ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Archive for the ‘โพสต์ทูเดย์’ Category

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 09:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1bp3tyT

ดูแลสุขภาพ...วันทำงาน

โดย…มัลลิกา

“ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์” ประธานฝ่ายวิชาการ ชมรมโภชนวิทยามหิดล ได้แนะนำวิธีรับมือ ไลฟ์สไตล์คนทำงาน ด้วยวิธีง่ายๆ ที่เราสามารถนำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้

“อาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญ” ช่วยให้คนทำงานมีสมาธิ ความจำดี มีทักษะการเรียนรู้และมีอารมณ์ที่ดีขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่หลายคนงดอาหารเช้าเพราะอ้างว่าไม่มีเวลา

ทางออก คือ กินอาหารเช้าแบบง่ายๆ สะดวกแต่ยังคงมีคุณค่า เช่น ข้าวต้มเครื่องร้อนๆ ขนมปังโฮลเกรน ไข่ต้ม ผักและผลไม้สด อาจกินคู่กับนม น้ำผลไม้ หรือน้ำชาตามความชอบ เท่านี้ก็ได้สารอาหารไปช่วยชาร์จพลังให้พร้อมทำงานได้แล้ว

ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ ข้าวหมูทอด พิซซ่า ฯลฯ ล้วนเป็นอาหารจานโปรดของคนทำงาน เพราะสะดวกและหากินง่าย

“ต้องหาตัวช่วยลดไขมันจากอาหารจานด่วน” เช่น ชาอู่หลง เพราะชาอู่หลงมีสารโอทีพีพี ซึ่งมีงานวิจัยพบว่า ช่วยยับยั้งการดูดซึมไขมัน ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ช่วยกระตุ้นกระบวนการเมตาโบลิซึมและเพิ่มการเผาผลาญไขมัน นอกจากนี้ รสชาติของชาอู่หลงยังช่วยลดความเลี่ยนจากความมันของอาหารได้เป็นอย่างดี

“ผ่อนคลายระหว่างวัน” การทำงานแต่ละวันต้องใช้พลังงานร่างกายและสมองตลอด 8-12 ชั่วโมง ทำให้เครียดและอ่อนล้าระหว่างวัน จึงควรหาวิธีผ่อนคลายบ้าง เช่น พักสายตามองไปไกลๆ เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เดินไปมาในที่ทำงาน การเดินสามารถเผาผลาญแคลอรีได้มากกว่าการนั่ง 3–5 เท่า

 

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 09:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1bp3umf

ผู้หญิงวัยทองเสี่ยงอ้วน

โดย…มัลลิกา

การดูแลรูปร่างที่ดีควรดูแลทุกช่วงวัยเริ่มตั้งแต่วัยเด็กทั้งผู้ชายและผู้หญิง แต่ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ ผู้หญิงช่วงวัยใกล้หมดประจำเดือนอายุประมาณ 40-50 ปี เพราะฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงส่งผลต่อระบบการเผาผลาญในร่างกาย ดังนั้น วัยนี้รูปร่างจะเปลี่ยนง่ายกว่าวัยอื่น

การดูแลรูปร่างวิธีง่ายๆ สามารถทำได้เอง คือ การควบคุมอาหาร เช่น ลดทานของหวาน ลดมื้อหนักหลัง 6 โมงเย็น ดื่มน้ำสะอาด 8 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยเรื่องระบบขับถ่าย ที่ขาดไม่ได้คือ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 09:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1igFIdp

“ภูมิคุ้มกัน” สร้างได้

โดย…มัลลิกา

วัยเด็ก เป็นช่วงวัยที่สามารถเกิดอาการเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าวัยผู้ใหญ่ ทั้งนี้ เพราะระบบภูมิต้านทานหรือภูมิคุ้มกันยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน โรงพยาบาลเด็ก สมิติเวช ศรีนครินทร์ “พญ.พลาณี วัฒนาสุรกิตต์” แนะนำเกี่ยวกับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเบื้องต้น ง่ายๆ ว่า “การเสริมสร้างและกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายที่สำคัญ คือ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ จะช่วยให้ร่างกายมีสารตั้งต้น เพื่อนำไปผลิตแอนติบอดีและเซลล์ต่างๆ ในระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณพ่อคุณแม่หลายครอบครัวประสบปัญหาเรื่องเด็กกินยาก กินอาหารไม่ครบ 5 หมู่ บางคนไม่กินผัก ซึ่งผักหลายชนิดนั้นนับว่ามีประโยชน์เพราะมีวิตามิน เกลือแร่ และสารเบต้ากลูแคนที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้รับรู้ว่ามีสิ่งแปลกปลอมเข้ามา เราจึงต้องหาวิธีหลอกล่อ เช่น การนำมาชุบแป้งทอด เพื่อให้น้องๆ ทานผักได้ง่ายขึ้น”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 09:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1lBksUk

คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม

โดย… มัลลิกา

“คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม” กำลังจะกลายมาเป็นโรคยอดฮิตในกลุ่มคนวัยทำงานแทน “ออฟฟิศซินโดรม” เพราะความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ทำให้ผู้คนในปัจจุบันใช้คอมพิวเตอร์กันเป็นจำนวนมาก ทั้งยังรวมไปถึงการใช้แล็ปท็อป ไอแพด และสมาร์ทโฟนอีกด้วย

“นพ.นริศ กิจณรงค์” ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายเกี่ยวกับโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม คือ อาการของคนที่ทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน 2–3 ชั่วโมง หรือถึง 6 ชั่วโมงจะทำให้มีอาการปวดเมื่อยตา แสบตา ตามัว อาการทางสายตาเหล่านี้เกิดจากการจ้องดูข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป ทำให้การกะพริบตาน้อยลงจะทำให้ตาแห้ง หรือบางคนก็จะตาแดง และบ่อยครั้งที่จะมีอาการปวดศีรษะ ปวดคอ ปวดหลัง ปวดข้อศอกร่วมด้วยจากการนั่งที่ไม่ถูกต้อง

สำหรับการแก้ไขขั้นต้น ควรพักสายตาทุก 15 นาที ถ้าต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานให้มองออกไปไกลๆ จะทำให้ดวงตาไม่เกิดอาการล้า อย่าขยี้ตา หากรู้สึกอ่อนล้าให้นวดคลึงเบาๆ และควรบริหารดวงตาเพื่อคลายความตึงเครียด พร้อมทั้งการเลือกใช้หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่มี FlickerFree Technology เพื่อลดความเสี่ยงต่อการปวดตา เพิ่มความสบายตาในการทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 11:42 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1kN8mEa

ท่า Low Lunge Komukasana

โดย…ภัทราทิพย์ พงษ์พานิช โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ท่า Low Lunge คือ ท่าก้าวขาหน้าตั้งฉาก เมื่อลดสะโพกลงขาหลังจะเหยียดราบไปด้านหลัง ประโยชน์ของท่าคือการยืดหน้าขาและเส้นใต้ขา เปิดสะโพก นวดหลังส่วนล่าง ทำให้ไหล่และหน้าอกเปิดขยาย ช่วยให้ปอดทำงานดีขึ้น

ส่วนท่าโคมุขาสนะ หรือท่าหน้าวัว (Komukasana) คือ ท่าประสานมือด้านหลังพับศอก ท่านี้ช่วยกดนวดไหล่ คลายปวดเมื่อยสะบักไหล่หลัง ทำให้ไหล่เปิด ลดอาการปวดไหล่ที่เกิดจากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ

วิธีปฏิบัติ

1.ก้าวขาซ้ายไปข้างหน้าสุดขา ย่อเข่าลดสะโพกลง ขาขวาจะเหยียดยืดไปด้านหลัง ประสานมือที่เข่า หายใจเข้าออกสักครู่ เพื่อให้เส้นที่ขาและสะโพกยืด

 

2.พับขาขวาขึ้น พับแขนขวาไปด้านหลัง พับศอกขวาอ้อมปลายเท้าขวา เหยียดแขนซ้ายขึ้นแนบใบหู หายใจเข้า

 

3.หายใจออก พับแขนซ้ายไปด้านหลังจับมือขวา (หากจับไม่ถึงให้ใช้เชือกช่วย)

 

4.พยายามจับมือกันให้ได้มากขึ้น เปิดแขนไปด้านหลัง หายใจเข้าออก 3-5 ลมหายใจ แล้วคลายท่าสลับข้าง

 

แสดงท่า : ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข

พิเศษ! สำหรับผู้อ่านโพสต์ทูเดย์

ตัดส่วนนี้เพื่อมาเป็นส่วนลด DVD โยคะ 50 บาท

หรือเป็นส่วนลดโยคะราย 6 เดือนขึ้นไป 500 บาท

โทร. 02-636-6758-9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 11:35 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1kQlZCJ

สหรัฐอเมริกาประกาศ 9 โรคร้ายจาก ‘บุหรี่’

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

“กว่าจะติดมันยาก … แล้วจะเลิกทำไม?” ตลกร้ายที่ใครบางคนพูดขึ้นเมื่อถูกตั้งคำถาม “ถ้าไม่ดี คนจะสูบทั้งเมือง?” นักสูบตอบยียวนแบบขอไปที

โทษภัยของบุหรี่ทุกคนรู้ น่าแปลกที่ยังสูบกันอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย บางคนพ่นมวนต่อมวน2 ซอง 40 ตัวต่อวัน … ไม่พอ

หลักการง่ายๆ คือ บุหรี่ ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับ “ยาเสพติด” ผู้สูบจะติดทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ

การเสพติดทางร่างกาย คือ “ร่างกายติดสารนิโคติน” เมื่อหยุดสูบบุหรี่สารนิโคตินในร่างกายจะลดลงทำให้เกิดอาการขาดนิโคติน ได้แก่ อาการหงุดหงิด กระวนกระวาย คิดอะไรไม่ออก ต้องหาบุหรี่มาสูบเพื่อเติมนิโคตินให้เพียงพอดังเดิม เมื่อหยุดสูบบุหรี่ภาวะเสพติดทางร่างกายจะค่อยๆ หายไปในเวลาประมาณ 23 สัปดาห์ ดังนั้นถ้าเราสามารถทนหยุดสูบบุหรี่ได้เพียง 23 สัปดาห์ ร่างกายของเราก็จะพ้นจากภาวะติดบุหรี่

ทั้งนี้ นิโคตินซึ่งเป็นสารกระตุ้นประสาทมีผลเป็นสารเสพติดและลดการอยากอาหาร ผู้ที่เลิกการสูบบุหรี่มักจะทดแทนอาการอยากบุหรี่ด้วยการกินขนม ซึ่งส่งผลให้หนึ่งในสามของผู้ที่เลิกสูบบุหรี่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นนิโคตินยังอาจเป็นสารพิษ

การเสพติดทางจิตใจ คือ การสูบบุหรี่จนติดเป็นนิสัย เกิดจากการเรียนรู้ว่าการสูบบุหรี่ทำให้หายเครียด เพลิดเพลิน หายเบื่อ สมองแล่น ทำให้เกิดการติดอกติดใจอยากสูบเรื่อยๆ จนติดเป็นนิสัยหรือเป็นความเคยชินอย่างหนึ่ง เมื่อไรที่รู้สึกเครียดหรือเบื่อๆ ก็จะคิดถึงบุหรี่ ภาวะเสพติดทางจิตใจเป็นสาเหตุสำคัญของการกลับมาสูบใหม่หลังจากเลิกได้แล้ว ดังนั้นผู้ที่พยายามเลิกสูบบุหรี่และผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ได้แล้วยังต้องปฏิบัติตนเพื่อการเลิกสูบบุหรี่ต่อไปเรื่อยๆ จนเกิดเป็นนิสัยหรือเป็นความเคยชินอันใหม่ที่ไม่มีการสูบบุหรี่

สำหรับ “ไส้บุหรี่” ทำจากใบยาสูบตากแห้ง นำไปผ่านกระบวนการทางเคมีและมีการเพิ่มสารอื่นๆ ควันบุหรี่ประกอบด้วยสารเคมีมากกว่า 4,000 ชนิด ซึ่งในจำนวนนั้นมีสารเคมีจำนวนมากที่เป็นสารพิษ สารที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมและสารก่อมะเร็ง

ก่อนหน้านี้ ในปี 2507 นายแพทย์ใหญ่กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอเมริกาประกาศว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของมะเร็งปอดและโรคเรื้อรังอื่นๆ เป็นครั้งแรก จากนั้นก็มีรายงานถึงโรคต่างๆ ที่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเกิดจากการสูบบุหรี่มาเป็นระยะๆ

ล่าสุด ปี 2557 มี “ข้อมูลใหม่” รายงานของนายแพทย์ใหญ่สหรัฐอเมริกาปี 2557 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุด ได้รับรอง 9 โรคใหม่ที่เกิดจากบุหรี่

ประกอบด้วย 1.มะเร็งตับ 2.มะเร็งลำไส้ 3.วัณโรค โดยมีความเสี่ยงที่จะเกิดวัณโรคเพิ่มขึ้น มีโอกาสเสียชีวิตจากวัณโรคเพิ่มขึ้น และทำให้วัณโรคกลับเป็นใหม่มากขึ้น 4.เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดเบาหวานในผู้ใหญ่ 3040% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ 5.จอตาเสื่อมโดยจะสัมพันธ์กับอายุที่เพิ่มขึ้น 6.เพดานปากแหว่งตั้งแต่เกิดในมารดาที่สูบบุหรี่ 7.การตั้งครรภ์นอกมดลูก 8.โรคข้อรูมาตอยด์และภาวะภูมิต้านทานร่างกายลดลง 9.โรคเส้นเลือดสมองตีบหรือแตกจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง

นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ อธิบายว่า โดยรวมแล้วการสูบบุหรี่ทำให้เป็นมะเร็งถึง 12 อวัยวะ และโรคอื่นๆ อีก 17 โรค ในขณะที่การได้รับควันบุหรี่ในคนที่ไม่สูบบุหรี่ทำให้เกิดโรคได้ 10 โรค โดยรายงานฉบับล่าสุดนี้มีความสำคัญต่อประเทศไทยมาก เพราะมะเร็งตับและมะเร็งลำไส้เป็นมะเร็งอันดับ 1 และ 3 ที่เกิดในชายไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 10:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1i12GFc

เด็กผู้ดีเสี่ยงโรคกระดูกอ่อนเหตุหมกตัวอยู่บ้าน ไม่ออกแดด

ผลสำรวจของหน่วยบริการสาธารณสุขแห่งชาติอังกฤษ (เอ็นเอชเอส) พบว่าช่วงปีงบประมาณ 2012/2013 ที่ผ่านมา มีเด็กอังกฤษเข้าโรงพยาบาลด้วยภาวะโรคกระดูกอ่อนสูงถึง 833 ราย ทั้งที่เมื่อช่วง 10 ปีก่อนหน้ามีเด็กเข้ารับการรักษาเพียง 190 รายเท่านั้น

สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กมีภาวะกระดูกอ่อนมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงด้านชีวิตความเป็นอยู่ที่เด็กหมกตัวอยู่แต่ในบ้าน เล่นเกมคอมพิวเตอร์แทนการวิ่งเล่นกลางแจ้ง รวมถึงการที่พ่อแม่หวาดกลัวแสงแดดว่าจะก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังจนไม่ยอมให้ลูกโดนแดด

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญเป็นผลจากการรับประทานอาหารที่เด็กไม่รับประทานปลา ไข่ และตับ รวมถึงอาหารเสริมอย่างน้ำมันตับปลาน้อยลง

จากปัจจัยข้างต้น จึงส่งผลให้เด็กอังกฤษขาดวิตามินดี ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างกระดูกและแคลเซียมให้กับร่างกาย

 

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 10:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1bfNAL3

นอนพักผ่อนเพียงพอลดเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก

การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอและเต็มอิ่ม นอกจากจะช่วยให้มีสุขภาพจิตแจ่มใสและสมองที่พร้อมกับการทำงานในแต่ละวันแล้ว ในอีกด้านหนึ่งยังเป็นการช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในหมู่ผู้ชายอีกด้วย

นักวิจัยจากสถาบันสาธารณสุขแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในสหรัฐ ระบุว่า ผู้ชายที่นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มจะมี “ฮอร์โมนเมลาโทนิน” เฉลี่ยประมาณ 75% ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้ถือเป็นตัวช่วยสำคัญการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะโดยปกติแล้วร่างกายมนุษย์จะผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินออกมาทุกคืน และฮอร์โมนตัวนี้จะช่วยควบคุมระบบการหลับและส่งผลต่อระบบนาฬิกาในร่างกายมนุษย์

ดังนั้น การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือหลับแบบไม่เต็มอิ่มในเวลากลางคืน จึงส่งผลให้ในร่างกายมีการผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินออกมาน้อย

ด้วยเหตุนี้ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอจึงเป็นเรื่องสำคัญต่อการดูแลสุขภาพไม่น้อย

 

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 10:44 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1bfNxyH

ยิ่งนั่งนานสุขภาพยิ่งแย่เสี่ยงลาโลกก่อนวัยอันควร

หากใครชอบนั่งเปื่อยๆ อยู่เฉยๆ โปรดฟังทางนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มสตรีสูงวัยทั้งหลาย เพราะล่าสุดมีผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ในสหรัฐ ออกมาชี้ว่า ผู้หญิงวัยกลางคนที่มักจะชอบนั่งเป็นเวลานานๆ มีโอกาสเสี่ยงที่จะมีปัญหาสุขภาพมากขึ้น แม้ว่าคนคนนั้นจะออกกำลังกายบ่อยแค่ไหนก็ตาม

ผลวิจัยยังบอกอีกว่า สตรีที่มักจะนั่งเฉยๆ โดยไม่ทำกิจกรรมอะไรมากกว่า 11 ชั่วโมงต่อวัน มีโอกาสเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากขึ้นถึง 12% เมื่อเทียบกับคนที่ออกมาทำกิจกรรมเฉลี่ย 4 ชั่วโมงต่อวัน หรือน้อยกว่านั้น

นอกจากนี้ หากผู้หญิงวัยกลางคนคนใดนั่งติดต่อกันนานๆ ก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคหัวใจถึง 27% และมีโอกาสเสียชีวิตจากภาวะหัวใจวายถึง 1 ใน 5 เลยทีเดียว

ดังนั้น เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ก็อย่ามัวเอาแต่นั่งเฉยๆ อีกต่อไป เพราะเพียงแค่คุณขยับก็เท่ากับการออกกำลังกายแล้ว ดังนั้น จงรีบลุกขึ้นมาดูแลสุขภาพตนเองเสียแต่บัดนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

 

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 10:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1i11m5e

ผลวิจัยชี้ หนุ่มร่วมวงก๊ง...ดีเสริมสุขภาพจิตแกร่ง

น่าจะเป็นผลการศึกษาที่ถูกใจบรรดาหนุ่มๆ ทั่วโลกเป็นที่สุด เมื่อสภาวิจัยการแพทย์สกอตแลนด์ พบว่าการไปผับเที่ยวบาร์ร่วมดื่มสังสรรค์กับเพื่อนฝูงช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิตของหนุ่มๆ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

แครอล เอ็มสไลน์ หัวหน้าทีมวิจัย อธิบายว่า การดื่มด้วยกัน แลกเปลี่ยนเรื่องตลกและหัวเราะด้วยกัน มีส่วนทำให้หนุ่มๆ ผ่อนคลาย และเปิดเผยอารมณ์ความรู้สึกของตนเองมากขึ้น ซึ่งนับเป็นหนึ่งในวิธีคลายเครียดที่ดีอีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยชี้ว่า การดื่มสังสรรค์ในที่นี่ คือ ดื่มแต่พอดี ไม่ใช่กรอกจนเมาหัวทิ่มราน้ำ เนื่องจากแทนที่จะช่วยให้สุขภาพจิตดี กลับย่ำแย่เพราะสุขภาพร่างกายเสื่อมโทรม

นอกจากนี้ เอ็มสไลน์ ยังระบุอีกว่า เป้าหมายของการวิจัยครั้งนี้มุ่งหวังให้เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการเลือกศึกษาผลลัพธ์ของแอลกอฮอล์ที่มีต่อร่างกาย โดยยอมรับทั้งในด้านบวกและด้านลบของเครื่องดื่มชนิดนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มกราคม 2557 เวลา 10:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1b2WGuo

‘กีฬาสุดขั้ว’ เทรนด์ฮิตคนรักสุขภาพ

โดย…วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน&

ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาไปเท่าไหร่ การย้อนกลับมาออกกำลังกายเพื่อรักษาสุขภาพก็เป็นอีกเทรนด์หนึ่งที่กำลังมาแรง โดยเฉพาะกีฬาหนักๆ ที่เผาผลาญพลังงานได้มากภายในเวลาอันรวดเร็ว หนึ่งก็คือ “บูท แคมป์” การออกกำลังกายแบบทหาร สัญลักษณ์ของความแข็งแกร่ง โดยใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ ณ สถานที่ต่างๆ เช่น สนามหญ้าในสวนสาธารณะ หรือชายหาด โดยใช้อุปกรณ์ที่หาได้ง่ายๆ ในพื้นที่ เช่น ยางรถยนต์ ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่หนัก ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงก็เหมือนออกกำลังกาย 3 ชั่วโมง อีกทั้งได้ความสนุกสนานอีกด้วย ซึ่งอีกหลายๆ กีฬาได้นำกลิ่นอายการฝึกแบบทหารไปปรับเปลี่ยนให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องที่สนุกขึ้น

