล้า) ทว่าความคิดเหล่านี้คงยากที่จะแทรกซึม หรือจะเข้าไปมีบทบาทกับครอบครัว “จันทิมาธร” สุรชัย จันทิมาธร หรือ น้าหงา คาราวาน อาจารย์ใหญ่แห่งวงการเพลงเพื่อชีวิต ที่มีอีกบทบาทหนึ่งของความเป็น “พ่อ” ของ “พิฆเณศร์ จันทิมาธร” (กันตรึม) ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่เจริญรอยตามมาในเส้นทางดนตรีได้เป็นอย่างดี

‘เราอาจเป็นพ่อที่ไม่สมบูรณ์’

น้าหงา

“เลี้ยงลูก (กันตรึม) ถือว่าเป็นเรื่องยากเหมือนกัน เราเลี้ยงแบบไม่มีสูตรอะไรเลี้ยงไปตามธรรมชาติ ซึ่งวิธีนี้รู้สึกว่าทำให้เขาก็ไม่ค่อยมีระเบียบในชีวิตเท่าไหร่ เราอาจจะเป็นพ่อที่ไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ดูแลเขาได้ไม่เท่าที่ควรจะเป็น แต่ก็ย้อนกลับมาดูตัวเองการเลี้ยงดูคงจะไม่ห่างกันมาก เพราะเราโตมาในครอบครัวชนบทเป็นอีกแบบคือ ใช้ไม้เรียวตี แต่พอมายุคที่เมื่อเราเป็นพ่อเราไม่ตีลูก แต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่ได้จะเลี้ยงด้วยเหตุผลเท่าไรด้วย ไม่ค่อยอยากไปตำหนิลูกยกเว้นแต่ว่าเขาจะเกเรไปเสียมาก พวกยาเสพติดอะไรพวกนั้นซึ่งเรายังไม่เจอรูปแบบนั้น

ส่วนมุมประทับใจความเป็นพ่อกับลูกระหว่างเรา ไม่มีอะไรที่จะประทับใจกันมากมายหรืออะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่ว่าทึ่งที่เขาเรียนรู้ได้เร็วในการเล่นกีตาร์ เขาไวมีทักษะดีกว่าเรา เราไม่ใช่คนที่ศึกษาหรือขยันฝึกซ้อม เราจับกีตาร์เพราะต้องแต่งบทเพลงเป็นนักเขียนนักคิด แต่ไม่มีทฤษฎี เพราะฉะนั้นเราจึงไม่สอนทฤษฎีดนตรีให้กับลูก แล้วก็ไม่คิดที่จะส่งไปเรียนดนตรี เขาอยากจะเล่นอะไร กีตาร์ กลอง ก็ตามสบาย ที่บ้านก็มีเขาเล่นตั้งแต่ 8 ขวบ แล้วเขาก็ซึมซับสามารถเล่นได้ แบบครูพักลักจำ ถ้าไปเรียนกลัวเสียของ ไม่รู้นะนี่เป็นความรู้สึกส่วนตัว เราเป็นแบบไหนก็อยากให้เขาเป็นเหมือนเรา เหมือนกับการแต่งตัวนั่นแหละอยากให้แต่งตัวเหมือนกับที่เราแต่ง

ส่วนวิธีถ่ายทอดเรื่องราวระหว่างพ่อลูกนั้นไม่ได้มีอะไรเลยเหมือนคนอื่นเขา นอกจากถ้าเขาถามเราก็จะเล่าเรื่องราวให้ฟัง แต่ถ้าเขาไม่ถามก็ไม่ตอบ เพราะเรื่องบางเรื่องเขาอาจจะรู้จากการซึมซับ การใช้ชีวิตประจำวันมากกว่า และเชื่อว่าความคิดต่อสังคม ต่อการเมืองไม่ไกลกันเท่าไร เพราะว่าสิ่งแวดล้อมที่สัมผัสมาเป็นแบบนี้ ตอนนี้กันตรึมเองสามารถช่วยงานได้ในระดับหนึ่งทั้งรับงาน ตัดสินใจงานให้ เพราะเวลานี้เรารู้สึกว่ามันเหนื่อยไม่อยากยุ่ง กันตรึมสามารถช่วยงานเราได้

 

แต่เรื่องความเป็นห่วงลูกตอนนี้ก็มีอยู่บ้างเพราะเขาอาจจะมีปัญหาเรื่องชีวิตบ้าง เขาก็ยังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เลยมีความเป็นห่วงบางอย่างที่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเช่นเรื่องเที่ยวกับเพื่อนที่เราไม่สามารถที่จะไปกับเขาได้ เรื่องผู้หญิงที่เราไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่ขัดอะไรจะคอยดูและพยายามเข้าใจเขาว่าทำไมเป็นแบบนี้ก็เข้าใจด้วยวัย ต้องนึกย้อนถึงตัวเราเองว่าเมื่อก่อนหนักกว่าเขาอีก ปล่อยให้เขาได้ลองแต่เราก็คอยดูอยู่ห่างๆ

