ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

เป็นเอกด้วยคุณค่า ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย MOCA

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2557 เวลา 11:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1BoDl0c

เป็นเอกด้วยคุณค่า ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย MOCA

โดย…พงศ์ พริบไหว

ศ.ศิลป์ พีระศรี เคยกล่าวไว้ว่า ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น คำกล่าวนั้นไม่เคยผิดแปลกจากความหมาย ศิลปินมากมายหลายท่านดับสลายแต่ผลงานของพวกเขายังอยู่ และผลงานเหล่านั้นล้วนมีพลังบางสิ่งซ่อนอยู่เสมอ แต่แน่นอนที่สุดแม้จะทิ้งพลัง หรือแรงผลักอะไรไว้มากมายขนาดไหน คงไร้ความหมายหากคนรุ่นต่อรุ่นไม่เคยได้ชื่นชมผลงานเหล่านั้น น่ายินดีที่ประเทศไทยเรามีนักสะสมศิลปะอย่าง พี่ใหญ่บุญชัย เบญจรงคกุล ผู้ซึ่งเห็นควรว่ามนุษย์เราควรได้ยลและชื่นชมสิ่งนั้น จึงก่อเกิดเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย MOCA (Museum of Contemporary Art)

ครั้งหนึ่งพี่ใหญ่เคยกล่าวให้นักเรียนศิลปะฟังในการตัดสินรางวัลศิลปะ แม้เรื่องเล่าจากพี่ใหญ่จะยาวและน่าจับความมาเล่าให้หมด แต่เล่าๆ ว่าชอบประโยคที่แกบอกไว้ว่า ตัวเขาเองสร้างที่นี่ขึ้นมา นัยหนึ่งคืออยากให้ที่นี่เป็นพื้นที่ของศิลปินหน้าใหม่เด็กนักเรียนนักศึกษา ให้พวกเขาได้มีโอกาสแสดงผลงานตามแต่โอกาส แต่สิ่งสำคัญที่ก่อให้เกิดพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย คือ ตัวพี่ใหญ่เองมีเจตจำนงอย่างแรงกล้าเพื่อสร้างเฉลิมพระเกียรติและแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านศิลปะ และเพื่อเชิดชูเกียรติของบิดาแห่งศิลปะไทยร่วมสมัย ศ.ศิลป์ พีระศรี ผู้วางฐานรากศิลปะที่มั่นคงและแข็งแรงไว้บนผืนแผ่นดินไทย

 

มาว่ากันด้วยเรื่องของพิพิธภัณฑ์กันต่อ สถานที่แห่งนี้คือพื้นที่รวบรวมศิลปะร่วมสมัยตามยุคต่างๆ ของเมืองไทย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ และความเป็นสังคมไทย โดยผสมผสานเทคนิคที่ได้รับอิทธิพลมาจากฝั่งตะวันตก และแบ่งพื้นที่กว่าครึ่งเพื่อแสดงงานสะสมศิลปะของพี่ใหญ่ที่มีผลงานมากกว่า 1,000 ชิ้น กับระยะเวลากว่า 30 กว่าปีที่เริ่มเก็บงานศิลปะ ซึ่งมาจากความชอบและรสนิยมส่วนตัว มีความหลากหลายเชิงมิติคิด และวิธีการทำงานศิลปะแบบเป็นเอกของศิลปินทั่วโลก ซึ่งนอกจากเราจะได้ชื่นชมผลงานที่กล่าวมาการมาที่นี่ก็เสมือนเป็นการผ่อนพักอารมณ์ในเมืองหลวงได้เป็นอย่างดี

เริ่มตั้งแต่เมื่อเข้ามาเราจะเห็นร้านค้าของที่ระลึกและร้านกาแฟเบเกอรี่สไตล์โฮมเมดคอยท่าให้บริการกันก่อนขึ้นไปชื่นชมผลงานศิลปะที่มีทั้งหมดถึง 5 ชั้น บริเวณนี้ถือเป็นอีกหนึ่งมุมที่มีบรรยากาศสบายๆ มองเห็นสวนเขียวริมน้ำจะได้นั่งมองประติมากรรมดอกบัวลอยที่ลอยอยู่กลางน้ำของศิลปินนามอุโฆษ นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ เมื่อนั่งทานอะไรอิ่มท้องก็เตรียมตัวขึ้นไปชื่นชมศิลปะกันได้เลย หากจะเดินชมทุกมุมบอกเลยว่าต้องมีเวลาไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง ในการเดินเที่ยวชมงานนี้ค่อยละเลียดเสพผลงานศิลปะกันไปเพลินๆ ครับ

 

เมื่อเข้ามาเราจะเห็นอาคารพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัยโดดเด่นสะดุดตาด้วยสีขาว บนผนังตึกจะประดับด้วยช่องรูปทรงสามเหลี่ยมประดับตัวอาคารด้วยหินสลักลายก้านมะลิและหินฉลุที่เปิดรับแสงและสร้างบรรยากาศที่ต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลา โดยชั้นแรกจะถูกใช้เป็นห้องนิทรรศการหมุนเวียน และห้องจัดแสดงนิทรรศการเชิดชูเกียรติ ศ.ศิลป์ พีระศรี ทั้งยังมีห้องนิทรรศการถาวรของศิลปินแห่งชาติสองท่าน คือ อ.ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ และ ศ.ชลูด นิ่มเสมอ เอาแค่ชั้นแรกเราก็ได้ยลผลงานของเอกบุรุษในถนนศิลปะถึงสามท่านแล้ว

มาต่อกันที่ชั้นถัดมาขึ้นบันไดเลื่อนกันแบบสะดวกสบาย หากมีผู้สูงอายุ หรือผู้พิการ ทางพิพิธภัณฑ์ก็มีลิฟต์ไว้ให้บริการ โดยชั้นนี้จะจัดแสดงผลงานศิลปะที่หลากหลายในปัจเจกความคิด อาทิ ผลงานสื่อผสมของ กมล ทัศนาญชลี โดยผลงานส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับความเชื่อของคนไทยรวมไปถึงงานจิตรกรรมเชิงปรัชญา จากปลายนิ้วของ ปรีชา เถาทอง เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ ฯลฯ ส่วนชั้นต่อมาจะเป็นศิลปะในเชิงความคิดฝันผลงานของศิลปินมีชื่อมากท่าน อาทิ ช่วง มูลพินิจ เริงศักดิ์ บุณยวาณิชย์กุล ประทีป คชบัว ฯลฯ

 

ชั้น 4 จัดแสดงผลงานที่ถือเป็นสุดยอดแห่งมหากาพย์ของจิตรกรรมไทยร่วมสมัย โดยมีผลงานของ ถวัลย์ ดัชนี ผู้ลาลับแต่กายสร้างทำ และศิลปินชั้นยอดที่หาชมได้ยาก อาทิ ทวี นันทขว้าง เฟื้อ หริพิทักษ์ จักรพันธุ์ โปษยกฤต ประกิต บัวบุศย์ ฯลฯ โดยชั้นนี้มีจุดเด่นอยู่ที่ผลงานจิตรกรรมขนาดสูง 7 เมตร จำนวน 3 ภาพในชุด “ไตรภูมิ” บอกเล่าการเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์ในสังสารวัฏตามความเชื่อของไทยเรา ในส่วนของชั้นบนสุดจะเป็นการรวบรวมผลงานศิลปะร่วมสมัยจากหลากหลายศิลปินในประเทศ บางภาพเก่าเก็บมีอายุถึง 270 ปี ผลงานในยุครัชกาลที่ 5

สถานที่แห่งนี้สำหรับคนที่ชื่นชอบ หรือศึกษาศิลปะ ถือเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดแต่อย่างใด แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ชื่นชอบเป็นส่วนตัวกับงานเชิงศิลปะ เชื่อเถอะว่าหากได้มาเพียงครั้ง สิ่งหนึ่งที่รู้สึกกลับไปเลยคือความรื่นรมย์ เพราะศิลปะอันดีงามสามารถช่วยเยียวยาอารมณ์ได้ดีเหลือเชื่อ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย MOCA เปิดให้บริการวันอังคารอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์) ส่วนค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 180 บาท นักเรียน 80 บาท พระภิกษุ สามเณรผู้สูงอายุ ผู้พิการ ทุพพลภาพ ไม่เสียค่าเข้าชม และหากต้องการเข้าชมเป็นหมู่คณะ ก็สามารถโทรมาสอบถามได้ที่ โทร 02-953-1005-7

ทั้งนี้ เปิดให้เข้าชมชมฟรีถึงสิ้นเดือน ก.ย. เพื่อให้เกียรติกับเอกบุรุษ “ถวัลย์ ดัชนี”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กันยายน 30, 2014 Posted by | กิน-เที่ยว, เที่ยวทั่วไทย, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

พิพิธภัณฑ์เหรียญ เงินตรามูลค่าของแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2557 เวลา 11:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1wU9YoJ

พิพิธภัณฑ์เหรียญ เงินตรามูลค่าของแผ่นดิน

โดย…โยธิน อยู่จงดี ภาพไม่มีเครดิต

ที่บ้านจะมีสมุดสะสมเหรียญอยู่เล่มหนึ่งเก็บไว้ใต้ตู้เก็บของที่ไม่เคยเปิดออกมาดูอีกเลยกว่า 13 ปี เหตุที่ต้องกลับมาเปิดสมุดสะสมเหรียญก็ไม่ใช่อื่นใด จะดูว่าแอบมีเก็บเหรียญ 10 ปี พ.ศ. 2533 ไว้บ้างหรือเปล่า ปรากฏว่าไม่มี แหม…กึ่งเสียดายกึ่งโล่งอก เพราะถ้าใครมีไว้ในครอบครอง กรมธนารักษ์เขามีอำนาจในการเรียกคืน แต่รู้ไหมครับว่าเงินตราที่เราใช้จับจ่ายซื้อของกันอยู่ทุกวันนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไรและมูลค่าของเงินใครเป็นคนกำหนด

พิพิธภัณฑ์เหรียญ ถนนจักรพงษ์ เป็นพิพิธภัณฑ์เปิดใหม่โดยกรมธนารักษ์ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เปิดมาพร้อมๆ กับพิพิธบางลำพู อยู่ห่างกันใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 15 นาที จุดประสงค์ของการสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็คือเพื่อให้เราได้รู้จักเหรียญหรือเงินตราที่เราใช้ในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีความทันสมัย ครบองค์ความรู้ที่สำคัญรอบด้านในเรื่องของการเงินๆ ทองๆ และที่เราอยากให้รีบไปชมก็เพราะพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะเปิดให้เข้าชมฟรีถึงสิ้นเดือน ก.ย.นี้เท่านั้น

 

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นอาคารปูนสีเหลืองตามแบบนิยมในสมัยก่อน และดูเข้ากับสถานที่สำคัญๆ หลายแห่งในเกาะรัตนโกสินทร์ โดยกรมธนารักษ์ออกแบบอาคารสำนักงานบริหารเงินตราเดิมใหม่เกือบทั้งหมด โดยใช้แนวคิดอารยสถาปัตย์ Universal Design เป็นอาคาร 3 ชั้น ขนาดพื้นที่ประมาณ 5 ตารางกิโลเมตร แต่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมแล้ว และอีกส่วนจะเปิดได้ประมาณปี 2559

โซนแรกชั้น 1 จัดแสดงภายใต้แนวคิด “วิถีแห่งเงินตรา สินล้ำค่าของแผ่นดิน” เมื่อย่างเท้าเข้าไปความรู้ก็เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ของต่างประเทศเพราะดูทันสมัยมาก ขนาดเดินดูคนเดียวไม่ต้องมีวิทยากรผู้เข้าชมก็สามารถเก็บเกี่ยวความรู้ภายในพิพิธภัณฑ์กลับออกมาได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย แถมดูใส่ใจกับผู้เข้าชมทุกกลุ่ม เพราะทางเดินก็มีทางลาดออกแบบให้คนชราและคนพิการสามารถเดินได้สะดวกสบายกว้างขวาง ที่จุดชมก็มีป้ายอักษรเบรลสำหรับคนตาบอด

 

คำถามก็คือแล้วคนตาบอดเขาจะเห็นอะไรในนี้ คนตาบอดก็สามารถเข้ามาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ได้ครับ เราอย่าคิดว่าคนตาบอดไหนๆ เขาก็มองอะไรไม่เห็นแล้ว ก็อยู่แต่บ้านทำอะไรก๊อกๆ แก๊กๆ ไปละกัน คนตาบอดเขาก็มีความรู้สึกนึกคิดไม่ต่างจากคนทั่วไป แม้ตาจะบอดแต่ประสาทสัมผัสส่วนอื่นยังปกติ หูยังได้ยิน มือยังรู้สัมผัส และรับรู้บรรยากาศโดยรอบที่เปลี่ยนไป

เราจึงไม่เห็นด้วยกับความคิดที่จะให้คนตาบอดอยู่กับที่หรือไปกลับแค่บ้านกับที่ทำงาน พวกเขาสามารถเดินทางเข้ามาชมพิพิธภัณฑ์ เอาความรู้ด้วยการฟัง อ่านอักษรเบรล และสัมผัสเหรียญโบราณด้วยมือ ซึ่งพิพิธภัณฑ์เหรียญใส่ใจในเรื่องเหล่านี้จนคนปกติเองยังแอบซึ้งใจไม่น้อย

 

ในโซนแรกจะเป็นโซนนิทรรศการถาวร ที่พาเราทุกคนย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของเงินตรา ในห้องที่จำลองเป็นถ้ำโบราณ ตั้งแต่ยุคที่ต้องเอาหมูแลกไก่ หรือหเอาของมาแลกเปลี่ยนกันนั่นเอง การเล่าเรื่องจะเล่าผ่าน แอนิเมชั่น 4D ฉายบนผนังถ้ำแบบ 360 องศา บอกเล่าจุดเริ่มต้นแห่งการแลกเปลี่ยนของสังคมมนุษย์ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ก่อนที่มนุษย์จะรู้จักนำโลหะมาใช้เป็นค่าเงินแลกเปลี่ยน

อาทิ ทำไมชาวมองโกลถึงเลือกใช้หนังกระรอกในการแลกซื้อสินค้า ในขณะที่ชาวอินเดียนแดงในอเมริกาเหนือกลับใช้หนังตัวบีเวอร์ ก็เพราะความแตกต่างเหล่านี้เกิดจากปัจจัยด้านภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมความเชื่อของคนทั่วโลก และปิดท้ายด้วยเรื่องราวของประเทศไทยในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ปฏิรูปเหรียญกษาปณ์ ระบบการค้าและระบบเงินตราทำให้ประเทศไทยมีเหรียญกษาปณ์ ที่ได้มาตรฐานใช้เป็นสื่อกลางค่าเงินจนถึงปัจจุบัน

 

โซนต่อมาในชั้นที่ 2 เป็นโซนนิทรรศการหมุนเวียน เป็นการแสดงเนื้อหาของเหรียญในทุกๆ ด้านตั้งแต่ยุคโบราณสมัยฟูนัน ทวารวดี และศรีวิชัย เราสามารถชมเหรียญในสมัยเริ่มแรกที่ปรากฏในพื้นที่ประเทศไทย ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีก็คือเงินพดด้วง เงินพดด้วงก็คือเอาเอาแท่งเงินมาขดกันเป็นวงกลมแล้วตอกตราสัญลักษณ์เข้าไป อาจจะเป็นรูปช้าง กระต่าย วัว หอยสังข์มากกว่า 1 ด้านขึ้นไปเพื่อป้องกันการปลอมแปลงเงิน

ในบรรยากาศการขุดหลุมค้น พร้อมการนำเสนอผ่านการฉาย Projector รอบห้อง แสดงเส้นทางการค้าในสุวรรณภูมิ เพื่อย้อนวันเวลาของแดนสุวรรณภูมิให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง จากนั้นเราจะวิวัฒนาการพดด้วงสมัย สุโขทัย อยุธยา ธนบุรี มาจนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น รวมถึงเงินตราในอาณาจักรอื่นๆ อย่างล้านนา ล้านช้าง รวมทั้งเงินตราทางภาคใต้

 

เราก็จะได้เห็นในทุกขั้นตอนการผลิต อุปกรณ์การผลิตที่จำลองขึ้นมา นอกจากนี้ก็ยังมีเงินกำไล เงินวงแหวน และเงินชนิดอื่นๆ ที่สันนิษฐานว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนามาเป็นเงินพดด้วง จากนั้นทางเดินก็พาเราไปทำความรู้จักเหรียญจากประเทศต่างๆ ผ่านเรื่องราวที่พวกเขาบันทึกไว้บนเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน และเรียนรู้เทคนิคการผลิตเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกของแต่ละชาติที่ทำให้เรารู้สึกทึ่งไม่น้อย และทำให้เรารู้ว่า เหรียญไม่ใช่เพียงตัวแทนค่าเงิน แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนวัฒนธรรมของแต่ละยุคสมัยด้วย

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้นำเสนอเรื่องราวของเหรียญในมุมมองแปลกใหม่ที่ไม่ใช่แค่เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน แต่เหรียญกลับมีบทบาททั้งในด้านศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อและประเพณีขอบคนไทย โดยจะเห็นได้จากพระราชพิธีเข้าอู่งานบวช งานแต่งงาน การโยนเหรียญเสี่ยงทาย การนำเหรียญใส่กระทง และแน่นอนว่าเราก็จะมีโอกาสได้ลองสัมผัสด้วยการเล่นจริงจากที่นี่

 

ปิดท้ายกันที่ชั้น 3 โซนนี้นักสะสมเหรียญจะชอบมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นห้องเหรียญตามวาระให้เราเดินผ่านนาฬิกาเรือนยักษ์ เสมือนอุโมงค์เวลา แสดงทุกเหรียญที่ผลิตขึ้นในรัชกาลปัจจุบัน ตั้งแต่เหรียญแรกที่เกิดขึ้นในรัชกาลจนถึงเหรียญล่าสุด ชมห้องสุดท้ายนี้แล้วแทบจะทุบกระปุกกลับมาสะสมเหรียญอีกครั้งเสียจริงๆ

มาเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้แล้วเสียดายอย่างเดียวก็คือ ถ้าพาครอบครัวคุณปู่คุณย่ามาเที่ยวด้วยน่าจะสนุกกว่านี้ เพราะท่านคงจะบอกกับเราตลอดว่าเหรียญอันนั้นพ่อเคยมี และเดี๋ยวนี้พิพิธภัณฑ์สมัยใหม่นั้นน่าเที่ยวขนาดนี้แล้วหรือแน่ๆ

 

พิพิธภัณฑ์เหรียญ

เปิดวันอังคารอาทิตย์ เวลา 10.00-18.00 น. (ปิดให้บริการทุกวันจันทร์) เข้าชมเป็นรอบ ทุกๆ 20 นาที โดยเข้าชมรอบแรกเวลา 10.00 น. และเข้าชมรอบสุดท้ายเวลา 17.00 น. ค่าเข้าชม : 100 บาท (เข้าชมฟรี ตั้งแต่ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2557 โทรศัพท์ 02-282-0818 เว็บไซต์ coinmuseum.treasury.go.th

 

 

กันยายน 30, 2014 Posted by | กิน-เที่ยว, เที่ยวทั่วไทย, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ตัวจริงของกะตะ โบ๊ทเฮาส์ บาย มนทาระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2557 เวลา 11:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1ulTb9i

ตัวจริงของกะตะ โบ๊ทเฮาส์ บาย มนทาระ

โดย…นิทรา ราตรี

25 ปีที่โบ๊ทเฮาส์ รีสอร์ท อยู่คู่หาดกะตะมาย่อมมีการเปลี่ยนแปลง อย่างแรกเปลี่ยนชื่อเป็น “โบ๊ทเฮาส์ บาย มนทาระ” (Boathouse by Montara) อย่างสองคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งตกแต่งใหม่ เพิ่มเพนต์เฮาส์ และเปิดโรงเรียนสอนโต้คลื่นที่บีชคลับของรีสอร์ท

โบ๊ทเฮาส์ บาย มนทาระ มีห้องพักจำนวน 38 ห้อง โดยได้ปรับโฉมใหม่ทั้งหมดเมื่อปี 2555 ให้มีความทันสมัย เพิ่มเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์เก๋ และใส่รายละเอียดที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายทะเล ห้องที่น่าพูดถึงคือ บีชฟรอนต์สวีท มีทางเข้าหาดส่วนตัวสำหรับห้องบนชั้น 23 จะได้รับชมวิวทะเลแบบไม่มีสิ่งกีดขวาง ห้องไฮอะเวย์สวีท อยู่บนชั้น 4 มีความเป็นส่วนตัวสูง มีห้องอาบน้ำกลางแจ้ง และห้องบีชฟรอนต์ เพนต์เฮาส์สวีท บนชั้น 4 ขนาด 2 ห้องนอน พร้อมห้องนั่งเล่น และห้องรับประทานอาหาร ทั้งนี้ทุกห้องสามารถเห็นทะเลแต่จะต่างกันที่มุมของแต่ละห้อง มีระเบียงทุกห้อง และเครื่องทำกาแฟเอสเปรสโซ่ และกาต้มกาแฟคาเฟ่ส์ ริชาร์ด กรองด์ ครูส์ ภายในห้องพัก

ส่วนโรงเรียนสอนโต้คลื่นที่ เรกะตะ บีชคลับ เปิดสอนแขกของรีสอร์ท และผู้ที่สนใจตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ นำโดย มร.จิมมี่ สมิธ แชมป์กีฬาโต้คลื่นแห่งประเทศไทยปี 2556 โดยตั้งแต่เดือนนี้ถึงสิ้นเดือน ต.ค.จะเป็นฤดูกาลโต้คลื่น กิจกรรมมันส์ๆ ที่จะทำให้บีชคลับคึกคักอีกหน นอกจากนี้ห้องอาหารโบ๊ทเฮาส์ ไวน์ แอนด์ กริลล์ ยังคงให้บริการอาหารสุดหรูแก่บรรดาคองนัวเซอร์ พร้อมห้องเก็บไวน์ที่ได้รับรางวัลจากนิตยสารไวน์สเป็คเตเตอร์

โบ๊ทเฮาส์ บาย มนทาระ ครองใจตลาดระดับบนมานาน ด้วยมาตรฐานสูง ความหรูหราที่ไม่อึดอัด วิวทะเลสวยงาม และการบริการที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นคนพิเศษ อายุจึงไม่ทำให้เก่าหรือล้าสมัยแต่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าใครคือตัวจริงมากกว่า

