ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

อาชีพบำเรอ (ลูกค้า)

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07072010556&srcday=2013-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 324

อาชีพที่ไม่เหมือนเรา

ไมตรี ลิมปิชาติ

อาชีพบำเรอ (ลูกค้า)

อาชีพของอานนท์ (ชื่อสมมติ) ผมไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเป็นอาชีพอะไรถึงจะตรงกับงานในหน้าที่ที่เขาทำ

อานนท์ทำงานอยู่กับบริษัทรับเหมาก่อสร้างแห่งหนึ่ง เป็นบริษัทค่อนข้างใหญ่ ถ้าบอกชื่อ คนที่อยู่ในวงการก่อสร้างจะต้องรู้จัก

บริษัทที่ว่ารับเหมางานก่อสร้างทุกประเภท ทั้งงานอาคาร สะพานลอย ถนน และวางท่อสาธารณูปโภค

อย่างไรก็ตาม เมื่อผมถามว่าบริษัทที่คุณทำงานอยู่มีส่วนในการรับงานก่อสร้างสถานีตำรวจหรือโรงพักที่กำลังมีปัญหาหรือไม่

อานนท์รีบยกมือปฏิเสธทันที เพียงแต่ตอนนี้บริษัทกำลังรอรับงานการป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลอย่างใจจดใจจ่อ

อานนท์ไม่ได้เป็นวิศวกร เขาจึงไม่มีความรู้เกี่ยวกับช่าง

เขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะรัฐศาสตร์

เขาไปสมัครงานกับบริษัทแห่งนี้ครั้งแรกก็เพราะผิดหวังที่สอบเข้าเป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศไม่ได้

ที่อานนท์ต้องการเข้าทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศก็เพราะอยากเป็นนักการทูต ซึ่งเป็นอาชีพที่เขาใฝ่ฝันมาตั้งแต่เป็นนักเรียนชั้นมัธยม

บังเอิญว่าบริษัทรับเขาเข้าทำงานในหน้าที่เลขานุการหัวหน้างานสายต่างประเทศคนหนึ่ง

ที่อานนท์ได้เป็นเลขาก็เพราะว่า นอกจากอานนท์รู้ภาษาอังกฤษจนใช้การได้ทั้งพูดและเขียนแล้ว บังเอิญว่าภรรยาของเจ้านายของเขาไม่ต้องการให้สามีใช้เลขาเป็นผู้หญิง

ขอผ่านงานเลขาที่ว่าไว้ก่อน ผมขอเล่าตรงไปถึงงานในหน้าที่ของเขาในปัจจุบันว่า เขาต้องทำอะไรบ้าง

เขามีหน้าที่ที่ดูเหมือนงานง่ายมาก คือ ประสานงานกับข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจระดับสูง ที่บริษัทรับงาน

ไม่ได้ประสานอย่างเดียว ยังมีหน้าที่อำนวยความสะดวกทุกอย่าง เช่น พาไปเล่นกอล์ฟ และไปร่วมงานแทนผู้จัดการใหญ่ เช่น งานแต่งงาน งานเลี้ยงต่างๆ

แม้แต่งานเลี้ยงในหน่วยราชการ เช่น งานปีใหม่ งานเลี้ยงส่ง เลี้ยงรับ

อานนท์มีหน้าที่นำเครื่องดื่มประเภทเหล้าและเบียร์ไปช่วยงานทุกครั้ง

เท่านี้ยังไม่พอ หากมีกิจกรรมเดินทางไปดูงานต่างประเทศ ไม่ว่าคณะนั้นจะไปกันกี่คนก็ตาม

อานนท์มีหน้าที่แจกพ็อกเก็ตมันนี่ หรือพูดให้ชัดก็คือ เอาเงินใส่ซอง ไปให้ถึงมือทุกคน

ถ้าไปสหรัฐอเมริกาก็แลกเป็นเงินดอลลาร์ใส่ซองให้

ถ้าไปญี่ปุ่นก็จะใส่ซองเป็นเงินเยน

ทั้งนี้ก็เพื่อให้ความสะดวกแก่ผู้เดินทางในการใช้เงินนั่นเอง

การเดินทางไปต่างประเทศไม่ค่อยบ่อยนัก

แต่ที่มีบ่อย มีเกือบทุกสัปดาห์ก็เห็นจะเป็นการตรวจรับงานแต่ละงวด

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะบริษัทรับงานไว้มาก จึงต้องมีการส่งงานกันบ่อย

บางครั้งส่งงานในสัปดาห์เดียวถึง 2 งานก็มี

พอกรรมการตรวจการจ้าง ตรวจรับงานเสร็จ

อานนท์มีหน้าที่พาไปเลี้ยงอาหารกลางวันบ้าง อาหารค่ำบ้าง

เลี้ยงแต่ละมื้อ หรือแต่ละครั้งจะต้องเลี้ยงร้านดีๆ และหรูๆ อีกต่างหาก เช่น ประเภท หูฉลามบ้าง ปูขนบ้าง

เพราะรับงานแต่ละงวด บริษัทจะได้รับเงินหลายสิบล้านบาท บางงานงวดละเป็นร้อยล้านบาทก็มีบ่อย

บางครั้ง กรรมการบางชุดอานนท์พาไปเลี้ยงดูอย่างเดียวไม่พอ ยังต้องพาไปผ่อนคลายต่อที่โรงอาบอบนวดอีก

ถูกแล้ว บริษัทจ่ายเงินให้ทุกอย่าง อานนท์จึงต้องเตรียมเงินไว้ทั้งเป็นเงินสดและบัตรเครดิต

เงินที่เขาจ่ายทุกบาททุกสตางค์ นำไปเบิกกับบริษัทได้

จากเดิมที่อานนท์เที่ยวผู้หญิงไม่เป็น เข้าโรงนวดไม่ถนัด ก็ต้องเป็นในที่สุด

ไม่ได้เป็นอย่างเดียว ยังช่ำชองด้วย เพราะเวลาจะออกไปรับรอง ตรวจรับงานแต่ละครั้ง จะต้องศึกษาค้นคว้าเสียก่อนให้ได้ว่า

ที่ไหนมีของกินอร่อย หมอนวดสวย แล้วยังต้องศึกษาด้วยว่าคนที่เขาจะพาไปรับรองนั้น ชอบฟังเพลงประเภทไหน และชอบดื่มเหล้ายี่ห้ออะไร

อานนท์ เผยว่า เดิมทีไม่เคยเล่นกอล์ฟ ก็ต้องหัดเล่นให้เป็น เพื่อจะได้พาคนที่เขาต้องการเล่นกอล์ฟไปออกรอบได้

สนามกอล์ฟที่ไหนดี แม้อยู่ต่างจังหวัดไกลๆ แค่ไหนก็จะพาไป ถ้านายช่างขอให้พาไป

แม้ไปเล่นกอล์ฟถึงต่างประเทศก็เคยบ่อย

ทำงานในหน้าที่ของอานนท์จึงสบายมาก เพราะนอกจากได้เงินเดือนดีแล้ว ยังได้กิน ได้เที่ยว ได้อาบอบนวด และได้เล่นกอล์ฟฟรีด้วย

หมายถึงว่า เขาพาใครไปใช้บริการในรูปแบบใดก็ตาม เขามีสิทธิ์เข้าไปใช้บริการด้วยเสมอ

อานนท์ทำงานในหน้าที่นี้มา 10 กว่าปีแล้ว ไม่ได้ย้ายไปไหน เพราะผู้จัดการใหญ่ เห็นว่าอานนท์มีความสามารถพิเศษเฉพาะตัว หาคนอื่นๆ มาแทนยาก อีกทั้งเขารู้จักกับผู้หลักผู้ใหญ่ของหน่วยงานของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งอยู่แล้วด้วย จึงสะดวกในการปฏิบัติงาน

ฉะนั้น นอกจากอานนท์ไม่ถูกย้ายแล้ว ตัวเขาเองก็ไม่อยากย้ายไปไหนเช่นกัน ที่สำคัญ แต่ละปี เขาได้โบนัสเป็นยอดเงินที่เขาพอใจ

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะอานนท์กุมความลับของบริษัทและของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคนไว้อย่างดีด้วย แม้รัฐมนตรีบางคน เขาก็รู้ว่ามีอะไรกับบริษัทบ้าง

ถ้าบริษัทขัดใจเขาเมื่อไร หากเขาโกรธ เปิดเผยความลับขึ้นมาก็จะยุ่งเหยิงไปทั้งแผ่นดิน

ก่อนจากกัน อานนท์กำชับกับผมว่า ห้ามนำเรื่องของเขาไปเขียน หรือจะเขียนก็ได้แต่ห้ามใส่ชื่อจริงเด็ดขาด

“ไม่น่าเชื่อว่า อาชีพอย่างนี้ก็มีด้วย”

ประโยคนี้อานนท์ไม่ได้พูด ผมพูดเอง

กันยายน 17, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

“ถนนหทัยราษฎร์” (สุวินทวงศ์-สายไหม) โซนบ้านแนวราบ ราคาต่ำกว่า 5 ล้าน เพียบ

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07075010556&srcday=2013-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 324

เล็งทำเลธุรกิจ

“ถนนหทัยราษฎร์” (สุวินทวงศ์-สายไหม) โซนบ้านแนวราบ ราคาต่ำกว่า 5 ล้าน เพียบ

“ถนนหทัยราษฎร์” ปัจจุบันเป็นถนนสายหลักที่มีแนวพาดผ่านในลักษณะเหนือ-ใต้ ซึ่งจะเชื่อมระหว่างถนนสุวินทวงศ์ ถนนสุขาภิบาล 5 และถนนสายไหม ซึ่งช่วยเติมเต็มโครงข่ายพื้นที่โซนตะวันออกของกรุงเทพฯ ให้การจราจรในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงให้มีความคล่องตัวมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นถนนสุวินทวงศ์ ถนนร่มเกล้า ถนนคู้บอน ถนนวงแหวนรอบนอกตะวันออก ถนนรามคำแหง ถนนไมตรีจิต และยังสามารถใช้เป็นเส้นทางเชื่อมโยงไปทะลุถนนลำลูกกา, สายไหม และถนนตัดใหม่ “สายรัตนโกสินทร์สมโภช-นิมิตรใหม่” ได้อีกด้วย

แม้ว่าเป็นถนนสายรองที่อยู่ในทำเลกรุงเทพฯ โซนตะวันออกที่ไม่ได้อยู่ใกล้กับแนวรถไฟฟ้า สายสีชมพู (ช่วงแคราย-มีนบุรี) แต่ก็เป็นถนนที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัย เนื่องจากขนาบไปด้วยทางด่วนรามอินทรา-เอกมัย และถนนวงแหวนตะวันออก

ปัจจุบันบน “ถนนหทัยราษฎร์” คลาคล่ำไปด้วยโครงการบ้านจัดสรร ทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ในระดับราคาไม่แพงมาก ตั้งแต่ 1 ล้านบาทต้นๆ ไปจนถึงราคาหลายสิบล้านบาท มีให้เลือกมากกว่า 30 โครงการ ประมาณ 6,000 ยูนิต

โครงการบ้านเดี่ยวระดับกลางเป็นที่อยู่อาศัยที่มีมากที่สุด ราคาขายจะอยู่ในช่วง 2 ล้านบาทเศษ จนถึงระดับ 4-5 ล้านบาท แต่สำหรับผู้ที่มีกำลังซื้อไม่ถึงในพื้นที่นี้ยังมีโครงการประเภททาวน์เฮ้าส์และบ้านแฝดให้ได้เลือกช็อป

ยกตัวอย่างพอเป็นน้ำจิ้ม สำหรับโครงการที่เข้าไปปักธงในพื้นที่ อาทิ กลุ่มซื่อตรง ที่ได้เข้าไปเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ปัจจุบันกำลังขยายเฟสเพิ่มบริเวณ ด้านหน้าโครงการ เป็นโครงการทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น ขนาด 20 ตารางวา ราคาขายเริ่มต้นยูนิตละ 1.69 ล้านบาท และอาคารพาณิชย์ขนาด 3 ชั้นครึ่ง

โครงการนลิน เรสซิเด้นท์ เจ้าของโครงการเป็นทายาทตระกูล “ปิ่นขยัน” ที่เข้ามาชิมลางธุรกิจบ้านจัดสรรโครงการนี้เป็นแห่งแรก มีทั้งสิ้น 220 ยูนิต, โครงการไพรเวท เลค การ์เด้นท์, โครงการเมอราญา เพลส ขนาด 50 ตารางวา 199 ตารางเมตร ขายราคา 3.99 ล้านบาท, โครงการดุสิต แกรนด์ พาร์ค โปรเจ็กต์ร่วมทุนระหว่าง บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (บสก.) กับผู้ประกอบการบ้านจัดสรร และโครงการ “บ้านพร้อมพัฒน์” บนถนนเลียบคลองสอง ข้างซาฟารีเวิลด์ ของค่ายแสนสิริ

นอกจากนี้ ที่อยู่อาศัยประเภททาวน์เฮ้าส์ เป็นสินค้าอีกประเภทที่ขายดี และมีดีมานด์อยู่ค่อนข้างมากเช่นกัน เนื่องจากทำเลดังกล่าวเป็นเขตชุมชนเก่าหนาแน่น ราคาขาย เคาะขายในปัจจุบันมีตั้งแต่ 1 ล้านต้นๆ ถึง 2 ล้านบาทอัพ ประเมินคร่าวๆ มีไม่ต่ำกว่า 15-20 โครงการ มีทั้งที่ปิดการขายไปแล้วและยังมีหน่วยเหลือขาย อาทิ โครงการบ้านรื่นฤดี 3 จำนวน 363 ยูนิต, โครงการภาวรินทร์ 191 ยูนิต, โครงการเค. ซี. คลัสเตอร์ รามอินทรา-ซาฟารี ในซอยไทยรามัญ ถนนหทัยราษฎร์ พื้นที่โครงการ 148 ไร่ จำนวน 1,500 ยูนิต เป็นต้น

กันยายน 17, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

หาเงินลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์?เริ่มต้นง่ายกว่าที่คิด

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07076010556&srcday=2013-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 324

เงินๆ ทองๆ

สมเจตน์ หงษ์ไกรเลิศ ผู้สื่อข่าวการเงิน นสพ.ประชาชาติธุรกิจ

หาเงินลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์?เริ่มต้นง่ายกว่าที่คิด

พบกันอีกครั้งนะครับ สำหรับเรื่องเงินๆ ทองๆ วันนี้ คราวนี้ผมมีไอเดียใหม่ๆ สำหรับผู้ที่อยากจะเริ่มต้นการเป็นเจ้าของธุรกิจมาฝาก โดยเฉพาะหนุ่มสาวยุคนี้ที่สนใจกับการเป็นเจ้าของธุรกิจด้วยตนเองมากขึ้นกว่าการเป็นพนักงานลูกจ้างครับ โดยเฉพาะธุรกิจ “แฟรนไชส์” (Franchise) ที่เป็นเสมือนทางลัดในการเป็นผู้ประกอบการได้อย่างรวดเร็วขึ้น

ถ้าลองสังเกตจากร้านค้าต่างๆ รอบตัวท่านผู้อ่าน จะพบว่า เจอร้านค้าในลักษณะแฟรนไชส์มากมาย ตั้งแต่ร้านสะดวกซื้อข้างบ้านหรือหน้าปากซอย ร้านอาหารชื่อคุ้นหู ร้านกาแฟ-เบเกอรี่ ธุรกิจล้างรถ ไปจนถึงร้านขายยา หรือแม้แต่ลองเข้าไปเดินในห้างสรรพสินค้าและไฮเปอร์มาร์เก็ตทั้งหลาย ก็จะเจอร้านค้าแบรนด์เหล่านี้เต็มไปหมดเช่นกัน ยิ่งห้างเหล่านี้รุกเข้าไปปักธงในต่างจังหวัด ก็เป็นจุดดึงดูดให้มีผู้ลงทุนซื้อธุรกิจแฟรนไชส์เข้าไปจับตลาดเหล่านี้เพิ่มขึ้นด้วย

สาเหตุที่ธุรกิจแฟรนไชส์ได้รับความนิยมมากนั้น เป็นเพราะสามารถเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินจำนวนไม่มากนัก และระบบการจัดการมักไม่ซับซ้อน ไม่ต้องมีประสบการณ์มาก่อนก็สามารถเริ่มทำธุรกิจนี้ได้ รวมถึงในปัจจุบันก็มีสถาบันการเงินที่เข้ามาช่วยสนับสนุนในการเริ่มลงทุนทำธุรกิจนี้ให้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมจะนำมาเล่าในวันนี้หลังจากได้ข้อมูลที่น่าสนใจจากธนาคารกสิกรไทย มาเมื่อไม่นานนี้เอง

ก่อนจะไปเล่าถึงเรื่องการเงิน ผมขออนุญาตปูพื้นอธิบายง่ายๆ ว่าธุรกิจแฟรนไชส์ก็คือ ธุรกิจรูปแบบหนึ่งที่อนุญาตให้คนอื่นนำโมเดลธุรกิจและแบรนด์ของตนเองไปทำธุรกิจต่อ บนมาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยคนที่ขออนุญาตนั้นก็จะต้องจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่เจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์นั้น ส่วนเงื่อนไขผลประโยชน์จะเป็นแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขครับ ไม่มีข้อกำหนดตายตัว

มีข้อมูลที่น่าสนใจจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยครับว่า ธุรกิจแฟรนไชส์ในไทยกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วมากในช่วง 2-3 ปีมานี้ มูลค่าตลาดรวมในปี 2554 อยู่ที่ประมาณ 1.8 แสนล้านบาทนั้น มาถึงในปี 2556 คาดว่าน่าจะขยับมาอยู่ที่ 2.38 แสนล้านบาท แม้ว่าตลาดจะเติบโตเร็ว แต่กลับพบว่า เจ้าของแฟรนไชส์ หรือที่เรียกว่า “แฟรนไชซอร์” (Franchisor) นั้น ขยายตัวช้ามากครับ ปัจจุบันมีประมาณ 330 รายเท่านั้น ขณะที่ปริมาณผู้ซื้อแฟรนไชส์ไปทำต่อ หรือที่เรียกว่า “แฟรนไชซี” (Franchisee) มีมากกว่า 63,000 สาขา

ผมได้คุยกับ “พิภวัตว์ ภัทรนาวิก” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ที่ดูแลสินเชื่อ K-SME Franchise Credit เขาบอกว่า สินเชื่อนี้กำลังขยายตัวสูงมาก เพราะเป็นทางเลือกในการลงทุนและขยายสาขาธุรกิจให้กว้างขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจแฟรนไชส์แบรนด์ใหญ่ๆ โฟกัสของพวกเขาในวันนี้กว่า 90% คือการรุกเข้าไปในตลาดต่างจังหวัด หาคนที่จะซื้อแฟรนไชส์ไปบริหารในแต่ละพื้นที่

กลุ่มธุรกิจแฟรนไชส์ที่มาแรง นอกจาก “อาหาร” ที่จะเป็นธรรมดาสามัญของคนที่ต้องกินแล้ว ที่น่าสนใจก็คือ ธุรกิจในกลุ่ม “บริการ” กำลังขยายตัวมากจริงๆ โดยเฉพาะ “โรงเรียนกวดวิชา” นอกจากนั้นก็จะมีแบรนด์ด้านบริการล้างรถ ที่มีความต้องการเยอะขึ้นจากโครงการรถคันแรก บริการเคาน์เตอร์เซอร์วิสรับชำระเงินต่างๆ และธุรกิจร้านขายยาที่แฟรนไชส์แบบนี้ไม่ต้องมีเภสัชกรประจำร้านเหมือนร้านขายยาทั่วไป และสามารถซื้อยาได้ราคาที่ถูกลงด้วย

โอกาสที่ชัดเจนแบบนี้ แต่ก็มาพร้อมกับ “ต้นทุน” ค่าธรรมเนียมและเงินลงทุนที่ค่อนข้างแพงขึ้นด้วย เฉลี่ยแล้ว 1-2 ล้านบาท/สาขา การเริ่มต้นในธุรกิจนี้ก็มักจะเป็นคนที่มีทุนอยู่แล้วเป็นส่วนใหญ่ และมักขอกู้บางส่วน ซึ่งธนาคารจะให้สินเชื่อสูงสุดประมาณ 80% ของมูลค่าธุรกิจ เท่ากับคนซื้อแฟรนไชส์เองก็ต้องลงทุนอย่างน้อย 20% ครับ

ในระหว่างที่ดำเนินธุรกิจไป ธนาคารก็จะเข้ามาสนับสนุนเรื่องเงินทุนหมุนเวียนให้แก่ธุรกิจ หรือในบางรายที่เริ่มเปิดสาขาแรกไปแล้วประสบความสำเร็จ ติดใจอยากจะเปิดเพิ่มสาขาต่อๆ ไป คราวนี้ก็คงยากที่จะใช้เงินตัวเองทั้งหมด สินเชื่อแฟรนไชส์ก็จะช่วยสานฝันให้ขยายไปลงทุนสาขาที่ 2 ที่ 3 ให้ได้อย่างที่ตั้งใจอีกเช่นกัน

กระบวนการขอสินเชื่อนี้ก็ไม่ได้ยุ่งยากมากนัก อย่างแรกต้องสมัครซื้อแฟรนไชส์และผ่านการพิจารณาของเจ้าของแฟรนไชส์มาให้ได้เสียก่อน ถ้าผ่านขั้นนี้ได้แล้วส่วนของสินเชื่อก็ค่อนข้างฉลุยแล้วครับ เพราะมีโอกาสจะได้รับอนุมัติสินเชื่อค่อนข้างสูง ที่ผ่านมาอัตราการอนุมัติเฉลี่ยก็สูงกว่า 90% เนื่องจากการจะตัดสินใจขายแฟรนไชส์ให้ใครนั้น เจ้าของมักจะ “คัดเข้ม” มาก่อนแล้วว่าซื้อไปแล้วจะทำต่อได้ ตั้งแต่โอกาสของธุรกิจ ศักยภาพของผู้ซื้อ ทำเลที่ตั้ง ไปจนถึงความสามารถด้านการเงิน

ฉะนั้น เมื่อตัดสินใจขายแฟรนไชส์ให้ผู้ซื้อแล้ว โอกาสจะเสียหายจึงค่อนข้างต่ำ ซึ่งสินเชื่อแฟรนไชส์ที่ทำมา 2 ปีกว่าแล้วก็ยังไม่พบปัญหาหนี้เสียเลยสักราย น่าทึ่งไหมครับ จึงเป็นตัวสะท้อนคุณภาพของแฟรนไชส์ที่ธนาคารคัดมาเข้าโครงการด้วยว่ามีคุณภาพเข้มข้นจริงๆ ปัจจุบันมี 65 แบรนด์ครับ และปีนี้น่าจะขยายเพิ่มเป็น 80 แบรนด์