จากนี้ความคาดหวังคืออยากให้เขาเรียนให้จบ ปัญหาการเรียนหนักใจมากรู้สึกเป็นภาระ เขาไม่ค่อยอินไม่เห็นความสำคัญเท่าไหร่ เราเองก็ไม่รู้ว่าการเรียนในสถาบันการศึกษาสมัยนี้มันจำเป็นรึเปล่ากับเด็กสมัยนี้เรานึกไม่ออก ยุคเรากับเขามันห่างกันแล้ว บางทีไม่เรียนก็ได้เราก็พาลไปคิดแบบนั้นซึ่งอาจจะผิด แต่ใจอยากจะบอกว่าต้องเรียน อยากให้เรียน เพราะการเรียนคือการวัดดัชนีอย่างหนึ่งในสังคม ก็ไม่หนักหนามากก็เรียนให้จบ ส่วนใบปริญญาจะใช้ไม่ใช้อีกเรื่องหนึ่ง เราในฐานะคนเป็นพ่อ ก็อดห่วงไม่ได้ว่าจะไปรอดหรือเปล่า เพราะเขายังหนุ่ม เพิ่งจะ19 ปี แต่เราแสดงออกมามากไม่ได้ แต่มีอยู่เรื่องคือการเล่นดนตรี เรื่องนี้ไม่ห่วงเขาสามารถหากินได้ เลี้ยงตัวเองได้ เขากับเราอยู่ด้วยกันมาตลอด ซึ่งตอนนี้เขายังอยู่กับเรา รู้ได้ว่ายังคงเป็นห่วงเรา พ่อห่วงลูกและเชื่อว่าลูกคงห่วงพ่อทั้งเรื่องการงาน เรื่องยุ่งยากของพ่อก็เยอะ ยุ่งยากปวดหัว ทั้งนั้นสิ่งต่างๆ เหล่านี้เขายังสามารถช่วยเราดูแลได้”

‘ผมห่วงสุขภาพพ่อ’

กันตรึม

“พ่อเป็นคนง่ายๆ ครับ วิถีชีวิตไม่ค่อยมีอะไรยาก คือโดยรวมจะใช้สังคมอยู่กับกลุ่มเล็กๆในวงดนตรี พ่อจะใช้หลักการง่ายอยู่กับคนอื่น ซึ่งการใช้ความง่ายอยู่กับคนอื่นนี่คือสิ่งที่ผมได้จากพ่อมาเยอะ แต่ถ้าเป็นเรื่องเพลง การเขียน ผมยังไม่ค่อยซึมซับ เพราะเป็นคนอ่านไม่เยอะ ยังเขียนถ้อยคำสละสลวยไม่ได้

สำหรับการสื่อสารกันระหว่างพ่อลูกคือห้วนๆ แต่เข้าใจ ไม่มีการถามว่าวันนี้คุณพ่อจะไปไหน ทำอะไร กินอะไร ไม่มีเจ๊าะแจ๊ะ ทุกอย่างจะมองหน้าแล้วชี้ไปทำโน่นทำนี่ คือรู้เรื่องไม่ต้องพูดอะไรมาก คุยกันง่ายๆ นิดเดียว เวลาคุยกันสื่อสารกันหลายคนอาจมองว่าไม่รักกัน แต่เรารักกัน

ผมห่วงพ่อมากโดยเฉพาะเรื่องทำงาน เพราะแก่ตัวแล้วยังทัวร์คอนเสิร์ตเป็นสิบวันสิบคืน ทุกเดือน ทำงานเดินทางอยู่ตลอด ไม่มีเวลาพักผ่อนนอนน้อย แล้วพ่อก็ชอบที่จะขับรถเองตลอด เคยมีงานที่ชุมพรเลิกเที่ยงคืน แล้วก็ต้องไปเชียงใหม่ต่อเลย ซึ่งคุณพ่อเป็นคนติดถนนชอบมองทาง ไม่ชอบหลับ ชอบขับรถ แต่ตอนนี้ดีขึ้นที่ว่าผมได้เข้ามามีส่วนช่วยคุณพ่อบ้างเรื่องของงานแสดงต่างๆ จัดสรรการรับงานก็ยอมรับว่าเหนื่อยบ้าง แต่เต็มใจและอยากทำ ช่วยแบ่งเบาภาระบ้าง

ส่วนเรื่องของความภูมิใจระหว่างผมกับพ่อ เมื่อเราได้ร่วมเดินทางไปกับเขา ได้มีส่วนร่วมในงานเห็นประชาชน แฟนเพลงมองพ่อขึ้นมาบนเวที มาขอถ่ายรูป มาคุยกับพ่ออย่างชื่นชม ผมรู้สึกดีมากๆ แต่จะให้โฟกัสว่าเป็นเรื่องประทับใจคงไม่มีเรื่องอะไรเป็นพิเศษ เพราะความประทับใจ เข้าใจว่ามีอยู่ตลอดเวลา

ผมรู้ว่าพ่อเป็นห่วงผมเพราะช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ตอนนี้แม้เรายังทำงานหาเงินได้เองบ้างไม่ได้ขอเงินพ่อ แต่พ่อก็กังวลอยู่มาก พ่อจะเป็นห่วงเรื่องขับรถ การที่เราออกไปเจอสังคมที่ไม่รู้จะเจอเพื่อนแบบไหนบ้าง ซึ่งเราต้องเซฟชีวิตเราด้วยเหมือนกัน เพราะพ่อเลี้ยงเรามาแบบปล่อยๆ ง่ายๆ จะเที่ยวจะอะไรก็ไม่ว่า ซึ่งถ้าเราพลาดเราต้องแก้ไขเอง แต่พ่อจะดูอยู่ห่างๆ คอยเป็นห่วง ซึ่งเรารู้ว่าบางครั้งเราไม่ควรทำตัวแบบนี้ ถ้าเป็นครอบครัวคนอื่นลูกเที่ยวนะคงโดนว่ามากมายจนเสียสติก็มี แต่การเลี้ยงแบบพ่อดี เราไม่ต้องคำนึงถึงกฎอะไรมาก ไม่บังคับอิสระตามใจ เรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่สุดท้ายเราต้องคิดด้วยตัวเองให้ได้

