ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

เพิ่มมูลค่าสินค้าที่ระลึก พฤษภาคม 14, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07080150157&srcday=2014-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 341


คิดอย่างนักบริหาร

สาโรจน์ มณีรัตน์

เพิ่มมูลค่าสินค้าที่ระลึก

ทุกครั้งที่มีโอกาสไปต่างประเทศ ผมมักชอบหาซื้อพิน หรือเข็มกลัดของแต่ละประเทศกลับมาทุกครั้ง ยิ่งถ้าเข็มกลัดเป็นของชุมชน หรือเมืองในแถบชนบท ผมยิ่งชอบมากเป็นพิเศษ

เพราะนอกจากจะมีความสวยงาม ยังมีคุณค่าต่อความทรงจำ เพราะเมื่อเรานึกถึงวันวานในอดีต เข็มกลัดของชุมชน หรือประเทศเหล่านั้น จะช่วยเตือนความทรงจำของเรา

สมัยก่อน เข็มกลัดราคาไม่แพงมากนัก

ตกอันหนึ่งประมาณ 80-150 บาท

พอซื้อได้

แต่เดี๋ยวนี้ เข็มกลัดแพงมาก และไม่เฉพาะแต่สหรัฐอเมริกา ยุโรปเท่านั้น หากหลายประเทศในเอเชีย สนนราคาก็ค่อนข้างสูง

เหมือนอย่างล่าสุดที่ผมไปฝรั่งเศสมา เข็มกลัดตกอันละประมาณ 4-7 ยูโร เอา 43 บาทคูณก็ตกอันละประมาณ 172-301 บาท

ถือว่าสูงมาก

จึงไม่ได้ซื้อกลับมา

สำหรับคนที่ชอบเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ นอกจากจะไปชื่นชมสถานที่ต่างๆ แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวทุกคนคงชอบมากคือการช็อปปิ้ง

นอกจากนั้น คือการไปหาสถานที่กินดื่ม

ผมเองก็เป็นหนึ่งในจำนวนคนเหล่านั้น ที่ชอบแบบนี้เช่นกัน แต่ถ้าบางทริปมีโอกาสแหกคอกออกไปเดินเที่ยวคนเดียวในสถานที่แปลกตา ยิ่งเฉพาะแถบเมืองชนบท ผมจะชอบมากเป็นพิเศษ

เหมือนอย่างครั้งหนึ่ง ที่เคยไปสกอตแลนด์ ตอนนั้นบริษัทที่เชิญเป็นแบรนด์วิสกี้ยี่ห้อดัง นอกจากเขาจะพาเราไปเยี่ยมชมขั้นตอนทุกอย่างกว่าจะออกมาเป็นวิสกี้แล้ว

เขายังพาไปดูต้นกำเนิดของแม่น้ำสเปรย์ด้วย

แม่น้ำสเปรย์ เป็นลำธารน้ำที่ทอดยาวมาจากภูเขาหิมะ พอย่างเข้าฤดูร้อน ภูเขาหิมะจะหลอมละลายลงสู่แม่น้ำ จนกลายเป็นน้ำสะอาด บริสุทธิ์ จนนำไปเป็นส่วนผสมของการหมักวิสกี้

ชาวสกอตติชหวงแหนแม่น้ำสเปรย์มาก

เพราะเขารู้ดีว่า หากแม่น้ำไม่สะอาด ปนเปื้อนสารพิษ อาจทำให้ตำนานวิสกี้จากประเทศสกอตแลนด์หายไปจากโลกได้ เขาจึงช่วยกันรณรงค์อนุรักษ์แม่น้ำสเปรย์อย่างจริงจัง

หมู่บ้านแถบริมแม่น้ำสเปรย์ อันเป็นที่ตั้งของโรงเหล้ายี่ห้อดังต่างๆ ของโลก ตั้งเรียงรายอยู่แถบบริเวณนี้ทั้งสิ้น และแต่ละสถานที่ จะมีร้านขายของที่ระลึกอยู่ทุกแห่ง

ด้วยฝีมือชาวบ้าน

บางส่วนทำผ้าพันคอ บางส่วนทำผ้ารองจาน, ถ้วย, ชาม และบางส่วนเอาผ้ามาสกรีนเป็นรูปปราสาทโบราณต่างๆ และแน่นอนต้องมีพิน หรือ เข็มกลัด รวมอยู่ด้วย

จำได้ว่า ช็อปทุกแห่งที่ตั้งเรียงรายอยู่ใกล้โรงเหล้าต่างมีสินค้าพื้นบ้านเหล่านี้รวมอยู่ในร้านด้วย แถมแต่ละชิ้นล้วนเป็นงานฝีมือทั้งสิ้น

ที่สำคัญสนนราคาไม่แพงมาก

เพราะสมัยนั้น เงินปอนด์อังกฤษตกราว 70-80 บาท ผมยังซื้อมาตั้งหลายชิ้น และหลายชิ้นผมได้นำมาใส่กรอบรูป เพื่อตกแต่งผนังบ้าน

จนทำให้ทุกครั้งที่ไปต่างประเทศทีไร ผมมักจะหาซื้อสินค้าพื้นบ้านเหล่านี้ติดตัวกลับมาอยู่เสมอ แต่สำหรับการไปฝรั่งเศสครั้งนี้ ตรงกันข้าม

เพราะของแต่ละชิ้นแพงมาก

ที่สำคัญ สินค้าส่วนใหญ่ รวมถึงเข็มกลัดที่ผมชื่นชอบ มักจะไม่ผลิตในประเทศของตนแล้ว กลับผลิตในประเทศโลกที่สามอย่างเวียดนาม, บังกลาเทศ

มากที่สุดคือจีน

ถามว่า คุณภาพของงานใช้ได้ไหม?

ใช้ได้ครับ แต่อย่างที่บอกแพงเกินไป ผมไม่ทราบว่าแพงเพราะต้นทุนที่สูงขึ้นหรืออะไร แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นเด่นชัดจากหลายๆ ประเทศที่ไปซื้อของในร้านขายของที่ระลึกทุกแห่ง ต่างมีเสน่ห์ดึงดูดเรื่องการตกแต่งร้านเป็นอย่างมาก

สิ่งสำคัญคือ แพ็กเกจจิ้ง

ราคาป้ายบอกสินค้า

การบริการ

การบรรจุหีบห่อ

เพราะลูกค้าบางรายซื้อสินค้าหลายรายการ และเขาต้องการขึ้นเครื่อง หากบรรจุหีบห่อไม่ดีอาจทำให้เกิดความเสียหายได้ และจากประสบการณ์ที่พบเจอในหลายประเทศ เจ้าของร้านต่างภูมิใจให้บริการทั้งสิ้น

แทบไม่หน้างอให้เห็นเลย

ผมถึงมานั่งคิดว่า หากร้านขายของที่ระลึกบ้านเรานำกลยุทธ์ง่ายๆ เหมือนดั่งที่ผมเล่ามา เอาไปปรับใช้บ้าง ก็อาจทำให้สินค้าที่ระลึกของเราขายดีขึ้น

เริ่มจากออกแบบให้ดี มีความหมาย และมีเรื่องราว เพราะลูกค้าต่างชาติต้องการประวัติศาสตร์ และเรื่องราว ถ้าเราสามารถบรรจุสิ่งเหล่านี้ลงไปในของที่ระลึกได้ เชื่อว่ายังไงก็ขายได้

ยิ่งเมื่อมีความสวยงาม แปลกตา และไม่เหมือนใคร

แถมราคายังมีความเป็นธรรม

และสามารถช่วยบรรจุสินค้าลงหีบห่อได้อย่างเรียบร้อย ผมก็ยิ่งเชื่อว่าสินค้าที่ระลึกของไทยจะต้องขายได้อย่างแน่นอน

เพราะสินค้าของเรามีคุณภาพ

มีเรื่องราว

และมีความหมาย

เพราะฉะนั้น ใครที่อ่านถึงตรงนี้ และกำลังทำมาหากินเกี่ยวกับการขายของที่ระลึกในสถานที่ต่างๆ ลองนำเอาสิ่งที่ผมประสบพบเจอไปปรับใช้ดู

เผื่อบางทีจะขายสินค้าได้มากขึ้น

ลองดูนะครับ?

 

ฤทธิ์เดชจำนอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07089150157&srcday=2014-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 341


ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ฤทธิ์เดชจำนอง

ไปประมูลซื้อบ้านมาจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี แล้วรื้อบ้านนั้นขายไป เก็บเงินใส่กระเป๋า วันดีคืนดีมีธนาคารมาฟ้องคดีบอกว่า บ้านที่รื้อไปนั้นเป็นบ้านที่ธนาคารรับจำนองไว้ รื้อขายไปแล้วเอาเงินมาปลดหนี้เงินกู้เสียด้วย ชักยุ่งละสิ กู้ก็ไม่ได้กู้ ไม่ได้จำนอง กลับมาต้องถูกฟ้องคดีบังคับให้จ่ายหนี้

1.

จำนอง-ไม่มีใครในเรื่องนี้มีนามว่า คุณจำนอง แต่อย่างใด

“อันว่าจำนองนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้จำนอง เอาทรัพย์สินตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจำนอง เป็นประกันการชำระหนี้ โดยไม่ส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้รับจำนอง

ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ มิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 บัญญัติเรื่องจำนองไว้ดังข้างต้นนั้น

คุณโผงดูจะพยายามทำความเข้าใจกับเรื่องจำนองอยู่อย่างเอาจริงเอาจัง

เมื่อมีใครเอ่ยถึงเรื่องจำนองขึ้นมาก็จะรีบค้นคว้าหาตัวบทกฎหมาย หาตำรับตำราเรื่องจำนองมาอ่านหาความรู้เพิ่มเติมทันที

อาจจะมีใครสงสัยว่าทำไมนะ คุณโผงถึงได้สนใจเรื่องจำนองมากผิดปกติคนทั่วไป

ลองอ่านต่อไปสิ แล้วจะได้คำตอบ

2.

วันที่ 22 กรกฎาคม 2536 คุณเจริญและคุณราตรีไปกู้เงินธนาคาร 270,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 18.5 ต่อปี กำหนดผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นรายเดือน ครบกำหนดภายในวันที่ 22 กรกฎาคม 2546

ในการนี้คุณราตรีนำที่ดินโฉนดเลขที่ 1 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่แล้วไปจดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคารเป็นประกันหนี้เงินกู้นั้น

นี่ไง จำนอง เข้าให้แล้ว

ถัดจากนั้นมา คุณเจริญและคุณราตรี ไม่ชำระหนี้แก่ธนาคาร

ธนาคารรอๆ อยู่หลายนาน ทนไม่ไหว เลยฟ้องคุณเจริญกับพวกให้ชำระเงิน 293,316.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากเงินต้น 266,148.19 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากผิดนัดให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้ธนาคาร

ต่อมาธนาคารนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองคือที่ดินโฉนดเลขที่ 1 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินนั้น ตีราคา 300,000 บาท

เมื่อยึดมาแล้วธนาคารถึงได้ทราบว่า ที่ดินและบ้านหลังนั้นมีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายอื่น มายึดไปก่อนแล้ว และเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีนั้นได้จัดการขายทอดตลาดบ้านไปแล้ว เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2537

แต่ธนาคารไม่กังวลไร เพราะว่า ธนาคารเป็นผู้รับจำนอง ใครจะขายใครจะซื้อไปไม่มีปัญหา เพราะจำนองยังติดอยู่กับทรัพย์นั้น

คุณโผงน่ะเอง หาใช่ใครที่ไหนไม่ ที่เป็นคนไปประมูลซื้อบ้านหลังนั้น (เฉพาะบ้าน) มาได้

ในราคา 300,000 บาท

วันที่ 16 พฤษภาคม 2544 คุณโผงรื้อถอนบ้านหลังนั้น แล้วขายไป ราคาเท่าไรอย่าไปรู้เขาเลย

ธนาคารทราบข่าว จึงแจ้งไปว่า “นี่แน่ะ คุณโผง คุณน่ะเอาบ้านที่ติดจำนองของธนาคารไปขาย ธนาคารมีสิทธิบังคับชำระหนี้ก่อนนะ เมื่อขายไปก็ดีแล้ว เอาเงินมาชำระหนี้จำนองธนาคารด้วย”

คุณโผงว่า “แล้วผมไปเป็นหนี้จำนองธนาคารตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”

คุณโผง ว่าไม่เคยไปกู้หนี้ยืมสินธนาคาร ไม่เคยเอาอะไรไปจำนอง ดังนั้น ขอให้ธนาคารสบายใจได้เลยว่า—โผงย่อมไม่จ่ายอยู่แล้ว

ธนาคารว่า “ถ้าไม่จ่าย เราจะฟ้องศาล ให้ศาลบังคับให้จ่ายน่ะ”

“อ๊ะๆๆ ขู่กันรึ กลัวที่ไหนกัน” คุณโผงกล่าว พร้อมยักคิ้วยักไหล่ใส่เจ้าหน้าที่ธนาคาร

สุดท้าย ธนาคารยื่นฟ้องคุณโผงจริงๆ นั่นละ ขอให้ศาลบังคับคุณโผงผู้รื้อบ้านออกจากที่ดินจำนองและนำไปขายบุคคลอื่น คุณโผงจึงต้องรับผิดต่อธนาคารจากทรัพย์ที่ติดจำนองจนกว่าจะมีการไถ่ถอนจำนอง รวมเป็นเงินและดอกเบี้ย 488,194.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ในเงินต้น 262,250.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

คุณโผงให้การต่อสู้คดีว่า คุณโผงซื้อบ้านมาจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามกฎหมาย จึงมีสิทธิรื้อถอนบ้าน เพราะคุณโผงซื้อทรัพย์มาโดยสุจริต ธนาคารไม่เคยเข้ามาโต้แย้งคัดค้าน เมื่อซื้อมาแล้วรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินไปแล้วภาระจำนองจึงหมดไปแล้ว ธนาคารไม่มีสิทธิบังคับเอากับตนได้อีก ทั้งธนาคารก็ไม่เคยเรียกร้องเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดบ้านนั้น ขอให้ยกฟ้องไป

3.

หลังจากสืบพยานกันจนสิ้นความทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง!

คุณโผงผิวปากเป็นเพลง ชมทุ่ง ของ “เพลิน พรหมแดน” สบายใจเฉิบ

ทว่าสบายใจอยู่ได้ไม่กี่วัน ธนาคารโจทก์เขาอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับว่า ให้คุณโผงชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ธนาคาร

เที่ยวนี้ คุณโผงผิวปากไม่ออกแฮะ ได้ยินคล้ายจะพยายามอยู่ ทว่าไม่ได้ยินเป็นทำนองเพลงไร

ปรากฏว่า ทั้งธนาคารและคุณโผงฎีกาคดี

ธนาคารนั้นฎีกา ว่าคุณโผงต้องรับผิดชอบหนี้จำนองที่ติดค้างอยู่ ขอให้ศาลบังคับให้จ่ายมา 488,194.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 13 ต่อปี ในเงินต้น 262,250.99 บาท ตามฟ้อง

ส่วนคุณโผง แน่นอนว่า ฎีกาขึ้นไปว่า ไม่ต้องรับผิดชอบ- -ไม่ต้องจ่าย

4.

ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นลำดับไปดังนี้

เห็นว่า ธนาคารรับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 4551 นี้พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2536 ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 718 จำนองย่อมครอบไปถึงทรัพย์ทั้งปวงอันติดพันอยู่กับทรัพย์สินซึ่งจำนอง

เมื่อบ้านหลังนี้มีอยู่ในขณะจดทะเบียนจำนอง การจำนองย่อมครอบคลุมไปถึงบ้านด้วย

แม้คุณโผงจะซื้อบ้านได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริต แต่สิทธิของคุณโผงก็ได้มาภายหลังจากที่ธนาคารได้รับจำนองบ้านโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

โดยศาลชี้ว่า เหตุที่จะทำให้การรับจำนองระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อ มีเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 เท่านั้น

การที่คุณโผงได้รื้อบ้านไป จึงไม่ทำให้สิทธิของธนาคารที่มีอยู่ในทรัพย์จำนองระงับสิ้นไปได้ การจำนองบ้านนั้นจึงยังคงอยู่ ไม่ระงับสิ้นไป

ธนาคารจึงคงมีสิทธิจะบังคับจำนองเอาแก่บ้านที่คุณโผงซื้อได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 และมาตรา 702 วรรคสอง

ศาลวินิจฉัยว่า การที่คุณโผงได้กรรมสิทธิ์ในบ้านนั้นมาภายหลังจากที่ธนาคารได้รับจำนองไว้แล้ว แม้จะได้มาโดยสุจริตและได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 แต่หาทำให้สิทธิของธนาคารที่มีอยู่เดิมเสียไปไม่ คุณโผงจึงไม่มีสิทธิในบ้านดีกว่าธนาคารผู้รับจำนอง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกามีว่า คุณโผงต้องรับผิดต่อธนาคารในหนี้จำนองที่เหลือหรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า คุณโผงเป็นแต่เพียงผู้รับซื้อบ้านได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล มิใช่เป็นผู้จำนองหรือคู่สัญญากับธนาคารผู้รับจำนอง คุณโผงจึงไม่ต้องรับผิดในฐานะเป็นผู้จำนองต่อธนาคาร

อย่างไรก็ตาม การที่บ้านหลังนั้นเป็นทรัพย์จำนองที่ธนาคารมีสิทธิบังคับจำนองขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่ธนาคารก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง แต่คุณโผงกลับรื้อบ้านและขายให้กับบุคคลอื่นไป แม้กระทำการโดยสุจริต คุณโผงต้องคืนเงินในส่วนที่เกี่ยวกับบ้านนั้นให้แก่ธนาคารผู้รับจำนอง

ทางนำสืบไม่ปรากฏว่า คุณโผงขายบ้านไปในราคาเท่าใด แต่คุณโผงซื้อบ้านนั้นมาจากการขายทอดตลาดในราคา 300,000 บาท จึงถือได้ว่า เป็นราคาของบ้านที่ถูกบังคับจำนองหากไม่มีการรื้อถอนบ้าน

ดังนั้น คุณโผงจึงต้องรับผิดต่อธนาคารตามราคาทรัพย์ที่จำนองที่ถูกรื้อถอนไปจำนวน 300,000 บาท และเมื่อเป็นหนี้เงินที่คุณโผงต้องคืนแก่ธนาคาร ธนาคารคงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่รื้อถอนบ้านเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นให้คุณโผงชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ธนาคาร

คุณโผงก็หงอยไปละสิ แต่ท่ามกลางความหงอยนั้นยังงุนงงอยู่ไม่หาย

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1587/2555)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 224 หนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น

ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด

การพิสูจน์ค่าเสียหายอย่างอื่นนอกกว่านั้น ท่านอนุญาตให้พิสูจน์ได้

มาตรา 718 จำนองย่อมครอบไปถึงทรัพย์ทั้งปวงอันติดพันอยู่กับทรัพย์สินซึ่งจำนอง แต่ต้องอยู่ภายในบังคับซึ่งท่านจำกัดไว้ในสามมาตราต่อไปนี้

มาตรา 744 อันจำนองย่อมระงับสิ้นไป

(1) เมื่อหนี้ที่ประกันระงับสิ้นไปด้วยเหตุประการอื่นใดมิใช่เหตุอายุความ

(2) เมื่อปลดจำนองให้แก่ผู้จำนองด้วยหนังสือเป็นสำคัญ

(3) เมื่อผู้จำนองหลุดพ้น

(4) เมื่อถอนจำนอง

(5) เมื่อขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองตามคำสั่งศาลอันเนื่องมาแต่การบังคับจำนองหรือถอนจำนอง

(6) เมื่อเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองนั้นหลุด

มาตรา 735 เมื่อผู้รับจำนองคนใด จำนงจะบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง ท่านว่าต้องมีจดหมายบอกกล่าวแก่ผู้รับโอนล่วงหน้าเดือนหนึ่งก่อนแล้วจึ่งจะบังคับจำนองได้

มาตรา 1330 สิทธิของบุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล หรือคำสั่งเจ้าพนักงานรักษาทรัพย์ในคดีล้มละลายนั้น ท่านว่ามิเสียไป ถึงแม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินนั้นมิใช่ของจำเลย หรือลูกหนี้โดย คำพิพากษา หรือผู้ล้มละลาย

