ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

โลกอ่วมแผนอัดฉีดก่อชนวนวิกฤการเงินรอบใหม่

โลกอ่วมแผนอัดฉีดก่อชนวนวิกฤการเงินรอบใหม่

  • 10 พฤษภาคม 2556 เวลา 08:30 น.

โลกอ่วมแผนอัดฉีดก่อชนวนวิกฤการเงินรอบใหม่

โดย…นงลักษณ์ อัจนปัญญา

กลายเป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องติดตามชนิดไม่ให้คลาดสายตา สำหรับการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

เพราะนอกจากจะขยับปรับตัวขึ้นอย่างคึกคักในแดนบวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในตลาดหุ้นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่จนเปรียบได้กับเสาหลักของเศรษฐกิจโลกอย่าง สหรัฐ ยุโรป หรือญี่ปุ่นแล้ว ดัชนีสำคัญของตลาดหุ้นเหล่านี้ยังทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ในรอบหลายปี

ไล่เรียงตั้งแต่ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์สหรัฐที่ทะลุ 15,000 จุด เป็นครั้งแรก หรือดัชนีสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ 500 (เอสแอนด์พี 500) ที่ก้าวข้าม 1,600 จุด ในรอบหลายปี ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาตลาดหุ้นทั่วโลกจากดัชนีเอ็มเอสซีไอ ออลคันทรี เวิลด์ อีควิตี้ ซึ่งเป็นดัชนีที่ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์ใน 45 ประเทศ พบว่าดัชนีขยับขึ้นอีก 0.56% เมื่อวันที่ 8 พ.ค. กลายเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 5 ปี

ทั้งนี้ แม้จะเข้าใจได้ว่าขาขึ้นของตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงไม่กี่สัปดาห์นี้ เป็นผลจากข่าวดีด้านเศรษฐกิจการค้าในหลายประเทศ เช่น การว่างงานของสหรัฐที่ลดเหลือ 7.5% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี หรือการส่งออกจีนเดือน เม.ย. ที่ขยายตัวเกินคาดถึง 14.7% และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเยอรมนีในเดือน มี.ค. เพิ่มขึ้น 1.2% มากกว่าที่คาดกันไว้ และเพิ่มติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ของปี

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งกลับเห็นว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นตลาดทุนในขณะนี้ไม่ได้เป็นผลจากความแข็งแกร่งของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศอย่างแท้จริง พิสูจน์ได้จากความต้องการจับจ่ายของผู้บริโภคทั่วโลกที่ปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยและเชื่องช้า ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะแผนรัดเข็มขัดของภาครัฐ

แต่เป็นผลสืบเนื่องจากสารพัดมาตรการกระตุ้นของธนาคารกลางในประเทศเศรษฐกิจชั้นนำที่ทำให้มีปริมาณเงินมหาศาลจนเกิดสภาพคล่องล้นระบบ จนกลายเป็นทุนร้อนที่บรรดานักลงทุนทั้งหลายขนไปเก็งกำไรทำเงินในตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่

ความไม่สอดคล้องระหว่างสถานการณ์เศรษฐกิจจริงกับสถานการณ์ของตลาดหุ้นข้างต้น ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์หลายสำนักตั้งข้อสังเกตด้วยความวิตกว่าความผิดเพี้ยนของสภาวะเศรษฐกิจโลกจะนำไปสู่การเกิดวิกฤตทางการเงินครั้งใหญ่ที่เลวร้ายมากกว่าครั้งใดๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต

เนื่องจากครั้งนี้เป็นวิกฤตที่เกิดจากนโยบายการเงินการคลังของรัฐบาล ไม่ใช่วิกฤตการเงินที่มาจากหนี้และสินเชื่อ

เดวิด รอช นักกลยุทธ์ชั้นนำของโลกจากสหรัฐ และประธานบริษัท อินดิเพนเดนท์ สแตรทเตอร์จี อธิบายว่า หายนะที่จะเกิดขึ้นคราวนี้มีแนวโน้มมาจากตลาดพันธบัตรเป็นหลัก โดยทันทีที่บรรดาธนาคารกลางทั่วโลกยุติการซื้อพันธบัตรผ่านมาตรการอัดฉีดหรือนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) วิกฤตการเงินจะโหมกระพือขึ้นแน่นอน และจะเลวร้ายรุนแรงมากกว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นในปี 2551

สาเหตุเพราะการใช้มาตรการต่างๆ ข้างต้น ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐ ได้ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนพันธบัตรต่ำกว่าความเป็นจริงของสถานการณ์ในตลาด

ดังนั้น การยุติมาตรการข้างต้นจึงไม่ต่างอะไรกับการทำให้อัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนกลับคืนสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง และทำให้ภาระหนี้แท้จริงปรากฏโฉมออกมา พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือนักวิเคราะห์ทั้งหลาย รวมถึง รอช เห็นว่าเมื่อธนาคารกลางในซีกโลกตะวันตกเลิกใช้วิธีการคิวอีในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐ เยอรมนี และอังกฤษ จะปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงขนาดที่ทำให้เกิดการพังครืนของระบบชนิดฉับพลันทันที

เนื่องจากรัฐบาลของประเทศเหล่านั้นซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะที่คลังขาดดุลอย่างมหาศาลจะไม่สามารถชำระหนี้พันธบัตรได้ ขณะเดียวกันมูลค่าพันธบัตรของตนเองจะลดต่ำลงจนต้องเพิ่มอัตราผลตอบแทนเพื่อดึงดูดนักลงทุน ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนค่าใช้จ่ายในการกู้ยืมของภาครัฐ

ทั้งนี้ ผลลัพธ์ของนโยบายคิวอีทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี ในขณะนี้ร่วงต่ำลงมากกว่า 2% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ 1.8% เช่นเดียวกันกับอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ (กิลท์ส) และพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี (บุนด์ส) อายุ 10 ปี ที่ปรับลดต่ำที่สุดเมื่อวันที่ 8 พ.ค. โดยมีอัตราตอบแทนอยู่ที่ 1.8% และ 1.29% ตามลำดับ

และเพื่อรักษาอัตราผลตอบแทนให้อยู่ในระดับต่ำเช่นนี้ต่อไป บรรดาธนาคารกลางย่อมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากสนับสนุนให้มีการพิมพ์เงินออกมามหาศาลเพื่อให้รัฐบาลนำเงินไปซื้อพันธบัตรไปเรื่อยๆ กระทั่งทำให้นักลงทุนเกิดความรู้สึกว่าตลาดพันธบัตรเป็นเสมือนแหล่งพักเงินที่ปลอดภัย โดยลืมเลือนไปว่าเมื่อใดก็ตามที่คิวอียุติ อัตราผลตอบแทนย่อมปรับตัวสูงขึ้น และสิ่งที่เหลืออยู่ก็คือวิกฤตร้ายแรง

นักกลยุทธ์ส่วนใหญ่ รวมถึง รอช กล่าวชัดเจนว่า ผลกระทบจากการพังทลายของแหล่งพักเงินที่ปลอดภัย (เซฟ เฮฟเวน) อย่างตลาดพันธบัตรจะเป็นหายนะใหญ่หลวงสำหรับตลาดการเงินทั่วโลก

เพราะสิ่งที่ทั่วโลกกำลังจะได้เห็นคือการขาดทุนของเงินทุนมหาศาลของสถาบันการเงินต่างๆ เนื่องจากการปรับมูลค่าตามราคาตลาด (Marktomarket basis)

ขณะที่ประชาชนทั่วไปที่ถือครองพันธบัตรในรูปแบบของการออมเงิน ความผันผวนเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะกระเทือนความเชื่อมั่นในการถือครองพันธบัตรให้ลดน้อยลง ซึ่งจะกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงได้ เนื่องจากเมื่อผู้บริโภคไม่มั่นใจกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ประกอบกับแหล่งสินทรัพย์ของตนเองเริ่มมีมูลค่าลดน้อยลง เมื่อนั้นผู้บริโภคจะเริ่มหันมาประหยัดอดออมมากขึ้น

ทั้งนี้ ในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา บรรดาประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของชาติตะวันตกต่างเริ่มต้นขยายโครงการซื้อพันธบัตรของตนเองอย่างหนักหน่วง เพื่อพยายามฟื้นการเติบโตของประเทศหลังจากภาวะวิกฤตสินเชื่อมากมาย โดยไม่ได้เอ่ยถึงหนทางหรือแนวทางที่จะยกเลิกมาตรการคิวอีแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม เสียงเรียกร้องให้ธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยุติการใช้คิวอี 3 ในปีนี้เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อการใช้อย่างต่อเนื่องมายาวนานหลายปี โดยมองไม่เห็นผลใดๆ ในการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เริ่มทำให้สมาชิกคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) วิตกกังวลกันมากขึ้นว่าหากดันทุรังใช้คิวอีต่อไปน่าจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี

เหตุเพราะนักลงทุนและนักธุรกิจจะเริ่มเสพติดกับการช่วยเหลือดังกล่าวจนไม่เป็นอันคิดแก้ปัญหาใดๆ นอกจากนี้ ความวิตกข้างต้นยังครอบคลุมไปยังประเด็นที่ว่า ตลาดในขณะนี้ยังคงไม่มีการเตรียมการรับมือใดๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ธนาคารกลางจะเลิกใช้คิวอีแม้แต่น้อย

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ธนาคารกลางอีกหลายประเทศกำลังเดินตามรอยเฟดและธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) อย่างไม่มีลังเล โดยล่าสุดก็คือธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่เพิ่งจะประกาศบังคับใช้แผนอัดฉีดเงินมูลค่า 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เข้าระบบของประเทศเพื่อยุติภาวะเงินฝืด กระตุ้นการเติบโตและการใช้จ่าย

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ต่างชี้ว่า ญี่ปุ่นกำลังเดิมพันด้วยความเสี่ยงครั้งใหญ่กับนโยบายการเงินแบบสุดโต่ง และโครงการกระตุ้นแบบมหาศาลที่ยังไม่มีการรับประกันใดๆ ว่าจะบรรลุผลสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

แน่นอนว่าผลจากแผนอัดฉีดครั้งใหญ่ของรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ได้ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นในปัจจุบันทำสถิติลดต่ำสุด โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี อยู่ที่ 0.61% ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 0.89% นับเป็นการลดลงอย่างฮวบฮาบหลังจากที่เคยมีอัตราผลตอบแทนสูงถึง 8% ในช่วงทศวรรษที่ 1990

หรือจะสรุปได้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นบรรลุเป้าหมายในการกระตุ้นตลาด โดยเฉพาะตลาดหุ้นให้กลับมาคึกคักสดใสได้อีกครั้ง รวมถึงช่วยให้ภาคการส่งออกของประเทศที่ซบเซามานานลืมตาเห็นแสงสว่างได้บ้าง

แต่อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ต่างเตือนว่าวิธีการดังกล่าวอาจทำให้เงินเฟ้อของญี่ปุ่นพุ่งขึ้นจนกระทั่งรัฐบาลไม่สามารถชำระหนี้พันธบัตรของตนเองได้ โดยขณะนี้หนี้สาธารณะของรัฐบาลญี่ปุ่นมีปริมาณมหาศาลเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้คาดการณ์ไว้ว่าหนี้ญี่ปุ่นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 245% ต่อจีดีพีภายในปี 2556

ดังนั้น สิ่งที่ทั่วโลกจำต้องลงมือทำขณะนี้ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงหนีไม่พ้นการเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤตรุนแรงระลอกใหม่ที่จะกำลังจะเกิดขึ้นตามมา

พฤษภาคม 10, 2013 Posted by | ต่างประเทศ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | ให้ความเห็น

ดันค้าเสรีพหุภาคี/ลดกีดกันโจทย์หินรับ ผอ.ค้าโลกคนใหม่

ดันค้าเสรีพหุภาคี/ลดกีดกันโจทย์หินรับ ผอ.ค้าโลกคนใหม่

  • 09 พฤษภาคม 2556 เวลา 08:15 น.

ดันค้าเสรีพหุภาคี/ลดกีดกันโจทย์หินรับ ผอ.ค้าโลกคนใหม่

โดย…พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

เป็นที่รู้กันแล้วว่าในที่สุดตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) คนใหม่ที่จะขึ้นต่อจาก ปาสคาล รามี ชาวฝรั่งเศส ในเดือน ก.ย.นี้ ก็คือ โรแบร์โต อาเซเวโด จากประเทศบราซิลซึ่งในอดีตเคยรั้งตำแหน่งสำคัญๆ ทางการค้าระดับโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น เอกอัคราชทูตประจำดับเบิลยูทีโอของบราซิลในปี 2008 ขณะที่ก่อนหน้านั้นก็มีบทบาทสำคัญในการเป็นหัวหน้าเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการค้าให้กับประเทศตนเองบนเวทีดับเบิลยูทีโอมาแล้ว

ถึงแม้ว่าที่ผู้อำนวยการดับเบิลยูทีโอคนใหม่จากบราซิลที่พกดีกรีความสามารถทางการทูตและการเจรจาที่เป็นเลิศจะช่วยสร้างความหวังใหม่ๆ มาสู่องค์การดับเบิลยูทีโอ แต่ต้องยอมรับตามตรงว่าภารกิจที่รออยู่เบื้องหน้าของผู้อำนวยการคนใหม่นั้นต้องบอกเลยว่าหนักหนาสาหัสเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการผลักดันและดึงให้ทั่วโลกหันกลับมาสนใจและให้ความสำคัญกับการผลักดันกรอบการเจรจาการค้าเสรีแบบพหุภาคีรอบโดฮาให้สำเร็จลุล่วง หลังจากที่สะดุดมากว่า 10 ปี

เนื่องจากเกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประเทศกำลังพัฒนากับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในประเด็นด้านการอุดหนุนสินค้าเกษตรและ การลดภาษีสินค้าอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ จากความล้มเหลวของการเจรจากรอบโดฮาที่ยืดเยื้อติดต่อกันมานานกว่า 10 ปี ซึ่งแม้กระทั่ง ปาสคาล ลามี เองก็ยอมรับในปี 2011 ว่าการเจรจาเพื่อผลักดันโลกให้ก้าวไปสู่ยุคการค้าเสรีแบบเต็มตัวได้มาถึงทางตันแล้ว ได้ส่งผลทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกหันมาจับกลุ่มเจรจากรอบการค้าเสรีขึ้นมาเอง ดังเห็นได้จากการเกิดกรอบการเจรจาการค้าตามโซนภูมิภาคต่างๆ ที่ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด ในระยะ 34 ปี หลังที่ผ่านมา

ไล่เรียงไปตั้งแต่ (1) กรอบความตกลงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (ทีพีพี) ที่มีสหรัฐและกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิกอีก 10 ประเทศเข้าร่วม โดยล่าสุดญี่ปุ่นก็พึ่งกระโดดเข้าร่วมด้วย (2) กรอบการเจรจาการค้าเสรีสหรัฐกับสหภาพยุโรป (อียู) ที่จะเริ่มต้นการเจรจาอย่างเป็นการในเดือน มิ.ย.นี้ (3) กรอบการเจรจาการค้าเสรีญี่ปุ่นกับสหภาพยุโรป (อียู) (4) ข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาค (อาร์เซป) หรือที่เคยรู้จักกันในนามของอาเซียน +6 ที่เป็นการรวมเอาสมาชิกภูมิภาคอาเซียน 10 ประเทศ พร้อมด้วยจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เข้าไว้ด้วยกัน (อาร์เซป) ที่จะเริ่มต้นการเจรจาในเดือน พ.ค.นี้

ทั้งนี้ การที่หลายชาติหันไปจัดกลุ่มเจรจากรอบการค้าเสรีขึ้นเองถือเป็นภัยอันตรายต่อกระบวนการการผลักดันการค้าเสรีของโลก ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักขององค์การการค้าโลก เพราะการมีกรอบการเจรจาที่หลากหลาย ซับซ้อน และมีเงื่อนไขข้อกำหนดที่ต่างกัน กำลังจะกลายเป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือทางการค้าระดับโลกให้เกิดได้ยากมากขึ้นไปอีก

หรือกล่าวได้ว่า โลกกำลังก้าวเดินถอยหลังไปสู่ในยุคก่อนที่จะมีกรอบเวทีการตกลงของดับเบิลยูทีโอ ที่ต่างฝ่ายต่างเจรจากรอบการค้ากันขึ้นมาเอง

นอกจากนี้ ก็ยังมีความเสี่ยงอีกว่า หากดับเบิลยูทีโอปล่อยให้การเดินหน้าเจรจาของกลุ่มชาติมหาอำนาจ โดยเฉพาะกรอบทีพีพี และสหรัฐอียู ประสบความสำเร็จขึ้นมา ก็อาจนำไปสู่การผูกขาดทิศทางการกำหนดมาตรฐาน และข้อกำหนดทางการค้าของโลกเอาไว้ในกำมือของเหล่าชาติมหาอำนาจอีกด้วย ในขณะที่การต่อรองในดับเบิลยูทีโอ ที่แต่ละชาติมี 1 คะแนนเสียงโหวตเท่ากันก็จะหมดความหมายลง

เพราะกลุ่มชาติมหาอำนาจเหล่านี้ก็จะใช้กรอบการเจรจาของตนที่ประสบความสำเร็จแล้วมาใช้เป็นบรรทัดฐานของการผลักดันการเจรจาเข้าสู่ดับเบิลยูทีโอในอนาคต และบีบให้ประเทศอื่นๆ ยอมรับ ซึ่งนี่ถือเป็นการกระทบต่อผลประโยชน์ของบรรดาประเทศกำลังพัฒนาโดยตรง เนื่องจากด้วยการกำหนดมาตรฐานทางการค้าที่สูงลิ่ว โดยเฉพาะด้านการปกป้องทรัพย์สินทางปัญหา สิ่งแวดล้อม และสวัสดิการแรงงาน จะทำให้ประเทศกำลังพัฒนาปฏิบัติตามได้ยาก และเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการทำการค้าในอนาคต