เทรนด์ออกกำลังกายแนวใหม่

จุดเด่นที่เตะตาคนรักสุขภาพมากที่สุด คือโปรแกรมการออกกำลังกายที่ออกแบบเพื่อคนมีเวลาน้อย ที่สามารถบริหารและเพิ่มสมรรถภาพร่างกายได้ภายในเวลาเพียงไม่ถึง 1 ชั่วโมง แต่ผลลัพธ์และความรู้สึกราวกับใช้เวลาไป 3 ชั่วโมงในการออกกำลังกาย ครูโน้ตสหยศ กิจประสิทธิศรี วัย 25 เพอร์เซอร์นัล เทรนเนอร์ แห่ง เดอะแล็ป สถานที่ออกกำลังกายแห่งใหม่ที่กำลังมาแรงแซงทางโค้ง มีเหล่านักแสดงและนางแบบนิยมไปออกกำลังกายที่นี่หลายคน เพราะมีการปรับเปลี่ยนท่าออกกำลังกายหนักๆ แบบ บูท แคมป์ ไปผสานกับการออกกำลังท่าอื่นๆ กำหนดเป็นคอร์สต่างๆ เพื่อให้ประสิทธิภาพเฉพาะส่วน

ครูโน้ต อธิบายถึง บูท แคมป์ คือการออกกำลังกายนอกสถานที่ แต่คนส่วนใหญ่มักคิดว่าคือการฝึกของทหาร ฝึกหนักๆ ยกท่อนซุง ซึ่งจริงๆ บูท แคมป์ สามารถสร้างสรรค์ได้หลากหลาย เพราะมีการปรับมาอยู่ในการออกกำลังกายคอร์สต่างๆ เพื่อให้เหมาะกับทุกเพศทุกวัย เพราะมีออปชั่นให้เลือก เช่น มือใหม่ก็อาจเริ่มจากท่าง่ายๆ ได้

อะไรทำให้การออกกำลังกายหนักๆ เป็นที่นิยม นอกจากออกกำลังกายหนักๆ เพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่ได้ผล อีกทั้งยังได้ออกกำลังกายในสถานที่แปลกใหม่ เช่น ตามสวนสาธารณะ เกิดความสนุกสนาน ไม่รู้สึกจำเจ อีกทั้ง บูท แคมป์ สามารถออกกำลังกายได้ทุกสถานที่ ได้เจอกลุ่มคนหลากหลาย ใช้อุปกรณ์ที่หาได้ในสวน หรือใช้น้ำหนักตัวเองในการออกกำลังกาย วิ่ง กระโดด หรือใครไปพักผ่อนที่ชายหาดก็สามารถออกกำลังกายหน้าหาด วิดพื้นกับพื้นทราย เป็นต้น ก็เรียกว่า บูท แคมป์ คือการรีสตาร์ตร่างกายใหม่นั่นเอง

การออกกำลังกายแบบ บูท แคมป์ คนออกกำลังกายยิ่งกลุ่มใหญ่ๆ ยิ่งสนุกสนาน แต่ราว 12 ปีนี่เองที่คนไทยเปิดรับการออกกำลังกายแนวใหม่ๆ มากขึ้นกว่าแต่ก่อนที่นิยมออกกำลังกายในยิม ปั่นจักรยาน วิ่งในสวน หรือบนลู่วิ่งเท่านั้น แม้ในคลาสที่ครูโน้ตสอนจะไม่มีคลาส บูท แคมป์ ตรงตัว แต่จะมีลูกค้าโทรมาให้เทรนเนอร์ไปสอนท่าต่างๆ ให้นอกสถานที่ เช่น หน้าหมู่บ้าน แล้วสมาชิกถือลูกบอลเล็กๆ หรือเสื่อโยคะมาออกกำลังกายก็ได้ มีหลากหลายอายุ

“การออกกำลังกายโดยเอาไอเดียการฝึกแบบทหาร ในฐานะอยู่ในวงการออกกำลังกาย ผมได้ยินจากสหรัฐอเมริกามานานกว่า 67 ปีแล้ว ตั้งแต่เรียนวิทยาศาสตร์การกีฬาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมคิดว่าน่าจะมาจากชาวต่างชาติที่มาอยู่เมืองไทย และมีเทรนเนอร์เป็นฝรั่ง และชอบจัดบูท แคมป์ ซึ่งเมื่อก่อนคนไทยไม่ได้นิยมมาออกกำลังกายในสวนหรือกลางแจ้ง พอมีสิ่งใหม่ๆ เข้ามาคนก็มองว่าเป็นเรื่องน่าสนุก”

ท่าฝึกแบบทหารที่นำมาปรับใช้กับการออกกำลังกายในยิม ได้แก่ Climber Rope หรือปีนผาขึ้นลงแบบจำกัดเวลา โหนบาร์เคลื่อนที่เร็วๆ กลิ้งยางขนาดใหญ่ไปมา เรียกว่าเป็นการออกกำลังกายหนักๆ ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง แต่ได้ออกกำลังกายทุกส่วน บางคนจะนิยมมาออกกำลังกายในฟิตเนส เพราะมีอุปกรณ์ให้เล่นได้หลากหลาย เหมาะสำหรับมือใหม่ๆ ที่ยังไม่รู้จักท่าทางในการออกกำลังกายที่ถูกต้อง ครูฝึกจะช่วยปรับท่าได้ถูกต้องกับมัดกล้ามเนื้อที่ต้องการให้แข็งแรง

ดังนั้น นักออกกำลังกายมือใหม่ๆ จึงควรมีเทรนเนอร์คอยสอน พอร่างกายแข็งแกร่งก็สามารถออกกำลังกายในแบบที่ไม่จำกัด สามารถผลักขีดความสามารถของตัวเองไปออกกำลังกายที่หนักขึ้นได้ เพื่อให้หัวใจได้เต้นสลับเร็วช้า เพื่อการเผาผลาญพลังงานที่ดีขึ้น กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง

“การวิจัยพบว่า การออกกำลังกายที่หนักหน่วงตามศักยภาพของร่างกาย เราจะมีคลาสต่างๆ ตามฟังก์ชั่นของร่างกาย เช่น บริหารหัวไหล่ หัวเข่า ก็จะมีชื่อแตกต่างกันไป เช่น คลาสอย่าง TABATA High intensity Fat Burner คือการออกกำลังกายแบบวิ่งเร็วๆ วิ่งไปกลับภายในเวลา 20 วินาที แล้วพักโดยวิ่งเบาๆ 10 วินาที และวิ่งอีก 20 วินาที แล้วพัก 10 วินาที สลับกันไป ก็จะทำให้หัวใจเต้นเร็วๆ หรือการปั่นจักรยานให้หัวใจเต้นเร็วๆ แล้วพัก ปั่นและพัก เรื่อยๆ 8 ครั้ง หรือวิดพื้นติดกัน การออกกำลังกายหนักๆ แบบนี้จะได้ผลดี ซึ่งการออกกำลังกายทำเป็นกลุ่มก็เกิดความสนุกสนาน เป็นต้น แต่การออกกำลังหนักๆ เหมาะสำหรับคนแข็งแรงเท่านั้น”

 

‘Obstacle’ วิ่งมาราธอนผ่านเครื่องกีดขวาง

การแข่งขันแบบ Obstacle เป็นชื่อสากลที่ใช้เรียกการแข่งขันที่ต้องวิ่งผ่านด่าน ผ่านสิ่งกีดขวาง เป็นการแข่งขันสากลที่ผู้เข้าแข่งขันได้ผ่านการผจญภัย ซึ่งเป็นที่นิยมมากในต่างประเทศ สำหรับเมืองไทยได้นำการแข่งขันแบบนี้มาจัดการแข่งขันในเมืองไทยบ้างแล้ว เช่น บริษัท บุญรอด เทรดดิ้ง ที่จัดการแข่งขัน สิงห์ เก่ง แกร่ง กล้า ฝ่าฐานผจญภัย ณ ไร่บุญรอด จ.เชียงราย เมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งมีผู้สมัครเข้าแข่งขันเป็นจำนวนมากเกินความคาดหมาย

