ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

เกียงจูพิพิธภัณฑ์ไร้กำแพงแห่งเกาหลีใต้ มิถุนายน 3, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2557 เวลา 11:56 น.

เกียงจูพิพิธภัณฑ์ไร้กำแพงแห่งเกาหลีใต้

ภูมิภาคทางตอนใต้ของประเทศเกาหลีใต้ นอกจากจะมีความน่าสนใจในเชิงของการค้าการลงทุน จากการเป็นที่ตั้งของท่าเรือขนาดใหญ่ในเมืองปูซาน และนิคมอุตสาหกรรมหลักในเมืองอุลซานแล้ว การท่องเที่ยวก็ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของภูมิภาคนี้เช่นกัน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ในเมืองเกียงจู ซึ่งในอดีตเมืองนี้เคยเป็นศูนย์กลางความรุ่งเรืองในสมัยอาณาจักร 3 ก๊กเกาหลี ประกอบไปด้วยอาณาจักรโกรกูรยอ อาณาจักรแพกเจและอาณาจักรชิลลา ที่ปัจจุบันมีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีมากมาย จนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งไร้กำแพงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

 

ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ ระบุว่า อาณาจักรชิลลาครองความแข็งแกร่งจนสามารถรวบรวมอาณาจักรอื่นๆ ให้เป็นปึกแผ่นเดียวกัน ภายใต้ชื่อ “อาณาจักรรวมชิลลา” ในยุคนั้นศาสนาพุทธเข้ามามีอิทธิพลสูง เพราะกษัตริย์ทุกๆ พระองค์เป็นองค์ศาสนูปถัมภ์ จนทำให้เกียงจูเป็นศูนย์กลางศาสนาพุทธในคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งในปัจจุบันก็มีศาสนสถานโบราณหลงเหลืออยู่หลายแห่ง

 

วัดพุลกุกซาเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญ ที่นักโบราณคดีได้มีการสำรวจและเก็บหลักฐานจนสรุปได้ว่า วัดแห่งนี้สร้างขึ้นราวค.ศ. 500700 จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือฐานรากของวัด สร้างขึ้นโดยการนำหินภูเขาไฟมาเรียงซ้อน ด้วยหลักการทางวิศวกรรมที่ยังไม่มีใครในยุคนั้นทำได้ ส่วนอาคารไม้บูรณะขึ้นภายหลังในสมัยโชซอน หลังจากโดนเผาทำลายในช่วงสงคราม ปัจจุบันวัดแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก ในปี 1995 ในฐานะของโบราณสถานที่ยังคงเอกลักษณ์ศิลปะในสมัยชิลลา ที่ยังคงมีความสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศเกาหลีใต้

อีกหนึ่งโบราณสถานที่สำคัญในสมัยชิลลา นั่นก็คือกลุ่มสุสานโบราณแทลึงวอน (Daereungwon Tomb Complex) ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ทงบู (Dongbu Historic complex) ที่ประกอบไปด้วยหลุมศพโบราณกว่า 23 หลุม ซึ่งทางรัฐบาลอนุญาตให้มีการขุดค้นเพียงหลุมที่มีขนาดใหญ่สุด นั่นก็คือหลุมศพชอนมาชอง (Cheonmachong) ภายในพบโครงกระดูก สันนิษฐานว่าเป็นของพระราชาและพระราชินี เพราะรอบๆ โลงศพ พบเครื่องประดับบุรุษและสตรีทำจากทองคำ รวมถึงศาสตราวุธชั้นสูง และหลักฐานชิ้นเอกคือภาพวาดม้าทองคำโบราณที่มีชื่อว่า “ชอนมาโด” (Cheonmado) แปลว่า “อาชาแห่งสรวงสวรรค์” ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ระบุได้ว่า เป็นหลุมศพของชนชั้นปกครองในสมัยชิลลา เพราะในสมัยนั้นม้ามีบทบาทสูงในฐานะราชพาหนะสำหรับกษัตริย์ ทั้งในด้านการเดินทางและทางการทหาร ปัจจุบันภาพวาดนี้ถูกเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติกรุงโซล

 

เมื่อเข้าสู่ยุคโชซอน คาบสมุทรเกาหลียังวนเวียนอยู่กับการทำศึกสงคราม ผลก็คือความย่อยยับของบ้านเมือง แต่หมู่บ้านยางดง (Yangdong village) เป็นหนึ่งในไม่มีกี่ชุมชนที่รอดพ้นจากสงคราม เพราะรายล้อมด้วยภูเขาโซลชังซานที่สูงชัน เปรียบได้กับป้อมปราการ ผู้คนที่นี่จึงปักหลักอาศัยตั้งแต่ยุคโชซอนมาจนถึงปัจจุบันไม่เคลื่อนย้ายไปไหน ลักษณะการสร้างบ้านเรือนที่นี่ ก็ยังบ่งบอกถึงความเป็นโชซอน นั่นก็คือบ้านขุนนางจะอยู่บนสุดของภูเขา สร้างด้วยไม้ชั้นดี มุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา ส่วนสามัญชนสร้างบ้านบนเชิงเขาติดกับไร่นา เพื่อทำการเกษตรส่งราชสำนัก ปัจจุบันมีผู้คนอาศัยอยู่ราว 150 หลังคาเรือน บ้านบางหลังมีอายุมากถึง 160 ปีไปจนถึง 500 ปี แต่การประดับตกแต่งภายในเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ใครมาเที่ยวที่นี่ต้องเคารพกฎสำคัญคือ ห้ามเข้าภายในรั้วบ้าน และภายในบ้านเด็ดขาด ห้ามหยิบจับสิ่งของเครื่องใช้ และไม่ส่งเสียงดัง เพราะที่นี่ชาวบ้านเขาอาศัยอยู่จริงๆ

