Archive for the ‘การเมือง’ Category

เฉลิม ชิงนำตอบโต้โชว์บทวิเคราะห์แก้เกม บีอาร์เอ็น   Leave a comment

เฉลิม ชิงนำตอบโต้โชว์บทวิเคราะห์แก้เกม บีอาร์เอ็น

  • 10 พฤษภาคม 2556 เวลา 08:39 น.

เฉลิม ชิงนำตอบโต้โชว์บทวิเคราะห์แก้เกม บีอาร์เอ็น

โดย…อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์

สถานการณ์การเมืองในมาเลเซียกำลังร้อนจากพรรคฝ่ายค้านซึ่งนำโดย อันวาร์ อิบราฮิม ก่อม็อบประท้วงผลการเลือกตั้ง แม้กลุ่มแนวร่วมแห่งชาติ หรือ Barisan Nasional ซึ่งมีพรรคอัมโนและพรรคพันธมิตรจะได้รับชัยชนะก่อตั้งรัฐบาล และ นาจิบ ราซัก หัวหน้าพรรคอัมโน ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งแล้วก็ตาม แต่หากสถานการณ์ลุกลามก็อาจส่งผลสะเทือนต่อเก้าอี้ของนาจิบได้

สิ่งที่ต้องจับตาก็คือ หากเมืองมาเลเซียเปลี่ยนแปลงจะส่งผลกระทบต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพระหว่างสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ของไทย กับกลุ่มบีอาร์เอ็น โดยมีรัฐบาลมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับกระบวนการพูดคุยหรือไม่

ขณะที่ในประเทศไทยเองก็มีประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เมื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ (ศปก.กปต.) แจกเอกสารวิเคราะห์ 5 ข้อของกลุ่มบีอาร์เอ็น ที่แถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์ยูทูบแก่ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล หลังการประชุมหน่วยงานความมั่นคงที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่า จะเสนอการวิเคราะห์นี้ต่อที่ประชุม ศปก.กปต. ในวันที่ 10 พ.ค.นี้ โดยมีข้อพิจารณา 10 ข้อ ประกอบด้วย

1.การเสนอผ่านสื่อสาธารณะ บีอาร์เอ็นน่าจะมองว่าหากต้องการให้ข้อเสนอถูกนำมาพูดคุยกัน ต้องเสนอผ่านทางช่องทางอื่น ไม่ใช่ในที่พูดคุย และมีข่าวว่าบีอาร์เอ็นต้องการให้เปลี่ยนผู้อำนวยความสะดวก เพราะเห็นว่าดาโต๊ะซัมซามินเข้าข้างไทย

2.การที่ ฮัสซัน ตอยิบ กับ อับดุลการิม คาลิบ เป็นผู้ประกาศข้อเสนอ น่าจะเป็นการส่งสัญญาณว่าผู้นำรุ่นเก่ากับแกนนำรุ่นใหม่มีท่าทีและแนวทางเป็นเอกภาพ

3.เนื้อหาของข้อเสนอ บีอาร์เอ็นแสดงจุดยืนชัดเจนว่ายึดอุดมการณ์เอกราช การโจมตีด้วยอาวุธจะดำเนินต่อไป

4.บีอาร์เอ็นยังตั้งใจยกฐานะของขบวนการ โดยให้รัฐไทยรับรองสถานะเป็นขบวนการทางการเมือง พร้อมกับยกระดับการพูดคุยให้สูงขึ้นด้วยการเสนอให้ดึงอาเซียน โอไอซี และเอ็นจีโอเป็นผู้สังเกตการณ์

5.ทุกประเด็นในข้อเสนอมีความละเอียดอ่อนสำหรับฝ่ายไทย รัฐไทยจะได้รับผลกระทบต่างๆ มากกว่า

6.ไทยต้องใช้อำนาจต่อรองที่เหนือกว่ายื่นข้อเสนอที่บีอาร์เอ็นต้องตั้งรับหรือแก้เกมบ้าง เช่น ให้ผู้โดนหมายจับสำคัญแสดงตน ลำพังเรื่องลดความรุนแรงไม่เพียงพอกดดันขบวนการ

7.ไทยไม่ควรผ่อนปรนยอมรับข้อเสนอของบีอาร์เอ็นเพราะกลัวเรื่องความรุนแรง เพราะถึงโอนอ่อนผ่อนตาม ฝ่ายขบวนการก็จะก่อเหตุต่อไป

8.ควรปรับวิธีการพูดคุย ใช้คณะทำงานย่อยพูดคุยทางลับ ซึ่งสามารถเลือกกลยุทธ์หลายรูปแบบในการชิงความได้เปรียบ

9.ข้อเสนอนี้ (ของบีอาร์เอ็น) อาจนำไปสู่ความเห็นต่าง การวิพากษ์วิจารณ์ทางลบต่อแนวทางของรัฐบาล ควรรับทำความเข้าใจกับฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายการเมือง และสังคม

10.รัฐบาลอาจถูกถามเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบแนวทางการรับมือกับข้อเสนอ ซึ่งน่าจะตอบได้ว่าเป็นเรื่องปกติของการพูดคุยที่ต้องมีข้อเสนอ ข้อต่อรอง แต่รัฐบาลยืนยันว่าทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญไทย ข้อเสนอของบีอาร์เอ็นไม่ใช่หนทางไปสู่สันติสุข แต่เป็นความแข็งกร้าว รัฐบาลเป็นฝ่ายยื่นไมตรีไปแล้ว ถ้าขบวนการไม่สนองตอบ ประชาชนในพื้นที่จะตัดสินใจได้เองว่า ใครที่ให้ความสำคัญกับประชาชน ใครที่ต้องการให้สันติสุขเกิดขึ้นในพื้นที่ และใครเป็นอุปสรรค

อย่างไรก็ตาม เอกสารดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าเป็นการวิเคราะห์ของหน่วยงานใด ซึ่งอาจเป็นช่องทางให้ ร.ต.อ.เฉลิม ใช้เป็นข้ออ้างได้ว่าเป็นความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่นโยบายของรัฐบาล เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อทั้งมาเลเซียและบีอาร์เอ็นมากนัก

ความคลุมเครือไม่ชัดเจนว่าเอกสารวิเคราะห์ดังกล่าวเป็นข้อเสนอจากหน่วยงานความมั่นคง หรือของ ร.ต.อ.เฉลิม เอง จึงเป็นผลในเชิงบวกต่อรัฐบาลเปิดเผยให้สาธารณชนได้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้อ่อนข้อให้กับขบวนการก่อความไม่สงบ ซึ่งหลังจากเริ่มกระบวนการพูดคุย ความรุนแรงก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกระบวนการพูดคุยสันติภาพของรัฐบาลกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากทุกฝ่ายว่าล้มเหลว

อย่างไรก็ตาม จังหวะของการเปิดเผยเอกสารในช่วงที่การเมืองภายในประเทศมาเลเซียยังไม่นิ่ง ก็อาจมองได้ว่า ร.ต.อ.เฉลิม ฉวยใช้โอกาสนี้เพื่อสร้างภาพเชิงบวก เพราะแม้จะส่อเค้าความไม่สงบขึ้นในมาเลเซียจากการประท้วงผลการเลือกตั้ง ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าอาจส่งผลต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพ

สำหรับผู้ติดตามการเมืองมาเลเซียอย่างใกล้ชิดหลายคน ก็ยังเชื่อมั่นว่ารัฐบาลพรรคอัมโนซึ่งครองอำนาจมาถึง 56 ปี มีอิทธิพลต่อสังคมมาเลเซียอย่างเหนียวแน่น และถึงแม้ตำรวจมาเลเซียจะดำเนินคดีกับผู้ประท้วงฐานปลุกปั่นให้ขัดขืนอำนาจการปกครอง แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณว่ารัฐบาลมาเลเซียจะใช้วิธีการรุนแรงกับผู้ประท้วง ดังนั้นจึงไม่น่ากังวลกับสถานการณ์การเมืองภายในมาเลเซียมากนัก

อย่างน้อยที่สุด นาจิบ ราซัก ก็น่าจะครองเก้าอี้นายกรัฐมนตรีต่อไป แม้ว่าสมาชิกพรรคอัมโนจะไม่พอใจผลการเลือกตั้งที่พรรคได้คะแนนเสียงและจำนวน สส.น้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรรค แต่หากจะเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรคในการประชุมพรรคอัมโนช่วงปลายปีนี้ ก็ยังมองไม่เห็นว่าใครจะโดดเด่นพอที่จะขึ้นมาแทนที่ นาจิบ ราซัก ได้

สถานการณ์ชายแดนภาคใต้ ซึ่งแนวปะทะทางการเมืองในเวทีพูดคุยสันติภาพร้อนแรงไม่แพ้แนวปะทะทางการทหาร จากความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในพื้นที่ จึงไม่น่าจะได้รับผลจากการเมืองในมาเลเซียมากนัก

แต่จากนี้ไปการโต้ตอบแก้เกมระหว่างไทยและบีอาร์เอ็น คงตามมาอีกหลายระลอก

รัฐเมินม็อบสะท้อน เหลื่อมล้ำ   Leave a comment

รัฐเมินม็อบสะท้อน เหลื่อมล้ำ

  • 09 พฤษภาคม 2556 เวลา 08:10 น.

รัฐเมินม็อบสะท้อน เหลื่อมล้ำ

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

สัญญาณไฟเขียวจากนายกรัฐมนตรี กลายเป็นเสมือนใบเบิกทางให้การชุมนุมของกลุ่มวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) ขยับยกระดับจากการปักหลักหน้าศาลรัฐธรรมนูญ มาเป็นการชุมนุมใหญ่เคลื่อนไหวถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการชุมนุมของกลุ่ม กวป. น่าจะเกินเลย “สิทธิ” ในการชุมนุมอย่างสงบ จนทำให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องแจ้งความต่อกองปราบฯ เอาผิด 4 แกนนำม็อบ ที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายหมิ่นประมาทตุลาการ ทำให้เสียชื่อเสียง

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของกลุ่ม กวป. ดูจะสอดรับไปกับการประกาศจุดยืนของเพื่อไทย เปิดศึกไม่รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีมติรับคำร้องที่มีผู้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในฉบับที่แก้ไขมาตรา 68 และยืนยันจะไม่ส่งคำชี้แจงไปยังศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมล่ารายชื่อยื่นถอดถอนอีกทางหนึ่ง

แต่ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง การชุมนุมของเครือข่ายขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือพีมูฟ ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมขีดเส้น 3 วัน ให้รัฐบาลเร่งรัดแก้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน กลับไม่ได้รับการเหลียวแล มีเพียงแค่ “สุพร อัตถาวงศ์” รองเลขาธิการนายกฯ มาเป็นผู้ประสานงาน

ยิ่งตอกย้ำเป้าหมายของรัฐบาลที่มุ่งเดินหน้าเคลียร์ปัญหาการเมือง ทั้งเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ นิรโทษกรรม มากกว่าปัญหาเชิงโครงสร้างลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

ทั้งที่ กลุ่มพีมูฟถือเป็นตัวแทนจาก “รากหญ้า” ทั่วประเทศ อันประกอบไปด้วย เครือข่ายสลัมสี่ภาค สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) สมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูล (สคจ.) เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด (คปบ.) สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) เครือข่ายเกษตรพันธสัญญา เครือข่ายสิทธิสถานะบุคคล และกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวล

และน่าจะเรียกได้ว่าเป็นฐานเสียงสำคัญของรัฐบาลเพื่อไทย แต่กลับถูกเพิกเฉย ไม่ได้เอาใจใส่ช่วยเหลือแก้ปัญหาความเดือดร้อนในเรื่องที่ดินที่ทำกิน ทั้งที่ถือเป็นพันธสัญญาของรัฐบาล ที่เป็นนโยบายซึ่งแถลงไว้ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2554

โดยระบุชัดเจนในหัวข้อนโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ ทรัพยากรทางทะเล สร้างความเป็นธรรมและลดความ “เหลื่อมล้ำ” ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ

แต่จนถึงวันนี้นโยบายที่จะลดความเหลื่อมล้ำในเชิงโครงสร้างอย่างการจัดการการถือครองที่ดิน คลี่คลายข้อพิพาทในเรื่องที่ดิน กลับไม่คืบหน้าไปถึงไหน จนถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่อยากที่จะไปสานต่อสารพัดโครงการที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้เริ่มต้นเอาไว้

ส่องดูปัญหาของกลุ่มพีมูฟสะท้อนออกมา จะพบว่าเป็นเรื่องของโฉนดชุมชน ซึ่งมีปัญหาถูกจับกุมจากหน่วยงานของรัฐในหลายพื้นที่ เมื่อที่ดินชุมชนไปทับซ้อนกับที่ของรัฐ และยังมีปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภค ผลกระทบจากโรงไฟฟ้า เขื่อน ปัญหาชาติพันธุ์

ยิ่งหากดูข้อเรียกร้องของกลุ่มพีมูฟนั้น ถือว่าไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก ทั้งจัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดินเพื่อการเกษตร ออก พ.ร.บ.โฉนดชุมชน แทนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี รองรับพื้นที่ขอจัดทำโฉนดชุมชนเพื่อเป็นหลักประกันในความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและการถือครองที่ดินให้เกษตรกร

ไม่แปลกที่ประชาธิปัตย์จะออกมาช่วยขย่มซ้ำ เมื่อข้อเรียกร้องหลายเรื่องเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นนโยบายประชาธิปัตย์ที่ถูกดองไว้ไม่ยอมสานต่อเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นโฉนดชุมชนที่เริ่มต้นไปแล้ว 2 แห่ง เหลืออีก 55 แห่ง ธนาคารที่ดินที่ยังไม่มีการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นมาทำหน้าที่จนเรื่องค้างมา 2 ปี

ยังไม่รวมกับภาษีที่ดิน สิ่งก่อสร้าง ภาษีมรดก ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการลดการสะสมถือครองที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่กลับไม่มีวี่แววว่าจะขยับเดินหน้า

นโยบายรัฐบาลเพื่อไทยที่จับต้องได้เวลานี้จึงยังอยู่ในกรอบเรื่องกองทุน ทั้งกองทุนหมู่บ้าน กองทุนสตรี แม้จะเป็นหนึ่งในการเปิดช่องทางเข้าถึงแหล่งทุน แต่ก็อยากจะฝากความหวังเรื่องประสิทธิภาพ ความสำเร็จ และความยั่งยืน

อย่าว่าแต่ปัญหาในเชิงโครงสร้าง ขนาดแค่ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ที่กลุ่มเกษตรกรบุกขึ้นมาเรียกร้องให้นายกฯ แก้ไข แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า โดยเฉพาะยางพาราและปาล์มน้ำมัน แม้จะมีการทุ่มงบประมาณก้อนใหญ่ไปแทรกแซง แต่ก็ยังไร้ผล

ปรากฏการณ์ม็อบหน้าทำเนียบฯ เวลานี้ จึงน่าจะเป็นเพียงแค่หนังตัวอย่างที่คงจะมีเพิ่มขึ้นและต่อเนื่องเรื่อยๆ ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่หันมาสนใจแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเฉพาะหน้าและเชิงโครงสร้างในระยะยาว

ปลุกม็อบแดงหาทางลงหวั่นกระทบยิ่งลักษณ์   Leave a comment

ปลุกม็อบแดงหาทางลงหวั่นกระทบยิ่งลักษณ์

  • 08 พฤษภาคม 2556 เวลา 08:33 น.