ข้อมูลด้านการเงินที่เป็นตัวเลขก็เป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่ยืนยันความสำเร็จของการทำธุรกิจด้วยระบบแฟรนไชส์ผ่านระบบสินเชื่อของกสิกรไทย พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วธุรกิจจะเริ่มมีกระแสเงินสดนิ่งขึ้นเมื่อดำเนินธุรกิจเกิน 6 เดือนเป็นต้นไป เมื่อเทียบกับธุรกิจที่ทำเองแล้วจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 12 เดือน กว่ากระแสเงินสดของกิจการจะเริ่มนิ่ง

ในจุดนี้จึงเป็นเงื่อนไขที่ธนาคารนำมาปรับลูกเล่นสินเชื่อแฟรนไชส์ โดยให้ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยในช่วงเริ่มต้น 6 เดือนแรก ทำให้ธุรกิจไม่ต้องพะวงกับภาระสินเชื่อมากนัก จนกระทั่งเริ่มมีรายรับและกระแสเงินสดมั่นคงเสียก่อน ค่อยมาว่ากันเรื่องดอกเบี้ยและเงินต้นที่จะเริ่มทยอยจ่าย เรียกว่าจัดโครงสร้างสินเชื่ออย่างเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจและลูกค้าครับ

เมื่อมาดูที่ระยะเวลาในการคืนทุน ธุรกิจแฟรนไชส์จะใช้เวลาเฉลี่ย 1 ปี-1 ปีครึ่ง เท่านั้นก็จะคืนทุนได้ เทียบกับธุรกิจที่ทำเองต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปีกว่าจะคืนทุนได้ และเมื่อดูข้อมูลด้านระยะเวลาสินเชื่อแฟรนไชส์ที่ปกติจะให้ประมาณ 5 ปีนั้น ก็พบว่าโดยส่วนใหญ่จะปิดบัญชีสินเชื่อได้ค่อนข้างเร็วเพียงประมาณ 2-3 ปีเท่านั้น นี่จึงเป็นอีกหนึ่งข้อมูลยืนยันว่าการเริ่มต้นกับธุรกิจแฟรนไชส์เป็นทางเลือกการตั้งตัวทางธุรกิจได้ค่อนข้างดี

ปกติแล้วคนที่สนใจจะทำธุรกิจแฟรนไชส์ก็มักจะเลือกหาธุรกิจที่น่าสนใจจากเว็บไซต์บ้าง จากงานอีเว้นต์เกี่ยวกับแฟรนไชส์บ้าง หรือไม่ก็มักติดต่อผ่านคนที่เคยซื้อแฟรนไชส์นั้นๆ มาทำแล้ว แต่วันนี้มีอีกช่องทางหนึ่งที่จะขอคำแนะนำเกี่ยวกับการทำแฟรนไชส์ได้ก็คือ สาขาของธนาคารกสิกรไทยครับ เดินเข้าไปติดต่อได้เลย มีข้อมูลธุรกิจแฟรนไชส์ให้เลือก มีข้อมูลเบื้องต้นและข้อมูลติดต่อตรงกับเจ้าของแฟรนไชส์ สะดวกมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเหมือนกับธนาคารได้คัดกรองคุณภาพแฟรนไชส์มาแล้วด้วยนั่นเองครับ

สำหรับคนที่สนใจแฟรนไชส์ก็ลองดูเลยครับ หาข้อมูลจากหลายๆ ทาง ซึ่งนี่ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการเริ่มต้นมีธุรกิจของตนเองได้ง่ายๆ แล้วครับ

กันยายน 17, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

ทำอาหารจากหนังสือ

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07077010556&srcday=2013-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 324

เศรษฐศาสตร์ริมทาง

จ่าบ้าน

ทำอาหารจากหนังสือ

ปีนี้กำหนดเปิดภาคเรียนแรกประจำปีการศึกษา 2556 ในชั้นการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่อนุบาลไปถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา ยังเป็นตั้งแต่กลางเดือนนี้ ยกเว้นโรงเรียนสาธิตในมหาวิทยาลัยที่เปิดเรียนพร้อมกับการเปิดภาคแรกของมหาวิทยาลัยนั้น

เมื่อเดือนมีนาคม เมษายน พ่อแม่ผู้ปกครองของนักเรียนตั้งแต่อนุบาลถึงขึ้นชั้นเรียนระดับประโยคคือระดับมัธยมศึกษาตอนต้นปีที่ 1 มัธยมศึกษาตอนปลายปีที่ 4 ต่างวิ่งวุ่นหาโรงเรียนให้ลูกหลานเรียน

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ต้องเข้าเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หรือมัธยมศึกษาตอนต้น พ่อแม่ผู้ปกครองต้องพยายามหาทางให้ลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนใกล้บ้าน หรือโรงเรียนที่มีชื่อเสียงด้วยประการต่างๆ เช่น “ฝาก” ใครก็ได้ที่มีอำนาจหรือตำแหน่งหน้าที่พอที่จะ “ฝาก” ลูกหลานเข้าเรียนได้

เช่นเดียวกับนักเรียนที่ชั้นประโยคมัธยมศึกษาปีที่ 3 ต้องเข้าเรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หรือมัธยมศึกษาตอนปลาย แม้นักเรียนที่เรียนเก่งยังต้องหาผู้ “ฝาก” เข้าเรียนในโรงเรียนที่ลูกหลาน หรือพ่อแม่ผู้ปกครองต้องการ

ค่านิยมของนักเรียนและคนไทยวันนี้ยังไม่ต้องการให้ลูกหลานในปกครองเข้าเรียนอาชีวศึกษา แม้ว่าสถาบันอาชีวศึกษาจะปรับสถานภาพจากประกาศนียบัตรวิชาชีพเป็นปริญญาบัตรวิชาชีพแล้วก็ตาม

เพราะการเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายคือการเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ ไม่ว่าจะเป็นของรัฐ เทคโนโลยีราชมงคล ราชภัฏ แม้แต่ของหน่วยงานราชการอื่น หรือมหาวิทยาลัยเอกชน

พ้นจากเดือนเมษายน เข้าเดือนพฤษภาคม พ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยต้องขวนขวายหาเงินเป็นค่าเรียนและค่าจิปาถะให้ลูกหลานทุกระดับชั้นเรียน ยกเว้นค่าเล่าเรียนจำนวนหนึ่งที่ทุกชั้นเรียนมีสิทธิ์เบิกได้จากรัฐบาล แต่ในระดับมหาวิทยาลัยนิสิตนักศึกษาขอกู้ได้จากรัฐบาลที่มีกำหนดกฎเกณฑ์ไว้แล้ว

กระนั้น ทั้งนักเรียนนักศึกษายังมีค่าใช้จ่ายอื่นอีกจำนวนไม่น้อย

จากสภาพสังคมทุกวันนี้ โดยเฉพาะสังคมเมือง ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพมหานคร หรือในเมืองของทุกจังหวัด ชีวิตความเป็นอยู่เปลี่ยนแปลงจากครอบครัวใหญ่มาเป็นครอบครัวเดี่ยว หรือครอบครัวเล็กเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ความเป็นอยู่ของคนเมืองแทบว่าไม่มีใครประกอบอาหารรับประทานเองทุกมื้อ โดยเฉพาะมื้อเช้าและกลางวันเกิดขึ้นมานานแล้ว

อาจจะมีบ้างที่ประกอบอาหารเช้าง่ายๆ เช่นหุงข้าว รับประทานกับอาหารที่เหลือมาจากเมื่อเย็น หรือประกอบเองง่ายๆ เช่นเจียวไข่ ผัดผัก หรือรับประทานแบบฝรั่งเป็นเบรกฟาสต์ ไข่ดาว ขนมปังทาแยมทาเนย กาแฟ หรือผลไม้ แต่ส่วนใหญ่ ฝากปากท้องไว้กับร้านอาหารร้านกาแฟปากซอย หรือใต้ถุนแฟลต

ยิ่งคนทำงานนอกบ้าน แทบว่าไม่ประกอบอาหารออกมารับประทานเอง อาจจะมีบ้างก็เป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่จะหาอาหารใส่ปากใส่ท้องจากร้านอาหารที่มีดาษดื่น

มาว่าถึงมื้อเย็น โดยทั่วไปมักจะซื้ออาหารถุงที่มีสารพัดชนิดตามข้างทาง ตามชุมชน หน้าโรงงาน หน้าบริษัท หรือร้านขายอาหารกลับไปรับประทานที่บ้าน หรืออาจหากินจากร้านอาหารนั่นแหละ โดยเฉพาะหนุ่มโสดสาวโสดทั้งหลาย

เมื่อสภาพชีวิตในสังคมเป็นเช่นนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการหาอาชีพหรือเปลี่ยนอาชีพใหม่ และชอบอาชีพที่เกี่ยวกับอาหารการกิน คิดว่าตัวเองน่าจะมีฝีมืออยู่บ้าง ลองมาเปลี่ยนอาชีพเป็นการประกอบอาหารดีไหม

วิชาการเรียนเกี่ยวกับการประกอบอาหารวันนี้มีสอนกันหลายที่ เช่นที่ศูนย์อบรมอาชีพและธุรกิจ มติชน หรือ “มติชน อคาเดมี” ที่เปิดการอบรมอาชีพระยะสั้นมานานกว่า 20 ปีแล้ว วันนี้พัฒนาก้าวไกลเปิดอบรมทั้งอาชีพทั่วไปและอาชีพประกอบอาหารคาวหวานทั้งไทย จีน ฝรั่ง เลยไปถึงญี่ปุ่น

การเรียนประกอบอาหารระยะสั้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาชีพนี้อยู่แล้ว หรือมีฝีมือการประกอบอาหารบ้าง และต้องการเพิ่มพูนความรู้เรื่องการประกอบอาหารเพิ่มเติม

การเรียนประกอบอาหาร ผู้สอนที่เป็นทั้งตัวผู้ประกอบการด้านอาหารด้วยตัวเอง ทั้งเป็นผู้ประกอบอาหารที่เป็นพ่อครัวตามภัตตาคาร โรงแรม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่เรียกว่า “เชฟ” ต่างคนต่างมีเคล็ดลับเด็ดพรายแพรวพราวที่ทำให้อาหารอร่อย และสวยงาม เป็นไปตามหลักโภชนาการ

การเรียนรู้เรื่องการประกอบอาหารโดยเฉพาะวิธีการที่ถูกต้องย่อมทำให้ผู้เรียนสามารถนำไปประกอบอาชีพได้เป็นอย่างดี เพื่อให้ลูกค้าได้ลิ้มรสอาหารที่ถูกปาก และเป็นไปตามหลักโภชนาการ รวมถึงถูกสุขอนามัย

นอกจากการเรียนรู้เรื่องอาหารทั้งเรียนใหม่และเพิ่มเติม หรือเพิ่มพูนประเภทและชนิดอาหารที่ทำอยู่เดิม เพื่อให้มีความรู้มากขึ้น และมีประเภทอาหารเพิ่มขึ้นจากที่ดำเนินการอยู่ หนังสือเรื่องอาหารชนิดที่ผู้เขียนเป็นผู้ปฏิบัติเองมากับมือ วันนี้มีหลายเล่ม โดยเฉพาะเล่มที่เขียนขึ้นเอง

น่าอ่าน และน่านำวิธีการนั้นไปทำเอง

เล่มแรก แม้เป็นนิยายที่ผูกเรื่องขึ้นจากการแบ่งปันความรู้ บทวิเคราะห์ ข้อรำลึกจากอดีต ตำรากับข้าว บทความของบรรดานักกินนักเขียน เมธีอาหาร และกวีผู้หมกมุ่นกับอาหาร การเขียนถึงอาหารจีน สถานที่กินตามร้านใหญ่ในเมืองจีน การสัมภาษณ์เชฟ ผู้จัดการห้องอาหาร พ่อครัวตามบ้าน แขกที่มากินอาหาร และใครต่อใครหลายคนที่ นิโคล โมเนส ผู้เขียนบทความเกี่ยวกับอาหารจีนลงในนิตยสารกูร์เมต์ ได้สัมผัสสัมภาษณ์ รวบรวมมาเขียนเป็นนิยายเรื่อง “เถ่าชิ่วคนสุดท้าย” (THE LAST CHINESE CHEF) ได้อย่างเข้าถึงอาหารจีนชนิดที่เรียกว่า

“อ่านแล้วน้ำลายหยด” “รายละเอียดอาหารจีนเลิศรสชวนน้ำลายหก” “แค่พลิกหนังสือเพียงหน้าเดียว…ท่านที่ยังไม่นึกหิวหรือไม่เคยคิดถึงความวิเศษสุดของครัวจีน นิโคล โมเนส จะเปลี่ยนความคิดเหล่านี้ได้”

คือคำวิจารณ์จากนักเขียนหลายคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้มาแล้ว

หนังสือเล่มนี้แทบเรียกได้ว่าเป็นตำรับอาหารจีนเลิศรสพร้อมให้ผู้อ่านปรุงแต่งอาหารจีนขึ้นโต๊ะได้พลัน

เถ่าชิ่วคนสุดท้าย ดนัย ฮันตระกูล แปลด้วยการถ่ายทอดอารมณ์ของท้องเรื่องและตัวละครออกมาอย่างถี่ถ้วนที่สุด เท่าที่ความรู้เรื่องภาษาจากครูบาอาจารย์ และการครัวที่ผู้แปลพอมีได้ถ่ายทอดจากแม่จะทำออกมาได้ ด้วยลีลาภาษาที่ผู้แปลบอกว่าเป็น “ภาษาโบราณ”

อีกเล่มหนึ่ง ผู้เขียนเขียนจากประสบการณ์ตรงชื่อ “อาหารญี่ปุ่น รสมือแม่” ผู้เขียนคือ สุยดา ด่านสุวรรณ์ ผู้เรียนมาทางวิศวกรรม แต่ใช้ความรู้เรื่องอาหารญี่ปุ่นมาปรุงอาหารเพื่อสุขภาพและความสงบสุขในครอบครัวให้อ่าน ชนิดที่เรียกว่าอร่อยลิ้นและกลมกล่อม

ในเล่มเป็นตำราอาหารญี่ปุ่นที่ปรุงขึ้นจากแหล่งประกอบอาหาร และความรู้เรื่องอาหารญี่ปุ่นที่เรียนรู้มาจากผู้ประกอบอาหารญี่ปุ่นโดยตรง

ตำรับอาหารญี่ปุ่นเล่มนี้ หลังจากนำมาประกอบเป็นอาหารแล้ว รสชาติอาจจะกระเดียดไปให้ลิ้นคนไทยชื่นชอบอยู่บ้าง เพราะปรุงรสในแบบฉบับของคนไทยครัวไทย

ทั้ง 2 เล่มเป็นหนังสือจาก สำนักพิมพ์มติชน

หรืออยากได้อาหารคนเมือง ประเภท “ลำแต๊ๆ เมนูล้านนา” เป็นอาหารภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือที่ทุกสูตรผ่านการทดลองมาแล้ว มีเมนูอาหารล้านนา ที่คนไทยในทุกภาครู้จักดี ไม่ว่าจะเป็นแกงฮังเล น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อม ขนมจีนน้ำเงี้ยว แกงแค แกงบอน บรรจุอยู่ใน “ลำแต๊ๆ เมนูล้านนา” ของ สำนักพิมพ์อมรินทร์ CUISINE

ส่วนเล่มนี้ ผู้เขียนทำหน้าที่เถ่าชิ่วด้วยตัวเอง ทั้งยังเขียนเมนูเองทั้งเล่ม สำนักพิมพ์ตู้กับข้าว จัดพิมพ์

เพราะสภาพชีวิตที่เร่งรีบในปัจจุบัน สุทัศน์ ศุกลรัตนเมธี บอกว่าคงเคยได้ยินคนรอบข้างแม้แต่ตัวเราเองบ่นกันอยู่บ่อยๆ ว่า “กินไรดี นึกไม่ออก อะไรก็ได้ ซื้อตามเพื่อน ขี้เกียจทำ ขี้เกียจคิด เอาแบบเมื่อวาน..” 60 เมนูง่าย สไตล์เถ่าชิ่ว ของ สุทัศน์ ศุกลรัตนเมธี คือคำตอบทั้งผู้ต้องการประกอบอาหารเอง และต้องการเป็นเจ้าของร้านอาหาร ครัวอาหาร ที่จะสนองตอบสังคมวันนี้ดังว่าไว้แต่ต้น

กันยายน 17, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

คิดอย่างนักบริหาร

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07079010556&srcday=2013-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 324

คิดอย่างมีกลยุทธ์

สาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่อง

คิดอย่างนักบริหาร

ทุกครั้งที่มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้นำธุรกิจจากองค์กรต่างๆ สิ่งหนึ่งที่มักจะถามอยู่เสมอคือองค์กรของคุณมีวิธีดูแล รักษาพนักงานอย่างไร?

และสร้างให้เขาเติบโตอย่างไรบ้าง?

เหตุที่ถามไม่ใช่เพราะต้องการท้าทาย แต่เพราะองค์กรปัจจุบันเปิดกว้าง และเห็นความสำคัญของพนักงานทุกคนในองค์กรที่เปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่า

ยิ่งถ้าองค์กรนั้นมีคนดี คนเก่ง อยู่เป็นจำนวนมาก

องค์กรนั้นๆ จะเติบโต และประสบความสำเร็จโดยไม่ยาก

ผ่านมาเรื่องของการดูแล รักษา และการสร้างคน อาจเป็นเรื่องใหม่ เพราะการทำธุรกิจส่วนใหญ่มักมองเรื่องของตัวเลข รายได้ และผลกำไรเป็นหลัก

โดยลืมมองเรื่องคน

เพราะเชื่อว่าคนหาเมื่อไหร่ก็ได้

ออกก็รับใหม่

ขาดแคลนก็หาคนทดแทน

ผู้นำองค์กรจึงไม่ค่อยคิดว่าทรัพยากรบุคคลเป็นเรื่องสำคัญ เพราะรูปธุรกิจสมัยอดีตมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมการขาย การตลาด และพยายามสร้างแบรนด์ให้ติดตลาด

ดังนั้น บุคลากรส่วนใหญ่จึงเป็นฝ่ายขาย และฝ่ายการตลาด ที่หมุนเวียนอยู่ในธุรกิจต่างๆ เป็นจำนวนมาก องค์กรไหนให้เงินเดือน และค่าคอมมิสชั่นดีกว่าก็ไป

ไม่มีความผูกพันกับองค์กร

แต่ปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว ยิ่งถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีมูลค่าธุรกิจตั้งแต่หลักพันล้านขึ้นไป เขาจะใช้วิธีหาคนตั้งแต่ในรั้วมหาวิทยาลัย

ไปโรดโชว์

ไปจองตัว

หรือให้ทุนเรียนฟรี

และเมื่อจบต้องมาทำงานกับองค์กรของตน

ที่สำคัญเขาจะเลือกใช้นิสิต นักศึกษารุ่นพี่ที่เคยเรียนมาก่อน มาพูดมาเล่าเรื่องราวขององค์กรตัวเอง เสมือนเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้รุ่นน้องเห็นว่า เมื่อทำงานที่นี่แล้วคุณจะประสบความสำเร็จในวิชาชีพอย่างไรบ้าง

มีเส้นทางการเติบโตในองค์กรสูงสุดแค่ไหน

รวมถึงการบอกเล่าถึงเงินเดือน สวัสดิการ โบนัส และแรงจูงใจอื่นๆ เพื่อให้น้องๆ เหล่านี้เกิดความสนใจ สุดท้ายจึงฉายดีวีดีให้น้องๆ เหล่านั้นดูว่าอุตสาหกรรมขององค์กรนี้มีผลิตภัณฑ์อะไรน่าสนใจบ้าง

มีเทคโนโลยีล้ำสมัยแค่ไหน

มีความรับผิดชอบต่อสังคม และชุมชนอย่างไร

ผมเคยสัมภาษณ์ผู้บริหารขององค์กรข้ามชาติแห่งหนึ่ง เขาบอกว่า…เขาคัดเลือกคนตั้งแต่มาสมัครงานด้วยการให้ทำแบบทดสอบ

ซึ่งแบบทดสอบจะใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที

แต่ผลลัพธ์สามารถแยกได้เลยว่าคนที่มาสมัครงานเหมาะสมกับตำแหน่งไหน มีทัศนคติอย่างไร และจะมีแววพัฒนาในด้านใดบ้าง

เมื่อคัดกรองระดับหนึ่งแล้ว

เขาจะให้ผู้สมัครงานเขียนความฝัน 5 ประการว่าถ้าทำงานที่นี้แล้วคุณอยากไปสุดปลายทางที่ตำแหน่งไหน ซึ่งผู้สมัครคนนี้ถ้าทำงานแผนก A หัวหน้าแผนก A จะคอยเป็นพี่เลี้ยงให้ลูกน้องของตัวเองเดินทางไปตามความฝัน

หัวหน้าแผนก B ก็ทำเช่นนี้

หรือหัวหน้าทุกแผนกก็ทำเช่นเดียวกัน

แต่ถ้าเห็นว่าลูกน้องของตัวเองไม่สามารถเดินทางไปตามความฝันได้ หรือมองเห็นเส้นทางใหม่ที่ตัวเองอยากจะเดิน ก็สามารถเปลี่ยนเส้นทางได้

แต่พนักงานคนนั้นจะต้องเป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ

ขณะที่หัวหน้าแผนกก็จะถูกผู้จัดการแผนกเป็นพี่เลี้ยง และส่งเสริมเขาเช่นกัน และสุดท้ายพนักงานทั้งหมดก็เกิดความกระตือรือร้น ขยันทำงาน เพราะรู้อยู่สุดปลายทางฝันของเขาจะไปอยู่ตำแหน่งไหน

อีกกี่ปีจะถึงฝั่ง

นอกจากพนักงานจะมีความผูกพันกับองค์กร เขายังเกิดความภักดีกับองค์กร จนทำให้เขาเหล่านั้นกลายเป็นบุคลากรที่ดีที่มองเห็นคุณค่าของเพื่อนพนักงานด้วยกัน

เพราะระหว่างทางยังมีโปรแกรมฝึกอบรมทั้งภายใน และภายนอก เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ และประสิทธิภาพให้กับพนักงานจนสมบูรณ์

ผมถึงเชื่อว่าหลายองค์กรขณะนี้ไม่ได้แข่งขันกันที่การพัฒนาสินค้า และผลิตภัณฑ์อย่างเดียวแล้ว หากแข่งขันกันที่จะหาคนดี คนเก่ง คนมีความสามารถมาร่วมงานกับองค์กรของตนได้อย่างไร

แต่กระนั้น ก็ติดปัญหาอย่างหนึ่งคือหลักสูตรการเรียนการสอนอาจไม่สอดรับกับตลาดเท่าที่ควร เหมือนอย่างตอนนี้สาขาที่เรียนทางด้านนวัตกรรมนาโน หรือปิโตรเคมี และปิโตรเลียมมีอยู่เพียงไม่กี่แห่ง

แต่ตลาดมีความต้องการมาก

จึงทำให้เกิดการแย่งตัวบุคลากรในสาขานี้มากตามไปด้วย ตรงนี้จึงเกิดช่องว่างที่ทำให้มหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่งเริ่มมีความคิดจะเปิดสาขานี้ขึ้นมารองรับ

ขณะที่บางสาขาของมหาวิทยาลัยรัฐ ที่เคยเป็นคณะท็อปฮิตก็ไม่ค่อยมีการพัฒนาหลักสูตรเท่าที่ควร สอนแบบนี้เมื่อ 10 ปีก่อน มาถึงตอนนี้ก็ยังสอนอยู่อย่างนี้

ขณะที่โลกของธุรกิจรุกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่บุคลากรกลับเรียนตามไม่ทัน ผลเช่นนี้ จึงทำให้เกิดความขาดแคลนในตัวบุคลากรมากช่นกัน

ดังนั้น การที่องค์กรต่างๆ เดินเข้าไปหากลุ่มนิสิต นักศึกษา โดยเฉพาะคณะที่เขามีความต้องการจึงเกิดเป็นภาพให้เห็นอยู่บ่อยครั้งว่า…เขาไม่ได้นั่งรอ นอนรอให้คนมาสมัครงานอีกต่อไปแล้ว

แต่เขาเดินเข้าไปหาด้วย

เมื่อได้มาแล้ว จะมีกระบวนการในการพัฒนา เสียจนทำให้บุคลากรเหล่านั้นเปี่ยมไปด้วยศักยภาพ และประสิทธิภาพ

แล้วใครจะปล่อยให้คนที่สร้างมากับมือหลุดไปได้

มีแต่จะดูแล รักษา และสร้างให้บุคลากรเหล่านี้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อหวังเพียงว่าสักวันหนึ่งเขาจะกลายเป็นผู้บริหาร

แล้วช่วยพัฒนาองค์กรต่อไปให้ยั่งยืน

และนี่คือกลยุทธ์ขององค์กรในปัจจุบัน?

