ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

สุนทรียอารมณ์ที่ ระบายบาร์ กรกฎาคม 12, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มิถุนายน 2557 เวลา 16:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1v8VZIj

สุนทรียอารมณ์ที่ ระบายบาร์

วันนี้ขอแนะนำร้านอาหารขนาดพอดิบพอดี มีดีไซน์ที่เน้นเฉพาะสำหรับคนชอบฟังเพลง ร้านที่ว่ามีชื่อน่ารักๆ ว่า ระบายบาร์ (La-Bai-Bar) ซึ่งเป็นชื่อที่กินความหมายของการปลดปล่อยอารมณ์สุนทรีย์ไปกับบรรยากาศและเสียงเพลง เป็นอีกร้านที่ค่อนข้างจะไปมาสะดวก คือเข้าซอยลาดพร้าว 80 ตรงเข้าไปเรื่อยๆ ไม่เกิน 400 เมตร จะเห็นร้านอยู่ทางซ้ายมือ ส่วนที่จอดรถอยู่ฝั่งตรงข้ามกว้างขวางพอสมควร

ระบายบาร์ อยู่ติดริมถนนจริงๆ ช่วงหัวค่ำจะเห็นบรรยากาศของรถราวิ่งอยู่ตลอด หากมองไปมองมาก็เพลินไม่หยอกเป็นอีกฟีลลิ่งที่ไม่ค่อยจะเจอกันได้บ่อยนัก อารมณ์นั่งริมฟุตปาทแบบนั้นเลย แต่ไม่ต้องกังวลไปว่าจะเสียงดังเพราะเป็นซอยไม่ใหญ่รถจึงใช้ความเร็วได้ไม่มาก ต้องบอกก่อนว่าร้านนี้ดังในย่านนี้มาหลายปีแล้ว แต่เพิ่งจะเปลี่ยนเจ้าของและทำการรีโนเวตบ้านใหม่ทั้งหมด

ร้านแห่งนี้คือบ้านจริงๆ นี่แหละครับ แต่มาทำใหม่ให้เป็นร้านอาหาร ซึ่งก็ทำออกมาสวยทีเดียว คือแทนที่เจ้าของไอเดียจะรื้อบ้านทิ้งทั้งหมด แต่กลับใช้การรีโนเวตบ้านสองชั้นขึ้นใหม่ เพิ่มบาร์เข้าไปในส่วนของโรงรถเก่า อารมณ์เป็นบ้านในสไตล์โมเดิร์นอินดัสเทรียลติดหรูนิดๆ จัดวางเฟอร์นิเจอร์เป็นแบบเนื้อแท้ของวัสดุ ซึ่งก็ให้บรรยากาศรอบๆ ดูโปร่งโล่งสบาย ทั้งมีต้นหูกระจงขนาดย่อมอยู่กลางร้าน เพื่อทำให้วัสดุทั้งหมดดูไม่แข็ง ยิ่งพอตกเย็นร้านจะยิ่งสวย เพราะการจัดวางไฟที่พอดีทำให้งานเหล็กแข็งๆ ดูทึมเมื่ออยู่กับไม้จึงมีชีวิตชีวา

พอเข้ามาในร้านจะเห็นไอเดียน่ารักๆ หลายอย่าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำไม้ อย่างเช่น ไม้สนและไม้พาเลท มาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ใช้สอย ไม่ว่าจะนำมาทำเฟอร์นิเจอร์ อย่างโต๊ะ เคาน์เตอร์บาร์ ชั้นโชว์ หรือแม้แต่ชั้นวางหมวกกันน็อก ทำให้เห็นการใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

ที่มาที่ไปของร้านระบายบาร์โฉมใหม่ เจ้าของร้านเล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่าเกิดมาจากกลุ่มลูกค้าที่แวะมานั่งดื่มกันบ่อยจนสนิทกับเจ้าของร้าน วันดีคืนดีลูกค้าก็เลยชวนรีโนเวตร้านใหม่เสียเลย เพราะอยากทำร้านที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองจริงๆ เน้นตกแต่งและเน้นดนตรีดีเป็นหลัก แนวดนตรีจะเป็นเพลงชิลเอาต์ มีดนตรีสดเน้นเพลงสากลฟังสบายๆ หลากหลายแนวอย่าง บลูส์ร็อก โซลฟังก์ แจ๊ซ หมุนเวียนสลับปรับเปลี่ยนกันในแต่ละวัน

ร้านถูกแบ่งเป็น 3 โซน โดยมีบริเวณนอกร้านติดริมถนนเหมาะกับคู่รักพากันมาหวาน และบริเวณในร้านที่เหมาะจะนั่งฟังดนตรีสด อีกทั้งโซนปาร์ตี้ที่เหมาะกับการจัดวันเกิดหรือนัดรวมกลุ่มซึ่งโดดเด่นตรงที่นำไม้พาเลทมาทำเป็นที่นั่งเหมือนสแตนด์ เพื่อรองรับการสังสรรค์เป็นกลุ่ม อีกทั้งนำโต๊ะยาวมาเจาะรูทำเป็นที่วางมิกเซอร์ทำได้แปลกเก๋ๆ ไม่เหมือนใคร

ในส่วนของอาหารทางร้านก็มีให้เลือกหลากหลายในสไตล์ ฟิวชั่นฟู้ด ทั้งไทยและเทศ อย่างเมนูแรกที่ทางร้านแนะนำ ซึ่งเหมาะเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยคือ “เนื้อแจ่วกระทะร้อน” โดยพ่อครัวใช้เนื้อที่เรียกว่าเนื้อส่วนหางจระเข้ ซึ่งเป็นเนื้อติดมันตรงขอบนิดๆ นำมาผสมคลุกเคล้าเครื่องแจ่วกับสมุนไพรแล้วนำมาย่าง ซึ่งรสชาติเผ็ดถึงเครื่องจริงๆ เมนูต่อมาก็เป็น “แซลมอนโรล” นำเนื้อแซลมอนสดๆ มา พันกับผักสดๆ หลากชนิด กินคู่กับน้ำจิ้มสูตรของทางร้าน ต้องบอกเลยว่าเมนูนี้ละลายในปากทั้งรสชาติก็ลงตัว

อีกหนึ่งเมนูแนะนำตัวนี้น่าจะถูกใจคนรักเบอร์เกอร์เป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นเมนูพิเศษที่ทำขึ้นมาเพื่อรับประทานคู่กับเบียร์เบลเยียมและเบียร์อเมริกา อย่างเมนู “แฮมเบอร์เกอร์เชต” ซึ่งเน้นเป็นแป้งขนมปังทำสดกับเนื้อคัดสรรผสมบลูชีส เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งทอดสดๆ และสลัดมันฝรั่ง เป็นเมนูที่ลงตัวเหมาะมากกับคอเบียร์

นอกจากนั้นยังมีเมนูกินเล่นที่ขายหมดเสมออย่าง ไก่กอร์ดองเบลอและไก่ทอดบัฟฟาโล่วิง เมนูไก่แสนอร่อยทีเด็ดของทางร้าน ซึ่งอาหารแต่ละเมนูทางร้านจะเน้นของสดทำวันต่อวัน และจะมีเมนูพิเศษประจำเดือน ซึ่งเป็นเมนูแปลกใหม่หากินได้ที่เดียวมาเอาใจนักชิม อีกทั้งต้องบอกเลยว่าราคาอาหารนั้นไม่แพงเสียด้วยครับ

มาว่ากันในส่วนของเครื่องดื่ม ทางร้านระบายบาร์ไม่เน้นเฉพาะทาง มีเครื่องดื่มไล่เรียงกันตั้งแต่เบียร์หลากสัญชาติ และค็อกเทลสูตรต่างๆ ที่ทางร้านแนะนำ คือเมนูเครื่องดื่มคิดใหม่อย่าง “ลาวา” ที่มาเป็นชอร์ตเล็กๆ แต่ร้อนแรงเหมาะกับคนนิยมเครื่องดื่มสายโหด แต่ก็มีค็อกเทลที่เหมาะกับสาวๆ อย่างเช่น ไหมไทย, บลู สวิมมิ่ง, โมจิโต้ ฯลฯ เอาไว้เสิร์ฟเช่นกัน