ดังนั้น จึงเป็นภาระของผู้อำนวยการดับเบิลยูทีโอคนใหม่ชาวบราซิล ที่จะต้องทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และความคิดเพื่อดึงและนำพากรอบการค้าแบบพหุภาคีของ 159 ประเทศสมาชิกกลับมาอยู่ในความสนใจให้ได้

“ดับเบิลยูทีโอไม่สามารถรอและปล่อยให้การเจรจาเอฟทีเอของชาติต่างๆ ที่มีขึ้นตามภูมิภาคต่างๆ เดินหน้าไปถึงจุดความสำเร็จได้ และนำไปสู่การผูกขาดระบบการค้าโลกมาไว้ในกำมือ ฉะนั้นองค์กรแห่งนี้จึงต้องเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินการใหม่ๆ” จักดิส ปักวาติ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย แห่งนครนิวยอร์ก กล่าว พร้อมฟันธงอีกว่า การเจรจาเอฟทีเอตามภูมิภาคต่างๆ กำลังเป็นตัวบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของดับเบิลยูทีโอลง

นอกจากนี้ ความท้าทายอีกหนึ่งประการที่ อาเซเวโด ผู้อำนวยการองค์การดับเบิลยูทีโอคนใหม่จะต้องเร่งสะสางโดยด่วนก็คือ การจัดการกับปัญหาการปกป้องและกีดกันทางการค้าที่ดูเหมือนว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกขณะ โดยในปีนี้ดับเบิลยูทีโอคาดว่าการขยายตัวของการค้าทั่วโลกจะโตลดลงมาเหลือที่ 3.3% จากเดิม 4.5% ขณะที่ปีที่แล้วขยายตัวได้แค่ 2% ซึ่งถือเป็นอัตราการขยายตัวที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่เริ่มจัดทำรายงานในปี 1981 หรือเมื่อ 32 ปีก่อน

สาเหตุที่ทำให้การขยายตัวของการกีดกันทางการค้าที่สูงขึ้นก็คือ การที่เศรษฐกิจโลกยังไม่สามารถสลัดพ้นจากภาวะวิกฤตได้ โดยเฉพาะจากฟากยูโรโซน ก็ส่งผลให้หลายประเทศทั่วโลกหันมาใช้มาตรการปกป้องตลาดภายในมากขึ้น เพื่อหวังกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจตนเอง

“ภัยจากแนวโน้มการใช้มาตรการปกป้องตลาดภายในอาจจะรุนแรงขึ้นกว่าทุกครั้ง โดยเฉพาะนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008 นอกจากนี้การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของหลายประเทศก็เป็นไปอย่างน่าผิดหวัง” ปาสคาล ลามี ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลกคนปัจจุบัน ซึ่งกำลังจะก้าวลงจากตำแหน่งในเดือน ส.ค.นี้ กล่าว

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่น่าจับตามองว่า อาเซเวโด ผู้อำนวยการดับเบิลยูทีโอคนใหม่ จะเข้ามาแบกรับและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้อย่างไร ซึ่งนี่จะถือเป็นภารกิจที่เรียกว่าโหดหิน และท้าทายบทบาทขององค์กรดังกล่าวอย่างมากว่ายังมีความสำคัญบนเวทีการค้าเศรษฐกิจโลกต่อไปหรือไม่

พฤษภาคม 10, 2013 Posted by | ต่างประเทศ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | ให้ความเห็น

คลุมเครือ-ไม่ชัดเจนดับฝันรถไฟเร็วสูงจีนผนึกอาเซียน

คลุมเครือ-ไม่ชัดเจนดับฝันรถไฟเร็วสูงจีนผนึกอาเซียน

  • 08 พฤษภาคม 2556 เวลา 08:45 น.

คลุมเครือ-ไม่ชัดเจนดับฝันรถไฟเร็วสูงจีนผนึกอาเซียน

โดย…นงลักษณ์ อัจนปัญญา

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญและผู้นำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ยอมรับว่าจะช่วยยกระดับมูลค่าการค้าภายในอาเซียน และระหว่างอาเซียนกับชาติมหาอำนาจ เช่น จีน ให้ก้าวหน้าได้ดีคือ การพัฒนาเส้นทางขนส่งให้สามารถไปมาหาสู่กันได้สะดวกที่สุด สบายที่สุด รวดเร็วที่สุด และประหยัดที่สุด

ยืนยันได้จากรายงานล่าสุดของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ที่ระบุว่า การค้าและการลงทุนภายในส่วนต่างๆ ของเอเชียจะเป็นไปได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้นถ้าเส้นทางคมนาคมโดยเฉพาะถนนและรถไฟเชื่อมโยงถึงกันหมด สอดคล้องกับความเห็นของ บันคีมุน เลขาธิการแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งเคยกล่าวไว้ว่า การวางแผนพัฒนาระบบโทรคมนาคมจะส่งผลให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืน

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่รัฐบาลจีนจะประกาศอภิมหาโครงการขนาดใหญ่ด้วยการสร้างรถไฟความเร็วสูงบนเส้นทางที่เชื่อมโยงตอนใต้ของจีน บริเวณเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ผ่าน 9 ชาติสมาชิกอาเซียน ยกเว้นฟิลิปปินส์ ไปสิ้นสุดที่สิงคโปร์ เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้

เพราะนอกจากจะช่วยให้การค้าการลงทุน ซึ่งปัจจุบันจีนและอาเซียนถือเป็นคู่ค้าสำคัญระหว่างกันด้วยมูลค่าการค้าที่มากกว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ดำเนินไปได้ด้วยดีแล้ว เส้นทางดังกล่าวยังเป็นเสมือนฟันเฟืองสำคัญที่จะผลักดันให้เขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ของจีนและอาเซียนพอกพูนผลประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้โครงการข้างต้นมีทีท่าว่าจะสำเร็จลุล่วงด้วยดี เห็นได้จากความร่วมมือและเสียงตอบรับสนับสนุนจากหลายประเทศในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นการลงนามอนุมัติโครงการสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงในลาว เมียนมาร์ เวียดนาม และกัมพูชา ตลอดจนรายงานความคืบหน้าของการเริ่มต้นลงมือก่อสร้างไปแล้วในบางเส้นทาง

แต่ดูเหมือนว่าอภิมหาโปรเจกต์ดังกล่าวจะไปไม่ถึงเป้าหมายความสำเร็จที่คาดหวังกันไว้ก่อนหน้าเสียแล้ว เมื่อปัญหาต่างๆ เริ่มประดังเข้ามาเรื่อยๆ จนต้องชะลอ เลื่อน หรือยุติการก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าความเร็วสูงแล้วหลายเส้นทาง

แรกเริ่มเดิมทีนั้น จีนวางแผนจะสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงระหว่างหนานหนิงกับสิงคโปร์ โดยเริ่มต้นที่หนานหนิงไปยังกรุงฮานอย เวียดนาม กรุงเวียงจันทน์ ลาว กรุงพนมเปญ กัมพูชา กรุงเทพฯ ไทย กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย และสิ้นสุดที่สิงคโปร์

แต่ทว่า เส้นทางดังกล่าวกลับมีอันต้องปรับเปลี่ยนเล็กน้อย โดยไม่มีรายละเอียดชี้แจงใดๆ ใน เม.ย. ปี 2554 ซึ่งเปลี่ยนจากเมืองหนานหนิงเป็นคุนหมิงแทน และเปลี่ยนจากกรุงฮานอยไปเป็นเมืองโมฮั่น บริเวณชายแดนลาวแทน

นับเป็นความคลุมเครือแรกสุดที่เริ่มสั่นคลอนความเชื่อมั่นของหลายฝ่าย

ขณะที่เมื่อพิจารณาเป็นรายเส้นทางในแต่ละประเทศ นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างเห็นตรงกันว่า ยิ่งทำให้เห็นปัญหาขัดแย้งระหว่างจีนกับรัฐบาลของชาตินั้นๆ ชัดเจนขึ้น ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของผลประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง

ทั้งนี้ จีนและเมียนมาร์เคยลงนามอนุมัติแผนก่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงระหว่างเมืองคุนหมิงเชื่อมนครย่างกุ้ง ระยะทาง 1,920 กิโลเมตร โดยเส้นทางดังกล่าวได้เริ่มก่อสร้างไปแล้วในช่วงปี 2554 ทว่า โครงการดังกล่าวกลับมีเหตุให้ต้องหยุดชะงักไป จนไม่สามารถก่อสร้างให้เสร็จได้

ส่วนเส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมระหว่างจีนและกรุงเวียงจันทน์ เมืองหลวงของลาว ซึ่งมีรายงานว่าได้เริ่มการก่อสร้างไปเรียบร้อยแล้วในปี 2554 แถมยังมีแผนสร้างเส้นทางเชื่อมโยงเข้าไทยสู่กรุงเทพมหานคร ก็มีอันต้องหยุดชะงักไปเช่นกัน เมื่อรัฐบาลกรุงปักกิ่งตัดสินใจยุติการก่อสร้างไว้ชั่วคราว โดยไม่อธิบายรายละเอียด ซึ่งประจวบเหมาะกับที่รัฐบาลไทยที่กลับเลือกให้ความสำคัญกับการสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายอื่นก่อนแทนที่จะให้น้ำหนักกับสายที่เชื่อมต่อกับลาว

ยังไม่นับรวมเส้นทางสายย่อยที่เชื่อมระหว่างประเทศในอาเซียน เช่น สายกรุงพนมเปญ กัมพูชานครโฮจิมินห์ เวียดนาม ที่มีรายงานว่าการก่อสร้างต้องหยุดชะงัก เนื่องจากปัจจัยที่ไม่ลงรอยในเรื่องงบประมาณการลงทุน

นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งระบุว่า การที่จีนทำสัญญาเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่อาจช่วยให้การก่อสร้างเส้นทางรถไฟมีความก้าวหน้า แต่การลงทุนที่ไม่ครอบคลุมและเงื่อนไขบางประการ เช่น การใช้แรงงานจีนเป็นหลักในการก่อสร้าง หรือความคลุมเครือของรายงานการศึกษาผลกระทบที่เกิดกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนผลประโยชน์ที่ประชาชนในพื้นที่จะได้รับ ทำให้ถึงขณะนี้ เส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายคุนหมิงสิงคโปร์หยุดชะงัก หรือเลื่อนการก่อสร้างในที่สุด

นอกจากเหตุผลเรื่องผลประโยชน์ที่ไม่ชัดเจนแล้ว ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นว่าไม่ควรมองข้ามก็คือ การที่แต่ละประเทศต่างสนใจพัฒนาเส้นทางเฉพาะภายในอาณาเขตของตนเอง โดยไม่สนใจมองภาพใหญ่ที่จะเชื่อมโยงอาเซียนกับจีนเข้าไว้ด้วยกัน จนทำให้เกิดเส้นทางทับซ้อน และขาดความสอดคล้องเชื่อมโยงกัน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ โครงการรถไฟความเร็วสูงของไทย ที่หวังเชื่อมโยงหัวเมืองต่างๆ ของแต่ละภาค แต่ไม่ยาวสุดจนถึงชายแดนของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สายตะวันออกเฉียงเหนือที่ไปแค่นครราชสีมา แต่ไม่ถึงชายแดนลาว สายใต้สุดที่ไม่ถึงมาเลเซียไปได้แค่หัวหิน หรือสายตะวันออกที่เขยิบไปไม่ถึงกัมพูชา

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักตั้งข้อสังเกตไว้ว่า แค่แต่ละประเทศใช้ระบบรถไฟความเร็วสูงไม่เหมือนกัน มีระบบรางที่ต่างกัน เพียงแค่นี้ก็พอแล้วที่เส้นทางรถไฟความเร็วสูง จีนอาเซียน ก็ไม่อาจประสบความสำเร็จได้แล้ว

ดังนั้น ความหวังที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคงของจีนและอาเซียนก็ย่อมเป็นไปได้ยากเช่นเดียวกัน

พฤษภาคม 10, 2013 Posted by | ต่างประเทศ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | ให้ความเห็น

ทองคำโลกฟื้นชีพมหาอำนาจเดินหน้ากระตุ้น ศก.

ทองคำโลกฟื้นชีพมหาอำนาจเดินหน้ากระตุ้น ศก.

  • 07 พฤษภาคม 2556 เวลา 08:16 น.

ทองคำโลกฟื้นชีพมหาอำนาจเดินหน้ากระตุ้น ศก.

โดย…พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

หลังจากที่ราคาทองคำโลกในช่วงกลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ทำสถิติร่วงลงติดต่อกัน 2 วัน แรงที่สุดในรอบ 30 ปี โดยลงมาอยู่ที่ 1,348 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ (ราว 39,092 บาท) ขณะที่ราคาทองคำในช่วงก่อนหน้านั้น 5 เดือนยังคงอยู่ที่ 1,717 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ (ราว 49,793 บาท) จนกลายเป็นที่กล่าวขานกันไปว่าตลาดทองคำได้เข้าสู่ “ภาวะตลาดหมี” หรือภาวะเซื่องซึมแล้ว ทว่าล่าสุดดูเหมือนว่าสถานการณ์ดังกล่าวในตลาดทองคำจะเข้าสู่จุดพลิกผันอีกครั้ง

ล่าสุด ราคาทองคำเมื่อวันจันทร์ที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา ในตลาดสิงคโปร์ราคาทองได้ดีดกลับขึ้นมาอยู่ที่ 1,472.10 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ (ราว 42,690 บาท) ขณะที่ราคาทองคำซื้อขายล่วงหน้างวดส่งมอบเดือน มิ.ย.นี้ ในตลาดโคเมกซ์ เมื่อสัปดาห์ก่อนเพิ่มขึ้น 0.7% ที่ 1,464.20 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ (ราว 42,456 บาท) ซึ่งหากเทียบกับช่วงที่ราคาได้เริ่มดิ่งลงอย่างหนักในวันที่ 16 เม.ย.ที่ผ่านมา จะถือเป็นการเพิ่มขึ้นมาของราคาทองคำถึง 11%

เหตุสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ในตลาดทองคำเริ่มฟื้นกลับขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่สัปดาห์ราคาได้ดิ่งลงอย่างหนักจนลงไปอยู่ในจุดที่ต่ำสุดในรอบ 2 ปี เมื่อเทียบกับราคาทองในเดือน ก.ย. 2554 ที่ 1,921 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ (ราว 55,709 บาท) นั้น ก็เกิดมาจากการที่เหล่าบรรดาธนาคารกลางประเทศมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) หรือธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต่างออกมาแสดงท่าทีอย่างชัดเจนในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าจะเดินหน้าใช้มาตรการอัดฉีดและกระตุ้นต่อไป หลังจากที่ตัวเลข

เศรษฐกิจต่างๆ ที่ออกมาล้วนสะท้อนออกมาให้เห็นแล้วว่าภาวะเศรษฐกิจของชาติมหาอำนาจยังคงอยู่ในภาวะย่ำแย่อยู่ โดยเฉพาะในรายของอีซีบีนั้นถึงกับยอมตัดลดอัตราดอกเบี้ยลงมาอยู่ในจุดที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ 0.5% จากเดิม 0.75%

ขณะที่ก่อนหน้านั้น ทางธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ก็เพิ่งจะประกาศเพิ่มการใช้มาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์อีก 2 เท่า โดยขึ้นมาอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 40 ล้านล้านบาท) อีกทั้งยังวางเป้าหมายไว้อีกว่าจะต้องบรรลุการผลักดันเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ให้ได้ภายในระยะเวลา 2 ปี เพื่อแก้ปัญหาเงินฝืดที่เกาะกินประเทศมายาวนานกว่า 10 ปี

การระดมใช้มาตรการกระตุ้นของชาติมหาอำนาจที่ออกมาในเวลาไล่เลี่ยกันนี้ จึงทำให้ความกังวลจากภาวะเงินเฟ้อที่จะตามมาหลังจากการใช้มาตรการอัดฉีดของธนาคารกลางยักษ์ใหญ่ จึงกลับมาอยู่ในภาวะน่าเป็นกังวลอีกครั้ง ซึ่งนั่นก็ได้ทำให้นักลงทุนรวมไปถึงธนาคารกลางทั่วโลก ต้องหันกลับไปลงทุนในทองคำ

เพราะถือเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุด โดยยืนยันได้จากการที่เหล่านักลงทุนรายใหญ่ เช่น กองทุนพอลสัน แอนด์ โค ยังยืนหยัดที่จะลงทุนในทองคำต่อไป

“การไหลท่วมของเงินจำนวนมากจากการเร่งอัดฉีดของธนาคารกลางยักษ์ใหญ่กำลังกระตุ้นให้นักลงทุนจำนวนมาก เช่น มหาเศรษฐีอย่างจอห์น พอลสัน ยังคงถือครองทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ เพราะถึงอย่างไรทองคำก็ถือเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอนในปัจจุบัน” รายงานของ บริษัท เอลลิออต แมนเนจเมนต์ ระบุ

ความเห็นดังกล่าวสอดรับกับข้อมูลของคณะกรรมาธิการซื้อขายตลาดโภคภัณฑ์ล่วงหน้าของสหรัฐที่ระบุว่า เหล่านักลงทุนต่างแห่แหนเข้ามาซื้อทองคำกันอีกครั้งเช่นกัน โดยสัญญาการซื้อขายทองคำในตลาดซื้อขายล่วงหน้าระยะยาวในวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้เพิ่มสูงขึ้น 19% มาอยู่ที่ 54,762 สัญญา ขณะที่สัญญาระยะสั้นได้เพิ่มขึ้น 9.2% ซึ่งถือว่าสูงมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา

ด้านเหล่าธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ก็ยังคงเดินหน้าซื้อทองคำเพื่อนำมาใช้เป็นทุนสำรองประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสภาทองคำโลก (ดับเบิลยูจีซี) เปิดเผยว่า ในปีที่แล้วธนาคารกลางทั่วโลกได้เข้ามาซื้อทองคำเป็นทุนสำรองประเทศมากที่สุดในรอบ 49 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2507 โดยมียอดซื้อทั้งหมดอยู่ที่ 534.6 ตัน ขณะที่ปีนี้ดับเบิลยูจีซีก็คาดการณ์ว่า การเข้าซื้อทองคำเพื่อนำมาเป็นทุนสำรองจะสูงกว่าปีที่แล้ว โดยอยู่ที่ 450–550 ตัน

ดังนั้น จึงส่งผลให้การแห่เข้ากว้านซื้อทองคำของธนาคารกลางหลายชาติ กลายเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้ราคาทองคำดีดขึ้นมาอีกครั้ง

ขณะที่เหตุผลประการถัดมา ก็คือสถานการณ์และปัจจัยที่มีส่วนสำคัญทำให้ทองคำร่วงลงอย่างหนักก่อนหน้านี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยเฉพาะความหวั่นเกรงกันว่าไซปรัสอาจเทขายทองคำออกมาเพื่อแก้วิกฤตหนี้ของตนเอง และอาจทำให้หลายประเทศที่มีปัญหาเหมือนๆ กัน เช่น สเปนและอิตาลี ทำตามได้หมดไปแล้ว หลังจากที่รัฐบาลไซปรัสออกมายืนยันว่า แผนการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนการแก้วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น และไม่ใช่ทางเลือกแรกในการแก้ปัญหา

ขณะที่ธนาคารกลางไซปรัสก็ออกมากล่าวก่อนหน้านี้แล้ว ว่าขณะนี้ยังไม่มีแผนการเทขายทองคำสำรองออกมาอย่างแน่นอน

ฉะนั้น นักลงทุนทั่วโลกจึงเบาใจจากภาวะที่ธนาคารกลางของบรรดาประเทศที่ประสบปัญหาวิกฤตหนี้ในยูโรโซนจะพากันแห่เทขายทองคำออกมา

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเหตุผล 3 ประการที่กล่าวมาข้างต้นนี้เอง จะกลายเป็นตัวผลักดันให้ราคาทองได้เริ่มฟื้นกลับขึ้นมาอีกครั้ง แต่สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปก็คือว่า ราคาทองที่จะเริ่มกลับมาฟื้นขึ้นคราวนี้จะมุ่งไปสู่ภาวะตลาดกระทิงอีกครั้งเหมือนดังเช่นที่เคยเกิดมาแล้วในเดือน ก.ย. 2554 ซึ่งอยู่ที่มากกว่า 1,900 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ (ราว 5.51 หมื่นบาท) ได้หรือไม่ โดยนักวิเคราะห์ต่างออกมาฟันธงกันไปก่อนแล้วว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นเป็นไปได้ยากมาก

ปัจจุบันยังมีนักลงทุนบางส่วนที่ไม่เชื่อมั่นในตลาดทองคำ โดยดูได้จากข้อมูลของ คาเมรอน แบรนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่ระบุว่า เมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา บรรดาผู้จัดการกองทุนการเงินจำนวนมากต่างถอนเงินลงทุนออกจากกองทุนทองคำมากถึง 1,790 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.19 หมื่นล้านบาท)

ดังนั้น การที่ราคาทองคำจะกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเข้าสู่ภาวะกระทิงอีกครั้งคงจะเกิดขึ้นได้ยาก

ขณะที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนชื่อดังและเป็นมหาเศรษฐีที่รวยติดอันดับเป็นที่ 3 ของโลกจากการจัดอันดับของบลูมเบิร์ก ก็ได้ออกมาแนะให้นักลงทุนโดดหนีออกจากตลาดทองคำแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งแน่นอนว่าคำเตือนของกูรูด้านการลงทุนผู้นี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อภาวะราคาทองคำและการลงทุนในตลาดทองคำไม่น้อย

ส่วนธนาคารโกลด์แมน แซคส์ ได้ออกมาคาดการณ์ว่า ราคาทองคำน่าจะร่วงลงในอีก 12 เดือนข้างหน้า โดยลงมาอยู่ที่ 1,390 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ (ราว 40,310 บาท) ขณะที่ธนาคารดอยช์แบงก์เอจี คาดการณ์ว่า ราคาน่าจะดิ่งลงมาอยู่ที่ 1,050 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ (ราว 30,450 บาท)

จึงเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่า การดีดตัวกลับขึ้นมาของราคาทองคำที่เป็นผลมาจากภาวะการตัดสินใจเดินหน้ากระตุ้นของเหล่าแบงก์ชาติของประเทศมหาอำนาจ จะนำไปสู่ภาวะราคาทองกระทิงเหมือนในช่วงเดือน ก.ย. 2554 ที่ 1,921 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ (ราว 55,709 บาท) อีกครั้งหรือไม่

พฤษภาคม 10, 2013 Posted by | ต่างประเทศ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | ให้ความเห็น

จีนส่งสัญญาณปฏิรูปศก. เตรียมพร้อมปล่อยเสรีหยวน

จีนส่งสัญญาณปฏิรูปศก. เตรียมพร้อมปล่อยเสรีหยวน

  • 06 พฤษภาคม 2556 เวลา 08:33 น.

จีนส่งสัญญาณปฏิรูปศก. เตรียมพร้อมปล่อยเสรีหยวน

โดย…นงลักษณ์ อัจนปัญญา

การปรับตัวแข็งค่าขึ้นจนทำสถิติสูงสุดของสกุลเงินหยวนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เรียกความสนใจปนวิตกจากบรรดานักลงทุนในตลาดการเงินแทบจะในทันที

เหตุเพราะเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้น จะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจจีนที่ยังคงพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก จนทำให้การเติบโตที่กำลังฟื้นตัวอยู่ในขณะนี้มีอันต้องสะดุดหยุดชะงักได้โดยง่าย

ยิ่งเมื่อสถานการณ์ในปัจจุบันที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) หนึ่งในปัจจัยสะท้อนความแข็งแกร่งภาคการผลิต ร่วงลงจากเดือน มี.ค. ที่ 52.3 จุด มาอยู่ที่ 51.7 ในเดือน เม.ย. ขณะที่ปริมาณการสั่งซื้อใหม่ร่วง 50.9 ในเดือน มี.ค. มาอยู่ที่ 48.6 ในเดือน เม.ย. ซึ่งนับว่าต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. ก็ยิ่งทำให้จีนมีเหตุผลที่จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การแทรกแซงค่าเงินหยวน

ทว่าจนถึงขณะนี้ รัฐบาลจีนก็ยังไม่มีมาตรการใดๆ ออกมา แถมเหล่าเจ้าหน้าที่อาวุโส รวมถึงธนาคารกลางจีนกลับแสดงท่าทียอมรับการเติบโตที่ชะลอตัว พร้อมส่งสัญญาณลอยตัวค่าเงินหยวนเพิ่มเติม

เหล่านักวิเคราะห์ที่เฝ้าติดตามสถานการณ์ของจีนมาอย่างต่อเนื่องเห็นว่า ความเคลื่อนไหวของค่าเงินหยวนที่ปรับตัวแข็งค่ามากขึ้นในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด

ตรงกันข้าม แนวโน้มค่าเงินหยวนที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเงินสกุลเหรียญสหรัฐตั้งแต่ต้นปี 2556 เป็นต้นมา กำลังแสดงให้เห็นว่า จีนเริ่มมีความมั่นใจในเศรษฐกิจของตนเองมากขึ้น และมากพอที่จะปล่อยเสรีค่าเงินหยวน เพื่อปฏิรูปปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ

ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 พ.ค. ที่ 6.1537 หยวนต่อเหรียญสหรัฐ หลังจากที่เพิ่งจะขยับแข็งค่าเพิ่มขึ้น 0.6% ไปเมื่อช่วง 23 สัปดาห์ก่อนหน้า โดย อลิสแตร์ ธอร์นตัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากไอเอชเอส โกลบอล อินไซต์ บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจ กล่าวว่า การที่รัฐบาลจีนไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองกับการแข็งค่าของสกุลเงินหยวนแสดงให้เห็นว่า จีนไม่รู้สึกว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะเป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจตนเอง และไม่จำเป็นต้องเข้าไปแทรกแซงใดๆ

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ เงินหยวนที่ปรับตัวแข็งค่ามากขึ้นเป็นสิ่งที่รัฐบาลแดนมังกรคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว และตั้งใจให้เกิดขึ้น ซึ่งหนึ่งในหลักฐานยืนยันก็คือ การประกาศขยายช่วงขอบเขตเพดานการซื้อขายเงินหยวนรายวันเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐเป็น 1% ซึ่งสูงขึ้นจากระดับก่อนหน้าที่ 0.5% หรือหมายความว่าธนาคารของจีนสามารถซื้อขายเงินหยวนได้สูงหรือต่ำกว่าค่ากลาง 1% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐในตลาด โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้เงินหยวนของจีนมีศูนย์กลางอยู่ที่ตลาดมากขึ้น

ขณะที่ หยี่กัง รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีน ยังส่งสัญญาณเตรียมผ่อนคลายค่าเงินเพิ่มเติมด้วยการกล่าวว่า ธนาคารกลางกำลังพิจารณาการขยายเพดานการซื้อขายเงินหยวนรายวันเพิ่มเติม พร้อมย้ำชัดเจนว่าการปฏิรูปกลไกอัตราแลกเปลี่ยนโดยอิงตลาดเป็นหลัก นับเป็นทิศทางเป้าหมายชัดเจนและจำเป็นสำหรับจีน

เพราะการกระทำดังกล่าวจะทำให้การซื้อขายเงินตราต่างประเทศของจีนเริ่มสมดุลมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการผลักดันให้เงินหยวนกลายเป็นสกุลเงินสากล

ขณะเดียวกัน การแข็งค่าขึ้นของเงินหยวนจะมีส่วนสำคัญในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของจีน จากที่ต้องเน้นพึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียว ไปสู่การพึ่งพากำลังการบริโภคของประชากรในประเทศ โดยนักวิเคราะห์หลายสำนักตอบตรงกันว่า เงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐจะช่วยเพิ่มอำนาจในการจับจ่ายให้กับประชากรชาวมังกรทั้งหลาย

ทั้งนี้ สิ่งที่จำเป็นสำหรับแดนมังกรเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมั่นคงในระยะยาว นอกจากจะต้องปล่อยให้สกุลเงินหยวนมีเสรีภาพในการปรับค่าขึ้นลง โดยอิงตามกลไกของตลาดแล้ว นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างเห็นตรงกันว่า รัฐบาลจีนยังจะต้องจัดวางมาตรการสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้มีการใช้สกุลเงินหยวนกว้างขวางมากขึ้น

เพราะการใช้สกุลเงินหยวนโดยตรงในการค้าขายจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนให้กับบริษัทสัญชาติจีนได้ ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดความจำเป็นในการเก็บสะสมทุนสำรองในรูปเงินตราต่างประเทศของจีน โดยในปี 2555 ทุนสำรองต่างประเทศของจีนคิดเป็น 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้เชี่ยวชาญทั้งในและนอกประเทศจะเห็นด้วยกับแนวทางที่จีนไม่เข้าแทรกแซงค่าเงินหยวนในขณะที่การเติบโตมีแนวโน้มชะลอตัวเหมือนในอดีต ทว่ารัฐบาลจีนควรแก้ไขปรับปรุงโครงสร้างระบบอัตราดอกเบี้ยในประเทศ ที่ขณะนี้ขาดทั้งขอบเขตแนวทางที่ชัดเจน และกลยุทธ์ที่รัดกุมรอบคอบ

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์อธิบายว่า ถ้าจีนสามารถยกระดับโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยได้ก็จะส่งผลดีที่จะช่วยไม่ให้เงินหยวนแข็งค่าเร็วเกินไปจนกระทั่งกระทบต่อภาคการส่งออกของประเทศ ซึ่งยังคงเป็นเส้นเลือดสายหลักหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจประเทศ

หรืออาจเรียกได้ว่า เป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับปัจจัยเสี่ยงและความไม่แน่นอนต่างๆ ก่อนที่จะปล่อยเสรีค่าเงินหยวนให้เป็นไปตามกลไกตลาด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อระบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจของจีนเอง

ทั้งนี้ ในระยะสั้น นักวิเคราะห์จากหลายสำนักต่างมองว่า นักลงทุนทั่วโลกอาจจะต้องทำใจให้นิ่งกับจีดีพีจีนที่น่าจะสร้างความผิดหวังเล็กน้อยจากการชะลอตัวในภาคส่งออก เนื่องจากการสั่งซื้อจากต่างประเทศลดลง

กระนั้น หากพิจารณาที่มูลค่าการค้าโดยรวมแล้ว ชวง ติง นักเศรษฐศาสตร์จากซิตี (Citi) เห็นว่า ดุลการค้าจีนปีนี้จะเกินดุลอยู่มากพอควร โดยดุลการค้าจีนในไตรมาสแรกของปีเกินดุลอยู่ที่ 4.31 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า

การชะลอตัวของจีนในเวลานี้จึงไม่ใช่ประเด็นที่ต้องกังวลมากเท่ากับประเด็นที่ว่ารัฐบาลจีนจะสามารถปรับโครงสร้างประเทศ เพื่อปล่อยเสรีสกุลเงินหยวนของตนเองได้สำเร็จหรือไม่

พฤษภาคม 10, 2013 Posted by | ต่างประเทศ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | ให้ความเห็น

อีซีบี หมดท่า ลดดอกเบี้ย ก็ไม่ช่วยอะไร

อีซีบี หมดท่า ลดดอกเบี้ย ก็ไม่ช่วยอะไร

  • 03 พฤษภาคม 2556 เวลา 08:40 น.

อีซีบี หมดท่า ลดดอกเบี้ย ก็ไม่ช่วยอะไร

โดย…พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

เป็นไปตามความคาดหมายเมื่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้ตัดสินใจตัดลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ลงมาเหลืออยู่ที่ 0.50% จากเดิม 0.75% โดยสาเหตุที่ทำให้อีซีบีต้องยอมตัดลดดอกเบี้ยลงในครั้งนี้ ก็เนื่องจากว่าสถานการณ์วิกฤตหนี้ยูโรโซนได้วกกลับมาอยู่ในจุดที่ย่ำแย่อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นอัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ 12.1% ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา หรือมีคนที่ไม่มีงานทำมากถึง 19.2 ล้านคน ขณะที่ดัชนีภาคการผลิตและบริการก็ย่ำแย่ต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ก็ยังมีความเสี่ยงอีกว่าสโลวีเนียอาจจะต้องกลายเป็นประเทศที่ 6 ของยูโรโซนต่อจากกรีซ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ สเปน และไซปรัส ที่ต้องแบมือขอรับเงินช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เนื่องจากเมื่อเร็วๆ นี้ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้ออกมาประกาศหั่นอันดับเครดิตของประเทศสโลวีเนียลง 2 ขั้น จาก Ba1 ลงมาอยู่ที่ Baa2 หรือระดับจังก์ พร้อมให้แนวโน้มเป็นลบ โดยให้เหตุว่าเกิดจากปัญหาหนี้สินในภาคการเงินธนาคาร รวมถึงความน่าเชื่อถืองบดุลของประเทศดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม การตัดลดอัตราดอกเบี้ยของอีซีบีดังกล่าวดูเหมือนว่าจะไม่สามารถนำพายูโรโซนฟื้นจากวิกฤตได้ โดยสิ่งที่พิสูจน์ไดอย่างดีก็คือการใช้มาตรการตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ 0.75% ของอีซีบี ในตลอดระยะเวลามากกว่า 8 เดือนที่ผ่านมานั้น ไม่สามารถเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้ที่ผ่านมาได้อย่างเป็นรูปธรรมเลย

เพราะว่าประโยชน์ที่เกิดจากการตัดลดดอกเบี้ย เพื่อทำให้ต้นทุนการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ต้นทุนต่ำนั้น ไม่ได้ถูกส่งไปถึงมือของภาคเศรษฐกิจจริงอย่างภาคการผลิต การบริการ และการจ้างงานเลย โดยเฉพาะภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในยูโรโซนช่วงหลายเดือนหลังที่ผ่านมานั้น แทบจะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ จากการตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำเลย แต่ในทางกลับกันเงินจำนวนมากกลับไหลเข้าไปอยู่ในภาคสินทรัพย์ การเก็งกำไรในตลาดทุนมากกว่า

ความล้มเหลวของการใช้มาตรการกระตุ้นของอีซีบีที่ผ่านมา สามารถยืนยันได้จากผลสำรวจปริมาณการปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจรายย่อยในยูโรโซนที่ปรับตัวลดลง 0.8% ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผลสำรวจเอสเอ็มอี 7,510 แห่ง พบว่าส่วนใหญ่มองว่าปริมาณเงินกู้ในระบบนั้นลดลงเช่นเดียวกัน ขณะที่ภาคการผลิตและการบริการของยูโรโซนก็ยังย่ำแย่ต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ภาคการจ้างงาน การผลิต และการบริการ ซึ่งล้วนเป็นตัวบ่งชี้ถึงทิศทางของสภาวะเศรษฐกิจจริงก็ยังย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีการผลิตที่จัดทำโดยบริษัท มาร์กิต ระบุในเดือน เม.ย.ว่า ทั่วทั้งยูโรโซนมีการหดตัวลงไปอยู่ที่ 46.7 จุด จากเดิมเดือน มี.ค. ซึ่งอยู่ที่ 46.8 จุด ขณะที่ยอดคนว่างงานของยูโรโซนก็พุ่งขึ้นทำสถิติต่อเนื่องไปที่ 12.1%

จึงสรุป ณ ที่นี้ได้สั้นๆ ว่าบทเรียนจากการใช้มาตรการอัดฉีดของอีซีบีในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถช่วยฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจจริง และเปิดทางให้ธุรกิจรายย่อยในยุโรป และภาคครัวเรือนได้เข้ามารับประโยชน์ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนอย่างที่อีซีบีต้องการ