กันยายน 17, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

หวุดหวิด

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07089010556&srcday=2013-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 324

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

หวุดหวิด

ซื้อที่ดินไว้ มอบหมายให้เพื่อนช่วยขายที่ดินให้ กระทั่งผู้รับมอบหมายขายได้แล้วตายลง พอทราบข่าวไปทวงเงินค่าที่ดินที่ขายได้ ลูกชายผู้ตายทำไม่รู้ไม่ชี้ จนต้องฟ้องคดี เจ้าลูกชายเพื่อน (ตัวดี) ต่อสู้ ไม่ยอมคืนเงิน ต้องสู้กันจนถึง 3 ศาล

1.

คุณประสงค์ นั้นบ้านอยู่บางเขน กรุงเทพมหานคร

คุณประชา นั้นบ้านอยู่บางซ่อน กรุงเทพมหานคร

คุณประสิทธิ์ นั้นบ้านอยู่เกาะเต่า สุราษฎร์ธานี

ท่าไหนไม่ทราบได้ 3 คนนี้รู้จักกัน

อาจเป็นเพราะคุณประสงค์และคุณประชา มา (ไป) เที่ยวพักผ่อนวาเคชั่นที่เกาะเต่า แล้วรู้จักกัน หรือคุณประสิทธิ์ไป (มา) เที่ยวกรุงเทพฯ ในช่วงวาเคชั่นของคุณประสิทธิ์แล้วรู้จักกัน ก็ไม่อาจทราบชัด

หรือว่า 3 คนนี้อาจไปรู้จักกันที่เชียงใหม่ หนองคาย หรือ ปารากวัย ไนจีเรีย ลิเบีย ในวาระใดวาระหนึ่งก็เป็นได้ เพราะการที่คนเราจะรู้จักกันนั้น มันมีโอกาสเกิดขึ้นไปหลายทาง หรืออาจจะเป็นการรู้จักกันทางเฟซบุ๊กก็เป็นได้ ฯลฯ

แต่เอาเป็นว่า เมื่อรู้จักกันแล้ว และเวลาผ่านมานานนับสิบปีเป็น 20 ปี 3 คนนี้ยังรู้จักมักคุ้น สนิทสนมกันถึงขนาดหนึ่งเลยเชียวละ

คุณประสิทธิ์ที่มีบ้านพักอยู่ที่เกาะเต่า แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในภาคใต้ จึงออกปากชักชวนคุณประสงค์และคุณประชาที่บ้านอยู่กรุงเทพฯ ว่า หากอยากมีที่ดินที่เกาะเต่าบ้าง ช่วงนี้นับเป็นโอกาสดี ด้วยว่า มีที่ดินมือเปล่า 2 แปลงของคุณนงเยาว์บอกขายอยู่

“เป็นที่ดินมือเปล่า” คุณประสิทธิ์ย้ำ

“เจ้าของไม่ถืออะไรเลยรึ” คุณประชาเอ่ยถามไปตามเพลง

“ใช่ ไม่ถือผี ไม่ถือศีล” คุณประสิทธิ์ที่สนิทสนมกันถึงขนาดพูดหยอกล้อกันเล่นได้กล่าวสนองตอบตามที่คุณประชาถามมาเล่นๆ

“เท่าไร” คุณประสงค์ถาม

“แสนห้า” คุณประสิทธิ์ตอบ

“แสนห้าเองรึ” คุณประชาถามย้ำ

“แปลงละ แสนห้า” คุณประสิทธิ์ตอบยืนยัน

“มีกี่แปลง” คุณประสงค์ถามบ้าง

“2 แปลง ใกล้ๆ กัน” คุณประสิทธิ์ให้ข้อมูล

“กูแปลง มึงแปลง” คุณประสงค์กล่าวกับคุณประชา

“มึงแปลง กูแปลง” คุณประชากล่าวแย้ง

3 คนเห็นชอบจึงชักชวนกันไปดูที่ดิน 2 คนที่เป็นคนกรุงเทพฯ เห็นแล้วดีดนิ้วเปาะแปะถูกใจ ปากร้องว่า “เอาๆๆ เอาแน่”

ทั้งสามนัดเจอกันกับคุณนงเยาว์เจ้าของผู้ครอบครองที่ดินในวันรุ่งขึ้น เมื่อชำระเงินเป็นแคชเชียร์เช็ค 2 ฉบับ ฉบับละ 200,000 บาทเสร็จ คุณนงเยาว์ส่งมอบที่ดินให้ทั้งสาม แล้วคุณนงเยาว์แยกย้ายไป

2.

2 คนได้ที่ดินสมใจ ทว่านำกลับไปไม่ได้ ครั้นเมื่อกำหนดกลับกรุงเทพฯ มาถึงแล้ว ทั้งสองจึงออกปากฝากที่ดินให้คุณประสิทธิ์ช่วยดูแลด้วย

“เอางี้ ละกัน ถ้ามีใครสนใจ อยากซื้อ ประสิทธิ์ขายไปเลย แปลงละ 200,000 บาท ถ้าขายได้เกินกว่านั้น ประสิทธิ์เอาส่วนที่เกินไป พวกเราเอาคนละ 200,000 บาท” คุณประสงค์และคุณประชากล่าวแก่คุณประสิทธิ์

“โอเค ตกลงกันตามนี้” 3 คนกล่าวพร้อมกัน ซึ่งในชีวิตมนุษย์จริงๆ ไม่มีทางที่จะเป็นจริงไปได้ แต่มันเกิดขึ้นได้ในเรื่องนี้

2 คนแยกไป ลงเรือ ไปขึ้นที่ชุมพร จับรถจากชุมพรเข้ากรุงเทพมหานคร

คุณประสิทธิ์อยู่ข้างหลังก็บอกขายที่ดิน 2 แปลงนั้น

หลายวันผ่านมา คุณประสงค์โทรศัพท์มาสอบถามความคืบหน้า

“ยังขายไม่ได้” คุณประสิทธิ์ว่า

หลายวันผ่านมาอีก คุณประชาไลน์มาสอบถามบ้าง

“ยังขายไม่ได้” คุณประสิทธิ์ไลน์ตอบไป

หลายวันผ่านมา คุณประสงค์ถามมาทางเฟซบุ๊ก หลายวันผ่านมาคุณประชาสไกป์ถามมา คุณประสิทธิ์ก็ว่า “ยังขายไม่ได้ อย่ารีบร้อน”

พอไม่มีไรทำหรือมีไรทำแต่ยังไม่อยากทำ แม้ไม่รีบร้อนขาย แต่คุณประสงค์ คุณประชาก็สอบถามมา ว่าขายได้หรือยัง คุณประสิทธิ์ก็ว่า ยังขายไม่ได้

หลังๆ คุณประสงค์กะคุณประชาคงขี้เกียจถามทุกวันจึงห่างๆ ไป เว้นไปหลายวัน

นานนับครึ่งปีแล้ว ที่ 2 คุณนี่ไม่ได้สอบถามมา วันนั้น-วันหนึ่ง คิดถึงคุณประสิทธิ์จึงโทรศัพท์หา

“พ่อประสิทธิ์เสียแล้ว” นี่เป็นเสียงของคุณประสาทลูกชายคุณประสิทธิ์ ตอบมาทางโทรศัพท์เบอร์ที่เคยเป็นของคุณประสิทธิ์

2 คนเตรียมเสื้อผ้าชุดดำชุดขาว รีบบึ่งจากกรุงเทพฯ เพื่อมาร่วมงานศพคุณประสิทธิ์

“พ่อเสียไปตั้งแต่ต้นปีแล้ว สวด 3 วัน เผาไปตั้ง 5 เดือนกว่าแล้วครับอา” คุณประสาทบอกกับคุณประสงค์และคุณประชาทันทีที่เจอะหน้ากัน

อารามตกใจที่ได้ยินว่าคุณประสิทธิ์เสียชีวิตจึงไม่ทันได้สอบถามว่าเสียเมื่อไร จึงรีบบึ่งมาว่าจะมาร่วมงานศพตอนเดือนมิถุนายน

“เอา ยังงั้นดอกรึ” 2 คนที่เพิ่งมาถึงเกาะเต่ากล่าวพร้อมกันอย่างไม่น่าเชื่ออีก

หลังจากหายงุนงงแล้วจึงแวะไปดูที่ดินกัน

อ้าว นั่น ในที่ดินของคุณประสงค์มีบ้านปลูกอยู่ ในที่ดินคุณประชาก็เช่นกัน

สอบถามได้ความว่า คุณประสิทธิ์ขายที่ดินแปลงของคุณประสงค์แก่คุณประยงค์ไป

ส่วนที่ดินแปลงของคุณประชานั้นขายแก่คุณประชัยไป รวม 2 แปลง 450,000 บาท

2 คนสอบถามและทวงเงินจากคุณประสาทลูกชายคุณประสิทธิ์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของคุณประสิทธิ์ด้วย

แต่คุณประสาทเฉยเสีย

3.

คุณประสงค์และคุณประชา ทวงหลายครั้งแต่เหลวจึงทนไม่ไหว ทวงไม่ไหว

เห็นไม่คืบหน้า ไม่เข้าท่าแล้ว จึงตั้งทนายความยื่นฟ้องคุณประสาทในฐานะผู้จัดการมรดกของคุณประสิทธิ์ ทวงเงินค่าที่ดิน 400,000 บาทมา

ข้างฝ่ายคุณประสาท ลูกชายคุณประสิทธิ์ ยื่นคำให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่คุณทนายความของคุณประสาทยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ คือ ประเด็นข้อเท็จจริงว่า ไม่เห็นมีหนังสือที่คุณทั้งสองอ้างว่า แต่งตั้งให้คุณประสิทธิ์เป็นผู้นำไปขายที่ดินเลย และข้อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 ที่ว่า

“กิจการอันใดท่านบังคับไว้โดยกฎหมายว่าต้องทำเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการนั้นก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย

กิจการอันใดท่านบังคับไว้ว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการนั้นก็ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วย”

ในเมื่อไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือมาว่าได้ตั้งคุณประสิทธิ์เป็นตัวแทนก็ไม่ได้สิเพราะการทำนิติกรรมขายที่ดินนั้นต้องมีการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนกับพนักงานเจ้าหน้าที่ อย่างนี้การตั้งตัวแทนเพื่อทำการนี้ต้องทำเป็นหนังสือไว้ด้วยสิ

ไม่งั้นเข้าข้อกฎหมายข้อนี้ เมื่อไม่มีหลักฐานมาแสดงก็อดสิ

ศาลชั้นต้นสืบพยานเสร็จพิพากษา ว่าให้คุณประสาทในฐานะผู้จัดการมรดกของคุณประสิทธิ์ ชำระเงิน 400,000 บาท แก่ 2 คุณนั่น

2 คุณนั่นดีใจ แต่ยัง ยังไม่ได้เงิน เพราะคดียังไม่ถึงที่สุด

คุณประสาทอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

2 คุณนั่นอ่อนใจ แต่ยังไม่ใจอ่อน ยังไม่เลิกรา จึงยื่นฎีกาคดีขึ้นไป

4.

ศาลฎีการับฟังว่า 2 คุณนั่นได้ตั้งคุณประสิทธิ์เป็นตัวแทนขายที่ดินจริง

แล้ววินิจฉัยคดี ดังนี้

เห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ในฐานะตัวการ ฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากตัวแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 798

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คุณประสิทธิ์ขายที่ดินไปจริงตามที่ได้รับมอบหมาย คุณประสิทธิ์จึงต้องส่งมอบค่าที่ดินที่ได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนให้แก่โจทก์ โดยรับผิด 400,000 บาท ตามข้อตกลง

ศาลฎีกาพิพากษากลับ

ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 540/2555)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 798 กิจการอันใดท่านบังคับไว้โดยกฎหมายว่าต้องทำเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการนั้นก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย

กิจการอันใดท่านบังคับไว้ว่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการนั้นก็ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วย

มาตรา 810 เงินและทรัพย์สินอย่างอื่น บรรดาที่ตัวแทนได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนนั้น ท่านว่าตัวแทนต้องส่งให้แก่ตัวการจงสิ้น

อนึ่ง สิทธิทั้งหลายซึ่งตัวแทนขวนขวายได้มาในนามของตนเอง แต่โดยฐานที่ทำการแทนตัวการนั้น ตัวแทนก็ต้องโอนให้แก่ตัวการจงสิ้น

กันยายน 17, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

ตลาดเพลงลูกทุ่ง 2556

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090010556&srcday=2013-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 324

ลูกทุ่งเศรษฐี

เลิศชาย คชยุทธ

ตลาดเพลงลูกทุ่ง 2556

ขณะที่ครูเพลงลูกทุ่งอย่าง ครูชลธี ธารทอง ศิลปินแห่งชาติ ครูธงชัย เล็กกำพล และอีกหลายๆ ครูเพลงกำลังเป็นห่วงว่า เพลงลูกทุ่งจะกลายพันธุ์จนไม่หลงเหลือความเป็นลูกทุ่งแท้ให้เห็น

สาเหตุประการหนึ่งคือ พฤติกรรมและรสนิยมของคนฟังเปลี่ยนไป

อีกประการหนึ่งก็คือ บริษัทเพลงที่ทำธุรกิจบันเทิงมุ่งผลกำไรมากเกินเหตุ

ทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตเพลงมีความเกี่ยวข้องกัน แม้ว่า ผู้บริโภคมีสิทธิ์จะเลือกฟัง เลือกดู หรือกระทั่งเลือกซื้อสินค้าเพลงได้ตามใจชอบ ไม่มีใครบังคับ แต่ด้วยกลยุทธ์ทางด้านการตลาดของบริษัท ค่ายเพลง เขาสามารถทำให้เพลงที่ไม่ไพเราะ เพลงที่ร้องไม่เข้าท่า บทเพลงหรือเนื้อร้องไม่มีอะไรงดงามทางด้านภาษา ทำนอง เป็นที่ติดหู ติดตาของผู้คนได้ จนคนเกิดความรู้สึกว่า เพลงนี้ดี ต้องซื้อหามาดู มาฟังเสียหน่อย

เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้วงการลูกทุ่งในปัจจุบันไม่เหมือนสมัยก่อนที่มีแต่วิทยุ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ เดี๋ยวนี้มีอินเตอร์เน็ต มีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม มีเคเบิ้ลทีวี มีไอโฟน ไอแพด สมาร์ตโฟน ฯลฯ

คนรุ่นก่อน รุ่นเก่า อายุมากขึ้น

คนรุ่นใหม่ วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว วัยคนทำงานที่เติบโตมากับเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ก้าวเข้ามาแทนที่

สภาพสังคมและรสนิยมในการเสพความบันเทิงด้านดนตรีและเพลงเปลี่ยนไป

เปลี่ยนไปพร้อมๆ กับความเป็นไทยที่ไม่เหมือนเดิม

แต่ก่อนประเทศไทยได้ชื่อว่า มีวัฒนธรรมประจำชาติอันน่าภาคภูมิใจ มีเอกลักษณ์ของตัวเอง ทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาร้อง ศิลปะการแสดง ฯลฯ แต่มาบัดนี้ ของดีๆ กำลังสูญหายไม่เหลือให้เห็น

บริษัท ค่ายเพลงต่างปรับตัวเพื่อให้อยู่ได้ ด้านหนึ่ง เอาใจผู้บริโภค อีกด้านหนึ่งก็ยัดเยียดให้กับผู้บริโภค

เพื่ออะไร…ถ้าไม่ใช่ กำไรจากการขายสินค้าทางความคิด วัฒนธรรม

ส่วนผลกระทบจะเป็นอย่างไร กลับไม่สนใจ

เพลงหยาบโลน สองแง่สองง่าม นักร้องหญิงพากันแสดงความกล้า ด้วยการเต้น ถ่างแข้ง ถ่างขา ใส่เสื้อผ้าน้อยนิดเพื่อโชว์เนื้อหนังมังสาและอวัยวะที่ควรจะปกปิดเอาไว้ เพื่อปลุกเร้าความสนใจและสร้างกระแสให้ตัวเองเด่นดัง โดยไม่ได้นำพาว่า เพลงลูกทุ่งที่ร้องนั้นฟังไพเราะหรือไม่

หรือแม้แต่จะคิดว่า การร้อง ด้วยเนื้อร้องอย่างนี้ การเต้นแบบนั้นกำลังทำลายคุณค่าเพลงลูกทุ่งให้ต่ำทรามลงไปก็คงไม่อยู่ในหัวสมอง

เอาล่ะ ทีนี้มาสำรวจตรวจตรา ธุรกิจเพลงลูกทุ่งในตลาดบันเทิงในปัจจุบันกันดูสักหน่อย

ยอดขาย วีซีดีและดีวีดีเพลงที่เคยสร้างรายได้เป็นล่ำเป็นสันในยุคก่อนกลับมีอันต้องแผ่วลง เนื่องจากผู้บริโภคหันไปฟังเพลงผ่านช่องทางอื่นๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ ทีวีดาวเทียม

ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่มีช่องสัญญาณและมีรายการทางทีวีดาวเทียมกันเป็นแถว เรียกว่า มีช่องทางของตัวเองที่จะสื่อสารกับผู้บริโภคแบบครบวงจร นั่นก็คือ มีสื่ออยู่ในมือครบทุกประเภท

เพลงลูกทุ่งทางทีวีดาวเทียมถูกนำเสนอกันเป็นแถว เพื่อเรียกคนดูให้กดรีโมตมาที่รายการ เมื่อรายการมีเรตติ้งคนดูเพิ่มขึ้น นั่นหมายถึง การขยับราคาค่าโฆษณาจากสินค้า ผลิตภัณฑ์ที่มาซื้อเวลาก็จะตามมา

การมีสื่ออยู่ในมือจำนวนมากของค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ ทั้งทีวีดาวเทียม สถานีวิทยุ เป็นความได้เปรียบเมื่อเทียบกับค่ายเพลงเล็กๆ

ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่พยายามพัฒนาช่องทางใหม่ๆ เพื่อขยายฐานผู้ฟัง ผู้ชมรุ่นใหม่ ทั้งการพัฒนาแอพพลิเคชั่น ผ่านมือถือระบบแอนดรอยด์ รวมทั้งเว็บไซต์ ที่ผู้ฟังสามารถฟังรายการวิทยุผ่านอินเตอร์เน็ตได้ โดยเฉพาะทีวีดาวเทียม ผู้บริโภคสามารถรับชมได้ทั่วโลก ส่งผลต่อธุรกิจเพลง เพราะลูกค้ากระจายไปทั่วโลก

ทางด้านการจ้างศิลปินนักร้องไปโชว์ก็กำลังไปได้สวย มีการติดต่อว่าจ้างให้ไปแสดงอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน

การครองตลาดบันเทิงด้านเพลงลูกทุ่งจึงตกอยู่กับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ที่มีความพร้อมทุกด้าน

ขณะที่ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ไปได้ดี แต่ไม่ได้หมายความว่า ศิลปินในสังกัดจะร่ำรวยอู้ฟู่ตามไปด้วยก็หาไม่ ขึ้นกับค่ายที่สังกัดจะแบ่งรายได้ให้เท่าไร จะมากหรือน้อย ศิลปินก็ไม่มีสิทธิ์บ่น

ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่รายหนึ่งตั้งเป้าหมายรายได้ในปี 2556 คาดว่าจะเติบโตไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท

ค่ายเพลงเล็กๆ ที่ทุนไม่หนาพอ ไม่มีศิลปินเด่นๆ ไม่มีสื่อครบวงจร ต่างทยอยปิดตัวไป

เพราะรายได้หลักที่ได้จากการขายแผ่นวีซีดีและดีวีดีไม่เพียงพอ เพราะขายได้น้อยลง เงินทุนหมุนเวียนที่จะใช้หล่อเลี้ยงกิจการ เกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง การปิดตัวจึงเป็นทางเลือกที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

ศิลปินจึงต้องกระจัดกระจายไปหาค่ายใหม่สังกัด

กันยายน 17, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07094010556&srcday=2013-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 324

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ณัฐ นรรัตน์

ราศีเมษ (13 เมษายน-13 พฤษภาคม)