สุดท้ายอยากบอกพ่อว่าผมเป็นห่วงสุขภาพ การเดินทางบางทีถ้าผมเรียนจะไม่ได้อยู่ด้วย คนที่จะดูแลจริงๆ ไม่ค่อยมีเท่าไร เพราะทุกคนกลัว ไม่ค่อยเข้าหาเท่าไร พ่อใครที่จะไปดูแลอาจจะยากนิดนึง”

กันยายน 20, 2014 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

หลังผู้ชายเกษียณพาฝ่ายหญิงเครียดหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2557 เวลา 12:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1tbP7rD

หลังผู้ชายเกษียณพาฝ่ายหญิงเครียดหนัก

พอพูดถึงเรื่องเกษียณ สำหรับคู่สามีภรรยาน่าจะหมายถึงช่วงชีวิตบั้นปลายที่จะได้ใช้ร่วมกันอย่างมีความสุข ทว่า ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยพาโดวา ในอิตาลีกลับพบว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น

การศึกษาพบว่า เมื่อผู้ชายถึงวัยที่เกษียณ และอยู่บ้านเฉยๆ ฝ่ายภรรยาเกือบครึ่งหนึ่งที่ถูกสำรวจ ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน หรือยังคงทำงานอยู่ต้องป่วยกับ ‘โรครีไทร์ ฮาสแบนด์ ซินโดรม’ หรือถ้าเป็นไทยก็แปลว่า ‘โรคสามีเกษียณ’ ซึ่งจะมีอาการเครียดเพิ่มมากขึ้น และนอนน้อยลง แถมยิ่งเวลาที่สามีใช้ช่วงเกษียณมากเท่าไร ฝ่ายภรรยาก็จะยิ่งเครียดเพิ่มมากเท่านั้น

ผู้ทำงานวิจัย เปิดเผยว่า ยิ่งเฉพาะกับหญิงที่ทำงานแล้วผลที่เกิดขึ้นยิ่งหนัก เพราะไม่เพียงแต่ต้องเหนื่อยกับงานแล้ว ยังมีเวลาน้อยลงที่จะต้องทำตามความต้องการของสามี แถมบางส่วนก็มีผลมาจากงานบ้านที่มากขึ้น และรายได้ของครอบครัวที่ลดลงอีกด้วย

กันยายน 20, 2014 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ฮิต ‘โรงเรียนทางเลือก’ วิกฤตการศึกษากระแสหลัก?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2557 เวลา 10:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1tbyyMy

ฮิต ‘โรงเรียนทางเลือก’ วิกฤตการศึกษากระแสหลัก?

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ / ธเนศน์ นุ่นมัน

โดยส่วนใหญ่แล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองต่างเชื่อมั่นตรงกันว่า การศึกษาคือใบเบิกทางเพื่อเป็นโอกาสในการรับมือกับอนาคตของบุตรหลาน ใบเบิกทางดังกล่าวมามีเหตุปัจจัยต่างกันไป ทั้งในรูปแบบของโรงเรียนรัฐบาลใกล้บ้าน โรงเรียนสาธิต โรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนเอกชน โรงเรียนสองภาษา โรงเรียนมีชื่อประจำจังหวัด ฯลฯ

แหล่งการศึกษาทั้งหมดที่กล่าวมา ล้วนแต่วัดความสำเร็จด้วยมุมมองทางวิชาการ มีตัวชี้วัดจากการเรียนรู้ ในรูปของผลคะแนน ซึ่งเป็นภาระที่นักเรียนแต่ละคนจะได้มาก็ต้องคร่ำเคร่งกับการเรียนอย่างหนัก ต้องผ่านการสอบแข่งขันกันเองในแต่ละระดับชั้น รวมไปถึงเพื่อให้ได้ที่เรียนที่ดีสำหรับในระดับชั้นที่สูงขึ้น ทั้งเด็กและผู้ปกครองยิ่งต้องเคี่ยวเข็ญตัวเอง และมีจำนวนไม่น้อยที่ออกจากห้องเรียนก็ยังต้องหาที่กวดวิชา

ขณะที่ภาพรวมความไว้วางใจในโรงเรียนกระแสหลัก นับวันยิ่งปรากฏในทางตรงข้าม เพราะผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กไทยที่ยังมีตัวเลขผลคะแนนที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะผลทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ที่มีอาการโคม่าแทบทุกปี

สอดคล้องกับที่ พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต ระบุว่า ปัจจุบันสังคมไทยเน้นค่านิยมเรื่องการแข่งขัน คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่อยากให้ลูกมีการศึกษาที่ดี ได้เข้าเรียนโรงเรียนที่มีชื่อเสียง เด็กไทยใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่มีการแข่งขันสูง ที่เห็นกันมากคือ เด็กๆ ต้องไปเรียนกวดวิชาตั้งแต่ 45 ขวบ เพื่อจะได้เข้าโรงเรียนดีๆ การที่เด็กถูกบังคับส่งผลให้เกิดความเครียด ไม่มีความสุข เอนดอร์ฟินไม่หลั่ง สมองก็จะไม่ได้รับการกระตุ้น ไม่ได้ถูกพัฒนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดต่อพัฒนาการเด็กอย่างที่ควรจะเป็น ส่งผลกระทบต่อเนื่องที่ทำให้สติปัญญาของเด็กต่ำกว่ามาตรฐาน

ปรากฏการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยทราบดี ว่า หากตระหนักถึงอนาคตของลูกหลาน ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงถึงโรงเรียนที่จะเข้าเรียน ส่วนใหญ่คิดถึงโรงเรียนชื่อดัง ที่กลายเป็นโรงเรียนมีการแข่งขันสูงไปโดยปริยาย แต่จำนวนหนึ่งเริ่มมองหาตัวเลือกที่ต่างออกไป

การเรียนเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสำคัญไปกว่าความสุขของผู้เรียน เพราะหากนักเรียนทำหน้าที่อย่างเป็นสุข ความรู้นั้นย่อมกลายเป็นสิ่งที่เติมเต็มชีวิตไปพร้อมๆ กัน

…นั่นคือปรัชญาของโรงเรียนทางเลือก การศึกษาอีกแนวทางหนึ่งที่กำลังเสนอตัวให้ผู้ปกครอง

“โรงเรียนทางเลือก” มีหลายแนวคิดส่วนใหญ่มุ่งเน้นให้เข้าถึงธรรมชาติของผู้เรียน และเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้มีส่วนร่วมในการศึกษาไปพร้อมๆ กับบุตรหลานชีวิตในห้องเรียน ไม่ใช่แค่การท่องจำตำรา แต่จะต้องเรียนรู้ถึงวิถีชีวิตที่ควรเป็นไปในสังคม นักเรียนคือศูนย์กลางการเรียนรู้อย่างแท้จริง ความรู้เกิดจากการลงมือปฏิบัติ ครูเป็นทั้งผู้สอนและผู้เรียนไปพร้อมๆ กับศิษย์

หลักการทางวิชาการของโรงเรียนทางเลือกนั้น ยังคงเป็นไปตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำหนด ในขณะที่กระบวนการสอนกลับมีความยืดหยุ่น โดยแต่ละแห่งมีการจัดการเรียนการสอนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยโรงเรียนทางเลือกไม่ได้มีการจัดตารางเรียน แยกเป็นวิชาอย่างตายตัว ผู้ปกครองสามารถเลือกโรงเรียนจากปรัชญาการสอนที่หลากหลายตามที่โรงเรียนระบุไว้ เช่น

โรงเรียนทอสี

เป็นโรงเรียนที่มีปรัชญาการสอนวิถีพุทธ สอนให้มองมนุษย์เป็นชีวิต ซึ่งต้องมีการพัฒนาด้านศีล สมาธิ และปัญญา มองมนุษย์เป็นทรัพยากรทางด้านเศรษฐกิจและทางด้านสังคม เปลี่ยนบรรยากาศในโรงเรียนให้เป็นชุมชนของผู้มีปัญญามีความเข้าใจธรรมชาติของชีวิต ค้นหาวิธีมองโลกอย่างเข้าใจ รู้จักวิธีปฏิบัติเพื่อพัฒนาตนเอง รวมถึงการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นกัลยาณมิตรตามหลักทางสายกลาง

โรงเรียนสยามสามไตร

การจัดการศึกษา เพื่อพัฒนาเด็กให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ คือ ความรู้ทางโลกและความรู้ทางธรรม นำให้เกิดปัญญา การพัฒนาเด็กไปสู่ความเป็นคนที่สมบูรณ์ ทั้งพฤติกรรม จิตใจ ปัญญา เป็นยุคสร้างความสามารถ พัฒนาเด็กได้แตกต่างจากระบบการศึกษาในระบบโรงเรียนทั่วไป เริ่มต้นเข้าใจแก่นแท้ในพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นผลจากการที่คณะครูเข้าปฏิบัติธรรมทั้งโรงเรียน

โรงเรียนอนุบาลบ้านรัก

ด้วยแนวคิดที่มุ่งมั่นเตรียมพร้อมเด็กตามธรรมชาติของการพัฒนามนุษย์ จึงทำโรงเรียนให้มีสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ สอดคล้องกับระบบนิเวศซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาในการเรียนรู้ของเด็กได้ดีที่สุด และยังได้จัดทำหลักสูตรให้สอดคล้องตามฤดูกาล เน้นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิตในระยะยาว เน้นการอยู่ร่วมในสังคมพึ่งพา เปิดโอกาสให้เด็กต่างชาติ ต่างภาษา และเด็กพิเศษเรียนร่วมด้วย ใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนด้วยความเบิกบาน ร่างกายแข็งแรง และสติปัญญาที่ถูกบ่มเพาะให้มีไฟแห่งการเรียนรู้ แต่อยู่ในพื้นฐานของเด็กที่มีความสงบสุข

