ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

บอร์ดกสท.เมินหารือช่อง3เพิ่มเติม พฤศจิกายน 21, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2557 เวลา 15:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/Khdxb0

บอร์ดกสท.เมินหารือช่อง3เพิ่มเติม

บอร์ดกสท. เมินหารือช่อง 3 เพิ่มเติม โยนสำนักงานกสทช. เจรจาบีอีซี มัลติมีเดีย เรื่องออกอากาศคู่ขนาน

นายสมบัติ ลีลาพตะ รักษาการรองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแฟ่งชาติ (กสทช.) สายงานกระจายเสียงและโทรทัศน์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจหารโทรทัศน์ (กสท.) มีมติวันที่ 6 ต.ค. ว่าบอร์ดกสท. จะไม่หารือกับ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ หรือ ช่อง 3 ละบริษัท บีอีซี มัลติมีเดีย เจ้าของช่อง 3 ดิจิทัล เรื่องการออกกากาศคู่ขนานอีก

ทั้งนี้ เนื่องจากบอร์ดได้มีมติชัดเจนแล้วว่า ช่อง 33 เอชดี ดิจิทัล สามารถซื้อรายการของช่อง 3 อะนาล็อกมาออกอากาศได้ และให้ช่อง 33 เอชดีส่งผังรายการมาให้กสท. พิจารณา และจะมอบหน้าที่การเจรจาให้สำนักงานกสทช. เป็นผู้ดำเนินการเจรจาทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม มติบอร์ดดังกล่าวเกิดขึ้น หลังจากทางช่อง 3 อะนาล็อกได้ยื่นหนังสือต่อ พ.อ. นที ศุกลรัตน์ ประธานกสท. เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ที่ผ่านมา เพื่อขอหารือกับบอร์ดกสท. ถึงแนวทางการออกาอากาศคู่ขนานเพิ่มเติม ก่อนจะจอดำบนโครงข่ายดาวเทียมและเคเบิลวันที่ 11 ต.ค. เวลา 16.30 น. ตามคำสั่งของครองศาลปกครอง ซึ่งในเรื่องนี้บอร์ดกสท. ได้เตรียมการประชุมฉุกเฉินไว้วันที่ 10 ต.ค. แล้ว

นอกจากนี้ บอร์ดได้มีมติให้กรรมการ 3  คน คือ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ และ นายธวัชชัย จิตรภาษนันท์  ชี้แจงต่อศาลปกครองกลางในวันที่ 9 ต.ค. ซึ่งศาลได้นัดไต่สวนคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา กรณีที่ หจก. มหาสารคาม เคเบิลทีวีเน็ทเวิร์ค ยื่นฟ้องกสท.ที่มีมติวันที่ 8 ก.ย. ให้โครงข่ายเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมถอดผังรายการช่อง 3 อะนาล็อกออกจากโครงข่าย โดยคดีนี้ กสท. เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1 และ กรรมการ 3 คน เป็น ผู้ถูกฟ้องที่ 2, 3 และ 4

 

ตลาดแวร์เอเบิลมาแรง!เจาะคนไอทีรักสุขภาพ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2557 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1rZhUBQ

ตลาดแวร์เอเบิลมาแรง!เจาะคนไอทีรักสุขภาพ

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2557 นี้ นอกจากสินค้า ไอทีเริ่มมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้นแล้ว สินค้าประเภทอุปกรณ์เสริม อุปกรณ์ตกแต่ง หรือแม้แต่อุปกรณ์เชื่อมต่อ ก็ขายดีไม่แพ้กัน ซึ่งประเภทของ สินค้าที่มีแนวโน้มว่าจะมาแรงของปีนี้คงหนีไม่พ้นสินค้าแวร์เอเบิล (Wearable)

สินค้าแวร์เอเบิล หรืออุปกรณ์เชื่อมต่อเพื่อสุขภาพ ถือว่าเป็นอีกกลุ่มสินค้าที่อยู่นอกสายตามาตลอด แต่จากเทรนด์การออกกำลังกายที่มีเพิ่มขึ้น อีกทั้ง การเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟนก็เริ่มมีมากขึ้น ทำให้ใช้งานง่าย พกพาสะดวก เพราะตัวสินค้าประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะมาในลักษณะของนาฬิกาที่เรียกว่า สมาร์ทวอตช์

กระแสยิ่งถูกโหมให้แรงมากขึ้น หลักจากที่ค่ายสมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่อย่างแอปเปิ้ล เปิดตัวสมาร์ท วอตช์อย่างเป็นทางการที่มีแบบ สี และดีไซน์มากมาย ออกมาลงแข่งในตลาด ทำให้เจ้าใหญ่เกือบทุกราย ที่เปิดตัวสมาร์ทโฟนต้องเปิดขายสมาร์ทวอตช์พวกนี้ ไปด้วย ไม่ว่าจะแบรนด์ซัมซุง โซนี่ เอเซอร์ จนถึงแบรนด์จีนอย่างไอมี่

โดยภาพรวมแล้วสินค้ากลุ่มนี้จะมีราคาขายเริ่มต้นที่ 2,000-1 หมื่นบาท จากแบรนด์ชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น จอว์โบน มายโครนอซ เวลโลกราฟ และฟิตบิท ที่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่นอกจากจะเป็นคนรักสุขภาพแล้ว ยังเป็นคนไอทีที่อยากมีไว้ใช้งาน เพราะสามารถใช้งานแอพ ฟังเพลง รับสาย ถ่ายรูป ได้ด้วย

อภิวัฒน์

อภิวัฒน์ พิทักษ์ศิลป์ ทีมวิศวกรผู้ออกแบบ บริษัท เวลโลกราฟ ซึ่งเป็นแบรนด์ไทยรายเดียวในตลาดแวร์เอเบิล กล่าวว่า ใช้เวลาในการพัฒนาและคิดค้นมานาน กว่า 3 ปี ถือว่าเป็นช่วงที่สมาร์ทโฟนกำลังบูมสุดๆ บริษัทจึงมองในขั้นต่อไปว่าจะเป็นสินค้าประเภทใดที่ต่อเนื่องจากตลาดประเภทสมาร์ทโฟน