งานในความรับผิดชอบหลายเรื่องที่คลุมเครือไม่ชัดเจนก่อนหน้า เริ่มมีทางออกทางแก้ มีคนเข้ามาให้ความร่วมมือช่วยเหลืออย่างจริงจังกว่าที่ผ่านมา เป็นอีกเดือนที่คุณจะวิ่งหางาน หาเงิน มีการเดินทางในระยะสั้นอย่างต่อเนื่อง มีทั้งส่วนของงานเก่า งานใหม่ งานส่วนตัว ระวังเรื่องของเวลาการนัดหมายจะผิดพลาดคลาดเคลื่อน ควรมีแผนสำรองรองรับ ควรส่งงานก่อนเวลาที่กำหนดจะช่วยสร้างงานใหม่ๆ ต่อเนื่องขึ้น การเงินมีส่วนของการขยับขยายหน้างานเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีเงินไหลเวียนเข้ากระเป๋าแน่นอนชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ มีเงินพิเศษก้อนใหญ่กว่าที่ผ่านๆ มา ทำให้สภาพคล่องดีขึ้น ระวังเงินจะหมดไปกับสิ่งที่ตัวคุณชอบส่วนตัว ครอบครัว ความรักระวังคำพูดและการตัดสินใจที่ผิดพลาด ผู้ใหญ่ที่คุณเคารพสามารถเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาได้ ส่วนลูกน้องบริวารระยะนี้ต้องพยายามสั่งงานด้วยเอกสาร เพราะการสั่งด้วยปากเปล่าเขาจะเอาคำสั่งไปทำผิดๆ ถูกๆ สั่งอย่างได้อย่างให้มั่วไปหมด โชคลาภจะมาจากเพศตรงข้าม สุขภาพระวังเรื่องกล้ามเนื้อแผ่นหลัง ปวดข้อ ปวดเข่า ครับ

ราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

งานให้ระวังเรื่องของคำพูดแรงขึ้น พูดหรือสั่งการสิ่งใดหรือบอกให้ทำอะไรให้แล้วเกิดความผิดพลาดจากการสื่อสาร ทำให้คนทำงานให้ เข้าใจไม่ตรงกันกับตัวคุณ ดังนั้น เมื่อสั่งด้วยคำพูดเสร็จคุณควรตามด้วยเอกสาร ชื่อเสียงจะมีคนพูดให้เกิดความเสียหายมีทั้งในส่วนของเรื่องส่วนตัว เรื่องที่เกี่ยวกับเนื้องาน การเซ็นสัญญาเซ็นเอกสารทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ การเงินคุณต้องออกวิ่งหาเงิน ติดต่อลูกค้ารายใหม่ๆ ให้มากขึ้น เดินทางออกนอกสถานที่เรื่องงานทำให้มีเงินเข้า อยู่กับที่ เงินคุณก็จะหยุดกับที่เช่นกัน ครอบครัวความรักมีโอกาสได้ร่วมงาน อยู่ด้วยกันมากขึ้น มีความสุขสดชื่นมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ระวังการพูดจาระหว่างกัน ควรพูดในเรื่องที่ควรพูดและมีความสุขต่อกันเท่านั้น การเสี่ยงใดๆ ในช่วงนี้มีโอกาสได้มาอย่างฟลุกๆ อีกทั้งเงินทองจะหมดไปกับการติดต่องาน การเดินทางและการลงทุนเพื่ออนาคตในวันข้างหน้า จึงทำให้เงินหมดแบบไม่เห็นอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ถือว่าต่อไปจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แล้ว สุขภาพระวังการอักเสบของกล้ามเนื้อในส่วนที่เคยเป็นจะกลับมาเจ็บป่วยได้อีกครั้งครับ

ราศีเมถุน (14 มิถุนายน-14 กรกฎาคม)

งานจะมีการเดินทางแบบที่ตัวคุณไม่ทันตั้งตัว มีงานด่วน งานเร่ง งานที่เข้าไปทำแทนหรือแก้ไขแทนคนอื่นแล้วถูกบีบด้วยเรื่องของเวลา ตัวช่วยของคุณคือผู้ใหญ่ หัวหน้าที่ส่งคุณไปทำงาน ให้คุณรายงานความคืบหน้าเป็นระยะๆ เป็นช่วงที่คุณสามารถแสดงศักยภาพ ความสามารถให้คนรอบข้างเห็น และจะกลับมาเป็นผลงานสร้างชื่อในอนาคตของตัวคุณ การเงินเป็นช่วงที่คุณต้องหมุน ต้องวิ่ง ต้องออกแรงถึงจะได้ในสิ่งที่ต้องการ ทั้งผู้ที่ขึ้นชื่อว่าหัวหน้า เจ้านายจะสร้างปัญหาให้ต้องเครียดและเพลียกาย ใจ ความรักคือการให้ ช่วงเดือนนี้มีสิ่งใดขัดข้องหมองใจต้องให้อภัยกัน อย่าขุดคุ้ยหาเรื่องราวในอดีตมาพูดคุยจะยิ่งไปกันใหญ่ รวมถึงจะมีญาติพี่น้องเจ็บไข้ได้ป่วยไม่สบายต้องถามไถ่ดูแลบ้าง การค้าขายและธุรกิจในระยะนี้เหมาะกับการทำผลกำไรในระยะสั้น อีกทั้งคิดทำสิ่งใดต้องคิดเร็วทำเร็วแล้วจะได้เงินทองมาแบบรวดเร็วชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ ลูกน้องบริวารจะมีคนทำให้งานยุ่งยิ่งขึ้นต้องคอยดูแล หมั่นตรวจสอบตามหลังเป็นระยะ ด้านร่างกายจะมีปัญหาและทุกข์เรื่องน้ำหนักตัวที่ลดไม่ยอมลงสักทีครับ

ราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม-16 สิงหาคม) 

งานระวังในเรื่องของการจัดสรรเวลา เหตุด้วยงานที่รับผิดชอบทั้งในส่วนขององค์กร และส่วนตัวจะมีจ๊อบสั้น จ๊อบใหม่ๆ การได้พบเจอคนในรูปแบบต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้เวลาหรือแผนเดิมๆ ที่ได้เตรียมไว้ทำไม่ได้อย่างที่คิด ดังนั้น คุณต้องเตรียมแผนสำรองพร้อมกับลูกน้อง บริวาร ในการเปลี่ยนแปลงหน้างานไว้จะทำให้งานลงตัวมากขึ้น มีการขยับขยายหน้างานเพิ่มมากขึ้น คู่ค้าคู่สัญญา งานตัวใหม่ๆ ที่คุณต้องการจะเริ่มมีการตกลงอย่างเป็นทางการเด่นชัดขึ้น การเงินมีเข้าจากงานเก่า ลูกค้าเก่าและมีรายได้ฟลุกๆ แต่ให้ระวังการเสี่ยงในเรื่องของการลงทุนที่เป็นตัวเงิน รวมถึงมีคนเข้ามาขอความช่วยเหลือในเรื่องการเงิน ถูกหลอก ถูกโกงได้ ความรักนั้นจะต้องมีการตัดสินในเรื่องที่ลำบากใจ รักใครชอบใครคุณก็มักจะทุ่มเทให้ใจไปเกินร้อย ถึงคราที่คุณต้องยุติเรื่องคาราคาซังบางเรื่องก็จำเป็นต้องทำ เพื่อให้ทางเดินในชีวิตรักของวันข้างหน้านั้นสะดวกราบรื่นไปต่อได้ยาวๆ สุขภาพระวังเรื่องของลมในเส้นทำให้ปวดเมื่อย กรดในกระเพาะ ดูแลเรื่องของอาหารให้มากขึ้นจะช่วยได้ครับ

ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)

งานระวังเรื่องของเอกสารสัญญา ข้อตกลงในเรื่องของผลประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นในส่วนขององค์กรหรือส่วนตัว การเป็นคนกลาง เป็นนายหน้าการติดต่อเจรจาสิ่งใดไว้ก่อนหน้า รวมถึงช่วงนี้จะสร้างปัญหาไม่เป็นไปตามข้อตกลงตามสัญญาเดิม มีการพลิกลิ้นเกิดขึ้น ระวังเรื่องการรับปากจะทำให้เกิดความเสียหาย ผู้ใหญ่หรือคนมีสีมีบารมียังพูดกันไม่ค่อยจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กลางเดือนหลายอย่างจะเริ่มดีขึ้นตามลำดับ การเงินยังมีเข้าจากงานเก่า งานแก้ งานใหม่ๆ ก้อนใหญ่กว่าที่ผ่านมา จะหมดไปกับบริวาร ลูกน้องคนที่คุณรับผิดชอบดูแลส่วนตัวอยู่จะงอแงทำให้คุณหงุดหงิด ครอบครัวความรักบุตรบริวารสร้างความชื่นใจและเป็นกำลังใจให้คุณสู้ต่อได้เป็นอย่างดี ความรักนั้นมีความคิดอยากทำอะไรให้ใครสักคน สิ่งนั้นจะประสบความสำเร็จมีแนวทางค้นคว้าหาในสิ่งที่คุณต้องการมาได้อย่างแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ขอให้คุณพยายามอย่าท้อถอยเด็ดขาด ส่วนท่านที่มีรักซ้อนซ่อนใครบางคนเอาไว้ในเซฟเฮ้าส์จะวุ่นวายเนื่องจากการจัดคิวของสองบ้านไม่ลงตัว สุขภาพระวังความเครียดส่วนตัวทำให้เจ็บป่วยได้ครับ

ราศีกันย์ (17 กันยายน-16 ตุลาคม)

งานจะมีเหตุให้ทะเลาะขัดแย้งกับคนในที่ทำงาน มีคนดึงเรื่องทำให้การติดต่อต่างๆ ยุ่งยากมากขึ้น แต่สุดท้ายก็จะหาทางแก้ทางออกได้ในท้ายที่สุด การค้าขายจะมีช่องทางได้เงินหรือได้เงินมาแบบฟลุกๆ รวมถึงการหาเงินพิเศษให้เพิ่มขึ้นมาคือการติดต่อไปหาลูกค้าเก่าๆ ลูกหนี้เก่าๆ จะมีข่าวดี เพื่อนฝูงจะช่วยเหลือคุณได้ถ้าต้องการความร่วมมือใดๆ จะมีวิธีแก้และผู้ช่วยเหลือเสมอ กับคนรักจะอึดอัดใจเพราะคนรักมักคาดหวังให้คุณทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เงื่อนไขต่างๆ คุณยากที่จะทำให้ได้ตามนั้นครบถ้วนทุกอย่าง อีกทั้งคนที่มีคู่จะต้องทุกข์ใจมีปัญหากับคนรักเก่าพานจะไปหาความสุขกับคนใหม่ ให้ระวังจะถูกจับได้ ลูกน้องจะสร้างปัญหามาให้ ต้องคอยสอดส่อง การค้าขายในระยะนี้ถ้าให้ดีมีเงินไหลเข้ากระเป๋าต้องมีการทำโปรโมชั่นในช่วงสั้นๆ อาจเป็นการลด แลก แจก แถม ของบางสิ่งถึงจะกระตุ้นยอดรายรับให้กลับมาได้จนถึงจุดที่น่าพอใจ ส่วนเพื่อนร่วมงานจะพูดมากพูดเยอะจนคุณรำคาญใจ ทางที่ดีเดินหนีเพื่อลดมลพิษทางเสียงและสายตา ก็จะทำให้คุณสบายตาสบายใจได้ดีขึ้น สุขภาพนั้นไซร้อาการเหนื่อยง่าย ง่วงบ่อยจะเป็นเข้ามามากยิ่งขึ้น ควรรีบดูแลด่วน

ราศีตุลย์ (17 ตุลาคม-16 พฤศจิกายน)

งานเรื่องที่ต้องระวังคือเอกสาร หลักฐาน ข้อมูลสำคัญเสียหาย สูญหาย ความลับรั่วไหลไปยังฝ่ายตรงข้ามได้ ควรมีแผนสำรองที่รู้เฉพาะกลุ่มจะสามารถช่วยแก้ไขสถานการณ์ได้ การเจรจาต่อรองมีโอกาสที่ต้องคุยนอกรอบ มีผลสำเร็จร่วมกันเป็นที่น่าพอใจ มีโอกาสที่จะเดินทางไกลได้พบบุคคลใหม่ๆ ในสังคม แวดวงอื่นเพิ่มมากขึ้น เป็นโอกาสที่ควรเปิดตัว และสานสัมพันธ์ต่อเนื่องในอนาคตได้ การเงินจะหมดไปกับการจับจ่ายกับของที่อยากได้มานาน ระมัดระวังเสียเงินเกี่ยวกับเรื่องของลูกน้องบริวารและเพื่อนสนิท รวมถึงบรรดาข้าวของเครื่องไม้เครื่องมือเครื่องใช้และวัตถุดิบในงานของคุณจะเตรียมขยับสูงขึ้นอีกระลอก ดังนั้น ทางที่ดีควรเช็กสต๊อกสินค้าแล้วนำมาคำนวณวางแผนเพื่อตั้งรับแล้วสวนกลับโดยด่วน ส่วนเพื่อนร่วมงานยังไว้ใจไม่ได้ให้ระวังถูกโยนความผิดมาให้ ทำสิ่งใดจากนี้ควรต้องมีหลักฐานหรือพยาน ด้านครอบครัวคนรักคนที่สนิทระวังเจ็บไข้ ไม่สบาย แต่ก็ยังมีความสนิท ความเข้าใจ ความสัมพันธ์มากขึ้น กับสุขภาพระวังความดัน มึน งง โรคประจำตัวกลับมาเป็นได้อีกครับ

ราศีพิจิก (17 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม)

งานในความรับผิดชอบยังมีความวุ่นวายไม่หยุดนิ่ง อีกทั้งมีการเปิดตัวงานชิ้นสำคัญและจะต้องมีความรับผิดชอบนอกเหนือจากปกติ เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ทำให้เรื่องของเวลาในการทำงานและเวลาส่วนตัวดูน้อยลงไปทันที ดีที่เป็นช่วงที่ลูกน้องบริวารคนใกล้ตัว มีฝีมือทำให้งานลุล่วงไปได้ด้วยดีแต่ต้องกระตุ้นเป็นระยะๆ ไม่เช่นนั้นก็ไม่เอางานยากๆ งานลำบากเหมือนกัน เรื่องที่ต้องระวังคือลายเซ็น และคนที่ไม่หวังดีปล่อยข่าวทำให้คุณเสียหาย ซึ่งจะกระเทือนถึงชื่อเสียงได้ โดยคุณไม่ต้องแก้ตัวใดๆ ให้ใช้ผลงานเข้าชนอย่างเดียว รับรองงานนี้คุณชนะชัวร์ ด้านการเงินมีจ๊อบพิเศษส่วนตัวทำให้สภาพคล่องทางการเงินที่กังวลใจนั้นโล่งไปอย่างอัศจรรย์ และการได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าเก่า รวมถึงการนำลูกค้ารายใหม่ๆ เข้ามาจะทำให้รายได้คุณเกิดขึ้นต่อเนื่องเรียกว่าถึงจะเหนื่อยแค่ไหน ลำบากเพียงใด ตัวเลขเงินงามๆ ที่วิ่งเข้ามาก็ทำให้คุณยิ้มได้อย่างหน้าชื่นตาบาน ความรักปัจจัยเบื้องต้นที่ทำให้ทะเลาะกันง่ายขึ้นคือเรื่องเงินทอง จึงขอให้อดทน รับรองคุณต้องผ่านพ้นวิกฤตนี้ได้อย่างแน่นอน สุขภาพระวังพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้มึน งง วูบได้ง่ายๆ ครับ

ราศีธนู (16 ธันวาคม-15 มกราคม)

การงานเป็นช่วงที่คุณได้เริ่มงานใหม่ เปิดจ๊อบใหม่ ใครที่รองานสิ่งใดอยู่จะเริ่มมีข่าวดีเกี่ยวกับงานที่รอคอยและต้องการ เป็นอีกเดือนที่คุณมีความเปลี่ยนแปลงจากจุดเดิมๆ ไม่หยุดนิ่ง มีการปรับเปลี่ยน โยกย้ายหน้าที่การงาน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ใครที่ติดต่อเจรจาค้าขายประสบความสำเร็จชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ แต่ให้ระวังการตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ควรมีผู้มีความรู้หรือบุคคลที่มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นเป็นกุนซือให้ดีกว่าการคิดและตัดสินใจเพียงลำพัง ฝีมือในการทำงานระยะนี้จะดีขึ้นทำให้มีผลงานโดดเด่นนำมาของการจ้างงานหรือให้ทำงานเพิ่มขึ้น สั่งยอดการผลิตเพิ่มขึ้น เป็นผลทำให้รายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขอให้คุณคงอุดมการณ์แห่งมาตรฐาน คนคุณภาพ ไปแบบนี้ให้นาน รับรองว่าที่ลำบากเหนื่อยยากตลอดมาจะหายเป็นปลิดทิ้งและคุ้มค่ากับสิ่งที่คุณลงทุนลงแรงไปแน่นอน ส่วนครอบครัวความรักเวลาที่จะอยู่เจอหน้ากันอย่างเป็นทางการน้อย ควรใช้เครื่องมือสื่อสารช่วยแทน แต่ให้ระวังจะหลงใหลได้ปลื้มกับคนที่เขามีเจ้าของอยู่แล้วเดี๋ยวมันจะยุ่งกันไปใหญ่ สุขภาพระวังระบบเลือด ความดัน ไมเกรน ครับ

ราศีมังกร (16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

เรื่องที่ต้องระวัง คือการถูกหลอก ถูกโกงในทุกแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรับปากทั้งตัวคุณเองและคู่สัญญายังไม่สามารถทำได้ตามที่ตกลงกันไว้ แต่จะเริ่มดีขึ้นในช่วงกลางเดือนเป็นต้นไป สิ่งที่ติดขัดไม่ลงตัวก่อนหน้าจะเริ่มมีทางออก ทางแก้ มีผู้ใหญ่ใจดีให้ความเมตตาให้ความช่วยเหลือดูแลในสิ่งที่ติดขัด จะเป็นผู้ใหญ่ในสายงานหรือผู้ใหญ่ที่คุณให้ความเคารพ ยิ่งกลางเดือนไปแล้วไฟในตัวคุณแรงขึ้น ดังนั้น คิดฝันทำสิ่งใดให้รีบดำเนินการต่อยอดความฝันให้เป็นรูปธรรม รายได้เข้าจากคู่ค้าคู่สัญญา ลูกค้าใหม่ๆ การขายของชิ้นที่คุณคาดหวังไว้นำมาเป็นทุนก้อนสำคัญได้ในช่วงนี้ ส่วนโชคลาภจากการเสี่ยงโชคเสี่ยงดวงยังไม่สดสวยสู้เอาเวลาไปหาวิธีปรับเปลี่ยน ปรับปรุงสินค้าในร้านให้มันทันสมัยและเน้นเรื่องบรรจุภัณฑ์ที่เข้ากับยุคสมัยจะทำเงินทำยอดเพิ่มขึ้นได้อย่างมากมาย กับความรักระวังเรื่องของการมีรักต้องห้ามหรือการคบกับคนที่มีเจ้าของอยู่แล้วทำให้ปัญหาจะเกิดได้ง่ายขึ้น เจอกันน้อยลง ปัญหาก็จะน้อยลงเช่นกัน สุขภาพระวังระบบทางเดินหายใจ เป็นหวัด เจ็บคอ ไอค็อกแค็ก จะทำให้เจ็บป่วยได้ครับ

ราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

เดือนนี้ชาวราศีกุมภ์เป็นช่วงที่ต้องรีบดำเนินการทั้งงานเก่าและงานใหม่ให้เป็นรูปธรรม เอกสาร สัญญา รวมถึงการรับปากทั้งในส่วนของตัวคุณและคู่สัญญาเริ่มชัดเจนเห็นผลสำเร็จมากกว่าที่ผ่านมา แน่นอนชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ แต่ให้ระวังการพูดลับหลัง การนินทาว่าร้ายทำให้คุณเสียชื่อ สิ่งที่ควรทำคือไม่ต้องแก้ข่าว ให้อยู่ปกติ เวลาจะค่อยๆ ทำให้ทุกอย่างเงียบหายไป อีกประการเรื่องของลายเซ็น ควรตรวจเช็กให้รอบคอบก่อน การเงินยังต้องวิ่งหมุนจากงานใหม่ งานเก่าสลับกัน แต่ยังมีให้คุณกินให้คุณใช้ ให้หมุนไม่ขาดช่วงยาวๆ เป็นแน่ แต่การใช้จ่ายส่วนตัวในสิ่งที่ฟุ่มเฟือยควรงดเว้นไปก่อน เพราะเป็นเวลาที่ต้องวางแผนทางการเงินอย่างรัดกุม ถ้าทำได้สำเร็จโอกาสถึงขั้นเป็นเศรษฐีมีไม่ไกลเกินเอื้อม อีกทั้งผู้ใหญ่จะมอบหมายงานที่เป็นรายได้มาให้ทำ ให้แสดงฝีมืออย่างต่อเนื่องโดยคุณนั้นห้ามปฏิเสธ ความเหนื่อยยากในวันนี้คือความคุ้มค่าและเงินตราที่คุณจะได้มาในอนาคต ครอบครัว ความรักระวังในส่วนของรักซ้อนซ่อนกันไม่มิด จะสร้างปัญหาให้ตัวคุณและครอบครัวได้ สุขภาพระวังอาการคันตามเนื้อตัว รวมถึงอาการปวดท้องน้อย

ราศีมีน (14 มีนาคม-12 เมษายน)

ชาวราศีมีนในช่วงนี้ มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีกับชีวิต ซึ่งจะทำให้คุณมีไอเดียความคิดสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่อย่างต่อเนื่อง และเมื่อคุณลงมือปฏิบัติจริงตามที่คิดที่ตั้งใจ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง อีกทั้งผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนเต็มที่ อย่างเดียวคือคุณต้องขยันและลงมือทำอย่างจริงจัง สิ่งที่คุณคิดฝันเป็นจริงอย่างแน่นอนชัวร์ครับ การเงินเช่นกันเป็นช่วงโอกาสเปิด ให้คุณแสดงศักยภาพส่วนตัวทำให้งานที่เป็นรายได้ไหลเข้าต่อเนื่อง อีกทั้งการเจรจา การเปิดตัวหาลูกค้ารายใหม่ สำเร็จตามเป้าที่คุณวางไว้ ขอให้มีหน้าตาที่ยิ้มแย้ม เป็นกันเอง แนะนำแต่สิ่งที่ดีที่ถูกต้องให้กับลูกค้า อย่าเอาเพียงเงินใกล้มือแล้วพูดไม่จริงใจกับลูกค้าเป็นอันขาด เนื่องจากดาวที่เป็นตัวแทนเรื่องเงินทองโชคลาภของคุณจะพอกพูนเพิ่มขึ้นได้จากรอยยิ้มและอารมณ์ที่ดีของคุณในแต่ละวันเป็นปัจจัยสำคัญ ส่วนครอบครัวความรักหลายเรื่องที่คลุมเครือจะชัดเจนเป็นรูปธรรม พูดจาปรึกษากับคนรักไปในทิศทางเดียวกัน มีความหวาน ความเข้าใจให้แก่กันมากขึ้น สุขภาพระวังโรคส่วนตัวที่เคยเป็นมานาน จะกลับมาออกอาการอีกครั้งต้องเร่งดูแลครับ

