ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

อยากรู้ไหม…ไปด้วยกันสิ

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098150156&srcday=2013-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 317

ก่อนปิดร้าน

สมปรารถนา sompratana08@yahoo.com

อยากรู้ไหม…ไปด้วยกันสิ

เคยไหมครับ…วางแผนจะไปเที่ยวเชียงใหม่ แต่นึกไม่ออกว่าจะไปหาที่พักใหม่ๆ แนวๆ ได้ที่ไหนดี

เคยไหมครับ…ตั้งใจจะไปชิลชิล ที่หัวหิน หาของกินอร่อยๆ แต่เลือกไม่ถูกว่าจะไปตรงไหน

เคยไหมครับ…ตระเวนเที่ยวถ่ายรูปแถวเขาใหญ่แต่ไม่เคยเข้าไปเที่ยว ชิม ชมเมืองปากช่องสักครั้ง

เคยไหมครับ…แวะผ่านเมืองเพชรบุรี แล้วไม่รู้ว่าจะซื้อขนมเจ้าไหน หรือมีอะไรอร่อยในตัวเมืองเพชร

เคยไหมครับ…ขับรถเที่ยวทะเลใกล้กรุงอย่าง ชลบุรี พัทยา เกาะสีชัง แต่ก็แวะซ้ำที่เก่าๆ เดิมๆ

ปัญหาเหล่านั้นของคุณจะหมดไปหากมีหนังสือ “เปิดเส้นทางรวยด้วย SMEs เด่น เมืองดัง” อยู่ในมือ เพราะหนังสือเล่มนี้จะเป็นตัวช่วยชั้นดี สำหรับนักท่องเที่ยว นักเดินทางที่นิยม ช็อป ชม ชิม ชิล ในเมืองท่องเที่ยวชื่อดังเหล่านี้

ที่พักแนวๆ ร้านอาหารเด็ด ร้านกาแฟ-เบเกอรี่แปลกใหม่ ย่านการค้าและขายของหลากหลายประเภท ในเมืองท่องเที่ยวหลักที่เอ่ยถึงข้างต้น ถูกคัดสรรมานำเสนออย่างละเอียด พร้อมแผนที่และช่องทางการติดต่อ

แต่เดี๋ยวก่อน!

หากภารกิจในการเป็นนักท่องเที่ยวคือวัตถุประสงค์รอง หรือคุณกำลังมองหาโอกาสในการสร้างอาชีพ เริ่มต้นธุรกิจ หรือแสวงหาไอเดียใหม่ๆ ในการเปิดร้านสักแห่งหนึ่งในทำเลที่เป็นเมืองท่องเที่ยวเหล่านั้น (หรืออาจเป็นเมืองอื่นๆ ที่มีสภาพความเป็นเมืองท่องเที่ยวดังๆ เช่นเดียวกัน)

หนังสือ “เปิดเส้นทางรวยด้วย SMEs เด่น เมืองดัง” ก็สามารถตอบโจทย์คุณได้อย่างตรงใจ ตรงความต้องการได้ด้วยเช่นเดียวกัน

ข้อมูลที่รวบรวมจากการจัดทำรายงานพิเศษ 5 เมืองดัง มิได้เป็นเพียงแค่การชวนชมหรือชวนชิมเท่านั้น หากได้พูดคุยกับเจ้าของกิจการ บอกเล่าแรงบันดาลใจ เคล็ดลับในการสร้างธุรกิจ สร้างชื่อ สร้างแบรนด์จนกลายเป็น SMEs ที่ประสบความสำเร็จ

เป็นกรณีศึกษาที่หลากหลาย และรวบรวมมาไว้ให้เลือกอ่าน เลือกเก็บข้อมูลได้ครอบคลุมมากพอสมควรเลยทีเดียว

ไม่ว่าจะเป็น

บุก เชียงใหม่ ตามไปดู SMEs มีกึ๋น

มหัศจรรย์ “หัวหิน” ถิ่น SMEs แสนอร่อย

“ปากช่อง” แดนรีสอร์ต และสารพัดไอเดียธุรกิจ

ตะลุย OTOP สุดยอดของดีเมืองเพชรบุรี

เปิดขุมทรัพย์อาชีพอิสระฝั่งทะเลตะวันออก ชลบุรี-พัทยา-สีชัง

รับประกันว่า มีประโยชน์แน่นอนสำหรับผู้อ่านที่จะหาซื้อเก็บไว้ในครอบครอง

และน่ามีติดร้านไว้สำหรับเจ้าของธุรกิจ ที่ประกอบการในเมืองท่องเที่ยวทั้ง 5 เมืองเด่น ใช้เป็นข้อมูลศึกษากลยุทธ์การบริหารจัดการแบบรู้เขารู้เราได้เป็นอย่างดี

ที่สำคัญ ผู้อ่านซึ่งอยากเป็น “เศรษฐี”…ฝันว่าจะมีอาชีพอิสระ…อยากลงทุนสร้างธุรกิจด้วยตัวเอง

ลองเริ่มต้นค้นหาแรงบันดาลใจจากหลากหลายประเภทธุรกิจ ในเมืองเด่นๆ เหล่านี้ เพื่อก้าวไปเป็นเศรษฐีในสไตล์ของตัวคุณเอง

ลงทุนแค่ 250 บาทเท่านั้น!

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

มงคล บัณฑรรุ่งโรจน์ เปิดกลยุทธ์พิชิตตลาด “เวียดนาม”

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016010156&srcday=2013-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 316

SMEs ก้าวทัน AEC

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

มงคล บัณฑรรุ่งโรจน์ เปิดกลยุทธ์พิชิตตลาด “เวียดนาม”

ในบรรดานักธุรกิจไทยที่ไปได้ดิบได้ดีและมีกิจการใหญ่โตในเวียดนามนั้น มีชื่อ “มงคล บัณฑรรุ่งโรจน์” อยู่ในนั้นด้วย เขาผู้นี้เข้าไปทำมาค้าขายในประเทศสังคมนิยมแห่งนี้เมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว เรียกว่าเป็นยุคบุกเบิกเลยทีเดียว โดยยึดหลัก “อดทน ซื่อสัตย์ ขยัน”

ปัจจุบัน เขาดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยคอร์ป อินเตอร์เนชั่นแนล เวียดนาม จำกัด พร้อมกับถือหุ้นในโรงงานสามแม่ครัวเวียดนาม อีกทั้งเป็นผู้จัดจำหน่ายกระทิงแดงแต่เพียงผู้เดียวในประเทศนี้ รวมถึงปลากระป๋องสามแม่ครัว บะหมี่สำเร็จรูปมาม่า กระดาษชำระเซลล็อกซ์ ซิลค์ นมดัชมิลล์ โดยมียอดขายปีละ 2,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจส่วนตัวด้วย คือ โรงงานผลิตเต้าหู้หลอด

นับเป็นนักธุรกิจไทยที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล สามารถวิเคราะห์ตลาดได้อย่างถูกต้องและไปสู่เป้าหมายนั้นได้ในระยะเวลาไม่นานนัก ด้วยเงินลงทุนก้อนแรก 10 ล้านบาทเศษ บวกกับประสบการณ์จากการทำงานที่บริษัท ยูนิคอร์ดฯ ผลิตปลาทูน่ากระป๋องอยู่ 9 ปี ในตำแหน่ง ผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศ นำเข้าส่งออก หล่อหลอมให้เขาได้เห็นเส้นทางทำธุรกิจในต่างแดน

เริ่มต้นจาก “กระทิงแดง”

คุณมงคล เล่าถึงสาเหตุการเข้ามาทำธุรกิจในเวียดนามว่า เป็นเพราะภรรยาชวนมาเที่ยวเมื่อ 19 ปีก่อน

“พอลงจากเครื่องบินมาก็นึกว่าเอาอะไรมาขายดี คิดถึงกระทิงแดง โทรไปที่บริษัทกระทิงแดง เขาบอกว่ามีตัวแทนขายที่ชายแดนอยู่แล้ว ผมก็เดินไปหาตัวแทนคนไทยเลย ผมบอกอยากทำบนดิน อยากทำการตลาด ไม่ได้ขายชายแดน คุยกันครั้งสองครั้งก็เป็นหุ้นส่วนจนถึงทุกวันนี้ เขาขายอยู่ที่ชายแดน กัมพูชา ลาว พม่า”

ธุรกิจในเวียดนามของคุณมงคลเริ่มขึ้นเมื่อปี 2536 โดยจัดจำหน่ายสินค้าไทย 2 ชนิดคือ เครื่องดื่มกระทิงแดง และปลากระป๋องตราสามแม่ครัว ส่งขายให้แก่ร้านค้าปลีก 87 แห่งที่นครโฮจิมินห์ มีพนักงานขายชุดแรก 70 คน ต่อมาได้ก่อตั้งบริษัทและโรงงานผลิตเต้าหู้หลอด ด้วยกำลังผลิต 200 ชิ้น ต่อวัน ปัจจุบันผลิตได้ 20,000 ชิ้น ต่อวัน

อย่างที่เกริ่นแต่ต้น คุณมงคลนั้นวิเคราะห์ตลาดได้อย่างแม่นยำ โดยเริ่มจากการนำกระทิงแดงมาบุกตลาดอย่างจริงจัง แม้ว่าช่วงแรกจะเจออุปสรรคต่างๆ นานา แต่ด้วยความเชื่ออย่างแรงกล้าว่าสินค้านี้มีอนาคตแน่นอนเพราะเห็นตัวอย่างความสำเร็จในประเทศอื่นๆ มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในยุโรปก็ตาม

“ผมคิดว่าเรดบูลขายได้ทุกประเทศ เวียดนามก็ไม่มีข้อยกเว้น ตอนเริ่มต้นต้องบอกว่ายาก จำได้ว่าตู้แรก 2,000 ลัง ใช้เวลาขายเกือบปี คือเริ่มต้นจาก 1 กระป๋อง 2 กระป๋อง ผมดีใจมาก ผมไปวางขาย 2 ปีแรก 87 ร้านค้าย่อยในโฮจิมินห์ ตอนนั้นมันยากมากที่จะเอาไปวาง เพราะภาษีนำเข้าร้อยละ 80 แล้วก็มีเรื่องโควต้า ซึ่งเราขายกระป๋องละ 9,000 ด่อง เขาบอกเอานมมาขายกินแล้วยังแข็งแรง เอาเบียร์มาขายกินแล้วเมานะ แต่ไอ้น้ำเหลืองๆ นี่มันอะไร ราคาเท่ากับไก่ครึ่งตัวเลย แล้วทำไมเขาถึงต้องมาซื้อกระทิงแดง ขาย 9,000 ด่อง ถือว่าขายขาดทุน แต่ถ้าถามผมคืออะไร ความเชื่ออย่างเดียว มันไม่ใช่เครื่องดื่มชูกำลัง เพียงแต่มันมีรสชาติ หอมแล้วก็หวาน ขายแพงกว่าโค้ก 20-30 เปอร์เซ็นต์”

ตั้งรง. ปลากระป๋องสามแม่ครัว

สุดท้ายกระทิงแดงสามารถเจาะตลาดเวียดนามได้สำเร็จ กระทิงแดงเป็นเบอร์ 1 อาจจะมีของเวียดนามบ้าง แต่อันดับ 2 ตัวเลขการขายห่างกันมาก รวมถึงปลากระป๋องสามแม่ครัวที่คนเวียดนามรู้จักและซื้อรับประทานกันเป็นประจำ ซึ่งสามารถหาซื้อได้ทั่วไปไม่ว่าจะเป็นร้านค้าย่อยหรือในซุปเปอร์มาร์เก็ตหรูหรา

ต่อมาในปี 2544 เขาก่อตั้ง “ไทยคอร์ป” ทำธุรกิจให้บริการด้านการจัดจำหน่ายและขยายตลาดสินค้าไทย และมีร้านค้าส่ง-ปลีกมากกว่า 50,000 แห่ง พอปี 2548 ไทยคอร์ปได้รับรางวัลการสื่อสารการตลาดยอดเยี่ยมอันดับที่ 13 จาก 100 แบรนด์ดังในเวียดนาม

จากนั้นในปี 2550 เขาก่อตั้งโรงงานปลากระป๋องสามแม่ครัว (เวียดนาม) ด้วยเงินลงทุนกว่า 9 ล้านดอลลาร์ โดยเข้าร่วมเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้จัดการของ บริษัท โมเดิร์นฟู้ดเวียดนาม ในเวลา 2 ปี โรงงานทำกำไรและยอดขายได้ 20 ล้านดอลลาร์ กระทั่งปี 2552 ธุรกิจนี้มียอดขาย 52 ล้านดอลลาร์ อีก 1 ปีต่อมาไทยคอร์ปเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC และตั้งชื่อใหม่เป็น “ไทยคอร์ป อินเตอร์เนชั่นแนล เวียดนาม”

BJC มีพนักงานกว่า 6,700 คน ประกอบธุรกิจในธุรกิจหลัก 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสินค้าและบริการด้านอุตสาหกรรม กลุ่มสินค้าและบริการทั้งอุปโภคและบริโภค กลุ่มสินค้าและบริการด้านเวชภัณฑ์ กลุ่มสินค้าและบริการด้านเทคนิค และกลุ่มธุรกิจด้านต่างประเทศ โดยตั้งสำนักงานในประเทศไทย พม่า ฮ่องกง สิงคโปร์ ครอบคลุมการผลิต การจำหน่าย และการบริการสินค้าในไทย เวียดนาม และภูมิภาคในเอเชียอาคเนย์

ใช้รถขนมปังโฆษณาสินค้า

ถ้าถามคนเวียดนามเรื่องปลากระป๋องสามแม่ครัว รับรองได้ว่าร้อยทั้งร้อยรู้จักดีและเคยรับประทานกันเป็นประจำ แต่กว่าจะถึงวันนี้ได้ก็ต้องมีการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้คนจดจำแบรนด์

“เริ่มแรกเลยผมนำเข้า จนเราตั้งโรงงานและขายที่นี่ เป้าหมายหลักคือขายที่เวียดนาม เราเพิ่มกำลังการผลิต มีทิศทางที่ชัดเจน ถ้ามองย้อนหลังไป 5 ปี ปลากระป๋องในเมืองไทยแข่งกันมาก ทำให้วัตถุดิบขาดแคลน การที่มีกำลังผลิตที่นี่ แล้วส่งปลากระป๋องกลับไปเมืองไทยก็เป็นขาหนึ่งของธุรกิจ ผมส่งกลับไทยปีที่แล้ว 200 กว่าล้านบาท

ต้องเข้าใจว่าการตลาดเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าอยู่ในใจผู้บริโภคแล้ว ตลาดจะตามมา เพราะฉะนั้น การทำมาร์เก็ตติ้ง เริ่มต้นจากการนำเข้า ตั้งแต่เดือนละตู้ จนถึงเดือนละ 60-70 ตู้ เราต้องไปทำการตลาด ถ้ามีเงินน้อยหรือไม่มีเงินก็ต้องมุ่งเน้นในส่วนที่เราคิดว่ามันจะช่วยโฆษณาให้เราได้ เช่น รถขนมปังคือกลุ่มเป้าหมายเริ่มต้น ติดสติ๊กเกอร์ที่ตู้ขนมปัง ซึ่งไม่มีใครสนใจตรงนั้น

เราใช้รถขนมปังตรงนั้นเป็นจุดทำการตลาด เป็นบิลบอร์ดเคลื่อนที่ เวลาที่รถวิ่งในโฮจิมินห์ ผมคิดว่าเรามีเกือบพันจุดที่ติดสติ๊กเกอร์ และในตู้ก็มีปลากระป๋องสามแม่ครัวของเรา ถามว่าไปด้วยกันได้ไหม ได้ เพราะใครๆ ก็พูดว่ากินปลากระป๋องกับขนมปัง

อีกอย่างคือมันยังไม่โตมากนัก หากเราพัฒนาให้กินกับข้าวได้จะไปได้อีกไกล เรามีแบรนด์ที่ต่อเนื่องจากเมืองไทยไม่ว่าจะเป็น ซีเล็ค ซีคราวน์ ซีแวลู ถ้าเทียบยอดขายสามแม่ครัวก็ยังห่างเบอร์ 2 ของเมืองไทยมากกว่าเท่าตัว แต่ถ้าดูจากอัตราการขายของเรา ยังไม่ได้ครึ่งของสามแม่ครัวในเมืองไทยเลย ตลาด 90 ล้านคน ยังมีโอกาสอีกมากมายมหาศาล และเรามีแผนสร้างโรงงานที่ 2 ในปีนี้”

คุณมงคล พูดถึงตลาดปลากระป๋องโดยรวมในเวียดนามว่า ปัจจุบันปลากระป๋องสามแม่ครัวมียอดในเวียดนาม เกือบๆ 30 เปอร์เซ็นต์ โดยขายอยู่ที่กระป๋องละ 9,000-10,000 ด่อง ส่วนปลากระป๋องของเวียดนามขายราคา 6,000 กว่าด่อง ขณะที่ของคนไทยค่ายพัทยาฟู้ดและซีเล็คขายราคา 7,000 ด่อง

“อันดับ 1, 2, 3 คือคนไทย ของเวียดนามผมคิดว่าเดือนหนึ่งขายไม่ถึง 5,000 ลัง เกมทั้งหมดของการทำการค้าในภูมิภาคนี้เรื่องปลากระป๋อง ภาพรวมคือการแย่งชิงวัตถุดิบ เมืองไทยมี 10 โรง แย่งกันซื้อ ปลาขาดแคลน สามแม่ครัวขายเดือนหนึ่งเป็นแสนหีบ หีบละ 1,300 บาท ปีหนึ่งเป็นล้านหีบ ฉะนั้น การสร้างโรงงานที่ 2 ผมมองว่าเป็นการแย่งชิงยุทธศาสตร์ในเรื่องของวัตถุดิบ เพื่อจะตอบรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี”

ค้าขายต้องจ่ายเงินสด

การทำธุรกิจในต่างแดน โดยเฉพาะประเทศที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน ระบบการเงินการธนาคารและกฎหมายต่างๆ ยังไม่เป็นสากล หลายคนคงอยากรู้ว่าคุณมงคลทำมาค้าขายแบบใด เจ้าตัวแจกแจงว่า “การค้าขายกับคนเวียดนามต้องเป็นเงินสดเท่านั้น เวลาเราค้าสด พนักงานที่อยู่ต่างจังหวัดเก็บเงินไม่ได้ เราไม่กลัวลูกค้าโกง แต่กลัวว่าพนักงานได้เงินมาแล้วไม่ยอมโอนเงินให้เรา ฉะนั้น เราก็ตั้งตัวแทน ดีลเลอร์ที่อยู่ต่างจังหวัด หรือยี่ปั๊ว จะต้องโอนเงินผ่านแบงก์เวียดนาม พอเราได้สลิปแล้วจะจัดส่งสินค้าให้ภายใน 48 ชั่วโมง นี่เป็นหลักเกณฑ์ เราค้าเงินสด ยกเว้นห้าง