Price : ราคาเริ่มต้นที่ 8,960 บาทสำหรับห้องสุพีเรียร์

Place : เลขที่ 182 ถนนโคกโตนด หาดกะตะ จ.ภูเก็ต โทร. 076-330-0157 เว็บไซต์ www.boathousephuket.com

Promotion : แพ็กเกจเรียนโต้คลื่น 5 วันที่ เรกะตะ บีชคลับ สอนวันละ 2 ชม. ราคา 8,000 บาท.(จากเดิม 1 หมื่นบาท) วันนี้31 ต.ค. 2557

กันยายน 30, 2014 Posted by | กิน-เที่ยว, เที่ยวทั่วไทย, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ลอยเรือสะเดาะเคราะห์ สังขละบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2557 เวลา 11:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1wPWr1q

ลอยเรือสะเดาะเคราะห์ สังขละบุรี

โดย…กิจจา อภิชนรจเลข

หากเอ่ยถึงประเพณีที่สำคัญของชาวมอญแล้ว หลายๆ คนก็คงคิดถึง “งานประเพณีสงกรานต์” ซึ่งถือว่าเป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวมอญ แต่น้อยคนนักที่จะรู้จัก “งานบุญเดือนสิบ ลอยเรือสะเดาะเคราะห์”

ประเพณีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ของคนมอญเริ่มเมื่อครั้งพระเจ้าธรรมเจดีย์ขึ้นครองราชย์ ปกครองอาณาจักรมอญ เมืองหงสาวดี พระองค์ทรงเห็นพระภิกษุสามเณรในเมืองหงสาวดีมีความประพฤติย่อหย่อนต่อพระธรรมวินัย พระพุทธศาสนาในเมืองมอญเกิดมลทินด่างพร้อย จึงมีพระราชประสงค์จะสังคายนาพระพุทธศาสนาในเมืองมอญเสียใหม่ เพื่อชำระหมู่พระภิกษุสงฆ์ในเมืองมอญให้มีความบริสุทธิ์ จึงมีพระราชโองการรับสั่งให้พระภิกษุสามเณรในเมืองมอญลาสิกขาเสียทั้งหมดประเทศ แล้วส่งปะขาวถือศีล 8 คณะหนึ่ง ซึ่งก็คืออดีตพระเถระผู้ทรงพระไตรปิฎก ทรงความรู้ ตั้งมั่นในศีล เดินทางไปยังประเทศศรีลังกา เพื่อให้ไปถือการอุปสมบทเป็นพระภิกษุมาใหม่จากคณะสงฆ์ในประเทศศรีลังกา เสร็จแล้วเดินทางกลับมาเป็นอุปัชฌาย์ให้แก่คนมอญในเมือง

 

คณะของปะขาวนี้ เมื่อเดินทางไปถึงประเทศศรีลังกา ได้รับการอุปสมบทแล้ว ก็เดินทางกลับ ระหว่างทางมีเรือสำเภาลำหนึ่งในจำนวน 2 ลำ โดนพายุพัดให้หลงทิศไป ส่วนอีกลำหนึ่งเดินทางกลับเมืองหงสาวดีโดยปลอดภัย เมื่อทราบถึงพระกรรณของพระเจ้าธรรมเจดีย์ พระองค์จึงมีรับสั่งให้ทำเรือจำลองขึ้นมา พร้อมบรรจุของเซ่นไหว้บวงสรวงบูชาเหล่าเทวดา ประกอบด้วย ข้าวตอก ดอกไม้ ธูป เทียน ฉัตร ธง ผลไม้ ขนมชนิดต่างๆ อย่างละ 1,000 ชิ้น ทำพิธีสะเดาะเคราะห์โดยทรงระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย บวงสรวงบูชาเหล่าเทวดาทุกหมู่เหล่า ช่วยปัดเป่าให้เรือสำเภาลำที่หลงทิศไปนั้นเดินทางกลับมาโดยปลอดภัย หลังจากที่พระองค์ทรงทำพิธีสะเดาะเคราะห์แล้วไม่กี่วัน เรือลำดังกล่าวก็เดินทางมาถึงเมืองหงสาวดี ตั้งแต่นั้นคนมอญจึงถือเอาเหตุการณ์นี้ทำพิธีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ในกลางเดือนสิบของทุกๆ ปี ตราบเท่าปัจจุบันนี้

ผมมีโอกาสได้ไปเยือนประเพณีงานบุญเดือนสิบ ลอยเรือสะเดาะเคราะห์นี้ ตรงกับช่วงวันที่ 7-9 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยงานนี้ถ้าเป็นภาษาของชาวมอญ จะเรียกว่า “โปฮะมอด” ซึ่งก็แปลว่า เรือถวายเครื่องเซ่นไหว้

 

วันที่ 7-9 ก.ย. 2557 ตรงกับวันขึ้น 14-15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ พอดี ซึ่งก่อนถึงวันพิธีชาวมอญทุกบ้านจะนำไม้ไผ่มาบ้านละ 1 ลำ เพื่อเตรียมสร้างเรือจำลอง โดยจะสร้างขึ้นบริเวณลานเจดีย์พุทธคยา วัดวังก์วิเวการาม อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี หลังจากสร้างเรือจำลองเสร็จแล้ว เช้ามืดในวันที่ 8 ก.ย. ชาวบ้านก็จะทยอยนำธง ตุง และกระดาษสีสันต่างๆ มาประดับประดาเรือและบริเวณปะรำพิธีอย่างสวยงาม พร้อมทั้งนำเครื่องเซ่น เช่น กล้วย อ้อย ขนม ข้าวตอก ข้าวเหนียว วางไว้ในลำเรือ พร้อมทั้งจุดธูปเทียนอธิษฐานให้สิ่งไม่ดีและเคราะห์ร้ายต่างๆ ไปให้พ้นจากชีวิต จากนั้นรับฟังบทสวดอิติปิโส 108 จบ และบทสวดสะเดาะเคราะห์จากภิกษุสงฆ์ ก่อนจะนำเรือไปลอยในแม่น้ำเพื่อสะเดาะเคราะห์ในเช้าวันที่ 9 ก.ย. โดยชาวมอญจะแต่งกายอย่างสวยงามเพื่อมาร่วมแห่เรือและลากเรือจำลองไปลอยในแม่น้ำสามประสบตามความเชื่อ

ระหว่างนั้นวันที่ 8-9 ก.ย. ช่วงเช้าและค่ำ จะมีชาวบ้านนำโคมลอยมาเล่น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเพณี โดยตามประเพณีดั้งเดิมจะมีการผูกเครื่องอัฐบริขารไปกับโคมลอยด้วย มีความเชื่อว่าหากไปตกบ้านใครแล้ว ถ้าบ้านนั้นมีลูกชายก็จะให้บวช แต่ถ้ามีลูกสาวก็ต้องทำบุญบ้าน แต่ในปัจจุบันพิธีลอยโคมไม่ได้มีการผูกเครื่องอัฐบริขารแล้ว

 

โคมลอยของชาวมอญนั้นจะมีขนาดใหญ่ มีความสูงเกือบ 10 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 2 เมตร จึงไม่แปลกเลยที่สามารถผูกเครื่องอัฐบริขารขึ้นไปด้วยได้ และเนื่องด้วยความที่มีขนาดใหญ่ จึงต้องใช้ชาวบ้านจำนวนมากในการปล่อยโคมแต่ละครั้ง ภาพการปล่อยโคมของที่นี่จึงแปลกตากว่าที่อื่นๆ และหาชมได้ยากมากครับ

หนึ่งในกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดของการมาท่องเที่ยวประเพณีนี้คือการใส่บาตรน้ำผึ้งและน้ำมันงา ซึ่งถือเป็นประเพณีเก่าแก่ดั้งเดิมของชาวมอญ เนื่องจากน้ำผึ้งและน้ำมันงาเปรียบเหมือนการถวายคิลานเภสัช (ยารักษาโรค) แต่ปัจจุบันเนื่องจากน้ำผึ้งและน้ำมันงาหาได้ยาก ชาวบ้านเลยหันมาใช้น้ำมันพืชแทนน้ำมันงา และใช้น้ำตาลแทนน้ำผึ้งในการใส่บาตร

หากผู้อ่านท่านใดสนใจประเพณีงานบุญเดือนสิบ ลอยเรือสะเดาะเคราะห์ของชาวมอญนี้ คงต้องรอถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ของปีหน้าแล้วนะครับ ซึ่งสามารถสอบถามข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โทรศัพท์ 02-250-5500 หรือศูนย์บริการข่าวสารท่องเที่ยว ททท. 1672 ได้ครับ

 

 

 

 

 

 

กันยายน 30, 2014 Posted by | กิน-เที่ยว, เที่ยวทั่วไทย, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

“มรสุมปฏิรูป”จุดเปราะบางรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2557 เวลา 15:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1BprPSn

"มรสุมปฏิรูป"จุดเปราะบางรัฐบาล

โดย…ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว

“เหมือนสงบแต่ไม่สงบ” หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควบคุมอำนาจบริหารประเทศ ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่เมื่อจัดตั้งรัฐบาลเริ่มปรากฏหย่อมความกดอากาศทางการเมืองก่อตัวเข้าปะทะ

ทั้งบรรยากาศวิพากษ์วิจารณ์การทำงานรัฐบาล ทั้งเสียงเรียกร้องให้เลิกประกาศกฎอัยการศึก ทั้งถูกจับตามองโรดแมปการเมือง โดยเฉพาะแนวทางปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้งผ่านการคัดเลือกสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีความคลุมเครือ

ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการสายความมั่นคงจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มาเป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) สัมผัสได้ต่อแรงกระเพื่อมเหล่านี้ และประเมินมรสุมที่กำลังเกิดขึ้น

“ผมมองว่าความเคลื่อนไหวทางการเมืองลดลงไปมาก เนื่องจากถูกควบคุมด้วยประกาศกฎอัยการศึก ขณะเดียวกันกลุ่มพลังต่างๆ กำลังจัดระบบ เปลี่ยนผู้นำ เปลี่ยนวิธีการ กอปรกับจังหวะผู้คนมีความกังวลต่อความขัดแย้งทางการเมืองมานานหลายปี ต่างเห็นพ้องให้มีการจัดระเบียบทางการเมืองกันใหม่”ปณิธาน กล่าว

ปณิธาน บอกว่า ผลของการประกาศกฎอัยการศึกทำให้การเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ในขอบเขตจำกัด มีความเคลื่อนไหวลดลง ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะหมดไป เห็นได้จากช่วงแรกๆ ของการประกาศกฎอัยการศึกยังมีคดีเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่บ้าง ส่วนแนวร่วมต่างๆ ใช้วิธีสื่อสารเตรียมการ แต่ไม่ได้เคลื่อนไหวในรูปแบบพร้อมเผชิญหน้าเท่าไหร่นัก

อีกปัจจัยหนึ่งเป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่า หลังเข้าควบคุมอำนาจบริหารประเทศ มีการจัดระเบียบบ้านเมือง ผู้คนยังให้โอกาส คสช.และรัฐบาลบริหารประเทศไปก่อนสัก 3 หรือ 6 เดือน ว่าจะแก้ปัญหาปากท้องได้หรือไม่ เพราะตอนเข้ามาได้ปลดล็อกเรื่องจ่ายเงินชดเชยโครงการรับจำนำข้าว ทำให้สถานการณ์คลี่คลายเร็ว ขณะที่รัฐบาลก่อนทำได้ยาก ซึ่งการให้โอกาสรัฐบาลพลิกฟื้นทางเศรษฐกิจ ต้องดูว่าจะมีแรงส่งให้รัฐบาลไปได้อย่างคล่องตัวหรือไม่

“หากแรงส่งทางเศรษฐกิจดีจะทำให้งานการเมืองไปได้”ปณิธาน ขยายความเชื่อมโยงแรงส่งทางเศรษฐกิจที่มีผลต่องานทางการเมือง

“อย่าลืมว่าหลังจากมี สปช.รัฐบาลต้องเข้าไปมีบทบาททางการเมืองอย่างมาก โดยสมาชิก สปช.ทำงานคล้ายๆ สส.แต่ไม่ใช่โดยตรง กล่าวคือ การทำงานของ สปช.จะมีความคิดเห็นในประเด็นปฏิรูปที่หลากหลายมากกว่าสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)”

คสช.ออกแบบสภาปฏิรูปต้องการให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมด้วยการเปิดรับสมัคร ปรากฏว่าสมัครเข้ามา 7,000 กว่าคน แต่ต้องคัดเหลือ 250 คน ซึ่งตรงนี้จะทำให้การปฏิรูปมีพลังหลากหลาย จริงอยู่อาจมีความเห็นพ้องต้องกันในหลายเรื่อง เพราะประเด็นปฏิรูปเคยตกผลึกกันมาบ้างแล้วจึงไม่ขัดแย้งรุนแรง แต่แรงกระเพื่อมจะเกิดขึ้นนอก สปช. เป็นการเคลื่อนไหวแบบหลากหลาย

แต่ถ้าแรงส่งเศรษฐกิจดี แก้ปัญหาปากท้องน่าพอใจ แก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นได้ จะทำให้รัฐบาลทำเรื่องเกี่ยวกับปรองดองได้ง่าย วางกติกาใหม่ได้มากขึ้น ในที่สุดนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเป็นที่ยอมรับ

พลังทางสังคมต่อการปฏิรูปที่มีอย่างหลากหลายนี่เอง ที่ทำให้นักวิชาการสายความมั่นคงชี้ว่าอาจเป็นจุดเปราะบางรัฐบาล

“ผมเห็นว่าคนหวังไว้เยอะต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสำคัญของประเทศ เมื่อคาดหวังสูงก็อันตรายต่อทุกรัฐบาลอยู่แล้ว อาจไม่ใช่จุดอ่อนแต่เป็นจุดเปราะบางได้ ถ้าผิดหวังย่อมไม่เป็นผลดีสำหรับรัฐบาลในแง่แรงสนับสนุนหรือแรงต้าน”

ยิ่งเมื่อได้ สปช. 250 คน สิ่งที่ คสช.ต้องคิดต่อ คือ จะทำอย่างไรกับผู้ที่ไม่ได้รับคัดเลือก รวมถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มก้อนปฏิรูปนอกสภา จะดึงกลุ่มคนเหล่านี้เข้ามามีบทบาทต่อการปฏิรูปประเทศอย่างไร

“การแก้ปัญหาทางการเมืองจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลากหลายพลัง ถ้าออกแบบ สปช.ไม่หลากหลาย พลังที่เหลืออยู่อาจเคลื่อนไหวสะเปะสะปะให้เกิดปัญหาได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ การคัดเลือก สปช.จากจำนวน 7,000 กว่าคน ให้ได้ 250 คน ถามว่าที่เหลือ 6,000 กว่าคนจะทำอะไรต้องหาโครงสร้างมารองรับ 6,000 กว่าคนให้มีระบบในการเคลื่อนไหว”

นอกเหนือจาก 7,000 คน ยังมีอีกหลากหลายกลุ่มที่มีแนวร่วมทางการเมือง ไม่ว่ากลุ่มทางวิชาการ พลังมวลชนท้องถิ่นที่ไม่ได้สมัคร ทั้งหมดนี้ต้องไปยึดโยงกับกลุ่มพลังเหล่านี้ให้เข้ามามีส่วนร่วมรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ตรงนี้ถือเป็นความท้าทายมาก ถ้าเกาะเกี่ยวได้บ้างจะปิดจุดเปราะบางได้เยอะ สามารถเคลื่อนไปปฏิรูปการเมือง เคลื่อนไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในที่สุดสามารถเลือกตั้งได้

ปณิธาน บอกว่า โครงสร้างการเมืองคือเรื่องจัดสรรผลประโยชน์ เรียงลำดับความต้องการยึดโยงกลุ่มพลังต่างๆถ้าแกนตรงนั้นเสียต้องทะเลาะกันแน่ แต่ถ้าการทำโครงสร้างการเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขั้นต่อไปจะไปจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อม การศึกษาก็ง่ายแล้ว

“การปฏิรูปมีหลายสิบด้าน บางเรื่องอาจทำได้ไม่หมด บางเรื่องอาจทำหลังเลือกตั้ง แต่ที่สำคัญต้องมีโครงสร้างทางการเมืองเพื่อให้มีการเลือกตั้ง และเพื่อไม่ให้มีการเผชิญหน้ากันอีก ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญในช่วงครึ่งปีหลังของปีหน้า”กุนซือด้านความมั่นคงย้ำทิ้งท้าย

ต้องการทางเลือกที่สาม

หากหมุนกงล้อการเมืองกลับไปเมื่อปี 2549 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เข้ายึดอำนาจ ถัดจากนั้นจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ แต่ไม่นานนักแกนนำกลุ่มสูญเสียอำนาจปลุกมวลชนออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวต่อต้าน แต่สำหรับ คสช.เมื่อจัดตั้งรัฐบาลยังไม่เกิดเหตุซ้ำรอย ปณิธาน อธิบายความแตกต่างตรงนี้เป็นเพราะผู้คนยังต้องการทางเลือกที่สาม

“ทางการเมืองไทยคิดทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ ฝ่ายรัฐประหารกับฝ่ายพลเรือน เมื่อก่อนคิดแบบนี้มานานพอสมควร และตอนนี้มีน้ำหนักอยู่เรื่องความเข้มแข็งทหาร ความเข้มแข็งพลเรือน แต่มาระยะหลังพลเรือนเผชิญหน้ากันเอง เกิดพรรคการเมืองสองขั้วต่อสู้กัน ทหารและข้าราชการกลายเป็นทางเลือกที่สาม ทำให้มีจังหวะขยับได้ดีกว่า

“ทั้งที่ความจริงทางเลือกที่สามคือทางเลือกแรกระหว่างทหารกับพลเรือน ในช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองต่อสู้กันแบบนี้มานาน แต่ภายหลังรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ทางเลือกพลเรือนมากขึ้น แต่อาจมีจังหวะปี 2549 ที่มีปัญหา คมช.กลับมาในช่วงสั้นๆ แต่ว่าความรู้สึกตอนนั้นไม่ใช่ทางเลือกที่สาม เพราะตอนนั้นพรรคการเมืองใหญ่สอง พรรคไม่ค่อยรุนแรงมากเท่าไหร่

“แต่เมื่อพลังรุนแรงมากๆ มีพลังมวลชนหนุนหลัง เช่น คนเสื้อเหลือง เสื้อแดง มี กปปส. ช่วงหลังคนเริ่มกลับไปใช้ทางเลือกที่สามใหม่ คือพรรคราชการกลุ่มทหาร ทำให้ฝ่ายทหารมีโอกาสมากกว่าคราวก่อนๆ ยิ่งเมื่อดูคะแนนนิยมปรากฏว่าฐานความนิยมดีกว่าปี 2549” ปณิธาน ให้ข้อสังเกตกงล้อการเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนไป

ลดอัยการศึกใช้ฉุกเฉิน

เสียงเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศกฎอัยการศึกเป็นเรื่องที่ฝ่ายความมั่นคงกำลังชั่งน้ำหนักถึงผลดีและผลเสีย

ปณิธาน อธิบายว่า การเลิกหรือไม่เลิกประกาศกฎอัยการศึกเป็นตัวชี้วัดที่ต่างประเทศวางไว้ บางประเทศถือว่าการแจ้งเตือนขึ้นอยู่กับกฎหมายความมั่นคงเหล่านี้ ถ้ามีกฎหมายเข้มข้น เขาก็ต้องแจ้งเตือนพลเมืองประเทศของเขา

สำหรับประเทศไทยประกาศกฎอัยการศึกถือว่ามีความเสี่ยงสูง   ในแง่หลักการพื้นฐานต้องพิจารณาให้ดีถ้าลดระดับลงมาจะเป็นผลดีกับเงื่อนไขต่างประเทศที่แจ้งเตือนเรื่องการท่องเที่ยวเพราะสร้างรายได้ 20-30 เปอร์เซ็นต์ให้ประเทศไทย ถ้าเราลดระดับจากประกาศกฎอัยการศึกเป็นพรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน การแจ้งเตือนต่างประเทศจะลดลงไปเยอะ แต่ถ้าหากไม่เลิกประกาศกฎอัยการศึก   ฝ่ายทหารต้องอธิบายต่างประเทศให้เข้าใจว่าประกาศกฎอัยการศึกที่คงไว้เป็นการนำมาใช้บางส่วน

“สถานการณ์โดยรวมไม่ได้แย่แต่มีความจำเป็นบางอย่างที่พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินอาจใช้ไม่ได้  เช่นการดำเนินการตามโครงสร้างของทหาร เพราะถ้าใช้พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินเรื่องของคดีความต้องไปศาลตามปกติจึงต้องชี้แจงต่างประเทศให้เข้าใจว่าประกาศกฎอัยการศึกเพื่อให้ทหารรักษาความสงบเรียบร้อยให้มีประสิทธิภาพเท่านั้นเอง  ถ้ายกเลิกแล้วทหารทำงานไม่ได้ ความเสี่ยงอาจสูงกว่าปกติด้วยซ้ำ”

ขณะที่ฝ่ายต่อต้านพยายามเคลื่อนไหวผ่านองค์กรสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศกดดันให้คสช.ยกเลิกกฎอัยการศึก ประเด็นนี้ปณิธาน มองว่า เป็นหลักที่ทหารอ่านสถานการณ์อยู่แล้วว่าถ้าเลิกประกาศกฎอัยการศึกจะกลายเป็นการเคลื่อนไหวการเมืองทันทีทำให้ทหารต้องแก้ไขปัญหามากขึ้นไปอีก

“ฝ่ายต่อต้านมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิโดยเฉพาะทางด้านการเมืองกลายเป็นว่าประกาศกฎอัยการศึกในบางพื้นที่ไม่ใช่ถูกใช้ในการแก้ปัญหาความปลอดภัยอีกต่อไปแต่เป็นการควบคุมไม่ให้มีกิจกรรมทางการเมือง”