“ทีมงานคิดและทำเป็นคนไทย แต่เราเริ่มต้นทำตลาดด้วยการเปิดตัวที่ต่างประเทศ และให้นักวิจารณ์ลองใช้งานและเขียนข่าวออกมา ซึ่งผลตอบรับที่เราได้ คือ ยอดสั่งจองแบบ พรีออร์เดอร์เยอะมาก และไม่ได้โตแค่ในตลาดอเมริกา เรียกได้ว่าแบรนด์ของเรารู้จักเกือบ ทุกประเทศ”อภิวัฒน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ของนักพัฒนาคือเรื่องของการผลิต ทำให้บริษัท มีทั้งต้นทุนในการผลิตตัวเรือนและซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้นมาเองทั้งหมด แต่ยอมรับว่าโชคดีที่มีเงินทุนในระดับที่สามารถบริหารจัดการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ จนถึงปัจจุบันทำยอดขายไปแล้วกว่า 3 หมื่นเครื่อง และคาดว่าสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 5 หมื่นเครื่อง

ขณะที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่างซัมซุง ที่ก่อนหน้านี้ออกสมาร์ทวอตช์ รุ่น เกียร์ฟิตและเกียร์ทู มาวางขาย แต่ต้องใช้งานคู่กับสมาร์ทโฟนในระดับโน้ต 3 ขึ้น การเปิดตัวสมาร์ทวอตช์รุ่นใหม่ที่ชื่อว่า เกียร์ เอส สามารถใส่ซิมและใช้งานประหนึ่งเป็นสมาร์ทโฟนได้ทันที

ด้านเอเซอร์ ก็มีการเปิดให้พรีออร์เดอร์ ลิควิด ลีฟ สำหรับผู้ที่สั่งจองหรือซื้อเครื่องในราคาไม่ถึง 2,000 บาท ด้านโซนี่ ก็เปิดตัว โซนี่สมาร์ทวอตช์ รุ่นที่ 3 หลายสีหลายรุ่นเพื่อให้ใช้งานควบคู่กับโซนี่ เอ็กซ์พีเรีย แซด 3 ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ค่ายยักษ์ใหญ่หลายค่ายต่างยอมรับว่าตลาดในไทยเริ่มมีแนวโน้มในสินค้าประเภทสมาร์ทวอตช์เพิ่มมากขึ้น แต่ยังไม่มากพอที่จะนำมาเป็นตัวชูโรง จึงเป็นได้แค่ขายคู่กับไปกับสินค้าหรือทำออกมาเพื่อรองรับลูกค้าบางกลุ่มเท่านั้น ซึ่งหลังจากนี้จะมีการให้ความรู้กับสินค้าประเภทแวร์เอเบิลให้มากขึ้น

ปัจจุบัน ตลาดสินค้าอุปกรณ์เสริมมีมูลค่าอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเคสมือถือกับฟิล์มติดหน้าจอมือถือเท่าๆ กัน ซึ่งสินค้ากลุ่มแวร์เอเบิลนี้ถือว่าเป็นสินค้าในกลุ่มอุปกรณ์เสริม แต่จะเห็นปริมาณตลาด ที่ชัดเจน และการเติบโตในอนาคต คงต้องรอแอปเปิ้ลวางขายสินค้าอย่างเป็นทางการ ผู้ที่สนใจคงต้องอดใจรอถึงต้นปีหน้า เพราะตอนนี้แอปเปิ้ลเองก็เร่งผลิตสินค้าอย่างเต็มสูบให้ทันกับลูกค้าที่เริ่ม ทวงถามกันบ้างแล้ว

 

บ้านศูนย์กลาง ความอบอุ่น ของ วุฒิชัย เผอิญโชค

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2557 เวลา 13:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/14thLOJ

บ้านศูนย์กลาง ความอบอุ่น ของ วุฒิชัย เผอิญโชค

ถือเป็นเรื่องโชคดีถ้าใครก็ตามได้มีบ้านใกล้กับที่ทำงาน เพราะจะได้ประหยัดเวลาในการเดินทาง ไม่ต้องหยุดหงิดอารมณ์เสียกับการจราจรที่ติดสาหัส และยิ่งโชคดีมากขึ้นหากเราได้อยู่บ้านที่อยู่ท่ามกลางพ่อแม่ ญาติพี่น้อง อันแสนอบอุ่น ที่สำคัญกว่านั้น บ้านเขายังมีคอมมูนิตี้มอลล์เป็นของตนเอง เพราะมีรั้วติดกันชนิดแค่เดินออกมาหน้าบ้านก็มีสตาร์บัคส์หรือวิลล่าเป็นของตัวเอง เรียกว่ามีบ้านที่พร้อมทุกสรรพสิ่ง เช่น เขาคนนี้วุฒิชัย เผอิญโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท สินธรณี พร็อพเพอร์ตี้ เจ้าของโครงการคอมมูนิตี้มอลล์  วิคตอเรีย การ์เด้นส์ ย่านบางแค

วุฒิชัย เล่าว่า บ้านหลังนี้อยู่บนเนื้อที่ 7 ไร่ เป็นบ้านที่สร้างเมื่อ 10 กว่าปีมาแล้ว เป็นบ้านสไตล์ยุโรป แต่การตกแต่งเป็นการผสมผสานมีความเป็นเอเชียอยู่บ้างเล็กๆ เป็นบ้านหลังที่ 2 ของเขา เพราะตอนเด็กโตมากับบ้านอีกหลังหนึ่ง แต่เมื่อคุณพ่อคุณแม่ขยายกิจการอะไหล่รถยนต์ (กลุ่มไทยรุ่งยูเนียนคาร์) มาตั้งสำนักงานและโรงงานในย่านนี้ ก็เลยย้ายบ้านมาให้ใกล้กับที่ทำงาน และเตรียมเนื้อที่เผื่อไว้ให้ลูกๆ เลย ลูกคนใดที่แต่งงานก็ให้ปลูกบ้านอยู่ในบริเวณเดียวกัน เพราะไม่อยากให้ลูกแยกบ้านไปอยู่ไกลๆ ส่วนตัวเขาเองนั้นเป็นลูกชายคนเล็กยังไม่ออกเรือน คุณแม่จึงขอให้อยู่บ้านหลังใหญ่ด้วยกันไปก่อน