หากมาร้านนี้จะรู้สึกเป็นกันเองเอามากๆ บรรยากาศเสมือนลูกค้าเป็นมิตรสหายที่แวะมาเยี่ยมบ้าน เพราะเจ้าของร้านเดินมาเสิร์ฟเองกันถึงที่ ทั้งเจ้าตัวยังฝากบอกอีกว่า ทำร้านนี้ขึ้นเพราะชอบทำอาหารและฟังเพลง “ผมเลยอยากให้คนชอบฟังเพลงมาลองนั่งฟังเพลงสไตล์เราในบรรยากาศร้านชิลชิล และได้มาลองชิมอาหารที่ผมคิดขึ้นจากความชอบกันดูครับ”

ร้านระบายบาร์ ซอยลาดพร้าว 80 เปิดบริการทุกวัน มีเพลงเพราะๆ และอาหารอร่อยๆ คอยบริการตั้งแต่ช่วงหัวค่ำยาวไปถึงดึก หากจะมาวันศุกร์เสาร์แนะนำให้โทรจองล่วงหน้าที่ โทร. 09-2462-5494 จะการันตีว่ามีโต๊ะมานั่งชิลชิลกันครับ

 

 

 

 

 

ทูน โฮเทล เคแอลไอเอ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2557 เวลา 11:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1ngB7b9

ทูน โฮเทล เคแอลไอเอ 2

โดย…ภาดนุ

โรงแรม ทูน โฮเต็ล เคแอลไอเอ 2 (Tune Hotels Klia2) เป็นโรงแรมใหม่ล่าสุดที่อยู่ติดกับสนามบิน Klia2 สนามบินที่รวมสายการบินโลว์คอสต์ไว้มากที่สุด และที่สำคัญ ทูน โฮเต็ลฯ ยังเป็นโรงแรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือโรงแรมสีเขียวที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซียอีกด้วย โดยได้รับการรับรองจาก GBI (The Green Building Index) ว่าเป็นตึกที่ใช้พลังงานอย่างประหยัด เช่น การใช้หลอดไฟแอลอีดีเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การเซตอัพระบบการใช้น้ำอย่างประหยัดของโรงแรม เป็นต้น

ทูน โฮเต็ลฯ มีห้องพักให้บริการ 400 ห้อง โดยตัวโรงแรมเชื่อมต่อกับอาคารผู้โดยสารของสนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์แห่งใหม่ ทำให้การเดินทางจากโรงแรมไปยังเคาน์เตอร์เช็กอินของสายการบินและห้างเกตเวย์ แอท เคแอลไอเอ2 (Gateway@klia2) สะดวกยิ่งขึ้น

โรงแรมได้ปรับการออกแบบห้องพักให้ทันสมัย โดยมีโต๊ะทำงานที่เรียบง่าย ชั้นวางกระเป๋าเดินทาง และทีวีแอลอีดีจอแบน 32 นิ้ว บริเวณล็อบบี้มีที่นั่งแบบเลานจ์ออกแบบให้เพดานสูงทำให้สามารถมองเห็นบริเวณด้านล่างได้กว้างขึ้น พร้อมทั้งมีบริการไวไฟฟรี มีห้องอาหารและร้านกาแฟเปิดตลอด 24 ชั่วโมง และยังมีตู้สำหรับเช็กอินสายการบินแอร์เอเชียแบบออนไลน์

แขกที่เข้าพักสามารถพักค้างคืนเพื่อรอเปลี่ยนเครื่องและเดินทางได้สะดวกสบาย เพราะมีทางเลือกในการเดินทางไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์และสถานที่รอบๆ ได้มากกว่า ทั้งโดยรถสาธารณะ แท็กซี่ และรถไฟ Express Rail Link (ERL) ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างสนามบินและกรุงกัวลาลัมเปอร์ สำหรับผู้โดยสารที่มาจากสนามบิน Klia สามารถใช้บริการรถรับส่งระหว่างสนามบินหรือเส้นทางส่วนขยายของรถไฟ ERL มายังสนามบินใหม่ Klia2 ได้โดยใช้เวลาเพียง 3 นาที และมีค่าบริการเพียง 20 บาท (2RM) เท่านั้น

Price : ราคาห้องพักแบบวอล์กอิน ห้องพักคู่ 2,000 บาท/คืน (200 RM/Night) ห้องเตียงคู่ 2,200 บาท/คืน (220 RM/Night) และห้องสำหรับครอบครัว 3,000 บาท/คืน (300 RM/Night)

Place : ติดกับสนามบิน Klia2 ประเทศมาเลเซีย เว็บไซต์ tunehotels.com

Promotion : สำหรับการจองออนไลน์ที่ www.tunehotels.com ราคาห้องพักเริ่มที่ 1,500 บาท/คืน (150 RM/Night) รวมค่าบริการผ้าขนหนู สบู่ แชมพู แอร์ ทีวี และไวไฟในห้องพัก

 

ชม แชะ ชิม ช็อป @ ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2557 เวลา 09:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1mCXPzX

ชม แชะ ชิม ช็อป @ ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร

ฝนตกก็ไม่หวั่น!

นี่คือความรู้สึกของนักเดินทางชาวไทยคนหนึ่ง (ซึ่งก็คือผมเอง) ที่มีโอกาสเดินทางไปยังเกาะฮ่องกง ที่ซึ่งมีดินแดนแห่งฝันที่เป็นจริง นามว่า “ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์” ถามว่า ฝนตกแทบทุกวัน มันจะไปมัน (ส์) อะไร๊ ก็จะขอตอบว่า ไม่ลองไปก็ไม่รู้หรอกว่า ไอ้ความรู้สึกที่ว่าฝนตกก็ไม่หวั่นน่ะ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

งานนี้ผมไม่ได้เดินทางไปคนเดียวนะ ผมยังมีเพื่อนร่วมเดินทางอีกตั้ง 4 คน และ 4 คนนี้ เขาก็ขออาสาพาเราๆ ท่านๆ ไป ชม แชะ ชิม ช็อป กับ 100 ความสนุก ที่ทางฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ เขาได้เลือกสรรเอาไว้เป็นพิเศษ เพื่อต้อนรับเราชาวไทยโดยเฉพาะ (ว้าว)

เพื่อไม่ให้เป็นการรอช้า เตรียมร่ม เตรียมชุดคลุมฝน เตรียมหมวก เตรียมครีมกันแดด เตรียมน้ำดื่ม เตรียมรองเท้า เตรียมชุดเก๋ๆ เตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมเงิน แล้วก็…ลุย!

“ก่อนอื่น เราต้องนั่งรถโบราณอย่างแพดดี้ แวกอน หรือเมน สตรีท แท็กซี่ ไปรอบๆ ถนนเมน สตรีท เสร็จแล้วเข้าไปเรียนวาดตัวการ์ตูนดิสนีย์ได้ที่แอนิเมชั่นส์ อะคาเดมี แล้วแวะชมวงดนตรีฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ หลังจากนั้นก็ไปลิ้มรสขนมอบใหม่ได้ที่มาร์เก็ต เฮาส์ ออฟ เบเกอรี่ ร้านเบเกอรี่สไตล์วิกตอเรีย หรือไปกินข้าวโพดคั่วสไตล์ดั้งเดิมที่เมน สตรีท ยูเอสเอ ก็ได้ครับ”

น็อต-อัครณัฐ อริยฤทธิ์วิกุล พิธีกรหนุ่มหน้าทะเล้น แต่หล่อบาดลึก ได้เริ่มต้นพาเราไปชม แชะ ชิม ช็อป ณ สถานที่แห่งนี้ก่อนใครเพื่อน

 

“หากใครอยากนั่งรถไฟเหาะแบบหวาดเสียว ต้องสเปซ เมาน์เทน หรือไม่ก็ไปเมาท์มอยกับเจ้าสติทช์ ที่สติทช์ เอ็นเคาน์เตอร์ ถ้าอยากเล่นเครื่องเล่นเชิงตอบโต้ ต้องบัซ ไลต์เยียร์ แอสโตร บลาสเตอร์ส ถ้าหิวแล้วก็แวะไปกินพุดดิ้งมะม่วงและไก่ตะกร้าทอดแสนอร่อยได้ที่ร้านสตาร์ไลน์เนอร์”