รอบๆ เมืองเกียงจูยังมีโบราณสถานหลายแห่งที่กำลังฟื้นฟู เช่น ที่วัดโกกูลซา (Gogulsa Temple) ในอดีตเคยเป็นวัดสำคัญในสมัยชิลลา แต่ถูกทำลายย่อยยับในสงคราม เหลือเพียงพระพุทธรูปแกะสลักบนหน้าผาหิน เมื่อ 20 ปีที่แล้ว พระ JeogUn Seol เข้ามาบูรณะจนปัจจุบันกลายเป็นวัดที่พุทธศาสนิกชนชาวเกาหลีนิยมมาปฏิบัติธรรม ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมของการมาปฏิบัติธรรมที่นี่ คือการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้เรียกว่า “ซันมูโด” ที่ผสมผสานการร่ายรำและการทำสมาธิ

 

ไม่ว่าจะมองไปทางไหนของเมืองเกียงจู ก็จะรายล้อมไปด้วยแหล่งโบราณคดีชั้นเลิศ ที่เปรียบได้กับพิพิธภัณฑ์ไร้กำแพงกลางแจ้ง ที่บอกเล่าถึงความรุ่งเรืองในอดีตของที่นี่ได้อย่างดี มากไปกว่านั้น ด้วยความที่เกียงจูเป็นเมืองมรดกโลก จึงไม่อนุญาตให้ก่อสร้างตึกสูง ดังนั้นธรรมชาติที่อยู่รายล้อม ไม่ถูกบดบังด้วยสิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่ ซึ่งในฤดูใบไม้ผลิเป็นที่ช่วงเวลาหนึ่งที่เมืองนี้แน่นขนัดด้วยผู้คน ที่ออกมาชื่นชมความงามของดอกเชอร์รีบลอสซั่ม โดยเฉพาะที่ทะเลสาบบูมุน (Bomun lake) ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ตกกลางคืนที่นี่ก็มีการแสดงทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ นั่นก็คือการแสดง “ชันกิพารังกา” (Changiparangga) นำเสนอเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ใฝ่ฝันจะเป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรชิลลา เสร็จจากการแสดงก็สามารถมาปิดท้ายด้วยการชื่นชมความสวยงามของสระอนับจิ (Anapji pond) ที่ในอดีตเคยเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของกษัตริย์ในอาณาจักรชิลลา

ที่ผ่านมาทางตอนเหนือของประเทศเกาหลีใต้ อันเป็นที่ตั้งของกรุงโซลและจังหวัดใกล้เคียง ช่วยปลุกกระแสการท่องเที่ยวในเกาหลีใต้ไปในหลายๆประเทศ ส่วนการท่องเที่ยวทางตอนใต้ อาจไม่เป็นที่พูดถึงมากนัก เพราะมุ่งพัฒนาให้เป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญ จากการเป็นที่ตั้งท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่การลงพื้นที่สำรวจของโลก 360 องศาครั้งนี้ ผ่านเส้นทางท่องเที่ยวในสามเมืองหลัก คือปูซาน อุลซานและเกียงจู พบว่ามีความน่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน ไม่ว่าจะเป็นปูซาน เมืองท่าที่มีสีสันและความทันสมัย จะเป็นรองก็เพียงแค่กรุงโซลเท่านั้น ส่วนเมืองอุลซานก็เป็นเมืองอุตสาหกรรมที่เที่ยวได้ เพราะการบริหารจัดการที่มุ่งสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และปิดท้ายด้วยเมืองเกียงจู เมืองโบราณที่ทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ได้ในเชิงลึก ซึ่งทั้ง 3 เมืองที่ว่านี้ มีระยะทางห่างกันไม่มาก เดินทางสะดวก มีโรงแรมที่พักหลายระดับ และมีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวสมเหตุสมผล จึงน่าจะเป็นอีกหนึ่งเส้นทางท่องเที่ยว ที่พัฒนาในเชิงพาณิชย์ได้ หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลีประจำประเทศไทย และอย่าลืมชมเนื้อหาแบบเต็มๆ ของเกียงจูได้ในรายการโลก 360 องศา คืนวันเสาร์ เวลา 21.30 น. ทาง ททบ.5 รวมถึงกดไลค์รับข้อมูลผ่านทางแฟนเพจ “โลก360องศาtv” อีกด้วย

 

 

Travel Update

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤษภาคม 2557 เวลา 14:27 น.

