ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

รถหรูล่องหนหนีภาษี ทุจริตกรมศุลฯแก้ยาก กันยายน 13, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2557 เวลา 18:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1waVYq6

รถหรูล่องหนหนีภาษี ทุจริตกรมศุลฯแก้ยาก

โดย…ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

ปัญหาทุจริตกรมศุลกากรถือว่ารุนแรงเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทย เพราะผลสำรวจจากภาคเอกชน พบว่ากรมศุลกากรติดอันดับเป็นหน่วยงานราชการที่มีการทุจริตมาเป็นเวลานานและไม่มีวี่แววจะดีขึ้น

ทั้งนี้ ต้นตอปัญหาทุจริตของกรมศุลกากรไม่ได้มาจากเจ้าหน้าที่ แต่มาจากนักการเมืองเข้าไปหาผลประโยชน์ ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่และผู้บริหารบางคน ทำการทุจริตให้มีการนำเข้าสินค้าโดยเสียภาษีไม่ถูกต้อง จนกรมศุลกากรภาพพลักษณ์เสียหายไปทั้งกรม

กรณีของรถยนต์หรูราคาแพง (ซูเปอร์คาร์) หายไปจากคลังทัณฑ์บนของกรมศุลกากร 500 คัน และ สมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากรคนใหม่ ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่งตั้งเข้าไปแก้ปัญหาการทุจริต ได้สั่งการให้ตามรถหรูดังกล่าวมาเสียภาษีให้ถูกต้อง ซึ่งตามรถคืนมาได้ประมาณ 100 คัน

เป็นที่รู้กันว่าบริษัทนำเข้ารถหรูมีอยู่ 3-4 แห่ง เท่านั้น และเป็นเจ้าใหญ่ครองตลาดอยู่ เจ้าของบริษัทเป็นที่รู้กันว่าเป็นของนักการเมืองและข้าราชการมีสี และเกี่ยวพันกับรถหรูที่หายไป 500 คัน

โดยข้อเท็จจริง รถหรูไม่ได้หายไปไหน แต่บริษัทเส้นใหญ่เหล่านี้ได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ไม่กี่คน ใช้ช่องทางกฎหมายขอนำรถออกไปแสดง โดยไม่มีการวางเงินประกันหรือแบงก์การันตีเท่าจำนวนภาษีที่ต้องเสียตามที่กฎหมายกำหนดไว้

จากนั้นผู้ประกอบการก็นำรถไปขายในตลาดด้วยราคาถูก เช่น รถหรูที่เสียภาษีถูกต้อง ปกติต้องขาย คันละ 20 ล้านบาท แต่รถหรูที่ซิกแซ็กออกไปจากคลังทัณฑ์บนจะขายเพียง 5-6 ล้านบาทเท่านั้น เพราะไม่เสียภาษี และผู้ที่ซื้อส่วนใหญ่ก็เป็นลูกนักการเมือง ผู้มีอิทธิพล เนื่องจากรถดังกล่าวนำไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งไม่ได้ ต้องวิ่งป้ายแดงไปตลอด เพราะยังไม่ได้เสียภาษีให้ถูกต้อง หากไม่ใช่ลูกนักการเมือง คนมีสี หรือผู้มีอิทธิพล คงไม่กล้าควักเงินซื้อรถที่ ไม่ถูกต้องเช่นนี้มาขับ เพราะหากถูกจับกุมโดยไม่มีบารมีคุ้มครอง คงมีหวังได้นอนคุก

กรณีดังกล่าว แม้กรมศุลกากรจะย้ายเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องไป 2 คน แต่กับ “ต้นตอ” ที่แท้จริงกลับไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ ที่ทำได้ก็เพียงตั้งคณะกรรมการมาตรวจสอบเท่านั้น

นอกจากนี้ หากดูข้อเท็จจริงกรมศุลกากรมีข้อมูลชัดเจนว่า ผู้ประกอบการที่นำรถออกไปนั้นมีกี่ราย มีการนำรถยนต์ออกไปกี่คัน กรมศุลกากรสามารถเรียก ผู้ประกอบการเหล่านั้นมาประเมินเรียกเก็บภาษีได้ทันที พร้อมค่าปรับ หากไม่มาก็สามารถดำเนินคดีได้ทันที แต่กรมศุลกากรกลับไม่ดำเนินการ เพราะเจ้าของ ผู้ประกอบการเป็นนักการเมืองและข้าราชการมีสี เราจึงได้เห็นอธิบดีกรมศุลกากรปิดปากเงียบ

ภาวะที่ว่าทำให้ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาทุจริตของกรมศุลกากรทำได้แค่ผิวเผิน เช่น ย้ายเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องออกไปให้เรื่องเงียบ พอนักการเมืองกลุ่มที่เกี่ยวข้องการนำรถเข้าอย่างไม่ถูกต้องขึ้นมาเป็นใหญ่ ก็แต่งตั้งคนของตัวเองมาเป็นผู้บริหาร ดึงเจ้าหน้าที่ที่เคยถูกย้ายกลับมาที่เดิม วงจรทุจริตหลบเลี่ยงภาษี รถหรูก็ฟื้นคืนชีพ โดยไม่ต้องเกรงกลัวใครอีกครั้ง

ดังนั้น หาก คสช.และรัฐบาลต้องการล้างทุจริตจริง ต้องประเดิมกรณีรถหรูล่องหนหนีภาษีของ กรมศุลกากร เอาผิดนักการเมืองและข้าราชการมีสี และให้จ่ายภาษีให้ถูกต้อง

เพราะหากปล่อยให้อธิบดีกรมศุลกากรลุยเดี่ยว เห็นที่จะยากที่จะสู้กับอำนาจมืด หมดหวังที่จะแก้ปัญหาทุจริต

ภาพประกอบข่าวจากแฟ้มภาพ

 

“โพสต์แฉ-แชร์ประณาม”ระวังย้อนเข้าตัว!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2557 เวลา 12:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1w9VGjf

"โพสต์แฉ-แชร์ประณาม"ระวังย้อนเข้าตัว!

โดย……นรินทร์ ใจหวัง

ในยุคที่เครือข่ายสังคมออนไลน์กำลังเบ่งบาน หลายครั้งที่การนำภาพถ่าย คลิปซึ่งบันทึกเหตุการณ์บางเหตุการณ์ มาโพสต์ก็กลายเป็นเรื่องที่สร้างความเปลี่ยนแปลงแก่สังคมไปในทางที่ดีขึ้น

ทว่าหลายครั้งการโพสต์ การแชร์แบบสนุกมือกลับสร้างปัญหาทั้งกับตัวเจ้าของภาพ เจ้าของคลิป ตลอดจนผู้กดแชร์และสังคมส่วนรวมได้เช่นเดียวกัน

เมื่อเกิดการตรวจสอบขึ้นก็พบว่า ข้อมูลจำนวนไม่น้อยที่ถูกนำมาโพสต์และแชร์ เป็นข้อมูลด้านเดียวเพื่อต้องการกล่าวหาอีกฝ่าย หรือ ไม่ก็เป็นข้อมูลที่ไม่เป้นความจริงเพื่อหวังจะสร้างความเสียหาย

พฤติกรรมการแฉออนไลน์ในศาสตร์ทางด้านจิตวิทยามองว่าเป็นการสนองตอบทางอารมณ์ต่อผู้ โพสต์-แชร์ เพราะทำแล้วก่อให้เกิดความรู้สึกดีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่นความรู้สึกดีจากจำนวนไลค์ที่ได้รับ หรือจากการได้ระบายเรื่องราวที่อยู่ในใจออกไป

บุรชัย  อัศวทวีบุญ อาจารย์ประจำภาควิชาจิตวิทยาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาธรรมศาสตร์ แบ่งรูปแบบการใช้ออกเป็น 3ลักษณะคือ เพื่อต้องการเผยแพร่เรื่องราวที่เกิดขึ้น เพื่อใช้ระบายความรู้สึกที่ไม่ดีของตนเอง เพราะไม่รู้จะจัดการด้วยวิธีอื่นอย่างไร และอย่างสุดท้ายเพื่อเป็นการเรียกร้องความสนใจของคนอื่นมาที่ตนเอง ซึ่งทั้ง3 ประเด็นล้วนเป็น “การมอบรางวัลให้ตัวเอง” ทั้งสิ้น

“เวลาที่เราทำอะไรแล้ว รู้สึกดี ในทางจิตวิทยาจะมองว่า มันคือรางวัลที่เราได้รับ เมื่อได้รับรางวัลในพฤติกรรมใด ก็มีแนวโน้มที่จะทำพฤติกรรมนั้นให้มากยิ่งขึ้น กรณีที่หากมีคนสนใจในสิ่งที่เราโพสต์และแสดงความคิดเห็น ความคิดเห็นเหล่านั้นจะมีอิทธิพลต่อผู้โพสต์ทั้งๆที่คนเหล่านั้นอาจไม่รู้จักกันเลยก็ตาม จากงานวิจัยแม้เป็นความคิดเห็นจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เราก็ยังรู้สึกร่วมไปกับมันด้วย ซึ่งถ้ามันเป็นไปในทางบวก ทำให้เรารู้สึกดี เราก็อยากจะทำต่อไปเรื่อยๆ

แต่ กรณีที่ไม่มีใครสนใจ สังคมออนไลน์ก็ยังหน้าที่รองรับการระบายอารมณ์ได้ดี ยกตัวอย่างเช่นทวิตเตอร์ เราโพสต์ๆอะไรก็ได้เพื่อระบาย เพราะมันไปเร็วมาเร็ว ดังนั้นคนไม่ต้องเก็บอะไรไว้กับตัว ไม่ต้องฝึกที่จะอดทนน่ะครับ ซึ่งถามว่าต่อไปจะแย่มั้ย มันก็ค่อนข้างทำให้คนใจร้อนขึ้น หุนหันพลันเเล่นมากขึ้น”

ระวังเสพติดแชร์ โพสต์+ไลค์ แบบไม่รู้ตัว

เมื่อ เกิดการเรียนรู้ทางสังคม การเลียนแบบก็เกิดขึ้น ซึ่งหากทำเเล้วรู้สึกดี เราจะเสพติดเรื่องเหล่านี้อย่างไม่รู้ตัว เช่นการเสพติดไลค์

“ถ้าทำเเล้วรู้สึกดี ก็เกิดการทำต่ออย่างไม่มีที่สิ้นสุด หลายครั้งทำให้ควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องไม่ดีเสมอไป ในบางเรื่องต้องยอมรับว่ามีข้อดีต่อสังคมอย่างมาก ที่เเชร์เรื่องราวที่เหมาะสมเพื่อให้สังคมได้รับรู้ แต่บางเรื่องมันยังไม่ได้กลั่นกรองมาดี พอเเชร์ออกไปก็อาจทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้น