หนึ่งในผู้คิดการแข่งขันนี้คือ ชลวิทย์ สุขอุดม ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท บุญรอด เทรดดิ้ง ซึ่งแรงบันดาลใจในการออกแบบการแข่งขันได้มาจากการเคยเป็นนักกีฬารักบี้ของโรงเรียนวชิราวุธ วิทยาลัย ชอบวิ่ง ปั่นจักรยาน และว่ายน้ำมาตั้งแต่เด็กๆ แม้บาดเจ็บจากการผ่าตัดหัวเข่าก็ยังไม่ละทิ้งการวิ่งเพื่อให้กล้ามเนื้อรอบๆ หัวเข่าแข็งแรง ประกอบกับเด็กผู้ชายคุ้นเคยกับการออกกำลังกายและการฝึกนักเรียนรักษาดินแดนตอนมัธยมปลาย และเห็นการฝึกทหารในภาพยนตร์สงคราม จึงนำกลิ่นอายของการฝึกคล้ายๆ ทหารมาออกแบบด่านต่างๆ เพื่อทำให้การแข่งขันสนุกขึ้น

“เด็กผู้ชายทุกคนจะมีท่าออกกำลังกายแบบทหารอยู่ในหัวอยู่แล้ว ก็จำและนำมาปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับคนเพศวัยต่างๆ จนเกิดเป็นการแข่งขัน สิงห์ เก่ง แกร่ง กล้า ฝ่าฐานผจญภัย ซึ่งมีทั้งโคลนและบรรยากาศสวยๆ ของไร่บุญรอด จ.เชียงราย กิจกรรมการแข่งขันรูปแบบใหม่ที่ได้ผลตอบรับเกินคาดจากผู้ร่วมแข่งขันกว่า 500 คน ที่ได้รับประสบการณ์กิจกรรมวิ่งแนวใหม่ที่ทั้งเลอะทั้งสนุกด้วยฐานผจญภัยกว่า 10 ฐาน สามารถสร้างสีสันใหม่ๆ ในการออกกำลังกาย เช่น การแข่งขันกำหนดให้มีเส้นทางเทรล 7 กิโลเมตร ระหว่างทางมีฐานอุปสรรคให้ผู้แข่งขันต้องฝ่าฟันทั้งเปียกน้ำ เลอะโคลน ข้ามสะพานลอยน้ำที่สร้างจากแพไม้ไผ่ เป็นต้น”

กิจกรรมการแข่งขันถูกออกแบบให้มีหลากหลายให้ผู้เข้าแข่งขันเลือกตามความเหมาะสม เช่น วิ่ง 3 ระยะทางให้เลือก ประเภทเดี่ยว 7 กิโลเมตร (1 รอบ) พร้อม 10 ฐาน, 14 กิโลเมตร (2 รอบ) พร้อม 20 ฐาน และประเภททีม 35 กิโลเมตร (5 รอบ) พร้อม 50 ฐาน กิจกรรมดีๆ แบบนี้นอกจากร่างกายที่แข็งแรงแล้ว ยังเพิ่มความสนุกสนานและความสามัคคีในทีมอีกด้วย ความสุขและความท้าทายที่ได้จากการแข่งขันจากกีฬาแนวใหม่นี้

“เรามีพื้นที่กว้างเป็นเนินเขา และเราเชื่อว่าแต่ละคนมีสัญชาตญาณชอบผจญภัยทุกคน อยากออกกำลังกายข้างนอกบ้าง เราจึงดีไซน์เป็นฟัน รัน คนส่วนใหญ่ไม่ชอบวิ่งยาวๆ เลยสร้างฐานให้เล่น เราดีไซน์ให้ประเภทของการแข่งขันเหมาะกับพื้นที่ โดยจำลองการฝึกทหารมาเพื่อให้พบกับความยากลำบากนิดหน่อย เช่น ปีนตาข่าย ไถลตัวตามผา มันเป็นเกมที่สนุก คือทหารเขาฝึกเพื่อยังชีพ แต่เราถอดรูปแบบมาให้สนุก ทำให้การวิ่งยาว ๆ 35 กิโลเมตร เป็นเรื่องสนุก ไม่ใช่วิ่งอย่างเดียว

อีกเหตุผลหนึ่งคืออยากสร้างบรรยากาศให้คนมาออกกำลังกาย เพราะนอกจากคนเราจะสมบูรณ์เป็นคนเต็มคนจากสิ่งกล่อมเกลาจากสิ่งอื่นๆ เช่น ดนตรี ก็ยังมีกีฬาที่จะช่วยให้คนเราเจริญเติบโตทั้งร่างกายและจิตใจ พอออกแบบการแข่งขันออกมาปรากฏเด็กรอบๆ จ.เชียงราย และกลุ่มเด็กอายุ 14 ปี สมัครมาวิ่งกัน 50 คน เราวิ่งด้วย เด็กหญิงชายไปวิ่งหมด เราไม่จำกัดชายหญิง ซึ่งในการแข่งขันแต่ละครั้งผู้เข้าแข่งขันก็ต้องเตรียมความพร้อมของร่างกายมาตลอดทั้งปี การวิ่งแข่งก็เหมือนกัน ร่างกายก็ต้องมีความแข็งแกร่งวิ่งอย่างรู้กำลังตัวเอง”

ชลวิทย์ ในฐานะเป็นนักกีฬาตัวยง และเห็นความสำคัญของการออกกำลังกาย เขามองว่า โดยพื้นฐานคนปัจจุบันขี้เบื่อ อยากลองอะไรใหม่ๆ ฉะนั้นการวิ่งยาวๆ คนจะรู้สึกเบื่อ หากมีการคิดออกแบบการแข่งขันให้มีการสร้างฐานเพิ่ม เช่น มีทั้งว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน มีฐานต่างๆ ให้เล่น เช่น กระโดด หรือแบกหิน ฐานต่างๆ เป็นเหมือนอุปสรรคที่ผู้คนมักเจอได้ในชีวิต วันของการทำงานที่ต้องเจอกับความกดดันจากเจ้านาย เราก็ต้องผ่านแรงกดดันทำกิจกรรมแต่ละฐานให้ได้ แล้วเราจะแกร่งขึ้น อีกทั้งเราต้องกล้าทำอะไรใหม่ๆ

ด้วยเสียงตอบรับที่ดีสำหรับการจัดการแข่งขันครั้งแรก ปีนี้ ชลวิทย์ ตั้งใจจะจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือในฤดูร้อนราวเดือน เม.ย. และปลายปีที่มีอากาศหนาวเย็น เพื่อฝึกให้ผู้เข้าแข่งขันมีร่างกายที่แข็งแกร่ง ต่อสู้กับสภาพอากาศแต่ละฤดูได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2557 เวลา 09:40 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1aZgoHk

ปรับวิถีใหม่ ใส่ใจสุขภาพ

โดย…ชมดาว / ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ด้วยเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้า ทำให้คนอายุยืนประชากรสูงวัยจึงท่วมท้นไปยังทุกประเทศที่เจริญแล้ว ประกอบกับอัตราการเกิดใหม่ของเด็กน้อยลง นี่จึงกลายเป็นปัญหาใหม่ที่ทั่วโลกกำลังเป็นห่วง ถ้าเป็นประเทศที่เจริญและร่ำรวยอย่างยุโรปก็ไม่น่าหนักใจ แต่หากเป็นประเทศที่ยากจนและกำลังพัฒนาก็น่ากังวลใจ เพราะรัฐไม่มีงบประมาณดูแลเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างดีพอ

เพราะวิถีการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป เครียด พักผ่อนน้อย กินอาหารจานด่วน สิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษ ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ส่งผลให้คนไทยเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง ถือเป็น 4 อันดับโรคฮิต ที่คร่าชีวิตคนไทย และนับวันจะมีแนวโน้มผู้ป่วยด้วยโรคนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ ระวังกันไว้ให้ดีน่ากลัว!!

