Archive for the ‘กิน-เที่ยว’ Category
ป๊อปปูลาร์…@ แมนโดป๊อป
- 01 มีนาคม 2556 เวลา 16:08 น.

โดย…ลีโอ เคน / ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข
ค่ำคืนนี้ (เงินเดือนออก อิอิ) รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว อยากจะออกไปทำตัวป๊อปปูลาร์ที่ไหนสักแห่ง และแล้วก็เจอที่หมายที่จะทำให้ป๊อปปูลาร์โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวขึ้นมาจนได้ อิอิ
แมนโดป๊อป (Mandopop) ชื่อนี้มาจากคำว่า Mandarin Popular Music คือที่หมายสำหรับค่ำคืนนี้ เป็นร้านอาหารจีนทันสมัยจ๋าที่กล้าฉีกกฎร้านอาหารจีนทั้งหลายเสียยับเยิน จนกล้าบอกได้ว่าเป็นร้านเดียวที่กล้าถึงเพียงนี้ก็คงไม่ผิดนักหรอก
ความป๊อปปูลาร์ไล่เรียงกันตั้งแต่บรรยากาศที่ร้านเต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์สไตล์จีนก็จริงอยู่ แต่ทว่ามีความโมเดิร์นเด่นตาในโทนสีน้ำเงิน เทา และดำ
ร้านให้ความรู้สึกเอนจอยด้วยการแบ่งเป็น 2 ชั้น ได้แรงบันดาลใจการตกแต่งมาจากศิลปะจีน ผสมแนวร่วมสมัยในแบบตะวันตก ให้ความรู้สึกน่าค้นหา ทว่ายังคงบรรยากาศความอบอุ่นเอาไว้ในที เอาเป็นว่าถ้าต้องการมุมส่วนตัวดวลกับสหายที่รู้ใจ ก็ต้องเดินบันไดวนขึ้นไปชั้น 2 ที่ตกแต่งเป็นห้องส่วนตัวแสนสบาย จะเฮฮาหนักหน่วงขนาดไหนก็ไม่ต้องแคร์สายตาใครๆ
แต่ถ้าอยากซ่าส์และทำตัวแบบป๊อปปูลาร์ ก็ขอแนะนำให้เป็นโซนด้านล่าง ที่มีโซฟาน่านั่ง แล้วยังมีส่วนเคาน์เตอร์บาร์ และเก้าอี้ทรงสูง ที่นั่งเมาท์ นั่งดื่มกันได้อย่างสำราญใจ
ป๊อปปูลาร์ต่อมา คือ ส่วนของมิวสิก ที่แมนโดป๊อปนี่เขาจะเน้นเปิดเพลงจีน แต่ขอโทษจะเป็นเพลงจีนแนวป๊อปยอดนิยมเชียวล่ะ ยิ่งฟังก็ยิ่งเพลิน แม้จะไม่คุ้นหู แต่ท่วงทำนองทำให้รื่นรมย์ผสมกับความสนุกและคึกคักบ้างบางทีก็แล้วกันนะครับ
อาหารแต่ละเมนูเป็นอาหารจีนทันสมัยที่หน้าตาละม้ายกับอาหารฝรั่งเศส แต่ว่ากรรมวิธีการทำนั้นคงรสชาติแบบจีนต้นตำรับเอาไว้ เพราะอาหารแต่ละเมนูจัดเรียงมาในจานเสียสวยวับ แถมยังมีสีสันล่อตาล่อใจ และสีสันที่ใช้ผสมอาหารนั้นก็ได้มาจากสีธรรมชาติล้วนๆ
อาหารของที่นี่ได้รับการดูแลจากเชฟชาวสิงคโปร์ เอเดรียน ฉัว ที่คร่ำหวอดในวงการอาหารจีนมานานกว่า 20 ปี แล้วก็กวาดรางวัลด้านอาหารมาแล้วมากมาย ขอแนะนำฮะเก๋าไส้กุ้งที่ห่อด้วยแป้งผสมผักโขม และฮะเก๋าหอยเชลล์ที่โปะหน้าด้วยไข่กุ้งห่อด้วยแป้งสีเขียวจากผักโขม และสีชมพูจากบีตรูต หรือจะเป็นเมนูยอดฮิตก้ามปูชิ้นโตผัดกับเครื่องพริกไทยดำและหน่อไม้ฝรั่งสูตรเฉพาะของที่ร้าน รสชาติจัดจ้าน หรือจะเป็นปลาคอดนึ่งโรยกุยช่ายขาว ปลาเนื้อนุ่มกินกับซอสสูตรพิเศษ และผัดหมี่ซั่ว เส้นเหนียวนุ่ม ผัดกับซีฟู้ดกุ้งและหอยเชลล์ เรียกว่ารูปลักษณ์แม้ทันสมัย แต่ยังคงรสชาติอาหารจีนต้นตำรับไว้ทุกอณู
สุดท้ายที่ขาดไปเสียมิได้อย่างยิ่งสำหรับเพิ่มสีสันให้กับค่ำคืน ก็เครื่องดื่มที่แมนโดป๊อปนี่นะ นอกจากจะป๊อปเรื่องไวน์อันหลากหลาย ยังมีค็อกเทลอีกหลากสีสัน ทั้งค็อกเทลคลาสสิก หรือจะเป็นค็อกเทลซิกเนเจอร์ของร้าน ก็มีไว้บริการกันตรึม ขอแนะนำ Kok Fah Mojito โมจิโตรสเก๊กฮวยใส่เม็ดแมงลักให้เคี้ยวเล่นพอกรุบๆ หรือจะเป็น Ruby ราสพ์เบอร์รีรสเปรี้ยวหวาน ใส่ลูกบอลน้ำแข็ง สีสันสวยงาม
อีกสักแก้วกับเครื่องดื่มชวนคิดถึงทะเล Bluemoon เครื่องดื่มสีฟ้าสดใส ด้วยส่วนผสมของวอดก้าผสมกับสับปะรด มะนาว และก็น้ำเชื่อม ส่วนรสชาติต้องไปลิ้มลองกันดูเองแล้วกระมัง อิอิ
สุดท้ายที่นี่จะป๊อปปูลาร์แค่ไหน เห็นทีต้องอาศัยวาทะและลีลาของคุณๆ เองแล้วล่ะครับ อิอิ
แมนโดป๊อป ชั้น 1 โรงแรมโอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ ถนนวิทยุ ร้านเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.00-24.00 น. โทร. 02-252-5800-1
13.874246
100.669851
รูฟท็อปสุดเท่ @ ‘คินกิ’
- 22 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 15:41 น.

โดย…ณัฐพล ช่วงประยูร / ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์
คิดว่าควรจะตื่นเต้นแค่ไหนกันที่มีร้านอาหารและบาร์เก๋แห่งใหม่ที่ขายอาหารญี่ปุ่น…แต่พอได้ไปเยือนก็โอ…เลยนะ
คินกิ (Kinki Restaurant and Bar) หนึ่งในร้านอาหารญี่ปุ่นที่โด่งดังที่สุดในสิงคโปร์ ปรากฏการณ์ความนิยมเริ่มต้นขึ้นจากความแปลกใหม่ของแนวคิดทันสมัย ซึ่งเลือกผสมผสานระหว่างบรรยากาศของ “ร้านอาหารญี่ปุ่น” ที่ละเมียดละไมในรสชาติและคุณภาพอาหารกับ “บาร์” สุดเก๋ ซึ่งเทรนดี้เข้ากระแส ฉีกรูปแบบความซ้ำซากจำเจของภัตตาคารญี่ปุ่นตำรับดั้งเดิมที่คอความอร่อยคุ้นชินกันมานมนานจนเริ่มชินชาสู่การปรุงจานเด็ดที่เข้าถึงรสชาติแบบต้นตำรับแท้ๆ อีกทั้งยังสร้างสรรค์เมนูสไตล์ใหม่ที่สนุกสนานแปลกตา เพื่อตอบสนองชีวิตแบบคนกรุง ซึ่งให้ความสำคัญกับความรวดเร็วทันใจ
ความทันสมัยและเทรนด์ล้ำมาแรงและรสชาติอันกลมกล่อมของเมนูญี่ปุ่นนานาชนิดที่ได้รับการใส่ใจในทุกขั้นตอนการปรุง ตลอดจนวัตถุดิบชั้นเลิศและความสดสะอาด ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของความสำเร็จมานับแต่จุดเริ่มต้นของร้านอาหารสาขาแรกสุด นำเสนอสไตล์เจแปนนิส ฟิวชัน รวมไปถึงเครื่องดื่มค็อกเทล (Cocktail) ซิกเนเจอร์ สูตรเฉพาะอันเป็นเอกลักษณ์ที่ใครหลายคนติดอกติดใจ ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของ “ปรับ ทักราล” กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท บูทิค แอสเซ็ท แมเนจเม้นท์
คินกิ ตั้งอยู่บนชั้นดาดฟ้าของอาคารเรนฮิลล์ ซอยสุขุมวิท 47 ซึ่งได้รับการแปลงโฉมบรรยากาศให้เป็นพื้นที่สุดเท่ด้วยงานศิลปะสุดฮิปอย่างกราฟฟิตี โดยฝีมือศิลปินกราฟฟิตีมือหนึ่งของประเทศไทยนาม เอ็นอีเอฟ ครูว์ (NEF Crew) เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ความเก๋ถึงขีดสุดไปกับมื้ออาหารสุดพิเศษของสาวกอาหารญี่ปุ่น
พื้นที่ของร้านแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือส่วนด้านใน ซึ่งจุได้มากถึง 83 ที่นั่ง (มีพื้นที่ใช้สอย 305 ตารางเมตร) และพื้นที่ในเปิดโล่งด้านนอก ไม่ว่าจะเป็นมื้อครื้นเครงกับเพื่อนฝูงคนสนิท หรือค่ำคืนแสนพิเศษกับคนรู้ใจ เรื่อยไปจนถึงความทรงจำดีๆ กับครอบครัวในวันพิเศษ หรือแม้แต่มื้อเรียบง่ายสบายๆ ในวันทำงานทั่วไป คุณก็สามารถเลือกนั่งเอนกายปล่อยอารมณ์ชิล หรือจะขอสนุกสนานสุดเหวี่ยงได้ตามต้องการ
เราจะผ่อนคลายความเงียบเหงาด้วยดนตรีจากดีเจคนดังที่จะมาสร้างสีสันและบรรยากาศของร้านให้คึกคักด้วยแนวเพลงเก๋ไก๋ที่มีให้เลือกแตกต่างกันไปในแต่ละส่วนของร้านอาหารและบาร์ เพราะความใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อตอบสนองชีวิตคนเมืองขนานแท้ นอกเหนือจากปัจจัยอันพร้อมพรั่งที่สะท้อนความตั้งใจของทีมงานระดับมืออาชีพ
ร้านคินกิยังไม่ลืมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนกรุงด้วยการเดินทางที่สะดวกสบาย ใกล้รถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีทองหล่อและสถานีพร้อมพงษ์
คินกิ เปิดทุกวัน 6 โมงเย็นเที่ยงคืน โทร. 022617204 อีเมล enquiry@kinki.co.th เว็บไซต์www.kinki.co.th / www.facebook.com/kinkibkk
13.874246
100.669851
คืนนี้ไม่เหงา เพราะเราไป ‘ออกเดท’
- 15 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 16:27 น.