การดีลกับคนเวียดนาม ยาก แต่ก็ต้องเข้าใจเขา ต้องเข้าใจว่าอะไรเป็นธรรมชาติของเขาและของเรา แล้วก็ดีไซน์ให้มันแมตชิ่งกัน เช่น ทำการค้า ไม่ทำระบบเครดิต ขายสด ขายครั้งละน้อยๆ ซื้อทีละลัง ผมแฮปปี้ มีสินค้าไทยไม่ต้องเอ่ยชื่อ เอาไปทีละเยอะๆ 200 ลัง 300 ลัง แล้วเก็บตังค์ทีหลัง ขายกันเละเทะ เก็บเงินไม่ได้ก็เจ๊งเลย เจ๊งกลับไปก็เยอะ

เราต้องรู้ว่าถ้าค้าเชื่อ จะเก็บตังค์ไม่ได้ ดังนั้น ต้องค้าสด ซึ่งเราต้องพยายามแยกย่อย อย่าไปคาดหวังว่าจะขายเจ้านี้ต้องเริ่มต้นทีละ 100-200 ลัง ถ้าต้องแกะกระป๋องขายเดี่ยวก็ต้องทำ มันเริ่มต้นจากพื้น นี่คือความอดทน”

กับการเข้าสู่เออีซี เอสเอ็มอีไทยมีช่องทางและโอกาสในการเข้ามาลงทุนในเวียดนามมากน้อยแค่ไหน ประเด็นนี้คุณมงคลให้ข้อคิดว่า “เออีซีแม้ภาพแมคโครมันเอื้ออำนวยแต่สุดท้ายแล้ว ปัญหาคือ การที่จะเริ่มต้น ยิ่งช้า โอกาสยิ่งน้อย การที่เข้ามาเริ่มทำก่อนมันก็ได้เปรียบ ผมยังเชื่อว่า เวียดนามยังมีโอกาสมากมายมหาศาล สำหรับสินค้าไทย แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นกังวลมากๆ ใน AEC ก็คือ การแข่งขันเปิดเต็มที่ การปลดล็อกบางอย่าง คนที่ได้เปรียบที่สุดคือคนที่แข็งแรง อย่างสยามซีเมนต์ หรือ ไทยเบฟ เข้ามาเวียดนามนานแล้ว เขามีวิสัยทัศน์มองการณ์ไกลว่าต้องขยายเข้ามา แต่ในส่วนของเอสเอ็มอีผมคิดว่าจะลำบากในเรื่องการสร้างแบรนด์ ฉะนั้น สิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้ทำคือเราต้องหามาร์เก็ตเพลส

อย่างไรก็ตาม ในการนำสินค้าไทยมาขาย ต้องคิดก่อนว่าจะขายของเพื่อเอากำไรกลับหรือจะมาสร้างตลาด คือ คิดว่ามาขายแล้วเอากำไรกลับ ไม่กำไรก็ไม่ทำ หรือคิดว่ามั่นใจในตลาดนี้และปักธงเราจะอยู่กับมัน เราจะค้าขายกับมัน ถ้าเชื่อตรงนั้นแล้วทำตรงนั้น ก็ต้องทำทุกวิธีที่จะทำให้มันเติบโต การค้ามันก็ต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ แล้วค่อยๆ เติบโต”

สำหรับแผนธุรกิจในอนาคตอันใกล้นี้ เขาบอกว่า อยากจะตั้งซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อวางจำหน่ายสินค้าแบรนด์ไทยให้มีช่องทางจำหน่ายโดยตรง

“เวลาผมค้าสินค้าแต่ละตัว กว่าจะสร้างยอดขายจากศูนย์ เดือนหนึ่งให้ได้แสน หรือล้าน มันยากเย็นแสนเข็ญ ถ้าผมเปิดซุปเปอร์มาร์เก็ตไทยขึ้นมา มันสอดคล้องกับ AEC สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่มองว่าภาพลักษณ์เราดี โดย content ในซุปเปอร์มาร์เก็ต 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นสินค้าไทย ผมก็สร้างความแตกต่างระหว่างซุปเปอร์มาร์เก็ตไทยกับซุปเปอร์มาร์เก็ตเวียดนามได้

ถ้าเป็นห้างผมอยากทำให้แตกต่าง คนเวียดนามถ้าไปห้างก็เจอสินค้าเวียดนามทั้งนั้น ถ้าห้างไทยคอร์ปเป็นสินค้าไทยสัก 70 เปอร์เซ็นต์ เหมือนกับที่เราไปอิเซตัน มีสินค้าญี่ปุ่นเพียบอะไรแบบนี้ ผมคิดว่าจะยกซุปเปอร์มาร์เก็ตไทยมาตั้งไว้ อย่างเวลาที่เราเปิดเอ็กซิบิชั่นไทย ในงานไทยเทรด จัดปีละ 2 ครั้ง คนเข้างานวันหนึ่งเป็นหมื่นคน คนเวียดนามสนใจก็หยิบหมด เพราะราคาไม่แพง คุณภาพดี และเป็นของใช้ประจำวัน”

คุณมงคล บัณฑรรุ่งโรจน์ นับเป็นนักธุรกิจของไทยเพียงไม่กี่รายที่เข้าไปทำธุรกิจในประเทศเวียดนามแล้วประสบความสำเร็จ โดยยึดหลัก “อดทน ซื่อสัตย์ ขยัน” แต่กว่าจะมีวันนี้ได้เขาต้องผ่านอุปสรรคนานัปการ ทว่าก็คุ้มค่ากับผลสำเร็จที่เกิดขึ้น

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

ต้อนรับปีใหม่…รวมเทรนด์ธุรกิจเร้าใจ เปิดเส้นทางรวย SMEs 2556 ชวนกันก้าวไปเป็นเศรษฐีปีมะเส็ง

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022010156&srcday=2013-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 316

รายงานพิเศษ

ต้อนรับปีใหม่…รวมเทรนด์ธุรกิจเร้าใจ เปิดเส้นทางรวย SMEs 2556 ชวนกันก้าวไปเป็นเศรษฐีปีมะเส็ง

เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง นิตยสาร “เส้นทางเศรษฐี” ฉบับต้อนรับศักราชใหม่ 2556 จัดให้ จัดเต็ม ด้วยข้อมูลรอบด้านสำหรับการตัดสินใจเริ่มต้นมองหา อาชีพอิสระ ธุรกิจขนาดย่อม ไปจนถึงลู่ทางลงทุนเพื่อก้าวไปเป็นเจ้าของกิจการระดับแถวหน้า

เริ่มจากมุมมองในภาพใหญ่ของทิศทางเศรษฐกิจไทย 2556 โดย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ชี้ทิศทางค่อนข้างชัดว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2556 จะยังเติบโตต่อเนื่องในระดับ 5% ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจการค้าการลงทุนหลากหลายประเภท

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธุรกิจยานยนต์ที่เฟื่องฟูต่อเนื่องจากปี 2555, ธุรกิจสินค้าเกษตรแปรรูป, กิจการก่อสร้างที่จะได้อานิสงส์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ รวมถึง ธุรกิจยุคใหม่ที่จะขยายตัวไปตามบริการการสื่อสารระบบ 3G ตลอดจนสื่อดิจิตอล รูปแบบต่างๆ

จากนั้นตามไปเจาะเทรนด์ แฟรนไชส์เด่น ปี 2556 ซึ่ง อาจารย์พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ กูรูด้านแฟรนไชส์ ให้ข้อมูลการขยายตัวของกลุ่ม แฟรนไชส์อาหาร, เครื่องดื่ม, บริการ, สุขภาพ, ความงาม ยังรักษาความแรงเอาไว้ได้เช่นเดิม แต่ก็จะเห็นสัญญาณการเข้ามาสู่ตลาดของแฟรนไชส์จากต่างประเทศมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

ขณะเดียวกัน ยังมีมุมมองที่แหลมคมจากสายตานักคิด นักออกแบบสินค้า ดีไซเนอร์ชื่อดัง ที่จะชี้ทิศทาง ตลอดจนเทรนด์การใช้สีสัน การให้ความสำคัญกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการสร้างแบรนด์ เพื่อต่อยอด ยกระดับสินค้าไทยให้มีมูลค่าเพิ่ม เพิ่มโอกาสในการขยายตลาดให้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีแง่คิดที่น่าสนใจ มองแนวโน้มรูปแบบการผลิตสินค้า ไอเดียใหม่ที่ยังอยู่ในกระแส พร้อมทัศนะจากผู้จัดการร้าน TCDC

ยังมีข้อคิด คาถาสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ SMEs จากกูรูชื่อดัง ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย เกี่ยวกับ 11 สิ่งที่ “ต้อง” ไม่มองข้ามหากอยากประสบความสำเร็จ

ปิดท้ายด้วย “ซินแสมาศ” กับศาสตร์พยากรณ์ที่นำเสนออีกมุมมองหนึ่ง สำหรับไขรหัสไปสู่ความรวย เพื่อก้าวไปเป็นเศรษฐีในปีมะเส็ง

ทุกเรื่อง ทุกข้อมูลมีความหมาย และกองบรรณาธิการ เส้นทางเศรษฐี เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการเริ่มต้นปี 2556 เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้อ่าน เจ้าของกิจการ และผู้ประกอบอาชีพอิสระทุกท่าน…

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

“เวทย์ นุชเจริญ” แห่ง ธ.กรุงไทยเปิดผลิตภัณฑ์ เพื่อ SMEs ปี 56

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026010156&srcday=2013-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 316

“เวทย์ นุชเจริญ” แห่ง ธ.กรุงไทยเปิดผลิตภัณฑ์ เพื่อ SMEs ปี 56

หลังจากที่ประเทศไทยประสบอุทุกภัยครั้งใหญ่ ส่งผลกระทบถึงผู้ประกอบการ SMEs มากราย ฉะนั้น ในปี 2555 จึงเสมือนเป็นปีแห่งการฟื้นฟูความเติบโตให้กลับคืนมาอีกครั้ง

และสถาบันการเงินถือว่ามีส่วนร่วมสนับสนุน ส่งเสริม ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และกับธนาคารกรุงไทย ในฐานะธนาคารพาณิชย์ของรัฐ ผู้มีบทบาทความรับผิดชอบโดยตรงในการสนองนโยบายภาครัฐ ที่มุ่งให้ความช่วยเหลือ SMEs ก็ถือว่ามีบทบาทต่อการช่วยเหลือ ผ่านผลิตภัณฑ์และบริการอันหลากหลาย

ปี 55 ช่วย SMEs

กลับมาดูดีอีกครั้ง

ฉะนั้น กับการฟื้นฟูให้ SMEs กลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง จึงเป็นหน้าที่รับผิดชอบ โดย คุณเวทย์ นุชเจริญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานธุรกิจรายย่อยและเครือข่าย บมจ.ธนาคารกรุงไทย กล่าวถึงบทบาทของธนาคารกรุงไทยในปีที่ผ่านมา และรวมไปถึงภาพรวมความช่วยเหลือในปี 2556 ว่า

“ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบกับมหาอุทกภัย ส่งผลถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นอย่างมาก ธนาคารจึงได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟูและเยียวยาผู้ประสบภัยทั้งในรูปแบบสินเชื่อเพื่อปรับปรุง/ซ่อมแซม หรือเป็นทุนหมุนเวียนในกิจการ ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ รวมไปถึงการพักชำระหนี้ ผ่อนปรนเงื่อนไขสินเชื่อ และให้คำปรึกษาแนะนำ ตลอดจนสนับสนุนการสร้างเครือข่ายจับคู่ธุรกิจ เพื่อให้เกิดความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”

ทั้งนี้ในปี 2555 ธนาคารกรุงไทย ได้เข้าร่วมมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยของรัฐบาล ได้แก่ มาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยของธนาคารแห่งประเทศไทย (Soft Loan BOT) โดยธนาคารกรุงไทยปล่อยสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการ SMEs และ โครงการความร่วมมือกับธนาคารออมสินและ บสย. ในการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รวมแล้วกว่า 60,000 ล้านบาท

นอกจากนั้น ธนาคารกรุงไทยยังมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อให้การสนับสนุนธุรกิจ SMEs อย่างเช่น สินเชื่อเพื่อเพิ่มผลผลิต เพื่อปรับปรุงเครื่องจักร ประสิทธิภาพการผลิต และเทคโนโลยี ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และ สินเชื่อ KTB SMEs Start-up สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นดำเนินธุรกิจ โดยมี บสย. รับค้ำประกันสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการที่ไม่มีหลักประกัน หรือมีหลักประกันเพียงบางส่วน

“จากการออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่สอดคล้องกับความต้องการของ SMEs อย่างต่อเนื่อง ทำให้ธนาคารมียอดสินเชื่อ SMEs ประมาณ 300,000 ล้านบาท โดยกลุ่มธุรกิจหลักให้การสนับสนุน คือ ธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์, อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป, โลจิสติกส์, พลังงานทดแทน, วัสดุก่อสร้าง, ก่อสร้างภาครัฐ และภาคเอกชน เป็นต้น”

พร้อมมอบของขวัญ

ผลิตภัณฑ์เพื่อ SMEs

ดังกล่าวมาคือภาพความเป็นมาเป็นไปและการสนับสนุนของธนาคารกรุงไทยมีต่อภาคธุรกิจ SMEs ในปี 2555 และแน่นอนว่า กับการช่วยเหลือสนับสนุน SMEs ยังคงมีต่อไป โดยทิศทางปี 2256 คุณเวทย์ กล่าวไว้ดังนี้

“ในปี 2556 ธนาคารเน้นช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs โดยเฉพาะรายเล็กที่ต้องการพัฒนาประสิทธิภาพด้านการผลิตและเทคโนโลยี และลดภาระต้นทุนด้านแรงงานเนื่องจากนโยบายค่าแรง 300 บาท โดยผ่านการให้สินเชื่อเพื่อเพิ่มผลผลิต”

ทั้งนี้สำหรับลูกค้าในกลุ่มส่งออก-นำเข้า ธนาคารกรุงไทย ตระเตรียมสินเชื่อ KTB Special Offer for Exporter-Importer โดยคิดดอกเบี้ยในอัตราพิเศษ รวมทั้งการให้วงเงินเพื่อประกันความเสี่ยงจากการแลกเปลี่ยนด้วย

นอกจากนี้ ธนาคารยังมีแผนการออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อ Supply Chain Solution Package เฉพาะกลุ่มลูกค้าโดยกำหนดเงื่อนไขแพ็กเกจสินเชื่อให้แก่คู่ค้าของ Sponsor แต่ละโครงการโดยเฉพาะ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าได้รับการอนุมัติสินเชื่อที่รวดเร็วขึ้น

ธนาคารกรุงไทย ยังได้มีการพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับสินเชื่อ Supply Chain (Supply Chain E-Financing) โดยลูกค้าสามารถเบิกใช้วงเงินสินเชื่อ ตลอดจนชำระหนี้ให้กับธนาคารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด และยังได้ออกแคมเปญส่งเสริมสินเชื่อ Supply Chain เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งจะได้รับความช่วยเหลืออย่างครบวงจร อันจะส่งผลให้ SMEs ที่ได้รับความช่วยเหลือมีความเข้มแข็ง เติบโต พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในปี 2556

สำหรับธุรกิจที่ธนาคารกรุงไทยให้ความช่วยเหลือในปี 2556 โดยมุ่งเน้นธุรกิจที่มีศักยภาพและแนวโน้มเติบโต โดยแบ่งเป็น ธุรกิจ SMEs ขนาดเล็ก เช่น ธุรกิจซื้อมาขายไป โดยเจาะพื้นที่ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด, ธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดเล็ก, ธุรกิจบริการ, OTOP, ธุรกิจการค้าขายชายแดน เป็นต้น

ศึกษารอบด้าน

เปิดโอกาส สู่ AEC

นอกจากนั้นยังช่วยเหลือธุรกิจ SMEs ขนาดกลาง เช่น ธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์, อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป, โลจิสติกส์, คลังสินค้า, พลังงานทดแทน, การท่องเที่ยวและโรงแรม, วัสดุก่อสร้าง, ก่อสร้างภาครัฐและเอกชน, รับเหมาสร้างบ้าน เป็นต้น

ก่อนจะจบหน้ากระดาษนี้ คุณเวทย์ ยังฝากข้อแนะนำถึงผู้ประกอบการ SMEs ในการตั้งรับกับความเสี่ยงทั้งที่รู้และไม่รู้ไว้ดังนี้

“จากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวในอัตราชะลอลงจากปี 2555 ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่มีความแน่นอน โดยเฉพาะผลจากปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปที่ยังต้องใช้เวลาในการสะสาง เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างเปราะบาง

นอกจากนั้น เศรษฐกิจจีนแม้จะยังขยายตัวในเกณฑ์สูง แต่ก็เป็นอัตราที่ชะลอลงต่อเนื่อง ซึ่งล้วนกดดันให้ภาคส่งออกของไทยยังคงอ่อนแอ

อีกทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงในประเทศ ได้แก่ ราคาสินค้าอาจขยับขึ้นอีกครั้ง ตามต้นทุนค่าแรง วัตถุดิบ และพลังงานที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ความแปรปรวนของสภาพอากาศและภัยธรรมชาติที่ยากจะคาดการณ์ผลกระทบ รวมทั้งปัญหาการเมืองและความขัดแย้งในสังคมที่ยังมีอยู่ และการก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)

จากปัจจัยดังกล่าว ผู้ประกอบการ SMEs ต้องทราบจุดอ่อนจุดแข็งของตนเอง เพื่อใช้วางกลยุทธ์ และกำหนดทิศทางการประกอบธุรกิจ รวมถึงเตรียมความพร้อมก้าวเข้าสู่ AEC เช่น

1. การศึกษา พฤติกรรมผู้บริโภคพื้นฐานทางสังคม ประเพณี วัฒนธรรม และศาสนา เพื่อที่จะสามารถทราบและเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุด

2. ศึกษากฎระเบียบและเงื่อนไขทางการค้าของประเทศที่จะเข้าไปเปิดตลาด

3. ดำเนินกลยุทธ์การตลาดเชิงรุก เพื่อเจาะตลาดผู้บริโภคและสร้างแบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับและจดจำ

4. พัฒนาศักยภาพของบุคลากร ทั้งในด้านเทคโนโลยี ฝีมือแรงงาน และภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร

5. ปรับปรุง พัฒนา เครื่องจักร หรือนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ อันถือเป็นการแก้ปัญหาค่าแรงงานที่สูงขึ้น

ธนาคารกรุงไทย หนุน SMEs ก้าวสู่ AEC

“การก้าวเข้าไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs มีโอกาสในการขยายตลาดไปสู่ผู้บริโภคในภูมิภาค ส่งผลให้มีจำนวนผู้บริโภคมากขึ้นกว่า 10 เท่า อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่หลากหลายขึ้น ในราคาที่ถูกลง

ขณะเดียวกันผู้ประกอบการ SMEs ของไทยก็มีอุปสรรคที่สำคัญ คือ ปัญหาด้านแรงงาน ที่มีค่าแรงขั้นต่ำสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ปัญหาขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ และอุปสรรคด้านการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร

ทั้งนี้ ธนาคารกรุงไทย จึงให้ความสำคัญช่วยเหลือสนับสนุน SMEs เพื่อเข้าสู่ AEC โดยเฉพาะ SMEs ขนาดกลางและขนาดใหญ่ โดยการสนับสนุนผ่านสินเชื่อเพื่อเพิ่มผลผลิต (SME-Productivity) และสินเชื่อนวัตกรรมดี ไม่มีดอกเบี้ย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการผลิตมากขึ้น โดยนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในธุรกิจและสร้าง Innovation ทั้งสินค้าและกระบวนการผลิตให้กับ SMEs ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานและลดต้นทุนการผลิต

รวมทั้ง การจัดอบรมโครงการพัฒนาธุรกิจลูกค้า SMEs (KTB-MMS) เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจในการบริหารธุรกิจยุคใหม่ และ AEC กับผู้ประกอบการ SMEs อย่างต่อเนื่อง”

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , | ใส่ความเห็น

ฟันธง!ดีไซน์-สร้างสรรค์พลังขับเคลื่อนธุรกิจยุคใหม่

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07028010156&srcday=2013-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 316

ฟันธง!ดีไซน์-สร้างสรรค์พลังขับเคลื่อนธุรกิจยุคใหม่

“ดีไซน์ คือ การลงทุน”

นี่เป็นปรัชญาข้อหนึ่งของผู้ประกอบการยุคใหม่ที่เล็งเห็นเส้นทางการทำธุรกิจแจ่มชัด

บ่อยครั้งที่สินค้ามักถูกออกแบบตามความรักชอบของเจ้าของ แต่ผลที่ได้รับกลับไปไม่รอด นั่นเป็นเพราะความรักชอบนั้นไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างตรงจุด

ท่ามกลางสงครามการแข่งขันอันดุเดือด การสร้างความชัดเจนในภาพลักษณ์จะสร้างให้สินค้านั้นๆ มีชีวิต เกิดพลัง มีคุณค่า และตอบโจทย์ได้ชัดเจน

“ดีไซน์” และ “ความคิดสร้างสรรค์” คือ สิ่งที่จะทำให้ธุรกิจไปถึงจุดนั้นได้

เป็นอาวุธธุรกิจยุคใหม่ที่ไม่ว่าใครก็ไม่ควรมองข้าม

ความคิดสร้างสรรค์คือข้อบังคับ

ท่ามกลางสถานการณ์การแข่งขันที่เข้มข้น ท่ามกลางเศรษฐกิจที่วิกฤตไปทั่วโลก แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับเป็นเรื่องดีอย่างคาดไม่ถึง

อาจารย์โอภาส ลิมปิอังคนันต์ นายกสมาคมนักออกแบบเรขศิลป์ และซีอีโอนักออกแบบแห่งบริษัท ฟอนทอรี จำกัด กล่าวว่า “ครีเอทีฟหรือความคิดสร้างสรรค์นั้นมักเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี เพราะช่วงนั้นการจะลงทุนทำอะไรสักอย่างจำเป็นต้องคิดอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มให้มากที่สุด เมื่อหันมามองบ้านเรายังมีคนตกงานจำนวนมาก เขาต้องหางานทำและส่วนหนึ่งก็จะก้าวเข้ามาทำธุรกิจ ซึ่งการทำธุรกิจนั้นเขาจะเสี่ยงมากไม่ได้ ดังนั้น เขาจะต้องใช้ครีเอทีฟมาก

ประกอบกับยุคนี้เรื่องของครีเอทีฟ กลายเป็นข้อบังคับของเด็กรุ่นใหม่ไปแล้ว พวกเขามีความกล้า มีความกระหายที่อยากลอง อยากทำ เขาจะสร้างรูปแบบใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกมาก ยกตัวอย่าง สินค้าเล็กๆ อย่างหมูปิ้งก็จะมีครีเอทีฟ ต่อไปจำนวนชิ้นอาจจะน้อยลง แต่ใส่ดีไซน์เข้าไปมากขึ้น ทำเป็นขนาดพอดีคำ กินพร้อมข้าวเหนียวได้ในไม้เดียว”

สวยพอเพียง เรียบแต่ไม่ง่าย

ขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ ฟู้ดสไตลิสต์ ผู้สร้างภาพลักษณ์สินค้า กรรมการผู้จัดการบริษัท ขาบสไตล์ จำกัด ลงลึกในรายละเอียดถึงกระแสนิยมของการออกแบบว่า ต่อจากนี้ไปจะเน้นความเรียบง่าย สวยอย่างพอเพียง ไม่มากและน้อยจนเกินไปโดยจะมีการดีไซน์จะเป็นตัวกำหนด

กูรูคนดัง ลงลึกให้เห็นว่า ความรู้นั้นเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งในการออกแบบ ต้องเข้าใจธรรมชาติของสิ่งที่ทำ ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงวัฒนธรรม

“ประเด็นคือ บ้านเราขาดการตีโจทย์ที่ยังไม่ได้ตกผลึกทางความคิด และมักจะมองในเรื่องของดีไซน์ว่าอะไรที่น้อยๆ จะไม่น่าสนใจและไม่ชวนดึงดูด ฉะนั้น พอเวลาจะดีไซน์งานแต่ละครั้งจึงมักจะใส่อะไรลงไปมากมาย”

เคล็ดลับสำคัญที่จะทำให้สินค้านั้นอยู่ในความนิยมได้ตลอดกาล อยู่ที่การนำความงามในสิ่งที่มีมานำเสนอแบบเรียบง่าย แต่ซุกซ่อนดีไซน์เพื่อส่งให้สินค้าเกิดความพิเศษ

“สินค้าต้องผ่านกระบวนการคิดเพื่อสร้างรูปแบบ ต้องเข้าใจความงามตามแบบฉบับธรรมชาติ เราในฐานะดีไซเนอร์จะส่งต่อสิ่งที่เป็นหัวใจหลักแล้วนำมาพัฒนาเข้ากับผลิตภัณฑ์ทำให้โดดเด่นสง่างาม”

“ผมมองว่า ปรัชญาความเรียบง่ายคือ ความงดงามที่แท้จริง (Simply the Best) โดยเฉพาะสินค้าอาหารไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหนก็ตาม หากนำเสนอที่เข้าถึงคุณค่าของวัตถุดิบได้อย่างน่าสนใจ เมื่อนั้นความงามของสินค้าจะปรากฏและมีความหมายขึ้นมาทันที”

อย่าทิ้งดีไซน์ อย่าลืมแพ็กเกจจิ้ง

จะว่าไปแล้ว ธุรกิจในบ้านเราดูเหมือนว่า อาหารจะเป็นธุรกิจกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศก็ว่าได้ แต่ในความเป็นจริง เรื่องดีไซน์ในสินค้าอาหารกลับไม่ได้เติบโตตามขนาดธุรกิจเลย

เรื่องนี้คุณขาบมีคำตอบ

“ทิศทางการดีไซน์อาหารค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับสินค้าชนิดอื่น เพราะอาหารมีข้อจำกัดเรื่องฤดูกาลของวัตถุดิบ สินค้าเกษตรจะเติบโตต้องใช้เวลาทั้งนั้น นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในการบริโภค เสี่ยงต่อชีวิตหรือไม่ การดีไซน์จึงจำเป็นต้องรอบคอบระมัดระวัง เพราะปัจจุบันข่าวสารสามารถติดต่อกันได้ทั่วโลกแล้ว หากอาหารชนิดไหนที่มีเรื่องดีไซน์เข้ามามักจะสร้างความน่าสนใจและชวนติดตาม

กฎขั้นพื้นฐานของการดีไซน์อาหารก็คือเน้นคำว่า Fresh & Simply นั่นก็คือ วัตถุดิบต้องสดใหม่ เป็นหัวใจที่ทำให้อาหารอร่อย โดยการนำเสนอที่เน้นความเรียบง่ายจะช่วยสะท้อนให้เห็นความงามของวัตถุดิบอาหารได้อย่างเข้าถึงแก่น

“ความจริงอาหารที่เรารับประทานมีสีสันอยู่แล้ว เพียงแต่เราจะจัดการให้น่าสนใจด้วยวิธีการอย่างไร ที่ทั่วโลกเขาปฏิบัติกันก็คือ เน้นการนำคู่สีสากลมาใช้ร่วมกับการกำหนดสีและรูปทรงของวัตถุดิบให้ไปด้วยกัน จะทำให้อาหารมีราคา”

ไม่เพียงเท่านั้น สินค้าอาหารจำเป็นอย่างมากในเรื่องของการสร้างอารมณ์ โดยใช้รูปภาพเป็นส่วนประกอบ เมื่อเห็นภาพแล้วเข้าใจทันที ทำให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายและรวดเร็ว การดีไซน์จึงมีความสำคัญที่จะทำให้ทุกอย่างสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน ตั้งแต่กระบวนการคิด สีของโลโก้ สีของฉาก สีของสินค้า สีของภาพที่ต้องออกแบบให้งดงามตามแบบธรรมชาติมีชีวิตชีวา ไม่จัดฉากเกินความเป็นจริง

นอกจากนั้นแล้ว อย่าลืมที่จะใส่ “สตอรี่” บอกเรื่องราวบอกที่มาที่ไปของแหล่งวัตถุดิบ ซึ่งอาจบอกผ่านทาง เมนูอาหาร แพ็กเกจจิ้ง กระดาษรองจาน ฯลฯ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าได้อย่างนึกไม่ถึง

“ข้อเท็จจริงในการขายสินค้านั้นมีส่วนประกอบสำคัญอยู่ 2 อย่างคือ เหตุผลและอารมณ์ แม้ผู้บริโภคเข้าใจและมองเห็นคุณภาพของสินค้าก็จริง แต่ทุกครั้งที่ตัดสินใจซื้อก็มาจากอารมณ์ความพึงพอใจล้วนๆ”

สินค้าเกษตร ดีไซน์ช่วยได้

เมื่อสินค้ารากเหง้าของไทยคือ เกษตรกรรมเป็นปัจจัยหลัก แต่การจะสร้างรากเหง้าให้มั่นคงแข็งแรง ยั่งยืนและทำให้สินค้าเกษตรไทยโด่งดังเป็นที่กล่าวขานและยอมรับไปทั่วโลกได้นั้นจะต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กันทั้งระบบ ทั้งคุณภาพ และดีไซน์

เป็นที่น่าสงสัยว่า สินค้าเกษตรไทยมีคุณภาพ มีชื่อเสียงจนทั่วโลกให้การยอมรับ แต่น่าแปลกที่เมื่อของดีมีคุณภาพที่ว่า เมื่อผ่านการแปรรูปแล้วภาพพจน์กลับไม่ดี ทั้งราคายังต่ำอีกด้วย

หรือเป็นเพราะว่า ดีไซน์ของสินค้าไทยยังไม่ได้มาตรฐานสากล

แต่อะไรคือ ความเป็นมาตรฐานสากล ที่จะพาให้สินค้าไทยไปสู่เวทีโลกได้

ในเรื่องนี้ คุณขาบ มองว่า “อาจจะเป็นตั้งแต่ระบบสื่อสารที่เราผิดพลาดมาตั้งแต่แรกเริ่ม ในความเป็นจริงเราจำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีมาตรฐานและมีปริมาณมากเพียงพอกับจำนวนสินค้าเกษตรของเรา ผมคิดว่า มหาวิทยาลัยที่มีคณะเกี่ยวกับการออกแบบ ควรบรรจุหลักสูตรเข้าไป โดยเฉพาะสาขาการออกแบบสินค้าเกษตรกรรม ควรสอนเนื้อหาว่าด้วยเรื่องคุณค่าความงาม การเข้าถึงวัตถุดิบสินค้าเกษตรอย่างทะลุปรุโปร่ง จะทำให้การออกแบบสินค้าของเรามีมูลค่าเพิ่มมากยิ่งขึ้น

ช่วยกันยกระดับ OTOP และ SMEs

OTOP และ SMEs เป็นสิ่งที่เกิดและอยู่คู่กับสังคมไทยมานาน และมีจำนวนไม่น้อยที่พัฒนาจนกลายเป็นธุรกิจใหญ่โต ขณะเดียวกันก็มีอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังคงย่ำอยู่ที่เดิม หรือตกม้าตายตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ส่วนใหญ่วงจรชีวิตจะสั้น ความยั่งยืนไม่มี ภาพลักษณ์ไม่ดีเพราะคนมักจะตีค่าเป็นของราคาถูก ของโหล เป็นภาพที่แก้ยากเพราะคนจดจำไปแล้ว

เรื่องนี้กูรูทั้งหลายให้ความเห็นว่า “ระบบจัดการยังไม่ดีพอ”

ประเด็นคือ จะหาทางช่วยธุรกิจเหล่านี้ให้เติบโตและก้าวเดินได้อย่างมั่นคงได้อย่างไร และอะไรคือ กุญแจสู่ความสำเร็จ

คุณขาบ กล่าวว่า “เขาจะต้องมีพี่เลี้ยงที่จะนำพวกเขาเข้าสู่ระบบ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและจัดระบบการดีไซน์ให้ได้มาตรฐานสากล สิ่งที่น่าจะทำคือ สร้างโปรเจ็กต์นำร่อง โดยเปิดคอร์สอบรมด้านดีไซน์เปลี่ยนโลก โดยคัดผู้ประกอบการที่มีความพร้อม และสินค้าที่มีคุณภาพที่พร้อมจะแต่งตัวใหม่ โดยมีหน่วยงานจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสำนักส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นผู้สนับสนุน เมื่อสินค้าออกสู่ตลาด ผู้บริโภคพึงพอใจสินค้า OTOP และ SMEs ก็แข่งขันได้ในเวทีระดับอาเซียนและเวทีระดับโลก

และยิ่งอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โลกเสรีเศรษฐกิจอาเซียน AEC จะเปิด ยิ่งจะทำให้สินค้าและบริการกระจายไปได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ฉะนั้น สินค้าที่ได้คุณภาพและดีไซน์ที่ตรงตามมาตรฐานสากลก็จะมีโอกาสสูงในการขยายและก้าวเดินไปได้ไกลกว่า

ทางด้านอาจารย์โอภาส ให้ความเห็นว่า “การดีไซน์ต้องมองกลับไปที่แนวโน้มของรูปแบบสินค้า สิ่งเหล่านี้จะมีกระแสของโลกกำหนดแนวทางและวางแนวคิดการออกแบบไว้ให้บางส่วนแล้ว ดังนั้นเราต้องศึกษาแนวทาง

เช่น ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป แนวโน้มของธุรกิจจะหันไปในทิศทางที่รับผิดชอบต่อสังคม หรือที่เรียกว่า โซเชียล เอนเตอร์ไพรซ์ กลุ่มธุรกิจเกี่ยวกับการบริการต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรี กลุ่มสุขภาพ และการแพทย์ทางเลือกจะมาแรง

เมื่อเห็นเทรนด์ลูกค้า แนวคิดจึงเกิด แนวทางการดีไซน์จึงจะแจ่มชัด

ออกแบบดี แต่มีข้อเตือนใจ

ถึงเวลานี้ ผู้ประกอบการ SMEs หลายๆ คนจะหันมาให้ความสนใจกับเรื่องการพัฒนาสินค้า เรื่องการออกแบบ การบริการ และนวัตกรรมอย่างมาก จนบางทีอาจหลงลืมเรื่องสำคัญบางเรื่อง

โมเดลธุรกิจ แผนการเงิน และกฎหมาย คือ เรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการควรรู้

อาจารย์โอภาส กล่าวว่า “เราให้เวลาพัฒนานวัตกรรมไปครึ่งชีวิต แต่กลับมาตกม้าตายตอนจบกับกฎหมายเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ควรพลาด เรื่องลิขสิทธิ์ ก๊อบปี้ไรท์ เมื่อเปิด AEC แล้วเราจะไปเล่นเป็นมวยวัดเรื่อยๆ ไม่ได้”

เช่นเดียวกับเรื่องของเงิน เรื่องใหญ่ที่กลับเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยรู้ปัญหา แต่ไม่กล้าเข้าไปยุ่ง และทำเป็นเมินมองข้ามไป ซึ่งตรงนี้กูรูนักออกแบบบอกว่า “ผิดเต็มประตู” เพราะเรื่องนี้ต้องรู้ให้ถ่องแท้จึงจะก้าวไปสู่ถนนธุรกิจนั้นๆ ได้อย่างมั่นคง

“ผมเองอยู่ในแวดวงดีไซน์ มองเห็นความเปลี่ยนแปลง ผมได้เห็นว่า ไม่ว่าเราจะประสบความสำเร็จเรื่องดีไซน์สักแค่ไหน แต่แผนธุรกิจไม่มี บิสิเนส โมเดลไม่ผ่าน ความพร้อมทางด้านไฟแนนเชียลไม่ได้ กฎหมายไม่รู้ แล้วเราจะก้าวต่อไปอย่างไร ขยายอย่างไร โตอย่างไร อยู่อย่างไร”

ทั้งหมดนี้คือ คำถาม

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , | ใส่ความเห็น

PET MASTER รับจัดงานศพครบวงจร ทางเลือกของคนรักสัตว์

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040010156&srcday=2013-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 316

แฟรนไชส์โซน

พารนี

PET MASTER รับจัดงานศพครบวงจร ทางเลือกของคนรักสัตว์

“…บางวัดพอเดินเข้าไปกราบหลวงพ่อขอตั้งเตาเผาหน่อย ท่านบอกจะบ้าเหรอใครเขาเผาหมาในวัด แถมโดนไล่ไม่คุยด้วยเลย เลยต้องเดินคอตกออกมา”

“แนวโน้มธุรกิจสัตว์เลี้ยงไทยคึกคัก เผยคนไทยแห่เลี้ยงสัตว์เพิ่ม ดันตลาดรวมทะลุหมื่นล้าน โต 20-25% ติด 1 ใน 3 ประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก ที่มีการเติบโตสูงสุด…”

(ที่มา ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 1-4 เม.ย. 55)

ตัวอย่างการนำเสนอข่าวจากสื่อมวลชนข้างต้น น่าจะเป็นตัวบ่งชี้ที่ “น่าเชื่อถือ” ได้ว่า ธุรกิจสัตว์เลี้ยงในบ้านเรามีศักยภาพ มีการเติบโตต่อเนื่อง และมีแนวโน้มน่าลงทุนไม่น้อย

PET MASTER คือ ธุรกิจภาคบริการเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงทุกชนิด ซึ่งกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เกริ่นมาแค่นี้หลายท่านอาจคาดว่า คงหนีไม่พ้น โรงพยาบาล ร้านอาหาร ร้านอาบน้ำตัดขน หรือไม่ก็ที่พักโรงแรม ดังเห็นกันอยู่มากมายหลายแบรนด์

หากใครเดาอย่างนั้นต้องขอบอกว่าผิดถนัด เพราะธุรกิจเจ้าของเรื่องราวนับจากนี้ มีการบริการไว้สำหรับสัตว์เลี้ยงที่ไร้ลมหายใจแล้ว…เท่านั้น!