อัครณัฐ เผยกับเราว่า มาที่นี่ต่อให้ใครเอาช้างมาฉุดก็หยุดไม่อยู่ “ถ้าคุณอยากซื้อรูปถ่ายของคุณที่โดนแอบถ่ายระหว่างเล่นสเปซ เมาน์เทน ต้องที่ร้านสตาร์ คอมมานเดอร์ ซัพพลายเออร์ หรืออยากซื้อตุ๊กตา เสื้อผ้า เครื่องประดับแนวสติทช์ ก็ต้องที่สเปซ เทรดเดอร์ส”

สำหรับคนที่ชื่นชอบการแสดงที่อลังการงานสร้างทั้งร้อง เล่น เต้น อัครณัฐก็พาเราไปชมเฟสติวัล ออฟ เดอะ ไลออน คิง ที่ใช้เพลงและตัวละครจากภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง เดอะ ไลออน คิง ในการแสดงชุดนี้

“ถ้าใครอยากล่องเรือจังเกิล ริเวอร์ ครูซ เพื่อชมดินแดงป่าดงพงไพรที่เต็มไปด้วยสัตว์ป่า มนุษย์กินคนดุร้าย ป่าดงดิบ และเสาโทเท็มศักดิ์สิทธิ์ งานนี้ต้องไม่พลาดจังเกิล ริเวอร์ ครูซ หรือใครอยากเรียนรู้ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์จากหลากหลายประเทศ ต้องไปชมมิสติก พอยต์ เฟรด ดีโป้ สถานที่เก็บของสะสมของลอร์ดเฮนรี่ นอกจากนี้ยังมีหลานของลอร์ดเฮนรี่มาแบ่งปันวัฒนธรรมแปลกใหม่ให้กับเราอีกด้วย รวมทั้งพบกับทั้งคู่แบบตัวเป็นๆ ซึ่งจะพาเราตื่นตาตื่นใจในข้างในคฤหาสน์มิสติก แมเนอร์”

อัครณัฐ บอกว่า แค่นี้ยังไม่จุดใจ ยังมีทอย สตอรี่ แลนด์ ที่ได้จำลองสวนหลังบ้านของแอนดี้ ทำให้ไม่ว่าอะไรก็ใหญ่บิ๊กบึ้ม แถมยังทำให้เรารู้สึกเหมือนตัวเล็กจิ๋ว

 

“มาโดดร่มสุดเสียวกับพาราชูต ดรอป ได้ที่นี่ด้วยครับ แถมยังมีอาร์ซี เรซเซอร์ รถไฟเหาะแนวไวกิ้ง ที่ทำให้เราต้องร้องจ๊ากอยู่ตลอดเวลา หรือถ้าอยากผ่อนคลายอารมณ์ก็ต้องมาเล่นสลิงกี้ ด็อก สปิน ม้าหมุนวิ่งเป็นวงกลม หิวแล้วก็แวะกินคุกกี้รูปหัวมิคกี้ โยเกิร์ตแช่แข็ง ปาท่องโก๋สเปนชูโรส และไอศกรีมโยเกิร์ตผลไม้ ได้ที่รถขายขนมเจสซี่ครับ”

นท พนายางกูร นักร้องจากค่ายเดอะ สตาร์ ก็มางานนี้ด้วยจ้า นทไม่รอช้า รีบจูงมือพาเราไปถ่ายรูปเก๋ๆ กับมิคกี้และมินนี่ ที่ซุ้มจัตุรัสกลางเมือง แถมยังพาไปถ่ายรูปน่ารักๆ กับมวลมหาลูกโป่ง พาไปดูขบวนพาเหรดไฟลต์ ออฟ แฟนตาซี ซึ่งเต็มไปด้วยตัวการ์ตูนดิสนีย์ที่มีชีวิตที่ออกมาเดินพาเหรดกัน แถมยังพาไปดูนักเปียโนที่บรรเลงเพลงไป ปั่นจักรยานไปให้เราตื่นตาตื่นใจอีกด้วย

“นทขอแนะนำคนชอบถ่ายรูป ให้ถ่ายรูปเก๋ๆ ตลอดทางเข้าทูมอร์โรว์แลนด์ค่ะ เพราะมันเต็มไปด้วยความเป็นแฟนตาซีของโลกยุคอวกาศ ถ่ายรูปเสร็จก็แวะไปเล่นออร์บิตรอน เครื่องเล่นที่ถูกออกแบบมาให้เหมือนจานบินหมุนล้อมโลกอยู่ จากนั้นก็ไปคลายร้อนกับเครื่องเล่นน้ำในโซนยูเอฟโอ แล้วไปขับรถมันๆ ลุยๆ บนถนนลาดชัน แถมยังมีโค้งที่แสนหวาดเสียว กับเครื่องเล่นออโธเปีย”

นอกจากนี้ นทยังแนะนำอีกว่าต้องไปถ่ายรูปกับพุช ถังขยะพูดได้ ที่น่ารักน่าชังอย่าบอกใคร “หลังจากนั้นเราแวะไปถ่ายรูปเก๋ๆ กันที่ปราสาทเจ้าหญิงนิทรา ใจกลางสวนฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากปราสาทในยุคกลางที่เรียงรายตามสองฟากฝั่งแม่น้ำไรน์และแม่น้ำลัวร์ รวมถึงปราสาทในหุบเขาแคว้นบาวาเรีย ประมาณสองทุ่มที่นี่เขาจะมีการแสดงดอกไม้ไฟ ชุด ดิสนีย์ อิน เดอะ สตาร์ ให้เราได้ตื่นตาตื่นใจอีกด้วย”

 

ด้วยความที่สาวนทเป็นผู้หญิงไฮเปอร์ เธอเลยพาเราตะลุยเที่ยวแบบไม่หยุดพัก ไหนจะไปถ่ายรูปเก๋ๆ กับดัมโบ้ ช้างบินได้ เข้าไปนั่งในถ้วยชาแมดเฮตเตอร์ยักษ์ที่หมุนร่อนไปมา หรือเข้าไปถ่ายรูปในสวน แฟนตาซี การ์เด้น ที่มีมิคกี้ เมาส์และมินนี่ เมาส์ กูฟฟี่ พลูโต แมวมารี โดนัลด์ ดั๊ก เดซี่ ดั๊ก ชิพแอนด์เดล มู่หลาน มูซู วินนี่ เดอะพูห์ และผองเพื่อนจากป่าร้อยเอเคอร์ มาปรากฏตัวให้ชมทุกวัน

“แล้วไปล่องเรือชมฉากตระการตาของวัฒนธรรมจากที่ต่างๆโพ้นทะเล ในอิทส อะ สมอล เวิลด์ ขอบอกว่ามันตื่นตาตื่นใจมาก เสร็จแล้วเข้าไปชมการแสดงโกลเด้น มิคกี้ส ที่มีตัวละครดิสนีย์สุดคลาสสิกเข้าร่วมแสดงอย่างพร้อมเพรียงกัน ขอบอกว่าทั้งร้องสด เล่นจริง เต้นจริง สวยงามมาก หลังจากนั้นไปท่องเที่ยวในโลกสี่มิติกับโดนัลด์ ดั๊ก ในภาพยนตร์ดิสนีย์ Mickey’s PhilharMagic ค่ะ”

ภารกิจสุดท้ายของสาวนทคือพาเราตะลุยบ้านต้นไม้ของทาร์ซาน ที่มีมุมเก๋ๆ ให้เราได้ถ่ายรูปเพียบ

“ตรงประตูและทางเข้าหลักของฮ่องกงดิสนีย์แลนด์วาฟเฟิลรูปมิคกี้ให้เราได้ลิ้มชิมรสด้วยนะคะ”

ทับทิม-มัลลิกา จงวัฒนา พิธีกรขวัญใจเด็กแนว เอ่ยปากชวนไปกินของเก๋ๆ หลังจากกินวาฟเฟิลเสร็จแล้ว ก็พาเราไปกินอาหารจีนรวมถึงอาหารสไตล์ริมทางแบบฮ่องกงคลาสสิก ที่ร้านคอร์เนอร์ คาเฟ่ ต่อ ยังไม่พอ เธอยังพาเราไปกินอาหารจีนที่ห้องอาหารพลาซ่า อินน์ ขอบอกว่าทั้งสองร้านนี้ การตกแต่งร้านถือเป็นไฮไลต์เด็ดเลยทีเดียว กินด้วย ถ่ายรูปด้วย เพลินใจเป็นที่สุด