สิ่งที่น่าเป็นห่วง หากมองในเเง่ส่วนบุคคลก่อนคือ การจัดการกับความรู้สึกของตนเอง หากเขามองเพียงว่าทำไปเพื่อความรู้สึกดีของตนไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม โดยไม่สนใจบุคคลอื่น ไม่สนว่าสิ่งที่เขาเผยแพร่ออกไปนั้น มันไปกระทบต่อใครมั้ย และหากมีคำพูด มีคอมเมนท์ที่ทำให้ไม่พอใจ ก็จะตีความว่าคนนั้นเป็นฝั่งตรงข้ามทันที  ทำให้บุคคลปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ยากขึ้น  พอเราไม่ได้เรียนรู้ที่จะยับยั้งชั่งใจให้ดี ไม่เรียนรู้ที่จะควบคุม มันจะเป็นจุดเริ่มของการนำไปสู่พฤติกรรมที่ผิดปกติบางอย่าง

หากมองในระดับใหญ่ไปกว่านั้น เมื่อคนเสพติดการยอมรับ ต้องการความสนใจจากคนอื่นอยู่ตลอด หรืออย่างที่เราเห็นสังเกตว่า จะมีคนที่โค้ดคำพูด หรือต้องโพสอะไรบ้างอย่างให้เท่ๆ หรือกดแชร์ เพื่อรอคนมากดไลค์ คนเหล่านี้มีแนวโน้มที่ปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวและสังคมไม่ค่อยดีนัก แทนที่จะหาความใส่ใจโดยอยู่กับคนรอบข้างจริงๆ กลับไปหาในโลกของสังคมออนไลน์

มองในทางสังคม บางเรื่องมันเป็นสิทธิของคนอื่นเขา หรือเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้กลั่นกรองมาว่าจริงหรือไม่ ถ้าจริงก็ต้องมาคิดต่อว่าเหมาะสมหรือไม่ที่จะแชร์ต่อ การแชร์ต่อกันแบบบิดเบือน พร้อมตัดสินว่าอันนี้ดีไม่ดี  หลายครั้งมันขาดข้อมูล ไม่รู้แม้แต่ที่มาของข้อมูล แต่คนเสพก็เอาไปพูดต่อกันได้เรื่อยๆ

สำหรับเทรนด์ความนิยมในการติดอุปกรณ์กล้องบนรถยนต์ หรือบนหมวกกันน็อคเพื่อบันทึกเหตุการณ์ต่างๆขณะสัญจรไปบนท้องถนนนั้น บุรชัยมองว่าไม่สามารถตีความในภาพกว้างได้ เพราะแต่ละคนใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์เหล่านั้นด้วยวัตถุประสงค์ที่ต่างกันไป

“มันมากับเทคโนโลยี อย่างบางคนเขามองว่ามันเป็นประโยชน์ บางคนเพื่อโชว์ว่ารถเขามีเทคโนโลยีที่เหนือกว่าคนอื่น บางคนอาจใช้เพราะความหวาดระเเวง”

แต่เรื่องที่ต้องเฝ้าระวัง คือข้อมูลที่แท้จริงมากกว่า ยิ่งเป็นเรื่องราวของคนอื่น ถ้ายังไม่รู้ว่า ใช่หรือไม่  การที่เราไปตีตราอย่างนั้น อย่างนี้ทำให้คนได้รับผลกระทบมากกว่า คือคนในสังคมก็จะคิดว่าเขาเป็นอย่างนั้นจริงๆ อีกอย่างหลายเรื่องที่นำมาโพสหรือแชร์ก็เป็นสิทธิส่วนบุตคล  ที่เราไม่ควรนำไปเผยแพร่ด้วย

คนเรามักทำหลายๆ อย่างเพื่อความสนุก  เพื่อความรู้สึกดีของตัวเอง แต่ก็ต้องระวังไว้ด้วย เพราะผมเชื่อว่า ในท้ายที่สุด  สิ่งที่เราทำลงไปมันจะย้อนกลับมาหาเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งเราต้องรับผิดชอบกับเรื่องที่เราทำให้ได้ด้วย”

แชร์ได้ โพสต์ดี อาจมีงานเข้า!!

แน่นอนมือแฉผุดขึ้นมากมายในปัจจุบันย่อมต้องมีมือใหม่ที่พลั้งพลาดถูกฟ้องร้อง แต่เนื่องจากกฎหมายการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ไทยยังไม่เข้มงวดมากนัก คนไทยจึงไม่ค่อยตระหนักเรื่องการเคารพสิทธิส่วนบุคคลมากนัก ขอให้เร็วเข้าว่า

ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ เล่าว่าทุกวันนี้มีคดีที่ฟ้องร้องกันเรื่องที่เกี่ยวกับการกระทำผิดทาง คอมพิวเตอร์เกิดขึ้นเยอะมากเป็นร้อยๆ คดี ความถี่ในแต่ละเดือน10-20 ครั้ง แม้ส่วนใหญ่จะจบลงด้วยการเจรจาได้ แต่อีกไม่นานนัก จะมีการคลอดกฎหมายตัวใหม่เกี่ยวกับการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลเข้ามา

ปัญหา ส่วนใหญ่จะเป็นเฟชบุ๊กมากที่สุด เมื่อคนโพสต์ตั้งสถานะการเผยแพร่เป็นสาธารณะก็จริง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ 80%มีคนภายนอกโพสต์เเละเเสดงความเห็น จนเกิดเป็นการสบประมาทตัวคนที่ถูกพาดพิง  ส่วนความผิดเรื่องที่การนำข้อมูลที่เจ้าของตั้งค่าความเป็นส่วนตัวออกมาเผยแพร่นั้น ในเฟชบุ๊คไม่มากเท่าไหร่  ส่วนใหญ่มักเป็นอินสตาแกรมที่หลุดออกมาจากศิลปินดารา ที่ฟ้องร้องกัน  คดีมีเป็นร้อย ที่ทำอยู่เดือนหนึ่ง 10 -20 คดี ถือว่าเยอะมาก ซึ่ง บริษัท หรือนิติบุคคล จะฟ้องร้องมากกว่าคนธรรมดา แต่มักจบลงด้วยการเจรจา”

อีก2 เดือนอาจเจอของจริง

ไพบูลย์ แนะนำผู้ที่หลงไหลการแชร์ข้อมูลของคนอื่นโดยไม่ได้รับการอนุญาตว่า ในอีก 2 เดือนข้างหน้า (ประมาณเดือนต.ค.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) จะพิจารณากฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลขึ้นมา ซึ่งหากกฎหมายนี้ออกมา สิ่งที่หลายคนทำเป็นประจำเช่นการถ่ายคลิปมนุษย์ลุง-ป้า หรือใครก็ตามมาเผยแพร่ ก็อาจละเมิดสิทธิส่วนบุคคลตามกฎหมายใหม่ถึงแม้เรื่องดังกล่าวจะเป็นเรื่องจริงก็ตามแต่ 

“ข้อที่น่ากังวลคือร่าง พรบ.คุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลตัวนี้ จะมีข้อยกเว้นในส่วนของสื่อมวลชนหรือไม่ ถ้ารายงายข่าว หรือวิเคราะห์วิจารณ์ในลักษณะปกติอะไรอย่างนั้นก็ยังไม่รู้ว่าจะออกมาอย่าง ไร

สิ่งที่ควรระวังในแง่ของผู้ใช้แชร์คือ เวลาที่เห็นข้อความ รูปภาพ ควรดูก่อนว่าการกดแชร์หรือนำไปแสดงความเห็นต่อ จะไปพาดพิงกับบุคคลภายนอกเเละสร้างความเสียหายกับเขาหรือไม่ ยิ่งถ้าเป็นภาพในลักษณะการตัดต่อ เช่นภาพหลุดยิ่งไม่ควรรจะเเชร์เพราะมันผิดกฎหมาย

“ต้องพิจารณารายละเอียดให้ดีเพราะมัน ผิดทั้งกฎหมายหมิ่นประมาท กฎหมายอาญา และ พรบ.คอมพิวเตอร์”ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์กล่าว

 

สำรวจมือวางเขียน”รัฐธรรมนูญ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2557 เวลา 21:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1w7OV1z

สำรวจมือวางเขียน"รัฐธรรมนูญ"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาตามลำดับสำหรับการจัดตั้ง “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” (สปช.) ขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครทุกคนเพื่อส่งให้คณะกรรมการสรรหาคัดเลือกต่อไป ซึ่งขณะนี้ก็ได้ตัวประธานคณะกรรมการสรรหาสมาชิก สปช. ทั้ง 11 ด้าน แล้วยิ่งทำให้การขับเคี่ยวแย่งชิงเก้าอี้ สปช. มีความเข้มข้นเป็นอย่างมาก

สำหรับอำนาจหน้าที่ของ สปช.ในปี 2557 นับว่ามีความแตกต่างกับการปฏิรูปประเทศโดย “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” (ส.ส.ร.) เมื่อปี 2549 อย่างมีนัยสำคัญ

กล่าวคือ สปช.จะมีอำนาจและขอบเขตของการปฏิรูปประเทศที่ชัดเจนกว่า ส.ส.ร. เนื่องจาก สปช.มีหน้าที่ให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พร้อมกับสามารถเสนอร่างกฎหมายที่เห็นว่าจำเป็นต่อการปฏิรูปประเทศเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ ซึ่งต่างจากในอดีตที่ ส.ส.ร.ไม่มีอำนาจและมีภารกิจเฉพาะการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น

ด้วยอำนาจหน้าที่และภารกิจที่มากขึ้นของ สปช.ส่งผลให้โครงสร้างการปฏิรูปประเทศที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกแบบขึ้นมา จึงถูกจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่าใครจะได้เข้ามานั่งเป็น “สมาชิก สปช.” ไปจนถึง “คณะกรรมา ธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ” (กมธ.ยกร่างฯ) ในอนาคต

เริ่มกันที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปประเทศ เพราะมีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยทั้งหมดมีจำนวน 36 คน แบ่งเป็น ประธานคณะ กมธ.จำนวน 1 คน ซึ่ง คสช.เป็นผู้เสนอชื่อ จาก สปช. 20 คน สนช. 5 คน คณะรัฐมนตรี (ครม.) 5 คน และ คสช. 5 คน

คาดหมายว่า “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า อาจเข้ามาเป็นประธาน กมธ. เพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ เคยเป็นอดีตเลขานุการคณะ กมธ.ยกร่างฯ เมื่อครั้งมีการจัดรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และเป็นอดีตสมาชิก สนช.เมื่อปี 2549

สำหรับสัดส่วนของ สปช. แน่นอนว่าจะต้องมีการ ขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดแม้จะมีเก้าอี้ว่างถึง 20 ตัวก็ตาม กลุ่มบุคคลที่น่าจะได้รับการพิจารณาก่อน คือ กลุ่มองค์กรอิสระ และกลุ่มอดีต กมธ.ยกร่างฯ ไม่ว่าจะเป็น วิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง เชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ สรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธาน ผู้ตรวจการแผ่นดิน

ส่วนกลุ่มอดีต กมธ.ยกร่างฯ ที่เข้ามาสมัคร สปช.ที่ ไม่น่าพลาดรถไฟขบวนนี้ เห็นจะเป็น ประพันธ์ นัยโกวิท อดีต กกต. พิสิฐ ลี้อาธรรม คณบดีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มานิจ สุขสมจิตร นักหนังสือพิมพ์อาวุโส คมสัน โพธิ์คง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า