 

สยามยามนี้ “ยิ้มไม่ออก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 341


ลูกทุ่งเศรษฐี

เลิศชาย คชยุทธ

สยามยามนี้ “ยิ้มไม่ออก”

“จงภูมิใจเถิด ที่เกิดเป็นไทย มิเป็นทาสใคร แหละมีน้ำใจล้นปริ่ม ทั่วโลกกล่าวขานขนานนาม ให้ว่าสยามเมืองยิ้ม เราควรกระหยิ่ม ถึงความดีงาม

คนเย็นใจซื่อ ได้ชื่อ ว่าไทย ร้อนมาจากไหน ชาติไทยไม่เคยหวงห้าม ข้ามเขต ข้ามโขงถิ่นน้ำขุ่น มาพึ่งใบบุญเมืองสยาม เรายิ้มรับตาม ที่ท่านต้องการ

เลื่องชื่อลือนาม สยามมีแต่น้ำใจ ขอเตือนท่านผู้อาศัย อย่าทำอะไรให้ไทยร้าวราน คนไทยใจซื่อ เขาถือแต่โบราณกาล แค่เพียงข้าวสุกหนึ่งจาน ใครลืมของท่าน นั้นเนรคุณ

คนไทยรักชาติ และศาสนา เทิดองค์เจ้าฟ้า ผู้ทรงเปี่ยมเนื้อนาบุญ ถ้าท่านเคารพ สิทธิ์ของไทย ท่านอยู่ต่อได้ อีกนานทุน สยามใจบุญ ยังยิ้มเสมอ”

สยามเมืองยิ้ม ที่ขับร้องโดย พุ่มพวง ดวงจันทร์ เพลงนี้ได้รับรางวัลในงาน กึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2534 จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

บทเพลงนี้แว่วผ่านทางวิทยุเข้าสู่โสตประสาทอีกครั้ง

ปี 2530 คนไทยยังเป็นหนึ่งเดียวกัน รักใคร่ปรองดองกัน ดุจพี่น้องร่วมชาติ เพลงสยามเมืองยิ้มจึงไม่ได้ผิดแผกแตกต่างไปจากความเป็นจริง ไม่มีใครตะขิดตะขวงใจยามได้ฟังพุ่มพวง ดวงจันทร์ ขับขานเพลงนี้

เพลงนี้มีนักร้องหญิงชื่อดังหลายคนนำมาบันทึกเสียง เช่น สุนารี ราชสีมา, คัฑลียา มารศรี, ตั๊กแตน ชลดา, เปาวลี พรพิมล ฯลฯ และถูกนักร้องสมัครเล่นนำไปใช้ร้องประกวดตามเวทีต่างๆ

แม้น้ำเสียง และลีลาลูกเอื้อน ลูกคอของพุ่มพวง ดวงจันทร์ และนักร้องหญิงเหล่านี้ จะพลิ้วหวาน ฟังไพเราะเพราะพริ้งเพียงใด แต่ความหมายของเพลงที่ครูลพ บุรีรัตน์ ร้อยเรียงไว้เมื่อปี 2530 กำลังถูกตั้งคำถามว่า

ยามนี้คนไทยยังหลงเหลือความภูมิใจในความเป็นคนไทยสักมากน้อยแค่ไหน?

เพราะสังคมไทยปัจจุบันกำลังเกิดความขัดแย้ง แตกแยก ร้าวฉาน อย่างรุนแรงชนิดไม่เคยปรากฏเช่นนี้มาก่อน ผู้คนทะเลาะเบาะแว้ง ห้ำหั่นทำลายล้างกันเอง มองอีกฝ่ายเป็นศัตรูที่จะต้องเข่นฆ่าให้ตายกันไป

ย้อนหลังกลับไปในปี 2514 เมื่อ 40 กว่าปีก่อน มีเพลงปลุกใจ ขับร้องหมู่ ที่โด่งดังมาก ได้รับความนิยมจากคนไทยสูงสุด ชื่อเพลง รักกันไว้เถิด แต่งโดย นคร ถนอมทรัพย์

เพลงนี้ได้รับพระราชทานแผ่นเสียงทองคำ 3 รางวัล และถูกนำมาร้องในยุคต่อๆ มาอีกหลายเวอร์ชั่น เพราะเนื้อหาของเพลงมุ่งจะสร้างความรักความสามัคคี เนื้อร้อง มีดังนี้

“รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย จะเกิดภาคไหน ก็ไทยด้วยกัน เชื้อสายประเพณี ไม่มีกีดกั้น เกิดใต้ธงไทยนั้น ปวงชนทุกคนคือไทย

ท้องถิ่นแหลมทอง เหมือนท้องของแม่ เกิดถิ่นเดียวกันแท้ เหมือนแม่เดียวกันใช่ไหม ยามฉันมองตาคุณ อบอุ่นดวงใจ เห็นสายเลือดไทย ในสายตาบอกสายสัมพันธ์

ทะเลแสนงาม ในน้ำมีปลา พืชพันธุ์เกลื่อนตาตามไร่นารวงทองไสว สินทรัพย์มีเกลื่อนกล่น บรรพชนให้ไว้ เราลูกหลานไทย จงร่วมใจรักษาให้มั่น

แหลมทองโสภา ด้วยบารมี ปกเกล้าเราไทยนี้ ร่มเย็นเป็นศรีผ่องใส ใครคิดบังอาจหมิ่น ถิ่นทององค์ไท้ เราพร้อมพลีใจ ป้องถิ่นไทยและองค์ราชันย์”

แต่เวลานี้ เพลง รักกันไว้เถิด กำลังเสื่อมมนต์ขลังลงเรื่อยๆ เอาเพลงนี้มาฟัง อาจทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยรู้สึกขมขื่นจิตใจ

ช่วงเวลาเดียวกันกับเพลงปลุกใจ รักกันไว้เถิด ดังกระหึ่มเมือง ยังมีบทเพลงลูกทุ่งดังๆ ที่กล่าวถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และความรักชาติ ที่ก้องกังวานไปทั่วทุกหัวระแหง

นั่นคือ ครูไพบูลย์ บุตรขัน เขียนเพลง เบ้าหลอมดวงใจ ให้ ไพรวัลย์ ลูกเพชร ร้องบันทึกแผ่นเสียง

เพลงนี้ ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ในปี 2514

“พื้นแผ่นดินนี้ มีชื่อว่าไทย ทุกหยดน้ำใจ หลอมเข้าเป็นไทยสายเลือดเดียวกัน มีศาสนาและพระมหากษัตริย์ยึดมั่น มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ เป็นมิ่งขวัญของชนชาติไทย

พระเจ้าอยู่หัว ของชาติไทยเรา เหมือนดั่งร่มเงา คุ้มเกล้าพวกเรา ให้ชื่นฉ่ำใจ ทรงแผ่เมตตา ไปถึงไพร่ฟ้าทั้งเหนือและใต้ ดั่งพ่อแม่คอยห่วงใย ลูกรักอยู่ในอ้อมอกตัว

เบ้าหลอมดวงใจ ของคนไทยทั้งชาติ คือองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เหมือนเรามีพ่อแม่เดียวกันร่วมครอบครัว พระเจ้าอยู่หัว คือศูนย์รวมใจประชา

น้อมเกล้าฯ เคารพนพไหว้ทรงธรรม ทุกหยาดน้ำคำ ร้อยเข้าต่างพวงของช่อมาลา ด้วยจิตจงรักและภักดีของข้าบาทไพร่ฟ้า สละชีพเพื่อพระราชา เอาเลือดหลั่งทา เพื่อชาติไทย”

อีกเพลงที่มีเนื้อหาอย่างเดียวกัน คือ ล้นเกล้าเผ่าไทย ครูชลธี ธารทอง แต่งเพลงนี้ให้ สายัณห์ สัญญา บันทึกเสียง

“ล้นเกล้าเผ่าไทย ศูนย์รวมใจคนไทยทั้งชาติ ขออภิวาท เบื้องบาทองค์ภูมิพล ยามใดไพร่ฟ้า ชาวประชายากจน ทรงห่วงกังวล ดั่งหยาดฝนชโลมผืนหล้า…”

ท่อนแรกของเพลงอมตะที่ สายัณห์ ร้องไว้ซึ่งติดอยู่ริมฝีปากของคนไทย

ลูกทุ่งเศรษฐีฉบับนี้ ต้อนรับปี 2557 เขียนขึ้นด้วยความรู้สึกหดหู่ใจและเป็นห่วงว่าปัญหาการเมืองจะฉุดคร่าสังคมไทยไปทางไหน?

 

ดวงเศรษฐี 12 ราศี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07094150157&srcday=2014-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 341


ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ราศีเมษ (13 เมษายน-13 พฤษภาคม) 

เป็นระยะที่คุณมีกิจกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับหน้าที่การงานและกับเพื่อนฝูงมากเป็นพิเศษ เงินทอง ในช่วงนี้หาได้มากก็หมดมากแทบจะไม่เหลือเก็บเลยทีเดียว โดยเฉพาะหน้าที่การงานที่ทำ จะเกิดปัญหาอันเนื่องมาจากบริวารหรือคนที่มีตำแหน่งน้อยกว่า ระยะนี้หัวหน้าผู้บังคับบัญชาเพ่งเล็งคอยจับผิดมากเป็นพิเศษ ระวังการถูกใส่ความ แปลงสารจากเรื่องเท็จเป็นเรื่องจริง ช่วงนี้ควรตามข่าวการเปลี่ยนแปลงในที่ทำงานอย่างกระชั้นชิดคุณอาจโดนหางเลข ส่วนการค้าการขาย ให้ขยายตลาดไปในทิศทางอื่นได้แล้ว อาจไม่ต้องลงทุนหนักมากมาย แต่ขอให้เริ่มศึกษาหรือลงมือจากเล็กไปใหญ่ รับรองว่าการขยายครั้งนี้จะส่งผลดีกับงานของคุณอย่างแน่นอน ล้านเปอร์เซ็นต์ กับเรื่องความรัก ให้ระวังจะไปพบเจอกับคนที่เขามีเจ้าของแล้ว เพราะจะยุ่งวุ่นวาย จบไม่สวย ถ้าถามถึงครอบครัวถือว่าดีขึ้น มีเรื่องสุขใจมาให้ได้ยินได้ฟังกันมากยิ่งขึ้น ร่างกายที่ต้องระวังคือ การเจ็บตัวจากของมีคม ของแข็ง รวมถึงอาการหวัด

ราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

ในช่วงนี้จะมีอุบัติเหตุหรือเรื่องการโยกย้าย การเปลี่ยนแปลงในส่วนของหน้าที่การงานอย่างสายฟ้าแลบ! มีเกณฑ์การเปลี่ยนงาน ถูกย้าย หรือถูกผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในที่ทำงานอย่างเต็มใบ เงินทอง ที่ได้มาจะต้องหมดไปกับเรื่องของการลงทุน ระยะนี้ควรประคองตัว อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ เป็นอันขาด จะมีความผิดพลาดได้สูง เงินทองที่เคยให้ใครยืมบัดนี้ยิ่งทวงจะกลับคืนมายากอีกเท่าตัว คุณก็ทราบดี ส่วนการค้าขาย ในช่วงนี้จำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อยครึ่งปี เนื่องจากการหมุนเงินลงทุน บวกกับ การทำการตลาดของคู่แข่งจะเข้มข้นขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก ผ่อนเมื่อไหร่จะถูกฉกชิงลูกค้าไปจากมือ ด้านหัวใจและความรัก เห็นทีว่าต้องรุกเร้าวิ่งเข้าใส่อย่าได้ถอย โอกาสสมหวังรวมทั้งเจรจาเรื่องสำคัญได้สำเร็จยังคงเกิดกับคุณอยู่ ในเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ ที่ต้องระมัดระวังคือเรื่องของกระเพาะ ลำไส้ ปัญหาช่วงกลางลำตัว อาทิ ปวดหลัง ท้องผูก และท้องเสีย ครับ

ราศีเมถุน (14 มิถุนายน-14 กรกฎาคม)

คุณจะมีเหตุให้เข้าไปล่วงรู้ความลับของคนสำคัญในองค์กร เป็นเวลาที่คุณต้องหาจุดยืนให้แน่นอนว่าจะอยู่ฝั่งไหน สืบเนื่องจากนี้ไปจะมีการแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่าในที่ทำงานอย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งการยืนอยู่ตรงกลางก็จะนำซึ่งความเดือดร้อนและถูกใส่ร้ายป้ายสีขึ้นได้ ยิ่งเรื่องเงินทอง หามาเท่าไรก็ต้องใช้จนเกลี้ยงแถมยังไม่พออีกต่างหาก ทำอย่างไรได้เพราะเงินที่ต้องเสียไปเป็นเงินจากการลงทุนทางสังคม ซึ่งมีผลต่อภาพลักษณ์และตำแหน่งของคุณในอนาคต การค้าการขาย จำเป็นต้องติดต่อลูกค้าเก่า พรรคพวกเพื่อนฝูงเดิมๆ มาช่วยถึงจะเดินต่อไปได้ ยิ่งการหาลูกค้าใหม่ในช่วงสำคัญจะเจออุปสรรคจากคู่แข่งที่ลงทุนตัดราคา แต่ขออย่าได้หวั่นไหวไปตามกระแส เนื่องจากคุณภาพยังสำคัญกว่าสิ่งใด ขอให้คุณหันมาใส่ใจปรับปรุงสินค้าและหีบห่อบรรจุภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้นก็ไม่ต้องกังวลสิ่งใด ความรัก ถือว่ามีแนวโน้มที่ดี มีโอกาสพัฒนาไปสู่ความสนิทที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ระยะนี้ควรระวังสุขภาพและโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอครับ

ราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม-16 สิงหาคม)

ในช่วงนี้มีกิจกรรมทางสังคมและการเดินทางมากเป็นพิเศษ โดยส่วนตัวจะต้องมีส่วนเข้าไปแก้ไขปัญหาของผู้อื่นที่ทำคั่งค้างหรือเสียหายไว้ โดยสิ่งที่ควรระวังคือเรื่องของความเสียหายอย่างฉับพลันด้วยเรื่องของเงินทอง แต่ทั้งนี้สุดท้ายก็จะมีคนเข้ามาช่วยให้ผ่านพ้นปัญหาไปด้วยดี หน้าที่การงานมีเกณฑ์ได้เพื่อนหรือได้หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบใหม่ๆ บริวารจะช่วยเหลือเกื้อกูลคุณเป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้จะมีบางคนที่แอบเบียดเบียนผลประโยชน์ที่พึงมีพึงได้ของคุณอยู่ การค้าขาย ถ้าต้องการเพิ่มยอดรายรับให้สูงยิ่งขึ้นควรหันมาใช้การเทกแคร์บริการให้ประทับใจเป็นสำคัญ การแนะนำสินค้าด้วยความซื่อสัตย์จริงใจ คือกุญแจสำคัญที่จะต้องใช้ในช่วงนี้ ด้านความรัก ให้ระวังมือที่สามจะทำให้คุณทั้งสองปั่นป่วน รวมไปถึงการเผลอตัวเผลอใจไปเมียงมองคนอื่นที่ไม่ใช่คู่ ยิ่งทำให้ใจคุณร้อนรน ทางแก้ ต้องจิตมั่นคง หาอะไรทำให้ยุ่งทั้งวัน สามารถช่วยได้ สุขภาพ ระวังการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ กระดูก ไขข้ออักเสบ อีกทั้งความลับจะถูกเปิดเผย

ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)

ระยะนี้ต้องระวังปัญหาเกี่ยวกับหุ้นส่วนหรือเพศตรงข้ามจะสร้างความอึดอัดใจ พานไปถึงเรื่องหน้าที่การงาน คุณจะรู้สึกว่าระยะนี้ถูกคนจับผิดอยู่เป็นประจำ ช่วงนี้ควรตัดสินใจในสิ่งต่างๆ ด้วยความรวดเร็วฉับไว การเจรจาควรใช้ลักษณะจู่โจมแบบสายฟ้าแลบ ห้ามตัดสินใจแบบลังเลหรือไม่แน่ใจอย่างเด็ดขาด การเงิน จะมีเหตุให้จับจ่ายใช้สอยไปกับเรื่องหุ้นส่วนและเพศตรงข้ามเป็นอย่างมาก ลูกน้องบริวารมีปัญหาประเภทสั่งอย่างได้อีกอย่าง แต่ทั้งนี้การจัดระบบระเบียบในการบริหารงานซะใหม่ ทำทุกอย่างให้เป็นระบบ มีกฎเกณฑ์ที่แน่ชัดจะทำให้ปัญหามากมายลดน้อยลง บรรยากาศน่าทำงานจะกลับคืนมา บวกกับ เงินทองรายรับที่งดงามนั้นจะหนีไปไหนเสีย ขอให้ใช้สมองมากกว่าใช้แรง ความรัก ที่อึดอัดจะผ่อนคลายลง การได้ไปไหนมาไหนด้วยกันยังที่แปลกใหม่จะช่วยให้คุณทั้งสองนั้นสบายใจเพิ่มมากขึ้น สุขภาพร่างกาย ที่ควรระวังคืออุบัติเหตุเจ็บเนื้อเจ็บตัวจากความซุ่มซ่ามและความประมาท

ราศีกันย์ (17 กันยายน-16 ตุลาคม)

ในระยะนี้เป็นช่วงที่ต้องระมัดระวังตัวในเรื่องคำพูดคำจา มีโอกาสถูกผู้ใหญ่หรือหัวหน้าตำหนิได้ง่ายๆ เป็นระยะที่ไม่ควรอยู่ใกล้นายจนเกินไปเพราะคุณจะถูกหางเลขจากอารมณ์แปรปรวนหรือสถานการณ์ไม่สู้ดีจากที่บ้านและในที่ทำงาน เรื่องเงินทอง เป็นระยะที่คุณต้องจัดการอย่างเร่งด่วนในส่วนของหนี้สิน ขอย้ำว่า ห้ามหนีหนี้เป็นอันขาด คุณต้องใช้วาจาและความจริงใจในการติดต่อเจรจาทั้งเรื่องผลประโยชน์และเรื่องธุรกิจจึงจะประสบความสำเร็จ การค้าขาย ถ้าต้องการจะทำกำไรให้เพิ่มยิ่งขึ้นถึงเวลาที่คุณต้องใช้วิธีการตลาด การจัดโปรโมชั่น อาทิ การลด แลก แจก แถม ถึงจะมีตัวเลขแบบหวือหวาน่าตื่นตาตื่นใจตีกลับมาเข้ากระเป๋าให้ชื่นใจ พูดถึงความรัก ระวังการห่างเหินหมางเมินจะทำให้ทุกอย่างดูแย่ลง ดังนั้น ทางแก้คือการนัดหมายเป็นระยะ ต้องทำคะแนนสะสมแต้มจากหัวใจคนรักของคุณให้มากๆ อย่านิ่งนอนใจมากเกินไป ด้านสุขภาพร่างกาย ควรระวังอาการหลงลืมและสมาธิในการทำงานลดน้อยลง เเต่จะได้โชคลาภที่มาเเบบฟลุกๆ

ราศีตุลย์ (17 ตุลาคม-16 พฤศจิกายน)