“ถ้าจะคงไว้ต้องชี้แจงว่าการควบคุมกิจกรรมทางการเมืองที่มีลักษณะล่อแหลมรุนแรงจำเป็นต้องใช้ประกาศกฎอัยการศึก แต่ไม่ได้ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานประชาชนทั่วไป  คือ ไม่มีเคอร์ฟิวส์  ไม่มีการปิดล้อมตรวจค้นจับกุม  ดำเนินคดีในรูปแบบที่ไม่ได้ขึ้นศาลปกติ สถิติคดีต่างๆไม่มี  เหลือแต่เรื่องการเมือง   ต่างประเทศจะได้เข้าใจได้ว่า ประกาศกฎอัยการศึกถูกใช้ในเป้าหมายในการเมืองเพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวน้อยให้เกิดประสิทธิภาพในช่วงนี้ก่อน

“ที่ปรึกษารองนายกฯฝ่ายความมั่นคงหยิบยกกรณีประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่ภาคใต้แต่ก็ยังมีความเคลื่อนไหวก่อความไม่สงบ

“ถ้าดูตัวชี้วัดเรื่องประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่ภาคใต้ มีประกาศกฎอัยการศึกค่อนข้างเยอะ ยังมีการเคลื่อนไหวก่อความไม่สงบ สรุปว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองอาจต้องมีเครื่องมือควบคุม เช่น ประกาศกฎอัยการศึก พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน   พรบ.ความมั่นคงฯได้ระดับหนึ่งเท่านั้นเอง  เขาจะเชื่อไม่เชื่ออาจเป็นเรื่องประเด็นทางการเมืองได้เปรียบเสียเปรียบว่าคสช. ครม.ทำความผิดพลาดทางการเมืองอะไรหรือเปล่า”

“กฎอัยการศึกเป็นตัวประกอบในการทำให้เขาเคลื่อนไหวได้ช้าลงเท่านั้นเอง   แต่ถ้าเขาเห็นข้อผิดพลาดทางการเมืองขึ้นมา  สามารถรวมตัวพลังมวลชนขึ้นมาใหม่อาจไม่กลัวประกาศกฎอัยการศึกก็ได้”ปณิธาน กล่าว

โอกาส”ประยุทธ์”บนเวทีโลก

ปณิธาน วัฒนายากร เคยร่วมทำงานกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ในตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก่อนขยับเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

รอบนี้ปณิธานหวนคืนทำเนียบรัฐบาลอีกครั้งในตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ)

ไม่ใช่แค่ร่วมงานกับสองรัฐบาล หากแต่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์การเมืองเปรียบเทียบและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อยู่หลังฉากการเมืองทำงานให้รัฐบาลหลายสมัย ที่สำคัญมีบทบาทยกร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551

“ผมเข้าใจว่าเกือบทุกรัฐบาลจะให้นักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยงานเฉพาะด้าน ผมได้รับการทาบทามเกือบทุกรัฐบาล แต่ละรัฐบาลจะพิจารณาถึงความเหมาะสมว่างานอะไร ไม่กระทบงานประจำ”

ปัจจุบัน ปณิธานยังคงเป็นอาจารย์สอนด้านนโยบายต่างประเทศ นโยบายความมั่นคง ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมพ่วงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า มีหน้าที่ดูแลโครงการฝึกอบรมผู้บริหารของไทยรวมทั้งนักการเมืองด้วย

นอกจากนั้น กำลังรับบท “ว่าที่คุณพ่อ” อีกตำแหน่ง หลังจาก พิมพ์กาญจน์ ชนะรัตน์ หรือ “น้องผึ้ง” ตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน ทำให้ต้องไปเข้าคอร์สฝึกเลี้ยงดูบุตร

การได้เป็นกุนซือประจำรองนายกฯ จึงไม่กระทบต่องานประจำเท่าไหร่นัก เพราะเป็นการให้คำปรึกษาแนะนำรัฐบาลเป็นเรื่องๆ

ปณิธาน บอกว่า ฝ่ายพลเรือนที่ทำงานด้านความมั่นคงมีอยู่ในวงจำกัด นักวิชาการด้านความมั่นคงก็ไม่มากนัก อาจวนเวียนมาให้ข้อมูลข้อแนะนำ ซึ่งในรัฐบาลที่แล้ววนเวียนกันไปกันมา ขณะที่รัฐบาลทหารก็มีนักการทหารดูเรื่องความมั่นคงโดยตรงอยู่แล้ว แต่เมื่อต้องการให้ฝ่ายพลเรือนเข้ามาร่วมด้วยก็สร้างความน่าสนใจ

“แสดงว่ารัฐบาลต้องการความหลากหลายขึ้น เป็นประโยชน์ทางสังคมที่นำมุมมองความมั่นคงจากพลเรือนมาผสมผสาน”ปณิธาน กล่าว

ในฐานะนักวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยังให้ความเห็นรัฐบาลทหารจะทลายกำแพงการยอมรับในสายตาต่างประเทศได้หรือไม่

“เป็นเงื่อนไขของหลายประเทศ ถ้าระบบไม่เปิดไม่มีระบอบประชาธิปไตยเต็มที่เขาจะมีเงื่อนไขตามมา เพราะว่าการเปิดระบบเต็มที่แบบนั้นทำให้ทุนนิยมสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกและปลอดภัย แต่ถ้าระบบปิดจะมีเงื่อนไขเพิ่มขึ้นมา เช่น ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอย่างสิงคโปร์ ต้องมีความโปร่งใสสูงถึงจะเป็นที่ดึงดูดใจ มีความกระชับฉับไว แต่ถ้าเป็นระบบปิดแบบคอมมิวนิสต์ต้องใหญ่พอ ตลาดจะต้องมีพลวัตสูงมากจนนำมาเป็นข้อได้เปรียบ”

เงื่อนไขพื้นฐานในแง่ความเป็นประชาธิปไตยอาจถูกถ่วงดุลด้วยว่าระบบโปร่งใสมากหรือไม่ ถ้าไม่ได้เป็นประชาธิปไตยแล้วโปร่งใสก็ยังถ่วงดุลยอมรับได้ ถ้าเป็นคอมมิวนิสต์ไปเลยโดยเป็นตลาดใหญ่ลำดับต้นๆ ของโลก ทุนนิยมสามารถมองข้ามความเสี่ยงตรงนี้ไปได้ เพราะถือว่าระบอบประชาธิปไตยเสี่ยงน้อยที่สุด สามารถตรวจสอบการลงทุนตรวจสอบการทุจริตได้ง่ายกว่า

“จึงอยู่ที่รัฐบาลจะทำให้ประเทศมีข้อยกเว้นในช่วงนี้ได้อย่างไรให้น่าดึงดูดใจ มีคอร์รัปชั่นน้อยที่สุด เปิดโอกาสให้หลายกลุ่มแข่งขันทางเศรษฐกิจมากที่สุด มีนโยบายส่งเสริมการค้าการลงทุนต่างๆ ถ้าใช้โอกาสนี้ปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขัน ปรับด้านการศึกษา ปรับแรงงานให้มีคุณภาพ ผมว่าโอกาสจะตามมาเยอะ”

อีกประเด็นท้าทายรัฐบาลเห็นจะอยู่ที่ตัวผู้นำประเทศจะมีโอกาสกระทบไหล่ผู้นำต่างประเทศหรือไม่ ปณิธานเชื่อว่ามีโอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะได้รับการยอมรับ เนื่องจากมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้วโดยมีพลเรือนเข้าร่วม ครม. อีกทั้งความก้าวหน้าในการเดินตามโรดแมปเห็นชัดขึ้นว่าอำนาจไม่ได้อยู่ คสช.อย่างเดียว จะทำให้หลายประเทศอาจเปิดรับมากขึ้น เชื้อเชิญรัฐมนตรีไทยไปเยือน

ทั้งนี้ การเชื้อเชิญส่วนใหญ่ออกไปทางด้านเศรษฐกิจ เพราะเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพ มีตลาด มีวัตถุดิบ บางประเทศเปิดโอกาสเพราะคู่แข่งบางประเทศติดขัดข้อกฎหมายไม่สามารถเปิดได้ เช่น สหภาพยุโรป (อียู) เมื่ออียูเปิดยาก บางประเทศที่กฎเกณฑ์กติกาเข้มข้นน้อยจะใช้โอกาสนี้เชื้อเชิญไทยทำการค้าการตกลงเพราะเรื่องผลประโยชน์การค้าการลงทุนระหว่างเขากับไทยนั้นเป็นเรื่องใหญ่

สำหรับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านไม่น่ามีปัญหามากนัก แม้บางประเทศอาจกังวล แต่เป็นแบบวิถีเอเชียไม่มีอะไรพูดรุนแรง เยี่ยมเยียนตามธรรมเนียมอยู่แล้ว เพราะในอาเซียนมีทั้งระบอบคอมมิวนิสต์ มีระบอบสุลต่าน ระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก

นอกจากอาเซียนจะมีชาติอื่นๆ เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย ไม่มีปัญหาอะไร และหลายประเทศในละตินอเมริกาหลายประเทศในตะวันออกกลาง ก็เป็นโอกาสของรัฐบาลในการเปิดตลาดใหม่ๆ

ส่วนประเทศที่เข้มข้นในแง่หลักการ เช่น ยุโรปตะวันตก สหรัฐ อาจต้องรอให้ไทยกลับคืนสู่ระบบปกติ ความสัมพันธ์ทางทหารอาจดำเนินไปใน|ขอบเขตลดลงบ้าง เพราะเขาพยายามที่จะรักษาประโยชน์ของเขาไว้ แต่ว่าการเดินทางไปเยือนอย่างเป็นทางการอาจมีข้อจำกัดมีกฎหมายห้ามอยู่

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ เลือกเดินทางเยือนพม่าประเทศแรกในปลายเดือน ก.ย. ปณิธาน กล่าวว่า นอกจากประเด็นเรื่องชายแดน เรื่องของแรงงานที่จะต้องร่วมกันบริหารจัดการแล้ว คิดว่าทางด้านการเมืองเราให้ความสำคัญ เพราะเป็นประเทศมีศักยภาพสูง ได้ปรับตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างสำเร็จ และกำลังเป็นที่ดึงดูดในเรื่องของการลงทุน

“พม่าประสบความสำเร็จในการสร้างความสัมพันธ์กับไทย ด้านการทหารมีความใกล้ชิดอย่างเห็นได้ชัดเวลามีภัยพิบัติให้ทหารไทยเข้ามาช่วย ซึ่งโดยปกติไม่อนุญาตให้ใครเข้าไป แสดงให้เห็นว่า คสช. ครม.พยายามต่อยอดทางการเมือง ถ้าสามารถยกระดับความสัมพันธ์ได้อาจมีแหล่งแรงงาน แหล่งพลังงาน และท่าเรือน้ำลึกทวายที่ควรก้าวหน้ากว่านี้”ปณิธาน กล่าว

กันยายน 30, 2014 Posted by | วิเคราะห์, สัมภาษณ์พิเศษ, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ตอบปัญหาคาใจ…สังคม(ไทย)ไสยศาสตร์!?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2557 เวลา 13:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1x4YU8i

ตอบปัญหาคาใจ...สังคม(ไทย)ไสยศาสตร์!?

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล , สุภชาติ เล็บนาค / ภาพ…ทวีชัย ธวัชปกรณ์

นาทีนี้ เวลามีข่าวแปลกประหลาดพิลึกพิลั่นอันเกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์ ลี้ลับเหนือธรรมชาติที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าเรื่องจริงหรือลวงโลก

สปอร์ทไลท์ทุกดวงจะถูกส่องไปที่ “ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์” อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของนามแฝง JD300 แห่งห้องหว้ากอ เว็บไซต์พันทิปดอทคอม และเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เขาคือผู้ฉายไฟไล่ความมืด ปลุกสังคมให้ตาสว่าง ด้วยการทำลายความเชื่อผิดๆด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่เรื่องเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด GT200 บั้งไฟพญานาค ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพืชจีเอ็มโอ สักยันต์ฟันไม่เข้า กลโกงเครื่องรางของขลัง สารพัดเรื่องขี้โม้จากฟอร์เวิร์ดเมล จนถึงรอยพญานาคเก๊หน้าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาที่เพิ่งเป็นข่าวใหญ่ไปเมื่อเร็วๆนี้ ภายใต้อุดมการณ์ “ไม่เชื่อต้องพิสูจน์”

เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ได้อย่างไร

คนจะจดจำผมได้ในเรื่อง GT 200 เมื่อปี 4-5 ปีก่อน นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมได้ออกมาพูดกับสังคม

เมื่อก่อนเราก็สนใจเรื่องพวกนี้เหมือนกัน แต่ไม่เคยมีโอกาสพูด พอเราได้พูดก็เริ่มเห็นมากขึ้นว่าทุกเรื่องล้วนเป็นปรากฏการณ์เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการที่เอาวิทยาศาสตร์มาหลอกลวงขายของในหน่วยงานราชการ หรือที่ประกาศขายตามเคเบิ้ลทีวี เราพบว่ามันเป็นเรื่องหลอกลวงเยอะ ต่อมาก็ได้ที่มีโอกาสได้พูดในห้องหว้ากอที่เว็บไซต์พันทิป คนก็เริ่มรู้จักมากขึ้น พอมาปีที่แล้วผมเล่นเฟสบุ๊กก็ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกับหลายคน ยังไม่นับที่ได้ไปเดินสายบรรยายในที่ต่างๆ ได้ทำรายการของตัวเองชื่อ วิทยาตาสว่าง หรือ Sci-find ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทุกครั้งที่ออกมาพูดก็จะกระตุ้นให้คนที่ติดตามเราเริ่มคิดเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น คือเราทำไปทั้งหมดเขาไม่จำเป็นต้องเชื่อเรา สามารถแลกเปลี่ยนและโต้แย้งได้ แต่เรื่องโต้แย้งยังเป็นปัญหาของบ้านเรา สังคมไทยแต่ไหนแต่ไรมันไม่มีใครแย้ง เพราะถูกสอนให้เชื่อผู้ใหญ่มาโดยตลอด ไม่เคยตั้งคำถามกับเรื่องต่างๆเลย สิ่งที่ผมพยายามทำมันไม่ใช่การหักล้างอะไรขนาดนั้น แต่ต้องการให้คนตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆในสังคมมากขึ้น ความฝันของผมคือ อยากให้สังคมไทยคิดอย่างวิทยาศาสตร์มากขึ้น

ยกตัวอย่างเมื่อหลายปีก่อน เรื่องคลื่นพญานาคที่บอกกันว่าเหมือนพญานาคเลื้อยอยู่บนผิวน้ำ 80 % ของคนไทยเชื่อว่าเป็นพญานาคจริงๆ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก หน้าที่ของเราในเชิงวิทยาศาสตร์ เราไม่คิดว่าต้องไปแก้ให้คน 80 % เหล่านั้นหันมาเชื่อตามเรา แต่เราต้องหาคำตอบให้ได้ว่าคนอีก 20 % ที่เขาไม่เชื่อว่าเป็นพญานาค เขามีคำตอบอื่นไหม  ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีใครให้คำตอบเขาได้ พอไม่มีใครอธิบาย สุดท้ายคนมันก็จะเริ่มเขว บางคนอาจจะเริ่มคิดตามละว่าถ้างั้นคงมีจริงมั้ง

ผมเชื่อว่าตัวเองเป็นคนนึงที่คิดว่ามีวิธีที่สามารถจะช่วยอธิบายให้พวกเขาได้

เลือกประเด็นยังไง ก่อนจะออกมาพิสูจน์ในแต่ละครั้ง

เฟซบุ๊กมันเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์ก สามารถแชร์ข้อมูลถึงกันได้รวดเร็วมาก ดังนั้นถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นแล้วมีคนมาถามเราบ่อยๆภายในช่วงวันสองวันแสดงว่าเรื่องนี้กำลังเป็นเรื่องเด่นที่สังคมกำลังพูดถึงกันอยู่ บางทีก็มีหลังไมค์เข้ามาบ้าง บางเรื่องเป็นเรื่องที่เรารู้อยู่แล้ว ตอบง่ายก็ตอบไปเลยหลังไมค์ บางเรื่องเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ผมก็จะขอตอบที่หน้าเฟซบุ๊กทีเดียว

อย่างเรื่องรอยพญานาคล่าสุดน่าสนใจมาก เพราะมันเป็นรอยในลักษณะที่เห็นกันมานานแล้ว แต่ยังไม่มีใครให้คำตอบเสียที ผมก็ตอบไปก่อนอย่างง่ายๆ แต่พอข้ามวันผมเริ่มเห็นว่ามันกลายเป็นข่าวใหญ่โต ทีนี้ก็เลยต้องรีบหาคำตอบมันชัดเจนมากขึ้น ลงพื้นที่เองเลย คล้ายกับการยกระดับต่อไปเรื่อยๆ ข้อดีของการมีเฟซบุ๊ก ช่วงแรกๆที่เห็นรอยผมนึกถึงเครื่องเจียหิน บางคนก็ให้คำตอบว่าน่าจะเป็นเครื่องฉีดน้ำ จากเมื่อก่อนที่เราเคยคิดอยู่คนเดียว ตอนนี้ก็มีคนเข้ามาช่วยเราคิดมากขึ้น พอลองไปหาเครื่องมาฉีดจริงก็พบว่าไม่เหมือน ก็จะมีคนเข้ามาช่วยเราหาคำตอบต่อไปอีกว่าต้องเปลี่ยนหัวฉีด ต้องเป็นรุ่นนั้นรุ่นนี้นะ ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อนเราจะไม่มีคำตอบเลย ทุกวันนี้ผมเชื่อว่าทุกเรื่องมันสามารถหาคำตอบได้หมด

ถือเป็นภาระหน้าที่ไหมที่จะต้องออกมาหาคำตอบให้แก่สังคม

มองว่ามันเป็นงานอดิเรกนะ (หัวเราะ) เป็นความสนุกส่วนตัวมากกว่า คนที่รู้จักผมเขาจะรู้ว่าผมมีงานเยอะ ทั้งงานสอน งานวิชาการซ้อนๆกัน แต่ผมเอาตรงนี้เป็นพื้นที่คลายเครียดสำหรับวันที่ต้องทำงานหนักๆ คนเราทุกคนจะค้นหาความชอบของตัวเอง  อาจารย์สายวิทยาศาสตร์เพียวๆเขามีงานทำที่ดีอยู่แล้ว กว่า 99 % ก็ทำงานอยู่ในห้องแล็ป วิจัย ทำผลงานได้ตีพิมพ์ก็ดีใจ

ผมอาจจะเป็นหนึ่งในร้อยคนที่ได้ทำอะไรแปลกๆออกมา ชอบเรื่องการสื่อสารทางด้านวิทยาศาสตร์  วันนี้มองตัวเองว่าเป็นทั้งอาจารย์และนักศึกษาวิทยาศาสตร์ พยายามทำเรื่องหลายๆเรื่องที่ยากๆให้มันง่าย และเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น หลายเรื่องที่ผมทำ มองระยะยาวมันจะเป็นอานิสงส์ของวงการวิทยาศาสตร์ไทยไม่แพ้กับที่เขาทำวิจัยกันอยู่ คือมันทำให้คนในสังคมไทยหันมาศรัทธาในวิทยาศาสตร์มากขึ้น เพราะวิทยาศาสตร์มันมีทางออกให้เรา ผมจึงมองว่ามันเป็นงานอดิเรกที่สนุกดี

ทำไมบ้านเราถึงไม่มีหน่วยงานเฉพาะที่ออกมาทำหน้าที่ตรงนี้ 

ในเมืองนอกมีองค์กรมากมาย ทั้งภาครัฐและที่ไม่ใช่รัฐ อย่างภาครัฐถ้าให้เปรียบเทียบประเทศไทยเราก็เป็นเรื่องของกระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ไม่ได้มีหน้าที่แค่สงเสริมให้มีการทำวิจัย พัฒนา หรือเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ แต่มีหน้าที่ส่งเสริมให้คิดแบบวิทยาศาสตร์ หรือการหักล้างในมุมอื่นด้วย

หลายประเทศอย่างอเมริกา หรือยุโรป เวลามีเรื่องที่เป็นปรากฏการณ์แปลกๆก็จะมีคนของกระทรวงวิทยาศาสตร์ หรือสมาคมวิทยาศาสตร์ที่ออกมาให้ความคิดแย้งว่ามันน่าจะเกิดจากอะไรได้บ้าง จะมีองค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เข้ามาหักล้างเรื่องพวกนี้โดยเฉพาะ เขาจะตั้งข้อสงสัยเลยว่าUFOมีจริงไหม สัญลักษณ์ประหลาดๆที่เกิดขึ้นบนทุ่งหญ้ามันเกิดจากอะไร หรือเรื่องที่เข้าข่ายหลอกลวงประชาชน พวกเอาไสยศาสตร์มาแอบอ้าง บ้านเรายังไม่มีโดยตรง แต่ก็จะมีคนแบบผม หรืออีกหลายคนในอินเตอร์เน็ตเน็ตที่จะช่วยกันออกมาหาความจริงมากกว่า

ณ วันนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์น่าจะทำได้แล้ว เพราะประเทศเรายังเป็นประเทศที่มีปัญหาเช่นนี้อยู่มาก เรื่องการใช้ความเชื่อความศรัทธาเป็นตัวนำ ถ้ามันไม่มีองค์กรใดองค์กรหนึ่งขึ้นมาช่วยทำโดยตรง มันก็จะไม่มีใครทำต่อไปตลอด จะหวังพึ่งผมหรือพึ่งนักวิชาการ บางทีก็พูดได้ไม่เต็มปาก

มองหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ทุกวันนี้ยังไง 

กระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์จริงๆ ผมว่ามันเริ่มต้นที่คำเหล่านี้ เช่น จริงหรือ ใช่หรือ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น แต่บ้านเราคำถามมันจะโดนสอนมาแค่ว่า เป็นเพราะอะไร คือเหมือนความรู้มีอยู่แค่นี้ ครูสอนมาก็เรียนรู้จากเท่านี้ต่อๆกันไป เราไม่ค่อยตั้งคำถามว่าเชื่อที่ครูพูดไหม หรือที่ครูพูดถูกต้องจริงหรือ ความรู้ใหม่ๆต่างจากที่ครูพูดส่วนนี้มันหายไป ซึ่งวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงมันต้องเป็นแบบนั้น

