สุภรดี ศิวพรพิทักษ์ หลงใหลในความหอมหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2557 เวลา 10:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1w0XwR2

สุภรดี ศิวพรพิทักษ์ หลงใหลในความหอมหวาน

โดย…โจ เกียรติอาจิณ/ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เรียนจบนิติศาสตร์รั้วจามจุรี เดินตามฝันด้วยการสวมบทบาทเป็นทนายอยู่พักใหญ่จนมีคำถามเกิดขึ้นในหัว นี่ฉันอยากเป็นทนายจริงๆ เหรอ ไม่ใช่สิฉันอยากทำขนม อยากอบขนม และอยากเป็นเพสตรี้เชฟนั่นต่างหาก

“ฟิน-สุภรดี ศิวพรพิทักษ์” ให้คำตอบอย่างชัดแจ้งแก่ตัวเอง จากนั้นเธอก็มุ่งมั่นกับการทำขนมด้วยการเรียนรู้เอง ลองผิดลองถูก ครูพักลักจำ หยิบนั่นผสมนี่ ประยุกต์สูตรเก่าเป็นสูตรใหม่ กลายเป็นซิกเนเจอร์เมนูสไตล์เชฟฟิน

“ชีวิตมันต้องเลือกค่ะ ซึ่งชีวิตจริงมันไม่สามารถเหยียบเรือสองแคมได้ สุดท้ายเมื่อต้องเลือกเราก็ขอเลือกทำอาหารที่เราชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

สำหรับเราการทำอาหารคือความหลงใหลที่มีมาตั้งแต่เด็กๆ ว่างก็ทำ ชอบอ่านตำราอาหาร เราว่าเราทำอาหารแล้วมีความสุขค่ะ ยิ่งเป็นขนมจะชอบมากๆ และมีความสุขมากๆ เลยค่ะ”

เริ่มต้นวงการอาหารด้วยการประกาศตัวเป็นครูสอนทำอาหารและขนมผ่านยูทูบในนาม Finny the Chef ระหว่างนั้นก็ลงเรียนปริญญาโทเอ็มบีเอ ที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ เชฟฟินขณะที่ยังไม่ได้เป็นที่รู้จัก สร้างชื่อจากสิ่งที่เธอลงมือทำจริง สอนจริง สอนแบบสเต็ปบายสเต็ป แล้วมันก็ได้ผลจริงๆ เมื่อวันหนึ่งเธอก็สามารถก้าวมาเป็นหนึ่งในเพสตรี้เชฟแถวหน้า มี Radi Catering & Delivery Services ขายผ่านโลกออนไลน์ ก่อนจะขยับขยายมาเป็นร้านเก๋ๆ Radi Cafe (ซอยทองหล่อ 11) อันมี “คัพเค้ก” เป็นนางเอก รวมทั้งยังได้ออกหน้าจอในฐานะพิธีกรรายการ “ครัวอินดี้” (ช่วง Follow Fin)

“ตอนนั้นทำทั้งอาหารและขนมเป็นเมนูง่ายๆ ถ่ายรูปเบื้องหลังให้เห็นจะจะ ขั้นตอนการทำ การเลือกซื้อของ ให้ความรู้ไปด้วย ออกเดือนละ 2 ครั้ง คนก็เริ่มรู้จักเราบ้างแต่ยังไม่ดังอะไรหรอกค่ะ แต่รู้ว่ามีคนตามเราอยู่นะ พอเรียนจบมาก็ตัดสินใจว่าจะมาจับงานอาหารเต็มตัว

ใจจริงๆ เลยนะ เราอยากเป็นแค่คนทำธุรกิจด้านอาหาร ไม่ได้อยากมาเปิดร้านขายกันแบบหม้อข้าวหม้อแกง ก้าวเข้ามาแบบไม่มีเงินถุงเงินถัง เราก็เลยไม่ได้ออกตัวยิ่งใหญ่ เป็นแค่คนทำอาหารโฮมเมด รับจัดอาหารงานปาร์ตี้เล็กๆ หรืองานที่มีกิมมิกมีธีม จะเป็นแนวๆ นี้มากกว่าค่ะ”

ซิกเนเจอร์ที่ทำให้คนรู้จักเชฟฟินและ Radi Cafe คงต้องยกความดีความชอบให้คัพเค้ก ที่ไหนๆ ก็มีคัพเค้ก ร้านคัพเค้กในกรุงเทพฯ มีนับไม่ถ้วน แต่คัพเค้กสูตรเชฟฟินแปลกและต่างจากที่อื่นๆ คัพเค้กนมเย็น คัพเค้กมะพร้าว คัพเค้กแครอต เคยกินไหมเล่า

“ยอมรับว่าที่เลือกคัพเค้กมาเป็นซิกเนเจอร์เมนูก็เพราะอยากเกาะกระแส ซึ่งประมาณ 23 ปีที่แล้วคัพเค้กมาแรงมาก แต่ความเข้าใจของคนไทยที่มีต่อคัพเค้กคือขนมก้อนใหญ่ๆ ก้อนหนึ่ง หน้าเต็มไปด้วยครีมเยอะๆ สวยแต่ไม่อร่อย เราก็เลยลองปรับคัพเค้กให้เข้ากับคนไทย เน้นรสชาติ มีไส้ ชิ้นไม่ใหญ่ ทำให้คนกล้าหยิบกล้ากิน โดยไม่มากังวลว่าจะอร่อยไหม จะอ้วนไหม ชิ้นใหญ่ไปไหม”

 

ธุรกิจกำลังไปได้สวยด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ ที่สำคัญคือ “ใส่ใจ” ในทุกๆ รายละเอียด กลายเป็นคีย์แห่งความสำเร็จของเชฟฟินในวันนี้ที่เธอฟินสุดๆ กับการใช้ชีวิต มากกว่านั้น ความสุขจากการได้ลงมือทำอาหารและขนมเป็นดอกผลที่ส่งกลับมาหาเธอ

“แรกๆ จะให้ความสำคัญเรื่องรสชาติมาก รสชาติต้องมาก่อน ต้องอร่อย หน้าตาไม่สวยไม่เป็นไร แต่พอมีร้าน เปิดร้าน 2 อย่าง รสชาติและหน้าตาต้องเดินเคียงข้างไปพร้อมกันค่ะ ยกตัวอย่างนะ มีอาหารหนึ่งจานเสิร์ฟตรงหน้าแต่ว่าหน้าตาไม่ไหวเลย เรียกใคร ชวนใครก็คงไม่มีใครอยากชิมใช่มั้ยล่ะ ฉะนั้นก็ต้องใส่ใจเรื่องหน้าตาด้วย ถ้าหน้าตาสวย แถมรสชาติอร่อยก็ยิ่งดีค่ะ”

เชฟวัย 32 ปี ยอมรับว่าเธอเป็นพวกที่ชอบทำอาหารและขนมจากการเรียนรู้ ศึกษา และลงมือทำเลย ลองผิดเอง ผิดนั้นเป็นครู ทำซ้ำๆ ก็จะเก่ง เธอเชื่ออย่างนั้น

“เราไม่ใช่พวกประเภทรู้ดีทุกอย่าง เราสอนทำอาหารในแง่คนที่รักการทำอาหารจริงๆ ด้วยสโลแกนทำด้วยใจอร่อยแน่นอน ขอแค่คุณมีความมุ่งมั่นอยากทำ อยากเรียนรู้ พลาดแล้วก็เรียนรู้จากสิ่งที่พลาดนั้น เพื่อปรับปรุงให้มันดียิ่งๆ ขึ้น ความใจกว้างสำคัญมากๆ นะคะสำหรับคนทำอาหาร บางครั้งคนทำอาหารมักจะชอบเข้าข้างตัวเอง สิ่งที่ตัวเองทำดีเลิศ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ทั้งหมด ถ้าเปิดใจให้กว้าง ลองฟังวิจารณ์ หรือคำติชมจากคนรอบข้าง ก็จะเห็นจุดด้อยของตัวเอง”

ก่อนจากกัน เชฟฟินทิ้งสูตรขนมอร่อยทำง่ายๆ ตามสไตล์เชฟฟิน ให้แฟนๆ โพสต์ทูเดย์ลองทำ ซึ่งไม่ใช่คัพเค้ก ส่วนใครอยากลิ้มคัพเค้กรสเลิศฝีมือเชฟฟินก็ตามไปชิมที่ร้านได้ (โทร. 0897750800 )

แล้วคุณจะค้นพบว่า ความหอมหวานช่างน่าหลงใหลจริงๆ

 

Cookie and Milk

ส่วนผสม

แป้งอเนกประสงค์/เบกกิ้งโซดา/เกลือ/น้ำตาลทรายขาว/น้ำตาลทรายแดง/เนยจืด/วานิลลา/ไข่ไก่/ช็อกโกแลตชิป/นมจืด นมช็อกโกแลต นมสตรอเบอร์รี่/หลอดดูดสีสัน

วิธีทำ

ตีเนยจืดกับน้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายแดง ตามด้วยไข่ไก่และกลิ่นวานิลลา

ผสมแป้งอเนกประสงค์ เบกกิ้งโซดา และเกลือ รวมกัน จากนั้นนำส่วนผสมทั้ง 2 ส่วนตีรวมกันอีกครั้ง ปิดท้ายด้วยช็อกโกแลตชิป

นำส่วนผสมที่ได้ที่แล้ว นำเข้าเตาอบ อบ 810 นาที ด้วยอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส

เทนม 3 รสใส่แก้วช็อต เสิร์ฟคู่กับคุ้กกี้ช็อกโกแลตชิปที่ปากแก้ว พร้อมหลอดดูดสีสวย

ธนัท ตันอนุชิตติกุล วิสัยทัศน์ที่ดี นำไปสู่ความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2557 เวลา 16:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1i9MJ4u

ธนัท ตันอนุชิตติกุล วิสัยทัศน์ที่ดี นำไปสู่ความสำเร็จ

โดย…ภาดนุ / ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

หนุ่มหล่อบุคลิกดีคนนี้ เป็นนักบริหารที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ถือเป็นคลื่นลูกใหม่ในวงการธุรกิจทีวีและทีวีดาวเทียมด้านการ์ตูนของเมืองไทยที่น่าจับตา เพราะปัจจุบันนี้ “ธนัท” นั่งตำแหน่งผู้บริหารอยู่หลายบริษัท แต่เราจะพูดคุยกับเขาในฐานะรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท การ์ตูนคลับมีเดีย ว่าเขามีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับอะไรบ้าง “ตอนนี้ผมมีหน้าที่รับผิดชอบด้านการวางแผนในส่วนของทีวีดิจิทัลในเมืองไทยทั้งหมด โดยจับมือกับ 6 ช่องสถานี คือ MCOT HD, MCOT Family, Thairath TV, Mono TV, THV และ Loca เพื่อนำการ์ตูนยอดฮิตของการ์ตูนคลับฯ ไปออกอากาศในช่องเหล่านี้ โดยธุรกิจเคเบิลทีวีที่ทำอยู่แล้วก็คือ Cartoon Club Channel ซึ่งเป็นช่องการ์ตูนในเคเบิลทีวีที่ฉายตลอด 24 ชั่วโมง ปัจจุบันก็เป็นช่องการ์ตูนอันดับ 1 สำหรับเด็กและเยาวชนด้วยครับ” ธนัท บอกว่า เร็วๆ นี้บริษัทกำลังขยายฐานธุรกิจคอนเทนต์การ์ตูนเรื่องต่างๆ ที่ถือลิขสิทธิ์อยู่เพื่อไปฉายในฟรีทีวีของประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งฟรีทีวีของแต่ละประเทศก็คล้ายกับช่อง 3, 5, 7, 9 ในบ้านเรา โดยคอนเทนต์ที่นำไปฉายจะเป็นเอนเตอร์เทนเมนต์ วาไรตี้ เช่น ซีรีส์เกาหลี ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด กีฬา และการ์ตูน

“จุดแข็งของเราก็คือการเข้าไปพากย์เสียงและแปลเป็นภาษาท้องถิ่นของแต่ละประเทศเลยครับ เราต้องทำให้เข้าถึงวัฒนธรรมของแต่ละประเทศอย่างลึกซึ้ง ทั้งเรื่องของภาษาและอื่นๆ ด้วยเหตุนี้บริษัทจึงต้องเข้าไปรีครูททีมในประเทศต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นงานที่ยากมาก” เมื่อถามถึงเกณฑ์การเลือกเนื้อหาของการ์ตูนว่ามีวิธีการคัดเลือกอย่างไร หนุ่มหล่อบอกว่า ทางบริษัทมีทีมงานที่คอยคัดสรรการ์ตูนโดยเฉพาะ และมีหลักเกณฑ์ว่าจะไม่เลือกคอนเทนต์การ์ตูนเกรดเอมาหมดทุกเรื่อง เพราะหากเลือกเกรดเอทั้งหมดแล้วมาฉายตลอด 24 ชั่วโมง บริษัทก็แบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหวเหมือนกัน ดังนั้นจึงต้องมีการจัดวางผังในแต่ละเดือนว่า เดือนไหนจะมีไฮไลต์เป็นเรื่องไหนบ้าง

“การที่เราทำช่องการ์ตูน 24 ชั่วโมง ข้อดีก็คือเราเป็นผู้กำหนดชะตาช่องของตัวเองได้ เพราะหากเราเอาการ์ตูนที่ไม่ดีมาฉาย มันก็ไม่มีคนดูแน่นอน เราจึงสร้างความสมดุลด้วยการนำเอาการ์ตูนเกรดเอและเกรดบีมาบาลานซ์กันให้เหมาะสม พร้อมทั้งวัดเรตติ้งไปด้วย นอกจากการ์ตูนฮิตพวกนี้แล้ว เรายังได้นำเอาการ์ตูนคุณธรรมจากประเทศจีนมาฉายควบคู่ไปด้วยครับ”

หลายคนอาจมองว่าการให้เด็กๆ ดูการ์ตูนเยอะๆ จะเป็นการมอมเมาเยาวชนหรือเปล่า ซึ่งเรื่องนี้ธนัทให้เหตุผลไว้ดีทีเดียว “ผมว่าไม่จริงเลยครับ เพราะทุกเบรกพักโฆษณา ช่องการ์ตูนคลับฯ ของเราจะมีการฉายแคมเปญต่อต้านยาเสพติดโดยตลอด จนกระทั่งได้รางวัลสถานีโทรทัศน์ช่องรณรงค์และต่อต้านยาเสพติดดีเด่น จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) มาด้วย ยิ่งเราเป็นช่องสำหรับเด็ก เรายิ่งต้องระวังตัว อย่างการ์ตูนเรื่อง ‘วันพีซ’ ในบางฉากที่มีการสูบบุหรี่ ผมจะสั่งให้ตัดออกเลยครับ เพราะผมถือว่ามันเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม”

ธนัท บอกว่า การ์ตูนในช่องการ์ตูนคลับฯ ยังมีการแบ่งเรนจ์ของคนดูด้วย โดยมีผังรายการสำหรับเด็กเล็กก็คือ “เทเลทับบี้” หรือเด็กโตขึ้นมาหน่อยก็ “ดราก้อนบอล” “วันพีซ” และ “โคนัน เจ้าหนูยอดนักสืบ” ซึ่งค่อนข้างมีความแมสอยู่ในตัวเอง วัยรุ่นหน่อยก็ดู “กันดั้ม” “ไอ้มดแดง” “อุลตร้าแมน” หรือแม้กระทั่งกลุ่มผู้ใหญ่ที่เคยชอบดูการ์ตูนสมัยก่อน ก็จะมีการ์ตูนคลาสสิกอย่าง “หน้ากากเสือ” ให้ดูเช่นกัน “ผมคิดว่าบทบาทของการ์ตูนในยุคนี้มันก็ยังคงอยู่นะ เพราะการ์ตูนมันจะมีคาแรกเตอร์ที่สามารถนำมาสอนเด็กได้ง่ายอยู่ในตัวมันเองอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าถ้าให้คุณครูมาสอนเด็กว่า ‘ให้กลับไปทำการบ้าน ให้ตั้งใจเรียนนะ’ มันยาก แต่ถ้าให้ตัวการ์ตูนอย่างโคนันมีคำพูดสอนว่า ‘น้องๆ ครับ ดูการ์ตูนจบแล้ว อย่าลืมทำการบ้านนะครับ’ ผมว่ามันจะได้ผลมากกว่า เพราะเด็กๆ จะมองว่าตัวการ์ตูนเหล่านี้คือฮีโร่ของเขา ซึ่งผมจะสอดแทรกกิมมิกตรงนี้ลงไปทุกๆ วันครับ”

ธนัท มองว่าการ์ตูนมันไม่มีพิษภัยต่อเด็กๆ ผิดกับละครตามช่องต่างๆ ที่มักจะสอดแทรกอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่เหมาะสมลงไป ซึ่งเด็กก็จะซึมซับและเลียนแบบในทางที่ไม่ดี แต่การ์ตูนส่วนใหญ่จะสอนในเรื่องคุณธรรมสอดแทรกไว้ในเนื้อเรื่องอยู่เสมอ ถึงแม้จะมีการต่อสู้กันก็ตาม แต่เด็กๆ ก็จะสามารถแยกแยะได้ว่ามันเป็นโลกของแอนิเมชั่น

“สำหรับการมองอนาคตเรื่องธุรกิจในวันนี้ ทางบริษัทไม่ได้รอให้เออีซีเปิดตัวนะครับ เพราะเราเริ่มทำตั้งแต่วันนี้แล้ว ผมมองว่าในวันที่เออีซีเปิดตัว ตลาดคอนเทนต์การ์ตูนมันน่าจะอยู่ตัวไปแล้ว ตอนนี้ผมมองไปถึงการขยายตลาดในแถบตะวันออกกลางไว้แล้วครับ เพราะผมเคยคุยกับเจ้าของลิขสิทธิ์การ์ตูน ซึ่งเขาบอกว่าคอนเทนต์ของเขาขายได้เยอะที่ดูไบและอาบูดาบี ซึ่งกำลังซื้อในแถบนี้จะเยอะมาก ผมจึงคิดไว้แล้วว่าจะไปแปลและพากย์เสียงคอนเทนต์เป็นภาษาตะวันออกกลางและภาษาอารเบียนต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมคิดไว้ว่าจะทำในอีก 3-5 ปีข้างหน้านี้”

ปิดท้าย ขอถามถึงเทรนด์การแต่งตัวของธนัทสักหน่อย “เทรนด์การแต่งตัวของผมจะเป็นแบบเรียบ เท่ ผมชอบเสื้อผ้าอยู่ 3 แบรนด์หลักๆ คือ ดิออร์ออม ลองแวง และโดลเช่ แอนด์ กาบาน่า เพราะด้วยคาแรกเตอร์ของแบรนด์แล้ว ผมว่ามันตอบโจทย์การแต่งตัวของผมได้ อย่างโดลเช่ แอนด์ กาบาน่า ถ้าเป็นยีนส์ก็จะเป็นยีนส์สไตล์อิตาเลียนนิดๆ หรืออย่างดิออร์ออมก็จะดูเนี้ยบด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว หรือลองแวง การคัตติ้งสูทของเขาก็จะเนี้ยบและดูดีมากๆ ครับ”

ธนัท บอกว่า วันเสาร์อาทิตย์เขาจะแต่งตัวสบายๆ โดยใส่ยีนส์ของโดลเช่ฯ แต่ถ้าเป็นวันทำงานเขาจะใส่เสื้อผ้าของดิออร์ออม หรือลองแวง ซึ่งเจ้าตัวย้ำว่าชอบสองแบรนด์นี้มาก รู้สึกใส่แล้วเข้ากับตัวเอง ใส่แล้วมั่นใจ “ผมว่าผู้ชายจะต้องมีสิ่งสำคัญสองอย่าง คือ สูทกับนาฬิกา ซึ่งสูทก็ควรจะมีไว้หลายสีด้วยนะครับ นาฬิกาแบรนด์ที่ผมชอบที่สุดก็คือ โรแชร์ ดูบุยส์ เพราะบุคลิกของนาฬิกาแบรนด์นี้มันไม่เหมือนใครดีครับ ส่วนรองเท้าก็จะอยู่ในสามแบรนด์นี้ด้วยเหมือนกันครับ”

ธนัท ตันอนุชิตติกุล (อายุ 28 ปี) การศึกษา มัธยมศึกษา : Ruamrudee International School (RIS) ปริญญาตรี : BBA International Program จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท : Master of Management International Program มหาวิทยาลัยมหิดล Master of Business in Marketing, University of Technology Sydney ประเทศออสเตรเลีย Executive Program 1.Wharton Business School, University of Pennsylvania, USA สาขา Leadership Management 2.สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขา Sustaining Family Business