อารมณ์แปรปรวนขึ้นลงโดยไม่ทราบสาเหตุ คือสิ่งที่คุณจะเป็นในช่วงนี้ จนบางครั้งคนรอบข้างหรือคนใกล้ตัวเริ่มที่จะไม่อยากเข้าใกล้คุณ อีกทั้งมีเกณฑ์ที่จะทะเลาะเบาะแว้งหรือมีปัญหากับเพศตรงข้าม ทำให้คุณไม่สบายใจอยู่ตลอดเวลา การติดต่อเจรจาในระยะนี้ไม่ควรไปคนเดียว คุณต้องนำผู้ใหญ่หรือคนที่มีอายุมากกว่าไปร่วมเดินทางและเจรจาด้วยจึงจะสัมฤทธิผล เงินทอง ตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา มีแต่รายจ่ายไหลออก ทางเดียวถ้าไม่รีบปิดปัญชีมีหวังเดี้ยงยาว การค้าขาย ต้องใช้วิธีทำกำไรระยะสั้นถึงจะสำเร็จ การเทรนหรือการกำชับเรื่องการบริการกับลูกน้องบริวารจะทำให้ลูกค้าประทับใจ ส่วนโชคลาภ จะมาจากคนที่อายุน้อยกว่า การลงทุนเพิ่มเติมต้องระวังความเสียหายจากการเช็กราคาไม่ละเอียดหรือสั่งของผิดพลาด จึงควรรัดกุมเป็นพิเศษ กรณีขอความช่วยเหลือเรื่องใดๆ นั้นขอให้มองไปที่ญาติหรือคนในครอบครัวจะพอช่วยได้ ร่างกายระยะนี้มีปัญหาเรื่องการขับถ่ายและเจ็บคอ อีกทั้งคุณควรเตรียมการเปิดหน้างานใหม่ๆ ได้เเล้วครับ

ราศีพิจิก (17 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม)

ในระยะนี้คุณจะต้องมีส่วนและมีกิจกรรมที่เกี่ยวกับผลประโยชน์และเรื่องเงินเรื่องทองของคุณตลอดเวลา เป็นช่วงฟ้าเปิด ไอเดียหลายๆ อย่างจะมีคนเข้ามาช่วยเหลือ การเจรจาติดต่อประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จะมีกิจกรรมทางสังคมเพิ่มมากขึ้น มีเกณฑ์อยู่ไม่ติดบ้านมากกว่าเก่า เรื่องเงินทองจะมีรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับบุตรและบริวารมากเป็นพิเศษ เป็นระยะที่ท้องฟ้าเริ่มเปิดให้คุณลงมือในการทำในสิ่งที่ตั้งใจ การค้าขาย ต้องระวังการเช็กสต๊อกผิดพลาดหรือทำบัญชีตกหล่น แต่จุดเด่นคือการบุกตะลุยเข้าหาลูกค้าใหม่ๆ การเก็บลูกค้าเดิมๆ เอาไว้ให้เหนียวแน่น ผลกำไรถึงจะหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ด้านความรัก ถือว่าสำเร็จสมหวังในสิ่งที่คุณตั้งใจ ทำสิ่งใดร่วมกันจะดีกว่าคิดและทำตามลำพังอย่างแน่นอน โชคลาภฟลุกๆ ยังพอหวังได้ จะได้มาจากเพศตรงข้าม ข้อที่ควรระวังคือเรื่องของอุบัติเหตุ รวมทั้งอาการเป็นหวัด เจ็บคอ จะมีเรื่องให้ตกใจ รวมถึงการเดินทางจะถูกเลื่อนและยกเลิก ให้เช็กข่าวมากขึ้นครับ

ราศีธนู (16 ธันวาคม-15 มกราคม)

ในรอบปักษ์นี้ปัญหาสำคัญคือเรื่องคนรอบข้างและบริวาร ระยะนี้เกิดคลื่นใต้น้ำ ในที่ทำงานมีการแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย รวมถึงการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือได้เกิดขึ้นแล้ว จะเกิดปัญหาในที่ทำงานจากผู้ที่เสียผลประโยชน์และผู้ที่ยึดติดในขั้วอำนาจเดิมจะวางระเบิดเวลาก็คือปัญหา ไว้หลายจุดในองค์กร ทำให้เกิดความผันผวนไม่แน่นอนกับตัวคุณ อีกทั้งลูกน้องบริวารเริ่มลังเลว่าจะเข้ากับฝั่งไหนดี เรียกว่าปัญหามีทั้งข้างบนทั้งข้างล่างพุ่งเข้าใส่ตัวคุณเต็มๆ แต่ท้ายที่สุดจะมีทางแก้ทางออกหรือมีคนมาช่วยอย่างทันท่วงที การค้าขาย ทำกำไรจะได้มาจากการสู้สุดใจ อดทนพร้อมกับการวางแผนที่เฉียบขาด ควรหาสินค้าใหม่ หาลูกเล่นให้กับธุรกิจคุณใหม่ๆ จะทำให้ยอดพุ่งกระฉูดอย่างน่าชื่นใจ ส่วนความรัก ของคุณจะสมหวังได้ฟังข่าวดี ได้ในสิ่งที่รอคอย การเสี่ยงโชคเสี่ยงดวงนั้นมีลุ้น ขออย่าทุ่มหนักจนเกินไปก็แล้วกัน อีกทั้งยังต้องระวังเรื่องอุบัติเหตุในระยะนี้เป็นพิเศษ รวมถึงมีอาการเป็นหวัดคัดจมูก ไอ จาม ต้องหาเวลาพักได้สักที

ราศีมังกร (16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

เป็นระยะที่คิดอ่านประการใดควรมุ่งทำอย่างเต็มที่ ไอเดียความคิด การติดต่อเจรจาจะสำเร็จทุกประการ ผู้หลักผู้ใหญ่และบริวารหนุนนำ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือเรื่องของญาติพี่น้องหรือคนใกล้ชิดคนไว้ใจจะสร้างปัญหาให้คุณต้องเข้าไปแก้ไข โดยที่เขาไม่ตั้งใจให้เกิดความผิดพลาดหรือเสียหาย ความคิดความอ่านในช่วงนี้เป็นไปด้วยความถูกต้อง การตัดสินใจเฉียบคม เงินทอง จะใช้จ่ายไปกับการลงทุนทางสังคม การค้าการขาย ต้องใช้การจัดโปรโมชั่นเข้าสู้ รวมถึงต้องดึงลูกค้าเก่าๆ ให้กลับมา มีเวลาควรหาสินค้าใหม่ๆ อยู่เสมอ ลูกน้องบริวารจะช่วยเหลือเป็นเรี่ยวเป็นแรงได้เป็นอย่างดี การยิ้มทักทายย่อมดีกว่าการเครียดจนหน้าตาบึ้งตึง ส่วนความรัก จะเจอกันน้อยลงขอให้ใช้การติดต่อทางโทรศัพท์เพื่อให้หายคิดถึงแทน ถือว่าคุยด้วยเสียงจะดีกว่าพบเจอกันบ่อยๆ สุขภาพ ร่างกายนี้สิการหักโหมงานหรือทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่ได้พักจะทำให้คุณทรุดจนถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อเอาได้ง่ายๆ จึงควรเน้นการพักผ่อนให้มากยิ่งขึ้น

ราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

ความพยายามที่จะเจรจาหรือใช้คำพูดเพื่อประสานและขอความช่วยเหลือจะส่งผลสำเร็จโดยตรงกับตัวคุณ แต่ทั้งนี้สิ่งที่ควรระวังคือมีเกณฑ์ถูกนินทาหรือแทงข้างหลังจากคนใกล้ชิด สิ่งสำคัญในระยะนี้คือคุณต้องมีจุดยืนที่แน่นอนก่อนตัดสินใจทุกอย่างต้องหาคนปรึกษา โดยที่เรื่อง การเงิน นั้นเป็นระยะหวานอมขมกลืนประเภทมีเหตุให้ต้องจ่ายทั้งที่ไม่อยากจ่าย แต่ยังดีที่สุดท้ายแล้วถึงเงินจะไหลออกอย่างไร ก็จะมีเงินไหลเข้ามามากมายไม่แพ้กัน แสดงว่ามีให้กินให้ใช้ให้หมุนได้ตลอดเวลาไม่มีจนแต้มแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ชัวร์ กับคู่ครอง ยังจะสร้างความไม่สบายใจต่อกันและกันอยู่โดยเฉพาะเรื่องการหมุนเงินภายในบ้านที่ต่างฝ่ายต่างมองคนละมุม ทางแก้คือการคุยกัน ลดอีโก้ลง หาทางออกแบบไม่ใส่อารมณ์ต่อกันถึงจะกลับมารักและเข้าใจกันได้เหมือนเดิม สุขภาพ นั้นควรระวังเรื่องโรคลมต่างๆ ในร่างกาย อาทิ ในกระเพาะ และวิงเวียนศีรษะ จุดเด่นในช่วงนี้คือจะได้ข่าวดีเรื่องรายได้สายทางใหม่ๆ ชัวร์ครับ

ราศีมีน (14 มีนาคม-12 เมษายน)

ดาวประจำตัวอยู่ในมุมที่มีพลัง จึงทำให้ในระยะนี้คุณจะต้องมีเรื่องราวใหม่ๆ เข้ามามากมายในชีวิต อาทิ จะได้รับมอบหมายหน้าที่ใหม่ๆ ส่วนสถานการณ์ในที่ทำงานรอบตัวยังไม่น่าไว้วางใจ อีกทั้งในเวลาอันใกล้นี้คุณต้องเตรียมตัวได้รับข่าวการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าหรือเจ้านายในที่ทำงาน เรื่องของการเงิน ยังต้องเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะจะมีส่วนของรายจ่ายที่คุณไม่ทันได้เตรียมไว้เข้ามาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ด้านการค้าขาย ต้องรุกเปิดตลาดที่เรายังไม่เคยไป งานแสดงสินค้าตามที่ต่างๆ จะช่วยเพิ่มยอดขายให้ดีขึ้น รวมถึงรอยยิ้มและความจริงใจที่มีมอบให้กับลูกค้า จะทำให้ลูกค้าเก่าใหม่นั้นกลับคืนมา ที่ต้องระวังช่วงนี้คือพวกเพื่อนร่วมงานประเภทน้ำกรดแช่เย็น ที่ดูภายนอกเย็นสบายง่ายๆ เเต่เมื่อสัมผัสลึกซึ้งอาจทำให้ขาเก้าอี้คุณละลาย ชื่อเสียงมอดไหม้ไปกับพวกเหล่านี้เอาได้ จึงต้องระวัง พูดถึงความรัก ทำสิ่งใดถือว่าฟ้าเปิดเป็นใจ ความหวังใหม่ๆ กำลังย่างกรายมาหา กับสุขภาพร่างกายมีเกณฑ์น้ำหนักตัวพุ่งพรวดแบบหยุดรั้งไม่อยู่อีกครา

เลขมงคลประจำเดือน เลข 3 เลข 5 และเลข 9 ควรเว้น เลข 8

สิ่งมงคลที่ควรกราบไหว้บูชาประจำเดือน สมเด็จพระสังฆราชฯ และ พระแม่ธรณี

เรื่องที่ควรระวังเป็นพิเศษในเดือนนี้ คนใกล้ตัวจะป่วยไข้ไม่สบาย รวมถึงลูกน้องบริวารจะทำให้งานเสียหาย ทางแก้ ควรมีสมาธิกับงานให้มากเป็นพิเศษ

 

ของฝาก?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098150157&srcday=2014-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 341


ก่อนปิดร้าน

สมปรารถนา sompratana08@yahoo.com

ของฝาก?

ควันหลงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ต่อเนื่องไปถึงเทศกาล ตรุษจีน ล้วนเป็นเทศกาลแห่งความสุขที่ส่งมอบให้แก่คนที่รัก คนที่รู้จักมักคุ้น เคารพนับถือกัน

สิ่งที่จะขาดเสียไม่ได้ในเทศกาลเหล่านี้ นั่นคือ “ของฝาก”

ไม่ว่าจะเป็นของฝากง่ายๆ ใกล้ตัว ของฝากมากคุณค่า หรือมีราคาสูง ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่า “ผู้ให้” มีน้ำใจ มีจิตระลึกถึง จึงนำเอาของขวัญของฝากมากำนัล

พัฒนาการสำหรับ “ของฝาก” เปลี่ยนแปลงไปตามค่านิยมและการให้ความสำคัญในแต่ละยุค แต่ละช่วงเวลา จากที่เคยเสาะหา ผลไม้มงคล อาหารการกินคาวหวาน เครื่องดื่มเพื่อความหรรษา เพื่อสุขภาพ ฯลฯ กลายเป็น “กระเช้า” สำเร็จรูปที่บรรดาห้างสรรพสินค้า ร้านค้าใหญ่น้อย คัดสรรบรรจุเอาไว้ให้เสร็จสรรพ

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่ายินดีว่า ยิ่งเวลาผ่านไป ความหลากหลายก็ยิ่งมีมากขึ้น และสินค้าไทย สินค้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่น เริ่มมีที่ทาง ได้รับการยอมรับมากขึ้นสำหรับการนำไปมอบให้เป็น ของขวัญ ของฝาก

แทนที่จะมีแต่กระเช้าบรรจุกระป๋องสินค้าอาหารแห้งแบรนด์เนมดังๆ หรือเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพสีแดง สีเขียว สีทอง

“ของฝาก” ที่เป็น “ของดี” จากท้องที่ จากภูมิภาคต่างๆ เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากมีการรณรงค์ส่งเสริมให้ชุมชน ท้องถิ่น พัฒนาศักยภาพในการผลิต ยกระดับ ต่อยอดสินค้าที่เป็นของดีในแต่ละชุมชน แต่ละท้องถิ่น ตามแนวทางการสร้าง หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP

มีการส่งเสริม เพิ่มความรู้ทั้งในด้านการผลิต การบริการ การค้า การตลาด ให้กับชุมชนเจ้าของสินค้าในแต่ละพื้นที่ มีการปรับปรุงหีบห่อ ภาชนะบรรจุ เพิ่มมาตรฐานความสะอาด ปลอดภัย รวมถึงเพิ่มความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าหรือผู้ซื้อ ไม่ว่าจะเป็นคนในท้องถิ่นเดียวกัน หรือลูกค้าจากภูมิภาคอื่นหรือในต่างประเทศ

มีการจัดงานแสดงสินค้า OTOP ทั้งในส่วนกลางและกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพิ่มโอกาสในการนำเสนอสินค้า เพิ่มรายได้ เพิ่มการรับรู้ออกไปในวงกว้างมากขึ้นๆ นั่นทำให้ปัจจุบัน “ของขวัญ” หรือ “ของฝาก” ที่ได้รับกันในเทศกาลส่งความสุขและเทศกาลอื่นๆ นั้น เริ่มมีสินค้า จากชุมชน จากท้องถิ่นต่างๆ เบียดแทรกเข้ามามากขึ้นๆ เป็นลำดับ

นิตยสาร “เส้นทางเศรษฐี” และสื่ออีกหลายประเภท หลายแขนง ต่างเข้ามาร่วมกันเผยแพร่ สนับสนุนให้เกิดการรับรู้ต่อผู้คนในวงกว้างว่า ถึงวันนี้ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย ล้วนมี “ของดี” ที่สามารถนำมาใช้เป็น ของขวัญ-ของฝากได้มากมาย

และหากต้องการคู่มือการเสาะหา ของขวัญ-ของฝาก จากของดีที่มีอยู่ในจังหวัดต่างๆ อย่างสะดวกแล้วละก็ หนังสือ “ของฝากเด็ด 77 จังหวัด” ซึ่งจัดทำขึ้นโดย กองบรรณาธิการ “ข่าวสด” ก็เป็นอีก 1 ตัวช่วยที่จะเป็นประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียว

จะใช้เป็นคู่มือในการเลือกซื้อของฝากสำหรับคนที่รัก ญาติมิตร ผู้ใหญ่ที่เคารพก็ดี หรือจะใช้เป็นคู่มือในการเสาะหาของดีมาทานมาใช้เองในระหว่างเดินทางท่องเที่ยวไปยังภาคต่างๆ ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

เล่มนี้เล่มเดียว มีข้อมูลเด็ดครบ 77 จังหวัด จุใจ ในราคาแค่ 150 บาท เท่านั้น

แวะเลือกหา หรือสอบถามได้ตามร้านหนังสือใกล้ๆ บ้านได้เลย…

 

20 เทรนด์ธุรกิจฮิตข้ามปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022010157&srcday=2014-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 340


รายงานพิเศษ 20 เทรนด์ธุรกิจฮิตข้ามปี

1.”อาหารญี่ปุ่น” เฟื่องฟู

ย้อนหลังกลับไปในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ “อาหารญี่ปุ่น” จะเป็นที่คุ้นเคยในวงแคบๆ เท่านั้น จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นก็มีน้อย หายาก หรือตั้งอยู่ตามโรงแรมระดับหรูเท่านั้น

แต่ปัจจุบัน กลับกลายเป็นว่าวัฒนธรรมการกินอาหารญี่ปุ่นสำหรับคนไทย เฟื่องฟู และขยายวงออกไปอย่างรวดเร็ว และในทุกระดับ ตั้งแต่ร้านอาหารญี่ปุ่นแบรนด์ดังในห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารญี่ปุ่นแฟรนไชส์ ไปจนถึงอาหารญี่ปุ่นริมทาง แผงขายข้าวปั้นหรือ ซูชิ ตามตลาดนัด ก็ยังมี

ไม่นับรวมร้านอาหารญี่ปุ่นเฉพาะทาง เช่น ร้านราเมน, ร้านซูชิ, ร้านปิ้งย่าง-เทปันยากิ, ร้านข้าวแกงกะหรี่, ร้านข้าวหน้าเนื้อ ฯลฯ

มีข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ระบุว่า จนถึงปี 2556 ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นยังคงขยายตัว ตลาดโตขึ้นเฉลี่ยปีละ 10-15 เปอร์เซ็นต์ หากนับรวมมูลค่าธุรกิจและการลงทุนจะสูงถึงประมาณ 2 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว

เฉพาะความเคลื่อนไหวในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สร้างแบรนด์ พัฒนาระบบแฟรนไชส์ หรือซื้อแฟรนไชส์ เปิดแบรนด์ใหม่ อาทิ กลุ่ม โออิชิ, กลุ่มร้าน ยาโยอิ (ในเครือ เอ็มเค สุกี้), กลุ่ม S&P ฯลฯ ก็ขยายตัวเข้าครองพื้นที่โซนร้านอาหารศูนย์การค้ากว่า 70 เปอร์เซ็นต์

ขณะเดียวกัน ในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไปทั้งที่เปิดลงทุนในอาคารพาณิชย์ หรือย่านชุมชนจุดต่างๆ ก็ยังเติบโตกระจายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2556 “เส้นทางเศรษฐี” ก็มีเรื่องราวที่เกี่ยวกับ ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นมานำเสนอ ตอกย้ำความร้อนแรงและความฮิตของธุรกิจนี้ได้เป็นอย่างดี

ไม่ว่าจะเป็นร้าน “โกลด์ เคอร์รี่” เจ้าของ เมนู “ข้าวแกงกะหรี่” ชามยักษ์

ร้าน นาระ เจแปนนิส เรสเตอรองต์ ตั้งอยู่ที่ชั้น 3 ตึกยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ ถนนสีลม กรุงเทพฯ ซึ่งก็มีเมนูจานยักษ์ประเภท ยากิโซบะ ข้าวหน้าเนื้อ ทงคัตสึราเมน ข้าวแกงกะหรี่หมู และ ข้าวไข่เจียวปูอัด

ร้าน “โตโตยะ” ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เริ่มต้นจากการขายราเมน ต่อมาค่อยๆ เพิ่มเมนูจนมีมากถึง 40 รายการ ฯลฯ

ปรากฏการณ์ของร้านอาหารญี่ปุ่นที่เฟื่องฟู ตอกย้ำความแรงและแน่นอนว่าจะยังเป็นธุรกิจฮอตฮิตต่อเนื่องไปถึงปี 2557 ด้วยเช่นกัน

2.อร่อยออนไลน์ ส่งให้ถึงบ้าน

เพราะความสะดวกของการสื่อสารผ่านระบบออนไลน์ อินเตอร์เน็ต รวมถึงพฤติกรรมการใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์หรือ โซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ส่งผลให้พ่อค้าแม่ขาย เจ้าของธุรกิจรายย่อย หันไปใช้ช่องทางดังกล่าวในการนำเสนอสินค้าให้แก่ผู้บริโภค

ไม่เว้นแม้กระทั่ง สินค้าอาหารที่ก่อนหน้านี้ ไม่มีใครคิดว่าจะเปิดขายออนไลน์แล้วพ่วงเข้ากับบริการ “ส่งถึงที่” หรือ ดีลิเวอรี่ ได้ไม่ต่างไปจากธุรกิจฟาสต์ฟู้ดแบรนด์ดังๆ เลยทีเดียว