และที่พลาดไม่ได้ต้องฉายสปอตไลต์ไปที่ บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ซึ่งประกาศชัดเจนว่าเป้าหมายเข้ามาเป็น สปช.เพื่อไปเป็น กมธ.ยกร่าง รธน. อีกทั้งเป็นหนึ่งในกลุ่ม นักวิชาการที่ คสช.เชิญไปให้ข้อมูลแนวทางการปฏิรูปการเมืองตั้งแต่เข้ามาควบคุมอำนาจ

ด้านโควตาของ สนช.เริ่มมีการวางตัวสมาชิก สนช.เอาไว้ในเบื้องต้น ได้แก่ นรนิติ เศรษฐบุตร อดีตประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตเลขานุการ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 กล้านรงค์ จันทิก อดีตกรรมการ ป.ป.ช. และอดีต ส.ส.ร. 2550 พล.ร.อ.ชุมนุม อาจวงษ์ หัวหน้าคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ กระทรวงกลาโหม และสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 ซึ่งเมื่อปี 2550 เป็น ส.ส.ร. แต่มาครั้งนี้กำลังจะได้เข้ามานั่งเขียนรัฐธรรมนูญอย่างเต็มตัวในฐานะ กมธ.ยกร่างฯ

มากันที่โควตาของ ครม.และ คสช.รวมกัน 10 คนนั้น มีแนวโน้มว่าคณะกรรมการสรรหา สปช.และทหารมาทำงานใหญ่ อาทิ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี สุจิต บุญบงการ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประสพสุข บุญเดช อดีตประธานวุฒิสภา พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.อ.นพดล อินทปัญญา ที่ปรึกษา คสช. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นอกจากนี้ อาจได้เห็น สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลับมามีบทบาทในทางการเมืองอีกครั้งในนาม กมธ.ยกร่างฯ โควตานี้ด้วย

ดรีมทีมปฏิรูปการเมือง

ไม่เพียงเก้าอี้ กมธ.ยกร่างฯ เท่านั้นที่อยู่ในความสนใจเพราะเก้าอี้สมาชิก สปช.ธรรมดาฯก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยมีหน้าที่จัดทำแนวทางการปฏิรูปผ่านกลไกคณะกรรมาธิการใน สปช.ที่จะตั้งชึ้นตามประเด็นของการปฏิรูปรวมไปถึงการทำหน้าที่จัดทำร่าง พ.ร.บ.เสนอ สนช.

มีโอกาสเห็นนักวิชาการชื่อดังและอดีต สส.และ สว. เข้ามาทำหน้าที่ร่วมกัน เช่น ชัยอนันต์ สมุทวณิช นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เจ้าของทฤษฎีสองนครา ณรงค์ เพ็ชรประเสร็ฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ

เช่นเดียวกันอาจได้เห็น ชัย ชิดชอบ อดีตประธานรัฐสภา ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต สว.สรรหา คำนูณ สิทธิสมาน อดีต สว.สรรหา ประสาร มฤคพิทักษ์ อดีต สว.สรรหา สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ อดีต สว.เพชรบุรี วันชัย สอนศิริ อดีต สว. สรรหา สมัคร เชาวภานันท์ อดีต สว.สรรหา รสนา โตสิตระกูล อดีต สว.กทม. ปราโมทย์ ไม้กลัด อดีต สว.กทม. พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช อดีต สว.สรรหา เข้ามาในสภา

บรรยายภาพ : บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า , สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

ยุติธรรมลำเค็ญ”บ้านกรุณา”ในยุควิกฤต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2557 เวลา 10:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1tjRj05

ยุติธรรมลำเค็ญ"บ้านกรุณา"ในยุควิกฤต

เรื่องและภาพ : อินทรชัย พาณิชกุล

นับตั้งแต่มีการลดจำนวนข้าราชการลงตามนโยบายควบคุมตำแหน่งข้าราชการพลเรือน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐ เมื่อปี 2543 ส่งผลให้หลายหน่วยงานประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากร โดยเฉพาะหน่วยงานที่จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาปฏิบัติหน้าที่

หนึ่งในนั้นคือกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า “ต้องการกำลังคน” มาทำหน้าที่ดูแลเยาวชนผู้กระทำผิด บำบัดเยียวยาให้พวกเขาเหล่านั้นกลับตัวกลับใจ เปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่ เพื่อให้ออกไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างภาคภูมิ โดยไม่กระทำผิดซ้ำอีก ภายใต้เป้าหมาย “คืนเด็กดีสู่สังคม”

“การขาดแคลนบุคลากร เป็นปัญหาเรื้อรังมานานกว่าสิบปีแล้ว ไม่ใช่เฉพาะบ้านกรุณาที่เดียวเท่านั้น แต่ได้รับผลกระทบเหมือนกันหมดทั้งสถานพินิจทุกจังหวัด และศูนย์ฝึกอบรมอีก 17 แห่งทั่วประเทศ มีการทำเรื่องขออัตรากำลังไปทุกปีแต่ไม่เคยได้เลยแม้แต่คนเดียว”

คำบอกเล่าของ ชลลดา พรหมเดชไพบูลย์ ผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี ในฐานะประธานมูลนิธิชลลดาที่ทำงานรณรงค์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนผู้กระทำผิดให้คืนสู่สังคมมาอย่างต่อเนื่อง

ยุคตกต่ำ “กรมพินิจ” วิกฤตขาดแคลนคน

ชลลดา อธิบายว่า “สถานพินิจ” หมายถึง สถานที่ควบคุมดูแลเด็กและเยาวชนผู้กระทำผิด แต่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ส่วน “ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน” หมายถึง สถานที่ควบคุมดูแล บำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนผู้กระทำผิด ซึ่งศาลตัดสินคดีเป็นที่สิ้นสุดแล้ว

“ทุกวันนี้ทั่วโลกเลิกใช้คำว่า “คุกเด็ก”แล้ว เพราะเยาวชนทุกคนจะได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานเหมือนอยู่บ้าน ไม่ว่าจะเล่นกีฬา  ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือ รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ  สวมเสื้อผ้าสะอาด ติดต่อสื่อสารกับครอบครัวได้นอกจากนี้ยังได้รับการศึกษาเหมือนอยู่ในโรงเรียน อย่างไรก็ตามก็ยังต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบอันเคร่งครัดของศูนย์ฝึก ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของทีมสหวิชาชีพ ประกอบด้วยนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา แพทย์ ครู ทุกคนปฏิบัติกับเด็กๆไม่ต่างอะไรจากพ่อแม่ญาติพี่น้อง”

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ตรงที่ “การบริหารจัดการ” หากอยู่ที่ “อัตรากำลังคน” เนื่องจาก “บ้านกรุณา”เป็นสถานที่แรกรับเด็กที่มาจากศาลเด็กและเยาวชนกลาง (กรุงเทพมหานคร) รวมถึงศาลเด็กและเยาวชนอีก 5 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ นครนายก หรือที่เรียกกันว่า “เขต 10”

“เขต 10 แม้ได้รับการอนุมัติจากกระทรวงยุติธรรมแล้ว แต่ในความเป็นจริงยังไม่มีการก่อสร้างอาคารสถานที่ ไม่มีอัตรากำลัง ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ตอนนี้กลายเป็นว่าโควต้าของเด็กทั้ง 5 จังหวัดที่ควรไปอยู่ที่เขต 10 เลยต้องมารวมกันอยู่ที่บ้านกรุณาที่เดียว และต้องดูแลไปจนกว่าเขต 10 จะได้รับงบประมาณก่อสร้างและจัดสรรเจ้าหน้าที่ กว่าจะเริ่มดำเนินการก็คงปี 2558  ”ประธานมูลนิธิชลลดา กล่าว

ชะตากรรมวันนี้ของ “บ้านกรุณา”

ยอดเด็กและเยาวชนภายในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกรุณา ณ วันที่ 28 ส.ค..ที่ผ่านมา มีจำนวนทั้งสิ้น 621 คน ถือเป็นศูนย์ฝึกอบรมที่รองรับเด็กมากที่สุดแล้วในบรรดาศูนย์ฝึกอบรมทั้งหมด 18 แห่งประเทศ

เรื่องที่น่าตกใจก็คือมีบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ภายในบ้านกรุณาเพียง 92 คนเท่านั้น

“92 คนนี้ ประกอบด้วยข้าราชการเพียง 33 คน นอกนั้นเป็นพนักงานข้าราชการ ลูกจ้างชั่วคราว ทุกคนต้องทำมากกว่าหนึ่งหน้าที่ ทั้งงานเอกสาร งานอบรม ดูแลเด็ก ประสานผู้ปกครอง  พนักงานเฝ้าจุดรักษาการณ์ และจิปาถะอื่นๆอีกร้อยแปดอย่าง เคยมีงานวิจัยออกมาว่าคนที่ทำงานในเรือนจำกับสถานพินิจเป็นอาชีพที่ไม่น่าอภิรมย์ที่สุดแล้ว เพราะงานหนัก เครียด แถมยังเสี่ยงอันตราย ไม่เคยเลิกงานตรงเวลา หลายครั้งยังต้องทำงานในวันหยุดอีก”ศักดิ์ชัย ค้ำชู ผอ.ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกรุณา บอก

เขายืนยันว่าไม่เคยนิ่งเฉย ยื่นเรื่องขออัตรากำลังพลไปทุกปี แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ “ต้องบริหารจัดการให้ได้ตามกำลังที่มีอยู่” ทุกคนจึงก้มหน้าก้มตาปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แม้เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าแสนสาหัส

กระทั่งบางครั้งจำต้องใช้วิธี “เกลี่ย” เด็กและเยาวชนบางส่วนที่เข้ามาใหม่ทุกเดือนละไม่ต่ำกว่า 100 คน ไปยังศูนย์ฝึกอบรมใกล้เคียง แต่นั่นไม่ใช่การแก้ปัญหา ซ้ำยังกลายเป็นภาระให้ที่อื่นด้วย

“การแก้ปัญหาที่ถูกต้องคือ เราจะต้องมีบุคลากรที่สอดคล้องกับปริมาณของเด็ก เนื่องจากแผนบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดให้คืนสู่สังคมต้องใช้การดูแลอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง”

จารุณี แซ่ตั้ง นักจิตวิทยาประจำบ้านกรุณา ยอมรับว่าโปรแกรมแล้วบำบัด แก้ไข และฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดไม่อาจดำเนินการได้อย่างมีสิทธิภาพเต็มร้อย

“ยกตัวอย่างง่ายๆ ขั้นแรกรับ ตามกฎหมายกำหนดไว้ว่าไม่เกิน 30 วัน เด็กจะต้องผ่านการจำแนก เพื่อจะได้จัดกิจกรรมบำบัดฟื้นฟูที่ตรงกับตัวเด็ก แต่ปัญหาคือมีนักจิตวิทยาแค่ 3 คน ต้องทำงานทั้งให้คำปรึกษาเด็กกว่า 600 คน ไม่รวมถึงเด็กพิเศษที่ต้องได้รับการดูแลเป็นการเฉพาะ เช่น เด็กที่ติดยาเสพติด เด็กที่มีปัญหาทางจิต เด็กก้าวร้าวรุนแรง ถูกกลั่นแกล้ง ดังนั้นการจะจำแนกเด็กตั้งแต่แรกเข้า ซึ่งต้องผ่านขั้นตอนมากมาย เช่น การทดสอบทางจิตวิทยา ต้องคุยกับเด็กเป็นรายตัว เดือนนึงเด็กเข้ามาไม่ต่ำกว่า 100 ราย การจะวิเคราะห์เชิงลึกจึงทำได้ไม่เต็มที่นัก เพราะเวลาไม่พอ”

