ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

“ปริ๊นซ์คอฟฟี่” เติมความต่าง สร้างจุดขาย กุมภาพันธ์ 14, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07029151056&srcday=2013-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 335

แกะรอยเศรษฐี

อันติกา

“ปริ๊นซ์คอฟฟี่” เติมความต่าง สร้างจุดขาย

“อะไรทำให้เรายืนหยัดอยู่ได้มาถึงวันนี้ 9 ปีแล้ว คิดว่าคงเป็นที่ลูกค้าบอกว่าเห็นเจ้าของร้านทำงานด้วยใจ ซึ่งความรู้สึกของเราก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เรารักสิ่งนี้มาตั้งแต่แรก เราจึงเริ่มต้นทำขึ้นมา และเราก็มีความสุข สนุกกับการทำงาน แม้จะไม่ได้นำความรู้ที่ร่ำเรียนมาไปออกแบบเฟอร์นิเจอร์ แต่เราก็ได้ออกแบบเครื่องดื่ม ปลาคิดว่า แค่เปลี่ยนวิธีคิด ก็มีความสุขแล้วนะ”

ครั้งหนึ่งในปี 2553 เส้นทางเศรษฐี ได้เดินทางผ่านจังหวัดอุทัยธานี โดยใช้ถนนสาย 333 มุ่งสู่ภาคเหนือ จุดหมายของเราในครั้งนั้นก็เหมือนเช่นครั้งอื่นๆ คือเพื่อไปพบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการ

ร้านเครื่องดื่มภายใต้ชื่อ “ปริ๊นซ์คอฟฟี่” ก็เป็นหนึ่งในจุดหมายที่เราเข้าไปเยี่ยมเยือน และเก็บเรื่องราวมาเล่าสู่ผู้อ่านผ่านตัวหนังสือ

คุณศิวานี ภูวนาถ หรือ คุณปลา และ คุณดวงกมล ขลิบเงิน หรือ คุณแจน คือ 2 สาวเจ้าของธุรกิจร้านปริ๊นซ์คอฟฟี่ ออกมาต้อนรับเราในวันนั้น พร้อมเล่าเรื่องราวธุรกิจ ซึ่งในวันนี้ เส้นทางเศรษฐี คงต้องขอเท้าความเป็นมาให้คุณผู้อ่านที่พลาดการติดตาม

ชื่นชอบกาแฟสด

จนต้องไปเรียนรู้

หลังศึกษาจบด้านออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ คุณปลาได้เข้าไปทำงานในตำแหน่งลูกจ้างออกแบบกระดาษสา อยู่ที่อำเภอสันกำแพง และไม่เพียงเท่านั้นในเวลาว่างเว้นจากงานประจำ ยังประกอบอาชีพค้าขายหารายได้พิเศษ ตามประสาคนสู้งาน

จวบจนวันหนึ่งมีเหตุให้ต้องเดินทางกลับบ้านเกิดจังหวัดอุทัยธานี

บ้านพักอาศัยที่อยู่ติดริมถนนสาย 333 มุ่งสู่ภาคเหนือ แต่ทว่าสิ่งอำนวยความสะดวกนั้นไม่หวือหวา ฉะนั้น เวลาจะจัดซื้อจัดหาสินค้า จึงต้องขับรถมุ่งหน้าไปยังตัวเมือง และโดยเฉพาะกับเมนูเครื่องดื่มอย่างกาแฟสด ที่ทุกคนในบ้านโปรดปราน ซึ่งร้านใกล้ๆ นั้นตอบได้เลยว่าไม่มี ฉะนั้น ทุกวันจึงต้องหอบหิ้วกาแฟจากตัวเมืองมาดื่มที่บ้าน วันละ 3-4 แก้ว

ไหนๆ ก็ชอบดื่มกาแฟกันขนาดนี้แล้ว ถ้าอย่างนั้นไปเรียนรู้แล้วนำมาทำกิน พร้อมๆ กับเปิดร้านขายไปด้วย น่าจะเป็นวิธีสร้างความสะดวกสบาย และหารายได้เข้ากระเป๋า

ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน คือจุดหมายที่คุณปลาเลือกเดินทางไปรับความรู้กับวิชาธุรกิจกาแฟสดสไตล์คนรุ่นใหม่ ตักตวงความรู้อัดแน่นอยู่ในสมอง พร้อมระบายออกด้วยการเปิดธุรกิจเล็กๆ ภายใต้รูปแบบรถเข็น

“ตอนนั้นควักเงินออกจากกระเป๋า 30,000 บาท ซื้ออุปกรณ์สำคัญ โดยเฉพาะเครื่องชงกาแฟ ซื้อจากในห้างสรรพสินค้าที่กรุงเทพฯ และบางอย่าง เช่น บรรจุภัณฑ์ หาซื้อได้ที่อุทัยธานี เริ่มต้นทดลองชงดื่มกันเองก่อน พร้อมกันนั้นก็เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับกาแฟสดเพิ่มเติม ประมาณ 3-4 เดือน จึงมั่นใจสูตรและรสชาติ จึงเลือกที่จะทำขาย”

ใฝ่ฝันถึงการเปิดร้าน

กาแฟสด ควบคู่ ชา

กับการเปิดร้านกาแฟนั้น ถือเป็นความใฝ่ฝันของคุณปลา “จริงๆ แล้วศึกษาเรื่องกาแฟสดมาตั้งแต่ครั้งทำงานเป็นลูกจ้าง เพราะคิดไว้ตลอดว่าสักวันหนึ่งจะเปิดร้านเป็นของตนเอง แต่เพราะทุนในกระเป๋าน้อย การตัดสินใจทำอะไรสักอย่างไม่ควรขาดความระมัดระวังเรียกว่าค่อยๆ ก้าวไปทีละขั้นจะดีกว่า”

จากความคิดตั้งแต่ต้น กับการทำธุรกิจจะไม่ใช้วิธีกู้ยืมเงินโดยเด็ดขาด ฉะนั้น การก้าวสู่เส้นทางสายนี้จึงขอแบบค่อยเป็นค่อยไป

“ตั้งกฎกับตัวเองว่าจะไม่ทำอะไรเกินตัว ไม่กู้หนี้ยืมสิน เพราะถ้าเราทำอย่างนั้นความกังวลกับรายรับจะเกิดขึ้นทันที ซึ่งพอเปิดร้านในปี 2548 หน้าร้านจึงเป็นเพียงรถเข็นขนาดเล็ก ตั้งติดริมถนน ใกล้กับหน้าบ้านของเราเอง ตอนนั้นคิดว่าจะทำขายลูกค้าที่สัญจรผ่านไปมาและลูกค้าละแวกใกล้เคียง”

แม้จะมีเมนูเด่นเป็นกาแฟสดสูตรน้ำตาลอ้อย แต่กระนั้นก็ยังมีเครื่องดื่มอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุนยอดขาย ซึ่งกับเมนูต่างๆ นี้ได้ถูกพัฒนาปรับปรุงมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันนี้ราว 30 รายการแล้ว โดยเฉพาะกับเมนูประเภทชา ซึ่งคุณแจน ผู้เข้าร่วมธุรกิจ มีหน้าที่รับผิดชอบการปรุงและคิดค้นพัฒนา จนถูกปากและได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง

“เดิมทีครอบครัวคุณแจน เปิดร้านขายชาเขียวอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเขามีสูตรการชงที่ได้รสอร่อยจนลูกค้าติดใจ พอดีว่าจังหวะนั้นได้พูดคุยกันถึงเรื่องที่ปลาจะเปิดร้านกาแฟสด เขาจึงสนใจเข้ามาร่วมหุ้นด้วย โดยเป็นผู้ลงมือทำเมนูชาเขียว โกโก้ ด้วยตนเอง ส่วนปลาก็ดูแลในส่วนกาแฟสด ซึ่งจะว่าไปแล้วในช่วงแรกๆ ก็ไม่ได้มีเมนูมากมายอะไร แต่เพราะไม่ชอบอยู่นิ่ง กอปรกับเราได้ลูกค้าดี เขาไปชิมเครื่องดื่มที่ไหนว่าอร่อยก็จะมาบอกให้ทำ แต่เพราะไม่ชอบทำอะไรเหมือนใคร จึงคิดสูตรขึ้นมาใหม่ อย่าง ชาผลไม้ คุณแจนก็คิดสูตรขึ้นมาเอง โดยนำความรู้การทำค็อกเทลมาผสมผสานจนได้รสที่ลูกค้าชิมแล้วบอกว่าอร่อยถูกใจ นอกจากนั้นยังมีเมนู สมูธตี้ เข้ามาสร้างสีสันและเป็นการขยายกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้นด้วย”

เติบโตแบบไม่กู้

ต่าง สร้างจุดขาย

ทั้งนี้ คุณปลา ยังกล่าวถึงโอกาสอันดีที่ได้ร่วมหุ้นทำธุรกิจกับคุณแจน ว่า ทำให้มีโอกาสได้พบกับแหล่งซื้อวัตถุดิบในจังหวัดเชียงใหม่ คุณภาพดี ราคาไม่สูง โดยเมล็ดกาแฟเลือกใช้ ได้แก่ อาราบิก้า 100 เปอร์เซ็นต์

ด้านวัตถุดิบ คุณปลา ว่า ให้ความสำคัญมาก โดยจะต้องมีคุณภาพดี ฉะนั้น ในวันเริ่มต้นแม้ลูกค้าจะบางตา เพราะชื่อเสียงยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่ด้วยกระบอกเสียงสำคัญจากการบอกต่อ ส่งผลก่อเกิดลูกค้าตามมา จนบัดนี้ชื่อ ปริ๊นซ์คอฟฟี่ ถือว่าติดตลาด ไปพร้อมๆ กับการขยับขยายร้านสามารถรองรับลูกค้าได้ราว 20 คน

“จนถึงวันนี้ นโยบายยังเหมือนเดิมคือ ไม่กู้ยืมเงินเพราะไม่ต้องการเป็นหนี้ ธุรกิจจึงโตแบบค่อยๆ ไปทีละขั้น ลูกค้ามากขึ้น ก็ขยับขยาย สร้างร้านภายในรั้วบ้านของเราเอง”

แม้จุดเริ่มต้นของปริ๊นซ์คอฟฟี่จะปลอดคู่แข่งขัน โอกาสขายทำได้ไม่ยากนัก แต่วันนี้กลับมีผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกันนับสิบราย ซึ่งในจำนวนนี้มีแบรนด์ดังชื่อเสียงดี ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบ แต่คุณปลาก็หาวิธีฉีกความต่าง

“ต้องหาคอนเซ็ปต์ที่ไม่เหมือนใคร และก็ต้องไม่มีใครเหมือนด้วย แต่ยังคงอยู่ในความชอบของเรา”

คุณปลา เกริ่นถึงแนวความคิด ก่อนขยายความถึงจุดต่างที่ได้ลงมือทำ “เป็นคนชอบดูหนัง ชอบสะสมตัวฮีโร่ต่างๆ จนตอนนั้นก็ลองแต่งร้านให้ออกแนวเรโทร นำของสะสมมาตกแต่ง จนกระทั่งต่อมา ได้ติดต่อขอให้ผู้ผลิตทำหุ่นอุลตราแมนขนาดเท่าคนจริง นำมาตั้งไว้ในร้าน ก็ถือเป็นจุดดึงดูดความสนใจ”

บรรยากาศภายในร้านคือสิ่งที่คุณปลาให้ความสำคัญ เพื่อให้ลูกค้าที่แวะเวียนเข้ามารู้สึกถึงความอบอุ่น เสมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน

รสชาติอันดับหนึ่ง

พัฒนาอย่าหยุดนิ่ง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น รสชาติ ยังคงเป็นหัวใจสำคัญส่งผลให้ลูกค้าแวะเวียนเข้ามาอุดหนุน “ลูกค้าหลายคนชอบเครื่องดื่มของเราก็จะซื้อนำกลับบ้าน โดยมีบรรจุขวดไว้จำหน่ายด้วย เหมาะกับการนำไปใช้สำหรับงานเลี้ยง งานสัมมนา หรืองานพิธีต่างๆ”

ถามถึงกลุ่มเป้าหมายหลัก คุณปลา ว่า ส่วนใหญ่ยังคงเป็นคนในพื้นที่ และนอกจากนั้นยังมีกลุ่มนักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่เดินทางมาเรียนในจังหวัดอุทัยธานี และเมื่อถึงช่วงเทศกาลก็จะได้กลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยว ฉะนั้น การเปิดให้บริการจึงเลือกที่จะไม่หยุดวันเสาร์-อาทิตย์