กรณีศึกษาของ “ก๋วยเตี๋ยว เจ๊กเม้ง” ที่สามารถออร์เดอร์ผ่าน เว็บไซต์และเฟซบุ๊ก แล้วจัดส่งด้วยรถตู้บ้าง มอเตอร์ไซค์บ้าง กลายเป็นต้นแบบให้เกิดธุรกิจในลักษณะเดียวกันตามมาอีกหลากหลาย

“เส้นทางเศรษฐี” มีโอกาสได้นำเสนอธุรกิจอาหารบริการส่งถึงที่ในหลายๆ รูปแบบ หนึ่งในนั้นคือร้าน “ยี่หร่า” ที่เริ่มต้นขาย ผ่านเฟซบุ๊ก ด้วยไอเดียและฝีมือของ คุณอิศรา เงาศุภธน เจ้าของกิจการ “ยี่หร่า” ซึ่งชูสโลแกน “อาหารจานด่วน รสชาติไทยๆ” เปิดธุรกิจได้โดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน

นอกจากนี้ หากเข้าไปในสังคมออนไลน์อย่าง เฟซบุ๊ก เราก็สามารถพบเจอกับ ธุรกิจขายอาหารหลากหลายประเภท ทั้งของคาว ของหวาน ไปจนถึงอาหารทะเล ที่เปิดร้านแข่งกันนำเสนอสินค้าด้วยภาพอาหารสวยงาม น่าชิม น่าทานเป็นอย่างยิ่ง

ไม่ว่าจะเป็น “เจคิว ปูม้านึ่ง Delivery” ผู้ให้บริการอาหารทะเลสดปรุงเสร็จทั้งนึ่ง ย่าง ต้ม พร้อมทานและส่งให้ถึงที่

หรือ “Sausage Outlet” ร้านค้าออนไลน์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน ไส้กรอกสารพัดรูปแบบ ที่สามารถสั่งซื้อตามรายการที่ปรากฏ และสินค้าก็จะส่งมาให้ถึงที่ ถึงบ้าน หรือที่ทำงานอย่างรวดเร็ว

การพัฒนาต่อยอดยังมีให้เห็นผ่านการเกิดขึ้นของเว็บไซต์ “แซ่บเว่อร์ ดีลิเวอรี่” (www.zabbver.com) ที่สร้างรูปแบบธุรกิจเป็นคนกลาง รับออร์เดอร์อาหารร้านดังแล้วบริการจัดส่งให้ลูกค้าได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ตอบสนองความต้องการของคนเมืองได้เป็นอย่างดี

ดูเหมือนในปี 2557 ธุรกิจแนวนี้ก็ยังมีโอกาสในการเติบโตขยายตัวอย่างสดใสและจะมีผู้ขายรายใหม่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอีกมากเลยทีเดียว

3.ธุรกิจคาร์แคร์ (Car Care)

จากปัจจัยหลักๆ ที่ปริมาณรถยนต์ทั้งในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ปริมณฑล หรือตามจังหวัดหัวเมืองต่างๆ เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับความต้องการดูแลรักษารถยนต์ของผู้ใช้รถ เจ้าของรถ ก็ขยับสูงขึ้น บวกกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ไม่มีเวลามากเหมือนเมื่อก่อน

ธุรกิจ “ล้างรถ” หรือ คาร์แคร์ ที่เติบโตมาอย่างยาวนานก็ยังคงเป็น 1 ในเทรนด์ธุรกิจที่มีการลงทุน ขยายจำนวนร้านบริการล้างรถเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนหนึ่งนำไปสู่การแข่งขันที่มีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจาก มีธุรกิจคาร์แคร์เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าเป็น ศูนย์บริการดูแลรักษาทำความสะอาดรถโดยเฉพาะ ศูนย์บริการในสถานีบริการน้ำมัน ศูนย์บริการที่ใช้เครื่องล้างอัตโนมัติ และร้านที่มีบริการตามอาคารที่จอดรถต่างๆ จึงทำให้ลูกค้ามีโอกาสเลือกใช้บริการทดแทนกันได้ตามความต้องการ

อย่างไรก็ตาม สำหรับเจ้าของกิจการที่วางแผน กำหนดทำเลและเข้าใจกลุ่มเป้าหมายที่เป็นลูกค้าเฉพาะของตนก็สามารถสร้างความมั่นคงและรายได้ที่น่าพอใจจากธุรกิจ คาร์แคร์ ได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน

โดยเฉพาะธุรกิจคาร์แคร์ในระดับพรีเมี่ยม ซึ่ง “เส้นทางเศรษฐี” สัมภาษณ์และนำเสนอแนวคิด วิธีการดำเนินธุรกิจอย่างละเอียด

ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ Premium Clean เจ้าของแนวคิด คาร์แคร์ครบวงจรเอาใจลูกค้า ยอมที่จะลงทุนทำธุรกิจคาร์แคร์เพื่อให้ได้มาตรฐานและเป็นที่ไว้วางใจ เมื่อได้องค์ประกอบจาก ทำเลที่ดี รวมถึงการให้บริการที่ดี แม้จะตั้งอยู่ในปั๊มน้ำมัน เอสโซ่ แต่ก็ประสบความสำเร็จและมีลูกค้าประจำมากมาย

เช่นเดียวกับ “กรีนวอช เดอะ พรีเมี่ยม” ที่เริ่มต้นธุรกิจคาร์แคร์ ใน ปั๊มบางจาก แต่ด้วยความเอาใจใส่และกล้าลงทุนด้วยเครื่องมือ เครื่องจักรที่ทันสมัย ธุรกิจคาร์แคร์รายนี้จึงจับลูกค้าที่เป็นตลาดบน ตั้งราคาในระดับสูง และไม่ต้องแข่งขันเชิงปริมาณกับธุรกิจคาร์แคร์รายอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน

จนถึงขณะนี้ นอกจากธุรกิจคาร์แคร์ที่มักยึดทำเลทอง ในสถานีบริการน้ำมัน ศูนย์การค้าและย่านชุมชนต่างๆ แล้ว แนวโน้มการลงทุนก็ยังมีความหลากหลายที่ผู้สนใจสามารถเลือกประเภท ขนาดการลงทุนให้เหมาะสมและสอดคล้องกับทำเล กลุ่มเป้าหมาย หรือกลยุทธ์ในการทำธุรกิจที่แตกต่างกันออกไปนั่นเอง

4.ธุรกิจรักษ์โลก-รีไซเคิล

ท่ามกลางวิกฤตโลกร้อนและอากาศแปรปรวนที่ดำเนินไปทั่วโลก ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย หากกระแสความคิดและความตื่นตัวในเรื่อง รักษ์โลก ดูแลสิ่งแวดล้อมจะทวีความเข้มข้นและขยายวงไปในกลุ่มคนทั่วโลก

นั่นจึงเป็นโอกาสสำคัญของสินค้าที่ประกาศตัวเองอย่างชัดเจนว่า เป็นสินค้าในกลุ่ม “รักษ์โลก”

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยก็แทบไม่ต่างจากหลายๆ ประเทศที่ผู้บริโภคนิยมสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สินค้าที่ผลิตโดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติมาก สินค้าที่ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน ก่อให้เกิดปัญหาขยะ หรือใช้พลังงานมาก กลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคพยายามปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยง

ตลอดปี 2556 เรื่องราวที่ปรากฏในนิตยสาร “เส้นทางเศรษฐี” ก็บ่งชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มดังกล่าวได้อย่างชัดเจน

เจ้าของธุรกิจที่ถูกนำเสนอขึ้นปก 2 ครั้ง 2 คนในรอบปี 2556 ต่างก็โด่งดัง เป็นที่รู้จัก และเป็นตัวอย่างของการดำเนินธุรกิจแบบ “รักษ์โลก” ด้วยแนวคิดของการ รีไซเคิลอย่างแท้จริง

ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร ดารานักแสดงและพิธีกร ที่ลงทุนเปิดร้าน ECO SHOP โชว์ไอเดียที่ชัดเจนในการผลิตสินค้าที่นำเอาวัสดุเหลือใช้มาประกอบกับไอเดีย การออกแบบที่น่าสนใจ กลายเป็นสินค้าที่มากประโยชน์ และยังสวยงามน่าใช้อีกด้วย

ร้าน ECO SHOP กลายเป็นตัวอย่างและเป็นแหล่งรองรับสินค้าที่ผลิตขึ้นมาโดยยึดคอนเซ็ปต์ รีไซเคิล-นำของเหลือใช้หรือ ขยะ กลับมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างน่าทึ่ง

เช่นเดียวกับความน่าทึ่งของนักธุรกิจระดับพันล้าน ดร.สมไทย วงษ์เจริญ เจ้าของกิจการ “วงษ์พาณิชย์” ธุรกิจที่สร้างความร่ำรวยจาก “ขยะ” ที่ก่อนหน้านี้คนทั่วไปเมิน

ธุรกิจคัดแยกขยะ เพื่อนำเอาวัสดุประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โลหะ กระดาษ พลาสติก กลับมาใช้ใหม่ คือแนวคิดที่ตอบสนองความต้องการของคนทั่วโลก นอกจากลดปัญหาในการจัดการขยะแล้ว ยังนำกลับมาใช้ เพิ่มมูลค่าได้มหาศาล

นอกจาก 2 คน 2 เรื่องราวที่ขึ้นปก “เส้นทางเศรษฐี” แล้ว ยังมีเรื่องราวของ Paperista (เปเปอร์ริสต้า) เครื่องประดับ ทำจากกระดาษรีไซเคิลโดยฝีมือของ “ชุมชนพิทักษ์โลก” ย่านรังสิต ซึ่ง คุณเปรมวดี แก้วบุรี นักออกแบบและหุ้นส่วนคนสำคัญ เล่าว่า ธุรกิจดังกล่าว สามารถช่วยได้ทั้ง ช่วยเหลือชุมชน ช่วยกระตุ้นการใช้สินค้ารีไซเคิล และเป็นธุรกิจเลี้ยงตัวได้สบายๆ

หรือในกรณีของ “RE+PAIR” สินค้าที่สร้างแบรนด์บนแนวคิด นำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ โดยการแปลงโฉมให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ถุงหิ้วพลาสติกนำมาทำสายคล้องโทรศัพท์มือถือ กล่องนมถูกดัดแปลงเป็นสายนาฬิกาข้อมือ ตะกร้อลวกก๋วยเตี๋ยวทำเป็นโคมไฟ ฯลฯ

และไม่น่าเชื่อว่า วัสดุเหลือใช้ หรือของเก่าที่ถูกลืมเหล่านั้น เมื่อใส่ไอเดียและการออกแบบที่ดีเข้าไป สามารถพลิกฟื้นให้กลายเป็นสินค้ามีระดับ วางจำหน่ายในร้านค้า และจุดจำหน่าย อย่าง TCDC ชั้น 6 ห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มโพเรียม, ร้าน PROPAGANDA, ร้าน Loft และ ร้าน ECO SHOP ของ ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร

นี่คืออีก 1 กระแสที่ยังท้าทายและเติบโตขยายตัวต่อเนื่องอย่างไม่มีสะดุดเลยในช่วงที่ผ่านมา

5.รถดัดแปลงขายอาหาร

แม้จะมีการจัดทำรายงานพิเศษ “ธุรกิจติดล้อ” ไปแล้วในปี 2555 แต่นิตยสาร “เส้นทางเศรษฐี” ก็กลับมานำเสนอเรื่องราวของธุรกิจรถดัดแปลง ในนิยามของ SMEs Mobility ธุรกิจอิสระที่สามารถเคลื่อนย้ายไปหาทำเล หาโอกาสใหม่ๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนกับที่ดิน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง หรือผูกติดกับทำเลนั้นๆ อีกครั้งหนึ่งในปลายปี 2556

เนื่องเพราะยังมีเรื่องราวและข้อมูลมากมายเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบของรถดัดแปลงเพื่อการค้าและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ไม่แต่เพียงรถปิกอัพขายกับข้าว ขายบะหมี่ ที่นิยมทั่วไปในอดีตเท่านั้น

ปัจจุบัน มีการนำรถตุ๊กๆ มาดัดแปลงเพื่อเป็นร้านค้าที่คล่องตัว สะดุดตา มีการนำรถมาดัดแปลงเพื่อขายอาหารสารพัดชนิดทั้ง ร้านสลัด ร้านซูชิ ฯลฯ

มุมมองจาก คุณพิทยา ธนาดำรงศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตงฟง มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ขนาดเล็ก ภายใต้แบรนด์ DFSK ตงฟง มอเตอร์ส ชี้ให้เห็นว่า โอกาสและการเติบโตจากกระแสตอบรับที่กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่มีต่อ ตงฟง มอเตอร์ส นั้นยังคงมีแนวโน้มที่สดใส

เฉพาะของ ตงฟง กับรถบรรทุกขนาดเล็ก DFSK เองก็สร้างอัตราการขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่องจนสามารถเปิดโชว์รูมมากกว่า 40 แห่งทั่วประเทศแล้วในวันนี้

และเมื่อพิจารณาจากคุณลักษณะที่โดดเด่น 4 ประการ ของธุรกิจรถดัดแปลง ได้แก่

1. ใช้งบประมาณการลงทุนต่ำ ต่ำกว่าการลงทุนซื้อที่ดิน หรือเช่าที่ดิน สร้างอาคารร้านค้าแน่นอน

2. โดดเด่น สะดุดตา ด้วยรูปลักษณ์ของรถดัดแปลง รวมกับความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบที่พัฒนามากขึ้นๆ

3. สะดวก สำหรับการเปิดร้าน ปิดร้าน จัดของ เมื่อการออกแบบได้ผ่านกระบวนการคิดเพื่อรองรับการทำงานและการขาย

4. สบาย และตอบโจทย์ลูกค้า ผู้ใช้บริการ เนื่องจากรถดัดแปลงสามารถเข้าถึง หรือมาให้บริการในจุดที่ลูกค้าไปมาสะดวกได้ดีกว่าร้านค้าทั่วไป

นี่คือปัจจัยที่ชี้ว่า ธุรกิจรถดัดแปลงยังคงเป็นเทรนด์ฮิตที่เติบโตต่อในปี 2557 อย่างแน่นอน

6.ฟันธง

“อาหารจานสุขภาพ” มาแรง

เพราะเมืองไทยเป็นเมืองแห่งอาหารการกิน นี่เองจึงทำให้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในบ้านเราเกิดขึ้นอย่างหลากหลายรูปแบบและเติบโตไปอย่างไม่เคยหยุดยั้ง และกลายเป็นธุรกิจอันดับต้นๆ ที่สร้างงาน สร้างเงินให้กับผู้คนมาทุกยุคทุกสมัย และแนวโน้มเติบโตสูงกว่าประเภทอื่น เพราะต้นทุนในการทำธุรกิจไม่สูงมากนัก จนทำให้ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้

ธุรกิจนี้จึงไม่มีวันตาย

แต่อาหารจานไหนจะ “รุ่ง” หรือ “ร่วง” ในปี 2557 นั้น กูรูผู้สร้างภาพลักษณ์ด้านอาหาร ฟู้ดสไตลิสต์อันดับต้นๆ ของประเทศ “คุณขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ” มีคำตอบ

เริ่มกันที่อาหาร “จานรุ่ง”

1. “อาหารตามฤดูกาล” โดยจะเป็นการกินอาหารแบบเข้าใจธรรมชาติ เป็นอาหารที่มีอยู่ในท้องถิ่น ในแต่ละภูมิภาค เหมาะกับฤดูกาล มีความสดใหม่ ผู้บริโภคได้ประโยชน์ และสร้างคุณค่าให้กับสังคมเพราะมีส่วนได้ช่วยเหลือเกษตรกร

2. “อาหารกึ่งรอว์ฟู้ด” เพราะเทรนด์สุขภาพมาแรงมาก นอกจากการออกกำลังกายแล้วผู้คนจะให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารการกินมากขึ้น โดยจะให้ความสนใจอาหารที่ไม่ต้องแปรรูปมากนัก มีขั้นตอนเดียวในการทำ ไม่ต้องมีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน เพื่อคงคุณค่าสารอาหารไม่ให้ถูกทำลาย

3. “อาหารสำหรับคนเมือง” เป็นอาหารที่สร้างขึ้นให้กับคนเมืองรุ่นใหม่ กลุ่มคนไม่มีเวลาเข้าครัวแต่ชอบบริโภคอาหารแบบนี้เตรียมง่าย ใช้เวลาน้อยในการปรุง อาทิ อาหารปรุงสุกแล้วในซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ต้องมีดีไซน์สวยงาม สะดุดตา สะดวกต่อการกิน

4. “อาหารว่างเพื่อสุขภาพ” สินค้าแนวเมล็ดธัญพืชแปรรูป ถั่ว สแน็กบาร์ ซีเรียลบาร์ จะมาแทนขนมหวาน หรือเค็มที่ไม่มีประโยชน์ ขนมหวานต้องมีส่วนผสมของธัญพืช หรือ ถ้าเป็นเครื่องดื่มต้องมีส่วนผสมจากธรรมชาติ เช่น ชาเขียว เป็นต้น

5. “อาหารโปร่งใส” เป็นการนำการตลาดแบบซีเอสอาร์มาใช้บอกเล่ากระบวนการผลิตในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ กระบวนการแปรสภาพจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ โปร่งใส ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบ ยิ่งเปิดยิ่งได้ใจ เป็นเรื่องของอารมณ์

6. “การสื่อสารอาหารด้วยภาพแทนตัวหนังสือ” เพราะปัจจุบันคนมีช่วงเวลาจำกัด พฤติกรรมการสื่อสารจึงเปลี่ยนไป การแชร์ภาพจะครองเมือง ฉะนั้น การนำเสนอด้วยภาพจึงเป็นการสื่อสารที่สั้น ง่าย กระชับ และชัดเจน โดยจะเห็นได้ว่า มีหลายที่เริ่มนำภาพมาใช้ในธุรกิจอาหาร ทำสวยถูกใจ มีเรื่องเล่า สื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจตั้งแต่นาทีแรก

ส่วนทางด้านอาหาร “จานร่วง” คุณขาบแบ่งไว้เป็น 4 ส่วน นั่นคือ

1. “อาหารจำพวกไม่มีเอกลักษณ์” ไม่มีรูปแบบและการบริโภคที่ชัดเจน เน้นแฟชั่นเป็นหลัก เน้นเป็นวัตถุประสงค์อื่นแทนการยังชีพ เช่น เอาคอลลาเจนมาเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุดิบทำอาหาร ซึ่งมันไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีพ

2. “อาหารแฟชั่น” อาหารแปลกๆ หรือใช้การนำเสนอที่เรียกร้องความสนใจ เห็นแล้วตื่นตาเป็นกระแส ก็จะเกิดขึ้นแต่จะไม่ยั่งยืน เพราะเป็นเรื่องของการตลาด การประชาสัมพันธ์มากกว่า

3. “อาหารอร่อยแต่เสียสุขภาพ” อาหารประเภทนี้มีมากในบ้านเรา เห็นชัดมากในอาหารประเภททอด ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเรามักจะเห็นอาหารเมื่อทำสำเร็จแล้ว แต่กระบวนการกว่าจะเสร็จนั้นเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้ เช่น น้ำมันเอามาจากไหน เก่าหรือใหม่ หรือ น้ำมันเก่าผ่านสภาพทำใหม่หรือเปล่า จัดเป็นอาหารจำพวกไม่สามารถรับประกันได้ว่า มีสารปนเปื้อนหรือไม่

4. “อาหารที่ขาดการปรับปรุงภาพลักษณ์” ในที่นี้ประกอบไปด้วย เมนูอาหารที่แค่เน้นขายอย่างเดียว แพ็กเกจจิ้ง ไม่มีรูปแบบที่สวยงาม ไม่ได้เจาะกลุ่มผู้บริโภคชัดเจน

ทางออกของเรื่องนี้ คุณขาบ ชี้ทางให้เห็นว่า ที่สำคัญคือ ควรทำ “สินค้าที่ผู้บริโภคต้องการ” เป็นเป้าหมาย ไม่ใช่ทำ “สินค้าที่ตัวเองอยากขาย” จงศึกษาและเข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างถ่องแท้ อย่าพึ่งการตลาดมาก อย่าแห่ตามกันไป