พูดง่ายๆ บุคลากรอันน้อยนิดที่ต้องทำหน้าที่ตั้งแต่จำแนกคัดกรอง วางแผนบำบัดฟื้นฟู เตรียมพร้อมก่อนออก จนถึงติดตามประเมินผลเด็กนับร้อยๆคนที่มีปัญหาแตกต่างกันสุดขั้ว  มาตรฐานเรื่องคุณภาพอาจลดน้อยถอยลงอย่างมิอาจปฏิเสธได้

ภูชิต ดวงจันทร์ นักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการ บ้านกรุณา บอกว่า  ที่นี่มักใช้วิธี “บูรณาการ” คนไหนไม่อยู่ คนที่เหลือต้องเข้าไปอุดช่องว่างทันที

“ผมว่าถ้าได้บุคลากรเพิ่มมาอย่างเดียวไม่พอ คุณภาพก็สำคัญ งานนี้ต้องทำด้วยใจจริงๆ คนไม่มีใจมาทำมันไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องคนได้ ขอให้มีใจอยากมาทำ มีความอดทน เข้าใจเด็กแค่นั้น เรื่องวิชาการมันเทรนกันทีหลังได้ครับ”

ตำแหน่งสำคัญที่สุดของศูนย์ฝึกอบรม หนีไม่พ้น “พ่อบ้าน” ผู้ทำหน้าที่ไม่ต่างอะไรจากตัวแทนของพ่อแม่เด็ก ก็ถือว่าเป็นตำแหน่งสำคัญที่ขาดแคลนมากที่สุด

“พ่อบ้านเป็นหน้าที่ที่เหนื่อยที่สุดและสำคัญที่สุด ต้องใกล้ชิดเด็ก ต้องทำความรู้จักนิสัยใจคอเด็กทุกคน ให้คำปรึกษาปัญหาสารพัด คอยดูแลตั้งแต่เสื้อผ้า อาหารการกิน ไปจนถึงเรื่องอื่นๆในชีวิตประจำวัน บ้านกรุณามีทั้งหมด 6 หอนอน หอละประมาณ 120 คน มีพ่อบ้านคอยดูแลประจำหอละ 2 คน เด็กจะทำผิดกฎระเบียบ ก่อเหตุทะเลาะวิวาท จลาจล หรือหลบหนี พ่อบ้านต้องคอยสังเกตเฝ้าระวังไม่ให้เกิดขึ้น ปัจจุบันตำแหน่งไม่พอ บางทีก็ต้องขอความช่วยเหลือจากพนักงานพินิจซึ่งมีหน้าที่เฝ้าเวรยามให้มาทำด้วยอีกแรง เงินไม่ใช่เรื่องสำคัญครับ แต่บางทีก็อยากใช้เวลาส่วนตัวเวลากับครอบครัวบ้าง”ประพัฒน์ สุขทรงศิลป์ ผู้ทำหน้าที่พ่อบ้านมานานกว่า 5 ปี กล่าว

คืนความสุขให้น้องๆ

ยามบ่ายอันร้อนอบอ้าว ลมพัดเอื่อยเฉื่อย เด็กชายในชุดเสื้อคอกลมสีขาวกางเกงสีดำ อันเป็นยุนิฟอร์มชุดเก่งของบ้านกรุณา นั่งจับกลุ่มพูดคุยกระจัดกระจายอยู่ตามใต้ร่มไม้ ตามม้านั่ง

ไม่ใช่นั่งทอดอารมณ์พักผ่อนหย่อนใจ แต่เหตุผลน่าสลดหดหู่ก็คือ การเรียนการสอนหยุดชะงักกะทันหัน เนื่องจากขาดแคลนครู จะเล่นกีฬาก็เล่นไม่ได้ เพราะพื้นที่สนามมีไม่เพียงพอต่อจำนวนคน

“ที่นี่เปิดสอนวิชาชีพทั้งหมด 11 วิชา ประกอบด้วยช่างตัดเย็บ ศิลปหัตถกรรม ไฟฟ้า ดนตรีไทย ดนตรีสากล พลศึกษา ช่างยนต์ ช่างเชื่อม เกษตร คอมพิวเตอร์ และวิชาสามัญ แต่มีครูแค่วิชาละ 1 คนเท่านั้น เมื่อครูขาดแคลน โอกาสในการซักถามโต้ตอบก็ตัดไปเลย บางวันครูลากิจติดธุระ หรือป่วย เด็กก็ “ลอย”เลย ไม่มีอะไรทำ ปัญหาอีกอย่างคืออุปกรณ์การเรียนการสอนไม่เพียงพอ ต้องใช้เวลาให้เด็กทำทีละคน ทำเสร็จก็ถอดออก เด็กอีกคนก็ประกอบใหม่ การเรียนการสอนมันเลยขาดความต่อเนื่อง”ผอ.ศักดิ์ชัย เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์ล่าสุด

เบิ้ม วัย 14 ปี เด็กชายบ้านกรุณา เปิดเผยว่าตัวเองเลือกเรียนวิชาช่างไม้ แต่ด้วยความที่หน่วยมีเด็ก 100 คนต่อครู 1 คน การเรียนจึงเป็นไปอย่างติดๆขัดๆ

“แค่เช็คชื่อก็กินเวลาไปครึ่งชั่วโมงแล้ว บางทีสอนไปได้ครึ่งทางแล้วพอเด็กใหม่มาก็ต้องมาเริ่มใหม่ เวลาเด็กเยอะ บางทีก็คุยเสียงดัง ไม่ใช่ครูไม่ใส่ใจนะ แต่ทำอะไรไม่ได้ วิธีแก้คือก็ต้องเอาแต่เด็กที่ตั้งใจจริงๆ ที่สำคัญคืออุปกรณ์ไม่พอ อย่างงานปูน กว่าจะทำเสร็จต้องรอให้แห้ง ครูตรวจเสร็จก็ให้ละลายน้ำแกะออก เด็กอีกคนก็มาทำต่อ  กว่าจะครบทุกคนก็ 3 วัน ยังไม่ทันรู้เรื่องดีก็จบคอร์สแล้ว”

สนามกีฬาก็เป็นอีกปัญหาใหญ่ของบ้านกรุณา เด็กกว่า 600 ชีวิต แต่มีสนามฟุตบอลและสนามฟุตซอลแค่อย่างละสนาม เช่นเดียวกับตะกร้อ และแบดมินตัน

“ฟุตซอลเล่นได้ทีมละ 5 คน ยิงลูกเดียวออก สมมติว่าผมอยู่ทีมที่ 20 ถามว่าวันนี้จะได้เล่นไหม วัยรุ่นเป็นวัยที่ต้องออกกำลัง ถ้าไม่มีพื้นที่ให้รีแลกซ์ก็เครียดนะ ก็ต้องไปนั่งคุยนั่งมั่วสุม ยิ่งเสาร์อาทิตย์ไม่มีเรียน ว่างมาก พอไม่มีอะไรทำ ก็เสียเวลาไปเปล่าๆเลย” มอส วัย 14 เยาวชนบ้านกรุณา บอก

กานต์ วัย 14 เยาวชนอีกราย เล่าว่าเขาอยากเล่นดนตรี แต่เครื่องดนตรีสากลที่มีอยู่มีเพียงชุดเดียวเท่านั้นก็ต้องอดไป อยากจะอ่านหนังสือ ห้องสมุดก็แสนจะคับแคบ

“ไม่มีอะไรทำก็หลับ บางคนก็นั่งคุยนั่นคุยนี่ การที่ไม่มีกิจกรรมสันทนาการให้ทำมีส่วนให้เด็กๆมั่วสุมกัน อาจก่อเหตุทะเลาะวิวาท หรือหาทางหลบหนีก็ได้ ใครจะไปรู้”

เด็กๆทั้งสามคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ว่าจะดุ หรือใจดีไม่สำคัญ ขอใครก็ได้ ให้มีครูสอนเป็นพอ เพราะพวกเขาอยากเรียน อยากเล่นกีฬา เหมือนกับวัยรุ่นปกติทั่วไป นี่คือความปรารถนาง่ายๆที่จะพาพวกเขาให้ผ่านพ้นแต่ละวันไปได้อย่างมีความสุข

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกรุณา สะท้อนถึงวิกฤติครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในกรมพินิจและคุ้มครองเด็ก กระทรวงยุติธรรม

หากยังมองไม่เห็น ไม่เข้าใจ และไม่คิดลงมือจัดการแก้ไขปัญหา ความหวังที่อยากจะเปลี่ยนแปลง “เยาวชนผู้หลงผิด” ให้กลายเป็น “เด็กดี”คืนสู่สังคม ก็คงไม่ต่างอะไรจากความฝันลมๆแล้งๆที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง

 

 

 

 

คิดถึง”ถวัลย์ ดัชนี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2557 เวลา 09:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1w2PCt0

คิดถึง"ถวัลย์ ดัชนี"

โดย…วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย

เมื่อได้ข่าวว่าศิลปินแห่งชาติ ถวัลย์ ดัชนี เสียชีวิตแล้ว ด้วยโรคตับอักเสบ เมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 2 ก.ย. ผู้เขียนรู้สึกใจหายและคิดถึง ถวัลย์ ดัชนี เป็นอย่างมาก

จำได้ว่าผู้เขียนรู้จัก ถวัลย์ ดัชนี เมื่อปี 2512 ที่สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน เชิงสะพานหัวช้าง ปทุมวัน ขณะนั้น ถวัลย์ ดัชนี เพิ่งจบการศึกษามาจากประเทศเนเธอร์แลนด์ มาพำนักทำงานสร้างสรรค์ศิลปะที่สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน

เมื่อพบกันครั้งแรกผู้เขียนมีอายุ 20 ปี ถวัลย์ ดัชนี เป็นศิลปินหนุ่มอายุ 30 ปี สำหรับผู้เขียนความน่าสนใจของถวัลย์ ดัชนี ไม่ได้อยู่ที่งานศิลปะที่เขาสร้างสรรค์ขึ้น หรือการแต่งกายอันแปลกประหลาดในชุดกางเกงยีนส์สีดำ และเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีชมพูแจ๊ด พร้อมหนวดเคราอันรุงรังและผมยาวเลยบ่าที่เขาม้วนเป็นจุกไว้ในบางครั้ง หากแต่ความเป็นตัวตนของถวัลย์ ดัชนี ที่ผู้เขียนได้สัมผัสในยามพูดคุยด้วยต่างหากที่เป็นสิ่งประทับใจมาก เพราะ ถวัลย์ ดัชนี ไม่มีใครเหมือน ในความเฉลียวฉลาดลึกซึ้ง รอบรู้ไปหมดในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศิลปวัฒนธรรม ศาสนา วรรณกรรม เป็นผู้ที่มีความแหลมคมทางภาษา ที่แต่งแต้มไปด้วยอารมณ์ขันและความงดงามวิจิตรพิสดารไม่มีที่สิ้นสุด