“แม้จะมีคู่แข่งขัน แต่ก็ได้กลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้น อาจเพราะความคิดไม่หยุดนิ่ง มีการปรับพัฒนา อย่างช่วงเทศกาลกินเจ เราก็มี ชาเจ กาแฟเจ ไว้รองรับ ยอดขายจึงไม่ตก แต่ถามว่าต้องเหนื่อยกว่าเดิมไหม แน่นอนว่าเหนื่อยกับการสร้างลูกค้าใหม่ แต่ในส่วนของลูกค้าเก่า ไม่ห่วง”

คุณปลา ยังกล่าวตอบข้อซักถามเพิ่มเติมว่า “ถ้าถามว่าอะไรทำให้เรายืนหยัดอยู่ได้มาถึงวันนี้ 9 ปีแล้ว คิดว่าคงเป็นที่ลูกค้าบอกว่าเห็นเจ้าของร้านทำงานด้วยใจ ซึ่งความรู้สึกของเราก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เรารักสิ่งนี้มาตั้งแต่แรก เราจึงเริ่มต้นทำขึ้นมา และเราก็มีความสุข สนุกกับการทำงาน แม้จะไม่ได้นำความรู้ที่ร่ำเรียนมาไปออกแบบเฟอร์นิเจอร์ แต่เราก็ได้ออกแบบเครื่องดื่ม ปลาคิดว่าแค่เปลี่ยนวิธีคิด ก็มีความสุขแล้วนะ”

สำหรับผู้ชื่นชอบกาแฟสด ชื่นชอบความหอมอร่อยของชา เดินทางไปได้ที่ ร้านปริ๊นซ์คอฟฟี่ เลขที่ 386 หมู่ 2 ถนนสาย 333 ตำบลสะแกกรัง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี โทรศัพท์ (081) 596-5629 โดยร้านจะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. (ปิดให้บริการวันศุกร์)

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ร้านเครื่องดื่ม

ลักษณะกิจการ เอสเอ็มอี

ชื่อกิจการ ปริ๊นซ์คอฟฟี่

เจ้าของกิจการ คุณศิวานี ภูวนาถ

ผลิตภัณฑ์ กาแฟสด ชา สมูธตี้ เป็นต้น

จุดเด่น สร้างความต่างในการแต่งร้าน สร้างบรรยากาศอบอุ่น เมนูหลากหลาย รสอร่อย แปลกแตกต่าง อย่างกาแฟสดสูตรน้ำตาลอ้อย ชาผลไม้

แรงงานผลิต 2 คน

การลงทุน เริ่มต้น ประมาณ 300,000 บาท

ราคาขาย 25-50 บาท

กลุ่มเป้าหมาย คนในพื้นที่ นักศึกษา นักท่องเที่ยว

ช่องทางจำหน่าย ผ่านหน้าร้าน

การโฆษณาประชาสัมพันธ์ การบอกต่อ โฆษณาผ่านแผ่นพับในบางครั้ง

เวลาทำการ โดยร้านจะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. (ปิดให้บริการวันศุกร์)

สถานที่ตั้งร้าน เลขที่ 386 หมู่ 2 ถนนสาย 333 ตำบลสะแกกรัง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี

โทรศัพท์ (081) 596-5629

คุณศิวานี ภูวนาถ

ถึง ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน

“ตอนที่ก้าวเข้าไปเรียนกับศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน รู้สึกเลยว่าชอบบรรยากาศ ที่นั่นทำให้เราได้ทำความรู้จักกับใครมากขึ้น และต้องบอกว่า โชคดีตรงที่เพื่อนร่วมรุ่นมีอัธยาศัยไมตรี เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ก่อเกิดความรู้ใหม่ๆ

สำคัญคือ ครูผู้สอน เขาให้ความรู้ที่เรามองว่ามันมีเทคนิคอยู่ในกระบวนการทำงาน อย่างการชงกาแฟสดครั้งละมากๆ การเรียนทำให้ได้ความรู้เพิ่ม ได้ทักษะใหม่ๆ และยิ่งก่อนเข้าไปรับความรู้จากศูนย์ ค่อนข้างเตรียมความพร้อม คือศึกษาจากหนังสือไปก่อน บวกกับมีใจรักที่จะลงมือทำจริงๆ การเรียนจึงไม่ใช่เรื่องยากเลย

พอเรียนจบก็ซื้อวัตถุดิบ ซื้ออุปกรณ์มาลงมือทำเลย จนกระทั่งมามีร้านเป็นของตัวเอง ซึ่งแรกๆ ก็ต้องรอคอยลูกค้าหน่อยนะ จนกระทั่งติดต่อขอทำป้ายร้านกับมติชน ตรงนี้ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น ทำให้ลูกค้ามั่นใจ และก็ทำให้รู้ว่าพอมีคนเห็นป้ายแล้ว เขาก็เกิดแรงบันดาลใจในการไปรับความรู้จากศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน ด้วยเช่นกัน”

 

แฟรนไชส์บะหมี่เย็นเกาหลีบุกไทย ดาราตลกชื่อดัง “เซิน เฉิน อู” เจ้าของลุยเอง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032151056&srcday=2013-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 335

แฟรนไชส์โซน

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

แฟรนไชส์บะหมี่เย็นเกาหลีบุกไทย ดาราตลกชื่อดัง “เซิน เฉิน อู” เจ้าของลุยเอง

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้เรามักจะได้ยินว่าเอสเอ็มอีญี่ปุ่นเข้ามาทำธุรกิจในไทยจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งใช่จะมีแต่ญี่ปุ่นเท่านั้น นักธุรกิจชาติต่างๆ ก็สนใจเข้ามาลงทุนในไทยเช่นกัน เพราะมองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพ มีกำลังซื้อ อย่างล่าสุด “เซิน เฉิน อู ฟู้ด เลิฟ” (JEON CHUL WOO FOOD LOVE) แฟรนไชส์เกาหลี บะหมี่เย็นชื่อดังจากเกาหลีที่มีสาขาแฟรนไชส์มากกว่า 30 สาขาในประเทศเกาหลีใต้ก็มาเปิดตัวในบ้านเรา โดย มิสเตอร์เซิน เฉิน อู ดาราตลกชื่อดังของเกาหลี ในฐานะเจ้าของ บินมาโปรโมตแฟรนไชส์ด้วยตัวเองเมื่อไม่นานมานี้ที่โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส กรุงเทพฯ

บะหมี่เย็น หรือที่ชาวเกาหลีเรียกว่า เนงเมียน (Naengmyeon) ถือเป็นอาหารยอดนิยมของชนชาติเกาหลี ที่เป็นวัฒนธรรมการกินสืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ ซึ่งมักจะทานกันในฤดูร้อน แต่ในปัจจุบันทานกันทุกฤดูกาล

เปิดตลาดไทยเป็นแห่งแรกในอาเซียน

JEON CHUL WOO FOOD LOVE เป็นร้านแฟรนไชส์บะหมี่เย็นต้นตำรับที่พัฒนาและบริหารกิจการภายใต้บริษัท Suglim F&B Co., Ltd. ซึ่งในจำนวนร้าน 36 สาขานั้น มี 5 สาขาที่เป็นของบริษัท นอกนั้นเป็นของลูกค้าที่มาซื้อแฟรนไชส์ และกระจายเปิดทั่วเกาหลี โดยเฉพาะตามปั๊มน้ำมันและสถานีขนส่งรถโดยสาร

มิสเตอร์เซิน เฉิน อู วัย 45 ปี เล่าว่า นับตั้งแต่ตั้งบริษัทมาตั้งแต่ปี 2005 จนถึงปัจจุบัน มีแฟรนไชส์ทั้งในเกาหลีและประเทศอื่นๆ รวม 36 สาขา ในต่างประเทศมีที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น 1 แห่ง และในกรุงนิวยอร์ก และลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา 2 แห่ง พร้อมทั้งกำลังเจรจากับพันธมิตรที่ประเทศจีน รวมถึงการมาเปิดตัวแฟรนไชส์ในไทย ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในอาเซียนอย่างสิงคโปร์และมาเลเซียก็มีนักธุรกิจสนใจจะซื้อแฟรนไชส์

สำหรับสาเหตุที่ร้านแฟรนไชส์บะหมี่เย็นนี้เป็นที่นิยมของชาวเกาหลีเพราะมีจุดเด่นอยู่ที่เส้นบะหมี่ ซึ่งต่างจากเส้นทั่วไป คือเส้นของทางร้านเมื่อต้มมาร้อนๆ แล้วมาใส่ในน้ำเย็นทันที เส้นก็ยังคงความเหนียวนุ่มไว้ได้ นอกจากนี้แล้ว ยังมีจุดเด่นที่น้ำซุป ที่มีรสชาติดั้งเดิม เป็นสูตรต้นตำรับชาววัง เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เป็นอาหารเกาหลีต้นตำรับแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่เหมือนกับแฟรนไชส์เกาหลีทั่วไปที่มีการผสมผสานดัดแปลงเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา ทำให้รสชาติอาหารเปลี่ยนไป อีกทั้งทางร้านยังมีรายการอาหารอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมอีก หลากหลายชนิด อาทิ ติ่มซำไส้ซีฟู้ด

บะหมี่เย็นแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ บิบิม เนงเมียน คือ การทานแบบไม่ใส่น้ำซุป คล้ายเส้นหมี่แห้ง ที่ใส่ซอสแดงลงไป แล้วคลุกให้เข้ากันและใส่เครื่องต่างๆ ส่วน มุลเนงเมียน คือ บะหมี่เย็นแบบน้ำ ที่นำเส้นบะหมี่ที่ต้มสุก มาใส่น้ำซุป ใส่เครื่องต่างๆ และใส่น้ำแข็ง เป็นการทานบะหมี่และน้ำซุปเย็นที่ทำให้รู้สึกเย็นสดชื่น

มิสเตอร์เซิน เฉิน อู กล่าวถึงการเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยว่า ไทยเป็นประเทศแรกในกลุ่มอาเซียนที่บริษัทต้องการขายแฟรนไชส์ โดยมีเหตุผลหลายประการ ซึ่งส่วนตัวรู้สึกรักเมืองไทย และอาหารไทยกับอาหารเกาหลีมีความคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะเรื่องรสเผ็ด

“จากผลสำรวจและเรียนรู้วิถีชีวิตของคนไทย ทราบว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยชอบทานก๋วยเตี๋ยว จึงคิดว่าบะหมี่เย็นของ JEON CHUL WOO FOOD LOVE จะเป็นที่ชื่นชอบของคนไทย บวกกับประเทศไทยเป็นเมืองร้อนเมื่อได้ทานอาหารเย็นๆ ก็จะทำให้สดชื่นมากขึ้น อีกทั้งกระแสด้านวัฒนธรรมเกาหลีที่แรงไม่ตก ไม่ว่าจะเป็น เคป๊อป, ซีรีส์เกาหลีมากมาย และแฟชั่นต่างๆ อีกนับไม่ถ้วน JEON CHUL WOO FOOD LOVE จึงเป็นอีกทางหนึ่งที่จะเป็นอาหารต้นตำรับเกาหลีแท้ๆ ให้คนไทยได้มีโอกาสทาน โดยที่ไม่ต้องไปถึงประเทศเกาหลี

นอกจากนี้ จากการสำรวจการตลาดของสมาคมการค้าเกาหลี พบว่า ผู้บริโภคชาวไทย นิยมทานอาหารเกาหลีมากยิ่งขึ้น และมีแนวโน้มที่ดี จากกระแส เคป๊อป ฟีเวอร์ จนเป็นที่มาของการนิยมอาหารเกาหลีมากยิ่งขึ้นตามลำดับ สังเกตจากร้านอาหารเกาหลีแทบทุกร้าน ย่านคอเรียทาวน์ สุขุมวิท 12 แน่นไปด้วยลูกค้าชาวไทย และตัวเลขการนำเข้าสินค้าเกาหลีก็มีแนวโน้มสูงขึ้น เช่น อาหารสำเร็จรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และขนมต่างๆ เป็นต้น จนทำให้นักธุรกิจไทยต่างสนใจมองหาสินค้าจากเกาหลี รวมไปถึงแฟรนไชส์อาหารเกาหลี เข้ามาทำตลาดมากยิ่งขึ้น”