โดย…คาสซาโนวา ภาพ : ประกฤษณ์ จันทะวงษ์
“ออกเดท” ได้ยินคำนี้แล้วรู้สึกถึงความวาบหวาม โรแมนติก ชวนให้เห็นภาพคู่รักนั่งกะหนุงกะหนิงใต้แสงเทียนในคืนพระจันทร์สุกสกาว แสงดาวพราวพร่าง
แต่ร้านอาหารกึ่งผับที่ชื่อว่า ออกเดท ร้านนี้ ก็ไม่แตกต่างอะไรกับจินตนาการข้างต้นเท่าใดนัก เพราะที่นี่กำลังเป็นสถานที่แฮงเอาต์ยอดนิยมสุดโรแมนติกของหนุ่มๆ เลย
เดินเข้ามาในร้านก็จะพบกับน้องๆ สาวน้อยหน้าตาสวยน่ารัก ปราดเข้ามาต้อนรับอย่างเอาอกเอาใจ เชื้อเชิญให้ไปนั่งโต๊ะที่มีให้เลือกกว่า 50 ที่นั่ง ท่ามกลางบรรยากาศเอาต์ดอร์ร่มรื่น กว้างขวาง โปร่งสบาย มีสระน้ำ ต้นไม้ เวทีดนตรีขนาดย่อมๆ ซึ่งมีวงผลัดเปลี่ยนขึ้นมาขับกล่อมให้ฟังทุกคืน
ผ่านภพ รักตพงศ์ไพศาล หุ้นส่วนใหญ่ของร้าน เล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดีว่า เพิ่งเปิดร้านมาได้เพียงเดือนเศษ แต่ได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะคนหนุ่มวัยทำงานที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ชอบมานั่งรีแลกซ์ คุยกับสาวๆ ดื่ม กิน ในบรรยากาศผ่อนคลายกลางกรุง
“จุดเด่นของร้านอยู่ที่บรรยากาศผ่อนคลายสบายใจ เราออกแบบด้วยสไตล์ปูนเปลือย กระจก ต้นไม้ สระน้ำ 4 องค์ประกอบนี้การันตีได้ว่าดึงดูดใจแขกได้ดีมากๆ บวกกับสาวๆ พริตตี สวยเซ็กซี่ นิสัยดี พูดจาเพราะๆ มาคอยบริการทุกคนไม่ห่าง อาหารก็อร่อยจนหลายคนต่างยกนิ้วชมไม่ขาดปากครับ วงดนตรีเราก็คัดสรรมาเล่นสดๆ ทุกคืน ใครเหงา ใครเบื่อ หรืออยากมานัดพบปะสังสรรค์ รับรองไม่ผิดหวังแน่ๆ” เจ้าของร้านหนุ่มรูปหล่อยิ้มกว้าง
ไฮไลต์อยู่ที่เครื่องดื่มค็อกเทล 3 แก้ว อันถือเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน แก้วแรกชื่อว่า ปิ๊ง คล้ายๆ กับรักแรกพบ สบตาแล้วถูกใจ แก้วต่อมา เลิฟ อาการตกหลุมรัก คิดถึงถวิลหา และ ออกเดท แก้วสุดท้าย อันหมายความว่าอยากรู้จัก อยากเจอ อยากออกเดทกับเธอตลอดไป (ฮิ้วฮิ้ว)
และแล้วก็มาถึงสารพัดจานเด็ด แซลมอนแซบ เลือกเนื้อปลาแซลมอนเกรดเอ สีส้มวาววับ ราดน้ำจิ้มซีฟู้ด เผ็ดเปรี้ยวสะใจ เนื้อสิงห์ออสซี่ เนื้อสันในย่างหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ โรยหน้าด้วยออริกาโน หอม เคี้ยวหนุบหนับอร่อยเต็มคำจนไม่อยากกลืน ลูกชิ้นออกเดท ลูกชิ้นปลาภูเก็ตอันโด่งดัง ลูกขาวกลมใหญ่ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มสูตรเด็ดของทางร้าน ใครมาต้องสั่งทุกโต๊ะ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ผัดพริกเผา ตัวใหญ่เนื้อเหนียวนุ่ม คลุกเคล้าน้ำพริกเผา รสชาติจัดจ้านเอาเรื่อง
จานนี้ขอแนะนำเป็นพิเศษสำหรับคนชอบอาหารจานเดียว ข้าวกะเพราเนื้อโบราณ ให้สามคำ “อร่อย โคตร โคตร” ทั้งเผ็ดลิ้น สุดท้าย ลอง ทับทิมแป๊ะซะ ร้านนี้เลือกปลาทับทิมตัวใหญ่ เนื้อขาวละเอียดจนแทบละลายในลิ้น ผสมกลมกล่อมกับเครื่องแกงส้ม แซบถึงอกถึงใจ
ดื่ม กินให้เต็มที่ เบื่อก็ขอเพลงได้ ไม่ต้องกลัวเหงา เพราะมีสาวๆ น่ารักชวนพูดชวนคุยอย่างใกล้ชิด แรกๆ อาจยังเขินอาย แต่สักพักคงพลิ้ว ก่อนจะสนุกสนานสำราญใจแน่นอน ขอบอก เหมือนคู่รักออกเดทนั่นแหละ อิอิ
ร้านออกเดท ตั้งอยู่บริเวณเรียบทางด่วนเอกมัยรามอินทรา เดินทางมาได้ง่ายๆ มาตามถนนเลียบทางด่วนเอกมัยรามอินทรา มุ่งหน้าไปลาดพร้าว ผ่านร้านขายเฟอร์นิเจอร์อินเด็กซ์ไปประมาณ 200 เมตร เลี้ยวซ้ายเข้าซอยหมู่บ้านกลางเมือง/โรงเรียนอนุบาลรัชนีบูล วิ่งตรงไปตามถนนเส้นหลักประมาณ 500 เมตร ร้านออกเดทจะอยู่ทางซ้ายมือ ติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์ 081-889-9941
ใครเบื่อใครเหงา ขอเชิญมาออกเดท แล้วจะรู้ซึ้งว่าค่ำคืนสุดพิเศษเป็นเช่นไร
13.874246
100.669851
ซีฟู้ดจัดจ้าน ร้านเจ๊ต้อยซีฟู้ด ปทุมธานี
- 01 มีนาคม 2556 เวลา 16:32 น.

ถ้าจะพูดถึง “ซีฟู้ด” นอกจากความสดของอาหารทะเลแล้ว น้ำจิ้มแซ่บคงเป็นของคู่กัน เราไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงชายทะเลแล้ว เพราะแค่ไปที่ร้าน “เจ๊ต้อยซีฟู๊ด” ปทุมธานี ก็จะได้กินอาหารทะเลสดๆ เหมือนยกทะเลมาไว้ที่นี่เลยทีเดียว วันนี้ผมจะพาไปชิมอาหารทะเลรสจัดจ้านกันที่ร้าน “เจ๊ต้อยซีฟู๊ด” ร้านนี้มีวัตถุดิบของสดให้เลือกกันเยอะ เรียกว่าอยากกินอะไรชี้นิ้วสั่งได้เลย ภายในร้านจะดัดแปลงจากบ้านสองชั้น โดยชั้นล่างทำเป็นร้านอาหาร มีอาหารทะเลสดๆ โชว์ให้เห็นทางด้านหน้าร้าน ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ให้ลูกค้าแวะชมเลือกดูก่อนจะหาที่นั่ง ว่าของที่ร้านนี้สดใหม่จริงๆ ภายในร้านจะแบ่งเป็นห้องแอร์ 3 ห้องใหญ่ๆ และโต๊ะนั่งข้างนอกอีก 56 โต๊ะ เรียกว่าร้านใหญ่มากทีเดียว ห้องแอร์ไม่เก็บค่าบริการเพิ่มใดๆ ในหลากหลายเมนู อาหารทะเลของที่นี่สดมาก ขายวันต่อวัน เจ้าของกิจการซึ่งเรียกกันอย่างคุ้นเคยในนามของ เจ๊ต้อย หรือคุณป้า มาติกา โชติธนาคิม
ก่อนที่จะมาเปิดร้านอาหาร เจ๊ต้อยเปิดร้านขายอาหารทะเลสดๆ ไปซื้อ ไปคัดสรรมาด้วยตัวเองจากมหาชัย แล้วนำมาขายกันที่ตลาดสดเทศบาลเมืองปทุมธานี ด้วยสินค้าที่ดีและมีคุณภาพ สร้างความเชื่อถือจากลูกค้ามานานหลายสิบปี ซึ่งเป็นเหตุผลที่เจ๊ต้อยต้องมาเปิดร้านอาหารประเภทซีฟู้ด ซึ่งตามมาด้วยเมนูเด็ดๆ ที่ต้องใช้วัตถุดิบที่สดและใหม่เป็นตัวนำ
เจ๊ต้อยเริ่มแนะนำเมนูที่ลูกค้ามาทีไรเป็นต้องสั่งทุกที คือ กุ้งแม่น้ำเผา มีกุ้งแม่น้ำหลายขนาดให้เลือก ราคาก็แตกต่างกันไป “กุ้งแม่น้ำ” ตัวโตๆ ก็กิโลละ 800 บาท ซึ่งไม่แพงเลย เนื้อกุ้งเน้นๆ บวกกับน้ำจิ้มรสเด็ด ขอบอกว่า แซ่บเว่อร์จริงๆ ครับ ต่อด้วยเมนูกุ้งอีกหนึ่งอย่าง เป็น “กุ้งก้ามกรามอบวุ้นเส้น” เสิร์ฟมาร้อนๆ ในหม้ออบ ทางร้านเลือกใช้กุ้งก้ามกรามตัวใหญ่นำมาอบกับวุ้นเส้น ใส่เครื่องอบอย่างขิง พริกไทยดำ ขึ้นฉ่าย ลิ้มรสกุ้งอบวุ้นเส้นหอมกลิ่นพริกไทยดำขึ้นจมูก วุ้นเส้นนุ่มชุ่มถึงรสชาติเครื่องอบรสเข้มข้น ส่วนกุ้งเนื้อหวานอร่อยถูกปากกันไป และยังมีน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บให้จิ้มกินเพิ่มรสชาติอีกด้วย
ต่อด้วยเมนูนี้เลย “ปูผัดผงกะหรี่” ปูเนื้อก้ามโตๆ ผัดกับเครื่องผงกระหรี่รสหวานมันกลมกล่อม เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม “ปลาหมึกผัดไข่เค็ม” ที่นี่สดกรอบผัดกับไข่เค็มรสออกมันๆ ด้วยหมึกสดผัดกับไข่แดงเค็มคัดพิเศษ รสหวานมันเค็ม เข้ากันมาก ตามด้วย “ปลาเก๋าราดพริกสามรส” ทอดด้วยเทคนิคเฉพาะให้สีเหลืองทองกรอบนอกนุ่มในซอสรสเผ็ดหวานนำ “แกงส้มไข่ปลาริวกิว” รสชาติจัดจ้าน ไข่ปลาหนึบๆ กำลังดี จิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บ “แกงป่าปลากระบอก” เมนูนี้ก็รสจัดจ้าน อร่อย ยกนิ้วให้เลย “หอยหวานเผา” อันนี้เด็ดมาก หอยหวานสดนำมาเผา จิ้มกับน้ำจิ้มรับรองจะติดใจในเมนูนี้
