ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Archive for the ‘เส้นทางเศรษฐี’ Category

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07066150755&srcday=2012-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 305

นายซอกแซก

* ศิลปินลูกทุ่งหน้าหวาน อาท รณชัย เจ้าของเพลงดัง “อยากให้หลอกว่ารัก” ก็ไม่ยอมหยุดนิ่ง ล่าสุดหันไปเปิด ร้านอาหาร บุฟเฟ่ต์ปิ้งย่าง ชื่อ ชาบู บาร์ บุฟเฟ่ต์ ในซอยลาดพร้าว 71 ซึ่งเปิดทำการมาร่วมครึ่งปี งานนี้ลูกค้าแน่นร้านทุกวัน ทำเอาเจ้าของร้านยิ้มแก้มปริ เหตุนี้เจ้าของร้านเลยจะเปิดอีกร้าน ในชื่อ ซามูไร และเหตุที่ลูกค้าติดเพราะที่นี่ราคาไม่แพง คนละ 229 บาท ต่อ 1 ชั่วโมงครึ่ง ใครชอบอาหารแนวชาบูก็แวะไปได้ที่ “SHABU BAR Buffet” เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00-22.00 น. สำรองที่นั่ง โทร. (082) 622-9222, (02) 933-4993…อีกทั้งตอนนี้ยังรับสมัครประชาสัมพันธ์-พนักงานเสิร์ฟ-ผู้ช่วยกุ๊ก

* เรียกได้ว่าช่วงนี้อยู่ระหว่างทำเพลงใหม่ สำหรับศิลปินสาว “หนิม คนึงพิมพ์” จากทรู แฟนเทเชีย ซึ่งพอเธอมีเวลาว่างจากการเข้าห้องอัดก็ขอแบ่งเวลาไปลงเรียนตัดเย็บเสื้อผ้า และยังโชว์ฝีมือการตัดเย็บ เพราะล่าสุดชุดแซกที่ใส่ออกงานเจ้าตัวก็แอบกระซิบว่าตัดเองทั้งชุด แหม!! ไม่รู้ว่าฝึกงานตัดเย็บด้วยตัวเองขนาดนี้ เพื่อเตรียมตัวเปิดร้านเป็นของตัวเองหรือเปล่าจ๊ะ ว่าที่เถ้าแก่เนี้ย…

* หายหน้าไปร่วม 2 ปี เหตุนักแสดงหนุ่ม บิ๊ก ภุชิสะ ลุยธุรกิจร้านดอกไม้ที่ประเทศมาเลเซีย และตอนนี้ก็เปิดร้านดอกไม้ที่บ้านนครปฐม กับชื่อร้านที่ว่า Arada design ติดกับรั้วโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย ใครอยู่ย่านนั้นหรือแวะเวียนผ่านไปก็ลองไปใช้บริการร้านดอกไม้ของหนุ่มบิ๊กกันได้จ้า รับรองว่า จะได้ดอกไม้ที่ถูกใจลูกค้าอย่างแน่นอน

* ทำงานในวงการบันเทิงมาก็หลายอย่าง ทั้งการเป็นนักร้อง นักแสดง ดีเจ รวมถึงการเป็นพิธีกรรายการทีวี มาวันนี้ ดีเจอ้อม-สุนิสา สุขบุญสังข์ แห่งคลื่น 94 อีเอฟเอ็ม ขอนั่งแท่นเป็นผู้จัดป้ายแดงผลิตรายการในแนวที่ตนเองถนัดแถมควบตำแหน่ง พิธีกรซะเองกับรายการ “ธรรมทัวร์” ทางช่อง “กรีนแชนแนล” รายการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่จะพาคุณผู้ชมไปทำบุญและแนะนำร้านอาหารเด็ดๆ ในย่านนั้น เรียกได้ว่าเป็นการเที่ยวที่ได้ทั้งบุญและได้อิ่มอร่อยครบสูตร โดยคราวนี้ขอผลักดันน้องชายคนสนิท ดีเจอาร์ต-มารุต ชื่นชมบูรณ์ มาร่วมเป็นพิธีกรคู่หูร่วมสร้างสีสันให้กับรายการอีกด้วย

* จัดกันทุกเดือนสำหรับ ตลาดนัดดาราวิก 3 พระราม 4 ณ อาคารมาลีนนท์ ประจำเดือนกรกฎาคม 2555 งานนี้ทั้งทัพแม่ค้า และลูกค้ามาร่วมอุดหนุนกันอย่างคับคั่ง เพราะเต็มไปด้วยร้านค้าดารา-นักแสดงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปู-เด๋อ (ลูกชิ้นปิ้ง หมู), ฝน พัชรินทร์ (คุกกี้), อาร์ต พศุตม์ (สปาเกตตี ลอดช่องวัดเจต), ตี๋ ดอกสะเดา (ไอศกรีมทอด), น้อย โพธิ์งาม (ส้มตำ ไก่ทอด), ปุ้ย พิมลวรรณ (นักเก็ตไก่), ต่าย ณัฐพล (บราวนี่ เค้กมะตูม), โก๊ะตี๋ (ข้าวมันไก่) และที่พิเศษสุดๆ คือ กระทรวงแรงงาน มาทำการฝึกอาชีพให้ฟรี ฟรี ใครพลาดรอเดือนหน้านะจ๊ะ

* คึกคักไปด้วยความสนุก และสีสันร้อนแรงตลอดงาน เปิดตัวกล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียม SUNBOX (ซันบ๊อกซ์) ภายใต้สโลแกน ฮิต! คุ้ม! ดี! ไม่มีรายเดือน ดูได้กว่า 200 ช่องในระบบซีแบนด์ และกว่า 80 ช่องในระบบเคยูแบนด์ นำโดย คุณสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ซึ่งดำเนินธุรกิจบันเทิงครบวงจรทั้งด้านคอนเทนต์ และมีเดีย พร้อมด้วยทัพศิลปินยกค่าย โฟร์-มด, กิ๊ฟซ่า-แนนนี่ เกิร์ลลี่ เบอร์รี่, แบล็คแจ็ค, โยชิ ซีควินท์, ป๊อบปี้-ทีเจ วงทรีทูวัน, ฟลุค ไอน้ำ, กั๊ก เล้าโลม, ฝ้าย แอมฟายน์, มิณทร์ ยงสุวิมล, โปงลางสะออน, กุ้ง-สุทธิราช, กระแต-กระต่าย, ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง, วิด ไฮเปอร์, อลิซ อาร์สยาม, พิธีกร ยู แชนแนล/ย๊าคทีวี/ช่อง 8 ที่มาร่วมสร้างสีสัน ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม 1 โรงแรมเรเนซองส์ ราชประสงค์

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07070150755&srcday=2012-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 305

เดินเล่น ตลาดต่างแดน

อ้อมแอ้ม ณ แอลเอ

ตลาดพม่า พระ-หมาก-ร้านน้ำชา

ไปพม่า สิ่งที่เราจะเห็นมากที่สุดคือพระกับชี ไม่รู้เป็นไร เหล่าเขาและหล่อนเดินไปมากันทั้งวัน มากมายมหาศาลเสียจริง ว่ากันว่า พม่ามีพระทั้งหมดทั้งประเทศ 400,000 รูป ชีอีกเกือบ 80,000 คน

เรื่องนี้เข้าใจได้ไม่ยาก นอกจากเป็นเมืองพุทธที่เคร่งครัดแล้ว พม่ายังมีปัญหาเศรษฐกิจ การบวชเป็นพระเป็นการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจส่วนตัวอย่างหนึ่ง พระเมืองไทยยังยอมรับว่าคนมาบวชเป็นพระกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนยากจนเข้าถึงการศึกษาไม่ได้ มาบวชเพื่อเรียน เพื่ออยู่ให้ได้ในอีกสถานะหนึ่ง หรือเพื่อยกระดับตัวเองขึ้นจากความยากจน พม่าก็ไม่ต่างกัน

อีกอย่างที่จะเห็นมากมายคือร้านน้ำชา และคนขายหมาก คนขายหมากที่มีทั้งประเภทเอากระบะแขวนคอเดินดีลิเวอรี่ (delivery) เสิร์ฟเป็นคำๆ ถึงที่ และตั้งโต๊ะขายข้างถนน มีมากมายกระจายไปทั่วทุกเมือง แถวบ้านนอกคอกนาก็มีให้เห็น

ส่วนร้านน้ำชานั่นเป็นเรื่องสนุกมากของฉัน ร้านน้ำชาเขาว่าเป็นสมบัติจากการถูกอังกฤษครอบครองอยู่นานปี ตั้งแต่ร้อยปีก่อนโน้น คนพม่าเลยคุ้นกับการจิบชาล้อมวงคุยกัน

แต่แปลกที่อังกฤษเขาจิบชาตอนบ่าย แก้ง่วง แต่พม่าเปิดร้านน้ำชาเช้ายันดึก เขากินน้ำชากันได้ตลอดเวลาจริงๆ มีทั้งน้ำชาจีนร้อนๆ น้ำชาฝรั่ง น้ำชาใส่นม มีขนมนมเนยประกอบการกินเป็นล่ำเป็นสัน

มีทั้งประเภทล้อมวงนั่งบนเก้าอี้เตี้ยๆ มาถึงก็รวบโสร่งเอาขาคร่อมเก้าอี้เตี้ยนั่นป้าบเข้าให้ สาวไทยนั่งใกล้ใจวูบวับ กลัวจะเกิดการผิดพลาดกับโสร่งของพี่ตอนพี่นั่งชันเข่า แต่ก็ไม่ปรากฏความผิดพลาดใดๆ นะจ๊ะ เขาแม่นเรื่องพรรค์นี้ทีเดียว

แต่นั่งแบบเก้าอี้เตี้ยนี่เมาธ์ชาวบ้านไม่มันฮ่ะ ใครเดินไปเดินมาเราจะมองเห็นระดับเข่าลงถึงเท้า มุมมองรองเท้าไม่น่าพิสมัยนัก จึงมีร้านน้ำชาอีกแบบที่นั่งเก้าอี้ธรรมดา นั่งมองหน้าชาวบ้านแล้วเมาธ์คนนั้นสวยคนนี้หล่อเนอะ หนุ่มพม่านัยน์ตาคมมากค่ะคุณขา ไปพม่าถ้าไม่ได้นั่งร้านน้ำชาสบตาหนุ่มพม่าอิฉันว่าไปไม่ถึง ที่เขาหล่อมากๆ ที่เรียกว่าหล่อลากดินเลยทีเดียวเชียว

ร้านน้ำชาแบบเก้าอี้นี่พักหลังมีเหล้ามีเบียร์ขายแล้ว แต่ไม่ค่อยเห็นคนพม่านั่งกินเป็นล่ำเป็นสันแบบบ้านเรานะ คงเพราะว่าเขายังไม่ค่อยมีเงินกัน อีกหน่อยถ้าเศรษฐกิจขยายตัว อาจมีให้เห็นมากขึ้น เรื่องพรรค์นี้มันมาเป็นแพ็กเกจนะคุณ ความเจริญมาพร้อมกับความเสื่อมเสมอ

แต่ว่าเขาก็ไม่ได้ คนมันก็กินกันทั้งโลกนั่นแหละ ขึ้นกับว่าจะประคองชีวิตอย่างไรไม่ให้เหล้าเบียร์มันกินเรา

ฉันเคยพาเที่ยวตลาดในพม่ามาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นไปตลาดหลวงเมืองเชียงตุง ไม่ไกลจากชายแดนไทยแถวอำเภอแม่สาย เชียงรายมากนัก คราวนี้เข้าไปลึกอีกหน่อย เป็นตลาดที่เมืองย่างกุ้ง ส่วนตลาดที่เมืองหลวงใหม่คือเนปิดอว์นั้นฉันไม่เคยไป เขาว่าไม่หนุกเท่าเมืองย่างกุ้ง เพราะเมืองหลวงใหม่มีแต่ข้าราชการ ไม่ค่อยมีเรื่องการค้าขายท่องเที่ยวเหมือนย่างกุ้ง อีกตลาดที่ใกล้ไทยคือตลาดเมืองเมียววดี ติดชายแดนไทยด้านอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ที่นั่นไม่ค่อยมีข้าวของมากนัก ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ไม้ เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งก็มีมากมายเสียจริง

พม่าเพิ่งเปิดประเทศตูมเข้าให้ คนที่ไม่เคยคาดคิดว่าเขาจะเปิดเอาง่ายๆ ก็ลนลานทำอะไรไม่ถูก ที่งงงันมากน่าจะเป็นพี่ไทยนี่แหละ ป่านฉะนี้ยังอะไรไม่ถูก

ส่วนอเมริกาที่ยืนด่าพม่าปาวๆๆๆ มานมนานนั่น เร็วกว่าใครเพื่อนเลย ไปจับไม้จับมือกับผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยให้คนเขาเห็นว่าฉันนี่รักประชาธิปไตยนักหนา ไม่ใช่รักน้ำมันกับไม้สักในพม่านะจ๊ะ

ส่วนยุโรปที่กำลังปวดหนึบกับปัญหาหนี้สินภายใน เพิ่งมาแสดงอาการยินดีปรีดาหันมาค้าขายกับพม่าเอาตามหลัง ซึ่งไม่ต้องแปลกใจ นี่ล่ะมาดคนยุโรปเขาล่ะ เขาไม่กระวีกระวาดกระจาดหกเกลื่อนเหมือนอเมริกา

ย่างกุ้งเขามีตลาดใหญ่ใจกลางเมืองชื่อตลาดโบ่ยกอ่องซาน บางคนเรียกตลาดสก๊อต เป็นตลาดขายเสื้อผ้าอาภรณ์ข้าวของที่ระลึก นักท่องเที่ยวชอบไปนักแล ส่วนตลาดขายสินค้าอาหารแบบบ้านๆ ของจริงของเขานั่นต้องตลาดเช้า เขาวางขายกันไม่ไกลจากตลาดโบ่ยกฯ

ข้าวของในตลาดเช้าเขาพื้นๆ ก็เหมือนตลาดต่างอำเภอเมืองไทย คือเน้นขายสินค้าอาหารการกิน ขายกันแบบบ้านๆ ไม่แปรรูปมากมาย อย่างเช่นปลาเขาก็ขายปลาตัวเป็นๆ ดิ้นพราดๆ ให้เห็น เขาไม่มีลูกชิ้นปลา ปลาแล่เนื้อ ปลาแช่แข็งเหมือนเมืองไทย ก็จะไปดัดจริตแปรรูปมากไปทำไม ในเมื่อสินค้าบ้านเขาสด และทุนนิยมยังไม่ไล่ล่าเขาเอาเป็นเอาตาย แม่บ้านเขายังมีเวลาฆ่าปลาทำกับข้าวให้ลูกผัว

สินค้าเขาก็ดิสเพลย์ (display) กันแบบบ้านๆ คือวางสินค้าในกระจาดแล้วเอากระจาดวางกับพื้นดิน คนขายก็ถอดรองเท้าแตะมาหนุนก้นแล้วนั่งลงทันที นานๆ จะลุกขึ้นปัดผ้าซิ่นหรือโสร่งปรับอากาศที ขวับๆ เหนือกระจาดขายสินค้านั่นแหละ ซื้อไปฮาไป อย่าคิดมาก เวลาซื้อขายอย่าต่อรองมาก เพราะเวลาแม่ค้าต่อล้อต่อเถียงกับเราน้ำหมากชีจะกระจาย อันนี้ไม่คุ้มอย่างแรง

ตลาดทั้งสองนี่อยู่ใกล้ทางรถไฟ เวลาไปเดินตลาดแล้วเดินไปดูรถไฟพม่าหน่อยนะ แอนทีคมากกกก…หัวรถจักรใช้มาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 วิ่งทีควันโขมงสั่นเหมือนจะหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ แต่มันยังรับใช้ผู้คนอย่างซื่อสัตย์ คนไม่เคยเห็นรถไฟอินเดียไปดูรถไฟพม่าก่อนก็ระทึกใจใช้ได้ แต่หมายเหตุหน่อยนะว่าเขากำลังปรับปรุงระบบรถไฟทั้งประเทศ อีกหน่อยไม่มีให้ระทึกใจแล้วนะ

ไปย่างกุ้งอย่าลืมไปดูตลาดปลานะ มีปลากุ้งปูสดๆ ตัวโตๆ ให้เลือกซื้อ ย่างกุ้งเขาอยู่ติดแม่น้ำที่ไหลออกอ่าวที่อยู่ไม่ไกล อาหารทะเลมากมาย แต่ถ้าจะให้ดี ไปกินที่ร้านที่ไว้ใจได้หน่อย

เดินในย่างกุ้งหรือเมืองใหญ่ของพม่า คุณไม่ต้องกลัวหลง ผังเมืองเขาดี ถนนเขาจะโยงใยกัน ถนนในเมืองใหญ่เขาจะทำเป็นใยแมงมุม มีวงเวียนหรือจัตุรัสใจกลางเมืองแล้วก็มีถนนเป็นเส้นๆๆๆ ออกไปในหลายทิศทาง เหมือนเมืองในยุโรป แต่ละถนนก็จะตัดกับถนนอื่นในลักษณะเป็นตารางหมากรุก เหมือนยุโรป เหมือนอเมริกา เพียงแต่ถนนหนทางในพม่าทรุดโทรมไม่น้อยหลังจากการเปิดประเทศเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน เผชิญการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมายาวนาน มีช่วงหลังๆ นี้ที่จีนเข้าไปช่วยเหลือ แต่เมื่อเทียบกับถนนที่มีกระจายไปทั่วประเทศ ก็ยากจะปรับปรุงได้หมด

แต่ด้วยการลงทุนที่จะบ่าไหลเข้าไปในพม่าในเร็วนี้ ถ้ารัฐบาลพม่าฉลาดพอ เขาจะสร้างบ้านเมืองขึ้นมาใหม่ และฉันว่าโดยพื้นฐานแล้วคนพม่าเป็นคนฉลาด ฉลาดแบบที่เรียกว่า practical thinking (คิดแล้วทำ) ไม่อยากพูดให้ใจเสียนะ แต่ถ้าเทียบกันแล้ว คนไทยสู้เขาไม่ได้เรื่องนี้ ทุกวันนี้เขายังตามเราอยู่เพราะระบบการศึกษาเขาไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร

แต่ถ้าเขาติดเครื่องเมื่อไหร่ให้เตรียมตัวให้จงดีทีเดียวเชียว…

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07072150755&srcday=2012-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 305

Big Idea

นาดีร์ ซีร์รัส

วิมานบ้านซุง

เชื่อว่าหลายคนคงมีความฝันแบบเด็กซุกซนที่ชอบเล่นสร้างบ้านตามสุมทุมพุ่มไม้ อยากอยู่แบบทาร์ซานห้อยโหนโจนทะยาน มีบ้านบนต้นไม้ หรือไม่ก็เจาะท่อนซุงเป็นบ้านอะไรเทือกนี้

“บ้านซุง” หลังนี้ น่าจะตอบจินตนาการประมาณนั้นได้

REDWOOD ONE LOG HOUSE ที่เห็นอยู่นี้ไม่ใช่บ้านซุงทั่วไปที่สร้างจากปีกไม้เนื้อแข็ง เอามาขึ้นโครงให้มีหน้าตาเหมือนท่อนซุงนะคะ

แต่ทำจากซุงจริงๆ ทั้งท่อน และเนื้อไม้นั้นมีอายุเป็นพันๆ ปีเลยทีเดียว…ไม่ธรรมดาสักนิด

เรื่องของเรื่องก็คือซุงท่อนใหญ่ยักษ์นี้เป็นไม้สนเรดวู้ด (REDWOOD – ต้นสนขนาดใหญ่ที่มีเนื้อไม้สีน้ำตาลแดง) จากป่าแคลิฟอร์เนีย อายุประมาณ 2,100 ปี ที่ล้มลงในราวปี ค.ศ. 1900 โดยเจ้าของสัมปทานไม้รายแรกที่ได้สิทธิ์เป็นเจ้าของท่อนซุงนี้คือ บริษัท จอร์เจีย แปซิฟิก แห่งยูเรก้า ต่อมาท่อนซุงใหญ่ตกอยู่ในมือของนายอาร์ท แชมล็อค และเขากับลูกชายได้ช่วยกันเจาะท่อนซุงนี้ให้เป็นโพรงใหญ่ตลอดทั้งท่อน

วัตถุประสงค์ในการเจาะท่อนซุงของสองพ่อลูกนี้ก็ด้วยความตั้งใจที่จะทำบ้านทั้งหลังจากท่อนซุงท่อนเดียวล้วนๆ เรียกว่า One-Log House ให้โด่งดังไปเลย

ตามปกติแล้วในบ้านเราเท่าที่เคยเห็นกัน เฟอร์นิเจอร์ไม้ชิ้นใหญ่ยักษ์ ส่วนมากก็มักจะเป็นโต๊ะรับประทานอาหารหนักอึ้งที่ทำมาจากไม้กระดานแผ่นเดียวทั้งชิ้น ขัดมันวาววับ ซึ่งอาจจะเป็นไม้แดง ไม้เต็ง ไม้มะค่า หรือไม้สัก ที่เคยอุดมสมบูรณ์ยิ่งในป่าเมืองไทย

แต่ที่นายแชมล็อคคิดการใหญ่นี้ เขาจะทำซุงทั้งท่อนนั้นให้เป็นบ้าน 1 หลังเลยทีเดียว

ตำนานในการสร้างบ้านซุงหลังนี้ถูกบันทึกเอาไว้ว่า เมื่อปี ค.ศ. 1946 สองพ่อลูกช่วยกันเจาะเอาเนื้อไม้ข้างในท่อนซุงท่อนนี้ออกด้วยแรงมือและอุปกรณ์ช่างไม้ธรรมดาล้วนๆ โดยมิได้ใช้อุปกรณ์สมัยใหม่ทุ่นแรงแต่อย่างใด

พวกเขาใช้เวลายาวนานถึง 8 เดือนกว่าจะทะลวงเอาเนื้อไม้ภายในท่องซุงน้ำหนัก 42 ตันออกได้ทั้งหมด แล้วตกแต่งภายในให้เป็นบ้านหลังเล็กๆ สมบูรณ์แบบที่เพียบพร้อมไปด้วย 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ ห้องพักผ่อนหรือลิฟวิ่งรูม ห้องครัว และห้องนอน ที่เชื่อมยาวติดต่อกันไปในลักษณะเดียวกับรถบ้าน หรือ motor home

ซุงท่อนนี้เมื่อเจาะเอาแก่นไม้ออกเรียบร้อยแล้ว นายแชมล็อคได้ใช้แผ่นเหล็กรีดบาง รัดเปลือกไม้ไว้ให้แน่นหนาด้วยวิธีเดียวกันกับการรัดถังไม้โอ๊กที่ใช้หมักไวน์ เป็นการเพิ่มความแข็งแรงแน่นหนาให้กับตัวบ้านที่เหลือเพียงเปลือกไม้บางๆ ไม่ให้ปริแตกได้ง่าย

เนื้อไม้ส่วนที่เป็นแก่นซึ่งทะลวงออกนั้นมีปริมาณมหาศาล สามารถนำไปสร้างเป็นบ้านขนาดใหญ่ได้ถึง 5 ห้องนอนเลยทีเดียว

คิดดูสิว่าซุงท่อนนี้ใหญ่โตโอฬารขนาดไหน!

