ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ภูหินร่องกล้า กันยายน 11, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กรกฎาคม 2557 เวลา 16:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1nmCbA8

ภูหินร่องกล้า

โดย…นพพล ชูกลิ่น

ผมเคยเขียนถึงภูหินร่องกล้ามาแล้วครั้งหนึ่ง ในแง่มุมของสถานที่แห่งความทรงจำที่สำคัญแห่งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของระบอบการปกครองที่ยังมีความเห็นที่แตกต่างในยุคสมัยนั้น แต่สำหรับผมสถานที่แห่งนี้มีส่วนสำคัญที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยมีความแข็งแรงมากขึ้นจนมาถึงทุกวันนี้ ความคิดเห็นที่แตกต่างไม่ใช่สิ่งผิดของใครคนใดคนหนึ่ง แต่จะทำให้เกิดความสมบรูณ์ทางแนวคิดที่เกิดขึ้นใหม่ หลังจากช่วงเวลาแห่งความคิดที่แตกต่างผ่านพ้นไป เหตุการณ์และประสบการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าหากเรานำมาถอดรหัสจะเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ๆ เสมอ วันนี้ประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องช่วยกันถอดรหัสความคิดของความเห็นที่แตกต่างนำมาสู่กระบวนทัศน์แห่งการนำพาประเทศไปพร้อมๆ กัน โดยไม่เกิดความเห็นที่แตกต่างอีกเลย

ภูหินร่องกล้า จึงเป็นสถานที่ที่มีความทรงจำที่น่าศึกษา มีความสวยงามทางธรรมชาติที่มีความสมบูรณ์ที่หาดูได้ยากมากๆ วันนี้ผมเลยนึกถึงความงามทางธรรมชาติในมุมเล็กๆ ที่มีความสำคัญในระบบนิเวศโดยอาจจะเป็นดัชนีชี้วัดทางธรรมชาติที่สำคัญได้ ผมเลยขออนุญาตนำภาพถ่ายในเทคนิคมาโครมาให้ท่านผู้อ่านได้ชมภาพของแมลงต่างๆ ที่มีสีสันสวยงามมาก

หรือแม้กระทั่งน้ำค้างที่เกาะตามที่ต่างๆ ที่มีความละเอียดมาก จนผมสังเกตเห็นน้ำค้างที่เกาะไปตามโครงข่ายใยแมงมุมที่มีความซับซ้อน จนเกิดมิติที่สวยงามมากๆ ซึ่งหาดูได้ยากมากๆ ในสังคมเมืองยุคนี้ เทคนิคการถ่ายภาพมาโครผมอาจจะไม่ค่อยมีความชำนาญมากนักนะครับ แต่ส่วนที่สำคัญที่สุด คือ ความชัดตื้นชัดลึกของภาพโดยองค์ประกอบของ Subject ต้องมีความชัดครอบคลุมตัว Subject และให้ฉากหลังมีความเบลอจนละลายเป็นสีพื้นมาช่วยสนับสนุนให้ Subject มีความเด่นชัดช่วยบอกเล่าเรื่องราวด้วยจะยิ่งดีมาก สำหรับความเข้มของแสงและอุณหภูมิสีจะเป็นองค์ประกอบที่ผู้ถ่ายภาพนำมาเป็นเครื่องมือที่ทำให้ภาพมีมิติที่แตกต่างได้ ถึงแม้จะเป็นภาพภาพเดียวกัน

เทคนิคง่ายๆ คือ การใช้ White Balance ต่างๆ กับการกำหนดค่าแสงบวกลบที่เหมาะสมก็จะทำให้ภาพสมบรูณ์ขึ้นมากๆ นะครับ ยังมีเทคนิคอีกมากนะครับ ในการถ่ายภาพมาโคร สำหรับผมเทคนิคการถ่ายภาพมาโครเป็นเทคนิคที่มีให้ศึกษาได้อีกอย่างมากมาย การไปภูหินร่องกล้าคงต้องชวนเข้าไปถ่ายภาพน้ำตกหมันแดงเป็นน้ำตกที่มีความสวยงามมาก สำหรับผมคิดว่าน่าจะเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดในประเทศไทยในความเห็นของผมนะครับ

การถ่ายภาพน้ำตกโดยให้สายน้ำไหลเป็นคลื่นขาวๆ จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ขาตั้งกล้องสายลั่นชัตเตอร์และฟิลเตอร์ที่เรียกว่า ND มาใช้ร่วมกัน พร้อมทั้งการฝึกฝนการถ่ายภาพประเภทนี้อยู่บ่อยๆ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากๆ ของเทคนิคนี้ คือ การควบคุมปริมาณแสงให้มีค่าพอดี โดยที่องค์ประกอบต่างๆ ภายในภาพมีค่าแสงที่พอดีใกล้ความเป็นจริงมากที่สุด ซึ่งต้องใช้การฝึกฝนพอสมควรทีเดียวครับ ทุกครั้งที่คิดถึงอากาศที่เย็นสบายและสดชื่นอยากเห็นหมอกสีขาวที่ครอบคลุมผืนป่ากว้างไกลสุดตา บนยอดหน้าผาที่มีความแปลกและสวยงาม มีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ยุคใหม่ในสายการเมืองการปกครอง พบเห็นระบบนิเวศของผืนป่าที่หาดูได้ยากในผืนป่าอื่นๆ ท่านผู้อ่านสามารถค้นพบได้ ณ.ที่แห่งนี้ ภูหินร่องกล้า ไปเที่ยวกันนะครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชุมพร เมืองหน้าด่าน ประตูสู่ภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กรกฎาคม 2557 เวลา 11:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1nH3jV1