 

การตกแต่งโดยภาพรวมก็จะเป็นสไตล์ยุโรป เนื่องจากคุณแม่เป็นผู้ดูแลการตกแต่ง เนื่องจากตอนนั้นลูกๆกำลังโตและไปเรียนต่อต่างประเทศกันหมด ดังนั้นบ้านจึงถูกตกแต่งมาในสไตล์หวานๆ แบบผู้หญิงๆ ยกเว้นห้องนอนของเขาที่ลดความหวานลงไปเยอะตามรสนิยมของเขาเอง

ส่วนหนึ่งของเหตุผลที่บ้านหลังนี้ตกแต่งหรูหรามากเกินธรรมดานั้น เนื่องจากคุณพ่อคุณแม่ของเขา ต้องการปลูกบ้านครั้งเดียวแล้วทำให้ดีไปเลย ที่สำคัญเพื่อเอาไว้รับแขกไปด้วยพร้อมกันทีเดียว “เราทำธุรกิจติดต่อกับคนเยอะ ทั้งคนไทยและต่างประเทศ บ้านก็อยู่แถบนอกเมือง จะเข้าไปโรงแรมใหญ่ๆ ในเมืองก็เสียเวลาเดินทาง เลยทำบ้านให้สามารถรับแขกได้ เผื่อว่าแขกไปใครมาบ้านเรารับรองได้ไม่อายใคร คุณแม่คิดแบบเบ็ดเสร็จระยะยาว (หัวเราะ)” เขาเล่าให้ฟัง

 

เขาเล่าว่า บนพื้นที่ 7 ไร่นั้น มีบ้านหลังใหญ่ที่เขาอยู่กับคุณพ่อคุณแม่  บ้านด้านซ้ายมือและขวามือเป็นของพี่สาวและพี่ชาย หลังใหญ่นี้เป็นบ้านหลังคาสูง มี 2 ชั้น ชั้นบน 4 ห้องนอน ของคุณแม่ 1 ห้อง เขา 1 ห้อง และห้องนอนแขก 2 ห้อง มีห้องพระ 1 ห้อง ส่วนชั้นล่างมีห้องนอนใหญ่ 1 ห้อง ห้องนอนเล็ก 1 ห้องนอน ที่เหลือเป็นห้องรับแขกใหญ่ 1 ห้อง ห้องรับแขกเล็ก 1 ห้อง ห้องนั่งเล่น ห้องกินข้าวใหญ่ 20 ที่นั่ง ห้องกินข้าวเล็กสำหรับ 6 ที่นั่ง มีห้องกินข้าวแบบญี่ปุ่น ห้องดูทีวี มีโรงจอดรถ 2 โรง ที่เหลือคือสวนหน้าบ้านกับสระว่ายน้ำ

“ช่วงนี้ผมทำงานหนัก ใช้อยู่ 2 ที่ คือห้องนอนกับห้องกินข้าว ออกไปแต่เช้า กลับบ้านก็ดึก เดินไปตรวจช็อปปิ้งมอลล์หน้าบ้าน ได้เดินเยอะขึ้น รถติดๆ ก็ขับรถกอล์ฟไปสำนักงานใกล้ๆ ขับรถไปยังติด โชคดีที่บ้านกับที่ทำงานอยู่ในโซนเดียวกัน ถ้าช่วงไหนพอมีเวลาว่างจึงได้ว่ายน้ำออกกำลังกายบ้าง ผมชอบน้ำชอบทะเล” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

 

วุฒิชัย บอกถึงความหมายของคำว่าบ้าน ว่าใหญ่เล็ก จะสวยหรือไม่ ไม่สำคัญ ที่สำคัญก็คือ อยู่สบายกับครอบครัว พร้อมหน้าพ่อแม่ ญาติพี่น้อง มีความสะดวกสบายอบอุ่นใจ เป็นที่พักผ่อนที่เราสามารถเป็นตัวเองได้อย่างแท้จริง อยู่บ้านแล้วไม่ต้องเป็นกังวลอยากจะทำอะไรก็ได้

 

บ้านแสนสุขของ น.ต.ณยศ เสาว์ทองหยุ่น

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤศจิกายน 2557 เวลา 13:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/7nYDNq

บ้านแสนสุขของ น.ต.ณยศ เสาว์ทองหยุ่น

โดย…ชนิดาภา

เพิ่งได้เลื่อนยศเป็น น.ต.ณยศ เสาว์ทองหยุ่น ไปหมาดๆ สำหรับทหารอากาศหน้าหล่อหุ่นล่ำซึ่งประจำการอยู่ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ แล้วตอนนี้ ณยศ หรือตูน ยังเป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่กำลังจะมีผลงานละครออกมาให้ได้ชมกันเร็วๆ นี้ทางจอแก้วอีกด้วย แม้งานจะรัดตัวขนาดไหน แต่ตูนก็ยังหาเวลามาเปิดบ้านให้เราไปเยี่ยมเยียนจนได้

จากชีวิตของลูกทหารที่ไม่เคยอยู่กับที่ การย้ายตามพ่อไปประจำการอยู่ตามจังหวัดต่างๆ จึงดูจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้ามีบ้านสักหลังหนึ่งไว้พักผ่อนห่างไกลจากสังคมคนเมืองและตอบโจทย์ชีวิตทำงานได้ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดีทีเดียว

“ชีวิตผมจะไม่ค่อยได้อยู่กับที่ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ด้วยความที่คุณพ่อเป็นทหาร ผมก็จะย้ายตามพ่อไปนู่นไปนี่เรื่อยๆ  ไปอยู่ราชบุรี บ้านโป่ง โคราช กรุงเทพฯ จากนั้นก็อยู่โรงเรียนประจำ แล้วก็ย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่ พอเรียนจบก็กลับมาอยู่กรุงเทพฯ คุณพ่อก็เลยซื้อบ้านหลังนี้เอาไว้เพื่อให้ลูกๆ ได้อยู่รวมกัน”