เสร็จสรรพแล้วสองพ่อลูกได้บ้านซุงที่มีความยาวมากถึง 32 ฟุต และช่องว่างภายในตัวบ้านมีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างราว 7 ฟุต ซึ่งอาจจะไม่ใหญ่โตนักเมื่อเทียบกับขนาดร่างกายของฝรั่งที่มักจะมีส่วนสูงมาก บางคนสูงถึง 8 ฟุตเศษ ซึ่งถ้าเข้าไปอยู่ในบ้านหลังนี้อาจจะต้องห่อไหล่ หดตัวทรมานกันไม่น้อยทีเดียว

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะครอบครัวแชมล็อคไม่ได้ต้องการใช้บ้านซุงหลังนี้เป็นที่อยู่อาศัยของใคร พวกเขาแค่อยากสร้างมันไว้โชว์ พร้อมกับแนวคิดที่จะนำมันออกตระเวนอวดคนไปทั่ว ก็เลยสร้างเป็นบ้านซุงติดล้อใส่รถบรรทุกขนาดใหญ่พร้อมที่จะขับเคลื่อนไปแสดงตามที่ต่างๆ

ซึ่งก็ปรากฏว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะบ้านซุงหลังนี้สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ชาวอเมริกันมากมายและมีชื่อเสียงโด่งดังมานับแต่นั้น

One-Log House หลังนี้ก็เลยโยกย้ายสำมะโนครัวไปเรื่อย โดย 2-3 ปีแรก มันถูกขนไปตั้งไว้ที่คาล์ม บีช (Clam Beach) ในแคลิฟอร์เนีย หลังจากนั้นออกเดินทางต่อไปปักหลักที่เลกแกตต์ (Leggett) ยาวนานถึง 25 ปี แล้วก็ย้ายต่อไปอยู่ฟิลลิปวิลล์ (Phillipsville) อีก 23 ปี สุดท้ายเมื่อปี 1999 ออกเดินทางอีกครั้ง ไปอยู่บ้านใหม่ริมทางหลวงยูเอสไฮเวย์หมายเลข 101 การ์เบอร์วิลล์ 9 ใกล้อุทยานแห่งชาติริชาร์ดสัน โกลฟ สเตท (Richardson”s Grove State Park)

บ้านท่อนซุง One-Log House กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญริมทางหลวงสายนี้มานับแต่นั้น โดยเจ้าของปัจจุบันเปิดให้ผู้ผ่านทางเข้าเยี่ยมชมได้ทุกวัน ในลักษณะบ้านต้นแบบที่ตกแต่งภายในพร้อมอยู่อาศัยได้จริง แต่จัดโชว์ในแบบมิวเซียม คือเห็นของจริงทั้งหมด แต่แตะต้องอะไรให้เสียหายไม่ได้

แหม…ก็มันมีประวัติศาสตร์ตั้งยาวนานนี่นา

เจ้าของบ้านซุงคนปัจจุบันมีรายได้อู้ฟู่จากการขายกาแฟ เครื่องดื่ม และเบเกอรี่พร้อมขนมนมเนย ไอศกรีม ในเอสเพรสโซบาร์ของเขา รวมทั้งขายของที่ระลึกหลากหลาย โดยเฉพาะงานหัตถกรรมที่ทำมาจากไม้สนเรดวู้ด อาทิ เครื่องใช้จำพวกถ้วยชาม นาฬิกา งานไม้แกะสลักต่างๆ

นอกจากนั้นยังมีพื้นที่สำหรับบริการให้พักผ่อนแบบปิกนิกกลางแจ้งอย่างสะดวกสบายภายในดงไม้เรดวู้ดด้วย

ใครนึกอยากจะพักผ่อนนอนเล่นและนอนจริง ก็มีที่พักบริการแยกไว้ต่างหาก รวมทั้งแพ็กเกจนำเที่ยวด้วยรถบัส พาไปกินข้าวกันกลางดงไม้ด้วย

นี่คือความชาญฉลาดในการบริหารจัดการที่ยังสามารถรักษาสภาพบ้านซุงให้เป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนได้อย่างดี โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าใครจะไปทำมันให้เสื่อมโทรมได้ง่ายๆ

วิมานบ้านซุงหลังนี้ คงสนองตอบความฝันและจินตนาการของหลายคนได้อย่างดีทีเดียว

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078150755&srcday=2012-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 305

อาชีพที่ไม่เหมือนเรา

ไมตรี ลิมปิชาติ

งานอดิเรกเพื่อคนป่วย

ปกติ คนที่พ้นภาระหน้าที่งานประจำจะใช้แก้วใส่เหล้าบ้าง เบียร์บ้าง เพื่อดื่มหาความสุขในบั้นปลายชีวิต

ทว่า สำหรับ คุณบุญมี นันทะแสง ชายสูงอายุวัย 62 ปี ใช้แก้วใส่น้ำเพื่อนำมาเป็นเครื่องดนตรี

เครื่องดนตรีชนิดนี้มีชื่อเป็นทางการว่า ดนตรีแก้ว ที่มีชื่ออย่างนี้ก็เพราะเครื่องดนตรีไม่มีอะไรเลยมีแต่แก้ว

“ใช้แก้วทั้งหมด 25 ใบ” คุณบุญมี บอก ก่อนเล่าประวัติความเป็นมาของดนตรีแก้วให้ผมฟังว่า

เครื่องดนตรีแก้วมีกำเนิดมาจากทวีปยุโรป ถ้าจำไม่ผิด ประเทศที่เริ่มต้นเป็นชาติแรกก็คืออังกฤษ

คนอังกฤษเล่นดนตรีแก้วมากว่า 300 ปีแล้ว

แต่สำหรับคุณบุญมีเล่นดนตรีชนิดนี้มาเพียง 5 ปี โดยมีเพื่อนคนหนึ่งที่เคยเล่นดนตรีแก้วมาก่อนฝึกให้

เนื่องจากคุณบุญมีมีพื้นฐานทางดนตรีมาก่อนเพราะเคยเป่าเมาธ์ออร์แกน หรือหีบเพลงปากมาตั้งแต่เด็ก อีกทั้งยังชอบร้องเพลงด้วย จึงสามารถหัดเล่นดนตรีแก้วได้ไม่ยาก โดยใช้เวลาไม่กี่วันก็สามารถเล่นได้

แต่ถ้าจะให้ชำนาญต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ หรือมากกว่ายิ่งดี

การเล่นดนตรีแก้ว ที่สำคัญที่สุดนั้น จะต้องมีน้ำหล่อเลี้ยงตลอดเวลา หมายถึงจะต้องใช้นิ้วชุบน้ำให้เปียก น้ำแห้งเมื่อไรเสียงจะไม่ดังออกมา

เวลาเล่นต้องใช้นิ้ววนไปที่ขอบแก้ว เมื่อนิ้วกับขอบแก้วสัมผัสกันก็จะมีเสียงไพเราะให้ได้ยิน

คุณบุญมี บอกว่า ดนตรีแก้วมีบันไดเสียงเหมือนระนาด

ระนาดใช้ไม้ 25 อัน ดนตรีแก้วก็ใช้แก้ว 25 ใบ

การทำให้แก้วแต่ละใบมีเสียงดนตรีแตกต่างกันจะต้องใส่น้ำลงไปในแก้วแต่ละใบ ให้มีระดับของน้ำไม่เท่ากัน เสียงจะได้ไม่เหมือนกัน เสียงที่ไม่เหมือนกันนี้แหละ คือที่เราเรียกว่าเสียงดนตรี

ขณะที่ผมยืนฟังดนตรีแก้วจากฝีมือการบรรเลงด้วยการใช้นิ้วสัมผัสขอบแก้ว ยอมรับว่า

เสียงที่ดังออกมามีความไพเราะเพราะพริ้งอย่างยิ่ง ไม่ได้ไพเราะเฉยๆ แต่นิ่มหูอีกต่างหาก

โดยส่วนตัวของผม ยิ่งฟังยิ่งโดนใจ เพราะเพลงที่คุณบุญมีบรรเลง เป็นเพลงเก่ารุ่นเดียวกับคนแก่อย่างผมแทบทุกเพลง เช่น เพลงของครูเอื้อ สุนทรสนาน เพลงของสุเทพ วงศ์กำแหง และ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี เป็นต้น

คุณบุญมี เล่าว่า กว่าจะได้เครื่องดนตรีแก้วมาเล่นนั้น ค่อนข้างยากลำบาก เพราะไม่มีขายทั่วไปเหมือนเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ เช่น ไวโอลิน กีตาร์ หรือ แซกโซโฟน ฯลฯ

คุณบุญมี บอกว่า จะต้องไปหาซื้อแก้วบรั่นดีและแก้วคอนยัค ตามร้านขายทั่วไป แต่ส่วนใหญ่จะไปเลือกซื้อที่ตลาดนัดจตุจักร เพราะมีให้เลือกมาก

ถ้าซื้อแก้วให้ได้ครบชุดจะต้องใช้เงินประมาณเกือบ 20,000 บาท เพราะแก้วบางใบราคาเป็นพันก็มี

วิธีเลือกแก้วดังกล่าวมาทำเป็นเครื่องดนตรีจะต้องทดลองเอานิ้วชุบน้ำแล้วลูบปากแก้วดูว่า เสียงที่ออกมาเป็นอย่างไรบ้าง เหมาะสำหรับมาทำเป็นเครื่องดนตรีแก้วหรือไม่

พอนำแก้วที่ซื้อมาเข้าชุดเป็นเครื่องดนตรีได้แล้วต้องเก็บรักษาให้ดี อย่าให้แตกหรือร้าว จะใช้ไม่ได้ เพราะเสียงจะเปลี่ยน คุณบุญมีจึงต้องใช้วิธีป้องกันโดยการขนย้ายให้น้อยครั้งที่สุด

“เล่นดนตรีอยู่ที่ไหนก็จะฝากเครื่องดนตรีแก้วไว้ที่นั่นเสียเลย” เขาว่า

ที่สถาบันมะเร็ง คุณบุญมีจะมาเล่นดนตรีแก้วเฉพาะวันอังคารตั้งแต่เช้าถึงเที่ยง วันอื่นไปเล่นที่อื่น เช่นที่ตลาดนัดจตุจักร

ส่วนที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้านั้นจะเล่นในวันพฤหัสบดี ในเวลาเช้าถึงเที่ยงเช่นกัน

การเล่นดนตรีแก้วของคุณบุญมีเพื่อให้ความสบายใจกับผู้มาตรวจรักษาตัวที่โรงพยาบาลนั้นเป็นการเล่นฟรีๆ แปลว่าไม่คิดเงินค่าจ้างแต่ประการใด

แต่เป็นเพียงระยะแรกๆ

มาถึงวันนี้ ทางโรงพยาบาลทั้ง 2 แห่งคงจะเห็นใจว่าคุณบุญมีต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางและอื่นๆ จึงมอบเงินค่ารถให้บ้าง ซึ่งเขาก็ไม่ปฏิเสธ เพราะเชื่อว่าเป็นความสบายใจของผู้อำนวยการโรงพยาบาล

เนื่องจากคุณบุญมีไม่มีลูก จึงไม่ต้องห่วงอะไร ใช้วิธีเดินทางจากบ้านซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ บางเขน มายังโรงพยาบาลด้วยรถเมล์ บางครั้งก็นั่งแท็กซี่ ซึ่งสะดวก เพราะได้ฝากเครื่องดนตรีแก้วไว้ที่โรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว

คุณบุญมีเรียนจบมาทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง

เขารับราชการอยู่ที่กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จนอายุ 40 ปี แล้วลาออกไปทำงานที่ต่างประเทศ

อยู่ต่างประเทศ 10 ปี แล้วกลับเมืองไทย มาทำงานด้านประสานงานระหว่างผู้รับเหมากับหน่วยงานราชการ

มีชีวิตโชกโชนพอสมควร แต่ผลที่สุดต้องมาอยู่กับเครื่องดนตรีเล็กๆ ที่เรียกว่าดนตรีแก้ว เพื่อคนป่วย

ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่คุณบุญมีเลือกทำโดยความเต็มใจ ทั้งๆ ที่มีคนชวนเขาให้ไปทำงานอยู่กับสำนักงานทนายความ แต่เขาส่ายหน้าปฏิเสธ เขาบอกว่า

“ชีวิตมาถึงวันนี้แล้ว ไม่ควรหาเงิน ให้หาความสุข การที่เขาได้มาเล่นดนตรีแก้วให้คนป่วยฟังเป็นความสุขที่บอกไม่ถูก

จะอย่างไรก็ตาม เขาบอกกับผมทิ้งท้ายว่า

หากผู้ใดต้องการฟังเสียงดนตรีแก้วที่นิ่มนวล แผ่วเบา แต่มีพลัง เขายินดีไปเล่นให้ฟังถึงงานหรือถึงบ้าน

คนเป็นทนายความนั้นติดป้ายประกาศว่า รับว่าความทั่วราชอาณาจักร

แต่สำหรับคุณบุญมียินดีรับเล่นดนตรีแก้วทั่วราชอาณาจักร เช่นกัน

ผู้ใดสนใจ ติดต่อกับเขาได้โดยตรง ที่ โทรศัพท์ (081) 335-0841

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07084150755&srcday=2012-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 305

คิดอย่างนักบริหาร

สาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่อง

พลังจีนขับเคลื่อนโลก

ทุกครั้งที่ “ธนินท์ เจียรวนนท์” ประธานกรรมการ และประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ พูดผ่านฟอรั่มสัมมนาบนเวทีต่างๆ ทุกคนเป็นต้องหยุดฟัง และหยุดคิดในสิ่งที่เขาพูดทุกครั้ง

เหมือนอย่างล่าสุดที่ “ธนินท์” พูดในฟอรั่มสัมมนาของหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เนื่องในโกาสย่างเข้าสู่ปีที่ 36 ครั้งนี้ ในหัวข้อที่ชื่อ “พลังจีน…ขับเคลื่อนโลก”

ก็มีหลายประเด็นที่น่าสนใจอย่างมาก

เหมือนอย่างเรื่องความเชื่อมั่นในศักยภาพผู้นำของรัฐบาลจีนที่ “ธนินท์” มองว่า…ผมสัมผัสรัฐบาลจีนมา มีความเชื่อมั่นมาตลอดจนถึงวันนี้ พูดได้ว่า ส่วนใหญ่เขาเสียสละเพื่อชาติ และทุ่มเททำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

“ผมมีความเชื่อมั่นว่า ประเทศจีนจะก้าวหน้าอีกมาก มาถึงวันนี้เศรษฐกิจ และการเติบโต ผมว่าจีนพร้อมแล้ว พร้อมทุกอย่าง ตั้งแต่ความรู้ และการศึกษา วันนี้เอเชียเนื้อหอมมาก สหรัฐอเมริกามองว่าเอเชียต่อไปจะไม่ธรรมดา และสำคัญมากด้วย”

“ในฐานะเราเป็นประทศไทย ผมพูดเป็นกลางว่า เราต้องต้อนรับสหรัฐอเมริกาด้วย แต่เราต้องเอียงไปทางจีน เพราะวัฒนธรรมคนจีนเขารู้บุญคุณ และมีเยื่อใยต่อเรา ผมจึงมองว่าเราต้องต้อนรับทั้ง 2 ยักษ์ใหญ่”

“วันนี้จีนส่งออกเป็นที่ 1 ของโลก นำเข้าเป็นที่ 2 แต่ถ้าวันนี้จีนมีเศรษฐกิจดีขึ้น ปัจจุบันจีนมีรายได้ต่อหัวอยู่ที่ 5,400 กว่าหยวนต่อคน ต่อปี ส่วนสหรัฐอเมริกา 48,300 ดอลลาร์ต่อคน ต่อปี ห่างกันเกือบจะ 9 เท่า ท่านลองคิดดูว่าวันนี้จีนนำเข้าต่อวัน 1.77 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนสหรัฐอเมริกานำเข้า 2.44 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ห่างกันไม่กี่เท่า ถ้าต่อไปเศรษฐกิจจีนใหญ่กว่าสหรัฐอเมริกา ลองบวกดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น”

“เราส่งออกสินค้าอะไรให้จีน และจีนมีโอกาสร่ำรวยหรือไม่ แน่นอน จึงไม่ยาก อีก 9 เท่าต้องใช้เวลา แต่จะให้เติบโตอีก 5 เท่า ไม่ยาก ต่อไปจีนจะไม่ใช่ส่งออกเป็นที่ 1 แต่นำเข้าก็เป็นที่ 1 จีนจะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ รวมถึงการนำเข้าเงินทุนสะสมก็เป็นที่ 1 จากวันนี้เป็นที่ 1 อยู่แล้ว 3 ล้านล้านดอลลาร์ ตอนนี้จีนทุกอย่างพร้อมแล้ว พร้อมกว่าสมัยที่ผมเข้าไปเมื่อ 32 ปีก่อน”

นอกจากนั้น “ธนินท์” ยังมองผู้นำรุ่นต่อไปของจีนอย่างน่าสนใจว่า…ผมมีความเชื่อมั่นผู้นำของจีน โดยเฉพาะรุ่นที่จะขึ้นมาใหม่ ผมรู้จักทั้ง 2 ท่าน อย่างท่านหลี่เค่อเฉียง ที่คาดการณ์ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป เคยเป็นคนหนุ่มที่สุด ถูกส่งไปเป็นผู้ว่ามณฑลเหอหนาน เป็นมณฑลที่มีประชากร 100 ล้านคน และเป็นมณฑลที่ผลิตผลการเกษตรเบอร์ 1 และอยู่ใจกลางประเทศจีน

“ดังนั้น แน่นอนว่าท่านรู้เรื่องการเกษตรแน่นอน อีกคนคือ สี่จิ้นผิง ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป เขาไต่เต้าผ่านปัญหาและเห็นความยากจนในพื้นที่ว่าเป็นอย่างไร ผมเคยเห็นท่านสมัยเป็นเลขาธิการพรรคเมืองฝูโจว เราไปลงทุนที่นั่น ท่านให้บัตรชาวเมืองฝูโจวเป็นเกียรติยศมอบให้ผม ก็รู้จักกันมา และเคยเชิญมาเมืองไทย ผมสัมผัสเมื่อไหร่ก็ยอมรับว่าท่านเป็นผู้นำ ผมเป็นผู้ตาม ท่านมีพลัง มีอัธยาศัยที่ใครพบแล้วต้องยอมรับว่านี่คือผู้นำที่แท้จริง นุ่มนวล และฟังเหตุผล ฟังมากกว่าพูด”

“ผมจึงเชื่อมั่นว่าปีหน้า ผู้นำทั้ง 2 ท่านรู้แล้วว่า ที่ผ่านมาผู้นำคนเดิมมีอะไรดีก็สานต่อ มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงก็ได้เปลี่ยนแปลงแน่นอน เพราะคนเราไม่มีใครทำอะไรถูก 100 เปอร์เซ็นต์ ถูก 70 เปอร์เซ็นต์ ผิด 30 เปอร์เซ็นต์ ก็เก่งแล้ว ที่ถูกก็ทำต่อ ที่ผิดหรือดีไม่พอก็เปลี่ยนแปลง ผมเชื่อมั่นว่า จีนจะต้องเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดแน่นอน และหลังเปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่แล้ว จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ถูกต้อง และเหมาะสมกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงในวันนี้”

ขณะเดียวกัน “ธนินท์” ยังมองเรื่อง 3 พลังจีนที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศซึ่งได้แก่ ภาคอสังหาริมทรัพย์ เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์จะทำให้หลายสิบธุรกิจ หรือหลายร้อยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคนทุกระดับเติบโตขึ้น ตั้งแต่คนอ่านหนังสือไม่เป็นก็มีงานทำ และยังทำให้อุตสาหกรรมเกี่ยวข้องอย่างอุตสาหกรรมเหล็ก, อิเล็กทรอนิกส์, ปิโตรเคมี, เครื่องใช้ไฟฟ้า จนไปถึงการออกแบบตกแต่งภายใน ช่างไม้, ช่างฝีมือ มีงานทำไปด้วย

“ดังนั้น เรื่องอสังหาริมทรัพย์ นอกจากจะทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น จากกำลังซื้อบ้านเล็ก ก็เปลี่ยนเป็นบ้านใหญ่และเกษตรกรอีก 700 ล้านคน ร่ำรวยขึ้นมา ซึ่งจีนยังมี 50-60 เปอร์เซ็นต์ เป็นเกษตรกร ดังนั้น ที่อยู่อาศัยยังขาดแคลนมหาศาล ตัวนี้จะเป็นพาวเวอร์พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการจ้างงานตัวหนึ่ง”

“ส่วนดัชนีตัวที่สอง ที่จะเป็นพลังมหาศาลคือธุรกิจบริการ ตัวนี้ประเทศอื่นเต็ม แต่จีนเพิ่งเกิดมา 10 กว่าปีเท่านั้น ถ้ารัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมเหมือนญี่ปุ่น หรือเยอรมนี ผมว่านักวิชาการของจีนไม่ต้องส่งไปเรียนรู้ที่สหรัฐอเมริกา เพราะตำราของสหรัฐอเมริกาวันนี้ใช้กับจีนไม่ได้”

