ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

กลวิธีการบริหารธุรกิจครอบครัว พฤษภาคม 18, 2013

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07084151255&srcday=2012-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 315

คิดอย่างนักบริหาร

สาโรจน์ มณีรัตน์

กลวิธีการบริหารธุรกิจครอบครัว

จริงๆ แล้วผลการศึกษาเรื่องการบริหารธุรกิจครอบครัวมักไม่ค่อยมีสำนักไหนทำวิจัยออกมาเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะการดำเนินธุรกิจครอบครัว หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Family Business ถูกรับรู้แต่ในวงวานว่านเครือของตัวเอง

มักไม่ค่อยถูกรับรู้ออกไปภายนอก

ยิ่งเฉพาะกับองค์กรในประเทศไทย และเอเชีย

แต่สำหรับการบริหารธุรกิจครอบครัวในยุโรป และสหรัฐอเมริกา เขามีการทำผลสำรวจ และวิจัยออกมาเป็นหมวดๆ ว่าใครเหมาะสมที่จะเข้ามาบริหารธุรกิจรุ่นต่อไป

โดยมีตัวชี้วัดว่าลูกคนไหนเหมาะสม หรือไม่เหมาะสมอย่างไร

รวมทั้งถ้าลูกหลานของคนในตระกูลไม่สามารถบริหารธุรกิจได้ หรือไม่ชอบ ก็จะมีเครื่องมือวัดอย่างชัดเจนว่าผู้บริหารแบบไหน ชนิดไหน ถึงจะเหมาะสมกับตำแหน่งบริหารคนต่อไป

จนเมื่อผมมาพบข้อมูลจากไพร้ซวอเตอร์เฮ้าส์คูเปอร์ส (PWC) ประจำประเทศไทย ผมจึงพอมองเห็นข้อมูลเพิ่มขึ้นว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่ผมสงสัยเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจครอบครัวในเมืองไทย หรือเอเชีย อาจมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง

เพราะเขามีการทำสำรวจเรื่องนี้อยู่พอสมควร

และไม่เฉพาะสิ่งที่ผมกล่าวมาเท่านั้น หากไพร้ซฯ ยังทำการสำรวจรอบด้าน เริ่มตั้งแต่ยอดขายในกลุ่มอุตสาหกรรมในธุรกิจครอบครัวว่ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นหรือไม่

ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร

และการวางแผนสืบทอดกิจการ

โดยผลสำรวจของ PWC Family Business Survey 2012 ได้ทำการสำรวจผู้บริหาร และเจ้าของกิจการครอบครัวจำนวน 1,952 ราย กว่า 30 ประเทศทั่วโลก

ด้วยการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

และทุกบริษัทจะต้องมียอดขายมากกว่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป

ปรากฏผลว่าธุรกิจครอบครัวประมาณ 65 เปอร์เซ็นต์ มียอดขายเพิ่มขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก, ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง

นอกจากนั้น ผลสำรวจยังลงลึกไปถึงเทรนด์ธุรกิจของครอบครัวทั่วโลกมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยผู้บริหารที่ถูกสำรวจถึง 81 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าธุรกิจครอบครัวของตนจะเติบโตต่อเนื่องในอีก 5 ปีข้างหน้า

ขณะที่ธุรกิจครอบครัวประมาณ 39 เปอร์เซ็นต์ แสดงความมั่นใจมากต่อการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งการเพิ่มขึ้นจะเห็นได้ชัดในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง, อินเดีย, สิงคโปร์, แอฟริกาใต้ และเกาหลีใต้

“ศิระ อินทรกำธรชัย” ผู้บริหารของไพร้ซ์ฯ กล่าวว่า การก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของผู้ประกอบการธุรกิจไทยในการก้าวสู่เวทีโลก ขณะเดียวกัน ยังเป็นการเปิดบ้านต้อนรับผู้ประกอบการจากทั่วโลกที่จะขยายการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย

“เพราะธุรกิจครอบครัว ถือได้ว่าเป็นรากฐานสำคัญต่อการสร้างความยิ่งใหญ่ และความสำเร็จของเศรษฐกิจโลก และสำหรับประเทศไทย ธุรกิจครอบครัวมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ”

“แต่การเตรียมพร้อมเพื่อรองรับเออีซีต้องอาศัยการเดินหน้าควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านจากกลุ่มธุรกิจครอบครัวสู่ความเป็นมืออาชีพ บริษัทจึงต้องปรับกระบวนการคิด และกลยุทธ์ทางธุรกิจรอบด้าน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า รวมทั้งยังต้องสามารถดูแลพนักงานที่มีฝีมือ และทำงานกับองค์กรของตนในระยะยาว”

ถึงจะทำให้การบริหารธุรกิจครอบครัวประสบความสำเร็จ

เพราะอย่างที่ทราบ ในการบริหารธุรกิจครอบครัวมีตัวแปรปัจจัยหลายอย่างประกอบ อย่างแรกเลยคือความไม่พร้อมของผู้ที่จะมาเป็นไม้ต่อธุรกิจ อย่างที่สอง คือการเมืองในธุรกิจครอบครัว

อย่างที่สาม คือการสรรหาผู้มีทักษะความสามารถในการขึ้นมาเป็นผู้บริหารรุ่นถัดไป

ที่ไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนในตระกูลก็ได้

ภาษาธุรกิจคือใช้วิธีสรรหาจากคณะกรรมการบอร์ดผู้ถือหุ้น

ส่วนใหญ่อาจยอมรับ หรือไม่ยอมรับ ยิ่งเฉพาะกับธุรกิจครอบครัวในเอเชีย เพราะเขาต้องการทายาทธุรกิจเข้ามาบริหารธุรกิจครอบครัวต่อ

แต่ถ้าเป็นแถบยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา หากทายาทธุรกิจไม่มีความพร้อม หรือไม่อยากบริหารธุรกิจครอบครัว เขาอาจผันตัวเองเข้าไปเป็นบอร์ดผู้ถือหุ้นแทน แล้วให้มืออาชีพมานั่งบริหาร ส่วนทายาท และผู้ถือหุ้นอื่นแค่นั่งอยู่ในบอร์ดบริหาร

คอยกินปันผลส่วนแบ่งทางธุรกิจเท่านั้นพอ

ฉะนั้น ถ้ามองจากผลสำรวจของไพร้ซฯ จะเห็นว่าการบริหารธุรกิจครอบครัว มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง และดูเหมือนว่าไม่น่าจะห่วงสักเท่าไหร่

แต่ถ้ามองลงไปในรายละเอียด เชื่อแน่ว่าความพร้อมในการบริหารธุรกิจครอบครัวมีปัญหาซ่อนอยู่มากมาย ทั้งเรื่องการยอมรับในการบริหารธุรกิจของเจเนอเรชั่นรุ่นถัดไป

การดำเนินธุรกิจที่มุ่งไปข้างหน้าอย่างก้าวกระโดด

การใช้สายสัมพันธ์ทางธุรกิจกับเครือข่าย

หรือแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการลดบทบาทความสำคัญของพนักงานรุ่นเก่าที่มีความคิดแบบอนุรักษ์นิยม

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่ทำให้ผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่จะต้องพึงระวังอย่างมาก เพราะจะต้องผสมผสานระหว่างการบริหารแบบอนุรักษ์นิยม กับการบริหารแบบสมัยใหม่ให้เข้ากันได้

ถึงจะทำให้การบริหารธุรกิจประสบความสำเร็จ

และอยู่ได้อย่างยั่งยืนตลอดไป!

 

ชั้นบนสุด

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07089151255&srcday=2012-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 315

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ชั้นบนสุด

ซื้อคอนโดมิเนียม แจ้งกับเจ้าหน้าที่บริษัทว่า ต้องการซื้อ 2 ชั้นบนสุด ซื้อยกทั้งชั้นเลย จ่ายเงินเรียบร้อย คอนโดมิเนียมขออนุมัติ สร้างเพิ่มอีก 3 ชั้น สร้างเสร็จไปรับโอนมาปรากฏว่ามีอีก 3 ชั้นอยู่บนหัว ตัวเองไม่ได้อยู่บนชั้นสูงสุด จึงเกิดปัญหาขึ้นมาทันที เรื่องจะลงเอยเช่นไร

1.

คุณโผงชอบคอนโดมิเนียม นี่เป็นที่รู้กันในหมู่ผู้คนที่รู้จักมักคุ้น

วันที่ 15 ตุลาคม 2533 คุณโผงทำสัญญาซื้อห้องอาคารชุดชื่อดัง ที่ก่อสร้างโดยบริษัทชื่อดัง

“ชั้นบนสุด เอาที่ยอดอาคารเลย”

“ชั้น 27 ค่ะ” เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายบอกแล้วกุลีกุจอบริการ

“ผมเอา 2 ชั้นบนสุด ชั้น 26 และ 27″ คุณโผงว่า น้ำเสียงราบเรียบอันเกิดจากการกดข่ม แต่ไม่วายยังมีอาการอวดนิดๆ ปรากฏออกมาให้พอจับได้ ด้วยเหตุว่าชั้นบนสุดอาคารนั้นแพงที่สุด คุณโผงตกลงซื้อยกชั้น 2 ชั้น จำนวน 8 ห้องชุด

“ทำไมถึงชอบคอนโดมิเนียม” มีใครบางคนไม่ยอมออกชื่อและนามสกุล ที่ทราบข่าวออกปากถาม

เงียบ คุณโผงไม่ตอบ อันที่จริงก็เข้าทางคุณโผงแล้ว

นิ่ง คุณโผงไม่ตอบ พอดีกับว่าใครคนอื่นที่ไม่สนองตอบทางที่คุณโผงทอดไว้คุยเรื่องอื่นแทรกขึ้นมา

“เอ๊ะ รึไม่รู้เหตุผล ไม่น่าจะเป็นไปได้” ใครอีกคนที่ไม่ได้พูดไรเลยตั้งแต่ต้น โดยไม่ยอมให้คุณโผงรับรู้ ไม่ยอมให้คุณโผงได้ประสบความสำเร็จในการอวดนิดๆ อันเป็นนิสัย

ลมเบาๆ เอื่อยต้องเนื้อตัว ให้รู้สึกสบาย จิตใจผู้ที่อยู่ในห้วงเวลานั้นต่างล่องลอย เตลิดเปิดเปิงไปไหนต่อไหนคนละทิศคนละทาง

แม้ไม่มีใครมองออกไปเห็น ทว่า ใบข้าวยอดข้าวเขียวในทุ่งนาใกล้ๆ นั้นเอนระเนนไปตามแรงลม หากแต่ถ้ามองออกไป ถึงไม่พบว่าเป็นทุ่งกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ก็คะเนว่าพื้นที่นาเบื้องหน้านั้นหลายสิบไร่ อาจจะเป็นหลายเจ้ารวมๆ กัน อาจจะเป็นที่เช่าบ้าง เป็นที่นาของตัวเองบ้าง

อันที่จริง ใช่ว่าจะนั่งสนทนากันที่ริมสระว่ายน้ำในคอนโดมิเนียมสูงริมเส้นทางรถไฟฟ้าผ่านในเมืองหลวงดอก นั่งกันอยู่ในวงกินข้าวร้านอาหารที่ริมทุ่งนาต่างหาก ใครคนหนึ่งในวงเคยมากิน บอกว่าบรรยากาศดีเลยชักชวนพรรคพวกในกลุ่มมานั่งดื่มกินกันในวันหยุด

“ก เพราะชอบความสูง

ข เพราะชอบอยู่ในที่คับแคบ

ค เพราะชอบมีเพื่อนบ้านเยอะๆ

ง ถูกทุกข้อ

จ ผิดทุกข้อ”

หลังจากรอให้คุณโผงเงียบมาครู่หนึ่งซึ่งไม่นาน รายที่ถามก็ให้คำตอบมาเลือกวงข้อที่ถูกที่สุด นัยว่าเพื่อง่ายแก่การตอบ จึงมี ก ข ค ง จ มานำหน้าข้อความให้กล่าวเพียงอักษรนำหน้า แต่ก็ยังเหลว

วงสนทนาดำเนินไปในเรื่องไร้สาระอื่นทำนองเดียวกับวงสนทนาประกอบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วๆ ไปในทุกประเทศ

2.

อาคารชุดหรือคอนโดมิเนียมแห่งนั้นก่อสร้างเสร็จ

วันที่ 27 ธันวาคม 2537 คุณโผงไปชำระเงินค่าห้องชุดทั้งหมด แก่บริษัทเจ้าของโครงการ พร้อมกับจดทะเบียนรับโอนห้องชุดนั้นมาเป็นกรรมสิทธิ์

เดือนเมษายน 2538 นิติบุคคลอาคารชุด แจ้งคุณโผงว่า ให้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง และรับมอบกุญแจห้องชุดไป พร้อมส่งมอบเอกสารข้อบังคับการใช้อาคารชุดแก่คุณโผง

“นี่ขอรับ” พนักงานนิติบุคคลส่งแฟ้มเอกสารและกุญแจให้ คุณโผงรับมอบไป

เขาขับรถ แวะไปที่อาคารชุด ปรี่ขึ้นไป จะไปดูไปชื่นชมห้องชุด 2 ชั้นบนสุดของอาคารของตน

“ชั้นสูงสุด” คุณโผงออกคำสั่งกับพนักงานประจำลิฟต์

เพียง 2 อึดใจครึ่ง เสียงลิฟต์ดัง ติ๊ง เป็นสัญญาณว่าถึงชั้นที่ต้องการแล้ว คุณโผงแหงนขึ้นไปมอง ทั้งสองถูกนำตัวขึ้นมาที่ชั้น 30

“อ้าว!! เอ๊ะ!? อ๊ะ?!” นี่เป็นเสียงอุทานของคุณโผง ทั้งงุนงงและสงสัย

ในเมื่อตกลงใจซื้อ 2 ชั้นบนสุด ชั้น 26 และ 27 แล้ว ทำไมลิฟต์ถึงนำขึ้นมาถึงชั้น 30 ได้เล่า นี่ย่อมแสดงว่า ยังมีชั้น 30 ชั้น 29 และ 28 อยู่เหนือชั้น 27 และ 26 อยู่อีกนะสิ

คุณโผงคิดถูกแล้ว ยังมีชั้น 28, 29 และ 30 อยู่เหนือชั้น 26 และ 27 ที่คุณโผงซื้อไว้จริงๆ นั่นละ

เหตุผล คือว่า เมื่อตอนปี 2533 ตอนคุณโผงไปทำสัญญาซื้อนั้น โครงการกะว่าจะสร้างเพียง 27 ชั้น มีชั้น 27 เป็นชั้นสูงสุด แต่เมื่อหลังจากคุณโผงตกลงซื้อแล้ว บริษัทเจ้าของโครงการเห็นว่า จำนวน 27 ชั้น เป็นเลขที่ไม่เป็นมงคล ถ้าจะสร้างสูงขึ้นอีก 3 ชั้นก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา จึงขออนุญาตทางราชการก่อสร้างสูงถึง 30 ชั้นซะเลย ในปี 2536 ทางราชการอนุมัติให้สร้างได้

บริษัทจึงสร้างอาคารสูง 30 ชั้นแทนที่จะเป็น 27 ชั้น

นับแต่นั้นมา ห้องชุดของคุณโผงแทนที่จะอยู่บนชั้นสูงสุดของอาคาร คือ ชั้น 27 และ 26 จึงต้องเปลี่ยนมาอยู่ภายใต้ชั้น 28, 29 และ 30

แม้ความสูงของชั้นที่คุณโผงซื้อจะสูงจากพื้นดินเท่าเดิม แต่การที่มีอีกตั้ง 3 ชั้นมาคร่อมอยู่บนหัวคุณโผงนั้น คุณโผงไม่ชอบ

3.

คุณโผงนำความเรื่องนี้ และความไม่พึงพอใจไปหาบิ๊กบอสเจ้าของโครงการทันที

“ขอเปลี่ยน ขึ้นไปอยู่ 2 ชั้นบนสุด” คุณโผงสรุป หลังจากแจกแจงเรื่องราว และรวมทั้งได้แสดงความไม่พอใจกับบิ๊กบอสของบริษัทเจ้าของโครงการอยู่หลายนาที

“ตกลง ไม่มีปัญหา” บิ๊กบอสว่า ด้วยถือว่าลูกค้าคือพระเจ้า หรือเป็นญาติกับพระเจ้า

คุณโผงสบายใจกลับไป

บิ๊กบอสของบริษัทแทงหนังสือส่งไปยังเจ้าหน้าที่ของโครงการ ให้ดำเนินการให้สมประสงค์ของคุณโผงลูกค้าคนสำคัญ ที่ต้องการแสดงความสำคัญอยู่บนชั้นบนสุดเท่านั้น

วันที่ 8 พฤษภาคม 2538 พนักงานของโครงการมีหนังสือถึงคุณโผงว่า ยินดีเปลี่ยนห้องชุดให้ตามต้องการ ขอให้คุณโผงมาติดต่อดำเนินการเปลี่ยนกันเลย

คุณโผงกลับไปที่สำนักงานโครงการบริษัท พนักงานสวัสดีแล้วเชิญให้นั่ง ให้ดื่มน้ำเย็นๆ แล้วแจกแจงให้ทราบว่า ในการเปลี่ยนชั้นตามที่คุณโผงต้องการนั้นไม่มีปัญหาเลย ท่านประธานอนุมัติมาแล้ว

“แต่ในการเปลี่ยนนั้น ต้องเสียค่าโอนกันฝ่ายละครึ่งนะคะ” นี่เธอชี้แจง

ตรงนี้ละที่ทำให้คุณโผงหัวเสีย ไม่ยอมท่าเดียว ไม่ยอมจ่ายคนละครึ่ง ไม่ใช่ไม่ยอมแล้วจะจ่ายเองทั้งหมด แต่หมายความว่า ครึ่งหนึ่งก็ไม่ยอมจ่าย หากแต่ต้องการให้บริษัทจ่ายเองทั้ง 2 ครึ่ง

เจรจากันหลายรอบ คุณโผงไม่ยอมท่าเดียว ทางบริษัทก็ไม่ยอมเหมือนกัน

เจรจากันเหนื่อย จึงพัก แล้วค่อยเจรจากันใหม่ เวลาทอดออกมาก็เจรจากันอีก เบื่อๆ ก็หยุดเจรจากัน แล้วมาเจรจากันใหม่ เป็นเช่นนี้อยู่นาน เวลาก็ล่วงเลยไปหรือล่วงเลยมา ยังไม่เป็นที่ตกลงกันสักที

วันที่ 6 มกราคม 2547 คุณโผงมีหนังสือถึงบริษัท แจ้งให้จดทะเบียนโอนแลกเปลี่ยนห้องให้เรียบร้อยภายในวันที่ 20 มกราคม 2547 หากพ้นกำหนด ให้ถือเอาหนังสือนี้เป็นการบอกเลิกสัญญา แล้วให้คืนเงินที่จ่ายไปแล้วมาพร้อมดอกเบี้ย

บริษัทไม่สนองตอบสักอย่าง ไม่จดทะเบียนโอนแลกเปลี่ยน และไม่คืนเงิน ดอกเบี้ยยิ่งไม่ต้องพูดถึง

4.