แนะเปิดขายในห้าง

มิสเตอร์เซิน เฉิน อู บอกว่า อยากให้ผู้ที่จะมาซื้อแฟรนไชส์เป็นคนรักและชอบเรื่องการทำอาหาร และอยากให้เป็นผู้ที่ทำธุรกิจอาหารอยู่แล้ว

“JEON CHUL WOO FOOD LOVE กำลังต้องการพันธมิตร ซึ่งเป็นผู้ที่สนใจซื้อมาสเตอร์แฟรนไชส์ เป็นผู้ที่สนใจลงทุนในกลุ่มธุรกิจอาหาร สามารถจัดตั้งนิติบุคคลจดทะเบียนในประเทศไทยได้ มีความพร้อมของเงินลงทุน สามารถบริหารจัดการในสาขาต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ มีความตั้งใจจริงในการประกอบธุรกิจ และสามารถบริหารจัดการบุคลากรตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานของบริษัทได้

ผู้ที่สนใจควรเสนอแผนธุรกิจได้ในระยะเวลา 3 ปี และจะต้องเปิดร้านเป็นของตนเองอย่างน้อย 1 ร้าน ในสถานที่ที่มีคนรู้จักทั่วไป เช่น เซ็นทรัลเวิลด์, สยามพารากอน ฯลฯ โดย 3 สาขาแรก มิสเตอร์เซิน เฉิน อู จะมาทำการสอนให้ด้วยตนเอง ส่วนสาขาต่อไป ทางมาสเตอร์จะต้องเป็นผู้บริหารจัดการด้วยตนเอง ในส่วนของวัตถุดิบหลัก จะต้องสั่งซื้อจากทางเกาหลีเท่านั้น”

ดาราตลกเจ้าของแฟรนไชส์บะหมี่เย็นรายนี้ มั่นใจว่า ประสบการณ์ความสำเร็จที่ผ่านมากว่า 15 ปีจะสามารถช่วยให้ผู้ที่ร่วมธุรกิจแฮปปี้แน่นอน

“ข้อได้เปรียบของร้านแฟรนไชส์ JEON CHUL WOO FOOD LOVE นี้ก็คือ ทางบริษัทมีความชำนาญ ในการดำเนินงานร้านอาหารมายาวนาน ตลอดระยะเวลานั้น เราได้มีการพัฒนาสูตรใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทางร้านมีโรงงานผลิตของตัวเองทำให้ผลิตภัณฑ์มีมาตรฐาน และได้รับมาตรฐาน HACCP ทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในคุณภาพ ส่วนการดำเนินงานร้านแฟรนไชส์ ทางร้านมีระบบที่ดีในการบริหารจัดการร้าน และเน้นให้ความสำคัญในเรื่องการบริการที่รวดเร็ว จึงทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ และเติบโตได้เร็ว”

สำหรับแฟรนไชส์ร้านบะหมี่เย็น JEON CHUL WOO FOOD LOVE ที่ต้องการจะเปิดขึ้นในประเทศไทยนั้น มิสเตอร์เซิน เฉิน อู แจงว่า รูปแบบของการตกแต่งร้านในแบบ JEON CHUL WOO FOOD LOVE นั้น เน้นสไตล์โมเดิร์น เรียบ และดูดี นั่งสบาย เมื่อมองเข้ามาในร้านแล้วสามารถเข้ามาทานได้เลย ง่ายต่อการตัดสินใจซื้อ ไม่คิดว่าอาหารแพง”

กับคำถามที่ว่า ความเป็นดาราของเขาช่วยในธุรกิจมากน้อยแค่ไหน มิสเตอร์เซิน เฉิน อู ตอบว่า “ก็มีส่วนช่วยบ้างเพราะทำให้มีคนรู้จักง่ายขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสินค้า เนื่องจากมีดาราหลายคนที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ แต่ทำแล้วก็เจ๊ง เหลือผมอยู่คนเดียว ผมบอกได้เลยว่าบะหมี่เย็น JEON CHUL WOO FOOD LOVE นั้นมียอดขายเป็นอันดับ 1 ของเกาหลี อย่างที่ญี่ปุ่นมีร้านบะหมี่เย็นของเกาหลีไปเปิดหลายร้าน ของผมเองเพิ่งไปเปิดร้านเมื่อปีที่แล้ว ปรากฏว่าเจ้าเก่าๆ ถึงกับอึ้งและอยากจะขอซื้อต่อ อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ เส้นของเราเป็นเส้นเฉพาะบะหมี่เย็นจริงๆ ไม่เหมือนเส้นบะหมี่ของญี่ปุ่นที่ใช้เส้นบะหมี่ร้อนมาทำเป็นบะหมี่เย็น”

มีรางวัลการันตี

มิสเตอร์เซิน เฉิน อู ระบุว่า ถ้าหาชื่อแฟรนไชส์บะหมี่เย็นของเขาในอินเตอร์เน็ตจะรู้ทันทีว่า เป็นแฟรนไชส์ที่รู้จักกันดีและมีชื่อเสียงในเกาหลี

“ในปี 2012 สื่อต่างๆ ให้ความสนใจในเรื่องของแฟรนไชส์ JEON CHUL WOO FOOD LOVE เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นด้าน โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เนื่องจากยอดการขยายตัว ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนกว่า 36 สาขาในเกาหลี โดยมีตัวอย่างของความสำเร็จในรูปแบบของผลกำไรแสดงให้เห็น ไม่ได้ดูจากจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ปี 2013 เดือนกรกฎาคม สินค้าของ JEON CHUL WOO FOOD LOVE ได้รับการโหวตสูงสุดจากยอดสถิติการสั่งซื้อในโฮมช็อปปิ้ง ถึง 1.2 ล้าน/คน/ชุด เลยทีเดียว แสดงให้เห็นว่าสินค้าเป็นที่นิยมและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี ล่าสุดยังได้รับรางวัลจากนิตยสารกีฬาว่า JEON CHUL WOO FOOD LOVE เป็นร้านอาหารที่นิยมของคนเกาหลีใต้”

สินค้าของบริษัท Suglim F&B Co.,Ltd. ประกอบไปด้วย 1. ซอส บริษัทได้ผลิตซอสส่งให้ลูกค้า เช่น ซอสสำหรับทำบะหมี่เย็น ซึ่งเป็นจุดเด่น ที่ทำให้สามารถแข่งขันในตลาดนี้ได้ 2. ซุป บริษัทมีความเชี่ยวชาญในการผลิตซุปมากที่สุด ถึงแม้ว่าจะทำในกระบวนการผลิตจำนวนมากก็ตามแต่ยังอนุรักษ์รสชาติดั้งเดิมเอาไว้ได้ 3. ผลิตภัณฑ์อาหารจานเดียว (อาหารกล่องพร้อมทาน) เช่น ข้าวหน้าเนื้อ ข้าวหน้าเนื้อหมู เป็นต้น ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้ใช้เนื้อที่หลากหลายชนิด ที่ได้คัดสรรเนื้อดีที่สุด มีคุณภาพสูง ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เร่งรีบ จัดจำหน่ายในช่องทาง โฮมช็อปปิ้ง และร้านค้าปลีกทั่วไป

ชี้ธุรกิจอาหารเกาหลีไปได้ดี

มิสเตอร์เซิง โฮ ลี ผู้อำนวยการ สมาคมการค้าเกาหลี กล่าวว่า ทางสมาคมจะให้บริการเป็นศูนย์กลางการติดต่อให้กับผู้สนใจ ซึ่งถ้าหากท่านใดสนใจที่จะลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์บะหมี่เย็นแบรนด์ JEON CHUL WOO FOOD LOVE สามารถติดต่อได้ที่ สมาคมการค้าเกาหลี หรือ บริษัท ซี.เอ็ม.เอส.บิซิเนส คอนซัลติ้ง จำกัด พร้อมกันนั้นสมาคมการค้าเกาหลี ได้จัด Business Matching สำหรับนักธุรกิจไทยพบกับนักธุรกิจเกาหลี เป็นโครงการที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม 2556 ที่ห้องกฤษณาและห้องราชาวดี โรงแรมสวิส โฮเต็ล เลอคองคอร์ด ถนนรัชดาภิเษก ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมพบปะกับตัวแทนบริษัท Suglim F&B Co.,Ltd. หรือ แฟรนไชส์ JEON CHUL WOO FOOD LOVE ได้ โดยลงทะเบียนนัดหมายเจ้าหน้าที่ คุณเบญจพร, คุณสุภาวดี โทรศัพท์ (02) 576-1285, (02) 576-1292 หรือ ติดต่อผ่าน E-mail : koreaasso3@gmail.com หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.srfnb.com

ด้าน คุณสมจิตร ลิขิตสถาพร นายกสมาคมแฟรนไชส์ไทย และ กรรมการผู้จัดการบริษัท แฟรนไชส์โฟกัส กล่าวว่า ในประเทศไทยมีกลุ่มลูกค้าที่คลั่งไคล้ความเป็นเกาหลีกันมาก ที่ทราบกันอยู่ว่ามีอิทธิพลมาจากดาราและนักร้องเกาหลี ทำให้สินค้าและบริการต่างๆ ที่มีสไตล์ของเกาหลีได้รับความนิยมได้ง่ายไปด้วย แฟรนไชส์เกาหลีที่เข้าในประเทศไทยก็มีเข้ามาเรื่อยๆ เช่น ร้านไอศกรีมโยเกิร์ต เรดแมงโก้ โรงเรียนสอนภาษาเกาหลีอีโนปี้ โรงเรียนคณิตศาสตร์คิงแมทส์ ร้านเครื่องสำอาง Face ร้าน Tom & Tom เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจแฟรนไชส์ของคนไทยที่เห็นช่องทางการตลาดนี้ โดยการพัฒนาสินค้าและบริการต่างๆ ที่จับกลุ่มตลาดที่นิยมสไตล์เกาหลี อย่างเช่น ร้านอาหารเกาหลี ร้านเครื่องสำอางสไตล์เกาหลี

“สำหรับบะหมี่เย็น ถือเป็นธุรกิจที่น่าสนใจมาก เพราะนอกจากจะมีแฟนคลับ ที่ต้องการลิ้มรสชาติอาหารและบรรยากาศในสไตล์ของเกาหลีแท้ๆ รออยู่แล้ว ธุรกิจอาหารบะหมี่เย็นเป็นแฟรนไชส์ที่ยังไม่มีในไทยเลย อีกทั้งคนไทยมีความคุ้นเคยกับอาหารเส้นบะหมี่มาก ซึ่งจะมีการทานซ้ำได้บ่อย ที่สามารถสร้างความถี่ในการเข้าร้านได้มากกว่าร้านประเภทฟาสต์ฟู้ด โอกาสในการทำตลาด หรือขยายตลาดในประเทศไทย ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก และเป็นอาหารที่เข้ากันได้กับวิถีชีวิตของคนไทย เป็นทิศทางที่น่าจะเป็นไปได้ดี ไม่เฉพาะอาหารประเภทบะหมี่เท่านั้น อาหารประเภทข้าวหน้าต่างๆ หรืออาหารปิ้งย่างยังเป็นธุรกิจที่ยังเปิดช่องว่างอยู่ มีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก”

…เชื่อว่าอีกไม่นานบรรดาสาวกเกาหลีทั้งหลายคงจะได้ลิ้มชิมรสบะหมี่เย็นของดาราตลกผู้นี้ ส่วนใครที่รอไม่ได้ต้องไปทานที่เกาหลีก่อน

บะหมี่เย็น

เนงเมียน หมายถึง “บะหมี่เย็น” มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์โชซอน แต่เดิมเป็นอาหารที่นิยมอย่างแพร่หลายในภาคเหนือของประเทศเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองเปียงยางและฮุง เนงเมียนเป็นก๋วยเตี๋ยว เส้นก๋วยเตี๋ยวทำจากเส้นบักวีต, มันฝรั่ง, มันเทศ ที่ทำด้วยมือลักษณะเส้นยาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความยืนยาวของชีวิตและสุขภาพที่ดี จะเสิร์ฟในชามสเตนเลสขนาดใหญ่ที่มีน้ำซุปเย็นรสชาติจัดจ้าน แต่งหน้าด้วยแตงกวา ลูกแพร์เกาหลี ไข่ต้ม หรือชิ้นเนื้อต้มเย็นหรือทั้ง 2 อย่าง ซอสมัสตาร์ดรสเผ็ด (หรือน้ำมันมัสตาร์ด) และน้ำส้มสายชูมักจะใส่เพิ่มก่อนบริโภค