ประวัติการทำงาน 1.พิธีกรรายการเกมส์สาระความรู้ รายการ 50-50 ออกอากาศทางช่อง 3

2.พิธีกรรายการสารคดีมหัศจรรย์สัตว์โลก ออกอากาศทางโมเดิร์นไนน์ทีวี อสมท

3.รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ แอ็ดเวอร์ไทซิ่ง

4.รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอฟฟ์

5.รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท การ์ตูนคลับมีเดีย

เน็ตไอดอล4เหล่าทัพ ดาวดวงใหม่ในเครื่องแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2557 เวลา 15:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1i9IuWz

เน็ตไอดอล4เหล่าทัพ ดาวดวงใหม่ในเครื่องแบบ

โดย…ภาดนุ-กองทรัพย์

ควันหลงจากงานพรมม่วง Nine Entertain Awards 2014 นอกจากแฟชั่นจากเหล่าศิลปินดาราแล้ว สิ่งที่กลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์ในเช้าวันต่อมาก็คือ การปรากฏตัวของ 4 หนุ่มในเครื่องแบบสุดหล่อ ที่ได้รับเชิญมาให้เป็นผู้เชิญรางวัล หลายคนจึงสงสัยว่าชายในเครื่องแบบทั้ง 4 นี้เป็นใครมาจากไหน เราจึงไม่รอช้า อาสาพาไปทำความรู้จักกับตัวแทนจาก 4 เหล่าทัพ ข้าราชการทหารตำรวจเลือดใหม่ ที่นอกจากจะหน้าตาดีแล้ว โปรไฟล์ แนวคิด และไลฟ์สไตล์ของพวกเขาก็เป็นเสน่ห์ที่เรียกว่า “แทบละสายตาไม่ได้” เลยทีเดียวหละ…

น.ต.รณชย พูนบุญ กัปตันหนุ่มใจดี

ทหารอากาศมาดเท่วัย 34 มีตำแหน่งเป็นนายทหารประจำสำนักงานผู้บังคับบัญชา ศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือ กรมการพลังงานทหาร กระทรวงกลาโหม

“ที่จริงแล้วผมเป็นทหารอากาศ เป็นนักบินของกองทัพอากาศ แต่ตอนนี้ผมเพิ่งย้ายมาสังกัดที่กรมการพลังงานทหาร กระทรวงกลาโหมได้ไม่นาน โดยทำหน้าที่เป็นทหารคนสนิท (ทส.) ของผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือครับ”

กัปตันตูนเล่าถึงประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย รวมถึงบทบาทใหม่เน็ตไอดอลหนุ่มหล่อ 4 เหล่าทัพว่า ตั้งแต่จบจากโรงเรียนนายเรืออากาศก็ไปเรียนต่อที่โรงเรียนการบิน จากนั้นก็เป็นนักบินประจำกองการบินจังหวัดลพบุรี แล้วจึงได้รับเลือกให้ไปเป็นทหารปกครองดูแลนักเรียนเตรียมทหาร จากนั้นจึงมาเป็นนายทหารคนสนิทของนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในกองทัพอากาศ จนกระทั่งย้ายมาสังกัดกรมการพลังงานทหารฯ ในปัจจุบัน

น.ต.รณชย พูนบุญ (กัปตันตูน) อายุ 34 ปี สูง 173 ซม. หนัก 74 กก. ราศีพฤษภ : เป็นคนจริงใจ ตรงไปตรงมา ขยันขันแข็งในเรื่องงานและใจบุญ

“รู้สึกดีใจครับที่คนทั่วไปเห็นความสำคัญของทหารมากขึ้น สมัยก่อนคนมักจะชื่นชมทหารหรือนักเรียนเตรียมทหารว่าเท่ผ่านเครื่องแบบ แต่ยุคนี้กระแสเน็ตไอดอลมาแรง คนรู้จักทหารผ่านสื่อต่างๆ มากขึ้น เมื่อมีคนมาชื่นชมก็น่ายินดีที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กระแสความรักทหารหรืออยากเป็นทหารกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง”

กัปตันตูน บอกว่า เขาใช้กระแสสร้างแบบอย่างให้เด็กรุ่นใหม่ได้รู้ว่า อาชีพทหารดีอย่างไร ทั้งด้านความมั่นคงในชีวิต เป็นความภาคภูมิใจของพ่อแม่ สามารถช่วยเหลือประเทศชาติและประชาชนได้ ซึ่งก็ทำให้เด็กรุ่นใหม่อยากเป็นทหารอากาศกันมากขึ้น

“การเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปไม่ได้ทำให้ผมทำตัวลำบากขึ้นเลย ในทางกลับกันการที่เราเป็นไอดอลในสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทำให้ผมสามารถเผยแพร่การทำความดีได้ ผมคิดว่าการทำความดีเราไม่ควรอาย เพราะความสุขของคนเรามันเป็นเรื่องง่ายๆ แค่ทำความดีเท่านั้นเอง”

กัปตันสุดหล่อทิ้งท้ายว่า ปรัชญาในการทำงานของเขาได้รับมาจากหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ซึ่งพระองค์เคยตรัสไว้ว่า “ความสุขของพระองค์คือการได้เห็นรอยยิ้มของประชาชน” เขาจึงดำเนินตามรอยพระองค์ท่านมาโดยตลอด ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นและมีความสุขมาก ดังนั้นความสุขของเขาก็คือ การทำให้ผู้คนที่อยู่รอบข้างตัวเขามีความสุขนั่นเอง

น.ต.รณชย พูนบุญ (กัปตันตูน) อายุ 34 ปี สูง 173 ซม. หนัก 74 กก. ราศีพฤษภ : เป็นคนจริงใจ ตรงไปตรงมา ขยันขันแข็งในเรื่องงานและใจบุญ

ร.ท.วิโรจน์ อารียวงศ์สถิตย์ พีอาร์นายเรือ

ทหารเรือรูปหล่อวัย 25 ปี นักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 48 นายเรือรุ่นที่ 105 ปัจจุบันมีตำแหน่งต้นหนแผนกเดินเรือ เรือหลวงปราบปรปักษ์ สังกัดกองเรือตรวจอ่าว กองเรือยุทธการ กองทัพเรือ

“ตำแหน่งของผมตอนนี้คือหัวหน้าแผนกเดินเรือ มีหน้าที่นำเรือ (เดินเรือ) ไปยังที่ต่างๆ เพื่อให้บรรลุภารกิจที่ได้รับมอบหมายโดยปลอดภัยและทันเวลา คอยควบคุมกำกับดูแลเอกสารต่างๆ ภายในเรือให้อยู่ในความเรียบร้อย รวมถึงการเป็นนายทหารสื่อสารของเรือ คอยควบคุมดูแลการรับส่งข่าวต่างๆ ฉะนั้นตำแหน่งหน้าที่ของผมจึงมีความสำคัญต่อเรือมากครับ”

สำหรับการถูกยกให้เป็นเน็ตไอดอล หมวดโรจน์ บอกว่า ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดัน คอยช่วยเหลือ และเป็นกำลังใจให้ลุกขึ้นสู้ “ผมรู้สึกอบอุ่นและมีความสุขทุกครั้งที่ได้รับความหวังดีจากทุกคน ผมจึงขอนำแรงผลักดันนี้เพื่อเป็นทหารให้ดีที่สุด เป็นทหารของพระราชา เป็นทหารของชาติ และประชาชนครับ”

หมวดโรจน์ บอกอีกว่า หน้าที่อีกอย่างของเขาคือการประชาสัมพันธ์ให้กองทัพเรือเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป การที่เขาเป็นที่รู้จักย่อมทำให้มีคนสนใจ เป็นประโยชน์และสามารถประชาสัมพันธ์กองทัพเรือได้มากยิ่งขึ้น ทำให้ทุกคนได้รู้ว่าทหารเรือทำงานหนักแค่ไหน เหนื่อยแค่ไหน ต้องเสียสละเพียงใด เพราะทหารเรือเป็นเหล่าทัพที่ปิดทองหลังพระมาโดยตลอด ไม่ค่อยออกมาประชาสัมพันธ์เท่าที่ควร

ร.ท.วิโรจน์ อารียวงศ์สถิตย์ (หมวดโรจน์) อายุ 25 ปี สูง 183 ซม. หนัก 75 กก. ราศีกันย์ : แต่งตัวเนี้ยบ สะอาด ยิ้มสวย สุภาพอ่อนโยน เชื่อมั่นในตัวเองสูง

“ทุกวันนี้การประชาสัมพันธ์ของกองทัพถือว่ามีความสำคัญมากครับ จุดมุ่งหมายของผมคือ ทำให้ประชาชนรักกองทัพเรือและทหารเรือมากขึ้น ทั้งนี้ผมขอขอบคุณ พล.ร.ท.ประพฤติพร อักษรมัต ผู้ช่วยเสนาธิการทหารเรือ ฝ่ายกิจการพลเรือน ผู้ผลักดันให้ผมมีวันนี้ครับ”

เมื่อถามว่าเสน่ห์ของตัวเองอยู่ตรงไหน หมวดโรจน์ บอกว่า เสน่ห์ของผู้ชายอยู่ที่ความคิด เมื่อเราคิดดีเสน่ห์ก็จะตามมา การเป็นคนยิ้มง่าย มีมนุษยสัมพันธ์ดี ก็เป็นเสน่ห์ที่สำคัญ “โซเชียลเน็ตเวิร์กทำให้มีคนรู้จักผมมากขึ้นก็จริง แต่ชีวิตผมก็ยังเหมือนเดิมคือ เป็นคนธรรมดาใช้ชีวิตเรียบง่ายเหมือนที่เคย หลายคนชอบที่ผมเป็นผม เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ผมจึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเลยครับ”

หมวดโรจน์ ทิ้งท้ายว่า ปรัชญาในการทำงานของเขาก็คือ การทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด โดยให้ความสำคัญกับคนรอบข้าง ครอบครัว และคนที่เขารักมากที่สุดควบคู่ไปด้วยเสมอ

ร.ท.วิโรจน์ อารียวงศ์สถิตย์ (หมวดโรจน์) อายุ 25 ปี สูง 183 ซม. หนัก 75 กก. ราศีกันย์ : แต่งตัวเนี้ยบ สะอาด ยิ้มสวย สุภาพอ่อนโยน เชื่อมั่นในตัวเองสูง

ร.ต.ฉัตรพล มณีรินทร์ หมวด ทบ.นักกีฬา

แม้จะเป็นถึงทายาท พล.ท.พอพล มณีรินทร์ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า แต่น้ำเสียงของ ร.ต.ฉัตรพล มณีรินทร์ หรือหมวดอั้ม วัย 25 ปี ก็นอบน้อมและถ่อมตนอยู่ในที เขาเริ่มเล่าถึงหน้าที่การงานว่า ขณะนี้มีตำแหน่งเป็นผู้บังคับหมวดกองร้อยปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 4 เกียกกาย ซึ่งหน้าที่ของหน่วยนี้คือเป็นเหล่าที่สนับสนุนการรบ ทำหน้าที่ป้องกันอากาศยานจากข้าศึก

“สมมติว่ามีข้าศึกบินเข้ามาในเขตพื้นที่ของเรา หน่วยของผมมีหน้าที่สกัดกั้นภัยที่เข้ามาทางอากาศทุกรูปแบบครับ แต่มักจะมีคนถามว่างานหนักไหมช่วงนี้ เพราะหลายคนเห็นภาพจากสื่อก็ดูเหมือนว่าทหารออกไปทำงานกับประชาชนเยอะ ไม่ใช่เฉพาะช่วงนี้นะครับ จริงๆ แล้วเราทำแบบนี้มานานแล้ว เป็นนโยบายของกองทัพบก ยามรบเราก็ทำศึก ยามปกติเราก็พัฒนากำลังพล และช่วยเหลือประชาชน แต่ช่วงนี้อาจจะเห็นว่าทหารออกสื่อบ่อย เลยคิดว่าเรางานเยอะ”

จบจากเรื่องงานก็ถามถึงที่มาของการเป็นที่รู้จักในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กบ้าง หมวดอั้ม บอกว่า จุดเริ่มต้นคล้ายกับเพื่อนรุ่นพี่นายทหารหลายๆ คน ที่มีคนนำภาพไปลงในหน้าแฟนเพจ “หนุ่มไฉไล by นายร้อยครับผม” จึงทำให้เป็นที่รู้จักและติดต่อให้ร่วมงานหลายๆ ด้าน เช่น ออกสื่อโทรทัศน์บ้าง หรือมีกิจกรรมเพื่อสังคมอื่นๆ บ้าง “ผมทำกิจกรรมร่วมกับเพจ ไปบริจาคของเลี้ยงอาหารเด็กด้อยโอกาส คนก็น่าจะรู้จักเราจากตรงนั้น คงไม่ได้ดัง แต่คงมีคนรู้จักมากขึ้น แต่สุดท้ายก็คงไม่ไกลไปกว่านี้ครับ เพราะงานหลักของผมคือทหาร มีหน้าที่ทำประโยชน์ให้ประชาชนเหมือนข้าราชการทั่วไป”

ร.ต.ฉัตรพล มณีรินทร์ (หมวดอั้ม) อายุ 25 ปี สูง 175 ซม. หนัก 69 กก. ราศีกันย์ : เป็นคนติดดิน มีรอยยิ้มเป็นเสน่ห์ อ่อนน้อมถ่อมตน

ทหารหนุ่มบอกว่า การเป็นที่รู้จักนั้นจะเอื้อต่อการปฏิบัติหน้าที่ได้สะดวกขึ้นในบางโอกาส โดยเฉพาะกับงานของทหารบกที่ไม่ได้ทำงานด้านเดียว ต้องลงพื้นที่ทำงานร่วมกับพลเรือน เช่น การเข้าถึงพื้นที่ การช่วยเหลือประชาชน หรือการทำความเข้าใจ การสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานต่างๆ จึงสำคัญ

เราสังเกตว่า หากพูดถึงเรื่องงานหมวดอั้มจะกลายเป็นนายทหารที่ขึงขังทันที “จริงๆ ผมเป็นคนอารมณ์ดีมาก ออกจะติดดินด้วยซ้ำ แต่เวลาอยู่ในเครื่องแบบก็ต้องน่าเชื่อถือ เพราะเราต้องทำหน้าที่ ผมถูกสอนมาโดยตลอดว่า ทหารบกต้องทำงานกับคนหมู่มาก ซึ่งบางครั้งคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชาก็อายุมากกว่า ผมจบมาเป็นผู้หมวดใหม่จะปกครองคนที่อายุมากกว่าต้องทำยังไงให้ซื้อใจเขาได้

“คติที่ผมยึดถือมาตลอดตั้งแต่เรียนโรงเรียนนายร้อยก็คือ ตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอน ถ้าเราอยากให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นแบบไหน เราก็ต้องทำให้เป็นแบบอย่าง ไม่พูดไม่บ่นในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ต้องพูดให้น้อยและทำให้มาก”

เมื่อถามถึงนิยามตัวตนของเขา หมวดอั้มตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “นอกจากผมจะยิ้มง่ายแล้ว ผมว่าผมเป็นคนติดกีฬามากๆ คนหนึ่งครับ คือว่างไม่ได้จะชอบเล่นกีฬาให้ได้เหงื่อ หรือไม่วันทำงานบางทีก็วิ่งในค่ายจนดึกก็มี ติดถึงขนาดนั้น ผมเล่นกีฬาทุกประเภท แต่ไม่เก่งสักอย่าง (หัวเราะ) คือ ถ้าไม่ได้ทำงานจะเห็นผมได้ในสนามกีฬาไม่ที่ใดก็ที่หนึ่งครับ”

ร.ต.ฉัตรพล มณีรินทร์ (หมวดอั้ม) อายุ 25 ปี สูง 175 ซม. หนัก 69 กก. ราศีกันย์ : เป็นคนติดดิน มีรอยยิ้มเป็นเสน่ห์ อ่อนน้อมถ่อมตน

ร.ต.ท.อคร กล่อมกูล ตำรวจนักเดินทาง

ตำรวจหนุ่มหน้าตาคมสันวัย 26 ปี พื้นเพเป็นคนลพบุรี สำเนียงออกเหน่อเล็กๆ คือเสน่ห์ที่สัมผัสได้จาก ร.ต.ท.อคร กล่อมกูล หรือหมวดแฮม รองสารวัตรกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า กองปราบเศรษฐกิจ

หมวดแฮม บอกว่า ที่ถูกยกให้เป็น 1 ในเน็ตไอดอลจาก 4 เหล่าทัพ คงเป็นเพราะโดยส่วนตัวเป็นคนชอบถ่ายภาพและเดินทางท่องเที่ยว ดังนั้นคนที่ติดตามทางเฟซบุ๊ก (Facebook.com/ham.stermanic) จะเห็นมุมมองที่สบายๆ ของเขาที่นอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการที่รับผิดชอบด้านการกระทำความผิดด้านเศรษฐกิจ ปราบปรามของหนีภาษี และของละเมิดลิขสิทธิ์

“ในความคิดของผม สังคมเราเครียดและวุ่นวายมากพอแล้ว อยากให้คนที่เป็นเพื่อนในโซเชียลเน็ตเวิร์กผ่อนคลาย จึงไม่นำภาพขณะปฏิบัติหน้าที่ หรือภาพที่สื่อถึงความหดหู่มาลง คนที่เข้ามาพูดคุยก็จะเห็นภาพนายตำรวจนักกิน ภาพการเดินทาง เห็นมุมสบายๆ ของผม บางคนอาจจะแปลกใจว่า ตำรวจมีมุมแบบนี้ด้วยหรือ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีคนมองตำรวจหรือทหารเพียงแค่ด้านเดียวอยู่ อาจจะดีหรือไม่ดีแล้วแต่ประสบการณ์ที่แต่ละคนประสบมา แต่ในพื้นที่ของผมเขาจะได้เห็นมุมอื่นๆ ที่แตกต่างออกไป”

ร.ต.ท.อคร กล่อมกูล (หมวดแฮม) อายุ 26 ปี สูง 176 ซม. หนัก 78 กก. ราศีกุมภ์ : ชอบความท้าทาย รักอิสระ รักการเดินทางไปในที่ใหม่ๆ เสมอ

เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรที่ได้เทียบเชิญไปประกาศรางวัลด้านบันเทิง หมวดแฮมหัวเราะเบาๆ ก่อนตอบว่า “นี่ก็ไม่ใช่การพบกันครั้งแรกของพวกเรา 4 คนนะครับ เรารู้จักกันอยู่แล้วเพราะจบโรงเรียนนายร้อยเหมือนกัน เคยเห็นหน้าค่าตากันมาพอสมควร ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ทำงานที่สนุกอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่ผมจะบินไปเรียนต่อด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ประเทศอังกฤษในปลายปีนี้”

แม้ตลอดการสนทนาจะได้ยินแต่เสียงหัวเราะจากตำรวจหนุ่ม จึงตัดสินใจถามว่า จริงๆ แล้วเป็นคนร่าเริงตลอดเลยหรือ ก็ได้รับคำตอบว่า “ผมเป็นคนเต็มที่กับทุกอย่างนะครับ งานก็เต็มที่ เวลาว่างก็หาความสุขและแรงบันดาลใจเต็มที่ เป็นคนไม่ค่อยเสียดายกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว เพราะทุกครั้งที่ผมทำอะไร ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาล้มเหลวก็ไม่เป็นไร เพราะเราถือว่าเราทุ่มสุดๆ แล้ว ดีกว่าเราทำไม่เต็มที่แล้วมาเสียดายทีหลัง”

สำหรับคนที่ติดตามเฟซบุ๊กของหมวดแฮม ปลายปีนี้คงจะได้เห็นภาพสวยๆ และเรื่องราวการเดินทางของตำรวจนายนี้จากเมืองผู้ดีแน่นอน

ร.ต.ท.อคร กล่อมกูล (หมวดแฮม) อายุ 26 ปี สูง 176 ซม. หนัก 78 กก. ราศีกุมภ์ : ชอบความท้าทาย รักอิสระ รักการเดินทางไปในที่ใหม่ๆ เสมอ

จิติณัฐ อัษฎามงคล ศิลปะการต่อสู้ไทยไม่แพ้ใครในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2557 เวลา 16:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1vyLrSZ

จิติณัฐ อัษฎามงคล ศิลปะการต่อสู้ไทยไม่แพ้ใครในโลก

โดย…อนุสรา ทองอุไร / ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

คงมีคนไม่มากนักที่มีความชอบอะไรที่ชัดเจน จากฝันเล็กๆ ของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง บ่มเพาะจนกระทั่งเป็นชายหนุ่มความฝันก็ยังไม่จางหายเมื่อถึงวัยทำงานและมีโอกาสลงตัว เขาก็มุ่งมั่นเอาความชอบนั้นมาสร้างเป็นเนื้องานปลุกปั้นจนเกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ให้คนอื่นได้ร่วมแบ่งปันความชอบความฝันของเขา จนเป็นรายการหนึ่งที่ว่าด้วยศิลปะการต่อสู้ของไทยและของต่างประเทศผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ปลายจิติณัฐ อัษฎามงคล ชายหนุ่มวัย 33 ปี ทายาทรุ่นที่ 2 ของบริษัท เจ เอ แอส บริษัทผลิตรายการโทรทัศน์ที่อยู่ในยุทธจักรนี้มาอย่างยาวนานเกือบ 30 ปี วันนี้เขาปั้นฝันให้เป็นรายการขึ้นมา