จากข้อมูลการสำรวจสภาวะสุขภาพของคนไทยของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีความชุกของโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 21.4 หรือ 10.8 ล้านคน มีความเสี่ยงที่จะป่วยด้วยโรคหัวใจสูงถึงร้อยละ 86 และจากการคาดการณ์ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ในปี 2551 ประเทศไทยจะมีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งรายใหม่ 1.2 แสนราย และจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 50 ในช่วง 10 ปี ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงมาก เฉพาะโรคมะเร็งเพียงอย่างเดียว เฉลี่ยถึงคนละ 1 ล้านบาท ตัวการสำคัญที่เป็นสาเหตุของให้โรคเหล่านี้ก็คือ การมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ถูกต้อง หลักการใส่ใจเรื่องการบริโภคและการออกกำลังกาย

 

ปรับชีวิต เปลี่ยนสุขภาพ

เริ่มต้นปีใหม่ทั้งที ถึงเวลาแล้ว … ที่เราจะลุกขึ้นมาปรับชีวิตด้วยการ “ปรับพฤติกรรม เปลี่ยนสุขภาพ” ออกสตาร์ทการดูแลสุขภาพเริ่มต้นได้ที่ตัวเราเอง โดยเน้น 2 หลักการที่สำคัญ คือ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคู่กับการรับประทานอาหารอย่างถูกต้อง ซึ่งจะช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย อายุรแพทย์โรคหัวใจ ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลนครธน กล่าวว่า ความเจ็บไข้ได้ป่วยส่วนหนึ่งเป็นเรื่องที่ป้องกันได้ เรียกว่าเป็นการดูแลสุขภาพเชิงรุก ยิ่งถ้าเริ่มต้นดูแลสุขภาพกันตั้งแต่วัยหนุ่มสาว ก็มั่นใจได้เลยว่าจะเป็นคนแก่ที่สุขภาพดีได้ในอนาคต โดยวิธีการดูแลสุขภาพเชิงรุกทำได้กว้างๆ คือ

การดูแลเรื่องอาหารการกิน ด้วยการเลือกกินอาหารที่ดีมีประโยชน์กับร่างกาย ลดแป้ง ไขมัน น้ำตาล ลดเนื้อสัตว์ให้น้อยลง เพิ่มผักผลไม้สดให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารรสชาติหวาน มัน เค็ม เพราะอาหารรสจัดจะเป็นปัจจัยเร่งให้ร่างกายเป็นโรคได้ง่ายขึ้น เพราะหากกินหวานมากก็เสี่ยงเป็นเบาหวาน ถ้ากินมันมากก็จะอุดตันเสี่ยงกับหลอดเลือดหัวใจ ถ้ากินเค็มไปก็เสี่ยงกับโรคความดันโลหิตสูงและไตวาย อาหารดังกล่าวจะทำให้ระบบกระเพาะ ลำไส้ ทำงานหนัก ไม่สูบบุหรี่ กินเหล้า

คุณหมอ กล่าวว่า อาหารที่เรากินทุกวันนี้พวกอาหารจานด่วน การกินอาหารแปรรูปมากๆ ถือเป็นปัจจัยเร่งทำให้คนยุคนี้เป็นโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น กลับมากินอาหารไทยแท้ๆ อย่างน้ำพริกผักต้ม แกงส้ม แกงเลียง ผัดกะเพรา กินปลานึ่ง ปลาย่าง แทนอาหารปิ้ง ย่าง ทอด มาทำอาหารด้วยการต้ม ตุ๋น นึ่ง ทำอาหารด้วยไฟอ่อนๆ จะดีที่สุดกับร่างกาย เพราะอาหารพวกนี้ดีต่อสุขภาพ กระเพาะ ลำไส้ทำงานง่ายขึ้น ทำให้เลือดลมระบบขับถ่ายดีขึ้น

 

“ที่สำคัญก็คือการกินอาหารพอดีคำ ไม่ตักอาหารคำใหญ่ กินคำเล็กๆ เคี้ยวช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียด จะทำให้กินได้น้อยลง อิ่มง่ายขึ้น ระบบย่อยไม่ต้องทำงานหนัก”

การออกกำลังกาย ควรจัดเวลาออกกำลังกายให้ได้ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-4 วัน การทำงานบ้านไม่ถือว่าเป็นการออกกำลังกาย ถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน แต่ไม่ได้ทำให้หัวใจได้ออกกำลังกายจริงๆ การออกกำลังกายต่อเนื่อง 30 นาที จะทำให้หัวใจสูบฉีด ได้การเผาผลาญ ระบบสมองได้ทำงาน ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น

สุขภาพจิต พฤติกรรมที่จะให้ห่างโรคก็คือ การพักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับให้สนิทวันละ 68 ชั่วโมง เพื่อจะได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้แท้จริง ถ้านอนน้อยกว่านี้จะทำให้ร่างกายโอเวอร์โหลด จะส่งผลต่อสุขภาพตอนแก่ แม้การนอนกลางวันก็ชดเชยได้น้อยกว่ามาก พยายามไม่เครียด ถ้าเครียดก็พยายามออกจากสิ่งที่ทำให้เครียด เช่น ไปเล่นกีฬา ไปออกกำลังกาย ไปร้องเพลง ไปเรียนวาดรูป ไปปลูกต้นไม้ หางานอดิเรกที่ชื่นชอบทำแทน ถ้าอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพปีละ 1 ครั้ง ถ้าอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรสักปีละ 2 ครั้ง ควบคุมระดับน้ำตาล ความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

“คนสมัยนี้หาเงินมาเยอะ เพื่อมาใช้ดูแลรักษาสุขภาพตอนแก่ สู้ทำงานพอประมาณในวัยหนุ่มสาว เอาเวลาไปออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ แล้วไม่ต้องเอาเงินมารักษาตัวตอนแก่จะดีกว่า เมื่อตอนแก่โรคคุกคาม เงินที่หามาได้อาจจะไม่มีประโยชน์เท่าใด เพราะเหมือนกับเหนื่อยมาเปล่าๆ”

 

ออกกำลังกายให้ห่างโรค

การออกกำลังกายหรือการเคลื่อนไหวร่างกาย จะทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกาย หัวใจ และระบบไหลเวียนของเลือด ปอด กล้ามเนื้อ ข้อต่อ กระดูกมีความแข็งแรง เสริมสร้างภูมิต้านทานในการป้องกันโรค เราควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3–5 วัน วันละอย่างน้อย 30 นาที หลายคนอาจบอกว่าออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ถูกต้องและเหมาะสมหรือเปล่า!! เป็นเรื่องที่น่าคิด เราจึงมีคำแนะนำดีๆ มาฝากกัน

1.เริ่มต้นด้วยการอบอุ่นร่างกาย ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เช่น วิ่งเหยาะๆ เดินช้าๆ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อประมาณ 5 นาที

2.ออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายให้หัวใจเต้นแรงขึ้น ปอด กล้ามเนื้อทำงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น เดินเร็ว เต้นแอโรบิก ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน ฯลฯ ใช้เวลาประมาณ 15–20 นาที

