ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

มุมเล็กๆ ที่เรียกว่า แบงเกอร์ส ธันวาคม 12, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2557 เวลา 16:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1wmhBlr

มุมเล็กๆ ที่เรียกว่า แบงเกอร์ส

ไปเจอร้านนี้โดยบังเอิญ ประมาณว่าถ้าไม่ย้อนกลับมาและตัดสินใจเดินเข้าไป ก็คงผ่านแล้วผ่านเลย ตึกแถวคูหาเดียวอยู่ระหว่างซอยทองหล่อ 7 กับ 9 ต้อนรับเราด้วยชื่อเด่นหรา ฟอนต์ภาษาอังกฤษสีเหลืองอ๋อย วางอยู่บนฉากสีดำ เชื่อว่าสิ่งนี้ล่ะที่เตะตาใครต่อใคร

พื้นที่ภายในร้านถือว่าเล็กมาก แค่เปิดประตูเข้าไปก็เจอเคาน์เตอร์บาร์ขวามือ ตรงเข้าไปอีกหน่อยเป็นที่นั่งเคาน์เตอร์ แล้วก็โต๊ะอีกสองชุด ไต่บันไดขึ้นด้านบน เจอโต๊ะอีกชุด เราชอบเงาใต้แสงไฟ ดูเก๋ๆ ลึกลับดี คล้ายคนกำลังเล่นซ่อนหากันอยู่ มองต่ำลงมา คือภาพกราฟฟิตี้สีจัดขนาดใหญ่

อิ่มตากับภาพสีจัดและการตกแต่งเก๋ๆ เราก็ลงมาหาที่นั่งตรงชั้นล่าง ระหว่างรอเมนูลิสต์ เราขอตัวเข้าห้องน้ำ ผลักประตูเข้าไป โอ้แม่เจ้า!!! ใครกันหนาช่างมือบอนจริงๆ ก็เล่นเอาปากกาเมจิกละเลงผนังเสียจนไม่มีที่ว่างเลย ลายมือชื่อและข้อความเต็มพรืดทุกอณู กลายเป็นงานศิลปะขึ้นมาซะงั้น

 

เมนูลิสต์วางบนโต๊ะ อาหารจากครัวเล็กๆ หน้าบาร์ส่งกลิ่นยั่วน้ำลายเหลือเกิน ลืมสนิทไปเลยว่าแบงเกอร์สแท้จริงมันก็คือไส้กรอก ถูกเผง!!! ร้านนี่ไฮไลต์อยู่ที่ไส้กรอก หมู เนื้อ อาจธรรมดาไป งั้นขอให้ลอง ไส้กรอกแกะ เป็นไง

ไส้กรอกแกะที่นี่หน้าตามันก็เหมือนไส้กรอกทั่วไปนี่ละ ไม่ได้ดูประหลาดแต่อย่างใด และอย่าคิดไปไกลถึงแฮกกิส ไส้กรอกสกอตแลนด์ ที่ทำมาจากตับ หัวใจ และปอดแกะ ผสมเครื่องเทศแล้วห่อด้วยกระเพาะแกะ มันคนละเรื่องคนละอย่างกันสิ้นเชิง

ที่นี่เสิร์ฟไส้กรอกกับฮอตด็อก เจ้าของสูตรเป็นสองหนุ่ม “เดวิด สตันตัน” กับ “คริส ฟู” ฝันอยากมีร้านอาหารในกรุงเทพฯ วันนี้ทั้งคู่สมใจอยากแล้ว และนั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า แบงเกอร์ส ที่พวกเขาเกิดปิ๊งไอเดียมาจากแบงค็อก  ซึ่งใช้เรียกคนกรุงเทพฯ อีกหนึ่งชื่อ ไส้กรอกของคนกรุงเทพฯ อั๋ยยะ!!?

นอกจากจะชูไส้กรอกและฮอตด็อกเป็นไฮไลต์แล้ว ที่นี่ยังเอาใจนักดื่มด้วยเครื่องดื่มประเภทที่ต้องเขย่าส่วนผสมรวมกัน หรือเชก มีทั้งเชกแบบเด็กๆ กับเชกแบบผู้ใหญ่ ที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม อาทิ  We’re all nuts (ฮาเซลนัทกับอัลมอนด์ผสมลิเคียวร์) White knight (ลิเคียวร์กลิ่นไวท์ช็อกโกแลตกับรัม) Blah Blah Berry (ลิเคียวร์กลิ่นเบอร์รี่กับสตรอเบอร์รี่)

มากกว่านั้น นักดื่มทั้งหลายก็ไม่ควรพลาดเบียร์ยี่ห้อไม่ค่อยคุ้น นำเข้าจากหลายประเทศที่ผลิตเบียร์เองเป็นล่ำเป็นสัน แต่กลับไม่ค่อยมีโอกาสมาเสิร์ฟให้คนไทยได้จิบกันสักเท่าไหร่ ส่วนเบียร์ไทยและเบียร์เอเชียไม่มีเสิร์ฟ

 