ตูนบอกว่า ด้วยความที่เขาเป็นลูกคนสุดท้องจึงมีนิสัยติดบ้าน อีกอย่างที่ทำงานยังอยู่แถวดอนเมืองด้วย เพราะเมื่อ 10 ปีก่อนการเดินทางระหว่างดอนเมืองกับรังสิตคลอง 5 ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านหลังนี้ สามารถไปมาได้สะดวกมาก รถยังไม่ติดขนาดนี้ ประกอบกับยุคนั้นเป็นยุคที่ฟองสบู่แตก จึงซื้อบ้านหลังนี้ได้ในราคาไม่กี่ล้านบาท ซึ่งมีเนื้อที่ถึง 200 ตร.ว. เชียวล่ะ

“ผมว่าการจัดเลย์เอาต์ของบ้านโครงการนี้ดีนะครับ คือเขาจะทิ้งสเปซของสนามหญ้าไว้ แล้วเมื่อก่อนผมเลี้ยงหมาเยอะ มีอยู่ 10 ตัวได้ ก็เลยมีสนามหญ้าให้หมาวิ่ง ผมจะเลี้ยงโกลเด้นฯ เยอะหน่อย แล้วก็มีพุดเดิ้ลตัวเล็กๆ อยู่ในบ้านด้วย อีกอย่างคือตรงนี้เวลาเราจะเข้าเมืองมันง่ายตรงที่ไม่ต้องวิ่งไปถึงวิภาวดีฯ เพราะมีถนนวงแหวนรอบนอกให้ตัดออกไปตรงเส้นทางด่วนรามอินทราฯ ได้เลย ผมจึงใช้ถนนเส้นนี้เป็นถนนสายหลักเลยครับ”

พอเห็นบ้านหลังนี้ครั้งแรกก็รู้สึกได้ถึงความร่มรื่นจากบริเวณสนามหญ้าหน้าบ้านและต้นไม้ใหญ่ที่แตกกิ่งก้านแข็งแรงปกคลุมพื้นที่ไปทั่ว ตัวบ้านสีขาวที่พอเข้าไปแล้วรู้สึกแตกต่างจากภายนอก “บ้านหลังนี้ถูกสร้างขึ้นมาในสไตล์ที่ค่อนข้างจะโมเดิร์นนะ ภายนอกบ้านดูเหมือนจะใหญ่ แต่พอเข้าไปในตัวบ้านจะมีการซอยฟังก์ชั่นอย่างเป็นสัดส่วน แบ่งเป็นห้องรับแขก ห้องกินข้าว ห้องครัว ห้องน้ำ ส่วนข้างบนก็จะมี 3 ห้องนอน โทนสีที่ใช้ในการตกแต่งบ้านคือสีขาว เทา ดำ เน้นความเรียบง่าย แต่ยังคงไว้ซึ่งความโมเดิร์น โดยเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นเหล็กผสมไม้ และกระจกเข้ามามิกซ์แอนด์แมตช์ให้กลมกลืนในสไตล์โฮมออฟฟิศ ซึ่งผมชอบมากๆ ส่วนสีของเฟอร์นิเจอร์ก็เน้นโทนสีขาว เทา ดำ ซะเป็นส่วนใหญ่ มีสีแดงมาตัดบ้างนิดหน่อย”

ตูนบอกว่า บ้านหลังนี้เขาอยู่มา 10 ปีแล้ว แต่ระยะหลังนี้ด้วยหน้าที่ของงานประจำและงานในวงการบันเทิงที่เพิ่มเข้ามา ทำให้เขาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเป็นส่วนใหญ่ เขาและพี่ๆ เลยไปซื้อบ้านอีกหลังไว้แถวสุขุมวิท แต่ก็ยังไปๆ มาๆ ที่บ้านหลังนี้อยู่ไม่ขาด เพราะเมื่อได้กลับมาที่นี่แล้วจะรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นการพักผ่อนไปในตัว

“มุมโปรดในบ้านนี้มีอยู่ 2 มุมครับ มุมแรกคือในห้องนอนส่วนตัว มุมที่สองคือมุมตรงโซฟาข้างล่างนี่แหละ บางทีก็นอนดูทีวี วันไหนไม่มีงานผมก็จะอยู่ที่นี่ทั้งวัน ไม่ไปไหนเลย เพราะที่นี่มันจะเงียบสงบมาก รู้สึกสบาย ซึ่งคนที่เคยชินกับการอยู่แต่ในเมืองอาจจะอยู่แล้วรู้สึกว่าเหงา แต่สำหรับผมแล้วกลับรู้สึกว่าได้พักผ่อนเต็มที่ดีครับ”

ไม่ว่าบ้านจะเล็กหรือใหญ่ แต่สำหรับนายทหารหนุ่มคนนี้ บ้านคือที่สุดท้ายที่เมื่อตัวเขาหรือครอบครัวกลับมาแล้วต้องมีความสุข “บ้านแสนสุขสำหรับผม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นบ้านเล็กหรือบ้านใหญ่ ราคาแพงหรือว่าต้องมีสไตล์ เพราะผมคิดว่าต่อให้มีบ้านราคาร้อยล้านพันล้าน มีการตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่หรูหราสักแค่ไหน แต่ถ้าคนในบ้านอยู่ด้วยกันแบบไม่มีความสุข บ้านหลังนั้นก็ไม่อาจเรียกว่าบ้านแสนสุขได้เลย”

“ผมเชื่อมั่นว่าสถาบันครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ ขอให้ครอบครัวของผมอยู่ด้วยกันแล้วมีความสุขก็พอ ถึงแม้บ้านจะเล็ก หรือจะอยู่เป็นคอนโดรวมกันผมก็แฮปปี้นะ เพราะผมถือว่าบ้านมันควรจะเป็นที่สุดท้ายที่เราจะมาพักพิงทั้งกายและใจ เพราะเมื่อเราออกไปข้างนอกเราก็เจอปัญหาต่างๆ เยอะแยะมากมาย ทั้งเรื่องการงาน เรื่องคน เรื่องสังคม ที่อาจจะถูกใจเราบ้าง ไม่ถูกใจเราบ้าง แต่เมื่อเรากลับมาบ้าน แล้วเราต้องสบายใจ หากเรากลับมาบ้านแล้วเราทุกข์ซ้ำอีก แล้วเราจะหนีไปไหนได้อีกล่ะ จริงมั้ยครับ”