3.ผ่อนคลาย สิ้นสุดการออกกำลังกายด้วยการลดระดับความแรงลงเรื่อยๆ เพื่อผ่อนคลายระดับ

การเต้นของหัวใจ ปอด กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนของร่างกาย เช่น วิ่งช้าๆ สลับการเดิน เดินช้ายืดเหยียดกล้ามเนื้อ ใช้เวลาผ่อนคลายประมาณ 5 นาที

 

ออกกำลังกายให้เหมาะกับวัย

วัยเด็ก

การออกกำลังกายในวัยเด็ก เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้เด็กมีความสนุกสนาน ใช้กิจกรรมที่หลากหลาย ใช้การออกแรงจากระดับความหนักที่เบา และค่อยๆ เพิ่มความหนักจนถึงระดับที่หนัก ปานกลาง และใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมงในแต่ละวัน

วัยทำงาน

ควรเลือกออกกำลังกายให้เหมาะสมกับเวลา วัย อาชีพ และสภาพร่างกาย อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3–5 วัน วันละอย่างน้อย 30 นาที เช่น เต้นแอโรบิก เดินเร็ว วิ่งจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ เป็นต้น

วัยสูงอายุ

เป็นวัยที่ร่างกายเสื่อมถอย มีปัญหาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ควรออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ ไม่หักโหม ใช้แรงพอเหมาะ ค่อยเป็นค่อยไป เช่น การเดินช้าๆ รำมวยจีน การบริหารประกอบเพลง

 

กินให้ไกลโรค

กฤษณา เรืองศรี อดีตพยาบาลและเจ้าของ บาว่า สปาเพื่อสุขภาพ แนะนำการเลือกกินอย่างถูกวิธี การกินอาหารอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพ เพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยในแต่ละหมู่ควรเลือกกินให้หลากหลายชนิด ไม่ซ้ำซาก

กินอาหารในปริมาณที่เหมาะสมกับการใช้พลังงานในแต่ละวัน โดยกินข้าวเป็นหลัก สลับกับอาหารประเภทแป้งบางมื้อ และกินผักและผลไม้สดปลอดสารพิษเป็นประจำอย่างเพียงพอและหลากหลาย วันละอย่างน้อย 5 ขีด หรือครึ่งกิโลกรัมขึ้นไป กินให้ได้ทั้ง 3 มื้อ และไม่กินผลไม้รสหวานจัด ซึ่งคนที่กินผักผลไม้หลากหลายสี เช่น สีเขียว สีเหลือง สีส้ม สีแดง สีน้ำเงิน สีม่วง สีขาว สีน้ำตาล เป็นประจำ ร่างกายจะได้รับประโยชน์จากคุณสมบัติของสีเหล่านี้ เพราะช่วยต้านอนุมูลอิสระ ดูดซับสารพิษที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง ต้านการอักเสบและเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน ปกป้องเซลล์ ช่วยการไหลเวียนของเลือด ลดคอเลสเตอรอล

กินเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน กินปลา ไข่ และถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ ควรดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย ลดอาหารไขมัน หลีกเลี่ยงการกินอาหารเค็มและหวานจัด ควรจำกัดการกินเกลือหรือน้ำปลาวันละไม่เกิน 1 ช้อนชา และจำกัดการกินน้ำตาลวันละไม่เกิน 6 ช้อนชา กินอาหารที่สุก สะอาด ปราศจากการปนเปื้อน

 

การกินอาหารให้เหมาะกับวัย

วัยเด็ก เป็นช่วงวัยที่มีการเจริญเติบโต ควรกินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ และหลากหลายชนิดให้ครบทั้ง 3 มื้อ เน้นกินอาหารที่ประกอบไปด้วยธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ ตับ ไข่ ทั้งผัก ผลไม้ ควรกินเป็นประจำ และควรหลีกเลี่ยงลูกอม ขนมหวาน น้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยว อาหารรสจัด และอาหารฟาสต์ฟู้ด เพราะจะมีผลเสียต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย และก่อให้เกิดโรคตั้งแต่วัยเด็ก เช่น โรคอ้วน

วัยทำงาน วัยที่มักมีปัญหาของน้ำหนักตัวมาก ควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ต้องควบคุมปริมาณการกินอาหาร ลดอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง และหมั่นออกกำลังกายเพื่อควบคุมน้ำหนัก

วัยสูงอายุ ควรเลือกกินอาหารให้เหมาะสม ครบทั้ง 5 หมู่ เน้นอาหารที่ย่อยง่าย ได้สารอาหารครบถ้วน เพิ่มปลา ผักใบเขียว ผลไม้รสไม่หวานจัด ลดและหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน เช่น แกงกะทิ อาหารรสจัด ผู้หญิงสูงอายุที่อยู่ในวัยทองควรดื่มนมพร่องมันเนย หรือกินปลาเล็กปลาน้อย ปรุงรสอาหารประเภทนึ่ง ต้ม เพื่อเสริมแคลเซียมให้ร่างกาย ด้วยวิธีการง่ายๆ กับ 2 หลักการสำคัญ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคู่กับการรับประทานอาหารอย่างถูกต้อง จะเป็นตัวช่วยที่ดี และคำตอบสุดท้ายของการปรับพฤติกรรมเพื่อเปลี่ยนสุขภาพ

ยังไม่ช้าเกินไปที่จะเริ่มต้น เปลี่ยนความคิด ปรับชีวิตให้มีสุขภาพที่แข็งแรง ห่างโรคร้าย เพราะสุขภาพที่ดีสร้างได้ด้วยตัวเราเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2557 เวลา 09:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1hGQKsf

อากาศเย็นระวังเด็กเป็นโคลด์สเตรส

โดย…วรธาร ภาพ

กลับมาหนาวเย็นอีกแล้วอากาศในช่วงนี้ พ่อแม่ควรดูแลลูกน้อยให้ร่างกายได้รับความอบอุ่นอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้ลูกสัมผัสอากาศหนาวเย็นนานๆ โดยเฉพาะในเด็กอ่อนอาจได้รับอันตรายถึงเสียชีวิตได้

นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า อากาศหนาวเย็นในช่วงนี้พ่อแม่ควรระวังลูกอ่อนเป็นโคลด์ สเตรส อุณหภูมิร่างกายต่ำ เสี่ยงอวัยวะสำคัญ เช่น สมอง หัวใจ ขาดเลือดไปเลี้ยง มีอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะเด็กอ่อนแรกเกิดจนถึง 1 เดือน อวัยวะภายในและศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายทำงานได้เพียง 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ รวมทั้งมีไขมันใต้ผิวหนังที่ช่วยสร้างพลังงานให้ความร้อนแก่ร่างกายน้อยกว่าผู้ใหญ่ ทำให้อุณหภูมิร่างกายเด็กเปลี่ยนแปลงตามสภาพอากาศได้ง่าย ยิ่งหากเด็กที่คลอดก่อนกำหนดยิ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้นไปอีก

“โคลด์ สเตรส (Cold Stress) คือ ภาวะตัวเย็นเกิน จะทำให้เส้นเลือดหดตัว หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย สมอง หรืออวัยวะอื่นๆ อาจขาดเลือดไปเลี้ยง เป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้ โดยหากเด็กสัมผัสกับความหนาวเย็น เช่น อยู่ในอากาศหนาวเป็นเวลานานจะทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง เกิดภาวะโคลด์ สเตรสได้ โดยวิธีสังเกตสัญญาณเตือน คือ เด็กร้องและดิ้น ตัวเย็น ผิวลายเป็นวงแดง มือเท้าเย็น นิ้วมือนิ้วเท้าซีดเขียว”