“ดังนั้น ถ้าไปฟังนักวิชาการที่เรียนจากสหรัฐอเมริกา ก็อย่าไปฟังมาก เอามาเป็นไกด์ไลน์พอ เพราะถ้าย้อนไปดูประวัติศาสตร์ไต้หวัน หรือ เกาหลีใต้ 27 ปีเขาร่ำรวยมาได้อย่างไร ญี่ปุ่นเป็นมหาอำนาจโลกทางการเงิน เศรษฐกิจได้อย่างไร ขอให้ไปศึกษาประวัติศาสตร์ว่าสร้างมาได้อย่างไร ที่ดีเอามาใช้ ทางอ้อมก็เอามาดู ไม่ดีกว่าหรือ

“พลังที่ยิ่งใหญ่ต่อเนื่องยั่งยืนอีกอย่างคือ ธุรกิจบริการ ซึ่งรวมทั้งโรงพยาบาล การค้า โรงแรม คนไทยเราถ้าใครทำธุรกิจไต่เต้าตั้งแต่จิ๋ว-กลาง-ใหญ่ วันนี้เป็นโอกาสแล้ว รัฐบาลไทยน่าจะไปหาข้อมูล เพราะหลังจากปีหน้าจะมีมาตรการดีๆ ส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็ก กลาง ให้ใหญ่ วันนี้ธุรกิจเอสเอ็มอี กู้ตรงๆ จากแบงก์ใหญ่ไม่ได้ เหมือนกรณีเดียวกับประเทศไทย ที่แบงก์ใหญ่ไม่ปล่อยกู้ แต่เราไม่ควรเอาตำราดูแลผู้ใหญ่มาดูแลเด็ก การเงินที่จะสนับสนุน ควรแบ่งการดูแลภาคธุรกิจเป็น 3 สูตร ธุรกิจเล็ก กลาง ใหญ่”

“ผมเชื่อมั่นว่าจีนจะมีมาตรการดีๆ ออกมา จึงอยากแนะนำเมืองไทยว่า เราน่าจะหนุนธุรกิจกลุ่มนี้ (เอสเอ็มอี) และดูว่าจีนกำลังจะมีมาตรการธุรกิจที่เหมาะสมอะไรออกมา เราควรมอง และใช้ประสบการณ์ที่เราเคยทำสำเร็จมาแล้วเข้าไป โดยยิงนก 2 ตัวเข้าไปลงทุนเมืองจีนในช่วงรัฐบาลจีนมีนโยบายสนับสนุน และมีนโยบายชัดเจน”

“ส่วนพลังตัวที่สาม คือการเกษตร ในจีน 700 ล้านคน มีที่ดินเป็นของรัฐบาล ชาวนาชาวไร่มีสิทธิ์อยู่บนที่ดินทำกิน ผมกำลังจะทำเป็นตัวอย่าง ที่ดินรัฐบาลจีนเขาไม่ขาย เราซื้อไม่ได้ ดังนั้นแต่ละหมู่บ้านในจีน เป็นตัวอย่างที่ผมจะไปทดลอง 4-5 หมู่บ้านในเมืองจีนให้รัฐบาลเห็น มีผู้ปลูกทำเกษตรในที่ที่เก่งๆ ในหมู่บ้าน ทางผมจะส่งเสริม เพราะเกษตรกรโดยมากขาดทุน ขาดเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการตลาด”

“ผลผลิตไม่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ปล่อยให้ตาก และเก็บไม่มีมาตรฐาน ดังนั้น เราต้องไปช่วยด้านการดูแลเก็บเกี่ยวผลผลิต โลจิสติกส์ ดูแลการตลาด ซึ่งเรื่องเหล่านี้ เกษตร และรัฐบาลจีนทำไม่ได้”

“ผมจะไปทำให้เขาเห็น ผมไม่ได้ไปซื้อที่ แต่จะสร้างคนเก่งในหมู่บ้านให้มีความรู้ ให้ทุน ส่งเสริมอุปกรณ์ทันสมัย เช่น รถแทรกเตอร์ ขายปุ๋ย ขายเมล็ด พันธุ์ถูกต้อง ช่วยวิเคราะห์ดิน เกษตรกรที่เป็นคนรับจ้าง จะกลายเป็นเถ้าแก่ คนมีความสามารถเป็นเถ้าแก่แล้วก็ให้ใช้เงินไปจ้างคนอื่นลงมือทำ โดยคุณอยู่เฉยๆ ได้เงินไปและให้คนไปลงแรง ที่เมืองจีนมีลักษณะเช่นนี้ในบางมณฑลได้ผลมาแล้ว”

“ผมจะใช้ตัวอย่างนี้ จากเจ้าของที่ดินกลายเป็นเถ้าแก่ ซึ่งจะดูไปตามลักษณะหมู่บ้าน เช่น หมู่บ้านไหนเลี้ยงสุกร ซีพีจะไม่ไปสร้างฟาร์ม แต่จะไปรวบรวมผู้เลี้ยงในหมู่บ้านแล้วลงทุนตามสัดส่วน เป็นลักษณะหุ้นส่วน หรือจากในหมู่บ้านต้องหาเถ้าแก่ มารับเหมา และซีพีจะทำเรื่องการตลาด อย่างไรก็ตาม จะพึ่งพาเกษตรกร แล้วแปรสภาพทุนทางเทคโนโลยีให้ทันสมัย ส่วนด้านการตลาดให้ฝ่ายธุรกิจเข้ามาเสริม ถ้าซีพีทำสำเร็จเมื่อไหร่ นักธุรกิจจีนจะเรียนรู้อย่างรวดเร็วนำมาใช้เป็นต้นแบบในจีนเช่นเดียวกัน”

อันเป็นวิสัยทัศน์ของ “ธนินท์” ต่อการมองพลังจีนขับเคลื่อนโลก

ที่ไม่เพียงจะทำให้ผู้ฟังสัมมนาวันนั้นได้ทั้งความรู้ และความคาดหวังที่จะประกอบการลงทุนในประเทศจีน

หากยังทำให้มนุษย์ธรรมดาอย่างเราๆ เห็นด้วยว่าถ้าทำอะไรจริง จะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

คุณว่าจริงไหม?

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07085150755&srcday=2012-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 305

เล็งทำเลธุรกิจ

ทีมอสังหาริมทรัพย์

งามวงศ์วาน-แคราย-รัตนาธิเบศร์ รอยต่อกรุงเทพฯ-นนท์…ทำเลอนาคต 

ถามว่าที่ไหนเป็นทำเลศักยภาพแห่งอนาคตที่น่าลงทุนทำธุรกิจบ้าง เชื่อว่าทำเล “งามวงศ์วาน-แคราย-รัตนาธิเบศร์” น่าจะเป็นหนึ่งในชื่อที่ถูกโหวตคัดเลือก

เพราะอยู่ในย่านที่การคมนาคมสะดวก อย่างทำเลงามวงศ์วาน-แคราย ตั้งอยู่ใกล้กับจุดขึ้น-ลงทางด่วน มีโรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และยังเป็นจุดให้บริการรถตู้โดยสารขนาดใหญ่ที่มีรถวิ่งหลายเส้นทาง อาทิ ปิ่นเกล้า บางบัวทอง มีนบุรี แจ้งวัฒนะ ฯลฯ

ขณะที่ทำเลรัตนาธิเบศร์กำลังลงมือก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ที่เป็นรถไฟฟ้าสายแรกที่วิ่งเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ-นนทบุรี จุดเริ่มต้นคือสถานี “บางซื่อ” และไปสิ้นสุดที่สถานี “บางไผ่” คาดว่าจะแล้วเสร็จในอีก 2 ปีข้างหน้า

ว่ากันว่ารถไฟฟ้าไปที่ไหนย่อมทำให้การเดินทางสะดวกมากยิ่งขึ้นเพราะกำหนดเวลาเดินทางได้ ทำให้เกิดที่อยู่อาศัยทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม ตามแนวเส้นทางตลอด 2 ฝั่ง เหมือนกับรถไฟฟ้าบีทีเอสและใต้ดิน 2 สายแรกที่วิ่งผ่าใจกลางเมือง

จากโครงการที่เห็นมาก่อนหน้านี้ ในทำเลในเมืองเขตเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ กับเมืองนนท์ ส่วนใหญ่เป็นคอนโดฯ ขนาดกลาง-ย่อมของผู้ประกอบการรายเล็ก ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โครงการใหม่ที่เปิดตัวส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นของบริษัทพัฒนาที่ดินที่มีชื่อเสียง อาทิ บริษัท แอล.พี.เอ็น ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน), บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน), บริษัท นารายณ์ พร็อพเพอตี้, บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน), พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ฯลฯ

คอนโดฯ ในทำเลนี้ส่วนใหญ่มีระดับราคาขายเริ่มต้นตั้งแต่ยูนิตละกว่า 1-3 ล้านบาท เทียบเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้วคนที่จะซื้อคอนโดฯ ระดับนี้ได้ต้องมีรายได้รวมอย่างน้อยเดือนละ 20,000-60,000 บาท ถือว่าไม่ขี้เหร่ นอกจากนี้ ก็มีทาวน์เฮ้าส์ระดับราคาตั้งแต่ 3-5 ล้านบาทขึ้นไป ก็มีให้เห็นไม่น้อย

งามวงศ์วานคึกคัก

เริ่มจาก “งามวงศ์วาน” ถือเป็นทำเลที่คึกคักเนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้นของคิวรถตู้และรถประจำทางหลายสาย ทำให้มีผู้คนเดินทางมาขึ้นรถที่นี่เป็นจำนวนมากในแต่ละวัน โดยเฉพาะบริเวณด้านหน้าและตรงข้ามเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน ที่เป็นชุมชนขนาดใหญ่

จึงเริ่มเห็นโครงการคอนโดฯ ทยอยเกิดขึ้นต่อเนื่อง นอกจากโครงการลุมพินีวิลล์ ประชาชื่น-พงษ์เพชร ใกล้เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน ที่เปิดตัวเมื่อ 4-5 ปีก่อน ราคาสตาร์ต 990,000 บาท ล่าสุด บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ก็เพิ่งเปิดตัวโครงการไอคอนโด งามวงศ์วาน 2 ตั้งอยู่ในซอยงามวงศ์วาน 2 ที่สามารถทะลุไปยังซอยศิริชัย 1 ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าแยกติวานนท์

ห้างดังในบริเวณนี้ต้องยกให้กับเดอะมอลล์ที่คึกคักเกือบตลอดทั้งวันโดยเฉพาะช่วงเย็น อีกแห่งคือศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ พลาซา งามวงศ์วาน ที่เดิมคือห้างบางลำพู งามวงศ์วาน ภายหลังถูกเทกโอเวอร์และปรับโฉมใหม่เป็นศูนย์การค้าเกี่ยวกับสินค้าไอที โทรศัพท์มือถือ และพระเครื่อง อัพเดตข้อมูลยังมีที่ว่างให้เช่าอยู่บ้าง ทั้งโซนสินค้าไอทีและโทรศัพท์มือถือ แต่ค่าเช่าก็สูงพอสมควร

“มีแผงว่างอยู่ค่ะในโซนไอที ชั้น 1 เนื้อที่ประมาณ 6 เมตร คิดค่าเช่าเดือนละ 17,000 บาท ไม่รวมค่าไฟอีกเดือนละ 1,000 นะคะ จ่ายล่วงหน้า 3 เดือน และมัดจำอีก 1 เดือนรวมเป็น 4 เดือนค่ะ” เจ้าของแผงสินค้าไอทีรายหนึ่งในศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ พลาซา งามวงศ์วาน ระบุ

ถัดไปไม่ไกลบริเวณแยกแคราย ที่เป็นจุดตัดของถนนงามวงศ์วานและถนนรัตนาธิเบศร์ ความน่าสนใจคือเป็นทำเลที่มีคอนโดฯ เปิดตัวใหม่หลายโครงการ ระดับราคาตั้งแต่กว่า 1 ล้านบาทขึ้นไป อาทิ โครงการเอกสินเพลส งามวงศ์วาน, เดอะพาร์คแลนด์ แคราย-งามวงศ์วาน ฯลฯ และช่วงครึ่งปีหลังก็จะมีโครงการคอนโดฯ ใหม่ เดอะทรัสต์เรสซิเดนซ์ ของบริษัท เดอะคอนฟิเด้นซ์ จำกัด เปิดตัวอีก 1 โครงการ

โครงการคอนโดฯ จะทยอยก่อสร้างแล้วในอีก 1-2 ปีข้างหน้า แต่ละโครงการมีจำนวนตั้งแต่ 300-600 ยูนิต อนาคตจะกลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ เพราะจะมีผู้ทยอยเข้ามาอยู่อาศัยเพิ่มขึ้นอีกกว่า 1,000 ครอบครัว และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องหลายๆ อย่าง เช่น ร้านซักรีด ร้านอาหาร มินิมาร์ท ฯลฯ น่าจะเหมาะกับการลงทุน

ถัดจากแยกแครายไปไม่ไกลเข้าสู่ถนนรัตนาธิเบศร์ ที่เป็นจุดเริ่มต้นโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่สถานีศูนย์ราชการนนทบุรี บนถนนรัตนาธิเบศร์ สังเกตว่ามีโครงการคอนโดฯ ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จดักรถไฟฟ้ากันตั้งแต่ 3-4 ปีก่อนคือ โครงการซิตี้ โฮม รัตนาธิเบศร์ และลุมพินี คอนโดทาวน์ ที่เป็นคอนโดฯ ราคาเริ่มต้นยูนิตละไม่ถึง 1 ล้านบาท

แต่เวลาผ่านมา 3-4 ปี ปัจจุบันมีคอนโดฯ ใหม่ทยอยเปิดตัวอีก 2-3 โครงการบนถนนรัตนาธิเบศร์ คือลุมพินีพาร์ค รัตนาธิเบศร์ จำนวนกว่า 2,000 ยูนิต และแอสปาย รัตนาธิเบศร์ จำนวน 340 ยูนิต แต่ราคาขายเริ่มต้นขยับขึ้นเป็นยูนิตละ 1-1.2 ล้านบาท ทำให้ที่ดินว่างติดริมถนนเริ่มหาได้ยากแล้ว และสังเกตว่าเริ่มมีอาคารสำนักงานขนาดกลาง-ย่อม เกิดขึ้นควบคู่กันไปด้วย

สะท้อนถึงศักยภาพทำเลที่เพิ่มขึ้นหลังจากงานก่อสร้างรถไฟฟ้ามีความคืบหน้าไปมากพอสมควร และกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2557 และปลายถนนรัตนาธิเบศร์บริเวณเชิงสะพานพระนั่งเกล้าใกล้สถานีรถไฟฟ้าไทรม้า มีโครงการดีคอนโด ที่อยู่ระหว่างเปิดขาย มีทั้งหมด 1,325 ยูนิต ทำให้ทำเลรัตนาธิเบศร์เปลี่ยนสภาพจากพื้นที่ชานเมือง กลายมาเป็นหนึ่งในย่านพักอาศัยและธุรกิจเกิดใหม่ที่น่าสนใจ

ขณะที่สิ่งอำนวยความสะดวกในทำเลรัตนาธิเบศร์ถือว่ามีเพียบพร้อม เพราะมีโรงพยาบาลนนทเวช ห้างดังอย่างเซ็นทรัล ทาวน์ รัตนาธิเบศร์ ซึ่งเดิมเป็นศูนย์การค้าสยามจัสโก้ รัตนาธิเบศร์ เข้ามาเปิดบริการนานหลายปี เป็นศูนย์การค้า 4 ชั้น มีพื้นที่โครงการรวมทั้งหมดถึง 300,000 ตารางเมตร

ใกล้ๆ กันยังมีศูนย์การค้าดิ เอสพลานาด (งามวงศ์วาน-แคราย) ในเครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ เปิดให้บริการเมื่อปลายปี 2552 เป็นศูนย์การค้าขนาด 7 ชั้น มีทั้งโรงหนัง โบว์ลิ่ง และลานไอซ์สเกต พื้นที่รวมกว่า 63,000 ตารางเมตร และยังมีห้างเทสโก้ โลตัส ตั้งอยู่ด้วย

อนาคต หากโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงเปิดให้บริการ จะกลายเป็นรถไฟฟ้าสายแรกที่เปิดวิ่งเชื่อมระหว่างกรุงเทพฯ และปริมณฑลคือจังหวัดนนทบุรี และจะเปลี่ยนโฉมทำเลแถบนี้ไปอีกระดับเหมือนที่เกิดขึ้นแล้วกับทำเลรัชดาภิเษก

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07089150755&srcday=2012-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 305

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

เลิกสัญญา 

สร้างอพาร์ตเมนต์เสร็จ ทำสัญญาจ้างช่างเข้าทำเฟอร์นิเจอร์ ประเภทตู้ เตียง ในทุกห้อง มีข้อสัญญาว่า ถ้าผู้รับจ้างทำงานไม่เรียบร้อย ผู้ว่าจ้างตักเตือนแล้วเพิกเฉย ไม่แก้ไข ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญา แล้วให้งานที่ผู้รับจ้างได้ทำขึ้นยอมให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้าง โดยผู้รับจ้างจะเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ ไม่ได้ ผลจะเป็นเช่นไร

1.

คุณโผงสร้างอพาร์ตเมนต์เสร็จแล้ว ไม่ได้ลงมือก่อสร้างเองหรอก ไม่ได้เป็นวิศวกรโยธา ไม่ได้เป็นผู้รับเหมางานก่อสร้างนี่ ว่าจ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้างมาสร้างนั่นละ

เป็นอพาร์ตเมนต์ขนาดกลางความสูงหรือจำนวนชั้นทั้งหมด 4 ชั้น แต่ละชั้นมี 12 ห้อง รวมทั้งสิ้น 36 ห้อง ชั้นล่างสุดเป็นสำนักงาน มีพื้นที่ว่างจัดเป็นที่จอดรถได้จำนวนหนึ่ง ที่เมื่อรวมกับลานรอบๆ อาคารแล้วเพียงพอแก่รถยนต์นั่งจำนวน 28 คัน กับที่จอดรถจักรยานยนต์อีกจำนวนหนึ่ง นับว่าไม่น้อย

(ตัวเลขต่างๆ ที่ปรากฏในเรื่องนี้นั้นไม่จำเป็นต้องจดบันทึกหรือจดจำ โดยเฉพาะจำนวนห้องในแต่ละชั้น จำนวนห้องรวม และจำนวนที่จอดรถ แต่ถ้าท่านอ่านแล้วจดจำได้ก็ไม่ว่ากัน ไม่ต้องแจ้งกลับมายังผู้เขียน หรือแม้แต่จำไม่ได้เช่นกัน)

อยู่ในทำเลดี ใกล้สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาขนาดใหญ่ ใกล้ชุมชน แหล่งธุรกิจ หรือตลาด มีผู้คนพลุกพล่าน ทั้งคนทำงาน คนมาสอน มาเรียนหนังสือ ทำมาค้าขาย

คุณโผงเชื่อว่าลูกค้าจะเต็มทันทีที่เปิด นี่ขนาดยังไม่เปิด ยังมีคนแวะมาสอบถามอยู่ทุกๆ วัน

แม้ก่อสร้างตัวอาคารเสร็จ แต่ยังไม่มีเฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็นในแต่ละห้อง จึงไม่อาจเปิดให้บริการได้

คุณโผงจ้างเหมาช่างเข้ามาทำงานสร้างเฟอร์นิเจอร์ในแต่ละห้องทุกๆ ห้องเช่นเคย

วันที่ 11 มีนาคม 2547 คุณโผงทำสัญญาว่าจ้างคุณเงือบให้เข้ามาทำเฟอร์นิเจอร์ที่ว่า ประกอบไปด้วย ตู้เสื้อผ้า เตียงนอน โต๊ะหัวเตียง ชั้นวางโทรทัศน์ โต๊ะเครื่องแป้ง และม้านั่งสำหรับโต๊ะเครื่องแป้ง อย่างละหนึ่งสำหรับแต่ละห้อง รวม 36 ห้อง

ในสัญญากำหนดให้งานแล้วเสร็จวันที่ 20 เมษายน 2547

ตกลงค่าจ้างกันรวม 748,800 บาท

วันทำสัญญาคุณโผงได้ชำระเงิน 200,000 บาทแก่คุณเงือบไปด้วย ส่วนที่เหลือคุณโผงจะชำระแก่คุณเงือบทุกๆ 15 วัน ตามผลงานที่ส่งมอบ

แทนที่จะลงมือทำเอง ด้วยลูกทีมของตนเอง-ไม่ คุณเงือบจ้างช่างรับเหมาช่วงเข้ามาทำงานอีกทอด

ตอนเริ่มต้นลงมือทำงานนั้นไม่มีปัญหา แต่ระหว่างทำงาน ระหว่างที่งานเดินไปนี่สิเริ่มมีปัญหา นั่น-นี่-โน่น เป็นธรรมดาของงานก่อสร้างทั่วไปในประเทศนี้ ฝ่ายผู้รับเหมาก็พยายามจะประหยัดต้นทุนเพื่อจะให้เหลือเงินเป็นกำไรเยอะๆ ฝ่ายเจ้าของงานเริ่มหงุดหงิด ว่าวัสดุนั่น นี่ ไม่ตรง ไม่ถูกต้อง ไม่ได้คุณภาพ งานไม่ทำตามแบบผิดเพี้ยนไปจากแบบที่ตกลง บางคราวก็ขอแก้ไขแบบบ้าง ปรับปรุงแบบบ้าง ฝ่ายผู้รับเหมาจึงเกิดอาการหงุดหงิดขึ้นมาบ้าง

กรณีการว่าจ้างเหมาสร้างเฟอร์นิเจอร์ในอพาร์ตเมนต์คุณโผงนี่ก็ไม่แตกต่างไปจากรายอื่นๆ

ภายหลังจากต่างฝ่ายต่างรับประทานยาแก้ปวดหัว ปวดท้องกันไปคนละหลายยก ก่อนที่งานจะเสร็จสมบูรณ์

ที่สุดคุณโผงบอกว่า พอๆ กัน ไม่ต้องทำต่ออีกแล้ว และผู้รับเหมาช่วงจึงเก็บเครื่องไม้เครื่องมือลาไป

2.