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 คุณโผงไปฟ้องคดี ขอให้บังคับให้บริษัทโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด ชั้น 29 และ 30 คือชั้นบนสุดให้แก่ตน หากไม่ดำเนินการให้คืนเงินค่าห้องชุดที่ตนได้ชำระไปแล้วจำนวน 23,867,140 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2538 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 14,539,066 บาท มา รวมเป็นเงินที่บริษัทจะต้องคืนทั้งสิ้น 38,406,206 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บริษัทคืนเงินคุณโผง 23,867,140 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2538 จนถึงวันฟ้อง แต่ดอกเบี้ยไม่เกิน 14,539,066 บาท

บริษัทอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง

คุณโผงฎีกาคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

นิติกรรมการโอนห้องชุดดังกล่าวระหว่าง คุณโผงกับบริษัทเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งถือว่าเป็นสาระสำคัญ หากคุณโผงทราบว่า ห้องชุดที่รับโอนกรรมสิทธิ์มามิใช่ชั้นสูงสุดตามความประสงค์ คุณโผงคงจะไม่ยอมรับโอน

ดังนั้น นิติกรรมการโอนห้องชุดระหว่างคุณโผงกับบริษัทจึงตกเป็นโมฆียะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 157 คุณโผงมีสิทธิบอกล้างนิติกรรมการโอนได้ ตามมาตรา 176 แต่คุณโผงมิได้บอกล้าง ดังนั้น กรรมสิทธิ์ในห้องชุดทั้ง 8 ห้องดังกล่าว จึงยังคงเป็นของคุณโผงอยู่

การที่คุณโผงตกลงโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดชั้น 26 และชั้น 27 ทั้ง 8 ห้อง คืนให้แก่บริษัทและบริษัทตกลงเปลี่ยนแปลงโดยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดชั้น 29 และ 30 ให้แก่คุณโผง ถือได้ว่าคู่กรณีต่างตกลงโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้กันและกัน อันเป็นการแลกเปลี่ยนตาม มาตรา 518 ซึ่ง มาตรา 519 ให้นำบทบัญญัติทั้งหลายในลักษณะซื้อขายมาใช้ถึงการแลกเปลี่ยนด้วย

ดังนั้น การแลกเปลี่ยนห้องชุดระหว่าง คุณโผงและบริษัท ค่าฤชาธรรมเนียมการโอน คุณโผงและบริษัทจึงพึงออกใช้เท่ากันทั้ง 2 ฝ่าย ตามมาตรา 457

ที่บริษัทยังมิได้โอนแลกเปลี่ยนแก่คุณโผงเพราะคุณโผงไม่ยอมจ่ายค่าใช้จ่ายในการโอนแลกเปลี่ยน

เมื่อคุณโผงแจ้งให้บริษัทโอน หากพ้นกำหนดให้ถือเอาหนังสือเป็นการบอกเลิกสัญญา เมื่อบริษัทเพิกเฉยจึงถือได้ว่า ทั้ง 2 ฝ่ายสมัครใจเลิกสัญญาการโอนแลกเปลี่ยนห้องชุดดังกล่าวต่อกันแล้ว

คุณโผงจึงไม่อาจขอให้บังคับบริษัทโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดชั้น 29 และ 30 แก่คุณโผง

อีกทั้งเมื่อคุณโผงไม่ได้บอกล้างโมฆียกรรมตามนิติกรรมที่คุณโผงรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดชั้นที่ 26 และ 27 โดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินดังที่ได้วินิจฉัยไว้ ซึ่งนับแต่วันที่คุณโผงทราบว่ารับโอนมาโดยสำคัญผิดเมื่อปี 2538 จนถึงวันที่คุณโผงบอกเลิกสัญญาแก่บริษัทเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2547 เป็นเวลานานถึง 8 ปีเศษ คุณโผงจึงไม่อาจบังคับให้บริษัทคืนเงินค่าห้องชุดแก่คุณโผงตามฟ้องได้

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

เป็นอันว่า คุณโผงแพ้คดี จึงต้องทนอยู่บนชั้น 26 และ 27 ต่อไป

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3942/2553)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 157 การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สินเป็นโมฆียะ

ความสำคัญผิดตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นความสำคัญผิดในคุณสมบัติซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดดังกล่าวการอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น

มาตรา 176 โมฆียกรรมเมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ถ้าเป็นการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนเช่นนั้นได้ ก็ให้ได้รับค่าเสียหายชดใช้ให้แทน

ถ้าบุคคลใดได้รู้หรือควรจะได้รู้ว่าการใดเป็นโมฆียะ เมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าบุคคลนั้นได้รู้ว่าการนั้นเป็นโมฆะ นับแต่วันที่ได้รู้หรือควรจะได้รู้ว่าเป็นโมฆียะ

ห้ามมิให้ใช้สิทธิเรียกร้องอันเกิดแต่การกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามวรรคหนึ่ง เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันบอกล้างโมฆียกรรม

มาตรา 457 ค่าฤชาธรรมเนียมทำสัญญาซื้อขายนั้น ผู้ซื้อผู้ขายพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย

มาตรา 518 อันว่าแลกเปลี่ยนนั้น คือสัญญาซึ่งคู่กรณีต่างโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้กันและกัน

มาตรา 519 บทบัญญัติทั้งหลายในลักษณะซื้อขายนั้น ท่านให้ใช้ถึงการแลกเปลี่ยนด้วย โดยให้ถือว่าผู้เป็นคู่สัญญาแลกเปลี่ยนเป็นผู้ขายในส่วนทรัพย์สินซึ่งตนได้ส่งมอบ และเป็นผู้ซื้อในส่วนทรัพย์สินซึ่งตนได้รับในการแลกเปลี่ยนนั้น

 

คัฑลียา มารศรี เปิดใจ…ทำไมเพลงลูกทุ่งดังยาก? ตอนจบ

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090151255&srcday=2012-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 315

ลูกทุ่งเศรษฐี

เลิศชาย คชยุทธ

คัฑลียา มารศรี เปิดใจ…ทำไมเพลงลูกทุ่งดังยาก? ตอนจบ

ลูกทุ่งเศรษฐี ฉบับที่ผ่านมา ผมเขียนเรื่อง คัฑลียา มารศรี บันทึกเสียงร้องในห้องอัด จะไม่ได้ทำเหมือนนักร้องคนอื่น ที่ใช้ซาวนด์ดนตรีจากคอมพิวเตอร์ คนควบคุมเครื่องสามารถปรับเสียงได้ตามต้องการ นักร้องเมื่อร้องผิด ร้องไม่ดีตรงวรรคไหน ช่วงใดก็ร้องซ้ำจนเป็นที่พอใจแล้วนำช่วงนั้นมาใส่แทน

หากแต่ คัฑลียา มารศรี บันทึกเสียงเหมือนนักร้องสมัยก่อนที่อยู่ในยุคของแผ่นเสียง เพราะยังไม่มีเทป ไม่มีซีดี นั่นคือ ให้นักดนตรีมาบรรเลงกันสดๆ ขณะร้อง ซึ่งจะยากกว่าการใช้ซาวนด์ดนตรีจากคอมพิวเตอร์ เพราะถ้าพลาดนิดเดียว ไม่ว่าจะพลาดตรงไหน ก็ต้องเริ่มร้องใหม่ บรรเลงดนตรีกันอีก กว่าเพลงจะอัดติด ซึ่งหมายถึง เพลงสมบูรณ์แบบเป็นที่พอใจ จึงใช้เวลานาน

ฉบับนี้ ท่านผู้อ่านยังอยู่กับ คัฑลียา มารศรี นักร้องสาวเสียงดี ชาวนครสวรรค์ผู้มีน้ำเสียงหวานใสไพเราะ ลีลาการเอื้อน การเล่นลูกคอแพรวพราว ท่วงทำนองการร้องเป็นลูกทุ่งแท้ ไม่มีกลิ่นอายสตริง หรือแนวป๊อปเข้ามาผสมให้แฟนเพลงลูกทุ่งดั้งเดิมต้องระคายหู จนเสียอารมณ์ความรู้สึก

เจ้าของเสียงร้องในเพลง รอยแผลเป็น และเพลงดังอีกมากมาย เผยว่า การร้องเพลงให้เพลงนั้นดัง ในยุคปัจจุบันทำได้ยากยิ่ง ไม่เหมือนสมัยก่อน สาเหตุมีหลายอย่าง

หนึ่ง วิทยุมีมากเกินไป เมื่อก่อนวิทยุมีแค่คลื่นเอเอ็มและเอฟเอ็ม หมุนคลื่นวิทยุไปก็พอมีโอกาสจะได้ฟังเพลง เดี๋ยวนี้มีวิทยุชุมชนเพิ่มเติมขึ้นมา คลื่นวิทยุจึงมีมาก

สอง เกิดทีวีดาวเทียมจำนวนมากเป็นร้อยๆ ช่อง มีรายการหลากหลาย รวมทั้งช่องที่นำเสนอรายการเพลงลูกทุ่ง

ด้วยปริมาณสื่อวิทยุและทีวีที่มีมาก ทำให้ดึงเวลาและความสนใจของชาวบ้านไป โอกาสจะได้ฟังเพลงลูกทุ่งของชาวบ้านจึงลดลง สมัยก่อนเพลงไหนดัง เปิดวิทยุก็จะได้ยินเพลงนั้น แต่ปัจจุบันไม่ใช่

สาม การโฆษณา ประชาสัมพันธ์บทเพลงของนักร้องและค่ายเพลง ทางสื่อวิทยุและทีวีด้วยการซื้อเวลาหรือแม้แต่หน้าหนังสือพิมพ์ที่จะต้องซื้อหน้ามีราคาแพงมากจนสู้ไม่ไหว

“สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทำให้เพลงของนักร้องลูกทุ่งถึงจะร้องดีแต่ไม่ดัง การเชียร์เพลง โปรโมตเพลงของค่ายใหญ่ก็ใช่ว่าจะดัง เพลงที่เปิดปุ๊บก็ดังปั๊บ เปิดทีเดียวดังเลย อย่างเพลง น้องไก่ ที่คัฑลียาร้อง คัมภีร์ แสงทอง เจ้าของเพลง ร้องไห้กับเดือน เรียกปรากฏการณ์แบบนี้ว่า หมัดเดียวต่อยควายตาย หมายถึงเปิดครั้งแรกก็ดังเลย มันหาไม่ได้แล้วในยุคนี้” คัฑลียา มารศรี กล่าว

คัฑลียา มารศรี ยังเผยว่า งานร้องเพลงของตนเองยังมีอยู่ตลอด และต่อเนื่องไปอีกหลายเดือน การต้อนรับของแฟนเพลงต่อคัฑลียาดีมาก แม้แต่เด็กอายุ 3-4 ขวบก็เป็นแฟนคัฑลียา ชอบร้องและเต้นประกอบเพลงคัฑลียา เช่น เพลงปูนาขาเก เพลงสามช่า ฯลฯ มีข้อคิดว่า เวลาไปร้องเพลงตามที่ต่างๆ แม้แฟนเพลงจะชอบฟังเพลงที่คัฑลียาร้อง แต่เวลาขายซีดีเพลงหน้าเวทีกลับขายได้น้อย ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่ว่าแฟนเพลงไม่ชอบคัฑลียา แต่เป็นเพราะมีซีดีเถื่อน ซีดีผี ออกมาวางขายเกลื่อนในราคาถูก แฟนเพลงส่วนหนึ่งก็ซื้อของพวกนี้ อีกอย่างหนึ่งการเปิดฟังเพลงจากอินเตอร์เน็ตของประชาชนทำได้ง่าย รวดเร็ว และไม่เสียสตางค์ อยากจะโหลดเพลงไหน อยากจะฟังเพลงอะไรก็ทำได้ทันที

“แล้วอย่างนี้คนจะไปซื้อซีดีให้เสียเงินทำไม จริงไหม สภาพการณ์แบบนี้ ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมากต่อค่ายเพลงทั่วไป เชื่อว่าค่ายเพลงต่างๆ ต้องปรับตัว หาทางแก้ไข ไม่เช่นนั้นก็ลำบากเหมือนกัน” คัฑลียา มารศรี เผย

ด้าน ชัย ศิษย์ประเสริฐ ผู้จัดการส่วนตัวของคัฑลียา มารศรี ซึ่งคร่ำหวอดในวงการเพลงลูกทุ่งมานาน กล่าวว่า คัฑลียามีผลงานเพลงมาแล้วประมาณ 500 เพลง จัดเป็นนักร้องหญิงที่มีเพลงดังมากที่สุดในบรรดานักร้องหญิงรุ่นเดียวกัน ทั้งนี้ เป็นเพราะผลงานเพลงมีคุณภาพ การร้องของคัฑลียาก็เป็นลูกทุ่งขนานแท้ เพลงหลายเพลงถูกนำไปร้องประกวดของนักร้องสมัครเล่นต่างๆ ผลงานล่าสุดของคัฑลียาชื่อชุด สาวอมก๋อย เพลงนี้กำลังได้รับความนิยมจากแฟนเพลง

“เพลงที่คัฑลียาร้อง จะมีทำนองไม่ซ้ำกับเพลงทั่วไป ผมสนับสนุนให้นักแต่งเพลงหน้าใหม่ได้สร้างผลงาน แสดงฝีมือ คนพวกนี้มีอะไรใหม่ๆ” ผู้จัดการส่วนตัวคัฑลียา มารศรี กล่าว

 

บทสรุป 2555

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098151255&srcday=2012-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 315

ก่อนปิดร้าน

สมปรารถนา sompratana08@yahoo.com

บทสรุป 2555

ฤกษ์ดี 12-12-12 ผ่านพ้นไปเรียบร้อยแล้ว เดือนสุดท้ายของปี พ.ศ. 2555 ก็เหลือเวลาให้นับถอยหลังอีกเพียงไม่กี่วัน

ธุรกิจ การค้า กิจการ ทั้งใหญ่น้อยต่างทยอยปิดบัญชี สรุปผลประกอบการประจำปีกันว่า ถึงที่สุดแล้วจะได้หัวเราะ 555 เหมือนตัวเลขของปีนี้ หรือจะเคร่งเครียด ยิ้มไม่ออกกับสถานการณ์ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา

ที่เน้นด้านการขายสินค้า บริการ ก็ยังมีโค้งสุดท้ายในเทศกาลจับจ่าย จัดเลี้ยง สังสรรค์ ยังได้ลุ้นเพิ่มยอดขาย เพิ่มรายได้ส่งท้ายปีกันอีกเฮือกหนึ่ง

หากพิจารณาจากข้อมูลด้านเศรษฐกิจการค้าในภาพรวมของประเทศ ต้องถือว่า ปี 2555 ฟื้นตัวจากที่น้ำท่วมใหญ่ 2554 ได้ดีพอสมควร ตัวเลขการค้าขายทั้งภายในและภายนอกประเทศขยายตัว ธุรกิจโดยรวมก็เติบโต สามารถทำรายได้และกำไรเพิ่มขึ้น

นักวิชาการมักอ้างถึง “การบริโภคภายในประเทศ” หรือ “กำลังซื้อ” ของคนไทยด้วยกันที่เข้มแข็งมากขึ้น จะด้วยปัจจัยอะไรก็ตามแต่ หากพิจารณากันด้วยหลักการง่ายๆ แล้ว เมื่อเศรษฐกิจขยายตัว มีการจับจ่ายมากขึ้น ลูกค้า คนซื้อมีกำลังเงินในกระเป๋าสูงขึ้น

คนค้าขาย เจ้าของร้าน ผู้ประกอบการทั้งในอาชีพหลักและอาชีพที่เกี่ยวข้องก็น่าจะต้องได้รับผลดี ถือเป็นปีที่ควรจะมีความสุขและความสำเร็จอีกคำรบหนึ่ง

อาจไม่ต้องหวือหวาเหมือนในอุตสาหกรรมรถยนต์ที่แอบกระซิบกันว่า พนักงานขายรับคอมมิสชั่นกันอู่ฟู่ หรือพนักงานในค่ายรถยนต์บางแห่งได้โบนัสกันถึง 12 เดือน!