วิทยาศาสตร์เกือบ 2,000 – 3,000 ปีที่ถ่ายทอดกันมามันเริ่มจากตรงนี้ เริ่มจากความไม่เชื่อ แล้วพยายามทดลองหักล้าง บางอย่างทำแล้วสำเร็จก็จะค้นพบความจริงไปเรื่อยๆ แต่ถ้าบางอย่างทำแล้วไม่สำเร็จมันก็จะทำให้ความเชื่อนั้นเปลี่ยนแปลงไป พอเราไม่ได้สอนแบบให้คิดอย่างวิทยาศาสตร์ เวลาเจอเรื่องต่างๆประเภทที่เอาสินค้ามาหลอกขาย  เอามายากลต่างๆมาหลอกว่าเป็นไสยศาสตร์ หรือทำรอยแปลกๆให้เราดู เขาบอกแค่คำเดียวเป็นรอยพญานาค คุณก็เชื่อเลย ผมเคยคุยกับเด็กจุฬาเองถามว่าเห็นอะไร เขาก็บอกว่ารอยพญานาคไง ในใจผมคิดว่า เฮ้ย ไปคิดใหม่ได้ไหมว่ามันเป็นรอยเลอะๆรึเปล่า คือทำไมเขาไม่เกิดความคิดในมุมนี้ก่อน นี่คือการฝึกให้เขาได้คิด สังคมไทยต้องฝึกตั้งคำถามใหม่

บ้านเราไม่ได้สอนให้คิดไง สอนแบบเดิมๆ ถ้าเราจะปฏิรูปการศึกษา หรือปฏิรูปความคิดคน เราต้องเริ่มต้นจากตรงนี้ ถ้าเราจะก้าวไปสู่โลกยุคใหม่ โลกยุค นวัตกรรม เราต้องคิดแบบวิทยาศาสตร์ให้ได้ ลองคิดนอกกรอบหาคำตอบว่ามันจริงหรือไม่ ถ้าไม่จริง มันทางออกที่ดีกว่านั้นไหม

คิดยังไงกับคำว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่”

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ คำนี้ผมไม่ค่อยชอบ เพราะว่ามันเป็นคำที่ไม่วิทยาศาสตร์เลย วิทยาศาสตร์มันต้องตั้งคำถามก่อน พุทธศาสนายังมีกาลามสูตรเลยที่บอกว่าอย่าเพิ่งเชื่อเรื่องอะไรที่เขาเล่าต่อๆกันมา

สิ่งที่เราอยากได้ยินมากกว่าคือไม่เชื่อต้องพิสูจน์ ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อต้องลบหลู่ มันฟังดูเป็นลบไปหน่อย แต่ไม่เชื่อต้องพิสูจน์ พิสูจน์จากทฤษฎีก็ได้ จากการปฏิบัติก็ได้ หรือจากการลงไปดูพื้นที่ก็ได้ทั้งนั้น ใช้หลากหลายวิธีดีกว่ามาบอกว่าอย่าลบหลู่ อย่าไปยุ่งกับเรื่องนี้ แบบนี้ไม่ใช่ มันต้องหาทางพิสูจน์

ปรากฏการณ์พญานาคเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อก่อนผมไม่รู้สึกว่าคนไทยจะเห่อเรื่องพญานาคมากขนาดนี้ แต่เหมือนคนไทยเปลี่ยนสิ่งนี้ออกไปเรื่อยๆ ตอนเด็กๆเราอาจจะมีพระที่มีชื่อเสียงด้านอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ จนถึงยุคที่จตุคามเฟื่องฟู ถัดมาก็เป็นยุคพระพิฆเนศ แล้วก็กลับมายุคของพญานาค มันมีอะไรที่เปลี่ยนไปเรื่อย พอเราอยู่ในยุคสมัยนี้แล้ว ถ้าเรายังปล่อยให้พฤติกรรมเดิมๆคือพอจับอันนี้ขึ้นมาแล้วไม่กล้าเถียงเลย คนก็จะฝังใจว่ามันเป็นเรื่องจริงไปตลอด

ยกตัวอย่างเช่นรูปถ่ายที่ทหารอเมริกันกำลังอุ้มปลาประหลาดอยู่ตัวหนึ่งซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพญานาคในแม่น้ำโขง ผมเห็นเขากราบไหว้กันมาตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตกลับพบว่ามันไม่ใช่พญานาคนี่นา มันเป็นปลาชนิดหนึ่งที่อยู่ในทะเลน้ำลึก แล้วทหารอเมริกันมันจะอุ้มขึ้นจากแม่น้ำโขงได้ไง พอเราค้นหาข้อมูลไปอีกมากๆ ก็พบว่าไม่ใช่อีก กลายเป็นรูปที่ถ่ายขึ้นที่รัฐแคลิฟอเนียร์ สหรัฐอเมริกา

นี่คือความสนุกของการที่ไม่เชื่อต้องพิสูจน์ มันก็ได้คำตอบมากขึ้น ตาสว่างมากขึ้น

บางกรณีที่ผลพิสูจน์ออกมาแล้วว่ามั่ว แต่ทำไมบางคนถึงเลือกที่จะหลับหูหลับตาเชื่อต่อไป

ผมไม่อยากอ้างถึงศาสนา แต่ถ้าจะพูดให้เห็นภาพ ศาสนาพุทธจะพูดถึงบัว 4 เหล่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้บอกหรือเทศน์ทุกอย่างให้ได้รู้ทั้งหมด จะมีบางกลุ่มที่เขาพร้อมเปิดใจเรียนรู้ เปรียบเทียบกับยุคนี้ก็จะเป็นผู้ที่ค้นคว้าหาข้อมูลเอง บางคนอยู่ปริ่มน้ำแล้วก็สบาย คือถ้ามีความสงสัยอยากรู้อยู่ ขอแค่ได้กระตุ้นนิดเดียวก็บรรลุได้เลย

ผมว่าไม่จำเป็นต้องเป็นคนเรียนสูง คนเรียนปานกลางหรือคนไม่เรียนก็บรรลุได้ ถ้าเขาพร้อมที่จะเปิดรับอะไรบางอย่างแล้วลองคิดตาม แต่คนที่เป็นบัวจมน้ำลึกๆหรืออยู่ใต้โคลนตมที่เขาบอกว่าแม้แต่ปลาหรือเต่าก็ยังไม่ยอมกิน พวกนี้คือคนที่เราไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงเขาได้ เข้าใจนะว่าชุดความคิดของเขาคือการหาที่พึ่งทางใจ อย่างเช่นคอลลาเจน ผมว่ากินยังไงก็ไม่มีทางขาว เพราะมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความขาวของผิวเลย แต่เขาก็เชื่อ เถียง พอเราโต้แย้ง เขาก็จะหาตรรกะอื่นๆเข้ามาโต้แย้งกับเรา ไม่ก็ด่าเราคืน แถไปเรื่อยๆด้วยวิธีอื่น คนพวกนี้ผมว่าสุดท้ายก็ปล่อยเขาไปเถอะ อย่าไปเถียงด้วยเลย ไม่มีประโยชน์

ตั้งแต่ทำตรงนี้มา โดนด่าเยอะไหม

ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่เรื่อง GT200 มันก็มีผลกระทบเกิดขึ้นอยู่แล้วแหละครับ เพราะ GT200 ใช้ความศรัทธาทั้งนั้นเลย

ถามว่าทำไมผู้ใหญ่ถึงสั่งซื้อเครื่องพวกนี้ ตัดประเด็นเรื่องโกงกินออกไปก่อนนะ ไม่เกี่ยวกัน จากที่ผมได้ไปคุยกับพวกผู้ใหญ่ระดับนายพลถึงสาเหตุการสั่งซื้อ คำตอบที่ได้คือท่านเชื่อว่าลูกน้องอยากได้เครื่องมือที่ดีจริงๆ เมื่อลูกน้องส่งเรื่องขึ้นมา ท่านก็อยากจะส่งเสริม ตรงนี้จะเห็นว่าศรัทธาโดยไม่ได้มาเช็คเลยว่ามันใช้ได้จริงหรือไม่ มันใช้ได้ทุกพื้นที่รึเปล่า บางที่บอกใช้ได้ คุณต้องคิดลึกไปอีก ไม่รู้ว่ามันมีปัญหายังไง แต่พอเขาเอาไปใช้ แล้วเขามีความมั่นใจมากขึ้น บางทีมันหาเจอ เขาก็คิดว่ามันช่วยชีวิตเขาได้ จะเห็นว่ากระบวนทั้งหมดเป็นเรื่องของความศรัทธา

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือทุกคนกล่าวหาว่าผมไปทำลายความศรัทธาของเขา ไม่ได้ด่าว่าไปแฉกระบวนการโกงกิน หรือไปทำให้มีปัญหาในเชิงของเทคโนโลยี แต่เป็นเชิงว่า คุณทำอย่างนี้ เจ้าหน้าที่เขาทำงานเขาหมดศรัทธา ทำลายขวัญกำลังใจเขา มุมนึงเราก็รู้สึกเสียใจนะ ถ้าเกิดไปทำให้เขาหมดกำลังใจ แต่ถ้ามองแบบชั่งน้ำหนัก จะเห็นว่าสิ่งที่ได้กลับมามันมากกว่า คือเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ใช้เครื่องมือที่อันตรายต่อเขา มุมนึงเขาอาจคิดว่ามันดี ใช้แล้วปลอดภัย แต่ถ้าใช้พลาดล่ะ อันตรายขึ้นมา มีสิทธิ์ตายได้นะ การที่เราไม่ถูกหลอกมันได้ประโยชน์มากกว่า แม้มันก็จะมีคนที่ไม่พอใจ โอเค ต้องยอมรับว่าเราทำให้เขาเสียศรัทธาส่วนนั้นไป หรือเขามาว่าเรา เราก็เสียกำลังใจ แต่มองมุมกลับคือเราทำให้คนอีกจำนวนหนึ่งไม่ต้องถูกหลอก เสียเงินหมดเนื้อหมดตัว หรือครอบครัวแตกแยกกับการที่ไปเชื่ออะไรแบบนี้

ผมยึดมั่นว่าทั้งหมดเราทำตามหลักวิทยาศาสตร์ หน้าที่ของเราไม่ได้ไปทำลายความเชื่อใคร ผมมีหน้าที่หาคำตอบที่ดีกว่ามาให้คุณ แรงกดดันที่กลับมาก็อาจจะทำให้เรา เสียใจบ้าง แต่ก็รู้สึกว่าเราได้อะไรที่มากกว่า

ทำไมข่าวแปลกๆ พวกไสยศาสตร์ อิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ คนถึงชอบอ่านกันเยอะ

ผมว่ามันมีหลายมุมนะ สื่อเมืองนอก มาตรฐานเขาสูงกว่า ผมจบที่สกอตแลนด์ จะไม่เห็นหนังสือพิมพ์ของเขาลงภาพคนตายเลยแม้แต่หนังสือพิมพ์แทบลอยด์เล็กๆ ภาพโป๊ ชุดว่ายน้ำ เขาก็จะไม่ให้ขึ้นเลย ภาพคนตาย ภาพอาชญากรรมก็ไม่มี แต่ของบ้านเราคือขายได้ ผมว่ามันเอาออกก็ได้นี่นา ไม่ได้จำเป็นขนาดที่สังคมไทยจะต้องมีภาพเหล่านี้ แต่เขาบอกมันขายไม่ได้ ยิ่งพอออนไลน์ยิ่งสนุกเลย เร็วมาก สดมาก ผมเชื่อว่าเราสามารถทำข่าวจากมุมอื่นได้ โดยที่ไม่ต้องให้ความสำคัญมากขนาดนั้น

กลับมาเรื่องไสยศาสตร์ก็ชัดเจนเช่นกันว่าข่าวพวกนี้คนสนใจอยู่แล้ว คนสายวิทยาศาสตร์จริงๆอาจจะบอกว่าต้องเลิก ต้องไม่มีให้เห็น ผมก็เห็นใจสื่อนะ ถ้าเลิกแล้วจะทำอะไรล่ะ คนก็สนใจ ก็ต้องเผยแพร่ แต่มันต้องมีทั้งสองด้าน มาตรฐานสื่อที่ดีคือทุกเรื่องต้องมีทั้งสองด้าน ถ้าเราอ่านในเมืองนอกจะเห็นเลยว่าข่าวทุกอย่างจะยาว สัมภาษณ์อะไรต้องมีมุมแย้งด้วย เขาสอนให้คนคิด และไตร่ตรอง อย่างที่ผมทำนี่เวลาผมแย้ง ผมก็แย้งสนุกนะ มันมีมุมแย้งเชิงวิทยาศาสตร์ที่มีสีสัน อย่างรอยพญานาค ถ้าผมแย้งตรงๆก็จบ ผมรู้สไตล์ของสื่อ ผมเลยซื้อเครื่องฉีดน้ำมาฉีดโชว์เลย สื่อก็ชอบแบบนี้เหมือนกัน ทำยังไงให้การแย้งมีสีสันขึ้น สไตล์โบราณใส่สูท จัดห้องแถลง แบบนี้ผมไม่ชอบ (หัวเราะ)

เคยผิดพลาดบ้างไหม

มันต้องมีครับ (ตอบเร็ว) อย่างรอยพญานาค ตอนแรกผมบอกว่ามาจากเครื่องเจียหิน ก็มีคนแย้งว่าถ้าเป็นเครื่องเจียหินมันต้องมีร่องนะอาจารย์ พอเราไปดูอีกครั้งก็พบว่ามันไม่มีร่องจริงๆ เรื่องบั้งไฟพญานาคก็เหมือนกัน ตอนแรกผมก็บอกว่าแก๊สเป็นไปไม่ได้ ไม่มีผลขนาดนั้น ต่อมาก็เห็นคลิปวิดีโอที่ฝรั่งทำว่าเป็นกระสุนยิงขึ้นไป แต่ถามว่ามันขึ้นจากน้ำได้ยังไง ผมก็ยังงง ก็พยายามหาคลิปวิดีโอกระสุนยิงที่ผิวน้ำแล้วสะท้อนขึ้นไป เราก็รู้ตัวว่ามีผิดแน่ๆ พอปีถัดมาก็บอกว่า ไม่เคยขึ้นจากน้ำ มันหลอกตานะ มันก็จะมีวิธีพิสูจน์ใหม่ๆขึ้นอยู่เรื่อย หรือถ้าวันหนึ่ง มันมีคนพิสูจน์ได้ว่ามันขึ้นจากน้ำได้จริงๆ ผมก็พร้อมจะเปลี่ยนใจได้ นี่คือวิทยาศาสตร์

ถ้าคนที่ไม่งมงายในวิทยาศาสตร์ ต้องพร้อมเปิดใจยอมรับว่ามีสิทธิ์จะผิดได้แต่แรก บางทีผมคิดว่านักวิทยาศาสตร์ที่ไม่พร้อมออกมาพูดอะไร ก็เพราะเขากลัวตรงนี้ กลัวชื่อเสียงตัวเอง กลัวว่าผิดแล้วจะถูกด่า แต่มันต้องยอมรับว่ามันผิดพลาดได้

คำว่า “อย่างมงายในวิทยาศาสตร์” หมายความว่าอย่างไร

คนที่จะพูดประโยคนี้ได้แสดงว่ายังไม่เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์คืออะไร ซึ่งมันก็ไม่แปลก เพราะมันไม่เคยมีใครมานั่งเถียงตรงๆ ในเรื่องนี้ว่า วิทยาศาสตร์คืออะไร วิทยาศาสตร์คือสิ่งที่โต้แย้งได้ เปลี่ยนแปลงได้ ตั้งคำถามได้ เพราะฉะนั้นคำว่างมงายในวิทยาศาสตร์จะไม่มีจริงทันที ถ้าคุณเข้าใจว่าวิทยาศาสตร์คืออะไร เช่น ถ้าคุณบอกว่าต้องเป็นอย่างนี้เสมอไป แสดงว่าคุณงมงายในวิทยาศาสตร์แล้ว หรือถ้าคุณเชื่อว่าไอน์สไตน์ต้องถูกเสมอไป 100% ไม่มีข้อโต้แย้ง ไม่ว่าอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ผิดเลย แสดงว่าคุณงมงายจริง แต่ถ้าคุณเชื่ออย่างวิทยาศาสตร์จริง คุณต้องเปิดใจตั้งแต่แรกว่ามีสิทธิ์ที่จะผิดได้

อาจารย์ผมเคยบอกว่าเราเรียนมาสายชีวะ ไม่เหมือนสายเคมี สายฟิสิกส์ ฟิสิกส์จะทำทุกเรื่องให้เป็นสมการ แล้วต้องเชื่อตามสมการ แต่ถ้าชีวะ ทุกเรื่องมีข้อยกเว้นหมด สิ่งที่คุณเห็นตอนนี้ คือภาพรวมของธรรมชาติ มันมีข้อยกเว้นทั้งนั้น มันอาจจะมีตัวนั้น มีสิ่งนี้ เป็นไปตามธรรมชาติ เปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ วิทยาศาสตร์ที่เราเข้าใจวันนี้ เป็นข้อยกเว้นได้

อย่างเรื่องผีเนี่ยเป็นคำตอบที่ชัดมาก ถ้าใครถามผมว่าอาจารย์พิสูจน์ไม่ได้นี่ว่าผีไม่มีจริง อาจารย์จะตอบได้ยังไงว่าผีไม่มีจริง ผมตอบว่านักวิทยาศาสตร์บอกว่าอะไรก็ตามที่พิสูจน์ไม่ได้ ให้ถือไว้ก่อนว่าไม่มี ไม่ใช่ว่าปิดกั้นนะ เราจะไม่เถียงกันว่ามีหรือไม่มี วันนึงคุณพิสูจน์ให้ผมเห็นได้ว่ามีจริงๆ ผมจะเปลี่ยนใจทันทีเลย อันนี้แปลว่าผมไม่งมงายในวิทยาศาสตร์

กันยายน 30, 2014 Posted by | วิเคราะห์, สัมภาษณ์พิเศษ, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

หญิงแกร่งในครม.”นำสิ่งที่ดีสู่ท่องเที่ยว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2557 เวลา 15:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1uqWkVl

หญิงแกร่งในครม."นำสิ่งที่ดีสู่ท่องเที่ยว"

เรื่อง…ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว,เลอลักษณ์ จันทร์เทพ / ภาพ…ภัทรชัย ปรีชพานิช

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร หนึ่งในสองสุภาพสตรีที่ร่วมคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในตำแหน่ง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา

จากความเป็นนักธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อดังที่ประสบความสำเร็จภายใต้สโลแกน “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” เธอกำลังได้รับโจทย์สำคัญจากรัฐบาล คสช.ให้มา “นำสิ่งที่ดีสู่การท่องเที่ยว”

กอบกาญจน์ หรือ “คุณน้อง” ยอมรับกับโพสต์ทูเดย์ว่า เหตุผลสำคัญที่ได้รับการทาบทามให้มาเป็น รมว.ท่องเที่ยวฯ เพราะรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เห็นเรามีประสบการณ์ทางภาคธุรกิจด้านการตลาด จึงอยากให้มาปรับใช้กับงานท่องเที่ยวและต้องทำให้การท่องเที่ยวมีคุณภาพ

นักธุรกิจมืออาชีพรายนี้ใช้เวลาไม่นานนักในการวางแผนตอบโจทย์รัฐบาลผ่านการวางนโยบายการทำงานของกระทรวง

กอบกาญจน์ แจกแจงว่า 1.การสร้างมูลค่าเพิ่มโดยไม่เน้นจำนวนนักท่องเที่ยวมากนัก แต่อยากให้นักท่องเที่ยวที่มาให้มีค่าใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้น ด้วยวิธีการหากิจกรรมที่ทำให้นักท่องเที่ยวยอมควักกระเป๋าจ่ายมากขึ้นและใช้ระยะเวลาอยู่ในประเทศไทยให้นานขึ้นอีก 2-3 วัน ซึ่งจากเดิมนักท่องเที่ยวชาวยุโรปจะใช้เวลาประมาณ 15 วัน ส่วนชาวเอเชียจะใช้เวลาอยู่ที่ประมาณ 5 วัน 2.ให้การท่องเที่ยวมีส่วนพัฒนาคนไทย และ 3.ใช้การท่องเที่ยวลดความเลื่อมล้ำ

โดยจะพัฒนาการท่องเที่ยวให้มีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น คิดว่าจะทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวไม่ใช่การเที่ยวธรรมดา เช่น มาเที่ยวในรูปแบบซีเอสอาร์ หรือทำกิจกรรมเพื่อคืนกำไรให้สังคมผสมเข้าไปด้วย โดยการไปปลูกต้นไม้ในป่า ดูแลช้าง เรียนมวยไทย เรียนทำอาหารไทย ล้วนแล้วแต่เป็นภูมิปัญญาไทย ซึ่งไม่ใช่การคิดใหม่ แต่เป็นการนำสิ่งที่เรามีอยู่แล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น

เธอถอดประสบการณ์สมัยทำธุรกิจพานักธุรกิจต่างชาติมาประเทศไทยและได้พาชมแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเมืองใหญ่ แต่บางแห่งเป็นแหล่งวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ บางแห่งมีมนต์เสน่ห์ในเรื่องของอาหารการกินก็ควรถ่ายทอดข้อมูลมีที่มาที่ไปอย่างไร ทำอย่างไร ถ่ายทอดเทคนิคให้นักท่องเที่ยวได้ศึกษาเรียนรู้

“อยากย้ำเมืองไทยมีของดีอยู่เยอะ จึงเป็นหน้าที่ในการนำของทุกอย่างแทนที่หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง เป็นหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสิบสองได้ไหม จะเป็นทั้งแง่บูรณาการ แง่ของเรื่องก่อให้เกิดการทำงานเป็นทีม”

อีกกลุ่มเป้าหมายสำคัญคือลูกค้ากลุ่มอาเซียน เธอขายไอเดียว่าจะทำ Weekend Destination คือ ทำอย่างไรวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ มาประเทศไทย หลายคนก็มาอยู่แล้วบ้าง แต่จะทำอย่างไร ตรงนี้ให้การท่องเที่ยววันหยุดมีความคุ้มค่ามากขึ้นต้องเข้าใจความต้องการนักท่องเที่ยวอาเซียนไม่เหมือนนักท่องเที่ยวเอเชีย ยุโรป ด้านโน้นอาจชอบแบบวิถีไทยลึกๆ หาที่สงบ แต่ Weekend Destination อาจชอบของกิน เสริมสวย ช็อปปิ้ง หรือมาหาหมอ หรือแม้กระทั่งจากการทำเซอร์เวย์ พบว่า ชอบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพรหม ก็จะนำผลเซอร์เวย์ไปทำเหมือนแพ็กเกจ โปรโมท ให้ตรงตามความต้องการ