คุณโผงจ่ายเงินแก่คุณเงือบไปแล้วบางส่วน แต่คุณโผงบอกว่า จ่ายไปหมดแล้วไม่ต้องจ่ายอีกแล้ว

ผู้ทำงานหรือผู้รับเหมาช่วงของคุณเงือบเลิกรา ลาจากไปแล้ว งานไม่เสร็จเรียบร้อยดี คุณโผงต้องไปว่าจ้างช่างมาดำเนินการต่อจนเสร็จสิ้น อย่างปวดหัว

คุณเงือบมาทวงถามค่าจ้างที่ค้างอยู่จำนวนหนึ่ง คุณโผงไม่ยอมจ่ายโดยอ้างว่าที่จ่ายไปนะครบถ้วนสมบูรณ์ เหมาะสมกับมูลค่างานที่ทำแล้ว

หลังจากทวงถามจนเหนื่อยแรง เสียค่าน้ำมัน เสียค่าโทรศัพท์ เสียค่าจดหมายไปหลายรอบ ที่สุดคุณเงือบจึงเปลี่ยนมาทวงถามด้วยวิธีใหม่ นั่นคือการจ้างคุณทนายมาฟ้องคดี ขอให้ศาลพิพากษาเรียกค่าจ้างที่ยังค้างอยู่มา

คุณเงือบยื่นฟ้องว่า คุณโผงตกลงทำสัญญาว่าจ้างทำเฟอร์นิเจอร์รายการต่างๆ 36 ชุด ภายในอพาร์ตเมนต์ ตกลงค่าจ้าง 748,800 บาท รับมัดจำมา 200,000 บาท ในวันทำสัญญา แล้วตกลงว่าจะจ่ายทุกๆ 15 วันตามผลงานที่ส่งมอบ

ต่อมาได้มีการแก้ไขสัญญา คงเหลือโต๊ะหัวเตียง 33 ชุด ชั้นวางโทรทัศน์ 34 ชุด ตู้เสื้อผ้า 34 ชุด และเตียงนอน 36 ชุด รวมเงิน 615,820 บาท ตนได้สร้างส่งมอบให้แล้วตามสัญญา แต่คุณโผงยังคงค้างชำระเงิน 278,720 บาท ทวงถามเท่าไรไม่ยอมชำระเสียที

ขอให้ศาลช่วยบังคับให้ชำระพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

คุณโผงให้การต่อสู้คดีว่า ทำสัญญาจ้างคุณเงือบมาทำเฟอร์นิเจอร์จริง แต่คุณเงือบเป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยคุณเงือบจัดหาช่างที่ไม่มีฝีมือดี คือ มีฝีมือไม่ดีมาจัดทำ แล้วใช้วัสดุอุปกรณ์คุณภาพต่ำ ไม่ทำตามแบบ ทำงานล่าช้า งานที่ส่งมอบไม่เรียบร้อย ไม่แก้ไขงานที่ชำรุดบกพร่องและผิด ตนได้ตักเตือนและขอให้คุณเงือบช่วยดำเนินการแก้ไขแล้วก็ไร้ผล จึงต้องบอกเลิกสัญญาแล้วว่าจ้างบุคคลอื่นเข้ามาแก้ไขงานที่ไม่เรียบร้อย ต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้น เงินค่าจ้างที่จ่ายแก่คุณเงือบไปแล้ว จำนวนทั้งหมด 300,000 บาท มากกว่าปริมาณงานที่คุณเงือบทำแก่ตนเสียอีก ขอให้ยกฟ้อง

3.

ศาลชั้นต้นสืบพยานของทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว พิพากษาว่า ให้คุณโผงชำระเงินค่าจ้าง 50,000 บาท แก่คุณเงือบไป พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

คุณเงือบเห็นว่าน้อยไป จึงอุทธรณ์คดี ส่วนคุณโผงไม่อุทธรณ์คดี ได้แต่แก้คำอุทธรณ์ของคุณเงือบเท่านั้น

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษาว่า ให้ยกฟ้องคดีไป

คุณเงือบไหนเลยจะคล้อยตามนั้น จึงฎีกาคดีขึ้นไปยังศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยคดี ดังนี้

ประเด็นแรก คุณเงือบเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ โดยคุณเงือบนำสืบว่า ได้ส่งมอบงานตามข้อตกลงแก่คุณโผงแล้วครบถ้วน โดยคุณเงือบกับคุณโผงตกลงแก้ไขรายการเฟอร์นิเจอร์บางส่วนและเปลี่ยนแปลงราคาค่าจ้างเหลือ 615,820 บาท คุณโผงยังคงค้างชำระอยู่อีก 278,720 บาท

ส่วนคุณโผงนำสืบว่า คุณเงือบผิดสัญญาตนไม่เคยตกลงกับคุณเงือบแก้ไขรายการทำเฟอร์นิเจอร์ตามสัญญาแต่อย่างใด

ทั้งว่า คุณเงือบใช้ช่างฝีมือไม่ดีทำเฟอร์นิเจอร์ วัสดุที่ใช้เป็นของเก่า ไม่มีคุณภาพ อุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์แต่ละรายการไม่ครบถ้วน งานไม่สมบูรณ์ ไม่เรียบร้อย ไม่ทำตามแบบ งานล่าช้า และไม่แก้ไขงานที่ชำรุดบกพร่อง จึงได้บอกเลิกสัญญาไป และว่าจ้างบุคคลอื่นมาแก้ไขงาน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คุณเงือบเบิกความตอบทนายความของคุณโผงที่ถามค้าน เจือสมกับทางนำสืบของคุณโผงว่า งานเฟอร์นิเจอร์ที่คุณเงือบทำส่งมอบแก่คุณโผงมีบางรายการไม่เรียบร้อย

ส่วนที่คุณเงือบอ้างว่า คุณเงือบกับคุณโผงตกลงกันแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการทำเฟอร์นิเจอร์ตามสัญญาจ้างให้ค่าจ้างลดลงเหลือ 615,820 บาท ตามหนังสือส่งมอบงานนั้น คุณโผงปฏิเสธว่าไม่เคยตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการทำเฟอร์นิเจอร์ และเมื่อพิจารณาหนังสือส่งมอบงานแล้วปรากฏว่า คุณเงือบจัดทำขึ้นเองฝ่ายเดียวโดยคุณโผงไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารนั้นด้วย และในเอกสารนั้นยังระบุด้วยว่าคุณเงือบส่งมอบงานไม่ครบตามสัญญาจ้างโดยมีการหักเงินค่าจ้าง

ส่วนฎีกาคุณเงือบที่ว่า คุณโผงจะต้องชำระเงินค่าจ้างส่วนที่เหลือให้แก่คุณเงือบตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่เพียงใดนั้น

เห็นว่า แม้สัญญาจ้างข้อ 9 จะระบุว่า “หากผู้ว่าจ้าง…เห็นว่า ผู้รับจ้างทำงานไม่เรียบร้อย ใช้ลูกจ้างฝีมือไม่ดีมาทำงานหรือทำงานล่าช้า…ถ้าผู้ว่าจ้างได้ตักเตือนแล้วยังเพิกเฉย ไม่จัดการแก้ไข ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ได้ ถ้าผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาแล้ว…บรรดางานที่ผู้รับจ้างได้ทำขึ้น…ผู้รับจ้างยอมให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้าง โดยผู้รับจ้างจะเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ ไม่ได้” ก็ตาม แต่โดยปกติเมื่อสัญญาเลิกกันลง คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้ ให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสาม

คุณเงือบจึงย่อมมีสิทธิได้รับการใช้เงินตามควรค่าแห่งงานที่ได้กระทำให้แก่คุณโผงไปแล้ว

การที่สัญญาข้อ 9 ดังกล่าวระบุให้บรรดางานที่คุณเงือบได้ทำขึ้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของคุณโผงโดยคุณเงือบจะเรียกร้องเอาค่าเสียหายใดๆ ไม่ได้ เพื่อเป็นผลให้คุณโผงไม่ต้องใช้ค่างานแก่คุณเงือบจึงเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า อันเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงได้ตาม มาตรา 383 วรรคหนึ่ง หาใช่ว่าจะต้องบังคับตามข้อสัญญาโดยเด็ดขาดเป็นผลให้คุณโผงไม่ต้องใช้เงินตามควรค่าแห่งงานแก่คุณเงือบดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเสมอไปไม่

คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คุณเงือบทำงานตามจำนวนค่าจ้างไปเป็นเงิน 504,000 บาท คุณโผงชำระไปแล้ว 300,000 บาท เมื่อคำนึงถึงค่าปรับรายวันที่คุณโผงมิได้เรียกร้อง ประกอบกับความเสียหายอย่างอื่นที่คุณโผงได้รับแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้คุณโผงใช้เงินแก่คุณเงือบอีกเพียง 50,000 บาท แม้ศาลชั้นต้นจะใช้คำว่า เงินจำนวนนี้เป็นค่าจ้าง แต่เห็นได้ว่า เป็นเงินตามควรค่าแห่งงานที่กำหนดให้คุณโผงใช้แก่คุณเงือบเพื่อการกลับคืนสู่ฐานะเดิม และศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจลดจำนวนลงแล้วนั่นเอง หากคุณโผงเห็นว่าตนไม่ต้องรับผิดก็ชอบที่จะอุทธรณ์ แต่คุณโผงมิได้อุทธรณ์ เพียงแต่มีคำขอมาในคำแก้อุทธรณ์ให้ยกฟ้องเท่านั้นซึ่งไม่อาจกระทำได้ ปัญหาว่า คุณโผงจะต้องชำระเงินจำนวน 50,000 บาทแก่คุณเงือบหรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์จะต้องยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของคุณโผงอีก

ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องของคุณเงือบมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของคุณเงือบข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็น ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

นั่นคือ ให้คุณโผงชำระเงินค่าจ้าง 50,000 บาท แก่คุณเงือบไป พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4330/2554)

——————————————————

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 383 ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน เมื่อได้ใช้เงินตามเบี้ยปรับแล้วสิทธิเรียกร้องขอลดก็เป็นอันขาดไป

มาตรา 391 เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมแต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่

ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น ท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้

ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้นการที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ หรือถ้าในสัญญามีกำหนดว่าให้ใช้เงินตอบแทน ก็ให้ใช้ตามนั้น

การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090150755&srcday=2012-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 305

ลูกทุ่งเศรษฐี

เลิศชาย คชยุทธ

“เทพธิดาผ้าซิ่น” คลายมนต์ขลัง วิถีชีวิตหญิงไทยเปลี่ยนไป

เสียงเพลง เทพธิดาผ้าซิ่น ที่ เสรี รุ่งสว่าง ขับร้อง ก้องกังวานสู่โสตประสาทและติดอยู่ริมฝีปากของผู้คน พร้อมจะขับขาน ถ่ายทอดออกมาเป็นบทเพลงได้ตลอดเวลา เพราะเนื้อร้องอันเกิดจากมันสมองของ ครูชลธี ธารทอง นั้นจดจำง่าย เมื่อประสานเข้ากับดนตรีที่เรียบเรียงเสียงประสานโดย ประยงค์ ชื่นเย็น ทำให้เพลงนี้มีความสมบูรณ์ ลงตัว ไม่มีที่ติ

ไม่ว่าจะฟังยามไหน ก็ไพเราะยามนั้น

แม้เพลงนี้ เสรี รุ่งสว่าง จะร้องและบันทึกเสียงนานกว่า 20 ปี ความไพเราะก็หาได้จืดจางลงไม่

แต่เมื่อพินิจพิเคราะห์จากเนื้อร้อง มิอาจปฏิเสธได้ว่า เพลงนี้กำลังสิ้นมนต์ขลังลงเรื่อยๆ

สาเหตุเพราะความเปลี่ยนแปลงของสังคม วิถีชีวิตของคนโดยเฉพาะหญิงไทยก็มิได้หยุดนิ่งหรือคงที่อยู่กับการประพฤติปฏิบัติแบบเดิมๆ

ก่อนจะคุยกันถึงเรื่องนี้ เชิญสัมผัสกับคำร้องของเพลงที่ ครูชลธี ธารทอง แต่ง ดังนี้

เนื้อเพลง เทพธิดาผ้าซิ่น เสรี รุ่งสว่าง

“ว่างจากงานหว่านไถ จะร้อยมาลัยใบข้าว ห้อยคอสาวจำปา เจ้าเป็นเทพธิดาของบ้านนาบ้านทุ่ง นุ่งผ้าถุงไทยเดิม หน้าสวยด้วยแดดแรง แก้มแดงไม่แต่งเติม เจ้าไม่เคยเห่อเหิมเติมต่อดินสอพอง

ช่างขยันการเรือน มิแชเชือนหน้าที่ สิ่งที่ดีที่ควร เฝ้าถนอมออมนวล หอมหวนทวนลมทุ่ง หนุ่มก็มุ่งหมายปอง ค่ำลงก็เข้าเรือน ฟังแม่เตือนให้ไตร่ตรอง หากมีชายหมายปอง ระวังเจอของเหลือเดน

*แม่ดอกบัวที่อยู่ในสระ จะบานคอยพระหรือบานคอยเณร ถ้าบานคอยพี่ ไว้พรุ่งนี้ตอนเพล คอยได้ไหมคนดี

*พ่อเคยพูดหลายที คิดจะมีแม่บ้าน เชื่อโบราณดีแล หากเลือกวัวดูหาง แม้เลือกนางดูแม่ นั่นแหละแน่เข้าที บ้านเรือนสะอาดตา พูดจาเสนาะดี ตำน้ำพริกทุกที เสียงดังถี่จนทุ่งสะเทือน

(*ซ้ำ)”

บทเพลงกล่าวถึงบรรยากาศท้องทุ่งในชนบท หรือจะเรียกว่าบ้านนอกบ้านนาก็ได้ รวมถึง การพูดถึงความงามของหญิงสาวแบบธรรมชาติ ไม่ต้องเสริมเติมแต่งด้วยเครื่องสำอาง หรือเครื่องประทินผิวใดๆ

คุณสมบัติของหญิงสาวที่พึงประสงค์ของชายหนุ่มที่ควรจะเลือกมาเป็น “เมีย”

ที่สำคัญคือ การเป็นแม่บ้านแม่เรือน พูดจาไพเราะเสนาะหู กิริยามารยาทงดงาม ทำกับข้าวกับปลาได้ โดยเฉพาะตำน้ำพริก ที่ใช้มือกำสาก (ไม้ตีพริก) ตำลงไปในครกให้ถี่ๆ เสียงจะดังลั่นทุ่ง จนทุ่งสะเทือน

ขณะเดียวกัน ฝ่ายแม่ก็พร่ำเตือน สอนสั่งลูกสาวว่า การจะเลือกผู้ชายมาเป็นผู้นำครอบครัว ต้องดูให้ดี

อย่าไปคว้าเอาของเน่าๆ เสียๆ ที่เขาทิ้งแล้วมาเป็นลูกเป็นผัว

เหลียวหน้า เหลียวหลังมองไปทั่วทั้งสังคมในปัจจุบัน หาหญิงสาวที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติตามเนื้อเพลงที่ เสรี รุ่งสว่าง ร้องได้ยากเต็มที

เพราะสังคมชนบทที่เป็นแบบเกษตรกรรมค่อยๆ พัฒนาไปเป็นสังคมเมือง แบบอุตสาหกรรม

การคมนาคม ไปมาหาสู่กันสะดวกมากขึ้น สถานศึกษาเพิ่มมากขึ้น การสื่อสารติดต่อถึงกันก็ง่ายแสนง่าย ตึกรามบ้านช่อง อาคารพาณิชย์ สถานบันเทิงเริงรมย์ ห้างสรรพสินค้า โรงเรียน มหาวิทยาลัย ผุดขึ้นเกลื่อนกลาด

คนบ้านนอกบ้านนาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ในหลายจังหวัด เพื่อเรียนหนังสือ ทำงาน หาเงิน

ผู้หญิงชนบทมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่นเดียวกับวิถีชีวิตของผู้ชายก็ไม่เหมือนเดิม

หญิงและชายมีศักดิ์มีศรีเท่ากัน ต่างก็ปรับตัว เปลี่ยนความรู้สึกนึกคิด

เมื่ออยู่กินฉันสามีภรรยาก็ช่วยกันทำมาหากิน ผู้หญิงที่ไม่ได้ไปทำงานนอกบ้านก็อยู่เป็นแม่บ้าน ดูแลงานบ้านไป แต่ผู้หญิงที่ทำงานนอกบ้านเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัวอีกแรงหนึ่ง จึงปรับตัว การกินก็หาซื้อนอกบ้าน ดังที่พูดกันว่า “แม่บ้านถุงพลาสติก” เพราะซื้อแกงใส่ถุงกลับมากินที่บ้าน การอยู่ก็เป็นไปอย่างง่ายๆ

การตำน้ำพริกกินในครอบครัว ผู้หญิงยุคใหม่ อาจจะทำไม่เป็น รวมทั้งการทำกับข้าว ต้มยำ ตำแกงก็ไม่ถนัด พูดตรงๆ ก็คือ “ทำไม่เป็นค่ะ” เพราะเธอไม่ได้อยู่ให้แม่สอนสมัยเป็นเด็ก

แต่สำหรับการทอดไข่ เจียวไข่ อาจจะพอทำได้บ้าง แต่จะกินได้เอร็ดอร่อยแค่ไหน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ผู้ชายเองก็รู้ว่าหญิงยุคไฮเทค ก็เป็นแบบนี้ ผู้ชายเองก็ไม่ได้แตกต่างกัน ดังนั้น จึงไม่ได้คาดหวังว่า ผู้หญิงที่จะเลือกมาเป็น เมีย และเป็นแม่ของลูกจะต้องตรงตามสเปกที่คนโบราณเคยว่าไว้และ ครูชลธี ธารทอง นำมาเขียนไว้ในเพลงที่มอบให้ เสรี รุ่งสว่าง ขับร้อง

ความเปลี่ยนแปลงของสังคมและความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตผู้คนที่ดำเนินมาถึงปัจจุบัน ไม่สามารถทำให้ผู้หญิงไทยถอยหลังกลับไปเป็นแม่ศรีเรือนแบบเดิมๆ ดังบทเพลงได้อีกแล้ว

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098150755&srcday=2012-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 305

ก่อนปิดร้าน

สมปรารถนา

สู้ด้วยรัก…และความรู้

วิกฤตการเมืองไทยใกล้ถึงทางตัน!

วิกฤตยุโรปส่อเค้ากระทบถึงทั่วโลก

เป้าหมายเติบโต 15 เปอร์เซ็นต์ ของภาคการส่งออกไทยมีสิทธิไปไม่ถึงฝัน

ฯลฯ

ถือเป็นภาวะที่น่าหนักใจไม่น้อย สำหรับประเทศไทยที่ต้องบอกว่ายังอยู่บนเส้นทางขรุขระ และเต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงมากมาย ภายใต้ปัจจัยที่ผันผวนตามกระแสข่าวที่ยกมาข้างต้น

ฟังดูแล้วอาจจะเหมือนไกลตัว แต่ต้องไม่ลืมว่า โลกปัจจุบันใบเล็กลงและเชื่อมต่อถึงกันได้ง่ายและรวดเร็วเหลือเกิน

ไม่ต้องคิดซับซ้อนหรือใช้ทฤษฎีที่ลึกซึ้ง ความถดถอยในยุโรป ส่งผ่านผลกระทบมาถึง SMEs ที่เคยส่งขายสินค้าเครื่องหอม อาหาร ของตกแต่ง ยอดออร์เดอร์หายไปเสียเฉยๆ เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวจากยุโรปลดวูบลงอย่างน่าใจหายชนิด ผู้ให้บริการนวด-สปา ตามชายหาด ก็สัมผัสได้ถึงความฝืดเคือง

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัญหาที่ดูเหมือนจะเข้ามาท้าทายมากขึ้นนั้น คาถาสำคัญที่ยังคงได้ผลอยู่เสมอนั่นคือ

ต้องสู้ปัญหาด้วย “ปัญญา”

ต้องสู้ความผันผวนด้วย “ความไม่ประมาท”

พร้อมทั้งอาศัย “ความรัก” ความตั้งใจเป็นหลักสำคัญ

ไม่ว่าจะเป็นการจัดการชีวิตเพียงลำพัง การดูแลครอบครัว ไปจนถึงการประคับประคองกิจการ วางแผนธุรกิจการค้า ด้วยความละเอียด รอบคอบ รัดกุม อดทน และมุ่งมั่น

หากเลือกใช้สติ ปัญญา กล้าแสวงหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลง มีวิธีจัดการในการตั้งรับ รับมือ

โดยเฉพาะในองค์กร หรือหน่วยงานที่เป็นที่รวมของคนหมู่มาก การให้ข้อมูลที่ชัดเจน ตลอดจนเรียกร้องให้เกิดความร่วมมือในการเตรียมความพร้อม ตั้งรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น หรือจัดการรณรงค์เพื่อให้เกิดความร่วมมือด้วยการประหยัด ลดต้นทุน ก็จะเป็นเหมือนการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีเสียแต่เนิ่นๆ

ตัวอย่างใกล้ตัวที่ เครือมติชน เพิ่งจะจัดกิจกรรมเพื่ออนุรักษ์พลังงาน ส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงาน รวมถึงระดมความคิดดีๆ เพื่อที่จะช่วยให้เกิดการประหยัดหรือลดค่าใช้จ่ายนั้น เป็นกระบวนการที่ทำได้ไม่ยากเลย

หากสร้างความเข้าใจ ขับเคลื่อนด้วยความรู้ สร้างให้เกิดความรักต่อองค์กร ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ผลดีก็จะย้อนกลับไปหาสมาชิกในองค์กรนั้นๆ นั่นเอง

รวมกันทำได้ตั้งแต่ปิดไฟ ปิดน้ำ ใช้กระดาษแต่ละแผ่นอย่างคุ้มค่า

ไปจนถึงคิดการใหญ่ลงทุนเพื่อความคุ้มค่าในอนาคต เปลี่ยนหลอดไฟทั้งระบบ, ใช้รถยนต์ขนส่งพลังงานทางเลือก ฯลฯ

มีอีกเป็นร้อย เป็นล้านวิธีคิด สำหรับรับมือกับความท้าทายหรือความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น