 

 

 

 

 

 

 

‘โฮม สวีท โฮม’ สไตล์รีสอร์ท ของ กรรณาภรณ์ เอี่ยมวิบูลย์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2557 เวลา 11:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/S9ilUM

‘โฮม สวีท โฮม’ สไตล์รีสอร์ท ของ กรรณาภรณ์ เอี่ยมวิบูลย์

สาวสวย 1 ใน 5 สมาชิกวงจีเทวนตี้ ค่ายโมโน มิวสิค  กิ๊ฟท์-กรรณาภรณ์ เอี่ยมวิบูลย์ ที่พกความหวานมาเต็มกระเป๋า บอกเล่าถึงเรื่องราว “บ้าน” โฮม สวีท โฮม หลังอบอุ่นสไตล์รีสอร์ทที่ปลูกสร้างบนพื้นที่ 100 ตารางวา ที่เธออยู่มาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ม.5 ก่อนจะไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา กลับมาอยู่บ้านทีไรก็เหมือนเป็นการชาร์จพลังทำให้มีแรงร้องเพลงและเต้นได้อย่างสบาย ซึ่งสไตล์การตกแต่งและก่อสร้างทั้งหมดคุณพ่อและคุณแม่เป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด

“คุณพ่ออยากได้บ้านแนวรีสอร์ท ใกล้ชิดธรรมชาติ เรื่องโครงสร้างบ้านคุณพ่อดูแล แต่ด้านการตกแต่งภายในเป็นหน้าที่คุณแม่ค่ะ”

บ้านอบอุ่นสูง 3 ชั้น ชั้นที่ 3 มีห้องใต้หลังคาที่บันไดสามารถพับเก็บได้ มีห้องใต้หลังคาเอาไว้นอนดูดาว เพราะมีประตูเล็กๆ ออกไปยืนที่ระเบียงดูดาวได้

 

6 ปีแล้วที่กิ๊ฟท์อยู่บ้านหลังนี้ แม้ไม่นานนัก แต่เธอก็รู้สึกผูกพันกับบ้าน เพราะด้วยแรงกายแรงใจที่คุณพ่อคุณแม่ทุ่มเท อีกทั้งบ้านหลังนี้อยู่แล้วสบายใจ อยู่แล้วเหมือนได้พักผ่อนจริงๆ

“ตามเจตนารมณ์คุณพ่อคืออยากให้บ้านเราเป็นแนวรีสอร์ท ข้างนอกบ้านตรงห้องรับประทานอาหารสามารถเปิดไปชมบ่อปลาคาร์ปหลังบ้านได้ พ่อทำเป็น 2 บ่อใหญ่ๆ เชื่อมกัน ปลาสามารถว่ายถึงกันได้รอบบ้าน สวนหลังบ้านก็ปลูกต้นไม้ฝีมือคุณแม่ มีต้นมะเฟือง ลีลาวดี ต้นปีบหอมมาก โดยเฉพาะต้นปีบคุณแม่ปลูกรอบบ้านเลย”

 

ตัวบ้านกินพื้นที่ราว 100 ตารางวา มีพื้นที่ใช้สอยราว 300 ตารางเมตร มีการแบ่งฟังก์ชั่นของบ้านเป็นอย่างดี เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยมีห้องเก็บของซ่อนอยู่หน้าบ้าน ไว้เก็บของทำสวนและรองเท้าเพื่อไม่ให้ดูรกสายตา เดินเข้ามาภายในตัวบ้าน ด้านซ้ายมือตกแต่งเป็นห้องนั่งเล่น ด้านขวาเป็นโถงบันไดขึ้นไปชั้นสองที่แบ่งเป็น 4 ห้องนอน และชั้น 3 เป็นห้องใต้หลังคาไว้วางหิ้งพระและระเบียงดูดาว เดินเข้ามาภายในตัวบ้านพบกับห้องรับประทานอาหารและห้องครัว

สิ่งที่โดดเด่นเหมาะสมกับคำว่า โฮม สวีท โฮม ก็คือ ของประดับตกแต่งบ้านกุ๊กกิ๊กดูน่ารัก โดยเฉพาะกระจกตรงบันไดเป็นกระจกโมเสกสีหวาน ซึ่งคุณแม่ก็เป็นคนเลือกและคิดออกแบบอีกเช่นกัน ทำให้เวลากลางวันแสงแดดส่องผ่านกระจกสีสะท้อนออกมาสวยงามมากๆ ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้กับบ้าน ด้วยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เล่านี้บ่งบอกว่า เจ้าของบ้านพิถีพิถันทุกตารางฟุตในการตกแต่งบ้านจริงๆ  โดยเฉพาะมุมตรงโถงบันไดที่ประดับตกแต่งด้วยตะเกียงโบราณของรักของคุณพ่อ และตุ๊กตาน่ารักๆ ของคุณแม่ ที่มากไปกว่านั้นคือ คุณแม่ของสาวกิ๊ฟท์นิยมจัดบ้านใหม่ทุกๆ 2 ปี เพื่อทำให้บ้านดูเปลี่ยนไปหลากอารมณ์อยู่แล้วไม่น่าเบื่อ

 

“ห้องนั่งเล่นคุณแม่เลือกเฟอร์นิเจอร์ตัวใหญ่นั่งสบายเอาไว้นั่งดูหนัง มีพรมนุ่มเท้าโทนสีน้ำตาลดำ ที่บ้านเราอ่านหนังสือเยอะจึงมีชั้นวางหนังสือของคุณพ่อและน้องที่เป็นนักกฎหมายด้วยกันทั้งคู่”

สำหรับมุมโปรดของทุกคนในบ้าน อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นคือ ห้องกินข้าวที่มีมุมเก็บไวน์ เป็นมุมเรียบๆ ที่คุณพ่อโปรดมานั่งเล่นดูบ่อปลาตรงนี้

 

ลองไปแย้มดูห้องนอนสาวหวาน ตกแต่งโทนสีขาว ดำและม่วง ซึ่งเป็นโทนสีโปรดที่เข้ากันได้ดี