รัฐมนตรีหญิง บอกถึงแนวคิดการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงดิจิทัลว่า ขณะนี้กำลังคิดอยู่ว่าน่าจะมีเพาเวอร์แบงก์ ที่ชาร์จแบตเตอรี่สำรองให้นักท่องเที่ยว เพื่อให้เขาสามารถถ่ายภาพได้อย่างไม่จำกัด และแชร์ภาพสวยๆ ของประเทศไทยได้มากขึ้น หรือใช้หูฟังที่สามารถให้นักท่องเที่ยวสามารถฟังไกด์บรรยายโดยไม่ต้องเดินตามโทรโข่ง ส่วนนี้จะเป็นการตอบสนองต่อนโยบายนายกรัฐมนตรีที่ใช้เทคโนโลยี หรือดิจิทัลเข้ามาบูรณาการมากขึ้น

นอกเหนือจากนั้น นโยบายที่สามารถจับต้องได้ทันที และได้ริเริ่มทำแล้วคือ การโปรโมท “เมืองรอง” เมืองรอง คือเมืองที่มีขนาดเล็กซึ่งนักท่องเที่ยวอาจจะยังไม่ค่อยรู้จัก มีประมาณ 10 เมือง เช่น จ.ลำปาง เพชรบูรณ์ ชุมพร ระนอง ราชบุรี สมุทรสงคราม ตราด จันทบุรี เป็นต้น การท่องเที่ยวจะดึงเอาความน่าสนใจของเมืองต่างๆ มานำเสนอให้มากขึ้น โดยจะเริ่มเดินสายโปรโมทในต่างประเทศ ประเทศแรกจะเดินทางไปที่ญี่ปุ่น และปีใหม่จะโปรโมทรุกหนักขึ้น เพื่อให้ตอบโจทย์กับนักท่องเที่ยวที่คิดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเรา โดยเฉพาะญี่ปุ่น ยุโรป หรือกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าถึงวิถีไทย ต้องการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่มีวิถีชีวิตแบบช้าๆ และได้พบชาวบ้านจริงๆ

กอบกาญจน์ เล่าต่อไปว่า สมัยที่อยู่โตชิบา เธอพาลูกค้าไปจังหวัดเล็กๆ หรือเมืองรอง เช่น จ.น่าน นครศรีธรรมราช สุโขทัย ได้เรียนรู้ว่าประเทศไทยมีดีจริงๆ ที่พูดคือเราพูดจากประสบการณ์ที่จับต้องมาแล้ว เช่น จ.นครศรีธรรมราช ให้ลูกค้าอยู่ 4 วัน ลูกค้าบอกขอไปรอบสอง เพราะในแต่ละที่ในซอกหลืบต่างๆ ยังมีจุดน่าสนใจน่าเรียนรู้อยู่มาก เช่น ศิลปะการแสดงพื้นบ้านของจังหวัดต่างๆ ที่อยู่ในชุมนุม แบบผสมผสานในวิถีชาวบ้าน จะเห็นว่าแต่ละจังหวัดมีของดีอยู่เยอะมาก แต่เราต้องค้นหา

ทั้งนี้ทั้งนั้น รูปแบบการท่องเที่ยวลักษณะดังกล่าวจะไปเชื่อมโยงกับการลดความเหลื่อมล้ำ จะนำเอาภาคเอกชน และคนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม ด้วยการสร้างการท่องเที่ยวในชุมชน กระจายรายได้ลงสู่ท้องถิ่นมากขึ้น นอกเหนือจากรายได้แล้วยังได้กำไรทางอ้อมคือ การท่องเที่ยวในชุมชนจะทำให้คนในชุมชนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นของตัวเอง และรู้สึกรักและหวงแหนวัฒนธรรมในสิ่งดีงามของตัวเองมากขึ้น

นอกจากนี้ จะสร้างเจ้าบ้านน้อยหรือมัคคุเทศก์เด็กที่อยู่ในท้องถิ่น นอกจากเด็กจะมีรายได้เสริมแล้วยังได้ผลพลอยได้คือฝึกทักษะภาษาอังกฤษด้วยไปในตัว

ถึงแม้รัฐบาลนี้จะเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ มีข้อจำกัดเรื่องเวลา แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคการทำงานของรัฐมนตรีกอบกาญจน์ เพราะเธอบอกว่า

“นโยบายเหล่านี้คือสิ่งที่จับต้องได้ ไม่เน้นโครงการใหญ่ ทุกอย่างคือกิจกรรมเดิมที่จะต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่เอามาคิดต่อว่าจะทำอย่างไรให้ดีที่สุด ประเทศไทยเรามีดีหลายอย่าง เราจะต้องทำตามนโยบายรัฐบาลโดยการบูรณาการการทำงานร่วมกัน แต่ต้องไม่ซ้ำซ้อน ซึ่งเรามีหน้าที่ที่ดึงเข้ามาแล้วก่อให้เกิดผลที่สามารถจับต้องได้แบบมีคุณภาพ”

กิจกรรมเข้าจังหวะ 12 ประการ

กอบกาญจน์ ยกตัวอย่างการทำงานแบบบูรณาการให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เรายกทีมไปกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อไปคุยว่าเราต้องการทำงานร่วมกันทั้งด้านการท่องเที่ยวและการกีฬา ซึ่งไม่ได้เน้นแต่ความเป็นเลิศได้เหรียญทองไปสู่โลกเพียงอย่างเดียว เพราะผลที่ได้คือคนกลุ่มน้อย แต่จะต้องส่งเสริมให้กีฬานั้นมีส่วนช่วยพัฒนาคนไทยอย่างเสมอภาค เพราะกีฬาควรเข้าไปอยู่ในชีวิตของทุกคนเพื่อพัฒนาสุขภาพ และสร้างระเบียบ วินัยในตัวเองให้มากขึ้น

คือต้องเริ่มจาก 1.การสนับสนุนกีฬาในโรงเรียน สิ่งที่เราได้คุยกับกระทรวงศึกษาธิการว่า จะทำอย่างไรให้ทุกโรงเรียนทำตามปฏิญญากรุงเทพฯ คือต้องมีวิชาพลศึกษาอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ชั่วโมง แต่วันนี้ตามที่เข้าใจมีเพียงอาทิตย์ละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น และบางโรงเรียนครูที่สอนพลศึกษาคือครูคนเดียวกันกับที่สอนสุขศึกษา ซึ่งทางสพฐ.ได้รับเรื่องแล้วและจะพยายามเพิ่มให้เป็น 2 ชั่วโมง โดยจะไม่ไปเพิ่มชั่วโมงเรียน แต่จะไปลดทอนชั่วโมงเรียนบาง
วิชาที่มากและเด็กเรียนเครียดมากไปเกินไป ให้มาเป็นวิชาพลศึกษาเสริมเข้าไปแทน

นอกจากจะส่งเสริมให้กรมพลศึกษาที่อยู่ภายใต้กระทรวงของเราไปฝึกทักษะพละให้ครูโรงเรียนต่างๆสามารถนำไปสอนต่อได้เพราะลำพังครูพละอย่างเดียวมีจำนวนไม่เพียงพอจะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เขาทำได้ เราก็ทำได้เพียงแต่เราต้องมาคุยกันเท่านั้นเอง การทำงานแบบบูรราการก็จะเกิดขึ้น

2. ทุกแปดโมงเช้า นักเรียนต้องเข้าแถวหน้าเสาธงทำกิจกรรม ร้องเพลงชาติ สวดมนต์ และคาดว่าต่อไปจะต้องมีการร้องเพลงบัญญัติ 12 ประการเพิ่มขึ้นเราจึงขอให้พ่วงท่าทางต่างๆเข้าไปด้วย โดยกรมพลศึกษาจะคิดท่ามวยไทยไปให้เป็นท่าประกอบ โดยจะเริ่มช่วงเดือนตุลาคมนี้  เราต้องการให้เด็กเริ่มออกกำลังและสนุก ไม่ให้เด็กไทยอยู่แต่หน้าจอแท็บเลต ไม่ยอมออกนอกห้องเรียน นอกจากนี้เราไปขอเรียน มีโปรแกรมafter school program คือทำเหมือนเมืองนอก เช่น ประเทศอังกฤษ จะให้นักเรียนเรียนถึงบ่ายสองโมง หลังจากนั้นให้ไปเล่นกีฬา หรืออย่างน้อย ทำกิจกรรมอะไรก็ได้ที่ไม่อยู่ในห้องเรียน

“สิ่งเหล่านี้ในอนาคตจะต่อยอดให้เด็กๆพัฒนาไปสู่ความเป็นเลิศด้านกีฬา หรือกิจกรรมอื่นๆได้เพราะเขาได้มีโอกาสลองทำในสิ่งต่างๆ และมีเวลาฝึกฝนมากขึ้น เด็กๆก็จะได้เติมเต็มในส่วนที่นายกฯเป็นห่วงคือทำอย่างไรให้เด็กๆกลับสู่สภาพการศึกษาแบบเดิมๆ ด้วยการเรียนรู้จากธรรมชาติ จากเรื่องพื้นฐานไม่ใช่อิงจากเทคโนโลยีอย่างเดียว”

3.เรื่องวิทยาศาสตร์กีฬา ขณะนี้มีมหาวิทยาลัยต่างๆ อยู่หลายมหาวิทยาลัยที่เปิดสอน ขณะที่กระทรวงเรามีสมาคมกีฬาแต่มีงบน้อย ผนวกกับความต้องการคนที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬามาทำงาน ดังนั้นเราจึงสองสิ่งนี้มาต่อยอดร่วมกัน หรือเรียกว่าเป็นโครงการนำสมาคมที่เรามีอยู่ร่วมกับการเรียนรู้ไปด้วยกัน

4.สำหรับการท่องเที่ยวคือให้เพิ่มหลักสูตรการเรียนภาษาที่3 เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของไกด์ที่ยังมีปัญหาเรื่องภาษาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นภาษาจีน เยอรมัน เกาหลี ญี่ปุ่น ขณะเดียวกันเราได้หารือว่าจะแก้ปัญหาเรื่องจำนวนมัคคุเทศก์ไม่เพียงพออย่างไร ถึงแม้จะมีการจดทะเบียนอาชีพมัคคุเทศก์จำนวน 5 หมื่นคน แต่ทำงานจริงๆเพียงแค่ 1 หมื่นคน เราจะต้องแก้ปัญหาด้านกฎหมายร่วมกันคือ พ.ร.บ.ที่ว่ามัคคุเทศก์ต้องจบปริญญา โดยแก้ให้เปิดโอกาสให้อาชีพมัคคุเทศก์ให้โอกาสเด็กอาชีวะ หรือเด็กที่จบ ปวช. ปวส. ที่มีความรู้ความสามารถและได้ผ่านการเรียนหลักสูตรเหล่านี้เข้ามาทำงานได้ ถือว่าเป็นการบ้านของเรา

ทุกคนเท่ากับอิฐคนละก้อน

ก่อนหน้านี้ชื่อของ “กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร” สะดุดตาอยู่ในคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งแต่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศ ตามด้วยสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นหนึ่งในคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านอื่นๆ กระทั่งเป็น รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา

หลายคนจึงมองว่ากอบกาญจน์น่ามีความชำนาญการทางการเมือง หรือไม่ต้องมีคอนเนกชั่น คสช. จึงได้รับความไว้วางใจมากขนาดนี้

กอบกาญจน์ หรือ “คุณน้อง” เปิดเผยว่า ไม่ได้มีคอนเนกชั่นคนในกองทัพ และไม่ได้มีความเป็นนักการเมือง แต่ถ้ามีบ้างน่าจะเป็นคุณแม่ (ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์) เคยได้รับแต่งตั้งเป็นวุฒิสมาชิก

“เราไม่ใช่นักการเมือง ประสบการณ์ทางการเมืองน้อยมากถึงศูนย์เลยก็ว่าได้ สนช.ก็เป็นได้แค่ 2 “อาทิตย์” คุณน้องขยายความว่า เหมือนอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวไว้ช่วงแต่งตั้ง ครม.ไม่ได้มีนักการเมือง แต่คัดเลือกบุคลากรที่มีความเหมาะสมเข้ามารับโปรเจกต์สำคัญของชาติ ซึ่งในส่วนของกอบกาญจน์ต้องการให้มาทำการตลาดการท่องเที่ยว

จึงน่าจะตอกย้ำถึงเส้นทางสู่ รมว.ท่องเที่ยวฯ ไม่ใช่เพราะคุ้นเคย พล.อ.ประยุทธ์ หรือสายสัมพันธ์ทางการเมือง แต่เพราะเป็นบุคลากรคุณภาพมากความสามารถ

เธอพยายามกล่าวอย่างถ่อมตน แต่เลี่ยงไม่ได้ที่จะตอบ “พูดเหมือนเข้าข้างตัวเองนะ เป็นความสามารถและอำนาจความไว้วางใจมากกว่า คิดว่าคนเก่งอาจมีเยอะ แต่ว่าเราเคยอยู่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น และท่านอาจเคยดูประวัติครอบครัว ดูวิธีทำธุรกิจของเราน่าไว้วางใจ แต่ถามว่ารู้จักเป็นการส่วนตัวไหม ตอบเลยว่าไม่ เพิ่งได้มีโอกาสพบ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อครั้งนำคณะหอการค้าญี่ปุ่นเข้าพบ คสช.ครั้งเดียวเท่านั้นเอง

ท่านใดท่านหนึ่ง (ใน คสช.) มองว่าเรามาจากสายธุรกิจ เพราะฉะนั้นการท่องเที่ยวมีความสำคัญ เรื่องการตลาดต้องการมุมมองนี้ เรามาจากภาคอุตสาหกรรม ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียภาคท่องเที่ยวเลย เพราะเรามาจากเครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่ได้ทำทัวร์ อีกประการอาจเป็นเพราะเราทำการค้าขายติดต่อกับนานาชาติ เช่น ประเทศเพื่อนบ้าน ญี่ปุ่น ก็อาจนำประสบการณ์ตรงนี้มาใช้กับการท่องเที่ยวลิงค์กับประเทศต่างๆ

“เขามาถามว่าเป็นรัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวฯ ได้ไหม มีเสียงพูดเท่านี้ อ่อ! แต่ท่านพูดเหมือนกันว่าอยากให้มาดูเรื่องการตลาด

“เราต้องรักในสิ่งที่เราทำ แต่ถ้าให้ทำในสิ่งที่ไม่รักทำไม่ได้ ตอนแรกก็ยังงงๆ ว่า เอ๊ะ! ทำไมให้เรามาทำตรงนี้ แต่คิดไปคิดมาเราชอบตรงนี้มาก่อน เพราะสมัยที่อยู่โตชิบาเราพาลูกค้าไปเที่ยว โดยยึดที่จะไทยเที่ยวไทย เพราะประเทศไทยเกิดวิกฤตมาหลายครั้ง ได้บอกพนักงานมาตลอดว่าเราจะไม่ไปเที่ยวเมืองนอก แต่จะพาลูกค้าเที่ยวประเทศไทย บริษัทอื่นเขาไปเมืองนอกตลอด แต่เราจะเที่ยวเมืองไทยแล้วลูกค้าประทับใจหมด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เคยทำมาบ้างแล้ว เมื่อมาทำงานตรงนี้จึงทำได้”

สโลแกน “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” นอกจากทำให้ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อดังประสบความสำเร็จ หากแต่การคิดค้นสโลแกนดังกล่าวยังแฝงด้วยปรัชญาการทำงานลึกซึ้ง ปฏิบัติได้ผลจริง

อดีตประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ ยอมรับว่าได้นำปรัชญาการทำงานภาคธุรกิจตรงนี้มาใช้กับงานทางการเมือง

ผู้เคยได้รับเกียรติเป็น 1 ใน 13 นักธุรกิจสตรีชั้นนำระดับโลกเมื่อปี 2547 ถอดความหมายสโลแกน “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” ว่า ทางธุรกิจไม่ได้ทำงานเพื่อตัวเลข ไม่ได้ทำงานเพื่อยอดขายและผลกำไร แต่เรามีความรู้สึกว่าสิ่งที่ยั่งยืนมากกว่า คือเราทำงานเพื่อคนทั้งหมด ต้องทำงานเพื่อคน ถ้าอย่างนั้นจะทำงานด้วยความสุขใจ

“ถ้าทำงานเพียงแค่เงิน พอเงินน้อยปั๊บ เราอาจไม่อยากทำแล้ว แต่ถ้าเรามีความรู้สึกว่าทำเพื่อคน และคนไม่เฉพาะลูกหลานเรา สำหรับโตชิบามีอยู่ด้วยกัน 5 ส่วน คือเป็นทั้งผู้ถือหุ้น พนักงาน ตัวแทนจำหน่าย ผู้บริโภค ที่สำคัญคนทั้งประเทศ”

ในวันที่แถลงนโยบายกระทรวงจึงได้หยิบยกเรื่อง “อิฐแดง” ซึ่งสมัยอยู่ในภาคธุรกิจเธอย้ำต่อพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานทำความสะอาด ไปจนถึง ผู้บริหารทุกคน คือ อิฐ 1 ก้อนที่มีความสำคัญเท่ากันหมด ไม่มีใครสำคัญมากหรือน้อยกว่าอิฐ 1 ก้อน

อาคารสีแดงอิฐริมถนนวิภาวดีรังสิตของบริษัท โตชิบา ประเทศไทย จึงไม่ใช่แค่ออฟฟิศธรรมดา แต่ต้องการสื่อความหมายให้พนักงานตระหนักว่าทุกคนคืออิฐคนละก้อนที่มีขนาดเท่ากัน หล่อหลอมมาอยู่ที่เดียวกัน

“วันที่แถลงนโยบายท่องเที่ยวเราได้พูดถึงอิฐแดง อยากให้ที่นี่เป็นอย่างนั้น อยากให้ทุกหน่วยงานไม่มีคำว่าใครใหญ่กว่าใคร ทุกคนเท่ากับอิฐคนละก้อน จะมาบอกว่าส่วนนี้สำคัญกว่าอีกส่วนนี้เพราะได้รับงบประมาณมากกว่า สำหรับเราไม่ใช่ เราต้องการทุกคน ทุกคนมีความสำคัญ อยากให้เขามีแรงปรารถนากับงาน เห็นความสำคัญของตัวเอง ต้องสามัคคี”

กันยายน 30, 2014 Posted by | วิเคราะห์, สัมภาษณ์พิเศษ, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ถอดถอนวาระร้อนสะท้านปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2557 เวลา 14:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1rqYGF1

ถอดถอนวาระร้อนสะท้านปรองดอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นไปตามคาดเมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบกับร่างข้อบังคับการประชุม สนช.ไปด้วยมติท่วมท้น 148 เสียง จากนี้ไปสนช.จะมีเครื่องมือในการทำงานอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะการทำงานผ่านคณะกรรมาธิการและการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ แต่เหนืออื่นใดอำนาจหน้าที่ของ สนช.ไม่ได้มีแค่นั้น เพราะมติที่ออกมาจาก สนช.นั้นได้มีผลให้ สนช.มีอำนาจ “ถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมือง” ด้วย

สำหรับเรื่องการถอดถอนเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันมาแล้วตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวและแต่งตั้ง สนช. ว่า สนช.ในฐานะทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา จะสามารถดำเนินการถอดถอนบุคคลได้หรือไม่

การตีความเกิดขึ้นมากมายมีทั้งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย โดยอ้างว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติอำนาจของ สนช.เอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนเหมือนกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ การให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงและพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีย่อมเท่ากับว่าสนช.ไม่อาจทำหน้าที่ถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมืองเฉกเช่นเดียวกับวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญปกติได้ ส่วนฝ่ายที่เห็นด้วยก็ยกเหตุผลขึ้นมาว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญออกแบบให้ สนช.มีสถานะเป็นวุฒิสภา จึงย่อมสามารถถอดถอนบุคคลได้โดยไม่มีข้อโต้แย้ง ประกอบกับ สนช.เมื่อปี 2549 เคยลงมติถอดถอนจรัล ดิษฐาอภิชัย ออกจากตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมาแล้ว ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวในเวลานั้นก็กำหนดสถานะของ สนช.เอาไว้เหมือนกับในปัจจุบัน

ทว่าสุดท้าย สนช.ชุดนี้ก็หักด้ามพร้าด้วยเข่าทีละเล็กทีละน้อย เริ่มจากการเขียนบทบัญญัติว่าด้วยการถอดถอนเอาไว้ในข้อบังคับการประชุมสนช. ซึ่งในระหว่างนั้นพรรคเพื่อไทยได้พยายามแสดงท่าทีท้วงติงว่า สนช.กำลังเขียนกฎหมายเพื่อขยายอำนาจตัวเอง แต่ไม่เป็นผลคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุม สนช. ที่มี “พีระศักดิ์ พอจิต”รองประธาน สนช.คนที่ 2 เป็นประธาน พยายามแสดงออกถึงความประนีประนอมด้วยการกำหนดไว้ในร่างข้อบังคับว่าให้คณะกรรมาธิการสามัญกิจการ สนช. หรือวิป สนช.เป็นผู้กลั่นกรองก่อนคำร้องการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งจะอยู่ในอำนาจของ สนช.หรือไม่

แต่จนแล้วจนรอด สนช.ก็ตัดสินใจไม่ให้วิป สนช.เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้กลั่นกรอง ซึ่งหมายความว่า สนช.สามารถรับไม้ต่อจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ทันที ดังนั้นนับจากนี้ไปจึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า สนช.จะพิจารณาเรื่องถอดถอนเมื่อไหร่ เพราะต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.ได้มติชี้มูลความผิดในคดีถอดถอนมาแล้วในสองคดีสำคัญ ประกอบด้วย คดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สว.โดยมิชอบ ซึ่งมีผู้ถูกชี้มูลความผิด ได้แก่ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา นิคมไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และอดีต สว. 38 คน ตามด้วย “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีโครงการรับจำนำข้าว และเร็วๆ นี้อาจมีอดีต สส.กว่า 100 ชีวิต ที่จะถูก ป.ป.ช.สอยในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาอีกด้วย