โรงเรียนรุ่งอรุณ

เป็นโรงเรียนการศึกษาแนวพุทธ มีเป้าหมายให้นักเรียนเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวม ดังนั้นสภาพแวดล้อมโดยรวมของโรงเรียน จึงเน้นความเป็นธรรมชาติเป็นพื้นฐาน เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนในแต่ละวัยใช้เป็นห้องเรียนธรรมชาติ เพื่อบูรณาการการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง นำกระบวนการการเรียนรู้แบบองค์รวม โดยมีแนวทางพุทธธรรมเป็นแกนหลักเชื่อมโยงกับตัวอย่างจริงที่เป็นทักษะชีวิตของผู้เรียนมาจัดเป็นแนวทางการศึกษาของโรงเรียน คณะครูเป็นผู้ออกแบบและพัฒนาหน่วยการเรียนให้สอดคล้องกับอายุและพัฒนาการของนักเรียน เมื่อสิ้นสุดภาคเรียน นักเรียนจำเป็นต้องนำเสนอการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ที่เขาประมวล สะสม กลั่นกรองเข้ากับชีวิตของเขาเอง ภายใต้ชื่อว่า “งานหยดน้ำแห่งความรู้”

โรงเรียนเพลินพัฒนา

ชุมชนแห่งการเรียนรู้ผ่านกระบวนการทางวัฒนธรรม ใช้แนวทางการสอนพหุปัญญาของ Howard Gardner เชื่อว่า “เด็กจะเป็นอย่างที่เราเป็นมากกว่าจะเป็นอย่างที่เราสอน” ในขณะที่ครูทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี นักเรียนก็เป็น “ครู” ของครูด้วย เพราะครูได้เรียนรู้จากการอยู่กับนักเรียนและผู้ปกครองทุกวันเช่นกัน ดังนั้นโรงเรียนเพลินพัฒนาจึงพยายามทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขึ้นในทุกๆ ส่วนของโรงเรียน และมีความต่อเนื่องจนเกิดเป็นวัฒนธรรมของโรงเรียน

โรงเรียนดรุณสิกขาลัย

เป็นโรงเรียนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ใช้แนวทางการสอน Constructionism ของ Seymour Papert ที่เชื่อว่า ความรู้เป็นของบุคคล ถ่ายทอดให้คนอื่นไม่ได้ ความรู้ของคนอื่นเป็นเพียง Fact เท่านั้น นำทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ด้วยปัญญา (Constructionism) มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงในเรื่องที่ตนเองสนใจผ่านโครงงาน บูรณาการคุณธรรม จริยธรรม เทคโนโลยี วิชาการต่างๆ รวมไปถึงศิลปวัฒนธรรม และความเป็นไทยเข้าไปในทุกโครงงาน เพื่อนำไปปฏิบัติให้เกิดการเรียนรู้และปัญญาอย่างยั่งยืน

โรงเรียนปัญโญทัย

หนึ่งในเครือข่ายโรงเรียนวอลดอร์ฟนับพันแห่งจาก 50 ประเทศทั่วโลก ยึดมั่นในหลักการของ รูดอล์ฟ สไตเนอร์ โดยปรับให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมและเยาวชนไทย บ่มเพาะความเป็นมนุษย์ในตัวเด็ก ปลุกความสามารถที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเขาให้ปรากฏออกมา เพื่อให้เขาเติบโตขึ้นอย่างมนุษย์ผู้สร้างสรรค์ มีอิสระทางปัญญา รู้จักตนเอง รู้จักโลก

นักเรียนในโรงเรียนทางเลือกเหล่านี้ จะซึมซับความรู้วิชาการต่างๆ ผ่านการสอน หรือกิจกรรมที่ไม่เน้นให้เด็กท่องจำ โดยให้ความคิดอิสระเต็มที่ ออกแบบการเรียนการสอน ต้องสอดคล้องกับพัฒนาการและสภาวะของผู้เรียน นักเรียนอยากเรียนรู้เพราะถูกกระตุ้นให้เกิดความสนใจใฝ่รู้ ซึ่งไม่ได้มาจากแรงบีบคั้นจากผู้สอน นี่เป็นแนวคิดเบื้องต้นที่ส่งผ่านผู้เรียนกระทั่งเชื่อมไปถึงการรับรู้ถึงคุณค่าในวิถีการดำเนินชีวิต

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ เคยนำเสนอผลการวิจัยเกี่ยวกับโรงเรียนทางเลือกที่มีอยู่ในประเทศไทย โดยงานวิจัยดังกล่าว ระบุว่า เป็นโรงเรียนที่จัดการศึกษาตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมปลาย แต่มีระดับความเป็นอิสระจากรัฐบาลสูง และโดดเด่นตรงที่มีนวัตกรรมการเรียนการสอนที่แตกต่าง สามารถทำให้เด็กมีการเรียนรู้อย่างสมดุล หลากหลาย ผ่านประสบการณ์จริง และผลการเรียนที่ออกมาของนักเรียนเป็นที่น่าประทับใจ อีกทั้งยังอยู่ภายใต้หลักสูตรแกนกลางและการกำกับดูแลของ ศธ.