การพบและได้พูดคุยกับถวัลย์ ดัชนี จึงเป็นความสุขสนุกสนานที่ได้ทั้งความรู้และอรรถรสอันแปลกประหลาดมหัศจรรย์ที่ไม่อาจหาใครในโลกนี้เสมอเหมือน ถวัลย์ ดัชนี มีความจำเป็นเลิศกับวรรณกรรมไทยทุกชนิดในทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นงานวรรณกรรมของใคร ในสมัยใด ดูเหมือนจะอัดแน่นอยู่ในสมองอันล้ำเลิศของถวัลย์ ดัชนี ไปเสียสิ้น ทั้งยังสามารถถ่ายทอดมาสู่ผู้ฟังได้อย่างไพเราะเพราะพริ้งอีกด้วย

เมื่อผู้เขียนไปมาหาสู่ถวัลย์ ดัชนี จนคุ้นเคยสนิทสนม ผู้เขียนก็ได้รับรู้ประวัติชีวิตของถวัลย์ ดัชนี ซึ่งต่อมาผู้เขียนเรียกอย่างเต็มปากว่า “พี่หวัน” จากปากคำของเจ้าตัวเองว่า

ถวัลย์ ดัชนี เกิดเมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2482 ที่ อ.เมือง จ.เชียงราย เป็นบุตรคนสุดท้องของนายศรี ดัชนี ข้าราชการกรมสรรพสามิต และนางบัวคำ ดัชนี สกุลเดิม พรหมสา มีพี่ร่วมบิดามารดาอีก 3 คน คือ

1.พ.ต.สว่าง ดัชนี (ถึงแก่กรรม)
2.นายสมจิตต์ ดัชนี (ถึงแก่กรรม)
3.นายวสันต์ ดัชนี (ถึงแก่กรรม)

เมื่อวัยเด็กพี่หวันเริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนเชียงรายพิทยาคม แล้วไปเรียนต่อชั้นประถมที่โรงเรียนบุญนิธิ ซึ่งตั้งอยู่ริมกว๊านพะเยา และเรียนต่อมัธยมต้นที่โรงเรียนพะเยาพิทยาคม เมื่อคุณพ่อย้ายกลับไปรับราชการที่เชียงราย จึงย้ายไปเข้าเรียนที่โรงเรียนสามัคคีวิทยา จนจบชั้นมัธยมปีที่ 6 ในสมัยนั้นพี่หวันเล่าว่าตนเองมีความชอบและมีความสามารถในทางวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก สามารถที่จะวาดรูปตัวละครรามเกียรติ์ได้เกือบทุกตัวตั้งแต่เรียนชั้นประถมต้น ทั้งยังมีความทรงจำเป็นเลิศสามารถจำชื่อเพื่อนร่วมชั้นทุกชั้นปีที่เรียนหนังสือร่วมกันมาทั้งที่โรงเรียนในเชียงรายและที่พะเยาได้หมดทุกคน พอโตขึ้นอายุได้ 7-8 ขวบ ความที่ชื่นชอบเรื่องของนายมั่น-นายคง จากวิทยุปลุกใจตอนปลายและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จากฝีมือของ สังข์ พัธโนทัย พี่หวันก็มีความคิดแผลงๆ ด้วยการไปเที่ยวชวนเพื่อนฝูงให้มากรีดเลือกสาบานว่าจะไปอยู่ดงพญาเย็นเมื่อโตขึ้น และคิดอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายที่ไม่เหมือนคนอื่นมาตั้งแต่เด็ก พี่หวันจึงเป็นลูกชายคนเล็กที่แม่ไม่ค่อยรักใคร่ไยดีเหมือนลูกคนเล็กของบ้านอื่นๆ

หลังจากจบชั้นมัธยม 6 จากเชียงราย พี่หวันก็ได้รับทุนมาเรียนต่อที่โรงเรียนเพาะช่าง ได้เป็นนักเรียนดีเด่น ด้วยฝีมือการวาดรูปที่แม่นยำ เฉียบคม ฉับไว จึงเป็นหนึ่งในนักเรียนเพาะช่างดีเด่นด้านจิตรกรรม ที่ผลงานได้รับการคัดเลือกไปแสดงในหอศิลป์แห่งชาติ นครโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นพี่หวันจึงเข้าศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และได้เป็น “ศิษย์รุ่นท้ายๆ ของ ศ.ศิลป์ พีระศรี” พี่หวันเล่าว่าเป็นเด็กบ้านนอกเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ แม้จะได้ทุนเรียนแต่ไม่ได้มีที่อยู่อาศัย ต้องไปอยู่หอพักกับเพื่อนๆ บางทีก็นอนกันที่โรงเรียนเพาะช่างนั่นแหละ ชีวิตของนักเรียนศิลปะก็อยู่อย่างอิสรเสรีไม่ค่อยเป็นที่เป็นทาง จนกระทั่งมีเพื่อนชวนให้ไปอยู่ที่สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน จึงอยู่ต่อมาเรื่อยๆ จนจบมหาวิทยาลัยศิลปากร ไปเมืองนอกเรียนจบกลับมาก็ยังมาอยู่ที่เดิม

เมื่อพี่หวันเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยศิลปากรชั้นปีที่ 1 พี่หวันทำคะแนนวาดรูปได้ถึง 100+ แต่เมื่อขึ้นชั้นปีที่ 2 พี่หวันทำได้เพียง 15 คะแนน ด้วยเหตุผลที่อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ให้ไว้ว่า “ปลาของนายไม่มีกลิ่นคาว นกของนายแหวกว่ายไปในอากาศไม่ได้ ม้าของนายไม่สามารถที่จะควบหรือวิ่งทะยานออกไปได้ นายเป็นเพียงแค่นักลอกรูป มันไม่ใช่งานศิลปะ”

เมื่อได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี พี่หวันก็เปลี่ยนแปลงการทำงานศิลปะของตนเองใหม่หมด พยายามค้นหาพลังความสามารถและวิถีแห่งตนอย่างจริงจัง ในระหว่างที่เรียนในมหาวิทยาลัยศิลปากรนี่เอง พี่หวันก็มีโอกาสได้พบและรู้จักกับผู้ใหญ่สองท่านที่พี่หวันมีความเคารพนับถือในใจมานาน คือ อาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และ ม.ร.ว.พันธุ์ทิพย์ บริพัตร ซึ่งทั้งสองท่านนี้ได้เป็นกำลังใจและให้การสนับสนุนการทำงานศิลปะของพี่หวันตลอดมา

ความพยายามที่จะดำรงอยู่ในวิถีทางแห่งศิลปะของพี่หวัน อยู่ในสายตาของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี อย่างต่อเนื่อง เมื่อเห็นแววว่าลูกศิษย์ผู้นี้มีโอกาสจะประสบความสำเร็จในวิชาชีพศิลปะในอนาคต อาจารย์ศิลป์จึงสนับสนุนให้พี่หวันสอบชิงทุนของกระทรวงวิทยาศาสตร์วัฒนธรรมและการศึกษาเนเธอร์แลนด์ ไปศึกษาต่อด้านจิตรกรรมฝาผนัง อนุสาวรีย์และผังเมือง ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ พี่หวันเรียนต่อจนได้ปริญญาเอกสาขาอภิปรัชญาและสุนทรียศาสตร์ จากราชวิทยาลัยศิลปะแห่งอัมสเตอร์ดัม พี่หวันเรียนจบกลับมาพร้อมกับการพูดภาษาดัตช์และภาษาเยอรมันได้อย่างคล่องแคล่ว นอกเหนือไปจากภาษาอังกฤษที่พูดได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว

ชีวิตในวัยหนุ่มของพี่หวันเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวังและความฝัน ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร พี่หวันก็แอบหลงรักสาวคนหนึ่งที่พี่หวันเปรียบว่า เธอเป็นเสมือนเทพเจ้าแห่งชีวิตและดวงวิญญาณของถวัลย์ แต่พี่หวันก็อกหักเพราะรักเขาข้างเดียว แม้เวลาจะผ่านไปเป็นเวลานานจนพี่หวันเรียนจบปริญญาเอกกลับมาแล้ว ก็ยังคงเก็บจดหมายรักที่ พี่หวันอุตส่าห์ทำสำเนาไว้ เอาออกมาให้ผู้เขียนดูให้เห็นพยานรักแรกของพี่หวัน แล้วก็พูดติดตลกว่า เธอที่พี่รักนั้นสูงส่งคงไม่อยากจะร่วมนามสกุลดัชนี ที่จริงดัชนีนี้ก็ยังเพราะกว่าดักชะนีเยอะแยะ แล้วพี่หวันก็หัวเราะและบอกว่า นามสกุลของพี่ที่มีมาตั้งแต่บรรพบุรุษคือดักชะนี เพราะทวดของพี่คือพ่อของปู่เป็นพรานดักชะนี นามสกุลเดิมของพี่จึงเป็นดักชะนี มาเปลี่ยนให้มันเพราะขึ้นเป็นดัชนี ขนาดนี้สาวยังไม่รักเลย…ถ้ายังใช้นามสกุลดักชะนีอยู่จะขนาดไหน แล้วเราสองคนก็หัวเราะกันอย่าง ครื้นเครง

เมื่อรู้จักคุ้นเคยกันมากพอแล้ว วันหนึ่งผู้เขียนก็ชวนไปเที่ยวบ้านที่ขอนแก่น โดยชักชวนให้พี่หวันนำภาพเขียนของพี่หวัน ซึ่งคนปัญญาน้อยอย่างผู้เขียนไม่เคยรู้สึกว่าเป็นงานศิลปะที่ต้องรสนิยมไปเปิดแสดงที่ขอนแก่นด้วย โดยผู้เขียนตั้งใจจะให้พี่หวันนำภาพไปแสดงที่โรงแรมโฆษะ โรงแรมชั้นหนึ่งแห่งแรกของ จ.ขอนแก่น ซึ่งเพิ่งจะเปิดดำเนินการในปี 2511 มีคุณสุพจน์ โฆษะวิสุทธิ์ วิศวกรหนุ่มลูกคหบดีชาวขอนแก่นเป็นผู้บริหาร พี่หวันคงคิดอยากจะไปเที่ยวบ้านของผู้เขียนอยู่แล้ว ก็ตอบตกลงทันทีพร้อมกับบอกว่า พี่ไม่เอางานของพี่ไปแสดงเพียงคนเดียวหรอก พี่จะพ่วงเอางานของประเทือง เอมเจริญ และประพันธ์ ศรีสุตา ไปด้วย

แล้วศิลปินหนุ่มทั้ง 3 คนก็ไปเปิดแสดงงานศิลปะที่โรงแรมโฆษะ เมื่อกลางปี 2512 ผู้ที่มาเปิดงานแสดงในครั้งนั้นคือ ผวจ.ขอนแก่น ชื่อคุณช่วย นนทะนาคร ซึ่งผู้เขียนมาทราบภายหลังว่าเป็นบิดาของคุณดุสิต นนทะนาคร นั่นเอง