“ห้องนอนกิ๊ฟท์ตกแต่งหวานมากๆ มีมุ้งเจ้าหญิง มีชั้นวางของวางกระจก เรียกว่าห้องกิ๊ฟท์ตกแต่งเรียบง่ายมากๆ ดูหวานๆ มีพรมฟูๆ เหมาะกับสาวหวาน ขนาดเล็กกะทัดรัด ห้องกิ๊ฟท์มีระเบียงให้ออกไปยืนรับลมได้ด้วย”

 

‘รับผิดชอบต่องาน’ คติประจำใจ กุลนิดา อนาโลม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2557 เวลา 13:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/14tm24M

‘รับผิดชอบต่องาน’ คติประจำใจ กุลนิดา อนาโลม

นักศึกษาสาวน้อยวัย 19 ปี หน้าหวานกิริยาเรียบร้อยสไตล์สาวไทยแท้ ฮาย-กุลนิดา อนาโลม เจ้าของส่วนสูง 165 เซนติเมตร กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะนิเทศศาสตร์ เอกวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เธอเลือกทำงานถ่ายแบบอยู่เบื้องหน้ามาตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น ปัจจุบันเธอสังกัดอยู่โมโน สตาร์ แคมปัส จึงมีงานถ่ายแบบและเป็นพิธีกรรายการในเครือโมโน ด้วยคุ้นกับงานถ่ายแบบพอเรียนต่อปริญญาตรีเธอจึงเลือกเรียนเกี่ยวกับการทำงานเบื้องหลัง ที่ในอนาคตแม้ไม่ได้ทำงานเบื้องหน้า ก็สามารถผันตัวเองไปทำงานเบื้องหลังได้ เนื่องจากงานเบื้องหน้าเป็นอาชีพที่ไม่ค่อยมั่นคง ล่าสุดเธอกำลังมีงานแสดงละครเรื่องน้ำใสใจจริง มีคิวออนแอร์กับค่ายต้นสังกัดอีกเช่นกัน

“ตอนนี้มีงานละครเรื่องน้ำใสใจจริงรับบทใกล้ตัวคือนักศึกษาชื่อกิ๊ก มีคาแรกเตอร์ที่ใกล้เคียงกับตัวเอง แต่ต้องสวมบทบาทเป็นเด็กช่างประจบอาจารย์และคิดว่าตัวเองเก่ง ตอนนี้กำลังเรียนด้านแอ็กติ้งอย่างจริงจัง เพราะบทนี้เป็นบทที่แปลก อยากลองเล่นดู เพราะเวลาแสดงหน้าตาต้องดูฉลาดเฉลียว ซึ่งแตกต่างจากตัวจริงที่เป็นคนสบายๆ ค่ะ”

กุลนิดาได้ลองทั้งงานแสดงละครและงานพิธีกร การทำงานตั้งแต่ชั้นมัธยม 3 ฝึกให้เธอเป็นเด็กมีความรับผิดชอบ อีกทั้งช่วยแบ่งเบาภาระคุณพ่อคุณแม่เรื่องค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย  ซึ่งเธอก็ชอบทั้งสองอย่าง เพราะเป็นความฝันอยากเข้าวงการบันเทิงตั้งแต่เด็กๆ เพราะนอกจากได้โอกาสที่ดีแล้ว เธอยังได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองให้เก่งรอบด้านมากขึ้น และพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อสานฝันอยากมีธุรกิจเสื้อผ้าเป็นของตัวเอง

เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยทำให้ตารางทั้ง 7 วันค่อนข้างเต็ม แต่การเรียนก็ไม่ตกเพราะได้เกรดเฉลี่ยประมาณ 3.3 มาครอง ทั้งนี้เคล็ดลับเรียนดีของเธอก็คือ รู้จักแบ่งเวลาให้ลงตัวท้ั้งการเรียนและการทำงาน

“ฮายเรียนหนัก 5 วัน วันจันทร์ถึงเสาร์ แต่พฤหัสจะว่างก็จะไปฟิตติ้งละครและไปติวและทำรายงานกับเพื่อนๆ ที่มหาวิทยาลัยบ้าง แต่โชคดีที่่สาขาวิทยุโทรทัศน์เรียนไม่ยากมาก เน้นทำรายงาน แต่เกรดเฉลี่ย 3.3 ถือเป็นเกรดที่ปกติสำหรับเด็กที่เข้าเรียนทุกคาบและทำรายงานส่งก็ได้เกรดประมาณเท่านี้ เวลาสอบก็ต้องเตรียมตัวอ่านหนังสือบ้าง เทอมนี้อาจารย์เช็กชื่อตั้งแต่ต้นชั่วโมง ก็อย่าเข้าเรียนสาย คือเราต้องมีความรับผิดชอบ ต้องเคร่งกับการเรียนมากๆ ตารางชีวิตของฮายค่อนข้างเป๊ะๆ พยายามเข้าเรียนทุกครั้ง จริงที่ความรู้มีอยู่ในชีต แต่การเข้าฟังอาจารย์ทุกคลาสจะช่วยให้เข้าใจได้มากกว่า เรียนให้เข้าใจในห้องไปเลย เร็วกว่าไปอ่านเอง มีรายงานทำทุกคาบ หยุดเรียนไม่ได้จริงๆ ต้องรู้จักแบ่งเวลาให้ดี” โดยวิชาที่ี่ฮายทำได้ดีที่สุดคือ ทฤษฎีการวิจัยเพราะอาจารย์สอนสนุก มีกลยุทธ์ในการสอนน่าสนใจ หรือวิชาเรียนภูมิปัญญาไทย คิดประดิษฐ์สิ่งแปลกใหม่ เช่น ขนมปังมีรสมัสมั่น คิดแล้วต้องทำให้ได้ แล้วนำไปให้อาจารย์ลองชิม หากไม่ผ่านให้คิดใหม่ หากผ่านแล้วต้องนำไปขายให้ได้ เป็นการทำงานกลุ่มที่สนุกสนานและเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์