นวัตกรรมการเรียนการสอนของโรงเรียนกลุ่มนี้ ถูกก่อเป็นรูปแบบบนฐานความคิดและปรัชญาการศึกษาจากสำนักต่างๆ เช่น มอนเตสซอริ (Montessori) วอลดอล์ฟ (Waldorf) ซัมเมอร์ฮิลล์ (Summer Hill) และแนวคิดศรีสัตยา ไสบาบา ฯลฯ เนื้อหาและกระบวนการของแต่ละปรัชญาการศึกษาเหล่านี้จะแตกต่างกันออกไป แต่มีหนึ่งจุดเด่นที่เหมือนกันคือ ธรรมชาติของมนุษย์ที่มีความหลากหลาย ทำให้การเรียนการสอนมีความหลากหลาย สามารถทดลองและผลิตวิธีการเรียนการสอนแบบใหม่ได้ตลอดเวลา โดยยึดเอาตัวผู้เรียนเป็นจุดศูนย์กลางที่สำคัญ ผู้เรียนสามารถคิดนอกกรอบได้ และทำให้มันเกิดขึ้นจริง

ทั้งนี้ ภูมิหลังทางเศรษฐกิจของนักเรียนในโรงเรียนกลุ่มนี้ แบ่งเป็น 2 แบบ แบบแรก คือ ค่าเทอมถูก หรือไม่เก็บค่าเล่าเรียน ผู้ปกครองมีรายได้ไม่สูงนัก ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรหรือรับจ้างรายวัน แบบที่สอง คือ ค่าเทอมสูง ผู้ปกครองส่วนใหญ่รับราชการหรือมีธุรกิจส่วนตัว

ในด้านความเป็นอิสระ ยังคงมีการควบคุมดูแลของรัฐบาลในด้านต่างๆ คล้ายกับโรงเรียนเอกชนทั่วไป เช่น การบริหารจัดการโรงเรียน การเงิน และหลักสูตรการเรียนการสอน แต่ยังมีอุปสรรค เช่น หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ไม่ยืดหยุ่นมากพอสำหรับโรงเรียนทางเลือก รวมไปถึงระบบประกันคุณภาพมาตรฐานของรัฐบาล

ด้านนวัตกรรมการเรียนการสอน โรงเรียนทางเลือกต่างจากโรงเรียนทั่วไปตรงที่ห้องเรียนเล็ก ใช้ครูจำนวนมากดูแลนัก

กันยายน 20, 2014 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

คุมอย่างไรให้อยู่หมัด!!..

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2557 เวลา 17:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1vHM7ry

คุมอย่างไรให้อยู่หมัด!!..

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ประชากรโลกได้เพิ่มจำนวนมากขึ้น ส่งผลกระทบเช่นเดียวกันในทุกประเทศทั่วโลก นพ.พิเชฐ ผนึกทอง สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลปิยะเวท กล่าวว่า การตั้งครรภ์ที่มีปัญหานั้นจะส่งผลต่อความปลอดภัยทั้งของมารดาและทารก ได้แก่ การตั้งครรภ์วัยรุ่น จากปัจจัยทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ และสังคม ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น การทำแท้ง ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ การตกเลือดหลังคลอด ภาวะซึมเศร้า ทารกขาดออกซิเจนขณะคลอด เป็นต้น

การตั้งครรภ์ที่ต่อเนื่องกันเร็วเกินไป ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในการคลอดมากขึ้น เช่น การตกเลือดหลังคลอด ภาวะซีด รวมไปถึงปัญหาทางด้านอารมณ์ และเศรษฐกิจ การตั้งครรภ์ขณะมารดามีโรคประจำตัวอยู่ เช่น เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ ทำให้โรคดังกล่าวกำเริบขึ้นขณะตั้งครรภ์ การคุมกำเนิดจึงเป็นทางออกสำหรับการเลือกเวลาตั้งครรภ์ที่เหมาะสม ปัจจุบันมีการคุมกำเนิดที่หลากหลาย ทั้งการใช้ฮอร์โมน แบบรับประทานและแบบฉีด การใช้ถุงยางอนามัยทั้งของผู้ชายและผู้หญิง การใส่ห่วงอนามัย รวมไปถึงการทำหมัน การคุมกำเนิดดังกล่าวมีประสิทธิภาพสูงถ้าใช้อย่างเหมาะสม ตัวอย่างการคุมกำเนิดที่ผิดพลาดที่พบได้บ่อยและทำให้เกิดการตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อม

1.ยาเม็ดคุมกำเนิด ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือลืมรับประทานยา การแก้ไขควรใช้การทำกิจวัตรประจำวันช่วยร่วมในการเตือนการลืมรับประทานยาคุม ใช้โทรศัพท์ตั้งเวลาช่วยเตือน แต่เมื่อลืมรับประทานยาไม่เกิน 24 ชั่วโมง ควรรับประทานทันทีที่นึกได้ และรับประทานยาเม็ดต่อไปเวลาเดิม แต่ถ้าลืมรับประทานมากกว่า 2 วันขึ้นไป ควรงดเพศสัมพันธ์ และปรึกษาแพทย์

2.การใช้ถุงยางอนามัยแล้วถุงยางรั่วหรือแตก ควรใช้การคุมกำเนิดแบบรับประทานฮอร์โมนร่วมด้วย คือการใช้ยาคุมฉุกเฉิน ควรรับประทานไม่เกิน 72 ชั่วโมง หลังการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย

3.การใส่ห่วงอนามัย อาจมีการตั้งครรภ์ได้ถ้าห่วงอนามัยเคลื่อนหรือหลุด ซึ่งมักเกิดหลังใส่ห่วง 7 วันแรก หรือหลังมีประจำเดือน ซึ่งควรตรวจห่วงอนามัยด้วยตนเอง หลังใส่ห่วงแพทย์จะสอนให้ตรวจด้วยตนเอง เพื่อการตั้งครรภ์ในช่วงเวลาที่เหมาะสมและปลอดภัย

กันยายน 20, 2014 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ข่าวเล็กที่ยิ่งใหญ่…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2557 เวลา 10:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1ncCl8Y

ข่าวเล็กที่ยิ่งใหญ่...