Travel Update

โดย…ฤดูกาล

 

วันสุดท้าย! งานวิสาขบูชา ณ ท้องสนามหลวง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เชิญชวนร่วมงานวันวิสาขบูชาในวันสุดท้าย (17 พ.ค. 2557) ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง งานในครั้งนี้แบ่งเป็น 3 โซน ได้แก่ ประตูแห่งสวรรค์ ที่แสดงถึงเทคนิคการเล่าเรื่องของการชนะกิเลสในจิตใจมนุษย์ ผ่านจอ LED แสงแห่งธรรม แสดงถึงสิ่งมหัศจรรย์ในช่วงประสูติของพระพุทธเจ้า และนิรามิสสุข แสดงถึงหลักธรรมคำสอน และนิทรรศการตามรอยพระพุทธบาทบนแผ่นดินไทย ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ภายในวันนี้ ตั้งแต่เวลา 10.00–21.00 น.

 

อโกดาออกดีลพิเศษในเทศกาล Great Singapore Sale

Agoda.com บริษัทผู้ให้บริการเว็บไซต์สำรองห้องพักในโรงแรมแบบออนไลน์ นำเสนอดีลโรงแรมช่วงเทศกาล Great Singapore Sale มหกรรมช็อปปิ้งยิ่งใหญ่ของสิงคโปร์ตั้งแต่อาหาร เครื่องสำอาง จนถึงเครื่องประดับ

ปีนี้งานจะเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค.-27 ก.ค. 2557 ขาช็อปสามารถเลือกได้ตั้งแต่ร้านโชว์ห่วยย่านไชน่าทาวน์ ลิตเติ้ลอินเดีย และตลาดโจร (Thieves’ Market) ชมแฟชั่นบูติกที่ถนน Ann Siang หรือจะเดินช็อปในห้างดังที่ถนนออร์ชาร์ด สามารถเช็กโปรโมชั่น ราคา และรายละเอียดการขอคืนภาษีได้ที่ www.greatsingaporesale.com.sg ส่วนดีลห้องพักโรงแรมดูได้ที่ www.agoda.com

 

รวมถนนคนเดินแพร่ น่าน

จ.แพร่ และน่าน 2 จังหวัดภาคเหนือที่เด่นเรื่องวิถีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์จะมีการปิดถนนเพื่อเปิดเป็นตลาดถนนคนเดินเชิงวัฒนธรรม ดังนี้ จ.แพร่ มีกาดพระนอนและกาดกองเก่า ตลาดจำหน่ายสินค้าและอาหารพื้นเมือง ทุกวันเสาร์ ถนนคำลือ อ.เมือง ถนนคนเดินเมืองแพร่ มีการแสดงบนเวที จำหน่ายสินค้าพื้นเมือง ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน ถนนเจริญเมือง อ.เมือง และตางเก่าเล่าศิลป์ มีนิทรรศการงานศิลปะ การออกบูธของชมรมศิลปะต่างๆ ทุกวันเสาร์สุดท้ายของทุกเดือน ถนนคำลือ อ.เมือง

จ.น่าน มีถนนคนเดินกาดบ้านเก่าหัวเวียงใต้ มีการแสดงดนตรีพื้นเมือง การจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง ทุกวันเสาร์ ถนนสุมนเทวราช อ.เมือง และถนนคนเดินเตวกองล่องกาดปัว จำหน่ายสินค้าพื้นเมือง ทุกวันศุกร์เสาร์ ถนนบ้านปรางค์ อ.ปัว นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถไปเลือกซื้อสินค้าพื้นเมืองได้ตามนัดตลอดทั้งเดือน

 

อุลซาน อีโคโพลิสแห่งเกาหลีใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤษภาคม 2557 เวลา 14:24 น.

อุลซาน อีโคโพลิสแห่งเกาหลีใต้

เมื่อ 50 ปีที่แล้วใครจะคาดคิดว่า เมืองอุลซาน อดีตเมืองท่าประมงเล็กๆ ทางตอนเหนือของเมืองปูซาน จะกลายมาเป็นศูนย์กลางทางด้านอุตสาหกรรม ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศเกาหลีใต้ และยังเป็นเมืองอุตสาหกรรมตัวอย่าง ที่ทำให้เมืองอุตสาหกรรมอื่นๆ ตื่นตัวในการให้ความสำคัญชุมชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นผลมาจาการที่เมืองนี้ตั้งเป้าหมายจะเป็นเมืองอีโคโพลิส (Ecopolis) หรือมหานครที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอันดับต้นๆ ของโลก

 

หลังสิ้นสุดสงครามคาบสมุทรเกาหลี ประเทศเกาหลีใต้เริ่มฟื้นฟูบ้านเมืองและเศรษฐกิจ โดยนำเอาการปฏิวัติอุตสาหกรรมในหลายๆ ประเทศมาเป็นต้นแบบ ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะทางตอนเหนือของประเทศ รอบๆ กรุงโซลและเมืองอินชอน แต่เมืองทางตอนใต้ของประเทศอย่างปูซานและอุลซาน ยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก ผู้คนส่วนใหญ่จึงยังคงมีรายได้ต่ำจากการทำอาชีพเกษตรกรรมและประมง นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมภายในประเทศ

คุณ Kim, SangYuk ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองอุลซาน อธิบายถึงการพัฒนาทางอุตสาหกรรมของเมืองอุลซานให้เราฟังว่า จากปัญหาดังกล่าวทำให้รัฐบาลเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองทางตอนใต้ โดยที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ในปี 1962 ได้เลือกให้เมืองอุลซานเป็นที่ตั้งของศูนย์กลางนิคมอุตสาหกรรมทางตอนใต้ เริ่มต้นด้วยการก่อตั้งโรงงานถลุงเหล็กและโรงงานต่อเรือ ที่ภายหลังต่อมาถูกพัฒนาต่อยอดไปสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัญหามลพิษจากกระบวนการผลิตที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมของอุลซาน ได้นำไปสู่การต่อต้านอย่างรุนแรง ทำให้ภาคอุตสาหกรรมเกิดความไม่มั่นคง และอาจเกิดความเสียหายร้ายแรงถ้าต้องปิดตัวลง ดังนั้น ทางออกของการแก้ปัญหา คือ การให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิต ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนด้วยความจริงใจ

 

แม่น้ำแทวากัง (Taehwagang) คือแม่น้ำสายสำคัญที่ใช้ในการผลิตน้ำประปาของเมืองอุลซาน ซึ่งในอดีตแม่น้ำสายนี้เคยปนเปื้อนด้วยมลพิษจากโรงงานอย่างหนัก นำไปสู่การจัดตั้งโครงการ “Recent Salmon” เพื่อแก้วิกฤตดังกล่าว ด้วยการดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างจริงจังกับโรงงานที่ปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ ปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียงในโรงงาน ฟื้นฟูคุณภาพน้ำในแม่น้ำ และสร้างพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ด้วยการสร้างสวนสาธารณะแทวากังขึ้นบนเนื้อที่ร้อยกว่าไร่ โดยใช้ต้นไผ่เป็นพันธุ์ไม้หลัก เพราะการเจริญเติบโตของต้นไผ่สามารถใช้เป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี และยังกลายมาเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจยอดนิยมของชาวเมืองอุลซาน โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ผลินั้น สวนแห่งนี้จะเต็มไปด้วยดอกไม้นานาชนิด รวมถึงดอกเชอร์รีบลอสซั่มอีกด้วย

แม้ว่าอุลซานจะเป็นเมืองที่รายล้อมไปด้วยนิคมอุตสาหกรรม แต่ก็มีความพยายามในการอนุรักษ์วิถีชีวิตเก่าแก่ ดังเช่นที่หมู่บ้านออโกซานองกิ (Oegosan Onngi Village) หมู่บ้านช่างเครื่องปั้นดินเผาที่ยังคงสืบทอดจากบรรพบุรุษ ที่รวมตัวกันภายหลังสิ้นสุดสงครามคาบสมุทรเกาหลี มาร่วมกันก่อตั้งหมู่บ้านแห่งนี้ขึ้นเพื่อผลิตภาชนะดินเผาต่างๆ โดยเฉพาะไห ภาชนะสำคัญที่ทุกครัวเรือนในเกาหลีจะต้องมีไว้สำหรับถนอมอาหารไว้รับประทานในฤดูหนาว เช่น กิมจิและซอสถั่วเหลืองชนิดต่างๆ ปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้มีศิลปินช่างปั้นเหลืออยู่เพียง 11 คน ส่วนใหญ่เป็นรุ่นลูก บางส่วนก็ยังคงเป็นผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรงและมากด้วยประสบการณ์ มีความชำนาญในการผลิตเครื่องปั้นดินเผาคุณภาพสูง

 

อีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจในการมุ่งสู่การเป็นอีโคโพลิสของอุลซาน นั่นก็คือ การจัดการทางด้านภูมิทัศน์ ซึ่งเป็นหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต และสุขภาพจิตของประชาชน อันเนื่องมาจากเมืองนี้รายล้อมไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรม ปล่องควัน และรถบรรทุก ดังนั้น จึงมีความพยายามในการปรับปรุงภูมิทัศน์ให้มีความสวยงาม ลบภาพความเป็นเมืองอุตสาหกรรม ดังเช่นที่จุดชมวิวกัลเจลกอต (Ganjelgot) ที่ในอดีตเคยเป็นเพียงแนวโขดหินชายฝั่ง แต่ได้มีการพัฒนาให้กลายเป็นสวนไม้ดอกขนาดใหญ่ ที่มีการจัดวางผังให้สามารถทำกิจกรรมได้หลากหลาย จนกลายมาเป็นอีกหนึ่งสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ รวมถึงเป็นสถานที่ยอดนิยมในการชมพระอาทิตย์ขึ้นอีกด้วย ไม่ไกลกันมายังเป็นที่ตั้งของดราม่าเฮาส์สตูดิโอแอนด์เรสเทอรองต์ หนึ่งในสถานที่ยอดนิยมในการเป็นฉากของละครหลายเรื่อง เหมาะสำหรับใครที่ชื่นชอบการตามรอยละครเกาหลี