เราสั่งเชกไปหนึ่งแก้วแบบเด็กๆ Choc Peanut Butter ไร้แอลกอฮอลล์ ดื่มได้ทุกเพศทุกวัย เสิร์ฟมาในแก้วอะลูมิเนียมไซส์บิ๊ก เนื้อๆ เน้นๆ ส่วนผสมข้นขลั่ก เดาไม่ยากว่าใส่อะไรบ้าง ก็สองอย่างตามชื่อ คำแรกที่สัมผัสได้มันข้นมากกกกก ดูดยังไงก็ไม่ขึ้น ต้องใช้ช้อนจ้วงตัก รสชาติชัดเจน ช็อกโกแลตเป็นช็อกโกแลต เต็มปากเต็มคำด้วยพีนัทบัตเตอร์

ใครที่ไม่ชอบรสชาติครีมมีหนักๆ ข้นๆ ก็คงไม่ชอบ ถ้าอย่างนั้นแนะนำให้ลองเครื่องดื่มตัวอื่นที่รสเบาๆ ลงมาหน่อย ส่วนคอเบียร์ก็แล้วแต่คุณว่าชอบยี่ห้อไหน อย่าลืมว่าคิดจะสั่งทั้งที ก็ควรเลือกให้เข้าขากับฮอตด็อกด้วยนะ จะได้อร่อยแบบคู่แล้วไม่แคล้วกัน

Chilli Cheese เยิ้มด้วยชีส เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม หนักชีสแบบไม่ขี้เหนียว อบร้อนๆ เยิ้มจนจะละลายคาฮอตด็อก รสจัดเหมาะกับลิ้นคนไทย พริกกับหอมใหญ่ แล้วก็ไส้กรอกหมู แค่นี้ก็อร่อยสุดใจขาดดิ้น

Bombay banger ชอบตรงที่เครื่องเทศสไตล์อินเดีย ฉ่ำลิ้นจนยากจะอดใจไหว คำเดียวไม่เคยพอ ขนมปังนุ่มอบร้อนๆ ไส้กรอกเนื้อ ราดด้วยเครื่องแกงติกกา ตามด้วยหอมทอด กินแล้วไม่เลี่ยน

ถ้ากลัวเลี่ยน ก็ต้องเป็น Chicago Classic ฮอตด็อกสูตรดั้งเดิม เสิร์ฟพร้อมมัสตาร์ดรสจี๊ด พริกดอง แตงกวาดอง รสเปรี้ยวจี๊ดของดองช่วยแก้เลี่ยนได้ แถมด้วยมะเขือเทศและซอสพิกเกลโฮมเมด

ไม่หนำใจ ร้านเล็กๆ แห่งนี้ก็ยังมีอีกหลายเมนูให้ได้ลิ้ม คอนเฟิร์มว่าทุกอย่างเหมาะแกล้มเครื่องดื่มเย็นๆ

แบงเกอร์ส ระหว่างทองหล่อซอย 7 กับ 9 เปิดบริการตั้งแต่เที่ยงวันยันเที่ยงคืน โทร. 02-392-1556

 

หลงใหลได้ง่ายๆ บลู ดาย คาเฟ่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2557 เวลา 16:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1wmh5UG

หลงใหลได้ง่ายๆ บลู ดาย คาเฟ่

คาเฟ่ใหม่สุดฮิป บลู ดาย คาเฟ่ (Blue Dye Cafe) ที่อาจทำให้คุณหลงใหลได้ง่ายๆ กับการตกแต่ง คอนเซ็ปต์ของร้าน รวมถึงอัธยาศัยไมตรีแสนดีของ 3 หนุ่มไฟแรง หนึ่งหนุ่มเป็นช่างภาพ อีก 2 หนุ่มเป็นเชฟที่ไปร่ำเรียนการทำอาหารและกาแฟถึงอเมริกา และมีจุดเริ่มต้นเดียวกัน คือ หลงใหลในผ้าย้อมคราม หรือเรียกให้โก้ๆ ว่า อินดิโก้ ทั้งเก่าและใหม่ ถึงขั้นไปร่ำเรียนการย้อมครามถึง จ.สกลนคร

อีกประการคือ ชอบดื่มกาแฟเหมือนกัน และฝันว่าวันหนึ่งจะเปิดร้านร่วมกัน ที่ทีแรกคิดจะเปิดเพียงขายเสื้อผ้าย้อมคราม ผ้าสียีนส์ แต่ก็เลือกหาคู่ขาที่เข้ากันกับผ้าย้อมครามมาแจม จึงเป็นที่มาของร้านนี้

บรรยากาศในร้านตกแต่งอย่างสนุกสนานผสมผสานความเป็นวินเทจจากผ้าสีคราม เฟอร์นิเจอร์ทรงเรโทรที่เป็นของสะสมของร้าน สัตว์สตัฟฟ์ และความเป็นอินดัสเทรียลกลิ่นลอฟท์ จากเฟอร์นิเจอร์ไม้และเหล็กได้อย่างพอดี

จุดเด่นของร้านนี้ยังอยู่ที่กาแฟ จะเลือกกาแฟไทยพันธุ์ดีที่สั่งตรงมาจากเชียงใหม่ รสชาติเป็นแบบต้นตำรับ ด้านเมนูจะเป็นของกินเล่นง่ายๆ ไม่หนักมาก แต่ปรุงด้วยหัวใจจึงไม่ยากที่จะทำให้ต่อใครที่ได้ลิ้มลองต่างพากันหลงใหลในรสชาติ