ขอเพียงแค่เริ่มคิดและลงมือทำเสียตั้งแต่วันนี้เท่านั้นเอง

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07025010755&srcday=2012-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 304

เรื่องจากปก

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

“เคลลี่ ธนะพัฒน์” พักบทบู๊ รับหน้าที่พีอาร์ร้านอาหาร “Rakuza Tokyo”

เป็นพระเอกยอดฮิตคนหนึ่งของช่อง 7 สี ซึ่งมีผลงานให้เห็นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระยะหลังจะเป็นละครแนวบู๊ดุเดือดเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเรื่อง เสือสั่งฟ้า ผู้ชายไม้ตะพด ฯลฯ แต่ไม่ว่างานแสดงจะยุ่งแค่ไหน เคลลี่ ธนะพัฒน์ (ชื่อจริง รัฐพงษ์ ธนะพัฒน์) หรือพี่เคลของน้องๆ ก็ยังคงเจียดเวลาทำธุรกิจที่ตัวเองชื่นชอบ นั่นก็คือ ร้านอาหารญี่ปุ่น “Rakuza Tokyo” (ราคูซะ) ตั้งอยู่ที่โครงการ Grass Thonglor ระหว่างซอยทองหล่อ 10-12

เริ่มจากชื่นชอบอาหารญี่ปุ่น

“ทำร้านอาหารเข้าปีที่ 2 แล้ว จริงๆ เริ่มจาก หนึ่ง ผมเป็นคนชอบทานอาหารญี่ปุ่นมากตั้งแต่อยู่อเมริกาแล้ว ยิ่งมาอยู่เมืองไทยยิ่งโชคดีที่บ้านเราสามารถรับวัตถุดิบจากญี่ปุ่นได้ง่าย เพราะอยู่ไม่ไกลกันมาก ไปซื้อวัตถุดิบที่ญี่ปุ่นตอนเช้า ตอนเย็นก็มาถึงร้านเราแล้ว บวกกับผมมีเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่มาอยู่มาทำงานในเมืองไทยหลายคนและแต่งงานกับคนไทย มีกลุ่มเพื่อนๆ ที่เป็นรุ่นพี่ที่ชอบทานอาหารเหมือนกัน

อีกอย่างในกลุ่มเราพอทำงานก็ไม่ค่อยมีเวลาที่จะไปเที่ยวผับเหมือนสมัยก่อน ผสมกับทำงานหนักแล้วมันเหนื่อย เลยชอบไปนั่งร้านอาหารกับพวกเพื่อนๆ รุ่นพี่ นั่งทานอาหารไปคุยไป ทำให้เราได้ใกล้ชิด ได้สนิทสนมกับคนมากขึ้น แม้กระทั่งกลุ่มเพื่อนเรา

ร้านบางร้านเราไปประจำจนรู้จักกับลูกค้า พนักงาน หรือเจ้าของร้านเอง ผมว่ามันสนุกดี เลยอยากทำร้านอาหารที่เป็นที่ที่เราสามารถไปได้ ให้เรามีความสุขเหมือนเราอยู่ที่บ้าน เจอเพื่อนๆ เหมือนอยู่ที่บ้าน มานั่งคุยกับเชฟ มานั่งคุยกับพนักงาน ช่วงก่อนเวลาที่ผมว่างไม่ได้ถ่ายละคร ลูกค้ามาเจอผมมาพูดคุยกับผม คืออยากให้รู้สึกว่าอบอุ่นและรู้สึกสนุกกับการที่ได้มาทานอาหาร”

หากใครรู้ภาษาญี่ปุ่นก็จะเข้าใจคอนเซ็ปต์ของร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งนี้ดี เพราะชื่อก็บ่งบอกอยู่แล้ว “Rakuza” หมายความว่า “นั่งสบาย” คือให้มานั่งสบายๆ ไม่ใช่ว่ารีบมารับประทานแล้วรีบกลับ แต่ที่ผ่านมาคนไทยมักเรียกง่ายๆ ออกเสียงเป็นรากูซ่าเสียมากกว่า

ร้านนี้เปิดให้บริการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.00-24.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เปิด 2 รอบ คือเวลา 12.00-14.30 น. และ 18.00-24.00 น. สอบถามและสำรองโต๊ะ โทรศัพท์ (02) 714-9897 (หลังเวลา 14.00 น.)

มีหน้าที่โปรโมตร้าน

ในการทำร้านอาหารญี่ปุ่นดังกล่าว มีหุ้นส่วนทั้งคนไทยและชาวญี่ปุ่น โดยหนุ่มเคลลี่รับหน้าที่งานด้านประชาสัมพันธ์ ด้วยความเป็นดารานักแสดงมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี

“หุ้นส่วนคนหนึ่งที่เขามีประสบการณ์ มีร้านอาหารอยู่ที่ญี่ปุ่น 15 ร้าน มีอยู่ที่เมืองจีน 2 ร้าน และนี่เป็นครั้งแรกที่เขามาเปิดร้านอาหารที่เมืองไทย ซึ่งเราเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี แม้จะเป็นชาวต่างชาติแต่ก็มีคนไทยด้วย และการที่เราสนับสนุนให้ชาวต่างชาติเขามาเปิดร้านในเมืองไทย เขาเอาเงินมาลงทุนในเมืองไทย สต๊าฟเราก็เป็นคนไทยหมดเลย ยกเว้นผู้จัดการใหญ่คนเดียวที่เป็นคนญี่ปุ่น เมื่อก่อนเรามีเชฟญี่ปุ่นที่เข้ามาวางแผนดูแล

เคลลี่ แจกแจงถึงบทบาทหน้าที่ของตัวเองในร้านอาหารแห่งนี้ว่า “ผมเป็นเพียงแค่หุ้นส่วนหนึ่ง หน้าที่คือช่วยโปรโมตร้าน ผมรับหน้าที่ที่จะพูดคุยกับสื่อ พูดคุยกับลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมถนัด ที่เราชอบ คือหุ้นส่วนแล้วแต่ใครถนัดทางด้านไหนก็ทำไป เนื่องจากผมมีหุ้นส่วนที่เขาใช้ชีวิตทั้งในเมืองไทยทั้งในญี่ปุ่นเขาก็ไปๆ มาๆ และหุ้นส่วนแต่ละคนก็มีอาชีพอื่นด้วย แต่ใจรัก รักในการทานอาหารเลยมาทำร้านอาหารด้วยกัน บางคนทำเกี่ยวกับอาหารอยู่แล้ว บางคนทำอาหารสำเร็จรูป บางคนทำอิมพอร์ต เอ็กซ์พอร์ต แต่ผมก็เป็นนักแสดง

เวลาผมเข้าไปที่ร้านก็ไม่ได้ทำงานนะ เพราะโดยหน้าที่ผมไม่ได้มาบริหารหรือดูบัญชี เรามีหุ้นส่วนที่แบ่งๆ หน้าที่กันไป ผมเข้าไปเพื่อดูเด็กเป็นยังไงบ้าง ไปคุยกับเด็ก มีอะไรที่มันพัฒนาขึ้นเรื่องอาหารเมนู ตอนแรกๆ ผมมีไอเดียอะไรต่างๆ ผมก็จะเข้าไปให้ไอเดียกับเขาเพราะเราชอบทาน เวลาไปเห็นอะไรที่น่าสนใจก็แนะนำ อย่างเช่นเรื่องอาหารแนวmodern แนว fusion ผมเห็นว่าทำแล้วอร่อยน่าจะเวิร์ก เราก็จะลองใส่เข้าไปในเมนู”

จุดเด่นซูชิบาร์-อาหารฟิวชั่น

เป็นที่ทราบกันดีว่าการทำร้านอาหารญี่ปุ่นในบ้านเรานั้นคู่แข่งเยอะ เนื่องจากเปิดกันเป็นดอกเห็ด ไปที่ไหนๆโดยเฉพาะย่านธุรกิจสำคัญของเมืองหลวง อย่างซอยทองหล่อ ฉะนั้น ร้านแต่ละร้านจึงต้องหาจุดเด่นที่แตกต่างจากเจ้าอื่น

“ร้านอาหารญี่ปุ่นนั้นมีคู่แข่งเยอะ ดังนั้น ความสำคัญของร้านอาหารนอกจากวัตถุดิบที่ดี และฝีมือเชฟแล้ว ต้องให้ลูกค้ารู้สึกเป็นกันเอง เหมือนบ้านตัวเอง มีอะไรที่ตัวเองอยาก request พิเศษก็สามารถคุยกับเชฟได้ ทางร้านเลยมีครัวที่เป็นครัว open kitchen ซึ่งจะเห็นการทำงานของเชฟได้ จะมีครัวร้อนและมีซูชิบาร์ด้วย การนั่งบาร์ซูชิเราจะได้คุยกับเชฟว่าวันนี้อะไรดีอะไรสดหรือมีอะไรแนะนำ ส่วนไหนของปลาดีที่สุด ซึ่งจะไม่ได้บรรยากาศแบบนี้จากร้านอื่นๆ นั่งดูไปดูมาชี้ไปชี้มาว่าคุณอยากได้อะไรแล้วมันเป็นงานที่ไม่รีบร้อน”

หนุ่มลูกผสมไทย-จีน สัญชาติอเมริกันวัย 40 ต้นๆ คนนี้ ย้ำหนักย้ำหนาว่า โดยส่วนตัวชอบนั่งซูชิบาร์เป็นที่สุดเพราะสามารถสั่งได้ตามใจชอบ ไม่ต้องรีบร้อนแต่ประการใด

“ในร้านอาหารญี่ปุ่นสิ่งที่ผมชอบคือนั่งซูชิบาร์ ซึ่งผมจะสั่งทีละอย่างๆ เราสั่งปุ๊บเขาก็ทำให้เรา ไม่ใช่สั่งแบบเรามานั่งอยู่ที่โต๊ะหรือนั่งร้านอาหารทั่วไป อาหารมาพร้อมกันหมด รีบทานรีบกลับ แต่นี่เราจะค่อยๆ อาจจะทานชิ้นหนึ่ง นั่งพักผ่อนคุย หิวสั่งอีกสั่งเพิ่ม เห็นอันนี้น่าชิม ทานอันนี้ อันนี้ก็น่าลอง ทานอันนี้ เราไม่ได้สั่งมาทีเดียว แล้วอาหารญี่ปุ่นมันเป็นอะไรที่สด ทำพร้อมทานเลย ไม่ได้ทิ้งไว้”

นอกจากจะมีครัวร้อนและซูชิบาร์แล้ว “Rakuza Tokyo” ยังมีครัวแบบโมเดิร์นเอาใจวัยโจ๋

“เวลานี้คนสมัยใหม่ หรือวัยรุ่นในญี่ปุ่น โดยเฉพาะผู้หญิงเขาจะมองว่าปลาดิบหรืออาหารพวกนี้เป็นอาหารน่าเบื่อ เป็นอาหารของรุ่นคุณพ่อคุณตาคุณยาย ทานมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ร้านส่วนใหญ่ก็แต่งแบบ traditional classic โต๊ะแบบเดิมๆ เขาก็อยากจะทานอาหารอิตาเลียน อาหารไทย ดังนั้น ทางร้านจึงดัดแปลงให้มันดูเป็นแนวอิตาเลียน เป็นพวกอาหารฟิวชั่นต่างๆ เอาใจคนรุ่นใหม่”

อาหารฟิวชั่นแนวอิตาเลียนผสมญี่ปุ่นที่ว่า อย่างเช่น “ทูน่า สแกลลอป ฟัวกราส์” โดยนำวัตถุดิบที่ดีที่สุด 3 อย่างตามชื่อเมนูมารวมกัน ราดด้วยซอสบัลซามิกจากอิตาลี ผสมกับซอยซอสของญี่ปุ่น อีกเมนูที่ทางร้านภูมิใจนำเสนอคือ “สลัดซาซิมิ” สลัดผักออร์แกนิก เติมสีสันตัดสีเขียวของผักด้วยแซลมอน อาคามิ ปลาหมึกยักษ์ ไข่กุ้ง และเบบี้ ไวต์ ฟิช เทมปุระ ราดด้วยซอสมิโซะ

เมนูโปรด ปลาดิบ

สำหรับเมนูอาหารญี่ปุ่นที่พระเอกสูงยาวเข่าดีคนนี้โปรดปรานก็คือ ปลาดิบ

“ผมชอบปลาดิบ มันเป็นรสชาติของธรรมชาติ เราไม่ได้เอาอะไรมาดัดแปลง มาปรุง ให้มันเพี้ยนไปจากรสชาติดั้งเดิม เป็นอะไรที่บริสุทธิ์สุดๆ แล้ว จะต้องสดตลอด เพราะที่นี่จะมีแต่ของดีวัตถุดิบที่ดีที่เราคัดของดีมาจากญี่ปุ่น”

กับคำถามที่ว่าเปิดมาเกือบ 2 ปีแล้ว เสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างไร เคลลี่ ร่ายให้ฟังว่า “เรื่อยๆ เรามาเจออุปสรรคเยอะมากกับการทำธุรกิจแบบนี้ในเมืองไทย อย่างช่วงแผ่นดินไหวในญี่ปุ่นพอมีปัญหาร้านก็เงียบ คนญี่ปุ่นก็กลับไปประเทศบ้าง ต่อมาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ก็ทำให้เงียบอีก พอมันจะดีก็มาเจอแบบนี้คือเป็นเหตุการณ์ที่คนไม่ทันคิด และผลกระทบหมดกับเศรษฐกิจทั้งหมดเลย”

ใครเห็นหน้าร้านราคูซะแห่งนี้ต่างชอบอกชอบใจเพราะตกแต่งสไตล์โมเดิร์นคลุมโทนดำให้ความรู้สึกหนักแน่นในแบบซามูไร ส่วนที่นั่งมีทั้งมุมในห้อง เทอร์เรซ และยังมีห้องสำหรับกรุ๊ปส่วนตัวบนชั้น 2 สามารถจัดปาร์ตี้ แต่ด้วยเนื้อที่กว้างขวางมีถึง 2 ชั้นแบบนี้ ในมุมของเคลลี่กลับมองว่า “สิ่งที่ดีที่สุดคือทำร้านให้เล็กลง ข้อผิดพลาดของร้านผมคือร้านใหญ่เกินไป ทำให้ค่าเช่า ค่าใช้จ่ายเยอะ มันทำให้กดดันว่าต้องมีลูกค้าเท่านี้ๆ และยิ่งอยู่ในทองหล่อ ค่าเช่าก็สูง การแข่งขันในนั้นสูงมาก ถ้าทำร้านเล็กหน่อย ความกดดันก็น้อยลงเพราะเราไม่ได้ fulltime ทางนี้”

งานละครถี่เลยห่างหายจากร้าน

เชื่อว่าลูกค้าจำนวนไม่น้อยไปเพราะอยากจะเจอนักแสดงที่ชื่นชอบ แต่ในห้วงเวลานี้ เคลลี่ยอมรับว่าแฟนๆ อาจจะต้องผิดหวังเนื่องจากมีงานแสดงไม่ว่างเว้นในแต่ละวัน

“คือมันเป็นช่วงๆ นะครับ ก่อนหน้านี้ผมไปบ่อยมาก 3-4 วัน แฟนคลับทวิตเตอร์มาผมก็ไปหา แต่ช่วงหลังพอผมถ่ายละคร 2 เรื่องพร้อมกัน 7 วันผมไม่ได้ไปที่ร้านเลย เมื่อก่อนแฟนคลับผมมาบ่อยมาก ตอนหลังผมถ่ายละคร แฟนคลับไม่มาอุดหนุนเลย แต่ถ้าผมไม่ถ่ายละครผมก็จะเข้าไป”

ส่วนเรื่องความเป็นดารานักแสดงช่วยให้ลูกค้ามาอุดหนุนมากขึ้นหรือไม่นั้น เคลลี่ ให้คำตอบว่า “คนเขารู้ว่าทำร้านอาหารเขาก็อยากมาเจอแต่มันเป็นแค่ส่วนเดียว สิ่งสำคัญที่สุดนอกจากความมีชื่อเสียงแล้วคือคุณภาพของอาหารและรสชาติ นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดเลย การที่เรามีชื่อเสียงมันก็ช่วยได้ส่วนหนึ่ง แต่ร้านอาหารจริงๆ ต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ เพราะว่าคนเราไปทานอาทิตย์นี้ อาทิตย์หน้าจะไปทานอีกทำไม ไปทานเหมือนเดิม มันต้องมีอาหารตามฤดู ต้องดูว่าวันนี้จะมีอะไร ช่วงนี้จะมีอะไรใหม่ๆ บ้าง”

เห็นเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นแบบหรูหราเช่นนี้ พูดถึงราคาแล้ว เคลลี่ บอกว่า “ปานกลาง ผมว่าสมเหตุสมผลกับคุณภาพ ต้องเรียนให้ทราบว่าจริงๆ อาหารญี่ปุ่นราคามันต้องไปกับคุณภาพอาหารด้วย อาหารทุกอย่างต้องมีเกรด A เกรด B บางคนไปร้านอาหารญี่ปุ่นมาบอกทำไมแพงจัง เมื่อก่อนตอนเด็กๆ ผมเคยคิดนะ ปลาดิบไม่เห็นทำอะไรเลย ไม่ได้ผ่านการ cooking ทำไมมันแพงจัง แต่เราอย่าลืม การที่ทานอะไรที่มันดิบได้ คุณภาพต้องสูงกว่า เราไม่ได้มานึ่งมาทอดมาเผาแต่เรากินมัน

ดังนั้น ต้องคัดมา หนึ่ง ต้องปลอดภัย คุณภาพต้องสูง รสชาติต้องได้ คือมันต้องเกรด AAA แล้ว และหลายส่วนของปลาเวลาที่จะหั่น มันมีวิธี หลายๆ อย่างเราต้องทิ้งเยอะมาก

สำหรับร้านผมมีอาหารหลากหลายราคามาก ไม่ถึงร้อยยันพันก็มี แล้วแต่คุณสั่งอะไรด้วย บางคนบอกทำไมร้านนี้ถูกจัง ทำไมร้านนี้แพงจัง ผมถามว่าสั่งอะไร ต้องเข้าใจ เวลาสั่งของแพงมันก็ต้องแพง เพราะฉะนั้น ถ้าถามผมว่าราคาเป็นยังไง ผมก็ว่าแล้วแต่ ถ้าเทียบกับร้านอื่นในย่านอื่นในย่านนั้น ผมว่าราคาที่ร้านปานกลาง ไม่ได้สูง”

ทำผับมาก่อนแต่ไม่เวิร์ก

การเข้ามาทำร้านอาหารราคูซะครั้งนี้ ถือว่าไม่ใช่ธุรกิจแรกของเคลลี่ เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยทำมาหลายธุรกิจแล้ว ซึ่งแม้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่นั่นก็ทำให้เขาได้ประสบการณ์มากมาย ได้เรียนรู้ตัวเอง รวมทั้งได้สัมผัสนิสัยใจคอของผู้คนในสังคม

“ผมเคยลองธุรกิจหลายอย่างมาแล้ว เคยทำผับดูแต่ไม่เวิร์ก มันไม่ใช่แนวทางเรา เราไม่สามารถจะไปนั่งดึกๆ ดื่นๆ อยู่ในบรรยากาศที่มันเป็นผับ อย่างเมื่อก่อนก็มีควันบุหรี่ ใครจะมานั่งดื่มเหล้าทุกวัน ตายสิ เราทำงานบันเทิงตรงนี้ ต้องตื่นมาถ่ายละคร ไม่ได้ไปที่ผับ เพราะผมมีงานถ่ายละคร ผมเลยไม่ได้ใส่เวลาให้กับตรงนี้ จนต้องเลิกกิจการนั้นไป

การที่เราอยู่ในวงการ มีเพื่อนเยอะ มีชื่อเสียงบางทีมันก็มีโอกาส มีคนมาเสนอธุรกิจนั้นธุรกิจนี้ เราอาจจะมีโอกาสมากกว่าคนอื่น แต่ในทางตรงกันข้ามก็มีคนพร้อมจะเอาเปรียบชื่อเสียงของเรา เอาเรามาใช้ ซึ่งเราทำธุรกิจก็มีข้อผิดพลาดมาแล้ว มีทั้งขาดทุนทั้งกำไร”

เคยท้อแต่ไม่ยอมแพ้

10 กว่าปีในวงการบันเทิง ถือว่าเคลลี่เป็นนักแสดงที่ได้รับความนิยมค่อนข้างสูง และยิ่งช่วงหลังมักรับบทบู๊เสียเป็นส่วนใหญ่ ทำให้มีแฟนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิง หรือผู้ชาย ในยามที่เขาไปสตูดิโอย่านลาดพร้าวหรือไปที่ไหนๆ จะมีแฟนคลับขาประจำไปให้กำลังใจตลอด แต่กว่าเขาจะมายืนจุดนี้ได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

“ทุกวันนี้ผมต้องขอบคุณจริงๆ ทางแฟนคลับที่ติดตามผลงานเรามาตลอด ที่สำคัญ ทางผู้ใหญ่ที่ให้โอกาสได้เล่นละครดีๆ ก่อนที่ผมจะมาถึงวันนี้ ต้องฝ่าฟันอะไรมาเยอะ ต่อสู้มาเยอะ เนื่องจากผมมาจากอเมริกา พูดภาษาไทยก็ไม่ชัด อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ทำอะไรก็โดนว่าโดนด่ามาแล้ว บางครั้งเคยท้อแต่ไม่เคยยอมแพ้ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด งานบันเทิงไม่ใช่ความฝันของผม ผมไม่ได้อยากมาเป็นนักแสดง

ผมใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกา 22 ปี จบชีวะเคมีมา ไม่ได้กะว่าจะเป็นดารา แต่พอผมได้มาทำอาชีพนี้แล้วรู้สึกว่าผมรัก ผมชอบ ผมสนุกกับมัน ผมบอกเลยว่าผมเป็นคนขี้อายมากๆ แต่เหมือนเรามาเจอสิ่งที่เรารัก

พอเรามาอยู่ตรงนี้ บางคนอาจคิดว่ามาเป็นดาราดี แต่เมื่อคุณเข้ามาตรงนี้ปุ๊บ ความส่วนตัวของคุณหายไป มันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ฉะนั้น การจะอยู่ในวงการบันเทิงได้ยั่งยืนเราต้องไม่ลืมตัว ต้องมีมนุษยสัมพันธ์ดี และต้องมีความตั้งใจและมีความพยายาม”