แต่อย่างน้อยบทสรุปของธุรกิจการค้าประจำปี 2555 ก็น่าจะสดใสและมองเห็นกำไรเป็นชิ้นเป็นอัน

กระนั้นก็ตาม มีอีกไม่น้อยเหมือนกันที่ 2555 กลายเป็นฝันร้าย หรือกลายเป็นปีที่ไม่สดใส เต็มไปด้วยอุปสรรค

จุดสังเกตที่สำคัญก็คือ หากในภาวะที่เศรษฐกิจในภาพรวมเติบโต ขยายตัว คนซื้อของกันเพิ่มขึ้น ใช้จ่ายกันมากขึ้นขนาดนี้ แล้วอาชีพที่เราทำอยู่ ร้านค้าของเรา กิจการธุรกิจที่เราบริหาร กลับถดถอย กำไรน้อยลง หรือถึงขั้นเข้าเนื้อ ขาดทุน ยอดขายลดลงสวนทาง สวนกระแสที่กำลังไปได้ดี

บทสรุปของปี 2555 จะยิ่งมีความหมายและกลายเป็นการบ้านข้อใหญ่สำหรับปีต่อไปอย่างแน่นอน

มีสารพัดเหตุผลและคำอธิบาย เมื่อธุรกิจ การค้าไม่เป็นไปอย่างที่ใจเราอยากให้เป็น มีสารพัดปัจจัยทั้งภายในภายนอก ที่เข้ามาเป็นตัวแปรให้ แผนงานสวยหรูที่วางเอาไว้ตั้งแต่ต้นปี ไม่สามารถทำได้อย่างที่คาดการณ์เอาไว้

หากบทสรุปของปี 2555 ยังไปไม่ถึงจุดที่เรียกว่า “ความสำเร็จ” บนพื้นฐานที่มีเหตุผลรองรับ การเริ่มต้นวิเคราะห์บทสรุปเพื่อนำไปสู่การแก้ไข ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงเสียใหม่ คือจุดเริ่มต้นที่ไม่น่าเสียหรือเสียดายแต่อย่างใด

ตรงกันข้าม หากประจักษ์แจ้งแล้วว่า บทสรุปของ ปี 2555 ไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ แล้วยังไม่เรียนรู้ ไม่ทบทวน ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงจากบทสรุป หรือบทเรียนที่ได้มา

นั่นต่างหากที่น่าเป็นห่วงสำหรับการก้าวเดินต่อไปสู่ ปี 2556

 

ฟอนเทียร่า แบรนด์ส จับมือ มติชน อคาเดมี ดึงเชฟเหรียญทองโอลิมปิกร่วมสัมมนา พฤษภาคม 17, 2013

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07031011255&srcday=2012-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 314

จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

ฟอนเทียร่า แบรนด์ส จับมือ มติชน อคาเดมี ดึงเชฟเหรียญทองโอลิมปิกร่วมสัมมนา

เมื่อวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2555 ณ อาคารศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน หรือ มติชน อคาเดมี ได้มีการจัดอบรมสัมมนาในกลุ่ม advisor chief ของบริษัท ฟอนเทียร่า แบรนด์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัทในเครือฟอนเทียร่า ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมและอาหารชั้นนำของโลก นำโดย เชฟกนก ชวลิตพงศ์ ผู้คว้าเหรียญทองในการแข่งขันโอลิมปิกด้านอาหารในรายการ IKA Culinary Olympic 2012 ณ เมืองแอร์ฟูร์ท (Erfurt) สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี พร้อมกับกลุ่ม advisor chief ตัวแทนของบริษัทในทวีปเอเชียกว่า 10 ประเทศ และประเทศในโซน middle east (ประเทศจากทางฝั่งดูไบ) เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการอบรมครั้งแรกของบริษัทเกี่ยวกับหัวข้อ “Products application & Solution training” เพื่อมุ่งเน้นการขาย และทำการตลาดกับสินค้าและผลิตภัณฑ์ภายในองค์กร ซึ่งได้แก่ สินค้าประเภทครีม, ชีส และเนย เป็นต้น โดยมุ่งเน้นให้ผู้เข้าอบรมสามารถพรีเซ้นต์สินค้าและผลิตภัณฑ์ให้กับเชฟต่างๆ ในโรงแรมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และไม่ได้จำกัดแต่เพียงการเป็นผู้นำเสนอสินค้าและผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่มุ่งเน้นแนะนำสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในขั้นต้น พร้อมแก้ปัญหาการใช้งานสินค้าและผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งเน้นการประหยัดต้นทุนสินค้าในการผลิตให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักอีกด้วย

ทั้งนี้ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ได้ตัดสินใจที่จะเลือก “ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน” (มติชน อคาเดมี) เป็นสถานที่อบรมและสัมมนาในครั้งนี้ หลังจากได้ดูสถานที่ในพื้นที่ต่างๆ และหลากหลายประเทศแล้ว ด้วยความเหมาะสมของห้องประชุมปฏิบัติการ และห้องครัวที่มีความสมบูรณ์แบบ และสามารถใช้ประโยชน์ในแง่ของการปฏิบัติงานได้จริง ทำให้บริษัท ฟอนเทียร่าฯ ไว้วางใจที่จะเลือกใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่จัดอบรมและประชุมสัมมนาประจำปีครั้งใหญ่นี้อีกด้วย

บริษัท ฟอนเทียร่า แบรนด์ส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทในเครือฟอนเทียร่า จัดเป็นผู้นำธุรกิจผลิตภัณฑ์นมและผลิตภัณฑ์อาหารในระดับโลก โดยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ที่สุดของโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศนิวซีแลนด์ และมีการดำเนินงานในรูปแบบของเครือข่ายการจำหน่ายในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ภายใต้แบรนด์ที่ได้รับความเชื่อถือมายาวนานด้านคุณค่าทางโภชนาการ คุณภาพ และความน่าเชื่อถือ อาทิ แอนลีน (Anlene) แอนมัม (Anmum) เชสเดล (Chesdale) แองเคอร์ (Anchor) เป็นต้น

 

ธุรกิจอะคูสติก ใบเมี่ยงอินมุก ขายฝัน ขายโรแมนติก

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032011255&srcday=2012-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 314

ช่องทางสร้างอาชีพ

อลิศร์ ชมถาวร

ธุรกิจอะคูสติก ใบเมี่ยงอินมุก ขายฝัน ขายโรแมนติก

นี่เป็นอีกหนึ่งของคนทำธุรกิจที่บรรจุ “ความโรแมนติก” ไว้เต็มเปี่ยม

เขาชื่อ “อัศวิน คงศุภมานนท์” หรือที่รู้จักกันว่า “เล็ก ใบเมี่ยง” แห่งร้านอาหาร “ใบเมี่ยงอินมุก” และ “สะหวันสำราญ” โครงการร้านอาหารพร้อมที่พักแนวคิดใหม่ ริมแม่น้ำโขงที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้

เขาบอกว่า สิ่งที่เขาทำนี้…เหตุเกิดจากความฝันและความตั้งใจ…

ฝันนี้กระโจนโลดโผนตั้งแต่เขาเห็นใน “ดอกไม้กับนายกระจอก” หนังฮ่องกงยอดเยี่ยมสุดฮิตในอดีต ที่สุดท้ายพระเอกโจเหวินฟะมีร้านอาหารริมทะเลแสนโรแมนติกเป็นของตัวเอง

คุณเล็กมีสโลแกนประจำตัวว่า?ถ้าเกิดมาแล้วไม่ได้ทำตามความฝัน ก็ไปเกิดเป็นผักดีกว่า…

ดังนั้น เมื่อความชอบบวกสโลแกนประจำตัว จึงฉุดให้อารมณ์อยากมีร้านเป็นของตัวเองพุ่งกระฉูด เขาไม่ปล่อยอารมณ์นั้นให้หายไปเป็นแค่ความคิด แบ่งตัวเองออกจากธุรกิจเสื้อผ้า “Blue Guy” ที่ทำอยู่ หันมาเดินตามฝันเคียงคู่ไปกับ “เมษา” ศรีภรรยาคนสวย ชาวเวียดนาม ช่วยกันก่อร่างสร้าง “ใบเมี่ยง” ร้านอาหารเวียดนามที่จุฬา ซอย 3 ก่อนจะย้ายไปเปิดเป็นร้านอาหารกึ่งผับย้อนยุค 60-70 สุดโรแมนติก ย่านวังหิน

“ผมได้แรงบันดาลใจจากร้านเฮมมิ่งเวย์ ที่ทองหล่อ และร้านบราวน์ชูการ์ หลังสวน ชอบสไตล์ ชอบเพลง แต่ที่วังหินนี้การแข่งขันสูง ทุกร้านมีวงดนตรีหมด เราจึงหนีออกไปเป็นดนตรีอะคูสติกฟังง่ายๆ สบายๆ สไตล์ร้านไทม์ บอตทอม ใกล้สนามเป้า”

ใบเมี่ยง กลายเป็นศูนย์กลางคนเสพย์ความสุขทั้งอาหารรสชาติดี เข้มข้น ที่มีแม่ภรรยาเป็นแม่ครัวหลัก ดนตรีอะคูสติกเพราะๆ และมิตรภาพที่ดึงดูดให้คนหัวใจเดียวกันแวะเวียนมาทักทายกันอยู่เนืองๆ จนลูกค้าแปรสภาพกลายเป็นคนรู้จักมักคุ้น และพัฒนากลายมาเป็นเพื่อนฝูงอันมากมาย แถมยังได้มีพ็อกเก็ตบุ๊ก “ฮอยอัน อันหวานเย็น” เป็นของตัวเองอีกต่างหาก

ระหว่างนั้น ทั้งคู่เริ่มวางแผนที่ชีวิตใหม่อีกครั้งว่า วันหนึ่งจะกลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดของคุณเล็กที่จังหวัด มุกดาหาร

ในที่สุด เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เมื่อลูกชายเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว และถึงเวลาอันเหมาะสม “ใบเมี่ยง แอท วังหิน” จึงได้ตัดสินใจปิดตัว ขายกิจการ

งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา 16 ปีที่ผ่านมา กลายเป็นความหลังอันสนุกสนาน งานฟินาเล่ ร่ำลาร้านใบเมี่ยงในคอนเซ็ปต์ “1 อิ่ม 1 เมา 1 ทะเล” ที่ริมทะเลเสม็ดจึงเต็มไปด้วยเพื่อนสนิทมิตรสหายและคนคอเดียวกัน ทั้งหมดร่วมใจกันแล้วว่า จะต้องพบกันอีก ที่ “ใบเมี่ยงอินมุก”

ใบเมี่ยงอินมุก ร้านน้อยเกิดขึ้นใหม่คูหาเดียวที่ ถนนสำราญชายโขงใต้ เป็นการแต่งแต้มสีสันใหม่ให้มุกดาหารโดยยังคงรูปแบบกลิ่นอายสไตล์ยุค 60-70 เหมือนที่กรุงเทพฯ ด้วยของสะสม ทั้งนาฬิกา ป้ายโฆษณา รถจักรยาน โปสเตอร์ ปั๊มแก๊สโซลีน ฯลฯ หากมีการปรับเปลี่ยนเมนูนิดหน่อยให้สอดคล้องกับคนในพื้นที่

ใบเมี่ยงอินมุก จึงเป็นร้านอาหารแนวผสมผสานหลายรูปแบบ ทั้งไทย เวียดนาม จีน ฝรั่ง กาแฟ เบเกอรี่ ไอศครีมโฮมเมด ในรูปแบบที่ตั้งใจจะทำให้คนที่ได้ลิ้มลองแล้ว…จะคิดถึงคนที่รัก

“เปิดตอนแรก ผมก็กังวลใจหน่อยๆ ว่าคนเขาจะสนใจไหม แต่ปรากฏว่าดีเกินคาด อาจจะเป็นเพราะผมเป็นคนพื้นที่ก็ได้ ผมจำได้เลยพอเปิดร้านมา ลูกค้าคนแรกเดินเข้ามาตอน 09.30 น. เมนูแรกที่สั่งคือ เอสเปรสโซ่ (หัวเราะ) ลูกค้าน่ารักมาก บอกกันปากต่อปาก และก็มีกลุ่มแฟนคลับตามมาด้วย”

กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ย้ายกลับไปอยู่บ้านเช่นเดียวกับเขา นักท่องเที่ยว เพื่อนบ้านที่ตั้งใจข้ามฝั่งโขงมารับประทาน และกลุ่มเพื่อนฝูงที่แวะเวียนกันไปทักทายอย่างไม่ว่างเว้น คนส่วนใหญ่ที่ไปแล้วมักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ติดใจไปกับบรรยากาศที่ไม่เริ่ด ไม่หรู แต่สบายๆ อบอุ่น

และด้วยความครบเครื่อง ใบเมี่ยงอินมุก จึงนำ Blue Guy ธุรกิจเสื้อผ้าที่ทำอยู่เข้ามาเสริม และสร้างแบรนด์ใหม่ที่ชื่อว่า muk* ด้วยการจัดทำเป็นของฝากของที่ระลึกเป็นเสื้อยืด กระเป๋า ผ้าพันคอน่ารักๆ ทั้งยังรับผลิตสินค้าตามความฝันลงบนทีเชิ้ต กระเป๋า และอื่นๆ อีกด้วย

นอกจากนี้ พวกเขายังทำในสิ่งที่คนในมุกดาหารยังไม่มีคนทำ ด้วยการเปิด “ใบเมี่ยง แอนทิค” จำหน่ายของแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ย้อนยุคที่มีทั้งของที่สะสมเก่าจริงและของใหม่ที่ทำเลียนแบบ

จะว่าไปแล้วการที่ใบเมี่ยงเปิดตัวมานี้ ถือว่าเป็นการชิมลางก่อนจะถึงโปรเจ็กต์ใหญ่ “สะหวันสำราญ” ที่เขาบอกว่าจะเป็นสถานที่ที่โรแมนติกสุดๆ ริมแม่น้ำโขงแห่งหนึ่งเลยทีเดียว

“โครงการนี้เป็นโครงการที่เราตั้งใจทำให้เป็นตัวรอง พร้อมที่พักแบบโฮมสเตย์สไตล์โคโลเนียนริมแม่น้ำโขง เป็นมิวเซียมที่ถ่ายรูปได้ มีสโลแกนว่า โรแมนติกของสายน้ำ แกล้มด้วยความงามของวันวาน หรือ Where good old day with romantic ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ได้ในเร็วๆ นี้”

แต่ในระหว่างที่รอคอย ใบเมี่ยงไม่ได้เปิดเป็นเพียงร้านอาหารธรรมดา หากจะมีปาร์ตี้ มีกิจกรรมทางดนตรีอยู่เป็นระยะๆ ไม่ว่าจะจัดคอนเสิร์ตแสนโรแมนติก หรืออาจจะเป็นปาร์ตี้ของคนดนตรีที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนก็เป็นได้

จึงไม่น่าแปลกที่ “ใบเมี่ยงอินมุก” จะเข้าไปนั่งในใจของผู้คนได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาไม่กี่เดือน

ส่วนผู้ที่อยากสัมผัสภาคต่อไปของ “ใบเมี่ยงอินมุก” เพื่อที่จะไป กิน-ดื่ม-ฝันดี ที่ “สะหวันสำราญ” นั้นต้องติดตามตอนต่อไปในเร็ววันนี้

หากใครไม่รอ อยากสัมผัสอารมณ์โรแมนติกชิลชิลแบบชิมลาง สามารถเข้าไปได้ที่ http://www.facebook.com/…/ใบเมี่ยง-อิน-มุก หรือไปเยี่ยมเยียนสัมผัสอารมณ์ชิลชิลของจริงได้ที่ ใบเมี่ยงอินมุก ถนนสำราญชายโขง อำเภอมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร โทรศัพท์ (081) 348-1529

 

เส้นทางสู่ “บึงกาฬ” เส้นทางรวยด้วย “ยางพารา”

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07035011255&srcday=2012-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 314

ช่องทางาร้างอาชีพ

เส้นทางสู่ “บึงกาฬ” เส้นทางรวยด้วย “ยางพารา”

แม้จะเพิ่งแยกตัวออกมาจาก จังหวัดหนองคาย ได้รับการปรับฐานะให้เป็นจังหวัดที่ 77 ของประเทศไทยได้ไม่นานนัก แต่ “บึงกาฬ” ก็แสดงศักยภาพที่ชัดเจนว่า ที่นี่แหละ สถานีปลายทางสำหรับความมั่งคั่งและร่ำรวย ด้วยผลผลิตจาก ผลิตภัณฑ์ยางพารา

ซึ่งตั้งเป้าหมายเอาไว้แล้วว่า ด้วยพื้นที่เพาะปลูกจำนวนมหาศาล ด้วยพลังการลงทุนที่ยังขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งในการเพิ่มจำนวนต้นยาง และด้วยการลงทุนอุตสาหกรรมแปรรูป ธุรกิจต่อเนื่องแบบครบวงจร

บึงกาฬ จะเป็นศูนย์กลางยางพาราของภาคอีสาน ไปจนถึงขั้นเป็นศูนย์รวมการค้า-องค์ความรู้ในระดับภูมิภาคเลยทีเดียว

นอกจากภาพของการพัฒนาที่เห็นได้ชัดจากปริมาณสวนยางซึ่งตัวเลขล่าสุดมีมากถึง 800,000 ไร่แล้ว ธุรกิจต่อเนื่องโดยเฉพาะการรับซื้อ การแปรรูป จากน้ำยางข้นธรรมชาติให้เป็น ยางก้อนถ้วย ยางเครป ฯลฯ คือสิ่งที่สะท้อนความมั่งคั่งที่กำลังเกิดขึ้นใน “บึงกาฬ” ได้เป็นอย่างดี

ยางก้อนถ้วย ยางเครป สดใส

คุณชลลดา กวีกิจพิทักศ์ เจ้าของกิจการ ป.เงินซุปเปอร์เซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นตัวแทนรับซื้อยางให้กับ โรงงานยางหลายแห่งในจังหวัดบึงกาฬ เล่าให้ฟังว่า ทุกวันนี้ มีโรงงานเกิดขึ้นมากมาย เช่นเดียวกับอาชีพการเป็นตัวแทนรับซื้อยางในรูปแบบต่างๆ

เพราะ บึงกาฬมีพื้นที่ปลูกยางกว่า 800,000 ไร่ ขณะนี้ มีสวนยางที่เปิดกรีดเพียง 200,000 ไร่เท่านั้น ทำให้มั่นใจว่า ภาวะเศรษฐกิจของจังหวัดบึงกาฬยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากในระยะยาว ยิ่งไปกว่านั้นหากเปิดตลาดเสรีอาเซียนในปี 2558 บรรยากาศการซื้อขายยางในบึงกาฬก็ยิ่งคักคัก เพราะลาวและเวียดนามอาจนำยางเข้ามาขายในไทยด้วย