ทำสิ่งที่ชอบ เลือกสิ่งที่ใช่

ปลายจิติณัฐ อัษฎามงคล ผู้อำนวยการฝ่ายดิจิทัล บริษัท เจเอสแอล โกลบอล มีเดีย ที่เข้ามาทำงานบนเส้นทางนี้เกือบ 6 ปี โดยรายการล่าสุดที่เขาปลุกปั้นมาตั้งแต่คิดรูปแบบรายการ เป็นครีเอทีฟ โปรดิวเซอร์ จนออกมาเป็นรายการที่เขาแสนจะภาคภูมิใจ คือรายการมาร์เชียล วอริเออร์ รายการสู่เส้นทางแอ็กชั่นสตาร์ระดับโลก ทางช่อง 7 และทรูวิชั่นส์ ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของรายการเรียลิตี้แอ็กชั่นครั้งแรกในเอเชีย เพื่อสานฝันให้เหล่าผู้ชื่นชอบศิลปะการต่อสู้ได้มีเวทีแจ้งเกิดและกล้าที่จะออกจากเงาเพื่อค้นหาตัวเอง

“คนไทยเก่งเรื่องศิลปะการต่อสู้นะ เราไม่แพ้ชาติใดในโลก เบื้องหลังสตันต์แมนเก่งๆ ในต่างประเทศหลายคนเป็นคนไทย แต่คนไทยเรามีฝีมือยังไงก็ยังอยู่ได้แค่เบื้องหลัง จะมีกี่คนที่เป็นได้อย่าง จา พนม เราอยากสร้างคนของเราให้เป็นได้อย่างเฉินหลง อย่าง บรู๊ซ ลี นั่นเป็นความฝันของผมเลยที่อยากสร้างคนแบบนี้ขึ้นมาในวงการระดับประเทศไปสู่ระดับโลก ซึ่งมั่นใจว่าศักยภาพของคนไทยเราทำได้ เราไม่แพ้ชาติใดในโลกในเรื่องนี้” เขากล่าวอย่างมั่นใจ

เขาเล่าว่าคนที่เข้ามาแข่งมีพื้นฐานด้านศิลปะการต่อสู้มาอย่างน้อยอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่แล้ว แต่ได้คัดเลือกมาออกรายการ ทางรายการก็จะใส่เพิ่มให้เขาอีกอย่างครบวงจรจากมืออาชีพทางด้านต่างๆ ด้านมาร์เชียลอาร์ต ครบเครื่องทุกแขนงของการต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็น มวยไทย เทควันโด กังฟู สตันต์ ซามูไร การใช้อาวุธทั้งมีคมและไม่มีคม รวมถึงศิลปะในการแสดง เพื่อพิสูจน์ฝีมือที่นอกจากความแข็งแกร่งบวกกับทักษะการต่อสู้รอบด้าน ให้เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของนักสู้ รวมทั้งฝึกให้มีปฏิภาณไหวพริบ ในการแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี จนพร้อมจะฉายแววความเป็นสตาร์กับโอกาสที่จะให้เขาก้าวไปสู่เวทีบันเทิงระดับโลก จากคนเบื้องหลังให้กลายมาเป็นคนเบื้องหน้าได้อย่างเต็มภาคภูมิ

 

จิติณัฐ เล่าต่อว่า ตอนรับสมัครก็มีผู้สนใจมาสมัครกว่า 1,000 คน ทั้งหญิงและชาย ก็คัดเหลือหญิง 6 ชาย 6 เข้ามาแข่งขัน สุดท้ายจะเหลือผู้ชนะอย่างละคน แล้วเราจะมีเวทีลงให้เขาในเรื่องงานแสดงพิธีกร และผลักดันเขาไปสู่เวทีในต่างประเทศที่เป็นพันธมิตรกับเรา ซึ่งเราก็ได้ร่วมกับโปรดิวเซอร์ในระดับโลกหลายคนที่จะดึงเขาไปสู่ระดับนั้นได้ในอนาคต

นอกจากนี้ เขายังฝันให้รายการของเขาเป็นที่ยอมรับและนำไปสู่ต่างประเทศได้ “คนไทยมักไปซื้อรายการแล้วมาผลิตในบ้านเรา แต่เราหวังว่ารายการเราจะถูกต่างประเทศซื้อไปผลิตแบบเขาบ้าง ซึ่งรายการของเจเอสแอลก็เคยถูกต่างประเทศซื้อไป ซึ่งสำหรับรายการนี้เราหวังจะต่อยอดทางด้านนี้มากๆ และเราจะทำให้รายการนี้ติดเป็นปีที่ 2345 ต่อไป เหมือนรายการแข่งเพลง แข่งดารา อะไรแบบนั้นบ้าง”

เขาบอกว่าเขาชื่นชอบและมองเห็นคุณค่าของศิลปะการต่อสู้ แต่ยังไม่เคยมีเวทีใดเปิดให้แสดงออกอย่างเต็มที่ ซึ่งถือว่านี่เป็นครั้งแรกของเอเชียก็ว่าได้ที่มีรายการเรียลิตี้ที่เปิดโอกาสให้คนที่รักการต่อสู้มาตามหาความฝัน เขาเชื่อว่านอกจากพรสวรรค์ความรักในศิลปะการต่อสู้แล้ว การเรียนรู้ฝึกฝนเพิ่มเติมทั้งศาสตร์การต่อสู้แขนงต่างๆ ตลอดจนทักษะที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณนักสู้จะฉายแววการเป็นคนเบื้องหน้าที่มีเสน่ห์ดูดีได้

การศึกษาประสบการณ์ทำงาน

ด้านการศึกษานั้นเขาไปจบเรียนไฮสกูลที่ประเทศอังกฤษ แล้วต่อปริญญาตรีที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทางด้าน Social Science จากนั้นมาทำงานที่บริษัท เจเอสแอล อยู่เกือบ 4 ปี จึงไปเรียนปริญญาโทต่อทางด้าน Enterpreneurship Management ที่มหาวิทยาลัยมหิดล และกลับมาทำงานเต็มตัวที่นี่อีกครั้ง ระหว่างนี้เขายังไปอบรมคอร์สสั้นๆ อีกหลายอย่างทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมความรู้ด้านบริหารจัดการ ส่วนการทำงานนั้นเขาเคยเป็นพิธีกรรายการกล้าดี และรับหน้าที่เป็นครีเอทีฟและโปรดิวเซอร์ให้กับรายการในบริษัท เจเอสแอล อีกหลายรายการ

หลักปรัชญาในการทำงาน

เขาบอกว่าการเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด พยายามคิดและเรียนรู้ให้มาก อย่าหยุดที่จะเรียนรู้ อย่าหยุดที่จะคิด และพยายามคิดให้นอกกรอบอยู่เสมอ เพื่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ๆ แม้จะโตในต่างประเทศ แต่เขาคิดว่าการผสมผสานระหว่างความเป็นตะวันออกกับความเป็นตะวันตก ถือเป็นส่วนผสมที่ลงตัว การเป็นไทยมากไป เป็นฝรั่งมากไป อาจจะทำให้ดูสุดโต่ง เนื่องจากทั้งความเป็นตะวันตกและตะวันออกก็มีข้อด้อย ข้อดีต่างกันไป เราต้องรู้จักดึงมาใช้

นอกจากนั้นควรเปิดใจกว้างกับการทำงาน มองโลกในแง่บวก เข้าใจทุกปัญหาย่อมมีทางออก เมื่อเจออุปสรรคปัญหาพยายามใจเย็น ตั้งสติคิดทบทวน แล้วค่อยแก้ปัญหาไปทีละข้อ อย่าใจร้อนและกดดันตัวเองมากเกินไปจนขาดสติ เขากล่าวทิ้งท้าย

จิติณัฐ อัษฎามงคล อายุ 33 ปี ผู้อำนวยการฝ่ายดิจิทัลมีเดียและพัฒนาคอนเทนต์

จบไฮสกูลที่ประเทศอังกฤษ

ปริญญาตรี Social Science จาก Clarkson University สหรัฐอเมริกา

ปริญญาโท Enterpreneurship Management มหาวิทยาลัยมหิดล

พิธีกรรายการกล้าดี

เป็นอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เข้าอบรมคอร์สพิเศษด้านสื่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ฮิโรชิ ทาเคดะ เชฟหนุ่มสุดแนวจากโตเกียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มิถุนายน 2557 เวลา 17:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1v92U3W

ฮิโรชิ ทาเคดะ เชฟหนุ่มสุดแนวจากโตเกียว

“คอนนิจิวะ ทาเคดะซัง” เราเริ่มต้นทักทายเชฟหนุ่มสุดแนวชาวญี่ปุ่นผู้มีนามว่า “ฮิโรชิ ทาเคดะ” (แหม ชื่อฟังดูคล้ายๆ กับพระเอกหนังญี่ปุ่นเลยนะ) ก่อนจะนั่งคุยกันแบบสบายๆ ถึงเส้นทางอาชีพเชฟมือหนึ่งแห่ง “โมคูโอล่า” ซึ่งเป็นร้านอาหารฟิวชั่นสไตล์ฮาวายบวกญี่ปุ่น ซึ่งมีเมนูเด็ดมากมาย รวมทั้งขนมสุดอร่อยอย่างแพนเค้กสูตรพิเศษด้วย

“ผมชอบเกี่ยวกับเรื่องอาหารมาตั้งแต่ตอนเป็นเด็กๆ แล้วครับ พออายุได้ 20 ปี ก็เริ่มคิดแล้วว่าตัวเองน่าจะหาอาชีพจริงจังทำได้แล้ว ซึ่งอาชีพเชฟก็ผุดขึ้นมาในความคิดก่อนอาชีพอื่นๆ เลยล่ะ ด้วยความที่ผมชอบการทำอาหาร มันจึงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ผมเลือกอาชีพเชฟเพื่อหาเลี้ยงตัวเองมาจนทุกวันนี้ครับ”

ทาเคดะซัง บอกว่า เขาไม่ได้เรียนเกี่ยวกับการทำอาหารมาจากโรงเรียนหรือวิทยาลัยสอนทำอาหารโดยตรง แต่เขาเรียนรู้วิชามาจากคนที่ทำอาหารเก่งๆ โดยฝึกฝนตัวเองตามคาเฟ่และร้านอาหารฝรั่งในกรุงโตเกียวที่เขาเคยเข้าไปทำงานด้วยหลายร้าน (ร้านโมคูโอล่าที่โตเกียวเป็นร้านที่ 4 ที่เชฟทาเคดะได้ทำงาน) ซึ่งจริงๆ แล้วเขาฝึกทำอาหารมาตั้งแต่อายุ 18 ปี ถึงตอนนี้ก็ทำอาหารมาได้ 11 ปีแล้ว จนแน่ใจว่าฝีมือเริ่มคงที่ทั้งเมนูอาหารและแพนเค้ก

“ตอนนี้ผมมาเป็นเชฟประจำร้านโมคูโอล่าที่เมืองไทยได้ 5 เดือนแล้ว ตั้งแต่เริ่มเปิดร้านเมื่อเดือน ม.ค.ปีนี้ หน้าที่หลักของผมคือการครีเอทและปรุงเมนูอาหารข้าวหน้าต่างๆ ของญี่ปุ่นสไตล์ฮาวายในร้าน แต่เมนูเด็ดที่ผมถนัดและภูมิใจนำเสนอที่สุดก็คือ ‘แพนเค้ก’ ครับ ที่ขอแนะนำเลยก็คือ ‘แพนเค้กหน้าสตรอเบอร์รี่ชีสเค้ก’ ซึ่งคนไทยจะนิยมสั่งมากที่สุดเลยครับ”

โอ๊ะโอ! แค่ดูจากหน้าตาของแพนเค้กที่โชว์ไว้ก็น่ากินที่สุดแล้ว ยิ่งเชฟทาเคดะพูดเปรยๆ ว่าวันนี้จะทำแพนเค้กเมนูพิเศษที่คนไทยชื่นชอบอีกเมนูหนึ่งที่มีขายเฉพาะในเมืองไทยเท่านั้นอย่าง “แพนเค้กทรอปิคาน่า” ซึ่งเสิร์ฟพร้อมวิปปิ้งครีม ผลไม้รวม และไอศกรีมวานิลลา ให้เราชิมด้วยนะ ทำเอาเราตื่นเต้นและอยากเห็นรูปร่างหน้าตาของแพนเค้กเมนูนี้ซะจริงเชียว! เพราะทาเคดะซังผู้นี้มีอีกหนึ่งฉายาว่า “มิสเตอร์ แพนเค้ก” งานอดิเรกของเขาก็คือการทำแพนเค้กนั่นเอง ฉะนั้นเราคงไม่ต้องการันตีนะว่าแพนเค้กที่เขาทำนั้นจะอร่อยแค่ไหน

เชฟทาเคดะ บอกว่า แพนเค้กจากร้านโมคูโอล่านี้เป็นแพนเค้กที่ไม่เหมือนกับแพนเค้กทั่วๆ ไปซึ่งจะใช้การทอดเป็นหลัก แต่เคล็ดลับความอร่อยของแพนเค้กที่เขาทำก็คือ จะใช้วิธีการอบให้แป้งแพนเค้กมีความกรอบนอก นุ่มใน ส่วนเคล็ดลับของเมนูอาหารสำหรับเขาก็คือ อาหารแต่ละเมนูนั้นต้องมีรสชาติคงที่และมีรสชาติเหมือนกับที่ร้านโมคูโอล่าที่ญี่ปุ่นแบบไม่มีผิดเพี้ยน แม้ว่าวัตถุดิบส่วนใหญ่จะหาได้ในประเทศไทยก็ตาม แถมทาเคดะซังยังหยอดคำพูดแบบขำๆ ว่า เคล็ดลับสำคัญจริงๆ แล้วก็คือตัวเขา นี่คือเหตุผลว่าทำไมเขาจึงต้องมาอยู่ที่เมืองไทยไงล่ะ (โอ๊ะ! เข้าใจแล้วจร้า)

“จุดมุ่งหมายที่ผมตั้งใจไว้ก็คือ อยากให้แพนเค้กสไตล์ญี่ปุ่นอันหลากหลายหน้านี้เป็นที่ชื่นชอบและนิยมของคนไทยให้เยอะๆ ซึ่งถ้ามีคนพูดถึงแพนเค้กกันมากๆ แล้ว ตัวผมเองก็จะเป็นที่ชื่นชอบตามไปด้วยโดยปริยาย การเป็นเชฟที่มีชื่อเสียงสำหรับผมแล้วมันเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ซึ่งในอนาคตผมก็อยากจะไปถึงจุดที่ประสบความสำเร็จนั้นให้ได้ ถ้ามีเวลาว่างมากกว่านี้ผมก็อยากไปเรียนทำอาหารเพิ่มเติมอยู่เหมือนกัน แต่ช่วงนี้ต้องทุ่มเทเวลาให้กับร้านก่อนครับ ฉะนั้นคงต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด” และแล้วก็ได้เวลาที่เราต้องกล่าวคำว่า “ซาโยนาระ” กับทาเคดะซังแล้วล่ะ แต่ขอสัญญาว่าวันหน้าจะมากินแพนเค้กใหม่นะ!!

แพนเค้กทรอปิคาน่า

ส่วนผสม

- มะม่วงสุก มะละกอ สตรอเบอร์รี่ และกีวี่

- ไอศกรีมวานิลลา

- วิปปิ้งครีม

- แป้งแพนเค้ก (สูตรเฉพาะ)

วิธีทำ

1.นำแป้งแพนเค้กไปอบในเตาอบเป็นเวลา 12 นาที จากนั้นปิดไฟแล้วทิ้งแป้งไว้ในเตาอบอีก 3 นาที เพื่อให้แป้งฟูขึ้น แล้วค่อยนำแป้งแพนเค้กที่อบเสร็จแล้วมาใส่จานทิ้งไว้เพื่อรอแต่งหน้า

2.นำผลไม้ทั้งหมดที่หั่นไว้แล้วมาวางเรียงข้างๆ แป้งแพนเค้กที่ใส่จานรอไว้ จากนั้นตักไอศกรีมวานิลลา 1 สกู๊ปใส่ลงไป แล้วราดซอสสตรอเบอร์รี่ลงไปพอประมาณ 3.จากนั้นนำวิปปิ้งครีมที่ผ่านการผสมและตีให้มีความเบายิ่งขึ้น มาบีบลงบนแป้งแพนเค้กให้สวยงาม แล้วนำใบมินต์มาวางประดับบนวิปปิ้งครีม เป็นอันเสร็จ

ปกรณ์ ลัม ด้วยหัวใจกับวงการบันเทิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มิถุนายน 2557 เวลา 09:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1v14oNE

ปกรณ์ ลัม ด้วยหัวใจกับวงการบันเทิง

โดย…กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

“ชนะด้วยหัวใจ” ซิงเกิลล่าสุดของ “โดม-ปกรณ์ ลัม” บทเพลงที่กลั่นออกมาจากประสบการณ์ทำงานในวงการบันเทิงนานนับยี่สิบปี ตั้งแต่ยังเป็นเด็กชายจนเป็นนายโดม และนี่คือหนึ่งในผลงานนับสิบอัลบั้มบนเส้นทางสายดนตรี เป็นเรื่องที่เขาอยากสื่อสารในวัย 34 ปี ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในวงการบันเทิง หรือที่หลายคนเรียกว่า โลกแห่งมายา

“เราเดินทางบนถนนดนตรีมานานพอสมควร เจอมาหลายเรื่องทั้งล้มทั้งลุก ทำให้ได้คำตอบของชีวิตว่าทั้งหมดทั้งมวล ใจตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จะก้าวผ่านไปได้ไหมเป็นเรื่องของใจ บางวันอาจไม่ใช่วันของเรา ให้อยู่นิ่งๆ มองด้วยความเข้าใจแล้วจะผ่านพ้นไปได้ ขณะเดียวกันบางวันที่เป็นของเรามากๆ ก็ไม่ควรใช้ชีวิตอย่างประมาท เพราะไม่มีทางรู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร”

เพลงนี้โดมตั้งใจเปรียบเปรยถึงธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ อย่างพระอาทิตย์ซึ่งเหมือนวันที่มีความทุกข์มากๆ แต่อีกไม่นานก็ตก หรือสายลมพัดเหมือนวันสบายๆ แต่อาจก่อตัวเป็นพายุก็ได้ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ยังมีวันหมุนเวียน ดังนั้นความแน่นอนคือความไม่แน่นอน เล่าผ่านภาษาง่ายๆ เชิงให้กำลังใจว่า จงเฝ้าดูมันอย่างอดทน รู้ใจตัวเองในทุกขณะแล้วเดินไปกับมัน

อยู่ในวงการมานานเกินครึ่งอายุของตัวเอง ผ่านหลายยุคสมัยของวงการเพลง โดมมองว่าปัจจุบันวงการเปลี่ยนแปลงไปมาก ด้วยโอกาสอันเปิดกว้าง ทำให้การเข้ามาเป็นศิลปินง่ายขึ้น ซึ่งช่วยให้มาตรฐานของเพลงไทยยกระดับ ขณะเดียวกันตัวศิลปินต้องเผชิญสภาวะโหดร้ายของการแข่งขันมากขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นคนที่จะอยู่ในวงการได้นาน ต้องเป็นตัวจริง ไม่ใช่ตามกระแส

 

“คำว่ากระแสคือไม่นิ่ง มีขึ้นมีลง มาแล้วก็ไป ดังนั้นไม่จำเป็นต้องอยู่ในกระแสครับ อยู่ในที่ที่เรายืนแล้วมีความสุข แต่ยืนให้นิ่งอย่างสง่างาม ถึงจะยืนได้นานๆ ถ้าเราถูกมองเห็นมากเกินไปหรือชัดเกินไปไม่ดี กลายเป็นว่ามันช้ำ คนที่ไม่อยู่ในกระแสมากแต่อยู่ได้เรื่อยๆ จะได้งานที่ดี มีอำนาจในการต่อรองสูง เพราะเลือกที่จะต่อยหมัดหนักๆ ไม่ต่อยทิ้งต่อยขว้าง ผมเลือกที่จะยืนแบบนั้น บางทีคนอาจจะมองว่าเงียบไปบ้าง แต่ไม่ได้ไปไหน อยู่ตรงนี้ทำงานตลอด ทุกอย่างมีวงจรของมัน”