โดย…วีรณัฐ โรจนประภา http://www.veeranut.com

ข่าวที่ใหญ่และสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้รู้เสมอข่าวหนึ่งก็คือข่าว “เครื่องบินตก” ยิ่งเป็นเครื่องบินพาณิชย์ หมายถึง เครื่องบินที่ประชาชนคนทั่วไปใช้เดินทางไปมาหาสู่ระหว่างกันไม่ใช่เครื่องบินขนส่งพัสดุ หรือเครื่องบินของทางการทหารแล้ว เวลามีลำใดโชคร้ายเดินทางไม่ถึงที่หมายจะกลายเป็นข่าวใหญ่ทันที ยิ่งช่วงไหนเกิดเหตุน่าสลดนี้มากกว่าหนึ่งในเวลาใกล้เคียงกัน ช่วงนั้นแทบจะทำให้คนกลัวจนไม่กล้าขึ้นเครื่องบินกันเลย

แม้จะทราบกันดีว่าการเดินทางโดยเครื่องบินนั้นจัดเป็นการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุด มีตัวเลขสถิติยืนยันมากมายมาตลอดว่าโอกาสเกิดอุบัติเหตุนั้นน้อยมากๆ น้อยกว่าการเดินทางประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ รถบัส เรือ หรือแม้แต่รถยนต์ส่วนบุคคลเยอะ อีกทั้งหากดูตัวเลขผู้ประสบภัยก็จะยิ่งชัดว่าคนบาดเจ็บล้มตายกันบนเครื่องบินมีน้อยกว่าการเดินทางทุกประเภทมาก แต่ที่คนกลัวกันมากเป็นเพราะแม้จะนานๆ เกิดสักครา แต่พอเกิดครั้งใดโอกาสที่จะมีผู้รอดชีวิตนั้นน้อยเหลือเกิน ต่างจากรถชนที่แม้จะชนกันบ่อย แต่ที่คนที่ประสบอุบัติเหตุทางรถนั้นยังมีสิทธิรอดมากกว่า

ทำให้ข่าวบนพื้นนี้เป็นข่าวที่ไม่ใหญ่เท่าบนอากาศ ทั้งที่แท้จริงนี่เป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ควรจะปล่อยผ่านไปเลย ควรหาสาเหตุกันให้เจอว่ามันมีอะไรกันแน่ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขที่สูงจนลดไม่ลงนี้ หาเจอแล้วจะได้แก้ไขกัน ที่เมื่อแก้สำเร็จสิ่งที่ได้จะไม่เพียงแค่เรื่องของการลดตัวเลขอุบัติเหตุเท่านั้น แต่จะเลยไปถึงเรื่องสำคัญอื่นๆ อีกลองนึกดูซิครับ ว่าด้วยวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีขนาดนี้ ด้วยความรู้ทางวิศวกรรมการก่อสร้างสูงล้ำปานนี้ ด้วยสมรรถนะของยานพาหนะที่มีประสิทธิภาพขนาดนี้ แต่ทำไมถึงยังเกิดอุบัติเหตุได้มาก ยังผลาญชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกันจำนวนมาก ทำไมความเจริญอันก้าวกระโดดของมนุษย์นี้ ไม่สามารถป้องกันชีวิตมนุษย์กันเองจากการเดินทางด้วยวิถีทางพื้นฐานเช่นนี้ได้

คำตอบก็เป็นเพราะมนุษย์ไม่ได้แก้ปัญหานี้ที่ตัวต้นเหตุอย่างแท้จริง ที่ทำกันอยู่นั้นเป็นการแก้ที่ปลายเหตุที่ให้ผลเพียงชั่วครู่ ชั่วยาม และสาเหตุที่มักจะตกเป็นจำเลยหลักถูกนำมารณรงค์ให้แก้ไขก็คือเรื่องความบกพร่องเรื่องของตัวรถ เรื่องความไม่พร้อมของผู้ขับ และเรื่องความบกพร่องของถนน ที่ทั้งสามเหตุนี้แม้เป็นเหตุจริง แต่ยังเป็นจริงในเชิงรูปธรรมที่เมื่อเวลาผ่านสถานการณ์เปลี่ยนก็จะเกิดปัญหาขึ้นอีก ถนนที่เคยซ่อมจนดีสักพักก็พังอีก รถที่ปรับสภาพจนดีก็เสื่อมตามอายุใช้งาน

ดังนั้นการแก้ปัญหาในขอบเขตทั้งสามนี้แม้ยังต้องทำแต่ก็ไม่ยั่งยืน เมื่อใดที่กฎหมาย ระเบียบ หรือผู้ปฏิบัติหย่อนยานโอกาสเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงนั้น ก็จะเกิดขึ้นให้ตามล้อมคอกกันอีกไม่รู้จักจบ การแก้ที่แท้จึงต้องสาวลึกลงไปอีกขั้นให้เจอสาเหตุว่าอะไรทำให้ถนนพัง อะไรทำให้คนขับประมาท อะไรทำให้รถบกพร่อง

ตอบกันได้ไหมครับ? เฉลยแบบไม่กลัวผิดก็หนีไม่พ้น เรื่อง “ความอยาก” ของคนที่เกี่ยวข้องนั่นเอง ผู้รับเหมาอยากได้ผลประโยชน์มากขึ้นเลยก่อสร้างถนนต่ำกว่าสเปก บริษัทอยากประหยัดค่าน้ำมันก็เลยบรรทุกสินค้าเกินพิกัด คนขับอยากได้รายได้มากก็ต้องฝืนขับหรือใช้ยากระตุ้นช่วย เจ้าของรถอยากประหยัดค่าซ่อมบำรุงก็ไม่ยอมเสียค่าซ่อมบำรุงตามเกณฑ์ที่กำหนดของรถ ซึ่งหากคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทำดั่งที่ควรจะทำก็จะสามารถป้องกันอุบัติเหตุได้เกือบเต็มร้อย

ดังนั้นทางแก้ที่ถาวรก็คือต้องลดทอนความอยาก กำจัดความโลภนี้ออกไป ฝึกให้คนสละออกบ้าง ให้ใจเป็นทานนึกถึงคนอื่นบ้าง หากทำได้เช่นนี้การทุจริตจนทำให้ถนนเสียหายก็จะไม่มี การทำงานผิดเกณฑ์เพื่อรายได้จำนวนมากจนเบียดเบียนกระทบคนอื่นก็จะไม่เกิด ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ต้องย้อนกลับมาที่ระดับจิตใจของแต่ละบุคคล มิใช่แค่เรื่องหยาบที่เห็นได้ภายนอกเพียงสภาพรถ สภาพถนน หรือระดับแอลกอฮอล์ในกายคนขับ

ทำให้วันนี้เมื่อได้ยินข่าวเกี่ยวกับการป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนนที่มองผิวเผินเหมือนจะเป็นเรื่องเล็ก แต่นี่ล่ะครับข่าวใหญ่ที่สังคมรอมานาน นั่นคือข่าวมาตรการห้ามใช้มือถือ แชต ทอล์กกันขณะขับรถ เพราะนี่ไม่เพียงเป็นมาตรการในการช่วยลดอุบัติเหตุทางตรงจากความประมาทของคนขับ แต่ยังเป็นการป้องกันอุบัติเหตุที่ส่งผลได้ถึงรากดั่งที่สาวกันเมื่อครู่ด้วย เพราะการกระทำนี้จะช่วยเข้าไปเปลี่ยนแปลงจากต้นตอลึกๆ ในใจของสมาชิกในสังคมให้ฝึกสละความอยากส่วนตัวลง หัดอดทนต่อความคุ้นชินเพื่อความสะดวกสบายส่วนตัวเพื่อส่วนรวม หันมาเห็นผลกระทบต่อคนอื่นมากขึ้น ไม่มักง่ายกับเรื่องเล็กน้อยอย่างวินัยบนท้องถนนจนยอมแลกกับเรื่องใหญ่กว่าคือสะสมพอกพูนความเห็นแก่ตัว

ทุกวันนี้ใจเราก็เร็วตามสปีดอินเทอร์เน็ตกันจนรอไม่เป็น อดทนไม่ได้ อดกลั้นไม่มี ทำให้กิเลสในใจที่ถูกปรุงแต่งมากขึ้นมากจากความเร็วของการกระทบนั้นทำงานได้อยู่ตลอด จนสร้างเรื่องร้าย ก่อเรื่องไม่ดีมากมายมาสู่ผู้กระทำ มาตรการนี้ล่ะครับที่จะมอบโอกาสดีมากๆ ให้เราได้จะใช้ในการฝึกขันติความอดทน อดกลั้นนี้ หัดที่จะรอสักสิบ ยี่สิบนาที เพื่อจะได้พูดคุยกับเพื่อน หัดอดกลั้นให้ถึงที่หมายก่อนแล้วค่อยก้มหน้าลงแชต ทั้งยังได้หัดที่จะวางแผนล่วงหน้า จัดการเรื่องราวสำคัญต่างๆ ให้เรียบร้อย

ก่อนออกเดินทางที่ตนจะต้องอยู่หลังพวงมาลัยรถ รับผิดชอบต่อชีวิตและทรัพย์สินของเพื่อนร่วมถนนคนอื่นๆ ด้วย ผลที่จะได้มากับตัวจากการฝึกฝนตนนี้จะไม่ได้เพียงการไม่เบียดเบียนผู้อื่นแต่ยังได้ทั้งมอบสิ่งดีๆ แก่ตัวเอง คือ ความอดทน ความใจเย็น การวางแผนอย่างรอบคอบที่คุณสมบัติเหล่านี้จะส่งผลดีให้กับชีวิตเรามากความรอได้ รอเป็น ใจเย็น รู้จักวางแผนล่วงหน้าจะทำให้ผู้มีคุณสมบัติเหล่านี้ประสบความสำเร็จ และมีความสุขกับชีวิตด้านอื่นๆ ด้วย เปิดด้วยข่าวใหญ่ คือ เครื่องบิน มาสู่ข่าวกลางอย่างรถ ขอปิดด้วยข่าวเล็ก คือ มือถือ ที่หมายลึกถึงการห้ามกิเลสในใจคน นี่เป็นข่าวที่สำคัญกว่าทุกข่าวในโลกนี้ครับ

กันยายน 20, 2014 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น