 

ชิม-ช็อป-แชะ สินค้า “ภูฏาน”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07054151056&srcday=2013-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 335

เที่ยวไปตามแผนที่

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ชิม-ช็อป-แชะ สินค้า “ภูฏาน”

ภูฏาน (Kingdom of Bhutan) เป็นดินแดนที่นักเดินทางทั่วโลกอยากไปสัมผัส เพราะใช่จะมีภูมิประเทศสวยงามเท่านั้น ยังมีวัฒนธรรมประเพณีที่น่าสนใจอีกด้วย แถมคนที่นั่นก็มีความสุขกันถ้วนหน้าแม้จะไม่ร่ำรวยเงินทองเหมือนประเทศพัฒนาทั้งหลาย ดังนั้น จึงถือเป็นโอกาสดีที่บริษัท นิสโก้ ทราเวล จำกัด นำโดย คุณมินท์มันตา พานทอง (โทรศัพท์ (02) 510-4850, (02) 510-4924 http://www.niscotravel.com) เชิญไปสำรวจเส้นทาง “Small country but big heart” แห่งนี้

สำหรับคนที่ไม่ชอบอากาศหนาวจัดจับขั้วหัวใจ แต่อยากเห็นอยากสัมผัสหิมะ ขอแนะนำให้ไปตอนปลายฤดูหนาวจะสิ้นสุดลงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนจะเข้าฤดูใบไม้ผลิในเดือนมีนาคม ซึ่งยังมีหิมะให้เห็นอยู่เยอะ แต่ส่วนใหญ่เริ่มละลายลงบ้างแล้ว เหลือเฉพาะบนภูเขาสูง

สวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย

ก่อนอื่นขอทำความรู้จักชื่อของประเทศนี้กัน ในภาษาท้องถิ่น ใช้คำว่า ดรุก ยุล (Druk Yul) แปลว่า “ดินแดนของมังกรสายฟ้า” (Land of the Thunder Dragon) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Druk Tsendhen เนื่องจากที่ประเทศภูฏาน เสียงสายฟ้าฟาดเชื่อกันว่าคือเสียงของมังกร ส่วน ภูฏาน มาจากคำสมาสในภาษาสันสกฤต ภู-อุฏฺฏาน หมายถึง “แผ่นดินบนที่สูง” บางตำราก็ว่านักสำรวจชาวตะวันตกยุคโบราณเรียกดินแดนแถบนี้ว่า โภ-ฏัน หมายถึง ดินแดนคนโภเทียส หรือ คนที่มาจากภูเขาสูงในทิเบต

อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่า ผู้คนต่างชื่นชอบวิวทิวทัศน์ของประเทศนี้ แค่ลงจากเครื่องของสายการบินแห่งชาติของภูฏาน “ดรุกแอร์” มาถึงสนามบินในเมืองพาโร มองไปเห็นยอดภูเขาปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน ตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าครามก็ตื่นตาตื่นใจจนกดชัตเตอร์กันระนาว เป็นความงดงามที่ธรรมชาติเสกสรรปั้นแต่งได้อย่างมหัศจรรย์ ทำเอานักท่องเที่ยวจากต่างแดนทั้งหลายถ่ายรูปกันจนลืมความหนาวเหน็บ รวมถึงได้เห็นพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก กับสมเด็จพระราชินี ซึ่งตั้งไว้เด่นเป็นสง่าอยู่ด้านนอกตัวอาคาร

ช่วงที่อยู่ภูฏาน 4 คืน 5 วัน ได้เจอคนไทยในสถานที่ท่องเที่ยวเกือบจะทุกแห่ง บ้างก็มากันเอง บ้างก็มากับทัวร์ Mr.Rinchen Phuntsho ไกด์ร่างใหญ่ชาวภูฏานวัยเกือบ 50 ปี บอกว่า ปีก่อนไทยมา 7,000-8,000 คน และมีแนวโน้มมามากขึ้น

ภูฏานนั้นเป็นประเทศเล็กๆ มีพื้นที่แค่ 4,000 กว่าตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยระหว่างอินเดียกับจีน มองไปทางไหนก็เจอแต่ภูเขาสูง จนได้รับการขนานนามว่า “สวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย” พรมแดนส่วนใหญ่ติดกับหลายรัฐของอินเดีย นับเป็นประเทศที่มีความหลากหลายแบบสุดขั้ว อย่างยอดเขาสีขาวโพลนที่สูงกว่า 7,000 เมตร ทางตอนเหนือ ไล่ไปจนถึงที่ราบลุ่มเขียวขจีตามแนวขอบประเทศทางตอนใต้ที่สูง 300 เมตร จากระดับน้ำทะเล

ประชากรในประเทศเล็กๆ แห่งนี้มีเพียง 700,000 กว่าคน ถือเป็นดินแดนที่มีเสน่ห์และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งทางด้านประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆ โดยเฉพาะความเชื่อในศาสนาพุทธนิกายมหายาน (ตันตรยาน หรือ วัชรยาน ที่มีลามะเหมือนทิเบต)

ในโปรแกรมท่องเที่ยวมักจะไป 3 เมืองหลักๆ คือ “พาโร” ซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามบินนานาชาติภูฏาน เป็นเมืองการค้าและพาณิชย์ที่สำคัญของประเทศ “ทิมพู” เป็นเมืองหลวง มีประชากรกว่าแสนคน และปูนาคา อดีตเมืองหลวงเก่า สถานที่ท่องเที่ยวของ 3 เมืองนี้ก็คือ ซอง (Dzong) ทั้งหลาย วัด และตลาด

การใช้จ่ายในภูฏานดีอย่างหนึ่งตรงที่ใช้เงินได้หลายสกุล ทั้งของภูฏาน “งุลตรัม” (Ngultrum) เรียกสั้นๆ ว่า นู (Nu) เงินรูปีของอินเดีย และเงินดอลลาร์สหรัฐ คิดกันง่ายๆ 1 รูปี มีค่าเท่ากับ 1 งุลตรัม และ 30-50 รูปี เท่ากับ 1 ดอลลาร์ แต่ถ้าจะว่ากันไปแล้วใช้เงินดอลลาร์จะดีกว่าเงินสกุลอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม พวกเราไม่ได้ซื้ออะไรกันมาก เนื่องจากของฝากของที่ระลึกราคาค่อนข้างสูง ประเภทหลักสิบไม่มี ส่วนใหญ่เป็นร้อยขึ้นไป และยังไม่เจอผลิตภัณฑ์อะไรที่โดน สุดท้ายเลยต้องซื้อน้ำผึ้งที่สนามบินในเมืองพาโร กระปุกหนึ่งตก 300 กว่าบาท ถ้าซื้อบ้านเราก็แค่ 100 กว่าบาท แต่ของเขายืนยันว่าเป็นออร์แกนิก เป็นของธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์

เชิญผู้เชี่ยวชาญไทยสอนแพ็กเกจจิ้ง

ช่วงที่ขึ้นไปวัดทักซังนั้น ซึ่งอยู่บนภูเขาสูงและเป็นไฮไลต์อีกแห่งของภูฏาน โชคดีได้เจอกับ คุณณีรนุช เอี่ยมอารยา กับ คุณรัสรินทร์ กิจชัยสวัสดิ์ สอบถามได้ความว่า หอการค้าภูฏาน ได้จัดคอร์สเทรนนิ่งเรื่องออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ให้กับสมาชิกหอการค้าที่ดำเนินธุรกิจในการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าหัตถกรรมเป็นเวลา 1 เดือน ทางหอการค้าภูฏานจึงเชิญทีมงานด้านออกแบบ และการตลาดของไทยเข้าไปอบรม ซึ่งทั้ง 2 สาวมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว

คุณณีรนุช เล่าว่า ในการอบรมครั้งนี้ สิ่งที่หอการค้ามองไม่ใช่แค่ในเรื่องการทำให้ผลิตภัณฑ์ดูสวยงามขึ้นเท่านั้น แต่หัวใจของการตอบโจทย์ครั้งนี้คือการตอบสนองต่อตลาด สินค้าที่ผลิตขึ้นมาต้องขายได้ ดังนั้น คอร์สที่เปิดอบรมจึงเริ่มกันตั้งแต่แนวคิดในการทำผลิตภัณฑ์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนถึงแนวทางทางการตลาดของสินค้านั้นๆ โดยผู้เข้าอบรมจะได้รับโจทย์ให้เลือกสินค้าที่จะนำมาพัฒนา มานั่งวิเคราะห์และปรับปรุง ผ่านเวิร์กช็อปในแต่ละวันที่ทำงานร่วมกัน และนำเสนอขายสินค้าในที่สุด ผ่านการประเมินของกรรมการเจ้าหน้าที่ของหอการค้าภูฏาน

“ตลอดระยะเวลาในการอบรม เราเห็นปัญหามากขึ้น ในเรื่องของความขาดแคลนวัสดุ อุปกรณ์ ที่หายาก เพราะประเทศนี้ต้องนำสินค้าเข้ามาจากประเทศอื่นๆ ทำให้การตกแต่งผลิตภัณฑ์ เป็นเรื่องไม่ง่ายนัก และทำให้สินค้ามีราคาสูง เครื่องมือเครื่องจักรในการทำงานมีน้อย ทำให้ทุกอย่างต้องทำมือ เป็นแฮนด์เมด นอกจากในเรื่องของวัสดุ อุปกรณ์ที่ขาดแคลน ทุกอย่างต้องแฮนด์เมดแล้ว ฝีมือแรงงานยังประณีตน้อยกว่าบ้านเรา และสิ่งที่ยังตามไม่ทันคือเรื่องของการดีไซน์ แนวคิด และการสร้างสรรค์” คุณณีรนุช แจกแจงประสบการณ์ในการจัดฝึกอบรม

ว่าไปแล้วปัญหาเหล่านี้ ทางหอการค้าภูฏานก็รับรู้มานานแล้ว และอยากจะแก้ปัญหาดังกล่าว เพื่อเป็นคอร์สนำร่องให้นักธุรกิจตื่นตัว เนื่องจากภูฏานมีนโยบายชัดเจนในปี 2013-2015 ในการเปิดตลาดรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มมีเงินที่จะจับจ่ายใช้สอยและเข้าใจวัฒนธรรมความเป็นตัวตนของภูฏาน ทุกภาคส่วนของการท่องเที่ยวก็ได้ถูกกระตุ้นขึ้นมารองรับเช่นกันทั้ง สปา ร้านอาหาร หรือโรงแรม ที่มีการคุยกันในการทำโรงแรมระดับห้าดาว โดยการดึงเชนต่างๆ เข้ามา แต่ยังเป็นปัญหาที่ถกกันต่อว่าแล้วคนภูฏานจะได้อะไร เพราะชาวภูฏานนั้นมีพื้นฐานแนวคิดในการสงวนทรัพยากร และใส่ใจในผลที่จะคืนกลับมาให้กับคนท้องถิ่น

คุณณีรนุช บอกด้วยว่า ประสบการณ์ที่อยู่ในภูฏานอีกอย่าง คนที่นี่ต่างชื่นชมในหลวงของเรามากเหมือนกับที่พวกเขารักกษัตริย์จิกมี และชื่นชมแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านที่กษัตริย์จิกมีก็ทรงนำมาใช้ในประเทศภูฏานด้วยเช่นกัน 2 ประเทศจึงมีความสัมพันธ์ที่ดีเหมือนฉันพี่น้อง โอกาสการทำมาค้าขายกับภูฏานจึงไม่ถูกกีดกัน

แนะลู่ทางทำธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม แนวคิดหนึ่งคือที่นี่ไม่ชอบคนโกง เกลียดการคอร์รัปชั่น และมีแนวคิดชัดเจนในการถนอมประเทศเก็บทรัพยากรธรรมชาติไว้อย่างยั่งยืน สินค้าที่นำเข้าส่งออกไปขายประเทศนี้หากเป็น green concept จะได้รับการตอบรับที่ดี คนที่นี่ยังชอบอาหารไทยเหมือนผู้คนทั่วโลก ในเมืองหลวงทิมพูมีร้านอาหารไทยอยู่เพียงร้านเดียวเท่านั้น โอกาสในการเปิดร้านอาหารยังเป็นที่ต้องการของตลาด และธุรกิจสปา นวดแผนโบราณ ยังไม่มี สามารถขยายตลาดไปได้ รวมถึงเครื่องจักร วัสดุ อุปกรณ์ ในการตกแต่งผลิตภัณฑ์ ตลอดจนกล่องใส่ของแพ็กเกจต่างๆ ยังเป็นที่ต้องการในตลาดภูฏาน