เลขมงคลประจำเดือน

เลข 5 เลข 8 และเลข 9 ควรเว้น เลข 3

สิ่งมงคลที่ควรกราบไหว้บูชาประจำเดือน

หลวงพ่อเดิมและเจ้าแม่กวนอิม

เรื่องที่ควรระวังเป็นพิเศษในเดือนนี้ 

เงินจะติดขัดรายจ่ายบานตะไท รวมทั้งจะมีคนเข้าใจผิด มีคนใส่ความ ต้องเตรียมรับมือ ทำสิ่งใดให้มีหลักฐานและเอกสารที่ชัดเจน อย่าเชื่อใจใครง่ายๆ

กันยายน 17, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

ลงทุนรถไฟ 2 ล้านล้าน

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098010556&srcday=2013-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 324

ก่อนปิดร้าน

สมปรารถนา sompratana08@yahoo.com

ลงทุนรถไฟ 2 ล้านล้าน

แผนงานที่รัฐบาล ต้องการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 2 ล้านล้านบาท ภายใต้ร่าง พ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท พ.ศ. … ถูกนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 28-29 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งด้านลบและบวกอย่างต่อเนื่อง

ต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลที่น่าสนใจและน่าเชื่อถือเป็นของตัวเอง แต่ผมออกจะเห็นคล้อยไปในมุมที่นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ได้อธิบายไว้ในคอลัมน์ คนเดินตรอก (หนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ฉบับ 8-10 เมษายน 2556)

การกู้เงิน หรือกู้ยืม ซึ่งทำให้เรามีภาระหนี้สินนั้นไม่ใช่เรื่องเลวร้าย น่ารังเกียจไปเสียทุกมิติ เพราะหากเรามีความจำเป็นต้องใช้งาน ต้องสร้างอาคารร้านค้า ต้องหาเครื่องจักรมาผลิต ต้องมีรถยนต์เพื่อขนส่งสินค้า หากจะรอเก็บหอมรอมริบ สะสม อดออมเอาเอง ใช้เวลานานมาก เสียโอกาสไปมากเช่นเดียวกัน

หากตอบโจทย์ได้ว่า กู้เพื่อมาใช้งานในสิ่งที่จำเป็น เป็นสิ่งที่จะหนุนเสริมธุรกิจ ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น เช่น กู้ผ่อนส่งรถมีรายได้จากการขับแท็กซี่, ขับรถตู้สาธารณะ นั่นก็เป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน ยิ่งนานวันรายได้จะเพิ่มมากขึ้น สินทรัพย์ยังคงอยู่ และภาระการผ่อนส่งหรือดอกเบี้ยเงินต้นก็จะค่อยๆ น้อยลง

ดร.วีรพงษ์ พูดให้เห็นภาพชัดมากขึ้นอีกว่า

“ถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน หนี้ 2 ล้านล้าน มูลค่าจะเหลือนิดเดียว แต่ทรัพย์สินจะมีมูลค่าสูงขึ้นมหาศาลเหมือนหนี้สร้างเขื่อนภูมิพล 2,000 ล้านบาท สมัยโน้น เทียบไม่ได้เลยกับมูลค่าที่ดินและตัวเขื่อนในราคาปัจจุบัน

การกู้เพื่อการลงทุนสร้างทรัพย์สินคราวนี้จึงไม่มีอันตรายเท่าใดเลย ขออย่างเดียว ลูกหลานเราอย่าบริหารให้ขาดทุนจนพังก็แล้วกัน

ผมเห็นของผมอย่างนี้ ลูกหลานจะด่าก็ตามใจ”

นั่นเป็นประเด็นสำคัญที่มีการถกเถียงกันอย่างดุเดือดเข้มข้นว่าด้วยเรื่องความเหมาะสม คุ้มค่าหรือไม่คุ้มกับการเป็นหนี้

แต่อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจและน่าติดตามไม่น้อยเช่นกันก็คือ หากในอนาคต 7-10 ปีข้างหน้า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วยงบประมาณ 2 ล้านล้านบาท ลุล่วงไปได้ จะเกิดอะไรหรือพลิกโฉมหน้าของเมือง การค้า การคมนาคมขนส่ง การเดินทาง การท่องเที่ยวไปมากเพียงใด

จินตนาการตามแผนงานที่ประเมินกันว่า หากระบบราง หรือการขนส่งทางรางของไทย ไม่ว่าจะเป็นรถไฟปกติที่มาตรฐานสูงขึ้น แล่นสวนกันได้อย่างรวดเร็วในระบบรางคู่ขนานทั่วประเทศ เขตเมืองหลวงและปริมณฑลมีรถไฟฟ้าสาย-สีต่างๆ มากกว่า 10 เส้นทางทั้งบนดินและใต้ดินเชื่อมต่อกัน

รวมถึงการเดินทางระหว่างเมือง จากกรุงเทพฯ ไปหัวหิน ไปนครราชสีมา ไปนครสวรรค์ รวดเร็วขึ้นด้วยรถไฟความเร็วสูง ใช้เวลาแค่ 45 นาที หรือ 1 ชั่วโมง (ในอนาคตจะขยายเป็นรถไฟความเร็วสูง หรือไฮสปีดเทรน 4 สายทาง คือ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่, กรุงเทพฯ-หนองคาย, กรุงเทพฯ-ระยอง และกรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์)

ภูมิศาสตร์การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว จะเปลี่ยนโฉมไปไกลพอสมควร อุปสรรค ข้อจำกัด เรื่อง “เวลา” จะยิ่งลดลง ความสะดวกสบายในการเลือกทำเลที่พักอาศัยก็จะเพิ่มขึ้น การเดินทางท่องเที่ยวก็สะดวกรวดเร็ว ฯลฯ

คิดตามไปแล้ว นั่นน่าจะหมายถึงโอกาสมหาศาลในการสร้างธุรกิจ เปิดกิจการ ขยายการลงทุน หรืออาจสำหรับอาชีพใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นอีกมากมายเลยทีเดียว

หากถึงที่สุด เกิดการกู้เงิน 2 ล้านล้าน เกิดการลงทุนมโหฬารติดตามมา

เราควรจะนั่งกลุ้มใจกับหนี้ที่เกิดขึ้น

หรือจะหันมามองหาโอกาสที่จะมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงล่ะครับ

ลองพิจารณาดูตามวิจารณญาณของท่านเถิด

กันยายน 17, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

ชาวเชียงของ เสนอ 1 เมือง 2 แบบ รับมือเปิดสะพานข้ามโขง-AEC

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07013150456&srcday=2013-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 323

SMEsก้าวทัน AEC

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ชาวเชียงของ เสนอ 1 เมือง 2 แบบ รับมือเปิดสะพานข้ามโขง-AEC

เชียงรายเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งลาวและพม่า รวมถึงยังมีเส้นทางทั้งทางบกและทางน้ำไปยังประเทศจีน จึงเป็นเมืองที่มีความสำคัญมากในด้านการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ประเพณี และวัฒนธรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ชี้ต้องรู้รากเหง้าตัวเอง

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้จัดการประชุม “ผู้นำทางวัฒนธรรมในบริบทภูมิวัฒนธรรมภาคเหนือ” ซึ่งคณะผู้วิจัยที่มี รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม เป็นหัวหน้าคณะผู้วิจัยโครงการภูมิวัฒนธรรม ได้นำเสนอประเด็นชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนและการเปลี่ยนแปลงควบคู่กันไป ผ่านมุมมองของคนในท้องถิ่นที่อยู่สืบเนื่องและเห็นการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด

รวมทั้งการเคลื่อนไหวขององค์กร ภาคประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ อันเชื่อมโยงกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC พร้อมๆ กับสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ส่วนฝั่งลาวอยู่ที่บ้านดอน เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว จะเปิดใช้ได้ในกลางปีนี้

ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย รองผู้อำนวยการ สกว. ชี้แจงว่า ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยนี้มีความสำคัญมากสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะงานด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ทำให้เข้าใจว่าผู้คนที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ สืบสานเติบโตขึ้นมาด้วยภูมิวัฒนธรรมที่เชื่อมร้อยกัน และจะนำแนวคิดไปใช้ได้อย่างไรเพื่อทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจในวงกว้างมากขึ้น

ขณะที่ รศ.ศรีศักร กล่าวว่า ประวัติศาสตร์สังคมเป็นเรื่องราวของคนที่อยู่ข้างล่าง และเป็นจุดอ่อนของการพัฒนาประเทศ เพราะคนข้างล่างไม่มีความรู้ข้อมูลที่จะอธิบายตัวเอง เชียงรายเป็นตัวอย่างหนึ่งซึ่งเปลี่ยนจากสังคมชาวนาแบบอยู่เป็นกลุ่มมีประเพณีของตัวเองมาเป็นสังคมอุตสาหกรรม เนื่องจากมีภูมิประเทศที่ดีที่สุดในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มีความอุดมสมบูรณ์ นายทุนอยากเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ คนต่างถิ่นเข้ามาลงทุนมากมาย แต่คนไม่รู้รากเหง้าไม่รู้จักตัวเองจึงกลายเป็นเหยื่อของนายทุนโดยเฉพาะต่างชาติ ชาวบ้านขายที่ดินจนแทบจะไม่เหลือที่ทำกิน ด้วยเหตุความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้จึงต้องสนับสนุนให้คนท้องถิ่นตื่นตัว เพื่อให้รู้เท่าทัน

“การเข้าอาเซียนเราก็ต้องรู้จักตัวเองก่อน ให้ความสำคัญย้อนไปถึงบรรพบุรุษ ไม่ใช่แค่รู้แต่ภาษาอังกฤษ” รศ.ศรีศักร ให้ข้อคิด

นักท่องเที่ยวจีนเข้ามาตึม

ด้าน ดร.พลวัฒ ประพัฒน์ทอง หัวหน้าโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวถึง “ชีวิตคนชายแดน ความจริงที่ต้องตระหนักก่อนเป็นประชาคมอาเซียน” โดยยกตัวอย่างการเข้ามาของนายทุนชาวจีนพร้อมกับวัฒนธรรมและวิธีการต่างๆ ที่จะทำทุกอย่างให้ทุกประเทศที่เข้าไปกลายเป็นจีนเหมือนกันทั้งหมด ดังเช่นอำเภอเชียงของที่มีผู้คนและยานพาหนะข้ามมาจำนวนมากจนเกิดความวุ่นวาย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา มีคาราวานรถจากประเทศจีนเข้ามาในเชียงของเพื่อไปยังเชียงใหม่เป็นร้อยๆ คัน โดยที่คนเชียงของไม่รู้เรื่องอะไรเลย จึงเป็นห่วงว่าถ้าสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 เชียงของ-ห้วยทราย สร้างเสร็จจะยิ่งมีความวุ่นวายมากขึ้น

“ชาวเชียงของเองต่างก็มีความเห็นแตกต่างกันกับการเปลี่ยนแปลงนี้ ทั้งการเตรียมตัวกับการรับมือของผู้ประกอบการ ขณะที่ชาวบ้านหลายคนต้องการความสงบสุขกลับคืนมา คำถามคือจะต้องทำอย่างไรเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง อาทิ ต้องสร้างจิตสำนึกชุมชน ปรับสิ่งก่อสร้างและภูมิทัศน์ มีร้านค้าต่างๆ เช่น ร้านขายของที่ระลึก ร้านกาแฟ ทำป้ายบอกทาง ฯลฯ เพื่อรองรับการท่องเที่ยว”

ในการประชุมครั้งนี้ทาง สกว. ได้เชิญผู้สื่อข่าวและผู้ร่วมประชุมไปสำรวจความคืบหน้าของการสร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 เชียงของ-ห้วยทราย ซึ่งถ้ามองภาพโดยรวมก็เสร็จไปเกือบหมดแล้ว

คุณสันติสุข สูตรสุวรรณ ผู้คุมงานก่อสร้างของบริษัท เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐบาลไทยและลาวต่างมาติดตามงานอย่างใกล้ชิด ขณะนี้งานได้คืบหน้าไปมาก แต่ถือว่าล่าช้ากว่าแผนร้อยละ 6 โดยมีกำหนดสิ้นสุดสัญญาในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ ซึ่งอาจเสร็จไม่ทันกำหนด เพราะเหลืองานอีกเล็กน้อย

สะพานนี้สามารถรองรับรถได้สูงสุดวันละ 4,000 คัน มูลค่าการก่อสร้าง 44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีน หากสะพานนี้ก่อสร้างเสร็จจะทำให้การเดินทางจากอำเภอเชียงของไปยังเมืองคุนหมิง ประเทศจีน สะดวกยิ่งขึ้น โดยใช้เส้นทาง R3a

แบ่งเขตเมืองเก่าเมืองใหม่

สำหรับ การเสวนาเรื่อง “1 เมือง 2 แบบ” แนวคิดการจัดการพื้นที่วัฒนธรรมในเมืองเชียงของ “ครูตี๋” คุณนิวัฒน์ ร้อยแก้ว แกนนำกลุ่มรักษ์เชียงของ และ คุณสงวน ซ้อนกลิ่นสกุล รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย ได้ร่วมกันนำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน สรุปคือ ให้เมืองเก่ายังคงอยู่ ส่วนการค้าขายให้ไปอยู่เขตเมืองใหม่ นอกเมือง โดยให้ย้ายส่วนราชการไปด้วย ซึ่งได้มีการส่งเอกสารการจัดทำยุทธศาสตร์ของเมืองเชียงของให้กับนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว

คุณนิวัฒน์ กล่าวว่า ทางกลุ่มได้มีแนวคิดเรื่อง “1 เมือง 2 แบบ” หลังจากศึกษาเรื่องราวของเมืองเชียงของและสิ่งที่จะเข้ามาเพื่อให้สังคมเมืองเชียงของเติบโตและอยู่ได้ด้วยตัวเองในมิติวัฒนธรรมและการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ โดยต้องวางผังเมืองในจุดที่สำคัญต่างๆ ให้เมืองเก่ายังคงเรื่องราวความเป็นมาที่สำคัญและอยู่ร่วมกับเมืองใหม่ได้ ซึ่งการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมขั้นตอนแรกคือ การโยกย้ายส่วนราชการ อาทิ ที่ว่าการอำเภอ ไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ที่กว้างขวางกว่าเดิม

ส่วนพื้นที่ปัจจุบันให้เป็นศูนย์รวมทางวัฒนธรรม เพื่อเป็นพื้นที่ศูนย์กลางของเมืองในการทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมความรู้ หน่วยศึกษาวิจัย จัดกระบวนการและเผยแพร่ความรู้ทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาด้านต่างๆ ของชุมชน และเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการท่องเที่ยวทั้งระบบของเชียงของและอำเภอใกล้เคียงให้เกิดการพัฒนาอย่างสมดุลของเมือง และให้เกิดพิพิธภัณฑ์ชั้นนำในภูมิภาคที่เป็นพื้นที่การเรียนรู้เรื่องเมืองเชียงของและลุ่มน้ำโขง

ทั้งนี้ พื้นที่เขตเมืองเก่าอันเป็นฐานการผลิตทางเศรษฐกิจการค้าและการท่องเที่ยวเดิม บริเวณตั้งแต่ปากน้ำดุกไล่ขึ้นมาทางเหนือจนถึงบริเวณแนวป่าดอยธาตุ

ด้านตะวันตกจากทุ่งหลวงมาจรดทางตะวันออกที่ลำน้ำโขง ครอบคลุมสถานที่สำคัญ ได้แก่ เขตกำแพงเมืองด้านใน (วัดแก้ว วัดหลวง วัดศรีดอนชัย ท่าผาถ่านซึ่งเป็นท่าเรือหลวงของเชียงของ) และเขตนอกกำแพงเมือง (วัดหัวเวียง วัดสบสม วัดหาดไคร้ ท่าปลาบึก และท่าเรือบั๊ก) และเป็นศูนย์กลางของศาสนาและศิลปวัฒนธรรม ทั้งด้านการท่องเที่ยว การค้า และแรงงานในภาคบริการ

ส่วนพื้นที่เขตเมืองใหม่จะเป็นพื้นที่เป้าหมายของโครงการพัฒนาเศรษฐกิจการค้า การลงทุน และการขนส่งบนเส้นทางคมนาคมระดับภูมิภาค ในบริเวณโดยรอบเชิงสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 ถึงเขตทุ่งสามหมอนและบริเวณรอบข้าง

คุณนิวัฒน์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยมิใช่ปล่อยปละละเลยและขาดการวางแผน ชาวเชียงของต้องช่วยเหลือตัวเอง อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตก็ถือเป็นความท้าทายที่จะช่วยกันคิดและลงมือทำ ยุทธศาสตร์ที่คิดขึ้นมาหารือกันในเรื่องที่ทำได้จริงใช้ได้จริง เช่น การท่องเที่ยว การค้าขาย และแต่งตั้งคณะทำงานร่วมกันในทุกภาคส่วน เพื่อมิให้เกิดการพัฒนาที่ไร้ทิศทางและไม่มีส่วนร่วมจากประชาชน

“ขณะนี้มีรถขนาดใหญ่วิ่งผ่านเข้ามาทุกวันจนเกิดปัญหา อีกทั้งราคาที่ดินสูงมาก จากที่เคยขายกันไร่ละ 1 ล้านบาท ขึ้นมา 5-6 ล้านบาทแล้ว และจากการที่นักท่องเที่ยวจีนเข้ามามาก ควรจะมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการทำป้ายภาษาจีน อย่างเช่น ป้ายห้องน้ำ เป็นต้น”

ค้าขายกับลาวไปโลด

ด้านคุณสงวน ระบุถึงปัญหาด้านการค้าว่า บ้านเรายังไม่มียุทธศาสตร์การสร้างพ่อค้าเลือดใหม่ ในขณะที่จีนส่งเสริมในเรื่องนี้ ทำให้เกิดการเสียเปรียบ ปัจจุบัน มีพ่อค้าจีนที่เข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมากทั้งในลาวและไทย จึงเป็นเรื่องที่เจ็บปวดและเป็นปัญหาสำคัญ จากประสบการณ์การทำธุรกิจในลาว เห็นชัดว่ารัฐบาลลาวมีนโยบายส่งเสริมประชาชนให้ทำการเกษตรและค้าขายมากขึ้น ทำให้มีโอกาสร่ำรวยมากขึ้น สามารถขจัดปัญหาความยากจนให้หมดไป รัฐบาลลาวต้องการเชิญชวนผู้ประกอบการจากนอกประเทศเข้าไปทำการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร จึงเป็นโอกาสดีของไทย เพราะลาวยังได้สิทธิพิเศษทางการค้า (จีเอสพี)

“ผมคิดว่าจีนน่าจะมาแรงที่สุด เพราะปัจจุบันมีการนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผักผลไม้เมืองหนาว ขณะที่สินค้าจากไทยเป็นพืชผักผลไม้ตามฤดูกาล ส่วนใหญ่ไปจากจังหวัดจันทบุรีเป็นพวกเงาะ ทุเรียน มังคุด แต่การส่งออกไปจีนก็มีปัญหาคือต้องมีใบรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่มี”

คุณสงวน ยังเล่าให้ฟังว่า การค้าขายวัสดุก่อสร้างตามชายแดนดีขึ้น เพราะชนชั้นกลางในลาวมีรายได้ดีขึ้น แต่ก็มีการแข่งขันสูงเพราะมีการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากจีนด้วย อย่างไรก็ตาม เป็นที่ยอมรับกันว่าของไทยคุณภาพดีกว่าแม้จะราคาแพงกว่าก็ตาม นอกจากนี้ นักลงทุนจากจีนยังเข้าไปตั้งโรงงานรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากลาวด้วยไม่ว่าจะเป็นยางพาราหรือข้าวโพด

สิงหาคม 14, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

สมเด็จพระเทพฯ พระราชทานทุนเด็กกัมพูชา ต่อปริญญาเอกในจีน

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07015150456&srcday=2013-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 323

จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

สมเด็จพระเทพฯ พระราชทานทุนเด็กกัมพูชา ต่อปริญญาเอกในจีน

พล.อ. วาภิรมย์ มนัสรังษี ประธานคณะกรรมการดำเนินการ โครงการพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราชอาณาจักรกัมพูชาด้านการศึกษา กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานเปิดการประชุมโครงการยุววิจัยระหว่างเยาวชนไทย-กัมพูชา ที่องค์กร APSARA จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา จัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และองค์กร APSARA เมื่อเร็วๆ นี้ว่า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศเพื่อความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

พล.อ. วาภิรมย์ ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานความช่วยเหลือในการสร้างและพัฒนาวิทยาลัยกำปงเฌอเตียล ในจังหวัดกำปงธม ตามที่สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ขอพระราชทานมาจนครบ 12 ปี ซึ่งในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้จะครบสัญญาแล้ว ที่ผ่านมา ทางกัมพูชาพอใจมาก และสมเด็จฮุน เซน จะขอพระราชทานความช่วยเหลือต่อไปอีก 5 ปี

“ตอนนี้วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียง มีนักเรียนนักศึกษาจบไปแล้ว 8 รุ่น และมีนักเรียนได้รับทุนพระราชทานไปเรียนที่เมืองไทย 200 คน นอกจากนี้ ยังมีนักเรียนหญิงได้รับทุนพระราชทานไปเรียนที่ประเทศจีนตั้งแต่เรียนจบ ม.6 ปัจจุบันจบปริญญาโทแล้ว กำลังเรียนปริญญาเอก อีก 3 ปี จะจบ และจะเป็นนักเรียนคนแรกของวิทยาลัยกำปงเฌอเตียลที่เรียนจบด๊อกเตอร์จากต่างประเทศด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ประกอบด้วยการนำเสนอผลงานวิจัยของยุววิจัยทั้ง 2 ประเทศ การดูดาวที่นครวัด และการทัศนศึกษาพื้นที่เมืองพระนคร พร้อมทั้งศึกษาอารยธรรมเขมรโบราณ

ด้าน คุณเตช บุนนาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและกรรมการนโยบาย สกว. กล่าวว่า โครงการนี้นำร่องในสถานศึกษา 4 แห่ง ซึ่งอยู่ในพื้นที่พรมแดนหรือบริเวณใกล้เคียงกับทั้ง 2 ประเทศคือ โรงเรียนทัพพระยาพิทยา อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โรงเรียนสูงเนิน อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา และวิทยาลัยบันทายชมาร์ จังหวัดบันเตียนเมียนเจย ประเทศกัมพูชา และต่อมาได้ขยายไปที่วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล

คุณเตช กล่าวด้วยว่า ผลของโครงการนี้ทำให้เกิดการค้นพบจากการดำเนินการของเยาวชน เช่น การค้นพบเส้นทางโบราณ บริเวณเมืองเสมา จากเยาวชน โรงเรียนสูงเนิน การค้นพบปราสาทเขมรโบราณในอำเภอตาพระยา จากเยาวชน โรงเรียนทัพพระยาพิทยา และการค้นพบแหล่งโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์บริเวณพื้นที่เมืองบันทายชมาร์ จากเยาวชนของวิทยาลัยบันทายชมาร์