 

เริ่มต้นเบาๆ กับ สลัดหมูย่าง ที่เจ้าของร้านชื่นชอบในรสชาติของหมูปิ้ง แต่มาเปลี่ยนเทกซ์เจอร์โดยเลือกใช้เนื้อสันคอของหมู เพิ่มรสชาติด้วยซอสสลัดบัลซามิก และผักออร์แกนิก คงรสชาติเหมือนหมูปิ้ง แต่อร่อยเพิ่มด้วยน้ำสลัด

ต่อกันด้วยเมนูที่เห็นแล้วยังงงๆ Mandarin Sandwiches ที่จะรู้สึกแปลกใจกันตั้งแต่รูปลักษณ์ คือเป็นขนมปังโทสต์ท็อปด้วยมอซซาเรลลาชีส ส้มแมนดาริน โรยด้วยโหระพาอิตาเลียน ตัวส้มเปรี้ยวหวาน ตัดกับความเค็มของชีส บอกตรงๆ ว่าอร่อยจริงๆ ครับ

ส่วนใครที่มองหาขนมหวาน อย่าลืมสั่ง Creme Brulee ที่ปกติจะเป็นวานิลลา ใส่ไข่ ใส่ครีม ใส่นม แต่เมนูนี้เน้นความหอมอร่อยด้วยการใส่ผงชาไทย อร่อยแบบมีเทกซ์เจอร์

 

ก่อนจะปิดท้ายด้วย Indian Shake ที่นำน้ำมะตูม น้ำกระเจี๊ยบ และน้ำมะนาว นำมาเชกให้เข้ากัน ได้ความเปรี้ยวของกระเจี๊ยบ ทว่ายังได้กลิ่นหอมของมะตูมอีกต่างหาก เรียกความชุ่มชื่นดีชะมัดเชียวครับ

นอกจากบรรยากาศชวนหลง ด้านดนตรีก็มีเสน่ห์ชวนนั่งอยู่ไม่น้อย เจ้าของร้านวัยหนุ่มบอกย้ำว่า คอนเซ็ปต์ของดนตรีพูดกันหยาบๆ เลย คือตามอารมณ์เจ้าของร้าน และตามที่ลูกค้าเรียกหา ผมว่าจะเข้าท่ามากเลยถ้ามีดีกรีของเครื่องดื่มมาช่วยกล่อมเกลา อิอิ

ร้านบลู ดาย คาเฟ่ ตั้งอยู่สุขุมวิท ซอย 36  (ซอยนภาศัพท์ 1) เปิดบริการทุกวัน (วันจันทร์หยุด) ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น.  โทร. 09-0974-9734 และ 08-3714-5333

 

ไปชิมปลา หน้างอคอหัก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2557 เวลา 10:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1DkemBj

ไปชิมปลา หน้างอคอหัก

โดย…ไชยวัฒน์ สาดแย้ม

จ.สมุทรสงคราม หรือที่คนส่วนใหญ่จะเรียกกันติดปากว่า “แม่กลอง” นั้น ผู้คนส่วนใหญ่มักจะประกอบอาชีพกสิกรรม เกษตรกรรม ประเภททำไร่ทำสวน ทำนาเกลือ และที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือการประกอบอาชีพประมงเป็นหลัก จนเป็นที่โด่งดังไปทั่วว่าอาหารทะเลที่ดีมีคุณภาพจะต้องมาจากแม่กลองเท่านั้น โดยเฉพาะปลาทูนั้นเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาแห่งความเป็นปลาที่มีรสชาติที่แสนจะอร่อยลิ้น ในความหอมหวานมัน จนได้ชื่อว่า “ปลาทูที่อร่อยที่สุดในโลกต้องปลาทูแม่กลอง”

สำหรับในช่วงเดือน ธ.ค.ของทุกปี จ.สมุทรสงคราม ได้จัดให้มีเทศกาลกินปลาทู โดยมีการจัดงานที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งภายในงานจะมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารทะเลสดๆ อาหารแปรรูป จากพืชผักผลไม้สดๆ ที่ชาวไร่ชาวสวนนำมาจำหน่ายโดยตรงในราคาถูก ให้เลือกซื้ออย่างหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีการแสดงกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย ที่สำคัญชนิดขาดไม่ได้ก็จะต้องเป็นอาหารเมนูจานเด็ดที่ทำจากปลาทูที่มีมากมายหลายสิบรายการ ที่ทางผู้จัดได้สรรหามาให้ได้เลือกชิมกัน ในงานเทศกาลกินปลาทูและของดีเมืองแม่กลองระหว่างวันที่ 12-21 ธ.ค.นี้

 

แต่ก่อนที่จะถึงวันงานเทศกาลกินปลาทู ที่จะได้ลิ้มชิมรสอาหารมากมายหลากหลายเมนูที่ทำจากปลาทูนั้น คงต้องมาทำความรู้จักกับ “ปลาทูแม่กลอง” กันก่อน ปลาทูนั้นต้องนับว่าเป็นสินค้าพื้นเมืองอย่างหนึ่งของ จ.สมุทรสงคราม ที่มีขายทั้งปลาทูสดและปลาทูนึ่ง เป็นที่นิยมบริโภคเพราะตัวใหญ่ มีความมันและเนื้อนิ่ม ปลาทูนึ่งของ จ.สมุทรสงคราม นั้นมีรสชาติดี และยังคงมีเอกลักษณ์สำคัญที่เรียกกันว่าหน้างอคอหัก คือจัดวางเรียงในเข่งแล้วหักหัวงอพับลงอย่างมีศิลปะ ทำให้ปลาทูอ้วนสั้น ไม่แข็งทื่อ เหมือนปลาทูนึ่งทั่วๆ ไป

สำหรับเมนูจานเด็ดที่จะพบในงานเทศกาลกินปลาทูในครั้งนี้ก็ประกอบไปด้วยอาหารที่ทำจากปลาทูจำนวนมากกว่า 50 ชนิด เช่น ปลาทูย่างน้ำปลาหวาน-ห่อหมกปลาทู-ปลาทูทอดราดพริกแกง-ปลาทูต้มมะดัน-ยำปลาทู-แกงไตปลา-แกงส้มปลาทู-ปลาทูชุบแป้งทอด-ปลาทูแดดเดียว-ตับปลาทูผัดฉ่า-ปลาทูต้มส้ม-ปลาทูฉู่ฉี่-ปลาทูต้มหวาน-ปลาทูผัดขิง-แกงป่าปลาทู-ปลาทูนึ่ง-ปลาทูสามรส-ขนมจีนปลาทู-ปลาทูทอดกระเทียมพริกไทย-ปลาทูทอดกระเทียม-ปลาทูต้มยำ-เมี่ยงปลาทู-ปลาทูต้ม 5 รส-ข้าวผัดน้ำพริกปลาทู-ซาเตี๊ยะปลาทู-ปลาทูผัดผักชีล้อม-ปลาทูต้มมะนาว-ปลาทูผักพริกไทยดำ-ทอดมันปลาทู-แกงเขียวหวานปลาทู-ปลาทูฟู-ปลาทูทอดราดน้ำยา-ข้าวผัดแกงเขียวหวานปลาทู-ข้าวผัดตับปลาทู ฯลฯ

หลังจากได้ลิ้มรสปลาทูอร่อยที่สุดในโลกกันแล้ว ก่อนกลับก็อย่าลืมแวะเที่ยวชมหิ่งห้อยยามค่ำคืนที่มีอยู่ชุกชุมตามริมห้วยหนองคลองบึง ซึ่งทางจังหวัดจะมีการจัดเจ้าหน้าที่พาไปดูเจ้าแมลงตัวน้อยคอยเปล่งแสงไฟเรืองรองอย่างเป็นธรรมชาติด้วยพลังงานสะอาด บินโฉบเฉี่ยวเปล่งแสงระยิบระยับอยู่ในห้วงอากาศกระจายไปทั่วท้องทุ่งคุ้งน้ำอย่างสวยงาม

 

 

 

 

Cookool Dreamy Bakery

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2557 เวลา 13:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1yrtzIJ

Cookool Dreamy Bakery

ในฉบับนี้ผู้เขียนอยากนำคุณผู้อ่านเข้าสู่ Cookool Dreamy Bakery ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส เเม้ว่าอากาศในเมืองไทยจะร้อนๆ หนาวๆ เเต่สำหรับเบเกอรี่ของเราเย็นกำลังเหมาะที่จะนำทุกท่านลิ้มลองเครื่องดื่มสูตรพิเศษสำหรับฤดูหนาวเข้าใกล้เทศกาลเฉลิมฉลอง

ผู้เขียนเคยมีชีวิตสมัยเรียนในช่วงคริสต์มาสอย่างเหงาหงอยตอนเรียน เพราะขี้เกียจเสียค่าตั๋วเครื่องบินกลับบ้าน เลยต้องอยู่ชิคาโกคนเดียวอย่างเงียบๆ เเต่เรื่องอะไรผู้เขียนจะยอมเหงาคนเดียว ช่วง Season’s Greeting เเบบนี้ผู้เขียนออกตะลอนหาร้านน่ารัก น่านั่ง หรือออกไปเดินดู Festive Light เเละ Window Display ที่ห้างร้านต่างๆ ประโคมตกเเต่งเสียอย่างสวยงาม เพื่อกระตุ้นการขายในช่วงเทศกาลของขวัญ

ไม่เว้นเเม้เเต่ซูเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์สโตร์ที่สรรหาขนม อาหาร เครื่องดื่มประจำเทศกาลออกวางขาย เรียกว่า เเค่เดินดูในซูเปอร์ก็ได้อะไรสนุกๆ ประดับความรู้เรื่องอาหารมากมาย

ช่วงใกล้เทศกาลเเบบนี้ ในตู้เเช่ที่ขายผลิตภัณฑ์นมจะมีของอร่อยในกล่องกระดาษทรงกล่องนมออกวางขาย เป็นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของนมนี่เเหละค่ะ เเต่พิเศษตรงที่เครื่องดื่มชนิดนี้มีไข่ไก่เป็นส่วนผสมอยู่ด้วย เรียกชื่อว่า Eggnog

ความพิเศษของเครื่องดื่มชนิดนี้คือ ความเข้มข้นประหนึ่งคัสตาร์ด เเต่เป็นคัสตาร์ดที่ดื่มเอื๊อกลงคอ หอมกลิ่นคัสตาร์ดเเน่นอนจากส่วนผสมนม ไข่ เเละน้ำตาล ที่พิเศษคือ มักมีกลิ่นของเหล้ารัมหรือบรั่นดีเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย อาจเรียกได้ว่าเป็นคัสตาร์ดเเบบผู้ใหญ่

สินค้าเอ้กน็อกที่วางขายในตู้เเช่นั้น อาจซื้อไปรับประทานเปล่าได้ทันที ดื่มได้ทั้งเย็นๆ หรืออาจนำมาอุ่นให้ร้อน อาจเติมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงไปเพิ่ม มิได้มุ่งหวังให้ดื่มเเล้วเมา เเต่กลับมีจุดประสงค์เพื่อให้ร่างกายอบอุ่นเเละเลือดลมสูบฉีดจากบรั่นดีเเละรัมที่มักนิยมเติมลงในเอ้กน็อก

ร้านกาเเฟบางร้าน ในช่วงเทศกาลเเบบนี้มักใช้เอ้กน็อกเเทนนมสด เช่น กาเเฟคาปูชิโนผสมเอ้กน็อก หรืออาจเป็นลาเต้อุ่นๆ ที่ใช้เอ้กน็อกเเทนนมสด ทำให้ได้กาเเฟเข้ากับฤดูหนาว หอมทั้งกาเเฟ คัสตาร์ด เเละลูกจันทน์เทศที่ขูดเป็นผงเสริมกลิ่นของเอ้กน็อกอย่างมีเอกลักษณ์

เเม้ว่าในต่างประเทศโดยเฉพาะในอเมริกาจะมีเอ้กน็อกขายตามซูเปอร์ทั่วไป เเต่บ้านเราอีกเช่นเคยไม่ได้หาดื่มได้ง่ายๆ จึงเป็นที่มาที่ให้ผู้เขียนเฟ้นหาสูตรเอ้กน็อกที่ไม่ยากจนเกินไป เเละยังได้รสอร่อยมาเผื่อให้คุณผู้อ่านได้ลองปรุงชิมดู

เอ้กน็อกเสิร์ฟได้หลายรูปเเบบทั้งร้อนเเละเย็น ดื่มได้ง่ายทั้งเเบบเติมเเอลกอฮอล์เพื่อเพิ่มกลิ่นรส หรือจะดื่มเเบบเด็กๆ เข้มข้นหวานมัน เรียกได้ว่าเป็นเครื่องดื่มที่ประยุกต์ได้หลากหลายเอาการเเละรสชาติไม่น่าเบื่อ

บอกไว้สักนิดว่าไข่ไก่ที่ผสมในสูตรนั้น ไม่ได้สุกร้อยเปอร์เซ็นต์ อยากเเนะนำให้คุณผู้อ่านใช้ไข่ไก่สดๆ เพื่อให้ได้รสอร่อยเเละปลอดภัยขึ้นจะดีกว่า

Cookool Eggnog

ไข่เเดง 4 ฟอง

น้ำตาลทราย ส่วนที่ 1 1 ส่วน 4 ถ้วย

วิปปิ้งครีม 1 ถ้วย

นมจืด 3 ถ้วย

บรั่นดี 2 ช้อนโต๊ะ

รัม 2 ช้อนโต๊ะ

ลูกจันทน์ป่น 1 ส่วน 4 ช้อนชา

ไข่ขาว 4 ฟอง

น้ำตาลทราย ส่วนที่ 2 1 ส่วน 4 ถ้วย

· นำนมจืด วิปปิ้งครีมขึ้นตั้งไฟอ่อนๆ เติมลูกจันทน์ป่นลงไป ในขณะที่รอนมอุ่นขึ้น ตีไข่เเดงกับน้ำตาลทรายส่วนที่ 1 จนฟูเนียน

· เมื่อไข่เเดงฟูเป็นครีมข้นๆ สีอ่อนลง ค่อยๆ เทนมที่เดือดเบาๆ ลงไปในส่วนผสมทีละน้อยจนหมด เทกลับลงหม้อเเล้วคนที่ไฟอ่อนไปเรื่อยๆ จนอุณหภูมิถึง 70 C เคี่ยวต่อไปอีก 5 นาที ห้ามให้เดือดโดยเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะได้ไข่กวนเเทน

· ทำให้ส่วนผสมตรงนี้เย็นลงอย่างรวดเร็ว โดยใส่บน Ice Bath วางบนกะละมังที่มีน้ำเเข็ง เติมบรั่นดีเเละรัมลงไป

· ในชามที่สะอาดอีกใบหนึ่ง ตีไข่ขาวเเละน้ำตาลทรายให้ฟูเป็นโฟมขาวตั้งยอดอ่อน

· ตะล่อมไข่ขาวลงในส่วนผสมไข่เเดงที่เย็นสนิทเเล้ว ตักใส่ถ้วยเสิร์ฟ นำเข้าเเช่เย็นจนกว่าจะรับประทาน เเละควรอยู่ในตู้เย็นตลอดเวลา เพราะในส่วนผสมมีไข่ดิบค่ะ

สำหรับสูตรร้อน : เอ้กน็อกอร่อยที่สุดสำหรับผู้เขียนคือ เสิร์ฟร้อนๆ อุ่นๆ ทำได้โดยไม่ต้องทำให้ส่วนผสมไข่เเดงเย็นทันที เมื่อยกลงจากเตาให้ตะล่อมไข่ขาวลงไปทันทีเลย เเล้วเติมบรั่นดีเเละรัมลงไป พร้อมตักใส่ถ้วยเสิร์ฟ

สำหรับการประยุกต์เป็น Eggnog Latte เเค่ผสมกาเเฟเอสเปรสโซ่สักช็อตลงในเเก้วที่มีเอ้กน็อกอุ่นร้อนๆ เท่านั้นเอง

 

คาเฟ่ แคลร์ แคร์คุณทุกมื้อ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2557 เวลา 15:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/7nTu4L

คาเฟ่ แคลร์ แคร์คุณทุกมื้อ

คาเฟ่ แคลร์ (Cafe Claire) นามนี้ถูกตั้งชื่อตามนิกเนมของบุตรสาวเจ้าของโรงแรม ที่พร้อมต้อนรับด้วยความอร่อยของอาหารนานาชาติที่ให้รสชาติแบบต้นตำรับ แต่หน้าตานั้นแสนจะทันสมัย ในบรรยากาศที่ต้อนรับด้วยการตกแต่งในสไตล์ฝรั่งเศส โดดเด่นด้วยการใช้พื้นหินอ่อนเน้นโทนสีขาวดำ ผสานกับกระจกบานใหญ่ทำให้ได้วิวสวยงามและแสงธรรมชาติอย่าง

ใกล้ชิด ชวนให้นั่งนานๆ เรียกว่าแคร์คุณทุกมื้อกันทีเดียว

เมนูทั้งหมดของที่นี่ดีไซน์โดย “เชฟเต้ย” ณัฐกิจ กัลยาณมิตร ที่ผ่านประสบการณ์การทำงานในร้านอาหารที่ฝรั่งเศสกว่า 10 ปี แถมยังคัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศ ผสานกับการปรุงอันพิถีพิถัน จึงนำมาซึ่งเมนูที่อร่อยลิ้นจนลืมเวลา

เราเริ่มต้นเบาๆ กับเมนูเรียกน้ำย่อย Sashimi Prawn สลัดกุ้งลายเสือหมักด้วยซาชิมิซอส เสิร์ฟพร้อมกับกับมิกซ์สลัด ส้ม และซอสวาซาบิ จะหอมงา รสชาติออกแบบเจแปนนิส เปรี้ยว เค็ม หวาน กำลังดี

ต่อด้วยเมนคอร์ส Miso-Glazed Snow Fish ปลาหิมะหมักกับซอสมิโสะที่หมักกับมิรินและสาเกอีกที แล้วนำมาย่าง เสิร์ฟพร้อมหน่อไม้ขาว และมันฝรั่งต้ม ทั้งหวานทั้งนุ่ม

Duck Leg Confit ขาเป็ดตุ๋นในน้ำมันตับเป็ดนาน 4 ชั่วโมง เสิร์ฟพร้อมกับ มะม่วงน้ำดอกไม้ เบอร์รี่ที่ผ่านการเซียร์ให้สีสวย ราดด้วย เบอร์รี่จิงเจอร์ซอส ให้รสชาติจัดจ้านของขิง เปรี้ยวหวานจากเบอร์รี่ และหวานจากน้ำสต๊อกเป็ด ที่พิเศษไปกว่านั้นคือเนื้อเป็ดจะนุ่มมาก ผสานกับความกรอบของหนัง กลายเป็นความอร่อยที่น่าจดจำ

ตบท้ายด้วยของหวานเลื่องชื่อของร้าน French Toast ขนมปังที่ไม่ผ่านการนวด ทำให้เนื้อไม่เหนียว เสิร์ฟกับเบอร์รี่ต่างๆ กล้วยหอม กีวี่ ราดด้วยซอสลาเวนเดอร์ หวานกรอบเปรี้ยว อร่อยอยู่ในที

คาเฟ่ แคลร์ ตั้งอยู่ชั้นหนึ่งโรงแรมโอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น. โทร. 02-653-9000

 

 

 

ก๋วยเตี๋ยวปลาอัญชลี รสดีไม่มีตก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2557 เวลา 15:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/wb44pO

ก๋วยเตี๋ยวปลาอัญชลี รสดีไม่มีตก

ใครไม่ชอบกินเนื้อ หรืออยากเปลี่ยนเป็นก๋วยเตี๋ยวอื่นๆ ผมขอแนะนำร้านนี้เลย ก๋วยเตี๋ยวปลาอัญชลี ตั้งอยู่ที่กลางซอยรางน้ำ เยื้องกับคิงเพาเวอร์ เปิดขายมานานกว่า 20 ปี รสชาติค่อยๆ พัฒนา จนทุกวันนี้กลายเป็นขวัญใจของหนุ่มสาวออฟฟิศย่านนั้นกันไปแล้ว ร้านจะตั้งอยู่ติดๆ กับร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าเก่าที่ขายมานานเช่นกัน มาตอนเที่ยงต้องรอคิวหน่อยนะ เพราะทั้งสองร้านมีทั้งลูกค้าขาประจำและขาจรแน่นร้านกันทีเดียว

ร้านนี้มีให้กินหลายอย่าง ทั้งก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา เย็นตาโฟ ต้มยำ ทั้งแห้ง ทั้งน้ำ ล้วนอร่อยครบครัน ทีเด็ดอยู่ที่ลูกชิ้นปลาที่ไร้กลิ่นคาว หนึบๆ นุ่มๆ และก็ฮือก้วยที่อร่อยไร้กลิ่นคาวเช่นกัน ซึ่งทางร้านเขาจะสั่งจากเจ้าประจำที่ส่งกันมาตั้งแต่สมัยเปิดร้านใหม่ๆ จนสนิทกันเหมือนญาติ

อีกอย่างถ้าเป็นต้มยำทางร้านจะใช้น้ำมะนาวสดๆ ที่ให้รสเปรี้ยวปรองดอง ไม่เปรี้ยวปรี๊ดจนลืมรสของมะนาว และถั่วลิสงเขาก็คั่วเอง ส่วนน้ำซอสของเย็นตาโฟเขาก็ปรุงเองเป็นสูตรลับที่ปรุงขึ้นมาใหม่ รสชาติเข้มข้น ประมาณว่าใช้ซอสมะเขือเทศแล้วนำมาปรุงรสเพิ่มโดยใส่เต้าหู้ยี้ และอีกหลายองค์ประกอบกลายเป็นความอร่อยมาก ขอบอก และจุดเด่นอีกประการคือเขาจะใส่พริกตำลงมาในชามเย็นตาโฟด้วย คนที่ชอบรสจัดจ้านชอบนักเมนูนี้

ถ้าเป็นก๋วยเตี๋ยวปลาก็ให้มาแบบครบ ทั้งลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นกุ้ง ฮือก้วย เส้นเขาก็ลวกกำลังดีไม่เละและแข็งจนเกินไป และเห็นน้ำใสๆ แต่แปลกใจที่มีรสชาติของความอร่อยแบบเนียนๆ เจ้าของร้านเขาพิถีพิถันในการปรุงน้ำซุปได้เข้าขั้นกันทีเดียวล่ะ

เอาเป็นว่าถ้าเบื่อเนื้อ คิดถึงปลา ก็แวะไปหาก๋วยเตี๋ยวปลาอัญชลีร้านนี้ดู รับรองจะติดใจ ร้านเปิดขายทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 น. ไปจนถึง 16.00 น. หาไม่เจอโทรศัพท์ไปสอบถามได้ที่เบอร์ 08-6588-0401

 

ร้านโปรดของพ่อ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2557 เวลา 15:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/aEYyUz

ร้านโปรดของพ่อ

วันนี้เป็นวันพ่อ กะว่าจะพาพ่อไปเลี้ยงข้าวซะหน่อย ถามพ่ออยากกินอะไรและร้านไหนดี พ่อนั่งฟื้นความหลังอยู่นาน มีหลายร้านที่พ่อโปรด ไล่เรียงชื่อมาทำเอาลูกๆ นั่งตาแป๋ว คุ้นๆ นะร้านที่พ่อพูดถึง เพราะเหมือนจะเคยไปกินกับพ่อตอนเด็ก

หนึ่งร้านที่อยู่ในลิสต์ “พงหลี” ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ร้านนี้เก่าแก่ เปิดบริการมานานนม กำลังจะขึ้นปีที่ 80 ผ่านร้อนผ่านหนาว ร่วมเหตุการณ์การเมืองที่เกิดรอบๆ อนุสาวรีย์ชัยฯ เลวร้ายและดีงาม พงหลีล้วนอยู่ร่วมขบวนภาพประวัติศาสตร์

ถามหาต้นตำรับ พงหลีก่อเกิดมาจากชายชาวจีนไหหลำที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งรกราก ณ สยามประเทศ เดิมตั้งอยู่กรมเสนารักษ์ แถวๆ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า พงหลีไม่ใช่ชื่อเขา เป็นเพียงความหมายดีๆ ที่นำมาตั้ง “เจริญงอกงาม” ก็เปรียบเสมือนพงหลีที่ยืนหยัดอยู่คู่ฟ้าเมืองไทยด้วยประการละฉะนั้น

จากรุ่นแรกสู่รุ่นสอง ความอร่อยยังถูกสืบทอดอย่างต่อเนื่อง เมนูเลื่องชื่อมีเสิร์ฟลูกค้าตลอด ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เพิ่มความตระการตาด้วยบริการโต๊ะจีน โลเกชั่นตั้งอยู่ใกล้ๆ วงเวียนอนุสาวรีย์ชัยฯ ฝั่งร้านหนังสือดอกหญ้า (เก่า) ที่ล้มหายเพราะเพลิงประลัยกัลป์