โอกาสที่บึงกาฬจะกลายเป็นศูนย์กลางการซื้อขายยางของภาคอีสานยิ่งใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น

ส่วนที่มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นเห็นจะเป็นรูปแบบเก็บผลผลิตยาง นอกเหนือไปจากรูปแบบของ น้ำยางข้น หรือการนำมาแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควันแล้ว ปัจจุบันยังมีแนวโน้มของการทำยางให้เป็น “ยางก้อนถ้วย” หรือนำมาผ่านกระบวนการให้เป็น “ยางเครป” มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม รูปแบบของ “ยางก้อนถ้วย” ซึ่งต้องผสมสารเคมีเพื่อให้ยางแข็งตัวและกรีด-เก็บได้ง่าย ไม่ต้องใช้แรงงานมากนั้นมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้หลายฝ่ายสนใจมาผลิตยางเครปมากขึ้น

“ความจริงสเปกยางก้อนถ้วยและยางเครปไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไหร่ แต่จุดเด่นของยางเครปก็คือ เก็บได้นาน หากผลิตยางเครปที่มีเปอร์เซ็นต์ยางสูง จะขายได้ราคาดีกว่ายางก้อนถ้วย แต่จุดอ่อนของยางเครปก็คือ ยังไม่มีการเปิดตลาดประมูลยางเครป ตลาดจึงเป็นของผู้ซื้อ เกษตรกรจะขายยางเครปได้ตามราคาที่โรงงานกำหนด ราคาโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 68 -70 บาท/กิโลกรัม เท่านั้น”

หากในวันข้างหน้า มาตรฐานการผลิตยางเครป และราคารับซื้อมีเสถียรภาพมากขึ้น การขยายตัวของผลิตภัณฑ์ยางใน จังหวัดบึงกาฬ ก็ยังมีโอกาสก้าวต่อไปได้อีก

ยางบึงกาฬอนาคตไกล

ส่งออกขายทั่วโลก

จุดหนึ่งที่ทำให้อาชีพทำสวนยาง รวมถึงอาชีพตัวแทนผู้รับซื้อในบึงกาฬเฟื่องฟูอย่างต่อเนื่องก็เพราะ ปัจจุบันมีเอกชนรายใหญ่ 3 ราย คือ ไทยฮั้ว, รับเบอร์แลนด์ และ ไทยอิสต์เทิร์น เข้ามาตั้งโรงงานรับซื้อยางก้อนถ้วยภายในจังหวัดบึงกาฬ พร้อมเปิดจุดรับซื้อยางก้อนถ้วยในราคาสูง จูงใจให้เกษตรกรหันมาผลิตยางก้อนถ้วยกันอย่างแพร่หลาย

บริษัทไทยอิสต์เทิร์น กรุ๊ป สาขาบึงกาฬ ถือเป็นหนึ่งในผู้ซื้อยางก้อนถ้วยรายใหญ่ของจังหวัดบึงกาฬ ผลผลิตที่บริษัทรับซื้อถูกนำไปแปรรูปขั้นต้นในลักษณะยางเครปคุณภาพดี ก่อนนำไปแปรรูปเป็นยางแท่งเกรดพรีเมียร์ส่งขายตลาดญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อิสราเอล และยุโรป คุณภาพยางแท่งของไทยอิสต์เทิร์น เป็นที่เชื่อถือในกลุ่มผู้ผลิตล้อรถยนต์รายใหญ่ของโลก เช่น กู๊ดเยียร์ มิชลิน

คุณธนพล พลพิสิฐกุล ผู้จัดการ บริษัท ไทยอิสต์เทิร์น กรุ๊ป ประจำสาขาบึงกาฬ ในฐานะประธานชมรมพ่อค้ายางพารา จังหวัดบึงกาฬ ได้เล่าถึง เส้นทางการค้ายางของจังหวัดบึงกาฬ ว่า ในอดีตจะมีพ่อค้าคนกลาง พ่อค้าเร่เข้าไปรับซื้อยาง จากเกษตรกรแบบกระจัดกระจาย บางครั้งก็รับแลกยางกับปุ๋ยหรือสารเคมีบ้าง ราคาขายยางจึงไม่คงที่

แต่เมื่อไทยอิสต์เทิร์นมาเปิดโรงงานที่จังหวัดบึงกาฬ ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกันเป็นกลุ่มในลักษณะวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มเกษตรกร หลังจากนั้น บริษัทจะเข้าไปส่งเสริมการผลิตยางก้อนถ้วยให้มีคุณภาพมาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด

ปัจจุบัน เวลาบริษัทไปรับซื้อยางก้อนถ้วยจากกลุ่มเกษตรกรจะใช้วิธีการประมูล โดยบริษัทจะส่งเสริมให้สหกรณ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร ร่วมประมูลแข่งขันด้วย เพื่อไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากโรงงานอื่นๆ ที่เข้าร่วมประมูล โดยกลุ่มที่เข้าร่วมประมูลรวมแล้วกว่า 100 กลุ่ม

“สำหรับยางก้อนถ้วย ที่ผลิตในบึงกาฬ ถือเป็นยางสะอาดและมีคุณภาพดีที่สุดในประเทศไทย ผมต้องการให้เกษตรกรขายยางได้ในราคาดี และยุติธรรม เพราะหากเกษตรกรขายยางไม่ได้ราคา พวกเขาก็จะไม่บำรุงรักษาต้นยาง บริษัทก็จะขาดแคลนวัตถุดิบป้อนโรงงาน”

ทุกวันนี้ สถาบันเกษตรที่ทำหน้าที่รวบรวมยางมาขายให้แก่บริษัทมีหลายกลุ่ม โดยกลุ่มใหญ่ที่รวบรวมยางได้ครั้งละ 200 ตัน ได้แก่ กลุ่มสหกรณ์พระบาทนาสิงห์ และ สหกรณ์ห้วยก้างเหลือง รองลงมา คือ สหกรณ์หอคำ กลุ่มวิสาหกิจบ้านหนองบัวเงิน มักจัดหายางมาขายครั้งละ 100 ตัน ที่เหลือเป็นกลุ่มเกษตรกรรายย่อย ที่รวบรวมยางมาขายได้ครั้งละ 10-80 ตัน

คุณธนพลเชื่อมั่นว่า พื้นที่ปลูกยางในจังหวัดบึงกาฬมีศักยภาพการผลิตที่เพียงพอ สำหรับรองรับการลงทุนจากนักลงทุนไทยและต่างชาติได้อีกมากในอนาคต

น้ำยางข้นจากสวนยางชั้นดี

คุณอัฎฐพร พงศ์พันธุ์บัณฑิต ผู้จัดการโรงงาน บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์กรุ๊ป จำกัด ผู้รับซื้อน้ำยางข้นรายแรกและรายเดียวของบึงกาฬ เล่าว่า ปัจจุบัน บริษัทรับซื้อน้ำยางสด 20-40 เปอร์เซ็นต์ จากเกษตรกร เพื่อนำมาปรับสภาพเป็นน้ำยางข้น 60 เปอร์เซ็นต์ ส่งขายตลาดในประเทศและจีน ตลาดน้ำยางข้นมีโอกาสเติบโตสดใสเพราะตลาดทั่วโลกต้องการใช้น้ำยางข้นเป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงยางอนามัย ถุงมือยาง ถุงมือแพทย์ ฯลฯ

ในพื้นที่ภาคอีสาน มีเอกชนที่รับซื้อน้ำยางข้นจำนวน 3 รายคือ ไทยฮั้ว จังหวัดสกลนคร, ซีเอสซี จังหวัดหนองบัวลำภู และไทยรับเบอร์ จังหวัดบึงกาฬ สาเหตุที่บริษัทเลือกมาลงทุนที่บึงกาฬเพราะมีเนื้อที่ปลูกยางพารามากถึง 800,000 ไร่ ขณะนี้เปิดกรีดยางไปแล้ว 300,000-400,000 ไร่ บริษัทสามารถขยายตลาดรับซื้อน้ำยางข้นในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงเช่น หนองคาย อุดรธานี สกลนคร และนครพนม

สมัยก่อนราคายางปรับขึ้นลงเฉลี่ยกิโลกรัมละ 20-50 สตางค์ ถึง 1 บาท แต่ทุกวันนี้ราคายางปรับตัวขึ้นลงครั้งละ10 บาท/กิโลกรัม ทำให้ผู้ค้ายางต้องแบกรับความเสี่ยงสูงมาก นอกจากนี้ นโยบายภาครัฐที่สั่งชะลอการส่งออกยางลง 20 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าขัดแย้งกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง ทำให้มีสินค้ายางพาราตกค้างอยู่ภายในประเทศเป็นจำนวนมาก พ่อค้าแข่งขันขายยางในราคาถูก ฉุดราคายางในประเทศปรับตัวลดลงไปด้วย จึงอยากเรียกร้องให้ภาครัฐปรับเปลี่ยนนโยบายหันมากระตุ้นการส่งออกยางแทน

ทั้งหมดนั้นคือภาพการขยายตัวในทุกๆ ด้านของกิจการยางพารา จังหวัดบึงกาฬ ขุมทรัพย์แห่งใหม่ที่กำลังสร้างความร่ำรวย และเป็นเส้นทางไปสู่ความมั่งคั่งให้กับผู้คนในจังหวัดที่ 77 แห่งนี้นั่นเอง

พินิจ จารุสมบัติ

เศรษฐีสวนยางบึงกาฬรุ่นบุกเบิก

ไม่ใช่เรื่องเกินเลยแต่อย่างใดหากจะบอกว่า ผู้ที่บุกเบิกทำให้บึงกาฬผงาดขึ้นเบอร์ 1 ของภาคอีสานในวันนี้ ก็คือ “พินิจ จารุสมบัติ” อดีตรองนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

พินิจ จารุสมบัติ คือผู้ที่นำร่องนำกล้ายางพารามาปลูกในบึงกาฬ ตามคำแนะนำของ สกย. ในปี 2539 หลังจากนั้นจำนวนสวนยางพาราค่อยๆ เพิ่มขึ้น จนกระทั่งชาวบึงกาฬรู้จัก “พินิจ จารุสมบัติ” ในฐานะตัวจริงผู้บุกเบิก เรื่องสวนยางพารา

ปัจจุบัน ครอบครัวพินิจ มีพื้นที่ปลูกยางพาราในจังหวัดบึงกาฬ ประมาณ 2,500-2,800 ไร่ เปิดกรีดไปแล้วประมาณ 50,000 ต้น ผลิตยางแผ่นเป็นหลัก ยกเว้นฤดูฝนที่ผลิตยางก้อนถ้วยแทน มีแรงงานกรีดยางกว่า 100 ครอบครัว แต่ละครอบครัวกรีดได้วันละ 1,400 ต้น ตกคนละ 700 ต้น หรือ 11 มีด กรีด 2 วัน เว้น 1 วัน

มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 21,000-23,000 บาท ต่อครอบครัว ผลผลิตยางส่วนใหญ่จำหน่ายให้กับบริษัท ศรีตรัง แอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน)

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเป็นเพราะโชคช่วยแน่นอน เพราะกว่าจะเดินทางมาถึงจุดนี้ พินิจก็ต้องลองผิดลองถูก ใช้เวลานานนับสิบปี พัฒนารูปแบบสวนยางมาเป็นลำดับ

จนกระทั่งกลายเป็น “สวนยางตัวอย่าง” ที่มีกระบวนการผลิตแบบครบวงจร ตั้งแต่การเพาะกล้า ติดตา ปลูก กรีด ทำยางแผ่น ยางก้อนถ้วย รวมถึงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เองด้วย โดยนำขี้ค้างคาวจาก สปป.ลาว มาเป็นวัตถุดิบ ที่นี่จึงถือเป็นสวนยางตัวอย่างที่มีเกษตรกรจากหลายจังหวัดไปศึกษาดูงานไม่ขาดสาย

ความสำเร็จอีกประการที่พินิจภูมิใจ คือความสำเร็จในการปลูกยางหน้าแล้ง

“ผมมีพื้นที่ประมาณ 300 ไร่ ที่ อำเภอบึงโขงหลง อยู่ติดแม่น้ำโขง ใช้เป็นพื้นที่ปลูกยางส่วนหนึ่ง และเป็นแปลงเพาะกล้ายาง หลักการง่ายๆ คือให้ต้นยางได้แสงแดด น้ำ และปุ๋ยอย่างเต็มที่ เทคนิคการขึ้นน้ำในหน้าแล้ง คือต้นยางอายุ 1 ปี เจาะหลุมลึกประมาณ 1 ฟุต ห่างจากโคนต้นยาง 1 ศอก เพื่อให้ต้นยางได้รับน้ำพอประมาณ”

ส่วนเทคนิคการยืดอายุเวลากรีดของต้นยางให้นานขึ้น พินิจ บอกว่า ปกติต้นยางเริ่มผลัดใบเดือนมกราคม เมื่อฝนหยุดตก ทิ้งช่วงประมาณ 3 สัปดาห์ ควรให้น้ำกับต้นยาง วิธีนี้จะช่วยให้ใบต้นยางร่วงน้อยมาก และช่วยให้เว้นระยะเวลาเปิดกรีดให้สั้นลง เพราะต้นยางไม่โทรม เนื่องจากได้รับน้ำมากพอ แต่ทั้งนี้ต้องให้ปุ๋ยบำรุงต้นไปพร้อมกันด้วย

จากภาพลักษณ์ของนักการเมืองมากประสบการณ์ อดีตรองนายกและรัฐมนตรีหลายกระทรวง วันนี้ ดูเหมือน พินิจ จารุสมบัติ จะพอใจและมีความสุขมากกว่าเดิมในบทบาทของ “เศรษฐีสวนยางแห่งบึงกาฬ”

ความสุขในวันนี้คือการได้บริหารจัดการสวนยางพาราที่มีอยู่ และได้รับการยกย่องจากชาวบึงกาฬว่าเป็นผู้นำการปลูกยางมาสู่พื้นที่ จนทำให้บึงกาฬเป็นจังหวัดปลูกยางพารามากเป็นอันดับ 1 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในปัจจุบันนั่นเอง

 

“ปลาย่าง” ลุ่มน้ำสะแกกรัง อาชีพข้ามทศวรรษ

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07044011255&srcday=2012-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 314

ช่องทางสร้างอาชีพ

อันติกา

“ปลาย่าง” ลุ่มน้ำสะแกกรัง อาชีพข้ามทศวรรษ

“อาชีพนี้ทำกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย นับได้เป็นร้อยปีแล้ว และสำหรับป้าเองก็เกิดในแพ อยู่กับแม่น้ำสายนี้มาตั้งแต่เล็ก จึงได้เห็นวิถีชีวิต เห็นอาชีพที่ดำเนินมายาวนาน”

สายน้ำที่ไหลเอื่อยเรื่อยไปบนเส้นทางคดเคี้ยวของ “ลำน้ำสะแกกรัง” กอปรกับการบริหารจัดการที่ให้ทุกคน โดยเฉพาะชุมชนชาวแพสำนึกรักและช่วยกันดูแลรักษา คุณภาพผืนน้ำสายนี้ จึงยังคงดีไม่ต่างจากอดีต ฉะนั้น กับการประกอบอาชีพเลี้ยงปลาในกระชัง จึงยังคงเป็นงานหลักหล่อเลี้ยงชีวิตชุมชนชาวแพ

สืบทอดภูมิปัญญา

มีมานับทศวรรษ

ป้าแต๋ว หรือ คุณศรีวภา วิบูลรัตน์ ก็เป็นหนึ่งในชุมชนชาวแพ ที่อาศัยสายน้ำแห่งนี้หล่อเลี้ยงชีวิตมาเกือบ 60 ปี

ป้าแต๋ว ไม่ได้เพียงแค่ประกอบอาชีพเลี้ยงปลาในกระชัง แต่ยังสืบสานภูมิปัญญาแปรรูปปลาด้วยวิธีนำไปย่างจนได้เนื้อปลากรอบหอมอร่อย

ซึ่งกับภูมิปัญญานี้สืบทอดมานานนับทศวรรษ

“อาชีพนี้ทำกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย นับได้เป็นร้อยปีแล้ว และสำหรับป้าเองก็เกิดในแพ อยู่กับแม่น้ำสายนี้มาตั้งแต่เล็ก จึงได้เห็นวิถีชีวิต เห็นอาชีพที่ดำเนินมายาวนาน”

จากความคลุกคลีที่ได้ลงมือช่วย จนเกิดความเข้าใจ ฉะนั้น แม้คนรุ่นก่อนจะจากไป แต่ป้าแต๋วยังคงยึดมั่นสานต่ออาชีพของคนโบราณมาจนบัดนี้

“ป้าเลี้ยงปลาในกระชังอยู่ประมาณ 3-4 ใบ มีทั้งปลาแรด เทโพ สวาย ปลากด ซึ่งปลาที่เลี้ยงอยู่ไม่พอนำมาแปรรูป และบางชนิดก็ไม่ได้เลี้ยง จึงรับซื้อจากชาวประมงคนอื่น ส่วนปลานำมาย่างก็จะมี สวาย เทโพ ปลากด เนื้ออ่อน ซึ่งทุกชนิดได้รับความนิยมจากตลาด”

หลายคนอาจคิดว่าอาชีพนี้ไม่น่าจะใช้เงินลงทุนมาก และกับกรรมวิธีผลิตคงไม่ยุ่งยากอะไร ซึ่งคำตอบที่ได้เห็น ทำให้รู้ว่า แม้การลงทุนหลักมีแค่วัตถุดิบคือปลาสด แต่ปลาบางชนิดก็มีสนนราคาจำหน่ายสูง อย่างปลาเนื้ออ่อน ตกกิโลกรัมละ 300 บาท นอกจากนั้น ก็มีค่าใช้จ่ายในส่วนของขี้เลื่อยไม้เบญจพรรณที่ต้องหาซื้อมาทำเชื้อเพลิงในราคากระสอบละ 30 บาท