ความยากอีกประการของวงการเพลง คือ ปริมาณเพลงในตลาดมีมาก บวกกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ทำให้มูลค่าเพลงทางธุรกิจลดน้อยลง โดมบอกว่าเพลงกลายเป็นวัตถุที่ไม่จำเป็นต้องซื้อสำหรับเด็กรุ่นใหม่ การอยู่ให้รอดด้วยการขายเพลงจึงยากลำบาก ขั้นตอนการทำเพลงให้ได้เงินสมัยก่อนแค่เพลงดังก็พอ แต่ปัจจุบันการทำเพลงให้ดังถือเป็นขั้นตอนแรก จากนั้นต้องผันแปรความดังเป็นเม็ดเงินให้ได้

หากมองเชิงธุรกิจค่ายเพลงจึงเป็นธุรกิจที่ไม่น่าทำเพราะต้นทุนสูง ใช้กำลังสมองอย่างหนัก แต่ผลผลิตที่ออกมากลับไม่มีราคา แตกต่างจากขายของอื่นทั่วไปที่สินค้ามีมูลค่าในตัวเอง อย่างไรก็ตาม หนุ่มหล่อคนนี้ก็เลือกเปิดค่ายเพลง “ไอคอนนิค” ขึ้น เพราะเป็นความฝันว่าจะมีพื้นที่ประทับตราของตัวเองในการทำงานเพลง สามารถทำอย่างที่ใจอยากทำ ไม่ต้องรอการตัดสินใจจากฝ่ายบริหารเหมือนที่เคยอยู่ใต้สังกัดเพลง

“ผมเชื่อในดนตรี ยังคิดว่าดนตรีแค่รอรอบของมันอยู่ ณ วันนี้มันอาจไม่มีมูลค่าแต่ว่ายังต้องดิ้นรนกันอยู่ ค่ายทุกค่ายเหนื่อยกันหมดว่าจะทำยังไงดี แต่เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ระบบต่างๆ เดินเข้าสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ยุคไม่คาบเกี่ยว ผมว่าเราสามารถทำอะไรกับดนตรีได้เป็นเรื่องเป็นราว และมูลค่ามันอาจจะมากกว่าแต่ก่อนด้วยซ้ำ ในตอนนี้เราต้องการสะสมเนื้อหา เพราะสุดท้ายผู้ชนะคือผู้ที่มีเนื้อหาเยอะที่สุด”

 

การทำค่ายเพลงในสภาวะนี้จุดยืนต้องชัดเจน ยอมรับให้ได้ว่า ทุกวันนี้ค่ายเพลงทำเงินไม่ได้ จึงต้องหาสิ่งอื่นช่วยเสริม เช่น ทำรายการโทรทัศน์ ไอคอนนิคโมชั่น แตกสายธุรกิจเป็นองค์กรจัดปาร์ตี้ หรือแม้กระทั่งตัวโดมเอง ที่รับงานเบื้องหน้าทั้งงานพรีเซนเตอร์และละคร เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจเพลงต่อไปได้อย่างที่ฝัน ด้านการผลิตก็ต้องสร้างความแตกต่างซึ่งไอคอนนิคเลือกใช้คุณภาพในการสู้

“สไตล์ไม่ใช่ตัวกำหนด จะเป็นเพลงแนวไหนก็ได้แต่คุณภาพต้องมี เหมือนการทำขนมแบบโฮมเมด คือเริ่มตั้งแต่แป้ง ใส่ใจว่าจะใช้แป้งอะไร อบยังไงกี่นาที ผลที่ออกมามันจึงเป็นคุกกี้โฮมเมดอร่อยๆ เมื่อเทียบกับคุกกี้โรงงานที่ทำเป็นสายพาน ซื้อง่ายขายคล่อง กินไปนานๆ คนก็ถวิลหาอะไรที่แตกต่าง

ผมอยากทำให้เพลงไทยดียิ่งขึ้นไป อยากสนับสนุนคนกลุ่มที่ตั้งใจทำงาน เป็นตัวจริงให้เขาเจริญ ตั้งใจจะทำอย่างนี้ไปทั้งชีวิต ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง รู้สึกเราโชคดีกว่าคนมากมายที่ได้ก้าวเข้ามาและเดินถึงจุดนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีโอกาสแล้วก็รักและเคารพในอาชีพ อยากเป็นอีกหนึ่งกำลังที่จะช่วยรักษาวงการให้ดียิ่งขึ้น” โดมกล่าวทิ้งท้าย

เส้นทางของ โดม-ปกรณ์ ลัม

อายุ 2 ปี เริ่มเข้าวงการ ผลงานชิ้นแรกคือถ่ายโฆษณาผ้าอ้อม จากนั้นจึงมีงานโฆษณาเด็กอีกหลายชิ้น และได้รับการติดต่อให้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกคือ อีจู้กู้ปู่ป้า จนถึงช่วงประถม 5

อายุ 13 ปี กลับเข้าวงการบันเทิงอีกครั้ง ถ่ายแบบนิตยสารวัยรุ่น

อายุ 15 ปี เริ่มงานเพลงเป็นศิลปินชื่อดังสังกัดอาร์เอส

ปัจจุบันโดมยังมีผลงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังในวงการบันเทิง และจัดเป็นนักแสดงศิลปินอันดับต้นๆ ที่มีค่าตัวสูง

‘เรียนรู้แฟชั่นและเลือกแต่งอย่างฉลาด’ กรณ์วิภา โชติกเสถียร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2557 เวลา 15:33 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1uWgqIa

'เรียนรู้แฟชั่นและเลือกแต่งอย่างฉลาด' กรณ์วิภา โชติกเสถียร

โดย…วรากรณ์

เอย-กรณ์วิภา โชติกเสถียร เป็นทั้งสาวสังคมเนื้อหอมฟุ้ง และยังนั่งแท่นพีอาร์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง เอกเซ็กคิวทีฟ ให้กับแบรนด์ “วทานิกา” ของเพื่อนสาวคนสนิท แพร-วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ที่คบหากันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้น ม.6 ที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย เมื่อความฝันของเพื่อนสาวเป็นจริงคืออยากสร้างแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองจนประสบความสำเร็จอย่างสูง กรณ์วิภาจึงคิดว่าได้เวลาแล้วที่จะเข้ามาเสริมทัพให้แข็งแกร่ง โดยนำความเชี่ยวชาญด้านประชาสัมพันธ์ที่ตัวเองถนัดมาช่วยบริหารแบรนด์และทำการตลาดอย่างเต็มที่มานานกว่า 1 ปีแล้ว และมีแผนทำการตลาดให้โกอินเตอร์อย่างน่าทึ่งด้วยวิสัยทัศน์ของทีมงาน และผู้ก่อตั้งแบรนด์

ด้วยความคุ้นเคยกับ “วทานิกา” มาตั้งแต่เด็ก กรณ์วิภาฟันธงเลยว่า เพื่อนสาวมีแววเติบโตมาเป็นดีไซเนอร์ชื่อดังได้อย่างแน่นอน เพราะด้วยความคิดสร้างสรรค์ วทานิกาเป็นผู้แนะนำเพื่อนๆ แต่งตัวอย่างไร คนนี้เหมาะกับแบบไหน

“แพรสวยมาตั้งแต่เด็กๆ พอเขามาเป็นดีไซเนอร์ แพรก็ออกแบบเสื้อผ้าได้เซ็กซี่ในแบบที่เอยชอบ เสื้อผ้าดูมีคาแรกเตอร์เป็นแพรมากๆ และสไตล์เราก็ใกล้เคียงกัน ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นคาแรกเตอร์แบรนด์คือ เซ็กซี่ ซึ่งหน้าที่ของพีอาร์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง เอกเซ็กคิวทีฟ คือ ดูภาพลักษณ์ของแบรนด์ พบสื่อ ดูเรื่องการวางแผนการตลาด ดูจากประสบการณ์ เรามีที่ปรึกษาทีมงานที่อยู่ด้วยกันมานาน แต่แพรก็ลงมาช่วยดูด้านการตลาดเหมือนกัน เหมือนช่วยกันออกไอเดีย เพราะทีมงานก็เหมือนเป็นเพื่อนๆ กันหมด สัญญากันตั้งแต่เด็ก พอวันที่สร้างแบรนด์ เราก็สร้างและโตด้วยกัน ผิดถูกทำมาด้วยกัน”

ในฐานะดูแลภาพลักษณ์แบรนด์วทานิกา กรณ์วิภาบอกว่า “วทานิกา” สร้างมาเพื่อผู้หญิงที่มีความมั่นใจ ไม่จำเป็นต้องหุ่นดี เพราะเจ้าของแบรนด์กล่าวอยู่เสมอว่า คนไม่มั่นใจก็ใส่เสื้อผ้าของเราได้ เพราะการมีคัตติ้งและแพตเทิร์นที่ออกแบบมาดีเพื่อสรีระของผู้หญิงทุกคน และเปลี่ยนจุดด้อยของผู้หญิงให้กลายเป็นจุดเด่น แต่เป็นการโชว์อย่างมีดีไซน์

“เรามีกระโปรงทรงสอบสำหรับผู้หญิงที่มีสะโพกก็ควรโชว์ หรือมีหน้าอกหรือเอวก็โชว์เลย คือเป็นการดึงจุดเด่นของผู้หญิงทุกคนออกมาเผยกัน เพราะผู้หญิงบางคนไม่มั่นใจสะโพกที่ผายของตัวเองก็จะปิด เพราะแต่เดิมผู้หญิงไทยบางคนก็ไม่มั่นใจในรูปร่างของตัวเอง ซึ่งจริงๆ แต่ละคนสวยในแบบของตัวเองอยู่แล้ว อย่างสีสันของคอลเลกชั่นสปริงซัมเมอร์ 2014 ที่ออกไป แพรจะเน้นสีหวานๆ เช่น สีชมพู ผสมผสานกับสีโทนดำ ทองขาว ซึ่งผลตอบรับและกระแสดีมากเพราะคนไทยชอบดอกไม้ ชอบความหวานของลายพรินต์อยู่แล้ว แพรยังออกแบบจุดเด่นคือ มีเทคนิคตีเกล็ด ผ้าซ้อนผ้าทำเป็นแขน ซึ่งเป็นแฟชั่นสไตล์วิกตอเรีย”

แม้ตลาดเสื้อผ้าแบรนด์ไทยจะแข่งขันกันสูง แต่โชคดีที่วทานิกาสร้างแบรนด์มาอย่างตั้งใจ เติมเต็มในส่วนที่ขาดในตลาด เช่น กลุ่มคนที่มั่นใจและชื่นชอบในสไตล์ของแพร เห็นคุณค่าในแบรนด์ เพราะแต่ละฤดูกาลดีไซน์ก็มีความแตกต่าง มีการเปลี่ยนจุดเด่นให้เป็นจุดด้อย เช่น ตัดขากางเกงให้สั้นลง ขาก็จะดูเรียว หน้าท้องหายไป อีกทั้งวทานิกายังเน้นคุณภาพและคัตติ้ง ใครลองก็จะชอบ อันนี้คือคีย์หลักของการทำแบรนด์เลยก็ว่าได้

“ในแง่ของการทำการตลาดคีย์หลักนี้ตลอดโจทย์ เพราะสังเกต 4 สาขาที่แบรนด์มี เช่น พารากอน เอ็มโพเรียม มุมไทยไทย เซ็นทรัล ชิดลม และศิวิไลซ์ ชั้น 5 เอ็มบาสซี เป็นร้านที่ร่วมรุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น ใครอยากได้ไอเท็มที่ไม่เหมือนใคร ให้ไปที่นั่น ซึ่งถือเป็นการทำแบรนด์และโปรโมทแบรนด์อีกรูปแบบหนึ่ง”

เพราะแฟนพันธุ์แท้ “วทานิกา” ก็ตามหาชิ้นที่ผลิตขึ้นจำกัด และอยากครอบครองเป็นเจ้าของ

“เราผลิตบางชิ้นขึ้นจำกัด เพื่อเป็นกิมมิกเล็กๆ ที่ทำให้แบรนด์เคลื่อนไหว อีกทั้งเรามีแผนทำตลาดทางออนไลน์ โซเชียลมีเดีย เพื่อลูกค้าไทยที่อยู่ตามต่างจังหวัด หรือคนกรุงที่ไม่ชอบออกไปช็อปปิ้งจะได้เลือกซื้อของทางออนไลน์ได้ ซึ่งเป็นแผนการตลาดใหม่ปลายปีนี้เพื่อให้คนเข้าถึงวทานิกาได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น นำเสื้อผ้าไปถ่ายรูปลงนิตยสาร แล้วเราก็อัพโหลดลงเฟซบุ๊ก อินสตาแกรมของเรา เพื่อให้แฟนๆ ได้เห็นแล้วใส่ตาม เป็นอีกหนึ่งมาร์เก็ตติ้งซึ่งแอบประสบความสำเร็จเพราะชุดแขวนอยู่เฉยๆ คนมองไม่ออก แต่พอใส่กับนางแบบ คนจะเก็ตภาพได้มากกว่า แล้วก็ใส่ตาม บางทีเห็นแพรใส่ก็ใส่ตาม จนของหมดแล้วค่ะ แพรจึงถือเป็นไอคอนของแบรนด์”

การทำการตลาดแบรนด์ไม่ได้หยุดนิ่งแค่ในเมืองไทย ทีมการตลาดและเจ้าของแบรนด์ยังมีแผนโกอินเตอร์ไปสร้างแบรนด์ที่ประเทศอังกฤษเร็วๆ นี้ “ตอนนี้เราเริ่มๆ คุยกันถึงแผนในอนาคตว่าจะไปทางยุโรป เอยก็รู้สึกภูมิใจที่แพรสร้างแบรนด์ของตัวเองจนเติบโตมากๆ รู้สึกภูมิใจในตัวเขา เก่ง มุ่งมั่น แต่เขาก็เครียดเพราะสร้างแบรนด์ก็เหมือนมีลูก จนต้องมีคนมาช่วยเพื่อให้แบรนด์ขยายไปเรื่อยๆ แต่เราเป็นแบรนด์ที่ค่อยๆ เติบโตไปตามสเต็ปจะได้มั่นคง ซึ่งตอนนี้ลูกค้าเรามีทั้งจีน ไต้หวัน เกาหลี บรูไน แขก ยุโรปเช่นชาติอังกฤษ สเปน เป็นต้น”

ทำงานในวงการแฟชั่น กรณ์วิภาบอกว่าชอบ เพราะแต่เดิมชอบแต่งตัวและชอบดูคนอื่นแต่งตัวอยู่แล้ว จนได้มาทำแบรนด์แฟชั่น ยิ่งต้องคอยอัพเดทเทรนด์แฟชั่นโลกว่าไปถึงไหนแล้ว เพื่อเป็นความรู้ส่วนตัว จะได้ไม่ตกเทรนด์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะแต่งตัวตามเทรนด์มากนัก แต่เลือกปรับแต่งตัวให้เหมาะสมกับตัวเอง

“เอยไม่ค่อยตามเทรนด์ เพราะแฟชั่นหมุนเร็วมาก อัพเดทเทรนด์เพื่อรู้ไว้ แล้วเลือกปรับใช้ดีกว่า คือตอนนี้เทรนด์ของโลกอีก 6 เดือนข้างหน้าก็ยังฮิตลายดอกไม้อยู่ค่ะ แต่โทนสีของวทานิกาฤดูหน้าขออุบไว้ก่อน”

กรณ์วิภา โชติกเสถียร

ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์และวางแผนการตลาด แบรนด์ “วทานิกา”

การศึกษา : ปริญญาตรี สาขาบิซิเนส แอนด์ อเมริกันสแตนดาร์ด คณะศิลปศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ประสบการณ์ทำงาน : พีอาร์และมาร์เก็ตติ้งเครื่องสำอาง โมเดล โค และชุดว่ายน้ำ Sighing ของออสเตรเลีย ทำอยู่ 3 ปี และเปลี่ยนฟีลมาทำงานด้านอีเวนต์ 5 ปี

แบรนด์เสื้อผ้า : วทานิกาแน่นอน ส่วนแบรนด์ไทยดีไซเนอร์ก็เก่งๆ เยอะมาก และเอยเลือกใส่แต่เสื้อผ้าของไทยดีไซเนอร์ เช่น โซดา ของป้ากบ แม้เป็นแบรนด์ที่อยู่มามากกว่า 20 ปีแล้ว แต่ป้ากบก็ยังทำแบรนด์ได้แข็งแกร่งจนถึงทุกวันนี้ และเสื้อผ้าก็มีความน่าสนใจ

สไตล์แต่งตัว : คาแรกเตอร์ของเอยคือถ้าไม่เซ็กซี่ ก็แต่งตัวเรียบ เท่ไปเลย แต่หลักๆ ชอบเรียบ เท่ เพราะเป็นผู้หญิงไม่หวาน จึงชอบใส่กางเกง ดูคล่องแคล่ว ยิ่งตอนนี้ฮิตกางเกงทรงขาบานมากๆ กางเกงขาตรงใส่ทำงานได้ตลอด ใส่กางเกงทำงานเรียบร้อย คล่องตัวเป็นหลัก โชคดีที่เอยเหมาะกับทุกทรง

กระเป๋า : Tu’i , ISAWAN โดยเฉพาะแบรนด์หลัง ชอบตรงดีไซน์น่ารัก เขาดีไซน์ความเป็นตัวเองอยู่ในกระเป๋าได้ชัดเจนมาก น่ารัก เก๋ ใช้วัสดุแปลกๆ ถือได้ทุกโอกาส อีกแบรนด์ที่ชอบคือ รูดี้ เมนทารี่ เป็นแบรนด์ไทยของยังดีไซเนอร์ที่น่าจับตามอง กระเป๋าเขาเป็นลายพรินต์ ทรงลุยถือได้ในวันสบายๆ ใช้ง่าย สีสันสดใส เลือกวัสดุดี กระเป๋าสีเจ็บ เอยชอบทาลิปสีเข้มอยู่แล้ว และกระเป๋าของเขาเข้ากับสีของลิปสติกเลย เอยชอบทาปากสีเข้ม เช่น สีแดง ส้ม ชมพู มีสีแปลกก็ทา ทำให้สนุกไปอีกแบบ เอยมีลิปสติก 50 แท่ง แบรนด์ แมค นาร์ส ทอม ฟอร์ด มีสีที่ใช้ได้ตลอด ซื้อง่าย ซื้อทุกคอลเลกชั่น ซื้อบ่อยกว่าเสื้อผ้าเสียอีก อย่างแบรนด์อิสซาวัน เป็นรุ่นน้องที่มาแตร์ฯ เป็นยังดีไซเนอร์ที่เก่งมากๆ เริ่มจากขายออนไลน์ จนตอนนี้ขายดิบขายดี กระเป๋าเน้นหนัง วัสดุที่เขาเน้นคือ เน้นงานโลหะ เอาโลหะมาประกอบเป็นด้ามกระเป๋า งานเขาเก๋และแปลกมากๆ

รองเท้า : ชอบแบรนด์ซาร่า ชอบใส่ส้นสูง เพื่อถูกกาลเทศะ ทำงานตรงนี้เจอผู้ใหญ่เยอะ แต่เลือกใส่รองเท้าที่มีแพลตฟอร์ม อีกแบรนด์ที่ชอบคือ วาเลนติโน่ ชอบตรงตอกหมุดแบบสีอ่อนๆ ที่มีสายยาวขึ้นไปที่ข้อเท้า ใส่แล้วช่วยให้ดูขายาว หรือแบรนด์คริสติยอง ลูบูแตง ก็ชอบ และเป็นความฝันของเด็กผู้หญิงต้องใส่รองเท้าที่มีพื้นสีแดง เอยมีคู่เก่งแบรนด์นี้อยู่ 1 คู่ คือ สีดำเบสิก ดีไซน์เรียบๆ หัวแหลมๆ ปักหมุด เอยค่อนข้างให้ความสำคัญกับรองเท้ามากๆ เพราะเราเป็นคนโครงสร้างขาไม่ดี ใส่รองเท้าส้นสูงมากๆ จะรู้สึกเมื่อยลามขึ้นหลังไหล่ ต้องเลือกรองเท้าที่คัตติ้งดี ใส่สบาย เพราะเดินเยอะ เลือกรองเท้าก็ต้องแคร์เรื่องสุขภาพด้วย

ณัฐปรี พิชัยรณรงค์สงคราม ผู้บริหารรุ่นใหม่หัวใจสีเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มิถุนายน 2557 เวลา 10:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1n9DEUv

ณัฐปรี พิชัยรณรงค์สงคราม ผู้บริหารรุ่นใหม่หัวใจสีเขียว

โดย…อนุสรา ทองอุไร / ภาพ – ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ถือเป็นผู้บริหารสาวรุ่นใหม่ไฟแรง ด้วยวัยเพียง 28 ปี ปิ๋ม-ณัฐปรี พิชัยรณรงค์สงคราม กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุภัทรา เรียลเอสเตท ผู้บริหารโครงการท่ามหาราช คอมมูนิตี้มอลล์ ที่เน้นความเป็นไลฟ์สไตล์วัฒนธรรมวิถีชีวิตริมเจ้าพระยา และความมีศิลปะ เธอถือเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลเรือด่วนเจ้าพระยา