พอเดินเล่นเรื่อยเปื่อยย่อยท้อง มัลลิกาไม่รอช้า รีบพาเราไปกินบาร์บีคิวซีอิ๊ว ไส้กรอกหมูฮ่องกง และไข่เค็มสามรส ที่ร้านโกลแป็งส์ เฟสติวัล ออฟ ฟู้ด ต่อด้วยไส้กรอกซูเปอร์ฟุตลอง ที่มหัศจรรย์อาหารบินได้ ตบท้ายด้วยการหม่ำไอศกรีมพร้อมลูกพีชหวานฉ่ำ ที่สมอล เวิลด์ ไอศกรีม

 

ตกบ่าย มัลลิกาขอคั่นเรื่องกิน แล้วพาเราไปเล่นม้าหมุนซินเดอเรลล่า ต่อด้วยผจญภัยด้วยรถรางตะลุยเหมืองแร่แดนเถื่อนที่ภูเขาหมีกริซลี่ยักษ์ (ซึ่งขอบอกว่าสนุกและมันมาก เพราะรถรางถลาไปข้างหน้า เข้าโค้งอย่างรวดเร็ว แถมกระชากมาด้านหลังอีก ทำเอาใจหายวาบ)

ทีนี้ มัลลิกาเผยอีกว่า ที่นี่ยังมีทางเลือกให้เราเลือกกินอีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็น 1 อาหารสไตล์คาวบอยตะวันตกในร้านลัคกี้ นักเก็ต ซาลูน 2 อาหารจีน อาหารฮ่องกง อาหารญี่ปุ่น หรืออาหารอินโดนีเซีย ที่ร้านเอกซ์พลอเรอร์ คลับ 3 อาหารฮาลาล หรืออาหารมังสวิรัติสไตล์อินเดีย ที่ร้านตาฮิเตียน เทอร์เรซ 4 ดื่มด่ำไปกับคาเฟ่สไตล์โปรตุเกส ที่คาเฟ่ริมน้ำ 5 อาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติ ที่ร้านEnchanted Garden ที่ตั้งอยู่ในฮ่องกง ดิสนีย์แลนด์ โฮเต็ล (ในห้องอาหารเชฟมิกกี้ โรงแรมดิสนีย์ส ฮอลลีวู้ด ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนชอบกินอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติ) หรือ 6 อาหารท้องถิ่นจากมณฑลกวางตุ้ง กรุงปักกิ่ง มณฑลเสฉวน และนครเซี่ยงไฮ้ รวมทั้งติ่มซำรสเด็ด ในห้องอาหารคริสตัล โลตัส ณ ฮ่องกง ดิสนีย์แลนด์ โฮเต็ล

งานนี้ เลือกได้ยากมาก ขอบอก

ท้ายสุด เพชร-นาระ เอื้อทวีกุล นางแบบและนักแสดง ก็ขออาสาพาเราเที่ยวในฮ่องกงดิสนีย์แลนด์เป็นคนสุดท้าย โดยพาเราไปเดินชมดอกไม้บานสะพรั่งสีสันสดใส ที่สวนดอกไม้ฟลอรัล มิคกี้

“ใครอยากช็อป อยากซื้อของฝาก ต้องไม่พลาดห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรียม ที่เป็นร้านขายของที่ใหญ่ที่สุดของฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ แถมยังมีสินค้าที่มีโลโก้ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์โดยเฉพาะได้ที่นี่เท่านั้น นอกจากนี้ใครอยากซื้อเสื้อผ้า เครื่องประดับ นาฬิกา หรือแม้กระทั่งของตกแต่งบ้าน ต้องที่เซ็นเตอร์ สตรีท บูติก”

สำหรับคนที่ชอบสะสมคอลเลกชั่นชุดเจ้าหญิง มงกุฎ อัญมณี ตุ๊กตา หรือเครื่องประดับจากเจ้าหญิงในการ์ตูนดิสนีย์เรื่องต่างๆ ต้องแวะไปที่ร้านสตอรี่บุ๊ก ช็อป หรือใครสะสมงานคริสตัล ไม่ควรพลาดคริสตัล อาร์ตโดยเด็ดขาด

“ช็อปอย่างเดียว เดี๋ยวจะหาว่าเราไม่พาเที่ยว เพชรจะพาคุณไปดูการแสดงริมถนน สไตล์คาวบอยตะวันตก กับเกวียนต้อนรับสไตล์กริซลี่ กัลช์ หรือจะถ่ายรูปกับคุกโบราณแบบเก๋ๆ ก็ได้นะ แอ็กติ้งแบบฮาๆ ยิ่งเก๋กู๊ด”

สุดท้ายนี้ สาวเพชรย้ำเตือนว่า เมื่อกลับเข้าที่พักในโรงแรมฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ ต้องไม่พลาด ไข่เบเนดิกท์สไตล์วอล์ต เบอร์เกอร์เนื้อวากิว และช็อกโกแลตลาวา ที่ห้องอาหารวอล์ตส คาเฟ่ หรือจะนั่งรถบัสของโรมแรม แวะไปเดินเล่นที่สวนด้านนอกของโรมแรมดิสนีย์ ฮอลลีวู้ด แล้วคุณจะพบว่าในสวนมีมุมให้คุณได้ถ่ายรูปสวยๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์ของฮอลลีวู้ด หรือรถวินเทจจากแคลิฟอร์เนีย

 

ตาม้า ตาอัล ตาไกไต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2557 เวลา 16:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1mTFokD

ตาม้า ตาอัล ตาไกไต

โดย…กาญจน์ อายุ

ภูเขาไฟกลางทะเลสาบ ซึ่งทะเลสาบอยู่กลางปล่องภูเขาไฟ คือ ที่ตั้งของภูเขาไฟตาอัล (Taal Volcano) เจ้าตัวจิ๋วที่อารมณ์แปรปรวนที่สุดในหมู่ภูเขาไฟ 22 ลูกของฟิลิปปินส์ มันยังมีพลังสะสมอยู่ใต้พิภพ สั่นสะเทือนครั้งล่าสุดเมื่อปี 2554 แต่แทนที่คนจะหนี กลับยังตั้งถิ่นและตีกอล์ฟบนปากปล่องภูเขาไฟ

ถ้าจะทำความเข้าใจสภาพภูมิประเทศให้ง่ายขึ้น ต้องจินตนาการถึงไข่ต้ม ไข่ทั้งฟอง คือ ภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่ปะทุจนเกิดเป็นหลุมยุบเมื่อหลายล้านปีก่อน เมื่อเวลาผ่านไปก็ถูกเติมเต็มด้วยน้ำจนกลายเป็นทะเลสาบตาอัลหรือส่วนที่เป็นไข่ขาว ส่วนไข่แดง คือ ภูเขาไฟตาอัลที่เกิดขึ้นกลางทะเลสาบและในปากปล่องภูเขาไฟตาอัลก็ถูกเติมด้วยน้ำคล้ายเป็นทะเลสาบอีกแห่ง ตรงกลางมีเกาะเล็กๆ เรียกว่า วูลแคน พอยต์ (Vulcan Point) เหมือนเป็นนิวเคลียสในไข่แดงนั่นเอง

ภูเขาไฟตาอัลเป็นภูเขาไฟที่ยังมีพลัง เคยปะทุไปแล้ว 33 ครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อ 37 ปีที่ผ่านมาและยังส่งสัญญาณเตือนเรื่อยๆ ล่าสุดในปี 2554 ที่เกิดการสั่นสะเทือน น้ำในปล่องร้อนขึ้น มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาและแมกมาก็เพิ่มขึ้นจนเกือบถึงยอดสุดของภูเขาไฟ จนรัฐบาลต้องขอให้ประชาชนอพยพ แต่ก็มีชาวบ้านไม่ถึง 200 คนจาก 7,000 คนเท่านั้นที่ยอมออก

ทำไมพวกเขาถึงไม่ไปไหน?

