ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

มัดตราสัง “นักการเมือง-ขรก.”โกง กรกฎาคม 8, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2557 เวลา 09:27 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1mPzbX4

มัดตราสัง "นักการเมือง-ขรก."โกง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ปัญหาการทุจริต” เป็นหนึ่งในปัญหาที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เตรียมจะปฏิรูปเพื่อสร้างเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อป้องกันและป้องปรามการทุจริตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ในปัจจุบันประเทศจะมีหน่วยงานหลักที่มีอำนาจพร้อมอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้วก็ตาม

เมื่อไม่นานนี้ ป.ป.ช.และ คสช.เพิ่งได้ประชุมร่วมกันแบบจริงจัง โดย ป.ป.ช.นำเสนอว่าโครงสร้างการทุจริตมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น หลังจากพบว่ามีลักษณะเป็นการทุจริตข้ามชาติมากขึ้น โดยเฉพาะการมีเอกชนในต่างประเทศให้ความร่วมมือกับการทุจริต ซึ่งยากต่อการหาหลักฐานเอาผิด

เหนืออื่นใด กฎหมายหลายฉบับไม่ทันสมัย มีกฎหมายที่เอื้อต่อการทำทุจริตระยะยาว และกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองพยานยังไม่เข้มแข็ง ทำให้การดำเนินคดีขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตดำเนินการล่าช้า ทำให้ผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัวกับการถูกลงโทษ

ทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.เสนอต่อ คสช.ว่าต้องหากลไกใหม่ๆ เพื่อให้สามารถไล่จับผู้กระทำผิดได้ทัน ควบคู่ไปกับการสร้างจิตสำนึกใหม่ให้เกิดขึ้นในสังคม

สำหรับโรดแมปหลักที่ ป.ป.ช.ต้องการให้ คสช.นำไปแปรเป็นกฎหมายเพื่อให้สภานิติบัญญัติและสภาปฏิรูปการเมืองดำเนินการให้เป็นรูปธรรม คือ แผนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556-2560) ซึ่งประกอบด้วยยุทธศาสตร์ 5 ประการด้วยกัน

1.ปลุกจิตสำนึกการต่อต้านการทุจริต เน้นการปรับเปลี่ยนฐานความคิดของคนในทุกภาคส่วนในการรักษาประโยชน์สาธารณะ

2.บูรณาการทำงานของหน่วยงานในการต่อต้านการทุจริตและพัฒนาเครือข่ายในประเทศ

3.พัฒนาความร่วมมือกับองค์กรต่อต้านการทุจริตและเครือข่ายระหว่างประเทศ

4.พัฒนาระบบบริหารและเครื่องมือในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

5.เสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการต่อต้านการทุจริตให้กับบุคลากรทุกภาคส่วน

อย่างไรก็ตาม การทำงานของ ป.ป.ช.ในเวลานี้ไม่ได้มีลักษณะตั้งรับที่รอเครื่องใหม่หรือก้มหน้าพิจารณาคดีการทุจริตที่ค้างอยู่ในสารบบเพียงอย่างเดียว เพราะอีกด้านหนึ่ง ป.ป.ช.ได้ทำหน้าที่เป็นฝ่ายรุกเพื่อใช้อำนาจที่ตัวเองมีอยู่ในปัจจุบันลงมือล้างบางการทุจริตอย่างมีนัยสำคัญด้วย

ดังจะเห็นได้จากการเตรียมออก “ประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนดจำนวนเงินและมูลค่าทรัพย์สินในการทำธุรกรรมที่ต้องรายงานต่อ ป.ป.ช.”

สถานะของประกาศฉบับดังกล่าวนั้นยังไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากอยู่ในระหว่างการพิจารณาร่วมกันระหว่าง ป.ป.ช. หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ซึ่งฉบับร่างของประกาศดังกล่าวระบุถึงหลักการและเหตุผลไว้โดยสังเขปว่า “เพื่อให้การตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูง โดยเฉพาะผู้มีอำนาจหน้าที่ในทางการบริหาร บรรลุวัตถุประสงค์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย…

…จึงมีความจำเป็นต้องมีการตรวจสอบความเคลื่อนไหวในการทำธุรกรรมของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาที่มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลในการทำธุรกรรมทางการเงินหรือทรัพย์สิน”

ทั้งนี้ ถ้ามีการประกาศใช้ประกาศฉบับนี้ออกมาเมื่อไหร่ จะก่อให้เกิดสภาพบังคับให้สถาบันการเงินและสำนักงานที่ดิน ต้องรายงานการทำธุรกรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เข้าข่ายตามประกาศต่อ ป.ป.ช.ทันที

รายการและมูลค่าของการทำธุรกรรมที่หน่วยงานดังกล่าวต้องส่งให้ ป.ป.ช.นั้น ป.ป.ช.กำหนดไว้เบื้องต้น ได้แก่ 1.เงินสด 5 แสนบาทขึ้นไป 2.การโอนเงินหรือชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ 1 แสนบาทขึ้นไป 3.อสังหาริมทรัพย์ 1 ล้านบาทขึ้นไป 4.สังหาริมทรัพย์ 5 แสนบาทขึ้นไป 5.สังหาริมทรัพย์ที่เป็นการโอนเงินหรือชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ 1 แสนบาทขึ้นไป

กระนั้น แม้ว่า ป.ป.ช.จะมีอำนาจออกประกาศได้โดยสมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2550 และ 2554) แต่ใช่ว่าการจะทำให้ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้จะเป็นไปอย่างราบรื่น หลังจากมีเสียงท้วงติงจากการประชุมร่วมกันระหว่าง ป.ป.ช.และสถาบันการเงินเมื่อวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยมี 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

การออกประกาศฉบับนี้จะเป็นการทำงานทับซ้อนกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ทั้งๆ ที่ปกติสถาบันการเงินต้องรายงานการทำธุรกรรมของบุคคลต่อ ป.ป.ง.อยู่แล้ว

หาก ป.ป.ช.ไปกำหนดสภาพบังคับใช้ให้ต้องรายงานการทำธุรกรรมทั้งหมดที่มีมูลค่าเข้าข่ายตามประกาศมายัง ป.ป.ช. จะเป็นการเพิ่มภาระให้กับสถาบันการเงินโดยไม่จำเป็น เพราะถึง ป.ป.ช.ไม่มีประกาศฉบับนี้ออกมา ทางสถาบันการเงินก็ให้ความร่วมมือกับ ป.ป.ช.เป็นรายกรณีอยู่แล้ว

การไปกำหนดมูลค่าของการทำธุรกรรมที่ต้องรายงานต่อ ป.ป.ช.ให้มีจำนวนที่ต่ำนั้น อีกด้านหนึ่งจะเป็นภาระในการทำงานของ ป.ป.ช.เองที่ต้องไปตรวจสอบความผิดปกติเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจมีผลให้เกิดการทำงานที่ล่าช้าเข้าไปอีก

ปริมาณการตรวจสอบการทำธุรกรรมไม่สำคัญเท่ากับว่าเมื่อสถาบันทางการเงินได้ส่งรายงานไปแล้วทางหน่วยงานภาครัฐได้ไปดำเนินการต่ออย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นประเด็นที่คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน (FATF : Finance Action Task Force) ได้ถามมายังประเทศไทยหลายครั้ง

จากข้อคิดเห็นของสถาบันการเงินที่ออกมาเป็นผลให้ ป.ป.ช.ต้องกลับมาทบทวนและชะลอการประกาศใช้ประกาศดังกล่าวออกไปเบื้องต้น 3 เดือน เพื่อขอนัดประชุมกับสถาบันการเงินและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกันอีก

ถึงที่สุดแล้วไม่ว่าจะมีข้อท้วงติงอย่างไรก็คงไม่สามารถยับยั้งความพยายามของ ป.ป.ช.ได้ เพียงแต่อาจปรับปรุงในรายละเอียดเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เพราะ ป.ป.ช.เชื่อว่าประกาศฉบับนี้มีความสำคัญต่อการควบคุมไม่ให้การทุจริตขยายวงไปมากกว่านี้อีก โดยเฉพาะการควบคุมไม่ให้นักการเมืองในฐานะผู้ใช้อำนาจรัฐกล้าลองของลงมือทุจริตอีก

 

“ปฏิรูป”ไม่นอกกรอบเสี่ยงล้มเหลวซ้ำปี’49

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2557 เวลา 20:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1mEQBp9

"ปฏิรูป"ไม่นอกกรอบเสี่ยงล้มเหลวซ้ำปี'49

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นสำหรับโครงสร้างของการปฏิรูปการเมือง หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เตรียมพิจารณาให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวภายในสัปดาห์นี้ โดยสาระสำคัญจะอยู่ที่การตั้ง “สภาปฏิรูปการเมือง”

สำหรับโครงสร้างของสภาปฏิรูปที่มีการพูดถึงกันมาก คือ การกำหนดให้สมาชิกสภาปฏิรูปจำนวน 250 คน มาจาก 2 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ ส่วนที่ 1 จังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน โดยจะให้แต่ละจังหวัดเลือกกันให้ได้ 5 คนก่อนที่ คสช.จะเลือกให้เหลือ 1 คนต่อไป ส่วนที่ 2 อีกจำนวน 173 คน จะมาจากการคัดเลือกของคณะกรรมการจำนวน 10 ชุด เลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมให้ได้ชุดละ 50 คนรวมเป็น 500 คน จากนั้น คสช.จะเลือกให้เหลือ 173 คน ในขั้นตอนสุดท้าย

ขณะเดียวกัน ในสภาปฏิรูปจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญหนึ่งคณะ ประกอบด้วย กรรมาธิการจำนวน 35 คน มีที่มาจากสมาชิกสภาปฏิรูป 20 คน คณะรัฐมนตรี 5 คน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 5 คน และ คสช. 5 คน โดยมีหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญและเสนอให้สภาปฏิรูปลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่

หากมองถึงโครงสร้างของการปฏิรูปการเมืองดังกล่าวนับว่าไม่ได้มีความแตกต่างกับ “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” (ส.ส.ร.) เมื่อปี 2549 มากนัก เพราะในครั้งนั้นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ก็เข้ามากำกับการได้มาซึ่ง ส.ส.ร.และการจัดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถึง 3 ด้าน ดังนี้

1.คมช.มีอำนาจคัดเลือกผู้ที่ผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติ 200 คน ให้เหลือ 100 คน เพื่อเป็น ส.ส.ร.

2.ประธาน คมช.มีอำนาจแต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้จำนวน 10 คน จากทั้งหมด 35 คน โดยส่วนที่เหลืออีก 25 คน มาจากความเห็นชอบของที่ประชุม ส.ส.ร.

3.หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ ส.ส.ร.ให้ความเห็นชอบไม่ผ่านการทำประชามติ คมช.สามารถประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรีเพื่อนำรัฐธรรมนูญที่เคยบังคับใช้ในอดีตมาทำการปรับปรุงและประกาศใช้ได้
จากภาพรวมของโครงสร้างสภาปฏิรูปการเมืองที่ คสช.เริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้น ก่อให้เกิดข้อสงสัยว่าการปฏิรูปการเมืองที่กำลังทำในปัจจุบันจะสามารถสร้างความแตกต่างจากในอดีตเพื่อให้การปฏิรูปครั้งนี้มีความเป็นรูปธรรมมากที่สุดได้อย่างไร

สาเหตุหนึ่งที่อาจเป็นผลให้การปฏิรูปการเมืองผ่านกลไกสภาปฏิรูปอาจคว้าน้ำเหลว คือ การมีอำนาจในลักษณะนามธรรมของสภาปฏิรูปเหมือนกับ ส.ส.ร.

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2549 รัฐธรรมนูญชั่วคราวออกแบบให้ ส.ส.ร.มีอำนาจจำกัดเฉพาะแค่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น โดยครั้งนั้น คมช.จินตนาการว่าถ้ารัฐธรรมนูญสามารถสร้างสถาบันการเมืองใหม่ๆ ขึ้นมาได้ รวมไปถึงการบัญญัติถ้อยคำที่เป็นการเพิ่มอำนาจประชาชนลดอำนาจฝ่ายการเมืองจะสามารถนำมาซึ่งการปฏิรูปประเทศที่แท้จริงได้

ทว่าในความจริงกับความฝันกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เพราะแม้รัฐธรรมนูญจะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ประกอบกับได้สร้างองค์กรอิสระขึ้นมามากมาย แต่มีบทเรียนให้เห็นมาแล้วว่ารัฐธรรมนูญเป็นเพียงแค่เสือกระดาษเท่านั้น

ปัญหาของการทำให้รัฐธรรมนูญไม่เกิดความศักดิ์สิทธิ์สมดังเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ คือ การละเว้นไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญของรัฐบาลและรัฐสภา

ยกตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 167 กำหนดให้มีกฎหมายเพื่อกำหนดกรอบวินัยการเงินการคลัง หรือการไม่เร่งดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเพื่อควบคุมการใช้งบประมาณของภาครัฐตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ก็ไม่เห็นมีใครถูกลงโทษฐานไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแม้แต่รายเดียว เป็นต้น ยังไม่นับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่รัฐธรรมนูญบัญญัติเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชนไว้หลายมาตรา แต่ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติกลับไม่ได้ให้ความสนใจ

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการปฏิรูปการเมืองในเชิงปฏิบัติได้นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับถ้อยคำในรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับการมีกฎหมายระดับรองจากรัฐธรรมนูญอย่าง “พระราชบัญญัติ” ด้วย เพราะพระราชบัญญัติจะเป็นตัวกำหนดแนวทางการนำทฤษฎีที่อยู่ในรัฐธรรมนูญไปแปลงให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

ถ้า คสช.ยึดรูปแบบและธรรมเนียมเดิมๆ ที่คิดว่า “รัฐธรรมนูญ คือ หัวใจการปฏิรูปการเมือง” อาจเป็นผลให้การปฏิรูปประเทศไปไม่ถึงฝั่งฝันได้ ตัวอย่างมีให้เห็นแล้วจากเมื่อปี 2549

ปี 2549 คมช.ออกแบบให้ ส.ส.ร.และ สนช.แยกขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่ง คมช.กำหนดให้ สนช.ทำหน้าที่เฉพาะการตรากฎหมาย ส่วน ส.ส.ร.มีอำนาจแค่การตรารัฐธรรมนูญ

การให้สองสภามีความเป็นเอกเทศระหว่างกันทำให้การปฏิรูปไม่เกิดการบูรณาการเท่าที่ควร

กล่าวคือ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไม่ได้ให้อำนาจแก่ ส.ส.ร.ในการเสนอกฎหมายให้ สนช.เป็นผู้พิจารณายกเว้นกฎหมายเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ด้วยอำนาจหน้าที่ของ ส.ส.ร.ย่อมเป็นผู้ที่รู้ดีว่าควรจะมีพระราชบัญญัติหรือกฎหมายใดบ้างเพื่อให้สอดรับกับแนวทางการปฏิรูปการเมืองที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก ส.ส.ร.เป็นหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยตรงผ่านกลไกคณะกรรมาธิการที่ ส.ส.ร.ได้ตั้งขึ้นมาหลายคณะ

แต่เมื่อ คมช.ออกแบบให้ ส.ส.ร.และ สนช.ต่างคนต่างอยู่ กลายเป็นว่า ส.ส.ร.ก็ก้มหน้าทำเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญ ขณะที่ สนช.ก็มุ่งพิจารณาแค่กฎหมายที่ตัวเองและรัฐบาลเป็นคนเสนอ โดยไม่ได้สอดรับกับแนวทางปฏิรูปการเมืองตามที่ ส.ส.ร.ได้รับฟังความคิดเห็นมาจากประชาชน สภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ต่างอะไรกับการเล่นดนตรีกันคนละทำนองจนเพลงที่เล่นออกมาฟังไม่รู้เรื่อง