ปลุกม็อบแดงหาทางลงหวั่นกระทบยิ่งลักษณ์

โดย…ชุษฎ์วัช ตันวานิช

สมรภูมิการเมืองคุกรุ่นอีกระลอก เมื่อแดงกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) ประกาศยกระดับการชุมนุมระดมพล 1 แสนคน เพื่อกดดัน 9 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่จากกรณีที่ศาลมีมติรับคำร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ของสมาชิกรัฐสภา

ทั้งนี้ การชุมนุมช่วงแรกยังถือเป็นแรงหนุนนอกสภาให้ผู้แทนแนวร่วมในสภาเดินหน้าไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญด้วยการประกาศจุดยืนไม่ส่งคำชี้แจงล้างข้อกล่าวหาและส่งจดหมายเปิดผนึกค้านอำนาจศาล แต่เมื่อสถานการณ์ยืดเยื้อเกินบานปลาย จากดาบที่เคยใช้คมฟาดฝ่ายตรงข้าม จึงเสี่ยงกลายเป็นคมที่สองกลับมาฟันรัฐบาลเอง

เพราะนอกจากจะสร้างภาพลบต่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าให้ท้ายส่งมวลชนคุกคามศาลรัฐธรรมนูญ เปิดช่องให้ฝ่ายค้านถล่มรายวันแล้ว ยังเป็นการเพิ่มแผลให้รัฐบาลที่ขณะนี้ต้องรับมือกับสารพัดม็อบ โดยเฉพาะขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) บุกทำเนียบจี้รัฐบาลแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ขณะที่แผนบริหารจัดการน้ำ เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) กำลังติดหล่ม หลังเครือข่ายเอ็นจีโอน้ำยื่นฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เอาผิด กบอ.ยกชุด รวมถึงคณะรัฐมนตรีในฐานะผู้ออกคำสั่งแต่งตั้ง กบอ.

ที่สำคัญคือ ไทม์ไลน์การเมืองของเพื่อไทยเวลานี้กำลังนับถอยหลังเข้าสู่การเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค. เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายหัวใจสำคัญของรัฐบาล 2 ฉบับ ทั้งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 รวมถึงร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ซึ่งหากคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จทัน จะส่งให้สภาพิจารณาต่อจากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฯ ทันที โดยอาจมีการขยายเวลาประชุมออกไป

ปัจจัยนอกเหนือจากนั้นคือ “แดง กวป.” ต้องเตรียมหลีกทางให้พี่ใหญ่ “แดงส่วนกลาง” กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เตรียมระดมพลร่วมกิจกรรมครบรอบ 3 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 ซึ่งแน่นอนว่าทุกครั้งแกนนำระดับบิ๊กของ นปช.ต้องประกาศแถลงการณ์จุดยืนของ นปช. ในการขับเคลื่อนภารกิจต่อไป ดังนั้นหากแดงกลุ่ม กวป.ยังจัดงานคู่ขนานอาจเป็นการกระจายมวลชน ทำให้ขาดเอกภาพ และส่งผลให้การประกาศจุดยืนเเละภารกิจหลักของ นปช.ส่วนกลางขาดน้ำหนักเเละความชัดเจน

จึงไม่น่าแปลกใจที่ สส.แกนนำแดงกลุ่ม นปช.หลายคนส่งสัญญาณให้แกนนำม็อบหน้าศาลยุติการชุมนุมที่ยืดเยื้อมาร่วม 17 วัน สอดคล้องกับที่ประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยล่าสุดเมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา แกนนำพรรคบางส่วนประเมินสถานการณ์ว่าไม่เห็นด้วยกับท่าทีของแดง กวป.ที่คุกคามศาลรัฐธรรมนูญมากเกินไป

เพราะหมากของพรรคเพื่อไทยเวลานี้ แม้จะชัดเจนว่าพร้อมตอบโต้เดินหน้าชนศาลรัฐธรรมนูญรวมถึงบริวารขั้วตรงข้ามมากยิ่งขึ้น แต่ขณะเดียวกันพรรคย่อมต้องรักษายุทธศาสตร์หลบแรงเสี่ยงของรัฐบาล เพื่อเสถียรภาพเเละการบริหารงานอย่างราบรื่น โดยเฉพาะการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทที่เตรียมเข็นเข้าสภาช่วงปลายเดือนนี้

ถึงกระนั้นสัญญาณเตือนจากแนวร่วมเดียวกันก็ถือเป็นเรื่องยากที่ทำให้แกนนำประกาศยุติการชุมนุมโดยง่าย เพราะขัดกับท่าทีออกตัวชนศาลที่แกนนำประกาศกร้าวตั้งแต่ช่วงแรกที่เริ่มชุมนุม ดังนั้นการนัดรวมพลเรือนแสนจึงเกิดขึ้นเพื่อรูดม่านปิดฉากม็อบชนศาลครั้งนี้อย่างสมศักดิ์ศรี โดยมีจำนวนคนเป็นเดิมพันว่าหากไม่ถึงเเสนจะยุติการชุมนุมเเละบทบาทเเกนนำลงทันที

เป็นที่ทราบดีว่าม็อบหน้าศาลครั้งนี้เป็นการรวมตัวของเเดงกลุ่ม กวป. นำโดย พงษ์พิสิษฐ์ คงเสนา ชาญ ไชยะ ธนชัย สีหิน ศรรัก มาลัยทอง ที่แม้อาจได้รับการสนับสนุนจากแดงส่วนกลางบ้าง เนื่องจากในเเง่หนึ่งถือเป็นผู้รับไม้ต่อในการเคลื่อนไหว เพราะแกนนำเเดงระดับบิ๊กล้วนมีข้อหาเป็นชนักติดหลัง เเต่โดยภาพรวมเเล้วถือเป็นการเคลื่อนไหวอีกปีกที่ไม่เเสดงออกว่าขึ้นกับเเดงส่วนกลางโดยตรง ดังนั้นเเน่นอนว่าจำนวนพลเรือนเเสนคนจึงเกินกว่าพลังของแดง กวป.ที่จะระดมมาได้สำเร็จ

ประกอบกับประเด็นการถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่ทราบดีว่าเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง การล่าชื่อประชาชนถอดถอนนับแสนล้านชื่อ เป็นเพียงการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เพราะกลไกท้ายสุดในกระบวนการถอดถอนย่อมต้องขึ้นอยู่กับมติของวุฒิสภาที่ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ซึ่งเเน่นอนว่าเสียง สว.สรรหาครึ่งหนึ่งของวุฒิสภาย่อมไม่เห็นด้วย

เเม้กระทั่งแดงกลุ่ม นปช.เอง เมื่อปี 2555 เคยตั้งเป้าล่าชื่อถอดถอนตุลาการ 1 ล้านชื่อ กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการเเก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ขณะนี้กลับเงียบหายไป

จึงชัดเจนว่าเป้าหมายระดมพลเเสนคนของเเดง กวป.ครั้งนี้ เพียงเพื่อต้องการรูดม่านปิดฉากการต่อสู้ลงอย่างสวยงามเท่านั้น ขณะเดียวกันเพื่อต้องการเเสดงพลังเป็นเกราะป้องรัฐบาล ส่งสัญญาณถึงศาลเเละขั้วตรงข้ามให้ตระหนักว่าต้องเผชิญหลายด่านหากต้องการล้มรัฐบาลชุดนี้

ปิดปากเสียงวิจารณ์สัญญาณนับถอยหลัง   Leave a comment

ปิดปากเสียงวิจารณ์สัญญาณนับถอยหลัง

  • 07 พฤษภาคม 2556 เวลา 08:07 น.

ปิดปากเสียงวิจารณ์สัญญาณนับถอยหลัง

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

น่าสนใจไม่น้อยกับท่าทีล่าสุดของรัฐบาลในการรับมือเสียงวิจารณ์การทำงานด้วยการใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ว่าด้วยการหมิ่นประมาท หลังจากเกิดกรณี“ชัย ราชวัตร” ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี แบบตรงไปตรงมา จนเกิดการฟ้องร้องในภายหลังเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ออกโรงประกาศว่าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดหากใครโพสต์ข้อความหมิ่นประมาทผู้นำประเทศ

คำขู่ดังกล่าวถูกวิจารณ์ว่ารัฐบาลกำลังใช้กฎหมายปิดปากฝ่ายตรงข้าม

ปัญหาของการใช้กฎหมายหมิ่นประมาทมาจัดการในทางการเมือง อาจเข้าข่ายการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่ได้ถูกรับรองด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 45

“บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น”

แต่ถึงกระนั้นมาตรา 45 ได้มีข้อยกเว้นไม่คุ้มครองการแสดงความคิดเห็นในหลายกรณีเพื่อประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคล และรักษาศีลธรรมอันดีของประชาชน

เป็นผลให้รัฐบาลสามารถใช้ช่องนี้ลุยฟ้องฝ่ายตรงข้ามผ่านกฎหมายอาญา มาตรา 326 เพื่อเป็นเกราะป้องกันนายกฯ จากเสียงวิจารณ์

เหมือนกับในอดีตที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งเป็นนายกฯ เคยฟ้อง “สนธิ ลิ้มทองกุล” แกนนำพันธมิตร ในข้อหาหมิ่นประมาทหลายคดี หลังถูกวิจารณ์ค่อนข้างหนัก ก่อนถูกรัฐประหารในปี 2549

มาในวันนี้ ยิ่งลักษณ์ กำลังใช้กฎหมายเพื่อจัดการกับปัญหาทางการเมืองเช่นเดียวกันกับที่พี่ชายเคยใช้เอาไว้

ไม่มีใครปฏิเสธว่า นายกฯ ย่อมมีสิทธิที่จะปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองได้ แต่ท่าทีของไอซีทีล่าสุดเป็นเรื่องที่ต้องขบคิดว่าเหมาะสมหรือไม่ถ้ารัฐจะใช้มาตรการกฎหมายเพื่อควบคุมการแสดงความคิดเห็นของประชาชน

การใช้กฎหมายหมิ่นประมาทครั้งนี้มองได้ว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลเพื่อสร้างเกราะป้องกันทางการเมืองจากเสียงวิจารณ์ซึ่งถือว่ามีความสำคัญต่อนายกฯ ยิ่งลักษณ์เป็นอย่างมาก

อย่าลืมว่าในระยะยาวรัฐบาลจะต้องเร่งเดินหน้าโครงการภาครัฐอีกหลายโครงการ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมภายใต้กฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งย่อมหนีไม่พ้นเสียงวิจารณ์

เอาแค่ประเด็นนี้ประเด็นเดียวปัจจุบันก็มีเสียงตำหนิจากหลายฝ่ายเป็นจำนวนมากว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศจะได้จะคุ้มค่ากับการเป็นหนี้มากกว่า 2 ล้านล้านบาทที่ต้องชดใช้ไปอีก 50 ปีหรือไม่

แน่นอนว่า นายกฯ ไม่อาจหลบเลี่ยงจากการถูกตำหนิไปได้ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของรัฐบาล

หากปล่อยให้เสียงตำหนิรัฐบาลดังมากเกินไป ผลเสียย่อมตกกับรัฐบาลในระยะยาวเอง เพราะเหลืออีก 2 ปี ถ้าไม่ยุบสภาไปเสียก่อนก็จะมีการเลือกตั้ง สส.ครั้งใหม่ ฐานเสียงรัฐบาลที่เคยเข้มแข็งอาจถูกสั่นคลอนได้

จึงเป็นที่มาที่ต้องหาทางป้องกันเอาไว้ก่อน

ทว่า มาถึงจุดนี้สิ่งที่รัฐบาลคิดว่าจะเป็นภูมิคุ้มกัน ปรากฏว่ากำลังจะย้อนมาทำร้ายตัวเองอย่างเห็นได้ชัด ไม่ต่างอะไรกับการจุดกระแสโจมตีให้เกิดขึ้นมาอีกระลอก

สะท้อนได้จากท่าทีจากหลายฝ่ายที่ไม่เอาด้วยกับแนวทางของรัฐบาล อย่าง นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มองว่า “หน่วยงานรัฐหรือฝ่ายบริหารไม่ควรที่จะใช้อำนาจหน้าที่เกินขอบเขตในการห้ามปรามการแสดงความคิดเห็นของประชาชนในสังคมประชาธิปไตย เพราะถือเป็นการตัดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน”

ไม่เว้นแม้แต่กระแสโต้ตอบจากผู้ใช้เฟซบุ๊กบนกระดานข้อความในหน้าแฟนเพจของกระทรวงไอซีที

ไม่เพียงเท่านี้ เกราะทางกฎหมายที่คิดว่าจะช่วยให้ ยิ่งลักษณ์ ปลอดภัย เอาเข้าจริงก็อาจไม่เป็นอย่างนั้น

มาตรา 328 ของประมวลกฎหมายอาญาได้บอกถึงกระบวนการพิจารณาคดีหมิ่นประมาทโดยสังเขปว่า “จะต้องมีการพิสูจน์ข้อความที่หมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริงหรือไม่”

เท่ากับว่า ในอนาคตผู้ที่ถูกรัฐบาลฟ้องหมิ่นประมาทย่อมมีโอกาสพิสูจน์ว่ารัฐบาลมีข้อบกพร่องอย่างไรต่อหน้าศาล นั่นหมายความว่าข้อพิสูจน์ทั้งหมดจะถูกเผยแพร่ออกไปยังสาธารณะในทางหนึ่งทางใดด้วย

ยิ่งถ้าเป็นกรณีที่รัฐบาลแพ้คดีโดยที่ผู้ถูกกล่าวหาสามารถพิสูจน์ว่ารัฐบาลมีข้อบกพร่องจริง ยิ่งเป็นผลให้รัฐบาลจะถูกตอกย้ำว่าได้บริหารราชการล้มเหลวไปในตัว

ดังนั้น ประโยชน์ที่รัฐบาลคาดว่าจะได้รับจากกฎหมายหมิ่นประมาทอาจไม่เป็นอย่างที่หวังนอกจากจะไม่ช่วยให้เสถียรภาพรัฐบาลมั่นคงแล้วยังจะเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของตัวนายกฯ มากกว่า

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลควรจะทำในเรื่องที่ควรทำมากกว่าเอาเวลาไปทำในเรื่องที่ไม่ควรทำจนนำมาสู่ความบาดหมาง

ผมร้อนก่อนถึงจุดเดือด   Leave a comment

ผมร้อนก่อนถึงจุดเดือด

  • 06 พฤษภาคม 2556 เวลา 08:26 น.

ผมร้อนก่อนถึงจุดเดือด

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

รัฐนาวาภายใต้การกุมบังเหียนของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังต้องเผชิญกับ “มรสุม” รุมเร้ารอบด้าน จนทำให้การบริหารงานในช่วงนี้เต็มไปด้วยความยุ่งยากและสุ่มเสี่ยงตลอดเส้นทางที่จะเดินไปสู่เป้าหมายข้างหน้า

เริ่มตั้งแต่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทำท่าจะบานปลายขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสัญญาณจากรัฐบาลเพื่อไทยสั่งเดินหน้าลุยตามกระบวนการ ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาหลังสภาให้ความเห็นชอบในหลักการวาระแรกไปเรียบร้อย

ในระหว่างที่รอกระบวนการพิจารณาในศาลรัฐธรรมนูญเวลานี้ ได้รับ 3 คำร้องจากทั้งของ สมชาย แสวงการ บวร ยสินทร และล่าสุดของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ไว้พิจารณา กรณีที่ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบ 312 สส.ที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 จะเข้าข่ายตัดสิทธิบุคคลในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญหรือไม่

ล่าสุด เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง คมสัน โพธิ์คง และไพบูลย์ นิติตะวัน ยังได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นใหม่ให้พิจารณา กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ สไกป์เข้ามาสั่งการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าเข้าข่ายขัดมาตรา 68 เป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ที่สำคัญยังได้ยื่นเรื่องให้ตัดสิทธิคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย และยุบพรรคเพื่อไทยด้วย

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเลยกลายเป็นชนวนที่ห่วงกันว่าจะทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้น เมื่อพรรคเพื่อไทยประกาศจุดยืนชัดเจน ไม่เห็นด้วยและจะไม่ส่งคำชี้แจงไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่าฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญชัดเจน พร้อมเตรียมล่ารายชื่อยื่นถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

อีกด้านหนึ่ง เสื้อแดงในปีกกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) ได้เปิดเกมคู่ขนานปักหลักชุมนุมหน้าศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีสัญญาณไฟเขียวจากนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ยืนยันว่าการชุมนุมเป็นสิทธิที่ทำได้

สัญญาณนี้สอดรับกับความเคลื่อนไหวภายนอกประเทศเมื่อ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ปาฐกถาที่มองโกเลีย เนื้อหาบางช่วงบางตอนพาดพิงไปถึงรัฐธรรมนูญที่เกิดจากการปฏิวัติและองค์กรอิสระที่ใช้อำนาจเกินขอบเขต

แต่สุดท้ายปาฐกถาดังกล่าวก็กลายเป็นชนวนความขัดแย้งขึ้นมาเสียเอง เมื่อหลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาที่นายกฯ สื่อสารในเวทีนานาชาติ ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศและลุกลามบานปลาย

นี่ยังไม่รวมไปถึง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่จ่อคิวรอพิจารณาเปิดสมัยประชุมหน้า

ถัดมาอีกเรื่องที่ร้อนไม่แพ้กัน คือ แผนการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล ภายใต้วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่ถูกรุมถล่มทั้งประเด็นรายละเอียด เงื่อนไขในทีโออาร์ การศึกษาผลกระทบด้านต่างๆ ไปจนถึงประสิทธิภาพที่จะฟื้นความเชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดน้ำท่วม น้ำแล้งต่อไปจากนี้

โดยเฉพาะเงื่อนงำความไม่โปร่งใสที่มีช่องโหว่ รูรั่ว เปิดช่องให้เกิดการทุจริตกับงบก้อนโตที่เคยมีตัวอย่างเมื่อครั้งช่วงน้ำท่วมที่เกิดการรั่วไหลในหลายจุด ที่ถูกร้องเรียนกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ตรวจสอบและเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากฝ่ายการเมืองแล้ว โครงการนี้ยังมีเสียงคัดค้านต่อต้านอย่างรุนแรงจากเครือข่ายภาคประชาชน ถึงขั้นร่วมออกแถลงการณ์คัดค้านแผนบริหารจัดการน้ำเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาทของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ด้วยเหตุผลเรื่องการสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างร้ายแรง

ที่สำคัญยังสุ่มเสี่ยงต่อการขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ในประเด็นละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

แม้จะโล่งใจไปได้ในเปลาะแรก เมื่อศาลปกครองกลางไม่ได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้เพิกถอนแผนการบริหารจัดการน้ำ ตามที่ “ศรีสุวรรณ จรรยา” นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ยื่นขอ ทำให้กระบวนการยังคงเดินหน้าไปสู่การให้กลุ่มบริษัทเอกชนที่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกเข้ายื่นซองราคาและซองเทคนิคเพื่อประมูลงานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ทว่า “วิบากกรรม” ที่ต้องเผชิญยังไม่ได้สิ้นสุดแค่นั้น เพราะถึงศาลปกครองกลางจะไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แต่ก็รับคดีไว้พิจารณา ทำให้จำเลยอย่างนายกฯ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) และ กบอ.ต้องรอลุ้นผลของคดีต่อไป

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลเพื่อเตรียมส่งให้ กรรมการ ป.ป.ช. ตั้งอนุกรรมการ ป.ป.ช.สอบสวนต่อไป หลังจากที่ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนได้ยื่นเรื่องเพื่อให้ไต่สวนชี้มูลความผิด และ ดำเนินคดีอาญากับนายกฯ ยิ่งลักษณ์ คณะรัฐมนตรี และ กบอ. ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ใช้ดุลพินิจโดยมิชอบกรณีการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมายและอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับภาคเอกชน โดยเฉพาะเอกชนในต่างประเทศ รวมทั้งอาจมีการเอื้อต่อการทุจริต

เรื่องนี้ “อุเทน ชาติภิญโญ” อดีตประธานคณะกรรมการผันน้ำลงสู่ทะเล ของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ยังได้ยื่นเรื่องต่อองค์การสหประชาชาติ เพื่อให้ตรวจสอบ กบอ.กรณีการออกทีโออาร์ที่อาจนำมาซึ่งการทุจริตคอร์รัปชั่น และอาจไม่ชอบด้วยอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต พ.ศ. 2546 ที่ยังต้องติดตามผลต่อไป

ถัดมาที่เรื่องค่าเงินบาทซึ่งแข็งค่าขึ้นอย่างมาก จนกระทบต่อการส่งออก และเกิดเสียงเรียกร้องให้เร่งแก้ไขเยียวยา แต่การแก้ไขที่จะไม่ให้ได้รับผลกระทบรุนแรง ต้องใช้ความระมัดระวังเพื่อไม่ให้นำไปสู่ปัญหาใหม่ๆ ที่จะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์

สุดท้ายปมปัญหาจากเรื่องนี้ก็ปะทุบานปลายไปสู่ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ยังยืนกรานในมาตรการที่ดำเนินเห็นว่าถูกต้อง โดยไม่ฟังเสียงรบเร้าจากรัฐบาลที่ต้องการให้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย จนถึงขั้นออกมาส่งเสียงขู่จะปลดผู้ว่าการ ธปท.อยู่หลายระลอก

ความขัดแย้งที่ปรากฏออกมานอกจากจะไม่ทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้นแล้ว มีแต่จะทำให้ความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศลดน้อยลงไป

นอกจากจะเป็นปัญหาการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจที่เจอในปัจจุบันแล้ว ยังมีปัญหาอื่นๆ ที่มีแนวโน้มจะต้องเผชิญมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงการบริหารงานของรัฐบาลเพื่อไทยต่อจากนี้ งานนี้แม้จะประคองตัวให้รอดพ้นผ่านไปได้ แต่ก็ต้องสะบักสะบอมไม่น้อย

รัฐบาลเสี่ยงจมน้ำ   Leave a comment

รัฐบาลเสี่ยงจมน้ำ

  • 03 พฤษภาคม 2556 เวลา 08:26 น.

รัฐบาลเสี่ยงจมน้ำ

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

สถานการณ์ของรัฐบาลขณะนี้ ต้องยอมรับว่าผูกโยงไว้กับกระบวนการทางศาลในหลายประเด็น อย่างที่เห็นอยู่ในเวลานี้ก็คงจะเป็น “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ”

ปัจจุบันมีคำร้องที่ขอให้ศาลวินิจฉัยล้มการแก้ไขรายมาตราและศาลรับไว้พิจารณาแล้ว 3 คำร้อง และล่าสุดมีอีกคำร้องจาก “ไพบูลย์ นิติตะวัน” สว.สรรหา เสนอเข้าไปอีกฉบับ คาดว่าที่สุดแล้วศาลน่าจะรับไว้พิจารณาเช่นเดียวกับร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท

แม้จะอยู่ในขั้นตอนของสภาผู้แทนราษฎร แต่เชื่อได้เลยล้านเปอร์เซ็นต์ว่า ทันทีที่กฎหมายฉบับนี้ผ่านทั้งสภาและวุฒิสภาจะมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยก่อนที่เข้าสู่ขั้นตอนการประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมาย หากกฎหมายทั้งสองฉบับผ่านสังเวียนศาลรัฐธรรมนูญจะช่วยติดปีกให้รัฐบาลสามารถทะยานเดินหน้าได้ต่อไป แต่ถ้าผลออกมาเป็นตรงข้ามเมื่อไหร่ คงหนีไม่พ้นการตัดสินใจยุบสภาเลือกตั้งใหม่เพื่อกลบทุกปัญหา และไปสร้างความชอบธรรมใหม่ด้วยผลการเลือกตั้ง

อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจและผูกอนาคตไว้ที่ศาลเหมือนกัน คือ “โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท” เดิมทีโครงนี้ผ่านด่านศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2555 มาเปลาะหนึ่งแล้ว เมื่อครั้งพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ “พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท’

แต่ถึงแม้ พ.ร.ก.น้ำ 3.5 แสนล้านบาท จะผ่านศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว 1 ปี ต้องยอมรับว่ารัฐบาลเองก็ยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้ประเทศไทยและสังคมโลกให้เห็นว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ซ้ำรอยปี 2554 ได้

คำชี้แจงถึงความชัดเจนของรัฐบาลไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการตอบโต้ผู้คัดค้านโครงการรัฐบาลว่าเป็นพวกที่กำลังทำให้น้ำท่วมอีกครั้ง ตัวสะท้อนชัดเจนอยู่ที่ตัวเลขการเบิกจ่าย ซึ่งฝ่ายค้านนำมาเปิดเผยโดยอ้างการตรวจสอบผ่านคณะกรรมาธิการว่ามีเพียง 5-10% เท่านั้น

ขณะที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งอนุมัติทีโออาร์โครงการก่อสร้างเพื่อออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศ จำนวน 9 แผนงานไปเมื่อวันที่ 19 มี.ค. กลายเป็นตัวชี้วัดให้เห็นถึงความล่าช้าในการทำงานเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ ทั้งที่รัฐบาลได้ยืนยันต่อหน้ารัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญ และประชาชนผ่านสื่อมวลชนว่า พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้มีความจำเป็นเร่งด่วน

แต่ทว่าการกระทำกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง ไม่เพียงเท่านี้ แผนการบริหารจัดการน้ำจะมีทั้งการสร้างเขื่อน ทางน้ำหลาก (ฟลัดเวย์) และแก้มลิง ยังได้รับความคลางแคลงใจด้วยว่ามีความโปร่งใสหรือไม่ นำมาสู่การยื่นเรื่องให้ศาลปกครองและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบของภาคประชาชน โดยในส่วนของศาลปกครองภาคประชาชนตั้งความหวังเอาไว้ว่า ศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อระงับการยื่นซองประมูลโครงการในวันที่ 3 พ.ค.

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าศาลปกครองจะมีความเห็นออกมาอย่างไร เชื่อได้ว่าปัญหาจะไม่จบ กล่าวคือ ในกรณีถ้าศาลไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว รัฐบาลก็สามารถเดินหน้าตามแผนได้ปกติ แต่ระหว่างการดำเนินโครงการจะต้องเจอกับกระบวนการฟ้องศาลปกครองจากประชาชนในรายโครงการตามแต่ละพื้นที่เพิ่มเติมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่าลืมว่าเอ็นจีโอที่เคลื่อนไหวแสดงจุดยืนต่อต้านมาตลอด และแน่นอนว่าสิ่งปลูกสร้างที่เป็นหนึ่งในการบริหารจัดการน้ำย่อมจะมีส่วนไม่น้อยที่จะไปกระทบต่อระบบนิเวศในพื้นที่และวิถีชีวิตของประชาชน

ตรงนี้จะเป็นประเด็นให้ภาคประชาชนฟ้องศาลปกครองได้ เหมือนกับเมื่อปี 2552 ที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนเคยฟ้องศาลปกครองจนศาลคำสั่งมีชะลอ 76 โครงการ ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดมาแล้วผ่านช่องทางมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ เป็นบทบัญญัติกำหนดให้ก่อนการดำเนินโครงการที่อาจเกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง จะต้องผ่านการศึกษาผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์กรอิสระให้ความเห็นประกอบ จนถึงขณะนี้แนวทางดังกล่าวของรัฐธรรมนูญปรากฏว่ารัฐบาลยังไม่ได้ทำให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการตั้งองค์กรอิสระ

เนื่องจาก ครม.ยังไม่ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.เพื่อจัดตั้งองค์กรขึ้นมาอย่างเป็นทางการ โดยปัจจุบันมีเพียงคณะกรรมการเฉพาะกาลที่ตั้งขึ้นตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประสานงานการให้ความเห็นขององค์การอิสระในโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง พ.ศ. 2553 เท่านั้น

ความไม่สมบูรณ์ของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนดังกล่าว อาจเป็นผลให้ชุมชนในพื้นที่ที่เห็นว่าตัวเองได้รับผลกระทบจากอภิมหาโครงการน้ำของรัฐบาลสามารถฟ้องศาลปกครองได้

ดังนั้น ในอนาคตหากโครงการ 3.5 แสนล้านบาท ไปไม่รอด รัฐบาลคงจะโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง

ขบวนแรงงานอ่อนแอกรรมกรหมดแรง   Leave a comment

ขบวนแรงงานอ่อนแอกรรมกรหมดแรง

  • 02 พฤษภาคม 2556 เวลา 07:56 น.

ขบวนแรงงานอ่อนแอกรรมกรหมดแรง

โดย…วิทยา ปะระมะ

ผ่านไปอีก 1 ปีสำหรับวันแรงงานแห่งชาติ วันที่ผู้ใช้แรงงานเดินขบวนยื่นข้อเรียกร้อง วันที่นายกรัฐมนตรีโปรยยาหอมรับปากแก้ไขปัญหาพัฒนาคุณภาพชีวิตลูกจ้าง หลังจากนั้นผู้ใช้แรงงานก็กลับโรงงานก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปอีก 364 วัน (เหมือนเดิม)

ทั้งนี้ หากพิจารณาข้อเรียกร้องที่กลุ่มแรงงานต้องการให้รัฐแก้ไขปัญหา แต่ละปีก็มีเนื้อหาหลักๆ ไม่ต่างกันมากนัก เช่น เพิ่มค่าจ้างให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ รับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และ 98 ว่าด้วยการรวมตัวและเจรจาต่อรองกับนายจ้าง การปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ให้เป็นองค์กรอิสระ ตรวจสอบการบริหารและการใช้จ่ายเงินได้อย่างโปร่งใส การดูแลระบบอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมให้มีความปลอดภัยในการทำงาน การสร้างระบบจ่ายเงินชดเชยกรณีถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ฯลฯ

ประเด็นเหล่านี้ พูดกันทุกปีแต่ปัญหาก็ยังคงอยู่ สะท้อนว่ารัฐไม่ได้ใส่ใจแก้ปัญหาหรือรับฟังเสียงผู้ใช้แรงงานอย่างจริงจัง ตัวอย่างล่าสุดคือ ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับที่ยกร่างโดยเครือข่ายแรงงาน มีการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย 14,564 รายชื่อต่อรัฐสภา แต่โดนบรรดาผู้แทนตีตกอย่างรวดเร็วตั้งแต่วาระแรก

อีกมุมหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นเช่นกันว่าขบวนการแรงงานที่เคยเข้มแข็งเป็นอย่างมากในอดีต ปัจจุบันกลับอ่อนแอจนไม่สามารถผลักดันวาระของตัวเองให้เป็นผลสำเร็จได้

ปัจจัยที่บ่อนทำลายพลังการขับเคลื่อนของขบวนการแรงงาน มีทั้งเรื่องปริมาณและคุณภาพ ในส่วนของเรื่องปริมาณนั้น ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังแรงงานประมาณ 39.3 ล้านคน เป็นแรงงานในระบบประมาณ 10 ล้านคน แต่มีแรงงานที่รวมตัวอยู่ในระบบสหภาพแรงงานเพียง 3 แสนคน หากรวมแรงงานในกลุ่มรัฐวิสาหกิจและภาครัฐอื่นๆ เข้าไปด้วยก็อยู่ที่ประมาณ 5 แสนคนเท่านั้น ถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนแรงงานทั้งหมด

ขณะที่เรื่องคุณภาพ ในขบวนการแรงงานเองก็มีกลุ่มก้อนที่หลากหลาย กลุ่มใหญ่ๆ เช่น กลุ่มสภาองค์การลูกจ้าง ซึ่งประกอบจากสหภาพแรงงานไม่น้อยกว่า 15 แห่ง ยื่นจดทะเบียนเป็นสภาองค์การลูกจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 13 สภา นอกจากนี้ยังมีกลุ่มของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ซึ่งประกอบจากสหภาพแรงงานต่างๆ รวมตัวกันเป็นเครือข่าย แต่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นสภาลูกจ้าง อีกทั้งยังมีกลุ่มสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) กลุ่มเครือข่ายแรงงานนอกระบบ กลุ่มเครือข่ายแรงงานข้ามชาติ เป็นต้น

กลุ่มก้อนต่างๆ เหล่านี้ มีความคิดเห็นและแนวทางการทำงานต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น การจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ กลุ่มสภาองค์การลูกจ้างจัดงาน โดยได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ ขณะที่กลุ่ม คสรท.จะแยกจัดงานเองต่างหากโดยไม่รับเงินจากรัฐ แต่ใช้วิธีระดมเงินจากแรงงานด้วยกันเองมาจัดงาน ขณะที่ สรส.ก็จะทำงานใกล้ชิดกับทาง คสรท.มากกว่า

แม้แต่กระบวนการผลักดันวาระสำคัญๆ อย่างกฎหมายประกันสังคม ก็ยังมีความแตกต่างกันออกไป กลุ่มหนึ่งต้องการให้มีการเลือกตั้งบอร์ดฝ่ายลูกจ้างทางตรงจากผู้ประกันตน 10 ล้านคน แต่อีกกลุ่มที่มีบทบาทอยู่ในประกันสังคมก็อยากให้ใช้วิธีการเดิม คือให้ตัวแทนองค์การลูกจ้างเลือกตัวแทนกันเองเพื่อไปนั่งเป็นบอร์ดฝ่ายลูกจ้าง เป็นต้น

ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการสายแรงงานของเมืองไทย วิเคราะห์ว่า เป็นไปได้ยากที่วาระเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานจะได้รับการตอบสนองจากภาครัฐ เพราะปัจจุบันนายทุนพัฒนารวดเร็วและเติบโตไปมีบทบาทในฝ่ายการเมือง เสียงของนายทุนจึงเป็นเสียงเดียวกับรัฐ แต่เป็นคนละเสียงกับแรงงาน

ขณะเดียวกันกลุ่มแรงงานเองก็อ่อนแอทางความคิดเพราะถูกหล่อหลอมโดยลัทธิบริโภคนิยม มีเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอจ่าย ต้องทำโอทีเพิ่ม เวลาที่จะพักผ่อนหาความรู้ก็น้อยลง

“สมัยก่อนขบวนการแรงงานเข้มแข็ง เพราะประกอบไปด้วย กรรมกรชาวนา นักศึกษา ประชาชน ตัวกรรมการกับชาวนาอยู่ใกล้ชิดนักศึกษาปัญญาชน ใกล้ชิดหนังสือ ก็พัฒนาความคิดในเชิงก้าวหน้า แต่สมัยนี้วันๆ เอาแต่ทำงานในโรงงาน ไม่มีเวลาได้เติบโตศึกษาหาความรู้” ณรงค์ กล่าว

ณรงค์ ชี้ว่า ปัจจัยเสริมสร้างความเข้มแข็งของขบวนการแรงงาน ต้องมีการรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งส่งเสริมการรวมตัวและต่อรองกับนายจ้าง รวมทั้งสังคมต้องปรับความคิดใหม่ว่า การรวมตัวเป็นสหภาพ ไม่ใช่เรื่องของกรรมกร แต่เป็นสมาคมที่ลูกจ้างวิชาชีพต่างๆ รวมตัวกัน ในประเทศที่พัฒนาแล้วลูกจ้างกว่า 97% จะเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหมด แม้แต่นักวิชาการมหาวิทยาลัย วิศวกรนาซ่า ก็ยังมีสหภาพแรงงานของตัวเอง

หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป “ความเป็นขบวนการ” ของแรงงานจะค่อยๆ หดลง พลังการเคลื่อนไหวต่อสู้เรียกร้องเพื่อผลักดันเป้าหมายจะอ่อนแอลงเรื่อยๆ

วันแรงงานจะกลายเป็นแค่พิธีกรรมหรืองานวัด ขาดจิตวิญญาณการต่อสู้เรียกร้องที่แท้จริงของชนชั้นแรงงานไป

ยิ่งลักษณ์ เปิดหน้าชกการเมืองจ่อวิกฤต   Leave a comment

ยิ่งลักษณ์ เปิดหน้าชกการเมืองจ่อวิกฤต

  • 01 พฤษภาคม 2556 เวลา 08:26 น.

ยิ่งลักษณ์ เปิดหน้าชกการเมืองจ่อวิกฤต

โดย…ชุษฎ์วัช ตันวานิช

ยุทธศาสตร์ นิ่ง สงบ สยบแรงต้านจากขั้วตรงข้ามจวบจนจะครบ 2 ปี แต่สปีช บนเวที “ประชาคมประชาธิปไตย” ที่มองโกเลีย สดๆ ร้อนๆ ที่ผ่านมา ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ปล่อยหมัดฮุก จุกกันถ้วนหน้า ทั้งศาล ทหาร สว.สรรหา ยันองค์กรอิสระ

จากยุทธวิธีเดิมที่เงียบกริบ ปมเหตุการณ์สลายการชุมนุม 91 ศพ ไม่ขุดแผลรัฐประหารปี 2549 งดปริปากเรื่องนักโทษการเมือง ทั้งยังโยนเผือกร้อนทั้งแก้รัฐธรรมนูญและร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้เป็นเรื่องของสภา แต่สปีชของยิ่งลักษณ์ครั้งนี้ส่งสัญญาณกระจ่างชัดว่า นายกฯ หญิงเดินหน้าชักธงรบให้แนวร่วมดับเครื่องชนทุกประเด็น

“หากตัวดิฉันและครอบครัวของดิฉันต้องเจ็บปวดแต่ฝ่ายเดียวก็คงจะปล่อยวาง แต่การรัฐประหารทำให้ไทยถอยหลังและสูญเสียความน่าเชื่อถือต่อนานาชาติ หลักนิติธรรมและกระบวนการกฎหมายถูกทำลาย โครงการที่พี่ชายดิฉันริเริ่มตามที่ประชาชนต้องการถูกยกเลิก ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าสิทธิเสรีภาพของเขาถูกปล้นไป

…คนไทยได้ลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้เสรีภาพคืนมา แต่ในเดือน พ.ค. 2553 มีการสลายการชุมนุมของผู้เรียกร้องกลุ่มคนเสื้อแดง ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 91 คน ในใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ คนบริสุทธิ์ถูกลอบยิงโดยสไนเปอร์ แม้แต่ทุกวันนี้ยังคงมีเหยื่อทางการเมืองจากการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ติดคุกอยู่

…รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นในรัฐบาลภายใต้คณะรัฐประหารได้ใส่กลไกที่ตีกรอบเพื่อจำกัดความเป็นประชาธิปไตย ตัวอย่างเห็นได้จากจำนวนครึ่งหนึ่งของวุฒิสภาไทยมาจากการเลือกตั้ง แต่อีกครึ่งหนึ่งกลับได้รับการแต่งตั้งโดยกลุ่มคนเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ยิ่งกว่านั้นกลไกที่เรียกว่าองค์กรอิสระได้ใช้อำนาจเกินขอบเขตแทนประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง”

วาทะยิงหมัดตรงของ “ยิ่งลักษณ์” บนเวทีการเมืองระหว่างประเทศเดินเกม สอดรับกับสถานการณ์การเมืองภายในที่กำลังคุกรุ่น ซึ่งขณะนี้กลุ่ม สส.สว.เตรียมส่งจดหมายเปิดผนึกค้านอำนาจตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนจะยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถอดถอนตุลาการโทษฐานใช้อำนาจก้าวก่ายนิติบัญญัติ ขณะที่แนวร่วมคนเสื้อแดงกำลังยกระดับการชุมนุมหน้าศาลเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

เปิดเกมถล่มทุกด้านสะท้อนว่ายุทธวิธีของ “นายใหญ่” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ระยะเเรกวางเกมเกี้ยเซี้ยกับกลุ่มขั้วอำนาจเก่า หวังประคอง “น้องสาว” ลอยตัวเหนือแรงเสี่ยงให้อยู่รอดครบเทอม มีอันต้องเปลี่ยนแผน เพราะเริ่มตระหนักได้ว่าการบริหารงานทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองที่ผ่านมา ไม่ว่าเดินทิศทางใดรัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกกลไกศาลองค์กรอิสระมัดขาชนิดที่ว่าย่างหนึ่งก้าวสะดุดหนึ่งก้าว

ไล่ตั้งแต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 291 ที่ถูกดองโหวตวาระ 3 นานข้ามปีจากอิทธิฤทธิ์ศาลรัฐธรรมนูญ แม้กระทั่งการแก้ไขรายมาตราที่ศาลวินิจฉัยว่าดำเนินการได้ก็เป็นอันต้องชะงักหลังศาลมีมติรับคำร้อง ขณะเดียวกันเป้ายุทธศาสตร์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของรัฐบาล “ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท” หากผ่านการเห็นชอบจากวุฒิสภาเมื่อใด สส.ฝ่ายค้าน และ สว.สรรหาก็เตรียมยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 169 เนื่องจากกำหนดว่าการจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำได้เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายเท่านั้น

ยังไม่นับรวมคดีความในองค์กรอิสระที่แม้ยิ่งลักษณ์จะรอดพ้นขวากหนามปมปล่อยกู้ 30 ล้าน ให้ บริษัท อินเด็กซ์ ที่มี อนุสรณ์ อมรฉัตร สามี ถือหุ้น แต่ยังเหลือคดีจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในมือ ป.ป.ช. ทั้งคดีทุจริตการขุดลอกลำน้ำตามโครงการบริหารจัดการน้ำวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท โครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน (เอสเอ็มแอล) รวมถึงประเด็นทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่แม้มีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนพุ่งเป้าไปที่ บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ แต่หากคณะอนุกรรมการขยายผลถึงยิ่งลักษณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ อาจมีผลสะเทือนถึงเก้าอี้นายกฯ เช่นกัน

และที่น่าโฟกัสนอกเหนือจากองค์กรอิสระ คือ ระบบ “สว.สรรหา” ที่ยิ่งลักษณ์ย้ำชัดเป็นครั้งแรกว่าถือเป็นดัชนีบ่งชี้ความไม่เป็นประชาธิปไตยของประเทศ ทั้งนี้ วุฒิสภาเป็นกลไกสำคัญยิ่งในรัฐธรรมนูญ เพราะตามหมวด 12 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ในส่วนที่ 3 “การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง” ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. ประธานศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด รวมไปถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการในองค์กรอิสระ ล้วนต้องได้รับเสียงชี้ขาดจากวุฒิสภาในการถอดถอนจากตำแหน่งแทบทั้งสิ้น

จึงสอดรับเช่นกันกับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราที่นอกจากเดินเกมรุกอำนาจศาลผ่านการแก้ไขมาตรา 68 แล้ว ยังเคาะการแก้ไขมาตราที่มาของ สว.ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 200 คน

ในสนามการเมืองที่ร้อนระอุ สปีชของนายกฯ หญิง ครั้งนี้จึงส่งสัญญาณหวังปลดโซ่ตรวน สยายปีกรัฐบาลในฐานะอำนาจฝ่ายบริหาร จากอำนาจตุลาการ องค์กรอิสระ และ สว.สรรหา เพื่อเดินหน้าบริหารประเทศอย่างไร้อุปสรรค

นอกจากนี้ การยิงพลุผ่านสปีชท่ามกลางสายตานานาชาติของยิ่งลักษณ์ยังสร้างคุณต่อเพื่อไทยหลายเด้ง เพราะไม่เพียงประกาศเดินหน้าชนกับขั้วอำนาจเก่าปลุกเเรงใจให้ สส. สว. ที่กำลังปฏิบัติภารกิจสอยตุลาการเท่านั้น แต่ถ้อยแถลงที่ตอกย้ำถึงพิษร้ายของรัฐประหาร ยังดึงต่างชาติให้เป็นเกราะคุ้มกันรัฐบาลไทยที่มาจากการเลือกตั้งไม่ให้ถูกสั่นคลอนด้วยอำนาจนอกระบบด้วย

ขณะเดียวกันยังถือเป็นการปลุกขวัญกำลังใจให้มิตรสหายแดงหลายปีก ทั้งกลุ่มเเนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการเเห่งชาติ (นปช.) รวมถึงกลุ่มแดงอิสระให้กลับมาเป็นเเนวร่วมที่แข็งแกร่งอีกครั้ง หลังรัฐบาลเจอเสียงครหาว่าเกี้ยเซี้ยศัตรู แต่ทอดทิ้งแนวร่วมมานาน สปีชของยิ่งลักษณ์ครั้งนี้จึงก้องดังทั้งข่มขวัญขั้วตรงข้าม เเละผนึกพลังเเนวร่วมไปในตัว

มาเลย์-อินโดฯ ตัวกลางฝ่าทางตันเจรจา   Leave a comment

มาเลย์-อินโดฯ ตัวกลางฝ่าทางตันเจรจา

30 เมษายน 2556 เวลา 07:22 น. มาเลย์-อินโดฯ ตัวกลางฝ่าทางตันเจรจา

โดย…อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์

เริ่มต้นชูนโยบายพูดคุยสันติภาพได้ไม่ทันไร รัฐบาลไทยก็ถูกสถานการณ์บีบให้เดินสู่สุดขอบหน้าผาของกระบวนการดังกล่าวนี้

การลงนามเพื่อเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติภาพ ระหว่าง พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และฮาซัน ตอยิบ ตัวแทนกลุ่มบีอาร์เอ็น ถือได้ว่าเป็นมาตรการที่ก้าวหน้าอย่างมากในการหาทางยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้นมากว่า 9 ปี

ผลสำรวจของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เห็นชัดว่าคนพื้นที่มีความหวังสูงต่อมาตรการนี้ ซึ่งหากสุดทางเดินของกระบวนการพูดคุยต้องสะดุดหยุดยั้งลง การใช้แนวทางอื่นเพื่อแก้ปัญหาก็อาจจะไม่เกิดความหวังได้มากเท่ามาตรการนี้

9 ปีที่ผ่านมา ความรุนแรงเป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพของขบวนการก่อความไม่สงบ ผลพวงของความสูญเสียมากมายทั้งชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ เจ้าหน้าที่ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจ พุ่งกลับเข้าโจมตีรัฐบาลอย่างรุนแรง สารพัดนโยบายแก้ปัญหา ทั้งปราบปรามเด็ดขาดเพราะเห็นว่าเป็น “โจรกระจอก” กระบวนการ “สมานฉันท์” เรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกับความแตกต่าง การเยียวยาความสูญเสีย การเมืองนำการทหาร การพัฒนาที่ทุ่มงบประมาณหลายหมื่นล้านบาท ก็ไม่อาจแก้ความรุนแรงที่เป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดได้

คำถามว่า ฮาซัน ตอยิบ นั้นเป็น “ตัวจริง” ที่จะสั่งควบคุมความรุนแรงได้หรือไม่ จึงเป็นการสะท้อนความต้องการของสังคมไทยที่เข็ดขยาดต่อความรุนแรง ซึ่งแน่นอนว่าขบวนการก่อความไม่สงบย่อมรู้ถึงข้อได้เปรียบอันนี้ดี ดังนั้นภายหลังกระบวนการพูดคุยเริ่มต้นได้เพียง 3 เดือน ความรุนแรงจึงยิ่งถี่ยิบ อาจเป็นไปได้ว่าขบวนการกำลังย้ำให้เห็นถึงอำนาจที่มีอยู่ เพื่อใช้เป็นข้อต่อรองในการพูดคุย

ประเด็นที่ตัวแทนฝ่ายไทยเสนอต่อตัวแทนบีอาร์เอ็นในการพูดคุยครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา คือการขอให้ยุติความรุนแรง ขณะที่ฝ่ายบีอาร์เอ็นก็ขอให้รัฐบาลไทยยกเลิกหมายจับขบวนการก่อความไม่สงบ

แต่ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ก็เกิดขึ้นต่อเนื่องถี่ยิบ โดยพุ่งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่รัฐ เหตุการณ์สำคัญคือลอบวางระเบิดรถยนต์รอง ผวจ.ยะลา เสียชีวิต พร้อมป้องกัน จ.ยะลา

เมื่อถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่า ฮาซัน ตอยิบ นั้นเป็นผู้มีอิทธิพลสั่งการได้จริงหรือไม่ พล.ท.ภราดร ตอบว่า ฮาซันได้ส่งสัญญาณไปแล้ว แต่ยังไม่ถึงระดับปฏิบัติการในพื้นที่

ดูเหมือนว่ารัฐบาลไทยจะตระหนักดีว่า ท่าทีของบีอาร์เอ็นไม่อินังขังขอบต่อคำขอ “ยุติความรุนแรง” การรุกโต้ของฝ่ายไทยจึงออกมาในรูปของการหาหุ้นส่วนใหม่ๆ ในกระบวนการสันติภาพ นอกเหนือจากบีอาร์เอ็นและมาเลเซีย

พล.ท.ภราดร เคยกล่าวว่า กำลังติดต่อกลุ่มต่อสู้อื่นเข้ามาร่วมการพูดคุย รวมทั้งการประสานให้ประเทศอินโดนีเซียเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

แต่แล้วแถลงการณ์ของกลุ่มบีอาร์เอ็นผ่านเว็บไซต์ยูทูบ ก็เป็นการสวนหมัดกลับ เพราะข้อเสนอ 5 ข้อนั้น เสมือนการยกระดับการพูดคุยขึ้นเป็นการเจรจาระหว่างบีอาร์เอ็นในฐานะตัวแทนประชาชนมลายูปัตตานีกับรัฐไทย (สกัดการเข้ามาของกลุ่มต่อสู้อื่นๆ) โดยมีประเทศมาเลเซียเป็นตัวกลาง (สกัดอินโดนีเซีย) มีประเทศอื่นๆ จากอาเซียน องค์กรที่ประชุมอิสลามหรือโอไอซี และเอ็นจีโอเป็นพยาน(สร้างการยอมรับในระดับสากล) ขณะที่การยกเลิกหมายจับเป็นการทำเพื่อกลุ่มปฏิบัติการในพื้นที่

แน่นอนว่า ข้อเสนอเหล่านี้ ยาก ที่รัฐบาลไทยจะยอมรับได้ ในฐานะที่ขีดเส้นกระบวนการนี้ว่าเป็นแค่ “การพูดคุย” ไม่ใช่ “การเจรจา”

ทางเลือกที่มีอยู่ 1.ล้มกระบวนการพูดคุยครั้งนี้ที่มีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก เพราะไม่อาจรับข้อเสนอได้ หรือ 2.เริ่มกระบวนการใหม่กับกลุ่มอื่นๆ ที่มีอินโดนีเซียเป็นตัวกลาง ไม่ว่าทางใดก็ล้วนแต่กระทบต่อสถานะความน่าเชื่อถือของไทย

ถึงที่สุดแล้ว รัฐบาลไทยคงเหลือทางออกไม่มาก และหนทางที่ดีที่สุดคือ ดำเนินกระบวนการนี้กับบีอาร์เอ็น โดยมีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกต่อไป ส่วนอินโดนีเซียก็อาจเข้ามาร่วมในฐานะสักขีพยาน (ตามข้อเสนอของบีอาร์เอ็น)

มาเลเซียนั้นมีทีท่าที่จะร่วมมือกับไทยยุติสถานการณ์ความไม่สงบอย่างชัดเจน ใช่เพียงแค่รัฐบาลปัจจุบันของ นาจิบ ราซัค เท่านั้น แม้แต่ อันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำฝ่ายค้านที่กำลังแข่งขันหาเสียงเลือกตั้งอยู่ในขณะนี้ก็ประกาศว่า หากพรรคร่วมฝ่ายค้าน (โดยมีพรรคปาส ซึ่งมีฐานเสียงในรัฐที่ติดชายแดนไทยรวมอยู่ด้วย) ได้จัดตั้งรัฐบาลก็จะเดินหน้านโยบายสนับสนุนการพูดคุยสันติภาพนี้ต่อไป

ขณะที่อินโดนีเซียนั้นเป็นที่รับรู้กันมานานว่าเป็นพื้นที่ซึ่งขบวนการก่อความไม่สงบลักลอบใช้เป็นแหล่งบ่มเพาะแนวคิดและฝึกอบรม

กระบวนการพูดคุยที่ดูเหมือนว่ายากจะหาทางไปต่อได้ ถึงที่สุดแล้วประเทศไทยก็คงหาทางประสานกับมาเลเซียและอินโดนีเซียได้

ไม่แน่ว่าบีอาร์เอ็นก็อาจมองเห็นถึงข้อได้เปรียบนี้ของฝ่ายไทย จึงวางตัวอับดุลการิม คาลิบ ประธานฝ่ายเปอมูดอร์ หรือเยาวชน ให้ออกหน้าแถลงข้อเสนอในยูทูบ ซึ่งอาจหมายถึง อับดุลการิม เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพราะสถานการณ์ภาคใต้ขณะนี้ ผู้กุมกองกำลังปฏิบัติการล้วนเป็นกลุ่มเยาวชนรุ่นใหม่

‘ทักษิณ’ รุกหนักดับเครื่องชน ‘ศาล รธน.’   Leave a comment

‘ทักษิณ’ รุกหนักดับเครื่องชน ‘ศาล รธน.’

  • 29 เมษายน 2556 เวลา 10:01 น.

'ทักษิณ' รุกหนักดับเครื่องชน 'ศาล รธน.'

โดย…ชุษณ์วัฏ ตันวานิช

“วันนี้รัฐบาลและ สส. สว.พยายามจะแก้รัฐธรรมนูญ ทีแรกบอกแก้ทั้งฉบับไม่ยอมก็ไม่ว่ากัน แต่พอแก้รายมาตราก็มีพวกที่ขัดขวางความเป็นประชาธิปไตย คนเห็นแก่ตัวไม่กี่ตัวไปยื่นเรื่องที่ศาล แต่ศาลก็ดันรับไว้ แต่รับก็ต้องรับแบบเหนียมๆ เพราะรับสองเสียง ไม่รับสามเสียง เหมือนเล่นลิเก เลิกเล่นลิเกได้แล้วกับเรื่องของบ้านเมือง”

เพียงคำพูดข้างต้นไม่กี่คำจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 10 เม.ย. เพื่อรำลึกเหตุการณ์สลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง จะนำมาซึ่งการขยายผลสร้างแนวร่วมต่อสู้กับศาลรัฐธรรมนูญอย่างมากมายในปัจจุบัน ทั้งที่เมื่อดูจากถ้อยคำของอดีตนายกฯ ทักษิณแล้วจะไม่ได้เป็นคำสั่งชี้นำก็ตาม

ไม่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะส่งสัญญาณโดยตรงหรือโดยอ้อม แต่สถานการณ์ที่เห็นและเป็นไปในเวลานี้คือ การเดินหน้าชนทุกกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย โดยมีเสื้อแดงเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก

พรรคเพื่อไทยวางเป้าหมายต้องบรรลุเป้าหมาย 3 ประการให้ได้ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับแก้ว 3 ประการ

1.การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา พรรคกำลังประสบปัญหาอย่างหนักภายหลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องตามมาตรา 68 เพราะประเมินว่าการแก้ไขที่ไปแตะต้องมาตรา 68 ซึ่งเกี่ยวข้องกับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ อาจมีผลให้ศาลวินิจฉัยได้ว่าการแก้ไขรายมาตรามิชอบด้วยรัฐธรรมนูญและนำมาสู่การยุบพรรคในเวลาต่อมา

ด้วยเหตุผลนี้ คนเสื้อแดงจึงเป็นกลไกสำคัญของพรรคเพื่อไทยทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดลุกขึ้นประท้วงค้านการรับอำนาจศาล จนกลายเป็นภาพความขัดแย้งระหว่างตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและประชาชน

ถ้าเสื้อแดงไม่ออกมาเป็นแนวหน้าให้พรรคเพื่อไทยเพื่อดักทางศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมจะเป็นผลให้การคืนชีพวุฒิสภาเลือกตั้งล่มปากอ่าวด้วย

โดย สว.จากระบบเลือกตั้ง 200 คน และเครือญาติของ สส.ลงสมัครได้ตามที่คณะกรรมาธิการของรัฐสภาได้มีมตินั้นจะเป็นกุญแจเพื่อเปิดประตูสู่การเปลี่ยนแปลงกลั่นกรององค์กรอิสระด้วยจากเดิมที่ให้อำนาจเด็ดขาดเฉพาะคณะกรรมการสรรหาที่ส่วนใหญ่มาจากองค์กรศาล

อย่าลืมว่า สว.ระบบปัจจุบันเป็นลักษณะลูกผสมระหว่าง “สรรหา+เลือกตั้ง” โอกาสที่พรรคการเมืองจะเข้าไปมีบทบาทเป็นไปได้ยาก เพราะจะมี สว.เพียงครึ่งเดียวที่ต้องพึ่งพิงฐานเสียงพรรคการเมือง แต่การกลับมาเป็นระบบเลือกตั้งทั้งหมดแน่นอนว่าผู้สมัคร สว.ย่อมไม่อาจปฏิเสธพรรคการเมืองได้

เป็นคำตอบว่าทำไมรอบนี้พรรคเพื่อไทยถึงเดินหน้าแบบยอมหักแต่ไม่ยอมงอกับศาล

2.ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กฎหมายนี้ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อให้สามารถกลับเข้าไทยได้อย่างเท่ๆ แต่เป็นการซื้อใจคนเสื้อแดงมากกว่า

ในกรณีนี้อดีตนายกฯ ทักษิณ ได้ส่งซิกมาตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. มายังพรรคเพื่อไทยแล้วว่าสนับสนุนเต็มที่ จนเป็นเหตุให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติเลื่อนร่างกฎหมายนิรโทษกรรมขึ้นมาเป็นวาระด่วนรอการพิจารณาในสมัยประชุมสามัญทั่วไปช่วงเดือน ส.ค.

จุดประกายสร้างความหวังให้กับมวลชนคนเสื้อแดงว่าจะมีโอกาสได้ออกมาจากเรือนจำแบบไร้มลทิน ที่สำคัญยังช่วยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ในสายตาของมวลชนดูดีขึ้นด้วย ไม่ใช่ลอยแพตามที่มีการกล่าวหา

เรียกได้ว่าได้ใจคนเสื้อแดงไปแบบเต็มๆ

3.ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ

สถานะของกฎหมายกู้เงินฉบับนี้ในสภาไม่น่าจะมีปัญหา ถึงอย่างไรพรรคเพื่อไทยก็มีเสียงล้นทั้งสภาบนสภาล่างอยู่แล้ว แต่พรรคเกิดความประหวั่นในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะเข้ามาวินิจฉัยว่ากฎหมายกู้เงินขัดกับรัฐธรรมนูญมากกว่า

หากกฎหมายฉบับนี้เป็นอะไรไปย่อมกระเทือนถึงการเลือกตั้งใหญ่ในอีก 2 ปีข้างหน้าด้วย

พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทย จึงได้ออกมาลุยกันเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อแสดงความคิดเห็นสนับสนุนรัฐบาลกู้เงินเพื่อกลบข้อหา “กู้ชาตินี้ใช้ชาติหน้า”

ควบคู่ไปกับการให้รัฐมนตรีคนสำคัญของพรรคอย่าง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” รมว.คมนาคม ในฐานะแม่งาน ถอดสูทลงพื้นที่ปราศรัยทุกภาคให้ประชาชนเห็นข้อดีว่า “รถไฟความเร็วสูงมีประโยชน์กับประเทศอย่างไร”

หวังว่าจะช่วยกระแสกดดันไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามารับพิจารณา หรือถ้ารับไว้พิจารณาก็ต้องยึดหลักรัฐศาสตร์ภายใต้ผลประโยชน์สาธารณะมากกว่าหลักนิติศาสตร์

การทุ่มสุดกำลังของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อที่อย่างน้อยพรรคเพื่อไทยจะได้มีทั้งกระสุนและกระแสเอาไว้สำหรับการเลือกตั้งที่มาจากการยุบสภาของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ภายใต้ภาวะคับขัน

ในทางกลับกันหากพรรคเพื่อไทยไร้ซึ่งแก้ว 3 ประการในมือ และบังเอิญมาเผชิญกับสิ่งไม่คาดฝันจนต้องยุบสภาเท่ากับว่าการเป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมานั้นสูญเปล่า

ปชป.”ไพรมารี”ยกเครื่องสู้ พท.   Leave a comment

ปชป.”ไพรมารี”ยกเครื่องสู้ พท.

  • 26 เมษายน 2556 เวลา 08:52 น.

ปชป."ไพรมารี"ยกเครื่องสู้ พท.

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

กระแสปฏิรูปประชาธิปัตย์ถูกจุดชนวนขึ้นมาอีกรอบ ในการประชุมสามัญประจำปีของพรรคต้นเดือน เม.ย. “อลงกรณ์ พลบุตร” รองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่ภาคกลางได้จุดประเด็น “ยกเครื่อง” และขยายผลต่อในทวิตเตอร์ส่วนตัว โดยตั้งโจทย์เรื่องความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งต่อเนื่อง 21 ปี

“หลายคนในพรรคจะปักใจว่าปี 2544 พรรคประชาธิปัตย์แพ้เพราะเงิน แต่หลายคนรวมทั้งตนคิดว่า เราแพ้เพราะคิดไม่ทัน ปรับตัวไม่ทัน สโลแกน คิดใหม่ ทำใหม่ และรูปแบบหาเสียงใหม่ๆ”

ไม่แปลกที่ครูใหญ่อย่าง นายหัวชวน หลีกภัย ต้องออกมาส่งเสียงปรามดังๆ ให้กลับมาคุยกันภายใน มากกว่าป่าวประกาศให้สังคมร่วมรับรู้

เพราะทั้ง 3 เรื่องที่ “อลงกรณ์” เสนอให้ปฏิรูป คือ โครงสร้าง การบริหาร วัฒนธรรม ล้วนแต่เป็นหัวข้อใหญ่ ที่หากเปลี่ยนแปลงกันจริง ย่อมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประชาธิปัตย์

ในขณะที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็ออกอาการไม่เห็นด้วยกับการหยิบยกประเด็นภายในพรรคไปหารือในพื้นที่สาธารณะ พร้อมตอกกลับว่า มีหลายคนที่มาเสนอแนวคิดปฏิรูปพรรคและกำลังเดินหน้าทำอย่างเงียบๆ เวลานี้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ “อลงกรณ์” ต้องฉีกขนบประชาธิปัตย์ ออกหน้าประกาศตัวต่อสังคมผลักดันการปฏิรูปรอบนี้ เนื่องจากตกอยู่ในสถานะรองหัวหน้าพรรค ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ภาคกลาง ที่พรรคตั้งเป้าว่าจะขยายฐานเก้าอี้ สส.มากกว่าพื้นที่อื่นๆ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ยิ่งในวันที่การเมืองกำลังก้าวสู่ระบบ 2 ขั้วชัดเจน ประชาธิปัตย์จึงไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องเร่งปรับโครงสร้าง ระบบบริหาร และวัฒนธรรมที่ติดหล่ม เพื่อไปต่อสู้กับเพื่อไทย ที่กำลังเร่งเดินหน้าโกยคะแนนจากนโยบายประชานิยมและเมกะโปรเจกต์ล็อตใหม่ 2 ล้านล้านบาท

ประเดิมด้วยการคัดเลือกผู้สมัครด้วยระบบ “ไพรมารี แอนด์ คอคัส” คือ ให้คนในพื้นที่ได้มีส่วนคัดเลือกผู้สมัครชั้นแรก ก่อนจะให้คณะกรรมการของพรรคคัดเลือกในลำดับถัดไป ซึ่งจะทำให้ได้คนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยประเดิมที่ จ.พระนครศรีอยุธยา แห่งแรก

เพราะที่ผ่านมาเสียงครหาเรื่อง “เด็กเส้น” ยังมีให้ได้ยินอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่หลายเขต ทั้งทายาท สส.เก่า โควต้ากลุ่มทุน ที่เข้ามาเบียดลงในนาทีสุดท้าย และหลายจุดกลายเป็นจุดอ่อนจนถูกฝ่ายตรงข้ามเจาะฐานของประชาธิปัตย์

ในส่วนของการปฏิรูปรอบนี้ มีแนวร่วมที่ต้องการเห็นพรรคก้าวไปข้างหน้า เป็น สส.ประมาณ 20 คน อาทิ นคร มาฉิม นิพนธ์ บุญญามณี ศุภชัย ศรีหล้า ฯลฯ โดยตั้งวงถกหาทางออกกันเป็นเรื่องเป็นราวอุดช่องโหว่ สร้างจุดแข็ง และเตรียมเสนอต่อกรรมการบริหารพรรคต่อไป

ทั้งเรื่องปรับนโยบายให้ตอบสนองโดนใจทุกภาคส่วนของสังคม การบริหารงานในองค์กรที่ต้องไม่เทอะทะจนเป็นอุปสรรคในการทำงาน ท่ามกลางพลวัตทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และที่สำคัญต้องเปิดกว้างให้คนทั่วไปได้เข้ามาทำงานมากกว่าที่เป็นอยู่ พร้อมดึงนักวิชาการจากหลายสำนักมาร่วมวางโครงสร้าง

ทว่า อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เมื่อแนวคิดดังกล่าวยังอาจมีเสียงต่อต้านจากบางฝ่ายในพรรคที่เป็นห่วงว่า การปรับจุดยืนพรรคไปแข่งขันด้วยนโยบายหวือหวาแต่ไม่ยั่งยืน อาจจะทำให้พรรคต้องมาทำในสิ่งที่เคยวิพากษ์วิจารณ์เพื่อไทยในอดีต

อันที่จริงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่กับการสรุปบทเรียนความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้ง เมื่อที่ผ่านมาการวิเคราะห์ จุดอ่อน จุดแข็ง เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงประชาธิปัตย์ก็มีอยู่ให้เห็นหลายระลอก แต่ทั้งหมดแทบจะเป็นการแก้ไขในประเด็นปลีกย่อย ไม่ใช่ในเชิงโครงสร้าง

ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขจุดอ่อน เพิ่มช่องทาง การสื่อสาร โดยสถานี “บลูสกาย” กลายเป็นกระบอกเสียงสำคัญของประชาธิปัตย์ ที่กำลังได้รับการตอบรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะรายการ “สายล่อฟ้า”? ที่ทำให้กองเชียร์ แฟนคลับ ต้องคอยเฝ้าหน้า

ถัดมาที่ “เวทีฝ่าความจริง” ที่อาศัยจุดแข็งเรื่องการปราศรัย เดินสายไปตั้งเวทีพบปะชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ เพื่อนำเสนอข้อมูลถล่มการทำงานของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นนโยบายที่ล้มเหลว หรือเงื่อนงำแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนิรโทษกรรม ความสำเร็จจากเวทีนี้ ทำให้ฝั่งเพื่อไทยต้องเตรียมจัดเวทีในลักษณะเดียวกันคอยแก้ลำประชาธิปัตย์

ขณะที่แผนระยะยาว ได้ตั้ง “สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย” พร้อมดึง “สุรินทร์ พิศสุวรรณ” มานั่งเป็นประธาน เพื่อสรุปหาพิมพ์เขียวพัฒนาประเทศไทยในระยะยาว ตามกรอบ 3 ด้าน คือ การศึกษา ระบบธรรมาภิบาล เศรษฐกิจ

นำร่องสร้างความร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่น 5 องค์กร ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร เทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาลนครภูเก็ต เทศบาลเมืองลำพูน และเทศบาลนครนครศรีธรรมราช เพื่อนำมาประเมินผล ปรับปรุงทำเป็นนโยบายอย่างยั่งยืนของพรรคประชาธิปัตย์

แนวคิดการปฏิรูปรอบใหม่ครั้งนี้ จึงเป็นที่จับตาว่านอกจากจะสามารถหลุดจากกรอบและวัฒนธรรมเดิมได้หรือไม่แล้ว ยังต้องติดตามว่าจะบานปลายไปสู่ความขัดแย้งภายในระลอกใหม่หรือไม่อีกด้วย

เกมถล่ม “ศาลรธน.” แผนคุ้มกัน “ยิ่งลักษณ์”   Leave a comment

เกมถล่ม “ศาลรธน.” แผนคุ้มกัน “ยิ่งลักษณ์”

  • 25 เมษายน 2556 เวลา 08:44 น.

เกมถล่ม "ศาลรธน." แผนคุ้มกัน "ยิ่งลักษณ์"

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ในที่สุด “ศาลรัฐธรรมนูญ” ต้องกลับมาเผชิญกับแรงเสียดทานทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อเกิดปรากฏการณ์ที่แสดงออกถึงการต่อต้านศาลอย่างชัดเจน อย่างน้อยก็แสดงออกให้เห็นถึง 4 เหตุการณ์

1.การประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยและ สว.บางส่วน เพื่อต่อต้านจากกรณีที่ศาลรับคำร้องตามมาตรา 68 ว่าด้วยการกระทำที่ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา

2.พรรคเพื่อไทยเดินหน้ารวบรวมรายชื่อ สส.และ สว. เพื่อถอดถอนองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกจากตำแหน่ง

3.ความเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เตรียมชุมนุมต่อต้านศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 12 พ.ค. โดยใช้พื้นที่ จ.สมุทรปราการ เป็นยุทธศาสตร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีมวลชนบางส่วนได้ไปปักหลักบริเวณหน้าอาคารสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเอาไว้แล้ว

4.การแสดงความคิดเห็นของ “อุกฤษ มงคลนาวิน” ประธานกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) เสนอแนวคิดให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเหลือวาระการดำรงตำแหน่งเพียง 4 ปี จากเดิมที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดไว้ 9 ปี

ความเคลื่อนไหวที่ปรากฏขึ้นมาขณะนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นความพยายาม เพื่อสร้างแรงกดดันไปยังตุลาการทั้ง 9 คนโดยตรง ซึ่งสอดรับกับจังหวะที่ศาลกำลังจะมีคิวพิจารณาเรื่องร้อนที่สะเทือนถึงรัฐบาลในเร็วๆ นี้ 2 เรื่อง

เรื่องที่ 1 การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้ถูกร้องทั้ง 312 คน ซึ่งเป็น สส.และ สว.ที่ร่วมกันเสนอร่างแก้ไขทำคำชี้แจงต่อศาลภายใน 15 วัน ที่จะครบกำหนดในวันที่ 26 เม.ย.

เรื่องที่ 2 ร่าง ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม แม้ว่าจะยังอยู่ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร แต่ทันทีที่ผ่านวุฒิสภา แน่นอนว่าฝ่ายค้านและกลุ่ม 40 สว.เตรียมส่งให้ศาลมีคำวินิจฉัยก่อนที่กฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จะมีผลบังคับใช้ว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากได้ตรากฎหมาย เพื่อจัดสรรงบประมาณนอกเหนือไปจากที่รัฐธรรมนูญกำหนด

แม้ว่าวันนี้รัฐบาลยังเป็นรัฐบาลอยู่ได้ เพราะทั้งสองกรณีศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยออกมา แต่หากในอนาคตศาลเกิดมีคำวินิจฉัยไม่เป็นคุณกับพรรคเพื่อไทยเมื่อไหร่ ย่อมหมายความว่า เสถียรภาพของรัฐบาลย่อมถูกสั่นคลอนไปด้วย

โดยขอให้ดูโมเดลของ “นพดล ปัทมะ” อดีต รมว.ต่างประเทศ เป็นตัวอย่าง

กล่าวคือ เมื่อปี 2551 ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่าแถลงการณ์ร่วมไทยและกัมพูชาที่นพดลไปลงนามขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ปรากฏว่าได้ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนชี้มูลความผิดและส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ประเมินภายใต้สมมติฐานที่ว่า ถ้าคดีหนึ่งคดีใดหรือทั้งสองคดีมีความผิดฐานมีบทบัญญัติขัดกับรัฐธรรมนูญหมายความว่า จะมีการฟ้องคดีไปยัง ป.ป.ช. เพื่อขยายผลให้ดำเนินคดีเพื่อเอาผิดทางอาญาเท่ากับว่า “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ต้องตกกระไดพลอยโจนไปด้วย

“ยิ่งลักษณ์” มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะเป็นหนึ่งคณะรัฐมนตรีที่เสนอร่างกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท และร่วมลงมติรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 1 ในส่วนของการแก้รัฐธรรมนูญนั้นถึงนายกฯ ปู จะไม่ใช่ผู้ร่วมเสนอร่างแก้ไข แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะถูกฟ้องร้องเพิ่มเติม

ถ้า ป.ป.ช.เห็นว่าการเสนอกฎหมายที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่มีความผิดอาญาก็ถือว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ฟาดเคราะห์และสามารถอยู่บนเก้าอี้ผู้นำประเทศได้อย่างมั่นใจต่อไป แต่หากถูกชี้มูลความผิดจะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวจนกว่าศาลฎีกาฯ จะมีคำพิพากษาตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542

กรณีเหล่านี้เป็นความหวาดผวาของพรรคเพื่อไทยที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น ทั้งนี้ การหาตัวนายกฯ คนใหม่ไม่ง่ายอย่างที่คิดนอกเหนือไปจากการกลัวอำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซงการเมือง

ถึงมี “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” เข้ามาเป็นสส. เพื่อสืบทอดอำนาจต่อทันที แต่ในทางปฏิบัติ “เจ๊แดง” ก็ไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบของบางกลุ่มในพรรค ส่งผลให้จะเป็นการสร้างความขัดแย้งเพิ่มขึ้นมากกว่า

จึงกลายเป็นปัจจัยให้เสื้อแดงต้องเร่งเดินหน้าเขียนภาพศาลรัฐธรรมนูญให้สังคมเห็นว่าเป็นปัญหาใหญ่ในทางการเมือง หวังสร้างแรงกดดันให้ศาลรัฐธรรมนูญนำบริบททางรัฐศาสตร์มาเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาคดีด้วย ไม่ใช่ยึดเฉพาะหลักนิติศาสตร์ เพื่อวินิจฉัยปัญหาเพียงอย่างเดียว เพราะอาจจะนำมาซึ่งความขัดแย้งได้

เกมนี้ นปช.และพรรคเพื่อไทยพร้อมทุ่มเต็มที่แบบ “แพ้ไม่ได้” โดยมีอนาคตและความมั่นของรัฐบาลพร้อมด้วยยิ่งลักษณ์เป็นเดิมพันท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังไม่เข้าใครออกใคร

“เจ๊แดง” เสริมแกร่ง “ปู” บริหารครบเทอม   Leave a comment

“เจ๊แดง” เสริมแกร่ง “ปู” บริหารครบเทอม

  • 24 เมษายน 2556 เวลา 08:29 น.

"เจ๊แดง" เสริมแกร่ง "ปู" บริหารครบเทอม

โดย…ชุษณ์วัฏ ตันวานิช

ชัยชนะของ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หรือ “เจ๊แดง” ในศึกเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงใหม่ เขต 3 ไม่เพียงตอกย้ำความ “พ่ายแพ้” ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในสนามเรดโซนเท่านั้น แต่ขณะเดียวกันยังเป็นจุดเริ่มต้นของความ “เพลี่ยงพล้ำ” ในยุทธศาสตร์ทางการเมืองของ ปชป.หลังจากนี้

การคืนสังเวียนของเจ๊แดง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ในฐานะเจ้าแม่พรรคเพื่อไทย กำลังกลับเข้ามาสยายปีกคุมทัพฝ่ายนิติบัญญัติของเพื่อไทยอย่างเต็มรูปแบบ หลังหลบหลังม่านคอยวางหมากมาตลอด 5 ปี ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง

ปลดโซ่คัมแบ็กครั้งนี้ เจ๊แดงจึงเตรียมขันนอต สส.พรรคเต็มที่ หลังการบริหารงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์เกือบ 2 ปีที่ผ่านมา เกมรุกในสภาพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลกลับเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำให้กับ สส.ฝ่ายค้านนับครั้งไม่ถ้วน

ทั้งร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติที่ ปชป.เดินหน้าล้มกระดานปลุกม็อบ สส.สร้างความโกลาหลทั้งสภา จวบจนขณะนี้ทั้ง 4 ร่างยังถูกดองค้างในวาระการประชุม จากที่เคยหวังให้เป็น “ใบเบิกทาง” นำคนแดนไกลกลับบ้าน มีอันต้องฝันสลายกลายเป็นทางตันไปโดยปริยาย

ขณะเดียวกันการเปลี่ยนกลไกอำนาจ โดยการยกเครื่องรัฐธรรมนูญปี 2550 ช่วงกลางปี 2555 ที่ผ่านมากลับถูกตัดขาโดยอำนาจตุลาการ ส่งผลให้เสียง 3 ทางทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคร่วมรัฐบาล และวุฒิสภา แตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง เพราะต่างรู้ซึ้งในอิทธิฤทธิ์ของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยพิพากษายุบมาแล้ว 2 พรรค ดับอนาคตนักการเมืองทั้งสมาชิกบ้าน 109 และ 111

กระทั่งล่าสุดหลังพรรคเพื่อไทยถอยหลังชนฝา ไม่กล้าโหวตวาระ 3 ปัดเส้นทางประชามติจนต้องเลือกหนทางสุดท้าย “แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา” กลับต้องเจอด่านศาลมีมติ 3:2 รับคำร้องวินิจฉัยเข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามมาตรา 68 เป็นผลให้แนวร่วม สส. และ สว.ออกอาการอกสั่นขวัญผวาเสียงเริ่มแตกอีกครั้ง แต่ในที่สุดกัดฟันดันร่างผ่านไปได้

นอกจากนั้น ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนักโทษการเมืองของ 40 สส.พรรคเพื่อไทย นำโดย วรชัย เหมะ สส.กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยังเป็นอีกดัชนีสะท้อนความไม่เป็นเอกภาพของเสียง สส.ภายในพรรคเอง เพราะต่างทราบดีว่า สส.พรรค 265 คน แตกกระจายเป็นหลายก๊กก๊วน ไม่ได้เห็นร่วมกับแนวคิดของ สส.สายเสื้อแดงทั้งหมด

จึงเป็นผลให้ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เกิดการถกเถียงในที่ประชุมพรรคหลายครั้ง โดยมติที่ประชุมยังยื้อเวลาการพิจารณาออกไป เพราะไม่สามารถตกผลึกหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้ ขณะเดียวกันที่ประชุมของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ยังไม่ให้การสนับสนุนสวนทางกับ สส.สายเสื้อเเดง ที่ต้องการเร่งออกกฎหมายนิรโทษประชาชนในเรือนจำ

จนในที่สุดกว่าพรรคจะมีมติเห็นตรงกันให้เลื่อนร่างขึ้นมาพิจารณาเป็นวาระแรก ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษต้องลากเกมยาวไปจนถึง 1 วันสุดท้ายก่อนปิดสมัยประชุม ส่งผลให้ไม่ทันพิจารณารับหลักการในวาระแรก ทำได้เพียงเลื่อนขึ้นมาจ่อพิจารณาสมัยประชุมหน้าเท่านั้น

แน่นอนว่าสัญญาณที่ทำให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค คณะกรรมการประสานภารกิจ และที่ประชุม สส.พรรคคลอดมติในทางเดียวกันดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มาจากการได้รับอนุมัติจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงเยาวภาเองที่ สส.สายเสื้อแดงผู้ร่วมเสนอร่าง พ.ร.บ.เดินทางไปพูดคุยเพื่อขอสัญญาณลุยก่อนหน้านี้

ประเมินได้ว่าหากเจ๊แดงก้าวเข้ามาในสภาอย่างเต็มตัว แน่นอนว่ายุทธศาสตร์การผลักดันร่างกฎหมายสำคัญของเพื่อไทย ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ก่อนหน้านี้ไร้ความเป็นเอกภาพทั้งภายนอกและภายในพรรค หลังจากนี้จะมีความเป็นเอกภาพไปในทิศทางที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น จากการที่เจ๊แดงเข้ามาคุมเกมอุดรอยรั่วของฝ่ายนิติบัญญัติ

ไม่เพียงเฉพาะร่างกฎหมายการเมือง แต่เป้าหมายสำคัญทางเศรษฐกิจของรัฐบาล คือ ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่ผ่านการพิจารณารับหลักการในวาระแรก และกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาต่อในการเปิดสมัยประชุมสภาสามัญทั่วไปในวันที่ 1 ส.ค.นี้ จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าแม่แห่งเพื่อไทย ที่จะคุมเกมรุกรับการอภิปรายในสภา ปูพรมให้ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ผ่านพ้นการอภิปรายถล่มของฝ่ายค้านไปตลอดรอดฝั่งจนกว่าจะมีผลบังคับใช้ในที่สุด

นอนใจได้ว่าการคุมทัพฝ่ายนิติบัญญัติของพรรคเพื่อไทยไม่ใช่เรื่องยากเกินกำลังของอดีตแกนนำกลุ่มวังบัวบานรายนี้ ที่เปี่ยมด้วยบารมีล้นพรรค ครองโควตารัฐมนตรีหลายเก้าอี้ตั้งแต่สมัยรัฐบาลไทยรักไทย พลังประชาชน ยันเพื่อไทย และเหนือสิ่งอื่นใด คือสถานะเป็นทั้ง “น้องสาว” และ “พี่สาว” ของอดีตนายกรัฐมนตรีเเละนายกฯ หญิงคนปัจจุบัน

สถานะครอบครัวเดียวกันหมายถึงคุณสมบัติที่สามารถ “สายตรง” ทักษิณยิ่งลักษณ์ ได้ทุกเวลา เปรียบเสมือนสายตาคอยสอดส่องรายงานพฤติกรรม สส.รวมถึงรัฐมนตรีที่เข้ามาชี้เเจงในสภา และไม่เพียงคุมได้เฉพาะ สส.ภายในพรรคเท่านั้น แต่ สส.พรรคร่วมรัฐบาลเองก็ล้วนประจักษ์ในบารมีของเจ๊แดงเป็นอย่างดี รวมไปถึง สส.กลุ่มมัชฌิมาที่มีสายสัมพันธ์อันแนบแน่น

ส่งซิกชัดเจนจากการร่วมมื้อเย็นอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับล่าสุด สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมายังตอกย้ำสัญญาณร่วมรัฐบาลโดยลงพื้นที่เชียงใหม่ช่วยเยาวภาหาเสียงด้วยตัวเอง

เผลอๆ อาจไม่ใช่เพียงขั้วมัชฌิมาที่เตรียมเทเสียงหนุนรัฐบาล 100% อันเนื่องมาจากสายสัมพันธ์กับเจ๊แดง เพราะเสียงจากพรรคภูมิใจไทยอาจมีแนวโน้มเทใจเช่นกัน เพราะทราบดีว่าเจ๊เเดงมีอิทธิพลสูงต่อแนวโน้มการคว้าโปรเจกต์ใหญ่ของรัฐบาลนั้น หากเสียง สส.ขั้วภูมิใจไทยเทให้รัฐบาลมากขึ้น แน่นอนว่าย่อมส่งผลดีต่อ “ซิโนไทย” ของเสี่ยหนู อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ล่าสุดเพิ่งคว้าโครงการสร้างรัฐสภาแห่งใหม่มูลค่านับหมื่นล้านบาท

การรุกคืบเข้ามาคุมเกมฝ่าย “นิติบัญญัติ” ของเยาวภา จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเป็นเอกภาพให้กับพรรคเพื่อไทย พรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงพรรคภูมิใจไทย เพื่อเสริมแกร่งการทำงานของฝ่าย “บริหาร” ของรัฐบาลภายใต้การนำของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ราบรื่น ไร้มรสุม รอบริหารเงินกู้อยู่รอดครบเทอม

ปัญหาอะไรก็ตาม ต่อจากนี้เมื่อนายกฯ หญิงโยนเผือกร้อนให้เป็นเรื่องของสภา จึงเย็นใจได้ว่ามี “พี่สาวมือฉมัง” เตรียมการรับมือไว้เรียบร้อยเเล้ว

ยุบสภาแค่คำขู่เกมปลุกสส.สู้-เอาใจแดง   Leave a comment

ยุบสภาแค่คำขู่เกมปลุกสส.สู้-เอาใจแดง

  • 23 เมษายน 2556 เวลา 08:37 น.

ยุบสภาแค่คำขู่เกมปลุกสส.สู้-เอาใจแดง

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

สถานการณ์ทางการเมืองหลังจากเทศกาลสงกรานต์เริ่มมีความเข้มข้นเป็นระยะที่อาจนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญและร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งกฎหมายดังกล่าวทั้งหมดพรรคเพื่อไทยใส่เกียร์เดินหน้าเต็มที่

ยิ่งเมื่อมีสัญญาณจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการยุบสภาเข้ามาผสมโรงด้วย ยิ่งตอกย้ำว่าการเมืองอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างที่มีหลายฝ่ายการคาดการณ์

“ถ้าศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่ได้ แก้ไขเป็นรายมาตราก็ทำไม่ได้ ทั้งที่เป็นอำนาจของรัฐสภา ดังนั้น รัฐสภาต้องแสดงความเข้มแข็งเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การที่ศาลรับตีความการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันเกินหลักการ ใช้อำนาจตุลาการในการเข้ามาแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งที่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291 เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ หากจำเป็นจะต้องยุบสภาก็ต้องยุบ เพื่อให้ได้จำนวนเสียง สส.ของพรรคเพิ่มขึ้น” (พ.ต.ท.ทักษิณ สไกป์มายังที่ประชุมพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 17 เม.ย.)

ถือเป็นครั้งแรกที่พรรคเพื่อไทยเริ่มพูดถึงการยุบสภา หลังจากก่อนหน้านี้มีความเคลื่อนไหวหนักเกี่ยวกับการหานายกรัฐมนตรีใหม่แทน “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”

ถึงจะเป็นการพูดจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะผู้กำหนดทิศทางพรรคเพื่อไทย แต่ไม่ได้หมายความว่าการยุบสภาจะเกิดขึ้นจริง ในทางกลับกันจะขออยู่ครบวาระ 4 ปีด้วยซ้ำแล้วค่อยประกาศเดินหน้าเลือกตั้งใหม่

สาเหตุที่การยุบสภาด้วยเหตุผลจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีความเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากมีปัจจัยอื่นเหนี่ยวรั้งการตัดสินใจอยู่ ปัจจัยที่ว่านั้นคือ ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม วงเงิน 2 ล้านล้านบาท กฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ยังค้างอยู่ในขั้นตอนของสภา และคาดว่ากว่าจะผ่านวุฒิสภาได้น่าจะเป็นช่วงสมัยประชุมสามัญทั่วไป นอกจากนี้ ยังไม่นับเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้อีก ซึ่งไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ กระทบร่าง พ.ร.บ.กู้เงินที่ต้องถูกลากยาวออกไปอีก

หมายความว่า ถ้าในอนาคตศาลมีคำวินิจฉัยให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมิชอบด้วยกฎหมายก่อนที่กฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทผ่านรัฐสภา เท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยจะยุบสภาฟรีๆ ไม่มีสินค้าไปแสดงเพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาลรอบสอง

ที่สำคัญการยุบสภาในช่วงที่รัฐบาลไม่มีของในมือส่งผลกระทบให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกตีกรอบจนเกิดความอึดอัดด้วย เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดข้อห้ามไว้ 4 ประการ ป้องกันไม่ให้รัฐบาลเอาเปรียบคู่แข่งระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ได้แก่ 1.ห้ามโยกย้ายข้าราชการ 2.ห้ามอนุมัติงบประมาณ เว้นแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เห็นชอบ 3.ห้ามอนุมัติโครงการที่มีผลผูกพันกับคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป และ 4.ห้ามใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้ง

ในเมื่อจังหวะนี้พรรคเพื่อไทยไม่ได้เปรียบคู่แข่งจากการยุบสภา ทำให้มีความเป็นไปได้น้อยมากที่ยิ่งลักษณ์จะตัดสินใจตามคำพูดของพี่ชายจริงๆ เพราะไม่มีหลักประกันอะไรเลยที่บ่งชี้ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีก

ดังนั้น คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเป็นเพียงการกระตุ้น สส.พรรคเพื่อไทย และเสื้อแดง ไม่ให้เกิดความฝ่อมากกว่า

ปฏิเสธไม่ได้ว่า สส.จำนวนไม่น้อยที่เกรงการถูกถอดถอนหากศาลรัฐธรรมนูญให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญตกไป แต่ไม่กล้าแสดงออกเพราะไม่อยากขัดกับมติพรรค ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็รู้ปัญหาตรงนี้ถึงได้ส่งสัญญาณให้ สส.ในพรรคที่ล้วนเป็นนักเลือกตั้งเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ ภายใต้การบอกเป็นนัยว่า “ถ้าทำไม่ได้ก็จะยุบสภา”

คำขู่จากนายใหญ่กลายเป็นที่มาของการประกาศร่วมกันระหว่าง สส.พรรคเพื่อไทย และ สว.บางส่วนที่ไม่ขอยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่รับคำร้องมาตรา 68 เพื่อวินิจฉัยว่า การเสนอแก้รัฐธรรมนูญทั้งสามประเด็นเข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่ พ่วงด้วยการดันให้ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมขึ้นมาเป็นเรื่องด่วนรอรับการพิจารณาในสภาสมัยประชุมสามัญทั่วไปเดือน ส.ค.

บรรดานักเลือกตั้งในพรรคไม่ปรารถนาการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในช่วงที่ตัวเองยังไม่ได้เปรียบเต็มที่ ประกอบกับคะแนนนิยมในตัวนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้พรั่งพรูเท่ากับจังหวะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยเป็นนายกฯ และเลือกตั้งใหม่กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัยในปี 2548 ส่งผลให้การยุบสภาไม่ต่างอะไรกับการทิ้งชิ้นเนื้อในมือ

สรุปว่า แส้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ฟาดลงบนหลังพรรคเพื่อไทยเพียงครั้งเดียว จึงเปี่ยมไปด้วยความคุ้มค่า ทั้งการปลุกขวัญ สส.ให้ลุกขึ้นมาสู้ และได้ใจมวลชนคนเสื้อแดง ให้ร่วมกันผลักดันให้ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมผ่านโดยเร็ว

เพื่อไทยงัดข้อศาลรธน. สั่นคลอนถึงนายกฯ   Leave a comment

เพื่อไทยงัดข้อศาลรธน. สั่นคลอนถึงนายกฯ

  • 22 เมษายน 2556 เวลา 08:17 น.

เพื่อไทยงัดข้อศาลรธน. สั่นคลอนถึงนายกฯ

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ส่งสัญญาณท้าทายอำนาจศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 3 ต่อ 2 รับคำร้องของ “สมชาย แสวงการ” สว. สรรหา และมติ 5 ต่อ 3 รับคำร้องรองของ “บวร ยสินทร” และคณะ เพื่อให้พิจารณาความผิดของ 312 สส.สว. แก้ไขรัฐธรรมนูญตัดเนื้อความในมาตรา 68 ลิดรอนสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชน

พรรคเพื่อไทยมีมติยืนยันอำนาจรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 291 โดยศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับพิจารณา

“รัฐสภาจึงไม่ต้องดำเนินการตามศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องดังกล่าว เพราะถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ”

พร้อมกันนี้ 312 สส.สว. ที่ร่วมกันเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนฉบับแก้ไขมาตรา 68 ยังได้ร่วมกันออกแถลงการณ์คัดค้านอำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่ก้าวล่วงอำนาจของรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง กระบวนการในรัฐสภายังได้เร่งรัดสานต่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ซึ่งที่ประชุมร่วมรัฐสภาได้ผ่านความเห็นชอบรับหลักการในวาระแรกไปแล้ว ระหว่างนี้อยู่ในขั้นตอนการตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) ขึ้นมาพิจารณา 3 ชุด แยกพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราทั้ง 3 ฉบับ

โดยมีกำหนดการเตรียมนำเข้าสู่ที่ประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาต่อในวาระ 2-3 ในช่วงเปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไป ต้นเดือน ส.ค. ในจังหวะที่ประเมินว่าศาลรัฐธรรมนูญน่าจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่

นั่นจะทำให้สถานการณ์การเมืองในช่วงนั้นกลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราต้องสะดุด และทำให้ทุกอย่างกลับไปซ้ำรอยเมื่อครั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญยกแรก

ครั้งนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อเปิดทางให้ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมายกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ได้ฝ่าแรงเสียดทานทั้งในและนอกสภาจนผ่านขั้นตอนในชั้น กมธ.แล้ว แต่ก็ต้องมาสะดุดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เห็นว่าหากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ควรเปิดให้มีการทำประชามติรับฟังเสียงจากประชาชน ซึ่งเคยมีความเห็นชอบในรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 มาแล้ว

ที่สำคัญนี่กลายเป็น “เงื่อนไข” ที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นต้องค้างเติ่งอยู่ในวาระรัฐสภาจนถึงวันนี้

อย่างไรก็ตาม ท่าทีฮึดฮัดของ “เพื่อไทย” ที่ออกมางัดข้อกับศาลรัฐธรรมนูญไม่ยอมรับการดำเนินการ ไปจนถึงขั้นเตรียมจะถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญรอบนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรก

เมื่อที่ผ่านมา คณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ซึ่งมี “โภคิน พลกุล” เป็นประธาน ได้มีมติเดินหน้าลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในวาระการประชุม และหลังจากที่ ส.ส.ร. ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่แล้วเสร็จ ก็จะทำประชามติรับฟังความเห็นของประชาชน

แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อรัฐบาลเพื่อไทยไม่อาจเลือกเดินทางเสี่ยงผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไปจนเสร็จสิ้นกระบวนการ

เหตุการณ์ทำนองนี้กำลังกลับมาสู่จุดเดิมอีกครั้ง และต้องติดตามดูท่าทีของรัฐบาลเพื่อไทย ซึ่งประกาศไม่ฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น จะกล้าเดินหน้าดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปจนสุดทางหรือไม่ หากศาลมีมติว่าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในฉบับแก้ไขมาตรา 68 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

เพราะอย่าลืมว่าเงื่อนไขสำคัญอยู่ที่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 216 ระบุว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ”

ดังนั้น การประกาศจุดยืนไม่ปฏิบัติตามศาลรัฐธรรมนูญของเพื่อไทย ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะถูกนำไปขยายผลสู่การถอดถอนหรืออาจลุกลามถึงขั้นยุบพรรค ไล่ตั้งแต่ สมาชิกรัฐสภา 312 คน ที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไปจนถึง สส. สว. ที่จะลงมติรับหลักการในวาระ 2-3 ไปจนถึงนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ที่ต้องรับไม้สุดท้ายต่อจากรัฐสภา นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ประกอบ 150, 151

นั่นทำให้นายกรัฐมนตรีไม่อาจลอยตัวอยู่เหนือปัญหาในเรื่องนี้ได้อีกต่อไป และหากปล่อยให้ไปถึงขั้นตอนนั้นจริงๆ ย่อมทำให้เก้าอี้นายกฯ และเสถียรภาพของรัฐบาลต้องกลับมาสั่นคลอนอีกครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องวัดใจเพื่อไทยว่าการออกมา “งัดข้อ” กับศาลรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ จะแข็งขันไปจนถึงปลายทางหรือไม่