โดย…จ่าฉม ลมโชย

นับเป็นครั้งแรกในการเดินทางมายัง จ.ชุมพร เมืองหน้าด่านฝ่ายใต้ในสมัยอยุธยา ว่ากันว่า “ชุมพร” เพี้ยนมาจากคำว่า “ชุมนุมรวมพล” ด้วยเพราะเป็นเมืองหน้าด่านและเป็นประตูในการเดินทางสู่ภาคใต้ จากกรุงเทพฯ มายังชุมพรไม่ใกล้ไม่ไกลมากนัก ระยะทางประมาณ 500 กิโลเมตร เพียงชั่วไม่เกินข้ามขวบวัน คณะก็เดินทางมาถึงยังปากน้ำ อ.หลังสวน จ.ชุมพร การเดินทางมาในครั้งนี้จุดหมายหลักเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม “วิ่งแหวกทะเลสู่เกาะพิทักษ์ หลังสวนมินิมาราธอน” ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 10 แล้วที่ได้มีการจัดการวิ่งมินิมาราธอนนี้ขึ้น

มีประโยคหนึ่งนิชคุณพูดในหนังเรื่องรักเจ็ดปี ดีเจ็ดหน ว่า “ถ้าคุณอยากวิ่ง คุณวิ่งกิโลฯ เดียวก็พอ เเต่ถ้าคุณอยากพบชีวิตใหม่ คุณค่อยมาวิ่งมาราธอน” ซึ่งทำให้ผมนึกสงสัยมาตลอดว่าการวิ่งมาราธอนจะสามารถพบชีวิตใหม่ได้อย่างไร?

ก่อนการแข่งขันวิ่งแหวกทะเลสู่เกาะพิทักษ์ หลังสวนมินิมาราธอน จะเริ่มต้นขึ้น ผมก็ได้ตั้งคำถามไว้ในใจว่าชีวิตใหม่ข้างหน้าเป็นอย่างไร การแข่งขันวิ่งแหวกทะเลสู่เกาะพิทักษ์ ถือเป็น Unseen Thailand และเป็นงานวิ่งหนึ่งเดียวในประเทศเลยก็ว่าได้ที่แตกต่างจากการวิ่งมาราธอนโดยทั่วไป ด้วยการ “วิ่งแหวกทะเล” จากฝั่งข้ามไปยังเกาะ เป็นระยะทางรวมทั้งสิ้น 14 กิโลเมตร ใช้เส้นทางเลียบชายฝั่งทะเล และวิ่งเข้าเส้นชัยที่เกาะพิทักษ์ซึ่งมีระยะห่างจากฝั่ง 1 กิโลเมตร ผู้เข้าแข่งขันต้องวิ่งลุยน้ำทะเลที่ความสูงระดับน้ำประมาณ 30 เซนติเมตร

การแข่งขันครั้งนี้มีนักวิ่งทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ซึ่งในระหว่างการแข่งขัน สิ่งที่ได้สังเกตเห็นคือ จะพบว่ามีเด็กเล็กที่ออกวิ่งร่วมกับคุณพ่ออายุราว 9 ขวบ ไปจนถึงคุณตาคุณยายอายุร่วม 60 ปี การดูแลกันของเพื่อนที่ออกวิ่งพร้อมกัน ไม่เพียงแต่ชัยชนะที่พวกเขาเหล่านั้นจะได้รับเมื่อเข้าสู่เส้นชัย หากแต่พวกเขาจะได้ชัยชนะการจากพิสูจน์จิตใจของตัวเอง และนี่ก็อาจจะเป็นชีวิตใหม่ของนักวิ่งมาราธอน

“ชีวิตก็เหมือนเรือลำน้อยที่ลอยอยู่กลางทะเล” บางครั้งคลื่นลมสงบ บางครั้งคลื่นลมแรง แต่ถึงอย่างไรเราก็จะไม่หยุดการเดินทางอยู่แค่นั้น ตราบเท่าที่หัวใจยังมุ่งไป เราเดินทางกันต่อมุ่งหน้าสู่เกาะในทะเลชุมพร เกาะที่มีชื่อว่า “เกาะง่ามน้อยง่ามใหญ่” การเดินทางในครั้งนี้พบเจออุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกระแสคลื่นสูง หรือระดับน้ำขึ้นน้ำลงที่ทำให้เราออกจากฝั่งได้ช้ากว่ากำหนด แต่เมื่อคลื่นลมสงบ เราเดินทางถึงเกาะง่ามน้อยง่ามใหญ่ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของนกนางแอ่น และเป็นอีกหนึ่ง Unseen Thailand ที่จะได้พบกับหินรูปฝ่ามือ หรือที่เรียกว่า “Hand’s Buddha” ฝ่ามือพระพุทธเจ้า แต่เมื่อเราลงไปสำรวจโลกใต้ท้องทะเล เราจะได้พบกับปลาการ์ตูนอินเดียแดง ปลาหูช้าง และแนวปะการังที่สวยงามอีกมากมาย นับเป็นแหล่งดำน้ำตื้นที่สวยงามอีกแห่งเลยก็ว่าได้

อีกเกาะที่น่าสนใจในทะเลชุมพร คือ เกาะไข่ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์หอยมือเสือขนาดใหญ่ ด้วยลวดลายที่หลากหลายสีสัน ความสวยงามของหอยมือเสือที่ปฏิเสธไม่ได้ ทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวต่างแวะเวียนมาเยี่ยมชมความสวยงามของหอยมือเสือ บริเวณโดยรอบของเกาะไข่ สามารถเดินเที่ยวชมกับปะการังน้อยใหญ่ที่ถูกซัดขึ้นมาเกยตื้นที่หาดมากมาย เมื่อครั้งที่มีพายุใต้ฝุ่นเกย์ขึ้นที่ จ.ชุมพร เมื่อปี 2532