ดังนั้น ไม่ว่าจะมีการตัดลดดอกลงอีก 0.25% หรือไม่ ผลที่ออกมาก็จะเหมือนเดิม และก็คงจะไม่ช่วยทำให้สภาวะเศรษฐกิจของยูโรโซนดีขึ้นกว่าเดิมด้วย เพราะถึงแม้จะมีการตัดลดดอกลงมาอยู่ที่ 0.50% จริง แต่ก็เป็นเพียงการให้ยาที่เบากว่าอาการป่วยทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของยูโรโซน

สิ่งที่กล่าวมาในข้างต้นสอดรับกับความเห็นของ จอร์จ แอสมูสเซน ผู้บริหารระดับสูงของอีซีบี ที่ออกมากล่าวว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยระลอกใหม่ของอีซีบี อาจไม่ได้ช่วยประเทศในกลุ่มยูโรโซนซึ่งกำลังเผชิญกับภาวะถดถอยได้มากนัก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากอยู่แล้วในปัจจุบัน อาจไปไม่ถึงกลุ่มธุรกิจและผู้บริโภคในประเทศที่ประสบปัญหาได้เท่าที่ควร

“นโยบายการเงินไม่ใช่ยาวิเศษที่รักษาได้ทุกโรคทางเศรษฐกิจ” แอสมูสเซน กล่าว

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่เหล่านักวิเคราะห์และกูรูผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจจำนวนไม่น้อยจึงพากันออกมาชี้แนะให้อีซีบีกล้าที่จะเดินหน้าใช้ยาแรง ด้วยการจัดชุดยาแรงออกมาใช้โดยด่วน อย่างเช่นมาตรการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำระยะยาว 3 ปี (แอลทีอาร์โอ) ที่เคยออกมาใช้แล้ว 2 ครั้ง เมื่อ 2 ปีที่แล้ว จนมีส่วนสำคัญที่ทำให้การไหลเวียนของภาคการเงินของยุโรปเริ่มดีขึ้นอย่างเห็นผลได้ชัด หรือไม่เช่นนั้นก็จัดมาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์ (คิวอี) เหมือนอย่างเช่นที่สหรัฐและญี่ปุ่นกำลังใช้อยู่ในขณะนี้

“การตัดลดดอกเบี้ยลง 0.25% เป็นสิ่งที่ล่าช้าเกินไปและน้อยเกินไป และก็ไม่ได้ช่วยให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของยูโรโซนดีขึ้นเลย ดังนั้นในตอนนี้อีซีบีจึงต้องกล้าที่จะเดินหน้าใช้มาตรการอัดฉีดแรงๆ อย่างโครงการแอลทีอาร์โอ หรือไม่ก็คิวอีออกมา ซึ่งจะมีส่วนสำคัญต่อการทำให้สถานการณ์กลับมาดีขึ้น” ไมเคิล กัลลาเกอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยไอเดียโกลบอล กล่าว

ถึงกระนั้นก็ตาม แม้ว่าการใช้มาตรการกระตุ้นของอีซีบีจะถูกโจมตีและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงประสิทธิภาพที่มีต่อเศรษฐกิจ แต่ก็ใช่ว่าอีซีบีจะไม่มีการปรับตัวและรับข้อบกพร่องมาปรับปรุงแก้ไขเลย ดังเห็นได้จากเมื่อเดือนที่แล้วที่คณะบอร์ดบริหารอีซีบีได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเป็นการเฉพาะ เพื่อทำการศึกษาแนวทางในการทำให้มาตรการกระตุ้นสินเชื่อต่างๆ ได้ลงไปถึงมือภาคธุรกิจรายย่อยมากขึ้น

ขณะที่หลายประเทศในยูโรโซนก็ออกมาขานรับแนวทางดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เยอรมนี และสเปน ประกาศว่าจะร่วมมือกันในการสนับสนุนการลงทุนของภาคธุรกิจเอสเอ็มอีให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยสร้างงานพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสเปนให้ฟื้นตัว และหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้โดยเร็ว

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีถือเป็นกระดูกสันหลังสำคัญทางเศรษฐกิจของหลายประเทศในยูโรโซน โดยเฉพาะในสเปนและอิตาลีนั้น เอสเอ็มอีถือเป็นตัวสร้างการจ้างงานมากกว่าครึ่งหนึ่งของการจ้างงานทั่วทั้งประเทศ

ฉะนั้น จึงเป็นที่น่าจับตามองว่า หลังจากนี้อีซีบีจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และแนวทางในการกอบกู้วิกฤตหนี้อย่างไรในอนาคตเพิ่มเติมอีก เพราะการตัดลดดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวนั้น ดูเหมือนว่าเริ่มจะไม่ใช่คำตอบที่เพียงพอสำหรับปัญหาในปัจจุบันเสียแล้ว

พฤษภาคม 10, 2013 Posted by | ต่างประเทศ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | ให้ความเห็น

ผลเสียธนาคารกลางทุ่มอัดฉีดสปอยล์นักลงทุนรุ่น แบมือขอ

ผลเสียธนาคารกลางทุ่มอัดฉีดสปอยล์นักลงทุนรุ่น แบมือขอ

  • 02 พฤษภาคม 2556 เวลา 08:07 น.

ผลเสียธนาคารกลางทุ่มอัดฉีดสปอยล์นักลงทุนรุ่น แบมือขอ

โดย…นงลักษณ์ อัจนปัญญา

เป็นภาพที่มองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับสภาพการณ์การลงทุนของบรรดานักลงทุนทั่วโลกในปัจจุบัน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากมาตรการกระตุ้นที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์เคยเอ่ยปากเตือนไว้ก่อนหน้านี้

คำเตือนที่ว่าก็คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจซบเซาด้วยการใช้แนวทางอัดฉีดเงินเข้าระบบอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานจะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำให้นักลงทุนรวมถึงนักธุรกิจไม่สนใจพิจารณาพื้นฐานความเป็นจริงของตลาด เพราะ “เคยชิน” และ “เคยตัว” กับการรอคอยให้ธนาคารกลางทั้งหลายทุ่มเงินเสริมสภาพคล่องเข้ามาภายในระบบ

ขณะที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางโดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ก็ไม่เคยทำให้นักลงทุนผิดหวังแต่อย่างใด โดยนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งให้เหตุผลตรงกันว่า เป็นเพราะสถาบันการเงินเหล่านี้ได้รับแรงกดดันทางการเมืองพอสมควร จึงไม่กล้าเสี่ยงทำให้ตลาดผิดหวังจนกระทั่งต้องตัดสินใจลดปริมาณการลงทุน

และสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นตลาดทุนทั่วโลกล่าสุด นับเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่ยืนยันความวิตกของบรรดานักวิเคราะห์ได้เป็นอย่างดี

เหตุเพราะ แม้รายงานตัวเลขการเติบโตของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ชั้นนำของโลกอย่างสหรัฐ จีน หรือยุโรป จะค่อนข้างน่าผิดหวัง และสะท้อนให้เห็นแนวโน้มการขยายตัวที่จะชะลอตัว กระนั้นการซื้อขายในตลาดหุ้นก็ยังคงคึกคักสดใส ไม่มีวี่แววแผ่วแรงลดความร้อนแรงลงแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้เผยรายงานผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2556 ที่มีการเติบโตเพียง 2.5% ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.83%

ขณะที่ผลการสำรวจของนักลงทุนจาก 730 สถาบันทั่วโลก ต่างคาดการณ์ว่าสหภาพยุโรป (อียู) จะมีแนวโน้มหดตัว 0.4% ในปีนี้ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศเศรษฐกิจแกร่งอย่างเยอรมนีที่เริ่มได้รับผลกระทบจากภาวะชะลอตัวของภูมิภาคยุโรป โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ภาคการผลิตของเยอรมนีในเดือน มี.ค. หดตัวลดลงที่ระดับ 49 จุด จากเดิมที่ 50.3 จุด ในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา

ด้านสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (เอ็นบีเอส) เผยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมประเทศในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ว่าอยู่ที่ระดับ 9.5% ซึ่งลดลง 2.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาเป็นรายเดือน แม้ว่าผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือน มี.ค.จะเพิ่มจากเดือน ก.พ. มาอยู่ที่ 8.9% แต่อัตราการขยายตัวกลับมีเพียง 0.66% เท่านั้น และนับเป็นการแสดงให้เห็นค่อนข้างแน่ชัดว่าเศรษฐกิจจีนเติบโตได้ช้าลงจนน่าหวั่นใจ

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกจะย่ำแย่เรื้อรังยากฟื้นคืนจากวิกฤตการเงิน แต่บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม โดยนักลงทุนยังคงเดินหน้าหอบเงินเข้ามาลงทุนในตลาดอย่างต่อเนื่อง กระทั่ง สตีฟ ไบร์ซ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนจากสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ประจำสิงคโปร์ ให้นิยามว่า โลกตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงที่ตลาดหุ้นหอมหวานมากที่สุด

หรืออาจเรียกได้ว่า ขณะที่สหรัฐ จีน และยูโรโซน เติบโตได้อย่างน่าผิดหวังจนสะเทือนตลาดโภคภัณฑ์และผลตอบแทนของพันธบัตร ความอ่อนด้อยดังกล่าวกลับไม่ส่งผลใดๆ ต่อตลาดหุ้นเลยแม้แต่น้อย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ในตลาดสหรัฐทำสถิติสูงสุดรอบใหม่ โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 11.37 จุด ปิดตลาดที่ 1,593.61 จุด เช่นเดียวกันกับดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ที่แม้ไม่ได้ทำสถิติสูงสุด แต่ก็ปรับเพิ่มขึ้นถึง 106.20 จุด มาอยู่ที่ 14,818.75 จุด

ด้านดัชนีเอ็มเอสซีไอของตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยกเว้นญี่ปุ่น ก็ไต่ระดับขึ้นด้วยเช่นกัน โดยเพิ่ม 1.1% ทำให้ดัชนีดังกล่าวทำสถิติสูงที่สุดในรอบ 7 เดือน

สำหรับในภูมิภาคยุโรป ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นก็เป็นไปอย่างสดใสไม่แพ้กัน โดยดัชนีเอฟทีเอสยูโร 300 ตลอดทั้งเดือน เม.ย. เพิ่มขึ้น 1.3% กลายเป็นการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง 11 เดือนติดต่อกัน

ขณะที่เมื่อพิจารณาโดยรวมทั่วโลก ดัชนีเอ็มเอสซีไอของตลาดหุ้นทั่วโลกปรับเพิ่มขึ้น 0.2% รวมอยู่ที่ 367.96 จุด ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับในช่วงเดือน มิ.ย. 2551 ก่อนที่จะเกิดวิกฤตการเงิน

หรือสรุปให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ เม็ดเงินที่ธนาคารกลางอัดเข้าระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้ตลาดหุ้นไปได้ดี แต่ไม่ได้ส่งผลต่อการปรับปรุงพัฒนาในภาคเศรษฐกิจจริงใดๆ ยืนยันได้จากตัวเลขการเติบโตแต่ละประเทศที่เชื่องช้าและอ่อนแอ

นักวิเคราะห์ นักกลยุทธ์ และผู้เชี่ยวชาญเกือบทุกสำนักต่างลงความเห็นตรงกันว่า เหตุผลสำคัญที่สุดที่นักลงทุนเลือกที่จะเมินเฉยต่อการเติบโตที่อ่อนแอ เนื่องจากเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าเฟดจะเดินหน้าใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ต่อไป และอีซีบีมีแนวโน้มจะตัดลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากอัตราปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 0.75% ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จะไม่ส่งสัญญาณยกเลิกมาตรการทุ่มซื้อพันธบัตรของตนเองออกมาในช่วงระยะเวลาอันใกล้นี้แน่นอน

เจย์ เฟล์ดแมน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจสหรัฐของเครดิตสวิส ประจำนครนิวยอร์ก กล่าวว่า การเติบโตที่ค่อนข้างอ่อนแอของสหรัฐ รวมถึงตลาดแรงงานที่มีการจ้างงานเพิ่มอย่างไม่สม่ำเสมอ จนอัตราการว่างงานยังไม่สามารถปรับลดลงได้ ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟดต้องคงนโยบายคิวอีตามที่เคยรับปากไว้ว่าจะใช้จนกว่าอัตราว่างงานประเทศจะอยู่ในระดับต่ำกว่า 6.5%

ในส่วนของยุโรป นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นว่าท่ามกลางสถานการณ์ที่เฟด บีโอเจ หรือธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) เดินหน้าใช้นโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ อีซีบี ย่อมไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องทำตามบ้าง เมื่อเศรษฐกิจของภูมิภาคยังไม่มีวี่แววว่าจะฟื้นขึ้นมาได้

สตีเฟน คิง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเอชเอสบีซี ในกรุงลอนดอน กล่าวว่า หลังจากที่ยืนกรานเสียงแข็งมานาน อีซีบีเริ่มหันกลับมาพิจารณามาตรการผ่อนคลายบ้างแล้ว โดยตัวแปรสำคัญมาจากเศรษฐกิจของประเทศ หัวเรือใหญ่อย่างเยอรมนี ที่เริ่มได้รับผลกระทบแล้วเช่นกัน เห็นได้จากดัชนีพีเอ็มไอประเทศที่ปรับตัวลดลง

ท่ามกลางเศรษฐกิจยุโรปที่อ่อนแอและอ่อนล้ายากเยียวยา อีซีบีจึงมีเหตุผลที่จะตัดลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยหลายฝ่ายคาดว่าอีซีบีจะประกาศตัดลดอีก 0.25% ภายในสัปดาห์นี้ หรือหากไม่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงใดๆ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นว่าอีซีบีจะตัดลดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แน่นอน

ริชาร์ด ไดรฟ์เวอร์ นักวิเคราะห์ตลาดค่าเงินจากแค็กซ์ตัน เอฟเอ็กส์ ยอมรับว่า จะรู้สึกประหลาดใจมากกว่า หากอีซีบีไม่ตัดลดอัตราดอกเบี้ย เพราะอีซีบีไม่น่าจะรอให้สถานการณ์ย่ำแย่ไปมากกว่าในขณะนี้อีกแล้ว ถึงจะลงมือทำอะไรสักอย่าง

ทั้งนี้ มองในมุมหนึ่ง ย่อมถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ธนาคารกลางของแต่ละประเทศจะออกนโยบายเพื่อช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจโต แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง การใช้วิธีการดังกล่าวไปต่อเนื่องนานๆ ได้ทำให้นักลงทุนหรือแม้กระทั่งประเทศที่เกิดวิกฤต ตกอยู่ในอาการคล้ายเด็กที่โดน “เอาใจ” หรือ “สปอยล์” อย่างหนัก จนเสียนิสัย เพราะเริ่มเคยตัวและติดอยู่กับการรอความช่วยเหลือจากธนาคารกลางที่ต้องออกมาตรการมาจัดการ ซึ่งอาจส่งผลให้ธนาคารกลางทั้งหลายไม่อาจถอนตัวเลิกใช้มาตรการผ่อนคลายต่างๆ ได้

ท้ายที่สุด เศรษฐกิจโลกอาจหลุดเข้าสู่วงจรที่ต้องอาศัยนโยบายเครื่องมือทางการเงินต่อไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น แถมยังไม่มีการรับรองใดๆ อีกว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจโลกเติบโตได้อย่างยั่งยืนจริง

พฤษภาคม 10, 2013 Posted by | ต่างประเทศ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | ให้ความเห็น

ประชานิยมมาเลเซีย แจกแถมเกินตัวเสี่ยงถังแตก

ประชานิยมมาเลเซีย แจกแถมเกินตัวเสี่ยงถังแตก

  • 01 พฤษภาคม 2556 เวลา 08:33 น.