เป็นคำแนะนำที่ดีทีเดียว ซึ่งแม้คนในภูฏานจะมีไม่มาก แต่ต้องมองเลยไปถึงกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักด้วย และเท่าที่สำรวจร้านขายของชำในกรุงทิมพูในร้านใหญ่ๆ ก็มีสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยอยู่จำนวนไม่น้อย แสดงให้เห็นว่าคนที่นี่คุ้นชินกับสินค้าไทยอยู่แล้ว

วกกลับมาถึงการท่องเที่ยวกันบ้าง การมาภูฏานนั้นสถานที่สำคัญก็คือซองทั้งหลายนั่นเอง ซึ่งบางซองในอดีตใช้เป็นป้อมปราการสู้ศึก ปัจจุบันนอกจากจะเป็นวัดที่มีพระอยู่และมีการจัดการเรียนการสอนแล้ว ยังใช้เป็นสถานที่ทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐของเมืองนั้นๆ นอกจากนี้ยังใช้เป็นที่จัดพระราชพิธี และจัดกิจกรรมในเทศกาลต่างๆ อีกด้วย แต่ถ้าเป็นวัดธรรมดาๆ ทั่วไปจะไม่ใช้คำว่าซอง

ถ้าไปเมืองพาโรก็ต้องไปพาโรซอง (Paro Dzong) ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาริมแม่น้ำพาโร ในอดีตสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นป้อมปราการต่อต้านการรุกรานจากทิเบต พอเหตุการณ์สงบก็ปรับปรุงใหม่เป็นซองอย่างสวยงาม ภายในมีพื้นที่กว้างขวางทีเดียว และจะมีภาพเขียนภาพวาดเกี่ยวกับเรื่องราวในพุทธศาสนา รวมถึงคติเตือนใจและคำสอนต่างๆ ภาพที่จะเห็นทุกแห่งที่ไปก็คือ ภาพวาดช้าง ลิง กระต่าย และนกที่ร่วมด้วยช่วยกัน จนสามารถเก็บกินผลไม้ได้แม้จะอยู่บนต้นไม้สูงก็ตาม อันนี้เขาสอนให้รู้ว่าคนเรานั้นต้องพึ่งพาอาศัยกัน อย่าทำตัวเก่งคนเดียว

จุดท่องเที่ยวสำคัญของเมืองพาโรอีกจุดก็คือ วัดทักซัง (Taktshang Goemba) หรือวัดถ้ำเสือ ตั้งอยู่บนหน้าผาหินสูง 900 เมตร อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 3,000 เมตร วัดนี้คนที่จะขึ้นไปถึงต้องเป็นคนสุขภาพดีจริงๆ เพราะเป็นทางขึ้นเขาสูง ฉะนั้น นักท่องเที่ยวไทยโดยเฉพาะผู้สูงอายุจึงสมัครใจรออยู่ข้างล่างมากกว่า

Mr.Rinchen บอกว่า ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์จนถึงต้นเดือนมีนาคมของทุกปี ซองแต่ละแห่งจะจัดงานเทศกาลรื่นเริง อย่างเช่น เทศกาลระบำหน้ากาก ซึ่งจะมีการฟ้อนรำของสาวๆ หนุ่มๆ ในหมู่บ้านต่างๆ ภายในเมืองนั้นด้วย

โชคดีวันที่ไปยังเมืองปูนาคา (ห่างจากกรุงทิมพู 72 กิโลเมตร ผ่านเทือกเขาสูงใช้เวลา 3 ชั่วโมง) เขาจัดงานเทศกาลพอดี โดยแสดงกันบนลานกว้างๆ ภายในซองนั้นเอง ที่นี่สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2180 ทำเลที่ตั้งของปูนาคาซองนั้น ถือว่าสุดยอดจริงๆ โดยตั้งอยู่ในจุดที่แม่น้ำ 2 สายมาบรรจบกันคือ แม่น้ำโพ (แม่น้ำพ่อ) และ แม่น้ำโม (แม่น้ำแม่) ภายในป้อมมีศาสนสถานทั้งหมด 21 หลัง ที่นี่มีความสำคัญมาก เป็นสถานที่จัดพิธีกรรมใหญ่ของประเทศ อาทิ พระราชพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์พระองค์แรก และพิธีอภิเษกสมรสของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ฯลฯ

การไปเที่ยวตามสถานที่สำคัญๆ อย่างซองและวัด ภายในโบสถ์จะมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่หลายองค์ เขาจะให้ถอดรองเท้าและถอดหมวก และห้ามถ่ายรูป

เมืองปูนาคานั้นมีอากาศอบอุ่นกว่าเมืองทิมพู (อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 2,000 กว่าเมตร) และพาโร เพราะในพื้นที่ราบอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลแค่ 1,200 เมตร ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงในฤดูหนาวของประเทศนานถึง 300 ปี ปัจจุบันพอย่างเข้าฤดูหนาวสมเด็จพระสังฆราช หน่วยงานราชการ และสำนักพระราชวัง จะย้ายมาอยู่ภายในป้อมแห่งนี้

ด้วยภูมิประเทศที่มีที่ราบลุ่มและอากาศไม่หนาว เกษตรกรในปูนาคาจึงทำนาข้าวกันเยอะ เสียดายตอนที่ไปนาข้าวเจ้าเหลือแต่ตอซังสีน้ำตาล แต่บางหมู่บ้านก็ปลูกข้าวสาลีให้เห็นสีเขียวๆ บางจุดเป็นนาขั้นบันได ถ่ายรูปออกมาแล้วงามจริงๆ

ข้าวกล้องสุดยอด

ลืมบอกไปว่าระหว่างเส้นทางจากทิมพูไปยังปูนาคานั้น ทุกทัวร์จะต้องแวะจุดชมวิวโดชูล่า (DOCHULA) สถูป 108 องค์ สร้างขึ้นเพื่อเป็นมงคล เพื่อปกป้องคุ้มครองผู้สัญจรไปมาให้ปลอดภัย รอบๆ บริเวณประดับไปด้วยธงมนต์หลากสีสัน เป็นการบูชาเทพแห่งป่าเขา จุดนี้ถ้าท้องฟ้าแจ่มแจ้งดีมองไปอีกด้านจะเห็นเทือกเขาหิมาลัยเป็นแนวยาวเหยียด โชคดีวันที่ไปได้เห็นยอดหิมาลัยขาวโพลนสวยจนต้องกดชัตเตอร์แบบไม่ยั้ง

หลังจากชมความงามของซองทั้งที่พาโรและปูนาคาไปแล้ว ซองสุดท้ายที่ได้ไปก็คือทาชิโชซอง (Tashichho Dzong) หรือ ทิมพูซอง ในกรุงทิมพู อันเป็นที่ทำการของกษัตริย์ รัฐบาล ข้าราชการระดับสูง และคณะสงฆ์ ภายในซองแยกออกเป็นเขตสังฆาวาส และเขตฆราวาสกับลานอเนกประสงค์ สถานที่จัดกิจกรรมสำคัญทางศาสนา

ก่อนขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ มีโอกาสชมตลาดในกรุงทิมพู เหมือนตลาดอ.ต.ก. บ้านเรา รัฐสร้างอาคารให้พ่อค้าแม่ขายและเกษตรกรนำสินค้ามาซื้อขายกันอย่างเป็นระเบียบ ชอบตรงที่เขาจัดโซนหนึ่งไว้ขายข้าวโดยเฉพาะ ที่สำคัญ มีข้าวกล้องขายด้วย กิโลกรัมละ 30 กว่าบาท พอๆ กับบ้านเรา ลักษณะข้าวเหมือนข้าวดอย เมล็ดสั้นๆ แต่อร่อยมากกินแล้วเหมือนข้าวญี่ปุ่น เสียดายหอบมาไม่กี่กิโล ตั้งใจว่าถ้าได้ไปอีกครั้งจะซื้อสัก 10 กิโล เพราะนอกจากจะอร่อยแล้ว ยังปลอดสารเคมีอีกต่างหาก กินแล้วสบายใจ

มาภูฏานครั้งนี้คุ้มทีเดียวเพราะได้สัมผัสกับผู้คนในดินแดน “Small country but big heart” ซึ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มและอัธยาศัยใจคอที่เป็นมิตรกับผู้มาเยือน ที่สำคัญ พวกเขามีหัวใจที่รักธรรมชาติ

 

ตามรอยจานอร่อย 5 ดาว อ.อดุลย์โรจน์ อังสนันท์สุข ต้นตำรับสูตรเด็ดเมืองทอง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07057151056&srcday=2013-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 335

เปรี้ยวปาก

เรื่องและภาพ โดย : มติชน อคาเดมี

ตามรอยจานอร่อย 5 ดาว อ.อดุลย์โรจน์ อังสนันท์สุข ต้นตำรับสูตรเด็ดเมืองทอง

ช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางไปแถวๆ ย่านติวานนท์ จังหวัดนนทบุรี เพื่อตามล่าหาเมนูเด็ดมาฝากแฟนานุแฟนที่ชื่นชอบของอร่อยทุกท่าน ครั้งนี้ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากท่านผู้อ่านเชื้อเชิญให้ไปลองลิ้มชิมรสอาหารจานอร่อยที่ร้านเล็กๆ ใน ศูนย์อาหาร โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี ชื่อ “ข้าวขาหมูเมืองทอง” ที่มีนักชิมหลายคนการันตีว่า เมนูทีเด็ดอย่าง ข้าวขาหมู สูตรใส่โอวัลติน, กระเพาะปลาน้ำแดง และ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น-ซี่โครงหมูตุ๋น นั้นอร่อยแซบเวอร์…อย่าบอกใคร !!!

อาจารย์อดุลย์โรจน์ อังสนันท์สุข เจ้าของร้าน “ข้าวขาหมูเมืองทอง” กล่าวว่า สมัยก่อนเริ่มแรกผมได้เปิดร้านขายที่ย่านประดิพัทธ์ สะพานควาย ต่อมาจึงย้ายมาปักหลักที่ย่านเมืองทองธานี ก่อนที่ปัจจุบันจะขายแบบสบายๆ อยู่ที่โรงเรียนสวนกุหลาบ นนทบุรี ชื่อร้าน “ข้าวขาหมูเมืองทอง” ซึ่งจะเน้นขายนักเรียน และผู้ปกครอง เป็นหลัก โดยเน้นอาหารจานเดียวเป็นจุดขายประจำร้าน อาทิเช่น ข้าวหมูแดงหมูกรอบ (สูตรใส่โอเลี้ยง), กระเพาะปลาน้ำแดง, ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น-เนื้อตุ๋น ฯลฯ และหนึ่งในเมนูที่นักชิมหลายคนกล่าวถึง ก็คือ ข้าวขาหมู (สูตรใส่โอวัลติน) ที่การันตีความอร่อยมายาวนานกว่า 20 ปี ด้วยน้ำซุปรสกลมกล่อมหอมเครื่องเทศ ที่แทรกอยู่ในเนื้อหมูอย่างลงตัว เป็นที่ชื่นชอบของนักชิมย่านเมืองทอง จนกระทั่งปัจจุบัน

ข้าวขาหมู หนึ่งในสุดยอดอาหารจานเดียวที่ทุกคนต้องรู้จัก หากินได้ง่าย มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง โดยเฉพาะแหล่งของกินที่มีคนพลุกพล่าน และเป็นอาหารที่เราสามารถเลือกซื้อกินจากข้างทางได้เสมอ แม้จะเป็นเมนูที่หากินได้ง่าย แต่ก็ใช่ว่าจะอร่อยถูกปากทุกคนไป ดังนั้น ข้าวขาหมู จึงถูกจัดให้เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ปราบเซียนทำอาหารมานักต่อนักแล้ว

ความอร่อยของข้าวขาหมู อาจารย์อดุลย์โรจน์ ก็คือ น้ำซุปจะต้องเคี่ยวจนได้กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศนานาชนิด เจือด้วยรสหวานของโอวัลติน โดยปราศจากผงชูรส พร้อมขับรสอร่อยของเนื้อหมูออกมาให้ได้อย่างครบถ้วน เหมือนจะเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วนักปรุงหลายคนตกม้าตายกับเรื่อง “น้ำซุป” นี้มานักต่อนักแล้ว