ในการทำงานทั้งในส่วนของบันเทิงและธุรกิจนั้น สิ่งที่เขายึดปฏิบัติมาตลอดก็คือ “ต้องมีวินัยในการทำงาน ตรงต่อเวลา และตั้งใจพัฒนา เราผิดพลาดครั้งแรก ครั้งต่อไปก็พยายามพัฒนาต่อไป อย่างการเล่นละครเรื่องแรกเล่นแข็ง เรื่องที่สองต้องพัฒนา เรื่องที่สามต้องดีกว่านั้น และต้องให้เกียรตินักแสดงทุกคน ทีมงานทุกคน แล้วก็ไม่ลืมตัว อย่างผมเจอมาทั้งหมด เจอข่าวเป็นเพลย์บอยเจ้าชู้อย่างโน้นอย่างนี้ แต่เราอย่าไปใส่ใจกับเรื่องนี้มาก ที่สำคัญ ต้องอย่าลืมตัว โดยเฉพาะกับบรรดาแฟนคลับทั้งหลาย ซึ่งถ้าไม่มีคนเหล่านี้เราก็จะไม่มีวันนี้”

นอกจากจะเป็นพระเอกหน้าตาหล่อเข้มแล้ว ยังนิสัยดีอีกต่างหาก แบบนี้แฟนคลับจะไม่ปลื้มได้อย่างไร และขออวยพรให้ความรักกับน้องกรีน “อัษฎาพร สิริวัฒน์ธนกุล” นางเอกช่องเดียวกัน สมหวังดังปรารถนา

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030010755&srcday=2012-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 304

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ซีเล็คทูน่า เปิดกลยุทธ์บริหารคนคุณภาพ เตรียมพร้อมรับมือ “AEC”

แม้จะเป็นลูกค้าของแบรนด์ซีเล็คทูน่ามาช้านาน แต่ยอมรับว่ามีข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับแบรนด์นี้น้อยมาก ดังนั้น เมื่อสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติชักชวนให้ไปร่วมศึกษาดูงาน บริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด ที่จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นผู้ผลิตแบรนด์ดังกล่าว จึงตอบตกลงทันที

สาเหตุที่สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติเลือกมาที่นี่ เพราะบริษัทในเครือ Thai Union Group แห่งนี้เข้าร่วมในโครงการ “สร้างบุคลากรด้านการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพภายในองค์กร” ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เพราะสามารถลดต้นทุนและมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ พนักงานยังมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเพิ่มผลิตภาพในองค์กร และการสื่อสารภายในองค์กรมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

จากพนักงาน 120 สู่ 8,000 คน

ทั้งนี้ ก่อนที่บรรดาสื่อมวลชนจะได้เข้าไปดูในโรงงานนั้น ทางสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติได้จัดเวทีให้ผู้บริหารของ บริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด หรือ TUM คือ คุณสมศักดิ์ สมิทธิเศรษฐ์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายโรงงาน บริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด และ คุณนคร นิรุตตินานนท์ รองผู้จัดการทั่วไปฝ่ายโลจิสติกส์ บริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด ร่วมให้ข้อมูลต่างๆ ในหัวข้อ “ซีเล็คกลยุทธ์บริหารคนคุณภาพ ตามแบบฉบับซีเล็คทูน่า” จากนั้นเปิดโอกาสให้นักข่าวสอบถามข้อสงสัย

อย่างที่เกริ่นไว้แต่แรกว่า ไม่มีความรู้เกี่ยวกับแบรนด์นี้มากนัก และเชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยก็เข้าข่ายนี้ ฉะนั้น จะขอนำข้อมูลความเป็นมาของบริษัทเล่าสู่กันฟังก่อน

บริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด ก่อตั้งเมื่อปี 2520 เป็นผู้ผลิตและส่งออกปลาทูน่าบรรจุกระป๋องและอาหารแมว ช่วงแรกใช้วัตถุดิบในประเทศ อย่างเช่น ปลาโอดำ และปลาโอลาย ประมาณ 6 ตัน ต่อวัน มีพนักงาน 120 คน ต่อมาขยายกำลังการผลิต จนถึงปัจจุบันโรงงานที่มีอยู่ 2 โรง มีพนักงาน 8,000 คน และมีกำลังการผลิตประมาณ 600 ตัน ต่อวัน

สำหรับวัตถุดิบที่ใช้เป็นปลาทูน่านำเข้าหลายสายพันธุ์ อาทิ ปลาโอดำ ปลาโอลาย ปลาโอแถบ และปลาซาร์ดีน ฯลฯ

เน้นส่งออกขายในประเทศแค่ 2 เปอร์เซ็นต์

ผลิตภัณฑ์ของบริษัทนั้น จะเน้นการส่งออกไปต่างประเทศเป็นหลัก คิดเป็น 98 เปอร์เซ็นต์ โดยส่งออกไปขายในทุกทวีปทั่วโลก มีตลาดหลักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา อเมริกาใต้ และตลาดในเอเชีย ซึ่งการส่งออกนำเงินตราเข้าประเทศ ด้วยมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาทต่อปี

ส่วนในประเทศขายประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ผลิตภัณฑ์ในประเทศ ได้แก่ ปลาทูน่ากระป๋องตราซีเล็ค ในน้ำมัน น้ำเกลือ และปลาทูน่าที่ทำแบบสูตรอาหารไทย ได้แก่ แกงเขียวหวานทูน่า ทูน่าผัดพริก ทูน่าผัดพริกใบกะเพรา มัสมั่นทูน่า และทูน่าแซนด์วิชสเปรด ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกบรรจุกระป๋องและถุงเพาช์ (Pouch) ได้แก่ ปลาทูน่าในน้ำมัน และในมายองเนสรสต่างๆ ฯลฯ

นอกเหนือจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ปลาแล้ว ยังทำผลิตภัณฑ์จากเนื้อไก่ เนื้อวัว น้ำแกง ซอสสำหรับประกอบอาหารชนิดต่างๆ และยังมีกลุ่มผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ทอดแช่แข็ง เป็นต้น

ขายทั้งอาหารแมว-สุนัข

พร้อมกันนั้นยังผลิตอาหารแมวและอาหารสุนัข ในบรรจุภัณฑ์แบบถุงเพาช์ ถาดอะลูมิเนียม และถ้วยพลาสติก โดยใช้วัตถุดิบที่เหลือใช้จากปลาทูน่าและปลาชนิดอื่นๆ อาหารแมวจะผลิตประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ของยอดผลิตทั้งหมด

ส่วนหัวปลา ก้างปลา ไส้ พุงปลา จะส่งต่อไปที่บริษัทในเครือเพื่อนำไปทำอาหารสัตว์ ในขณะที่น้ำที่ได้จากการนึ่งปลาจะส่งออกเพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตสารปรุงรส ในส่วนของตาปลาทูน่าจะแยกและนำออกไปผลิตน้ำมันปลาทูน่าโอเมก้า 3 คุณภาพดี โดย บริษัท ทีเอ็นฟายน์เคมีคอลส์

ชี้ตลาดโลกแข่งขันกันรุนแรง

คุณสมศักดิ์ ยอมรับว่า เวลานี้การแข่งขันในตลาดโลกค่อนข้างรุนแรง เพราะมีผู้ผลิตทั่วโลก ที่สำคัญคือ ราคาทูน่ากระป๋องไม่แพงมาก ในอาเซียนคู่แข่งสำคัญคือ เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งประเทศเหล่านี้ค่าจ้างแรงงานจะถูกกว่าประเทศไทย นอกจากนี้ บางประเทศยังได้รับสิทธิพิเศษในการลดภาษีกรณีส่งออกไปในประเทศอียู ขณะที่ของไทยต้องเสียภาษี 24 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกันอย่างชัดเจน

ส่วนเรื่องการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ในปี 2558 นั้น คุณสมศักดิ์ให้ความเห็นมีทั้งจุดดีจุดเสีย “อุตสาหกรรมอาหารใช้แรงงานคนมากกว่าเครื่องจักร เพราะฉะนั้น ค่าตอบแทนต่างๆ ที่เรามี ต้องพยายามดูแลให้ดี เพื่อทำให้พนักงานอยากจะทำงานกับเรา อีกทั้งการดูแลแรงงานไทยและแรงงานต่างชาติ (พม่าและกัมพูชา) ต้องเสมอภาคกัน ปัจจุบัน บริษัทจ่ายค่าแรงงาน และให้การดูแลสวัสดิการแรงงานไทยและแรงงานต่างชาติเท่าเทียมกัน อีกประการหนึ่งคือ การอบรมให้พนักงานตระหนักในเรื่องการทำงาน การรักษาคุณภาพ และบรรยากาศในการทำงานที่ดี เพื่อให้มีความสุขในการทำงาน

เราต้องพยายามทำให้บริษัทของเราเป็นสถานที่ที่น่าทำงานเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีค่าแรงถูกกว่า ในขณะที่ประเทศไทยค่าแรงแพง ซึ่งอาจจะเป็นข้อเสียเปรียบอยู่ แต่เราก็จะชดเชยในเรื่องการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีกว่าให้กับพนักงานของเรา เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้งาน ฝึกฝนการทำงานให้เกิดความชำนาญ ในระยะยาว มองว่า จะเกิดการแข่งขันกันหนักในเรื่องของแรงงานที่จะมีการเคลื่อนย้ายกันพอสมควร อย่างที่ผมไปฟิลิปปินส์ก็ไปหาคนเหมือนกัน เพราะบางครั้งเราก็ยังขาดแคลนตำแหน่งงานในบางสาขาอาชีพ ที่เราต้องไปหานอกประเทศ อย่างเช่นวิศวกรที่สามารถพูดและสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้

ฉะนั้น การปรับตัวของเราในวันนี้คือ การสอนให้คนของเราเก่ง ให้สามารถทำงานได้ในทุกระดับ อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ เรื่องภาษาอังกฤษ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะ AEC เปิด การติดต่อค้าขายในระดับโลกต้องใช้ภาษาอังกฤษ ประเทศไหนที่คนของเขามีพื้นฐานความรู้ด้านภาษาอังกฤษดี ก็จะได้เปรียบ และสามารถเดินทางไปทำงานในหลายประเทศได้ ดังนั้น คนของเราก็ต้องมีการเตรียมความพร้อม โดยทางบริษัทมีโครงการที่จะเปิดสอนภาษาอังกฤษด้วย ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ทางบริษัทจะดำเนินการเพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน”

อินโดนีเซียได้เปรียบ

ทีนี้มาฟังของ คุณนคร นิรุตตินานนท์ (บุตรคุณเชง นิรุตตินานนท์) เจเนอเรชั่นที่ 2 ของ TUM ที่เข้ามาบริหารเต็มตัว ซึ่งจะมาเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้กิจการก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว และมีโครงการอะไรบ้างในอนาคต

คุณนคร ฉายภาพธุรกิจนี้โดยรวมว่า 35 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจของไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรมเติบโตต่อเนื่องตลอด และมองว่าจะยังโตต่อเนื่องต่อไปได้อีก ซึ่งในปี 2553-2554 ตั้งเป้าไว้จะโต 50 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2554-2555 ก็ตั้งใจจะรักษาตัวเลขเดิม เพราะที่ผ่านมา บริษัทก้าวกระโดดไปค่อนข้างเยอะในปีที่แล้ว

พูดถึงเรื่องการแข่งขันในภูมิภาคอาเซียน คุณนคร ระบุว่า “อินโดนีเซียเป็นประเทศที่น่ากลัว เพราะมีโอกาสเยอะ เนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งจับปลา และค่าแรงของเขาค่อนข้างถูก ถูกกว่าเราถึงครึ่งหนึ่งก็ว่าได้ แต่เราเองก็มีโรงงานอยู่ที่นั่นแห่งหนึ่งด้วย”

ในเรื่องการลงทุนในต่างประเทศนั้น ต้องบอกว่า กลุ่ม Thai Union Group โดยมี บมจ. ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ หรือ TUF เป็นเสาหลักนั้น มีกิจการที่ต่างประเทศเยอะ รวมแล้วมี 10 ประเทศ อาทิ เวียดนาม อินโดนีเซีย สหรัฐอเมริกา และในยุโรป ฯลฯ และยังมีแผนที่จะขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศในภูมิภาคต่างๆ ของโลกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแต่ละแห่งล้วนทำกำไรก้อนงาม

เล็งลงทุนในพม่าใกล้ชายแดนไทย

“อย่างบริษัทเอ็มดับบลิวฯ ที่เราลงทุนในฝรั่งเศส ถือว่าผลตอบรับค่อนข้างดี สามารถคืนทุนไวกว่าที่เรากำหนด และแม้ที่ผ่านมาในยุโรปมีปัญหาทางเศรษฐกิจแต่ก็ไม่มีปัญหากับธุรกิจของเรา ส่วนหนึ่งคือผู้ประกอบการของบริษัทเอ็มดับบลิวฯ ทำงานได้ดีเกินคาด และที่อเมริกาอาหารสัตว์เป็นอนาคตที่จะมีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกันนี้ เราก็เตรียมการที่จะซื้อกิจการที่ประเทศอื่นๆ อยู่ ล่าสุดในเร็วๆ นี้จะไปตั้งโรงงานแห่งใหม่ที่ปาปัวนิวกินี โดยร่วมหุ้นกับคนท้องถิ่น เป็นโรงงานขนาดไม่ใหญ่นัก มีคนงาน 100-300 คน สาเหตุที่ตั้งโรงงานดังกล่าวก็เพื่อจะได้โควต้าในส่วนของวัตถุดิบ สามารถจับปลาในน่านน้ำแถวนั้นได้”

ส่วนการลงทุนในประเทศพม่านั้น คุณนคร บอกว่า อยู่ในขั้นสำรวจอยู่ ยังไม่แน่ใจว่าจะสร้างตรงไหน แต่ความเป็นไปได้น่าจะเป็นจุดที่ใกล้ๆ กับเมืองไทย และปัจจุบันนี้ทางเครือ TUF ก็ใช้วัตถุดิบบางส่วนที่มาจากพม่าอยู่แล้ว

สำหรับกิจการในต่างประเทศนั้นทาง TUF ส่งผู้บริหารไปดูแลและติดตามอย่างต่อเนื่องทุก 3 เดือน และจะมีการประชุมกันตลอด หรือในบางกรณีผู้บริหารของโรงงานเหล่านั้นก็บินมาที่เมืองไทย อย่างไรก็ตาม ปัญหาของแต่ละประเทศ สิ่งที่เหมือนกันก็คือเรื่องแรงงาน เพราะธุรกิจแบบนี้มีการเข้าออกของพนักงานค่อนข้างสูง

คุณนคร บอกว่า หลักการทำงานที่คุณพ่อสอนมาตลอดคือ ต้องซื่อสัตย์ ทุ่มเท และใส่ใจในรายละเอียดของงาน

ทั้งหมดนี้ คงทำให้ได้เห็นถึงกลยุทธ์บริหารคนคุณภาพ ตามแบบฉบับซีเล็คทูน่า สิ่งหนึ่งที่น่ายกย่องคือ แม้พนักงานจะเป็นคนต่างชาติอย่างพม่าหรือกัมพูชาก็ได้รับผลตอบแทนเรื่องค่าจ้างเท่าเทียมกับคนไทย

ข้อมูลจำเพาะ

นอกจาก บริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด แล้ว ยังมีบริษัทร่วมในเครือ Thai Union Group อีกหลายแห่ง ได้แก่

- บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) : ผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งและผลิตฟิชโชขายในประเทศ

- บริษัท สงขลาแคนนิ่ง จำกัด : ผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลบรรจุกระป๋อง

- บริษัท เอเซียนแปซิฟิคแคน จำกัด : ผลิตกระป๋องเปล่า

- บริษัท ไทยยูเนี่ยน กราฟฟิกส์ จำกัด : ผลิตสิ่งพิมพ์และฉลากปิดกระป๋อง

- บริษัท ที ซี ยูเนี่ยนอะโกรเทค จำกัด : ผลิตผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้จากบริษัทในกลุ่ม เช่น ทูน่าออยล์

- บริษัท ลักกี้ ยูเนี่ยน จำกัด : ผลิตปูอัด

- บริษัทในต่างประเทศ เช่น บริษัท Chicken of the Sea ผลิตปลาทูน่า ในสหรัฐอเมริกา, บริษัท MB Brands ผู้ผลิตและจำหน่ายปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล และปลาซาร์ดีน ในทวีปยุโรป ซึ่งยอดส่งออกโดยรวมของบริษัทในกลุ่มจะมีมูลค่ามากกว่า 90,000 ล้านบาท ต่อปี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040010755&srcday=2012-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 304

อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

ขนมจีนกึ่งสำเร็จรูป “สุพรีมไทย” เมนูเส้น ขายนวัตกรรม

“จุดเด่นเส้นขนมจีนของเรานอกจากเก็บไว้รับประทานได้นาน ผ่านการรับรองได้รับเครื่องหมาย อย. และ GMP HACCP ที่สากลให้การยอมรับ ยังมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย อีกทั้งใช้เป็นเส้นสปาเกตตี หรือเส้นราเม็งได้ เพราะเหนียวนุ่มกว่าเส้นขนมจีนปกติ สามารถนำไปประยุกต์ได้อีกหลากหลายเมนู”

“ขนมจีน” เมนูอาหารประเภทเส้นของคนไทยที่เกือบจะเรียกได้ว่าหารับประทานยากในต่างแดน เนื่องจากไม่ค่อยมีใครอยากทำขาย เพราะอายุการเก็บรักษาสั้น ต้องขายวันต่อวัน แต่ในขณะเดียวกัน ลูกค้าที่ต้องการรับประทานนั้นมี เลยเกิดเป็นช่องว่างในตลาด คือ มีคนซื้อ แต่ ไม่มีคนขาย ด้วยเหตุนี้เลยจุดประกายให้ผู้ประกอบการหลายรายผุดไอเดียทำเส้นขนมจีนอบแห้ง และ ขนมจีนกึ่งสำเร็จรูป ซึ่ง คุณไพลิน ศักดิ์วรารัตน์ ก็ด้วยเช่นกัน

เห็นโอกาสทำธุรกิจ

ไม่รีบคว้า ใฝ่รู้หาข้อมูล

คุณไพลิน ศักดิ์วรารัตน์ เป็นเจ้าของบริษัท พาราดีส ฟูดส์ จำกัด ผู้ผลิต และ จัดจำหน่าย เส้นขนมจีนกึ่งสำเร็จรูป ที่ยังคงเอกลักษณ์เส้นขนมจีนไทย คือ ทำจากแป้งหมัก ลักษณะยังคงเป็นเส้นตรงเหนียว นุ่ม ใส ภายใต้เครื่องหมายการค้า “Supreme Thai” โดยเส้นขนมจีนทำจากข้าว 3 ชนิด คือ ข้าวเจ้า ข้าวกล้อง และ ข้าวหอมนิล อุดมประโยชน์ด้วยสารกาบา (GABA)

สำหรับที่มาของธุรกิจ เกิดขึ้นตอนหญิงสาวไปศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส เธอเล่าว่า ส่วนตัวชอบรับประทานขนมจีนมาก แต่หาซื้อเส้นขนมจีนไม่ได้ เลยลองเช็กกับกรมส่งเสริมการส่งออก ว่า มีคนไทยส่งออกเส้นขนมจีนบ้างหรือไม่ ผลปรากฏว่า คนไทยที่ส่งออกเส้นขนมจีนมีน้อย จากจุดนั้นส่งผลให้ปิ๊งไอเดียทำธุรกิจ

“ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส เส้นขนมจีนหาซื้อยากมาก ทั้งๆ ที่มีคนต้องการซื้อ แต่ไม่มีใครขาย เลยมองเห็นช่องทางทำธุรกิจ อีกทั้งทางบ้านค้าขายข้าวสาร คิดว่าน่าจะดีเสมือนเป็นการต่อยอดเนื่องจากมีวัตถุดิบอยู่แล้ว หนที่สุด ตัดสินใจลงทุน 5 ล้านบาท เปิดโรงงานผลิต และจัดจำหน่ายเส้นขนมจีนกึ่งสำเร็จรูป” คุณไพลิน กล่าว

ปี 2553 คุณไพลินยุติบทบาทลูกจ้าง หันมาเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งเงิน 5 ล้านที่เธอลงทุนไปเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นค่าเครื่องจักร ที่เหลือถูกใช้เป็นงบพัฒนาคุณภาพสินค้า พัฒนาบรรจุภัณฑ์ และสูตร เบ็ดเสร็จกว่าเส้นขนมจีนกึ่งสำเร็จจะเป็นรูปเป็นร่าง ใช้เวลาครึ่งปีทีเดียว

“เดิมเป็นพนักงานโรงแรมแห่งหนึ่ง แต่หลังจากที่เสาะหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำเส้นขนมจีนอบแห้งอยู่เกือบปี หนที่สุดก็ตัดสินใจลาออกมาทำเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งความยากของธุรกิจนี้คือ การคัดเลือกวัตถุดิบ เพราะปกติเส้นขนมจีนจะทำจากข้าวที่มีปริมาณอะมิโลสสูง หรือข้าวที่แข็ง ฉะนั้น ข้าวนิ่ม หรือข้าวที่มีปริมาณอะมิโลสต่ำจะทำไม่ได้ เลยต้องลองผิดลองถูก กว่าสูตรจะคงที่ ใช้เวลาครึ่งปี”

ไม่ยาก แต่ไม่ง่าย

พึ่งคนไทยด้วยกัน

เพื่อให้ได้เส้นขนมจีนที่มีคุณภาพ และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค รวมทั้งยังคงเอกลักษณ์เส้นขนมจีนไทย คุณไพลินได้ไปร่วมคิดค้น พัฒนาผลิตภัณฑ์กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยใช้กรรมวิธีการผลิตเส้นขนมจีนแบบใหม่ ที่สามารถยืดอายุการเก็บรักษาขนมจีนจากขนมจีนสด เป็นขนมจีนแห้งกึ่งสำเร็จรูป