“โครงการนี้ไม่ได้เป็นการลบล้างประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่พยายามจะทำคือ การชำระประวัติศาสตร์เพื่อให้นักเรียนนักศึกษารู้จักประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของ 2 ประเทศ ซึ่งสมัยโบราณไม่มีประเทศไม่มีพรมแดน ผู้คนที่อยู่ก็พูดภาษาเดียวกัน เห็นได้จากการค้นพบเส้นทางถนนโบราณ 5 เส้นทางที่ออกจากเมืองพระนครหรือนครวัดไปในหลายพื้นที่ อาทิ เส้นทางไปยังปราสาทสด๊กก๊อกธม ไปยังปราสาทพิมาย ไปยังวัดพู ที่เมืองจำปาสัก ประเทศลาว ฯลฯ” คุณเตช กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า สำหรับปัญหาความขัดแย้งในเรื่องปราสาทเขาพระวิหารนั้น เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะนำโครงการลักษณะความร่วมมือกัน 2 ประเทศไปดำเนินการ คุณเตช กล่าวว่า มีโอกาสเป็นไปได้ ถือว่าเป็นตัวอย่างได้เป็นอย่างดี และยังมีจุดอื่นๆ อีกด้วยที่สามารถจะใช้โครงการนี้เป็นตัวอย่างไปทำได้ ซึ่งกรณีเขาพระวิหารมีคนหวังดีไม่ว่าจะเป็นคนไทย คนกัมพูชา และคนชาติอื่นๆ ที่เห็นว่าในบริเวณรอบๆ เขาพระวิหารสามารถจะพัฒนาให้เป็นอุทยานแห่งสันติภาพขึ้นมาได้ และทำให้เป็นบริเวณที่สวยงาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็สุดแล้วแต่ว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร

สิงหาคม 14, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

นิยม ไวยรัชพานิช “ใน CLMV ถ้าจะมาลงทุน พม่าดีที่สุด”

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020150456&srcday=2013-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 323

เสริมไอเดีย

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

นิยม ไวยรัชพานิช “ใน CLMV ถ้าจะมาลงทุน พม่าดีที่สุด”

แม้ว่าประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างพม่าจะเพิ่งเปิดประเทศได้ไม่กี่ปี แต่ในความเป็นจริงผู้ประกอบการไทยจำนวนหนึ่งทั้งรายเล็กรายใหญ่ก็เข้าไปทำธุรกิจที่นั่นหลายปีมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเครือซีพี ปตท. และแบล็คแคนยอน ฯลฯ รวมถึงส่งสินค้าเข้าไปขาย ฉะนั้น ชาวพม่าจึงรู้จักและคุ้นเคยกับสินค้าไทยเป็นอย่างดี ทั้งยังให้การยอมรับในคุณภาพและราคาที่อาจจะแพงกว่าสินค้าจากเมืองจีน

คุณนิยม ไวยรัชพานิช รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการความร่วมมือเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นนักธุรกิจอีกคนหนึ่งที่ทำธุรกิจหลายอย่างในพม่ามาเนิ่นนาน เดินทางเข้าออกประเทศนี้นับครั้งไม่ถ้วน เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องพม่า เวทีไหนที่พูดเรื่องการทำธุรกิจในพม่าจะต้องมีชื่อเขาคนนี้อยู่เสมอ

จี้รัฐเปิดจุดผ่านแดนถาวรเพิ่ม

เมื่อไม่นานมานี้ คุณนิยมก็ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งพัฒนาจุดผ่อนปรน และจุดผ่านแดนชั่วคราวของไทยทั่วประเทศ 49 แห่ง เพื่อให้เป็นจุดผ่านแดนถาวรทั้งหมด รองรับการเปิดเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC เพราะต่อไปการค้าระหว่างไทยกับชาติอาเซียนมีโอกาสเติบโตได้อีก 30-50 เปอร์เซ็นต์ โดยในปี 2555 สามารถสร้างมูลค่าได้กว่า 1 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.2 ล้านล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 20 ในปีนี้

คุณนิยม ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันไทยมีจุดผ่านแดนถาวรเพียง 32 แห่ง ติดกับชายแดนมาเลเซีย 8 แห่ง พม่า 3 แห่ง ลาว 15 แห่ง และกัมพูชา 6 แห่ง ซึ่งถือว่าไม่เยอะเมื่อเทียบกับมูลค่าการค้าชายแดนปัจจุบันที่ตกปีละ 9 แสนล้านบาท และมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก ดังนั้น หากไทยต้องการใช้ประโยชน์จากการค้าชายแดนสูงสุด เพื่อทดแทนตลาดการค้าอื่นชะลอตัว จำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพด่านชายแดนให้มากขึ้น

นอกจากนี้ เมื่อปลายปีก่อนที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ สสว. นำนักธุรกิจเอสเอ็มอีกลุ่มหนึ่งไปแมตชิ่งที่นครย่างกุ้ง คุณนิยมก็ไปร่วมด้วย

“ในการไปครั้งนั้นเป็นการนำเอสเอ็มอี 20 กว่ารายที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ เช่น สปา ความงาม และการนวดต่างๆ ไปเปิดตลาดลงทุนที่พม่า แล้วก็ทำ ซีเอสอาร์ ร่วมกับสภาสตรีฯ ของพม่า ซึ่งทางรัฐบาลพม่าได้ให้ความสำคัญ ครั้งนี้พม่าให้ความสนใจมาก เพราะว่าย่างกุ้งเป็นเมืองที่เจริญแล้ว เรื่องรักสวยรักงามและเรื่องสุขภาพก็จะตามมา ซึ่งเป็นโอกาสของเอสเอ็มอีที่จะมาเปิดตลาดทางนี้ได้ อย่างไทยจะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องความงาม สุขภาพ การนวดแผนโบราณ”

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญการทำธุรกิจในพม่า คุณนิยมให้คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่อยากจะเข้าไปลงทุนในพม่าว่า “ถ้าจะมาพม่าจะมีหลายระดับ อย่างสินค้าใหม่ๆ ควรจะอาศัยพ่อค้าชายแดน หรือนำสินค้าใหม่ๆ มาจัดแสดงสินค้าที่ย่างกุ้ง เพราะพม่าถ้ารู้ว่าเป็นสินค้าไทย เขาจะเกิดความมั่นใจเลยว่าต้องเป็นเกรดสูงกว่าทุกประเทศ พอเขามั่นใจแล้วจะมีตัวแทนส่งมาชายแดน

อีกทางหนึ่งมาคุยกับทางห้าง ถ้าเขาเห็นว่าสินค้าเรามีคุณภาพก็สามารถขึ้นห้างได้เลย แต่ต้องทดลอง โฆษณาให้เขาก่อน ซึ่งไทยได้เปรียบกว่าประเทศอื่น ในอนาคตเขาจะเปิดชายแดน เราแค่ขึ้นไปทางเหนือ ไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงย่างกุ้ง ค่าใช้จ่ายจะน้อย ทำให้เอสเอ็มอีของไทยคิดจะมาลงทุนเยอะแยะ”

แนะรัฐไทยตั้งนิคมอุตฯ ในพม่า

กับคำถามที่ว่าในส่วนของการลงทุนในพม่านี้ มองว่านโยบายรัฐควรจะส่งเสริมในเรื่องใดบ้าง

ประเด็นนี้ คุณนิยม แจกแจงว่า “ถ้ารัฐบาลไทยเหมือนกับรัฐบาลประเทศอื่น เช่น จีน หรือ สปป.ลาว เขาจะซื้อทั้งตึกแล้วให้รายย่อยเข้าไปขายเลย หรืออย่างของกัมพูชาจะสร้างนิคมอุตสาหกรรมเลย จีนเอารัฐวิสาหกิจมาทำเป็นชุมชนเลย แล้วก็เป็นนิคมของจีนในกัมพูชาเลย เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ดี ไทยควรจะสร้างเป็นนิคมในย่างกุ้ง ในลาว ในกัมพูชา อย่างละจุด แล้วนิคมอุตสาหกรรมนี้ก็มีหน้าที่คอยดูแลผู้ที่จะมาลงทุน ซึ่งผมคิดว่า อุตสาหกรรมไทยก็จะตามมากันหมด นิคมนี้จะดูแลระหว่างประเทศไป

สำหรับนักธุรกิจไทยปัญหาเรื่องการลงทุนก็ไม่มี เพราะลงทุนกันเอง ความจริงรัฐน่าจะมีเงินทุนสนับสนุน เหมือนกับของจีน แล้วจะต้องตั้งหน่วยงานซึ่งเป็นองค์กรภาคเอกชนมาช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมกับหานักธุรกิจที่ดีๆ เพื่อให้มาแมตชิ่งกับนักธุรกิจไทยในการลงทุน ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้คนไทยกล้าที่จะมาลงทุน”

ว่าไปแล้วข้อแนะนำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดี แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยได้ยินจากหน่วยงานรัฐเลยว่าจะทำในรูปแบบนี้ ดังนั้น คงจะเป็นเรื่องยากเอาการ

“การตั้งนิคมอุตสาหกรรมในต่างประเทศไม่ยาก แต่ต้องมีการออกกฎหมายในบ้านเรารองรับ ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนไทย เท่าที่ทราบกฎหมายดังกล่าวผ่านวาระหนึ่งไปแล้ว ส่วนเรื่องสถาบันการเงินก็ต้องออกกฎหมาย ให้เอ็กซิมแบงก์สามารถไปปล่อยสินเชื่อให้คนไทยที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้านกู้ได้ ซึ่งน่าจะทำ”

ในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 มองว่าคนไทยเข้าใจเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน ประเด็นนี้ คุณนิยม ตอบว่า “ทุกคนเข้าใจหมด เพราะทางหอการค้าไทยโหมโรงมา 2 ปีแล้ว แต่ระดับรากหญ้ายังไม่เข้าใจเท่าไรแต่นักธุรกิจก็หาช่องทาง เพราะรู้ว่า AEC กำลังจะเกิด ถ้าพูดถึงในภาครัฐผมว่าเรื่องการลงทุน หรือการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านก็ยังน้อยอยู่

เรื่อง AEC นั้นอยู่ที่ว่าประเทศเพื่อนบ้านพร้อมหรือไม่ ถ้าไม่พร้อมก็เหมือนเดิม แต่ถ้าพร้อมโอกาสที่จะไปลงทุนก็ทำได้แล้ว เพราะกฎระเบียบต่างๆ เอื้ออำนวยขึ้น ที่ผ่านมาฝ่ายไทยได้เจรจาทวิภาคีกับกัมพูชา พม่า ให้มีการเดินรถโดยไม่จำกัดจำนวนที่ด่านถาวร ซึ่งจะทำให้การท่องเที่ยวกับการค้าเติบโตอีกมหาศาล”

ชี้ผลประโยชน์ลงทุนใน CLMV

ในประเทศเพื่อนบ้านกลุ่ม CLMV ประเทศไหนที่เอสเอ็มอี ควรจะเข้าไปทำธุรกิจและมีคู่แข่งน้อย

รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยบอกว่า “ใน CLMV ถ้าจะมาลงทุน พม่าดีที่สุด เพราะอยู่ระหว่างอินเดียกับจีน ซึ่งมีประชากรอันดับ 1-2 รองลงมาเวียดนาม กัมพูชา ลาว และถ้ามาลงทุนปั๊บก็จะได้สิทธิพิเศษทางการค้า หรือ GSP ด้วย ได้ประโยชน์หลายทาง”

ไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ ควรจะต้องระมัดระวังในเรื่องใดบ้าง

คุณนิยม ให้ความเห็นว่า “พูดถึงแล้วทุกคนกลัวไปเอง อย่างพม่าทุกคนกลัวว่าจะกลับมาเหมือนเดิม กัมพูชาก็ยังรออยู่ว่าศาลโลกจะตัดสินว่ายังไงกรณีพิพาทเรื่องเขาพระวิหาร ถ้าเกิดไทยแพ้อาจจะเกิดการโกลาหล ผมว่าในสิ่งเหล่านี้ เรามีข้อตกลงกันอยู่ อย่างพม่ามีการปกครองแบบเผด็จการ แต่เขายังต้องทำตามในหลักสากล ปี 2015 เขาเป็นประชาธิปไตยแน่นอน ผมคิดว่า ประเทศไทยถ้ามาลงทุนแล้วไม่ต้องกลัวว่าพม่าจะกลับมาเหมือนเดิม เพราะภาพเก่าๆ จะหายไป นอกจากนี้ เมื่อก่อนเขาหาว่าเราทำการค้าเอาเปรียบ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว อีกทั้งตัวเลขการค้าชายแดนก็สูงขึ้น”

ห้วงเวลาไม่กี่ปีมานี้ นักลงทุนทั่วโลกต่างแห่เข้าไปทำธุรกิจในพม่า หลายคนจึงเป็นห่วงว่าจะกระทบถึงการลงทุนของต่างชาติในบ้านเรา

คุณนิยม อธิบายให้เห็นภาพว่า “ถ้าพูดถึงแล้วการลงทุนขนาดใหญ่ เขายังจะมาลงทุนในไทย ถ้าเรายิ่งสร้างการอำนวยความสะดวกมากเท่าไร ภาพ AEC คือภาษีเท่ากับศูนย์ คำว่า Made in Thailand จะไปลงประเทศเพื่อนบ้านได้ ตอนนี้ขึ้นอยู่กับการอำนวยความสะดวกเท่านั้นเอง แต่ในส่วนหนึ่งจะไปลงทุนที่ประเทศพม่า เพราะทรัพยากรที่นั่นเยอะ แต่ถ้าเป็น Made in Myanmar ก็ไปไหนไม่ได้ แค่อาศัยทรัพยากรเท่านั้นเอง อย่างถ้าญี่ปุ่นจะมาลงทุน อาจจะเป็นแค่สาขาจากเมืองไทยไป”

ในส่วนโครงการทวายนั้น คุณนิยมมองว่า “เราพยายามผลักดันถึงแม้จะเกิดช้า แต่อย่าลืมว่า ประเทศไทยจะได้ประโยชน์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าจะเป็น Western Seaboard คู่กับ Eastern Seaboard ที่แหลมฉบัง ฉะนั้น ไม่ต้องส่งของผ่านช่องแคบมะละกา ถ้าไปทะเลอันดามัน ซึ่งอาเซียนบวกหนึ่งคือ จีน สามารถออกอันดามันทางนี้ได้ โดยใช้เวลาไม่กี่วัน ถึงแล้ว แล้วทั้งประเทศในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง GMS และ CLMV ทั้งหลาย ไม่ว่าจะโฮจิมินห์ พนมเปญ เวียงจันทน์ ออกทางนี้ได้หมด”

อาเซียนจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก

ทีนี้มาพูดในมุมของการท่องเที่ยวบ้าง เพราะต่อไปประเทศในกลุ่มอาเซียนจะไม่ต้องใช้วีซ่า ตอนนี้เหลือพม่าประเทศเดียวที่ยังต้องทำวีซ่าอยู่

“แน่นอนเราสามารถที่จะลิงก์ ถ้าเราทำท่องเที่ยวช่วยกันโปรโมต สิ่งเหล่านี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาอย่างนครวัด นครธม หลวงพระบาง เจดีย์ชเวดากอง พุกาม มัณฑะเลย์ ซึ่งถ้าเราเป็นศูนย์กลางทางชายแดน ไม่ว่าจะเป็นชายแดนด้านพม่า ลาว ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าทางเครื่องบินเยอะ”

ในส่วนของภาครัฐ นโยบายการท่องเที่ยวของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสอดรับกับทิศทางที่ว่านี้หรือไม่

“การท่องเที่ยวของไทยไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกัน โดยเฉพาะกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต้องเป็นหลัก ตอนนี้พวกเราทำกันเอง กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะมองประเทศที่ไกลกว่านี้ ซึ่งเราก็เห็นด้วย แต่ถ้าเราสร้างเส้นทางภายในมันก็ช่วยให้ชาติที่ 3 มาสนามบินสุวรรณภูมิเพิ่มขึ้น อย่างน้อยก็อีกเท่าตัว”

สภาหอการค้าไทยเองมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับประเทศไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า

“ได้หมดเพราะผมสร้างคอนเน็กชั่นไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหอการค้าพนมเปญ ย่างกุ้ง เวียงจันทน์ ฮานอย โฮจิมินห์ ในแผน 11 เราจะตั้งสภาธุรกิจ ไทย-เวียดนาม, ไทย-กัมพูชา, ไทย-มาเลเซีย ซึ่งจะเพิ่มบทบาทให้มากขึ้น”

ทั้งหมดนี้คงทำให้เห็นแล้วว่า เป็นโอกาสดีที่นักลงทุนไทยจะเข้าไปทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านทั้งหลาย แต่ควรจะต้องศึกษาหาข้อมูลให้รอบด้านไม่ว่าจะเป็นจุดเด่น-จุดด้อย เพื่อเตรียมรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างรู้เท่าทัน

สิงหาคม 14, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

“ซินแสช้าง” ชี้แนะ ฮวงจุ้ยค้าขายรุ่งเรือง!

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07023150456&srcday=2013-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 323

เสริมไอเดีย

พารนี

“ซินแสช้าง” ชี้แนะ ฮวงจุ้ยค้าขายรุ่งเรือง!

“ในทางฮวงจุ้ย ประตู เปรียบเสมือนปาก จะมีกินมีใช้หรือเปล่าประตูสำคัญที่สุด เพราะถ้าฮวงจุ้ยของประตูผิด มันเหมือนคนเป็นฟันคุด จะกินอะไรก็ปวด กินได้ไม่เยอะ…”

“ฮวงจุ้ย” ศาสตร์จีนอายุกว่า 5,000 ปี ที่ศึกษาเกี่ยวกับการอยู่อาศัยให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ว่ากันว่ามีตำราให้ค้นคว้าจำนวนหลายร้อยเล่ม และหากจะเรียนครบทั้งหลักสูตร ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 20 ปีขึ้นไป

ที่ไหนมีลม

ที่นั่นมีโชค

“การดูฮวงจุ้ย มีกระบวนการ ขั้นตอนเยอะมาก ไม่ใช่ไปถึงที่แล้วจะหลับตาเดาได้”

ทศพร ศรีตุลา เจ้าของฉายา “ซินแสช้าง” หมอดูฮวงจุ้ยชื่อดังแห่งยุค เกริ่นนำอย่างนั้น

ก่อนบอก แต่สิ่งง่ายสุดที่คนทั่วไปสามารถทำได้ คือ ต้องเข้าใจพื้นฐานก่อน หลักฮวงจุ้ย มี “คีย์เวิร์ด” อยู่ 2 คำ คือ ลม และ น้ำ แล้วค่อยศึกษาต่อว่าลมและน้ำนั้นมีความหมายอย่างไร

พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ เคยมีโอกาสไปดูธุรกิจหลายแห่งที่ยอดขายดีมาก มีเงินทองเป็นร้อยล้านพันล้านบาท เมื่อเข้าไปมักสัมผัสได้ถึงลมที่พัดเข้ามา แสดงว่าเป็นสถานที่ที่มีกระแสลมหมุนเวียนดี ฉะนั้น โจทย์แรกที่ต้องกลับไปสังเกตร้านของท่าน หากลมอับนิ่งตั้งแต่เช้ายันเย็น กิจการนั้นน่าจะมีปัญหา

จึงขอแนะนำวิธีแก้ไข คือ ทำอย่างไรก็ได้ ให้มีลมพัดผ่านเข้าร้าน ไม่ว่าจะเป็นการเจาะหน้าต่าง หาช่องลมเพิ่ม หรืออาจใช้เครื่องดูดอากาศก็ย่อมได้ แต่ที่สำคัญ ต้องให้มี “ลมเข้า” และ “ลมออก” ด้วย

“ที่ไหนมีลมที่นั่นจะมีโชค ร้านบรรยากาศแบบนี้ จะมีเงินทอง หาเงินได้เยอะ แต่บางธุรกิจหาเงินได้ แต่เก็บเงินไม่อยู่ เขาเรียกว่าเก็บโชคไม่ได้ การเก็บโชคไม่ได้ เกิดจากสาเหตุสำคัญ คือมีแต่ ฮวง หรือมีแต่ลม แต่ไม่มีตัวเก็บโชค คือ จุ้ย หรือ น้ำ นั่นเอง” ซินแสช้าง อธิบาย

พร้อมแนะวิธีแก้ไขสำหรับกิจการที่มีเงินเข้าแต่เก็บไม่อยู่ว่า เมื่อร้านของท่านมีลมพัดเข้ามาแล้ว ท่านต้องหาตำแหน่งในการตั้ง “น้ำเคลื่อนไหว” เพื่อเป็นตัวเก็บโชค ซึ่งในปีนี้ ตามตำราจีน นับตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ปีนี้ ถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ปีหน้า ทิศมงคล คือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

“หากเพิ่มแสงสว่าง หรือนำสินค้าขายดีโทนสีสดใส เช่น ส้ม แดง ชมพู ไปประดับตกแต่งที่ทิศมงคลบวกกับการตั้งน้ำเคลื่อนไหว เหล่านี้จะเป็นสิ่งช่วยทำให้เกิดโชคในปีนี้มากขึ้น” ซินแสช้าง ย้ำจริงจัง

พลังหยาง

สำคัญที่สุด

ซินแสช้าง บรรยายให้ฟังต่อ การที่โชคจะเข้าร้านหรือไม่ ท่านต้องรู้ก่อนว่าโชคเข้าทางไหน จะจัดฮวงจุ้ยมั่วๆ ไม่ได้ ซึ่งหลักของฮวงจุ้ยบอกว่า ทางที่โชคเข้านั้น คือ ประตูหรือหน้าร้านของท่านนั่นเอง ซึ่งประตูก็คือ ทางลูกค้าเดินเข้า-ออก ที่บางร้านก็เปิดโล่ง บางร้านกั้นเป็นประตู

“ในทางฮวงจุ้ย ประตู เปรียบเสมือนปาก จะมีกินมีใช้หรือเปล่าประตูสำคัญที่สุด เพราะถ้าฮวงจุ้ยของประตูผิด มันเหมือนคนเป็นฟันคุด จะกินอะไรก็ปวด กินได้ไม่เยอะ ฉะนั้น พื้นที่หน้าประตูร้าน ต้องหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ” หมอดูคนดัง ว่าให้ฟัง

พร้อมอธิบาย “พลัง” สำคัญบนโลกใบนี้ คือ “หยิน-หยาง” หรือ พลัง 2 อย่างที่คล้ายกันแต่อยู่ตรงข้ามกัน ซึ่งในแง่ของธุรกิจค้าปลีกหรือร้านค้าโชห่วยนั้น “พลังหยาง” จะมีความสำคัญมากกว่า “พลังหยิน”