อีกหนึ่งเคล็ดลับที่จะเสริมความอร่อยของขาหมูได้เป็นอย่างดี และหลายคนมักจะมองข้ามไปก็คือ พริกน้ำส้มขาหมู ที่จะต้องมีรสเปรี้ยวและเผ็ด คล้ายกับน้ำจิ้มซีฟู้ด เพื่อตัดรสชาติเลี่ยนของข้าวขาหมู และทำให้อร่อยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ กระเทียมที่จะนำมากินแกล้ม ก็ต้องเป็นกระเทียมกลีบเล็กติดเปลือก จึงจะช่วยเพิ่มความกรุบกรอบสร้างอรรถรสในการรับประทาน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเทคนิคง่ายๆ ที่จะทำให้รับประทานข้าวขาหมูได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น ซึ่งนักปรุงมือฉมังอาจมองข้ามไป

จานเด็ดอีกจาน ที่ไม่อยากให้ท่านพลาด ก็คือ “กระเพาะปลาน้ำแดง” ยอดเมนูระดับเหลา ที่คนจีน คนไทยเชื้อสายจีน ต่างคุ้นเคยเป็นอย่างดี เป็นได้ทั้งจานว่าง และจานหลัก จะรับประทานเดี่ยวๆ จะรับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ หรือจะรับประทานกับเส้นหมี่ขาวลวก ก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวของแต่ละบุคคล

กระเพาะปลาน้ำแดง สูตรเด็ดของอาจารย์อดุลย์โรจน์ จะเป็นกระเพาะปลาน้ำแดงเห็ดหอม ซึ่งความอร่อยแบบเฉพาะตัว จัดเป็นเมนูยอดนิยมอันดับต้นๆ ของร้านเช่นกัน ส่วนเทคนิคการปรุงกระเพาะปลาน้ำแดงเห็ดหอมให้ได้รสเด็ดนั้น อาจารย์อดุลย์โรจน์ บอกว่า ต้องคัดสรรตั้งแต่วัตถุดิบที่สดใหม่ ผ่านกระบวนการปรุงตามลำดับขั้นตอนก่อนหลัง และที่สำคัญทางร้านจะเน้นว่า ไม่ใส่ผงชูรสในทุกเมนู เน้นความอร่อยด้วยเครื่องปรุง และตัววัตถุดิบเองเป็นหลัก

ปิดท้ายด้วย 1 เมนูขายดีประจำร้านอย่าง ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น-ซี่โครงหมูตุ๋น สูตรเด็ดเมืองทอง ที่เน้นความอร่อยเด็ดของ เนื้อ-ซี่โครงหมูหมักสูตรพิเศษ ผสานกับน้ำซุปตุ๋นยาจีนสูตรดั้งเดิม ที่ทำให้เนื้อตุ๋น เปื่อยยุ่ยอร่อย ซี่โครงอ่อนกรุบกรอบ แถมความเด็ดดวงที่น้ำซุปแสนอร่อย หลายท่านชิมแล้ว…ติดอกติดใจต้องไปบอกต่อกับเพื่อนพ้องน้องพี่มาลองลิ้มชิมรสกันเลยทีเดียว…ซึ่งผู้เขียนลองชิมแล้ว ก็ไม่ปฏิเสธความอร่อยครั้งนี้เลยครับ

จากการที่อาจารย์อดุลย์โรจน์ ได้มีโอกาสขายอาหารในโรงเรียนมานานจนขึ้นปีที่ 8 ในปีนี้ ย่อมการันตีฝีมือของอาจารย์ได้เป็นอย่างดี ด้วยจำนวนลูกค้าขาประจำที่มีอยู่มากมาย โดยกลุ่มเป้าหมายนั้นก็คือ นักเรียนทั้งหมดในโรงเรียน รวมถึงคณะครูอาจารย์ และเจ้าหน้าที่ รวมไปถึงบรรดาผู้ปกครองอีกด้วย ซึ่งนับได้ว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ผนวกกับคุณภาพอาหารที่ปรุงถูกสุขลักษณะ และมีรสชาติอยู่ในเกณฑ์ดี มาตรฐานชัดเจน

“ผมขายอาหารในโรงเรียน ก็รู้สึกสนุก ผูกพันกับเด็กๆ นะ พวกเขาเหมือนลูกหลาน เขาเรียกเรา ลุง-ป้า สั่งนั้นสั่งนี้เราก็ชื่นใจ บางคนเป็นลูกค้าประจำมาตั้งแต่ ม.1-ม.6 กินเกือบทุกวัน รู้สึกคุ้นเคยกันมากๆ บางคนก็นั่งรถมาตั้งไกล เพื่อที่จะได้ลองรับประทานของร้านเราก็ยังมี” อาจารย์อดุลย์โรจน์ เล่าให้ฟังด้วยความภาคภูมิใจ

สำหรับมิตรสหายท่านใดที่ชื่นชอบความอร่อยเด็ดของ ข้าวขาหมู-กระเพาะปลาน้ำแดง หรือ ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น สูตรเด็ดเมืองทอง ก็แวะเวียนไปเยี่ยมเยียนลองลิ้มชิมรสกันได้ ศูนย์อาหาร โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี ส่วนใครที่อยากมาเรียนรู้สูตรเด็ดเคล็ดลับ เร็วๆ นี้ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) จะเปิดอบรมครัวสาธิต “ขาหมูเมืองทอง สูตรใส่โอวัลติน” และ กระเพาะปลาน้ำแดง แถมไก่ทอด สูตรเด็ดเมืองทอง ที่ดำเนินการสอนโดย อาจารย์อดุลย์โรจน์ อังสนันท์สุข เจ้าของร้านข้าวขาหมูเมืองทอง ที่การันตีชื่อเสียงโด่งดังมานานกว่า 20 ปี ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2556 ใครสนใจสามารถติดต่อสอบถามที่โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2114, 2115, 2123, 2124 โทรสาร (02) 954-3971 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.matichonacademy.com

หลักสูตรครัวสาธิต ขาหมูเมืองทอง สูตรใส่โอวัลติน

สอนโดย อาจารย์อดุลย์โรจน์ อังสนันท์สุข ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2556 ราคา 1,605 บาท

หลักสูตรครัวสาธิต กระเพาะปลาน้ำแดง แถมไก่ทอด สูตรเด็ดเมืองทอง

สอนโดย อาจารย์อดุลย์โรจน์ อังสนันท์สุข ในวันที่ 19 ตุลาคม 2556 ราคา 1,605 บาท

ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (MATICHON Academy) พร้อมที่จะพาทุกท่านไปไขกุญแจสุดยอดความอร่อยของขาหมูเมืองทอง สูตรใส่โอวัลติน ของ อาจารย์อดุลย์โรจน์ หนึ่งในตำนานนักปรุงขาหมูฝีมือดี ที่คนย่านเมืองทองต่างก็คุ้นเคยในรสมือว่า อร่อยแบบไม่เกรงใจใคร สำหรับใครหลายคนที่อยากได้วิชาไปทำรับประทานเอง หรือนำไปต่อยอดธุรกิจก็ยังได้ เพราะอาจารย์จะมาถ่ายทอดความรู้ให้เต็มที่ แบบไม่มีกั๊กกันเลยทีเดียว

สำหรับรายละเอียดการเรียนนั้น ทุกท่านจะได้เริ่มเรียนรู้ตั้งแต่วิธีการเลือกซื้อ เนื้อขาหมู ต่อด้วยการตุ๋น การหมักหมู ต่อด้วยการปรุงน้ำก๋วยเตี๋ยว น้ำข้น น้ำใส วิธีการจัด และเตรียมร้าน การปรุงน้ำซุป การดัดแปลงเป็นอาหารจานเดียว การเก็บอาหารและของที่เหลือ ปิดท้ายด้วยแนะนำการเปิดร้านขาย การลงทุนเบื้องต้น ทำเลที่เหมาะสม ตลอดจนการคำนวณต้นทุน กำไร ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2556

 

เที่ยวประวัติศาสตร์ ท่อง 10 เส้นทางวัฒนธรรม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07059151056&srcday=2013-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 335

หมุดไมล์

ผศ.ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

เที่ยวประวัติศาสตร์ ท่อง 10 เส้นทางวัฒนธรรม

เสน่ห์อย่างหนึ่งของการท่องเที่ยว คือ การได้เปิดตาเห็นสิ่งใหม่ๆ พร้อมกับเปิดสมองให้ได้ทำงานอย่างเต็มที่ เพราะการท่องเที่ยวคือการพักผ่อนอย่างหนึ่งของมนุษย์ แต่จะเที่ยวอย่างไรให้ได้พักผ่อนไปพร้อมกับได้รับความรู้นั้นเป็นเรื่องสำคัญและหายากสำหรับชีวิตคนกรุงที่เร่งรีบต่อการทำงานตลอดเวลา จนหาเวลาว่างไม่มี

ช่วงรอบปีที่ผ่านมา มติชน อคาเดมี จัดกิจกรรมทัศนศึกษาทัวร์ศิลปวัฒนธรรมแบบใหม่ขึ้น ที่เน้นองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างเข้มแข็ง และเป็นที่ประทับใจของคนทั่วไป

หลังจากกิจกรรมนี้ประสบความสำเร็จ มีเสียงเรียกร้องให้รวบรวมเนื้อหากิจกรรมเพื่อเป็นที่ระลึก มติชน อคาเดมีจึงสนองความปรารถนาดีของลูกทัวร์และผู้ที่สนใจทั่วไป หนังสือ“เที่ยวประวัติศาสตร์ ท่อง 10 เส้นทางวัฒนธรรม” จึงปรากฏแก่สายตาผู้อ่าน

10 เส้นทางศิลปวัฒนธรรมของ มติชน อคาเดมี คือ “ไหว้พระ 5 วัดมงคล ชมงานช่างหลวง”, “เที่ยวเมืองนารายณ์ แวร์ซายน์แห่งสยาม”, “บุกอยุธยาค้นหาพระนเรศวร”, “เที่ยวคลองด่านผ่านวัดดัง”, “ศรีเทพ-ซับจำปา เมืองโบราณลุ่มน้ำป่าสัก”, “ร้อยรัดพัสตราภรณ์ ประวัติศาสตร์ในผืนผ้า”, “เมืองลุ่มน้ำสะแกกรัง ลาวครั่ง ชัยนาท-อุทัย”, “ย้อนอดีตสงครามเก้าทัพ กาญจนบุรี”, “เที่ยวปราสาทหิน ดินแดนอีสานใต้”, “เที่ยวแคว้นสุโขทัย”

แต่ละย่าง แต่ละก้าว แต่ละเส้นทางในหนังสือประกอบไปด้วยเนื้อหาอันหนักแน่นด้วยข้อมูลเชิงวิชาการ แวดล้อมไปด้วยเกร็ดสาระน่ารู้ เรื่องเล่าอันชวนติดตาม ทั้งยังมีเรื่องของกินของฝากชวนซื้ออีก พร้อมสำหรับนักท่องเที่ยวเดินทางหรือผู้สนใจในประวัติศาสตร์ไทย เพราะเพียงแค่เปิดอ่านจะเอาเรื่องหรือเอารสก็อิ่มเอมไปด้วยสาระความรู้แล้ว

ที่สำคัญยิ่งคือองค์ประกอบของการจัดการท่องเที่ยวในเชิงศิลปวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่ทำยาก เพราะต้องหาวิทยากรชั้นดี มีเรื่องราวในการศึกษา ไม่ใช่ว่าเดินผ่านแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เฉยๆ แต่ต้องเล่าเรื่องได้ทุกเม็ด คุยกับก้อนหินได้ทุกก้อน นอกจากนี้ การวางแผนการท่องเที่ยวต้องผสานกันอย่างลงตัว ทั้งเวลาการชม เวลาการพักผ่อนรับประทานอาหาร ซึ่งแน่นอนว่าทีมทัวร์ศิลปวัฒนธรรมแห่ง มติชน อคาเดมี ย่อมไม่พลาดในสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว เพราะลูกทัวร์ที่ได้เคยสัมผัสกิจกรรม ต่างทราบดีถึงองค์ความรู้ของ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม, อาจารย์สุเนตร ชุตินธรานนท์, อาจารย์ภูธร ภูมะธน, อาจารย์ปรามินทร์ เครือทอง, อาจารย์ศานติ ภักดีคำ, อาจารย์ไกรฤกษ์ นานา และท่านอื่นๆ ที่พร้อมตอบคำถามและมอบความรู้ประสบการณ์ให้แก่ชาวคณะอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย หรือบางครั้งอาจให้มากกว่าที่คิดก็เป็นได้

เนื้อหาทางประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์และโบราณคดีประวัติศาสตร์ที่ถ่ายทอดลงในหนังสือเล่มนี้ เป็นคู่มือเบื้องต้นที่ดียิ่งต่อการต่อยอดองค์ความรู้ในอนาคต ดังที่ อาจารย์สุเนตร ชุตินธรานนท์ กรุณาเขียนไว้ในคำนำว่า

“ความสำคัญอันดับแรกของหนังสือ “เที่ยวประวัติศาสตร์ ท่อง 10 เส้นทางวัฒนธรรม” คือ การเปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยว เที่ยวได้ด้วยตนเองอย่างมั่นใจ เพราะเรื่องแต่ละเรื่องบรรจุสาระของสถานที่เที่ยว ซึ่งบางครั้งก็รวมที่เที่ยวที่ช็อปไว้อย่างครบเครื่อง เช่น เรื่องเที่ยวคลองด่านผ่านวัดดัง ที่ให้ความรู้ด้านสถานที่ท่องเที่ยวไว้อย่างถี่ถ้วนแล้วยังแนะนำอาหารอร่อยของชุมชนเก่าแก่ย่านตลาดพลู ทิ้งท้ายไว้ด้วย

ความสำคัญอันดับถัดมาเห็นจะไม่พ้นการเลือกเฟ้นสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศมาตีแผ่ หลายที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวใกล้ตัวแต่ก็เหมือนเส้นผมบังภูเขา ประมาณว่าหากไม่เล่าก็ไม่รู้ ด้วยเหตุนี้นักท่องเที่ยวแนวประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ที่กำลังพบทางตัน คือ อยากเที่ยวแต่ไม่รู้ว่าจะเที่ยวที่ไหน หรือที่ไหนมีอะไรให้เที่ยวบ้าง

หนังสือ “เที่ยวประวัติศาสตร์ ท่อง 10 เส้นทางวัฒนธรรม” ก็สามารถช่วยชี้ทางออก ผ่าทางตัน เปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้รู้แหล่งที่เที่ยวอีกมากหลาย อาทิ “ไหว้พระ 5 วัดมงคล ชมงานช่างหลวง” เป็นเรื่องเที่ยวที่เปิดมิติให้รู้ถึงแหล่งท่องเที่ยวใกล้ตัวที่น่าสนใจในกรุงเทพฯ เช่น ศิลปะจีน-ไทย ฝีมือชั้นครูที่วัดเทพธิดารามวรวิหาร กุฏิสุนทรภู่มหากวีรัตนโกสินทร์ที่เคยมาจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้หลายปี ข้าวของเครื่องใช้ของท่านยังถูกเก็บรักษาไว้ให้ชมได้ที่วัดนี้ ที่เล่ามาเป็นแต่เพียงบท “โหมโรง” ของเรื่อง “ไหว้พระ 5 วัด…” ก็ต้องซื้อไปลองอ่านว่าอีก 4 วัด ที่เหลือว่าจะมีภูเขาหลังเส้นผมอีกกี่ลูกทิ้งให้นักท่องเที่ยวแนวศิลปวัฒนธรรมได้ปีนป่าย

ความสำคัญอันดับถัดมาคือ “สาระความรู้” ที่ถูกบรรจุไว้ในหนังสือท่องเที่ยวเล่มนี้ หนังสือนี้คือ “คลังความรู้” ที่ผู้ซื้อไม่จำเป็นต้องตามไปเที่ยวให้ครบที่ เพียงหามาอ่านก็จะได้ความรู้อย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน ทั้งนี้อาจเป็นด้วยคณะผู้เขียนมีความรู้เต็มพุงพร้อมถ่ายทอด และก็มุ่งให้ผู้อ่านเที่ยวได้สนุกและมั่นใจ คือ ทราบเสียแต่เบื้องต้นว่า สถานที่ที่เลือกจะไปเที่ยวนั้นสำคัญน่ารู้และน่าเที่ยวอย่างไร อานิสงส์แห่งเจตนาดังกล่าวส่งผลให้ “เที่ยวประวัติศาสตร์ ท่อง 10 เส้นทางวัฒนธรรม” เป็นมากกว่าหนังสือนำเที่ยวทั่วไป ดูไปคล้ายสารคดีชวนอ่าน เล่มกะทัดรัดที่บรรจุความรู้ที่ไม่กะทัดรัดไว้เต็มเปี่ยม

หากผู้อ่านกังขาขอให้พลิกไปดูบทที่ว่าด้วย “ร้อยรัดพัสตราภรณ์ ประวัติศาสตร์ในผืนผ้า” แล้วจะเห็นแจ้งว่าอย่างไรที่เรียกว่าหนังสือคือ “คลังความรู้” ที่ถึงแม้ไม่คิดเที่ยวก็ควรมีไว้อ่านประจำห้องสมุด

เสน่ห์ของประวัติศาสตร์ไม่ได้เพียงอยู่ที่เนื้อหาของประวัติศาสตร์ที่ส่วนใหญ่ก็รู้กันอยู่ แต่ยังรวมถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ซ่อนอยู่ในหลืบมุมเป็นประหนึ่งพงศาวดารกระซิบ วิทยากรนำเที่ยวที่ดีต้องเก็บเกร็ดประวัติศาสตร์มาเล่าสู่ให้ผู้เที่ยวเที่ยวสนุกไม่รู้เบื่อ ทั้งนี้รวมถึงเรื่องราวของท้องถิ่นและสามัญชนที่สืบลมหายใจศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คนยุคหลังได้เห็นได้สัมผัส”

อ่านอย่างนี้แล้ว ท่านที่เคยไปร่วมกิจกรรมทัศนศึกษากับ มติชน อคาเดมี คงไม่พลาดที่จะเก็บหนังสือเล่มนี้ไว้เป็นความทรงจำ และคงกระตุ้นให้อีกหลายท่านได้ร่วมเดินทางกับเราในอนาคตที่จะมีโปรแกรมเด็ดพิเศษ รอคอยท่านอีกตลอดทั้งปีหน้า

เตรียมพบกับ Guidebook เล่มใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์วัฒนธรรม “เที่ยวประวัติศาสตร์ ท่อง 10 เส้นทางวัฒนธรรม” ที่จะนำทุกท่านไปเที่ยว 10 ทริปแบบเจาะลึก รู้จริงกับวิทยากรพิเศษแบบ Exclusive ตะลอนเที่ยว ตะลุยช็อป ชิม ชวนซื้อของเด็ดของดีประจำถิ่น วางจำหน่ายครั้งแรกที่บู๊ธมติชน โซนพลาซ่า งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 18 วันที่ 16-27 ตุลาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์)(082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com

 

“วุตม์-สุรินทร” คัดสรรมาอย่างดี ที่ “JOUSEN” ร้านบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่น

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07061151056&srcday=2013-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 335

อาชีพคนดัง

“วุตม์-สุรินทร” คัดสรรมาอย่างดี ที่ “JOUSEN” ร้านบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่น

ละคร “ต้นรักริมรั้ว” เพิ่งลาจอทางช่อง 3 แต่ยังมีแฟนละครพูดถึงไม่ขาดปาก และหนึ่งในนักแสดงที่ได้รับการตอบรับดีไม่น้อย นั่นคือ “เอ็ดดี้” ที่รับบทโดย “วุตม์-สุรินทร คารวุตม์” นักแสดงหนุ่มอารมณ์ดี ที่โลดแล่นในวงการบันเทิงมาร่วม 10 ปี วุตม์เข้าวงการจากเวทีประกวด ดัชชี่บอยแอนด์เกิร์ล และเข้ามาเป็นนักแสดงสังกัดช่อง 3 ประเดิมละคร ลิขสิทธิ์หัวใจ, เรือนนารีสีชมพู, บาปรัก ทะเลฝัน, พยัคฆ์สาวแซบอีหลี, บริษัทบำบัดแค้น ฯลฯ และอีกนับไม่ถ้วน หลังจากนี้ก็ยังมีละคร ลูกทาส และก๊วนคานทองกับแก๊งพ่อปลาไหลมาจ่อคิวให้ชมอีกด้วย

และด้วยความที่อยู่ในวงการมายาวนาน ทำให้วุตม์ เริ่มมองหาช่องทางในการทำธุรกิจอื่นนอกจากอาชีพนักแสดง โดยเมื่อ 2 ปีที่แล้ว โอกาสของการเป็นเจ้าของธุรกิจร้านปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นของวุตม์ก็เริ่มขึ้น และล่าสุดกับร้าน “JOUSEN YAKINIKU & BAR” บุฟเฟ่ต์ปิ้งย่าง ที่คัดสรรมาอย่างดี ที่ ชั้น 2 ห้างสรรพสินค้า THE WALK เกษตร-นวมินทร์

ชอบทานเนื้อย่าง

หนุ่มอารมณ์ดีเล่าให้ฟังว่า ตนเป็นคนชอบทานเนื้อย่าง และสบโอกาสดีได้รู้จักกับเจ้าของร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่นชื่อ มิยาบิ ไคเต็น และกำลังจะขยายสาขา ด้วยความสนใจจึงขอร่วมหุ้นด้วยและต่อยอดออกมาเป็นร้าน JOUSEN

“แรกเริ่มเลยเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ผมได้มีโอกาสไปกินเนื้อย่างที่สยาม ชื่อว่า มิยาบิ ผมเป็นคนชอบกินเนื้อย่างอยู่แล้ว และได้รู้จัก คุณเตชิต หร่มระฤก กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิยาบิ กริลล์ จำกัด เป็นเจ้าของมิยาบิคนแรก และเราเห็นว่าอาหารสไตล์เกาหลีกำลังมาแรง ถ้าเราทำสไตล์ญี่ปุ่นขึ้นมามันน่าจะดีนะ ผมเลยสนใจอยากหุ้นด้วย พอได้คุย มันคอนเน็กต์ คุยถูกคอ เลยตกลงร่วมหุ้นกันขึ้นมาเป็นร้านชื่อว่า มิยาบิ ไคเต็น ตั้งแต่สาขาแรกที่ขึ้นมาจากสยาม เดอะมอลล์ ท่าพระ และแตกสาขามาเรื่อยๆ จนตอนนี้มีทั้งหมดประมาณ 23 สาขาทั่วประเทศ พอเปิดมาได้สักพักหนึ่ง เราอยากจะโตขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เลยแตกแบรนด์เป็นแบรนด์ใหม่ออกมา ชื่อว่าโจเซ็น คำนี้เป็นภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า คัดสรรมาอย่างดีแล้ว สื่อให้ลูกค้าเราเห็นว่า เรามีการคัดสรรเนื้อ วัตถุดิบทุกอย่างอย่างดี แล้วผมได้มากินเองทำให้ติดใจรสชาติแล้วเราชอบกินแบบนี้ถ้าเรามีร้านอาหารของเราเองมันคงดี ก็เลยจุดประกายความคิดขึ้นมา หุ้นส่วนที่ร้านมีประมาณ 10 กว่าหุ้น เราลงหุ้นไปประมาณ 6 หลัก”

รสชาติและบริการคือหัวใจ

ร้านโจเซ็นกับมิยาบิเป็นร้านเนื้อย่างเหมือนกัน แต่ที่ต่างกันคือ การพัฒนาคุณภาพและเลือกวัตถุดิบแตกต่างออกไป กลุ่มเป้าหมายต่างกัน แต่สิ่งที่สำคัญที่เจ้าของร้านบอกว่าต้องมีเหมือนกันคือ รสชาติของอาหารและการบริการที่เขาตั้งใจทำออกมาให้ดีที่สุด