ด้านการศึกษานั้น เธอไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ชั้นประถมจนจบไฮสคูลที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หลังจากนั้นไปต่อปริญญาตรีทางด้านโรงแรมและการจัดการที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ สหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นกลับมาทำงานด้านวิเคราะห์ตัวเลขการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ให้กับบริษัทที่ปรึกษาประมาณเกือบ 2 ปี จึงกลับไปเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แล้วช่วยงานให้กับบริษัทในเครืออยู่เกือบ 2 ปี จึงเริ่มโครงการท่ามหาราช

ต่อยอดพื้นที่ริมเจ้าพระยา

จนกระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมา บริษัท สุภัทราฯ มีนโยบายพัฒนาที่ดินที่มีอยู่ริมน้ำให้ต่อยอดธุรกิจให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ เริ่มจากโครงการท่ามหาราช บนเนื้อที่ขนาด 3 ไร่ เพื่อเป็นจุดนัดพบริมน้ำแห่งใหม่ของเกาะรัตนโกสินทร์ ขณะนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างไปแล้วกว่า 60% โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการช่วงปลายปีนี้ แบ่งเป็นอาคาร 3 ชั้น จำนวน 7 อาคาร ใช้งบการลงทุนทั้งสิ้น 550 ล้านบาท โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นนักศึกษาและคนทำงานในย่านศิริราช ท่าพระจันทร์ ท่าช้าง ผู้ใช้บริการทางเรือ รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ซึ่งเป็นตลาดในกลุ่มบี

นอกจากนั้น นโยบาย 2-3 ปีข้างหน้านี้ ทางบริษัทจะเน้นการต่อยอดธุรกิจในพื้นที่ของบริษัทที่อยู่ริมน้ำทั้งหมดให้เพิ่มมูลค่า และมีความเป็นเอกลักษณ์มากขึ้น เช่น โครงการโรงแรมขนาด 35 ห้อง ที่ย่านท่าเตียน ตรงข้ามวัดอรุณฯ และพลาซ่าในย่านท่าเรือวังหลังใกล้กับท่าศิริราช รวมทั้งหากในอนาคตหากพื้นที่ใดที่มีแนวโน้มดี มีศักยภาพในการลงทุนในพื้นที่ระดับบี เช่น ย่านรอบๆ นอกของหัวหิน ระยอง หรืออาจจะเป็นประเทศเพื่อนบ้าน

“คือพื้นที่เกรดเอใจกลางเมืองทำเลห้าดาวคงหายากแล้ว หรือไม่ก็ราคาแพงจนสู้ไม่ไหว เราก็มองบริเวณโดยรอบรองๆ ออกมาที่มองเห็นโอกาสในการพัฒนาต่อไปได้ ซึ่งเป็นในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า เมื่อเราพัฒนาที่ดินที่เรามีอยู่เกือบหมดแล้ว” เธอกล่าวอย่างมุ่งมั่น

คุณยายคือแรงบันดาลใจ

ถือว่าเป็นหญิงสาวที่มุ่งมั่นตั้งใจ มีไฟในการทำงานไม่แพ้ผู้ชายเลยทีเดียว จัดว่าเป็นคุณหนูสู้งานคนหนึ่งในยุคนี้ แน่นอนว่าเธอมีแม่แบบในการทำงานของเธอจากผู้หญิง 2 ท่านในชีวิตก็คือ คุณยาย คุณหญิงสุภัทรา และคุณแม่สุภาพรรณนั่นเอง ที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการทำงานของเธอ เธอเล่าว่า คุณยายเป็นนักกฎหมายยุคแรกๆ ในสมัยนั้น และยังทำธุรกิจของครอบครัวควบคู่กันไปด้วย แถมคุณยายก็ยังทำงานเพื่อสังคม โดยเฉพาะการช่วยเหลือเด็กและผู้หญิงทางด้านกฎหมาย ให้ทุนการศึกษา ขณะที่คุณแม่ของเธอก็เป็นผู้หญิงทำงานที่ช่วยพัฒนาสังคมและชุมชนในย่านที่บริษัทตั้งอยู่ รวมทั้งให้ความสำคัญในเรื่องการให้ทุนการศึกษากับพนักงานระดับปฏิบัติการ ควบคู่กับการทำหน้าที่แม่บ้าน

“เท่าที่จำได้คือคุณแม่ทำงานมาตลอด และท่านก็มีคุณยายเป็นแบบอย่าง ชื่อบริษัทก็เป็นชื่อคุณยาย ท่านเป็นแบบอย่าง เป็นแรงบันดาลใจที่ดีของเรา คุณแม่เองท่านก็ไม่เคยอยู่นิ่งเฉยเลย และท่านยังสอนเสมอว่าเมื่อการงานของเรามั่นคงดีแล้ว อย่าลืมทำอะไรเพื่อสังคมและชุมชนของเราบ้าง ท่านเห็นความสำคัญของงานในด้านจิตอาสามาตั้งนานแล้ว ทุกวันนี้คุณแม่ก็ดูแลสืบทอดเจตนารมณ์ของคุณยายทางด้านมูลนิธิสุภัทรา ซึ่งเน้นความสำคัญของการศึกษามาในอันดับแรก” เธอกล่าวอย่างภูมิใจ

เธอกล่าวถึงหลักปรัชญาในการทำงานของเธอว่า ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด โฟกัสในสิ่งที่ทำอย่างตรงจุด มีความซื่อสัตย์ในงานที่ทำ เริ่มจากเล็กๆ แล้วค่อยเติบโต เรียนรู้อยู่เสมอ เมื่อเจอปัญหาอุปสรรคอย่าท้อถอย พยายามมองโลกในแง่ดี ไม่เครียด ไม่คิดมาก แล้วเริ่มต้นใหม่ให้ได้ ทำการบ้านอยู่เสมอ การทำงานก็เหมือนเรียนหนังสือ หมั่นฝึกฝนบ่อยๆ ทุกอย่างจะดีขึ้น

ปักหมุดกลางเกาะรัตนโกสินทร์

จุดเด่นของท่ามหาราชมอลล์ คือ เป็นไลฟ์สไตล์มอลล์เน้นจุดเด่นวัฒนธรรมริมสายน้ำและศิลปะ เป็นคอมมูนิตี้มอลล์ที่อยู่กลางเกาะรัตนโกสินทร์ เพราะตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยศิลปากร อีกทั้งยังมีสถานที่ราชการและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นพระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

“คนส่วนใหญ่ชอบร้านอาหารเครื่องดื่มเก๋ๆ ริมแม่น้ำ ยิ่งมีบรรยากาศดีๆ ดีไซน์สถาปัตยกรรมของโครงการเป็นแบบสไตล์โคโลเนียลฟิวชั่น ที่ช่วยถ่ายทอดเสน่ห์และเรื่องราวของพื้นที่บริเวณนี้ สวย สบาย พื้นที่ร่มรื่น มีต้นไม้เยอะๆ มีงานประติมากรรมดีๆ กลางแจ้งให้ชม มีรูปภาพสวยๆ ให้ดู เราชูจุดเด่นเรื่องพื้นที่สีเขียว ต้นไม้เยอะ และด้วยใกล้มหาวิทยาลัยศิลปากร เราก็ดึงเรื่องศิลปะเข้ามามีส่วนร่วมในมอลล์ของเรา และจะเป็นมอลล์ที่มีส่วนในการจัดงานประกวดศิลปะดีๆ โดยขอความร่วมมือจากอาจารย์ที่ศิลปากรด้วย” ณัฐปรี กล่าวด้วยรอยยิ้ม

ทำธุรกิจอย่าลืมสังคมและสิ่งแวดล้อม

ด้วยความที่เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ เธอจึงไม่ลืมประเด็นรักษ์โลก เธอมองว่าในระยะอันใกล้นี้ เธอสนใจเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ บ้านเราแดดแรงควรจะใช้ประโยชน์จากตรงนี้ อีกทั้งโซลาร์เซลล์เป็นพลังงานสะอาดที่ควรส่งเสริม โดยอาจจะใช้กับเรือด่วนเจ้าพระยาของเธอ และต่อยอดช่วยให้เรืออื่นๆ ที่ไม่ใช่ของบริษัทมาใช้ด้วย โดยศึกษานำร่องทำเป็นต้นแบบให้ดู บริษัทได้สังคมก็ได้พลังงานสะอาดใช้ช่วยลดมลพิษอีกด้วย “เรื่องรักษ์โลกเราช่วยกันได้คนละไม้คนละมือ ใครทำอะไรได้ควรช่วยๆ กัน โลกเราร้อนขึ้นทุกวัน หากไม่ใส่ใจจะสายเกินเยียวยา” เธอกล่าวอย่างห่วงใย
นอกจากนั้น ที่ท่ามหาราชไลฟ์สไตล์มอลล์ของเธอ ก็จะเน้นพื้นที่สีเขียวให้มาก โดยมีต้นไม้ขนาดใหญ่ในสไตล์เอาต์ดอร์เพื่อรับลมธรรมชาติมากขึ้น

ณัฐปรี พิชัยรณรงค์สงคราม

อายุ 28 ปี

กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุภัทรา เรียลเอสเตท เจ้าของโครงการท่ามหาราช คอมมูนิตี้มอลล์

ปริญญาตรีด้านโรงแรมและการจัดการ ที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ สหรัฐ

ปริญญาโทด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐ

งานอดิเรก ชอบเดินป่า เดินทางท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

สนใจเรื่องพลังงานสีเขียว

สัมภาษณ์ ทายาทธุรกิจสีเจบีพีประกาศแต่งงานดาราสาวเกาหลีชื่อดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มิถุนายน 2557 เวลา 10:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1hIN7qp

สัมภาษณ์ ทายาทธุรกิจสีเจบีพีประกาศแต่งงานดาราสาวเกาหลีชื่อดัง

การกลับมาอีกครั้งสำหรับสีแบรนด์เก่าแก่ในเมืองไทยที่ใคร ๆ เมื่อได้ยินวลีที่ว่า “ สีเจบีพี ใช้ดีจึงบอกเพื่อน” ก็ย่อมจะรู้จัก กับซีอีโอคนรุ่นใหม่ คุณศราวุฒิ รัชนกูล ด้วยวัยสามสิบต้นๆ และยิ่งกว่านั้น กับข่างที่สร้างกระแสความฮือฮาในช่วงหลายวันที่ผ่านมาที่ประเทศเกาหลี นั่นคือ การประกาศแต่งงานกับดาราเกาหลีชื่อดัง คุณ ชิน จู อา (Shin Joo Ah)

สำหรับข่าวครึกโครมอันดับหนึ่งที่เกาหลีเมื่อวันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา เนื่องจากทางวงการบันเทิงเกาหลี ที่ไม่มีใครระแคะระคายมาก่อนว่านางเอกสาวมีคนรักถึงต่างแดน และยิ่งเป็นกรณีที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับวงการดาราแดนกิมจิ เมื่อว่าที่เจ้าบ่าวเป็นถึงทายาทธุรกิจสีแบรนด์เก่าแก่ของไทย ซึ่งเพิ่งจะขึ้นรับตำแหน่งซีอีโอ เต็มรูปแบบตั้งแต่ปลายปี 2555 ที่ผ่านมา

ด้วยมีข่าวสำคัญอย่างนี้ เราจึงถือโอกาสขอสัมภาษณ์แบบเอ็กคลูซีฟ ทั้งว่าที่เจ้าสาวและเจ้าบ่าวแบบเจาะลึกกันเลยทีเดียวครับ

นักข่าว: คุณ ชิน จู อา ได้ข่าวว่าหลังประกาศกับสื่อมวลชนที่เกาหลีว่ากำลังจะแต่งงาน กลายเป็นเรื่องฮือฮาอย่างมาก รบกวนเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อยครับ

คุณชิน จู อา:  เนื่องจากครั้งนี้เป็นครั้งแรกเลยค่ะที่ดาราเกาหลีแต่งงานกับชาวต่างชาติที่เป็นคนไทย เลยทำให้เป็นที่สนใจจากสื่อมวลชน โดยเฉพาะพอสื่อมวลชนพยายามค้นหารูปที่มีอยู่ ก็ปรากฎรูปถ่ายคู่ ซึ่งหน้าตาของคุณศราวุฒิก็เหมือนคนเกาหลี ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่าไม่น่าจะเป็นคนไทย จนสื่อทางฝั่งโน้น พยายามตรวจสอบข้อมูลมาทางเมืองไทย ว่าผู้ชายคนนี้เป็นใครกันแน่ จนได้รู้ว่าเป็นซีอีโอของ บริษัท สี เจ.บี.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล เพ็นท์ จำกัด บริษัทผู้ผลิตสีเก่าแก่รายหนึ่งในเมืองไทยค่ะ

นักข่าว: ฝั่งเมืองไทย มีข่าวอะไรบ้างไหมครับคุณศราวุฒิ

คุณศราวุฒิ: ไม่มีข่าวอะไรเป็นพิเศษครับ ที่จะมีก็จะเป็นเพื่อนๆ และคนรู้จักที่ติดตามข่าวแวดวงดารานักร้องเกาหลี พอทราบข่าวก็มีโทรศัพท์หรือไลน์มาถามบ้างครับ

นักข่าว: รบกวนขอทราบความเป็นมา ว่าทั้งสองคนรู้จักกันได้ยังไงครับ

คุณศราวุฒิ: เริ่มต้นจากทางผมมีเพื่อนเป็นคนเกาหลีอยู่บ้าง แล้วที่นี้เพื่อนคนหนึ่งก็โทรศัพท์มาจากทางเกาหลีว่าเพื่อนของเขา ซึ่งก็คือคุณ ชิน จู อา กำลังจะมาพักผ่อนวันหยุดที่เมืองไทย อยากให้เราไปช่วยเทคแคร์แทน ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าเป็นเพื่อนของเพื่อนก็เลยรับปากไป ก็มีพาไปทานข้าว และก็ไปรับส่งสนามบินตามปกติ ซึ่งตอนหลังก็ได้มีโอกาสที่จะติดต่อกันมากขึ้น ช่วงหลังผมก็มีเดินทางไปที่เกาหลี เขาก็มาช่วยเทคแคร์ ทำให้รู้จักกันมากขึ้น พัฒนาความสัมพันธ์จนแน่ใจว่าคนนี้คือคนที่ใช่น่ะครับ

นักข่าว: ภาษาและระยะทางเป็นอุปสรรคความรักของทั้งสองคนหรือไม่ อย่างไรครับ

คุณศราวุฒิ: ภาษาถือเป็นอุปสรรคอย่างมากในช่วงแรก เพราะเขาแทบจะไม่พูดภาษาอังกฤษเลย ช่วงแรกเลยต้องใช้ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษามือ และภาษาเกาหลี ผ่านแอพแปลภาษาในมือถือน่ะครับ ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่งผมต้องไปพบคุณพ่อคุณแม่ของเขาที่เกาหลี ก็ต้องพึ่งเพื่อนชาวเกาหลีมาเป็นล่ามจำเป็นครับ ส่วนเรื่องระยะทางไม่ค่อยเป็นอุปสรรค เพราะเราสองคนส่วนใหญ่เวลาจะหมดไปกับการทำงาน เพราะต่างคนก็ต่างมีภารกิจค่อนข้างมากอยู่แล้ว

นอกจากนี้ยังมีเรื่องวัฒนธรรมที่ค่อนข้างแตกต่างกันมาก ซึ่งช่วงแรกก็ถือเป็นอุปสรรคพอสมควรจนทำให้รู้สึกท้อ แต่สุดท้ายเราสองคนก็ก้าวผ่านมาได้ครับ

นักข่าว: คุณชิน จู อา มีความประทับใจฝ่ายชายอย่างไรบ้าง

คุณชิน จู อา: ครั้งแรกที่เจอกัน ก็รู้สึกประทับใจการเทคแคร์ของเขาค่ะ เขาเป็นคนยิ้มง่าย ฉลาด และแสดงออกทางสีหน้าตรงไปตรงมา ซึ่งทำให้ดูมีเสน่ห์ค่ะ แต่หลังจากนั้นก็จะเป็นเรื่องนิสัยใจคอ ที่เข้ากันได้ และความเสมอค้นเสมอปลายของเขาน่ะค่ะ

นักข่าว: ฝ่ายคุณศราวุฒิบ้างครับ ประทับใจฝ่ายหญิงอย่างไร

คุณศราวุฒิ: ครั้งแรกที่เจอกัน ก็ยังเฉยๆ ยิ่งตอนหลังมาทราบว่าเขาเป็นดาราเกาหลี ก็ยิ่งไม่ได้คิดอะไรครับ เพราะรู้สึกว่าสังคมของเราคงแตกต่างกันอย่างมาก  จนตอนที่ได้เดินทางไปเกาหลีแล้วเขาเทคแคร์เรา ทำให้เราได้รู้จักเขาในแง่มุมอื่นมากขึ้น ทำให้รู้ว่างานในวงการแสดงของเขากับชีวิตจริงแตกต่างกันมาก นั้นทำให้รู้สึกประทับใจเขาครับ

นักข่าว: มีการวางแผนชีวิตคู่หลังจากแต่งงานกันแล้วอย่างไรครับ

คุณชิน จู อา: หลังแต่งงานก็จะย้ายมาอยู่เมืองไทยถาวรค่ะ เพราะเพิ่งหมดสัญญากับทางค่ายที่เกาหลี และคงต้องเริ่มต้นจากการเรียนภาษาไทยอย่างจริงจัง และปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตแบบคนไทยมากขึ้น ส่วนเรื่องอื่น ก็ค่อย ๆ ดูกันต่อไป  อาจจะทำธุรกิจในเมืองไทยที่เกี่ยวข้องกับเกาหลี หรืออาจจะรับงานแสดงในเมืองไทย เพราะตอนนี้ก็เริ่มมีเอเจนซี่ติดต่อมาบ้างค่ะ แต่ทั้งนี้คงต้องรอให้สามารถใช้ภาษาไทยได้คล่องกว่านี้ก่อนค่ะ

นักข่าว: หลังจากแต่งงานกันแล้ว คุณชิน จู อา จะมีส่วนร่วมของธุรกิจสี เจ บี พี บ้างหรือไม่ครับ เพราะทราบมาว่าทางบริษัทฯ กำลังก้าวเข้าสู่การเป็น แบรนด์ระดับเอเชีย

คุณ ชิน จู อา: ตอนนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจค่ะ แต่หากว่าจะมีส่วนร่วม คงเป็นเรื่องของการเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ และดูเรื่องการส่งออกสีไปจำหน่ายที่ประเทศเกาหลี เป็นหลักค่ะ

นักข่าว: คุณศราวุฒิ ในฐานะที่เป็นคนไทย คุณมองว่าประเทศเกาหลีและคนเกาหลี เป็นอย่างไร มีความแตกต่างจากคนไทยอย่างไรบ้าง

คุณศราวุฒิ: ส่วนตัวผมคิดว่า คนเกาหลีเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น ที่จะทำให้ประเทศของเขาพัฒนาแบบก้าวกระโดด จากเมื่อ 20-30ปีก่อนเทียบกับเมืองไทยไม่ได้เลย เพราะประเทศของเรามีทั้งทรัพยากรที่สมบูรณ์ ส่วนประเทศของเขา เป็นเกาะ ที่แทบไม่ได้มีทรัพยากรสำคัญอะไรเลย อุณหภูมิก็ร้อนจัด ถึงหนาวจัด ที่ร้อนก็สูงถึง 40องศา ที่หนาวก็ติดลบ 10-20องศาทีเดียว ความเป็นอยู่ก็ไม่สบายเท่าบ้านเรา มีปัญหาขาดแคลนพื้นที่อยู่อาศัย และพื้นที่ทำการเกษตรกรรม แต่ปัจจุบันนี้เขาแทบจะเจริญเทียบเท่าประเทศญี่ปุ่นแล้ว นี่ก็เพราะทั้งคนของเขาและภาครัฐมีการวางเป้าร่วมกันทำให้เขาสามารถมาถึงจุดนี้ได้ในวันนี้ แต่ในเมืองไทย เรามีปัญหาการไม่ได้วางเป้าหมายทั้งในระดับบุคคลและในระดับประเทศที่ชัดเจน ทำให้ผ่านไปหลายปี เราจึงพัฒนาไปได้ช้า  ยิ่งตอนนี้ใกล้จะเปิดการค้าเสรีอาเซียน เราต้องยิ่งเปลี่ยนวิธีการคิดโดยการตั้งเป้าหมายต่าง ๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น

นักข่าว: คุณชิน จู อา ในฐานะที่เป็นชาวเกาหลี คุณมองประเทศไทยและคนไทย แตกต่างกับประเทศเกาหลีและคนเกาหลีเป็นยังไงบ้างครับ