ประชานิยมมาเลเซีย แจกแถมเกินตัวเสี่ยงถังแตก

โดย…พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่เป็นที่น่าจับตามองในสัปดาห์นี้ก็คงเลี่ยงไม่พ้นผลการเลือกตั้งทั่วไปในมาเลเซีย ซึ่งจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 5 พ.ค.นี้ เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นการแข่งขันกันที่สูสีมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศที่ก่อตั้งมาราว 56 ปี ซึ่งแน่นอนว่าผลการเลือกตั้งที่ออกมานั้นย่อมส่งผลถึงทิศทางเศรษฐกิจของชาติที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ไปโดยปริยาย

สาเหตุที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้สูสีคู่คี่กันมากก็เพราะว่า การบริหารงานของพรรคอัมโนในปัจจุบันดูจะไม่สามารถตอบโจทย์และแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงได้ ขณะเดียวกันการคงนโยบายเลือกปฏิบัติและให้สิทธิพิเศษแก่คนเชื้อสายมลายู ที่เรียกว่า “ภูมิบุตร” ก็กลายเป็นตัวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและกระตุ้นให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นมากขึ้น ดังนั้นพรรคฝ่ายค้านที่นำโดยอันวาร์ อิบราฮิม อดีตรองนายกรัฐมนตรีในสมัย มหาเธร์ โมฮัมหมัด จึงตีตื้นทำคะแนนขึ้นมาในการเลือกตั้งที่ผ่านมา และในครั้งนี้คาดว่าจะทำคะแนนเบียดพรรครัฐบาลแบบหายใจรดต้นคอ

ถึงกระนั้นก็ตาม แม้ว่าในขณะนี้การแข่งขันกันระหว่างพรรคอัมโน ซึ่งเป็นฝ่ายครองอำนาจรัฐมานานกว่า 50 ปี ที่นำโดยอดีตนายกรัฐมนตรี ราจิบ ราซัค กับพรรคฝ่ายค้านที่นำโดย อันวาร์ อิบราฮิมจะยากแก่การคาดเดาว่าสุดท้ายแล้วใครจะเป็นฝ่ายคว้าชนะเข้าป้ายในท้ายที่สุด แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าก็คือว่า ผลจากการที่พรรคการเมืองทั้งสองพรรคมุ่งใช้นโยบายประชานิยมแบบลดแลกแจกแถมสารพัดโครงการที่ออกมาในช่วงหาเสียงนี้ เพียงเพื่อหวังดึงคะแนนของประชาชนมาไว้ในมือมากที่สุด กำลังสร้างความเสี่ยงต่ออนาคตและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของดินแดนเสือเหลืองเป็นอย่างยิ่ง

เพราะการที่ทั้งสองพรรคให้คำมั่นสัญญากับประชาชนด้วยนโยบายประชานิยมหลายโครงการ เช่นราซัค ที่ประกาศว่าจะเพิ่มสวัสดิการและเงินแก่ประชาชนผู้ยากจนและข้าราชการ รวมไปถึงการเพิ่มรายจ่ายของงบประมาณของรัฐบาลกลาง 6.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.8 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 80% ของงบประมาณกลาง ขณะที่ อิบราฮิม ก็ประกาศว่าจะมอบนโยบายเรียนฟรีจนจบมหาวิทยาลัย การยกเลิกภาษีหลายชนิด และเพิ่มการอุดหนุนรายจ่ายต่างๆ รวมกว่า 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.3 แสนล้านบาท) นั้นก็เป็นที่แน่ชัดว่าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้ามานั่งบริหารประเทศจะต้องทำให้สถานะการคลังของชาติต้องสั่นคลอนอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ 53.1% ต่อจีดีพี ซึ่งนอกจากสิงคโปร์แล้ว มาเลเซีย ถือว่ามีหนี้สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วในขณะนี้

นอกจากนี้ แผนประชานิยมที่คาดว่าจะก่อให้เกิดรายจ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลหลังจากการเลือกตั้งนี้ก็จะเป็นตัวบั่นทอนเป้าหมายที่รัฐบาลมาเลเซียตั้งเป้าไว้ว่าจะยกระดับให้ประเทศตนเองเข้าสู่สถานะ ประเทศที่พัฒนาแล้ว ภายในปี 2020 อีกด้วย

ทั้งนี้ ในอดีตที่ผ่านมา มาเลเซียก็เคยลิ้มรสกับบทเรียนจากการใช้นโยบายประชานิยมจนทำให้ระดับหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมาแล้ว เช่นสมัยของ ราซัค ในสมัยแรก ซึ่งในช่วงนั้นรัฐบาลพรรคอัมโนกำลังพยายามเอาใจประชาชนสารพัดโครงการ หลังจากที่สูญเสียคะแนนส่วนใหญ่ 2 ใน 3 ของสภาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยในการประเมินเบื้องต้นของผู้ช่วยศาสตราจารย์ บริเจต เวท นักวิเคราะห์ด้านการเมืองมาเลเซียจากสิงคโปร์เมเนจเมนท์ยูนิเวอร์ซิตี้ ระบุว่า ราซัค ใช้งบมากกว่า 1.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.5 แสนล้านบาท) ในโครงการต่างๆ ตลอดระยะเวลาที่ครองอำนาจในปี 20092013 คิดเป็นอัตราเฉลี่ยแล้วประชาชนต่อหัวจะได้รับประโยชน์ราว 1,400 เหรียญสหรัฐ (4 หมื่นบาท)

หรือหากอยากเปรียบให้ชัดกว่านั้นก็ดูได้จากตัวเลขหนี้สาธารณะก่อนหน้าที่ ราซัค จะก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาลในปี 2008 ซึ่งเคยอยู่ที่ 42.7% ก่อนจะพุ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วในปี 2010 ที่ 55.4% และ 53.1% ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าล่าสุด ราซัค จะออกมาปกป้องการใช้มาตรการประชานิยมของตนว่าเป็นการส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น อีกทั้งโครงการต่างๆ ที่ออกมาก็ไม่ทำให้ระดับหนี้สาธารณะพุ่งสูงเกินเพดานที่ 55% ของจีดีพี ทว่านักวิเคราะห์และนักวิจารณ์ก็พากันออกมาท้วงติงว่าสาเหตุที่ตัวเลขหนี้ต่ำกว่า 55% นั้นก็เป็นเพราะรัฐบาลปกปิดซุกซ่อนหนี้และตัวเลขที่แท้เอาจริงไว้เสียมากกว่า

ขณะที่พรรคฝ่ายค้านก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน เพราะในพื้นที่ที่เป็นของฝ่ายค้านก็ได้มีการจัดโครงการอุดหนุนค่าน้ำ ค่าไฟ แก่ประชาชนในเขตของตนที่ได้รับชัยชนะในปี 2008 จนเป็นผลทำให้งบประมาณแผ่นดินสูญเสียไปราว 20%

ดังนั้น จากแนวโน้มที่กล่าวมาข้างต้นจึงเชื่อได้ว่าการแข่งขันทางการเมืองอันดุเดือดและสูสีอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนจะเป็นตัวกระตุ้นให้การแข่งขันกันเพื่อผลักดันนโยบายประชานิยมเป็นไปอย่างดุเดือดและร้อนแรงมากขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งในท้ายที่สุดผู้ที่ต้องมาแบกรับผลกรรมของการกระทำก็คงหนีไม่พ้นลูกหลานชาวมาเลเซียในอนาคตนั่นเอง

“วันนี้เหล่านักการเมืองมาเลเซียกำลังบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ที่จะนำไปสู่การก่อให้เกิดวิกฤตในอนาคตสำหรับลูกหลานของชาวมาเลเซียเอง และถ้าวันนั้นเกิดขึ้นจริง ทุกคนก็จะหันกลับมามองที่รากฐานของปัญหา” วัน ไซฟูล วันจัน นักวิเคราะห์จากสถาบันคลังปัญญาไอเดียจากมาเลเซีย กล่าวให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพี

จึงนับเป็นสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่น่าจับตามองว่า หลังการเลือกตั้งนี้รัฐบาลจะผลักดันมาตรการใดออกมา และนั่นอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อทิศทางทางเศรษฐกิจของดินแดนเสือเหลืองไปตลอดกาลก็เป็นไปได้ไม่น้อย

พฤษภาคม 10, 2013 Posted by | ต่างประเทศ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | ให้ความเห็น

อาเซียนร้อน ต่างชาติจ่อทึ้งตลาดสินทรัพย์

อาเซียนร้อน ต่างชาติจ่อทึ้งตลาดสินทรัพย์

  • 30 เมษายน 2556 เวลา 07:19 น.

อาเซียนร้อน ต่างชาติจ่อทึ้งตลาดสินทรัพย์

โดย…นงลักษณ์ อัจนปัญญา

เมื่อพิจารณาสถานการณ์ทางเศรษฐกิจทั่วโลกขณะนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นตรงกันว่า ภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะภายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ดูจะเป็นเป้าหมายเปี่ยมเสน่ห์อันดับต้นๆ ที่นักลงทุนเชื่อมั่น

ยืนยันได้จากผลสำรวจนักลงทุนต่างชาติ โดยอีโคโนมิสต์ อินเทลเลเจนซ์ ยูนิต ในออสเตรเลีย ที่ระบุว่า เป้าหมายอันดับ 1 ที่จะไปลงทุนในปีนี้คืออาเซียน โดยเฉพาะในตลาดสินทรัพย์ต่างๆ

เพราะอาเซียนมีปัจจัยที่เอื้อต่อการเติบโต ทั้งปริมาณประชากรที่มีกำลังในการบริโภคและการทำงานมากกว่า 600 ล้านคน หรือมูลค่าการค้าระหว่างกันที่สูงถึง 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ 68% ของนักลงทุนจาก 730 สถาบันทั่วโลก เชื่อว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์รวมถึงพลังงานและน้ำมันที่ถูกลงจะส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิตของอาเซียน ถึงขั้นที่อาจเป็นคู่แข่งของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ เนื่องจากอาเซียนยังมีความได้เปรียบในเรื่องแรงงานคน ขณะที่ 54% เห็นว่าแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนจะเผื่อแผ่อานิสงส์มายังอาเซียนจนทำให้เกิดโอกาสการลงทุนใหม่ๆ

ยิ่งกว่านั้น 53% ยังคาดว่าผลตอบแทนในตลาดหุ้นอาเซียนจะปรับสูงขึ้นจากปีก่อนขณะที่การคาดการณ์การเติบโตของภูมิภาคเอเชียโดยรวมปีนี้ ยกเว้นญี่ปุ่น น่าจะเติบโตได้ดีถึง 6.2% ซึ่งเป็นตัวเลขการเติบโตที่สูงถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับสหรัฐ และสวนทางกับการเติบโตของสหภาพยุโรป (อียู) ที่คาดว่าจะหดตัว 0.4%

อาจเรียกได้ว่าด้วยแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงช่องทางโอกาสในการลงทุนของหลายประเทศในอาเซียน เช่น ภาคการคมนาคม โทรคมนาคม และการสาธารณสุขในเวียดนามหรือเมียนมาร์ ได้ส่งผลสำคัญให้นักลงทุนยังคงความเชื่อมั่นและหลั่งไหลมาลงทุนในภูมิภาคแห่งนี้มากขึ้น เห็นได้จากตัวเลขเงินทุนที่ไหลเข้ามาภายในภูมิภาคในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในตลาดหุ้นและตลาดสินทรัพย์

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นหลายประเทศในอาเซียนต่างปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยในช่วงปิดตลาดเมื่อวันที่ 26 เม.ย. ดัชนีสเตรทไทม์สของตลาดหุ้นสิงคโปร์ปรับขึ้นอีก 0.3% มาอยู่ที่ 3,348.87 จุด ทำให้ตลอดสัปดาห์ตลาดหุ้นสิงคโปร์ปรับขึ้นถึง 1.74% นับเป็นการเพิ่มที่สูงที่สุดในรอบ 3 เดือน ขณะที่ดัชนีเซตอินเด็กซ์ของไทยในช่วงเดียวกันเพิ่ม 2.4% กลายเป็นประเทศที่มีความเคลื่อนไหวที่ดีที่สุดในอาเซียน

ทว่า แม้กระแสเงินทุนต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามาในอาเซียนจะทำให้บรรยากาศการลงทุนคึกคัก กระนั้นบทเรียนในอดีตที่ผ่านมาเตือนให้หลายฝ่ายตระหนักดีว่า หากละเลยไม่ใส่ใจในเงินที่ไหลเข้ามาอาจส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจ

ต้องไม่ลืมว่าปริมาณเงินลงทุนโดยตรงส่วนใหญ่จากต่างชาตินิยมเข้าไปเก็งกำไรหาผลตอบแทนจากสินทรัพย์ในตลาดหุ้น ตลาดเงิน และตลาดอสังหาริมทรัพย์ ยืนยันได้จากปริมาณเงินที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ที่เงินส่วนใหญ่จะเน้นไปที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของประเทศนั้นๆ

ขณะเดียวกัน ด้วยเงื่อนไขของสถานการณ์โลกในปัจจุบันที่เปลี่ยนไป ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างออกโรงเตือนว่ามาตรการเดิมๆ ที่เคยใช้มาในอดีตอาจจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป

ธาร์มัน ชานมูการัตนัม รัฐมนตรีคลังสิงคโปร์ กล่าวในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียนเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาที่บรูไน ว่า อาเซียนจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อจัดการรับมือในรูปแบบที่ต่างออกไป และต้องให้มั่นใจว่านโยบายที่นำมาใช้จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดสภาวะฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์ของภูมิภาค

ทั้งนี้ สิงคโปร์ถือเป็นชาติอันดับต้นๆ ในอาเซียนที่ออกมาตรการคุมทุนไหลเข้า ด้วยการเก็บอากรแสตมป์จากการซื้อขายที่อยู่อาศัยหลังที่สองของชาวต่างชาติและภาคเอกชนที่อาศัยอยู่ในสิงคโปร์ โดยเป็นมาตรการเดียวกันกับที่เขตปกครองพิเศษฮ่องกงนำมาใช้ก่อนหน้า โดยสิงคโปร์เรียกเก็บในอัตรา 15% ของราคาซื้อซึ่งเพิ่มขึ้นจากอัตราเดิมซึ่งอยู่ที่ 10%

ขณะที่เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ได้ส่งสัญญาณเตรียมออกกฎคุมตลาดอสังหาริมทรัพย์ หลังพบว่าภาคธนาคารมีการปล่อยสินเชื่อเพื่อบ้านและที่ดินเพิ่มมากขึ้น โดยตัวเลขการกู้ยืมและการลงทุนปรับตัวสูงขึ้นถึง 18.9% หรืออยู่ที่ 1.36 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2555 พร้อมกันนี้ ยังประกาศตัดลดอัตราดอกเบี้ยในบัญชีเงินฝากพิเศษจาก 2.5% เป็น 2% ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 ของปี เพื่อให้กองทุนต่างชาติไหลเข้าไปลงทุนในตลาดอื่นแทน

ทั้งนี้ แม้ข้อมูลจากอาร์บีซี แคปปิตอล มาร์เก็ต จะแสดงให้เห็นว่าเงินไหลเข้าอาเซียนได้ผ่อนคลายขึ้น โดยเงินไหลเข้าในเดือน มี.ค. ลดลงอยู่ที่ 933 ล้านเหรียญสหรัฐ จาก 1,110 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนก่อนหน้า แต่ตราบใดที่ญี่ปุ่นยังคงอัดเงินเข้าระบบ อาเซียนก็ยังต้องรับมือกับกระแสเงินทุนมหาศาลที่จะเข้ามา โดยเฉพาะไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่คาดกันว่าจะเป็นเป้าหมายรายใหญ่ เพราะยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนเพื่อรับมือกับกระแสเงินทุนไหลเข้าในหมู่ประเทศที่เอ่ยถึงข้างต้น

ทว่า ผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่งแย้งว่า อาเซียนควรใช้มาตรการคุมทุนไหลเข้าอย่างระมัดระวัง เพราะถ้าเข้มงวดมากเกินไปก็อาจตัดโอกาสผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตก้าวหน้าขึ้น

ขณะเดียวกัน หากสามารถจัดการรับมือได้ลงตัวแล้ว อาเซียนย่อมสามารถเป็นฝ่ายกอบโกยผลประโยชน์เข้าประเทศได้เช่นเดียวกัน

พฤษภาคม 10, 2013 Posted by | ต่างประเทศ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | ให้ความเห็น

เศรษฐกิจมะกันฟื้นไม่จริง เปิดช่องเฟดอัดฉีดต่อ

เศรษฐกิจมะกันฟื้นไม่จริง เปิดช่องเฟดอัดฉีดต่อ

  • 29 เมษายน 2556 เวลา 09:56 น.

เศรษฐกิจมะกันฟื้นไม่จริง เปิดช่องเฟดอัดฉีดต่อ

โดย…พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

เปิดเผยออกมาแล้วสำหรับตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในไตรมาสแรกของสหรัฐ ที่ขยายตัวที่ 2.5% ซึ่งแม้ว่าจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม 2.8-3% แต่ก็ไม่ถือว่าน่าผิดหวังนักเมื่อเทียบกับตัวเลขจีดีพีของไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่ขยายตัวแค่ 0.4% เท่านั้น ส่วนตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศซึ่งคิดเป็น 2 ใน 3 ของจีดีพีสหรัฐมีการขยายตัวถึง 3.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และถือเป็นการขยายตัวที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2010 ขณะที่ไตรมาส 4 ปีที่แล้วขยายตัวที่ 1.8% เท่านั้น

ถึงกระนั้นก็ตาม ตัวเลขไตรมาสแรกที่ออกมาค่อนข้างดีกลับไม่ได้เป็นการสะท้อนถึงความแข็งแกร่งที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจสหรัฐในอนาคตเลยแม้แต่น้อย ดังจะเห็นได้จากปฏิกิริยาของตลาดหุ้นสหรัฐ โดยดัชนีดาวโจนส์เมื่อวันศุกร์ที่ 26 เม.ย. ขยับตัวขึ้นเพียงเล็กน้อย 12 จุด หรือ 0.08% ปิดที่ 14,713 จุด ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดตลาดดิ่งลง 0.18% ที่ 1,582.24 จุด

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าการฟื้นตัวในไตรมาสล่าสุดที่ออกมา ตลาดต่างพากันมองว่าเกิดจากภาวะการบริโภคที่เพิ่มขึ้นแบบชั่วครั้งชั่วคราว มากกว่าจะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเติบโตของการบริโภค และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้รับปัจจัยหนุนจากการที่ประชาชนหันมาซื้อข้าวของหลังจากเกิดความเสียหายจากพายุเฮอริเคนแซนดี้ ขณะที่อากาศที่หนาวกว่าปกติก็เป็นตัวผลักดันให้ผู้คนหันมาซื้อข้าวซื้อของมากขึ้น ในทางกลับกัน การลงทุนในเครื่องจักรอุปกรณ์ รวมไปถึงซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ที่เป็นปัจจัยและต้นทุนในการผลิตกลับเป็นไปอย่างเบาบาง โดยเห็นได้จากยอดการลงทุนในอุตสาหกรรม ธุรกิจอื่นๆ ในไตรมาสแรกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ที่ 2.1%

ขณะที่ก่อนหน้านี้ตัวเลขอื่นๆ ที่เป็นสัญญาณชี้วัดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เช่น ระดับการว่างงาน ดัชนีภาคการผลิต และราคาสินค้าปลีกในเดือน มี.ค. ที่เป็นไปอย่างน่าผิดหวังและอ่อนแอ ก็เริ่มเป็นสัญญาณบ่งบอกออกมาให้เห็นเช่นกันว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเมืองลุงแซมยังคงต้องเผชิญกับความยากลำบากในอนาคตข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือน เม.ย. ที่คาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะยังย่ำแย่ต่อเนื่องจากเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา

ดังนั้น การฟื้นตัวที่ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตาในไตรมาสแรกของปีนี้จึงเป็นการฟื้นตัวแบบชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

นอกจากนี้ เมื่อยิ่งต้องมาเผชิญกับผลกระทบจากการตัดลดงบประมาณรายจ่ายรัฐบาลอัตโนมัติ (ซีเควสเตอร์) จำนวน 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.46 ล้านล้านบาท) ในระยะเวลา 7 เดือน ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมา ก็น่าจะเป็นตัวฉุดรั้งให้เศรษฐกิจเมืองลุงแซมในไตรมาส 2 และ 3 ปีนี้จะต้องย่ำแย่ลงไปอีกอย่างแน่นอน โดยเห็นได้จากอาการบ่งชี้ในไตรมาสแรกของปีนี้ที่มีส่วนทำให้การขยายตัวของจีดีพีไตรมาสแรกของสหรัฐที่ออกต่ำกว่าคาดการณ์ไว้เดิมที่ 3% และคาดว่าจะส่งผลร้ายแรงอย่างเต็มที่ในไตรมาส 3 ปีนี้

ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าปัจจัยจากการใช้จ่ายภาครัฐถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมืองลุงแซมไม่น้อย แม้ว่า 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจสหรัฐจะมาจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคก็ตาม โดยในไตรมาสแรกปีนี้รายจ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงลดลงไปแล้วถึง 4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

“เป็นเรื่องจริงที่ชัดเจนว่าการตัดลดการใช้จ่ายภาครัฐคือสิ่งที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐกลับมาอยู่ในสภาวะย่ำแย่อีกครั้ง และเป็นไปได้ด้วยว่าการตัดลดรายจ่ายดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจที่เหลือทั้งหมดในปีนี้” พอล แอสเวิร์ท หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐ จากแคปปิตอลอีโคโนมิก กล่าว

ไม่เพียงเท่านั้น จากภาวะค่าเงินเหรียญสหรัฐที่เริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้งในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาถึง 4% ก็น่าจะไปฉุดรั้งการขยายตัวของภาคการส่งออกให้น้อยลง และจะทำให้การขาดดุลทางการค้าในอนาคตกลับมาอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงอีกครั้ง แม้ว่าในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมาตัวเลขดุลการค้าจะลดลงมาอยู่ที่ติดลบ 4.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.21 ล้านล้านบาท) ก็ตาม

ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งปวงที่ยกมานั้น ประกอบกับการที่อัตราเงินเฟ้อในปีที่แล้วซึ่งอยู่ในระดับต่ำที่ 1.2% จากที่ตั้งเป้าไว้ 2% จึงน่าจะกลายเป็นเหตุที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จากเดิมเริ่มมีเสียงบ่นจากภายในว่าต้องการจะยุติการใช้มาตรการกระตุ้นต่างๆ ลงในปลายปีนี้ ก็น่าจะเบาบางลง และหันมาสนับสนุนแนวทางการใช้มาตรการกระตุ้นต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ 00.25% และโครงการเข้าซื้อสินทรัพย์รอบที่ 3 (คิวอี3) เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.46 ล้านล้านบาท) ต่อไปเช่นเดิม

“ตัวเลขต่างๆ ที่เริ่มสะท้อนถึงความย่ำแย่ก็น่าจะเป็นเหตุผลทำให้เฟดยังตัดสินใจเดินหน้าคงมาตรการคิวอีต่อไป ซึ่งในสัปดาห์หน้าเฟดจะมีการประชุมกัน และคาดว่าจะให้การสนับสนุนการคงมาตรการคิวอีต่อไป”

จึงนับว่าสัญญาณเศรษฐกิจของประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกเริ่มออกอาการย่ำแย่ตั้งแต่ต้นปี อาจกลายเป็นลางร้ายบ่งบอกถึงภาวะและทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีนี้ก็เป็นไปได้ เพราะก่อนหน้านี้มหาอำนาจหมายเลข 2 ของโลกอย่างจีนก็มีการเติบโตที่น่าผิดหวังเช่นกัน โดยโตแค่ 7.8% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ 8%

พฤษภาคม 10, 2013 Posted by | ต่างประเทศ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | ให้ความเห็น

ผลประโยชน์ภายใน เป็นเหตุ ดับฝัน “เออีซี” เสรีไม่จริง

ผลประโยชน์ภายใน เป็นเหตุ ดับฝัน “เออีซี” เสรีไม่จริง

  • 26 เมษายน 2556 เวลา 08:58 น.

ผลประโยชน์ภายใน เป็นเหตุ ดับฝัน "เออีซี" เสรีไม่จริง

โดย…นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ยังคงได้รับการจับตามองจากสายตาประชาคมโลกเสมอ สำหรับความเคลื่อนไหวเพื่อก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการประชุมระดับผู้นำที่บรูไนช่วงกลางสัปดาห์ นอกเหนือจากประเด็นพิพาทหมู่เกาะและความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี

เนื่องจากหากสามารถผลักดันให้เป็นตลาดเดียว ที่สินค้า บริการ และแรงงานเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีโดยไม่มีกฎเกณฑ์ยุ่งยาก ย่อมหมายถึงการยกระดับมูลค่าการค้าระหว่างกัน รวมถึงเพิ่มอำนาจในการต่อรองกับกลุ่มประเทศมหาอำนาจต่างๆ

อย่างไรก็ตาม แม้อาเซียนจะพยายามพูดคุยสม่ำเสมอ และแสดงความคืบหน้าของการก่อตั้งเออีซีอย่างต่อเนื่อง แต่นักวิเคราะห์หลายสำนักกลับลงความเห็นตรงกันว่า ยิ่งใกล้กำหนดเออีซีในปี 2558 เท่าไร ก็ยิ่งเห็นว่าความเป็นไปได้ของเขตการค้าเสรีเริ่มริบหรี่เต็มที จนกระทั่งนักวิชาการส่วนหนึ่ง ระบุว่า เออีซีอาจเป็นเพียงฝันเกินตัวและทำไม่ได้ของสมาชิกอาเซียนทั้งหมดก็เป็นได้

เหตุผลเพราะอาเซียนยังไม่สามารถฝ่าอุปสรรคสำคัญอย่างการยกเลิกมาตรการป้องกันการผูกขาด โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่การเก็บภาษีนำเข้าหรือพิกัดอัตราภาษีศุลกากรต่างๆ (NonTariff Barrier) สำหรับสินค้าบางประเภท เพื่อให้อาเซียนกลายเป็นตลาดการค้าเสรีได้อย่างแท้จริงได้ โดยมีหลักฐานยืนยันจากความเคลื่อนไหวของ 10 ชาติสมาชิกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมารัฐบาลอินโดนีเซียได้ประกาศใช้ระเบียบบังคับทางการค้าใหม่ เพื่อรับมือกับดุลการค้าที่ขยายกว้างมากขึ้น จนทำให้ค่าเงินรูเปียห์อ่อนลงกลายเป็นภาระหนักให้กับผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมนำเข้า ที่ต้องแบกรับต้นทุนซึ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยหนังสือพิมพ์วอลสตรีต เจอร์นัล ระบุว่า อินโดนีเซียกำหนดเก็บภาษีส่งออก 20% สำหรับโลหะมีค่า และสินค้าโภคภัณฑ์ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ เพื่อลดต้นทุนของอุตสาหกรรมท้องถิ่น ขณะเดียวกันก็ยกระดับระเบียบการค้าของสินค้าจำพวกผักและผลไม้ให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อปกป้องเกษตรกรของชาติ

ขณะที่มาเลเซีย แม้ไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์ใดๆ ออกมา แต่การดำเนินการเพื่อยกระดับกฎหมายป้องกันการผูกขาด เพื่อเปิดให้มีการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศอย่างโทรคมนาคมและรถยนต์ ตามที่ได้ให้คำมั่นไว้กับกลุ่มอาเซียนกลับเป็นไปอย่างล่าช้า

กระทั่ง สิงคโปร์ ประเทศผู้สนับสนุนหลักของการรวมเป็นประชาคมอาเซียน ก็เริ่มหามาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการจากชาติอาเซียนด้วยกันแล้วเช่นกัน โดยเห็นได้ชัดเจนจากการเดินหน้าปฏิรูปกฎหมายควบคุมการอพยพโยกย้ายแรงงานต่างชาติเข้าประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งเห็นว่าอาจกระทบต่อหนึ่งในเสาหลักของการเป็นเออีซีที่มุ่งให้มีการโยกย้ายแรงงานได้อย่างเสรี

เดบราห์ เอมส์ ประธานผู้ก่อตั้งศูนย์การค้าและการเจรจาแห่งมูลนิธิเทมาเซกในสิงคโปร์ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาความเคลื่อนไหวของแต่ละชาติสมาชิกในปัจจุบัน จะเห็นว่าต่างคนต่างเดินไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับคำว่าการค้าเสรี ขณะที่รายงานของสำนักเลขาธิการอาเซียนในเดือน พ.ค. 2555 ระบุชัดว่า ระเบียบขั้นตอนที่จะต้องบังคับใช้เพื่อลดการกีดกันทางการค้าในปี 2554 มีการนำมาใช้จริงไม่ถึงครึ่งของกฎทั้งหมดที่อาเซียนตกลงร่วมกัน

เหตุผลสำคัญเป็นเพราะแรงกดดันทางการเมืองที่แต่ละชาติสมาชิกในอาเซียนได้รับ โดยบรรดาผู้นำในอาเซียนจำเป็นต้องคำนึงถึงการรักษาฐานอำนาจ ซึ่งหมายรวมถึงการจัดหามาตรการนโยบายที่จะสร้างความพอใจให้กับประชาชนในประเทศเพื่อให้ได้รับเลือกตั้งอีกครั้ง แม้ว่ามาตรการดังกล่าวอาจขัดต่อหลักการค้าเสรีที่อาเซียนตกลงกันไว้ก่อนหน้าที่แล้วก็ตาม

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค แห่งมาเลเซีย กำลังเผชิญหน้ากับการเลือกตั้งที่หลายฝ่ายมองว่า ผลลัพธ์น่าจะออกมาอย่างสูสีในวันที่ 5 พ.ค.นี้ ด้านอินโดนีเซียเตรียมจัดการเลือกตั้งในปีหน้า และฟิลิปปินส์จะมีการเลือกตั้งในปี 2559 ขณะที่รัฐบาลสิงคโปร์กำลังแสวงหาหนทางรักษาฐานอำนาจหลังพ่ายให้กับพรรคฝ่ายค้านในการเลือกตั้งซ่อมทั้งสองครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากประชาชนไม่พอใจกับต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น และการหลั่งไหลของแรงงานต่างชาติ

เรียกได้ว่า เมื่อปัจจัยด้านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการค้าเกี่ยวข้องแนบแน่นต่อผลประโยชน์ทางการเมืองและฐานอำนาจภายในของชาติสมาชิกอาเซียน ดังนั้นบรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จึงสรุปไปในทิศทางเดียวกันโดยปราศจากข้อกังขาว่า ความหวังที่จะตั้งเออีซีภายในปี 2558 น่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและดูเหมือนจะริบหรี่เต็มที

ทั้งนี้ ราล์ฟ เอ็มเมอร์ส รองศาสตราจารย์วิทยาลัยระหว่างประเทศศึกษาแห่งเอส.ราชรัตนาม ให้ความเห็นว่า สถานการณ์ของกลุ่มอาเซียนในปัจจุบันแตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง เพราะเปรียบเทียบกับเมื่อ 20 ปีที่แล้ว บรรดาผู้นำในกลุ่มอาเซียนยุคนั้นไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลกับเรื่องการเมืองในประเทศของตนสักเท่าไรนัก ขณะที่ทุกวันนี้นักการเมืองต่างทุ่มความสนใจให้กับประเด็นดังกล่าวเพื่อหวังคว้าชัยในการเลือกตั้งสมัยหน้าเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ การก่อตั้งเขตการค้าเสรียังออกแววสะดุดติดขัด เมื่อ 10 ชาติสมาชิกอาเซียนเริ่มหันไปมุ่งเจรจาทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีอย่างจริงจังกับประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้สังกัดอยู่ในกลุ่มอาเซียนเองมากขึ้น โดยล่าสุดเมื่อต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม เพิ่งจะอ้าแขนต้อนรับญี่ปุ่นที่จะเข้าร่วมการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก(ทีพีพี) ซึ่งถือเป็นการจัดตั้งเขตการค้าเสรีที่ยิ่งใหญ่และน่าจับตามองมากที่สุด ภายใต้แรงผลักดันสำคัญของประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐ

บรรดานักวิเคราะห์จากหลายสำนักต่างออกโรงติงไปในทิศทางเดียวกันว่า ข้อตกลงหรือกฎเกณฑ์บางประการที่บางชาติสมาชิกอาเซียนทำไว้กับประเทศนอกกลุ่ม อาจขัดขวางการเดินหน้าก่อตั้งเขตการค้าเสรีภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ ความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค (อาร์เซป) หรือกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ กับคู่ภาคีที่มีอยู่ 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป้าหมายใหญ่ที่มีกำหนดเสร็จสิ้นภายในปี 2558

ทั้งนี้ แม้เป้าหมายที่จะให้เศรษฐกิจการค้า รวมถึงแรงงานและการบริการภายใน 10 ประเทศอาเซียนสามารถเคลื่อนไหวโยกย้ายได้อย่างเสรี โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ กีดกั้น จะค่อนข้างหวังได้ยาก แต่นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งยังคงมองในแง่ดีว่า อย่างน้อยที่สุดภายในกำหนดปี 2558 ชาติสมาชิกอาเซียนทั้งหมดน่าจะมีความคืบหน้าที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

สันชิตา บาสุ ดัส นักวิชาการจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา (ไอเอสอีเอเอส) แนะว่า อาเซียนต้องยึดตามหลักความเป็นจริงของสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งบ่งชี้ชัดอยู่แล้วว่า การตั้งเขตประชาคมเศรษฐกิจให้เป็นตลาดเดียวไม่สามารถลุล่วงได้ 100% ภายในอีก 18 เดือนข้างหน้านี้แน่นอน

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งต่างเห็นตรงกันว่า เป้าหมายใหญ่ของอาเซียนอาจไม่สามารถประสบผลสำเร็จตามที่ 10 ประเทศตั้งความหวังเอาไว้ได้เลยก็เป็นได้

เพราะตราบใดที่สมาชิกแต่ละประเทศยังไม่สามารถมองข้ามผลประโยชน์ภายในของตัวเอง และหันมาคำนึงถึงผลประโยชน์เพื่อส่วนรวมของอาเซียนได้ ตลาดการค้าเสรีอาเซียนย่อมไม่มีหวังที่จะเกิดขึ้น

พฤษภาคม 10, 2013 Posted by | ต่างประเทศ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | ให้ความเห็น

ทุนร้อนท่วมโลก ไอเอ็มเอฟนิ่งทิ้งเอเชียเอาตัวรอด

ทุนร้อนท่วมโลก ไอเอ็มเอฟนิ่งทิ้งเอเชียเอาตัวรอด

  • 25 เมษายน 2556 เวลา 08:52 น.

ทุนร้อนท่วมโลก ไอเอ็มเอฟนิ่งทิ้งเอเชียเอาตัวรอด

โดย…พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

เป็นประเด็นที่กำลังกลายเป็นที่จับตามองจากทั่วโลก สำหรับผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้มาตรการทางการเงินแบบผ่อนคลายของชาติมหาอำนาจ ซึ่งภาวะดังกล่าวกำลังส่งผลให้เหล่าบรรดาประเทศกำลังพัฒนาเผชิญหน้ากับภาวะเงินทุนร้อนไหลท่วมอย่างหนัก จนสร้างความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ภาวะฟองสบู่สินทรัพย์และค่าเงินแข็งค่า ที่จะส่งผลต่อความสามารถในการส่งออกอย่างหนักในขณะนี้ โดยเฉพาะไทยและฟิลิปปินส์

แม้ว่าในขณะนี้ความกังวลดังกล่าวจากภาวะทุนร้อนไหลท่วมโลกจะมีการหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่สำคัญบ่อยครั้ง แต่ทั้งหมดก็ทำได้เพียงแค่การพูดคุยและหารือกันแบบลูบหน้าปะจมูกเท่านั้น โดยไม่มีการผลักดันมาตรการแก้ไขอะไรที่เป็นรูปธรรมออกมาทั้งสิ้น

เห็นได้จากถ้อยแถลงการณ์ของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่แม้ว่าจะออกมาเตือนว่าจะจับตาถึงผลกระทบด้านลบอันเกิดจากการใช้มาตรการกระตุ้นของประเทศมหาอำนาจ แต่ก็มิวายสงวนท่าทีไว้ว่าการใช้มาตรการกระตุ้นต่างๆ ยังมีความจำเป็นอยู่ พร้อมเสริมอีกว่า ในปัจจุบันยังไม่มีการพบหลักฐานว่าได้เกิดภาวะฟองสบู่สินทรัพย์ในตลาดหุ้นขึ้นแล้ว

ขณะที่องค์กรเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ ของโลก เช่น ธนาคารโลก และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ต่างก็ออกมายกมือสนับสนุนการใช้มาตรการกระตุ้นของชาติมหาอำนาจอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะในรายของญี่ปุ่น ที่ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น

สาเหตุที่ทำให้เหล่าบรรดาองค์กรระดับโลกต่างไม่มีใครกล้าออกมาต่อว่า หรือตำหนิการใช้มาตรการการกระตุ้นของชาติมหาอำนาจ ทั้งๆ ที่การดำเนินมาตรการอย่างไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมโลก กำลังสร้างปัญหาให้กับประเทศอื่นๆ ในโลก ก็คือว่า ประเทศมหาอำนาจเหล่านั้นล้วนเป็นชาติที่มีอิทธิพลครอบงำต่อองค์กรทางเศรษฐกิจสำคัญของโลกไว้ในมือเกือบหมด ดังเช่น กรณีไอเอ็มเอฟ ที่สหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป ครองเสียงโหวตในการกำหนดทิศทางองค์กรไว้มากกว่า 50% ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนารวมกันแล้วไม่ถึง 40%