พี่หวันมีความสุขสนุกสนานมากกับการไปเปิดการแสดงภาพเขียนที่โรงแรมโฆษะ ขอนแก่น เพราะนอกจากจะได้รับการต้อนรับและสนับสนุนเป็นอย่างดีจากคุณสุพจน์ โฆษะวิสุทธิ์ เจ้าของโรงแรม ผวจ.ขอนแก่นแล้ว ขณะนั้นศูนย์ประชาสัมพันธ์จังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีทั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์ ต่างก็ให้ความสำคัญกับงานแสดงศิลปะครั้งนี้ ได้มาทำข่าวและมาสัมภาษณ์เจ้าของงานศิลปะกันเป็นการใหญ่ ทำให้อาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นและใกล้เคียงพากันมาชมภาพเขียนที่นำไปจัดแสดงทุกวัน บางวันนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นคุยกับพี่หวันไม่จุใจที่โรงแรมโฆษะ ก็ขอไปคุยต่อที่บ้านของผู้เขียนที่ อ.น้ำพอง ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปประมาณ 50 กิโลเมตร

พี่หวันชอบบรรยากาศของบ้านในโรงงานอัดปอของพ่อผู้เขียน ที่มีบริเวณกว้างขวางในพื้นที่ 13 ไร่กว่า ล้อมรอบด้วยต้นมะม่วงนานาพรรณที่ปลูกเรียงรายแทนรั้วบ้านและโรงงานประมาณ 40 กว่าต้น แล้วยังมีต้นมะพร้าวและไม้อื่นๆ ขึ้นอยู่รอบบ้าน ลักษณะของบ้านเป็นบ้านไม้ มี 3 ห้องนอน มีระเบียงกว้างขวางที่พี่หวันประทับใจมากที่สุด คือ เตียงนอนในบ้านนั้นทุกห้องปูด้วยหนังวัวทั้งตัวที่ฟอกแล้วแทนผ้าปูที่นอน ซึ่งนอนสบายมากหากอากาศร้อน ที่สำคัญโรงงานอัดปอนี้อยู่ติดกับท้องนาชาวบ้านที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ให้บรรยากาศความเป็นธรรมชาติที่สดชื่นงดงามทั้งในยามเช้าและเย็น พี่หวันและเพื่อนศิลปิน 2 คน จึงสมัครใจอยู่บ้านในโรงงานอัดปอมากกว่าที่จะไปพักที่โรงแรมในเมืองที่ใกล้สถานที่จัดแสดงงาน เพราะรู้สึกสุขสบายมากกว่า

ในปี 2512 มหาวิทยาลัยขอนแก่นเพิ่งเปิดการศึกษาอยู่เพียง 3 คณะ คือ คณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะเกษตรศาสตร์ ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่แสดงงานศิลปะที่โรงแรมโฆษะ และอยู่ต่อที่บ้านในโรงงานอัดปอของพ่อผู้เขียนอีก 1 เดือนนั้น อาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยเฉพาะจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จะไปร่วมคุยสนุกสรวลเสเฮฮากับพี่หวันเป็นประจำเกือบทุกวัน บุคคลที่พี่หวันจำได้แม่นยำและยังถามถึงเสมอ คือ นักศึกษาวิศวะที่ชื่อ พิลาศพงษ์ ทรัพย์เสริมศรี ที่ไปเล่นกีตาร์กับพี่หวันจนรู้จักรักใคร่คุ้นเคยกัน พี่หวันเป็นคนเล่นกีตาร์เก่งและร้องเพลงเพราะมาก ทั้งเพลงไทยและเพลงฝรั่ง ทุกเช้าเมื่อผู้เขียนหิ้วปาท่องโก๋จากบ้านของผู้เขียนในตลาด (น้ำพอง) ไปให้พี่หวันเพื่อกินกับกาแฟ หรือชา-โอวัลติน จะเห็น พี่หวันตื่นขึ้นมาเล่นกีตาร์ที่ระเบียงบ้าน บางวันก็เล่นพิณเปี๊ยะเครื่องดนตรีของทางเหนือ ที่พี่หวันบอกว่าเป็นเครื่องดนตรีแห่งหัวใจ เพราะเวลาเล่นพิณเปี๊ยะจะต้องเอาขึ้นมาแนบกับหัวใจ เสียงดนตรีจากพิณเปี๊ยะจึงเป็นดนตรีที่ออกมาจากหัวใจของคนเล่นอย่างแท้จริง และพี่หวันก็เล่นพิณเปี๊ยะได้ไพเราะจริงๆ

เช้าวันหนึ่งเมื่อผู้เขียนไปถึงบ้านที่พี่หวันอยู่ พี่หวันออกมายืนตรงระเบียงมองดูพระอาทิตย์ยามเช้า แล้วพี่หวันก็เปล่งเสียงอันหนักแน่นแต่นุ่มลึก ร่ายบทกวีขอบฟ้าขลิบทองของอุเชนีให้ทุกคนฟัง ผู้เขียนรู้สึกว่ายังไม่เคยได้ยินใครร่ายบทกวีขอบฟ้าขลิบทองได้เข้ากับบรรยากาศธรรมชาติได้มาก เท่านั้น พระอาทิตย์ยามเช้ากับทุ่งนาเขียวขจีกับ บทกวีที่ว่า

เพื่อโค้งเคียวเรียวเดือนและเพื่อนโพ้น
เพื่อไผ่โอนพลิ้วพ้อล้อภูเขา
เพื่อเรืองข้าวพราวแพร้วทั่วแนวนา
เพื่อขอบฟ้าขลิบทองรองอรุณ

มันงดงามจริงๆ และความเป็นถวัลย์ ดัชนี ที่ผู้เขียนไม่เคยลืมก็คือ เย็นวันหนึ่งเมื่อพี่หวันกลับจากงานแสดงภาพเขียนที่ในเมืองมาถึงบ้าน พี่หวันบอกผู้เขียนว่าเห็นเด็กเล็กๆ เลิกจากโรงเรียนเดินผ่านรั้วบ้านไป อยากชวนเด็กๆ พวกนั้นมาเล่นร้องเพลงแล้วพี่หวันจะเล่นพิณเปี๊ยะ ใครมาเล่นร้องเพลงกับพี่หวันได้ พี่หวันจะให้เงินคนละสลึง ผู้เขียนจึงให้คนไปเกณฑ์เด็กๆ ลูกชาวบ้านแถวนั้นมาได้เกือบ 20 คน อยู่ในวัย 5-10 ขวบ แล้วเด็กก็มาเล่นร้องเพลงสนุกกับพี่หวัน เมื่อแจกเด็กตามสัญญาแล้ว พี่หวันก็ลุกไปหยิบกีตาร์มานั่งร้องเพลง As tears go by ท่อนที่บอกว่า

It is the evening of the day
I sit and watch the children play
Smiling faces I can see
But not for me
I sit and watch
As tears go by.

ผู้เขียนรู้สึกว่าพี่หวันร้องเพลงนี้ออกจากใจที่อ่อนโยนอ่อนหวาน บ่งบอกถึงความเป็นศิลปินผู้มีสุนทรีย์ในทุกสิ่งที่รอบตัว แม้การแสดงภายนอกในบางครั้งจะดูแข็งกร้าวไม่ถูกใจคน แต่เนื้อแท้แล้ว พี่หวันเป็นศิลปินทั้งชีวิตและจิตวิญญาณ

เมื่อเสร็จจากงานการแสดงภาพเขียนที่ขอนแก่น พี่หวันก็กลับมาทำงานต่อที่กรุงเทพฯ เราก็ยังได้พบปะพูดคุยกันเสมอ จนวันหนึ่งพี่หวันก็ แนะนำให้รู้จักแอร์โฮสเตสสาวสวยชาวมาเลเซีย ซึ่งต่อมาก็คือแม่ของลูกของพี่หวัน ชื่อมาร์กาเร็ต พี่หวันเรียกว่า แม๊กกี้

ในปี 2514 พี่หวันได้รับความกระทบกระเทือนใจอย่างหนักจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อมีเด็ก นักเรียนกลุ่มหนึ่งเข้าไปกรีดทำลายรูปเขียนขนาดใหญ่หลายรูปที่จัดแสดงอยู่ ณ สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน ด้วยเหตุผลของการกรีดทำลายนั้นว่า งานของพี่หวันหมิ่นพระพุทธศาสนา โดยที่เด็กเหล่านั้นไม่เคยรู้เลยว่าพี่หวันเป็นศิลปินผู้หนึ่งที่ได้ศึกษาปรัชญาพระพุทธศาสนาลึกซึ้งเพียงใด ภาพเขียนเหล่านั้นหากได้ฟังคำอธิบายจากพี่หวัน ก็จะรู้ได้ว่าภาพเหล่านั้นได้แฝงปรัชญาทางพระพุทธศาสนาอย่างไรบ้าง

หลังจากเหตุการณ์นั้น ทำให้พี่หวันเลิกแสดงงานศิลปะในประเทศไทยอีกหลายปี หากแต่ได้ใช้เวลาทั้งหมดเดินทางไปหาประสบการณ์และถ่ายทอดศิลปะไทยและจิตวิญญาณตะวันออกในต่างประเทศอยู่เสมอ พี่หวันมีโอกาสได้ไปฝากผลงานศิลปะไว้ในหลายแห่งของโลก ผลงานบางส่วนได้เขียนไว้ที่ปราสาท 500 ห้อง ที่ประเทศเยอรมนี ชื่อปราสาทกอททอฟ (Gottorf Castle) ซึ่งพี่หวันบอกว่าเจ้าของปราสาทเขาเซ็นเช็คมาให้พี่กรอก ตัวเลขเอาเองว่าพี่จะคิดค่าเขียนรูปในปราสาทนั้นเป็นเงินเท่าไหร่ก็ตามใจ

พี่หวันใช้เวลาเกือบ 30 ปี ในการสร้างสรรค์ศิลปะจนเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก เมื่อมีบรรดา มหาเศรษฐีของไทยเริ่มให้ความสนใจในงานศิลปะของพี่หวันกว้างขวางมากขึ้น มีการเก็บสะสมผลงานของพี่หวันในรูปแบบต่างๆ มากมาย พี่หวันจึงกลายเป็นศิลปินใหญ่ที่สังคมไทยให้การยอมรับ จนได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี 2544

หลังจากประสบความสำเร็จในงานรังสรรค์ศิลปะที่ได้รับการยกย่องไปทั่วโลกแล้ว พี่หวันก็กลับบ้านที่เชียงราย ไปอยู่ที่บ้านนางแล สร้างหมู่บ้าน ดำอันเป็นศิลปะเฉพาะตัวของถวัลย์ ดัชนี ในรูปแบบต่างๆ เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะถวัลย์ ดัชนี จำนวน 42 หลัง พี่หวันบอกว่าบ้านดำที่นางแลพี่จะไม่ยก ให้เป็นสมบัติของใคร พี่จะยกให้เป็นของโลก ของมวลมนุษยชาติ ทุกวันนี้บ้านดำของถวัลย์ ดัชนี ยังคงเป็นศูนย์ศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ของเชียงรายที่เปิดให้ทุกคนเข้าชมฟรี และมีผู้สนใจเข้าชมไม่น้อยเลยทุกๆ วัน