ภูเขาไฟตาอัลอยู่ในเมืองตาไกไตห่างจากเมืองหลวงมะนิลา 55 กม. ด้วยความที่เป็นเมืองที่ราบสูงทำให้อากาศเย็นตลอดปีบวกกับเดินทางสะดวกด้วยรถยนต์ ทำให้ตาไกไตเป็นเมืองตากอากาศ (หนาว) ของชาวฟิลิปปินส์ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่หากมาเที่ยวในมะนิลาแล้วก็ต้องไปต่อที่ตาไกไต และในเมืองนี้ก็ไม่มีอะไรจะน่าสนใจไปกว่าภูเขาไฟตาอัลอีกแล้ว

การไปถึงปากปล่องภูเขาไฟกระจายรายได้ให้คนหลายอาชีพ ทั้งคนขับรถจีปนีย์ (Jeepney) รถท้องถิ่นของฟิลิปปินส์เพื่อลงไปยังท่าเรือริมทะเลสายตาอัล จากนั้นนั่งเรือบังก้า (Banca Boat) เรือไม้มีขาอันเป็นเอกลักษณ์เพื่อไปขึ้นฝั่งที่เกาะภูเขาไฟ (Volcano Island) และต่อด้วยยานพาหนะสุดท้ายนั่นคือ ม้า

บริเวณตีนภูเขาไฟมีชุมชนขนาดใหญ่อาศัยอยู่ มีประชากรที่ไม่น้อยไปกว่าคนก็คือ “ม้า” จำนวนเกือบ 500 ตัว พวกมันถูกเลี้ยงไว้ใช้งานคือพานักท่องเที่ยวขึ้นเขา หากเดินเท้าจะใช้เวลาประมาณ 4 ชม. แต่หากขี่ม้าใช้เวลา 45 นาที เส้นทางนั้นเป็นทางลูกรัง ฝุ่นคลุ้งตลอดทางและไม่มีร่มไม้ให้หลบร้อน ความชันค่อยๆ ไต่ระดับยังเทียบไม่ได้กับภูกระดึง อุปสรรคสำคัญจึงเป็นความร้อนและฝุ่นละอองมากกว่า ซึ่งแน่ว่าม้าก็ต้องรู้สึกเช่นกัน

ม้าทุกตัวต้องมีคนคุมม้าหนึ่งคนพานักท่องเที่ยวขึ้นเขา บางคนยอมเดินจูงม้าเพราะไม่อยากให้ม้ารับน้ำหนักมาก บางคนสารภาพว่าม้ากำลังท้องแต่ต้องพามาหาเงิน บางคนบอกมันทำงานมาร่วมหกชั่วโมงแล้ว และบางคนก็พูดเสียงเศร้าว่าสงสารม้าแต่ทำยังไงได้เพราะมันคืออาชีพ เห็นได้ชัดว่ายังไม่มีกฎเกณฑ์คุ้มครองม้าให้ทำงานอย่างเหมาะสม ทำให้พวกมันถูกใช้งานอย่างหนัก ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อม้าและคน

คนและม้าจะไปหยุดบนปากปล่องภูเขาไฟหรือไข่แดงอย่างที่อุปมาไปตอนแรก น้ำในทะเลสาบแน่นิ่งดูไร้พิษสง แต่กลุ่มควันเล็กๆ ริมปากปล่องยังเป็นสัญญาณเตือนว่าภูเขาไฟที่เล็กที่สุดในโลกแห่งนี้ยังมีพลัง นอกจากนี้บนปากปล่องจะมีชาวบ้านมาเสนอขายของหลายชนิด ทั้งเครื่องดื่มชูกำลังสำหรับซื้อให้คนคุมม้า น้ำอัดลม น้ำมะพร้าว เสื้อที่ระลึก และไม้กอล์ฟ อ่านถูกต้องแล้ว “ไม้กอล์ฟ” ไม่ทราบว่าใครเป็นต้นคิดจะได้ถามว่าคิดอะไรถึงได้นำกีฬากอล์ฟมาไว้บนปากปล่องภูเขาไฟ ตีไปก็ไม่ได้ไปที่ไหน ตกจ๋อมอยู่ในปล่องภูเขาไฟนั่นแล พอถามว่ามันไม่ทำลายธรรมชาติหรืออย่างไร เจ้าของไม้กอล์ฟตอบ “เดี๋ยวลงไปเก็บ” แต่ก็ไม่ได้ถามต่อว่าเก็บท่าไหน พายเรือหรือดำน้ำลงไป เพราะนักท่องเที่ยวคนไทยเรียกให้ไปตั้งลูกแล้ว

ภูเขาไฟตาอัลหล่อเลี้ยงหลายพันชีวิตด้วยเงินจากนักท่องเที่ยว จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนถึงไม่อยากหนีไปไหน เพราะแม้ว่ามันจะอันตรายแต่มันก็ทำให้คนอยู่รอด

ตาไกไตก็เช่นเดียวกัน ไม่รู้ว่าดีหรือร้ายที่กลางเมืองมีภูเขาไฟทรงพลังอันดับสองในประเทศตั้งอยู่ แต่ที่รู้คืออสังหาริมทรัพย์ในตาไกไตกำลังงอกเงยทั้งคอนโด โรงแรม บ้าน ที่ไม่ว่าอยู่ตรงไหนหน้าบ้านก็หันไปสบตาตาอัล ภูเขาไฟที่งดงามและน่ากลัว

ตาไกไตเป็นเมืองรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยนโยบายสีเขียว เช่น ถ้าแต่งงานคู่บ่าวสาวต้องปลูกต้นไม้ 2 ต้น นักศึกษาจบปริญญาตรีต้องปลูกต้นไม้ 1 ต้น ทำธุรกิจต้องปลูกต้นไม้ 100 ต้น หรือการสร้างบ้านต้องมีพื้นที่สำหรับต้นไม้ร้อยละ 40 ของพื้นที่บ้านทั้งหมด และภายในเมืองตาไกไตจะไม่มีบิลบอร์ดขนาดใหญ่เพื่อบดบังทัศนียภาพ

รถจีปนีย์ (Jeepney) คือ รถโดยสารที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศฟิลิปปินส์ เกิดขึ้นจากการนำรถจีปสัญชาติอเมริกามาดัดแปลงให้เป็นรถโดยสาร โดยเพิ่มพื้นที่กระบะด้านหลังให้ยาวขึ้นและเพิ่มเบาะนั่งเข้าไป ซึ่งเวลานั่งหันหน้าเข้าหากัน “เข่า” ของคนตรงข้ามมักจะชนเสมอ จึงเป็นที่มาของชื่อจีปนีย์ หรือรถจีปบวกเข่าที่อ่านว่า นี (Knee) ในภาษาอังกฤษนั่นเอง

เรือบังก้า (Banca boat) เรือลักษณะเฉพาะของฟิลิปปินส์ สองข้างของกาบเรือจะมีไม้ไผ่ช่วยพยุงเพื่อไม่ให้เรือโคลงเคลงจนเกิดอันตราย เนื่องจากทะเลฟิลิปปินส์มีคลื่นสูง การใช้ไม้ช่วยพยุงจึงทำให้เรือมีโอกาสคว่ำยาก

 

 

 

 

 

เกาหลีใต้ เที่ยวอิ่มใจ ไหว้พระอิ่มบุญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มิถุนายน 2557 เวลา 13:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1m716Hm

เกาหลีใต้ เที่ยวอิ่มใจ ไหว้พระอิ่มบุญ

หากพูดถึงประเทศเกาหลีใต้นั้น แน่นอนว่าเป็นหนึ่งในปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยมของคนไทย ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากความนิยมชมชอบดาราและนักร้อง จนทำให้เกิดการท่องเที่ยวตามรอยสถานที่ถ่ายทำต่างๆ รวมถึงกิจกรรมการช็อปปิ้งสินค้าแฟชั่นและเครื่องสำอางอีกมากมาย แต่ถ้าพูดถึงการท่องเที่ยวเชิงศาสนาในประเทศนี้นั้น ถือว่ายังไม่ค่อยเป็นที่นิยม โดยเฉพาะวัดวาอารามต่างๆ แต่ถ้าหากได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาบนดินแดนนี้ ไม่แน่คุณก็อาจจะอยากไปท่องเที่ยวเชิงศาสนาที่ประเทศเกาหลีใต้ก็เป็นได้

ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน ชาวเกาหลีใต้ประมาณร้อยละ 46 จะเป็นผู้ที่ไม่นับถือศาสนา แต่ศาสนาที่ชาวเกาหลีนับถือมากที่สุด นั่นก็คือศาสนาพุทธ คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 24 รองลงมาคือศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์และนิกายคาทอลิกตามลำดับ แท้จริงแล้วพระพุทธศาสนาในประเทศนี้เคยมีความรุ่งเรืองและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนส่วนใหญ่ของคาบสมุทรเกาหลีมาก่อน

พระพุทธศาสนานิกายมหายานมีจุดเริ่มต้นเข้ามาในคาบสมุทรเกาหลี ราวปี พ.ศ. 915 โดยพระศาสนทูตซุนเตาจากประเทศจีนเดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอาณาจักรโกรกูรยอ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของคาบสมุทรเกาหลี และมีพื้นที่ติดกับอาณาจักรต่างๆ ของประเทศจีน เพียงระยะเวลาไม่นาน พระพุทธศาสนาก็ได้รับการยอมรับและแพร่หลายไปยังอาณาจักรอื่นๆ ไม่ว่าจะในอาณาเพคเจและอาณาจักรชิลลา ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนพระธรรมทูตระหว่างกันโดยตลอด

 

นอกเหนือจากพระธรรมคำสอนที่พระธรรมทูตนำกลับมาเผยแผ่แล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่นำกลับมาด้วย นั่นก็คือวัฒนธรรมการดื่มชา ที่วัดซังเกซา ในเมืองฮาดง จังหวัดกียองซังใต้ คือสถานที่แรกสุดที่มีการปลูกชาในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเมล็ดพันธุ์ชาถูกนำมาจากประเทศจีน โดยพระธรรมทูตที่เดินทางกลับมาจากการศึกษาพระธรรม วัดแห่งนี้เป็นเพียงวัดไม่กี่แห่งที่มีอยู่ในจังหวัดกียองซังใต้ จึงเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจชาวพุทธในเมืองฮาดงอย่างมาก ที่นิยมมาปฏิบัติธรรมภายในวัดแห่งนี้ ซึ่งแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติอันเงียบสงบของเทือกเขาจิริซานที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศเกาหลีใต้

เมื่ออาณาจักรรวมต่างๆ ล่มสลาย พระพุทธศาสนาก็เข้าสู่ยุคเสื่อมถอย อันเนื่องมาจากการเข้ามาของลัทธิต่างๆ การเกิดศึกสงครามและการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาจากข้าศึก ด้วยการแก้ไขกฎระเบียบสงฆ์ให้มีความผิดเพี้ยน พระสงฆ์จึงต้องหลบลี้ไปสร้างวัดอย่างสงบตามเทือกเขาสูงที่ห่างไกลผู้คน นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้วัดในประเทศเกาหลีใต้มักจะตั้งอยู่ตามภูเขา

 

วัดยงมุนซาในจังหวัดเกียงกิโด เป็นอีกหนึ่งวัดที่รอดพ้นจากการทำลายในช่วงสงคราม วัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นยุคปลายของอาณาจักรชิลลา ตั้งอยู่บนภูเขาสูง ซึ่งไม่อนุญาตให้ขับรถขึ้นไปได้ นักเที่ยวจึงจะต้องเดินเท้าขึ้นเขาเป็นระยะทางมากกว่า 1 กิโลเมตร ดังนั้นใครที่คิดจะไปต้องเตรียมตัวให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมร่างกาย เตรียมรองเท้าผ้าใบและน้ำดื่มติดกระเป๋าไว้ ก็จะไม่เป็นอุปสรรคในการท่องเที่ยว ซึ่งตลอดสองข้างทางของการเดินนั้นก็จะพบเห็นผู้สูงอายุชาวเกาหลีใต้เป็นส่วนใหญ่ นั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้ชาวเกาหลีใต้มีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืน

ในปัจจุบันนี้มีผู้เลื่อมใสศรัทธาในวิถีฝึกปฏิบัติธรรมมากขึ้น ดังนั้นหลายๆ วัดในประเทศเกาหลีใต้ก็เลยเปิดโอกาสให้ผู้คนต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา ได้มีโอกาสเข้ามาพำนักในวัดเพื่อฝึกสมาธิ หรือ Temple Stay กันมากขึ้น โดยเฉพาะผู้คนที่อาศัยอยู่ในกรุงโซลนิยมใช้วันหยุดสุดสัปดาห์มาปฏิบัติธรรมในวัดกันมากขึ้น ซึ่งการมาปฏิบัติธรรมอย่างเช่นที่วัดยงมุนซามีค่าใช้จ่ายคนละประมาณ 4 หมื่นวอน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,200 บาท กับโปรแกรมการปฏิบัติธรรม 2 วัน 1 คืน ซึ่งก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับค่าครองชีพในประเทศนี้ ที่สำคัญคือเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับวัด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วต้องพึ่งพาตนเองและได้รับการสนับสนุนงบประมาณที่จำกัดจากรัฐบาล

 

หากคุณผู้ชมมีเวลาท่องเที่ยวอย่างจำกัด แต่อยากจะเดินทางไปทำบุญที่วัดในเกาหลีใต้ วัดวาวูจองซาที่เมืองยองอิน ทางตอนล่างของจังหวัดเกียงกิโดก็มีความน่าสนใจ เพราะใช้ระยะเวลาเดินทางด้วยรถยนต์จากกรุงโซลประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น วัดแห่งนี้ไม่มีการจำกัดทางด้านนิกาย จึงเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปจากหลายประเทศกว่า 3,000 องค์ ไม่ว่าจะมาจากจีน อินเดีย เนปาล ศรีลังกา และรวมถึงจากประเทศไทย ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของวัดนี้ นั่นก็คือการเป็นที่ประดิษฐานของเศียรพระพุทธรูปแกะสลักจากไม้ ที่รับรองจากกินเนสบุ๊กเวิลด์เรกคอร์ดว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนั้นยังมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์หรือพระนอนที่แกะสลักจากไม้สนจีน ซึ่งประเทศอินเดียถวายให้วัดเพื่อเป็นพุทธบูชา

ในความเป็นจริงแล้ว พระพุทธศาสนาในประเทศเกาหลีใต้ยังคงถูกท้าทายมากระทั่งถึงปัจจุบัน เนื่องด้วยเป็นนิกายมหายาน ซึ่งไม่ได้เคร่งครัดเหมือนหินยานหรือเถรวาท จึงต้องเผชิญกับโลกยุคปัจจุบันที่มนุษย์บางส่วนให้ค่ากับวัตถุนิยมมากกว่าศรัทธานิยม นับจากนี้ไปพระพุทธศาสนาในดินแดนนี้จะคงอยู่หรือสูญหายไปนั้น คำตอบก็คงขึ้นอยู่กับการเห็นคุณค่าและการทำนุบำรุงในวันนี้

 

 

ฤๅจะเป็นประชิสุดท้าย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มิถุนายน 2557 เวลา 12:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1moWDtL

ฤๅจะเป็นประชิสุดท้าย?

โดย…จำลอง บุญสอง

ถ้าครอบครูคือ ใบรับรองความเป็นนักแสดงของพวกโขนละครในวงการละคร “ประชิ” ก็คือการรับรองความเป็นนักล่าช้างของชนเผ่า “กูย” แห่งตะเข็บชายแดนไทยกัมพูชา

ชั้นยศของนักล่าช้างชาวกูยมีทั้งหมด 5 ชั้น คือ หนึ่ง ลวงกำพืดหรือครูบาใหญ่ (ลวงกำพืดคนปัจจุบันคือคุณตาดา หอมหวล แต่เนื่องจากท่านอายุมากและป่วยนอนอยู่บนเตียงไม่สามารถทำหน้าที่ได้จึงให้หมอสะดำอาวุโส บุญมา แสนดี ทำหน้าที่แทน) สอง สะดำ เป็นนักล่าช้างที่สามารถคล้องช้างป่าได้ตั้งแต่ 610 ตัวขึ้นไป สาม สะเดียง เป็นหมอล่าช้างที่สามารถคล้องช้างป่าได้ตั้งแต่ 1-5 ตัว สี่ จา คือหมอช้างที่ยังจับช้างยังไม่ได้ และห้า มะ หรือควาญช้าง ผู้มีหน้าที่เอาหญ้าเอาน้ำให้ช้างกิน

“การขึ้นชั้นเป็นสะเดียง สะดำ นอกจากจะใช้จำนวนช้างที่หมอช้างแต่ละคนล่าได้แล้ว ยังขึ้นกับช้างแต่ละเชือกที่หมอคนนั้นล่าได้อีกด้วย เช่นล่าได้ช้างพลายมีงาก็จะได้เลื่อนชั้นเร็ว ช้างสีดอจะรองลงมา ส่วนช้างที่ไม่มีงา ช้างพัง จะได้รับการเลื่อนชั้นช้ากว่าล่าช้างงา เป็นต้น” พระครูสมุห์หาญ ปัญญาธโร เจ้าอาวาสวัดป่าอาเจียง (อาเจียงแปลว่า ช้าง) กล่าวในขณะที่พิธีประชิกำลังจะเริ่มขึ้นที่บ้านตากลาง อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์

 

“การเลื่อนชั้นยศจาก มะ มาเป็น จา จาก จา มาเป็น สะเดียง และจาก สะเดียง มาเป็น สะดำ ต้องให้ลวงกำพืดหรือครูบาใหญ่ทำพิธีให้อย่างเป็นทางการ ถ้าไม่เข้าทำพิธีเช่นนั้นนักล่าช้างชาวกูยจะไม่ได้รับการยอมรับให้ขึ้นชั้นเป็นหมอช้างได้ตามประเพณี” ผู้ร่วมพิธีคนหนึ่งกล่าว

การทำพิธีประชิในครั้งนี้ก็เพื่อเลื่อนชั้นให้กับหมอช้าง 12 คน พิธีเริ่มด้วยหมอสะดำหมิว ศาลางาม และหมอสะดำบุญมา แสนดี ซึ่งอาวุโสเท่ากัน รวมถึงหมอชั้นจา และชั้นมะจำนวนหนึ่งมารวมตัวกันที่หน้าศาลประกำที่แท้จริงของหมู่บ้านใกล้วัดป่าอาเจียง โดยทุกคนแต่งตัวแบบกูยคือแต่งชุดโสร่งพื้นเมือง “ผ้าคล้องคอ” แบบกูย

ทุกคนที่เข้าร่วมพิธีจะต้องเอาไก่ต้ม หมากพลู และดอกไม้มาทำพิธีไหว้ศาล หลังจากกล่าวคำบูชาศาลบรรพบุรุษแล้วผู้ร่วมพิธีทุกคนต้องเอาเหล้าขาว น้ำหวาน ราดลงบนเชือกปะกำ (เชือกคล้องช้าง) ที่พวกเขานับถือ เพื่อให้ผีบรรพบุรุษหรือยะจั๊วะได้ดื่มเหล้า ดื่มน้ำหวานที่พวกเขาเทลงไป

 

เชือกปะกำดังกล่าวเป็นเชือกสำหรับคล้องช้าง ทำด้วยหนังควาย 3 ตัว ตัวผู้ 2 ตัว ตัวเมีย 1 ตัว เชือกคล้องช้างเส้นนี้เป็นเชือกศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้านที่ทุกคนต้องกราบไหว้ แม้จะไม่มีการคล้องช้างป่าจริงๆ แล้วก็ตาม เชือกประกำนี้ห้ามผู้หญิงเข้าไปแตะต้อง ส่วนผู้ชายให้แต่คนโตของตระกูลที่มีหน้าที่ล่าช้างเท่านั้นที่เข้าไปแตะต้องได้

หลังจากทำพิธีไหว้ศาลปะกำ เซ่นเชือกปะกำเสร็จ หมอสะดำบุญมาก็จะพาบรรดาหมอสะดียงและจาทั้งหมดไปยังโคนต้นไม้ใหญ่ในวัดเพื่อทำพิธีเลื่อนชั้นหมอช้าง เริ่มต้นด้วยหมอสะเดียงขึ้นชั้นเป็นหมอสะดำ 2 คนแรกก่อน จากนั้นก็ถึงคิวจาขึ้นเป็นหมอสะดำ 2 คน และตามด้วยมะมาเป็นจาอีก 8 คน

พิธีเริ่มต้นด้วยหมอช้างที่จะเลื่อนชั้นต้องนำไก่ต้ม ข้าวสาร หมากพลู เหล้าขาว และเงินจำนวน 29 บาท มาไหว้ผู้เป็นประธานในพิธี ประธานในพิธีต้องพูดภาษาผีปะกำรับไหว้ ไหว้เสร็จต้องเอาของเซ่นไหว้มาไหว้เชือกปะกำ เอาเหล้าขาวราดให้ผีบรรพบุรุษได้ดื่มกิน ต่อจากนั้นประธานผู้ทำพิธีก็ท่องคาถาอาคม ปัดเป่าป้องกันภูติผีปีศาจ โดยผู้ถูกทำพิธีจะนั่งยองๆ พนมมือรับน้ำมนต์ปัดเป่า หลังจากเสร็จพิธีปัดเป่าแล้วจะเข้าสู่พิธีคล้องช้าง ผู้เข้าทำพิธีจะต้องขี่ช้างต่อ (ช้างที่ถูกฝึกมาแล้ว) ไล่ตามช้างป่า (ช้างบ้านที่สมมติว่าเป็นช้างป่า) สามรอบ และใช้เชือกปะกำคล้องขาช้างป่าให้สำเร็จ การคล้องสามารถคล้องได้ทั้งขาหน้าและขาหลัง หากคล้องช้างได้แล้วก็ถือว่าเสร็จพิธีผ่านการทดสอบเลื่อนชั้นได้

 

หมอสะเดียงและหมอจาหลายคนที่เข้าร่วมพิธีแม้จะมีความสามารถในการบังคับช้างอยู่แล้ว แต่การใช้เชือกปะกำติดปลายไม้คล้องขาช้างนั้นไม่ง่ายนัก เพราะช้างป่าจะยกขาหนีทุกครั้ง จนบางครั้งควาญช้างที่อยู่ข้างล่างต้องช่วยเอาเชือกปะกำไปคล้องให้โดยอนุโลม เพื่อให้พิธีเลื่อนขั้นเป็นไปอย่างสมบูรณ์

แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากคล้องช้างป่าได้แล้ว ตอนเย็นหมอช้างใหญ่ผู้ทำพิธีก็จะเอาช้างป่าที่ถูกคล้องมาทำพิธีปัดรังควานไล่ผีที่ดูแลช้างออกไปเป็นอันครบพิธี

หลวงพ่อหาญหรือพระครูสมุห์หาญ ปัญญาธโร ผู้เป็นเจ้าของสถานที่ประกอบพิธีกรรม กล่าวว่า “ช้างป่าสมมตินั้นในยุคปัจจุบัน อาจจะใช้ช้างที่เกิดใหม่ในหมู่บ้านที่ยังไม่ผ่านพิธีกรรมใดๆ มาก่อน หรือจะใช้ช้างที่ซื้อมาจากที่อื่นก็ได้ ในพิธีถือว่าเป็นช้างป่าทั้งสิ้น”

“พิธีประชิช้างนั้นไม่ได้มีบ่อยนัก นานๆ จะมีทีหนึ่ง เพราะต้องมีหมอสะเดียง หมอสะดำ เข้าร่วมพิธีอย่างต่ำ 5 คน ซึ่งปัจจุบันหมอเหล่านี้ต่างแยกย้ายกันไปทำมาหากินแถวพัทยาบ้าง กาญจนบุรีบ้าง จึงรวมตัวกันลำบาก ต่างจากแต่ก่อนที่ทุกคนทำนาอยู่ที่หมู่บ้านเดียวกัน จึงระดมกันทำประชิช้างได้ง่าย”

 

“ตอนนี้หมอสะเดียงในหมู่บ้าหลงเหลือแค่สามสี่คน แต่ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้จริงๆ มีเพียงสองคน เพราะหลายคนแก่เฒ่าไปมาก ดังนั้นการทำประชิจึงต้องให้สอดคล้องกับความพร้อมของทุกคนรวมทั้งเรื่องเงินด้วย”

พิธีประชิไม่ได้ทำมานานอย่างน้อย 5 ปี หลังจากทำประชิครั้งนี้แล้วเราอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นมันอีกเพราะผู้เป็นสะเดียง สะดำ อายุมาก และร่อยหรอลงไปทุกวัน พิธีโบราณแบบนี้หาคนสืบทอดได้ยาก ยกเว้นคนในตระกูลที่มองเห็นคุณค่าและต้องการสืบสานจิตวิญญาณระหว่างช้างกับชาวกูย