ย่างนาน 3-4 วัน

ขาย ก.ก.ละพันห้า

สำหรับกรรมวิธีทำนั้น คงต้องบอกว่า ถ้าใจไม่เย็นพอ คงหมดโอกาสกับการประกอบอาชีพนี้

ที่ต้องว่าเช่นนั้น เพราะแต่ละขั้นตอนล้วนพิถีพิถัน โดยเฉพาะการย่าง

และเพื่อให้เกิดความกระจ่าง ป้าแต๋วจึงเล่าถึงวิธีทำให้ฟัง โดยเริ่มตั้งแต่นำปลาสด โดยยกตัวอย่างปลาเนื้ออ่อน มาล้างทำความสะอาดอย่างดี จากนั้นเสียบไม้เรียงต่อกัน โดยให้ตัวปลาทับซ้อนบนครีบของปลาอีกตัวหนึ่ง แล้วจึงดัดลำตัวปลาให้โค้ง นำไปตากแดดจนแห้ง

เริ่มก่อไฟโดยใช้ขี้เลื่อยไม้เบญจพรรณเป็นเชื้อเพลิง นำปลาที่ผ่านกระบวนการตากแดดวางลงบนตะแกรง ใช้เสื่อรำแพนสานจากไม้ไผ่คลุมปิดทับ ย่างด้วยไฟอ่อนไปเรื่อยๆ จนเนื้อปลาแห้งเบากรอบ แต่ระหว่างนั้นให้กลับปลาเพื่อจะได้สุก สีเสมอกัน

“ขั้นตอนย่างต้องใจเย็นมากๆ ใช้ไฟแรงไม่ได้เลย เนื้อปลาจะไหม้จนเกิดรสขม ส่วนระยะเวลาย่างนาน 3-4 วัน จนกว่าเนื้อปลาแห้งกรอบหอมอร่อย”

เห็นรูปแบบของเตาที่ก่อขึ้นลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้า ป้าแต๋ว บอกว่า ด้านล่างและด้านข้างทั้งสี่ต้องกรุด้วยสังกะสีกันไม่ให้ไฟรุกและยังช่วยให้ความร้อนระอุดี

ไม่เพียงเท่านั้น ก้นเตาควรรองด้วยดินเหนียว 1 ชั้น แล้วจึงวางขี้เลื่อย ส่วนระยะชั้นขี้เลื่อยถึงตะแกรงสำหรับวางปลา ควรมีความสูงราว 1 ศอก เพื่อให้ความร้อนกำลังเหมาะ

ป้าแต๋ว ยังอธิบายถึงปลาสดประมาณ 10 กิโลกรัม เมื่อย่างเสร็จ น้ำหนักจะลดลงเหลือ 2-2.5 กิโลกรัม ส่วนราคาขายกำหนดไว้กิโลกรัมละประมาณ 1,500 บาท

“ยกตัวอย่าง ปลาเทโพ ถ้านำวางเรียงบนตะแกรงครั้งหนึ่งจะได้ประมาณ 90 กิโลกรัม ซึ่งกว่าจะย่างเสร็จใช้ขี้เลื่อยราว 30 กระสอบ ซึ่งเมื่อย่างได้จำนวนมาก ก็จะเช่าห้องเย็นเพื่อเก็บรักษาคุณภาพ สามารถยืดอายุได้ราว 2-3 ปี ทำให้มีปลาย่างขายไม่ขาดช่วง”

ไม่เพียงปลาย่างผลผลิตรสดีที่สามารถสร้างรายได้ให้ป้าแต๋วยืนหยัดจนถึงบัดนี้ แต่ยังมีอีกหนึ่งสินค้าแปรรูปจากปลา นั่นคือ ปลาส้ม ที่ทำมาจากปลาจีน ซึ่งกับเมนูนี้หากใครได้สัมผัสรส เป็นต้องยกนิ้วให้ ส่วนราคาขายกิโลกรัมละ 120 บาท

ฉะนั้น หากมีทริปเดินทางไปจังหวัดอุทัยธานี อย่าลืมแวะเวียนไปอุดหนุนสินค้าคุณภาพดี ฝีมือป้าแต๋ว โดยเปิดแผงขายประจำอยู่ในตลาดเช้า หรือสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ (084) 505-3450

และนี่คือตำนานสร้างอาชีพบนเส้นทางสาย ลุ่มน้ำสะแกกรัง

 

ปรุงสีสัน…ราวอัญมณี Kobiess สปา @ Home

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07050011255&srcday=2012-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 314

สุขภาพ-ความงาม

พารนี

ปรุงสีสัน…ราวอัญมณี Kobiess สปา @ Home

“แรกๆ คิดถึงผลิตภัณฑ์สปาทำจาก ผลไม้ ดอกไม้ หรือที่เชื่อมโยงกับ ดิน น้ำ ลม ไฟ แต่คิดไปคิดมาถ้าเราเดินตามรอยนี้ คงสู้เจ้าใหญ่ไม่ได้แน่ เลยต้องหาไอเดียหรือแนวคิดแปลกและฉีกออกไป”

ใกล้ช่วงเทศกาลคริสต์มาส-ปีใหม่ ปัญหาหนักอกของใครหลายคน คงหนีไม่พ้น “จะหาของขวัญแบบไหน” ให้ถูกใจผู้รับกัน (อีกแล้ว) ล่ะ ปีนี้

บ้างมีเวลา อาจไปเดินเสาะหาตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หรือตามงานอีเว้นต์ต่างๆ เตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว

แต่ถ้าใคร ยังไม่ได้ของ “โดนใจ”

ลองพิจารณาจาก 2 หน้ากระดาษนับจากนี้ดูกันก่อน เผื่อว่าจะตัดสินใจ…ได้ง่ายขึ้น

หน้าใหม่-รายเล็ก

ต้องฉีกแนว

Kobiess อ่านว่า โค-บีส์ คือ ยี่ห้อผลิตภัณฑ์สปาทำเองที่บ้าน ประกอบด้วย ครีมขัดผิว เจลอาบน้ำ และโลชั่นบำรุงผิว เพิ่งออกตลาดได้ไม่กี่เดือนนี้

มี คุณกอบกุล ลือประไพ หรือ คุณกบ เป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งกรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลระหว่างออกบู๊ธในงาน “บิ๊ก” ที่ไบเทค บางนา เมื่อหลายวันก่อน

ย้อนความเป็นมาให้ฟัง จบการศึกษาปริญญาตรีนิเทศศาสตร์ ปริญญาโทด้านการตลาด เมื่อ 3-4 ปีก่อน ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับเหล็ก แต่ผลตอบแทนไม่เข้าเป้า เลยหันเหหวังเปลี่ยนแนว

ประกอบกับช่วงนี้ “AEC” กำลังได้รับความสนใจ ตลาดในต่างประเทศ อย่าง พม่า เวียดนาม ฯลฯ อยู่ในช่วง “บูม” สุดขีด จึงคิดอยากเข้าไปค้าขายดูบ้าง

“เริ่มต้นจากการดูตลาดในต่างประเทศก่อน พอรู้แล้วว่าอยากเข้าไปขายของในพม่า ในเวียดนาม จึงค่อยกลับมาถามตัวเองถนัดด้านไหนและน่าจะทำอะไรออกมา” คุณกบ เล่าเสียงเรียบ

ระหว่างยังไม่ได้ไอเดียดีๆ คุณกบมีโอกาสเดินทางไปกับคณะของกรมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมงาน “จับคู่ธุรกิจ” ที่ประเทศพม่า ทำให้ได้รับคำแนะนำน่าสนใจกลับมาหลายประเด็น

“งานนั้นได้พบเจ้าของกิจการหลายแห่ง พวกเขาแนะตลาดในพม่าหรือแม้แต่ประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถ้าเป็นแวดวงธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ-ความงามแล้ว ยังมีช่องว่างให้เล่นอีกเยอะ” เจ้าของเรื่องราว ย้อนให้ฟัง

ก่อนเล่าต่อ กลับมาเมืองไทย เลยไปหาไอเดียต่อตามงานอีเว้นต์สปา เพราะชื่นชอบเป็นทุนเดิม แม้จะเห็นผลิตภัณฑ์มีมากมายหลากหลายแบรนด์ แต่ยังตัดสินใจทำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการทำสปาออกมาขาย

โดยเธอให้เหตุผล

“แรกๆ คิดถึงผลิตภัณฑ์สปาทำจาก ผลไม้ ดอกไม้ หรือที่เชื่อมโยงกับ ดิน น้ำ ลม ไฟ แต่คิดไปคิดมาถ้าเราเดินตามรอยนี้ คงสู้เจ้าใหญ่ไม่ได้แน่ เลยต้องหาไอเดียหรือแนวคิดแปลกและฉีกออกไป”

ลงทุนหลักแสน

แต่งสีเลียนอัญมณี

ครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ จะนำอะไรมาเป็นวัตถุดิบหลักในการทำผลิตภัณฑ์สปา กระทั่งมา “ปิ๊ง” ที่สีสันของ”อัญมณี” ซึ่งสวยงามหลากหลาย โดยนำมาผูกเข้ากับ “วันเกิด” ของผู้ใช้ ให้เป็น “ลูกเล่น” ของสินค้าในแบบของเธอ

คุณกบ เล่าต่อ การนำอัญมณีมาเป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์สปา เท่าที่ทราบพบอยู่บ้างในตลาดกลุ่มบน ซึ่งใช้เงินทุนสูงมาก ขณะที่ผลิตภัณฑ์ในแบบของเธอ เริ่มต้นเพียงหลักแสนบาท จึงไม่มีอัญมณีจริงๆ เป็นส่วนผสม หากแต่เป็นการปรุงแต่ง “สีสัน” ให้สอดคล้องกับอัญมณี ที่ถูกโฉลกกับคนเกิดวันนั้นๆ ก่อนเติมความหอม และสูตร “ไวท์เทนนิ่ง” ลงไปเป็นหลัก

“สอบถามผู้ใช้ผลิตภัณฑ์สปาในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบความต้องการหลัก คือ ความขาวต้องมาก่อน ส่วนกลิ่นต้องหอมจัดแต่ไม่ใช่กลิ่นเครื่องเทศเหมือนสินค้าแถบดูไบ สินค้าจาก Kobiess จึงมีความชอบ 2 ประการนี้เป็นคุณสมบัติสำคัญ” คุณกบ บอกอย่างนั้น

เจ้าของเรื่องราว เล่าต่อ สำหรับกระบวนการผลิตจะมีทีมที่ปรึกษารับผิดชอบ ส่วนตัวเธอจะดูแลเรื่องการตลาดและประชาสัมพันธ์ โดยในช่วงเริ่มต้นของกิจการ ต้องเดินทางไปออกบู๊ธต่างประเทศบ่อยๆ

แม้จะวางตลาดในต่างประเทศแล้วเพียงไม่กี่เดือน แต่ผลตอบรับน่าพอใจ ในประเทศพม่า เริ่มมีลูกค้ารับซื้อไปวางขายในห้างสรรพสินค้าบ้างแล้ว ประกอบกับมีการประชาสัมพันธ์สินค้าผ่านเฟซบุ๊กอีกทางหนึ่ง ทำให้เริ่มมีคนสนใจมากขึ้น

สนทนามาถึงตรงนี้มีข้อสงสัย เหตุใดจึงไม่มองตลาดในเมืองไทยเป็นเป้าหมาย คุณกบ อธิบายทิ้งท้าย

“เมืองไทยมีสปาเยอะมาก ทั้งนวด ทั้งขัดตัว ยิ่งถ้าเดินตามห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่ร้านสะดวกซื้อ จะเห็นผลิตภัณฑ์สปาเต็มไปหมด”

“ในเมื่อเราไม่ใช่แบรนด์ใหญ่ที่สามารถจ่ายเงินเรื่องการตลาดได้เหมือนเจ้าอื่น เลยไปขายตลาดต่างประเทศดีกว่า แต่หากมีลูกค้าคนไทยสนใจอยากอุดหนุน ก็ยินดีอย่างยิ่งค่ะ”

………………..

Kobiess ผลิตภัณฑ์สปา @ Home ประกอบด้วย ครีมขัดผิว เจลอาบน้ำ และโลชั่นบำรุงผิว สีสันงดงามราวอัญมณี 7 สี สามารถจัดเป็นเซตเลือกได้ตรงตามวันเกิดของผู้รับ

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เลขที่ 20 ซอยจันทน์ 16 แยก 18-1 ทุ่งวัดดอน สาทร กรุงเทพฯ 10120 โทรศัพท์ (02) 676-3776, (081) 497-2332 โทรสาร (02) 676-3771 อีเมล kobiessshop@gmail.com หรือเฟซบุ๊ก/kobiess.shop

ตัวอย่าง การนำสีสันของอัญมณี มาเชื่อมโยงกับความเชื่อของผู้คน จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์สปา Kobiess

Amethyst-Saturday

ผู้ที่เกิดวันเสาร์ จะเป็นคนที่เด็ดเดี่ยว หนักแน่น หัวแข็ง มีระเบียบวินัย เวลาทำอะไรต้องดูแล้วดูอีกจนแน่ใจ ดังนั้น การที่คนวันเสาร์ ใส่อัญมณีสีม่วงหรือใช้สิ่งของสีม่วงจะช่วยให้คนวันนี้ลดความหัวแข็งลง และยังช่วยเปิดให้ยอมรับกับเรื่องภายนอกมากขึ้น

Ruby-Sunday

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ จะเป็นคนที่กล้าได้กล้าเสีย ชอบเสี่ยง รักสนุก มั่นใจในตัวเองสูง ใจร้อน มีอำนาจ และเจ้าชู้ ดังนั้น การที่คนวันอาทิตย์ สวมใส่พลอยสีแดงหรือใช้สิ่งของสีแดง จะช่วยให้คนเกิดวันนี้ ลดความใจร้อน คิดไตร่ตรองมากขึ้นก่อนจะตัดสินใจทำอะไร

Gold-Monday

ผู้ที่เกิดวันจันทร์ จะเป็นคนสุภาพอ่อนโยน มีมนุษยสัมพันธ์ดี อ่อนไหวง่าย และช่างคิด บางครั้งคิดมากคิดไกลจนเกินไป ค่อนข้างจะเอาแต่ใจตัวเอง และดื้อกับคนใกล้ชิด เชื่อกันว่า ทองคำบริสุทธิ์ จะช่วยคุ้มครองจากภยันตรายต่างๆ และยังช่วยเสริมบารมี นอกจากนี้ ยังนำความรื่นเริงมาสู่ผู้สวมใส่อีกด้วย

 

7-DAYs รองเท้าแฟชั่นผ้าไทย โดนใจ ขายดี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052011255&srcday=2012-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 314

ศิลปหัตถกรรม

พารนี

7-DAYs รองเท้าแฟชั่นผ้าไทย โดนใจ ขายดี

“เน้นรองเท้าแฟชั่นผ้าไทย เพราะคำว่าแฟชั่นมักคู่กันกับกลุ่มวัยรุ่น จึงอยากเห็นวัยรุ่นนำความเป็นไทยไปประกอบกับเครื่องแต่งกายได้ไม่เคอะเขิน”

เมืองไทยเรานี้ นับว่ามี “ของดี” อยู่ทั่วไปแทบนับไม่ถ้วน ทั้งภูมิประเทศ ประเพณี วัฒนธรรม อาหารการกิน รวมทั้ง “งานฝีมือ” ของผู้คนในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งมีความงดงามเป็น “จุดขาย” เฉพาะไม่ซ้ำกันเลยทีเดียว

ฉะนั้น หากผู้ประกอบการรายใด สามารถดึง “ข้อเด่น” ดังว่า มาผสมผสานกันจนได้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่ง แล้วล่ะก็

เชื่อเหลือเกินว่า สินค้าชนิดนั้น จะทำกำไรให้กับเจ้าของความคิดได้ไม่น้อย…เป็นแน่แท้

ฝึกฝนด้วยตัวเอง

ขายได้…กำลังใจมา

คุณพาณี วงษ์เวียงจันทร์ คือ ผู้ประกอบการ ที่คิดนำ “ของดี” แต่ละภูมิภาค อย่าง เสื่อกระจูด งานฝีมือของทางภาคใต้ มาผสมผสานกับผ้าทอของไทย จนได้ออกมาเป็น “รองเท้าแฟชั่นผ้าไทย” ภายใต้แบรนด์ 7-DAYs (เซเว่นเดย์) ออกวางจำหน่ายทั้งปลีก-ส่ง จนเป็นที่ถูกอกถูกใจลูกค้าทั้งไทยและเทศมานักต่อนักแล้ว

แต่กว่าจะได้โอท็อป 4 ดาว ในปี 2553 และล่าสุด ขึ้นแท่น “ผลิตภัณฑ์เด่น” ของจังหวัดนนทบุรีนั้น เจ้าของเรื่องราวคราวนี้ เอ่ยปากในตอนต้นของบทสนทนาว่า “ไม่ง่ายเลย” พร้อมย้อนความเป็นมาให้ฟัง

ก่อนหน้านี้เคยเป็นครูธุรการฝ่ายการเงินในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ทำอยู่หลายปี กระทั่งมีความคิดอยากทำธุรกิจของตัวเอง ในราวปี 2544 จึงลาออกมาค้าขายแบบรับมา-ขายไป ขายสารพัดทั้งเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ไม้ ฯลฯ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมักเจอปัญหาขายตัดราคากัน

คุณพาณีจึงลองเริ่มใหม่ ไม่หวังคอยแต่รับของคนอื่นมาขายแล้ว แต่จะผันตัวเป็นผู้ผลิตเอง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่รู้ว่าจะผลิตอะไรดี

กระทั่งมาพบคุณป้าท่านหนึ่ง ซึ่งกำลังถักเชือกสานทำเป็นรองเท้าแตะขายอยู่ริมทางเท้า จึงเข้าไปสอบถาม จนทราบขั้นตอนการทำคร่าวๆ แถมคุณป้าท่านนั้นยังใจดีบอกถึงแหล่งซื้อหาวัสดุอุปกรณ์ในการทำให้ฟังด้วยว่าอยู่แถววงเวียนใหญ่

เมื่อทราบดังนั้นจึงไม่รอรี คุณพาณีเลยรีบบึ่งไปย่านการค้าดังกล่าว เข้าไปหาซื้ออุปกรณ์ แต่กลับโดนตั้งคำถามจากทางร้าน