แนวคิดต่าง

งานยากสุด

โครงการฌาปนกิจสัตว์เลี้ยง PET MASTER มีหญิงสาวบุคลิกคล่องแคล่ว ร่าเริง เป็นกันอง วัย 27 ปีเศษ ชื่อ พลอยทราย ภัสสรศิริ เป็นเจ้าของ

ช่วงเริ่มต้นของการสนทนา เธอย้อนความเป็นมาให้ฟัง จบการศึกษาด้านสถาปัตย์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนได้รับปริญญาตรีจะต้องทำงานวิจัยส่ง และด้วยความที่กิจการของครอบครัวเป็นโรงงานรับจ้างผลิตเตาไร้มลพิษทุกประเภท เลยเลือกทำหัวข้อเกี่ยวกับการออกแบบพื้นที่การจัดงานศพสำหรับส่วนรวม มีวัตถุประสงค์เพื่อลดมลพิษ ในเขตกรุงเทพฯ

หลังเรียนจบออกมา ระหว่างช่วยทำธุรกิจที่บ้าน คิดอยากมีกิจการในแบบของตัวเอง

“เป็นคนชอบเลี้ยงสัตว์ พอมันตายมักฝังในบริเวณบ้าน แต่ลองนึกถึงคนเลี้ยงกลุ่มอื่นซึ่งเขาอาจไม่มีพื้นที่ให้ฝัง การทิ้งร่างของสัตว์เลี้ยงลงถังขยะบางครั้งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งย่อมก่อให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม เลยคิดว่าน่าจะมีธุรกิจรับเผาซากสัตว์พวกนี้ให้เป็นเรื่องเป็นราว” คุณพลอยทราย บอกถึงที่มา

หลังจากวางแนวคิดเริ่มต้นไว้ดังว่า สิ่งที่คุณพลอยทรายดำเนินการต่อมา นั่นคือ ศึกษาธุรกิจรับเผาซากสัตว์ตัวอย่างในต่างประเทศ พบมีที่อังกฤษ และ ญี่ปุ่น เท่านั้นทำกันเป็นกิจจะลักษณะ

“ก่อนทำธุรกิจจริงจัง หาข้อมูลอยู่ 4-5 เดือน เจอใครมักถามว่าอยากทำแบบนี้จะดีมั้ย บางคนบอกดี บางคนขำ บางคนงง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเปิด” คุณพลอยทราย เล่าน้ำเสียงสดใส

กระทั่งราวปลายปี 52 เธอจึงเริ่มเดินหน้าหาวัดที่มีแนวคิดตรงกัน เนื่องจากการศึกษากฎหมายท้องถิ่นหลายฉบับ พบว่า การตั้งเตาเผาซากสัตว์ ไม่สามารถไปตั้งในพื้นที่เอกชนโดยทั่วไปได้ ต้องทำกันภายในบริเวณวัดเท่านั้น

คุณพลอยทราย บอกด้วยว่า การเข้าไปขออนุญาตเพื่อขอตั้งเตาเผาสัตว์เลี้ยง จากเจ้าอาวาสแต่ละวัดในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นทำเลเหมาะสมนั้น นับเป็น “งานยาก” สุด สำหรับการเริ่มต้นทำธุรกิจนี้

“หลายวัดปฏิเสธโดยให้เหตุผลงานของคนกับงานของสัตว์ ไม่ควรเอาไปรวมกัน แต่บางวัดเห็นต่าง บอกสัตว์ก็มีชีวิตเหมือนกัน การทำพิธีให้ตามสมควรจะทำให้ได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี”

“วัดที่ตอบรับส่วนใหญ่ท่านเจ้าอาวาสรักสัตว์เป็นทุนเดิม แต่บางวัดพอเดินเข้าไปกราบหลวงพ่อขอตั้งเตาเผาหน่อย ท่านบอกจะบ้าเหรอใครเขาเผาหมาในวัด แถมโดนไล่ไม่คุยด้วยเลย เลยต้องเดินคอตกออกมา” คุณพลอยทราย ย้อนความทรงจำ ก่อนยิ้มกว้าง

ลงทุนหลักล้าน

3 ปี 4 สาขา

อย่างไรก็ตาม หลังผ่านการดำเนินงานมา 3 ปี มาถึงทุกวันนี้ โครงการฌาปนกิจสัตว์เลี้ยง ภายใต้การดูแลของ PET MASTER มีอยู่ด้วยกัน 4 แห่งแล้ว คือในกรุงเทพฯ 3 แห่ง ได้แก่ วัดธาตุทอง เขตพระโขนง วัดไก่เตี้ย เขตตลิ่งชัน วัดบางบัว เขตบางเขน และล่าสุดที่ วัดสว่างฟ้าพฤฒาราม พัทยา จังหวัดชลบุรี

เจ้าของกิจการ เล่าต่อ เธอเริ่มต้นทำธุรกิจแบบเรียบง่าย โดยใช้เตาเผามือสองจากโรงงานที่บ้าน มาปรับปรุงให้ใช้การได้ดี ก่อนนำมาติดตั้ง แต่ต่อมามีลูกค้าทยอยมากันมากขึ้น จึงเปลี่ยนเป็นเตาเผาสภาพใหม่เอี่ยม มูลค่าประมาณ 1.7 ล้านบาท มาให้บริการ

ส่วนการให้บริการด้านอื่นๆ ของ PET MASTER นอกเหนือจากเตาเผาไร้มลพิษ ซึ่งประกอบไปด้วย รับส่งร่างสัตว์เลี้ยงมายังวัด รวมทั้งพิธีกรรมทางศาสนา นับแต่การสวด การเผา เก็บกระดูก ลอยอังคาร จำหน่ายโลง-กล่องเก็บกระดูกนั้น ทยอยออกมาตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก

“ความกังวลในตอนแรก คือ เกรงสังคมจะตำหนิว่าสร้างค่านิยมฟุ่มเฟือย แต่พอลูกค้าทราบว่ามีบริการเตาเผาสัตว์เลี้ยง พวกเขามักถามต่อ มีพิธีสวดมั้ย มีโลงมั้ย มีเก็บกระดูกมั้ย จึงค่อยๆ คิดรูปแบบการบริการและผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าต้องการออกมา” คุณพลอยทราย ว่ามาอย่างนั้น

ถามถึงงบฯ ลงทุนทำธุรกิจนี้ เจ้าของเรื่องราว เผยให้ฟัง สาขาแรกซึ่งอยู่ที่วัดธาตุทอง ใช้เงินเกือบ 3 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าเตาเผา 1.7 ล้านบาท ค่าก่อสร้างโรงเรือนครอบเตา ค่าติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด และค่าเครื่องประกอบพิธีจิปาถะ

เกี่ยวกับผลตอบแทนนั้น คุณพลอยทรายคำนวณคร่าวๆ หากความถี่ในการเผาอยู่ในราว 30-50 ตัว ต่อเดือน ใช้เวลาไม่เกิน 3 ปีน่าจะคืนทุน แต่ทั้งนี้ ต้องขึ้นกับการให้บริการด้านอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น ขายโลง กล่องเก็บอัฐิ พวงหรีด ฯลฯ หากพึ่งรายได้จากเตาเผาเพียงอย่างเดียวคงอยู่ลำบาก เพราะต้นทุนค่อนข้างสูง

“ลูกค้าของเรา มีทั้งไทยและต่างชาติ ถ้าเป็นโซนสุขุมวิท ส่วนใหญ่เป็นจีน ญี่ปุ่น กลุ่มนี้เน้นความสวยงามทุกอย่างทั้งโลงทั้งดอกไม้ ส่วนโซนพัทยามักเป็นฝรั่ง” คุณพลอยทราย บอกและว่า สำหรับทำเลที่ตั้งของธุรกิจนี้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในย่านของคนมีกำลังซื้อ แต่น่าจะไปตั้งอยู่ในย่านที่ไม่มีที่ดินให้ฝัง เช่น พื้นที่ที่มีคอนโดมิเนียม ทาวน์เฮ้าส์ ก่อสร้างเต็มไปหมดมากกว่า

รับแฟรนไชส์

มีใจรักสัตว์

เปิดมา 3 ปี มี 4 สาขา ถึงวันนี้กิจการมีความแข็งแรงพอตัว ผู้ก่อตั้ง บอก ถึงเวลามองหาแนวร่วมทางธุรกิจ

“ความสามารถของเราสามารถดูแลได้แค่พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ความต้องการของลูกค้ามีมากกว่านั้นโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ประกอบกับมีคนสนใจอยากลงทุนบ้าง เลยตัดสินใจทำระบบแฟรนไชส์ขึ้นมา” คุณพลอยทราย อธิบาย

ก่อนแจงเงื่อนไขในการร่วมลงทุน หากต้องการธุรกิจ PET MASTER เต็มรูปแบบ ต้องใช้งบฯ 3 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าเตาเผา 1.7 ล้านบาท โรงเรือน กล้องวงจรปิด และอุปกรณ์ประกอบพิธีครบชุด สามารถเปิดดำเนินงานได้ทันที

และที่สำคัญ ไม่มีค่ารอยัลตี้รายเดือนหรือรายปี เพียงแต่ต้องซื้อผลิตภัณฑ์ประกอบพิธี เช่น โลง กล่องเก็บอัฐิ จากทางบริษัทแม่เท่านั้น นอกจากนี้ ยังจะได้รับการดูแลด้านทำเล ทำการตลาด ทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ รวมทั้งติดต่อประสานกับทางโรงพยาบาลสัตว์ต่างๆ ให้ด้วย

แต่ถ้าผู้ลงทุนอยากทำธุรกิจแบบเดียวกันนี้ แต่ภายใต้แบรนด์ตัวเอง เธอไม่มีปัญหา ยินดีขายเตาเผาไร้มลพิษให้ในราคาเอ่ยมาข้างต้น

“เชียงใหม่ อุดรธานี ขอนแก่น ภูเก็ต นครราชสีมา เป็นทำเลน่าสนใจ แต่ควรเปิดไม่เกิน 2 แห่ง ต่อ 1 จังหวัดใหญ่ ส่วนเมืองเล็กเปิดที่เดียวคงพอ ฉะนั้น การขายแฟรนไชส์จะไม่ซ้ำซ้อนหรือมีหลายเจ้า จนเกิดปัญหาแย่งลูกค้ากันเองเด็ดขาด” คุณพลอยทราย เผย

เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ลงทุนในธุรกิจเฉพาะทางนี้ คุณพลอยทรายนั่งนึกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนบอก ควรเป็นคนที่มีจิตใจรักสัตว์ มีเวลาดูแลใกล้ชิด และมีบุคลากรพร้อมทำงานอย่างต่ำ 2 คน แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่ประจำเตาเผา 1 คน และเจ้าหน้าที่ต้อนรับ 1 คน ซึ่งจะต้องประจำอยู่หน้างาน

ส่วนเรื่องการทำบัญชีรายจ่าย-รายรับ เงินเดือนพนักงานนั้น ทางบริษัทแม่จะมีรูปแบบให้ศึกษาอย่างชัดเจนว่า แต่ละเดือนควรมีเงินเข้า-ออกเท่าไหร่และอย่างไรบ้าง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนผ่านการคัดกรองมาจากประสบการณ์ตรง ฉะนั้น หากแฟรนไชซีมีปัญหาติดขัดอะไร สามารถเข้าไปช่วยแก้ไขได้แทบทุกกรณี

สนใจแฟรนไชส์ PET MASTER บริการพิธีศพสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร ติดต่อ โทรศัพท์ (089) 950-0155, (089) 177-1766 และ (02) 977-4404

สินค้าและบริการของ PET MASTER

Pet Taxi

รับส่งสัตว์เลี้ยงของท่านมาที่วัด ทั้ง 3 สาขา : วัดธาตุทอง วัดไก่เตี้ย วัดบางบัว

ค่าบริการ : 500 บาท

บริการตู้แช่เย็น

รับฝากสัตว์เลี้ยงหลังเสียชีวิต

ค่าบริการ : 300 บาท/วัน

ทำพิธี

เริ่มตั้งแต่นิมนต์พระ 1 รูป ถวายสังฆทาน กรวดน้ำ ทอดผ้าบังสกุล สวดบังสกุล โรยดอกไม้ วางดอกไม้จันทน์ลาน้อง และนำสัตว์เลี้ยงเข้าเตา เราจะบันทึกภาพนิ่งทุกขั้นตอนของพิธีและส่งรูปให้ท่านทาง E-mail

ค่าบริการ : 1,000 บาท

เตาเผาไร้มลพิษ

ใช้เวลาการเผาประมาณ 2 ชั่วโมง ลูกค้าสามารถรอรับกระดูกได้เลย หรือจะฝากทางเราลอยอังคาร

ค่าบริการ : เริ่มต้นที่ 2,000 บาท (คิดตามน้ำหนักสัตว์เลี้ยง)

บริการสำหรับสุนัขจรจัด

หากประสงค์นำสุนัขจรจัดมาใช้บริการ ให้โทรแจ้งเพื่อลงทะเบียนสุนัขจรจัดก่อนเข้ารับบริการ โดยการเผาจะเป็นการเผารวมกับสุนัขจรจัดตัวอื่นๆ

ค่าบริการ : 500 บาท

บริการลอยอังคาร

ทุกๆ วันเสาร์ที่ 1 และ 3 ของเดือนที่สะพานภูมิพล 1 โดยมีการเตรียมดอกไม้และขนมไหว้ให้

ค่าบริการ : 300 บาท/1-2 คน (เรือเล็ก)

500 บาท/3-5 คน (เรือใหญ่)

Online Memorial

สามารถให้ท่านส่งรูปสัตว์เลี้ยงของท่านมาที่เรา และเราจะจัดทำ Photo Book บันทึกความทรงจำ และ Upload รูปสัตว์เลี้ยงของท่านลงในเว็บไซต์ของเรา โดยท่านสามารถเรียกดูได้ตลอดไป เพียงเท่านี้ ท่านก็ไม่ต้องกลัวอัลบั้มภาพถ่ายสัตว์เลี้ยงแสนรักจะสูญหายอีกต่อไป

ค่าบริการ : 499 บาท

**รายได้ส่วนนี้นำเข้ามูลนิธิช่วยเหลือสุนัขจรจัด “The Voice (เสียงของเรา)” โดย คุณเก๋ ชลดา

Flowerpot Memorial

ให้ท่านสามารถจดจำสัตว์เลี้ยงของท่านในรูปใหม่ โดยเราจะจัดเตรียมดอกไม้ที่ท่านชอบ ท่านสามารถโรยอัฐิสัตว์เลี้ยงในกระถางดอกไม้

ค่าบริการ : 300 บาท

โลงใส่สัตว์เลี้ยง

มีหลายไซซ์ตามขนาดของสัตว์เลี้ยง และมีวัสดุที่แตกต่าง เช่น โลงไม้ และโลงรักษาสิ่งแวดล้อม (ECO-COFFIN) ที่ทำจากกระดาษให้ท่านได้เลือกอีกด้วย

ราคา : เริ่มต้นที่ 450 บาท

โถเก็บกระดูก

มีหลายไซซ์ สี และวัสดุที่แตกต่างกันออกไป เช่น โถแก้ว โถดิน โถพลาสติก และยังมีบ้านเก็บกระดูกให้ท่านได้เลือกอีกด้วย

ราคา : เริ่มต้นที่ 150 บาท

พวงหรีดสัตว์เลี้ยง

สามารถแขวนดอกไม้แห้งไว้ที่โลงใส่สัตว์เลี้ยงหรือโถเก็บกระดูกเพื่อความสวยงาม

ราคา : 150 บาท/ขนาดเล็ก

350 บาท/ขนาดกลาง

650 บาท/ขนาดใหญ่

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

ขวัญหทัย ตัณฑ์เกยูร รับปั้นฝัน & ออกแบบความคิด คนอยากมีธุรกิจ

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07044010156&srcday=2013-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 316

เสริมไอเดีย

ขวัญหทัย ตัณฑ์เกยูร รับปั้นฝัน & ออกแบบความคิด คนอยากมีธุรกิจ

TCDC หรือ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ อีกหนึ่งองค์กรของภาครัฐที่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี หน่วยงานนี้ทำหน้าที่สร้างโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงองค์ความรู้ เพื่อจะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ นอกจากนั้นยังเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้เข้ามาสัมผัส และสนุกกับการตักตวงประสบการณ์จากผลงาน และความสำเร็จของนักคิด นักออกแบบจากทั่วโลก ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ชั้น 6 ดิ เอ็มโพเรียม ช็อปปิ้ง คอมเพล็กซ์

นอกจากศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ณ สถานที่แห่งนี้ ยังมีหน้าร้านที่จำหน่ายสินค้าสร้างสรรค์ ทั้งของคนไทย และต่างชาติ หรือ เดอะช็อป@ทีซีดีซี ทั้งนี้ ก็เพื่อเป็นประตูให้ผู้ประกอบการไปสู่โลกแห่งการออกแบบ ปัจจุบัน ผู้จัดการ และ ผู้จุดประกายไอเดียใหม่ๆ คอยสร้างแรงบันดาลใจ สร้างแรงกระตุ้นให้กับผู้สร้างงาน คือ คุณขวัญหทัย ตัณฑ์เกยูร หรือ คุณอ้อ

ประวัติ ผู้จัดการร้าน คร่าวๆ คุณอ้อจบการศึกษาปริญญาตรี ด้านบริหารธุรกิจ และ ปริญญาโท MBA ที่สหรัฐอเมริกา ก่อนจะถูกทาบทามให้มาทำงานที่ TCDC เมื่อปี 2549 คุณอ้อ เริ่มต้นจากการทำงานด้านการตลาดและการออกแบบจัดวางสินค้า แบรนด์หรู ระดับโลก อย่างเครื่องหนังเฮอร์มีส (Hermes) หลุยส์วิตตอง (Louis Vuitton) เฟนดิ (Fendi) ไนกี้ นอกจากนี้ ยังได้เป็นที่ปรึกษาให้หลายหน่วยงานของรัฐ และยังเป็นวิทยากรรับเชิญจากหน่วยงานต่างๆ

ในฐานะผู้จัดการร้าน นักออกแบบความคิดสร้างสรรค์ และ ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ คุณอ้อก็มีข้อมูลเทรนด์สินค้าสร้างสรรค์ ปี 2556 และอื่นๆ ที่น่าสนใจมาแนะนำ

ปี 2556 เทรนด์สินค้าสร้างสรรค์จะเป็นอย่างไร

ผู้จัดการร้าน บอกว่า เทรนด์สินค้าสร้างสรรค์ในปีหน้า ยังคงเป็นสินค้าประเภท DIY คือเป็นสินค้าที่ผู้ใช้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับของที่มีอยู่ หรือ ดัดแปลงใช้งานกับอีกสิ่งได้ ตลอดจนใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งสินค้านั้นภาพลักษณ์ภายนอกดูเรียบหรู แต่มีความโก้เก๋ ฟังก์ชั่นการใช้งานเยอะ ใช้วัสดุจากธรรมชาติ

สินค้าที่ขายดีในร้านปีที่ผ่านมา (2555)

“ภาพรวมในปีที่ผ่านมา สินค้าที่ขายดี ได้แก่ ของที่ระลึก กระเป๋าผ้า กระเป๋าทำมือ เนื่องจากลูกค้าที่มาซื้อ ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่กำลังมองหาสินค้าที่มีความเป็นไทย และออกแบบโดยนักออกแบบคนไทย”

ประเภทสินค้าที่ขายในร้านปีที่ผ่านมา (2555)