“เราใช้ข้าวสายพันธุ์ไทยที่มีปริมาณอะมิโลสสูงกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ เพราะจะทำให้เส้นขนมจีนมีความนุ่ม และใส ซึ่งกรรมวิธีทำคร่าวๆ หลังจากทำความสะอาดปลายข้าว ให้แช่และหมักทิ้งไว้ จากนั้นนำไปบดพร้อมน้ำ จนได้น้ำแป้งและน้ำในปริมาณที่เหมาะสมนำไปนึ่งให้สุก เมื่อสุกนำมานวดขึ้นรูป ขั้นตอนสุดท้ายเป็นกระบวนการทำเส้นให้แห้ง สำหรับวิธีการบริโภคนำขนมจีนแห้งแช่ในน้ำอุณหภูมิปกติ 5 นาที แล้วต้มต่อในน้ำเดือด 5 นาที หรือต้มในน้ำเดือดทันที 8 นาที” คุณไพลิน อธิบาย

จากขนมจีนที่มีอายุการเก็บรักษาสั้นเพียง 1-2 วัน ได้ถูกคิดค้นพัฒนาจนยืดอายุได้ถึง 2 ปี มีน้ำหนักเบา สะดวกในการขนส่ง สามารถเก็บเป็นเสบียงในการเดินทางไกล หรือส่งออกไปต่างประเทศ เพื่อให้คนไทยในต่างแดน และชาวต่างชาติที่ชอบอาหารไทย สามารถรับประทานเส้นขนมจีนร่วมกับน้ำยา ที่สำคัญ ยังคงรสชาติ และเอกลักษณ์เส้นขนมจีนแบบไทยแท้

อีกหนึ่งความแตกต่างของเส้นขนมจีนดังกล่าว คือ วัตถุดิบที่ใช้ เพราะนอกจากข้าวเจ้า คุณไพลินยังมีข้าวกล้อง และ ข้าวหอมนิล ที่อุดมไปด้วยสารกาบาที่มีบทบาทสำคัญในระบบประสาท อีกทั้งชาวต่างชาติสามารถใช้แทนเส้นสปาเกตตีได้ เพราะเหนียวนุ่มกว่าเส้นขนมจีนปกติ

“จุดเด่นเส้นขนมจีนของเรา นอกจากเก็บไว้รับประทานได้นาน ผ่านการรับรองได้รับเครื่องหมาย อย. และ GMP HACCP ที่สากลให้การยอมรับ ยังมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย อีกทั้งใช้เป็นเส้นสปาเกตตี หรือเส้นราเม็งได้ เพราะเหนียวนุ่มกว่าเส้นขนมจีนปกติ สามารถนำไปประยุกต์ได้อีกหลากหลายเมนู”

150 กรัม 50-65 บาท

แพง แต่มีคนซื้อ

สำหรับแหล่งซื้อวัตถุดิบ เจ้าของกิจการเลือกใช้ข้าวจากจังหวัดนครปฐม ศรีสะเกษ นครพนม เป็นข้าวปลอดสารพิษ แต่ถ้าเป็นข้าวหอมนิล ค่อนข้างหาซื้อยาก เพราะปลูกได้เพียงปีละ 2 ครั้ง ทำให้ต้องสต๊อกวัตถุดิบไว้

ด้านการตลาด ผู้ประกอบการ ระบุว่า ปัจจุบัน 90 เปอร์เซ็นต์ สินค้ายังคงจำหน่ายภายในประเทศ แต่ในอนาคตส่งออกแน่ ซึ่งประเทศที่เล็งไว้ มี ประเทศมาเลเชีย สิงคโปร์ เวียดนาม จีน อินเดีย ญี่ปุ่น ส่วนกลยุทธ์ในการทำตลาดต่างประเทศจะนำเสนอว่า เป็นเส้นสปาเกตตีทำจากข้าว เพราะต่างชาติจะเข้าใจมากกว่าบอกว่าเป็นเส้นขนมจีน

ในส่วนของกำลังการผลิต ได้ข้อมูลจากเจ้าของกิจการว่า ทุกวันนี้ทางบริษัทจะผลิตเส้นขนมจีนกึ่งสำเร็จรูปดังกล่าวได้เฉลี่ยเดือนละ 10,000 ซอง ซองละ 150 กรัม จำหน่ายซองละ 50-65 บาท วางจำหน่ายที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า ซึ่งกลุ่มคนซื้ออยู่ระดับกลาง ถึง ระดับบน เป็นคนรุ่นใหม่ที่ชอบความสะดวกสบาย เพราะรับประทานไม่หมดสามารถเก็บไว้ได้

สำหรับแผนธุรกิจในอนาคต คุณไพลิน ระบุว่า อยากเพิ่มความหลากหลายของสินค้า เป็นกลุ่มจำพวกสินค้าเพื่อสุขภาพ อาทิ เส้นขนมจีนออร์แกนิก เป็นต้น

ใครที่สนใจจะสอบถามข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม หรือเป็นตัวแทนจำหน่าย ติดต่อได้ที่ บริษัท พาราดีส ฟูดส์ จำกัด เลขที่ 68 หมู่ 5 ถนนลาดปลาเค้า แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 971-6952, (081) 344-8588

ข้อมูลจำเพาะ

ชื่อบริษัท บริษัท พาราดีส ฟูดส์ จำกัด

ประเภทธุรกิจ ผลิตและจัดจำหน่ายเส้นขนมจีนกึ่งสำเร็จรูป

เงินลงทุน 5 ล้านบาท

จำนวนพนักงาน 20 คน

เจ้าของกิจการ คุณไพลิน ศักดิ์วรารัตน์

ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์ ทำขนมจีนสด ให้เป็นขนมจีนแห้งกึ่งสำเร็จรูป และสามารถใช้เป็นเส้นสปาเกตตี หรือเส้นราเม็งได้ มี 3 สูตร ทำจากข้าวเจ้า ข้าวกล้อง และข้าวหอมนิล

โอกาสในการจำหน่าย ตลาดในประเทศ เน้นกลุ่มคนที่รักความสะดวกสบาย ชอบรับประทานอาหารกึ่งสำเร็จรูป ส่วนตลาดต่างประเทศ จำหน่ายให้กับกลุ่มคนไทยที่ไปอาศัย ร้านอาหารไทย และชาวต่างชาติที่ชอบรับประทานอาหารประเภทเส้น

วิธีประชาสัมพันธ์กิจการ ออกงานแสดงสินค้า

แหล่งซื้อวัตถุดิบ จังหวัดนครปฐม ศรีสะเกษ นครพนม เป็นข้าวปลอดสารพิษ

กำลังการผลิต เฉลี่ยเดือนละ 10,000 ซอง

ราคา ซองละ 150 กรัม จำหน่ายซองละ 50-65 บาท

สถานที่จำหน่าย ซุปเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า

โทรศัพท์ (02) 971-6952, (081) 344-8588

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07044010755&srcday=2012-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 304

ไอเดียแปลก

พารนี

“หวด” อัตโนมัติ ตลาดรองรับ…ครึ่งประเทศ!

“คนไทยที่บริโภคข้าวเหนียวเป็นประจำ มีทั้งภาคอีสานและเหนือ ซึ่งหมายถึงคนครึ่งประเทศ เครื่องช่วยหุงข้าวเหนียวได้ง่ายขึ้นที่พยายามผลิตออกมา จึงเป็นสินค้าที่มีตลาดใหญ่มาก…”

“หวดรัชภัฏ” คือ หวดนึ่งข้าวเหนียวที่ใช้ได้กับหม้อหุงข้าวไฟฟ้า เป็นการนำภูมิปัญญาชาวบ้านในอดีตมาประยุกต์ใช้งานกับหม้อหุงข้าวไฟฟ้าที่ปัจจุบัน มีใช้กันอยู่แล้วแทบทุกบ้าน หวดชนิดนี้ จึงเป็นอุปกรณ์ช่วยในการนึ่งข้าวเหนียวได้ สะดวก รวดเร็ว และประหยัดเวลา

“หวดรัชภัฏ” เป็นนวัตกรรมมีสิทธิบัตร ผลิตจากไม้ไผ่และวัสดุจากธรรมชาติ มีอยู่แล้วในท้องถิ่น สำหรับข้าวเหนียวที่หุงได้จากหวดนี้ ยังมีอรรถรสในการรับประทานแบบดั้งเดิม คือ มีกลิ่นหอมของไม้ไผ่ ซึ่งหม้อนึ่งข้าวเหนียวไฟฟ้าที่มีราคาแพงทำไม่ได้

เขยอุบลฯ

คิดค้นนวัตกรรม

เจ้าของผลงานดังข้างต้น ซึ่งกรุณาสละเวลาทำมาหากิน มานั่งพูดคุยด้วยแบบเป็นกันเอง เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวว่า “ชื่อ รัชภัฏ พรพันธุ์ พื้นเพอยู่จังหวัดชลบุรี ปัจจุบันอายุ 48 ปีครับ ก่อนหน้านี้มีอาชีพค้าขายทั่วไป แต่ไม่ประสบความสำเร็จ กระทั่งหมดทุน จึงมานั่งทบทวน ว่าตัวเองถนัดแบบไหน จนได้คำตอบ ชอบประดิษฐ์ผลงานแปลก-ใหม่ ไม่มีใครทำมาก่อน”

“เรียนจบชั้น ม.ศ.5 แต่ชอบทดลอง ประดิษฐ์งานแปลกๆ ก่อนหน้านี้เคยทำมาเยอะ อย่าง หม้อพักน้ำในรถยนต์ วาล์วน้ำเกลือ เครื่องอุ่นกาแฟใช้กับคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ช่วงตกงานเลยทดลองทำไปเรื่อย คิดว่าทำออกมาสัก 100 อย่าง มันอาจจะโดนสักอย่าง” คุณรัชภัฏ เล่าไปยิ้มไป

จนเมื่อราว 4 ปีก่อนหน้านี้ ประเทศไทย เริ่มตื่นตัวเกี่ยวกับการสร้างงานนวัตกรรม ในฐานะคนช่างคิด คุณรัชภัฏจึงพยายามทุ่มเทมันสมอง ทำการทดลองผลิตงานใหม่ ออกมาหลายต่อหลายชิ้น เพื่อเป็นตัวอย่างจริง นำไปสู่การเขียนสิทธิบัตรที่ถูกต้อง

“เริ่มต้นไม่คิดสร้างงานออกมาขายหรอก แค่ต้องการเขียนงานสิทธิบัตรให้เป็นมากกว่า ตอนนั้นเลยคิดไปเรื่อย ยังไม่มองคุณค่าทางการตลาด แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่งจนเกิดความรู้ว่า การที่สิ่งประดิษฐ์ จะถูกเรียกว่านวัตกรรมได้นั้น ต้องมีมูลค่าด้วย ไม่ใช่คิดออกมาแล้วขายไม่ได้ มันจะเป็นแค่สิ่งประดิษฐ์เท่านั้น” คุณรัชภัฏ บอก

การสร้างงานประดิษฐ์ ในระยะหลังของคุณรัชภัฏ จึงเริ่มมีแนวคิดใหม่ คือพิจารณาเรื่องการตลาดควบคู่กันไปกับความคิดสร้างสรรค์

จนเมื่อไม่นานมานี้ มีเหตุการณ์สำคัญซึ่งผลักดันให้เขาสามารถสร้างผลงานใหม่ ทำรายได้ให้มาแล้วไม่น้อย

“ช่วงที่ต้องย้ายไปอยู่จังหวัดอุบลฯ-บ้านภรรยา ลูกชายคนเล็กซึ่งโตที่นั่น บอกหุงข้าวเหนียวให้เขาทานหน่อย แต่ผมหุงไม่เป็น เลยไปสอบถามชาวบ้านว่าเขาหุงข้าวเหนียวกันยังไง ใช้เวลาหรือสัดส่วนข้าวกับน้ำเท่าไหร่ แต่ไม่มีใครตอบชัดเจน จุดนี้เอง ทำให้เกิดความคิดว่าน่าจะทำอะไรสักอย่างที่ทำให้หุงข้าวเหนียวได้ง่ายๆ” คุณรัชภัฏ ย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่มของผลงาน

เหรียญสองด้าน

ขายดีน่าตกใจ

เมื่อ “ไฟ” ในหัวใจนักประดิษฐ์ ถูกจุดติดขึ้น การเริ่มต้นแบบลองผิดลองถูกจึงนับหนึ่งทันที ครั้นลงมือทำได้ระยะหนึ่ง คุณรัชภัฏกลับมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งเขาเชื่อว่ามีมูลค่ามหาศาล

“คนไทยที่บริโภคข้าวเหนียวเป็นประจำ มีทั้งภาคอีสานและเหนือ ซึ่งหมายถึงคนครึ่งประเทศ เครื่องช่วยหุงข้าวเหนียวได้ง่ายขึ้นที่พยายามผลิตออกมา จึงเป็นสินค้าที่มีตลาดใหญ่มาก เลยอยากผลักดันให้สำเร็จให้ได้” คุณรัชภัฏ บอกถึงความตั้งใจ เมื่อครั้งนั้น

เดินหน้าสร้างงานประดิษฐ์แบบเอาจริง-เอาจัง นานนับเดือน เริ่มจากการเรียนรู้กลไกการทำงานของ “หวด” นึ่งข้าวเหนียว ภูมิปัญญาดั้งเดิมแต่โบราณ

กระทั่งพบว่า ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ข้าวเหนียวสุกได้นั้นคือ “ไอน้ำ” ซึ่งระเหยขึ้นมาจากภาชนะโลหะทนความร้อนอีกตัวหนึ่ง เขาจึงทดลองนำหวดซึ่งประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ ไปใช้กับกระทะบ้าง หม้อต้มบ้าง สุดท้ายลงตัวที่หม้อหุงข้าวไฟฟ้า ซึ่งมีใช้กันแทบทุกบ้าน แถมมีการตัดไฟอัตโนมัติด้วย จึงนำมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

ลงมือผลิตหวด “ตัวต้นแบบ” ไม่ยากเย็นนัก โดยวัสดุหลักประกอบด้วย ไม้ไผ่และกาบตาล จากนั้นนำผลงานที่ได้ไปยื่นขอจดสิทธิบัตร หลังได้รับการคุ้มครองในฐานะเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองแล้ว จึงส่งให้กลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ช่วยผลิต กระทั่งเปิดแผงค้าเป็นครั้งแรก ในตลาดนัดที่จังหวัดอุบลราชธานี

ปรากฏผลตอบรับดีและแตกต่างกันจนน่าตกใจ คือ กระแสตอบรับจากลูกค้ากลุ่มคนในเมืองนั้นดีมาก หลายคนชอบอกชอบใจที่มีสินค้าแบบนี้ออกมาจำหน่าย ขณะเดียวกับที่กลุ่มคนนอกเมือง มีปฏิกิริยาต่อต้านถึงขั้นเข้ามาต่อว่าต่อขานทำไมนำของดั้งเดิมมาขายตั้งใบละร้อยกว่าบาท

“ตอนนั้นมีชาวบ้านหลายคนไม่เข้าใจ และมองว่าผมฉวยโอกาส เลยต้องอธิบายว่า หวดของผมมันต่างจากหวดดั้งเดิมยังไง และบอกพวกเขาไปอีกว่า ถ้าไม่อยากซื้อให้ไปสานใช้เองได้เลย ผมไม่หวงวิชา แต่ถ้ามีความสามารถในการสานมาร่วมเป็นทีมผลิตด้วยกันมั้ย” คุณรัชภัฏ เผยถึงจังหวะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในทางธุรกิจ

ปีกว่าขายหมื่นใบ

หาตัวแทนจำหน่าย

เจ้าของสินค้า เล่าให้ฟังอีกว่า หวดรัชภัฏ ที่ผลิตออกมาเป็นล็อตแรกนั้น มีขนาดเดียว คือ 1.8 ลิตร ตั้งราคาขาย 120 บาท แต่เมื่อออกตลาดไประยะหนึ่ง พบความต้องการของลูกค้ามีมากขึ้น คือ กลุ่มนักเรียน-นักศึกษา ซึ่งมาอาศัยอยู่ตามหอพักในเมือง พวกเขาต้องการหุงข้าวเหนียวรับประทานเอง แต่ตามหอพักไม่อนุญาตให้ก่อไฟ จึงอยากได้หวดอัตโนมัติขนาดเล็กกว่าที่ขายอยู่

ผู้ค้นคิดรายนี้ เลยผลิตหวดอัตโนมัติล็อตใหม่ออกมา สนองความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม แบ่งออกเป็น 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก-ราคาขาย 120 บาท ใช้สำหรับหุงข้าวเหนียวครึ่งกิโลกรัม หรือ 1 ลิตร ขนาดกลาง-ราคาขาย 140 บาท ใช้สำหรับหุงข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม หรือ 1.8 ลิตร และ ขนาดใหญ่-ราคาขาย 200 บาท ใช้สำหรับหุงข้าวเหนียว 1.7 กิโลกรัม หรือ 2.2 ลิตร

ปัจจุบัน “หวดรัชภัฏ” ออกวางขายตามงานแสดงสินค้าต่างๆ ทั่วประเทศ เป็นเวลาปีเศษ ผลประกอบการ อยู่ในระดับน่าพอใจมาก ถึงขั้นแทบผลิตไม่ทัน

“ปีกว่าขายได้เป็นหมื่นใบก็หายเหนื่อยแล้ว และเชื่อว่าต่อไปหวดในแบบของผมนี้ จะต้องเป็นส่วนหนึ่งในครัวของทุกบ้าน เหมือนตะแกรงปิ้งปลา ที่อาจไม่ได้ใช้ทุกวัน แต่ต้องมีติดไว้” คุณรัชภัฏ บอกอย่างมั่นใจ

สำหรับช่องทางจำหน่ายทุกวันนี้ เน้นที่การออกบู๊ธตามอีเว้นต์และขายผ่านทางเว็บไซต์ แต่เพื่อให้สินค้าเข้าถึงลูกค้าได้กว้างขวางขึ้น คุณรัชภัฏจึงกำลังเปิดรับตัวแทนจำหน่ายมาเข้าร่วมทำธุรกิจ โดยเขาฝากบอกอยากได้คนที่อย่างน้อยต้องชื่นชมนวัตกรรมตัวนี้บ้าง ส่วนเงินทุนไม่ต้องมาก ขอให้ขยันต่อเนื่อง รับรองมีรายได้เลี้ยงตัวแบบสบาย

สนใจ “หวดรัชภัฏ” หรือต้องการขอเป็นตัวแทนจำหน่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณรัชภัฏ พรพันธุ์ โทรศัพท์ (083) 129-7909 อีเมล Ratchaphat999@gmail.com หรือเว็บไซต์ http://www.ideaans.com

นึ่งข้าวเหนียว ด้วย “หวดรัชภัฏ”

การนึ่งข้าวเหนียวด้วยหวดรัชภัฏ ทำได้โดยนำข้าวเหนียวที่ผ่านการแช่น้ำมาแล้ว (ข้าวใหม่แช่ประมาณ 1-2 ชั่วโมง ข้าวเก่า 3-5 ชั่วโมง) ใส่ลงในหวด เติมน้ำลงในหม้อชั้นในของหม้อหุงข้าวไฟฟ้า ประมาณ 2 ถ้วยตวง หรือประมาณ 1 ข้อนิ้วมือ

จากนั้นนำหวดที่มีข้าวเหนียวอยู่ภายในใส่ลงหม้อชั้นในของหม้อหุงข้าวไฟฟ้า ปิดฝาหม้อให้สนิท กดปุ่มหุงเหมือนหุงข้าวสวยตามปกติ ประมาณ 20-25 นาที น้ำในหม้อจะแห้งลงและหม้อหุงข้าวไฟฟ้าจะตัดไฟอัตโนมัติ ซึ่งเป็นหลักการทำงานทั่วไปของหม้อหุงข้าวไฟฟ้า ก็จะได้ข้าวเหนียว ที่นุ่มและคงไว้ซึ่งกลิ่นหอมของไม้ไผ่เช่นเดิม

การนึ่งข้าวเหนียวด้วยวิธีนี้เป็นการนึ่งในระบบปิด จึงทำให้ได้ข้าวเหนียวที่สะอาดและสุกเสมอกันทั่วทั้งหม้อ โดยไม่ต้องทำการพลิกข้าวไปมาขณะนึ่ง

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052010755&srcday=2012-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 304

ศิลปหัตถกรรม

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

งานเดคูพาจ “มิสซิสเรนโบว์” ชิ้นเดียวในโลก

หากไปเดินในงานแฟร์ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ จะเห็นงานเดคูพาจ (decoupage) มีมากมายหลายเจ้า ล้วนแต่สวยงามและน่าใช้ยิ่งนัก เรียกว่าเป็นงานฝีมือที่ทำเงินได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะถ้านำข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมาทำ มักจะโดนตาโดนใจใครต่อใครมากยิ่งขึ้น

“สายรุ้ง จรัสจิตรวิไล” วัย 30 ปีต้นๆ อดีตมนุษย์เงินเดือนที่ผันตัวเองมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบงานเดคูพาจ และที่ผ่านมาแม้จะใช้เวลาว่างจากการดูแลลูก แต่เธอก็ยังสามารถทำชิ้นงานเหล่านี้วางขายได้ตลอด เพราะลูกค้าให้การต้อนรับอย่างดี โดยวางขายที่ร้านสเก็ตช์ บุ๊ก อาร์ต คาเฟ่ พัทยา

ต้นกำเนิดมาจากยุโรป

คุณสายรุ้ง บอกว่า งานเดคูพาจ ถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็คือการตัดแปะ นำลวดลายสวยๆ จากกระดาษแปะลงไป อาจจะมีการเพ้นต์บ้างบางส่วน ความจริงงานเดคูพาจมีมานานมากแล้วมาจากทางยุโรป ในอดีตแม่บ้านของเขาจะนำกระดาษเหลือๆ มาแปะบนไม้เป็นส่วนใหญ่ เพราะยุโรปไม่ได้มีเครื่องจักสาน ส่วนในบ้านเราเมื่อ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงเห็นว่าเมืองไทยมีเครื่องจักสานเยอะ เลยให้มีการประยุกต์ทำกับงานจักสาน

“ถ้าเป็นฝรั่งจะรู้จักงานเดคูพาจ ถ้าคนไม่รู้จักก็จะอธิบายให้ฟัง แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยถาม พอเขารู้ว่าเป็นวัสดุจากธรรมชาติก็สนใจ อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่นึกว่าเป็นงานเพ้นต์