อุลซานเป็นอีกหนึ่งเมืองตัวอย่างที่สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาในแบบฉบับเกาหลีใต้ ซึ่งชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินการของภาคอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการพัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเมืองที่เหมาะอย่างยิ่ง สำหรับใช้เป็นกรณีศึกษา สำหรับการพัฒนาในหลายๆ เมืองของประเทศไทย และอย่าลืมติดตามชมเนื้อหาพร้อมภาพประกอบเพิ่มเติมได้ในรายการโลก 360 องศา วันเสาร์ 3 ทุ่ม ทาง ททบ.5

 

 

ภาพเก่า เล่าใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤษภาคม 2557 เวลา 14:17 น.

ภาพเก่า เล่าใหม่

โดย…อาจารย์ตากวาง bambi5789@gmail.com

 

คุณ Kitsada Wetchasart นำพาซากุระมาฝากจากประเทศญี่ปุ่นครับ แหม่… รูปสวยและน่าริษยา อิอิ อยากไปบ้างน่ะครับ
อาจารย์ครับ

ผมส่งภาพถ่ายมาให้อาจารย์พิจารณานะครับ

ภาพทั้งหมดเป็นภาพความงามของซากุระที่ประเทศญี่ปุ่นครับ

ขอบคุณครับ
Best Regards,

Kitsada Wetchasart (A)

ล้อมกรอบ

สำหรับคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพจากแอพมือถือเท่ๆ หรือถ่ายภาพสวยๆ แนวๆ อาร์ตๆ ตามใจชอบ จะถ่ายรูปเดียว สองรูป สามรูป หรือซักสวยๆ ก็ 510 รูป ฝากเขียนชื่อตรง Subject นิดนึงว่า Loops ส่งมาอวดกันได้ที่อีเมลอาจารย์เลยนะครับ (bambi5789@gmail.com)

อย่าลืมส่งรูปมาอวดกันล่ะ… เฝ้ารออยู่นะฮะ

 

 

 

 

 

ปูซาน…ท่องเที่ยวคุ้มค่า เมืองท่าแห่งเกาหลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤษภาคม 2557 เวลา 12:55 น.

ปูซาน...ท่องเที่ยวคุ้มค่า เมืองท่าแห่งเกาหลี

ปูซานมีชื่อเสียงดีในการเป็นเมืองท่าสำคัญที่สุดของประเทศเกาหลีใต้ แต่ในขณะเดียวกัน อาจจะยังไม่เป็นที่นิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติมากนัก หากเทียบกับกรุงโซล จังหวัดเกียงกิโด หรือกังวอนโด ซึ่งในความเป็นจริงปูซานเองก็มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอยู่มากมาย ทั้งสถานที่ท่องเที่ยวสมัยใหม่และเก่าแก่ที่เป็นมรดกตกทอดจากความรุ่งเรืองในสมัยอาณาจักรชิลลา โลก 360 องศา จึงขออาสาพาไปทำความรู้จักสถานที่เหล่านั้นให้มากขึ้น

 

ก่อนอื่นต้องเท้าความก่อนว่า ที่ผ่านมาปูซานให้คำจำกัดความถึงรูปแบบการพัฒนาเป็นแบบ “Silent Revolution” เป็นการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ผลลัพธ์ที่ได้ คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและมั่นคง จากการเป็นที่ตั้งของท่าเรือขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศและใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ทำให้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปูซานได้เริ่มที่จะหันมามองการพัฒนาด้านอื่นๆ ควบคู่ไปอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

 

การสร้างสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ เป็นหนึ่งวิธีในการสร้างจุดขายด้านการท่องเที่ยว ซึ่งที่ปูซานก็ได้มีการสร้างห้างสรรพสินค้าชินเซเก (Shinsegae) ที่ปัจจุบันเป็นห้างสรรพสินค้าใหญ่ที่สุดในโลก รับรองโดยกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส ห้างนี้มีทั้งหมด 15 ชั้น ที่มีการแบ่งสัดส่วนสินค้าชัดเจน และยังมีส่วนของความบันเทิงอีกหลากรูปแบบ รวมถึงในส่วนของสปาแลนด์ ก็เป็นอีกหนึ่งในบริการของห้างที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งภายในแบ่งออกเป็นสปาสมัยใหม่และจิมจิลบังหรือเซาน่าในแบบฉบับดั้งเดิมของเกาหลีใต้ เหมาะสำหรับลูกค้าที่รู้สึกเมื่อยล้าและต้องการมาผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี ที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีการผสมผสานความทันสมัยและไลฟ์สไตล์ดั้งเดิมของชาวปูซานได้อย่างดี

เมื่อปูซานมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีแล้ว ก้าวต่อมาคือ การสร้างการยอมรับและแสดงถึงศักยภาพ ทำให้ที่ผ่านมาปูซานเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมระดับโลก เช่น เอเชียนเกมส์ ฟุตบอลโลก และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ รวมถึงการจัดประชุมผู้นำเอเปกครั้งที่ 17 ในปี 2005 การจัดงานครั้งนั้น มีการลงทุนก่อสร้าง “Nurimaru APEC House” เพื่อใช้เป็นสถานที่ประชุมหลัก ซึ่งการออกแบบและการก่อสร้าง ได้แรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมเกาหลีโบราณ ผสมผสานการใช้วัสดุสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว รวมถึงการตกแต่งภายในด้วยงานศิลปะจากศิลปินแห่งชาติ เมื่อการประชุมเสร็จสิ้นลง เมืองปูซานได้มีการพัฒนาต่อให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่เป็นทั้งสถานที่ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับการประชุมเอเปก และยังเป็นสถานที่ผักผ่อนหย่อนใจ ที่กลายมาเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองปูซาน

 

ปูซานเป็นอีกหนึ่งเมืองตัวอย่างของการพัฒนาคุณภาพชีวิต ที่ผ่านมาบางพื้นที่ของเมืองนี้ เคยเป็นที่ตั้งของชุมชนแออัด แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว ซึ่งวิธีการในการแก้ปัญหานี้น่าสนใจมาก เพราะใช้ศิลปะมาเป็นสื่อกลางในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ให้เกิดขึ้นชุมชนแออัดหมู่บ้านคัมชอน (Gamcheon Village) ที่ก่อตั้งขึ้นโดยผู้อพยพในช่วงสงครามคาบสมุทรเกาหลี จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในปี 2010 ได้มีความพยายามจากกลุ่มศิลปินท้องถิ่นที่มารวมตัวกัน เพื่อสรรค์สร้างงานศิลป์ตามซอกซอยต่างๆ และช่วยกันระบายสีบ้านเรือนในชุมชนนี้ให้มีสีสันสวยงาม แล้วใช้วิธีการถ่ายภาพเพื่อส่งต่อผ่านทางสื่อออนไลน์ ส่งผลให้มีผู้คนจำนวนมากเดินทางมาเที่ยวชม ชาวบ้านในชุมชนก็หันมาเปิดกิจการร้านอาหาร คอฟฟี่ช็อป และร้านขายของที่ระลึกต่างๆ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ต่อมาในปี 2011 หมู่บ้านแห่งนี้ได้รับรางวัลสถานที่ท่องเที่ยวดีเด่น จากกระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยเงินรางวัลกว่า 20 ล้านวอน เพื่อนำไปพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน ทุกวันนี้หมู่บ้านคัมชอนจึงเป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง และยังเป็นสถานที่ศึกษาดูงานจากหลายๆ ประเทศอีกด้วย

แม้ใจกลางเมืองปูซานจะแน่นขนัดไปด้วยบ้านเรือนและผู้คน แต่เพียงแค่ออกไปเขตชานเมือง ก็จะพบกับธรรมชาติที่สวยงามและเงียบสงบ เป็นที่ตั้งของวัดวาอารามต่างๆ ซึ่งวัดที่เปรียบได้กับวัดประจำเมือง นั่นก็คือ วัดบอมอซา (Beomeosa Temple) ในอดีตวัดแห่งนี้เคยเป็นวัดสำคัญในสมัยอาณาจักรชิลลา แต่ถูกเผาทำลายไปในช่วงสงคราม ต่อมาพุทธศาสนิกชนชาวเกาหลีใต้ได้ร่วมกันบูรณะขึ้นมาอีกครั้ง ปัจจุบันวัดแห่งนี้ยังได้มีความพยายามอนุรักษ์พิธีกรรมทางศาสนาเก่าแก่ นั่นก็คือ พิธีชงชาถวายพระ ซึ่งในทุกๆ วันจะมีอาสาสมัครมาประกอบพิธีกรรมนี้ให้นักท่องเที่ยวชม ด้วยขั้นตอนที่มีความอ่อนช้อย สวยงาม และแฝงไว้ด้วยปรัชญาทางพระพุทธศาสนา

 

ที่ปูซานยังมีอีกหนึ่งวัดที่น่าสนใจ นั่นก็คือ ที่วัดแฮดงยงกุงซา (Haedong Yonggungsa Temple) วัดแห่งนี้พิเศษกว่าวัดอื่นๆ เพราะตั้งอยู่ติดทะเล เพราะโดยทั่วไปวัดในเกาหลีใต้จะตั้งอยู่ตามภูเขา เนื่องจากความวุ่นวายของสงครามในอดีต ทำให้พระสงฆ์เลือกที่จะไปสร้างวัดบนภูเขาห่างไกล เพื่อแสวงหาความสงบในการปฏิบัติธรรม แต่วัดแห่งนี้ตามประวัติเล่ากันว่า พระอาจารย์ท่านหนึ่ง ฝันว่าเทพเจ้าแห่งท้องทะเลสั่งให้มาสร้างวัดที่ริมทะเล เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งที่คุกคามพืชไร่ของชาวบ้านอย่างหนัก พระสงฆ์และชาวบ้านจึงช่วยสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมา และทำการสวดภาวนาจนผ่านพ้นวิกฤตไปได้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา วัดแห่งนี้จึงมีชื่อเสียงในการขอโชคขอพรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางให้ปลอดภัย การประสบความสำเร็จด้านการศึกษาและการมีบุตร

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคนไทยเดินทางไปเกาหลีใต้มากขึ้น ส่วนใหญ่มีปลายทางหลักคือ กรุงโซลและจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นนักท่องเที่ยวอิสระ ออกแบบเส้นทางตามที่ต้องการได้ และใช้เวลาเพลิดเพลินตามสถานที่ท่องเที่ยวได้อย่างที่ต้องการ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จึงมีอัตราการกลับมาท่องเที่ยวเกาหลีใต้มากกว่า 1 ครั้ง หากคุณเป็นนักท่องเที่ยวอิสระ ปูซานเป็นอีกหนึ่งปลายทางที่น่าสนใจ เพราะมีบินตรงจากประเทศไทย มีโรงแรมที่พักให้เลือกหลายระดับ มีระบบขนส่งมวลชนที่ครอบคลุมสถานที่ท่องเที่ยวทุกแห่ง มีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวที่สมเหตุสมผล ที่สำคัญคือ บรรยากาศและสีสันที่แตกต่างไปจากเมืองอื่นๆ จะช่วยทำให้คุณเปิดอีกหนึ่งประสบการณ์ของการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเกาหลีใต้ได้อย่างแน่นอน สนใจข้อมูลเพิ่มเติมการท่องเที่ยวในปูซานได้ที่ องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลีประจำประเทศไทย หรือ KTO และอย่าลืมติดตามชมรายการโลก 360 องศา ในปูซาน ได้ทางช่อง 5 วันเสาร์ 3 ทุ่มครึ่ง โดยประมาณ

 

 

ร้อนหน่อยอร่อยแน่ ก๋วยเตี๋ยวไก่นายเล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2557 เวลา 15:21 น.

ร้อนหน่อยอร่อยแน่ ก๋วยเตี๋ยวไก่นายเล็ก

ที่บอกว่าร้อน ไม่ใช่แค่ก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ จากหม้อน้ำซุป ซึ่งต้มและเคี่ยวกันใหม่ๆ ทุกวัน แต่ร้อนที่ว่าหมายถึงอากาศร้อนนั่นต่างหาก ด้วยร้านเป็นรถเข็นริมถนน คนที่ไปกินอาจเผชิญกับความร้อนของอากาศ วันไหนโชคดีอุณหภูมิไม่อบอ้าวเท่าไหร่ ก็จะได้นั่งกินร่มๆ ชิลๆ อร่อยแบบไม่ต้องปาดเหงื่อซับหน้า ถึงอย่างนั้นเราก็ขอคอนเฟิร์มว่าของเขาอร่อยแน่นอน

 

“ก๋วยเตี๋ยวไก่นายเล็ก” เจ้าดังแห่งย่านสะพานควาย เปิดบริการความอร่อยให้แก่คนที่ผ่านไปผ่านมา ใครกำลังรอเมล์ หรือเพิ่งทำธุระปะปัง ยิ่งเฉพาะเดินสวนจตุจักรเสร็จ เกิดหิวๆ ขึ้นมาละก็ ต้องแวะกันทุกราย ร้านนี้ขายตั้งแต่บ่าย 3 โมง พร้อมเสิร์ฟไปจนกว่าของจะหมด ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานเกิน แป๊บเดียวทุกอย่างเกลี้ยง เรียกว่าใครมาช้าเป็นต้องอดหม่ำ

ทีเด็ดของเขาอยู่ที่น้ำซุป สีเข้มๆ ออกน้ำตาล รสชาตินัวได้ใจ ซดน้ำร้อนๆ ยากจะหยุดได้ จะชอบปรุงรสเพิ่มหรือไม่ก็ตาม ยังคงความอร่อยไม่เปลี่ยน สูตรน้ำซุปนี้เราพยายามแกะก็จนปัญหา แอบถามเจ้าของร้าน เขาก็ได้แค่ยิ้มกว้าง ไม่ยอมบอกเคล็ดลับว่าใส่อะไรบ้าง

ที่นี่เน้นไก่ต้ม เนื้อ หนัง ข้อ ขา ไม่มีเครื่องใน ประเภทที่ตุ๋นอย่างข้อกับขา ก็เปื่อยซะจนแทบไม่ต้องออกแรงต่อสู้กันให้เมื่อย แค่ตักเข้าปากแล้วใช้ลิ้นและฟันจัดการก็เป็นอันจบสิ้นกระบวนความ คนชอบขาไก่แนะนำว่าสั่งเกาเหลาหนึ่งชาม ปรุงรสด้วยพริกน้ำส้มกับพริกป่น ก็จะได้ซูเปอร์ขาไก่แซบๆ ไว้ซดแล้วล่ะ