“มีความหลากหลายมากขึ้นกว่าปีก่อนๆ แต่ด้วยพื้นที่ ที่จำกัด ฉะนั้น ตอนนี้ในช็อปเลยมีแต่ของชิ้นเล็กๆ ของกระจุกกระจิก ของชำร่วยที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย สาเหตุที่มีสิ่งของพวกนี้เข้ามาในร้านมากขึ้น เนื่องจากซื้อง่าย ตอบสนองความต้องการลูกค้าต่างชาติได้ดี ง่ายต่อการตัดสินใจซื้อ และสะดวกที่จะพกพา”

ตัวอย่าง ผลงานที่เข้าไปมีส่วนร่วมออกแบบ เเละให้คำแนะนำ

เชิงเทียนจากเศษเหล็ก เดิมเจ้าของผลงานชั่งเศษเหล็กขาย เมื่อเข้ามาปรึกษาที่ TCDC คุณขวัญหทัย ก็ช่วยเเนะนำให้ลองดัดแปลง เช่น ทำโคมไฟ เก้าอี้ กระทั่งลองให้ทำเชิงเทียน ให้ลองพ่นเป็นสีสันต่างๆ ปรากฏกลายเป็นเชิงเทียนดีไซน์เก๋ๆ ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้จริง เพิ่มมูลค่าเศษเหล็กได้อย่างมหาศาล

กระเป๋าถุงปุ๋ย DANAIYA ตอนแรกที่เจ้าของผลงานทำ คือใช้ถุงปุ๋ยทอร่วมกับขี้ไหมและไนลอน ผสมสีถุงปุ๋ยเอง ทำให้มีต้นทุนการผลิตที่สูง คุณขวัญหทัย แนะนำว่า ใช้ถุงปุ๋ยคงเดิมเพราะเป็นจุดเด่นของสินค้า แต่ผ้าไนลอนควรทอให้ความถี่น้อยลง เพิ่มโทนสีให้มากขึ้น และเพิ่มลักษณะการใช้งานของกระเป๋าเพราะเดิมมีเเต่กระเป๋าสะพาย ควรจะมีกระเป๋าสำหรับงานกลางวัน งานกลางคืน กระเป๋าไปทะเล กระเป๋าใส่ของกระจุกกระจิก กระเป๋าใส่โน้ตบุ๊ก ฯลฯ

พระพิฆเนศ แบบเดิมที่ผู้ประกอบการทำเป็นสำริดสีดำ เมื่อมาสร้างสรรค์ใหม่เป็นหลากสีสันสดใส เพิ่มการนับถือในด้านของศิลปะและบันเทิง แต่ความเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังเหมือนเดิม

ครองเเครง ยี่ห้อ เล็กจนโต คุณขวัญหทัยช่วยเเนะนำคือ น่าจะเพิ่มรสชาติตัวขนมครองเเครง เพราะในตลาดมีรสเผ็ดรสเดียว เลยเป็นที่มาของครองเเครง 6 รสชาติใหม่คือ รสช็อกโกแลต สตรอเบอร์รี่ ไวท์ช็อกโกแลต ชีส สาหร่าย

ถ้วยชามเบญจรงค์ เดิมทำจากเซรามิกสีขาวๆ เงาๆ เธอแนะนำให้ผู้ประกอบการลองเปลี่ยนเป็นเบญจรงค์สีดำ ใช้สีแบบด้านๆ เพื่อหาความแตกต่าง แถมยังลดต้นทุนลงได้อีก

ผ้าไหม คุณขวัญหทัยแนะนำให้นำผ้าไหมมาตัดเย็บทำเป็นของที่ระลึก เช่น พวงกุญแจ รูปวัด รูปมวยไทย รูปรถตุ๊กๆ ผีตาโขน ฯลฯ ปัจจุบันเป็นสินค้าขายดี สามารถทำส่งออกไปยังต่างประเทศได้

กลุ่มคนที่เข้ามาขอรับคำปรึกษา

ในฐานะที่ปรึกษาของผู้ประกอบการด้านพัฒนาสินค้า และการตลาด ผู้จัดการร้าน บอกว่า

“ที่ผ่านมา สามารถแบ่งกลุ่มคนที่เข้ามาขอคำปรึกษา มี กลุ่มนักศึกษา ผู้ประกอบการ คนทั่วไป และนักออกแบบ ทั้งหมดที่ผ่านมานับพันคนแล้ว ซึ่งทุกคนที่เข้ามา มีตั้งแต่ไม่มีไอเดียอะไรเลย เราก็สามารถจุดประกายให้ได้ เช่น เทปกาวของ คุณรชยา ผดุงตันตระกูล เจ้าของแบรนด์ “Keng” (เคง) เทปกาว ตอนเข้ามาปรึกษาปราศจากแนวคิดจะทำสินค้าเลย แต่แล้วก็กลายเป็นสินค้าที่ทุกวันนี้สามารถสร้างรายได้แต่ละเดือนหลักแสน และอีกหลายๆ เจ้า”

ปัญหาอะไรที่ผู้ประกอบการเข้ามาขอคำแนะนำ/ปรึกษามากที่สุด

“คนที่มาปรึกษา หลักๆ คือ คนที่หาตัวตนไม่เจอ ไม่มีไอเดีย แต่การแนะนำ เราจะไม่ไปเปลี่ยนตัวตน เปลี่ยนความคิด หรือ ทัศนคติ แต่จะดูว่า ตัวผู้ประกอบการมีจุดอ่อน จุดแข็ง อะไรบ้าง และอีกหนึ่งปัญหาคือ การทุ่มเงินลงทุนมากไป บางคนไปกู้ และมาฝากความหวังที่สินค้าว่าจะขายได้ หากขายไม่ได้เท่ากับว่าเป็นหนี้ อยากแนะนำว่า ช่วงเริ่มต้นทำธุรกิจอย่าเป็นหนี้ อยากให้เริ่มต้นทีละเล็กทีละน้อย รวมถึงก่อนจะผลิตจริง ให้ถามคนรอบข้างด้วย ไม่อยากให้มั่นใจในตัวเองมากเกินไป”

การแข่งขันตลาดสินค้าสร้างสรรค์ในปีหน้า (2556)

“จะแข่งขันสูง ยิ่งเข้าใกล้ AEC การแข่งขันด้านการค้ายิ่งสูงขึ้น แต่แนวทางแก้ไข ขอให้ยึดความเป็นไทย ทั้งขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม อาหาร เพราะความเป็นไทยมีเสน่ห์มาก แต่ผู้ประกอบการต้องรู้จักนำเสนอความเป็นไทยออกมาให้น่าสนใจ ให้ต่างชาติยอมรับ หรือ อยากมีส่วนร่วมด้วย เชื่อว่าความเป็นไทยสามารถเป็นสินค้าที่ดีเยี่ยม ขายได้ชั่วชีวิต”

ปีหน้า TCDC จะมีกิจกรรมอะไรที่ส่งเสริมผู้ประกอบการ

กิจกรรมทาง TCDC มีตลอดทั้งปีอยู่แล้ว และทุกครั้งที่จัด ก็ประสบความสำเร็จ มีทั้งผู้ประกอบการหน้าเก่า และ หน้าใหม่เข้ามาตลอด และเร็วๆ นี้ทางศูนย์มีโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปยังต่างจังหวัดไปพัฒนาสินค้าโอท็อป และจะไปเปิดศูนย์เพิ่มที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่กำลังรอนโยบายภาครัฐ”

คำแนะนำ

“สินค้าในเมืองไทย เป็นสินค้าที่มีคุณภาพมาก เพียงแต่ไม่รู้วิธีทำราคาให้สูง สาเหตุขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักๆ คือ สถานที่ขาย การจัดวาง แพ็กเกจจิ้ง กลุ่มลูกค้า สิ่งเหล่านี้ล้วนมีส่วนสำคัญทำให้สินค้าถูกลดราคาลงไป

หรือมีหลายคนเข้าใจผิด เช่น บางคนคิดว่าความคิดสร้างสรรค์คือ บรรจุภัณฑ์ หรือ การออกแบบ ฉะนั้น ผู้ที่ให้คำปรึกษา ต้องมองให้เห็นถึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวผู้ที่เข้ามาปรึกษา ต้องสร้างโอกาสใหม่ๆ สร้างให้สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยเริ่มต้นจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ไม่ไปเปลี่ยนแนวคิด ทัศนคติ รวมถึง ไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเกินความจำเป็น”

ปัจจุบัน หน้าที่ของคุณอ้อ ก็คือ เป็นผู้จุดประกายไอเดียใหม่ๆ สร้างแรงบันดาลใจ สร้างแรงกระตุ้นให้กับผู้สร้างงาน ทั้งนี้หากความคิดสร้างสรรค์จะดีมากแค่ไหน หากไม่ลงมือทำ ความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมไม่มีวันเกิดขึ้น

อยากปรึกษา หรือขอรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ คุณขวัญหทัย โทรศัพท์ (081) 694-0339

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

Rubber Day 2012 แจ้งเกิด “บึงกาฬ”

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07050010156&srcday=2013-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 316

จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

Rubber Day 2012 แจ้งเกิด “บึงกาฬ”

4 วันแห่งความสำเร็จของการจัดงาน “วันยางพาราบึงกาฬ Rubber Day 2012″ ผ่านไปอย่างยิ่งใหญ่และคึกคัก ทั้งด้วยรูปแบบในการจัดงาน ความร่วมมือจากทุกส่วน ทุกฝ่าย รวมถึงความสนใจเข้าร่วมชมงานของชาวจังหวัดบึงกาฬ และจังหวัดใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก

นอกจากจะเป็นงานประจำปีที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อประกาศศักยภาพของจังหวัดบึงกาฬ ที่ตั้งเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางยางพาราแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว

สิ่งสำคัญซึ่งเป็นหัวใจในการจัดงาน นั่นคือ การส่งเสริม นวัตกรรม และให้ความรู้และยกระดับเกษตรกร โดยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่มีภูมิปัญญาในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันประสบการณ์จากเกษตรกร หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, บริษัทผู้จัดจำหน่ายเครื่องจักรและเทคโนโลยีการเกษตร ฯลฯ

ผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการจัดงานดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น คุณพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันเป็นทั้งเกษตรกรและผู้สนับสนุนกิจการยางพาราในจังหวัดบึงกาฬ, คุณธงชัย ลืออดุลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ตลอดจนตัวแทนจากส่วนงานต่างๆ ต่างก็พอใจในภาพรวมของการจัดงาน

ซึ่งตลอดทั้ง 4 วัน มีการให้ความรู้ทางด้านวิชาการแก่เกษตรกร การจัดสัมมนาทางวิชาการ ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงกระบวนการขายและการตลาด และมีเป้าหมายว่าในอนาคต จังหวัดบึงกาฬจะเป็นจังหวัดที่จะพัฒนาการปลูกยางพาราให้เป็นอุตสาหกรรมยางพาราครบวงจร

สีสันของการจัดงาน มีทั้งกิจกรรมความบันเทิงในรูปแบบคอนเสิร์ต ไม่ว่าจะเป็นจากเยาวชนในจังหวัดบึงกาฬ รวมถึงศิลปินชื่อดังจากค่ายแกรมมี่โกลด์ ที่จะสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาขึ้นเวที เช่น นกน้อย อุไรพร, ไผ่-พงศธร, ปู-พงษ์สิทธิ์, พลพล พลกองเส็ง, ศิริพร อำไพพงศ์, มนต์แคน แก่นคูณ, ศร สินชัย, นิ้วก้อย กรรณิการ์ ฯลฯ

มีโซนจับจ่ายสินค้าโอท็อป จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น โดยกิจกรรมที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษคือช่วงนาทีทอง การขายไข่ไก่และน้ำตาลทรายในราคาถูก แผงละ 30 บาทหรือประมาณฟองละ 1 บาท น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 20 บาท ซึ่งชาวบึงกาฬมาต่อแถวรอรับสิทธิ์ซื้อกันตั้งแต่ช่วงเช้าของทุกๆ วัน

อีกหนึ่งรูปแบบกิจกรรมที่สร้างความคึกคักภายในงานได้ไม่น้อย นั่นคือ กิจกรรมของ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจังหวัดบึงกาฬ จัดการแข่งขันกรีดยาง โดยรับสมัครตัวแทนชาวบ้านจากทุกอำเภอ ชิงเงินรางวัลกว่า 5,000 บาท โดยนำผู้ชนะในแต่ละวันมาร่วมแข่งขันชิงชนะเลิศในวันสุดท้าย พร้อมกับรับรางวัลและประกาศนียบัตรจากผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬด้วย

ในส่วนของเวทีกิจกรรมกลางในทุกๆ วันยังมีกิจกรรมอบรมอาชีพ โดย มติชน อคาเดมี มอบความรู้ สาธิตการทำอาหารที่สามารถนำไปประกอบธุรกิจได้ เป็นการอบรมให้ความรู้ฟรีแก่ผู้ที่มาร่วมงานทุกวัน

สำหรับการแข่งขันทำอาหาร จัดโดย มติชน อคาเดมี เปิดรับสมัครชาวบ้าน 8 ทีมจาก 8 อำเภอในจังหวัดบึงกาฬเข้าร่วมแข่งขัน โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม, เชฟจารึก ศรีอรุณ ผู้เชี่ยวชาญการทำอาหารไทยมาสาธิตวิธีการทำและร่วมเป็นกรรมการตัดสิน จนกระทั่งได้แชมป์ “บึงกาฬจานแซบ” ในการชิงชนะเลิศวันสุดท้าย

ขณะที่การเสวนาหัวข้อต่างๆ เช่น “กรมวิชาการเกษตรกับงานวิจัยและพัฒนายางพาราในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”, “การผลิตยางอย่างยั่งยืน และภัยร้ายน่ารู้ จากการทำสวนยาง”, “ดับเบิลเท็กซ์ เพิ่มผลผลิตให้น้ำยางยืดอายุการกรีดกว่า 25 ปี”, “การแปรรูปยางและการตลาดยางในจังหวัดบึงกาฬ”, “พบผู้ปลูกยางพาราเก่งที่สุดของบึงกาฬ ปี 2555″ ก็ได้รับความสนใจและให้ความรู้กับผู้เข้าร่วมชมงานได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ยังมีการจับแจกมอบโชคทุกวันตลอด 4 วันของการจัดงาน อาทิ กล้ายางพันธุ์ดีจำนวน 7,777 ต้น, วิทยุ 77 เครื่อง การจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ พร้อมแจกของที่ระลึก Wristband คู่พิเศษสำหรับผู้ร่วมกิจกรรมภายในงาน

และที่สำคัญที่สุด การจัดงานในลักษณะดังกล่าวถือเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจภายในจังหวัดบึงกาฬได้เป็นอย่างดี กลุ่มเกษตรกรได้เลือกซื้อสินค้าที่มีประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ยเคมี ยากำจัดศัตรูพืช เครื่องมือ เครื่องจักรกลการเกษตร

ขณะเดียวกัน ยังเปิดมิติใหม่ที่จะนำไปสู่ความร่วมมือในระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือกับ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่มีหน่วยงานภาครัฐและประชาชนลาวเข้ามาชมกิจกรรมในงาน มีแนวโน้มที่จะเกิดความร่วมมือในการขยายพื้นที่ปลูกยางพารา และถ่ายทอดความรู้ให้แก่กันมากขึ้นในอนาคต

เช่นเดียวกับที่ 2 หน่วยงานจากประเทศจีน คือ สถาบันอุตสาหกรรมยางพารา และกลุ่มธุรกิจ รับเบอร์ วัลเลย์ ตัดสินใจเลือกไทยเป็นฐานลงทุนปลูกยางพารา สร้างโรงงาน พร้อมตั้งสถาบันยางพาราบึงกาฬ เป็นศูนย์กลางภาคอีสาน ภายหลังจากได้รับการติดต่อโดย คุณพินิจ จารุสมบัติ นายกสมาคมวัฒนธรรมเศรษฐกิจไทย-จีน เป็นผู้นำคณะของสถาบันอุตสาหกรรมยางพาราแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และ สถาบันรับเบอร์ วัลเลย์ จีน เข้ามาร่วมกิจกรรมในงานดังกล่าว

จากภาพความสำเร็จดังกล่าว ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่า จะจัดงานในลักษณะนี้ให้เกิดความต่อเนื่องในปีต่อๆ ไปอีกด้วย

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

2 เชฟ มติชน อคาเดมี สร้าง “จานเด็ด” บึงกาฬ ลุยฝึกอาชีพในงาน “วันยางพาราบึงกาฬ”

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07062010156&srcday=2013-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 316

เปรี้ยวปาก

กมลทิพย์ ธนะกิจรุ่งเรือง

2 เชฟ มติชน อคาเดมี สร้าง “จานเด็ด” บึงกาฬ ลุยฝึกอาชีพในงาน “วันยางพาราบึงกาฬ”

ราวกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทางจังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ กรมวิชาการเกษตร และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ จัดงาน “วันยางพาราบึงกาฬ 2012″ สุดยอดงานยางแห่งแดนอีสาน ที่นอกจากระดมองค์ความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรสวนยางครบทั้งวงจรมาไว้ในงานเดียวแล้ว งานนี้ยังมีกิจกรรมเด็ดพิเศษที่ทาง มติชน อคาเดมี ได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานในการเฟ้นหา “จานเด็ดบึงกาฬ” โดยการจัดประกวดแข่งขันทำอาหาร โดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น อาทิ ปลาเผาะ ปลาหน้าหนู ปลาคัง เป็นต้น

การเฟ้นหาจานเด็ดบึงกาฬ มี 2 เชฟระดับชาติ “พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม และ จารึก ศรีอรุณ” มาเป็นผู้สาธิตเมนูเด็ด และร่วมเป็นกรรมการตัดสิน พร้อมผู้เข้าร่วมแข่งขันจาก 8 อำเภอ ซึ่งได้โจทย์ในการปรุงอาหารจานพื้นฐานให้มีรสชาติและมาตรฐานแบบสากล ทั้งห่อหมก ลาบ ฉู่ฉี่ เน้นการสร้างมาตรฐานรสชาติให้มีความคงที่

อาจารย์พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม นำเสนอเมนูพื้นบ้านและสร้างอัตลักษณ์เพิ่มให้กับจังหวัดบึงกาฬ โดยการใช้วัตถุดิบหลักเป็นของท้องถิ่น เป็น ห่อหมกปลาเผาะ ลาบปลาเผาะ ฉู่ฉี่ปลาหน้าหนู โดยวางเงื่อนไขการแข่งขันไว้ 2 ส่วนคือ เป็นการปรุงตามใจเชฟ คือ อาจารย์จะกำหนดมาตรฐานสัดส่วนรสชาติให้ สอนและสาธิต แนะเทคนิคเคล็ดลับให้ดูอย่างละเอียดทุกขั้นตอน จากนั้นก็ให้ผู้เข้าแข่งขันได้ลงมือปรุงด้วยตัวเอง อีกแบบหนึ่งคือการปรุงตามใจคนเข้าแข่งขัน ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เอาวัตถุดิบที่จัดหาไว้ให้ปรุงเป็นอาหารอะไรก็ได้ตามความถนัด