การถอดถอนภายใต้บริบทการเมืองเวลานี้ นับว่ามีนัยสำคัญกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา กล่าวคือมีการจับตามองกันว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะห้ามไม่ให้ผู้ที่เคยถูกถอดถอนกลับมาสมัคร สส.และ สว.หรือไม่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 35 บัญญัติ ว่า “คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมเรื่องกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคำพิพากษา หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบหรือกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองเด็ดขาด”

จากถ้อยคำตรงนี้ หากคณะกรรมาธิการยกร่างฯ เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่ให้ผู้ที่เคยถูกถอดถอนและถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อีก ย่อมมีผลให้นักการเมืองในเครือข่ายของพรรคเพื่อไทยและอดีต สว.ในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมดสิทธิกลับลงสนามการเมืองตลอดชีวิต เว้นเสียแต่รัฐธรรมนูญจะกำหนดระยะเวลาแช่แข็งนักการเมืองเหล่านี้เอาไว้อย่างไรก็ตาม

แม้ในทางทฤษฎีเรื่องการถอดถอนจะมีความเป็นไปได้ แต่สำหรับในทางปฏิบัติแล้วยังคงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ สนช.จะตัดสินใจเดินหน้าในเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนอย่างในเรื่องนี้อย่างไร ต้องยอมรับว่าหากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เขียนออกมาภายใต้สูตรยาแรง ผนวกกับ สนช.เกิดมีมติ 3 ใน 5 หรือ 115 คน จาก สนช.ทั้งหมดในปัจจุบันจำนวน 192 คน ปฏิเสธไม่ได้ว่าย่อมกระเทือนต่อบรรยากาศทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แน่นอนว่านักการเมืองของพรรคเพื่อไทยมากกว่า 100 คน จะต่อสู้ทางกฎหมายทุกทาง ยื่นศาลเพื่อให้ระงับยับยั้งทุกศาลเท่าที่จะทำได้ พร้อมๆ กับเคลื่อนไหวแสดงท่าที่ผ่านมาสื่อมวลชน เพื่อชี้ให้สังคมเห็นว่าการถอดถอนครั้งนี้ขาดความชอบธรรมอย่างไร

บรรยากาศแบบนี้ย่อมไม่เป็นที่พึงประสงค์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างไรก็ตาม การสร้างความสมานฉันท์ผ่านการเกียร์ว่างเรื่องถอดถอนถือว่ามีความเป็นไปได้ไม่น้อย ด้วยเหตุที่ สนช.จำนวนมากมีสถานะเป็นข้าราชการประจำ จึงเกิดความเกรงใจว่าหากหมดยุค คสช.แล้ว เปลี่ยนเป็นพรรคการเมืองกลับมาครองอำนาจ ตัวเองอาจได้รับผลจากการเมืองที่เปลี่ยนขั้วได้

แม้การลงคะแนนถอดถอนจะเป็นความลับก็ตาม หรือครั้น สนช.จะเลือกแนวทางปรองดองและไม่ดำเนินการถอดถอน ก็ทำให้ สนช.เจอกับคำถามค่อนข้างหนักเช่นกัน หรือบานปลายไปถึงการถูกฟ้องร้องทางอาญาฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้เช่นกัน เพราะในเมื่อ สนช.เลือกหักด้ามพร้าด้วยเข่า ใส่บทบัญญัติว่าด้วยการถอดถอนไว้ในข้อบังคับ สนช.ไว้แล้ว แต่ทำไมไม่ดำเนินการกระบวนการถอดถอนให้ครบกระบวนการไปก่อน ทั้งๆ ที่มีคดีที่ ป.ป.ช.ได้มีมติให้ฝ่ายนิติบัญญัติลงมติเอาไว้แล้ว

ทั้งหมดนี้ไม่ว่า สนช.จะเลือกแนวทางไหน ย่อมถูกเพ่งเล็งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในเมื่อเลือกที่จะเรียนผูกแล้วก็ย่อมเป็นเรื่องที่ สนช.ต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งจากนี้ไป “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. ในฐานะประมุขขององค์กร จะเป็นคนแรกที่ต้องเจอกับแรงเสียดทานในอนาคต

กันยายน 30, 2014 Posted by | การเมือง, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ร้อง”บิ๊กตู่”สอบ”จักรมนฑ์”เอี่ยวเหมืองแร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2557 เวลา 15:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1wLKZnn

ร้อง"บิ๊กตู่"สอบ"จักรมนฑ์"เอี่ยวเหมืองแร่

ชาวบ้าน4จังหวัดแห่ร้องคสช.สอบคุณสมบัติรมว.อุตสาหรรมอ้างเอี่ยวบริษัทขุดเหมืองแร่

ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นางวันเพ็ญ พรมสังสรรค์ ตัวแทนประชาชนจังหวัดสระบุรี พร้อมด้วยตัวแทนประชาชนจากจังหวัด พิจิตร พิษณุโลก ลพบุรี และ เพชรบูรณ์ จำนวน20คน ที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส ได้ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านนายสุขสวัสดิ์ สุวรรณวงศ์ หัวหน้าฝ่ายประสานมวลชน สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ตรวจสอบการดำเนินการของ บริษัทอัคราที่เป็นบริษัททำเหมืองแร่ทองคำ เนื่องจากเห็นว่าการสำรวจพื้นที่เพื่อจัดทำเหมืองแร่ในพื้นที่ของทั้ง 5 จังหวัด ที่มีเนื้อที่ในการสำรวจกว่า 156.000 ไร่ เป็นการสำรวจโดยไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งการเข้ามาสำรวจพื้นที่เพื่อจัดทำเหมืองแร่ เป็นการเข้ามาสำรวจโดยไม่ได้รับอนุญาต และผลจากการดำเนินการดังกล่าวก็กระทบกับความเป็นอยู่ของประชาชน

นอกจากนี้ยังขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของ นายจักรมนฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม ว่ามีคุณสมบัตรครบถ้วนในการเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ เพราะเพิ่งลาออกจากการเป็นกรรมการของบริษัทดังกล่าวที่ถูกร้องเรียนมาโดยตลอด

กันยายน 30, 2014 Posted by | การเมือง, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

คำพูดกัดกร่อนภาวะผู้นำ”ประยุทธ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2557 เวลา 13:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1ulhIv4

คำพูดกัดกร่อนภาวะผู้นำ"ประยุทธ์"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เข้าตำรา “ปลาหมอตายเพราะปาก”เมื่อเวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดูจะสะบักสะบอมจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึง “คำพูด” ที่ไม่เหมาะสมกับหมวกใบใหม่ ในฐานะนายกรัฐมนตรี

แน่นอน บุคลิก เสียงดังฟังชัด โผงผาง ตรงไปตรงมา แบบชายชาติทหาร ด้านหนึ่งอาจแสดงถึงการพูดตรงใจคน ความมีอำนาจ น่าเกรงขาม และเหมาะสมกับการสื่อสารในฐานะผู้บังคับบัญชา หรืออาจเหมาะสมกับบางบทบาทของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ทว่าอีกด้านหนึ่งนอกจากจะไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังอาจยิ่งสร้างปัญหาเพิ่มเติม หากไม่ระมัดระวังคำพูดให้เหมาะสมกับโอกาสและจังหวะ

ยิ่งส่วนตัวแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จัดเป็นคนอารมณ์ร้อน “คำพูด” จึงกลายเป็นจุดอ่อนที่สร้างปัญหามาตั้งแต่ช่วงแรกหลังรัฐประหาร

ดังจะเห็นจากหลังมีพระบรมราชโองการฯ แต่งตั้งเป็นหัวหน้า คสช. เมื่อวันที่ 26 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ออกอาการหลุดเมื่อถูกผู้สื่อข่าวตั้งคำถามว่าจะรับตำแหน่งนายกฯ เองหรือไม่

ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยการหักดิบ เก็บเนื้อเก็บตัว เลือกที่จะไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน แต่จะใช้วิธีสื่อสารทางเดียว ชี้แจงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ หรือใช้เป็นรูปแบบออกประกาศ ออกคำสั่ง คสช.

แต่สำหรับบทบาท “นายกรัฐมนตรี” เป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงการตอบคำถามหรือให้สัมภาษณ์ถึงแนวนโยบายการบริหารงานของรัฐบาล ปัญหาเดิมๆ จึงเริ่มย้อนกลับมาอีกครั้ง

ที่สำคัญรอบนี้ส่งผลกระทบไปไกลถึงระดับนานาชาติ

ทั้ง สำนักข่าวเอเอฟพี เดอะ มิร์เรอร์ และ ดิ อินดิเพนเดนต์ ได้นำเสนอข่าวถึงท่าทีคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ ต่อเหตุการณ์สะเทือนขวัญ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษสองคนถูกฆาตกรรมบนเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี

“ปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวมีอยู่เสมอ พวกเขาคิดว่าประเทศของเราสวยงามและปลอดภัยก็เลยทำอะไรที่อยากทำ พวกเขาใส่บิกินี่และเดินไปไหนก็ได้”

“พวกเขาคิดว่าใส่บิกินี่แล้วปลอดภัยเหรอ เว้นแต่ว่าไม่สวย Can they be safe in bikinis unless they are not beautiful?”

คำพูดนี้กลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่ทั้งคนไทยและต่างชาติถล่มใส่ พล.อ.ประยุทธ์ รุนแรง โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียที่ขยายผลไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว

แน่นอนว่า สำหรับคดีนี้ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เอาจริงเอาจัง เร่งติดตามตัวหาคนผิดมาดำเนินคดี เพราะถือเป็นคดีที่กระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ทว่าจากคำพูดที่หลุดออกมาเช่นนี้ จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ย่อมทำลายภาพลักษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ในสายตาต่างชาติ ซ้ำเติมจากเดิมที่ภาพลักษณ์เสียหายเรื่องเป็นรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร

สุดท้ายย่อมส่งผลทำลายมาถึงภาพลักษณ์ของประเทศอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ร้อนจนพล.อ.ประยุทธ์เตรียมชี้แจงเรื่องนี้อย่างละเอียดในรายการคืนความสุขให้คนในชาติวันศุกร์นี้

แม้ลีลาการพูดจาของ พล.อ.ประยุทธ์จะเน้นแบบเป็นกันเอง ตรงไปตรงมา ที่โดนใจกองเชียร์ แต่เมื่อเป็นคำพูดจากผู้นำของประเทศ บางครั้งจึงกลายเป็นคำพูดที่ไม่เหมาะสม

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่สโมสรทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ ให้ข้อคิดต่อการแถลงยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร ระบุถึงการแก้ปัญหาราคายาง

“เราก็แก้ปัญหาทั้งระบบอยู่ แต่ไม่รู้เกษตรกรจะใจเย็นพอหรือไม่ จะขอราคายางที่ 90100 บาท ขอถามว่าตอนนี้เราขายได้แค่ 6070 บาท แล้วจะไปขายให้ใครในโลกนี้ สนับสนุนปลูกยางพารากันอย่างนี้ คงต้องไปขายที่ดาวอังคารแล้ว”

ลีลาประชดประชันให้ไปขายยางดาวอังคารจึงถูกหยิบยกมาถล่มวิสัยทัศน์นายกรัฐมนตรีมากกว่าจะไปให้น้ำหนักสนใจไปยังแนวนโยบายการแก้ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ

ล่าสุด กรณี กริชสุดา คุณะแสน คนเสื้อแดงที่เดินสายแจงเวทีนานาชาติว่าถูกทหารทำร้ายระหว่างการควบคุมตัวของ คสช. พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์ “มีอย่างที่ไหน เป็นผู้หญิงหน้าตาก็ดูดี บอกว่าถูกควบคุมตัว7 วัน แล้วเอาหัวไปกดน้ำ มันดูหนังมากไปหรือเปล่า อีนี่ใครจะไปทำวะ ผู้ชายด้วยกันยังไม่อยากทำเลย ทำไม่ได้ เพราะเราเป็นคนไทยพุทธ ใครจะไปทำคุณ จับมาควบคุมตัว ไม่ได้ให้อดข้าวอดน้ำ วันนั้นหน้ามันผ่อง สามีมันก็ไปอยู่ด้วย สั่งให้กลับบ้าน มันก็ไม่กลับ ขอให้อยู่ต่อ กลับบ้านอันตราย แต่เวลาไปพูด ไปบอกว่าถูกทรมาน ถูกทำร้าย ตอกเล็บ ไอ้บ้าเอ๊ย ใครจะไปตอกเล็บมันวะ นี่คือสิ่งที่พูดไม่จริง”

ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร แต่การใช้คำพูดรุนแรง ไม่ให้เกียรติผู้หญิง สื่อสารสู่สาธารณะเช่นนี้ ย่อมทำลายภาวะผู้นำของ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างรุนแรง

ยังไม่รวมกับคำพูดทีเล่นทีจริง ที่เข้าใจได้ว่าอาจเป็นการสร้างสีสัน “ปล่อยมุข” ทำลายบรรยากาศความตึงเครียด ลบภาพดุดันที่ผ่านมา แต่หลายครั้งผลลัพธ์ที่ออกมากลับได้ผลตรงข้าม โดยเฉพาะในเวทีที่เป็นทางการ

ชัดเจนในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 12 ก.ย.

“กรณีของแอร์พอร์ตลิงค์ให้ไปรีบซ่อม วันนี้คนใช้บริการเยอะขึ้น พอคนไม่มาใช้ก็บอกว่าคนใช้น้อย แต่พอเขามาใช้เยอะก็บอกว่ารถเสีย ก็ต้องไปรีบซ่อมซะ มันน่าจะเอาคนที่รับผิดชอบมายืนบนรางรถไฟนะ”

“อย่าไปเตะทรายใส่นักท่องเที่ยว อย่าให้เกิดขึ้นอีก คิดได้ยังไง ผมไม่เข้าใจ น่าจะเอาเจ้าของ (ร้านให้เช่าที่นอนอาบแดดชายหาด) ไปฝังทรายให้ถึงคอ”

คำพูดลักษณะเช่นนี้ เมื่อออกมาจากปากนายกรัฐมนตรีแบบไม่ถูกที่ ถูกเวลา ย่อมบั่นทอนความน่าเชื่อถือ และหากยังไม่ปรับตัวปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ย่อมฉุดภาวะผู้นำมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายจะสะสมและย้อนกลับมาเป็นปัญหาต่อการบริหารงานในอนาคต

กันยายน 30, 2014 Posted by | การเมือง, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

สวนสัตว์พาต้าควรแก่เวลาปิดตำนานแล้วจริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2557 เวลา 10:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1rrhaoR

สวนสัตว์พาต้าควรแก่เวลาปิดตำนานแล้วจริงหรือ?

โดย…นรินทร์  ใจหวัง

ถ้าเอ่ยชื่อ เจ้าบัวน้อย อาจจะฟังไม่ค่อยคุ้นหูนัก แต่ถ้าบอกว่า ‘คิงคองพาต้า’ แล้วล่ะก็  ทุกคนต้องร้อง อ๋อ!! อย่างแน่นอน เพราะเจ้ากอริลลาในสวนสัตว์บนยอดอาคารของห้างสรรพสินค้าพาต้า ย่านปิ่นเกล้า ตัวนี้เป็นที่คุ้นเคยกับคนไทยเป็นอย่างดี และเคยเป็นความทรงในวัยเด็กของใครหลายๆ คน

ทว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมาเรื่องราวของบัวน้อย และบรรดาสัตว์ที่ถูกเลี้ยงอยู่บนยอดอาคารแห่งนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ และปรากฏเป็นข่าวตามหน้าสื่อมาเป็นระยะๆ บ้างก็ว่า การดูแลของสวนสัตว์แห่งนี้ไม่ได้มาตรฐานอย่างที่ควรจะเป็น บ้างว่ากอริลลาร้องไห้ บ้างว่าที่ทางคับแคบ สัตว์ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน บ้างก็ว่าหากเกิดไฟไหม้หรือแผ่นดินไหวขึ้นมา ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชะตากรรมของสัตว์เหยียบ500ชีวิตพวกนี้

ล่าสุดทางกลุ่มคนรักสัตว์รวมมือกับหลายๆ องค์กรและchange.org ตั้งแคมเปญรณรงค์ล่ารายชื่อคนไทยกว่า35,000 ชื่อเพื่อให้กรมอุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่าเพิกถอน ใบอนุญาตสวนสัตว์พาต้าและตั้งคณะกรรมการหาบ้านใหม่ให้บัวน้อย ซึ่งดูจะช้าไปเสียแล้ว เพราะกรมอุทยานฯ ต่อได้สัญญาให้กับสวนสัตว์แล้วตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้คณะผู้ดำเนินการเรียกร้องต้องเปลี่ยนแผนการเป็นการเจรจากับทางพาต้าแทน

ส่องสวนสัตว์พาต้า

ลิฟท์แก้วนวัตกรรมน่าทึ่งในอดีตพาขึ้นมาถึงชั้น7 ซึ่งเป็นยอดตึกเปิดด้านบนโล่ง และเป็นชั้นที่อยู่ของบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม รวมถึงนางเอกของที่นี่ “บัวน้อย” ซึ่งอยู่สวนกลางของลานจัดแสดง ลิงตัวเขื่อง ขนดำขลับนั่งอยู่ในกรงซึ่งล้อมด้วยกระจกอีกทีเพื่อเปิดเครื่องปรับอากาศอยู่ตลอด ภายในกรงมีชิงช้า เครื่องห้อยโหนและห้องนอนส่วนตัว แสงอาทิตย์บางๆ รอดเข้าตรงกลางโดม  ทอดตัวถึงพื้นปูนสีเหลืองหม่นบ่งบอกอายุการใช้งาน ทว่าความสะอาดดูเรียบร้อยกว่าเพื่อนสัตว์ ที่อยู่รายรอบกรงของบัวน้อย ซึ่งใกล้กันเป็นที่อยู่ของบรรดาลิง ทั้งชิมแปนซี และอุรังอุตังแม่ลูกที่มีนิสัยขี้เล่นและคุ้นเคยกับคนเป็นอย่างดี โดยบางส่วนของกรงมือของคนสามารถเอื้อมถึงไปจับมือกับเพื่อนสายพันธุ์ใกล้เคียงมนุษย์เหล่านี้ได้

ถัดออกไปล็อกเดียวก็จะได้พบกับห้องปรับอุณหภูมิ ซึ่งมีเพนกวินฮัมโบลต์ สายพันธุ์เดียวที่สามารถพบได้ในพื้นที่แห้งแล้งอย่างทะเลทราย สามารถพบได้แทบอเมริกากลางเช่นประเทศเปรู ชิลี นอนอยู่โดดเดี่ยวบนพื้นทรายเล็กๆ ที่มีบ่อน้ำสีฟ้าอยู่ตรงหน้า ซึ่งเจ้าเพนกวินตัวนี้ก็มีอายุไม่ต่ำกว่า20 ปี เพื่อนๆร่วมฝูงพากัน ล้มหายตายจากไปจนหมด ซึ่งนโยบายของสวนสัตว์คือต้องการเลี้ยงมันตัวเดียวไปจนกว่า จะหมดอายุไข จึงจะนำฝูงใหม่เข้ามาแทน พร้อมกับถือโอกาสปรับปรุงกรงให้ดีขึ้น

ถัดมาบริเวณลานโล่งตรงกลางซึ่งจะเป็นที่อยู่ของบรรดานกสวยงามที่เกาะอยู่ตามขอนไม้ ไร้ซึ่งพันธนาการ  แต่ยังคงมีบางสวนบางสายพันธุ์ที่ต้องอยู่ในกรง ส่วนที่เสริมมาใหม่จะเป็นคอกแกะที่ซึ่งมีบริการขายหญ้าเพื่อให้ป้อน และสัตว์จำพวกลิงหายากตัวเล็กๆ รายล้อมโดยทั่ว

จุดที่น่าสนใจอีกที่คือบริเวณกรงเสือดาว2 ตัวและเสือดำ1ตัว ซึ่งอยู่ในกรงขนาดกลางๆ ท่าทีของสัตว์เหล่านี้ไม่ได้เซื่องซึมแต่อย่างใด เช่นเดียวกับหมีหมาและหมีควายที่เล่นสนุกอยู่กับคู่ของมันในกรงหินเล็กๆ อย่างเคยชิน เหมือนความเป็นอยู่ของสัตว์หายากอีกหลายชนิดที่เรียงรายอยู่ข้างๆ กัน เช่นแมวลายเมฆ เม่น ชะมด หมีขอ ที่มักถูกเลี้ยงในเป็นคู่ๆ ในสัตว์บางชนิดพบกลิ่นฉุนเฉพาะตัว และกลิ่นมูลอยู่บ้างเล็กน้อยเหมือนกับสวนสัตว์ทั่วๆไป

และในส่วนของชั้น6 ซึ่งเป็นชั้นที่ปรับอากาศทั้งหมด เป็นที่อยู่ของสัตว์เลื้อยคลานจำนวนมาก ที่จัดแสดงอยู่ในใครตู้มัน เล็กบางใหญ่บ้างตามขนาดของสัตว์ แต่บางตู้โชว์กลับเป็นตู้ว่าง และอากาศไม่ได้ถ่ายเทดีเหมือนกับด้านบน โดยรวมหากไม่ตั้งอยู่ในความอคติต่อภาพลักษณ์ก่อนหน้านี้ พบว่าสวนสัตว์แห่งนี้ดูแลสัตว์เลี้ยงได้แข็งแรงสมบูรณ์ดี หากจะหาเหตุสักข้อว่าอะไรคือความผิดพลาดของสวนสัตว์นี้ อาจจะเป็นเหตุผลเดียวคือ ทำไมสวนสัตว์ต้องอยู่บนตึก ซึ่งถ้าเกิดเหตุฉุกเฉิน ไฟไหม้ แผ่นดินไหว ชะตากรรมของสัตว์เหล่านี้จะเป็นอย่างไร

มองในมุมผู้บริหารสวนสัตว์

คณิต เสริมศิริมงคล ผู้อำนวยการสวนสัตว์พาต้าเชื่อว่า ทางสวนสัตว์ได้ดูแลสัตว์ทุกตัวอย่างดี วัดผลได้จากสัตว์หลายๆ ชนิดที่มีลูกและจำนวนสัตว์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมทั้งเชิญชวนให้คนไทยเข้ามาพิสูจน์ความจริงที่พาต้าอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ว่าสัตว์ที่นี่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจริงหรือไม่