เมื่อพี่หวันจากไปโดยไม่มีพินัยกรรม แน่นอนว่าทรัพย์สมบัติทุกชิ้นของพี่หวันต้องเป็นของลูกชายคนเดียวของพี่หวัน คือ ม่องต้อย หรือดอยธิเบศร์ ดัชนี ลูกชายที่พี่หวันรักดั่งดวงใจ และม่องต้อยเองก็ได้เขียนเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงพ่อ ความตอนหนึ่งว่า “… พ่อจะไม่ไปไหน พ่อจากไปแต่เพียงร่างกาย แต่ผลงานศิลปะที่มาจากหัวใจ จิตวิญญาณและลมหายใจที่พ่อสร้างทิ้งไว้จะเป็นอมตะตลอดกาล พ่อคือผู้สร้างและลูกคือผู้รักษา …

“พ่อคือผู้สร้างและลูกคือผู้รักษา ก็หวังว่าม่องต้อยจะยึดมั่นในทุกสิ่งที่ถ่ายทอดออกมาจากใจให้กับพ่อผู้ล่วงลับไปแล้ว และจะเก็บรักษาบ้านดำที่นางแลไว้เป็นมรดกของโลก ของมวลมนุษยชาติ ตามเจตนารมณ์ของพ่อศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในใจของคนไทยและโลก ถวัลย์ ดัชนี”

 

“รับน้องโหด”โศกนาฎกรรมซ้ำซาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2557 เวลา 23:35 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1vSQUGH

"รับน้องโหด"โศกนาฎกรรมซ้ำซาก

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

ปัจจุบัน “เทศกาลรับน้อง” ได้กลายมาเป็นประเด็นใหญ่ที่สังคมจับตามองแทบไม่กะพริบ ไม่ต่างจากเทศกาล 7 วันอันตรายช่วงปีใหม่ สงกรานต์ หรือวันลอยกระทงเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมาเกิดเหตุอื้อฉาวอันส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายจากกิจกรรมรับน้องมากมายหลายครั้ง…..ปีนี้ก็หลีกเลี่ยงไม่พ้นเช่นกัน

ปากคำเด็กช่างรุ่นเก๋า

ข่าวการเสียชีวิตของนักเรียนอาชีวะจากสถาบันแห่งหนึ่งระหว่างจัดกิจกรรมรับน้อง ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางอีกครั้งว่าเพราะเหตุใดประเพณีที่ควรดีงามและสร้างสรรค์ จึงกลายเป็นมหกรรมแห่งความเมามายคึกคะนอง เต็มไปด้วยความรุนแรง

สอดคล้องกับผลการศึกษาเรื่อง “ความจริงรับน้องปี 2548” โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเอแบคโพลส์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ระบุว่าเกือบร้อยทั้งร้อย การรับน้องนิยมออกนอกสถานที่ โดยเฉพาะชายทะเล นอกจากนี้ยังพบว่ามีการนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาประกกอบกับการทำกิจกรรมเสี่ยงอันตรายด้วย

“การรับน้องกับเหล้ายามันเป็นของคู่กัน ดื่มเพื่อย้อมใจ ให้มันคึกคัก สนุก เวียนกันกินรอบวง ไอ้เรื่องซ้อมรุ่นน้องจนตายนี่ผมไม่เคยเห็นนะ มีแต่เมาแล้วไปตกน้ำตกท่า เกิดอุบัติเหตุ”เป็นคำบอกเล่า หัสชัย นวลปาน วัย 43 อดีตนักเรียนโรงเรียนช่างกลบูรณพนธ์ เมื่อสมัย 20 ปีที่แล้ว

เขายอมรับว่าประเพณีรับน้องของสังคมอาชีวะนั้นเด็ดขาดรุนแรงกว่ามหาวิทยาลัยหลายเท่า

“กิจกรรมจะออกแนวๆลูกผู้ชาย เน้นความท้าทาย วัดใจเป็นสำคัญ เช่น ปล่อยรุ่นน้องทิ้งไว้หน้าโรงเรียนคู่อริ อาจมีเจ็บเนื้อเจ็บตัว โดนไล่กระทืบ แต่ถ้ารอดมาได้ก็จะได้การยอมรับจากพี่ๆ หรือรับน้องนอกสถานที่ก็มีแค่วิดพื้น วิ่งแข่ง กินเหล้าผสมสูตรพิสดาร เน้นทำร่วมกันเป็นหมู่คณะริมชายหาด มันอาจจะแผลงๆ แต่ไม่มีการสั่งให้รุ่นน้องนั่งแล้วรุมเตะ หรือทิ้งดิ่งแน่นอน”

การนำความรุนแรงมาใช้ในประเพณีรับน้อง ตั้งแต่ข่มขู่ตะคอกด้วยวาจา จนถึงใช้กำลังสั่งสอนก็เป็นไปภายใต้จุดประสงค์ที่ต้องการจะกำราบให้รุ่นน้องเชื่อฟังเท่านั้น

“เราเป็นรุ่นพี่ต้องกดให้อยู่ เพราะรุ่นน้องแต่ละคนมาจากหลายที่ จะเก่งมาจากไหนก็ห้ามปีนเกลียว พูดคำเดียวต้องฟัง อย่าหือ บางแห่งประกาศชัดเลย “มึงทนได้มั้ย ทนไม่ได้มึงก็ไปเรียนที่อื่น”

อดีตช่างกลรุ่นเก๋าคนนี้ เห็นด้วยกับกิจกรรมรับน้องในแง่ของการปลูกฝังเรื่องระบบอาวุโส การมีสัมมาคารวะ สามัคคีกลมเกลียว แต่ต่อต้านการทารุณกรรมอย่างหัวชนฝา

“สมัยก่อนมีแต่ทำกิจกรรมให้พี่น้องรักกัน แต่นี่ทำให้รุ่นน้องเกลียด สั่งให้น้องกอดอกแล้วเตะ ทำไปเพื่ออะไร ทำน้องเจ็บแล้วเขาจะรักมึงมั้ย การพารุ่นน้องไปเที่ยวแล้วทำเขาตายมันบ่งบอกถึงจิตใจคุณ  ถ้าทำกับน้องอย่างนี้ คุณก็ไปทำกับคนอื่นได้ รักพี่รักน้องกันจริงๆ เขาไม่ฆ่าสถาบันเดียวกันหรอก”

รักน้องต้องกระทืบ?

อนุชิต ยุวนากร อดีตนักเรียนโรงเรียนอาชีวศึกษาชื่อดังแห่งหนึ่ง วัย 25 เล่าประสบการณ์รับน้องในสังคมอาชีวะให้ฟังว่าเต็มไปด้วยกิจกรรมสุดโหดชนิดที่ว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่รู้คงเป็นลมล้มพับ

“ประเภทที่ว่าปล่อยรุ่นน้องไปไล่กระทืบโจทย์นี่เรื่องปกติ ทุกวันศุกร์จะมีล่องสายนั่งรถเมล์ไปกินเหล้าบ้านรุ่นพี่  แต่ถ้ารับน้องนอกสถานที่นี่หนักหน่อย เคยเจอทั้งเอาเทียนลน เอาธูปจี้หลังตามสายรถเมล์ สมมติถ้าอยู่สาย 134 ก็เจอ 134 ดอก กระดกเหล้าทีเดียวหมดขวด ดิ่งทราย ดิ่งปูน (กอดคอเป็นหมู่คณะแล้วล้มตัวกระแทกพื้น ใครงอเข่า หรือเอามือยัน ถือว่าผิดกติกา)

ไอ้เจ็บเข้าโรงพยาบาลมีเยอะแยะ ส่วนมากจะฟกช้ำดำเขียว บวม คางแตก ที่เป็นข่าวดังๆคือโดนรุ่นพี่เอาน้ำทะเลใส่แทนยาหยอดตาจนตาบอด รับน้องแบบนี้ครั้งเดียวจบ ผ่านไปได้ก็รักกันชิบหายเลย บางทีโดนเล่นมา รุ่นพี่ไปเอาคืนให้ พวกไม่เอาระบบ หนีกลับบ้านก็มี เขาก็เรียนจนจบนะ แต่จะไม่ค่อยมีพี่น้องมีเพื่อน”

ถามว่าอาจารย์มีส่วนรู้เห็นกับกิจกรรมรับน้องที่จัดขึ้นทุกปีไหม

“ไปนอกสถานที่มันคุมไม่ได้อยู่แล้ว อาจารย์แกก็ไม่ว่างขนาดนั้น  อย่างโรงเรียนผมมีเป็น 20 สาย แม่งจะไปวันไหนกันมั่งก็ไม่รู้”อดีตวัยคะนองบอกเสียงเศร้า

ปฏิรูประบบโซตัส

จริงอยู่ที่ประเพณีรับน้องจัดขึ้นเพื่อต้องการให้รู้จักเพื่อนพ้องน้องพี่ ส่งเสริมความสามัคคีในหมู่คณะ รู้จักการเสียสละ และเรียนรู้เรื่องระบบอาวุโส

“ระบบโซตัสมีมานานแล้ว เพียงแต่มันมาเพิ่มดีกรีความเข้มข้นในระดับวิทยาลัย มีการสร้างเครือข่ายกัน มองแง่ดีทำให้เรามีพวกพ้อง แต่อีกด้านคือทำให้ไม่แข่งขันกันที่ความรู้ความความสามารถ คนไม่มีพวกพ้องจะถูกตัดโอกาสทันที ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อสังคมโดยรวม สุดท้ายสังคมไทยกลายเป็นสังคมแห่งพวกพ้อง มากกว่าแข่งขันกันที่ความรู้ความสามารถ”ชวิศ วรสันต์ เลขาธิการกลุ่มแอนตี้-โซตัส กล่าว

เลขาธิการกลุ่มแอนตี้โซเชียลให้ความเห็นว่าครูบาอจารย์เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยลดปัญหารับน้องโหด

“อาจารย์ส่วนมากมักจะหลับตาข้างเดียว เวลามีปัญหาจึงรู้ข่าวภายหลังและปฏิเสธความรับผิดชอบ ดังนั้นอาจารย์จึงเป็นผู้ควบคุมดูแลกิจกรรมรับน้องอย่างใกล้ชิด ขณะที่ระดับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการก็ควรวางกฎให้ชัดเจนเกี่ยวกับกิจกรรมรับน้องด้วย”

กฎหมายรับน้องที่รุ่นพี่ต้องรู้

หลังจากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นจนตกเป็นข่าวดัง ล่าสุด พ.ต.ท.หญิง อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติและจิตแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ออกมาให้ความรู้เรื่องบทลงโทษทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรับน้อง ดังนี้

มาตรา 291 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท

มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 297 ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี

มาตรา 298 ผู้ใดกระทำความผิดตาม มาตรา 297 ถ้าความผิดนั้น มีลักษณะประการหนึ่งประการใดดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 289 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2-10 ปี