คุณ ชิน จู อา: ถ้าในระดับบุคคล ที่แตกต่างกัน ก็จะเป็นเรื่องอุปนิสัยค่ะ คนเกาหลีจะให้ความสำคัญเรื่องเวลาอย่างมาก  เขาจะตรงต่อเวลา เร่งรีบในการทำงาน กำหนดระยะเวลาในการวางเป้าหมายชัดเจน ว่าจะต้องไปให้ถึงจุดนั้นจุดนี้ภายในเวลากี่เดือนกี่ปี เป็นต้น  ส่วนในระดับประเทศ รัฐบาลจะให้การสนับสนุนและผลักดันโครงการอย่างมาก โดยมีการวางหัวข้อที่ชัดเจน เช่น เรื่องการท่องเที่ยว  เทคโนโลยี เกษตรกรรม  เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าถ้าหากเมืองไทยเรานำสิ่งเหล่านี้มาประยุกต์ใช้กับวัฒนธรรมไทยที่ดี เช่น การที่คนไทยมีบุคลิกยิ้มแย้มแจ่มใส จิตใจดี โอบอ้อมอารี และมีเสรีภาพ ประกอบกับองค์ประกอบที่เมืองไทยได้เปรียบ ทั้งเรื่องแหล่งท่องเที่ยว อาหาร สภาพอากาศ เชื่อว่าเมืองไทยจะสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำในหลายๆ เรื่องได้ไม่ยากค่ะ

จากการสัมภาษณ์เพียงเบื้องต้นจากทั้งสองคน เชื่อว่าหลายต่อหลายท่านคงได้เห็นมุมมองที่กว้างไกล ทั้งจากซีอีโอคลื่นลูกใหม่ ของบริษัทสี แบรนด์ เจบีพี ซึ่งในอนาคตอันใกล้ เราคงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของบริษัทฯนี้ที่จะมีบทบาทในอุตสาหกรรมสีในบ้านเรามากยิ่งขึ้น ในฐานะ สีเจบีพี สีระดับเอเซีย และเป็นไปได้ที่เราอาจจะมีดาราเกาหลีแสนสวยมาประดับวงการบ้านเราเพิ่มอีกหนึ่งคน นั่นคือ คุณ ชิน จู อา นั่นเอง

ติดตามบทสัมภาษณ์สื่อเกาหลี จากลิงก์
http://m.tvcast.naver.com/v/156698

ประวัติ คุณศราวุฒิ  รัชนกูล
วันเกิด 13 พ.ค. 1982

การศึกษา
อนุบาล – มัธยมปลาย  เซนต์จอห์น
ระดับปริญญาตรี  คณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ระดับปริญญาโท  สาขาการตลาด มหาวิทยาลัย Monash ประเทศออสเตรเลีย

ประวัติการทำงาน  บริษัท เจ.บี.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล เพ็นท์ จำกัด
ปี 2007  ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด
ปี 2010  ดำรงตำแหน่ง รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการ / ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด
ปี 2012  ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ

ประวัติ คุณชิน จู อา /Shin Joo Ah (Shin Ju Ah)

วันเกิด : 20 มีนาคม 1984
อาชีพ : นักแสดง
สถานที่เกิด : เกาหลีใต้
ผลงานบางส่วน

ภาพยนตร์
2014     Girls, Girls, Girls Yeon-jae
2006     Bewitching Attraction
2005     Wet Dreams 2

ละคร
2013    Princess Aurora Park Joo Ri Supporting Role
2012    Welcome Rain to My Life
2009    Hero
2007    Bad Couple
2006    How Much Love?

ข้อมูลย่อ บริษัท เจ.บี.พี.อินเตอร์เนชั่นแนล เพ็นท์ จำกัด

บริษัท เจ.บี.พี.อินเตอร์เนขั่นแนล เพ็นท์ จำกัด เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสีทาอาคาร สีอุตสาหกรรม และทินเนอร์สำเร็จรูป ภายใต้เครื่องหมายการค้า JBP  ซึ่งดำเนินกิจการมาเป็นระยะเวลากว่า 40 ปี ด้วยกำลังการผลิต 20,000 ตัน/ปี   ผ่านช่องทางจัดจำหน่ายตัวแทนจำหน่ายในประเทศกว่า 1,000 ร้านค้า

‘หญิงแกร่งเบื้องหลังฟุตบอลหญิงไทยไปบอลโลก’ นวลพรรณ ล่ำซำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มิถุนายน 2557 เวลา 10:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1mHaEsQ

‘หญิงแกร่งเบื้องหลังฟุตบอลหญิงไทยไปบอลโลก’ นวลพรรณ ล่ำซำ

โดย…มีนา ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ช่วงก่อนที่จะถึงฟุตบอลโลก ณ ประเทศบราซิล คนไทยได้ชุ่มชื่นใจอีกครั้ง เมื่อทีมนักฟุตบอลหญิงไทยตีตั๋วได้เป็น 1 ใน 5 เป็นตัวแทนทีมจากชาติเอเชียไปแข่งขันฟุตบอลหญิงโลกที่ประเทศแคนาดา 2015 นี้ ซึ่งถือเป็นการพลิกประวัติศาสตร์วงการลูกหนังไทย และหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จคือ มาดามแป้งนวลพรรณ ล่ำซำ ในฐานะผู้จัดการทีมซึ่งมีส่วนผลักดัน แต่กว่าจะสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่นี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย “โพสต์ทูเดย์” ได้สัมภาษณ์นวลพรรณแบบเอกซ์คลูซีฟ ถึงบทพิสูจน์และความทุ่มเทในการฝึกซ้อมของทีม ที่ทำให้มีวันนี้!

ฝันที่เป็นจริง! นักบอลหญิงไทยไปบอลโลก

ในการแข่งขันแมตช์คัดตัวแทนของเอเชีย ไทยได้เป็นทีมอันดับที่ 4 และเกาหลีใต้อันดับที่ 5 โดยทีมไทยชนะทีมเวียดนามฉิวเฉียด 21 เกมการแข่งขันเรียกว่าขับเคี่ยวกันอย่างถึงพริกถึงขิง แล้วยิ่งแข่งขันในบ้านของเวียดนามด้วยแล้ว ความกดดันยิ่งเพิ่มเป็น 2 เท่า

“ในเกมไทยรู้สึกกดดันมากๆ เพราะเราผลัดกันแพ้ชนะมาโดยตลอด และไทยไม่เคยชนะในบ้านของเขาเลย อีกทั้งอันดับแม้จะแข่งในบ้านเวียดนามและขับเคี่ยวกันมาหลายเกมส์การแข่งขัน ทำให้ทีมไทยทุกคนรู้สึกกดดัน ทีมที่ฟีฟ่าจัดอันดับให้คือ ไทยอยู่อันดับที่ 30 ส่วนเวียดนามอันดับที่ 28 ยิ่งแข่งที่บ้านเขากำลังใจเวียดนามยิ่งเต็มเปี่ยม” นวลพรรณ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย รวมทั้งเป็นผู้จัดการทีมที่ร่วมหัวจมท้ายมากับทีมฟุตบอลหญิงไทยมานานกว่า 5 ปี เล่าถึงนาทีการแข่งขัน

ก่อนหน้านี้ นวลพรรณเคยได้รับเกียรติจากสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย และทำผลงานเป็นผู้จัดการทีมได้น่าประทับใจ คือการพาทีมนักกีฬาคนพิการไปคว้าตำแหน่งรองแชมป์จากทั้งหมด 40 ประเทศที่เข้าร่วมแข่งขันเฟสปิกเกมส์ ครั้งที่ 9 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ปี 2549 และพานักกีฬาคนพิการไปแข่งในกีฬาเอเชียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 4 ณ ประเทศไทย เมื่อปี 2551 ทีมฟุตบอลคนพิการไทยก็สามารถรักษาแชมป์ได้เป็นสมัยที่ 4

ในฐานะผู้จัดการทีมที่มีผลงานดีเยี่ยม วรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมทีมฟุตบอลแห่งประเทศไทย จึงทาบทามให้นวลพรรณมาทำหน้าที่ผู้จัดการทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ซึ่งเธอไม่ลังเลเลย ค่าที่ชอบดูกีฬาอยู่แล้ว

“พอคุณวรวีร์มาเชิญ เราก็บอกว่า ดิฉันเล่นฟุตบอลไม่เป็น แต่คุณวรวีร์บอกว่าไม่เป็นไร แค่ดูฟุตบอลเป็นก็ใช้ได้ ครั้งแรกเข้ามาดูทีมจำได้ว่าใช้โค้ชเป็นชาวบราซิลที่เก่งด้านฟุตบอลมากๆ”

ช่วงแรกที่นวลพรรณเข้ามาดูทีม ทีมนักกีฬามีฝีเท้าเก่งๆ หลายคน แต่พลาดเหรียญในการแข่งขันระดับอาเซียนไปบ้าง น่าจะมาจากเก็บตัวนักกีฬาเพื่อแข่งสั้นเกินไป เพียง 2 เดือนเท่านั้น ประกอบกับเมืองไทยไม่ได้มีทีมฟุตบอลหญิงลีกอาชีพ เก็บตัวเพียง 2 เดือนจึงไม่พอ และพัฒนานักกีฬาไม่ได้เต็มที่ เมื่อรู้จุดอ่อนจึงมีการเก็บตัวเด็กและส่งนักกีฬาไปแข่งขันอีกหลายแมตช์ ทั้งระดับอาเซียนและในเอเชียเพื่อฝึกปรือฝีเท้า

ผู้จัดการทีม ดูแลทั้งใจและกายนักกีฬา

ต้องเข้าใจว่านักฟุตบอลหญิงค่าตอบแทนไม่เท่ากับนักเตะชาย คือน้อยกว่าเป็น 10 เท่า แต่แข้งสาวก็ต้องมีภาระในการดูแลส่งเงินไปให้พ่อแม่เหมือนกัน ซึ่งค่าเบี้ยเลี้ยงแทบจะไม่พอ แต่ผู้จัดการทีมอย่างนวลพรรณก็เข้ามาดูแล บริหารจัดการทั้งหมดทั้งเรื่องงบประมาณ ดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยในทีม ประสานกับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย เพื่อส่งนักกีฬาไปเก็บตัว ลับแข้งที่ต่างประเทศ รวมทั้งการเตรียมทีมทั้งหมด เธอก็มีส่วนช่วยวางแผนร่วมกับสตาฟฟ์โค้ช

“ดิฉันช่วยเข้าไปดูเรื่องจิตใจ อาหารการกิน ความเป็นอยู่ ซึ่งนักกีฬาผู้หญิงจะต้องการความละเอียดอ่อนกว่าผู้ชาย เราก็ต้องเข้าไปดูแลด้านจิตใจเด็กๆ สิ่งเหล่านี้สำคัญ เด็กคนไหนมีปัญหาสามารถมาบอกเราได้ ตัวดิฉันก็มีทีมผู้ช่วยจากเมืองไทยประกันภัยไปช่วยดูแลเด็กๆ อย่างใกล้ชิด ดิฉันพยายามมองว่าทีมมีจุดอ่อนอะไรก็เข้าไปดูแลแก้ไข เสริมความแข็งแกร่งตรงจุดนั้น”

อีกกำลังใจหนึ่ง คือ กำลังแรงเชียร์จากคนไทยซึ่งสำคัญกับนักกีฬามากๆ ที่ในระยะแรก คนไทยไม่ค่อยรู้จักทีมนักกีฬาฟุตบอลหญิง เธอจึงดึงสื่อมวลชนไปทำความรู้จักกับเด็กๆ เพื่อวงการฟุตบอลหญิงไทยจะได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น อีกทั้งอุปสรรคในการเฟ้นหาตัวนักเตะหญิง เราก็เลยต้องจัดการแข่งขัน เมืองไทย วีเมน ลีก นำเด็กๆ นักกีฬามาแข่งขันกัน ทำให้ได้พบเจอเด็กช้างเผือกหลายคนมาช่วยเสริมทีมต่อไป

 

ทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ

ทีมฟุตบอลหญิงไทย ตั้งและวางเป้าหมายว่าไปแข่งฟุตบอลโลกหญิงที่แคนาดา ในปี 2015 ให้ได้ ซึ่งทำได้เป็นผลสำเร็จแล้ว แต่เมื่อไปได้ไปแล้วก็ต้องทำผลงานให้ดีจากทีมทั้งหมด 24 ทีม ที่จะเข้าร่วมแข่งขัน

“จริงๆ ผลงานทั้งหมดดิฉันไม่ได้ทำคนเดียว ทุกทีมทุมฝ่ายช่วยกัน ทั้งคุณวรวีร์นายกสมาคมก็ให้การสนับสนุน ก่อนไปแข่งขันเราไปเก็บตัวกันที่ญี่ปุ่น เด็กๆ ได้ไปอุ่นเครื่องกับทีมสโมสรญี่ปุ่นที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีทีมชาติอยู่หลายคน นั่นถือเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้กับทีม

นอกจากนี้เรามีการเปลี่ยนตัวโค้ช ซึ่งถือเป็นจุดพลิกผันของทีม เป็นโค้ชไทย ชื่อโค้ชหนึ่งฤทัย สระทองเวียน เป็นโค้ชผู้หญิงคนแรกของประเทศไทยที่คุมทีมชาติไทย แต่เดิมโค้ชหนึ่งฤทัยเคยคุมทีมเยาวชนอายุ 16 ปี เด็กๆ ในทีมก็เป็นลูกศิษย์โค้ชครึ่งหนึ่ง และเราได้กำลังสำคัญคือ โค้ชหรั่งชาญวิทย์ ผลชีวิน กูรูด้านฟุตบอลมาช่วย เป็นเจ้าหน้าที่พัฒนาฝ่ายเทคนิคของทีม และเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมเรา ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรามานาน ต้องขอบคุณทั้งสองท่านจากใจจริง ในขณะที่พม่ากับเวียดนามใช้โค้ชต่างชาติ และสิ่งที่ต้องชื่นชมมากกว่านั้นคือ หัวใจของนักเตะทั้งหมด เพราะเขาเล่นกันอย่างสุดใจ เพราะนี่คือโอกาสสุดท้าย นานๆ โอกาสทองแบบนี้จะมาสักที”

สิ่งที่นวลพรรณได้เรียนรู้จากเกมกีฬาคือ กีฬาเป็นเครื่องพิสูจน์ความมีน้ำใจนักกีฬาจริงๆ กันในสนาม เพราะเมื่อทีมไทยชนะ เวียดนามก็ปรบมือให้ “เมื่อเราชนะเวียดนามแล้วได้ไปบอลโลก ยิ่งทำให้คนไทยรู้จักทีมนักฟุตบอลหญิงมากขึ้น ซึ่งคนไทยชอบดูฟุตบอลจริง แต่ชอบดูแต่นักฟุตบอลชาย เพราะคิดว่าบอลชายสนุกกว่าบอลหญิง แต่จริงๆ บอลหญิงก็ดูมีเสน่ห์ สนุก เข้มแข็ง และแข็งแกร่งไม่แพ้บอลชาย”

‘โกอินเตอร์’ เตรียมตัวเต็มที่

ความยากในการแข่งขันแต่ละแมตช์นักกีฬาต้องต่อสู้ต่อกับ “ความกดดัน” และระยะเวลาเก็บตัวที่น้อยเกินไป ในการแข่งขันที่ไทยแพ้จีนและเกาหลีใต้ในการคัดเลือกทีมไปบอลหญิงโลก เพราะสรีระของเด็กไทยเสียเปรียบ คือ ตัวเล็ก และความแข็งแรงของร่างกาย ทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังจึงต้องเพิ่มศักยภาพของนักกีฬาไทยด้วยการฟิตตัวนักฟุตบอลหญิงมากขึ้น เข้าฟิตเนสทุกวัน มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านกายภาพและผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการอาหารมาดู และนักกายภาพต่างๆ มาช่วยดูด้านสมรรถภาพร่างกาย นักกีฬาคนไหนบาดเจ็บ ส่งเข้าดูแลในโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด

“ร่างกายที่แข็งแกร่งเป็นสิ่งสำคัญ เราได้นำนักกรีฑามาดูเด็ก เพราะฟุตบอลนักกีฬาต้องวิ่งเร็ว วิ่งทน อย่างน้องเนตรกาญจนา สังข์เงิน ที่ทำประตูให้ไทยได้ไปบอลโลก 2 ประตู วิ่งได้เร็วกว่าเวียดนามและพม่าอย่างเห็นได้ชัด วิ่งเร็วพอๆ กับจีน ซึ่งการวิ่งเร็ววิ่งทนเป็นแพตเทิร์นของโลก นักกีฬาต้องวิ่งเร็ว แต่เราเพิ่งเห็นและนำมาปรับใช้”

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่จะทำให้นักฟุตบอลหญิงไทยทำอันดับได้ดีในบอลโลก ต้องประกอบไปด้วยทั้งตัวโค้ช ตัวนักกีฬาทั้งทีมซึ่งมีทั้งเด็กเก่าและใหม่ เด็กๆ มีความตั้งใจจริง และรักสมานสามัคคีกันในทีม เล่นกันเป็นทีมเวิร์กซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ซึ่งเด็กไทยหลายคนทักษะดี มีแววจนทีมสโมสรปิเนซ่า โอซาก้า ของญี่ปุ่นซื้อตัวไปเล่น ได้แก่ กาญจนา สังข์เงิน นภัทร สีเสริม พิสมัย สอนไสย์ เป็นระยะเวลา 1 ปี หลังจากกลับมาทั้ง 3 ได้ใช้ประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้เรียนรู้มาช่วยทีมชาติไทยได้เป็นอย่างดีทั้งเทคนิคและแท็กติกการเล่นกับทีมชั้นนำในลีกญี่ปุ่น

ระยะเวลาต่อจากนี้เหลืออีก 1 ปีกับ 6 เดือน มีการวางแผนเก็บตัวและอุ่นเครื่องที่ประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เยอรมนี สหรัฐอเมริกา แต่ละประเทศก็มีแท็กติกเพราะเป็นทีมอันดับโลกทั้งนั้น ซึ่งการไปเก็บตัวเด็กๆ นักเตะจะได้เรียนรู้ทักษะมากมาย อย่างไปเก็บตัวที่ญี่ปุ่นเด็กๆ ได้เทคนิคการเตะ และอีกหลายทีมขอมาอุ่นเครื่องกับทีมไทย แต่ก่อนจะไปบอลโลกทีมไทยมีโปรแกรมแข่งเอเชียนเกมส์ราวเดือน ก.ย.นี้ ถือเป็นการวอร์มฝีเท้าแมตช์สำคัญก่อนไปแคนาดา

“สเต็ปต่อไปเราจะเก็บตัวเพื่อแข่งเอเชียนเกมส์ ในเดือน ก.ย.ที่อินชอน เกาหลีใต้ แน่นอนเราจะไปเจอเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลียซึ่งเก่งมาก เราก็ต้องพยายาม วันที่ 9 มิ.ย.นี้ เราเรียกเด็กเก็บตัวแล้วเก็บยาวไปถึง ก.ย. เด็กๆ จะได้ฝึกร่างกาย ฝึกระเบียบวินัย เด็กจะได้เตรียมความพร้อมทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เราจะไปอุ่นเครื่องกับญี่ปุ่น หรือออสเตรเลีย หรือสหรัฐ ซึ่งต้องปรึกษากับทางสมาคมอีกทีหนึ่ง การส่งเด็กไปอุ่นเครื่องกับทีมที่เก่งกว่าจะทำให้เด็กไม่มีความกลัว และรู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เจอกับคนเก่งเราจะได้พัฒนาเพราะได้เห็นทีมที่เก่งกว่าเขาเล่นกันอย่างไร ซึ่งปัญหาสภาพจิตใจของนักกีฬาเป็นปัญหาทั่วโลก ต้องเสริมสร้างกำลังใจนักกีฬาให้แข็งแกร่ง ตัวดิฉันเองก็ต้องศึกษาดูฟุตบอลมากขึ้น เพื่อนำมาปรับปรุงทีมให้แข็งแกร่ง”

ในแง่ของสังคม การที่บอลหญิงไทยได้ไปบอลหญิงโลก กีฬาจะช่วยดึงเยาวชนให้ออกห่างจากอบายมุขต่างๆ และเป็นตัวส่งเสริมเกียรติยศ ชื่อเสียงความมีหน้ามีตาให้กับผู้หญิงไทยด้วย อีกทั้งนักกีฬาฟุตบอลจะช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกายของเด็กๆ

ทำที่ชอบ เลือกที่ใช่ สไตล์ กานต์ พรพิไลลักษณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มิถุนายน 2557 เวลา 09:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1hIKGnB