“ธุรกิจสวนสัตว์มันไม่ใช่ธุรกิจเอากำไร แต่เป็นธุรกิจเพื่อสังคม ต้องเข้าก่อนว่าไม่ใช่ว่าเราเลี้ยงไม่ดี หรือพื้นที่คับแคบนะครับ เราเลี้ยงสัตว์อย่างดีนะครับ แต่ที่กรมอุทยานพูดถึงคือบนดาดฟ้า ตรงที่เราเพาะเลี้ยง(พูดพลางชี้มือขึ้นไปบนหลังคาชั้น7) ซึ่งเราเพาะได้เยอะขึ้นเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่เห็นว่ามันเยอะแล้ว อย่าเอาไปไว้ข้างบนเลย  ให้เอาไปไว้ที่พักสัตว์ของเรา ซึ่งอยู่ที่จังหวัดนนทบุรีเถอะ เราก็ รีบย้ายไปแล้ว ที่พักสัตว์ก็ได้ไปตามมาตรฐานคือต้องมี เพื่อเก็บสัตว์ที่ต้องการการเลี้ยงดูเป็นพิเศษ เช่น อายุมาก ป่วย  ผสมพันธุ์ ส่วนเรื่องว่าเราเลี้ยงสัตว์ไม่ดี คือถ้าไม่ดีเนี่ย สัตว์จะให้ลูกได้อย่างไร สัตว์ป่ามีลูกไม่ใช่เรื่องง่ายๆ  เราก็มองว่า เรายังเพาะขยายพันธุ์ได้  วิธีที่พิสูจน์ว่าที่ไหน เลี้ยงดีไม่ดี ก็ดูที่เขาเพาะพันธุ์ได้มั้ย  พาต้า เพาะอุรังอุตังได้ สวนสัตว์บนดินบางแห่งยังเลี้ยงไม่ได้เลย อยู่ที่การจัดการแล้ว ไม่ใช่สถานที่”

ขณะที่ประเด็นบัวน้อย ซึ่งมีคนให้ความสนใจมมากที่สุดและต้องการหาบ้านใหม่ให้บัวน้อยที่อยู่บนยอดตึกแห่งนี้มาเกือบ30 ปี ในมุมของผู้บริหารสวนสัตว์มองว่าพาต้าถือเป็นสวนสัตว์ที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงดูกอริลลาในภูมิภาคนี้ซึ่งมีเชื้อโรคที่เป็นอันตรายต่อลิงชนิดนี้ แต่สวนสัตว์ที่นี่สามารถเลี้ยงดูลิงตัวนี้ได้เป็นเวลายาวนานขนาดนี้ถือเป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จ

“ที่เขาพูดกันว่ากอริลล่าร้องไห้ เป็นประเด็นที่พูดกัน เพื่อหาแนวรวม ทั้งๆ ที่เขาก็รู้ว่า กอลิลาร้องไห้ไม่ได้ ทำไมไม่อธิบายกับคนที่ร่วมลงชื่อเข้าใจ  จะถอนใบอนุญาตสวนสัตว์ผมต้องถามว่าเราผิดอะไร ผมยังไม่รู้เลยผมผิดอะไร  เปิดมาตั้ง30ปี สถานที่กว้างขว้าง หน่วยงานรัฐให้ผมต่อเติมตรงนั้นตรงนี้ ต้องเท่านั้นเมตร เท่านี้เมตร ผมก็ทำทุกอย่าง  ถ้าบอกว่าเรื่องกอริลล่าร้องไห้ เลยผิด ก็มันไม่ร้องอ่ะ  หรือผมเลี้ยงได้ไม่ดี อดอยาก หรือผอมก็ว่าไปอย่าง สัตว์ก็ออกลูกเยอะแยะ เลี้ยงให้ทางการ ผมผิดหรอ  ช่วยอนุรักษ์ก็ไม่เอา

สิงคโปร์เขาเป็นประเทศที่เยี่ยมมากเลย ระบบการจัดการ เรื่องความสะอาด แต่ยังเลี้ยงแล้วตาย เพราะว่า ดินในแทบอาเซียนเนี้ย  มันมีเชื้อโรคกับลิงชนิดนี้ เป็นอันตรายต่อกอลิลาได้ง่ายมาก  ที่ถามว่าทำไมไม่ย้ายลงไปที่ดิน คือถ้ามันอยู่ข้างล่างมันคงแล้วตาย   เวลาขับถ่ายแล้วลงในดิน สะสมแล้วก็กลับมาเข้าสู้ร่างกาย  มันไม่ใช่ว่าจะได้อพยพไปเรื่อย แต่มันอยู่ที่สวนสัตว์  เชื้อโรคเหมาะแก่การทำอันตรายต่อสัตว์ชนิดนี้ ”

ทำความเข้าใจกลุ่มคนเคลื่อนไหว หาบ้านใหม่ให้บัวน้อยและเพื่อน

เป้าประสงค์ที่แท้จริงของกลุ่มผู้เคลื่อนไหว มิใช่การต่อต้านสวนสัตว์แห่งนี้แต่อย่างใด แต่คือการทำอย่างไรให้สวนสัตว์พาต้าแห่งนี้ย้ายลงสู่ภาคพื้นดิน ซึ่ง ศิลจิรา อภัยทาน ตัวแทนกลุ่มคนรักสัตว์ มองว่าเป็นเรื่องที่ผิดตั้งแต่ต้นที่มีการนำสัตว์ตามธรรมชาติเข้ามาเลี้ยงในกรงขัง ซึ่งมีให้เห็นกันทั่วไป แม้แต่ประเทศที่เจริญแล้วก็ตาม ดังนั้นโจทย์คือทำอย่างไรให้สัตว์ในสวนสัตว์อยู่ได้โดยคล้ายคลึงกับธรรมชาติมากที่สุด

“เราไม่ได้ต่อต้านส่วนสัตว์พาต้า  แต่แค่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่สัตว์จะต้องไปอยู่บนยอดตึก คือมันไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง มันผิดที่ผิดทาง จริงๆ มันควรอยู่ที่พื้นโลก ไม่ควรอยู่บนยอดตึก  ไม่ต้องคิดถึงไฟไฟไหม้ หรือแผ่นดินไหวเลย ทางผู้บริหารสวนสัตว์ควรต้องดูงานที่ต่างประเทศว่าสวนสัตว์ลอยฟ้าแบบนี้เขาปิดกันไปหมดแล้ว ตามประเทศที่เจริญแล้วอย่างอเมริกาก็ปิดไปเยอะมากแล้ว อังกฤษก็ปิดไปแล้ว

กรณีที่เขารักสัตว์จริง ก็ต้องชื่นชมเขาอย่างมากที่ยังดูแลสัตว์ได้อย่างดี อย่างที่เขาบอกคือกอริลลาที่อายุยืนได้ขนาดนี้ก็ได้รับการดูแลที่ดีเยี่ยม  ดังนั้นเรื่องสภาพร่างกาย เราไม่มีอะไรกังขาเลย เราต้องขอบคุณด้วยซ้ำ เรื่องที่เขาดูแลมรดกโลกชิ้นนี้อย่างดี แต่ประเด็นคือทำไมมันต้องอยู่บนยอดตึก มันไม่เหมาะเลย”

อีก5 ปีลุ้นย้ายจากยอดตึกลงสู่พื้นดิน

อย่างไรก็ตามใช่ว่าจะไม่มีข่าวดีในเรื่องนี้เลย สำหรับคนที่คอยลุ้นอยู่ว่าบัวน้อยและเพื่อนสัตว์จะต้องอยู่บนยอดตึกไปจนวันสุดท้ายของชีวิตหรือไม่ ก็พอจะมีหวังเพราะว่า เพราะทางผู้บริหารพาต้าเชื่อว่าไม่เกิน5 ปี ก็จะพยายามนำสวนสัตว์พาต้าลงจากยอดตึกลงสู่พื้นดินอย่างแน่นอน

“ในอนาคตเราจะพัฒนาเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราก็ต้องขยับขยาย อย่างไรผมเชื่อว่า ต้องมีโอกาสลงไปแน่นอน ภายในประมาณ 5 ปี นี่แหละ ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสถานที่ เศรษฐกิจ ไม่ใช่เศรษฐกิจไม่ดีแล้ว ไปเปิดสวนสัตว์  ลงทุนไม่ใช่น้อยๆ เพราะมันเป็นธุรกิจเพื่อสังคมนะครับ  จะเปิดทั้งที่ก็ต้องเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อ ดูไปเรื่อยๆ ที่เหมาะมั้ย ไม่ใช่ปิดตายอยู่ที่นี่ตลอดไป  มีโอกาสขยาย มีผลออกลูกมาเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ศิลจิรา และแนวรวมกำลังพยายามเดินหน้าต่อไปคือ การเข้าพูดคุยกับเจ้าผู้บริหารสวนสัตว์พาต้า เพื่อนำสัตว์ทั้งหมดที่อยู่บนยอดตึกลงสู่พื้นดินให้เร็วที่สุด ซึ่งสัตว์ทั้งหมดยังคงเป็นกรรมสิทธ์ของเจ้าของเดิมอยู่

“ที่บอกไว้ 5 ปี10  ปี ก็ยังไม่เป็นรูปร่างถ้ายังไม่ได้รับความร่วมมือจากเอ็นจีโอทุกฝ่าย ที่เห็นจะเห็นความสำคัญของกอริลล่าของไทยตัวเดียวตัวนี้  แพนด้าเราทำไมเราลงทุนได้เป็นร้อยเป็นพันล้านได้ กอริลล่าตัวนี้ มันทำไม่ได้ มันน่าน้อยใจแทนบัวน้อยนะ

อย่างไรเราขอย้ำเป้าประสงค์ขอเราคือเราต้องการขอคือ เอาสัตว์ลงมาดูแลข้างล่างได้หรือไม่ โดยที่กรรมสิทธิ์ คงเป็นของพาต้าอยู่ แต่มีจำนวนเงินกว่า50 ล้านที่ที่เราต้องจัดเตรียมที่อยู่ก่อนนำสัตว์ลงมา ยังไม่ได้หาเจ้าภาพจริงจัง แต่เชื่อว่าอย่างไรคนไทยก็ต้องช่วยเหลือจำนวนเงินเหล่านี้แน่นอน คนละ10บาทก็ยังดีก็เป็นต้นทุนที่สามารถเอาไปต่อยอดและมีความไปได้มาก แต่อย่างที่บอกโครงการไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะต้องใช้เงินเยอะมาก พร้อมกับค่าตัวของผู้เชี่ยวชาญด้านกอริลลา ที่มีความรู้ในการเคลื่อนย้ายก็สูงมาก  แต่เราก็พอมองเห็นหนทางพร้อมกับคนที่จำเข้ามาเป็นคณะทำงานแล้ว แต่ยังไม่เป็นรูปร่าง เพราะเรายังไม่ได้ไปคุยกับ พาต้าว่าเขายินดีปล่อยวางหรือยัง พร้อมกับความภาคภูมิใจ ใน 30 ปีของตำนานแล้วหรือไม่  เราอยากให้เค้าปิดตำนานด้วยความสง่างาม ตระหนักเห็นว่าเสียงประชาชนมันมากจริงๆ  ในเรื่องของการผิดที่ผิดทาง โดยให้เขาตัดสินใจซะเอง โดยที่ ไม่ต้องให้ใครกดดัน มันจะดูดีกว่าหรือไม่”

ต่อจากนี้บัวน้อยและเพื่อนสัตว์ดูจะไม่ใช่เรื่องของพาต้าและกลุ่มอนุรักษ์สัตว์อีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็นเรื่องของคนไทยทุกคน ในการช่วยกันอย่างไรให้กอริลลาตัวเดียวของไทยตัวนี้ยังอยู่ได้ และลงสู่พื้นดินอย่างเรียบร้อยปลอดภัย

 

 

 

กันยายน 30, 2014 Posted by | รายงานพิเศษ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

เสียงจากเด็กอุเทน-ปทุมวัน”อย่าเหมาเข่งปิดสถาบัน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2557 เวลา 20:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1rnXUsh

เสียงจากเด็กอุเทน-ปทุมวัน"อย่าเหมาเข่งปิดสถาบัน"

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ,ธเนศน์ นุ่นมัน

ปัญหานักเรียนนักเลง เป็นเรื่องคาราคาซังมานานหลายสิบปีที่แก้ไขได้ยากมาก  ล่าสุด นพ.กำจร ตติยกวี เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ได้ออกมาตรการ แก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของ 2 สถาบันคู่อริ ระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกวิทยาเขตอุเทนถวาย กับ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน

ประกอบด้วย  1.ห้ามไม่ให้มีอาวุธในสถานศึกษาโดยเด็ดขาด 2.หากพบว่ามีผู้กระทำผิดให้ลงโทษอย่างจริงจังและเด็ดขาด 3.ฝึกวินัยให้กับนักศึกษา โดยในปีการศึกษา 2558 ให้ทั้ง 2 สถาบันจัดกิจกรรมปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ร่วมกันเพื่อฝึกวินัย ฝึกความสามัคคีกลมเกลียวซึ่งทั้ง 2 สถาบันมีแนวคิดจะประสานขอให้ทหารเข้ามามีส่วนร่วมในการฝึกวินัยครั้งนี้ 4.ขอให้ทั้ง 2 สถาบันสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการและร่วมมือกันการสร้างงานวิชาการในอนาคตให้มากขึ้น รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองและนักเรียนได้รู้ถึงจุดเด่นทางวิชาการของแต่ละสถาบันเพื่อให้รู้ว่าหากเรียนจบที่มีจะมีอนาคตอย่างไร

“ขอให้ทั้ง 2 สถาบันรวมรายชื่อหัวโจกส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ และ สกอ.จากนั้นผมจะส่งต่อไปยัง คสช.ด้วย ซึ่งหากมีการก่อเหตุวิวาทขึ้นมาอีก เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้เรียกหัวโจกที่มีรายชื่อทั้งหมดมาสอบปากคำ” นพ.กำจร กล่าว

การใช้ไม้แข็งครั้งนี้เป็นผลพวงจากคำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่สั่งเด็ดขาด หากสถาบันใดเกิดเหตุทะเลาะวิวาทก็ให้สั่งปิดทันที

กระนั้น เสียงของทั้ง ก่อสร้างอุเทนถวาย และช่างกลปทุมวัน  ที่เป็นคู่อริกันมานานหลายทศวรรษ  ก็น่าสนใจไม่น้อย

โจ้ (ขอสงวนชื่อ) คณะวิศวกรรม ชั้นปีที่ 3 จากก่อสร้างอุเทนถวาย เล่าว่า  การปิด ไม่มีความเป็นธรรม เพราะนักเรียนนักเลงคนเดียวหรือกลุ่มเดียว ไปก่อเหตุตีกันแล้วถูกสั่งปิดการเรียนชั่วคราวนั้น ย่อมไม่เกิดผลดี

“นักศึกษาที่ไม่เกี่ยวข้อง เขามาเรียนเพราะเขาสอบได้ สถาบันดี อาจารย์สอนดี จบออกมามีเกียรติมีศักดิ์ศรีเอาไปใช้ทำงานเลี้ยงตัวเอง แต่มาปิดโรงเรียนผมก็ห่วงว่าจะมีประวัติ ไม่ใช่ว่าจบไปสมัครงานที่ไหนก็จะเจอคำถาม อ้าว มึงนักเลงนี่หว่า ไม่เอามันมาทำงาน แบบนี้มันไม่เป็นผลดี ส่วนจะแก้ไขอย่างไรผมก็ไม่รู้ แต่มาปิดโรงเรียนกันมันคงไม่ถูกต้อง”นักศึษาอุเทนถวาย ย้ำ

ไม่ต่างจากสถาบันคู่อริอย่าง วิชัย (ขอสงวนนามสกุล) ชั้นปี 4 ช่างกลปทุมวัน สอดรับว่า มาตรการดังกล่าวไม่มีประโยชน์ เพราะนักศึกษาที่ตีกัน ส่วนใหญ่ก็ไม่สนการเรียนอะไรอยู่แล้ว แต่คนที่เรียนหนังสือที่ตั้งใจจริง กลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบ และอย่าลืมว่า กลุ่มที่ไปก่อเหตุทะเลาะวิวาทจนเป็นเหตุให้มีคนตายนั้น พวกนี้จะไม่สนใจการเรียนอยู่แล้ว หรือบางคนก็ถูกให้ออกไปเพราะเรื่องวิวาท และยังไปก่อเหตุ แต่พอถูกจับ สถาบันก็มักจะถูกพูดถึงในแง่ลบทันที

“มันแก้ไม่ตรงจุด มาตรการปิดโรงเรียนอาจจะดี ผมคิดว่าคงไปกระตุกให้ผู้บริหารสถานศึกษาเข้มงวดเรื่องตีกันมากขึ้น แต่คนที่ได้รับผลกระทบมันนักศึกษาหรือนักเรียนส่วนใหญ่ที่ไม่เกี่ยวข้อง ใครทำใครตีก็ต้องลงโทษคนนั้น มาเหมารวมแบบนี้มันไม่ถูกต้อง เอาจริงๆ ถ้าแก้ปัญหากันอย่างเป็นระบบ ผู้บริหารของสองสถาบันลงแรงลงสมองกันให้มาก ปัญหามันก็ต้องจบ”

วิชัย ย้ำด้วยว่า สองสถาบันทั้งก่อสร้างอุเทนถวาย และช่างกลปทุมวันที่วิชัยเรียนอยู่นั้น ระยะหลังแทบจะไม่มีปัญหาระหว่างกันแล้ว นานหลายปีที่อยู่กันอย่างเงียบสงบ แต่จนแล้วจนรอดก็เกิดเรื่องขึ้นอย่างรุนแรงในรอบเพียง 1 เดือน และนั่นทำให้เพื่อนๆ นักศึกษาทั้งสองสถาบันก็ต้องตกอยู่ภาวะวิตกอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่รู้วันไหน “หวย” จะมาออกที่ใคร หรือใครคนใดจะถูกเล่นจากอริต่างสถาบัน กลายเป็นไฟที่ลุกโชนหลังจากที่ควันมันได้สงบมานานกว่า 3 ปี

หากย้อนดูสถิตินักเรียนอาชีวศึกษาก่อเหตุทะเลาะวิวาทซึ่งกองบัญชาการตำรวจนครบาลเคยบันทึกไว้ระบุว่า  ในปี 2552 มีการก่อเหตุ 2,619 ครั้ง ในปี 2553 ระหว่างเดือน ม.ค.-ก.ย. มีการก่อเหตุ 2,132 ครั้ง แม้ปีต่อๆ มาจะไม่มีการระบุถึงสถิติอย่างชัดเจนแต่หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างยืนยันตรงกันว่ามีตัวเลขลดลง ทว่าสิ่งที่น่าตกใจคือแนวโน้มด้านความรุนแรงขึ้น

กรณี ร้ายแรงสุดถึงขั้นลุกลามจากเหตุวิวาทยกพวกตะลุมบอน เป็นการก่อเหตุฆาตกรรมคู่อริอย่างอุกอาจ หลังเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแทบทุกครั้ง สิ่งที่ตามมา คือ เสียงเรียกร้องจากสังคมให้ลงโทษสถาบันที่ก่อเหตุอย่างเด็ดขาด เช่นล่าสุด ตามที่สวนดุสิตโพลระบุผลสำรวจความคิดเห็น 63.55% ระบุว่าควรลงโทษโรงเรียนหรือสถานศึกษา โดยการยุบหรือสั่งปิดชั่วคราว ในกรณีที่ก่อเหตุซ้ำซาก

อย่างไรก็ดี การปิดสถาบันที่ก่อเหตุ หากนับจากอดีตที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ง่ายนัก ส่วนใหญ่แค่ปิดชั่วคราวเพียงไม่กี่วัน

จอมพงศ์ มงคลวนิช นายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หากปิดที่ใดที่หนึ่งเด็กที่มีปัญหาก็จะแค่ย้ายที่เรียน

“เด็กอาชีวะทั่วประเทศ ประมาณ 4 แสนคน กำลังแบกปัญหาที่เด็กกลุ่มน้อย หลักประมาณ1,000 คนก่อขึ้น จึงควรมีมาตรการที่แก้ปัญหาให้เด็กกลุ่มนี้เข็ดหลาบ ปัจจุบันการลงโทษเด็กตามกฎหมายอ่อนมาก เมื่อเด็กถูกให้ออกจากสถานศึกษาแห่งหนึ่งจะย้ายไปสมัครเรียนที่อื่นและก่อเหตุต่อได้ การแก้ปัญหาเด็กทะเลาะวิวาทจะต้องทำหลายมาตรการพร้อมๆ กัน”จอมพงศ์กล่าว

ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา หลายสถาบันไม่ได้นิ่งนอนใจเรื่องนี้ อาจารย์ผู้สอนของหลายสถาบันต่างต้องแบกทั้งภาระการสอน และทำหน้าที่เฝ้าระวังเหตุ บางแห่งถึงกับต้องจ้างทีมเฉพาะออกไปดูแลนักศึกษา สถาบันบางแห่งเช่น ปทุมวัน ต้องกำหนดมาตรการไม่รับนักศึกษาที่มีภูมิลำเนาในกรุงเทพเลย ปัญหาจึงลดลงไปมากแต่ก็ไม่หมดไป และหากดูที่ตัวเด็กแต่ละที่ เราก็จะได้ยินว่ามีไม่น้อยที่ต้องพกอาวุธเพื่อเอาตัวรอดจากปัญหานี้  เราเคยไปดูงานในหลายประเทศ พบว่า ที่อื่นอาจจะมีปัญหาใช้ความรุนแรงแต่ก็เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่สถาบันกับสถาบัน เราจึงมีปัญหาเฉพาะตัว ที่ต้องตั้งคำถาม ว่า เพียงมาตรการเดียวจะแก้ปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดหรือไม่

ต้องติดตามดูว่า มาตรการเอาจริงของ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ที่จะแก้ปัญหานักเรียนนักเลงครั้งนี้ ถึงขั้นออกประกาศิตเด็ดขาด จะสำเร็จแค่ไหน เพราะถ้ายุคนี้ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ  ไม่สามารถแก้ได้ ก็คงต้องรอไปอีกนาน

ภาพประกอบข่าวจากแฟ้มภาพ

กันยายน 30, 2014 Posted by | รายงานพิเศษ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

“สกิมเมอร์”ระบาด”สอดบัตร”ต้องขยับก่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2557 เวลา 14:49 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1xlW4vD