ทั้งหมดอยู่ที่การศึกษา ทำการบ้าน วิเคราะห์สินค้าและตลาดให้ชัดเจน

7.ธุรกิจปั่นๆ

ยังมีช่องว่างอีกเยอะ

ปั่นครองเมือง กระแสจักรยานกำลังอยู่ในความนิยมของผู้คนอย่างมาก โดยจะเห็นได้จากจำนวนนักปั่นที่เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยจักรยานสามารถสอดแทรกเข้าไปในวิถีชีวิตของผู้คนได้ในหลากหลายรูปแบบ หลายสไตล์ ซึ่งมีให้เลือกใช้ตามความชอบที่หลากหลาย

เมื่อผู้คนเปิดใจมากขึ้น จักรยาน จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไปแล้ว

ด้วยความฮิตอย่างแรงจนฉุดไม่อยู่ จึงทำให้ปัจจุบันธุรกิจจักรยานเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะระดับกลางถึงกลุ่มไฮเอนด์ ทั้งเมาน์เทนไบค์ เสือหมอบ รถพับ โดยตัวเลขนำเข้าจักรยานจากต่างประเทศ กระโดดขึ้นไปมากถึง 60 เปอร์เซ็นต์ มียอดเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้ไม่นับรวมกลุ่มจักรยานแม่บ้านที่มีตลาดแข็งแรงอยู่แล้ว

นอกจากนั้นแล้ว จักรยานยังสร้างธุรกิจได้อย่างมากมาย โดยจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันมีร้านจำหน่ายจักรยานเปิดขึ้นเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีคาเฟ่ ร้านอาหารที่เจาะเฉพาะกลุ่มจักรยานเปิดมากขึ้นเป็นลำดับ

และอีกธุรกิจหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือ ธุรกิจทัวร์จักรยาน และเซอร์วิสจักรยาน กำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างสูง โดยจะมีการให้บริการหลากหลายทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

คุณแนน-นนลนีย์ อึ้งวิวัฒน์กุล เจ้าของร้านคาเฟ่ เวโลโดม ในฐานะหนึ่งในผู้สร้างกระแสการปั่นจนฮอตฮิตในปัจจุบัน กล่าวว่า แม้จะมีธุรกิจเกี่ยวกับจักรยานเกิดขึ้นมากมาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตลาดนี้ยังเปิดกว้างมีช่องว่างให้ผู้สนใจอีกมากมาย

ช่องว่างของธุรกิจปั่นๆ ที่น่าจับตามองในสายตาของกูรูสาวนักปั่นคนนี้ มีดังนี้

1. แท็กซี่ติดแร็กบรรทุกจักรยาน

2. รถเช่าบรรทุกจักรยานเพื่อการออกทริป

3. แผนที่จักรยาน ที่มีข้อมูลเข้าถึง เข้าใจง่าย อย่างละเอียด ระบุถึงตรอกซอกซอยต่างๆ ที่ลัดเลาะเข้าไปในชุมชนที่สามารถลัดเลาะสู่ถนนใหญ่ได้ ปัจจุบันมีคนรู้ไม่กี่คน เป็นเรื่องดียังไม่มีใครทำ

4. ร้านอาหารเป็นมิตรกับกลุ่มจักรยาน ปัจจุบัน จะมีให้เห็นในรูปของคาเฟ่ ซึ่งต่อไปจะมีร้านเหล่านี้เปิดขึ้นอีก

5. ที่เช่าจอดรถจักรยานอย่างปลอดภัย กำลังขาดอย่างมาก อาจทำในพื้นที่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า รถไฟ หรือชุมชนต่างๆ สามารถทำได้ทั่วประเทศ

6. ธุรกิจให้ยืมจักรยาน ซึ่งอาจไปเปิดในสนามบิน สถานีรถไฟ หรือ สถานีขนส่งต่างๆ เพื่อนักท่องเที่ยวที่มาถึงสามารถเช่าปั่นได้เลย

7. ไบค์ แคมปัส ห้องพักนักศึกษาที่มีจุดเอื้อต่อการเก็บจักรยานในห้อง โดยติดจุดแขวนจักรยานในห้องเพิ่มได้ เป็นการสร้างความแตกต่างให้กับสถานที่ และยังสามารถเปิดตลาดใหม่ๆ ในกลุ่มนักศึกษาได้

8. รับอาบน้ำจักรยาน รับทำความสะอาดให้รถเหมือนใหม่ตลอด และช่วยทำให้จักรยานเก่ามีชีวิตขึ้นอีกครั้ง

9. โรงเรียนสอนปั่นสำหรับเด็ก ให้รู้กฎจราจรเบื้องต้นและปลูกฝังให้รักการปั่น อาจจัดเป็นสวนให้เด็กเข้าไปฝึกปั่น

10. เปิดคอร์สสอนผู้ใหญ่ปั่นจักรยาน เพราะปัจจุบันยังมีคนโตอีกจำนวนมากที่ขี่จักรยานไม่เป็น

11. ธุรกิจบัดดี้จักรยาน เป็นพี่เลี้ยงในการปั่น โดยจะช่วยเซอร์เวย์เส้นทางให้ก่อน และมีการขี่ไปรับพากลับมาส่ง ฝึกปั่นนำสลับปั่นตาม ช่วยสร้างความมั่นใจในการออกถนน

12. ทริปจักรยานวันเดียว ธุรกิจนี้กำลังโตเร็วมาก สามารถเจาะกลุ่มผู้มีกำลังซื้อได้ และกำลังเป็นที่ต้องการ

13. ผลิตรองเท้าปั่น โดยคนไทย ปัจจุบันรองเท้าจักรยานยังเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ คู่หนึ่งไม่ต่ำกว่า 4,000-5,000 บาท ซึ่งคนไทยที่มีฝีมือน่าจะดัดแปลงนำรองเท้าลำลองใส่สบายมาทำ เพียงแค่ติดเคสเข้าไป

14. ที่วางแก้วกาแฟบนจักรยาน เหมือนที่ใส่ขวดน้ำ

15. ไฟจักรยานที่ถูกและเท่ ราคาไม่บาดเจ็บ

8.”บอมบ์ไบค์” ชุดจักรยานไทยโมเดิร์น

คุณศตวรรษ ชัยรัตน์ หรือ คุณบอมบ์ ชายหนุ่มที่หลงรักการปั่นจักรยาน แต่ไม่เคยเจอชุดที่ถูกใจ หนที่สุดเลยออกแบบตัดเย็บเอง รวมถึงทำขายใช้ชื่อแบรนด์ว่า “BOMBBIKE” (บอมบ์ไบค์) ปัจจุบัน เป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มนักปั่นจักรยาน

สำหรับจุดเด่นของชุดขี่จักรยานดังกล่าว เจ้าของบอกว่า อยู่ที่เนื้อผ้ามีคุณสมบัติ เบา ใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี แห้งเร็ว ยืดหยุ่นดี ไม่ย้วย ไม่เก็บกลิ่นเหงื่อ กัน UV มีทั้งชุดของผู้หญิง และผู้ชาย ใส่สบายพอดีรูปร่าง มีตั้งแต่ไซซ์ S-XXL ลวดลายมีหลายประเภท อาทิ ลายกราฟิก ลายการ์ตูน รูปภาพต่างๆ รวมถึงพิมพ์ลายได้ตามใจชอบ

เมื่อจุดขาย คือ “คุณภาพ” คุณบอมบ์ กล่าวต่อว่า แม้ปี”56 จะมีคู่แข่งเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งยอดขายและจำนวนลูกค้าก็เพิ่มขึ้นจากปี”55 เป็นเท่าตัว

“ผมดำเนินธุรกิจชุดเสื้อผ้าขี่จักรยาน ราวปี”51 เบื้องต้นเป็นตัวแทนจำหน่ายชุดจักรยานจากเมืองจีน ต่อมาออกแบบและทำแบรนด์เป็นของตัวเอง รวมถึงรับจ้างผลิต ปัจจุบันกลุ่มลูกค้ามีทั้งผู้ชายและผู้หญิง ประเภทสินค้าที่ขายดี คือ เสื้อ กางเกง ด้านช่องทางจัดจำหน่าย เลือกออกบู๊ธประชาสัมพันธ์ตามงานจักรยาน และโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก รวมถึงเว็บไซต์”

ด้านยอดขายทั้งปี”56 ที่ผ่านมา คุณบอมบ์ เผยสัดส่วนว่า 50% ขายส่ง 30% จำหน่ายออนไลน์ 20% ออกบู๊ธ งานแสดงสินค้า และตั้งเป้าว่าปี”57 ธุรกิจจะเติบโตขึ้นกว่าเดิม

“ผมคาดว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับจักรยานในปี”57 จะสามารถเติบโตขึ้นได้อีก ปัจจัยหนุนมาจากกลุ่มคนทุกเพศ ทุกวัยหันมาสนใจกีฬาดังกล่าวเพิ่มขึ้น สังเกตจากร้านตัวแทนจำหน่ายมีเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ช่องทางการจำหน่ายก็มีความหลากหลาย หลายๆ องค์กรก็หันมาให้การสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับจักรยาน”

ด้วยความที่ “จักรยาน” เป็นอีกหนึ่งธุรกิจฮิตส่งท้ายปี เลยทำให้มีนักธุรกิจหน้าใหม่เพิ่มขึ้น ทางผู้บริหารชุดจักรยาน “บอมบ์ไบค์” ก็มีทีเด็ดงัดมาทวงบัลลังก์ด้วยการซื้อลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนฮีโร่อย่าง “ไอ้มดแดง” มาเพิ่มลวดลายบนเสื้ออีกด้วย

9.กาแฟถุงกระดาษสุดฮิต ขโมยซีนทุกธุรกิจ

ด้วยความพิเศษของถุงกระดาษสีน้ำตาลคลาสสิกที่ช่วยให้เครื่องดื่มละลายช้าลงประมาณ 5 ชั่วโมงเลยทำให้เวลาไม่ถึง 1 ปี แฟรนไชส์กาแฟโบราณ “โอ้โฮโบราณจัง” สามารถขยายกิจการได้มากถึง 200 สาขา “กาแฟถุงกระดาษ” ดังกล่าวเป็นไอเดียของ คุณเพ็ญศิริ ม่วงงาม หรือ คุณเล็ก

คุณเล็ก บอกว่า ชื่อ “โอ้โฮโบราณจัง” ตั้งขึ้นเพื่อต้องการสื่อว่าเครื่องดื่มที่ร้านมีปริมาณมาก คนที่ได้เห็นจะต้องร้อง “โอ้โฮ” ในความใหญ่ของถุงเครื่องดื่ม เนื่องจากทางร้านใช้ถุงขนาด 6×14 นิ้ว ใส่น้ำแข็ง ใส่เครื่องดื่มเต็มถุง จำหน่ายราคาถุงละ 25 บาท เมนูมีชา กาแฟ โกโก้ น้ำบ๊วย ชาเขียว นมเย็น โอเลี้ยง เป็นต้น

“ที่มาของแพ็กเกจจิ้ง เกิดจากความต้องการจะทำกาแฟโบราณที่ไม่เหมือนใคร ลองคิดอยู่หลายวิธี และเห็นว่าถุงสีน้ำตาลที่ใช้ใส่เครื่องดื่มในอดีตน่าจะลองนำมาใช้เป็นแพ็กเกจจิ้งได้ หนที่สุดสร้างความแตกต่างให้กาแฟโบราณดังกล่าวจนโดดเด่นไม่เหมือนใคร”

กับจุดขายที่หลายคนสงสัยว่า “ถุงสีน้ำตาล” เก็บความเย็นนาน 6 ชั่วโมงได้จริงเหรอ คุณเล็ก บอกว่า ถุงกระดาษสีน้ำตาลช่วยเก็บความเย็นได้จริง ช่วยให้กาแฟละลายช้ากว่าปกติ แถมช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้กาแฟโบราณข้างถนนดูดีขึ้น ส่งผลถึงยอดขายประมาณ 200-250 ถุง ต่อวัน

ปัจจุบัน กาแฟ “โอ้โฮ” มีแฟรนไชส์ 200 สาขา สัญลักษณ์คือถุงสีน้ำตาลติดโลโก้ สำหรับจุดเด่นเครื่องดื่ม คือ เข้มข้น กลมกล่อม ไม่หวาน ใช้วัตถุดิบดีมีคุณภาพสูง สูตรกาแฟโบราณตกทอดมาจากบรรพบุรุษหาดื่มได้ยาก

ด้านการยอมรับในปี”56 ที่ผ่านมา คุณเล็กยอมรับว่า ธุรกิจกาแฟถุงกระดาษได้การตอบรับดีมาก ดีเกินความคาดหมายทำให้มีคู่แข่งเกิดขึ้นนับไม่ถ้วน ส่งผลกระทบเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ยอดจำหน่ายลดลง 10 เปอร์เซ็นต์

สำหรับตลาดกาแฟถุงในปี”57 ผู้ประกอบการ ย้ำว่า ยังจะได้การยอมรับที่ดีอยู่ เนื่องจากมีปัจจัยหนุน คือ ต่างจังหวัดบางจังหวัดยังไม่มีการขายกาแฟรูปแบบดังกล่าว อีกทั้งลูกค้าก็ยังมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น นอกจากถุงกระดาษแล้วก็จะใช้รสชาติเป็นตัวดึงลูกค้าหน้าใหม่ๆ เข้ามา

10.บูติก โฮเต็ล ธุรกิจนี้มีแต่รุ่ง

ต้องยอมรับว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เรื่องของการแปลงโฉม “บ้านเก่า” สู่การเป็น “บูติก โฮเต็ล” นั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในกระแสความสนใจของคนที่นับวันยิ่งทวีความนิยมมากขึ้นทุกขณะ ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพทั้งไทยและต่างชาติที่ชอบเที่ยวแบบมีสไตล์เน้นความคุ้มค่าในการบริการเป็นสำคัญ มากกว่าความหรูหราเพิ่มมากขึ้น

เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การแปลงโฉมบ้านเก่าในชุมชนที่มีของดีมีเรื่องเล่าให้เป็น บูติก โฮเต็ล เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เพราะธุรกิจนี้เป็น ธุรกิจเก๋ มีสไตล์ ที่ไม่ต้องใช้การลงทุนด้วยตัวเงินมากนัก แต่ลงทุนด้วยความคิดสร้างสรรค์มากกว่า อีกทั้งผู้ประกอบการยังสามารถออกแบบได้เองทุกตารางนิ้ว ดีไซน์การบริการได้ทุกอย่าง มีรูปแบบที่เป็นตัวเองได้อย่างสูงสุด และการที่เข้าถึงใจลูกค้า จึงทำให้ผู้ประกอบการฉีกตัวเองออกจากสงครามราคาได้อย่างเด็ดขาด โดยสามารถตั้งอัตราค่าบริการได้ตามใจ โดยไม่สนใจว่าจะต่ำหรือสูงกว่าที่พักในรูปแบบเดิมๆ

ส่งผลให้กระแสความนิยมบูติก โฮเต็ลเพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว การเติบโตของธุรกิจนี้จึงยังคงมีอนาคตสดใสเป็นอย่างยิ่ง

คุณขิง-วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ กูรูบูติก โฮเต็ล สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญการเปลี่ยนอาคารเก่าเป็นบูติก และเจ้าของที่พักสุดฮิตสามเสน 5 ลอดจ์ ให้ความเห็นว่า “ธุรกิจนี้เหมาะกับเมืองไทยมากเพราะมีทุกอย่างครบเครื่อง ทั้งเรื่องการบริการ ความน่าสนใจในพื้นที่ วิถีชุมชน อาหารการกิน และดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ และคนไทยสามารถทำได้ดีมาก ทำให้คนหลงเสน่ห์ได้โดยไม่ยาก”

“เชื่อว่า ต่อไปจะยิ่งเพิ่มปริมาณมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเออีซีเปิดขึ้น จะทำให้เกิดการพัฒนาเพิ่มขึ้นไปอีกเพราะจะมีการกระจายตัวไปทั่วภูมิภาค และทำให้มีความต้องการที่พักมากขึ้น ไทยจะปรับตัวและกลายเป็นศูนย์กลางของบูติก โฮเต็ล ธุรกิจนี้จะเติบโตและขยายตัวไปสู่เมืองต่างๆ ทั่วประเทศมากขึ้น”

ส่วนรูปแบบของที่พักนั้นจะมีการปรับตัวโดยจะเปิดกว้างมากขึ้น โดยมีการนำโครงสร้างของสถานที่ที่คาดไม่ถึงมาดัดแปลง ไม่ว่าจะเป็นโรงหนัง โรงรถ โรงเรียนมาใช้ และจะก้าวสู่ความเป็นที่พักเฉพาะกลุ่มมากยิ่งขึ้น อาทิ ที่พักสำหรับกลุ่มนั่งสมาธิ กลุ่มผู้รักเลี้ยงสัตว์ กลุ่มจักรยาน หรือกลุ่มที่ชอบชีวิตกลางแจ้ง ฯลฯ จะทยอยเปิดตัวมากขึ้น

อีกทั้งยังจะเกิดที่พักรูปแบบที่เรียกว่า “โฮสเทล” ที่รวมทั้งความเป็นโฮเต็ล+เกสต์เฮ้าส์ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่มาจากประเทศจีน ประเทศที่ถือได้ว่า มีโฮสเทลที่ก้าวหน้ามากที่สุดในโลก

ขณะเดียวกัน ห้องพักแบบเก่าที่ไม่มีสไตล์ ไม่มีดีไซน์ เป็นแค่มีห้องพัก ห้องน้ำสะอาด มีแอร์เย็น มีทีวีดู จะถูกบีบให้ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะไม่ตรงกับความต้องการของนักเดินทางรุ่นใหม่ที่ชอบแนวชิกและยอมจ่ายเพื่อสิ่งที่เขาต้องการ

ดังนั้น กูรูคนนี้จึงฟันธงได้เลยว่า “บูติก โฮเต็ล ธุรกิจนี้ไม่ใช่แฟชั่น แต่เป็นธุรกิจที่สร้างสรรค์ ที่ไม่มีทางโอเวอร์ซัพพลายแน่นอน”

11.”เฮลโล คิตตี้” เครื่องสำอางเด็ก ตลาดนี้ยังไปสวย

บริษัท ยูนิเวอร์แซล คอสเมติคส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเครื่องสำอางลิขสิทธิ์ บริษัท ซานริโอ้ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้ 3 ตัวการ์ตูนยอดนิยมตลอดกาล อย่าง เฮลโล คิตตี้ ชินนามอนโรล และมาย เมโลดี้ จุดเด่น เนื้อบางเบา ไม่ใส่สารเคมี ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ สินค้าทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 40 รายการ ครอบคลุมเลือกสวยได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แถมราคาก็สบายกระเป๋า

คุณอภิณห์พร เสรีเลิศวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิเวอร์แซล คอสเมติคส์ จำกัด คือ ผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของไลเซนส์ คอสเมติคส์ บริษัท ซานริโอ้ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

จุดเริ่มต้นของธุรกิจ คุณอภิณห์พร เผยว่า จะใช้จุดเด่นแบรนด์เครื่องสำอางเฮลโล คิตตี้ คือ สูตรบางเบา ไม่มีสารเคมี ใช้เเล้วไม่เเพ้ คุณภาพดี ราคาย่อมเยาที่ครองใจกลุ่มลูกค้าเด็กมายาวนาน เข้าไปเจาะตลาดกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน รวมถึงสาวที่รักการแต่งหน้า โดยให้เหตุผลว่า เครื่องสำอางทุกชิ้นล้วนผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากประเทศญี่ปุ่น มั่นใจได้ว่าสาวที่อยากสวยทุกวัยสามารถใช้ได้ ไม่แพ้ ไม่ระคายเคืองอย่างแน่นอน

สำหรับการเติบโตของธุรกิจในปี”56 ที่ผ่านมา กรรมการผู้จัดการ ระบุว่า ไตรมาสสุดท้ายธุรกิจไม่โตไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับปี”55 ก็ไม่ถึงขนาดติดลบ และมองว่าปี”57 ธุรกิจจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นใหม่อีกครั้ง เพราะจะออกคอลเล็กชั่นใหม่ ครบรอบ 40 ปี เฮลโล คิตตี้ หวังเรียกเรตติ้งจากสาวทุกวัย