“คุณต้องรู้ก่อนว่าอยากทำรองเท้าแบบไหน จึงค่อยมาหาซื้ออุปกรณ์”

ยืนงงอยู่พักใหญ่เลยเดินเตร่ไปหน้าตลาด มองหารองเท้าแตะแฟชั่นทำจากยาง มาเป็น “ต้นแบบ” คู่หนึ่ง ราคา 49 บาท ก่อนนำไปบอกร้านขายอุปกรณ์ อยากฝึกทำรองเท้าแบบนี้ ต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง พนักงานจึงขายสินค้าให้ได้ตรงกับความต้องการของเธอ

พูดคุยมาถึงตรงนี้นึกสงสัย ทำไมถึงคิดทำรองเท้าแตะขาย คุณพาณียิ้มน้อยๆ ก่อนบอก ไม่ได้ชอบรองเท้าแตะเป็นพิเศษ ตอนนั้นคิดแค่อยากทำสินค้าอะไรก็ได้ ที่สามารถทำด้วยฝีมือของตัวเองและคิดว่ารองเท้าแตะน่าจะขายออกได้ไม่ยาก

กลับมาฝึกฝนด้วยตัวเอง เริ่มด้วยการ “รื้อ” รองเท้าต้นแบบออกมาพิจารณาทุกรายละเอียด ศึกษาโครงสร้าง การประกอบ ทำอย่างไร เมื่อได้ข้อสรุป จึงลงมือลองทำตาม ใช้เวลาไม่นาน สามารถทำรองเท้าแตะออกมาได้เหมือนต้นแบบจากโรงงานราว 20 คู่

ช่วงเสาร์-อาทิตย์ ต้องขับรถกลับบ้านย่านบางบัวทอง ไปเยี่ยมลูกที่จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างทางต้องผ่านตลาดเปิดท้ายแถวอำเภอป่าโมกข์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และแวะจอดรถนำรองเท้าทั้ง 20 คู่ที่ทำเองกับมือมาวางแบกะดินขาย และแล้วได้ผลตอบรับเกินคาด ขายหมดในเวลาไม่นาน

“ดีใจมากที่สินค้าทำมากับมือมีคนสนใจซื้อ เลยมีกำลังใจจะทำเป็นธุรกิจจริงจังนับตั้งแต่นั้น” คุณพาณี เล่าให้ฟังและว่า ลำพังแรงงานเพียงคนเดียว คงผลิตสินค้าออกมาคราวละไม่มาก จึงชักชวนให้แม่บ้านในละแวกเข้ามารวมกลุ่มกันผลิต โดยเธอเองเป็นผู้ถ่ายทอดเทคนิคขั้นตอนการทำ

เสื่อกระจูด+ผ้าทอ

ผสานเป็นเอกลักษณ์

กระทั่งราวปี 2547 ทางราชการประกาศขึ้นทะเบียนโอท็อป คุณพาณีจึงแสดงความจำนง จนได้มา 2 ดาว

“พอได้เป็นโอท็อป จึงคิดพัฒนาจากรองเท้าแตะพลาสติกแบบทั่วไป มาเป็นรองเท้าแตะแฮนด์เมดที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง” คุณพาณี บอก

โดยเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงวัสดุสำคัญในการประกอบเป็นรองเท้าแตะ 1 คู่ จากแผ่นพื้นยางกลายมาเป็นเสื่อกระจูด จากพลาสติกพีวีซีเปลี่ยนเป็นผ้าถุงและผ้าทอมือ ภายใต้แนวคิดความเป็นแฮนด์เมดและภูมิปัญญาท้องถิ่น

“ช่วงแรกใช้ผ้าถุงซื้อมาจากสำเพ็ง แต่ต่อมาใช้ผ้าขาวม้าซึ่งเป็นผ้าทอจากภาคอีสาน ส่วนเสื่อกระจูด ซึ่งเป็นแผ่นพื้นรองเท้า รับมาจากชาวบ้านจังหวัดพัทลุง นำมาผสมผสานกัน จนกลายเป็นสินค้ามีเอกลักษณ์ของเราเอง”

“ส่วนสาเหตุที่เน้นรองเท้าแฟชั่นผ้าไทย เพราะคำว่าแฟชั่นมักคู่กันกับกลุ่มวัยรุ่น จึงอยากเห็นวัยรุ่นนำความเป็นไทยไปประกอบกับเครื่องแต่งกายได้ไม่เคอะเขิน” คุณพาณี เผยถึงความตั้งใจ

ถามถึงรูปแบบการจำหน่าย คุณพาณี บอก ก่อนหน้านี้เน้นแบบขายส่งตามแหล่งท่องเที่ยว อย่าง พัทยา หัวหิน ตลาดนัดจตุจักร ถนนข้าวสาร เกาะพะงัน เกาะเกร็ด ฯลฯ

แต่มาระยะหลังเศรษฐกิจไม่สู้ดีนัก เลยหันมาเน้นขายปลีก โดยอาศัยออกบู๊ธตามงานต่างๆ อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตมีหน้าร้านประจำเป็นของตัวเอง อาจเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น

เกี่ยวกับคู่แข่งทางธุรกิจ เจ้าของเรื่องราว บอก มีอยู่บ้างแต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะเธอใช้ความหลากหลายของแบบ และสีสันที่สดใส เป็นจุดขายสำคัญ

“การออกแบบ คิดเองบ้าง สมาชิกในกลุ่มช่วยคิดด้วย อีกส่วนหนึ่งได้คำแนะนำจากลูกค้า อย่างเมื่อก่อน รองเท้าของเรามีแต่แบบแตะใส่ลำลองในบ้าน ต่อมามีการปรับเป็นพื้นสูง ที่สามารถใส่ออกนอกบ้านได้ เพราะมีลูกค้ากลุ่มหนึ่งแนะให้ทำเพราะพวกเขาอยากได้มาใส่ แต่ไม่มีขายในท้องตลาด” คุณพาณี เล่าส่งท้าย

7-DAYs (เซเว่นเดย์) ผลิตภัณฑ์รองเท้าแฟชั่นผ้าไทย หลากหลายรูปแบบ จำหน่ายทั้งปลีกและส่ง ราคาอยู่ระหว่าง 99-250 บาท

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณพาณี วงษ์เวียงจันทร์ กลุ่มส่งเสริมพัฒนาอาชีพ เลขที่ 100/987 หมู่ 14 ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี 11110 โทรศัพท์ (02) 925-9021 อีเมลpanee_sevenday@windowslive.com

 

บานาน่ามาเช่ “ซีเซ้นส์” โดนใจลูกค้าต่างชาติ

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07054011255&srcday=2012-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 314

ไอเดียแปลก

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

บานาน่ามาเช่ “ซีเซ้นส์” โดนใจลูกค้าต่างชาติ

“กล้วย” เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่สามารถใช้ประโยชน์ได้สารพัด ไม่ว่าจะเป็นผล ต้น หรือใบ นับว่าเป็นพืชที่คุ้มค่าจริงๆ ทั้งคนและสัตว์ก็กินได้หมด และเมื่อนำใบตองหรือส่วนอื่นของกล้วยมาทำงานฝีมือต่างๆ แล้ว งานนั้นก็มีความสวยงามตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นที่รับรู้กันดีว่างานแฮนด์เมดที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวันนั้นมีตลาดรองรับอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ จะเด่นด้านดีไซน์และมีเอกลักษณ์เตะตาลูกค้าได้มากน้อยแค่ไหน

คุณปิยะนุช ชัยธีระยานนท์ เจ้าของ บริษัท ซีเซ้นส์ จำกัด เป็นอีกผู้หนึ่งที่นำกาบกล้วยมาแปรรูปจนได้เป็นภาชนะและของตกแต่งที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งหลายคนอาจจะไม่คุ้นชินผลงานของเธอนัก นั่นก็คือ บานาน่ามาเช่ (BANANA MACHE) ติดทองคำเปลว แต่ถ้าใครไปเดินในงานบิ๊กฯ ในปีนี้ที่ ไบเทค บางนา อาจจะได้เห็นงานของเธอ เพราะไปขายในงานนี้ทั้ง 2 ครั้ง ซึ่งก็มีเสียงตอบรับอย่างดีจากลูกค้าต่างชาติ แม้ว่าส่วนใหญ่จะต้องอธิบายให้เข้าใจว่าทำจากวัสดุอะไรบ้าง

อย่างไรก็ตาม กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ คุณปิยะนุชในวัย 40 ปี เธอก็ผ่านอะไรมาเยอะ เพราะหลังจากเรียนจบสาขาอินดัสเตรียลดีไซน์ จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ทำงานเฟอร์นิเจอร์ส่งออก โดยออกแบบเองแล้วไปจ้างผลิต ต่อมาตัดสินใจเปิดเตาเซรามิกเอง ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ทำได้สักพักก็มีปัญหาเรื่องราคาและปริมาณ ซึ่งระยะหลังลูกค้ามักสั่งซื้อจากลำปางและจีนเพราะราคาถูกกว่า

ทาทองคำเปลวเพิ่มมูลค่า

เมื่อเห็นปัญหาเหล่านี้ในปี 2545 คุณปิยะนุชจึงนำงานอื่นมาเสริม ซึ่งได้ไอเดียมาจากชิ้นงานของลูกน้องที่นำกาบกล้วยมาใช้ในการแปะกล่อง ทำกระดาษขาย และสานกระเป๋าขาย ซึ่งเธอมองว่าไม่ได้เพิ่มมูลค่าอะไร จากนั้นเธอก็เริ่มไปออกแบบให้ โดยทำเป็นฝักแล้วใส่ลูกเซรามิก 3 ลูก ปรากฏว่าลูกค้าชื่นชอบและถามหางานนี้ เธอจึงคิดทำอย่างจริงจัง แต่ในช่วงแรกงานเปเปอร์มาเช่ยังไม่ได้ติดทองคำเปลว แต่ตอนหลังนำมาติดจนเป็นสัญลักษณ์ของซีเซ้นส์ไปแล้ว เพราะมีเสียงเรียกร้องจากลูกค้าที่ไม่ได้ชอบงานเพ้นต์แบบทั่วไป อยากให้งานออกมามีสีสันสะดุดตา

เธอเล่าถึงขั้นตอนการทำเปเปอร์มาเช่ว่า “ใช้ต้นกล้วย แล้วเอามาฝานออก เทคนิคการทำนั้น ถ้าใครถนัดสดก็ปาดตั้งแต่สด ใครถนัดแห้งก็มาลอกตอนแห้งก็ได้ โดยใช้ส่วนที่เป็นกาบ เป็นแผ่นๆ เป็นเส้นๆ ซึ่งถ้าใช้กล้วยที่กินลูกไม่ได้จะดี เพราะน้ำน้อย ตอนแห้งออกมาจะสวย จะนวลขาว แต่ถ้าเป็นกล้วยกินได้ อย่างกล้วยน้ำว้า สีจะเข้มกว่า”

ฟังแล้วหลายคนอาจจะมองว่าง่าย แต่สำหรับคนทำแล้ว คุณปิยะนุช บอกว่า “ยาก คือมันดูเหมือนจะง่าย แต่มันก็ไม่ง่าย ยากตรงที่ต้องทำให้มันแห้ง ต้องบุกำมะถัน ขึ้นรูป กว่ามันจะออกมาเป็นอย่างนี้ต้องทำหลายขั้นตอน อย่างเช่นต้องมีกรรมวิธีในการกันเชื้อรา กันมอด รวมถึงการติดทองคำเปลว ซึ่งต้องติดให้มันทั่ว และกว่าจะได้ส่วนผสมทองคำเปลวที่ลงตัวก็ต้องทดลองทำอยู่นานในการค้นหาชนิดของทองและน้ำยาชนิดต่างๆ จนถึงขณะนี้ได้ค้นพบแล้วว่าต้องเป็นทองแผ่น และกาวแบบไหนถึงจะไปกันด้วยดีกับกาบกล้วย

ทุกวันนี้ใช้ระบบส่งให้กลุ่มแม่บ้านทำ แล้วไปเก็บงานมาส่งให้คนติดทอง จากนั้นนำมาแพ็กรวบรวมแล้วส่งออกให้ลูกค้าอีกที เราไม่มีหน้าร้านเอง จะใช้วิธีฝากขาย และรับสั่งทำตามออร์เดอร์ แต่จะออกงานบิ๊กฯ เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นชิ้นงาน ซึ่งก็ดี จากนั้นพอเขาส่งอีเมลมาให้เรา เราก็ส่งแค็ตตาล็อกให้ดู”

ผลิตภัณฑ์แบรนด์ซีเซ้นส์ ที่เรียกว่า BANANA MACHE นั้นเพราะขั้นตอนการผลิตคล้ายกันกับเปเปอร์มาเช่ พร้อมใช้ความรู้ด้านงานเซรามิกในการเข้ารูป สรุปว่าเธอนำความรู้จากการทำเซรามิกและกระดาษสามาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ทำให้ชิ้นงานมีความแตกต่างและโดดเด่น

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ก็มีคนใช้กระดาษสาที่ผลิตจากเส้นใยกล้วยอยู่แล้ว แต่จะเป็นลักษณะทำเป็นกระดาษที่นำไปใช้เป็นการ์ด หรือเป็นวัสดุประกอบการผลิตกล่องหรือถุง แต่การนำขึ้นรูปเป็นภาชนะและเป็นของตกแต่งบ้านแบบเธอนั้นยังไม่มีใครทำ

ในช่วงแรกนั้นเปเปอร์มาเช่ของเธอจะเน้นที่ภาชนะไว้ใส่อาหารแห้ง เช่น ขนมปัง คุกกี้ ของกินเล่น บนโต๊ะอาหาร ช่วงหลังๆ จึงขยายมาเป็นส่วนตกแต่ง อาทิ ที่เชิงเทียนและโคมไฟเพ้นต์ลาย ต่อมาลูกค้าก็เริ่มต้องการให้ข้างในเป็นสีทอง สีเงิน เลยติดทองคำเปลวเข้าไป ปรากฏว่าลูกค้าติดอกติดใจ โดยเฉพาะบรรดาชาวต่างชาติทั้งหลายที่ชื่นชอบงานหัตถกรรมที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ

ทนแดดแต่ไม่ทนน้ำ

ดังนั้น ลูกค้าของเธอส่วนใหญ่จึงเป็นออร์เดอร์จากเมืองนอกเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตะวันตกหรือในเอเชียด้วยกันอย่างคูเวตหรืออินเดีย แต่ที่สั่งซื้อประจำก็คือเยอรมนี ฝรั่งเศส

สำหรับราคาขายส่งนั้น ต่ำสุดเป็นถ้วยเล็กๆ ราคา 35 บาท ใหญ่สุดก็โคมไฟ ราคา 1,800 บาท ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของซีเซ้นส์นั้นล้วนเป็นฝีมือการออกแบบของเธอทั้งสิ้น ตอนนี้มี 30 กว่าแบบแล้ว บางแบบเป็นสไตล์ที่ลูกค้าออร์เดอร์ให้ทำแบบนั้นแบบนี้

ในการออกบู๊ธที่งานบิ๊กฯ ภายในปีนี้ 2 ครั้งนั้น คุณปิยะนุช สรุปว่า “กลุ่มลูกค้ามี 2 แบบ คือ ชอบและสั่งซื้อในแบบที่เราพัฒนาขึ้นและทำโชว์ให้เห็นในงาน กับอีกกลุ่มชอบผลิตภัณฑ์และวัสดุที่นำมาใช้ ซึ่งใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ แต่อยากให้เราขึ้นโมเดลใหม่ที่แตกต่างจากคนอื่น ซึ่งก็สามารถทำให้ได้ แต่มีค่าใช้จ่ายด้านการขึ้นโมเดลที่ลูกค้าต้องจ่าย อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรอง”

อย่างที่เกริ่นไปแล้ว ใครเห็นผลิตภัณฑ์ของเธอแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเป็นงานที่ทำจากวัตถุดิบอะไร เจ้าตัวต้องอธิบายให้ลูกค้าฟัง แต่พอบอกว่าเป็นบานาน่ามาเช่ก็จะเข้าใจตรงกัน และผลิตภัณฑ์บางแบบอาจจะดูไม่ออกว่าใช้ประโยชน์ได้อย่างไร อาทิ หยดน้ำฝนที่ใช้เป็นเชิงเทียน

คุณปิยะนุช บอกว่า ผลิตภัณฑ์ของซีเซ้นส์สามารถใช้งานได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าจะนำไปทำอะไร แต่ส่วนใหญ่มักใช้เป็นวัสดุตกแต่งบ้าน สปา และโรงแรม ไม่ว่าจะเป็น วางเทียนหอม เจลเทียน

ส่วนการใช้เพื่อให้อยู่คงทนนั้น เธอแนะนำว่า ควรวางในร่ม เพราะงานบานาน่ามาเช่นั้นทนแดด แต่ไม่ทนน้ำ ทั้งนี้ เคยมีการทดลองมาแล้วถ้าวางอยู่ในร่มก็มีอายุการใช้งานนานเป็นปี ส่วนการทำความสะอาดนั้นให้ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ด จะไปล้างเหมือนจานชามไม่ได้

ไม่กลัวคนเลียนแบบ

บอกตรงๆ เห็นงานของเธอแล้ว ยอมรับว่าถูกใจใช่เลย เป็นงานที่มีเอกลักษณ์ ชอบตรงใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติอย่างกาบกล้วยที่มีลวดลายในตัวสวยงาม ซึ่งหลายคนคงคิดไม่ถึงว่าจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์แบบนี้ อีกทั้งเด่นในเรื่องดีไซน์ เรียกว่าถ้านำโคมไฟหรือเชิงเทียนไปประดับประดาที่ไหน รับรองคนที่เห็นต้องสอบถามที่มาที่ไป โดยเฉพาะพวกที่ชื่นชอบงานจากวัตถุดิบธรรมชาติ ถือเป็นการช่วยลดปัญหาลดโลกร้อนได้ทางหนึ่ง

เชื่อว่าอีกไม่นานอาจจะมีคนเลียนแบบ แต่สำหรับเธอแล้วมองว่า “ถ้าก๊อบปี้ก็เฉยๆ เพราะหากเรามัวแต่พะวงหลัง เราก็ไม่ได้เดินหน้าสักที และถ้าคู่แข่งเขาทำในแนวของเขา เราก็ไม่ซีเรียสอะไร เพราะมันเป็นการกระจายรายได้”

สำหรับการค้าขายในยุคนี้ โดยเฉพาะในส่วนของยุโรปที่มีปัญหาเศรษฐกิจนั้น เธอว่า “ของเราค่อนข้างไปได้ เพราะเป็นงานหัตถกรรม ซึ่งที่อื่นเขายังทำกันไม่ได้ เราก็ยังอยู่ได้เพราะจุดนี้ ส่วนปีหน้าวางแผนจะขยายมากขึ้น จะทำงานเฟอร์นิเจอร์ ให้มันเป็นศิลปะมากขึ้น สรุปคือ ทำอะไรก็ได้ที่ให้คนเห็นคุณค่า แต่อย่าไปขายแรงงานมาก เพราะมันสู้ค่าแรงคนอื่นไม่ได้อยู่แล้ว”

สนใจอยากทำธุรกิจหรืออยากดูงานของซีเซ้นส์ของคุณปิยะนุช ติดต่อผ่านเมลของเธอที่ Csense2002@hotmail.com ส่วนใครที่อยากดูชิ้นงานดีไซน์แบบใหม่ๆ ของเธอ อดใจรองานบิ๊กฯ ปีหน้า ซึ่งเจ้าตัวจะมีงานชิ้นใหม่ๆ ออกมาตลอด

 

หวาน…เรียบ…หรู แต่งหน้าเค้กสไตล์แชมป์โอลิมปิก เชฟนันทวัฒน์ นันทะเนตร

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07058011255&srcday=2012-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 314

เปรี้ยวปาก 

โดย กมลทิพย์ ธนะกิจรุ่งเรือง

หวาน…เรียบ…หรู แต่งหน้าเค้กสไตล์แชมป์โอลิมปิก เชฟนันทวัฒน์ นันทะเนตร

เพิ่งจะสร้างผลงานสะเทือนวงการอาหารระดับโลก บนเวทีการแข่งขัน “โอลิมปิกอาหาร” IKA Culinary Olympic 2012 ที่เมืองแอร์ฟูร์ท (Erfurt) ประเทศเยอรมนี มาหมาดๆ สำหรับเชฟมือหนึ่ง ด้านเบเกอรี่ของเมืองไทย “เชฟนันทวัฒน์ นันทะเนตร” หรือ เชฟแดง ที่คว้าเหรียญทองประเภทเค้กแต่งงาน มาสู่ประเทศไทย

ด้วยผลงานเค้กสีครีมคลาสสิก ตกแต่งด้วยคิวปิดตัวน้อย และลวดลายดอกไม้ที่พลิ้วไหว อ่อนช้อย หรูหรา โดยใช้ธีมว่า “Cupid Forever” ที่มีความหวาน…เรียบ…หรู เน้นความละเอียดอ่อนของลวดลายที่ต้องใช้ทักษะฝีมือและสมาธิอย่างสูง สร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะที่ผสมผสานความเป็นตะวันตกและตะวันออกไว้ด้วยกัน

สำหรับเชฟแดงแล้ว การทำ “เบเกอรี่” ต้องอาศัยส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง “ศาสตร์” และ “ศิลป์” จะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ และต้องหมั่นฝึกฝนเติมแรงบันดาลใจให้กับตัวเองอยู่เสมอ

“เบเกอรี่ไม่มีที่สิ้นสุด คิดอะไรใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา เหมือนเราเอาศิลปะในตัวเราไปใส่ไว้ในขนม มันก็จะกลายเป็นขนมที่สวยงาม เป็นขนมที่มีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเราทำขึ้นได้ด้วยตัวเราเอง นี่คือเสน่ห์ของ เบเกอรี่”

ทุกวันนี้ นอกจากเครื่องแบบเชฟทีมชาติไทยแล้ว เชฟแดงยังรับเชิญมาถ่ายทอดความรู้ด้านเบเกอรี่อยู่ที่ “มติชน อคาเดมี” อยู่เป็นระยะ โดยจะเลือกเบเกอรี่ที่อยู่ในความนิยมของคนไทย อาทิ มาการอง สตรอเบอร์รี่เจลลี่เฟรชครีม ช็อกโกแลตโดม พานาคอตต้า เป็นต้น ซึ่งเมนูต่างๆ จะปรับเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆ เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้ผู้เรียน

และในปี 2556 ที่กำลังจะมาถึง เชฟแดงจะเปิดสอนหลักสูตร “แต่งหน้าเค้ก” ที่ มติชน อคาเดมี เป็นครั้งแรก

เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเรียนรู้ ทักษะด้านการแต่งหน้าเค้ก ได้เรียนรู้ในรูปแบบ 1 วันทำได้จริง ไม่ว่าจะทำเป็นของขวัญให้เพื่อน และคนรักในโอกาสพิเศษต่างๆ หรือจะทำเพื่อการค้าให้สอดรับกับเทศกาลต่างๆ ก็ตามแต่ โดยจะสอนตั้งแต่การเตรียมเค้ก การขึ้นรูป เทคนิคการตกแต่งรูปแบบต่างๆ และให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริงทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง รับประกันว่าออกจากห้องเรียนไป ทำได้ทุกคนแน่นอน

ปัจจุบัน การแต่งหน้าเค้กมีหลายสไตล์ หลายรูปแบบ มีทั้งแบบที่เป็นครีมล้วนๆ ใส่หัวบีบเพื่อให้เกิดรูปทรงต่างๆ แบบที่เป็นครีมและเจล การเคลือบช็อกโกแลต รวมถึงแบบที่เป็นน้ำตาลไอซิ่งขึ้นรูป ซึ่งแต่ละชนิดจะมีเทคนิคการทำที่ยากง่ายแตกต่างกันไป

นับเป็นประสบการณ์พิเศษที่คนรักขนมหวาน ไม่ควรพลาดจริงๆ เพราะการแต่งหน้าเค้กก็เสมือนการสร้างงานศิลปะที่สะท้อนอารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป มีทั้งแบบสวยหวาน แบบแฟนตาซี และแบบสร้างสรรค์ เมื่อเรียนรู้พื้นฐานได้แล้ว ต้องนำไปฝึนฝนต่อให้เกิดความชำนาญ และต่อยอดไปสู่การสร้างสรรค์ลวดลายในสไตล์ที่เป็นตัวเองต่อไป

ถ้าจะมองในแง่ธุรกิจแล้ว “การแต่งหน้าเค้ก” มีการพัฒนารูปแบบให้เก๋ไก๋ ใส่ไอเดียกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้ตอบสนองลูกค้าในทุกโอกาส ทุกเทศกาล ไม่ว่าจะเป็น งานเลี้ยงสังสรรค์ งานแต่งงาน งานวันเกิด หรืองานเฉลิมฉลองใดๆ ก็ตาม ทุกคนก็ล้วนต้องการเค้กในรูปแบบความทรงจำของตัวเอง ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ

มันคือ “ไอเดีย” ซึ่งจะสร้าง “ความต่าง” และเติม “ความประทับใจ” ให้เกิดกับผู้ให้และผู้รับ 

หลักสูตรแต่งหน้าเค้ก กับเชฟนันทวัฒน์ นันทะเนตร จะเปิดสอนในวันที่ 27 มกราคม 2555 สนใจสำรองที่นั่งและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ มติชน อคาเดมี โทรศัพท์ (02) 954-3977-84 ต่อ 2114, 2115, 2123 และ 2124 หรือ (082) 993-9097, (082) 993-9105 และ http://www.matichonacademy.com

 

Golf”s Ice cream : ไอศกรีมอร่อยเวอร์

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07063011255&srcday=2012-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 314

อาชีพคนดัง

Golf”s Ice cream : ไอศกรีมอร่อยเวอร์

รู้จักและคุ้นเคย กอล์ฟ-เบญจพล เชยอรุณ ในฐานะพิธีกร นักร้อง และนักแสดงหนุ่มอารมณ์ดี ที่ตอนนี้กำลังมีผลงานทางด้านการเป็นพิธีกร รายการ สาระแนชาแนล รายการ มิตรนิยม ทางช่อง 5 และกำลังซุ่มทำผลงานเพลงมาให้แฟนได้ฟังกันอีกด้วย

นอกจากงานบันเทิงที่รักแล้ว หนุ่มกอล์ฟก้าวสู่บทบาทนักธุรกิจด้วยการลงแรงลงเงินให้กับธุรกิจไอศกรีม ระดับพรีเมี่ยม ร่วมกับแฟนสาวนอกวงการ “ปุ้ย-กชพรรณ” ใช้ชื่อว่า Golf”s Ice cream by Benjaphon ซึ่งตั้งอยู่ที่ ปั๊มปตท. ประชาอุทิศ

เริ่มจากความชอบ

ด้วยความที่กอล์ฟกับแฟนสาวชื่นชอบการรับประทานไอศกรีม เวลาไปเที่ยวที่ไหนจะต้องแวะชิมทุกครั้งเพราะไอศกรีมแต่ละที่จะมีรสชาติต่างกัน จากจุดนั้นจึงทำให้ทั้งคู่เกิดความคิดว่าอยากทำไอศกรีมพรีเมี่ยมขายนอกห้างจึงลงมือศึกษา โดยให้แฟนสาวไปเรียนทำไอศกรีมอย่างจริงจัง

“ผมกับปุ้ยเป็นคนชอบทานไอศกรีม เวลาไปต่างประเทศหรือไปไหนก็จะชอบสั่งไอศกรีมแปลกๆ ทานกันแล้วมองว่าเวลาเราเข้าไปในห้าง สยามพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ ราคาอยู่ที่ 70-100 บาท รู้สึกว่ามันแพงไป แล้วแฟนเป็นคนชอบเรียนทำอาหารก็เลยให้ลองไปหัดเรียนทำไอศกรีมดูว่าเป็นยังไง ก็ไปลองทำมาให้ชิมปรากฏว่าเข้าท่าก็เลยให้เขาหัดทำเยอะๆ ขึ้นแล้วก็ชิมกันจนคิดว่าโอเค จนได้ไอศกรีมพรีเมี่ยม หมายถึงอร่อย-คุณภาพระดับที่ขายอยู่ในห้าง แต่เราออกมาขายข้างนอกในราคาถูก คือผมเป็นคนที่จะทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำก็เลยทำไอศกรีมแบบที่คิดไปขาย คือรสชาติดี อร่อย ราคาไม่แพง”

โลเกชั่นในปั๊มน้ำมัน

นอกจากจะมุ่งมั่นแน่วแน่ที่อยากเปิดร้านไอศกรีมแล้ว ปัญหาอีกอย่างคือการหาตลาด ซึ่งกว่าจะลงตัวใช้เวลานานมาก โชคดีที่หนุ่มกอล์ฟมาเจอปั๊มน้ำมัน ปตท. เลียบทางด่วนกำลังปรับปรุงพื้นที่ร้านค้าเพิ่มเติมและมีห้องว่างอยู่เลยมาลงตัวที่ร้านนี้

“เริ่มแรกผมดูว่าจะขายที่ไหนดี พอดีปั๊มปตท. เปิด เขาทำใหม่ ที่รู้เพราะว่าเมื่อก่อนในปั๊มมีร้านขายสุนัข แฟนผมก็มาแวะมาดู จึงเห็นว่าห้องนี้ว่างเพิ่งต่อเติมออกมาเลยมาปรึกษากัน ผมว่ามันก็เข้าท่านะ ขายในราคาที่เราตั้งใจได้ เพราะเราไม่ต้องไปเสียค่าเช่าแพงๆ ในห้าง ในห้างสมมติขาย 100 บาท 40 บาทเป็นของห้าง ของในห้างมันเลยแพง ที่นี่จึงตอบโจทย์ที่เราอยากได้ และเห็นว่ามันใกล้บริษัทของผมด้วย สามารถวิ่งไปทำงานเพลงเราได้ด้วยเวลาของขาดก็วิ่งไปเอาที่บริษัทเราได้ด้วยเพราะของที่เกี่ยวกับไอศกรีมก็เก็บไว้ที่บริษัท ก็เลยมาคุยกับที่ปั๊ม จริงๆ อยากได้ห้องข้างๆ ที่กว้างกว่าแต่มีคนจองทำสัญญาไว้แล้ว เลยมาลงตัวที่ร้านนี้”

Golf”s Ice cream อร่อยเวอร์

สำหรับชื่อร้านนั้น กอล์ฟ เล่าว่า การที่เราตั้งชื่อตัวเราเอง ช่วยทำให้เป็นที่สนใจของลูกค้ามากขึ้นเพราะเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปอยู่แล้ว และอยากให้ชื่อร้านมีภาษาไทยปนอยู่ด้วยจึงเป็นที่มาของ Golf”s Ice cream อร่อยเวอร์

“ตอนแรกจะตั้งเป็น Golf”s Ice cream เฉยๆ แล้วก็เป็นชื่ออื่นแต่มาคิดว่าพอตั้งเป็นชื่ออื่นวิธีการดึงลูกค้ามามันยาก เราโชคดีที่เป็นนักแสดงมีคนรู้จักอยู่แล้วเราก็มีฐานคนชอบอยู่ประมาณหนึ่ง ก็เลยต้องมีคำว่า Golf”s อยู่ ก็เลยลงที่ชื่อนี้แต่ว่าใส่ภาษาไทยไปหน่อยให้มีภาพของเราอยู่ให้ดูสนุกนิดหนึ่ง เป็น Golf”s Ice cream อร่อยเวอร์ ให้ดูดึงดูดให้น่าลอง เวอร์คือราคาถูกเวอร์ แล้วของอร่อยก็ไม่ต้องหาทานในห้างอย่างเดียว ไอศกรีมอร่อยราคาย่อมเยา มีแล้วที่นี่

และเราไม่ได้เป็นคนหวังเอากำไรเยอะอยากให้คนมาทานมีความสุขกลับไป และเป็นศูนย์รวมของกลุ่มแฟนคลับได้เจอได้คุยกัน”

เน้นการบอกต่อ

และที่ผ่านมา เจ้าของร้านก็เพิ่ง Solf opening แม้ไม่ได้เชิญสื่ออย่างเป็นทางการ แต่เริ่มมีการบอกต่อปากต่อปาก เป็นช่องทางให้ประชาชนได้รู้จักร้านมากยิ่งขึ้น และด้วยรสชาติไอศกรีมที่อร่อยเวอร์ ลูกค้าที่วอล์กอินเข้ามาชิมก็มีการบอกต่อความอร่อย

“การประชาสัมพันธ์ทางการตลาดตอนนี้ถือว่ายังไม่เยอะมาก มีออกสื่อไปบ้างเพราะ เพิ่ง Soft opening เราไม่ได้เชิญสื่อเยอะเพราะร้านเล็กมาก มีสื่อมาบ้างแต่เขาไปบอกต่อกันเองก็เป็นผลพลอยได้ แล้วก็มีอัพเดตใน Social network จะใช้การบอกต่อมากกว่า ตอนนี้ร้านอยู่ได้เพราะอาศัยฐานลูกค้าแถวนี้ ก่อนมาเปิดเราวิเคราะห์หมดแล้ว มีหมู่บ้านเยอะ โรงเรียนเยอะ ออฟฟิศเยอะ ปั๊มน้ำมันรถเข้าออกตลอด อย่างนักเรียนก็จะมาแวะซื้อก่อนกลับบ้าน หมู่บ้านก็จะซื้อแล้วแพ็กกลับบ้าน ตอนช่วงบ่ายออฟฟิศก็จะมาบอกต่อกันมาฝากซื้อแพ็กกลับออฟฟิศ อนาคตอาจจะมองไว้ว่าอาจจะเปิดอเวนิวถ้าไม่ได้ก็เป็นปั๊มเหมือนเดิม และอยากให้ติดที่ไอศกรีมมากกว่าเพราะว่าวันหนึ่งอยากให้ร้านนี้อยู่ได้ด้วยไอศกรีมไม่ได้อยู่ได้ด้วยชื่อเสียงของผม”

แบ่งเวลางาน-ธุรกิจ ลงตัว

เจ้าของร้านบอกไม่ได้เปิดธุรกิจเพื่อที่จะให้คนอื่นทำ แต่เจ้าตัวและแฟนสาวตั้งใจที่จะทำอย่างเต็มที่เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างสวยงาม เพราะฉะนั้น เรื่องเวลาทั้งงานในวงการบันเทิงและธุรกิจ กอล์ฟจัดสรรเวลาได้อย่างลงตัว เพราะหากตัวเองติดงานบันเทิงก็จะมีแฟนสาวเป็นคนดูแลลูกค้าอย่างทั่วถึง

“หลังจากว่างงาน หรืออัดรายการเสร็จแล้วก็จะมาร้านตลอด ตอนนี้เวลาที่ว่างและเข้าร้านตลอดคือ วันจันทร์กับวันพฤหัสบดี ตอนนี้ต้องเร่งจัดระบบงานที่ร้านให้เรียบร้อย ปกติจะสลับมาเฝ้าร้านกับแฟน ขายเองไม่ได้จ้างใคร เพราะเราไม่เคยจับธุรกิจนี้ เรายังคิดวิธีการบริหารได้ไม่หมด เรายังคำนวณอะไรไม่ได้เลย เรายังจัดระบบอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น คนมาขอซื้อแฟรนไชส์เยอะมากแต่เรายังขายไม่ได้เพราะเรายังจัดระบบบริหารไม่เสร็จ เวลาเราขายแฟรนไชส์ไปแล้วอยากให้ลูกค้าแฮปปี้เร็วที่สุด เราจึงควรจัดระบบบริหารให้มันนิ่งก่อนดีกว่า อนาคตมองไว้แล้วยังไงต้องมีขยายแน่นอน แต่ตอนนนี้ยังไม่พร้อม ถ้าใครผ่านมาแถวเหม่งจ๋ายแล้วแวะมาอุดหนุนกันได้ครับ”

ใครที่อยากชิมไอศกรีมพรีเมี่ยมหลากหลายรสชาติแต่ราคาถูกและไม่ต้องวุ่นวายกับรถติดในเมือง แวะไปอุดหนุนกอล์ฟได้ที่ปั๊มปตท. ประชาอุทิศ หรือ โทรศัพท์ (080) 554-2224 และถ้าอยากมาแล้วเจอเจ้าของร้านก็อัพเดตวันเวลาเข้าร้านของหนุ่มกอล์ฟได้ที่ Facebook/golficecream69 กอล์ฟจะโพสต์บอกเวลาที่อยู่ร้านจ้า

 

นายซอกแซก

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07066011255&srcday=2012-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 314

นายซอกแซก

* ว่างจากการร้องเพลง นักร้องสาวคนสวย แนนนี่-ภัทรนันท์ ดีรัศมี ทุ่มให้กับการทำธุรกิจ Nannie”s Collection กับผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ล่าสุด De Cream Eye Britten Up คือ Eye Cream ที่มีส่วนประกอบของคอลลาเจนสามารถลดรอยคล้ำใต้ดวงตาได้อย่างดีเยี่ยม งานนี้แนนนี่บอกได้ทดลองมาด้วยตัวเอง และย้ำว่าผลิตภัณฑ์ที่เธอใช้ต้องมีแพทย์เฉพาะทางคอยกำกับและดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ เพื่อความมั่นใจในการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างปลอดภัย หากสนใจ Nannie”s Collection สามารถสอบถามได้ที่ http://www.facebook.com/DECREAM หรือ โทรศัพท์ (086) 677-2333

* พระเอกหล่อ สน-ยุกต์ ส่งไพศาล หันมาทุ่มลงทุนกับเพื่อนสนิทเปิดร้านไอศกรีม ชื่อว่า โอริ เป็นไอศกรีมสารอาหารจากข้าว นม และถั่วเหลือง น้ำตาลน้อย ไขมันต่ำ เนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม มีกลิ่นหอม เติมความเปรี้ยวอมหวานด้วยนานาท็อปปิ้งที่คัดสรรมาแล้ว รับรองความอร่อย แค่ได้ชิมเป็นต้องติดใจในรสชาติ เจ้าตัวยังการันตีว่าเป็นเจ้าแรกของเมืองไทย ใครที่อยากชิมรสชาติว่าไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟข้าวโมจิเป็นยังไง แวะมาชิมได้ที่ร้านโอริ อยู่ที่ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 7 ฝั่งทางเข้าห้างเซน หรือโทรศัพท์สอบถามกันได้ที่ (081) 818-3002 เปิดทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น.