ถึงที่สุดแล้วโจทย์ของการปฏิรูปในเวลานี้ ไม่ได้อยู่ที่การกำหนดโควตาของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญหรือรูปแบบของการได้มาซึ่งสมาชิกสภาปฏิรูป แต่ขึ้นอยู่กับว่า คสช.ทำให้ สนช.และ ส.ส.ร.สามารถทำงานร่วมกันเพื่อพาประเทศไปสู่การปฏิรูปโดยไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยอีกครั้ง

อย่าลืมว่าการเริ่มต้นที่ผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว ย่อมนำมาสู่ความล้มเหลวในบั้นปลายเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

 

“วุฒิสภา”พันล้าน เศรษฐี “ที่ดิน-หุ้น-งาช้าง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มิถุนายน 2557 เวลา 17:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1m5j8tJ

"วุฒิสภา"พันล้าน เศรษฐี "ที่ดิน-หุ้น-งาช้าง"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเปิดเผยรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของอดีตสว.เลือกตั้ง 2 ชุดได้แก่ กรณีสว.เลือกตั้งปี 2551พ้นจากตำแหน่งและกรณีสว.เลือกตั้งปี 2557 เข้ารับตำแหน่ง มีความน่าสนใจตรงที่พบว่ามีอดีตสว.เลือกตั้งที่มีทรัพย์สินเกินกว่า 1,000 ล้านบาทถึง 8 คน

แบ่งเป็น อดีตสว.เลือกตั้งปี 2551 จำนวน 4 คน ประกอบด้วย 1.ธันว์ ออสุวรรณ อดีตสว.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 2,503,344,733.06 บาท 2.พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ อดีตสว.พิษณุโลก จำนวน 2,387,611,973.30 บาท 3.ธันยรัศม์ อัจฉริยะฉาย อดีตสว.ภูเก็ต จำนวน 2,314,089,907.93 บาท 4.ประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ อดีตสว.ขอนแก่น จำนวน 1,596,460,144.54 บาท

อดีตสว.เลือกตั้งปี 2557 จำนวน 4 คน ได้แก่ 1.วิลดา อินฉัตร อดีตสว.ศรีสะเกษ จำนวน 1,489,517,098.23 บาท 2.ไพโรจน์ ทุ่งทอง อดีตสว.อุทัยธานี จำนวน 1,275,223,320.98 บาท 3.ชูศักดิ์ ศรีราชา อดีตสว.อ่างทอง จำนวน 1,036,464,428.59 บาท และ 4.สมหวัง อภิชัยรักษ์ อดีตสว.ปัตตานี จำนวน 1,016,100,302.47 บาท

สำหรับรายละเอียดของรายการทรัพย์สินที่ ‘ธันว์’ ได้เปิดเผยต่อป.ป.ช.พบว่ามีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินจำนวน 2,503,344,733.06 บาท เพิ่มขึ้น 2,104,401,048.96 จากเดิมที่มีอยู่ 398,943,684.10 บาท ตัวเลขของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นมาจากราคาที่ดินที่พุ่งสูงขึ้น โดยมีรายการถือครองที่ดินในอ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 17 รายการคิดเป็นมูลค่า 2,510,771,250 บาท แต่มีหนี้สินเป็นเงินกู้และหนี้สินอื่นที่มีหลักฐานจำนวน 67,164,100 บาท

ขณะที่ อันดับสองอย่าง ‘พิกุลแก้ว’ พบว่ามูลค่าของทรัพย์สินส่วนใหญ่จะเป็นของคู่สมรส ‘วัลลภ อธิคมประภา’ ที่อยู่ในหมวดของเงินลงทุน(หลักทรัพย์และพันธบัตร) ที่มีถึง 2,008,575,561.67 บาท

ส่วนกรณีของ ‘วิลดา’ ปรากฏว่าได้เปิดเผยต่อป.ป.ช.เฉพาะตัวเลขของทรัพย์สินที่ตัวเองมีอยู่เท่านั้น โดยที่ไม่ได้มีการบอกรายละเอียดว่าตัวเองมีทรัพย์สินอยู่ในแต่ละหมวด เช่น ที่ดิน เงินลงทุน เป็นมูลค่าเท่าไหร จึงเป็นเรื่องที่ป.ป.ช.เตรียมทำการตรวจสอบต่อไป

อย่างไรก็ตาม มีอีกคนที่น่าสนใจ คือ ‘ไพโรจน์’ ที่มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินจำนวน 1,275,223,320.98 บาท โดยทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงส่วนใหญ่อยู่ในหมวดของเงินลงทุนจำนวน 6 รายการ ประกอบด้วย 1.บจก.แบงค์ค็อกไนท์บาซาร์ 2.บจก. พี.เอส.เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ 3.บจก.สวนลุมไนท์บาร์ซาร์ รัชดาภิเษก 4.บจก.สวนลุมไนท์บาซาร์ 5.บจก.รัชดารีสอร์ทอพาร์ทเม้นท์ และ 6.บจก.พ.ก่อสร้าง รวมเป็นมูลค่า 821,507,220.46 บาท

ขณะเดียวกันบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้ของ ‘อาภรณ์ สาราคำ’ อดีตสว.อุดรธานี ภรรยาของ ‘ขวัญชัย สาราคำ’ หรือที่รู้กันดีในนาม ‘ขวัญชัย ไพรพนา’ แกนนำชมรมคนรักอุดร ก็นับว่ามีความสนใจเช่นกัน

‘อาภรณ์’ แจ้งกับป.ป.ช.ว่าตัวเองพร้อมคู่สมรสมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 11,573,702.58 บาท แบ่งเป็นรายการทรัพย์สิน 26,485,317.46 บาท และหนี้สิน14,911,614.88บาท

ทั้งนี้ เมื่อค้นเข้าไปในแฟ้มเอกสารปรากฏว่ามีรายการทรัพย์สินที่ทั้งสองคนได้ถือครองมีความน่าสนใจหลายการ ดังนี้

1.กำไลทองคำสลับเพชร 1 วง มูลค่า 73,000 บาท 2.สร้อยทองคำห่วงเพชร 1 เส้น มูลค่า 18,000 บาท 3.แหวนทองล้อมเพชร 1 วง มูลค่า 90,000 บาท 4.แหวนเพชร 1 วง มูลค่า  50,000 บาท 5.สร้อยทองคำพร้อมพระ 1 ชุด มูลค่า 300,000 บาท 6.สร้อยทองคำพร้อมพระ 1 ชุด มูลค่า150,000 บาท

7.แหวนเพชร 1 วง มูลค่า 60,000 บาท 8.แหวนพลอยล้อมเพชร 1 วง มูลค่า 100,000 บาท 9.นาฬิกายี่ห้อ TAG HEUER 1 เรือน มูลค่า 50,000 บาท 10.งาช้าง 1 ชุด มูลค่า 500,000 บาท 11.พระพุทธรูป 49 องค์ มูลค่า 49,000 บาท และ 12.ปืน 1 กระบอก มูลค่า 20,000 บาท

ทุกบัญชีที่นำมาป.ป.ช.มาเปิดเผยนั้นยังไม่จบลงแค่การนำมาแสดงต่อสาธารณะเท่านั้นเพราะป.ป.ช.จะต้องตรวจสอบการมีอยู่จริงของทรัพย์สินต่อไปในอนาคต

 

 

คสช.ปาดเหงื่อศึกนอกหนักกว่าศึกใน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2557 เวลา 11:57 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1wvBF4g

คสช.ปาดเหงื่อศึกนอกหนักกว่าศึกใน

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

1 เดือนหลังรัฐประหาร ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่เหนื่อยที่สุดและทำงานหนักพอๆ กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็คือ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งหมายรวมถึงเอกอัครราชทูตและเจ้าหน้าที่สถานทูตไทยซึ่งประจำอยู่ทั่วโลก ที่ต้องชี้แจงความชอบธรรมของการรัฐประหารให้นานาชาติเข้าใจ

ไม่ว่า คสช.หรือกระทรวงการต่างประเทศจะชี้แจงกับคนไทยว่า ทุกประเทศเข้าใจเหตุผลของการรัฐประหารมากขึ้น หรือต่างประเทศมีทัศนคติเชิงบวกกับรัฐบาลทหารไทยแล้ว แต่ปฏิกิริยาที่ออกมาจากนานาชาติในแต่ละวันล้วนออกมาในเชิงลบ มิหนำซ้ำยังมีการเพิ่มมาตรการในการกดดันคณะทหารให้คืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็ว ซึ่งหากทบทวนย้อนหลัง 1 เดือนของการรัฐประหาร เสียงจากนานาชาติล้วนเป็น “ก้อนหิน” มากกว่าจะเป็น “ดอกไม้”

เริ่มจากสหรัฐอเมริกา ที่ จอห์น แคร์รี รมว.ต่างประเทศ แสดงท่าทีการคัดค้านรัฐประหาร รวมถึงประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทหารกับไทยทันที จนกว่าจะคืนอำนาจให้ประชาชน รวมถึงยกเลิกการกำหนดการเยือนประเทศไทยของผู้บัญชาการกองเรือประจำภาคพื้นแปซิฟิก และยกเลิกกำหนดการเยือนสหรัฐอเมริกาของ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. ทั้งที่นัดหมายไว้ล่วงหน้าแล้วด้วย

เคราะห์ซ้ำกรรมซัดอีกครั้ง เมื่อกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ปรับลดระดับการค้ามนุษย์ในประเทศไทย จาก Tier 2 เป็น Tier 3 แม้จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ คสช. เนื่องจากเป็นผลการดำเนินงานภาพรวมตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา คาบเกี่ยวหลายรัฐบาลระบุว่าไม่ดีขึ้น แต่ก็กลายเป็นภาระหนักอึ้งที่ คสช.จำเป็นต้องรับไว้บนบ่าในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุด และต้องจำยอมมาตรการลดความช่วยเหลือทางการค้าระหว่างประเทศจากสหรัฐ

ก่อนหน้านั้นไม่นาน รัฐบาลออสเตรเลียก็แสดงท่าทีแข็งกร้าว ลดระดับความสัมพันธ์ทางทหาร ห้ามผู้นำทหารไทยเข้าประเทศ รวมถึงเรียกร้องให้คืนอำนาจประชาชนโดยเร็วที่สุด เช่นเดียวกับรัฐบาลอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ที่ออกแถลงการณ์ประณาม

ส่วนญี่ปุ่น ที่ลงทุนในประเทศไทยเป็นอันดับที่ 1 นั้น ไม่ได้ออกแถลงการณ์ประณามรัฐบาลทหารเช่นเดียวกับประเทศอื่น แต่ระบุว่า “น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง” ที่รุนแรงที่สุด คือ ปฏิกิริยาจากการประชุมของคณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งตัดสินใจคว่ำบาตรการลงนามในทุกสัญญากับไทย รวมถึงยกเลิกการเดินทางเยือนระหว่างสองประเทศ จนกว่าจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอีกครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างสูงต่อความน่าเชื่อถือของ คสช. เพราะสหภาพยุโรปมีประเทศสมาชิกรวมกว่า 28 ประเทศ และถือเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย

จนถึงขณะนี้ ท่าทีของมหาอำนาจโลกส่วนใหญ่ ล้วนเป็นปฏิปักษ์กับ คสช.

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในไทยเป็นหนังคนละม้วนกับสถานการณ์นอกประเทศ เมื่อสวนดุสิตโพลสำรวจความพึงพอใจต่อการบริหารงานของ คสช. ได้รับคะแนนสูงถึง 8.82 เต็ม 10 และอีก 72% เห็นว่าภาพรวมการบริหารงานของ คสช.ทำให้ประเทศสงบสุข นั่นทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. ยังมีกำลังใจในการทำงานต่อไป

ยิ่งมีเสียงเชียร์มากขึ้น ก็ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ลังเลใจที่จะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอง โดยให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆ เข้าไปนั่งเป็นผู้ช่วยในคณะรัฐมนตรี ผสมผสานกับเทคโนแครตและข้าราชการที่จะทำหน้าที่ช่วยเหลือ พล.อ.ประยุทธ์ ให้เดินหน้าปฏิรูป อย่างที่ คสช.วางโรดแมปไว้

“ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ได้ร่วมมือกันในการปฏิบัติงาน ทำให้งานของ คสช.เดินหน้าไปได้ แม้สหรัฐอเมริกาและยุโรปจะมีท่าทีคัดค้านการเข้าบริหารงานของ คสช.อยู่บ้าง แต่ก็ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีของประเทศไทยด้วย” พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวในที่ประชุมร่วมกับรองหัวหน้า คสช. เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา สะท้อนชัดว่า คสช.ไม่ได้ยี่หระต่อท่าทีของประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ รวมถึงพร้อมเดินหน้าบริหารงานต่อไปด้วยท่าทีแบบเดิม

เช่นเดียวกับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา คสช.ด้านต่างประเทศ และอดีต รมว.คลัง ที่ยืนยันว่ามุมมองของแต่ละประเทศเป็นเรื่องที่ “เข้าใจได้” และไม่ใช่เรื่องที่ต้องโกรธเคืองกัน แต่เป็นเรื่องความไม่เข้าใจถ่องแท้ถึงสาเหตุของการยึดอำนาจว่าเป็นไปเพื่ออะไร และหากไม่มีการยึดอำนาจของ คสช. เหตุการณ์อาจลุกลามถึงขั้นเกิดสงครามกลางเมือง ขณะเดียวกัน สมคิด ก็ยังเชื่อมั่นว่าหาก คสช.สร้างความเชื่อมั่นให้ทั่วโลกเห็น รวมถึงจริงจังในการปฏิรูป ทั่วโลกก็จะกลับมาคบค้ากับประเทศไทยได้ตามเดิม

เมื่อ คสช.ไม่สนใจท่าทีต่อมหาอำนาจโลกและยังมั่นใจว่าไทยยังบริหารงานได้ แม้หลายประเทศทั่วโลกจะประณาม การทำงานหลังจากนี้ของ คสช.จึงต้องเรียกคะแนนจากคนในประเทศให้เกิดความเชื่อมั่นให้ได้มากที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้มากพอในการนำไปสู่การปฏิรูป มากกว่าจะทำตามความต้องการของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด อย่างที่คนไทยทั้งประเทศอยากเห็น

อย่างไรก็ตาม แม้ศึกภายใน คสช.จะคุมสถานการณ์อยู่หมัด ไร้กระแสต่อต้าน แต่ศึกภายนอกจากนานาประเทศรุมกันกดดัน แผนการคืนความสุขให้กับประเทศของ คสช.คงไม่ง่ายนัก และนับจากนี้ คสช.คงต้องเจอมรสุมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

“ส.ศิวรักษ์” วิพากษ์ 1 เดือน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2557 เวลา 10:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1wqduUR

"ส.ศิวรักษ์" วิพากษ์ 1 เดือน คสช.