สิ่งที่ทั้ง 2 เชฟของ มติชน อคาเดมี นำไปฝากพ่อครัว แม่ครัวชาวจังหวัดบึงกาฬก็คือ เคล็ดลับการทำอาหารที่หัวใจสำคัญอยู่ที่การ “สร้างมาตรฐาน” คือการสร้างรสมาตรฐานความอร่อยให้ได้ก่อน ส่วนความชอบในเรื่องเปรี้ยวหวานมันเค็มค่อยเพิ่มเติมตามความชอบทีหลัง ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่จะไปประกอบอาชีพเปิดร้านอาหารอย่างยิ่ง และเป็นรูปแบบการทำอาหารแบบสากลที่จะช่วยลดปัญหาเรื่องพ่อครัวแม่ครัวลาออกแล้วร้านอาหารไม่สามารถคงรสชาติอาหารให้ถูกปากลูกค้าได้

นอกเหนือจากการตัดสินหาสุดยอดจานเด็ดบึงกาฬ ให้เป็นอาหารประจำจังหวัดในการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองและนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศแล้ว ในงานนี้ เชฟทั้ง 2 ท่านยังได้เปิดอบรมเมนูเด็ดฟรีให้กับคนที่มาเที่ยวชมงานด้วย เป็นเมนูเด็ดที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริง

อาจารย์พงษ์ศักดิ์ สอนทำ 3 น้ำยำสูตรมหัศจรรย์ ที่แปลงเป็นส้มตำรสเด็ด ลาบจานแซบได้อย่างง่ายๆ ส่วนอาจารย์จารึก ขึ้นเวทีแจกสูตรเด็ดขนมหวานเพื่อการค้าถึง 5 เมนู ซึ่งล้วนแต่ใช้วัตถุดิบที่หาง่ายในท้องถิ่นอย่างข้าวโพด และกล้วย นั่นเอง ประกอบด้วย การทำข้าวเหนียวเปียกสาคูข้าวโพด สาคูแคนตาลูป กล้วยน้ำว้าบวชชี กล้วยไข่เชื่อม

อย่าเพิ่งอิจฉาชาวบึงกาฬที่ได้สูตรเด็ดเคล็ดลับจาก 2 เชฟระดับชาติไปทำกินทำอาชีพ เพราะในปี 2556 ที่กำลังจะมาถึง ทั้งอาจารย์พงษ์ศักดิ์ และอาจารย์จารึก มีคอร์สอาหารใหม่ๆ รอเปิดสอนอยู่ที่ มติชน อคาเดมี หลากหลายเมนู ทั้งอาหารไทย และอาหารต่างประเทศ ใครที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ มติชน อคาเดมี โทรศัพท์ (02) 954-3977-84 ต่อ 2114, 2115, 2123 และ 2124

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

เที่ยวกาญจนบุรี ตามรอยสงคราม ๙ ทัพ จุดเปลี่ยนยุทธศาสตร์การศึก ไทย-พม่า

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07063010156&srcday=2013-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 316

หมุดไมล์

รอยเท้าเล่าเรื่อง

เที่ยวกาญจนบุรี ตามรอยสงคราม ๙ ทัพ จุดเปลี่ยนยุทธศาสตร์การศึก ไทย-พม่า

กาญจนบุรี เป็นจังหวัดท่องเที่ยวท็อปฮิตอันดับต้นๆ ของประเทศไทยที่มีเส้นทางท่องเที่ยวหลากหลายที่สุดจังหวัดหนึ่ง มีทั้งแบบผจญภัย ธรรมชาติสวยงาม วัฒนธรรมชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์

วันนี้เราจะดีไซน์เส้นทางท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรีเส้นทางใหม่ ชวนไปตามแกะรอยเส้นทาง “สงคราม ๙ ทัพ” ชมความงามจุดบรรจบแม่น้ำสองสาย พร้อมเรื่องราวจุดเปลี่ยนยุทธศาสตร์การศึก และการย้ายเมือง ตบท้ายด้วยการแวะชมว่าสถาปัตยกรรมและประติมากรรมของปราสาทเมืองสิงห์

ตั้งต้นกันที่ อุทยานประวัติศาสตร์สงคราม ๙ ทัพ สถานที่ที่เคยเป็นสมรภูมิการรบระหว่างกองทัพของไทยและกองทัพพระเจ้าปดุงกษัตริย์พม่า ที่กินเวลายาวนานถึง 10 เดือนกว่าสงครามจะยุติลง โดยทัพไทยเป็นฝ่ายชนะ

ภายในอุทยาน มีการจัดทำหอสังเกตการณ์ไว้บนเนินเขาลาดกระทิง มีลักษณะเป็นป้อมที่สร้างเลียนแบบป้อมพระกาฬของกรุงเทพมหานคร เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นทัศนีภาพมุมกว้าง และทำให้นึกย้อนไปไกลถึงสมัยที่สถานที่แห่งนี้ เป็นภูมิประเทศในการเดินทัพและเป็นจุดสกัดกั้นกองทัพพม่า มองอย่างไรก็ไม่เห็นภาพ จนกระทั่งได้เดินเข้าไปในอาคารนิทรรศการที่มีรูปร่างเหมือนหมวกนักรบโบราณ ซึ่งได้จัดแสดงเรื่องราวการศึกสงคราม ๙ ทัพ พร้อมแบบจำลองการวางกำลัง เส้นทางเดินทางทัพ ทำให้พอมองเห็นเส้นทางการเคลื่อนทัพพม่า และจุดยุทธศาสตร์การรบในครานั้น

สงคราม ๙ ทัพ เป็นการสู้รบระหว่างอาณาจักรไทยและอาณาจักรพม่า เป็นประวัติศาสตร์ศึกสงครามที่แสดงถึงจุดเปลี่ยนด้านยุทธศาสตร์การรบในด้านการตั้งรับ จากการใช้พระนครแป็นฐานตั้งรับศึกมาเป็นการใช้หัวเมืองที่อยู่ในเส้นทางเดินทัพเป็นฐานรับศึกแทน และมีพัฒนาการสืบเนื่องต่อมาจนถึงรัชสมัยการบริหารราชการแผ่นดินในรัชกาลที่ 3 ที่ทำให้เมืองกาญจนบุรีมีการย้ายที่ตั้งเมืองจากเมืองกาญจนบุรีเก่าที่เขาชนไก่ มาตั้งที่บริเวณปากแพรกอันเป็นที่ตั้งเมืองในปัจจุบัน

บริเวณปากแพรกจึงมีความสำคัญในการเป็นที่ตั้งทัพหลวงในการรับทัพของพระเจ้าปดุง มีหลักฐานกล่าวถึงในนิราศท่าดินแดง ดังความว่า

ถึงปากแพรกซึ่งเป็นที่ประชุมพล

พร้อมพหลพลนิกรน้อยใหญ่

ค่ายคูเขื่อนขัณฑ์ทั้งนั้นไซ้

สารพัดแต่งไว้ทุกประการ

ปัจจุบัน บริเวณปากแพรกกลายเป็นย่านร้านอาหาร สถานที่กินลมชมวิวของ จุดชมพระอาทิตย์ตกดินของคนเมืองกาญจน์และนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ

จากทุ่งลาดหญ้าไปยังปากแพรก เราจะเที่ยวเป็นวงกลม แวะสถานที่น่าสนใจอีก 2 แห่ง

แห่งแรกคือ วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร เป็นวัดโบราณสมัยอยุธยาที่มีการบูรณะปฏิสังขรณ์มาแล้วหลายครั้ง ยังคงทิ้งร่องรอยความเก่าแก่ผ่านกาลเวลาให้เห็นอยู่ มีพระพุทธรูปปูนปั้นปางป่าเลไลยก์นั่งตระหง่านขนาบข้างด้วยกำแพงอิฐสีหม่น สวย สง่า สงบ อย่างแปลกประหลาด

ที่สำคัญบริเวณนี้ยังเคยเป็นเมืองหน้าด่านสกัดกั้นการเดินทัพของพม่าในช่วงสมัยอยุธยาตอนต้นจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเช่นกัน

แห่งที่สองคือ อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ กล่าวว่า สถาปัตยกรรมและประติมากรรม คล้ายคลึงกับของสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์นักสร้างปราสาทแห่งขอม

ปราสาทเมืองสิงห์ ตั้งอยู่บริเวณที่ราบริมฝั่งทิศเหนือของแม่น้ำแควน้อย พื้นที่โดยรอบโอบรอบด้วยภูเขาขนาดไม่สูงมากนัก บริเวณโบราณสถานจะมีกำแพงและคูคันดินเป็นชั้นๆ แนวกำแพงดังกล่าวมีลักษณะเกือบเป็นรูปสี่เหลี่ยม คือแม่น้ำแควน้อยไหลผ่านด้านทิศใต้ ดังนั้น พื้นที่ด้านนี้จึงขยายออกไปตามแนวแม่น้ำ

นอกจากโบราณสถานที่งดงามแล้ว ที่นี่ยังมีหลุมขุดค้นทางโบราณคดีตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ซึ่งขุดค้นพบทั้งโครงกระดูกมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ เครื่องมือเครื่องใช้ ภาชนะสำริด ดินเผา เครื่องมือเหล็ก สร้อยคอทำด้วยลูกปัดหินและลูกปัดแก้ว ซึ่งหลักฐานทั้งหมดชี้ชัดว่าชุมชนเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนที่จะสร้างเมืองสิงห์ เพราะมีอายุกว่า 2,000 ปีมาแล้ว

เป็นอีกหนึ่งอุทยานประวัติศาสตร์ที่มีแลนด์สเคปสวยติดอันดับต้นๆ ของประเทศไทยอย่างแน่นอน 

มติชน อคาเดมี พร้อมจัดทัวร์ศิลปวัฒนธรรม ชวนแกะรอย สงคราม ๙ ทัพ กับวิทยากรพิเศษสุด รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ไทยพม่า ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 โทรศัพท์สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ (02) 954-3977-84 ต่อ 2114, 2115, 2123 และ 2124

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

นายซอกแซก

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07065010156&srcday=2013-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 316

นายซอกแซก 

…เพิ่งขยายสาขาได้ไม่นาน ล่าสุด นางเอกสาวเก่ง แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ เปิดตัวคอลเล็กชั่นใหม่ Winter & X”mas สะท้อนความเป็นหนุ่มสาวเทรนดี้ ของตุ๊กตาหมี และเปิดตัวน้องหมี Aram Bear Charity Edition 555 ตัวในราคาตัวละ 555 บาท โดยรายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่าย มอบให้สถาบันวิมุตตยาลัย โดย พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) และเปิดตัว Mohair Bear Limited Edition ตุ๊กตาหมีระดับพรีเมี่ยมมาในธีม Dreamy Princess จำนวน 100 ตัว ไฮไลต์ชื่อ ALYSSA ประดับด้วย Crystal Swarovski 555 เม็ด ราคา 55,000 บาท ใครชื่นชอบตุ๊กตาหมีไปอุดหนุนสาวแพนกันได้นะคะ นอกจากได้ตุ๊กตาหมีไปกอดยังได้ทำบุญด้วยจ้า

…โด่งดังจากการประกวดจากเวที The Voice เก่ง-ธชย ประทุมวรรณ ทำอีกหนึ่งความฝันของตัวเองให้เป็นจริงด้วยการชวนเพื่อนซี้ หมิว-กุลณภา กรับไกรแก้ว เปิดโรงเรียน G-RAPHE ที่สอนทั้งการเต้น การร้อง ดนตรีไทย ดนตรีสากล ติวประกวด ศิลปะการแสดง ศิลปะเด็ก รวมทั้งสตูดิโออเนกประสงค์ให้เช่าย่านมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา หากใครสนใจเรียนที่ G-RAPHE ติดต่อขอรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (088) 720-7986

…คู่รักสุดหวาน สงกรานต์-แอฟ ทักษอร เตชะณรงค์ เปิดธุรกิจพันล้าน โครงการ โมเมนโต้ บาย เดอะ โบนันซ่า บ้านเดี่ยวตั้งอยู่บนที่ดินแปลงสวยที่สุดของโบนันซ่า มีขนาดให้เลือกตั้งแต่ 200-400 ตารางวา มีให้เลือก 4 แบบ แคมปิโอ, สเตลโล, ลูน่า โซ และมอนทาโน ตกแต่งครบครัน พร้อมเข้าอยู่ในราคา 14.5-22 ล้านบาท ทั้ง 2 คน บอกว่า ช่วงนี้มีส่วนลดพิเศษ 10 เปอร์เซ็นต์ เจาะตลาดครอบครัวคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการบ้านพักตากอากาศที่ดีที่สุด ใครที่กำลังหาบ้านในฝันก็แวะไปชมโครงการสุดหรูของทั้ง 2 คนได้ที่โบนันซ่า เขาใหญ่

… จุ้มจิ้ม-วรนันท์ จันทรัศมี เปลี่ยนลุกส์ จากดาราสาวหน้าหวาน ขึ้นแท่นผู้บริหารลุยทำธุรกิจศูนย์การค้า ไดอาน่า คอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นธุรกิจในครอบครัว เธอมีหน้าที่คอยสร้างสีสัน คิดกิจกรรมให้ลูกค้ารู้สึกว่ามาห้างนี้แล้วไม่เบื่อ ศูนย์การค้า ไดอาน่า คอมเพล็กซ์ ไม่ใช่ห้างที่ใหญ่ที่สุดในสงขลา แต่มีบริการครบครัน มีสินค้าให้เลือกช็อปมากมาย มีระบบสมาชิกสามารถซื้อของได้ถูกลง พร้อมๆ กับรับสิทธิพิเศษเยอะ หากใครมีโอกาสไปอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา อย่าลืมแวะไปช็อปสินค้าดี ราคาถูก

… หลังจากมีครอบครัว พักงานแสดงชั่วคราว ล่าสุด ฮาน่า-ทัศนาวลัย จักรพงษ์ หันมาลุยธุรกิจตามความชอบของตัวเอง ด้วยการร่วมหุ้นกับเพื่อนสนิท เปิดคลินิกเสริมความสวยความงามแบบครบวงจร ภายใต้ชื่อว่า “LALANA CLINIC” ให้หนุ่มสาวทุกเพศทุกวัยอำลาความเหี่ยวย่น คืนความสวยสดใสแบบครบสูตร ด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการันตีความประทับใจทุกขั้นตอนการบริการทั้งก่อนและหลัง สำหรับสาวๆ ที่สนใจอยากดูแลตัวเองให้สวยปิ๊งมากขึ้นกว่าเดิม แวะมาขอคำปรึกษาได้ที่ “LALANA CLINIC” ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง ติดกับ ASIATIQUE THE RIVERFRONT โทรศัพท์ (081) 833-8353, (02) 688-3688-9

… นักร้องผมยาว พีท-พีระ หันมาสนใจธุรกิจร้านอาหาร เปิดร้าน “บุหลันดั้นเมฆ” ย่านพระราม 3 ที่เขาบอกความหมายคือ บุหลัน แปลว่า พระจันทร์ ก็ดั้นขึ้นมาเหนือเมฆ สไตล์ร้านมีทั้งนั่งชิลเอาต์กับบรรยากาศข้างนอกร้านที่มีประมาณ 9 โต๊ะ และด้านในของร้านจะได้รับการตกแต่งโดยใช้ตู้คอนเทนเนอร์มาต่อกันและก็เอางานไม้จากอัมพวามาบวกผสมผสานกับเหล็กได้อย่างลงตัว บรรยากาศของร้านจะพาทุกคนย้อนความทรงจำสู่วันวานด้วยรอยยิ้ม ร้านตกแต่งเป็นแนวเรโทรนิดๆ และมีมุมดนตรีสด ใครอยากฟังเพลงเพราะๆ จากหนุ่มพีท-พีระ ก็มาได้เลย จันทร์-พุธ-ศุกร์ เริ่ม 4 ทุ่ม

… นักร้องฮิพฮอพชื่อดังของเมืองไทย หนุ่มเดย์-จำรัส ทัศนละวาด หรือ เดย์ ไทเทเนียม เป็นอีกคนที่สนใจธุรกิจร้านอาหารร่วมหุ้นกับเพื่อนๆ เปิดร้านชื่อว่า SMITH อยู่ที่สุขุมวิท 49 ตกแต่งสไตล์นิวยอร์ก ทางร้านได้นำโกดังเก่ามาปรับปรุง ดัดแปลงตกแต่งให้ภาพรวมดูดิบได้อย่างลงตัวตามชื่อร้าน SMITH ที่แปลว่า ช่างตีเหล็ก ตกแต่ง เพิ่มชั้น 2 แต่ส่วนที่ลงทุนมากที่สุดก็คือห้องครัวที่ทำเป็นครัวเปิดเพื่อให้ลูกค้าได้เห็นเวลาทำอาหาร ใครอยากชิมอาหารอร่อยบรรยากาศสไตล์นิวยอร์ก สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (02) 261-0515-6 หรือที่ http://www.SMITH-RESTAURANT.com

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

Annie Brooks nail salon ร้านเล็บครบวงจรของ “แอนนี่ บรู๊ค”

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07066010156&srcday=2013-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 316

อาชีพคนดัง

Annie Brooks nail salon ร้านเล็บครบวงจรของ “แอนนี่ บรู๊ค”

หลังจากผ่านมรสุมก้อนโตในชีวิต ฟ้าหลังฝนของ ซิงเกิ้ลมัม “แอนนี่ บรู๊ค” ก็ดูสว่างไสว เพราะเธอได้กำลังใจชั้นเยี่ยมจากลูกชาย “น้องฑีฆายุ” สร้างพลังอันยิ่งใหญ่ให้แอนนี่ ก้าวต่อ และมุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มที่ ทั้งงานพิธีกร ทีวีไดเร็กต์ ทางช่อง เคเบิ้ล และภาพยนตร์ แวมไพร์สตรอเบอร์รี่ นอกจากนี้ ก็ยังรับงานอีเว้นต์อย่างไม่ขาดสาย

และอีกหนึ่งบทบาทที่เธอกำลังทุ่มเทแรงกายนั้น คือการก้าวสู่บทบาทการเป็นเจ้าของธุรกิจ ร้านทำเล็บครบวงจร Annie Brooks nail salon โชคชัย 4 ซอย 76 อีกหนึ่งช่องทางการหารายได้ของซิงเกิ้ลมัม “แอนนี่”

สังเกต-พูดคุยนำสู่ธุรกิจ

แอนนี่ เล่าให้ฟังถึงแรงบันดาลใจในการเริ่มต้นทำธุรกิจของเธอนั้น มาจากการที่เธอเป็นคนที่ชอบเข้าสถานเสริมความงามอยู่บ่อยๆ จนทำให้เธอสนิทสนมกับเจ้าของร้าน และเธอเองก็เริ่มสังเกตว่า กลุ่มลูกค้าที่เข้ามาที่ร้านเสริมความงามหลายรายสนใจอยากทำเล็บ แต่ร้านที่เธอใช้บริการนั้น ไม่มีบริการ เธอจึงผุดไอเดียอยากทำร้านเล็บ โดยเริ่มจากการหาข้อมูล และสานต่อจนเกิดเป็นร้าน Annie Brooks nail salon ขึ้นมา