จ.ชุมพร ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย และสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยแหวกว่ายอยู่ในโลกใต้ทะเลก็พร้อมต้อนรับให้กับนักดำน้ำได้เข้าไปสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ หากแต่ธรรมชาตินั้นเกิดขึ้นตั้งอยู่และเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา คำถามก็คือเราจะดูแลรักษาธรรมชาติที่สวยงามนี้ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ยลโฉมกับธรรมชาติที่สวยงามนี้ไว้อย่างไร

 

 

 

 

 

ค่ำนี้มีความหมาย @ วัน ออฟ อะ คายน์ คาเฟ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2557 เวลา 15:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1t7pA2N

ค่ำนี้มีความหมาย @ วัน ออฟ อะ คายน์ คาเฟ่

โดย…ลีโอ เคน / ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ในค่ำวันที่ฝนกระหน่ำ ยิ่งตอกย้ำความสำราญใจ นั่นเพราะนอกจากอากาศจะเป็นใจ ยังได้สัมผัสกับบรรยากาศแสนชิลในวันที่สายฝนเย็นฉ่ำอีกต่างหาก

วัน ออฟ อะ คายน์ คาเฟ่ (1 Of A Kind Cafe) คือสถานที่ที่ทำให้ค่ำคืนนี้มีความหมาย ด้วยการตอบรับแบบเป็นกันเอง ในคาเฟ่เท่ๆ ที่ไม่ซ้ำใคร โอบล้อมด้วยดอกหญ้าสะบัดใบเริงร่ารับสายฝน กับมุมเอาต์ดอร์ที่ทำเป็นระเบียงยาว นั่งมองธรรมชาติเริงระบำอย่างเต็มตา

คาเฟ่ชื่อเก๋นี้เริ่มต้นจากบรรดาหุ้นส่วนสาวคนเก่ง เปิดเป็นร้านขายเฟอร์นิเจอร์สไตล์สแกนดิเนเวีย ที่ส่วนใหญ่จะมีเพียงชิ้นเดียว แบบยูนีค จึงเป็นที่มาของชื่อร้าน พอร้านเฟอร์นิเจอร์เข้าที่เข้าทาง ก็เลยนึกอยากจะเปิดเป็นคาเฟ่เล็กๆ ให้คนได้มานั่งชิลกัน พร้อมกับด้านในยังเปิดขายเฟอร์นิเจอร์อยู่ ผสานกับเป็นคนที่ชอบทำอาหาร ถามว่าเป็นอาหารสไตล์ไหนสาวมั่นตอบว่าเป็นสไตล์ฉันเองแบบวาไรตี้ แต่รับรองว่าถูกปากเป็นแน่

บรรยากาศร้านตกแต่งอย่างสนุกสนานด้วยเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านสไตล์สแกนดิเนเวีย อันเป็นของสะสมที่เก็บไว้ตั้งแต่เมื่อคราวที่ไปร่ำเรียนอยู่อังกฤษ ถ้าชอบชิ้นไหนอันไหนบอกได้เลยเธอยินดีแบ่งปัน ยิ่งสนุกกันเข้าไปอีกเมื่อรู้ว่าทุกมุมมองของร้านพวกเธอลงมือตกแต่งเอง ไม่ได้พึ่งพาสถาปนิกคนไหน จึงทำให้ร้านยิ่งมีบรรยากาศที่ดูเป็นกันเอง

ร้านแบ่งเป็น 3 โซน คือโซนเล็กๆ ที่นั่งกินดื่มกันเป็นกลุ่มพออบอุ่นอยู่ด้านหน้า โซนระเบียงที่นั่งชิลกับธรรมชาติอย่างสบายอุรา และก็โซนด้านในที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเอาต์ดอร์ แต่ลูกค้าเรียกร้องให้ตกแต่งเป็นห้องแอร์ ซึ่งเชื่อมต่อจากโซนเฟอร์นิเจอร์ที่แสนล่อตาล่อใจ

ค่ำคืนนี้ฝนมาเยือนเราเริ่มแรกหาเมนูแรกมากล่อมสายฝน สปาเกตตีต้มยำ 1997 มีที่ว่าจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 ใช้กุ้งลายเสือตัวเบิ้ม เสิร์ฟมาพร้อมกับสปาเกตตีที่คลุกเคล้าเครื่องต้มยำจนเข้าเส้น รสชาติก็จัดจ้านตามประสาต้มยำ

เมนูที่ถูกเรียกหาจานต่อมา มีทซิลเวอร์ เนื้อเทนเดอร์ลอยหมักเครื่องเทศหั่นเป็นลูกเต๋าแล้วเสียบไม้ย่าง เพิ่มรสชาติด้ายน้ำจิ้มแจ่วแสนจะเข้ากัน

ตบท้ายด้วยเมนูกินเล่น คาลามารี่ ที่ใช้ปลาหมึกทั้งตัวนำไปทอดกรอบ จิ้มกับวาซาบิมายองเนส หนึบๆ หนับๆ ซ่านด้วยวาซาบิ

เมนูรสเลิศต้องคู่กับเครื่องดื่มเพิ่มรส ที่นี่เน้นเสิร์ฟคลับเบียร์ตระกูลดังทั้งจากฝั่งญี่ปุ่น สหรัฐ รวมทั้งของไทย ไล่ไปจนถึงไวน์ และที่ขาดไปเสียมิได้ค็อกเทลสีลวงตา