กูย ชนเผ่าล่าช้าง

กูยเป็นชนเผ่าล่าช้างมาใช้งานและส่งส่วยให้อยุธยาและกรุงเทพฯ พวกเขาอาศัยอยู่ตามตะเข็บชายแดนไทยกัมพูชา แถวพนมดงรัก ชาวกูยไม่ใช่ชนเผ่าเขมรและก็ไม่ใช่ชนเผ่าลาว เพราะพวกเขามีภาษาและวัฒนธรรมของตนเอง

ก่อนปี 2500 ที่มีกฎหมายห้ามล่าช้าง ชนเผ่ากูยจะออกล่าช้างป่ากันปีละ 23 ครั้ง ครั้งละ 23 เดือน เพื่อเอามาใช้งาน ก่อนออกล่าช้างป่า ลวงกำพืดหรือหมอช้างใหญ่จะหาวันฤกษ์งามยามดีที่ออกจะล่า โดยเขาจะแจ้งให้ผู้ที่จะเข้าร่วมล่าช้างแต่ละคณะทราบล่วงหน้าประมาณ 2030 วัน ก่อนล่าช้าง 7 วัน ก็ต้องมาทำพิธีบวงสรวงศาลประกำประจำบ้านกำลวงพืด บวงสรวงแล้วก็ต้องออกไปในป่าและพูดภาษาผีปะกำที่ไม่ใช่ภาษากวยอย่างที่เขาใช้กันในชีวิตประจำวันเพื่อลวงผีป่า ไม่ให้ผีป่าล่วงรู้ความลับในการล่าช้าง การออกไปอยู่นอกบ้านนั้นห้ามเข้าบ้านโดยเด็ดขาด แต่คนในบ้านสามารถเอาของไปส่งให้ได้ ปัจจุบันชนเผ่ากูยอาศัยอยู่มากในแถบอีสานใต้ อันได้แก่ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ

 

 

ฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มิถุนายน 2557 เวลา 14:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1wcLDHQ

ฮ่องกง

โดย…นพพล ชูกลิ่น

ผมว่าสถานที่แห่งหนึ่งที่คนไทยโดยส่วนใหญ่รู้จักและอยากไปให้ได้สักครั้งหนึ่งคือฮ่องกง เพราะเป็นสถานที่ช็อปปิ้งที่มีของครบถ้วนจากทุกมุมโลก และการไปเพื่อสรรหาของกินตามฉบับของคนจีนที่ปรุงสรรหาอาหารให้มีรสชาติเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก ประกอบกับการเดินทางไปฮ่องกงมีความสะดวกมากๆ จากเที่ยวบินของสายการบินต่างๆ ที่มีช่วงเวลาให้เลือกเดินทางอย่างมากมาย จนผมคิดว่าง่ายกว่าการบินไปยังหัวเมืองใหญ่ๆ ในประเทศเสียอีก

ผมมีงานที่จำเป็นต้องเดินทางไปยังฮ่องกงและมีตารางได้ไปพบเพื่อนชาวฮ่องกง โดยเขาขันอาสาพาไปกินอาหารทะเลที่มีชื่อเสียง โดยที่ผมได้ยินเช่นนั้นเลยคิดว่าการเตรียมตัวแต่งกายให้เหมาะสมกับสถานที่ที่คิดเอาเองว่าต้องแต่งกายสุภาพเรียบร้อย แต่โชคยังดีที่ถามคนที่เคยไปมาแล้ว บอกว่าไม่ต้องเพราะเราต้องเดินผ่านตลาดเข้าไป และร้านอาหารก็ธรรมดามากๆ ยิ่งทำให้ผมอยากไปมากขึ้นด้วยความสงสัย

 

ผมใช้เวลาเดินทางจากที่พักโดยรถสปอร์ตสุดหรูที่เขาจัดมารับ ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมง เพราะผมพักอยู่ฝั่งเกาลูนอยู่แล้ว พอไปถึงเขานำรถไปจอดยังลานจอดรถที่มีรถจอดอยู่เต็มในอัตราค่าที่จอดที่แพงมากๆ ผมเดินตามเพื่อนเข้าไปย่านที่เขาเรียกชื่อว่า lei yue mun ต้องบอกว่าเป็นการเดินผ่านตลาดที่เหมือนเดินในย่านเยาวราชของประเทศไทย

แต่สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจมากคือเหมือนกำลังเดินอยู่ใน Under water world คือเต็มไปด้วยสัตว์น้ำใต้ทะเลที่มีให้เห็นอย่างมากมาย แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และที่สำคัญยังมีชีวิตอยู่ ทุกตัวยังคงแหวกว่ายอยู่ในตู้รอให้ผู้คนมาเลือกเขาไปปรุงอาหาร บอกตามตรงนะครับ สำหรับผมเห็นสภาพของสิ่งมีชีวิตที่รอคอยที่จะถูกเลือกเพื่อนำไปฆ่าแกงแล้วความรู้สึกอยากรับประทานของผมหมดไป

 

ผมเลยยกหน้าที่ในการเลือกชี้กุ้ง หอย ปู ปลาให้เพื่อนชาวฮ่องกงเป็นคนชี้และกำหนดว่าจะไปปรุงอาหารประเภทอะไร ในใจก็คิดว่าผมคงรับประทานอาหารมื้อนี้ไม่อร่อยแน่ๆ หลังจากเพื่อนจัดการเมนูอาหารเรียบร้อยเขาก็พาผมเดินไปยังร้านอาหารที่เขาเลือกและแจ้งกับร้านขายของสดให้ไปส่งกับร้านที่เขาพาผมไปนั่ง และในระหว่างที่รอ ผมเลยถือโอกาสออกมาเดินถ่ายภาพชุดนี้

การถ่ายภาพกลางคืนชุดนี้ ผมอยากได้บรรยากาศโดยรวมของพื้นที่ จึงหลีกเลี่ยงการใช้แฟลช เพราะจะทำให้เกิดสภาพแสงแข็งนั้นคือความสว่างที่มีความจ้าและแตกต่างอย่างมาจากส่วนที่แสงแฟลชครอบคลุมไม่ถึง ผมจึงใช้ isoช่วยเพิ่มสปีดชัตเตอร์ให้เหมาะสมกับบรรยากาศ เอาไว้ผมจะมาแนะนำเทคนิคการใช้ iso กับท่านผู้อ่านอีกครั้งนะครับ หลังจากเดินถ่ายภาพอยู่พักใหญ่ก็รีบเดินกลับไปร่วมรับประทานอาหารด้วยสภาวะจิตใจที่ไม่น่าจะอภิรมย์ในอาหารมื้อนี้เท่าไหร่นัก

 

แต่หลังจากลิ้มรสฝีมืออาหารของพ่อครัวชาวฮ่องกงยอมรับและสารภาพกับท่านผู้อ่านเลยครับว่าอร่อยมากๆ จนผมต้องบอกกับตัวเองว่าคงต้องกลับมาแวะเวียนรับประทานอาหารที่นี่อีกแน่ๆ

ผมได้รับการเล่าขานว่าเดิมย่านนี้เป็นหมู่บ้านชาวประมงเก่าแก่และเป็นแหล่งที่คนพื้นเพจะมาซื้อหาอาหารทะเลกลับไปปรุงอาหารที่บ้าน จนเป็นที่กล่าวขานของนักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามามีการปรับตัวเปลี่ยนแปลงไปสู่ย่านการค้าเพื่อรับการท่องเที่ยว จึงเกิดขึ้นตั้งแต่ของทะเลที่มีชีวิตที่เราเห็นอย่างมากมายถูกนำเข้าจากแหล่งวัตถุดิบที่มีชื่อเสียงทั่วโลก การดำรงรักษาบรรยากาศให้คงสภาพหมู่บ้านประมงเก่าแก่ไว้คงเดิม จนทำให้เกิดเป็นแหล่งช็อปปิ้งของกินที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก

 

ผมหวนคิดถึงประเทศไทยนะครับ เรามีบรรยากาศแหล่งประมง การปรุงอาหารที่เลิศรสไม่แพ้ประเทศใดในโลก เราขาดเพียงแค่ขบวนการจัดการที่ต้องให้ภาครัฐเข้ามาเป็นผู้ดำเนินการนะครับ เป็นไอเดียเล็กๆ ของคนไทยคนหนึ่งเท่านั้นเองนะครับ แล้วพบกันครับ