ขณะที่วิธีการป้องกัน ปลัดกระทรวงสาธารณสุขแนะนำง่ายๆ คือ ให้เด็กสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เสื้อกันหนาว สวมหมวกไหมพรม ถุงเท้า และห่มผ้าหนาๆ เวลานอน อย่าให้เด็กนอนใกล้ประตูหน้าต่างที่มีลมโกรก อาบน้ำอุ่นช่วงสายวันละครั้ง ทาโลชั่นป้องกันผิวแห้งแตก ให้กินนมแม่เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานโรคโดยตรง และที่ลืมไม่ได้ขณะให้นมลูกอ้อมกอดของแม่คือการเพิ่มความอบอุ่นแก่ลูกโดยตรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2557 เวลา 09:16 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1aZf2MR

ตรุษจีนกินอย่างฉลาดปราศจากโรค

โดย…วรธาร ภาพ

ช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกปีมีอาหารเยอะแยะน่ากินไปหมด แต่อย่าเพิ่งไปตามใจปาก เห็นอะไรน่ากินก็ซื้อหมด เพื่อสุขภาพที่ดีของร่างกายจึงไม่ควรเห็นแก่ปากหรือความอยากจนเกินไป เพราะอาจนำพาโรคมาสู่ร่างกายได้

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ แนะนำว่า ควรกินอาหารในปริมาณที่เหมาะสม โดยเน้นที่ไม่มีไขมันหรือมีไขมันน้อย เช่น เนื้อไก่ไม่ติดหนัง เนื้อปลา เนื้อกุ้ง ปลาหมึก ซึ่งจะช่วยเพิ่มไขมันดีและลดไขมันเลวได้ พร้อมกันนี้ควรหลีกเลี่ยงพวกเครื่องในสัตว์เพราะมียูริกสูง การปรุงอาหารให้ลดหวาน มัน เค็ม โดยใช้เทคนิคง่ายๆ เช่น ผัดด้วยน้ำมันน้อยๆ ใช้สมุนไพรลดไขมัน อย่างขิง กระเทียม ขึ้นฉ่าย และก่อนการปรุงต้องล้างวัตถุดิบให้สะอาดทุกครั้ง

“ในขนมไหว้ที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบ ควรเพิ่มถั่วและธัญพืชเพราะมีส่วนช่วยในการล้างพิษจากแป้งและความหวาน ซึ่งขนมสุขภาพที่ควรเลือก ได้แก่ ขนมไส้ถั่วทั้งหลาย ขนมตุ้บตั้บ ขนมเปี๊ยะ คอเป็ดงาดำ ขนมเทียนไส้เค็ม ส่วนขนมเข่งไม่ควรเอาไปทอดเพิ่มน้ำมัน ผลไม้ก็ควรกินร่วมด้วย เช่น ส้มที่มีวิตามินเพิ่มคอลลาเจนและเส้นใย ลดไขมัน แอปเปิลหรือกล้วยหอมอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และควรดื่มชาร้อนช่วยลดการอักเสบและช่วยลดไขมันด้วย”

อธิบดีกรมการแพทย์ สรุปว่า การกินอาหารในเทศกาลตรุษจีนที่ถูกต้องเหมาะสมคือ ไม่กินหวาน มัน เค็ม ก็จะทำให้ห่างไกลจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง ส่งผลดีต่อสุขภาพ แต่สิ่งที่ควรทำด้วยคือ ออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันจากร่างกายและให้มีสุขภาพแข็งแรง และอย่าลืมดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว เพื่อช่วยชะล้างสารพิษในอาหารที่กินเข้าไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มกราคม 2557 เวลา 09:16 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1hGOdyd

วิธีแก้เครียดจากการเมือง

โดย…วรธาร ภาพ

จากสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองทำให้ประชาชนตื่นตัวสนใจติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างใกล้ชิดและอยู่ภายใต้สภาวะกดดัน ทำให้มีผลกระทบต่ออารมณ์และเกิดความเครียดโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หากไม่สามารถจัดการกับความเครียดให้หายไปได้ หรือไม่หายไปตามระยะเวลาที่ควรจะเป็น และสะสมความไม่สบายใจไปเรื่อยๆ อาจพัฒนาไปสู่กลุ่มอาการที่เรียกว่าเครียดจากการเมือง หรือพีเอสเอส (PSS: Political Stress Syndrome)

นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า พีเอสเอส จะปรากฏออกมา 3 อาการ คือทางกาย ทางใจ และการกระทบต่อสัมพันธภาพกับผู้อื่น โดยทางกายจะมีอาการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ตึงบริเวณขมับ ต้นคอ แขน ขา นอนไม่หลับ หลับๆ ตื่นๆ ตื่นกลางดึกแล้วหลับต่อไม่ได้ ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หายใจไม่อิ่ม แน่นหรือปวดท้อง และชาตามร่างกาย ทางใจ จะมีความวิตกกังวล ครุ่นคิดตลอดเวลา หงุดหงิดง่าย โกรธ ฉุนเฉียว ก้าวร้าว เบื่อหน่าย ท้อแท้ หมดหวัง สิ้นหวัง รู้สึกไม่มีทางออก ไม่มีสมาธิ ฟุ้งซ่าน หมกมุ่นมากเกินไป ส่วนปัญหาพฤติกรรมสัมพันธภาพกับผู้อื่น เช่น โต้เถียงกับผู้อื่นหรือแม้กระทั่งคนในครอบครัว ใช้อารมณ์ปานกลางถึงรุนแรง ยับยั้งตนเองไม่ได้ มีความคิดที่จะตอบโต้โดยใช้กำลังในการเอาชนะ หรือเอาชนะทางความคิดกับคนที่เคยสนิทกัน เป็นต้น

“วิธีปฏิบัติเพื่อช่วยผ่อนคลาย แนะนำว่า 1.ให้หันเหความสนใจไปเรื่องอื่นๆ แทน 2. ลดความสำคัญของปัญหาการเมือง ลงมาชั่วขณะ ให้ความสำคัญกับเรื่องเร่งด่วนอื่นๆ 3.พูดคุยกับผู้ที่มีแนวคิดใกล้เคียงกัน เพื่อระบายปัญหาออกไป 4.ออกกำลังกายตอนเช้าหรือตอนเย็น อย่างน้อยสัปดาห์ละ 35 วัน วันละไม่ต่ำกว่า 30 นาที และพักผ่อนให้เพียงพอ 5.ฝึกผ่อนคลายด้วยตัวเอง เช่น การฝึกสติ ฝึกทำสมาธิ ฝึกโยคะ ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และ 6.หันมาหาวิธีทำให้ใจสงบ อาจใช้ศาสนาช่วยเพื่อปล่อยวาง แต่ถ้าเกิน 1 สัปดาห์ยังไม่คลี่คลายแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาทางสายด่วนสุขภาพจิต หมายเลข 1323 และ 1667 ตลอด 24 ชั่วโมง”



  • Arlene: I was thinking about if you have a linkedin page. Cheers for the astonishing blog post.
  • Lou: Heya, this really is such an incredible topic to learn about.
  • Anti Aging: What's up, just wanted to mention, I enjoyed this article. It was funny. Keep on posting!

หมวดหมู่