นอกจากนี้ยังมีเมนูน่าลองอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ ต้มยำเก๋าแดง ต้มยำปลาบู่ ปลาบู่นึ่งซีอิ้ว ปูนิ่มทอดกระเทียม แกงส้มปูไข่หน่อไม้ดอง หอยเชลล์ผัดไข่แดง กุ้งอบเนย(กุ้งแช่บ๊วย) ปลาซิวทอดกรอบ แกงปลาปลาทราย ปลาตาเดียวสามรส ปลาเต๋าเต้ยทอดกระเทียม ปูม้านึ่ง,ผัดผงกระหรี่ ทอดมันกุ้ง,ปลากราย หมึกย่าง หอยจ๊อปู ปลากะพงนึ่งมะนาว กุ้งอบวุ้นเส้น ต้มยำกุ้ง ปลาหมึกนึ่งมะนาว ปลากะพงทอดน้ำปลา ยำไข่แมงดา ยำหอยนางรม หอยนางรมทรงเครื่อง หอบตลับผัดฉ่า หอยแมลงภู่อบ หอยแครงเผา ไข่เจียวปู,กุ้ง,หอยนางรม หอยลายผัดพริกเผา ข้าวผัดปู สามารถเลือกระดับความเผ็ดได้ตามต้องการ นอกจากอาหารทะเลแล้วร้านนี้ยังมีอาหารไทยจีนอีกหลายอย่างเช่น ฉู่ฉี่ปลาเนื้ออ่อน ต้มยำหัวพุงไข่ ต้มยำไก่บ้าน เต้าหู้ทรงเครื่อง ผักเผ็ดกบ รับรองรสชาติไม่เป็นรองใคร กินอาหารเสร็จเดินข้ามฝั่งถนนไปทำบุญให้อาหารปลาที่วังปลาที่วัดหงษ์ปทุมาวาสกันต่ออิ่มทั้งกายอิ่มทั้งใจ
“ร้านเจ๊ต้อยซีฟู๊ด” หาไม่ยาก อยู่ในตัวเมืองปทุมธานี ตรงข้ามวัดหงษ์ปทุมาวาส การเดินทางจากรังสิตใช้เส้นทางถนนบางพูนปทุมธานี เลี้ยวขวาไฟแดงหน้าโรงพยาบาลกรุงสยามเซนต์คาร์ลอส มุ่งตรงข้ามสะพานปทุมธานี 1 ลงสะพานวิ่งตรงเจอไฟแดงเลี้ยวซ้าย มุ่งหน้าเข้า จ.ปทุมธานี วิ่งตามเส้นทาง เจอแยกซ้ายมือ (ถนนพัฒนสัมพันธ์) เลี้ยวซ้ายมือ วิ่งตรงสุดเส้นทาง เลี้ยวซ้ายก็จะเจอร้าน “เจ๊ต้อยซีฟู๊ด” เห็นป้ายเด่นชัด อยู่ปากซอยศรีปทุม 1 (ตรงข้ามวัดหงษ์ปทุมาวาส) เปิดบริการ 10.0024.00 น. โทร. 02-978-0467, 088-099-2165
13.874246
100.669851
ร้านอาหารบ้านวิจิตร อาหารภูเก็ตในบ้านสวย
- 01 มีนาคม 2556 เวลา 16:27 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มีโอกาสไปพักที่รีสอร์ตระดับ 5 ดาวสุดหรู ชื่อว่า วิจิตร รีสอร์ต ภูเก็ต (Vijitt Resort Phuket) ตั้งอยู่ที่ถนนวิเศษ อ.ราไวย์ จ.ภูเก็ต ซึ่งเจ้าของเป็นคนไทยและบริหารงานด้วยคนไทยเอง แบบมีระดับไม่แพ้ฝรั่งเลยทีเดียว
ในรีสอร์ตพื้นที่กว้างขวางที่สืบทอดกิจการกันมาเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว (ก่อนหน้านี้เป็นบังกาโลธรรมดา ก่อนจะเปลี่ยนหน้าตามาเป็นรีสอร์ตหรูทุกวันนี้) มีร้านอาหารเข้าตาน่านั่งตั้งหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารประเภทออลเดย์ ไดนิง อย่างซาวอรี (Savoury) บีชบาร์ริมชายหาด (Beach Bar) ที่อยู่ติดกันเน้นเสิร์ฟเครื่องดื่มดับกระหายทุกชนิด กับสแน็กต่างๆ หรือจะเป็นไวน์เซลลาร์ (Wine Cellar) ที่เรียกว่าพอเปิดไวน์ลิสต์มาไม่ใช่ไก่กาแน่นอน พร้อมเสิร์ฟทั้งที่ซาวอรี บีชบาร์ และห้องอาหารอื่น รวมถึง อิน วิลลา ไดนิง ด้วย
นอกจากนี้ ยังมีร้านน่ารักๆ เก๋ๆ ริมสระน้ำและศูนย์ความรู้สำหรับเด็ก โรตุนดา (Rotunda) ที่เสิร์ฟเครื่องดื่มและอาหารกินง่ายๆ สำหรับผู้ใหญ่ที่ปล่อยให้เด็กมาทำกิจกรรมต่างๆ
แต่ที่เข้าตาน่านั่งที่สุด ต้องเป็นร้านอาหารบ้านวิจิตร (Baan Vijitt) ที่เสิร์ฟอาหารท้องถิ่นภูเก็ต อาหารไทยจานเด็ด รวมทั้งอาหารแนวคอนเทมโพรารีไทยต่างๆ
ที่น่านั่งไม่ใช่เพียงเพราะว่าที่เสิร์ฟขนมจีนน้ำยาปูภูเก็ต รสชาติเจ็บจี๊ดแบบภูเก็ตแท้ๆ หรือเสิร์ฟแกงไตปลาที่เครื่องครบสุดเข้มข้น พร้อมทั้งอาหารท้องถิ่นภูเก็ตชื่อดังอีกมาก ตั้งแต่โลบะ (ไส้/เครื่องในหมูทอด) โอต๊าว (คล้ายๆ หอยทอด แต่ใช้หอยนางรมตัวเล็ก ผักกับแป้ง ถั่วงอก แล้วก็เผือกหั่นเต๋า) หมี่ฮกเกี้ยน (คล้ายยากิโซบะ) ฯลฯ
เหตุผลที่น่านั่งสุดๆ เพราะว่าร้านอาหารบ้านวิจิตรเสิร์ฟอาหารรสชาติภูเก็ตแท้ ในบ้านที่ปลูกสร้างในสไตล์ซิโนโปรตุกีส อันเป็นเอกลักษณ์ของภูเก็ต โดยเป็นบ้านที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 50 ปีเสียด้วย ไม่ได้สร้างขึ้นใหม่เพื่อที่จะทำเป็นร้านอาหารแต่อย่างใด ทว่าเป็นบ้านพักตากอากาศที่รุ่นพ่อของผู้บริหารคนปัจจุบัน สร้างให้รุ่นคุณปู่มาพักผ่อนชายทะเล เรียกว่า บ้านวิจิตรตั้งตระหง่านมาก่อนที่วิจิตร รีสอร์ต ภูเก็ต จะเป็นรูปเป็นร่างเช่นทุกวันนี้เสียอีก
ร้านอาหารบ้านวิจิตร เสิร์ฟอาหารแบบไฟน์ไดนิง เปิดบริการเฉพาะช่วงอินเนอร์เท่านั้น ตั้งแต่เวลา 18.00–22.00 น. โดยทางร้านมีซอมเมอลิเยร์ที่ควรช่วยเหลือในการแมตชิงไวน์ ที่เข้ากันได้ดีกับอาหารภูเก็ตและอาหารไทยรสชาติดั้งเดิม ที่เสิร์ฟแบบหน้าตาคอนเทมโพรารีด้วย
ร้านมี 2 ชั้น ให้เลือกนั่งรับประทานอาหารในบ้านแสนสวยได้หลายบรรยากาศ ทั้งด้านในร้านทั้งสองชั้นก็แบบหนึ่ง ใครอยากรับลมทะเลก็เลือกนั่งได้ทั้งระเบียงชั้นล่างและชั้นบนก็ได้ โดยเฉพาะรีบไปตั้งแต่ร้านเปิด บรรยากาศทไวไลต์ ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าจัด ประกอบกับไฟประดับตกแต่งบ้าน สวยเกินบรรยาย
ร้านอาหารบ้านวิจิตร อยู่ในวิจิตร รีสอร์ต ภูเก็ต เปิดบริการเฉพาะมื้อค่ำ ตั้งแต่เวลา 18.00–22.00 น. โทร. 07-636-3600
13.874246
100.669851
วาโชกุ ญี่ปุ่นใหม่แกะกล่อง
- 01 มีนาคม 2556 เวลา 16:22 น.

โดย…คาเอรุ ptmagz2013@gmail.com
แวะเวียนไปซอยโรงแรมลักซ์ (Luxx) ย่านถนนหลังสวนอยู่เป็นประจำ เพิ่งสังเกตเห็นว่าเขามีร้านอาหารญี่ปุ่นเปิดใหม่ ชื่อว่า วาโชกุ (Washoku) ที่ชั้น 1 ของโรงแรม เป็นร้านเล็กๆ นั่งสบายๆ มีที่ให้นั่งชิลชิลประมาณ 78 โต๊ะเห็นจะได้ ด้านในติดวิวสวนเล็กๆ ของโรงแรม เป็นประตูกระจกขนาดใหญ่ เก๋ไก๋ตามแบบฉบับบูติกโฮเต็ล
เพื่อนที่รู้ภาษาญี่ปุ่น บอกว่า วาโชกุ แปลว่า อาหารญี่ปุ่น (ฮ่าๆๆๆ ตั้งตรงตัวมากๆ) เมนูเด่นเป็นข้าวปั้นหน้าต่างๆ ทั้ง ซูชิ โรลล์ และมากิ ถ้าไปหลายคนสั่งมาเป็นเซตก็กินคุ้มมากๆ เพราะมีทั้งข้าวปั้นหน้าเนื้อมัตสึซากะย่างอย่างดีของญี่ปุ่น หน้าปลากริลต่างๆ รวมทั้งหน้าฟัวกราส์ หน้าไข่หอยเม่น หน้าหอยเชลล์ รวมสะระตะแล้ว 10 ชิ้น หรือจะเลือกสั่งข้าวปั้น ข้าวห่อ ข้าวม้วนหน้าต่างๆ เป็นคำๆ ก็ได้ จะสามารถเลือกตามที่เราชอบกินเลย
เมนูเด็ดอย่าง ดรากอน ออน ไฟร์ (Dragon on Fire) โรลล์ปลาดิบทูน่าราดซอสเผ็ดสไตล์ญี่ปุ่น เผ็ดกำลังได้ใจคนชอบรสชาติจัดจ้าน จัดเต็มมาในจานประมาณ 6 ชิ้น กินคนเดียวอาจจุกได้
ใครมาคนเดียวกินเบาๆ สั่งเซตแซลมอนซาชิมิ เสิร์ฟมาพร้อมสลัดและข้าวญี่ปุ่น อิ่มอร่อยกำลังดี ปลาแซลมอนสดมาก หั่นชิ้นโต รับประทานกันแบบเนื้อๆ เน้นๆ อิ่มอร่อยกำลังดี
ร้านนี้ยังมีข้าวญี่ปุ่นหน้าต่างๆ ทั้งข้าวหน้าเนื้อมัตสึซากะ ข้าวหน้าฟัวกราส์ ข้าวหน้าปลาโทโร่ ข้าวหน้าปลาดิบรวม ใครชอบซดน้ำร้อนๆ เขาก็มีราเม็ง อูด้ง ให้เลือกชิมเช่นกัน พูดง่ายๆ ว่ามีร้านอาหารญี่ปุ่นครบสูตรเลยนั่นแหละ เช่นเดียวกับบรรดาเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่นทั้งมีและไม่มีแอลกอฮอล์ ก็มีเสิร์ฟครบครัน
บอกอีกทีว่า ร้านวาโชกุ อยู่ที่ชั้น 1 โรงแรมลักซ์ หลังสวน (ซอยเดียวกับร้านทริปเปล็ตส์ แบรสเซอร์รี ปากซอยมีร้านทังลอง ตรงข้ามไวน์บริดจ์) ร้านเปิดบริการทุกวัน มื้อเที่ยง 11.00-14.00 น. และมื้อค่ำ 17.00-22.00 น. โทร. 02-652-1676, 081-917-7770
ชาวสมาคมถ่าย(รูป)ก่อนหม่ำ ใครมีร้านอาหารน่านั่ง สุดเก๋ อาหารหน้าตาดี น่าแชะมาแชร์ให้ตามไปชิม ส่งเรื่องและภาพมาบอกเล่ากันที่ “แชะ ชิม แชร์” ptmagz2013@gmail.com หรือbambi5789@gmail.com
13.874246
100.669851
ก๋วยเตี๋ยวไฮโซ โอ้โห…อร่อย
- 01 มีนาคม 2556 เวลา 16:03 น.