ทำที่ชอบ เลือกที่ใช่ สไตล์ กานต์ พรพิไลลักษณ์

โดย…อนุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน&

หนุ่มน้อยหน้าเกาหลี วัย 24 ปี กานต์ พรพิไลลักษณ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด ของบริษัท พรพรหมเม็ททอล ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์โลหะ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรม นั่นคืองานในภาคกลางวันของเขาที่ต้องช่วยบริหารธุรกิจของครอบครัว ส่วนอีกบทบาทหนึ่งหลังเวลางานปกติ ก็คือเขารับอีกหน้าที่เป็นกรรมการผู้จัดการร้าน Beer Factory ผับสไตล์ยุโรป ที่เดอะ ศาลายา ตรงข้ามมหาวิทยาลัยมหิดล อันถือว่าเป็นธุรกิจที่เขาร่วมกับเพื่อนๆ เรียกว่าสวมหมวก 2 ใบ ใบหนึ่งคือธุรกิจครอบครัว หมวกอีกใบเป็นธุรกิจที่ชอบและใช่สำหรับธุรกิจแรกที่เริ่มเอง

เขาบอกว่า งานหลักก็คือการช่วยงานธุรกิจของครอบครัว ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่ของลูกชายคนโต ที่ควรอย่างยิ่งจะต้องช่วยแบ่งเบาภาระของคุณพ่อคุณแม่ เพราะน้องชายกำลังเรียนวิศวกรรม ซึ่งเขาก็มีหน้าที่ดูแลทางด้านฝ่ายขายและการตลาด ซึ่งก็เป็นธุรกิจที่ค่อนข้างอยู่ตัวแล้ว แต่ด้วยความที่ยังเป็นวัยรุ่นที่เป็นธรรมดาที่ยังอยู่ในวัยที่ยังอยากจะมีสีสันปาร์ตี้ยามค่ำกับกลุ่มเพื่อนฝูงบ้าง ประกอบกับการที่อยากจะลองทำธุรกิจเล็กๆ เป็นของตัวเองดูบ้างเพื่อเป็นการหาประสบการณ์

“คือผมเองยังไม่แน่ใจว่าเราชอบอะไรจริงๆ ที่คิดว่าสนใจตอนนี้คือการทำคาร์แคร์กับการทำร้านอาหาร เนื่องจากเป็นการลงทุนที่ไม่ต้องใช้เงินมาก ไม่ต้องใช้แรงงานมากเกินไป ก็เลยเริ่มที่ร้านอาหารกึ่งผับดูก่อน หนึ่งเราก็ต้องไปดื่มไปกิน ไปเจอเพื่อน งั้นเราเปิดร้านของเราเองดีกว่า แทนที่จะไปเที่ยวสังสรรค์ที่นั่นที่นี่เรามาดูแลร้านมาหาเงินดีกว่าออกไปใช้เงินจริงไหมครับ (หัวเราะ) เอาแบบที่เราชอบและใกล้ตัว หากมีประสบการณ์มีเงินลงทุนมากกว่านี้ก็ขยายสาขา หรือต่อยอดไปทำธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจต่อไป ตอนนี้อยู่ในวัยเรียนรู้ลองทำนั่นทำนี่ให้แน่ใจว่าชอบหรือถนัดอะไรจริงๆ อย่างน้อยก็เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ทำดีกว่านั่งฝันเฉยๆ ชอบก็พยายามลงมือทำเลย” เขากล่าวอย่างตั้งใจ

สำหรับการศึกษา เขาจบการศึกษามัธยมศึกษาที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล สายคณิตอังกฤษ จากนั้นสอบติดที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตอนแรกเลือกเรียนด้านดนตรีเพราะเป็นคนชอบดนตรี และชอบเล่นกีตาร์เป็นชีวิตจิตใจ สามารถสอบติดได้ ถึงแม้จะหัดเล่นกีตาร์ได้เพียงไม่กี่ปี แต่ตัดสินใจไม่เข้าเรียนที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ แล้วเลือกที่จะเปลี่ยนไปสอบเข้าที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพแทน โดยเลือกคณะบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการ

“ผมมองว่าต่อไปต้องมาช่วยธุรกิจที่บ้าน เพราะพ่อแม่แก่ขึ้นทุกวัน ต่อไปตัวเองก็คงต้องมาช่วยบริหารธุรกิจของครอบครัว เพราะน้องชายอีกคนมีความสนใจไปทางวิศวกรตามที่เรียนมา หากไม่คิดมาดูแลธุรกิจก็คงไม่มีใครทำ”

หลังจากจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการ ได้มาทำงานที่บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น แล้วจากนั้นก็ทำงานที่ บมจ.พรพรหมเม็ททอล ตำแหน่งการตลาด ในเวลากลางวัน ควบคู่การบริหารร้าน Beer Factory โดยใช้เวลาหลังเลิกงานเข้ามาบริหารร้าน

 

“การทำงานที่ พรพรหมเม็ททอล เริ่มต้นเหมือนพนักงานทั่วไป ไม่ได้อภิสิทธิ์อะไร พนักงานบางคนก็ไม่รู้ว่าผมเป็นลูกของผู้บริหารด้วยซ้ำ เมื่อก่อนตอนเด็กๆ เคยคิดว่าโตขึ้นจะทำอาชีพอะไรก็ได้ แต่ว่าจะไม่ทำงานหนักเหมือนพ่อกับแม่แน่ๆ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เมื่อหันกลับไปมองคุณพ่อกับคุณแม่ สิ่งที่ทั้งสองคนทำงานหนักก็เพื่อตนและน้อง หากไม่มีใครมาช่วยสานต่อก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย และเพื่อจะได้แบ่งเบาภาระจากทั้งสองท่านบ้าง”

เรื่องความคาดหวังกับการทำงาน เขาบอกว่าธุรกิจของครอบครัวก็คือทำให้เจริญมั่นคง มียอดขายที่โตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งยอดขายในปีที่ผ่านมาก็เกือบ 1,500 ล้านบาท อย่างน้อยก็พยายามโตปีละไม่น้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ธุรกิจส่วนตัวก็ทำให้รอดไม่ขาดทุน หลังจากที่เปิดมา 2 เดือนกว่าก็มีแนวโน้มไปได้ดี แต่ถ้าจะพลาดไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ อย่างน้อยเขาคิดว่าอายุยังน้อย ยังมีเวลาที่จะเริ่มต้นได้ใหม่ ก็ดีกว่าไม่ได้ลงมือทำอะไรของตัวเองเลย เพราะเชื่อว่าการผิดพลาดก็คือการเรียนรู้อย่างหนึ่ง เพื่อจะไม่ให้เราได้ผิดพลาดซ้ำ ไม่มีใครถูกทุกเรื่องและก็ไม่มีใครผิดทุกเรื่องเขาเชื่อเช่นนั้น สำหรับเขาแล้วคนที่ไม่เคยผิดพลาดเลยคือคนที่ไม่เคยทำอะไรนั่นเอง

กานต์ บอกว่า เขาชอบสไตล์การทำงานและการดำเนินชีวิตของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนในตลาดหุ้นที่โด่งดังและเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก นั่นคือมีการทำงานที่เรียบง่ายสมเหตุสมผล แม้จะร่ำรวยมหาศาลแต่ก็ไม่ติดในวัตถุนิยมเขายังอยู่ในบ้านหลังเดิมไม่ใช่คฤหาสน์ใหญ่โต ยังใช้รถญี่ปุ่นคันเล็ก ไม่ใช่รถยุโรปโก้หรูอะไร ที่สำคัญก็คือรวยแล้วยังใจบุญแบ่งปันให้สังคมบริจาคให้กับองค์กรการกุศลมากมาย อีกคนคือคุณตัน ภาสกรนที ก็ชอบในความเป็นนักการตลาดของเขาที่ขายตัวเองได้ดีไม่แพ้สินค้า เขาเป็นแบรนด์ให้กับสินค้าได้เป็นอย่างดี

สำหรับผู้บริหารที่ดีนั้น กานต์ นิยามว่า ต้องอย่าลืมตัวเอง อย่าดูถูกคนอื่น เอาใจเขามาใส่เรา รับฟังมากกว่าพูด เรียนรู้อยู่เสมอ “ที่สำคัญอย่ากลัวผิดพลาด เพราะเราพร้อมเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ และมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ครับ”

หากพอมีเวลาว่าง กานต์จะหยิบกีตาร์มาเล่นทันที แนวเพลงที่ชอบเป็นเมทัล ร็อก ของสะสมจึงเป็นกีตาร์ ตอนนี้มีอยู่ 8 ตัว ตัวที่แพงสุด มูลค่า 2 แสนบาท ซึ่งเป็นรุ่นที่มีเพียง 2 ตัวในไทย นอกจากกีตาร์ ก็มีรถยนต์ที่เป็นเรื่องที่ชื่นชอบอีกอย่างหนึ่ง และเป็นสิ่งที่ตนและน้องชายชอบเหมือนกัน จึงเป็นเรื่องที่พี่น้องมักจะคุยกันได้นานๆ เขาว่าเมื่อก่อนเป็นคนค่อนข้างใจร้อน ทำอะไรไม่ค่อยคิด แต่พอได้เล่นดนตรีก็ช่วยผ่อนคลายความเครียด มีสมาธิจดจ่อกับการเล่นกีตาร์ซึ่งเขาจะเล่นเกือบทุกวันเลย

กานต์ พรพิไลลักษณ์ อายุ 24 ปี

การศึกษา ปริญญาตรีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท พรพรหมเม็ททอล

กรรมการผู้จัดการร้าน Beer Factory ผับสไตล์ยุโรป ที่เดอะ ศาลายา

สะสมกีตาร์และเล่นดนตรีเป็นงานอดิเรก

ชีวิตต้องลอง เพียวสรวิชญ์ ปัญญาโชคไพศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2557 เวลา 11:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1njl0cZ

ชีวิตต้องลอง เพียวสรวิชญ์ ปัญญาโชคไพศาล

โดย…พุสดีอภิชชญา ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ชีวิตคือการทดลอง เมื่อมีโอกาสเข้ามาก็สมควรลองทำดู คือหลักการใช้ชีวิตของหนุ่มใต้ เพียวสรวิชญ์ ปัญญาโชคไพศาล นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้มีความสามารถหลายอย่าง ทั้งเป็นนักกีฬาเทควันโดแข่งรางวัล ก่อนจะผันตัวเป็นครูสอนและกรรมการเทควันโดแห่งสมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทย และล่าสุดเริ่มชิมลางงานวงการบันเทิงด้วยการถ่ายโฆษณา เป็นพิธีกรรายการ และพระเอกเอ็มวี

ประเดิมการทดลองแรก เพียวเล่าว่า เขาเล่นเทควันโดตั้งแต่ ป.3 โดยเริ่มจากมีโอกาสดูการแข่งขันเทควันโดและทดลองเรียนฟรีหลังจบการแข่ง ด้วยความเป็นเด็กซนชอบกีฬาต่อสู้เป็นทุนเดิมจึงรู้สึกสนใจ ทั้งการสนับสนุนของคุณพ่อและครูที่บอกว่ามีพรสวรรค์จึงเรียนมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งได้สายดำแดงซึ่งเทียบเท่าสายดำสำหรับเด็กตั้งแต่ ป.5 เป็นตัวแทนจังหวัดแข่งในระดับภาคและระดับประเทศหลายเวที ล่าสุดได้ที่ 3 ในการแข่งกีฬาเยาวชนแห่งชาติที่อุตรดิตถ์เกมส์ และถูกเรียกตัวเป็นนักกีฬาทีมชาติเมื่อขึ้น ม.ปลาย อย่างไรก็ตามเขาตัดสินใจเบนสายความฝันจากนักกีฬาทีมชาติเป็นเล่นเทควันโดเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยแทนเมื่อเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

“ตั้งแต่ ม.ต้น คิดว่าจะเข้าทีมชาติเพราะพี่วิว (เยาวภา บุรพลชัย) ได้เหรียญทองแดงโอลิมปิกมากลายเป็นแรงบันดาลใจ กระทั่งขึ้น ม.4 เริ่มคิดว่าถ้าเล่นเทควันโดอย่างเดียวถึงช่วงอายุหนึ่งจะทำงานอะไร เล่นกีฬาตลอดไปคงไม่ได้ การเปิดยิมสอนเป็นแค่งานอดิเรกเฉยๆ ก็ได้ หางานหลักที่มั่นคงดีกว่า จึงปรึกษากับพ่อแม่พวกท่านบอกว่าเข้ามหาวิทยาลัยก่อนแล้วค่อยคิดไหม เลือกคณะจะได้รู้ว่าอาชีพเราเป็นอะไรได้บ้าง มีทุนสำหรับนักกีฬาให้ลองหาดู เป้าหมายเพียวเลยเบนจากทีมชาติเป็นเข้ามหาวิทยาลัยแทน

สาเหตุที่เพียวเลือกเข้าวิศวกรรมโลจิสติกส์ เพราะกระแสเออีซีเรื่องระบบโลจิสติกส์มาแรงมาก และคิดว่าวิศวะดูเป็นพวกจริงใจ เพียวเป็นคนใต้ถูกปลูกฝังในหัวอยู่แล้วว่าวิศวกรเป็นอาชีพที่ลูกชายควรทำ ทั้งยังเป็นเด็กสายวิทย์เลยตัดสินใจเข้าที่นี่ซึ่งมีทุนเรียนฟรีสำหรับนักกีฬาอยู่ โดยเงื่อนไขของการได้รับทุนคือต้องมีเกรดไม่ต่ำกว่า 2.75 และมีผลงานทางกีฬาทุกปี แต่ด้วยกิจกรรมและการเรียนในมหาวิทยาลัยที่หนักทำให้ต้องลดการซ้อมและผันตัวไปเป็นกรรมการ ซึ่งจะลงแข่งไม่ได้แล้ว ตอนปี 3 จึงเปลี่ยนเป็นทุนสนับสนุน 1 หมื่นบาท/ปีแทน

สำหรับทุนนี้บังคับให้เกรดไม่ต่ำกว่า 2 และห้ามติด F หรือ D ซึ่งเป็นเรื่องดีครับเพราะบังคับไม่ให้ทิ้งการเรียน”

 

ในช่วงมหาวิทยาลัยนี้เองที่ทำให้เพียวได้พบกับความท้าทายให้ลองใหม่อย่างวงการบันเทิง และประเดิมงานแรกด้วยการถ่ายโฆษณาภาพนิ่งของ CAT Telecom หลังจากนั้นก็มีโอกาสได้รับงานเป็นโคโฮสรายการศัพท์สอนรวย ทางช่อง 3 และเป็นพระเอกมิวสิกวิดีโอของนักร้องลูกทุ่งสาว อัมพร แหวนเพชร ที่เพิ่งถ่ายทำไป ซึ่งถือเป็นเส้นทางใหม่ที่เพียวไม่เคยวาดฝันไว้ แต่เมื่อโอกาสมาหยิบยื่นถึงที่ เขาจึงเลือกที่จะลองเดินบนถนนเส้นนี้ให้สุดทาง

“ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดจะทำงานในวงการบันเทิงมาก่อนเลยครับ จนมีเพื่อนคนหนึ่งแนะนำ ถามว่าสนใจวงการหรือเปล่า แล้วเพียวเป็นคนที่ถ้ามีงานต้องทำ มีโอกาสเข้ามาต้องลอง เพราะเป็นอีกทางหนึ่งที่เราจะไปได้ พอทำแล้วรู้สึกชอบนะ สนุกดี เหมือนเราได้เรียนรู้เป็นอีกตัวตนหนึ่งผ่านบทต่างๆ ว่าเขาเจออะไรบ้าง รู้สึกยังไง ซึ่งบางเรื่องเราไม่ได้เจอกับตัวเอง ต้องเรียนการแสดงเพิ่ม ซึ่งแรกๆ มีเขินบ้างเพราะเรายังทิ้งตัวเองไม่หมด ยังเอาตัวเราเข้าไปซึ่งไม่ได้ ต้องทิ้งความอายความลังเลทุกอย่าง”

แม้จะทำงานหลายอย่างแต่เพียวยืนยันว่าให้ความสำคัญกับการเรียนมากกว่า ถ้ามีเรียนงานจะขยับออกไป ไม่มีการขาดเรียนเพื่อไปทำงาน เพราะถ้าเรียนตก งานช่วยอะไรไม่ได้ ขณะเดียวกันถ้าว่างจะให้เวลากับงานเต็มที่ นอนน้อยนอนดึกไม่เป็นไร ถึงกระนั้นก็ยอมรับว่าผลการเรียนอยู่ในระดับปานกลาง เกรดตกลงมาจากปีแรก 3.37 เป็น 2.9 เพราะเมื่อก่อนเวลาว่างคืออ่านหนังสือ แต่เดี๋ยวนี้เวลาว่างทุ่มให้กับการทำงาน โชคดีที่มีเพื่อนดีช่วยเรียนช่วยติวประคับประคองกัน

การลองทำอะไรหลายๆ อย่างทำให้เพียวมีโอกาสเลือกเดินมากขึ้น เมื่อถามถึงแผนในอนาคตที่ดูจะไปได้หลายเส้นทาง หนุ่มเพียวบอกว่าเรื่องเรียนไม่ทิ้งแน่นอน จะเต็มที่กับการเรียนเพราะคุณพ่อคุณแม่รอหวังปริญญาอยู่ แม้ตอนนี้จะทำงานมีเงินพอส่งที่บ้านได้บ้าง แต่ท่านบอกเสมอว่า “ให้เรียนก่อนนะลูก” ส่วนหลังเรียนจบได้วาดแผนไว้สำหรับทางทุกสายแล้ว

“ถ้าจบแล้วงานในวงการบันเทิงเป็นหนึ่งในงานที่อยากทำต่อถ้ามีโอกาสครับ ถามว่าเป็นงานที่ยากไหม? มันมีทั้งยากง่ายเป็นธรรมดา ส่วนเหนื่อยไหม? ทุกงานถ้าไม่เหนื่อยแปลว่าเราไม่ได้ทำเต็มที่ ดังนั้นถ้าได้ทำงานนี้คือโอเค สนุกกับมันจริงๆ และถ้าไปให้สูงที่สุดได้ก็อยากพยายามจนถึงจุดนั้น ส่วนงานสายวิศวะตามที่เรียนมาถ้าได้ก็ดีเพราะมีหลายที่ให้เลือกทำ ต้องดูช่วงจังหวะเวลานั้นว่าตรงไหนชัดเจนกว่า ส่วนเทควันโดเพียววางไว้เป็นงานอดิเรกเลย หาเงินสักก้อนเปิดยิมจ้างครูประจำไว้สอน ถ้าวันไหนเพียวว่างค่อยไปสอนเอง เหมือนทุกวันนี้ที่เพียวเข้าไปช่วยอาจารย์สอนที่ยิมช่วงเสาร์อาทิตย์ที่ว่าง”

ส่วนความฝันถึงอนาคตอันใกล้สุดที่หนุ่มเพียวกล่าวปิดท้ายคืออยากทำงานเก็บเงินสักก้อนเพื่อเปิดร้านกาแฟให้แม่ที่กรุงเทพฯ จะได้ขึ้นมาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า ช่วงนี้เลยต้องทำงานๆ และเก็บตังค์ๆ (หัวเราะ)

ชีวิตไม่เป็นเส้นตรง ‘พัดชา ตันวิรัช’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2557 เวลา 13:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1mwc49G

ชีวิตไม่เป็นเส้นตรง ‘พัดชา ตันวิรัช’

โดย…อภิชชญา

สาวนิเทศฯ หัวใจศิลปะจากรั้วจามจุรี ฟ้าพัดชา ตันวิรัช นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พกพารอยยิ้มหวานและประสบการณ์ส่วนตัวมาแบ่งปันให้วัยรุ่นผู้กำลังเผชิญหน้ากับจุดเปลี่ยนชีวิตสำคัญครั้งหนึ่งกับการเลือกคณะเข้ามหาวิทยาลัย โดยตัวเธอเคยเบนสายจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มาเป็นนิเทศศาสตร์ เรียกว่าเป็น “เด็กซิ่ว” ที่มีความสุขกับเส้นทางที่ตัวเองเลือกเดินคนหนึ่ง

“ฟ้าเรียนที่คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ มาก่อนค่ะเพราะชอบวาดรูปและเรียนสายวิทย์มาเลยคิดว่

าถ้าเรียนสถาปัตย์จะตรงสายและได้วาดรูปด้วย อีกเหตุผลหนึ่งคือฟ้าอยากทำงานโฆษณาค่ะ ชอบดูงานครีเอทีฟเจ๋งๆ แล้วเห็นว่าคนที่ทำส่วนใหญ่จบมาจากสถาปัตย์กันทั้งนั้น พอเข้าไปก็สนุกดีค่ะที่ได้เจอเพื่อน แต่ตัววิชาไม่ค่อยใช่ทางเราเท่าไหร่ เพราะมันเป็นแนวก่อสร้างเสียเยอะ แล้วเราไม่เคยประทับใจกับการสร้างอาคารขนาดนั้น ชอบพวกภาพประกอบมากกว่า