จวบจนปัจจุบัน ร้านขยับมาอยู่ในซอยราชวิถี 9 เป็นตึกแถว 3 คูหา 4 ชั้น มีคนรุ่นลูกดำเนินกิจการ “สมใจ ธีรตยาคีนันท์” และเครือญาติคอยสืบสานตำนานความอร่อยต่อ ในฐานะภัตตาคารขวัญใจคนรุ่นพ่อที่ชื่นชอบรสมือสไตล์ “กุ๊กช็อป” หรือ “พ่อครัวจีนทำอาหารจีนปนฝรั่งปนไทย”

มาถึงพงหลี ถามพ่อเมนูอะไรอร่อย พ่อตอบแบบทีเล่นทีจริง ทุกอย่างอร่อยหมด แถมยังบอกว่าลูกๆ ก็เคยลิ้มรสมาแล้วทั้งสิ้น ลูกๆ ทำหน้างง คล้ายจะลืมรสชาติ เพราะห่างไปนาน อย่างนี้ต้องสั่งมาฟื้นความทรงจำ

“สลัดเนื้อสัน” จานเด็ดที่ต้องสั่งกัน สูตรนี้ถ่ายทอดวิทยายุทธ์มาจากกุ๊กช็อปขั้นเทพ นำเสนอแก่นักกินรุ่นเดอะได้อร่อยลิ้น ถือเป็นจานหรูของคนยุคก่อน อยากกินหรูดูดีก็ต้องสั่งจานนี้ พาสาวไปกินสาวก็ชอบ พาแฟนไป พาลูกไป ทุกคนก็รักสุดใจขาดดิ้น

 

หน้าตาอาจไม่ได้วิลิศมาหราเหมือนสลัดสมัยนี้ แต่รสชาติขอยกนิ้วให้ เหนือชั้นกว่าหลายสลัด เนื้อสันทอดหั่นชิ้นโต หมักจนนุ่ม แต่ไม่ยุ่ย รสกลมกล่อม เคียงด้วยผักกาดหอม หอมใหญ่ มะเขือเทศ ราดน้ำสลัดข้นเปรี้ยวอมหวาน หรือถ้าไม่ชอบก็เหยาะซอสเปรี้ยวยี่ห้อ ลี แอนด์ เพอร์รีนส์ ที่อยู่คู่กันมาตราบนาน รับรองว่าอร่อยจนไม่อยากวางส้อม

จานเด็ดที่พ่อชอบมากกกก “ปลาดุกทอดกรอบผัดเผ็ด” ได้ลิ้มรสอีกครั้งก็เหมือนนั่งไทม์แมชีนย้อนกลับไปวัยเยาว์ จานนี้กุ๊กช็อปผสมความเป็นจีนและไทยได้ลงตัว หลายคนปฏิเสธปลาดุก เพราะขยาดหน้าตาและผิวลื่นๆ พอมาเจอปลาดุก
ที่นี่ เชื่อเถอะ ต้องเปลี่ยนใจ

ปลาดุกหั่นชิ้นบาง ขนาดชิ้นปานกลาง ไม่เล็กเกิน ไม่ใหญ่เวอร์ กระดูก เนื้อ หนัง แทบจะกลายเป็นชิ้นเดียวกัน ทอดจนเหลืองกรอบ นำลงผัดกับเครื่องแกงเผ็ด สีสันสวยจัด ดูเผินๆ น่าจะรสเผ็ด แต่ชิมแล้วแค่เผ็ดนิดๆ หอมเครื่องแกงและใบโหระพา ชอบมากคือปลาดุกกรอบอร่อย กระทั่งกระดูกก็กินได้ทั้งชิ้น ไม่ต้องกลัวก้างติดคอ

ที่พงหลียังมีจานเด็ดที่พ่อชอบอีกหลายจาน ระดับตำนานที่อร่อยยั้งยืนยงจากรุ่นเก่าสู่รุ่นใหม่ พ่อไล่ชื่อมา น้ำลายก็เริ่มสอ “แพะตุ๋นยาจีน” “เป็ดร่อน” “ไก่ทอด” เด็กๆ ชอบกันเพราะได้แทะไก่สนุกปาก “ปลากะพงน้ำแดง” จนถึง “พอร์กช็อป” จานหรูที่อร่อยเหมือนเดิม

เห็นตรงกันว่าจานเด็ดที่พงหลีนั้นถูกใจทั้งพ่อและลูกๆ พ่อบอกว่าแม้จะล่วงผ่านมาเนิ่นนาน แต่กาลเวลาก็มิอาจทำลายความอร่อยได้ สมเป็นจานเด็ดร้านระดับตำนานที่พ่อ (และพ่อหลายๆ ท่าน) โปรดปรานจริงๆ

ขอให้สุขสันต์อร่อยล้ำวันพ่อกันถ้วนหน้านะจ๊ะ

(ร้านพงหลี เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 11.00-22.00 น. โทร. 02-245-2352, 02-245-0040)