ดังนั้น องค์กรต่างๆ โดยเฉพาะไอเอ็มเอฟ จึงเลือกที่จะทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจเหล่านี้มากกว่าที่จะออกมาปกป้องผลประโยชน์ของเศรษฐกิจโลกโดยรวม ด้วยการออกมาพูดถึงปัญหาอย่างผิวเผินและเลือกที่จะแนะนำให้เหล่าบรรดาประเทศต่างๆ โดยเฉพาะเอเชียให้หันมารับผิดชอบและจัดการปัญหาด้วยตนเอง

“ในขณะที่ประเทศมหาอำนาจใช้มาตรการอัดฉีดเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประเทศอื่นๆ ที่เหลือในโลกก็ควรหันมาหามาตรการปกป้องตนเองจากภาวะฟองสบู่สินทรัพย์ และปัญหาค่าเงินแข็งค่าด้วยตนเอง” คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ กล่าว

ขณะที่ ธามัน ชันมูการัตนัม ประธานคณะกรรมาธิการด้านการเงินของไอเอ็มเอฟ ชาวสิงคโปร์ ก็ออกโรงหนุนลาการ์ดอย่างชัดเจน โดยระบุว่า ประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนาควรหันมาใช้มาตรการที่หลากหลายในการรับมือกับภาวะเงินทุนที่ไหลเข้ามาอย่างหนักมากขึ้นในขณะนี้ นอกจากนี้ก็ควรใช้โอกาสแต่ละประเทศกำลังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในการสร้างมาตรการป้องกันจากภาวะเงินทุนจากประเทศพัฒนาแล้วที่ไหลเข้ามาอย่างหนัก

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่ความล้มเหลวในการทำหน้าที่กระตุ้นเตือนถึงปัญหาอย่างที่ควรเป็นของไอเอ็มเอฟและองค์กรอื่นๆ จะกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เข้ามาผลักดันให้กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และประเทศกำลังพัฒนา 24 ประเทศ (จี24) เช่น บราซิล แอฟริกาใต้ อินเดีย ลุกขึ้นมาร่วมกันเรียกร้องขอแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง โดยระบุว่า เหล่าบรรดาธนาคารกลางของชาติมหาอำนาจควรที่จะหันมาตระหนักถึงการใช้มาตรการกระตุ้นที่กำลังส่งผลเสียต่อชาติกำลังพัฒนาได้แล้วในขณะนี้

“เรายังคงตระหนักถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง และการฟื้นตัวของชาติมหาอำนาจที่กำลังดำเนินอยู่ เพราะปัจจุบันหลายชาติยังเผชิญกับภาวะความผันผวนทางเศรษฐกิจอยู่ แต่เราก็ขอเรียกร้องให้เหล่าชาติมหาอำนาจตรวจสอบผลกระทบในด้านลบจากการใช้มาตรการกระตุ้นที่จะมีต่อประเทศกำลังพัฒนาด้วย” แถลงการณ์กลุ่ม จี24 ระบุ

นอกจากนี้ กลุ่ม จี24 ยังได้เรียกร้องไปยังไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก ออกมาทำหน้าที่ในการประสานการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลกให้สอดคล้องกันมากกว่าที่ทำอยู่

ฉะนั้น นี่จึงกลายเป็นความท้าทายต่อบทบาทผู้นำในเวทีเศรษฐกิจโลกของไอเอ็มเอฟ ที่จะต้องตอบคำถามและความแคลงใจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาให้ได้

พฤษภาคม 10, 2013 Posted by | ต่างประเทศ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | ให้ความเห็น

เอเชียเสี่ยงหนี้ท่วมหัวแบงกืต่างชาติบุกตลาดสินเชื่อ

เอเชียเสี่ยงหนี้ท่วมหัวแบงกืต่างชาติบุกตลาดสินเชื่อ

  • 24 เมษายน 2556 เวลา 08:33 น.

เอเชียเสี่ยงหนี้ท่วมหัวแบงกืต่างชาติบุกตลาดสินเชื่อ

โดย…นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ถือเป็นจุดหมายปลายทางความหวังท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจซบเซา ในการขยับขยายกิจการของธุรกิจภาคธนาคารทั่วโลกสำหรับภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

เหตุผลหลักสำคัญ เพราะภูมิภาคดังกล่าวยังคงมีแนวโน้มความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจไปในทิศทางบวก พร้อมด้วยปัจจัยที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างปริมาณประชากรชนชั้นกลางของแต่ละประเทศที่เริ่มมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ธุรกิจธนาคารรายใหญ่ข้ามชาติ โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่น ต่างเร่งตบเท้าเข้ามาทำแต้มปล่อยสินเชื่อกันอย่างคึกคักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

กระทั่งเวิลด์แบงก์จึงต้องออกโรงเตือนผ่านรายงานประจำปีเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า บางประเทศในเอเชียแปซิฟิกและอาเซียนจำต้องจับตาเฝ้าระวังหนี้ภาคครัวเรือนไว้ให้ดี เพราะส่งผลต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือตัวเลขการเติบโตของภูมิภาคแห่งนี้ในอนาคต

ทั้งนี้ ยูโร มอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล องค์การวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลด้านการตลาด เปิดเผยว่า ปริมาณสินเชื่อผู้บริโภคประเภทที่ไม่ต้องทำนิติกรรมจำนองในเอเชีย ไม่รวมญี่ปุ่น เพิ่มสูงถึง 67% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หรืออยู่ที่ 1.66 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2555 ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกันสินเชื่อผู้บริโภคในสหรัฐกลับเพิ่มเพียงแค่ 10% เท่านั้น

ด้านหนังสือพิมพ์ เดอะ วอลสตรีต เจอร์นัล รายงานว่า ธนาคารต่างชาติทั้งหลายต่างนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้มีทางเลือกหลากหลาย เช่น บริการบัตรเครดิต สินเชื่อผ่อนชำระระยะสั้นสำหรับรถยนต์และอุปกรณ์ไฟฟ้า แถมด้วยอัตราดอกเบี้ยที่มีตั้งแต่ 15% สำหรับสินเชื่อรถยนต์ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันไปจนถึงระดับอัตราดอกเบี้ยที่สูงถึง 40% สำหรับเงินกู้ที่ไม่มีหลักประกัน โดยมีระยะเวลาจ่ายหนี้คืน 6 เดือนไปจนถึง 5 ปี

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินต่างเห็นตรงกันว่า สถานการณ์ข้างต้นทำให้บรรดาธนาคารซึ่งมีหน้าที่ปล่อยสินเชื่อให้กู้ยืมตั้งเป้ามุ่งตรงมายังกลุ่มชนชั้นกลางในเอเชีย ซึ่งคาดการณ์กันว่าจะมีการเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 100 ล้านคนต่อปี

ซิตี้กรุ๊ป อิงค์ ถือเป็นธนาคารจากชาติตะวันตกรายแรกที่เริ่มให้บริการบัตรเครดิตในจีนเมื่อปีที่แล้ว โดยโฆษกของธนาคารยอมรับว่า ตลาดบัตรเครดิตในแดนมังกรของซิตี้กรุ๊ปเติบโตในอัตราที่เร็วที่สุดในโลก ขณะที่ เครดิต อะกริโกล เอสเอ ธนาคารจากฝรั่งเศสมีแผนขยายตลาดสินเชื่อเพื่อรถยนต์ในจีนให้ได้อีกราว 5.4 หมื่นราย ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง กวางโจว ออโตโมบิล กรุ๊ป ด้าน พีพีเอฟ กรุ๊ป เอ็นวี โฮม เครดิต เครือธนาคารจากอัมสเตอร์ดัม กล่าวว่า ในแต่ละวันธนาคารอนุมัติสินเชื่อเพื่อโทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์ไฟฟ้า และจักรยานยนต์ให้แก่ชาวจีนวันละประมาณ 5,000 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นสองเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2554

นอกจากจีนแล้ว ตลาดสินเชื่อในอินโดนีเซียก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน โดยสินเชื่อผู้บริโภคที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจำนองพุ่งขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และกิจการของธนาคารในประเทศอย่าง แอสตรา อินเตอร์เนชั่นแนล และพีที แบงก์ ดานามอนส์ อาดิรา ไฟแนนซ์ ก็ขยายตัวเติบโตได้ดี แม้จะมีกฎเกณฑ์การปล่อยกู้ที่เข้มงวดมากขึ้นก็ตาม ขณะที่ ธนาคารในเครือมิซูโฮะ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ของญี่ปุ่นได้ซื้อกิจการบริษัทสินเชื่อรถยนต์ของอินโดนีเซียเพื่อวางรากฐานทางธุรกิจในตลาดสินเชื่อผู้บริโภคที่ได้ชื่อว่าเติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค

หรือแม้แต่ประเทศอินเดีย ซึ่งมีประวัติบุคคลผิดนัดชำระหนี้สูงมากในช่วงวิกฤตการเงิน ปริมาณการสมัครรับบัตรเครดิตเพิ่มสูงขึ้นถึง 7% หรือ 18.9 ล้านคน เมื่อปีที่แล้ว โดยมีแรงผลักดันสำคัญจากธนาคารตะวันตกอย่างซิตี้กรุ๊ปและสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด

เรียกได้ว่าการถาโถมเข้ามาของธนาคารชาติตะวันตกอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 25502555 ส่งผลให้ตลาดสินเชื่อของเอเชียขยายตัวอย่างมาก โดย ยูโร มอนิเตอร์ระบุว่า ตลาดสินเชื่อเพื่อรถยนต์และจักรยานยนต์ของเอเชียเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าตัว มาอยู่ที่ 2.197 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่เงินกู้เพื่ออุปกรณ์เครื่องใช้และไฟฟ้าก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าเช่นกัน โดยอยู่สูงถึง 1.09 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และสินเชื่อบัตรเครดิตเติบโตทำสถิติถึง 90% หรือคิดเป็นมูลค่า 2.341 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเช่นกันที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลให้บรรดานักวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญและสถาบันองค์กรระหว่างประเทศจะส่งเสียงเตือนดังๆ ให้รัฐบาลในภูมิภาคเอเชียเฝ้าระวังปริมาณหนี้ของประชาชนให้ดี ไม่เช่นนั้นอาจเกิดเหตุประวัติศาสตร์ซ้ำรอยที่บั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียได้โดยง่าย

ยืนยันได้จากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานของเวิลด์แบงก์ระบุชัดเจนว่า สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าการเพิ่มขึ้นของหนี้ภาครัฐ คือการขยายตัวของหนี้ในภาคเอกชนและหนี้ภาคครัวเรือน ซึ่งยอดรวมของหนี้ภาครัฐ หนี้ในภาคเอกชนที่ไม่นับในภาคการเงิน และหนี้ครัวเรือนทั้งในมาเลเซีย ประเทศไทย และจีนนั้น พุ่งขึ้นไปเกินกว่า 150% ของจีดีพี

ขณะเดียวกัน เอเชียก็สมควรระวังความเสี่ยงจากปัญหาระดับหนี้ รวมถึงระดับเงินเฟ้อที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยรวมถึงการหามาตรการมาควบคุมดูแลและป้องกันอย่างเข้มงวด

ด้านผลการสำรวจของธนาคารเอชเอสบีซียังแสดงให้เห็นอีกว่า แม้ระดับหนี้โดยรวมของเอเชียจะต่ำกว่าประเทศในซีกโลกตะวันตก แต่ภาระหนี้ที่เกี่ยวข้องกับรายได้ต่อบุคคลในบางประเทศ เช่น มาเลเซีย จีน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย อินเดีย และไทย กลับมีระดับสูงกว่าถึง 30% เมื่อเทียบกับสหรัฐ

ทั้งนี้ เฟเดอริก นิวแมน หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจเอเชียของเอชเอสบีซี กล่าวว่า ประเด็นที่น่าวิตกก็คือ ความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชน ซึ่งในหลายๆ ครั้งความสามารถดังกล่าวเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาวะเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ

ดังนั้น หากไม่เอาใจใส่ต่อปัจจัยเสี่ยงอย่างจริงจัง รวมถึงการกำหนดใช้มาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด หนี้ส่วนบุคคลของประชาชนก็อาจสร้างปัญหาเลวร้ายได้มากพอๆ กับหนี้ภาครัฐที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้

พฤษภาคม 10, 2013 Posted by | ต่างประเทศ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | ให้ความเห็น

แบงก์ชาติ-เฮดจ์ฟันด์ป่วนตลาดปั่นราคาทองคำโลก

แบงก์ชาติ-เฮดจ์ฟันด์ป่วนตลาดปั่นราคาทองคำโลก

  • 23 เมษายน 2556 เวลา 08:59 น.

แบงก์ชาติ-เฮดจ์ฟันด์ป่วนตลาดปั่นราคาทองคำโลก

โดย…นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ตกอยู่ในอาการตื่นทองกันทั่วโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อราคาทองคำในตลาดดิ่งลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 33 ปี แถมยังร่วงแรงทำสถิติลงมาเกือบ 10% ภายในหนึ่งวัน เมื่อวันที่ 15 เม.ย. โดยอยู่ที่ 1,361.70 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์

ผลลัพธ์ข้างต้นทำให้นักลงทุน ซึ่งรวมถึงบรรดาธนาคารกลางอีกส่วนหนึ่งซึ่งถือครองเก็บสำรองทองคำอยู่ในสภาวะขาดทุนระนาว เพราะราคาที่หล่นฮวบทำให้มูลค่าของทองคำสำรองเฉพาะของธนาคารกลางหายไปกว่า 5.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 16.24 ล้านล้านบาท) ภายใน 2 วัน

ขณะเดียวกันก็ทำให้นักลงทุนอีกส่วนหนึ่งเห็นเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ โดยหวังว่าราคาทองคำจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะตกอยู่ในอาการตื่นทองแบบหวาดผวาหรือยินดี ผู้เชี่ยวชาญในตลาดทองคำส่วนใหญ่ต่างออกโรงเตือนว่า สถานการณ์ผันผวนและเอาแน่เอานอนไม่ได้ในปัจจุบัน ได้แสดงให้เห็นว่าราคาทองคำขณะนี้กำลังเป็นเครื่องมือสำหรับการเก็งกำไรหารายได้ใหม่ของผู้เล่นรายใหญ่ 2 กลุ่ม คือ ธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น กับกองทุนบริหารความเสี่ยง หรือที่รู้จักกันดีในนาม เฮดจ์ฟันด์

เจฟฟรีย์ ซิกา ประธานเอสไอซีเอ เวลท์ แมเนจเมนท์ ในมอร์ริสทาวน์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งดูแลบริหารจัดการเงินทุนต่างชาติมูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ยอมรับว่า สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน ทองคำไม่ได้เป็นเพียงแหล่งพักสินทรัพย์ที่ปลอดภัยอีกต่อไป แต่จะเป็นแหล่งลงทุนโกยกำไรที่น่าสนใจสำหรับเฮดจ์ฟันด์

ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า ราคาทองคำในตลาดโลกที่ผ่านมาอิงอยู่กับปัจจัยหลักๆ ประมาณ 3-4 ประการ คือ 1) ค่าเงินเหรียญสหรัฐ เพราะเมื่อใดก็ตามที่เงินสกุลหลักของโลกอ่อนลง นักลงทุนรวมถึงธนาคารกลางทั่วโลกจะแห่ซื้อทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงและรักษามูลค่าสินทรัพย์ของตนเอง 2) ปริมาณการผลิตและปริมาณความต้องการที่มีอยู่จริงในตลาด ซึ่งเกี่ยวพันกับสภาวะเศรษฐกิจโลก โดยปริมาณความต้องการทองคำจะมาจากอุตสาหกรรมเครื่องประดับ อุตสาหกรรมการผลิตและการแพทย์ และภาคการลงทุนที่ต้องการทองคำมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังเกิดวิกฤตสินเชื่อเป็นต้นมา 3) ความวิตกกังวลในอัตราเงินเฟ้อที่ส่วนใหญ่นิยมสังเกตจากราคาน้ำมันในตลาด เพราะทองคำคือหนึ่งในสินทรัพย์ที่ถือครองเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ และ 4) สถานการณ์การเมืองและระบบการเงินที่หากมีสภาวะไม่มั่นคงเมื่อใด นักลงทุนจะแห่เข้าหาทองคำเพื่อใช้เป็นหลักประกันรับรองความปลอดภัยในสินทรัพย์ของตนเองทันที

ทว่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างเห็นตรงกันว่าราคาทองคำอยู่ในสภาวะที่ไม่อาจใช้ปัจจัยข้างต้นมากะเกณฑ์คาดการณ์ได้อีกต่อไป ขณะเดียวกันก็เป็นที่น่าสังเกตว่าความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางในหลายประเทศ และกองทุนเฮดจ์ฟันด์ขนาดใหญ่กลับมีอิทธิพลต่อชะตากรรมของราคาทองคำมากขึ้น

กระทั่งอาจเรียกได้ว่า กลไกราคาทองคำในตลาดโลกบิดเบี้ยวและบิดเบือนด้วยความตั้งใจหรือจงใจของใครบางคนก็คงไม่ผิดนัก

ทั้งนี้ สำหรับภาวะเศรษฐกิจที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ แถมยังมีสภาพคล่องล้นเหลือจากนโยบายอัดฉีดของรัฐบาลหลายประเทศ แทนที่ราคาทองคำจะพุ่งพรวดทำสถิติใหม่เหมือนที่เคยทำได้ในเดือน ก.ย. 2554 ที่ 1,923.70 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ แต่ราคาทองคำกลับไม่มีแววกระเตื้องขึ้นตามที่นักลงทุนหลายฝ่ายคาดหวัง

สาเหตุเพราะรายงานข่าวที่ระบุว่าธนาคารกลางไซปรัสกำลังจะขายทองคำสำรองบางส่วนเพื่อระดมทุนให้ได้อีก 1.3 หมื่นล้านยูโร เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือ 1 หมื่นล้านยูโรจากสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จนทำให้เกิดกระแสหวาดหวั่นว่าบางประเทศอาจเดินตามรอยไซปรัส ขายทองคำสำรองออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะของตนเอง

ยิ่งเมื่อก่อนหน้าข่าวขายทองคำของธนาคารกลางไซปรัส มีรายงานข่าวที่กองทุนเฮดจ์ฟันด์ของ จอร์จ โซรอส พ่อมดทางการเงินแห่ขายการถือครองทองคำในกองทุนตน แล้วหันมาลงทุนในตลาดหุ้นที่มีแนวโน้มฟื้นตัวมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้ตลาดทองคำโลกหม่นหมองไม่น่าสนใจในทันที

นอกจากสถานการณ์ข้างต้นจะปั่นป่วนราคาทองคำในตลาดโลกได้เป็นอย่างดีแล้ว สัญญาณการเก็งกำไรทองคำยังเริ่มปรากฏให้เห็นได้ชัดเจนขึ้นจากการกลับเข้ามาถือครองทองคำ โดยเฉพาะในระยะยาวของบรรดาเฮดจ์ฟันด์ขนาดใหญ่อีกครั้ง

บลูมเบิร์กรายงานว่า แม้ราคาทองคำจะดำดิ่งมากที่สุดในรอบ 33 ปี แต่กองทุนเฮดจ์ฟันด์ของมหาเศรษฐีอย่าง จอห์น พอลสัน หนึ่งในกองทุนที่ลงทุนรายใหญ่ในตลาดทองคำโลกกลับเลือกที่จะเพิ่มเดิมพันในทองคำมากขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลจากคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าล่วงหน้าของสหรัฐที่พบว่า บรรดาผู้จัดการกองทุนและนักเก็งกำไรต่างถือครองทองคำในระยะยาวเพิ่มอีก 9.8% มาอยู่ที่ 61,579 จุด ทั้งในตลาดฟิวเจอร์สและตลาดออปชั่นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งสิ้นสุดในวันที่ 16 เม.ย.