“เครื่องสำอางเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ไม่เฉพาะกลุ่มสตรีเท่านั้น ปัจจุบันพบว่าเมื่อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางมีความหลากหลายการใช้งาน ทำให้สามารถจำแนกกลุ่มผู้ใช้ได้ชัดเจน นำไปสู่ภาวะการแข่งขันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาด”

ในฐานะที่อยู่ในแวดวงเครื่องสำอาง คุณอภิณห์พร ลงความเห็นว่า ในปี”57 ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความสวยความงามก็ยังจะดำเนินต่อไปได้ ในส่วนของ “เฮลโล คิตตี้” เองไม่มีคู่แข่งที่ชัดเจน เนื่องจากเครื่องสำอางเด็กในเมืองไทยยังไม่มี เฮลโล คิตตี้ ถือเป็นเจ้าเเรกๆ เเละทุกปีจะออกคอลเล็กชั่นใหม่ๆ ออกแบบโดยบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่น

12.”เอ-โกะ” ทุกอย่าง 20 บาท ราคาเดียวซื้อง่ายขายคล่อง

ผลวิเคราะห์จากร้านสะดวกซื้อชื่อดัง บอกไว้ว่า การใช้จ่ายต่อบิลจำนวนสูงที่สุด คือ 20 บาท อาจกล่าวได้ว่า เงินจำนวนนี้เป็นราคาซื้อง่าย จ่ายคล่อง เลยไม่แปลกในปีที่ผ่านมา จะเห็นโมเดลธุรกิจทุกอย่าง 20 บาท ได้รับความนิยมสูง

คุณสุพจน์ เลาหพัฒนวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกดำรงค์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด หรือ เจ้าของแฟรนไชส์ร้าน “เอ-โกะ” กล่าวว่า ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 1,500 สาขา 80% เป็นลูกค้าต่างจังหวัด อีก 20% เป็นลูกค้าในเขตกรุงเทพฯ และแม้ว่าจะมีธุรกิจลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นใหม่เรื่อยๆ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่กระทบ เพราะภาพรวมธุรกิจปี”56 โตขึ้นจากปี”55 ถึง 50%

“ผมไม่ได้มองว่าการทำธุรกิจเหมือนกันเป็นคู่แข่งกัน ตรงกันข้าม กลับมองเป็นมิตร สามารถช่วยเหลือกันได้ ดั่งเช่น บางครั้งสินค้าที่ร้านหมดก็ยังเคยไปรับจากร้านที่ขายสินค้าประเภทเดียวกัน ฉะนั้น หากปี”57 จะมีธุรกิจร้าน 20 บาทผุดขึ้นอีกก็เชื่อว่าไม่กระทบ”

สำหรับรูปแบบการขยายธุรกิจ เจ้าของกิจการใช้วิธีดึงลูกค้าเข้ามาเป็นสมาชิก จูงใจด้วยราคาส่งที่ถูกลงอีก 1 บาท พร้อมมีบริการส่งฟรี ได้อุปกรณ์แต่งร้านครบ ที่สำคัญจะเปลี่ยน หรือคืนสินค้าก็ย่อมได้ ช่วยลดความเสี่ยงสต๊อกบวม

“ผมใช้ระบบสร้างสมาชิกเพื่อขยายฐานลูกค้า เงื่อนไขผู้เป็นสมาชิกต้องสั่งซื้อสินค้าครั้งแรกเป็นจำนวนเงิน 20,000 บาทขึ้นไป จะได้ราคาพิเศษ พร้อมอุปกรณ์ส่งเสริมการตลาด ป้ายร้าน ชุดฟอร์ม และทุกครั้งที่สั่งออร์เดอร์ยอดเกิน 10,000 บาทขึ้นไป จะจัดส่งฟรีทั่วประเทศ ส่งของให้ได้ใน 1-2 วัน หลังโอนเงิน หากสินค้าตัวไหนขายไม่ดี สามารถเปลี่ยนได้ภายใน 30 วัน”

อาจกล่าวได้ว่า ทุกอย่าง 20 บาท เป็นราคาซื้อง่าย จ่ายคล่อง บวกกับคุณภาพสินค้า ตลอดจนแนวคิด One stop service หรืออำนวยความสะดวกช่วยส่งสินค้าให้พวกยี่ปั๊ว ซาปั๊ว เลยทำให้ เอ-โกะ แจ้งเกิดในตลาดขายส่งได้ไม่ยาก และข้อดีของจำนวนสมาชิกมาก ทำให้ เอ-โกะ ได้กำไรส่วนต่าง แทบจะไม่เสี่ยงเรื่องของค้างสต๊อก เนื่องจากคุณสุพจน์ใช้วิธีให้โรงงานต่างๆ ส่งตัวอย่างสินค้าใหม่มาก่อนล่วงหน้า จากนั้นจะนำไปโฆษณาให้สมาชิกรับรู้ ถ้าสมาชิกสนใจก็จะสั่งซื้อเข้ามา เมื่อได้ยอดสั่งซื้อที่แน่นอนแล้ว เขาค่อยไปสั่งที่โรงงาน

ดังนั้น เมื่อจุดแข็ง คือ สินค้าราคาถูก คุณภาพสมเหตุสมผล คุณสุพจน์เลยตั้งเป้าธุรกิจปีหน้าจะเติบโตอย่างน้อย 15-20% ปัจจัยที่สนับสนุนได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจ คนนิยมสินค้าคุณภาพดีราคาถูก รวมถึง ร้าน 20 บาท มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเป็นที่รู้จักน่าเชื่อถือมากขึ้น

13.ชุดเอี๊ยมสุดป๊อป อาศัยวิกฤตม็อบสร้างรายได้

แม้ปลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์ทางการเมืองจะไม่ปกติ แต่นั่นไม่กระทบต่อ คุณนาตยา รัตน์สำอางค์ เจ้าของ แบรนด์เสื้อผ้า “NATA” เลย เพราะเธอกลับใช้โอกาสนี้ออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่นให้เข้ากับวิกฤตดังกล่าว จึงเป็นที่มาของ “ชุดเอี๊ยม” ที่สามารถเปลี่ยนข้อความได้ตามใจชอบของผู้สวมใส่ และด้วยความแปลกใหม่ดังกล่าว ส่งผลให้ยอดจำหน่ายชุดเอี๊ยมเฉลี่ย 100 ชุด ต่อเดือน

คุณนาตยา เล่าว่า ดำเนินธุรกิจ “เสื้อผ้าแบรนด์ NATA” เมื่อกลางปี”56 และเปิดตัวบนโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊ก สำหรับจุดเด่นชุดเอี๊ยมลูกค้าสามารถเลือกสกรีนข้อความอย่างที่ตัวเองต้องการได้ลงไป เช่น ก็ไม่รู้สินะ! อยู่เมืองดัดจริตชีวิตต้องป๊อป เขตชุมนุม เป็นต้น ด้านช่องทางจัดจำหน่าย 70% ขายผ่านทางเฟซบุ๊ก ที่เหลือผ่านตัวแทนจำหน่าย

“เสื้อผ้าแบรนด์ NATA ออกแบบขึ้นเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าวัย 20-35 ปี ที่ต้องการเสื้อผ้าที่มีดีไซน์ ชอบเสื้อผ้าในแบบที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งหลักการทำงานของดิฉันจะเริ่มจากไปหาซื้อผ้า เลือกชนิดผ้าที่ไม่เหมือนใคร จากนั้นออกแบบ สร้างแพตเทิร์นแล้วส่งต่อให้ช่างตัด และช่างเย็บ ลูกค้ามั่นใจได้ว่าเสื้อผ้าที่ร้านไม่ใช่เสื้อผ้าโหลอย่างแน่นอน”

ด้านราคา เจ้าของร้าน บอกว่า ชุดละ 450-790 บาท ปัจจุบันหลังเปิดมาขณะนี้ 7 เดือน ยอดขายเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 100 ชุด ส่วนแผนการตลาดในอนาคต ต้องการหาตัวแทนจำหน่ายในต่างจังหวัดและในต่างประเทศ

สำหรับแนวโน้มธุรกิจแฟชั่นปี”57 ผู้ประกอบการ มองว่า จะได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะเสื้อผ้า หากสินค้ามีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดแน่นอน

“ดิฉันตั้งเป้าว่า ปี”57 ยอดขายจะต้องสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากทางร้านจะทำการโฆษณามากขึ้น เชื่อว่า หากคนได้รู้จัก สินค้าก็จะจำหน่ายดีขึ้น”

14.ธุรกิจขนมปัง 20 บาท ยังคึกคัก

ขนมปังราคา 20 บาท นับวันจะฉายแววเด่นเพราะตั้งแต่ “ปังเว้ยเฮ้ย” แจ้งเกิดดังเป็นพลุแตก แบรนด์อื่นๆ ก็เริ่มทยอยดำเนินรอยตาม

คุณกัญญาชญา พรหมมา เจ้าของปัง จ๊ะ จ๋า กล่าวว่า ขนมปังราคาชิ้นละ 20 บาท กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง เนื่องจากเป็นราคาที่พอเหมาะกับขนาดที่อิ่มได้ จะว่าไปแล้วธุรกิจขนมปังลักษณะดังกล่าว นับวันเพิ่มขึ้นมาก ในส่วนของสินค้าก็มีความคล้ายคลึงกัน แต่จะต่างตรงรสชาติ สำหรับ “ปัง จ๊ะ จ๋า” จุดเด่นคือ ตัวเนื้อขนมปัง และไส้ที่มีปริมาณมาก โดยจะเน้นไส้เป็นสำคัญเพื่อสร้างจุดขาย นอกจากนี้ตัวขนมปังยังอบใหม่ทุกวัน บวกกับไส้ที่มากกว่าเจ้าอื่น ลูกค้าจะรู้ทันทีว่าอันไหนของที่ร้าน

คุณกัญญาชญา เปิดเผยต่อว่า ยอดขายตลอดทั้งปี”56 ที่ผ่านมา เติบโตขึ้นจากปีก่อนถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบัน มีแฟรนไชส์ในกรุงเทพฯ 3 สาขา ต่างจังหวัด 2 สาขา ในปี”57 วางแผนจะเพิ่มอีก 2 สาขา ตั้งเป้าว่าจะขยายสาขาไปยังปริมณฑล และประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับแนวโน้มธุรกิจขนมปัง ปี”57 ผู้ประกอบการย้ำว่า “ยังจะได้รับความสนใจเช่นเดิม หรือมากขึ้น ทั้งนี้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับคุณภาพของสินค้าเป็นหลัก และที่ผ่านมา การขายในราคา 20 บาท พูดได้เลยว่าต้องเน้นยอดขายจริงๆ ไม่อย่างนั้นอยู่ไม่ได้ เพราะวัตถุดิบค่อนข้างแพง การทำยอดขายในปริมาณที่มากก็จะมาเฉลี่ยเป็นกำไรได้”

15.กลับมา (แรง) อีกครั้ง “ชานมไข่มุก”

ราว 10 ปีที่ผ่านมา เครื่องดื่มรสหวานหอมละมุนอย่าง “ชานมไข่มุก” เข้ามาสร้างความฮือฮา สามารถแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดไปได้มากโข

ความแรงของเครื่องดื่มชนิดนี้ ทำให้หลายคนมองว่า นี่คือกระแส ที่วันหนึ่งจะปิดฉากลง

ซึ่งก็เป็นจริงเช่นนั้น เพราะธุรกิจนี้อยู่ได้เพียงไม่กี่ปี ก็เงียบหาย ส่วนที่ยังอยู่ก็เป็นแบรนด์ใหญ่ๆ ที่แข็งแกร่งพอจะยืนหยัดต่อได้

จริงหรือที่ว่า การหายไปของ ชานมไข่มุก มาจากเหตุผลของผู้บริโภคที่พร้อมใจกันโบกมือลา เป็นไปได้หรือว่า เครื่องดื่มชนิดนี้ เป็นแค่เพียงกระแส

คำถามดังกล่าวนี้จะยังคลุมเครือ หากทว่าในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชานมไข่มุก กลับมาอีกครั้ง เป็นการกลับมาเพื่อให้คำตอบ

เส้นทางเศรษฐี คงมิกล้าการันตีว่าธุรกิจนี้จะอยู่ยืนยาวได้เพียงใด แต่หากดูจากจำนวนผู้บริโภค ณ ปัจจุบัน คงต้องยอมรับว่า ยังมีกลุ่มคนชื่นชอบเป็นจำนวนมาก เพราะเครื่องดื่มชนิดนี้ เปรียบเสมือนเครื่องดื่มทางเลือกที่มีความหลากหลาย เหมาะกับคนในสังคมที่ไม่ชอบความจำเจ

ส่วนเหตุผลอื่นนั้น คงต้องขอให้ คุณธมลวรรณ โสธร หรือ คุณโม หนึ่งในเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ “Cha-R-MO” (ชา-อา-โม) ที่เติบโตอยู่ในตลาด โดยมีการขยายสาขาทั้งในส่วนของตนเอง และรูปแบบแฟรนไชส์ไปแล้วในหลายพื้นที่ ซึ่งได้ให้มุมมองข้อคิดเห็นไว้ดังนี้

“ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนั้นไม่ใช่ไม่มีผู้บริโภค แต่ปัญหาอยู่ที่กระบวนการนำเข้าวัตถุดิบ ไม่สามารถจัดเตรียมได้ เนื่องเพราะต้องอาศัยวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นหลัก แต่ปัจจุบันมีกลุ่มอาเซียน นำมาสู่การจัดงานแสดงสินค้า เกิดพันธมิตรทางการค้า ประเทศที่ผลิตวัตถุดิบรวมตัวเข้ามาร่วมเสนอสินค้า การซื้อขายก็ง่ายขึ้น วัตถุดิบจึงไม่ขาดตลาด

ฉะนั้น จึงคิดว่าเครื่องดื่มชนิดนี้ไปได้อีกไกล ที่คิดเช่นนั้น เพราะส่วนหนึ่งดูจากจำนวนผู้สนใจซื้อแฟรนไชส์ “Cha-R-MO” ยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนต่างจังหวัด ซึ่งตอนนี้ชานมไข่มุกยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ เท่านั้น

อีกประการหนึ่งคือ สินค้านี้ยังเป็นที่ต้องการของหมู่มวลวัยรุ่น วัยทำงาน ที่ต้องการลดหรือหลีกหนีจากการดื่มกาแฟ ซึ่งเรามองว่าเสน่ห์ของชานมไข่มุกคือความหลากหลายของท็อปปิ้ง และรสชาติชา”

แน่นอนว่าเมื่อธุรกิจใดมีกระแสดี ก็ย่อมมีผู้ลงทุนตามกันมา ทั้งนี้ คุณโมให้ข้อแนะนำไว้ “หากต้องการเริ่มต้นกับธุรกิจต้องเรียนรู้อย่างจริงจัง เมื่อศึกษาดีแล้วต้องกล้าลงทุน ประการต่อมาคือ อดทนรอผลสำเร็จ คำว่ามาตรฐานและคุณภาพ คือสิ่งที่ต้องรักษา ซึ่งก็นับกันตั้งแต่วัตถุดิบ การชง รสชาติ การบริการ ความสะอาด เรื่องของสุขอนามัย นี่คือสิ่งที่จะทำให้แม้ภาวะคู่แข่งเกิดขึ้นเราก็ยังอยู่ได้”

ตั้งอยู่ เลขที่ 98/231 หมู่ 1 หมู่บ้าน เดอะทรัสต์ทาวน์ ราชพฤกษ์ ตำบลอ้อมเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120 โทรศัพท์ (081) 833-4877

16.”Cafe” ธุรกิจ (โดน) คนรุ่นใหม่

“Cafe” ขนาดย่อมๆ คือร้านที่เกิดขึ้นและเบ่งบานราวดอกเห็ด โดยเฉพาะในย่านที่มีผู้คนพลุกพล่าน สถานที่ท่องเที่ยว ก็นิยมเปิดให้บริการ

ความโดดเด่นที่เห็นเป็นปราการด่านแรกของแต่ละร้าน คือ ไอเดียการตกแต่งรูปลักษณ์ร้านชวนให้เข้าไปเยือน

บรรยากาศภายในร้านและอาณาบริเวณให้ความรู้สึกผ่อนคลาย คืออีกหนึ่งสิ่งที่ร้าน Cafe ควรมี รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกด้านเทคโนโลยี อย่าง ฟรี WiFi ที่ต้องจัดไว้บริการลูกค้ากลุ่มหลัก นั่นก็คือคนรุ่นใหม่

ส่วนเมนูอาหารนั้น เครื่องดื่ม ถือเป็นเมนูคู่ Cafe โดยเฉพาะ ชา-กาแฟ ซึ่งนับวันจะมีผู้บริโภคเพิ่มจำนวนขึ้น บวกพ่วงด้วยเบเกอรี่ หรือบางร้านจัดเสิร์ฟอาหารหวานคาวเพิ่มทางเลือกกับลูกค้า

ธุรกิจ Cafe จึงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีผู้สนใจเดินสู่เส้นทางสายนี้ ซึ่งคำถามก็คือ ธุรกิจนี้มีอนาคต และมีที่ว่างพอให้นักลงทุนหน้าใหม่ก้าวตามหรือไม่

เส้นทางเศรษฐี ถือโอกาสเข้าไปพูดคุยกับผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่บัดนี้ลงมือทำตามฝัน คุณสุนทรี อยู่นัด หรือ คุณหน่อย เจ้าของร้าน “Nine Dessert Cafe”

“มองเห็นโอกาสว่าธุรกิจนี้ทำได้แน่นอน เพราะผู้คนดื่มกาแฟมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเขาก็มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป คือชอบความแปลกใหม่ คนรุ่นใหม่เวลาจะไปร้านกาแฟ จะไม่ใช่แค่ไปดื่มกาแฟ แต่เหมือนไปพักผ่อน ไปถ่ายรูป ฉะนั้น การตกแต่งร้านและบรรยากาศโดยรอบต้องเอื้อ และเมื่อถ่ายรูปแล้วก็มักจะส่งต่อ ซึ่งเทคโนโลยียุคปัจจุบันก็อำนวยความสะดวก ฉะนั้น หากร้านไหนตกแต่งออกมาสวยงามก็จะตอบโจทย์ลูกค้าได้”

คุณสุนทรี ยังกล่าวต่อถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันชอบสิ่งใหม่ๆ ฉะนั้น หากจะให้ลูกค้าจงรักภักดีอยู่กับร้าน ควรสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงความแตกต่าง ไม่ซ้ำจำเจ

“ในฐานะที่ Nine Dessert Cafe เพิ่งก้าวเข้ามาได้เพียงไม่กี่เดือน แต่เราก็หาเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ตั้งแต่รูปแบบร้าน เมนูอาหาร และเท่าที่ดูตลาดก็เห็นว่ามีร้านจำนวนมาก เขาอยู่รอดได้เพราะเพิ่มเมนูอาหารจานเดียว แต่ตรงนี้ก็มาคิดกับหุ้นส่วน เพราะเราไม่ต้องการเสิร์ฟเมนูที่มีกลิ่นฉุน เพราะจะเป็นการทำลายบรรยากาศ ทำให้ร้านไม่น่านั่ง”

คุณสุนทรี ยังฝากทิ้งท้าย “ปัจจุบันและคาดว่าในอนาคตเทคโนโลยีจะยิ่งเข้ามามีบทบาท ฉะนั้น ตัวผู้ประกอบการต้องเข้าให้ถึง ต้องนำร้านเข้าอยู่ในโลกออนไลน์ให้ได้ ยิ่งเปิดร้านในสถานที่ท่องเที่ยวยิ่งต้องเข้าถึงโซเชียลเน็ตเวิร์ก”

เพราะปัจจุบันไม่ว่าจะเดินทางไปไหน หาที่กินที่เที่ยว ล้วนผ่านปลายนิ้วสัมผัส

“Nine Dessert Cafe” ตั้งอยู่ถนนอัสสัมชัญ-หนองค้อ (ใกล้กับการประปาศรีราชา) จังหวัดชลบุรี โทรศัพท์ (081) 665-6688 หรือ http://www.facebook.com/Nine Dessert Cafe