* สาวหน้าใส ออย-อากรศรี ตัณมานะศิริ พิธีกร ดาวกระจาย และดีเจแห่งคลื่น 103.5 เอฟเอ็มวัน ด้วยความที่เธอชื่นชอบเรื่องดูแลผิวพรรณ เลยผุดไอเดียต่อยอดความฝันของตัวเองทำครีม “ครีม แอนด์ โค” (cream&co) กับแพ็กเกจสีน่ารักมีทั้ง ครีมทาหน้า, ครีมทาผิว, ครีมทาใต้ตา และโฟมล้างหน้า สาวจอยใช้เวลาทดลองหาข้อมูลอยู่นานด้วยตัวเอง ที่สำคัญที่สุดในการทำคือ ใส่ใจสุขภาพคนใช้ ใครที่สนใจในตัวผลิตภัณฑ์ก่อนซื้อโทรเข้ามาจะมีทีมงานให้คำแนะนำ หรือเข้าไปอุดหนุนจอยกันได้ที่ http://www.creamandcobeauty.com หรือ โทรศัพท์ (085) 626-2642

* ห่างหายจากวงการบันเทิงอดีตนักแสดงรุ่นใหญ่ นันทวัน เมฆใหญ่ มีเวลาว่างมาทดลองทำ ซูร์โรส (ปาท่องโก๋สเปน) ออกขายเพราะติดใจจากการได้ไปชิมที่ต่างประเทศ ลองมาปรับเพื่อตรงกับความชอบของคนไทย โดยในส่วนของช็อกโกแลต มีส่วนผสมของ ดาร์กช็อกโกแลต ไวท์ช็อกโกแลต นมข้นหวาน โอวัลติน เกลือ น้ำตาล ขายชุดละ 30 บาท พร้อมช็อกโกแลตหรือนมข้นหวาน แล้วแต่ว่าลูกค้าต้องการอะไร ใครสนใจอยากชิมไปอุดหนุนได้ที่ ซอยสุขุมวิท 101/1 แยกซอย 23 หรือ โทรศัพท์ (02) 747-6243

* นักแสดงสาว ครีม-เปรมสินี รัตนโสภา ก็เป็นอีกคนที่ใช้ Social network ขายครีมชื่อว่า ปรีดีครีม ครีมช่วยยกระดับความสวยกระจ่างใสให้ผิว ด้วยสูตรบำรุงผิวพิเศษผสมผสานทองคำแท้ที่ทรงอานุภาพจากประเทศเยอรมนีและสารสกัดจากพืชหายากนานาชนิด บำรุงผิวคุณ ให้เนียนนุ่ม ชุ่มชื่น สวยกระจ่างใส อย่างสมบูรณ์แบบ ใครอยากสวยใสแบบสาวครีมสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (089) 811-5875 หรือ http://www.facebook.com/Preedeecream

* ทางด้านนักแสดงหนุ่ม เต้-นันทศัย พิศลยบุตร อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ประกอบกับแฟนสาวเป็นคนรักเด็กจึงเกิดไอเดียลงทุนเปิด ริสา เนิร์สเซอรี่แลนด์ เนิร์สเซอรี่รับดูแลเด็กตั้งแต่วัย 1 ปีถึง 6 ปี ดูแลทุกอย่างให้กับน้องๆ ทั้งเรื่องความปลอดภัย การพัฒนาการ และยังมีครูต่างชาติมาสอนภาษาอังกฤษอีกด้วย โดย “หนุ่มเต้” ยังย้ำอีกว่า ทุกอย่างใน “ริสา เนิร์สเซอรี่แลนด์” นั้นสะอาด และได้มาตรฐานการรับรองทุกอย่าง ใครที่กำลังมองหาสถานที่ดูแลบุตรหลานก็สามารถไว้ใจมาใช้บริการได้ที่ “ริสา เนิร์สเซอรี่แลนด์” ตั้งอยู่ในซอยรามอินทรา 40 (ซอยนวลจันทร์) ติดต่อ โทรศัพท์ (02) 187-1356 เปิดบริการตั้งแต่เวลา 07.00-18.00 น.

* ด้วยความชอบในเทคโนโลยีพิเศษและชอบออกแบบอะไรแปลกๆ หนุ่ม กอล์ฟ-พิชญะ นิธิไพศาลกุล เลยเปิดรับออกแบบและสั่งทำเคสมือถือสกรีนภาพวาดไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ ของตามความต้องการของลูกค้า ในชื่อว่า Thisismycase ใน instagram ในราคาเป็นกันเองและดีไซน์ไม่ซ้ำใคร สนใจอยากได้เคสสวยๆ ดีไซน์เก๋โดยฝีมือหนุ่มกอล์ฟแวะไปชมหรือสอบถามได้ที่ instagram และ line THISISMYCASE จ้า

 

เฟอร์นิเจอร์ไม้พาเลท

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07068011255&srcday=2012-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 314

Big Idea

สุมิตรา จันทร์เงา

เฟอร์นิเจอร์ไม้พาเลท

ได้เวลาโชว์งานฝีมือกันแล้วค่ะ

สำหรับท่านที่เป็นช่าง คงเตรียมอาวุธประจำกายพร้อมอยู่แล้ว

ส่วนนักสร้างสรรค์ที่รักความสนุกสนานอย่างเดียว เตรียมแค่ “ใจ” ก็พอค่ะ

อ้อ! เงินด้วย คงต้องควักกระเป๋าซื้อพาเลทกันหน่อย เพราะเดี๋ยวนี้ของฟรีไม่มีในโลก

………………..

งานเฟอร์นิเจอร์ที่ทำด้วยไม้พาเลทมีมากมายหลากหลายรูปแบบ ทั้งประเภทที่ใช้พาเลทสำเร็จรูปมาต่อกันโดยไม่รื้อหรือตัดทอนชิ้นส่วนใดๆ กับประเภทที่รื้อเอาไม้พาเลทออกเป็นชิ้นๆ แล้วมาสร้างแบบใหม่ ตีต่อขึ้นรูปเป็นของชิ้นใหม่ให้หรูเฟ่ไปเลย

อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครถนัดที่จะเลือกทางไหน มีฝีไม้ลายมือระดับใด เราไม่ว่ากัน

หรือแม้แต่ใครที่ชื่นชอบวัสดุแนวนี้มาก ต้องการนำเอาไปใช้ แต่ไม่มีทั้งใจและฝีมือ ก็เรียกช่างไม้มาจัดการแทนได้เลยเหมือนกัน

แต่ประเภทนักอยากสร้างที่ไม่ค่อยมีฝีมือ ถ้าต้องการสนุกขอแนะนำให้เริ่มต้นแบบง่ายๆ ก่อน ชนิดที่ไม่ต้องการความประณีตมาก แค่เอาพาเลทไปจัดวางซ้อนกันตามมุมห้อง หรือมุมสวน มีเบาะและหมอนอิงพิงหลังรองรับการนั่งนอนเอกเขนกให้สบายก็เป็นอันใช้ได้

ประมาณว่ากำลังเล่นสนุกกับการต่อเลโก้แต่ละชิ้นให้ประกบกันเป็นรูปร่างอะไรสักอย่างตามที่ต้องการจนสำเร็จ

นั่นแหละง่ายที่สุด

โซฟาพาเลทไม้ ชุดที่เอามาให้ดูนี้ สาธิตวิธีการทำตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนจบ ถือว่าเป็นงานง่ายมากสำหรับท่านที่มีฝีมือเชิงช่างอยู่แล้ว

เจ้าของไอเดียเป็นฝรั่ง ตั้งใจทำให้เป็นโซฟานั่งเล่นตรงระเบียงบ้านในวันอากาศดีๆ มีองค์ประกอบวัสดุแค่ไม้พาเลท 2 ชิ้น ขนาดเท่ากัน เบาะฟองน้ำ ลูกล้อ ผ้าหุ้มเบาะ และหมอนอิง แค่นั้นเอง

พาเลทที่นำมาใช้นี้เป็นขนาดยาวพิเศษน่าจะถึง 2 เมตร แต่ความกว้างอยู่ในมาตรฐานประมาณ 1 เมตร กำลังดีทีเดียวสำหรับใช้เป็นโซฟา

ดูภาพตามลำดับก็ทำได้แล้วค่ะ

ขั้นตอนง่ายๆ คือการประกอบไม้พาเลท 2 ชิ้นนี้เข้าด้วยกัน ส่วนหนึ่งเป็นฐานรองรับเบาะ อีกส่วนหนึ่งเป็นพนักพิง

เจ้าของความคิดนี้ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นงานประณีต ก็เลยคงสภาพไม้พาเลทตามคุณภาพดั้งเดิมของมัน คือเป็นสีไม้ปกติ เก่าก็ปล่อยให้เก่าตามสภาพไป ไม่ต้องไสเรียบหรือเสียเวลาขัดมันให้ดูดี ตั้งใจโชว์ความหยาบของวัสดุราคาถูกให้เห็นกันจะจะไปเลย

แต่ถ้าใครทนไม่ไหวจริงๆ กับสภาพผิววัสดุเดิมที่ไม่ค่อยสวยงามนัก ก็ควรจะขัดกระดาษทรายเสียหน่อย หรืออาจใช้เครื่องขัดไม้ก็ได้ อย่างน้อยก็จะช่วยไม่ให้มีเสี้ยนไม้หลงเหลืออยู่

เชื่อว่าตอนนั่งโซฟา (ถ้าไม่มีเบาะ) ก็คงไม่มีใครชอบให้เสี้ยนไม้ตำก้นแน่นอน

อุปกรณ์ทางช่างที่จำเป็นสำหรับงานนี้หนีไม่พ้นสว่านเจาะรูสำหรับขันน็อตและเครื่องเจียนไม้ให้ได้รูปรอยที่ต้องการ โดยเฉพาะการลบขอบมุมไม้แข็งๆ รวมถึงชุดน็อตสกรูเกลียวสำหรับยึดล้อเข้ากับฐานพาเลททั้ง 4 มุมให้แน่นหนาเพื่อขนย้ายได้สะดวก

พอประกอบแผ่นไม้พาเลทสำเร็จมั่นคงแข็งแรงดีแล้วค่อยวางแผ่นฟองน้ำบนโซฟาและตัดให้ได้ขนาด จากนั้นก็เอาผ้าดิบมาหุ้มชั้นแรกก่อน เสร็จเรียบร้อยแล้วหุ้มทับอีกทีด้วยผ้าคอตต้อนเนื้อหนาสำหรับใช้หุ้มเฟอร์นิเจอร์โดยเฉพาะ

ถ้าดูตามภาพที่เขาแนะนำกันเป็นขั้นตอน จะเห็นว่า โซฟาไม้พาเลทชุดนี้เป็นงาน D.I.Y. ที่ทำด้วยมือล้วนๆ แม้กระทั่งการเย็บหุ้มเบาะก็ยังสอยเนาด้วยมือเลย

สนุกตั้งแต่ต้นจนจบจริงๆ ค่ะ

สุดท้ายเมื่อประกอบทุกอย่างเข้าด้วยกันหมดแล้วจึงค่อยติดตั้งล้อโซฟา วางหมอนอิงสีสดใส จากนั้นจะเข็นไปวางมุมไหนของบ้านก็ได้ แม้แต่ในพื้นที่กลางแจ้งของสวน

เพราะไม้พาเลทของต่างประเทศที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมหนัก ผลิตมาให้ทนทานในการใช้งานกลางแจ้งอยู่แล้ว ถ้ากลัวเบาะจะโดนฝนเปียก ก็ให้เก็บเฉพาะเบาะกับหมอนอิงเข้าร่มยามที่ไม่ต้องการใช้งาน

เพียงค่นี้ก็ได้เฟอร์นิเจอร์สวยๆ ราคาถูกแสนถูกไว้ใช้ในบ้านแล้ว

ที่ภูมิใจยิ่งไปกว่านั้น ก็คือการได้ลงมือทำเองนั่นแหละ สุดยอดไปเลย

ตัวอย่างพาเลทไม้ที่นำมาดัดแปลงเป็นเฟอร์นิเจอร์ประเภทต่างๆ และกำลังได้รับความนิยมในวงกว้าง

1.โต๊ะกลางในห้องพักผ่อนหรือรับแขก ใช้คู่กับโซฟาไม้พาเลท

ขนาดที่กำลังเหมาะสำหรับโต๊ะกลางชนิดนี้คือไม้พาเลทแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัส 2 ชิ้นนำมาวางเรียงซ้อนกัน อาจจะยึดติดด้วยตะปูเกลียวหรือไม่ยึดกันไว้อย่างถาวรก็ได้ แต่เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้าย นิยมติดลูกล้อเอาไว้ที่มุมขาทั้ง 4 ด้านของพาเลทแผ่นล่าง

การวางแผ่นพาเลทซ้อนกัน 2 ชั้น ทำให้เกิดช่องว่าง กลายเป็นชั้นใต้โต๊ะ ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ต่อเนื่องได้อีกในการวางของใช้ต่างๆ จำพวกหนังสืออ่านเล่น หรือของกระจุกกระจิกที่ต้องการหยิบใช้งานได้สะดวก กลายเป็นดีไซน์ที่ลงตัวและสวยงามอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะตอนที่เล่นกับสีที่ชอบ

2. เตียงนอน

มี 2 แบบให้ดู คือแบบที่เป็นฟูกวางบนพาเลทชั้นเดียวที่เรียงต่อกัน เหมือนแผ่นไม้ยกระดับซึ่งวิธีนี้ใครๆ ก็ทำได้โดยไม่ต้องอาศัยช่างผู้ชำนาญงานเลย กับแบบที่เป็นเตียงทรงสูง ใช้แผ่นพาเลทวางเรียงในแนวตั้งรับน้ำหนักเป็นช่วงๆ แล้วยึดติดกับแผ่นด้านบนให้ได้ขนาดตามความต้องการสำหรับที่นอนไซซ์ต่างๆ กัน วิธีนี้จะช่วยให้ประหยัดค่าเตียงได้อย่างมาก แต่เนื่องด้วยระดับความสูงของเตียงค่อนข้างมาก จำเป็นต้องคำนึงถึงความแน่นหนามั่นคงแข็งแรงในการประกอบวัสดุ

3. ม้านั่งและโต๊ะสนาม

ไอเดียนี้เชื่อว่าใครเห็นก็นึกอยากเอาไปทำตามค่ะ โต๊ะสนามนั้นเป็นการตัดแบ่ง ซอยแผ่นพาเลทออกมาเป็นชิ้นๆ เหมือนผ่าครึ่งแล้วนำมาประกอบขึ้นใหม่ ให้เป็นโต๊ะไม้ที่ยึดโต๊ะกับเก้าอี้ไว้ด้วยกันเป็นชิ้นเดียว อาจจะดูแข็งๆ ทื่อๆ แต่ก็ใช้งานกลางแจ้งได้ดีทีเดียวแหละ

ส่วนม้านั่งนั้นก็ทำง่ายนิดเดียว วางแผ่นพาเลทซ้อนกันให้ได้ระดับที่ต้องการเข้ามุมเป็นรูปตัวแอล หรือจะทำเป็นแถวเดียวก็ได้ ใช้พาเลทซ้อนกัน 3 ชั้น ก็จะได้ความสูงในระดับเก้าอี้ที่กำลังนั่งสบาย ส่วนพนักพิงก็ยึดไว้ด้วยตะปูเกลียว เสร็จแล้วจะทาสีหรือไม่ทาสีก็ได้ แล้วแต่ชอบ