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ พงษ์ไทย วัฒนาวณิชย์วุฒิ
นอกจากข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทยเราแล้ว “ก๋วยเตี๋ยว” ก็เป็นอีกหนึ่งเมนูที่เรานึกถึงกันทุกบ่อยๆ เมื่อเกิดอาการหิว เช่นนั้นแล้วร้านก๋วยเตี๋ยวจึงมีให้บริการอยู่ดาษดื่น แต่สำหรับคนชอบก๋วยเตี๋ยวอร่อยก็ยังต้องใช้แรงสืบเสาะหา แม้จะต้องฝ่าฟันการจราจรที่ติดขัด หรือต้องฝ่าแดดไปนั่งอบร้อนอยู่ในร้านริมถนนหรือห้องแถวคับแคบก็ต้องยอมเพื่อจะได้ลิ้มชิมรสก๋วยเตี๋ยวสูตรเด็ด
มีหลายครั้งในบางอารมณ์เราก็อยากจะรับประทานก๋วยเตี๋ยวกลมกล่อมจัดจ้านแบบไม่ต้องดิ้นรนเดินทาง ไม่ต้องทนร้อนหรืออึดอัด คงเพราะมีคนคิดแบบนี้อยู่จำนวนไม่น้อย ก๋วยเตี๋ยวจึงถูกนำไปขึ้นห้างและขายในร้านสวยหรู ด้วยสถานที่ตั้งซึ่งให้ความสะดวกสบายบวกกับวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างดีทำให้ราคาของก๋วยเตี๋ยวในร้านเหล่านี้มีราคาแพงขึ้น หลายคนเลยเรียกว่า ก๋วยเตี๋ยวไฮโซ
วันนี้เรามีนัดที่ชั้น 4 สยามพารากอน เพื่อจะไปพิสูจน์ความอร่อยของก๋วยเตี๋ยว “เนื้อคู่” ซึ่งมีชื่อเสียงเลื่องลืออยู่ไม่ใช่น้อย
ร้านนี้สามารถเรียกได้ว่าเป็นก๋วยเตี๋ยวไฮโซได้อย่างแท้จริง เพราะว่าเจ้าของร้านเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงสังคม ซึ่งก็คือ คุณแววธีรวัลคุ์ ปังศรีวงศ์ ทายาทเครือเกษมกิจเจ้าของโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์หลายสิบแห่งทั่วประเทศ เธอและน้องๆ ซึ่งล้วนเป็นหลานของ พงส์ สารสิน อย่าง สุรัชนีสุรภาพ ลิ่มอติบูลย์, พงศ์ศิษฏ์พงศ์วรุฒน์ ปังศรีวงศ์ และแพรภูมิ สารสิน หุ้นกันสร้างขึ้นมา
ร้านเนื้อคู่เปิดให้บริการความอร่อยมาแล้วราว 8 เดือน ที่ผ่านมาก็ได้รับการตอบรับอย่างดีจากคนชอบก๋วยเตี๋ยวอร่อยในบรรยากาศสบายๆ กลางห้างใหญ่ คุณแววเล่าให้ฟังว่า ร้านนี้เริ่มต้นมาจากความชื่นชอบส่วนตัวของหุ้นส่วน “ที่บ้านเราชอบรับประทานก๋วยเตี๋ยว และทุกคนก็เห็นพ้องกันว่า ทำไมก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆ แบบที่บ้านเราทำถึงหากินได้ยาก บางครั้งร้านอร่อยก็ตั้งอยู่ริมถนนหรือในห้องแถว ซึ่งเวลาจะไปก็ยาก ถึงหารับประทานยาก บางครั้งก็ไปรับประทานลำบาก เราเลยคิดจะขายก๋วยเตี๋ยวแบบนั้นในที่ไปมาสะดวก”
ที่ตั้งชื่อว่า เนื้อคู่ นั้นเพราะเจ้าของอยากจะเล่นกับคำว่า เนื้อ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ ทั้งยังมีสโลแกนเก๋ๆ ว่า “เพราะเราเชื่อว่า เนื้อคู่ที่ใช่ ย่อมเพิ่มรสชาติให้ชีวิต” ร้านนี้จะเสิร์ฟก๋วยเตี๋ยวโดยแยกเส้นกับเนื้อมาต่างหาก แต่หากว่าใครไม่ชอบกินเส้นก็สามารถเลือกกินคู่ข้าวได้ “เนื้อ” จะ “คู่” กับอะไรก็ได้ (เนื้อหรือเส้น) แล้วแต่คนสั่งต้องการ
เจ้าของร้านบอกว่า หัวใจของก๋วยเตี๋ยวอร่อยคือ น้ำซุป และเนื้อ (นุ่ม) น้ำซุปมีรสชาติกลมกล่อมในตัว แบบไม่ต้องปรุงก็ได้ หรือถ้าใครชอบเผ็ดก็เติมแค่พริกเข้าไปเท่านั้น น้ำซุปก๋วยเตี๋ยวของร้านเนื้อคู่มีให้เลือก 2 ชนิด คือ ซุปกระดูกวัว ซึ่งเป็นสูตรของครอบครัว อีกหนึ่งชนิด คือ สูตรต้นตำรับ เป็นสูตรของรุ่นพี่ที่สนิทกัน ทั้งสองสูตรเข้มข้นมีกลิ่นของเครื่องเทศสัมผัสได้
เนื้อร้านนี้ให้เลือกสั่งถึง 6 ชนิด ไม่ว่าจะเนื้อเซอร์ลอยน์ เนื้อสันไหล่ เนื้อใต้ซี่โครง เนื้อริบอาย เนื้อวากิวนำเข้าจากออสเตรเลีย และเนื้อโกเบนำเข้าจากญี่ปุ่น นอกจากเครื่องปรุงมาตรฐานที่พบในร้านก๋วยเตี๋ยวทั่วไป ร้านนี้ยังมีน้ำส้มสูตรพิเศษเพิ่มเติมด้วย คนที่ไม่กินเนื้อก็สามารถที่จะเลือกก๋วยเตี๋ยวหมูได้ ไม่ว่าจะหมูธรรมดา หรือหมูดำ (คุโรบุตะ) ให้เลือกสั่ง ก๋วยเตี๋ยวของเนื้อคู่เริ่มต้นที่ราคาชามละ 80 บาท แพงที่สุดคือ ชามที่ใช้เนื้อโกเบในราคาชามละ 950 บาท
ไม่เพียงแค่ก๋วยเตี๋ยว ร้านนี้ยังมีอีกหนึ่งเมนูแนะนำ คือ ข้าวหน้าเนื้อ ซึ่งเลือกได้ว่าจะเป็นเนื้อแบบไหน ถ้าหากเป็นเนื้อโกเบก็ราคาอยู่ที่ 970 บาท นอกจากนี้ เนื้อคู่ ยังมีอาหารกินเล่นที่โดดเด่นและต้องสั่ง คือ กุยช่ายทอด ที่สื่อบางแห่งยกให้เป็นกุยช่ายทอดที่อร่อยที่สุดในกรุงเทพฯ เคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่แป้งกรอบไส้เต็มปากเต็มคำ ใช้น้ำมันใหม่ ไม่ทอดซ้ำ ลูกชิ้นปลาภูเก็ต (นึ่ง) ก็เป็นอาหารแนะนำ มีน้ำจิ้ม 2 แบบ ทางร้านทำเอง ซึ่งต้องไปพิสูจน์กันว่าจะถูกปากถูกใจหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีแฮกึ๊นทอด ฟองเต้าหู้ (ทอด) เต้าหู้นึ่งหมูสับ เปาะเปี๊ยะสด ฯลฯ
อยากล้างปากด้วยของหวานก็สามารถสั่งเต้าฮวยมะพร้าวนมสด สละลอยแก้ว บัวลอยเผือก ฯลฯ มารับประทานได้ เครื่องดื่มก็มีทุกอย่างที่ร้านก๋วยเตี๋ยวมักจะมีอย่างเช่น โอเลี้ยง เก๊กฮวย ชาดำ ชามะนาว ฯลฯ ทางร้านพยายามที่จะเพิ่มเมนูใหม่ๆ เข้ามาทุก 34 เดือน
เนื้อคู่ ตกแต่งให้โปร่งโล่งนั่งสบาย ไม่เป็นทางการเกินไป เป็นร้านที่ไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกเกร็งที่จะเดินเข้ามา จุดเด่นคือ เครื่องกระเบื้องที่ติดอยู่ผนังร้าน ซึ่งคุณแววสั่งมาจากร้านที่ทำสินค้าเลียนแบบของเก่า โดยระบุว่าขอสินค้าเกรดซี เอาแบบเบี้ยวๆ บิดๆ หรือไม่ผ่านคิวซี เพราะเห็นว่าแปลก ไม่ดูแพงหรือหรูเกินไปสำหรับร้านก๋วยเตี๋ยว อีกหนึ่งจุดเด่นของร้านคือ รูปปั้นวัวตัวดำซึ่งมักจะมีคนแวะมาถ่ายรูปเสมอๆ
คุณแววเล่าว่า ตอนที่เปิดเนื้อคู่นั้นหุ้นส่วนทุกคนมั่นใจมาก เพราะเชื่อว่าของอร่อยและคุณภาพ แพงยังไงก็ขายได้ แต่ทางครอบครัวก็มองด้วยความเป็นห่วงว่าจะไปรอดหรือเปล่า “ตอนนี้รอดแล้วค่ะ และกำลังเล็งว่าจะเปิดสาขาต่อไปในอนาคต” สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำธุรกิจนี้ ทายาทเครือเกษมกิจบอกว่า ความสำเร็จมาจากการใส่ใจในคุณภาพอาหาร และความเชื่อมั่นในตัวโปรดักต์
วันนี้คุณแววก็คอนเฟิร์มว่า คนไทยชอบกินก๋วยเตี๋ยว และกินได้เรื่อยๆ เห็นได้จากที่มีลูกค้าเข้าออกร้านเป็นระยะไม่ใช่เฉพาะช่วงมื้ออาหารหลัก ลูกค้าที่แวะเวียนมาเนื้อคู่มีตั้งแต่เด็กนักศึกษาเรื่อยไปถึงคนวัยทำงาน และผู้ใหญ่ที่มากันเป็นครอบครัว แนะนำว่า ถ้าจะแวะร้านนี้ในวันหยุดสุดสัปดาห์ให้โทรมาจองโต๊ะ โทรเลย 02-610-9773
ถึงอยากจะลองก๋วยเตี๋ยว (เนื้อ) อร่อยแบบไฮโซ้ไฮโซอย่าลืมแวะไปซู้ดดดเส้นกันได้ทุกวัน
นานาก๋วยเตี๋ยวไฮโซ
หากนึกถึงร้านก๋วยเตี๋ยวไฮโซเจ้าแรกๆ ต้อง “ดุ๋งเด้งได้” (ห้อง B3 สยามฟิวเจอร์ทาวน์เซ็นเตอร์ ทองหล่อ 4 ซ.สุขุมวิท 55 โทร. 02-392-1417 เปิดทุกวันเวลา 10.00-22.00 น.) ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือของ พาที สารสิน ที่กว้าง หรู ดูดี เย็นฉ่ำ ด้วยการตกแต่งทำให้ดูเผินๆ เหมือนกับบาร์ เมนูไฮโซคือ ก๋วยเตี๋ยวเรือเนื้อวากิว (250 บาท) และหมูดำคุโรบุตะย่างจิ้มแจ่ว (450 บาท) ตอนนี้ได้ข่าวว่าเจ้าของกำลังจะขยายแฟรนไชส์ออกไปอีกหลายสิบสาขา
วันไหนไปเดินเล่นเซ็นทรัลเวิลด์ก็ลองแวะ “ซู้ดนู้ดเดิ้ล” (โซนเอเทียม ชั้น 7 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โทร. 02-646-1359 เปิดทุกวัน เวลา 11.00-22.00 น.) ก๋วยเตี๋ยวเรือขึ้นห้างของเซเลบและนักธุรกิจดัง ในร้านที่ตกแต่งแบบเรโทรชิก เมนูไฮโซ ก๋วยเตี๋ยวน้ำตกเนื้อวากิวเส้นแก้ว (359 บาท) ก๋วยเตี๋ยวน้ำตกหมูคุโรบุตะ (159 บาท) เนื้อย่างจิ้มแจ่ว (269 บาท) เครื่องดื่มโบราณอย่างน้ำมะเน็ต หรือน้ำอัดลมโบราณ ก็มีให้สั่ง
ชื่อร้านบ่งบอกว่า เมื่อก่อนร้านเคยอยู่หน้ากระทรวงการคลังก่อนจะย้าย “เตี๋ยวหน้าคลัง” (ศูนย์การค้าลาวิลล่า พหลโยธิน โทร. 02-613-0517 เปิดทุกวัน เวลา 10.30-22.00 น. สาขาเดอะ ไนน์ พระราม 9 โทร. 02-716-7886 และสาขาซีนสเปซ ซอยทองหล่อ 13 โทร 021852378) เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเรือไฮโซในบรรยากาศสดใสทันสมัย เมนูไฮโซ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อริบอาย (250 บาท) ก๋วยเตี๋ยวหมูดำคุโรบุตะ (149 บาท) ฯลฯ มีเป็นชุดให้สั่ง โดยลูกค้าสามารถลวกก๋วยเตี๋ยวได้เองด้วย
13.874246
100.669851
ลี คิทเช่น กระทะเหล็กอาหารเหลา
- 01 มีนาคม 2556 เวลา 15:59 น.

โดย…ซิตี้กาย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
ห้องอาหารลี คิทเช่น ภัตตาคารอาหารเหลา ภายใต้การดูแลของ เชฟชัยเทพ ภัทรพรไพศาล ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการอาหารจีนมายาวนานกว่า 30 ปี เรื่องรสชาติอาหารจีนจึงไม่มีคำว่าผิดหวัง
ร้านลี คิทเช่น สาขาที่ไปชิมเป็นร้านสาขาแรก ตั้งอยู่ริมถนนจันทน์ ด้านติดกับถนนนราธิวาสราชนครินทร์ เข้าไปเพียง 25 เมตร อยู่ทางซ้ายมือ โดยสามารถจอดรถได้ที่หน้าร้าน ซึ่งจะมีพนักงานบริการนำรถของท่านไปจอดให้ หรือจะขับไปจอดเองที่ปั๊มก๊าซใกล้ๆ แล้วเดินย้อนมาก็ได้
บรรยากาศร้านออกแนวห้องอาหารจีนยุคใหม่ ได้ข่าวว่าเพิ่งทำการตกแต่งจัดวางฮวงจุ้ยและปรับเมนูอาหารต่างๆ พร้อมรับสู้กระแสอาหารญี่ปุ่นและเกาหลี จุดเด่นอยู่ที่สูตรเฉพาะของเชฟ ลี ซึ่งเชี่ยวชาญทั้งอาหารไทย จีน ฝรั่ง จึงนำเคล็ดลับชาติต่างๆ มาผสมผสานให้รสชาติถูกปาก
เริ่มจากขนมกุยช่ายทอดซึ่งเป็นเมนูขึ้นชื่อ ตามกันแบบจัดเต็มด้วยก้ามปูกระทะร้อน ที่คัดเฉพาะเนื้อก้ามปูชิ้นโตวางบนกระทะร้อน และผัดรวมกับผักและเครื่องเทศส่งกลิ่นหอม
ร้านลี คิทเช่น มีเมนูอาหารจีนราคาไม่แพงให้นักชิมได้ลิ้มลอง อย่างถั่วแขกผัด ใช้ถั่วแขกอย่างดีผัดกับเบคอนและกุ้ง หั่นชิ้นเล็กๆ ได้รสชาติออกเค็มๆ มันๆ รับประทานกับข้าวผัดคะน้าปลาเค็ม ที่ปลาไม่เค็มเลยแต่รสชาติกำลังดี แถมได้กลิ่นหอมไหม้ก้นกระทะเย้ายวนชวนอร่อยจริงๆ
ปิดท้ายด้วยทีเด็ดปลาเทราต์กระทะร้อน ที่นำมาทอดแบบไทยๆ ให้เนื้อกรอบนอกนุ่มใน ส่วนใครอยากเรียนทำอาหารจีน ที่ร้านก็มีเปิดคอรส์สอนทำอาหารพิเศษให้ด้วยครับ
ร้านลี คิทเช่น สาขาถนนจันทน์ เปิดทุกวัน เวลา 11.0014.00 น. และเวลา 17.00-22.00 น. โทร. 02-213-10189
13.874246
100.669851
อร่อยเหนือชั้น เชฟแบทเทิล
- 01 มีนาคม 2556 เวลา 08:27 น.

จับ 2 เชฟแถวหน้ามาปะทะกัน มันส์ยิ่งกว่านั่งดูวัวชนกันซะอีก
หนึ่งตัวแทนจากฝรั่งเศส “ฌอง แบ๊บติสท์ นาตาลี” มิชลินสตาร์เชฟ เจ้าของร้านอาหารขวัญใจไฮโซ “นาตาลี” ในเมืองเล็กๆ Colombey les Deux Eglises
อีกหนึ่ง ไม่ใช่ใครที่ไหน เชฟกระทะเหล็กหญิงคนแรกของไทย “ปูริดา ธีระพงษ์” แห่งห้องอาหารไทยร่วมสมัย “สุธารส” โฮเต็ลมิวส์ แบงคอก หลังสวน
ทั้งคู่โคจรมาเจอกันในวาระพิเศษที่จัดขึ้นในบรรยากาศแบทเทิลแบบไม่มีใครยอมใคร ใครดีใครเริ่ด ใครเจ๋งก็คือคนที่จะคว้าใจนักชิมได้อยู่หมัด
โจทย์การแบทเทิลแทบไม่ต่างจากโชว์ในรายการเชฟกระทะเหล็ก เพราะ 2 เชฟต้องใช้วัตถุดิบ 4 อย่างเหมือนกัน หอยเชลล์ กุ้งแม่น้ำ ปลาหิมะ สุดท้ายก็เป็นขนมหวานที่ทำจากมะม่วง
วัตถุดิบ 4 อย่าง ถูกนำมาสร้างสรรค์ในแนวทางอาหารที่เชฟถนัด เชฟปูริดาเลือกนำเสนออาหารไทย ส่วนเชฟฌองก็ขออวดอาหารฝรั่งเศส
พลันที่เสียงระฆังดังลั่น นั่นจึงเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า การแบทเทิลของเชฟทั้งสองกำลังเริ่มขึ้นแล้ว
จานแรกเชฟปูริดาเสิร์ฟหอยเชลล์คาร์ปักซิโอสไตล์ไทยในถ้วยค็อกเทล พร้อมน้ำจิ้มรสแซบปานกลาง กินแกล้มร็อกเก็ตสดกรอบ ส่วนเชฟฌองก็ไม่น้อยหน้า จัดเต็มด้วยหอยเชลล์ย่าง ได้ความหวานของหอยผสานกับความนุ่มของซอส แถมยังมีโดนัตมันฝรั่งเคี้ยวละมุนลิ้น
จานต่อมาเป็นเมนูซุปที่ใช้วัตถุดิบหลักคือกุ้งแม่น้ำ ความสดความหวานที่ได้จากกุ้งตัวไม่ใหญ่มาก นำมาซึ่งรสชาติซุปที่กลมกล่อม เชฟฌองทำเก๋ ซุปกุ้งคาปูชิโน ประหนึ่งกำลังดื่มด่ำกาแฟและพรายฟองที่ลอยอยู่ด้านบน ฟากเชฟปูริดาขอสู้สักตั้ง ด้วยซุปกุ้งรสชาติออกต้มยำน้ำข้น กลิ่นเครื่องเทศไทยหอมฟุ้งยั่วน้ำลาย ได้ใจคนไทยตรงที่มีความเผ็ดนิดๆ ซดได้เพลินๆ ไม่เลี่ยนเกินไป
การแบทเทิลยังคงดำเนินต่อ เราแอบลอบมองสีหน้าเชฟ ทั้งคู่ก็ยังดูยิ้มแย้มกันดี ไม่ถึงขั้นแยกเขี้ยว หรือคิดจะปามีดใส่กัน เพื่อให้อีกฝ่ายตายคาตัก (โหดไปมั้ย 555) จานที่ 3 พระเอกคือปลาหิมะ ปกติปลาหิมะก็มีเนื้อหวานนุ่มชุ่มฉ่ำลิ้นอยู่แล้ว แต่จานนี้ 2 เชฟทำสุดไอเดียบรรเจิด เชฟกระทะเหล็กหญิงนำความเป็นไทยกลิ่นอายจีนมาดัดแปลงให้กลายร่างเป็นปลาหิมะห่อผักกาดขาวนึ่งพริกไทยกับขิง เสิร์ฟกับข้าวอัญชันสีสวยน่าหม่ำ มิชิลินสตาร์เชฟ ใช้ปลาหิมะทำเป็นฟิเลต์ชิ้นหนาพอประมาณ เพิ่มลูกเล่นตรงที่เสิร์ฟคู่ราวิโอลีและซอสรสนุ่ม อร่อยจนลืมเกลียดปลาไปเลยละ
จานส่งท้าย ใช้มะม่วงน้ำดอกไม้เป็นจุดขาย เอาใจคนเลิฟมะม่วงโดยเฉพาะ คนไม่ชอบมะม่วงอาจจะรู้สึกเฉยๆ แต่ไม่ใช่เราแน่นอน เพราะมะม่วงคือลมหายใจของเรา (เวอร์ไปนู่น?!!) อะอย่ามัวรีรอ ไปชิมขนมหวานจานเด็ดดวงของ 2 เชฟดีกว่า มะม่วงของเชฟฌองนั้นเป็นซอร์เบต์สีเหลืองอ๋อย เคียงด้วยชอร์ตเบรดและมะม่วงสด เต็มอิ่มกับมะม่วงจริงๆ ถูกใจแมงโกมาเนีย ขณะที่เชฟปูริดา ใช้มะม่วงมารวมกันทำเป็นพูรีเนื้อนุ่ม รสสัมผัสมะม่วงให้ความสดชื่นไม่เบา แถมด้วยสาคูน้ำกะทิดอกอัญชัน หอมหวานมัน อร่อยเกินที่จะวางช้อนได้
หลังเสิร์ฟครบทุกจาน 2 เชฟก็มีเวลาเล็กน้อยเปิดใจความรู้สึก เชฟปูริดาบอกงานนี้ท้าทายดี ยิ่งได้เจอคนเก่งๆ ก็ยิ่งได้พัฒนาฝีมือ ส่วนเชฟฌองมองว่าการแบทเทิลมันคือการแข่งกับตัวเอง หาใช่แข่งอย่างเอาเป็นเอาตายกับอีกฝ่าย ที่สำคัญยังทำให้ตัวเชฟไม่หยุดนิ่งที่จะสร้างสรรค์เมนูอร่อย
สำหรับผลการแบทเทิล หวยออกที่เชฟปูริดา สามารถชนะเชฟฌองไปแบบฉิวเฉียด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทำเมนูโดนใจนักชิมคนไทย ทว่าบางเมนูของเชฟฌองก็กินขาด ได้คะแนนไปเต็มๆ ถึงอย่างนั้นนี่ก็ไม่ใช่สิ่งชี้วัดว่าใครเหนือใคร ด้วยทั้งสองเชฟต่างก็มีดี แนวถนัดและเอกลักษณ์คนละทาง
13.874246
100.669851
Inspired by My Trip กินข้าวต้มยามเช้าแบบชาวสิงคโปร์
- 24 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 08:36 น.

ขอพาทุกท่านมาชิมอาหารเช้าใกล้บ้านเราที่ประเทศสิงคโปร์กันบ้างดีกว่า
โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์
ฉบับนี้ผู้เขียนขอพาทุกท่านมาชิมอาหารเช้าใกล้บ้านเราที่ประเทศสิงคโปร์กันบ้างดีกว่า หากเอ่ยถึงประเทศสิงคโปร์ หลายๆ ท่านคงนึกถึงอาหารจานเด็ด ไม่ว่าจะเป็นข้าวมันไก่ ปูผัดเครื่องแกง หรือ Curry Crab ขาดไม่ได้ต้องไปชิมบะกุ๊ดเต๋ ที่คนสิงคโปร์กินได้ทั้งวันไม่จำกัดว่าจะเป็นมื้อไหน
จริงๆ แล้วอาหารสิงคโปร์แบบพื้นบ้าน หลายๆ อย่างมีความใกล้เคียงกับอาหารประจำบ้านของคนไทยเชื้อสายจีนหลายๆ ครอบครัว
อย่างอาหารเช้าที่ผู้เขียนนำมาเสนอในฉบับนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Buffet อาหารเช้าของโรงแรม Fullerton Bay โรงแรมนี้อยู่ไม่ไกลจาก Merlion และอยู่ตรงข้ามกับ Marina Bay เห็นเป็นวิวทิวทัศน์ประดับห้องอาหารเช้า
บุฟเฟต์อาหารเช้าของโรงแรมนี้มีอาหารให้เลือกหลายอย่างที่ผู้เขียนติดใจ คือ หม้อข้าวต้มทรงสูงสีเงิน มีชามข้าวต้มเรียงราย พร้อมด้วยเครื่องเคียงพร้อมสรรพ ทั้งไข่เยี่ยวม้า ไข่เค็ม อกไก่ต้มฉีกฝอย ขาดไม่ได้ตามสไตล์อาหารจีนของชาวสิงคโปร์ มักจะมีถั่วลิสงต้มซีอิ๊ว หอมกลิ่นผงพะโล้ หรือ Chinese Five Spices อยู่ด้วย ยังมีผักดองที่คุณแม่ผู้เขียนเรียกว่า ซีเซ็กฉ่าย ผักดองรสเค็มหวาน มีต้นหอมหั่นท่อน และที่แปลกคือหอมเจียว
ข้าวต้มของเขาเนื้อข้นน้อยกว่าโจ๊กนิดหน่อย ยังเห็นเป็นเมล็ดข้าวมากกว่า กำลังจะเอาจานอีกใบตักเครื่องข้าวต้มก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อเชฟหนุ่มเดินมาบอกว่าจะตักให้ ว่าแล้วหยิบถ้วยข้าวต้มไปจากมือผู้เขียน แล้วใช้ช้อนกาแฟ ตักเครื่องข้าวต้มอย่างละช้อนใส่ลงในชามข้าวต้มจนดูพูน ด้านข้างถาดเครื่องเคียง มีขวดน้ำมันงา และซีอิ๊ว เชฟท่านนี้ก็เหยาะใส่ชามมาอีกนิดหน่อย ส่งทั้งชามให้ผู้เขียน เชฟบอกว่า นี่แหละเป็นแบบชาวสิงคโปร์กินกัน คุณแค่ใช้ช้อนคนให้ทุกอย่างรวมกัน แล้วตักเข้าปาก
ผู้เขียนเดินกลับมางง ทำตามที่เชฟว่า ตักเข้าปากแล้วพบว่าอร่อยกว่าที่คิดไว้เยอะ ด้วยความหอมของซีอิ๊วขาวอย่างที่คุณผู้อ่านลองลงทุนหาซื้อมาใช้ เป็นซีอิ๊วนำเข้ากลิ่นหอมละมุน รสไม่เค็มจัด ได้ความหอมเยอะกว่าความเค็ม เขาเรียกกันว่า Premium Light Soy Sauce ได้กลิ่นหอมของน้ำมันงาเจือมาจากที่เชฟเหยาะมาให้
ทานคำหนึ่งได้รสชาติของไข่เค็ม อีกคำได้รสชาติของไข่เยี่ยวม้าและไก่ฉีก ยิ่งเจอถั่วลิสงต้มมาเสียเปื่อยนุ่ม เสน่ห์ของข้าวต้มแบบสิงคโปร์ เห็นจะเป็นหอมเจียว ที่เพิ่มรสชาติแตกต่างจากที่คุ้นเคย
เห็นว่าสูตรนี้ทำได้ไม่ยาก เลยนำมาแกะสูตรเรียบเรียงเผื่อว่าวันหยุดว่างๆ ตอนเช้า จัดแจงทำวงข้าวต้มสไตล์สิงคโปร์ เป็นอาหารเช้า หรืออาหารเย็นเบาๆ อร่อยและไม่ยุ่งยากเลย
ข้าวต้มสไตล์สิงคโปร์
ส่วนประกอบ
สำหรับข้าวต้ม
ข้าวสาร อย่างข้าวหอมมะลิ 1 ถ้วย
น้ำสะอาด 3 ถ้วย
เกลือป่น 0.25 ช้อนชา
ต้มน้ำสะอาดให้เกือบๆ เดือด เติมเกลือป่นลงไป ตามด้วยข้าวสาร ต้มไปประมาณ 10 นาที เมล็ดข้าวจะเริ่มนิ่ม ผู้เขียนใช้ Bar Blender หรือเครื่องปั่นมือถือ ปั่นให้เมล็ดข้าวพอแหลก ต้มต่อไปสักพัก เมล็ดข้าวจะเริ่มคายยางออกมาให้น้ำข้าวต้มหนืดขึ้น คล้ายกับโจ๊กเนื้อหยาบ หมั่นคนให้ทั่วก้นหม้อเพื่อไม่ให้ไหม้ติดก้นหม้อ
หากข้าวเริ่มงวด อาจเติมน้ำเพิ่มลงไปอีก เพื่อให้ข้าวต้มมีความหนืดตามความชอบ
หมายเหตุ หากไม่ใช้เครื่องปั่น อาจใช้ครกตำเมล็ดข้าวหยาบๆ ก่อนนำลงไปต้มก็ได้ค่ะ
สำหรับถั่วลิสงพะโล้
ถั่วลิสงแช่น้ำค้างคืนไว้ 1 ถ้วย
กระดูกหมู 12 ชิ้น
กระเทียมกลีบใหญ่ 2-4 กลีบ
เกลือ 0.25 ช้อน
ผงพะโล้ 0.25 ช้อนชา
ซีอิ๊วดำ 2 ช้อนชา
ซีอิ๊วหวาน 2 ช้อนโต๊ะ
นำถั่วลิสง กระเทียม และกระดูกหมูใส่หม้อ เติมน้ำสะอาดลงไปให้สูงเป็นสองเท่าของถั่ว ต้มให้เดือด หรี่ไฟลง
ใส่ผงพะโล้ลงไป เคี่ยวต่อประมาณ 60 นาที หรือจนเมล็ดถั่วนุ่ม เติมน้ำสะอาดเพิ่มลงไปได้ เมื่อน้ำแห้ง
เมื่อเมล็ดถั่วนุ่มดีแล้ว ปรุงรสด้วยซีอิ๊วดำ และซีอิ๊วหวาน ปรับรสให้เค็มและหวานตาม
ส่วนประกอบอื่นๆ สำหรับข้าวต้ม
อกไก่ต้มสุก ฉีกเป็นเส้น
ถั่วลิสงพะโล้
ไข่เค็ม
ไข่เยี่ยวม้า
ผักดองจีน เช่น หัวผักกาดดอง ซีเซ็กฉ่าย แตงดอง หรือใจผักกาดดอง ตามชอบ
เต้าหู้ยี้ขาว
ซีอิ๊วขาว ชนิด Premium Light Soy Sauce หรือซีอิ๊วขาวธรรมดา
น้ำมันงา
หอมเจียว
ต้นหอมซอย
วิธีรับประทาน คือ เตรียมทุกอย่างใส่ถ้วยใบเล็กๆ ไว้ เมื่อจะกิน ให้ตักข้าวต้มใส่ชามในปริมาณตามชอบ ตักเครื่องอย่างละช้อนสองช้อน เหยาะซีอิ๊วขาว สักชามละ 1 ช้อนชา และน้ำมันงาประมาณ 3-4 เหยาะ โรยหน้าด้วยต้นหอม หอมเจียว
เคล้าทุกอย่างเข้ากันในชามข้าวต้มร้อนๆ กินทันที
13.874246
100.669851
อิ่มอร่อยญี่ปุ่นสุดคุ้ม @ทาคูมิ
- 22 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 15:44 น.

โดย…ณัฐพล ช่วงประยูร / ภาพ : วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
บางทีคนเราก็ต้องเลือกระหว่างสะดวกแต่กินแล้วงั้นๆ กับต้องเดินทางสักหน่อยแล้วอร่อยดี
เมื่อก่อน “ทาคูมิ” โรงแรมสวิสโฮเต็ล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพฯ อยู่ที่ชั้น 2 ตอนนี้ย้ายลงมาพร้อมทำร้านใหม่สไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัย กินดื่มกันได้สนุกสนานที่ชั้น 1 ถือเป็นสุดยอดเมนูญี่ปุ่นใจกลางรัชดา
เมื่อพูดถึงอาหารญี่ปุ่นแล้วถือว่าเป็นเมนูอาหารติดปากเหล่านักชิมคนไทย ในช่วงแรกนั้นอาจเป็นรสชาติที่เหมือนต้นฉบับจากญี่ปุ่น แต่หลังจากนั้นได้ค่อยๆ ทำการปรับรสชาติให้ถูกปากคนไทยมากขึ้น จนกระทั่งเป็นเมนูอีกประเภทที่เหล่านักชิมต่างหลงใหลไปตามๆ กัน
“ทาคูมิ” เรียกว่าเป็นห้องอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียมหนึ่งเดียวที่ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจเส้นรัชดาภิเษก เพิ่งปรับโฉมใหม่ให้ทันสมัย เรียบหรู ภายใต้คอนเซปต์ “ภาพลักษณ์ใหม่ที่ไฉไลและเมนูใหม่ที่ยอดเยี่ยม Great New Look and Great New Menu” ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการสัมผัสอาหารญี่ปุ่นชั้นเยี่ยมและบริการชั้นเลิศ
อาหารญี่ปุ่นของที่นี่จัดเป็นรูปแบบบุฟเฟต์ตามสั่ง ที่ให้เลือกอิ่มได้แบบไม่อั้น อยากกินเมนูญี่ปุ่นอะไรก็มีให้เลือกรับประทานกันเต็มที่ มีทั้งซูชิและซาชิมิที่จะมีเชฟคอยให้บริการทำข้าวปั้นสารพัดหน้า ส่วนปลาดิบก็มีปลาสดๆ ที่สั่งมาจากต่างประเทศโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นปลาแซลมอนสีส้มเนื้อหวาน ปลาซาบะเนื้อแน่น ปลาโดริเนื้อนุ่มนิ่มนวล ปูอัด และไข่กุ้ง ตามมาตรฐาน
เมนูแนะนำจานเด่น ตั้งแต่ ปูนิ่มทอดกรอบ มินิโรลทูน่า ซูชิหน้ารวม เทมปุระกุ้งทอดกรุบกรอบ เมนูยากิโซบะและอุด้ง เสริมทัพด้วยเมนูแคลิฟอร์เนียแซลมอนมากิ สีสันออกส้ม เพราะตัวข้าวปั้นมีไข่กุ้งโรยมาให้เต็ม ข้างในเป็นหนังปลาแซลมอน ปรุงรสด้วยสไปซีซอส อะโวคาโดและหน่อไม้ฝรั่ง รสชาติถูกปากได้ทั้งความหอมของซอส ความกรอบของหนังปลาแซลมอน หน่อไม้ฝรั่งเข้ารสชาติความหนึบของข้าวปั้นและไข่กุ้ง รวมถึงซีฟู้ดเทปันยากิ หรือไคเซน มีกุ้ง ปลาหมึก หอยเชลล์ แซลมอน ยกพลขึ้นบกมารวมเป็นจานเด่น รับประทานพร้อมกับข้าวผัดกระเทียม ดูเข้ากันได้อย่างดี
ถ้าชอบเมนูปลา ขอแนะนำ ปลาหิมะย่างเกลือ เด่นรสตรงหนังปลากรอบๆ เนื้อนุ่มๆ ได้ความเค็มของเกลือนิดๆ ถ้าไม่ชอบเมนูย่างเกลือก็มีแบบย่างซอสเทริยากิหรือแบบเทปันยากิ ใครที่ชอบเมนูเนื้อลองลิ้มรสเนื้อย่างซอสเทริยากิกับผักสลัดสด ใช้เนื้อบางสไลซ์แล้วนำไปย่างกับไฟที่ร้อนพอประมาณ เนื้อนุ่มมาก ได้ความหอมความหวานของเทริยากิซอส ถ้าอยากจิบซุปแนะนำซุปกา รสชาติกลมกล่อม ใช้กุ้ง หอยตลับ เห็ดเข็มทอง ปรุงเป็นน้ำซุปกลมกล่อม บีบมะนาวลงไปนิดหน่อยเพิ่มรสชาติขึ้น ซดแล้วคล่องคอดี
ทาคูมิน่าสนใจในราคาที่สมเหตุสมผล บุฟเฟต์ อะลาคาร์ต เสิร์ฟถึงโต๊ะ มื้อกลางวัน เวลา 11.3014.30 น. ราคาท่านละ 655 บาทสุทธิ มื้อค่ำ เวลา 18.00-22.30 น. ราคาท่านละ 777 บาทสุทธิ โทร. 02-694-2222 ต่อ 1560
13.874246
100.669851
คาร์นิวัลเริงร่า อาหารเวนิซลื่นลิ้น
- 22 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 15:34 น.

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล / ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์
เช่นเดียวกับที่แคว้นเวนิซเคยเป็นรัฐอิสระมาตั้งแต่ครั้งอดีต อาหารเวนิซ แม้จะมีความเหมือนในส่วนผสม แต่กลับมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างจากครัวอิตาเลียนทางตอนเหนือแห่งอื่นๆ แม้ว่าจะอยู่ใต้ต้นสังกัด “เวเนโต” (Veneto) เช่นเดียวกันก็ตาม และก็ยังแตกต่างจากประเทศที่อยู่ใกล้เคียงกัน อย่างออสเตรีย และประเทศสลาวิกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มประเทศอดีตยูโกสลาเวีย เช่น โครเอเชีย สโลวีเนีย เซอร์เบีย หรือฮังการี เชก แล้วก็สโลวาเกีย ฯลฯ
อาหารเวนิซ (Venetian Cuisine) แบ่งง่ายๆ ตามสภาพภูมิประเทศ ก็คือ พื้นที่ชายทะเล พื้นราบ และพื้นที่ที่เป็นภูเขา โดยส่วนของพื้นที่ราบจะมีความหลากหลายทางด้านอาหารมากกว่าพื้นที่อื่นๆ
จานเด่นที่ขึ้นชื่อต้องมีทุกครัวเรือน ไม่ว่าบ้านจะอยู่ชายฝั่ง พื้นราบ หรือบนเขา ก็คือ โปเลนตา (Polenta) อาหารที่ทำจากแป้งข้าวโพด ซึ่งมีทั้งอบ นึ่ง ทอด รับประทานในจานคู่กับเนื้อสัตว์ต่างๆ รวมทั้งผักและมันฝรั่ง
อาหารของกลุ่มชาวเวนิซที่อยู่ชายฝั่ง จะเป็นอะไรไม่ได้ถ้าไม่ใช่อาหารทะเล ขณะที่คนพื้นราบนิยมอาหารประเภทบาร์บีคิว ซึ่งมีทั้งเนื้อหมู เนื้อวัว และเนื้อไก่ เช่นเดียวกับการนำโปเลนตา มันฝรั่ง และผัก มาย่างไปพร้อมๆ กันด้วย
ริซอตโต (Risotto) ก็เป็นอีกจานที่ขึ้นชื่อของที่นี่ ซึ่งส่วนผสมสำคัญอย่างหนึ่งผลิตที่นี่คือ โปรเซกโก (Prosecco) สปาร์กลิงไวน์ชื่อดังของอิตาลี (สปาร์กลิงไวน์อิตาเลียนท้องถิ่นอื่นๆ เรียกว่า สปูมันเต (Spumante)) โดยปรุงกับส่วนผสมทั้งผัก เห็ด ฟักทอง ใบราดิชคิโย เนื้อหมู ตับไก่ และซีฟู้ด
ขณะที่พาสตาเส้นสด บิโจลี (Bigoli) ก็เป็นจานที่แสนจะคุ้นเคยในจานอาหารของชาวเวนิซ เช่นเดียวกับพาสตาชนิดอื่นๆ ที่เน้นเป็นแฮนด์เมดและทำกันสดๆ ทั้งเฟตตูชิเน (Fettuccine) ราวิโอลี (Ravioli) ตอร์เตลลี (Tortelli) และกนอชคี (Gnocchi)
สำหรับชาวเวนิซที่อยู่บนภูเขา อาหารส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของเนื้อหมูและเนื้อสัตว์ที่ล่าได้ในป่า เสิร์ฟพร้อมโปเลนตา รวมถึงเห็ดป่า และชีส (จากนมวัว) คนในย่านนี้อยู่ใกล้ชิดติดกับประเทศออสเตรีย จึงได้รับอิทธิพลอาหารจากฝั่งนู้นมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็น กาเนเดร์ลี (Canederli) แป้งก้อนกลมๆ ที่มีส่วนผสมของแฮม หรือขนมอย่าง สตรูเดล (Strudel) แต่ก็ยังนิยมทำพาสตาสดๆ เป็นหลักอยู่นั่นเอง
อิตาเลียนทางตอนเหนือส่วนใหญ่จะได้รับอิทธิพลของอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน ทว่า เมื่อย้ายมาทางตะวันออกจนถึงแคว้นเวเนโตและเมืองเวนิซ ซึ่งค่อนมาทางทะเลแอนเดรียติกมากกว่า น้ำมันมะกอกและบัลซามิกวินีกายังคงมีอิทธิพลอยู่ แต่ว่านมเนยที่เป็นข้อห้ามของเมดิเตอร์เรเนียนก็เข้ามาอิทธิพลค่อนข้างมาก เนื่องจากมีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอากาศหนาว
ใครยังไม่มีโอกาสไปเวนิซสักที ห้องอาหารโจโจ (โทร. 022077815) ชั้น 1 โรงแรม เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ กำลังจัดเทศกาลเวนิซ คาร์นิวัล (Venetian Carnival) ซึ่ง เชฟคาร์โล วาเลนเซียโน สุดหล่อตัวจริงเสียงจริงจากเวนิซ นำเอาแรงบันดาลใจจากเทศกาลสวมหน้ากากอันโด่งดังของบ้านเกิดมารังสรรค์เมนูอาหารค่ำให้ลิ้มลองกัน เสิร์ฟแบบอะลาคาร์ต เริ่มต้นที่ 450 บาท++ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 25 ก.พ. พร้อมรับชมการแสดงดนตรีโอเปรา ทุกวันศุกร์และเสาร์ เวลา 18.0020.00 น. ตลอดช่วงเทศกาล
จานไฮไลต์คือ มูสปลาค็อด (Baccala Mousse) เนียนนุ่ม อร่อย ไม่มีกลิ่นคาว เสิร์ฟมาพร้อมกุ้งทอดกรอบ และปลาหมึกเสียบไม้ สงสัยจะเป็นตัวแทนของเวนิซแถบชายฝั่งทะเล พาสตาทาโกลลินีปู (Tagliolini Crab) พาสตาเส้นสดสไตล์เวนิซ ปรุงพร้อมหน่อไม้ฝรั่งและซอสไข่แดง รสชาติแสนจะนวลเนียน รับประทานง่ายๆ ตักแล้วก็อยากตักอีกตลอดเวลา
ขณะที่ ริซอตโตซอสดำสไตล์เวนิซ (Black ink Venetian risotto) ข้าวริซอตโตอะเคเรลโลคุณภาพเยี่ยม ปรุงพร้อมปลาหมึกสดและซอสหมึกดำ ที่แสดงความเป็น “เวนิซขนานแท้” เรนัน อัสโตลโฟ ผู้จัดการห้องอาหารโจโจ ว่าอย่างนั้น
ขณะที่จานหลักมีให้เลือกระหว่าง อกเป็ดอบกรอบ (Oven Baked Duck Breast) เสิร์ฟพร้อมอาร์ติโชคและกะหล่ำปลีแดงทอดกรอบ ผู้จัดการห้องอาหารโจโจ คนเดิมบอกว่า เนื้อเป็ดเป็นที่นิยมมากในแคว้นเวเนโต เลยยืมมาใช้ได้อย่างไม่ขัดเขิน เผื่อว่าใครจะไม่ชอบรับประทาน ปลาทูน่าย่างไฟอ่อน (Seared Tuna Loin) ที่เสิร์ฟพร้อมหอมใหญ่รสหวานสไตล์เวนิซ ลูกเกด ถั่วไพน์นัต และซอสถั่วลันเตา
สำหรับของหวาน เชฟเสิร์ฟโดนัตและแป้งทอดกรอบสูตรเวนิซ กับคัสตาร์ดกลิ่นไวน์เรโชโต รสหอมหวาน (Recioto Frittelle e Galani with Zabaglione) โอย… ถึงจะอยากงดแป้ง แต่ก็จิ้มแล้วจิ้มอีกตลอดเว(ลา)
อ่ะ…แล้วจะมาให้ถึงเวนิซทั้งที ต้องดื่ม เบลลีนี (Bellini) ค็อกเทลชื่อดังที่มีส่วนผสมหลักๆ คือ โปรเซกโกและพีช เสิร์ฟในแก้วทรงฟลุต (แก้วแชมเปญ) เป็นการปิดท้าย (เอ๊ะ… หรือเป็นการเริ่มต้นดีล่ะ)
ยังไงก็ ซาลุตเต! ละกันนะ
เทศกาลเวนิซ คาร์นิวัล
เริ่มต้นเป็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 11 และเคยถูกยุติไปในศตวรรษที่ 18 ก่อนที่ในปี ค.ศ. 1979 จะรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่และสืบสานมาจนถึงปัจจุบัน ในช่วงเทศกาลซึ่งจะจัดขึ้นเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ก่อนวันพุธรับเถ้า (Ash Wednesday) อันเป็นวันสำคัญของชาวคริสเตียน และสิ้นสุดในวันฉลองก่อนวันถือบวช หรือที่เรียกกันว่า Shrove Tuesday ชาวเมืองเวนิซจะร่วมกันแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ตกแต่งอย่างงดงาม พร้อมสวมหน้ากากที่ประดับอย่างหรูหรา ออกมาประชันโฉม ณ สถานที่สำคัญต่างๆ ของเมือง
13.874246
100.669851
ช็อกโกแลต @ ชู
- 22 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 09:24 น.

โดย…ซิตี้กาย / ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์
ชู (Chu) ร้านชื่อสั้นๆ จำแสนง่าย แต่ได้ความประทับใจในเรื่องของความอร่อย และบริการไว้ได้อย่างน่าจดจำได้หลายเลยทีเดียว
แรกเริ่มนั้น จิรยุว์ ณ ระนอง เชฟรุ่นใหม่ไฟแรงได้แรงบันดาลใจมาจากการได้ไปกินขนมชูโรส หรือปลาท่องโก๋แห่งสเปน ที่จิ้มด้วยช็อกโกแลตสมัยที่ยังไปศึกษาอยู่ที่ออสเตรเลีย ถึงขั้นติดใจในรสชาติแล้วฝันว่าสักวันหนึ่งจะมาเปิดร้านขายที่บ้านเราบ้าง
ในที่สุดฝันของเขาก็เป็นจริง เมื่อเปิดร้านชูขึ้นมา จึงมีชูโรสเป็นตัวชูโรง ตามมาด้วยช็อกโกแลตชั้นดีจากฝรั่งเศสที่เป็นซิกเนเจอร์ของร้าน ที่ใครมานั่งเป็นต้องสั่ง เพราะเขาเชื่อว่าช็อกโกแลตนั้นสามารถกินได้ทุกเพศทุกวัย ก่อนขยายต่อเป็นขายของหวานและอาหารว่า รวมถึงเมนูออลเดย์บรันช์ตำรับโฮมเมดดั่งที่ตนเองชื่นชอบให้สำราญกันไปเลย
บรรยากาศร้านก็น่านั่งแบบคาเฟ่ของคนคุ้นเคย สัมผัสได้ถึงความสบายน่านั่งนานๆ อีกทั้งยังใกล้กับรถไฟฟ้าสถานนีอโศก ร้านตั้งอยู่ที่ชั้น 2 อาคารเอ็กซ์เชนจ์ ทาวเวอร์ ถนนสุขุมวิท แค่นี้เอง
มาถึงร้านนี้แล้วไม่อยากให้พลาดช็อกโกแลต อย่างที่บอกไว้ เขาเลือกใช้ช็อกโกแลตระดับพรีเมียมจากฝรั่งเศสที่เข้มข้นถึงรสชาติ มีให้เลือกกว่า 10 เมนู ขอแนะนำนี้เลยดาร์กช็อโกแลต 58% ช็อกโกแลตเย็นเข้มข้นแต่ไม่ถึงขม สัมผัสรสช็อกโกแลตแบบเต็มที่
บราวนี ซันเดย์ ของชึ้นชื่อของร้านที่ทั้งนุ่มและหวานฉ่ำ ผสานกับไอศกรีมวานิลลา จะพูดอย่างไรดีล่ะ เอาเป็นว่าเป็นรสชาติที่กินแล้วต้องติดใจก็แล้วกัน
ก่อนตบท้ายด้วยของว่างน่าประทับใจ Poaded Egg Carbonara อาหารสุดคลาสสิก เส้นสปาเกตตีผัดกับชีสและเบคอน เพิ่มลูกเล่นด้วยการโปะหน้าด้วยไข่ลวกเกือบสุก ที่ทั้งเก๋ไก๋และรสชาติละมุนละม่อม
นอกจากนี้ ยังมีเมนูมาเอาใจกันอีกเพียบ ทั้ง Spanich Churros Chocolate Lava Brownie Affogato Chocolate con Churros Pancakes French Toast และ Breakfast Panini รสชาติแต่ละเมนูอร่อยชนิดแบบจัดเต็มจริงๆ เชียวละครับ
ร้านชู ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 อาคารเอ็กซ์เชนจ์ ทาวเวอร์ ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 07.30-20.30 น. โทร. 02-663-4554
13.874246
100.669851
Inspired by my trip ตอน กินพาสตาสด เเบบฉบับโรม Fresh Fettuccine with Seabass cream sauce : Fish Ragu
- 17 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 08:21 น.

ไปอิตาลีครั้งเเรก ตั้งมั่นไว้เลยว่าต้องไปหาพาสตาเเบบต้นตำรับกิน คุยกับไกด์ชาวโรมันเเท้ๆ บรรยายสรรพคุณของพาสตาอร่อยในอิตาลีไว้ว่า
โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์
ไปอิตาลีครั้งเเรก ตั้งมั่นไว้เลยว่าต้องไปหาพาสตาเเบบต้นตำรับกิน คุยกับไกด์ชาวโรมันเเท้ๆ บรรยายสรรพคุณของพาสตาอร่อยในอิตาลีไว้ว่า ร้านอาหารส่วนใหญ่นิยมเสิร์ฟพาสตาด้วยเส้นสดหมายถึง เส้นพาสตาที่นวดเอง รีดเป็นเส้นเอง เสน่ห์ของเส้นสดจึงอยู่ที่ความหอม เหนียวนุ่ม ไม่เละ ยิ่งเคี้ยวจึงยิ่งอร่อย อร่อยเสียจนกินเปล่าไม่ต้อง “เเคร์” ซอสเลยก็ยังมี อีกประโยชน์ทางการกินของเส้นสดคือ เส้นนุ่มๆ จะซึมซาบซอสประเภทครีมได้เป็นอย่างดี เป็นที่ชื่นชอบของคอพาสตาทั้งหลาย
ร้านที่ผู้เขียนได้เเรงบันดาลในเมนูนี้มาจากร้านเดิม Ilpomodoro ร้านอาหารสไตล์ Diner กินง่ายๆ ที่อยู่ข้างกำเเพงเก่ากรุงโรม ผู้เขียนสั่ง Tagliatelle Fish Ragu ซึ่ง Ragu นั้นหมายถึงสตูง่ายๆ เเต่ที่เเปลกคือไม่ค่อยเคยเห็นที่บ้านเรา ทำซอส Ragu จากเนื้อปลาเท่าไหร่ เขาบอกว่าจานนี้เป็นจานเด็ดประจำวัน เป็นปลา Bas หรือคล้าย Seabass ปลากะพงของบ้านเรานั่นเเหละคะ เพียงเเต่มาจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
สำหรับเส้น “ทากลิอาเตล” เป็นเส้นสดขนาดเล็กเท่ากับเส้นผัดไทยบ้านเรา เเต่ไกด์บอกว่าเส้นไซส์นี้ บางทีก็เรียก Fettucine ในเเบบฉบับของโรมัน มาระยะหลังที่เฟตูชินีกลับเอาไว้ใช้เรียกเฉพาะเส้นเเบนเเห้ง สีสันของพาสตาสดสีเหลืองอร่ามเดาได้ว่ามีไข่ไก่ผสมอยู่มาก เส้นสดของร้านนี้นุ่มเเต่หนึบๆ เคี้ยวอร่อย เข้ากับ “รากู” รสเข้มข้น
ผู้เขียนได้เเรงบันดาลใจมาปรุงเเบบง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก คล้ายกับการทำอาหารจานเดียว สูตรพาสตาสดในฉบับนี้ ขอรับประกันคุณภาพด้วยสูตรของ Cookool ที่คิดค้นลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน
Fresh Pasta with Fish Ragu
ส่วนผสมสำหรับพาสตาเส้นสด
ประมาณ 4 ที่
เเป้งสาลี อเนกประสงค์ 300 กรัม
ไข่ไก่ 3 ฟอง
น้ำโซดา 70 กรัม
เกลือป่น 0.25 ช้อนชา
ทำเเป้งสาลีให้เป็นหลุมบนพื้นโต๊ะที่จะใช้นวด เติมไข่ไก่ลงตรงกลาง พร้อมกับเกลือป่น เเละน้ำโซดา ค่อยๆ ใช้ส้อมตีส่วนผสมให้เข้ากัน จากนั้นจึงค่อยๆ เขี่ยเเป้งเข้ามาทีละน้อยจนหมด นวดไปเรื่อยๆ จนเเป้งเนียนเเละดูมีความยืดหยุ่นใช้เวลาประมาณ 15 นาที หากใช้โถผสม ให้ใช้ตะขอนวดเเป้ง นวดผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันประมาณ 8-10 นาที
พักเเป้งไว้ 30-45 นาที เเล้วจึงค่อยๆ ใช้เเป้งโรยเเล้วคลึงด้วยที่นวดเเป้ง หรือหากมีเครื่องทำเส้นพาสตาสามารถรีดหรือคลึงออกมาให้มีความหนาประมาณ 2 มม. ก่อนจะตัดเป็นเส้นที่มีความหนาประมาณ 3 มม.
พักเส้นไว้ให้เเห้ง คลุกเเป้งเล็กน้อยกันติดประมาณ 10 นาที หากนานกว่านั้นให้คลุมด้วยผ้าหมาด หรือเก็บในกล่องฝาปิดสนิท เข้าตู้เย็นไว้ได้ประมาณ 3-4 วัน
เมื่อต้องการต้มเส้น ให้ตั้งน้ำเดือด เติมเกลือลงไปเล็กน้อย ใช้เวลาต้มเส้นประมาณ 3 นาที หรือจนเส้นลอยขึ้นมา
ส่วนผสมสำหรับ Fish Ragu
น้ำมันมะกอก 2-3 ช้อนโต๊ะ
กระเทียม สับละเอียด 1 ช้อนชา
หอมเเดงลูกใหญ่ สับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
เบคอน สับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
มะเขือเทศเข้มข้น 3 ช้อนชา
เนื้อปลากะพง หั่นเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ 8-10 ชิ้น
ไวน์ขาว 0.25 ถ้วย
ครีมสด หรือวิปปิงครีม 1 ถ้วย
เกลือเเละพริกไทยดำตามชอบ
พาสลีย์สับสำหรับตกเเต่งเเละเพิ่มความหอม
ตั้งกระทะให้ร้อน เติมน้ำมันมะกอกลงไป จี่ชิ้นปลาที่ซับน้ำให้เเห้งไว้ ให้เนื้อปลาเหลือง เติมไวน์ขาวลงไป 2 ช้อนโต๊ะ ตักชิ้นปลาขึ้นมา
ในกระทะใบเดิม เติมน้ำมันมะกอกเพิ่มอีกเล็กน้อย ผัดกระเทียมเเละหอมเเดง รวมทั้งเบคอนให้นุ่มที่ไฟอ่อน ใส่มะเขือเทศเข้มข้นลงไป ผัดให้เข้ากัน
ใส่ไวน์ขาวที่เหลือไปเเล้วระเหยให้งวด จึงค่อยเติมครีมสด พอครีมเริ่มเดือดเติมเนื้อปลากะพงลงไป ยีให้เนื้อปลาพอเเหลก ชิมรสดู ปรับให้เข้มข้นด้วยเกลือเเละพริกไทยดำ
ขณะเดียวกันในหม้อข้างๆ ที่มีน้ำเดือดอยู่ ลวกเส้นสด เเล้วใส่ลงในกระทะ เคล้าเบาๆ ให้เข้ากันเเล้วตักใส่จาน
โรยพาสลีย์สับเเละเสิร์ฟทันทีเลย
13.874246
100.669851
ฮ่องกง สุกี้ ความอร่อยจากฮ่องกงถึงกรุงเทพฯ
- 15 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 16:42 น.

โดย… บัวนาโนตเต/ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
ไม่ใช่กังนัมสไตล์นะ แต่เป็นฮ่องกงสไตล์ ที่หอบความอร่อยของสุกี้สไตล์ดั้งเดิมจากเกาะฮ่องกงตรงสู่กรุงเทพฯ ประเทศไทย จะอร่อยล้ำคำโตขนาดไหนกันนะ
สูตรเด็ดจากฮ่องกงที่โฟกัสเน้นๆ กับน้ำซุปเลื่องชื่อ 3 แบบ 3 รสชาติ ได้แก่ น้ำซุปเสฉวน ที่เผ็ดร้อนร่ำฉ่ำทรวง อร่อยถึงเครื่องครบรส น้ำซุปยาจีน อันนี้ให้เรื่องสุขภาพและความหอมหวานละมุนลิ้น สุดท้ายเป็นน้ำซุปไข่เยี่ยวม้ารากผักชี ที่มันกำลังเหมาะ รสชาติชุ่มชื่น เหมือนแกงจืดแบบไทยๆ ที่แอบแฝงไว้ด้วยความหวานของหัวไช้เท้า และความมันหยดย่องของไข่เยี่ยวม้านั่นเอง
ลองสอบถามเชฟเชาเชฟใหญ่ที่ส่งตรงจากเกาะฮ่องกง คนไทยชอบกินซุปยาจีนที่สุด กินแล้วบำรุงกำลังกระชุ่มกระชวย รองลงมาเป็นซุปไข่เยี่ยวม้ารากผักชี ส่วนซุปเสฉวน ไม่ค่อยมีคนสั่ง อาจเป็นด้วยความเข้มของสีเครื่องเทศในน้ำซุป ซึ่งออกน้ำตาลแดงคล้ำไปทางดำนิดๆ อย่า…อย่าให้สีของซุปหลอกคุณ ลองชิมดูแล้วจะเปลี่ยนใจรักในเดี๋ยวนั้น
ซุปเสฉวนให้คุณทางร้อนสามารถขับพิษเย็นในร่างกาย จึงดีต่อสุขภาพ ในหนึ่งหม้อน้ำซุปอุดมด้วยเครื่องเทศสารพัด ไม่ว่าจะเป็นปาจิ้ว โฉวโก๋ ต๋องซัม ไหวซ่าง ฯลฯ ซุปหม้อใหญ่ให้รสเผ็ดร้อนทว่ากลมกล่อม ซดคำแรกก็สัมผัสได้ทันทีถึงความเหนือชั้นของสูตรปรุงพิเศษ ความลุ่มลึกที่ต้องซูฮก
คุณภาพของอาหารคือ อีกหนึ่งความโดดเด่น วัตถุดิบที่นี่ได้รับมาตรฐานอุตสาหกรรม ISO22000 วัตถุดิบทุกอย่างคัดสรรอย่างพิถีพิถัน อาหารทุกชิ้นทุกคำสดใหม่ คัดแต่ส่วนที่ดีที่สุดและสมบูรณ์แบบที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสด หมูสด ผักสด และอาหารทะเลสดๆ วัตถุดิบเครื่องปรุงทุกอย่างบอกได้คำเดียวว่า จัดเต็ม
ส่วนน้ำจิ้มที่นี่จะเป็นรสกลางๆ ไม่เผ็ดมาก แต่กินแล้วเข้ากั๊น…เข้ากัน โดยเฉพาะซีอิ๊วพิเศษจะเป็นน้ำจิ้มที่ปรุงสดใหม่ทุกเช้าทุกวัน หอมฟุ้ง รสชาติดี ส่วนน้ำจิ้มสุกี้ก็แซ่บเด็ดดวงไม่แพ้ใคร โดยเฉพาะน้ำจิ้มซีฟู้ด ที่เปรี้ยว เผ็ด เค็ม หวานซ่านซี่ฟัน จนต้องรีบยกนิ้วให้โดยด่วนในความแซ่บซี้ดของรสชาติ
อีกหนึ่งไฮไลต์คือ บุฟเฟต์ติ่มซำ 17 รายการ 300 บาท รับรองว่าคุ้มอิ่มและอร่อย ห้ามพลาดคือซุปประจำวัน ข้าวผัด ผัดหมี่ เกี๊ยวกุ้ง บาร์บีคิว หมูหัน โดยเฉพาะเป็ดย่างฮ่องกง ที่หนังกรอบล่อน เนื้อชุ่มฉ่ำ ทุกอย่างชิ้นหนาเต็มคำหนำใจ ทั้งไซส์ขนาดและควอลิตี
ฮ่องกง สุกี้ ตั้งอยู่ที่สุโขทัย อเวนิว 99 โดยแยกจากถนนแจ้งวัฒนะปากเกร็ด เลี้ยวเข้าทางไปอิมแพ็ค เมืองทองธานี มีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชตั้งอยู่เยื้องๆ กัน ร้านเป็นอาคารกระจก 2 ชั้นสะดุดตา ตกแต่งในสไตล์โมเดิร์น ไชนีส เน้นโทนสีแดงขาว เพดานสูงโปร่งโล่ง ให้ความรู้สึกแสนสบาย
แวะไปชิมสุกี้ฮ่องกงต้นตำรับ ร้านเปิดเวลา 11.00-21.00 น. จุใจสุกี้ที่มีให้เลือกถึง 5 เซต เนื้อหมูรวมมิตรทะเลเจ และบุฟเฟต์ใน 2 ช่วงเวลาของทุกวัน โทร. 02-503-4408
13.874246
100.669851