“การที่เราแตกร้านออกมาเป็นร้านโจเซ็น (JOUSEN) อยู่ในเครือมิยาบิกรุ๊ป เหมือนเราแบ่งระดับและเป้าหมาย อย่างมิยาบิก็จะเป็นวัยรุ่นทั่วไป คนทำงาน ส่วนโจเซ็น เราจะไต่ระดับขึ้นไป สำหรับคนที่อยากได้ลองคุณภาพเน้นๆ ขึ้นไปอีก แต่ไม่ใช่มิยาบิไม่ดี มิยาบิดีอยู่แล้วแต่โจเซ็นเราพัฒนาให้ดีขึ้นไปอีก คัดสรรที่เด่นๆ ให้ผู้บริโภคได้ชิมกัน ที่นี่เป็นที่แรกแต่เราแพลนกันไว้แล้วว่าจะมีอีก 5 ที่ ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงเจรจา แต่เราจะมีแบบไฮเอนด์ ตั้งใจจะเปิดที่เซ็นทรัลเวิลด์น่าจะประมาณปลายปีนี้ จะใช้ชื่อ ซาบิวาบิ ประมาณนี้

นอกจากคุณภาพและวัตถุดิบแล้ว ผมว่ารสชาติเป็นตัวหลักเลยที่เรียกลูกค้า และอีกอย่างด้านการบริการ ซึ่งเราพยายามทำให้ดีที่สุด ได้มีการวางระบบไว้ และจัดการทุกอย่างให้มันดีขึ้นไปอีกเรื่อยๆ”

สดเนื้อๆ สุกเน้นๆ

สำหรับสโลแกนของ มิยาบิกรุ๊ป คือ สดเนื้อๆ สุกเน้นๆ ที่เจ้าของร้านมั่นใจคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่า โจเซ็นเป็นร้านปิ้งย่างคุณภาพดีที่ราคาไม่แพง อีกทั้งยังมีเมนูสาเกมาเสริมทัพอีกด้วย

“ถ้ามีลูกค้าเข้ามา สิ่งแรกที่เราจะขายลูกค้าก็คือ เราเน้นเนื้อ ตามสโลแกนของมิยาบิกรุ๊ป คือ สดเนื้อๆ สุกเน้นๆ ความอร่อยที่สุดก็คือเนื้อย่างสไตล์ญี่ปุ่นให้ลูกค้าได้ลองทาน เนื้อของเราจะสั่งตรงมาจากออสเตรเลียและมีเนื้อไทยด้วย แล้วแต่ว่าจะชอบแบบไหน น้ำจิ้มของเราเด็ด ของเรามีให้เลือกทั้งบุฟเฟ่ต์และจานด่วนสามารถสั่งแยกได้ การทำงานการจัดการเราจะมีศูนย์กลางของบริษัทคอยส่งวัตถุดิบกระจายมาตามสาขาต่างๆ เชฟจะคอยมีหน้าที่รอรับของและปรุงอาหารต่างๆ ร้านโจเซ็นที่เดอะวอล์ก เพิ่งเปิดได้ประมาณ 3 เดือน เราเริ่มทำการโปรโมต ส่วนใหญ่คนจะเยอะวันเสาร์ การแต่งร้านจะเป็นแบบเหมือนอยู่ในสวน ชิลชิล ผ่อนคลาย สดเนื้อๆ สุกเน้นๆ เป็นสโลแกนของมิยาบิกรุ๊ป

ราคาไม่แพง บุฟเฟ่ต์ของมิยาบิเริ่มต้น 300 กว่าบาท ที่โจเซ็นจะอัพมาหน่อย เริ่มที่ 400 กว่าบาท เนื่องจากวัตถุดิบที่เราคัดสรรมาอย่างดี นอกจากมีอาหารสไตล์ปิ้งย่างแล้ว ที่โจเซ็นยังมีสาเกบาร์ เสิร์ฟพร้อมสาเก”

คืนสู่สังคม

วุตม์ บอกอย่างมั่นใจว่า เขาและหุ้นส่วนมีแพลนที่จะพัฒนาและต่อยอดสาขาไปเรื่อยๆ ให้กว้างยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากการหวังในเรื่องการประสบความสำเร็จแล้วเขาก็ไม่ลืมที่จะตอบแทนลูกค้าด้วยโปรโมชั่นและแบ่งปันให้กับมูลนิธิต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ

“การทำธุรกิจถ้าเราได้เงินทุนคืนเร็วจะถือว่าเราประสบความสำเร็จอย่างแรงเลย แต่เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ต้องกระจายสาขาไปเรื่อยๆ เราเลยต้องมีเงินหมุนเวียนที่สามารถต่อยอดไปได้เรื่อยๆ อาศัยระยะเวลานานหน่อย ผมเริ่มเข้ามาหุ้นมิยาบิประมาณ 2 ปี และพัฒนาขยายมาเรื่อยๆ แต่ร้านมิยาบิเปิดมาได้ 3 ปีแล้ว เวลาที่ผ่านมาเราได้เรียนรู้เยอะ แต่ผมว่ามันยากนะกับการที่ผมต้องถ่ายละครไปด้วย ดูแลร้านไปด้วย เป็นอะไรที่แบ่งเวลายากมาก หลังๆ เราก็ให้หุ้นส่วนคนอื่นทำไปเราก็มาดูในส่วนการประชาสัมพันธ์ เชิญนักข่าวมาทำข่าวให้ โฆษณาต่างๆ ส่วนมากผมจะเข้าสาขาสยามบ่อยเพราะใกล้บ้าน ผมมองว่าธุรกิจนี้เป็นธุรกิจระยะยาว ถ้าธุรกิจมันไปได้มันค่อนข้างมั่นคง จับต้องได้ ไปได้ยาว แต่อาชีพนักแสดงวันหนึ่งก็ต้องมีคลื่นลูกใหม่มา งานเราอาจจะน้อยลง ผมว่ามันเป็นทางเลือกที่เราสามารถรองรับอนาคตเราได้มากกว่า แต่อาชีพนักแสดงช่วยธุรกิจเราเพราะมีคนรู้จักเราเยอะ เวลามีอะไรผมจะคอยอัพในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ให้แฟนๆ ที่ตามเราได้รู้ข่าวสารของร้าน ช่วยโปรโมตได้เยอะ การคืนกำไรให้ลูกค้าเราก็จะมีคูปองส่วนลด และกำไรที่เราได้ส่วนหนึ่งเราก็นำไปบริจาคให้มูลนิธิ อย่างสุนัขที่โดนทารุณกรรมผมก็ทำมาแล้ว”

ใครที่ชอบทานอาหารสไตล์ปิ้งย่าง แวะเวียนไปอุดหนุนวุตม์กันได้ที่ ร้านมิยาบิ ไคเต็น และ JOUSEN YAKINIKU & BAR ทุกสาขา หรือใครอยู่ใกล้ย่านเกษตร-นวมินทร์ สามารถแวะไปได้ที่ ชั้น 2 ห้างสรรพสินค้า THE WALK

 

นายซอกแซก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07063151056&srcday=2013-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 335

นายซอกแซก

*** หลังจากเริ่มต้นโปรเจ็กต์ลงขันกับครอบครัวก่อตั้ง บริษัท ทเวลฟ์ เอสเตท จำกัด ทำธุรกิจคอนโดมิเนียมเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ล่าสุดนางเอกหน้าหวาน นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี พร้อมเปิดตัวคอนโดฯ เดอะพีซ แอท ลาดพร้าว 15 มูลค่ากว่า 100 ล้านบาทอย่างเป็นทางการ และเปิดให้จองเป็นเจ้าของกันได้แล้ว ใครสนใจเข้าไปชม จับจองเป็นเจ้าของกับคอนโดฯ กลางใจเมืองของสาวนุ่นกันได้เลยค่ะ

*** หลังจากประสบความสำเร็จกับธุรกิจร้าน Audrey Caf? & Bistro ทองหล่อ สองพี่น้อง แบม-จณิสตา และ โบ-ชญาดา ลิ่วเฉลิมวงศ์ ชวนกันลงขันหุ้นเปิดร้านอาหารเพิ่มอีกสาขาในบรรยากาศนั่งสบายๆ เหมือนอยู่บ้าน ชื่อ Kelly ที่ชั้น 4 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว เจาะกลุ่มลูกค้าใหญ่ขึ้นและเมนูอาหารหลากหลายกว่าร้านเดิม รวมถึงราคาย่อมเยากว่า เป็นเมนูสไตล์ฟิวชั่นเน้นอาหารทานง่าย ใครว่างแวะไปชิม นั่งชิลชิลกันได้ มีหลากหลายเมนู ที่ 2 สาวชวนให้ชิม

*** เป็นอีกหนึ่งคนที่ประสบความสำเร็จในเรื่องธุรกิจ สำหรับนางเอก แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ นอกจากธุรกิจตุ๊กตาหมี ร้านเสื้อผ้า และคอลลาเจนแล้ว เธอควักกระเป๋าลุยธุรกิจใหม่ ครีมบำรุงผิว Kiara alpine rose ครีมบำรุงผิวกลางคืนช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวเรียบเนียนขึ้นในเช้าวันใหม่ ดูแลเรื่องความหมองคล้ำ ฝ้า กระ ปรับหน้าให้ใสเป็นธรรมชาติ และต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวสดใส สาวๆ คนไหนสนใจเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.facebook.com/kiara alpine rose จ้า

*** สาวเซ็กซี่ เอมมี่-อมลวรรณ ศิริกิตติรัตน์ หุ้นกับเพื่อนเปิดธุรกิจใหม่ ร้านอาหาร วิต้า บาร์ แอนด์ เรสเตอร์รอง ย่านเกษตร-นวมินทร์ บรรยากาศร้านเป็นลักษณะชิลชิล สบายๆ รวมถึงเมนูแนะนำที่พลาดไม่ได้ก็คือ กุ้งแก้วสมุนไพรและหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ผัดฉ่า ซึ่งนอกจากจะมานั่งทานข้าวฟังเพลงแล้ว ร้านวิต้า บาร์ แอนด์ เรสเตอร์รอง ยังมีคาราโอเกะไว้บริการสำหรับคนที่อยากร้องเพลงอีกด้วย

*** นอกจากการเป็นนักร้องแล้ว สาวเสียงใส แอน-ธิติมา ประทุมทิพย์ ยังมีอีกหนึ่งบทบาทกับการเป็นคุณครูสอนร้องเพลง ชวนเพื่อนๆ เปิดธุรกิจ House of pro studio ที่พหลโยธิน ซอย 5 โดยอยากให้ทุกคนที่มาเรียนร้องเพลง เรียนเต้นได้สนุก และได้ฝึกทักษะพัฒนาศักยภาพของแต่ละคน โดยเปิดสอนทั้งร้องเพลง เต้นบัลเล่ต์ ระบำหน้าท้อง และดนตรี ใครที่อยากร้องเพลงเพราะเหมือนครูแอนและเพิ่มทักษะในด้านการร้องเพลง โทรสอบถามได้ที่ (02) 619-6132, (083) 889-7372 หรือดูรายละเอียดได้ที่ http://www.hopstudio.net เปิดทำการ วันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 10.00-19.00 น.

*** เป็นดีเจไม่พอ ล่าสุด เพชรจ้า-วิเชียร กุศลมโนมัย ยังควบตำแหน่งเจ้าของธุรกิจ STAR COATING PERFORMANCE ธุรกิจเคลือบแก้วรถยนต์ มีให้เลือกหลายแพ็กเกจซึ่งราคาต่างกัน เพิ่มเลเยอร์ต่างกันไป และล้างรถด้วยระบบไอน้ำ เป็นผู้นำเข้ารายเดียวในประเทศไทย ล้างเสร็จภายใน 15 นาที และไม่ทิ้งรอยต่างๆ บนรถด้วย เหมาะสำหรับคนที่รักรถและชอบล้างรถด้วยตัวเอง มีความต้องการเคลือบตัวรถให้รถเงาใหม่เสมอ ตั้งอยู่ถนนประดิษฐ์มนูธรรม (เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา)

*** ดารารุ่นใหญ่และผู้จัดละครอย่าง แดง-ธัญญา โสภณ ก็เป็นอีกคนที่หันมาเป็นแม่ค้าจำเป็น ใช้เวลาว่างทำ โรตีแกงเนื้อรสเด็ด มาขายที่ตลาดนัดดารา ของช่อง 3 ที่จัดเพื่อเป็นสื่อกลางให้ดาราและแฟนละครมีโอกาสพบปะกัน สำหรับตลาดนัดสินค้าดารา จัดขึ้นเป็นประจำ ทุกวันพฤหัสบดี และ ศุกร์ สัปดาห์แรกของทุกเดือน ณ บริเวณลานด้านข้างและด้านหลัง อาคารมาลีนนท์ ถนนพระราม 4 ใครอยากชิมโรตีแกงเนื้อรสเด็ดของพี่แดง-ธัญญา แวะไปอุดหนุนกันได้เลยจ้า