ตอนแรกไม่ได้คิดจะซิ่วนะคะ อยากอยู่ต่อจนจบ ติดเพื่อนด้วย แต่แม่เป็นห่วงมากเพราะเห็นเราเครียดกับงาน ดูไม่ค่อยมีความสุข คืองานวาดเราชอบ แต่งานเขียนแบบเราไม่ค่อยชอบ คุยกับรุ่นพี่เขาก็เห็นด้วยกับแม่ บอกให้ไปนั่งคิดดูดีๆ ว่าเราจะอยู่อีก 5 ปีเพราะเพื่อนอย่างเดียวหรอ แล้วอนาคตล่ะ ที่สำคัญคืออยู่สถาปัตย์ฟ้าครีเอตน้อยลงเพราะมันต้องอยู่ในกรอบ มันต้องเป๊ะ หนังสือไม่ค่อยอ่าน หนังไม่ได้ดู ไม่ได้วาดรูปอีกแล้ว สุดท้ายก็เลยซิ่วมาอยู่นิเทศฯ”

การออกจากเส้นทางชีวิตที่ฟ้าบอกว่าเคยเป็นเส้นตรงมาตลอดทำให้เธอได้ปลดล็อกความคิดตัวเองและเติบโตไปอีกขั้น “ความรู้สึกตอนนั้นก็กลัวเหมือนกันค่ะ กลัวคนจะมองว่าไม่สู้ กลัวว่ามันจะผิดอีก ถ้ามันไม่ใช่แล้วจะทำยังไงดี จะซิ่วอีกหรอ แต่พี่สาวก็บอกว่าเราไม่รู้หรอกว่ามันจะได้เท่าไหร่ แต่อย่างน้อยเรารู้ว่าอันนี้มันศูนย์แล้ว อีกอันหนึ่งอาจจะแค่หนึ่งแต่มันก็มีโอกาสที่จะมากกว่า พอเข้ามาตอนแรกตั้งใจมากว่าจะมุ่งเป็นครีเอทีฟ ไดเรกเตอร์อย่างเดียวเลย เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ญาติกับเพื่อนที่เรียนสายวิทย์มา เห็นว่าเราไม่ได้มาเล่นนะ เราจริงจัง แต่พอถึงจุดหนึ่งแม่ก็บอกว่าจะไปเครียดเพื่อคนอื่นทำไม ทำไมไม่ทำให้มีความสุขเก็บเกี่ยวไปเรื่อยๆ เราก็ว่าจริงนะ จนตอนนี้ก็ยังอยากเป็นครีเอทีฟอยู่ค่ะ แต่ไม่ได้มุ่งเป็นเส้นตรงแล้ว มีโอกาสอะไรก็อยากเปิดรับดู”

 

ฟ้าเล่าว่าการเรียนในคณะนิเทศศาสตร์แตกต่างจากการเรียนแบบสายวิทย์ จะเน้นกิจกรรมและเพื่อนๆ ก็กระตือรือร้นกันมาก บางคนทำทุกอย่างจนไม่มีเวลาเรียน สำหรับเธอคิดว่าควรทำสิ่งที่รับผิดชอบให้เสร็จก่อน ดังนั้นเรื่องเรียนจึงมาเป็นอันดับแรก แต่ไม่ได้คิดว่าต้องเรียนให้ดีที่สุด อยากแบ่งเป็นครึ่งต่อครึ่ง ช่างน้ำหนักเป็นครั้งๆ ไประหว่างความรู้ที่ได้จากการเรียนกับกิจกรรมว่าอันไหนมีผลกับอนาคตมากกว่ากัน เพราะถ้าทำทั้งสองอย่างจะกลายเป็นไม่สนุกกับอะไรสักอย่างซึ่งน่าเสียดาย

นอกจากกิจกรรมภายในรั้วมหาวิทยาลัยแล้ว สาวฟ้ายังทำกิจกรรมอื่นอีกหลายอย่างเพื่อเปิดประสบการณ์ของตัวเอง ตั้งแต่ลองไปสมัครเป็นบาริสต้าในร้านกาแฟ ไปฝึกงานนิตยาสารเพื่อลองงานแนวอื่นก่อนขึ้นปี 3 ที่ต้องฝึกงานในสายโฆษณา แต่ที่ไม่เคยทิ้งเลยคือการวาดรูปซึ่งเป็นงานอดิเรกและความสุขของเธอตั้งแต่เด็กๆ

“ฟ้าทำเป็นเพจผลงานเลยค่ะ เพราะไม่อยากทิ้งการวาดรูป อยู่คณะนี้ด้วยเนื้อหาวิชาทำให้ไม่ค่อยได้วาด แต่เรามีเวลาเยอะขึ้น เลยอยากสร้างข้อผูกมัดให้ตัวเองว่าเราต้องวาดนะเพื่อจะอัพลงที่นี่ ไม่งั้นเราก็จะอ้างว่าไม่มีเวลา” ผลงานของเธอส่วนใหญ่เป็นภาพประกอบขนมหรืออาหารสีสันสดใสด้วยเทคนิคสีไม้และสีน้ำ ซึ่งเธอเผยว่าไม่ได้ตั้งใจจะวาดขาย แต่หวังอยากให้คนมาจ้างไปวาดลงนิตยสารหรือรับวาดกับร้านอาหาร

จุดหมายในอนาคตของเธอสะท้อนชัดเจนคือการทำความฝันเป็นนักโฆษณา ทำงานครีเอทีฟ และวาดภาพประกอบ แต่เส้นทางที่จะไปให้ถึงนั้นมีหลายทาง เธอขอมีความสุขกับโอกาสระหว่างทางที่เข้ามาในชีวิตด้วย

“ฟ้าเคยคิดว่าชีวิตต้องเป็นไปตามทางนี้เท่านั้น ถ้าหลุดจากเส้นนี้แล้วเราจะไปไม่ถึงจุดหมาย แต่ความจริงคนเรามีโอกาสในชีวิตอีกเยอะและชีวิตก็ไม่แน่นอน อยากทำอะไรก็ควรทำ ไม่จำเป็นต้องไปทางตรงก็ได้ คนเราเดินกันคนละเส้นทางแต่เป้าหมายใช่ว่าจะคนละที่ เราต้องมีความสุขวันนี้ไปด้วย อยากให้ลองทำอะไรที่ชอบดูค่ะ”

วันเกิด 7 ส.ค. 2535 อายุ 21 ปี

ผลงาน facebook.com/padchaland

เคล็ดลับการเรียน

“ต้องชอบและไม่อคติค่ะ เคยมีวิชาที่ไม่ชอบแล้วโดดทำให้มันยากตอนสอบเพราะเราไม่มีข้อมูลในหัว ต้องลองเปิดใจกับมันสักครั้งหนึ่งไปนั่งเรียน บางวิชาที่คิดว่าไม่ดี ไปนั่งเรียนชอบก็มีนะ ส่วนการอ่านหนังสือสอบต้องตั้งใจเรียนในห้องก่อนแล้วมันจะย่นเวลาอ่านหนังสือได้มาก ฟ้าเป็นคนขี้เกียจอ่านหนังสือนะ แต่เพราะเราเรียนในห้องไม่เคยขาดก็เลยจะไม่ค่อยมีปัญหา การจดเลกเชอร์ด้วยตัวเองจะดีกว่าไปอ่านของคนอื่น เพราะจะได้อะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจารย์เขาพูด”

ธมนธร อมรธีรสรรค์ สนุกในโลกมังงะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2557 เวลา 09:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1msKDYm

โดย…โจนาธาน / ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ดาวมหาวิทยาลัยรายนี้ เรียนอยู่ไกลถึงญี่ปุ่นนู่น กำลังเรียนปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยเกียวโต เซกะ แห่งเมืองเกียวโต สาขาที่เธอเลือกเรียนคือ สาขามังงะ คณะสตอรี มังงะ

มังงะ หรือการ์ตูนช่อง หนึ่งวัฒนธรรมเจป๊อปที่เข้มแข็งในญี่ปุ่น ธุรกิจมังงะเฟื่องฟูทำกันเป็นล่ำเป็นสัน มังงะเรื่องฮิตที่คนไทยได้อ่านกัน ก็เป็นผลิตผลจากฝีมือคนที่เรียนมาด้านนี้นี่แหละ

ด้วยเพราะชอบและรักเป็นทุนเดิม นานวันเข้าก็กลายเป็นความหลงใหล นั่นจึงทำให้ “ธมนธร อมรธีรสรรค์” หรือ “น้องหมอก” ตัดสินใจบินเดี่ยวไปเรียนมังงะถึงประเทศแม่ ใช้ชีวิตตัวคนเดียวในฐานะนักศึกษามังงะจากประเทศไทย

“อ่านหนังสือการ์ตูนตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ ชอบอ่านมากกกกกก (ย้ำเสียงสูง) แล้วหนูก็ชอบวาดรูปด้วย อ่านแล้วก็อยากวาด มีแรงบันดาลใจ อยากเล่าเรื่องที่เป็นของเรา อยากส่งต่อให้คนอื่นได้อ่าน ซึ่งทางเดียวที่หมอกคิดว่าจะสามารถทำได้เป็นรูปธรรมก็คือ ต้องไปเรียนวิชามังงะ”

 

ก่อนจะเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย น้องหมอกวางแผนชีวิตไว้อย่างเป็นลำดับ เริ่มต้นด้วยการไปเรียนภาษาญี่ปุ่น จากนั้นก็ย้ายตัวเองไปเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนเทสึคายามา คากุอิน เมืองอาซากา เมื่อเห็นว่าภาษาญี่ปุ่นเริ่มปึ้ก ก็ค่อยๆ มองหามหาวิทยาลัย

“มีโอกาสไปเดินงานแฟร์การศึกษาที่จัดในเมืองไทยค่ะ ก็ไปเจอโรงเรียนหนึ่งที่ญี่ปุ่น เขารับนักศึกษาต่างชาติ หนูสนใจก็เลยไปคุยกับคุณพ่อคุณแม่ ท่านก็ตามใจหนู โรงเรียนนี้จะสอนวิชามังงะด้วย เพิ่งเปิดสอนเป็นปีที่ 2 ตอนที่ไปสอบก็สอบวาดรูปกับภาษาญี่ปุ่น ซึ่งภาษาญี่ปุ่นหนูห่วยมาก (หัวเราะ) ที่สอบติดคิดว่าน่าจะเพราะคะแนนวาดรูปช่วยมากกว่าค่ะ

หนูเป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวตอนนั้นนะที่มาเรียนโรงเรียนนี้ พอขึ้น ม.6 โรงเรียนก็เน้นเรียนอาร์ตโดยเฉพาะ มีให้ลองทำแอนิเมชั่น วาดอิลลัสเตรชั่น วาดมังงะ ระหว่างเรียนอาจารย์ก็มาแนะนำว่าเราควรจะเรียนด้านไหนต่อ และควรจะเรียนที่มหาวิทยาลัยไหน สุดท้ายหนูก็เลือกเรียนมังงะที่มหาวิทยาลัยเกียวโต เซกะ”

มหาวิทยาลัยเกียวโต เซกะ นับเป็นสถาบันมังงะเก่าแก่ของญี่ปุ่น ก่อตั้งปี 1968 และเริ่มสอนวิชามังงะเรื่อยมา อัดแน่นด้วยเนื้อหาวิชาว่าด้วยมังงะล้วนๆ ใครชอบมังงะรับรองจะปลื้มปริ่มสุดๆ เมื่อได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง เช่นนักศึกษาไทยรายนี้ที่เธอยอมรับว่ามีความสุขมากกกกกกับการเรียนมังงะ

“ที่นี่ค่อนข้างจะสอนมังงะจริงจังค่ะ สอนทุกอย่างที่เป็นมังงะ โชคดีที่หนูได้เรียนมังงะตอน ม.ปลาย ก็เลยมีพื้นมาก่อน ตอนปีหนึ่งมีคนไทยไปเรียนสาขานี้กับหนูหนึ่งคน แต่พอปี 2 เขาก็บอกว่ามันไม่ใช่ ก็เลยย้ายกลับมาเรียนที่เมืองไทย

 

เรียนมังงะสนุกมากค่ะ หนูว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี เพราะเมืองไทยไม่มีสอนคณะนี้ มันก็เลยเป็นอะไรที่ตื่นเต้น ท้าทายสำหรับหนู ส่วนใหญ่ลงมือปฏิบัติ เช่น วาดการ์ตูนสั้น 16 หน้า อาจารย์ก็จ้องแก้แล้วค่ะ แก้ตั้งแต่เนื้อเรื่อง จนถึงภาพวาด อย่างอื่นก็มีมาให้ทำตลอด จัดสรรเวลาได้ก็จะไม่หนักและไม่เหนื่อย เพื่อนร่วมชั้นปีจะมีประมาณ 80 คน ทุกคนตั้งใจและมุ่งมั่นมากเลยค่ะ เข้าเรียนนี่ต่างคนต่างจดจ่อกับการวาดมังงะ มันเหมือนสังคมคนมังงะจริงๆ นะคะ อะไรๆ ก็มังงะ ซึ่งหนูก็พลอยเป็นเหมือนเพื่อนๆ ไปโดยอัตโนมัติ วาดมังงะ อ่านมังงะ รวมกลุ่มกันคุยเรื่องมังงะ”

เป็นโลกอันแสนสนุกของน้องหมอก กับการเรียนสาขาที่เธอใฝ่ฝัน ถามถึงอนาคตบนเส้นทางมังงะ เธอบอกติดตลกว่า เรียนจบคงไม่รีบทำงาน อยากไปเปิดหูเปิดตาเปิดโลกมังงะ ณ ประเทศอื่นๆ

“เห็นมังงะญี่ปุ่นมาเยอะล่ะ ก็อยากไปเรียนรู้มังงะที่ต่างๆ บ้าง จะได้นำมาต่อยอดการทำงานอนาคตได้ ส่วนเรื่องการทำงานสายมังงะ ถ้ามีโอกาสก็อยากทำค่ะ อยากทำงานที่เมืองไทย อยากใช้วิชาของเราผลิตผลงานมังงะแบบไทยๆ ออกมาในสไตล์ของหนู”

(หมายเหตุ : ใครอยากชมลายเส้นมังงะสวยๆ ของน้องหมอก มีให้ชมจากผลงาน 2 เล่มนี้ “เส้นทางสู่ฝัน ม.ปลาย สายมังงะ” กับ “จดหมายรักฉบับที่หนึ่ง” / สนพ.บันลือบุ๊คส์)

เสาวลักษม์ ไชยศิริธัญญา อินเทรนด์ สวยสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2557 เวลา 09:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1ikIxPt

เสาวลักษม์ ไชยศิริธัญญา อินเทรนด์ สวยสุขภาพดี

โดย…ชมดาว ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

สาวสวยหุ่นดี มีดีกรีสวยเข้าขั้นนางงาม น้องลี่-เสาวลักษม์ ไชยศิริธัญญา ด้วยความสูง 170 ซม. อายุ 22 ปี หน้าตาคมเข้ม ผิวขาวน้ำผึ้ง น้องกำลังเรียนอยู่ปี 4 ที่คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย น้องเคยสมัครเข้าประกวดมิสไทยแลนด์ไชนีส ประจำปี 2011 เมื่อครั้งเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 ซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีอีกอย่างของชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยที่ทั้งเรียนและกิจกรรมควบคู่กันไป

สวยแบบมีสุขภาพดี

ล่าสุด น้องลี่ก็มาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับโครงการสุขภาพดีง้ายง่าย แค่ขยับกายและกินของดีที่เทสโก้ โลตัส จุดประสงค์ก็เพื่อช่วยสานต่อปณิธานที่ช่วยให้คนไทยมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืนที่จัดมาเป็นปีที่ 8 ของโลตัส ซึ่งปีนี้มีการจัดแข่งการเต้นแอโรบิกระดับประเทศ ชิงถ้วยเกียรติยศจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี พร้อมชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 1.7 ล้านบาท

“หนูว่าปัจจุบันนี้คนเราเจ็บป่วยกันง่าย จากการกินอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ อากาศไม่ดี สิ่งแวดล้อมไม่ดี ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ทำให้เจ็บป่วยกันง่าย การออกกำลังจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้มีสุขภาพดี ตัวหนูเองเป็นคนบ้าพลัง ชอบออกกำลังกาย ชอบเต้น ชอบวิ่ง พอโครงการนี้รับสมัครหนูสนใจทันที เพราะมันเหมาะกับหนูมาก หน้าที่ของหนูคือการเชิญชวนให้คนมาออกกำลังกายไปตามสาขาต่างๆ ของโลตัสทั่วประเทศ หนูชอบเพราะเป็นงานที่ดีและมีประโยชน์กับคนอื่น หนูจึงเป็นเพื่อนรักสุขภาพชวนคนออกมาเต้นแอโรบิกกันค่ะ” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้มร่าเริง

ขายของผ่านออนไลน์สร้างรายได้หาประสบการณ์

บอกแล้วเป็นเด็กสาวชอบกิจกรรม แถมช่วงนี้เรียนปี 4 ใกล้จะจบ วิชาที่เรียนก็น้อย เลยมีเวลามากขึ้น น้องลี่ก็เลยลองทำงานหากิจกรรมที่สร้างรายได้ให้ตัวเองด้วยการ ขายเครื่องสำอาง กระเป๋า เครื่องประดับ แบรนด์จากต่างประเทศ ผ่านทางออนไลน์ซึ่งทำมาได้ปีกว่า ก็ผลตอบรับใช้ได้

“หนูอยากจะลองหาธุรกิจของตัวเองเล็กๆ ดูก่อน เงินลงทุนไม่มาก นกน้อยทำรังแต่พอตัว ที่บ้านหนูเป็นคนจีน คุณพ่อคุณแม่ก็สนับสนุน อยากให้ลองทำธุรกิจของตัวเองมากกว่าไปเป็นลูกจ้างเขา และก็พบว่าเป็นคนชอบค้าขาย ก่อนจะขายของผ่านออนไลน์หนูก็เคยเปิดร้านเสื้อผ้าที่สวนจตุจักรมาช่วงหนึ่ง แต่ยุ่งและจุกจิกมาก ทำได้ปีกว่าก็หยุดไป ไม่แน่ว่าเรียนจบจัดเวลาได้ลงตัวดีแล้วก็อาจจะกลับไปทำเสื้อผ้าอีกก็ได้ค่ะ” เธอกล่าวอย่างมุ่งมั่น

อยากเรียนต่อด้านบริหารธุรกิจ

น้องลี่ บอกว่า หากเรียนจบแล้วยังหางานที่ชอบและถูกใจไม่ได้ อาจจะไปเรียนต่อปริญญาโทเลยทางด้านบริหาร เพื่อวันข้างหน้าหากจะทำธุรกิจของตัวเองจะได้มีพื้นฐานความรู้ที่ดีพอ เพราะไม่ว่าอย่างไรสุดท้ายแล้วเธอว่าคงอยากทำธุรกิจอะไรที่เราชื่นชอบ แต่ช่วงแรกอาจจะหาประสบการณ์ด้วยการทำงานกับบริษัทใหญ่ๆ สัก 45 ปี เรียนรู้ระบบต่างๆ ว่าเขาทำงานกันอย่างไร

วัยรุ่นที่ดีต้องคิดเป็นรักตัวเอง

เธอให้มุมมองความเห็นกับวัยรุ่นสมัยนี้ก็มีทั้งข้อดี ข้อเสีย ข้อดีคือมั่นใจตัวเอง กล้าแสดงออก ข้อเสียอาจจะมั่นใจและกล้าเกินไปในบางครั้ง และดูเหมือนจะติดวัตถุนิยมมาก ซึ่งน้องลี่คิดว่าถ้ารู้จักรักษาสมดุลตามกระแสบ้าง อย่าให้มากเกิน ใช้ของหากจะบ้าแบรนด์ก็เลือกใช้ของให้สมราคาและฐานะของตัวเอง และหากจะใช้เงินเก่งก็ต้องหาเงินเก่งด้วย อย่าใช้เก่งแล้วหาไม่เก่ง เอาแต่แบมือขอพ่อแม่ก็ไม่สมควรอย่างยิ่ง

“ความจริงวัยรุ่น วัยสาว ด้วยวัยที่ยังสดชื่นเปล่งปลั่งสดใส แค่ใช้ของให้เหมาะสมกับฐานะ ไม่จำเป็นต้องราคาแพงก็ได้ วัยนี้ใช้อะไรก็สวย ดูดีได้ง่าย ไม่ต้องแบรนด์เนมตลอดก็ได้ วิ่งตามแฟชั่นตลอดเวลามันก็เหนื่อย เป็นตัวเองบ้างก็ดี สวยดูดีแบบเราเอง แค่คิดหาสไตล์ของตัวเองให้เจอเราก็สวยดูดีแบบตัวเราเองได้ ไม่ต้องสวยแบบดารา มันเหนื่อยและต้องลงทุนเยอะ หนูว่าสวยแบบสุขภาพดีเป็นตัวเราดีที่สุดในโลกแล้วค่ะ” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม