ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

มิถุนายน 29, 2014

ยึดทรัพย์ คสช.เอาจริงล้างมาเฟียวิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2557 เวลา 09:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1iechNL

ยึดทรัพย์ คสช.เอาจริงล้างมาเฟียวิน

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

“ได้เลยครับท่าน ท่านจะจัดระเบียบแบบไหนพวกผมก็ยินดีให้ความร่วมมือด้วย แต่อย่าไล่พวกผมออกจากตรงนี้ไปก็พอ”

สุนทร บุญสอน คนขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างวินหน้าห้างเซ็นทรัล สาขาพระราม 9 ยืนนอบน้อมพูดคุยกับบิ๊กสีเขียวอย่าง พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) ขณะที่เพื่อนๆ ร่วมวินราว 10 คน ยืนร่วมวงสนทนาในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

การพูดคุยครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะคำสั่งของ คสช. ที่ต้องการให้จัดระเบียบวินรถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป้าประสงค์ต้องการขจัดมาเฟียคุมวิน หยุดเอารัดเอาเปรียบผู้โดยสาร และให้วินมีความเป็นระเบียบมากขึ้นกว่าเดิม

ถือเป็นครั้งแรกที่บิ๊กทหารอย่าง พล.ต.อภิรัชต์ จับมือกับ พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา รักษาราชการแทน ผบช.น. อัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่เดินหน้าแก้ปัญหา

บทสนทนาจากนี้ ระหว่างผู้ใหญ่ที่มีอำนาจของบ้านเมืองกับคนขับวินหาเช้ากินค่ำ คือสิ่งสะท้อนที่การจัดระเบียบครั้งนี้ จะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ต้องติดตาม

“มาเฟียมีหรือเปล่า มีใครเรียกเก็บเงินบ้างหรือไม่ เอาความจริงนะ ไม่ต้องกลัว หรือกลัวมาบอกผมนอกรอบได้จะส่งพวกมาช่วย” พล.ต.อภิรัชต์ ซักถามชาววินหน้าห้างเซ็นทรัล พระราม 9

สุนทร ตอบกลับทันทีอย่างหนักแน่นว่า ไม่มี หมายความว่าไม่มีมาหลายเดือนแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ถ้ามีการเรียกเก็บจะร้องเรียนกับกองบัญชาการตำรวจนครบาลทันที เพียงแต่มีเก็บกันเองบ้างเพื่อเป็นค่าน้ำให้คนในวินได้ดื่มกินขณะระหว่างทำงาน

“แน่นะ ไม่มีแน่นะ แล้วอยากให้ทางการทำอะไรให้บ้างล่ะ บอกมาเลย อย่าเกรงใจ นี่ผู้ใหญ่มากันทั้งนั้น รับเรื่องโดยตรงเลย” พล.ต.อภิรัชต์ ซักต่อ

“ผมเข้าใจดีครับว่าพวกท่านอยากมาช่วย อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น พวกผมมีไม่กี่เรื่อง ก็จะมีเรื่องขายเสื้อ ผมรู้ว่าขายกันไม่ได้ เพราะจะต้องเสียเวลาไปจดทะเบียนผู้ขับขี่กันใหม่ซึ่งมันยุ่งยาก แต่ให้สิทธิพวกผมขายกันเถอะครับ เพราะจำเป็นจริงๆ ถึงจะขาย อย่างผมถ้าวันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุขับขี่ต่อไม่ได้ เสื้อก็ยังเป็นสมบัติได้เปลี่ยนมือนำเงินทองไปลงทุนอย่างอื่น”

สุนทร ร้องขออีกว่า อีกเรื่องคือการทำใบขับขี่สาธารณะ ขณะนี้กลุ่มคนที่มีประวัติอาชญากรแต่พ้นผิดรับโทษมาแล้ว อยากกลับตัวกลับใจทำงานอย่างสุจริตชน แต่กรมขนส่งฯ ไม่อนุญาตให้ทำได้ ขอร้องเรื่องนี้ด้วยถือเป็นการให้โอกาสคนที่สำนึกผิดกลับตัวกลับใจ

“ได้ ไม่มีปัญหา เดี๋ยวผมประสานให้จัดการเรื่องนี้ให้เลย ถือเป็นเรื่องดีมาก การให้โอกาสคน ผมชอบเรื่องนี้” ผบ.พล.1 รอ. จับมือแน่นกับสุนทร พร้อมรับปากจะนำเรื่องไปแก้ไขให้

ขณะเดียวกัน พล.ต.ท.จักรทิพย์ ที่ลงพื้นที่ด้วย ขอร้องชาววินอย่าทำตัวเป็นมาเฟียเสียเอง การให้บริการประชาชนต้องมีราคาติดประกาศให้ชัดเจน และเป็นธรรม รวมถึงควรเพิ่มป้ายราคาเป็นภาษาอังกฤษด้วย พื้นที่ทางเท้าหากจำเป็นต้องตั้งวินก็จะพิจารณาให้ไม่ขับไล่แน่นอน แต่ต้องมีพื้นที่ให้ประชาชนได้ใช้ด้วย ส่วนเรื่องผู้มีอิทธิพล ยืนยันว่าตำรวจและทหารจะดำเนินการปราบปรามให้อย่างเต็มที่

“ก่อนหน้านี้ผมไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ใครเข้ามาเอี่ยวหรือมีอิทธิพลแบบไหน แต่จากนี้ 4 ขาทั้งหมด คือ ทหาร ตำรวจ ขนส่ง และกทม. จะทำงานเต็มที่ร่วมกัน ไม่ยอมให้กรุงเทพฯ มีมาเฟียวินมารีดไถเด็ดขาด ผมให้สัญญาเลย” พล.ต.ท.จักรทิพย์ ย้ำ

พล.ต.อภิรัชต์ เสริมเรื่องมาเฟีย โดยยืนยันว่า ส่วนตัวมีรายชื่อผู้มีอิทธิพลทั้งหมด และได้เรียกมาบางคนแล้ว ทั้งมีสีและไม่มีสี ถ้ายังไม่หยุดหรือไม่เข้าใจ ยังมารีดไถผิดๆ กันอีก ถึงเวลานั้นจะมาว่าทหารหรือตำรวจหากเข้าไปจัดการ ไม่ได้ ถือว่าเตือนกันแล้ว และหากสอบสวนว่าผิดจริงจะยึดทรัพย์พวกผู้มีอิทธิพลอีกด้วย

“แต่หากมีเจ้าหน้าที่มาขอเล็กน้อย ครั้งละ 100-200 บาท เป็นค่าทำความสะอาดแต่ละวินให้เป็นระเบียบ ก็ขอให้ทางวินให้ความร่วมมือ หรือแล้วแต่จะพิจารณาก็ได้ ตรงนี้ไม่ว่ากัน แต่หากมีใครมาเรียกผิดๆ หรือมาตั้งวินเถื่อนทับที่วินที่ถูกต้องหรือได้จดทะเบียน เดินเข้ามาหาผมที่ พล.1 รอ.ได้เลย ผมช่วยเต็มที่” พล.ต.อภิรัชต์ ย้ำหนักแน่น

การสนทนาเพื่อหาทางออกในการจัดระเบียบวินร่วมกันครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่พื้นที่หน้าห้างเซ็นทรัล พระราม 9 แต่ในวันเดียวกัน ทหารยังได้ปูพรมทำความเข้าใจกับเหล่าคนขับวินรับจ้างในพื้นที่สำคัญๆ ทั่วกรุงเทพฯ ทั้งย่านอโศก ถนนสีลม รวมถึงย่านประตูน้ำ

จับตาดูการจัดระเบียบวินจักรยานยนต์รับจ้างครั้งนี้ ว่าจะมีผลเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้หรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่ไฟไหม้ฟางอย่างที่ผ่านมา

ผ่าปม”วินมอเตอร์ไซค์”เบื้องลึก”ส่วย”มหาศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2557 เวลา 06:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1w05Ss0

ผ่าปม"วินมอเตอร์ไซค์"เบื้องลึก"ส่วย"มหาศาล

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

ย้อนกลับไปเมื่อ 31 ปีก่อนในช่วงที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู สังคมขยายตัว ประชากรเพิ่มมากขึ้น ตามด้วยหมู่บ้านจัดสรร ตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทางทุกเส้นทุกสายเชื่อมโยงถึงกัน

เมื่อบริการขนส่งมวลชนไม่เพียงพอ “มอเตอร์ไซค์รับจ้าง” จึงถือกำเนิดขึ้นในปี 2526 ก่อนจะขยายออกไปในทุกตรอกซอกซอยทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตลอดจนหัวเมืองต่างๆในทุกภูมิภาคดังเช่นทุกวันนี้

เจาะลึกอาชีพไม่ธรรมดา”มอเตอร์ไซค์รับจ้าง”

จากข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก ระบุว่า ปัจจุบันเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ หรือวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายทั้งสิ้น 6,330 วิน รวม 97,620 คัน ไม่นับวินเถื่อนที่จัดตั้งใหม่โดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนอีกมากมายนับไม่ถ้วน

จำนวนของผู้ประกอบอาชีพวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างทั้งหมดน่าจะมีมากกว่า 1.9 แสนคัน!!!

ผู้ประกอบอาชีพนี้ส่วนใหญ่มีทั้งชาวไร่ชาวนาในต่างจังหวัด อดีตกรรมกรก่อสร้าง กลุ่มคนจนในเมือง พนักงานและลูกจ้างที่ตกงาน นักเรียนนักศึกษาที่หางานทำไม่ได้ พวกนี้จะเข้าสู่ธุรกิจด้วยการไปซื้อมอเตอร์ไซค์ ผ่อนค่าเช่าเป็นรายเดือน ก่อนจะมาสมัครเข้าอยู่ในวินมอเตอร์ไซค์วิ่งรถตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงดึกดื่นมืดค่ำ

คาดการณ์กันว่ามีเงินสะพัดหมุนเวียนอยู่ในธุรกิจมอเตอร์ไซค์รับจ้างราว 1.8 หมื่นล้านบาทต่อปี แบ่งเป็นรายได้ในการรับ-ส่งผู้โดยสารที่อยู่ระหว่าง 300-600 บาทต่อคนต่อวัน หรือประมาณ 2 หมื่น – 4 หมื่นบาทต่อเดือน

ที่เหลือคือ “ส่วย” ที่ต้องจ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐและผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย

“ส่วย” ค่าอำนวยความสะดวก

ปัญหาเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์จากวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างมีมานานแล้ว แต่มาปรากฏเป็นข่าวใหญ่โตเมื่อปี 2546 สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ประกาศจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์และปราบปรามผู้มีอิทธิพล เพื่อแก้ปัญหามาเฟียรีดไถ แย่งผู้โดยสาร และไร้ระเบียบ

ผลงานวิจัยเรื่อง “หวย ซ่อง บ่อน ยาบ้า:เศรษฐกิจนอกระบบกับนโยบายสาธารณะในประเทศไทย” (2543) โดยผาสุก พงษ์ไพจิตร สังศิต พิริยะรังสรรค์ และนวลน้อย ตรีรัตน์ ระบุว่า 14.5 % ของรายได้มอเตอร์ไซค์รับจ้างคือ “ส่วย” ที่ต้องจ่ายให้ “กลุ่มคนมีอำนาจนอกระบบ” หรือ “กลุ่มที่มีอำนาจแฝงจากระบบราชการโดยตรง” เช่น หัวหน้าวินที่อาจเป็นได้ทั้งนักเลงขาใหญ่ ลิ่วล้อนักการเมือง ทหารนอกรีต รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐบางคน

หากดื้อดึงไม่ยอมจ่าย อย่าหวังจะได้ดำเนินชีวิตอย่างสงบสุข

“เขาเรียกว่า “ค่าอำนวยความสะดวก” ยกตัวอย่างถ้าวินคุณตั้งอยู่บนฟุตบาทก็ต้องเสียแป๊ะเจี๊ยะ ให้เทศกิจจ่ายเป็นค่าปรับไป ไม่งั้นตั้งวินตรงนี้ไม่ได้ ถ้าคุณตั้งวินบนพื้นผิวจราจรก็ต้องจ่ายให้ตำรวจ ไหนจะปัญหาหยุมหยิมเล็กๆน้อยๆอย่างเรื่องเลี้ยวรถกลับรถ ผู้โดยสารไม่มีหมวกกันน็อก พวกเราเลยยอมจ่ายตรงนี้ไปโดยตกลงกันเป็นรายเดือน ตั้งแต่ 3 พันถึง 1 หมื่น แล้วแต่ละพื้นที่”เฉลิม ชั่งทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย เล่าให้ฟังอย่างตรงไปตรงมา

ทั้งนี้กลุ่มผู้เรียกเก็บส่วยเหล่านี้เป็นกลุ่มเดิมกับที่เคยถูกกวาดล้างในช่วงรัฐบาลปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพล เมื่อปี 2546 แต่ภายหลังก็หวนกลับมาอีก

“แต่กลับมาคราวนี้ก็จะเก็บในราคาที่มากเท่าเดิมไม่ได้ เนื่องจากช่วงจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์ หลายวินได้จดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เลยเปลี่ยนมาขอเป็นค่าน้ำร้อนน้ำชาแทน ทีนี้พอเก็บได้น้อย บางคนก็ไปตั้งวินเถื่อนใหม่ขึ้นมาทับซ้อน ปัญหาเรื่องส่วยเรื่องมาเฟียมันถึงเกิดขึ้นซ้ำซากไม่รู้จบ”

เสียงจากคนสองล้อ

หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประกาศขับเคลื่อนนโยบายจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ภายใต้ 3 แนวทาง ประกอบด้วย ติดป้ายกำหนดราคาให้ชัดเจนตามกฎหมาย ตรวจสอบวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างทั้ง 50 เขต ในกทม.ว่าได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งหรือไม่ และเร่งดำเนินการให้วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างทุกที่จะต้องเป็นวินที่ถูกต้องตามกฎหมายและได้รับการจดทะเบียนตามกระบวนการของกรมการขนส่งทางบก

ถึงบรรทัดนี้ เรามาทำความเข้าใจกันว่าการที่จะมาทำอาชีพขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างได้ต้องผ่านขั้นตอนอะไรบ้าง

หนึ่ง คนขับรายใหม่ต้องสอบถามไปยังวินที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายว่ามี “เสื้อว่าง” หรือไม่ ถ้ามีผู้ขับคนเก่าต้องการจะเลิกพอดี ทั้งคู่ต้องตกลงราคาขายเสื้อวินกันเอง ไม่ก็ปล่อยเช่าเป็นรายเดือน

สอง เขียนใบสมัคร พร้อมบัตรประชาชน ใบขับขี่สาธารณะ โดยต้องให้สมาชิกจำนวน 1 ใน 3 ต้องเป็นผู้รับรอง

สาม ส่งเรื่องขออนุญาตไปยังกรมการขนส่งทางบกเป็นผู้อนุมัติ เพื่อทำป้ายเหลือง ซึ่งเป็นแผ่นทะเบียนสำหรับรถจักรยานยนต์สาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นลำดับต่อไป

“หลายคนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไปติดต่อกับวินเถื่อน โดนผู้มีอิทธิพลเรียกค่าเสื้อวินตัวละ 2 หมื่นถึงหลักแสน ไหนจะค่ากินเปล่า ค่าแป๊ะเจี๊ยะอะไรต่อมิอะไรอีกสารพัด เสียเงินมาก แต่สะดวกกว่า เร็วกว่า ก็คนขับใหม่บางรายก็ยอม แต่สุดท้ายได้เสื้อ แต่ขับรถป้ายดำขาว ซึ่งก็ถือว่าเป็นวินมอเตอร์ไซค์ผิดกฎหมายอยู่ดี”

อย่างไรก็ตาม ผู้ขับขี่วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าที่ผ่านมา ตำรวจไม่ได้มีการปราบปรามจับกุมวินมอเตอร์ไซค์ผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ว่ากันว่าราคาเสื้อวินที่สูงที่สุดในกทม.ขณะนี้ มีราคาถึง 5 แสนบาท!!!

“ทำเลทองของวินมอเตอร์ไซค์คือที่ที่มีคนพลุกพล่าน ใกล้รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน เช่น สุขุมวิท สีลม รัชดาภิเษก ค่าเสื้อตัวละ 4-5 แสน กลางๆอย่างลาดพร้าวก็ 2-3 แสน ขณะที่เขตรอบนอกอย่างมีนบุรี หนองจอกก็ 2-3 หมื่น“วินมอเตอร์ไซค์ปากซอยลาดพร้าว 101 บอก

ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องราคาค่าโดยสาร ตามกฎกระทรวงคมนาคมระบุไว้ชัดเจนว่าภายใน 2 กิโลเมตรแรกห้ามเกิน 25 บาท กิโลเมตรต่อไปให้คิดเพิ่มไม่เกิน 5บาท หากระยะทางเกินกว่า 5 กิโลเมตรขึ้นไปผู้รับจ้างต้องตกลงกับประชาชนเอง หากผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องถูกปรับ 5,000 บาท

“ปกติมอเตอร์ไซค์รับจ้างจะวิ่งในซอย ถ้าออกนอกเส้นทางไปไกล เรียกว่า”เหมา” ก็ต้องตกลงราคากับผู้โดยสาร บางคนก็ต่อราคา บางคนไม่ไปก็เรียกคันอื่น ผมว่าต่อรองราคาให้เรียบร้อยกันก่อน ไร้ปัญหาแน่นอนครับ ยุติธรรมต่อทั้งสองฝ่าย”วินมอเตอร์ไซค์ปากซอยวิภาวดี 20 ให้ความเห็น

อีกปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก นั่นคือจุดจอดของวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เนื่องจากแต่ละพื้นที่มักตั้งจุดจอดตามใต้สะพานลอย ปากซอย บนทางเท้า จนถึงบนพื้นผิวถนน สร้างปัญหาไร้ระเบียบ กีดขวางการจราจรเป็นอย่างยิ่ง

ปฏิรูปวงการเสื้อกั๊กส้ม

เฉลิม ชั่งทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย ฝากถึงคสช.ว่า “อยากให้ตรวจสอบประวัติ พฤติกรรม และเปิดอบรมคนที่จะมาขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง พูดตรงๆว่าจะมีวินสักกี่คนรู้กฎระเบียบจราจร สักกี่คนที่รู้ว่าต้องมีใบขับขี่สาธารณะ ต้องติดแผ่นทะเบียนสีเหลือง สวมหมวกกันน็อก มารยาทก็สำคัญเช่นกันบางคนยังใส่กางเกงขาสั้น สูบบุหรี่ปุ๋ยวิ่งรับส่งผู้โดยสารอยู่เลย พอโดนตำหนิก็ไปทำร้ายเขา พวกนี้กำจัดออกไปซะ อย่าเห็นใจคนไม่ดี ลงโทษให้หนัก ประชาชนจะได้ประโยชน์สูงสุด”

รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติต้อง“ยกเลิกระบบส่วยทั้งหมด”

“ปัญหาอันหนึ่งก็คือในตอนเริ่มต้นของการทำวินมอเตอร์ไซค์ คนที่ดูแลก็คือตำรวจ ทำให้สามารถหารายได้โดยการขายเสื้อวินและเก็บส่วยรายเดือน  ฉะนั้นการจัดระเบียบของวินมอเตอร์ไซค์ตอนเริ่มต้นอยู่ในมือตำรวจหมด รัฐบาลสมัยคุณทักษิณไม่ได้ไปแตะเรื่องนี้ สมัยคุณอภิสิทธิ์พยายามจะเข้าไปจัดการเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ช่วงเวลาสั้นไปหน่อย จึงไม่สำเร็จ

สิ่งสำคัญคือจะทำยังไงให้เสื้อวินมีราคาเท่ากับศูนย์ และคนที่จะเข้ามาประกอบอาชีพนี้จะไม่ถูกรีดไถจากคนที่มีอิทธิพล คสช.ควรกำชับไปยังผบ.ตร.ให้ยกเลิกระบบส่วยทั้งหมด ลดค่าส่วยได้ ก็ลดค่าบริการให้แก่ประชาชนได้ ขณะเดียวกันถ้ายังมีตำรวจคนใดเรียกรับส่วยอีกก็ควรตั้งศูนย์ร้องเรียนเพื่อให้มีการดำเนินการขั้นเด็ดขาด

การจัดระเบียบครั้งใหญ่ในแวดวงวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างครั้งนี้ ถือเป็นนโยบายจัดระเบียบสังคมที่ประชาชนทุกคนกำลังให้ความสนใจ ทั้งยังคาดหวังด้วยว่าจะสำเร็จเห็นผลในเร็ววัน

คลอดสเปกสภาปฏิรูป”คสช.”เลือกเอง 250 คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2557 เวลา 09:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1ibq4EU

คลอดสเปกสภาปฏิรูป"คสช."เลือกเอง 250 คน

โดย…ข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ได้เปิดเผยจำนวนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาปฏิรูป แล้ว โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะมี 200 คน และสภาปฏิรูปการเมืองจะมี 250 คน โดยจะมีการแต่งตั้งในเดือน ส.ค.นี้

“จะเกิดจากคนทุกกลุ่มเข้ามาร่วมกันเขียนกติกา รวมทั้งจะได้รัฐบาลชั่วคราวในเดือน ก.ย.นี้ โดยให้ทุกคน วินวิน ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ทั้ง 100% ทุกคนต้องเสียสละ 50:50” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้าฝ่ายและกระบวนการยุติธรรม คสช. ระบุ ระหว่างเป็นประธานมอบนโยบายกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสถาบันการเงิน เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.

ขณะที่แหล่งข่าวจากทหาร เปิดเผยว่า ขณะนี้ ธรรมนูญการปกครองชั่วคราว คสช. ได้ร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยมีประเด็นสำคัญ อาทิ ที่มาของสภานิติบัญญัติ และสภาปฏิรูปนั้น กำหนดให้มาจากคณะกรรมการสรรหาตามที่ คสช.ตั้งขึ้น ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากข้อเสนอเดิมที่กำหนดให้ที่มาของสภาปฏิรูป มาจากสาขาอาชีพต่างๆ เลือกกันเอง 150 คน

สำหรับสภาปฏิรูปนั้นจะให้ทำทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการวางกรอบปฏิรูปประเทศ โดยจะกำหนดให้มีคณะกรรมการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 35 คน แยกเป็นสัดส่วนจากสภาปฏิรูป 20 คน และคณะรัฐมนตรี 5 คน สนช. 5 คน และจาก คสช. 5 คน ทำหน้าที่เป็น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเมื่อยกร่างเสร็จก็ให้ส่งไปให้สภาปฏิรูปลงมติ ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ โดยไม่ต้องจัดให้ประชาชนลงประชามติว่าจะรับร่างหรือไม่รับร่างรัฐธรรมฉบับใหม่ เหมือนธรรมนูญชั่วคราวปี 2549

อย่างไรก็ตาม หากสภาปฏิรูปประเทศไม่เห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดังกล่าว ก็ให้ คสช.มีอำนาจหยิบรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เคยบังคับใช้มาก่อนหน้านี้ มาประกาศใช้ต่อไป

ขณะที่การตั้งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีนั้นก็ยังคงเป็นไปตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แถลงเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า น่าจะมีรัฐบาลได้ช่วง ก.ย. หรือต้นเดือน ต.ค.นี้ ท่ามกลางกระแสข่าว พล.อ.ประยุทธ์ จะนั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอง โดยที่บรรดาบิ๊กนายทหารจะตบเท้าเข้ามาเป็นรัฐมนตรีด้านความมั่นคงและสังคมกันถ้วนหน้า

เร่งกฎหมายจำเป็นเร่งด่วน

พล.อ.ไพบูลย์ ในฐานะที่กำกับดูแลทางกระบวนการยุติธรรม ระบุว่า เรื่องกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช.ทำเฉพาะกฎหมายที่จำเป็นเร่งด่วนเท่านั้นซึ่งจำเป็นต้องใช้วิธีพิเศษ และ จะพยายามเลี่ยงไม่ใช้ประกาศหรือคำสั่ง แต่เร่งให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อ เข้ามาดูแลให้ครอบคลุมทั้งหมด โดยทำให้เกิดระบบประชาธิปไตยท้องถิ่น ก่อนที่จะผลักดันให้เกิดระบบประชาธิปไตยระดับชาติ

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ความจริง คสช.ไม่เคยมีความคิดจะยึดอำนาจการปกครอง และสิ่งที่ทำไม่เรียกว่าการยึดอำนาจ แต่เป็นการเข้ามาควบคุมอำนาจการบริหารประเทศเพื่อให้คน 60 ล้านจากภาษีรัฐคนได้รับการดูแลจากภาครัฐให้เป็นไปตามแนวทางที่ควรจะเป็น ไม่ได้มาจากพื้นฐานของความต้องการอำนาจ ในช่วง 67 เดือนที่ผ่านมาประเทศวิกฤติมาก บ้านเมืองไปไม่ได้

“คสช.ไม่ได้เป็นคนเก่ง ไม่ใช่มนุษย์ผู้วิเศษที่จะดลบันดาลอะไรได้  แต่เรามีพลังอันหนึ่งที่จะทำให้ปัญหาหมดไป จึงหยิบมาใช้ แต่การหยิบมันผิดกฎหมาย ไม่ใช่ประชาธิปไตย เราไม่ได้เถียง แต่ถ้าไม่ทำประเทศเดินต่อไปไม่ได้ จึงต้องเร่งแก้ไขในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งด้านอื่นๆ จึงต้องละทิ้งความเป็นประชาธิปไตย สักระยะหนึ่ง”พล.อ.ไพบูลย์ ระบุ

คุณครูจ๋า…เมื่อไหร่จะว่างสอนหนู?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2557 เวลา 21:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1vRv9EG

คุณครูจ๋า…เมื่อไหร่จะว่างสอนหนู?

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

เมื่อ 365 วันของอาชีพ “ครู” เต็มไปด้วยภาระสารพัด ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการสอนลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากผลสำรวจของสวนดุสิตโพล เมื่อปี 2556 โดยเก็บข้อมูลจากครูทั่วประเทศ จำนวน 2,508 คน ระบุว่า “ปัญหาหนักอก” ที่ครูต้องเผชิญมากที่สุดอันดับหนึ่งคือ ภาระของครูมีมากเกินไป ต้องทำหลายหน้าที่ทั้งงานบริหาร งานเอกสารและงานวิชาการ ทำให้ไม่มีเวลาในการจัดเตรียมการเรียนการสอน

สอดคล้องกับการศึกษาของโครงการติดตามสภาวะการณ์ครูรายจังหวัด (Teacher Watch) โดยสถาบันรามจิตติ พบว่าครูมีภาระสอนมากเฉลี่ย 22 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทว่าหลายคนยังต้องควบสอนทั้งลูกเสือเนตรนารี แนะแนว และวิชาอื่นๆสูงสุดถึง 10 วิชา นอกจากนั้นยังมีงานด้านธุรการ การเงิน พัสดุ รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชนอีกด้วย

คำถามที่เด็กนักเรียนสงสัยก็คือ “คุณครูจ๋า เมื่อไหร่จะว่างสอนหนูสักที!!!

ผศ.ดร.พรทิพย์ เย็นจะบก อาจารย์ภาควิชานิเทศศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ เปิดเผยข้อมูลน่าสนใจจากการลงพื้นที่พูดคุยกับครูในปัจจุบันให้ฟังว่า

“สาเหตุทั่วไปที่ครูไม่มีเวลาสอนคือ 1.ครูมีงานพิเศษต้องทำ เช่น งานการเงิน พัสดุ วิชาการ บริหารทั่วไป กิจการนักเรียน บริหารบุคคล 2.มีการอบรมบ่อยครั้ง ไม่รู้จะอบรมอะไรต่อมือะไรหนักหนา ครูบางคนทำงานหลายอย่างก็ต้องอบรมหลายครั้ง 3.ครูเอาเวลาไปทำผลงานวิชาการ อย่างมากก็แค่แจกใบงานแก่นักเรียน จึงเป็นปัญหาว่าครูมีผลงานทางวิชาการสูง แต่ผลสัมฤทธิ์นักเรียนต่ำ 4.ครูหลายคนไม่มีความรับผิดชอบ ไม่มีจิตวิญญาณในการเป็นครู”

ขณะเดียวกันก็ได้ยกตัวอย่างภาระหน้าที่ประจำวันของครูร.ร.มัธยมชื่อดังแห่งหนึ่งว่าแต่ละวันต้องทำอะไรต่อมิอะไรต่างๆมากมาย

“มีครูรร.มัธยมชื่อดังแห่งหนึ่งบอกว่าทุกๆวันต้องมาถึงโรงเรียนก่อนเด็กเข้าแถว 15 นาที คือ 7.25 น. เป็นครูพี่เลี้ยงให้นิสิตฝึกสอน (ครูที่เป็นพี่เลี้ยงนิสิตฝึกสอนได้ต้องมีประสบการณ์ไม่ต่ำกว่า 3 ปี) เตรียมการสอนคาบแรกและเริ่มสอนตอน 8.10 น. ทำแผนการสอน ที่ต้องมีทั้งปารปฐมนิเทศ ให้นร.เซ็นชื่อรับรองในแผน กำหนดเกณฑ์การให้คะแนน และบันทึกท้ายแผนหลังจากสอนครบทุกห้องแล้ว

ผลิตนวัตกรรมสื่อการสอนให้ทันสมัย  ทำวิจัยในชั้นเรียน ปฎิบัติตามโครงการวินัยเชิงบวกอย่างเคร่งครัด เป็นตำรวจโรงเรียนเดินตรวจในคาบที่ว่างตามที่ได้รับมอบหมาย ทำงานบริหารทั่วไปประจำการที่ห้องปกครอง คอยดูแลเอกสารงานฝ่ายบุคคล และอบรมตักเตือนนักเรียนที่ผิดระเบียบ ก่อนสุดท้ายจะเลิกงานกลับบ้านหลัง 17.00 น.เป็นต้นไป”

ตารางชีวิตช่างยุ่งยากชวนให้ปวดเศียรเวียนเกล้าเสียเหลือเกิน จึงไม่น่าแปลกใจว่าที่ทำให้ครูมากกว่า 61.60 % สนใจอยากจะเออร์ลีรีไทร์ไปทำอาชีพอื่น !!!

“ครู และผู้บริหาร ในแต่ละโรงเรียนเหนื่อยกันมาก มีงานให้ทำมากมายเกินจำเป็น วันๆ ครูก็แทบจะเอาตัวเองจะไม่รอดอยู่แล้ว น่าเห็นใจเป็นที่สุด น่าแปลกที่บนภาระของครูที่มากมายนั้น ไม่ได้ทำให้เด็กเก่งหรือดีขึ้นแม้แต่น้อย ครูถูกดึงเวลาออกไปจากเด็กมากจนวันๆ แทบไม่ได้สอนหนังสือ เราน่าจะไปผิดทาง เพราะเมื่อเราเหนื่อยขึ้น งานมากขึ้น เด็กๆ กลับแย่ลง ปัญหาสังคมเยาวชน และผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาทั่วประเทศก็ตกต่ำอย่างน่าใจหาย”

รัชนี อมาตยกุล ผู้บริหารโรงเรียนอมาตยกุล เคยเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ทำได้โดยง่าย ใช้เวลาสั้น แก้ปัญหาได้จริง ทั้งยังใช้งบประมาณไม่มากไว้ 10 ข้อดังนี้

1. ต้องรีบสร้าง Thailand model ให้กับทุกวิชา ทุกบท ทุกระดับชั้น ทำให้เป็นวาระแห่งชาติ  ทำวิธีสอนให้ง่าย สั้น ประสิทธิภาพสูง ใช้ภาษาวิชาการให้น้อย เน้นให้ไปรวบรวมวิธีสอนแต่ละบทแต่ละเรื่องแต่ละระดับชั้นมาจากครูที่สอนดีทั่วประเทศที่ใช้วิธีการเหล่านั้นสอนและได้ผลมาแล้ว อย่าสร้างกรอบหรือเกณฑ์ในการคัดเลือกให้ยุ่งยาก มุ่งเน้นไปที่วิธีการที่สอนแล้วเด็กเข้าใจเป็นพอ

2. จัดอบรมวิธีสอนแต่ละบทให้กับครูทั่วประเทศ ว่ากันเป็นบทๆ เลย   ต้องอบรมกันแบบหวังผล ไม่เน้นพิธีเปิด พิธีปิด coffee brake เน้นสาระ พิธีเปิดปิดไม่ต้องมี ว่ากันแบบประหยัดเวลา ตรงเป้า

3. ให้รัฐจัดหาสถานที่ทำศูนย์สำหรับครู  (teacher  center)   เป็นที่สบายๆ ณ มุมใดมุมหนึ่งของจังหวัด สำหรับครู มาพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้กัน มี 1 จังหวัด  1 ศูนย์  ที่ที่ครูสามารถมาพบปะแลกเปลี่ยนวิธีการสอน  แลกเปลี่ยนความคิดกันได้ รัฐสนับสนุนเพียงสถานที่และหนังสือ  สื่อต่างๆ  นอกจากนี้ขอให้มีกฎกติกาน้อยๆ เปิดวันเสาร์ – อาทิตย์ด้วย เพราะเป็นวันที่ครูหยุด ทำแบบนี้ไม่น่าเปลืองงบประมาณสักเท่าไหร่ ดีกว่าให้ครูไปอยู่ตามศูนย์การค้า

4. จัดให้มีระบบ call center แบบ 1133  สายตรงการเรียนการสอนของกระทรวงศึกษาฯ เพื่อช่วยครูในเรื่องต่างๆ เช่น  ช่วยแนะนำวิธีการสอน ช่วยแนะนำวิธีแก้ปัญหาที่ เป็นแหล่งรวมข้อมูล ถามอะไรตอบได้

5. ปฏิรูปสถาบันที่สอนครูเป็นการด่วน  ให้ครูที่จบออกมาสอนได้ พูด คิด เป็น รอบรู้ ติดอาวุธให้นักศึกษาครู ให้สอนทุกบทแบบ Thailand Model ในข้อ 1 ให้ครบก่อนจบออกมา ควรนำ Thailand Model นี้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการฝึกหัดครู เรียกว่าเรียนให้ตรงเป้า  จบมาทำงานได้จริง

6. เปิดช่องทางอนุญาตให้ผู้ที่จบสาขาอื่น เช่น วิศวกร แพทย์ นักหนังสือพิมพ์ที่ทำงานมาจนอิ่มตัวแล้ว รอบรู้มาก มาเป็นครูได้ง่ายกว่าปัจจุบัน  เช่น  จัดอบรมวิธีสอนตามข้อ 1 ใครซ้อมสอนตาม Thailand model ได้ ก็ได้ใบประกอบวิชาชีพ ดีกว่าจัดให้สอบแบบทุกวันนี้ เพราะคนที่สอบผ่าน ก็อาจจะสอนไม่เป็น ตัวข้อสอบเอง ก็ไม่ได้วัดความสามารถในการสอน

7. เมื่อวิธีการสอนได้รับการปรับปรุงแล้ว วิธีการประเมินก็ต้องเปลี่ยนแปลงเช่นกัน  เปลี่ยนข้อสอบให้เหมาะสม อย่าออกข้อสอบกำกวม  มีหลายคำตอบ แล้วแต่จะคิดหรือข้อสอบที่ตอบแล้ว ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น

8. ถ้าจะยังจะมีสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) อยู่อีก ให้ลดตัวชี้วัดของสมศ.ลง ให้เหลือ 4 ตัวชี้วัดก็พอ  สมศ. ควรมาประเมินร.ร.ตามสภาพจริงที่ร.ร.เป็น ควรมีตัวชี้วัดง่ายๆ 4 ตัว ได้แก่ ครูตั้งใจและสอนดี เด็กดี  อาคารสถานที่ดี การบริหารงานดี ก็พอแล้ว อย่าต้องให้โรงเรียนเก็บตัวเลขอะไรมากมายมายแบบทุกวันนี้

9. รัฐสามารถช่วยลดภาระงานของครูลงได้โดยจ่ายเงินในโครงการต่างๆ ให้กับผู้ปกครองโดยตรง ทั้งเงินเรียนฟรีในโครงการ เงินอุดหนุนรายหัว  ขอให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเป็นคนทำหน้าที่นี้แทนครู  จะใช้ระบบภาษี เป็นค่าลดหย่อน หรือแบบคูปองการศึกษาก็ได้ ไม่ต้องผ่านโรงเรียน ครูจะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่มีคุณค่ากว่า

10. การปฏิรูปการศึกษา ควรให้ครูที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนจริงเป็นแกนนำ  ไม่ควรให้ครูเป็นผู้ปฏิบัติตามเท่านั้น เพราะผู้นำในการปฏิรูปควรสัมผัสปัญหาทั้งหมด เพื่อที่จะรู้ว่าควรจะปฏิรูปอะไร การปฏิรูปจะได้ตรงเป้าและประสบผลสำเร็จ

ผศ.ดร.พรทิพย์ ทิ้งท้ายในประเด็นที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับโซเชียลเน็ตเวิร์กด้วยว่า

“สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือครูต้องสอนให้เด็กรู้เท่าทันสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กด้วย ครูต้องเป็น Friend กับเด็กให้ได้ ถึงแม้เขาจะมีกรุ๊ปอะไรของเขาก็ตาม  คุณต้องไปทำความเข้าใจชีวิตเขา เข้าใจธรรมชาติของวัยรุ่นว่าความต้องการของเขาคืออะไร สนใจอะไรชอบอะไรไม่ชอบอะไร ครูต้องเข้าไปโต้ตอบ พูดคุยกับเด็ก ไม่ใช่ว่าเข้าไปเห็นเด็กพูดจา สนุกคึกคะนองกับเพื่อนๆ แล้วเราไปตำหนิ เพราะเขาจะบล็อคคุณทันที แต่ครูควรจะเข้าไปอยู่ในกลุ่มกับเด็กให้ได้อย่างเข้าใจและเปิดเผย”

ขณะที่การปฏิรูปกำลังเป็นวาระของประเทศ และหนึ่งในนั้นคือเรื่องการศึกษา ฉะนั้นการปฏิรูปครูผู้สอนและภาระต่างๆที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ 365 วันใน 1 ปี คุณครูจะได้มีเวลาให้กับลูกศิษย์อย่างเต็มที่

แช่แข็ง9บิ๊กข้าราชการขั้วเก่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2557 เวลา 11:42 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1vOqSSv

แช่แข็ง9บิ๊กข้าราชการขั้วเก่า

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค บรรดามือไม้  คนทำงานของรัฐบาลเพื่อไทย หรือคนที่ถูกมองว่าเป็นเครือข่ายระบอบทักษิณ ทยอยถูกปรับออกจากตำแหน่งสำคัญให้มานั่งตบยุงอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล แล้ว 9 คนด้วยกัน

ทั้งนี้ สำนักนายกรัฐมนตรีกลายเป็นสุสานของบิ๊กข้าราชการที่ถูกเด้งมาหลายยุค หลายสมัย บางคนโชคดีได้กลับไปผงาดถิ่นเดิม แต่บางคนต้องอยู่จนเกษียณ ซึ่งขึ้นอยู่กับอำนาจ วาสนา บารมี ของแต่ละคน

สำหรับสถานะตามกฎหมายของสำนักนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นส่วนราชการ มีฐานะเทียบเท่ากระทรวง ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี รับผิดชอบการบริหารราชการทั่วไป เสนอแนะนโยบายและวางแผนการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคง และราชการเกี่ยวกับงบประมาณ ระบบราชการ การบริหารงานบุคคล กฎหมายและการพัฒนากฎหมาย การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติราชการ การปฏิบัติภารกิจพิเศษ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาบุคคลที่ถูกย้ายมาประจำในตำแหน่งดังกล่าวไม่ได้ถูกมอบหมายให้ทำหน้าที่เลยแม้แต่น้อย

สำหรับบิ๊กข้าราชการ 9 คน ที่ถูกเด้งเข้ากรุสำนักนายกรัฐมนตรีแล้วประกอบด้วย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. โดยมีการตั้งให้ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รอง ผบ.ตร. เป็นรักษาการ ผบ.ตร. แม้ พล.ต.อ.อดุลย์ จะไม่ได้แสดงแอ็กชั่นประกาศตัวอยู่ฝั่งรัฐบาลเพื่อไทยชัดเจน แต่เมื่อมารับหน้าที่ควบคุมดูแลสถานการณ์การชุมนุมของ กปปส. อาจทำให้ คสช.ไม่ไว้วางใจให้นั่งเก้าอี้นี้ต่อไป เช่นเดียวกับ ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถูกเด้งเพราะถูกมองว่าเป็นกลไกหลักในการไล่บี้เอาผิดฝ่ายตรงข้าม โดยมีการตั้ง พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ รอง ผบ.ตร. มาทำหน้าที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษแทน

ต่อเนื่องด้วยคำสั่ง โยก พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก พ้นปลัดกระทรวงกลาโหม โดยตั้ง พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม ขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่แทน เพราะ พล.อ.นิพัทธ์ ก้าวสู่ตำแหน่งปลัดกลาโหม เพราะแรงหนุนจากฝั่งการเมืองและยังได้แสดงความชัดเจนยืนข้างยิ่งลักษณ์ในหลายกรณี อาทิ เรื่องการเลือกตั้ง

ขณะที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ถูกเด้งพ้นเก้าอี้เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) โดย คสช.ตั้งให้ ภาณุ อุทัยรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย มาปฏิบัติหน้าที่แทน เนื่องจาก พ.ต.อ.ทวี ถือเป็นสายตรงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ส่วน ธงทอง จันทรางศุ หลุดจากปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ปฏิบัติราชการที่สำนักนายกฯ โดยมี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ขึ้นมาทำหน้าที่แทน เพราะธงทองแสดงบทบาทเป็นกระบอกเสียงและแก้ต่างเรื่องต่างๆ ให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างเสมอต้นเสมอปลาย

ด้าน ชูเกียรติ รัตนชัยชาญ โดนโยกพ้นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยมี ดิสทัต โหตระกิตย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ขึ้นรักษาราชการแทน ด้วยเพราะบทบาทของกฤษฎีกาในฐานะที่ปรึกษาด้านกฎหมายของรัฐบาลที่หลายครั้งที่ตีความประเด็นกฎหมายถูกมองว่าเข้าข้างรัฐบาลและนำมาสู่ปัญหาในเวลาต่อมา ทั้งการเลือกตั้ง ตำแหน่งสถานะและอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีรักษาการ

ล็อตสุดท้าย คือการเด้ง สุวิจักขณ์ นาควัชระชัย พ้นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยให้รองเลขาธิการ สภาที่มีอาวุโสสูงสุดปฏิบัติหน้าที่แทน แม้สุวิจักขณ์จะอยู่ฝ่ายนิติบัญญัติแต่ในสภา ฝ่ายค้านมองว่าเอนเอียงไปยังฝ่ายพรรคเพื่อไทย และยังมีปัญหาถูกร้องเรียนพัวพันกับการจัดซื้อจัดจ้างหลายเรื่องในสภา

อรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุด โดนเด้ง เพราะถูกมองว่าเอนเอียงเข้าข้างรัฐบาล อาทิ ไม่มีความเห็นไม่ส่งคำร้องกรณี สส.-สว. แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ หรือการมีคำสั่งไม่ฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณในฐานะก่อการร้าย ทั้งที่คณะทำงานที่ตั้งขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้เคยมีความเห็นให้สั่งฟ้อง งานนี้ ตระกูล วินิจนัยภาค รองอัยการสูงสุด นั่งรักษาราชการแทน

ปิดท้ายด้วยการสั่งเด้ง สุรชัย ศรีสารคาม พ้นปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) โดยมี เมธินี เทพมณี ผู้ตรวจราชการกระทรวงไอซีที รักษาราชการแทน มูลเหตุย้ายเนื่องจากวีรกรรมเมื่อครั้งสุรชัยแจงสื่อนอกยอมรับว่าเฟซบุ๊กล่มเมื่อวันที่ 28 พ.ค.นั้น เป็นเพราะไอซีทีบล็อกเพื่อป้องกันกระแสต่อต้านรัฐประหารจน คสช.ต้องรีบออกมาปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าว

ทั้งหมดนี้ใครจะได้กลับไปถิ่นเก่าหรือเกษียณที่สำนักนายกรัฐมนตรี กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

คสช.ล้มเค้ก6.25หมื่นล.สร้างสุวรรณภูมิ เฟส 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2557 เวลา 11:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1vOkwCy

คสช.ล้มเค้ก6.25หมื่นล.สร้างสุวรรณภูมิ เฟส 2

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์

ตกตะลึงกันทั้งเมืองเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งการให้คณะกรรมการตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ (คตร.) ส่งอนุกรรมการเข้าไปตรวจสอบโครงการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 วงเงิน 6.25 หมื่นล้านบาท

เนื่องเพราะโครงการนี้แม้ว่า คณะกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) พยายามผลักดันให้มีการประมูลมาหลายครั้งแต่ยังไม่มีการเปิดซอง

ความคืบหน้าล่าสุดนั้น มีการว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา EPM Consortium ให้เป็นผู้บริหารจัดการโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อรองรับผู้โดยสารที่จะเพิ่มขึ้นจาก 48-50 ล้านคน/ปี เป็น 60 ล้านคน ในปี 2560

บริษัทปรึกษา EPM Consortium ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของบริษัท พีซีบีเคอินเตอร์เนชั่นแนล บริษัท โชติจินดามูเชลคอนซัลแตนท์ บริษัท เอพซิลอน และบริษัท ออเรียนทอลคอนซัลแตนส์ รับงานนี้ด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงถึง 809.9 ล้านบาท หน้าที่หลักคือบริหารจัดการโครงการ เช่น การจัดทำข้อกำหนดรายละเอียด งานจ้างที่ปรึกษาออกแบบ การควบคุมการออกแบบ การควบคุมการก่อสร้าง เริ่มงานตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2555 เป็นต้นไป รวมเวลา 70 เดือน

ปัจจุบันมีการกำหนดรายละเอียดโครงการลงทุนไว้อย่างชัดเจน โดยแยกเป็น 4 กลุ่มงาน และพร้อมที่จะเปิดการประมูลทันทีที่คณะกรรมการ ทอท.อนุมัติ

กลุ่มงานที่ 1 งานก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรอง ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 2.16 แสนตารางเมตร สามารถจอดเครื่องบินประชิดอาคารได้ 28 หลุมจอด สามารถจอดอากาศยานขนาด A380 ได้ 8 หลุมจอด และอากาศยานขนาด B747400 ได้ 20 หลุมจอด

นอกจากนี้ ยังมีงานก่อสร้างลานจอดอากาศยานประชิดอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 เพื่อรองรับหลุมจอดอากาศยานประชิดอาคาร 28 หลุมจอด สามารถจอดอากาศยานขนาด A-380 ได้ 8 หลุมจอด และอากาศยานขนาด B-747-400 ได้ 20 หลุมจอด พร้อมก่อสร้างระบบทางขับเพื่อเข้าสู่ลานจอด รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและระบบน้ำมันทางท่อ ซึ่งจะดำเนินการโดยผู้ประกอบการรายอื่น พื้นที่โดยประมาณ 9.6 แสนตารางเมตร วงเงินก่อสร้างทั้งสองส่วน 3.61 หมื่นล้านบาท

กลุ่มงานที่ 2 เป็นการก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารปัจจุบันทางด้านทิศตะวันออก อาคารสำนักงานสายการบินและที่จอดรถ 1 อาคาร วงเงิน 7,078 ล้านบาท

แยกเป็นงานออกแบบและก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องบนพื้นที่ 1.45 หมื่นตารางเมตร

งานออกแบบและก่อสร้างอาคารสำนักงานพร้อมที่จอดรถยนต์ โดยสร้างเป็นอาคาร 2 ส่วน ด้านหน้าเป็นอาคารสำนักงานสูง 4 ชั้น พื้นที่ประมาณ 3.5 หมื่นตารางเมตร โดยจัดเตรียมพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่วนด้านหลังเป็นอาคารจอดรถสูง 5 ชั้น และดาดฟ้า 1 ชั้น พื้นที่ประมาณ 3.2 หมื่นตารางเมตร พร้อมทางเดินเชื่อมต่อกับอาคารจอดรถที่อยู่ข้างเคียงและอาคารผู้โดยสาร

กลุ่มงานที่ 3 เป็นงานออกแบบและก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค วงเงิน 2,564 ล้านบาท

เนื้องานหลักเป็นการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค ได้แก่ ระบบไฟฟ้าแรงสูง ระบบประปา ระบบน้ำเย็นสำหรับเครื่องปรับอากาศ เพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่อาคารเทียบ เครื่องบินรองหลังที่ 1 ระบบขนส่งผู้โดยสาร (APM) และรองรับทางวิ่งเส้นที่ 3 ในอนาคต ก่อสร้างสถานีไฟฟ้าย่อย ระบบจ่ายไฟฟ้า ระบบควบคุม และสั่งการ SCADA ก่อสร้างท่อเมนประปาและก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำเสีย เชื่อมต่อกับระบบเดิม

กลุ่มงานที่ 4 เป็นงานติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสาร หรือรถ APM (Automated People Mover) วงเงิน 2,897 ล้านบาท ระบบขนส่งกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสาร (BHS) โดยก่อสร้างอุโมงค์ต่อเชื่อมกับปลายอุโมงค์ด้านที่ได้ก่อสร้างในระยะที่ 1 มายังอาคารเทียบเครื่องบินรอง หลังที่ 1 รวมความยาวของอุโมงค์ที่ทำการต่อเชื่อม ประมาณ 700 เมตร จะเป็นรถรางวิ่งในอุโมงค์รับส่งคนระหว่างอาคารผู้โดยสารกับอาคารเทียบเครื่องบินรอง

“ถ้าพิจารณารายละเอียดจะเห็นว่าใน 4 กลุ่มงานเป็นงบค่าก่อสร้างที่เป็นเนื้องานจริง 4.86 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นงานอื่นๆ และค่าติดตั้งระบบ ในจำนวนนี้ไม่รวมสำรองราคาและปริมาณงานที่จะเปลี่ยนแปลงได้อีก 10% ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และดอกเบี้ยระหว่างการก่อสร้าง 1,761 ล้านบาท” แหล่งข่าวจาก กรรมการ ทอท.ชี้แจง

สำหรับการดำเนินการนั้น หาก คสช.ไม่สั่งระงับ คณะกรรมการ ทอท.สามารถสั่งการให้เดินหน้าได้ทันที ไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกแล้ว เพราะมีการอนุมัติมาแล้ว 2 รอบ ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทั้งการขออนุมัติเปิดประมูลและเซ็นสัญญาก่อสร้าง และได้ผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มาแล้ว

สำหรับเงินลงทุนนั้น ทอท.จะใช้เงินลงทุนจากรายได้ของ ทอท.เองบางส่วน ที่เหลือมาจากการกู้เงิน ไม่ได้ผ่านเงินงบประมาณแผ่นดิน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับอำนาจของคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) จะทำให้การดำเนินการได้รวดเร็วมากขึ้น

ปัจจุบัน ทอท.มีสภาพคล่องเงินสดมากกว่า 2-4 หมื่นล้านบาท มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 3,000-4,000 ล้านบาท มีผลประกอบการที่ดีมาตลอด โดยแต่ละปีมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปีละ 9,500 ล้านบาท และกำไรอื่นๆ อีกกว่า 6,000 ล้านบาท

ขณะที่ตามแผนงานที่มีการกำหนดไว้นั้น ในปี 2557 จะใช้เงินทุนของ ทอท. ประมาณ 1,300 ล้านบาท ปี 2558 อีกประมาณ 6,000 ล้านบาท ที่เหลืออยู่ระหว่างพิจารณาแหล่งเงินกู้ในประเทศมาลงทุน

โครงการสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 จึงเป็นที่จับจ้องของนักลงทุนและผู้รับเหมา เพราะเป็นงานชิ้นใหญ่ที่เหลืออยู่งานเดียว ขณะนี้โครงการ 2 ล้านล้านบาทล้มไป

ขนาดว่าบริษัทผู้รับเหมาขาใหญ่ ช.การช่าง อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ซิโนไทยฯ ล้วนจ้องตาเป็นมัน เพราะหากเป็นไปตามแผนจะมีการเปิดซองประมูลกันในเดือน ก.ค. 2557 นี้

ฝ่าเส้นทางวิบากส่ง”กล่องบอลโลก”คืนRS

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2557 เวลา 22:06 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1vAzWdy

ฝ่าเส้นทางวิบากส่ง"กล่องบอลโลก"คืนRS

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ถ้าศีลของคุณไม่บรรลุถึงโสดาบัน …ไม่แปลกหรอกที่คุณจะสบถออกมา

เงินจำนวน 1,590 บาท ที่คุณคิดว่าจะได้รับคืนง่ายๆ เพียงส่งมอบ “กล่องบอลโลก” กลับสู่อ้อมกอดบริษัทอาร์เอสนั้น … บอกเลยคุณคิดไปเอง

มา…จะเล่าให้ฟัง

แรกเริ่มเดิมที อาร์เอส ประกาศมาตรการเยียวยาผู้ซื้อ “กล่องบอลโลก” โดยเปิด 2 ช่องทางส่งคืนกล่อง

1.คืนด้วยตัวเองที่โกดังสินค้า 2.ส่งคืนทางพัสดุไปรษณีย์ กำหนดเวลาไว้เพียง 3 วัน คือวันที่ 16-18 มิ.ย.นี้

อาร์เอส ให้รายละเอียดว่า ทางเว็บไซต์ www.1781.tv และ สายด่วน 1781 จัดข้อมูลพร้อมให้บริการ

การจะดำเนินการตามที่กำหนดไว้…ไม่ง่ายอย่างที่คิด

กรณีที่คุณจะเดินทางไปคืนกล่องด้วยตัวเอง ถามว่าแล้วโกดังอาร์เอสมันอยู่ที่ไหน ?

ลองพิมพ์คำว่า “โกดัง และ อาร์เอส” ลงไปใน กูเกิ้ล คุณจะไม่ได้รับการสนองตอบอะไรที่เป็นประโยชน์

ข้อมูลในกูเกิ้ลจะแจ้งให้คุณทราบเพียงว่าบริษัทอาร์เอสตั้งอยู่แถวย่านลาดพร้าว ซึ่งหากคุณเดินทางไป … เสียเที่ยวฟรี

งั้นลองเปิดเว็บไซต์ดู … ก็ไม่รู้อีกนั่นแหละว่าโกดังอยู่ที่ไหน

หยิบโทรศัพท์กด 1781 ต่อสายตรงคอลเซ็นเตอร์

“xxxx รับสาย ยินดีให้บริการค่ะ” “คุณลูกค้าต้องไปที่คลังสินค้าเค-มาสเตอร์ค่ะ อยู่ใกล้ๆ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ รังสิต ตรงข้ามโชว์รูมโตโยต้าค่ะ” “อ๋อ บริษัทอยู่ในตึก xxxx ค่ะ ติดถนนใหญ่เลย”

ได้การล่ะ วางสายรีบจับแท็กซี่ไปยังมหาวิทยาลัยกรุงเทพทันที

มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ฝั่งขาออก โชว์รูมโตโยต้าก็อยู่ฝั่งขาออก แสดงว่าตึก xxxx นี่ต้องอยู่ฝั่งขาเข้าแน่ๆ

ลงรถแท็กซี่หน้ามหาวิทยาลัย ยืนงงสักพักเริ่มกระสับกระส่าย กวาดสายตาไปรอบๆ ไม่มีอาคารสูงสักแห่ง มองย้อนกลับเห็นโชว์รูมโตโยต้าห่างออกไป ถ้าเดินเท้าก็ประมาณ 1 หอบ พอดิบพอดี

ตัดสินใจข้ามสะพานลอยแล้วเรียกมอเตอร์ไซด์รับจ้างแว๊นไปลงหน้าโชว์รูมโตโยต้า ต้องมึนอีกครั้งเพราะไม่มีอาคารอะไรที่ว่านี่

ข่มอารมณ์แล้วหยิบโทรศัพท์กด 1781 อีกครั้ง

“xxxx รับสาย ยินดีให้บริการค่ะ” “คุณลูกค้าอยู่ที่ไหนแล้วคะตอนนี้” “อ๋อไม่ใช่ค่ะ บริษัทอยู่ฝั่งเดียวกับหาวิทยาลัยกรุงเทพเลยค่ะ”

อ้าว #@%*&@@#!!!!!!!

“เบอร์ของบริษัท 02-561-1133-34 นะค่ะ”

เหงื่อหล่นเม็ดเต็มกลางแผ่นหลัง โบกมอเตอร์ไซต์รับจ้างนั่งย้อนกลับไปยังสะพานลอย แล้วเดินข้ามฝากมาฝั่งโชว์รูมโตโยต้า

รอบนี้คงไม่มีอะไรผิดพลาด แต่เพื่อความชัวร์ลองโทรไปตามเลขหมายที่ได้มาดีกว่า

ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด วี่วี่วี่ๆๆๆๆ … เงียบ

เปลี่ยนอีกเบอร์ โทรใหม่อีกครั้ง

ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด วี่วี่วี่ๆๆๆๆ … ดับสนิท

ชะงักงันไปครึ่งวินาที มันจะอะไรกันหนักกันหนาชีวิต

ตัดสินใจแน่วแน่ยังไงต้องกำเงิน 1,590 บาท กลับบ้านให้ได้ กวักมือเรียกใช้บริการมอเตอร์ไซด์รับจ้างเป็นครั้งที่สาม

ไม่มีวินไหนรู้จักชื่อบริษัท ไม่มีโชเฟอร์คนไหนเข้าใจว่าจุดหมายที่ต้องการไปอยู่แห่งหนใด แต่เอาเถอะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว

ซ้อนท้ายสวนเลนขึ้นมาเรื่อยๆ สายตากวาดมองทางขวาจดจ่อกับอาคารสูง และป้ายโกดัง เค-มาสเตอร์ กระทั่งผ่านไปถึง “ประทานพร” ส่อแววแห้วซ้ำ

ส่งเสียงบอกมอเตอร์ไซด์ให้หยุดรถ … ใจหนึ่งคิดว่าพอเถอะถือว่าเป็นเวรเป็นกรรม อีกใจหนึ่งคิดว่าถึงขั้นนี้แล้วขอไปดูโกดังอาร์เอสให้เต็มสองลูกกะตาหน่อยเถอะ

ตั้งสมาธิภาวนาหวังพึ่งปาฏิหาริย์ ควักโทรศัพท์ออกมากด 02-561-1133 อีกครั้ง

“สวัสดีค่ะ” ราวกับเสียงสวรรค์ที่ปลายสาย “อยู่ตรงไหนแล้วคะ อ๋อ ขับมาเรื่อยๆ เลยค่ะ พอผ่านบุญถาวรไป ผ่านโชว์รูมโตโยต้าไป แหงนมองป้ายสีเหลืองๆ ใหญ่ๆ นะคะ แล้วเลี้ยวเข้ามาเลย”

“บอกมอเตอร์ไซด์ก็ได้ค่ะว่าไปอาร์เอส แถวนี้เขารู้จักหมด” เสมือนว่าความหวังใกล้เข้ามา ความฝันกำลังจะกลายเป็นจริง

เดินทางไปทางตามที่เธอบอก เจอป้ายเหลืองๆ เลี้ยวซ้ายหยุดอยู่หน้านิคมอุตสาหกรรมอาร์พีอี (Rangsit Prosper Estate)

หน้านิคมอุตสาหกรรมอาร์พีอี

 

ระหว่างเส้นทางเข้าไปยังคลังสินค้าเพื่อคืนกล่อง

 

อาคารอาร์เอสภายในนิคมฯ แต่ยังไม่ใช่จุดคืนกล่อง

นั่งมอเตอร์ไซด์คันที่เท่าไรไม่ใช่สาระ ในเมื่อโกดังอาร์เอสอยู่ตรงหน้า ไม่มีสิ่งใดจะมาเบี่ยงเบนความสนใจ

“ไม่รู้จักครับ” สวรรค์ล่มถล่มดังเปรี้ยง หนุ่มสวมเสื้อวินสีส้มทำหน้า งงๆ … เอาน่า ลองตรงเข้าไปไม่ยากนักหรอก

ลึกเข้าไปสัก 300 เมตรจากปากทางเข้า แวะถามทางอีกครั้ง

“อาร์เอสอยู่ข้างหลังนี่เอง แถวที่สองซอยที่หนึ่ง เดินไปก็ถึง”

จ่ายเงิน 10 บาท เดินยิ้มร่าถือกล่องด้วยใจมั่น แหงนมองได้เห็นสัญลักษณ์อาร์เอสเต็มสองตา เลยเปิดปากถาม … ที่นี่ใช่ที่คืนกล่องบอลโลกหรือไม่

“ไม่ใช่น้อง”

อ้าว….#@%*&@@#!!!!!!!

“โกดังอยู่เกือบสุดทางเลย แถวที่หนึ่ง ซอยที่สาม เดินตรงเข้าไปประมาณ 1 กิโล”

โอเค … โอเค ยอมแล้ว

ย่ำเท้าต๊อกๆ ลึกๆ ยังมีความหวัง แต่ก็เผื่อใจไว้นิดๆ

รู้ตัวอีกทีเกือบสุดซอยแล้วจริงๆ ถามพี่ยามว่าโกดังอาร์เอสอยู่ไหน

ไม่เกินความคาดหมาย … เลยมาแล้วจริงๆ

ย้อนกลับทางเดิม ก้าวเดินจนถึง

คลังสินค้าเค-มาสเตอร์ จุดคืนกล่อง

 

ประตูเข้าไปภายใน

“เนี่ยนะโกดัง!!?” คูหาเล็กๆ ขนาดคนยืน 20 คน อึดอัด ภายในมีพนักงาน 8 คน

4 คน แจกบัตรคิว-ทำเอกสาร 2 คน เช็คสภาพอุปกรณ์ที่นำคืน อีก 2 คน คอยเย็บเงิน 1,590 บาท ไว้เป็นชุดๆ

“ถ่ายรูปเลยน้อง ช่วยกันถ่าย แล้วเอาไปโพสต์กัน” ชายวัยกลางคนอยู่ในอาการไม่สบอารมณ์

“อีกนานไหมครับ มีกี่คิวกันแน่” ใครคนหนึ่งถาม “ขอโทษจริงๆ ค่ะ ไม่คิดว่าจะมาคืนเยอะขนาดนี้” พนักงานสาวตอบ

ประมาณ 20 นาที ทุกอย่างก็เรียบร้อย ทุกคนได้รับเงินคืนครบทุกบาททุกสตางค์

“โอ้ย พี่ขี่มาตั้งแต่เช้า ก็หลงกันมาทั้งนั้นแหละ บางคนบอกว่าหลงอยู่ตั้ง 3 ชั่วโมงแหนะ” มอเตอร์ไซด์รับจ้างชวนคุยระหว่างมาส่งหน้านิคมฯ

พลิกมือดูนาฬิกาถึงรู้ตัวว่ายังโชคยังดี … 1 ชั่วโมง 30 นาที นับจากหน้ามหาวิทยาลัย กระทั่งควานหาโกดังอาร์เอสจนเจอ

สำหรับคุณที่คิดจะขับรถยนต์มา ถ้าเลยซอยนิคมฯ ไป ต้องกลับรถไกลเกือบถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นี่ เตือนเลย…

บรรยากาศภายในจุดคืนกล่อง ผู้คนคับคั่ง

อาร์เอสแจงช่องทางการคืนกล่อง

พรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส ชี้แจงกับทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ว่า การคืนกล่องบอลโลก หากไม่สะดวกมาคืนที่คลังสินค้าของบริษัทอาร์เอส สามารถส่งทางไปรษณีย์ได้ ซึ่งมีรายละเอียดที่อยู่บนเว็บไซต์ การคืนขอให้นำมาคืนวันที่ 16-18 มิ.ย.นี้ เวลา 10:00-16:00 น. พร้อมสำเนาบัตรประชาชน หากมาที่คลังสินค้าของบริษัทจะได้รับเงินสดคืนได้ทันที 1,590 บาท

สำหรับส่งคืนทางพัสดุทางไปรษณีย์มาที่คลังสินค้าของบริษัท จะดูวันประทับตราไปรษณีย์เป็นหลักต้องภายในวันที่ 18 มิ.ย. โดยส่งมาพร้อมสำเนาบัตรประชาชน สำเนาหน้าบัญชีเงินฝากที่ระบุเลขที่บัญชีและธนาคาร โดยชื่อเจ้าของบัญชี ต้องเป็นชื่อสกุลเดียวกับสำเนาบัตรประชาชน กรณีนี้ลูกค้าจะได้รับเงินคืนเข้าบัญชีที่แจ้งมาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่บริษัทได้รับอุปกรณ์และเอกสารครบตามที่กำหนด ซึ่งตามข้อกำหนดลูกค้า 1 คน ต่อ 1 สำเนาบัตรประชาชน สามารถคืนกล่องบอลโลกได้ไม่เกิน 2 กล่อง

พรพรรณ กล่าวว่าสาเหตุที่กำหนดช่วงเวลาการรับคืนดังกล่าว เพราะระยะเวลาของการแข่งขันสั้นมาก หากลูกค้าไม่อยากเก็บกล่องไว้ใช้ก็ต้องรีบดำเนินการ ซึ่งหากไม่สะดวกคืนด้วยตนเอง ให้ลูกค้าส่งพัสดุทางไปรษณีย์ มาที่คลังสินค้าพร้อมพร้อมสำเนาบัตรประชาชน สำเนาหน้าบัญชีเงินฝากที่ระบุเลขที่บัญชีและธนาคาร โดยชื่อเจ้าของบัญชี ต้องเป็นชื่อสกุลเดียวกับสำเนาบัตรประชาชน ซึ่งในส่วนของพัสดุดังกล่าวต้องส่งภายในวันที่ 18 มิ.ย. 2557

กวาดล้าง”นายหน้า”ขุดรากต่างด้าวผิดกม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2557 เวลา 13:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1vy0kF4

กวาดล้าง"นายหน้า"ขุดรากต่างด้าวผิดกม.

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ปรากฏการณ์แรงงานต่างด้าวไหลกลับภูมิลำเนาครั้งประวัติศาสตร์ กำลังกลายเป็น   ไฟลามทุ่ง

แม้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะยืนกรานผ่านถ้อยแถลงของ พ.อ.วินธัย สุวารี ทีมโฆษก คสช. ชัดเจนว่า

“ไม่มีมาตรการกวาดล้าง”

สอดรับกับท่าทีของ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจ   แห่งชาติ ที่ระบุเสียงแข็ง ไม่มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกดดัน จับกุม หรือขับไล่แต่อย่างใด

ทว่า สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้น

อ้างอิงข้อมูลจาก องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (ไอโอเอ็ม) ที่ระบุว่า แรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาได้หลั่งไหลออกจากไทยกลับบ้านเกิดแล้ว ประมาณ 1.4 แสนราย นับตั้งแต่ คสช. มีคำสั่งฉบับที่ 59/2557 แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา

นำมาซึ่งเสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจที่แสดง ความกังวลว่าจะได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ ประมง ซึ่งแรงงานไทยไม่นิยมทำ

อย่างไรก็ดี จากคำชี้แจงของ พ.อ.วินธัย มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ

“เรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนและจริงจัง คือ การแก้ไขปัญหาแรงงานเด็ก การค้ามนุษย์ การทุจริตของเจ้าหน้าที่ นายหน้าต่างๆ และการสะสางคดีความที่ยังคั่งค้าง”

ที่น่าสนใจนั่นเพราะ เป้าประสงค์หลักในการ  จัดระเบียบแรงงานต่างด้าวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. คือดึงแรงงานต่างด้าว ผิดกฎหมายเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง

หากไม่แก้ที่ต้นทางคือ “นายหน้า” ถึงจะกวาดล้างเท่าใด แรงงานต่างด้าวเหล่านี้ก็จะกลับเข้ามาอย่างผิดกฎหมายเช่นเดิม

ทุกครั้งที่มีการจับกุมแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย ส่วนใหญ่พูดตรงกันว่า เข้า-ออกเมืองทุกครั้งมี “นายหน้า” เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น

แรงงานต้องจ่ายเงินสำหรับเป็นค่าเดินทางและจัดหางานประมาณ 1.5 หมื่นบาท โดยนายหน้าจะรับประกันว่าไม่ถูกจับอย่างแน่นอน

เมื่อเข้าสู่โรงงานแล้ว นายหน้ากลุ่มเดียวกันนี้ยังจะเรียกเก็บเงินเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นค่าใบอนุญาตทำงาน 6,500 บาท ค่าบัตรสุขภาพและตรวจสุขภาพ 7,000 บาท ซึ่งราคาจริงต่ำกว่าที่แรงงานต้องจ่ายถึง 3-4 เท่า

สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ บอกว่า หาก คสช.ต้องการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวจริง จำเป็นต้องดำเนินการกับ “ผู้ที่นำเข้ามา” อย่างเด็ดขาด

“แรงงานที่เข้าเมืองมาอย่างผิดกฎหมายนั้น มีความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง โทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งถือว่าเบามากเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่นำเข้ามา ซึ่งกฎหมายฉบับเดียวกันนี้กำหนดโทษไว้หนักกว่า คือจำคุก   10 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ดังนั้นสิ่งที่ คสช.ควรทำคือ กันแรงงานต่างด้าวเหล่านี้ไว้เป็น “พยาน” แล้วสาวไปให้ถึงต้นตอ  ต้นทางของผู้ที่พาแรงงานต่างด้าวเข้าประเทศมา ซึ่งแน่นอนว่าคนเหล่านี้เป็นผู้มีอิทธิพล แต่ละพื้นที่ก็จะรู้กันดีว่าด่านไหนใครคุม สีกากีหรือสีเขียว ใครเป็นใคร คสช.น่าจะมีข้อมูลอยู่

คสช.จึงควรใช้โอกาสนี้จัดการให้เรียบร้อย เพราะในสถานการณ์ปกติคงไม่มีใครไปกล้ายุ่งกับผู้มีอิทธิพลเหล่านี้

“ไม่เช่นนั้น เมื่อเราส่งเขากลับ กระบวนการ เดิมก็ยังอยู่ เหล่าผู้มีอิทธิพลก็จะหากินกันต่อไป เขาก็ไปเอาคนเหล่านี้กลับเข้ามาอีก ดังนั้นหาก คสช.ยืนยันที่จะขับไล่แรงงานต่างด้าว ก็เท่ากับเข้าทางขบวนการค้ามนุษย์ที่จะได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ”สุรพงษ์ ระบุ

สมรภูมิคดีเดือดจุดอวสาน”ยิ่งลักษณ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2557 เวลา 06:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1i5WVuB

สมรภูมิคดีเดือดจุดอวสาน"ยิ่งลักษณ์"

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ความเคลื่อนไหวหนึ่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก คือ กระบวนการเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริต หลังจากคสช.ได้ตั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) และส่งพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เลขานุการคณะที่ปรึกษาคสช.ทำหน้าที่ประสานงานกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อประสานงานด้านการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวเมื่อไม่นานมานี้

จากท่าทีดังกล่าวของคสช.แน่นอนว่าย่อมทำให้ ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ในอาการกระสับส่ายพอสมควร เนื่องจากตัวเองมีคดีความที่ป.ป.ช.พิจารณาเสร็จแล้วและที่ยังค้างอยู่ในป.ป.ช.อีกมาก

สำหรับคดีของยิ่งลักษณ์ที่ป.ป.ช.พิจารณาเสร็จแล้ว คือ กรณีการไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งคดีนี้ป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลความผิดและส่งให้วุฒิสภาไปดำเนินการถอดถอนออกจากตำแหน่งตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 พ.ค.ก่อนเกิดการรัฐประหาร แต่ปัจจุบันคดีดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะยังไม่มีวุฒิสภาส่งผลให้ต้องรอดูท่าทีของคสช.อีกครั้งว่าจะมอบอำนาจการถอดถอนให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือไม่

ทว่า แม้คดีรับจำนำข้าวเฉพาะในส่วนของการถอดถอนยิ่งลักษณ์จะต้องชะลอออกไปก่อน แต่การไต่สวนความผิดทางอาญานั้นยังคงเดินหน้าไปตามปกติ ภายหลังคสช.มีประกาศฉบับที่ 24/2557 เมื่อวันที่ 23 พ.ค.เพื่อให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีผลบังคับใช้ต่อไป

จึงเท่ากับว่าสถานะทางกฎหมายและอำนาจของป.ป.ช.มีความชอบโดยสมบูรณ์ ประกอบกับป.ป.ช.เตรียมสรุปข้อมูลและข้อเท็จจริงทั้งหมดภายในเร็วๆนี้ หากคณะกรรมการป.ป.ช.ทั้ง 8 คนเห็นว่าข้อมูลสมบูรณ์พร้อมแล้วก็สามารถพิจารณาได้เลยว่าจะมีมติชี้มูลความผิดหรือไม่ได้ทันที

นอกเหนือไปจากคดีจำนำข้าวที่ยิ่งลักษณ์ต้องเผชิญแล้วยังมีคดีอื่นๆที่ต้องออกแรงต่อสู้อีกไม่น้อย โดยเฉพาะคดีการปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน จากกรณีที่ยิ่งลักษณ์ไม่ได้แจ้งการถือครองนาฬิกามูลค่า 2.5 ล้านบาทต่อป.ป.ช.เมื่อครั้งการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ป.ป.ช.เตรียมจะสรุปสำนวน โดยหากเห็นว่ามีความผิดก็จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาได้ต่อไป

สถานการณ์ในเวลานี้ของยิ่งลักษณ์ ไม่ต่างอะไรกับการเผชิญวิบากกรรมถึง 2 ระยะ ได้แก่ “ระยะเฉพาะหน้า” กับ “ระยะยาว”

ระยะเฉพาะหน้า คือ คดีการถอดถอน ถึงตอนนี้จะไม่มีวุฒิสภาแต่ด้วยอำนาจรัฎฐาธิปัตย์ของคสช.ย่อมสามารถให้กระบวนการนี้เดินไปต่อได้โดยอาจให้เป็นอำนาจของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เหมือนกับที่สนช.เคยดำเนินการมาแล้วเมื่อปี 2550

ครั้งนั้น สนช.ที่ตั้งขึ้นด้วยอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้มีการพิจารณาถอดถอน ‘จรัล ดิษฐาอภิชัย’ ออกจากตำแหน่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามที่ ‘คำนูณ สิทธิสมาน’ สมาชิกสนช.และคณะรวม ในขณะนั้นเป็นผู้เสนอญัตติ

ในชั้นแรกที่ประชุมสนช.ได้พิจารณาเหมือนกันว่าการเสนอญัตติดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวพ.ศ.2549 มาตรา 9 บัญญัติอำนาจของสนช.ไว้เพียงว่า “มีอํานาจตราข้อบังคับเกี่ยวกับการเลือกและการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภา รองประธานสภาและกรรมาธิการ วิธีการประชุม การเสนอและพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ การเสนอญัตติ การอภิปราย การลงมติ การตั้งกระทู้ถาม การรักษาระเบียบและความเรียบร้อย และกิจการอื่นเพื่อดําเนินการตามอํานาจหน้าที่” โดยไม่มีมาตราใดในรัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติว่าด้วยการถอดถอนบุคคล

แต่สุดท้ายที่ประชุมสนช.มีความเห็นว่าสามารถดำเนินการถอดถอนได้โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2542 ก่อนที่สนช.จะมีมติ 156 เสียงจากสมาชิกสนช.ทั้งหมด 242 คนถอดถอนจรัลออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 26 ก.ย.2550

เมื่อนำเหตุการณ์ในอดีตมาวิเคราะห์อนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นไปได้ไม่น้อยที่คสช.จะมอบอำนาจการถอดถอนให้กับสนช. โดยอาจให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการถอดถอนตามรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 มาใช้โดยอนุโลม ซึ่งถ้าออกมาแบบนี้ ‘ยิ่งลักษณ์’ ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเดินตามรอยจรัล นั่นหมายถึงการถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี หมดโอกาสจะกลับมาผงาดอีกครั้งไปโดยปริยาย

ใช่ว่าจะมีแต่วิบากกรรมระยะสั้นเท่าที่กำลังสร้างปัญหาให้กับยิ่งลักษณ์ แต่ในระยะยาวอย่างการต่อสู้คดีอาญาก็เป็นขวากหนามไม่แพ้กัน

‘ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง’ คือ สมรภูมิสำคัญที่อดีตนายกฯหญิงต้องเผชิญในระยะยาว เพราะทั้งคดีจำนำข้าว ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ คดีการปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน จะต้องเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาฯในชั้นสุดท้าย เพื่อตัดสินว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ชื่อยิ่งลักษณ์จะมีบทสรุปตามรอยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ถูกศาลฎีกาฯพิพากษาให้จำคุกหรือไม่

ดังนั้น สถานการณ์ในเวลานี้ของยิ่งลักษณ์จึงทำได้ดีที่สุดแค่ก้มหน้าทำใจต่อสู้คดีไปจนกว่าจะหมดภาระ ซึ่งไม่มีใครบอกได้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

มิถุนายน 21, 2014

ลุ้นคสช. แจกคูปองทีวี 15 ก.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2557 เวลา 15:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1w1M7At

ลุ้นคสช. แจกคูปองทีวี 15 ก.ย.

กสทช. ลุ้น คสช. เดินหน้าแจกคูปอง 15 ก.ย. ประชาพิจารณ์ 4 ภาค ราคาคูปองต่ำกว่า 1,000 บาท

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ (คตร.) ที่มี พล.ต.รณชัย มัญชุสุนทรกุล  เจ้ากรมจเรทหารบก เป็นประธาน ได้เสนอคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้เดินหน้าโครงการแจกคูปองทีวีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการรับชม โดยเห็นว่าควรนำออกรับฟังความเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) ในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องเพื่อความโปร่งใส

ทั้งนี้  หากคสช. อนุมัติให้ดำเนินการต่อได้ จะประชุมบอร์ด กสทช. ในวันที่ 23 มิ.ย. เพื่อเห็นชอบให้นำไปประชาพิจารณ์ 4 ภาค ซึ่งจะเป็นประชาพิจารณ์แบบเร่งด่วน ใช้เวลา 15 วัน จากเดิมที่กฎหมายกำหนดให้ต้องใช้เวลา 30 วัน คาดว่าจะแจกคูปองได้ประมาณวันที่ 15 ก.ย.

สำหรับประเด็นที่นำไปปราพิจารณ์ ประกอบด้วย ราคาคูปอง1,000 บาท เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งเบื้องต้นอาจต้องลดราคาลงตามนโยบายของ คตร.เงื่อนไขการแจกคูปองที่นำไปแลกรับกล่องทีวีดาวเทียมได้ จำนวนครัวเรือนที่แจกที่ 25 ล้านครัวเรือน ซึ่งกสทช.ได้ประมาณการณ์ ไว้ที่ 25 ล้านครัวเรือน จากครัวเรือนตามทะเบียนราษฎร์ 22.9 ล้านครัวเรือน

นอกจากนี้ กสทช. จะทำเรื่องสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่ารูปแบบการแจก ควรเป็นคูปองเงินสด หรือ กสทช. ควรซื้อกล่องแจกเอง ซึ่งความเห็นจาก ป.ป.ช. จะนำไปประชาพิจารณ์ด้วย

ขณะที่เงินจากการประมูลทีวีดิจิทัลกว่า 5 หมื่นล้านบาท ลที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เห็นควรให้นำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน กสทช. ขอให้ คสช. ออกประกาศนำเงินไปได้ทันที เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานต่อจากนี้ เนื่องจากเงินประมูลทุกรูปแบบควรนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินอยู่แล้ว

บอร์ดกสทฯยืนยันไม่ลาออกเดินหน้าดูงานต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2557 เวลา 13:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1ieKAVg

บอร์ดกสทฯยืนยันไม่ลาออกเดินหน้าดูงานต่างประเทศ

บอร์ดกสท โทรคมนาคม ไม่มีแผนลาออก  เตรียมบินดูงาน สหรัฐอเมริกา-ญี่ปุ่น 11.4 ล้านบาท

นายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) มี นายไกรสร บารมีอวยชัย เป็นประธานเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ไม่มีการหารือเรื่องการลาออกของบอร์ดแต่อย่างใด เพราะไม่ได้ถูกบีบบังคับจากหน่วยงานใด

ทั้งนี้ บอร์ดยังคงทำหน้าที่ต่อไปให้สอดคล้องกับนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยระงับทุกโครงการที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ซึ่งตามปกติ โครงการที่มีมูลค่าเกิน 500 ล้านบาทถึงจะถูกเสนอให้บอร์ดพิจารณา แต่ขณะนี้หากโครงการใดเกิน 100 ล้านบาท ก็จะไม่ถูกพิจารณาตั้งแต่ต้น

สำหรับกรณีถูกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กสทฯ โจมตีเรื่องการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ ซึ่งถือว่าไม่เหมาะสมในช่วงนี้ บอร์ดเห็นว่าเป็นการดูงานตามปกติที่สามารถนำมาช่วยพัฒนาองค์กรให้มีศักยภาพมากขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม สหภาพแรงงานกสทฯ ออกแถลงการณ์โจมตีว่า บอร์ด กรรมการผู้จัดการใหญ่ และที่ปรึกษาประธานบอร์ด รวม 14 คน กำลังจะเดินทางไปศึกษาดูงาน บริการโทรคมนาคม ที่ เมืองซีแอตเติล ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศ ญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 6-16 ก.ค.2557 รวมค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 11.4 ล้านบาท

นายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า จะเขัาประชุมร่วมกับทางคสช. วันที่ 21 มิ.ย. โดยจะเสนอขอให้ คสช. มีความชัดเจนเรื่องการดำเนินธุรกิจที่ไม่ซ้ำซ้อนกับ บริษัท ทีโอที รวมถึงการเดินหน้าประมูลใบอนุญาต 1800 เมกะเฮิร์ตซ ด้วย

กสท.ลุ้นคสช.ไฟเขียวเข้าร่วมประมูล4จี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2557 เวลา 18:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1iceUQa

กสท.ลุ้นคสช.ไฟเขียวเข้าร่วมประมูล4จี

กสท. โทรคมนาคม ลุ้นคสช. ไฟเขียวแผนเข้าประมูล 4 จี ต่อยอดรายได้องค์กร

นายวิโรจน์ โตเจริญวาณิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและการขยาย บริษัท กสท โทรคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษา วิเคราะห์ จัดทำแผนโครงการจัดจ้างที่ปรึกษาเพื่อเข้าร่วมประมูล4 จี คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิร์ตซ เพื่อเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าเป็นโครงการเร่งด่วนของ กสทฯ ที่จะช่วยกสทฯ มีรายได้ เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ การที่ คสช. สั่งชะลอโครงของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อตรวจสอบความโปร่งใส ถือเป็นประโยชน์กับกสทฯ อย่างมาก และขอให้คสช. พิจารณาอนุมัติให้กสทฯ เข้าร่วมประมูลหากโครงการนี้เดินหน้าต่อ

สำหรับการเข้าร่วมประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิร์ตซ เพราะ กสทฯ เห็นว่าเป็นรายได้ในอนาคตและเป็นคลื่นเดืมของกสทฯ ก่อนสิ้นสุดสัมปทาน ซึ่งกสทฯ จะมีเสาสถานีฐาน ที่ได้รับโอนจาก ทรูมูฟ และดิจิตอลโฟน (ดีพีซี) จะเป็นส่วนสำคัญที่สามารถให้บริการแข่งกับเอกชนได้

ขณะที่แผนธุรกิจอื่นๆ ขณะนี้สามารถให้บริการ 3 จี ภายใต้แบรนด์มายได้ครอบคลุมครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศแล้ว โดยมีสถานีฐานจำนวน 1.35 หมื่นสถานี ส่งผลให้ปัจจุบันมีลูกค้าใช้งานจำนวน 2 แสนเลขหมาย แบ่งเป็นลูกค้าระบบเติมเงิน 5 แสนเลขหมาย ลูกค้าระบบรายเดือน 1.5 แสนเลขหมาย

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ภายในปี 2557 จะขยายลูกค้าให้ได้ถึง 7.2 แสนเลขหมาย ตั้งเป้าลูกค้าระบบเติมเงิน 4 แสนเลขหมาย  รายเดือน 3.2 แสนเลขหมาย มีรายได้ 2,561 ล้านบาท และภายใน 5 ปี 3 จี มาย จะสร้างรายได้ให้องค์กรประมาณ 5,200 ล้านบาท

ทั้งนี้ จะใช้งบการตลาดกว่า 200 ล้านบาท เร่งสร้างการรับรู้ โฆษณาประชาสัมพันธ์ จัดกิจกรรมต่างจังหวัดร่วมกับพันธมิตร ตัวแทนจัดจำหน่าย การให้บริการผ่านแคท ช้อป โดยปัจจุบันมีช่องทางการจัดจำหน่ายและการให้บริการของ 3 จี มายกว่า 1,000 จุดทั่วประเทศ

เฟซบุ๊กล่มทั่วโลกเกือบ20นาที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2557 เวลา 16:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1vWPIzB

เฟซบุ๊กล่มทั่วโลกเกือบ20นาที

เฟซบุ๊กล่มทั่วโลกตั้งแต่เอเชียแปซิฟิก-ตะวันออกกลาง-ยุโรป ราว 20 นาที ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังปฏิเสธให้ความเห็น

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.เวลาประมาณ 15.00น. เฟซบุ๊ก ผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์อันดับ 1 ของโลกได้ประสบเหตุขัดข้องทำให้ไม่สามารถเข้าไปใช้บริการได้ โดยเฟซบุ๊กได้ประกาศแจ้งข้อความผ่านหน้าเว็บไซต์ facebook.com ระบุว่า ขอภัย มีบางอย่างผิดพลาด (Sorry, something went wrong.)

ทั้งนี้เว็บไซต์ของเฟซบุ๊ก รวมทั้งแอพพลิเคชั่นสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต ไม่สามารถเข้าใช้บริการได้ราว 15-20 นาที ก่อนจะกลับมาใช้งานได้ตามปกติ

วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานว่า เหตุเฟซบุ๊กล่ม ไม่สามารถเข้าใช้บริการได้ในครั้งนี้ เกิดขึ้นในพื้นที่เกือบทั้งโลก ตั้งแต่ภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง ไปจนถึงยุโรป

ด้านตัวแทนจากทางเฟซบุ๊กทั้งในยุโรปและเอเชียยังคงปฏิเสธที่จะให้ความเห็น

ขณะที่ การ์เดียน รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากเฟซบุ๊ก ว่า เกิดเหตุขัดข้องเกี่ยวกับระบบกระแสไฟฟ้า ซึ่งส่งผลไปทั่วทั้งระบบ เป็นเหตุให้เกิดปัญหาในการให้บริการ

ที่มา : http://online.wsj.com/articles/facebook-service-returns-after-apparently-widespread-outage-1403167531

ไลน์แนะผู้ใช้เปลี่ยนรหัสหลังพบการแฮก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2557 เวลา 15:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1vWBRJL

ไลน์แนะผู้ใช้เปลี่ยนรหัสหลังพบการแฮก

ไลน์ ออกโรงแนะผู้ใช้เร่งเปลี่ยนรหัสผ่าน หลังพบมีการแฮกที่ญี่ปุ่นกว่า 300 แอคเคาท์

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ว่า บริษัทไลน์ ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นแชทข้อความออนไลน์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น ออกโรงกระตุ้นให้ผู้ใช้บริการเปลี่ยนรหัสล็อกอินเข้าแอคเคาท์ไลน์ใหม่ หลังจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในญี่ปุ่นตรวจสอบพบว่ามีการแฮกเข้ารหัสกว่าหลายร้อยแอคเคาท์

โฆษก บริษัทไลน์ ซึ่งมีผู้ใช้บริการในเอเชียราวหลายร้อยล้านคนกล่าวว่า มีอย่างน้อย 303 กรณีที่พบว่ามีการเข้าใช้แอคเคาท์โดยไม่ได้รับอนุญาตในประเทศญี่ปุ่น  โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือน พ.ค. จนถึงวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา

“เราร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสอบสวนกรณีที่เกิดขึ้น และเราขอเรียกร้องให้ผู้ใช้งานทำการเปลี่ยนรหัส” โฆษกของบริษัทไลน์ กล่าว พร้อมยอมรับว่า บริษัทดังกล่าวรับรู้เรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว

ปัจจุบัน บริษัทไลน์ ซึ่งตั้งขึ้นในปี 2011 มีผู้ใช้บริการแล้ว 400 ล้านแอคเคาท์ โดยผู้ใช้บริการส่วนใหญ่อยู่ในญี่ปุ่น และเอเชีย

ราคาคูปอง1,000 บาทใครได้ประโยชน์?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2557 เวลา 12:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1ibAZOK

ราคาคูปอง1,000 บาทใครได้ประโยชน์?

โดย…คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน

1.ทำไมต้องค้านราคาคูปอง 1,000 บาท

หลายคนเข้าใจผิดว่า องค์กรผู้บริโภคเพี้ยนหรือหรือเปล่า ทำไมต้องค้าน กสทช. ที่เพิ่มมูลค่าคูปองจาก 690 บาท  เป็น 1,000 บาท เพราะผู้บริโภคน่าจะเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรงจากมูลค่าคูปองที่เพิ่มขึ้น
ต้องบอกว่า นอกจากไม่ได้ประโยชน์แล้ว ผู้บริโภค ยังเสียประโยชน์ และมีภาระต่อกระเป๋าตัวเองจากการขึ้นราคา และมีเหตุผลสำคัญที่ต้องคัดค้านดังนี้

เหตุผลแรก การแจกคูปองครั้งนี้ อาจจะทำให้รัฐเสียหายมากกว่า 10,000 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนราคากล่องบวกค่าบริหารจัดการรวมกำไรแล้ว ไม่เกิน 512 บาท

เหตุผลที่สอง การเพิ่มมูลค่าคูปองเป็นภาระกับผู้บริโภคมากขึ้น ก่อนที่ กสทช. จะมีมติเคาะราคาคูปองที่ 1,000 บาท ราคากล่องทีวีดิจิตอลในท้องตลาด เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม กำหนดราคาอยู่ที่ 690 บาทเท่านั้น แต่เมื่อมีการลงมติของกสท. กำหนดราคาคูปองที่ 1,000 บาท ทำให้ราคากล่องทีวีดิจิตอลเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม กำหนดราคาขั้นต่ำที่ 1,290 บาท แต่เมื่อกรรมการกองทุน ฯ ลงมติสนับสนุนกสท. การสำรวจเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมาราคาต่ำสุดตามมาตรฐานของกสทช. ปรับเป็น 1,490 บาท ซึ่งกรณีเช่นนี้ คล้ายกับโครงการจำนำข้าว เพราะเมื่อราคาคูปองแพงขึ้น แทนที่ผู้บริโภค จะได้เงินทอน กลับกลายเป็นทำให้ราคากล่องในท้องตลาดเพิ่มสูงขึ้น แถมผู้บริโภคยังต้องรับภาระในการจ่ายเงินเพิ่มเติม

สรุปผู้บริโภค ไม่ควรสนับสนุน เพราะนอกจากเป็นภาระกับตัวเอง แถมประเทศต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ราคาคูปองที่ 1,000 บาท ไม่เหมาะสมเพราะทำให้เกิดภาระต่อผู้บริโภค และทำให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณของรัฐไปโดยไม่มีความจำเป็น

2.ภาระของผู้บริโภคเมื่อคูปองราคา 1,000 บาท

3.คูปองราคา 1,000 บาทใครได้ประโยชน์ ?

หากเรื่องนี้ดำเนินการตรงไปตรงมาไม่มีเงินทอน ไม่มีใต้โต๊ะ ไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่งให้ใคร คูปอง 1,000 บาท น่าจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างน้อย 3 กลุ่ม

กลุ่มที่หนึ่ง… คนขายกล่องได้ขายกล่องในราคาที่แพงขึ้นจาก 690 บาท เป็น 1,290-1,490 บาท

กลุ่มที่สอง…บริษัทจำหน่ายทีวีดิจิตอล  เพราะสามารถลดราคาทีวีดิจิตอลได้อย่างน้อย 1,000 บาท โดย กสทช.เป็นผู้ออกเงิน

กลุ่มที่สาม…ผู้ประกอบการทีวีดาวเทียมหรือเคเบิ้ลทีวี เพราะสามารถนำคูปองเป็นส่วนลดในการซื้อกล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี รองรับการดูรายการความละเอียดสูง( HD)และมีการเรียงช่องรายการตั้งแต่หมายเลข 1-36 ช่องแรกเป็นทีวีดิจิทัลและช่องที่ 37 เป็นต้นไปเป็น Pay TV แต่ขณะที่กสทช. มีเป้าหมายทำทีวีดิจิตอล 48 ช่องตามแผนแม่บท

4.ราคาที่แท้จริงของกล่องควรเป็นเท่าใด

จากการศึกษาพบว่า กล่องแปลงสัญญาณทีวีระบบดิจิตอล รุ่น DVB T2 ตามมาตรฐานที่กสทช.กำหนด ราคาที่มีกำไร ไม่เกิน 512 บาท โดยมีข้อมูลสนับสนุนดังนี้
4.1. หลักฐานข้อมูลการจำหน่ายกล่อง จาก เวปไซท์ www.alibaba.com  ซึ่งมีการซื้อขายทั่วโลก พบว่า ราคากล่อง รุ่น DVB T2  จะมีราคาตั้งต้นเพียง 10-20 เหรียญสหรัฐ สำหรับการสั่งซื้อจำนวน 1,000 ชิ้นและหากมีการติดต่อซื้อขายโดยบริษัทเอกชน จะได้รับราคาพิเศษมากกว่าการจำหน่ายต่อผู้บริโภค

4.2. เอกสารเผยแพร่เล่มที่ 2 ของ กสทช. : ข้อพิจารณาของการเปลี่ยนผ่านไปสู่โทรทัศน์ระบบดิจิตอล ให้ข้อมูล สนับสนุน ว่า ราคาขายปลีกของกล่องแปลงสัญญาณ รุ่น DVB-T2 ราคาขายปลีกต่ำสุดอยู่ที่ 23 เหรียญสหรัฐ ตรวจสอบข้อมูล ณ เดือนมีนาคม 2555

4.3  กสทช. ทราบดีหรือต้องทราบ ว่า ต้นทุนราคากล่องเป็นเท่าใด เพราะสามารถขอโครงสร้างราคาและต้นทุนที่แท้จริง เห็นได้จากข้อมูลล่าสุดของบางบริษัทที่ถูกเปิดเผยพบว่า มีราคาต้นทุนที่ 475 บาทเท่านั้น

5.กล่องราคา 512 บาทที่องค์กรผู้บริโภคเสนอ ทำจากสังกะสีหรือไม่

คำถามจากหลายคนที่ไม่เห็นด้วยเรื่องราคากล่องที่องค์กรผู้บริโภคเสนอ มักจะมุ่งไปที่ข้อกล่าวหา ว่า กล่องที่องค์กรผู้บริโภคเสนอทำด้วยสังกะสีบ้าง คุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กสทช. กำหนด หรือเป็นกล่องรุ่นเก่าบ้าง

5.1กล่องที่องค์กรผู้บริโภคเสนอ เป็นกล่องที่มีมาตรฐานเทียบเท่ากับคุณภาพและมาตรฐานที่กสทช.กำหนดทุกประการ

5.2  บริษัทผู้ผลิตกล่องในประเทศไทยมีเพียง 3 บริษัทเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน ทั้งสามบริษัทต่างก็นำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบ หรือนำสินค้ากึ่งสำเร็จรูป หรือนำเข้าสินค้าเข้ามาจัดจำหน่าย

5.3 บริษัทที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายกล่องในครั้งนี้ของกสทช. โดยส่วนใหญ่นำเข้ากล่องจากต่างประเทศ ถึงแม้ ถึงแม้กสท. จะบังคับให้กล่องที่จำหน่ายเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศก็ตาม แต่ กสท. ทราบดีว่า เป็นสินค้าที่นำเข้าโดยมีเพียงการติดยี่ห้อของตนเอง เพื่อการผลิตและจำหน่ายเท่านั้น

6.ใช้เงินเกินวงเงิน 15,190 ล้านบาทได้หรือไม่

ประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ พ.ศ. 2556 ซึ่งกำหนดใน ข้อ 10.2(6) ว่า เงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ในส่วนของราคาขั้นต่ำจะนำไปใช้เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนได้รับบริการด้านกิจการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลอย่างทั่วถึง ดังนั้นกรอบวงเงินที่จะนำมาใช้ในกรณีนี้ คือ 15,190 ล้านบาท เมื่อเทียบกับจำนวนที่อ้างอิงว่าจะต้องแจกจ่าย 22 ล้านครัวเรือนแล้วจึงประมาณการเฉลี่ยได้เท่ากับ 690 บาทต่อครัวเรือน

7.เงิน 12,500 ล้านบาท สามารถทำอะไรได้บ้าง

7.1สามารถทำโครงการบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงด้วยเทคโนโลยี Wi-Fi โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์สาธารณะของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ได้มากกว่า 13 ปี เพื่อสามารถให้บริการในสถานที่เป้าหมายทั่วประเทศ 30,000 แห่ง อันได้แก่ มหาวิทยาลัยของรัฐ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการ อบต. ศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชน โรงพยาบาลของรัฐ สถานีตำรวจบางแห่ง ที่ทำการไปรษณีย์ และสถานที่สำคัญ เช่น สถานที่ท่องเทียว สถานีขนส่ง ท่าอากาศยาน และสถานีบริการน้ำมัน เป็นต้น โดยมีจำนวน Access Point ที่ให้บริการทั้งหมด 150,000 จุด และมีความเร็วในการให้บริการที่ 2 Mbps ต่อ Access Point ซึ่งใช้งบประมาณ 950 ล้านบาทต่อปี

7.2  สามารถนำเงินนี้ให้นักศึกษากู้ยืมเพื่อเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยจำนวนประมาณ 400,000 ราย เป็นระยะเวลา 2 ปี เนื่องจากปีที่ผ่านมากองทุนกยศ. ได้รับงบประมาณประมาณ 6,700 ล้านบาท โดยสามารถปล่อยให้กู้ยืมได้เพียง 492,529 ราย จากที่มีความต้องการมากถึง 865,200 ราย

8.กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ต้องรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 28

การแจกคูปองในการจัดเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิตอล ที่ใช้งบประมาณมากถึง 25,000 ล้านบาท ไม่มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ไม่มีการเปิดเผยต้นทุนต่อสาธารณะ และไม่ส่วนร่วมในการดำเนินการ

ก่อนที่จะเกิความเสียหายต่องบประมาณสาธารณะที่มากถึง 12,500 ล้านบาท สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินจะเข้ามามีบทบาทให้ทุกฝ่ายแสดงราคาต้นทุน ก่อนการดำเนินการเพื่อป้องกันความเสียหายต่อประเทศ ได้อย่างไร รวมถึงในอนาคต การพัฒนารูปแบบ กลไกในการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ จะมีความโปร่งใส มีส่วนร่วมจากกลุ่มต่าง ๆ สาธารณะสามารถเข้าถึงข้อมูล และตรวจสอบกระบวนการที่เกี่ยวข้องได้อย่างไร

9. ข้อเสนอให้กสทช.

9.1  แจกคูปองมูลค่า 690 บาทใน 4 จังหวัดได้แก่ กรุงเทพ ฯ สงขลา เชียงใหม่ และนคราราชสีมา ที่เริ่มดำเนินการจำนวน 10 ล้านใบ ตามแผนปีพ.ศ. 2557 เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถนำคูปองไปแลกซื้อกล่องแปลงสัญญาณทีวีดิจิตอล  หรือแลกซื้อผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ตามข้อเสนอของกสท. นับเป็นข้อเสนอที่ประนีประนอมเพื่อป้องกันผลกระทบต่อธุรกิจทีวีดิจิตอลจำนวน  24 ช่องที่ได้ในอนุญาตประกอบกิจการและมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทุกวัน และหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลที่ทราบดีว่า ต้นทุนราคากล่องเป็นเท่าใด ต้องไม่ปล่อยหรือยอมให้รัฐเสียหาย แต่ต้องการเพียงผลประโยชน์ของตนเองที่ต้องการเพิ่มผู้ชมทีวีเท่านั้น

9.2 ส่วนการดำเนินการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิตอลในระยะถัดไปในปีพ.ศ. 2558 – 2560 ขอให้กสทช. ปรับรูปแบบในการดำเนินการ โดยจัดให้มีการประมูลกล่องเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้บริโภค กสทช.มีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานสินค้า การรับประกัน การดูแลลูกค้า คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมการประมูล และสามารถประมูลในการให้จัดบริการได้ไม่เกิน 500,000 กล่อง ในการประมูลครั้งต่อไปก็กำหนดเงื่อนไขในลักษณะห้ามมิให้บริษัทลูกของบริษัทที่เคยประมูลได้ไปแล้ว เข้าร่วมการประมูล ซึ่งจะป้องกันปัญหาการผูกขาดได้ รวมทั้งสามารถกำหนดเงื่อนไขราคาที่ต่ำลงในการประมูลครั้งต่อไปที่สอดคล้องกับการศึกษาในประเทศอังกฤษที่ในระยะยาวกล่องนี้จะมีราคาถูกลงอย่างรวดเร็ว

ลำดับเหตุการณ์สำคัญของเรื่องนี้

- การเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับส่งสัญญาณวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญตามที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2555-2559) ซึ่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ได้ประกาศใช้เมื่อ 4 เมษายน 2555

- มติของ กสทช. เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2557 กำหนดแนวทางการแจก”คูปองส่วนลด”เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบทีวีดิจิทัล  โดยกำหนดให้แจกคูปองสำหรับกล่องหรือใช้เป็นส่วนลดการซื้อทีวี ดังนี้

1. กล่องแปลงสัญญาณดิจิทัลภาคพื้นดิน( Set-Top-Box ) พร้อมสายอากาศในอาคารแบบมีภาคขยาย( Active Antenna)

2. เครื่องรับโทรทัศน์แบบมีอุปกรณ์รับสัญญาณดิจิทัลในตัว ( TV-Digital )

3. กล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี รองรับการดูรายการความละเอียดสูง( HD)และมีการเรียงช่องรายการตั้งแต่หมายเลข 1-36 ช่องแรกเป็นทีวีดิจิทัลและช่องที่ 37 เป็นต้นไปเป็น Pay TV ไม่หารายได้จากการโฆษณาและเป็นกล่องรับสัญญาณแบบขายขาด แม้ผู้บริโภคจะไม่จ่ายค่าบริการรายเดือนก็ดูฟรีทีวีดิจิทัล 36 ช่อง

- มติกรรมการกองทุน ฯ วันที่ 5 มิถุนายน 2557 เห็นชอบการแจงคูปองเซ็ตท็อปบ็อกซ์ มูลค่า 1,000 บาท ตามที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เสนอมา ให้กับ 25 ล้านครัวเรือน ในกรอบวงเงิน 25,000 ล้านบาท ส่วนประเด็นรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศนั้น ที่ประชุมเห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารกองทุน กทปส. จึงมีมติให้นำเรื่องดังกล่าวเสนอที่ต่อประชุม กสทช. เพื่อพิจารณา

« Newer PostsOlder Posts »

The Silver is the New Black Theme. บลอกที่ WordPress.com .