ส.ศิวรักษ์มอง 1 เดือนคสช. ชี้ความซื่อสัตย์-ทำงานรวดเร็วน่าอนุโมทนา แต่ต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรมและมีใจกว้างให้ตรวจสอบได้

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.นาย สุลักษณ์ ศิวรักษ์” หรือ “ส.ศิวรักษ์ ได้โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊ก Sulak Sivaraksa ถึงการทำงานครบ 1 เดือนของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยมีเนือ้หาดังนี้

[ หนึ่งเดือน คสช. ]

การยึดอำนาจของ คสช. เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ครบเดือนเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ตามเสียงประชาชน ดูจะเป็นที่พอใจมากกว่าเสียใจ กรณียกิจในระยะสั้น ๆ ดูจะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่างรวดเร็วทันใจ ไม่ว่าจะเรื่องจำนำข้าว หรือการโยกย้ายข้าราชการที่มีทีท่าว่าทุจริต หรือโยงใยไปยังทักษิณ ชินวัตร แม้ คสช. จะไม่เอ่ยชื่อบุคคลผู้นั้นโดยตรง และดูจะไม่ทำอะไรให้กระทบกระเทือนอดีตภรรยาเขาและคนในครอบครัวนั้น จนมีคนสงสัยว่าจะมีการฮั้วกันกับเสี่ยแม้วอย่างไรบ้างหรือไม่ แต่ข้าพเจ้าเห็นว่า คสช. แสดงความเป็นผู้ดี อย่างน่าชม

การคืนความสุขให้ประชาชนด้วยวิธี bread and circuses ที่พวกโรมันทำมาก่อนแล้วราว ๆ 2 พันปี ก็ได้ผลดีในระยะสั้น แต่น่าจะตราไว้ด้วยว่า เรื่อง “ยุทธหัตถี” นั้นเป็นการมอมเมาประชาชน หรืออย่างน้อยก็เป็นการแสดงอภินิหาร อย่างเกินเลยประวัติศาสตร์ไปมาก หาก คสช. ไม่ไยดีกับสัจจะเสียแล้ว ผลงานของเขาก็จะไปสู่ความจริง ความดี และความงามไม่ได้

เฉกเช่นการตั้งคนเก่า ๆ ในระบบเก่าให้แก้ไขแบบเรียนเรื่องประวัติศาสตร์ และหน้าที่พลเมืองด้วยแล้ว มันก็จะลงอีหรอบเดิม ซึ่งเพิ่มความน่าเบื่อให้กับเยาวชน ยิ่งกว่าจะเป็นไปในทางความสนุกสนานอันควรคู่ไปกับความจริง และความดี

ดังเคยกล่าวมาก่อนแล้วว่าผู้เชี่ยวชาญบางคนนึกว่าตนเป็นแพทย์ จะมาเยียวยาโรคภัยไข้เจ็บทางสังคม โดยหารู้ไม่ว่า พวกเขาคือเชื้อโรคแท้ทีเดียว ทั้งนี้รวมถึงเนติบริกรที่รับใช้เผด็จการตลอดมานั้นด้วย

แม้หลายคนจะรังเกียจการควบคุมสื่อ และอึดอัดกับการก้าวก่ายทางอิสรภาพ แต่คนไทยก็ใช้คำพูดในทางส่วนตัวได้มิใช่น้อย แม้จะแสดงออกทางสื่อสาธารณะไม่ได้ดังแต่ก่อน และมองเห็นไปในทางที่ปราศจาก hate speeches มากขึ้น นี่ก็น่าจะเป็นบุญกิริยาในระยะยาว

จะอย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ยังมีการสั่งให้คนมารายงานตัว แทนเชิญผู้คนอย่างผู้ดีหรืออย่างคนที่เสมอกัน นั่นเป็นการแสดงออกของเผด็จการแท้ทีเดียว แม้บางคนจะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี แต่บางคนก็ถูกคุมตัวไว้อย่างรุนแรงจนเกินเลยไป ทั้งศาลไทยโดยทั่ว ๆ ไปก็เข้าข้างผู้มีอำนาจยิ่งกว่าจะยืนหยัดอยู่ข้างคนเล็กคนน้อย ซึ่งอาจบริสุทธิ์ แต่ศาลก็ต้องการให้เขาไปพิสูจน์ต่อหน้าตุลาการ ที่ซ้ำร้ายก็คือหลายคนไม่ได้รับการประกันตัวอีกด้วย

ยิ่งกรณีหมิ่นเบื้องสูงด้วยแล้ว คสช. ถือเป็นเรื่องอันสำคัญนัก ที่น่าจะนำความหายนะมาให้ คสช.และสถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้น ถ้ากล้าจริงก็ควรนำความกราบบังคมทูลพระกรุณา ซึ่งเคยมีพระราชวาจามาก่อนแล้ว ว่าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำร้ายพระองค์ท่าน และทำให้สถาบันกษัตริย์สั่นคลอน รัฐบาลที่แล้ว ๆ มาใช้มาตราดังกล่าวเป็นเครื่องมือประเทืองอำนาจของตน โดยอ้างว่าจงรักภักดี แต่ไม่ไยไพกับพระบรมราชโอวาทเอาเลย ถ้า คสช. มีกึ๋นและจงรักภักดี ต้องแก้ประเด็นนี้ให้ตก โดยปล่อยมาตรานี้ไว้อย่างที่เป็นอยู่ มีแต่ผลร้ายถ่ายเดียว ถ้าไม่กล้าเลิก ก็ควรตั้งมาตรการให้รอบคอบ ซึ่งจะช่วยคนถูกฟ้อง ช่วยลดงานให้ตำรวจ อัยการ และศาล เป็นอย่างยิ่ง

ที่ว่ามานี้ ก็ด้วยความหวังดี ดังได้เขียนคำเตือนมาเป็นระลอก ๆ แล้ว แม้ คสช. จะไม่ไยไพ มหาชนคนไทยก็รับรู้กันกว้างขวางมิใช่น้อย

การที่ คสช. ซื่อสัตย์สุจริต และประกอบกรณียกิจอย่างรวดเร็วทันใจนั้น น่าอนุโมทนา ผิดกับ รสช. ซึ่งเข้ามาโกงกินแต่แรกเลยทีเดียว แต่ความสุจริตอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรม ประกอบไปกับความมีใจกว้าง โดยให้ตรวจสอบได้ แม้ฝ่ายตรงกันข้ามจะท้าทายหรือด่าว่า ก็น่าจะรับฟัง ดังในหลวงรัชกาลที่ 7 ตรัสแต่ในสมัยราชาธิปไตยว่า จะห้ามราษฎรด่าพระเจ้าแผ่นดินนั้น เป็นไปได้หรือ

ขอย้ำอีกทีว่าที่ คสช. ซื่อสัตย์สุจริตนั้น นับว่าน่าอนุโมทนา แต่มวลมหาประชาชนต้องจับตาดูด้วยว่างบประมาณด้านทหารจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง โดยที่การกินตามน้ำและการทุจริตอย่างแอบแฝงพ่วงไปกับการจับจ่ายใช้สอยทางด้านนี้มิใช่น้อย พร้อมกันนี้ก็อยากให้หัวหน้า คสช. สำเหนียกไว้ด้วยว่า ประธานาธิบดีไอเซนฮาวน์นั้น เคยเป็นนายพลห้าดาวที่รบชนะเยอรมันและอิตาลีมาก่อนแล้วในสงครามโลกครั้งที่สอง หากเมื่อท่านมาเป็นประมุขรัฐ ท่านมีวาทะอันน่าชื่นชมดังนี้

National security does not mean militarism or any approach to it. Security cannot be measured by the size of munitions stockpiles or the number of men under arms or the monopoly of an invincible weapon. That was the German and Japanese idea of power which, in the test of war, was proved false. Even in time of peace, the index of material strength is unreliable, for arms become obsolete and worthless; vast armies decay while sapping the strength of the nations supporting them; monopoly of a weapon is soon broken.

และ

Every gun that is made, every warship launched, every rocket fired signifies a theft from those who hunger and are not fed, those who are cold and are not clothed. This world…. is spending the sweat of its laborers, the genius of its scientists, the hopes of its children. The cost of one modern heavy bomber is … a modern brick school in more than 30 cities. It is two electric power plants, each serving a town of 60,000 populations. It is two fine, fully equipped hospitals. It is some 50 miles of concrete pavement. We pay for a single fighter plane with a half-million bushels of wheat. We pay for a single destroyer with new homes that could have housed more than 8,000 people … This is not a way of life at all … Under the cloud of threatening war, it is humanity hanging from a cross of iron.

ถ้าหัวหน้า คสช. ดำริตริตามถ้อยคำภาษาอังกฤษที่ยกมาให้อ่านกันนี้ น่าจะเป็นคุณประโยชน์

ในรอบหนึ่งเดือนมานี้ มีคนเห็นด้วยกับ คสช. มาก หากต้องตราไว้ว่านี่เป็น honey moon period ควรดูสิว่าหลังจากสามเดือนไปแล้ว สภาพของ คสช. จะเป็นอย่างไร อาจมีเสียงขยายกว้างออกไปว่าเชย หรือโกรธขึ้งที่บังคับให้ผู้คนต้องสยบอยู่อย่างเนืองนิตย์อีกด้วย

พร้อมกันนั้น ก็มีเสียงนินทาอย่างหนาหู ว่าผู้แต่งเพลงได้เตรียมการทางกองทัพให้เข้มแข็งไว้ให้หมู่บริษัทบริวารของตน เมื่อถึงเวลาตนจะได้ปลดเกษียณจากการเป็นแม่ทัพมาเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยที่ประชาธิปไตยครึ่งใบ เพราะเนติบริกรที่เคยรับใช้เผด็จการ จะร่างรัฐธรรมนูญในอุดมคติกระไรได้

ยิ่งจะให้ คสช. ทำอะไร ๆ ในทางอุดมคติ ย่อมเป็นไปไม่ได้ แม้เพียงประวัติศาสตร์ชาติไทย เขายังแลเห็นได้ไม่ชัด ไม่เพียงแต่กรณีของพระนเรศวร หากรวมถึงเสด็จพ่อ ร.5 ด้วย ทั้งสองพระองค์มีแง่ลบรวมอยู่ด้วยมิใช่น้อย อย่ามองแต่แง่บวกอย่างเดียว และถ้าไม่กล้ามองไปที่คณะราษฎร และผลงานของนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งก็มีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวด้วยแล้ว เราก็ย่อมอยู่แต่ในความฝันอันเราสร้างขึ้นเองอย่างน่าสมเพทเวทนา

ส.ศ.ษ.

 

“สมยศ-ชัชวาลย์”ชิงดำเก้าอี้ผบ.ตร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2557 เวลา 21:19 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1im9Use

"สมยศ-ชัชวาลย์"ชิงดำเก้าอี้ผบ.ตร.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทันทีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามารื้อปัญหาบ้านเมืองในทุกมิติ หลังถูกหมักหมมใต้พรมมานานนับสิบปี โดยเฉพาะปัญหาการแต่งตั้งข้าราชการที่มักจะพบปัญหาเด็กเส้นเด็กฝากหลายหน่วยงาน

หนึ่งในหน่วยงานที่น่าจับตามองมากที่สุด คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะเป็นหน่วยงานหนึ่งที่จะทำหน้าที่รักษาความมั่นคงร่วมกับทหาร ดังนั้น ผบ.ตร.คนใหม่จะต้องเป็นคนที่ คสช.สามารถไว้วางใจได้
ด้วยเหตุผลนี้เองจึงเห็นได้ คสช.ตัดสินใจย้าย “บิ๊กอู๋” พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ซึ่งถูกแต่งตั้งในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี แต่ยังให้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้า คสช.อยู่ โดยให้ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปทำหน้าที่รักษาราชการแทน ผบ.ตร.

ผลของการเด้งบิ๊กอู๋เข้ากรุสำนักนายกรัฐมนตรี ทำให้ พล.ต.อ.อดุลย์ ไม่ได้เป็นนายตำรวจคนที่ 2 ที่เกษียณอายุราชการในตำแหน่งผู้นำสูงสุดของตำรวจเหมือนกับ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ อดีต ผบ.ตร. ที่ทำหน้าที่ผู้นำสูงสุดขององค์กรตำรวจไปจนเกษียณ

ก่อนเกิดการรัฐประหารหลายฝ่ายมองว่าจะมีนายตำรวจ 4 คนที่เป็นตัวเต็งว ผบ.ตร.คนที่ 10 ประกอบด้วย

1.“บิ๊กเอก” พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร.
2.“บิ๊กจูดี้” พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร.
3.“บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบ.ตร.
4.“บิ๊กย้อย” พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร.

ทั้งนี้ “บิ๊กย้อย” นับว่าเป็นคนหนึ่งที่มีความโดดเด่น โดยจะเกษียณอายุราชการในปี 2558 และหากจำกันได้นายตำรวจใหญ่คนนี้ คือคนคุมกำลังตำรวจหลายหมื่นนายสกัดม็อบ กปปส. ลงทุนลงแรงอย่างเต็มที่ จนมั่นใจว่าตำแหน่ง ผบ.ตร. ต้องตกเป็นของ พล.ต.อ.วรพงษ์เพราะการทุ่มแรงกายแรงใจมากมาย ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีประทับใจ ผนวกกับมีแรงผลักดันจากร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ยิ่งช่วยราศีของบิ๊กย้อยในเวลานั้นเปล่งประกายขึ้นมาทันที

ขณะที่ “บิ๊กจูดี้” รอง ผบ.ตร.ที่ควบตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) จะเกษียณอายุราชการในปี 2559 เปรียญเสมือนดั่งเงาตามตัว “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี

เพราะไม่ว่ายิ่งลักษณ์จะไปปรากฏกาย ณ ที่ใด จะต้องมี พล.ต.อ.พงศพัศ ติดตามไปด้วยแทบทุกครั้ง

อีกทั้งยังเข้าขากับนักการเมืองพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างดี เพราะผ่านการกรำศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งล่าสุดด้วยกันมา ไม่แปลกที่ พล.ต.อ.พงศพัศ จะถูกยกให้เป็นตัวเต็งอีกรายในเวลานั้น

ทว่าสุดท้ายทั้งบิ๊กย้อยและบิ๊กจูดี้ต้องพลาดหวัง เพราะรัฐบาลพรรคเพื่อไทย หมดอำนาจลง จากอำนาจการรัฐประหารของ คสช. โดยที่ คสช.เองก็มีแผนจะปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติในเชิงโครงสร้าง ส่งผลให้เกิดการล้างบางตั้งแต่ระดับบนลงมายังระดับล่าง

ส่วน “บิ๊กเอก” อีกหนึ่งนายตำรวจใหญ่ไม่ได้จบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นนักเรียนนายร้อยอบรม จะเกษียณอายุราชการในปี 2559 เป็นนายตำรวจที่เชี่ยวชาญงานด้านสอบสวน แม่นยำในข้อกฎหมาย ได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบคดีสำคัญๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง

แม้ในอดีตจะเคยเป็นหัวหน้าสำนักงาน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีตรองนายกรัฐมนตรี แต่ที่ผ่านมาไม่ได้เลือกข้างชัดเจน สามารถประสานงานกับนักการเมืองได้ทุกขั้วทุกยุค จึงเป็นตัวเลือกหนึ่งในสถานการณ์การเมืองสองขั้ว

แต่ทว่าเมื่อไพ่ถูกล้างใหม่หมดโดยอำนาจของ คสช.ทำให้ไม่มีใครโดดเด่นขึ้นมาเท่าไหร่นัก โดยอีกไม่เกิน 2 เดือนข้างหน้า พล.ต.อ.วัชรพล รักษาการ ผบ.ตร. ต้องดำเนินการสรรหาแม่ทัพสีกากีคนใหม่แทน พล.ต.อ.อดุลย์ ที่จะเกษียณอายุราชการในปีนี้ ซึ่งนับว่าจะมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะเป็น ผบ.ตร. ภายใต้บรรยากาศของการรัฐประหาร

สถานการณ์การช่วงชิงตำแหน่ง ผบ.ตร.เวลานี้ ในแวดวงสีกากีต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าตัวเต็งที่อยู่ในข่ายได้รับการพิจารณามากที่สุดมีอยู่ด้วยกัน 2 คน คือ “บิ๊กเปี๊ยก” พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ รอง ผบ.ตร. กับ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ เพราะทั้งสองฝ่ายมีความสนิทแนบแน่นกับกองทัพ

สำหรับ “พล.ต.อ.ชัชวาลย์” เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 30 และจะเกษียณอายุราชการในปี 2558 ปัจจุบันได้รับมอบหมายจาก คสช.ให้ทำหน้าที่รักษาการอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

พล.ต.อ.ชัชวาลย์ เป็นนายตำรวจที่มีความชำนาญด้านกฎหมาย มีสายสัมพันธ์ดีกับอดีตบิ๊กกองทัพ และมีดีกรีเป็นถึงผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และผู้บัญชาการกองบัญชาการศึกษา มาก่อน นอกจากนี้ ยังใช้ชีวิตเส้นทางการทำงานแบบเรียบง่าย ไม่ค่อยจะมีชื่อติดในพื้นที่สื่อมวลชนมากมายนัก

ส่วน พล.ต.อ.สมยศ เป็นตัวเต็งที่กำลังมาแรง โดยเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 31 และจะเกษียณปี 2558 ไม่เพียงเท่านี้ยังเป็นคนสนิทของพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. น้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ. ซึ่งคงไม่ต้องบอกว่า พล.อ.ประวิตร มีความสำคัญอย่างไรกับ คสช.ในปัจจุบัน

บิ๊กอ๊อดมีความโดดเด่นตรงที่เป็นคนใจถึงทำงานตรงไปตรงมา มีมวลมิตรสายการเมือง ทหาร ข้าราชการ นักธุรกิจ อย่างครบครัน และที่สำคัญเป็นนายตำรวจที่รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง ย่อมส่งผลให้มีความแนบแน่นกับ คสช.อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้วไม่ว่าใครจะสมหวังหรือผิดหวัง แต่ยังมีเก้าอี้ในตำแหน่งใหญ่อย่างอธิบดีดีเอสไอ และเลขาธิการ ป.ป.ส. ที่ คสช.พร้อมจะให้คนพลาดหวังเข้ามาทำงาน

แต่รับรองได้ว่ามาถึงขนาดนี้แล้วคงไม่มีใครเอาเก้าอี้อื่นมาแลกกับเก้าอี้ ผบ.ตร.แน่นอน

 

“ข่มขืน=ประหาร”ทัศนะสังคมลงโทษอย่างไรจึงสาสม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2557 เวลา 13:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1mDxwJK

"ข่มขืน=ประหาร"ทัศนะสังคมลงโทษอย่างไรจึงสาสม?

โดย…โพสต์ทูเดย์ออนไลน์

“โทษประหารชีวิต”ถือเป็นมาตรการลงโทษที่เก่าแก่และรุนแรงที่สุดในกฎหมายไทย

ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑติยสถาน พ.ศ.2542 ได้ให้ความหมายคำว่า “ประหารชีวิต” ว่า “ฆ่า” “ทำลาย” “ลงโทษ”

ปัจจุบันมีประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้ว 140 ประเทศ ขณะเดียวกันยังมี 58 ประเทศที่ยังคงมีโทษประหารชีวิตอยู่ และหนึ่งในนั้นคือประเทศไทย

หลังคดีข่มขืนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและที่สำคัญเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดกระแสการสนับสนุนให้เพิ่มโทษกฎหมายลงโทษผู้กระทำผิดในข้อหากระทำชำเราให้รุนแรงยิ่งขึ้น มีการก่อตั้งเพจเฟซบุ๊ก “พวกเราต้องการเปลี่ยนกฎหมาย คดีข่มขืนให้ลงโทษประหารชีวิตเท่านั้น” รวมถึงภาพของชายคนหนึ่งที่ยืนถือป้ายเรียกร้องที่มีข้อความระบุว่า “อยากให้คดีข่มขืนถูกประหาร” บริเวณป้ายรถเมล์สยามเซนเตอร์

ล่าสุดกับคดี “วันชัย แสงขาว” คนร้ายก่อเหตุทำร้ายและข่มขืนเด็กหญิงวัย 13 ปีบนขบวนรถไฟสายนครศรีธรรมราช-กรุงเทพ ก่อนจะโยนร่างที่ยังมีลมหายใจของเด็กน้อยออกมาทางหน้าต่างขณะที่รถไฟกำลังวิ่งจนทำให้เธอเสียชีวิต ก็ทำให้เกิดเสียงสนับสนุนให้มีการเพิ่มโทษประหารชีวิตแก่ผู้กระทำผิดในข้อหากระทำชำเรา อย่างกว้างขวาง

ทั้งหมดนี้กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้งว่าสมควรแล้วหรือไม่ที่จะสังคมไทยยังต้องมีโทษประหารชีวิต

บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ดาราดังได้โพสต์อินสตาแกรมอาสาเป็นผู้รวบรวมรายชื่อเสนอขอแก้ไขกฎหมายเพิ่มโทษประหารแก่คนร้ายคดีข่มขืน

เธอระบุว่า ถึงเวลาขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนคนไทย บุ๋มขอรวบรวมรายชื่อเพื่อทำบัญชีหางว่าวแนบเอกสารขอเปลี่ยนแปลงกฎหมาย ข่มขืนต้องประหาร! สำเนาบัตรประชาชน เซ็นกำกับคาดหน้าว่า “เพื่อเสนอเปลี่ยนแปลงบทลงโทษข่มขืนเท่านั้น” พร้อมลายเซ็นและวันที่ ขอพลัง 1 แสนคนค่ะ แล้วบุ๋มจะไปยื่นด้วยตัวเองเพื่ออนาคตลูกหลานของเรา!

เช่นเดียวกับดารา ศิลปินชื่อดังหลายรายที่ต่างพร้อมใจโพสต์อินสตาแกรมสนับสนุนให้มีการเพิ่มโทษประหารชีวิตแก่คนร้านคดีข่มขืนเช่นเดียวกัน

อรสม สุทธิสาคร นักเขียนสารคดีชื่อดัง เจ้าของผลงานหนังสือตีแผ่ด้านมืดของสังคมไทยอย่าง ‘คุก’ ‘มือปืน’ ‘สนิมดอกไม้’ ควบคู่กับวิทยากรอบรมการเขียนเพื่อบำบัดให้แก่นักโทษประหารเรือนจำกลางบางขวางมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

เธอยืนยันว่าเข้าใจถึงทัศนะของสังคมที่ต้องการให้มีโทษประหาร แต่โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับโทษประหาร

ทุกคนก็รักลูก รักพี่ รักน้องตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ชีวิตผู้หญิงคนหนึ่ง เด็กคนหนึ่งที่มันต้องพังพินาศ  ช็อก หวาดกลัว ฝันร้ายตลอดชีวิตที่เหลือ เป็นธรรมดาที่จะเราจะคับแค้นใจ อยากให้ประหารชีวิตตายตกไปตามกัน แต่จากประสบการณ์ทำงานที่ได้มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้ชีวิตนักโทษประหารหลายคดี มองว่าการลงโทษประหารไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา

โดยเฉพาะผู้ต้องหาที่กระทำความรุนแรงทางเพศกับผู้หญิงและเด็ก ส่วนใหญ่มักจะมีภูมิหลังที่ไม่เหมือนคนธรรมดา ยกตัวอย่างกรณีของติ๊งต่าง ชีวิตของคนๆนี้มีบาดแผลใหญ่ๆถึง 3 แผล หนึ่ง เป็นเด็กที่เติบโตขึ้นมาโดยไม่รู้พ่อไม่รู้แม่ สอง ถูกพ่อแม่บุญธรรมเอาไปเลี้ยงต่อแบบไม่ดีพอ ไม่รู้ว่าความรัก ความอบอุ่นคืออะไร ไม่เคยรู้ถึงความเมตตา ความดีงาม ไม่ได้รับการปลูกฝังให้เกิดคุณธรรม แม้กระทั่งปฎิสัมพันธ์กับคนอื่น  ระบบระเบียบกติกาสังคม  สาม เคยถูกล่วงเกินทางเพศตอนอายุ 6 ขวบ เมื่อครั้งอยู่ในสถานสงเคราะห์ ชีวิตทั้งชีวิตที่ถูกกดขี่อยู่ใต้อำนาจ ถูกเหยียบย่ำข่มเหงมาตลอด เพราะฉะนั้นเขาก็จะเลือกที่จะแสดงกับเด็ก นอกจากทั้ง 3 บาดแผลที่เราได้รู้ เชื่อว่ายังมีอีกหลายปมหลายบาดแผลที่เราไม่รู้ บวกกับการกินเหล้าเข้าไปก็ไม่มีสติสตัง ความเก็บกด ความไม่รู้ผิดรู้ชอบ รู้ดีรู้ชั่ว ก็จะถูกถ่ายทอดออกมาอย่างรุนแรง”

อรสมบอกว่ามองอีกด้านของสังคม ฆาตกรคนนี้ก็ถือเป็นเหยื่อของสังคมเหมือนกัน เปรียบเสมือนต้นไม้ต้นหนึ่งที่เติบโตมาอย่างแคระแกร็น ไม่ได้รับการรดน้ำ ใส่ปุ๋ย พรวนดินให้งอกงาม มีแต่ปาฏิหาริย์เท่านั้นที่จะช่วยให้คนแบบนี้เติบโตมาเป็นคนดี แข็งแรง และสวยงามได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่น่าประหลาดใจเลยที่เขาจะกลายมาเป็นเช่นนี้

“โทษประหารไม่สามารถแก้ปัญหาตรงนี้ได้ จริงๆหน้าที่ของสื่อก็ควรให้ความรู้แก่สังคมด้วย อยากให้เสนอ ตีแผ่ให้เห็นถึงรากเหง้าที่มาที่ไปของผู้กระทำด้วยว่าเขาเป็นมายังไง เติบโตมาเช่นไร เพื่อนำไปสู่ทางแก้ไข”

เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าโครงการศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา ให้ทัศนะว่า บางคนก็เป็นผู้ป่วย บางคนก็เลวโดยสันดาน เรื่องที่คนออกมารณรงค์ให้ลงโทษประหาร ผมเข้าใจหัวอกพวกเขาเป็นอย่างดีในฐานะคนที่ทำงานคลุกคลีกับพ่อแม่ของเหยื่อ มันเป็นความเจ็บปวด เป็นความรู้สึกที่เลวร้ายมาก เขามีสิทธิ์คิดว่าคนที่ทำผิดต้องได้รับโทษอย่างสาสม

เพียงแต่ว่ามุมหนึ่งอาจจะต้องมองลักษณะของผู้ก่อเหตุด้วย คนๆนั้นอาจจะเป็นผู้ถูกกระทำของคนในสังคมเช่นกัน บางทีเราอาจไม่ได้มองลึกลงไปถึงธาตุของเขา ไม่ได้มองถึงแรงจูงใจ หรือสาเหตุในการกระทำ บางทีเขาอาจจะป่วย ต้องได้รับการรักษา

ถามว่าจะต้องถึงขั้นประหารเลยหรือ คงไม่ถึงขนาดนั้น แต่คิดว่าจะทำยังไงกับผู้ก่อคดีทางเพศที่ทำต่อเด็กภายหลังจากรับโทษแล้ว ในอเมริกาเขาใช้การบำบัด และทำแบล็คลิสต์ เช่นคุณออกจากคุกมา ไม่ว่าจะไปที่ไหนจะต้องแจ้งกับเจ้าหน้าที่ในเขตนั้นทราบ เพื่อจะได้เฝ้าระวังจากบุคคลอันตรายเหล่านี้ได้

โดยส่วนตัวผมคิดว่าต้องไปเรียกร้องกับหน่วยงานรัฐ เพื่อทำให้เกิดกรอบที่สามารถควบคุมได้ อยากให้รณรงค์เป็นในลักษณะแบบนั้นมากกว่าที่จะไปให้ถึงขั้นประหารชีวิต ในระดับสากลเขาเริ่มยกเลิกโทษประหารกันแล้ว ภายใต้หลักคิดที่มีเหตุมีผล ไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิมนุษยชน แต่มีผลวิจัยออกมาว่าโทษประหารไม่ได้มีผลให้สถิติก่ออาชญากรรมเพิ่มขึ้นหรือลดลง การจับกุมอย่างเคร่งครัดจะทำให้ประชาชนหวาดกลัวกับการกระทำผิดและมีผลต่อสถิติอาชญากรรมโดยตรงมากกว่า  นอกจากนี้เขามองเห็นถึงโอกาสที่จะให้คนผิดได้กลับเนื้อกลับตัวด้วย”

ข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรมระบุว่า นับตั้งแต่การเปลี่ยนการประหารจากการตัดคอมาเป็นการยิงเป้าในปี พ.ศ. 2478 – 2552 มีนักโทษถูกประหารชีวิตทั้งสิ้น 319 คนต่อมาการประหารชีวิตด้วยปืนถูกยกเลิกในปี 2546  แต่ให้ดำเนินการด้วยวิธีฉีดยาหรือสารพิษให้ตายแทน มีนักโทษชาย 4 คน ถูกประหารชีวิตด้วยการฉีดยาเป็นครั้งแรก ต่อมาได้ยุติการประหารชีวิตไป โดยระหว่างปี พ.ศ. 2546-2551 (ยังมีโทษอยู่แต่ไม่มีการนำนักโทษไปประหาร)วันที่ 24 ส.ค. 2552 มีการฉีดยาเพื่อประหารชีวิตนักโทษชาย 2 คนที่เรือนจำบางขวาง และศาลตัดสินลงโทษประหารชีวิต ทำให้จนถึงวันนี้มีผู้ถูกประหารชีวิตด้วยวิธีฉีดยาให้ตายทั้งสิ้น 6 คน

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าประเด็นเรื่องโทษประหารในประเทศไทยยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ตลอดเวลา ฝ่ายหนึ่งมองว่าอาชญากรเหล่านี้ต้องถูกลงโทษประหารชีวิตเท่านั้น เนื่องจากการได้ลดโทษ ถูกจำคุกไม่กี่ปีมีโอกาสออกมาก่อเหตุซ้ำอีก

ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าโทษประหารละเมิดสิทธิในการมีชีวิตอยู่ สร้างความทรมานต่อร่างกายและจิตใจ และไม่ได้ช่วยให้อาชญากรรมลดลงแต่อย่างใด

 

วูบกลางฟิตเนส…ภัยร้ายใกล้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2557 เวลา 18:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1mZXEce

วูบกลางฟิตเนส...ภัยร้ายใกล้ตัว

โดย….อินทรชัย พาณิชกุล

ข่าวการเสียชีวิตอย่างกระทันหันของ หนุ่มวัย 38 ปี ขณะออกกำลังกายที่ศูนย์ออกกำลังกายชื่อดังภายในห้างสรรพสินค้ากลางกรุง สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้ที่ทราบข่าวเป็นอย่างมาก

รายงานระบุว่าชายหนุ่มคนนี้ได้สมัครเป็นสมาชิกกับฟิตเนสและเดินทางมาออกกำลังกายเป็นวันแรก หลังเข้ารับการทดสอบจากที่ปรึกษาด้านการออกกำลังกายของทางฟิตเนส ก็ขึ้นวิ่งบนอุปกรณ์ลู่วิ่งไฟฟ้า ก่อนจะล้มลงและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

เมื่อตรวจสอบสัญญาของการเป็นสมาชิกฟิตเนสพบว่าไม่ได้ระบุว่ามีโรคประจำตัว ทั้งยังไม่ได้แจ้งขอเทรนเนอร์ในการออกกำลังกาย ขณะเดียวกันผลการชันสูตรพลิกศพของเจ้าหน้าที่กู้ภัยนิติเวชพบว่าผู้ตายมีโรคความดันโลหิต และมีคอลเลสเตอรอลสูงอุดตันในเส้นเลือด

วูบกลางฟิตเนส 

สาเหตุของการ “วูบ”กลางฟิตเนสในครั้งนี้ ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม

นพ.มีชัย อินวู้ด ผู้อำนวยการกองกีฬาเวชศาสตร์ การกีฬาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเสียชีวิตระหว่างออกกำลังกายเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ทว่าเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ

“ตามหลักการแล้ว ถ้าออกกำลังกายทั่วไป เช่น วิ่งจ็อกกิ้งเหยาะๆตามสวนสาธารณะ ไม่ค่อยมีปัญหา แต่การออกกำลังกายอย่างจริงจังเพื่อฝึกซ้อมเข้าแข่งขัน หรือเพิ่มกล้ามเนื้อ มีโอกาสเสี่ยงสูงกว่า โดยปกติก่อนจะสมัครสมาชิกฟิตเนส จะมีการตรวจสุขภาพอย่างละเอียด ตั้งแต่อายุ ส่วนสูง น้ำหนัก วัตถุประสงค์ของการมาออกกำลังกาย เช่น อยากมีหุ่นดี เพิ่มมัดกล้าม เพื่อให้ปอดและหัวใจแข็งแรง รวมถึงตรวจหาโรคประจำตัว เนื่องจากอาจมีโรคแอบแฝงซึ่งไม่ปรากฏอาการในยามปกติ แต่อาจปรากฏในช่วงที่กำลังออกกำลังกาย เช่น โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคปอดและทางเดินหายใจ โรคทางสมองบางชนิด โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อไขข้อต่างๆ

เล่นไม่เป็น-บ้าพลัง…เสี่ยงตาย

ณรงค์ฤทธิ์ ปิงวัง ที่ปรึกษาด้านการออกกำลังกาย เล่าถึงประสบการณ์น่าตกใจในฟิตเนสให้ฟังว่า เหตุการณ์ที่คนเล่นหักโหมจนหน้ามืดล้มศีรษะฟาดลู่วิ่ง หรือเหล็กยกน้ำหนักหล่นทับร่าง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

“ปัญหาส่วนใหญ่เกิดมาจากการไม่มีคนคอยให้คำแนะนำปรึกษาเรื่องการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี แม้แต่สอนเรื่องการใช้อุปกรณ์ต่างๆภายในฟิตเนส โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้น เหมือนเวลาเราลงเรือ ก็ต้องรู้จักเสื้อชูชีพ รู้จักวิธีการพาตัวเองให้ปลอดภัย บางคนมาถึงก็วิ่งๆๆ บางคนก็ยกๆๆ จู่ๆเกิดหน้ามืด ช็อกหมดสติ บางคนแรงหมดขณะกำลังยกอุปกรณ์จำพวกฟรีเวท เช่น ดัมเบลล์ บาร์เบลล์ เจอเหล็กหล่นทับจนได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากไม่มีคนดูแลอย่างใกล้ชิด”

กลุ่มเสี่ยงที่สุดในสายตาเทรนเนอร์ฟิตเนสคนนี้คือ พวกมือใหม่ ไร้ประสบการณ์ และพวกโชว์เก๋า บ้าพลัง

“พวกมือใหม่มักจะไม่มีความรู้เรื่องการออกกำลังกาย ไม่มีการยืดกล้ามเนื้อก่อนเล่น เล่นผิดท่า อีกพวกคือพวกที่กลับมาออกกำลังกายอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้ออกกำลังมาเป็นเวลานาน คิดว่าตัวเองแน่ บ้าพลัง คิดว่าตัวเองแข็งแรง เป็นนักกีฬาเก่าแต่ไม่ได้เล่นนาน อีกอย่างการพักผ่อนน้อย ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำก็มีส่วนทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุขณะออกำลังกายได้เช่นกัน”

คำแนะนำถึงนักออกกำลังกาย

ณรงค์ฤทธิ์แนะนำฝากไปยังผู้ที่นิยมมาออกกำลังกายตามฟิตเนสก็คือ ควรตรวจสุขภาพอย่างละเอียดก่อนสมัครสมาชิกฟิตเนส ขอคำปรึกษาในการออกกำลังกายที่ถูกต้องจากผู้รู้ และอย่าหักโหม

“การตรวจสุขภาพอย่างละเอียดทำให้รู้ว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคหอบหืด ความดันโลหิต หรือโรคอื่นๆ เพื่อดูว่าต้องมีใบรับรองแพทย์เพื่ออนุญาตในการออกกำลังกายหรือเปล่า บางคนทดสอบไม่ผ่าน ก็ต้องมีการวางโปรแกรมออกกำลังกายที่เหมาะสม ที่สำคัญมือใหม่ควรฟังคำแนะนำของเทรนเนอร์ในเรื่องการออกกำลังกายเบื้องต้น เพื่อให้รู้ว่าศักยภาพตัวเองมีแค่ไหน หากไม่พร้อมก็ต้องยืดเวลาให้ผลลัพธ์ช้าไปก่อน ห้ามหักโหมโดยเด็ดขาด”

สอดคล้องกับความคิดเห็นของ นพ.มีชัย ที่บอกว่าคนที่เสียชีวิตขณะออกกำลังกายส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงที่ใช้เรี่ยวแรงอย่างหนักหน่วง หักโหม จนร่างกายปรับตัวไม่ทัน

เปรียบเทียบกับรถยนตร์ขนาด 1.2 ลิตร วิ่งในเมืองฉิว แต่ถ้าวิ่งทางไกลอาจเกิดโอเวอร์ฮีทได้

“ข้อควรระวังก็คือ หากมีอาการเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อเป็นตะคริว เหงื่อออก ตัวเย็นผิดปกติ ให้หยุดทันที แล้วขอความช่วยเหลือจากครูฝึกหรือเพื่อนที่ออกกำลังด้วยกัน” 

ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย ให้ความเห็นว่า สถานประกอบการฟิตเนสทุกแห่งควรมีเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า (AED) ไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน รวมทั้งสอนการใช้งานอย่างถูกวิธีให้พนักงาน ขณะเดียวกันต้องมีคู่มือเบื้องต้นในการวอร์มร่างกายให้แก่ผู้ที่มาออกกำลังกายด้วย

“นักกีฬาตายในสนามกันเยอะ ก็เพราะใช้กำลังกันอย่างไม่บันยะบันยัง การออกกำลังกายที่ดีควรมีการ warm up & cool down หมายถึงการอบอุ่นร่างกาย และการยืดกล้ามเนื้อ ก่อนออกกำลังกาย และหลังออกกำลังกายติดต่อกันเป็นเวลานาน ค่อยๆผ่อนให้ร่างกายเย็นลงช้าๆ ไม่ควรหยุดออกกำลังกายทันทีทันใด”

เล่นอย่างพอดี อย่าหักโหม โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว อาจช่วยลดความเสี่ยงที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุขณะออกกำลังกายได้

 

ภารกิจคืนความยุติธรรมให้กับ”แพะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2557 เวลา 08:00 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1mYEMu7

ภารกิจคืนความยุติธรรมให้กับ"แพะ"

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

ที่ผ่านมาเกิดกรณีการจับกุมผู้ต้องหาผิดตัว หรือ “แพะ” ปรากฏเป็นข่าวโด่งดังสะท้านสังคมไทยอยู่บ่อยครั้ง

เหยื่อบริสุทธิ์รายแล้วรายเล่าที่ถูกสังเวยในความผิดที่ตนเองมิได้ก่อ นอกจากจะสูญเสียอิสรภาพ ยังต้องถูกตราหน้าจากสังคมทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงอีกด้วย

วันนี้ ชื่อของ “ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม” กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

ในฐานะคนกลุ่มเล็กๆที่กล้าออกมาต่อสู้เพื่อทวงคืนความถูกต้องให้แก่ประชาชนที่ไม่ได้รับความป็นธรรม

วัดได้จากผลงานชิ้นสำคัญ อาทิ การรื้อฟื้นคดีผู้ช่วยพยาบาลสาว รพ.กรุงเทพ สาขาเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ที่ถูกระบุว่าผูกคอฆ่าตัวตาย ทว่าภายหลังได้มีการรวบรวมหลักฐานและพยานใหม่ นำไปสู่การจับกุมคนร้ายตัวจริงได้ คดีช่วยเหลือสองหนุ่มชาวนครพนมที่ตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ายาเสพติด หลังถูกยัดยาบ้าจำนวน 198 เม็ดพร้อมโทรศัพท์มือถือ 9 เครื่องไว้ในรถขยะเข้าไปในเรือนจำจ.นครพนม การช่วยเหลือหนุ่มรายหนึ่งที่ถูกตำรวจและเจ้าหน้าที่ปปส.ยัดยาบ้า 7,000 เม็ด จนถูกจำคุกนานเกือบ 2 ปีให้ได้รับอิสรภาพ พร้อมทั้งยังได้รับเงินเยียวยาจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ไม่นับคดีอื่นๆอีกมากมายที่ไม่เป็นข่าว

อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เปิดเผยถึงแรงบันดาลใจในการก่อตั้งชมรมว่ามาจากประสบการณ์อันเลวร้ายในอดีตที่เคยถูกกลั่นแกล้งรังแกอย่างไม่เป็นธรรม

ก่อนหน้านี้ อัจฉริยะเป็นวิศวกรโยธาประกอบอาชีพทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง อยู่มาวันหนึ่งเขาถูกลูกค้าโกงเงิน 2 ล้านบาท จึงตัดสินใจยกเลิกงาน เก็บข้าวของกลับบ้าน แต่กลับโดนหมายเรียกในคดีข้อหาบุกรุกทำให้เสียทรัพย์

“งงมาก โดนได้ยังไง พอไปถามพนักงานสอบสวนกลับถูกตะคอก“กูบอกว่ามึงผิดไง ไปสู้เอาที่ชั้นศาลโน่น” คดีใช้เวลารวดเร็วมากเพียง 37 วันในการส่งสำนวนฟ้อง ผมรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม”

เขาใช้เวลานานสองปีเต็มในการสู้คดี ธุรกิจล้มละลาย ลูกๆต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน แม้ในที่สุดศาลตัดสินยกฟ้อง แต่ยังถูกกลั่นแกล้งด้วยการไม่ลบประวัติอาชญากร ทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ เขาตัดสินใจพาลูกเมียไปนั่งประท้วงหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งเมื่อปี 2553

“ระหว่างการต่อสู้คดี ผมต้องวิ่งรอกขึ้นโรงพักขึ้นศาลนับครั้งไม่ถ้วน เห็นชาวบ้านตาดำๆตกเป็นเหยื่อ ต้องเที่ยวไปหยิบยืมเงิน บางคนเอาบ้าน เอาที่ดินไปจำนอง บางคนทรัพย์สินแทบหมดตัว เพื่อนำเงินมาสู้คดี จำนวนไม่น้อยโดนทนายโจรหลอก เสียทั้งเงิน แถมยังต้องติดคุก ผมเลยสาบานว่าจากนี้เป็นต้นไปจะช่วยเหลือชาวบ้านให้ได้รับความยุติธรรม”

ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมก่อตั้งในปี 2554 จุดมุ่งหมายสำคัญคือการให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายแก่ประชาชนที่ถูกกลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความเป็นธรรม อันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาดของเจ้าหน้าที่รัฐ

โดยเฉพาะคนจน คนตัวเล็กตัวน้อยด้อยโอกาสในสังคมที่ไม่มีเงินประกันตัว ไม่มีเงินว่าจ้างทนายความมาสู้คดี

“เราเน้นทำคดีเรื่องแพะเป็นหลัก เพราะเป็นภัยร้ายแรงมากของกระบวนการยุติธรรมเมืองไทย เชื่อไหมว่าทุกวันนี้มีแพะถูกตัดสินจำคุกอยู่ในเรือนจำทั่วประเทศมากกว่า 8,000 รายในความผิดที่ตัวเองไม่ได้ก่อ

สาเหตุหลักมาจากกระบวนการชั้นต้นของพนักงานสอบสวน หรือตำรวจที่เร่งรัดในการปิดคดี โดยอาจมีหลักฐานและพยานประกอบไม่กี่อย่าง แต่ใช้อำนาจจับกุมคนมารีดเค้น บางรายอาจถูกซ้อมบังคับให้รับสารภาพ ก่อนส่งสำนวนให้อัยการเป็นผู้สั่งฟ้อง สุดท้ายศาลก็ตรวจดูหลักฐาน และประจักษ์พยาน แล้วจึงพิจารณาตัดสินคดี

นอกจากนี้อาจเกิดความไม่รู้ของผู้ต้องหาด้วย คนจนส่วนใหญ่ผู้ต้องหามักถูกข่มขู่ให้กลัว ถึงแม้ไม่ผิด แต่อ่านหนังสือไม่ออกถูกหลอกให้เซ็นชื่อก็มีเยอะ หลายคนไม่รู้สิทธิที่จะปฏิเสธการให้การ สิทธิ์ในการขอพบทนาย อีกอย่างเวลาคนจนไปขึ้นศาล ไม่สามารถหาทนายดีๆได้ เพราะไม่มีเงินจ้างทนายเก่งๆ ต้องไปใช้ทนายขอแรง ซึ่งหลายคนขาดประสบการณ์ แถมไม่ลงพื้นที่จริง ทำให้เสียเปรียบมาก กว่า 90 % มักแพ้คดี บางคนเจอทนายโจร หลอกเอาเงิน แล้วทิ้งคดีก็มีเยอะ”

ภายใต้เงินสนับสนุนและการช่วยเหลือจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ประกอบด้วยนักการเมือง ผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ-ทหารชั้นผู้ใหญ่ เจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ นักธุรกิจ ทนายความ ล้วนไม่ประสงค์เปิดเผยชื่อเสียงเรียงนาม

“ผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านนี้ถ้าเอ่ยชื่อมา ทุกคนรู้จักกันทั้งประเทศ คนดีๆทั้งนั้น นอกจากนี้เราใช้วิธีรับทำคดีจากคนรวย เงินที่ได้มาก็เอามาช่วยคนจนนี่แหละ เพราะค่าใช้จ่ายอย่างค่าเดินทาง ค่ารถ ค่าเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่ากิน ค่าจิปาถะในการสู้คดี เขาดูแลหมด ส่วนคนจนไม่ต้องพูดถึง อย่าว่าแต่ช่วยเขา บางทีก็ต้องให้เงินใช้ด้วยซ้ำ”

นอกเหนือจากคดีอาชญากรรมที่ถูกส่งเรื่องเข้ามาเป็นส่วนใหญ่ผ่านทางจดหมาย โทรศัพท์ แม้กระทั่งเพจเฟซบุ๊กชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม www.facebook.com/Helpcrimevictimclub ยังมีคดีประเภทฉ้อโกง ภาษี ที่ดิน มรดก จนถึงไกล่เกลี่ยปัญหาข้อพิพาทในครอบครัวด้วย

“คดีที่ไม่ค่อยอยากรับทำคือคดีเกี่ยวกับยาเสพติด เสี่ยงมาก มันก้ำกึ่ง เราต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ที่ผ่านมามีร้องเรียนเข้ามากว่า 100 คดี แต่พบว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จริงๆแค่ 2 ราย”

เขายอมรับว่าไม่เคยโดนข่มขู่ ไม่เคยถูกคุกคามทำร้าย ทั้งยังได้รับความร่วมมือจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างดี

“ผมไม่เคยกลัว ถ้าทำดี ช่วยเหลือประชาชน แล้วกลัวถูกฟ้อง กลัวโดนข่มขู่ ถ้ายังถูกลงโทษ ต่อไปก็ไม่มีใครกล้าทำความดีกันแล้ว”

ขณะเดียวกันพื้นที่ข่าวก็มีความสำคัญไม่น้อยที่ทำให้คดีได้รับความสนใจจากสังคม

“เมื่อก่อนต้องง้อนักข่าว เวลาจะต้องพาเหยื่อไปตั้งโต๊ะแถลง แต่เดี๋ยวนี้มีสื่อออนไลน์ช่วยได้เยอะมาก บางคดีที่เรากำลังทำอยู่ในความสนใจของประชาชน เขาก็แชร์ต่อกันไป ขณะเดียวกันเราได้รับความอนุเคราะห์จากรายการสถานีประชาชน ทางไทยพีบีเอส รายการปากโป้ง ทางช่อง 7 ในหลายๆครั้ง รวมถึงรายการสืบจากข่าว ทางคลื่นวิทยุ 100.5 เอฟเอ็ม”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชื่อชั้นบารมีของชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมยังถือได้ว่า”โนเนม” ทว่าเครดิตที่สั่งสมมาทีละน้อยจากผลงานในช่วงสามปีผ่านมา ทำให้เริ่มเป็นที่รู้จักของประชาชน แต่ละวันมีคนเข้ามาขอความช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก

“ความภูมิใจสูงสุดคือได้ช่วยเหลือเหยื่อให้ได้รับอิสรภาพ พ้นมลทินจากความผิดที่เขาไม่ได้กระทำ ผมทำงานตรงนี้ได้เจอความโหดร้ายทุกรูปแบบ บางคนชีวิตพังพินาศกว่าผมหลายเท่า สิ่งเหล่านี้มันทำให้เราฮึด ทำให้ต้องทำงานหนักมากขึ้นเป็นทวีคูณชนิดว่าไม่มีวันหยุดกันเลย เพื่อแข่งกับเวลา เพราะเวลาที่เขารอเรานั้นมีค่ามาก ทุกนาทีเหมือนตกนรกทั้งเป็น”

กล่าวกันว่าเรื่อง”แพะ”เป็นปัญหาที่มิอาจป้องกันล่วงหน้าได้ ไม่มีใครรู้ว่าความซวยจะมาเยือนเมื่อไหร่ บางคนอยู่บ้านเฉยๆกลับถูกบุกเข้าไปตรวจค้นและยัดยาเสพติด บางคนจอดรถเติมน้ำมันอยู่ดีๆ ขับรถออกไปเจอด่านแล้วตรวจพบว่ามียาบ้าซุกซ่อน โดยมือที่มองไม่เห็น

ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม บอกว่าอย่านิ่งเฉย หากรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องลุกขึ้นสู้ทุกวิถีทาง เพื่อทวงความยุติธรรม ทวงคืนศักดิ์ศรีกลับคืนมาให้ได้

“ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าเรารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม อย่านิ่งเฉย การนิ่งเฉยไม่ทำอะไรเท่ากับเรากำลังรอความตาย ต้องสู้ทุกรูปแบบ ทางไหนก็ต้องทำ อย่าหวังพึ่งศาล ถ้าจะให้ดีสุดต้องอยู่ในชั้นสอบสวน ตราบใดที่เรื่องยังไม่ขึ้นสู่ชั้นศาล สู้ได้แน่นอน เราช่วยได้เป็นร้อยๆคดีแล้ว

ผมศึกษากฎหมายทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต สอบถามจากผู้รู้ นั่งอ่านตำรากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดี จ้างนักสืบเอกชน บางครั้งก็ต้องนำทีมกฎหมายลงพื้นที่จริง เพื่อเสาะแสวงหาหลักฐาน คุยกับพยาน ถ่ายวิดีโอเก็บไว้ ทำทุกทางเพื่อแสวงหาข้อมูลข้อเท็จจริงที่จะช่วยลูกความให้หลุดพ้นข้อกล่าวหาได้”

ทั้งหมดนี้คือ วีรกรรมของกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งที่ยื่นมือช่วยเหลือประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกลั่นแกล้งไม่ได้รับความเป็นธรรม ให้กลับมามีชีวิต มีศักดิ์ศรีอีกครั้ง

 

เครื่องสำอางเถื่อนเกลื่อนเน็ตอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2557 เวลา 15:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1mwtOBF

เครื่องสำอางเถื่อนเกลื่อนเน็ตอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

โดย…นรินทร์ ใจหวัง

เมื่อวันที่1 ก.ค.57 ที่ผ่านมา ศูนย์บริหารสาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อม(บก.ปคบ.)จับมือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เผาทำลายผลิตภัณฑ์เสริมความงามและเสริมสุขภาพที่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากอย.น้ำหนักกว่า 20 ตัน รวมมูลค่ากว่า 250 ล้านบาท

แม้ผลิตภัณฑ์ที่ถูกจับกุมและนำมาเผาทำลายจะมีเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับปริมาณของผลิตภัณฑ์เถื่อนเหล่านี้ที่มีผู้นำมาจำหน่ายกันอย่างโจ๋งครึ่มผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและสังคมออนไลน์

เมื่อลองสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องสำอางในอินเทอร์เน็ตก็พบว่านอกจากการจำหน่ายแล้วยังมีธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้สารพัด ทั้งการรับผลิตครีม ที่อวดอ้างว่าลงทุนน้อยกำไรงาม, ครีมแบ่งขายเป็นกิโลกรัม, อาชีพรับจดทะเบียน อย.

สำหรับเครื่องสำอางที่มีผู้นำมาจำหน่ายผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพอจะแบ่งได้เป็น 4 ชนิดใหญ่คือ

หมวดครีม โลชั่น สกินแคร์ skin care ที่ถือเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ยกตัวอย่างสินค้าเช่น ครีมโสมหน้าใส มาร์กหอยทากหน้านุ่ม โลชั่นเต้าหู้เร่งผิวขาว ครีมโดสหน้าขาวพร้อมสารกันแดด เซรั่มลดริ้วรอย ซีซีครีมนำเข้าส่วนผสมจากเกาหลีสำหรับผิวหน้าและกาย  ครีมทาหน้าอกชมพู รักแร้ดำ สนนราคาตั้งแต่ไม่ถึงร้อยจนถึงหลักพัน

หมวดสารทำความสะอาด cleansing อาทิ สบู่ก้อน และเหลวซึ่งเป็นที่ชื่นชอบอย่างมากของสาวๆ  เพราะมีให้เลือกหลายหลายสูตร เช่นมะละกอ ส้ม สตรอเบอร์รี่ สูตรคอลลาเจน นม กลูต้าไธโอน สูตรน้ำเเร่หลายเจ้ามีสีสันฟรุ้งฟริ้งไม่แพ้สายรุ้งที่เดียว

หมวดเครื่องสำอางตกแต่ง make up โดยสินค้าที่ขายคล่องที่สุด จะเป็นประเภทลิปสติก ทิน (Tint)สูตรเกาหลี แป้งเค้กทานหน้าเต้าหู้ญี่ปุ่น มาสคาร่า ขนตาปลอม อายแชโดว์ บรัชออนหน้าฉ่ำแบบสาเกาหลี ไปจนถึงบิ๊กอายส์ตาโตหลายลวดลาย

หมวดอาหารเสริม ยาบำรุง มีสารพัดสำหรัยทุกเพศ อาทิ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณสดใส ขาว สารสกัดธรรมชาติ(ส่วนใหญ่เป็นผลไม้) ทั้งแบบชง แบบเม็ด กลูต้าไธโอน คอลลาเจนจากปลาทะเลน้ำลึก Q10 เมล็ดองุ่นผิวใส ลดริ้วรอย ยาเสริมหน้าอก

ผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนจากสาหร่าย สารดักจับไขมันจากเชอร์รี่ และเพิ่มฮอร์โมนสำหรับสาววัยหมดประจำเดือน

ขณะที่ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชาย มีทั้งผลิตภัณฑ์ช่วยสร้างกล้ามเนื้อลดความอ้วน

สำหรับสาวห้าว เป็นผลิตภัณฑ์ลดหน้าอกให้เล็กจนกลายเป็นกล้ามเนื้อ เพิ่มหนวดเครา และเสียงให้ทุ้มขึ้น และสาวประเภท 2 จะมีผลิตภัณฑ์ช่วยเพิ่มหน้าอก หน้าใส ผิวขาว ลดการเกิดหนวดเครา

ทั้งหมดทั้งมวลหากไม่ผ่านการขึ้นทะเบียนจาก อย. นั่นก็หมายความผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบว่าปลอดภัยต่อผู้บริโภคหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาข่าวการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่าน อย. ก็พบว่ามีสารเคมี อย่าง สเตียรอยด์ สารปรอท กรดผลไม้เข้มข้น

นพ.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ขณะนี้มีการผลิตเครื่องสำอาง ยาบำรุงที่ผิดกฏหมายขึ้นมาอย่างมากมาย ทั้งครีมกวนเอง ครีมที่อวดอ้างเกินจริงเบื้องต้นผู้บริโภคสามารถป้องกันและตรวจสอบเครื่องสำอางที่ซื้อมาได้ด้วยตัวเองตามวิธีดังนี้

1.บนฉลากผลิตภัณฑ์ต้องมีที่อยู่ที่ชัดเจน แน่นอน เมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นสามารถตามหา หรือตรวจสอบตามที่อยู่ที่แจ้งอยู่ได้ ดังนั้นหากซื้อจากทางอินเทอร์เน็ตก็เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเป็นหลักประกันเลย

2.มีชื่อของผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจนตรงกับประเภทที่ระบุบนฉลาก

3.มีเลขจดแจ้ง10 หลัก ในกรณีที่ผู้บริโภคไม่มั่นใจว่าเลขจดแจ้งนั้นเป็นของจริงหรือไม่ สามารถดาว์นโหลดแอพพลิเคชั่นOryor Smart Application โดยภายในแอพฯ จะมีช่องให้ใส่เลขจดแจ้ง10 หลัก ซึ่งเมื่อผู้บริโภคตรวจดูเบื้องต้นแล้ว ไม่พบ หรือพบว่าไม่ตรงกับชื่อหรือประเภทเครื่องสำอางที่ซื้อมา สามารถร้องเรียนเครื่องสำอางนั้นได้ทันทีที่ สายด่วน อย.1556 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด

4.ต้องไม่มีการโฆษณาที่เกินจริง เช่น สามารถปรับผิวขาวขึ้นได้ภายใน 3-7 วัน  หรือเมื่อทาเเล้วลดไขมันได้ภายในเวลาอันสั้น เป็นต้น

ด้าน ผุดศิริ โกพลรัตน์ แม่ค้าขายส่งเครื่องสำอางรายใหญ่ของภาคอีสานบอกว่า มีวิธีเลือกสินค้าที่จะนำมาจำหน่ายในร้านโดยการนำมาทดลองใช้กับตัวเองก่อน

เรื่องแรกที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากคือ สินค้าในร้านทุกตัวจะต้องผ่านการตรวจของ อย. หรือต้องมีเลขจดแจ้งในเบื้องต้น และตนเองจะต้องศึกษา ข้อมูลจากรีวิวในอินเทอร์เน็ต ในหลายๆ เว็บ เพื่อดูโพสต์ข้อดีข้อเสียหลังจากนั้นก็ต้องหาซื้อมาใช้กับตนเองเสียก่อน หลักๆ เลยต้องดูลักษณะแพคเกจภายนอก ชื่อและที่อยู่ของที่ผลิต

“แม่ค้าที่ดีต้องละเอียดในการในการเลือกเครื่องสำอางมากขาย  เพราะยอมรับว่าตอนนี้เครื่องสำอางเยอะมากๆ ที่สำคัญสินค้าที่ร้านต้องมี อย.เลขจดแจ้ง มันดูปลอดภัย และลูกค้าก็เกิดความมั่นใจ”

ขณะที่ผลิตภัณฑ์เสริมความงามและสุขภาพถูกนำมาจำหน่ายผ่านทุกช่องทางออนไลน์ แถมยังโฆษณาสรรพคุณกันสารพัด ในมุมของผู้บริโภคควรต้องตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่สนใจจะซื้อหามาใช้อย่างละเอียดว่าได้รับการรับรองจากอย.หรือไม่

เพราะหากเห็นแก่ของถูก หรือ หลงเชื่อแค่เพียงคำโฆษณาแล้วซื้อหามาใช้ ความงามที่หวังจะได้อาจถูกแทนที่ด้วยความอันตรายเกินกว่าจะคาดคิด

 

ผ่าปม รธน.ชั่วคราว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2557 เวลา 09:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1mpI3Za

ผ่าปม รธน.ชั่วคราว

โดย…เลอลักษณ์ จันทรเทพ

เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นสำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่มีวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นฝ่ายคุมทีมการยกร่าง ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวจะนำมาบังคับใช้ไปจนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรในปี 2558 โดยตราบทบัญญัติไว้ประมาณ 4445 มาตรา

นอกจากกำหนดให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 200 คน และสภาปฏิรูปแห่งชาติจำนวน 250 คน ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วนั้น ยังมีประเด็นที่ คสช.พิจารณาปรับแก้ไข เช่น

จะทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สภาปฏิรูปประเทศพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่ กล่าวคือ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านขั้นตอนการลงมติจากสภาปฏิรูปประเทศแล้ว จะให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย หรือเมื่อผ่านจากสภาปฏิรูปประเทศแล้วให้ส่งไปให้ประชาชนลงประชามติก่อน หากผ่านแล้วค่อยทูลเกล้าฯ ถวาย

การให้อำนาจ คสช. และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มาจากการแต่งตั้งของหัวหน้าคณะ คสช. มีอำนาจในการปลดรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล คสช.ได้หรือไม่

นายกรัฐมนตรีที่จะตั้งขึ้น จะต้องแถลงนโยบายต่อที่ประชุม สนช. ก่อนเข้าทำหน้าที่หรือไม่ หรือได้รับการโปรดเกล้าฯ แล้วก็ให้ทำหน้าที่ได้เลยไม่ต้องแถลงนโยบาย

ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวจะให้มีศาลรัฐธรรมนูญต่อไปหรือไม่ และจะให้ทำหน้าที่อะไร ในช่วงที่รัฐธรรมนูญฉบับถาวรยังไม่เกิดขึ้น

สำหรับประเด็นนี้ ที่ประชุม คสช.เห็นควรให้ศาล รธน.คงสภาพไว้ต่อไป และไม่มีการสั่งให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันยุติการปฏิบัติหน้าที่ เพียงแต่อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญก็จะถูกจำกัดเหลือแค่หน้าที่หลัก คือให้วินิจฉัยคำร้องว่าเรื่องไหนขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 เท่านั้น เพราะอำนาจส่วนอื่นๆ ที่เคยมีอยู่ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้ถูกยกเลิกไปหมดแล้ว

จะให้คงองค์กรตามรัฐธรรมนูญ 2 แห่ง คือ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กับคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ไว้หรือไม่

รัฐธรรมนูญชั่วคราว สิทธิของสื่อ จะเขียนไว้อย่างไร เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพสื่อไว้

การให้อำนาจ คสช. มีอำนาจเท่ารัฐบาล หรือเหนือรัฐบาล โดยให้คณะรัฐประหารสามารถควบคุมการบริหารงานรัฐบาลได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการเขียนแบบนี้ทุกครั้ง ยกเว้นรัฐธรรมนูญชั่วคราวของ คมช. ในปี 2549 ครั้งนี้ก็เชื่อว่า คสช.คงต้องการให้มีการคงอำนาจส่วนนี้ไว้ด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกันจะมีบทบัญญัติที่กำหนดไม่ให้เอาผิด คสช.ไว้ด้วย กล่าวคือ บรรดาการกระทำทั้งหลายที่ คสช.ได้กระทำในการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ตลอดจนการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าว หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจาก คสช. หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทำความผิดนั้นพ้นจากการรับผิดโดยสิ้นเชิง

โดยจะอยู่ใน 2 มาตราสุดท้ายของ 45 มาตราดังกล่าว คือ มาตราที่ 44 จะเขียนไว้ว่า ให้คำสั่งหรือประกาศต่างๆ ของ คสช.ที่ออกมาทุกฉบับ ให้ถือว่าชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญหมดทุกอย่าง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในภายหลัง โดยเฉพาะเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย

 

“จอดรถแย่”พฤติกรรมสุดยี้!ที่ใครก็เอือม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2557 เวลา 22:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1mO9jL5

"จอดรถแย่"พฤติกรรมสุดยี้!ที่ใครก็เอือม

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

เคยเห็นไหม พฤติกรรมการจอดรถยอดแย่ ชวนให้หงุดหงิดรำคาญใจสุดๆ

ทั้งจอดกีดขวาง ไม่ใส่เกียร์ว่าง แถมดึงเบรคมือ จอดชิดจนคันข้างๆถอยออกไม่ได้ จอดในที่หวงห้าม ให้คนยืนจองที่จอด เหาะขึ้นไปจอดบนฟุตบาท แม้กระทั่งแย่งที่จอดรถคนพิการ

เหลือเชื่อจริงๆ…

จอดรถ(ห่วยแตก)แบบนี้ ก็มีด้วย!!!

เพจเฟซบุ๊ก I park like an idiot Thailand. ฉันจอดรถได้งี่เง่าสุดๆ กำลังได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม

ความโดดเด่นของเพจนี้คือการเปิดพื้นที่ให้คนเข้ามาโพสต์ภาพถ่ายพฤติกรรมจอดรถอันน่ารังเกียจที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน

ผลคือมีชาวเน็ตส่งภาพมากันอย่างถล่มทลาย หลากหลายเหตุการณ์ หลากหลายสถานที่

เป็นเสียงสะท้อนว่ามันเหลืออดแล้วจริงๆ

ไล่ตั้งแต่ภาพบาดใจอย่างรถปอร์ตหรูคันละหลายสิบล้าน แต่ดันไปจอดคร่อมในที่จอดรถสำหรับผู้พิการ รถตำรวจตราโล่ห์แต่ทำผิดเสียเองด้วยการจอดในที่ห้ามจอด บางคันจอดบนฟุตบาท บางคันจอดกีดขวางทางเข้า-ออก จอดคร่อมช่อง จอดบนทางเลี้ยว จอดหน้าป้ายรถประจำทาง จอดบนคอสะพาน จอดซ้อนคันโดยไม่เข้าเกียร์ว่าง แถมยังดึงเบรคมือ

สถานที่มีตั้งแต่บนถนนใหญ่ ตรอกซอกซอย หน้าเซเว่นอีเลฟเว่น ปั๊มน้ำมัน ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หน่วยงานราชการ คอนโดมิเนียม รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร วัดวาอาราม จนถึงย่านชุมชน

ภาพแล้วภาพเล่า เผยให้เห็นยี่ห้อรถ ป้ายทะเบียน วันเวลา สถานที่ ชนิดว่าเจ้าของมาเห็นคงอยากจะแทรกแผ่นดินหนี ไม่ก็เอาหัวโขกกำแพงตายไปให้รู้แล้วรู้รอด

น่าอับอายขายขี้หน้าจริงๆ

เพจนี้ตั้งขึ้นเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกการใช้รถใช้ถนนร่วมกัน พยายามกันพวกแกะดำออกจากสังคม ประจานกันไปเรื่อยๆให้คนได้รับรู้กันว่า การกระทำแบบนี้มันไม่ดี ไม่ถูกต้อง

การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุดคือปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีให้กับบุคคลรุ่นใหม่ๆ ส่วนรุ่นเก่าๆที่เป็นไม้แก่ดัดยาก ก็ให้ไหลตายไปตามกระแสเวลาเท่านั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาอย่างเดียวครับ ส่วนการใช้บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด จับ ปรับ ยึด หรือการทำ การสอบใบอนุญาติต่างๆ มันแค่ปลายเหตุมากกว่า ทุกวันนี้คำว่า “เห็นป้ายห้ามแต่ไม่เห็นตำรวจ” ยังคงได้ยินอยู่ร่ำไป ในสังคมเมืองนอกที่เจริญแล้วก็ไม่เห็นเจ้าหน้าที่จะต้องคอยจ้ำจี้จ้ำไช สังคมเค้าก็สงบสุขเรียบร้อย”

เป็นคำชี้แจงของแอดมินเพจ I park like an idiot Thailand. ฉันจอดรถได้งี่เง่าสุดๆ

หลากหลายประสบการณ์สุดรันทด

ถ้าอยากฟังประสบการณ์สุดรันทดในการรับมือกับ “นักจอดรถยอดแย่” คนที่รู้ดีที่สุดหนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำอาคารจอดรถตามห้างสรรพสินค้า

พิชิต เจ้าหน้าที่รปภ.ประจำห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง บอกอย่างมีอารมณ์ว่าอาชีพยามเป็นอาชีพที่เครียดที่สุด

“โอ๊ย เจอมาสารพัดครับ ร้อยพ่อพันแม่ ยากดีมีจน ทั้งน่ารัก ทั้งงี่เง่า พวกแปลกๆก็เจอมาแล้วทุกรูปแบบ งานจะหนัก อากาศร้อนแค่ไหน ผมไม่เคยกลัว แต่ปวดหัวเรื่องคนนี่แหละ”

“วันก่อน ผมเข้าเวรประจำอยู่แถวโซนที่จอดรถสำหรับผู้พิการ ทางห้างมีกฎระเบียบชัดเจนว่าผู้ที่จะมาจอดได้ต้องเป็นผู้พิการที่ใช้วีลแชร์เท่านั้น มียามเฝ้าคอยอำนวยความสะดวก มีแผงเหล็กกั้น จู่ๆมีผู้ชายอายุประมาณ 50กว่าๆ มาดเหมือนเสี่ย ขับรถโตโยต้า อัลพาร์ด มาถึงก็บีบแตรใส่ ทำท่าบอกให้เอาแผงเหล็กออก เราก็ชี้แจงว่าที่นี่จอดไม่ได้ ให้เฉพาะคนพิการเท่านั้น แกเปิดกระจกตะคอกเลย “เอาแผงเหล็กออก เร็วๆ กูวนมาหลายรอบแล้ว ไม่มีที่จอด” เราก็นิ่ง สักพักเขาเปิดประตูลงมาเอาแผงเหล็กออกเอง แล้วขับเข้าไปจอด แต่ก่อนเดินเข้าห้าง เขาหันมาถุยน้ำลายลงพื้นแล้วมองมาทางผมด้วย”

พิชิต ยอมรับว่ายามตัวเล็กตัวน้อย เงินเดือนขี้ประติ๋ว ร้อยทั้งร้อยพอเห็นรถหรูๆ แพงๆก็เกิดความเกรงกลัว ไม่อยากให้มีเรื่องมีราว เพราะสู้ให้ตายก็ไม่มีวันชนะ

วินัย เจ้าหน้าที่รปภ.อีกคนหนึ่ง เล่าว่าบางคนหน้าตาดี แต่งตัวภูมิฐาน ดูมีการศึกษา มีความรู้ มีมารยาท แต่กลับมักง่าย อยากจอดตรงไหนก็จอด ไม่แคร์คนอื่น

“บางคนก็กร่าง พอเราเถียงก็เจอร้องเรียน อ้างว่ารู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ จะเอาเราออกจากงานให้ได้  ดูถูกเหยียดหยามสารพัด บางคนเป็นผู้หญิงพูดจาน่ารัก แต่ไม่มีทีท่าว่าจะสำนึกผิดเลย”

ทั้งคู่บอกว่าเมื่อลูกค้าจอดรถไม่ดี เจ้านายมาเห็นก็โดนดุฐานปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง เจ้าของรถที่ถูกจอดขวางก็ตำหนิหาว่าทำไมปล่อยให้จอดแบบนี้ และพอยกรถ หรือเคลื่อนย้าย ดีไม่ดีอาจโดนเจ้าของรถด่าถ้อยคำรุนแรงอีก พูดง่ายๆว่าโดนหนักทุกทาง

ดำรงค์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายอาคารสถานที่ของห้างดังแห่งหนึ่ง เปิดเผยถึงมาตรการการแก้ไขปัญหา กรณีมีรถจอดกีดขวางไม่เป็นระเบียบว่า

“สมมติว่ามีลูกค้าถูกจอดรถขวางโดยไม่ใส่เกียร์ว่าง คนอื่นเอารถออกไม่ได้ ตามชั้นต่างๆจะมี Call Point สามารถโทรเรียกเจ้าหน้าที่รปภ.ได้ จากนั้นจะแจ้งไปยังแผนก Information เพื่อประกาศแจ้งเจ้าของรถให้มาเคลื่อนย้าย เราจะเรียกหลายครั้ง หากไม่มาก็จะใช้เครื่องมือมายกรถออกไป”

เขายอมรับว่าไม่มีวันไหนที่ไม่มีปัญหา ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าทุกๆวันต้องทำการยกรถที่จอดกีดขวางไม่ต่ำกว่า 10-15 คัน

“เท่าที่เห็น รถส่วนใหญ่ที่จอดรถโดยใส่เบรคมือ ไม่เข้าเกียร์ว่าง จะเป็นรถใหม่ป้ายแดง รถหรูราคาแพง ซึ่งเกินกว่าครึ่งเป็นผู้หญิง เขาไม่ลืมนะ ผมว่าตั้งใจเลยแหละ สงสัยคงกลัวรถหาย อีกประเด็นหนึ่ง ห้างเรามีเจ้าหน้าที่รปภ.ประจำอยู่ตามที่จอดรถผู้บริหาร ที่จอดรถวีไอพี ที่จอดรถผู้พิการ หากปล่อยให้คนอื่นที่ไม่ใช่ผู้พิการเข้ามาจอดในที่ผู้พิการ รปภ.ผู้รับผิดชอบพื้นที่นั้นก็จะถูกลงโทษทางวินัยด้วย

การแก้ไขปัญหาเรื่องจิตสำนึกในการขับขี่รถ ผมว่าคงต้องเริ่มต้นที่ตัวเอง ไม่ต้องไปคาดหวังกับผู้อื่น อะไรที่มันดี ไม่ถูกต้อง เราก็อย่าไปทำ”

ง่ายๆ แต่ชัดเจนตรงไปตรงมา

แชะ แชร์ ประจาน…สุดยอดวิธีลงโทษทางสังคม

ดูเหมือนว่าทุกวันนี้มารยาทการใช้รถใช้ถนนของคนไทยนับวันจะลดน้อยถอยลง เหตุการณ์ที่ไร้จิตสำนึกกลับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

ส่งผลให้มีบางคนทนไม่ไหวตัดสินใจยกกล้องขึ้นถ่ายรูป แล้วเผยแพร่สู่โลกโซเชียล หวังประจานพฤติกรรมสุดยี้ให้สังคมตื่นตัว หันมาใส่ใจ ให้ความสำคัญ

“การประจาน ผมมองว่าเป็นการลงโทษทางสังคม ซึ่งได้ผลดีในต่างประเทศ เวลามีคนเอาเปรียบ หรือละเมิดสิทธิผู้อื่น ทุกสายตาจะมอง และเอ่ยปากบอกว่าที่คนนั้นทำมันไม่ถูกต้อง อย่างน้อยๆก็ทำให้รู้ว่าคนในสังคมส่วนใหญ่ไม่เอาพวกคุณแล้วนะ เมื่อเราเห็นภาพ คนในภาพอาจไม่รู้สึก อาจไม่ได้แก้ไข แต่เราในฐานะผู้ดูภาพมันจะจดจำแล้วบอกตัวเองเสมอว่า อย่าได้ทำในสิ่งที่น่ารังเกียจเช่นนั้น”

นี่คือมุมมองที่น่าขบคิดใคร่ครวญของประชาชนคนหนึ่งที่เห็นดีเห็นงามกับมาตรการลงโทษทางสังคมด้วยวิธีถ่ายรูปประจาน

สอดคล้องกับ พ.ต.อ.วีระวิทย์ วัจนะพุกกะ ผู้กำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.)ที่ยืนยันว่านอกจากการลงโทษทางกฎหมายต่อผู้กระทำผิดกฎจราจรแล้ว ควรต้องมีการลงโทษทางสังคมด้วย

“ผมเห็นด้วยกับการถ่ายรูปคนขับรถผิดกฎ ไร้ระเบียบวินัย แล้วส่งต่อกันไปเพื่อประณามให้สังคมรู้ว่าพฤติกรรมแบบนี้มันน่ารังเกียจ ไม่ควรเอาเยี่ยง เร็วๆนี้กำลังจะมีโปรเจกต์สำคัญของบก.จร. เป็นแฟนเพจเฟซบุ๊กชื่อ “ฝ่าฝืนกฎจราจรถูกจับแน่” เราอยากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ด้วยการถ่ายคลิปวิดีโอ หรือภาพเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎจราจรเข้ามา โดยระบุพฤติการณ์ ป้ายทะเบียน วันเวลา สถานที่ ทางเราก็จะเร่งติดตามจับกุมดำเนินคดี  เพราะผมเชื่อว่าตำรวจคือประชาชน ประชาชนคือตำรวจ ทุกคนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา

ปัญหาเรื่องการจราจรบนท้องถนนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนมากที่สุด ถ้าคนเราขับรถมีวินัย มีน้ำใจ ปัญหาก็คงไม่เกิด หรือถ้าขับรถถูกกฎก็จริง แต่ไม่มีน้ำใจ ก็เกิดปัญหาขึ้นได้เหมือนกัน”พ.ต.อ.วีระวิทย์ กล่าว

จะรีบร้อน หลงลืม หรือจะด้วยนิสัยมักง่าย เอาความสะดวกสบายของตัวเองเป็นที่ตั้งจนทำให้คนอื่นเดือดร้อน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งหมดนี้ตอกย้ำสโลแกน “วินัยจราจร สะท้อนวินัยชาติ” ได้เป็นอย่างดี

 

 

***ภาพจากเฟซบุ๊กI park like an idiot Thailand. ฉันจอดรถได้งี่เง่าสุดๆ***

 

“กวาดล้างตู้ม้า”อย่าให้เป็นไฟไหม้ฟาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2557 เวลา 14:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1mmTqRE

"กวาดล้างตู้ม้า"อย่าให้เป็นไฟไหม้ฟาง

โดย…ทีมข่าวทั่วไปโพสต์ทูเดย์

ตำรวจเปิดเกมกวาดล้างการเล่นพนันตู้ม้า ตามตรอกซอยทั่วกรุงเทพมหานคร (กทม.) อย่างคึกคัก ภายหลังที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งเข้ม ใครเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เก้าอี้คงสั่นคลอนหนาวๆ ร้อนๆ เป็นแน่ ข้าราชการผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบให้มีการเล่นการพนันผิดกฎหมายในพื้นที่รับผิดชอบ จะต้องถูกลงโทษทั้งทางวินัยและคดีอาญาจนถึงที่สุด และนั่นเป็นคำสั่งที่ต้องปฏิบัติห้ามละเลยการปราบปรามหรือเข้าไปเอี่ยวไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมในการกระทำความผิด

ผลการจับกุมการพนันของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา ตรวจยึดการพนันตู้ม้าพร้อมจับกุมผู้ต้องหาได้ 319 คน ของกลางกว่า 3,320 ตู้ทั่วประเทศ

ฉายภาพพบว่า ตู้ม้าไฟฟ้าที่เปิดให้นักเสี่ยงโชคได้แทงกันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย สิ่งนี้กำลังถูกล้างบางด้วยกำลังทหารและตำรวจ กลายเป็นปรากฏการณ์ปราบปรามตู้ม้าครั้งใหญ่ในยุทธจักรสีกากี บางตู้ที่จับกุมได้ยังมีเหรียญของนักเล่นอยู่ในตู้ สรรพกำลังที่ลงเอกซเรย์พื้นที่เป้าหมายกำลังสร้างความหวาดกลัวให้เจ้าของตู้ไฟฟ้าเหล่านั้น กิจการเคยรุ่งเรืองเงินนับหลายร้อยล้านต่อเดือน ทั้งหมดต้องหยุดชะงัก

ตู้ไฟฟ้าสำหรับนักเสี่ยงโชคไม่สามารถหมดจากสังคมไทยไปได้ง่ายๆ เชื่อว่าหาก คสช. คืนอำนาจให้กับประชาชนมีการจัดตั้งรัฐบาลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตู้ไฟฟ้าที่จับกุมมาได้จะถูกเรียกคืนทั้งหมดจากนายทุนเจ้าของตู้ตัวจริง เพราะที่ผ่านมารัฐก็อำนวยความสะดวกแบบ“น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า” แต่เมื่อลมแห่งอำนาจจางลงจะกลับมาดังเดิม พวกนายทุนเหล่านี้มีเงินมหาศาล จ่ายเงินใต้โต๊ะแต่ละเดือนหลายล้านบาท ผู้มีผลประโยชน์รับรู้ดีว่าวงการใต้ดิน “มันหอมหวาน”

ในภาวะที่ คสช.เข้ามามีบทบาทกุมอำนาจในทุกด้าน การพนันทุกรูปแบบกลายเป็นเพียงฉากละคร “ถอดปลั๊กแบบชั่วคราว” แล้วเล่นเกมไปตามน้ำ หากไปฮึดฮัดดื้อเกินงามอาจถูกเล่นงานหนักจากฝ่ายคุมอำนาจในขณะนี้ได้ สิ่งเหล่านี้มันคือความผูกพันกลายเป็นธรรมเนียมอยู่คู่กับวงราชการมาหลายสิบปี การเข้าไปทำลายขุมทรัพย์ใต้ดินเพียงครั้งเดียวคงไม่ง่าย หากไม่เข้มงวดจริงจังแบบ “ไฟไหม้ฟาง”

หากสาวให้ลึกคนวงในทราบดีก่อนกวาดล้างจริง คสช.เชิญนายทุนการพนันทุกชนิด อย่าง “เสี่ย ส.” “เสี่ย ม.” “เฮีย จ.” “เสี่ย ต.” เข้าพูดคุยกันเสมือนเป็นการปรามขอให้หยุดธุรกิจเหล่านี้ในช่วง คสช.กุมอำนาจ แต่หากไม่ทำตามคำขอก็ต้องถูกดำเนินคดีไปตามกฎหมาย ในโต๊ะเล็กวงประชุมยินดีให้ความร่วมมือเลยนำไปสู่การไล่กวาดจับกุมตู้ม้า บ่อนการพนันที่โผล่ขึ้นมาราวดอกเห็ด

เช่นเดียวกับการจับบ่อนหรู “นัมเบอร์วัน” กลางซอยรามคำแหง 39 ย่านวังทองหลาง โบรกเกอร์หนุ่มก็ออกมาแฉว่า มีนายตำรวจระดับนายพล 3 นาย และดารานักแสดงเอี่ยวบ่อนแห่งนี้ ไล่เรียงไปทราบว่านายพล 3 คน ตัวละครในเรื่องนี้ คนที่ 1.อดีต “พล.ต.ต. (ก.)” คนที่ 2.อดีต “พล.ต.ต.(ช.)” และคนที่ 3. “พล.ต.ต. (ส.)” ส่วนดารานักแสดง คนแรก อดีตนักร้องสาวชื่อดัง อักษรย่อ “ป.” อีกรายดารานายแบบอักษรย่อ “ม.” แน่นอนตำรวจใหญ่รั้วปทุมวันทราบดีว่าใครเป็นใคร

อย่างไรก็ดี ตู้ม้าหรือตู้ไฟฟ้าบางตู้แผงวงจรไฟฟ้าไม่มี ไร้ระบบ ใช้การไม่ได้ ตู้ม้าเหล่านั้นเป็นรุ่นเก่าไม่สมประกอบแล้วทั้งสิ้น ไม่แปลกอะไรหากนายทุนจะยอมให้เจ้าหน้าที่ยกขึ้นรถไปกองไว้ตามโรงพัก เพราะนั่นไม่ใช่ของหวงเท่ากับตู้ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ที่ถูกถ่ายเทไปเก็บไว้อย่างดี

หาก คสช.ต้องการสกัดยับยั้งขบวนการธุรกิจผิดกฎหมายในทุกมิติ เพื่อโชว์ให้เห็นว่าหลังทหารเข้ามาจัดระเบียบสังคมใหม่จนเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น และสิ่งเหล่านี้คือต้นตอปัญหาบ่อนทำลายสังคมมาช้านาน แสดงให้ประจักษ์ว่าทหารเอาจริงเพื่อคืนความสุขให้กับประชาชน แต่ลึกๆ การดำเนินการต่อผู้สนับสนุนธุรกิจมืดเหล่านั้นอาจมีลักษณะเพียงแค่ชะลอไว้ก่อน

เมื่อมีอำนาจแล้วหากใช้ไม่ใช้ให้เด็ดขาดแบบถอนรากถอนโคน สุดท้ายคือขว้างบูเมอแรงแล้วย้อนกลับมาหาตัวเอง

 

เปิดใจ”วีระ”เบื้องหลังอิสรภาพไม่คาดฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2557 เวลา 19:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1mJry4n

เปิดใจ"วีระ"เบื้องหลังอิสรภาพไม่คาดฝัน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ภายหลัง “วีระ สมความคิด”  แกนนำกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ ได้รับการปล่อยตัวกลับสู่แผ่นดินไทย  เขาได้เปิดใจต่อสื่อมวลชนถึงเบื้องหลังอิสรภาพไม่คาดฝันว่า เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีผู้ช่วยทูตทหารเข้าเยี่ยมและบอกว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ( คสช.) พยายามหาทางช่วยเหลืออยู่ แต่ไม่ได้พูดอะไรมากกว่านี้ว่าจะกลับเมื่อไหร่

“ผมทราบต่อมาว่า ท่านพล.อ.ประยุทธ์ (จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และ หัวหน้าคสช.) ได้พูดคุยกับทางนี้(นายฮุนเซน นายกฯกัมพูชา) มาก่อนหน้านี้แล้ว  ขอให้ปล่อยตัวเพื่อเห็นต่อมนุษยธรรม  และเมื่อวานนี้( 1 ก.ค.57 )  ท่านสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว  ปลัดกระทรวงต่างประเทศมีภารกิจเยือนกัมพูชาได้พบกับฮุนเซน  ได้หยิบยกเรื่องขอปล่อยตัวผม  ขณะนั้นฮุนเซน ได้ควักเอกสารพระราชกฤษฏีกาอภัยโทษออกจากกระเป๋าและถามท่านสีหศักดิ์ว่า จะรับตัวผมกลับวันนี้ (1 ก.ค.) หรือพรุ่งนี้ (2ก.ค.)  ท่านสีหศักดิ์ บอกว่า เมื่อพรฎ.อภัยโทษมีผลวันนี้ก็ขอรับตัววันนี้เลย”

แสดงให้เห็นว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเขา(ฮุนเซน)  ถ้าฮุนเซนไม่ตัดสินใจออกพระราชกฤษฏีกาอภัยโทษนำไปเสนอต่อศาลผมก็ต้องอยู่ต่อไป แต่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกเตรียมการเอาไว้”

วีระ บอกว่า เท่าที่ทราบคสช.ประสานงานเป็นหลัก  เพราะถ้าใช้กลไกเดิมโดยกระทรงต่างประเทศไม่ได้รับสนองตอบจากกัมพูชา ไม่ได้สนใจ บอกว่าให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเดียว แต่พอมีการส่งสัญญาณคสช.ออกไป เป็นเรื่องดี ไม่คาดคิดเลย

ความพยายามในการช่วยเหลือวีระออกจากเรือนจำเปรย์ซอว์  ไม่ใช่เพิ่งเริ่มจากคสช.เข้ามามีอำนาจ หากแต่รัฐบาลที่ผ่านมาได้มีความพยายามเช่นกัน เพียงแต่วิธีการช่วยเหลือนั้นถูกสร้างเงื่อนไข และข้อแลกเปลี่ยนบางประการ ซึ่งทำให้วีระรับรู้ถึงเงื่อนงำทางการเมืองที่เขาไม่อาจยอมรับได้  และพร้อมที่จะเปิดเผยความจริงในโอกาสที่เหมาะสม

“คนที่พยายามช่วยผมไม่มีอำนาจ  คนมีอำนาจช่วยผมก็ไม่ช่วย เขาพูดตรงๆกับผม ถ้าไม่ได้ประโยชน์ก็ไม่ช่วย มีการไปต่อรองเลยครับเรื่องการปล่อยตัว  มีเงื่อนไขให้ผมต้องอย่างงั้นอย่างงี้  เป็นเงื่อนไข  ไม่ใช่ให้ผมเสียหายแต่เป็นเงื่อนไขให้ประเทศชาติเสียหาย ซึ่งผมยอมไม่ได้ ในเมื่อเขาขังผมมาแล้วจะให้ผมยอม ประเทศชาติเสียหาย ผมยอมไม่ได้  เอาไว้ถึงเวลาก่อน ที่จะเปิดเผย เนื่องจากสภาพบ้านเมืองตอนนี้ต้องการปรองดอง มีการปฏิรูป ให้ผ่านไปก่อน ผมไม่ปิดหรอก ไม่ต้องกลัว เปิดเผยแน่เมื่อถึงเวลา”วีระ กล่าวทิ้งเป็นปริศนา

หลังออกจากเรือนจำ เจ้าหน้าที่ได้นำตัววีระไปพักสถานเอกอัครราชทูตไทยในพนมเปญ  โดยท่านธัชชยุต ภักดี ทูตไทยได้ร่วมรับประทานอาหารเช้าพูดคุยกับภรรยาท่านทูตหลายเรื่อง  ประทับใจท่านเหล่านี้มากเพราะตลอด 3 ปีที่ถูกควบคุมตัวได้รับการช่วยเหลือดูแลจากท่านมาโดยตลอด   หลังจากนั้นได้ออกเดินทางไปสนามบินไปช่องทางพิเศษไม่พบใครอีกเลย

แกนนำกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ ซึ่งถูกจองจำอยู่ในเรือนจำเปรย์ซอว์เป็นเวลา 3 ปี 6 เดือน  3 วัน  ยังเปิดเผยสภาพความเป็นอยู่ที่นั่นว่า

“ผมถูกจำกัดสิทธิมากกว่านักโทษคนอื่น ไม่ให้อ่านหนังสือไม่ให้เขียนหนังสือ  ไม่ได้คุยกับนักโทษคนอื่นๆ  โดยเฉพาะปีแรกๆทรมานเหมือนกัน ปกติของมนุษย์ต้องมีเพื่อน แต่ในสภาพแวดล้อมถูกจำกัดสิทธิต่างๆ  ไม่มีทางออกอื่นเลยหรือ แต่โชคดีที่ผมปฏิบัติธรรม ได้ใช้โอกาสนั้นเดินจงกรม นั่งสมาธิ  ทำวัตรมากขึ้น จึงเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส”

อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลาที่ถูกจองจำ พิศอำไพ สมความคิด ภรรยา เดินทางมาเยี่ยมทุกสัปดาห์จนพาสปอร์ตประทับลงตา ต้องเปลี่ยนไปสองสามเล่ม  โดยที่เจ้าตัวมีกำลังใจและได้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองจากภรรยา ทำให้รู้ถึงการเปลี่ยนแปลง

“ผมรักประเทศไทยมากเป็นห่วงบ้านเมืองมากและดีใจที่บ้านเมืองคลี่คลายสถานการณ์ที่เลวร้าย”

ภารกิจหลังจากนี้ วีระ บอกว่าจะกลับไปทำหน้าที่เดิม คือการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น ระหว่างนี้จะไปพบแพทย์ประจำตัวเพื่อตรวจสุขภาพฟันและสุขภาพตา จากนั้นจะไปกราบครูบาอาจารย์  โดยวันพรุ่งนี้(3 ก.ค. 57)   นิติธร ล้ำเหลือ ทนายความพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กำลังประสานงานกับคสช.ให้มีโอกาสเข้าขอบคุณพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. แต่ยังไม่ทราบเวลาที่แน่นอน เวลาใด ที่ไหน

 

ย้อนคดี”วีระ”ก่อนเขมรคืนความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2557 เวลา 21:24 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1mF8nbU

ย้อนคดี"วีระ"ก่อนเขมรคืนความสุข

โดย…..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับครอบครัว “สมความคิด” ในรอบหลายปีที่ผ่านมา เมื่อทางการกัมพูชาได้มีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ “วีระ สมความคิด” แกนนำกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ หลังถูกจองจำอยู่ในเรือนจำเปรย์ซอว์ มาเป็นเวลากว่า 3 ปี

ย้อนกลับไปเมื่อปี2553 กัมพูชาได้ควบคุมตัว 7 คนไทย ประกอบด้วย วีระ, พนิช วิกิตเศรษฐ์ อดีตสส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์, ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์, ตายแน่ มุ่งมาจน,กิจพลธรณ์ ชุสนะเสวี (เลขาส่วนตัวพนิช), นฤมล จิตรวะรัตนา และ ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์

ทั้งหมดถูกจับเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2553 ฐานเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ขณะลงพื้นที่ตรวจสอบหลังได้รับเรื่องร้องเรียนว่าทหารกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในเขตไทย บริเวณอ.โคกสูง จ.สระแก้ว ทำให้รัฐบาลขณะนั้น นำโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องเร่งเจรจาช่วยเหลือเป็นการด่วน

ทว่า การเดินหน้าในเรื่องดังกล่าวกลับไร้ผลตอบรับจากฝ่ายกัมพูชา ส่งผลให้ทั้งหมดต้องถูกควบคุมตัวในเรือนจำเป็นเวลาเดือนกว่า ก่อนศาลกัมพูชานัดตัดสินคดีในวันที่ 1 ก.พ. 2554 โดย วีระ และ ราตรี ถูกตั้ง 3 ข้อหา 1.เข้าเมืองผิดกฎหมาย 2.เข้าพื้นที่ทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต และ 3.จารกรรมข้อมูล

ศาลกัมพูชามีคำพิพากษาให้วีระจำคุกเป็นเวลา 8 ปี ปรับ 1.8 ล้านเรียล และราตรีถูกตัดสินให้จำคุก 6 ปี ปรับ 1.2 ล้านเรียล โดยไม่รอลงอาญา พร้อมทั้งให้ยึดโทรศัพท์ กล้องวีดีโอ เทปบันทึกเสียง และสมุดบันทึกของวีระทั้ง 2 เล่ม ตกเป็นของรัฐ

ขณะที่อีก 5 คนไทย ศาลได้พิพากษามีความผิดฐานเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย โดยให้จำคุกคนละ 9 เดือน แต่ให้ลดเหลือ 8 เดือน และให้รอลงอาญาไว้ก่อน หลังจากการตัดสินดังกล่าว ทำให้คนไทยทั้ง 5 คนสามารถเดินทางกลับประเทศได้ทันที ส่วน วีระ และ ราตรี ถูกเจ้าหน้าที่คุมตัวไปยังเรือนจำเปรย์ซอว์ทันที

ต่อมาในวาระการจัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพอดีตกษัตริย์สมเด็จพระนโรดม สีหนุ รัฐบาลกัมพูชาได้ขอพระราชทานอภัยโทษและปล่อยตัวราตรี เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2556

ขณะวีระได้รับการลดโทษลง 6 เดือน เหลือโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือน ก่อนที่จะได้รับการพระราชทานอภัยโทษและปล่อยตัวเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2557 และจะเดินทางกลับถึงประเทศในวันที่ 2 ก.ค.2557