นอกจากการเรียนแล้ว กิจกรรมอื่นๆ ภายในรั้วมหาวิทยาลัยคือ การเป็นนางแบบให้เพื่อนถ่ายภาพไปประกอบรายงานส่งอาจารย์ แทนการเป็นเชียร์ลีดเดอร์ที่ต้องซ้อมตัั้งแต่เย็นยันดึก และต้องฝึกซ้อมทุกวันทำให้เธอไม่มีเวลา หากเลือกทำกิจกรรมภายในรั้วมหาวิทยาลัยก็อาจทำให้เกรดเฉลี่ยตกก็ได้

เกริ่นไปแล้วเรื่องอาชีพในฝัน ความฝันสูงสุดหากไม่ได้ทำงานในวงการบันเทิง เธอมีความฝันอยากทำงานเบื้องหลังเป็นผู้ช่วยกล้อง หรือช่วยงานเบืื้องหลังอื่นๆ เช่น ประสานงาน เป็นต้น

 

“ถ้าไม่ได้แสดงละครก็อยากทำงานเบื้องหลัง แต่คงไม่ขนาดเป็นผู้กำกับ เพราะฝีมือคงไม่ถึง อีกงานที่อยากทำคืออยากมีร้านเสื้อผ้าน่ารักๆ เป็นของตัวเอง หรือไม่ก็ทำร้านเค้ก หรือร้านน้ำปั่น แต่ระยะหลังพยายามไม่กินเค้ก เพราะเค้กค่อนข้างเป็นอุปสรรคต่ออาชีพนักแสดง เพราะจะทำให้อ้วน เป็นนักแสดงต้องมีความรับผิดชอบต่อตัวเองคือ ต้องดูแลเรื่องน้ำหนัก กินเค้กได้แต่ต้องกินให้น้อย และต้องกินอาหารเป็นเวลา อยากกินต้องอดใจ กินตามใจปากไม่ได้ อีกทั้งยังต้องออกกำลังกาย แต่ฮายไม่ชอบ ไม่ค่อยมีระเบียบเรื่องการออกกำลังกาย จึงต้องควบคุมเรื่องการกินแทน เพราะเราต้องมีความรับผิดชอบต่องานค่ะ”

สุดท้ายกุลนิดาอยากฝากบอกเพื่อนๆ ว่า คนเราเลือกที่จะเกิดมาสบายอยู่บนกองเงินกองทองไม่ได้หมดทุกคน เพราะชีวิตไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ แต่เราเลือกเป็นคนดี ซื่อสัตย์ได้ บางคนอาจเกิดมาในครอบครัวไม่ได้ร่ำรวย ก็อย่าน้อยใจ เพราะเราเลือกทำสิ่งที่ดีได้ในอนาคต ใครทำงานได้ตั้งแต่เด็กๆ ก็อยากให้ใช้ครึ่งเก็บครึ่ง รู้จักอดออม

“ฮายเริ่มทำงานตั้งแต่มัธยม 3 และทำงานมาเรื่อยๆ จนไม่ต้องรบกวนเงินพ่อแม่สำหรับเงินที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ค่ากิน ค่ารถและค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ จากเมื่อก่อนเป็นคนใช้เงินเก่ง พอได้ทำงานเอง ทำให้ตอนนี้รู้จักใช้เงิน รู้จักออมมากขึ้น ออมเพื่ออนาคตเพราะทำงานจริงๆ แล้วทำให้รู้ว่าทำงานจริงๆ ไม่ได้สบาย เงินหายากมาก ต้องใช้ความสามารถตัวเราเองทั้งนั้น แม้บางครอบครัวอาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่เราทำตัวเราให้สมบูรณ์ได้ ฉะนั้นอย่าท้อ”

 

ฑิตฐิตา ชูเขียว สาวน้อยหัวใจสีเขียว

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2557 เวลา 11:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/ftQz2s

ฑิตฐิตา ชูเขียว สาวน้อยหัวใจสีเขียว

“ส่วนตัวเป็นคนที่ชอบท่องเที่ยวธรรมชาติมาก โดยเฉพาะทะเล แต่พอเราได้ยินข่าวเรื่องน้ำมันรั่วไหลลงทะเล ทำลายสภาพแวดล้อม เราก็รู้สึกว่าเราน่าจะมีทางอนุรักษ์ธรรมชาติได้ดีกว่านี้” ป๊อปแป๊ป- ฑิตฐิตา ชูเขียว เชียร์ลีดเดอร์สาวสวย นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเคมีสิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เล่าถึงความตั้งใจที่จะเข้ามาเรียนด้านเคมีสิ่งแวดล้อม ด้วยความหวังที่จะได้ทำงานเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมในนิคมอุตสาหกรรมในอนาคต

เรียนไม่เก่งก็ต้องขยันเท่าตัว
“รู้ตัวว่าเป็นคนชอบทางด้านฟิสิกส์ เคมี ชีวะ มาตั้งแต่เด็ก พอตอนสอบเข้าเราก็มาดูว่าอะไรที่ตรงกับความชอบของเรามากที่สุด เราเป็นคนที่ชอบธรรมชาติ รักษ์สิ่งแวดล้อม ก็เลยเลือกเรียนมาทางด้านนี้ พอเข้ามาเรียนแล้วก็พบว่าการเรียนทางสาขานี้ก็คือการเอาวิชาเคมี ชีวะ ที่เราเรียนชั้น ม.ปลาย มาประยุกต์ใช้ในการรักษาสิ่งแวดล้อมเชิงลึกในการใช้งานจริง และยิ่งทำให้เรารู้ว่าโลกตอนนี้เปลี่ยนไปอย่างมาก อุณหภูมิโลกสูงขึ้น มีเหตุการณ์ทางธรรมชาติแปลกๆ เกิดขึ้น ก็เพราะสิ่งเหล่านี้มนุษย์เป็นคนทำ พวกเราทุกคนล้วนทำให้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป มีคำๆ หนึ่งที่บอกว่า เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว หมายความถึงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ล้วนส่งผลกระทบต่อโลก เราทิ้งขยะสู่ธรรมชาติกันคนละชิ้น เมื่อรวมกันปัญหาขยะก็เป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นเราไม่ต้องรอให้ใครมาแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เราสามารถแก้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวันที่ตัวเราเอง