สำหรับคนที่ไม่ชอบแทะ น่องตุ๋น ก็เป็นทางเลือกที่ดี น่องไซส์ไม่เล็กไม่ใหญ่ เสิร์ฟในชามก๋วยเตี๋ยว จะเส้นชนิดใดก็เข้าขากัน เนื้อน่องนั้นนุ่ม เคี้ยวทีเหมือนจะละลายในปาก

แม้หลายร้านจะพยายามชูว่าตัวเองเป็นก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ แต่พอสั่งมากิน มะระก็กลับร่องหนได้อย่างไม่บอกไม่กล่าว แต่ร้านนี้จัดเต็มจัดหนักมะระหั่นสดๆ เติมไม่อั้น ชอบรสขมของมะระ โดนใจสุดๆ และไม่ใช่แค่มะระอย่างเดียว ผักสดอื่นๆ ก็จัดใส่ตะกร้ามาแบบพูนๆ ถั่วงอกเอย โหระพาเอย แล้วไหนจะผักกาดหอม ซึ่งร้านอื่นไม่มีชัวร์

นั่นจึงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ก๋วยเตี๋ยวนายเล็กครองใจแฟนๆ มายาวนาน เสียอย่างเดียวคือร้อนไปหน่อย แถมยังที่นั่งน้อย ต้องรีบกินรีบไป สนใจจะไปชิมก็ไปได้ทุกวัน ร้านอยู่หน้าโรงรับจำนำประชานุเคราะห์สะพานควาย เยื้องกับห้างบิ๊กซี ก๋วยเตี๋ยวขายชามละ 30 บาท พิเศษ 50 บาท โทร. 086-032-4511

 

Travel Update

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤษภาคม 2557 เวลา 13:44 น.

โดย…ฤดูกาล

 

 

วิสาขบูชา สกลนคร

จ.สกลนคร ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดงานเทศกาลวิสาขบูชา วันที่ 10-13 พ.ค. 2557 ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรมหาวิหาร วัดป่าสุทธาวาส วัดบ้านนาอ้อย และลานรวมใจไทสกล อ.เมือง จ.สกลนคร กิจกรรมพิเศษ ในวันที่ 11 พ.ค. 2557 ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชา ได้แก่ พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 62 รูป เวลา 05.00 น. ณ ลานวัดพระธาตุเชิงชุมวรมหาวิหาร เวลา 13.10 น. ขบวนแห่พระเวสสันดรและข้าวพันก้อน และเวลา 15.00 น. พิธีเปิดขบวนรถบุปผชาติ แห่โคมบัวบูชา ไปตามถนนสายธรรมะสู่วัดพระธาตุเชิงชุม

นอกจากนี้ ยังมีทัวร์ธรรมะ โดย ททท.สำนักงานนครพนม จัดขึ้นวันที่ 11-14 พ.ค. 2557 สอบถามโทร. 042-513-490-1 หรือ บริษัท วิน วิน สมาย โทร.042-503-503-4

 

ไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ เปิดเที่ยวบินแรกสู่เกาหลีใต้

ไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว พร้อมเทกออฟบินตรงทุกวันจากท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานอินชอน กรุงโซล เกาหลีใต้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย. 2557

ไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ ใช้เครื่องบินรุ่นแอร์บัส เอ330300 เพื่อบินไปยังจุดหมายปลายทางใหม่ที่ไกลกว่าพิสัยการบิน 4 ชั่วโมงจากท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพฯ โดยสายการบินจะให้บริการในรูปแบบสายการบินราคาประหยัดเช่นเดียวกับแอร์เอเชีย นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดเที่ยวบินตรงจากดอนเมืองสู่ท่าอากาศยานนาริตะ กรุงโตเกียว และท่าอากาศยานคันไซ โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น เร็วๆ นี้ ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.airasia.com

 

เซ็นทาราเปิดตัวบลูมารีนรีสอร์ทและสปา ภูเก็ต

บลู มารีน รีสอร์ทและสปา ภูเก็ต บริหารงานโดยเซ็นทารา รีสอร์ทบนยอดผาทางปลายสุดตอนเหนือของหาดป่าตอง เปิดให้บริการแล้ววันนี้ ประกอบด้วยห้องสวีทแบบ 1 และ 2 ห้องนอน ห้องพรีเมียมดีลักซ์ฮันนีมูน และวิลลาพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว สอบถามหรือสำรองห้องพักโทร. 076-370-400 หรือ cmp@chr.co.th

ปัจจุบันโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารามีทั้งสิ้น 67 แห่ง โดยตั้งอยู่ในประเทศไทย 46 แห่ง และต่างประเทศ 21 แห่ง อีกทั้งในปี 2559 จะเปิดแบรนด์โรงแรมใหม่ “โคซี่” ซึ่งเป็นแบรนด์โรงแรมแนวไลฟ์สไตล์ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีรายได้ปานกลาง นิยมจองห้องพักออนไลน์และชื่นชอบความสะดวกสบายในราคาไม่แพง