ฝนยังกระหน่ำ ไปไหนไม่รอด ลอง มิดไนท์ซันไรส์ ที่มีส่วนผสมของแสงโสม กระทิงแดง น้ำส้ม พีช กำลังได้ฟิล

เลยสั่งมาอีกแก้ว กรีนเดย์ ที่มีส่วนผสมของแจ็คแดเนียล แอปเปิ้ล น้ำผึ้ง บลูสกาย มะนาว และวอดก้า

กำลังตึงได้ที่ แต่ในใจกลับเป็นสุข เลยพาลคิดในใจว่า ต่อให้ฝนตกหนักขนาดไหน ยาวนานขนาดไหนคืนนี้ก็ยิ่งมีความหมายจริงๆ เลยล่ะครับ

วัน ออฟ อะ คายน์ คาเฟ่ อยู่บน ถนนพระราม 9 ซอย 48 (ตรงข้ามเดอะไนน์) เปิดเวลา 11.00-21.30 น. (ปิดทุกวันพุธ) โทร 081-255-0033 และ 02-718-3260

 

 

 

 

นั่งสูดกลิ่นอิตาเลียนใน ‘เวสบาร์’ กันยายน 5, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2557 เวลา 17:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/VHGWsn

นั่งสูดกลิ่นอิตาเลียนใน ‘เวสบาร์’

โดย…พงศ์ พริบไหว ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ที่มาที่ไปของร้านเกิดจากความชอบสกูตเตอร์อย่างเวสป้าเป็นทุน ทั้งยังเป็นเจ้าของร้านขายเวสป้าอยู่ในย่านอาร์ซีเอ ด้วยความบังเอิญเมื่อข้างร้านขายเวสป้ามีที่ว่าง จึงเกิดไอเดียสนุกๆ อยากให้สถานที่แห่งนั้นกลายเป็นร้านแฮงเอาต์สำหรับรองรับลูกค้าที่มารอเซอร์วิสรถ ทั้งยังต้องการให้เป็นที่รวมตัวของสิงห์นักบิดหลากสายหลายกลุ่ม จนกลายเป็นร้านที่ชื่อว่า “เวสบาร์”

ร้าน “เวสบาร์” แม้มีคอนเซ็ปต์เริ่มต้นมาเช่นนั้น แต่ทางร้านก็ต้อนรับลูกค้าทุกคนแบบเป็นกันเอง แม้ไม่ใช่สิงห์นักบิดก็สามารถมานั่งกินข้าว นั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศของที่นี่ได้ ด้วยมีชื่อร้านเป็นแบรนด์เวสป้า ซึ่งมีจุดกำเนิดอยู่ที่ประเทศอิตาลี ทางร้านจึงนำสิ่งนั้นมาผสมผสานในดีไซน์ตกแต่งร้าน พร้อมทั้งนำเอาความโดดเด่นของอาหารอิตาเลียนไว้คอยให้บริการ

“เวสบาร์” เปิดบริการตั้งแต่เที่ยงวันยันเที่ยงคืน แบ่งออกเป็น 3 โซน ตั้งแต่เข้าร้านมาจะเห็นมุมเอาต์ดอร์ที่เรียบง่าย ก่อนเดินเข้าไปด้านในที่จะเจอกับบานประตูที่ดูเก๋ ด้วยการนำเบาะรถเวสป้ามาทำเป็นที่จับ เมื่อเปิดเข้าไปจะเห็นเป็นร้านสไตล์เรโทรการาจ มีความดิบนิดๆ ผสมผสานกับงานกราฟฟิตี้ที่ดูสดใสจากศิลปินชาวจีน ออกแนวแมนๆ มันส์ๆ แต่ก็ดูอบอุ่นในที ทั้งตกแต่งด้วยของเก่าที่มีความเป็นมาเกี่ยวข้องกับเวสป้า บางจุดยกรถเวสป้ามาวางไว้ให้แชะภาพกันด้วย

ในร้านจัดวางเฟอร์นิเจอร์แบบลังไม้ บางชิ้นเป็นเฟอร์นิเจอร์ดีไอวาย เน้นสีสันสดใส ข้างๆ เวทีจะเห็นเป็นผนังกระจกกรุขึ้นมาให้เห็นบรรยากาศข้างในโชว์รูมเวสป้า ส่วนด้านบนจะเป็นแบบนั่งชิลๆ เอกเขนกกับเก้าอี้ใหญ่เหมาะมานั่งกันเป็นกลุ่ม

เมนูที่ทางร้านแนะนำ ได้แก่ ไส้กรอกอิตาเลียนย่าง ซึ่งใช้เทคนิคการย่างแบบพิเศษให้ออกมากรอบนอกนุ่มใน เสิร์ฟมาพร้อมมันบดที่ราดด้วยซอสบัลซามิค เป็นไส้กรอกโฮมเมดที่หารับประทานได้ที่ “เวสบาร์” เพียงแห่งเดียว อีกเมนูสเต๊กเนื้อ เป็นเนื้อชั้นดีที่แสนจะนุ่มลิ้น ถ้ามาเป็นกลุ่มอย่าลืมลองมิกซ์อิตาเลียน ซึ่งในหนึ่งจานยักษ์จะมีของกินเล่นอย่างพาร์มาแฮม ทูน่าทาร์ทาร์ ไส้กรอกอิตาเลียนย่าง สลัดผัก ฯลฯ