“พลังหยาง คือ แสงสว่าง การเคลื่อนไหว เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ร้านของท่านเป็นร้านแห่งพลังหยิน คือ ความมืด ความสงบเหมือนของที่ถูกทิ้งไว้นิ่งนาน เงินทองท่านจะลดลง แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือหนี้สิน คงไม่มีใครอยากให้เกิดปัญหาแบบนี้” หมอดูชื่อดัง บรรยายเห็นภาพ

พร้อมบอกต่อ พื้นที่ของร้านค้าที่ต้องเป็น “หยาง” มากที่สุดคือบริเวณประตู เพราะตามหลักฮวงจุ้ย หน้าบ้านสำคัญสุด แต่เคยเห็นบางร้านมีม้านั่งวางไว้แต่เก้าอี้ขาหักไปข้างหนึ่ง จึงอยากย้ำ ของเก่า-หัก-พัง ห้ามตั้งไว้หน้าร้านเด็ดขาด และยิ่งถ้ามีมากเท่าไหร่จะยิ่งมีปัญหามากขึ้นเท่านั้น

“เคยเห็นบางร้าน มีของมาส่งกองเอาไว้หน้าร้านเต็มไปหมด การมากองเพื่อพักไว้แล้วเอาเข้าไปในร้านไม่เป็นไร แต่บางคนกองอยู่ตรงนั้นทุกวันเพราะขี้เกียจขน บางคนเอาลังกระดาษมากองทิ้งไว้เป็นเดือน เหล่านี้เป็นเหมือนการทำให้พลังมันถูกทิ้งไว้นานๆ ร้านท่านจะมีปัญหาทั้งเรื่องของโชคและบริวาร” ซินแสช้าง ว่ามาอย่างนั้น

ไม้หนาม

ห้ามปลูกหน้าร้าน

สิ่งของ “ยอดฮิต” ที่มักพบเห็นวางอยู่หน้าร้านค้าอีกอย่างหนึ่งนั้น คือ “กระถางต้นไม้” ในประเด็นนี้ ซินแสช้าง บอก วางได้ไม่ผิดหลัก แต่สิ่งที่ฮวงจุ้ยกังวลคือ เรื่องของหนามแหลม ที่เปรียบเป็นอุปสรรค ฉะนั้น หากอยากปลูก ควรเป็นไม้เลื้อย-ไม้ดอก-ไม้ใบ ทั่วไป ไม่ต้องแพง และไม่แนะนำไม้มีหนามทุกชนิด

นอกจากนี้ หากร้านค้าใดเปิดประตูออกไปแล้ว พบเห็นเสาไฟฟ้าหรือต้นไม้ โผล่ขึ้นมาตรงกลาง ซินแสช้าง บอก ในทางฮวงจุ้ย เปรียบเหมือนกับเจอ “ก้านธูป” ดอกเดียว ซึ่งไม่เป็นมงคล จึงให้แก้ไขการเพิ่ม “พลังหยาง” ด้วยการแขวน “โมบาย” เป็นแท่งโลหะทรงกระบอก ขนาดพอเหมาะไม่จำเป็นต้องใหญ่โต โดยแขวนไว้ให้ตรงกับเสาหรือต้นไม้ดังว่า เมื่อลมพัดจะเกิดเสียงดัง ซึ่งเสียงนั้นเป็นพลังหยางประเภทหนึ่ง

“ถ้าเจอปัญหาไม่เป็นมงคลแบบนี้ วิธีการแก้ไขมีหลายอย่าง แต่วิธีที่คนไทยนิยมทำกันมานานแล้ว คือ กระจกแปดเหลี่ยม เสือคาบดาบ แปะไว้หน้าร้าน บางร้านแปะ 8-9 อัน มองเผินๆ นึกว่าร้านสังฆภัณฑ์ ซึ่งไม่ถูก ท่านต้องระวังการใช้ของเหล่านี้ด้วย เพราะถ้าร้านตรงข้ามทำเหมือนกับเราแก้ปัญหาด้วยการแปะกระจกที่ ใหญ่กว่า เยอะกว่า ไม่ยอมกัน มันไม่จบ” ซินแสช้าง บอกจริงจัง

และว่า การแก้ไขตามหลักฮวงจุ้ย ไม่ใช่การแก้ไขด้วยการสร้างศัตรู ถ้าจิตใจของเราทำการค้าด้วยจิตใจอาฆาตแค้น สร้างศัตรู การค้าขายจะไม่มีทางดีขึ้นมาได้

ซินแสช้าง บอกอีกว่า เมื่อเข้ามาภายในร้าน สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น คือ “พลังหยิน” เป็นไปในลักษณะ ร้านมืดทึบ มองเข้าไปแทบจะไม่เห็นอะไร ถ้าหากเกิดกรณีแบบนี้ ท่านควรเพิ่มแสงสว่างในร้านของท่าน ด้วยการติดหลอดประหยัดไฟไว้กลางร้าน

เมื่อแก้ไขแล้ว ให้ทดสอบในเวลากลางวัน ให้ยืนนอกร้านแล้วมองเข้าไป หากมองเห็นหน้าคนในร้าน แยกออกว่าเป็นชายหรือหญิง ถือว่ามี “พลังหยาง” มากกว่า “พลังหยิน” เป็นอันใช้ได้

“ฮวงจุ้ย เป็นศาสตร์ที่เป็นกลาง ท่านอย่าไปหาสูตรสำเร็จในการจัดฮวงจุ้ย ถ้ามีคนบอกเอาอันนี้ไปตั้งอันหนึ่งแล้วจะรวยขึ้นมาเลย มันเป็นไปไม่ได้ เพราะชีวิตคนเรามันซับซ้อน ต้องใช้หลักหลายอย่างเข้าช่วย” ซินแสช้าง บอกมาอย่างนั้น

ก่อนฝากส่งท้าย

“หลักของฮวงจุ้ย คือ การดูแล เอาใจใส่ที่อยู่อาศัย-ที่ทำกิน บางครั้งเราใช้เขาคุ้มมาก แต่ไม่ได้ดูแลเลย ฉะนั้น เรื่องของความสะอาด การจัดร้านบ่อยๆ ตามหลักที่ถูกต้อง จะช่วยให้ธุรกิจการค้าของท่านปีนี้ รุ่งเรืองคูณ 2 แน่นอน”

………………..

สนใจศาสตร์ฮวงจุ้ย โดยซินแสช้าง-ทศพร ศรีตุลา ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.facebook.com/master.chang 

ข้อมูลจากการบรรยายหัวข้อ “ฮวงจุ้ยค้าขายรุ่งเรือง ลูกค้ามากมาย” ในงานตลาดนัดโชห่วย ครั้งที่ 5 จัดโดย แม็คโคร เมื่อเร็วๆ นี้

สิงหาคม 14, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , | แสดงความคิดเห็น

ร้านในฝันของ “ท็อป-พิพัฒน์” O SHOP ดีไซน์สไตล์รักษ์โลก

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026150456&srcday=2013-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 323

อาชีพคนดัง

ผู้แต่ง

ร้านในฝันของ “ท็อป-พิพัฒน์” O SHOP ดีไซน์สไตล์รักษ์โลก 

รู้จักหนุ่ม ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร จากบทบาทนักแสดงและพิธีกรรายการโทรทัศน์มานักต่อนัก ซึ่งล่าสุดกับรายการบ้านและสวน ช่อง 9 และ รายการ 48 ชั่วโมง ช่อง 5 แต่ ณ วันนี้ “ท็อป” ได้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์โลก กับการนั่งเก้าอี้เป็นดีไซเนอร์ สร้างสรรค์สินค้าที่เน้นการรักษาสิ่งแวดล้อม

ด้วยการเปิดร้านขายสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมนามว่า O SHOP สินค้าของคนรักษ์โลก

จุดเริ่มต้นมาจากความฝัน

เจ้าของร้านบอกกับเราว่า ร้าน O SHOP เดิมทีชื่อ ECO SHOP เป็นร้านที่เกิดจากความฝัน ความสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมและอยากเป็นดีไซเนอร์ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมแนวคิดและคอนเซ็ปต์ บวกกับในขณะนั้นยังไม่มีร้านเกี่ยวกับสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย

“O SHOP เราเริ่มต้นจาก 3 เรื่องหลักๆ เรื่องแรกก็คือ ตามความฝันของตัวผมเองที่อยากมีร้านขายของดีไซน์สักร้านหนึ่ง ตอนนั้นยังเป็นความคิดแค่ร้านดีไซน์เฉยๆ เพราะว่าถ้าเราได้อยู่กับของดีไซน์มันคงจะแฮปปี้มีความสุขเพราะว่าเรียนออกแบบมาอยู่แล้ว พอเวลาผ่านไปผมหันมาสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อม และได้มีโอกาสทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์เพื่อสิ่งแวดล้อม เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แล้วก็ได้มีโอกาสมาเป็นดีไซเนอร์ ตอนนั้นเราเริ่มต้นการเป็นดีไซเนอร์ออกแบบให้กับแบรนด์ชื่อว่า โอซิซุ และมีโอกาสได้เป็นหนึ่งในนักออกแบบให้กับโครงการชื่อว่า “เปลี่ยนขยะให้เป็นทอง” ของ สวทช. กระทรวงวิทยาศาสตร์ ออกแบบสินค้าชิ้นแรกเป็นโคมไฟที่ทำมาจากเศษด้ายสายคล้องผ้าม่าน เจ้าของโรงงานถามผมว่า คุณท็อปผมจะขายที่ไหนดีเนี่ย ในช่วงเวลานั้นผมคิดว่าน่าจะประมาณปี 2007-2008 มันไม่มีร้านขายของดีไซน์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมออกมาอย่างชัดเจน และเราเห็นเวทีการประกวดมันเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ แต่หลังจากการประกวดผมไม่รู้ว่าผมจะไปหาของที่ผ่านเวทีพวกนี้ได้ที่ไหน จะไปตามซื้อก็ไม่รู้จะไปซื้อที่ไหน หรือการต่อยอดจากคอนเซ็ปต์ไอเดียดีๆ ที่ชนะการประกวดหรือไม่ชนะก็แล้วแต่ผมไม่รู้ว่ามีการต่อยอดที่ไหนต่อ ก็เลยคิดว่าเปิดเองเลยดีกว่า เรียกว่าเป็นเวทีขายสินค้าดีไซน์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็เป็นร้านแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย”

ทำเล สะดวก หาง่าย

โลเกชั่นของร้าน เจ้าของร้านมองไว้ว่าต้องเป็นสถานที่ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย สะดวกในการเดินทางและหาได้ไม่ยาก เป็นจุดที่มีคนเดินผ่าน ด้วยความโชคดีที่สถานที่แห่งนี้สร้างเสร็จพอดีและตรงอย่างที่ใจต้องการ จึงมาลงตัวที่ดิจิตอลเกตเวย์ สยามสแควร์

“ทำเลที่ตั้ง เริ่มจากผมเรียนโทเกี่ยวกับ MBA แล้วต้องทำ Marketing Plan ซึ่งมี 4P ง่ายๆ ที่เอามาใช้ นำสิ่งที่เรียนมาใช้ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่เรามองไว้คือมีไลฟ์สไตล์แบบ เออเบิ้นไลฟ์สไตล์ น่าจะมาสนใจสินค้าของเรา และท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และเราก็มองว่าจุดมุ่งหมายของเราในช่วงเริ่มต้น ผมมองไว้ว่า 2 ปีแรกจะต้องเป็นที่รู้จักว่าเป็นร้านขายอะไรและสินค้าที่เป็น Eco Design ให้คนรู้ว่าหน้าตามันประมาณไหน

ในเรื่องการประชาสัมพันธ์เป็นสิ่งแรกที่เราคำนึงถึง เพราะฉะนั้น มันจะมาตอบโจทย์ในเรื่องโลเกชั่นว่าจะต้องเป็นที่ที่มีกลุ่มเป้าหมายของเราที่น่าจะเดินผ่านมาเห็นได้ลองซื้อไปใช้ ในเรื่องการเชิญสื่อมาก็น่าจะต้องง่ายๆ หน่อย ไม่ดูลึกลับเกินไป ก็เลยคิดว่าตรงนี้น่าจะเหมาะเพราะเป็นจุดที่น่าจะมีคนเดินผ่าน เพื่อให้เขาสามารถที่จะจดจำได้ และที่เราเลือกที่นี่ก็เพราะราคาด้วย ตอนนั้นห้างต่างๆ ที่มีอยู่คิดราคาค่อนข้างสูง แต่ว่าตึกดิจิตอลเกตเวย์ที่อยู่มันเป็นตึกใหม่ ที่เพิ่งเปิดขึ้นมา เราก็เลยเอาคอนเซ็ปต์มาคุยกับเขา แล้วก็มีการต่อรองราคาซึ่งเขาก็ลดราคาให้เราด้วยในช่วงแรกก็เลยทำให้มันลงตัวที่ตึกนี้ เพราะเราคิดว่าถ้าราคาประมาณนี้น่าจะยังไหวในช่วงเบื้องต้น เพราะว่าเราก็ยังมีงานอย่างอื่นด้วย เรามีงานในวงการบันเทิงด้วยก็สามารถเอาเงินตรงนั้นมาซัพพอร์ตได้ เพราะถ้าเรามาเปิดโดยใช้ทุนเราเองและมารอกำไรจากตรงนี้อย่างเดียวผมว่ามันคงจะเป็นไปไม่ได้ แต่โชคดีที่ตอนนั้นเราไม่มีคู่แข่งเพราะเป็นการขายสินค้าดีไซน์เพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างเดียวเลย ที่นี่ถือเป็นที่แรกที่เกิดขึ้น ก็เลยค่อนข้างจะโอเค”

เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ท็อป บอกว่า สินค้าในร้าน O SHOP ทุกชิ้นล้วนมาจากงานดีไซน์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและทางร้านเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปสามารถนำไอเดียของตัวเองมานำเสนอและวางขายในร้านได้อีกด้วย

“สินค้าที่ร้านเป็นสินค้าที่ต้องมีดีไซน์ ต้องมีเรื่องราวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จุดเด่นร้านอย่างแรกเลยคือการออกแบบโดยใช้แนวคิดที่จะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมซึ่งตอนนั้นยังไม่มีที่ไหน นอกจากนั้นก็จะมีเรื่องการให้โอกาสผู้ผลิตหน้าใหม่ๆ หรือดีไซเนอร์หน้าใหม่ นอกจากดีไซเนอร์ก็จะมีแม่บ้าน เด็กมัธยมก็มี คนที่เป็นคุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกยังไม่ได้กลับไปทำงาน คือเราเปิดโอกาสให้หมด รวมถึงพนักงานที่เป็นคนพิการด้วย ผมคิดว่าตรงนี้ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่คนพูดถึงกัน ทั้งหมดนี้ต้องบอกว่าเป็นจุดเริ่มต้นจากความสนุกของผมครับ

อย่างเรื่องของการให้พื้นที่กับคนเอาของที่เกี่ยวกับการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาวาง ผมรู้สึกว่าสนุกที่จะได้เจอกับคนหลากหลายอาชีพ หลากหลายความคิดเห็น ผมสนุกที่ได้ทำงานกับคนพิการ เพราะตอนที่เจอตอนที่สมัครแววตาเขาพร้อมทำงานมากเขามีความกระตือรือร้นมาก แล้วพอได้ทำงานกับน้องพวกนี้ก็รู้สึกแฮปปี้และสนุก ในการเปิดรับสินค้าที่จะเข้ามาวางขาย อย่างแรกเลย ต้องมีดีไซน์ อย่างที่สองคือ จะต้องมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จะเป็นอะไรก็ได้เลยครับแล้วแต่ว่าคุณจะครีเอตอะไรออกมา สาม ต้องเป็นสินค้าที่มันต้องใช้ได้จริงๆ ไม่ใช่เป็นสินค้าต้นแบบไอเดียดี คอนเซ็ปต์ดีแต่ใช้ไม่ได้จริงๆ มันขายไม่ได้ มันต้องมีการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์ ขายได้จริง ใช้ได้จริง นอกจากนั้น ก็จะเป็นเหตุผลย่อยๆ ต้องเป็นสินค้าที่เป็นของเราเองนะไม่ใช่ไปเอาของใครมา ตรงนี้เราก็พยายามจะเน้นอยู่เหมือนกัน เพราะว่าเราก็เป็นนักออกแบบคนหนึ่งด้วย”

เวทีขายสินค้า

ร้าน O SHOP เปรียบเสมือนเวทีขายสินค้าของคนที่รักในการดีไซน์งานเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยเจ้าของร้านใช้อาชีพการเป็นนักแสดงประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ให้ร้านเป็นที่รู้จักและเชิญชวนให้นักออกแบบนำสินค้ามาฝากขายมากขึ้น

“เราตั้งชื่อแบรนด์ว่า O โอ มาจากคำเดิมว่า ECO SHOP นั่นแหละ ตัดออกให้เหลือแค่คำว่า O แต่ยังต้องใช้เวลาในการทำแบรนด์ใหม่จากเดิมที่มี ECO SHOP อยู่แล้ว อนาคตน่าจะมีคนสนใจไอเดียนี้เพิ่มขึ้นก็ได้ และเราจะมีการส่งออกไปต่างประเทศและกระจายแบรนด์ O ออกไปให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

ผมใช้ฟรีมีเดียในตอนเริ่มต้นทั้งหมด ที่เรามีอยู่ ผมว่าโชคดีนะที่อยู่ในวงการบันเทิงและพอเรามาทำอะไรแบบนี้ก็เหมือนกับเราก็แตกต่างจากคนในวงการบันเทิงท่านอื่นๆ อย่างเช่นธุรกิจอาหารหรือว่าความสวยความงามที่จะทำกันเยอะ เราก็มาด้านนี้เลย และเรื่องสิ่งแวดล้อมก็เป็นเรื่องที่คนให้ความสนใจ เราพยายามที่จะเล่นและเน้นเรื่องความแปลกใหม่ ความแปลกใหม่ของเราก็คือเน้นเรื่องความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ว่าเราดึงคนเข้ามาด้วยงานออกแบบด้วยดีไซน์ ตรงนี้เลยคิดว่าน่าจะเป็นตัวที่ทำให้มีคนสนใจ เลยทำให้วันเปิดมีคนมาร่วมเยอะ มีสื่อมาทำข่าวเยอะ เราไม่ได้มีงบในการทำประชาสัมพันธ์เราจึงต้องให้สื่อมวลชนเป็นตัวช่วย เราต้องเชิญมาจากหลากหลายเราจะเลือกบันเทิงอย่างเดียวไม่ได้ ซึ่งตอนนั้นบอกก่อนเลยว่าเราไม่มีสินค้าวางอยู่เลย เพราะเรายังหาชิ้นงานมาได้น้อยจริงๆ เราต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเอาของมาซึ่งพยายามขนเข้ามาแต่มันก็ไม่เต็มร้านเราก็เลยต้องใช้กิมมิกแบบนี้ เรียกว่าเป็นการเชิญชวนด้วยเลยละกันในวันเปิดร้านและในวันเปิดร้านเราก็ให้นักเรียน ดีไซเนอร์ต่างๆ เอาของที่ตัวเองทำแต่ละชิ้นมาวางซึ่งตอนเปิดม่านเรายังไม่มีของเลยแต่เราก็จะเชิญเจ้าของแต่ละชิ้นงานมาและบอกว่า O SHOP เป็นเวทีสำหรับขายสินค้าพวกนี้ หลังจากวันเปิดตัวก็มีคนถามถึงเยอะเลย บริษัทห้างร้านต่างๆ เขาต้องการของพรีเมี่ยมอยู่แล้ว ในขณะเดียวกัน พอนักออกแบบหรือคนที่ทำของพวกนี้เห็นเขาก็จะรู้ว่ามีพื้นที่ตรงนี้ให้วางของได้และคนทั่วไปที่เห็นหรือว่าสนใจหรือว่าเดินทางไปต่างประเทศแล้วเห็นของที่เป็น Eco Design ที่ต่างประเทศแล้วราคามันสูงๆ แต่อาจจะไม่ได้ซื้อกลับมาแต่สามารถมาหาซื้อได้ในประเทศไทย ตอนนั้นก็ถือว่าเป็นกระแสที่ดี”

เปลี่ยนขยะเป็นงานดีไซน์

งานดีไซน์ของร้านมีวิธีการผลิตจากเศษขยะและวัสดุต่างๆ ที่คนไม่สนใจ นำมารีไซเคิลเป็นสินค้าดีไซน์เก๋ไก๋ไม่ซ้ำใครและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามที่เจ้าของร้านต้องการ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มคนที่ชื่นชอบในสินค้าดีไซน์มาเลือกซื้อและให้ความสนใจ

“แรกเริ่มส่วนใหญ่แล้วคนที่จะทำเรื่อง Eco Design หรือตัวท็อปเองก็เริ่มจากการใช้เศษวัสดุและเศษวัสดุก็มีปัญหาในเรื่องของต้นทุนของการผลิต เศษวัสดุหรือว่าขยะมันจะต้องมีการผ่านการคัดเลือกเอามาทำความสะอาดจนเหมือนเป็นของใหม่แล้วค่อยเข้าสู่กระบวนการผลิต มันจะมีขั้นตอนเหล่านี้เพิ่มขึ้นมาแล้วถ้าเกิดมีคนสั่งจำนวนมากมันไม่สามารถที่จะทำได้เพราะว่าเศษมันมีจำกัด เราไม่รู้เมื่อไหร่จะมีขยะแบบนี้มาอีกก็เลยไม่สามารถจะทำในปริมาณที่มันมากๆ ได้อีก เลยทำให้สินค้าราคาค่อนข้างสูง

แต่ว่า ณ ตอนนี้เราก็พยายามจะสื่อสารไปว่า Eco Design ไม่ได้มีแค่นี้ มันมีมุมมองอื่นๆ อีก ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบเข้ามาสู่กระบวนการผลิต การออกแบบแพ็กเกจจิ้ง การออกแบบในเรื่องของการขนส่ง การใช้งาน สุดท้ายมาถึงการจัดการ หรือว่าการกำจัดพวกเศษวัสดุต่างๆ มันเหมือนต้นทางยันปลายทางแล้วปลายทางมันตายแล้วหรือหมดอายุแล้วมันไปไหนต่อ เราพยายามที่จะสื่อสารแบบนี้เพราะอยากให้เขาเห็นในมุมมองที่มันหลากหลายรวมถึงไม่ต้องจำกัดตัวเองให้อยู่แต่เศษวัสดุอย่างเดียว ซึ่งกลุ่มลูกค้าจะยังคงเป็นกลุ่มที่มีลักษณะการใช้ชีวิตแบบคนเมืองเป็นเด็กนักศึกษา คนที่เริ่มต้นทำงาน และคนต่างชาติถ้าพูดถึงราคาของเราจะถูกกว่าต่างประเทศเยอะ ของที่ร้านคนที่จะเอามาฝากจะมีการหักเปอร์เซ็นต์หลังจากที่ขายได้ จะมีการเคลียร์เงินให้ทุกเดือนให้กับผู้ออกแบบ และเรามีเครดิตแต่ละชิ้นงานที่ออกแบบด้วย”