ป๊อปแป๊ปเล่าให้พี่ๆ ฟังเรื่องการเรียนของเธอต่อว่า ด้วยความที่เป็นคนเรียนไม่เก่ง ปีแรกจึงเรียนได้เกรดเฉลี่ย 2 กว่าๆ  แต่พอเรียนปี 2-3 ก็ขึ้นมาเป็น 3 กว่า  แรกๆ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมปีหนึ่งถึงเรียนได้เท่านี้ทั้งที่วิชาปีหนึ่งจะง่ายกว่า พอขึ้นปี 2 ก็เริ่มแบ่งเวลาในการอ่านหนังสือ โดยอ่านหนังสือก่อนเข้าเรียนสักครึ่งชั่วโมงและอ่านซ้ำอีกครั้งหลังเลิกเรียน แล้วก็อ่านทวนอีกครั้ง 1 เดือนก่อนสอบ  เพราะรู้ตัวเองว่าเราไม่ใช่คนเก่ง ดังนั้นจึงต้องขยันและอดทนกว่าคนอื่นๆ เวลาเรียนก็จะมีตารางท่องหนังสือไว้ในใจว่าสัปดาห์นี้จะทบทวนบทที่เท่าไหร่ เล่มไหนบ้าง และอ่านครบทั้งหมดอีกครั้งก่อนสอบ 1 เดือน ก็ทำให้ผลการเรียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแม้ว่าวิชาจะยากขึ้นก็ตาม

แชมป์เชียร์ลีดเดอร์
“ตอนปีหนึ่งที่พี่ๆ เลือกให้เข้ามารับหน้าที่อยู่ในทีมเชียร์ลีดเดอร์ของภาควิชา ก็รู้สึกภูมิใจแล้วก็กดดันพอสมควร เพราะลีดเดอร์ของภาควิชาเป็นแชมป์มาหลายสมัย  จึงต้องฝึกซ้อมหนักมากเพื่อรักษาชื่อเสียงของภาควิชาและคณะ จำได้ว่าตอนนั้นซ้อมตั้งแต่ 5 โมงเย็นจนถึง 4 ทุ่ม บางวันก็ถึงตี 2 แต่สุดท้ายก็ได้เป็นแชมป์เชียร์ลีดเดอร์ของมหาวิทยาลัยในที่สุด หลังจากนั้นก็ได้รับความไว้วางใจจากพี่ๆให้รับหน้าที่เป็นตัวแทนสถาบันเวลาออกงานโรดโชว์ ตามโรงเรียนต่างๆ เพื่อแนะนำน้องๆ เรื่องการเข้าเรียนต่อในสถาบันกับน้องๆ ที่สนใจ

แม้ว่าเวลาอ่านหนังสือก็อาจจะน้อยลงไป แต่ถ้ามีเวลาว่างเล็กๆน้อยๆ ในระหว่างการซ้อม เราก็หยิบมาอ่านทบทวนเป็นครั้งคราวเท่าที่เวลาพอมีให้

ส่วนอนาคตอยากจะไปทำงานในนิคมอุตสาหกรรมต่างจังหวัดที่ได้เรียนมาเพื่อคุมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในโรงงานอุตสาหกรรม ก็เป็นความฝันเล็กๆ ตามที่เราอยากจะเป็น แต่ว่าตอนนี้อยากจะลงเรียนภาษาที่ 3 ก่อน ก็ดูเป็นภาษาพม่า น่าสนใจ เพราะว่าพม่าเริ่มเข้ามาเมืองไทยเยอะ และเราอาจจะทำงานกับชาวพม่ามากขึ้น เป็นการเปิดภาษาอาเซียนไปในตัว และถ้าเป็นไปได้มีเวลาว่างก็อยากจะเรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มเติม”

โลกส่วนตัวของป๊อปแป๊บ

เห็นบุคลิกน้องป๊อปแป๊บจะเป็นคนร่าเริงแบบนี้ แต่เธอก็แอบมีโลกส่วนตัวอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ป๊อบแป๊ปบอกกับพี่ๆ ว่าเป็นคนที่ถนัดการออกกำลังกายคนเดียว เพราะเคยลองหลายๆ กีฬาแล้วรู้ตัวเลยว่าไม่ถนัดจริงๆ อย่างแบดมินตันที่ว่าง่ายๆ ก็ยังเล่นไม่ได้ แต่ถ้าเป็นวิ่งจะวิ่งได้นานมากๆ ไม่รู้สึกเบื่อ หรือที่คนนิยมเล่นกันที่ผ่านมาอย่าง T25 ก็ชอบเล่นมาก ตอนปิดเทอมเล่นทุกวัน บางวันก็เล่น 2 คลิปซ้อนเอาให้เต็มที่ แล้วก็เล่นแบบออกฟูลคอร์ส ไม่ได้เล่นแบบเบาตามผู้หญิงที่อยู่ขวามือของจอด้วย อะไรที่เล่นคนเดียว ออกกำลังกายคนเดียว ป๊อปแป็บจะเล่นได้หมด

“มีเพื่อนๆ บอกเหมือนกันว่าเราเป็นคนโลกส่วนตัวสูง ชอบอยู่คนเดียว และมักจะมองโลกในแง่ร้าย บางบุคลิกเพื่อนก็บอกว่าเราเป็นคนหม่นๆ เพลงก็ชอบฟังเพลงช้าๆ เศร้าๆ ก็พยายามมองโลกในแง่ดีขึ้น อ่านหนังสือที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ คิดบวกมากขึ้น ภาพยนตร์ที่ชอบก็อย่างเรื่องกวน มึน โฮ ชอบที่เรื่องเหมือนจะดูสนุกแต่สุดท้ายก็ออกแนวเศร้า”

ส่วนแนวทางในการดำเนินชีวิตของป๊อปแป๊บก็คือทำตัวเองให้ดีที่สุด เพราะไม่มีใครทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้นอกจากตัวเราเอง เวลาที่เราเจอปัญหาอะไรก็แล้วแต่ เราต้องหยุดตั้งสติก่อน อย่าเพิ่งไปกระวนกระวาย คิดก่อน เพราะถ้ายิ่งรีบร้อนก็ยิ่งทำให้เราผิดพลาดมากขึ้น ดังนั้นชีวิตจึงควรมีการคิดเผื่อหรือวางแผนเอาไว้