ทางร้านยังมีอาหารอิตาเลียนเมนูคุ้นเคยอย่างพาสต้า ไม่ว่าจะเส้นหมึกดำหรือเส้นไข่ที่ทางร้านทำเองทั้งหมดเพื่อให้ได้รสชาติดั้งเดิมที่สุด ทีเด็ดอยู่ที่เมนูพาสต้าเป็ดสับกับซอสมะเขือเทศ อร่อยเหลือร้าย รสชาติเหมาะลิ้นคนไทย

ในส่วนของเครื่องดื่ม ทางร้านจัดบริการกันในแบบฟูลบาร์ มีทั้งเบียร์ยุโรป ไวน์อิตาเลียน ค็อกเทลสูตรพิเศษต่างๆ สำหรับค็อกเทลมีให้เลือกความแรงกันเป็นซีซีกันเลย เริ่มชิลๆ กันด้วยค็อกเทลเวสบาร์ 100 ซีซี วอดก้าผสมกับน้ำผลไม้ เสิร์ฟมาพร้อมกับเจลาตินสีเขียวและสีแดง ซึ่งถ้าหากนำส่วนผสมทั้งสามอย่างมารวมกันจะออกมาเป็นสีธงชาติอิตาเลียนนั่นเอง

 

ออกตัวแรงอีกนิดด้วยซูเปอร์สปอร์ต 180 ซีซี มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ 5 ชนิด ปั่นกับเชอร์เบทมะนาว รสแรง (ส์)

สำหรับดนตรีที่นี่ก็มีเสิร์ฟกันในสไตล์อะคูสติกใสๆ ในช่วงเย็น ดึกมาหน่อยก็จะมีวงดนตรีป๊อปแจ๊ซฟังง่ายๆ มาเพิ่มความสนุกสนาน

หากวันไหนว่างๆ ที่นี่นับเป็นตัวเลือกชั้นดีสำหรับขากินดื่มที่ต้องการความแปลกใหม่ ร้าน “เวสบาร์” อยู่ใกล้ๆ ร้านรูท อาร์ซีเอ เปิดบริการทุกวัน เวลา 12.00–24.00 น. โทร. 089-269-9446

 

 

 

ในห้องลับ ‘ชูการ์เรย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2557 เวลา 17:08 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1ozUkeq

ในห้องลับ ‘ชูการ์เรย์’

โดย…คีตะ ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ช่วงนี้ได้ยินหลายคนพูดถึง บาร์ไซส์กะทัดรัดที่ซ่อนตัวอยู่อย่างลึกลับในซอยแจ่มจันทร์ ทำให้เราอยากลองไปเยือนดูบ้าง บาร์ที่มีชื่อเต็มๆ ยาวๆ ว่า “ชูการ์ เรย์ ยูฟ จัสต์ บีน พอยซันด์” (Sugar Ray You’ve Just Been Poisoned) เรียกสั้นๆ ว่า “ชูการ์เรย์”

จากปากซอยเอกมัย 21 (หรือทองหล่อ 20) มาไม่กี่สิบเมตร ฝั่งขวามือก่อนถึงโรงเรียนแจ่มจันทร์ เป็นซอยเล็กๆ หัวมุมเป็นร้านอาหารอิตาเลียน เลี้ยวขวาเลียบรั้วโรงเรียนเข้าไปไม่กี่เมตร ฝั่งขวามือจะเห็นอาคารชื่อบ้านเอกมัย ก็ให้เลี้ยวเข้าไปและเดินขึ้นชั้น 2 ชูการ์เรย์ อยู่ตรงนั้น ไม่ต้องหาป้ายให้ยาก เพราะเจ้าของเขาตั้งใจที่จะไม่ทำ เพื่อให้ชูการ์เรย์เป็นสถานที่พิเศษลับๆ สำหรับคนที่ตั้งใจจะไปเท่านั้น

เปิดให้บริการมาประมาณ 7 เดือนแล้ว และได้รับการตอบรับอย่างดีเกินคาด เหตุผลหลักๆ น่าจะอยู่ที่คอนเซ็ปต์แปลกใหม่ของตัวร้านซึ่งตั้งใจจะให้เป็น “สปีกอีซี” (Speakeasy) ของกรุงเทพฯ สปีกอีซี เป็นคำใช้เรียกสถานที่ลักลอบจำหน่ายแอลกอฮอลล์ในสหรัฐ ระหว่างช่วงทศวรรษ 1920-1930 ในยุคที่แอลกอฮอลล์ยังเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ต่อมาคำว่า สปีกอีซี ก็ใช้เรียกบาร์ในสไตล์เรโทรแทน

 

สำหรับชื่อ ชูการ์เรย์ เป็นคำต่อเนื่องเชื่อมโยงมาจากธุรกิจดั้งเดิมของหุ้นส่วนร้านคือเป็นผู้ผลิตไซรัป (น้ำเชื่อมหวานน้ำตาลชูการ์เรย์) ส่วน ยูฟ จัสต์ บีน พอยซันด์ นั้นก็ประมาณว่า “มาถึงที่นี่แล้วล่ะก็ ถูกวางยา (ด้วยเครื่องดื่ม) โดนเข้าแล้ว และไปไหนไม่รอด…”!!!