คนพิการได้รับโอกาส

นอกจากท็อปจะมีแนวคิดที่แตกต่างไปจากคนทั่วไปในเรื่องผลิตสินค้าดีไซน์เพื่อสิ่งแวดล้อมแล้ว เขายังเปิดโอกาสให้คนพิการสามารถมาร่วมงานกับร้านนี้ด้วย ซึ่งก็ทำได้ดีและมีความสามารถไม่แพ้คนปกติทั่วไป

“พนักงานในร้านตอนนี้มี 3 คน 2 คนเป็นพนักงานขาย อีกคนจะคอยดูแลร้านและเรื่องตัวเลขและรับโทรศัพท์ ซึ่งเราได้พนักงานที่มีความบกพร่องทางการได้ยินมาทำ 1 คน แรกๆ ที่เข้ามาก็ต้องมีการปรับ น้องคนพิการเขาจะมีความน้อยใจเพราะเขาจะไม่ได้ยิน บางทีเขาจะไม่เข้าใจสิ่งที่เราพูดสิ่งที่เพื่อนร่วมงานเขาพูดหรือว่าสื่อสารก็อาจจะมีเหมือนความไม่เข้าใจกันบ้างก็ต้องปรับนิดหนึ่ง เราก็จะใช้วิธีการเขียนสื่อสารกัน แต่เขาก็รักกันเข้าใจกันมากขึ้นหลังจากปรับตัว แต่เขาขยันมาก ถือเป็นการเปิดโอกาสให้เขาด้วย ผมมีป้ายอยู่ป้ายหนึ่งที่เขียนว่าฟังไม่ได้ยินแต่อ่านปากได้นะคะ เป็นประโยคที่น้องเขาเป็นคนคิดขึ้นมาเองเลยเพราะเขาไม่ได้รู้สึกอยากให้คนมาสงสารหรือมาให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นเหมือนคนด้อยโอกาส แต่เขาก็อยากให้คนรู้ว่าเขาสามารถทำได้ เขามีความสามารถเหมือนคนปกติ ก็เลยกลายเป็นประโยคนั้น แต่ว่าพอเวลาพูดเขาสังเกตได้ว่าคุณพูดอะไรอยู่ มันเปลี่ยนความคิดผมเหมือนกันว่าน้องๆ พวกนี้เขาต้องการให้คนยอมรับในความสามารถของเขาด้วยเหมือนกัน”

ใครที่มีความสนใจในงานดีไซน์และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมราคาคนไทย แวะเวียนไปชมสินค้าและอุดหนุนท็อปกันได้ที่ร้าน ECO SHOP ชั้น 1 ดิจิตอลเกตเวย์ สยามสแควร์ หรือเยี่ยมชมผ่าน http://www.ecoshop.in.th

สิงหาคม 14, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

“Pa-Kwan” ตอบโจทย์ (ลูก) ถูกใจ (แม่)

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07033150456&srcday=2013-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 323

ช่องทางสร้างอาชีพ

อันติกา

“Pa-Kwan” ตอบโจทย์ (ลูก) ถูกใจ (แม่)

“ตอนนั้นงงมาก สัปดาห์เดียว 3,000 ไลก์ และตอนนี้มีแฟนเพจเกือบ 5,000 คน ทำให้มองเห็นว่าต้องเป็นจริงเป็นจัง และจากที่แต่ก่อนให้ลูกหลานของเรามาเป็นนางแบบ ต่อมาก็คิดกิจกรรมรับสมัครนางแบบ ซึ่งกิจกรรมนี้ได้รับความสนใจมาก เพราะเท่าที่ทราบยังไม่เห็นใครทำ”

ขึ้นชื่อว่าเป็น “แม่” ก็ย่อมมองหาสิ่งดีๆ เติมเต็มให้ลูกเสมอ แม้กระทั่งการแต่งกาย ผู้เป็นแม่ก็ให้ความพิถีพิถัน โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีลูกสาว

เช่นเดียวกับ คุณปัฏ ปรีชาพานิช (แกะ) และ คุณนวพร แนวณรงค์ (กิ๊บ) ที่เมื่อรับบทบาทความเป็นแม่ ต่างก็มุ่งมองหาสิ่งดีๆ หยิบยื่นให้ลูก แต่ปัญหาคือ สิ่งของที่ว่าดีนั้น มักจะถูกกำหนดราคาขายไว้เกินเอื้อม

“ราคาสูง”, “แบบซ้ำ” จุดชนวนความคิดให้คุณแม่ทั้งสอง หันมาออกแบบและผลิตเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ภายใต้แบรนด์ “Pa-Kwan”

ลูกสาวจุดประกาย

ไอเดียหนังสือแต่งบ้าน

คุณแกะเปิดฉากจุดประกายความคิด “ต้องบอกว่าเราไม่ได้มีความรู้ด้านการตัดเย็บเสื้อผ้ามาก่อน เพราะหลังลาออกจากงานประจำ ต่อมาก็รับงานเขียนบทละคร สารคดี รับงานด้านประชาสัมพันธ์ ส่วนคุณกิ๊บ เคยเป็นนักข่าวสตรี ข่าวสังคมมาก่อน แต่สิ่งที่ทำให้เรามองและก้าวเข้ามาสู่เส้นทางนี้ได้ เพราะเรามีลูกสาวเหมือนกัน และเราอยากให้ลูกสาวได้แต่งตัวสวยๆ ซึ่งจากได้ไปเดินตามห้าง เสื้อผ้าคุณภาพดี แบบสวย ราคาจะสูงมาก”

ด้วยความที่เป็นเพื่อนรัก จึงเห็นตรงกันว่า ถ้าได้ออกแบบและผลิตสินค้าตอบความต้องการตนเอง นอกจากจะได้สินค้าราคาไม่สูงเกินไปแล้ว รูปแบบยังเนรมิตได้ดังใจฝัน

ความรู้ด้านการออกแบบไม่มีไม่เป็นไร ขอเพียงใจรัก ก็สามารถผลักดันให้คุณแกะบรรจงดีไซน์เครื่องแต่งกายได้ด้วยฝีมือตนเอง ส่วนแนวคิดและมุมมองนั้นเป็นหน้าที่หลักของคุณกิ๊บ โดยอาศัยประสบการณ์เมื่อครั้งอยู่ในแวดวงสื่อมวลชน ส่งผลให้มีโอกาสเดินทางไปดูการเดินแฟชั่นโชว์บ่อยครั้ง ทำให้รู้เทรนด์การแต่งกาย

ในขณะเดียวกัน คุณแกะเองก็ไม่ปล่อยความคิดให้เว้นว่าง เพราะเธอสามารถสร้างไอเดียการออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยมีหนังสือแต่งบ้านเป็นแรงบันดาลใจ

“ถ้าจะบอกว่า หนังสือแต่งบ้านทำให้เกิดไอเดีย จะเชื่อมั้ย คือแกะชอบดูหนังสือแต่งบ้าน ซึ่งรูปแบบการตกแต่งจะมีหลายสไตล์ แกะก็จะคิดว่าถ้าเก้าอี้สไตล์นี้ตั้งอยู่ในบ้าน ต้องแต่งตัวประมาณไหนถึงจะไปนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนี้แล้วสวย ฟังแล้วอาจจะงงๆ แต่มันเกิดจากตรงนี้จริงๆ”

ไม่เพียงเท่านั้น ในส่วนของการออกแบบ ก็ไม่ได้มองภาพความเป็นเด็กเท่านั้น แต่จะใช้วิธีมองผ่านการแต่งกายของผู้ใหญ่ ซึ่งถ้าเห็นแบบใดเหมาะก็จะนำมาย่อส่วน โดยเพิ่มความสดใส ทั้งในด้านสีสัน ลวดลาย และความไร้เดียงสา เพื่อให้เหมาะกับสรีระและช่วงวัย

“ตอนแรกต้องยอมรับว่าลองผิดลองถูกพอสมควร เพราะไม่มีความรู้ด้านนี้มาก่อนเลย อาศัยปรับพัฒนา ฟังลูกค้ามากๆ อย่างเมื่อก่อนเคยติดซิปด้านข้าง พอเด็กใส่แล้วตอบกลับมาว่าไม่สบายตัว จึงปรับมาเป็นติดกระดุมแทน ผ้าบางไป หนาไป ผ้าซับในแบบนี้ใช้ไม่ได้ หรือกระดุมถ้าเล็กเกินไปเด็กๆ ติดเองไม่ได้ ก็ต้องเรียนรู้และแก้ไข” คุณแกะ กล่าว

3 พันไลก์ ใน 1 สัปดาห์

5 พันคน สนใจคลิก

ด้านคุณกิ๊บ กล่าวเสริมว่า “ถึงวันนี้ถือว่าลงตัวระดับหนึ่งแล้วในด้านผลิตภัณฑ์ ก็เหลือบริหารจัดการ ที่เราคิดว่าถ้ามีโอกาสจะไปเรียนเพิ่มเติม และตอนนี้ได้หุ้นส่วนเพิ่มเข้ามา ซึ่งก็จะมาเติมเต็มในส่วนที่เราอาจจะไม่ถนัดนัก อย่างด้านการขยายช่องทางจัดจำหน่าย การมองตลาดระดับบน การโฆษณาประชาสัมพันธ์”

คุณแกะ ยังกล่าวถึงข้อจำกัดกับการออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับเด็กว่า อยู่ที่รูปร่างของเด็กแตกต่างกัน แม้จะอยู่ในช่วงวัยเดียวกัน ฉะนั้น จึงต้องมีการรับออร์เดอร์บ้าง “บางทีลูกค้าอยากได้กระโปรงไซซ์ M แต่ยาวเท่ากับไซซ์ L ก็จะผลิตให้ลูกค้า”

จากคอลเล็กชั่นแรกที่ผ่านการออกแบบ แล้วทดลองให้ลูกหลานสวมใส่ อวดความเป็น Pa-Kwan ผ่านเฟซบุ๊ก ภายในสัปดาห์เดียว มีผู้ชื่นชอบกดไลก์ถึง 3,000 ครั้ง ส่งกระแสให้เห็นว่า Pa-Kwan มีโอกาสก้าวต่อ ซึ่งทั้ง 2 ผู้ประกอบการก็ไม่รอช้า ออกแบบและมุ่งหน้าผลิตคอลเล็กชั่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง จนถึงบัดนี้เกือบ 1 ปีที่ได้เดินทางมา มีสินค้าวางจำหน่ายแล้วถึง 7 คอลเล็กชั่น

“ตอนนั้นงงมาก สัปดาห์เดียว 3,000 ไลก์ และตอนนี้มีแฟนเพจเกือบ 5,000 คน ทำให้มองเห็นว่าต้องเป็นจริงเป็นจัง จากช่าง 1 คน ก็เพิ่มเป็น 4 คนที่รับงานไปผลิต ซึ่งเขาจะไปกระจายต่อให้ลูกทีม และจากที่แต่ก่อนให้ลูกหลานของเรามาเป็นนางแบบ ต่อมาก็คิดกิจกรรมรับสมัครนางแบบ ซึ่งกิจกรรมนี้ได้รับความสนใจมาก เพราะเท่าที่ทราบยังไม่เห็นใครทำ”

ซึ่งคุณกิ๊บ ต้นความคิดด้านกิจกรรม เล่าถึงวิธีสื่อให้เห็นภาพความจริงกับงานกิจกรรมนี้ว่า “Pa-Kwan มีช่องทางจำหน่ายแค่ 2 ช่องทาง คือ ผ่านเว็บไซต์ และเฟซบุ๊ก ฉะนั้น ลูกค้าจะไม่ได้สัมผัสสินค้าจริงก่อนซื้อ การจับนางแบบมาสวมใส่แสดงให้ลูกค้าเห็นภาพ จึงเสมือนเป็นวิธีสร้างความเข้าใจได้โดยง่าย”

ไม่เพียงกิจกรรมรับสมัครนางแบบเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมอื่นที่ Pa-Kwan จัดขึ้น อาทิ การเดินแฟชั่นโชว์, การร้องเพลง, จัดประกวดการแต่งกายในช่วงคริสต์มาสที่ผ่านมา, การมอบโอกาสให้กับเด็กด้อยโอกาส ที่คุณกิ๊บ ว่า จัดขึ้นมาเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี และยังถือเป็นการปลุกความเคลื่อนไหวให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“การค้าขายสินค้าผ่านช่องทางนี้ต้องสร้างความเคลื่อนไหวให้เกิดขึ้น ต้องอัพเดตตลอด เพราะลูกค้าส่วนใหญ่คือขาประจำ เขาเข้ามาแล้วต้องได้เห็นความแปลกใหม่ ฉะนั้น ไม่เพียงสินค้าที่จะต้องออกแบบ เฉลี่ย 1 เดือนครึ่ง ถึง 2 เดือนครั้ง แต่ยังต้องหมั่นขยันอัพเดต ซึ่งในส่วนของกิจกรรมเราก็มองว่าเป็นสื่อหนึ่งที่แสดงถึงความเคลื่อนไหว ทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดี ทำให้เกิดความร่วมมือ และการรับรู้อย่างต่อเนื่อง”

ขายผ่านโลกออนไลน์

ใส่ใจคุณภาพ รูปภาพ

ทั้งนี้ คุณแกะและคุณกิ๊บ ยังกล่าวถึงการสร้างกลยุทธ์ในการขายสินค้าผ่านช่องทางดังกล่าวว่า การสร้างจุดขายผ่านโลกออนไลน์สิ่งที่ต้องเน้นคือรูปภาพผลิตภัณฑ์ ต้องชัดเจน ไม่ผิดเพี้ยนไปจากความจริง ซึ่งกับการสวมใส่อยู่บนตัวนางแบบ ถือเป็นการช่วยเรื่องการตัดสินใจซื้อของลูกค้า แต่ทั้งนี้การถ่ายภาพให้ออกมาดูแล้วน่าจับต้อง ก็ถือเป็นบทบาทสำคัญ ซึ่งกับแบรนด์ Pa-Kwan ได้ช่างภาพฝีมือดี ผู้มีตำแหน่งเป็นคู่ชีวิตของคุณแกะมาลั่นชัตเตอร์ให้

การแสดงความรับผิดชอบ และบริการหลังการขาย ถือเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งคุณกิ๊บ ว่า ถ้าซื้อสินค้าไปแล้วไม่พึงพอใจ ยินดีคืนเงิน หรือสวมใส่ไปแล้วเกิดชำรุดเสียหาย ก็พร้อมบริการซ่อมแซมให้ด้วย

และเพื่อให้การคืนสินค้าหรือเปลี่ยนสินค้าเป็นศูนย์ สองผู้ประกอบการจึงให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเดินทางไปเฟ้นหาด้วยตนเองที่พาหุรัด โดยชนิดของผ้านำมาใช้ต้องให้ความเบาสบาย ใส่แล้วไม่ระคายเคือง อาทิ ผ้าไหมอิตาลี ผ้าชีฟอง ผ้าคอตต้อนพิมพ์ลายของญี่ปุ่น เป็นต้น

นอกจากนั้น ในส่วนของกระบวนการตัดเย็บ ต้องพิถีพิถัน ซึ่งคุณกิ๊บและคุณแกะได้ช่างผู้เชี่ยวชาญมารังสรรค์ผลงานให้ อีกทั้งในส่วนของการออกแบบซึ่งถือเป็นประตูด่านแรก ต้องมีความโดดเด่น เข้ากับยุคสมัย โดยคุณแกะ ว่า จะต้องกำหนด Theme ก่อนทุกครั้ง

ต่อมาในส่วนของจำนวนสินค้าจะถูกกำหนดไว้ขนาดละไม่เกิน 15 ชิ้น (แบบละ 3 ขนาด S M L) เพราะทั้ง 2 ผู้ประกอบการเชื่อว่า ไม่มีลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่คือคุณแม่ ท่านใดต้องการเห็นลูกๆ ใส่เสื้อผ้าที่มีโอกาสซ้ำกับคนอื่นได้ง่าย

ทั้งนี้ สำหรับราคาขายสินค้า ถูกกำหนดไว้เริ่มต้น 590 บาท สูงสุดไม่เกิน 1,500 บาท โดยปัจจุบันลักษณะการขายยังอยู่ในรูปแบบค้าปลีก แต่ทั้งนี้ก็มองช่องทางสร้างตัวแทนจำหน่าย อันถือเป็นการขยายรายได้ แบบไม่ต้องกุมความเสี่ยงมากนัก

ขยายกลุ่มเป้าหมาย

เอาใจ ทั้ง ด.ช.-ด.ญ.

“เรื่องเปิดหน้าร้าน ตอนนี้ยังไม่มอง เพราะลงทุนสูงมาก ทำเลสำคัญ ค่าเช่า ไหนจะค่าจ้างพนักงานดูแล และด้วยเรา 2 คนมีงานประจำทำอยู่ จึงไม่อยากผลีผลามออกมาในตอนนี้ แต่เราวางอนาคตกับการหาตัวแทนจำหน่ายดีกว่า” สองผู้ประกอบการ กล่าว

และด้วยกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นคนในประเทศ โดยจังหวัดหลักๆ ได้แก่ กรุงเทพฯ, กาญจนบุรี, ฉะเชิงเทรา, อุบลราชธานี, ขอนแก่น, สระแก้ว, เชียงใหม่ ฉะนั้น การออกแบบจึงต้องอิงสภาพภูมิอากาศ ด้วยเหตุนี้แบรนด์ Pa-Kwan จึงไม่มีผลิตภัณฑ์เสื้อแขนยาวให้ได้เห็น

จากแต่เดิมสินค้าภายใต้แบรนด์ Pa-Kwan มุ่งผลิตเพื่อตอบโจทย์กลุ่มเด็กวัย 3-7 ปี จนกระทั่งต่อมาขยายโอกาสไปยังกลุ่มวัย 7-12 ปี ซึ่งคุณกิ๊บ เล่าถึงแนวคิดกับการขยายผลิตภัณฑ์ว่า “ด้วยวัยของลูกสาว คือ พาขวัญ ตอนนี้อายุ 8 ขวบแล้ว เขาไม่สามารถใส่เสื้อผ้าที่เราออกแบบได้ จึงทำให้คิดขยายกลุ่มเป้าหมายเพิ่ม”

ทั้งนี้ คุณแกะ เล่าเสริมกับการมองเห็นโอกาส “เรามองว่าเด็กช่วงวัยนี้หาเสื้อผ้าใส่ยาก เขาไม่รู้ว่าจะแต่งตัวแนวไหนที่ดูแล้วโตขึ้น หลายคนจึงสรุปที่กางเกงยีนเสื้อยืด แต่ถามว่าเขาอยากมีเสื้อผ้าสวยๆ ในตู้มั้ย เขาอยากมี เราจึงคิดว่าตรงนี้มีช่องทาง มีโอกาสให้ก้าวเดิน”

ไม่เพียงเท่านั้น อนาคตอันใกล้ ยังเตรียมพร้อมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “Cheewin” เอาใจเด็กผู้ชาย ตั้งแต่วัย 3-12 ปี ซึ่งกับคอลเล็กชั่นแรก คุณแกะวางรูปแบบเน้นความเรียบง่าย เข้าได้ในทุกโอกาส

ขอตบท้ายคำถามถึงการทำงานร่วมหุ้น ซึ่งเชื่อว่าหลายคนมองเป็นเรื่องยาก และมีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย เคยประสบปัญหาความไม่ลงตัว จนกลายเป็น “แตกคอ” ในที่สุด

คุณแกะกับคุณกิ๊บ ทำความยากให้กลายเป็นง่าย ได้ด้วยวิธีใด “การทำงานจะแบ่งหน้าที่ชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเข้าไปช่วยเหลือกันได้ แต่ในเรื่องของสิทธิ์การตัดสินใจต้องให้ผู้มีบทบาทตรงนั้น อีกอย่างคือเรามีทัศนคติใกล้เคียงกัน ต่างคนต่างดึงความถนัดของตัวเองออกมาใช้ เราทำงานให้เหมือนเป็นส่วนเติมเต็มมากกว่า มันจึงไม่เกิดปัญหา”

และนี่คือเรื่องราวธุรกิจภายใต้แบรนด์ Pa-Kwan กับการทำงานของสองคุณแม่คนเก่ง คุณแกะ และคุณกิ๊บ สำหรับผู้สนใจต้องการติดต่อธุรกิจ คลิกได้ที่ http://www.pa-kwan.com หรือ http://www.facebook.pakwanbrand โทรศัพท์ (089) 152-5786 (คุณแกะ), (090) 974-6045 (คุณกิ๊บ)

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายเครื่องแต่งกายสำหรับเด็ก

ลักษณะกิจการ เอสเอ็มอี (ร่วมหุ้น)

ชื่อกิจการ “Pa-Kwan”

เจ้าของกิจการ คุณปัฏ ปรีชาพานิช (แกะ) และ คุณนวพร แนวณรงค์ (กิ๊บ)

ผลิตภัณฑ์ เครื่องแต่งกายสำหรับเด็ก วัย 3-12 ปี

เงินลงทุนเริ่มต้น ประมาณ 10,000 บาท

จุดเด่น รูปแบบ, สีสัน, ความพิถีพิถัน, ราคา

แรงงานผลิต ออกแบบเอง แล้วจึงส่งไปตัดเย็บ โดยช่าง 4 คน

วัตถุดิบ ผ้า และอุปกรณ์ตกแต่ง

แหล่งวัตถุดิบ พาหุรัด

ราคาขายสินค้า เริ่มต้น 590 บาท สูงสุดไม่เกิน 1,500 บาท

กำไร ประมาณ 7 เท่า จากราคาวัตถุดิบ

กลุ่มเป้าหมาย ระดับกลางขึ้นไป (คนในประเทศ)

ช่องทางจำหน่าย ผ่านเว็บไซต์ และเฟซบุ๊ก (กำลังขยายช่องทางผ่านอินสตาแกรม)

เป้าหมายในอนาคต เตรียมออกแบรนด์เครื่องแต่งกายสำหรับเด็กผู้ชาย, ขยายตลาดและช่องทางเข้าถึงลูกค้า, สร้างตัวแทนจำหน่าย เป็นต้น

สถานที่ติดต่อ http://www.pa-kwan.com หรือ http://www.facebook.pakwanbrand

โทรศัพท์ (089) 152-5786 (คุณแกะ), (090) 974-6045 (คุณกิ๊บ)

สิงหาคม 14, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น