“แอนนี่รู้จักกับพี่เจ้าของร้านทำผมอยู่ในซอยโชคชัย 4 และใช้บริการร้านนี้ทุกวัน ก็ลูกค้าที่ร้านเยอะมากเลย และลูกค้าทำผมร้านพี่เขาส่วนมากก็อยากทำเล็บ แอนนี่เลยถามว่าทำไมพี่ไม่ทำเล็บ ลูกค้าอยากทำเล็บเยอะเหมือนกัน เขาบอกทำไม่ไหวแค่ลูกค้าทำผมก็ทำไม่ทันแล้ว เลยถามต่อว่าร้านแถวนี้ไม่มีร้านทำเล็บเหรอ เขาบอกก็มี 2 ร้าน แต่ร้านที่ตัดหนังและทำเล็บแบบครบวงจรไม่มี ส่วนมากจะมีแค่ต่ออะครีลิกและทาสี แอนนี่มองว่าน่าจะเป็นช่องทางอีกช่องทางที่เราทำได้ แต่แอนนี่ไม่มีความรู้ด้านนี้เลย จึงลองตระเวนขับรถรอบโชคชัย 4 วังหิน ดูว่าตรงไหนที่มีร้านทำเล็บ และสังเกตเห็นว่ามีแค่ 2 ร้านเท่านั้นซึ่งเป็นร้านเล็กๆ และไม่ครบวงจร จึงเริ่มมองหาทำเลและมาลงตัวโชคชัย 4 ซอย 76 ค่ะ”

ครบวงจรในร้านเดียว

Annie Brooks nail salon นอกจากจะเปิดเป็นร้านเล็บที่มีบริการแบบครบวงจรแล้ว เจ้าของร้านยังการันตีว่า ลูกค้าที่แวะเวียนมาใช้บริการจะได้รับความสะดวกสบาย และต้องประทับใจอย่างแน่นอน โดยร้านเธอนั้นให้ความสำคัญเรื่องของความสะอาดและการบริการที่ดีเยี่ยม

แอนนี่ เล่าให้ฟังว่า ร้านของเธอตั้งใจเปิดครบวงจร ไม่ได้มีแต่เพียงต่อเล็บอย่างเดียวเท่านั้น ลูกค้าทุกคนจะได้รับความสะดวกสบายและประทับใจกลับไป และยังเน้นเรื่องความสะอาดและบริการเป็นสิ่งสำคัญ

“ร้านของเราที่เปิดทำทุกอย่างไม่ใช่ต่ออะครีลิกอย่างเดียวลูกค้าถึงได้ชอบและเราเก็บลูกค้าได้หมด นอกจากที่เราต่ออะครีลิกแล้วก็จะมีตัดหนัง ทาสี คือส่วนใหญ่การตัดหนังเป็นอะไรที่ช่างไม่ค่อยอยากทำเพราะว่าใช้เวลานาน ราคาไม่แพงไม่เหมือนต่ออะครีลิกคนหนึ่งก็ได้เป็นพันแล้ว แต่ตัดหนังได้แค่ไม่กี่ร้อยบาทแล้วนั่งเป็นชั่วโมง ก็เลยมองว่าตรงนี้เป็นจุดที่น่าจะทำได้และเราก็ทำครบวงจรในเรื่องของสปามือ สปาเท้า พาราฟิน แวกซ์ขนแขน ขนขา และเครื่องมือต้องดี ตะไบของเราจะดี ซื้อแพงหน่อยแต่ใช้ได้นาน เพื่อให้ลูกค้าที่มาใช้บริการประทับใจและแฮปปี้กลับไปบ้าน ที่ร้านเน้นเรื่องความสะอาดเป็นหลัก ในทุกวันเครื่องมือต้องฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์และดูแลร้านให้สะอาดอยู่เสมอ”

เรียนรู้ด้วยตัวเอง

แอนนี่ บอกว่า การที่เธอมาเป็นเจ้าของธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่ายนักเนื่องจากไม่มีประสบการณ์ในด้านนี้ แต่เธอก็เรียนรู้ด้วยตัวเอง ลองผิดลองถูกค่อยเป็นค่อยไป และขอคำแนะนำจากร้านทำผมที่เธอไปใช้บริการอยู่บ่อยๆ

“แอนนี่โชคดีมากที่ได้รู้จักพี่ที่ร้านทำผม เพราะเขาเคยทำเล็บมาก่อนก็จะแนะนำ ให้ข้อมูล ทั้งเรื่องของการซื้ออุปกรณ์ว่าที่ไหนดีและราคาถูก หาง่ายซื้อง่าย การลงทุนเลยเซฟค่อนข้างเยอะ แอนนี่ค่อยๆ ลงทุนไม่ใช่ลงทีเดียวเป็นก้อน เริ่มแรกที่ร้านมีเก้าอี้แค่ตัวเดียวเอง แล้วค่อยๆ เพิ่มเติมขึ้น ช่างก็มีน้อย แอนนี่เลยต้องศึกษาเองทั้งหมด ลูกค้าแต่ละคนความต้องการก็ไม่เหมือนกัน แอนนี่ก็เรียนรู้จากช่างที่ร้าน แต่เป็นความโชคดีที่ลูกค้าจะไม่ได้เข้ามาทีเดียวพร้อมๆ กัน และส่วนใหญ่ลูกค้าจะเข้าช่วงเย็นเยอะ แอนนี่ก็จะมาช่วยดูได้

ส่วนสปาทุกคนในร้านต้องช่วยกัน ต้องเรียนรู้และทำเป็นทุกคน เผื่อว่าคนใดคนหนึ่งในร้านติดลูกค้า อีกคนต้องทำได้ เจ้าของร้านก็ต้องทำได้ ทุกอย่างต้องได้รับการอบรม เวลาซื้อผลิตภัณฑ์สปาจะมีทีมมาอบรมให้เรา ตัวไหนใช้ทำอะไร ดียังไง แอนนี่เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเอง ลองผิดลองถูกบ้าง แต่วันนี้ลงตัวหมดแล้ว ตัวไหนที่ทำให้ลูกค้าแล้วลูกค้าชอบที่สุดก็จะสั่งมา”

จุดเด่นสปาเท้า

แอนนี่ บอกอย่างภูมิใจว่า ร้านของเธอบริการสปาเท้าเป็นอันดับต้นๆ ที่ลูกค้าชอบและประทับใจ เพราะลูกค้าได้รับทั้งความสบาย สะอาด และบริการที่ดีกลับไป เป็นจุดขายที่ทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการที่ร้านของเธออีก และมุ่งเป้าไปยังกลุ่มลูกค้าทุกวัย

“สปาเท้าของเราเป็นที่นิยมมากเลย แอนนี่คิดขั้นตอนของการสปาเท้าเองว่าต้องทำอย่างไร คิดถึงใจเราก่อนว่าถ้าเราเป็นลูกค้าเราอยากได้อะไรจากการมาทำสปาเท้า ต้องการอะไรบ้าง แอนนี่ก็จะคิดตั้งแต่ต้องขัดขี้ไคลให้ลูกค้าก่อน เพื่อความสะอาด ทำให้ลูกค้าเต็มที่ อยากให้ลูกค้าออกไปแล้วประทับใจและกลับมาใช้บริการเราอีก

ลูกค้าของแอนนี่ไม่เน้นกลุ่มไหน ได้หมด ทุกสไตล์ ทุกแนว ตั้งแต่วัยรุ่น คนทำงาน แม่บ้าน ฝรั่ง ผู้ชาย เราค่อนข้างรับลูกค้าที่หลากหลาย ช่างร้านเราจะคุยกับลูกค้าเก่ง เอ็นเตอร์เทนลูกค้าได้ ก็เลยเป็นความโชคดี อีกอย่างอาจเป็นเพราะที่ร้านมีบริการครบวงจรเลยรองรับกลุ่มลูกค้าได้หลายกลุ่ม ที่สำคัญ ร้านของเรามีผลิตภัณฑ์หลายเกรด สีทาเล็บก็จะมีหลายยี่ห้อ หลายแบบ เราต้องเก็บลูกค้าให้หมด ต้องเอาใจลูกค้าทุกวัย ร้านทำเล็บจะเลือกกลุ่มลูกค้า

และตอนนี้แอนนี่เริ่มมองอนาคตไว้ เปิดไปสักพักแอนนี่ก็อยากขยายร้านให้กว้างขึ้น อนาคตอาจจะมีสปาตัวเพิ่ม เพราะมีลูกค้าถามถึงเยอะเหมือนกัน แต่ตอนนี้ช่างที่ร้านยังไม่พอ ต้องรอให้ลงตัวกว่านี้ค่ะ”

สาวๆ ที่ชื่นชอบการทำเล็บและชอบทำสปามือ-เท้า แวะไปให้กำลังใจและใช้บริการได้ทุกวันที่ร้าน Annie Brooks nail salon โชคชัย 4 ซอย 76 แอนนี่ยังฝากมาบอกว่า ตอนนี้เปิดรับสมัครช่างทำเล็บ ใครสนใจติดต่อไปได้ที่ โทรศัพท์ (084) 905-5506

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

เกมสนุกแบบนักผจญภัย นอนโตงเตงบนยอดไม้กับ Portaledge

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07070010156&srcday=2013-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 316

Big Idea

สุมิตรา จันทร์เงา

เกมสนุกแบบนักผจญภัย นอนโตงเตงบนยอดไม้กับ Portaledge

เคยได้ยินชื่ออุปกรณ์ตัวนี้มาก่อนไหมคะ Portaledge

เป็นอุปกรณ์สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักปีนเขาพวกเอ็กซ์ตรีมสุดขั้วที่ต้องป่ายปีนยอดภูเขาสูงเป็นเวลาต่อเนื่องกันหลายวัน และกินนอนอยู่กับภูเขาแห่งนั้นจนกว่าภารกิจพิชิตยอดเขาจะสำเร็จเสร็จสิ้นลง

Portaledge เป็นศัพท์ใหม่ที่ผสมขึ้นจากคำ 2 คำ คือ portable กับ ledge ออกเสียงว่า พอทัลเลดจ์ น่าจะมีความหมายประมาณว่าเป็นหิ้งแบบพกพา รวมๆ แล้วหมายถึงเต๊นท์นอนที่สามารถนำไปผูกแขวนพิงไว้กับหน้าผา แผ่นหิน หรือบนที่สูงๆ ได้อย่างสะดวก

เรามาเรียกง่ายๆ ว่า เต๊นท์ลอยฟ้า ก็แล้วกัน

อุปกรณ์ตัวนี้เป็นเครื่องมือช่วยชีวิตเฉพาะกลุ่มนักผจญภัยมีระดับ ราคาแพงลิ่ว และใช้กันมากในกลุ่มนักปีนเขาหฤโหดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งบ้านเรากิจกรรมปีนเขาแบบเอ็กซ์ตรีมเหมือนต่างประเทศไม่ค่อยมีนัก ทั้งยังไม่ค่อยเป็นที่นิยม ดังนั้น คนไทยเราจึงไม่ค่อยได้เห็นเจ้าเต๊นท์ลอยฟ้านี้บ่อยนัก

portaledge เป็นเต๊นท์แบบแขวนติดกับกำแพงหรือบนต้นไม้ในที่โล่ง เป็นห้องนอนเคลื่อนที่แบบพกพาสามารถหอบติดตัวไปไหนต่อไหนโดยไม่หวั่นกลัวต่ออุปสรรค แม้ว่าจะต้องป่ายปีนขึ้นไปนอนโตงเตงอยู่ริมหน้าผาหรือบนยอดไม้ เจ้าพอทัลเลดจ์นี้ก็จะสามารถแก้ปัญหาให้กับทุกคนได้

สิ่งที่ต้องการมีอย่างเดียว…คือ ห้ามกลัวความสูงค่ะ

นักกีฬาปีนเขาทั่วโลก โดยเฉพาะพวกที่ต้องการพิชิตยอดเขาสูง ที่ต้องปีนป่ายภูเขาหินติดต่อกันหลายวันหลายคืนจำเป็นต้องใช้เต๊นท์นอนชนิดนี้ ซึ่งทำด้วยเส้นใยวัสดุที่แน่นหนา โครงสร้างแข็งแรงแต่มีน้ำหนักเบา พกพาได้สะดวก มีระบบเซฟตี้ที่มั่นใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าตัวเต๊นท์จะไม่หล่นตุ้บลงมาระหว่างที่กำลังนอนฝันหวานอยู่บนยอดไม้

โครงสร้างหลักๆ ของพอทัลเลดจ์ ประกอบด้วย โครงอะลูมิเนียมสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้านล่าง ซึ่งเป็นส่วนที่รองรับการนอน ขึงผ้าใบแน่น มีทั้งแบบเดี่ยวและแบบคู่ พร้อมเชือกไนลอนอย่างเหนียวสำหรับยึดโยงโครงสร้างหลักเข้ากับห่วงเหล็กด้านบนเพียงจุดเดียวซึ่งจะติดเข้ากับราวแขวนด้านบนซึ่งอาจเป็นสมอยึดกับก้อนหินบนหน้าผา หรือไม่ก็กิ่งไม้เหนียวๆ เพื่อให้เต๊นท์สามารถแขวนลอยอยู่กลางอากาศได้อย่างมั่นคงแข็งแรง

ส่วนสุดท้ายคือ มุ้งครอบ ที่นิยมให้ผ้าใบชนิดบาง น้ำหนักเบา มีช่องระบายอากาศ สามารถกันแมลงตัวเล็กๆ ได้เพื่อความปลอดภัยเมื่อต้องขึ้นไปแขวนลอยอยู่บนยอดไม้ที่มีสัตว์และแมลงมีพิษชุกชุม นอกจากนั้นยังจะเพิ่มความปลอดภัยในสภาพอากาศเลวร้าย ทั้งจากลม ฝน และหิมะ

พอประกอบออกมาเสร็จเรียบร้อย เต๊นท์ลอยฟ้านี้ก็จะมีรูปร่างเป็นทรงพีระมิด สามเหลี่ยม

ใครที่รักการใช้ชีวิตกลางแจ้งคงจะคุ้นเคยกับการอยู่ง่ายกินง่ายกลางป่าเขากันอยู่แล้ว กลางวันมีบ้านอันกว้างใหญ่สุดสายตาพานอรามา มีห้องน้ำที่ไม่มีสถาปนิกคนไหนสร้างได้ เพราะมันคือลำธารและสายน้ำตกตามธรรมชาติ ยามนอนเท่านั้นที่ต้องการความมิดชิดเป็นส่วนตัวสักหน่อยเพื่อความปลอดภัย

ที่สนุกสนานกันมากในตอนนี้ก็คือ โรงแรมประเภทมินิมัลลิสต์ ชื่อ จูเวต์ แลนด์สเคป (Minimalist Juvet Landscape Hotel) ในประเทศนอร์เวย์ สร้างความแปลกใหม่ด้านห้องพักด้วยการนำแนวคิดเต๊นท์นอนของนักปีนเขานี้มาใช้บริการลูกค้า ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า เพื่อให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตในสภาพธรรมชาติใกล้ชิดกับต้นไม้ใบหญ้าป่าเขาอย่างแท้จริง

นั่นก็คือ นอนห้อยโตงเตงอยู่บนยอดไม้!

ทางโรงแรมจะกำหนดจุดแขวนเต๊นท์ลอยฟ้าเอาไว้ชัดเจน ในต้นไม้ใหญ่ที่มีร่มเงาแผ่ขยายสวยงาม มองเห็นวิวทิวทัศน์รายรอบอย่างสบายตา โดยเลือกเอากิ่งไม้ใหญ่ที่แน่นหนาแข็งแรงผ่านการพิสูจน์กันมาแล้วว่าสามารถรับน้ำหนักคนในเต๊นท์แบบนอนคู่ได้โดยไม่มีวันหักแน่นอน

แน่นอนค่ะ ข้างบนนั่นไม่มีห้องน้ำ ถ้าไม่อยากปีนลงมากลางดึก ทางโรงแรมจะแนะนำว่าควรทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยก่อนนะคะ

โรงแรมในยุโรปอีกแห่งหนึ่งที่จัดพื้นที่เอาไว้ให้ลูกค้าได้แขวนเต๊นท์ลอยฟ้าก็คือ Waldseilgarten อยู่ที่เมือง Pfronten ในแคว้นบาวาเรีย ของเยอรมนี ซึ่งเป็นรีสอร์ตกลางภูเขาที่เน้นลูกค้าพวกเอ็กซ์ตรีมในการใช้ชีวิตกลางแจ้งโดยเฉพาะ

โดยทางโรงแรมจะพาลูกค้าปีนเขาภูเขาสูงเป็นพันเมตรจากระดับน้ำทะเลขึ้นไปหาจุดแขวนเต๊นท์ตามหน้าผา มีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญคอยเป็นการ์ดและฝึกสอนการแขวนเต๊นท์กับการขึ้นลงเต๊นท์ด้วยตนเองให้ลูกค้าที่รักการผจญภัยได้เสพความตื่นเต้นกันเต็มที่ไปเลย ราคาค่าบริการต่อหัวประมาณคืนละ 340-1,200 ดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับว่าจุดที่จะเอาเต๊นท์ไปแขวนนั้นลำบากลำบนแค่ไหน

ตอนนี้เต๊นท์ลอยฟ้ากำลังเป็นกระแสฮิตติดลมบนไปทั่วโลก ในงานมหกรรมแคมปิ้งทั้งหลายจะมีพ่อค้าขนเอาสินค้าในกลุ่มนี้มาจำหน่ายกันอย่างคับคั่ง แถมยังขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแม้ว่าจะราคาแพงสักหน่อย คือต้องมีเงินอย่างน้อย 700 เหรียญขึ้นไปจนถึง 1,000 กว่าเหรียญ และ 2,000 เหรียญ แล้วแต่คุณภาพ แหล่งผลิต และขนาดของเต๊นท์ประเภทต่างๆ

ประวัติความเป็นมาของ portaledge นั้นว่ากันว่าเป็นแนวคิดที่นำมาจากเปลเด็กอ่อน มีคนทำออกมาใช้ครั้งแรกในการเดินทางไปแคมปิ้งที่ Yosemite Valley โดยออกแบบกันแบบสมัครเล่นทำโครงขึ้นมาแบบง่ายๆ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไปก่อน หลังจากนั้น ไมค์ เกรแฮม (Mike Graham) ได้เป็นผู้ผลิตเป็นสินค้าขึ้นมาครั้งแรกในปี 1980 ภายใต้ชื่อ Gramicci Products ในเมืองเวนทูร่า แคลิฟอร์เนีย

แต่พอทัลเลดจ์ของไมค์ในเวลานั้นยังไม่โดนใจตลอดมากนัก จนกระทั่งมีผู้ผลิตรายย่อยนำแนวคิดนี้ไปดัดแปลงและออกแบบเพิ่มเติมให้สามารถพกพาสะดวกแข็งแรงทนทาน ทำให้เกิดสินค้าแบรนด์ต่างๆ หลากหลาย และเริ่มโด่งดังมากในปี 1984

จากนั้นก็เผยแพร่โด่งดังหลายยี่ห้อ ดังในภาพตัวอย่างที่นำมาให้ชมกันค่ะ

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

พรระวี ภู่เจริญ ใช้ธุรกิจต่อชีวิตไหมยกดอก

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07073010156&srcday=2013-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 316

ธุรกิจภูธร

กรรณิกา เพชรแก้ว

พรระวี ภู่เจริญ ใช้ธุรกิจต่อชีวิตไหมยกดอก

ใครว่าการอนุรักษ์ศิลปะกับเรื่องบริหารธุรกิจมันคนละเรื่องกัน?