บาร์แห่งนี้เกิดจากหุ้นส่วนซึ่งทำงานเป็นที่ปรึกษาเรื่องเมนูเครื่องดื่มรวมทั้งการจัดการผับคลับบาร์ ชูการ์เรย์จึงอาจจะเรียกได้ว่าไม่ได้ตั้งใจให้เป็นธุรกิจบาร์อย่างเต็มรูป แต่เป็นออฟฟิศเป็นที่นัดพบคุยงานกับลูกค้าและเป็นร้านตัวอย่างให้ลูกค้าได้ดู สำหรับลูกค้าทั่วไปทางชูการ์เรย์ก็หวังจะให้ที่นี่เป็นประสบการณ์แปลกใหม่รวมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับ “คลับซีน” ไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง

เมื่อย่างกรายเข้าไปภายในชูการ์เรย์ คุณต้องให้เวลาสายตาปรับแสงเล็กน้อย เพราะภายในร้านแสงไฟสลัวมากๆ ตกแต่งร้านด้วยของย้อนยุค ดูแมนๆ อบอุ่น และสบายๆ หันไปทางไหนเราก็จะเห็นขวดเครื่องดื่มโดยเฉพาะขวดไซรัป ด้านซ้ายมือทางเดินเป็นบูธดีเจ อีกด้านเป็นบาร์เครื่องดื่ม ที่นั่งมีอยู่ราว 3 จุดหลัก ทั้งหมดน่าจะจุคนได้ราว 30 คน และอนาคตกำลังจะเปิดอีกหนึ่งเฟส ซึ่งก็คงรับลูกค้าได้อีกสัก 20 คน

มาที่นี่แล้วมีอะไร คำตอบคือ … ค็อกเทล!!!

ชูการ์เรย์เป็นค็อกเทลบาร์ที่ไม่มีอาหารเสิร์ฟ หนึ่งสัปดาห์เปิดแค่ 3 วัน คือ พุธ ศุกร์ และเสาร์ ตั้งแต่เวลา 2 ทุ่มยันตี 2

อินดี้กว่านี้จะมีมั้ย!!!

เมนูค็อกเทลของชูการ์เรย์ มีการเปลี่ยนแปลงใหม่อยู่เสมอ ส่วนผสมคัดสรรอย่างดี มีทั้งค็อกเทลสูตรคลาสสิกและคิดค้นสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ อย่างเช่น แมชีน เอจ แฟชั่น (Machine Age Fashioned) ผสมจากเวเนซุเอลา เอจด์ รัม กับ มาดากาสกา วานิลา ไซรัป, เปลือกส้ม และบิตเทอร์ ตกแต่งด้วยเบคอน อีกหนึ่งเมนูแนะนำชื่อว่า โอดิสซี พันช์ (Oddyssee Punch)ผสมจากโบทานิคัล ยิน, ส้มวาเลนเซีย, ออเรนจ์ คาร์ดามอม ไซรัป, บิตเทอร์, ซิตรัส และช็อกโกแลตสนิกเกอร์ส ถ้าไม่รู้จะสั่งอะไรก็บอกบาร์เทนเดอร์ผู้เชี่ยวชาญ เขาสามารถแนะนำเครื่องดื่มที่เหมาะกับมู้ดคุณได้ นอกจากค็อกเทลแล้วที่นี่ยังมีเบียร์เสิร์ฟ โดยแต่ละวันอาจจะมีต่างชนิดไปต้องสอบถามจากพนักงาน ในอนาคตอันใกล้ทางร้านจะมีไวน์มาเสิร์ฟด้วย

หากมาเยือนที่นี่ในวันพุธดีเจจะเปิดเพลงนีโอโซลและแจ๊ซจากแผ่นไวนิลให้คุณรื่นรมย์ แต่ถ้าเป็นช่วงสุดสัปดาห์ก็จะมีอาร์แอนด์บีและเฮาส์มิวสิกให้ได้ฟังแกล้มค็อกเทล ระหว่างชมบรรยากาศร้าน และพูดคุยกับเพื่อนฝูง ถ้าไปไม่ถูกก็โทรสอบถามทางที่ โทร. 094-417-9898

แรกเริ่ม ชูการ์เรย์ เป็นเหมือนสถานที่ลึกลับซึ่งยวนใจให้ค้นหา เมื่อได้พบเจอสัมผัสเสน่ห์ที่ยากจะหาใครเหมือนได้นั้นก็ทำให้รู้สึกอยากจะกลับมาเยือนอีกครั้ง …แบบว่า “โดนเข้าแล้ว”!!!

 

อิ่มเอมใจใน เดอะ เกทโต้ บาร์ แอนด์ บิสโทร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 สิงหาคม 2557 เวลา 16:49 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1oiABzM

อิ่มเอมใจใน เดอะ เกทโต้ บาร์ แอนด์ บิสโทร

โดย…อีตติง อาร์ต ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

เดอะ เกทโต้ ชื่อนี้มีความหมายว่า ชุมชนแออัดหรือสลัม ซึ่ง พิมพ์ภัทรา พิษณุพจน์ ผู้เป็นเจ้าของร้านแค่นำคำนี้มาตั้งเป็นชื่อร้านเท่านั้น เพราะเมื่อก้าวเข้ามาภายในร้านแล้วบรรยากาศช่างดูเก๋ไก๋ไฮโซผิดกับชื่อร้านเสียจริงๆ

ร้านตกแต่งได้สวยแปลกตาในสไตล์ยูโรเปี้ยนสตรีท โดยเน้นโทนสีดำน้ำตาล ตัดด้วยม่านกำมะหยี่สีแดงสด ผนังด้านหนึ่งมีกำแพงอิฐเปลือยซึ่งมองดูแล้วก็เท่ไปอีกแบบ เพิ่มความเก๋ด้วยโลโก้ของร้านที่มีลักษณะเหมือนฝาท่อบนท้องถนน สรุปแล้วบรรยากาศภายในร้านดูหรูนิดๆ แต่ให้ความรู้สึกชิลๆ น่านั่งมากทีเดียว