"สกิมเมอร์"ระบาด"สอดบัตร"ต้องขยับก่อน

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ความสะดวกในการเข้าออกประเทศไทย ทำให้อาชญากรข้ามชาติเดินทางมาก่อเหตุได้มากขึ้น ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าบางแก๊งขึ้นเครื่องบินมาก่อเหตุในช่วงเช้า และสามารถออกนอกประเทศไปในช่วงบ่ายได้ทันที

ยังไม่นับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ที่เอื้อให้ขบวนการเหล่านี้มีเขี้ยวเล็บมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายในการจับ-ปราบปราม

สองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ ทำให้ประชาชนตกอยู่ในความไม่เชื่อมั่น หนึ่งคือการออกอาละวาดของแก๊ง “สกิมเมอร์” ย่านรามคำแหง ซึ่งใช้อุปกรณ์รูปแบบใหม่ อีกหนึ่งคือการจับกุมสมาชิกแก๊งสกิมเมอร์สัญชาติรัสเซีย

ข้อมูลจากสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (ทีไอเจ) พบว่าชาวยุโรปจะเข้ามาก่ออาชญากรรมชั้นสูงในรูปแบบการปลอมบัตรเครดิตและบัตรเอทีเอ็มด้วยการสกิมมิ่ง

จำแนกสัญชาติพบว่าเป็นแก๊งรัสเซีย เยอรมนี ยูเครน โรมาเนีย อังกฤษ และมาเลเซีย โดยจะนำเทคโนโลยีทันสมัยในการสกิมมิ่งข้อมูลภายในบัตรบวกกับความเชี่ยวชาญ

ระยะเวลาเพียง 30 วินาทีเท่านั้น ข้อมูลจากบัตรเอทีเอ็มก็จะถูกส่งต่อไปยังบัตรปลอมเพื่อตระเวนกดเงิน และหากถูกจับกุมก็สามารถทำลายข้อมูลหลักฐานได้อย่างรวดเร็ว

ผกก.สน. หัวหมาก อธิบายว่า องค์ประกอบของการขโมยข้อมูลบัตรเอทีเอ็มมีด้วยกัน 2 อย่าง ได้แก่ ข้อมูลบนแถบแม่เหล็กหลังบัตร และรหัสผ่านสำหรับ กดเงินสด ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

สำหรับพฤติกรรมของคนร้ายจะเลือกก่อเหตุบริเวณตู้เอทีเอ็มที่อยู่ใกล้แหล่งชุมชน มีประชาชนใช้บริการเป็นจำนวนมาก แต่ตั้งอยู่ในที่ลับตาคน โดยผู้เสียหายจะไม่มีทางทราบว่าบัตรถูกโจรกรรมข้อมูลแต่อย่างใด

ผกก.สน.หัวหมาก บอกอีกว่า ในส่วนของวิธีการลงมือก่อการ คนร้ายจะใช้อุปกรณ์ 2 ชิ้น ได้แก่ 1.อุปกรณ์คัดลอกข้อมูล ซึ่งอาจเป็นอุปกรณ์ที่สวมครอบเข้าไปยังช่องเสียบบัตร 2.อุปกรณ์เก็บข้อมูลรหัสบัตรเอทีเอ็ม ไม่ว่าจะเป็นกล้องตัวจิ๋วเพื่อบันทึกภาพการกดรหัส โดยจะซ่อนอยู่บริเวณแป้นพิมพ์ หรือผนังตู้เอทีเอ็ม

“การป้องกันสามารถทำได้ด้วยความไม่ประมาท ก่อนสอดบัตรเอทีเอ็มควรใช้มือจับบริเวณฝาครอบบัตร และบริเวณพลาสติกใสสำหรับสอดบัตร แล้วลองขยับดู หากมีตัวดักรับข้อมูลหรือสกิมเมอร์จะสามารถดึงออกมาได้ เพราะส่วนใหญ่คนร้ายจะใช้กระดาษกาวสองหน้ายึดติดเอาไว้

นอกจากนี้ ก่อนจะกดรหัสผ่านให้สังเกตแป้นพิมพ์หากมีลักษณะนูนขึ้นมา ให้ใช้มือลองขยับ และขณะกดรหัสผ่านควรใช้มืออีกข้างหนึ่งปิดไว้ให้มิด โดยใช้การพิมพ์สัมผัสแทนการดู เพราะคนร้ายอาจซุ่มมองอยู่รอบพื้นที่ใกล้เคียง” พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ ระบุ

แน่นอนว่าก่อนกดเงินช่วงนี้ต้องอย่าลืมสอดส่องช่องเสียบบัตรว่ามีอะไรปลอมแปลงติดอยู่หรือไม่ หากพบความผิดปกติควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและธนาคารทันที

22แก๊งต่างชาติเข้ามาก่อเหตุในไทย

ผลการวิจัยเรื่อง “แก๊งอาชญากรรมต่างชาติที่เข้ามากระทำผิดในประเทศไทย” ซึ่งเปิดเผยโดย นัทธี จิตสว่าง รองผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ก่อนหน้านี้ ฉายภาพให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นแหล่งก่ออาชญากรรมข้ามชาติ โดยพบว่ามีถึง 22 แก๊ง ที่เข้ามาก่อเหตุ

“ขณะนี้ในเรือนจำของไทยมีแก๊งอาชญากรต่างชาติเข้ามามากถูกคุมขังอยู่ 266 คน จาก 101 ประเทศ โดยอาชญากรต่างชาติให้ข้อมูลตรงกันว่า กล้าเข้ามาก่อเหตุในไทยเพราะกฎหมายไม่รุนแรง คนไทยใจดี”นัทธี ระบุ

สำหรับพฤติกรรม อาทิ แก๊ง “รัสเซีย” เชี่ยวชาญที่สุดเรื่องการสกิมเมอร์ ใช้เวลาก่อเหตุเพียง 30 วินาที “โรมาเนีย” มักเข้ามาทางภาคใต้ของประเทศไทย จัดส่งอุปกรณ์ผ่านพัสดุไปรษณีย์ ก่อนจะเข้ามาก่อเหตุย่านสุขุมวิท กทม.

“เยอรมัน” “ออสเตรเลีย” และ “สเปน” จะโจรกรรมข้อมูลผ่านระบบอินเทอร์เน็ตโดยการใช้ไวรัสเข้าไปแฮ็กข้อมูล เจาะรหัสล็อกอิน และพาสเวิร์ดของเจ้าของบัญชี ก่อนจะโอนไปยังบัญชีนอมินีในรัสเซีย

กันยายน 30, 2014 Posted by | รายงานพิเศษ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ส่อง”ประยุทธ์สไตล์”ภาษากายบิ๊กตู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2557 เวลา 00:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1xgPgQ6

ส่อง"ประยุทธ์สไตล์"ภาษากายบิ๊กตู่

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

มาดเข้มขึงขังของ “บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นที่ระบือลือเลื่องไปทั่วทั้งปฐพี

ไม่ว่าจะยืนอภิปรายในสภา ชี้แจงแถลงไขหน้าจอโทรทัศน์ แม้กระทั่งการให้สัมภาษณ์ตอบคำถามนักข่าว

บุคลิกท่าทาง สีหน้า น้ำเสียง การแสดงออก ล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของเมืองไทยคนนี้ได้เป็นอย่างดี

ดร.จิตรา ดุษฎีเมธา ประธานศูนย์พัฒนาความสุขมนุษย์ และอาจารย์ประจำ  สังกัดบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิเคราะห์ว่าเอกลักษณ์โดดเด่นของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาคือความดุดัน โผงผาง ตรงไปตรงมา  คิดออกไปอย่างไร  ก็พูดออกไปอย่างนั้น  เป็นลักษณะของคนที่เป็นผู้นำทางทหาร มักจะตัดสินใจเร็ว ออกคำสั่งได้ทันที

“เมื่อดูคลิปวิดีโอที่พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ในโอกาสต่างๆ จะเห็นได้ว่าท่านเป็นคนที่ดูใจร้อน ตัดสินใจเร็ว พูดเร็ว วัดจากน้ำเสียงที่ดัง โผงผาง ห้วนๆ สั้นๆ แต่แฝงด้วยความมีอารมณ์หนักแน่นอยู่ภายใน  ประกอบกับสายตา ที่แสดงถึงการเป็นคนเจ้าความคิด  นักวางแผน ค่อนไปทางก้าวร้าว จึงออกมาเป็นคนที่ตาเข้มและตาดุ”

พล.อ.ประยุทธ์ ยังถือได้ว่าเป็นคนที่มี “ภาษากาย”ออกมาให้เห็นชัดเจน สังเกตได้ไม่ยาก อันดับแรกคือกิริยาท่าทางเช่น ในสภา เวลาพูดว่า “พวกผมกำลังคิดอยู่นะ” มือจะชี้มาที่ข้างศีรษะ พูดคำว่า “พวกท่าน” ก็จะชี้ออกไปข้างหน้า คิ้วและหน้าผาก จะขยับ ขณะพูด

ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษากายคนนี้วิเคราะห์ว่าอากัปกิริยาโดดเด่นเฉพาะตัวที่ไม่มีใครเหมือนของพล.อ.ประยุทธ์ในยามออกสื่อไว้อย่างน่าสนใจว่า

“เวลาอยู่ในอารมณ์ปกติ นิ่งสงบ  ท่านจะพูดไปเรื่อยๆ มือไม้จะไม่ออก แต่เมื่อใดก็ตาม เริ่มหงุดหงิดไม่พอใจ ก็จะออกท่าทางด้วยการใช้มือ เช่น เวลาถูกนักข่าวรุมถาม ถ้ามีโพเดียม หากมือจับโพเดียม จะสังเกตว่านิ้วมือบางนิ้วจะขยับ แสดงถึงความขัดแย้งที่ไม่พอใจ  แต่ต้องระงับความไม่พอใจไว้  หรือกำลังใช้ความคิด  ระงับอารมณ์ตัวเองไว้ อารมณ์จึงออกมาทางนิ้วที่กระตุก

ท่านใช้มือขวาประกอบการพูด เป็นหลัก ยื่นชี้ออกไปทั้ง 5 นิ้วพร้อมคว่ำฝ่ามือลง ซึ่งหมายถึงการแสดงออกถึง authority  หรืออำนาจเหนือกว่า ขณะเดียวกันก็ใช้วิธีสูดหายใจลึกๆแบบที่เห็นเป็นประจำ เพราะการหายใจเป็นการควบคุมอารมณ์ได้หนักแน่นและรวดเร็วที่สุด ส่วนริมฝีปากปิดเม้มแน่น นั่นคือการพยายามอดทนอดกลั้นอย่างเต็มที่เพื่อหักห้ามไม่ให้ตัวเองพูดอะไรออกไป 

แต่ในขณะเดียวกัน  เมื่อท่านต้องการแสดงความเป็นเอง  ไม่ใช่การคุกคามหรือข่มขู่ผู้อื่น  และแสดงออกถึงความเป็นมิตร  ท่านจะพยายามยิ้มออกมา ให้เห็นถึงความเป็นกันเอง  แต่ก็ยังไม่ใช่อารมณ์ความรู้สึกแท้จริงของท่าน  เพราะการยิ้ม ยังไม่เปิดปากกว้าง  แต่เป็นการปิดปากยิ้ม  และเวลาที่ท่านใช้น้ำเสียง  ท่านจะพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน  มีเสียงสูงและเสียงต่ำ  น้ำเสียงขึ้นลง  ใช้คำพูดว่า “นะจ๊ะ”  ทั้งที่จริงในเวลาปกติ  คนแข็งกร้าว  หรือ ดุ  น้ำเสียงจะสูงกว่าปกติเสียงกลางเพียงอย่างเดียว  ที่ไม่มีสูง

สุดท้ายเวลาหลุด ท่านจะใช้นิ้วชี้ ชี้ออกไป แสดงถึงการออกคำสั่ง เพื่อให้คนเกรง ประมาณว่า “คุณต้องฟังผม”  หรือต้องการตัดบท  ให้จบเรื่องไป”

ดร.จิตรา บอกว่าจากการวิเคราะห์อากัปกิริยาท่าทางในทุกครั้งที่ออกสื่อ ตั้งแต่สมัยเป็นผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ จนถึงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะเห็นได้ว่าพล.อ.ประยุทธ์มีความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาโดยตลอด

“พูดง่ายๆคือ ท่านทราบว่า  ท่านโผงผาง  จึงพยายามทำตัวให้ Soft ลงกว่าสมัยที่ยังเป็นทหารเต็มตัว แต่บางครั้งเวลาที่จะพยายาม Soft แม้น้ำเสียงท่าทางจะผ่อนคลายลง แต่ดวงตายังมีแววดุดันไม่เปลี่ยนแปลง

ที่น่าสังเกตอีกอย่างคือทุกครั้งเวลาที่ท่านพูดอะไรออกไปอย่างดุดันแข็งกร้าว หรือออกอาการเบรคแตก ก็มักจะใช้อารมณ์ขันมาเป็นเครื่องมือในการดึงอารมณ์ที่คุกรุ่น กลับคืนสู่ภาวะปกติ ไม่ว่าจะปล่อยมุข พูดจาหยอกนักข่าว   หรือการใช้การอมยิ้ม

ใครที่ถูกมองว่าเป็นเสือยิ้มยาก  หากยิ้ม  โอกาสที่จะยิ้มแล้วจะเห็นฟัน จะเจอน้อยมาก  อย่างตอนที่ลงพื้นที่ไปช่วยน้ำท่วมที่จ.สุโขทัย แล้วเจอชาวบ้านเข้ามาคล้องพวงมาลัย หอมแก้ม ท่านเผลอยิ้มออกมา นั่นแสดงถึงความเขินอาย มันเป็นสีหน้าที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งตัว  แต่จะสังเกตว่า เวลายิ้ม แก้มจะปริออก ปากยิ้ม แต่ไม่เห็นฟัน ช่วงหน้าผาก คิ้วจะผ่อนคลายลงกว่าเวลาดุดัน จริงจัง”

แม้เอกลักษณ์เฉพาะตัวของพล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ตรงที่ความเป็นคนคิดเร็ว ทำเร็ว ดุดันเด็ดขาด แต่กระนั้นความโผงผาง ใจร้อนวู่วาม  ความเร็วในการโต้ตอบเวลาพูดจา ก็อาจกลายเป็นจุดอ่อนที่อาจสร้างความยุ่งยากก็ได้เช่นกัน  จึงควรคิดให้รอบคอบก่อนพูด  รู้จักฟังด้วยใจที่หนักแน่นก่อน แล้วจึงค่อยพูดออกไป  จะได้ลดความผิดพลาดและไม่ถูกโจมตีได้โดยง่าย

นี่คือ “ประยุทธ์สไตล์” มาดเฉพาะตัวของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดของไทย

รวมคลิป-ภาพหลากหลายลีลา พล.อ.ประยุทธ์

ตอบคำถามสื่อมวลชนอย่างเผ็ดร้อน http://www.youtube.com/watch?v=wtnu_8LXvFQ

หยอกล้อนักข่าวในวันที่อารมณ์ดี http://www.youtube.com/watch?v=gv8Z5oYELDw

ลีลาการอภิปรายในสภา http://www.youtube.com/watch?v=cx4YVbf8l3E

ร้องเพลงคืนความสุขให้ประเทศไทย http://youtu.be/XEPvToxuziQ

ประโยคลือลั่น”เดี๋ยวทุ่มด้วยเวทีเลย!” http://youtu.be/M2hQnf56j_Y

 

พล.อ.ประยุทธ์ ขณะลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วมที่สุโขทัย

 

 

ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล

 

ร่วมร้องเพลงคืนความสุขกับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล

 

ลีลาพล.อ.ประยุทธ์ ขณะชี้แจงร่างพ.ร.บ.งบประมาณต่อสภานิติบัญญัติแห่ชาติ

กันยายน 30, 2014 Posted by | รายงานพิเศษ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

เหวี่ยงแหตรวจDNAความคุ้มค่าราคาที่ต้องจ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2557 เวลา 14:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1B5Mb2G

เหวี่ยงแหตรวจDNAความคุ้มค่าราคาที่ต้องจ่าย

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

สมมติฐานเปลี่ยนแปลงเป็นรายวัน แม้จะล่วงเลยมาแล้วกว่า 1 สัปดาห์ ทว่าความชัดเจนในการสืบสวนสอบสวนคดีฆาตกรรมสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ บนเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี กลับยังไม่ปรากฏ

ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีประกาศิตต้องจับคนร้ายให้ได้ จากนั้นสรรพกำลัง-ทรัพยากร ก็ถูกระดมไปยังเกาะเต่าชนิดมืดฟ้ามัวดิน ไม่ว่าจะเป็นการส่ง ตำรวจ 70 นายลงพื้นที่ด่วน ตามมาด้วยการเตรียมประสานขอความช่วยเหลือจากสำนักงานสอบสวนกลาง สหรัฐอเมริกา (เอฟบีไอ) ก่อนจะส่งตำรวจจากส่วนกลางมาทำคดีอีก 100 คน ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้ส่งนักสืบผู้ชำนาญการจากส่วนกลางอีก 200 คน

ทั้งหมดมีหมุดหมายเดียวคือหาตัวฆาตกร

ตลอด 10 วันที่ผ่านมา (ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. ดูเหมือนว่า “ดีเอ็นเอ” จะเป็นกุญแจดอกเดียวที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหมายมั่นว่าจะช่วยไขไปสู่โฉมหน้าฆาตกร

ความคืบหน้าคดีเกาะเต่าจึงหมุนรอบ “ดีเอ็นเอ” มาโดยตลอด เริ่มตั้งแต่การตรวจผู้ต้องสงสัยชาวต่างด้าวจำนวน 6 ราย จากนั้นก็ขยายผลต่อไปยังชาวต่างชาติเพื่อนของผู้ตายอีก 1 ราย และตรวจชาวต่างด้าวเพิ่มอีก 6 ราย ก่อนที่ศูนย์ตรวจพิสูจน์หลักฐานภาค 8 จะสุ่มตรวจผู้ต้องสงสัยอีก 30 ราย เรื่อยมาจนตรวจเพิ่มลูกเรือสปีดโบ๊ตอีก 1 ราย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังขีดรัศมีจำกัดจากจุดเกิดเหตุ 500 เมตร โดยนำชายไทยและชาวต่างชาติกว่า 100 ราย เข้าตรวจดีเอ็นเอโดยไม่มีการยกเว้นใครทั้งสิ้น

มีรายงานอีกว่า มีความเป็นไปได้ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะตรวจดีเอ็นเอ “ครั้งใหญ่” โดยจะตรวจเฉพาะผู้ชายทุกคนบนเกาะเต่า รวมทั้งจะเรียกตัวผู้ชายทุกคนที่เดินทางเข้า-ออกหลังช่วงเกิดเหตุ

อย่างไรก็ดี จนถึงวินาทีนี้ผลการตรวจดีเอ็นเอทั้งหมดในข้างต้น “ไม่ตรง” กับดีเอ็นเอที่พบในสถานที่เกิดเหตุ นั่นหมายความว่าตำรวจยังคง “คว้าน้ำเหลว”

“โพสต์ทูเดย์” ตั้งข้อสังเกตถึง “ราคาที่ต้องจ่าย” สำหรับการเหวี่ยงแหตรวจดีเอ็นเอ ทั้งที่ไม่มีหลักประกันว่าจะหาตัวคนร้ายได้หรือไม่

พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ประเมินว่า การตรวจดีเอ็นเอบุคคลแต่ละครั้งจะมีต้นทุนอยู่ที่รายละ 5,000 บาท ส่วนตรวจวัตถุพยานจะอยู่ที่ชิ้นละ 8,000 บาท

ถ้าเป็นไปตามเกณฑ์ที่คุณหมอพรทิพย์ระบุ ประกอบกับข้อมูลพื้นฐานของเกาะเต่า ซึ่งพบว่ามีขนาดเพียง 21 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 1,723 คน แต่มีประชากรแฝงมากถึง 1 หมื่นคน

หากเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการตรวจดีเอ็นเอคนบนเกาะเต่าทั้งหมด เฉพาะประชากรตามทะเบียนบ้าน (1,723 คน x 5,000 บาท) จะต้องเสียงบประมาณแตะ 10 ล้านบาท แต่หากต้องการตรวจประชากรแฝงด้วย (1 หมื่นคน x 5,000 บาท) อาจต้องใช้งบประมาณสูงถึง 50 ล้านบาท

“กฎหมายไทยทุกวันนี้ไม่เอื้อให้ตรวจดีเอ็นเอ จะไปบอกว่าเป็นผู้ต้องสงสัยแล้วบังคับมาตรวจดีเอ็นเอคงไม่ได้ ถือเป็นการละเมิด” คุณหมอพรทิพย์ ระบุถึงข้อจำกัดการสืบสวนสอบสวน “เราน่าจะกลับมาทบทวนในช่องโหว่ของคดี เพราะดีเอ็นเอเป็นส่วนหนึ่งในการพิสูจน์คน แต่ไม่ได้พิสูจน์การกระทำ” ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวชัด

ขณะที่ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ บอกว่า ตำรวจจำเป็นต้องมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนก่อนว่าบุคคลที่จะถูกตรวจดีเอ็นเอเกี่ยวข้องกับคดีการฆาตกรรมอย่างไร เพราะการตรวจดีเอ็นเอแม้จะเป็นไปตามกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์และสามารถทำได้หากมีเหตุผลพอ แต่แง่หนึ่งก็เป็นการละเมิดสิทธิผู้อื่น

“การตรวจทั้งเกาะคงเป็นไปไม่ได้ เพราะสิ้นเปลืองและไม่น่าจะถูกต้อง” นพ.นิรันดร์ ระบุ

ก่อนหน้านี้สื่อเมืองผู้ดีอย่าง “เทเลกราฟ” รายงานว่า ตำรวจประเทศไทยถูกตำหนิว่าใช้ความอคติชี้นำการสอบสวนมากกว่าจะพิจารณาจากพยานหลักฐาน ซึ่งทำให้ตำรวจเพ่งเล็งคนงานต่างด้าวมากกว่าชาวไทย และด่วนสรุปว่าแรงงานเหล่านี้เป็นผู้ต้องสงสัย

โลกกำลังจับตาความคืบหน้าคดี เพราะทุกวินาที ที่ล่วงผ่านนำมาซึ่งความไม่เชื่อมั่นและทำลายภาพลักษณ์ประเทศไทย

กันยายน 30, 2014 Posted by | รายงานพิเศษ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น