แดน เดนโบว์ ผู้จัดการกองทุนยูเอสเอเอ พรีเชียส เมทัลส์ แอนด์ มิเนเริลฟันด์ส กล่าวว่า เหตุการณ์ข้างต้นนับเป็นเรื่องน่าแปลกใจท่ามกลางราคาทองคำที่ปรับตัวลดลงในปัจจุบัน แต่เมื่อพิจารณาจากมูลค่าที่มีอยู่ในตัวเองของทองคำ จึงไม่น่าแปลกใจที่นักลงทุนหลายรายเลือกที่จะพึ่งระยะเวลาให้ช่วยเยียวยาราคาทองคำ

คาเมรอน แบรนด์ต ผู้อำนวยการการวิจัยแห่งเคมบริดจ์ ซึ่งคอยติดตามกระแสความเคลื่อนไหวของทุนในตลาดทั่วโลก ยอมรับว่า การที่ราคาทองคำร่วงลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดาผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ต่างเร่งถอนเงินลงทุนออกจากสารพัดกองทุนรวมสินค้าโภคภัณฑ์ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.07 แสนล้านบาท) โดยในจำนวนดังกล่าวประมาณ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นเงินทุนที่ไหลออกจากตลาดทองคำและแร่โลหะมีค่าอื่นๆ เช่น เงิน แต่การเทขายส่วนใหญ่ล้วนเป็นการถือครองทองคำระยะสั้น

ขณะที่กองทุนเฮดจ์ฟันด์ของพอลสันแอนด์โค ให้เหตุผลอย่างมั่นใจว่า ราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากปริมาณความต้องการซื้อในตลาดเอเชีย โดยเฉพาะจากจีนและอินเดียจะทำให้ราคาทองคำไม่ตกต่ำในระยะยาวแน่นอน

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ราคาทองคำในตลาดโลกทำสถิติดิ่งลงแตะ 1,321.50 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในวันที่ 16 เม.ย. ราคาทองคำแท่งในขณะนี้ตีตื้นกลับมาแล้ว 5.6% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการแห่ซื้อทองของจีนและอินเดีย

สมาคมทองคำจีน ระบุว่า ยอดขายปลีกในวันที่ 15-16 เม.ย. เพิ่มสูงขึ้นจนน่าตกใจ ด้านสมาคมทองคำแท่งบอมเบย์แห่งอินเดียถึงกับคาดการณ์ว่ายอดนำเข้าทองของประเทศจะเพิ่มสูงขึ้น 36% ในช่วง 3 เดือนต่อจากนี้เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ผู้ผลิตทองคำรายใหญ่อย่างยูเอส มินท์ ขายทองคำไปได้แล้วทั้งสิ้น 1.675 แสนออนซ์ในเดือน เม.ย. ทำสถิติสูงสุดประจำเดือนนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2553

นอกจากนี้ พอลสันแอนด์โค ยังระบุอีกว่า ในอนาคตอันใกล้ นโยบายอัดฉีดเงินเข้าระบบของบรรดาธนาคารกลางจะทำให้เกิดสภาวะเงินเฟ้อแน่นอน ซึ่งการลงทุนในทองคำย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด สอดคล้องกับความเห็นของ แคเธอรีน รอว์ ผู้จัดการกองทุนแบล็กร็อกในลอนดอน หนึ่งในเฮดจ์ฟันด์รายใหญ่ที่ลงทุนในทองคำ ที่ระบุว่าราคาทองคำดิ่งขณะนี้เป็นผลจากภาวะตื่นตระหนกจากกระแสข่าวแห่ขายทองของธนาคารกลางในหลายประเทศเสียมากกว่า

ด้านนักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งยังให้เหตุผลว่า ราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากราคาที่ถูกลงทำให้มีแรงดึงดูดให้ธนาคารกลางบางประเทศตัดสินใจเพิ่มการลงทุนในทองคำหรือเพิ่มปริมาณทุนสำรองทองคำของตนเอง เห็นได้จากธนาคารกลางศรีลังกาที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 16 เม.ย. ว่า ราคาทองที่ร่วงลงถือเป็นโอกาสอันดีให้ประเทศเพิ่มทุนสำรอง

แต่ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านทองคำต่างสรุปตรงกันว่า เมื่อพิจารณาราคาทองคำในขณะนี้ควบคู่กับทิศทางแนวโน้มราคาในอนาคต “ทองคำ” อาจเป็นสินทรัพย์ที่อันตรายสำหรับการลงทุนของใครหลายคนก็เป็นได้

พฤษภาคม 10, 2013 Posted by | ต่างประเทศ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | ให้ความเห็น

ธนาคารอิสลามยังไม่พ้นปากเหว

ธนาคารอิสลามยังไม่พ้นปากเหว

  • 10 พฤษภาคม 2556 เวลา 08:34 น.

ธนาคารอิสลามยังไม่พ้นปากเหว

โดย…กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ในที่สุดแผนเพิ่มทุน 6,000 ล้านบาทของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ ก็ผ่านการความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง แค่รอให้ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง จรดปากกาเซ็นลงนามให้ก็เท่ากับว่าเป็นใบเสร็จเบิกเงินเพิ่มทุนในปลายปีนี้ได้ทันที

เบื้องต้นเงินเพิ่มทุน 6,000 ล้านบาท จะมาจากกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้น 49% ประมาณ 3,000 ล้านบาท ธนาคารออมสินในฐานะผู้ถือหุ้น 39% ประมาณ 2,000 ล้านบาท และจากธนาคารกรุงไทยในฐานะผู้ถือหุ้น 9% อีกประมาณ 500 ล้านบาท

ส่งผลให้ภาพรวมปีนี้ไอแบงก์จะได้เงินเพิ่มทุนไม่น้อยกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท โดยเงินเพิ่มทุนก้อนแรกทางกระทรวงการคลังเห็นชอบแล้วตั้งแต่สมัยที่ ธีรศักดิ์ สุวรรณยศ เป็นกรรมการผู้จัดการ มีวงเงินประมาณ 920 ล้านบาท แยกเป็นเงินเพิ่มทุนจากกระทรวงการคลัง 445 ล้านบาท และที่เหลือเป็นเงินเพิ่มทุนจากธนาคารออมสินและธนาคารกรุงไทย

หลังจากที่เคลียร์เรื่องเพิ่มทุนเสร็จ ไอแบงก์เตรียมเดินหน้าออกพันธบัตรซูกุกอีก 5,000 ล้านบาท คาดปิดกองได้ภายในเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งเงินดังกล่าวจะนำมาเติมกองทุนขั้นที่ 2 และคาดว่าเงินเพิ่มทุนก๊อกที่ 2 อีก 6,000 ล้านบาท จะเข้ามาในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และด้วยวิธีดังกล่าวจะทำให้ฐานะเงินกองทุนของไอแบงก์เข้มแข็งอีกครั้ง เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงขยับมาอยู่ที่ 9% สูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด จากปัจจุบันบีไอเอสอยู่ที่ระดับเพียง 4.5%

ด้านหนี้เสียที่มีอยู่กว่า 2.4 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 30% ของยอดสินเชื่อรวม ซึ่ง ธานินท์ อังสุวรังษี กรรมการผู้จัดการไอแบงก์ ชี้แจงว่า ภายในปีนี้จะเดินหน้าเจรจาลูกหนี้ทั้ง 2.4 หมื่นล้านบาท คาดว่าน่าจะรู้ผลได้ครึ่งหนึ่ง โดยภายในปีนี้จะสามารถดึงลูกหนี้มาเซ็นปรับโครงสร้างหนี้รวมชำระหนี้เก่าที่สามารถแก้ให้เป็นลูกหนี้ปกติได้ 6,000 ล้านบาท ตามเป้าที่แจ้งไว้ในแผนฟื้นฟู

สำหรับวิธีการแก้หนี้เน่าเบื้องต้นได้ข้อสรุป 2 แนวทาง คือ การแก้หนี้เองในรายที่คุยกันรู้เรื่อง แต่รายไหนที่เจรจาไม่รู้เรื่องทางกระทรวงการคลังเปิดไฟเขียวให้ขายหนี้ให้บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท หรือ บสส. รับไปบริหารได้จากที่มีการปิดห้องเจรจากันระหว่างกระทรวงการคลัง ไอแบงก์ และ บสส. เมื่อวันที่ 8 พ.ค.ได้ข้อสรุปว่า ไอแบงก์สนใจขายหนี้ให้ บสส. ซึ่ง บสส.ขอรับซื้อหนี้ไปบริหารกองหนึ่งต้องไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าในสัปดาห์หน้าไอแบงก์จะเอาพอร์ตหนี้เน่าไปเปิดให้ บสส. เลือกดู

ส่งผลให้สถานการณ์ไอแบงก์เวลานี้ถือว่าผ่านเส้นยาแดงผ่าแปดมาแล้ว จากที่ก่อนหน้านี้เจอข่าวหนักมาแล้วว่าอาจถูกปิดกิจการ จนลูกหนี้เงินฝากและสินเชื่อ เผ่นกระเจิดกระเจิงหนีไปใช้บริการแบงก์อื่นกันหมด

ส่วนแผน 2 หลังผ่านวิกฤตเพิ่มทุนไปแล้ว ธานินท์ เปิดเผยว่า ในปี 2557-2558 ไอแบงก์เตรียมความพร้อมหาผู้ร่วมทุนรายใหม่ ซึ่งในขณะนี้มีนักลงทุนหลายกลุ่มจากตะวันออกกลาง มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เข้ามาติดต่อผ่านกระทรวงการคลัง เพื่อขอถือหุ้นในธนาคารอิสลาม เนื่องจากยังเห็นช่องทางในการขยายธุรกิจไปยังประเทศสมาชิกอิสลามได้อีกมาก รวมทั้งยังมีสหกรณ์มุสลิมอีก 23 แห่ง ที่พร้อมเข้ามาถือหุ้นเพิ่มในไอแบงก์ เบื้องต้นสนใจขายหุ้น 20% ให้กับผู้ร่วมทุนใหม่ที่มีศักยภาพ

แม้ข่าวอนุมัติแผนฟื้นฟูรวมถึงเงินเพิ่มทุนจะทยอยออกมา แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดเรื่องเงินไหลออกได้ ล่าสุด รัฐวิสาหกิจยังถอนเงินฝากออกจากไอแบงก์ไม่ขาดสาย หลายแห่งหนีไปฝากกับเอสเอ็มอีแบงก์แทน ซึ่งยังไม่นับรวมการถอนไปฝากกับธนาคารแห่งอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ทำให้ยอดเงินฝากปัจจุบันอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท

ขณะที่ลูกหนี้สินเชื่อยังโวยเรื่องแบงก์ไม่ปล่อยกู้ให้ เพราะผู้บริหารใหม่เปลี่ยนนโยบายไม่ปล่อยกู้รายใหญ่และหันไปปล่อยกู้รายย่อยแทน ประกอบกับเจ้าหน้าที่กลัวสอบทุจริตจึงไม่กล้าเร่งปล่อยกู้ ทำให้มีลูกหนี้เอสเอ็มอีทั้งรายเล็ก รายใหญ่หลายรายวิ่งแจ้นไปซบอกแบงก์อื่น

ดังนั้น สิ่งที่กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ที่ต้องใส่เงินเพิ่มทุนคราวละหลายพันล้านบาท ควรต้องติวเข้มไอแบงก์ให้เร่งฟื้นกิจการด้วยการเร่งแก้หนี้เสียที่มีกว่า 2.4 หมื่นล้านบาทโดยเร็ว เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นจากลูกค้าประชาชนให้กลับคืนมา

เพราะสถานการณ์ล่าสุดตอนนี้ถือว่า ขั้นรุนแรง สะท้อนจากสาขาหลายแห่งของไอแบงก์ ขนาดได้ทำเลดีตั้งอยู่ในห้างดังยังแทบจะร้าง ไม่มีคนเข้าไปใช้บริการ จนหลายสาขากำลังเจรจาให้ธนาคารออมสินเข้ามารับช่วงเช่าพื้นที่ไป

แนวทางแก้หนี้เสียที่ดีที่สุดคือ แบงก์ต้องแก้หนี้เอง โดยการเข้าไปดูความเสียหายของลูกค้า เพื่อหาทางแก้ที่เหมาะสม บางรายอาจต้องยืดหนี้ให้บางรายอาจต้องลดดอกเบี้ยให้ เพราะลูกหนี้ไอแบงก์เป็นลูกหนี้ใหม่ ส่วนใหญ่ยังทำธุรกิจอยู่ การแก้หนี้มีโอกาสสำเร็จสูง และทำได้ง่ายกว่าเอสเอ็มอีแบงก์ ที่เป็นลูกหนี้เก่าหลักประกันไม่คุ้มมูลหนี้

ส่วนการแก้หนี้โดยการขายหนี้ให้ บสส.อาจไม่ใช่ทางเลือกที่น่าสนใจอย่างที่คิด กระทรวงการคลังและไอแบงก์อาจมีความผิด เพราะทำผิด พ.ร.บ.ธนาคาร เนื่องจากทำขัดต่อหลักศาสนา เพราะการที่ลูกหนี้เข้ามาใช้บริการธนาคารอิสลาม เพราะต้องการเลี่ยงเรื่องดอกเบี้ย การเอาหนี้ไปขายให้ บสส. จะทำให้ลูกหนี้กลับไปผูกพันกับเรื่องดอกเบี้ย ซึ่งขัดต่อหลักศาสนาได้

นอกจากนี้ ไอแบงก์ยังต้องเร่งเรื่องสินเชื่อ ปรับนโยบายเพื่อความสมดุลคือ ให้ดูแลลูกหนี้รายเก่าและปล่อยลูกหนี้รายใหม่ไม่จำกัดอยู่แค่เพียงการปล่อยกู้ให้รายย่อยตามนโยบายของกระทรวงการคลังเท่านั้น เพราะถ้าไม่เร่งยอดสินเชื่อด้วยการปล่อยกู้ทั้งรายกลางและรายย่อย สุดท้ายการเติบโตของสินเชื่อจะตามไม่ทันการขยายตัวของหนี้เน่าของไอแบงก์ ที่นอกจากจะมีหนี้เสียกว่า 2.4 หมื่นล้านบาทแล้ว ยังมีส่วนของลูกหนี้ดีที่อาจตกชั้นมาเป็นหนี้เน่าตามข้อสังเกตของแบงก์ชาติได้อีกคิดเป็นมูลหนี้เกือบหมื่นล้านบาท ซึ่งการเดินหน้าเร่งแก้หนี้เสียประกอบกับการเร่งปล่อยกู้จะส่งให้ความเชื่อมั่นกลับมา เพื่อเรียกให้ประชาชนรายย่อยและรัฐวิสาหกิจกลับมาฝากเงิน

หากในช่วงระหว่างเดินหน้าแผนฟื้นฟูครั้งนี้ “ไอแบงก์” ไม่สามารถทำธุรกิจแบงก์ได้ตามปกติคือ ยังแก้หนี้ไม่สำเร็จ ปล่อยกู้กระจุกแค่รายย่อย และไม่สามารถระดมเงินฝากมาปล่อยกู้ได้เท่ากับไอแบงก์ สอบไม่ผ่านแผนฟื้นฟู ผลที่ตามมาจะร้ายแรงกว่า เพราะเมื่อใดที่ลูกค้าสินเชื่อและเงินฝากขาดความเชื่อมั่น เมื่อนั้นย่อมสะเทือนถึงความมั่นคงของไอแบงก์ในอนาคตและธนาคารของรัฐแห่งอื่นๆ ด้วย

พฤษภาคม 10, 2013 Posted by | วิเคราะห์, เศรษฐกิจ, โพสต์ทูเดย์ | ให้ความเห็น