คอนเซ็ปต์ของเมนูที่เดอะ เกทโต้ จะเป็นสไตล์อาหารริมถนนที่ผู้คนซึ่งผ่านไปผ่านมาสามารถสัมผัสได้ ทว่าหน้าตาของอาหารจะดูหรูดูดีอยู่สักหน่อย อาทิ ไส้กรอกย่าง แฮมเบอร์เกอร์ ซี่โครงแกะย่าง และเมนูอื่นๆ ที่กินง่ายๆ แล้วตอนนี้ยังมีเมนูอาหารไทยฟิวชั่นต่างๆ เพื่อรองรับลูกค้าได้หลากหลายกลุ่มอีกด้วย

งั้นอย่ารอช้า เริ่มจากเมนูแรกที่เจ้าของร้านภูมิใจนำเสนอ นั่นคือ “พิซซ่าพาร์ม่าแฮม” เมนูนี้จุดเด่นของความอร่อยอยู่ที่เป็นพิซซ่าแป้งบางกรอบ ซึ่งใช้วัตถุดิบนำเข้าเป็นส่วนผสมทั้งหมด ยกเว้นแป้งพิซซ่าซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของร้านที่จะมีการผสมแป้งและนวดแป้งเอง

 

เมนูต่อมา “ซี่โครงแกะย่าง” ความอร่อยอยู่ที่การนำเนื้อแกะไปหมักกับออริกาโน พริกไทย และไวน์ขาว จากนั้นนำไปกริลล์ไม่ให้สุกจนเกินไปแล้วราดด้วยน้ำเกรวี่ กินคู่กับซอส Thick Mint และเครื่องเคียงคือมันบดและผักโขมผัดเนย อร่อยเข้ากั๊น เข้ากัน/p>

มาที่ “แซลมอนจี๊ดจ๊าด” จานนี้เป็นเนื้อปลาแซลมอนสดวางเรียงอยู่บนมะเขือเทศราชินีลูกเล็กๆ ผ่าครึ่งราดด้วยซอสซีฟู้ดสูตรพิเศษที่ใส่วาซาบิลงไปด้วย ได้รสชาติอร่อยจี๊ดจ๊าดจัดจ้าน แถมยังไม่อ้วนด้วย ต่อด้วย “สลัดทูน่า” เมนูนี้เคล็ดลับอยู่ที่การนำเนื้อปลาทูน่ามาคลุกกับเครื่องเทศและพริกไทยดำ แล้วนำไปกริลล์ให้เนื้อทูน่าด้านนอกสุก ราดด้วยน้ำสลัดงาแบบญี่ปุ่น รสชาติกลมกล่อม ช่วยเพิ่มความอร่อยลงตัวให้เนื้อทูน่าและผักสลัด

ปิดท้ายด้วย “ขาหมูเยอรมัน” ซึ่งมีเคล็ดลับความอร่อยตรงที่ใช้นำเกลือแกงฉีดเข้าไปใต้หนังหมู พอทอดออกมาจึงได้ขาหมูเยอรมันที่กรอบนอกนุ่มใน กินคู่กับน้ำจิ้มรสแซบและมันบด อร่อยจนลืมอ้วนกันเลยเชียว

 

เมื่ออิ่มหนำจากมื้ออาหาร ก็ขอนั่งจิบค็อกเทลเบาๆ คลอเคล้าเสียงเพลงเพราะๆ อีกสักหน่อย แก้วแรก “Pink Lady” มีส่วนผสมของยิน เร้ดกรีนาดีน ทริปเปิลเซก น้ำมะนาว และน้ำเชื่อม แก้วนี้รสชาติเบาๆ ไม่แรงมาก แก้วที่สอง “Blue Margarita” มีส่วนผสมของเตกีล่า ทริปเปิลเซก บลูคูราเซา และน้ำมะนาว แก้วนี้ดีกรีแรงขึ้นมาอีกหน่อย สำหรับผู้ที่ไม่เน้นแอลกอฮอล์ ขอแนะนำ “Sexy Punch” ม็อกเทลแก้วสีแดงระเรื่อที่มีส่วนผสมของน้ำส้มคั้น น้ำสับปะรด น้ำมะนาว น้ำเชื่อม และเร้ดกรีนาดีน รสชาติดีเหมาะกับสาวๆ สำหรับคอเบียร์ ที่นี่ก็มีเบียร์สดให้เลือกด้วยนะ

ใครที่ชอบฟังเพลงแนวป๊อปร่วมสมัย ที่ร้านจะมีไลฟ์แบนด์หรือวงดนตรีเล่นสดให้ฟังทุกวัน จันทร์พฤหัสฯ มี 2 วง ส่วนศุกร์เสาร์ มี 3 วง โดยเริ่มเล่นตั้งแต่เวลา 20.00 น. ร้านอยู่ที่ชั้น 2 โครงการเดอะ ไนน์ พระราม 9 เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.00-02.00 น. โทร. 088-333-2552, 080-632-8404 แฟนเพจ Facebook.com/TheGhettoBar

 

 

ฮัม…เพลงเบาๆ ที่ฮัมมิ่ง เบิร์ด คิทเช่น & การ์เด้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 สิงหาคม 2557 เวลา 17:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1ngHOvu