เธอย้อนถึงการเข้ามาทำงานเดคูพาจว่า “โดยส่วนตัวชอบงานศิลปะอยู่แล้ว พอช่วงที่ออกมาเลี้ยงลูกแล้วลูกเข้าโรงเรียนจะเริ่มมีเวลาว่างตอนช่วงกลางวัน เลยไปเรียนทำอาหาร แล้วไปเจองานนี้ อ่านจากหนังสือจากอินเตอร์เน็ตจึงลองทำดู พอช่วงหลังนิยมกันมากขึ้นในบ้านเราก็ไปเรียนเพิ่ม แล้วทำมาเรื่อยๆ”

เริ่มแรกนั้นเธอทำกระเป๋าสะพายใช้เองก่อนเมื่อปีที่แล้ว พอเพื่อนๆ ผู้ปกครองเห็นก็ชอบและสั่งทำ จากนั้นมีออร์เดอร์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากสั่งใช้เองก็สั่งเป็นของขวัญ พอเห็นมีลู่ทางจึงไปเปิดร้านขายแถวพัทยาเหนือแต่ตอนหลังต้องเลิกราเพราะประสบปัญหาหลายอย่างทั้งค่าเช่าแพงและหาคนช่วยขายยาก สุดท้าย ตอนนี้จึงฝากขายอยู่ที่ร้านสเก็ตช์ บุ๊ก อาร์ต คาเฟ่ แค่ที่เดียว

ขั้นตอนวิธีการทำ

การทำเดคูพาจนั้นสามารถใช้วัสดุได้หลากหลาย สำหรับคุณสายรุ้งนั้นถ้าเป็นกระป๋าจะเน้นวัสดุจากธรรมชาติ พวกผักตบชวา ใบลาน กระจูด ถ้าเป็นงานไม้ก็จะเป็นของตกแต่งบ้าน หรือบางทีถ้าเธอไปเจองานอะไรสวยๆ คิดว่าจะมาแต่งด้วยงานเดคูพาจได้ก็จะนำมาทำ ส่วนตะกร้าใบลานเธอจะสั่งจากกลุ่มแม่บ้านแถวทับลาน จังหวัดนครราชสีมา โดยตรง

พูดถึงงานเดคูพาจ หากใครไม่เคยเห็นชิ้นงานหรือไม่ทราบถึงวิธีการทำ อาจจะมองว่ายากและไม่คิดว่าการนำกระดาษมาแปะแค่นั้นทำไมถึงสวยงามได้ คุณสายรุ้ง อธิบายว่า “วิธีการทำหลักๆ คือ เริ่มจากการลงสี แล้วแต่เราต้องการสีอะไร จะใช้สีอะครีลิก ทาสีก่อน ทากาวปล่อยให้แห้ง อันนี้เป็นการทำบนตะกร้า แล้วก็ใส่กระดาษ ซึ่งสีอะครีลิก เป็นสีพื้น

ต้องดูว่ากระดาษที่จะทำเป็นลายแบบไหน ต้องการให้ได้ด้านหลังสีอะไร ส่วนใหญ่จะเป็นสีขาว สีครีม สีอ่อนๆ เมื่อลงสีลงไป พอสีแห้ง สีส่วนใหญ่จะ 2 ชั้น 3 ชั้น เพื่อให้เนียน เสร็จแล้วจะทากาว กาวก็จะมีกาวงานฝีมือโดยเฉพาะ พอทากาวเสร็จปล่อยให้แห้ง หรือจะใช้ไดรเป่าก็ได้ แห้งแล้วจะมาลงกระดาษ

สำหรับการลงกระดาษนั้นต้องวางแผนไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะใส่อันไหนก่อนที่เราจะทาสี ขั้นตอนการลงกระดาษ ซึ่งกระดาษที่ใช้คือกระดาษเช็ดปาก หรือที่ฝรั่งเรียก แนปกิ้น จะมีลายสวยๆ มี 3 ชั้นแบบนี้ โดยจะต้องแกะเอาชั้นบนสุดที่มันบางๆ มาวางลงไป แล้วใช้ฟองน้ำชุบน้ำกด จะทำให้กาวที่แห้งด้านในให้มันเปียกแล้วติดกับกระดาษ วิธีการก็มีเท่านี้ พอติดลงไปเสร็จก็มีน้ำยาเคลือบ แต่ผลงานจะออกมาสวย ไม่สวย อยู่ที่การออกแบบ วางลายตรงไหน แล้วทำไม่ให้กระดาษมันย่น ซึ่งก็จะต้องมีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ

ขณะที่ถ้าทำกับงานไม้ งานแก้ว จะมีเทคนิคแตกต่างกัน อย่างแก้วจะไม่รอให้กาวแห้ง จะต้องลงกาวไปเปียกๆ ซึ่งจะยากกว่า งานไม้ก็เหมือนกัน หรือถ้าทำกับงานพีวีซีก็ต้องใช้กาวเฉพาะอีกอย่างหนึ่ง ถึงจะติดกับพีวีซีได้ แต่ละอย่างมีน้ำยาเฉพาะของตัวมันเอง

เป็นงานละเอียดต้องใจเย็น

ในการทำนั้นต้องใจเย็นมาก ต้องค่อยๆ กด แล้วไล่ไปทีละส่วน โดยเฉพาะพีวีซี ต้องใจเย็นมากๆ เพราะมันชอบหลุด ถ้าใส่กาวไม่เพียงพอจะย่นเยอะมาก ต้องค่อยๆ กดไป แล้วเอากาวมาทาถึง 3 รอบ ตามส่วนที่รอยพับ รอยอะไรต่างๆ ไม่อย่างนั้นมันจะหลุด เป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดมาก

เธอเล่าแล้วเชื่อว่า หลายคนที่ไม่ถนัดงานฝีมือและเป็นคนใจร้อนคงไม่คิดจะทำงานเดคูพาจแน่นอน เพราะแต่ละชิ้นต้องใช้เวลา

“กระเป๋าบางลูกถ้าทำคนเดียวต้องใช้เวลาทำ 3 วัน แต่เราสามารถทุ่นเวลาด้วยการฝึกให้แม่บ้านช่วยทาสี ลงกาว เราก็แปะอย่างเดียว แล้วก็สอนเขาเคลือบได้ ถ้ามีคนช่วยแบบนี้วันเดียวก็เสร็จ”

คุณสายรุ้ง ให้ข้อมูลอีกว่า การทำในวัสดุแต่ละอย่างจะแตกต่างกัน แต่หลักๆ คือจะเป็นการลงกระดาษ ลงเช่นไรไม่ให้กระดาษขาด ไม่ให้กระดาษย่น หากย่นจะไม่สวย รวมถึงการดีไซน์ จริงๆ ตอนนี้บ้านเรามีโรงเรียนเปิดสอนเยอะมาก แล้วก็มีคนทำเยอะ มันไม่ยาก คือทุกคนทำได้ แต่ทำแล้วจะออกมาสวยไม่สวย อยู่ที่การออกแบบและการลงกระดาษเป็นสำคัญ

บางคนอาจจะตั้งข้อสังเกตว่าแบบนี้ใช้กระดาษทิชชูที่มีลวดลายสวยๆ ได้หรือเปล่า คุณสายรุ้งบอก ไม่ได้ เพราะกระดาษทิชชูโดนน้ำจะย่น จะขาด หรือถ้าจะใช้กระดาษนิตยสาร กระดาษห่อของขวัญก็ได้ แต่จะได้เฉพาะพื้นผิวเรียบ เพราะกระดาษพวกนี้พอมาแปะลงไปจะไม่เข้าไปตามรอย

ส่วนใหญ่ชอบลายดอกไม้

ในร้านที่เธอนำชิ้นงานเดคูพาจไปฝากขายนั้น มีมากมายหลายอย่าง อาทิ กระเป๋าจากการจักสาน งานไม้ ส่วนใหญ่จะทำเป็นของตกแต่งบ้านชิ้นเล็กๆ งานแก้ว เป็นงานแก้วที่ระลึก อย่างจาน ที่หุ้มไอโฟน หุ้มไอแพด ที่ใส่บุ๊กแบงก์ ที่ใส่นามบัตร เป็นพีวีซีธรรมดา แต่นำมาแต่งใส่ลวดลายของกระดาษลงไป

“กำลังการผลิตตอนนี้ เนื่องจากว่าออร์เดอร์ไม่ได้เยอะมาก ทำคนเดียวยังทัน ถ้าออร์เดอร์เยอะขึ้น จะมีคนช่วย โดยเราเป็นคนแปะอย่างเดียว จะมีคนทำสีให้ แล้วทากาวไว้ แล้วเราก็ลงแบบ”

เธอว่า ถ้าเป็นต่างชาติจะชอบกระเป๋าจักสาน ถ้าเป็นคนไทยจะเป็นของแต่งบ้านชิ้นเล็กๆ พวกงานไม้ เป็นเก้าอี้ เป็นกล่อง เหมือนซื้อไปเป็นของขวัญ โดยราคาต่ำสุดมีตั้งแต่ 200 กว่าบาท ไปจนถึง 3,000 กว่าบาท ซึ่งจะเป็นพวกกระเป๋าใบใหญ่ๆ หรือตะกร้า

ส่วนลวดลายต่างๆ ที่มีให้เลือกมากมายหลากสีสัน ไม่ว่าจะเป็นลายถ้วยกาแฟ ลายดอกไม้ ลายสัตว์ และลายการ์ตูนฯลฯ ในฐานะคนทำ เธอว่า โดยส่วนตัวแล้วจะชอบออกลายแนววินเทจ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นวัยรุ่น วัยทำงาน เป็นคนสมัยใหม่ ถ้าเป็นลายดอกไม้จะขายดี ขายได้ทุกวัย คนส่วนใหญ่จะชอบลายดอกไม้

สำหรับการเลือกซื้อกระดาษแนปกิ้นนั้น คุณสายรุ้ง แจงว่า ดูและสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ตบ้าง ซึ่งตอนนี้ทำเป็นธุรกิจใหญ่โต โดยจะนำเข้าจากเมืองนอก เป็นกระดาษที่ทำออกมาเพื่องานฝีมือโดยเฉพาะ หรือบางครั้งมีเพื่อนไปต่างประเทศก็ฝากซื้อบ้าง ทำให้ได้ในราคาไม่แพง

จุดเด่นที่ต่างชาติชื่นชอบ

อย่างที่บอกไป ในบ้านเรามีงานเดคูพาจหนาตาขึ้น ผู้คนให้ความสนใจมากขึ้น แต่สำหรับคุณสายรุ้งแล้ว เธอไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาหรือเป็นคู่แข่งแต่ประการใด เพราะงานของเธอมีจุดเด่นที่แตกต่างจากเจ้าอื่นๆ

“พวกงานตะกร้า กระเป๋า ก็เริ่มมีคนทำเยอะ แต่ว่างานเดคูพาจนี้สามารถไปประยุกต์ทำได้หลายๆ อย่าง ทำกับอะไรก็ได้ การแข่งขันจึงสามารถพลิกแพลงไปได้ตลอด ถ้าอันนั้นมันเกร่อแล้ว ก็ไปทำอย่างอื่น ทำบนแก้ว ทำบนไม้ แม้บางคนจะทำออกมา ถึงแม้จะลายกระดาษเดียวกัน วัสดุเดียวกัน แต่ออกมาก็ไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่ที่เราทำจะเป็นคอนเซ็ปต์เป็นของชิ้นเดียวในโลก ของที่ทำออกมาจะไม่ทำซ้ำกัน อย่างกระเป๋าคนละลาย พอลายไหนขายออกไปก็จะไม่ทำลายซ้ำแล้ว ทำแบบใหม่ๆ เพราะฉะนั้น ใครจะออร์เดอร์ ทำของเราโดยเฉพาะ จะใส่ชื่อ ใส่อะไรลงไปก็ได้”

จุดเด่นอีกอย่างที่ลูกค้าต่างชาติชอบงานของเธอก็เพราะมีการบุผ้าชั้นในของกระเป๋าอย่างดี โดยกระเป๋าแต่ละใบที่เธอสั่งซื้อหรือสั่งทำมานั้นอาจจะบุผ้าชั้นในไม่เรียบร้อย เธอก็จ้างช่างให้บุใหม่ ซึ่งแม้จะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่ก็ทำให้ชิ้นงานสวยขึ้น และแตกต่างไปจากของที่วางขายในตลาดทั่วไป

ขายผ่านเฟซบุ๊ก

ถึงตอนนี้แม้เธอจะไม่ได้ทำในรูปแบบธุรกิจเต็มตัว แต่ถือเป็นงานอดิเรกที่ทำเงินได้ดี เพราะนอกจากเจ้าตัวจะฝากขายที่ร้านสเก็ตช์ บุ๊ก อาร์ต คาเฟ่ ซึ่งมีชาวต่างชาติมานั่งดื่มนั่งรับประทานอาหารประจำแล้ว ยังใช้ช่องทางอื่นๆ ขายด้วย

“เรื่องธุรกิจ จุดประสงค์ตอนแรกที่ทำก็เป็นงานอดิเรก แต่พอเป็นงานอดิเรกที่ขายได้มันก็ดี มีรายได้ในเวลาว่าง แผนตอนนี้จะทำฝากขายร้านเพื่อนไปก่อน แล้วก็มี Facebook ตอนนี้ทำเป็นเพจให้คนเข้ามาดูได้เยอะขึ้น ชื่อเพจ มิสซิสเรนโบว์ Mrs.rainbow ถ้าเข้าไปในเฟซบุ๊กแล้วกดเสิร์ชตรงคำว่าเพจมันจะขึ้นแล้วพิมพ์มิสซิสเรนโบว์เข้าไป หรือโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ (081) 636-5855″

เห็นงานเดคูพาจของมิสซิสเรนโบว์แล้วยอมรับว่าเธอทำได้สวยจริงๆ ที่สำคัญ มีหลากหลายประเภทให้เลือก วันนั้นก่อนกลับเธอฝากเก้าอี้นั่งตัวเล็กมาให้ ซึ่งเป็นลวดลายผลไม้น่ารักมาก ถ้าสนใจอยากดูฝีมือของเธอแวะไปชมได้ที่ร้านสเก็ตช์ บุ๊ก อาร์ต คาเฟ่ พัทยา

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07057010755&srcday=2012-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 18 ฉบับที่ 304

เปรี้ยวปาก

กมลทิพย์ ธนะกิจรุ่งเรือง

ไทย “โมเดิร์นค็อกเทล” เปลี่ยนเมนูธรรมดา ให้เป็นอาหารสุดเก๋

มาเปลี่ยนวันธรรมดาให้กลายเป็นเวลาสุดพิเศษกันดีกว่า

กับการรังสรรค์อาหารสุดโปรดสไตล์ใหม่ให้กับมื้อโปรดของคุณ

อาจารย์พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม กูรูมือหนึ่งด้านอาหารไทยที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตาทางหน้าจอทีวีจากรายการเป็นอยู่คือ จะมาแนะนำการทำอาหารไทยในรูปแบบ “โมเดิร์นค็อกเทล” เหมาะสำหรับงานปาร์ตี้จัดเลี้ยง หรือจะทำรับประทานเองเพื่อสร้างบรรยากาศใหม่ๆ บนโต๊ะอาหารที่บ้านก็เป็นความคิดที่ไม่เลวเลยทีเดียว

อาหารรับประทานเล่นกึ่งอิ่มท้องที่อาจารย์พงษ์ศักดิ์เลือกหยิบมาเข้าเซตกัน ประกอบด้วย ลาบข้าวสังข์หยดทอด เปาะเปี๊๊ยะข้าวสังข์หยด และไก่ทอดสมุนไพร

3 เมนูที่ไม่เพียงเน้นความอร่อยรส แต่ยังเน้นโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพด้วย

ลาบข้าวสังข์หยดทอด เป็นการประยุกต์ใช้วัตถุดิบที่ให้ประโยชน์ด้านโภชนาการโดยเลือกหยิบข้าวกล้องสายพันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดพัทลุงที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย นั่นก็คือ “ข้าวสังข์หยด” ซึ่งตัวข้าวมีลักษณะพิเศษที่ให้ความนุ่มลิ้นและความเหนียวนิดๆ เมื่อนำมาทำอาหารจะให้รสชาติดีและตัวข้าวเกาะเม็ดกันได้ง่าย

คุณสมบัติพิเศษที่ถูกใจอาจารย์พงษ์ศักดิ์ก็คือ ข้าวชนิดนี้แม้เมื่อหุงสุกแล้วและวางทิ้งไว้จนเย็นก็ยังคงความเหนียวนุ่มอยู่ ไม่แข็งกระด้างเหมือนข้าวกล้องบางชนิด ทั้งยังอุดมด้วยแร่ธาตุ วิตามินหลายชนิด ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดมะเร็งและเบาหวาน

เมนูลาบข้าวสังข์หยดทอด มีกรรมวิธีการทำไม่ยุ่งยากหากแต่ต้องอาศัยเคล็ดลับการโขลกส่วนผสม การทอดเฉพาะตัวเพื่อให้ได้รสแซบสะเด็ดถูกปากคนไทย และคงความหอมนุ่มซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของข้าวสังข์หยดไว้ด้วย จึงเป็นเมนูที่โดดเด่นทั้งรสชาติโภชนาการได้อย่างลงตัวมาก เมื่ออาหารพงษ์ศักดิ์ครีเอทีฟออกมาในรูปแบบสไตล์ค็อกเทลยิ่งเพิ่มความน่ารับประทานเป็น 2 เท่า

รับรองว่าใครที่ได้รับประทาน “ลาบข้าวสังข์หยดทอด” สูตรอาจารย์พงษ์ศักดิ์ต้องลืมลาบทอดที่เคยลิ้มรสมาก่อนอย่างแน่นอน

จากลาบข้าวสังข์หยดทอด อาจารย์พงษ์ศักดิ์สามารถต่อยอดไปสู่เมนู “เปาะเปี๊ยะข้าวสังข์หยดทอด” ได้อีก 1 เมนู ที่ดูแล้วสร้างสรรค์มากๆ การนำข้าวสังข์หยดทอดมาห่อหุ้มด้วยแป้งเปาะเปี๊ยะลงทอดในน้ำมันร้อนได้ที่ พอเหลืองทองก็ตักขึ้น หั่นเป็นชิ้นพอดีคำรับประทานกับน้ำจิ้มสูตรพิเศษ ขอบอกว่าอร่อยเหาะจริงๆ

ถือเป็นการประยุกต์แตกยอดเมนูได้อย่างน่าอัศจรรย์

ส่วนเมนู “ไก่ทอดสมุนไพร” ฟังชื่อแล้วอย่าคิดว่าธรรมดา เพราะอาจารย์พงษ์ศักดิ์มีสูตรเด็ดเฉพาะตัวที่ยืนยันว่าต่างจากท้องตลาดทั่วไปแน่นอน

อาจารย์พงษ์ศักดิ์จะไปปล่อยสูตรเด็ดที่ มติชน อคาเดมี ในวันที่ 29 กรกฏาคม 2555 พร้อมจัดเต็มให้กับผู้ที่สนใจอีก 2 เมนูสาธิต คือ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์อบซอสมะเขือเทศและอบซอสสามรส

ถือเป็นการฉีกแนวและเพิ่มทางเลือกในการรับประทานหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ที่ให้รสชาติความอร่อยในกลิ่นอายแบบไทยผสมตะวันตกได้อย่างชาญฉลาด

1 วัน กับการรังสรรค์ 5 เมนูเด็ด…คุณทำได้

ร่วมเปิดประสบการณ์การทำอาหารแบบ 1 วันทำได้จริง กับเชฟทีมชาติและสุดยอดกูรูด้านอาหารเมืองไทย 4 หลักสูตรเด็ดในเดือนกรกฎาคมนี้

- หลักสูตรสุดยอดน้ำยำทำอะไรก็อร่อย สอนทำยำทะเล ลาบหมู พล่ากุ้ง สาธิตเพิ่ม ยำส้มโออีก 1 เมนู โดย เชฟสุรศักดิ์ คงสวัสดิ์ หัวหน้าเชฟห้องอาหารไทยเบญจรงค์ โรงแรมดุสิตธานี วันที่ 8 กรกฎาคม 2555 ราคา 2,999 บาท

- หลักสูตรขนมหวานเบญจรงค์ สอนทำ สังขยามะพร้าวอ่อน สาคูเปียกน้ำกะทิ มรกตกรอบ กระท้อนลอยแก้ว ลอดช่องสิงคโปร์ โดย เชฟสุรศักดิ์ คงสวัสดิ์ หัวหน้าเชฟห้องอาหารไทยเบญจรงค์ โรงแรมดุสิตธานี วันที่ 21 กรกฎาคม 2555 ราคา 2,999 บาท

- หลักสูตรยุโรปห้าดาว สอนทำ อกไก่สอดไส้เห็ดครีมซอส ราวิโอลีมะเขือเทศกับซอสครีมไก่ใบโหระพา สลัดอะโวกาโดเนื้อปู โดย เชฟโอลิวิเย่ร์ ฌาคส์ คาสเทลล่า แห่งห้องอาหารอัลโด บีสโทร แอนด์ ไวน์บาร์ สาทร เชฟฝรั่งที่พูดไทยได้อย่างชัดเจน วันพุธที่ 25 กรกฎาคม 2555 ราคา 2,999 บาท

- หลักสูตรโมเดิร์นค็อกเทล สอนทำ ลาบข้าวสังข์หยดทอด เปาะเปี๊ยะข้าวสังข์หยดทอด ไก่ทอดสมุนไพร แถมสาธิตให้ดูเพิ่มอีก 2 เมนูพิเศษ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์อบซอสมะเขือเทศ และหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์อบซอสสามรส โดย อาจารย์พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม วันที่ 29 กรกฏาคม 2555 ราคา 2,999 บาท



  • Anti Aging: What's up, just wanted to mention, I enjoyed this article. It was funny. Keep on posting!
  • ชมพู่: น่ารักอ่ะพีพลอยเดี่ยววางๆจะไปหาน่ะ คิดถึงแม่เกด คิด
  • Kathy: Very quickly this website will be famous among all blog visitors, due to it's nice posts

หมวดหมู่