พรระวี ภู่เจริญ เป็นสาวลำพูนเกิดในตระกูลพ่อค้าเก่าแก่ของเมืองที่คนรู้จักดี หลังจบการศึกษาจากต่างประเทศ กลับมาช่วยบริหารกิจการของครอบครัวคือโรงสีสมนึก และกิจการรับเหมาก่อสร้างในนามบริษัท สมนึกลำพูน จำกัด

แต่นอกจากธุรกิจของครอบครัว และธุรกิจเครื่องสำอางที่ร่วมกับเพื่อนแล้ว สิ่งที่สนใจกว่าของนักธุรกิจสาวคนนี้คือทำงานให้กับส่วนรวม เคยเป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และเป็นกรรมการสถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย ซึ่งเป็นทั้งหน้าที่เพราะเป็นหน่วยงานสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด และมาจากความลุ่มหลงในเสน่ห์ของผ้าทอ และตระหนักในคุณค่าของผ้าทอประจำเมือง ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญหายไปในอนาคตอันใกล้

ในฐานะคนเติบโตมาในครอบครัวทำการค้า พรระวีไม่หยุดเพียงการอนุรักษ์ผ้าทอยกดอก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของลำพูน ทั้งผ้าไหมยกดอก ที่ละเอียดประณีตดั่งงานศิลปะ และผ้าฝ้ายยกดอกที่เข้าถึงผู้คนมากกว่าไว้ให้ชื่นชมในคุณค่าและความพยายามสร้างสรรค์ที่อยู่เบื้องหลังผ้าแต่ละผืนเท่านั้น

แต่ได้พยายามใช้หลักการบริหารธุรกิจเข้ามาเพื่อต่อชีวิตผ้าทอสวยงามเหล่านี้

“ถ้าไม่มีคนใช้ ไม่มีคนซื้อ มันก็อยู่ต่อไปไม่ได้ อย่างมากจะอยู่แค่ในพิพิธภัณฑ์ เราอยากให้มันอยู่ในวิถีชีวิตคน ทำอย่างไรให้เขาไม่ใช่แค่เห็นคุณค่า แต่ให้เขาใช้ ให้เขาซื้อ และคนทำต้องมีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่อย่างนั้นเราจะโทษที่เขาทิ้งอาชีพทอผ้าไปไม่ได้ ปลายทางมันต้องตรงนั้น ต้องตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจให้เขาด้วย ไม่ใช่พูดแต่อนุรักษ์ เราต้องยอมรับว่าเราอยู่ในยุคทุนนิยม ทุกอย่างต้องใช้ทุนเป็นเครื่องจูงใจ”

จึงนอกจากจะแสดงบทบาทแข็งแกร่งในฐานะนักอนุรักษ์ผ้า ที่รู้ประวัติ รู้วิธีการทอ วิธีการดูแลรักษา กระทั่งลวดลายวิจิตรแต่ละแบบแต่ละลาย หรือกระทั่งเรียนรู้จะลงมือทอด้วยตนเอง พรระวีเดินหน้าหาตลาดให้ผ้าทอยกดอกเมืองลำพูนอย่างจริงจัง ผ้าฝ้ายยกดอกนั้น เธอแสวงหาตลาดในประเทศ และต่างประเทศ

ขณะที่ผ้าไหมยกดอกที่ได้รับการยอมรับในความประณีตงดงาม และราคาแสนแพงนั้น พรระวีมุ่งหวังตลาดต่างประเทศ เพราะตลาดในประเทศยังจำกัดมาก

“ผ้าไหมทอยกดอก ผืนละหลายพันบาทไปจนถึงผืนละหลายแสนบาทหรือเป็นล้าน กระบวนการผลิตก็ซับซ้อนมาก เพราะทำด้วยมือทั้งผืน ผืนหนึ่งใช้เวลาหลายเดือนหรืออาจเป็นปี ต้องมีกรรมวิธีที่ละเอียดมาก มันเป็นงานศิลปะที่ใช้นุ่งห่มได้ ปัญหาคือเราต้องไปหาตลาดให้ถูกที่ คนไทยจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่เข้าถึงผ้าไหมทอยกดอก และโอกาสในการใช้ผ้าก็ยังจำกัด เพราะเป็นของมีค่า จึงใช้เฉพาะงานฉลองพิธีมงคล ทำอย่างไรจะให้เขาใช้กันมากกว่านี้ ไม่ใช่แค่เพียงสวมใส่ แต่ใช้เพื่อการอื่น เช่น การตกแต่งบ้าน อย่างที่สถานทูตไทยในต่างประเทศก็ใช้ผ้าไหมในการประดับ”

พรระวีเคยเป็นแรงสำคัญในการนำผ้าไหมทอยกดอกลำพูนไปอวดสายตานักออกแบบ คนชอบศิลปะ นักตกแต่ง ที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี หวังจะให้มันเป็นสินค้าที่คนชอบงานศิลปะนำไปใช้ในการตกแต่ง เพื่อให้ช่องทางของผ้าไหมทอยกดอกกว้างขึ้น

“เขาชอบมาก เขาบอกนี่มันเป็นงานศิลปะเลยนะ แต่พูดถึงราคาเขาก็ยังว่าแพงสำหรับจะซื้อไปตกแต่ง เพราะตอนนั้นเราเอาแต่ผ้าระดับครูไปเลย ผืนหนึ่งหลายแสน หากจะไปตลาดต่างประเทศอาจต้องปรับราคาลงมา ไม่ต้องเอาชั้นครูไป (หัวเราะ) และที่สำคัญ ต้องทำงานร่วมกับนักออกแบบของเขา เพราะเขาจะรู้รสนิยมของเขา และอาจต้องไปตลาดที่มีกำลังซื้อสูงมากอย่างตะวันออกกลาง ต้องไปให้ได้ ตลาดรอเราอยู่แน่ ขอเพียงไม่หยุดพยายาม”

พรระวีอยากให้คนรู้จักผ้าไหมทอยกดอกลำพูนว่าเป็นเอกลักษณ์ของเมืองนี้ พูดถึงผ้าไหมทอยกดอกต้องลำพูนเท่านั้น เหมือน “แชมเปญ” ที่เริ่มต้นผลิตในเขตแชมเปญ ของฝรั่งเศส ต่อมาไม่ว่าเจ้าไวน์รสซ่านี้ไปผลิตที่ไหน ก็เรียกกันว่าแชมเปญทั้งสิ้น ปัจจุบัน ผ้าไหมยกดอกลำพูนได้รับการขึ้นทะเบียน “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” จากกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว

“มีคนเคยบอกให้ปรับเอาไหมจีนมาผสม เนื้อจะได้นิ่ม ใส่ง่าย และราคาจะถูกลง แต่นั่นมันก็จะเสียเอกลักษณ์ของผ้าไหมไทยไป ไหมไทยต้องไม่นิ่มมาก แต่ใส่แล้วสบายตัว คนไทยที่ยังเข้าไม่ถึงผ้าไหมทอยกดอกก็ซื้อผ้าฝ้ายทอยกดอก หรือฝ้ายผสมไหมได้ เรายังต้องทำงานหนักให้คนหันมาใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ และต้องให้คนที่เขาทำงานนี้อยู่ได้ และอยู่อย่างมีคุณค่า มีชีวิตที่ดี ไม่ใช่แค่อนุรักษ์ไว้ แล้วให้เขาเสียสละชีวิตความเป็นอยู่ของเขาเพื่อสิ่งที่เราเรียกว่าอนุรักษ์”

พรระวียังหวังจะใช้หลักเศรษฐกิจ การบริหารธุรกิจ การบริหารตลาดในยุคทุนนิยม เข้าสนับสนุนการอนุรักษ์ต่อไปเต็มกำลัง ยังฝันจะนำผ้าไหมทอยกดอกไปสู่ตลาดต่างประเทศ และพัฒนาชีวิตของช่างทอที่มีอยู่ราว 200 คน ให้มีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น

เธอเชื่อว่ามันจะสำเร็จ

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , | ใส่ความเห็น

เลาะเลียบแนวรถไฟฟ้าสีม่วง “บางซื่อ-บางใหญ่” ดงคอนโดฯ ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท เกิดพรึบ!

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07082010156&srcday=2013-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 316

เล็งทำเลธุรกิจ

ทีมอสังหา ประชาชาติ

เลาะเลียบแนวรถไฟฟ้าสีม่วง “บางซื่อ-บางใหญ่” ดงคอนโดฯ ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท เกิดพรึบ!

หากไม่มีอะไรผิดแผน ปลายปี 2558 หรือต้นปี 2559 ประชาชนในพื้นที่ตลอดแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วง “บางซื่อ-บางใหญ่” ระยะทาง 23 กิโลเมตร มีสถานีทั้งหมด 16 สถานี ก็จะได้ใช้บริการรถไฟฟ้าเส้นนี้กันเสียที หลังจากที่ต้องรอคอยกันมายาวนาน

ตามแผนก่อสร้างนั้น แนวรถไฟฟ้าสายนี้จะมีเส้นทางตั้งแต่บางซื่อ-บางใหญ่ ทั้งในเขตกรุงเทพฯ ต่อเนื่องไปจนถึงนนทบุรี แต่ทีมข่าวอสังหาริมทรัพย์ “ประชาชาติธุรกิจ” ขอลงพื้นที่สำรวจเฉพาะพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ เป็นหลัก ตั้งแต่บริเวณแยกเตาปูนไปตามถนนกรุงเทพฯ-นนท์ เข้าถนนติวานนท์ ถนนรัตนาธิเบศร์ ไปสิ้นสุดที่สะพานพระนั่งเกล้า ซึ่งเป็นแนวเส้นทางที่มีคอนโดมิเนียมเกิดใหม่ให้ได้อัพเดตกันหลายโครงการ

เริ่มตั้งต้นกันที่บริเวณสถานีรถไฟบางซื่อเป็นจุดแรก พบว่า งานก่อสร้างอาคารสถานีบางซื่อ กำลังเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ช่วงนี้ยังไม่มีโคงการที่อยู่อาศัยใหม่ๆ ให้เห็น เพราะเป็นแนวก่อสร้างที่รายล้อมไปด้วยอาคารพาณิชย์ที่มีอยู่เดิม และเป็นเขตชุมชนหนาแน่น แต่เมื่อเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนกรุงเทพฯ-นนท์ เรื่อยไปถึงบริเวณ (สถานีบางซ่อน) ซึ่งเป็นจุดตัดของรถไฟฟ้าสายสีม่วงฯ และ โครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงช่วง “บางซื่อ-ตลิ่งชัน”

สิ่งที่พบเห็นคือ มีโครงการคอนโดฯ “ริชพาร์ค @ บางซ่อนสเตชั่น” กำลังเปิดขายและพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ต้นปีหน้า พัฒนาโดยบริษัท ริชี่เพลส (2002) จำกัด เป็นตึกสูง 27 ชั้น 803 ยูนิต ราคาขายปัจจุบันเริ่มต้นยูนิตละ 2.2 ล้านบาท (29 ตารางเมตร) หรือตารางเมตรละกว่า 60,000 บาท ล่าสุด ใกล้ปิดการขายเต็มทีเพราะมียอดขายแล้วกว่า 95% คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จเดือนมีนาคม 2556

ส่วนค่ายพฤกษา เรียลเอสเตท ปักหมุดขึ้น 2 โครงการ ลงบริเวณถนนประชาราษฎร์ สาย 2 คือ “The Tree Interchange” สูง 41 ชั้น จำนวนกว่า 1,120 ยูนิต ขนาดห้องตั้งแต่ 22-63 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 1.47 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จในปี 2557 อีกโครงการอยู่แถวๆ แยกบางโพ “The Tree Bang Po Station” ต้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระ) โปรเจ็กต์นี้ขายดิบขายดี ขึ้นป้าย “Sold Out” ไปเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2556

เมื่อเข้าสู่ถนนติวานนท์ถือเป็นโซนแข่งขันกันของดีเวลลอปเปอร์บิ๊กแบรนด์ในวงการทั้งสิ้น ที่แต่ละค่ายต่างคว้าที่ดินแปลงงามติดถนนใหญ่และใกล้สถานีบริการขึ้นโปรเจ็กต์ดักกำลังซื้อกันมันหยด เริ่มตั้งแต่ โครงการ Centric Tiwanon Station จากค่ายเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำนวน 2 อาคาร รวม 1,063 ยูนิต เปิดขายอาคารแรกก่อน 580 ยูนิต สูง 41 ชั้น แบบห้อง 1-2 ห้องนอน ขนาด 31.8-66 ตารางเมตร พร้อมเฟอร์นิเจอร์ ราคาเริ่มต้น 1.9 ล้านบาท ใกล้รถไฟฟ้าเพียง 100 เมตรจากสถานีติวานนท์ เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2555 และแล้วเสร็จเดือนมีนาคม 2557

บริเวณแยกนนทบุรีก่อนเลี้ยวขวามุ่งหน้าแยกแคราย ค่ายศุภาลัยผุดคอนโดฯ 2 โครงการรวด ได้แก่ โครงการศุภาลัยปาร์ค แยกติวานนท์ (กรุงเทพฯ-นนทบุรี) ห่างจากห้างบิ๊กซี ติวานนท์ ประมาณ 100 เมตร เป็นอาคารสูง 21 ชั้น จำนวน 2 อาคาร เนื้อที่โครงการ ประมาณ 7 ไร่ มีขนาดพื้นที่ใช้สอย 33.5-62.5 ตารางเมตร จำนวน 948 ยูนิต และร้านค้าอีก 28 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 1.2 ล้านบาท

ฝั่งตรงข้ามเป็นโครงการศุภาลัย วิสต้า แยกติวานนท์ โปรเจ็กต์ใหม่หมาดที่เพิ่งลอนช์เมื่อไม่นาน ตั้งบนเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ รวมคิดมูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท สูง 34 ชั้น ประกอบด้วยอาคารพักอาศัย 1 อาคาร จำนวน 646 ยูนิต ร้านค้า จำนวน 6 ยูนิต มีขนาดพื้นที่ใช้สอย 33.5-81.5 ตารางเมตร แบบ Studio – 2 ห้องนอน ในราคาเริ่มเพียง 1 ล้านต้นๆ รูปแบบการออกแบบตัวอาคารภายใต้แนวคิด Green Concept คำนึงถึงการประหยัดพลังงาน โดยเน้นโทนสีเขียวอมเทาเพื่อให้ความรู้สึกอบอุ่นและกลมกลืนกับธรรมชาติ

ในซอยติวานนท์ 3 เป็นโครงการ Tempo M Tiwanon ค่ายบิลท์ แลนด์ ในเครือพรีบิลท์ บริษัทรับเหมาก่อสร้างชื่อดัง เป็นห้องชุดตกแต่งพร้อมขายราคาเริ่มต้น 1.35 ล้านบาท ขนาดพื้นที่ใช้สอย 26.50-43.93 ตารางเมตร

บริเวณแยกแคราย ค่ายนารายณ์ พร็อพเพอร์ตี้ ขึ้นโปรเจ็กต์เดอะ พาร์คแลนด์ งามวงศ์วาน-แคราย สูง 28 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 591 ยูนิต ขนาดห้องมีตั้งแต่สตูดิโอจนถึง 2 ห้องนอน ขนาด 25-28 ตารางเมตร ราคาเริ่ม 1.2 ล้านบาท ที่จอดรถบริการ 330 คัน

ฝั่งตรงข้ามกับเอสพลานาด เป็นโครงการยู ดีไลท์ รัตนาธิเบศร์ ใกล้ MRT แคราย ของค่ายแกรนด์ ยูนิตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ ในเครือเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างสำนักงานขาย และเปิดขายอย่างเป็นทางการปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เคาะราคาขายเริ่มต้นที่ 1.49 ล้านบาท ผ่อน 1,490 บาท/เดือน

นอกจากนี้ยังมีโครงการของผู้ประกอบการรายเล็กแทรกตัวอยู่ให้เห็นเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้บริโภค คือ โครงการแม็กซ์ คอนโดมิเนียม ใกล้แยกงามวงศ์วาน ของ บจ.อินสไปร์ พร็อพเพอร์ตี้ สร้างเสร็จพร้อมอยู่ ตกแต่งพร้อมเฟอร์นิเจอร์ ขนาดเริ่มต้น 29 ตารางเมตร 1 ห้องนอน ราคาเริ่ม 1.5 ล้านบาท

ปิดท้ายถึงสะพานพระนั่งเกล้าส่วนใหญ่เป็นโครงการของเจ้าตลาดคอนโดฯ ค่าย แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ เปิดขายโครงการใหม่ลุมพินี พาร์ค รัตนาธิเบศร์-งามวงศ์วาน จำนวน 5 อาคาร โดยอาคาร A, C สูง 29 ชั้น ส่วนอาคาร B, D, E สูง 30 ชั้น ประกอบด้วยห้องชุด จำนวน 2,824 ยูนิต และร้านค้าจำนวน 5 ยูนิต ที่จอดรถ 1,080 คัน บนเนื้อที่ประมาณ 14 ไร่เศษ มูลค่าโครงการประมาณ 4,000 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างปี 2555 คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2557 เคาะราคาเริ่มต้น 1.22 ล้านบาท

มีห้องชุดพักอาศัยให้เลือก 4 แบบ คือ ขนาด 22.5 ตารางเมตร 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ, ขนาด 26 ตารางเมตร 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ, ขนาด 45 ตารางเมตร (combine ห้องชุดขนาด 22.5 ตารางเมตร 2 ห้องติดกัน) 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ และขนาด 52 ตารางเมตร (combine ห้องชุดขนาด 26 ตารางเมตร 2 ห้องติดกัน) 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ

สำหรับห้องชุดขนาด 22.5 ตารางเมตร ราคาขายเริ่มต้นที่ 1.2-1.3 ล้านบาท ส่วนห้องแบบ combine ขนาด 45 ตารางเมตร ราคาขายเริ่มต้น 2.4-2.6 ล้านบาท แต่ถ้าหากเป็นห้องขนาด 22.5 ตารางเมตร พร้อมเฟอร์นิเจอร์บิวท์อิน จะบวกเพิ่มอีก 195,000 บาท

นอกจากจะมีโครงการที่อยู่อาศัยใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา อีกสิ่งที่น่าจับตามองไม่น้อยและน่าจะเกิดขึ้นให้เห็นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ ธุรกิจการค้าที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ที่สามารถตอบสนองกำลังซื้อที่อยู่ในพื้นที่เกาะตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายนี้ ไม่ว่าจะเป็น สถานที่กิน-เที่ยว หรือแฮงเอาต์ รวมไปถึงคอมมูนิตี้มอลล์ใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งน่าจะเป็นอีกหนึ่งทำเลทองที่กำลังเป็นที่หมายตาของนักลงทุนไม่น้อย

พฤษภาคม 18, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น