17.ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เติบโตได้ทั้ง ไทย-เทศ

มีเหตุปัจจัยหลายประการส่งผลให้ผู้คนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยเบื้องต้นเริ่มจากอาหารการกิน ต่อมาจึงขยับสู่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างผลิตภัณฑ์เพื่อผิวพรรณ

สินค้าที่เป็นเนเชอรัล เริ่มผุดขึ้นหลายแบรนด์ สังเกตได้จากชั้นวางสินค้า ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนเชอรัลจัดวางเป็นทางเลือกให้ลูกค้าในแทบทุกหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและดูแลผิว

ฉะนั้น สินค้าใดที่ห่างไกลโทษ หรือเรียกว่าไร้สารพิษ จึงมีบทบาทยืนอยู่บนตลาดได้ ดังที่ คุณวิตราภรณ์ พิมพลา หนึ่งในผู้หันมาเอาจริงเอาจังกับการผลิตสินค้าเพื่อการดูแลและทำความสะอาดผิว หลากหลายรายการภายใต้แบรนด์ “ZNYA ORGANICS”

คุณวิตราภรณ์ ว่า แม้จะแบ่งกลุ่มผู้ใส่ใจสุขภาพจากประชากรทั้งประเทศ อาจอยู่ในสัดส่วนที่น้อย แต่ทว่าเมื่อเปรียบดังเส้นกราฟ กราฟเส้นนี้ไต่ระดับความสูงขึ้น อันเนื่องมาจากผู้คนในสังคมปัจจุบันเห็นผลร้ายของการไม่ใส่ใจสุขภาพ ความป่วยไข้เป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการ กอปรกับผู้คนในยุคปัจจุบันมีความสนใจศึกษาข้อมูลต่างๆ มากขึ้น และการศึกษาข้อมูลด้านสุขภาพก็เป็นสิ่งที่เลือกทำ

จากแรกเริ่มจะสังเกตว่า การเข้ามาของสินค้าสุขภาพ ที่เรียกว่าเนเชอรัล นั้นดูเหมือนเกิดขึ้นก่อน และก็สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งต่อมา มีสินค้าที่เรียกว่าออร์แกนิกผุดขึ้น ซึ่งแม้วันนี้หากนับจำนวนผู้ประกอบการ ตอบได้เลยว่าน้อยมาก แต่ใช่ว่าสินค้าประเภทนี้จะไม่มีวันเข้าไปอยู่ในใจลูกค้า

ดังเช่นที่คุณวิตราภรณ์ กล่าวไว้ “ธุรกิจนี้ยังมีช่องว่างกว้างมาก ปัจจุบันมีผู้หันมาทำธุรกิจนี้นับจำนวนได้ อาจเพราะตลาดยังไม่เข้าใจในสินค้าออร์แกนิก จึงต้องอาศัยเวลา แต่ถ้าถามว่าอนาคตไปได้หรือไม่ ยังเชื่อว่าไปได้แน่ เพราะผู้รักสุขภาพมีตัวเลขเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะต่างประเทศความต้องการสูงมาก ฉะนั้น หากใครก้าวเข้ามาทำแล้วคิดส่งออก ตอบได้เลยว่ามีโอกาส”

“ZNYA ORGANICS จะได้รับใบรับรองมาตรฐาน จาก USDA จากสหรัฐอเมริกา ทำให้สินค้าสามารถเติบโตได้ในตลาดต่างประเทศ แต่การยื่นขอก็ใช้วงเงินสูงถึงหลักแสนบาท ฉะนั้น หากผู้ใดมีทุนไม่มาก สามารถลงมือทำเล็กๆ ได้ วางตลาดไว้ในประเทศก่อน เพราะวัตถุดิบ ยกตัวอย่าง พืช ผัก มีผู้หันมาปลูกระบบออร์แกนิกมากขึ้น เพียงแต่ต้องดูให้แน่ชัดว่าเป็นออร์แกนิกจริง และสำคัญคือ ผู้ก้าวเข้ามาทำธุรกิจนี้ควรมีจรรยาบรรณต่ออาชีพ”

อีกเหตุปัจจัยเกื้อหนุนให้ ณ วันนี้ เริ่มมีผู้สนใจหันมาสู่เส้นทางการผลิตสินค้าสุขภาพมากขึ้น เพราะประเทศไทยมีความพร้อมด้านแหล่งวัตถุดิบที่ผ่านมาตรฐานได้รับการรับรองทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

ติดต่อ “ZNYA ORGANICS” เดินทางไปได้ที่ เลขที่ 14/31-32 ถนนจรัสเมือง แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (083) 293-3702

18.”Red Berry” กระเป๋าแฟชั่น คุณภาพพรีเมี่ยม

ยังฮิตฮอตข้ามปี สำหรับการขายสินค้าในเฟซบุ๊ก เฉกเช่น คุณมนทิรา เสนีย์รัตนประยูร เจ้าของกระเป๋าแบรนด์ “Red Berry” กระเป๋าหนังคุณภาพดี ดีไซน์เก๋ เธอมีความคิดเห็นเกี่ยวกับช่องทางการตลาดนี้มาบอกกล่าวกัน

คุณมนทิรา เจ้าของแบรนด์กระเป๋า “Red Berry” กล่าวว่า ดำเนินธุรกิจกระเป๋าเมื่อปี”55 จำหน่ายผ่านเฟซบุ๊กมาโดยตลอด ข้อดีของการขายออนไลน์ คือ สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าจำนวนมากได้ในเวลารวดเร็ว แต่ข้อเสียคือ เรื่องค่าใช้จ่ายในการโฆษณา ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าขายออนไลน์ประหยัดค่าหน้าร้าน

“ธุรกิจปี”56 เติบโตขึ้นจากปี”55 เกือบเท่าตัว ปัจจัยที่สนับสนุนคือ ช่องทางการทำการตลาดที่ดี เราเลือกใช้สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊ก ทำให้กลุ่มเป้าหมายที่เลือกไว้รู้จัก คือ ผู้หญิงอายุ 20 ปีขึ้นไป และในปี”57 เชื่อว่าตลาดกระเป๋าจะเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน”

ปัจจัยที่สนับสนุนให้ธุรกิจกระเป๋า “Red Berry” โตได้ตามเป้า คุณมนทิรา กล่าวว่า อยู่ที่คุณภาพเทียบเท่ากับสินค้าแบรนด์เนม เละความหลากหลายมีให้ลูกค้าเลือกเยอะมาก การันตีว่าลูกค้าที่เคยซื้อกระเป๋าจะกลับมาซื้อซ้ำ

19.ออกกำลังกาย…ธุรกิจบูม มาแรง

จากการได้พูดคุยกับผู้ออกกำลังกาย หลายคนบอกว่า แต่ก่อนไม่เคยสนใจการออกกำลังกาย จวบจนประสบปัญหาความเครียด ความเหนื่อย เมื่อยล้า และรวมไปถึงอาการเจ็บป่วยที่ตามมาจากการทำงานและการใช้ชีวิต การออกกำลังกายจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ถูกวิธี และสถานที่ออกกำลังกายในร่ม ก็เป็นทางเลือกเหมาะสมกับช่วงเวลาและการใช้ชีวิต

ความต้องการให้ร่างกายแข็งแรง คือเป้าประสงค์ของผู้ยอมเหนื่อยกับการออกกำลังกาย แต่ทว่าไม่ใช่เหตุผลเดียว เพราะการลดน้ำหนัก และสร้างรูปร่างที่ดี เป็นเหตุผลที่ตีคู่มาด้วยกัน

เหตุผลดังกล่าวมาตรงกับที่ คุณกอบกู้ ยศสมศรี นักกีฬาชกมวย และเจ้าของธุรกิจ สตรองยิม แอนด์ ฟิตเนส ผู้คลุกคลีและมีประสบการณ์อยู่กับเส้นทางสายกีฬามากว่า 10 ปี บอกไว้ “ผมมองว่า เหตุผลหลักทำให้คนหันมาออกกำลังกายคือ ต้องการดูแลสุขภาพ ดูแลรูปร่าง นี่คือสิ่งที่เขาต้องการ”

ฉะนั้น เมื่อจับทางถูก และรู้ความต้องการของคนในสังคม จึงไม่แปลกที่ปัจจุบันสถานออกกำลังกายจะผุดขึ้นไปทั่วทุกพื้นที่

ยิ่งปัจจุบันสังคมเมืองเกิดการขยายตัว ดังจะเห็นได้จากโครงการหมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม สถานที่พักอาศัย ผุดขึ้นมากเท่าใด สถานที่ออกกำลังกาย ก็กระจายไปให้บริการ

และแม้การลงทุนกับธุรกิจนี้ใช้เงินสูง กับการซื้ออุปกรณ์กีฬา หรือบางสถานที่ต้องจ้างเทรนเนอร์ (ผู้ฝึกสอน) มารองรับความต้องการของลูกค้า ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่น้อย แต่ก็เป็นการลงทุนหนักในระยะเริ่มต้น แต่ให้ผลคุ้มค่า ถ้าผู้หันมาประกอบธุรกิจอ่านตลาดออก จับจองทำเลตรงจุด

การคิดค่าบริการ ที่แต่ก่อนกำหนดระยะเวลาสัญญาเป็นปี หรือเสียค่ารายเดือนซึ่งอัตราตัวเลขจัดได้ว่าคนระดับกลางและล่าง อาจจะยังเข้าไม่ถึง

แต่ปัจจุบัน การคิดค่าบริการแบบเป็น รายวัน รายชั่วโมง และรายเดือน ซึ่งก็มีหลายราคาให้เลือก ทำให้กลุ่มคนทุกระดับสามารถเข้าใช้บริการได้

“สตรองยิม แอนด์ ฟิตเนส เปิดให้ผู้สนใจเข้ามาใช้บริการตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป ซึ่งตอนนี้มีกลุ่มนักเรียน นักศึกษา วัยทำงาน แม้แต่ผู้สูงอายุ ก็เข้ามาใช้บริการ หลายคนต้องการลดการสูบบุหรี่ และดื่มเหล้า ซึ่งเท่าที่เปิดมา 7 ปี ดูตัวเลขผู้ใช้บริการนับวันจะมากขึ้น และแม้จะมีผู้หันมาทำธุรกิจนี้กันหนาตา แต่ก็ไม่เกิดผลกระทบ เพราะหัวใจของการทำอาชีพนี้คือต้องเข้าใจ และไม่หยุดเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ”

ติดต่อ “สตรองยิม แอนด์ ฟิตเนส” ตั้งอยู่ เลขที่ 825/15-16 ถนนพรานนก แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 848-9898 หรือ http://www.aofstrongyym.com

20.”นวด” ตอบโจทย์คนทำงาน

ปวดเมื่อย คอ บ่า ไหล่ เวียนศีรษะ อาการเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นกับคนในสังคมยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่ต้องอาศัยเก้าอี้เป็นที่อยู่อาศัย และใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือดำเนินการ

ความทันสมัยมีข้อดี แต่ก็นำมาซึ่งความเจ็บป่วย และนี้จึงเป็นเหตุให้หลายคนหาวิธีบำบัด เพื่อลดอาการดังกล่าว

“นวด” คือหนึ่งวิธีผ่อนคลาย ที่ต้องบอกว่ามีผู้นิยมใช้บริการกันมากขึ้น นำพาให้เกิดผู้ประกอบการ หันมาลงทุน ลงแรง (ลงใจ) กับอาชีพนี้กันมากขึ้น

ฉะนั้น กับธุรกิจนวด จึงเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่คาดว่ามีอนาคตเติบโตต่อไปได้

จะเป็นจริงตามนั้นหรือไม่ คงต้องขอให้ คุณณัฏฐ์ชรินทร์ สุขภูวงค์ เจ้าของแบรนด์ “นวดสบาย by Nuch” ซึ่งเปิดให้บริการมาจนถึงวันนี้ 9 ปีแล้ว เล่าให้ฟัง

“ตอนที่เปิดร้าน ก็ถือว่าธุรกิจได้รับความนิยม แต่ยังไม่มากดังเช่นปัจจุบัน แต่ถ้าถามว่ามีแนวโน้มเติบโตต่อไปได้หรือไม่ในอนาคต มีความเป็นไปได้แน่นอน แต่โดยส่วนตัวมองว่า ผู้ประกอบการควรมีความรู้ในศาสตร์นี้จริงๆ ต้องรักในอาชีพ ข้อนี้ขอย้ำ ซึ่งโดยส่วนตัวตั้งแต่เปิดร้านมาจะลงมือนวดให้ลูกค้าโดยตลอด ต้องใช้ใจสู่ปลายนิ้ว แต่ถามว่าเคยจ้างพนักงานมั้ย เคย แต่สุดท้ายก็ไปกันหมด และนี่คือปัญหาของธุรกิจนวด เรื่องของพนักงาน ฉะนั้น หากลงมือทำเองได้ เริ่มจากเล็กๆ ยังไปรอด”

คุณณัฏฐ์ชรินทร์ ยังกล่าวถึงเส้นทางธุรกิจนี้ว่า มีข้อได้เปรียบตรงขนาดธุรกิจ สามารถลงทุนได้ตั้งแต่กำลังคนเพียงคนเดียว ส่วนการลงทุนในด้านการตกแต่งร้าน ไม่จำเป็นต้องหวือหวา แต่สำคัญคือ ลูกค้าต้องรู้สึกดีต่อสิ่งที่ได้รับตั้งแต่แรกเดินเข้าร้าน ทั้งจากสายตา (ความสะอาดของสถานที่และข้าวของอุปกรณ์) หู (การได้ยินเสียงดนตรี เสียงที่จะสร้างความผ่อนคลาย) จมูก (กลิ่นหอมของบรรยากาศสถานที่) กาย (วิธีการนวดที่คุณณัฏฐ์ชรินทร์ว่าหัวใจกับปลายนิ้วต้องประสานกัน) ใจ (ความพึงพอใจที่ลูกค้าพึงได้รับจากการบริการ)

ทั้งนี้ ในส่วนของการบริการนั้นถือว่าสำคัญมาก ต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ซึ่งคุณณัฏฐ์ชรินทร์ ว่า ส่วนนี้คงต้องอาศัยประสบการณ์และความสามารถ “ปัจจุบัน การนวดที่ลูกค้าต้องการไม่ใช่แค่ผ่อนคลาย แต่เป็นไปเพื่อรักษา ลดอาการที่เป็นอยู่ ซึ่งปัจจุบันปัญหาที่ลูกค้าส่วนใหญ่ประสบคือ ปวดเมื่อยบริเวณ คอ บ่า ไหล่ และรวมไปถึงปัญหาจากไมเกรน

ฉะนั้น ถ้าสถานที่ใดสามารถนวดเพื่อลดอาการเหล่านี้ได้ นั่นคือข้อได้เปรียบ”

“นวดสบาย by Nuch” ตั้งอยู่ เลขที่ 18/39/2 ซอยจุฬาเกษม 3 ถนนงามวงศ์วาน ตำบลบางเขน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี โทรศัพท์ (085) 664-2990

 

2014 SMEs อยู่ยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07037010157&srcday=2014-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 340


2014 SMEs อยู่ยาก

“…ในทุกวิกฤตมีโอกาสก็จริง แต่คงไม่ใช่ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์…”

คุณพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ในฐานะผู้บริหารสายงานธุรกิจลูกค้าผู้ประกอบการ กล่าวว่า ทุกครั้งที่เศรษฐกิจ “หักหัวลง” สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการทุกราย คือ “การขาดสภาพคล่อง” แต่จะขาดมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับธุรกิจด้วยว่าเป็นธุรกิจที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ หรือไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

กรณีถ้าเป็นธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ พอเกิดปัญหาเรื่องสภาพคล่อง ก็จะมีสถาบันการเงินเข้าไปช่วยเหลือ แต่ธุรกิจกลุ่มนี้มีอยู่ไม่ถึง 1 ล้านราย ขณะที่ SMEs ของไทยมีอยู่ถึง 3 ล้าน 3 แสนราย ฉะนั้น SMEs กลุ่มที่ยากลำบาก ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุน และรู้ว่าใครจะเข้าไปช่วยได้ จึงเป็น SMEs ส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ยังแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่เวลาที่เศรษฐกิจหักหัวลง ลูกค้ามาซื้อน้อยลง แต่ไม่ได้ลงทุนไว้มาก กลุ่มนี้เรียกว่า “ผู้ซื้อมาขายไป” ซึ่งจะเกิดปัญหาไม่มาก คือถ้าไม่มีคนมาซื้อก็ไม่ต้องสั่ง

แต่กลุ่มที่เป็นปัญหาของกลุ่มที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ คือ กลุ่มที่กู้ไปก่อนหน้า แล้วเอาไปขยายเครื่องจักร หรือว่าเอาไปสร้างโรงงานใหม่เมื่อปีสองปีที่ผ่านมา โดยมีความหวังที่ว่าถ้าสร้างเสร็จปีหน้าและปีต่อไปรายได้จะเข้ามามากพอ เมื่อรายได้ไม่เข้ามาตามคาดย่อมเกิดปัญหาตามมา

“SMEs กลุ่มนี้ปีหน้าจะอยู่ยากลำบากนิดหนึ่ง เพราะสตางค์ส่วนใหญ่ถูกใช้ไปแล้ว แต่รายได้ไม่เข้ามาตามคาด ธนาคารส่วนใหญ่ก็ลำบากใจในการที่จะให้กู้เพิ่ม ย่อมเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง” คุณพัชร ให้ความเห็น

รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวถึง SMEs ไทยส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนไม่ได้ด้วยว่า กลุ่มนี้พอเกิดปัญหาเศรษฐกิจหักหัวลง จะพยายามเข้าหาแหล่งเงินทุน ซึ่งปีที่ผ่านมาทำได้ยากแล้ว ในปีหน้าจะยิ่งยากขึ้นไปอีก

“หลายธนาคารพยายามหาแนวทางช่วยเหลือ SMEs ที่เข้าถึงแหล่งทุนไม่ได้ แต่ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะว่าเงินที่ธนาคารนำมาปล่อยสินเชื่อนั้นมันคือเงินฝาก ฉะนั้น ในช่วงที่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น การที่เราจะเอาเงินฝากของประชาชนมาปล่อยให้ SMEs กลุ่มนี้ จึงไม่ใช่เรื่องเหมาะสมและควรทำ” คุณพัชร กล่าวอย่างนั้น

แม้หลายฝ่ายจะ “ฟันธง” ปีหน้าเศรษฐกิจหักหัวลงแน่ แต่ในทรรศนะของรองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ท่านนี้ เห็นว่า ไม่น่าจะเกิดผลกระทบกับผู้ประกอบการกลุ่ม SMEs มากนัก เพราะว่าต้นทุนของ SMEs ส่วนใหญ่เป็นต้นทุนที่สามารถเพิ่มหรือลดได้ ณ ช่วงเวลาสั้นๆ ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบ ทำให้โดยส่วนตัวแล้ว เขาเป็นห่วง SMEs ไทยในแง่ผลกระทบทางด้านต้นทุนมากกว่าผลกระทบทางด้านรายได้

อย่างไรก็ตาม การลดต้นทุน ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายนักเพราะในช่วงเวลาที่ตลาดดี SMEs มักไม่เห็นความสำคัญในการลดต้นทุน เพราะเชื่อมั่นหากผลิตออกมาย่อมขายได้อยู่แล้ว แต่ปีหน้าอาจมีเหตุมีผลพอ ที่ผู้ประกอบการจะหันมาให้ความสำคัญทางด้านลดต้นทุนมากขึ้น

รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย มีประเด็นฝากไว้ด้วยว่า เศรษฐกิจมีลง-มีขึ้น เป็นเรื่องปกติ จึงอยากให้ SMEs พยายามปรับเปลี่ยนต้นทุนหรือธุรกิจของตัวเองให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจในแต่ละช่วง หากเศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงขาลงอย่าไปพยายาม “บู๊” โดยการยึดถือคำพูดที่หลายคนชอบเปรียบเปรยว่าทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส

“ในทุกวิกฤตมีโอกาสก็จริง แต่คงไม่ใช่ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ หากใครพยายามฝืนเข้าไปสู้กับวิกฤตนั้นๆ อาจเสียหายได้ สิ่งที่ควรทำที่สุดคือ พยายามทำตัวให้เหมาะสมกับวงจรของธุรกิจ และที่สำคัญ ระยะนี้อย่าพยายามสร้างต้นทุนที่ไม่สามารถลดได้ เช่น สร้างโรงงานหรือซื้อวัตถุดิบที่เป็นต้นทุนตายตัว” คุณพัชร ฝากไว้

“…SMEs บ้านเรา มีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง คือ ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ…”

คุณสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) กล่าวว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจทั้งในไทยและทั่วโลก มีมาระยะหนึ่งแล้ว ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่หน่วยธุรกิจระดับ SMEs นั้น มักทำงานด้วยตัวเอง ทำให้เห็นถึงปัญหาที่กระทบได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้น ถ้า SMEs มีความไว มีความยืดหยุ่นพอ ก็จะปรับตัวได้ด้วยตัวเองและไม่ช้าเกินไป

โดยเขามองว่า วิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ กำลังเป็นโอกาสที่ทำให้ SMEs ต้องกลับมาประเมินตัวเองว่าที่ผ่านมา ต้อง “ตกหลุมพราง” ความยากลำบาก เป็นเพราะตัวเองมากน้อยแค่ไหน เพราะปัจจัยภายนอกนั้นควบคุมยาก แต่ถ้าเกิดจากตัวเองเมื่อไหร่ จะต้องเริ่มหันมาหา “เส้นทางใหม่” ที่เหมาะสม หรือวิธีการใหม่เพื่อปรับตัวเองเข้าสู่กระบวนการค้าขายแบบใหม่ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของโลกการค้าในปัจจุบัน

“ท่ามกลางความยากลำบากทุกวันนี้ SMEs ต้องกลับมาประเมินตนเองกันขนานใหญ่ ในปี 2557 จึงน่าจะเป็นปีที่ SMEs ลุกขึ้นมาวินิจฉัยองค์กร วินิจฉัยตัวเองว่าจะปรับใหม่กันอย่างไรดี” ผอ. ISMED กล่าว

นอกจาก SMEs เองจะต้องปรับตัวขนานใหญ่แล้ว องค์กรภายนอกทั้งรัฐและเอกชน ได้เข้ามามีส่วนช่วยเหลือสนับสนุนเพียงพอแค่ไหน อย่างไร คุณสุวรรณชัย กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า ภาครัฐทุกหน่วยงาน มีความมุ่งมั่น ต้องการเข้าช่วยเหลือด้วยใจเกินร้อย

แต่โดยส่วนตัวแล้ว เขาอยากเสนอให้บรรดาสถาบันการเงิน ปรับ “มิติ” ในการดูแล SMEs ให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง เพราะธรรมชาติของ SMEs นั้น มีความแตกต่างจากองค์กรขนาดใหญ่โดยสิ้นเชิง

“ที่ผ่านมา สถาบันการเงินมักมองเรื่องของความเสี่ยงเป็นปัจจัยหลัก ยิ่งเป็นธุรกิจรายเล็ก ยิ่งเก็บดอกเบี้ยแพง โดยให้เหตุผลต้องการป้องกันความเสี่ยง ซึ่งแนวทางแบบนี้มันสวนทางกับธรรมชาติของ SMEs ขณะเดียวกัน หากสถาบันการเงินมองอีกมิติหนึ่ง ถ้า SMEs เติบโต แข็งแรง เศรษฐกิจจะขับเคลื่อนได้ดี สถาบันการเงินคงจะมีการช่วยเหลือ SMEs มากกว่าที่เป็นอยู่” คุณสุวรรณชัย ให้ความเห็นอย่างนั้น

เมื่อถามถึงสถานการณ์โดยภาพรวมของ SMEs ไทยในปัจจุบัน คุณสุวรรณชัย บอก เท่าที่ได้รับฟังปัญหาโดยตรง หลายคนรู้สึกเหนื่อยและท้อ เพราะมีแรงกดดันหลายด้าน ทั้งจากสถาบันการเงิน จากซัพพลายเออร์ รวมถึงข้อบังคับต่างๆ จากภาครัฐ แต่ SMEs บ้านเรา มีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง คือ ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เพราะธุรกิจของพวกเขา ล้วนเริ่มจากสองมือกับหนึ่งหัวใจที่มุ่งมั่น

“SMEs ที่ยอมแพ้มีน้อย แต่คนเจ๊งก็มีไม่น้อย ซึ่งคนกลุ่มหลัง คือ คนที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสนใจและเข้าไปช่วยเหลือ” ผอ. ISMED กล่าว

ก่อนฝากทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า “ความสุข” เป็นพลังสูงสุดในการขับเคลื่อนองค์กร เพราะความสุขที่เกิดขึ้นในบริษัทใด หรือองค์กรใดแล้วก็ตาม จะทำให้คนที่ทำงานในหน่วยงานนั้นเกิดประสิทธิภาพและเกิดผลผลิตที่ดี

“ปัญหาเศรษฐกิจภายนอกเป็นอย่างไร เราอาจกำหนดไม่ได้ แต่สิ่งที่ SMEs กำหนดได้ คือการสร้างความสุขในองค์กร ผ่านทีมงาน ผ่านความเข้าใจซึ่งกันและกัน และใส่ความเอื้ออาทรเข้าไป แล้วจะทำให้องค์กรนั้นน่าอยู่ มีความสุขได้ในทุกสถานการณ์” คุณสุวรรณชัย สรุปส่งท้าย

“…ปัจจัยลบมีอยู่จริง แต่ผมชอบมองปัจจัยบวกมากกว่า?”

ดร.ปฏิมา จีระแพทย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

ดร.ปฏิมา จีระแพทย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวถึงกรณีที่มีคาดการณ์ในปี 2557 SMEs ไทย จะต้องเผชิญกับ “ปัจจัยลบ” ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรอบด้าน ทั้ง ค่าแรงขั้นต่ำ การขาดแคลนแรงงาน รวมทั้งความขัดแย้งทางการเมือง ที่ไม่มีทีท่าจะยุติลงง่ายๆ นั้นว่า

หากพูดถึงแต่ปัจจัยลบ คงเหมือนเป็นการตอกย้ำ ให้เกิดผลกระทบทางลบ ฉะนั้น คงต้องช่วยกันพูดในแง่บวก เช่น หากเกิด AEC สินค้าไทยจะเกิดลูกค้ากลุ่มใหญ่ขึ้นมาทันที 600-700 ล้านคน และทาง สสว. จะเข้าไปบุกตลาดใหม่ให้ ซึ่งขณะนี้หลายประเทศมีความชัดเจนแล้ว อย่าง พม่า ลาว

ขณะเดียวกัน สสว. มีนโยบายจะเข้าไปทำวิจัยความต้องการของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อศึกษาพฤติกรรมการซื้อว่าพวกเขาชอบอะไร ใช้อะไร และมีอะไรบ้างที่ผู้ประกอบการไทยควรรู้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นผลบวกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

“ปัจจัยลบมีอยู่จริง แต่ผมชอบมองปัจจัยบวกมากกว่า ยกตัวอย่าง ยังมีความต้องการซื้อสินค้าไทย ความต้องการซื้อบริการจากผู้ประกอบการไทย จากกลุ่มเป้าหมายใหม่ ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว ประเทศเพื่อนบ้าน การค้าชายแดนจะดีขึ้น เหล่านี้คือปัจจัยบวก ฉะนั้น สสว. จะเข้าไปช่วยอุดช่องว่างตรงนี้ จะทำให้กิจกรรมต่างๆ ดำเนินไปง่ายขึ้น ขยายช่องทางการตลาดให้มากขึ้น อันนี้คือผลกระทบทางบวก” ผอ.สสว. กล่าว

พร้อมเปิดเผยถึงนโยบายและทิศทางการส่งเสริม SMEs ในปี 2557 ว่า จะมุ่งเน้นแผนการดำเนินงาน โดยการบูรณาการการทำงานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริม สนับสนุน SMEs ไทย ในทุกมิติ ทั้งในด้านการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการรวมถึงผลิตภัณฑ์ การจัดหาช่องทางการตลาดใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ การสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ

“ปี 2557 สสว. ตั้งเป้าหมายจะสามารถพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพให้ SMEs รวมทั้งพัฒนาอาชีพให้ผู้ประกอบการรายใหม่และผู้ประกอบการรายเดิมไม่น้อยกว่า 11,000 ราย พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการไม่น้อยกว่า 2,100 ผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีรายได้จากการขยายโอกาสทางการตลาดไม่น้อยกว่า 620 ล้านบาท ให้ความช่วยเหลือโดยการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการ 29,245 ราย ในวงเงินสินเชื่อประมาณ 12,500 ล้านบาท เสริมสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศรวม 18 กลุ่มจังหวัด 21 เครือข่าย” ผอ.สสว. สรุป

แนะทำ CSR เพื่อความยั่งยืน

รศ.ทองทิพภา วิริยะพันธุ์ ประธาน CSR – พอเพียง คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่าในปี 2557 นี้ ธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยจะต้องเร่งปรับกลยุทธ์และกระบวนการในการดำเนินธุรกิจอย่างเร่งด่วนและจริงจัง เพราะธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยมีโจทย์สำคัญที่จะต้องผ่านพ้นไปให้ได้หลายประการ อาทิ ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั้งของไทยและของประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน ญี่ปุ่น ที่ยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว และยังมีปัญหาทางการเมืองของไทย ปัญหาแรงงาน

รวมทั้งการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีของไทย จะต้องประเมินสถานการณ์และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่คาดว่า จะเกิดขึ้นในปีหน้า และเตรียมกลยุทธ์ในการบริหารจัดการที่สอดรับสถานการณ์นั้นๆ โดยจะต้องพยายามหาทางแปลงวิกฤตที่ประสบให้เป็นโอกาสให้ได้

สำหรับคำแนะนำในการประกอบธุรกิจเอสเอ็มอีในปี 2557 นั้น รศ.ทองทิพภา แจกแจงว่า ผู้ประกอบการควรกำหนดกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างสร้างสรรค์ ชาญฉลาด และสมเหตุสมผล เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) จะได้ลดต้นทุนต่อหน่วยให้ต่ำลง

ขณะเดียวกัน ก็ต้องหาทางเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า/บริการด้วย “กิจกรรม/บริการเพิ่มมูลค่า” (Value-added activities) เพื่อให้สินค้าหรือบริการของเราแตกต่างจากคู่แข่งขันที่มีอยู่มากมาย โดยกิจกรรม/บริการที่จัดทำนั้น จะต้องทำให้ลูกค้าสามารถรับรู้ หรือรู้สึกได้ว่า “มีมูลค่าเพิ่ม” ขึ้นจริงๆ จนสร้างความประทับใจ ทำให้อยากกลับมาใช้บริการในครั้งต่อๆ ไปอีก

ตัวอย่างเช่น ให้ลูกค้าร่วมออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งกิจกรรมนี้ อาจก่อให้เกิดนวัตกรรมของสินค้า/บริการได้ เป็นต้น

นอกจากนั้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทย ควรนำแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR (Corporate Social Responsibility) มาใช้ในกระบวนการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่ธุรกิจด้วย เนื่องจากในปัจจุบัน ความรับผิดชอบต่อสังคมได้กลายเป็นเงื่อนไขที่สำคัญในการประกอบธุรกิจ เพราะประเทศต่างๆ ได้นำมาเป็นประเด็นในการพิจารณาเกี่ยวกับการลงทุนและการสั่งซื้อสินค้า/บริการ และในอนาคต ความรับผิดชอบต่อสังคมอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกีดกันทางการค้าที่มิใช่กฎหมายด้วย

ขณะนี้ ประเทศไทยได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์ CSR แห่งชาติ และส่งเสริมสนับสนุนให้ธุรกิจทุกประเภท ทุกขนาด มีการปฏิบัติด้านความรับผิดชอบต่อสังคมในกระบวนการดำเนินธุรกิจ (CSR-in-process) เพื่อรองรับการเปิดการค้าเสรีและข้อกำหนดหรือมาตรการต่างๆ ของประชาคมอาเซียนและประชาคมโลกด้วย

ฉะนั้น ผู้ประกอบการสามารถนำแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคมตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในการกำกับการตัดสินใจ เพื่อให้การดำเนินงานต่างๆ ของธุรกิจ มุ่งเน้นที่การสร้างความยั่งยืนให้แก่กิจการ

ทั้งนี้ ความรับผิดชอบต่อสังคมในกระบวนการทำงาน (CSR-in-process) ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จะให้ความสำคัญกับการสร้างความสมดุล เพื่อให้เกิดความมั่นคงและความยั่งยืน เพราะมีการดำเนินงานอย่างพอดี พอประมาณ ใช้เหตุผล และมีการบริหารความเสี่ยง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ความรู้และคุณธรรมเป็นหลักในการปฏิบัติงาน มีความซื่อสัตย์ รอบคอบ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมก่อนส่วนตน ซึ่งสุดท้ายจะนำไปสู่ประโยชน์สุขและความสุขแห่งตน องค์กรธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมนั่นเอง

ชี้ไทยเหมาะเป็นเมดิคัลฮับ

ด้าน ดร.พิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการส่วนการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า ในปี 2557 เอสเอ็มอีถือเป็นตัวขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจไทยที่ต้องติดตาม เพราะส่วนใหญ่อยู่ในฐานการผลิต ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจโลกที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทย รวมถึงความผันผวนต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่เอสเอ็มอีต้องให้ความสำคัญ

“จากการวิเคราะห์ของทุกสำนักมองว่า เศรษฐกิจไทยปี 2557 จะดีกว่าปี 2556 เพราะปีที่แล้วเศรษฐกิจชะลอกว่าที่คาด ปี 57 น่าจะมีสัญญาณการฟื้นตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจโลก และเรื่องของการใช้จ่ายภายในประเทศก็น่าจะดีขึ้น”

อย่างไรก็ดี ดร.พิสิทธิ์ เตือนว่า สิ่งที่ควรจะระมัดระวัง คือ เรื่องของนโยบายการเงินของสหรัฐ เรื่องของมาตรการ QE ที่จะถอน ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่สร้างความผันผวนให้กับเศรษฐกิจโลก รวมถึงเรื่องของนโยบายการเมืองภายในประเทศไทยเองก็เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามดู เพราะที่จริงแล้วผลกระทบหลักน่าจะเป็นเรื่องของนโยบาย ความต่อเนื่องของการทำนโยบาย ถ้าการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ ความต่อเนื่องของนโยบายที่เคยบอกไว้ว่าจะลงทุนเรื่องน้ำ จะลงทุนโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งโอกาสที่จะไม่เป็นไปตามเป้ามีสูง

ส่วนภาครัฐที่ผ่านมา กระทรวงการคลังก็มีบทบาทในการสนับสนุนการพัฒนาเอสเอ็มอี สถาบันการเงินของรัฐต่างๆ เช่น SME Bank และธนาคารออมสิน ก็มีบทบาทช่วยในการสนับสนุน ส่งเสริมให้เอสเอ็มอีไทยสามารถที่จะพัฒนาได้ในอนาคต

ในปี 2557 แรงงานจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธุรกิจการท่องเที่ยว โรงแรม ภัตตาคาร อสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง ภาคการเงิน และภาคสาธารณสุข ที่ไทยสามารถจะเป็นเมดิคัลฮับ ศูนย์กลางด้านสาธารณสุข และด้านการศึกษา ซึ่งจะเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

กับคำถามที่ว่า ในภาวะเศรษฐกิจของไทยแบบนี้ ผู้ประกอบการหน้าใหม่หน้าเก่าควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี ดร.พิสิทธิ์ แนะว่า ต้องมองไปข้างหน้า มองไปที่ตลาดโลก ตลาดภายในประเทศในอนาคตว่ามีความต้องการอะไร ซึ่งถ้าใครสามารถมองได้ขาดว่าภาพในอนาคตคนต้องการอะไรจะเป็นปัจจัยสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ

“ที่จริงต้องดูบริบทของแต่ละประเทศแต่ละสังคมว่า วันนี้ความต้องการภายในประเทศไทย คนต้องการนวัตกรรมแบบไหน หรือจุดแข็งของประเทศไทยคืออะไร ซึ่งก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องมอง ยกตัวอย่าง เรื่องรถเช่า (Zip car) ในอเมริกา ซึ่งทำให้คนไม่ต้องมีรถแล้ว สามารถที่จะเช่ารถขับไปได้ โดยรถพวกนี้จอดทิ้งไว้ริมถนน ถ้าอยากจะใช้เมื่อไรก็ลงทะเบียนออนไลน์ไปใช้ได้เลย นวัตกรรมนี้อาจจะยังไกลสำหรับประเทศไทย ฉะนั้น ต้องไปหาโมเดลต่างๆ ว่า ประเทศไทยจะใช้โมเดลธุรกิจอะไรที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ได้”

ส่วนการเข้าสู่เออีซี นั้น ดร.พิสิทธิ์ บอกว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลังเองพยายามส่งเสริมการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยพัฒนามา 20-30 ปีก็มาจากต่างชาติ อย่างเช่น ญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในไทย จนวันนี้ทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้น ต้องทำให้เอสเอ็มอีในเมืองไทยสามารถใช้เครือข่ายในภูมิภาค อย่างประเทศเพื่อนบ้าน พม่า ลาว กัมพูชา ที่เปิดประเทศ และมีทรัพยากรมากมายที่สามารถจะไปลงทุน และใช้ผลประโยชน์ร่วมกันเพื่อพัฒนาภูมิภาคได้ โดยในตอนนี้ทางภาครัฐเองได้ผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เอสเอ็มอีสามารถไปลงทุนในต่างประเทศได้สะดวกขึ้น

ชี้คนรุ่นใหม่อยากเป็นเจ้าของกิจการ

ผู้เกี่ยวข้องอีกคน คุณสมจิตร ลิขิตสถาพร นายกสมาคมแฟรนไชส์ไทย ได้ให้คำแนะนำสำหรับการทำธุรกิจของเอสเอ็มอีไทยในปี 2557 ว่าจะต้องเตรียมพร้อมกับการแข่งขัน ไม่เฉพาะการแข่งขันในประเทศเท่านั้น จะเป็นการแข่งขันกับผู้ที่นำเข้าสินค้ามาจากต่างประเทศด้วย ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแสวงหาความรู้ในทุกรูปแบบ และนำมาประยุกต์ใช้ให้ได้ผล อีกทั้งปัญหาทางการเมืองที่ย่อมมีผลกระทบต่อการทำมาค้าขายโดยตรงก็ยังเป็นอุปสรรคอยู่ ส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจของไทยก็ยังมีจุดเด่นในตัวเอง ในด้านการสร้างสรรค์ ในด้านความมีเอกลักษณ์ และในด้านทักษะในการผลิต เป็นต้น อีกทั้งมีการเปลี่ยนผ่านมาสู่การทำธุรกิจของคนรุ่นใหม่กันมากขึ้น และค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเป็นเจ้าของกิจการมากกว่ารุ่นคุณพ่อคุณแม่ในยุคที่ผ่านมา ทำให้ส่งผลดีต่อธุรกิจเอสเอ็มอีโดยรวม

“ดิฉันมองว่าการส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการผนึกกำลัง ระหว่างองค์กรที่เกี่ยวข้องมากกว่านี้ เช่น สถาบันการเงิน ภาครัฐ และสมาคมธุรกิจการค้าต่างๆ ที่สร้างโครงการ หรือมีแผนงานที่ชัดเจน เพื่อส่งเสริมเอสเอ็มอีไทย สำหรับผู้ประกอบการ แน่นอนที่สุด การใฝ่รู้ และความกระตือรือร้นที่พัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา และผลักดันตัวเองไปสู่การปฏิบัติอย่างรวดเร็ว เป็นสิ่งที่จำเป็น เช่น การพัฒนาด้าน การออกแบบร้าน การออกแบบผลิตภัณฑ์ การศึกษาเทคโนโลยีใหม่ๆ การเรียนรู้ระบบการบริหารจัดการธุรกิจที่ทันสมัย เป็นต้น”