มาตรา 300 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 309 ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 392 ผู้ใดทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัว หรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 310 ผู้ใดหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าการกระทำความผิดตามวรรคแรก เป็นเหตุให้ถูกหน่วงเหนี่ยวถูกกักขัง หรือต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้นถึงแก่ความตายหรือรับอันตราย สาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 290 มาตรา 297 หรือ มาตรา 298

“หากจะดำเนินคดีตามกฎหมายก็ต้องให้นักศึกษาหรือผู้ปกครองเข้าแจ้งความเอาผิดกับรุ่นพี่ที่ลงโทษเกินกว่าเหตุ แต่บางกิจกรรมหากไม่ได้รุนแรงและเป็นข้อตกลงระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง อยู่ในการควบคุมดูแลของมหาวิทยาลัย ก็ถือเป็นบททดสอบในการก้าวเป็นรุ่นพี่ เพื่อทำหน้าที่ดูแลรุ่นน้องในรุ่นต่อไป”

การรับน้องยังมีอีกมากมายหลายร้อยพันวิธีที่สร้างสรรค์ ทั้งยังคงความรักและเคารพซึ่งกันและกันไว้อย่างเต็มเปี่ยม โดยมิต้องพึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถ้อยคำตะคอกข่มขู่ และใช้กำลังทำร้าย

 

Cookool Dreamy Bakery Rugelach กันยายน 11, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2557 เวลา 08:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1tfjDRh

Cookool Dreamy Bakery Rugelach

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์/ภาพ : Cookool Studio

ฉบับนี้คุณผู้อ่านกำลังอยู่ในทีมวางแผนการเปิดเบเกอรี่ในฝันของผู้เขียนในตอนที่ 3 ของ Cookool Dreamy Bakery ด้วยเพราะผู้เขียนมั่นใจว่าตนเองคงไม่ได้เปิดร้านขนมเป็นของตัวเองแน่ๆ ถึงจะชอบทำขนมและอาหาร เเต่เเนวทำกินเอง สนุกเอง

ดังนี้แล้ว “Rugelach” น่าจะเป็นขนมที่น่าสนใจทั้งเรื่องราว หน้าตา และรสชาติที่น่าจะถูกใจคนที่ชอบรับประทานขนมพร้อมชาและกาแฟ

ชื่อ Rugelach เป็นภาษา Yiddish มีต้นกำเนิดมาจากอาหารของชาวยิวที่กระจายเผ่าพันธุ์ไปทั่วยุโรปและอเมริกา ผู้เขียนได้ยินชื่อขนมครั้งเเรกตอนที่เรียนอยู่ที่อเมริกา เคยเล่าให้ฟังแล้วว่าเป็นนักตะลอนกิน ด้วยเพราะสอบใบขับขี่ที่เมืองชิคาโกตกถึง 3 ครั้ง จึงไม่สามารถสอบในตัวเมืองได้อีกแล้ว เลยจำต้องระเห็จไปสอบในเขตอื่นๆ จึงเลือกไปสอบย่านทางเหนือ แถวนั้นมีชุมชนที่มีชาวยิวอาศัยหนาแน่น เห็นมีร้านเบเกอรี่ขนมอบน่าสนใจ ลองเข้าไปดู พบขนมชิ้นขนาดเล็กๆ พอดี 2 คำ หน้าตาคล้ายๆ ครัวซองต์ แต่เนื้อขนมคล้ายคุกกี้มากกว่า สอดไส้แยมเยิ้มๆ ลองซื้อมาชิม แป้งที่ดูคล้ายคุกกี้ แต่กลับคล้ายพายนุ่มๆ ให้อารมณ์เหมือนกับ soft cookies ที่หอมกลิ่นครีมชีสไปด้วยในคำเดียวกัน มันช่างเป็นประสบการณ์การกินที่แปลกประหลาดน่าประทับใจ

เมื่อรู้จัก “รุกเกอหราก” แล้ว คราวนี้ติดใจในความอร่อย ผ่านไปแถวไหนที่มีร้านเบเกอรี่ อย่างย่านที่มีชาวโปเเลนด์อยู่เยอะๆ นอกจาก Pierogi เกี๊ยวโปแลนด์และ Paczki โดนัทโปแลนด์แล้ว ตัวแป้งของ Rugelach มีความแตกต่างกันออกไป มีทั้งแบบกรอบนิดๆ คล้ายพาย นุ่มร่วนคล้ายแป้งทาร์ตหรือคุกกี้เนย ไปจนถึงนุ่มละลายในปาก แล้วแต่สูตรและส่วนผสมของตัวแป้ง

ไขมันที่ใช้ในสูตร Rugelach ขาดไม่ได้ ต้องมีครีมชีสเป็นส่วนผสม ทำให้ได้เนื้อแป้งนุ่มกว่าการใช้เนยหรือไขมันอื่นๆ ที่สำคัญยังได้กลิ่นหอม บางสูตรมีทางลัดอื่นๆ เช่น ตอนสับแป้งใช้เนย แล้วตอนรวมแป้งเป็นก้อนแทนที่จะใช้ไข่แดงอย่างเดียว เอาครีมเปรี้ยวหรือ Sour Cream มาเป็นส่วนผสม อันนี้ก็มีสูตรให้เห็นอยู่

อีกเอกลักษณ์ของ Rugelach คือ เมื่อแผ่แป้งเป็นแผ่นเเล้ว ต้องทาไส้ลงไป ก่อนตัดเป็นชิ้นสามเหลี่ยมหน้าจั่วทรงยาวเเล้วม้วนขึ้นจากฐานมาสู่ปลายสามเหลี่ยม นี่จึงทำให้มีลักษณะคล้ายครัวซองต์อันจิ๋วๆ สำหรับผู้เขียนเคยรับประทานของร้านหนึ่ง ใช้วิธีทาไส้ทั้งแผ่นแป้งม้วนขึ้นมาเป็นแท่งคล้ายแยมโรลก่อนจะตัดเป็นชิ้นพอดีคำ เรียงใส่ถาดอบ แบบนี้ก็สะดวก ทำได้เร็ว และน่ากินไปอีกแบบ

สำหรับไส้นั้น เล่าให้คุณผู้อ่านฟังไปแล้วว่า ถ้าเป็นแบบโบราณๆ เลยเขาใช้ถั่ว ลูกเกด น้ำผึ้งเป็นหลัก สมัยใหม่นี้ใส่เข้าไปเถอะ ชอบอะไรก็ใส่ไปได้ มีทั้งช็อกโกเเลตขาว ช็อกโกเเลตดำ ผู้เขียนติดใจแบบนูเทลล่าโรยถั่ว หรือจำพวกแยมเปิดจากขวดเลย เลือกรสชาติได้ตามชอบ

ขนมชนิดนี้เก็บรักษาคล้ายคุกกี้ เพราะตอนนี้ตำราอาหารทั่วไปจัดให้ Rugelach อยู่ในขนมจำพวกคุกกี้กัน เก็บในภาชนะปิดสนิทที่อุณหภูมิห้องได้สัก 4-5 วันหลังจากนี้ไปตัวใครตัวมัน แต่ถ้าให้ “ชัวร์” เอาเข้าตู้เย็นในภาชนะปิดสนิท เเล้วนำมาอุ่นในเตาอบ 180C สัก 5 นาทีอร่อยได้ อีกทางเลือกหนึ่งคือ ตัดเป็นชิ้นเก็บให้ดี ใส่ในช่องฟรีซ อบเฉพาะตอนจะกินก็ทำให้ได้ขนมใหม่สดทุกครั้ง

Rugelach

สูตรนี้ดัดแปลงมาจากอาจารย์ที่โรงเรียนของผู้เขียน กลับมาบ้านเราต้องเพิ่มเติม ปรับชนิดของแป้งเล็กน้อย จึงอร่อยเท่าต้นตำรับ

เนยจืด 6 ออนซ์

ครีมชีส 6 ออนซ์

น้ำตาลไอซิ่ง 3 ออนซ์

เกลือ 1 ส่วน 2 ช้อนชา

วานิลลา 1 ช้อนชา

ไข่แดง 2 ฟอง

แป้งขนมปัง 8 ออนซ์

ส่วนผสมสำหรับทาเป็นไส้

ทางเลือกที่ 1

แยมส้ม 1.5 ช้อนโต๊ะ

แยมแอปริคอต 1.5 ช้อนโต๊ะ

เฮเซลนัทอบกรอบ ป่นหยาบ 5-6 ช้อนโต๊ะ

ทางเลือกที่ 2

นูเทลล่า ครึ่งถ้วย

เฮเซลนัทอบกรอบ ป่นหยาบ 7-8 ช้อนโต๊ะ

- ร่อนแป้งกับเกลือให้เข้ากัน พักไว้

- ตีครีมชีสและเนยให้พอเข้ากัน ใส่ไอซิ่งลงไป ผสมพอให้ไอซิ่งไม่เป็นฝุ่นๆ

- เติมไข่แดงเเละวานิลลาลงไป ผสมให้เข้ากัน พยายามอย่าตีครีมชีสและเนยให้ขึ้นฟู

- ใส่แป้งขนมปังลงไป เปิดเครื่องให้ส่วนผสมเข้ากัน

- ตักส่วนผสมลงบนแผ่นฟิล์มพลาสติกที่ห่อไว้ โดยเเบ่งเป็น 2 ก้อน ห่อโดยพยายามแผ่ให้ก้อนเเป้งหนาสัก 1 นิ้วเพื่อให้ง่ายต่อการนวด พักแป้งไว้ในตู้เย็นอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

- นำแป้งออกมาคลึงให้หนาประมาณ 3 มิลลิเมตร พยายามคลึงให้มีสัดส่วนคล้ายสี่เหลี่ยมผืนผ้า หากแป้งมีลักษณะเหลวให้นำกลับไปแช่เย็นเพื่อให้คงตัวขึ้นก่อนนำมาคลึงได้ทุกเมื่อ โดยผู้เขียนขอแชร์เคล็ดลับในการคลึงแป้งง่ายๆ คือคลึงแป้งบนกระดาษไขขนาดใหญ่สัก 40×30 ซม จะทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นในการเคลื่อนย้ายหรือม้วนแป้ง

- ทาแยมหรือนูเทลล่าลงไป โรยด้วยถั่วเฮเซลให้ทั่ว ก่อนม้วนแป้งขึ้นมาลักษณะเดียวกับแยมโรย ห่อด้วยกระดาษไขแผ่นเดิม นำแท่งขนมทรงกระบอกนี้เข้าตู้เย็นอีกครั้งประมาณ 30 นาที

- อุ่นเตาอบให้ร้อนที่ 190C เตรียมถาดอบรองกระดาษไขแผ่นใหม่

- ใช้มีดตัดขนมให้มีความหนาประมาณ 1 นิ้ว เรียงใส่ถาดไว้ ถ้าขนมเริ่มนิ่มไป นำเข้าตู้เย็นให้คงรูปร่างมากขึ้น ก่อนใส่เตาอบจนสุกเหลือง

- นำมาพักบนตะแกรงให้คลายความร้อนลง ก่อนแซะมาพักให้เย็นสนิทบนตะแกรง