โดย…ลีโอ เคน/ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ด้วยทำเลที่ตั้งศาลาไม้เก่าที่ตั้งอยู่ท่ามกลางสวยเฟินเริงระบำของคุณพ่อตา ผสานกับเสียงนกฮัมเพลงตลอดเวลา บรรยากาศแสนชุ่มฉ่ำ ทำให้เจ้าของร้านปิ๊งไอเดีย อยากจะมีร้านอาหารสักร้านที่ล้อกับบรรยากาศประมาณนี้ จึงเป็นที่มาของฮัมมิ่ง เบิร์ด คิทเช่น & การ์เด้น (Humming Birds Kitchen and Garden) ที่ไม่ได้หมายถึงนกฮัมมิ่งเบิร์ดที่มีลีลาการบินที่แสนตื่นตา แต่หมายถึงนกน้อยที่คอยฮัมเพลงเล่นอย่างรื่นรมย์นั่นเอง

สำหรับบรรยากาศร้าน ได้แรงบันดาลใจมาจากเมื่อครั้งยังเยาว์วัย ที่ตัวเจ้าของร้านมีโอกาสได้ไปสัมผัสกับรสมือจากแม่เพื่อน ที่มักนั่งกินข้าวกันในสวนหลังบ้าน จึงตกแต่งในสไตล์อินดัสเทรียล ที่โชว์โครงสร้างวัตถุดิบให้เห็นเด่นชัด ทั้งเหล็ก ปูน และทอนความแข็งลงด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ ทั้งเก้าอี้ โซฟา และโต๊ะอาหารที่มากเสน่ห์ด้วยสไตล์สแกนดิเนเวีย

ร้านแบ่งเป็น 2 ชั้น มีเทอร์เรซที่ลดหลั่นติ๊งต่างให้เป็นระเบียงสวน สนุกสนานไปกับเฟอร์นิเจอร์สีสันสดใส สลับรับกับกระเบื้องเก่าที่ใช้ปูพื้น ยกระดับขึ้นมาอีกนิดเป็นมุมโซฟาหนังสีขรึมน่านั่งนานๆ เหมาะเอนจอยกับก๊วนสนิท

ด้านบนเป็นมุมวีไอพี ที่ชาวแก๊งทั้งหลายเหมาะที่จะรวมพล จะสรวลเสเฮฮาให้สนุกสนานประมาณไหนก็ไม่มีใครว่า

สำหรับเมนูอาหารเป็นไปดังความต้องการของตัวเจ้าของร้าน คือ อาหารที่ต้องปรุงขึ้นเอง วัตถุดิบสดใหม่ และปลอดสาร ที่สำคัญไม่ใส่ผงชูรส จึงเป็นที่มาของอาหารสไตล์โฮมเมดที่เข้าขั้น เรียงรายมาทั้งอาหารยุโรปและอาหารไทย ผ่านการปรุงจากฝีมือเชฟมีระดับและทีมงานถึง 7 คน

พอได้ที่นั่งเหมาะเหม็ง เราเปิดเมนูพร้อมเรียกหาเมนูมาแกมเครื่องดื่มทันที อิอิ เมนูแรกวันนี้เริ่มต้นกันเบาๆ อาหารนก เป็นกิมมิกเล่นๆ ของร้าน ด้วยการนำปลาหมึกสดมาซอยแล้วนำไปชุบแป้งและงา ทอดจนกรอบ พร้อมกับจิ้มน้ำจิ้มแบบทาท่าซอส และซอสพริก เพลินจนหลงลืมถั่วหรือออร์เดิร์ฟที่คุ้นเคย

หนักกันขึ้นมาอีกนิดกับลาบเป็ดหนังกรอบ ลาบเป็ดรสแซบรองด้วยใบชะพลู แล้วนำหนังเป็ดไปทอดจนกรอบ โรยไปบนลาบ วิธีการกินให้ได้ใจ คือ แต่ละคำต้องห่อด้วยใบชะพลู แซบหลายขอบอก

ก่อนที่จะเรียกเมนูแสนจัดจ้านมาประกอบสำหรับค่ำคืนนี้ กุ้งแช่น้ำปลาวาซาบิ กุ้งแชบ๊วยที่ปรุงรสจัดจ้าน เพิ่มความจี๊ดจ๊าดขึ้นอีกระดับด้วยการใส่วาซาบิ ด้วยรสชาตินี้ล่ะที่ทำให้เราต้องเรียกหาเครื่องดื่มมาประกอบ เหล้าบ๊วยของญี่ปุ่น สัมผัสกลิ่นบ๊วยแบบเบาๆ เมนูนี้เด็กๆ บอกว่าสาวๆ ที่แวะมามักเรียกหา

ต่อกันด้วยเครื่องดื่มฮิตระดับโลก โมจิโต้ ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน เพราะในแก้วจะอบอวลไปด้วยกลิ่นมินท์ขนานแท้ ยิ่งดื่มยิ่งสดชื่น แต่ถ้าดื่มซ้ำแก้วที่สอง สาม…ก็เล่นเอาเราหนักอึ้งได้เหมือนกัน

บรรยากาศแห่งค่ำคืนนี้ค่อยๆ รื่นรมย์ ผสานกับเสียงเพลงสไตล์เทรดิชั่นนอลแจ๊ซ ขับกล่อมไปแบบเบาๆ ชวนให้แสนเพลิน และถึงเวลาหนึ่งด้วยภาระอันหนักอึ้งก็ค่อยๆ ถูกละลาย กลายเป็นความสุขที่น่าจดจำทีเดียวล่ะครับ

ฮัมมิ่ง เบิร์ด ตั้งอยู่ที่โยธินพัฒนา 3 ใกล้ๆ กับเลียบทางด่วนเอกมัยรามอินทรา เปิดบริการทุกวัน (หยุดวันพุธ) ตั้งแต่เวลา 11.30-21.30 น. ไม่มีเบรก และจะยาวไปดึกดื่นในอนาคตอันใกล้ โทร. 09-5121-2252